The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการสอนรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปี65

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pasanamo.angkana, 2022-09-02 04:56:46

แผนการสอนรายวิชาวิทยาศาสตร์ ปี65

แผนการสอนรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปี65

แผนการจดั การเรยี นร้ทู ี่ 19

รายวิชาวิทยาศาสตร์ (พนื้ ฐาน) ว 23101 กล่มุ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 3 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2565

หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 2 พันธกุ รรม เรอ่ื งการใช้ประโยชนจ์ ากเทคโนโลยชี วี ภาพเวลา 1 ชัว่ โมง/คาบ

วันที่ …………………….……………………………….. ครูผูส้ อน นางสาวองั คณา ปาสานะโม

สาระสาคญั
ความรู้ทางดา้ นพนั ธศุ าสตร์มคี วามกา้ วหน้ามากข้ึน นักวิทยาศาสตร์ใช้ความรู้และเทคนิคทางชีววิทยา

ที่เรียกว่า เทคโนโลยีชีวภาพ มาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย เช่น ด้านการเกษตร ด้าน
การแพทย์ ดา้ นการผลิตอาหาร และดา้ นกฎหมาย

มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สาร

พนั ธกุ รรม การเปลย่ี นแปลงทางพนั ธุกรรมท่มี ีผลตอ่ สิ่งมชี ีวติ ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการของ
สิง่ มชี ีวติ รวมท้งั นาความรู้ไปใช้ประโยชน์

ตัวชว้ี ัด

ว 1.3 ม. 3/7 อธิบายการใชป้ ระโยชนจ์ ากส่งิ มชี ีวติ ดดั แปรพันธุกรรม และผลกระทบที่อาจมีต่อมนุษย์

และส่ิงแวดล้อม โดยใช้ข้อมูลทร่ี วบรวมได้

คุณลักษณะอันพึงประสงคต์ ามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551

 รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์  ซื่อสตั ยส์ จุ ริต  มวี นิ ยั  ใฝ่เรียนรู้

 อยูอ่ ยา่ งพอเพยี ง  มงุ่ มน่ั ในการทางาน  รักความเปน็ ไทย  มจี ติ สาธารณะ

............................................................................................................................. .............................................

ดา้ นสมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รียน

 ความสามารถในการสอ่ื สาร :………………………………………………………..

 ความสามารถในการคดิ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการแกป้ ัญหา :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี :………………………………………………………..


ดา้ นการอ่าน คดิ วิเคราะห์ และเขยี น

 การอา่ น :…………………………………………………………………………..

 การคดิ วเิ คราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขยี น :…………………………………………………………………………..

จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. นักเรยี นสามารถอธิบายการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยชี ีวภาพได้ (K)
2. นกั เรียนสามารถแสดงทกั ษะการเกบ็ รวบรวมข้อมูลได้ (P)
3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่นั ในการทางานได้ (A)

การวัดและการประเมินผลการเรยี นรู้
ผู้ประเมิน  ครผู ้สู อน  นักเรียน  เพ่ือน  ผ้ปู กครอง

ชน้ิ งาน/ภาระงาน /รอ่ งรอย/หลักฐานการเรยี นรู้

สิง่ ทตี่ ้องการวัด/ประเมิน วิธีการวดั เครอื่ งมือการวัด เกณฑ์การให้คะแนน

ระดบั คุณภาพ

(Rubric Score)

1.นักเรียนสามารถอธิบายการใช้ประโยชน์ - ตรวจใบงาน ชิ้นงาน -ใบงาน ช้ินงานหรือ - นักเรียนผ่านเกณฑ์

จากเทคโนโลยีชวี ภาพได้ (K) หรือภาระงาน ภาระงาน รอ้ ยละ 70 ขน้ึ ไป

-แบบประเมินใบงาน

2. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี

รวบรวมขอ้ มลู ได้ (P) สงั เกตพฤติกรรม พฤติกรรม ขนึ้ ไป

3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี

ทางานได้ (A) สงั เกตพฤติกรรม พฤตกิ รรม ขึน้ ไป

สาระการเรียนรู้
เทคโนโลยีชีวภาพ
– การใช้ประโยชนจ์ ากเทคโนโลยีชีวภาพ


กจิ กรรมการเรยี นรู้ (กิจกรรม Active Learning)
ขน้ั นาเขา้ สู่บทเรยี น

1) ครถู ามคาถามนกั เรียนเพอื่ กระต้นุ ความสนใจ เชน่
– ผลผลิตจากกระบวนการทางพันธุวิศวกรรมสามารถนาไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวันได้

หรอื ไม่ ลกั ษณะใด (แนวคาตอบ ได้ เน่ืองจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีชีวภาพโดยเฉพาะกระบวนการทาง
พันธุวิศวกรรมสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้หลายด้าน เช่น ด้านการเกษตร ด้านการแพทย์ ด้านการผลิ ต
อาหาร และด้านกฎหมาย)

2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับคาตอบ เพ่ือเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้
เรือ่ ง การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีชีวภาพ

ขนั้ จัดกิจกรรมการเรยี นรู้
จัดกิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน

ช้ันเรียน (flipped classroom) ซ่งึ มขี ั้นตอนดังนี้
1) ข้นั สร้างความสนใจ (Engagement)

(1) ครถู ามคาถามนกั เรยี นเพอ่ื กระตนุ้ ความสนใจ เชน่
– เทคโนโลยีชีวภาพมีประโยชน์ต่อมนุษย์หรือไม่ ลักษณะใด (แนวคาตอบ เทคโนโลยีชีวภาพมี

ประโยชน์ตอ่ มนษุ ย์เป็นอยา่ งมาก มนุษย์นาผลผลิตจากเทคโนโลยีชีวภาพในด้านต่างๆ มาใช้ ทาให้ได้รับความ
สะดวกสบายในการดารงชีวติ มากข้นึ เช่น มผี กั และผลไมท้ ีส่ ามารถเกบ็ ไว้รับประทานได้นานมากข้ึน เพาะปลูก
พืชในพื้นท่ีที่แห้งแล้งหรือน้าท่วมได้ ผลิตวัคซีนเพื่อป้องกันเชื้อโรคได้ และสามารถพิสูจน์ความเกี่ยวข้องทาง
พันธุกรรมของบคุ คลในครอบครวั เด่ียวกันได้)

(2) นักเรยี นรว่ มกันอภปิ รายหาคาตอบเกี่ยวกับคาถามตามความคดิ เหน็ ของแตล่ ะคน
2) ขน้ั สารวจและค้นหา (Exploration)

(1) ครใู ห้นกั เรียนศึกษาเรื่องการใชป้ ระโยชน์จากเทคโนโลยีชีวภาพ จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน
โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่โดยเฉพาะกระบวนการ
ทางพันธุวิศวกรรมสามารถนาไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น ด้านการเกษตร ด้านการแพทย์ ด้านการผลิต
อาหาร และดา้ นกฎหมาย

(2) ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับด้านการเกษตรให้นักเรียนเข้าใจว่า เทคโนโลยีชีวภาพที่ถูกนามาใช้
ประโยชน์ในด้านการเกษตร เช่น การปรับปรุงพันธ์ุพืชให้ต้านทานต่อโรคและแมลงต่างๆ ได้ การปรับปรุง
พันธุ์พืชให้สุกงอมช้า การปรับปรุงพันธ์ุพืชให้ทนต่อความแห้งแล้งได้ดี และการตัดแต่งยีนตรึงไนโตรเจนใส่ลง
ในพืช ทาให้พืชสามารถตรงึ ไนโตรเจนได้

(3) ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับด้านการแพทย์ให้นักเรียนเข้าใจว่า เทคโนโลยีชีวภาพที่ถูกนามาใช้
ประโยชน์ในดา้ นการแพทย์ เชน่ การใช้จุลินทรยี ใ์ นการผลติ ยาปฏิชีวนะ การใชจ้ ุลินทรีย์ในการผลิตวัคซีน และ
การตรวจวินจิ ฉัยโรค


(4) ครูอธิบายเรื่องน่ารู้ เร่ือง เซอร์ อเล็กซานเดอร์ เฟลมิง ให้นักเรียนเข้าใจว่า เซอร์ อเล็กซานเดอร์
เฟลมงิ (Fleming, Sir Alexander) เป็นบุคคลแรกท่ีค้นพบราเพนิซิลเลียม โนตาตุม (Penicillium notatum)
ซง่ึ เปน็ ราท่ใี ชใ้ นการผลติ สารปฏชิ วี นะยบั ย้ังการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย

(5) ครูอธิบายเพ่ิมเตมิ เกี่ยวกบั ด้านการผลิตอาหารให้นักเรียนเข้าใจว่า เทคโนโลยีชีวภาพที่ถูกนามาใช้
ประโยชน์ในด้านการผลิตอาหาร เช่น การผลิตอาหารเพ่ือเพิ่มวิตามิน หรือเอนไซม์ชนิดต่างๆ ให้อาหารมี
ปริมาณมากเพียงพอและมีคุณค่าทางโภชนาการสูงขึ้น และการถ่ายฝากยีนเพ่ือเพ่ิมปริมาณเน้ือ หรือเร่งการ
เจริญเติบโตในสตั ว์ให้มีอตั ราการเจริญเตบิ โตเร็วกว่าปกติ

(6) ครูอธิบายเพ่ิมเติมเก่ียวกับด้านกฎหมายให้นักเรียนเข้าใจว่า เทคโนโลยีชีวภาพที่ถูกนามาใช้
ประโยชน์ในด้านกฎหมาย เช่น การพิสูจน์หาหลักฐานเก่ียวกับคดีอาชญากรรมท่ีซับซ้อน โดยการวิเคราะห์
โมเลกุลของดีเอ็นเอ และการพิสูจน์ความเป็นพ่อแม่ลูกในกรณีที่ต้องการตรวจสอบความสัมพันธ์ของบุคคลใน
ครอบครัว

(7) ครูแบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีชีวภาพ
ตามข้ันตอนดงั นี้

– แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อย่อยให้เพ่ือนสมาชิกช่วยกันสืบค้นตามที่
สมาชิกกลมุ่ ช่วยกนั กาหนดหวั ข้อย่อย เชน่ เทคโนโลยีด้านการเกษตร ด้านการแพทย์ ด้านการผลิตอาหาร และ
ดา้ นกฎหมาย

– สมาชิกกลุ่มแต่ละคนหรือกลุ่มย่อยช่วยกันสืบค้นข้อมูลตามหัวข้อย่อยท่ีตนเองรับผิดชอบ โดย
การสบื คน้ จากหนังสือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรบั เยาวชน หรอื อินเทอรเ์ น็ต

– สมาชิกกลมุ่ นาขอ้ มูลท่สี ืบคน้ ไดม้ ารายงานให้เพอ่ื นๆ สมาชกิ ในกลมุ่ ฟงั รวมทั้งร่วมกันอภิปราย
ซักถามจนคาดว่าสมาชกิ ทกุ คนมคี วามร้คู วามเขา้ ใจทต่ี รงกนั

– สมาชิกกลุ่มช่วยกันสรุปความรู้ท่ีได้ท้ังหมดเป็นผลงานของกลุ่ม และช่วยกันจัดทารายงาน
การศกึ ษาค้นคว้าเก่ียวกบั การใช้ประโยชนจ์ ากเทคโนโลยีชวี ภาพ

(8) ครูและนักเรยี นรว่ มกนั ตรวจสอบความถกู ตอ้ งของขอ้ มูลทไ่ี ด้จากการปฏบิ ตั ิกิจกรรม
(9) ครูคอยแนะนาชว่ ยเหลือนกั เรียนขณะปฏิบตั ิกจิ กรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ใหน้ กั เรียนทกุ คนซกั ถามเม่ือมีปัญหา

3) ขน้ั อธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation)
(1) นกั เรยี นแต่ละกล่มุ นาเสนอผลการปฏบิ ัตกิ จิ กรรมหนา้ หอ้ งเรยี น
(2) ครแู ละนกั เรียนร่วมกนั อภปิ รายผลจากการปฏบิ ัติกจิ กรรม โดยใช้แนวคาถาม เชน่
– ยกตัวอย่างการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีชีวภาพในด้านการเกษตร ด้านการแพทย์ ด้านการ

ผลติ อาหาร และดา้ นกฎหมายมาอยา่ งละ 1 ตัวอย่าง (แนวคาตอบ ด้านการเกษตร เช่น การปรับปรุงพันธ์ุฝ้าย
ให้ต้านทานแมลง ด้านการแพทย์ เช่น การใช้จุลินทรีย์ในการผลิตยาปฏิชีวนะ ด้านการผลิตอาหาร เช่น การ


ถา่ ยฝากยนี เพอื่ เร่งการเจริญเติบโตในสุกร และดา้ นกฎหมาย เช่น การวเิ คราะหโ์ มเลกุลของดีเอ็นเอในคดีท่ีมีผู้
ต้องสงสัยหลายคน)

(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า
เทคโนโลยีชีวภาพนาไปใช้ประโยชน์ได้หลายด้าน เช่น ด้านการเกษตร ด้านการแพทย์ ด้านการผลิตอาหาร
และด้านกฎหมาย

4) ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)
(1) ครูอธิบายเร่ืองน่ารู้ เร่ือง การคืนชีพสัตว์สูญพันธ์ุ ให้นักเรียนเข้าใจว่า ปัจจุบันมีการศึกษาความ

เป็นไปได้ในการคืนชีพสัตวส์ ญู พนั ธ์ุ โดยมีวธิ กี ารดังน้ี
– สร้างดเี อน็ เอจากชนิ้ สว่ นดีเอ็นเอทเ่ี หลอื อยู่
– ผลติ ยนี และถา่ ยยนี เขา้ สู่เซลลต์ ้นกาเนิด (stem cell)
– ถา่ ยเซลลเ์ ขา้ สสู่ ตั ว์และเลีย้ งจนได้สัตว์ท่มี ีลกั ษณะของสัตวส์ ูญพันธุ์
– ขยายพันธ์แุ ละศกึ ษาตอ่ ไปจนไดส้ ัตวท์ มี่ ลี กั ษณะเหมือนสตั ว์สญู พนั ธ์ุ

(2) ครูแบ่งนักเรียนกลมุ่ ละ 5 – 6 คน เลน่ เกมเทคโนโลยีชีวภาพกับการแพทย์ โดยให้แต่ละกลุ่มเลือก
ว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์จากเทคโนโลยชี วี ภาพดา้ นการแพทย์ กลมุ่ ใดเลือกได้ถกู ตอ้ งมากทส่ี ุดเป็นฝ่ายชนะ

(3) นักเรียนค้นคว้าคาศัพท์ภาษาต่างประเทศเก่ียวกับการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีชีวภาพจาก
หนงั สือเรยี นภาษาต่างประเทศหรอื อนิ เทอรเ์ นต็ และนาเสนอให้เพื่อนในห้องฟัง คัดคาศัพท์พร้อมท้ังคาแปลลง
สมดุ สง่ ครู

5) ขนั้ ประเมนิ (Evaluation)
(1) ครูใหน้ กั เรียนแต่ละคนพจิ ารณาว่า จากหวั ขอ้ ท่เี รียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่

เขา้ ใจหรือยงั มขี อ้ สงสัย ถ้ามี ครูชว่ ยอธิบายเพมิ่ เตมิ ใหน้ ักเรียนเขา้ ใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อย่างไรบ้าง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับประโยชน์ท่ีได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนาความรูท้ ีไ่ ดไ้ ปใช้ประโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเข้าใจของนักเรยี นโดยการใหต้ อบคาถาม เชน่
– “การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรให้มีคุณภาพดีตามความต้องการของมนุษย์ ผลิตภัณฑ์ท่ี

ได้จะต้องใช้กระบวนการทางพันธุวิศวกรรมเสมอ” คากล่าวน้ีเป็นจริงหรือไม่ เพราะอะไร (แนวคาตอบ ไม่
เป็นจริง เพราะการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรสามารถใช้วิธีการคัดเลือกพันธุ์หรือการเพาะเล้ียงเนื้อเย่ือ
เพอ่ื พัฒนาผลิตภัณฑใ์ ห้มีคุณภาพดีตามความต้องการของมนุษย์ได้เช่นกัน จึงไม่จาเป็นต้องใช้กระบวนการทาง
พนั ธวุ ิศวกรรมเสมอไป)


– ยกตัวอย่างการนาเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ประโยชน์ควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมใน
ทอ้ งถน่ิ (แนวคาตอบ การนาจุลินทรีย์ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์และพัฒนาให้มีคุณลักษณะดีตามต้องการมาใช้
ในการบาบัดนา้ เสยี ในทอ้ งถน่ิ )

ขั้นสรปุ
ครูและนกั เรยี นร่วมกันสรุปเก่ียวกับการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีชีวภาพ โดยร่วมกันเขียนเป็นแผน

ทีค่ วามคดิ หรอื ผังมโนทศั น์

สอื่ และแหลง่ การเรียนรู้
1. หนังสือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรบั เยาวชน หรอื อินเทอร์เนต็
2. คู่มือการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 เล่ม 1
3. สอ่ื การเรียนรู้ PowerPoint รายวชิ าพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี3 เลม่ 1
4. หนังสอื เรียนรายวิชาพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 เลม่ 1


แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 20

รายวิชาวิทยาศาสตร์ (พื้นฐาน) ว 23101 กล่มุ สาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2565

หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 2 พนั ธกุ รรม เรื่องผลของเทคโนโลยชี วี ภาพ 1 ชวั่ โมง/คาบ

วันท่ี …………………….……………………………….. ครผู สู้ อน นางสาวอังคณา ปาสานะโม

สาระสาคญั
แม้ว่าเทคโนโลยีชีวภาพจะสามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้อย่างหลากหลาย แต่การใช้

เทคโนโลยีชีวภาพก็จาเป็นต้องคานงึ ถงึ ผลกระทบต่อสิง่ มีชีวิตและส่งิ แวดล้อมควบคูไ่ ปด้วยเสมอ

มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สาร

พันธกุ รรม การเปลยี่ นแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสง่ิ มชี วี ิต ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการของ
ส่ิงมีชวี ติ รวมทั้งนาความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์

ตวั ช้ีวัด
ว 1.3 ม. 3/8 ตระหนักถึงประโยชน์และผลกระทบของส่ิงมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรมที่อาจมีต่อมนุษย์

และสิ่งแวดลอ้ ม โดยการเผยแพรค่ วามรทู้ ่ีไดจ้ ากการโตแ้ ย้งทางวทิ ยาศาสตร์ ซึ่งมขี อ้ มลู สนับสนนุ

คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551

 รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์  ซือ่ สัตย์สจุ รติ  มวี นิ ยั  ใฝ่เรยี นรู้

 อยู่อยา่ งพอเพยี ง  มุ่งมั่นในการทางาน  รกั ความเปน็ ไทย  มจี ติ สาธารณะ

.................................................................................................................. ........................................................

ดา้ นสมรรถนะสาคญั ของผู้เรยี น

 ความสามารถในการสือ่ สาร :………………………………………………………..

 ความสามารถในการคดิ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการแกป้ ัญหา :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี :………………………………………………………..


ดา้ นการอ่าน คิด วเิ คราะห์ และเขยี น

 การอ่าน :…………………………………………………………………………..

 การคดิ วเิ คราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขียน :…………………………………………………………………………..

จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. นักเรียนสามารถอธิบายผลของเทคโนโลยีชวี ภาพได้ (K)
2. นักเรยี นสามารถแสดงทักษะการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ได้ (P)
3. นกั เรียนสามารถแสดงความมุ่งมนั่ ในการทางานได้ (A)

การวดั และการประเมนิ ผลการเรยี นรู้
ผปู้ ระเมนิ  ครูผู้สอน  นกั เรยี น  เพ่ือน  ผู้ปกครอง

ชนิ้ งาน/ภาระงาน /รอ่ งรอย/หลักฐานการเรยี นรู้

สิง่ ที่ต้องการวดั /ประเมนิ วธิ ีการวัด เครอื่ งมอื การวดั เกณฑ์การใหค้ ะแนน

ระดับคุณภาพ

(Rubric Score)

1. นักเรียนสามารถอธิบายผลของ - ตรวจใบงาน ชิ้นงาน -ใบงาน ช้ินงานหรือ - นกั เรยี นผา่ นเกณฑ์

เทคโนโลยีชวี ภาพได้ (K) หรือภาระงาน ภาระงาน รอ้ ยละ 70 ขนึ้ ไป

-แบบประเมนิ ใบงาน

2. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี

รวบรวมขอ้ มูลได้ (P) สังเกตพฤติกรรม พฤตกิ รรม ขึ้นไป

3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี

ทางานได้ (A) สังเกตพฤตกิ รรม พฤตกิ รรม ข้ึนไป

สาระการเรียนรู้
เทคโนโลยีชวี ภาพ
– ผลของเทคโนโลยชี วี ภาพ


กจิ กรรมการเรยี นรู้ (กจิ กรรม Active Learning)
ข้นั นาเขา้ ส่บู ทเรยี น

1) ครใู หน้ กั เรียนทบทวนความรเู้ ดิมทีไ่ ด้เรียนรมู้ าแลว้ โดยใช้คาถามต่อไปน้ี
– นักเรียนได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีชีวภาพในด้านใดมากท่ีสุด อธิบาย (แนวคาตอบ ด้าน

การเกษตร โดยการปรับปรุงพันธ์ุผลไม้ให้สุกงอมช้า ทาให้ได้รับประทานผลไม้จากต่างประเทศที่ต้องใช้
ระยะเวลาในการขนส่งนาน)

– ประโยชน์ที่ได้รับจากการพิสูจน์ความเป็นพ่อแม่ลูกเป็นการนาความรู้เกี่ยวกับ
เทคโนโลยีชีวภาพมาใชป้ ระโยชนใ์ นดา้ นใด (แนวคาตอบ ดา้ นกฎหมาย)

2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคาตอบ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้
เร่อื ง ผลของเทคโนโลยีชีวภาพ

ขัน้ จดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
จัดกจิ กรรมการเรยี นร้โู ดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน

ช้นั เรยี น (flipped classroom) ซึ่งมขี น้ั ตอนดังน้ี
1) ขั้นสรา้ งความสนใจ (Engagement)

(1) ครูถามคาถามนักเรยี นเพอ่ื กระต้นุ ความสนใจ เช่น
– นักเรียนคิดว่าสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรมมีข้อดีและข้อเสียหรือไม่ อย่างไร (แนวคาตอบ

สิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดี คือ ได้ส่ิงมีชีวิตที่มีคุณลักษณะดีตามต้องการ ข้อเสีย คือ
มีความเส่ียงต่อผูบ้ ริโภคและสงิ่ แวดลอ้ ม)

(2) นักเรียนร่วมกันอภิปรายหาคาตอบเกีย่ วกบั คาถามตามความคดิ เหน็ ของแต่ละคน

2) ขนั้ สารวจและค้นหา (Exploration)
(1) ครูให้นักเรียนศึกษาเร่ืองผลของเทคโนโลยีชีวภาพ จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วย

อธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า แม้ว่าเทคโนโลยีชีวภาพจะสามารถตอบสนองต่อความต้องการของมนุษย์ได้อย่าง
มากมาย แต่การนาเทคโนโลยชี ีวภาพไปใชป้ ระโยชนอ์ าจนาไปสคู่ วามเสีย่ งที่จะทาให้เกิดผลในทางลบได้ ดังนั้น
จึงจาเป็นอย่างยงิ่ ท่ีจะต้องคานึงถงึ ความปลอดภัยทางชวี ภาพในการอยรู่ ว่ มกนั ระหวา่ งส่ิงมีชีวิตและส่ิงแวดล้อม
ประเทศไทยมีหน่วยงานทเ่ี รยี กว่า ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) ทาหน้าท่ีวิจัย
พฒั นา และกาหนดมาตรการการนาพืชตัดแต่งยนี เข้ามาในประเทศ

(2) ครูเชื่อมโยงความรู้เข้ากับบูรณาการอาเซียน โดยครูอธิบายเกี่ยวกับการเข้าร่วมอนุสัญญาว่าด้วย
ความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศต่างๆ ในอาเซยี นว่า ประเทศต่างๆ ในอาเซียนได้เข้าร่วมอนุสัญญาว่า
ดว้ ยความหลากหลายทางชวี ภาพ ดงั ตอ่ ไปนี้

– พ.ศ. 2536: ฟิลปิ ปินส์
– พ.ศ. 2537: เมยี นมา เวียดนาม มาเลเซยี อินโดนีเซีย
– พ.ศ. 2538: กมั พชู า สงิ คโปร์


– พ.ศ. 2539: ลาว
– พ.ศ. 2549: ไทย
– พ.ศ. 2551: บรูไนดารุสซาลาม
(3) ครูแบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สืบค้นข้อมูลเทคโนโลยีชีวภาพในประเทศไทย
ตามขัน้ ตอน ดังนี้
– สบื ค้นขอ้ มลู เกยี่ วกับงานวจิ ัยทางดา้ นเทคโนโลยชี วี ภาพท่ีคิดค้นในประเทศไทย
– นาขอ้ มลู ท่ไี ด้มาอภปิ รายร่วมกัน แล้วนาเสนอผลการปฏิบตั ิกิจกรรมหน้าหอ้ งเรียน
(4) ครูและนักเรยี นรว่ มกันตรวจสอบความถูกต้องของขอ้ มลู ทไ่ี ดจ้ ากการปฏิบตั ิกิจกรรม
(5) ครูคอยแนะนาช่วยเหลอื นกั เรียนขณะปฏิบตั กิ ิจกรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ให้นักเรียนทุกคนซกั ถามเมื่อมปี ญั หา

3) ขนั้ อธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
(1) นกั เรยี นแต่ละกล่มุ นาเสนอผลการปฏบิ ัติกิจกรรมหน้าหอ้ งเรยี น
(2) ครูและนกั เรยี นรว่ มกันอภปิ รายผลจากการปฏิบตั กิ ิจกรรม โดยใช้แนวคาถาม เช่น
– ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีชีวภาพในการอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อมในเร่ืองใด (แนว

คาตอบ ช่วยลดปริมาณการใช้สารเคมีจากการปรบั ปรงุ พนั ธพ์ุ ชื ทาใหพ้ ชื มีคุณสมบัติต้านทานโรคและแมลง จึง
ลดปริมาณสารเคมตี กค้างในพชื และดนิ ได้)

– นกั เรียนเห็นด้วยหรอื ไม่กบั การนาเทคโนโลยีชวี ภาพมาใชป้ ระโยชนใ์ นประเทศไทย เพราะอะไร
(แนวคาตอบ เห็นด้วย เพราะการนาเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ประโยชน์ในประเทศไทยทาให้ประเทศไทยได้รับ
ประโยชน์จากผลผลติ พืชและสตั วท์ ่มี ีลกั ษณะทีต่ ้องการ ซึ่งเป็นผลดตี อ่ เศรษฐกจิ ของประเทศ)

– นักเรียนคิดว่ารัฐบาลไทยควรให้การสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยเก่ียวกับเทคโนโลยีชีวภาพมาก
น้อยเพียงใด เพราะอะไร (แนวคาตอบ รัฐบาลไทยควรให้การสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับ
เทคโนโลยีชีวภาพ เพราะเป็นการพัฒนาพันธ์ุพืชและสัตว์ให้มีคุณลักษณะท่ีดีตามต้องการ แต่ต้องมีการ
ควบคมุ ดแู ลจากหนว่ ยงานทเี่ กีย่ วข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันผลเสียทอ่ี าจเกดิ ข้ึนในอนาคต)

(3) ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกันสรปุ ผลจากการปฏบิ ตั กิ ิจกรรม โดยครูเนน้ ใหน้ กั เรียนเขา้ ใจว่า
– เทคโนโลยีชีวภาพสามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี มนุษย์นา

เทคโนโลยีชีวภาพมาทาให้ส่ิงมีชีวิต ได้แก่ พืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ เกิดการเปล่ียนแปลง เพ่ือผลิตสิ่งต่างๆ ที่
เปน็ ประโยชน์ตอ่ มนษุ ย์

– แม้ว่าเทคโนโลยีชีวภาพจะสามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้อย่างมากมาย หาก
การนาไปใช้และการพัฒนาไม่ได้รับการควบคุมอย่างระมัดระวัง อาจส่งผลกระทบต่อมนุษย์ พืช สัตว์ และ
ส่งิ แวดล้อมได้


4) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration)
(1) ครูเชื่อมโยงความรู้เข้ากับหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยครูอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า ไบโอเทคได้

ดาเนินงานเพอื่ พฒั นาสังคม ชุมชนชนบท และคุณภาพชีวิต เช่น การส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวหอมชลสิทธิ์
ที่จงั หวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมกับส่งเสริมให้ใช้ราเพื่อป้องกันแมลงศัตรูพืช ทาให้เกษตรกรพ่ึงพาตนเองได้
และสามารถทาการเกษตรได้อย่างยงั่ ยืน

(2) นกั เรยี นคน้ คว้าคาศพั ทภ์ าษาตา่ งประเทศเก่ียวกับผลของเทคโนโลยชี วี ภาพ จากเทคโนโลยีชีวภาพ
จากหนังสือเรียนภาษาต่างประเทศหรืออินเทอร์เน็ต และนาเสนอให้เพ่ือนในห้องฟัง คัดคาศัพท์พร้อมท้ังคา
แปลลงสมุดส่งครู

5) ข้ันประเมนิ (Evaluation)
(1) ครใู ห้นกั เรยี นแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่

เขา้ ใจหรอื ยงั มีขอ้ สงสัย ถ้ามี ครชู ่วยอธิบายเพมิ่ เตมิ ใหน้ กั เรียนเข้าใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อยา่ งไรบา้ ง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ท่ีได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนาความรู้ทีไ่ ดไ้ ปใช้ประโยชน์
(4) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรยี นโดยการใหต้ อบคาถาม เชน่
– ยกตัวอย่างผลเสียของสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรมเกี่ยวกับความปลอดภัยทางชีวภาพ (แนว

คาตอบ มคี วามเสีย่ งที่สงิ่ มีชีวติ ดดั แปรพันธุกรรมจะมียีนแปลกปลอมซงึ่ เปน็ อนั ตรายต่อมนุษย์และสิง่ แวดลอ้ ม)
– หากนักเรียนต้องการนาพืชดัดแปรพันธุกรรมมาปลูก นักเรียนจะต้องขออนุญาตจากองค์กรใด

(แนวคาตอบ กรมวิชาการเกษตร)
– เทคโนโลยีชีวภาพเกี่ยวข้องกับการดารงชีวิตของส่ิงมีชีวิตและส่ิงแวดล้อมในลักษณะใด (แนว

คาตอบ เทคโนโลยชี ีวภาพทาใหส้ ่งิ มีชีวติ บางชนดิ เกิดการเปลี่ยนแปลง เพื่อประโยชนข์ องมนุษย์
ทาให้เกดิ ส่งิ มีชีวิตชนดิ ใหมเ่ ขา้ มาแทนที่ส่งิ มีชวี ติ ชนิดเดิมท่ีอยู่ในธรรมชาติ ส่งผลให้ส่ิงมีชีวิตชนิด

เดิมสูญพันธ์ุได)้

ขน้ั สรุป
1) ครแู ละนักเรยี นร่วมกันสรุปเก่ียวกับผลของเทคโนโลยีชีวภาพ โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนท่ีความคิด

หรอื ผงั มโนทัศน์
2) ครูดาเนินการทดสอบหลังเรียน โดยให้นักเรียนทาแบบทดสอบหลังเรียน เพ่ือวัดความก้าวหน้า/

ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ 7 ของนกั เรยี น
3) ครูเชื่อมโยงเนื้อหาจากบทเรียนน้ีกับหน่วยการเรียนรู้ที่ 8 เพื่อให้นักเรียนเตรียมความพร้อม โดย

การใชค้ าถามกระตนุ้ ดังน้ี


– มนั สาปะหลงั ท่ีผา่ นการปรับปรงุ พนั ธ์ุให้มีลักษณะรากใหญ่และเจริญเติบโตได้เร็วสามารถนาไปผลิต
เปน็ พลาสตกิ ได้หรอื ไม่ (แนวคาตอบ สามารถนาไปผลิตเปน็ พลาสตกิ ได้)

4) ครูมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาค้นคว้าเนื้อหา เพื่อจัดการเรียนรู้ครั้งต่อไป โดยให้นักเรียนศึกษา
ค้นคว้าล่วงหน้าในหัวขอ้ พอลิเมอร์

5) ครูให้นักเรียนเตรียมประเด็นคาถามที่สงสัยมาอย่างน้อยคนละ 1 คาถาม เพ่ือนามาอภิปราย
ร่วมกันในหอ้ งเรยี นครัง้ ตอ่ ไป

ส่อื และแหล่งการเรยี นรู้
1. ใบกิจกรรม สบื คน้ ข้อมูลเทคโนโลยีชวี ภาพในประเทศไทย
2. แบบทดสอบหลังเรยี น
3. หนงั สือ วารสาร สารานุกรมวทิ ยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรับเยาวชน หรอื อนิ เทอร์เน็ต
4. ค่มู อื การสอน วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 เล่ม 1
5. สอื่ การเรียนรู้ PowerPoint รายวิชาพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี3 เลม่ 1
6. หนังสือเรียนรายวชิ าพื้นฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 เลม่ 1


แผนการจดั การเรยี นรูท้ ่ี 21

รายวชิ าวิทยาศาสตร์ (พ้ืนฐาน) ว 23101 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 3 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565

หน่วยการเรียนร้ทู ่ี 3 คล่ืน เรอ่ื งคล่นื กล 1 ชั่วโมง/คาบ

วันท่ี …………………….……………………………….. ครผู ้สู อน นางสาวองั คณา ปาสานะโม

สาระสาคญั
คลื่นเกิดจากการส่งผ่านพลังงานโดยอาศัยตัวกลางและไม่อาศัยตัวกลาง โดยคลื่นกล คือ คลื่นที่อาศัย

ตวั กลางในการถา่ ยโอนพลงั งานใหค้ ลนื่ สามารถเคลอ่ื นท่ีไปได้และอนภุ าคของตวั กลางไม่เคลือ่ นท่ไี ปกบั คล่ืน

มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ียนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เก่ียวข้อง
กับเสยี ง แสง และคลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟา้ รวมทั้งนาความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์

ตวั ช้ีวัด
ว 2.3 ม. 3/10 สร้างแบบจาลองทีอ่ ธิบายการเกิดคลื่นและบรรยายสว่ นประกอบของคล่นื

คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงคต์ ามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551

 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซอื่ สตั ยส์ ุจรติ  มีวนิ ัย  ใฝ่เรยี นรู้

 อยอู่ ย่างพอเพียง  มงุ่ มนั่ ในการทางาน  รักความเป็นไทย  มีจติ สาธารณะ

............................................................................................................................. .............................................

ด้านสมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น

 ความสามารถในการสือ่ สาร :………………………………………………………..

 ความสามารถในการคิด :………………………………………………………..

 ความสามารถในการแก้ปัญหา :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี :………………………………………………………..


ดา้ นการอา่ น คดิ วเิ คราะห์ และเขยี น

 การอา่ น :…………………………………………………………………………..

 การคิดวิเคราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขยี น :…………………………………………………………………………..

จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1. นักเรยี นสามารถอธิบายเกย่ี วกบั คลื่นกลได้ (K)
2. นกั เรียนสามารถแสดงทกั ษะการเกบ็ รวบรวมข้อมูลได้ (P)
3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งมัน่ ในการทางานได้ (A)

การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้
ผู้ประเมิน  ครูผ้สู อน  นกั เรยี น  เพื่อน  ผปู้ กครอง

ชิ้นงาน/ภาระงาน /ร่องรอย/หลกั ฐานการเรียนรู้

ส่งิ ท่ตี ้องการวดั /ประเมิน วิธกี ารวัด เครอื่ งมอื การวัด เกณฑ์การใหค้ ะแนน

ระดบั คุณภาพ

(Rubric Score)

1. นักเรียนสามารถอธิบายเกี่ยวกับคลื่นกลได้ - ตรวจใบงาน ช้ินงาน -ใบงาน ช้ินงานหรือ - นักเรียนผ่านเกณฑ์

(K) หรอื ภาระงาน ภาระงาน รอ้ ยละ 70 ข้นึ ไป

-แบบประเมนิ ใบงาน

2. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี

รวบรวมขอ้ มูลได้ (P) สงั เกตพฤติกรรม พฤตกิ รรม ขน้ึ ไป

3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งมั่นในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคณุ ภาพ ดี

ทางานได้ (A) สังเกตพฤตกิ รรม พฤติกรรม ขึน้ ไป

สาระการเรยี นรู้
คลื่นกล
– การเกดิ คล่นื กล


กิจกรรมการเรียนรู้ (กจิ กรรม Active Learning)
ครูดาเนินการทดสอบก่อนเรียน โดยให้นักเรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน เพื่อตรวจสอบความพร้อมและ
พนื้ ฐานของนกั เรียน
ขัน้ นาเข้าสบู่ ทเรยี น

1) ครนู าเข้าสู่บทเรียนโดยใชค้ าถาม เช่น
– นกั เรยี นรู้จักคลื่นหรือไม่ (แนวคาตอบ รู้จัก)
– นกั เรียนรจู้ กั คลื่นอะไรบา้ ง (แนวคาตอบ คลนื่ นา้ และคล่ืนแสง)

2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับคาตอบ เพ่ือเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้
เรอ่ื ง คลน่ื กล

ข้ันจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
จดั กิจกรรมการเรียนรโู้ ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน

ชนั้ เรยี น (flipped classroom) ซึ่งมขี น้ั ตอนดังนี้

1) ขัน้ สรา้ งความสนใจ (Engagement)
(1) ครูแบ่งกลุ่มนักเรียนแล้วเปิดโอกาสให้นักเรียนในกลุ่มนาเสนอข้อมูลเกี่ยวกับคล่ืนกล ท่ีครู

มอบหมายให้ไปเรียนรู้ล่วงหน้าให้เพื่อนๆ ในกลุ่มฟัง จากนั้นให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนมานาเสนอข้อมูลหน้า
ห้องเรียน

(2) ครตู รวจสอบว่านักเรียนทาภาระงานที่ได้รับมอบหมายไปหรือไม่ โดยตรวจสอบจากการจดบันทึก
ของนักเรยี น และถามคาถามเกี่ยวกับภาระงาน ดงั น้ี

– คลื่นคืออะไร (แนวคาตอบ คล่ืน คือ ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เก่ียวข้องกับการถ่ายโอน
พลังงานจากท่หี นง่ึ ไปยังอกี ท่หี นงึ่ โดยอาศัยตัวกลางและไม่อาศัยตวั กลาง)

– คลื่นมีก่ปี ระเภท อะไรบ้าง (แนวคาตอบ มี 2 ประเภท ไดแ้ ก่ คลนื่ กลและคลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า)
(3) ครเู ปดิ โอกาสใหน้ กั เรยี นตงั้ ประเดน็ คาถามที่นักเรียนสงสัยจากการทาภาระงานอย่างน้อยคนละ 1
คาถาม ซ่งึ ครูให้นักเรียนเตรยี มมาล่วงหน้า และใหน้ กั เรียนช่วยกันตอบและแสดงความคดิ เห็น
(4) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับภาระงาน โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่าคลื่นเป็น
ปรากฏการณ์ธรรมชาติท่ีเกี่ยวข้องกับการถ่ายโอนพลังงานจากท่ีหน่ึงไปยังอีกท่ีหนึ่งโ ดยอาศัยตัวกลางและไม่
อาศัยตวั กลาง คลนื่ มี 2 ประเภท ได้แก่ คลื่นกลและคลื่นแมเ่ หล็กไฟฟ้า

2) ขนั้ สารวจและค้นหา (Exploration)
(1) ครูให้นักเรียนศึกษาเร่ืองการเกิดคล่ืนกล จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วยอธิบายให้

นกั เรียนเข้าใจวา่ คลื่นกล คอื คลนื่ ทอ่ี าศยั ตัวกลางในการถา่ ยโอนพลงั งานให้คลนื่ สามารถเคลอื่ นที่ไปได้
(2) ครูแบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สังเกตการเคลื่อนท่ีของขดลวดสปริง ตาม

ขนั้ ตอน ดังน้ี


– ให้นักเรยี น 2 คน จบั ปลายขดลวดสปริงคนละข้าง วางขดลวดสปริงให้ทอดยาวไปตามพ้ืนราบ
และยืดขดลวดสปริงให้ยาวประมาณ 1 – 2 เมตร

– จับขดลวดสปริงที่ปลายข้างหนึ่งให้แน่นอยู่กับท่ี ส่วนปลายอีกข้างหนึ่งให้สะบัดขึ้น–ลง ดังรูป
แลว้ สังเกตการเคล่ือนท่ขี องขดลวดสปรงิ

(3) ครูและนักเรียนรว่ มกนั ตรวจสอบความถกู ต้องของข้อมูลท่ีได้จากการปฏิบัติกิจกรรม
(4) ครคู อยแนะนาช่วยเหลอื นักเรียนขณะปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบๆ บริเวณท่ีนักเรียนสารวจ
และเปดิ โอกาสใหน้ ักเรียนทุกคนซักถามเม่ือมปี ัญหา
3) ข้ันอธบิ ายและลงขอ้ สรุป (Explanation)
(1) นกั เรียนแตล่ ะกลุม่ นาเสนอผลการปฏบิ ัตกิ จิ กรรมหนา้ ห้องเรียน
(2) ครูและนกั เรยี นร่วมกนั อภปิ รายผลจากการปฏิบัติกจิ กรรม โดยใชแ้ นวคาถาม เช่น

– ขดลวดสปริงเคล่ือนท่ีอย่างไร (แนวคาตอบ ขดลวดสปริงเคลื่อนที่ข้ึน–ลงตามแรงสะบัดทาให้
เกิดคลืน่ ในขดลวดสปรงิ )

– ขดลวดสปริงทาหน้าที่อะไร (แนวคาตอบ ขดลวดสปริงทาหน้าที่เป็นตัวกลางในการถ่ายโอน
พลงั งานทาให้คล่ืนในขดลวดสปรงิ เคลอื่ นที่ไปได้)

(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า คลื่นกล
อาศัยตัวกลางในการถ่ายโอนพลังงานให้คล่ืนสามารถเคลื่อนท่ี โดยอนุภาคของตัวกลางเคลื่อนท่ีข้ึน–ลงเมื่อ
คลื่นเคลือ่ นทีผ่ า่ น

4) ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)
นักเรียนค้นคว้าคาศัพท์ภาษาต่างประเทศเก่ียวกับคลื่นกลจากหนังสือเรียนภาษาต่างประเ ทศหรือ

อนิ เทอร์เนต็ และนาเสนอให้เพอ่ื นฟัง คัดคาศพั ทพ์ ร้อมท้งั คาแปลลงสมดุ สง่ ครู

5) ขน้ั ประเมนิ (Evaluation)
(1) ครูใหน้ กั เรียนแต่ละคนพจิ ารณาวา่ จากหวั ขอ้ ท่ีเรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่

เข้าใจหรือยงั มขี อ้ สงสัย ถ้ามี ครชู ่วยอธบิ ายเพ่ิมเตมิ ให้นักเรียนเขา้ ใจ


(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อย่างไรบา้ ง

(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ
การนาความรูท้ ี่ไดไ้ ปใช้ประโยชน์

(4) ครทู ดสอบความเขา้ ใจของนักเรยี นโดยการให้ตอบคาถาม เช่น
– ถ้าไมม่ ีตวั กลางคลน่ื กลจะเคลื่อนท่ีอย่างไร (แนวคาตอบ คลื่นกลจะไม่สามารถเคล่ือนที่ผ่านไป

ได้)
– ยกตัวอย่างคลน่ื กลที่นักเรยี นร้จู ัก (แนวคาตอบ คล่ืนเสยี งและคลืน่ ในขดลวดสปริง)

ขนั้ สรุป
ครแู ละนักเรยี นร่วมกนั สรุปเก่ยี วกับคลนื่ กล โดยร่วมกันเขยี นเป็นแผนที่ความคิดหรอื ผังมโนทัศน์

ส่อื และแหลง่ การเรยี นรู้
1. แบบทดสอบกอ่ นเรยี น
2. ขดลวดสปริง
3. หนงั สือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสาหรบั เยาวชน หรืออินเทอร์เนต็
4. คมู่ ือการสอน วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 3 เลม่ 1
5. ส่อื การเรยี นรู้ PowerPoint รายวิชาพื้นฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่3ี เล่ม1
6. หนงั สอื เรยี นรายวชิ าพนื้ ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 3 เล่ม 1


แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 22

รายวิชาวิทยาศาสตร์ (พ้ืนฐาน) ว 23101 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

ช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 3 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565

หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 3 คลื่น เร่ืองการเกดิ คลนื่ กล 1 ชว่ั โมง/คาบ

วันท่ี …………………….……………………………….. ครูผ้สู อน นางสาวอังคณา ปาสานะโม

สาระสาคัญ
คล่ืนกลอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนท่ี โดยอนุภาคของตัวกลางไม่เคล่ือนท่ีไปกับคล่ืน แต่ละอนุภาค

ของตวั กลางจะเคลื่อนทขี่ ้ึน–ลงอยู่กับท่ีเมอ่ื คล่ืนเคลอ่ื นท่ีผา่ น

มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ียนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ท่ีเก่ียวข้อง
กับเสยี ง แสง และคลืน่ แมเ่ หล็กไฟฟา้ รวมท้งั นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

ตัวชวี้ ัด
ว 2.3 ม. 3/10 สรา้ งแบบจาลองทอ่ี ธิบายการเกดิ คล่ืนและบรรยายสว่ นประกอบของคลื่น

คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551

 รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์  ซือ่ สัตย์สจุ รติ  มีวินยั  ใฝ่เรยี นรู้

 อยอู่ ย่างพอเพยี ง  มงุ่ ม่ันในการทางาน  รักความเปน็ ไทย  มีจติ สาธารณะ

............................................................................................................................. .............................................

ดา้ นสมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รยี น

 ความสามารถในการส่อื สาร :………………………………………………………..

 ความสามารถในการคดิ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการแก้ปัญหา :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี :………………………………………………………..


ดา้ นการอา่ น คดิ วเิ คราะห์ และเขยี น

 การอ่าน :…………………………………………………………………………..

 การคิดวเิ คราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขยี น :…………………………………………………………………………..

จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. นกั เรยี นสามารถอธบิ ายการเกิดคล่นื กลได้ (K)
2. นักเรยี นสามารถอธิบายลกั ษณะของคล่ืนกลได้ (K)
3. นกั เรยี นสามารถแสดงทักษะการเกบ็ รวบรวมข้อมูลได้ (P)
4. นกั เรียนสามารถแสดงความมุ่งมนั่ ในการทางานได้ (A)

การวัดและการประเมนิ ผลการเรียนรู้
ผู้ประเมิน  ครูผูส้ อน  นักเรยี น  เพื่อน  ผู้ปกครอง

ชิน้ งาน/ภาระงาน /รอ่ งรอย/หลกั ฐานการเรยี นรู้

สงิ่ ที่ต้องการวดั /ประเมนิ วิธกี ารวดั เครื่องมอื การวดั เกณฑ์การใหค้ ะแนน

ระดับคณุ ภาพ

(Rubric Score)

1. นักเรียนสามารถอธิบายการเกิดคลื่นกลได้ - ตรวจใบงาน ช้ินงาน -ใบงาน ช้ินงานหรือ - นักเรยี นผา่ นเกณฑ์

(K) หรอื ภาระงาน ภาระงาน ร้อยละ 70 ข้นึ ไป

2. นักเรียนสามารถอธิบายลักษณะของคลื่น -แบบประเมินใบงาน

กลได้ (K)

3. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คุณภาพ ดี

รวบรวมข้อมูลได้ (P) สังเกตพฤติกรรม พฤตกิ รรม ขน้ึ ไป

4. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคุณภาพ ดี

ทางานได้ (A) สังเกตพฤตกิ รรม พฤตกิ รรม ขึน้ ไป

สาระการเรยี นรู้
คลืน่ กล
– การเกิดคล่นื กล


กิจกรรมการเรยี นรู้ (กิจกรรม Active Learning)
ขนั้ นาเขา้ สู่บทเรียน

1) ครูใหน้ ักเรียนทบทวนความรู้เดมิ ที่ไดเ้ รยี นรมู้ าแลว้ โดยใชค้ าถามต่อไปน้ี
– คลื่นทตี่ ้องอาศยั ตัวกลางในการเคลื่อนท่คี ือคลืน่ ชนดิ ใด (แนวคาตอบ คลนื่ กล)
– เมอ่ื คล่ืนกลเคลื่อนที่ผ่านตัวกลาง อนุภาคของตัวกลางเคลื่อนท่ีอย่างไร (แนวคาตอบ เคลื่อนที่

ขน้ึ –ลงอยู่กบั ที่)
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับคาตอบ เพื่อเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้

เร่ือง การเกิดคลนื่ กล

ข้ันจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
จดั กจิ กรรมการเรียนรูโ้ ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน

ช้นั เรยี น (flipped classroom) ซึง่ มีขน้ั ตอนดงั น้ี

1) ขั้นสรา้ งความสนใจ (Engagement)
(1) ครใู หน้ ักเรียนดรู ปู คล่ืนทเี่ กดิ จากนา้ ฝนทคี่ รูเตรยี มมา แล้วถามคาถามนักเรียนดงั นี้
– นกั เรยี นมองเห็นสงิ่ ใดในรปู (แนวคาตอบ คลน่ื เป็นวงแผจ่ ากน้าฝนท่หี ยดลงบนผิวนา้ )
– รูปที่นกั เรยี นเหน็ เปน็ คลน่ื ประเภทใด (แนวคาตอบ คล่ืนกล)
(2) นกั เรยี นรว่ มกนั อภิปรายหาคาตอบเกย่ี วกับคาถามตามความคดิ เหน็ ของแตล่ ะคน

2) ขนั้ สารวจและค้นหา (Exploration)
(1) ครูแบง่ นกั เรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน ปฏิบัติกจิ กรรม สังเกตการเกดิ คลืน่ กล ตามขน้ั ตอน ดังน้ี
– เทน้าลงในถาดใหส้ ูงประมาณ 2 เซนตเิ มตร
– นากระดาษมาตัดให้มีขนาด 1.5 เซนติเมตร × 1.5 เซนติเมตร ประมาณ 10–15 ช้ิน แล้วโรย

กระดาษท่ีตดั ไว้ลงบนผวิ นา้ ใหก้ ระดาษกระจายอย่างสม่าเสมอบนผิวนา้
– ใชห้ ลอดหยดดดู นา้ จากในถาด แลว้ รอจนกระทั่งนา้ และกระดาษหยดุ เคล่อื นท่ี
– ถือหลอดหยดใหอ้ ยู่กึง่ กลางถาดและสงู จากผิวน้าประมาณ 2 เซนติเมตร แล้วหยดน้าลงในถาด

สังเกตสิ่งทเ่ี กดิ ขนึ้ บนั ทึกผล
(2) ครูและนักเรยี นรว่ มกันตรวจสอบความถกู ต้องของขอ้ มลู ท่ไี ด้จากการปฏิบตั ิกจิ กรรม
(3) ครคู อยแนะนาช่วยเหลอื นักเรียนขณะปฏิบตั กิ จิ กรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส

ใหน้ ักเรยี นทกุ คนซกั ถามเม่อื มปี ัญหา

3) ขั้นอธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation)
(1) นกั เรียนแตล่ ะกล่มุ นาเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหน้าห้องเรยี น
(2) ครูและนักเรียนรว่ มกันอภปิ รายผลจากการปฏิบัตกิ ิจกรรม โดยใช้แนวคาถาม เช่น


– ส่ิงที่เคล่ือนท่ีผ่านน้าเมื่อหยดน้าลงในถาดคืออะไร และน้าทาหน้าท่ีอะไร (แนวคาตอบ สิ่งท่ี
เคล่ือนทผี่ า่ นน้าเมอ่ื หยดน้าลงในถาด คือ พลงั งาน และน้าทาหนา้ ทเี่ ป็นตัวกลางในการถ่ายโอนพลังงาน)

– ขณะที่คล่ืนบนผิวน้าแผ่ออกไป อนุภาคของน้าเคลื่อนท่ีไปกับคล่ืนหรือไม่ สังเกตจากอะไร
(แนวคาตอบ ไม่เคลื่อนท่ีไปกับคล่ืน โดยสังเกตได้จากกระดาษที่โรยอยู่บนผิวน้ามีการขยับข้ึน–ลง ในตาแหน่ง
เดมิ โดยไมเ่ คลือ่ นที่ไปกบั คล่นื )

(3) ครูและนักเรยี นร่วมกันสรปุ ผลจากการปฏบิ ัติกจิ กรรม โดยครเู น้นให้นกั เรยี นเขา้ ใจว่า
เมื่อคล่ืนถ่ายโอนพลังงานใหก้ บั อนภุ าคของน้าท่ีเปน็ ตวั กลาง อนุภาคของน้าจะขยับข้ึน–ลงในตาแหน่ง
เดมิ ไม่เคล่ือนท่ไี ปกบั คลน่ื

4) ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration)
ครอู ธบิ ายเพม่ิ เตมิ เกยี่ วกับคลนื่ บนผิวน้าใหน้ ักเรียนเขา้ ใจวา่ คลื่นบนผิวน้าเกิดจากหยดน้ากระทบกับผิว

นา้ ทาให้เกิดการถ่ายโอนพลังงานให้กับอนุภาคของน้า แล้วอนุภาคของน้าจะขยับข้ึน–ลง ทาให้ผิวน้าเกิดการ
กระเพ่อื มข้นึ –ลง และแผ่ออกไป

5) ขั้นประเมิน (Evaluation)
(1) ครูให้นกั เรียนแต่ละคนพจิ ารณาว่า จากหัวขอ้ ทีเ่ รียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่

เข้าใจหรอื ยงั มขี อ้ สงสยั ถา้ มี ครชู ว่ ยอธบิ ายเพิ่มเตมิ ใหน้ ักเรียนเข้าใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อย่างไรบา้ ง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ท่ีได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนาความรทู้ ี่ไดไ้ ปใช้ประโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเขา้ ใจของนกั เรียนโดยการใหต้ อบคาถาม เช่น
– เม่อื โยนกอ้ นหนิ ลงนา้ จะเกดิ สงิ่ ใดขน้ึ เพราะอะไร (แนวคาตอบ ผิวน้าเกิดการกระเพื่อมข้ึน–ลง

เพราะอนุภาคนา้ ไม่เคล่ือนทีไ่ ปกับคลืน่ แต่จะเคล่อื นทข่ี นึ้ –ลงในตาแหน่งเดมิ เท่านัน้ )

ขนั้ สรุป
ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับการเกิดคล่ืนกล โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่ความคิดหรือผังมโน

ทศั น์


สอ่ื และแหลง่ การเรยี นรู้
1. รูปคลื่นที่เกิดจากนา้ ฝน
2. ใบกิจกรรม สงั เกตการเกิดคลื่นกล
3. หนังสือ วารสาร สารานกุ รมวทิ ยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรับเยาวชน หรอื อนิ เทอรเ์ นต็
4. คู่มือการสอน วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 3 เลม่ 1
5. สอ่ื การเรยี นรู้ PowerPoint รายวชิ าพืน้ ฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่3 เลม่ 1
6. หนังสือเรยี นรายวชิ าพ้นื ฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 เลม่ 1


แผนการจัดการเรียนรูท้ ่ี 23

รายวชิ าวิทยาศาสตร์ (พ้นื ฐาน) ว 23101 กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565

หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ 3 คลน่ื เร่ืองสว่ นประกอบของคลน่ื (1) 1 ชวั่ โมง/คาบ

วนั ท่ี …………………….……………………………….. ครูผ้สู อน นางสาวอังคณา ปาสานะโม

สาระสาคัญ
คลน่ื ทแี่ ผ่ออกมาจากแหล่งก้าเนิดคลื่นจะเกิดข้ึนอย่างต่อเน่ืองและมีรูปแบบท่ีซ้ากัน โดยประกอบด้วย

สว่ นตา่ งๆ ไดแ้ ก่ สันคลน่ื ท้องคล่นื แอมพลจิ ดู ความยาวคลืน่ ความถ่ี คาบ และอัตราเร็ว

มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ียนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจ้าวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เก่ียวข้อง
กบั เสียง แสง และคล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟา้ รวมท้งั น้าความรู้ไปใช้ประโยชน์

ตัวช้วี ัด
ว 2.3 ม. 3/10 สรา้ งแบบจา้ ลองท่ีอธิบายการเกิดคล่ืนและบรรยายส่วนประกอบของคลื่น

คุณลกั ษณะอันพึงประสงคต์ ามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551

 รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซอื่ สัตย์สุจรติ  มวี ินัย  ใฝ่เรียนรู้

 อยู่อย่างพอเพียง  ม่งุ มน่ั ในการทา้ งาน  รักความเปน็ ไทย  มจี ติ สาธารณะ

............................................................................................................................. .............................................

ด้านสมรรถนะสาคัญของผูเ้ รียน

 ความสามารถในการสอ่ื สาร :………………………………………………………..

 ความสามารถในการคดิ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการแก้ปัญหา :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี :………………………………………………………..


ด้านการอ่าน คดิ วิเคราะห์ และเขียน

 การอา่ น :…………………………………………………………………………..

 การคิดวเิ คราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขยี น :…………………………………………………………………………..

จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. นกั เรยี นสามารถอธบิ ายสว่ นประกอบของคลื่นได้ (K)
2. นักเรยี นสามารถแสดงทกั ษะการเก็บรวบรวมข้อมลู ได้ (P)
3. นักเรยี นสามารถแสดงความมุ่งม่นั ในการท้างานได้ (A)

การวดั และการประเมนิ ผลการเรยี นรู้
ผ้ปู ระเมนิ  ครูผู้สอน  นักเรียน  เพื่อน  ผปู้ กครอง

ชิ้นงาน/ภาระงาน /รอ่ งรอย/หลักฐานการเรียนรู้

สงิ่ ทต่ี ้องการวัด/ประเมนิ วิธกี ารวดั เครอ่ื งมอื การวดั เกณฑ์การให้คะแนน

ระดบั คณุ ภาพ

(Rubric Score)

1. นักเรียนสามารถอธิบายส่วนประกอบของ - ตรวจใบงาน ช้ินงาน -ใบงาน ช้ินงานหรือ - นักเรียนผ่านเกณฑ์

คลืน่ ได้ (K) หรอื ภาระงาน ภาระงาน ร้อยละ 70 ข้นึ ไป

-แบบประเมินใบงาน

2. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคุณภาพ ดี

รวบรวมขอ้ มูลได้ (P) สงั เกตพฤติกรรม พฤติกรรม ขึน้ ไป

3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งมั่นในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคณุ ภาพ ดี

ท้างานได้ (A) สงั เกตพฤติกรรม พฤติกรรม ข้ึนไป

สาระการเรียนรู้
คลนื่ กล
– ส่วนประกอบของคลนื่


กจิ กรรมการเรยี นรู้ (กิจกรรม Active Learning)
ขัน้ นาเข้าสบู่ ทเรยี น

1) ครนู า้ เขา้ สูบ่ ทเรยี นโดยใช้คา้ ถาม เช่น
– กจิ กรรมใดท้าให้เกิดคลนื่ กล (แนวค้าตอบ การสะบัดเชอื กข้ึน–ลงและการหยดนา้ ลงบนผวิ น้า)
– เพราะอะไรกิจกรรมเหล่านั้นจึงเป็นคล่ืนกล (แนวค้าตอบ เพราะพลังงานจะถูกถ่ายโอนผ่าน

ตัวกลางโดยอนภุ าคของตวั กลางไม่เคลื่อนที่ไปกบั คลืน่ )
2) นักเรียนร่วมกันตอบค้าถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับค้าตอบ เพ่ือเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้

เรื่อง ส่วนประกอบของคล่ืน

ขั้นจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
จัดกิจกรรมการเรยี นรู้โดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน

ช้นั เรยี น (flipped classroom) ซ่ึงมขี ้นั ตอนดงั น้ี

1) ขน้ั สร้างความสนใจ (Engagement)
(1) ครูถามค้าถามนกั เรยี นเพอ่ื กระตุ้นความสนใจ เช่น
– ต้าแหน่งต่้าสุดและสูงสุดของคล่ืนเรียกว่าอะไร (แนวค้าตอบ ต้าแหน่งต้่าสุดของคลื่น เรียกว่า

ท้องคลนื่ และต้าแหน่งสูงสุดของคลื่น เรียกว่า สนั คลืน่ )
– คลน่ื 1 ลกู วัดจากต้าแหน่งใดถงึ ตา้ แหนง่ ใด (แนวค้าตอบ วัดจากสันคล่ืนของคล่ืนลูกหนึ่งไปยัง

สันคล่นื ของคลน่ื ลกู ถดั ไปหรือวัดจากทอ้ งคลืน่ ของคล่ืนลูกหน่ึงไปยังทอ้ งคลน่ื ของคลน่ื ลกู ถัดไป)
(2) นกั เรยี นรว่ มกันอภปิ รายหาคา้ ตอบเกย่ี วกับค้าถามตามความคดิ เหน็ ของแตล่ ะคน

2) ขัน้ สารวจและค้นหา (Exploration)
(1) ครูให้นักเรียนศึกษาเรื่องส่วนประกอบของคล่ืน จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วย

อธบิ ายใหน้ ักเรียนเขา้ ใจว่า สว่ นประกอบของคลื่น ได้แก่ สันคล่ืน ท้องคล่ืน แอมพลิจูด ความยาวคลื่น ความถ่ี
คาบ และอัตราเร็ว

(2) ครูแบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สังเกตการเกิดคลื่นในเส้นเชือก ตามข้ันตอน
ดงั น้ี

– ผูกปลายเชือกด้านหน่ึงกับขาโต๊ะ และใช้เทปกาวติดไว้บนเชือกเพื่อเป็นจุดส้าหรับสังเกต
อนุภาคของเชือก จากน้ันจบั ปลายเชือกอีกดา้ นใหแ้ นน่ แลว้ สะบดั เชอื กขึน้ –ลงอย่างตอ่ เนอ่ื ง


– วาดรปู แสดงแบบจา้ ลองส่วนประกอบของคล่ืนในเส้นเชอื กท่เี กิดข้ึน
(3) ครูและนกั เรียนรว่ มกนั ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมลู ทีไ่ ดจ้ ากการปฏบิ ตั ิกิจกรรม
(4) ครคู อยแนะนา้ ช่วยเหลือนกั เรียนขณะปฏิบัติกจิ กรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ใหน้ ักเรยี นทุกคนซกั ถามเม่อื มปี ญั หา

3) ขน้ั อธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation)
(1) นกั เรยี นแต่ละกลมุ่ น้าเสนอผลการปฏบิ ตั ิกจิ กรรมหน้าหอ้ งเรยี น
(2) ครูและนกั เรียนรว่ มกันอภิปรายผลจากการปฏบิ ตั ิกจิ กรรม โดยใชแ้ นวคา้ ถาม เชน่
– คล่ืนในเส้นเชอื กเกดิ ขึ้นเมือ่ ใด (แนวคา้ ตอบ เกิดข้นึ เม่ือออกแรงสะบัดปลายเชือกด้านหนึ่งขึ้น–

ลง โดยพลังงานจากแรงทสี่ ะบัดจะถูกถา่ ยโอนผา่ นเชอื ก และท้าใหเ้ กิดคลน่ื ในเสน้ เชอื กขึน้ )
– แบบจ้าลองส่วนประกอบของคลื่นในเส้นเชอื กท่ีเกิดข้ึนมีลกั ษณะใด (แนวคา้ ตอบ

การกระจดั

สันคลนื่ ความยาวคลน่ื

ความยาวคลนื่ ต้าแหน่งสมดลุ
)
แอมพลิจดู ความยาวคลน่ื
ทอ้ งคล่นื

(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า คลื่นจาก
แหล่งก้าเนิดมีรูปแบบท่ีซ้ากัน ท้าให้สังเกตส่วนประกอบของคลื่นได้ คือ สันคลื่น ท้องคล่ืน แอมพลิจูด ความ
ยาวคลน่ื ความถ่ี คาบ และอัตราเรว็

4) ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)
ครูอธบิ ายเรอ่ื งนา่ รู้ เรื่อง คลื่นกล ให้นักเรียนเข้าใจว่า คลื่นกลจ้าแนกตามลักษณะการสั่นของอนุภาค

ของตัวกลางไดเ้ ปน็ 2 ชนดิ คือ
1) คลื่นตามขวาง คือ คลื่นที่เกิดจากการส่ันของอนุภาคของตัวกลางในทิศทางตั้งฉากกับทิศทางการ

เคล่อื นทข่ี องคลน่ื เชน่ คล่ืนในเส้นเชือกและคลืน่ บนผวิ นา้
2) คลื่นตามยาว คือ คลื่นที่เกิดจากการสั่นของอนุภาคของตัวกลางในแนวเดียวกันกับทิศทางการ

เคลื่อนทีข่ องคลนื่ เชน่ คล่นื อดั ขยายในขดลวดสปริงและคลื่นเสยี ง


5) ขัน้ ประเมนิ (Evaluation)
(1) ครใู หน้ ักเรยี นแต่ละคนพิจารณาวา่ จากหัวขอ้ ท่ีเรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่

เขา้ ใจหรอื ยังมีข้อสงสยั ถ้ามี ครชู ว่ ยอธิบายเพิม่ เติมใหน้ กั เรยี นเขา้ ใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อยา่ งไรบา้ ง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับประโยชน์ท่ีได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การน้าความรูท้ ไ่ี ดไ้ ปใชป้ ระโยชน์
(4) ครูทดสอบความเขา้ ใจของนักเรยี นโดยการใหต้ อบคา้ ถาม เช่น
– ส่วนประกอบของคลื่นมีอะไรบ้าง (แนวค้าตอบ สันคลื่น ท้องคลื่น แอมพลิจูด ความยาวคลื่น

ความถี่ คาบ และอัตราเรว็ )
– คลน่ื ขบวนหนงึ่ มคี วามถเี่ ทา่ กับ 8 เฮิรตซ์ คาบของคลื่นขบวนนี้มีค่าเท่าใด (แนวค้าตอบ 0.125

วนิ าที)

ขนั้ สรุป
ครแู ละนกั เรยี นร่วมกันสรปุ เกย่ี วกับส่วนประกอบของคลื่นโดยร่วมกันเขียนเป็นแผนท่ีความคิดหรือผัง

มโนทัศน์

ส่อื และแหลง่ การเรยี นรู้
1. โตะ๊
2. เชือก
3. เทปกาว
4. หนังสือ วารสาร สารานกุ รมวทิ ยาศาสตร์ สารานุกรมไทยส้าหรบั เยาวชน หรอื อนิ เทอรเ์ นต็
5. ค่มู อื การสอน วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เล่ม 1
6. สือ่ การเรยี นรู้ PowerPoint รายวิชาพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศึกษาปีท3่ี เล่ม1
7. หนังสอื เรียนรายวิชาพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 เลม่ 1


ชวี ิตกับสิง่ แวดล้อม

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 24

รายวิชาวิทยาศาสตร์ (พื้นฐาน) ว 23101 กลุม่ สาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565

หนว่ ยการเรียนรูท้ ี่ 3 คลื่น เร่ืองสว่ นประกอบของคลืน่ (2) 1 ชวั่ โมง/คาบ

วันที่ …………………….……………………………….. ครผู ู้สอน นางสาวองั คณา ปาสานะโม

สาระสาคญั
แบบจาลองการเกิดคลื่นทาให้สังเกตได้ว่า เมื่อคลื่นเคล่ือนที่ออกจากแหล่งกาเนิดคลื่นอย่างต่อเนื่อง

อนุภาคของตัวกลางจะเคล่ือนท่ีขึ้นลงในตาแหน่งสูงสุดและต่าสุดเป็นรูปแบบซ้ากัน จึงสามารถนาแบบจาลอง
มาอธบิ ายสว่ นประกอบตา่ งๆ ของคลนื่ ได้

มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ียนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เก่ียวข้อง
กบั เสียง แสง และคลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ รวมทง้ั นาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

ตวั ชี้วัด
ว 2.3 ม. 3/10 สร้างแบบจาลองทีอ่ ธิบายการเกดิ คล่ืนและบรรยายสว่ นประกอบของคล่นื

คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551

 รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์  ซ่ือสตั ยส์ จุ ริต  มวี นิ ยั  ใฝ่เรยี นรู้

 อย่อู ย่างพอเพียง  มุ่งมั่นในการทางาน  รกั ความเป็นไทย  มจี ิตสาธารณะ

............................................................................................................................. .............................................

ด้านสมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น

 ความสามารถในการสื่อสาร :………………………………………………………..

 ความสามารถในการคิด :………………………………………………………..

 ความสามารถในการแก้ปัญหา :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี :………………………………………………………..


ดา้ นการอา่ น คดิ วเิ คราะห์ และเขียน

 การอ่าน :…………………………………………………………………………..

 การคดิ วิเคราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขียน :…………………………………………………………………………..

จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. นกั เรียนสามารถสรา้ งแบบจาลองการเกิดคลืน่ ได้ (K)
2. นกั เรียนสามารถสังเกตส่วนประกอบของคล่นื ได้ (K)
3. นักเรยี นสามารถแสดงทักษะการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ได้ (P)
4. นกั เรียนสามารถแสดงความมุ่งมน่ั ในการทางานได้ (A)

การวัดและการประเมนิ ผลการเรียนรู้
ผูป้ ระเมนิ  ครผู สู้ อน  นกั เรียน  เพื่อน  ผ้ปู กครอง

ชิน้ งาน/ภาระงาน /รอ่ งรอย/หลักฐานการเรยี นรู้

ส่ิงท่ีต้องการวัด/ประเมิน วิธีการวัด เคร่ืองมือการวดั เกณฑก์ ารให้คะแนน

ระดับคุณภาพ

(Rubric Score)

1. นักเรียนสามารถสร้างแบบจาลองการเกิด - ตรวจใบงาน ชิ้นงาน -ใบงาน ชิ้นงานหรือ - นกั เรียนผ่านเกณฑ์

คล่นื ได้ (K) หรอื ภาระงาน ภาระงาน รอ้ ยละ 70 ข้นึ ไป

2. นักเรียนสามารถสังเกตส่วนประกอบของ -แบบประเมินใบงาน

คล่นื ได้ (K)

3. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี

รวบรวมข้อมลู ได้ (P) สงั เกตพฤติกรรม พฤตกิ รรม ขึ้นไป

4. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งมั่นในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคณุ ภาพ ดี

ทางานได้ (A) สังเกตพฤติกรรม พฤตกิ รรม ข้นึ ไป

สาระการเรยี นรู้
คลนื่ กล
– ส่วนประกอบของคล่นื


กิจกรรมการเรยี นรู้ (กจิ กรรม Active Learning)
ขั้นนาเข้าสบู่ ทเรียน

1) ครูใหน้ ักเรียนทบทวนความรเู้ ดมิ ที่ได้เรยี นรู้มาแลว้ โดยใช้คาถามตอ่ ไปน้ี
– ความถ่ีมีความสัมพันธ์กับคาบอย่างไร (แนวคาตอบ ความถี่ (f) และคาบ (T) มีความสัมพันธ์

แบบแปรผกผัน ดังสมการ f = )
– อตั ราเรว็ ของคลื่นขน้ึ อยู่กบั ปจั จยั ใด (แนวคาตอบ ชนดิ ของตัวกลาง)

2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับคาตอบ เพ่ือเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้
เรื่อง ส่วนประกอบของคลื่น

ข้ันจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
จัดกจิ กรรมการเรียนรู้โดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน

ช้ันเรียน (flipped classroom) ซึง่ มีขน้ั ตอนดังน้ี

1) ขั้นสรา้ งความสนใจ (Engagement)
(1) ครถู ามคาถามนกั เรียนเพ่อื กระตุ้นความสนใจ เช่น
– การสร้างแบบจาลองการเกิดคลื่นต้องคานึงถึงสิ่งใด (แนวคาตอบ คานึงถึงการแสดงลักษณะ

ของคลื่นทีช่ ดั เจนและการเกดิ คลื่นอยา่ งตอ่ เนื่อง)
(2) นักเรียนรว่ มกันอภิปรายหาคาตอบเกีย่ วกบั คาถามตามความคิดเห็นของแต่ละคน

2) ขั้นสารวจและค้นหา (Exploration)
(1) ครูแบง่ นักเรยี นกล่มุ ละ 5 – 6 คน ปฏบิ ัตกิ จิ กรรม สรา้ งแบบจาลองคลืน่ กล ตามขน้ั ตอน ดงั นี้
– เติมนา้ 1,000 ลูกบาศก์เซนตเิ มตร ใสล่ งในกล่องคลืน่ แบบใสทเี่ ตรียมไว้ แล้วหยดสีผสมอาหาร

ลงในกลอ่ งคลนื่ แบบใสประมาณ 5 – 6 หยด จากนั้นผสมใหเ้ ขา้ กัน
– เทพาราฟนิ เหลว 500 ลูกบาศก์เซนติเมตร ลงในกล่องคลนื่ แบบใสทม่ี นี า้ สบี รรจอุ ยู่
แลว้ ต้งั ทิ้งไวจ้ นกระทั่งน้าสแี ละพาราฟินแยกชนั้ กนั อยา่ งชัดเจน
– ประกอบฝาปดิ กล่องคลน่ื แบบใสเข้ากับตัวกาเนิดคล่ืน แล้วขยับตัวกาเนิดคลื่นให้เคลื่อนท่ีขึ้น–

ลงช้าๆ สงั เกตและวาดรูปแสดงลกั ษณะของคล่ืนท่เี กดิ ขน้ึ พรอ้ มทงั้ ระบสุ ่วนประกอบของคลน่ื
(2) ครแู ละนักเรียนรว่ มกนั ตรวจสอบความถกู ต้องของขอ้ มลู ทไี่ ด้จากการปฏบิ ตั ิกจิ กรรม
(3) ครูคอยแนะนาช่วยเหลือนักเรียนขณะปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบ ๆ ห้องเรียนและเปิด

โอกาสใหน้ ักเรยี นทกุ คนซักถามเมอ่ื มีปัญหา

3) ขนั้ อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation)
(1) นักเรียนแตล่ ะกลมุ่ นาเสนอผลการปฏบิ ัติกจิ กรรมหน้าห้องเรียน
(2) ครูและนักเรยี นรว่ มกนั อภปิ รายผลจากการปฏบิ ตั ิกจิ กรรม โดยใชแ้ นวคาถาม เช่น


– ตาแหน่งสูงสุดและตาแหน่งต่าสุดของคล่ืนเรียกว่าอะไร (แนวคาตอบ ตาแหน่งสูงสุดของคล่ืน
เรยี กว่า สนั คลน่ื ตาแหน่งต่าสดุ ของคล่นื เรยี กว่า ทอ้ งคล่ืน)

– เม่ือขยับตัวกาเนิดคลื่นให้เคลื่อนท่ีขึ้น–ลงจะเกิดส่ิงใดขึ้น (แนวคาตอบ เกิดคล่ืนบนผิวน้า
เคลื่อนที่จากตัวกาเนิดคลื่นไปยังอีกด้านหนึ่งของกล่องคล่ืน โดยสันคลื่นและท้องคลื่นจะเคล่ือนท่ีตามกันไป
อยา่ งตอ่ เนื่อง ซึ่งอนุภาคของน้าที่ตาแหน่งต่างๆ ของคล่ืนบนผิวน้าจะเคลื่อนที่ไปถึงตาแหน่งสูงสุดแล้วจะขยับ
ลงมายงั ตาแหนง่ ต่าสุดอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง)

– จานวนลกู คลืน่ ที่สง่ ออกจากตัวกาเนิดคลน่ื มคี วามสัมพันธ์กับจานวนรอบในการขยับ ตัวกาเนิด
คลื่นขึ้น–ลงหรอื ไม่ อย่างไร (แนวคาตอบ มีความสัมพันธ์กัน โดยถ้าขยับตัวกาเนิดคล่ืนให้เคลื่อนท่ีขึ้น–ลงด้วย
จานวนรอบน้อย จานวนลกู คล่นื ทส่ี ง่ ออกจากตัวกาเนิดคล่ืนจะน้อย แต่เม่ือขยับตัวกาเนิดคลื่นให้เคล่ือนท่ีขึ้น–
ลงด้วยจานวนรอบมาก จานวนลูกคลนื่ ที่สง่ ออกจากตวั กาเนดิ คลืน่ จะมากข้นึ ตามไปด้วย)

(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า เมื่อคล่ืน
เคลื่อนที่ออกจากแหล่งกาเนิดคลื่นอย่างต่อเน่ือง อนุภาคของตัวกลางจะเคลื่อนท่ีข้ึนลงในตาแหน่งสูงสุดและ
ตา่ สดุ เป็นรูปแบบซ้ากนั จึงสามารถนาแบบจาลองมาอธิบายสว่ นประกอบตา่ งๆ ของคลื่นได้

4) ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)
นั ก เ รี ย น ค้ น ค ว้ า ค า ศั พ ท์ ภ า ษ า ต่ า ง ป ร ะ เ ท ศ เ ก่ี ย ว กั บ ส่ ว น ป ร ะ ก อ บ ข อ ง ค ลื่ น จ า ก ห นั ง สื อ เ รี ย น

ภาษาตา่ งประเทศหรอื อนิ เทอรเ์ น็ต และนาเสนอใหเ้ พอ่ื นฟัง คัดคาศัพท์พร้อมท้งั คาแปลลงสมุดสง่ ครู

5) ขน้ั ประเมนิ (Evaluation)
(1) ครใู ห้นกั เรยี นแต่ละคนพิจารณาว่า จากหวั ข้อทเ่ี รียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างท่ียังไม่

เข้าใจหรือยังมีขอ้ สงสัย ถา้ มี ครูชว่ ยอธิบายเพิ่มเติมให้นกั เรยี นเข้าใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อยา่ งไรบ้าง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับประโยชน์ท่ีได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนาความรทู้ ี่ได้ไปใชป้ ระโยชน์
(4) ครูทดสอบความเขา้ ใจของนกั เรียนโดยการใหต้ อบคาถาม เช่น
– สันคลนื่ และทอ้ งคลน่ื มีค่าเทา่ กันหรือไม่ (แนวคาตอบ เทา่ กัน แตม่ ที ิศทางตรงกนั ขา้ ม)
– อตั ราเรว็ ของคลนื่ มีค่าคงท่หี รือไม่ (แนวคาตอบ ไมค่ งท่ี ข้นึ อยกู่ ับชนดิ ของตัวกลาง)

ขนั้ สรุป
1) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเก่ียวกับส่วนประกอบของคล่ืน โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนท่ีความคิด

หรอื ผงั มโนทัศน์
2) ครูมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาค้นคว้าเนื้อหาของบทเรียนชั่วโมงหน้า เพ่ือจัดการเรียนรู้คร้ัง

ตอ่ ไป โดยใหน้ ักเรยี นศึกษาค้นควา้ ลว่ งหน้าในหัวขอ้ คลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟ้า


3) ครูให้นักเรียนเตรียมประเด็นคาถามที่สงสัยมาอย่างน้อยคนละ 1 คาถาม เพื่อนามาอภิปราย
ร่วมกันในหอ้ งเรียนครงั้ ตอ่ ไป

สื่อ และแหลง่ การเรยี นรู้
1. ใบกจิ กรรม สรา้ งแบบจาลองคลืน่ กล
2. หนงั สือ วารสาร สารานกุ รมวิทยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสาหรับเยาวชน หรอื อนิ เทอร์เนต็
3. คูม่ ือการสอน วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 3 เล่ม 1
4. ส่อื การเรียนรู้ PowerPoint รายวชิ าพืน้ ฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้นั มธั ยมศึกษาปีท3ี่ เลม่ 1
5. หนงั สือเรียนรายวชิ าพ้นื ฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 เลม่ 1 1


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 25

รายวชิ าวิทยาศาสตร์ (พื้นฐาน) ว 23101 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565

หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 คลน่ื เร่ืองคล่นื แม่เหลก็ ไฟฟา้ (1) 1 ช่ัวโมง/คาบ

วันที่ …………………….……………………………….. ครูผู้สอน นางสาวองั คณา ปาสานะโม

สาระสาคญั
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นคล่ืนท่ีไม่อาศัยตัวกลางในการเคลื่อนท่ี มีความถ่ีต่อเนื่องเป็นช่วงกว้างมาก

เคล่ือนท่ีในสุญญากาศด้วยอัตราเร็วเท่ากัน แต่จะเคลื่อนท่ีด้วยอัตราเร็วต่างกันในตัวกลางอื่น คล่ืน
แม่เหล็กไฟฟา้ แบ่งออกเป็นช่วงความถ่ตี า่ งๆ เรียกว่า สเปกตรมั คลน่ื แม่เหล็กไฟฟา้

มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณ์ท่ีเกี่ยวข้อง
กับเสยี ง แสง และคลนื่ แม่เหลก็ ไฟฟ้า รวมทงั้ นาความร้ไู ปใช้ประโยชน์

ตัวช้ีวดั
ว 2.3 ม. 3/11 อธิบายคล่ืนแม่เหล็กไฟฟา้ และสเปกตรมั คลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟา้ จากข้อมลู ท่รี วบรวมได้

คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551

 รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซื่อสตั ยส์ จุ รติ  มีวินัย  ใฝเ่ รียนรู้

 อยู่อย่างพอเพยี ง  มุ่งม่ันในการทางาน  รักความเปน็ ไทย  มจี ิตสาธารณะ

............................................................................................................................. .............................................

ด้านสมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน

 ความสามารถในการสอ่ื สาร :………………………………………………………..

 ความสามารถในการคิด :………………………………………………………..

 ความสามารถในการแก้ปัญหา :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี :………………………………………………………..


ด้านการอา่ น คดิ วเิ คราะห์ และเขียน

 การอ่าน :…………………………………………………………………………..

 การคิดวเิ คราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขยี น :…………………………………………………………………………..

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. นักเรยี นสามารถอธิบายคลื่นแมเ่ หล็กไฟฟ้าและสเปกตรัมคล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟา้ ได้ (K)
2. นักเรยี นสามารถแสดงทักษะการเก็บรวบรวมข้อมูลได้ (P)
3. นกั เรยี นสามารถแสดงความมุ่งมน่ั ในการทางานได้ (A)

การวดั และการประเมนิ ผลการเรยี นรู้
ผูป้ ระเมนิ  ครูผูส้ อน  นักเรยี น  เพ่ือน  ผู้ปกครอง

ชน้ิ งาน/ภาระงาน /ร่องรอย/หลักฐานการเรยี นรู้

สิ่งที่ต้องการวัด/ประเมนิ วธิ ีการวัด เครื่องมอื การวดั เกณฑ์การให้คะแนน

ระดับคณุ ภาพ

(Rubric Score)

1. นกั เรยี นสามารถอธิบายคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า - ตรวจใบงาน ช้ินงาน -ใบงาน ชิ้นงานหรือ - นักเรียนผา่ นเกณฑ์

และสเปกตรมั คลนื่ แม่เหลก็ ไฟฟา้ ได้ (K) หรือภาระงาน ภาระงาน ร้อยละ 70 ข้ึนไป

-แบบประเมนิ ใบงาน

2. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คุณภาพ ดี

รวบรวมข้อมลู ได้ (P) สังเกตพฤติกรรม พฤติกรรม ขน้ึ ไป

3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งมั่นในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคุณภาพ ดี

ทางานได้ (A) สังเกตพฤติกรรม พฤติกรรม ขึน้ ไป

สาระการเรียนรู้
คล่ืนกล
– สเปกตรัมคลืน่ แม่เหลก็ ไฟฟ้า


กจิ กรรมการเรียนรู้ (กิจกรรม Active Learning)
ขน้ั นาเขา้ สบู่ ทเรยี น

1) ครถู ามคาถามนักเรียนเพ่ือกระตุน้ ความสนใจ เชน่
– นักเรียนรู้จกั คลนื่ แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ หรือไม่ (แนวคาตอบ รจู้ ัก)
– คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าท่ีนักเรียนรู้จักมีอะไรบ้าง (แนวคาตอบ ไมโครเวฟ แสงที่มองเห็น และรังสี

อัลตราไวโอเลต)
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคาตอบ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้

เร่อื ง คลนื่ แม่เหลก็ ไฟฟ้า

ขัน้ จดั กิจกรรมการเรียนรู้
จัดกิจกรรมการเรียนรโู้ ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน

ชนั้ เรยี น (flipped classroom) ซง่ึ มขี น้ั ตอนดงั นี้

1) ขัน้ สรา้ งความสนใจ (Engagement)
(1) ครูแบ่งกลมุ่ นักเรยี นแลว้ เปิดโอกาสให้นักเรียนในกลุ่มนาเสนอข้อมูลเกี่ยวกับคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า ที่

ครมู อบหมายให้ไปเรียนรู้ล่วงหน้าให้เพ่ือน ๆ ในกลุ่มฟัง จากนั้นให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนมานาเสนอข้อมูลหน้า
ห้องเรยี น

(2) ครูตรวจสอบว่านักเรียนทาภาระงานที่ได้รับมอบหมายไปหรือไม่ โดยตรวจสอบจากการจดบันทึก
ของนกั เรียน และถามคาถามเก่ยี วกบั ภาระงาน ดงั น้ี

– คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าคืออะไร (แนวคาตอบ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คือ คล่ืนที่ไม่อาศัยตัวกลางใน
การเคลอ่ื นท่ี)

– คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเกิดข้ึนอย่างไร (แนวคาตอบ เกิดจากการรบกวนทางไฟฟ้า โดยการทาให้
สนามไฟฟา้ หรอื สนามแมเ่ หล็กมกี ารเปลี่ยนแปลง)

(3) ครูเปดิ โอกาสใหน้ ักเรยี นตง้ั ประเด็นคาถามที่นักเรียนสงสัยจากการทาภาระงานอย่างน้อยคนละ 1
คาถาม ซึ่งครใู ห้นักเรยี นเตรยี มมาล่วงหน้า และให้นักเรียนช่วยกันตอบและแสดงความคิดเหน็

(4) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเก่ียวกับภาระงาน โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า คล่ืน
แม่เหล็กไฟฟ้าเป็นคล่ืนท่ีไม่อาศัยตัวกลางในการเคล่ือนที่ เกิดจากการรบกวนอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า โดยการ
ทาให้สนามไฟฟ้าหรอื สนามแมเ่ หล็กมีการเปลย่ี นแปลง

2) ขน้ั สารวจและค้นหา (Exploration)
(1) ครูให้นักเรียนศึกษาเร่ืองสเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครู

ช่วยอธบิ ายให้นักเรียนเขา้ ใจว่า สเปกตรมั คลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟ้าแตล่ ะชว่ งความถมี่ ีชอื่ เรยี กตา่ งกนั ได้แก่ คล่ืนวิทยุ
ไมโครเวฟ รังสีอินฟราเรด แสงที่มองเห็น รังสีอัลตราไวโอเลต รังสีเอกซ์ และรังสีแกมมา ซึ่งสามารถนาไปใช้
ประโยชนไ์ ด้


(2) ครูแบง่ นักเรียนกล่มุ ละ 5 – 6 คน สืบค้นข้อมูลเก่ียวกับสเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ตามข้ันตอน
ดังน้ี

– แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อย่อยให้เพ่ือนสมาชิกช่วยกันสืบค้นตามที่
สมาชิกกลุ่มช่วยกันกาหนดหัวข้อย่อย เช่น ชนิดของสเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และความสัมพันธ์ระหว่าง
ความยาวคล่นื ความถี่ และพลงั งานของสเปกตรัมคล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟ้า

– สมาชิกกลุ่มแต่ละคนหรือกลุ่มย่อยช่วยกันสืบค้นข้อมูลตามหัวข้อย่อยที่ตนเองรับผิดชอบ โดย
การสืบคน้ จากหนงั สอื วารสาร สารานุกรมวทิ ยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสาหรับเยาวชน หรอื อนิ เทอร์เน็ต

– สมาชิกกลมุ่ นาข้อมูลท่ีสืบคน้ ได้มารายงานใหเ้ พอื่ นๆ สมาชกิ ในกลมุ่ ฟงั รวมท้ังร่วมกันอภิปราย
ซักถามจนคาดว่าสมาชกิ ทุกคนมคี วามรู้ความเขา้ ใจทีต่ รงกนั

– สมาชิกกลุ่มช่วยกันสรุปความรู้ที่ได้ทั้งหมดเป็นผลงานของกลุ่ม และช่วยกันจัดทารายงาน
การศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกบั สเปกตรมั คล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟ้า

(3) ครูและนกั เรียนร่วมกนั ตรวจสอบความถกู ตอ้ งของข้อมลู ท่ไี ดจ้ ากการปฏบิ ตั ิกจิ กรรม
(4) ครคู อยแนะนาชว่ ยเหลอื นักเรียนขณะปฏิบตั ิกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ใหน้ กั เรียนทุกคนซักถามเมื่อมปี ญั หา

3) ขน้ั อธิบายและลงข้อสรปุ (Explanation)
(1) นกั เรยี นแต่ละกลมุ่ นาเสนอผลการปฏบิ ตั กิ จิ กรรมหนา้ ห้องเรียน
(2) ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกันอภปิ รายผลจากการปฏบิ ตั ิกิจกรรม โดยใชแ้ นวคาถาม เช่น
– สเปกตรัมคลน่ื แม่เหล็กไฟฟา้ ชนดิ ใดมคี วามยาวคลน่ื ยาวท่สี ดุ (แนวคาตอบ คล่นื วิทย)ุ
– สเปกตรัมคล่ืนแม่เหล็กชนิดใดมีความถี่ต่า (แนวคาตอบ คล่ืนวิทยุ ไมโครเวฟ รังสีอินฟราเรด

และแสงที่มองเห็น)
– สเปกตรัมคล่ืนแม่เหล็กชนิดใดมีพลังงานสูง (แนวคาตอบ รังสีอัลตราไวโอเลต รังสีเอกซ์ และ

รงั สแี กมมา)
– ความยาวคล่ืน ความถ่ี และพลังงานของสเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีความสัมพันธ์กัน

อย่างไร (แนวคาตอบ สเปกตรัมคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคล่ืนยาว ความถี่ต่า จะมีพลังงานต่า ส่วน
สเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟา้ ที่มีความยาวคล่ืนสัน้ ความถส่ี ูง จะมีพลังงานสูง)

(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า สเปกตรัม
คล่นื แมเ่ หล็กไฟฟ้าแต่ละชนิดมีความยาวคล่ืน ความถ่ี และพลังงานแตกต่างกัน มีความสัมพันธ์ คือ ความยาว
คลน่ื แปรผกผันกับความถแี่ ละพลงั งาน

4) ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)
นักเรียนค้นคว้าคาศัพท์ภาษาต่างประเทศเกี่ยวกับคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า จากหนังสือเรียน

ภาษาตา่ งประเทศหรืออนิ เทอร์เน็ต และนาเสนอใหเ้ พอื่ นฟัง คัดคาศัพทพ์ รอ้ มท้งั คาแปลลงสมดุ สง่ ครู


5) ข้นั ประเมิน (Evaluation)
(1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาวา่ จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่

เข้าใจหรอื ยงั มีข้อสงสัย ถา้ มี ครชู ว่ ยอธิบายเพมิ่ เตมิ ใหน้ ักเรียนเข้าใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อยา่ งไรบา้ ง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนาความรทู้ ่ไี ดไ้ ปใช้ประโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเขา้ ใจของนักเรยี นโดยการใหต้ อบคาถาม เชน่
– สเปกตรัมคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าคืออะไร (แนวคาตอบ ช่วงความถ่ีต่างๆ ของคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า

ได้แก่ คล่นื วิทยุ ไมโครเวฟ รงั สีอนิ ฟราเรด แสงทม่ี องเห็น รังสีอลั ตราไวโอเลต รงั สเี อกซ์ และรงั สแี กมมา)
– สเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่งมีความยาวคล่ืนส้ัน จะมีความถี่และพลังงานอย่างไร

(แนวคาตอบ ความถ่ีและพลงั งานสูง)

ขน้ั สรุป
ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่ความคิดหรือผัง

มโนทศั น์

สือ่ และแหลง่ การเรียนรู้
1. หนังสือ วารสาร สารานกุ รมวิทยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรบั เยาวชน หรืออินเทอรเ์ นต็
2. คูม่ ือการสอน วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 3 เลม่ 1
3. สอื่ การเรยี นรู้ PowerPoint รายวชิ าพนื้ ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่3ี เลม่ 1
4. หนังสือเรยี นรายวชิ าพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 3 เล่ม 1


แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 26

รายวชิ าวิทยาศาสตร์ (พื้นฐาน) ว 23101 กลุม่ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565

หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 3 คล่นื เรื่องคลื่นแมเ่ หล็กไฟฟ้า (2) 1 ช่ัวโมง/คาบ

วนั ท่ี …………………….……………………………….. ครผู ูส้ อน นางสาวอังคณา ปาสานะโม

สาระสาคญั
สเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแต่ละช่วงความถ่ีมีช่ือเรียกแตกต่างกัน ได้แก่ คลื่นวิทยุ ไมโครเวฟ

รงั สีอินฟราเรด แสงที่มองเห็น รังสอี ัลตราไวโอเลต รงั สีเอกซ์ และรังสีแกมมา ซึ่งสามารถนาไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้

มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ียนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เก่ียวข้อง
กับเสยี ง แสง และคล่นื แม่เหล็กไฟฟ้า รวมทัง้ นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

ตวั ชีว้ ัด
ว 2.3 ม. 3/10 สรา้ งแบบจาลองที่อธิบายการเกดิ คลื่นและบรรยายส่วนประกอบของคลน่ื

คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงคต์ ามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551

 รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์  ซอ่ื สัตย์สจุ ริต  มวี ินยั  ใฝ่เรียนรู้

 อยอู่ ยา่ งพอเพียง  มุ่งมนั่ ในการทางาน  รกั ความเปน็ ไทย  มีจิตสาธารณะ

............................................................................................................................. .............................................

ดา้ นสมรรถนะสาคัญของผู้เรียน

 ความสามารถในการส่ือสาร :………………………………………………………..

 ความสามารถในการคดิ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการแกป้ ัญหา :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี :………………………………………………………..

ด้านการอา่ น คิด วเิ คราะห์ และเขยี น


 การอ่าน :…………………………………………………………………………..
 การคิดวิเคราะห์ :…………………………………………………………………………..
 การเขยี น :…………………………………………………………………………..

จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. นกั เรียนสามารถอธบิ ายสมบัติของสเปกตรมั คลนื่ แมเ่ หลก็ ไฟฟ้าแต่ละช่วงความถ่ีได้ (K)
2. นักเรยี นสามารถนาเสนอการใชป้ ระโยชนส์ เปกตรมั คลืน่ แม่เหลก็ ไฟฟ้าได้ (K)
3. นักเรยี นสามารถแสดงทักษะการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ได้ (P)
4. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งมนั่ ในการทางานได้ (A)

การวดั และการประเมินผลการเรียนรู้
ผูป้ ระเมนิ  ครผู สู้ อน  นักเรียน  เพ่ือน  ผปู้ กครอง

ช้นิ งาน/ภาระงาน /ร่องรอย/หลกั ฐานการเรยี นรู้

สงิ่ ที่ต้องการวดั /ประเมนิ วิธกี ารวดั เครือ่ งมือการวัด เกณฑก์ ารให้คะแนน

ระดบั คุณภาพ

(Rubric Score)

1.นั ก เ รี ย น ส า ม า ร ถ อ ธิ บ า ย ส ม บั ติ ข อ ง - ตรวจใบงาน ชิ้นงาน -ใบงาน ชิ้นงานหรือ - นักเรยี นผ่านเกณฑ์

สเปกตรมั คลนื่ แม่เหลก็ ไฟฟา้ แต่ละช่วงความถี่ หรอื ภาระงาน ภาระงาน รอ้ ยละ 70 ข้ึนไป

ได้ (K) -แบบประเมินใบงาน

2.นักเรียนสามารถนาเสนอการใช้ประโยชน์

สเปกตรมั คล่นื แม่เหลก็ ไฟฟา้ ได้ (K)

3. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคณุ ภาพ ดี

รวบรวมข้อมูลได้ (P) สังเกตพฤติกรรม พฤติกรรม ขึ้นไป

4. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคณุ ภาพ ดี

ทางานได้ (A) สังเกตพฤติกรรม พฤตกิ รรม ขนึ้ ไป

สาระการเรยี นรู้
คล่ืนกล
– สเปกตรมั คล่นื แม่เหลก็ ไฟฟ้า


กิจกรรมการเรยี นรู้ (กิจกรรม Active Learning)
ขน้ั นาเขา้ สบู่ ทเรียน

1) ครใู หน้ ักเรียนทบทวนความร้เู ดิมท่ไี ดเ้ รียนร้มู าแล้ว โดยใชค้ าถามตอ่ ไปนี้
– คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นคลื่นที่มีลักษณะใด (แนวคาตอบ เป็นคล่ืนท่ีเคลื่อนที่โดยไม่อาศัย

ตวั กลาง)
– คล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟ้าสามารถเคล่ือนท่ีผ่านอวกาศได้หรือไม่ เพราะอะไร (แนวคาตอบ ได้ เพราะ

คลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟ้าเปน็ คลื่นท่ไี ม่อาศัยตัวกลางในการเคลื่อนท่ี)
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับคาตอบ เพ่ือเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้

เร่อื ง สเปกตรมั คลื่นแม่เหลก็ ไฟฟา้

ข้ันจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
จัดกจิ กรรมการเรียนรูโ้ ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน

ชั้นเรียน (flipped classroom) ซึ่งมขี ั้นตอนดังน้ี

1) ขัน้ สรา้ งความสนใจ (Engagement)
(1) ครูถามคาถามนกั เรยี นเพือ่ กระตนุ้ ความสนใจ เช่น
– นักเรียนใช้ประโยชน์จากสเปกตรัมคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดใดในชีวิตประจาวัน (แนวคาตอบ

คลื่นวิทยุ ไมโครเวฟ รงั สีอนิ ฟาเรด และแสงทีม่ องเหน็ )
– สเปกตรัมคล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟ้าชนดิ ใดจาเปน็ ต่อนักเรียนมากทส่ี ดุ เพราะอะไร (แนวคาตอบ แสง

ทม่ี องเหน็ เพราะทาให้เรามองเหน็ สงิ่ ต่างๆ รอบตัวและทากิจกรรมต่างๆ ได)้
(2) นักเรยี นรว่ มกนั อภิปรายหาคาตอบเก่ียวกับคาถามตามความคิดเห็นของแต่ละคน

2) ขั้นสารวจและค้นหา (Exploration)
(1) ครูให้นักเรียนศึกษาเรื่องสเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครู

ช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า สเปกตรัมคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า แต่ละช่วงความถี่มีชื่อเรียกแตกต่างกัน ได้แก่
คลน่ื วิทยุ ไมโครเวฟ รังสีอินฟราเรด แสงท่ีมองเห็น รังสีอัลตราไวโอเลต รังสีเอกซ์ และรังสีแกมมา ซ่ึงสามารถ
นาไปใช้ประโยชนไ์ ด้

(2) ครูแบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สังเกตสเปกตรัมของแสงที่มองเห็น ตาม
ข้ันตอน ดงั น้ี

– ต่อกลอ่ งแสงเข้ากบั หม้อแปลงไฟฟา้ แล้วเสียบปล๊กั ของหมอ้ แปลงไฟฟา้ กับเต้าเสยี บ
– วางกระดาษขาวในตาแหน่งที่รองรับรังสีของแสงที่ออกจากกล่องแสง โดยให้ปลายของกล่อง
แสงวางทับบนขอบกระดาษขาว สงั เกตแสงสที ปี่ รากฏบนกระดาษขาว บันทึกผล
– นาปริซึมมาวางลงบนกระดาษขาว แล้วจัดให้รังสีของแสงท่ีออกจากกล่องแสงตกกระทบที่
ปริซมึ โดยใหเ้ หน็ การกระจายแสงมากทีส่ ุด สงั เกตแสงสีทป่ี รากฏบนกระดาษขาว บันทกึ ผล


(3) ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทไ่ี ด้จากการปฏิบตั ิกิจกรรม
(4) ครูคอยแนะนาช่วยเหลือนักเรียนขณะปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบ ๆ ห้องเรียนและเปิด
โอกาสให้นักเรยี นทกุ คนซกั ถามเมอื่ มีปัญหา

3) ขน้ั อธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation)
(1) นักเรยี นแต่ละกลุ่มนาเสนอผลการปฏบิ ตั ิกจิ กรรมหน้าหอ้ งเรียน
(2) ครแู ละนกั เรียนรว่ มกนั อภิปรายผลจากการปฏบิ ตั ิกิจกรรม โดยใช้แนวคาถาม เชน่
– แสงขาวทตี่ กกระทบกระดาษขาวมีแสงสอี ะไร (แนวคาตอบ ขาว)
– แสงขาวเกิดการเปล่ียนแปลงลักษณะใดเม่ือเคลื่อนที่ผ่านปริซึม (แนวคาตอบ แสงขาวจะ

กระจายออกจากปรซิ ึมทาให้มองเหน็ แสงสมี ่วง คราม น้าเงิน เขยี ว เหลอื ง ส้ม และแดง)
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า แสงที่เรา

มองเห็นเป็นแสงขาวเกดิ จากการรวมกันของแสงสีตา่ งๆ ท่ีเรยี กวา่ สเปกตรัมของแสงท่ีมองเห็น

4) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration)
(1) ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับสเปกตรัมคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าให้นักเรียนเข้าใจว่า รังสีอัลตราไวโอเลต

รงั สเี อกซ์ และรงั สีแกมมาเปน็ สเปกตรมั คลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟา้ ท่ีมีความยาวคล่นื สนั้ ความถ่ีและพลังงานสูง จึงต้อง
ระวังในการนาไปใชป้ ระโยชน์กบั ร่างกาย

(2) ครูอธิบายเรอื่ งน่ารู้ เรื่อง เลเซอร์ ใหน้ ักเรียนเข้าใจว่า เลเซอร์เป็นคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าท่ีมีความยาว
คล่ืนเดียว เป็นลาแสงขนานและมีความเข้มสูง นาไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น ด้านการสื่อสารมีการใช้
เลเซอร์สาหรับส่งสารสนเทศผ่านเส้นใยนาแสง โดยอาศัยหลักการการสะท้อนกลับหมดของแสง และด้าน
การแพทย์ใช้ในการผ่าตัด

5) ข้นั ประเมนิ (Evaluation)
(1) ครใู ห้นักเรยี นแตล่ ะคนพจิ ารณาวา่ จากหัวขอ้ ท่ีเรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่

เขา้ ใจหรอื ยงั มีข้อสงสยั ถ้ามี ครูช่วยอธบิ ายเพิม่ เติมใหน้ กั เรียนเข้าใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อย่างไรบา้ ง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับประโยชน์ท่ีได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนาความรู้ทไี่ ด้ไปใชป้ ระโยชน์
(4) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคาถาม เชน่
– สเปกตรัมคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดใดมีความยาวคล่ืนและช่วงความถี่กว้างท่ีสุด (แนวคาตอบ

คล่นื วทิ ย)ุ
– การส่งสัญญาณของรีโมตโทรทัศน์ใช้สเปกตรัมคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดใด (แนวคาตอบ รังสี

อินฟราเรด)


ขนั้ สรปุ
ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเก่ียวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนท่ีความคิดหรือผัง

มโนทศั น์

สื่อ และแหล่งการเรยี นรู้
1. ใบกิจกรรม สังเกตสเปกตรมั ของแสงท่ีมองเหน็
2. หนงั สือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรบั เยาวชน หรอื อนิ เทอร์เน็ต
3. คู่มือการสอน วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 เลม่ 1
4. สอื่ การเรยี นรู้ PowerPoint รายวิชาพ้ืนฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศึกษาปที ี่3 เลม่ 1
5. หนงั สอื เรียนรายวชิ าพ้นื ฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 เล่ม 1


แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 27

รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ (พนื้ ฐาน) ว 23101 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 3 ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565

หน่วยการเรยี นรู้ที่ 3 คล่ืน เรอื่ งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (3) 1 ชั่วโมง/คาบ

วันท่ี …………………….……………………………….. ครผู ูส้ อน นางสาวองั คณา ปาสานะโม

สาระสาคัญ
สเปกตรมั คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงความถ่ีต่างๆ นอกจากจะสามารถนาไปใช้ประโยชน์แล้ว ยังมีโทษ

ต่อมนุษย์ด้วย ดังนั้นการนาสเปกตรัมคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าแต่ละช่วงความถี่ไปใช้ประโยชน์ต้องใช้อย่าง
ระมัดระวังและปลอดภัยตอ่ รา่ งกาย

มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ียนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้อง
กบั เสยี ง แสง และคลน่ื แม่เหล็กไฟฟา้ รวมทง้ั นาความรไู้ ปใช้ประโยชน์

ตัวชี้วัด
ว 2.3 ม. 3/11 อธบิ ายคลืน่ แมเ่ หล็กไฟฟา้ และสเปกตรัมคล่นื แมเ่ หล็กไฟฟ้าจากข้อมูลที่รวบรวมได้
ว 2.3 ม. 3/12 ตระหนักถึงประโยชน์และอันตรายจากคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าโดยนาเสนอการใช้

ประโยชนใ์ นดา้ นต่างๆ และอันตรายจากคลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟ้าในชวี ิตประจาวนั

คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน พุทธศักราช 2551

 รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์  ซอื่ สัตย์สจุ ริต  มีวนิ ยั  ใฝ่เรยี นรู้

 อยู่อยา่ งพอเพยี ง  มุ่งมนั่ ในการทางาน  รกั ความเป็นไทย  มจี ิตสาธารณะ

............................................................................................................................. .............................................

ด้านสมรรถนะสาคัญของผ้เู รยี น

 ความสามารถในการสอ่ื สาร :………………………………………………………..

 ความสามารถในการคิด :………………………………………………………..

 ความสามารถในการแก้ปัญหา :………………………………………………………..


 ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ติ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี :………………………………………………………..

ด้านการอ่าน คิด วเิ คราะห์ และเขยี น

 การอา่ น :…………………………………………………………………………..

 การคดิ วิเคราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขยี น :…………………………………………………………………………..

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. นักเรยี นสามารถนาเสนอการใชป้ ระโยชนแ์ ละโทษท่ีเกิดจากสเปกตรัมคลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ ได้ (K)
2. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บรวบรวมข้อมูลได้ (P)
3. นกั เรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการทางานได้ (A)

การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้
ผู้ประเมนิ  ครูผู้สอน  นักเรยี น  เพื่อน  ผู้ปกครอง

ช้นิ งาน/ภาระงาน /ร่องรอย/หลักฐานการเรียนรู้

สิ่งที่ต้องการวัด/ประเมนิ วิธีการวดั เคร่อื งมอื การวัด เกณฑ์การใหค้ ะแนน

ระดับคุณภาพ

(Rubric Score)

1. นักเรียนสามารถนาเสนอการใช้ประโยชน์ - ตรวจใบงาน ชิ้นงาน -ใบงาน ชิ้นงานหรือ - นกั เรียนผา่ นเกณฑ์

แ ล ะ โ ท ษ ท่ี เ กิ ด จ า ก ส เ ป ก ต รั ม ค ลื่ น หรอื ภาระงาน ภาระงาน รอ้ ยละ 70 ข้นึ ไป

แมเ่ หล็กไฟฟ้าได้ (K) -แบบประเมินใบงาน

2. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี

รวบรวมข้อมูลได้ (P) สงั เกตพฤตกิ รรม พฤติกรรม ข้ึนไป

3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคณุ ภาพ ดี

ทางานได้ (A) สงั เกตพฤตกิ รรม พฤติกรรม ขน้ึ ไป


สาระการเรยี นรู้
คลน่ื กล
– สเปกตรมั คลืน่ แม่เหล็กไฟฟ้า

กิจกรรมการเรยี นรู้ (กิจกรรม Active Learning)
ขัน้ นาเขา้ สบู่ ทเรยี น

1) ครใู ห้นกั เรียนทบทวนความรูเ้ ดิมที่ไดเ้ รียนรมู้ าแล้ว โดยใชค้ าถามตอ่ ไปน้ี
– แสงจากดวงอาทิตยเ์ ป็นสเปกตรมั คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าชนดิ ใด (แนวคาตอบ แสงท่ีมองเห็น)
– แสงจากดวงอาทิตย์มีประโยชน์และโทษอย่างไร (แนวคาตอบ ประโยชน์ เช่น ทาให้เรา

มองเห็นสง่ิ ตา่ งๆ สว่ นโทษ เช่น ถา้ ไดร้ ับเป็นเวลานานอาจทาใหเ้ นือ้ เยื่อบรเิ วณผิวหนงั ถูกทาลายได้)
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคาตอบ เพ่ือเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้

เรอื่ ง สเปกตรมั คลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้า

ขน้ั จัดกิจกรรมการเรียนรู้
จัดกิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน

ชัน้ เรียน (flipped classroom) ซ่ึงมขี ้นั ตอนดังน้ี

1) ขนั้ สร้างความสนใจ (Engagement)
(1) ครูถามคาถามนกั เรยี นเพือ่ กระตนุ้ ความสนใจ เช่น
– สเปกตรัมคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าท่ีมีสมบัติลักษณะใดต้องระวังการใช้ประโยชน์มาก (แนวคาตอบ

ความยาวคลืน่ ส้นั ความถแี่ ละพลงั งานสูง)
– สเปกตรัมคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดใดท่ีไม่ควรได้รับเป็นเวลานาน (แนวคาตอบ รังสี

อัลตราไวโอเลต รังสีเอกซ์ และรงั สแี กมมา)
(2) นักเรียนรว่ มกันอภิปรายหาคาตอบเกี่ยวกับคาถามตามความคดิ เหน็ ของแต่ละคน

2) ขั้นสารวจและคน้ หา (Exploration)
(1) ครูแบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน สืบค้นข้อมูลเก่ียวกับการใช้ประโยชน์จากสเปกตรัมคล่ืน

แม่เหลก็ ไฟฟา้ ตามขั้นตอนดงั น้ี
– แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อย่อยให้เพ่ือนสมาชิกช่วยกันสืบค้นตามที่

สมาชิกกลุ่มช่วยกันกาหนดหัวข้อย่อย เช่น ประโยชน์ของสเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและโทษของสเปกตรัม
คลืน่ แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า

– สมาชิกกลุ่มแต่ละคนหรือกลุ่มย่อยช่วยกันสืบค้นข้อมูลตามหัวข้อย่อยที่ตนเองรับผิดชอบ โดย
การสืบค้นจากหนงั สือ วารสาร สารานกุ รมวทิ ยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรบั เยาวชน หรอื อินเทอร์เน็ต


– สมาชกิ กลมุ่ นาข้อมูลทีส่ บื คน้ ไดม้ ารายงานให้เพื่อนๆ สมาชิกในกลุ่มฟัง รวมท้ังร่วมกันอภิปราย
ซักถามจนคาดว่าสมาชิกทกุ คนมคี วามรูค้ วามเข้าใจที่ตรงกนั

– สมาชิกกลุ่มช่วยกันสรุปความรู้ที่ได้ท้ังหมดเป็นผลงานของกลุ่ม และช่วยกันจัดทารายงาน
การศกึ ษาคน้ ควา้ เกี่ยวกับการใช้ประโยชนจ์ ากสเปกตรมั คลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟ้า

(2) ครูและนักเรียนร่วมกันตรวจสอบความถูกตอ้ งของขอ้ มูลทีไ่ ดจ้ ากการปฏิบัติกิจกรรม
(3) ครูคอยแนะนาชว่ ยเหลือนักเรียนขณะปฏบิ ตั กิ จิ กรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ให้นกั เรยี นทกุ คนซักถามเมื่อมีปญั หา

3) ข้นั อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation)
(1) นักเรยี นแตล่ ะกล่มุ นาเสนอผลการปฏบิ ตั ิกจิ กรรมหนา้ หอ้ งเรียน
(2) ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายผลจากการปฏิบตั ิกจิ กรรม โดยใชแ้ นวคาถาม เช่น
– ประโยชน์ของสเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีอะไรบ้าง (แนวคาตอบ คลื่นวิทยุใช้ส่งข้อมูล

ข่าวสารตา่ งๆ ไมโครเวฟใช้ทาความร้อนในเตาไมโครเวฟ รังสีอินฟราเรดใช้ในการควบคุมระยะไกล หรือรีโมต
คอนโทรล แสงท่ีมองเห็นใช้เลเซอร์ในการส่งสารสนเทศผ่านเส้นใยนาแสง รังสีอัลตราไวโอเลตใช้รักษาโรคท่ี
เกี่ยวกับผิวหนัง รังสีเอกซ์ใช้ตรวจวินิจฉัยโรคท่ีเกิดกับอวัยวะภายในของคนไข้ และรังสีแกมมาใช้ตรวจ
โรคมะเรง็ )

– โทษของสเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีอะไรบ้าง (แนวคาตอบ ถ้ามนุษย์ได้รับรังสี
อลั ตราไวโอเลตมากเกินไป อาจทาให้เป็นโรคมะเร็งผิวหนัง หรือถ้าได้รับรังสีเอกซ์ในปริมาณสูง อาจทาให้เกิด
ความผิดปกติทางพนั ธกุ รรมได้ รวมทง้ั ถา้ ได้รบั รังสแี กมมาในปรมิ าณสงู อาจทาให้เนื้อเยื่อต่างๆ ภายในร่างกาย
ถูกทาลายหรือทาใหเ้ สยี ชวี ติ ได)้

(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า สเปกตรัม
คล่นื แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ นอกจากจะสามารถนาไปใชป้ ระโยชนแ์ ลว้ ยงั มโี ทษต่อมนษุ ย์ดว้ ย

4) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration)
(1) ครูแบ่งนกั เรียนกลุ่มละ 3 – 4 คน เล่นเกมประโยชน์ของสเปกตรัมคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า โดยครูให้แต่

ละกลุม่ ช่วยกนั ระบุการใช้ประโยชนข์ องสเปกตรัมคลนื่ แมเ่ หล็กไฟฟ้า กลมุ่ ใดระบคุ รบก่อนและถูกต้องมากที่สุด
เปน็ ฝ่ายชนะ

(2) ครเู ชอ่ื มโยงความรู้เข้ากับบรู ณาการอาเซียน โดยครูอธิบายเก่ียวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ให้นักเรียน
เข้าใจว่า ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่มีเครื่องตรวจมะเร็งเต้านมอนุภาคโพซิตรอน (PEM หรือ
Positron Emission Mammography Center) โดยเครื่องนี้จะใช้หลักการถ่ายภาพด้วยรังสีแกมมาพลังงาน
สูงท่เี กดิ จากการสลายตัวของธาตุกัมมันตรงั สีชนิดใหอ้ นุภาคโพซิตรอน


5) ขัน้ ประเมิน (Evaluation)
(1) ครูใหน้ กั เรยี นแต่ละคนพิจารณาวา่ จากหวั ขอ้ ทีเ่ รียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างท่ียังไม่

เข้าใจหรอื ยงั มขี อ้ สงสัย ถา้ มี ครชู ่วยอธิบายเพม่ิ เตมิ ใหน้ กั เรยี นเขา้ ใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อย่างไรบา้ ง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับประโยชน์ท่ีได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนาความรทู้ ่ไี ดไ้ ปใช้ประโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเขา้ ใจของนกั เรียนโดยการให้ตอบคาถาม เชน่
– ไมโครเวฟอยู่ในช่วงความถี่เท่าใด และมีประโยชน์อะไร (แนวคาตอบ ช่วงความถ่ี

109– 1011 เฮิรตซ์ ไมโครเวฟใช้ทาความร้อนในเตาไมโครเวฟ ใช้ในการส่ือสารต่างๆ และใช้ตรวจหาตาแหน่ง
ของวัตถตุ ่างๆ ด้วยเรดาร)์

– หนว่ ยเกบ็ กู้ระเบดิ ใชส้ เปกตรัมคลนื่ แม่เหล็กไฟฟา้ ชนดิ ใดตรวจหาวัตถรุ ะเบดิ (แนวคาตอบ รังสี
เอกซ)์

ขั้นสรปุ
1) ครแู ละนกั เรยี นร่วมกนั สรปุ เก่ียวกับคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนท่ีความคิดหรือผัง

มโนทศั น์
2) ครูดาเนินการทดสอบหลังเรียน โดยให้นักเรียนทาแบบทดสอบหลังเรียน เพื่อวัดความก้าวหน้า/

ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 3 ของนักเรยี น
3) ครูเช่ือมโยงเนื้อหาจากบทเรียนน้ีกับบทเรียนช่ัวโมงหน้า เพ่ือให้นักเรียนเตรียมความพร้อมในการ

เรยี นช่ัวโมงต่อไป โดยการใช้คาถามกระตุ้น ดงั น้ี
– แสงทม่ี องเหน็ ทาให้เรามองเหน็ สง่ิ ตา่ งๆ รอบตวั ไดโ้ ดยใช้หลักการใด (แนวคาตอบ การสะท้อน

ของแสง)
4) ครูมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาค้นคว้าเนื้อหาของบทเรียนชั่วโมงหน้า เพ่ือจัดการเรียนรู้ครั้ง

ตอ่ ไป โดยใหน้ กั เรยี นศึกษาค้นควา้ ลว่ งหนา้ ในหัวข้อแสง
5) ครูให้นักเรียนเตรียมประเด็นคาถามที่สงสัยมาอย่างน้อยคนละ 1 คาถาม เพื่อนามาอภิปราย

รว่ มกันในหอ้ งเรียนคร้งั ต่อไป


ส่อื และแหล่งการเรยี นรู้
1. แบบทดสอบหลังเรยี น
2. หนงั สือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรับเยาวชน หรอื อนิ เทอร์เนต็
3. คู่มอื การสอน วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 เล่ม 1
4. สอ่ื การเรยี นรู้ PowerPoint รายวชิ าพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่3ี เล่ม1
5. หนงั สอื เรยี นรายวชิ าพน้ื ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 3 เลม่ 1


แผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ 28

รายวชิ าวิทยาศาสตร์ (พน้ื ฐาน) ว 23101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565

หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 4 แสง เร่อื งการสะท้อนของแสง 1 ช่ัวโมง/คาบ

วันท่ี …………………….……………………………….. ครผู ูส้ อน นางสาวองั คณา ปาสานะโม

สาระสาคัญ
เม่ือแสงเคล่ือนท่ีจากตัวกลางท่ีมีความหนาแน่นค่าหนึ่งไปสู่ตัวกลางที่มีความหนาแน่นอีกค่าหนึ่ง

แสงจะตกกระทบตัวกลางใหม่แล้วสะท้อนกลับสู่ตัวกลางเดิม โดยเม่ือรังสีตกกระทบ เส้นแนวฉาก และรังสี
สะท้อนอยใู่ นระนาบเดียวกัน มมุ ตกกระทบจะเทา่ กบั มุมสะทอ้ นเสมอ

มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ียนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ท่ีเกี่ยวข้อง
กบั เสียง แสง และคลนื่ แม่เหล็กไฟฟา้ รวมท้งั นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

ตัวชี้วดั
ว 2.3 ม. 3/13 ออกแบบการทดลองและดาเนินการทดลองด้วยวิธีที่เหมาะสมในการอธิบายกฎการ

สะทอ้ นของแสง

คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงคต์ ามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551

 รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์  ซือ่ สัตย์สุจรติ  มวี ินัย  ใฝ่เรียนรู้

 อยอู่ ย่างพอเพยี ง  มงุ่ มั่นในการทางาน  รักความเป็นไทย  มีจิตสาธารณะ

............................................................................................................................. .............................................

ดา้ นสมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น

 ความสามารถในการส่ือสาร :………………………………………………………..

 ความสามารถในการคิด :………………………………………………………..

 ความสามารถในการแกป้ ัญหา :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต :………………………………………………………..


 ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี :………………………………………………………..

ด้านการอา่ น คิด วเิ คราะห์ และเขียน

 การอ่าน :…………………………………………………………………………..

 การคดิ วเิ คราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขยี น :…………………………………………………………………………..

จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. นักเรยี นสามารถอธิบายการสะท้อนของแสงได้ (K)
2. นกั เรยี นสามารถแสดงทกั ษะการเกบ็ รวบรวมข้อมูลได้ (P)
3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งมน่ั ในการทางานได้ (A)

การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้
ผปู้ ระเมิน  ครูผู้สอน  นกั เรียน  เพื่อน  ผ้ปู กครอง

ช้ินงาน/ภาระงาน /รอ่ งรอย/หลกั ฐานการเรียนรู้

ส่งิ ที่ต้องการวดั /ประเมนิ วธิ กี ารวัด เครือ่ งมือการวัด เกณฑ์การให้คะแนน

ระดับคณุ ภาพ

(Rubric Score)

1. นักเรียนสามารถอธิบายการสะท้อนของ - ตรวจใบงาน ชิ้นงาน -ใบงาน ชิ้นงานหรือ - นกั เรยี นผา่ นเกณฑ์

แสงได้ (K) หรอื ภาระงาน ภาระงาน ร้อยละ 70 ขึน้ ไป

-แบบประเมินใบงาน

2. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคณุ ภาพ ดี

รวบรวมข้อมลู ได้ (P) สงั เกตพฤตกิ รรม พฤตกิ รรม ขึ้นไป

3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี

ทางานได้ (A) สังเกตพฤตกิ รรม พฤตกิ รรม ข้นึ ไป

สาระการเรียนรู้
การสะท้อนของแสง


Click to View FlipBook Version