The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการสอนรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปี65

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pasanamo.angkana, 2022-09-02 04:56:46

แผนการสอนรายวิชาวิทยาศาสตร์ ปี65

แผนการสอนรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปี65

(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อย่างไรบ้าง

(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ท่ีได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ
การนาความรูท้ ไี่ ดไ้ ปใช้ประโยชน์

(4) ครูทดสอบความเขา้ ใจของนกั เรยี นโดยการให้ตอบคาถาม เชน่
– เพราะอะไรเซลลร์ ่างกายจงึ มจี านวนโครโมโซมมากกว่าเซลลส์ บื พันธุ์ (แนวคาตอบ เพราะเซลล์

รา่ งกายและเซลล์สืบพันธุ์มีการแบ่งเซลล์ที่แตกต่างกัน โดยเซลล์สืบพันธ์ุจะแบ่งเซลล์ได้เซลล์ใหม่ 4 เซลล์ ที่มี
โครโมโซมจานวนครง่ึ หนึ่งของเซลลร์ ่างกาย)

ขัน้ สรปุ
ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับโครโมโซมในร่างกายของมนุษย์ โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนท่ี

ความคิดหรือผงั มโนทัศน์

ส่อื และแหลง่ การเรยี นรู้
1. หนงั สือ วารสาร สารานกุ รมวทิ ยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสาหรบั เยาวชน หรอื อินเทอร์เนต็
2. คมู่ อื การสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 เล่ม 1
3. สอื่ การเรียนรู้ PowerPoint รายวิชาพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี3 เล่ม1
4. หนังสอื เรียนรายวชิ าพนื้ ฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 3 เล่ม 1

แผนการจัดการเรยี นร้ทู ่ี 10

รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ (พน้ื ฐาน) ว 23101 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2565

หน่วยการเรียนรู้ท่ี 2 พนั ธุกรรม เรือ่ งความสมั พนั ธข์ องโครโมโซม ดเี อ็นเอและยนี เวลา 1 ชัว่ โมง/คาบ

วันที่ …………………….……………………………….. ครผู ูส้ อน นางสาวอังคณา ปาสานะโม

สาระสาคญั
โครโมโซม ดีเอ็นเอ และยีนมีความสัมพันธ์กันโดยโครโมโซมประกอบด้วยดีเอ็นเอและโปรตีน ขดอยู่

ในนิวเคลยี ส ซ่ึงบางส่วนของดเี อน็ เอทาหนา้ ที่เปน็ ยนี ท่ีกาหนดลกั ษณะของส่งิ มีชีวติ

มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สาร

พันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธกุ รรมท่มี ผี ลต่อส่งิ มีชีวิต ความหลากหลายทางชวี ภาพและวิวัฒนาการของ
สง่ิ มีชวี ิต รวมทง้ั นาความรไู้ ปใช้ประโยชน์

ตวั ชวี้ ดั
ว 1.3 ม. 3/1 อธบิ ายความสัมพันธ์ระหวา่ งยนี ดีเอน็ เอ และโครโมโซมโดยใช้แบบจาลอง

คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคต์ ามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551

 รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซอ่ื สัตยส์ ุจรติ  มีวนิ ัย  ใฝเ่ รยี นรู้

 อยู่อยา่ งพอเพยี ง  มงุ่ มั่นในการทางาน  รักความเป็นไทย  มจี ติ สาธารณะ

............................................................................................................................. .............................................

ดา้ นสมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น

 ความสามารถในการส่ือสาร :………………………………………………………..

 ความสามารถในการคดิ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการแก้ปัญหา :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี :………………………………………………………..

ด้านการอา่ น คิด วเิ คราะห์ และเขียน

 การอ่าน :…………………………………………………………………………..

 การคดิ วิเคราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขียน :…………………………………………………………………………..

จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. นักเรียนสามารถอธิบายความสัมพนั ธข์ องโครโมโซม ดเี อ็นเอ และยีนได้ (K)
2. นกั เรียนสามารถสรา้ งแบบจาลองโครโมโซม ดีเอ็นเอ และยีนได้ (K)
3. นกั เรียนสามารถแสดงทักษะการเกบ็ รวบรวมข้อมูลได้ (P)
4. นักเรียนสามารถแสดงความมงุ่ ม่นั ในการทางานได้ (A)

การวดั และการประเมินผลการเรยี นรู้
ผปู้ ระเมนิ  ครผู ู้สอน  นกั เรยี น  เพื่อน  ผู้ปกครอง

ช้ินงาน/ภาระงาน /รอ่ งรอย/หลักฐานการเรยี นรู้

ส่ิงทตี่ ้องการวดั /ประเมนิ วิธกี ารวดั เครอ่ื งมอื การวัด เกณฑ์การใหค้ ะแนน

ระดบั คณุ ภาพ

(Rubric Score)

1.นักเรียนสามารถอธิบายความสัมพันธ์ของ - ตรวจใบงาน ชิ้นงาน -ใบงาน ชิ้นงานหรือ - นกั เรยี นผ่านเกณฑ์

โครโมโซม ดเี อน็ เอ และยีนได้ (K) หรอื ภาระงาน ภาระงาน รอ้ ยละ 70 ขนึ้ ไป

2.นักเรียนสามารถสรา้ งแบบจาลองโครโมโซม -แบบประเมนิ ใบงาน

ดีเอ็นเอ และยีนได้ (K)

3. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แบบประเมินทกั ษะ - ระดบั คุณภาพ ดี

รวบรวมขอ้ มลู ได้ (P) สังเกตพฤตกิ รรม -แ บ บ สั ง เ ก ต ขน้ึ ไป

พฤติกรรม

4. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคุณภาพ ดี

ทางานได้ (A) สงั เกตพฤติกรรม พฤตกิ รรม ข้นึ ไป

สาระการเรียนรู้
โครโมโซม ดีเอ็นเอ และยีน

กิจกรรมการเรียนรู้ (กจิ กรรม Active Learning)
ขัน้ นาเข้าส่บู ทเรียน

1) ครูถามคาถามนักเรียนเพ่อื กระต้นุ ความสนใจ เช่น
– เซลล์สืบพันธุ์มีจานวนโครโมโซมแตกต่างจากเซลล์ร่างกายหรือไม่ ลักษณะใด (แนวคาตอบ

แตกต่างกัน โดยเซลลส์ ืบพันธม์ุ จี านวนโครโมโซมเปน็ คร่ึงหนงึ่ ของเซลล์ร่างกาย)
– ยกตัวอย่างเซลล์ของมนุษย์ท่ีมีจานวนโครโมโซมเท่ากับ 46 โครโมโซม (แนวคาตอบ เซลล์

ผวิ หนังและเซลล์กล้ามเนอื้ )
– ยกตัวอย่างเซลล์ของมนุษย์ที่มีจานวนโครโมโซมเท่ากับ 23 โครโมโซม (แนวคาตอบ อสุจิและ

ไข)่
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคาตอบ เพื่อเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้

เรื่อง ความสัมพนั ธ์ของโครโมโซม ดีเอน็ เอ และยนี

ขน้ั จดั กิจกรรมการเรยี นรู้
จัดกิจกรรมการเรียนรโู้ ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน

ชัน้ เรยี น (flipped classroom) ซงึ่ มีข้ันตอนดังนี้

1) ขนั้ สรา้ งความสนใจ (Engagement)
(1) ครูถามคาถามนกั เรียนเพอื่ กระตุ้นความสนใจ เช่น
– เพศหญิงและเพศชายมีจานวนโครโมโซมเท่ากัน แต่มีลักษณะบางลักษณะแตกต่างกันเพราะ

อะไร (แนวคาตอบ เพราะท้ัง 2 เพศมีโครโมโซมเพศแตกต่างกัน ซ่ึงโครโมโซมเพศจะควบคุมลักษณะทาง
พนั ธุกรรมทเ่ี กี่ยวกับเพศ)

(2) นักเรียนรว่ มกนั อภปิ รายหาคาตอบเก่ียวกับคาถามตามความคดิ เห็นของแต่ละคน

2) ข้นั สารวจและคน้ หา (Exploration)
(1) ครใู ห้นักเรียนศกึ ษาเรื่องยนี บนโครโมโซม จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วยอธิบายให้

นักเรยี นเข้าใจว่า โครโมโซมของส่งิ มชี วี ติ แตล่ ะชนิดจะอยู่กันเป็นคู่ๆ ตามลักษณะรูปร่างและขนาดท่ีเหมือนกัน
โดยยนี ทีค่ วบคมุ ลกั ษณะทางพันธกุ รรมเดียวกันจะอยู่บนคู่โครโมโซมท่ีตาแหน่งเดียวกันด้วย แต่ในโครโมโซมคู่
หนึ่งๆ อาจมียีนที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมต่างๆ หลายลักษณะทาให้ส่ิงมีชีวิตแต่ละชนิดมีลักษณะ
แตกต่างกัน

(2) ครูแบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สร้างแบบจาลองโครโมโซม ดีเอ็นเอ และยีน
ตามข้นั ตอน ดงั น้ี

– แต่ละกลมุ่ สบื ค้นขอ้ มูลเกย่ี วกบั โครโมโซม ดีเอ็นเอ และยนี
– นาข้อมลู ทีไ่ ด้มาอภปิ รายรว่ มกนั แล้วสรา้ งแบบจาลองโครโมโซม ดีเอน็ เอ และยีน
– นาเสนอผลการปฏิบตั ิกจิ กรรมหน้าหอ้ งเรยี น
(3) ครูและนกั เรยี นร่วมกันตรวจสอบความถูกตอ้ งของข้อมลู ทไ่ี ด้จากการปฏิบตั ิกจิ กรรม
(4) ครูคอยแนะนาช่วยเหลอื นกั เรยี นขณะปฏบิ ตั กิ ิจกรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ใหน้ กั เรียนทุกคนซักถามเม่ือมีปญั หา

3) ขัน้ อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation)
(1) นกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ นาเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหน้าหอ้ งเรียน
(2) ครแู ละนักเรยี นร่วมกันอภปิ รายผลจากการปฏิบัตกิ ิจกรรม โดยใชแ้ นวคาถาม เชน่
– โครโมโซมมตี าแหนง่ อยทู่ ่ีใดภายในเซลล์ (แนวคาตอบ อยูภ่ ายในนิวเคลียส)
– แบบจาลองโครโมโซม ดีเอ็นเอ และยีนท่ีนักเรียนสร้างข้ึนมีลักษณะใด (แนวคาตอบ ยีนเป็น

สว่ นหนง่ึ ของดีเอน็ เอและดีเอน็ เอเป็นส่วนหนึ่งของโครโมโซม)
– โครโมโซมทาหน้าท่อี ะไร (แนวคาตอบ ถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธุกรรม)
– ดเี อน็ เอทาหน้าท่ีอะไร (แนวคาตอบ ควบคมุ ลักษณะทางพนั ธุกรรม)
– ยีนเกย่ี วขอ้ งกับดเี อน็ เอลักษณะใด (แนวคาตอบ ยีนเป็นช่วงหน่ึงของดีเอ็นเอ ทาหน้าที่กาหนด

ลกั ษณะทางพันธุกรรมแตล่ ะลักษณะ)
(3) ครูและนกั เรยี นร่วมกนั สรุปผลจากการปฏิบตั กิ จิ กรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า ยีนเป็นส่วน

หน่งึ ของดเี อ็นเอ ซงึ่ ดเี อ็นเอเป็นสว่ นหนง่ึ ของโครโมโซมที่อยูภ่ ายในนวิ เคลียส

4) ข้ันขยายความรู้ (Elaboration)
ครูอธิบายเรื่องน่ารู้ เร่ือง จีโนมให้นักเรียนเข้าใจว่า จีโนม คือ จานวนยีนทั้งหมดของส่ิงมีชีวิต โดย

ส่ิงมีชีวิตต่างชนิดกันอาจมีจานวนยีนเท่ากันหรือแตกต่างกันก็ได้ เช่น มนุษย์มี 25,000 ยีน หนูมี 25,000 ยีน
มสั ตารด์ มี 25,000 ยนี แมลงหวีม่ ี 13,000 ยีน และแบคทเี รยี มี 3,200 ยีน

5) ขน้ั ประเมิน (Evaluation)
(1) ครใู ห้นักเรียนแตล่ ะคนพิจารณาวา่ จากหวั ขอ้ ที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างท่ียังไม่

เข้าใจหรือยงั มีขอ้ สงสยั ถา้ มี ครชู ่วยอธบิ ายเพ่มิ เติมใหน้ ักเรียนเข้าใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อยา่ งไรบ้าง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนาความรู้ทไี่ ดไ้ ปใชป้ ระโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเขา้ ใจของนกั เรยี นโดยการให้ตอบคาถาม เช่น

– องคป์ ระกอบหนง่ึ ของเซลล์มลี กั ษณะเปน็ แทง่ อย่ใู นนวิ เคลียส ประกอบด้วยดีเอ็นเอและโปรตีน
คืออะไร (แนวคาตอบ โครโมโซม)

– ส่วนประกอบท่ีทาหน้าที่ควบคุมการแสดงออกของลักษณะต่างๆ ของส่ิงมีชีวิตที่อยู่บน
โครโมโซม คืออะไร (แนวคาตอบ ยนี )

ขนั้ สรุป
1) ครูและนักเรยี นร่วมกนั สรปุ เก่ียวกับความสัมพันธ์ของโครโมโซม ดีเอ็นเอ และยีน โดยร่วมกันเขียน

เป็นแผนทีค่ วามคิดหรือผังมโนทัศน์
2) ครูมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาค้นคว้าเนื้อหาของบทเรียนช่ัวโมงหน้า เพ่ือจัดการเรียนรู้ครั้ง

ต่อไป โดยให้นกั เรียนศกึ ษาคน้ คว้าล่วงหนา้ ในหัวขอ้ การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธกุ รรมของสง่ิ มชี ีวติ
3) ครูให้นักเรียนเตรียมประเด็นคาถามท่ีสงสัยมาอย่างน้อยคนละ 1 คาถาม เพ่ือนามาอภิปราย

รว่ มกนั ในหอ้ งเรียนครงั้ ต่อไป

สอ่ื และแหล่งการเรยี นรู้
1. ใบกิจกรรม สรา้ งแบบจาลองโครโมโซม ดีเอ็นเอ และยีน
2. หนังสอื วารสาร สารานกุ รมวทิ ยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสาหรับเยาวชน หรอื อนิ เทอรเ์ นต็
3. คมู่ อื การสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 เล่ม 1
4. ส่อื การเรยี นรู้ PowerPoint รายวิชาพื้นฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีท่3ี เล่ม1
5. หนงั สือเรียนรายวชิ าพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 เล่ม 1

แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 11

รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ (พื้นฐาน) ว 23101 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2565

หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 2 พันธุกรรม เร่อื งทฤษฎีของเมนเดล เวลา 1 ชั่วโมง/คาบ

วนั ที่ …………………….……………………………….. ครูผ้สู อน นางสาวอังคณา ปาสานะโม

สาระสาคัญ
เมนเดลได้ศึกษาการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของต้นถั่วชนิดหนึ่ง ซึ่งนามาสู่หลักการพ้ืนฐาน

ของการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมชี ีวติ

มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สาร

พนั ธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพนั ธุกรรมที่มผี ลต่อสงิ่ มชี วี ติ ความหลากหลายทางชวี ภาพและวิวัฒนาการของ
สง่ิ มีชีวิต รวมทง้ั นาความรไู้ ปใช้ประโยชน์

ตัวชีว้ ัด
ว 1.3 ม. 3/2 อธิบายการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากการผสมโดยพิจารณาลักษณะเดียวที่

แอลลีลเดน่ ข่มแอลลีลด้อยอยา่ งสมบรู ณ์
1.3 ม. 3/3 อธิบายการเกิดจีโนไทป์และฟีโนไทป์ของลูกและคานวณอัตราส่วนการเกิดจีโนไทป์และฟี

โนไทป์ของรนุ่ ลูก

คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงคต์ ามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551

 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซ่ือสตั ย์สุจรติ  มวี ินัย  ใฝเ่ รียนรู้

 อยู่อยา่ งพอเพยี ง  มุ่งม่ันในการทางาน  รักความเปน็ ไทย  มีจิตสาธารณะ

............................................................................................................................. .............................................

ดา้ นสมรรถนะสาคัญของผ้เู รียน :………………………………………………………..
 ความสามารถในการส่อื สาร :………………………………………………………..
 ความสามารถในการคดิ :………………………………………………………..
 ความสามารถในการแก้ปัญหา :………………………………………………………..
 ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต :………………………………………………………..
 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

ดา้ นการอ่าน คดิ วเิ คราะห์ และเขียน

 การอ่าน :…………………………………………………………………………..

 การคิดวเิ คราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขยี น :…………………………………………………………………………..

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

1. นกั เรยี นสามารถอธบิ ายทฤษฎีของเมนเดลได้ (K)

2. นกั เรยี นสามารถแสดงทกั ษะการเกบ็ รวบรวมข้อมูลได้ (P)

3. นกั เรยี นสามารถแสดงความมงุ่ มั่นในการทางานได้ (A)

การวดั และการประเมินผลการเรียนรู้
ผูป้ ระเมิน  ครูผสู้ อน  นักเรยี น  เพ่ือน  ผูป้ กครอง

ชิ้นงาน/ภาระงาน /ร่องรอย/หลักฐานการเรียนรู้

สงิ่ ที่ต้องการวัด/ประเมนิ วธิ กี ารวดั เคร่ืองมือการวดั เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน

ระดบั คณุ ภาพ

(Rubric Score)

1. นักเรียนสามารถอธิบายทฤษฎีของเมนเดล - ตรวจใบงาน ชิ้นงาน -ใบงาน ช้ินงานหรือ - นกั เรยี นผ่านเกณฑ์

ได้ (K) หรอื ภาระงาน ภาระงาน รอ้ ยละ 70 ขึ้นไป

-แบบประเมินใบงาน

2. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคณุ ภาพ ดี

รวบรวมข้อมูลได้ (P) สงั เกตพฤตกิ รรม พฤติกรรม ขึ้นไป

3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งมั่นในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคุณภาพ ดี

ทางานได้ (A) สงั เกตพฤตกิ รรม พฤติกรรม ขึ้นไป

สาระการเรียนรู้
การถา่ ยทอดลักษณะทางพันธุกรรมของสงิ่ มชี วี ติ
– ทฤษฎีของเมนเดล

กิจกรรมการเรียนรู้ (กิจกรรม Active Learning)
ขั้นนาเขา้ สู่บทเรียน

1) ครูถามคาถามนักเรียนเพ่ือกระตุน้ ความสนใจ เช่น
– เพราะอะไรนักเรียนจึงมีลักษณะบางอย่างเหมือนพ่อและลักษณะบางอย่างเหมือนแม่ (แนว

คาตอบ เพราะไดร้ ับการถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรมมาจากพ่อครึง่ หน่งึ และมาจากแม่ครง่ึ หน่ึง)
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคาตอบ เพื่อเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้

เร่ือง ทฤษฎีของเมนเดล

ขน้ั จัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
จัดกิจกรรมการเรียนรูโ้ ดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน

ชน้ั เรยี น (flipped classroom) ซึ่งมขี ้ันตอนดงั น้ี

1) ขัน้ สร้างความสนใจ (Engagement)
(1) ครแู บ่งกล่มุ นกั เรียนแล้วเปิดโอกาสให้นักเรียนในกลุ่มนาเสนอข้อมูลเก่ียวกับการถ่ายทอดลักษณะ

ทางพันธุกรรมของส่ิงมีชีวิตท่ีครูมอบหมายให้ไปเรียนรู้ล่วงหน้าให้เพื่อนๆ ในกลุ่มฟัง จากน้ันให้แต่ละกลุ่มส่ง
ตัวแทนมานาเสนอขอ้ มูลหนา้ หอ้ งเรยี น

(2) ครตู รวจสอบว่านักเรียนทาภาระงานท่ีได้รับมอบหมายไปหรือไม่ โดยตรวจสอบจากการจดบันทึก
ของนกั เรยี น และถามคาถามเกยี่ วกบั ภาระงาน ดงั นี้

– บิดาแหง่ พนั ธศุ าสตร์คือใคร (แนวคาตอบ เกรกอร์ โยฮันน์ เมนเดล)
– เพราะอะไรเมนเดลจึงเลือกต้นถ่ัวลันเตามาใช้ศึกษากฎการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
(แนวคาตอบ เพราะต้นถั่วลันเตาเป็นพืชท่ีหาง่าย มีหลายพันธ์ุท่ีมีลักษณะแตกต่างกันอย่างชัดเจน สามารถหา
พันธุ์แท้มาทดลองไดง้ า่ ย และมดี อกเป็นดอกสมบรู ณเ์ พศ)
(3) ครเู ปดิ โอกาสใหน้ กั เรียนต้ังประเดน็ คาถามท่ีนักเรียนสงสัยจากการทาภาระงานอย่างน้อยคนละ 1
คาถาม ซงึ่ ครูให้นกั เรียนเตรียมมาลว่ งหนา้ และใหน้ ักเรยี นช่วยกนั ตอบและแสดงความคิดเห็น
(4) ครแู ละนกั เรียนร่วมกันสรุปเก่ียวกับภาระงาน โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า เมนเดลเป็น
นักพันธศุ าสตร์ผู้ค้นพบทฤษฎีการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมในส่ิงมีชีวิต เมนเดลพบว่ามีหน่วยพันธุกรรม
หรือยีนท่ีทาหน้าที่กาหนดลักษณะต่างๆ ในสิ่งมีชีวิตโดยลักษณะทางพันธุกรรมจะถูกถ่ายทอดผ่านทางเซลล์
สบื พันธ์ุของพอ่ และแมไ่ ปยังรนุ่ ลูกรนุ่ หลาน

2) ขั้นสารวจและค้นหา (Exploration)
(1) ครูให้นักเรียนศึกษาเรื่องทฤษฎีของเมนเดล จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วยอธิบาย

ให้นักเรียนเข้าใจว่า บุคคลแรกที่ค้นพบและสามารถอธิบายแบบแผนการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมได้
ถูกต้อง คอื เมนเดล เขาได้รับการยกย่องให้เปน็ บิดาแห่งพนั ธศุ าสตร์

(2) ครแู บ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน สืบค้นข้อมูลเก่ียวกับการทดลองผสมพันธ์ุต้นถ่ัวลันเตาของเมน
เดล ตามข้ันตอนดงั น้ี

– แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อย่อยให้เพ่ือนสมาชิกช่วยกันสืบค้นตามที่
สมาชิกกลุ่มช่วยกันกาหนดหัวข้อย่อย เช่น ลักษณะที่ปรากฏในลูกรุ่นที่ 1 (F1) และลักษณะท่ีปรากฏในลูกรุ่น
ท่ี 2 (F2)

– สมาชิกกลุ่มแต่ละคนหรือกลุ่มย่อยช่วยกันสืบค้นข้อมูลตามหัวข้อย่อยที่ตนเองรับผิดชอบ โดย
การสืบคน้ จากหนังสือ วารสาร สารานกุ รมวิทยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรบั เยาวชน หรืออินเทอร์เนต็

– สมาชกิ กลุ่มนาขอ้ มลู ทีส่ ืบค้นได้มารายงานให้เพ่ือนๆ สมาชิกในกลุ่มฟัง รวมทั้งร่วมกันอภิปราย
ซักถามจนคาดว่าสมาชกิ ทุกคนมคี วามรู้ความเขา้ ใจท่ีตรงกนั

– สมาชิกกลุ่มช่วยกันสรุปความรู้ท่ีได้ทั้งหมดเป็นผลงานของกลุ่ม และช่วยกันจัดทารายงาน
การศึกษาค้นคว้าเก่ยี วกับการทดลองผสมพนั ธุต์ น้ ถ่ัวลนั เตาของเมนเดล

(3) ครูและนกั เรียนร่วมกันตรวจสอบความถกู ตอ้ งของข้อมูลทไี่ ดจ้ ากการปฏบิ ตั ิกิจกรรม
(4) ครูคอยแนะนาช่วยเหลอื นักเรยี นขณะปฏิบตั ิกจิ กรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ให้นักเรียนทกุ คนซกั ถามเมื่อมปี ญั หา

3) ขั้นอธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
(1) นักเรยี นแต่ละกลุ่มนาเสนอผลการปฏบิ ัติกจิ กรรมหนา้ ห้องเรียน
(2) ครแู ละนักเรียนรว่ มกันอภปิ รายผลจากการปฏบิ ัติกจิ กรรม โดยใชแ้ นวคาถาม เชน่
– จากการทดลองของเมนเดล ลกั ษณะของต้นถัว่ ลันเตาลักษณะใดเป็นลักษณะเด่น (แนวคาตอบ

ลักษณะของต้นถั่วลันเตาที่เป็นลักษณะเด่น ได้แก่ เมล็ดกลม เมล็ดสีเหลือง ฝักอวบ ฝักสีเขียว ดอกเกิดท่ีลา
ตน้ ดอกสีมว่ ง และตน้ สงู )

– จากการทดลองของเมนเดล ลักษณะของต้นถั่วลันเตาลักษณะใดเป็นลักษณะด้อย (แนว
คาตอบ ลักษณะของต้นถัว่ ลนั เตาทเ่ี ป็นลักษณะด้อย ไดแ้ ก่ เมลด็ ขรุขระ เมลด็ สเี ขยี ว ฝักแฟบ ฝักสีเหลือง ดอก
เกิดทยี่ อด ดอกสีขาว และต้นเตย้ี แคระ)

– ตามกฎการแยกตัวของคู่ยีนที่เมนเดลได้อธิบายไว้ว่า คู่ของหน่วยพันธุกรรมหรือยีนของ
ส่ิงมชี ีวติ ทีส่ ืบพนั ธแ์ุ บบอาศัยเพศจะแยกออกจากกนั เม่ือใด (แนวคาตอบ ขณะสร้างเซลลส์ ืบพนั ธุ์)

(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า ทฤษฎีของ
เมนเดลศึกษาเก่ียวกบั การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมโดยการผสมพันธ์ุต้นถั่วลันเตา ซ่ึงลักษณะของต้นถั่ว

ลันเตาท่ีสงั เกต ไดแ้ ก่ รูปรา่ งของเมลด็ สขี องเมล็ด รปู ร่างของฝัก สขี องฝัก ตาแหน่งท่ีเกิดดอก สีของดอก และ
ความสงู ของลาตน้

4) ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)
(1) ครูอธบิ ายเพิ่มเตมิ เกี่ยวกบั ทฤษฎีของเมนเดล ให้นักเรยี นเข้าใจวา่ ผลการทดลองของเมนเดลได้ข้อ

สรุปวา่ ลกั ษณะทงั้ 7 ลักษณะ เป็นการถ่ายทอดลกั ษณะอย่างมีแบบแผนแน่นอนเหมือนๆ กัน กล่าวคือ ลูกรุ่น
ที่ 1 แสดงลักษณะของรุ่นพ่อแม่เพียงแบบเดียว ส่วนลูกรุ่นที่ 2 แสดงลักษณะของรุ่นพ่อแม่ทั้ง 2 แบบใน
อัตราส่วน 3:1

(2) ครูอธิบายเพ่ิมเติมเก่ียวกับลักษณะเด่นและลักษณะด้อยให้นักเรียนเข้าใจว่า สิ่งมีชีวิตมีหน่วยที่
ควบคุมลกั ษณะแต่ละลักษณะที่เรียกว่า ยีน ซ่ึงลักษณะท่ีปรากฏในลูกรุ่นท่ี 1 เป็นลักษณะเด่น ส่วนลักษณะท่ี
แฝงอยแู่ ละยังไมป่ รากฏในลูกร่นุ ท่ี 1 แต่มาปรากฏในลูกรุ่นท่ี 2 ในอตั ราสว่ นท่ีนอ้ ยกวา่ เปน็ ลักษณะด้อย

(3) ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแยกตัวเมื่อมีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์และการรวมตัวกันของยีนหลัง
การปฏิสนธิให้นักเรียนเข้าใจว่า การแยกตัวเมื่อมีการสร้างเซลล์สืบพันธ์ุและการรวมตัวกันของยีนหลังการ
ปฏสิ นธิ โดยโอกาสของการเข้าคกู่ ันของยนี หลังการปฏสิ นธิเปน็ ไปตามทฤษฎขี องเมนเดล

(4) นักเรียนค้นคว้าคาศัพท์ภาษาต่างประเทศเก่ียวกับทฤษฎีของเมนเดล จากหนังสือเรียน
ภาษาต่างประเทศหรอื อนิ เทอรเ์ น็ต และนาเสนอใหเ้ พอื่ นในห้องฟงั คดั คาศัพทพ์ ร้อมทั้งคาแปลลงสมุดสง่ ครู

5) ข้นั ประเมิน (Evaluation)
(1) ครูใหน้ กั เรยี นแต่ละคนพจิ ารณาว่า จากหวั ขอ้ ท่ีเรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างท่ียังไม่

เข้าใจหรอื ยังมขี ้อสงสัย ถา้ มี ครชู ่วยอธิบายเพม่ิ เติมให้นักเรยี นเข้าใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อยา่ งไรบ้าง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ท่ีได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนาความรู้ทไ่ี ด้ไปใช้ประโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเขา้ ใจของนกั เรยี นโดยการใหต้ อบคาถาม เช่น
– ความรู้เกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตมีประโยชน์ต่อเราในเร่ืองใด

(แนวคาตอบ มนุษย์ได้นาความรู้เกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาสาย
พนั ธพ์ุ ืชและสตั ว์ เพื่อชว่ ยลดต้นทนุ ในการดแู ลพืชและสัตว์ และไดผ้ ลผลติ เพ่มิ ขน้ึ )

ข้นั สรุป
ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเก่ียวกับทฤษฎีของเมนเดล โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่ความคิดหรือผังมโน

ทศั น์

ส่อื และแหล่งการเรียนรู้
1. หนังสือ วารสาร สารานกุ รมวิทยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรบั เยาวชน หรืออนิ เทอรเ์ นต็
2. ค่มู ือการสอน วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 เล่ม 1
3. ส่ือการเรยี นรู้ PowerPoint รายวิชาพ้นื ฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปที ่3ี เลม่ 1
4. หนังสือเรียนรายวชิ าพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 เลม่ 1

แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 12

รายวิชาวิทยาศาสตร์ (พ้ืนฐาน) ว 23101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 3 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565

หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 2 พันธกุ รรม เรือ่ งโอกาสการเขา้ คู่กนั ของยนี เวลา 1 ชว่ั โมง/คาบ

วนั ที่ …………………….……………………………….. ครผู ู้สอน นางสาวอังคณา ปาสานะโม

สาระสาคัญ
ส่ิงมีชีวิตท่ีมีโครโมโซมเป็น 2 ชุด ยีนแต่ละตาแหน่งบนโครโมโซมคู่เหมือนมี 2 แอลลีล โดยแอลลีล

หนงึ่ มาจากพอ่ และอีกแอลลีลหนึ่งมาจากแม่ ซึง่ อาจมีรูปแบบเดยี วกัน หรอื แตกตา่ งกนั แอลลีลที่แตกต่างกันน้ี
แอลลลี หน่งึ อาจมกี ารแสดงออกขม่ อีกแอลลลี หน่ึงได้ เรยี กแอลลีลน้ันว่า แอลลีลเด่น ส่วนแอลลีลท่ีถูกข่มอย่าง
สมบูรณ์ เรียกว่า แอลลีลด้อย เมื่อมีการสร้างเซลล์สืบพันธ์ุ แอลลีลที่เป็นคู่กันในแต่ละโครโมโซมคู่เหมือนจะ
แยกจากกันไปสู่เซลล์สืบพันธุ์แต่ละเซลล์ โดยแต่ละเซลล์สืบพันธ์ุจะได้รับเพียง 1 แอลลีล และจะมาเข้าคู่กับ
แอลลีลท่ีตาแหน่งเดียวกันของอีกเซลล์สืบพันธ์ุหน่ึงเมื่อเกิดการปฏิสนธิ ทาให้เกิดเป็นจีโนไทป์และแสดงฟีโน
ไทป์ในรุ่นลกู

มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สาร

พนั ธุกรรม การเปล่ยี นแปลงทางพันธกุ รรมทม่ี ีผลต่อส่ิงมชี วี ิต ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการของ
สง่ิ มชี ีวิต รวมทงั้ นาความรไู้ ปใช้ประโยชน์

ตวั ชวี้ ดั

ว 1.3 ม. 3/2 อธิบายการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากการผสมโดยพิจารณาลักษณะเดียวท่ี

แอลลลี เด่นขม่ แอลลลี ดอ้ ยอย่างสมบรู ณ์

ว 1.3 ม. 3/3 อธิบายการเกิดจีโนไทป์และฟีโนไทป์ของลูกและคานวณอัตราส่วนการเกิดจีโนไทป์

และฟีโนไทปข์ องร่นุ ลกู

คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551

 รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์  ซือ่ สัตย์สจุ รติ  มีวินัย  ใฝเ่ รยี นรู้

 อยอู่ ย่างพอเพียง  มงุ่ มัน่ ในการทางาน  รักความเปน็ ไทย  มจี ติ สาธารณะ

............................................................................................................................. .............................................

ด้านสมรรถนะสาคัญของผู้เรียน :………………………………………………………..
 ความสามารถในการสอ่ื สาร :………………………………………………………..
 ความสามารถในการคดิ :………………………………………………………..
 ความสามารถในการแก้ปัญหา :………………………………………………………..
 ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ :………………………………………………………..
 ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

ด้านการอา่ น คิด วเิ คราะห์ และเขยี น

 การอ่าน :…………………………………………………………………………..

 การคิดวเิ คราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขียน :…………………………………………………………………………..

จุดประสงค์การเรียนรู้  ผปู้ กครอง
1. นกั เรยี นสามารถอธบิ ายโอกาสการเขา้ คู่กันของยีนได้ (K)
2. นักเรียนสามารถสงั เกตโอกาสการเขา้ คู่กนั ของยีนได้ (K)
3. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บรวบรวมข้อมลู ได้ (P)
4. นักเรยี นสามารถแสดงความมุ่งมนั่ ในการทางานได้ (A)

การวัดและการประเมนิ ผลการเรยี นรู้
ผู้ประเมิน  ครูผูส้ อน  นักเรียน  เพ่ือน

ช้นิ งาน/ภาระงาน /ร่องรอย/หลกั ฐานการเรียนรู้

ส่ิงทตี่ ้องการวัด/ประเมนิ วธิ กี ารวดั เครื่องมือการวัด เกณฑ์การให้คะแนน

ระดับคุณภาพ

(Rubric Score)

1.นักเรียนสามารถอธิบายโอกาสการเข้าคู่กัน - ตรวจใบงาน ชิ้นงาน -ใบงาน ชิ้นงานหรือ - นกั เรียนผ่านเกณฑ์

ของยนี ได้ (K) หรอื ภาระงาน ภาระงาน ร้อยละ 70 ขน้ึ ไป

2.นักเรียนสามารถสังเกตโอกาสการเข้าคู่กัน -แบบประเมนิ ใบงาน

ของยีนได้ (K)

3.นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คุณภาพ ดี

รวบรวมข้อมูลได้ (P) สังเกตพฤตกิ รรม พฤติกรรม ขน้ึ ไป

4.นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคณุ ภาพ ดี

ทางานได้ (A) สังเกตพฤติกรรม พฤตกิ รรม ข้นึ ไป

สาระการเรียนรู้
โอกาสการเขา้ คู่กนั ของยีน

กจิ กรรมการเรียนรู้ (กจิ กรรม Active Learning)
ขน้ั นาเขา้ ส่บู ทเรยี น

1) ครใู ห้นักเรียนทบทวนความร้เู ดมิ ท่ีไดเ้ รยี นรู้มาแลว้ โดยใช้คาถามต่อไปน้ี
– ลักษณะเด่นคืออะไร (แนวคาตอบ ลักษณะทางพันธุกรรมท่ีแสดงออกมาได้แม้ยีนท่ีควบคุม

ลกั ษณะนนั้ จะจับคอู่ ยูก่ ับยนี ทม่ี ีลักษณะด้อย)
– ลักษณะด้อยคืออะไร (แนวคาตอบ ลักษณะทางพันธุกรรมท่ีไม่สามารถแสดงออกมาได้เมื่อยีน

ท่ีควบคุมลักษณะนั้นจับคู่อยู่กับยีนลักษณะเด่น แต่ถ้ายีนจับคู่อยู่กับยีนลักษณะด้อยด้วยกันจะแสดงลักษณะ
นน้ั ออกมาได้)

– แอลลลี คอื อะไร (แนวคาตอบ ยนี ท่ีเปน็ คู่กนั หรือยีนที่แสดงลักษณะเดยี วกนั )
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับคาตอบ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้
เรือ่ ง โอกาสการเข้าค่กู นั ของยนี

ข้นั จัดกิจกรรมการเรียนรู้
จัดกิจกรรมการเรียนรโู้ ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน

ช้ันเรยี น (flipped classroom) ซึง่ มขี น้ั ตอนดังน้ี

1) ขนั้ สร้างความสนใจ (Engagement)
(1) ครูถามคาถามนกั เรยี นเพือ่ กระต้นุ ความสนใจ เช่น
– เพราะอะไรลูกรุน่ ท่ี 1 จึงปรากฏเพียงลักษณะเดียว (แนวคาตอบ เพราะแอลลีลด้อยถูกข่มเม่ือ

เขา้ คกู่ บั แอลลีลเดน่ ลูกร่นุ ท่ี 1 จึงปรากฏลกั ษณะเด่นเพยี งลกั ษณะเดยี ว)
(2) นักเรยี นร่วมกนั อภปิ รายหาคาตอบเกี่ยวกบั คาถามตามความคดิ เหน็ ของแต่ละคน

2) ข้ันสารวจและค้นหา (Exploration)
(1) ครูแบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สังเกตโอกาสการเข้าคู่กันของยีน ตามข้ันตอน

ดังนี้
– นาลูกปัดสีดาและลูกปดั สขี าวอย่างละ 25 เม็ด ใสร่ วมกันในโหลพลาสติกใบท่ี 1 และ 2
– ใช้มือคนหรือเขย่าลูกปัดในโหลพลาสติกแต่ละใบให้เข้ากัน แล้วหยิบลูกปัดขึ้นมาจากโหล

พลาสตกิ
– กาหนดให้ลูกปัดแต่ละเม็ดแทนยีนในเซลล์สืบพันธ์ุ โดยลูกปัดสีดาแทนยีนที่ควบคุมลักษณะ

เด่น เช่น ความสูงของต้นถั่วลันเตา ลูกปัดสีขาวแทนยีนที่ควบคุมลักษณะด้อย เช่น ความเต้ียแคระของต้นถั่ว
ลนั เตา

(2) ครแู ละนักเรยี นร่วมกันตรวจสอบความถูกตอ้ งของข้อมลู ทไี่ ดจ้ ากการปฏิบตั ิกจิ กรรม
(3) ครคู อยแนะนาช่วยเหลอื นักเรยี นขณะปฏิบัตกิ ิจกรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ใหน้ ักเรียนทุกคนซักถามเมอ่ื มีปัญหา

3) ข้ันอธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
(1) นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ นาเสนอผลการปฏิบัติกจิ กรรมหน้าหอ้ งเรียน
(2) ครูและนักเรียนรว่ มกันอภิปรายผลจากการปฏบิ ัตกิ ิจกรรม โดยใช้แนวคาถาม เชน่
– เพราะอะไรในการทากิจกรรมจงึ ต้องใช้ลูกปัดจานวนมากและต้องหยิบหลายครั้ง (แนวคาตอบ

เพราะต้องการลดความผิดพลาด โดยใหล้ ูกปัดแต่ละเมด็ มีโอกาสได้รบั การเลือกเท่ากนั หมด)
– จากการทากิจกรรม อัตราส่วนของลูกปัดท่ีหยิบได้แต่ละกลุ่มเป็นอย่างไร (แนวคาตอบ ได้

อัตราส่วน 1:2:1 โดยได้คสู่ ีดา–สดี า สดี า–สขี าว และสีขาว–สีขาว)
– จานวนครั้งที่หยิบลูกปัดมีผลต่ออัตราส่วนที่เกิดขึ้นหรือไม่ เพราะอะไร (แนวคาตอบ มีผล

เพราะถ้าจานวนครง้ั ท่หี ยิบมากเทา่ ใด ยอ่ มทาใหผ้ ลที่ได้มีค่าความนา่ เชื่อถือสูง และมคี วามผดิ พลาดน้อยลง)
– ถ้าใหล้ ูกปดั แตล่ ะเมด็ แทนยนี ในเซลล์สืบพันธุ์ ผลสรุปของกิจกรรมนี้คืออะไร (แนวคาตอบ ยีน

ท่ีควบคุมลักษณะใดลักษณะหนึ่งอยู่เป็นคู่ จะแยกตัวออกจากกันในขณะที่สร้างเซลล์สืบพันธ์ุ และจะจับคู่กัน

อีกเม่ือเซลล์สืบพันธ์ุจากพ่อรวมกับเซลล์สืบพันธุ์จากแม่ โดยมีอัตราส่วนการเข้าคู่กันของยีนในรุ่นลูกเป็น
1:2:1)

(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า ลูกปัดท่ี
หยบิ ไดใ้ นแต่ละคร้ังเปน็ สีดา–สีดา สดี า–สขี าว และสีขาว–สีขาว มอี ตั ราส่วนเปน็ 1:2:1 ซงึ่ อตั ราส่วนของลูกปัด
ท่ีหยิบได้จะเท่ากับ 1:2:1 เม่ือใช้ลูกปัดสีจานวนมากมาทาการทดสอบจากการกาหนดให้ลูกปัดแต่ละเม็ดแทน
ยีนในเซลล์สืบพันธุ์ โดยลูกปัดสีดาแทนยีนที่ควบคุมลักษณะเด่น ส่วนลูกปัดสีขาวแทนยีนท่ีควบคุมลักษณะ
ด้อย
4) ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)

(1) ครูอธิบายเพ่ิมเติมเกี่ยวกับจีโนไทป์และฟีโนไทป์ให้นักเรียนเข้าใจว่า ลักษณะต่างๆ ที่มีอยู่ในเซลล์
ของส่ิงมีชีวิตแต่ละลักษณะถูกควบคุมด้วยยีนที่อยู่กันเป็นคู่เรียกว่า จีโนไทป์ สามารถเขียนโดยกาหนดให้
ตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่แทนยีนท่ีควบคุมลักษณะเด่น และตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวพิมพ์เล็กแทน
ยีนท่ีควบคุมลักษณะด้อย และเรียกลักษณะท่ีแสดงออกในสิ่งมีชีวิตว่า ฟีโนไทป์ เช่น ลักษณะต้นสูงและ
ลักษณะตน้ เต้ยี แคระ

(2) ครูอธิบายเร่ืองน่ารู้ เร่ือง หมู่เลือดให้นักเรียนเข้าใจว่า หมู่เลือดเป็นลักษณะทางพันธุกรรม
ท่ีถูกควบคุมด้วยยีน 3 แอลลีล คือ IA, IB และ i และแสดงลักษณะทางพันธุกรรม 4 แบบ คือ หมู่เลือด AB
มีจีโนไทป์ IAIB หมู่เลือด A มีจีโนไทป์ IAIA หรือ IAi หมู่เลือด B มีจีโนไทป์ IBIB หรือ IBi และหมู่เลือด O
มจี ีโนไทป์ ii

5) ข้ันประเมิน (Evaluation)
(1) ครูใหน้ ักเรยี นแตล่ ะคนพิจารณาวา่ จากหัวขอ้ ทเี่ รียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างท่ียังไม่

เข้าใจหรือยงั มขี ้อสงสัย ถ้ามี ครชู ่วยอธบิ ายเพมิ่ เตมิ ใหน้ ักเรียนเข้าใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อย่างไรบา้ ง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนาความรู้ท่ีไดไ้ ปใช้ประโยชน์
(4) ครูทดสอบความเขา้ ใจของนกั เรียนโดยการใหต้ อบคาถาม เชน่
– ถ้าผสมพันธุ์ต้นถ่ัวลันเตาพันธ์ุแท้ 2 ต้น โดยต้นหน่ึงมีเมล็ดกลม (WW) อีกต้นหน่ึงมีเมล็ด

ขรุขระ (ww) จงเขียนคู่ยีนและลักษณะที่ปรากฏในลูกรุ่นที่ 2 (แนวคาตอบ ได้คู่ยีน 3 แบบ คือ WW ลักษณะ
เมลด็ กลม Ww ลกั ษณะเมลด็ กลม และww ลกั ษณะเมลด็ ขรขุ ระ)

– ฟีโนไทป์และจีโนไทป์ของลูกรุ่น F1 และ F2 ท่ีเกิดจากการผสมพันธุ์กันของต้นถ่ัวลันเตาเมล็ด
กลม Aa และเมล็ดขรุขระ aa ถ้ากาหนดให้ A เป็นแอลลีลเด่น และ a เป็นแอลลีลด้อย อัตราส่วนของ ฟีโน
ไทป์และจโี นไทป์ของลูกรุ่น F1 และ F2 จะเป็นเท่าใด (แนวคาตอบ เม่ือผสมพันธุ์ต้นถ่ัวเมล็ดกลมพันธุ์ผสม Aa

กับเมลด็ ขรขุ ระพนั ธ์ุแท้ aa จะไดล้ ูกรนุ่ F1 และ F2 ทม่ี ีจโี นไทป์ 2 แบบ คือ Aa และ aa ในอัตราส่วน 1:1 และ
มฟี โี นไทป์ 2 ลกั ษณะ คอื เมลด็ กลมและเมลด็ ขรุขระในอัตราส่วน 1:1)

ขั้นสรปุ
1) ครูและนักเรยี นรว่ มกนั สรุปเกีย่ วกบั โอกาสการเข้าค่กู ันของยีน โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่ความคิด

หรอื ผงั มโนทัศน์
2) ครูมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาค้นคว้าเนื้อหาของบทเรียนชั่วโมงหน้า เพื่อจัดการเรียนรู้ครั้ง

ตอ่ ไป โดยให้นกั เรียนศึกษาคน้ คว้าลว่ งหนา้ ในหวั ข้อการแบง่ เซลล์
3) ครูให้นักเรียนเตรียมประเด็นคาถามท่ีสงสัยมาอย่างน้อยคนละ 1 คาถาม เพื่อนามาอภิปราย

รว่ มกันในห้องเรยี นครงั้ ต่อไป

ส่ือ และแหลง่ การเรยี นรู้
1. ใบกิจกรรม สงั เกตโอกาสการเข้าคกู่ นั ของยีน
2. หนงั สือ วารสาร สารานกุ รมวิทยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรับเยาวชน หรืออนิ เทอร์เนต็
3. ค่มู อื การสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 3 เลม่ 1
4. สื่อการเรยี นรู้ PowerPoint รายวชิ าพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่3 เลม่ 1
5. หนังสอื เรยี นรายวชิ าพ้นื ฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 3 เล่ม 1

แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 13

รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ (พนื้ ฐาน) ว 23101 กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565

หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 2 พันธกุ รรม เร่อื งการแบ่งเซลล์ (1) เวลา 1 ชว่ั โมง/คาบ

วันท่ี …………………….……………………………….. ครผู ู้สอน นางสาวองั คณา ปาสานะโม

สาระสาคัญ
การแบง่ เซลล์ของสิ่งมีชวี ิตมี 2 แบบ คือ การแบง่ เซลล์แบบไมโทซสิ และการแบ่งเซลลแ์ บบไมโอซิส

มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สาร

พันธกุ รรม การเปล่ยี นแปลงทางพนั ธกุ รรมที่มผี ลตอ่ สง่ิ มีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการของ
สง่ิ มชี วี ิต รวมท้ังนาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

ตวั ชว้ี ัด
ว 1.3 ม. 3/4 อธบิ ายความแตกตา่ งของการแบ่งเซลลแ์ บบไมโทซสิ และไมโอซิส

คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551

 รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์  ซอื่ สัตย์สจุ ริต  มวี นิ ยั  ใฝเ่ รียนรู้

 อยู่อย่างพอเพียง  มุ่งม่นั ในการทางาน  รักความเปน็ ไทย  มจี ิตสาธารณะ

............................................................................................................................. .............................................

ดา้ นสมรรถนะสาคัญของผ้เู รียน

 ความสามารถในการสือ่ สาร :………………………………………………………..

 ความสามารถในการคดิ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการแก้ปัญหา :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ิต :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี :………………………………………………………..

ดา้ นการอา่ น คิด วิเคราะห์ และเขยี น

 การอ่าน :…………………………………………………………………………..

 การคิดวิเคราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขยี น :…………………………………………………………………………..

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. นกั เรียนสามารถสงั เกตการแบง่ เซลล์ได้ (K)
2. นกั เรียนสามารถแสดงทกั ษะการเกบ็ รวบรวมข้อมูลได้ (P)
3. นกั เรียนสามารถแสดงความมุ่งมน่ั ในการทางานได้ (A)

การวดั และการประเมินผลการเรียนรู้
ผู้ประเมนิ  ครผู สู้ อน  นกั เรยี น  เพื่อน  ผ้ปู กครอง

ชนิ้ งาน/ภาระงาน /ร่องรอย/หลกั ฐานการเรยี นรู้

ส่ิงทตี่ ้องการวัด/ประเมนิ วธิ กี ารวดั เครอ่ื งมอื การวดั เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
1.นักเรยี นสามารถสังเกตการแบง่ เซลล์ได้ (K)
ระดบั คณุ ภาพ

(Rubric Score)

- ตรวจใบงาน ช้ินงาน -ใบงาน ชิ้นงานหรือ - นกั เรยี นผ่านเกณฑ์

หรอื ภาระงาน ภาระงาน รอ้ ยละ 70 ขนึ้ ไป

-แบบประเมนิ ใบงาน

2. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี

รวบรวมข้อมลู ได้ (P) สงั เกตพฤติกรรม พฤติกรรม ข้นึ ไป

3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี

ทางานได้ (A) สงั เกตพฤติกรรม พฤติกรรม ข้นึ ไป

สาระการเรยี นรู้
การแบ่งเซลล์

กิจกรรมการเรียนรู้ (กจิ กรรม Active Learning)
ข้ันนาเขา้ ส่บู ทเรียน

1) ครูใหน้ ักเรยี นทบทวนความรู้เดมิ ที่ไดเ้ รยี นรู้มาแล้วโดยใชค้ าถามต่อไปนี้
– นกั เรยี นเคยศกึ ษาเรื่องการแบ่งเซลล์หรือไม่ (แนวคาตอบ เคย)
– ส่วนใดของพืชที่นิยมนามาศึกษาเร่ืองการแบ่งเซลล์ (แนวคาตอบ เน้ือเย่ือบริเวณปลายยอด

และปลายรากของพชื )
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับคาตอบ เพื่อเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้

เร่อื ง การแบง่ เซลล์

ข้ันจัดกิจกรรมการเรียนรู้
จัดกจิ กรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน

ช้ันเรียน (flipped classroom) ซึง่ มีข้ันตอนดังนี้
1) ข้นั สรา้ งความสนใจ (Engagement)

(1) ครูแบ่งกลุ่มนักเรียนแล้วเปิดโอกาสให้นักเรียนในกลุ่มนาเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการแบ่งเซลล์ท่ีครู
มอบหมายให้ไปเรียนรู้ล่วงหน้าให้เพื่อนๆ ในกลุ่มฟัง จากน้ันให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนมานาเสนอข้อมูลหน้า
ห้องเรยี น

(2) ครูตรวจสอบว่านักเรียนทาภาระงานที่ได้รับมอบหมายไปหรือไม่ โดยตรวจสอบจากการจดบันทึก
ของนกั เรียน และถามคาถามเก่ียวกับภาระงาน ดงั นี้

– การแบ่งเซลล์ของส่ิงมชี ีวิตมีก่ีแบบ อะไรบ้าง (แนวคาตอบ 2 แบบ คือ การแบ่งเซลล์แบบไมโท
ซสิ และการแบง่ เซลลแ์ บบไมโอซสิ )

– การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสมีการเปลี่ยนแปลงข้ันตอนแตกต่างจากการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส
ในลักษณะใด (แนวคาตอบ การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสเป็นการแบ่งเซลล์เพ่ือเพ่ิมจานวนของเซลล์ร่างกาย ได้
เซลลใ์ หม่ 2 เซลล์ ส่วนการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสเป็นการแบ่งเซลล์เพ่ือสร้างเซลล์สืบพันธ์ุ โดยแบ่ง 2 คร้ัง ได้
เซลล์ใหม่ 4 เซลล์)

(3) ครูเปิดโอกาสให้นกั เรยี นต้ังประเดน็ คาถามท่ีนักเรียนสงสัยจากการทาภาระงานอย่างน้อยคนละ 1
คาถาม ซ่ึงครูให้นักเรียนเตรียมมาล่วงหนา้ และใหน้ กั เรยี นช่วยกันตอบและแสดงความคิดเห็น

(4) ครแู ละนักเรยี นร่วมกันสรปุ เกีย่ วกับภาระงาน โดยครูชว่ ยอธบิ ายใหน้ ักเรยี นเขา้ ใจว่า การแบ่งเซลล์
ของส่ิงมชี วี ติ มี 2 แบบ คอื การแบง่ เซลลแ์ บบไมโทซสิ เพ่ือเพ่มิ จานวนเซลล์ร่างกายและการแบ่งเซลล์แบบไมโอ
ซสิ เพ่ือสรา้ งเซลล์สบื พันธุ์

2) ข้ันสารวจและค้นหา (Exploration)
(1) ครูแบ่งนกั เรียนกล่มุ ละ 5 – 6 คน ปฏบิ ัติกิจกรรม สังเกตการแบ่งเซลล์ ตามขน้ั ตอน ดังน้ี
– นาปลายรากหอมทีเ่ ตรยี มไว้วางบนแผน่ สไลด์ 2 แผน่
– หยดนา้ กลัน่ 2 หยด ลงบนสไลดแ์ ผน่ ที่ 1 แล้วปดิ ด้วยกระจกปดิ สไลด์

– สไลด์แผ่นที่ 2 ซับน้าให้แห้ง แล้วหยดสารละลายแอซีโตคาร์มีนลงไป 4–5 หยด นาไป ลนไฟ
โดยเคลือ่ นแผ่นสไลดไ์ ปมาเหนอื เปลวไฟออ่ น ๆ ประมาณ 2–3 คร้ัง ตั้งทิ้งไว้ประมาณ 5–15 นาที ระวังอย่าให้
สารละลายแห้ง ถ้าเกอื บจะแห้งใหห้ ยดสารละลายลงไปอีก แลว้ ปดิ ดว้ ยกระจกปิดสไลด์

– พับกระดาษชาระเป็นแถบกว้างประมาณ 2 เซนติเมตร จานวน 2 แผ่น วางทาบไปบนกระจก
ปดิ สไลดท์ ัง้ 2 แผน่

– ใช้นิ้วหัวแม่มือกดลงบนกระดาษชาระที่วางทาบอยู่บนแผ่นกระจกปิดสไลด์ตรงบริเวณท่ีมี
ปลายรากหอมอยู่ แลว้ ขยใ้ี หป้ ลายรากหอมแตกกระจายท้งั 2 แผ่น

– ส่องดูเซลล์ปลายรากหอมท่อี ยบู่ นสไลด์ทงั้ 2 แผน่ ดว้ ยกล้องจุลทรรศน์โดยใช้เลนส์ใกล้วัตถุท่ีมี
กาลังขยายต่าสุด เลือกบริเวณในสไลด์ท่ีเห็นนิวเคลียสลักษณะต่างๆ กัน แล้วจึงใช้เล นส์ใกล้วัตถุ ที่มี
กาลงั ขยายสงู และปรบั ความชัดเจนของภาพ สังเกตความแตกต่างระหว่างภาพที่มองเห็นจากสไลด์ที่ย้อมสีกับ
สไลดท์ ่ไี ม่ย้อมสี

– สังเกตการเปล่ียนแปลงของนิวเคลียสและโครโมโซมของเซลล์ปลายรากหอมระยะต่างๆ และ
บนั ทึกผล

(2) ครแู ละนกั เรียนร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของขอ้ มลู ทีไ่ ด้จากการปฏบิ ัติกจิ กรรม
(3) ครคู อยแนะนาชว่ ยเหลือนกั เรยี นขณะปฏบิ ตั กิ จิ กรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ให้นกั เรยี นทุกคนซกั ถามเมื่อมปี ัญหา

3) ขนั้ อธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
(1) นกั เรียนแต่ละกลุ่มนาเสนอผลการปฏบิ ตั ิกิจกรรมหนา้ ห้องเรียน
(2) ครูและนกั เรยี นร่วมกนั อภิปรายผลจากการปฏิบตั กิ จิ กรรม โดยใชแ้ นวคาถาม เชน่
– เซลลท์ เี่ หน็ จากกล้องจุลทรรศน์บนสไลด์ท้ัง 2 แผ่นเหมือนกันหรือไม่ ลักษณะใด (แนวคาตอบ

ไม่เหมือนกัน เซลล์ในสไลด์ซ่ึงหยดน้ากลั่นมองไม่เห็นนิวเคลียสหรือส่วนประกอบอื่นๆ ส่วนเซลล์ที่ย้อมสี
มองเห็นนิวเคลยี ส โครโมโซม และส่วนประกอบอืน่ ๆ เชน่ ผนงั เซลลไ์ ดช้ ดั เจน)

– สารละลายแอซีโตคาร์มีนทาหน้าท่ีอะไร (แนวคาตอบ ย้อมสีโครโมโซม เพ่ือให้มองเห็นรูปร่าง
ไดช้ ัดเจน)

– นกั เรยี นต้องกดนิ้วหัวแม่มือลงบนปลายรากหอมเพื่ออะไร (แนวคาตอบ เพ่ือให้ปลายรากหอม
แตกกระจาย ทาใหม้ องเหน็ เซลล์ไดช้ ดั เจน)

– ระหวา่ งการแบ่งเซลล์ โครโมโซมของเซลล์ปลายรากหอมเปล่ียนแปลงลักษณะใด (แนวคาตอบ
ช่วงต้นของการแบง่ เซลล์ นิวเคลียสเปน็ จดุ สมี ว่ งเขม้ ลักษณะเป็นก้อนกลม ภายในนิวเคลียสเห็นโครโมโซมเป็น
เส้นเน่ืองจากโครมาทิดเริ่มขดตัวกันแน่น ช่วงกลางของการแบ่งเซลล์จะมองไม่เห็นนิวเคลียสเน่ืองจากเย่ือหุ้ม
นิวเคลียสเกิดการสลายตัว ขณะที่เห็นโครโมโซมเป็นแท่งชัดเจนโดยเคลื่อนมาเรียงตัวอยู่บริเวณก่ึงกลางเซลล์
ตอ่ มาโครโมโซมเริ่มแยกตวั ออกจากกนั มากขึน้ จนกระทั่งแบ่งเป็น 2 กลุ่ม เนื่องจากโครมาทิดแยกออกจากกัน

สว่ นช่วงท้ายเหน็ นวิ เคลยี สปรากฏอกี ครั้ง และมีการแบ่งไซโทพลาซึมจนกระทั่งได้เซลล์ใหม่ 2 เซลล์ โดยแต่ละ
ชว่ งเกิดการเปล่ยี นแปลงอย่างต่อเนอ่ื งกนั )

(3) ครูและนกั เรยี นร่วมกันสรุปผลจากการปฏบิ ตั กิ ิจกรรม โดยครเู นน้ ใหน้ กั เรยี นเข้าใจวา่
– เซลล์ปลายรากหอมบนสไลด์แผ่นท่ี 1 ที่หยดน้ากล่ันมองไม่เห็นนิวเคลียส หรือส่วนประกอบ

อน่ื ๆ ส่วนเซลลป์ ลายรากหอมบนสไลดแ์ ผน่ ที่ 2 ทห่ี ยดสารละลายแอซีโตคาร์มีนมองเห็นนิวเคลียส โครโมโซม
และส่วนประกอบอ่ืน ๆ เชน่ ผนังเซลล์และเย่อื หมุ้ เซลลไ์ ดช้ ัดเจน

– ส่วนท่ีติดสีม่วงอมแดงในนิวเคลียสหรือท่ีเป็นแท่งสีม่วงเข้ม คือ โครโมโซม ซึ่งมีการ
เปล่ียนแปลงเป็นระยะๆ เช่น บางระยะโครโมโซมปรากฏเป็นเส้นคู่ บางระยะโครโมโซมเรียงตัวอยู่ตรงกลาง
เซลล์ บางระยะโครโมโซมแยกออกจากกัน บางระยะเห็นเส้นสีม่วงเข้มค่ันตรงกลางระหว่างโครโมโซม 2 กลุ่ม
ซึ่งต่อมากลายเป็นก้อนนิวเคลียส และกลายเป็นเซลล์ใหม่ 2 เซลล์ อย่างไรก็ตาม จานวนโครโมโซมภายใน
เซลล์ใหม่นก้ี ไ็ มแ่ ตกต่างไปจากเซลล์เดมิ เพราะเป็นการแบ่งเซลลแ์ บบไมโทซสิ

4) ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration)
นักเรียนค้นคว้าคาศัพท์ภาษาต่างประเทศเก่ียวกับการแบ่งเซลล์ จากหนังสือเรียนภาษาต่างประเทศ

หรืออนิ เทอร์เนต็ และนาเสนอใหเ้ พ่อื นฟัง คดั คาศพั ทพ์ รอ้ มทง้ั คาแปลลงสมดุ สง่ ครู

5) ขนั้ ประเมนิ (Evaluation)
(1) ครูให้นกั เรียนแต่ละคนพิจารณาวา่ จากหัวขอ้ ท่ีเรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างท่ียังไม่

เข้าใจหรอื ยังมีขอ้ สงสัย ถา้ มี ครูช่วยอธบิ ายเพิม่ เตมิ ใหน้ ักเรยี นเข้าใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อยา่ งไรบา้ ง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนาความรทู้ ่ีได้ไปใช้ประโยชน์
(4) ครูทดสอบความเข้าใจของนกั เรยี นโดยการให้ตอบคาถาม เชน่
– การแบ่งเซลล์สืบพันธุ์มีความสาคัญต่อสิ่งมีชีวิตในลักษณะใด (แนวคาตอบ ทาให้สิ่งมีชีวิตมี

โครโมโซมคงทใ่ี นทุกรนุ่ )

ขน้ั สรปุ
ครแู ละนักเรยี นร่วมกันสรุปเก่ียวกับการแบ่งเซลล์ โดยร่วมกนั เขยี นเปน็ แผนท่ีความคดิ หรอื ผงั มโนทัศน์

ส่อื และแหลง่ การเรยี นรู้
1. ใบกิจกรรม สงั เกตการแบง่ เซลล์
2. หนงั สือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรับเยาวชน หรืออินเทอรเ์ นต็
3. คู่มือการสอน วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 เล่ม 1
4. สอื่ การเรยี นรู้ PowerPoint รายวิชาพื้นฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศึกษาปที ี่3 เล่ม1
5. หนงั สอื เรยี นรายวชิ าพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 เลม่ 1

แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 14

รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ (พ้ืนฐาน) ว 23101 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 2 พนั ธกุ รรม เรื่องการแบ่งเซลล์ (2) เวลา 1 ชั่วโมง/คาบ

วนั ที่ …………………….……………………………….. ครูผู้สอน นางสาวองั คณา ปาสานะโม

สาระสาคัญ
การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสเป็นการแบ่งเซลล์เพื่อเพ่ิมจานวนเซลล์ร่างกาย ได้เซลล์ใหม่ 2 เซลล์ท่ีมี

ลักษณะและจานวนโครโมโซมเทา่ กับเซลลเ์ ริ่มตน้

มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สาร

พนั ธุกรรม การเปลีย่ นแปลงทางพนั ธกุ รรมทมี่ ีผลตอ่ ส่ิงมชี วี ิต ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการของ
สงิ่ มชี วี ิต รวมทั้งนาความรู้ไปใช้ประโยชน์

ตัวชว้ี ัด
ว 1.3 ม. 3/4 อธบิ ายความแตกต่างของการแบ่งเซลลแ์ บบไมโทซิสและไมโอซิส

คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551

 รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์  ซ่อื สตั ย์สุจริต  มีวนิ ยั  ใฝ่เรยี นรู้

 อยูอ่ ย่างพอเพียง  มงุ่ มนั่ ในการทางาน  รกั ความเป็นไทย  มีจิตสาธารณะ

............................................................................................................................. .............................................

ดา้ นสมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน

 ความสามารถในการส่อื สาร :………………………………………………………..

 ความสามารถในการคดิ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการแก้ปัญหา :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี :………………………………………………………..

ดา้ นการอ่าน คิด วเิ คราะห์ และเขียน

 การอา่ น :…………………………………………………………………………..

 การคดิ วเิ คราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขยี น :…………………………………………………………………………..

จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. นกั เรยี นสามารถอธิบายการแบ่งเซลล์แบบไมโทซสิ ได้ (K)
2. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บรวบรวมข้อมูลได้ (P)
3. นกั เรยี นสามารถแสดงความมุ่งมั่นในการทางานได้ (A)

การวดั และการประเมินผลการเรยี นรู้
ผูป้ ระเมนิ  ครูผูส้ อน  นกั เรยี น  เพื่อน  ผ้ปู กครอง

ชิ้นงาน/ภาระงาน /รอ่ งรอย/หลักฐานการเรยี นรู้

สิง่ ทต่ี ้องการวดั /ประเมิน วิธกี ารวดั เครอ่ื งมือการวดั เกณฑก์ ารให้คะแนน

ระดับคณุ ภาพ

(Rubric Score)

1. นักเรียนสามารถอธิบายการแบ่งเซลล์แบบ - ตรวจใบงาน ช้ินงาน -ใบงาน ช้ินงานหรือ - นักเรยี นผา่ นเกณฑ์

ไมโทซิสได้ (K) หรือภาระงาน ภาระงาน รอ้ ยละ 70 ขึ้นไป

-แบบประเมินใบงาน

2. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคณุ ภาพ ดี

รวบรวมข้อมลู ได้ (P) สังเกตพฤติกรรม พฤติกรรม ขน้ึ ไป

3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี

ทางานได้ (A) สังเกตพฤตกิ รรม พฤติกรรม ขึ้นไป

สาระการเรียนรู้
การแบง่ เซลล์
– การแบง่ เซลล์แบบไมโทซิส

กิจกรรมการเรียนรู้ (กจิ กรรม Active Learning)
ขนั้ นาเขา้ สู่บทเรยี น

1) ครถู ามคาถามนกั เรยี นเพอ่ื กระตุ้นความสนใจ เชน่
– การแบง่ เซลล์แบบไมโทซสิ เป็นการแบ่งเซลลเ์ พ่อื อะไร (แนวคาตอบ เพมิ่ จานวนเซลล์ร่างกาย)

2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับคาตอบ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้
เรื่อง การแบ่งเซลล์

ข้ันจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
จัดกิจกรรมการเรียนรูโ้ ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน

ชน้ั เรียน (flipped classroom) ซ่งึ มขี ัน้ ตอนดงั น้ี
1) ข้ันสรา้ งความสนใจ (Engagement)

(1) ครูถามคาถามนกั เรียนเพือ่ กระตนุ้ ความสนใจ เช่น
– ยกตัวอย่างเซลล์ของพืชที่มีการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส (แนวคาตอบ เซลล์ราก เซลล์ลาต้น

และเซลลใ์ บ)
– ยกตัวอย่างเซลล์ของสัตว์ที่มีการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส (แนวคาตอบ เซลล์ผิวหนัง เซลล์

กลา้ มเน้อื และเซลล์ประสาท)
(2) นักเรียนรว่ มกนั อภปิ รายหาคาตอบเกีย่ วกับคาถามตามความคดิ เห็นของแตล่ ะคน

2) ขั้นสารวจและคน้ หา (Exploration)
(1) ครูให้นักเรียนศึกษาเรอื่ งการแบง่ เซลล์แบบไมโทซิส จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วย

อธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสเป็นการแบ่งเซลล์เพื่อเพิ่มจานวนเซลล์ร่างกาย เมื่อ
สิ้นสุดการแบง่ เซลลจ์ ะไดเ้ ซลล์ใหม่ 2 เซลล์ โดยเซลลใ์ หม่ท่ีได้มีลกั ษณะเหมือนเซลล์เร่ิมตน้ ทุกประการ

(2) ครอู ธิบายเพิม่ เตมิ เก่ียวกบั วัฏจักรเซลล์ให้นักเรยี นเข้าใจว่า กอ่ นทเี่ ซลลจ์ ะแบ่งเซลล์ เซลล์จะต้องมี
การเตรยี มตัวให้พรอ้ ม ช่วงทีเ่ ซลล์เตรยี มจะแบง่ เซลล์เรียกว่า ระยะอนิ เตอร์เฟส จากนั้นเซลลจ์ ะเข้าสู่ระยะของ
การแบ่งนิวเคลยี สแบบไมโทซิสและการแบง่ ไซโทพลาซึมจนสิ้นสุดการแบ่งเซลล์เรียกว่า วัฏจักรเซลล์ แบ่งเป็น
2 ระยะ ดงั น้ี

– ระยะอินเตอร์เฟส เป็นระยะท่ีเซลล์มีการเจริญเติบโตเต็มที่พร้อมที่จะแบ่งเซลล์ แบ่งเป็น 3
ระยะ คอื ระยะกอ่ นสร้างดเี อ็นเอ ระยะท่มี ีการสรา้ งดีเอน็ เอ และระยะหลังสร้างดีเอ็นเอ

– ระยะการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส เรียกว่า ระยะเอ็ม เป็นระยะท่ีมีการแบ่งนิวเคลียสซึ่งเป็น
ระยะทมี่ องเหน็ การเปล่ียนแปลงรปู รา่ ง ลกั ษณะของโครโมโซมชัดเจน

(3) ครูแบ่งนักเรยี นกลมุ่ ละ 5 – 6 คน สบื ค้นขอ้ มลู เกีย่ วกับการแบง่ เซลล์ ตามขั้นตอนดังน้ี
– แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อย่อยให้เพ่ือนสมาชิกช่วยกันสืบค้นตามที่

สมาชิกกลุ่มช่วยกนั กาหนดหัวขอ้ ยอ่ ย เชน่ การแบ่งเซลล์แบบไมโทซสิ และการแบ่งเซลล์แบบไมโอซสิ

– สมาชิกกลุ่มแต่ละคนหรือกลุ่มย่อยช่วยกันสืบค้นข้อมูลตามหัวข้อย่อยท่ีตนเองรับผิดชอบ โดย
การสืบค้นจากหนังสอื วารสาร สารานกุ รมวทิ ยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสาหรับเยาวชน หรอื อนิ เทอร์เน็ต

– สมาชิกกล่มุ นาข้อมลู ทสี่ ืบคน้ ได้มารายงานใหเ้ พื่อนๆ สมาชิกในกลุม่ ฟัง รวมท้ังร่วมกันอภิปราย
ซักถามจนคาดว่าสมาชิกทุกคนมคี วามรู้ความเข้าใจทีต่ รงกัน

– สมาชิกกลุ่มช่วยกันสรุปความรู้ท่ีได้ทั้งหมดเป็นผลงานของกลุ่ม และช่วยกันจัดทารายงาน
การศึกษาคน้ ควา้ เก่ยี วกับการแบ่งเซลล์

(4) ครูและนักเรยี นร่วมกนั ตรวจสอบความถูกตอ้ งของข้อมูลทไ่ี ดจ้ ากการปฏิบตั ิกจิ กรรม
(5) ครคู อยแนะนาช่วยเหลอื นกั เรยี นขณะปฏิบตั ิกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ใหน้ กั เรียนทกุ คนซักถามเมือ่ มีปัญหา

3) ขัน้ อธิบายและลงข้อสรปุ (Explanation)
(1) นกั เรยี นแต่ละกลมุ่ นาเสนอผลการปฏิบัตกิ ิจกรรมหนา้ ห้องเรยี น
(2) ครแู ละนักเรียนรว่ มกนั อภิปรายผลจากการปฏบิ ัติกิจกรรม โดยใชแ้ นวคาถาม เช่น
– การแบง่ เซลลแ์ บบไมโทซิสทาใหไ้ ด้เซลลใ์ หม่ก่ีเซลล์ (แนวคาตอบ 2 เซลล์)
– การแบ่งเซลลแ์ บบไมโอซิสทาให้ไดเ้ ซลล์ใหมก่ เี่ ซลล์ (แนวคาตอบ 4 เซลล์)
– เซลล์ใหม่ที่ได้จากการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสมีลักษณะอย่างไร (แนวคาตอบ มีลักษณะและ

จานวนโครโมโซมเหมอื นเซลลเ์ รม่ิ ต้นทกุ ประการ)
– โครมาทิดของโครโมโซมแตล่ ะแทง่ เริ่มแยกออกจากกนั เป็นระยะใดของการแบ่งเซลล์แบบไมโท

ซิส (แนวคาตอบ ระยะแอนาเฟส)
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า การแบ่ง

เซลล์แบบไมโทซิสพบในเซลล์ร่างกาย ทาให้ได้เซลล์ใหม่ 2 เซลล์ ที่มีลักษณะเหมือนเซลล์เร่ิมต้น ทุกประการ
ส่วนการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสพบในเซลล์สืบพันธุ์ ทาให้ได้เซลล์ใหม่ 4 เซลล์ ท่ีมีจานวนโครโมโซมลดลงเป็น
ครึ่งหนง่ึ ของเซลล์เรม่ิ ตน้

4) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration)
(1) ครูอธิบายเพ่ิมเติมเก่ียวกับการเปลี่ยนแปลงของโครโมโซมขณะแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสของเซลล์

ปลายรากหอมให้นกั เรยี นเข้าใจวา่ การแบง่ เซลลป์ ลายรากหอมเป็นตัวอย่างของการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส ซ่ึง
มกี ารเปลยี่ นแปลงเปน็ ระยะๆ ดังนี้

– ระยะโพรเฟส โครมาทินขดแน่นและหดสน้ั เข้า ปรากฏเห็นเปน็ แท่งโครโมโซม
– ระยะเมทาเฟส โครโมโซมมาเรยี งตัวอยบู่ รเิ วณก่งึ กลางเซลล์ เป็นระยะที่โครโมโซมหดสน้ั ทส่ี ดุ
– ระยะแอนาเฟส โครมาทิดของโครโมโซมแตล่ ะแทง่ เริ่มแยกออกจากกัน
– ระยะเทโลเฟส โครมาทดิ แยกตัวออกจากกนั มากยง่ิ ขึ้น และเคลื่อนทไี่ ปยังขวั้ ตรงขา้ มของเซลล์

– ระยะเทโลเฟสตอนปลาย มีการแบ่งไซโทพลาซึม โครโมโซมเริ่มคลายตัวกลับเป็น โครมา
ทนิ และแยกออกเปน็ 2 กลมุ่ ทาให้ได้เซลล์ใหม่ 2 เซลล์

(2) นักเรียนค้นคว้าคาศัพท์ภาษาต่างประเทศเกี่ยวกับการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส จากหนังสือเรียน
ภาษาตา่ งประเทศหรืออินเทอร์เน็ต และนาเสนอใหเ้ พือ่ นในห้องฟัง คดั คาศพั ทพ์ รอ้ มทัง้ คาแปลลงสมดุ ส่งครู

5) ขนั้ ประเมนิ (Evaluation)
(1) ครใู ห้นกั เรียนแต่ละคนพจิ ารณาว่า จากหวั ขอ้ ทีเ่ รียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างท่ียังไม่

เข้าใจหรอื ยงั มีขอ้ สงสัย ถ้ามี ครชู ่วยอธิบายเพ่มิ เติมใหน้ กั เรยี นเขา้ ใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อยา่ งไรบา้ ง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ท่ีได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนาความรทู้ ี่ไดไ้ ปใช้ประโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคาถาม เชน่
– โครโมโซมในนิวเคลียสของเซลล์ปลายรากหอมขณะเร่ิมแบ่งเซลล์มีการเปลี่ยนแปลงข้ันตอน

แรกในลักษณะใด (แนวคาตอบ ขดกันแน่น หดส้ัน และเห็นเปน็ ค)ู่
– การแบ่งเซลล์แบบไมโทซสิ โครโมโซม 1 โครโมโซมจะจาลองตวั เองมาเปน็ เส้นคู่ แต่ละเส้นของ

โครโมโซมเรียกว่าอะไร (แนวคาตอบ โครมาทดิ )

ขน้ั สรปุ
ครูและนักเรียนรว่ มกันสรุปเก่ียวกับการแบง่ เซลล์ โดยรว่ มกันเขียนเป็นแผนที่ความคดิ หรือผงั มโนทศั น์

ส่ือ และแหล่งการเรยี นรู้
1. หนงั สือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสาหรับเยาวชน หรอื อนิ เทอร์เน็ต
2. คู่มอื การสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 3 เลม่ 1
3. สอ่ื การเรียนรู้ PowerPoint รายวชิ าพน้ื ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี3 เล่ม1
4. หนังสอื เรยี นรายวิชาพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 เลม่ 1

แผนการจดั การเรยี นร้ทู ่ี 15

รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ (พื้นฐาน) ว 23101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565

หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 2 พันธุกรรม เร่อื งการแบง่ เซลล์ (3) เวลา 1 ช่วั โมง/คาบ

วนั ท่ี …………………….……………………………….. ครผู สู้ อน นางสาวอังคณา ปาสานะโม

สาระสาคญั
การแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสเป็นการแบ่งเซลล์เพ่ือสร้างเซลล์สืบพันธุ์ ได้เซลล์ใหม่ 4 เซลล์ที่มีจานวน

โครโมโซมลดลงเป็นครง่ึ หนึง่ ของเซลลเ์ ร่ิมตน้

มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สาร

พันธกุ รรม การเปล่ียนแปลงทางพันธกุ รรมทม่ี ผี ลต่อสิ่งมชี วี ติ ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการของ
สงิ่ มีชวี ิต รวมทั้งนาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

ตวั ชว้ี ัด
ว 1.3 ม. 3/4 อธบิ ายความแตกต่างของการแบ่งเซลล์แบบไมโทซสิ และไมโอซิส

คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน พุทธศักราช 2551

 รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซือ่ สัตย์สุจรติ  มีวินัย  ใฝ่เรยี นรู้

 อยู่อย่างพอเพยี ง  มุ่งมนั่ ในการทางาน  รักความเป็นไทย  มจี ิตสาธารณะ

............................................................................................................................. .............................................

ด้านสมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รียน

 ความสามารถในการสื่อสาร :………………………………………………………..

 ความสามารถในการคดิ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการแกป้ ัญหา :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี :………………………………………………………..

ด้านการอ่าน คดิ วิเคราะห์ และเขยี น

 การอา่ น :…………………………………………………………………………..

 การคิดวิเคราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขยี น :…………………………………………………………………………..

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. นกั เรยี นสามารถอธิบายการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสได้ (K)
2. นกั เรียนสามารถสร้างแบบจาลองการแบ่งเซลลไ์ ด้ (K)
3. นกั เรียนสามารถแสดงทักษะการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ได้ (P)
4. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งมนั่ ในการทางานได้ (A)

การวัดและการประเมินผลการเรยี นรู้
ผู้ประเมนิ  ครูผสู้ อน  นักเรยี น  เพ่ือน  ผู้ปกครอง

ชิ้นงาน/ภาระงาน /ร่องรอย/หลักฐานการเรียนรู้

ส่งิ ที่ต้องการวัด/ประเมนิ วธิ ีการวัด เครอ่ื งมอื การวัด เกณฑก์ ารให้คะแนน

ระดบั คุณภาพ

(Rubric Score)

1.นักเรียนสามารถอธิบายการแบ่งเซลล์แบบ - ตรวจใบงาน ช้ินงาน -ใบงาน ช้ินงานหรือ - นักเรยี นผา่ นเกณฑ์

ไมโอซสิ ได้ (K) หรือภาระงาน ภาระงาน ร้อยละ 70 ข้ึนไป

2.นักเรียนสามารถสร้างแบบจาลองการแบ่ง -แบบประเมนิ ใบงาน

เซลล์ได้ (K)

3. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คุณภาพ ดี

รวบรวมข้อมูลได้ (P) สังเกตพฤตกิ รรม พฤติกรรม ข้นึ ไป

4. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี

ทางานได้ (A) สังเกตพฤตกิ รรม พฤตกิ รรม ขน้ึ ไป

สาระการเรียนรู้
การแบง่ เซลล์
– การแบ่งเซลล์แบบไมโอซสิ

กจิ กรรมการเรียนรู้ (กิจกรรม Active Learning)
ขัน้ นาเขา้ ส่บู ทเรียน

1) ครูถามคาถามนกั เรียนเพ่ือกระตุน้ ความสนใจ เช่น
– การแบง่ เซลล์แบบไมโอซิสเป็นการแบ่งเซลลเ์ พ่ืออะไร (แนวคาตอบ เพอ่ื สร้างเซลล์สบื พนั ธ)์ุ

2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับคาตอบ เพ่ือเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้
เรอื่ ง การแบ่งเซลล์

ข้ันจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
จดั กิจกรรมการเรยี นร้โู ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน

ชัน้ เรยี น (flipped classroom) ซึง่ มขี ้ันตอนดังนี้
1) ขั้นสรา้ งความสนใจ (Engagement)

(1) ครถู ามคาถามนกั เรียนเพอ่ื กระต้นุ ความสนใจ เชน่
– ยกตัวอย่างเซลล์ของพืชทมี่ ีการแบง่ เซลลแ์ บบไมโอซิส (แนวคาตอบ สเปิร์มและไข)่
– ยกตวั อยา่ งเซลลข์ องสตั ว์ทมี่ กี ารแบ่งเซลลแ์ บบไมโอซสิ (แนวคาตอบ อสุจแิ ละไข่)

(2) นักเรยี นรว่ มกันอภปิ รายหาคาตอบเกี่ยวกับคาถามตามความคิดเหน็ ของแต่ละคน

2) ข้นั สารวจและคน้ หา (Exploration)
(1) ครูให้นักเรียนศกึ ษาเรอื่ งการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วย

อธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า การแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส เป็นการแบ่งเซลล์เพื่อสร้างเซลล์สืบพันธ์ุ มีการแบ่ง
เซลล์ 2 ข้ันตอน คือ ไมโอซิส I และไมโอซิส II เมื่อสิ้นสุดการแบ่งเซลล์จะได้เซลล์ใหม่ 4 เซลล์ ที่มีโครโมโซม
ลดลงคร่งึ หน่งึ จากเซลลเ์ ดิม

(2) ครูแบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สร้างแบบจาลองการแบ่งเซลล์ ตามข้ันตอน
ดงั นี้

– แต่ละกลุ่มเลือกสร้างแบบจาลองการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสหรือแบบไมโอซิส กลุ่มละ 1 แบบ
แล้วออกแบบข้ันตอนการปฏบิ ตั กิ จิ กรรม

– แบ่งกลุ่มช่วยกันหาอุปกรณ์ท่ีต้องใช้ในการปฏิบัติกิจกรรม แล้วลงมือปฏิบัติกิจกรรมตาม
ข้ันตอนทีอ่ อกแบบไว้ จากน้ันนาเสนอผลการออกแบบและการปฏบิ ัติกิจกรรมหน้าห้องเรียน

(3) ครแู ละนักเรยี นร่วมกนั ตรวจสอบความถกู ต้องของข้อมลู ทไ่ี ด้จากการปฏิบัติกจิ กรรม
(4) ครคู อยแนะนาชว่ ยเหลือนักเรียนขณะปฏิบตั กิ จิ กรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ให้นักเรียนทุกคนซกั ถามเม่อื มปี ญั หา

3) ข้ันอธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation)
(1) นกั เรียนแต่ละกลุ่มนาเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหนา้ หอ้ งเรียน
(2) ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันอภิปรายผลจากการปฏบิ ตั กิ ิจกรรม โดยใช้แนวคาถาม เช่น

– นกั เรียนเลอื กสรา้ งแบบจาลองการแบง่ เซลลแ์ บบใด (แนวคาตอบ การแบ่งเซลลแ์ บบไมโทซสิ )
– นักเรียนใชอ้ ปุ กรณ์ใดในการสรา้ งแบบจาลอง (แนวคาตอบ ดนิ น้ามนั สีตา่ งๆ และกระดาษแข็ง)
– การแบ่งเซลล์แบบที่นักเรียนเลือกมีการเปล่ียนแปลงของโครโมโซมภายในเซลล์ลักษณะใด
(แนวคาตอบ การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสมีการเปล่ียนแปลงของโครโมโซมภายในเซลล์ ดงั นี้
1) ระยะโพรเฟส โครมาทนิ ขดแน่นและหดสั้นเขา้ ปรากฏเห็นเป็นแท่งโครโมโซม
2) ระยะเมทาเฟส โครโมโซมมาเรียงตวั อยู่บรเิ วณกงึ่ กลางเซลล์
3) ระยะแอนาเฟส โครมาทิดของโครโมโซมแต่ละแท่งเริม่ แยกออกจากกนั
4) ระยะเทโลเฟส โครมาทิดแยกตัวออกจากกันมากย่ิงข้ึน และเคลื่อนที่ไปยังขั้วตรงข้ามของ
เซลล์
5) ระยะเทโลเฟสตอนปลาย มีการแบ่งไซโทพลาซึม โครโมโซมเร่ิมคลายตัวกลับเป็น โครมาทิน
และแยกออกเป็น 2 กลุ่ม ทาให้ไดเ้ ซลลใ์ หม่ 2 เซลล์)
(3) ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกนั สรปุ ผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่าไมโทซิสเป็น
การแบ่งเซลล์เพ่ือเพ่ิมจานวนเซลล์ร่างกาย ผลจากการแบ่งจะได้เซลล์ใหม่ 2 เซลล์ท่ีมีลักษณะและจานวน
โครโมโซมเหมอื นเซลลเ์ ริม่ ต้น ไมโอซิสเปน็ การแบง่ เซลล์เพื่อสร้างเซลล์สืบพันธ์ุ ผลจากการแบ่งจะได้เซลล์ใหม่
4 เซลล์

4) ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration)
นักเรียนค้นคว้าคาศัพท์ภาษาต่างประเทศเกี่ยวกับการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส จากหนังสือเรียน

ภาษาตา่ งประเทศหรอื อินเทอรเ์ น็ต และนาเสนอใหเ้ พ่ือนในหอ้ งฟัง คัดคาศัพทพ์ ร้อมท้งั คาแปลลงสมดุ ส่งครู

5) ขัน้ ประเมนิ (Evaluation)
(1) ครูใหน้ ักเรยี นแต่ละคนพจิ ารณาวา่ จากหวั ขอ้ ที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างท่ียังไม่

เขา้ ใจหรือยงั มขี อ้ สงสัย ถ้ามี ครูชว่ ยอธบิ ายเพิ่มเติมใหน้ ักเรยี นเขา้ ใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อย่างไรบา้ ง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนาความรู้ท่ไี ดไ้ ปใช้ประโยชน์
(4) ครูทดสอบความเขา้ ใจของนกั เรียนโดยการให้ตอบคาถาม เช่น
– การสรา้ งเซลล์สืบพันธุ์ในเพศชายและเพศหญงิ มีการแบง่ เซลล์ในลักษณะใด และเซลล์ใหม่ที่ได้

มจี านวนโครโมโซมเป็นเท่าใด (แนวคาตอบ การสร้างเซลล์สืบพันธุ์ท้ังเพศชายและเพศหญิงมีการแบ่งเซลล์โดย
ลดจานวนโครโมโซมลงครึ่งหนงึ่ แล้วเปล่ียนแปลงรูปร่างของเซลล์ไปเป็นอสุจิซ่ึงเป็นเซลล์สืบพันธ์ุของเพศชาย
และไข่ซึ่งเป็นเซลลส์ ืบพนั ธ์ุของเพศหญงิ ทาใหอ้ สจุ แิ ละไข่แต่ละเซลล์มจี านวนโครโมโซม 23 โครโมโซม)

ข้นั สรุป
1) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับการแบ่งเซลล์ โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่ความคิดหรือผังมโน

ทศั น์
2) ครูมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาค้นคว้าเนื้อหาของบทเรียนชั่วโมงหน้า เพ่ือจัดการเรียนรู้คร้ัง

ตอ่ ไป โดยใหน้ ักเรยี นศึกษาคน้ คว้าลว่ งหนา้ ในหัวขอ้ โรคทางพนั ธุกรรม
3) ครใู ห้นกั เรยี นเตรยี มประเด็นคาถามทส่ี งสัยมาอยา่ งน้อยคนละ 1 คาถาม เพ่อื นามาอภิปรายรว่ มกนั ใน
หอ้ งเรียนคร้ังต่อไป

สอื่ และแหลง่ การเรียนรู้
1. ดินนา้ มนั
2. กระดาษแขง็
3. หนงั สอื วารสาร สารานกุ รมวิทยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรับเยาวชน หรืออนิ เทอร์เนต็
4. คู่มอื การสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 เล่ม 1
5. ส่อื การเรียนรู้ PowerPoint รายวิชาพนื้ ฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่3 เลม่ 1
6. หนงั สือเรยี นรายวชิ าพ้นื ฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 เล่ม 1

แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 16

รายวิชาวิทยาศาสตร์ (พื้นฐาน) ว 23101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565

หน่วยการเรียนรู้ท่ี 2 พนั ธกุ รรม เร่ืองโรคทางพนั ธกุ รรม เวลา 1 ชวั่ โมง/คาบ

วนั ที่ …………………….……………………………….. ครผู ูส้ อน นางสาวอังคณา ปาสานะโม

สาระสาคัญ
ถ้ายนี หรอื โครโมโซมมคี วามผิดปกติจะทาให้เกดิ โรคทางพันธุกรรม เช่น กลุ่มอาการดาวน์ โรคทาลัสซี-

เมีย และภาวะตาบอดสี

มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สาร

พนั ธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพนั ธกุ รรมที่มผี ลตอ่ สิ่งมชี วี ิต ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการของ
สิง่ มีชีวติ รวมท้งั นาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

ตัวช้ีวดั
ว 1.3 ม. 3/5 บอกได้ว่าการเปล่ียนแปลงของยนี หรอื โครโมโซมอาจทาให้เกิดโรคทางพันธุกรรม พร้อม

ท้งั ยกตวั อยา่ งโรคทางพันธกุ รรม

คุณลักษณะอนั พึงประสงค์ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551

 รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซื่อสตั ย์สุจรติ  มวี นิ ยั  ใฝเ่ รียนรู้

 อย่อู ย่างพอเพยี ง  ม่งุ มั่นในการทางาน  รักความเป็นไทย  มีจิตสาธารณะ

............................................................................................................................. .............................................

ดา้ นสมรรถนะสาคัญของผ้เู รยี น

 ความสามารถในการสือ่ สาร :………………………………………………………..

 ความสามารถในการคิด :………………………………………………………..

 ความสามารถในการแก้ปัญหา :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี :………………………………………………………..

ดา้ นการอา่ น คิด วิเคราะห์ และเขียน

 การอ่าน :…………………………………………………………………………..

 การคิดวิเคราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขียน :…………………………………………………………………………..

จุดประสงค์การเรียนรู้
1. นกั เรียนสามารถอธิบายโรคทางพนั ธกุ รรมได้ (K)
2. นกั เรยี นสามารถแสดงทักษะการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ได้ (P)
3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งมน่ั ในการทางานได้ (A)

การวดั และการประเมินผลการเรยี นรู้
ผู้ประเมิน  ครผู ู้สอน  นกั เรยี น  เพื่อน  ผู้ปกครอง

ชิน้ งาน/ภาระงาน /ร่องรอย/หลกั ฐานการเรียนรู้

ส่ิงท่ีต้องการวัด/ประเมิน วธิ ีการวดั เครื่องมอื การวดั เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน

ระดบั คุณภาพ

(Rubric Score)

1. นักเรียนสามารถอธิบายโรคทางพันธุกรรม - ตรวจใบงาน ชิ้นงาน -ใบงาน ชิ้นงานหรือ - นกั เรียนผ่านเกณฑ์

ได้ (K) หรือภาระงาน ภาระงาน รอ้ ยละ 70 ขึน้ ไป

-แบบประเมนิ ใบงาน

2.นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี

รวบรวมข้อมลู ได้ (P) สังเกตพฤติกรรม พฤติกรรม ขึน้ ไป

3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งมั่นในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี

ทางานได้ (A) สงั เกตพฤตกิ รรม พฤตกิ รรม ขนึ้ ไป

สาระการเรยี นรู้
โรคทางพันธุกรรม

กจิ กรรมการเรียนรู้ (กิจกรรม Active Learning)
ขั้นนาเขา้ สู่บทเรียน

1) ครูให้นักเรียนดูรูปโครโมโซมของเพศหญิงท่ีมีโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินจากปกติ คือ มี 3 โครโมโซม
แลว้ ถามคาถามนักเรียนดงั นี้

– จากรปู เป็นโครโมโซมของเพศใด ดูจากอะไร (แนวคาตอบ เป็นโครโมโซมของเพศหญงิ
ดจู ากโครโมโซมคทู่ ี่ 23 ซึ่งมลี กั ษณะเหมือนกนั เรยี กว่า โครโมโซม XX)
– โครโมโซมดงั กล่าวมลี ักษณะใดผดิ ปกติ (แนวคาตอบ มโี ครโมโซมคู่ท่ี 21 เกินจากปกติ คอื
มี 3 โครโมโซม)
– ผทู้ ี่มโี ครโมโซมลกั ษณะนี้จะมีลกั ษณะทางพันธกุ รรมผิดปกติหรือไม่ อยา่ งไร (แนวคาตอบ
ผูท้ ีม่ ีโครโมโซมลกั ษณะน้ีจะมีลักษณะทางพันธกุ รรมผิดปกติ คอื เปน็ ผูป้ ว่ ยกลุ่มอาการดาวน์)
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคาตอบ เพ่ือเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้
เรื่อง โรคทางพันธกุ รรม

ข้ันจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
จดั กิจกรรมการเรียนรโู้ ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน

ชนั้ เรยี น (flipped classroom) ซงึ่ มีขน้ั ตอนดังนี้
1) ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement)

(1) ครูแบ่งกลุ่มนักเรียนแล้วเปิดโอกาสให้นักเรียนในกลุ่มนาเสนอข้อมูลเก่ียวกับโรคทางพันธุกรรมท่ี
ครูมอบหมายให้ไปเรียนรู้ล่วงหน้าให้เพ่ือนๆ ในกลุ่มฟัง จากนั้นให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนมานาเสนอข้อมูลหน้า
หอ้ งเรยี น

(2) ครูตรวจสอบว่านักเรียนทาภาระงานที่ได้รับมอบหมายไปหรือไม่ โดยตรวจสอบจากการจดบันทึก
ของนกั เรียน และถามคาถามเกี่ยวกับภาระงาน ดังนี้

– โรคทางพันธุกรรมเกิดจากอะไร (แนวคาตอบ การถ่ายทอดยีนหรือโครโมโซมท่ีมีลักษณะ
ผดิ ปกติจากบรรพบรุ ษุ ไปยงั ร่นุ ลกู ร่นุ หลาน)

– ยกตัวอย่างโรคทางพันธุกรรมที่นักเรียนรู้จัก (แนวคาตอบ กลุ่มอาการดาวน์ โรคทาลัสซีเมีย
และภาวะตาบอดส)ี

(3) ครเู ปิดโอกาสใหน้ ักเรียนตัง้ ประเด็นคาถามที่นักเรียนสงสัยจากการทาภาระงานอย่างน้อยคนละ 1
คาถาม ซง่ึ ครูใหน้ กั เรียนเตรียมมาล่วงหนา้ และใหน้ ักเรียนช่วยกันตอบและแสดงความคิดเหน็

(4) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเก่ียวกับภาระงาน โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า ถ้ายีนหรือ
โครโมโซมมีความผิดปกติจะทาให้เกิดโรคทางพันธุกรรมข้ึน เช่น กลุ่มอาการดาวน์ โรคทาลัสซีเมีย และภาวะ
ตาบอดสี

2) ขัน้ สารวจและคน้ หา (Exploration)
(1) ครูให้นักเรียนศึกษาเร่ืองโรคทางพันธุกรรม จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วยอธิบาย

ให้นักเรียนเข้าใจว่า โรคทางพันธุกรรมท่ีเกิดจากความผิดปกติของยีนหรือโครโมโซมที่พบในประเทศไทยมี
หลายโรค เชน่ กลุ่มอาการดาวน์ โรคทาลัสซเี มยี และภาวะตาบอดสี

(2) ครูอธิบายเพ่ิมเติมเก่ียวกับกลุ่มอาการดาวน์ให้นักเรียนเข้าใจว่า กลุ่มอาการดาวน์ เป็นโรคทาง
พันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมเน่ืองจากมีจานวนโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินจากปกติ คือ มี 3
โครโมโซม ความผดิ ปกติดังกล่าวทาใหผ้ ้ปู ่วยแสดงอาการออกมาหลายประการ เชน่ ลิน้ จกุ คบั ปาก ด้ังจมูกแบน
หางตาช้ีขึ้น ตาห่าง น้วิ มือสน้ั ปอ้ ม พัฒนาการทางสมองชา้ และการเจรญิ ทางอวยั วะเพศน้อยกว่าปกติ

(3) ครูอธิบายเพ่ิมเติมเก่ียวกับโรคทาลัสซีเมียให้นักเรียนเข้าใจว่า โรคทาลัสซีเมีย เกิดจากความ
ผิดปกตขิ องยนี ทค่ี วบคมุ การสรา้ งเฮโมโกลบิน ผู้ที่ได้รับแอลลีลด้อยซ่ึงควบคุมลักษณะผิดปกติที่แฝงอยู่จากพ่อ
และแม่ท้ังคู่จะเป็นโรคทาลัสซีเมีย แต่ถ้าได้รับมาจากพ่อหรือแม่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเพียงฝ่ายเดียว
จะไม่เป็นโรค แต่จะเป็นพาหะสืบทอดโรคให้แก่ลูกหลานได้ ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีภาวะโลหิตจาง ลักษณะของ
กะโหลกศีรษะผิดปกติ หน้าผากโหนก ด้ังจมูกแบน โหนกแก้มสูง ตับและม้ามโตเน่ืองจากอวัยวะน้ีของผู้ป่วย
พยายามทาลายเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ ตัวเต้ียเพราะภาวะซีดทาให้ร่างกายเจริญเติบโตน้อยกว่าปกติ
ออ่ นเพลยี และเหนือ่ ยง่าย ผปู้ ่วยท่มี ีอาการรนุ แรงจะเสียชวี ิตตง้ั แต่อายยุ งั นอ้ ย

(4) ครูอธบิ ายเพิ่มเติมเก่ียวกับภาวะตาบอดสีให้นักเรียนเข้าใจว่า ภาวะบกพร่องในการมองเห็นสีหรือ
ภาวะตาบอดสี เกดิ จากความผดิ ปกตทิ างพันธุกรรมท่ีเกิดจากการถ่ายทอดความผิดปกติของยีนที่เกี่ยวเน่ืองกับ
โครโมโซม X ผปู้ ว่ ยโรคนี้ไม่สามารถมองเห็นสีได้ถูกต้องตามความเป็นจริง ส่วนใหญ่จะเป็นพวกตาบอดสีแดง–
สีเขียว โดยไม่สามารถจาแนกความแตกต่างระหว่างสีแดงกับสีเขียว ภาวะตาบอดสีนอกจากจะเกิดจากความ
ผิดปกติของยีนแล้ว อาจเกิดจากสารพิษของยาบางชนิด อุบัติเหตุที่ทาให้เซลล์ รูปกรวยบนเรตินาของ
นยั นต์ าได้รบั ความกระทบกระเทือน หรอื ได้รับเชือ้ โรคบางชนดิ ทไี่ ปทาลายเซลลร์ ปู กรวยใหบ้ กพร่อง

(5) ครูแบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน เล่นเกมทดสอบภาวะตาบอดสี แล้วให้แต่ละกลุ่มอ่านตัวเลขใน
แผ่นภาพให้ถกู ต้อง กลุ่มใดได้คะแนนมากกวา่ เป็นฝา่ ยชนะ

(6) ครูแบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สืบค้นข้อมูลโรคทางพันธุกรรม ตามขั้นตอน
ดงั น้ี

– สบื คน้ ขอ้ มูลเกีย่ วกบั โรคทางพนั ธุกรรม โดยคน้ คว้าในประเด็นต่างๆ ต่อไปนี้

 กล่มุ อาการดาวน์

 โรคทาลัสซเี มยี

 ภาวะตาบอดสี
– นาขอ้ มลู ทไ่ี ด้มาอภปิ รายร่วมกนั แลว้ นาเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหนา้ หอ้ งเรยี น
(7) ครแู ละนกั เรยี นร่วมกนั ตรวจสอบความถกู ต้องของขอ้ มลู ท่ีไดจ้ ากการปฏิบตั ิกจิ กรรม

(8) ครูคอยแนะนาช่วยเหลอื นักเรยี นขณะปฏิบัติกจิ กรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ใหน้ กั เรยี นทุกคนซักถามเม่อื มปี ัญหา

3) ขั้นอธิบายและลงข้อสรปุ (Explanation)
(1) นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มนาเสนอผลการปฏิบัติกจิ กรรมหน้าหอ้ งเรียน
(2) ครูและนักเรียนร่วมกนั อภปิ รายผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้แนวคาถาม เชน่
– กลมุ่ อาการดาวน์เกดิ จากสาเหตใุ ด (แนวคาตอบ ความผดิ ปกติของโครโมโซมคทู่ ่ี 21)
– โรคทาลัสซีเมียเกิดจากสาเหตุใด (แนวคาตอบ ความผิดปกติของยีนท่ีควบคุมการสร้าง

เฮโมโกลบิน)
– จงเขียนแผนภาพอธิบายการถา่ ยทอดลกั ษณะของโรค (แนวคาตอบ

รนุ่ พ่อแม่ Tt  Tt

เซลลส์ ืบพนั ธ์ุ T tT t

รุ่นลกู TT Tt Tt tt

จีโนไทป์ของลูกมีโอกาสเกิดขึ้นได้ 3 แบบ คือ TT, Tt และ tt ในอัตราส่วน TT:Tt:tt เท่ากับ 1:2:1
และมีฟีโนไทป์ 2 ลักษณะ คือ ไม่เป็นโรคทาลัสซีเมียและเป็นโรคทาลัสซีเมียในอัตราส่วน 3:1 เม่ือพิจารณา
ลักษณะทแี่ สดงออกจะพบว่า โอกาสไม่เป็นโรคเท่ากับร้อยละ 75 และโอกาสเป็นโรคเท่ากับร้อยละ 25 และมี
โอกาสทีจ่ ะเป็นพาหะของโรครอ้ ยละ 50)

– ภาวะตาบอดสีเกดิ จากสาเหตุใด (แนวคาตอบ ความผิดปกติของยนี บนโครโมโซม X)
– ถ้าชายผหู้ นงึ่ เปน็ ผู้ปว่ ยภาวะตาบอดสีเนื่องจากเซลล์รูปกรวยได้รับความกระทบกระเทือนจาก
การประสบอุบัติเหตุ จะถ่ายทอดโรคไปยังรุ่นลูกได้หรือไม่ เพราะอะไร (แนวคาตอบ ถ่ายทอดโรค
ไปยังรนุ่ ลกู ไม่ได้ เพราะสาเหตุของการเกิดโรคของชายผนู้ ไี้ มเ่ ก่ียวข้องกับความผดิ ปกตขิ องยนี บนโครโมโซม X)
(3) ครแู ละนักเรยี นรว่ มกันสรปุ ผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า กลุ่มอาการ
ดาวน์ โรคทาลัสซีเมีย และภาวะตาบอดสีเป็นโรคทางพันธุกรรมท่ีเกิดจากการเปล่ียนแปลงของยีน
หรอื โครโมโซม ซึ่งสามารถถ่ายทอดจากรุ่นพอ่ แม่ไปยงั รุ่นลกู รุ่นหลานได้

4) ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration)
(1) ครูอธิบายเรื่องน่ารู้ เรื่อง การกลายให้นักเรียนเข้าใจว่า การกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงลักษณะ

ของโครโมโซมหรือยีนบนโครโมโซม เกิดได้ทั้งในเซลล์สืบพันธุ์และเซลล์ร่างกาย โดยเกิดขึ้นเองในธรรมชาติ
หรือเกิดจากการชักนาของมนุษย์ และการกลายบางประเภทสามารถถ่ายทอดไปยังรนุ่ ลกู รุ่นหลานได้

(2) นักเรียนค้นคว้าคาศัพท์ภาษาต่างประเทศเกี่ยวกับโรคทางพัน ธุกรรม จากหนังสือเรียน
ภาษาตา่ งประเทศหรืออินเทอร์เนต็ และนาเสนอใหเ้ พ่ือนในหอ้ งฟงั คดั คาศัพทพ์ รอ้ มท้ังคาแปลลงสมดุ สง่ ครู

5) ข้นั ประเมิน (Evaluation)
(1) ครใู ห้นักเรยี นแต่ละคนพจิ ารณาวา่ จากหัวขอ้ ทเ่ี รียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างท่ียังไม่

เข้าใจหรือยังมขี อ้ สงสัย ถ้ามี ครชู ่วยอธบิ ายเพ่มิ เติมใหน้ ักเรียนเขา้ ใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อย่างไรบ้าง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ท่ีได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนาความรทู้ ไ่ี ด้ไปใช้ประโยชน์
(4) ครูทดสอบความเข้าใจของนกั เรียนโดยการให้ตอบคาถาม เช่น
– เพราะอะไรผู้ป่วยโรคทาลัสซีเมียจึงมีอาการโลหิตจาง (แนวคาตอบ เพราะผู้ป่วยมีความ

ผิดปกติของยนี ท่คี วบคมุ การสร้างเฮโมโกลบิน)
– ภาวะตาบอดสีทีเ่ กิดจากการได้รบั สารพษิ จากยาบางชนิดสามารถถ่ายทอดไปยังรุ่นลกู
รุ่นหลานได้หรือไม่ เพราะอะไร (แนวคาตอบ ไม่ได้ เพราะไม่ได้เกิดจากความผิดปกติทาง

พนั ธุกรรม)

ข้นั สรปุ
ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเก่ียวกับความสัมพันธ์ของส่ิงมีชีวิตท่ีอาศัยอยู่ร่วมกันในระบบนิเวศ โดย

รว่ มกันเขียนเปน็ แผนท่ีความคดิ หรอื ผังมโนทศั น์

ส่ือ และแหลง่ การเรยี นรู้
1. รูปโครโมโซมของเพศหญงิ ท่มี ีโครโมโซมคูท่ ่ี 21 เกินจากปกติ คอื มี 3 โครโมโซม
2. ใบกจิ กรรม สบื ค้นข้อมูลโรคทางพนั ธกุ รรม
3. หนงั สือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสาหรบั เยาวชน หรืออนิ เทอร์เน็ต
4. คู่มือการสอน วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 เลม่ 1
5. สื่อการเรยี นรู้ PowerPoint รายวชิ าพนื้ ฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี3 เลม่ 1
6. หนงั สอื เรียนรายวชิ าพ้ืนฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 เลม่ 1

แผนการจดั การเรียนร้ทู ่ี 17

รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ (พน้ื ฐาน) ว 23101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565

หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 2 พันธุกรรม เรื่องการปอ้ งกนั การถา่ ยทอดโรคทางพันธกุ รรม เวลา 1 ช่วั โมง/คาบ

วนั ท่ี …………………….……………………………….. ครูผู้สอน นางสาวอังคณา ปาสานะโม

สาระสาคญั
โรคทางพันธุกรรมสามารถถา่ ยทอดจากพ่อแม่ไปยังลูกได้ ดังนั้นก่อนแต่งงานและมีบุตรจึงควรป้องกัน

โดยการตรวจและวินจิ ฉยั ภาวะเสย่ี งจากการถา่ ยทอดโรคทางพันธุกรรม

มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สาร

พนั ธุกรรม การเปลยี่ นแปลงทางพนั ธกุ รรมท่มี ผี ลต่อส่ิงมีชวี ิต ความหลากหลายทางชวี ภาพและวิวัฒนาการของ
สิ่งมีชวี ติ รวมทั้งนาความรไู้ ปใช้ประโยชน์

ตัวช้วี ดั
ว 1.3 ม. 3/6 ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้เรื่องโรคทางพันธุกรรม โดยรู้ว่าก่อนแต่งงานควร

ปรึกษาแพทย์ เพ่อื ตรวจและวนิ จิ ฉัยภาวะเส่ยี งของลูกทอ่ี าจเกิดโรคทางพันธุกรรม

คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551

 รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์  ซ่อื สัตย์สจุ ริต  มีวนิ ัย  ใฝเ่ รียนรู้

 อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง  ม่งุ ม่ันในการทางาน  รักความเป็นไทย  มีจติ สาธารณะ

............................................................................................................................. .............................................

ด้านสมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รยี น

 ความสามารถในการส่ือสาร :………………………………………………………..

 ความสามารถในการคดิ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการแกป้ ัญหา :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี :………………………………………………………..

ด้านการอา่ น คดิ วิเคราะห์ และเขยี น

 การอา่ น :…………………………………………………………………………..

 การคิดวิเคราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขียน :…………………………………………………………………………..

จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. นกั เรยี นสามารถอธิบายการป้องกันการถ่ายทอดโรคทางพันธกุ รรมได้ (K)
2. นกั เรียนสามารถแสดงทกั ษะการเก็บรวบรวมข้อมลู ได้ (P)
3. นกั เรยี นสามารถแสดงความมุ่งมัน่ ในการทางานได้ (A)

การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้
ผปู้ ระเมิน  ครูผสู้ อน  นกั เรียน  เพื่อน  ผปู้ กครอง

ช้ินงาน/ภาระงาน /ร่องรอย/หลักฐานการเรียนรู้

สง่ิ ทต่ี ้องการวดั /ประเมิน วธิ กี ารวัด เครอื่ งมอื การวดั เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน

ระดับคุณภาพ

(Rubric Score)

1. นักเรียนสามารถอธิบายการป้องกันการ - ตรวจใบงาน ชิ้นงาน -ใบงาน ช้ินงานหรือ - นักเรียนผ่านเกณฑ์

ถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมได้ (K) หรอื ภาระงาน ภาระงาน ร้อยละ 70 ขน้ึ ไป

-แบบประเมนิ ใบงาน

2.นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คุณภาพ ดี

รวบรวมขอ้ มูลได้ (P) สงั เกตพฤตกิ รรม พฤติกรรม ขึ้นไป

3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคุณภาพ ดี

ทางานได้ (A) สงั เกตพฤตกิ รรม พฤติกรรม ขน้ึ ไป

สาระการเรียนรู้
โรคทางพนั ธุกรรม
– การปอ้ งกันการถา่ ยทอดโรคทางพนั ธุกรรม

กจิ กรรมการเรียนรู้ (กจิ กรรม Active Learning)
ขั้นนาเขา้ สูบ่ ทเรยี น

1) ครูถามคาถามนักเรียนเพอ่ื กระตุน้ ความสนใจ เชน่
– โรคทางพันธุกรรมมีผลกระทบต่อผู้ป่วยและครอบครัวหรือไม่ ลักษณะใด (แนวคาตอบ มี

ผลกระทบ โดยผู้ป่วยโรคทางพันธุกรรมมักมีพัฒนาการหรือกระบวนการทางานของร่างกายผิดปกติ ทาให้
ผู้ปว่ ยและครอบครวั มคี วามลาบากในการดารงชวี ิต)

– ถ้านักเรียนมีญาติหรือบุคคลใกล้ชิดเป็นโรคทางพันธุกรรม นักเรียนจะแนะนาบุคคลเหล่านั้น
อยา่ งไร (แนวคาตอบ หมน่ั ดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจอยเู่ สมอ และไปพบแพทย์อย่างตอ่ เนอ่ื ง)

2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับคาตอบ เพ่ือเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้
เรอื่ ง การป้องกันการถา่ ยทอดโรคทางพันธกุ รรม
ขั้นจดั กิจกรรมการเรียนรู้

จัดกจิ กรรมการเรียนรูโ้ ดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน
ชน้ั เรยี น (flipped classroom) ซ่งึ มขี นั้ ตอนดังนี้

1) ขั้นสรา้ งความสนใจ (Engagement)
(1) ครถู ามคาถามนกั เรียนเพื่อกระต้นุ ความสนใจ เช่น
– ถา้ นักเรยี นไมอ่ ยากให้บุคคลในครอบครวั หรือบุคคลใกล้ชดิ เป็นโรคทางพนั ธุกรรม นักเรียนมีวิธี

ป้องกันการเกิดโรคทางพันธุกรรมนี้อย่างไร (แนวคาตอบ แนะนาให้บุคคลในครอบครัวหรือบุคคลใกล้ชิด
หลีกเลี่ยงการแต่งงานระหว่างเครือญาติ หลีกเลี่ยงการได้รับสารเคมีที่เป็นพิษ รีบรับการรักษาเมื่อพบอาการ
ผดิ ปกติ และฝากครรภก์ บั แพทย์)

(2) นักเรียนร่วมกันอภปิ รายหาคาตอบเกีย่ วกับคาถามตามความคิดเห็นของแตล่ ะคน

2) ขั้นสารวจและคน้ หา (Exploration)
(1) ครแู บ่งนกั เรยี นกลมุ่ ละ 5 – 6 คน สบื ค้นข้อมูลเกี่ยวกับการปอ้ งกนั การถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรม

ตามขนั้ ตอนดังนี้
– แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อย่อยให้เพื่อนสมาชิกช่วยกันสืบค้นตามท่ี

สมาชิกกลุ่มช่วยกันกาหนดหัวข้อย่อย เช่น การหลีกเล่ียงการแต่งงานระหว่างเครือญาติ การหลีกเลี่ยงการ
ไดร้ ับสารเคมีท่เี ป็นพิษ การรีบรบั การรกั ษาทนั ทีเมอื่ พบอาการผิดปกติ และการฝากครรภ์กบั แพทย์

– สมาชิกกลุ่มแต่ละคนหรือกลุ่มย่อยช่วยกันสืบค้นข้อมูลตามหัวข้อย่อยท่ีตนเองรับผิดชอบ โดย
การสบื คน้ จากหนังสือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรบั เยาวชน หรืออินเทอรเ์ น็ต

– สมาชิกกล่มุ นาขอ้ มูลท่สี บื คน้ ได้มารายงานใหเ้ พื่อนๆ สมาชกิ ในกลมุ่ ฟงั รวมท้ังร่วมกันอภิปราย
ซักถามจนคาดว่าสมาชกิ ทกุ คนมคี วามรูค้ วามเขา้ ใจท่ีตรงกนั

– สมาชิกกลุ่มช่วยกันสรุปความรู้ที่ได้ทั้งหมดเป็นผลงานของกลุ่ม และช่วยกันจัดทารายงาน
การศกึ ษาคน้ คว้าเก่ียวกับการปอ้ งกันการถ่ายทอดโรคทางพนั ธุกรรม

(2) ครแู ละนักเรยี นร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของขอ้ มลู ท่ีได้จากการปฏิบตั ิกิจกรรม
(3) ครคู อยแนะนาชว่ ยเหลือนกั เรียนขณะปฏิบตั กิ จิ กรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ให้นกั เรยี นทุกคนซักถามเมอ่ื มปี ญั หา

3) ขั้นอธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
(1) นักเรยี นแต่ละกลมุ่ นาเสนอผลการปฏิบตั ิกจิ กรรมหนา้ หอ้ งเรยี น
(2) ครแู ละนักเรยี นรว่ มกนั อภปิ รายผลจากการปฏบิ ตั ิกิจกรรม โดยใชแ้ นวคาถาม เชน่
– ถ้าสามีภรรยาคู่หนึ่งเป็นพาหะของโรคทาลัสซีเมียทั้งคู่ เพ่ือหลีกเลี่ยงการมีลูกเป็นโรคน้ี สามี

ภรรยาค่นู คี้ วรปฏบิ ัตติ นอย่างไร (แนวคาตอบ ควรพบแพทยเ์ พ่อื ปรึกษาและขอรบั คาแนะนาก่อนการตง้ั ครรภ์)
– ยกตัวอย่างปัจจัยท่ีสนับสนุนให้เกิดความผิดปกติทางพันธุกรรมมา 2 ตัวอย่าง (แนวคาตอบ

การแต่งงานระหวา่ งเครือญาตแิ ละการอาศยั อยู่ในส่งิ แวดล้อมท่ีทาให้ไดร้ ับสารเคมีที่เป็นพษิ เข้าส่รู ่างกาย)
(3) ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกนั สรปุ ผลจากการปฏิบตั ิกจิ กรรม โดยครเู น้นใหน้ กั เรียนเข้าใจว่า การป้องกัน

การถ่ายทอดโรคทางพันธกุ รรม เช่น หลกี เลย่ี งการแตง่ งานระหวา่ งเครอื ญาติ หลีกเลี่ยงการได้รับสารเคมีที่เป็น
พษิ รบี รับการรักษาเมือ่ พบอาการผดิ ปกติ และฝากครรภ์กับแพทย์

4) ข้ันขยายความรู้ (Elaboration)
(1) ครูอธิบายเพ่ิมเติมเก่ียวกับการป้องกันการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมให้นักเรียนเข้าใจว่า การ

ป้องกันการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมสามารถทาได้โดยวิธีการหลีกเล่ียงการแต่งงานระหว่างเครือญาติ
หลีกเลี่ยงการไดร้ บั สารเคมที ีเ่ ปน็ พิษ รบี รบั การรกั ษาทันทีเมอื่ พบอาการผดิ ปกติ และฝากครรภก์ ับแพทย์

(2) นักเรียนค้นคว้าคาศัพท์ภาษาต่างประเทศเกี่ยวกับการป้องกันการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมจาก
หนงั สือเรียนภาษาตา่ งประเทศหรืออินเทอร์เนต็ และนาเสนอให้เพ่ือนในห้องฟัง คัดคาศัพท์พร้อมท้ังคาแปลลง
สมุดส่งครู

5) ข้นั ประเมิน (Evaluation)
(1) ครใู ห้นักเรยี นแต่ละคนพิจารณาวา่ จากหวั ขอ้ ที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่

เข้าใจหรอื ยงั มีข้อสงสยั ถา้ มี ครชู ว่ ยอธิบายเพม่ิ เตมิ ใหน้ กั เรียนเขา้ ใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อย่างไรบา้ ง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนาความรูท้ ไ่ี ดไ้ ปใชป้ ระโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเขา้ ใจของนักเรยี นโดยการให้ตอบคาถาม เช่น

– เพราะอะไรจงึ ตอ้ งมกี ารปอ้ งกันการเกิดความผิดปกติทางพันธุกรรม (แนวคาตอบ เพราะความ
ผิดปกติทางพันธุกรรมทาให้ผู้ป่วยมีความลาบากในการดารงชีวิต นอกจากน้ีความผิดปกติทางพันธุกรรมยัง
รักษาไดย้ ากหรือรกั ษาไม่ได้ การป้องกันจึงเป็นวิธีทีเ่ หมาะสมที่สุด)
ขน้ั สรปุ

1) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเก่ียวกับการป้องกันการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรม โดยร่วมกันเขียน
เปน็ แผนท่ีความคิดหรือผังมโนทศั น์

2) ครูมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาค้นคว้าเนื้อหาของบทเรียนชั่วโมงหน้า เพ่ือจัดการเรียนรู้ครั้ง
ตอ่ ไป โดยให้นักเรยี นศกึ ษาคน้ ควา้ ล่วงหน้าในหวั ข้อเทคโนโลยชี ีวภาพ

3) ครูให้นักเรียนเตรียมประเด็นคาถามท่ีสงสัยมาอย่างน้อยคนละ 1 คาถาม เพื่อนามาอภิปราย
ร่วมกนั ในหอ้ งเรียนครง้ั ตอ่ ไป

สอ่ื และแหล่งการเรยี นรู้
1. หนังสือ วารสาร สารานกุ รมวทิ ยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรับเยาวชน หรอื อนิ เทอรเ์ นต็
2. คมู่ ือการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 เลม่ 1
3. ส่ือการเรียนรู้ PowerPoint รายวิชาพ้นื ฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่3 เลม่ 1
4. หนังสือเรยี นรายวิชาพน้ื ฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 เลม่ 1

แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 18

รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ (พ้นื ฐาน) ว 23101 กล่มุ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2565

หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 1 พนั ธุกรรม เร่อื งพนั ธุวิศวกรรม เวลา 1 ช่ัวโมง/คาบ

วันท่ี …………………….……………………………….. ครผู ้สู อน นางสาวองั คณา ปาสานะโม

สาระสาคญั
พันธุวิศวกรรม คือ กระบวนการทเ่ี ก่ยี วข้องกบั การตดั แตง่ ยนี เพ่ือให้ไดย้ ีนทีม่ ีคุณสมบัตติ ามทีต่ ้องการ

มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สาร

พันธกุ รรม การเปลีย่ นแปลงทางพันธกุ รรมท่มี ผี ลตอ่ สงิ่ มชี ีวิต ความหลากหลายทางชวี ภาพและวิวัฒนาการของ
สงิ่ มชี ีวติ รวมท้ังนาความรู้ไปใช้ประโยชน์

ตัวชว้ี ดั
ว 1.3 ม. 3/7 อธบิ ายการใชป้ ระโยชน์จากสิง่ มีชวี ติ ดัดแปรพันธุกรรม และผลกระทบที่อาจมีต่อมนุษย์

และส่ิงแวดลอ้ ม โดยใช้ข้อมลู ท่รี วบรวมได้

คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงคต์ ามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551

 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซือ่ สตั ย์สุจรติ  มวี นิ ัย  ใฝเ่ รียนรู้

 อยู่อยา่ งพอเพยี ง  มุ่งมน่ั ในการทางาน  รกั ความเป็นไทย  มีจติ สาธารณะ

............................................................................................................................. .............................................

ดา้ นสมรรถนะสาคัญของผ้เู รยี น

 ความสามารถในการสื่อสาร :………………………………………………………..

 ความสามารถในการคดิ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการแกป้ ัญหา :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี :………………………………………………………..

ด้านการอา่ น คิด วเิ คราะห์ และเขียน

 การอ่าน :…………………………………………………………………………..

 การคดิ วิเคราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขียน :…………………………………………………………………………..

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. นกั เรยี นสามารถอธิบายพนั ธุวิศวกรรมได้ (K)
2. นกั เรียนสามารถแสดงทกั ษะการเก็บรวบรวมข้อมูลได้ (P)
3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งมั่นในการทางานได้ (A)

การวดั และการประเมินผลการเรยี นรู้
ผูป้ ระเมิน  ครูผ้สู อน  นกั เรยี น  เพื่อน  ผปู้ กครอง

ช้นิ งาน/ภาระงาน /ร่องรอย/หลกั ฐานการเรียนรู้

ส่ิงทตี่ ้องการวดั /ประเมนิ วิธีการวัด เครือ่ งมือการวดั เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน

ระดับคุณภาพ

(Rubric Score)

1. นักเรียนสามารถอธิบายพันธุวิศวกรรมได้ - ตรวจใบงาน ช้ินงาน -ใบงาน ช้ินงานหรือ - นักเรยี นผา่ นเกณฑ์

(K) หรอื ภาระงาน ภาระงาน ร้อยละ 70 ข้ึนไป

-แบบประเมินใบงาน

2. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคณุ ภาพ ดี

รวบรวมข้อมลู ได้ (P) สังเกตพฤตกิ รรม พฤตกิ รรม ขน้ึ ไป

3.นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคณุ ภาพ ดี

ทางานได้ (A) สงั เกตพฤติกรรม พฤติกรรม ขึน้ ไป

สาระการเรยี นรู้
พนั ธุวิศวกรรม

กจิ กรรมการเรยี นรู้ (กิจกรรม Active Learning)
ข้ันนาเขา้ สบู่ ทเรยี น

1) ครถู ามคาถามนักเรียนเพือ่ กระตนุ้ ความสนใจ เช่น
– ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์นาความรู้สาขาใดมาช่วยในการเพิ่มผลผลิตให้เป็นท่ียอมรับกันอย่าง

แพรห่ ลาย (แนวคาตอบ เทคโนโลยชี วี ภาพ)
– เทคโนโลยีชีวภาพช่วยเพิ่มผลผลิตด้านต่างๆ ได้อย่างไร (แนวคาตอบ เทคโนโลยีชีวภาพ

สามารถนามาใช้ปรับปรุงพันธุ์ส่ิงมีชีวิตชนิดต่างๆ ได้ทาให้มีคุณสมบัติตามที่ต้องการ จึงช่วยเพ่ิมผลผลิตด้าน
ต่าง ๆ ไดต้ ามความต้องการของมนุษย์)

2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับคาตอบ เพ่ือเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้
เร่ือง พันธวุ ิศวกรรม

ขัน้ จดั กิจกรรมการเรียนรู้
จดั กิจกรรมการเรียนรโู้ ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน

ชนั้ เรียน (flipped classroom) ซง่ึ มขี นั้ ตอนดังน้ี
1) ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement)

(1) ครูแบ่งกลุ่มนักเรียนแล้วเปิดโอกาสให้นักเรียนในกลุ่มนาเสนอข้อมูลเก่ียวกับเทคโนโลยีชีวภาพที่
ครูมอบหมายให้ไปเรียนรู้ล่วงหน้าให้เพื่อนๆ ในกลุ่มฟัง จากนั้นให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนมานาเสนอข้อมูลหน้า
หอ้ งเรียน

(2) ครตู รวจสอบว่านักเรียนทาภาระงานท่ีได้รับมอบหมายไปหรือไม่ โดยตรวจสอบจากการจดบันทึก
ของนกั เรยี น และถามคาถามเกยี่ วกบั ภาระงาน ดงั น้ี

– เทคโนโลยชี วี ภาพคอื อะไร (แนวคาตอบ การทาใหส้ ่งิ มีชวี ติ เกิดการเปล่ยี นแปลง)
– เทคโนโลยชี ีวภาพถกู นามาใชป้ ระโยชนใ์ นด้านใด (แนวคาตอบ ด้านการเกษตร ด้านการแพทย์
ด้านการผลิตอาหาร และด้านกฎหมาย)
(3) ครเู ปิดโอกาสใหน้ กั เรยี นต้งั ประเดน็ คาถามทนี่ กั เรียนสงสยั จากการทาภาระงานอย่างน้อย
คนละ 1 คาถาม ซึ่งครูให้นักเรียนเตรียมมาล่วงหน้า และให้นักเรียนช่วยกันตอบและแสดงความ
คิดเหน็
(4) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับภาระงาน โดยครูช่วยอธิ บายให้นักเรียนเข้าใจว่า
นกั วิทยาศาสตรใ์ ชค้ วามรู้และเทคนคิ ทางชีววทิ ยาท่ีเรียกว่า เทคโนโลยีชีวภาพ มาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ได้
อย่างหลากหลาย เช่น ด้านการเกษตร ด้านการแพทย์ ดา้ นการผลิตอาหาร และดา้ นกฎหมาย

2) ขั้นสารวจและค้นหา (Exploration)
(1) ครูให้นักเรียนศึกษาเร่ืองประเภทของความหลากหลายทางชีวภาพ จากใบความรู้หรือในหนังสือ

เรียน โดยครชู ่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า ความหลากหลายทางชีวภาพประกอบด้วยองค์ประกอบสาคัญ ๆ

3 ประเภท คือ ความหลากหลายทางพนั ธุกรรม ความหลากหลายของชนิดสิ่งมีชีวิต และความหลากหลายของ
ระบบนิเวศ

(2) ครูแบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับความหลากหลายทางพันธุกรรม ตาม
ขนั้ ตอนดงั น้ี

– แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อย่อยให้เพื่อนสมาชิกช่วยกันสืบค้นตามที่
สมาชิกกลุ่มช่วยกันกาหนดหัวข้อย่อย เช่น ความหมายของความหลากหลายทางพันธุกรรมและตัวอย่างของ
ความหลากหลายทางพันธุกรรม

– สมาชิกกลุ่มแต่ละคนหรือกลุ่มย่อยช่วยกันสืบค้นข้อมูลตามหัวข้อย่อยที่ตนเองรับผิดชอบ โดย
การสืบคน้ จากหนังสอื วารสาร สารานกุ รมวทิ ยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสาหรับเยาวชน หรอื อินเทอรเ์ น็ต

– สมาชิกกลุ่มนาขอ้ มลู ทส่ี บื ค้นได้มารายงานให้เพ่ือนๆ สมาชกิ ในกลมุ่ ฟงั รวมท้ังร่วมกันอภิปราย
ซกั ถามจนคาดว่าสมาชิกทุกคนมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจท่ีตรงกัน

– สมาชิกกลุ่มช่วยกันสรุปความรู้ที่ได้ทั้งหมดเป็นผลงานของกลุ่ม และช่วยกันจัดทารายงาน
การศึกษาค้นคว้าเก่ียวกบั ความหลากหลายทางพนั ธกุ รรม

(3) ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกนั ตรวจสอบความถกู ต้องของขอ้ มูลท่ไี ดจ้ ากการปฏบิ ตั ิกจิ กรรม
(4) ครคู อยแนะนาช่วยเหลอื นักเรียนขณะปฏิบตั กิ ิจกรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ใหน้ กั เรียนทกุ คนซกั ถามเมอ่ื มปี ัญหา

3) ข้ันอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation)
(1) นักเรยี นแตล่ ะกลมุ่ นาเสนอผลการปฏบิ ัติกิจกรรมหนา้ หอ้ งเรยี น
(2) ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกันอภิปรายผลจากการปฏิบัติกจิ กรรม โดยใชแ้ นวคาถาม เชน่
– สิ่งมีชีวิตท่ีได้จากกระบวนการทางพันธุวิศวกรรมเรียกว่าอะไร (แนวคาตอบ สิ่งมีชีวิตดัดแปร

พันธกุ รรม)
– ยกตวั อย่างส่งิ มีชวี ิตทไ่ี ดจ้ ากกระบวนการทางพันธุวิศวกรรม (แนวคาตอบ ฝ้าย มะเขือเทศ ถั่ว

เหลอื ง ขา้ วโพด หนู และปลา)
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า พันธุ

วิศวกรรม คือ กระบวนการท่ีเกี่ยวข้องกับการตัดแต่งยีน เพื่อให้ได้ยีนท่ีมีคุณสมบัติตามท่ีต้องการทาให้ได้
สงิ่ มชี วี ิตดัดแปรพนั ธุกรรม เช่น ฝ้าย มะเขอื เทศ ถวั่ เหลือง ขา้ วโพด หนู และปลา
4) ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)

(1) ครูอธิบายเพิ่มเติมเก่ียวกับส่ิงมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรมให้นักเรียนเข้าใจว่า ส่ิงมีชีวิตดัดแปร
พันธุกรรมหรือจีเอ็มโอ คือ ส่ิงมีชีวิตท่ีได้รับการถ่ายโอนยีนจากกระบวนการทางพันธุวิศวกรรม เช่น ฝ้าย
มะเขือเทศ ถว่ั เหลือง ข้าวโพด หนู และปลา

(2) นักเรียนค้นคว้าคาศัพท์ภาษาต่างประเทศเก่ียวกับพันธุวิศวกรรม จากหนังสือเรียน
ภาษาตา่ งประเทศหรืออนิ เทอร์เน็ต และนาเสนอใหเ้ พ่ือนในห้องฟัง คดั คาศัพทพ์ รอ้ มทง้ั คาแปลลงสมดุ ส่งครู

5) ข้ันประเมนิ (Evaluation)
(1) ครใู หน้ ักเรียนแตล่ ะคนพจิ ารณาวา่ จากหวั ข้อท่เี รียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่

เขา้ ใจหรอื ยงั มีขอ้ สงสัย ถา้ มี ครชู ่วยอธบิ ายเพมิ่ เตมิ ใหน้ ักเรยี นเขา้ ใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อยา่ งไรบา้ ง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนาความร้ทู ่ีไดไ้ ปใช้ประโยชน์
(4) ครูทดสอบความเข้าใจของนกั เรยี นโดยการให้ตอบคาถาม เชน่
– พนั ธุวศิ วกรรมคืออะไร (แนวคาตอบ กระบวนการท่ีเกี่ยวข้องกับการตัดแต่งยีน เพ่ือให้ได้ยีนที่

มคี ุณสมบตั ิตามท่ตี ้องการ)
– เพราะอะไรกระบวนการทางพันธุวิศวกรรมจึงต้องนาเซลล์ที่มีดีเอ็นเอลูกผสมไปเพาะเลี้ยง

(แนวคาตอบ เพราะตอ้ งการเพ่ิมจานวนดีเอ็นเอลูกผสมท่ีมยี นี ทีต่ ้องการ)

ขัน้ สรปุ
ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเก่ียวกับพันธุวิศวกรรม โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนท่ีความคิดหรือผังมโน

ทศั น์

ส่ือ และแหล่งการเรยี นรู้
1. หนังสอื วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรับเยาวชน หรอื อนิ เทอร์เน็ต
2. คู่มือการสอน วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 3 เล่ม 1
3. สอ่ื การเรยี นรู้ PowerPoint รายวชิ าพืน้ ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี3 เล่ม1
4. หนังสอื เรียนรายวชิ าพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 เล่ม 1


Click to View FlipBook Version