The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการสอนรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปี65

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pasanamo.angkana, 2022-09-02 04:56:46

แผนการสอนรายวิชาวิทยาศาสตร์ ปี65

แผนการสอนรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปี65

3) ข้ันอธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation)
(1) นักเรยี นแต่ละกล่มุ นาเสนอผลการปฏบิ ตั กิ จิ กรรมหน้าหอ้ งเรียน
(2) ครูและนกั เรียนร่วมกนั อภปิ รายผลจากการปฏิบตั ิกิจกรรม โดยใชแ้ นวคาถาม เช่น
– นักเรียนเลือกอุปกรณ์ใดในการสร้างกล้องจุลทรรศน์อย่างง่าย (แนวคาตอบ เลนส์จากเครื่อง

เลน่ ซีดี กระดาษแข็ง ขวดนา้ พลาสติก ฟันเฟืองปรบั ระดับ กระจกเงาราบ และสไลด์ตวั อยา่ ง)
– แบบกลอ้ งจุลทรรศนอ์ ย่างงา่ ยของนกั เรยี นเป็นอยา่ งไร (แนวคาตอบ

กระดาษแข็ง เลนส์จากเคร่อื งเลน่
ฟนั เฟืองปรบั ระดบั
เลนสจ์ ากเคร่อื งเลน่ ซดี ี ขวดน้าพลาสตกิ หอ่
ดว้ ยกระดาษแขง็
กระจกเงาราบ) สไลดต์ วั อย่าง

– ถ้านักเรียนต้องการเพ่ิมประสิทธิภาพของกล้องจุลทรรศน์อย่างง่าย นักเรียนจะปรับปรุง
อย่างไร (แนวคาตอบ ปรับเลนส์ให้เป็นเลนส์ที่ระบุโฟกัสและกาลังขยาย และเพิ่มเครื่องฉายภาพต่อจากเลนส์
ใกลต้ าเพือ่ ใหภ้ าพปรากฏในคอมพิวเตอร์)

(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า กล้อง
จุลทรรศน์อย่างง่ายสามารถสร้างโดยใช้อุปกรณ์ เช่น เลนส์จากเครื่องเล่นซีดี กระดาษแข็ง ขวดน้าพลาสติก
ฟันเฟอื งปรับระดบั กระจกเงาราบ และสไลดต์ วั อยา่ ง

4) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration)
(1) ครเู ช่อื มโยงความรเู้ ข้ากับบูรณาการอาเซียน โดยครูให้นกั เรยี นเข้าใจถึงหอดูดาวเฉลิม พระเกียรติ

7 รอบพระชนมพรรษาว่า กลอ้ งโทรทรรศนท์ ม่ี ีขนาดใหญท่ ส่ี ดุ และทันสมัยท่ีสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ท่ี
“หอดดู าวเฉลิมพระเกยี รติ 7 รอบพระชนมพรรษา” ลกั ษณะสาคญั ของหอดดู าวแห่งนี้ คือ

– ติดต้งั ระบบอัลตะซิมุท (Altazimuth System) ซ่ึงสามารถเล็งและติดตามวัตถุท้องฟ้าได้อย่าง
แม่นยา

– ใชร้ ะบบทัศนศาสตรแ์ บบลดความบดิ เบย้ี วของภาพ
– กระจกหลัก (Primary Mirror) เส้นผ่านศูนย์กลาง 2.4 เมตร เป็นกระจกโค้งไฮเพอร์โบลา มี
พอรต์ ติดต้ังอปุ กรณ์แบบนาสมิท (Nasmyth) บงั คบั แสงดาวท่ีเขา้ กลอ้ งให้สะท้อนออกข้างกลอ้ ง
– กล้องโทรทรรศนห์ มนุ ได้รอบเพ่ือเคลื่อนที่กวาดพิกัด และมีโดมไฟเบอร์กลาสส์ขนาดใหญ่หมุน
ตามไดส้ อดคลอ้ งกัน

หอดูดาวแห่งน้ีต้ังอยู่บนอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ทัศนวิสัยเหมาะแก่การสังเกตการณ์ทางดารา
ศาสตร์ สามารถทาวิจัยได้มากกว่า 200 คืนต่อปี ทั้งยังโดดเด่นกว่าทาเลของหอดูดาวในต่างประเทศ เพราะมี
หอดูดาวเพียงไม่ก่ีแห่งในโลกท่ีตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ซ่ึงเป็นจุดสังเกตการณ์ท้ังซีกฟ้าเหนือและซีกฟ้าใต้ได้
ตลอดท้งั ปี

(2) ครูแบ่งนักเรียนกลุ่มละ 3 – 4 คน เล่นเกมกระจกและเลนส์ในอุปกรณ์ต่างๆ โดยครูให้นักเรียนดู
รปู อุปกรณ์ทม่ี กี ระจกและเลนสเ์ ปน็ สว่ นประกอบ แล้วให้นกั เรียนทายว่า อุปกรณ์ท่ีเห็นมีกระจกและเลนส์ชนิด
ใดเป็นสว่ นประกอบ กล่มุ ใดตอบถกู ต้องมากทีส่ ุดเปน็ ฝา่ ยชนะ

5) ขนั้ ประเมิน (Evaluation)
(1) ครใู หน้ ักเรยี นแต่ละคนพิจารณาวา่ จากหัวข้อท่เี รียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างท่ียังไม่

เขา้ ใจหรือยงั มขี ้อสงสัย ถ้ามี ครชู ว่ ยอธบิ ายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อยา่ งไรบา้ ง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับประโยชน์ท่ีได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนาความรู้ท่ีไดไ้ ปใช้ประโยชน์
(4) ครูทดสอบความเข้าใจของนกั เรียนโดยการให้ตอบคาถาม เช่น
– กระจกนูนและกระจกเว้านามาใช้ประโยชน์ในด้านใด (แนวคาตอบ กระจกนูนใช้กับรถยนต์

สาหรบั สอ่ งดรู ถท่แี ล่นตามหลงั มา กระจกเว้าเป็นอุปกรณท์ ่ที ันตแพทย์ใชต้ รวจฟันคนไข้)
– เส้นใยนาแสงนามาใช้ประโยชน์มากในด้านการส่ือสารเพราะอะไร (แนวคาตอบ เพราะ

เส้นใยนาแสงมีขนาดเล็ก นา้ หนักเบา สามารถบดิ โค้งงอในขณะเดนิ สายโดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูล
ปราศจากการรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มีความทนทานต่ออุณหภูมิท่ีเปล่ียนแปลง สามารถวาง
เสน้ ใยนาแสงคู่กับสายไฟฟา้ แรงสูงได้ โดยท่สี นามแมเ่ หล็กของไฟฟ้าแรงสงู ไม่สามารถรบกวนได้)

ข้ันสรุป
1) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเก่ียวกับทัศนูปกรณ์ โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนท่ีความคิดหรือผังมโน

ทัศน์
2) ครูมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาค้นคว้าเน้ือหาของบทเรียนชั่วโมงหน้า เพื่อจัดการเรียนรู้ครั้ง

ตอ่ ไป โดยใหน้ กั เรียนศึกษาคน้ ควา้ ลว่ งหนา้ ในหวั ข้อผลของความสวา่ งที่มีต่อดวงตามนุษย์
3) ครูให้นักเรียนเตรียมประเด็นคาถามท่ีสงสัยมาอย่างน้อยคนละ 1 คาถาม เพื่อนามาอภิปราย

รว่ มกนั ในห้องเรยี นคร้งั ตอ่ ไป

ส่อื และแหล่งการเรียนรู้
1. รูปกลอ้ งถ่ายรูป แวน่ ตา กระจกเงาราบ และกล้องจุลทรรศน์
2. หนงั สือ วารสาร สารานกุ รมวิทยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสาหรบั เยาวชน หรอื อินเทอร์เน็ต
3. คูม่ ือการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 3 เล่ม 1
4. สื่อการเรยี นรู้ PowerPoint รายวิชาพน้ื ฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที 3ี่ เลม่ 1
5. หนงั สอื เรยี นรายวชิ าพ้นื ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 เลม่ 1

แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 48

รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ (พื้นฐาน) ว 23101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

ชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565

หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 4 แสง เร่อื งผลของความสวา่ งทีม่ ีต่อดวงตามนุษย์ (1) 1 ชั่วโมง/คาบ

วนั ที่ …………………….……………………………….. ครูผสู้ อน นางสาวองั คณา ปาสานะโม

สาระสาคญั
ความสว่าง คือ ปริมาณแสงที่ตกกระทบบนพื้นท่ีผิว 1 ตารางหน่วย มีหน่วยเป็น ลูเมนต่อพ้ืนที่ ถ้า

พื้นที่ผิวมีหน่วยเป็นตารางเมตร ความสว่างจะมีหน่วยเป็นลูเมนต่อตารางเมตรหรือลักซ์ ความสว่างมีผลต่อ
มนุษย์และสิ่งมีชีวิต เชน่ พชื ใชแ้ สงสว่างในการเจริญเตบิ โตและการดารงชวี ิต

มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณ์ท่ีเกี่ยวข้อง
กบั เสยี ง แสง และคลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟา้ รวมท้ังนาความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์

ตัวชวี้ ัด
ว 2.3 ม. 3/19 อธิบายผลของความสว่างทม่ี ีตอ่ ดวงตาจากขอ้ มลู ท่ไี ด้จากการสืบค้น
ว 2.3 ม. 3/20 วัดความสว่างของแสงโดยใช้อุปกรณว์ ดั ความสว่างของแสง

คุณลกั ษณะอนั พึงประสงคต์ ามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551

 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซื่อสัตย์สุจริต  มีวนิ ยั  ใฝ่เรียนรู้

 อยอู่ ยา่ งพอเพียง  มุ่งมัน่ ในการทางาน  รกั ความเปน็ ไทย  มีจิตสาธารณะ

............................................................................................................................. .............................................

ด้านสมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน

 ความสามารถในการสือ่ สาร :………………………………………………………..

 ความสามารถในการคิด :………………………………………………………..

 ความสามารถในการแกป้ ัญหา :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ติ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี :………………………………………………………..

ด้านการอ่าน คดิ วเิ คราะห์ และเขยี น

 การอา่ น :…………………………………………………………………………..

 การคดิ วิเคราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขยี น :…………………………………………………………………………..

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. นกั เรยี นสามารถอธิบายความสว่างและอปุ กรณท์ ่ีใช้วดั ความสวา่ งได้ (K)
2. นกั เรยี นสามารถสงั เกตและอธิบายความสวา่ งที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพชื ได้ (K)
3. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บรวบรวมข้อมลู ได้ (P)
4. นกั เรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการทางานได้ (A)

การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้
ผู้ประเมนิ  ครูผู้สอน  นักเรียน  เพ่ือน  ผู้ปกครอง

ชิน้ งาน/ภาระงาน /ร่องรอย/หลักฐานการเรยี นรู้

สงิ่ ท่ตี ้องการวัด/ประเมิน วิธีการวัด เครอื่ งมือการวัด เกณฑก์ ารให้คะแนน

ระดับคุณภาพ

(Rubric Score)

1.นักเรียนสามารถอธิบายความสว่างและ - ตรวจใบงาน ช้ินงาน -ใบงาน ชิ้นงานหรือ - นักเรียนผา่ นเกณฑ์

อุปกรณ์ทีใ่ ช้วัดความสวา่ งได้ (K) หรอื ภาระงาน ภาระงาน ร้อยละ 70 ขนึ้ ไป

2.นักเรียนสามารถสังเกตและอธิบายความ -แบบประเมินใบงาน

สวา่ งที่มีผลต่อการเจรญิ เติบโตของพชื ได้ (K)

3. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี

รวบรวมข้อมลู ได้ (P) สงั เกตพฤตกิ รรม พฤตกิ รรม ขึ้นไป

4. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คุณภาพ ดี

ทางานได้ (A) สังเกตพฤติกรรม พฤติกรรม ข้ึนไป

สาระการเรยี นรู้
ผลของความสวา่ งท่ีมีต่อดวงตามนุษย์

กิจกรรมการเรียนรู้ (กจิ กรรม Active Learning)
ขั้นนาเข้าสู่บทเรียน

1) ครูถามคาถามนกั เรยี นเพือ่ กระต้นุ ความสนใจ เช่น
– กิจกรรมใดในชีวิตประจาวนั ของนักเรียนที่ต้องการความสว่าง (แนวคาตอบ อ่านหนังสือและดู

โทรทัศน์)
– นอกจากมนุษย์แล้ว แสงสวา่ งมผี ลตอ่ สิ่งมชี ีวิตใดอีกบ้าง และมีผลลักษณะใด (แนวคาตอบ พืช

มผี ลต่อการเจริญเตบิ โต)
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคาตอบ เพ่ือเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้

เรอ่ื ง ผลของความสว่างทมี่ ีต่อดวงตามนษุ ย์

ข้นั จดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
จัดกิจกรรมการเรยี นร้โู ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน

ชน้ั เรยี น (flipped classroom) ซึง่ มขี ั้นตอนดังน้ี
1) ขั้นสรา้ งความสนใจ (Engagement)

(1) ครแู บ่งกลมุ่ นักเรียนแล้วเปดิ โอกาสให้นักเรียนในกลุ่มนาเสนอข้อมูลเก่ียวกับผลของความสว่างท่ีมี
ต่อดวงตามนุษย์ ที่ครูมอบหมายให้ไปเรียนรู้ล่วงหน้าให้เพ่ือนๆ ในกลุ่มฟัง จากน้ันให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนมา
นาเสนอขอ้ มูลหน้าห้องเรยี น

(2) ครูตรวจสอบว่านักเรียนทาภาระงานท่ีได้รับมอบหมายไปหรือไม่ โดยตรวจสอบจากการจดบันทึก
ของนกั เรียน และถามคาถามเกีย่ วกับภาระงาน ดงั นี้

– ความสว่างมีผลต่ออวัยวะใดของมนษุ ย์มากที่สุด (แนวคาตอบ นัยนต์ า)
– ความสว่างมีผลต่อการมองเห็นของมนุษย์เพราะอะไร (แนวคาตอบ เพราะการท่ีจะมองเห็น
วตั ถุต่างๆ ได้ ต้องมีแสงสวา่ งจากวัตถนุ ัน้ สะท้อนเข้าสนู่ ยั นต์ าของเรา ความสวา่ งจึงมีผลตอ่ การมองเหน็ )
(3) ครเู ปดิ โอกาสให้นักเรียนตัง้ ประเด็นคาถามที่นักเรียนสงสัยจากการทาภาระงานอย่างน้อยคนละ 1
คาถาม ซ่ึงครใู หน้ ักเรียนเตรียมมาล่วงหนา้ และใหน้ ักเรยี นชว่ ยกันตอบและแสดงความคดิ เห็น
(4) ครูและนกั เรียนรว่ มกนั สรุปเกีย่ วกับภาระงาน โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า ความสว่างมี
ผลต่อนัยน์ตาของมนุษย์ จึงมีการนาความรู้เกี่ยวกับความสว่างมาช่วยในการจัดความสว่างให้เหมาะสมกับ
กจิ กรรมตา่ งๆ

2) ขนั้ สารวจและคน้ หา (Exploration)
(1) ครูให้นักเรียนศึกษาเรื่องผลของความสว่างท่ีมีต่อดวงตามนุษย์ จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน

โดยครชู ว่ ยอธิบายให้นักเรยี นเขา้ ใจว่า แหลง่ กาเนิดแสงเป็นวัตถุที่สามารถให้แสงออกจากตัวเองได้ ซึ่งแบ่งเป็น

แหล่งกาเนิดแสงตามธรรมชาติ ได้แก่ ดวงอาทติ ย์ ดาวฤกษ์ และหิ่งห้อย และแหล่งกาเนิดแสงท่ีมนุษย์สร้างขึ้น
เช่น ตะเกียง เทียนไข และหลอดไฟฟา้

ความสว่าง (illumination: E) วดั จากปริมาณแสงทตี่ กตงั้ ฉากบนพืน้ ทผ่ี วิ 1 ตารางหนว่ ย ความสว่างมี
หน่วยเป็นลูเมนต่อพื้นที่ ถ้าพ้ืนที่ผิวมีหน่วยเป็นตารางเมตร ความสว่างก็จะมีหน่วยเป็นลูเมนต่อตารางเมตร
หรือลักซ์ (lux: lx) ความสว่างของพื้นที่ผิวที่รับแสงข้ึนอยู่กับความเข้มของแสงจากแหล่งกาเนิดแสงและ
ระยะทางจากแหลง่ กาเนดิ แสงไปยังพ้นื ทผ่ี วิ ท่ีรับแสง เชน่ แสงจากดวงอาทิตยม์ คี วามสวา่ ง 100,000 ลักซ์ แสง
ในท่ีร่มภายนอกอาคารมีความสว่าง 10,000 ลักซ์ และแสงจากแหล่งกาเนิดแสงภายในอาคารมีความสว่าง
100–1,000 ลักซ์

การหาความสว่างทาได้โดยใช้เคร่ืองวัดความสว่างที่เรียกว่า ลักซ์มิเตอร์ ซึ่งค่าที่วัดได้จะแสดงหน่วย
เปน็ ลกั ซโ์ ดยตรง

(2) ครูอธิบายเรื่องน่ารู้ เรื่อง วิธีการเก็บรักษาลักซ์มิเตอร์ให้นักเรียนเข้าใจว่า วิธีการเก็บรักษาลักซ์
มิเตอร์มหี ลายวธิ ี เชน่

– เก็บไว้ในบริเวณท่ีมีอุณหภูมิไม่เกิน 50 องศาเซลเซียส หลีกเลี่ยงการเก็บไว้ในบริเวณที่มี
อุณหภูมสิ ูงหรอื ถกู แสงโดยตรง

– หลีกเลี่ยงการเกบ็ ไวใ้ นบริเวณที่มีความชืน้ มากเกนิ ไป
– หลกี เลี่ยงการเกบ็ ไวใ้ นบรเิ วณทีม่ ฝี นุ่ เยอะ
– หลกี เลี่ยงการเกบ็ ไว้ในบรเิ วณที่มแี กส๊ ตดิ ไฟง่าย
– หลกี เล่ยี งการเกบ็ ไว้ในบริเวณทม่ี ีคลืน่ แม่เหล็กไฟฟา้ สูง
(3) ครูแบง่ นักเรยี นกลุม่ ละ 5–6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สงั เกตการเจริญเตบิ โตของพืช ตามขัน้ ตอน ดงั นี้
– นาต้นไม้ขนาดเล็กชนิดเดียวกัน ขนาดเท่ากัน และปลูกในกระถางต้นไม้ขนาดเดียวกันมา 2
กระถาง เขยี นหมายเลขกากับบนกระถางท้ังสอง แล้ววางไว้ในบริเวณที่มีแสงแดดส่องเป็นเวลา 1 สัปดาห์
รดนา้ ต้นไม้ทง้ั 2 กระถางทกุ วนั สังเกตการเจริญเติบโตของตน้ ไมท้ ้งั 2 กระถาง บันทกึ ผล
– นาต้นไม้ท้ัง 2 กระถางไปวางในบริเวณที่มีแสงแดด โดยนากล่องทึบขนาดพอเหมาะกับต้นไม้
ไปครอบต้นไม้กระถางท่ี 2 รดน้าต้นไม้ทั้ง 2 กระถางทุกวันเป็นเวลา 1 สัปดาห์ สังเกตการเจริญเติบโตของ
ตน้ ไมท้ ั้ง 2 กระถาง บนั ทกึ ผล
– นากลอ่ งทบึ ท่คี รอบต้นไม้กระถางที่ 2 ออก จากนั้นรดน้าต้นไม้ทั้ง 2 กระถางต่ออีก 1 สัปดาห์
สงั เกตและบนั ทึกผลการเจรญิ เตบิ โตของตน้ ไม้ทงั้ 2 กระถาง
(4) ครแู ละนกั เรียนร่วมกันตรวจสอบความถกู ตอ้ งของข้อมลู ทีไ่ ดจ้ ากการปฏิบัติกิจกรรม
(5) ครูคอยแนะนาช่วยเหลือนักเรียนขณะปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบ ๆ ห้องเรียนและเปิด
โอกาสให้นักเรยี นทกุ คนซักถามเมือ่ มีปัญหา

3) ข้นั อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation)
(1) นักเรยี นแต่ละกลมุ่ นาเสนอผลการปฏบิ ัติกจิ กรรมหน้าห้องเรยี น

(2) ครแู ละนักเรียนรว่ มกันอภปิ รายผลจากการปฏบิ ัติกิจกรรม โดยใชแ้ นวคาถาม เช่น
– ในช่วงสัปดาห์ท่ี 1 ต้นไม้ท้ัง 2 กระถางมีการเจริญเติบโตแตกต่างกันหรือไม่ ลักษณะใด (แนว

คาตอบ ต้นไมท้ ้ัง 2 กระถางเจริญเติบโตไดด้ ี มคี วามสงู และจานวนใบเพมิ่ ข้นึ )
– ในช่วงสัปดาห์ที่ 2 ต้นไม้ทั้ง 2 กระถางมีการเจริญเติบโตแตกต่างกันหรือไม่ ลักษณะใด (แนว

คาตอบ ต้นไม้ในกระถางที่ 1 เจริญเติบโตได้ดี มีความสูงเพ่ิมข้ึน ขนาดของใบเพ่ิมข้ึน และใบสีเข้มขึ้น ขณะท่ี
ตน้ ไมก้ ระถางท่ี 2 มกี ารเจรญิ เติบโตลดลงและใบมีสเี หลอื งเพ่มิ ขึ้น)

– ผลสรปุ ของกจิ กรรมนคี้ ืออะไร (แนวคาตอบ แสงสว่างมีผลต่อการดารงชีวิตของพืช พืชท่ีได้รับ
แสงสว่างจะเจริญเติบโตไดด้ )ี

(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า พืช
เจริญเติบโตได้ดีเมื่อได้รับแสงสว่าง พืชท่ีไม่ได้รับแสงสว่างใบจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและการเจริญเติบโตจะช้า
ลง

4) ข้ันขยายความรู้ (Elaboration)
นักเรียนค้นคว้าคาศัพท์ภาษาต่างประเทศเก่ียวกับผลของความสว่างที่มีต่อดวงตามนุษย์จากหนังสือ

เรยี นภาษาตา่ งประเทศหรอื อนิ เทอร์เนต็ และนาเสนอให้เพ่ือนฟงั คดั คาศัพทพ์ รอ้ มท้ังคาแปลลงสมุดส่งครู

5) ข้นั ประเมิน (Evaluation)
(1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาวา่ จากหัวข้อทีเ่ รียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างท่ียังไม่

เข้าใจหรือยงั มขี ้อสงสยั ถา้ มี ครชู ว่ ยอธบิ ายเพิ่มเติมใหน้ ักเรยี นเข้าใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อย่างไรบ้าง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนาความรทู้ ไี่ ดไ้ ปใชป้ ระโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเขา้ ใจของนกั เรียนโดยการให้ตอบคาถาม เชน่
– ความสว่างมีความสาคัญต่อสิ่งมีชีวิตในลักษณะใด (แนวคาตอบ ความสว่างทาให้มนุษย์และ

สัตว์มองเห็นส่ิงต่างๆ รอบตัว และทาให้พืชเจริญเติบโตได้ดีเม่ือได้รับแสงสว่างสาหรับนาไปใช้ในการ
สังเคราะหด์ ้วยแสง)

ขนั้ สรุป
ครแู ละนกั เรียนรว่ มกนั สรุปเก่ยี วกับผลของความสว่างที่มีต่อดวงตามนุษย์ โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนท่ี

ความคดิ หรือผงั มโนทัศน์

ส่อื และแหลง่ การเรียนรู้
1. ต้นไม้ชนิดเดยี วกนั ขนาดเทา่ กนั ปลกู ในดินและกระถางชนดิ เดียวกัน
2. กล่องทบึ
3. หนงั สอื วารสาร สารานกุ รมวทิ ยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสาหรับเยาวชน หรอื อนิ เทอร์เน็ต
4. ค่มู อื การสอน วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 3 เล่ม 1
5. สือ่ การเรยี นรู้ PowerPoint รายวชิ าพื้นฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่3ี เลม่ 1
6. หนังสอื เรยี นรายวิชาพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 3 เลม่ 1

แผนการจัดการเรียนร้ทู ่ี 49

รายวชิ าวิทยาศาสตร์ (พ้ืนฐาน) ว 23101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2565

หน่วยการเรียนร้ทู ่ี 4 แสง เร่ืองผลของความสวา่ งทมี่ ีต่อดวงตามนุษย์ (2) 1 ชั่วโมง/คาบ

วันท่ี …………………….……………………………….. ครผู ู้สอน นางสาวอังคณา ปาสานะโม

สาระสาคัญ
ความสวา่ งมีผลตอ่ มา่ นตาซง่ึ ทาหนา้ ที่ในการปรบั แสงให้ผ่านไปยังเรตินาในปริมาณที่เหมาะสม ถ้าแสง

สวา่ งมากหรอื นอ้ ยเกนิ ไป จะทาใหม้ า่ นตาทางานหนัก ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพของนัยน์ตา ดังนั้นจึงควรจัดแสง
สวา่ งใหเ้ พียงพอและเหมาะสมในการทากิจกรรมตา่ งๆ

มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณ์ที่เก่ียวข้อง
กบั เสยี ง แสง และคลน่ื แม่เหล็กไฟฟา้ รวมทั้งนาความรไู้ ปใช้ประโยชน์

ตวั ช้ีวัด
ว 2.3 ม.3/21 ตระหนักในคุณค่าของความรู้เร่ือง ความสว่างของแสงที่มีต่อดวงตา โดยวิเคราะห์

สถานการณ์ปัญหาและเสนอแนะการจัดความสว่างใหเ้ หมาะสมในการทากจิ กรรมตา่ งๆ

คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงคต์ ามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551

 รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์  ซ่อื สตั ยส์ จุ รติ  มวี นิ ัย  ใฝ่เรยี นรู้

 อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง  มุ่งม่นั ในการทางาน  รกั ความเปน็ ไทย  มจี ิตสาธารณะ

............................................................................................................................. .............................................

ด้านสมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รียน

 ความสามารถในการส่ือสาร :………………………………………………………..

 ความสามารถในการคิด :………………………………………………………..

 ความสามารถในการแกป้ ัญหา :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี :………………………………………………………..

ดา้ นการอ่าน คดิ วเิ คราะห์ และเขยี น

 การอา่ น :…………………………………………………………………………..

 การคิดวเิ คราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขยี น :…………………………………………………………………………..

จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. นกั เรียนสามารถสงั เกตและอธบิ ายผลของความสวา่ งท่ีมตี ่อการมองเห็นได้ (K)
2. นกั เรียนสามารถแสดงทกั ษะการเกบ็ รวบรวมข้อมูลได้ (P)
3. นักเรยี นสามารถแสดงความมุ่งมั่นในการทางานได้ (A)

การวัดและการประเมนิ ผลการเรียนรู้
ผู้ประเมนิ  ครผู สู้ อน  นกั เรยี น  เพื่อน  ผู้ปกครอง

ชิ้นงาน/ภาระงาน /ร่องรอย/หลักฐานการเรียนรู้

สง่ิ ท่ตี ้องการวดั /ประเมนิ วธิ ีการวัด เครื่องมอื การวัด เกณฑก์ ารให้คะแนน

ระดบั คณุ ภาพ

(Rubric Score)

1.นักเรยี นสามารถ 1. นักเรียนสามารถ - ตรวจใบงาน ชิ้นงาน -ใบงาน ช้ินงานหรือ - นกั เรยี นผ่านเกณฑ์

สังเกตและอธิบายผลของความสว่างที่มีต่อ หรือภาระงาน ภาระงาน ร้อยละ 70 ขึ้นไป

การมองเหน็ ได้ (K) -แบบประเมินใบงาน

2. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี

รวบรวมขอ้ มูลได้ (P) สงั เกตพฤตกิ รรม พฤติกรรม ขนึ้ ไป

3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งมั่นในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี

ทางานได้ (A) สังเกตพฤติกรรม พฤติกรรม ขน้ึ ไป

สาระการเรียนรู้
ผลของความสว่างท่ีมตี ่อดวงตามนษุ ย์

กิจกรรมการเรยี นรู้ (กิจกรรม Active Learning)
ขั้นนาเข้าสู่บทเรียน

1) ครูใหน้ กั เรยี นทบทวนความรูเ้ ดมิ ท่ไี ดเ้ รียนรู้มาแล้ว โดยใช้คาถามตอ่ ไปน้ี
– ความสวา่ งคอื อะไร (แนวคาตอบ ปริมาณแสงทีต่ กกระทบบนพ้ืนทผี่ ิว 1 ตารางหนว่ ย)
– นักเรียนคิดว่าความสว่างมีผลต่อการอ่านหนังสือหรือไม่ (แนวคาตอบ มีผล โดยถ้าความสว่าง

มากเกนิ ไปจะทาใหต้ าพรา่ แตถ่ า้ ความสวา่ งน้อยเกนิ ไปจะทาให้อ่านหนังสือไมส่ ะดวกหรอื อ่านได้ไมน่ าน)
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับคาตอบ เพ่ือเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้

เร่อื ง ผลของความสวา่ งทม่ี ีต่อดวงตามนุษย์

ข้ันจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
จดั กิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน

ช้ันเรยี น (flipped classroom) ซ่ึงมขี ้ันตอนดังน้ี
1) ขน้ั สรา้ งความสนใจ (Engagement)

(1) ครูกระตุ้นความสนใจของนักเรียน โดยครูปิดประตู หน้าต่าง และหลอดไฟฟ้าทุกหลอด แล้วถาม
คาถามกบั นกั เรียนวา่ นักเรียนมองเห็นส่ิงต่างๆ ท่ีอยู่ในห้องเรียนหรือไม่ เพราะอะไร (แนวคาตอบ มองไม่เห็น
สง่ิ ตา่ งๆ ในหอ้ งเรยี น เพราะในหอ้ งเรยี นมีความสวา่ งไมเ่ พยี งพอ)

(2) นักเรียนร่วมกนั อภปิ รายหาคาตอบเกี่ยวกบั คาถามตามความคดิ เห็นของแต่ละคน

2) ข้ันสารวจและคน้ หา (Exploration)
(1) ครูให้นักเรียนศึกษาผลของความสว่างท่ีมีต่อการมองเห็น จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดย

ครชู ่วยอธบิ ายใหน้ กั เรยี นเขา้ ใจวา่ ความสว่างมีผลต่อม่านตา ซ่ึงทาหน้าท่ีในการปรับแสงให้ผ่านไปยังเรตินาใน
ปริมาณท่ีเหมาะสม เม่ือความสว่างน้อย ม่านตาจะขยายเพื่อเพ่ิมขนาดรูม่านตาให้รับแสงได้มากขึ้น และเมื่อ
ความสวา่ งมาก ม่านตาจะหดเพ่ือลดขนาดรมู ่านตาใหร้ บั แสงได้น้อยลง ซงึ่ การทค่ี วามสว่างไม่พอดีจะทาให้ม่าน
ตาทางานหนักมากข้ึนในการขยายและหดม่านตาเพื่อปรับแสงให้อยู่ในปริมาณท่ีเหมาะสม ทาให้ส่งผลเสียต่อ
สุขภาพของนัยน์ตาได้ ดังน้ันจึงควรจัดแสงสว่างให้เพียงพอและเหมาะสมในการทากิจกรรมต่างๆ ปริมาณ
ความสว่างที่เหมาะสมในสถานท่ีต่าง ๆ เช่น ห้องอ่านหนังสือและห้องทางานมีความสว่าง 500–1,000 ลักซ์
หอ้ งเรยี นมีความสว่าง 300–750 ลกั ซ์ และหอ้ งผา่ ตดั มคี วามสวา่ ง 5,000–10,000 ลกั ซ์

(2) ครูแบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สังเกตผลของความสว่างท่ีมีต่อการมองเห็น
ตามข้นั ตอน ดังนี้

– นากระดาษแข็งสีขาวมาวาดรูปเพื่อสร้างกล่องกระดาษให้มีขนาดตามรูปที่กาหนด พร้อมทั้ง
เขยี นเลข 1 ทาช่องสาหรับมองตัวเลข และช่องสาหรบั เปิด–ปดิ รับแสง ดงั รปู

5 ซม. 25 ซม. 1

– ปิดช่องสาหรับเป5ดิ –ปดิ รับแสง แลว้ มองตวั เลข โดยมอ2ง0ผ่าซนมช. ่องสาหรับมอง

ซม.

– ดาเนนิ การเช่นเดียวกบั ขั้นตอนที่ 2 แตเ่ ปลีย่ นจากปิดช่องสาหรับเปิด–ปิดรับแสง เป็นเปิดช่อง
สาหรบั เปดิ –ปิดรบั แสงแคบๆ

– ดาเนินการเช่นเดียวกับขั้นตอนที่ 3 แต่เปลี่ยนจากเปิดช่องสาหรับเปิด–ปิดรับแสงแคบๆ เป็น
เปดิ ชอ่ งสาหรบั เปิด–ปิดรับแสงกว้างมาก

(3) ครแู ละนักเรยี นรว่ มกันตรวจสอบความถกู ตอ้ งของข้อมูลที่ไดจ้ ากการปฏบิ ัติกจิ กรรม
(4) ครคู อยแนะนาชว่ ยเหลอื นักเรียนขณะปฏบิ ัติกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ให้นกั เรียนทกุ คนซักถามเมือ่ มปี ัญหา

3) ขั้นอธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation)
(1) นกั เรียนแตล่ ะกล่มุ นาเสนอผลการปฏิบัตกิ จิ กรรมหนา้ ห้องเรยี น
(2) ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายผลจากการปฏบิ ตั ิกิจกรรม โดยใช้แนวคาถาม เชน่
– การมองภาพขณะปิดช่องสาหรับเปิด–ปิดรับแสงมีลักษณะใด (แนวคาตอบ มองไม่เห็นภาพ

ตวั เลขภายในกล่อง)
– การมองภาพขณะเปิดช่องสาหรับเปิด–ปิดรับแสงแคบๆ มีลักษณะใด (แนวคาตอบ มองเห็น

ภาพตวั เลขภายในกล่อง แต่ไมช่ ัดเจน)
– การมองภาพขณะเปิดช่องสาหรับเปิด–ปิดรับแสงกว้างมากมีลักษณะใด (แนวคาตอบ มองเห็น

ภาพตวั เลขภายในกลอ่ งชัดเจน)
– ปรมิ าณแสงมีผลต่อการมองเห็นภาพลักษณะใด (แนวคาตอบ ถ้าปริมาณแสงไม่เพียงพอจะทา

ให้มองเห็นภาพไมช่ ดั เจน แตถ่ า้ ปริมาณแสงมมี ากเกนิ ไป จะทาให้รสู้ กึ ตาพรา่ )
(3) ครูและนกั เรียนรว่ มกนั สรุปผลจากการปฏิบตั ิกิจกรรม โดยครเู น้นให้นักเรียนเข้าใจว่า ถ้าแสงสว่าง

เขา้ ไปในกลอ่ งมากจะทาให้มองเห็นวัตถุในกล่องได้ชัดเจน แต่ถ้าแสงสว่างเข้าไปในกล่องน้อย ปริมาณแสงก็จะ
ไมเ่ พียงพอตอ่ การมองเหน็ ทาใหม้ องเห็นวตั ถุไม่ชัดเจน

4) ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration)
ครูให้นักเรียนสงั เกตกิจกรรมท่ีนักเรียนทาในชีวิตประจาวัน แล้วบอกว่า กิจกรรมที่นักเรียนทามีความ

สวา่ งเพยี งพอหรอื ไม่ แลว้ นาข้อมลู ท่ไี ด้มาแลกเปลย่ี นเรยี นรู้กับเพอื่ นๆ ในห้องเรยี น

5) ขน้ั ประเมิน (Evaluation)
(1) ครใู หน้ ักเรียนแต่ละคนพิจารณาวา่ จากหัวข้อท่ีเรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างท่ียังไม่

เข้าใจหรือยังมขี อ้ สงสัย ถ้ามี ครูช่วยอธบิ ายเพ่ิมเตมิ ให้นักเรียนเข้าใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อยา่ งไรบา้ ง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ท่ีได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนาความรทู้ ี่ไดไ้ ปใชป้ ระโยชน์

(4) ครูทดสอบความเข้าใจของนกั เรยี นโดยการให้ตอบคาถาม เช่น
– เราควรจัดความสว่างของสถานท่ีให้เหมาะสมกับการทากิจกรรมต่างๆ เพราะอะไร (แนว

คาตอบ เพราะความสว่างที่เหมาะสมทาให้นัยนต์ าไดร้ บั แสงสว่างที่เหมาะสม นัยน์ตาจึงไม่ต้องทางานหนักเพื่อ
ปรับขนาดรมู ่านตาใหเ้ หมาะสมกบั ความสวา่ งท่มี ากหรอื น้อยเกินไป เปน็ การถนอมสายตาวธิ ีหน่งึ )

ข้นั สรปุ
1) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับผลของความสว่างที่มีต่อดวงตามนุษย์ โดยร่วมกันเขียนเป็น

แผนท่ีความคดิ หรอื ผังมโนทัศน์
2) ครูดาเนินการทดสอบหลังเรียน โดยให้นักเรียนทาแบบทดสอบหลังเรียน เพื่อวัดความก้าวหน้า/

ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 4 ของนักเรียน

สื่อ และแหล่งการเรยี นรู้
1. ใบกจิ กรรม สังเกตผลของความสว่างท่ีมีต่อการมองเหน็
2. แบบทดสอบหลงั เรยี น
3. หนังสือ วารสาร สารานุกรมวทิ ยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรับเยาวชน หรอื อนิ เทอรเ์ น็ต
4. คู่มอื การสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 3 เลม่ 1
5. สอ่ื การเรยี นรู้ PowerPoint รายวิชาพน้ื ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่3 เล่ม1
6. หนงั สือเรียนรายวิชาพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 3 เลม่ 1

แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 50

รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ (พืน้ ฐาน) ว 23101 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 3 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 5 ดาราศาสตร์ เรื่องการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทติ ย์ 1 ชว่ั โมง/คาบ

วนั ที่ …………………….……………………………….. ครผู สู้ อน นางสาวองั คณา ปาสานะโม

สาระสาคญั
ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะจะเคลื่อนที่ 2 ลักษณะพร้อมๆ กัน คือ การหมุนรอบตัวเองและใน

ขณะเดียวกันก็จะเคลื่อนที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ในวงโคจรของตัวเอง ดาวเคราะห์แต่ละดวงจะโคจรด้วย
ความเร็วที่เหมาะสมค่าหนึ่ง ซ่ึงมีทิศทางในแนวเส้นสัมผัสของวงโคจรของดาวเคราะห์ดวงน้ันๆ โดยมีแรงโน้ม
ถว่ งซึง่ เปรยี บเสมือนกบั แรงสูศ่ นู ย์กลางทาให้บริวารทง้ั หลายโคจรอยู่ในวงโคจรของตนเองได้ ซง่ึ ปรากฏการณ์ที่
ดวงดาวตา่ งฝ่ายตา่ งส่งแรงดึงดดู ซึง่ กนั และกันทาใหร้ ะบบสุริยะคงเปน็ ระบบได้

มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 3.1 เขา้ ใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซี

ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมท้ังปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะท่ีส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต และการประยุกต์ใช้

เทคโนโลยีอวกาศ

ตวั ช้วี ดั

ว 3.1 ม. 3/1อธิบายการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตยด์ ้วยแรงโน้มถว่ งจากสมการ F =

Gm1m 2
r2

คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงคต์ ามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551

 รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์  ซอ่ื สัตย์สุจริต  มวี ินัย  ใฝ่เรยี นรู้

 อยอู่ ยา่ งพอเพียง  ม่งุ มัน่ ในการทางาน  รกั ความเปน็ ไทย  มีจติ สาธารณะ

.................................................................................................................................................................. ........

ด้านสมรรถนะสาคัญของผู้เรยี น

 ความสามารถในการสือ่ สาร :………………………………………………………..

 ความสามารถในการคิด :………………………………………………………..

 ความสามารถในการแกป้ ัญหา :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี :………………………………………………………..

ดา้ นการอ่าน คดิ วเิ คราะห์ และเขียน

 การอา่ น :…………………………………………………………………………..

 การคดิ วเิ คราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขียน :…………………………………………………………………………..

จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. นกั เรยี นสามารถอธบิ ายการโคจรของดาวเคราะหร์ อบดวงอาทติ ย์ได้ (K)
2. นักเรยี นสามารถสงั เกตการเคล่ือนทีข่ องดวงดาวได้ (K)
3. นกั เรียนสามารถแสดงทกั ษะการเก็บรวบรวมข้อมูลได้ (P)
4. นกั เรียนสามารถแสดงความมุ่งมน่ั ในการทางานได้ (A)

การวัดและการประเมนิ ผลการเรยี นรู้
ผู้ประเมิน  ครูผ้สู อน  นักเรียน  เพ่ือน  ผู้ปกครอง

ช้นิ งาน/ภาระงาน /รอ่ งรอย/หลักฐานการเรียนรู้

สิง่ ทีต่ ้องการวดั /ประเมนิ วิธีการวัด เครื่องมือการวดั เกณฑ์การใหค้ ะแนน

ระดบั คณุ ภาพ

(Rubric Score)

1.นักเรียนสามารถอธิบายการโคจรของดาว - ตรวจใบงาน ช้ินงาน -ใบงาน ช้ินงานหรือ - นกั เรียนผา่ นเกณฑ์

เคราะห์รอบดวงอาทิตย์ได้ (K) หรอื ภาระงาน ภาระงาน ร้อยละ 70 ข้นึ ไป

2.นักเรียนสามารถสังเกตการเคล่ือนที่ของ -แบบประเมนิ ใบงาน

ดวงดาวได้ (K)

3. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคณุ ภาพ ดี

รวบรวมขอ้ มลู ได้ (P) สังเกตพฤตกิ รรม พฤตกิ รรม ขึน้ ไป

4. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคุณภาพ ดี

ทางานได้ (A) สังเกตพฤตกิ รรม พฤติกรรม ขนึ้ ไป

สาระการเรยี นรู้
การโคจรของดาวเคราะหร์ อบดวงอาทติ ย์

กจิ กรรมการเรียนรู้ (กจิ กรรม Active Learning)
ครูดาเนินการทดสอบก่อนเรียน โดยให้นักเรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน เพื่อตรวจสอบความพร้อม

และพ้ืนฐานของนักเรียน
ขน้ั นาเขา้ สู่บทเรียน

1) ครูนาเขา้ ส่บู ทเรยี นโดยใชค้ าถาม เชน่
– ดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์ลกั ษณะใด (แนวคาตอบ โคจรเป็นวงรรี อบดวงอาทติ ย์)
– ดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทติ ย์ไดเ้ พราะอะไร (แนวคาตอบ เพราะมีแรงโน้มถ่วงระหว่างดาว

เคราะห์กับดวงอาทติ ย์)
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคาตอบ เพ่ือเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้

เรอื่ ง การโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์

ขน้ั จดั กิจกรรมการเรียนรู้
จดั กิจกรรมการเรยี นร้โู ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน

ชน้ั เรยี น (flipped classroom) ซ่ึงมีขน้ั ตอนดังนี้

1) ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement)
(1) ครูแบ่งกลุ่มนักเรียนแล้วเปิดโอกาสให้นักเรียนในกลุ่มนาเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการโคจรของดาว

เคราะห์รอบดวงอาทิตย์ ท่ีครูมอบหมายให้ไปเรียนรู้ล่วงหน้าให้เพื่อนๆ ในกลุ่มฟัง จากนั้นให้แต่ละกลุ่มส่ง
ตัวแทนมานาเสนอข้อมูลหน้าหอ้ งเรยี น

(2) ครูตรวจสอบว่านักเรียนทาภาระงานท่ีได้รับมอบหมายไปหรือไม่ โดยตรวจสอบจากการจดบันทึก
ของนักเรยี น และถามคาถามเก่ยี วกับภาระงาน ดังน้ี

– แรงทที่ าใหด้ าวเคราะหโ์ คจรรอบดวงอาทติ ยค์ ือแรงใด (แนวคาตอบ แรงโนม้ ถว่ ง)
– ผู้ที่ค้นพบแรงท่ีทาให้ดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์คือใคร (แนวคาตอบ เซอร์ไอแซก นิว
ตนั )
(3) ครเู ปดิ โอกาสใหน้ ักเรยี นตง้ั ประเด็นคาถามท่ีนักเรียนสงสัยจากการทาภาระงานอย่างน้อยคนละ 1
คาถาม ซงึ่ ครูให้นักเรียนเตรยี มมาลว่ งหนา้ และให้นักเรียนชว่ ยกันตอบและแสดงความคดิ เห็น
(4) ครูและนักเรียนรว่ มกนั สรุปเก่ียวกบั ภาระงาน โดยครูช่วยอธิบายให้นกั เรยี นเขา้ ใจวา่
นักวิทยาศาสตร์ได้ทาการศึกษาและค้นคว้าอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวง
อาทติ ย์ และค้นพบว่าแรงโน้มถ่วงทาให้ดาวเคราะหโ์ คจรรอบดวงอาทิตย์ได้

2) ขนั้ สารวจและคน้ หา (Exploration)
(1) ครูอธิบายเร่ืองน่ารู้ เร่ือง วัตถุแถบไคเปอร์ ให้นักเรียนเข้าใจว่า วัตถุแถบไคเปอร์ (Kuiper Belt

Objects) มีองค์ประกอบหลักเป็นหินปนน้าแข็ง มีวงโคจรรอบดวงอาทิตย์อยู่ถัดจากดาวเนปจูนออกไป ดาว
พลูโตและดาวเคราะห์แคระอีกหลายดวงในระบบสุริยะ ถูกค้นพบในแถบไคเปอร์ ปัจจุบันมีการค้นพบวัตถุ
ประเภทนม้ี ากกวา่ 35,000 ดวง

(2) ครูให้นักเรียนศึกษาเร่ืองการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ จากใบความรู้หรือในหนังสือ
เรียน โดยครชู ่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า นักคิด นักปราชญ์ได้พยายามไขปริศนาเกี่ยวกับการโคจรของดาว
เคราะห์และวัตถุต่างๆ รอบดวงอาทิตย์และการอยู่รวมกันของระบบสุริยะ มาต้ังแต่อดีตจนถึงปัจจุบั น
ตามลาดับ ดงั นี้

– อาริสโตเติล (Aristotle) ได้เสนอแนวความคิดว่า โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ซ่ึงเป็นท่ี
ยอมรับกันมากในอดีต นอกจากนี้อาริสโตเติลยังเป็นคนแรกที่ระบุว่าโลกกลม โดยอาศัยข้อมูลจากการสังเกต
เงาของโลกท่บี งั ดวงจนั ทร์

– นิโคเลาส์ โคเพอร์นิคัส (Nicolaus Copernicus) ได้เสนอทฤษฎีว่า ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง
ของระบบสรุ ยิ ะ ดาวเคราะหท์ ุกดวงรวมทงั้ โลกโคจรรอบดวงอาทติ ย์ และดวงจันทรโ์ คจรรอบโลก

– โจฮันส์ เคปเลอร์ (Johannes Kepler) มีความเช่ือในทฤษฎีของโคเพอร์นิคัส แต่ได้ล้มเลิก

ความคดิ ท่ีว่า ดวงดาวโคจรเป็นวงกลม โดยหันมาใช้การโคจรเป็นรูปวงรีหรือรูปไข่อธิบายแทน ทาให้การโคจร

ของดวงดาวดูง่ายกวา่ เดมิ

– เซอร์ไอแซก นิวตัน (Sir Isaac Newton) ได้ยอมรับทฤษฎีการเคลื่อนท่ีรอบดวงอาทิตย์ของ

เคปเลอร์ และนิวตันได้ค้นพบแรงที่ทาให้ดาวเคราะห์หมุนไปรอบดวงอาทิตย์ เรียกว่า แรงโน้มถ่วง

(gravitational force) นวิ ตันได้ตั้งกฎแรงดึงดูดระหวา่ งมวลว่า “อนุภาคของสสารต่าง ๆ ย่อมออกแรงดึงดูดซ่ึง

กันและกันด้วยแรงซ่ึงเป็นสัดส่วนโดยตรงกับผลคูณของมวลอนุภาคเหล่าน้ัน และเป็นสัดส่วนผกผันกับกาลัง

สองของระยะหา่ งระหว่างมวล” ดังสมการ F = Gm1m 2
r2
การท่ีโลกไม่จมหายเข้าไปในดวงอาทิตย์ก็เพราะว่า โลกมีแรงอีกแรงหน่ึงที่เกิดขึ้นเน่ืองจากการ

เคลื่อนที่ของตัวเองคอยต้านไว้ จุดที่แรงทั้งสองมีขนาดเท่ากันซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเน่ืองทาให้เกิดวิถีโคจร

(trajectory) ของโลกหรอื วงโคจร (orbit) ของโลกรอบดวงอาทิตย์

(3) ครแู บง่ นักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สังเกตการเคลื่อนท่ีของดวงดาว ตามขั้นตอน

ดงั นี้

ตอนท่ี 1

– นาโต๊ะ 2 ตวั มาวางขนานกัน โดยใหอ้ ยหู่ า่ งกนั ประมาณ 1 เมตร นาไมเ้ มตรมาวางตรงกลาง ใช้

เทปกาวตดิ ปลายทงั้ 2 ข้างของไม้เมตรเขา้ กบั โตะ๊ ดังรปู (ก)

– ผูกปลายเชือกเข้ากับไม้เมตรท้ัง 2 ข้าง ให้เชือกหย่อนเป็นรูปตัวยู (U) ใช้เทปกาวติดปลาย

เชอื กทั้ง 2 ข้างใหแ้ นน่ (ปอ้ งกันไมใ่ ห้เชอื กเลอ่ื นตาแหนง่ ) ดังรูป (ข)

– นาเชือกอีกเส้นหน่ึงสอดเข้าไปในช่องรูปตัวยู (U) แล้วผูกปลายเชือกท้ัง 2 ข้างเข้ากับถ้วย

พลาสติกใหอ้ ย่ใู นตาแหนง่ สมดุล ให้ถ้วยพลาสตกิ อยูห่ ่างจากพื้นประมาณ 10 เซนตเิ มตร ดังรูป (ค)

– ใส่ทรายละเอียดลงไปในถ้วยพลาสติกประมาณครึ่งถ้วย วางกระดาษโปสเตอร์ไว้ใต้ถ้วย

พลาสติก ใช้ปลายดินสอหรือปลายวงเวียนเจาะรูตรงกลางถ้วยพลาสติก ดึงถ้วยพลาสติกไปด้านหลัง แล้ว

ปล่อยใหแ้ กว่งอยา่ งอิสระ ดงั รูป (ง) สงั เกตส่ิงทีเ่ กดิ ข้ึน และบันทึกผล

(ก) (ค)

(ข) (ง)

ตอนท่ี 2
– นาเชือกยาวประมาณ 1 เมตร มาผูกปลายข้างหนึ่งเข้ากับม้วนเทปกาวให้แน่น ส่วนปลายอีก

ขา้ งหนง่ึ สอดทะลุเข้ากับหลอดดา้ ย แลว้ นาไปผูกกับชอ้ นโลหะ ดงั รปู (ก)
– จดั ให้หลอดดา้ ยอยู่กงึ่ กลางระหว่างช้อนโลหะกับม้วนเทปกาว ใช้มือข้างท่ีถนัดจับหลอดด้ายไว้

ส่วนมืออกี ข้างจบั ม้วนเทปกาว ดงั รปู (ข)
– ปล่อยมือจากม้วนเทปกาว ใช้มือท่ีจับหลอดด้ายเหวี่ยงช้อนโลหะให้เคลื่อนที่เป็นวงกลมใน

แนวราบเหนือศรี ษะอย่างตอ่ เนื่อง ดังรูป (ค) สังเกตการเคลือ่ นท่ขี องชอ้ นโลหะ แลว้ บนั ทึกผล

(ก) (ข) (ค)

(4) ครแู ละนักเรยี นรว่ มกนั ตรวจสอบความถกู ต้องของข้อมลู ทีไ่ ด้จากการปฏิบตั ิกิจกรรม
(5) ครูคอยแนะนาชว่ ยเหลอื นกั เรยี นขณะปฏิบตั ิกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ให้นักเรียนทุกคนซกั ถามเมอ่ื มปี ญั หา

3) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation)
(1) นกั เรยี นแต่ละกลมุ่ นาเสนอผลการปฏบิ ัติกจิ กรรมหนา้ ห้องเรยี น
(2) ครูและนักเรยี นรว่ มกนั อภปิ รายผลจากการปฏิบตั ิกจิ กรรม โดยใชแ้ นวคาถาม เชน่
– นกั เรยี นสืบค้นขอ้ มูลการทางานของนักวทิ ยาศาสตรท์ ่านใด (แนวคาตอบ ไมเคิล ฟาราเดย์)
– การทางานของนักวิทยาศาสตร์ที่นักเรียนสืบค้นข้อมูลใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างไร

(แนวคาตอบ ไมเคิล ฟาราเดย์ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการสร้างกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนาจากอานาจ
แมเ่ หล็ก ดังน้ี

การสังเกตและระบุปัญหา  ฟาราเดย์สังเกตได้ว่า กระแสไฟฟ้าทาให้เกิดอานาจแม่เหล็กได้ เขาจึง
ระบปุ ญั หาวา่ อานาจแมเ่ หลก็ ทาให้เกิดกระแสไฟฟ้าไดห้ รือไม่

การตง้ั สมมุติฐาน  อานาจแม่เหลก็ น่าจะทาใหเ้ กิดกระแสไฟฟ้าได้

การวางแผนและการสารวจหรือทดลอง หรือการเก็บข้อมูล  ทาการทดลองหลายๆ คร้ัง วัดค่า
กระแสไฟฟ้าท่เี กดิ ข้ึนและบันทึกผล

การวเิ คราะหข์ อ้ มูลและสร้างคาอธิบาย  วิเคราะห์ข้อมูลและอธิบายหลักการใช้อานาจแม่เหล็กทา
ให้เกดิ กระแสไฟฟา้

การสรปุ ผลและส่ือสาร  สรุปผลว่า อานาจแมเ่ หลก็ ทาให้เกิดกระแสไฟฟ้าได้และเผยแพร่การสร้าง
กระแสไฟฟ้าเหนยี่ วนาโดยจัดพมิ พเ์ ป็นหนงั สือ)

(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มี 5 ข้ันตอน ได้แก่ การสังเกตและระบุปัญหา การตั้งสมมุติฐาน การวางแผน
และการสารวจหรือทดลอง หรือการเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลและสร้างคาอธิบาย และการสรุปผลและ
สือ่ สาร

4) ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration)
(1) ครูอธบิ ายเพิม่ เตมิ เกี่ยวกบั การโคจรของดาวเคราะหร์ อบดวงอาทิตย์ให้นักเรียนเข้าใจว่า ดวงอาทิตย์

โลก และดวงจันทร์ (รวมท้ังดาวเคราะห์ดวงอ่ืน ๆ) อยู่เป็นระบบได้ภายใต้แรงโน้มถ่วง ดาวเคราะห์ทุกดวงใน
ระบบสุริยะจะเคล่ือนท่ี 2 ลักษณะพร้อมๆ กัน คือ การหมุนรอบตัวเองและในขณะเดียวกันก็เคลื่อนท่ีโคจรไป
รอบดวงอาทิตย์ในวงโคจรของตัวเอง ดาวเคราะห์แต่ละดวงจะโคจรด้วยความเร็วท่ีเหมาะสมค่าหนึ่ง ซ่ึงมี
ทิศทางในแนวเส้นสัมผัสของวงโคจรของดาวเคราะห์ดวงน้ัน ๆ โดยมีแรงโน้มถ่วงซ่ึงเปรียบเสมือนกับแรงสู่
ศูนย์กลาง ทาใหบ้ ริวารทั้งหลายโคจรอยู่ในวงโคจรของตนเองได้ ซึ่งปรากฏการณ์ท่ีดวงดาวต่างฝ่ายต่างส่งแรง
ดงึ ดูดซ่ึงกันและกันนั้น เปน็ ปฏิสมั พันธร์ ะหว่างดวงดาวในระบบสุรยิ ะ ทาให้ระบบสรุ ิยะคงอยูเ่ ป็นระบบได้

(2) นักเรียนค้นคว้าคาศัพท์ภาษาต่างประเทศเก่ียวกับการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์จาก
หนังสอื เรียนภาษาต่างประเทศหรอื อนิ เทอร์เน็ต และนาเสนอใหเ้ พ่ือนฟงั คดั คาศัพท์พร้อมทั้งคาแปลลงสมุดส่ง
ครู

5) ขน้ั ประเมิน (Evaluation)
(1) ครใู ห้นกั เรียนแต่ละคนพจิ ารณาว่า จากหัวข้อทีเ่ รียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างท่ียังไม่

เข้าใจหรือยังมีข้อสงสยั ถ้ามี ครูชว่ ยอธบิ ายเพมิ่ เติมใหน้ กั เรียนเข้าใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อย่างไรบา้ ง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับประโยชน์ท่ีได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนาความรู้ทไี่ ด้ไปใช้ประโยชน์
(4) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการใหต้ อบคาถาม เช่น
– โลกโคจรรอบดวงอาทติ ย์ดว้ ยแรงใด (แนวคาตอบ แรงโนม้ ถว่ ง)
– กฎแรงดึงดูดระหว่างมวลของนิวตันมีนิยามว่าอย่างไร (แนวคาตอบ อนุภาคของสสารต่างๆ

ย่อมออกแรงดึงดูดซ่ึงกันและกันด้วยแรงซึ่งเป็นสัดส่วนโดยตรงกับผลคูณของมวลอนุภาคเหล่านั้น และเป็น
สัดส่วนผกผนั กับกาลงั สองของระยะหา่ งระหว่างมวล)

ข้นั สรปุ
1) ครูและนกั เรียนร่วมกันสรปุ เก่ยี วกับการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ โดยร่วมกันเขียนเป็น

แผนท่คี วามคิดหรอื ผังมโนทศั น์
2) ครูมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาค้นคว้าเน้ือหาของบทเรียนชั่วโมงหน้า เพ่ือจัดการเรียนรู้คร้ัง

ต่อไป โดยใหน้ ักเรียนศึกษาค้นควา้ ลว่ งหนา้ ในหัวขอ้ ปรากฏการณ์ที่โลกโคจรรอบดวงอาทติ ย์
3) ครูให้นักเรียนเตรียมประเด็นคาถามท่ีสงสัยมาอย่างน้อยคนละ 1 คาถาม เพ่ือนามาอภิปราย

ร่วมกนั ในหอ้ งเรียนครั้งตอ่ ไป

สอื่ และแหล่งการเรยี นรู้
1. แบบทดสอบก่อนเรียน
2. ใบกจิ กรรม สงั เกตการเคลอ่ื นท่ีของดวงดาว
3. หนงั สือ วารสาร สารานกุ รมวิทยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสาหรับเยาวชน หรืออนิ เทอรเ์ นต็
4. คู่มือการสอน วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 3 เล่ม 1
5. ส่อื การเรยี นรู้ PowerPoint รายวชิ าพน้ื ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศึกษาปที 3่ี เล่ม1
6. หนังสอื เรียนรายวิชาพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 เล่ม 1

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 51

รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ (พ้นื ฐาน) ว 23101 กลุม่ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565

หน่วยการเรยี นรู้ที่ 5 ดาราศาสตร์ เรอื่ งปรากฏการณ์ท่โี ลกโคจรรอบดวงอาทติ ย์ 1 ช่วั โมง/คาบ

วันท่ี …………………….……………………………….. ครผู ้สู อน นางสาวองั คณา ปาสานะโม

สาระสาคญั
ในขณะท่ีโลกหมุนรอบตัวเอง โลกจะโคจรรอบดวงอาทิตย์ไปด้วย โดยโคจรจากทิศตะวันตกไปยังทิศ

ตะวันออก ทิศเดียวกับการหมุนรอบตัวเองของโลก โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ในลักษณะแกนโลกเอียงทามุม
ประมาณ 23.5 องศากับแนวตั้งฉากกับระนาบที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ การท่ีโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ใน
ลกั ษณะแกนโลกเอียงทาใหบ้ รเิ วณต่างๆ ของโลกได้รับปริมาณแสงจากดวงอาทิตย์แตกต่างกัน เกิดเป็นฤดูกาล
กลางวัน กลางคืนยาวไม่เท่ากัน และตาแหน่งการข้ึนและตกของดวงอาทิตย์ท่ีขอบฟ้าและเส้นทางการขึ้นและ
ตกของดวงอาทิตยเ์ ปลี่ยนไปในรอบปี

มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซี

ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต และการประยุกต์ใช้

เทคโนโลยีอวกาศ

ตวั ช้วี ดั
ว 3.1 ม. 3/2 สร้างแบบจาลองท่ีอธบิ ายการเกดิ ฤดู และการเคลอื่ นทปี่ รากฏของดวงอาทิตย์

คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551

 รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซอื่ สัตย์สุจรติ  มวี นิ ัย  ใฝ่เรียนรู้

 อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง  มุ่งม่ันในการทางาน  รักความเป็นไทย  มจี ติ สาธารณะ

............................................................................................................................. .............................................

ดา้ นสมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน

 ความสามารถในการส่อื สาร :………………………………………………………..

 ความสามารถในการคดิ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการแก้ปัญหา :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี :………………………………………………………..

ด้านการอา่ น คดิ วิเคราะห์ และเขยี น

 การอ่าน :…………………………………………………………………………..

 การคิดวเิ คราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขยี น :…………………………………………………………………………..

จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. นกั เรยี นสามารถสรา้ งแบบจาลองการโคจรรอบดวงอาทติ ย์ของโลกได้ (K)
2. นกั เรียนสามารถอธิบายปรากฏการณท์ ่ีโลกโคจรรอบดวงอาทติ ยไ์ ด้ (K)
3. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บรวบรวมข้อมูลได้ (P)
4. นกั เรียนสามารถแสดงความมุ่งมั่นในการทางานได้ (A)

การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้
ผู้ประเมิน  ครผู ้สู อน  นักเรยี น  เพ่ือน  ผู้ปกครอง

ชนิ้ งาน/ภาระงาน /ร่องรอย/หลกั ฐานการเรียนรู้

สง่ิ ทต่ี ้องการวัด/ประเมิน วิธีการวัด เคร่อื งมอื การวัด เกณฑ์การใหค้ ะแนน

ระดบั คณุ ภาพ

(Rubric Score)

1.นักเรียนสามารถสร้างแบบจาลองการโคจร - ตรวจใบงาน ชิ้นงาน -ใบงาน ช้ินงานหรือ - นักเรยี นผา่ นเกณฑ์

รอบดวงอาทิตยข์ องโลกได้ (K) หรอื ภาระงาน ภาระงาน ร้อยละ 70 ข้นึ ไป

2.นักเรียนสามารถอธิบายปรากฏการณ์ท่ีโลก -แบบประเมินใบงาน

โคจรรอบดวงอาทติ ย์ได้ (K)

3. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี

รวบรวมข้อมูลได้ (P) สังเกตพฤตกิ รรม พฤติกรรม ข้ึนไป

4. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคุณภาพ ดี

ทางานได้ (A) สังเกตพฤติกรรม พฤตกิ รรม ขึ้นไป

สาระการเรยี นรู้
ปรากฏการณ์ทีโ่ ลกโคจรรอบดวงอาทติ ย์

กิจกรรมการเรียนรู้ (กจิ กรรม Active Learning)
ข้นั นาเข้าสบู่ ทเรยี น

1) ครูถามคาถามนักเรียนเพือ่ กระต้นุ ความสนใจ เช่น
– โลกมีลกั ษณะใด (แนววคาตอบ มีลักษณะสญั ฐานกลม)
– ลกั ษณะของโลกทาให้โลกแตล่ ะบริเวณไดร้ ับแสงอาทติ ย์เท่ากันหรือไม่ (แนวคาตอบ ไมเ่ ทา่ กัน)

2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับคาตอบ เพ่ือเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้
เรือ่ ง ปรากฏการณ์ทโี่ ลกโคจรรอบดวงอาทิตย์

ขัน้ จดั กจิ กรรมการเรียนรู้
จัดกิจกรรมการเรียนร้โู ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ซ่ึงมีขน้ั ตอนดงั นี้

1) ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement)
(1) ครูแบ่งกลุ่มนักเรียนแล้วเปิดโอกาสให้นักเรียนในกลุ่มนาเสนอข้อมูลเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่โลก

โคจรรอบดวงอาทิตย์ ท่ีครูมอบหมายให้ไปเรียนรู้ล่วงหน้าให้เพ่ือน ๆ ในกลุ่มฟัง จากน้ันให้แต่ละกลุ่มส่ง
ตวั แทนมานาเสนอขอ้ มลู หน้าห้องเรียน

(2) ครูตรวจสอบว่านักเรียนทาภาระงานที่ได้รับมอบหมายไปหรือไม่ โดยตรวจสอบจากการจดบันทึก
ของนักเรยี น และถามคาถามเกย่ี วกบั ภาระงาน ดังนี้

– ปรากฏการณ์ท่ีเกิดจากการที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์คืออะไร (แนวคาตอบ ฤดูกาล กลางวัน
กลางคืนยาวไมเ่ ท่ากัน และตาแหน่งการขนึ้ และตกของดวงอาทติ ย์ทขี่ อบฟ้าและเส้นทางการข้ึนและตกของดวง
อาทิตย์เปลย่ี นไปในรอบปี)

– ปรากฏการณด์ งั กลา่ วเกิดจากสาเหตุใด (แนวคาตอบ เกิดจากการท่ีโลกมีสัณฐานกลมและโลก
โคจรรอบดวงอาทติ ย์ในลักษณะทแ่ี กนโลกเอยี งทามุมประมาณ 23.5 องศากบั แนวตงั้ ฉากของระนาบทางโคจร)

(3) ครเู ปิดโอกาสให้นักเรยี นตง้ั ประเดน็ คาถามที่นักเรียนสงสัยจากการทาภาระงานอย่างน้อยคนละ 1
คาถาม ซึ่งครูใหน้ กั เรียนเตรยี มมาล่วงหนา้ และให้นกั เรยี นช่วยกนั ตอบและแสดงความคิดเหน็

(4) ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกันสรปุ เกยี่ วกบั ภาระงาน โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่าโลกโคจรรอบ
ดวงอาทติ ยใ์ นลักษณะท่ีแกนโลกเอียงกับแนวตง้ั ฉากของระนาบทางโคจร ทาใหส้ ว่ นตา่ งๆ บนโลกได้รับปริมาณ
แสงจากดวงอาทิตย์แตกต่างกนั ในรอบปี เกิดเป็นฤดูกาล กลางวัน กลางคืนยาวไม่เท่ากัน และตาแหน่งการข้ึน
และตกของดวงอาทิตย์ที่ขอบฟา้ และเส้นทางการข้ึนและตกของดวงอาทิตย์เปล่ียนไปในรอบปี

2) ข้ันสารวจและคน้ หา (Exploration)
(1) ครูให้นักเรียนศึกษาเรื่องปรากฏการณ์ท่ีโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ จากใบความรู้หรือในหนังสือ

เรียน โดยครชู ่วยอธิบายให้นักเรียนเขา้ ใจวา่ โลกท่ีเราอาศัยอยู่นน้ั มีสณั ฐานกลม โดยมีเส้นศูนย์สูตร (equator)
เป็นเส้นสมมุติแบ่งครึ่งโลกออกเป็น 2 ส่วน คือ ซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้ จุดเหนือสุดเรียกว่า ข้ัวโลกเหนือ
(Noth Pole) และจดุ ใตส้ ุดเรยี กว่า ขวั้ โลกใต้ (South Pole) เมื่อขยายขอบเขตของโลกไปในอวกาศ จะได้ทรง
กลมสมมุตทิ ี่ครอบโลก เรยี กว่า ทรงกลมฟา้ (The celestial sphere)

ในขณะท่ีโลกหมุนรอบตัวเอง โลกจะโคจรรอบดวงอาทิตย์ไปด้วย โดยโคจรจากทิศตะวันตกไปยังทิศ
ตะวันออก ทิศเดียวกับการหมุนรอบตัวเองของโลก โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ในลักษณะแกนโลกเอียงทามุม
ประมาณ 23.5 องศากับแนวตั้งฉากกับระนาบท่ีโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ การโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ใน
ลักษณะท่แี กนโลกเอียง ทาใหบ้ รเิ วณต่างๆ ของโลกได้รับปริมาณแสงจาก

ดวงอาทิตย์แตกต่างกัน จึงเกิดเป็นฤดูกาลต่างๆ บนโลก ข้ึนอยู่กับตาแหน่งบนโลก ถ้าบริเวณใดได้รับ
แสงจากดวงอาทิตย์ในแนวตรง บริเวณนั้นจะเป็นฤดูร้อน แต่ถ้าได้รับแสงจากดวงอาทิตย์ในแนวเฉียงจะเป็ น
ฤดูกาลอื่น

(2) ครแู บ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สร้างแบบจาลองการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของ
โลก ตามขัน้ ตอน ดงั นี้

– นาชุดท้องฟ้าไปติดบนลูกโลก โดยให้ทิศเหนือช้ีไปทางข้ัวโลกเหนือ ทิศใต้ช้ีไปทางขั้วโลกใต้
และเส้นเช่ือมทิศตะวันออกและทิศตะวนั ตกทาบไปกับเส้นศูนยส์ ูตรบนลูกโลก

– นาชุดอุปกรณ์ที่ติดตั้งแล้วจากข้ันตอนที่ 1 ไปวางบนตาแหน่งท่ี 1 บนชุดแสงจากดวงอาทิตย์
โดยวางลูกโลกให้เอียงตามลักษณะการเอียงของโลกในวันท่ี 21 มีนาคม ปรับให้ปลายปากกาที่อยู่ในชุดแสง
จากดวงอาทิตยต์ รงกบั ขอบฟา้ ทศิ ตะวนั ออกบนชุดท้องฟา้

– หมนุ ลูกโลก เพ่อื จาลองการหมนุ รอบตวั เองของโลก สงั เกตแนวเสน้ ปากกาทีเ่ กิดบนชดุ ท้องฟา้
– ทาการทดลองเช่นเดิม แต่เปลี่ยนตาแหน่งลูกโลกไปที่ตาแหน่ง 2, 3 และ 4 ตามลาดับ จัด
ลักษณะการเอียงของลูกโลกให้เหมือนการเอียงของโลกในวันที่ 21 มิถุนายน, 23 กันยายน และ 22 ธันวาคม
ตามลาดบั หมนุ ปลายปากกาตามตาแหนง่ ของลูกโลก แต่ให้ความสงู ของระดบั ปากกาเท่าเดิม
– สังเกตและบนั ทึกผลแนวเสน้ ปากกาที่เกดิ บนชดุ ท้องฟ้าในแตล่ ะตาแหน่ง
(3) ครูและนักเรียนรว่ มกนั ตรวจสอบความถกู ตอ้ งของข้อมลู ทีไ่ ด้จากการปฏบิ ัติกจิ กรรม
(4) ครคู อยแนะนาช่วยเหลอื นกั เรยี นขณะปฏิบตั ิกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ให้นักเรียนทุกคนซักถามเมือ่ มปี ัญหา

3) ขั้นอธบิ ายและลงขอ้ สรุป (Explanation)
(1) นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มนาเสนอผลการปฏบิ ัติกิจกรรมหนา้ หอ้ งเรียน
(2) ครูและนักเรยี นร่วมกันอภิปรายผลจากการปฏบิ ตั กิ จิ กรรม โดยใชแ้ นวคาถาม เชน่
– แนวเส้นปากกาในแตล่ ะตาแหน่งเหมอื นหรือแตกต่างกนั (แนวคาตอบ แตกต่างกนั )

– แนวเส้นปากกาที่ปรากฏบนชุดท้องฟ้าแสดงทิศทางการเคล่ือนที่ของอะไร (แนวคาตอบ แสดง
ทิศทางการเคลือ่ นทข่ี องดวงอาทิตย์ ซึง่ เกิดจากการเคลื่อนทจี่ ริงของโลก)

– เมื่อโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ในลักษณะแกนโลกเอียง ทาให้ตาแหน่งการข้ึนและตกของดวง
อาทิตย์เปน็ อยา่ งไร (แนวคาตอบ ตาแหน่งการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์จะเปล่ียนแปลงไปในทุกวนั )

– นักเรียนคิดว่าในชีวิตประจาวัน การข้ึนและตกของดวงอาทิตย์มีการเปล่ียนแปลงหรือไม่
อยา่ งไร (แนวคาตอบ การขน้ึ และตกของดวงอาทิตย์มีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน ทาให้เห็นดวงอาทิตย์ข้ึนและตก
ในตาแหน่งท่ีแตกตา่ งกนั ทกุ วัน รวมท้ังยงั ทาให้ช่วงเวลากลางวันและกลางคนื ยาวนานแตกตา่ งกนั อีกดว้ ย)

(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า ในขณะท่ี
โลกหมุนรอบตัวเอง โลกจะโคจรรอบดวงอาทิตย์จากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออก โดยแกนโลกจะเอียงทา
มุม 23.5 องศากับแนวต้ังฉากกับระนาบที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ดังนั้นขณะท่ีโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์จึง
สง่ ผลให้ดวงอาทติ ยข์ ึ้นและตกในตาแหนง่ ที่เปลี่ยนแปลงทกุ วนั

4) ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)
(1) ครอู ธิบายเพ่ิมเตมิ เกีย่ วกับการข้ึนและตกของดวงอาทติ ยใ์ นรอบ 1 ปีใหน้ ักเรียนเข้าใจว่า ในรอบ 1

ปี ดวงอาทิตย์จะข้ึนและตกในตาแหน่งต่างๆ ดังนี้ วันท่ี 21 มีนาคม ดวงอาทิตย์จะขึ้นตรงทิศตะวันออกพอดี
หลงั จากน้ันดวงอาทิตยจ์ ะค่อยๆ เลอ่ื นไปทางทศิ ตะวันออกเฉยี งไปทางเหนือ จนกระทั่งวันท่ี 21 มิถุนายน ดวง
อาทิตย์จะข้ึนทางทิศตะวันออกโดยเฉียงไปทางเหนือประมาณ 23.5 องศา ตาแหน่งท่ีดวงอาทิตย์ขึ้นจะเริ่ม
เล่อื นกลับมาทางทศิ ตะวนั ออก ซึ่งวันท่ี 23 กันยายน ดวงอาทิตย์จะข้ึนตรงทิศตะวันออกพอดีอีกคร้ัง หลังจาก
นั้นตาแหน่งที่ดวงอาทิตย์ขึ้นจะค่อยๆ เล่ือนไปทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางใต้ จนถึงวันท่ี 22 ธันวาคม ดวง
อาทิตยจ์ ะข้นึ ทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางใต้ ประมาณ 23.5 องศา และดวงอาทิตย์จะเล่ือนกลับขึ้นมาทางทิศ
ตะวนั ออกจนถงึ วนั ท่ี 21 มีนาคม ดวงอาทติ ยจ์ ะขน้ึ ตรงทศิ ตะวันออกพอดีครบรอบเปน็ วัฏจักรเร่ือยไป

(2) ครูอธิบายเรื่องน่ารู้ เร่ือง ดวงอาทิตย์เท่ียงคืน ให้นักเรียนเข้าใจว่า ดวงอาทิตย์เที่ยงคืน (The
midnight sun) เปน็ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดจากโลกหมุนรอบตัวเองไปพร้อมๆ กับการโคจรรอบดวง
อาทิตย์ โดยหมุนเอาแกนขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้สลับกัน แล้วหันเข้าหาดวงอาทิตย์ในช่วงระยะเวลาเท่าๆ
กัน เม่ือโลกหันขั้วโลกเหนือเข้าหาดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์จะโคจรเป็นทางโค้งอยู่เหนือขอบฟ้าในช่วงเวลา
กลางวันและลดต่าลงเรื่อยๆ ดวงอาทิตย์จะยังไม่ลับขอบฟ้าทั้งหมด แต่จะโคจรกลับขึ้นไปอีกครั้งในช่วงเท่ียง
คืน จึงทาใหม้ แี สงสว่างคลา้ ยแสงอาทติ ย์ ทั้งในช่วงเชา้ และชว่ งเย็นตลอด 24 ช่ัวโมง เป็นเวลาหลายเดือน ส่วน
ขว้ั โลกใตท้ ่ีเป็นฝง่ั ตรงข้ามจะมอี ากาศหนาวเหน็บและมดื มดิ ไร้แสงสวา่ ง

5) ขนั้ ประเมนิ (Evaluation)
(1) ครูใหน้ กั เรยี นแตล่ ะคนพิจารณาว่า จากหวั ขอ้ ทเ่ี รียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างท่ียังไม่

เข้าใจหรือยังมขี ้อสงสัย ถา้ มี ครชู ่วยอธิบายเพ่ิมเตมิ ใหน้ ักเรยี นเขา้ ใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อยา่ งไรบ้าง

(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ท่ีได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ
การนาความร้ทู ีไ่ ด้ไปใช้ประโยชน์

(4) ครูทดสอบความเขา้ ใจของนักเรยี นโดยการให้ตอบคาถาม เชน่
– ฤดูหนาวเส้นทางการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์มีลักษณะใด (แนวคาตอบ ดวงอาทิตย์จะข้ึน

ทางทศิ ตะวันออกเฉียงใต้และตกทางทศิ ตะวันตกเฉียงใต้ โดยเอียงไปประมาณ 23.5 องศา)
– การเปลี่ยนเส้นทางการข้ึนและตกของดวงอาทิตย์ในรอบปีมีผลต่อส่ิงมีชีวิตอย่างไร (แนว

คาตอบ ทาให้แต่ละช่วงของปีมีระยะเวลาของกลางวันและกลางคืนยาวนานไม่เท่ากัน ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต เช่น
พืชได้รับปริมาณแสงจากดวงอาทิตย์ไม่เท่ากันในแต่ละช่วงของปี หรือระยะเวลาออกหากินของสัตว์ไม่เท่ากัน
ในแตล่ ะชว่ งของปี)

ข้นั สรปุ
1) ครแู ละนกั เรียนร่วมกันสรุปเก่ียวกับปรากฏการณ์ท่ีโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ โดยร่วมกันเขียนเป็น

แผนท่ีความคิดหรือผังมโนทศั น์
2) ครูมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาค้นคว้าเน้ือหาของบทเรียนชั่วโมงหน้า เพื่อจัดการเรียนรู้คร้ัง

ต่อไป โดยให้นกั เรียนศกึ ษาค้นคว้าล่วงหน้าในหัวข้อปรากฏการณร์ ะหวา่ งดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์
3) ครูให้นักเรียนเตรียมประเด็นคาถามที่สงสัยมาอย่างน้อยคนละ 1 คาถาม เพื่อนามาอภิปรายร่วมกันใน
หอ้ งเรียนครั้งต่อไป

สือ่ และแหล่งการเรยี นรู้
1. ใบกจิ กรรม สร้างแบบจาลองการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของโลก
2. หนงั สือ วารสาร สารานกุ รมวทิ ยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสาหรับเยาวชน หรืออนิ เทอรเ์ นต็
3. คูม่ อื การสอน วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 เลม่ 1
4. ส่อื การเรียนรู้ PowerPoint รายวชิ าพืน้ ฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศึกษาปที 3่ี เล่ม1
5. หนงั สอื เรียนรายวิชาพ้ืนฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 เลม่ 1

ชวี ติ กับสงิ่ แวดล้อม

แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 52

รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ (พ้ืนฐาน) ว 23101 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565

หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 5 ดาราศาสตร์ เรอ่ื งปรากฏการณ์ข้างข้ึนขา้ งแรม 2 ช่ัวโมง/คาบ

วันที่ …………………….……………………………….. ครผู สู้ อน นางสาวอังคณา ปาสานะโม

สาระสาคัญ
ปรากฏการณ์ข้างข้ึนข้างแรมเกิดจากดวงจันทร์โคจรรอบโลก และหันส่วนสว่างมายังโลกแตกต่างกัน

ทาให้คนบนโลกสังเกตเห็นส่วนสว่างของดวงจันทร์แตกต่างกันในแต่ละวัน โดยข้างขึ้นดวงจันทร์ค่อยๆ สว่าง
ข้ึนจนสว่างเตม็ ดวง สว่ นข้างแรมดวงจนั ทร์ค่อยๆ มดื ลงจนมืดท้งั ดวง

มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซี

ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะที่ส่งผลต่อส่ิงมีชีวิต และการประยุกต์ใช้
เทคโนโลยีอวกาศ

ตวั ชีว้ ดั
ว 3.1 ม. 3/3 สร้างแบบจาลองท่ีอธิบายการเกิดข้างข้ึนข้างแรม การเปล่ียนแปลงเวลาการขึ้นและตก

ของดวงจันทร์ และการเกิดน้าข้นึ น้าลง

คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงคต์ ามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551

 รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์  ซอื่ สตั ย์สุจริต  มวี นิ ัย  ใฝเ่ รยี นรู้

 อยู่อย่างพอเพียง  มุ่งมน่ั ในการทางาน  รักความเปน็ ไทย  มจี ิตสาธารณะ

............................................................................................................................. .............................................

ดา้ นสมรรถนะสาคญั ของผ้เู รยี น :………………………………………………………..
 ความสามารถในการสอ่ื สาร :………………………………………………………..
 ความสามารถในการคดิ :………………………………………………………..
 ความสามารถในการแก้ปัญหา

 ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี :………………………………………………………..

ด้านการอา่ น คิด วเิ คราะห์ และเขียน

 การอ่าน :…………………………………………………………………………..

 การคดิ วิเคราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขียน :…………………………………………………………………………..

จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1. นกั เรียนสามารถสร้างแบบจาลองและอธิบายปรากฏการณ์ขา้ งขนึ้ ข้างแรมได้ (K)
2. นกั เรยี นสามารถแสดงทักษะการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ได้ (P)
3. นกั เรยี นสามารถแสดงความมุ่งมัน่ ในการทางานได้ (A)

การวัดและการประเมนิ ผลการเรยี นรู้
ผปู้ ระเมนิ  ครูผูส้ อน  นกั เรยี น  เพ่ือน  ผปู้ กครอง

ช้ินงาน/ภาระงาน /รอ่ งรอย/หลักฐานการเรียนรู้

สงิ่ ที่ต้องการวัด/ประเมนิ วิธกี ารวัด เครื่องมือการวดั เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน

ระดบั คุณภาพ

(Rubric Score)

1 นักเรียนสามารถสร้างแบบจาลองและ - ตรวจใบงาน ช้ินงาน -ใบงาน ชิ้นงานหรือ - นักเรยี นผ่านเกณฑ์

อธบิ ายปรากฏการณข์ า้ งขนึ้ ข้างแรมได้ (K) หรือภาระงาน ภาระงาน ร้อยละ 70 ขึ้นไป

-แบบประเมินใบงาน

2. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี

รวบรวมขอ้ มูลได้ (P) สังเกตพฤติกรรม พฤตกิ รรม ขน้ึ ไป

3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งมั่นในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคุณภาพ ดี

ทางานได้ (A) สังเกตพฤติกรรม พฤตกิ รรม ขึ้นไป

สาระการเรียนรู้
ปรากฏการณร์ ะหว่างดวงอาทิตย์ โลก และดวงจนั ทร์
– ปรากฏการณข์ ้างขึ้นข้างแรม

กิจกรรมการเรยี นรู้ (กจิ กรรม Active Learning)

ขนั้ นาเขา้ สู่บทเรียน

1) ครูถามคาถามนกั เรยี นเพ่ือกระตนุ้ ความสนใจ เชน่
– ดวงจันทร์มีความสัมพันธ์กับโลกลักษณะใด (แนวคาตอบ ดวงจันทร์เป็นบริวารของโลก และ

ดวงจันทรม์ ีแรงดึงดูดกบั โลกทาให้ดวงจนั ทรโ์ คจรรอบโลก)
– เรามองเห็นดวงจันทร์ได้เพราะอะไร (แนวคาตอบ เพราะดวงจันทร์ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์

คร่งึ ดวงแล้วสะท้อนมายงั โลก)
2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคาตอบ เพื่อเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้

เรอื่ ง ปรากฏการณ์ขา้ งขึ้นขา้ งแรม

ข้นั จัดกจิ กรรมการเรียนรู้
จัดกิจกรรมการเรยี นรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ซ่ึงมีขน้ั ตอนดงั น้ี

1) ขัน้ สร้างความสนใจ (Engagement)
(1) ครแู บง่ กลุ่มนกั เรยี นแล้วเปดิ โอกาสให้นักเรยี นในกลุ่มนาเสนอข้อมูลเก่ียวกับปรากฏการณ์ระหว่าง

ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจนั ทร์ ท่ีครมู อบหมายให้ไปเรียนรู้ล่วงหนา้ ให้เพ่ือนๆ ในกลุ่มฟัง จากนั้นให้แต่ละกลุ่ม
ส่งตัวแทนมานาเสนอข้อมลู หน้าห้องเรยี น

(2) ครตู รวจสอบว่านักเรียนทาภาระงานท่ีได้รับมอบหมายไปหรือไม่ โดยตรวจสอบจากการจดบันทึก
ของนักเรียน และถามคาถามเก่ียวกับภาระงาน ดงั นี้

– ปรากฏการณ์ระหว่างดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์มีอะไรบ้าง (แนวคาตอบ ปรากฏการณ์
ขา้ งข้ึนข้างแรม การข้นึ – การตกของดวงจันทร์ และปรากฏการณ์น้าขน้ึ นา้ ลง)

– แต่ละปรากฏการณ์เกิดจากสาเหตุใด (แนวคาตอบ เกิดจากแรงโน้มถ่วงระหว่างดวงอาทิตย์
โลก และดวงจนั ทร์ ทาใหด้ วงจันทรโ์ คจรรอบโลก และดวงจนั ทร์และโลกโคจรรอบดวงอาทติ ย์)

(3) ครเู ปิดโอกาสใหน้ กั เรียนตง้ั ประเด็นคาถามท่ีนักเรียนสงสัยจากการทาภาระงานอย่างน้อยคนละ 1
คาถาม ซงึ่ ครูใหน้ กั เรียนเตรยี มมาลว่ งหนา้ และให้นักเรยี นช่วยกนั ตอบและแสดงความคิดเหน็

(4) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเก่ียวกับภาระงาน โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่าแรงโน้มถ่วง
ระหว่างดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ ทาให้ดวงจันทร์โคจรรอบโลก และดวงจันทร์และโลกโคจรรอบดวง
อาทติ ย์ เกิดเปน็ ปรากฏการณต์ ่างๆ

2) ข้ันสารวจและค้นหา (Exploration)
(1) ครูแบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6คน ปฏิบัติกิจกรรม สร้างแบบจาลองปรากฏการณ์ข้างขึ้นข้างแรม

ตามขนั้ ตอน ดงั น้ี
– ทาชุดดวงจันทร์จาลอง โดยถอดส่วนท่ี 1 ของปากกา ทากาวด้านที่มีพ้ืนที่หน้าตัดมากกว่า

จากนนั้ นาลกู ปิงปองทรี่ ะบายสดี าครงึ่ ลกู ตดิ กับส่วนท่ี 1 ของปากกา เมื่อกาวแห้งนาปากกาส่วนท่ี 2 ปักบนดิน
นา้ มันที่ทาเปน็ ฐานเตรียมไว้ ดังรปู ทาชดุ ดวงจนั ทรจ์ าลองท้ังหมด 8 ชุด

ดวงจนั ทร์

ทาสีดา
1

2

ดนิ น้ามนั

– วางชุดดวงจันทร์จาลองที่ตาแหน่งต่างๆ บนเส้นรอบวงของวงกลมรัศมี 3 เมตร โดยให้ด้านสี
ดาของลกู ปงิ ปองอยู่ทางทศิ เดยี วกนั ดงั รปู

4 32
ทิศที่ผสู้ งั เกตหมนุ ไป

51 แสงจาก ดวงอาทิตย์
ดวงอาทิตย์
6 ตาแหนง่ ผสู้ งั เกต
78

– ให้นักเรียน 1 คนยืนอยู่ที่จุดศูนย์กลางวงกลม โดยหันหน้าไปทางทิศท่ีแสงจากดวงอาทิตย์ส่องมา
กระทบโลก

– นกั เรียนทเี่ ปน็ ผู้สังเกตค่อย ๆ หมนุ รอบตัวเองในทิศทวนเขม็ นาฬกิ า จากตาแหน่งท่ี 1 – 8
– สงั เกตสว่ นสวา่ งของดวงจนั ทรจ์ าลองในตาแหน่งตา่ งๆ บันทึกผล
(2) ครแู ละนักเรียนรว่ มกันตรวจสอบความถูกตอ้ งของข้อมลู ทไี่ ดจ้ ากการปฏบิ ตั ิกจิ กรรม
(3) ครูคอยแนะนาช่วยเหลือนักเรียนขณะปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาสให้
นักเรยี นทุกคนซกั ถามเม่อื มปี ญั หา

3) ขัน้ อธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation)
(1) นักเรียนแต่ละกลุม่ นาเสนอผลการปฏิบตั ิกิจกรรมหนา้ หอ้ งเรยี น
(2) ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกันอภิปรายผลจากการปฏบิ ัติกิจกรรม โดยใช้แนวคาถาม เช่น

– ส่วนสว่างของดวงจันทร์จาลองแต่ละตาแหน่งเหมือนหรือแตกต่างกัน (แนวคาตอบ แตกต่าง
กัน)

– เพราะเหตุใดนักเรียนจึงเห็นส่วนสว่างของดวงจันทร์จาลองแตกต่างกัน (แนวคาตอบ เพราะ
นกั เรยี นหมนุ รอบตัวเอง)

– การที่นักเรียนหมุนรอบตัวเองแสดงถึงการโคจรของอะไร (แนวคาตอบ ดวงจันทร์โคจรรอบ
โลก)

(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า ส่วนสว่าง
ของดวงจันทร์จาลองตาแหน่งที่ 2, 3, 4 และ 5 ค่อยๆ โตข้ึนจนสว่างเต็มดวง ส่วนสว่างของดวงจันทร์จาลอง
ตาแหน่งที่ 6, 7, 8 และ 1 ค่อย ๆ เล็กลงจนมืดทั้งดวง ดังน้ันการท่ีคนบนโลกเห็นส่วนสว่างของดวงจันทร์
เปลี่ยนแปลงไปทกุ วัน เพราะดวงจนั ทรโ์ คจรรอบโลก จึงหันส่วนสะท้อนจากดวงจันทร์มายังโลกแตกต่างกันใน
แตล่ ะวนั

4) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration)
(1) ครูอธิบายเพิ่มเติมเก่ียวกับปรากฏการณ์ข้างข้ึนข้างแรมให้นักเรียนเข้าใจว่า เราจะสังเกตเห็นดวง

จันทร์สว่างเต็มดวง แล้วส่วนสวา่ งค่อย ๆ ลดลงจนมืดทั้งดวง เรียกช่วงดังกล่าวว่า ข้างแรม โดยวันที่ดวงจันทร์
มืดทั้งดวง คือ วันแรม 15 ค่า ซ่ึงเป็นวันท่ีดวงจันทร์อยู่ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ หลังจากนั้นดวงจันทร์จะ
ค่อยๆ สว่างจนเต็มดวงอีกครั้ง ตรงกับวันขึ้น 15 ค่า เรียกช่วงน้ีว่า ข้างขึ้น เป็นวันที่ดวงจันทร์โคจรมาอยู่ด้าน
ตรงข้ามดวงอาทิตย์ ส่วนวันที่ดวงจันทร์เคลื่อนที่ทามุมฉากกับโลกและดวงอาทิตย์ ทาให้เห็นดวงจันทร์สว่าง
ครึง่ ดวง คอื วันแรม 8 ค่า หรือวันข้ึน 8 ค่า

(2) นักเรียนค้นคว้าคาศัพท์ภาษาต่างประเทศเกี่ยวกับปรากฏการณ์ข้างข้ึนข้างแรมจากหนังสือเรียน
ภาษาตา่ งประเทศหรืออินเทอรเ์ นต็ และนาเสนอให้เพื่อนฟงั คดั คาศพั ท์พรอ้ มทัง้ คาแปลลงสมดุ สง่ ครู

5) ขนั้ ประเมนิ (Evaluation)
(1) ครใู ห้นกั เรียนแต่ละคนพจิ ารณาว่า จากหัวข้อท่ีเรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างท่ียังไม่

เขา้ ใจหรอื ยังมีข้อสงสยั ถ้ามี ครชู ่วยอธิบายเพิม่ เตมิ ให้นกั เรยี นเขา้ ใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อยา่ งไรบา้ ง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับประโยชน์ท่ีได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนาความรทู้ ีไ่ ด้ไปใช้ประโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเขา้ ใจของนักเรยี นโดยการให้ตอบคาถาม เชน่
– ดวงอาทติ ย์ โลก และดวงจันทร์เรียงตาแหน่งอย่างไรในวันข้ึน 15 ค่า และส่งผลอย่างไร (แนว

คาตอบ ดาวท้ัง 3 ดวงเรยี งในแนวเดยี วกนั โดยมีลาดับ คือ ดวงจันทร์ โลก และดวงอาทิตย์ ส่งผลให้คนบนโลก
เห็นดวงจันทรส์ วา่ งเต็มดวง)

– ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์เรียงตาแหนง่ อยา่ งไรในวนั แรม 15 ค่า และส่งผลอย่างไร (แนว
คาตอบ ดาวท้ัง 3 ดวงเรียงในแนวเดียวกนั โดยมีลาดบั คือ โลก ดวงจนั ทร์ และดวงอาทติ ย์ สง่ ผลให้คนบนโลก
เห็นดวงจนั ทร์มืดทงั้ ดวง)

ขนั้ สรุป
ครูและนกั เรยี นร่วมกนั สรุปเก่ยี วกับปรากฏการณ์ข้างขึ้นข้างแรม โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่ความคิด

หรอื ผงั มโนทศั น์

สื่อ และแหล่งการเรียนรู้
1. ใบกจิ กรรม สรา้ งแบบจาลองปรากฏการณข์ ้างขึน้ ข้างแรม
2. หนังสือ วารสาร สารานกุ รมวิทยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสาหรับเยาวชน หรอื อนิ เทอรเ์ น็ต
3. ค่มู ือการสอน วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 3 เล่ม 1
4. สอื่ การเรยี นรู้ PowerPoint รายวชิ าพน้ื ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี3 เล่ม1
5. หนงั สอื เรียนรายวิชาพื้นฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 เลม่ 1

แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 53

รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ (พืน้ ฐาน) ว 23101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565

หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 5 ดาราศาสตร์ เรื่องเวลาข้ึน – เวลาตกของดวงจนั ทร์ 1 ชวั่ โมง/คาบ

วนั ท่ี …………………….……………………………….. ครผู สู้ อน นางสาวอังคณา ปาสานะโม

สาระสาคญั
ในแต่ละวัน ดวงจันทร์ข้ึนและตกช้าวันละประมาณ 50 นาที เนื่องจากโลกหมุนรอบตัวเอง 1 รอบใช้

เวลาน้อยกวา่ ดวงจันทรโ์ คจรรอบโลก 1 รอบ จงึ ทาใหเ้ ห็นดวงจันทร์ขนึ้ และตกในเวลาแตกตา่ งกนั ทุกวนั

มาตรฐานการเรยี นรู้

มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซี
ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต และการประยุกต์ใช้
เทคโนโลยอี วกาศ

ตวั ช้วี ัด
ว 3.1 ม. 3/3 สร้างแบบจาลองท่ีอธิบายการเกิดข้างข้ึนข้างแรม การเปล่ียนแปลงเวลาการขึ้นและตก

ของดวงจันทร์ และการเกดิ นา้ ข้นึ นา้ ลง

คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551

 รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์  ซอ่ื สตั ยส์ จุ ริต  มีวนิ ยั  ใฝเ่ รียนรู้

 อย่อู ย่างพอเพียง  มุ่งมน่ั ในการทางาน  รกั ความเป็นไทย  มจี ิตสาธารณะ

............................................................................................................................. .............................................

ด้านสมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น :………………………………………………………..
 ความสามารถในการสื่อสาร :………………………………………………………..
 ความสามารถในการคิด :………………………………………………………..
 ความสามารถในการแกป้ ัญหา

 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี :………………………………………………………..

ด้านการอ่าน คดิ วิเคราะห์ และเขยี น

 การอา่ น :…………………………………………………………………………..

 การคิดวิเคราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขยี น :…………………………………………………………………………..

จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. นักเรยี นสามารถ สังเกตและอธิบายการขนึ้ ตกของดวงจันทร์ได้ (K)
2. นกั เรยี นสามารถแสดงทกั ษะการเก็บรวบรวมข้อมูลได้ (P)
3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งมัน่ ในการทางานได้ (A)

การวัดและการประเมินผลการเรยี นรู้
ผปู้ ระเมนิ  ครูผสู้ อน  นักเรยี น  เพ่ือน  ผ้ปู กครอง

ชิ้นงาน/ภาระงาน /รอ่ งรอย/หลกั ฐานการเรียนรู้

สิง่ ทีต่ ้องการวัด/ประเมิน วิธีการวัด เครอ่ื งมือการวดั เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน

ระดบั คุณภาพ

(Rubric Score)

1.นักเรียนสามารถ สังเกตและอธิบายการข้ึน - ตรวจใบงาน ชิ้นงาน -ใบงาน ช้ินงานหรือ - นักเรยี นผ่านเกณฑ์

ตกของดวงจนั ทรไ์ ด้ (K) หรอื ภาระงาน ภาระงาน ร้อยละ 70 ขึ้นไป

-แบบประเมนิ ใบงาน

2. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คณุ ภาพ ดี

รวบรวมขอ้ มูลได้ (P) สงั เกตพฤติกรรม พฤติกรรม ขน้ึ ไป

3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคุณภาพ ดี

ทางานได้ (A) สงั เกตพฤติกรรม พฤติกรรม ขึ้นไป

สาระการเรียนรู้
ปรากฏการณร์ ะหวา่ งดวงอาทิตย์ โลก และดวงจนั ทร์
– ปรากฏการณข์ ้างข้ึนข้างแรม

กจิ กรรมการเรยี นรู้ (กจิ กรรม Active Learning)

ขนั้ นาเข้าสบู่ ทเรียน

1) ครูให้นักเรียนดูรูปหรือส่ือมัลติมีเดียท่ีแสดงให้เห็นถึงการข้ึนและตกของดวงจันทร์ แล้วให้นักเรียน
รว่ มกันอภปิ ราย ดงั น้ี

– การขึน้ และตกของดวงจนั ทรม์ ลี กั ษณะอย่างไร (แนวคาตอบ ดวงจันทร์จะปรากฏท่ีขอบฟ้าทาง
ทิศตะวนั ออกและลับขอบฟา้ ทางทิศตะวนั ตก)

2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคาตอบ เพื่อเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้
เรอ่ื ง เวลาขึ้น – เวลาตกของดวงจันทร์

ขนั้ จัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
จดั กิจกรรมการเรียนร้โู ดยใชก้ ระบวนการสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ซ่งึ มขี ั้นตอนดงั น้ี

1) ข้ันสร้างความสนใจ (Engagement)
(1) ครถู ามคาถามนกั เรียนเพ่อื กระตนุ้ ความสนใจ เชน่
– ในแต่ละคืน ดวงจันทร์ข้ึนจากขอบฟ้าเวลาเดิมหรือไม่ (แนวคาตอบ ไม่ขึ้นจากขอบฟ้าเวลา

เดมิ )
– นกั เรียนคดิ วา่ เหตุใดจึงเป็นเชน่ นัน้ (แนวคาตอบ เพราะโลกหมุนรอบตัวเอง 1 รอบใช้เวลาน้อย

กวา่ ดวงจันทร์โคจรรอบโลก 1 รอบ)
(2) นักเรยี นร่วมกันอภิปรายหาคาตอบเกยี่ วกบั คาถามตามความคดิ เห็นของแตล่ ะคน

2) ขน้ั สารวจและค้นหา (Exploration)
(1) ครูให้นักเรียนศึกษาเรื่องเวลาข้ึน–เวลาตกของดวงอาทิตย์ จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดย

ครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า การหมุนรอบตัวเองของโลกทาให้คนบนโลกมองเห็นดวงจันทร์ขึ้นและตก
เวลาข้ึนของดวงจันทร์ คือ เมื่อดวงจันทร์ปรากฏที่ขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ส่วนเวลาตกของดวงจันทร์ คือ
เม่ือดวงจันทร์ลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตก โลกหมุนรอบตัวเอง 1 รอบใช้เวลาน้อยกว่าดวงจันทร์โคจรรอบโลก
1 รอบ จึงทาให้เหน็ ดวงจนั ทรข์ ึน้ และตกแตกตา่ งกนั ทุกวนั ช้าวันละประมาณ 50 นาที

(2) ครูแบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สังเกตการขึ้นตกของดวงจันทร์ ตามขั้นตอน
ดงั น้ี

– ให้นกั เรยี นศึกษาตารางข้อมูลแสดงเวลาข้ึนและตกของดวงจันทร์ในแต่ละวัน ณ จังหวัดกระบี่
ในระหวา่ งวันที่ 20 กุมภาพนั ธ์ ถงึ 21 มีนาคม พ.ศ. 2562 ดังตาราง

วนั ที่ เวลาขนึ้ เวลาตก วนั ท่ี เวลาข้ึน เวลาตก
20 ก.พ. (แรม 1 ค่า) 19.25 07.08 7 มี.ค. (ขน้ึ 2 คา่ ) 07.00 19.13
21 ก.พ. (แรม 2 คา่ ) 20.23 08.01 8 มี.ค. (ขน้ึ 3 ค่า) 07.40 19.58
22 ก.พ. (แรม 3 ค่า) 21.19 08.52 9 มี.ค. (ข้ึน 4 ค่า) 08.20 20.43
23 ก.พ. (แรม 4 คา่ ) 22.13 09.40 10 มี.ค. (ขน้ึ 5 คา่ ) 09.00 21.30
24 ก.พ. (แรม 5 คา่ ) 23.06 10.28 11 มี.ค. (ขนึ้ 6 คา่ ) 09.43 22.18
25 ก.พ. (แรม 6 คา่ ) 23.58 11.15 12 มี.ค. (ขึ้น 7 ค่า) 10.27 23.09
26 ก.พ. (แรม 7 คา่ ) – 12.03 13 ม.ี ค. (ขน้ึ 8 คา่ ) 11.15 –
27 ก.พ. (แรม 8 คา่ ) 00.50 12.51 14 มี.ค. (ขน้ึ 9 ค่า) 12.07 00.02
28 ก.พ. (แรม 9 ค่า) 01.41 13.40 15 ม.ี ค. (ขน้ึ 10 ค่า) 13.02 00.59
1 มี.ค. (แรม 10 ค่า) 02.32 14.29 16 ม.ี ค. (ข้นึ 11 คา่ ) 14.01 01.57
2 มี.ค. (แรม 11 คา่ ) 03.21 15.18 17 มี.ค. (ขึ้น 12 คา่ ) 15.02 02.56
3 มี.ค. (แรม 12 ค่า) 04.09 16.07 18 ม.ี ค. (ขึ้น 13 ค่า) 16.04 03.54
4 มี.ค. (แรม 13 ค่า) 04.54 16.55 19 มี.ค. (ขน้ึ 14 ค่า) 17.04 04.51
5 มี.ค. (แรม 14 ค่า) 05.38 17.42 20 มี.ค. (ขึ้น 15 ค่า) 18.03 05.45
6 มี.ค. (ขน้ึ 1 คา่ ) 06.20 18.28 21 ม.ี ค. (แรม 1 คา่ ) 19.01 06.36

– เขียนกราฟแสดงความสมั พันธ์ของเวลาขึ้นและตกของดวงจันทร์ในแต่ละวัน แล้วนาเสนอหน้า
ห้องเรยี น

(3) ครแู ละนักเรยี นร่วมกนั ตรวจสอบความถกู ตอ้ งของขอ้ มูลที่ไดจ้ ากการปฏิบตั ิกจิ กรรม
(4) ครูคอยแนะนาช่วยเหลอื นกั เรยี นขณะปฏิบัตกิ จิ กรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ให้นักเรียนทุกคนซักถามเมอื่ มปี ัญหา

3) ข้ันอธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation)
(1) นกั เรยี นแต่ละกลุ่มนาเสนอผลการปฏิบัตกิ ิจกรรมหนา้ หอ้ งเรียน
(2) ครแู ละนักเรยี นรว่ มกันอภปิ รายผลจากการปฏบิ ตั ิกิจกรรม โดยใชแ้ นวคาถาม เช่น
– คนื ขา้ งขน้ึ และคืนข้างแรมมีระยะห่างกนั กี่วนั (แนวคาตอบ มรี ะยะหา่ งกนั ประมาณ 15 วัน)
– ในแตล่ ะวันดวงจันทรข์ ้นึ และตกทีต่ าแหน่งเดิมหรือไม่ อย่างไร (แนวคาตอบ ไม่ โดยดวงจันทร์

ข้นึ และตกชา้ ไปวันละประมาณ 50 นาที)

– วันข้างข้ึนและวันข้างแรม ดวงจันทร์ขึ้นและตกในลักษณะใด (แนวคาตอบ วันข้างขึ้นดวง
จันทร์จะเร่มิ ขึ้นทางทิศตะวันออกในเวลากลางวนั และเรม่ิ ตกทางทิศตะวันตกในเวลากลางคืน ส่วนวันข้างแรม
ดวงจันทร์จะเรม่ิ ข้นึ ทางทิศตะวนั ออกในเวลากลางคนื และเร่ิมตกทางทศิ ตะวนั ตกในเวลากลางวัน)

(3) ครแู ละนักเรยี นร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า ในแต่ละวัน
ดวงจันทร์ข้ึนและตกช้าวันละประมาณ 50 นาที เน่ืองจากโลกหมุนรอบตัวเอง 1 รอบใช้เวลาน้อยกว่าดวง
จนั ทร์โคจรรอบโลก 1 รอบ จงึ ทาให้เหน็ ดวงจันทร์ข้ึนและตกในเวลาแตกต่างกนั ทกุ วัน

4) ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration)
นักเรียนค้นคว้าคาศัพท์ภาษาต่างประเทศเกี่ยวกับเวลาข้ึน–เวลาตกของดวงจันทร์จากหนังสือเรียน

ภาษาตา่ งประเทศหรืออนิ เทอร์เน็ต และนาเสนอใหเ้ พอื่ นฟัง คัดคาศพั ทพ์ รอ้ มท้ังคาแปลลงสมดุ สง่ ครู

5) ข้ันประเมิน (Evaluation)
(1) ครูใหน้ ักเรยี นแต่ละคนพจิ ารณาว่า จากหัวขอ้ ทเี่ รียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างท่ียังไม่

เข้าใจหรอื ยงั มขี ้อสงสยั ถ้ามี ครูชว่ ยอธบิ ายเพิม่ เตมิ ให้นักเรยี นเข้าใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อยา่ งไรบ้าง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ท่ีได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนาความร้ทู ีไ่ ดไ้ ปใชป้ ระโยชน์
(4) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรยี นโดยการให้ตอบคาถาม เช่น
– เวลาขึ้น – เวลาตกของดวงจันทร์ในแต่ละวันแตกต่างกันเพราะอะไร (แนวคาตอบ เพราะเวลา

ในการหมนุ รอบตวั เอง 1 รอบของโลกน้อยกว่าเวลาในการโคจรรอบโลกของดวงจันทร)์
– ดวงจันทร์สามารถอยู่บนท้องฟ้าในเวลาเดียวกับดวงอาทิตย์ได้หรือไม่ เพราะอะไร (แนว

คาตอบ ได้ เพราะดวงจันทร์ข้ึนพ้นขอบฟ้าช้าลงวันละประมาณ 50 นาที จึงมีบางช่วงที่ดวงจันทร์ขึ้นพ้นขอบ
ฟ้าในเวลาเดียวกบั ดวงอาทิตย์)

ขนั้ สรุป
ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับเวลาข้ึน–เวลาตกของดวงจันทร์ โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนท่ี

ความคดิ หรือผงั มโนทศั น์

ส่อื และแหล่งการเรียนรู้
1. รปู หรือสือ่ มลั ตมิ ีเดียทแ่ี สดงใหเ้ ห็นถึงการขนึ้ และตกของดวงจนั ทร์
2. ใบกจิ กรรม สังเกตการขนึ้ ตกของดวงจันทร์
3. หนงั สือ วารสาร สารานุกรมวทิ ยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสาหรบั เยาวชน หรืออนิ เทอร์เน็ต
4. คู่มอื การสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 เลม่ 1
5. สื่อการเรียนรู้ PowerPoint รายวชิ าพ้นื ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่3 เลม่ 1
6. หนงั สอื เรยี นรายวิชาพ้นื ฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 3 เล่ม 1

แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 54

รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ (พน้ื ฐาน) ว 23101 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565

หน่วยการเรียนรู้ท่ี 5 ดาราศาสตร์ เรอื่ งปรากฏการณ์น้าข้ึน นา้ ลง 2 ชว่ั โมง/คาบ

วันที่ …………………….……………………………….. ครผู ้สู อน นางสาวอังคณา ปาสานะโม

สาระส้าคญั
ปรากฏการณ์น้าข้ึน น้าลงเกิดขึ้นเมื่อน้าในทะเลหรือมหาสมุทรเกิดการเปล่ียนแปลงระดับน้าขึ้นหรือ

ลงเนือ่ งจากแรงดงึ ดดู ของดวงจนั ทรแ์ ละดวงอาทิตย์ แตจ่ ะเกดิ ข้นึ เพราะดวงจนั ทรม์ ากกว่า เนื่องจากดวงจันทร์
อยใู่ กล้โลกมากกวา่

ในวันขึ้น 14–15 ค้่า หรือวันแรม 14–15 ค่้า โลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์เคล่ือนที่มาอยู่ในแนว
เดียวกัน ท้าให้โลกได้รับอิทธิพลจากแรงดึงดูดของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ในทางเสริมแรงกัน ส่งผลให้น้า
ทะเลในวันน้ันขึ้นและลงมากกว่าวันอื่น เรียกว่า น้าเกิด ส่วนในวันข้ึน 7–8 ค่้า หรือวันแรม 7–8 ค้่า ต้าแหน่ง
ของดวงอาทิตย์ โลก และดวงจนั ทร์ท้ามมุ ฉากกัน ทา้ ให้โลกไดร้ ับอทิ ธิพลจากแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์และดวง
จนั ทรใ์ นทางไมเ่ สริมแรงกัน จึงท้าใหร้ ะดบั นา้ ทะเลข้นึ และลงน้อยกวา่ วนั อื่น เรียกวา่ นา้ ตาย

มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 3.1 เขา้ ใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซี

ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต และการประยุกต์ใช้

เทคโนโลยีอวกาศ

ตัวชี้วัด
ว 3.1 ม. 3/3 สร้างแบบจ้าลองที่อธิบายการเกิดข้างขึ้นข้างแรม การเปล่ียนแปลงเวลาการข้ึนและตก

ของดวงจนั ทร์ และการเกดิ น้าข้นึ น้าลง

คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงคต์ ามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551

 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซอื่ สตั ย์สจุ ริต  มวี ินยั  ใฝ่เรียนรู้

 อยูอ่ ย่างพอเพียง  มุ่งมนั่ ในการท้างาน  รักความเปน็ ไทย  มจี ติ สาธารณะ

............................................................................................................................. ............................................

ด้านสมรรถนะส้าคัญของผู้เรียน

 ความสามารถในการสอ่ื สาร :………………………………………………………..

 ความสามารถในการคดิ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการแกป้ ัญหา :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี :………………………………………………………..

ด้านการอา่ น คิด วิเคราะห์ และเขยี น

 การอ่าน :…………………………………………………………………………..

 การคิดวิเคราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขยี น :…………………………………………………………………………..

จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. นักเรยี นสามารถ อธบิ ายปรากฏการณน์ า้ ขนึ้ น้าลงได้ (K)
2. นักเรยี นสามารถสังเกตและอธบิ ายน้าเกิด นา้ ตายได้ (K)
3. นกั เรยี นสามารถแสดงทักษะการเก็บรวบรวมข้อมูลได้ (P)
4. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่นั ในการท้างานได้ (A)

การวดั และการประเมนิ ผลการเรยี นรู้
ผู้ประเมนิ  ครูผสู้ อน  นกั เรียน  เพ่ือน  ผปู้ กครอง

ชน้ิ งาน/ภาระงาน /ร่องรอย/หลกั ฐานการเรียนรู้

สงิ่ ทต่ี ้องการวัด/ประเมิน วธิ กี ารวดั เคร่ืองมือการวัด เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน

ระดับคุณภาพ

(Rubric Score)

1.นักเรียนสามารถ อธิบายปรากฏการณ์น้า - ตรวจใบงาน ชิ้นงาน -ใบงาน ช้ินงานหรือ - นักเรียนผา่ นเกณฑ์

ขน้ึ นา้ ลงได้ (K) หรอื ภาระงาน ภาระงาน รอ้ ยละ 70 ข้ึนไป

2.นักเรียนสามารถสังเกตและอธิบายน้าเกิด -แบบประเมินใบงาน

น้าตายได้ (K)

3. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคุณภาพ ดี

รวบรวมข้อมูลได้ (P) สงั เกตพฤตกิ รรม พฤตกิ รรม ขึน้ ไป

4. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดบั คุณภาพ ดี

ท้างานได้ (A) สงั เกตพฤติกรรม พฤติกรรม ขึน้ ไป

สาระการเรียนรู้
ปรากฏการณ์ระหว่างดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์
– ปรากฏการณน์ ้าขน้ึ นา้ ลง

กิจกรรมการเรียนรู้ (กิจกรรม Active Learning)

ข้ันนา้ เข้าสบู่ ทเรียน

1) ครใู ห้นักเรียนทบทวนความร้เู ดิมทไ่ี ดเ้ รียนรมู้ าแลว้ โดยใชค้ ้าถามต่อไปน้ี
– ดวงจนั ทรโ์ คจรรอบโลกไดเ้ พราะอะไร (แนวคา้ ตอบ เพราะดวงจันทร์และโลกมีแรงดึงดูดซ่ึงกัน

และกัน)
– แรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์มีผลต่อโลกอย่างไร (แนวค้าตอบ ท้าให้เกิดปรากฏการณ์น้าข้ึน น้า

ลง)
2) นักเรียนร่วมกันตอบค้าถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับค้าตอบ เพื่อเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้

เรอ่ื ง ปรากฏการณน์ า้ ข้ึน น้าลง

ข้นั จัดกจิ กรรมการเรียนรู้
จัดกจิ กรรมการเรยี นรู้โดยใช้กระบวนการสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ซึ่งมขี ้นั ตอนดงั นี้

1) ขนั้ สรา้ งความสนใจ (Engagement)
(1) ครูให้นักเรียนดูรูปหรือส่ือมัลติมีเดียที่แสดงให้เห็นถึงระดับน้าทะเลใน 1 วัน แล้วให้นักเรียน

รว่ มกนั อภปิ ราย ดังน้ี
– ใน 1 วันระดับน้าทะเลมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร (แนวค้าตอบ มีการเปล่ียนแปลง

โดยบางช่วงระดบั นา้ ทะเลจะสงู ขึ้น และบางชว่ งระดับน้าทะเลจะตา้่ ลง)
– สาเหตุที่ท้าให้น้าทะเลมีการเปลี่ยนแปลงคืออะไร (แนวค้าตอบ แรงดึงดูดระหว่างดวงอาทิตย์

โลก และดวงจนั ทร์)
(2) นักเรยี นร่วมกนั อภิปรายหาค้าตอบเกย่ี วกับค้าถามตามความคดิ เห็นของแตล่ ะคน

2) ขัน้ ส้ารวจและค้นหา (Exploration)
(1) ครูให้นักเรียนศึกษาเร่ืองปรากฏการณ์น้าขึ้น น้าลง จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วย

อธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า น้าในทะเลหรือมหาสมุทรเกิดการเปล่ียนแปลงระดับน้าข้ึนหรือลงเน่ืองจากแรง
ดงึ ดดู ของดวงจนั ทร์และดวงอาทติ ย์ แตจ่ ะเกดิ ขน้ึ เพราะดวงจันทรม์ ากกว่า เนอื่ งจาก

ดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกมากกว่า ขณะท่ีดวงจันทร์โคจรรอบโลก แรงดึงดูดของดวงจันทร์จะส่งผลให้เกิด
การเปล่ียนแปลงต่อรูปทรงของโลกเล็กน้อย ซ่ึงท้าให้น้าสูงขึ้นใน 2 ต้าแหน่ง คือ ด้านท่ีหันหน้าเข้าหาดวง
จันทร์และด้านทีอ่ ยู่ตรงขา้ มกับดวงจนั ทร์ เกดิ ปรากฏการณท์ ่ีเรียกว่า นา้ ขึน้ สว่ นดา้ นทต่ี ั้งฉากกบั ดวงจันทร์ น้า
จะตา่้ ลง เกดิ ปรากฏการณท์ เี่ รยี กว่า น้าลง

ในวันข้ึน 14–15 ค้่า หรือวันแรม 14–15 ค่้า โลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์เคลื่อนท่ีมาอยู่ในแนว
เดยี วกัน จะทา้ ให้โลกไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากแรงดึงดูดของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ในทางเสริมแรงกัน ส่งผลให้น้า
ทะเลในวันน้ันข้ึนและลงมากกว่าวันอื่น เรียกว่า น้าเกิด ส่วนในวันข้ึน 7–8 ค่้า หรือวันแรม 7–8 ค่้า ต้าแหน่ง
ของดวงอาทิตย์ โลก และดวงจนั ทรท์ า้ มุมฉากกัน ซึ่งในลกั ษณะเชน่ นี้ ทา้ ใหโ้ ลกไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากแรงดึงดูดของ
ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ในทางไม่เสริมแรงกัน จึงท้าให้ระดับน้าทะเลข้ึนและลงน้อยกว่าวันอ่ืน เรียกว่า น้า
ตาย

(2) ครูแบง่ นกั เรียนกลุม่ ละ 5–6คน ปฏบิ ตั กิ ิจกรรม สงั เกตน้าเกดิ นา้ ตาย ตามขัน้ ตอน ดงั นี้
– ให้นักเรียนศึกษาตารางข้อมูลแสดงระดับน้าทะเลต้่าสุดและสูงสุดในแต่ละวัน ณ เกาะสีชัง

จังหวดั ชลบรุ ี ในระหว่างวันท่ี 6 มกราคม ถึง 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 ดังตาราง

วนั ท่ี ระดบั น้า (เมตร) วนั ท่ี ระดบั น้า (เมตร)
สงู สุด ต่้าสดุ สูงสดุ ตา้่ สดุ
6 ม.ค. (ขน้ึ 1 ค่า้ ) 3.6 1.0 21 ม.ค. (แรม 1 ค่้า) 3.7 0.7
7 ม.ค. (ขึ้น 2 ค่า้ ) 3.6 1.0 22 ม.ค. (แรม 2 คา้่ ) 3.8 0.7
8 ม.ค. (ขึ้น 3 คา้่ ) 3.6 0.9 23 ม.ค. (แรม 3 ค้่า) 3.8 0.6
9 ม.ค. (ขึ้น 4 คา้่ ) 3.6 0.9 24 ม.ค. (แรม 4 ค่้า) 3.8 0.7
10 ม.ค. (ข้ึน 5 ค่้า) 3.6 1.0 25 ม.ค. (แรม 5 ค่้า) 3.8 0.8
11 ม.ค. (ขึน้ 6 ค้่า) 3.6 1.1 26 ม.ค. (แรม 6 ค่้า) 3.7 1.1
12 ม.ค. (ข้ึน 7 ค่้า) 3.5 1.3 27 ม.ค. (แรม 7 คา่้ ) 3.6 1.5
13 ม.ค. (ขึน้ 8 ค่า้ ) 3.5 1.5 28 ม.ค. (แรม 8 ค้่า) 3.5 1.9
14 ม.ค. (ข้ึน 9 ค่า้ ) 3.4 1.8 29 ม.ค. (แรม 9 คา้่ ) 3.4 1.9
15 ม.ค. (ขน้ึ 10 ค่้า) 3.3 2.2 30 ม.ค. (แรม 10 ค่้า) 3.3 1.7
16 ม.ค. (ขนึ้ 11 ค่้า) 3.3 1.9 31 ม.ค. (แรม 11 ค้่า) 3.2 1.6
17 ม.ค. (ขึ้น 12 ค่า้ ) 3.2 1.7 1 ก.พ. (แรม 12 ค่า้ ) 3.3 1.5
18 ม.ค. (ขึน้ 13 ค่า้ ) 3.2 1.4 2 ก.พ. (แรม 13 ค่้า) 3.4 1.3
19 ม.ค. (ขึ้น 14 ค่า้ ) 3.3 1.1 3 ก.พ. (แรม 14 ค่้า) 3.5 1.2
20 ม.ค. (ข้นึ 15 คา้่ ) 3.6 0.9 4 ก.พ. (แรม 15 คา้่ ) 3.6 1.1

– เขยี นกราฟแสดงความสมั พนั ธ์ของระดบั นา้ ทะเลตา่้ สุดและสูงสุดในแต่ละวัน แล้วน้าเสนอหน้า
หอ้ งเรยี น

(3) ครแู ละนักเรยี นร่วมกนั ตรวจสอบความถกู ตอ้ งของขอ้ มลู ที่ได้จากการปฏิบตั ิกจิ กรรม
(4) ครูคอยแนะน้าช่วยเหลือนักเรียนขณะปฏิบตั กิ จิ กรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส
ใหน้ กั เรยี นทกุ คนซักถามเมื่อมปี ัญหา

3) ขน้ั อธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation)
(1) นักเรยี นแตล่ ะกลุม่ น้าเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหน้าหอ้ งเรียน
(2) ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกนั อภปิ รายผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้แนวค้าถาม เชน่
– วันใดที่ระดับน้ามีความแตกต่างระหว่างระดับน้าต้่าสุดและสูงสุด มีค่ามากท่ีสุด (แนวค้าตอบ

วนั แรม 1 ค้่า หรือ 2 คา้่ และวันขนึ้ 15 ค้า่ หรอื 1 ค่า้ )
– วันใดที่ระดับน้ามีความแตกต่างระหว่างระดับน้าต่้าสุดและสูงสุด มีค่าน้อยที่สุด (แนวค้าตอบ

วนั ขน้ึ 10 ค่า้ หรอื 11 ค้่า และวันแรม 10 คา่้ หรอื 11 คา่้ )
– ความแตกต่างของระดับน้าในแต่ละวันสัมพันธ์กับข้างข้ึนข้างแรมอย่างไร (แนวค้าตอบ ระดับ

น้าจะข้ึนสงู สดุ หรอื ลงตา้่ สุด (ระดับน้าแตกต่างกนั มากท่ีสุด) ในช่วงข้ึน 15 ค่้า และแรม 1 ค่้า ซึ่งเป็นช่วงเดือน
เพ็ญ และช่วงแรม 15 ค้า่ และขนึ้ 1 คา้่ หรือ 2 คา้่ ซ่ึงเป็นชว่ งเดือนมดื )

(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า ช่วงท่ีดวง
จันทร์สว่างเต็มดวงและมืดทั้งดวง (ข้ึน 14–15 ค่้า และแรม 14–15 ค่้า) ระดับน้าทะเลสูงสุดและ
ระดับนา้ ทะเลต่้าสดุ แตกตา่ งกันมาก เรยี กว่า น้าเกดิ สว่ นชว่ งทีด่ วงจันทร์สว่างคร่ึงดวงและมืดครึ่งดวง (ข้ึน 8–
10 ค่า้ และแรม 8–10 ค่า้ ) ระดับนา้ ทะเลสูงสดุ และระดับน้าทะเลตา้่ สุดแตกต่างกันน้อย เรยี กวา่ นา้ ตาย

4) ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)
(1) ครูอธิบายเพม่ิ เติมเก่ียวกับผลของปรากฏการณ์น้าข้ึน น้าลงต่อส่ิงแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตบนโลกให้

นักเรยี นเขา้ ใจวา่ การเกิดน้าขึ้นและนา้ ลงในทะเลหรือมหาสมุทรมผี ลตอ่ สง่ิ มชี ีวิตท่อี าศัยอยู่บริเวณชายฝ่ังทะเล
เน่ืองจากพ้ืนที่บริเวณน้ันรวมท้ังโขดหินจะเปียกและแห้งสลับกัน อีกท้ังอุณหภูมิบริเวณดังกล่าวก็แตกต่างกัน
มาก สตั วท์ ี่อาศัยอยู่บริเวณน้ันต้องปรับตัวให้มีความทนทานต่อการเปล่ียนแปลง เช่น ปูสามารถเคลื่อนที่หลบ
ในซอกหินได้เมื่อน้าลด นอกจากนี้ มนุษย์ยังได้น้าความรู้เกี่ยวกับน้าข้ึน น้าลงมาใช้ประโยชน์ในการด้ารงชีวิต
เช่น การวางแผนกอ่ สรา้ งที่อยู่อาศัย อาคาร และการเพาะปลูก

(2) ครอู ธบิ ายเรือ่ งน่ารู้ เร่ือง ค้าศัพท์ทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกับปรากฏการณน์ ้าข้ึน น้าลง ใหน้ ักเรียนเข้าใจว่า
– ระดับน้าปานกลาง หมายถงึ ระดับนา้ ทะเลเฉลี่ยทค่ี า้ นวณหาไดจ้ ากผลการตรวจระดับน้าทะเล

ทกุ ๆ ช่วงเวลาเท่า ๆ กันเป็นระยะเวลานาน สถานท่ีท่ีใช้เป็นมาตรฐาน เช่น เกาะหลัก จังหวัดพังงา และอ่าว
มะนาว จงั หวดั ประจวบครี ขี ันธ์

– น้าเกิด หมายถึง น้าข้ึนเต็มท่ีของเดือนมืดหรือเดือนเพ็ญ เป็นวันท่ีมีระดับน้าขึ้น น้าลงต่างกัน
มากทส่ี ุด

– นา้ ตาย หมายถึง ระดับนา้ ข้นึ และลงน้อย ซึ่งตรงกับช่วงวนั ข้นึ 8 ค้า่ หรือวนั แรม 8 ค้่า
ในบางกรณีการเกิดน้าขึ้น น้าลง ไม่ได้มีเพียงวันละ 2 คร้ัง ซ่ึงแต่ละสถานท่ีก็จะมีความแตกต่าง
กนั ไป แบ่งชนิดของน้าได้ 3 แบบ
– วันน้าเดย่ี ว หมายถงึ ใน 1 วันจันทรคติ จะมีนา้ ขนึ้ น้าลงเพยี งครง้ั เดียว
– วนั นา้ คู่ หมายถงึ ใน 1วันจนั ทรคติ จะมนี า้ ขนึ้ นา้ ลง 2 ครั้ง
– วันน้าผสม หมายถงึ ใน 1 วนั จนั ทรคติ จะมีนา้ ขน้ึ นา้ ลงผดิ ปกติหลายๆ ครงั้

5) ขั้นประเมิน (Evaluation)
(1) ครใู หน้ กั เรียนแตล่ ะคนพิจารณาวา่ จากหวั ขอ้ ทีเ่ รียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างท่ียังไม่

เขา้ ใจหรือยงั มขี ้อสงสยั ถา้ มี ครชู ว่ ยอธบิ ายเพิ่มเตมิ ใหน้ กั เรยี นเขา้ ใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อยา่ งไรบา้ ง
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ท่ีได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การน้าความรทู้ ่ีไดไ้ ปใช้ประโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเข้าใจของนกั เรียนโดยการให้ตอบค้าถาม เช่น

– ดวงจันทร์มีอิทธิพลต่อการเกิดน้าข้ึน น้าลงมากกว่าดวงอาทิตย์เพราะอะไร (แนวค้าตอบ
เพราะดวงจนั ทรอ์ ยู่ใกล้โลกมากกวา่ ดวงอาทติ ย์)

– วนั น้าเกิดและวนั น้าตายสัมพันธ์กบั ขา้ งขึ้นขา้ งแรมอย่างไร เพราะอะไร (แนวคา้ ตอบ วันน้าเกิด
จะเกิดในวันขึ้น 14–15 ค่้า หรือวันแรม 14–15 ค่้า เพราะดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์โคจรมาอยู่ในแนว
เดียวกัน แรงดึงดูดจึงเสริมแรงกัน ส่วนวันน้าตายจะเกิดในวันขึ้น 7–8 ค่้า หรือวันแรม 7–8 ค่้า เพราะดวง
อาทิตย์ โลก และดวงจนั ทรโ์ คจรมาอยใู่ นแนวตง้ั ฉากกนั แรงดงึ ดดู จึงไม่เสริมแรงกัน)

ขั้นสรุป
1) ครแู ละนักเรียนรว่ มกนั สรุปเกี่ยวกับปรากฏการณน์ ้าข้ึน น้าลง โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนท่ีความคิด

หรอื ผังมโนทัศน์
2) ครูมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาค้นคว้าเนื้อหาของบทเรียนช่ัวโมงหน้า เพื่อจัดการเรียนรู้คร้ัง

ตอ่ ไป โดยให้นักเรยี นศกึ ษาค้นควา้ ล่วงหน้าในหัวข้อเทคโนโลยอี วกาศ
3) ครูให้นักเรียนเตรียมประเด็นค้าถามที่สงสัยมาอย่างน้อยคนละ 1 ค้าถาม เพื่อน้ามาอภิปราย

ร่วมกันในหอ้ งเรยี นครงั้ ต่อไป

ส่ือ และแหลง่ การเรยี นรู้
1. รปู หรือส่ือมัลติมีเดียทแ่ี สดงให้เห็นถึงระดับน้าทะเลใน 1 วัน
2. ใบกิจกรรม สังเกตน้าเกิด น้าตาย
3. หนงั สือ วารสาร สารานกุ รมวทิ ยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยส้าหรับเยาวชน หรืออินเทอร์เน็ต
4. คมู่ อื การสอน วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 เล่ม 1
5. สอ่ื การเรยี นรู้ PowerPoint รายวชิ าพื้นฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่3 เล่ม1
6. หนงั สอื เรียนรายวิชาพ้นื ฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 3 เลม่ 1

แผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ 55

รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ (พ้นื ฐาน) ว 23101 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

ช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565

หน่วยการเรยี นรู้ที่ 5 ดาราศาสตร์ เร่ืองกล้องโทรทรรศน์ 1 ชัว่ โมง/คาบ

วนั ที่ …………………….……………………………….. ครผู สู้ อน นางสาวองั คณา ปาสานะโม

สาระสาคญั
กล้องโทรทรรศน์เป็นอุปกรณ์ท่ีนักดาราศาสตร์ประดิษฐ์ขึ้นสาหรับการมองวัตถุท่ีอยู่ไกลๆ แบ่งได้เป็น

2 ประเภท ได้แก่ กล้องโทรทรรศนป์ ระเภทหักเหแสงและกล้องโทรทรรศน์ประเภทสะท้อนแสง
กล้องโทรทรรศน์วิทยุสามารถรับข้อมูลจากวัตถุในท้องฟ้าท่ีอยู่ไกลมากๆ ได้ถึงหนึ่งหมื่นห้าพันล้านปี

แสง โดยการตรวจจับคล่ืนวิทยแุ ทนการใชเ้ ลนสห์ รือกระจก เนื่องจากคลืน่ วิทยสุ ามารถผ่าน
ชัน้ บรรยากาศได้ดี

กล้องโทรทรรศน์อวกาศสามารถรับส่งคลื่นหลายรูปแบบ เช่น รังสีเอกซ์ รังสีอัลตราไวโอเลต
ไมโครเวฟ และทกุ ๆ คลื่นความถเ่ี พือ่ ให้ไดข้ ้อมูลที่จะใชม้ าประกอบการศึกษาปรากฏการณท์ ีเ่ กดิ ขน้ึ ในอวกาศ

มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซี

ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะท่ีส่งผลต่อส่ิงมีชีวิต และการประยุกต์ใช้
เทคโนโลยอี วกาศ

ตัวช้วี ดั
ว 3.1 ม. 3/4 อธิบายการใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีอวกาศและยกตัวอย่างความก้าวหน้าของ

โครงการสารวจอวกาศ จากขอ้ มูลท่ีรวบรวมได้

คุณลักษณะอนั พงึ ประสงคต์ ามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551

 รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์  ซอ่ื สตั ย์สจุ รติ  มวี นิ ัย  ใฝเ่ รียนรู้

 อยู่อย่างพอเพยี ง  มุง่ มน่ั ในการทางาน  รกั ความเป็นไทย  มจี ติ สาธารณะ

............................................................................................................................. .............................................

ดา้ นสมรรถนะสาคัญของผู้เรียน

 ความสามารถในการส่อื สาร :………………………………………………………..

 ความสามารถในการคดิ :………………………………………………………..

 ความสามารถในการแกป้ ัญหา :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต :………………………………………………………..

 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี :………………………………………………………..

ด้านการอา่ น คิด วเิ คราะห์ และเขยี น

 การอ่าน :…………………………………………………………………………..

 การคิดวเิ คราะห์ :…………………………………………………………………………..

 การเขียน :…………………………………………………………………………..

จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1. นักเรยี นสามารถสบื คน้ ข้อมูลและอธิบายกล้องโทรทรรศน์ได้ (K)
2. นกั เรยี นสามารถแสดงทักษะการเก็บรวบรวมข้อมูลได้ (P)
3. นกั เรียนสามารถแสดงความมุ่งมน่ั ในการทางานได้ (A)

การวัดและการประเมนิ ผลการเรียนรู้
ผปู้ ระเมิน  ครผู ้สู อน  นกั เรยี น  เพื่อน  ผูป้ กครอง

ชิ้นงาน/ภาระงาน /ร่องรอย/หลกั ฐานการเรยี นรู้

สง่ิ ท่ตี ้องการวัด/ประเมนิ วิธกี ารวัด เครอื่ งมือการวดั เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน

ระดบั คณุ ภาพ

(Rubric Score)

1.นักเรียนสามารถสืบค้นข้อมูลและอธิบาย - ตรวจใบงาน ช้ินงาน -ใบงาน ช้ินงานหรือ - นกั เรยี นผ่านเกณฑ์

กล้องโทรทรรศนไ์ ด้ (K) หรือภาระงาน ภาระงาน ร้อยละ 70 ขึ้นไป

-แบบประเมินใบงาน

2. นักเรียนสามารถแสดงทักษะการเก็บ - ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคณุ ภาพ ดี

รวบรวมข้อมลู ได้ (P) สังเกตพฤตกิ รรม พฤตกิ รรม ขน้ึ ไป

3. นักเรียนสามารถแสดงความมุ่งม่ันในการ -ป ร ะ เ มิ น จ า ก ก า ร -แ บ บ สั ง เ ก ต - ระดับคุณภาพ ดี

ทางานได้ (A) สงั เกตพฤติกรรม พฤตกิ รรม ขน้ึ ไป

สาระการเรยี นรู้
เทคโนโลยีอวกาศ
– กลอ้ งโทรทรรศน์
– กลอ้ งโทรทรรศนว์ ิทยุ
– กล้องโทรทรรศน์อวกาศ

กิจกรรมการเรยี นรู้ (กจิ กรรม Active Learning)

ขนั้ นาเขา้ ส่บู ทเรียน
1) ครถู ามคาถามนกั เรียนเพื่อกระตนุ้ ความสนใจ เชน่

– เม่ือพูดถึงเทคโนโลยีอวกาศ นักเรียนคิดถึงสิ่งใด (แนวคาตอบ กล้องโทรทรรศน์ จรวด และ
ยานอวกาศ)

2) นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับคาตอบ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้
เรอ่ื ง กล้องโทรทรรศน์

ขนั้ จดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
จดั กิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ซ่งึ มขี ้ันตอนดงั นี้

1) ข้นั สร้างความสนใจ (Engagement)
(1) ครแู บ่งกลมุ่ นักเรียนแลว้ เปดิ โอกาสใหน้ ักเรยี นในกลุ่มนาเสนอขอ้ มลู เก่ยี วกบั เทคโนโลยีอวกาศที่ครู

มอบหมายให้ไปเรียนรู้ล่วงหน้าให้เพื่อนๆ ในกลุ่มฟัง จากน้ันให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนมานาเสนอข้อมูลหน้า
หอ้ งเรยี น

(2) ครตู รวจสอบว่านักเรียนทาภาระงานที่ได้รับมอบหมายไปหรือไม่ โดยตรวจสอบจากการจดบันทึก
ของนกั เรียน และถามคาถามเกย่ี วกับภาระงาน ดงั น้ี

– เทคโนโลยีอวกาศนามาใช้ประโยชน์ลักษณะใด (แนวคาตอบ สารวจส่ิงต่างๆ ที่อยู่ภายในและ
ภายนอกโลกเพอ่ื นาความรทู้ ่ไี ด้มาใช้ประโยชน์ในดา้ นต่างๆ)

– กลอ้ งโทรทรรศนม์ หี ลกั การทางานอย่างไร (แนวคาตอบ กล้องโทรทรรศน์อาศัยหลักการหักเห
แสงของเลนส์ และการสะท้อนแสงของกระจก ทาให้แสงท่ีสะท้อนจากวตั ถุท้องฟา้ เข้าสตู่ าผู้สังเกตและเห็นวัตถุ
ท้องฟา้ นน้ั ได้)

(3) ครเู ปดิ โอกาสให้นักเรยี นต้งั ประเดน็ คาถามท่ีนักเรียนสงสัยจากการทาภาระงานอย่างน้อยคนละ 1
คาถาม ซึง่ ครูให้นกั เรยี นเตรยี มมาล่วงหน้า และให้นกั เรียนช่วยกันตอบและแสดงความคิดเหน็

(4) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเก่ียวกับภาระงาน โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า เทคโนโลยี
อวกาศใช้สารวจสิ่งต่างๆ ที่อยู่ภายในและภายนอกโลกเพ่ือนาความรู้ที่ได้มาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ โดย
อปุ กรณ์หรือเครื่องมือทีเ่ ป็นเทคโนโลยอี วกาศมหี ลายชนิดและมหี ลกั การทางานแตกต่างกัน


Click to View FlipBook Version