The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการสอนรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปี65

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pasanamo.angkana, 2022-09-02 04:56:46

แผนการสอนรายวิชาวิทยาศาสตร์ ปี65

แผนการสอนรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปี65

กิจกรรมการเรยี นรู้ (กจิ กรรม Active Learning)
ขั้นนาเข้าสูบ่ ทเรยี น

1) ครถู ามคาถามนักเรียนเพือ่ กระต้นุ ความสนใจ เช่น
–จากภาพ นักเรียนเคยเห็นแสงอาทิตย์สะท้อนกับกระจกอาคารหรือกระจกรถยนต์หรือไม่

นักเรียนเห็นทิศทางของแสงเป็นอย่างไร (แนวคาตอบ เคยเห็น โดยทิศทางของจะเดินทางเป็นเส้นตรงและ
สะทอ้ นกลบั ส่อู ากาศ)

2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคาตอบ เพ่ือเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้
เรอ่ื ง การสะทอ้ นของแสง

ขั้นจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
จดั กิจกรรมการเรียนรู้โดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน

ชั้นเรยี น (flipped classroom) ซึ่งมขี ั้นตอนดังนี้
1) ข้ันสรา้ งความสนใจ (Engagement)

(1) ครูแบ่งกลุ่มนกั เรยี น แล้วเปิดโอกาสใหน้ ักเรยี นในกลมุ่ นาเสนอข้อมูลเก่ียวกับแสง ท่ีครูมอบหมาย
ให้ไปเรียนรู้ลว่ งหนา้ ให้เพื่อนๆ ในกลุ่มฟัง จากน้ันครูสุม่ นกั เรยี นแตล่ ะกลุม่ ส่งตัวแทนลุกข้ึนยืนนาเสนอข้อมูล

(2) ครตู รวจสอบความเข้าใจของนกั เรยี น จากคาถามเก่ียวกับแสง ดังน้ี
– แสงคืออะไร (แนวคาตอบ แสง คือ พลังงานรปู หน่ึงซึ่งเปน็ คลนื่ แม่เหลก็ ไฟฟา้ )
– แสงเคลื่อนที่อย่างไร (แนวคาตอบ แสงเคลื่อนท่ีจากแหล่งกาเนิดไปยังที่ต่างๆ โดยไม่อาศัย

ตัวกลาง)
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับแสง ว่าแสงเป็นพลังงานรูปหนึ่งซ่ึงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

ดงั น้ันแสงจงึ เคล่อื นที่จากแหล่งกาเนิดไปยังท่ีต่างๆ โดยไมอ่ าศยั ตัวกลาง

2) ขนั้ สารวจและค้นหา (Exploration)
(1) ครใู ห้นกั เรยี นศึกษาเร่ืองการสะท้อนของแสง จากใบความร้หู รือในหนงั สอื เรียน โดยครูช่วยอธิบาย

จาก Power point ใหน้ กั เรียนเข้าใจว่า เมื่อแสงเคล่ือนที่จากตัวกลางที่มีความหนาแน่นค่าหนึ่งไปสู่ตัวกลางที่
มคี วามหนาแนน่ อกี ค่าหนึง่ แสงจะตกกระทบตัวกลางใหม่แลว้ สะทอ้ นกลับสู่ตัวกลางเดมิ การท่เี รามองเห็นวัตถุ
ตา่ ง ๆ ได้น้ัน เป็นเพราะมีแสงจากวัตถุมาเข้าตาเรา ถ้าวัตถุนั้นไม่มีแสงสว่างในตัวเอง การมองเห็นจะเกิดจาก
แสงไปตกกระทบกับวตั ถุน้นั แล้วสะทอ้ นมาเขา้ ตาเรา

(2) ครูแบ่งนักเรยี นกล่มุ สืบคน้ ขอ้ มลู เกย่ี วกับการสะท้อนของแสง ตามข้นั ตอนดงั น้ี
– แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อย่อยให้เพ่ือนสมาชิกช่วยกันสืบค้นตามท่ี

สมาชกิ กล่มุ ชว่ ยกนั กาหนดหวั ข้อย่อย เชน่ การเกดิ การสะท้อนของแสงและหลกั การสะทอ้ นของแสง
– สมาชิกกลุ่มแต่ละคนหรือกลุ่มย่อยช่วยกันสืบค้นข้อมูลตามหัวข้อย่อยท่ีตนเองรับผิดชอบ โดย

การสบื ค้นจากหนงั สือ ใบความรู้ หรืออินเทอร์เน็ต

– สมาชิกกลุ่มนาข้อมูลท่ีสืบค้นได้มารายงานให้เพ่ือน ๆ สมาชิกในกลุ่มฟัง รวมทั้งร่วมกัน
อภิปรายซักถามจนคาดว่าสมาชกิ ทุกคนมคี วามร้คู วามเข้าใจที่ตรงกัน

(3) ครแู ละนักเรียนร่วมกันตรวจสอบความถกู ตอ้ งของข้อมูลที่ได้จากการปฏบิ ัติกิจกรรม
(4) ครูคอยแนะนาชว่ ยเหลอื นกั เรียนขณะปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ใหน้ กั เรียนทกุ คนซกั ถามเมือ่ มปี ัญหา

3) ข้ันอธิบายและลงข้อสรปุ (Explanation)
(1) ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันอภปิ รายผลจากการปฏบิ ตั กิ จิ กรรม โดยใช้แนวคาถาม เชน่
– เมอ่ื รงั สตี กกระทบเคลอื่ นท่ีกระทบผวิ หนา้ ของกระจกเงาราบแล้วเกิดการสะท้อนกลับสู่อากาศ

เราเรียกรงั สีน้นั ว่าอย่างไร (แนวคาตอบ รงั สีสะทอ้ น)
– หลักการสะท้อนของแสงคืออะไร (แนวคาตอบ เมื่อรังสีตกกระทบ เส้นแนวฉาก และรังสี

สะท้อนอยู่ในระนาบเดยี วกัน มมุ ตกกระทบจะเทา่ กบั มุมสะทอ้ นเสมอ)
(2) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า แสง

เคล่ือนที่จากตัวกลางที่มีความหนาแน่นค่าหน่ึงไปสู่ตัวกลางที่มีความหนาแน่นอีกค่าหนึ่ง แสงจะตกกระทบ
ตัวกลางใหม่แล้วสะทอ้ นกลับสู่ตัวกลางเดิม โดยเมื่อรังสีตกกระทบ เส้นแนวฉาก และรังสีสะท้อนอยู่ในระนาบ
เดียวกนั มมุ ตกกระทบจะเท่ากบั มุมสะท้อนเสมอ
4) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration)

(1) . ครแู ละนักเรียนร่วมกันขยายความรู้เพิ่มเติม โดยการปฏิบัติกิจกรรมเกี่ยวกับการสะท้อนของแสง
จากกิจกรรมเกมสเ์ ปิดแผน่ ปา้ ย เร่ืองการสะทอ้ นของแสง (https://www.baamboozle.com)

5) ขน้ั ประเมนิ (Evaluation)
(1) ครใู หน้ กั เรียนแตล่ ะคนพิจารณาว่า จากหัวข้อท่เี รียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่

เข้าใจหรือยังมีขอ้ สงสยั ถ้ามี ครชู ว่ ยอธิบายเพม่ิ เตมิ ใหน้ ักเรยี นเขา้ ใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อยา่ งไรบ้าง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ท่ีได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนาความร้ทู ่ีได้ไปใช้ประโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเขา้ ใจของนกั เรียนโดยการให้ตอบคาถาม เชน่
– เมื่อแสงเคลื่อนท่ีไปตกกระทบกับวัตถุจะเกิดอะไรข้ึน (แนวคาตอบ แสงจะสะท้อนกลับสู่

อากาศ)
– การสะท้อนของแสงทาให้เรามองเห็นวัตถุ เพราะอะไร (แนวคาตอบ เพราะแสงเคลื่อนที่จาก

แหลง่ กาเนดิ ไปตกกระทบกับวัตถแุ ล้วสะทอ้ นมาเขา้ ตาเรา)

ขัน้ สรปุ
(1) ครแู ละนกั เรยี นร่วมกนั สรปุ เก่ียวกับการสะท้อนของแสง จากการทาใบงานการสะท้อนแสง พร้อม

กับเฉลยใบงานร่วมกัน

ส่ือ และแหล่งการเรียนรู้
1. หนงั สือ ใบความรู้ หรืออนิ เทอร์เนต็
2. Power point เรอื่ งการสะทอ้ นและการหักเหของแสง
3. เกมส์เปิดแผ่นป้าย (https://www.baamboozle.com)
3. ค่มู ือการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 เลม่ 1
4. ส่ือการเรียนรู้ PowerPoint รายวชิ าพ้นื ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท3่ี เลม่ 1
5. หนงั สอื เรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 เลม่ 1

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 29

รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ (พื้นฐาน) ว 23101 กล่มุ สาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565

หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 4 แสง เร่ืองการสะทอ้ นของแสงบนกระจกเงาราบ (1) 1 ช่วั โมง/คาบ

วันท่ี …………………….……………………………….. ครผู ู้สอน นางสาวอังคณา ปาสานะโม

สาระสาคญั
เม่อื แสงเคล่อื นทจ่ี ากตัวกลางที่มีความหนาแน่นค่าหนึ่งไปสู่ตัวกลางท่ีมีความหนาแน่นอีกค่าหนึ่ง แสง

จะตกกระทบตัวกลางใหมแ่ ล้วสะทอ้ นกลับสตู่ วั กลางเดิม โดยเมื่อรังสีตกกระทบ เส้นแนวฉาก และรังสีสะท้อน
อยูใ่ นระนาบเดียวกัน มมุ ตกกระทบจะเทา่ กบั มมุ สะท้อนเสมอ

มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ท่ีเกี่ยวข้อง
กบั เสยี ง แสง และคล่ืนแม่เหล็กไฟฟา้ รวมทงั้ นาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

ตัวชีว้ ัด

ว 2.3 ม. 3/13 ออกแบบการทดลองและดาเนินการทดลองด้วยวิธีที่เหมาะสมในการอธิบายกฎการ

สะทอ้ นของแสง

คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551

 รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์  ซ่อื สัตยส์ จุ รติ  มีวนิ ยั  ใฝเ่ รียนรู้

 อยู่อยา่ งพอเพยี ง  มุ่งมัน่ ในการทางาน  รกั ความเป็นไทย  มีจติ สาธารณะ

............................................................................................................................. .............................................

ด้านสมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น

 ความสามารถในการส่อื สาร :………………………………………………………..

 ความสามารถในการคิด :………………………………………………………..

 ความสามารถในการแก้ปัญหา :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี :………………………………………………………..

ด้านการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน

 การอา่ น :…………………………………………………………………………..

 การคดิ วิเคราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขียน :…………………………………………………………………………..

จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. นักเรยี นสามารถทดลองและอธิบายการสะท้อนของแสงบนกระจกเงาราบได้ (K)
2. นกั เรียนสามารถอธบิ ายกฎการสะท้อนของแสงได้ (K)
3. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บรวบรวมข้อมูลได้ (P)
4. นักเรยี นสามารถแสดงความมุ่งมน่ั ในการทางานได้ (A)

การวัดและการประเมนิ ผลการเรยี นรู้
ผู้ประเมิน  ครผู ูส้ อน  นกั เรยี น  เพื่อน  ผู้ปกครอง

ชิ้นงาน/ภาระงาน /ร่องรอย/หลกั ฐานการเรยี นรู้

สิง่ ทต่ี ้องการวดั /ประเมนิ วธิ ีการวดั เครอ่ื งมือการวัด เกณฑ์การใหค้ ะแนน

ระดับคุณภาพ

(Rubric Score)

1.นักเรียนสามารถทดลองและอธิบายการ - ตรวจใบงาน ชิ้นงาน -ใบงาน ชิ้นงานหรือ - นักเรียนผ่านเกณฑ์

สะท้อนของแสงบนกระจกเงาราบได้ (K) หรอื ภาระงาน ภาระงาน ร้อยละ 70 ขึ้นไป

2.นักเรียนสามารถอธิบายกฎการสะท้อนของ -แบบประเมนิ ใบงาน

แสงได้ (K)

3. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคณุ ภาพ ดี

รวบรวมข้อมลู ได้ (P) สังเกตพฤตกิ รรม พฤติกรรม ขึ้นไป

4. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งมั่นในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี

ทางานได้ (A) สังเกตพฤติกรรม พฤตกิ รรม ขึ้นไป

สาระการเรียนรู้
การสะท้อนของแสง
– การสะท้อนของแสงบนกระจกเงาราบ

กจิ กรรมการเรียนรู้ (กิจกรรม Active Learning)
ขั้นนาเขา้ สู่บทเรยี น

1) ครใู หน้ กั เรยี นทบทวนความรู้เดมิ ทไี่ ด้เรยี นรูม้ าแล้ว โดยใช้คาถามตอ่ ไปน้ี
– แสงเคล่ือนที่จากแหล่งกาเนิดไปตกกระทบกับวัตถุจะเกิดส่ิงใด (แนวคาตอบ เกิดการสะท้อน

ของแสง)
– นักเรียนมองเห็นวัตถุต่างๆ ได้อย่างไร (แนวคาตอบ แสงเคลื่อนที่จากแหล่งกาเนิดไปตก

กระทบกบั วตั ถแุ ลว้ สะท้อนมาเขา้ ตาเรา จงึ ทาใหม้ องเห็นวัตถตุ า่ งๆ)
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับคาตอบ เพ่ือเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้

เรือ่ ง การสะท้อนของแสงบนกระจกเงาราบ

ขั้นจดั กิจกรรมการเรียนรู้
จัดกจิ กรรมการเรียนรโู้ ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน

ชน้ั เรียน (flipped classroom) ซึ่งมีขน้ั ตอนดังน้ี
1) ขน้ั สร้างความสนใจ (Engagement)

(1) ครถู ามคาถามนักเรียนเพอ่ื กระตนุ้ ความสนใจ เช่น
– นกั เรียนเคยส่องกระจกหรอื ไม่ (แนวคาตอบ เคย)
– นกั เรยี นเห็นอะไรในกระจก (แนวคาตอบ เห็นภาพตัวเองในกระจก)

(2) นักเรยี นรว่ มกันอภิปรายหาคาตอบเกี่ยวกบั คาถามตามความคิดเหน็ ของแต่ละคน

2) ขนั้ สารวจและคน้ หา (Exploration)
(1) ครูให้นักเรียนศึกษาเร่ืองการสะท้อนของแสงบนกระจกเงาราบ จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน

โดยครชู ่วยอธบิ ายให้นักเรียนเข้าใจว่า เม่ือแสงตกกระทบบนกระจกเงาราบจะเกิดการสะท้อนของแสง แนวการ
เคลอ่ื นทีข่ องแสงจากอากาศตกกระทบทผ่ี วิ หน้าของกระจกเงาราบเรียกว่า รังสีตกกระทบ และแนวการเคล่ือนท่ี
ของแสงท่ผี วิ หนา้ ของกระจกเงาราบสะทอ้ นกลบั สู่อากาศเรียกว่า รังสีสะท้อน ทั้งน้ีรังสีตกกระทบกับรังสีสะท้อน
จะอยคู่ นละดา้ นกัน โดยมีเส้นตรงเสน้ หนงึ่ กั้นอยู่ระหวา่ งกลาง เป็นเส้นตรงทีล่ ากตั้งฉากกับผิวหน้าของกระจกเงา
ราบตรงจดุ ที่แสงตกกระทบและแสงสะท้อนพอดี เรยี กเส้นตรงน้วี า่ เสน้ แนวฉาก โดยระหว่างรังสีตกกระทบ รังสี
สะท้อน และเส้นแนวฉากจะมีมุมเกิดขึ้น 2 มุม มุมแรกเป็นมุมที่เกิดขึ้นระหว่างรังสีตกกระทบกับเส้นแนวฉาก
เรยี กมมุ นีว้ ่า มมุ ตกกระทบ ( ) ส่วนอีกมมุ เป็นมมุ ทเี่ กิดข้ึนระหวา่ งรังสีสะท้อนกับเส้นแนวฉาก เรียกมุมน้ีว่า มุม
สะทอ้ น ( )

นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาเร่ืองการสะท้อนของแสงท่ีผิวของวัตถุชนิดต่างๆ จนได้ข้อสรุปและต้ังเป็นกฎ
การสะท้อนของแสงว่า “มุมตกกระทบเทา่ กับมมุ สะท้อนเสมอ และรังสีตกกระทบ รังสีสะท้อน และเส้นแนวฉาก
อยใู่ นระนาบเดยี วกัน”

(2) ครูแบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน ปฏิบัติกิจกรรม ทดลองการสะท้อนของแสงบนกระจกเงาราบ
ตามขัน้ ตอน ดงั นี้

– ตอ่ กลอ่ งแสงเข้ากบั หม้อแปลงไฟฟา้ แล้วเสียบปลัก๊ ของหม้อแปลงไฟฟ้ากบั เต้าเสียบ
– นากระจกเงาราบมาติดลงบนกระดาษขาว โดยใช้ดินน้ามันติดมุมล่างของกระจกเงาราบ แล้ว
นามาวางในตาแหน่งท่ีรองรับรังสีของแสงที่ออกจากกล่องแสง โดยให้ปลายของกล่องแสงวางทับบน
ขอบกระดาษขาว
– ใช้ดินสอลากเส้นบนกระดาษขาวตามแนวด้านหน้าของกระจกเงาราบ และเส้นต้ังฉากกับ
กระจกเงาราบ
– เปดิ สวิตช์หมอ้ แปลงไฟฟ้าและสวิตช์กล่องแสง สังเกตรังสีของแสงท่ีพุ่งออกจากกล่องแสงและ
รงั สขี องแสงท่พี ุ่งออกจากกระจกเงาราบ พรอ้ มทง้ั วาดรปู ลักษณะรังสขี องแสงทเ่ี กดิ ข้ึน
– วัดขนาดของมุมระหว่างรังสีของแสงท่ีพุ่งออกจากกล่องแสงกับเส้นแนวฉาก และมุมระหว่าง
รังสขี องแสงที่พุ่งออกจากกระจกเงาราบกบั เส้นแนวฉาก
– ดาเนินการเช่นเดยี วกับขั้นตอนท่ี 4 – 5 แตจ่ ัดแสงจากกล่องแสงใหม่ โดยเปลี่ยนมุมให้รังสีของ
แสงจากกลอ่ งแสงพ่งุ ไปกระทบผิวกระจกเงาราบอกี 2 คา่
(3) ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันตรวจสอบความถูกตอ้ งของขอ้ มูลทไ่ี ด้จากการปฏบิ ัติกิจกรรม
(4) ครคู อยแนะนาชว่ ยเหลือนักเรียนขณะปฏบิ ัติกิจกรรม โดยครเู ดินดรู อบๆ บรเิ วณห้องเรียนและเปิด
โอกาสให้นกั เรยี นทุกคนซกั ถามเมอ่ื มปี ัญหา

3) ขน้ั อธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
(1) นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ นาเสนอผลการปฏิบตั ิกิจกรรมหน้าหอ้ งเรียน
(2) ครแู ละนกั เรียนรว่ มกนั อภิปรายผลจากการปฏิบัติกจิ กรรม โดยใชแ้ นวคาถาม เชน่
– เม่ือรังสีของแสงจากกล่องแสงตกกระทบกับผิวของกระจกเงาราบ นักเรียนสังเกตเห็นอะไร

(แนวคาตอบ มีรังสขี องแสงพงุ่ ออกจากกระจกเงาราบ)
– เมอ่ื เปลี่ยนมุมระหว่างรังสีของแสงจากกล่องแสงกับเส้นแนวฉาก มุมระหว่างรังสีของแสงท่ีพุ่ง

ออกจากกระจกเงาราบกับเส้นแนวฉากมีค่าเปล่ียนแปลงไปในลักษณะใด (แนวคาตอบ มุมทั้งสองมีขนาด
เท่ากนั เสมอ)

– ถ้าให้รังสีตกกระทบตั้งฉากกับกระจกเงาราบ รังสีสะท้อนจะเกิดในลักษณะใด (แนวคาตอบ
รังสสี ะท้อนจะเกิดในทศิ ทางตรงกันขา้ มกบั รงั สีตกกระทบ)

(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า เม่ือรังสี
ของแสงจากกล่องแสงตกกระทบบนผิวของกระจกเงาราบ รังสีของแสงจะเกิดการสะท้อนซ่ึงมุมระหว่างรังสี

ของแสงจากกลอ่ งแสงกับเสน้ แนวฉาก ( ) มีขนาดเท่ากับมุมระหว่างรังสีของแสงท่ีพุ่งออกจากกระจกเงาราบ

กบั เสน้ แนวฉากเสมอ ( )

4) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration)
ครูอธิบายเพิ่มเติมเก่ียวกับการสะท้อนของแสงบนวัตถุผิวเรียบและวัตถุผิวขรุขระให้นักเรียนเข้าใจว่า

เม่อื รงั สีขนานตกกระทบผวิ หนา้ วัตถเุ รียบ แสงจะสะทอ้ นเปน็ รงั สีขนานเชน่ เดียวกับรังสีตกกระทบ การสะท้อน
ของแสงบนวัตถุผิวเรียบ เรียกว่า การสะท้อนแบบสม่าเสมอ (regular reflection) เช่น กระจกเงาราบและ
โลหะขัดมนั ที่มีพ้นื ผวิ หน้าทเี่ รียบและเป็นมันวาว ซึ่งจะเกิดการสะท้อนอย่างสม่าเสมอและได้ภาพท่ีคมชัด เมื่อ
รังสีขนานตกกระทบผิวหน้าวัตถุขรุขระ รังสีจะกระจัดกระจายหรือสะท้อนไปคนละทิศทาง ซึ่งเรียกรูปแบบ
การสะท้อนนวี้ า่ การสะทอ้ นแบบกระจาย (diffuse reflection)

5) ขัน้ ประเมนิ (Evaluation)
(1) ครใู ห้นกั เรยี นแตล่ ะคนพจิ ารณาว่า จากหัวขอ้ ทเ่ี รียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่

เขา้ ใจหรือยงั มขี ้อสงสยั ถา้ มี ครูช่วยอธบิ ายเพ่ิมเตมิ ใหน้ กั เรียนเขา้ ใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อยา่ งไรบ้าง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนาความรทู้ ่ีได้ไปใช้ประโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเขา้ ใจของนกั เรียนโดยการให้ตอบคาถาม เชน่
– การสะท้อนของแสงบนวัตถุผิวเรียบและผิวขรุขระทาให้เรามองเห็นภาพสะท้อนแตกต่างกัน

เพราะอะไร (แนวคาตอบ เพราะจากกฎการสะท้อนของแสง คือ มุมตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อนเสมอ ทาให้
แสงท่ีสะท้อนบนวัตถุผิวเรียบเป็นแบบสม่าเสมอ เราจึงมองเห็นภาพสะท้อนบนวัตถุ แต่แสงท่ีสะท้อนบนวัตถุ
ผวิ ขรขุ ระเปน็ แบบกระจาย ทาให้เรามองไม่เห็นภาพสะท้อนบนวตั ถุ)

ข้นั สรปุ
ครูและนกั เรยี นรว่ มกนั สรุปเก่ียวกบั การสะทอ้ นของแสงบนกระจกเงาราบ โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่

ความคดิ หรือผังมโนทัศน์

ส่ือ และแหลง่ การเรยี นรู้
1. ใบกิจกรรม ทดลองการสะทอ้ นของแสงบนกระจกเงาราบ
2. หนังสือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสาหรบั เยาวชน หรืออินเทอร์เนต็
3. คมู่ อื การสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 เลม่ 1
4. ส่ือการเรยี นรู้ PowerPoint รายวิชาพนื้ ฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศึกษาปที 3่ี เล่ม1
5. หนงั สือเรยี นรายวชิ าพืน้ ฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 3 เล่ม 1

แผนการจัดการเรยี นร้ทู ่ี 30

รายวชิ าวิทยาศาสตร์ (พน้ื ฐาน) ว 23101 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 4 แสง เรอื่ งการสะทอ้ นของแสงบนกระจกเงาราบ (2) 1 ชัว่ โมง/คาบ

วนั ที่ …………………….……………………………….. ครผู ู้สอน นางสาวองั คณา ปาสานะโม

สาระสาคญั
ภาพที่เกิดจากการสะท้อนของแสงของวัตถุผิวราบมีระยะภาพเท่ากับระยะวัตถุ และมีขนาดของภาพ

เทา่ กับขนาดของวตั ถุเสมอ

มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณ์ท่ีเกี่ยวข้อง
กับเสยี ง แสง และคลื่นแมเ่ หล็กไฟฟ้า รวมท้ังนาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

ตวั ชวี้ ัด
ว 2.3 ม. 3/13 ออกแบบการทดลองและดาเนินการทดลองด้วยวิธีท่ีเหมาะสมในการอธิบายกฎการ

สะทอ้ นของแสง
ว 2.3 ม. 3/14 เขียนแผนภาพการเคล่อื นทขี่ องแสง แสดงการเกิดภาพจากกระจกเงา

คุณลักษณะอนั พึงประสงคต์ ามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551

 รกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์  ซ่อื สัตยส์ ุจริต  มวี นิ ัย  ใฝเ่ รียนรู้

 อยู่อย่างพอเพยี ง  มุง่ มนั่ ในการทางาน  รักความเป็นไทย  มจี ิตสาธารณะ

............................................................................................................................. .............................................

ดา้ นสมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน

 ความสามารถในการสือ่ สาร :………………………………………………………..

 ความสามารถในการคิด :………………………………………………………..

 ความสามารถในการแก้ปัญหา :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี :………………………………………………………..

ดา้ นการอ่าน คดิ วเิ คราะห์ และเขยี น

 การอา่ น :…………………………………………………………………………..

 การคดิ วิเคราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขยี น :…………………………………………………………………………..

จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. นกั เรยี นสามารถสงั เกตและอธบิ ายภาพจากการสะท้อนของแสงของวัตถผุ ิวราบได้ (K)
2. นักเรียนสามารถแสดงทกั ษะการเกบ็ รวบรวมข้อมูลได้ (P)
3. นกั เรยี นสามารถแสดงความมุ่งมัน่ ในการทางานได้ (A)

การวดั และการประเมนิ ผลการเรียนรู้
ผูป้ ระเมิน  ครผู ูส้ อน  นกั เรียน  เพ่ือน  ผู้ปกครอง

ชิ้นงาน/ภาระงาน /ร่องรอย/หลกั ฐานการเรียนรู้

สงิ่ ท่ีต้องการวดั /ประเมนิ วธิ ีการวดั เครือ่ งมอื การวัด เกณฑ์การให้คะแนน

ระดบั คณุ ภาพ

(Rubric Score)

1. นักเรียนสามารถสังเกตและอธิบายภาพ - ตรวจใบงาน ชิ้นงาน -ใบงาน ชิ้นงานหรือ - นักเรียนผา่ นเกณฑ์

จากการสะท้อนของแสงของวตั ถผุ วิ ราบได้ (K) หรอื ภาระงาน ภาระงาน รอ้ ยละ 70 ขึน้ ไป

-แบบประเมนิ ใบงาน

2. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี

รวบรวมข้อมูลได้ (P) สงั เกตพฤตกิ รรม พฤติกรรม ข้นึ ไป

3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคุณภาพ ดี

ทางานได้ (A) สังเกตพฤติกรรม พฤติกรรม ขึ้นไป

สาระการเรยี นรู้
การสะท้อนของแสง
– การสะท้อนของแสงบนกระจกเงาราบ

กิจกรรมการเรียนรู้ (กจิ กรรม Active Learning)
จดั กจิ กรรมการเรยี นรูโ้ ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน

ชัน้ เรยี น (flipped classroom) ซึ่งมขี ั้นตอนดังน้ี

1) ขน้ั สรา้ งความสนใจ (Engagement)
(1) ครถู ามคาถามนักเรียนเพอื่ กระตนุ้ ความสนใจ เช่น
– ถ้านักเรียนนากระดาษไปส่องกระจกเงาราบ ภาพที่มองเห็นมีลักษณะใด (แนวคาตอบ ภาพท่ี

มองเหน็ มีลกั ษณะเหมือนกับกระดาษจริงและมีขนาดเทา่ กับขนาดของกระดาษจริง)
(2) นักเรียนรว่ มกันอภิปรายหาคาตอบเกย่ี วกบั คาถามตามความคดิ เห็นของแต่ละคน

2) ขั้นสารวจและคน้ หา (Exploration)
(1) ครูแบ่งนักเรยี นกลมุ่ ละ 5 – 6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สังเกตภาพจากการสะท้อนของแสงของวัตถุผิว

ราบ ตามขนั้ ตอน ดงั น้ี
– จัดชุดศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระยะวัตถุกับระยะภาพและแท่งพลาสติกรูปลูกบาศก์ขนาด

1 × 1 × 1 ลูกบาศก์เซนติเมตร
– นาแท่งพลาสติกรูปลูกบาศก์วางบนตารางด้านใดด้านหน่ึง สังเกตภาพของแท่งพลาสติกรูป

ลูกบาศก์ในแผน่ พลาสตกิ
– สงั เกตระยะทางจากแทง่ พลาสติกรูปลูกบาศก์ถึงแผ่นพลาสติกและระยะทางจากแผ่นพลาสติก

ถึงตาแหน่งของภาพ บันทกึ ผล
– เปลย่ี นระยะทางจากแท่งพลาสติกรูปลูกบาศก์ถึงแผ่นพลาสติกอีก 2 คร้ัง พร้อมทั้งสังเกตและ

บันทกึ ผล
– ดาเนินการเช่นเดียวกับขั้นตอนที่ 2 แล้วนาแท่งพลาสติกรูปลูกบาศก์อีกแท่งหนึ่งวางด้านหลัง

ของแผ่นพลาสตกิ โดยวางซ้อนทับกบั ภาพของแทง่ พลาสตกิ สังเกตภาพในแผน่ พลาสติกและบันทึกผล
(2) ครแู ละนกั เรียนร่วมกนั ตรวจสอบความถกู ตอ้ งของข้อมลู ท่ไี ดจ้ ากการปฏบิ ตั ิกิจกรรม
(3) ครูคอยแนะนาช่วยเหลือนักเรียนขณะปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบ ๆ บริเวณห้องเรียนและ

เปิดโอกาสใหน้ กั เรียนทุกคนซกั ถามเมอ่ื มีปัญหา

3) ขั้นอธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
(1) นักเรยี นแตล่ ะกลุม่ นาเสนอผลการปฏิบตั ิกจิ กรรมหน้าห้องเรียน
(2) ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกันอภิปรายผลจากการปฏบิ ัตกิ ิจกรรม โดยใชแ้ นวคาถาม เชน่

– ภาพในแผ่นพลาสติกมีลักษณะใด (แนวคาตอบ เป็นภาพเหมือนกับแท่งพลาสติก รูปลูกบาศก์
และมีขนาดเท่ากับขนาดของแทง่ พลาสตกิ รูปลูกบาศก์)

– เมื่อวางแท่งพลาสติกรูปลูกบาศก์ใกล้กับแผ่นพลาสติกมากข้ึน ตา แหน่งของภาพจะ
เปลยี่ นแปลงลักษณะใด (แนวคาตอบ ตาแหนง่ ของภาพจะใกล้กบั แผน่ พลาสติกมากขึ้น)

– ภาพของแท่งพลาสติกรูปลูกบาศก์แท่งแรกกับแท่งพลาสติกรูปลูกบาศก์แท่งที่สองท่ีวางไว้
ดา้ นหลังของแผ่นพลาสติกมีลกั ษณะใด (แนวคาตอบ ซ้อนทบั กนั พอด)ี

(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า เมื่อวาง
แท่งพลาสติกรูปลูกบาศก์ไว้หน้าแผ่นพลาสติกจะเกิดภาพด้านหลังของแผ่นพลาสติก โดยระยะทางจากแท่ง
พลาสติกรูปลกู บาศก์ถงึ แผน่ พลาสตกิ มีคา่ เท่ากบั ระยะทางจากแผ่นพลาสติกถึงตาแหน่งของภาพเสมอ

4) ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)
(1) ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการหาตาแหน่งของภาพและลักษณะภาพที่เกิดจากกระจกเงาราบให้

นักเรียนเข้าใจว่า การหาตาเหน่งของภาพจากกระจกเงาราบทาได้โดยการลากแนวรังสีของแสงจากวัตถุไปตก
กระทบกระจกเงาราบ 2 เส้น จะเกิดรังสีสะท้อนออกจากผิวหน้ากระจกเงาราบ จากน้ันต่อแนวรังสีสะท้อนทั้ง
2 เส้นไปดา้ นหลงั กระจกเงาราบให้พบกนั ท่ีจดุ จดุ หนง่ึ ลักษณะภาพที่เกิดจากกระจกเงาราบเป็นภาพเสมือนที่มี
ระยะภาพเท่ากับระยะวตั ถุ ขนาดภาพเทา่ กบั ขนาดของวตั ถุ และภาพมีลกั ษณะกลับซ้ายเป็นขวากับวตั ถจุ รงิ

(2) นักเรียนค้นคว้าคาศัพท์ภาษาต่างประเทศเก่ียวกับการสะท้อนของแสงบนกระจกเงาราบจาก
หนังสอื เรียนภาษาต่างประเทศหรืออนิ เทอร์เนต็ และนาเสนอใหเ้ พ่ือนฟงั คดั คาศัพท์พร้อมท้ังคาแปลลงสมุดส่ง
ครู

5) ข้นั ประเมนิ (Evaluation)
(1) ครูใหน้ ักเรยี นแตล่ ะคนพจิ ารณาว่า จากหัวขอ้ ที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างท่ียังไม่

เข้าใจหรือยงั มขี ้อสงสยั ถา้ มี ครชู ว่ ยอธบิ ายเพม่ิ เติมใหน้ ักเรยี นเขา้ ใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อย่างไรบา้ ง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับประโยชน์ท่ีได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์
(4) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคาถาม เช่น
– ภาพที่เกิดจากการสะท้อนของแสงของวัตถุผิวราบมีลักษณะใด (แนวคาตอบ มีลักษณะเป็น

ภาพเสมอื นท่ีมรี ะยะภาพเท่ากับระยะวตั ถแุ ละมีขนาดภาพเทา่ กับขนาดของวตั ถเุ สมอ)

ขนั้ สรปุ
ครแู ละนักเรยี นร่วมกันสรุปเกีย่ วกับการสะท้อนของแสงบนกระจกเงาราบ โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่

ความคิดหรือผงั มโนทศั น์

ส่อื และแหลง่ การเรียนรู้
1. กระดาษ
2. ใบกจิ กรรม สงั เกตภาพจากการสะท้อนของแสงของวัตถุผิวราบ
3. หนงั สอื วารสาร สารานกุ รมวิทยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรับเยาวชน หรืออินเทอร์เน็ต
4. คูม่ อื การสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 3 เล่ม 1
5. ส่ือการเรียนรู้ PowerPoint รายวชิ าพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศกึ ษาปที 3่ี เลม่ 1
6. หนังสือเรียนรายวชิ าพืน้ ฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 3 เล่ม 1 1

แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 31

รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ (พน้ื ฐาน) ว 23101 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2565

หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 4 แสง เรือ่ งการสะทอ้ นของแสงบนกระจกนูนและกระจกเวา้ 1 ช่วั โมง/คาบ

วนั ที่ …………………….……………………………….. ครผู ู้สอน นางสาวอังคณา ปาสานะโม

สาระสาคัญ
ภาพที่เกิดจากกระจกนูนเป็นภาพเสมือนหัวต้ัง ขนาดเล็กกว่าวัตถุ และใช้ฉากรับภาพไม่ได้ ส่วนภาพ

ที่เกิดจากกระจกเว้ามีท้ังภาพเสมือนหัวตั้ง ขนาดใหญ่กว่าวัตถุ และภาพจริงหัวกลับ ซึ่งมีท้ังขนาดใหญ่กว่า
เท่ากบั และเล็กกวา่ วัตถุ และใช้ฉากรบั ภาพได้

มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณ์ท่ีเก่ียวข้อง
กบั เสียง แสง และคลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟ้า รวมทงั้ นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

ตวั ชว้ี ดั
ว 2.3 ม. 3/14 เขยี นแผนภาพการเคลอื่ นท่ีของแสง แสดงการเกิดภาพจากกระจกเงา

คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงคต์ ามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551

 รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์  ซอื่ สตั ยส์ ุจรติ  มวี ินยั  ใฝเ่ รยี นรู้

 อยอู่ ยา่ งพอเพียง  มงุ่ มน่ั ในการทางาน  รกั ความเป็นไทย  มีจติ สาธารณะ

............................................................................................................................. .............................................

ดา้ นสมรรถนะสาคัญของผูเ้ รยี น

 ความสามารถในการสือ่ สาร :………………………………………………………..

 ความสามารถในการคดิ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการแก้ปัญหา :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี :………………………………………………………..

ดา้ นการอ่าน คดิ วิเคราะห์ และเขยี น

 การอ่าน :…………………………………………………………………………..

 การคดิ วิเคราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขียน :…………………………………………………………………………..

จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. นักเรยี นสามารถสงั เกตและอธบิ ายภาพจากกระจกนูนและกระจกเว้าได้ (K)
2. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ได้ (P)
3. นักเรยี นสามารถแสดงความมุ่งมั่นในการทางานได้ (A)

การวัดและการประเมนิ ผลการเรยี นรู้
ผู้ประเมิน  ครผู ูส้ อน  นกั เรียน  เพ่ือน  ผู้ปกครอง

ชิน้ งาน/ภาระงาน /รอ่ งรอย/หลักฐานการเรียนรู้

ส่ิงท่ตี ้องการวดั /ประเมนิ วธิ กี ารวัด เครอื่ งมือการวดั เกณฑ์การให้คะแนน

ระดับคณุ ภาพ

(Rubric Score)

1. นักเรียนสามารถสังเกตและอธิบายภาพ - ตรวจใบงาน ช้ินงาน -ใบงาน ช้ินงานหรือ - นักเรยี นผ่านเกณฑ์

จากกระจกนนู และกระจกเวา้ ได้ (K) หรอื ภาระงาน ภาระงาน รอ้ ยละ 70 ข้นึ ไป

-แบบประเมนิ ใบงาน

2. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคุณภาพ ดี

รวบรวมข้อมูลได้ (P) สังเกตพฤติกรรม พฤติกรรม ขึน้ ไป

3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคุณภาพ ดี

ทางานได้ (A) สังเกตพฤตกิ รรม พฤติกรรม ขน้ึ ไป

สาระการเรยี นรู้
การสะท้อนของแสง
– การสะท้อนของแสงบนกระจกนนู และกระจกเวา้

กจิ กรรมการเรยี นรู้ (กิจกรรม Active Learning)
ครูดาเนินการทดสอบก่อนเรียน โดยให้นักเรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน เพ่ือตรวจสอบความพร้อม

และพื้นฐานของนกั เรียน
ขน้ั นาเขา้ สบู่ ทเรยี น

1) ครถู ามคาถามนกั เรยี นเพ่ือกระตนุ้ ความสนใจ เชน่
– นักเรยี นรู้จกั กระจกนูนและกระจกเวา้ หรอื ไม่ (แนวคาตอบ รู้จกั )
– ถา้ นักเรยี นส่องกระจกนูนและกระจกเว้า ภาพที่เกิดข้ึนมีลักษณะเหมือนหรือแตกต่างกัน (แนว

คาตอบ แตกต่างกัน)
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับคาตอบ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้

เรื่อง การสะท้อนของแสงบนกระจกนนู และกระจกเว้า

ข้นั จดั กิจกรรมการเรียนรู้
จัดกิจกรรมการเรียนร้โู ดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน

ช้นั เรยี น (flipped classroom) ซึ่งมีขัน้ ตอนดงั นี้

1) ขัน้ สร้างความสนใจ (Engagement)
(1) ครใู ห้นกั เรยี นดูรปู กระจกนูนท่อี ย่ตู ามสาธารณะ แล้วถามคาถามนกั เรยี นดังน้ี
– นักเรยี นเคยเหน็ กระจกเหมือนในรปู ตามท่ีสาธารณะหรอื ไม่ (แนวคาตอบ เคยเหน็ )
– ภาพท่ีเกิดจากกระจกในรูปแตกต่างจากภาพท่ีเกิดจากกระจกเงาราบลักษณะใด (แนวคาตอบ

ภาพที่เกิดจากกระจกในรูปมีลักษณะหัวต้ัง ขนาดเล็กกว่าวัตถุ ส่วนภาพท่ีเกิดจากกระจกเงาราบมีลักษณะหัว
ตัง้ ขนาดเท่ากับวตั ถ)ุ

(2) นักเรยี นร่วมกนั อภิปรายหาคาตอบเกีย่ วกบั คาถามตามความคิดเหน็ ของแต่ละคน

2) ขน้ั สารวจและคน้ หา (Exploration)
(1) ครูให้นักเรียนศึกษาเร่ืองกระจกนูนและกระจกเว้า จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วย

อธบิ ายใหน้ กั เรียนเข้าใจว่า กระจกนูนและกระจกเว้ามพี ื้นผวิ หน้าโค้ง โดยกระจกนูนและกระจกเว้า ทาให้เกิด
ภาพที่มีลกั ษณะแตกต่างกัน

(2) ครูแบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สังเกตภาพจากกระจกนูนและกระจกเว้า ตาม
ข้นั ตอน ดังนี้

– ใชก้ ระจกนูนและกระจกเว้าสอ่ งดูใบหน้าตัวเองท่ีระยะทางตา่ ง ๆ สังเกตภาพทเี่ กดิ ขน้ึ
– นากระจกนูน เทียนไข และฉากรับภาพ มาจัดวาง แล้วจุดเทียน สังเกตภาพท่ีเกิดขึ้นใน
กระจกนูนและภาพที่เกดิ ขึน้ บนฉากรับภาพ แลว้ เปลี่ยนระยะทางระหว่างเทียนไขและกระจกนูน สังเกตภาพท่ี
เกดิ ข้ึน
– ดาเนนิ การเช่นเดียวกับขัน้ ตอนที่ 2 แต่เปลี่ยนจากกระจกนนู เปน็ กระจกเว้า

(3) ครูและนกั เรียนรว่ มกันตรวจสอบความถกู ตอ้ งของข้อมลู ท่ไี ด้จากการปฏบิ ตั ิกิจกรรม
(4) ครูคอยแนะนาชว่ ยเหลือนกั เรียนขณะปฏิบัตกิ จิ กรรม โดยครเู ดินดรู อบๆ บริเวณห้องเรียนและเปิด
โอกาสให้นักเรยี นทกุ คนซักถามเมื่อมปี ัญหา

3) ขัน้ อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
(1) นกั เรียนแต่ละกลุ่มนาเสนอผลการปฏิบตั กิ ิจกรรมหนา้ ห้องเรียน
(2) ครแู ละนกั เรยี นร่วมกันอภปิ รายผลจากการปฏบิ ัติกิจกรรม โดยใชแ้ นวคาถาม เช่น
– เม่ือนักเรียนใช้กระจกนูนและกระจกเว้าส่องดูใบหน้าตัวเองท่ีระยะทางต่างๆ กัน ภาพที่เห็นมี

ลกั ษณะใด (แนวคาตอบ ภาพท่ีเห็นจากกระจกนูนเป็นภาพเสมือนหัวตั้ง ขนาดเล็กกว่าใบหน้าจริง ส่วนภาพท่ี
เหน็ จากกระจกเวา้ มีทงั้ ภาพเสมือนหัวต้ัง ขนาดใหญ่กว่าใบหน้าจริง และภาพจริงหัวกลับท่ีมีท้ังขนาดใหญ่กว่า
เท่ากบั และเล็กกวา่ ใบหนา้ จรงิ ข้ึนอยู่กบั ว่าจะเลอื่ นกระจกเข้าใกล้หรือออกหา่ งจากใบหน้า)

– เม่ือจุดเทียนไขวางไว้หน้ากระจกนูน ภาพที่เห็นมีลักษณะใด (แนวคาตอบ ภาพที่เห็นจาก
กระจกนนู เป็นภาพเสมือนหัวตง้ั ขนาดเลก็ กว่าวัตถุ และใช้ฉากรบั ภาพไมไ่ ด้)

– เม่ือจุดเทียนไขวางไว้หน้ากระจกเว้า ภาพท่ีเห็นมีลักษณะใด (แนวคาตอบ ภาพท่ีเห็นจาก
กระจกเว้ามีท้ังภาพเสมือนหัวต้ัง ขนาดใหญ่กว่าวัตถุ และภาพจริงหัวกลับที่มีทั้งขนาดใหญ่กว่า เท่ากับ หรือ
เล็กกวา่ วตั ถุ และใชฉ้ ากรับภาพได้)

(3) ครแู ละนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า ภาพท่ีเกิด
จากกระจกนูนเป็นภาพเสมือนหัวต้ังท่ีมีขนาดเล็กกว่าวัตถุเสมอและใช้ฉากรับภาพไม่ได้ ในขณะท่ีภาพที่เกิด
จากกระจกเว้าเป็นได้ท้ังภาพเสมือนหัวตั้ง ขนาดใหญ่กว่าวัตถุ และภาพจริงหัวกลับที่มีทั้งขนาดใหญ่กว่า
เท่ากับ หรือเลก็ กวา่ วัตถุ ซ่ึงข้ึนอยู่กบั ระยะทางระหว่างวตั ถุและกระจกเว้า

4) ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration)
นกั เรียนค้นควา้ คาศพั ท์ภาษาตา่ งประเทศเกี่ยวกับการสะท้อนของแสงบนกระจกนูนและกระจกเว้าจาก

หนงั สือเรียนภาษาตา่ งประเทศหรอื อินเทอร์เนต็ และนาเสนอให้เพือ่ นฟัง คัดคาศัพท์พร้อมท้ังคาแปลลงสมุดส่ง
ครู

5) ขัน้ ประเมิน (Evaluation)
(1) ครใู หน้ กั เรียนแตล่ ะคนพิจารณาวา่ จากหัวขอ้ ที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างท่ียังไม่

เขา้ ใจหรือยงั มขี ้อสงสัย ถา้ มี ครูชว่ ยอธบิ ายเพมิ่ เติมใหน้ กั เรียนเขา้ ใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อย่างไรบา้ ง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับประโยชน์ท่ีได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนาความร้ทู ่ไี ดไ้ ปใช้ประโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเขา้ ใจของนกั เรียนโดยการใหต้ อบคาถาม เช่น

– ภาพท่เี กิดจากกระจกนูนและกระจกเว้าแตกต่างกันในลักษณะใด (แนวคาตอบ ภาพที่เกิดจาก
กระจกนนู เปน็ ภาพเสมือนหัวตัง้ ขนาดเลก็ กว่าวัตถุ ภาพที่เกิดจากกระจกเว้ามีท้ังภาพเสมือนหัวต้ัง ขนาดใหญ่
กวา่ วัตถุ และภาพจรงิ หวั กลับท่ีมีทง้ั ขนาดใหญก่ ว่า เทา่ กบั หรอื เล็กกวา่ วตั ถุบนฉาก)

ขั้นสรปุ
ครูและนกั เรยี นร่วมกันสรปุ เกี่ยวกบั การสะท้อนของแสงบนกระจกนูนและกระจกเว้า โดยร่วมกันเขียน

เปน็ แผนท่ีความคิดหรือผงั มโนทัศน์

ส่ือ และแหล่งการเรยี นรู้
1. รปู กระจกนูนที่อยตู่ ามสาธารณะ
2. ใบกิจกรรม สงั เกตภาพจากกระจกนูนและกระจกเวา้
3. หนังสือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรับเยาวชน หรอื อินเทอร์เนต็
4. คู่มอื การสอน วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 เลม่ 1
5. สอ่ื การเรียนรู้ PowerPoint รายวิชาพนื้ ฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่3ี เล่ม1
6. หนังสอื เรียนรายวิชาพน้ื ฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 เลม่ 1

แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 32

รายวชิ าวิทยาศาสตร์ (พนื้ ฐาน) ว 23101 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565

หน่วยการเรียนรู้ท่ี 4 แสง เรือ่ งกระจกนูน 1 ช่ัวโมง/คาบ

วนั ที่ …………………….……………………………….. ครูผู้สอน นางสาวองั คณา ปาสานะโม

สาระสาคญั
กระจกนูนเป็นกระจกที่มีผิวหน้าที่ใช้สะท้อนแสงโค้งนูนย่ืนออกมาคล้ายกับด้านหลังของช้อนโลหะ

สามารถหาตาแหน่งของภาพจากกระจกนูนได้โดยลากแนวรังสีของแสงจากวัตถุไปตกกระทบที่กระจกนูน 2
เส้น เส้นแรกลากขนานกับแกนมุขสาคัญไปตกกระทบบนกระจกนูน รังสีของแสงจะสะท้อนในแนวท่ีผ่านจุด
โฟกสั ของกระจกนนู เส้นที่สองให้ลากรังสีไปตกกระทบกระจกที่ข้ัวกระจกจะเกิดรังสีสะท้อนที่สอง จากน้ันต่อ
แนวรังสีสะท้อนทั้ง 2 เส้นให้พบกันที่จุดจุดหนึ่ง ภาพที่เกิดจากกระจกนูนมีลักษณะเป็นภาพเสมือนหัวต้ัง
ขนาดเล็กกวา่ วตั ถุ

มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณ์ท่ีเก่ียวข้อง
กบั เสยี ง แสง และคล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟา้ รวมท้งั นาความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์

ตัวช้วี ดั
ว 2.3 ม. 3/14 เขยี นแผนภาพการเคล่อื นทข่ี องแสง แสดงการเกิดภาพจากกระจกเงา

คุณลักษณะอนั พงึ ประสงคต์ ามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551

 รกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์  ซอ่ื สัตยส์ จุ รติ  มวี ินัย  ใฝเ่ รยี นรู้

 อยู่อยา่ งพอเพยี ง  มงุ่ มน่ั ในการทางาน  รกั ความเป็นไทย  มีจิตสาธารณะ

............................................................................................................................. .............................................

ด้านสมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน

 ความสามารถในการสอ่ื สาร :………………………………………………………..

 ความสามารถในการคิด :………………………………………………………..

 ความสามารถในการแก้ปัญหา :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี :………………………………………………………..

ดา้ นการอา่ น คดิ วเิ คราะห์ และเขยี น

 การอ่าน :…………………………………………………………………………..

 การคิดวเิ คราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขียน :…………………………………………………………………………..

จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1. นกั เรียนสามารถอธบิ ายลักษณะของกระจกนนู ได้ (K)
2. นกั เรยี นสามารถอธบิ ายการหาตาแหน่งของภาพและลักษณะภาพท่เี กดิ จากกระจกนนู ได้ (K)
3. นักเรียนสามารถแสดงทกั ษะการเก็บรวบรวมข้อมลู ได้ (P)
4. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งมัน่ ในการทางานได้ (A)

การวัดและการประเมินผลการเรยี นรู้
ผูป้ ระเมนิ  ครูผู้สอน  นักเรยี น  เพื่อน  ผูป้ กครอง

ชิน้ งาน/ภาระงาน /รอ่ งรอย/หลักฐานการเรียนรู้

สิ่งทต่ี ้องการวดั /ประเมิน วธิ ีการวดั เครือ่ งมอื การวดั เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน

ระดบั คุณภาพ

(Rubric Score)

1.นักเรียนสามารถอธิบายลักษณะของ - ตรวจใบงาน ช้ินงาน -ใบงาน ช้ินงานหรือ - นกั เรยี นผา่ นเกณฑ์

กระจกนูนได้ (K) หรอื ภาระงาน ภาระงาน รอ้ ยละ 70 ขึน้ ไป

2.นักเรยี นสามารถอธิบายการหาตาแหน่งของ -แบบประเมินใบงาน

ภาพและลักษณะภาพที่เกิดจากกระจกนูนได้

(K)

3. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคุณภาพ ดี

รวบรวมข้อมลู ได้ (P) สงั เกตพฤติกรรม พฤติกรรม ขึ้นไป

4. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคณุ ภาพ ดี

ทางานได้ (A) สงั เกตพฤติกรรม พฤตกิ รรม ขึ้นไป

สาระการเรยี นรู้
การสะท้อนของแสง
– การสะท้อนของแสงบนกระจกนนู และกระจกเวา้

กิจกรรมการเรียนรู้ (กจิ กรรม Active Learning)
ขน้ั นาเข้าส่บู ทเรียน

1) ครใู ห้นักเรยี นทบทวนความรเู้ ดมิ ทไี่ ด้เรยี นรู้มาแล้ว โดยใชค้ าถามตอ่ ไปนี้
– ภาพที่เกิดจากกระจกนูนและกระจกเว้ามีลักษณะเหมือนหรือแตกต่างกัน (แนวคาตอบ

แตกต่างกัน)
– “ภาพเสมือนหัวต้ัง ขนาดเล็กกว่าวัตถุ” เป็นภาพที่เกิดจากกระจกชนิดใด (แนวคาตอบ

กระจกนูน)
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคาตอบ เพ่ือเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้

เรอ่ื ง กระจกนนู

ขนั้ จดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
จดั กจิ กรรมการเรยี นร้โู ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน

ช้ันเรียน (flipped classroom) ซง่ึ มขี ั้นตอนดงั นี้
1) ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement)

(1) ครูให้นักเรยี นดรู ปู กระจกนูน แล้วถามคาถามนักเรียนดงั นี้
– รปู ทนี่ กั เรยี นเหน็ เป็นกระจกชนดิ ใด (แนวคาตอบ กระจกนูน)
– ภาพที่ได้จากกระจกดังกล่าวมีลักษณะใด (แนวคาตอบ ภาพมีลักษณะหัวตั้ง ขนาดเล็กกว่า

วัตถ)ุ
(2) นักเรยี นรว่ มกนั อภิปรายหาคาตอบเกี่ยวกับคาถามตามความคิดเห็นของแต่ละคน

2) ขน้ั สารวจและคน้ หา (Exploration)
(1) ครูแบ่งนักเรยี นกลุ่มละ 5 – 6 คน สบื คน้ ข้อมลู เกีย่ วกบั กระจกนนู ตามข้นั ตอนดงั นี้
– แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อย่อยให้เพ่ือนสมาชิกช่วยกันสืบค้นตามท่ี

สมาชิกกลมุ่ ชว่ ยกนั กาหนดหวั ขอ้ ยอ่ ย เชน่ ลักษณะของกระจกนูน การหาตาแหน่งของภาพและลักษณะภาพท่ี
เกดิ จากกระจกนนู

– สมาชิกกลุ่มแต่ละคนหรือกลุ่มย่อยช่วยกันสืบค้นข้อมูลตามหัวข้อย่อยท่ีตนเองรับผิดชอบ โดย
การสบื ค้นจากหนงั สอื วารสาร สารานุกรมวทิ ยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสาหรบั เยาวชน หรืออินเทอร์เน็ต

– สมาชิกกลุ่มนาข้อมูลที่สืบค้นได้มารายงานให้เพ่ือน ๆ สมาชิกในกลุ่มฟัง รวมท้ังร่วมกัน
อภิปรายซกั ถามจนคาดว่าสมาชกิ ทกุ คนมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจท่ีตรงกนั

– สมาชิกกลุ่มช่วยกันสรุปความรู้ที่ได้ทั้งหมดเป็นผลงานของกลุ่ม และช่วยกันจัดทารายงาน
การศกึ ษาคน้ คว้าเกย่ี วกับกระจกนูน

(2) ครูและนกั เรียนรว่ มกันตรวจสอบความถกู ตอ้ งของขอ้ มูลท่ีได้จากการปฏบิ ตั ิกจิ กรรม
(3) ครูคอยแนะนาช่วยเหลือนักเรียนขณะปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบ ๆ ห้องเรียนและเปิด
โอกาสใหน้ กั เรียนทกุ คนซักถามเมือ่ มีปัญหา

3) ข้ันอธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
(1) นกั เรยี นแต่ละกลมุ่ นาเสนอผลการปฏิบตั กิ จิ กรรมหน้าห้องเรยี น
(2) ครแู ละนักเรียนร่วมกันอภิปรายผลจากการปฏิบตั กิ จิ กรรม โดยใช้แนวคาถาม เชน่
– กระจกนูนคืออะไร (แนวคาตอบ กระจกนูน คือ กระจกที่มีผิวหน้าที่ใช้สะท้อนแสงโค้งนูนย่ืน

ออกมาคลา้ ยกบั ดา้ นหลังของช้อนโลหะ)
– การหาตาแหน่งของภาพจากกระจกนูนทาได้อย่างไร (แนวคาตอบ ลากแนวรังสีของแสงจาก

วัตถุไปตกกระทบท่ีกระจกนูน 2 เส้น เส้นแรกลากขนานกับแกนมุขสาคัญไปตกกระทบบนกระจกนูน รังสีของ

แสงจะสะท้อนในแนวที่ผ่านจุดโฟกัสของกระจกนูน เส้นที่สองให้ลากรังสีไปตกกระทบกระจกท่ีขั้วกระจกจะ
เกดิ รงั สีสะท้อนทีส่ อง จากน้ันต่อแนวรังสีสะท้อนทัง้ 2 เส้นใหพ้ บกันทีจ่ ุดจุดหน่งึ )

(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า กระจกนูน
เป็นกระจกท่ีมีผิวหน้าที่ใช้สะท้อนแสงโค้งนูนย่ืนออกมาคล้ายกับด้านหลังของช้อนโลหะ สามารถหาตาแหน่ง
ของภาพจากกระจกนูนได้โดยลากแนวรังสีของแสงจากวัตถุไปตกกระทบท่ีกระจกนูน 2 เส้น เส้นแรกลาก
ขนานกับแกนมุขสาคัญไปตกกระทบบนกระจกนูน รังสขี องแสงจะสะท้อนในแนวที่ผ่านจุดโฟกัสของกระจกนูน
เสน้ ทส่ี องใหล้ ากรงั สีไปตกกระทบกระจกที่ข้ัวกระจกจะเกิดรังสีสะท้อนที่สอง จากน้ันต่อแนวรังสีสะท้อนทั้ง 2
เสน้ ใหพ้ บกันท่จี ุดจดุ หน่ึง ภาพทเี่ กิดจากกระจกนนู มลี กั ษณะเปน็ ภาพเสมอื นหวั ตงั้ ขนาดเลก็ กวา่ วตั ถุ

4) ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration)
นักเรียนค้นคว้าคาศัพท์ภาษาต่างประเทศเก่ียวกับกระจกนูนจากหนังสือเรียนภาษาต่างประเทศหรือ

อนิ เทอรเ์ น็ต และนาเสนอให้เพอ่ื นฟัง คัดคาศัพท์พร้อมทง้ั คาแปลลงสมุดส่งครู

5) ขนั้ ประเมนิ (Evaluation)
(1) ครูให้นกั เรยี นแตล่ ะคนพจิ ารณาวา่ จากหวั ข้อทีเ่ รียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างท่ียังไม่

เข้าใจหรือยงั มีขอ้ สงสัย ถา้ มี ครูชว่ ยอธบิ ายเพิม่ เติมให้นกั เรยี นเข้าใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อยา่ งไรบ้าง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ท่ีได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนาความรู้ท่ไี ด้ไปใชป้ ระโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเข้าใจของนกั เรยี นโดยการใหต้ อบคาถาม เชน่
– ภาพทีเ่ กิดจากกระจกนูนมลี ักษณะใด (แนวคาตอบ ภาพเสมือนหวั ตงั้ ขนาดเลก็ กวา่ วัตถ)ุ
– เมื่อวางวัตถุไว้หน้ากระจกนูน ภาพที่เกิดขึ้นอยู่ตาแหน่งใด (แนวคาตอบ ภาพท่ีเกิดข้ึนอยู่

ระหวา่ งข้วั กระจกกบั จุดโฟกสั )

ข้ันสรปุ
ครแู ละนกั เรียนร่วมกันสรปุ เกีย่ วกับกระจกนนู โดยรว่ มกนั เขียนเปน็ แผนทค่ี วามคิดหรอื ผังมโนทัศน์

ส่อื และแหลง่ การเรียนรู้
1. รปู กระจกนูน
2. หนงั สือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรับเยาวชน หรืออนิ เทอรเ์ นต็
3. คู่มอื การสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 เล่ม 1
4. สือ่ การเรียนรู้ PowerPoint รายวิชาพ้นื ฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่3ี เลม่ 1
5. หนังสอื เรียนรายวชิ าพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 เลม่ 1

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 33

รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ (พนื้ ฐาน) ว 23101 กล่มุ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565

หน่วยการเรียนร้ทู ี่ 4 แสง เรือ่ งกระจกเว้า 1 ชว่ั โมง/คาบ

วนั ที่ …………………….……………………………….. ครผู สู้ อน นางสาวองั คณา ปาสานะโม

สาระสาคญั
กระจกเว้าเปน็ กระจกทม่ี ผี ิวหนา้ ทใ่ี ช้สะทอ้ นแสงโค้งเว้าเข้าไปข้างใน คล้ายกับด้านหน้าของช้อนโลหะ

สามารถหาตาแหน่งของภาพจากกระจกเว้าได้โดยลากแนวรังสีของแสงจากวัตถุไปตกกระทบท่ีกระจกเว้า 2
เส้น เส้นแรกลากขนานกับแกนมุขสาคัญไปตกกระทบบนกระจกเว้า รังสีของแสงจะสะท้อนในแนวที่ผ่านจุด
โฟกัสของกระจกเว้า เส้นที่สองให้ลากรังสีไปตกกระทบกระจกท่ีขั้วกระจกจะเกิดรังสีสะท้อนที่สอง จุดท่ีแนว
รังสีสะท้อนทั้ง 2 เส้นพบกันเป็นตาแหน่งท่ีเกิดภาพ โดยภาพท่ีเกิดจากกระจกเว้ามีลักษณะเป็นภาพจริงหัว
กลับทม่ี ีทง้ั ขนาดใหญก่ วา่ วัตถแุ ละเล็กกว่าวตั ถุ และภาพเสมือนหัวตง้ั ขนาดใหญ่กว่าวตั ถุ

มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ท่ีเก่ียวข้อง
กับเสียง แสง และคลน่ื แม่เหล็กไฟฟา้ รวมท้ังนาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

ตวั ชวี้ ดั
ว 2.3 ม. 3/14 เขยี นแผนภาพการเคลือ่ นทขี่ องแสง แสดงการเกิดภาพจากกระจกเงา

คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคต์ ามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551

 รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์  ซอื่ สตั ย์สจุ รติ  มีวนิ ยั  ใฝเ่ รยี นรู้

 อย่อู ย่างพอเพียง  มุง่ มั่นในการทางาน  รกั ความเป็นไทย  มีจิตสาธารณะ

............................................................................................................................. .............................................

ด้านสมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น

 ความสามารถในการสือ่ สาร :………………………………………………………..

 ความสามารถในการคดิ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการแก้ปัญหา :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี :………………………………………………………..

ด้านการอา่ น คิด วิเคราะห์ และเขียน

 การอา่ น :…………………………………………………………………………..

 การคดิ วเิ คราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขยี น :…………………………………………………………………………..

จุดประสงค์การเรียนรู้
1. นักเรยี นสามารถอธบิ ายลกั ษณะของกระจกเวา้ ได้ (K)
2. นกั เรียนสามารถอธิบายการหาตาแหน่งของภาพและลกั ษณะภาพที่เกดิ จากกระจกเวา้ ได้ (K)
3. นกั เรยี นสามารถแสดงทักษะการเกบ็ รวบรวมข้อมูลได้ (P)
4. นักเรยี นสามารถแสดงความมุ่งม่นั ในการทางานได้ (A)

การวดั และการประเมนิ ผลการเรียนรู้
ผ้ปู ระเมิน  ครูผู้สอน  นกั เรยี น  เพื่อน  ผปู้ กครอง

ช้นิ งาน/ภาระงาน /ร่องรอย/หลักฐานการเรียนรู้

สิ่งทต่ี ้องการวดั /ประเมิน วิธีการวดั เครอ่ื งมอื การวดั เกณฑ์การใหค้ ะแนน

ระดบั คุณภาพ

(Rubric Score)

1.นกั เรยี นสามารถอธิบายลักษณะของกระจก - ตรวจใบงาน ชิ้นงาน -ใบงาน ช้ินงานหรือ - นักเรยี นผ่านเกณฑ์

เว้าได้ (K) หรือภาระงาน ภาระงาน ร้อยละ 70 ขน้ึ ไป

2.นกั เรยี นสามารถอธบิ ายการหาตาแหน่งของ -แบบประเมนิ ใบงาน

ภาพและลักษณะภาพท่ีเกิดจากกระจกเว้าได้

(K)

3. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี

รวบรวมขอ้ มูลได้ (P) สงั เกตพฤตกิ รรม พฤตกิ รรม ขึ้นไป

4. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งมั่นในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี

ทางานได้ (A) สังเกตพฤติกรรม พฤตกิ รรม ขึ้นไป

สาระการเรยี นรู้
การสะท้อนของแสง
– การสะท้อนของแสงบนกระจกนนู และกระจกเว้า

กิจกรรมการเรยี นรู้ (กจิ กรรม Active Learning)
ขั้นนาเข้าสบู่ ทเรียน

1) ครูทบทวนความรู้เดมิ ที่ไดเ้ รยี นรู้มาแลว้ โดยใช้คาถามตอ่ ไปน้ี
– “ธิดาสอ่ งกระจกชนดิ หนง่ึ ธิดามองเหน็ ภาพใบหน้าของตัวเองมีลักษณะหัวกลับ ขนาดเล็กกว่า

ใบหนา้ จรงิ ” นักเรียนคิดว่าธิดาส่องกระจกชนิดใด เพราะอะไร (แนวคาตอบ กระจกเว้า เพราะภาพที่เกิดจาก
กระจกเว้ามีทั้งภาพเสมือนหัวต้ัง ขนาดใหญ่กว่าใบหน้าจริง และภาพจริงหัวกลับที่มีท้ังขนาดใหญ่กว่า เท่ากับ
หรอื เลก็ กว่าใบหน้าจริง ข้นึ อยู่กบั ว่าจะเล่อื นกระจกเข้าใกล้หรือออกหา่ งจากใบหนา้ )

2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับคาตอบ เพ่ือเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้
เร่ือง กระจกเวา้

ขัน้ จัดกิจกรรมการเรยี นรู้
จัดกิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน

ชั้นเรยี น (flipped classroom) ซึ่งมีขั้นตอนดังน้ี

1) ขัน้ สร้างความสนใจ (Engagement)
(1) ครูถามคาถามนักเรียนเพือ่ กระตุ้นความสนใจ เช่น
– นกั เรยี นรู้จกั กระจกเวา้ หรือไม่ (แนวคาตอบ รู้จกั )
– กระจกเว้ามีลักษณะเหมือนกับกระจกนูนหรือไม่ อย่างไร (แนวคาตอบ ไม่เหมือน โดยกระจก

เว้ามลี ักษณะคล้ายด้านหนา้ ของชอ้ นโลหะ สว่ นกระจกนนู มลี กั ษณะคล้ายดา้ นหลงั ของช้อนโลหะ)
(2) นักเรียนรว่ มกนั อภปิ รายหาคาตอบเก่ยี วกบั คาถามตามความคดิ เหน็ ของแต่ละคน

2) ขัน้ สารวจและคน้ หา (Exploration)
(1) ครูแบง่ นกั เรียนกลมุ่ ละ 5 – 6 คน สบื คน้ ขอ้ มูลเกีย่ วกบั กระจกเว้า ตามขั้นตอนดงั นี้
– แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อย่อยให้เพ่ือนสมาชิกช่วยกันสืบค้นตามท่ี

สมาชกิ กลมุ่ ชว่ ยกนั กาหนดหัวขอ้ ย่อย เช่น ลักษณะของกระจกเวา้ การหาตาแหน่งของภาพและลักษณะภาพท่ี
เกิดจากกระจกเว้า

– สมาชิกกลุ่มแต่ละคนหรือกลุ่มย่อยช่วยกันสืบค้นข้อมูลตามหัวข้อย่อยท่ีตนเองรับผิดชอบ โดย
การสบื คน้ จากหนงั สอื วารสาร สารานุกรมวทิ ยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสาหรบั เยาวชน หรอื อินเทอร์เนต็

– สมาชิกกลุ่มนาข้อมูลท่ีสืบค้นได้มารายงานให้เพ่ือน ๆ สมาชิกในกลุ่มฟัง รวมท้ังร่วมกัน
อภิปรายซกั ถามจนคาดว่าสมาชิกทุกคนมีความรูค้ วามเขา้ ใจท่ตี รงกัน

– สมาชิกกลุ่มช่วยกันสรุปความรู้ท่ีได้ท้ังหมดเป็นผลงานของกลุ่ม และช่วยกันจัดทารายงาน
การศึกษาคน้ ควา้ เกยี่ วกับกระจกเวา้

(2) ครแู ละนักเรียนร่วมกันตรวจสอบความถกู ตอ้ งของข้อมลู ที่ได้จากการปฏิบัติกจิ กรรม
(3) ครคู อยแนะนาช่วยเหลือนกั เรียนขณะปฏิบัตกิ ิจกรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ให้นักเรยี นทุกคนซักถามเมือ่ มปี ัญหา

3) ขั้นอธบิ ายและลงขอ้ สรุป (Explanation)
(1) นกั เรยี นแต่ละกลมุ่ นาเสนอผลการปฏบิ ัติกจิ กรรมหนา้ หอ้ งเรียน
(2) ครแู ละนักเรยี นรว่ มกันอภปิ รายผลจากการปฏิบตั ิกจิ กรรม โดยใช้แนวคาถาม เช่น
– กระจกเว้าคืออะไร (แนวคาตอบ กระจกเว้า คือ กระจกที่มีผิวหน้าท่ีใช้สะท้อนแสงโค้งเว้าเข้า

ไปขา้ งใน คลา้ ยกบั ด้านหนา้ ของช้อนโลหะ)
– การหาตาแหน่งของภาพจากกระจกเว้าทาได้อย่างไร (แนวคาตอบ ลากแนวรังสีของแสงจาก

วตั ถไุ ปตกกระทบทก่ี ระจกเว้า 2 เส้น เส้นแรกลากขนานกับแกนมุขสาคัญไปตกกระทบบนกระจกเว้า รังสีของ

แสงจะสะท้อนในแนวที่ผ่านจุดโฟกัสของกระจกเว้า เส้นที่สองให้ลากรังสีไปตกกระทบกระจกที่ขั้วกระจกจะ
เกดิ รังสีสะท้อนที่สอง จดุ ท่ีแนวรังสสี ะท้อนทงั้ 2 เสน้ พบกนั เป็นตาแหนง่ ท่เี กิดภาพ)

(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า กระจกเว้า
เป็นกระจกท่ีมผี วิ หน้าทใ่ี ช้สะท้อนแสงโคง้ เวา้ เข้าไปข้างใน คล้ายกับด้านหน้าของช้อนโลหะสามารถหาตาแหน่ง
ของภาพจากกระจกเว้าได้โดยลากแนวรังสีของแสงจากวัตถุไปตกกระทบที่กระจกเว้า 2 เส้น เส้นแรกลาก
ขนานกับแกนมุขสาคญั ไปตกกระทบบนกระจกเวา้ รังสีของแสงจะสะท้อนในแนวท่ีผ่านจุดโฟกัสของกระจกเว้า
เส้นที่สองให้ลากรังสีไปตกกระทบกระจกท่ีข้ัวกระจกจะเกิดรังสีสะท้อนที่สอง จุดท่ีแนวรังสีสะท้อนท้ัง 2 เส้น
พบกนั เปน็ ตาแหน่งทีเ่ กิดภาพ โดยภาพทเ่ี กิดจากกระจกเว้ามีลกั ษณะเป็นภาพจริงหัวกลับท่ีมีทั้งขนาดใหญ่กว่า
วัตถุและเล็กกว่าวตั ถุ และภาพเสมือนหวั ตง้ั ขนาดใหญ่กว่าวัตถุ

4) ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)
นักเรียนค้นคว้าคาศัพท์ภาษาต่างประเทศเกี่ยวกับกระจกเว้าจากหนังสือเรียนภาษาต่างประเทศหรือ

อนิ เทอรเ์ น็ต และนาเสนอใหเ้ พอ่ื นฟงั คดั คาศพั ทพ์ ร้อมทั้งคาแปลลงสมุดสง่ ครู

5) ข้นั ประเมนิ (Evaluation)
(1) ครูให้นกั เรยี นแต่ละคนพจิ ารณาว่า จากหัวข้อทเ่ี รียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างท่ียังไม่

เขา้ ใจหรอื ยังมขี อ้ สงสัย ถา้ มี ครชู ่วยอธิบายเพม่ิ เติมใหน้ ักเรียนเขา้ ใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อย่างไรบ้าง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนาความรู้ทไ่ี ด้ไปใช้ประโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเขา้ ใจของนกั เรียนโดยการให้ตอบคาถาม เชน่
– ภาพที่เกิดจากกระจกเว้ามีลักษณะใด (แนวคาตอบ ภาพจริงหัวกลับ ขนาดเล็กกว่าวัตถุ ภาพ

จริงหวั กลบั ขนาดใหญก่ ว่าวตั ถุ และภาพเสมือนหัวตั้ง ขนาดใหญก่ ว่าวตั ถ)ุ
– ภาพท่ีเกิดจากกระจกเว้าแตกต่างจากกระจกนูนเพราะอะไร (แนวคาตอบ เพราะกระจกท้ัง 2

ชนดิ มีการสะทอ้ นของรงั สีของแสงต่างกัน ทาใหจ้ ุดตัดของรังสีของแสงท่เี กิดขึ้นมตี าแหน่งต่างกัน ภาพที่เกิดข้ึน
จงึ มีลกั ษณะต่างกนั )

ขั้นสรุป
ครแู ละนกั เรียนร่วมกนั สรุปเก่ียวกบั กระจกเว้า โดยรว่ มกนั เขียนเป็นแผนทคี่ วามคดิ หรอื ผงั มโนทศั น์

ส่อื และแหลง่ การเรียนรู้
1. หนังสือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสาหรบั เยาวชน หรอื อินเทอร์เนต็
2. คมู่ ือการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 3 เล่ม 1
3. สอื่ การเรยี นรู้ PowerPoint รายวชิ าพ้ืนฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่3ี เลม่ 1
4. หนงั สอื เรียนรายวิชาพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 เลม่ 1

แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 34

รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ (พน้ื ฐาน) ว 23101 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565

หน่วยการเรียนรูท้ ี่ 4 แสง เรอื่ งการสะทอ้ นของแสงของผิวโคง้ 1 ช่ัวโมง/คาบ

วนั ที่ …………………….……………………………….. ครผู สู้ อน นางสาวอังคณา ปาสานะโม

สาระสาคัญ
เมื่อรังสีของแสงขนานไปตกกระทบแผ่นสะท้อนแสงผิวโค้งนูน รังสีของแสงจะสะท้อนกระจายออก

แผน่ สะท้อนแสงผิวโคง้ นนู จึงทาหนา้ ที่กระจายแสง และเม่ือรงั สีของแสงขนานไปตกกระทบแผ่นสะท้อนแสงผิว
โค้งเว้า รงั สีของแสงจะสะท้อนไปรวมกันทจ่ี ุดจดุ หนง่ึ แผ่นสะทอ้ นแสงผิวโคง้ เว้าจึงทาหน้าท่รี วมแสง

มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ียนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้อง
กับเสยี ง แสง และคลนื่ แม่เหล็กไฟฟา้ รวมทัง้ นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

ตวั ช้ีวัด
ว 2.3 ม. 3/14 เขยี นแผนภาพการเคล่ือนท่ขี องแสง แสดงการเกิดภาพจากกระจกเงา

คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551

 รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซ่ือสัตย์สุจรติ  มวี นิ ยั  ใฝเ่ รยี นรู้

 อยอู่ ย่างพอเพยี ง  ม่งุ มั่นในการทางาน  รกั ความเปน็ ไทย  มจี ิตสาธารณะ

............................................................................................................................. .............................................

ดา้ นสมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น

 ความสามารถในการสื่อสาร :………………………………………………………..

 ความสามารถในการคดิ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการแกป้ ัญหา :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ติ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี :………………………………………………………..

ด้านการอา่ น คิด วเิ คราะห์ และเขียน

 การอา่ น :…………………………………………………………………………..

 การคิดวิเคราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขียน :…………………………………………………………………………..

จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. นักเรยี นสามารถสังเกตและอธบิ ายการสะท้อนของแสงของผวิ โค้งได้ (K)
2. นักเรยี นสามารถแสดงทักษะการเกบ็ รวบรวมข้อมูลได้ (P)
3. นกั เรียนสามารถแสดงความมุ่งม่นั ในการทางานได้ (A)

การวัดและการประเมนิ ผลการเรยี นรู้
ผ้ปู ระเมิน  ครผู ู้สอน  นกั เรียน  เพื่อน  ผู้ปกครอง

ชนิ้ งาน/ภาระงาน /รอ่ งรอย/หลักฐานการเรยี นรู้

สง่ิ ทต่ี ้องการวดั /ประเมิน วิธีการวัด เครือ่ งมอื การวดั เกณฑก์ ารให้คะแนน

ระดับคุณภาพ

(Rubric Score)

1. นักเรียนสามารถสังเกตและอธิบายการ - ตรวจใบงาน ชิ้นงาน -ใบงาน ช้ินงานหรือ - นักเรียนผ่านเกณฑ์

สะท้อนของแสงของผวิ โคง้ ได้ (K) หรือภาระงาน ภาระงาน รอ้ ยละ 70 ขนึ้ ไป

-แบบประเมนิ ใบงาน

2. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคณุ ภาพ ดี

รวบรวมขอ้ มลู ได้ (P) สงั เกตพฤตกิ รรม พฤตกิ รรม ขึน้ ไป

3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งมั่นในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคณุ ภาพ ดี

ทางานได้ (A) สังเกตพฤตกิ รรม พฤตกิ รรม ขึ้นไป

สาระการเรยี นรู้
การสะท้อนของแสง
– การสะท้อนของแสงบนกระจกนนู และกระจกเว้า

กจิ กรรมการเรียนรู้ (กจิ กรรม Active Learning)
ขั้นนาเขา้ สู่บทเรยี น

1) ครใู หน้ กั เรยี นดูรปู กระจกนนู และกระจกเว้า แล้วถามคาถามนกั เรยี นดังน้ี
– นักเรียนร้จู ักกระจกในรูปหรือไม่ (แนวคาตอบ รจู้ ัก)
– กระจกในรปู คืออะไร (แนวคาตอบ กระจกนูนและกระจกเวา้ )
– กระจกในรปู ใช้ประโยชนอ์ ะไร (แนวคาตอบ กระจกนนู ใช้สาหรับส่องดูรถยนต์ท่ีแล่นสวนไปมา

กระจกเวา้ ใช้ในวงการทันตแพทย)์
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับคาตอบ เพ่ือเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้

เรอ่ื ง การสะท้อนของแสงของผิวโคง้

ขน้ั จดั กจิ กรรมการเรียนรู้
จัดกจิ กรรมการเรยี นร้โู ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน

ชั้นเรียน (flipped classroom) ซงึ่ มีขนั้ ตอนดังน้ี
1) ขน้ั สร้างความสนใจ (Engagement)

(1) ครูถามคาถามนกั เรียนเพื่อกระตุน้ ความสนใจ เช่น
– เพราะอะไร จงึ นยิ มติดตั้งกระจกนูนไว้บริเวณจุดบอดของถนน (แนวคาตอบ เพราะกระจกนูน

ทาหนา้ ที่กระจายแสง สามารถสะทอ้ นภาพไดใ้ นมุมท่ีกวา้ ง จึงทาใหม้ องเห็นรถที่แล่นสวน ไปมาได)้
– เพราะอะไร วงการทันตแพทย์จึงใช้กระจกเว้าตรวจฟันคนไข้ (แนวคาตอบ เพราะกระจกเว้า

ทาหน้าที่รวมแสง จงึ ทาให้มองเหน็ ภาพฟนั มีขนาดใหญ่ขึน้ )
(2) นกั เรยี นร่วมกนั อภปิ รายหาคาตอบเกย่ี วกับคาถามตามความคิดเห็นของแต่ละคน

2) ขั้นสารวจและคน้ หา (Exploration)
(1) ครูแบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5–6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สังเกตการสะท้อนของแสงของผิวโค้ง ตาม

ขนั้ ตอน ดังน้ี
– ลากเส้นตรง 2 เส้นต้ังฉากกันบนกระดาษขาว วางแผ่นสะท้อนแสงผิวโค้งนูนให้จุดตัดของ

เสน้ ตรงเปน็ จุดสัมผัสจุดกง่ึ กลางของผิวโค้งนูน โดยมีเส้นตรงเส้นหน่งึ เปน็ เส้นสมั ผัสและเสน้ ตรงอกี เสน้ หนึ่งเป็น
แกนมขุ สาคญั

– จดั รังสขี องแสงขนาน 3 เสน้ จากกลอ่ งแสง ตกกระทบแผน่ สะท้อนแสงผิวโค้งนูนในขั้นตอนท่ี 1
โดยจัดรงั สขี องแสงตกกระทบใหข้ นานกบั แกนมุขสาคัญ สงั เกตและบนั ทกึ แนวรงั สขี องแสงสะท้อนทเ่ี กดิ ขน้ึ

– ดาเนินการเช่นเดียวกับขั้นตอนที่ 1–2 แต่เปล่ียนจากแผ่นสะท้อนแสงผิวโค้งนูนเป็นแผ่น
สะท้อนแสงผวิ โคง้ เว้า

(2) ครูและนกั เรยี นรว่ มกนั ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลท่ีไดจ้ ากการปฏิบัติกจิ กรรม
(3) ครูคอยแนะนาช่วยเหลือนักเรียนขณะปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบ ๆ บริเวณห้องเรียนและ
เปิดโอกาสใหน้ ักเรยี นทกุ คนซกั ถามเม่ือมีปญั หา

3) ขัน้ อธิบายและลงข้อสรปุ (Explanation)
(1) นกั เรียนแตล่ ะกลุ่มนาเสนอผลการปฏิบตั กิ จิ กรรมหนา้ หอ้ งเรียน
(2) ครแู ละนักเรียนรว่ มกนั อภปิ รายผลจากการปฏบิ ัติกิจกรรม โดยใชแ้ นวคาถาม เช่น
– เมือ่ ให้รงั สขี องแสงขนานกบั แกนมขุ สาคัญไปตกกระทบแผ่นสะท้อนแสงผวิ โค้งนูน รังสีของแสง

จะมลี กั ษณะใด (แนวคาตอบ รงั สขี องแสงจะสะทอ้ นและกระจายออก)
– ถ้าต่อแนวรังสีสะท้อนจากแผ่นสะท้อนแสงผิวโค้งนูนไปทางด้านหลัง แนวรังสีท่ีต่อไปจะมี

ลักษณะใด (แนวคาตอบ รังสีของแสงจะสะท้อนไปตดั กนั ท่ีจุดจุดหนงึ่ บนแกนมขุ สาคัญ)
– เมอื่ ให้รังสีของแสงขนานกบั แกนมุขสาคัญไปตกกระทบแผ่นสะท้อนแสงผวิ โค้งเว้า รังสีของแสง

จะมีลักษณะใด (แนวคาตอบ รังสขี องแสงจะสะท้อนไปรวมกันทจ่ี ุดจุดหนึง่ บนแกนมขุ สาคญั )
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า เม่ือรังสี

ของแสงขนานไปตกกระทบแผ่นสะท้อนแสงผิวโค้งนูน รังสีของแสงจะสะท้อนและกระจายออก แผ่นสะท้อน
แสงผวิ โค้งนนู จงึ ทาหนา้ ท่กี ระจายแสง และเม่อื รงั สีของแสงขนานไปตกกระทบแผ่นสะท้อนแสงผิวโค้งเว้า รังสี
ของแสงจะสะทอ้ นไปรวมกันที่จดุ จุดหน่งึ แผน่ สะทอ้ นแสงผวิ โค้งเว้าจงึ ทาหนา้ ท่ีรวมแสง

4) ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration)
นักเรียนค้นคว้าคาศัพท์ภาษาต่างประเทศเกี่ยวกับการสะท้อนของแสงของผิวโค้งจากหนังสือเรียน

ภาษาตา่ งประเทศหรืออินเทอรเ์ นต็ และนาเสนอใหเ้ พ่ือนฟัง คดั คาศัพทพ์ ร้อมทั้งคาแปลลงสมุดสง่ ครู

5) ขัน้ ประเมนิ (Evaluation)
(1) ครใู หน้ ักเรยี นแต่ละคนพจิ ารณาวา่ จากหวั ขอ้ ท่ีเรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่

เข้าใจหรือยังมขี ้อสงสัย ถ้ามี ครชู ่วยอธบิ ายเพ่ิมเติมใหน้ ักเรยี นเข้าใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อยา่ งไรบา้ ง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนาความรูท้ ไ่ี ด้ไปใช้ประโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเข้าใจของนกั เรียนโดยการใหต้ อบคาถาม เช่น
– รังสีของแสงชนิดหน่ึงตกกระทบบนแผ่นสะท้อนแสงผิวโค้งนูน รังสีสะท้อนมีลักษณะใด (แนว

คาตอบ รงั สสี ะทอ้ นจะกระจายออก)
– กระจกนูนและกระจกเว้าทาหน้าที่อะไร (แนวคาตอบ กระจกนูนทาหน้าที่กระจายแสง กระจก

เวา้ ทาหนา้ ทรี่ วมแสง)

ขนั้ สรุป
1) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับการสะท้อนของแสงของผิวโค้ง โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนท่ี

ความคิดหรือผังมโนทัศน์
2) ครูมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาค้นคว้าเน้ือหาของบทเรียนชั่วโมงหน้า เพ่ือจัดการเรียนรู้คร้ัง

ต่อไป โดยให้นักเรยี นศึกษาค้นควา้ ลว่ งหน้าในหัวข้อ การหักเหของแสง
3) ครูให้นักเรียนเตรียมประเด็นคาถามที่สงสัยมาอย่างน้อยคนละ 1 คาถาม เพื่อนามาอภิปราย

รว่ มกนั ในหอ้ งเรียนคร้ังต่อไป

ส่ือ และแหล่งการเรยี นรู้
1. รปู กระจกนนู และกระจกเว้า
2. ใบกจิ กรรม สงั เกตการสะท้อนของแสงของผิวโคง้
3. หนงั สอื วารสาร สารานุกรมวทิ ยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสาหรบั เยาวชน หรอื อนิ เทอร์เน็ต
4. ค่มู อื การสอน วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 3 เล่ม 1
5. สื่อการเรยี นรู้ PowerPoint รายวิชาพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศึกษาปที 3ี่ เลม่ 1
6. หนังสอื เรยี นรายวิชาพ้ืนฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 เล่ม 1

แผนการจดั การเรยี นร้ทู ี่ 35

รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ (พน้ื ฐาน) ว 23101 กล่มุ สาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2565

หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 4 แสง เรอื่ งการหกั เหของแสง (1) 1 ชั่วโมง/คาบ

วนั ท่ี …………………….……………………………….. ครผู ้สู อน นางสาวอังคณา ปาสานะโม

สาระสาคญั
การหักเหของแสงเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดข้ึนเมื่อแสงเคลื่อนท่ีจากตัวกลางที่มีความหนาแน่นค่าหนึ่ง

ไปสู่ตัวกลางท่ีมีความหนาแน่นอีกค่าหน่ึง ทาให้รังสีของแสงเบนไปจากแนวเดิม ซึ่งการหักเหของแสงจะมาก
หรือน้อยข้ึนอยู่กับชนิดของตัวกลางและธรรมชาติของแสงสีต่างๆ ในชีวิตประจา วันสามารถพบเห็น
ปรากฏการณ์ธรรมชาตขิ องแสงท่เี กดิ จากการหักเหของแสง เชน่ รุ้งกนิ น้าและมริ าจ

มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณ์ที่เก่ียวข้อง
กับเสียง แสง และคลืน่ แมเ่ หล็กไฟฟ้า รวมทัง้ นาความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์

ตวั ช้วี ดั
ว 2.3 ม. 3/15 อธิบายการหักเหของแสงเมื่อผ่านตัวกลางโปร่งใสท่ีแตกต่างกัน และอธิบายการ

กระจายแสงของแสงขาวเมือ่ ผ่านปริซึมจากหลกั ฐานเชงิ ประจักษ์

คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551

 รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์  ซ่อื สตั ย์สุจริต  มวี นิ ยั  ใฝเ่ รียนรู้

 อยู่อยา่ งพอเพยี ง  มุ่งม่นั ในการทางาน  รกั ความเป็นไทย  มจี ิตสาธารณะ

............................................................................................................................. .............................................

ด้านสมรรถนะสาคญั ของผู้เรยี น

 ความสามารถในการสอ่ื สาร :………………………………………………………..

 ความสามารถในการคดิ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการแก้ปัญหา :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี :………………………………………………………..

ดา้ นการอา่ น คดิ วิเคราะห์ และเขียน

 การอา่ น :…………………………………………………………………………..

 การคดิ วิเคราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขยี น :…………………………………………………………………………..

จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. นักเรียนสามารถอธิบายการหักเหของแสงได้ (K)
2. นกั เรียนสามารถแสดงทกั ษะการเกบ็ รวบรวมข้อมูลได้ (P)
3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งมน่ั ในการทางานได้ (A)

การวดั และการประเมินผลการเรยี นรู้
ผ้ปู ระเมิน  ครผู สู้ อน  นกั เรียน  เพื่อน  ผู้ปกครอง

ชน้ิ งาน/ภาระงาน /รอ่ งรอย/หลกั ฐานการเรยี นรู้

สงิ่ ท่ตี ้องการวดั /ประเมนิ วิธกี ารวัด เครื่องมือการวัด เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน

ระดบั คุณภาพ

(Rubric Score)

1. นักเรียนสามารถอธิบายการหักเหของแสง - ตรวจใบงาน ชิ้นงาน -ใบงาน ชิ้นงานหรือ - นักเรยี นผ่านเกณฑ์

ได้ (K) หรอื ภาระงาน ภาระงาน ร้อยละ 70 ข้ึนไป

-แบบประเมนิ ใบงาน

2. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคุณภาพ ดี

รวบรวมข้อมลู ได้ (P) สงั เกตพฤตกิ รรม พฤติกรรม ขน้ึ ไป

3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคุณภาพ ดี

ทางานได้ (A) สงั เกตพฤติกรรม พฤติกรรม ขึน้ ไป

สาระการเรียนรู้
การหักเหแสง

กจิ กรรมการเรียนรู้ (กจิ กรรม Active Learning)
ข้ันนาเขา้ สูบ่ ทเรียน

1) ครใู ห้นักเรียนดรู ปู เด็กผูช้ ายถือแวน่ ขยาย แลว้ ถามคาถามนกั เรยี นดงั นี้
– เด็กผชู้ ายในรปู ถืออปุ กรณ์ใด (แนวคาตอบ แวน่ ขยาย)
– อุปกรณ์ในรูปทาให้เรามองเห็นตาของเด็กผู้ชายแตกต่างจากตาอีกข้างหน่ึงเพราะอะไร (แนว

คาตอบ เพราะแสงเคล่ือนที่จากแว่นขยายไปสู่อากาศ ซึ่งมีความหนาแน่นแตกต่างกัน ทาให้เกิดการหักเหของ
แสง)

2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคาตอบ เพ่ือเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้
เร่อื ง การหกั เหของแสง

ข้นั จดั กจิ กรรมการเรียนรู้
จัดกจิ กรรมการเรียนรโู้ ดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน

ชน้ั เรียน (flipped classroom) ซ่ึงมขี นั้ ตอนดังนี้

1) ข้ันสรา้ งความสนใจ (Engagement)
(1) ครูแบ่งกลุม่ นักเรียนแลว้ เปดิ โอกาสใหน้ ักเรยี นในกลุม่ นาเสนอข้อมูลเก่ยี วกับการหักเหของแสง ท่ี

ครมู อบหมายใหไ้ ปเรยี นรู้ลว่ งหน้าใหเ้ พ่ือนๆ ในกลุ่มฟัง จากนัน้ ให้แตล่ ะกลมุ่ ส่งตัวแทนมานาเสนอข้อมลู หน้า
หอ้ งเรยี น

(2) ครตู รวจสอบว่านักเรียนทาภาระงานที่ได้รับมอบหมายไปหรอื ไม่ โดยตรวจสอบจากการจดบนั ทกึ
ของนักเรยี น และถามคาถามเกีย่ วกบั ภาระงาน ดังน้ี

– การหกั เหของแสงคืออะไร (แนวคาตอบ การหักเหของแสง คือ ปรากฏการณท์ ่ีเกิดขึ้นเม่ือแสง
เคลอ่ื นท่ีผา่ นผิวรอยต่อระหว่างตวั กลางตา่ งชนดิ กนั ทาให้แนวการเคลื่อนท่ีของแสงเบนไปจากแนวเดมิ )

– การหักเหของแสงเกิดข้นึ เม่ือใด (แนวคาตอบ เมอื่ แสงเคลือ่ นทจี่ ากตวั กลางทมี่ ีความหนาแนน่
คา่ หนึ่งไปสู่ตัวกลางทีม่ ีความหนาแนน่ อีกคา่ หน่ึง)

(3) ครเู ปดิ โอกาสใหน้ ักเรยี นต้ังประเด็นคาถามที่นักเรยี นสงสัยจากการทาภาระงานอย่างน้อยคนละ 1
คาถาม ซ่ึงครูให้นักเรียนเตรียมมาล่วงหน้า และให้นักเรียนช่วยกันตอบและแสดงความคิดเห็น

(4) ครูและนกั เรยี นร่วมกนั สรปุ เกย่ี วกบั ภาระงาน โดยครูชว่ ยอธบิ ายให้นกั เรยี นเขา้ ใจวา่ การหักเห
ของแสงเป็นปรากฏการณท์ ่ีเกิดขนึ้ เมื่อแสงเคลื่อนที่จากตวั กลางทีม่ ีความหนาแนน่ คา่ หนึง่ ไปส่ตู วั กลางท่ีมีความ
หนาแน่นอกี ค่าหนงึ่ แล้วปรากฏวา่ รังสขี องแสงเบนไปจากแนวเดิม

2) ขน้ั สารวจและคน้ หา (Exploration)
(1) ครูให้นักเรียนศึกษาเร่ืองการหักเหของแสง จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วยอธิบาย

ใหน้ ักเรยี นเขา้ ใจวา่ การหกั เห (refraction) ของแสง เปน็ ปรากฏการณ์ทีเ่ กดิ ข้นึ เม่ือแสงเคลื่อนท่ีจากตัวกลางที่
มีความหนาแน่นค่าหน่ึงไปสู่ตัวกลางท่ีมีความหนาแน่นอีกค่าหนึ่ง แล้วปรากฏว่ารังสีของแสงเบนไปจากแนว
เดิม

(2) ครแู บง่ นักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน สบื ค้นขอ้ มูลเก่ยี วกบั การหกั เหของแสง ตามขนั้ ตอนดงั น้ี
– แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อย่อยให้เพ่ือนสมาชิกช่วยกันสืบค้นตามที่

สมาชิกกลุ่มช่วยกันกาหนดหัวข้อย่อย เช่น ปัจจัยท่ีส่งผลต่อการหักเหของแสง หลักการหักเหของแสง และ
ปรากฏการณ์ธรรมชาตทิ เี่ กดิ จากการหักเหของแสง

– สมาชิกกลุ่มแต่ละคนหรือกลุ่มย่อยช่วยกันสืบค้นข้อมูลตามหัวข้อย่อยที่ตนเองรับผิดชอบ โดย
การสบื คน้ จากหนังสอื วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสาหรบั เยาวชน หรอื อนิ เทอร์เน็ต

– สมาชกิ กลุ่มนาขอ้ มูลทสี่ ืบคน้ ไดม้ ารายงานใหเ้ พื่อนๆ สมาชกิ ในกลุ่มฟัง รวมทั้งร่วมกันอภิปราย
ซักถามจนคาดวา่ สมาชิกทุกคนมีความรู้ความเข้าใจท่ตี รงกัน

– สมาชิกกลุ่มช่วยกันสรุปความรู้ท่ีได้ทั้งหมดเป็นผลงานของกลุ่ม และช่วยกันจัดทารายงาน
การศกึ ษาค้นควา้ เกีย่ วกบั การหกั เหของแสง

(3) ครูและนักเรยี นร่วมกันตรวจสอบความถกู ตอ้ งของข้อมลู ทีไ่ ด้จากการปฏิบตั ิกิจกรรม
(4) ครคู อยแนะนาช่วยเหลือนักเรียนขณะปฏบิ ัติกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ให้นกั เรียนทกุ คนซกั ถามเมื่อมปี ญั หา

3) ขนั้ อธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation)
(1) นักเรียนแต่ละกลุ่มนาเสนอผลการปฏิบัติกจิ กรรมหน้าหอ้ งเรียน
(2) ครแู ละนักเรยี นรว่ มกนั อภิปรายผลจากการปฏบิ ตั กิ ิจกรรม โดยใช้แนวคาถาม เช่น
– ปัจจัยใดส่งผลต่อการหักเหของแสง (แนวคาตอบ ชนิดของตัวกลางและธรรมชาติของแสงสี

ต่างๆ)
– การหกั เหของแสงเกดิ ขน้ึ บริเวณใดของตวั กลาง (แนวคาตอบ ผิวรอยตอ่ ของตวั กลาง)
– ยกตัวอย่างปรากฏการณ์ธรรมชาติของแสงท่ีเกิดจากการหักเหของแสงท่ีพบเห็นใน

ชีวติ ประจาวันมา 2 ตัวอยา่ ง (แนวคาตอบ รุ้งกนิ น้าและมริ าจ)
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า การหักเห

ของแสงเปน็ ปรากฏการณ์ท่เี กิดขึ้นเมอ่ื แสงเคล่ือนทจ่ี ากตัวกลางที่มีความหนาแนน่ คา่ หนึง่ ไปสู่ตัวกลางที่มีความ
หนาแนน่ อกี ค่าหนึ่ง ทาให้รังสีของแสงเบนไปจากแนวเดิม ซึ่งการหักเหของแสงจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิด
ของตัวกลางและธรรมชาติของแสงสีต่างๆ ในชีวิตประจาวัน สามารถพบเห็นปรากฏการณ์ธรรมชาติท่ีเกิดจาก
การหกั เหของแสงได้ เชน่ รุง้ กนิ นา้ และมิราจ

4) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration)
ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการมองเห็นวัตถุที่อยู่ในน้าให้นักเรียนเข้าใจว่า เมื่อมองช้อนที่อยู่ในน้า จะ

มองเห็นเหมือนช้อนหัก แต่เม่ือจับช้อนข้ึนให้พ้นจากระดับน้า ปรากฏว่าช้อนยังเป็นปกติตามเดิม ที่เป็นเช่นนี้
เพราะเกิดการหกั เหของแสง

5) ขัน้ ประเมนิ (Evaluation)
(1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาวา่ จากหัวข้อทเ่ี รียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างท่ียังไม่

เข้าใจหรือยงั มีขอ้ สงสัย ถ้ามี ครชู ่วยอธบิ ายเพ่มิ เตมิ ใหน้ กั เรียนเข้าใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อยา่ งไรบ้าง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับประโยชน์ท่ีได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนาความรทู้ ีไ่ ดไ้ ปใช้ประโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเข้าใจของนกั เรียนโดยการใหต้ อบคาถาม เชน่
– การหักเหของแสงเกิดข้ึนได้อย่างไร (แนวคาตอบ เม่ือแสงเคล่ือนท่ีจากตัวกลางที่มีความ

หนาแนน่ ค่าหนึ่งไปสู่ตัวกลางทม่ี คี วามหนาแนน่ อกี คา่ หนึ่ง ทาใหร้ ังสขี องแสงเบนไปจากแนวเดมิ )
– ถ้านักเรียนมองหลอดดูดที่อยู่ในน้า นักเรียนมองเห็นหลอดดูดเป็นอย่างไร เพราะอะไร (แนว

คาตอบ มองเห็นเหมือนหลอดดูดหัก เพราะแสงเคล่ือนท่ีผ่านน้า แก้ว และอากาศซ่ึงมีความหนาแน่นแตกต่าง
กนั จึงเกิดการหกั เหของแสง)

ขนั้ สรปุ
ครูและนกั เรียนรว่ มกนั สรปุ เกย่ี วกับการหักเหของแสง โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่ความคิดหรือผังมโน

ทัศน์

สอ่ื และแหล่งการเรยี นรู้
1. รปู เด็กผ้ชู ายถอื แว่นขยาย
2. หนงั สือ วารสาร สารานุกรมวทิ ยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสาหรับเยาวชน หรืออนิ เทอรเ์ นต็
3. ค่มู ือการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 เล่ม 1
4. สอ่ื การเรยี นรู้ PowerPoint รายวิชาพืน้ ฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท3่ี เลม่ 1
5. หนงั สือเรียนรายวชิ าพืน้ ฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 3 เลม่ 1 1

แผนการจดั การเรียนรูท้ ่ี 36

รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ (พนื้ ฐาน) ว 23101 กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565

หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 4 แสง เรอ่ื งการหกั เหของแสง (2) 1 ช่วั โมง/คาบ

วนั ท่ี …………………….……………………………….. ครผู ู้สอน นางสาวองั คณา ปาสานะโม

สาระสาคัญ
เมื่อแสงเคล่ือนท่ีจากตัวกลางที่มีความหนาแน่นน้อยกว่าไปสู่ตัวกลางที่มีความหนาแน่นมากกว่า รังสี

ของแสงจะหักเหเบนเข้าหาเส้นแนวฉาก ในทางตรงกันข้าม ถ้าแสงเคล่ือนที่จากตัวกลางท่ีมีความหนาแน่น
มากกว่าไปส่ตู ัวกลางทม่ี คี วามหนาแนน่ นอ้ ยกว่า รงั สีของแสงจะหกั เหเบนออกจากเสน้ แนวฉาก

มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้อง
กับเสยี ง แสง และคล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟา้ รวมท้ังนาความรู้ไปใช้ประโยชน์

ตวั ชีว้ ัด
ว 2.3 ม. 3/15 อธิบายการหักเหของแสงเม่ือผ่านตัวกลางโปร่งใสที่แตกต่างกัน และอธิบายการ

กระจายแสงของแสงขาวเม่ือผ่านปรซิ ึมจากหลักฐานเชงิ ประจกั ษ์

คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551

 รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์  ซื่อสัตยส์ จุ ริต  มวี นิ ัย  ใฝเ่ รยี นรู้

 อยอู่ ยา่ งพอเพียง  ม่งุ ม่นั ในการทางาน  รกั ความเปน็ ไทย  มจี ติ สาธารณะ

............................................................................................................................. .............................................

ดา้ นสมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รียน

 ความสามารถในการสอื่ สาร :………………………………………………………..

 ความสามารถในการคิด :………………………………………………………..

 ความสามารถในการแกป้ ัญหา :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี :………………………………………………………..

ด้านการอ่าน คดิ วเิ คราะห์ และเขียน

 การอา่ น :…………………………………………………………………………..

 การคิดวเิ คราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขียน :…………………………………………………………………………..

จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. นกั เรยี นสามารถสังเกตและอธิบายมุมตกกระทบ มมุ สะทอ้ น และมมุ หักเหได้ (K)
2. นกั เรยี นสามารถแสดงทกั ษะการเก็บรวบรวมข้อมลู ได้ (P)
3. นักเรยี นสามารถแสดงความมุ่งมน่ั ในการทางานได้ (A)

การวดั และการประเมินผลการเรียนรู้
ผู้ประเมนิ  ครูผสู้ อน  นกั เรยี น  เพ่ือน  ผู้ปกครอง

ชิ้นงาน/ภาระงาน /รอ่ งรอย/หลักฐานการเรยี นรู้

ส่ิงทีต่ ้องการวัด/ประเมนิ วิธกี ารวดั เคร่อื งมอื การวดั เกณฑ์การให้คะแนน

ระดับคุณภาพ

(Rubric Score)

1. นักเรียนสามารถสังเกตและอธิบายมุมตก - ตรวจใบงาน ชิ้นงาน -ใบงาน ช้ินงานหรือ - นักเรยี นผ่านเกณฑ์

กระทบ มุมสะทอ้ น และมุมหกั เหได้ (K) หรอื ภาระงาน ภาระงาน รอ้ ยละ 70 ขึ้นไป

-แบบประเมนิ ใบงาน

2. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คุณภาพ ดี

รวบรวมข้อมูลได้ (P) สังเกตพฤติกรรม พฤตกิ รรม ขน้ึ ไป

3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คุณภาพ ดี

ทางานได้ (A) สงั เกตพฤตกิ รรม พฤติกรรม ขน้ึ ไป

สาระการเรยี นรู้
การหกั เหแสง

กิจกรรมการเรยี นรู้ (กิจกรรม Active Learning)
ขนั้ นาเข้าสู่บทเรียน

1) ครูนาก้านดอกไมใ้ ส่ในแก้วนา้ ทมี่ ีนา้ อยู่ 3 ใน 4 ของแก้ว แลว้ ถามคาถามนักเรียนดงั น้ี
– นักเรียนมองเห็นก้านดอกไม้มีลักษณะใด (แนวคาตอบ มองเห็นก้านดอกไม้มีลักษณะเหมือน

หัก)
– เพราะอะไร จงึ มองเหน็ ก้านดอกไมเ้ ป็นเช่นนนั้ (แนวคาตอบ เพราะเกดิ การหักเหของแสง)

2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับคาตอบ เพื่อเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้
เรอ่ื ง การหักเหของแสง

ข้ันจดั กิจกรรมการเรียนรู้
จดั กจิ กรรมการเรยี นรโู้ ดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน

ชน้ั เรยี น (flipped classroom) ซ่งึ มีขัน้ ตอนดงั น้ี

1) ข้นั สรา้ งความสนใจ (Engagement)
(1) ครูถามคาถามนกั เรยี นเพ่ือกระตุ้นความสนใจ เช่น
– การหักเหของแสงเกิดขึ้นเม่ือใด (แนวคาตอบ เม่ือแสงเคลื่อนที่จากตัวกลางท่ีมีความหนาแน่น

คา่ หนึง่ ไปสู่ตัวกลางทมี่ คี วามหนาแน่นอกี ค่าหนง่ึ ทาใหร้ ังสขี องแสงเบนไปจากแนวเดิม)
– เม่ือแสงตกกระทบวัตถุ นอกจากจะเกิดการหักเหของแสงแล้ว ยังเกิดปรากฏการณ์ใดอีก

เพราะอะไร (แนวคาตอบ เกิดการสะท้อนของแสง เพราะเม่ือแสงตกกระทบวัตถุ แสงส่วนหน่ึงเกิดการสะท้อน
กลับสูอ่ ากาศ และอกี สว่ นหน่งึ เกิดการหักเหของแสง)

– เม่ือแสงตกกระทบวัตถุทาให้เกิดมุมอะไรบ้าง (แนวคาตอบ มุมตกกระทบ มุมสะท้อน และมุม
หักเห)

(2) นกั เรยี นรว่ มกันอภปิ รายหาคาตอบเกีย่ วกับคาถามตามความคดิ เห็นของแต่ละคน

2) ขั้นสารวจและค้นหา (Exploration)
(1) ครูแบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สังเกตมุมตกกระทบ มุมสะท้อน และมุมหักเห

ตามข้นั ตอน ดงั นี้
– จดั อุปกรณ์การสังเกตเช่นเดียวกับกจิ กรรมทดลองการสะท้อนของแสงบนกระจกเงาราบ แต่ใช้

แท่งพลาสติกใสทรงสเ่ี หลยี่ มผืนผ้าแทนกระจกเงาราบ
– จัดให้รังสีของแสงจากกล่องแสงตกกระทบท่ีผิวของแท่งพลาสติกใสทรงส่ีเหล่ียมผืนผ้าให้เกิด

มมุ ตกกระทบมีคา่ เท่ากับ 30 องศา ดังรปู (ก)
– สังเกตรังสีของแสงที่เป็นรังสีสะท้อนและรังสีหักเหทั้งหมด ทั้งที่อยู่ด้านนอกและด้านในแท่ง

พลาสติกใสทรงส่ีเหล่ียมผืนผ้า ใช้ดินสอจุดลงบนกระดาษขาว บริเวณขอบแท่งพลาสติกใสตรงตาแหน่งที่เกิด

การสะท้อนและหักเหของรังสีของแสง และจุดลงบนแนวรังสีของแสงท่ีหักเหออกจากแท่งพลาสติกใสอีก 1
ตาแหน่ง แล้วลากเส้นตามแนวขอบแทง่ พลาสตกิ ใส

– ปิดสวิตช์กล่องแสง ยกแท่งพลาสติกใสออกจากกระดาษขาวแล้วลากเส้นเชื่อมต่อจุดเพ่ือให้
ปรากฏแนวรงั สีสะทอ้ นและรังสหี ักเห

– วดั ขนาดของมุม 1, 2, 3, 4 และ 5 ดังรูป (ข) บนั ทึกผล

เสน้ แนวฉาก เสน้ แนวฉาก 342 5
30
1
รังสตี กกระทบ 30
รังสีตกกระทบ

เส้นแนวฉาก

(ก) (ข)

– ดาเนินการเช่นเดียวกับข้ันตอนที่ 1–5 แต่เปล่ียนมุมตกกระทบเป็น 45, 60 และ 0 องศา
ตามลาดับ (มุมตกกระทบเปน็ 0 องศา เม่ือรงั สีตกกระทบอยู่ในแนวเส้นแนวฉาก)

(2) ครแู ละนกั เรียนร่วมกันตรวจสอบความถูกตอ้ งของข้อมลู ทไี่ ด้จากการปฏิบัติกิจกรรม
(3) ครูคอยแนะนาช่วยเหลือนักเรียนขณะปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบ ๆ บริเวณห้องเรียนและ
เปิดโอกาสใหน้ กั เรียนทกุ คนซกั ถามเม่อื มีปัญหา

3) ขนั้ อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
(1) นักเรียนแตล่ ะกลมุ่ นาเสนอผลการปฏิบตั กิ จิ กรรมหนา้ ห้องเรียน
(2) ครูและนักเรยี นรว่ มกันอภิปรายผลจากการปฏบิ ตั ิกิจกรรม โดยใชแ้ นวคาถาม เชน่
– การจัดรังสีของแสงให้ทามุมตกกระทบกับเส้นแนวฉากเพื่ออะไร (แนวคาตอบ เพื่อต้องการให้

รงั สีตกกระทบ รังสสี ะทอ้ น และรงั สหี ักเหอยู่บนระนาบเดียวกัน)
– เม่ือนาแท่งพลาสติกใสทรงสี่เหล่ียมผืนผ้ามารับรังสีของแสง โดยจัดรังสีของแสงให้ทามุมตก

กระทบ 30 องศา จะเกดิ การเปล่ยี นแปลงลกั ษณะใด (แนวคาตอบ 1) เมื่อรังสีของแสงเคล่ือนท่ีจากอากาศเข้า
สู่แทง่ พลาสติกใสทรงส่ีเหลยี่ มผืนผา้ มมุ สะท้อน (1) มีค่าเท่ากับมุมตกกระทบ ในขณะที่มุมหักเห (2) มีค่าน้อย
กวา่ มุมสะท้อน (1) 2) เม่อื รังสขี องแสงเคลื่อนทีจ่ ากแทง่ พลาสติกใสทรงสี่เหลีย่ มผืนผ้าออกสู่อากาศ มุมสะท้อน
(4) มคี า่ เท่ากับมมุ ตกกระทบ (3) ในขณะทีม่ ุมหักเห (5) มีค่ามากกวา่ มุมสะทอ้ น (4))

– เม่อื จัดรงั สขี องแสงให้มุมตกกระทบมคี ่าเท่ากบั ศนู ย์ ผลท่ไี ด้มีลักษณะใด (แนวคาตอบ รังสีของ
แสงท้ัง 3 ตอน คือ ก่อนเขา้ แท่งพลาสติกใสทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ภายในแท่งพลาสติกใสทรงส่ีเหล่ียมผืนผ้า และ
ออกจากแทง่ พลาสติกใสทรงสี่เหลย่ี มผนื ผ้าเป็นเส้นตรงเดยี วกนั )

– รังสีของแสงที่เคลื่อนที่จากอากาศเข้าสู่แท่งพลาสติกใสทรงส่ีเหลี่ยมผืนผ้าและรังสีของแสงที่
เคลื่อนท่ีผ่านแท่งพลาสติกใสออกสู่อากาศเม่ือเปล่ียนแปลงค่ามุมตกกระทบมีลักษณะเหมือนหรือแตกต่างกัน

อธิบาย (แนวคาตอบ แตกต่างกัน โดยเม่ือรังสีของแสงเคล่ือนท่ีจากอากาศเข้าสู่แท่งพลาสติกใสทรง
สี่เหลี่ยมผืนผ้าจะเกิดมุมหักเหท่ีมีค่าน้อยกว่ามุมตกกระทบ แต่เมื่อรังสีของแสงเคล่ือนที่จากแท่งพลาสติกใส
ทรงส่เี หลี่ยมผืนผ้าออกสู่อากาศจะเกิดมมุ หักเหท่มี ีคา่ มากกว่ามุมตกกระทบ)

– ผลสรุปของกจิ กรรมนค้ี ืออะไร (แนวคาตอบ มุมตกกระทบมีค่าเท่ากับมุมสะท้อนเสมอ และมุม
หกั เหมคี ่าเปลีย่ นแปลงไปเมอื่ แสงเคล่ือนทผ่ี า่ นตัวกลางที่มคี วามหนาแน่นแตกต่างกัน)

(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรปุ ผลจากการปฏบิ ัตกิ ิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า เม่ือแสงตก
กระทบแท่งพลาสติกใสทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าบางส่วนเกิดการสะท้อน โดยมุมตกกระทบมีค่าเท่ากับมุมสะท้อน
และบางส่วนเคลื่อนที่ผ่านเข้าไปในแท่งพลาสติกใส มีแนวรังสีเปลี่ยนไปจากทิศทางเดิม โดยมุมหักเหมีค่า
เปลี่ยนไป

4) ข้ันขยายความรู้ (Elaboration)
ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการหักเหของแสงเมื่อแสงเคลื่อนท่ีผ่านตัวกลางต่างชนิดกันให้นักเรียน

เข้าใจว่า เมื่อแสงตกกระทบท่ีผิวของแท่งพลาสติกใส แสงส่วนหนึ่งเกิดการสะท้อนกลับสู่อากาศ และอีกส่วน
หน่ึงเคลื่อนท่ีจากอากาศเข้าไปในแท่งพลาสติก แนวการเคล่ือนท่ีของแสงที่หักเหไปจากแนวเดิมเรียกว่า รังสี
หักเห และมมุ ท่เี กิดขน้ึ ระหว่างรังสหี กั เหกับเส้นแนวฉากเรยี กว่า มมุ หกั เห เม่ือสังเกตแนวรังสีหักเหกับแนวรังสี
เดมิ ของรงั สีตกกระทบพบว่า แนวรังสีหักเหเบนไปจากแนวเดิมโดยเบนเข้าหาเส้นแนวฉาก ทาให้มุมหักเหกาง
นอ้ ยกวา่ มมุ ตกกระทบ ทเ่ี ป็นเช่นนี้เนื่องจากแท่งพลาสติกใสมีความหนาแน่นและค่าดัชนีหักเหมากกว่าอากาศ
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า “แสงที่เคล่ือนท่ีจากตัวกลางที่มีความหนาแน่นน้อยกว่าไปสู่ตัวกลางที่มีความหนาแน่น
มากกว่า รงั สีของแสงจะหักเหเบนเข้าหาเสน้ แนวฉาก”

ในทางตรงกันข้าม ถ้าแสงเคล่ือนท่ีจากแท่งพลาสติกใสออกสู่อากาศ แนวรังสีจะเบนออกจากเส้นแนว
ฉาก ทาให้มุมหักเหกางมากกว่ามุมตกกระทบ จึงสรุปได้ว่า “แสงท่ีเคล่ือนท่ีจากตัวกลางท่ีมีความหนาแน่น
มากกวา่ ไปสตู่ ัวกลางทม่ี คี วามหนาแน่นน้อยกวา่ รังสขี องแสงจะหักเหเบนออกจากเสน้ แนวฉาก”

5) ขนั้ ประเมิน (Evaluation)
(1) ครูใหน้ ักเรียนแต่ละคนพจิ ารณาว่า จากหัวขอ้ ที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่

เขา้ ใจหรือยงั มขี ้อสงสยั ถา้ มี ครูชว่ ยอธิบายเพ่มิ เติมใหน้ ักเรียนเข้าใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อยา่ งไรบา้ ง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนาความรู้ท่ไี ด้ไปใช้ประโยชน์
(4) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรยี นโดยการใหต้ อบคาถาม เช่น
– การสะทอ้ นของแสงและการหักเหของแสงแตกตา่ งกันในลกั ษณะใด (แนวคาตอบ การสะท้อน

ของแสงเกิดจากรังสีของแสงเคล่ือนที่กระทบกับผิววัตถุแล้วสะท้อนกลับมายังตัวกลางเดิม ส่วนการหักเหของ

แสงเกิดจากแสงเคล่ือนท่ผี า่ นผวิ รอยต่อระหวา่ งตัวกลางตา่ งชนดิ กัน ทาใหแ้ นวการเคลื่อนที่ของแสงเบนไปจาก
เดิม)

– เมือ่ แสงเดินทางผ่านตัวกลางที่แตกต่างกัน แสงเกิดการหักเหเพราะอะไร (แนวคาตอบ เพราะ
ตัวกลางมคี วามหนาแน่นแตกต่างกัน เมื่อแสงเดินทางจากตัวกลางหน่ึงไปยังอีกตัวกลางหน่ึง แสงจึงมีทิศทางท่ี
เปล่ียนไป)

ข้นั สรปุ
ครแู ละนักเรยี นรว่ มกนั สรุปเก่ียวกบั การหักเหของแสง โดยรว่ มกันเขียนเป็นแผนที่ความคิดหรือผังมโน

ทศั น์

สื่อ และแหลง่ การเรียนรู้
1. ดอกไม้
2. แก้วนา้ ท่มี นี ้าอยู่ 3 ใน 4 ของแกว้
3. ใบกจิ กรรม สงั เกตมุมตกกระทบ มมุ สะท้อน และมมุ หกั เห
4. หนงั สอื วารสาร สารานกุ รมวทิ ยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสาหรบั เยาวชน หรืออินเทอรเ์ น็ต
5. คูม่ ือการสอน วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 เล่ม 1
6. สอ่ื การเรยี นรู้ PowerPoint รายวชิ าพื้นฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี3 เลม่ 1
7. หนงั สอื เรยี นรายวชิ าพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 3 เล่ม 1

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 37

รายวชิ าวิทยาศาสตร์ (พนื้ ฐาน) ว 23101 กล่มุ สาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565

หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ 4 แสง เรื่องการหักเหของแสง (3) 1 ช่ัวโมง/คาบ

วันท่ี …………………….……………………………….. ครูผ้สู อน นางสาวอังคณา ปาสานะโม

สาระสาคญั
ความหนาแน่นของตัวกลางที่เป็นวัตถุโปร่งใสจะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับค่าดัชนีหักเหของตัวกลาง

น้ัน ถ้าวัตถุใดมีความหนาแน่นมากจะมีค่าดัชนีหักเหมาก ถ้าวัตถุใดมีความหนาแน่นน้อยก็จะมีค่าดัชนีหักเห
น้อย ดัชนีหักเหของสารต่างๆ มีค่าแตกต่างกัน เช่น เพชรมีค่าดัชนีหักเหเท่ากับ 2.417 แก้วมีค่าดัชนีหักเห
เทา่ กบั 1.517 และนา้ แข็งมคี า่ ดชั นหี ักเหเทา่ กับ 1.3

มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ียนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจ้าวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ท่ีเกี่ยวข้อง
กับเสยี ง แสง และคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า รวมทง้ั นา้ ความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

ตวั ชวี้ ัด
ว 2.3 ม. 3/15 อธิบายการหักเหของแสงเม่ือผ่านตัวกลางโปร่งใสท่ีแตกต่างกัน และอธิบายการ

กระจายแสงของแสงขาวเมื่อผา่ นปรซิ ึมจากหลักฐานเชิงประจักษ์

คุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551

 รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซ่ือสัตย์สจุ รติ  มวี นิ ยั  ใฝเ่ รียนรู้

 อย่อู ย่างพอเพยี ง  ม่งุ มัน่ ในการท้างาน  รกั ความเปน็ ไทย  มจี ติ สาธารณะ

............................................................................................................................. .............................................

ดา้ นสมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น

 ความสามารถในการสือ่ สาร :………………………………………………………..

 ความสามารถในการคดิ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการแก้ปัญหา :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี :………………………………………………………..

ดา้ นการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน

 การอา่ น :…………………………………………………………………………..

 การคิดวเิ คราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขียน :…………………………………………………………………………..

จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. นกั เรียนสามารถยกตวั อยา่ งค่าดชั นหี ักเหของสารได้ (K)
2. นกั เรียนสามารถอธิบายความสัมพันธร์ ะหว่างความหนาแน่นและค่าดัชนหี กั เหของตัวกลางได้ (K)
3. นกั เรียนสามารถแสดงทักษะการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ได้ (P)
4. นกั เรยี นสามารถแสดงความมุ่งม่นั ในการทา้ งานได้ (A)

การวดั และการประเมนิ ผลการเรยี นรู้
ผูป้ ระเมิน  ครูผู้สอน  นักเรยี น  เพ่ือน  ผปู้ กครอง

ชิน้ งาน/ภาระงาน /ร่องรอย/หลกั ฐานการเรยี นรู้

ส่งิ ท่ตี ้องการวดั /ประเมิน วธิ กี ารวดั เคร่ืองมอื การวัด เกณฑ์การให้คะแนน

ระดบั คุณภาพ

(Rubric Score)

1.นักเรียนสามารถยกตัวอย่างค่าดัชนีหักเห - ตรวจใบงาน ช้ินงาน -ใบงาน ช้ินงานหรือ - นักเรยี นผ่านเกณฑ์

ของสารได้ (K) หรือภาระงาน ภาระงาน รอ้ ยละ 70 ขึ้นไป

2.นั ก เ รี ย น ส า ม า ร ถ อ ธิ บ า ย ค ว า ม สั ม พั น ธ์ -แบบประเมินใบงาน

ระหว่างความหนาแน่นและค่าดัชนีหักเหของ

ตวั กลางได้ (K)

3. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คุณภาพ ดี

รวบรวมขอ้ มูลได้ (P) สงั เกตพฤติกรรม พฤติกรรม ขน้ึ ไป

4. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คุณภาพ ดี

ท้างานได้ (A) สงั เกตพฤตกิ รรม พฤติกรรม ขน้ึ ไป

สาระการเรียนรู้
การหักเหแสง

กจิ กรรมการเรยี นรู้ (กจิ กรรม Active Learning)
ขั้นนาเข้าสูบ่ ทเรียน

1) ครูให้นักเรียนดูรปู ปลาท่ีอยใู่ นต้ปู ลา แล้วถามค้าถามนกั เรียนดังนี้
– นักเรียนคิดว่าปลาตัวจริงกับปลาที่นักเรียนมองเห็นอยู่ต้าแหน่งเดียวกันหรือไม่ เพราะอะไร

(แนวค้าตอบ ปลาตัวจริงกับปลาที่มองเห็นไม่อยู่ในต้าแหน่งเดียวกัน เพราะเกิดการหักเหของแสง โดยแสง
เคลื่อนท่ีจากน้าซึ่งมีความหนาแน่นมากกว่าไปสู่อากาศซึ่งมีความหนาแน่นน้อยกว่า รังสีของแสงจะหักเหเบน
ออกจากเส้นแนวฉาก)

2) นักเรียนร่วมกันตอบค้าถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับค้าตอบ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้
เร่ือง การหกั เหของแสง

ขัน้ จดั กิจกรรมการเรยี นรู้
จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน

ช้ันเรียน (flipped classroom) ซงึ่ มขี ้ันตอนดังนี้
1) ขัน้ สรา้ งความสนใจ (Engagement)

(1) ครูถามคา้ ถามนักเรยี นเพอ่ื กระตนุ้ ความสนใจ เชน่
– “แสงเคล่ือนที่จากตัวกลางท่ีมีความหนาแน่นและค่าดัชนีหักเหมากกว่าไปสู่ตัวกลางท่ีมีความ

หนาแน่นและค่าดัชนีหักเหน้อยกว่า รังสีของแสงจะหักเหเบนออกจากเส้นแนวฉาก” จากข้อความข้างต้น
ความหนาแน่นและค่าดัชนีหักเหมีความสัมพันธ์กันหรือไม่ อย่างไร (แนวค้าตอบ มีความสัมพันธ์ กัน โดย
ตัวกลางท่ีมีความหนาแน่นมาก ค่าดัชนีหักเหก็จะมาก ตัวกลางท่ีมีความหนาแน่นน้อย ค่าดัชนีหักเหก็จะน้อย
ด้วย)

(2) นักเรียนรว่ มกนั อภิปรายหาค้าตอบเก่ยี วกบั คา้ ถามตามความคิดเห็นของแต่ละคน

2) ข้นั สารวจและค้นหา (Exploration)
(1) ครูให้นักเรียนศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างความหนาแน่นและดัชนีหักเหของตัวกลางจากใบ

ความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า ค่าความหนาแน่นของตัวกลางท่ีเป็นวัตถุ
โปร่งใสจะมีความสัมพนั ธโ์ ดยตรงกับค่าดชั นีหักเหของตวั กลางนัน้ กล่าวคือ ถา้ วตั ถุใดมีความหนาแน่นมากจะมี
ค่าดัชนีหกั เหมาก ถ้าวัตถุใดมีความหนาแน่นน้อยกจ็ ะมคี ่าดชั นหี กั เหน้อยดว้ ย

(2) ครแู บง่ นักเรยี นกลุม่ ละ 5 – 6 คน สบื คน้ ขอ้ มูลเกีย่ วกับดชั นีหักเหของสาร ตามข้นั ตอนดงั นี้
– แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อย่อยให้เพื่อนสมาชิกช่วยกันสืบค้นตามที่

สมาชิกกลุ่มช่วยกันก้าหนดหัวข้อย่อย เช่น ปัจจัยที่มีผลต่อการเบนของรังสีหักเหของแสงและค่าดัชนีของสาร
ตา่ ง ๆ

– สมาชิกกลุ่มแต่ละคนหรือกลุ่มย่อยช่วยกันสืบค้นข้อมูลตามหัวข้อย่อยท่ีตนเองรับผิดชอบ โดย
การสบื ค้นจากหนังสือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสา้ หรบั เยาวชน หรืออนิ เทอรเ์ น็ต

– สมาชิกกลุ่มน้าข้อมูลที่สืบค้นได้มารายงานให้เพื่อน ๆ สมาชิกในกลุ่มฟัง รวมท้ังร่วมกัน
อภปิ รายซักถามจนคาดว่าสมาชกิ ทกุ คนมคี วามรูค้ วามเข้าใจท่ตี รงกัน

– สมาชิกกลุ่มช่วยกันสรุปความรู้ท่ีได้ท้ังหมดเป็นผลงานของกลุ่ม และช่วยกันจัดท้ารายงาน
การศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการหักเหของแสง

(3) ครแู ละนกั เรยี นร่วมกันตรวจสอบความถกู ต้องของข้อมลู ที่ไดจ้ ากการปฏบิ ตั ิกิจกรรม
(4) ครูคอยแนะน้าช่วยเหลือนกั เรียนขณะปฏบิ ัติกจิ กรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ใหน้ ักเรยี นทุกคนซกั ถามเมื่อมีปญั หา

3) ข้นั อธบิ ายและลงขอ้ สรุป (Explanation)
(1) นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มนา้ เสนอผลการปฏิบัตกิ ิจกรรมหนา้ ห้องเรยี น
(2) ครูและนักเรยี นร่วมกันอภปิ รายผลจากการปฏิบัตกิ จิ กรรม โดยใช้แนวค้าถาม เช่น
– รังสีหักเหของแสงจะเบนเข้าหาหรือเบนออกจากเส้นแนวฉากขึ้นอยู่กับปัจจัยใด (แนวค้าตอบ

ความหนาแน่นของตัวกลางและค่าดชั นีหักเหของสาร)
– ยกตัวอย่างค่าดัชนีหักเหของสารมา 3 ชนิด (แนวค้าตอบ เพชรมีค่าดัชนีหักเหเท่ากับ 2.417

แกว้ มคี า่ ดชั นหี กั เหเท่ากับ 1.517 และน้าแขง็ มีค่าดชั นหี ักเหเทา่ กับ 1.31)
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า ดัชนีหักเห

ของสารตา่ งๆ มคี า่ แตกตา่ งกัน เช่น เพชรมีค่าดัชนีหักเหเท่ากับ 2.417 แก้วมีค่าดัชนีหักเหเท่ากับ 1.517 และ
น้าแขง็ มีค่าดัชนีหกั เหเท่ากับ 1.31

4) ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)
(1) ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าดัชนีหักเหของตัวกลางมีผลต่อการเบนของรังสีหักเหให้นักเรียน

เข้าใจว่า เมื่อแสงเคลื่อนท่ีจากตัวกลางท่ีมีค่าดัชนีหักเหมากกว่าไปสู่ตัวกลางที่มีค่าดัชนีหักเหน้อยกว่า มุมตก
กระทบจะมคี ่านอ้ ยกวา่ มมุ หักเห ท้าใหร้ งั สหี กั เหเบนออกจากเส้นแนวฉาก และเม่ือแสงเคลื่อนที่จากตัวกลางท่ี
มีค่าดัชนหี ักเหน้อยกว่าไปสตู่ วั กลางทีม่ ีคา่ ดัชนหี กั เหมากกว่า มุมตกกระทบจะมีค่ามากกว่ามุมหักเห ท้าให้รังสี
หกั เหเบนเขา้ หาเส้นแนวฉาก

นักวิทยาศาสตรไ์ ด้ทา้ การศึกษาคา่ ดัชนีหักเหของสารต่างๆ โดยใช้แสงท่ีมีความยาวคลื่น 589.3 นาโน
เมตร เช่น เพชรมคี ่าดัชนหี กั เหเท่ากับ 2.417 นา้ ท่ี 20 องศาเซลเซียสมคี า่ ดชั นหี ักเหเท่ากับ 1.333 และอากาศ
มีค่าดัชนหี กั เหเทา่ กับ 1.000293

(2) ครูอธิบายเรื่องน่ารู้ เรื่อง เพชร ให้นักเรียนเข้าใจว่า เมื่อใช้มาตรฐานความแข็งของโมส์เป็นเกณฑ์
จะเห็นว่าเพชรเป็นแร่ท่ีมีความแข็งมากท่ีสุด เพชรมีดัชนีหักเหสูงถึง 2.417 เมื่อน้าเพชรมาเจียระไนให้เกิด
เหลี่ยมมมุ แสงที่สอ่ งเขา้ ไปในเนือ้ เพชรจะเกดิ การหักเหและสะท้อนไปมาภายในหลายครั้ง เราจึงมองเห็นเพชร
มปี ระกายท่ีสวยงาม


Click to View FlipBook Version