แผนการจัดการเรียนรู้
รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565
จัดทำโดย
นางสาวอังคณา ปาสานะโม
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 1
รายวิชาวิทยาศาสตร์ (พ้ืนฐาน) ว 23101 กล่มุ สาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 1 เรียนรูว้ ิทยาศาสตร์ เร่อื งปฐมนเิ ทศ เวลา 1 ชั่วโมง/คาบ
วนั ที่ …………………….……………………………….. ครูผูส้ อน นางสาวอังคณา ปาสานะโม
สาระสาคัญ
การปฐมนิเทศ รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พื้นฐาน) ว23101 เป็นการแนะนาขอบข่าย
รายวชิ า วธิ กี ารเรยี นการสอน จุดประสงค์การเรียนรู้ การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ในแต่ละเร่ือง การวัดและ
ประเมินผล ซ่ึงครูผู้สอนและนักเรียนจะต้องมีโอกาสร่วมคิด และทาข้อตกลงร่วมกัน ส่งผลให้มีความ
เข้าใจตรงกันในการจัดกระบวนการจัดการเรียนรู้ท่ีสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมในแต่ละ
เนื้อหา นอกจากนั้นนักเรียนยังสามารถเตรียมตัวเพ่ือการวัดและประเมินผลของครูผู้สอน เพราะได้รับรู้
แนวทางในการจัดกิจกรรมรว่ มกนั ซง่ึ จะสง่ ผลใหก้ ารเรียนการสอนประสบผลสาเรจ็ ตามวตั ถุประสงคท์ ี่ต้ังไว้
มาตรฐานการเรียนรู้
-
ตัวชวี้ ดั
-
คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงคต์ ามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551
รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซอ่ื สัตยส์ จุ ริต มีวินยั ใฝ่เรยี นรู้
อย่อู ยา่ งพอเพยี ง ม่งุ มั่นในการทางาน รกั ความเปน็ ไทย มีจิตสาธารณะ
............................................................................................................................. .............................................
ดา้ นสมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน
ความสามารถในการส่อื สาร :………………………………………………………..
ความสามารถในการคดิ :………………………………………………………..
ความสามารถในการแกป้ ัญหา :………………………………………………………..
ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ :………………………………………………………..
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี :………………………………………………………..
ดา้ นการอ่าน คดิ วิเคราะห์ และเขยี น
การอา่ น :…………………………………………………………………………..
การคิดวเิ คราะห์ :…………………………………………………………………………..
การเขียน :…………………………………………………………………………..
การบูรณาการ
ข้ามกลมุ่ สาระการเรียนรู้ (ระบุ)..............................................................................
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ส่ิงแวดล้อม
อ่ืนๆ (ระบุ).............................................................................................................
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. นกั เรียนสามารถบอกหน่วยการเรยี นรู้ เกณฑ์การวดั และประเมนิ ผล และข้อตกลงในชน้ั เรยี นได้ (k)
2. นกั เรยี นสามารถแสดงทกั ษะการเก็บรวบรวมข้อมูลได้ (P)
3. นักเรยี นสามารถแสดงความมงุ่ ม่นั ในการทางานได้ (A)
การวัดและการประเมนิ ผลการเรียนรู้
ผปู้ ระเมิน ครูผ้สู อน นกั เรียน เพ่ือน ผูป้ กครอง
ชน้ิ งาน/ภาระงาน /ร่องรอย/หลักฐานการเรยี นรู้
สง่ิ ท่ีต้องการวัด/ประเมิน วิธีการวัด เครือ่ งมือการวดั เกณฑก์ ารให้คะแนน
ระดับคณุ ภาพ
1. นักเรียนสามารถบอกหน่วยการเรียนรู้ - ประเมินจากการตอบ - คาถาม (Rubric Score)
เกณฑก์ ารวัดและประเมินผล และข้อตกลงใน คาถาม
ชั้นเรียนได้ (k) - นั ก เ รี ย น ต อ บ
ค า ถ า ม ไ ด้ ถู ก ต้ อ ง
รอ้ ยละ 70 ข้ึนไป
2. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคุณภาพ ดี
รวบรวมขอ้ มูลได้ (P) สังเกตพฤตกิ รรม พฤติกรรม ขน้ึ ไป
3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคุณภาพ ดี
ทางานได้ (A) สงั เกตพฤติกรรม พฤตกิ รรม ขนึ้ ไป
สาระการเรยี นรู้
1. คาอธบิ ายรายวชิ า
2. ตวั ช้วี ัด
3. หนว่ ยการเรยี นรู้
4. การเชค็ เวลาเรยี น
5. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน และการตดั เกรด
6. ขอ้ ตกลงในการเรียนร้รู ว่ มกัน
กิจกรรมการเรยี นรู้(กิจกรรม Active Learning)
ขั้นนาเข้าสบู่ ทเรียน
1. ครูกล่าวสวัสดีนักเรียน และพูดคุยถึงประเด็นการเรียนในปีการศึกษาที่แล้วถึงจุดเด่น และจุดด้อย
เพ่อื แลกเปลยี่ นการเรยี นรรู้ ะหว่างกนั
2. สุ่มสอบถามนักเรียนว่าช่วงปิดภาคเรียนท่ีผ่านมา นักเรียนไปทาอะไรบ้าง และมีการเตรียมความ
พรอ้ มอย่างไรสาหรบั การเรยี นในเทอมน้ี พรอ้ มกบั เชือ่ มโยงเข้าสู่เน้ือหาของคาบนี้
ขนั้ สอน
1. ครใู ช้ power point นาเสนอคาอธิบายรายวิชา ตัวชี้วัด หน่วยการเรียนรู้ และสาระการเรียนรู้ท่ี
จะเรียนในภาคเรียนที่ 1 จานวน 4 หน่วย คือ เรียนรู้วิทยาศาสตร์อย่างไร พันธุกรรม คลื่น แสง
และปฏิสมั พนั ธใ์ นระบบสุริยะและเทคโนโลยอี วกาศ โดยช้ีแจ้งตัวชี้วัดและอภิปรายถึงเนื้อหาที่จะเรียนร่วมกัน
กบั นกั เรียน
2.ครูใช้ power point นาเสนอเกีย่ วกับการตัดสนิ ผลการเรียนของนกั เรียน ดังนี้
คะแนนตา่ กว่า 50 คะแนน ผลการเรยี น 0
คะแนนระหว่าง 50 -54 คะแนน ผลการเรียน 1
คะแนนระหว่าง 55 -59 คะแนน ผลการเรยี น 1.5
คะแนนระหวา่ ง 60 -64 คะแนน ผลการเรียน 2
คะแนนระหวา่ ง 65 -69 คะแนน ผลการเรียน 2.5
คะแนนระหว่าง 70 -74 คะแนน ผลการเรยี น 3
คะแนนระหว่าง 75 -79 คะแนน ผลการเรียน 3.5
คะแนนมากกว่า 80 คะแนนขึน้ ไป ผลการเรยี น 4
3. ครูและนักเรียนตกลงหลักเกณฑ์การวัดผลและการให้คะแนนในส่วนต่างๆร่วมกัน โดยเขียนบน
กระดาน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน เป็นดงั นี้
1. อัตราสว่ นคะแนนระหว่างภาคตอ่ ปลายภาค = 70 : 30
2. คะแนนระหวา่ งเรียนแบง่ เก็บดังน้ี
2.1 ชิน้ งาน/โครงงาน 10 คะแนน
2.2 จิตพิสยั 5 คะแนน
2.3 เวลาเรยี น 5 คะแนน
2.4 ตัวชี้วัด 30 คะแนน
2.5 สอบกลางภาค 20 คะแนน
2.5 สอบปลายภาค 30 คะแนน
4.ครูและนักเรียนร่วมกันสร้างข้อตกลงเก่ียวกับหลักการ ข้อปฏิบัติและกฎระเบียบในการเรียนการ
สอนในหอ้ งเรียน ดังนี้
4.1 นักเรียนต้องเข้าเรียนไม่ต่ากว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ของเวลาเรียนท้ังหมด จึงจะมี
สทิ ธ์สอบกลางภาค/ปลายภาค
4.2 นักเรียนต้องส่งงานให้ครบตามเกณฑ์ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของงานท้ังหมด
จงึ จะไม่ติด ร
4.3 นกั เรียนต้องมคี ะแนนสะสมทั้งเทอม ไม่ต่ากว่า 50 คะแนน จึงจะไม่ติด 0
4.4 ไม่หยอกลอ้ พดู คุยเสียงดัง หรือส่งเสียงรบกวนเพื่อนนักเรียน ในเวลาเรยี น
4.5 นกั เรยี นตอ้ งเข้าเรียนให้ตรงเวลา
4.6 หากมีความจาเป็นตอ้ งออกจากห้องเรยี น ตอ้ งขออนญุ าตครูผสู้ อนกอ่ นทุกครั้ง
4.7 ไมน่ าอาหารมารับประทานในหอ้ งเรยี นขณะครสู อน
4.8 หากมีขอ้ สงสัยขณะเรียน ใหส้ อบถามครูไดท้ ันที
4.9 นกั เรียนทกุ คนต้องมสี มุดเพอ่ื จดบนั ทกึ และทาแบบฝกึ หัด คนละ 1 เลม่
5. ครูบอกห้องพักครู และโต๊ะที่ครูน่ัง เพื่อให้นักเรียนที่มีข้อสงสัย หรือรับส่งแบบฝึกหัด สามารถติดต่อ
ได้ถกู ตอ้ ง
ขัน้ สรปุ
1. ครสู ุม่ ถามนักเรียนเก่ยี วกบั เรอื่ งท่ีครูกลา่ วมาข้างต้น ว่ามีรายละเอยี ดที่สาคัญอย่างไร
2. ครเู ปดิ โอกาสให้นักเรยี นท่ีมขี อ้ สงสัยถามเกย่ี วกบั เรอ่ื งท่ีกล่าวมาขา้ งต้น
3. ครบู อกให้นักเรยี นศกึ ษาเรื่องท่จี ะเรยี นในชัว่ โมงตอ่ ไปล่วงหน้า
สอ่ื และแหล่งการเรยี นรู้
1. คู่มอื การสอน วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 เลม่ 1
2. สอ่ื การเรียนรู้ PowerPointรายวชิ าพ้ืนฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี3 เล่ม 1
3. หนังสือเรยี นรายวิชาพ้นื ฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 เล่ม 1
แผนการจดั การเรยี นร้ทู ่ี 2
รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ (พ้นื ฐาน) ว 23101 กล่มุ สาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2565
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 1 เรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื งกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ เวลา 1 ชว่ั โมง/คาบ
วนั ท่ี …………………….……………………………….. ครผู ู้สอน นางสาวอังคณา ปาสานะโม
สาระสาคัญ
การทางานของนักวิทยาศาสตร์เพื่อค้นพบความรู้และความจริงต่างๆ ในธรรมชาติใช้วิธีท่ีเรียกว่า
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ซ่ึงเป็นวิธีในการสืบเสาะหาความรู้และการสารวจ
ตรวจสอบอย่างเป็นระบบ
มาตรฐานการเรยี นรู้
-
ตวั ชว้ี ัด
-
คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551
รกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ ซอ่ื สตั ย์สจุ ริต มวี ินยั ใฝเ่ รยี นรู้
อยู่อย่างพอเพยี ง มุ่งมน่ั ในการทางาน รักความเป็นไทย มจี ติ สาธารณะ
............................................................................................................................. .............................................
ด้านสมรรถนะสาคัญของผูเ้ รียน
ความสามารถในการสอื่ สาร :………………………………………………………..
ความสามารถในการคิด :………………………………………………………..
ความสามารถในการแกป้ ัญหา :………………………………………………………..
ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ติ :………………………………………………………..
ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี :………………………………………………………..
ดา้ นการอา่ น คดิ วิเคราะห์ และเขยี น
การอ่าน :…………………………………………………………………………..
การคดิ วิเคราะห์ :…………………………………………………………………………..
การเขยี น :…………………………………………………………………………..
จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. นกั เรยี นสามารถอธบิ ายกระบวนการทางวิทยาศาสตรไ์ ด้ (K)
2. นกั เรยี นสามารถแสดงทกั ษะการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ได้ (P)
3. นักเรียนสามารถแสดงความมงุ่ มน่ั ในการทางานได้ (A)
การวัดและการประเมินผลการเรยี นรู้
ผปู้ ระเมิน ครูผ้สู อน นกั เรียน เพ่ือน ผู้ปกครอง
ชน้ิ งาน/ภาระงาน /รอ่ งรอย/หลกั ฐานการเรียนรู้
สิ่งทตี่ ้องการวัด/ประเมนิ วธิ ีการวดั เคร่อื งมอื การวัด เกณฑ์การให้คะแนน
ระดับคณุ ภาพ
(Rubric Score)
1.นักเรียนสามารถอธิบายกระบวนการทาง - ตรวจใบงาน ช้ินงาน -ใบงาน ช้ินงานหรือ - นักเรียนผ่านเกณฑ์
วทิ ยาศาสตรไ์ ด้ (K) หรอื ภาระงาน ภาระงาน ร้อยละ 70 ขึน้ ไป
-แบบประเมินใบงาน
2. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคุณภาพ ดี
รวบรวมขอ้ มลู ได้ (P) สงั เกตพฤตกิ รรม พฤตกิ รรม ขึ้นไป
3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คุณภาพ ดี
ทางานได้ (A) สังเกตพฤติกรรม พฤติกรรม ขึน้ ไป
สาระการเรียนรู้
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
กิจกรรมการเรียนรู้ (กิจกรรม Active Learning)
ครูดาเนินการทดสอบก่อนเรียน โดยให้นักเรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน เพ่ือตรวจสอบความพร้อม
และพน้ื ฐานของนักเรยี น
ขั้นนาเขา้ สบู่ ทเรียน
1) ครูถามคาถามนกั เรยี นเพือ่ กระตุ้นความสนใจ เช่น
– นักเรียนร้จู ักนักวิทยาศาสตรห์ รือไม่ (แนวคาตอบ รู้จัก)
– นักวิทยาศาสตร์คือใคร (แนวคาตอบ บุคคลผู้มีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์อย่างน้อยหน่ึง
สาขา และใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการค้นคว้าหาความรู้ทางวิทยาศาสตร)์
– นักวทิ ยาศาสตรท์ างานเก่ยี วกับอะไร (แนวคาตอบ การค้นคว้าหาความรทู้ างวิทยาศาสตร์)
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับคาตอบ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้
เร่ือง กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ข้นั จัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
จดั กิจกรรมการเรยี นร้โู ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน
ช้ันเรียน (flipped classroom) ซง่ึ มีขัน้ ตอนดังนี้
1) ขน้ั สรา้ งความสนใจ (Engagement)
(1) ครูแบ่งกลุ่มนักเรียนแล้วเปิดโอกาสให้นักเรียนในกลุ่มนาเสนอข้อมูลเก่ียวกับกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ที่ครูมอบหมายให้ไปเรียนรู้ล่วงหน้าให้เพ่ือนๆ ในกลุ่มฟัง จากน้ันให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนมา
นาเสนอขอ้ มูลหน้าหอ้ งเรยี น
(2) ครตู รวจสอบว่านักเรียนทาภาระงานท่ีได้รับมอบหมายไปหรือไม่ โดยตรวจสอบจากการจดบันทึก
ของนักเรยี น และถามคาถามเกี่ยวกบั ภาระงาน ดงั นี้
– วิธีการที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการสืบเสาะหาความรู้และสารวจตรวจสอบความจริงต่างๆ ใน
ธรรมชาติอย่างเป็นระบบเรียกว่าอะไร (แนวคาตอบ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หรือวิธีการทาง
วทิ ยาศาสตร์)
– การทางานของนักวิทยาศาสตร์มีข้ันตอนอะไรบ้าง (แนวคาตอบ การสังเกตและระบุปัญหา
การต้ังสมมุติฐาน การวางแผนและการสารวจหรือทดลอง หรือการเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลและสร้าง
คาอธบิ าย และการสรุปผลและสื่อสาร)
(3) ครเู ปิดโอกาสให้นักเรยี นตั้งประเดน็ คาถามที่นักเรียนสงสัยจากการทาภาระงานอย่างน้อยคนละ 1
คาถาม ซงึ่ ครใู หน้ ักเรยี นเตรยี มมาลว่ งหนา้ และใหน้ ักเรยี นชว่ ยกันตอบและแสดงความคดิ เห็น
(4) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับภาระงาน โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า การทางาน
ของนักวิทยาศาสตร์เพื่อค้นพบความรู้และความจริงต่าง ๆ ในธรรมชาติใช้วิธีท่ีเรียกว่า กระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ หรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นวิธีในการสืบเสาะหาความรู้และการสารวจตรวจสอบอย่าง
เป็นระบบ
2) ขั้นสารวจและค้นหา (Exploration)
(1) ครูให้นักเรียนศึกษาเรื่องความหมายของวิทยาศาสตร์ จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครู
ช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ หมายถึง ความรู้ที่ได้จากการศึกษาปรากฏการณ์ต่างๆ ใน
ธรรมชาติ โดยใชว้ ธิ ีการแสวงหาความร้อู ย่างมีแบบแผน สามารถตรวจสอบได้ และมีเหตุผล นอกจากน้ี ยังรวม
ไปถงึ การเรยี นร้แู ละทาความเข้าใจความรู้น้ันอย่างเป็นระบบและเป็นเหตุเปน็ ผล ตัวอย่างสิ่งท่ีเป็นวิทยาศาสตร์
เช่น มนุษย์ต้องรบั ประทานอาหาร เพราะในอาหารมีสารอาหารสาหรับใช้ในการดารงชีวิตและการเจริญเติบโต
และฟา้ ผา่ เปน็ ปรากฏการณธ์ รรมชาติทเี่ กิดจากการแลกเปลย่ี นประจไุ ฟฟ้าระหว่างเมฆกบั พื้นดิน
(2) ครูอธิบายเพิ่มเติมเก่ียวกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้นักเรียนเข้าใจว่า การทางานของ
นักวิทยาศาสตร์เพ่ือค้นพบความรู้และความจริงต่าง ๆ ในธรรมชาติใช้วิธีที่เรียกว่า กระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ หรือเรียกอีกอย่างหน่ึงว่า วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นวิธีในการสืบเสาะหาความรู้และกา ร
สารวจตรวจสอบ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มีดังนี้ 1. การสังเกตและระบุปัญหา 2. การต้ังสมมุติฐาน
3. การวางแผนและการสารวจหรือทดลอง หรือการเก็บข้อมูล 4. การวิเคราะห์ข้อมูลและสร้างคาอธิบาย
5. การสรุปผลและส่ือสาร
(3) ครแู บง่ นกั เรยี นกล่มุ ละ 5 – 6 คน ปฏบิ ตั ิกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ การทางานของนักวิทยาศาสตร์
ตามขัน้ ตอน ดังน้ี
– สบื ค้นขอ้ มูลเกย่ี วกับการทางานของนักวทิ ยาศาสตรท์ ี่นักเรียนสนใจมา 1 ทา่ น
– ออกแบบแผนผงั กระบวนการทางานของนักวิทยาศาสตรท์ ่ีสืบคน้ ข้อมูลได้ จากนั้นเขียนแผนผัง
กระบวนการทางานตามท่อี อกแบบไว้
– นาเสนอข้อมูลหนา้ ห้องเรยี น และอภปิ รายรว่ มกันเกยี่ วกับการทางานของนกั วิทยาศาสตร์
(4) ครูและนกั เรียนร่วมกนั ตรวจสอบความถูกต้องของขอ้ มูลที่ไดจ้ ากการปฏบิ ัติกจิ กรรม
(5) ครูคอยแนะนาชว่ ยเหลือนักเรยี นขณะปฏบิ ัติกจิ กรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ให้นกั เรยี นทกุ คนซักถามเม่อื มปี ญั หา
3) ข้ันอธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
(1) นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มนาเสนอผลการปฏิบตั ิกิจกรรมหน้าหอ้ งเรียน
(2) ครแู ละนักเรียนร่วมกันอภิปรายผลจากการปฏบิ ัตกิ ิจกรรม โดยใช้แนวคาถาม เช่น
– นกั เรยี นสบื ค้นข้อมูลการทางานของนักวิทยาศาสตร์ท่านใด (แนวคาตอบ ไมเคิล ฟาราเดย)์
– การทางานของนักวิทยาศาสตร์ที่นักเรียนสืบค้นข้อมูลใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างไร
(แนวคาตอบ ไมเคิล ฟาราเดย์ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการสร้างกระแสไฟฟ้าเหน่ียวนาจากอานาจ
แม่เหล็ก ดังน้ี
การสังเกตและระบุปัญหา ฟาราเดย์สังเกตได้ว่า กระแสไฟฟ้าทาให้เกิดอานาจแม่เหล็กได้ เขาจึง
ระบุปญั หาวา่ อานาจแมเ่ หล็กทาใหเ้ กิดกระแสไฟฟ้าไดห้ รือไม่
การต้ังสมมุติฐาน อานาจแมเ่ หลก็ น่าจะทาให้เกิดกระแสไฟฟ้าได้
การวางแผนและการสารวจหรือทดลอง หรือการเก็บข้อมูล ทาการทดลองหลายๆ ครั้ง วัดค่า
กระแสไฟฟ้าที่เกิดขึน้ และบันทึกผล
การวเิ คราะหข์ อ้ มลู และสร้างคาอธบิ าย วิเคราะห์ข้อมูลและอธิบายหลักการใช้อานาจแม่เหล็กทา
ให้เกดิ กระแสไฟฟา้
การสรุปผลและสื่อสาร สรปุ ผลวา่ อานาจแม่เหลก็ ทาให้เกิดกระแสไฟฟ้าได้และเผยแพร่การสร้าง
กระแสไฟฟ้าเหนยี่ วนาโดยจดั พมิ พเ์ ปน็ หนงั สือ)
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มี 5 ข้ันตอน ได้แก่ การสังเกตและระบุปัญหา การต้ังสมมุติฐาน การวางแผน
และการสารวจหรือทดลอง หรือการเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลและสร้างคาอธิบาย และการสรุปผลและ
สอื่ สาร
4) ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)
นักเรียนค้นคว้าคาศัพท์ภาษาต่างประเทศเก่ียวกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จากหนังสือเรียน
ภาษาต่างประเทศหรืออนิ เทอรเ์ น็ต และนาเสนอให้เพอ่ื นฟัง คดั คาศพั ทพ์ รอ้ มทง้ั คาแปลลงสมุดสง่ ครู
5) ขน้ั ประเมิน (Evaluation)
(1) ครูให้นักเรยี นแตล่ ะคนพิจารณาวา่ จากหวั ขอ้ ทเ่ี รียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างท่ียังไม่
เข้าใจหรือยังมีขอ้ สงสัย ถ้ามี ครูชว่ ยอธบิ ายเพ่มิ เติมให้นกั เรยี นเขา้ ใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อย่างไรบ้าง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ
การนาความรู้ทีไ่ ด้ไปใชป้ ระโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเขา้ ใจของนักเรยี นโดยการให้ตอบคาถาม เช่น
– กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มีก่ีข้ันตอน อะไรบ้าง (แนวคาตอบ 5 ขั้นตอน ได้แก่ การสังเกต
และระบุปัญหา การต้ังสมมุติฐาน การวางแผนและการสารวจหรือทดลอง หรือการเก็บข้อมูล การวิเคราะห์
ข้อมลู และสร้างคาอธิบาย และการสรปุ ผลและสอื่ สาร)
– การทางานด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มีประโยชน์เพราะอะไร (แนวคาตอบ เพราะ
สามารถทาซ้า ลดทอน และสลับลาดบั ไดต้ ามความเหมาะสม เพอ่ื ใหส้ ามารถอธบิ ายปัญหาทร่ี ะบุไว้ได)้
ขนั้ สรุป
1) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเก่ียวกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่
ความคดิ หรือผงั มโนทศั น์
2) ครูมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาค้นคว้าเน้ือหาของบทเรียนชั่วโมงหน้า เพ่ือจัดการเรียนรู้ครั้ง
ตอ่ ไป โดยให้นักเรียนศกึ ษาค้นควา้ ล่วงหนา้ ในหวั ข้อทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
3) ครูให้นักเรียนเตรียมประเด็นคาถามท่ีสงสัยมาอย่างน้อยคนละ 1 คาถาม เพ่ือนามาอภิปราย
ร่วมกนั ในหอ้ งเรียนคร้งั ต่อไป
สอื่ และแหลง่ การเรยี นรู้
1. ใบกิจกรรมเสรมิ การเรียนรู้ การทางานของนักวิทยาศาสตร์
2. คมู่ ือการสอน วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 เลม่ 1
3. สอื่ การเรยี นรู้ PowerPoint รายวิชาพ้ืนฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี3 เล่ม1
4. หนงั สือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 เลม่ 1
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 3
รายวชิ าวิทยาศาสตร์ (พื้นฐาน) ว 23101 กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565
หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 1 เรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ เร่อื งทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ เวลา 1 ชวั่ โมง/คาบ
วนั ท่ี …………………….……………………………….. ครูผสู้ อน นางสาวองั คณา ปาสานะโม
สาระสาคญั
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มี 14 ทักษะ จัดเป็นสิ่งจาเป็นอย่างยิ่งที่ทาให้กระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร์ประสบผลสาเร็จ
มาตรฐานการเรยี นรู้
-
ตวั ชวี้ ัด
-
คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551
รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซอ่ื สัตยส์ ุจริต มีวินัย ใฝเ่ รียนรู้
อยูอ่ ย่างพอเพยี ง ม่งุ ม่นั ในการทางาน รักความเป็นไทย มีจิตสาธารณะ
............................................................................................................................. .............................................
ด้านสมรรถนะสาคญั ของผู้เรยี น
ความสามารถในการสือ่ สาร :………………………………………………………..
ความสามารถในการคิด :………………………………………………………..
ความสามารถในการแก้ปัญหา :………………………………………………………..
ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ :………………………………………………………..
ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี :………………………………………………………..
ด้านการอ่าน คดิ วเิ คราะห์ และเขียน
การอา่ น :…………………………………………………………………………..
การคดิ วเิ คราะห์ :…………………………………………………………………………..
การเขยี น :…………………………………………………………………………..
จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. นกั เรยี นสามารถอธบิ ายกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้ (K)
2. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บรวบรวมข้อมลู ได้ (P)
3. นักเรยี นสามารถแสดงความมุง่ มน่ั ในการทางานได้ (A)
การวดั และการประเมนิ ผลการเรยี นรู้
ผูป้ ระเมิน ครูผู้สอน นกั เรียน เพ่ือน ผูป้ กครอง
ชน้ิ งาน/ภาระงาน /ร่องรอย/หลกั ฐานการเรยี นรู้
สิ่งท่ตี ้องการวดั /ประเมนิ วธิ ีการวัด เครอื่ งมือการวดั เกณฑก์ ารให้คะแนน
ระดบั คณุ ภาพ
(Rubric Score)
1. นักเรียนสามารถอธิบายกระบวนการทาง - ตรวจใบงาน ชิ้นงาน -ใบงาน ชิ้นงานหรือ - นกั เรยี นผา่ นเกณฑ์
วิทยาศาสตร์ได้ (K) หรอื ภาระงาน ภาระงาน ร้อยละ 70 ข้ึนไป
-แบบประเมินใบงาน
2. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี
รวบรวมขอ้ มูลได้ (P) สงั เกตพฤตกิ รรม พฤตกิ รรม ข้ึนไป
3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งมั่นในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคณุ ภาพ ดี
ทางานได้ (A) สงั เกตพฤติกรรม พฤตกิ รรม ขน้ึ ไป
สาระการเรยี นรู้
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
กิจกรรมการเรยี นรู้ (กิจกรรม Active Learning)
ขั้นนาเข้าสู่บทเรียน
1) ครูใหน้ กั เรียนดรู ูปไอศกรมี แล้วถามคาถามนักเรยี นดงั น้ี
– นกั เรยี นคดิ วา่ อณุ หภมู มิ ผี ลตอ่ การหลอมเหลวของไอศกรีมหรือไม่ (แนวคาตอบ มีผล)
– นักเรียนมีวิธีตรวจสอบข้อสงสัยดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร (แนวคาตอบ นาไอศกรีมท่ีมีลักษณะ
เหมือนกัน 3 แท่ง ไปวางไว้ในอุณหภูมิห้อง กลางแดด และช่องแช่แข็งของตู้เย็นเป็นเวลา 5 นาที จากนั้น
สังเกตลักษณะของไอศกรมี ทั้ง 3 แทง่ วา่ มีลักษณะใด)
– วิธีตรวจสอบขอ้ สงสยั ของนักเรียนใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ใด (แนวคาตอบ การ
สงั เกต)
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับคาตอบ เพื่อเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้
เรอื่ ง ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
ข้นั จัดกจิ กรรมการเรียนรู้
จัดกิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยใชก้ ระบวนการสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ซ่ึงมขี ั้นตอนดงั น้ี
1) ขนั้ สร้างความสนใจ (Engagement)
(1) ครูแบ่งกลุ่มนักเรียนแล้วเปิดโอกาสให้นักเรียนในกลุ่มนาเสนอข้อมูลเกี่ยวกับทักษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์ท่ีครูมอบหมายให้ไปเรียนรู้ล่วงหน้าให้เพื่อน ๆ ในกลุ่มฟัง จากนั้นให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนมา
นาเสนอข้อมลู หน้าหอ้ งเรียน
(2) ครูตรวจสอบว่านักเรียนทาภาระงานท่ีได้รับมอบหมายไปหรือไม่ โดยตรวจสอบจากการจดบันทึก
ของนักเรยี น และถามคาถามเกีย่ วกับภาระงาน ดงั น้ี
– ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์คืออะไร (แนวคาตอบ ส่ิงท่ีทาให้กระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร์ประสบผลสาเร็จเป็นอย่างด)ี
– ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ประกอบด้วยกี่ทักษะ อะไรบ้าง (แนวคาตอบ 14 ทักษะ
ได้แก่ การสังเกต การวัด การจาแนกประเภท การใช้จานวน การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปซกับสเปซ
และสเปซกับเวลา การจัดกระทาและส่ือความหมายข้อมูล การลงความคิดเห็นข้อมูล การพยากรณ์ การต้ัง
สมมุติฐาน การกาหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ การกาหนดและควบคุมตัวแปร การทดลอง การตีความหมาย
ขอ้ มูลและการลงข้อสรุป และการสรา้ งแบบจาลอง)
(3) ครูเปิดโอกาสให้นกั เรยี นตั้งประเด็นคาถามท่ีนักเรียนสงสัยจากการทาภาระงานอย่างน้อยคนละ 1
คาถาม ซ่งึ ครูให้นักเรียนเตรียมมาล่วงหน้า และใหน้ กั เรยี นชว่ ยกันตอบและแสดงความคิดเห็น
(4) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเก่ียวกับภาระงาน โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า ทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งจาเป็นอย่างย่ิงท่ีทาให้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ประสบผลสาเร็จเป็น
อย่างดี ดังน้ันในการเรียนรู้หรือการศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ เราจึงควรฝึกฝนเพื่อให้เกิด ทักษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
2) ขน้ั สารวจและค้นหา (Exploration)
(1) ครูให้นักเรียนศึกษาเร่ืองทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน
โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นส่ิงจาเป็นอย่างยิ่งท่ีทาให้
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ประสบผลสาเร็จเป็นอย่างดี ดังนั้นในการเรียนรู้หรือการศึกษาค้นคว้าทาง
วิทยาศาสตร์ เราจึงควรฝึกฝนเพื่อให้เกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ประกอบด้วย 14 ทักษะ ได้แก่ การสังเกต การวัด การจาแนกประเภท การใช้จานวน การหา
ความสัมพันธ์ระหว่างสเปซกับสเปซ และสเปซกับเวลา การจัดกระทาและส่ือความหมายข้อมูล การลงความ
คิดเห็นขอ้ มูล การพยากรณ์ การต้ังสมมตุ ิฐาน การกาหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ การกาหนดและควบคุมตัวแปร
การทดลอง การตคี วามหมายขอ้ มลู และการลงขอ้ สรุป และการสรา้ งแบบจาลอง
(2) ครูแบง่ นกั เรยี นกลุม่ ละ 5 – 6 คน ปฏบิ ัตกิ ิจกรรมเสริมการเรียนรู้ ของเหลวเคลื่อนท่ี ตามข้ันตอน
ดังน้ี
– เติมนา้ และน้ามนั พืชลงในแก้วอยา่ งละใบจนเต็ม จากนัน้ นาแก้วใสน่ ้าวางบนถาด
– ใช้กระดาษแข็งปิดปากแกว้ ใส่น้ามันพืชให้สนิท แล้วคว่าบนปากแก้วใส่น้า โดยให้ตาแหน่งของ
ปากแกว้ ทงั้ 2 ใบตรงกัน
– พยากรณว์ า่ ถ้าคอ่ ย ๆ ดึงกระดาษแขง็ ออกจะเกดิ การเปลย่ี นแปลงลกั ษณะใด
– ดงึ กระดาษแขง็ ออกแลว้ สงั เกตการเปล่ยี นแปลงท่เี กดิ ขึ้น บนั ทึกผล
– ดาเนินการเช่นเดียวกับข้อ 1 – 4 แต่สลับตาแหน่งของแก้ว โดยคว่าแก้วใส่น้าให้อยู่บนแก้วใส่
นา้ มันพืช
– อภิปรายผลการทดลองร่วมกัน จากนั้นนาเสนอแนวคิดโดยใช้รูปแบบท่ีเข้าใจได้ให้เพื่อนฟัง
หนา้ หอ้ งเรยี น
(3) ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันตรวจสอบความถูกต้องของข้อมลู ที่ได้จากการปฏบิ ตั ิกจิ กรรม
(4) ครคู อยแนะนาชว่ ยเหลอื นกั เรยี นขณะปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ให้นกั เรียนทุกคนซกั ถามเม่อื มปี ญั หา
3) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation)
(1) นกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ นาเสนอผลการปฏิบัตกิ ิจกรรมหนา้ หอ้ งเรียน
(2) ครูและนกั เรียนรว่ มกนั อภิปรายผลจากการปฏิบัตกิ ิจกรรม โดยใช้แนวคาถาม เช่น
– นักเรียนกาหนดตัวแปรอะไรบ้าง (แนวคาตอบ ตัวแปรต้น คือ ตาแหน่งการวางแก้วใส่น้าและ
แก้วใส่น้ามันพืช ตัวแปรตาม คือ การเคลื่อนที่ของน้าและน้ามันพืช ตัวแปรควบคุม คือ ขนาดของแก้ว
ปริมาตรของนา้ และนา้ มนั พชื และการดึงกระดาษแขง็ )
– นกั เรยี นพยากรณไ์ วว้ ่าอย่างไร แลว้ ผลการทดลองตรงกับสง่ิ ท่พี ยากรณ์ไว้หรือไม่ อย่างไร (แนว
คาตอบ พยากรณ์ว่า การทดลองท้ัง 2 คร้ัง น้าและน้ามันพืชจะอยู่ในแก้วเหมือนเดิมไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง
โดยผลการทดลองไม่ตรงกับท่ีพยากรณ์ไว้ในการทดลองคร้ังที่ 2 คือ เมื่อดึงกระดาษแข็งออก น้าที่อยู่ในแก้ว
ดา้ นบนเคลอ่ื นท่ลี งมาอยทู่ ่แี ก้วดา้ นล่าง ส่วนนา้ มันพืชทอ่ี ย่ใู นแกว้ ดา้ นล่างก็เคล่ือนท่ขี ้นึ ไปอยู่ท่ีแกว้ ดา้ นบน)
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า ของเหลวที่
มคี วามหนาแนน่ น้อยกวา่ จะลอยอยูด่ า้ นบนของของเหลวทมี่ ีความหนาแน่นมากกวา่ เสมอ
4) ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration)
นักเรียนค้นคว้าคาศัพท์ภาษาต่างประเทศเกี่ยวกับทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จากหนังสือ
เรียนภาษาตา่ งประเทศหรืออินเทอร์เน็ต และนาเสนอใหเ้ พอื่ นฟงั คดั คาศพั ทพ์ รอ้ มท้ังคาแปลลงสมดุ ส่งครู
5) ขัน้ ประเมนิ (Evaluation)
(1) ครูให้นักเรยี นแต่ละคนพจิ ารณาวา่ จากหวั ขอ้ ที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่
เข้าใจหรอื ยังมีขอ้ สงสัย ถ้ามี ครชู ่วยอธิบายเพิม่ เติมใหน้ กั เรียนเข้าใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อย่างไรบ้าง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ท่ีได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ
การนาความรทู้ ไ่ี ดไ้ ปใช้ประโยชน์
(4) ครูทดสอบความเข้าใจของนกั เรียนโดยการให้ตอบคาถาม เชน่
– ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มีความจาเป็นต่อการสร้างคาอธิบายเพราะอะไร (แนว
คาตอบ เพราะทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรเ์ ปน็ ส่ิงทีช่ ว่ ยให้สามารถค้นหาคาตอบและสร้างคาอธิบายได้
อย่างถูกต้องและเหมาะสม และยังช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ก่อให้เกิดผลงานท่ีแปลกใหม่ และมีคุณค่า
มากข้ึน)
– ตัวแปรท่ีใช้ในการทดลองแบ่งเป็นกี่ชนิด อะไรบ้าง (แนวคาตอบ 3 ชนิด ได้แก่ ตัวแปรต้น ตัว
แปรตาม และตวั แปรควบคุม)
– การทดลองประกอบด้วยกี่ขั้นตอน อะไรบ้าง (แนวคาตอบ 3 ข้ันตอน ได้แก่ การออกแบบการ
ทดลอง การปฏิบตั ิการทดลอง และการบันทกึ ผลการทดลอง)
ขนั้ สรุป
1) ครแู ละนกั เรยี นร่วมกนั สรุปเกี่ยวกบั ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยร่วมกันเขียนเป็นแผน
ท่ีความคิดหรอื ผังมโนทศั น์
2) ครูมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาค้นคว้าเน้ือหาของบทเรียนชั่วโมงหน้า เพ่ือจัดการเรียนรู้คร้ัง
ตอ่ ไป โดยใหน้ ักเรียนศึกษาคน้ คว้าล่วงหน้าในหัวขอ้ ธรรมชาติของวทิ ยาศาสตร์
3) ครูให้นักเรียนเตรียมประเด็นคาถามท่ีสงสัยมาอย่างน้อยคนละ 1 คาถาม เพื่อนามาอภิปราย
รว่ มกันในหอ้ งเรยี นคร้งั ตอ่ ไป
ส่อื และแหล่งการเรียนรู้
1. ใบกิจกรรมเสรมิ การเรยี นรู้ ของเหลวเคล่อื นที่
2. คู่มอื การสอน วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 3 เลม่ 1
3. สื่อการเรียนรู้ PowerPoint รายวชิ าพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่3 เลม่ 1
4. หนงั สอื เรยี นรายวิชาพืน้ ฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 เลม่ 1
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 4
รายวชิ าวิทยาศาสตร์ (พ้ืนฐาน) ว 23101 กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ เรือ่ งธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ เวลา 1 ชว่ั โมง/คาบ
วันท่ี …………………….……………………………….. ครูผู้สอน นางสาวอังคณา ปาสานะโม
สาระสาคญั
ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ประกอบด้วยส่วนสาคัญ 3 ส่วน คือ โลกในมุมมองแบบวิทยาศาสตร์
การสบื เสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และองคก์ รทางวทิ ยาศาสตร์
มาตรฐานการเรียนรู้
-
ตวั ชี้วดั
-
คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ ซือ่ สตั ยส์ จุ รติ มีวนิ ัย ใฝ่เรยี นรู้
อยอู่ ย่างพอเพยี ง ม่งุ มนั่ ในการทางาน รกั ความเป็นไทย มจี ติ สาธารณะ
............................................................................................................................. .............................................
ด้านสมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน
ความสามารถในการสือ่ สาร :………………………………………………………..
ความสามารถในการคิด :………………………………………………………..
ความสามารถในการแกป้ ัญหา :………………………………………………………..
ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ :………………………………………………………..
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี :………………………………………………………..
ด้านการอ่าน คิด วเิ คราะห์ และเขยี น
การอา่ น :…………………………………………………………………………..
การคดิ วิเคราะห์ :…………………………………………………………………………..
การเขยี น :…………………………………………………………………………..
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1. นกั เรียนสามารถอธิบายธรรมชาตขิ องวิทยาศาสตรไ์ ด้ (K)
2. นักเรยี นสามารถแสดงทกั ษะการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ได้ (P)
3. นกั เรียนสามารถแสดงความม่งุ มนั่ ในการทางานได้ (A)
การวดั และการประเมินผลการเรียนรู้
ผปู้ ระเมิน ครผู สู้ อน นกั เรยี น เพ่ือน ผูป้ กครอง
ช้นิ งาน/ภาระงาน /ร่องรอย/หลักฐานการเรยี นรู้
ส่ิงทีต่ ้องการวัด/ประเมนิ วิธกี ารวัด เครอ่ื งมือการวดั เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
ระดบั คุณภาพ
(Rubric Score)
1. นักเรียนสามารถอธิบายธรรมชาติของ - ตรวจใบงาน ช้ินงาน -ใบงาน ช้ินงานหรือ - นักเรยี นผ่านเกณฑ์
วทิ ยาศาสตรไ์ ด้ (K) หรือภาระงาน ภาระงาน รอ้ ยละ 70 ข้นึ ไป
-แบบประเมินใบงาน
2.นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คุณภาพ ดี
รวบรวมขอ้ มูลได้ (P) สังเกตพฤติกรรม พฤตกิ รรม ขน้ึ ไป
3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งมั่นในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คุณภาพ ดี
ทางานได้ (A) สงั เกตพฤตกิ รรม พฤติกรรม ขึน้ ไป
สาระการเรียนรู้
ธรรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตร์
กิจกรรมการเรยี นรู้ (กิจกรรม Active Learning)
ข้นั นาเขา้ สูบ่ ทเรยี น
1) ครูถามคาถามนักเรยี นเพื่อกระตุ้นความสนใจ เชน่
– วทิ ยาศาสตรค์ ืออะไร (แนวคาตอบ ความรู้ที่ได้จากการศึกษาปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในธรรมชาติ
ท้ังธรรมชาติที่อยู่ใกล้ตัวและไกลออกไป โดยใช้วิธีการแสวงหาความรู้อย่างมีแบบแผน สามารถตรวจสอบได้
และมีเหตุผล แล้วสะสมเป็นองค์ความรู้และกระบวนการไว้อย่างมีระบบ รวมถึงการเรียนรู้และทาความเข้าใจ
ความรนู้ ้นั อยา่ งเป็นระบบและเป็นเหตเุ ปน็ ผล)
– วิทยาศาสตร์มีลักษณะเฉพาะอย่างไร (แนวคาตอบ ลักษณะเฉพาะของวิทยาศาสตร์ เรียกว่า
ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยส่วนสาคัญ 3 ส่วน คือ โลกในมุมมองแบบวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะ
หาความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ และองคก์ รทางวิทยาศาสตร์)
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคาตอบ เพ่ือเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้
เรื่อง ธรรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตร์
ขั้นจดั กิจกรรมการเรียนรู้
จัดกิจกรรมการเรยี นรู้โดยใชก้ ระบวนการสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ซงึ่ มีขัน้ ตอนดงั น้ี
1) ข้นั สร้างความสนใจ (Engagement)
(1) ครูแบ่งกลุ่มนักเรียนแล้วเปิดโอกาสให้นักเรียนในกลุ่มนาเสนอข้อมูลเก่ียวกับธรรมชาติของ
วิทยาศาสตร์ท่ีครูมอบหมายให้ไปเรียนรู้ล่วงหน้าให้เพ่ือน ๆ ในกลุ่มฟัง จากนั้นให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนมา
นาเสนอขอ้ มลู หน้าห้องเรยี น
(2) ครูตรวจสอบว่านักเรียนทาภาระงานท่ีได้รับมอบหมายไปหรือไม่ โดยตรวจสอบจากการจดบันทึก
ของนกั เรยี น และถามคาถามเกยี่ วกับภาระงาน ดงั นี้
– วิทยาศาสตรเ์ กิดจากอะไร (แนวคาตอบ เกิดจากการที่มนุษย์พยายามทาความเข้าใจธรรมชาติ
ผา่ นกระบวนการทเ่ี ปน็ ระบบและมีเหตผุ ล)
– ลักษณะเฉพาะของวทิ ยาศาสตร์เรยี กวา่ อะไร (แนวคาตอบ ธรรมชาติของวิทยาศาสตร)์
(3) ครเู ปิดโอกาสให้นกั เรียนตง้ั ประเดน็ คาถามที่นักเรียนสงสัยจากการทาภาระงานอย่างน้อยคนละ 1
คาถาม ซ่งึ ครใู หน้ กั เรยี นเตรยี มมาลว่ งหน้า และใหน้ ักเรียนช่วยกนั ตอบและแสดงความคิดเหน็
(4) ครูและนกั เรยี นรว่ มกันสรุปเกย่ี วกับภาระงาน โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า วิทยาศาสตร์
เกิดจากการท่ีมนุษย์พยายามทาความเข้าใจธรรมชาติผ่านกระบวนการท่ีเป็นระบบและมีเหตุผล ทาให้
วทิ ยาศาสตรม์ ีลักษณะเฉพาะท่เี รยี กว่าธรรมชาตขิ องวิทยาศาสตร์
2) ขัน้ สารวจและค้นหา (Exploration)
(1) ครใู ห้นักเรยี นศึกษาเรอ่ื งธรรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตร์ จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วย
อธบิ ายให้นักเรียนเขา้ ใจวา่ วิทยาศาสตร์เกิดจากการท่มี นษุ ย์พยายามทาความเข้าใจธรรมชาติผ่านกระบวนการ
ที่เป็นระบบและมีเหตุผล ทาให้วิทยาศาสตร์มีลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ ซึ่ง
ประกอบด้วยส่วนสาคัญ 3 ส่วน คือ โลกในมุมมองแบบวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์
และองคก์ รทางวิทยาศาสตร์
(2) ครอู ธบิ ายเพม่ิ เตมิ เกย่ี วกับโลกในมุมมองแบบวิทยาศาสตร์ให้นักเรียนเข้าใจว่า โลกในมุมมองแบบ
วทิ ยาศาสตรม์ แี นวคดิ ตา่ งๆ เช่น
– ส่ิงต่างๆ สามารถเข้าใจได้ โดยอาศัยหลักฐานการแปลผล และการสรุป เช่น การค้นพบโครง
กระดกู ไดโนเสาร์ทภี่ ูเวียง แม้ว่าจะค้นพบเพียงโครงกระดูก แต่เม่ือนามาวิเคราะห์และแปลผล ก็สรุปได้ว่าเป็น
โครงกระดกู ไดโนเสาร์พันธอ์ุ ะไรและอยใู่ นชว่ งอายเุ ท่าใดของโลก
– ความรู้ทางวิทยาศาสตร์คงทนเชื่อถือได้ จนกว่าจะมีความรู้ใหม่มาหักล้างกับความรู้เดิม เช่น
หลักฐานท่ีพบว่า ดาวพลูโตเป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะนับตั้งแต่ พ.ศ. 2473 ต่อเนื่องมาถึง 76 ปี จน พ.ศ.
2549 จงึ พบหลักฐานใหมท่ ีส่ รุปไดว้ ่า ดาวพลูโตเป็นเพยี งดาวเคราะห์แคระ ความรดู้ งั กล่าว จงึ ถกู ลบลา้ งไป
– ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เปล่ียนแปลงได้เมื่อมีหลักฐานเพ่ิมเติมที่เช่ือถือได้และนามาสร้างเป็น
คาอธิบายใหม่ เช่น จากเดิมท่ีนักวิทยาศาสตร์สรุปว่า ระบบสุริยะมีดาวเคราะห์ 9 ดวง ต่อมาเม่ือมีการค้นพบ
ว่าวงโคจรของดาวพลโู ตมลี ักษณะแตกต่างจากดาวเคราะห์ดวงอนื่ ซึ่งเป็นข้อมลู และหลักฐานที่ ทาให้สรุปได้ว่า
ดาวพลโู ตไมใ่ ช่ดาวเคราะห์
– วิทยาศาสตร์ไม่สามารถตอบได้ทุกคาถาม เพราะมีข้อจากัดบางประการในการตรวจสอบด้วย
วิธีการทางวิทยาศาสตร์ เช่น การศึกษาเกี่ยวกับสาเหตุการตายของไดโนเสาร์ท่ีค้นพบที่ภูเวียง หรือลักษณะ
นิสยั ของไดโนเสาร์ท่ยี ังไม่มหี ลักฐานท่นี ่าเชอื่ ถือมาสนับสนนุ
(3) ครอู ธิบายเพิม่ เติมเก่ยี วกบั การสืบเสาะหาความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ให้นักเรียนเข้าใจว่า การสืบเสาะ
หาความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์เปน็ การรวบรวมหลักฐานเพอื่ นามาสรา้ งคาอธบิ ายหรือตอบคาถามในสิ่งท่ีสงสัยด้วย
วิธีการที่เป็นระบบแต่ไม่ตายตัว ได้แก่ การระบุปัญหา การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยข้อเท็จจริง การ
สร้างคาอธิบายโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ควบคู่กับหลักฐานอย่างมีเหตุผล และการส่ือสารสิ่งท่ีค้นพบให้ผู้อ่ืน
เขา้ ใจอย่างมีเหตผุ ล
(4) ครูอธิบายเพ่มิ เติมเกี่ยวกบั องคก์ รทางวทิ ยาศาสตรใ์ ห้นักเรียนเข้าใจว่า วิทยาศาสตร์เป็นกิจกรรมที่
สามารถทาไดท้ ้ังในระดับบคุ คล สังคม และองค์กร และยังแบ่งเป็นแขนงต่าง ๆ แต่หลักการและคาอธิบายทาง
วทิ ยาศาสตรไ์ มม่ ขี อบเขตแบง่ แยก
(5) ครูแบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ ตามข้ันตอน
ดังนี้
– แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อย่อยให้เพ่ือนสมาชิกช่วยกันสืบค้นตามท่ี
สมาชิกกลุ่มช่วยกันกาหนดหัวข้อย่อย เช่น โลกในมุมมองแบบวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ทาง
วทิ ยาศาสตร์ และองคก์ รทางวทิ ยาศาสตร์
– สมาชิกกลุ่มแต่ละคนหรือกลุ่มย่อยช่วยกันสืบค้นข้อมูลตามหัวข้อย่อยท่ีตนเองรับผิดชอบ โดย
การสบื ค้นจากหนงั สือ วารสาร สารานกุ รมวิทยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรบั เยาวชน หรืออินเทอรเ์ นต็
– สมาชิกกลุ่มนาข้อมูลที่สืบค้นได้มารายงานให้เพื่อน ๆ สมาชิกในกลุ่มฟัง รวมทั้งร่วมกัน
อภปิ รายซักถามจนคาดวา่ สมาชกิ ทุกคนมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจท่ีตรงกนั
– สมาชิกกลุ่มช่วยกันสรุปความรู้ท่ีได้ทั้งหมดเป็นผลงานของกลุ่ม และช่วยกันจัดทารายงาน
การศึกษาค้นคว้าเกย่ี วกับธรรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตร์
(6) ครแู ละนกั เรยี นร่วมกันตรวจสอบความถกู ต้องของขอ้ มลู ทไ่ี ด้จากการปฏบิ ตั ิกจิ กรรม
(7) ครคู อยแนะนาช่วยเหลอื นักเรียนขณะปฏิบัติกจิ กรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ให้นักเรยี นทุกคนซกั ถามเมื่อมปี ัญหา
3) ขัน้ อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation)
(1) นักเรยี นแตล่ ะกลมุ่ นาเสนอผลการปฏบิ ัติกิจกรรมหนา้ หอ้ งเรยี น
(2) ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกนั อภปิ รายผลจากการปฏิบตั ิกจิ กรรม โดยใช้แนวคาถาม เชน่
– ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์มีส่วนสาคัญกี่ส่วน อะไรบ้าง (แนวคาตอบ 3 ส่วน คือ โลกใน
มมุ มองแบบวิทยาศาสตร์ การสบื เสาะหาความรูท้ างวทิ ยาศาสตร์ และองค์กรทางวทิ ยาศาสตร์)
– ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เปล่ียนแปลงได้หรือไม่ เพราะอะไร (แนวคาตอบ เปล่ียนแปลงได้
เพราะวิทยาศาสตร์ให้ความสาคญั กับหลกั ฐานทเ่ี ช่อื ถือได้ ดังน้นั เม่ือมีหลักฐานเพิ่มเติมท่ีเช่ือถือได้และมีเหตุผล
ความรเู้ ดมิ จะถูกลบลา้ งไป และจะถูกอธบิ ายด้วยความรูใ้ หมท่ ค่ี ้นพบแทน)
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า ธรรมชาติ
ของวิทยาศาสตร์เป็นลักษณะเฉพาะของวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยส่วนสาคัญ 3 ส่วน คือ โลกในมุมมองแบบ
วิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ และองคก์ รทางวิทยาศาสตร์
4) ข้ันขยายความรู้ (Elaboration)
นักเรียนค้นคว้าคาศัพท์ภาษาต่างประเทศเก่ียวกับธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ จากหนังสือเรียน
ภาษาต่างประเทศหรืออนิ เทอรเ์ นต็ และนาเสนอใหเ้ พ่ือนฟงั คัดคาศพั ทพ์ ร้อมท้งั คาแปลลงสมุดส่งครู
5) ข้ันประเมนิ (Evaluation)
(1) ครใู ห้นักเรยี นแตล่ ะคนพจิ ารณาวา่ จากหวั ขอ้ ท่เี รียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างท่ียังไม่
เข้าใจหรอื ยังมีขอ้ สงสัย ถา้ มี ครูชว่ ยอธิบายเพม่ิ เตมิ ใหน้ กั เรียนเขา้ ใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อย่างไรบ้าง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ
การนาความรู้ท่ไี ดไ้ ปใช้ประโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเข้าใจของนักเรยี นโดยการให้ตอบคาถาม เชน่
– ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์มีความสาคัญอย่างไร (แนวคาตอบ ทาให้เรามีมุมมองต่อส่ิงต่างๆ
ผา่ นกระบวนการท่เี ป็นระบบและเป็นเหตเุ ป็นผล)
– วทิ ยาศาสตร์เป็นกิจกรรมท่ีทาได้ในระดบั ใด (แนวคาตอบ ระดับบุคคล สงั คม และองค์กร)
ขนั้ สรปุ
1) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเก่ียวกับธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่
ความคิดหรือผงั มโนทัศน์
2) ครูมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาค้นคว้าเนื้อหาของบทเรียนช่ัวโมงหน้า เพ่ือจัดการเรียนรู้ครั้ง
ตอ่ ไป โดยให้นกั เรยี นศึกษาคน้ คว้าลว่ งหน้าในหัวขอ้ จิตวทิ ยาศาสตร์
3) ครูให้นักเรียนเตรียมประเด็นคาถามที่สงสัยมาอย่างน้อยคนละ 1 คาถาม เพื่อนามาอภิปราย
รว่ มกนั ในห้องเรียนคร้ังต่อไป
สอื่ และแหล่งการเรียนรู้
1. หนังสอื วารสาร สารานกุ รมวทิ ยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรับเยาวชน หรืออนิ เทอร์เนต็
2. คู่มอื การสอน วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 เลม่ 1
3. สอ่ื การเรียนรู้ PowerPoint รายวชิ าพ้นื ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่3 เล่ม1
4. หนังสือเรยี นรายวชิ าพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 3 เลม่ 1
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 5
รายวชิ าวิทยาศาสตร์ (พืน้ ฐาน) ว 23101 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 3 ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565
หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 1 เรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ เร่ืองจิตวทิ ยาศาสตร์ เวลา 1 ชัว่ โมง/คาบ
วันท่ี …………………….……………………………….. ครูผ้สู อน นางสาวอังคณา ปาสานะโม
สาระสาคญั
จิตวิทยาศาสตรเ์ ปน็ ลักษณะนิสยั ของบคุ คลท่ีเก่ียวข้องกับความรสู้ กึ นกึ คิดทางวิทยาศาสตร์
มาตรฐานการเรียนรู้
-
ตวั ชว้ี ดั
-
คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551
รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ ซอื่ สัตยส์ จุ ริต มวี ินยั ใฝเ่ รยี นรู้
อยอู่ ย่างพอเพยี ง มุ่งม่ันในการทางาน รักความเปน็ ไทย มีจิตสาธารณะ
............................................................................................................................. .............................................
ด้านสมรรถนะสาคัญของผ้เู รียน
ความสามารถในการส่ือสาร :………………………………………………………..
ความสามารถในการคิด :………………………………………………………..
ความสามารถในการแก้ปัญหา :………………………………………………………..
ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ติ :………………………………………………………..
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี :………………………………………………………..
ดา้ นการอ่าน คดิ วิเคราะห์ และเขียน
การอา่ น :…………………………………………………………………………..
การคิดวเิ คราะห์ :…………………………………………………………………………..
การเขยี น :…………………………………………………………………………..
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. นักเรียนสามารถอธิบายจิตวทิ ยาศาสตร์ได้ (K)
2. นกั เรยี นสามารถแสดงทกั ษะการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ได้ (P)
3. นกั เรียนสามารถแสดงความมุง่ มนั่ ในการทางานได้ (A)
การวัดและการประเมนิ ผลการเรยี นรู้
ผ้ปู ระเมิน ครูผสู้ อน นักเรยี น เพ่ือน ผปู้ กครอง
ช้ินงาน/ภาระงาน /ร่องรอย/หลกั ฐานการเรียนรู้
สิ่งทีต่ ้องการวดั /ประเมิน วธิ กี ารวดั เครื่องมือการวดั เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
ระดับคุณภาพ
(Rubric Score)
1. นักเรียนสามารถอธิบายจิตวิทยาศาสตร์ได้ - ตรวจใบงาน ช้ินงาน -ใบงาน ช้ินงานหรือ - นักเรยี นผ่านเกณฑ์
(K) หรอื ภาระงาน ภาระงาน ร้อยละ 70 ขนึ้ ไป
-แบบประเมินใบงาน
2.นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคุณภาพ ดี
รวบรวมข้อมูลได้ (P) สงั เกตพฤติกรรม พฤตกิ รรม ขนึ้ ไป
3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคณุ ภาพ ดี
ทางานได้ (A) สังเกตพฤตกิ รรม พฤติกรรม ขึ้นไป
สาระการเรยี นรู้
จิตวทิ ยาศาสตร์
กจิ กรรมการเรยี นรู้ (กิจกรรม Active Learning)
ขน้ั นาเขา้ สบู่ ทเรียน
1) ครูใหน้ ักเรียนดรู ูปแอลเบิรต์ ไอน์สไตน์ แลว้ ถามคาถามนกั เรยี นดงั นี้
– นักเรียนร้จู ักบุคคลในรปู หรอื ไม่ (แนวคาตอบ รูจ้ กั )
– บคุ คลในรูปทาอาชพี อะไร (แนวคาตอบ นกั วทิ ยาศาสตร์)
– นักเรยี นคิดว่า บคุ คลในรูปมลี กั ษณะนิสัยอยา่ งไร (แนวคาตอบ สนใจใฝ่ร้แู ละมีเหตผุ ล)
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคาตอบ เพ่ือเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้
เร่ือง จติ วิทยาศาสตร์
ขัน้ จัดกิจกรรมการเรยี นรู้
จดั กจิ กรรมการเรยี นร้โู ดยใชก้ ระบวนการสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ซ่ึงมขี ้ันตอนดงั นี้
1) ข้ันสรา้ งความสนใจ (Engagement)
(1) ครูแบ่งกลุ่มนักเรียนแล้วเปิดโอกาสให้นักเรียนในกลุ่มนาเสนอข้อมูลเก่ียวกับจิตวิทยาศาสตร์ท่ีครู
มอบหมายให้ไปเรียนรู้ล่วงหน้าให้เพื่อนๆ ในกลุ่มฟัง จากน้ันให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนมานาเสนอข้อมูลหน้า
ห้องเรียน
(2) ครูตรวจสอบว่านักเรียนทาภาระงานที่ได้รับมอบหมายไปหรือไม่ โดยตรวจสอบจากการจดบันทึก
ของนกั เรยี น และถามคาถามเกย่ี วกบั ภาระงาน ดังนี้
– จิตวิทยาศาสตร์คืออะไร (แนวคาตอบ ลักษณะนิสัยของบุคคลท่ีเก่ียวข้องกับความรู้สึกนึกคิด
ทางวทิ ยาศาสตร)์
– จิตวิทยาศาสตร์มีความสาคญั ต่อบุคคลท่ีทางานด้านวิทยาศาสตร์อย่างไร (แนวคาตอบ ช่วยให้
องคค์ วามรู้และสงิ่ ใหม่ๆ ท่คี ้นพบกลายเปน็ ผลงานทถี่ กู ต้องและน่าเช่อื ถือได)้
(3) ครูเปิดโอกาสให้นกั เรียนตัง้ ประเดน็ คาถามท่ีนักเรียนสงสัยจากการทาภาระงานอย่างน้อยคนละ 1
คาถาม ซ่งึ ครูใหน้ กั เรียนเตรยี มมาลว่ งหนา้ และให้นักเรียนช่วยกันตอบและแสดงความคิดเหน็
(4) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเก่ียวกับภาระงาน โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่าจิต
วิทยาศาสตร์เป็นลักษณะนิสัยของบุคคลที่เก่ียวข้องกับความรู้สึกนึกคิดทางวิทยาศาสตร์ โดยจิตวิทยาศาสตร์
จะชว่ ยใหอ้ งค์ความรแู้ ละส่ิงใหม่ ๆ ที่คน้ พบกลายเป็นผลงานท่ีถกู ตอ้ งและนา่ เชอ่ื ถือได้
2) ขนั้ สารวจและค้นหา (Exploration)
(1) ครูให้นักเรียนศึกษาเรื่องจิตวิทยาศาสตร์ จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วยอธิบายให้
นกั เรยี นเข้าใจว่า จิตวิทยาศาสตร์ เป็นลักษณะนิสัยของบุคคลท่ีเกี่ยวข้องกับความรู้สึกนึกคิดทางวิทยาศาสตร์
ตวั อยา่ งเชน่ ร่วมแสดงความคิดเห็นและยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น สนใจใฝ่รู้ รับผิดชอบ ทางานร่วมกับ
ผอู้ น่ื ไดอ้ ยา่ งสร้างสรรค์ ซือ่ สตั ย์ และมเี หตุผล
(2) ครแู บง่ นกั เรยี นกลุ่มละ 5 – 6 คน สืบคน้ ข้อมูลเกีย่ วกบั จติ วทิ ยาศาสตร์ ตามข้ันตอนดงั นี้
– แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อย่อยให้เพื่อนสมาชิกช่วยกันสืบค้นตามที่
สมาชิกกลมุ่ ชว่ ยกนั กาหนดหัวข้อยอ่ ย เชน่ ความหมายของจติ วิทยาศาสตร์ และตวั อย่างจติ วิทยาศาสตร์
– สมาชิกกลุ่มแต่ละคนหรือกลุ่มย่อยช่วยกันสืบค้นข้อมูลตามหัวข้อย่อยท่ีตนเองรับผิดชอบ โดย
การสืบคน้ จากหนงั สอื วารสาร สารานุกรมวทิ ยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรับเยาวชน หรอื อนิ เทอร์เนต็
– สมาชิกกลุ่มนาข้อมูลที่สืบค้นได้มารายงานให้เพ่ือน ๆ สมาชิกในกลุ่มฟัง รวมท้ังร่วมกัน
อภิปรายซกั ถามจนคาดวา่ สมาชิกทกุ คนมีความร้คู วามเขา้ ใจทต่ี รงกัน
– สมาชิกกลุ่มช่วยกันสรุปความรู้ที่ได้ทั้งหมดเป็นผลงานของกลุ่ม และช่วยกันจัดทารายงาน
การศกึ ษาคน้ คว้าเกีย่ วกบั จติ วทิ ยาศาสตร์
(3) ครแู ละนักเรียนร่วมกนั ตรวจสอบความถูกต้องของขอ้ มูลทีไ่ ด้จากการปฏิบตั ิกจิ กรรม
(4) ครูคอยแนะนาช่วยเหลือนักเรียนขณะปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบ ๆ ห้องเรียนและเปิด
โอกาสใหน้ ักเรยี นทุกคนซักถามเม่อื มีปัญหา
3) ขัน้ อธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation)
(1) นักเรียนแตล่ ะกลุ่มนาเสนอผลการปฏบิ ัตกิ ิจกรรมหน้าห้องเรยี น
(2) ครูและนกั เรียนรว่ มกนั อภปิ รายผลจากการปฏิบัตกิ ิจกรรม โดยใชแ้ นวคาถาม เชน่
– นักเรียนใช้จิตวิทยาศาสตร์ใดในการปฏิบัติกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์มากท่ีสุด เพราะอะไร
(แนวคาตอบ สนใจใฝ่รู้และซื่อสัตย์ เพราะต้องช่างสังเกตในขณะที่ปฏิบัติกิจกรรม และนาเสนอผลการปฏิบัติ
กจิ กรรมตามความเป็นจรงิ และไมแ่ ปรผนั ตามความตอ้ งการของตนเองและผู้อน่ื )
– จิตวิทยาศาสตร์มีส่วนช่วยให้การทางานทางวิทยาศาสตร์บรรลุผลสาเร็จอย่างไร (แนวคาตอบ
ทาให้ค้นพบสง่ิ ใหม่ๆ ท่ีถูกต้องและน่าเชอ่ื ถอื เนื่องจากมีความสนใจใฝ่รู้ และทาให้ได้ข้อมูลที่เป็นจริงสอดคล้อง
กับหลักฐานท่ีมี ไม่มีอคติ เนื่องจากเชื่อม่ันต่อหลักฐานน้ัน นอกจากน้ี ยังทาให้งานที่ต้องใช้เวลาและความ
ทมุ่ เทสาเร็จเนอ่ื งจากมีความอดทน)
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่าจิต
วิทยาศาสตร์ คือ ลักษณะนิสัยของบุคคลท่ีเกย่ี วข้องกับความรู้สึกนึกคิดทางวิทยาศาสตร์
4) ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration)
(1) ครูอธิบายเร่ืองน่ารู้ เรื่อง การใช้เคร่ืองมือและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ให้นักเรียนเข้าใจว่า
เคร่ืองมือและอุปกรณ์เป็นผู้ช่วยท่ีสาคัญสาหรับนักวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในการค้นหาคาตอบต่างๆ เนื่องจากการ
สงั เกตด้วยประสาทสัมผัสในบางคร้ังไมส่ ามารถบอกคา่ ที่เปน็ จริงได้ เช่น เม่ือใช้ผิวหนังบอกระดับอุณหภูมิ ก็จะ
ระบุได้เพียงอุณหภูมิต่าหรือสูง ซึ่งขึ้นอยู่กับเกณฑ์การตัดสินของแต่ละบุคคล แต่การใช้เทอร์มอมิเตอร์จะระบุ
ค่าอุณหภูมิทแ่ี น่นอนได้
(2) นักเรียนค้นคว้าคาศัพท์ภาษาต่างประเทศเกี่ยวกับจิตวิทยาศาสตร์ จากหนังสือเรียนภาษาต่าง
ประเทศหรืออินเทอรเ์ น็ต และนาเสนอใหเ้ พื่อนฟัง คดั คาศพั ทพ์ รอ้ มทั้งคาแปลลงสมดุ สง่ ครู
5) ข้ันประเมนิ (Evaluation)
(1) ครูให้นักเรยี นแต่ละคนพจิ ารณาว่า จากหัวขอ้ ท่ีเรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่
เข้าใจหรือยงั มขี อ้ สงสยั ถ้ามี ครูช่วยอธบิ ายเพ่ิมเติมใหน้ กั เรียนเข้าใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อยา่ งไรบ้าง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ
การนาความร้ทู ไ่ี ดไ้ ปใช้ประโยชน์
(4) ครูทดสอบความเขา้ ใจของนักเรยี นโดยการใหต้ อบคาถาม เช่น
– ยกตัวอย่างลักษณะนิสัยของนักวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในการทางานมา 3 ตัวอย่าง (แนวคาตอบ
วิเคราะห์ข้อมูลก่อนสรุป ใช้หลักฐานสนับสนุนการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ และยอมรับแนวคิดที่มีเหตุผล แม้
จะแตกตา่ งจากแนวคิดของตนเองกต็ าม)
– ยกตวั อยา่ งจติ วิทยาศาสตรม์ า 3 ตวั อย่าง (แนวคาตอบ สนใจใฝร่ ู้ รบั ผดิ ชอบ และมีเหตุผล)
ข้ันสรปุ
1) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับจิตวิทยาศาสตร์ โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนท่ีความคิดหรือผัง
มโนทศั น์
2) ครูดาเนินการทดสอบหลังเรียน โดยให้นักเรียนทาแบบทดสอบหลังเรียน เพ่ือวัดความก้าวหน้า/
ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 1 ของนกั เรยี น
3) ครูเชื่อมโยงเนื้อหาจากบทเรียนนี้กับบทเรียนชั่วโมงหน้า เพื่อให้นักเรียนเตรียมความพร้อมในการ
เรียนช่ัวโมงต่อไป โดยการใชค้ าถามกระตนุ้ ดังนี้
– “ตูนวางแผนและจัดเตรียมอุปกรณ์สาหรับต่อวงจรไฟฟ้าอย่างง่าย” จากคากล่าวข้างต้น ตูน
เป็นบุคคลที่มีจิตวิทยาศาสตร์หรือไม่ เพราะอะไร (แนวคาตอบ ตูนเป็นบุคคลท่ีมีจิตวิทยาศาสตร์ เพราะจาก
บทความแสดงใหเ้ หน็ ว่าตนู มีลกั ษณะนิสัยของนกั วิทยาศาสตร์ คือ ความรอบคอบ เนื่องจากมีการวางแผนและ
จัดเตรยี มอุปกรณ์กอ่ นทาการทดลอง)
4) ครูมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาค้นคว้าเน้ือหาของบทเรียนชั่วโมงหน้า เพ่ือจัดการเรียนรู้คร้ัง
ตอ่ ไป โดยให้นกั เรียนศกึ ษาค้นคว้าลว่ งหน้าในหวั ขอ้ วงจรไฟฟา้
5) ครูให้นักเรียนเตรียมประเด็นคาถามที่สงสัยมาอย่างน้อยคนละ 1 คาถาม เพื่อนามาอภิปราย
ร่วมกันในหอ้ งเรยี นครง้ั ตอ่ ไป
ส่อื และแหล่งการเรยี นรู้
1. หนังสือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสาหรับเยาวชน หรอื อินเทอร์เนต็
2. คมู่ ือการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 3 เล่ม 1
3. สอ่ื การเรยี นรู้ PowerPoint รายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี3 เลม่ 1
4. หนังสือเรยี นรายวิชาพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 เลม่ 1
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 6
รายวชิ าวิทยาศาสตร์ (พนื้ ฐาน) ว 23101 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565
หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 2 พนั ธกุ รรม เรือ่ งลกั ษณะทางพันธกุ รรม เวลา 1 ชว่ั โมง/คาบ
วันที่ …………………….……………………………….. ครผู ้สู อน นางสาวองั คณา ปาสานะโม
สาระสาคญั
ลักษณะทางพันธุกรรม เช่น หนังตา เส้นผม ต่ิงหู เชิงหน้าผาก ลักย้ิม การห่อล้ิน สันจมูก และการ
กระดกน้ิวหัวแม่มือสามารถถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งได้ โดยมียีนเป็นหน่วยควบคุมลักษณะทาง
พันธกุ รรม
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
สารพันธุกรรม การเปลย่ี นแปลงทางพันธุกรรมท่มี ผี ลต่อสง่ิ มชี วี ิต ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการ
ของสิง่ มชี ีวิต รวมทั้งนาความรไู้ ปใช้ประโยชน์
ตัวชีว้ ัด
ว 1.3 ม. 3/1 อธบิ ายความสัมพันธ์ระหว่างยีน ดีเอ็นเอ และโครโมโซมโดยใชแ้ บบจาลอง
คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงคต์ ามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ ซ่อื สตั ย์สจุ รติ มวี ินัย ใฝ่เรยี นรู้
อยูอ่ ย่างพอเพียง มงุ่ มัน่ ในการทางาน รักความเป็นไทย มีจติ สาธารณะ
............................................................................................................................. .............................................
ด้านสมรรถนะสาคัญของผ้เู รียน
ความสามารถในการส่ือสาร :………………………………………………………..
ความสามารถในการคิด :………………………………………………………..
ความสามารถในการแกป้ ัญหา :………………………………………………………..
ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต :………………………………………………………..
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี :………………………………………………………..
ด้านการอา่ น คดิ วิเคราะห์ และเขยี น
การอา่ น :…………………………………………………………………………..
การคิดวเิ คราะห์ :…………………………………………………………………………..
การเขยี น :…………………………………………………………………………..
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. นักเรยี นสามารถอธบิ ายลักษณะทางพันธุกรรมได้ (K)
2. นกั เรียนสามารถสงั เกตลกั ษณะท่ีถา่ ยทอดทางพันธกุ รรมได้ (K)
3. นักเรยี นสามารถแสดงทกั ษะการเกบ็ รวบรวมข้อมูลได้ (P)
4. นกั เรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการทางานได้ (A)
การวดั และการประเมินผลการเรยี นรู้
ผู้ประเมิน ครผู ูส้ อน นกั เรียน เพื่อน ผู้ปกครอง
ชน้ิ งาน/ภาระงาน /ร่องรอย/หลักฐานการเรียนรู้
สงิ่ ท่ตี ้องการวัด/ประเมิน วิธีการวดั เครอ่ื งมอื การวดั เกณฑ์การใหค้ ะแนน
ระดบั คุณภาพ
(Rubric Score)
1.นักเรียนสามารถอธิบายลักษณะทาง - ตรวจใบงาน ช้ินงาน -ใบงาน ชิ้นงานหรือ - นักเรียนผา่ นเกณฑ์
พนั ธุกรรมได้ (K) หรือภาระงาน ภาระงาน รอ้ ยละ 70 ข้ึนไป
2.นักเรียนสามารถสังเกตลักษณะท่ีถ่ายทอด -แบบประเมินใบงาน
ทางพันธกุ รรมได้ (K)
3. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คุณภาพ ดี
รวบรวมขอ้ มูลได้ (P) สังเกตพฤติกรรม พฤตกิ รรม ขน้ึ ไป
4. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งมั่นในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี
ทางานได้ (A) สงั เกตพฤติกรรม พฤติกรรม ข้นึ ไป
สาระการเรยี นรู้
ลักษณะทางพันธกุ รรม
กจิ กรรมการเรยี นรู้ (กจิ กรรม Active Learning)
ครูดาเนินการทดสอบก่อนเรียน โดยให้นักเรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน เพื่อตรวจสอบความพร้อม
และพื้นฐานของนกั เรียน
ข้ันนาเข้าสู่บทเรยี น
1) ครถู ามคาถามนกั เรียนเพ่อื กระต้นุ ความสนใจ เช่น
– เพราะอะไรคนในครอบครัวเดียวกันจึงมีหน้าตาหรือลักษณะบางอย่างท่ีคล้ายคลึงกัน (แนว
คาตอบ เพราะมกี ารถา่ ยทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรมจากบรรพบุรุษไปยงั รุ่นลูกรุน่ หลาน)
– ยกตัวอย่างลักษณะทางพันธุกรรมท่ีถูกถ่ายทอดจากบรรพบุรุษไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานมา 2
ลักษณะ (แนวคาตอบ เชิงหน้าผากและลกั ย้ิม)
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับคาตอบ เพ่ือเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้
เรื่อง ลักษณะทางพันธุกรรม
ขัน้ จดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
จัดกจิ กรรมการเรียนรโู้ ดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน
ชน้ั เรยี น (flipped classroom) ซ่งึ มีขัน้ ตอนดังน้ี
1) ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement)
(1) ครูแบ่งกลุ่มนักเรียนแล้วเปิดโอกาสให้นักเรียนในกลุ่มนาเสนอข้อมูลเก่ียวกับลักษณะทาง
พันธุกรรมที่ครูมอบหมายใหไ้ ปเรียนรู้ล่วงหน้าให้เพื่อนๆ ในกลุ่มฟัง จากนั้นให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนมานาเสนอ
ขอ้ มลู หนา้ ห้องเรียน
(2) ครูตรวจสอบว่านักเรียนทาภาระงานที่ได้รับมอบหมายไปหรือไม่ โดยตรวจสอบจากการจดบันทึก
ของนักเรยี น และถามคาถามเก่ียวกับภาระงาน ดังนี้
– เพราะอะไรคนเช้ือชาติต่างกันจึงมีรูปร่างหน้าตาหรือสีผิวแตกต่างกัน (แนวคาตอบ เพราะ
ได้รับการถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธุกรรมที่แตกตา่ งกนั )
– ลักษณะที่ปรากฏของนักเรียน มีลักษณะใดท่ีเหมือนพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา และยาย (แนวคาตอบ
ผมหยักศก)
(3) ครเู ปดิ โอกาสใหน้ ักเรียนตัง้ ประเด็นคาถามทีน่ กั เรยี นสงสยั จากการทาภาระงานอย่างนอ้ ย
คนละ 1 คาถาม ซึ่งครูให้นักเรียนเตรียมมาล่วงหน้า และให้นักเรียนช่วยกันตอบและแสดงความ
คิดเห็น
(4) ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันสรุปเกีย่ วกับภาระงาน โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า ส่ิงมีชีวิตเมื่อ
มกี ารสืบพันธ์ุจะถา่ ยทอดลักษณะต่างๆ ไปยังรุ่นลูกรนุ่ หลานโดยอาศยั เซลลส์ บื พนั ธุ์
2) ขัน้ สารวจและคน้ หา (Exploration)
(1) ครูให้นักเรียนศึกษาเรื่องลักษณะทางพันธุกรรม จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วย
อธิบายให้นกั เรียนเข้าใจวา่ สิ่งมีชวี ติ เมื่อมีการสืบพนั ธจุ์ ะถา่ ยทอดลกั ษณะตา่ งๆ ไปยังรนุ่ ลกู รุ่นหลาน โดยอาศัย
เซลล์สบื พันธ์ุ การถ่ายทอดลักษณะต่างๆ ไปยงั รุ่นลูกรนุ่ หลาน เรยี กว่า พนั ธกุ รรม
การศึกษาพันธุกรรมและความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยหลักเกณฑ์ของการถ่ายทอดลักษณะของ
สงิ่ มีชวี ิตจากรุ่นหน่งึ ไปยงั ร่นุ ต่อ ๆ ไป เรียกว่า พันธศุ าสตร์
ลักษณะท่ีถ่ายทอดไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน เรียกว่า ลักษณะทางพันธุกรรม ซึ่งการถ่ายทอดลักษณะทาง
พันธุกรรมจากพอ่ และแมท่ าใหส้ ง่ิ มชี ีวติ เกดิ ความแตกตา่ งกัน
(2) ครูแบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สังเกตลักษณะท่ีถ่ายทอดทางพันธุกรรม ตาม
ขน้ั ตอน ดงั นี้
– แต่ละกลุ่มสังเกตลักษณะที่ปรากฏในตัวนักเรียนและเพ่ือนๆ เช่น เส้นผม เชิงหน้าผาก สีผิว
หนงั ตา ติง่ หู การหอ่ ลนิ้ ลกั ย้มิ และการกระดกนิว้ หัวแมม่ อื แล้วเลือกลักษณะท่ีสนใจมา 1 ลักษณะ
– เลือกครอบครัวของเพ่ือนท่ีมีพ่ีน้องอย่างน้อย 2 คนข้ึนไป แล้วสังเกตการถ่ายทอดลักษณะที่
สนใจภายในครอบครัวทเี่ ลือก และบนั ทึกผล
– สรุปข้อมลู ท่ไี ด้และอภิปรายรว่ มกนั
(3) ครแู ละนักเรียนรว่ มกนั ตรวจสอบความถกู ต้องของข้อมลู ทไ่ี ด้จากการปฏบิ ัติกิจกรรม
(4) ครคู อยแนะนาชว่ ยเหลอื นกั เรียนขณะปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ใหน้ ักเรยี นทุกคนซกั ถามเม่ือมีปัญหา
3) ข้ันอธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
(1) นกั เรยี นแต่ละกล่มุ นาเสนอผลการปฏบิ ัติกิจกรรมหน้าหอ้ งเรยี น
(2) ครแู ละนักเรยี นรว่ มกันอภิปรายผลจากการปฏบิ ัตกิ จิ กรรม โดยใช้แนวคาถาม เชน่
– ลกั ษณะที่นักเรียนศึกษาคอื อะไร (แนวคาตอบ หนังตา)
– ลักษณะทน่ี กั เรยี นศกึ ษาในแต่ละรุ่นมลี กั ษณะปรากฏอย่างไร (แนวคาตอบ
รนุ่ ปยู่ ่า–ตายาย: ปู่มหี นังตาสองชน้ั ยา่ มีหนงั ตาสองชนั้ ตามีหนังตาสองชั้น ยายมหี นงั ตาช้นั เดียว
รนุ่ พ่อแม:่ พ่อมีหนังตาชน้ั เดียว แมม่ หี นังตาสองช้ัน
รุ่นลูก: ลูกชายคนท่ี 1 มีหนังตาชนั้ เดยี ว ลูกชายคนท่ี 2 มีหนังตาสองช้ัน ลูกชายคนท่ี 3 มีหนังตาสอง
ชัน้ ลูกสาวคนท่ี 4 มหี นังตาสองชัน้ )
– ลกั ษณะทน่ี กั เรยี นศกึ ษามีการถ่ายทอดอย่างไร (แนวคาตอบ หนังตามีการถ่ายทอดลักษณะซ่ึง
ปรากฏในทุกรุน่ โดยมลี กั ษณะทถ่ี ่ายทอด 2 ลักษณะ คอื หนงั ตาชั้นเดียวและหนังตาสองชัน้ )
– นักเรียนสังเกตได้อย่างไรว่าลักษณะใดเป็นลักษณะทางพันธุกรรม (แนวคาตอบ ลักษณะท่ี
ปรากฏในรุน่ ลูกเหมือนกับรุ่นพอ่ แมห่ รือร่นุ ปูย่ ่า–ตายาย)
– ลกั ษณะใดเป็นลักษณะทางพันธุกรรมของมนุษย์ (แนวคาตอบ เส้นผม เชิงหน้าผาก สีผิว หนัง
ตา ตง่ิ หู การหอ่ ลน้ิ ลกั ย้ิม และการกระดกน้วิ หวั แมม่ อื )
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า ลักษณะ
หนงั ตาของครอบครัวทศี่ ึกษามี 2 ลักษณะ คือ หนงั ตาชัน้ เดยี วและหนงั ตาสองชน้ั ซ่งึ การถ่ายทอดลักษณะหนัง
ตาเกิดข้นึ ไดท้ ั้ง 2 ลกั ษณะ คือ ลูกชายคนท่ี 1 มีหนังตาชั้นเดียวเหมือนกับพ่อและยาย ส่วนลูกชายคนที่ 2 ลูก
ชายคนท่ี 3 และลกู สาวคนที่ 4 มีหนังตาสองชน้ั เหมือนกับแม่ ปู่ ยา่ และตา
4) ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration)
(1) ครูอธิบายเพ่ิมเติมเก่ียวกับลักษณะทางพันธุกรรมให้นักเรียนเข้าใจว่า หนังตา เส้นผม ต่ิงหู เชิง
หนา้ ผาก ลักยิ้ม การห่อลิ้น สันจมูก และการกระดกน้ิวหัวแม่มือเป็นลักษณะทางพันธุกรรม เนื่องจากลักษณะ
เหล่านี้เป็นลักษณะที่สามารถถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งได้ โดยมียีนเป็นหน่วยควบคุมลักษณะทาง
พันธุกรรมและยีนดงั กล่าวสามารถถา่ ยทอดไปยงั รุ่นลูกรุน่ หลานได้ทางเซลลส์ บื พนั ธุ์
(2) นักเรียนค้นคว้าคาศัพท์ภาษาต่างประเทศเกี่ยวกับลักษณะทางพันธุกรรม จากหนังสือเรียน
ภาษาตา่ งประเทศหรอื อินเทอร์เน็ต และนาเสนอใหเ้ พือ่ นในห้องฟงั คัดคาศพั ท์พร้อมทง้ั คาแปลลงสมุดสง่ ครู
5) ข้นั ประเมิน (Evaluation)
(1) ครูใหน้ ักเรียนแตล่ ะคนพจิ ารณาวา่ จากหัวขอ้ ทีเ่ รียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่
เขา้ ใจหรอื ยังมขี ้อสงสัย ถ้ามี ครชู ว่ ยอธบิ ายเพิ่มเตมิ ให้นกั เรียนเข้าใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อย่างไรบา้ ง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ
การนาความรู้ทไี่ ดไ้ ปใช้ประโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเขา้ ใจของนักเรยี นโดยการให้ตอบคาถาม เชน่
– ลูกไดร้ บั ยีนจากพอ่ และแมโ่ ดยผา่ นทางใด (แนวคาตอบ เซลล์สบื พันธุ)์
– สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันมีลักษณะแตกต่างกันเนื่องจากอะไร (แนวคาตอบ ได้รับการถ่ายทอด
ลักษณะทางพันธุกรรมจากพอ่ แม่แตกต่างกนั )
ขั้นสรปุ
1) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเก่ียวกับลักษณะทางพันธุกรรม โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่ความคิด
หรอื ผงั มโนทัศน์
2) ครูมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาค้นคว้าเน้ือหาของบทเรียนชั่วโมงหน้า เพื่อจัดการเรียนรู้ครั้ง
ตอ่ ไป โดยใหน้ กั เรยี นศกึ ษาคน้ ควา้ ลว่ งหน้าในหวั ขอ้ โครโมโซม ดเี อน็ เอ และยีน
3) ครูให้นักเรียนเตรียมประเด็นคาถามที่สงสัยมาอย่างน้อยคนละ 1 คาถาม เพ่ือนามาอภิปราย
รว่ มกนั ในห้องเรยี นครัง้ ตอ่ ไป
ส่ือ และแหล่งการเรยี นรู้
1. แบบทดสอบกอ่ นเรยี น
2. ใบกจิ กรรม สังเกตลักษณะท่ีถ่ายทอดทางพันธุกรรม
3. หนงั สอื วารสาร สารานกุ รมวทิ ยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสาหรบั เยาวชน หรืออนิ เทอร์เน็ต
4. คมู่ ือการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 เลม่ 1
5. สื่อการเรยี นรู้ PowerPoint รายวชิ าพืน้ ฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี3 เลม่ 1
6. หนังสอื เรยี นรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 3 เลม่ 1
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 7
รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ (พื้นฐาน) ว 23101 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 2 พันธกุ รรม เรื่องโครโมโซม เวลา 1 ช่ัวโมง/คาบ
วนั ที่ …………………….……………………………….. ครผู ้สู อน นางสาวองั คณา ปาสานะโม
สาระสาคัญ
โครโมโซมมีลักษณะคล้ายตัว X แต่ละโครโมโซมประกอบด้วย 2 โครมาทิด ยึดติดกันตรงตาแหน่งท่ี
เรยี กว่า เซนโทรเมยี ร์ ทาหนา้ ที่ถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธุกรรมจากรนุ่ พ่อแม่ไปยังรุน่ ลูกรุ่นหลาน
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมสาร
พนั ธกุ รรม การเปล่ยี นแปลงทางพนั ธกุ รรมทีม่ ีผลต่อสง่ิ มชี ีวิต ความหลากหลายทางชวี ภาพและวิวัฒนาการของ
ส่งิ มชี ีวิต รวมทง้ั นาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตวั ชี้วดั
ว 1.3 ม. 3/1 อธบิ ายความสมั พันธ์ระหวา่ งยีน ดเี อ็นเอ และโครโมโซมโดยใชแ้ บบจาลอง
คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551
รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ ซอ่ื สตั ยส์ ุจริต มวี นิ ยั ใฝ่เรยี นรู้
อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง มุง่ มัน่ ในการทางาน รกั ความเป็นไทย มจี ิตสาธารณะ
............................................................................................................................. .............................................
ดา้ นสมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน
ความสามารถในการส่อื สาร :………………………………………………………..
ความสามารถในการคดิ :………………………………………………………..
ความสามารถในการแกป้ ัญหา :………………………………………………………..
ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ติ :………………………………………………………..
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี :………………………………………………………..
ด้านการอ่าน คิด วเิ คราะห์ และเขียน
การอ่าน :…………………………………………………………………………..
การคดิ วเิ คราะห์ :…………………………………………………………………………..
การเขยี น :…………………………………………………………………………..
จุดประสงค์การเรยี นรู้ ผปู้ กครอง
1. นกั เรยี นสามารถอธิบายลกั ษณะเก่ียวกบั โครโมโซมได้ (K)
2. นักเรยี นสามารถสงั เกตลกั ษณะเกีย่ วกับโครโมโซมได้ (K)
3. นกั เรยี นสามารถแสดงทกั ษะการเก็บรวบรวมข้อมลู ได้ (P)
4. นักเรยี นสามารถแสดงความมุง่ มนั่ ในการทางานได้ (A)
การวดั และการประเมนิ ผลการเรียนรู้
ผู้ประเมิน ครผู ู้สอน นกั เรียน เพื่อน
ช้ินงาน/ภาระงาน /ร่องรอย/หลกั ฐานการเรียนรู้
สง่ิ ท่ตี ้องการวัด/ประเมิน วธิ กี ารวดั เครอ่ื งมือการวดั เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
ระดับคุณภาพ
(Rubric Score)
1.นักเรียนสามารถอธิบายลักษณะเก่ียวกับ - ตรวจใบงาน ช้ินงาน -ใบงาน ช้ินงานหรือ - นักเรยี นผ่านเกณฑ์
โครโมโซมได้ (K) หรอื ภาระงาน ภาระงาน รอ้ ยละ 70 ขึน้ ไป
2.นักเรียนสามารถสังเกตลักษณะเกี่ยวกับ -แบบประเมนิ ใบงาน
โครโมโซมได้ (K
3. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคุณภาพ ดี
รวบรวมขอ้ มลู ได้ (P) สงั เกตพฤติกรรม พฤตกิ รรม ขึ้นไป
4. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งมั่นในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคณุ ภาพ ดี
ทางานได้ (A) สังเกตพฤตกิ รรม พฤตกิ รรม ขนึ้ ไป
สาระการเรยี นรู้
โครโมโซม
กจิ กรรมการเรียนรู้ (กจิ กรรม Active Learning)
ขน้ั นาเขา้ สูบ่ ทเรยี น
1) ครใู หน้ ักเรยี นทบทวนความรู้เดมิ ท่ไี ดเ้ รยี นรู้มาแลว้ โดยใช้คาถามต่อไปนี้
– เซลล์ของส่ิงมชี วี ติ มสี ว่ นประกอบสาคัญอะไรบา้ ง (แนวคาตอบ เย่ือหุ้มเซลล์ ไซโทพลาซึม และ
นิวเคลยี ส)
– ส่วนประกอบใดของเซลล์ทาหน้าท่ีควบคุมการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม (แนวคาตอบ
นวิ เคลียส)
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับคาตอบ เพ่ือเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้
เรอ่ื ง โครโมโซม
ขน้ั จัดกิจกรรมการเรียนรู้
จัดกิจกรรมการเรียนรโู้ ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน
ช้ันเรียน (flipped classroom) ซึ่งมีข้ันตอนดังน้ี
1) ขั้นสรา้ งความสนใจ (Engagement)
(1) ครูแบ่งกลุ่มนักเรียนแล้วเปิดโอกาสให้นักเรียนในกลุ่มนาเสนอข้อมูลเกี่ยวกับโครโมโซม ดีเอ็นเอ
และยีนที่ครูมอบหมายให้ไปเรียนรู้ล่วงหน้าให้เพื่อนๆ ในกลุ่มฟัง จากน้ันให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนมานาเสนอ
ขอ้ มูลหน้าหอ้ งเรยี น
(2) ครูตรวจสอบว่านักเรียนทาภาระงานท่ีได้รับมอบหมายไปหรือไม่ โดยตรวจสอบจากการจดบันทึก
ของนักเรยี น และถามคาถามเกีย่ วกับภาระงาน ดังน้ี
– นวิ เคลยี สควบคุมการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธุกรรมไดอ้ ยา่ งไร (แนวคาตอบ ภายในนิวเคลียส
มีโครโมโซมซ่ึงทาหน้าที่ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม บนโครโมโซมมีดีเอ็นเอซ่ึงทาหน้าที่ควบคุมลักษณะ
ทางพนั ธุกรรม และบนดีเอน็ เอมยี ีนซึง่ ทาหนา้ ท่กี าหนดลักษณะทางพันธุกรรมแต่ละลักษณะ)
(3) ครูเปดิ โอกาสใหน้ กั เรยี นต้งั ประเด็นคาถามที่นกั เรียนสงสัยจากการทาภาระงานอย่างน้อย
คนละ 1 คาถาม ซ่ึงครูให้นักเรียนเตรียมมาล่วงหน้า และให้นักเรียนช่วยกันตอบและแสดงความ
คิดเห็น
(4) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเก่ียวกับภาระงาน โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า เซลล์ของ
สิ่งมีชีวิตมีส่วนประกอบสาคัญ คือ เย่ือหุ้มเซลล์ ไซโทพลาซึม และนิวเคลียส โดยนิวเคลียสทาหน้าท่ีควบคุม
การถา่ ยทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรม
2) ขัน้ สารวจและค้นหา (Exploration)
(1) ครูให้นักเรียนศึกษาเร่ืองส่วนประกอบของเซลล์ จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วย
อธบิ ายให้นกั เรียนเขา้ ใจวา่ สง่ิ มีชวี ิตทุกชนิดมีเซลล์เป็นหน่วยพ้ืนฐานท่ีสาคัญ เซลล์ประกอบด้วยส่วนประกอบ
ทสี่ าคัญ 3 ส่วน คอื เยอ่ื หุม้ เซลล์ ไซโทพลาซึม และนวิ เคลยี ส
(2) ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครโมโซมให้นักเรียนเข้าใจว่า เมื่อใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูภายใน
นวิ เคลยี สจะเหน็ วา่ ภายในมีโครงสร้างท่ีมลี กั ษณะเป็นเส้นใยเล็กๆ ขดพันกันอยู่ เรียกโครงสร้างนี้ว่า โครมาทิน
โครมาทินประกอบด้วยโมเลกุลของดีเอ็นเอขดจับตัวกับโปรตีน เมื่อมีการแบ่งเซลล์ โครมาทินจะขดแน่นมาก
ขน้ึ และหดส้นั เข้าจนมีลักษณะเป็นแท่ง เรียกว่า โครโมโซม ที่มีลักษณะคล้ายตัว X โครโมโซมแต่ละโครโมโซม
ประกอบด้วย 2 โครมาทิด ยึดตดิ กันตรงตาแหน่งท่ีเรียกว่า เซนโทรเมียร์ โครโมโซมทาหน้าท่ีถ่ายทอดลักษณะ
ทางพันธุกรรมจากร่นุ พอ่ แมไ่ ปยงั รุ่นลูกรนุ่ หลาน
(3) ครูแบ่งนกั เรยี นกลมุ่ ละ 5 – 6 คน ปฏิบตั ิกิจกรรม สังเกตโครโมโซม ตามขนั้ ตอน ดงั นี้
– สังเกตเซลล์ปลายรากหอมจากสไลด์สาเร็จรูปด้วยกล้องจุลทรรศน์ โดยใช้เลนส์ใกล้วัตถุที่มี
กาลังขยายต่าสุด เลือกเซลล์ในสไลด์สาเร็จรูปที่เห็นนิวเคลียสมีลักษณะเป็นเส้นติดสีม่วงเข้ม และบริเวณที่
เซลล์เป็นแท่งส้ันๆ ติดสีม่วงเข้มอยใู่ นไซโทพลาซึม
– ใช้เลนส์ใกล้วัตถุท่ีมีกาลังขยายสูงส่องดูนิวเคลียส ปรับความชัดเจนของภาพ สังเกตลักษณะ
ของโครโมโซมในแต่ละเซลล์
– วาดรูปและอธิบายลักษณะโครโมโซมของเซลล์ปลายรากหอมท่ีสังเกตเห็นลงในตารางบันทึก
ผล
(4) ครูและนักเรียนร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของข้อมลู ทไี่ ด้จากการปฏบิ ตั ิกจิ กรรม
(5) ครคู อยแนะนาชว่ ยเหลือนักเรยี นขณะปฏบิ ตั กิ ิจกรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ใหน้ ักเรยี นทุกคนซักถามเมอื่ มีปัญหา
3) ขั้นอธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
(1) นกั เรียนแต่ละกลมุ่ นาเสนอผลการปฏิบตั ิกจิ กรรมหน้าหอ้ งเรยี น
(2) ครูและนักเรียนร่วมกนั อภิปรายผลจากการปฏิบตั ิกิจกรรม โดยใช้แนวคาถาม เชน่
– โครโมโซมท่ีเห็นภายใต้กล้องจุลทรรศน์มีลักษณะใด (แนวคาตอบ บางเซลล์โครโมโซม มี
ลักษณะเปน็ เส้นยาวอยภู่ ายในนิวเคลยี ส บางเซลล์ไมม่ ีนิวเคลยี สจะเห็นโครโมโซมเป็นแท่งสั้นๆ หลายแท่งเรียง
ตัวอยู่ตรงกลางเซลล์ และบางเซลลเ์ หน็ โครโมโซมแทง่ สัน้ ๆ แยกเปน็ 2 กลุ่ม)
– การเปล่ียนแปลงโครโมโซมในเซลล์ปลายรากหอมเป็นอย่างไร (แนวคาตอบ โครโมโซมมีการ
เปลี่ยนแปลงเป็นระยะๆ โดยเร่ิมจากโครโมโซมขดพันกันแน่นและหดสั้นเข้า โครโมโซมเรียงตัวอยู่ตรงกลาง
เซลล์ โครโมโซมเร่ิมแยกตัวออกจากกัน โครโมโซมแยกตัวออกจากกันมากขึ้น และโครโมโซมแบ่งเป็น 2 กลุ่ม
กลายเปน็ เซลลใ์ หม่ 2 เซลล์)
– เซลล์ท่ีมีการเปล่ียนแปลงโครโมโซมเป็นระยะต่างๆ เป็นเซลล์ที่อยู่ในระยะใด (แนวคาตอบ
ระยะท่เี ซลลก์ าลังแบง่ เซลล)์
(3) ครแู ละนกั เรียนรว่ มกนั สรปุ ผลจากการปฏบิ ตั ิกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า เม่ือใช้กล้อง
จุลทรรศน์ส่องดูเซลล์ปลายรากหอมจะสังเกตเห็นลักษณะของนิวเคลียสในเซลล์แต่ละเซลล์แตกต่างกัน โดย
ภายในนิวเคลียสของเซลลบ์ างเซลลม์ ีเส้นใยเลก็ ๆ ขดพนั กันอยู่ และบางเซลลไ์ มเ่ หน็ นิวเคลียส แต่เห็นแท่งส้ันๆ
หลายแท่ง เรียงตวั อยูต่ รงกลางเซลล์ หรือแยกเป็น 2 กลุ่มตรงตาแหนง่ ท่ีเคยเปน็ นิวเคลยี สเดมิ
4) ข้ันขยายความรู้ (Elaboration)
(1) ครูอธิบายเพ่ิมเติมเกี่ยวกับดีเอ็นเอ ให้นักเรียนเข้าใจว่า ดีเอ็นเอเป็นสารพันธุกรรมชนิดหนึ่ง มี
ลักษณะเป็นเส้นใยเล็กๆ 2 เส้น เช่ือมต่อและพันกันเป็นเกลียว และขดจับกันเป็นโครมาทินหรือโครโมโซมทา
หนา้ ท่คี วบคุมลักษณะทางพันธุกรรม
(2) ครูอธิบายเพิ่มเติมเก่ียวกับยีน ให้นักเรียนเข้าใจว่า ยีนเป็นส่วนประกอบในสายดีเอ็นเอ ทาหน้าที่
กาหนดลกั ษณะทางพนั ธุกรรมแต่ละชนดิ โดยควบคมุ การสรา้ งสารตา่ งๆ ที่เกย่ี วกับการทางานของเซลล์
(3) ครูอธิบายเร่ืองน่ารู้ เรื่อง ดีเอ็นเอในไวรัส ให้นักเรียนเข้าใจว่า ไวรัสมีสารพันธุกรรมห่อหุ้มด้วย
โปรตีน ไวรัสบางชนิดมีดีเอ็นเอเป็นสารพันธุกรรมซึ่งจะเพ่ิมจานวนในนิวเคลียสของเซลล์ท่ีติดเช้ือและ
แพร่กระจายส่เู ซลลอ์ ื่น ทาใหเ้ กดิ โรคต่างๆ เชน่ โรคตาแดง โรคอีสกุ อใี ส โรคเริม โรคงูสวัด และโรคมะเร็ง
(4) นักเรยี นคน้ ควา้ คาศัพท์ภาษาต่างประเทศเก่ียวกับโครโมโซม จากหนังสือเรียนภาษาต่างประเทศ
หรืออนิ เทอรเ์ นต็ และนาเสนอใหเ้ พอ่ื นฟัง คดั คาศัพท์พร้อมท้ังคาแปลลงสมุดส่งครู
5) ข้ันประเมิน (Evaluation)
(1) ครใู ห้นักเรยี นแตล่ ะคนพิจารณาวา่ จากหวั ขอ้ ทีเ่ รียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่
เข้าใจหรือยังมขี อ้ สงสยั ถา้ มี ครูช่วยอธิบายเพ่ิมเตมิ ใหน้ กั เรยี นเขา้ ใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อยา่ งไรบ้าง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับประโยชน์ท่ีได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ
การนาความรู้ที่ไดไ้ ปใช้ประโยชน์
(4) ครูทดสอบความเขา้ ใจของนกั เรียนโดยการใหต้ อบคาถาม เช่น
– หากนักเรียนต้องการสังเกตโครโมโซมในพืช นักเรียนควรสังเกตจากเซลล์บริเวณใด เพราะ
อะไร (แนวคาตอบ เซลล์บริเวณปลายรากหรือปลายยอด เพราะโครโมโซมเป็นโครงสร้างท่ีเกิดขึ้นเมื่อมีการ
แบง่ เซลล์ และบริเวณดงั กล่าวเป็นบรเิ วณท่ีมีการแบ่งเซลลม์ าก)
– โครมาทินมียีนหรือไม่ เพราะอะไร (แนวคาตอบ มี เพราะโครมาทินเป็นโครงสร้างท่ีเกิดจากดี
เอ็นเอและยีนเป็นสว่ นประกอบของดเี อน็ เอขดจบั ตัวกับโปรตีน)
ขน้ั สรุป
ครูและนกั เรยี นรว่ มกันสรปุ เกี่ยวกบั โครโมโซม โดยรว่ มกนั เขียนเปน็ แผนท่ีความคิดหรือผงั มโนทศั น์
สอ่ื และแหลง่ การเรยี นรู้
1. ใบกจิ กรรม สงั เกตโครโมโซม
2. หนงั สือ วารสาร สารานุกรมวทิ ยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรับเยาวชน หรืออนิ เทอร์เน็ต
3. คู่มอื การสอน วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 เล่ม 1
4. สื่อการเรียนรู้ PowerPoint รายวิชาพนื้ ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ มัธยมศึกษาปที ่3ี เลม่ 1
5. หนงั สอื เรยี นรายวิชาพน้ื ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 เล่ม 1
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 8
รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ (พนื้ ฐาน) ว 23101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 2 พนั ธุกรรม เรอื่ งจานวนโครโมโซมในสงิ่ มชี วี ิต เวลา 1 ชวั่ โมง/คาบ
วนั ที่ …………………….……………………………….. ครูผ้สู อน นางสาวองั คณา ปาสานะโม
สาระสาคญั
ส่ิงมีชีวิตชนิดเดียวกันมีจานวนโครโมโซมเท่ากัน ส่วนสิ่งมีชีวิตต่างชนิดกันอาจมีจานวนโครโมโซม
เทา่ กนั หรือแตกตา่ งกนั ได้
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
สารพนั ธุกรรม การเปลยี่ นแปลงทางพันธกุ รรมท่มี ผี ลตอ่ สิ่งมีชวี ติ ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการ
ของสิง่ มีชีวติ รวมทงั้ นาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตวั ชว้ี ัด
ว 1.3 ม. 3/1 อธิบายความสัมพนั ธ์ระหว่างยนี ดีเอน็ เอ และโครโมโซมโดยใชแ้ บบจาลอง
คุณลักษณะอันพึงประสงคต์ ามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551
รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ ซอ่ื สตั ยส์ จุ ริต มวี นิ ยั ใฝเ่ รยี นรู้
อย่อู ยา่ งพอเพยี ง ม่งุ ม่ันในการทางาน รกั ความเปน็ ไทย มีจติ สาธารณะ
............................................................................................................................. .............................................
ดา้ นสมรรถนะสาคัญของผู้เรียน
ความสามารถในการส่อื สาร :………………………………………………………..
ความสามารถในการคดิ :………………………………………………………..
ความสามารถในการแก้ปัญหา :………………………………………………………..
ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต :………………………………………………………..
ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี :………………………………………………………..
ดา้ นการอ่าน คดิ วเิ คราะห์ และเขยี น
การอ่าน :…………………………………………………………………………..
การคิดวิเคราะห์ :…………………………………………………………………………..
การเขียน :…………………………………………………………………………..
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1. นักเรยี นสามารถอธบิ ายจานวนโครโมโซมในสง่ิ มชี วี ติ ได้ (K)
2. นกั เรียนสามารถแสดงทกั ษะการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ได้ (P)
3. นกั เรยี นสามารถแสดงความม่งุ ม่นั ในการทางานได้ (A)
การวัดและการประเมนิ ผลการเรยี นรู้
ผปู้ ระเมนิ ครผู ู้สอน นกั เรยี น เพ่ือน ผปู้ กครอง
ช้ินงาน/ภาระงาน /รอ่ งรอย/หลักฐานการเรียนรู้
สง่ิ ท่ตี ้องการวัด/ประเมนิ วิธกี ารวดั เครื่องมอื การวดั เกณฑ์การให้คะแนน
ระดบั คณุ ภาพ
(Rubric Score)
1. นักเรียนสามารถอธิบายจานวนโครโมโซม - ตรวจใบงาน ช้ินงาน -ใบงาน ชิ้นงานหรือ - นักเรยี นผา่ นเกณฑ์
ในส่ิงมชี วี ิตได้ (K) หรือภาระงาน ภาระงาน ร้อยละ 70 ขนึ้ ไป
-แบบประเมนิ ใบงาน
2.นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคณุ ภาพ ดี
รวบรวมขอ้ มูลได้ (P) สงั เกตพฤติกรรม พฤตกิ รรม ขึน้ ไป
3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งมั่นในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี
ทางานได้ (A) สงั เกตพฤตกิ รรม พฤติกรรม ขนึ้ ไป
สาระการเรยี นรู้
จานวนโครโมโซมในส่ิงมชี ีวติ
กิจกรรมการเรียนรู้ (กิจกรรม Active Learning)
ขัน้ นาเข้าสู่บทเรียน
1) ครูให้นักเรียนทบทวนความรเู้ ดิมทีไ่ ดเ้ รยี นรู้มาแล้วโดยใช้คาถามต่อไปนี้
– โครโมโซมมลี กั ษณะเปน็ แบบใด (แนวคาตอบ โครโมโซมมลี ักษณะคล้ายตัว X แต่ละโครโมโซม
ประกอบด้วย 2 โครมาทดิ ยดึ ติดกันตรงตาแหน่งทเี่ รยี กว่า เซนโทรเมียร์)
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคาตอบ เพื่อเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้
เรื่อง จานวนโครโมโซมในส่ิงมีชีวติ
ข้ันจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
จัดกจิ กรรมการเรยี นรู้โดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน
ชน้ั เรยี น (flipped classroom) ซึ่งมขี ้ันตอนดังน้ี
1) ขนั้ สรา้ งความสนใจ (Engagement)
(1) ครูถามคาถามนักเรียนเพื่อกระตนุ้ ความสนใจ เชน่
– ส่งิ มีชีวติ ชนดิ เดียวกันมจี านวนโครโมโซมเทา่ กนั หรือไม่ (แนวคาตอบ เทา่ กัน)
– สง่ิ มีชีวติ ต่างชนดิ กนั มจี านวนโครโมโซมเท่ากันหรือไม่ (แนวคาตอบ อาจเท่ากันหรือไม่เท่ากันก็
ได้ ขน้ึ อยกู่ ับชนดิ ของสงิ่ มีชีวิต)
(2) นักเรยี นร่วมกันอภปิ รายหาคาตอบเกีย่ วกับคาถามตามความคิดเหน็ ของแตล่ ะคน
2) ขัน้ สารวจและค้นหา (Exploration)
(1) ครูให้นักเรียนศึกษาเร่ืองจานวนโครโมโซมในสิ่งมีชีวิต จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครู
ช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า จานวนโครโมโซมของส่ิงมีชีวิตส่วนใหญ่เป็นเลขคู่ โดยสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันมี
จานวนโครโมโซมเท่ากัน สว่ นสง่ิ มีชีวติ ตา่ งชนิดกนั อาจมีจานวนโครโมโซมเทา่ กนั หรือแตกตา่ งกนั ได้
(2) ครแู บ่งนักเรียนกลมุ่ ละ 5 – 6 คน สืบค้นข้อมูลเก่ียวกับจานวนโครโมโซมในสิ่งมีชีวิต ตามข้ันตอน
ดังนี้
– แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อย่อยให้เพื่อนสมาชิกช่วยกันสืบค้นตามท่ี
สมาชิกกลุม่ ชว่ ยกนั กาหนดหวั ข้อยอ่ ย เช่น มนษุ ย์ สตั ว์ และพชื
– สมาชิกกลุ่มแต่ละคนหรือกลุ่มย่อยช่วยกันสืบค้นข้อมูลตามหัวข้อย่อยที่ตนเองรับผิดชอบ โดย
การสบื คน้ จากหนังสือ วารสาร สารานุกรมวทิ ยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสาหรับเยาวชน หรืออินเทอรเ์ น็ต
– สมาชกิ กลุม่ นาขอ้ มูลท่สี บื คน้ ได้มารายงานให้เพ่อื นๆ สมาชิกในกลมุ่ ฟงั รวมทั้งร่วมกันอภิปราย
ซกั ถามจนคาดว่าสมาชกิ ทกุ คนมีความรู้ความเขา้ ใจทต่ี รงกนั
– สมาชิกกลุ่มช่วยกันสรุปความรู้ท่ีได้ท้ังหมดเป็นผลงานของกลุ่ม และช่วยกันจัดทารายงาน
การศกึ ษาค้นควา้ เกีย่ วกบั จานวนโครโมโซมในสงิ่ มีชวี ติ
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันตรวจสอบความถูกตอ้ งของขอ้ มลู ท่ไี ดจ้ ากการปฏบิ ตั ิกจิ กรรม
(4) ครคู อยแนะนาชว่ ยเหลอื นกั เรยี นขณะปฏบิ ัติกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ใหน้ ักเรยี นทุกคนซักถามเม่ือมีปัญหา
3) ขัน้ อธิบายและลงข้อสรปุ (Explanation)
(1) นกั เรียนแตล่ ะกลุม่ นาเสนอผลการปฏิบตั ิกิจกรรมหนา้ หอ้ งเรยี น
(2) ครแู ละนักเรียนรว่ มกันอภปิ รายผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้แนวคาถาม เชน่
– ถ้าสงิ่ มีชีวิตตา่ งชนดิ กัน มจี านวนโครโมโซมเท่ากนั จะมีลักษณะทางพันธกุ รรมเหมือนกันหรือไม่
เพราะอะไร (แนวคาตอบ ไม่ เพราะนอกจากจานวนโครโมโซมแล้ว ลักษณะทางพันธุกรรมยังมีปัจจัยอ่ืน
ควบคมุ เชน่ ขนาดของโครโมโซมและชนดิ ของโครโมโซม)
– เซลล์สืบพันธุ์มีจานวนโครโมโซมแตกต่างจากเซลล์ร่างกายหรือไม่ ลักษณะใด (แนวคาตอบ
แตกตา่ งกนั โดยเซลล์สบื พันธุ์มีจานวนโครโมโซมเพยี งคร่ึงหน่งึ ของเซลล์รา่ งกาย)
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า สิ่งมีชีวิต
ชนิดเดียวกันมจี านวนโครโมโซมเท่ากนั ในขณะท่ีสิ่งมชี ีวติ ตา่ งชนิดกันมักมีจานวนโครโมโซมแตกต่างกัน
4) ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration)
ครูอธิบายเรื่องน่ารู้ เรื่อง จานวนโครโมโซมของแบคทีเรียให้นักเรียนเข้าใจว่า แบคทีเรียเป็นส่ิงมีชีวิต
ชนดิ หนึ่ง ซ่งึ มีโครโมโซมเปน็ วงแหวนและมเี พียง 1 โครโมโซม โดยโครโมโซมของแบคทีเรีย ไม่อยู่ในนิวเคลียส
แต่อย่ใู นสว่ นท่ีเรยี กว่า nucleoid ซึง่ คล้ายกบั สารพนั ธกุ รรมในไซโทพลาซึมของพชื และสัตว์
5) ขน้ั ประเมนิ (Evaluation)
(1) ครูใหน้ ักเรียนแต่ละคนพจิ ารณาวา่ จากหวั ข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่
เข้าใจหรือยงั มีขอ้ สงสัย ถา้ มี ครูชว่ ยอธิบายเพมิ่ เตมิ ใหน้ กั เรยี นเข้าใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อย่างไรบ้าง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ
การนาความรูท้ ไ่ี ด้ไปใชป้ ระโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเข้าใจของนกั เรียนโดยการใหต้ อบคาถาม เช่น
– ยกตัวอย่างสิ่งมีชีวิตท่ีมีจานวนโครโมโซมเท่ากันมา 2 ชนิด (แนวคาตอบ ไก่และสุนัขมีจานวน
โครโมโซมของเซลลร์ ่างกาย 78 โครโมโซม)
– ยกตัวอย่างสิ่งมีชีวิตท่ีมีจานวนโครโมโซมไม่เท่ากันมา 2 ชนิด (แนวคาตอบ มนุษย์มีจานวน
โครโมโซมของเซลล์ร่างกาย 46 โครโมโซม และลิงมจี านวนโครโมโซมของเซลลร์ า่ งกาย 48 โครโมโซม)
ขนั้ สรุป
ครแู ละนักเรยี นรว่ มกันสรุปเกี่ยวกบั จานวนโครโมโซมในส่ิงมีชีวิต โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนท่ีความคิด
หรอื ผังมโนทศั น์
สอ่ื และแหล่งการเรียนรู้
1. หนงั สอื วารสาร สารานกุ รมวทิ ยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสาหรับเยาวชน หรืออนิ เทอร์เน็ต
2. คมู่ อื การสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 เลม่ 1
3. สอ่ื การเรียนรู้ PowerPoint รายวิชาพืน้ ฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที 3่ี เลม่ 1
4. หนังสอื เรียนรายวิชาพน้ื ฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 เลม่ 1
แผนการจดั การเรยี นร้ทู ี่ 9
รายวิชาวิทยาศาสตร์ (พ้นื ฐาน) ว 23101 กลุม่ สาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 3 ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 2 พันธุกรรม เร่อื งโครโมโซมในรา่ งกายของมนษุ ย์ เวลา 1 ชว่ั โมง/คาบ
วันที่ …………………….……………………………….. ครูผสู้ อน นางสาวอังคณา ปาสานะโม
สาระสาคัญ
มนุษย์มีโครโมโซม 23 คู่ เป็นออโตโซม 22 คู่ และโครโมโซมเพศ 1 คู่ เพศหญิงมีโครโมโซมเพศเป็น
XX เพศชายมีโครโมโซมเพศเปน็ XY
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สาร
พนั ธุกรรม การเปล่ยี นแปลงทางพนั ธุกรรมท่ีมีผลตอ่ สิง่ มชี ีวติ ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการของ
ส่ิงมชี วี ิต รวมท้ังนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตัวชวี้ ัด
ว 1.3 ม. 3/1 อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างยีน ดเี อ็นเอ และโครโมโซมโดยใชแ้ บบจาลอง
คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551
รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ ซอ่ื สตั ย์สุจริต มวี ินัย ใฝ่เรยี นรู้
อย่อู ย่างพอเพียง ม่งุ มนั่ ในการทางาน รกั ความเป็นไทย มีจิตสาธารณะ
............................................................................................................................. .............................................
ดา้ นสมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน
ความสามารถในการสือ่ สาร :………………………………………………………..
ความสามารถในการคิด :………………………………………………………..
ความสามารถในการแกป้ ัญหา :………………………………………………………..
ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต :………………………………………………………..
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี :………………………………………………………..
ด้านการอา่ น คิด วิเคราะห์ และเขียน
การอ่าน :…………………………………………………………………………..
การคดิ วเิ คราะห์ :…………………………………………………………………………..
การเขยี น :…………………………………………………………………………..
จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. นกั เรียนสามารถอธิบายโครโมโซมในร่างกายของมนุษย์ได้(K)
2. นักเรยี นสามารถส่ือสารและนาความรู้เร่ืองโครโมโซมในรา่ งกายของมนุษยไ์ ปใชใ้ นชวี ิตประจาวัน
ได้ (P)
3. นักเรียนสามารถแสดงทกั ษะการเก็บรวบรวมข้อมลู ได้ (P)
4. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งมนั่ ในการทางานได้ (A)
การวดั และการประเมินผลการเรยี นรู้
ผู้ประเมนิ ครูผ้สู อน นักเรียน เพื่อน ผ้ปู กครอง
ชิ้นงาน/ภาระงาน /รอ่ งรอย/หลักฐานการเรยี นรู้
สง่ิ ที่ต้องการวดั /ประเมนิ วิธกี ารวดั เครอ่ื งมือการวัด เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
ระดับคณุ ภาพ
(Rubric Score)
1. นักเรียนสามารถอธิบายโครโมโซมใน - ตรวจใบงาน ช้ินงาน -ใบงาน ชิ้นงานหรือ - นักเรยี นผ่านเกณฑ์
รา่ งกายของมนุษย์ได้(K) หรอื ภาระงาน ภาระงาน รอ้ ยละ 70 ข้นึ ไป
2.นักเรียนสามารถสื่อสารและนาความรู้เรื่อง -แบบประเมนิ ใบงาน
โครโมโซมในร่างกายของมนุษย์ไปใช้ใน
ชวี ติ ประจาวันได้ (P)
3. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคณุ ภาพ ดี
รวบรวมขอ้ มูลได้ (P) สงั เกตพฤติกรรม พฤติกรรม ขึน้ ไป
4. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี
ทางานได้ (A) สังเกตพฤตกิ รรม พฤตกิ รรม ขน้ึ ไป
สาระการเรียนรู้
โครโมโซมในร่างกายของมนษุ ย์
กจิ กรรมการเรียนรู้ (กจิ กรรม Active Learning)
ขั้นนาเข้าส่บู ทเรียน
1) ครถู ามคาถามนกั เรียนเพื่อกระตนุ้ ความสนใจ เชน่
– นักเรียนและเพื่อนมีจานวนโครโมโซมเท่ากันหรือไม่ ลักษณะใด (แนวคาตอบ มีจานวนเท่ากัน
คือ 46 โครโมโซม)
– เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายของนักเรียนมีจานวนโครโมโซมเท่ากันหรือไม่ เพราะอะไร (แนว
คาตอบ ไม่เท่ากัน เพราะเซลล์ร่างกายมีโครโมโซม 46 โครโมโซม ส่วนเซลล์สืบพันธ์ุมีโครโมโซมเป็นคร่ึงหน่ึง
ของเซลลร์ า่ งกาย คอื 23 โครโมโซม)
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับคาตอบ เพื่อเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้
เร่อื ง โครโมโซมในร่างกายของมนษุ ย์
ข้นั จัดกจิ กรรมการเรียนรู้
จัดกจิ กรรมการเรียนรู้โดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน
ชั้นเรียน (flipped classroom) ซึ่งมีข้นั ตอนดังนี้
1) ขั้นสรา้ งความสนใจ (Engagement)
(1) ครูถามคาถามนักเรยี นเพือ่ กระตนุ้ ความสนใจ เชน่
– เซลลร์ ่างกายของนักเรียนมีโครโมโซมทง้ั หมดกีค่ ู่ (แนวคาตอบ 22 ค)ู่
– เซลลส์ ืบพันธ์ขุ องนักเรยี นมีโครโมโซมทงั้ หมดกี่คู่ (แนวคาตอบ 1 คู่)
(2) นักเรียนรว่ มกนั อภปิ รายหาคาตอบเก่ยี วกับคาถามตามความคดิ เหน็ ของแต่ละคน
2) ขั้นสารวจและคน้ หา (Exploration)
(1) ครูใหน้ กั เรียนศึกษาเรื่องโครโมโซมในร่างกายของมนุษย์ จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครู
ช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า โครโมโซมในเซลล์ร่างกายแต่ละเซลล์มีขนาดและรูปร่างที่เหมือนกันเป็นคู่ๆ
เรียกว่า โครโมโซมคู่เหมือน เช่น มนุษย์มีโครโมโซมจานวน 46 โครโมโซม จึงมีโครโมโซมคู่เหมือนจานวน 23
คู่ จัดเป็นโครโมโซมท่ีไม่เก่ียวข้องกับการกาหนดเพศ 22 คู่ ซ่ึงโครโมโซมดังกล่าวจะเหมือนกันทั้งในเพศหญิง
และเพศชายเรียกว่า ออโตโซม ส่วนท่ีเหลืออีก 1 คู่ เป็นโครโมโซมเพศ โดยโครโมโซมเพศในเพศหญิงจะเป็น
44 + XX ส่วนโครโมโซมเพศในเพศชายจะเปน็ 44 + XY
(2) ครูแบ่งนักเรียนกล่มุ ละ 5 – 6 คน สบื คน้ ข้อมลู เกีย่ วกบั การสร้างอสจุ แิ ละไข่ ตามข้ันตอนดงั นี้
– แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อย่อยให้เพ่ือนสมาชิกช่วยกันสืบค้นตามท่ี
สมาชิกกลมุ่ ช่วยกนั กาหนดหวั ข้อย่อย เชน่ การสรา้ งอสุจิในเพศชาย และการสรา้ งไข่ในเพศหญิง
– สมาชิกกลุ่มแต่ละคนหรือกลุ่มย่อยช่วยกันสืบค้นข้อมูลตามหัวข้อย่อยที่ตนเองรับผิดชอบ โดย
การสืบค้นจากหนังสอื วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรับเยาวชน หรอื อินเทอรเ์ น็ต
– สมาชกิ กล่มุ นาขอ้ มูลท่ีสบื ค้นได้มารายงานใหเ้ พอื่ นๆ สมาชิกในกลุม่ ฟัง รวมท้ังร่วมกันอภิปราย
ซกั ถามจนคาดวา่ สมาชกิ ทกุ คนมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจที่ตรงกัน
– สมาชิกกลุ่มช่วยกันสรุปความรู้ท่ีได้ท้ังหมดเป็นผลงานของกลุ่ม และช่วยกันจัดทารายงาน
การศกึ ษาค้นคว้าเกย่ี วกับการสร้างอสจุ ิและไข่
(3) ครูและนักเรยี นร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของขอ้ มูลท่ีไดจ้ ากการปฏบิ ัติกิจกรรม
(4) ครคู อยแนะนาช่วยเหลือนกั เรยี นขณะปฏบิ ตั ิกจิ กรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ใหน้ กั เรยี นทุกคนซักถามเมือ่ มีปัญหา
3) ขนั้ อธบิ ายและลงขอ้ สรุป (Explanation)
(1) นักเรียนแตล่ ะกล่มุ นาเสนอผลการปฏิบตั ิกจิ กรรมหนา้ ห้องเรียน
(2) ครแู ละนกั เรียนร่วมกันอภปิ รายผลจากการปฏิบตั ิกิจกรรม โดยใช้แนวคาถาม เช่น
– สิง่ ทก่ี าหนดเพศในมนุษยค์ อื อะไร (แนวคาตอบ โครโมโซมเพศ)
– เมือ่ เกิดการปฏิสนธิระหว่างอสุจิกับไข่ จานวนโครโมโซมจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะใด
(แนวคาตอบ โครโมโซมของอสุจิ 23 โครโมโซม และโครโมโซมของไข่ 23 โครโมโซมจะมาเข้าคู่กัน ได้เซลล์
ใหมท่ ี่มีจานวนโครโมโซม 23 คู่ หรือ 46 โครโมโซม)
(3) ครูและนกั เรียนร่วมกนั สรปุ ผลจากการปฏบิ ตั กิ ิจกรรม โดยครูเนน้ ให้นกั เรยี นเขา้ ใจว่า ในการสร้าง
เซลล์สืบพันธุ์ทั้งเพศชายและเพศหญิงมีการแบ่งเซลล์โดยลดจานวนโครโมโซมลงครึ่งหนึ่ง แล้วเปล่ียนแปลง
รูปร่างของเซลลไ์ ปเปน็ อสจุ ิซึ่งเปน็ เซลลส์ บื พนั ธุข์ องเพศชาย และเปน็ ไข่ซ่ึงเปน็ เซลลส์ บื พนั ธขุ์ องเพศหญิง
4) ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration)
ครูอธบิ ายเพ่มิ เติมเก่ยี วกบั การสรา้ งอสจุ ิและไข่ให้นกั เรียนเข้าใจว่า ภายในนิวเคลียสของเซลล์ร่างกาย
มนุษย์ จะมีโครโมโซมจานวนเท่ากัน คือ 46 โครโมโซมทุกเซลล์ แต่ในเซลล์สืบพันธุ์จะมีจานวนโครโมโซม
เพียงคร่งึ หน่งึ ของเซลล์รา่ งกาย เนื่องจากในการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ท้ังเพศชายและเพศหญิงมีการแบ่งเซลล์โดย
ลดจานวนโครโมโซมลงคร่งึ หนึ่ง แล้วเปล่ียนแปลงรูปร่างของเซลล์ไปเป็นอสุจิซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์ของเพศชาย
และเปน็ ไข่ซงึ่ เปน็ เซลลส์ ืบพันธขุ์ องเพศหญิง และเมอ่ื อสุจิและไขเ่ กดิ การปฏิสนธกิ ัน โครโมโซมจากอสุจิของพ่อ
23 โครโมโซม และโครโมโซมจากไข่ของแม่ 23 โครโมโซมจะมาเข้าคู่กัน ได้เซลล์ใหม่เรียกว่า ไซโกต ท่ีมี
จานวนโครโมโซม 23 คู่ หรือ 46 โครโมโซม เทา่ กับเซลลร์ า่ งกายตามเดิม
5) ข้นั ประเมนิ (Evaluation)
(1) ครูใหน้ กั เรียนแต่ละคนพจิ ารณาว่า จากหัวขอ้ ท่ีเรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างท่ียังไม่
เขา้ ใจหรอื ยังมีข้อสงสัย ถา้ มี ครชู ่วยอธิบายเพม่ิ เตมิ ใหน้ กั เรยี นเขา้ ใจ