5) ขั้นประเมนิ (Evaluation)
(1) ครูให้นักเรยี นแต่ละคนพจิ ารณาวา่ จากหัวขอ้ ท่ีเรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างท่ียังไม่
เข้าใจหรอื ยังมีข้อสงสัย ถ้ามี ครชู ่วยอธบิ ายเพิ่มเตมิ ใหน้ ักเรียนเขา้ ใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อยา่ งไรบา้ ง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ
การน้าความรู้ทีไ่ ด้ไปใช้ประโยชน์
(4) ครูทดสอบความเข้าใจของนกั เรียนโดยการใหต้ อบค้าถาม เช่น
– ตัวกลางโปร่งใสชนิดหนึ่งมีความหนาแน่นน้อย ดัชนีหักเหของตัวกลางนั้นเป็นอย่างไร (แนว
คา้ ตอบ ตวั กลางมคี า่ ดชั นีหกั เหนอ้ ย)
– “นา้ อากาศ และแกว้ ” ตัวกลางชนดิ ใดมีคา่ ดัชนหี ักเหนอ้ ยท่สี ดุ (แนวคา้ ตอบ อากาศ)
ขั้นสรุป
ครูและนักเรียนรว่ มกนั สรุปเก่ียวกับการหักเหของแสงโดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่ความคิดหรือผังมโน
ทศั น์
ส่ือ และแหลง่ การเรยี นรู้
1. รปู ปลาทอ่ี ยใู่ นตปู้ ลา
2. หนังสอื วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรมไทยส้าหรบั เยาวชน หรอื อินเทอรเ์ น็ต
3. คู่มือการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 3 เลม่ 1
4. สือ่ การเรยี นรู้ PowerPoint รายวชิ าพื้นฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที 3ี่ เลม่ 1
5. หนังสอื เรยี นรายวชิ าพื้นฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 3 เลม่ 1
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 38
รายวชิ าวิทยาศาสตร์ (พืน้ ฐาน) ว 23101 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 4 แสง เรอ่ื งการหกั เหของแสง (4) 1 ชัว่ โมง/คาบ
วันท่ี …………………….……………………………….. ครูผสู้ อน นางสาวองั คณา ปาสานะโม
สาระสาคัญ
เม่ือแสงเคล่ือนท่ีจากตัวกลางท่ีมีความหนาแน่นหรือค่าดัชนีหักเหมากกว่าไปสู่ตัวกลางท่ีมีความ
หนาแนน่ หรอื คา่ ดชั นีน้อยกว่า ทาใหม้ องเหน็ วัตถุอยูต่ ื้นกว่าความเปน็ จรงิ และเมื่อแสงเคลื่อนท่ีจากตัวกลางท่ีมี
ความหนาแน่นหรือค่าดัชนีหักเหน้อยกว่าไปสู่ตัวกลางที่มีความหนาแน่นหรือค่าดัชนีหักเหมากกว่า ทาให้
มองเห็นวตั ถอุ ยู่สงู กว่าความเปน็ จริง
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ท่ีเกี่ยวข้อง
กบั เสียง แสง และคลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟา้ รวมทัง้ นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ตวั ชีว้ ัด
ว 2.3 ม. 3/15 อธิบายการหักเหของแสงเมื่อผ่านตัวกลางโปร่งใสท่ีแตกต่างกัน และอธิบายการ
กระจายแสงของแสงขาวเมอื่ ผ่านปรซิ ึมจากหลักฐานเชิงประจกั ษ์
คณุ ลักษณะอันพึงประสงคต์ ามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551
รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ ซือ่ สตั ยส์ จุ รติ มีวินัย ใฝเ่ รยี นรู้
อยู่อย่างพอเพียง มุ่งม่นั ในการทางาน รกั ความเปน็ ไทย มจี ติ สาธารณะ
............................................................................................................................. .............................................
ด้านสมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน
ความสามารถในการสือ่ สาร :………………………………………………………..
ความสามารถในการคดิ :………………………………………………………..
ความสามารถในการแกป้ ัญหา :………………………………………………………..
ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ :………………………………………………………..
ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี :………………………………………………………..
ดา้ นการอา่ น คดิ วิเคราะห์ และเขียน
การอ่าน :…………………………………………………………………………..
การคดิ วิเคราะห์ :…………………………………………………………………………..
การเขยี น :…………………………………………………………………………..
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. นกั เรียนสามารถสังเกตและอธบิ ายการมองเหน็ วัตถใุ นนา้ ได้ (K)
2. นักเรยี นสามารถแสดงทักษะการเก็บรวบรวมข้อมูลได้ (P)
3. นักเรยี นสามารถแสดงความมุ่งมน่ั ในการทางานได้ (A)
การวัดและการประเมินผลการเรยี นรู้
ผปู้ ระเมนิ ครูผูส้ อน นักเรยี น เพื่อน ผปู้ กครอง
ชน้ิ งาน/ภาระงาน /ร่องรอย/หลกั ฐานการเรียนรู้
สง่ิ ท่ตี ้องการวดั /ประเมนิ วิธีการวัด เครอ่ื งมือการวัด เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
ระดบั คุณภาพ
(Rubric Score)
1.นักเรียนสามารถสังเกตและอธิบายการ - ตรวจใบงาน ชิ้นงาน -ใบงาน ช้ินงานหรือ - นักเรียนผา่ นเกณฑ์
มองเหน็ วตั ถุในนา้ ได้ (K) หรือภาระงาน ภาระงาน ร้อยละ 70 ขนึ้ ไป
-แบบประเมินใบงาน
2. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคณุ ภาพ ดี
รวบรวมขอ้ มูลได้ (P) สังเกตพฤตกิ รรม พฤตกิ รรม ข้ึนไป
3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งมั่นในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี
ทางานได้ (A) สังเกตพฤตกิ รรม พฤติกรรม ขึ้นไป
สาระการเรยี นรู้
การหักเหแสง
กจิ กรรมการเรียนรู้ (กิจกรรม Active Learning)
ขัน้ นาเข้าสู่บทเรยี น
1) ครูใหน้ ักเรยี นทบทวนความรู้เดมิ ทไ่ี ดเ้ รยี นรู้มาแล้ว โดยใช้คาถามตอ่ ไปน้ี
– วัตถุท่ีอยู่ในอากาศกับวัตถุท่ีอยู่ในน้า ภาพวัตถุที่มองเห็นมีลักษณะเหมือนกันหรือไม่ (แนว
คาตอบ ไมเ่ หมือนกนั )
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับคาตอบ เพื่อเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้
เรอ่ื ง การหักเหของแสง
ข้นั จัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
จัดกิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน
ช้ันเรียน (flipped classroom) ซ่งึ มขี ้ันตอนดงั น้ี
1) ขน้ั สรา้ งความสนใจ (Engagement)
(1) ครูนาก้อนหินใส่ลงในแก้วน้าท่ีมีน้าอยู่ 3 ใน 4 ของแก้ว แล้วให้นักเรียนสังเกตก้อนหินท่ีอยู่ในน้า
โดยมองจากด้านบนเหนือผวิ น้า แล้วถามคาถามนักเรียน เช่น
– นักเรยี นคิดว่าก้อนหนิ ท่มี องเห็นอยู่ลึกหรอื ตืน้ กว่ากอ้ นหินจริง (แนวคาตอบ ก้อนหินที่มองเห็น
อยู่ตนื้ กว่ากอ้ นหินจริง)
– รังสหี ักเหของแสงมีลักษณะอย่างไร เพราะอะไร (แนวคาตอบ รังสีหักเหเบนออกจากเส้นแนว
ฉาก เพราะแสงเคลื่อนท่ีจากน้าซ่ึงมีความหนาแน่นหรือค่าดัชนีหักเหมากกว่าไปสู่อากาศซึ่งมีความหนาแน่น
หรือค่าดัชนีหกั เหนอ้ ยกว่า)
(2) นกั เรียนร่วมกันอภิปรายหาคาตอบเกี่ยวกบั คาถามตามความคิดเห็นของแต่ละคน
2) ขั้นสารวจและค้นหา (Exploration)
(1) ครูให้นักเรียนศึกษาเรื่องการมองเห็นวัตถุในน้า จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วย
อธิบายให้นกั เรียนเขา้ ใจว่า เม่อื รังสขี องแสงจากปลาตัวจรงิ ซ่ึงอย่ใู ตน้ ้าตกกระทบทีผ่ ิวน้าตรงจุดตัดของเส้นแนว
ฉากกับผิวน้า ค่าดัชนีหักเหของน้าท่ีมีมากกว่าอากาศจะทาให้รังสีหักเหเบนออกจากเส้นแนวฉาก จึงมองเห็น
ปลาอยตู่ ื้นกวา่ ความเป็นจรงิ
(2) ครูแบง่ นกั เรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน ปฏิบัตกิ ิจกรรม สังเกตการมองเหน็ วตั ถุในนา้ ตามขั้นตอน ดงั นี้
– ใสด่ นิ สอลงในบีกเกอรท์ ม่ี ีน้าอยู่ 3 ใน 4 ของใบ สงั เกตแนวภาพของดินสอส่วนที่อยู่เหนือผิวน้า
และสว่ นท่ีอย่ใู ตผ้ วิ น้า โดยมองจากดา้ นบนเหนอื ผิวน้า บันทกึ ผล
– ใส่เหรยี ญลงในแกว้ เซรามกิ สีขาวทว่ี างอยูบ่ นโต๊ะ แล้วคอ่ ยๆ เดินถอยหลงั จนมองไม่เห็นเหรียญ
สังเกตส่ิงท่ีเห็นและบันทึกผล จากน้ันให้นักเรียนยืนอยู่ในตาแหน่งเดิม แล้วให้เพื่อนค่อยๆ เทน้าลงในแก้ว
เร่อื ยๆ สงั เกตภาพเหรียญอกี ครัง้ และบนั ทกึ ผล
(3) ครูและนักเรียนรว่ มกันตรวจสอบความถูกตอ้ งของขอ้ มูลทไ่ี ด้จากการปฏบิ ตั ิกจิ กรรม
(4) ครคู อยแนะนาชว่ ยเหลอื นักเรยี นขณะปฏบิ ตั กิ ิจกรรม โดยครูเดนิ ดรู อบๆ บรเิ วณห้องเรียนและเปิด
โอกาสให้นักเรียนทกุ คนซักถามเมือ่ มปี ัญหา
3) ขัน้ อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
(1) นกั เรียนแต่ละกลุม่ นาเสนอผลการปฏบิ ัตกิ จิ กรรมหน้าห้องเรียน
(2) ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันอภปิ รายผลจากการปฏบิ ตั ิกิจกรรม โดยใชแ้ นวคาถาม เช่น
– แนวภาพของดินสอส่วนทอี่ ยเู่ หนือผวิ น้าและส่วนทีอ่ ยู่ใต้ผิวน้ามองเห็นเป็นแนวเดียวกันหรือไม่
ลกั ษณะใด (แนวคาตอบ มองไม่เห็นเปน็ แนวเดียวกัน โดยแนวภาพของดินสอส่วนที่อยู่ในน้าตื้นกว่าแนวดินสอ
จรงิ )
– หลังจากเติมน้าลงไปในแก้วแล้วเรามองเห็นเหรียญหรือไม่ เพราะอะไร (แนวคาตอบ มองเห็น
เหรยี ญ เพราะแสงสะทอ้ นจากเหรยี ญต้องเคลือ่ นทผี่ ่านตวั กลาง 2 ชนิด คือ น้าและอากาศ ทาให้เกิดการหักเห
ของแสงมาตกกระทบตาเราพอดี จึงทาให้มองเห็นเหรียญได้)
– ภาพของเหรียญทอ่ี ยใู่ นนา้ เป็นอย่างไร (แนวคาตอบ อยู่ต้นื กวา่ ตาแหน่งของเหรียญ)
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า เมื่อมอง
ดนิ สอและเหรียญทอ่ี ยู่ในนา้ จะเหน็ ภาพของดนิ สอและเหรยี ญอยตู่ นื้ กว่าตาแหน่งของดนิ สอและเหรียญจรงิ
4) ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration)
นั ก เ รี ย น ค้ น ค ว้ า ค า ศั พ ท์ ภ า ษ า ต่ า ง ป ร ะ เ ท ศ เ ก่ี ย ว กั บ ก า ร หั ก เ ห ข อ ง แ ส ง จ า ก ห นั ง สื อ เ รี ย น
ภาษาต่างประเทศหรอื อนิ เทอร์เน็ต และนาเสนอให้เพือ่ นฟงั คัดคาศัพทพ์ รอ้ มท้ังคาแปลลงสมดุ ส่งครู
5) ขน้ั ประเมนิ (Evaluation)
(1) ครใู ห้นกั เรียนแตล่ ะคนพิจารณาวา่ จากหัวขอ้ ที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่
เข้าใจหรือยังมขี อ้ สงสัย ถ้ามี ครชู ว่ ยอธบิ ายเพิม่ เตมิ ใหน้ ักเรียนเข้าใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อยา่ งไรบ้าง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ
การนาความรทู้ ไี่ ดไ้ ปใชป้ ระโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเขา้ ใจของนกั เรยี นโดยการให้ตอบคาถาม เช่น
– เมอื่ เราดาน้าอยู่ เราจะมองเห็นภาพนกในอากาศอยู่สงู กวา่ นกตวั จริงเพราะอะไร (แนวคาตอบ
เพราะแสงเคลื่อนที่ผ่านอากาศที่มีความหนาแน่นหรือค่าดัชนีหักเหน้อยกว่าไปสู่น้าที่มีความหนาแน่นหรือค่า
ดชั นหี กั เหมากกว่า รงั สหี กั เหจะเบนเขา้ หาเส้นแนวฉาก จึงทาให้มองเห็นภาพนกอยูส่ ูงกวา่ นกตัวจริง)
ขั้นสรปุ
ครูและนกั เรยี นร่วมกนั สรปุ เกี่ยวกบั การหกั เหของแสง โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่ความคิดหรือผังมโน
ทัศน์
สอื่ และแหลง่ การเรียนรู้
1. กอ้ นหิน
2. แก้วนา้ ทม่ี ีน้าอยู่ 3 ใน 4 ของแก้ว
3. ใบกิจกรรม สงั เกตการมองเห็นวัตถใุ นน้า
4. หนังสือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสาหรับเยาวชน หรอื อนิ เทอรเ์ นต็
5. คูม่ ือการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 เลม่ 1
6. สื่อการเรียนรู้ PowerPoint รายวิชาพืน้ ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศึกษาปที 3ี่ เลม่ 1
7. หนังสือเรียนรายวชิ าพ้นื ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 เลม่ 1
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 39
รายวิชาวิทยาศาสตร์ (พนื้ ฐาน) ว 23101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565
หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ 4 แสง เรื่องการหกั เหของแสง (5) 1 ชั่วโมง/คาบ
วนั ที่ …………………….……………………………….. ครผู ู้สอน นางสาวองั คณา ปาสานะโม
สาระสาคัญ
แสงขาวประกอบด้วยแสงสีหลายๆ สีรวมกัน เม่ือแสงขาวเคลื่อนที่จากอากาศไปสู่ปริซึม จะทาให้แสง
สีตา่ งๆ ในแสงขาวมีการหักเหด้วยมุมท่ีแตกต่างกัน เกิดเป็นแถบแสงสีต่างๆ โดยแสงสีม่วงหักเหมากท่ีสุดและ
แสงสแี ดงหักเหนอ้ ยทสี่ ุด
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่า ยโอนพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ท่ีเก่ียวข้อง
กบั เสยี ง แสง และคล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟ้า รวมทงั้ นาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตวั ชว้ี ดั
ว 2.3 ม. 3/15 อธิบายการหักเหของแสงเม่ือผ่านตัวกลางโปร่งใสที่แตกต่างกัน และอธิบายการ
กระจายแสงของแสงขาวเมื่อผ่านปรซิ ึมจากหลักฐานเชิงประจักษ์
คุณลักษณะอนั พึงประสงคต์ ามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551
รกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ ซือ่ สัตยส์ ุจริต มวี ินยั ใฝ่เรยี นรู้
อยู่อย่างพอเพยี ง มุ่งมน่ั ในการทางาน รักความเป็นไทย มจี ติ สาธารณะ
............................................................................................................................. .............................................
ด้านสมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน
ความสามารถในการส่อื สาร :………………………………………………………..
ความสามารถในการคิด :………………………………………………………..
ความสามารถในการแกป้ ัญหา :………………………………………………………..
ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ิต :………………………………………………………..
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี :………………………………………………………..
ด้านการอา่ น คิด วเิ คราะห์ และเขียน
การอา่ น :…………………………………………………………………………..
การคดิ วิเคราะห์ :…………………………………………………………………………..
การเขียน :…………………………………………………………………………..
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. นกั เรยี นสามารถสงั เกตและอธบิ ายการกระจายของแสงได้ (K)
2. นักเรยี นสามารถแสดงทกั ษะการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ได้ (P)
3. นักเรยี นสามารถแสดงความมุ่งมั่นในการทางานได้ (A)
การวัดและการประเมนิ ผลการเรียนรู้
ผู้ประเมิน ครูผสู้ อน นกั เรยี น เพ่ือน ผูป้ กครอง
ชนิ้ งาน/ภาระงาน /ร่องรอย/หลกั ฐานการเรียนรู้
สง่ิ ท่ีต้องการวดั /ประเมนิ วิธกี ารวัด เครอื่ งมอื การวัด เกณฑ์การใหค้ ะแนน
ระดบั คณุ ภาพ
(Rubric Score)
1.นักเรียนสามารถสังเกตและอธิบายการ - ตรวจใบงาน ชิ้นงาน -ใบงาน ช้ินงานหรือ - นักเรยี นผ่านเกณฑ์
กระจายของแสงได้ (K) หรือภาระงาน ภาระงาน รอ้ ยละ 70 ขนึ้ ไป
-แบบประเมินใบงาน
2. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี
รวบรวมข้อมลู ได้ (P) สงั เกตพฤตกิ รรม พฤตกิ รรม ขนึ้ ไป
3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี
ทางานได้ (A) สงั เกตพฤตกิ รรม พฤติกรรม ขึ้นไป
สาระการเรยี นรู้
การหกั เหแสง
กิจกรรมการเรียนรู้ (กิจกรรม Active Learning)
ขั้นนาเขา้ สู่บทเรียน
1) ครูใหน้ กั เรียนดปู ริซึม แลว้ ถามคาถามนักเรยี นดังนี้
– วัตถุที่นักเรยี นเห็นคืออะไร (แนวคาตอบ ปรซิ มึ )
– ถา้ แสงตกกระทบวตั ถุที่นักเรยี นเหน็ จะเกิดปรากฏการณ์ใด (แนวคาตอบ การหักเหของแสง)
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับคาตอบ เพ่ือเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้
เรือ่ ง การหักเหของแสง
ข้นั จัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
จดั กิจกรรมการเรียนรู้โดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน
ช้ันเรียน (flipped classroom) ซ่ึงมขี ้นั ตอนดงั น้ี
1) ขน้ั สรา้ งความสนใจ (Engagement)
(1) ครูถามคาถามนักเรยี นเพอ่ื กระตุ้นความสนใจ เช่น
– แสงขาวคอื อะไร (แนวคาตอบ แสงขาว คือ คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าท่ีมนุษย์รับรู้ได้ด้วยประสาทตา
เพียงช่วงแคบๆ ระหว่าง 380–780 นาโนเมตร ประกอบด้วยแสงสีต่างๆ ท่ีเรียกว่า สเปกตรัมของแสงท่ี
มองเห็น)
– แสงขาวตกกระทบปริซึมเกิดแสงสีอะไรบ้าง (แนวคาตอบ ม่วง, คราม, น้าเงิน, เขียว, เหลือง,
ส้ม และแดง)
(2) นักเรยี นร่วมกันอภปิ รายหาคาตอบเกย่ี วกบั คาถามตามความคิดเห็นของแต่ละคน
2) ขน้ั สารวจและคน้ หา (Exploration)
(1) ครแู บ่งนักเรยี นกลุ่มละ 5 – 6 คน ปฏบิ ตั กิ จิ กรรม สังเกตการกระจายของแสง ตามข้ันตอน ดังน้ี
– เจาะชอ่ งเล็กๆ ทีจ่ ดุ กึ่งกลางดา้ นยาวของกระดาษแข็งสีดาให้สงู จากขอบ 2 เซนติเมตร และพับ
ขอบกระดาษแข็งทัง้ 2 ด้านเลก็ น้อยเพอื่ ใหก้ ระดาษแขง็ ตง้ั ตรงได้
– นากระดาษแขง็ สดี าในขนั้ ตอนท่ี 1 ปริซึม และฉากกระดาษขาวท่ีเสียบบนฐานเสียบฉากมาจัด
วาง
– เปิดไฟฉาย สังเกตแนวรังสีตกกระทบจากกล่องแสง แนวรังสีหักเหออกจากปริซึม และส่ิงที่
ปรากฏบนฉาก บันทกึ ผล
(2) ครแู ละนักเรยี นร่วมกันตรวจสอบความถกู ตอ้ งของขอ้ มูลท่ีได้จากการปฏบิ ตั ิกจิ กรรม
(3) ครคู อยแนะนาช่วยเหลอื นักเรยี นขณะปฏบิ ัตกิ จิ กรรม โดยครเู ดนิ ดรู อบๆ บรเิ วณห้องเรียนและเปิด
โอกาสใหน้ กั เรียนทุกคนซักถามเมือ่ มปี ัญหา
3) ขน้ั อธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation)
(1) นกั เรียนแตล่ ะกลุ่มนาเสนอผลการปฏิบตั กิ จิ กรรมหนา้ ห้องเรยี น
(2) ครูและนกั เรียนร่วมกนั อภิปรายผลจากการปฏบิ ัติกิจกรรม โดยใชแ้ นวคาถาม เชน่
– แสงสีต่างๆ เม่ือเคลื่อนท่ีผ่านอากาศเข้าไปในปริซึมจะหักเหเท่ากันหรือไม่ (แนวคาตอบ ไม่
เท่ากัน)
– แสงสใี ดหกั เหมากทสี่ ุด (แนวคาตอบ แสงสมี ว่ ง)
– แสงสใี ดหักเหนอ้ ยทีส่ ดุ (แนวคาตอบ แสงสแี ดง)
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า แสงขาว
ประกอบดว้ ยแสงสหี ลาย ๆ สีรวมกัน เม่ือแสงขาวเคล่ือนที่ผ่านตัวกลางต่างชนิดกัน คือ จากอากาศไปสู่ปริซึม
จะทาใหแ้ สงสตี ่างๆ ในแสงขาวมีการหักเหด้วยมมุ ทแี่ ตกตา่ งกัน จึงเกดิ เปน็ แถบแสงสีต่างๆ
4) ข้ันขยายความรู้ (Elaboration)
ครูใหน้ กั เรยี นชว่ ยกนั ยกตวั อยา่ งเกย่ี วกบั การหกั เหของแสงท่ีพบเหน็ ในชวี ติ ประจาวัน
5) ขน้ั ประเมิน (Evaluation)
(1) ครูใหน้ ักเรยี นแตล่ ะคนพิจารณาว่า จากหวั ข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่
เข้าใจหรอื ยังมขี อ้ สงสัย ถา้ มี ครูชว่ ยอธิบายเพิ่มเตมิ ใหน้ กั เรยี นเขา้ ใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อยา่ งไรบ้าง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ
การนาความรู้ท่ไี ด้ไปใช้ประโยชน์
(4) ครูทดสอบความเข้าใจของนกั เรยี นโดยการให้ตอบคาถาม เช่น
– เมื่อแสงขาวตกกระทบกับปริซึมจะเกิดการหักเห ทาให้มองเห็นแสงสีอะไรบ้าง (แนวคาตอบ
มว่ ง, คราม, นา้ เงนิ , เขยี ว, เหลือง, สม้ และแดง)
– แสงสที ม่ี องเหน็ มีคา่ ดชั นีหกั เหเทา่ กนั หรอื ไม่ (แนวคาตอบ ไมเ่ ท่ากัน)
ขน้ั สรุป
ครแู ละนกั เรยี นร่วมกันสรปุ เกย่ี วกบั การหักเหของแสง โดยรว่ มกนั เขียนเป็นแผนที่ความคิดหรือผังมโน
ทัศน์
ส่อื และแหลง่ การเรยี นรู้
1. ปริซึม
2. ใบกจิ กรรม สังเกตการกระจายของแสง
3. หนงั สอื วารสาร สารานกุ รมวิทยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรับเยาวชน หรอื อินเทอรเ์ นต็
4. คูม่ ือการสอน วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 เล่ม 1
5. สือ่ การเรียนรู้ PowerPoint รายวิชาพ้ืนฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศึกษาปที 3ี่ เล่ม1
6. หนงั สอื เรียนรายวิชาพนื้ ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 เล่ม 1
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 40
รายวชิ าวิทยาศาสตร์ (พน้ื ฐาน) ว 23101 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 4 แสง เรอ่ื งเลนส์นูน (1) 1 ชัว่ โมง/คาบ
วนั ที่ …………………….……………………………….. ครูผู้สอน นางสาวองั คณา ปาสานะโม
สาระสาคัญ
เลนส์เป็นวตั ถุที่ทามาจากวัสดุโปร่งแสง มีผิวหน้าโค้งหนึ่งด้านหรือมากกว่า มีความสามารถในการหัก
เหแสงแลว้ ทาให้เกิดภาพได้ เลนสแ์ บง่ เปน็ 2 ชนดิ คือ เลนส์นนู และเลนสเ์ ว้า
เลนสน์ ูนเปน็ เลนส์ที่มบี ริเวณส่วนกลางหนากวา่ บรเิ วณขอบ เลนส์นนู มี 3 ประเภท ไดแ้ ก่ เลนส์นูนสอง
หน้า เลนส์นูนแกมระนาบ และเลนส์นูนแกมเว้า ทาหน้าที่รวมแสงให้มารวมกันท่ีจุดจุดหน่ึง จึงมีการนาเลนส์
นูนมาเปน็ สว่ นประกอบของอุปกรณ์ต่างๆ เชน่ แวน่ ขยายและกล้องสอ่ งทางไกล
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณ์ที่เก่ียวข้อง
กบั เสยี ง แสง และคล่นื แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ รวมท้งั นาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
ตัวชวี้ ัด
ว 2.3 ม. 3/16 เขียนแผนภาพการเคลือ่ นทข่ี องแสง แสดงการเกิดภาพจากเลนส์บาง
คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551
รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซ่อื สตั ย์สุจริต มีวนิ ยั ใฝเ่ รยี นรู้
อยู่อย่างพอเพยี ง มุง่ มั่นในการทางาน รกั ความเป็นไทย มจี ิตสาธารณะ
............................................................................................................................. .............................................
ด้านสมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน
ความสามารถในการสือ่ สาร :………………………………………………………..
ความสามารถในการคิด :………………………………………………………..
ความสามารถในการแก้ปัญหา :………………………………………………………..
ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ :………………………………………………………..
ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี :………………………………………………………..
ดา้ นการอา่ น คิด วิเคราะห์ และเขียน
การอ่าน :…………………………………………………………………………..
การคิดวิเคราะห์ :…………………………………………………………………………..
การเขียน :…………………………………………………………………………..
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. นักเรยี นสามารถอธิบายลักษณะของเลนสน์ นู ได้ (K)
2. นักเรียนสามารถอธิบายการเคล่อื นที่ของแสงผา่ นเลนสน์ ูนได้ (K)
3. นกั เรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บรวบรวมข้อมลู ได้ (P)
4. นักเรยี นสามารถแสดงความมุ่งมน่ั ในการทางานได้ (A)
การวดั และการประเมินผลการเรยี นรู้
ผูป้ ระเมิน ครูผู้สอน นักเรยี น เพ่ือน ผปู้ กครอง
ชิ้นงาน/ภาระงาน /รอ่ งรอย/หลักฐานการเรียนรู้
สิ่งท่ตี ้องการวัด/ประเมิน วิธกี ารวดั เครอ่ื งมือการวัด เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
ระดบั คุณภาพ
(Rubric Score)
1.นักเรียนสามารถอธิบายลักษณะของเลนส์ - ตรวจใบงาน ช้ินงาน -ใบงาน ช้ินงานหรือ - นักเรียนผา่ นเกณฑ์
นนู ได้ (K) หรอื ภาระงาน ภาระงาน รอ้ ยละ 70 ข้นึ ไป
2.นักเรียนสามารถอธิบายการเคล่ือนที่ของ -แบบประเมนิ ใบงาน
แสงผา่ นเลนส์นูนได้ (K)
3. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคุณภาพ ดี
รวบรวมข้อมูลได้ (P) สังเกตพฤตกิ รรม พฤติกรรม ข้นึ ไป
4. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งมั่นในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คุณภาพ ดี
ทางานได้ (A) สงั เกตพฤติกรรม พฤตกิ รรม ขึ้นไป
สาระการเรยี นรู้
การหักเหของแสง
– การหักเหของแสงผา่ นเลนส์นนู และเลนส์เวา้
กิจกรรมการเรียนรู้ (กจิ กรรม Active Learning)
ข้ันนาเข้าสบู่ ทเรียน
1) ครถู ามคาถามเกย่ี วกับประสบการณเ์ ดิมของนกั เรยี น เชน่
– นักเรียนเคยใชอ้ ปุ กรณท์ ีม่ เี ลนสเ์ ปน็ ส่วนประกอบหรอื ไม่ (แนวคาตอบ เคย)
– เลนสข์ องอุปกรณ์น้ันมีลกั ษณะอย่างไร (แนวคาตอบ มีผิวหนา้ โคง้ )
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับคาตอบ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้
เรื่อง เลนสน์ ูน
ขั้นจัดกิจกรรมการเรียนรู้
จัดกิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน
ชน้ั เรยี น (flipped classroom) ซึง่ มขี ้ันตอนดังน้ี
1) ขั้นสรา้ งความสนใจ (Engagement)
(1) ครูให้นกั เรียนดูรปู แวน่ ขยาย แลว้ ถามคาถามนักเรยี นดังน้ี
– นักเรียนร้จู กั อุปกรณใ์ นรูปหรือไม่ (แนวคาตอบ รูจ้ ัก)
– อปุ กรณด์ ังกล่าวคอื อะไร (แนวคาตอบ แว่นขยาย)
(2) นกั เรยี นรว่ มกนั อภิปรายหาคาตอบเกีย่ วกับคาถามตามความคิดเห็นของแตล่ ะคน
2) ข้นั สารวจและค้นหา (Exploration)
(1) ครูให้นักเรียนศึกษาเร่ืองเลนส์ จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียน
เข้าใจว่า เลนส์เป็นวัตถุที่ทามาจากวัสดุโปร่งใส เช่น แก้วหรือพลาสติกใส และมีผิวหน้าโค้งหนึ่งด้าน หรือ
มากกว่า มีความสามารถในการหักเหแสงแล้วทาให้เกิดภาพได้ เลนส์แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ เลนส์นูน (convex
lens) และเลนสเ์ วา้ (concave lens)
(2) ครแู บง่ นักเรยี นกลมุ่ ละ 5 – 6 คน สืบคน้ ข้อมลู เก่ยี วกบั เลนส์นูน ตามข้นั ตอนดงั น้ี
– แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อย่อยให้เพ่ือนสมาชิกช่วยกันสืบค้นตามที่
สมาชิกกลุ่มช่วยกันกาหนดหัวข้อย่อย เช่น ลักษณะของเลนส์นูน ประเภทของเลนส์นูน และอุปกรณ์ที่มีเลนส์
นนู เปน็ สว่ นประกอบ
– สมาชิกกลุ่มแต่ละคนหรือกลุ่มย่อยช่วยกันสืบค้นข้อมูลตามหัวข้อย่อยที่ตนเองรับผิดชอบ โดย
การสบื คน้ จากหนงั สือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรบั เยาวชน หรืออนิ เทอร์เนต็
– สมาชกิ กลมุ่ นาขอ้ มลู ท่สี บื ค้นได้มารายงานให้เพอ่ื นๆ สมาชิกในกลมุ่ ฟัง รวมทั้งร่วมกันอภิปราย
ซกั ถามจนคาดวา่ สมาชิกทกุ คนมีความรู้ความเขา้ ใจทต่ี รงกนั
– สมาชิกกลุ่มช่วยกันสรุปความรู้ที่ได้ท้ังหมดเป็นผลงานของกลุ่ม และช่วยกันจัดทารายงาน
การศึกษาค้นควา้ เกี่ยวกบั เลนสน์ ูน
(3) ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันตรวจสอบความถูกตอ้ งของข้อมลู ท่ีได้จากการปฏิบตั ิกิจกรรม
(4) ครคู อยแนะนาช่วยเหลือนกั เรียนขณะปฏบิ ตั กิ จิ กรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ใหน้ กั เรียนทกุ คนซักถามเมื่อมีปัญหา
3) ข้ันอธิบายและลงข้อสรปุ (Explanation)
(1) นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มนาเสนอผลการปฏบิ ตั ิกจิ กรรมหน้าหอ้ งเรียน
(2) ครแู ละนักเรยี นรว่ มกันอภิปรายผลจากการปฏบิ ัติกจิ กรรม โดยใช้แนวคาถาม เช่น
– เลนส์นนู มีก่ปี ระเภท อะไรบา้ ง (แนวคาตอบ 3 ประเภท ไดแ้ ก่ เลนสน์ นู สองหน้า เลนส์นูนแกม
ระนาบ และเลนส์นนู แกมเวา้ )
– เลนสน์ นู ทาหน้าทีอ่ ะไร (แนวคาตอบ ทาหนา้ ทร่ี วมแสงให้มารวมกนั ท่จี ดุ จดุ หน่งึ )
– ยกตัวอย่างอุปกรณ์ท่ีมีเลนส์นูนเป็นส่วนประกอบมา 2 ตัวอย่าง (แนวคาตอบ แว่นขยายและ
กล้องสอ่ งทางไกล)
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า เลนส์นูน
เป็นเลนสท์ ม่ี ีบรเิ วณสว่ นกลางหนากว่าบริเวณขอบ เลนส์นูนมี 3 ประเภท ได้แก่ เลนส์นูน สองหน้า เลนส์นูน
แกมระนาบ และเลนส์นูนแกมเว้า ทาหน้าที่รวมแสงให้มารวมกันที่จุดจุดหน่ึง จึงมีการนาเลนส์นูนมาเป็น
ส่วนประกอบของอปุ กรณต์ ่างๆ เช่น แว่นขยายและกลอ้ งสอ่ งทางไกล
4) ข้ันขยายความรู้ (Elaboration)
(1) ครูอธบิ ายเพ่มิ เติมเก่ียวกับการเคลื่อนที่ของแสงผ่านเลนส์นูนให้นักเรียนเข้าใจว่า เมื่อรังสีของแสง
ซ่ึงเป็นรังสีขนานมาตกกระทบกับเลนส์นูน จุดท่ีรังสีขนานหักเหไปตัดกันเรียกว่า โฟกัส (F) ระยะจากโฟกัสถึง
กึง่ กลางเลนส์เรียกว่า ความยาวโฟกัส (f) และเส้นตรงท่ีลากผ่านกึ่งกลางเลนส์และตั้งฉากกับระนาบของเลนส์
เรยี กว่า แกนมขุ สาคญั
(2) นกั เรียนคน้ ควา้ คาศพั ท์ภาษาต่างประเทศเกีย่ วกับเลนส์นนู จากหนังสอื เรยี นภาษาต่างประเทศหรือ
อินเทอรเ์ น็ต และนาเสนอให้เพ่ือนฟัง คดั คาศพั ท์พร้อมท้ังคาแปลลงสมุดสง่ ครู
5) ขน้ั ประเมิน (Evaluation)
(1) ครใู ห้นกั เรียนแต่ละคนพจิ ารณาว่า จากหัวขอ้ ทเี่ รียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่
เขา้ ใจหรือยงั มขี อ้ สงสัย ถา้ มี ครูชว่ ยอธบิ ายเพมิ่ เตมิ ให้นักเรยี นเข้าใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อย่างไรบา้ ง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ท่ีได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ
การนาความรู้ท่ไี ดไ้ ปใชป้ ระโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเข้าใจของนกั เรียนโดยการให้ตอบคาถาม เช่น
– เลนสน์ ูนมลี กั ษณะอยา่ งไร (แนวคาตอบ บรเิ วณสว่ นกลางหนากว่าบริเวณขอบ)
– ทบี่ า้ นของนกั เรียนมีอุปกรณใ์ ดท่มี ีเลนสน์ นู เป็นส่วนประกอบ (แนวคาตอบ กล้องถ่ายรปู )
ขน้ั สรุป
ครูและนักเรยี นร่วมกันสรปุ เกยี่ วกับเลนส์นูนโดยรว่ มกนั เขยี นเป็นแผนท่คี วามคดิ หรอื ผงั มโนทศั น์
สือ่ และแหลง่ การเรียนรู้
1. รูปแว่นขยาย
2. หนังสือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสาหรับเยาวชน หรอื อินเทอร์เน็ต
3. คมู่ อื การสอน วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 3 เล่ม 1
4. สอ่ื การเรียนรู้ PowerPoint รายวชิ าพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศกึ ษาปที 3่ี เลม่ 1
5. หนังสือเรียนรายวชิ าพืน้ ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 เลม่ 1
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 41
รายวชิ าวิทยาศาสตร์ (พนื้ ฐาน) ว 23101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565
หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 4 แสง เร่อื งเลนส์นนู (2) 1 ช่ัวโมง/คาบ
วันท่ี …………………….……………………………….. ครูผสู้ อน นางสาวองั คณา ปาสานะโม
สาระสาคัญ
เลนส์นูนทาหน้าท่ีรวมแสง จุดท่ีเลนส์รวมแสงเป็นจุดจุดเดียวเรียกว่า โฟกัส การหาตาแหน่งของภาพ
ทาได้โดยการลากแนวรังสีจากวัตถุตกกระทบเลนส์ 2 เส้น เส้นแรกลากตกกระทบจุดก่ึงกลางของเลนส์ เส้นที่
สองให้ลากขนานกับแกนมุขสาคัญ จะได้รังสีหักเหผ่านจุดโฟกัสของเลนส์ จุดท่ีแนวรังสีท้ัง 2 เส้นพบกันเป็น
ตาแหน่งท่ีเกิดภาพ โดยภาพท่ีเกิดจากเลนส์นูนมีลักษณะเป็นภาพเสมือนหัวต้ัง ขนาดใหญ่กว่าวัตถุ และภาพ
จริงหวั กลับ ขนาดใหญก่ ว่าวัตถแุ ละเลก็ กวา่ วตั ถุ ขึน้ อย่กู ับระยะห่างระหว่างเลนส์นนู กบั วัตถุ
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้อง
กับเสียง แสง และคลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟา้ รวมท้ังนาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
ตวั ชว้ี ัด
ว 2.3 ม. 3/16 เขยี นแผนภาพการเคลือ่ นทข่ี องแสง แสดงการเกดิ ภาพจากเลนส์บาง
คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงคต์ ามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551
รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ ซื่อสัตยส์ จุ ริต มีวนิ ยั ใฝเ่ รยี นรู้
อยอู่ ย่างพอเพยี ง มุ่งม่นั ในการทางาน รกั ความเป็นไทย มีจิตสาธารณะ
............................................................................................................................. .............................................
ด้านสมรรถนะสาคัญของผู้เรียน
ความสามารถในการสอ่ื สาร :………………………………………………………..
ความสามารถในการคดิ :………………………………………………………..
ความสามารถในการแกป้ ัญหา :………………………………………………………..
ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต :………………………………………………………..
ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี :………………………………………………………..
ดา้ นการอา่ น คิด วเิ คราะห์ และเขียน
การอา่ น :…………………………………………………………………………..
การคิดวเิ คราะห์ :…………………………………………………………………………..
การเขียน :…………………………………………………………………………..
จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. นักเรยี นสามารถสังเกตและอธบิ ายการหาความยาวโฟกัสและภาพที่เกดิ จากเลนสน์ นู ได้ (K)
2. นักเรียนสามารถอธิบายอธบิ ายการหาตาแหน่งของภาพจากเลนสน์ นู ได้ (K)
3. นกั เรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บรวบรวมข้อมูลได้ (P)
4. นักเรยี นสามารถแสดงความมุ่งมั่นในการทางานได้ (A)
การวดั และการประเมนิ ผลการเรยี นรู้
ผปู้ ระเมิน ครูผสู้ อน นกั เรียน เพื่อน ผูป้ กครอง
ช้นิ งาน/ภาระงาน /ร่องรอย/หลักฐานการเรยี นรู้
ส่ิงทต่ี ้องการวดั /ประเมิน วิธกี ารวดั เครอ่ื งมือการวดั เกณฑ์การให้คะแนน
ระดบั คุณภาพ
(Rubric Score)
1.นักเรียนสามารถสังเกตและอธิบายการหา - ตรวจใบงาน ช้ินงาน -ใบงาน ช้ินงานหรือ - นกั เรียนผา่ นเกณฑ์
ความยาวโฟกัสและภาพที่เกิดจากเลนส์นูนได้ หรือภาระงาน ภาระงาน ร้อยละ 70 ข้ึนไป
(K) -แบบประเมนิ ใบงาน
2.นักเรียนสามารถอธิบายอธิบายการหา
ตาแหน่งของภาพจากเลนส์นนู ได้ (K)
3. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คุณภาพ ดี
รวบรวมข้อมูลได้ (P) สังเกตพฤตกิ รรม พฤตกิ รรม ข้ึนไป
4. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งมั่นในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี
ทางานได้ (A) สังเกตพฤติกรรม พฤติกรรม ขนึ้ ไป
สาระการเรียนรู้
การหักเหของแสง
– การหกั เหของแสงผ่านเลนส์นูนและเลนส์เว้า
กิจกรรมการเรยี นรู้ (กิจกรรม Active Learning)
ขนั้ นาเข้าสบู่ ทเรยี น
1) ครใู หน้ ักเรยี นดูเลนสน์ นู แล้วถามคาถามนกั เรยี นดงั น้ี
– เลนสท์ ี่นกั เรียนดคู ือเลนส์ชนิดใด (แนวคาตอบ เลนส์นนู )
– เลนสท์ นี่ กั เรียนดูมลี ักษณะใด (แนวคาตอบ บริเวณสว่ นกลางหนากวา่ บริเวณสว่ นขอบ)
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับคาตอบ เพ่ือเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้
เรอื่ ง เลนสน์ นู
ขนั้ จดั กจิ กรรมการเรียนรู้
จัดกิจกรรมการเรียนรูโ้ ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน
ชนั้ เรยี น (flipped classroom) ซึง่ มีข้นั ตอนดังนี้
1) ข้ันสร้างความสนใจ (Engagement)
(1) ครใู หน้ กั เรียนทบทวนความรู้เดิมท่ีได้เรยี นรมู้ าแลว้ โดยใช้คาถามตอ่ ไปนี้
– เลนส์นนู ทาหน้าที่อะไร (แนวคาตอบ ทาหน้าทีร่ วมแสงใหม้ าอย่ทู ่ีจุดจุดหนึง่ )
– โฟกัสและความยาวโฟกัสแตกต่างกันอย่างไร (แนวคาตอบ โฟกัส คือ จุดที่รังสีขนาน หักเหไป
ตดั กนั สว่ นความยาวโฟกัส คอื ระยะจากโฟกัสถึงกง่ึ กลางเลนส)์
(2) นักเรียนร่วมกนั อภปิ รายหาคาตอบเกีย่ วกบั คาถามตามความคดิ เหน็ ของแต่ละคน
2) ขนั้ สารวจและคน้ หา (Exploration)
(1) ครูแบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สังเกตการหาความยาวโฟกัสและภาพท่ีเกิดจาก
เลนสน์ ูน ตามข้นั ตอน ดงั นี้
ตอนที่ 1
– ทาการหาความยาวโฟกัสของเลนส์นูน โดยเปิดไฟฉายแล้วนาเลนส์นูนรับแสงให้รวมแสงเป็น
จุดบนกระดาษขาว วดั ระยะทางระหว่างเลนสน์ ูนกบั กระดาษขาว บนั ทกึ ผล
ตอนท่ี 2
– นาอุปกรณ์ชดุ กัน้ แสงและเลนส์นูนมาวางบนโต๊ะ ให้มีระยะทางห่างกัน 20 เซนติเมตร จากนั้น
นาฉากกระดาษขาวทเี่ สยี บบนฐานเสียบฉากมาจัดวางให้มีระยะทางห่างจากเลนส์นูน 30 เซนติเมตร ท้ังน้ีต้อง
จดั ใหอ้ ปุ กรณท์ ง้ั 3 ชิ้นวางอยใู่ นแนวเดียวกัน
– นาไฟฉายมาวางตดิ กบั อุปกรณ์ชุดกน้ั แสง เปดิ ไฟฉาย สังเกตภาพท่ีเกิดขึ้นบนฉาก จากนั้นค่อย
ๆ เล่ือนฉากเข้าหาหรือออกห่างจากเลนส์นูน จนกระทั่งสามารถเห็นภาพลูกศรบนฉากชัดเจน สังเกตลักษณะ
และขนาดของภาพท่ีเกดิ ข้ึน แลว้ วดั ระยะทางระหว่างเลนสน์ นู กบั ฉาก
– ดาเนินการเช่นเดียวกับข้ันตอนที่ 1 – 2 แต่เปล่ียนระยะทางระหว่างอุปกรณ์ชุดก้ันแสงและ
เลนสน์ นู ใหเ้ ป็น 28 เซนตเิ มตร 35 เซนตเิ มตร และ 6 เซนตเิ มตร ตามลาดบั
(2) ครแู ละนักเรยี นร่วมกันตรวจสอบความถกู ต้องของข้อมูลท่ไี ดจ้ ากการปฏบิ ัติกจิ กรรม
(3) ครูคอยแนะนาชว่ ยเหลือนกั เรยี นขณะปฏิบตั กิ ิจกรรม โดยครูเดินดรู อบๆ บรเิ วณห้องเรียนและเปิด
โอกาสใหน้ กั เรยี นทุกคนซกั ถามเมือ่ มปี ัญหา
3) ข้ันอธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation)
(1) นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มนาเสนอผลการปฏิบัติกจิ กรรมหนา้ ห้องเรยี น
(2) ครูและนกั เรยี นรว่ มกนั อภิปรายผลจากการปฏบิ ตั กิ ิจกรรม โดยใชแ้ นวคาถาม เช่น
– นักเรียนวัดความยาวโฟกัสโดยใชจ้ ุดใดเป็นหลัก (แนวคาตอบ จุดท่ีเลนส์นูนรวมแสงเป็นจุดจุด
เดยี ว)
– เม่ือเปรียบเทียบระยะห่างระหว่างอุปกรณ์ชุดก้ันแสงกับเลนส์นูนแล้วได้ผลลักษณะใด (แนว
คาตอบ ถ้าระยะห่างระหว่างอุปกรณ์ชุดกั้นแสงกับเลนส์นูนน้อยกว่าความยาวโฟกัสจะทาให้ไม่เกิดภาพที่ฉาก
เรียกว่า เกิดภาพเสมือน ถ้าระยะห่างระหว่างอุปกรณ์ชุดกั้นแสงกับเลนส์นูนมากกว่าความยาวโฟกัสจะทาให้
เกิดภาพในระยะท่แี ตกต่างกนั และมองเห็นภาพจริงหวั กลบั บนฉาก)
– ผลสรุปของกิจกรรมน้ีคืออะไร (แนวคาตอบ 1) จุดรวมแสงของเลนส์นูน คือ โฟกัสของเลนส์
2) ความยาวโฟกัสของเลนส์นูนหาได้โดยวิธีรวมแสงอาทิตย์ และเลนส์นูนแต่ละอันมีความยาวโฟกัสไม่เท่ากัน
ข้ึนอยู่กับขนาดของเลนส์ 3) ภาพท่ีเกิดจากเลนส์นูนเป็นได้ทั้งภาพจริงและภาพเสมือน สาหรับภาพจริงขึ้นอยู่
กับระยะวตั ถุ 4) ภาพท่ีสามารถเอาฉากรับได้และมีลักษณะหัวกลับกับวัตถุเรียกว่า ภาพจริง ภาพที่ไม่สามารถ
เอาฉากรบั ไดแ้ ละมีลักษณะหวั ตั้งเหมือนวตั ถุเรยี กวา่ ภาพเสมือน)
(3) ครแู ละนักเรียนร่วมกนั สรุปผลจากการปฏิบัตกิ จิ กรรม โดยครเู นน้ ให้นกั เรียนเขา้ ใจว่า เลนส์นูนทา
หน้าทร่ี วมแสง จุดทเี่ ลนส์รวมแสงเป็นจุดจุดเดียวเรียกว่า โฟกัส โดยภาพท่ีเกิดจากเลนส์นูนเป็นได้ท้ังภาพจริง
หัวกลบั ขนาดของภาพข้ึนอย่รู ะยะวัตถุ และภาพเสมอื นหัวตงั้ ขนาดใหญก่ ว่าวัตถุ
4) ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration)
ครูอธิบายเพ่ิมเติมเกี่ยวกับการหาตาแหน่งของภาพและลักษณะภาพท่ีเกิดจากเลนส์นูนให้นักเรียน
เข้าใจว่า การหาตาแหน่งของภาพทาได้โดยการลากแนวรังสีจากวัตถุตกกระทบเลนส์ 2 เส้น เส้นแรกลากตก
กระทบจุดก่ึงกลางของเลนส์ เส้นที่สองให้ลากขนานกับแกนมุขสาคัญ จะได้รังสีหักเหผ่านจุดโฟกัสของเลนส์
จดุ ทแ่ี นวรังสที ้งั 2 เส้นพบกันเป็นตาแหน่งที่เกิดภาพ โดยภาพที่เกิดจากเลนส์นูนมีลักษณะเป็นภาพเสมือนหัว
ตั้ง ขนาดใหญ่กว่าวัตถุ และภาพจริงหัวกลับ ขนาดใหญ่กว่าวัตถุและเล็กกว่าวัตถุ ขึ้นอยู่กับระยะห่างระหว่าง
เลนส์นนู กับวัตถุ
5) ขัน้ ประเมนิ (Evaluation)
(1) ครูใหน้ ักเรยี นแตล่ ะคนพิจารณาวา่ จากหัวข้อทเ่ี รียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างท่ียังไม่
เข้าใจหรอื ยังมีข้อสงสยั ถา้ มี ครูช่วยอธบิ ายเพม่ิ เตมิ ให้นกั เรียนเข้าใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อย่างไรบ้าง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ
การนาความร้ทู ่ีได้ไปใช้ประโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเขา้ ใจของนักเรยี นโดยการให้ตอบคาถาม เช่น
– ถา้ วางเทยี นไขระหวา่ งเลนส์นูนกับจุดโฟกัส นักเรียนจะมองเห็นภาพลักษณะใด (แนวคาตอบ
ภาพเสมือนหัวต้งั มีขนาดใหญก่ ว่าวตั ถุ อยหู่ น้าเลนส์)
– เมอ่ื แสงหกั เหผ่านเลนสน์ ูนจะเกิดอะไรข้นึ (แนวคาตอบ เกิดการรวมแสง)
ขน้ั สรุป
ครูและนักเรยี นรว่ มกนั สรุปเก่ยี วกับเลนส์นนู โดยรว่ มกันเขียนเป็นแผนท่คี วามคดิ หรอื ผังมโนทศั น์
สอ่ื และแหล่งการเรยี นรู้
1. เลนส์นนู
2. ใบกจิ กรรม สังเกตการหาความยาวโฟกัสและภาพทเี่ กิดจากเลนสน์ นู
3. หนังสอื วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรับเยาวชน หรืออินเทอร์เน็ต
4. คู่มือการสอน วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 เล่ม 1
5. ส่อื การเรยี นรู้ PowerPoint รายวชิ าพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่3 เลม่ 1
6. หนังสือเรียนรายวิชาพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 3 เล่ม 1
แผนการจัดการเรียนรูท้ ี่ 42
รายวิชาวิทยาศาสตร์ (พื้นฐาน) ว 23101 กล่มุ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 3 ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 4 แสง เร่อื งเลนส์เว้า 1 ชว่ั โมง/คาบ
วันที่ …………………….……………………………….. ครูผ้สู อน นางสาวอังคณา ปาสานะโม
สาระสาคัญ
เลนส์เว้าเปน็ เลนส์ท่ีมีบรเิ วณส่วนกลางบางกวา่ บริเวณขอบ เลนสเ์ วา้ มี 3 ประเภท ได้แก่ เลนส์เว้าสอง
หนา้ เลนสเ์ วา้ แกมระนาบ และเลนส์เว้าแกมนูน มีสมบัติในการกระจายแสงเหมือนเลนส์นูน จึงมีการนาเลนส์
เว้ามาเปน็ ส่วนประกอบของอปุ กรณต์ า่ งๆ เชน่ แวน่ ตาสาหรับคนสายตาสน้ั
เมื่อรังสีของแสงขนานเคล่ือนท่ีผ่านเลนส์เว้าจะกระจายออกจากกัน และเม่ือต่อแนวรังสีของแสงท่ี
กระจายออกจะไปรวมกันท่ีจุดจุดหนึ่งท่ีตาแหน่งหน้าเลนส์ เรียกจุดนี้ว่า โฟกัส การหาตาแหน่งของภาพทาได้
โดยการลากแนวรงั สีจากวตั ถตุ กกระทบเลนส์ 2 เสน้ เส้นแรกลากตกกระทบจุดกึ่งกลางของเลนส์ เส้นที่สองให้
ลากขนานกับแกนมุขสาคัญจะได้รังสีหักเห จากน้ันลากเส้นต่อจากรังสีหักเหผ่านจุดโฟกัส จุดท่ีแนวรังสีท้ัง 2
เส้นพบกันเป็นตาแหน่งท่ีเกิดภาพ โดยภาพที่เกิดจากเลนส์เว้ามีลักษณะเป็นภาพเสมือนหัวต้ัง ขนาดเล็กกว่า
วตั ถุ อยู่หนา้ เลนสเ์ สมอ
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ียนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณ์ที่เก่ียวข้อง
กบั เสียง แสง และคลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้า รวมทั้งนาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
ตัวชว้ี ัด
ว 2.3 ม. 3/16 เขียนแผนภาพการเคลอ่ื นทขี่ องแสง แสดงการเกดิ ภาพจากเลนสบ์ าง
คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551
รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ ซือ่ สัตยส์ จุ ริต มวี ินยั ใฝเ่ รียนรู้
อยอู่ ยา่ งพอเพียง มงุ่ ม่นั ในการทางาน รกั ความเป็นไทย มจี ติ สาธารณะ
............................................................................................................................. .............................................
ด้านสมรรถนะสาคัญของผูเ้ รยี น
ความสามารถในการสอ่ื สาร :………………………………………………………..
ความสามารถในการคดิ :………………………………………………………..
ความสามารถในการแกป้ ัญหา :………………………………………………………..
ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ติ :………………………………………………………..
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี :………………………………………………………..
ด้านการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน
การอา่ น :…………………………………………………………………………..
การคดิ วิเคราะห์ :…………………………………………………………………………..
การเขยี น :…………………………………………………………………………..
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. นกั เรยี นสามารถอธบิ ายลักษณะของเลนสเ์ วา้ ได้ (K)
2. นกั เรยี นสามารถอธิบายการหาตาแหน่งของภาพและลกั ษณะภาพที่เกดิ จากเลนส์เวา้ ได้ (K)
3. นกั เรียนสามารถแสดงทกั ษะการเก็บรวบรวมข้อมลู ได้ (P)
4. นักเรยี นสามารถแสดงความมุ่งม่นั ในการทางานได้ (A)
การวดั และการประเมนิ ผลการเรียนรู้
ผ้ปู ระเมนิ ครูผู้สอน นกั เรียน เพื่อน ผปู้ กครอง
ชิน้ งาน/ภาระงาน /ร่องรอย/หลกั ฐานการเรียนรู้
ส่งิ ทต่ี ้องการวัด/ประเมนิ วิธกี ารวัด เคร่ืองมือการวดั เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
ระดับคุณภาพ
(Rubric Score)
1.นักเรียนสามารถอธิบายลักษณะของเลนส์ - ตรวจใบงาน ชิ้นงาน -ใบงาน ช้ินงานหรือ - นักเรียนผา่ นเกณฑ์
เวา้ ได้ (K) หรือภาระงาน ภาระงาน ร้อยละ 70 ขน้ึ ไป
2.นักเรียนสามารถอธิบายการหาตาแหน่งของ -แบบประเมนิ ใบงาน
ภาพและลักษณะภาพท่ีเกิดจากเลนส์เว้าได้
(K)
3. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คุณภาพ ดี
รวบรวมข้อมลู ได้ (P) สงั เกตพฤติกรรม พฤตกิ รรม ข้ึนไป
4. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี
ทางานได้ (A) สังเกตพฤติกรรม พฤตกิ รรม ขึ้นไป
สาระการเรยี นรู้
การหักเหของแสง
– การหกั เหของแสงผา่ นเลนส์นนู และเลนส์เว้า
กิจกรรมการเรยี นรู้ (กจิ กรรม Active Learning)
ขั้นนาเขา้ สู่บทเรียน
1) ครใู หน้ กั เรยี นทบทวนความรูเ้ ดมิ ท่ีไดเ้ รียนรู้มาแลว้ โดยใช้คาถามต่อไปน้ี
– เลนส์คืออะไร (แนวคาตอบ เลนส์ คือ วัตถุท่ีทามาจากวัสดุโปร่งใส เช่น แก้วหรือพลาสติก มี
ผวิ หน้าโคง้ หนึ่งดา้ นหรือมากกวา่ สามารถหักเหแสงแล้วทาใหเ้ กดิ ภาพได้)
– นอกจากเลนส์นูนแลว้ ยังมเี ลนส์ชนิดใดอกี บ้าง (แนวคาตอบ เลนสเ์ วา้ )
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคาตอบ เพ่ือเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้
เร่ือง เลนสเ์ ว้า
ขน้ั จดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
จัดกิจกรรมการเรียนรโู้ ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน
ชนั้ เรียน (flipped classroom) ซงึ่ มขี นั้ ตอนดังนี้
1) ข้นั สร้างความสนใจ (Engagement)
(1) ครูถามคาถามนักเรยี นเพื่อกระตุน้ ความสนใจ เช่น
– นกั เรียนรจู้ ักแวน่ ตาหรือไม่ (แนวคาตอบ รจู้ ัก)
– แว่นตาสาหรับคนสายตาส้ันทามาจากเลนส์อะไร (แนวคาตอบ เลนสเ์ ว้า)
(2) นักเรียนร่วมกันอภิปรายหาคาตอบเก่ยี วกับคาถามตามความคดิ เห็นของแต่ละคน
2) ขนั้ สารวจและคน้ หา (Exploration)
(1) ครูแบ่งนกั เรยี นกลมุ่ ละ 5 – 6 คน สบื ค้นข้อมลู เกีย่ วกับเลนส์เว้า ตามข้นั ตอนดงั น้ี
– แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อย่อยให้เพ่ือนสมาชิกช่วยกันสืบค้นตามที่
สมาชิกกลุ่มช่วยกันกาหนดหัวข้อย่อย เช่น ลักษณะของเลนส์เว้า ประเภทของเลนส์เว้า และอุปกรณ์ที่มีเลนส์
เว้าเปน็ สว่ นประกอบ
– สมาชิกกลุ่มแต่ละคนหรือกลุ่มย่อยช่วยกันสืบค้นข้อมูลตามหัวข้อย่อยท่ีตนเองรับผิดชอบ โดย
การสบื ค้นจากหนงั สือ วารสาร สารานุกรมวทิ ยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรับเยาวชน หรืออินเทอรเ์ นต็
– สมาชิกกลุ่มนาข้อมูลที่สืบค้นได้มารายงานให้เพื่อน ๆ สมาชิกในกลุ่มฟัง รวมท้ังร่วมกัน
อภิปรายซกั ถามจนคาดว่าสมาชิกทกุ คนมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจทตี่ รงกัน
– สมาชิกกลุ่มช่วยกันสรุปความรู้ท่ีได้ทั้งหมดเป็นผลงานของกลุ่ม และช่วยกันจัดทารายงาน
การศกึ ษาค้นคว้าเก่ยี วกับเลนสเ์ ว้า
(2) ครูและนักเรยี นรว่ มกันตรวจสอบความถกู ตอ้ งของข้อมูลที่ได้จากการปฏิบตั ิกิจกรรม
(3) ครูคอยแนะนาช่วยเหลือนกั เรยี นขณะปฏบิ ตั กิ จิ กรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ใหน้ กั เรยี นทุกคนซักถามเม่อื มปี ญั หา
3) ข้นั อธบิ ายและลงขอ้ สรุป (Explanation)
(1) นกั เรยี นแต่ละกลมุ่ นาเสนอผลการปฏบิ ตั ิกิจกรรมหน้าหอ้ งเรยี น
(2) ครแู ละนักเรียนร่วมกันอภิปรายผลจากการปฏิบัตกิ ิจกรรม โดยใช้แนวคาถาม เชน่
– เลนส์เว้ามีกปี่ ระเภท อะไรบา้ ง (แนวคาตอบ 3 ประเภท ไดแ้ ก่ เลนสเ์ วา้ สองหน้า เลนส์เว้าแกม
ระนาบ และเลนสเ์ ว้าแกมนูน)
– สมบตั ิของเลนสเ์ วา้ คอื อะไร (แนวคาตอบ กระจายแสงเหมอื นกระจกนูน)
– ยกตัวอยา่ งอปุ กรณ์ทม่ี ีเลนสเ์ วา้ เป็นส่วนประกอบ (แนวคาตอบ แว่นตาสาหรับคนสายตาส้ัน)
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า เลนส์เว้า
เป็นเลนส์ที่มีบริเวณส่วนกลางบางกว่าบริเวณขอบ เลนส์เว้ามี 3 ประเภท ได้แก่ เลนส์เว้าสองหน้า เลนส์เว้า
แกมระนาบ และเลนส์เว้าแกมนูน มีสมบัติในการกระจายแสงเหมือนเลนส์นูน จึงมีการนาเลนส์เว้ามาเป็น
สว่ นประกอบของอปุ กรณ์ต่างๆ เชน่ แวน่ ตาสาหรับคนสายตาสนั้
4) ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration)
(1) ครอู ธบิ ายเพิ่มเติมเก่ียวกับการเคลื่อนท่ีของแสงผ่านเลนส์เว้า การหาตาแหน่งของภาพและลักษณะ
ภาพทเ่ี กดิ จากเลนส์เว้าใหน้ กั เรยี นเขา้ ใจว่า เม่อื รังสขี องแสงขนานเคล่อื นท่ีผ่านเลนส์เว้าจะกระจายออกจากกัน
และเม่อื ตอ่ แนวรังสีของแสงทกี่ ระจายออกจะไปรวมกันท่จี ุดจดุ หนึง่ ท่ตี าแหนง่ หนา้ เลนส์ เรยี กจุดน้วี า่ โฟกสั
การหาตาแหน่งของภาพทาได้โดยการลากแนวรังสีจากวัตถุตกกระทบเลนส์ 2 เส้น เส้นแรกลากตกกระทบจุด
ก่ึงกลางของเลนส์ เส้นที่สองให้ลากขนานกับแกนมุขสาคัญจะได้รังสีหักเห จากนั้นลากเส้นต่อจากรังสีหักเห
ผ่านจุดโฟกัส จุดที่แนวรังสีท้ัง 2 เส้นพบกันเป็นตาแหน่งท่ีเกิดภาพ โดยภาพท่ีเกิดจากเลนส์เว้ามีลักษณะเป็น
ภาพเสมือนหัวตั้ง ขนาดเลก็ กวา่ วัตถุ อยู่หนา้ เลนสเ์ สมอ
(2) นกั เรยี นค้นควา้ คาศพั ท์ภาษาตา่ งประเทศเกย่ี วกับเลนส์เว้าจากหนังสอื เรียนภาษาต่างประเทศหรือ
อินเทอรเ์ น็ต และนาเสนอให้เพ่ือนฟัง คดั คาศพั ท์พรอ้ มทง้ั คาแปลลงสมดุ สง่ ครู
5) ขนั้ ประเมนิ (Evaluation)
(1) ครใู ห้นกั เรียนแตล่ ะคนพิจารณาวา่ จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่
เขา้ ใจหรอื ยังมขี ้อสงสยั ถ้ามี ครชู ว่ ยอธบิ ายเพ่มิ เตมิ ให้นักเรียนเขา้ ใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อยา่ งไรบา้ ง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ
การนาความรู้ทไี่ ด้ไปใช้ประโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเขา้ ใจของนกั เรยี นโดยการใหต้ อบคาถาม เชน่
– ระยะวัตถุมีผลต่อลักษณะของภาพที่เกิดจากเลนส์เว้าเพราะอะไร (แนวคาตอบ เพราะระยะ
วตั ถทุ ตี่ ่างกันทาให้รงั สีของแสงหักเหผ่านเลนส์และตดั กันจนเกดิ ภาพท่ตี าแหนง่ ต่างกนั )
– ภาพท่ีเกิดจากเลนส์เว้าเมื่อระยะวัตถุมีค่าเป็น 2 เท่าของความยาวโฟกัสมีลักษณะใด (แนว
คาตอบ เกดิ ภาพเสมอื นหัวตงั้ ขนาดเลก็ กว่าวตั ถุ อยู่หนา้ เลนส์)
ข้ันสรปุ
ครแู ละนักเรยี นร่วมกนั สรปุ เก่ยี วกับเลนสเ์ ว้าโดยร่วมกนั เขยี นเป็นแผนที่ความคิดหรือผังมโนทัศน์
ส่อื และแหลง่ การเรียนรู้
1. หนังสือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสาหรบั เยาวชน หรอื อินเทอร์เนต็
2. คมู่ ือการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 3 เล่ม 1
3. สอื่ การเรยี นรู้ PowerPoint รายวชิ าพ้ืนฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่3ี เลม่ 1
4. หนงั สอื เรียนรายวิชาพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 เลม่ 1
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 43
รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ (พืน้ ฐาน) ว 23101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 4 แสง เรือ่ งการหักเหของแสงผา่ นเลนสน์ ูนและเลนส์เว้า 1 ชัว่ โมง/คาบ
วันท่ี …………………….……………………………….. ครูผสู้ อน นางสาวอังคณา ปาสานะโม
สาระสาคญั
เม่ือแสงเคลื่อนที่ผ่านเลนส์นูน เลนส์นูนจะรวมแสง เม่ือแสงเคล่ือนท่ีผ่านเลนส์เว้า เลนส์เว้าจะ
กระจายแสง
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ียนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เก่ียวข้อง
กับเสยี ง แสง และคล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟา้ รวมท้งั นาความรไู้ ปใช้ประโยชน์
ตัวชว้ี ดั
ว 2.3 ม. 3/16 เขยี นแผนภาพการเคลื่อนท่ีของแสง แสดงการเกิดภาพจากเลนสบ์ าง
คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551
รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ ซื่อสตั ยส์ ุจรติ มวี นิ ยั ใฝเ่ รียนรู้
อยูอ่ ยา่ งพอเพียง ม่งุ มน่ั ในการทางาน รกั ความเป็นไทย มจี ิตสาธารณะ
............................................................................................................................. .............................................
ด้านสมรรถนะสาคญั ของผู้เรยี น
ความสามารถในการส่อื สาร :………………………………………………………..
ความสามารถในการคดิ :………………………………………………………..
ความสามารถในการแกป้ ัญหา :………………………………………………………..
ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต :………………………………………………………..
ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี :………………………………………………………..
ดา้ นการอา่ น คดิ วเิ คราะห์ และเขยี น
การอ่าน :…………………………………………………………………………..
การคิดวิเคราะห์ :…………………………………………………………………………..
การเขียน :…………………………………………………………………………..
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. นกั เรยี นสามารถสงั เกตและอธบิ ายการหักเหของแสงผา่ นเลนส์นูนและเลนส์เว้าได้ (K)
2. นักเรยี นสามารถแสดงทักษะการเกบ็ รวบรวมข้อมูลได้ (P)
3. นักเรยี นสามารถแสดงความมุ่งมนั่ ในการทางานได้ (A)
การวดั และการประเมินผลการเรียนรู้
ผู้ประเมิน ครผู ู้สอน นกั เรียน เพื่อน ผู้ปกครอง
ช้นิ งาน/ภาระงาน /ร่องรอย/หลักฐานการเรียนรู้
สิ่งทีต่ ้องการวัด/ประเมิน วธิ ีการวัด เครื่องมือการวัด เกณฑก์ ารให้คะแนน
ระดับคณุ ภาพ
(Rubric Score)
1.นักเรียนสามารถสังเกตและอธิบายการหัก - ตรวจใบงาน ช้ินงาน -ใบงาน ช้ินงานหรือ - นักเรียนผ่านเกณฑ์
เหของแสงผ่านเลนสน์ นู และเลนสเ์ ว้าได้ (K) หรอื ภาระงาน ภาระงาน รอ้ ยละ 70 ขึน้ ไป
-แบบประเมินใบงาน
2. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คุณภาพ ดี
รวบรวมข้อมูลได้ (P) สงั เกตพฤตกิ รรม พฤติกรรม ขน้ึ ไป
3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งมั่นในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคุณภาพ ดี
ทางานได้ (A) สังเกตพฤติกรรม พฤตกิ รรม ขึ้นไป
สาระการเรยี นรู้
การหักเหของแสง
– การหกั เหของแสงผา่ นเลนส์นูนและเลนสเ์ วา้
กจิ กรรมการเรยี นรู้ (กจิ กรรม Active Learning)
ขั้นนาเข้าส่บู ทเรยี น
1) ครูให้นกั เรยี นทบทวนความรู้เดมิ ทไี่ ด้เรียนรู้มาแลว้ โดยใชค้ าถามต่อไปน้ี
– เลนส์นูนและเลนส์เว้ามีลักษณะเหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร (แนวคาตอบ มีทั้งส่วนที่
เหมือนกันและแตกต่างกัน ส่วนท่ีเหมือนกัน คือ สามารถหักเหแสงแล้วเกิดภาพได้ และส่วนท่ีแตกต่างกัน คือ
เลนส์นนู มบี ริเวณส่วนกลางหนากว่าบริเวณขอบ เลนสเ์ วา้ มีบริเวณสว่ นกลางบางกว่าบรเิ วณขอบ)
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับคาตอบ เพ่ือเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้
เรือ่ ง การหกั เหของแสงผา่ นเลนส์นนู และเลนสเ์ วา้
ขนั้ จดั กิจกรรมการเรยี นรู้
จัดกิจกรรมการเรยี นรู้โดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน
ชนั้ เรียน (flipped classroom) ซึ่งมีขน้ั ตอนดังนี้
1) ขน้ั สร้างความสนใจ (Engagement)
(1) ครถู ามคาถามนักเรียนเพื่อกระตุน้ ความสนใจ เชน่
– แสงที่เคลื่อนที่ผ่านเลนส์นูนและเลนส์เว้า มีลักษณะเหมือนกระจกนูนและกระจกเว้าหรือไม่
อย่างไร (แนวคาตอบ ไมเ่ หมอื น โดยแสงที่เคล่ือนทีผ่ า่ นเลนส์นูนและกระจกเว้าจะรวมแสง ส่วนแสงที่เคลื่อนท่ี
ผ่านเลนสเ์ ว้าและกระจกนูนจะกระจายแสง)
(2) นกั เรยี นรว่ มกันอภิปรายหาคาตอบเกี่ยวกบั คาถามตามความคิดเหน็ ของแต่ละคน
2) ขนั้ สารวจและค้นหา (Exploration)
(1) ครแู บง่ นกั เรียนกล่มุ ละ 5 – 6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สังเกตการหักเหของแสงผ่านเลนส์นูนและเลนส์
เว้า ตามข้นั ตอน ดงั นี้
– ขีดเส้นตรงบนกระดาษขาว แล้วนาเลนส์นูนมาวางทับ โดยให้ปลายขอบของเลนส์นูนท้ัง 2
ด้านทบั กบั เสน้ ตรงพอดี
– จัดรังสีของแสงขนาน 3 เส้นจากกล่องแสง ให้พุ่งไปตั้งฉากกับเส้นตรงที่ขีดไว้บนกระดาษขาว
ในข้นั ตอนท่ี 1 สงั เกตแนวรังสที ่ีผ่านออกมาจากเลนสน์ นู บนั ทึกผล
– ดาเนนิ การเชน่ เดยี วกับขัน้ ตอนท่ี 1 – 2 แต่เปลยี่ นจากเลนส์นนู เปน็ เลนสเ์ ว้า
(2) ครแู ละนักเรียนรว่ มกันตรวจสอบความถูกต้องของขอ้ มูลทีไ่ ด้จากการปฏบิ ัติกจิ กรรม
(3) ครคู อยแนะนาชว่ ยเหลือนกั เรยี นขณะปฏิบตั กิ ิจกรรม โดยครเู ดินดรู อบๆ บริเวณห้องเรียนและเปิด
โอกาสให้นักเรียนทุกคนซักถามเม่อื มปี ัญหา
3) ขัน้ อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
(1) นกั เรียนแตล่ ะกลุม่ นาเสนอผลการปฏบิ ตั ิกิจกรรมหน้าห้องเรียน
(2) ครูและนกั เรยี นรว่ มกันอภิปรายผลจากการปฏิบัตกิ จิ กรรม โดยใช้แนวคาถาม เชน่
– รงั สหี ักเหท่ผี ่านเลนสน์ ูนมีลกั ษณะใด (แนวคาตอบ รังสหี ักเหท่ผี ่านเลนส์นนู จะเบน
เขา้ หากนั และไปตัดกนั ท่จี ุดจดุ หนึ่ง)
– รังสีหักเหที่ผ่านเลนส์เว้ามีลักษณะใด (แนวคาตอบ รังสีหักเหท่ีผ่านเลนส์เว้าจะเบนออกจาก
กนั )
– ถ้าต่อแนวรังสีหักเหที่ผ่านออกมาจากเลนส์เว้าไปทางแหล่งกาเนิดแสง แนวรังสีท่ีต่อไปจะมี
ลกั ษณะใด (แนวคาตอบ แนวรังสีทีต่ ่อไปจะตัดกันท่ีจดุ จดุ หน่งึ )
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า เม่ือรังสี
ของแสงขนานเคลื่อนทผี่ า่ นเลนสน์ ูน รงั สขี องแสงจะหกั เห โดยเบนเข้าหากันและไปตัดกันที่จุดจุดหน่ึง เมื่อรังสี
ของแสงขนานเคลื่อนท่ีผ่านเลนส์เว้า รังสีของแสงจะหักเห โดยเบนออกจากกัน ถ้าต่อแนวรังสีหักเหจะไปตัด
กนั ท่จี ดุ จดุ หนงึ่
4) ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration)
นักเรียนค้นคว้าคาศัพท์ภาษาต่างประเทศเก่ียวกับการหักเหของแสงผ่านเลนส์นูนและเลนส์เว้าจาก
หนังสือเรียนภาษาตา่ งประเทศหรืออนิ เทอร์เน็ต และนาเสนอให้เพือ่ นฟัง คดั คาศพั ท์พร้อมท้ังคาแปลลงสมุดส่ง
ครู
5) ข้นั ประเมิน (Evaluation)
(1) ครูใหน้ กั เรยี นแต่ละคนพจิ ารณาวา่ จากหวั ขอ้ ทเี่ รียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างท่ียังไม่
เขา้ ใจหรือยงั มขี อ้ สงสยั ถา้ มี ครชู ว่ ยอธิบายเพมิ่ เตมิ ให้นักเรยี นเข้าใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อยา่ งไรบา้ ง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับประโยชน์ท่ีได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ
การนาความรทู้ ไี่ ดไ้ ปใช้ประโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเขา้ ใจของนักเรยี นโดยการให้ตอบคาถาม เชน่
– รังสีหักเหท่ีผ่านเลนส์นูนและเลนส์เว้าแตกต่างกันลักษณะใด (แนวคาตอบ รังสีหักเหที่ผ่าน
เลนสน์ นู จะเบนเข้าหากันและไปตัดกนั ท่ีจดุ จดุ หนึง่ ส่วนรังสหี ักเหที่ผ่านเลนสเ์ ว้าจะเบนออกจากกัน)
– แสงเคล่ือนท่ีผ่านเลนส์นูนและเลนส์เว้ามีลักษณะใด (แนวคาตอบ เลนส์นูนจะรวมแสงส่วน
เลนสเ์ ว้าจะกระจายแสง)
ขน้ั สรุป
ครแู ละนักเรยี นรว่ มกันสรุปเกี่ยวกับการหักเหของแสงผ่านเลนส์นนู และเลนส์เว้า โดยร่วมกันเขียนเป็น
แผนที่ความคิดหรือผังมโนทศั น์
ส่อื และแหล่งการเรยี นรู้
1. ใบกจิ กรรม สังเกตการหักเหของแสงผ่านเลนสน์ นู และเลนส์เว้า
2. หนังสอื วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรบั เยาวชน หรอื อนิ เทอรเ์ น็ต
3. คมู่ อื การสอน วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 เล่ม 1
4. สือ่ การเรียนรู้ PowerPoint รายวชิ าพนื้ ฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที3่ เลม่ 1
5. หนงั สอื เรยี นรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 เล่ม 1
แผนการจดั การเรยี นร้ทู ี่ 44
รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ (พ้ืนฐาน) ว 23101 กลุม่ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2565
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 4 แสง เร่อื งการสะท้อนกลับหมดของแสง (1) 1 ชัว่ โมง/คาบ
วันท่ี …………………….……………………………….. ครูผูส้ อน นางสาวอังคณา ปาสานะโม
สาระสาคญั
การสะท้อนกลับหมด (total reflection) ของแสงเป็นปรากฏการณ์หนึ่งของการสะท้อนและการหักเห
ของแสงเกดิ ข้ึนเม่ือแสงเคลอื่ นทจี่ ากตัวกลางท่มี ีความหนาแน่นมากกว่าไปสตู่ ัวกลางท่ีมีความหนาแน่นน้อยกว่า
รังสีหักเหจะเบนออกจากเส้นแนวฉาก ทาให้มุมหักเหมีขนาดใหญ่กว่ามุมตกกระทบ ถ้าเพ่ิมขนาดของมุมตก
กระทบ มุมหักเหก็จะเพิ่มขนาดขึ้นด้วย เม่ือเพ่ิมขนาดมุมตกกระทบจนถึงค่าค่าหนึ่งจะทาให้มุมหักเหมีค่า 90
องศา เรียกมุมตกกระทบน้ีว่า มุมวิกฤต และถ้าเพิ่มขนาดของมุมตกกระทบให้ใหญ่กว่ามุมวิกฤต จะทาให้ไม่มี
รังสหี กั เหเกิดขน้ึ แต่จะเกดิ รงั สีสะทอ้ นกลับสตู่ วั กลางเดมิ
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ท่ีเกี่ยวข้อง
กบั เสยี ง แสง และคลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้า รวมท้งั นาความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์
ตัวชี้วัด
ว 2.3 ม. 3/17 อธิบายปรากฏการณ์ท่ีเก่ียวกับแสง และการทางานของทัศนูปกรณ์จากข้อมูลที่
รวบรวมได้
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551
รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซอ่ื สัตย์สจุ รติ มีวินยั ใฝเ่ รียนรู้
อยู่อยา่ งพอเพยี ง มงุ่ มั่นในการทางาน รกั ความเปน็ ไทย มจี ิตสาธารณะ
............................................................................................................................. .............................................
ดา้ นสมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน
ความสามารถในการสื่อสาร :………………………………………………………..
ความสามารถในการคดิ :………………………………………………………..
ความสามารถในการแก้ปัญหา :………………………………………………………..
ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ :………………………………………………………..
ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี :………………………………………………………..
ดา้ นการอ่าน คิด วเิ คราะห์ และเขียน
การอา่ น :…………………………………………………………………………..
การคดิ วเิ คราะห์ :…………………………………………………………………………..
การเขียน :…………………………………………………………………………..
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. นกั เรยี นสามารถอธิบายการเกิดการสะทอ้ นกลับหมดของแสงได้ (K)
2. นักเรียนสามารถแสดงทกั ษะการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ได้ (P)
3. นกั เรยี นสามารถแสดงความมุ่งมนั่ ในการทางานได้ (A)
การวดั และการประเมินผลการเรยี นรู้
ผปู้ ระเมนิ ครผู สู้ อน นกั เรยี น เพื่อน ผปู้ กครอง
ชิน้ งาน/ภาระงาน /รอ่ งรอย/หลักฐานการเรยี นรู้
ส่งิ ทต่ี ้องการวดั /ประเมนิ วิธกี ารวัด เคร่อื งมอื การวัด เกณฑ์การใหค้ ะแนน
ระดบั คุณภาพ
(Rubric Score)
1.นกั เรยี นสามารถอธิบายการเกิดการสะท้อน - ตรวจใบงาน ชิ้นงาน -ใบงาน ช้ินงานหรือ - นักเรยี นผา่ นเกณฑ์
กลับหมดของแสงได้ (K) หรอื ภาระงาน ภาระงาน ร้อยละ 70 ขึ้นไป
-แบบประเมนิ ใบงาน
2. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคณุ ภาพ ดี
รวบรวมขอ้ มูลได้ (P) สงั เกตพฤตกิ รรม พฤติกรรม ขนึ้ ไป
3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคุณภาพ ดี
ทางานได้ (A) สงั เกตพฤติกรรม พฤติกรรม ขึ้นไป
สาระการเรียนรู้
การหักเหของแสง
– การสะท้อนกลบั หมดของแสง
กิจกรรมการเรียนรู้ (กิจกรรม Active Learning)
ข้นั นาเข้าสู่บทเรยี น
1) ครใู หน้ ักเรยี นทบทวนความรู้เดมิ ทไ่ี ด้เรียนร้มู าแล้ว โดยใช้คาถามตอ่ ไปน้ี
– แสงเคลื่อนท่ีจากตัวกลางที่มีความหนาแน่นมากกว่าไปสู่ตัวกลางท่ีมีความหนาแน่นน้อยกว่า
รงั สหี กั เหมลี ักษณะใด (แนวคาตอบ รงั สหี กั เหจะเบนออกจากเส้นแนวฉากมากขนึ้ )
– มุมตกกระทบมีค่าเพิ่มขึ้น รังสีหักเหมีลักษณะใด (แนวคาตอบ รังสีหักเหจะเบนออกจาก
เสน้ แนวฉาก)
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคาตอบ เพ่ือเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้
เรอ่ื ง การสะท้อนกลบั หมดของแสง
ขน้ั จัดกิจกรรมการเรยี นรู้
จัดกจิ กรรมการเรียนรู้โดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน
ชนั้ เรียน (flipped classroom) ซึง่ มีขัน้ ตอนดงั นี้
1) ขั้นสรา้ งความสนใจ (Engagement)
(1) ครูถามคาถามนกั เรยี นเพอื่ กระตุ้นความสนใจ เช่น
– นกั เรียนเคยเห็นรุ้งกนิ นา้ หรือไม่ (แนวคาตอบ เคยเหน็ )
– รุ้งกินน้าเกิดจากแสงเคล่ือนที่จากตัวกลางใดไปสู่ตัวกลางใด (แนวคาตอบ แสงเคล่ือนท่ีจาก
ละอองไอนา้ ท่ีมีความหนาแนน่ มากกว่าไปสู่อากาศท่ีมคี วามหนาแน่นน้อยกวา่ )
(2) นักเรยี นร่วมกนั อภิปรายหาคาตอบเกีย่ วกับคาถามตามความคิดเห็นของแตล่ ะคน
2) ขัน้ สารวจและคน้ หา (Exploration)
(1) ครูให้นักเรียนศึกษาเร่ืองการสะท้อนกลับหมดของแสง จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครู
ช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า การสะท้อนกลับหมด (total reflection) ของแสงเป็นปรากฏการณ์หน่ึงของ
การสะท้อนและการหักเหของแสง กล่าวคือ เม่ือแสงเคลื่อนที่จากตัวกลางที่มีความหนาแน่นมากกว่าไปสู่
ตวั กลางทม่ี คี วามหนาแน่นนอ้ ยกวา่ แนวรังสีของแสงจะเบนออกจากเส้นแนวฉาก
(2) ครูแบง่ นักเรียนกลุ่มละ 5 – 6คน สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการสะท้อนกลับหมดของแสง ตามข้ันตอน
ดังน้ี
– แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อย่อยให้เพ่ือนสมาชิกช่วยกันสืบค้นตามที่
สมาชิกกลุ่มช่วยกันกาหนดหัวข้อย่อย เช่น หลักการของการเกิดการสะท้อนกลับหมดของแสง ปรากฏการณ์
ธรรมชาติของแสงท่ีเกิดจากการสะท้อนกลับหมดของแสง และการนาการสะท้อนกลับหมดของแสงมาใช้
ประโยชน์
– สมาชิกกลุ่มแต่ละคนหรือกลุ่มย่อยช่วยกันสืบค้นข้อมูลตามหัวข้อย่อยที่ตนเองรับผิดชอบ โดย
การสบื คน้ จากหนังสือ วารสาร สารานกุ รมวทิ ยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรบั เยาวชน หรืออินเทอร์เน็ต
– สมาชกิ กลุ่มนาข้อมลู ที่สบื ค้นไดม้ ารายงานให้เพื่อนๆ สมาชกิ ในกลุ่มฟงั รวมทั้งร่วมกันอภิปราย
ซักถามจนคาดวา่ สมาชกิ ทกุ คนมีความร้คู วามเข้าใจทีต่ รงกัน
– สมาชิกกลุ่มช่วยกันสรุปความรู้ท่ีได้ท้ังหมดเป็นผลงานของกลุ่ม และช่วยกันจัดทารายงาน
การศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการสะท้อนกลบั หมดของแสง
(3) ครแู ละนกั เรียนร่วมกนั ตรวจสอบความถูกตอ้ งของขอ้ มลู ท่ไี ด้จากการปฏบิ ตั ิกิจกรรม
(4) ครูคอยแนะนาช่วยเหลือนักเรียนขณะปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ให้นักเรียนทกุ คนซักถามเมือ่ มปี ัญหา
3) ขั้นอธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
(1) นักเรยี นแตล่ ะกลุม่ นาเสนอผลการปฏิบตั ิกจิ กรรมหนา้ ห้องเรียน
(2) ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกันอภิปรายผลจากการปฏบิ ตั ิกิจกรรม โดยใชแ้ นวคาถาม เช่น
– มมุ วิกฤตคอื อะไร (แนวคาตอบ มมุ ตกกระทบที่ทาใหม้ ุมหกั เหมคี ่าเท่ากับ 90 องศา)
– ถ้ามุมตกกระทบโตกว่ามุมวิกฤตจะเกิดเหตุการณ์ใด (แนวคาตอบ แสงจะเดินทางกลับสู่
ตัวกลางเดิมซึง่ เรยี กวา่ การสะทอ้ นกลบั หมดของแสง)
– อธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติของแสงที่เกิดจากการสะท้อนกลับหมดของแสง (แนวคาตอบ
รุ้งกินน้าเกิดการหักเหของแสงเข้าไปในละอองน้า แล้วไปตกกระทบด้านหลังของละอองไอน้า และเกิดการ
สะท้อนกลับหมดมายังผวิ ด้านหนา้ ของละอองไอนา้ อีก จากน้นั กจ็ ะหกั เหจากละอองไอน้าออกสู่อากาศเป็นแสง
สีต่างๆ)
(3) ครแู ละนักเรียนร่วมกนั สรปุ ผลจากการปฏบิ ตั ิกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า การสะท้อน
กลับหมดของแสงเป็นปรากฏการณ์หนึ่งของการสะท้อนและการหักเหของแสง เกิดข้ึนเม่ือแสงเคล่ือนที่จาก
ตัวกลางที่มีความหนาแน่นมากกว่าไปสู่ตัวกลางที่มีความหนาแน่นน้อยกว่า รังสีหักเหจะเบนออกจากเส้นแนว
ฉาก ทาให้มุมหักเหมีขนาดใหญ่กว่ามุมตกกระทบ ถ้าเพิ่มขนาดของมุมตกกระทบ มุมหักเหก็จะเพิ่มขนาดขึ้น
ด้วย เมื่อเพิ่มขนาดมุมตกกระทบจนถึงค่าค่าหนึ่งจะทาให้มุมหักเหมีค่า 90 องศา เรียกมุมตกกระทบน้ีว่า มุม
วิกฤต และถ้าเพ่ิมขนาดของมุมตกกระทบให้ใหญ่กว่ามุมวิกฤต จะทาให้ไม่มีรังสีหักเหเกิดข้ึน แต่จะเกิดรังสี
สะทอ้ นกลับสู่ตวั กลางเดิม
4) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration)
นักเรียนค้นคว้าคาศัพท์ภาษาต่างประเทศเกี่ยวกับการสะท้อนกลับหมดของแสงจากหนังสือเรียน
ภาษาต่างประเทศหรืออินเทอรเ์ น็ต และนาเสนอให้เพ่อื นฟงั คัดคาศพั ท์พร้อมทัง้ คาแปลลงสมุดสง่ ครู
5) ขัน้ ประเมนิ (Evaluation)
(1) ครใู หน้ ักเรยี นแตล่ ะคนพิจารณาว่า จากหวั ข้อท่ีเรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างท่ียังไม่
เข้าใจหรอื ยงั มีข้อสงสยั ถา้ มี ครชู ่วยอธบิ ายเพิ่มเติมให้นกั เรียนเขา้ ใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อย่างไรบ้าง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ
การนาความรทู้ ่ไี ดไ้ ปใชป้ ระโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเข้าใจของนกั เรียนโดยการใหต้ อบคาถาม เชน่
– ถา้ แสงเดินทางจากตัวกลางที่มีความหนาแน่นมากกว่าไปสู่ตัวกลางท่ีมีความหนาแน่นน้อยกว่า
จะเกิดการสะทอ้ นกลับหมดเพราะอะไร (แนวคาตอบ เพราะรังสีหักเหจะเบนออกจากเส้นแนวฉากมากจนเกิด
การสะทอ้ นกลบั เขา้ ส่ตู ัวกลางเดิม ทาใหเ้ กดิ การสะทอ้ นกลบั หมดของแสง)
ขัน้ สรปุ
ครแู ละนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกบั การสะท้อนกลับหมดของแสงโดยร่วมกันเขียนเป็นแผนท่ีความคิด
หรือผังมโนทัศน์
ส่อื และแหล่งการเรยี นรู้
1. หนังสือ วารสาร สารานกุ รมวทิ ยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรบั เยาวชน หรอื อินเทอร์เนต็
2. คมู่ ือการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 3 เล่ม 1
3. ส่อื การเรียนรู้ PowerPoint รายวิชาพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่3 เล่ม1
4. หนงั สือเรียนรายวชิ าพน้ื ฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 เลม่ 1
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 45
รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ (พน้ื ฐาน) ว 23101 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 4 แสง เร่อื งการสะท้อนกลับหมดของแสง (2) 1 ชว่ั โมง/คาบ
วนั ที่ …………………….……………………………….. ครูผู้สอน นางสาวอังคณา ปาสานะโม
สาระสาคญั
เม่ือแสงเคล่ือนท่ีจากตัวกลางท่ีมีความหนาแน่นมากกว่าไปสู่ตัวกลางท่ีมีความหนาแน่นน้อยกว่า มุม
ตกกระทบมีขนาดใหญ่กว่ามุมวิกฤตจะเกิดการสะท้อนกลับหมดของแสง ซึ่งปรากฏการณ์ธรรมชาติของแสงท่ี
เกิดจากการสะทอ้ นกลับหมดของแสงมหี ลายปรากฏการณ์ เช่น รุ้งกินนา้ พระอาทิตยท์ รงกลดและมริ าจ
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจ้าวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เก่ียวข้อง
กบั เสยี ง แสง และคลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟ้า รวมท้ังน้าความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์
ตวั ช้ีวัด
ว 2.3 ม. 3/17 อธิบายปรากฏการณ์ท่ีเกี่ยวกับแสง และการท้างานของทัศนูปกรณ์จากข้อมูลท่ี
รวบรวมได้
คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงคต์ ามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551
รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สจุ ริต มวี ินัย ใฝ่เรยี นรู้
อยู่อยา่ งพอเพียง ม่งุ มน่ั ในการทา้ งาน รกั ความเป็นไทย มจี ิตสาธารณะ
............................................................................................................................. .............................................
ดา้ นสมรรถนะสาคัญของผู้เรียน
ความสามารถในการสือ่ สาร :………………………………………………………..
ความสามารถในการคิด :………………………………………………………..
ความสามารถในการแก้ปัญหา :………………………………………………………..
ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต :………………………………………………………..
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี :………………………………………………………..
ด้านการอ่าน คดิ วเิ คราะห์ และเขยี น
การอา่ น :…………………………………………………………………………..
การคดิ วเิ คราะห์ :…………………………………………………………………………..
การเขยี น :…………………………………………………………………………..
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. นักเรยี นสามารถสังเกตและอธิบายการสะท้อนกลบั หมดของแสงได้ (K)
2. นักเรยี นสามารถอธิบายปรากฏการณธ์ รรมชาตขิ องแสงทเ่ี กิดจากการสะท้อนกลับหมดของแสงได้
(K)
3. นกั เรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บรวบรวมข้อมูลได้ (P)
4. นกั เรียนสามารถแสดงความมุ่งมั่นในการท้างานได้ (A)
การวัดและการประเมินผลการเรยี นรู้
ผูป้ ระเมนิ ครผู ู้สอน นักเรยี น เพื่อน ผู้ปกครอง
ช้ินงาน/ภาระงาน /รอ่ งรอย/หลักฐานการเรียนรู้
ส่ิงทีต่ ้องการวัด/ประเมิน วิธีการวดั เครอ่ื งมือการวดั เกณฑ์การให้คะแนน
ระดบั คณุ ภาพ
(Rubric Score)
1.นักเรียนสามารถสังเกตและอธิบายการ - ตรวจใบงาน ช้ินงาน -ใบงาน ชิ้นงานหรือ - นักเรียนผา่ นเกณฑ์
สะทอ้ นกลับหมดของแสงได้ (K) หรอื ภาระงาน ภาระงาน ร้อยละ 70 ข้ึนไป
2.นั ก เ รี ย น ส า ม า ร ถ อ ธิ บ า ย ป ร า ก ฏ ก า ร ณ์ -แบบประเมินใบงาน
ธรรมชาติของแสงท่ีเกิดจากการสะท้อนกลับ
หมดของแสงได้ (K)
3. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คุณภาพ ดี
รวบรวมข้อมูลได้ (P) สงั เกตพฤติกรรม พฤติกรรม ขน้ึ ไป
4. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งมั่นในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคณุ ภาพ ดี
ท้างานได้ (A) สังเกตพฤติกรรม พฤตกิ รรม ขึน้ ไป
สาระการเรียนรู้
การหักเหของแสง
– การสะท้อนกลับหมดของแสง
กิจกรรมการเรยี นรู้ (กิจกรรม Active Learning)
ขัน้ นาเข้าสูบ่ ทเรียน
1) ครใู ห้นักเรยี นทบทวนความรเู้ ดิมท่ไี ด้เรยี นรู้มาแล้ว โดยใชค้ า้ ถามตอ่ ไปน้ี
– วัตถุชนิดหน่ึงมีความหนาแน่นน้อยกว่าอากาศ เมื่อแสงเคล่ือนท่ีผ่านวัตถุออกสู่อากาศจะเกิด
การสะท้อนกลบั หมดของแสงหรือไม่ เพราะอะไร (แนวคา้ ตอบ ไม่เกดิ การสะทอ้ นกลับหมดของแสง เพราะการ
สะทอ้ นกลบั หมดเกิดขึ้นเมอื่ แสงเคลอ่ื นทจี่ ากตวั กลางทมี่ คี วามหนาแน่นมากกวา่ ไปสู่ตัวกลางท่ีมีความหนาแน่น
นอ้ ยกวา่ )
2) นักเรียนร่วมกันตอบค้าถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับค้าตอบ เพ่ือเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้
เรอ่ื ง การสะทอ้ นกลับหมดของแสง
ขน้ั จดั กิจกรรมการเรยี นรู้
จดั กจิ กรรมการเรียนรโู้ ดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน
ชน้ั เรยี น (flipped classroom) ซง่ึ มีข้นั ตอนดงั น้ี
1) ขนั้ สรา้ งความสนใจ (Engagement)
(1) ครูถามคา้ ถามนกั เรยี นเพ่อื กระตุ้นความสนใจ เชน่
– มุมหักเหมีขนาดใหญ่กว่ามุมตกกระทบเม่ือใด (แนวค้าตอบ เม่ือแสงเคล่ือนที่จากตัวกลางท่ีมี
ความหนาแนน่ มากกว่าไปส่ตู วั กลางท่มี ีความหนาแนน่ น้อยกวา่ )
– การสะท้อนกลับหมดของแสง รังสีหักเหของแสงมีโอกาสหักเหกลับสู่ตัวกลางเดิมได้หรือไม่
อย่างไร (แนวคา้ ตอบ รังสีหกั เหไม่มโี อกาสหกั เหกลับสตู่ วั กลางเดมิ แต่จะสะท้อนกลับสู่ตัวกลางเดิม เม่ือมุมตก
กระทบมขี นาดใหญ่กว่ามมุ วกิ ฤต)
(2) นกั เรียนร่วมกันอภปิ รายหาคา้ ตอบเก่ียวกบั ค้าถามตามความคดิ เห็นของแต่ละคน
2) ขัน้ สารวจและค้นหา (Exploration)
(1) ครูแบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สังเกตการสะท้อนกลับหมดของแสง ตาม
ขนั้ ตอน ดังน้ี
– จดั อปุ กรณ์การสังเกตที่ประกอบด้วยกลอ่ งแสงพร้อมสายไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้า แท่งพลาสติก
ใสทรงคร่งึ วงกลม และกระดาษขาว
– ลากเส้นประต้ังฉากกับผิวตรงของแท่งพลาสติกใสทรงครึ่งวงกลมและผ่านจุดศูนย์กลางของ
แทง่ พลาสติกใส เพ่อื สร้างแกนมขุ ส้าคัญ
– จัดใหร้ งั สขี องแสงตกกระทบผา่ นผิวโค้งของแท่งพลาสติกใสทรงครง่ึ วงกลม โดยให้แนวรังสีของ
แสงผ่านจุดศูนย์กลางความโค้งของแท่งพลาสติกใส และไม่ต้ังฉากกับผิวตรงของแท่งพลาสติกใส สังเกตแนว
รงั สขี องแสงที่ผ่านแทง่ พลาสตกิ ใส บนั ทกึ ผล
– เพ่ิมขนาดของมุมตกกระทบทางด้านผิวตรงจนกระทั่งรังสีของแสงไม่ทะลุผ่านไปด้านหลังผิว
ตรงของแท่งพลาสติกใสทรงคร่ึงวงกลม สังเกตแนวรังสีของแสงและบันทึกขนาดของมุม ตกกระทบและมุม
หกั เหในแทง่ พลาสตกิ ใส
– ด้าเนินเช่นเดยี วกับขนั้ ตอนท่ี 4 แต่เพ่ิมขนาดของมุมตกกระทบ
(2) ครูและนักเรียนรว่ มกนั ตรวจสอบความถกู ต้องของขอ้ มูลท่ีได้จากการปฏบิ ัติกิจกรรม
(3) ครคู อยแนะนา้ ชว่ ยเหลอื นกั เรียนขณะปฏบิ ัตกิ จิ กรรม โดยครเู ดนิ ดรู อบๆ บริเวณห้องเรียนและเปิด
โอกาสใหน้ กั เรียนทกุ คนซกั ถามเมื่อมีปัญหา
3) ขน้ั อธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation)
(1) นักเรยี นแตล่ ะกลุม่ น้าเสนอผลการปฏบิ ตั กิ จิ กรรมหน้าหอ้ งเรยี น
(2) ครูและนกั เรียนรว่ มกนั อภปิ รายผลจากการปฏบิ ตั กิ ิจกรรม โดยใช้แนวคา้ ถาม เชน่
– เมือ่ เพมิ่ มมุ ตกกระทบในแท่งพลาสติกใสทรงครึ่งวงกลม มุมหักเหจะมีลักษณะใด (แนวค้าตอบ
มุมหกั เหจะเพม่ิ ขนาดขน้ึ ด้วย)
– ถ้าเพิ่มขนาดของมุมตกกระทบอีก เมื่อมุมหักเหมีขนาด 90 องศา มุมหักเหจะมีลักษณะใด
(แนวค้าตอบ ไม่ปรากฏรังสีหักเหออกสู่อากาศ แต่จะปรากฏรังสีสะท้อนกลับในแท่งพลาสติกใส ทรงคร่ึง
วงกลม)
– มมุ ตกกระทบทท่ี ้าให้มุมหกั เหมีขนาด 90 องศา เรียกว่าอะไร (แนวค้าตอบ มมุ วิกฤต)
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า เม่ือรังสี
ของแสงเคล่ือนท่ีจากแท่งพลาสติกใสทรงครึ่งวงกลมออกสู่อากาศ มุมหักเหจะมีขนาดใหญ่กว่ามุมตกกระทบ
และเม่ือเพ่ิมขนาดของมุมตกกระทบในแท่งพลาสติกใส มุมหักเหในอากาศก็จะเพ่ิมข้ึนด้วย จนกระท่ังมุมตก
กระทบของแท่งพลาสติกใสมีค่าค่าหนึ่ง รังสีหักเหจะอยู่ในแนวขนานกับแท่งพลาสติกใส มุมหักเหจะมีขนาด
90 องศา ถ้าเพ่ิมมุมตกกระทบขึ้นอีก รังสีของแสงจะสะท้อนกลับมาในแท่งพลาสติกใส และไม่มีรังสีของแสง
หกั เหออกสู่อากาศเลย
4) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration)
ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติของแสงท่ีเกิดจากการสะท้อนกลับหมดของแสงให้
นักเรียนเข้าใจว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติของแสงท่ีเกิดจากการสะท้อนกลับหมดของแสงมีหลาย
ปรากฏการณ์ เชน่ รุง้ กินน้า พระอาทติ ยท์ รงกลด และมริ าจ
5) ข้นั ประเมนิ (Evaluation)
(1) ครใู หน้ กั เรียนแตล่ ะคนพจิ ารณาว่า จากหัวข้อท่ีเรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างท่ียังไม่
เข้าใจหรอื ยังมีขอ้ สงสัย ถา้ มี ครูช่วยอธบิ ายเพ่ิมเตมิ ให้นักเรียนเขา้ ใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อยา่ งไรบา้ ง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ
การน้าความรูท้ ่ไี ด้ไปใชป้ ระโยชน์
(4) ครูทดสอบความเข้าใจของนกั เรียนโดยการให้ตอบค้าถาม เชน่
– เมื่อเราขับรถยนต์ไปตามถนนท่ีร้อนจัด เรามักมองเห็นเหมือนมีแอ่งน้าอยู่บนพ้ืนถนนเพราะ
อะไร (แนวค้าตอบ เพราะความร้อนสูงท้าให้อากาศบริเวณพื้นถนนมีความหนาแน่นต่างกันมาก จึงเกิดการ
สะท้อนกลบั หมดของแสงและเกดิ เปน็ ภาพลวงตาหรือมิราจขึน้ )
ขัน้ สรปุ
1) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับการสะท้อนกลับหมดของแสง โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่
ความคิดหรือผงั มโนทัศน์
2) ครูมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาค้นคว้าเน้ือหาของบทเรียนช่ัวโมงหน้า เพื่อจัดการเรียนรู้ครั้ง
ตอ่ ไป โดยใหน้ ักเรยี นศึกษาคน้ คว้าลว่ งหนา้ ในหวั ขอ้ ทศั นูปกรณ์
3) ครูให้นักเรียนเตรียมประเด็นค้าถามท่ีสงสัยมาอย่างน้อยคนละ 1 ค้าถาม เพื่อน้ามาอภิปราย
รว่ มกนั ในหอ้ งเรียนครัง้ ตอ่ ไป
ส่ือ และแหล่งการเรียนรู้
1. ใบกจิ กรรม สังเกตการสะท้อนกลบั หมดของแสง
2. หนงั สือ วารสาร สารานกุ รมวทิ ยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยส้าหรบั เยาวชน หรืออินเทอรเ์ นต็
3. คมู่ ือการสอน วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 3 เลม่ 1
4. ส่อื การเรียนรู้ PowerPoint รายวชิ าพืน้ ฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชัน้ มัธยมศึกษาปที 3ี่ เลม่ 1
5. หนังสอื เรยี นรายวชิ าพนื้ ฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 เลม่ 1
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 46
รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ (พ้นื ฐาน) ว 23101 กล่มุ สาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 4 แสง เร่ืองทศั นปู กรณ์ (1) 1 ชว่ั โมง/คาบ
วันท่ี …………………….……………………………….. ครผู สู้ อน นางสาวอังคณา ปาสานะโม
สาระสาคัญ
ทศั นูปกรณท์ ุกชนดิ มกี ารทางานแตกต่างกนั แตใ่ ชป้ ระโยชน์จากสมบตั ขิ องแสงเหมือนกนั
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ียนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เก่ียวข้อง
กบั เสยี ง แสง และคลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟา้ รวมทัง้ นาความรไู้ ปใช้ประโยชน์
ตวั ชว้ี ัด
ว 2.3 ม. 3/17 อธิบายปรากฏการณ์ท่ีเกี่ยวกับแสง และการทางานของทัศนูปกรณ์จากข้อมูลที่
รวบรวมได้
คุณลักษณะอนั พงึ ประสงคต์ ามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ ซอื่ สตั ยส์ จุ รติ มีวินัย ใฝเ่ รียนรู้
อยอู่ ย่างพอเพียง มงุ่ ม่นั ในการทางาน รักความเป็นไทย มีจิตสาธารณะ
............................................................................................................................. .............................................
ด้านสมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน
ความสามารถในการส่อื สาร :………………………………………………………..
ความสามารถในการคดิ :………………………………………………………..
ความสามารถในการแกป้ ัญหา :………………………………………………………..
ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต :………………………………………………………..
ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี :………………………………………………………..
ด้านการอา่ น คดิ วิเคราะห์ และเขียน
การอา่ น :…………………………………………………………………………..
การคิดวิเคราะห์ :…………………………………………………………………………..
การเขียน :…………………………………………………………………………..
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. นักเรียนสามารถสืบคน้ ข้อมลู การทางานของทัศนูปกรณ์ได้
2. นักเรยี นสามารถแสดงทักษะการเก็บรวบรวมข้อมลู ได้ (P)
3. นกั เรยี นสามารถแสดงความมุ่งมนั่ ในการทางานได้ (A)
การวดั และการประเมินผลการเรียนรู้
ผปู้ ระเมิน ครูผู้สอน นักเรียน เพ่ือน ผปู้ กครอง
ชน้ิ งาน/ภาระงาน /ร่องรอย/หลักฐานการเรียนรู้
ส่ิงทต่ี ้องการวัด/ประเมิน วิธกี ารวัด เครือ่ งมอื การวัด เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
ระดบั คณุ ภาพ
(Rubric Score)
1.นักเรียนสามารถสืบค้นข้อมูลการทางาน - ตรวจใบงาน ช้ินงาน -ใบงาน ชิ้นงานหรือ - นกั เรยี นผา่ นเกณฑ์
ของทัศนปู กรณ์ได้ หรือภาระงาน ภาระงาน ร้อยละ 70 ขนึ้ ไป
-แบบประเมินใบงาน
2. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคุณภาพ ดี
รวบรวมขอ้ มลู ได้ (P) สงั เกตพฤตกิ รรม พฤติกรรม ข้นึ ไป
3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งมั่นในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คุณภาพ ดี
ทางานได้ (A) สังเกตพฤติกรรม พฤตกิ รรม ข้นึ ไป
สาระการเรียนรู้
การหกั เหของแสง
– ทศั นูปกรณ์
กิจกรรมการเรยี นรู้ (กิจกรรม Active Learning)
ข้ันนาเขา้ ส่บู ทเรียน
1) ครถู ามคาถามนักเรยี นเพือ่ กระตุน้ ความสนใจ เชน่
– อุปกรณ์ในชีวิตประจาวันของนักเรียนท่ีมีส่วนประกอบของกระจกและเลนส์มีอะไรบ้าง และ
นักเรียนใช้ประโยชน์ในเรื่องใด (แนวคาตอบ กระจกข้างรถยนต์ประกอบด้วยกระจกนูน ใช้ส่องดูรถที่แล่น
ตามหลังมา แว่นขยายประกอบด้วยเลนส์นนู ใช้ขยายรปู ภาพหรอื ตวั อกั ษรใหเ้ หน็ ชัดขึ้น)
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคาตอบ เพ่ือเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้
เร่ือง ทัศนูปกรณ์
ข้ันจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
จัดกจิ กรรมการเรียนร้โู ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน
ชัน้ เรียน (flipped classroom) ซึ่งมขี น้ั ตอนดังน้ี
1) ข้นั สรา้ งความสนใจ (Engagement)
(1) ครูแบ่งกลุ่มนักเรียนแล้วเปิดโอกาสให้นักเรียนในกลุ่มนาเสนอข้อมูลเก่ียวกับทัศนูปกรณ์ ท่ีครู
มอบหมายให้ไปเรียนรู้ล่วงหน้าให้เพ่ือนๆ ในกลุ่มฟัง จากนั้นให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนมานาเสนอข้อมูลหน้า
หอ้ งเรียน
(2) ครูตรวจสอบว่านักเรียนทาภาระงานท่ีได้รับมอบหมายไปหรือไม่ โดยตรวจสอบจากการจดบันทึก
ของนักเรยี น และถามคาถามเกีย่ วกับภาระงาน ดงั นี้
– ทัศนูปกรณ์มีหลักการทางานอย่างไร (แนวคาตอบ มีหลักการทางานโดยนาสมบัติการสะท้อน
ของแสงและการหักเหของแสงมาใชป้ ระโยชน)์
– ยกตัวอย่างทัศนูปกรณ์ที่นักเรียนใช้ในชีวิตประจาวัน (แนวคาตอบ แว่นตา แว่นขยาย กล้อง
ถา่ ยรปู กลอ้ งจลุ ทรรศน์ กล้องโทรทรรศน์ กระจก และเสน้ ใยนาแสง)
(3) ครเู ปดิ โอกาสให้นักเรียนตั้งประเด็นคาถามที่นักเรียนสงสัยจากการทาภาระงานอย่างน้อยคนละ 1
คาถาม ซึ่งครใู ห้นกั เรยี นเตรยี มมาล่วงหน้า และให้นกั เรยี นชว่ ยกันตอบและแสดงความคิดเห็น
(4) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเก่ียวกับภาระงาน โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า ทัศนูปกรณ์
เป็นอุปกรณ์ท่ชี ่วยในการมองเห็นสงิ่ ต่างๆ จากอปุ กรณ์น้นั ๆ โดยใช้สมบัตขิ องแสง
2) ข้นั สารวจและคน้ หา (Exploration)
(1) ครูแบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สืบค้นข้อมูลการทางานของทัศนูปกรณ์ ตาม
ขัน้ ตอน ดังน้ี
– สบื คน้ ขอ้ มูลเกี่ยวกับการทางานของทัศนปู กรณ์ โดยคน้ ควา้ ในประเดน็ ต่างๆ ต่อไปนี้
แว่นตา กลอ้ งโทรทรรศน์
แวน่ ขยาย กระจก
กล้องถา่ ยรปู เสน้ ใยนาแสง
กล้องจุลทรรศน์
– นาข้อมูลทไ่ี ดม้ าอภิปรายรว่ มกนั แลว้ นาเสนอผลการปฏบิ ัติกจิ กรรมหนา้ ห้องเรยี น
(2) ครูและนักเรียนร่วมกนั ตรวจสอบความถกู ต้องของขอ้ มลู ทีไ่ ดจ้ ากการปฏบิ ตั ิกิจกรรม
(3) ครคู อยแนะนาช่วยเหลือนกั เรยี นขณะปฏิบัติกิจกรรม โดยครเู ดนิ ดูรอบๆ บรเิ วณห้องเรียนและเปิด
โอกาสใหน้ กั เรียนทุกคนซักถามเมือ่ มีปัญหา
3) ขั้นอธิบายและลงข้อสรปุ (Explanation)
(1) นักเรียนแตล่ ะกลุ่มนาเสนอผลการปฏบิ ัติกจิ กรรมหน้าหอ้ งเรียน
(2) ครูและนักเรียนรว่ มกนั อภิปรายผลจากการปฏิบัตกิ ิจกรรม โดยใชแ้ นวคาถาม เชน่
– คนสายตาสัน้ และคนสายตายาวใชแ้ ว่นตาทมี่ ีส่วนประกอบของเลนสเ์ หมือนกันหรือไม่ ลักษณะ
ใด (แนวคาตอบ ไม่เหมอื นกัน คนสายตาส้นั ใชเ้ ลนส์เวา้ คนสายตายาวใช้เลนส์นูน)
– กล้องจลุ ทรรศนม์ กี ารทางานลักษณะใด (แนวคาตอบ กลอ้ งจุลทรรศน์ประกอบด้วยเลนส์นูน 2
อัน คือ เลนส์ใกลว้ ัตถแุ ละเลนส์ใกล้ตา ภาพทีเ่ ห็นจากเลนส์ใกล้วัตถจุ ะเป็นภาพจรงิ หวั กลับ ขนาดใหญ่กว่าวัตถุ
และภาพนี้จะทาหน้าที่เป็นวัตถุของเลนส์ใกล้ตา เกิดเป็นภาพเสมือนหัวต้ัง ขนาดใหญ่กว่าวัตถุ ดังนั้นภาพ
สุดทา้ ยทเ่ี ห็นจงึ เปน็ ภาพหวั กลบั และมีขนาดใหญ่กวา่ วัตถจุ ริง)
– เส้นใยนาแสงใช้หลกั การใดในการทางาน (แนวคาตอบ การสะท้อนกลับหมดของแสง โดยส่วน
แกนและส่วนวสั ดุหมุ้ ท่มี คี ่าดชั นหี ักเหท่ีแตกตา่ งกนั ทาใหเ้ กิดการสะทอ้ นกลับหมดได)้
(3) ครูและนกั เรยี นรว่ มกันสรปุ ผลจากการปฏบิ ตั กิ จิ กรรม โดยครเู น้นใหน้ กั เรียนเข้าใจว่า ทัศนูปกรณ์
ทุกชนดิ มกี ารทางานแตกตา่ งกัน แต่ใช้ประโยชนจ์ ากสมบัติของแสงเหมอื นกัน
4) ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration)
นกั เรยี นคน้ ควา้ คาศัพทภ์ าษาต่างประเทศเก่ียวกับทัศนูปกรณ์จากหนังสือเรียนภาษาต่างประเทศหรือ
อนิ เทอรเ์ น็ต และนาเสนอใหเ้ พอ่ื นฟัง คัดคาศพั ท์พรอ้ มทง้ั คาแปลลงสมดุ ส่งครู
5) ขั้นประเมนิ (Evaluation)
(1) ครูใหน้ กั เรยี นแต่ละคนพิจารณาว่า จากหวั ขอ้ ที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่
เข้าใจหรอื ยังมีขอ้ สงสัย ถ้ามี ครชู ว่ ยอธิบายเพ่มิ เติมใหน้ ักเรียนเขา้ ใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อย่างไรบา้ ง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ
การนาความร้ทู ่ีได้ไปใช้ประโยชน์
(4) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรยี นโดยการให้ตอบคาถาม เชน่
– คนทม่ี สี ายตาสน้ั และสายตายาวต้องเลือกแว่นที่ทาจากเลนสช์ นิดใด เพราะอะไร (แนวคาตอบ
คนท่ีมีสายตาสั้นควรเลือกแว่นท่ีทาจากเลนส์เว้า เพราะเลนส์เว้าจะทาให้รังสีของแสงกระจายออกก่อนตก
กระทบเลนส์ตา ส่วนคนที่มีสายตายาวควรเลือกแว่นท่ีทาจากเลนส์นูน เพราะเลนส์นูนทาให้รังสีของแสงตก
กระทบกบั วัตถุท่อี ยูใ่ กล้ ๆ รวมตัวกันก่อนจะเขา้ สนู่ ยั น์ตา)
– กล้องจุลทรรศน์และกล้องโทรทรรศน์มีหลักการทางานเหมือนหรือแตกต่างกันในลักษณะใด
(แนวคาตอบ มีท้ังส่วนที่เหมือนกันและส่วนที่แตกต่างกัน ส่วนท่ีเหมือนกัน คือ ภาพสุดท้ายท่ีเห็นเป็น
ภาพเสมือน ขนาดใหญ่กว่าวัตถุ และส่วนที่แตกต่างกัน คือ ภาพท่ีเกิดจากเลนส์ใกล้วัตถุของกล้องจุลทรรศน์
เปน็ ภาพหัวกลบั ขนาดใหญก่ ว่าวตั ถุ ส่วนภาพท่ีเกิดจากเลนส์ใกล้วัตถุของกล้องโทรทรรศน์จะเป็นภาพจริงหัว
กลับ ขนาดเล็กกว่าวตั ถุ)
ข้ันสรปุ
ครูและนกั เรยี นร่วมกนั สรุปเกยี่ วกับทศั นูปกรณ์ โดยรว่ มกนั เขยี นเป็นแผนที่ความคดิ หรือผงั มโนทัศน์
สื่อ และแหล่งการเรยี นรู้
1. ใบกิจกรรม สืบคน้ ข้อมูลการทางานของทัศนูปกรณ์
2. หนังสือ วารสาร สารานกุ รมวิทยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรบั เยาวชน หรืออินเทอรเ์ นต็
3. คู่มือการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 3 เล่ม 1
4. สื่อการเรียนรู้ PowerPoint รายวิชาพืน้ ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมธั ยมศึกษาปที ่3ี เล่ม1
5. หนังสอื เรยี นรายวิชาพื้นฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 เล่ม 1
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 47
รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ (พน้ื ฐาน) ว 23101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565
หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ 4 แสง เรือ่ งทัศนปู กรณ์ (2) 1 ช่วั โมง/คาบ
วนั ท่ี …………………….……………………………….. ครผู ู้สอน นางสาวองั คณา ปาสานะโม
สาระสาคญั
ทศั นูปกรณแ์ ต่ละชนดิ มกี ารทางานแตกต่างกนั โดยทัศนูปกรณ์ช่วยในการมองเห็นสิ่งต่างๆ เช่น กล้อง
จลุ ทรรศน์ใชส้ อ่ งดูส่ิงท่ีเล็กมากๆ ซง่ึ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า กล้องจุลทรรศน์อย่างง่ายสามารถสร้าง
โดยใชอ้ ปุ กรณ์ เชน่ เลนส์จากเคร่ืองเล่นซีดี กระดาษแข็ง ขวดน้าพลาสติก ฟันเฟืองปรับระดับ กระจกเงาราบ
และสไลด์ตัวอยา่ ง
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ียนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณ์ท่ีเกี่ยวข้อง
กับเสียง แสง และคล่นื แม่เหลก็ ไฟฟ้า รวมทง้ั นาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตัวชว้ี ดั
ว 2.3 ม. 3/18 เขยี นแผนภาพการเคลอื่ นทีข่ องแสง แสดงการเกดิ ภาพของทศั นอุปกรณแ์ ละเลนสต์ า
คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ ซอ่ื สัตย์สุจรติ มวี ินยั ใฝ่เรียนรู้
อยอู่ ย่างพอเพยี ง มงุ่ มน่ั ในการทางาน รกั ความเปน็ ไทย มจี ิตสาธารณะ
............................................................................................................................. .............................................
ด้านสมรรถนะสาคัญของผ้เู รยี น
ความสามารถในการสอ่ื สาร :………………………………………………………..
ความสามารถในการคดิ :………………………………………………………..
ความสามารถในการแกป้ ัญหา :………………………………………………………..
ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต :………………………………………………………..
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี :………………………………………………………..
ด้านการอ่าน คดิ วิเคราะห์ และเขียน
การอ่าน :…………………………………………………………………………..
การคิดวิเคราะห์ :…………………………………………………………………………..
การเขยี น :…………………………………………………………………………..
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. นกั เรยี นสามารถออกแบบและสรา้ งกล้องจุลทรรศน์อย่างง่ายได้ (K)
2. นักเรยี นสามารถแสดงทักษะการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ได้ (P)
3. นกั เรียนสามารถแสดงความมุ่งมน่ั ในการทางานได้ (A)
การวัดและการประเมนิ ผลการเรยี นรู้
ผ้ปู ระเมนิ ครผู สู้ อน นกั เรียน เพื่อน ผูป้ กครอง
ชิน้ งาน/ภาระงาน /รอ่ งรอย/หลักฐานการเรยี นรู้
ส่ิงท่ตี ้องการวดั /ประเมนิ วธิ กี ารวัด เคร่อื งมือการวดั เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
ระดบั คุณภาพ
(Rubric Score)
1. นักเรียนสามารถออกแบบและสร้างกล้อง - ตรวจใบงาน ช้ินงาน -ใบงาน ชิ้นงานหรือ - นักเรยี นผ่านเกณฑ์
จลุ ทรรศน์อย่างงา่ ยได้ (K) หรอื ภาระงาน ภาระงาน ร้อยละ 70 ขึ้นไป
-แบบประเมินใบงาน
2. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี
รวบรวมขอ้ มูลได้ (P) สงั เกตพฤตกิ รรม พฤติกรรม ขน้ึ ไป
3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคุณภาพ ดี
ทางานได้ (A) สังเกตพฤติกรรม พฤติกรรม ขึ้นไป
สาระการเรียนรู้
ทัศนปู กรณ์
กจิ กรรมการเรยี นรู้ (กิจกรรม Active Learning)
ข้ันนาเข้าสูบ่ ทเรียน
1) ครูให้นักเรียนดูรูปกล้องถ่ายรูป แว่นตา กระจกเงาราบ และกล้องจุลทรรศน์ แล้วถามคาถาม
นักเรียนดงั นี้
– นักเรียนเคยใช้อุปกรณ์ใดในรูปบ้าง และอุปกรณ์เหล่านี้ใช้ประโยชน์จากการสะท้อนและการ
หักเหของแสงลักษณะใด (แนวคาตอบ กล้องถ่ายรูป ใช้ประโยชน์จากการหักเหของแสงจากเลนส์นูนในการ
ทางาน เม่ือแสงจากภายนอกจากวัตถุที่มีระยะมากกว่า 2 เท่าของโฟกัสของกล้องเคลื่อนที่ผ่านเลนส์เข้าสู่ตัว
กลอ้ ง ภาพทเี่ กดิ ข้นึ จะเป็นภาพจรงิ หวั กลับ ขนาดเล็กลงปรากฏอยูบ่ นฟลิ ์มถา่ ยรปู )
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคาตอบ เพ่ือเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้
เรอ่ื ง ทัศนูปกรณ์
ขั้นจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
จัดกิจกรรมการเรยี นร้โู ดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน
ชนั้ เรยี น (flipped classroom) ซง่ึ มขี ้นั ตอนดงั นี้
1) ขัน้ สร้างความสนใจ (Engagement)
(1) ครูถามคาถามนกั เรยี นเพ่ือกระตนุ้ ความสนใจ เช่น
– ในโรงเรยี นมีอปุ กรณใ์ ดบ้างทมี่ ีสว่ นประกอบของกระจกและเลนส์ (แนวคาตอบ แว่นขยายและ
กลอ้ งจลุ ทรรศน์)
– อุปกรณ์เหล่านั้นประกอบด้วยกระจกและเลนส์ชนิดใด (แนวคาตอบ แว่นขยายและกล้อง
จลุ ทรรศน์ประกอบด้วยเลนสน์ นู )
(2) นักเรียนรว่ มกันอภปิ รายหาคาตอบเกยี่ วกบั คาถามตามความคดิ เหน็ ของแต่ละคน
2) ขัน้ สารวจและคน้ หา (Exploration)
(1) ครูแบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สร้างกล้องจุลทรรศน์อย่างง่าย ตามขั้นตอน
ดังน้ี
– รว่ มกนั สรา้ งกล้องจลุ ทรรศนอ์ ย่างง่าย โดยชว่ ยกนั ออกแบบขนั้ ตอนการปฏิบัตกิ ิจกรรม และหา
อปุ กรณ์ทตี่ ้องใชใ้ นการปฏบิ ัติกิจกรรม จากนั้นลงมือปฏิบัติกิจกรรมตามขั้นตอนที่ออกแบบไว้ แล้วนาเสนอผล
การออกแบบและการปฏบิ ัติกจิ กรรมหนา้ หอ้ งเรยี น
(2) ครแู ละนักเรยี นร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของข้อมลู ท่ีได้จากการปฏิบัติกจิ กรรม
(3) ครูคอยแนะนาช่วยเหลือนกั เรยี นขณะปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ให้นกั เรียนทกุ คนซกั ถามเม่อื มีปญั หา