The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ สธ.มมร ครั้งที่ ๑ (แบบออนไลน์) ปี ๒๕๖๕

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by maghavin9, 2022-07-23 06:17:49

เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ สธ.มมร ครั้งที่ ๑ (แบบออนไลน์) ปี ๒๕๖๕

โครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ สธ.มมร ครั้งที่ ๑ (แบบออนไลน์) ปี ๒๕๖๕

Keywords: ประชุมวิชาการระดับชาติ

เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดบั ชาติ
มหาวิทยาลยั มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสิรินธรราชวิทยาลยั คร้งั ท่ี 1

พุทธศาสตรเ์ พอ่ื การพฒั นาสังคมทยี่ ั่งยืน
The 1st National Conference: Buddhism for Sustainable

Social Development

จดั โดย
มหาวิทยาลัยมหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสิรินธรราชวิทยาลยั และเครือขา่ ย

2  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

ที่ปรกึ ษา อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหามกฏุ ราชวิทยาลัย
พระเทพวชั รเมธี, ผศ.ดร.

บรรณาธิการเอกสาร
พระมหามฆวินทร์ ปุริสตุ ตฺ โม, ผศ.ดร.

ผชู้ ว่ ยบรรณาธิการเอกสาร ดร. มนัสวี ศรีนนท์
ผศ.ดร. ภาษิต สขุ วรรณดี
ดร. สมเจต หลวงกัน

ผทู้ รงคณุ วุฒภิ ายในสถาบนั

พระมงคลธรรมวิธาน, ผศ.ดร. มหาวิทยาลัยมหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั

วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย

พระมหามฆวินทร์ ปุริสตุ ฺตโม, ผศ.ดร. บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั มหามกุฏราชวิทยาลยั

พระกติ ตสิ ารสุธี มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวทิ ยาลัย

วทิ ยาเขตมหาวชริ าลงกรณราชวิทยาลยั

พระศรวี ินยาภรณ์, ดร. บัณฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลยั มหามกฏุ ราชวิทยาลัย

พระสุทธสิ ารเมธี, ดร. คณะศาสนาและปรชั ญา

มหาวิทยาลยั มหามกฏุ ราชวิทยาลยั

พระมหาบุญนา านวโี ร, ผศ.ดร. คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหามกุฏราชวิทยาลยั

พระมหาสมัคร มหาวโี ร คณะมนษุ ยศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหามกุฏราชวทิ ยาลยั

พระครูปลัดสรุ วฒุ ิ จนฺทธมโฺ ม, ดร. มหาวทิ ยาลัยมหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตอีสาน

พระมหาไพจิตร อตุ ฺตมธมโฺ ม, ดร. มหาวทิ ยาลัยมหามกุฏราชวทิ ยาลยั

วิทยาเขตมหาวชริ าลงกรณราชวทิ ยาลัย

พระมหาสายัณห์ เปมสโี ล, ดร. มหาวิทยาลัยมหามกฏุ ราชวิทยาลยั

วทิ ยาเขตมหาวชริ าลงกรณราชวิทยาลัย

พระบุญฤทธ์ิ อภิปุณฺโณ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย

รศ.ดร. มานพ นกั การเรียน มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลยั

รศ.ดร. บญุ รว่ ม คาเมอื งแสน คณะศาสนาและปรัชญา

มหาวทิ ยาลัยมหามกฏุ ราชวิทยาลยั

ผศ.ดร. ภาษติ สุขวรรณดี มหาวิทยาลยั มหามกุฏราชวิทยาลัย

วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลยั

ผศ.ดร. สาราญ ศรคี ามูล มหาวทิ ยาลัยมหามกุฏราชวทิ ยาลยั

วทิ ยาเขตมหาวชริ าลงกรณราชวิทยาลยั

ดร. กฤตสชุ ิน พลเสน บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลยั มหามกุฏราชวิทยาลยั

ดร. สมติ ไธร อภวิ ฒั นอมรกุล มหาวทิ ยาลยั มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตล้านนา

อาจารยพ์ นมนคร มีราคา คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราชวิทยาลยั

อาจารย์สิริพร ครองชีพ คณะศาสนาและปรชั ญา

มหาวิทยาลยั มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั

3  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลยั และเครือขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

ผูท้ รงคุณวฒุ ิภายนอกสถาบัน

พระมหาพรชยั สริ ิวโร, ผศ.ดร. บัณฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหามจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั

พระปลัดสมชาย ปโยโค, ผศ.ดร. มหาวิทยาลยั มหามจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย

วทิ ยาเขตบาฬศี ึกษาพทุ ธโฆส

พระมหาขวัญชัย กติ ฺติเมธี, ดร. คณะพุทธศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหามจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั

รศ.ดร. กฤต ศรยี ะอาจ คณะพุทธศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหามจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ผศ.ดร. คงสฤษฏ์ิ แพงทรพั ย์ คณะพุทธศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหามจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย

ผศ.ดร. โยตะ ชยั วรกลุ มหาวิทยาลัยมหามจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั

วิทยาลัยสงฆพ์ ทุ ธปัญญาศรที วารวดี

ผศ.ดร. ประยรู ปอ้ มสวุ รรณ์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏพระนคร

ผศ.ดร. ณฐั พงษ์ มะลซิ ้อน มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏพระนคร

ผศ.ดร. สมพร เหลาฉลาด มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏพระนคร

ผศ.ดร. ธรี ตั ม์ แสงแกว้ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์

ผศ.ดร. สชุ าติ บษุ ย์ชญานนท์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

ดร. สมเจต หลวงกัน ศนู ย์วิจยั ธรรมศึกษา สานักเรยี นวดั อาวธุ วิกสิตาราม

ดร. กาธร เพยี เอีย ศนู ย์วิจัยธรรมศกึ ษา สานกั เรยี นวัดอาวธุ วกิ สติ าราม

ดร. ธนรัฐ สะอาดเอย่ี ม มหาวิทยาลัยมหามจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย

วิทยาเขตสุรินทร์

ดร. เพญ็ พรรณ เฟอื่ งฟลู อย มหาวิทยาลยั มหามจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั

วิทยาลัยสงฆส์ ุพรรณบุรศี รีสุวรรณภูมิ

ดร. พูนศกั ดิ์ กมล มหาวิทยาลยั มหามจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั

วิทยาลัยสงฆช์ ัยภูมิ

ดร. เกรยี งไกร พินยารัก มหาวิทยาลยั มหามจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย

วทิ ยาเขตนครราชสีมา

ดร. ประภาส แก้วเกตพุ งษ์ คณะมนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ดร. ครรชิต แสนอบุ ล คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ

ดร. มนสั วี ศรีนนท์ สถาบนั นวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยมหิดล

ดร. เมธา หรมิ เทพาธิป มหาวิทยาลยั ราชภฏั สวนสนุ นั ทา

ดร. วีรชัย กาธร มหาวทิ ยาลัยราชภัฏธนบุรี

ดร. ศรุตานนท์ คงประดิษฐ์ วิทยาลยั ทองสุข

อาจารย์คงขวญั ทิพยอ์ ักษร คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ

อาจารย์ครรชิต มีซอง โรงเรียนสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒประสานมิตร

(ฝ่ายมธั ยม)

อาจารยอ์ ทิ ธพิ ัทธ์ วทิ ยา โรงเรยี นสาธิตมหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒประสานมิตร

(ฝา่ ยมธั ยม)

สถานที่จัดพมิ พ์

G CLASS No. 26/19, Salaya, Phutthamonthon, Nakhon Pathom, 73170, Thailand,

Phone: 0 2889 2223, Fax: 0 2889 3204, Email: [email protected]

4  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลัย และเครือขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

คานา

มหาวทิ ยาลัยมหามกุฏราชวทิ ยาลัย เปน็ มหาวทิ ยาลัยแหง่ คณะสงฆ์ไทย มีปรัชญาว่า “ความเป็นเลิศ
ทางวิชาการตามแนวพระพุทธศาสนา (Academic Excellence based on Buddhism)” มุ่งส่งเสริมให้ผู้ศึกษา
พระพุทธศาสนาบูรณาการกับศาสตร์สมยั ใหม่ เผยแพร่ความรทู้ างวิชาการเพ่ือให้เกิดการแลกเปล่ียนเรียนรทู้ าง
วชิ าการและเหน็ ความสาคัญของหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาทมี่ ีการพฒั นาประเทศไทย

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย เป็นส่วนงานสังกัดของ
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย มีความมงุ่ ม่ันท่ีจะเผยแพรผ่ ลงานทางวิชาการของมหาวิทยาลยั สสู่ าธารณะ
ดว้ ยการตีพมิ พ์ผลงานทางวิชาการด้านพระพุทธศาสนาบรู ณาการบั ศาสตร์สมัยใหม่ จึงร่วมกับภาคเี ครือข่ายจัด
ประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 (แบบออนไลน์) The 1st MBUPSC National Conference ภายใต้หัวข้อ
“พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน” Buddhism for Sustainable Social Development เปิดพื้นท่ี
ให้แก่ นักวิชาการได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เกิดจากการศึกษาค้นคว้าและการวิจัยเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา
สงั คมศาสตร์ ศกึ ษาศาสตร์ และมนุษยศาสตรใ์ นมติ ติ า่ งๆ ผ่านบทความวจิ ยั หรือบทความวิชาการ

โครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ สธ.มมร ครั้งที่ 1 (แบบออนไลน์) มวี ิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นผู้ดาเนินการหลักหรือเป็นเจ้าภาพหลัก และมีหน่วยงานจัดร่วมดังนี้
บัณฑิตวิทยาลัย คณะมนุษยศาสตร์ วิทยาเขตมหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
วิทยาเขตสุรินทร์ วิทยาเขตนครราชสีมา วิทยาลัยสงฆ์สุพรรณบุรีศรีสุวรรณภูมิ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย คณะมนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น คณะมนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ศูนย์วิจัยธรรมศึกษา สานักเรียนวัดอาวุธวิกสิตาราม และสถาบันพัฒนาพระวิทยากร
วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร จึงนับว่า เป็นโครงการหรือกิจกรรมทางวิชาการที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย
กล่าวคือทุกผลงานทางวิชาการท่ีได้ผ่านการพิจารณารับรองจากผู้ทรงคุณวุฒิให้นาเสนอในท่ีประชุมและได้รับ
การเผยแพร่ในเอกสารประกอบการประชุมทางวิชาการในคร้ังน้ีสามารถนาไปใช้ประโยชน์หรืออ้างอิงทาง
วิชาการทั้งในระดับบุคคล ระดับหลักสูตร ระดับส่วนงาน และระดับสถาบันได้ตามระบบและกลไกในการจัด
กลุ่มสถาบัน การประกันคุณภาพการศึกษาภายในและภายนอก และเป็นไปตามหลักเกณฑ์การเข้าสู่ตาแหน่ง
ทางวชิ าการดว้ ย

ดังน้ัน วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ในฐานะเป็นหน่วยงาน
เจ้าภาพหลัก จึงขอช่ืนชมยินดีกับนักวชิ าการทุกรูป/คนที่ได้นาผลงานทางวิชาการท่ีเป็นท่ียอมรับและน่าสนใจ
มานาเสนอในท่ีประชุมทางวิชาการในคร้ังนี้ เพ่อื จักไดเ้ ป็นการเผยแพร่องค์ความทางวิชาการใหม่ๆ ออกสู่สงั คม
ร่วมกัน ขอความปรารถนาดี ความเจริญรุ่งเรอื ง พึงเกดิ ขน้ึ กบั ทุกฝา่ ยท่เี กีย่ วกบั ในการจดั งาน

5  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสิรินธรราชวิทยาลยั และเครอื ข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

สารบัญ

เร่อื ง หน้า
1 การศึกษาต้นแบบการพัฒนามูลค่าเพ่ิมเชิงพาณิชย์ของแหล่งมรดกศิลปะสถาปัตย์ 10

สาหรับสง่ เสริมการท่องเที่ยวเชิงวฒั นธรรม ในเขตธนบรุ ี กรงุ เทพมหานคร
The Prototype Study of Commercial Value AddedDevelopment of Heritage
Architectural art for Cultural Tourism Promotion in Thonburi, Bangkok.
วรี ชัย คาธร, ฐวัตร เดชสวรรค์ และภักดี โพธ์สิ ิงห์

2 ฉผสั สายตนะแหง่ แบรนดผ์ ่านจกั รวาลนฤมิต 25
Brand Sense through Metaverse.
สมเกียรติ เหลอื งศักดิ์ชัย

3 การจัดการข่าวปลอมด้วยวถิ ีพทุ ธสาหรับกลุ่มคนมลิ เลนเนียล 42
Managing Fake News in a Buddhist Way for Millennials.
กาญจนา โชคเหรียญสขุ ชยั

4 ความสุขตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง 55
Happiness According to Sufficiency Economy Philosophy.
เมธา หริมเทพาธิป, รวชิ ตาแก้ว และวัชรารศั มิ์ สนุ ทรวนาเวศ

5 ปัจจัยที่มีผลต่อการเรียนออนไลน์ของนักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์ 64
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครราชสีมา
Factors Affecting Online Learning of Students of Faculty of Education, Nakhon
Ratchasima Rajabhat University.
Suchsat Phimpan, Yothin Maha and Phallawat Suriram

6 สภาพและปญั หาการจดั การเรยี นการสอนในรายวิชา HU 2002 การสนทนาภาษาอังกฤษ 78
2 คณะมนษุ ยศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
The Current Instructional Practices and Problems of Course HU 2002 English
Conversation 2 Faculty of Humanities Mahamakut Buddhist University.
พระมหาสมัคร มหาวีโร

7 เส้นทางท่องเที่ยวเชิงศาสนาในจังหวดั รอ้ ยเอ็ด : พทุ ธสถานพระวสิ ทุ ธิญาณเถร 91
Religious Tourism Routes in Roi Et Province: Buddhasathan-Phravisuddhiyanathera.
ประภาส แก้วเกตุพงษ์

8 แนวคิดพุทธภาวะหลงั ปรนิ พิ พาน : มุมมองของพุทธปรัชญาเถรวาท 99
The Concept of Buddha-nature after the Buddha’s Passing Away: The Perspective
of Theravada Buddhist Philosophy.
สมเจต หลวงกนั

6  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลัย และเครอื ข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

9 ปญั หาทางปรชั ญาตามทรรศนะนกั ปรชั ญาตะวนั ออกในปัจจุบัน 108
Philosophical Problems According to the Viewpoint of Contemporary Eastern
Philosophers.
พระสรุ ิยะ ปภสสฺ โร (สพานทอง) และพระมหามฆวนิ ทร์ ปุริสุตตฺ โม, ผศ.ดร.

10 วเิ คราะหป์ รัชญาทางสงั คม: พุทธทาสภิกขุ 119
เสาวลักษณ์ สทุ ธพิ รโอภาส และพระมหามฆวินทร์ ปรุ ิสตุ ฺตโม, ผศ.ดร.

11 ปรัชญาสังคมและการเมอื งของมหาตมะคานธี 131
Mahatma Gandhi's Social and Political Philosophy.
พ.อ.ทวี ปานโต, พระมหามฆวนิ ทร์ ปุริสุตฺตโม, ผศ.ดร. และ รศ.ดร. บุญรว่ ม คาเมืองแสน

12 วิเคราะห์ปรชั ญาสงั คมและการเมืองของขงจ๊ือ 141
An analysis of Confucius' social and political philosophy.
พระประสาน ชยาภิรโต (อรา่ มวาณิชย์) และพระมหามฆวินทร์ ปุรสิ ุตฺตโม, ผศ.ดร.

13 วิเคราะห์ปรัชญาสังคมและการเมืองการปกครองในทางพระพุทธศาสนาของ 152
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต)
Analysis of Social Philosophy and Political Governance in line with Buddhism
of Phra Brahmakunaphorn (P.A. Payutto).
พระครูสังฆรักษ์ สุรยิ ะ ปภสสฺ โร (สพานทอง) และพระมหามฆวนิ ทร์ ปรุ สิ ุตฺตโม, ผศ.ดร.

14 แนวคิดปรชั ญาสังคมการเมืองของฌอง ฌาค รสุ โซ 163
Socio-Political Philosophy Ideas of Jean Jacques Rousseau.

พระมหาอนันต์ อนุตฺตโร (อนั วเิ ศษ) และพระมหามฆวนิ ทร์ ปุริสุตฺตโม, ผศ.ดร.

15 แนวทางการอนรุ ักษ์ สืบสาน ภูมิปญั ญาปราชญใ์ นพระพุทธศาสนา 173
Guidelines for Conservation, Continuation of the Wisdom of the Philosopher
Buddhism.
ณัฐธพงษ์ มะลิซ้อน, ประยูร ป้อมสุวรรณ์, สมพร เหลาฉลาด, พูไทย วันหากิจ และ
ขจิตพรรณ อมรปาน

16 บทบาทของวิทยุชุมชนท่ีมีต่อการเผยแผห่ ลักธรรมตามแนวพทุ ธปรัชญาเถรวาท 180
The Role of Community Radio towards Dhamma Propagation According
to Theravada Buddhist Philosophy.
พรประทาน ชูโต และกฤตสชุ นิ พลเสน

17 นติ ินยิ ม : ปรชั ญาสังคมและการเมอื งของฮัน่ เฟย่ จื้อ 186
Legalism: Han Fei Tzu’s Social and Political Philosophy.
พระมหาวชิ ติ อคคฺ ชโิ ต และพระมหามฆวินทร์ ปรุ ิสตุ ฺตโม, ผศ.ดร.

7  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

18 คณุ ธรรมจรยิ ธรรมกับการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศนาเสนอข้อมูลอย่างเหมาะสม 196
Morality, Ethics, and Use of Information Technology for Appropriateness
in Presenting Information.
มนัสวี ศรีนนท์

19 ปฏิรูปเทสกบั การพัฒนาเมอื งนา่ อยู่เชงิ พุทธ 202
Patirupadesa with the Buddhist Healthy City Development.
ธนรัฐ สะอาดเอ่ยี ม และพระมหามฆวินทร์ ปุริสตุ ฺตโม, ผศ.ดร.

20 แนวทางการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนด้านทักษะปฏิบัติท่ีสอดคล้อง 214
กับการศกึ ษาในศตวรรษที่ 21: กรณีศกึ ษากระบวนวิชาเสียง ภาพถา่ ย และวดี ิทศั น์
ดจิ ทิ ลั เบื้องต้น
Guidelines for the Development of Practical Skills Approach Learning Method
in accord with the Education in the 21st Century: A Case Study from Introduction
to Digital Audio Photograph and Video Course.
รัฐพล พรหมมาศ

21 การประยกุ ตห์ ลักพุทธธรรมในการสร้างความเขม้ แขง็ ทางจติ ใจตอ่ โลกธรรม 8 223
An Application of the Buddhist Teachings for Mind Strengthening toward
The Eight Worldly Conditions.
พระพิเชฐ ปญฺ าธโร (โพธ์ศิ ริ )ิ , นวลวรรณ พนู วสพุ ลฉัตร และธานี สุวรรณประทปี

22 การวิเคราะห์หลักธรรมในทศชาติชาดกท่ีปรากฏบนจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถ 230
วัดสุวรรณาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร
An Analytical of the Principles of Ten Nations Buddha Jataka on the Mural
of the Ubosot in wat Suwannaram Ratchaworawihan, Bangkok.
พระมหาปิยะ วิชชฺ าปโิ ย (พฤกษวัน), พระมหาปราโมทย์ วริ ยิ ธมโฺ ม, ดร. และวิโรจน์ คุ้มครอง

23 การประยกุ ตใ์ ชห้ ลักพทุ ธธรรมของผูบ้ ริหารในเขตราษฎรบ์ รู ณะ กรุงเทพมหานคร 235
An Application of the Buddhist Teachings for The Executives in Rat Burana
Area, Bangkok.
พระมหาสมจิต โอทาตวณโฺ ณ (พรอ้ มเพรยี ง), นวลวรรณ พูนวสุพลฉัตร และธานี สวุ รรณประทีป

24 การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมสาหรับงานสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์ในเขต 244
กรงุ เทพมหานคร
An Application of the Buddhist Teachings on the Public Work of the Thai
Sangha in Bangkok.
พระครสู ังฆภารวิมล รตโิ ก (ทองสขุ ), นวลวรรณ พูนวสุพลฉัตร และธานี สุวรรณประทปี

8  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลัย และเครอื ข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

25 ศึกษาเปรียบเทียบความต้องการขั้นพื้นฐานในปัตตกัมมสูตรกับทฤษฎีลาดับขั้น 255
ความต้องการของมาสโลว์
A Comparative Study of the Basic Needs in Pattkumma Sutta With Maslow's
Hierarchy Theory of Needs.
พระมหาสมศักดิ์ ทนฺตจิตฺโต (แสงงาม), พระมหาปราโมทย์ วิริยธมฺโม, ผศ.ดร. และ
วิโรจน์ คมุ้ ครอง

26 “เสอ่ื ผนื หมอนใบ” ภาพสะท้อนจริยธรรมทางเศรษฐกจิ ของชาวไทยเชื้อสายจีน 264
อรนติ ย์ จิวโพธิ์เจริญ

27 การสังเคราะหง์ านวิจยั ดา้ นการทอ่ งเที่ยวเชิงพุทธ ระหวา่ งปี พ.ศ. 2557-2563 270
A Synthesis of Researches on Buddhist tourism during 2014-2020.
มานพ นักการเรียน, วิญญู กินะเสน, บานช่ืน นักการเรียน, ฉัชศุภางค์ สารมาศ และ
ภาษิต สขุ วรรณดี

28 ผูน้ ากับการแก้ปญั หาในสถานการณไ์ วรัสโคโรนา 2019 (โรค COVID-19) 281
Leader and Solving problems in the coronavirus 2019 (COVID-19) Situation.
บานช่นื นกั การเรยี น

29 บทบาทการพฒั นาเยาวชนตามวิถพี ุทธของสถาบนั ทางสังคมในจงั หวดั นครปฐม 291
The Role of Youth Development by Buddhist Way of Social Institution in
Nakhon Pathom Province.
วญิ ญู กนิ ะเสน, ภาษติ สขุ วรรณดี และบญุ วรานนั ท์ กินะเสน

30 การปลูกฝังการยั้งคิดตามแนวพุทธศาสนา เพ่ือแก้ปัญหาการทะเลาะวิวาทของ 304
นกั เรยี นอาชีวศกึ ษา
The Process of Cultivating Restraint in Accordance with Buddhist Traditions to
Solve the Quarrel Among Vocational Students.
กรุณา มธลุ าภรงั สรรค์ และทองใบ ธีรานันทางกรู

31 ศึกษาการพัฒนามนุษยต์ ามหลักสัมมปั ปธาน 4 ในพระพุทธศาสนาเถรวาท 314
A study of Human Development in Accordance with the Principles of the
Four Great Efforts in Theravada Buddhism.
พระเฉลมิ ถิรปญุ ฺโ , เบญจมาศ สุวรรณวงศ์ และพระมหาสุพร รกขฺ ิตธมฺโม, ผ.ศ.ดร.

32 ศึกษาวิเคราะห์หลักธรรมท่ีมีความสัมพันธ์ระหว่างสมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนา 323
กมั มัฏฐานในพระพุทธศาสนาเถรวาท
Study and Analyze Dharma Principles That Are Related Between Smatha
and Vipassana Meditation in Theravada Buddhist.
พระมหาสมเดช รกฺขิตธมฺโม (พวงพิมาย)

9  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

33 ศกึ ษาวเิ คราะหค์ ุณคา่ จุลราชปรติ รในพระพุทธศาสนาเถรวาททีม่ ตี ่อสงั คมไทย 329
An Analytical the Values of Chulrajaparit in Theravada Buddhism Towards
Thai Society.
พระอธิการศิริศักดิ์ ยสนิ ฺธโร (ล้าเลศิ )

34 The Development of Tutorial Application on Portable Computer with 335
Peer to eer Learning Affected Learning Together.
Chai Gajaseni, Virulyupha Na Songkhla and Thaksa-on Saelee

35 Transformational Administration of Administrators Affecting Personnel 346
Management in School under The Office of Chonburi Primary Education
Service Area 2.
Tarinee Kittikanjanasophon

36 Phenomenology of Kierkegaard’s Existentialism and Buddhist Philosophy. 356
Sarutanon Chobpradit

37 The Buddhist Logic Application Of “The Nature Of The Tathāgata” in 364
The Mahāyāna Mahāparinirvāna Sūtra From Dharmakshemā’s Translated
of Chinese Version Used Square Of Opposition.
Phramaha Chakrapol Acharashubho Thepa, Ph.D.

38 J.P. SARTRE’S NAUSEA SEEN THROUGH EXISTENTIALISM AND VIJÑAPTIMĀTRA: 377
A BUDDIST PSYCHOLOGY APPROACH.
Trung, Nguyen Thanh and Phramaha Chakrapol Acharashubho Thepa, Dr.

10  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย และเครือข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

การศกึ ษาต้นแบบการพัฒนามูลคา่ เพิม่ เชิงพาณิชยข์ องแหล่งมรดกศลิ ปะสถาปัตยส์ าหรับ
ส่งเสริมการทอ่ งเที่ยวเชิงวฒั นธรรม ในเขตธนบรุ ี กรงุ เทพมหานคร

The Prototype Study of Commercial Value AddedDevelopment of Heritage
Architectural art for Cultural Tourism Promotion in Thonburi, Bangkok

วีวีรชัย คาธร
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั ธนบรุ ี

ฐวตั ร เดชสวรรค์
วัดสว่างวารี จงั หวัดมหาสารคาม

ภักดี โพธ์ิสิงห์
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั มหาสารคาม

บทคดั ย่อ
ศิลปสถาปตั ยกรรมความเป็นไทยคือมนต์เสน่ห์ทม่ี ีมนต์ขลังดงึ ดดู นักท่องเทีย่ วให้หลงไหลการพัฒนา

ผลติ ภณั ฑก์ ารทอ่ งเท่ียวทอี่ ยูบ่ นฐานทรพั ยากรทเ่ี ปน็ มรดกทางศลิ ปสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมความเปน็ ไทย
เพื่อเสริมสร้างคุณค่าทางจิตใจเป็นสิ่งที่สาคัญยิ่งต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงพาณิชย์ ดังน้ันในงานวิจัยนี้จึงมุ่ง
สารวจแหล่งมรดกศิลปสถาปัตยกรรมที่มีศักยภาพเชิงพ้ืนทสี่ าหรับพฒั นายกระดับเป็นผลิตภัณฑก์ ารท่องเที่ยว
เชิงวัฒนธรรมโดยมุ่งพัฒนามูลค่าเพ่ิมเชิงพาณิชย์ของแหล่งมรดกทางศิลปสถาปัตยกรรม ผ่านกระบวนการ
พัฒนาใหม่ กลุ่มประชากรหน่วยในการวิเคราะห์ ได้แก่ ผู้ให้ข้อมูลสาคัญ ผู้ประกอบการ และผู้ท่ีเกี่ยวข้องกับ
การท่องเท่ียว เขตธนบุรี เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์ใน
พื้นที่ เคร่ืองมือที่ใช้ ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูล ตารางประเมินวิเคราะห์ทรัพยากรเชิงพื้นท่ี การวิเคราะห์ข้อมูล
ได้แก่ การวิเคราะห์เชิงเนอื้ หา (Content Analysis) และการประเมินผลตามกระบวนการพัฒนา สถิติที่ใช้ คือ สถิติพื้นฐาน
ได้แก่ จานวน ร้อยละ ค่าเฉล่ีย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ผลวิจัยท่ีสาคัญ พบว่า ประการที่ 1 ข้อมูลทรัพยากร
การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สถานท่ียอดนิยม (#Hashtag) ได้แก่ แขวงวัดกัลยาณ์ แขวงตลาดพลู และแขวง
ดาวคะนอง มีโบราณสถาน ศาสนสถาน และสถานที่สิ่งศักด์ิสิทธิ์ความเช่ือในพ้ืนท่ี เช่น ศาลเจ้า มีความ
หลากหลายของวัฒนธรรมอาหารและเปน็ ท่ีนยิ มในย่านตลาดพลู มีสถานท่ีสัมผัสธรรมชาติริมแม่น้าเจ้าพระยา
เช่น วัดบคุ คโล ประการท่ี 2 การพฒั นาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวชุมชน โดยพัฒนาจากทรัพยากรท่ีมีอยู่ในพ้ืนท่ี
ได้แก่ (1) โปรแกรมเส้นทางการท่องเที่ยวย่านกะดีจีน (2) ผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก ได้แก่ ผ้าพันคอย้อมคราม
หมวกใช้สัญลักษณ์เศยี รหลวงพ่อดาวัดบุปผาราม เสื้อใช้สัญลกั ษณ์แผนท่ีเขตธนบุรี (3) บรรจภุ ัณฑ์ถุงผ้าโดยใช้
สัญลกั ษณ์ภาพจากแหล่งสถาปตั ยกรรมในพืน้ ท่ี และ (4) กระเป๋าผ้าใชส้ ัญลักษณ์แผนท่ีเขตธนบุรี พบว่า ผูใ้ ช้มี
ความพึงพอใจต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน เกิดความรู้สึกมีคุณค่าทางจิตใจ สนใจที่จะซ้ือเป็นของท่ีระลึก
ตามลาดบั

คาสาคัญ: การพัฒนามลู คา่ เพ่ิม, แหล่งมรดกศิลปสถาปัตยกรรม, การทอ่ งเทยี่ วเชงิ วัฒนธรรม,

11  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลัย และเครอื ข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

ABSTRACT
The Thai architectural art was considered as the magical attraction to tourists. The

tourism product development based on Thai architectural and cultural art heritage promoted the
mental value which was important to add the commercial value. Thus, the research purposed
to survey the provincial potential of architectural art heritage sites which would upgrade them
to the cultural tourism products by adding the commercial value of architectural art heritage
through the new development process. The population units of analysis were the important
informants, entrepreneurs and tourism related parties in Thonburi District. The data collection
used the relevant researches and the empirical data collection in the areas. The tools were
the information record forms and the tables of evaluation of provincial potential. The data
analysis was content analysis and the development process evaluation. The statistical usage
was basic statistics including amount, percentage, average value, Standard Deviation. The research
result found that firstly, the cultural tourism resource data was the popular locations
(#Hashtag) including Wat Kalaya subdistrict, Tarad Phlu subdistrict, and Dao Kanong subdistrict
where there were ancient sites, religious sites and sacred items and beliefs in the areas such as
shrines. Furthermore, there were the popular cultural food variety in Tarad Phlu and Chaopaya river
view places such as Bukkalo temple. Secondly, the development of community tourism products
from the existing local sites was (1) program of tourism route in Kadee Chine (2) souvenirs such
as indigo dyed scarf, hats with the symbol of the head of famous Buddhist namely "Dam" of
Buppharam temple, shirtwithmap of Thonburi district. (3) Package with the symbolic photo
from architecture in the local area and (4) cloth bag with the symbolic map of Thonburi. The
research found that the users satisfied with the community products development, felt the emotional
value and interested to buy the souvenirs respectively.

Keywords : value added development, cultural art heritage sites, cultural tourism

บทนา

ประเทศไทยเป็นประเทศท่ีร่ารวยไปด้วยแหล่งศิลปะสถาปัตย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคกลาง
เชน่ อุทยานประวัตศิ าสตร์ จังหวัดพระนครศรอี ยธุ ยา และทส่ี าคัญย่ิงคือเมืองหลวงของประเทศไทย คือ
กรุงเทพมหานคร ท่ีเต็มไปด้วยแหล่งมรดกทางศิลปสถาปัตย์ที่สวยวิจิตรงดงาม ดังคาขวัญท่ีว่า
“กรุงเทพฯ ดจุ เทพสร้าง เมืองศนู ย์กลางการปกครอง วัด วงั งามเรืองรอง เมืองหลวงของประเทศไทย”
สงั คมไทยจึงเป็นสังคมท่ีร่ารวยเต็มไปด้วยอารยธรรมความเจริญรุ่งเรืองของศิลปะสถาปัตย์จากคาขวัญ
ดังกล่าว นอกเหนือจากการเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยแล้วในแง่ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
กรุงเทพมหานครยังเป็นเมืองท่องเท่ียวท่ีสาคัญเน่ืองจากมีทรัพยากรทางการท่องเที่ยวที่หลากหลายจึง
ทาให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักทัศนาจรจากท่ีต่างๆ ให้มาเยือน (สานักผังเมืองกรุงเทพมหานคร,
2562) ท้ังน้ีตามพจนานุกรมสถาปัตยกรรมและศิลปเกี่ยวข้อง ให้ความหมายศิลปสถาปัตยกรรม (โชติ
กัลยาณมติ ร, 2548) โดยแบ่งความหมาย ศิลปสถาปัตยกรรม ออกเป็น 2 คา คือ คาว่า ศิลปะ หมายถึง

12  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครือข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

สิ่งสร้างสรรค์ที่มีธรรมชาติให้เกิดความบันดาลใจ เช่น จิตรกรรม ประติมากรรม ฯลฯ คาว่า ศิลปะ มักถูก
นาไปใช้แทนคาวา่ กลวิธีในหลายที่ เช่น ศลิ ปะแหง่ การปอ้ งกันตัว ศิลปะแห่งการก่อสร้าง ซึ่งเป็นการทา
ให้ความหมายของคาคลาดเคลื่อนไป ส่วนคาว่า สถาปัตยกรรม หมายถึง ศิลปะแขนงหน่ึงในจานวน
ท้ังสิ้น 7 แขนง คือ ประติมากรรม จิตรกรรม ดุริยางคศิลป์ นาฏศิลป์ วาทศิลป์ สถาปัตยกรรม อักษร
ศาสตร์ ซ่ึงพระพิฆเนศมีความเป็นเอกในศิลปะทั้ง 7 แขนงน้ีตามทางท่ีมีกล่าวไว้ในเทวศาสตร์และ
นอกจากนี้ความหมายตามพิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (wikipedia.org สืบค้นเม่ือ, 2563) ให้ความหมาย
ของคาวา่ สถาปัตยกรรมคือผลงานศิลปะที่แสดงออก สง่ิ ก่อสร้างรวมถงึ ส่งิ แวดลอ้ มที่เก่ยี วข้องท้ังภายใน
และภายนอกส่งิ ปลูกสร้างน้นั ทีม่ าจากการออกแบบของมนุษย์ ด้วยศาสตร์ทางด้านศิลปะ การจดั วางท่ี
ว่าง ทัศนศิลป์ และวิศวกรรมการก่อสร้าง เพื่อประโยชน์ใช้สอย สถาปัตยกรรมยังเป็นส่ือความคิดและ
สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของสังคมในยุคนั้นๆ ด้วย โดยองค์ประกอบสาคัญของสถาปัตยกรรม คือ
จดุ สนใจและความหมายของศาสตร์ทางสถาปัตยกรรมนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ศาสตร์นิพนธ์
วา่ ด้วยสถาปัตยกรรมของวติ รูวิอุส ซ่ึงเป็นบทความเก่ยี วกับสถาปัตยกรรมทเ่ี ก่าแก่ท่ีสุดท่ีคน้ พบไดก้ ล่าว
ไว้ว่า สถาปัตยกรรมต้องประกอบด้วยองค์ประกอบสามส่วนหลักที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวและสมดุล
ได้แก่ (1) ความงาม หมายถึง สัดส่วนและองค์ประกอบการจัดวาง ท่ีว่าง และสี วัสดุและพื้นผิวของ
อาคารที่ผสมผสานลงตัว เพื่อยกระดับจิตใจของผู้ได้ยลหรือเยี่ยมเยือนสถานท่ีนั้นๆ (2) ความมั่นคง
แข็งแรง (3) การใช้ประโยชนไ์ ด้ หมายถงึ การสนองประโยชนแ์ ละการบรรลุประโยชน์แห่งเจตนา รวมถงึ
ปรชั ญาของสถานท่นี ัน้ ทงั้ นสี้ ถาปัตยกรรมไทย หมายถงึ ศลิ ปะการกอ่ สรา้ ง ได้แก่ โบสถ์ วหิ าร วัง สถูป
และส่ิงก่อสร้างอื่นๆ ที่มีมูลเหตุที่มาของการก่อสร้าง การก่อสร้างอาคารบ้านเรือนในแต่ละท้องถ่ิน
จะมลี ักษณะผดิ แผกแตกตา่ งกันไปบ้าง ตามสภาพทางภูมศิ าสตร์และคตนิ ิยมของแตล่ ะท้องถ่นิ แต่
สิ่งก่อสร้างทางศาสนาพุทธมักจะมีลักษณะที่ไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะมีความเช่ือความศรัทธาและ
แบบแผนพธิ ีกรรมท่เี หมือนๆ กนั สถาปัตยกรรมท่นี ิยมนามาเป็นขอ้ ศึกษามักเป็นสถูป เจดยี ์ โบสถ์ วิหาร
หรือพระราชวัง เนื่องจากเป็นสิ่งก่อสร้างที่คงทน มีการพัฒนารูปแบบมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และ
ได้รับการสรรค์สร้างจากช่างฝีมือท่ีเชี่ยวชาญ พร้อมท้ังมีความเป็นมาที่สาคัญควรแก่การศึกษา
อีกท้ังล้วนมีความทนทาน มีอายุยาวนานปรากฏเป็นอนุสรณ์ให้ได้ศึกษาเป็นอย่างดี และนอกจากนี้
สถาปัตยกรรมที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย ได้แก่ บ้านเรือน ตาหนัก วังและพระราชวัง เป็นต้น บ้านหรือเรือน
เปน็ ท่ีอยอู่ าศัยของสามัญชนธรรมดาทว่ั ไป ซง่ึ มที ้ัง เรือนไม้ และเรอื นปูน เรอื นไม้มอี ยู่ 2 ชนิด คือ เรือน
เครื่องผกู เปน็ เรอื นไม้ไฝ่ ปูดว้ ยฟากไมไ้ ฝ่ หลังคามุงด้วยใบจาก หญ้าคา หรอื ใบไม้ อีกอยา่ งหน่งึ เรียกว่า
เรือนเคร่ืองสับเป็นไม้จริงท้ังเน้ืออ่อนและเนื้อแข็ง ตามแต่ละท้องถ่ิน หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา
พื้นและฝาเป็นไมจ้ ริงท้ังหมด ลกั ษณะเรือนไมข้ องไทยในแตล่ ะทอ้ งถน่ิ แตกตา่ งกนั และโดยทวั่ ไปแลว้ จะมี
ลักษณะสาคัญร่วมกันคือ เป็นเรือนไม้ชั้นเดียวใต้ถุนสูง หลังคาทรงจ่ัวเอียงลาดชัน สถาปัตยกรรมท่ี
เก่ียวข้องศาสนา ซ่ึงส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณวัด ซ่ึงประกอบด้วยสถาปัตยกรรมหลายอย่าง ได้แก่ โบสถ์
เป็นท่ีกระทาสังฆกรรมของพระสงฆ์ วิหารใช้ประดิษฐานพระพุทธรูปสาคัญ และกระทาสังฆกรรมด้วย
เหมือนกัน กุฏิ เป็นที่อยู่ของพระภิกษุ สามเณร หอไตร เป็นท่ีเก็บรักษาพระไตรปิฏกและคัมภีร์สาคัญ
ทางศาสนา หอระฆังและหอกลอง เป็นท่ีใช้เก็บระฆังหรือกลอง เพื่อตีบอกโมงยาม หรือเรียกชุมนุม
ชาวบ้าน สถปู เป็นท่ฝี งั ศพ เจดยี ์เป็นท่รี ะลกึ อันเกย่ี วเน่ืองกบั ศาสนา เป็นต้น

13  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลยั และเครือข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

พนมพร สารสิทธิยศ, สมศรี คะสัน (2561) คุณค่าและความสวยงามของสารพันแหล่ง
ท่องเที่ยวท่ีมีอยู่อย่างหลากหลายในเมืองไทย ต้ังแต่แหล่งท่องเท่ียวเชิงศิลปวัฒนธรรม เช่น พิพิธภัณฑ์
อนุสาวรีย์ ศูนย์ศิลปะ ฯลฯ ที่บ่งบอกถึงความเป็นชาติที่สร้างสมวัฒนธรรมอันดีงามมายาวนาน แหล่ง
ท่องเท่ียวเชิงศาสนา เช่น วัดวาอาราม โบสถ์คริสต์ มัสยิด สะท้อนถึงความศรัทธาในศาสนาแม้จะ
แตกตา่ งกันแตค่ นไทยกอ็ ยู่ร่วมกนั ไดอ้ ย่างกลมกลนื อนง่ึ นักวิชาการใด้กล่าวถึงการพฒั นาสถาปัตยกรรม
ไทยในมิติต่างๆ ดังน้ี ธนัญชัย ลิมปาคม (2559) กล่าวถึง สถาปัตยกรรมของไทยในปัจจุบันว่า มีการ
พัฒนาไปอย่างมากมายท้ังในแง่รูปแบบและการใช้งาน ซ่ึงในหลายโครงการนั้นสถาปัตยกรรมถูก
ออกแบบให้มีความโดดเด่นและซับซ้อนไปมากโดยบางคร้ังก็เกินกว่าวัตถุประสงค์ท่ีแท้จริงของ
สถาปัตยกรรมนน้ั ๆ หลายโครงการสถาปนิกผอู้ อกแบบมุ่งท่ีจะแสดงตัวตนของตนมากจนเกนิ ไป บางครง้ั
มีการหยบิ ยืมรปู แบบสถาปัตยกรรมจากคนละสภาพแวดลอ้ มมาใช้ หรือบางคร้ังมีการนาเสนอรูปแบบที่
เกินจาเป็น ซึ่งหลายๆ คร้ัง ทาให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาอีกมากมายทั้งนี้การประยุกต์ใช้ทฤษฎี
เศรษฐกิจพอเพียงในงานสถาปัตยกรรมในประเทศไทยในปัจจุบันน้ันหากมีการนาแนวคิดป รัชญา
เศรษฐกิจพอเพียงซ่ึงเป็นแนวการดาเนินงานหรือชีวิตตามทางสายกลาง มาประยุกต์ใช้กับงาน
สถาปัตยกรรมก็น่าจะเป็นการกาหนดแนวทางการออกแบบสถาปัตยกรรมท่ีเหมาะสมกับเง่ือนไข
แวดลอ้ มต่างๆ ไดด้ อี กี แนวทางหนงึ่ อีกทง้ั รณกร เจรญิ ศรี (2557: 728) เตภติ า เสอื หัน, อรศิริ ปาณินท์
(2558) กล่าวถงึ การทอ่ งเทยี่ วจะมบี ทบาทสาคัญในการรกั ษาพืน้ ท่มี รดกทางวฒั นธรรมเอาไว้ โดยการให้
ประโยชนใ์ นเชิงพาณิชย์ แต่ก็ให้ผลในด้านลบได้เชน่ กนั เพราะการท่องเท่ียวกส็ ามารถลด “คุณคา่ ” ของ
สถานทีไ่ ด้หากขาดการจัดการและการควบคมุ ทด่ี ีทั้งนคี้ วามรู้ทางด้านสถาปัตยกรรมพืน้ ถิ่นยงั ขาดขอ้ มูล
ท่ีแสดงถึงพัฒนาการของชุมชน เม่ือมีการเปิดชุมชนให้เป็นสถานที่ท่องเท่ียวทาให้บริบททางสภาพทาง
สงั คม เศรษฐกิจ สภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมเกดิ การเปล่ยี นแปลงไปโดยผ่านทางสถาปตั ยกรรมพนื้ ถนิ่
ในรูปแบบของพัฒนาการและการปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบันส่งผลเกิดเรื่องราว
เก่ียวกับการเปลี่ยนแปลงทางสถาปัตยกรรมของชุมชนเพื่อทาให้ทราบถึงผลกระทบท่ีมาจากการ
ท่องเที่ยวว่ามีผลต่อการเปล่ียนแปลงชุมชนชาวบ้านมีการปรับตัวอย่างไรเม่ือมีการ ท่องเที่ยวเข้ามา
สามารถนาไปเป็นแนวทางในการอนุรักษ์เอกลักษณ์ของชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและ
นอกจากน้ี ปัญญา เทพสิงห์ และเก็ตถวา บุญปราการ (2558) กล่าวถึงศิลปวัฒนธรรมเป็นผลผลิตของ
มนุษย์ที่สะท้อนถึงแบบแผนการดารงชีวิตของมนุษย์ มีการถ่ายทอดต่อกันเป็นประเพณี เป็นมรดกของ
แผ่นดิน เพ่ือความเจรญิ งอกงามยังประโยชนท์ ้ังความปตี ิ จริยธรรม และอรรถประโยชน์ ศลิ ปวัฒนธรรม
มีท้ังระดบั ชาติและระดับท้องถิ่น ระดบั ท้องถิ่นมคี วามหลากหลายทางวฒั นธรรมตามบรบิ ทของพ้ืนทีแ่ ต่
ละภมู ิภาคไม่ว่าระดับใดมีคุณค่าด้านประวัติศาสตร์ คติความเช่อื ความงาม เศรษฐกิจและสงั คม ในด้าน
เศรษฐกิจศลิ ปวฒั นธรรมจะเปน็ รากฐานสาคญั ใหเ้ กดิ อตุ สาหกรรมการทอ่ งเท่ียว มีผลดีตอ่ การเพิม่ มูลค่า
ทางเศรษฐกจิ มีหลายประเทศในโลกที่สร้างรายไดจ้ ากแหล่งท่องเทย่ี วเชิงวัฒนธรรม อีกทั้งนริ ันดร ทองอรุณ
(2553) ได้กล่าวถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นแหล่งอารยธรรมว่า ในการศึกษางานสถาปัตยกรรม
และประวัตศิ าสตร์ท่ีสาคัญท่ีสุดแหง่ หน่งึ ของชาติ มีหนว่ ยงานจากท้ังภาครัฐบาลและเอกชนร่วมกนั ดูแล
บริหารจัดการ อนุรักษ์ และพัฒนา ทาให้การเรียนรู้คุณค่างานสถาปัตยกรรมและอุตสาหกรรมการ
ท่องเที่ยวโดยเฉพาะในเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาพัฒนาไปตามลาดับ เห็นได้จากการจัดตั้งแหล่งใน

14  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครือขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

การศึกษาข้อมูลประวตั ิศาสตร์และหน่วยงานในการพัฒนาการท่องเท่ียว ซ่ึงประกอบไปด้วยพิพิธภัณฑ์
ศูนย์วฒั นธรรม ศูนย์บรกิ ารข้อมูล

กระแสนิยมไม่สามารถจะอธิบายได้ว่าเหตุใดเราจึงบริโภคสินค้านั้น ทั้งๆ ท่ีไม่มีความจาเป็น
การบริโภคในสังคมทุนนิยมปัจจุบันจึงเป็นเรื่องของการบริโภคความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่เก่ียวข้อง
กับอัตลักษณ์ และภาพลกั ษณ์ของสังคมอยา่ งซบั ซ้อนและเปน็ ไปอย่างมีเงื่อนไขลัทธิบริโภคนิยมนับเป็น
ปรากฏการณท์ างวัฒนธรรมท่ีสาคัญซ่ึงเกิดขน้ึ ได้ทั่วไปในสังคมที่ก้าวเข้าสสู่ ังคมสมยั ใหม่ ภายใต้กระแส
ทนุ นิยมทีเ่ นน้ การแข่งขนั ทางการตลาดและภายใตก้ ารพัฒนาของเทคโนโลยี การท่ีผู้คนจานวนมากคลั่ง
ไคล้การบริโภค และให้ความสาคัญแก่คุณค่าเชิงสัญญลักษณ์และภาพลักษณ์มากกว่าประโยชน์ใช้สอย
ของวัตถุรวมถึงทุกสิ่งอย่างท้ังสิ่งที่เป็นรูปธรรมและส่ิงที่เป็นนามธรรมก็ถูกทาให้กลายเป็นสินค้าได้ ซ่ึง
การบริโภคในปัจจุบันน้ัน สภาวะการผลิตสินค้ากระบวนการจัดการ รวมไปถึงกระบวนการกระจาย
สินค้าเพื่อการบริโภค เป็นกลไกสาคัญในการขับเคลื่อนระบบทุนนิยมให้ดาเนินต่อไปได้ โดยการทาให้
อุดมคตทิ ่แี ฝงมากับผลผลิตทางอุตสาหกรรมน้ันแทรกซึมเขา้ สูจ่ ติ ใต้สานึกของมวลชน ซึ่งเกดิ จากแนวคิด
ของธีโอดอร์ อดอร์โน (Theodor Adorno) กับแม็กซ์ ฮอร์ไคเมอร์ (Max Horkheimer) ที่ได้อธิบาย
ปรากฏการณ์เหล่านี้ว่า เป็นกระบวนการผลิตอย่างเป็นอุตสาหกรรมของส่ิงต่างๆ ตั้งแต่สินค้าไปจนถึง
ความเคยชินในการใช้ชีวิตประจาวัน (เกษม เพ็ญภินันท์, 2552) โดยมีกระบวนการประกอบสร้าง
ภาพลักษณ์ การแฝงนัยยะทางวัฒนธรรม รสนิยมความเชื่อ คุณค่าต่างๆ ท่ีติดมากับสินค้าและสามัญ
สานึกของผู้คนต่อผลผลิตอุตสาหกรรมน้ันๆ เพื่อให้เกิดการยอมรับว่าส่ิงน้ันเป็นอย่างไรและเพื่อส่งผล
กระต้นุ ให้การบริโภคสินคา้ จากผลผลติ ของอุตสาหกรรมมากข้ึน (ธญั พชั ร ศรีมารตั น์, 2558)

การท่องเที่ยวเป็นอตุ สาหกรรมที่มีบทบาทสาคัญในการสร้างรายได้หลักให้กับระบบเศรษฐกิจ
ของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเท่ียวท่ีเกิดจากธรรมชาติหรือมนุษย์สร้างขึ้น (ธณัศวัลกุลศรี ,
2559) หนึ่งในนั้นคือแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม เช่น โบราณสถาน พิพิธภัณฑ์ รวมถึงวัดที่เป็นท้ัง
แหล่งทอ่ งเทย่ี วและศนู ยร์ วมจิตใจของพทุ ธศาสนกิ ชน ซง่ึ แหลง่ ท่องเท่ยี วเหลา่ นี้มีศกั ยภาพในการจัดการ
ให้เป็นแหล่งท่องเท่ียว ดังจะเห็นได้ว่าในหลายประเทศทั้งในเอเชียและยุโรปได้มีการพยายามพัฒนา
แหล่งท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรมของตนเองให้มีศักยภาพในการท่องเที่ยวมากขึ้น (Nzama & Ngcobo,
(2005), อ้างใน วิรินท์ธรณ์ ภดู ิฐธนวงศ์, รุ่งจรัส หุตเจริญ, 2559) วัดจัดเป็นหนง่ึ ในแหล่งท่องเท่ียวทาง
วัฒนธรรมที่มีความสาคัญต่อการท่องเที่ยวในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2553 หนังสืออนุสาร อ.ส.ท. ได้มี
การจัดให้โหวตแหล่งท่องเที่ยวไทยในดวงใจผลปรากฏว่าแหล่งท่องเท่ียวทางวัฒนธรรมและ
ประวัติศาสตร์ ที่ได้ผลมาเป็นลาดับที่ 1 คือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว จึงจัดได้ว่าวัด
เป็นแหลง่ ท่องเทีย่ วท่ีไดร้ ับความสนใจจากชาวไทยและชาวต่างประเทศเป็นอย่างมาก นอกจากน้ี “วดั ”
ยงั เป็นศูนย์รวมในการทากิจกรรมต่างๆของชาวพทุ ธ ไม่ว่าจะเป็นทางการศึกษา การประกอบศาสนพิธี
เปน็ ตน้ คาว่า “วัด” เป็นคาเรียกรวมท่ีดินและอาคารทต่ี ้งั อยู่ในบริเวณนน้ั ท้ังหมดด้วย ไมว่ ่าจะเป็นโบสถ์
เจดยี ์ และวิหาร (พระธรรมกิตติวงศ์, 2551) วัดจัดเป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรมท่ีมีบทบาทหลากหลาย
ด้านต่อสังคมไทยไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ทางด้านการศึกษา ทางเศรษฐกิจ ทางด้านสังคม รวมถึง
ประโยชน์ในด้านการท่องเท่ียวซง่ึ สามารถพัฒนาและสร้างรายได้เข้าสชู่ มุ ชนในปัจจบุ นั มแี หลง่ ท่องเทยี่ ว
ทางวัฒนธรรมจานวนมากที่ยังขาดการสนับสนุนในด้านความพร้อมเพ่ือพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว

15  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลัย และเครือขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

รวมถึงวดั ที่เปน็ ทรพั ยากรทางการทอ่ งเท่ยี วที่บางแหล่งมีความสามารถในการพัฒนาเปน็ แหลง่ ท่องเท่ยี ว
แต่ยังขาดการตรวจสอบและการประเมินศกั ยภาพของวัด ดงั น้ันก่อนจะพฒั นาวัดเป็นแหลง่ ทอ่ งเทีย่ วจึง
ควรมีการศึกษาปัจจัยท่ีมีผลต่อการจาแนกวัด ว่ามีศักยภาพในการรองรับการท่องเท่ียวหรือไม่
เพ่อื นาไปส่กู ารจัดการการท่องเทย่ี วอย่างเหมาะสม

การท่องเท่ียว (Tourism) คือ กิจกรรมอย่างหนึ่งของมนุษย์นอกเหนือจากการดาเนิน
ชีวิตประจาวัน และการกระทากิจกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานอ่ืนๆ (Basic Need) เป็น
กิจกรรมที่มนุษย์กระทาเมื่อมีเวลาว่าง (Leisure) และจัดอยู่ในประเภทกิจกรรมนันทนาการ (Recreation)
อย่างหนึ่ง ทัง้ น้กี ิจกรรมสว่ นใหญ่ที่เกิดขึ้นจากการท่องเทย่ี วมกั มกี ารเดินทาง (Travel) พรอ้ มกนั ไปด้วย
(ชนิศา จิรานุวัฒน์, 2546) ไม่มีใครปฏิเสธคุณค่าและความสวยงามของสารพันแหล่งท่องเที่ยว
ทมี่ ีอยู่อย่างหลากหลายในเมืองไทย ตั้งแต่แหล่งท่องเทีย่ วเชงิ ศิลปวัฒนธรรม เช่น พิพธิ ภัณฑ์ อนุสาวรีย์
ศูนยศ์ ลิ ปะ ฯลฯ ท่ีบ่งบอกถึงความเปน็ ชาติทสี่ รา้ งสมวัฒนธรรมอันดีงามมายาวนาน แหล่งท่องเท่ียวเชิง
ศาสนา เช่น วัดวาอาราม โบสถ์คริสต์ มัสยิด สะท้อนถึงความศรัทธาในศาสนาซ่ึงแมจ้ ะแตกต่างกัน แต่
คนไทยก็อย่รู ่วมกันได้อย่างกลมกลืน สาหรับศิลปะ วฒั นธรรม และแหลง่ มรดก เปน็ สถานทีท่ ่องเท่ียวที่
เหมาะสาหรับผู้ท่ีชื่นชอบการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของสถานท่ีต่างๆ รวมทั้งเหมาะสาหรับ
ผทู้ ี่ชื่นชอบการเดินชมความงามของแหล่งธรรมชาติและวิถีชีวิตท่ีถูกถ่ายทอดเป็นงานศิลปะจัดแสดงไว้
ตามแกลเลอรี ในประเทศไทยมแี หลง่ ทอ่ งเทย่ี วเชงิ ศลิ ปะ วฒั นธรรม และแหลง่ มรดกอย่มู ากมาย เพราะ
ประเทศไทยมปี ระวัติศาสตรค์ วามเป็นมายาวนานไม่ตา่ กว่า 700 ปี จนถึงวันน้ี รอ่ งรอยของความรงุ่ เรือง
ในวันเก่าก่อนยังคงปรากฏตกทอดอยตู่ ามสถานทสี่ าคัญหลายแห่ง ซึ่งบางแห่งไดร้ บั คดั เลือกให้เปน็ แหลง่
มรดกโลกทีค่ นไทยภาคภมู ใิ จ (การท่องเท่ยี วแห่งประเทศไทย, 2555)

แบ่งวัฒนธรรมด้วยมิติทางการท่องเที่ยวแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ วัฒนธรรมท่ีเป็น
นามธรรม หมายถงึ สิง่ ท่ไี ม่ใชว่ ัตถุ ไม่สามารถมองเหน็ หรอื จับตอ้ งไดเ้ ปน็ การแสดงออกในด้านความคิด
ประเพณี ขนบธรรมเนียม แบบแผนของพฤติกรรมต่างๆ ท่ีปฏิบัติสืบต่อกันมา เป็นท่ียอมรับกันในกลุ่ม
ของตนว่าเป็นสิ่งที่ดีงามเหมาะสม เช่น ศาสนา ความเช่ือ ความสนใจ ทัศนคติ ความรู้ และความสามารถ
วัฒนธรรมประเภทนี้เป็นส่วนสาคัญที่ทาให้เกิดวัฒนธรรมที่เป็นรูปธรรมขึ้นได้ และในบางกรณีอาจ
พฒั นาจนถึงข้ันเป็นอารยธรรม (Civilization) ก็ได้ เช่น การสร้าง ศาสนสถานในสมยั กอ่ นเมื่อเวลาผา่ น
ไปจึงกลายเป็นโบราณสถาน ที่มีความสาคัญทางประวัติศาสตร์ หากพิจารณาความหมาย และลักษณะ
ของวัฒนธรรมแล้ว ทรัพยากรการท่องเที่ยวประเภทท่ี 2 เป็นผลผลิตของวัฒนธรรมที่มีตัวตนเป็น
รูปธรรมเห็นได้ชัดเจน ส่วนประเภทที่ 3 มีสภาพแรกเริ่มมาจากแนวความคิด ความเช่ือและวิถีชีวิต
ซ่ึงเป็นนามธรรม แต่ได้มีการพัฒนาจนมีลักษณะทางวัฒนธรรมท่ีเป็นรูปแบบขึ้นมา ทาให้นักท่องเที่ยว
สามารถสัมผัสทรัพยากรการท่องเท่ียวประเภทนี้ได้โดยตรง จึงเห็นได้ชัดเจนว่า วัฒนธรรมที่เป็น
แนวความคดิ ความเชื่อ เปน็ นามธรรมลว้ นๆ แตเ่ พยี งอย่างเดยี วไมถ่ อื ว่าเปน็ ทรัพยากรทางการทอ่ งเที่ยว
วัฒนธรรมท่ีเป็นรูปธรรมเท่าน้ัน จึงจะสามารถพัฒนาให้เป็นจุดสนใจของนักท่องเท่ียวได้ ตัวอย่าง
วฒั นธรรมท่ีจะนามาใช้ประโยชน์ในการท่องเที่ยว ได้แก่ แหล่งท่องเท่ียวประเภทโบราณสถาน อุทยาน
ประวัติศาสตร์ ศาสนสถาน โบราณวัตถุ งานศิลปกรรม สถาปัตยกรรม นาฏศิลป์ การละเล่นพ้ืนบ้าน
เทศกาลและงานประเพณี งานศิลปหัตถกรรมที่พัฒนามาเป็นสินค้าประจาท้องถิ่น ตลอดจนวิถีชีวิต

16  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลยั และเครอื ข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

ความเป็นอยู่ และอัธยาศัยไมตรีของคนไทย ล้วนแล้วแต่เป็นทรัพยากรการท่องเที่ยวที่สาคัญของ
ประเทศไทย เป็นเสมือนตัวเสริมการท่องเที่ยวให้มีความสมบูรณ์ เป็นจุดเด่นหรือจุดขายของแหล่ง
ท่องเที่ยวน้ันๆ เพิ่มความประทับใจให้นักท่องเท่ียวได้มากขึ้น ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีทรัพยากร
ประเภทศิลปวัฒนธรรมที่หลากหลาย แต่ก็มีการผสมผสานสอดคล้องเป็นวัฒนธรรมไทยได้อย่าง
กลมกลืน (วิไลลักษณ์ เสรีตระกูล, 2555) ศาสนสถานได้มีการพัฒนาข้ึนมาเป็นแหล่งท่องเท่ียวทาง
วัฒนธรรมท่ีมีทรัพยากรดา้ นการท่องเท่ยี วได้เนื่องจากมีความผูกพันอย่างใกล้ชดิ กับวัฒนธรรมประเพณี
ศิลปวัฒนธรรม เทศกาล งานประเพณี และขนบธรรมเนียมต่างๆ ของคนในท้องถิ่น เช่น พระพุทธรูป
เจดีย์ วิหาร โบสถ์ และประวัติความเป็นมาของศาสนสถาน มีท้ังทางด้านธรรมชาติ โ บราณคดี
โบราณสถาน โบราณวัตถุ และประวัติศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วยสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติท่ีสวยงาม
และสงบ อย่างไรกต็ ามแม้วา่ ศาสนสถาน มีบทบาทเพม่ิ ข้ึนในการเป็นแหล่งท่องเท่ียวทส่ี าคญั อกี ประเภท
หน่ึงท่ีให้ทั้งความรู้และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ในขณะเดียวกันก็สามารถเผยแผ่พระพุทธศาสนา
โดยผ่านการนาชมศิลปวัฒนธรรมในศาสนสถาน การท่ีศาสนสถานเป็นแหล่งท่องเท่ียวทางวัฒนธรรม
จึงจาเป็นอย่างย่ิงที่ต้องศึกษาถึงความพร้อมของศาสนสถานในเรื่องต่างๆ ท้ังความพร้อมด้านกายภาพ
และนโยบายความพร้อมในเร่ืองของศาสนบุคคลควบคู่กันไปเพ่ือรองรับการท่อ งเที่ยวด้านสังคมและ
วัฒนธรรม (ประภาศรี เหิกขุนทด และคณะ, 2551) ในปัจจุบันมีศาสนสถานจานวนมากในทุกภูมิภาค
ของประเทศไทยทก่ี ลายเปน็ แหลง่ ท่องเทีย่ วทางวฒั นธรรม ไม่ใชแ่ ตส่ าหรบั ชาวไทยเทา่ นั้นแต่รวมถงึ ชาว
ตา่ งประเทศด้วย เน่ืองจากเอกลักษณ์ทส่ี าคัญโดดเดน่ ของประเทศไทยคือ ศาสนสถาน ท่มี ีสถาปัตยกรรม
ที่แปลกตาสวยงามแตกต่างกันไปในทุกภูมิภาค บางคร้ังศาสนสถานก็กลายเป็นที่ต้อนรับแขกบ้านแขก
เมอื งได้เปน็ อยา่ งดี ถ้าทางคณะสงฆ์ เจ้าอาวาส คณะกรรมการวัด เขา้ ใจถึงบทบาทหนา้ ท่ีศาสนสถานใน
ส่วนนี้ และพยายามปรับปรุงใหเ้ กิดประโยชนน์ บั เป็นการดีย่ิงขึ้น นอกจากนี้บางศาสนสถานที่มีพระสงฆ์
ปราชญ์ชาวบ้านที่มีความรู้มาช่วยอธิบายนาชมโดยแทรกพระธรรมคาส่ังสอนเข้าไปด้วยจะยิ่งทาให้
บรรยากาศของการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาน่าสนใจมากย่งิ ขน้ึ และเป็นการเปิดบรกิ ารศาสนสถานตอ่ ทาง
โลกอีกทางหนึ่ง สาหรับศาสนสถานที่มีชื่อเสียงทางด้านโบราณสถาน โบราณวัตถุ ถือว่าเป็น “ของดี”
ของบ้านเมืองประเทศชาติหากรู้จักจัดการบริหารท่ีดีย่อมได้รับประโยชน์แก่ทุกฝ่าย เช่น ถ้ารู้จักดูแล
รกั ษาโบราณสถานดีไม่ทรุดโทรม มกี ารก่อสร้างอย่างเป็นระเบียบ บริเวณวัดสะอาดสวยงามร่มร่ืนด้วย
ตน้ ไม้ มีการจดั เจ้าหนา้ ท่คี อยให้คาแนะนาและอานวยความสะดวกต่างๆ แก่นกั ท่องเทย่ี วและผู้มาเคารพ
สกั การส่ิงศกั ดส์ิ ทิ ธิ์ ในการจัดงานเทศกาลประเพณีและงานวันสาคัญทางศาสนาถา้ มีการวางแผนการจัด
อยา่ งเป็นระบบระเบยี บ ศาสนสถานนน้ั กจ็ ะมีคนมาเท่ียวชมมากข้ึนมีรายไดเ้ ปน็ กองทุนทานุบารงุ ศาสน
สถานอีกทางหนึ่ง (ส้านักงานคณะกรรมการวัฒนธรรม, 2539) ในการศึกษาน้ีมุ่งศึกษาแหล่งมรดก
ศิลปะสถาปัตย์ ที่มีศักยภาพเชิงพ้ืนท่ีสาหรับพัฒนา ยกระดับเป็นแหล่งท่องเท่ียว ศึกษาความวิจิตร
งดงามของศิลปะสถาปัตย์ สาหรับโฆษณาประชาสัมพันธ์ ให้นักท่องเที่ยวทั้งชายไทยและชาวต่างชาติ
ไดร้ ับทราบถงึ แหล่งท่ตี ั้ง ประวตั ิความเปน็ มา ความสาคัญของแหล่งมรดกทางศลิ ปะสถาปัตย์น้ัน อีกท้ัง
มุ่งยกระดับแหล่งมรดกทางศิลปะสถาปัตย์สู่สาธารณชน โดยกระบวนการ ได้แก่ (1) การพัฒนาส่ือเล่า
เร่ืองศิลปะสถาปัตย์ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ (2) การทาโปสเตอร์เล่าเรื่อง ประวัติความเป็นมา
แหล่งที่ตั้งของมรดกศิลปะสถาปัตย์ เป็นท้ังภาษาไทยและภาษาอังกฤษ (3) สื่อมัลติมีเดียการโฆษณา

17  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลยั และเครือขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

ประชาสัมพนั ธผ์ ่านส่อื หลกั เชน่ ทีวี ดารา บคุ คลผมู้ ีชือ่ เสยี ง เพ่ือส่งเสรมิ การทอ่ งเท่ยี วเชงิ วัฒนธรรม ใน
เขตธนบุรี เปน็ ตน้

วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ัย

1. เพือ่ ศกึ ษาเชงิ สารวจแหลง่ มรดกศิลปะสถาปตั ย์ แหลง่ ทม่ี ศี กั ยภาพเชงิ พ้นื ท่ี สาหรบั สง่ เสริม
การทอ่ งเที่ยวเชงิ วฒั นธรรม ในเขตธนบุรื

2. เพอื่ ศึกษาแนวทางการพฒั นามูลค่าเพ่มิ เชงิ พาณชิ ย์ของแหล่งมรดกทางศิลปะสถาปตั ย์ เพ่ือ
ส่งเสรมิ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ในเขตธนบรุ ี

ขอบเขตของการวิจยั

1. ขอบเขตประชากรและกลุม่ ตวั อยา่ ง
ประธานชุมชน คณะกรรมการชุมชนจาก 44 ชุมชน ผู้ประกอบการ เจ้าหน้าท่ีหน่วยงาน
ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง สานกั งานเขตธนบุรี เพ่ือศึกษาสมั ภาษณ์ ศึกษาข้อมูลเชงิ ประจักษณ์แหล่งมรดกทาง
ศลิ ปสถาปตั ย์ ในเขตธนบรุ ี และแนวทางยกระดับแหล่งมรดกศลิ ปะสถาปัตย์ให้เป็นทร่ี ู้จักในวงกว้างมากขนึ้
2. ขอบเขตด้านเนอ้ื หา ได้แก่
การสารวจแหล่งมรดกศิลปะสถาปตั ยท์ ี่มีศักยภาพเชิงพื้นท่ี สาหรับพัฒนายกระดับเป็นแหล่ง
ท่องเทย่ี วโดยศกึ ษาความวิจติ รงดงามเชิงศิลปะสถาปัตย์ ประชาสัมพันธ์ ใหน้ ักทอ่ งเทย่ี วท้ังชายไทยและ
ชาวต่างชาติได้รับทราบถึงประวัติความเป็นมา ความสาคัญของแหล่งมรดกทางศิลปะ สถาปัตย์น้ัน
สาหรบั ส่งเสริมการท่องเท่ียวเชงิ วัฒนธรรม ในเขตธนบุรี
แนวทางการพัฒนามูลค่าเพิ่มเชงิ พาณิชย์ของแหล่งมรดกศิลปะสถาปัตย์ โดยผ่านกระบวนการใหม่
คอื (1) การพฒั นาสื่อเล่าเร่ืองศิลปะสถาปัตย์ผ่านเครอื ข่ายสังคมออนไลน์ (2) การทาโปสเตอร์เล่าเร่ือง
ศิลปะสถาปัตย์เกี่ยวกับประวัตคิ วามเป็นมา เป็นท้ังภาษาไทยและภาษาอังกฤษ (3) พัฒนาส่ือมลั ติมีเดีย
โฆษณาผ่านสอ่ื หลัก (4) การจัดทริปทวั ร์ท่องเท่ียวแหล่งศิลปะสถาปตั ย์ (5) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน
เพ่อื ส่งเสรมิ การทอ่ งเที่ยวเชงิ วัฒนธรรม ในเขตธนบุรี
3. ขอบเขตดา้ นระยะเวลา ไดแ้ ก่ ระยะเวลาในการดาเนินการวจิ ยั ระหวา่ งปี พ.ศ. 2562- พ.ศ. 2563
4. ขอบเขตด้านพ้ืนที่ ได้แก่ พื้นท่ีเขตธนบุรี จานวน 44 ชุมชน (สานักงานเขตธนบุรี, 2563,
สืบค้นเมอื่ วนั ท่ี 11 เมษายน 2563)

ภาพที่ 1แสดงพน้ื ทเ่ี ขตธนบุรี (แผนทไ่ี ทย.คอม, 2563) สบื คน้ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2563

18  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลยั และเครือขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

กรอบแนวคิดในการวิจัย
การศึกษาน้ีเปน็ การบูรณาการระหวา่ งการศึกษาข้อมลู เชิงประจักษ์จากแหล่งมรดกศิลปะสถาปตั ย์ท่ี

มีศักยภาพที่มีความวิจิตรงดงามเชิงศิลปะสถาปัตย์ในพ้ืนท่ี (ปิ่นรัชฎ์ กาญจนัษฐิติ, 2553) แนวคิดการ
ประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเท่ียวทั้งชายไทยและชาวต่างชาติได้รับทราบถึงประวัติความเป็นมา ความสาคัญของ
แหล่งมรดกทางศิลปะสถาปัตย์นั้น อีกท้ังบูรณาการแนวคิดการพัฒนามูลค่าเพ่ิมเชิงพาณิชย์ของแหล่งมรดก
ศิลปะสถาปัตย์ ผ่านกระบวนการใหม่ คือ (1) การพัฒนาส่ือเล่าเรื่องศิลปะสถาปัตย์ผ่านเครือข่ายสังคม
ออนไลน์ (2) การทาโปสเตอร์เล่าเร่ืองศิลปะสถาปัตย์เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาเป็นท้ังภาษาไทยและ
ภาษาอังกฤษ (3) พัฒนาส่ือมัลติมีเดียโฆษณาผ่านส่ือหลัก (4) การจัดทริปทัวร์ท่องเที่ยวแหล่งศิลปะ สถาปัตย์
และ (5) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชมุ ชน (ชยาภรณ์ ชื่นรุง่ โรจน,์ 2537) สาหรับส่งเสรมิ การทอ่ งเท่ียวเชงิ วัฒนธรรม
ในเขตธนบุรี เปน็ ต้น

วิธีดาเนินการวิจยั

การวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) เป็นเทคนิคการวิจัย

เชิงปฏิบัติการ การศึกษาข้อมูลเชิงประจักคู่กับการวิเคราะห์สังเคราะห์เอกสารงานวิจัยท่ีเกี่ยยวข้องในการศึกษาน้ี

ได้กาหนดขั้นตอนวิธีดาเนินการวิจัยโดยพัฒนาจากแนวคิดของการศึกษาวิจัยในอดีต (ปัทมา กระแสเสวตร,

จตุรงค์ เลาหะเพ็ญแสง และอุดมศักดิ์ สาริบุตร, 2558) (สุมิตรา ศรีวิบูลย์ และจิระ จริงจิตร, 2547) (นันทพร

ไพรเวศ, อภิสักก์ สนิ ธุภคั และธเนศ ภริ มย์การ, 2562) จงึ สรปุ สงั เคราะหก์ าหนดเปน็ ขน้ั ตอนในการศึกษาดงั นี้

ขั้นที่ 1 ศึกษารวบรวมข้อมูลแหล่งศิลปะสถาปัตยกรรมในพื้นท่ีเขตธนบุรี จากเอกสาร งานวิจัยที่

เกี่ยวข้องพร้อมสอบถามความคิดของผู้เช่ียวชาญ นักท่องเที่ยว เช่น รูปทรงและรูปแบบทางสถาปัตยกรรม

องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม และโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม (วิวัฒน์ เตมีพันธ์, 2545) ค้นหาข้อมูล

เก่ียวกับรูปแบบกระบวนการเรียนรู้ สื่อสารคุณค่า สาระสาคัญของการเรียนรู้ที่ปรากฏในแหล่งท่องเท่ียวนั้นๆ

รวมถึงศกึ ษาแนวคดิ ทฤษีงานวจิ ยั ทเี่ กี่ยวขอ้ ง เปน็ สาคญั

ขน้ั ท่ี 2 วิเคราะห์ศักยภาพเชิงพื้นท่ียอดนิยมของสถานท่ี เอกลักษณ์ อัตลกั ษณ์ ประเพณีวัฒนธรรม

ยอดนิยมในพื้นท่ี เช่น คุณค่าทางสถาปัตยกรรม คุณค่าทางศิลปกรรม และคุณค่าทางประวัติศาสตร์ (ปิ่นรัชฎ์

กาญจนษั ฐติ ิ, 2553) และ ความสวยงาม (อัญชลี โสดี, 2552)

ขน้ั ท่ี 3 พัฒนาออกแบบผลิตภัณฑ์ พัฒนาผลิตภัณฑ์ชมุ ชน เชน่ สินค้าทีเ่ ปน็ เอกลกั ษณ์ มี

ความดึงดูดใจ ขนาด รูปทรง และน้าหนกั ไม่เปน็ อุปสรรคตอ่ การขนสง่ (ชยาภรณ์ ช่ืนร่งุ โรจน์, 2537)

ขนั้ ที่ 4 การประชาสัมพนั ธ์ โฆษณาผลิตภณั ฑ์ชมุ ชนโดยผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์

ข้ันท่ี 5 ประเมินความพึงพอใจต่อการพัฒนามูลค่าเพิ่มเชิงพาณิชย์ของแหล่งมรดกทางศิลปะส

ถาปัตย์ได้แก่ การประเมินความพึงพอใจผู้ท่ีสนใจผลิตภัณฑ์ของท่ีระลึก และบรรจุภัณฑ์สาหรับสถานที่

ท่องเทยี่ วสถาปัตยกรรม

ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง
ประชากรเป้าหมาย ไดแ้ ก่ ชุมชนในเขตธนบรุ ี กรุงเทพมหานครมี 44 ชุมชน ดงั นี้
แขวงตลาดพลู ได้แก่ 1) ชุมชนวัดใหม่ยายนุ้ย 2) ชุมชนสามัคคีธรรม 3) ชุมชนวัดบางสะแกใน

4) ชุมชนปากคลองบางสะแก 5) ชุมชนวัดกันตทาราราม

19  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลยั และเครือขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

แขวงบางยี่เรือ ได้แก่ 6) ชุมชนข้างสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ 7) ชุมชนโรงเจ 1 8) ชุมชนโรงเจ 2
9) ชุมชนตากสินสัมพันธ์ 10) ชุมชนวัดอินทาราม 11) ชุมชนตรอกเทวดา 12) ชุมชนหลงั ศูนย์จันทร์ฉิมไพบลู ย์
13) ชมุ ชนสวนพลู 14) ชุมชนพัฒนาบ้านล่าง

แขวงวัดกัลยาณ์ ได้แก่ 15) ชุมชนวัดกัลยาณ์ 16) ชุมชนกุฏีจนี 17) ชุมชนวัดบุปผาราม 18) ชุมชน
วดั ประยรุ วงศ์ 19) ชุมชนกุฏจี นี 20) ชุมชนโรงคราม

แขวงวดั หริ ัญรูจี ได้แก่ 21) ชมุ ชนศรีภูมิ 22) ชุมชนวัดใหญศ่ รีสุพรรณ 23) ชมุ ชนสามัคคศี รสี ุพรรณ
24) ชุมชนมัสยิดบ้านสมเด็จ 25) ชุมชนบางไส้ไก่บ้านสมเด็จ 26) ชุมชนวัดประดิษฐาราม 27) ชุมชนสี่แยกบ้านแขก
28) ชมุ ชนประสานมิตร 29) ชมุ ชนวัดหิรัญรูจี

แขวงบุคคโล ได้แก่ 30) ชุมชนสนามแดง 31) ชมุ ชนรวมพลงั 32) ชมุ ชนสายสันพนั ธ์ 33) ชุมชนสอง
ร้อยหอ้ ง 34) ชุมชนแซซ่ ้มิ สวนบน

แขวงสาเหร่ ได้แก่ 35) ชุมชนเก้ือวิทยา 36) ชุมชนวัดราชวรินทร์ 37) ชุมชนวัดบางน้าชน 38) ชุมชน
หลังไปรษณีย์สาเหร่ 39) ชมุ ชนสุทธาราม

แขวงดาวคะนอง ได้แก่40) ชุมชนมะนาวหวาน 41) ชุมชนวัดดาวคนอง 42) ชุมชนเจริญนคร 66
43) ชุมชนโกวบ๊อพฒั นา 44) ชมุ ชนตรอกสะพานยาว

การเลือกผ้ใู หข้ ้อมูล
การเลือกคนสาหรับขอสัมภาษณ์เชิงลึก ใช้วิธีเจาะจง (Purposive sampling) ไปยังบุคคลท่ีให้
ข้อมูลมากท่ีสุดและเป็นประโยชน์ต่องานวิจัย ผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key informants) ได้ เจ้าอาวาส พระสงฆ์
คนงานประจาวดั ผู้นาชมุ ชน คณะกรรมการชุมชน
ผู้ให้ข้อมูลรอง ได้แก่ เจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่ในพ้ืนที่ ผู้ท่ีเก่ียวข้องกับแหล่งศิลปะสถาปัตยกรรมใน
พ้ืนท่ี
เกณฑใ์ นการคดั เลือกหนว่ ยในการวเิ คราะห์
การคัดเลือกหน่วยในการวิเคราะห์นี้ ผู้วิจัยได้บูรณาการแนวคิดจากงานวิจัยในอดีต (ปัญญา เทพ
สิงห์ และเก็ตถวา บุญปราการ, 2558) โดยพัฒนาปรับแก้เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกหน่วยในการวิเคราะห์ใน
การศกึ ษานี้ดงั น้ี
(1) เปน็ แหล่งที่มศี ิลปสถาปัตยท์ ีส่ วยงามนักทอ่ งเท่ียวเขา้ ถึงได้ง่าย
(2) เปน็ ศาสนสถาน ทมี่ ีศิลปะ สถาปัตยกรรมโดดเด่น หรือมสี ่ิงศกั ด์ิสิทธิ์ ความเชื่อ พิธีกรรมซ่ึงจงู ใจ
ให้นกั ท่องเทย่ี วมาเยยี่ มชมจานวนมาก มีศักยภาพเชิงพื้นทเ่ี ป็นที่นิยมเชิงลกั ษณทางกายภาพ
(3) เป็นพนื้ ท่ีผวู้ ิจยั เขา้ ถงึ แหลง่ ขอ้ มลู ได้
การเขา้ ถงึ แหลง่ พ้ืนท่ี
ผู้วิจัยเดินตามเส้นทางเดินเท้าในพื้นท่ีเพื่อเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์ด้วยตนเอง ด้วยการสังเกต
การสัมภาษณ์สอบถาม ผู้ดูแลสถานที่ ศึกษาประวัติรายละเอียดท่ีปรากฏของแต่ละสถานการณ์ ซ่ึงเป็นข้อมูล
ปฐมภูมิและทุตยิ ภมู ิ นาไปสกู่ ารสงั เคราะห์ วเิ คราะห์สรุปผลตามลาดับ
เครือ่ งมอื และคณุ ภาพเครื่องมือวิจยั
1. แบบสมั ภาษณ์ โดยกาหนดประเดน็ ทีส่ อดคล้องกบั การตอบวตั ถุประสงค์ของการวิจัย
2. แบบสังเกต เป็นการฟอรม์ การสังเกตเพ่ือตอบวตั ถุประสงค์ของการวิจัย
3. เคร่ืองมือที่ใช้บันทึกข้อมูลภาคสนาม ได้แก่ สุดปากกา โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโพน กล้อง
บนั ทึกภาพ เทปบันทึกเสียง

20  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลัย และเครือข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

การเก็บรวบรวมข้อมลู
การสมั ภาษณ์เชิงลกึ (In-depth interview) เปน็ การพดู คยุ แบบสองทางเพื่อให้ไดค้ าตอบในประเดน็
การสงั เกต (Observation) เป็นการสังเกตทงั้ แบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วมในกิจกรรม รวมถึงวิถี
การจัดการของสถานท่ี พฤติกรรมของนักท่องเที่ยว การศึกษาภูมิทัศน์ ศิลปะ สถาปัตยกรรม ลักษณะทาง
กายภาพตา่ งๆ ในพน้ื ทจี่ รงิ เพอ่ื เกบ็ รวบรวมข้อมูลเชงิ ประจกั ษ์
ดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล พร้อมบันทึกภาพ ภูมิทัศน์ ศิลปะสถาปัตยกรรม ตามแหล่งศาสนสถาน
ในพ้ืนทเ่ี ป้าหมาย ในมิตเิ ชงิ กายภาพ ความจาเป็นท่ตี ้องบนั ทกึ ข้อมูล
การวิเคราะหข์ ้อมลู
การเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ทาการตรวจสอบความถูกต้องตรงประเด็น และความน่าเชื่อถือ
โดยตรวจสอบซ้าข้อมูลจากแหล่งที่มา ได้แก่ แหล่งข้อมูลท้ังด้านเวลา สถานที่ และบุคคล วิเคราะห์โดย
ภาพรวมเมื่อออกจากพื้นท่ีภาคสนาม การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใชว้ ิธีเคราะห์เนอื้ หาจากเอกสาร และข้อมูลที่ได้
จากการสงั เกตจากแหล่งพ้ืนท่ีเป้าหมาย ถอดความออกจากเครือ่ งบันทึกเสียง ตคี วามข้อมลู เปรยี บเทียบความ
เหมือนความแตกต่าง อีกท้ังมีการวิเคราะห์จากภาพถ่าย นาข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์พรรณนาและสร้างบท
ข้อสรุป
สถติ ิท่ใี ช้
สถิติพรรณา (Descriptive statistics) ได้แก่ จานวน ร้อยละ ค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
เพ่ืออธิบายข้อมูลพื้นฐานทั่วไป รวมถึงอธิบายความถี่ยอดนิยมต่อแหล่งทรัพยากรท่องเท่ียวในพ้ืนที่ จากการ
สารวจขอ้ มูลเชิงประจักษ์

ผลการวิจัย
ผลการศึกษาทีส่ าคญั พบดังนี้
1. แหล่งท่องเท่ียวหรือทรัพยากรท่องเที่ยวเขตธนบุรี ที่สาคัญและเป็นท่ียอดนิยม ได้แก่

วัดกัลยาณมิตรวรวิหาร (#Hashtag>1,000) วัดประยุรวงศาวาส (#Hashtag> 100) และเขามอ (#Hashtag> 500)
สว่ นชมุ ชนกุฏีจีน (#Hashtag>500) และวดั ซางตาครู้ส (#Hashtag>100) ตามลาดับ

2. ศิลปสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่าเขตธนบุรี ได้แก่ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร วัดกัลยาณมิตรวรวิหาร
ศาลเจ้าเกียนอันเกง วัดซางตาครู้ส มัสยิดบางหลวง (กุฏีขาว) และวัดวรามาตยภัณฑสาราราม (วัดขุน จันทร์)
สว่ นศลิ ปจิตรกรรมผาฝนังท่ีงดงามวจิ ิตร โดยนักทอ่ งเที่ยวสนใจเปน็ พิเศษ คอื จติ รกรรมผาฝนังวัดเวฬุราชิณ

3. พื้นที่แหล่งท่องเท่ียวเขตธนบุรี ได้แก่ แหล่งท่องเท่ียวเชิงประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ธนบุรี
ศรีมหาสมุทร ราชธานีเมืองหลวงในอดีต ประวัติศาสตร์ทางภูมิศาสตร มนต์เสน่ห์แห่งสายน้า แหล่งศิลป
สถาปัตยกรรม วัฒนธรรมท้องถ่ิน โบราณสถาน โบราณวัตถุ แหล่งทรัพยากรท่องเท่ียวเขตธนบุรี ทที่ รงคุณค่า
ทางจิตใจ มนต์เสน่ห์แห่งเขตธนบุรี จากความเป็นเมืองหลวงในอดีต มนต์เสน่ห์แห่งสายน้าและวิถีชีวิตของ
ประชาชนรมิ่ ฝงั่ แม่น้า

4. แนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ได้แก่ (1) ผลิตภัณฑ์ชุมชนสร้างมูลค่าเพ่ิมบนแนวคิด
สถาปัตยกรรมท่ีทรงคุณค่าควรแก่การบันทึกไว้ในความทรงจา ประเภทเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ เส้ือ หมวก
ผ้าพันคอ (2) ผลิตภัณฑ์ชุมชนสร้างมูลค่าเพ่ิมบนแนวคิดสถาปัตยกรรมท่ีทรงคุณค่า ควรแก่การบันทึกไว้ใน
ความทรงจา ประเภทวสั ดใุ ชส้ อย เชน่ กระเปา๋ ผ้าติดสตกิ เกอร์ บรรจภุ ณั ฑถ์ ุงกระดาษ

21  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลยั และเครือขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

สรปุ และอภปิ ราย
มนต์เสน่ห์แห่งสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่า ได้แก่ วัดประยุรวงศาวาส วัดซางตาครู้ส ศาลเจ้าเกียน

อันเกง และมัสยิดบางหลวง เป็นสถานท่ีทีดึงดูดนักท่องเที่ยวเป็นจานวนมากเหมือนเช่นต้องมนต์เสน่ห์
โดยเฉพาะเอกลักษณ์ทางดา้ นสถาปัตยกรรมทม่ี ีเอกลักษณ์เฉพาะทอ้ งถ่นิ ท่ีมีหน่งึ เดียวในประเทศไทยเทา่ น้ัน

ประเด็นที่ 1 การยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนสร้างมูลค่าเพ่ิมบนแนวคิดสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่า
ควรแก่การบนั ทึกไว้ในความทรงจา ประเภทเครื่องนงุ่ หม่ ไดแ้ ก่ เสือ้ หมวกผา้ ผ้าพันคอ โดยการพฒั นาในสว่ น
นี้ส อดคล้ องกับแนว คิดการออกแบบผ ลิ ตภัณฑ์ของที่ระลึ กแล ะบรรจุภัณฑ์ส าหรับสถานที่ท่องเที่ยว เชิง
สถาปตั ยกรรมพระราชวังสนามจันทร์ (ปัทมา กระแสเสวตร, จตุรงค์ เลาหะเพ็ญแสง, และอุดมศักดิ์ สารบิ ุตร,
2558) ท้ังนี้การนาผลิตภัณฑ์เคร่ืองนุ่งห่ม เป็นผลิตภัณฑ์หลักนั้นเพราะเป็นตัวผลิตภัณฑ์ที่สามารถเก็บไว้ได้
นาน เป็นของที่ระลึกหรอื ของฝาก มีราคาไม่แพง เหมาะต่อการบันทึกความรู้สึก ความทรงจาที่ดี และส่ือสาร
ไดง้ ่ายเพราะเป็นของใชใ้ นชีวิตประจาวัน อีกท้ังสอดคล้องกับแนวคิดในการออกแบบเกย่ี วกบั อารมณ์ (Donald
A. Norman, 2004) ทั้ง 3 ด้าน คือ (1) ด้านความน่าดึงดูดใจ (Attractiveness) นามาเป็นแนวทางในการ
ออกแบบผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย ให้มีความน่าสนใจด้วยการกระตุ้นความรู้สึกของผู้บริโภคจากความรู้สึกแรกเห็น
ผลติ ภณั ฑ์ (2) ด้านลักษณะการใช้งาน (Functional) เป็นการกระตุ้นอารมณ์ผบู้ ริโภคจากความรู้สกึ เมอื่ ได้มอง
และจับต้องหรือใช้งานผลิตภัณฑ์ ซ่ึงจะมีความสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภค (Behavior)
(3) ด้านภาพลักษณ์ (Image) อันเป็นสิ่งที่จะสร้างความรู้สึกเชื่อมั่นให้แก่ตัวผลิตภัณฑ์ภายหลังจากการใช้งาน
(Reflection) และทาให้เกิดความพงึ พอใจตอ่ ผลิตภณั ฑ์ และท้ายสดุ คอื ความพึงพอใจตอ่ ผลิตภณั ฑต์ ามทฤษฏี
ส่วนประสมทางการตลาด 4P ของ เจอโรม มักคาร์ที (E. Jerome McCarthy, 2015) ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่
(1) ผลิตภัณฑ์ (Product) (2) ราคา (Price) (3) สถานที่ (Place) และ (4) การส่งเสริมสินค้า (Promotion)
เป็นสาคัญ

ประเด็นที่ 2 การยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนสร้างมูลค่าเพ่ิมบนแนวคิด สถาปัตยกรรมท่ีทรงคุณค่า
ควรแกก่ ารบนั ทกึ ไว้ในความทรงจา ประเภทวัสดุใช้สอย เช่น บรรจภุ ัณฑ์ถุงผา้ เอนกประสงค์ การพัฒนาในสว่ น
นี้สอดคล้องกับแนวคิด (วิลเลียม ไลป์ (William D. Lipe.1999) และชาร์ลส์ แม็กกริมซี (Charles R.
McGimsey,1987) การออกแบบสร้างสรรค์ตราสัญลักษณ์และกราฟิกบนบรรจุภัณฑ์ด้วยการใช้ทรัพยากร
ในท้องถิ่นที่ทรงคุณค่าของทรัพยากรวัฒนธรรม อีกท้ังสอดคล้องกับแนวคิดการออกแบบอัตลักษณ์ คือ
(1) มลี ักษณะเฉพาะตวั (Uniqueness) ไดแ้ รงบันดาลใจจากศลิ ปวฒั นธรรมเพื่อสรา้ งอัตลักษณค์ วามเปน็ ตัวตน
เพ่ือให้เกิดความเฉพาะตัวในรูปแบบใหม่ๆ เพ่ือทาให้ผู้บริโภคสามารถจดจาและรับรู้ได้ถึงความแตกต่าง (2)
เป็นสัญลักษณ์อันทรงคุณค่า (Value) นามาเป็นแนวทางในการออกแบบโดยคานึงถึงคุณค่า ความมีพลังของ
รปู ลักษณ์ท่จี ะสามารถดึงดูดให้ผู้พบเห็นสะดุดตาและเกิดความสนใจ ใคร่อยากรู้ถึงท่ีมาและความหมาย (3) มี
ความแตกต่าง (Differentiate) นามาเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์ให้เกิดความแตกต่างจากประโยชน์ท่ีบ่ง
บอกความเป็นชุมชน (4) สื่อสารแตกต่างกัน (Tone of Voice) โดยนามาเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์
สื่อสารหรืออธิบายถึงความหมาย เป็นการสร้างจุดเด่นให้แก่ผลิตภัณฑ์ที่จะนาไปใช้ (5) มีความงามเป็นเลิศ
(Graphic Excellence) โดยคานึงถึงความสวยงามที่สามารถนาไปประยุกต์เข้ากับผลิตภัณฑ์อย่างเหมาะสม
(6) ใช้งานได้นานเหมาะกับทุกยุคทุกสมัย (Longevity) (สุมิตรา ศรีวิบูลย์, 2551) (นันทพร ไพรเวศ, อภิสักก์
สนิ ธภุ คั และธเนศ ภิรมย์การ, 2562)

22  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วิทยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลยั และเครอื ข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

ข้อเสนอแนะและการนาไปใชป้ ระโยชน์
ข้อเสนอแนะเพอื่ การพฒั นาเชิงนโยบาย
1. การนาสัญลักษณ์ท่ีเป็นเอกลักษณ์ชุมชนมาใช้ประโยชน์เชิงพานิชย์น้ัน ต้องมีข้อควรระมัดระวัง

เป็นอย่างมาก เนื่องจากสัญลักษณ์บางส่ิงนั้น มีความเก่ียวข้องกับความศรัทธา ความเชื่อ ซ่ึงการนาสัญลักษณ์
มาใช้ประโยชน์เชิงพานิชย์จึงมีความสุ่มเสี่ยงต่อการทาลายศรัทธาความเช่ือของประชาชนในพ้ืนท่ี ซ้ึงต้องมี
ความระมดั ระวังถงึ ความเหมาะสม

2. การนาเอกลักษณ์หรืออัตลักษณ์ชุมชนมาใช้ในเชิงพาณิชย์ ถือเป็นโอกาสในการท่ีจะสร้าง
มูลค่าเพม่ิ ให้กบั ผลิตภณั ฑช์ ุมชน ให้สามารถสร้างรายได้เพิ่มได้ดว้ ย

3. การนาเอกลักษณ์ที่ทรงคุณค่าทางจิตใจมาใช้ประโยชน์เชิงพานิชย์นั้น เป็นการปลูกฝังสร้าง
จิตสานึกท่ีดีต่อการอนุรักษ์หวงแหนมรดกทางศิลปสถาปัตยกรรมของชุมชน ได้ตระหนักถึงคุณค่าร่วมการ
อนรุ กั ษ์ รกั ษา สบื ทอดตอ่ ไป

ข้อเสนอแนะสาหรับการศกึ ษาวิจัยครง้ั ต่อไป
1. ควรมีการศึกษาเชิงทดลองความเป็นสาเหตุและผลการสร้างสถานการณ์จาลองปัจจัยเชิงจิต
พฤตกิ รรมท่สี ่งผลตอ่ การตดั สนิ ใจทอ่ งเทยี่ วในพื้นท่ีเขตธนบุรี
2. การทดสอบแฟมทริป (FAM trip) เพ่ือศึกษาผลกระทบเชิงประจักษ์ท่ีได้รับผลดี เกิดประโยชน์
สูงสดุ ตอ่ ชุมชน

กติ ติกรรมประกาศ
ขอบคุณ แหล่งทุนสนับสนุน สนับสนุนทุนวิจัย สานักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์

วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และคณะกรรการทุน ผู้บริหาร มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี ที่สนับสนุนการ
ดาเนินการวิจัยน้ี

บรรณานกุ รม
ไชยสิทธิ์ ชาญอาวุธ .(2560). ศิลปะข้างถนนการแสดงออกบนพื้นท่ีสาธารณะ: ต่อเหตุการณ์สาคัญในสังคม.

วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภัฏธนบุร.ี ปีท่ี 11 ฉบบั ท่ี 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2560.
เตภิตา เสือหัน อรศิริ. (2558). ศกึ ษาพลวัตทางสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของชาวจีนฮ่อ กรณีศกึ ษาหมู่บา้ นสันติชล

ตาบลเวยี งใต้ อาเภอปาย จังหวดั แม่ฮ่องสอน. Veridian E-Journal, Silpakorn University, 8 (2)
(พฤษภาคม – สงิ หาคม), 2953-2966.
ธนัญชัย ลิมปาคม. (2559). สถาปัตยกรรมกับทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง. ภาควิชาสาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรม
มหาวทิ ยาลยั รงั สติ . 17-26.
ธัญพัชร ศรีมารัตน์. (2558). อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมกับกระบวนการกลายเป็นสินค้า : กรณีศึกษาโรงแรมปิง
นครา บูตกิ โฮเทล แอนด์ สปา เชยี งใหม. บนั ฑติ วิทยาลยั , มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่.
นิรันดร ทองอรุณ. (2553). การจัดการองค์ความรู้ทางสถาปัตยกรรมในสภาพแวดล้อมเสมือนของมรดกโลก
อยุธยาเพื่อพัฒนาการทอ่ งเที่ยวประวตั ิศาสตร.์ กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.
นนั ทพร ไพรเวศ, อภสิ ักก์ สนิ ธุภคั และ ธเนศ ภริ มยก์ าร. (2562). ศึกษาและออกแบบผลติ ภณั ฑจ์ ากอัตลักษณ์
ชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์มอญเพื่อเช่ือมโยงการท่องเที่ยวเขตลาดกระบัง. e-Journal of Education
Studies, Burapha University, 1(2), 62-78.

23  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลัย และเครอื ขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

ปญั ญา เทพสิงห์ และเกต็ ถวา บญุ ปราการ. (2558). การจดั การแหลง่ ศิลปวัฒนธรรมเพอื่ การท่องเท่ียวชายแดน
ไทย-มาเลเซีย. รายงานการวิจัย. มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์.

ปัทมา กระแสเสวตร, จตุรงค์ เลาหะเพ็ญแสง และอุดมศักดิ์ สาริบัตร. (2558). การศึกษาและออกแบบ
ผลิตภัณฑ์ของท่รี ะลึกตน้ แบบและบรรจภุ ัณฑส์ าหรบั สถานท่ที ่องเท่ยี วเชิงสถาปัตยกรรม พระราชวัง
สนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม. วารสารวิชาการ ศิลปะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร, 6 (2),
กรกฏาคม-ธนั วาคม, 70-79.

ปัญญา เทพสิงห์ และเก็ตถวา บุญปราการ. (2558). ศึกษาการจัดการแหล่งศิลปวัฒนธรรมเพ่ือการท่องเที่ยว
ชายแดนไทย-มาเลเซีย. รายงานการวิจัย มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์.

ปัทมา กระแสเสวตร, จตุรงค์ เลาหะเพ็ญแสง และอุดมศักดิ์ สาริบุตร. (2558). การศึกษาและออกแบบ
ผลิตภัณฑข์ องท่ีระลึกต้นแบบและบรรจุภณั ฑ์สาหรับสถานที่ท่องเท่ียวเชิงสถาปัตยกรรมพระราชวัง
สนามจนั ทร์ จงั หวัดนครปฐม. วารสารวิชาการ ศิลปะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร. 6
(2), (กรกฎาคม – ธันวาคม) : 70-79.

ปิ่นรัชฏ์ กาญจนนัษฐิติ. (2552). การอนุรักษ์มรดกสถาปัตยกรรมและชุมชน. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลัย.

พนมพร สารสิทธิยศ. (2561). ศาสนสถาน : การท่องเท่ียวทางวัฒนธรรมลุ่มน้าโขง. วารสารวิชาการ
มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อตุ รดิตถ์. 5 (2), (กรกฎาคม-ธนั วาคม) : 91-112.

พนมพร สารสิทธิยศ, สมศรี คะสัน. (2561). ศาสนสถาน : การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมลุ่มน้าโขง. วารสารวิ
ชการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตด์, 5 (2), กรกฎาคม-ธันวาคม :
91-112.

พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ. 9 ราชบัณฑิต). (2551). พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสตร์
ชุดคาวัด. กรุงเทพฯ: ธรรมสภาและสถาบันบันลือธรรม.

วรินท์ธรณ์ ภูดิฐธนะวงศ์ และรุ่งจรัส หุตะเจริญ. (2559). การศึกษาปัจจัยท่ีมีผลต่อการจาแนกวัดเป็นแหล่ง
ท่องเท่ียว: กรณีศึกษาวัดในเขตอนุรักษ์ศิลปกรรมรัตนโกสินทร์และฝั่งธนบุรี. ฉบับภาษาไทย สาขา
มนษุ ยศาสตร์สังคมศาสตรแ์ ละศิลปะ. 9 (3) กันยายน – ธนั วาคม 2527-2538

วิไลลักษณ์ เสรีตระกูล. (2555). ปัจจัยท่ีมีความสัมพันธ์กับความสนใจสถานที่ท่องเท่ียวของ นักท่องเท่ียวชาว
ต่างประเทศ: กรณีศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร. Journal of Thai Hospitality and Tourism, 7
(1), 58-66.

วรี ชัย คาธร .(2563). การศึกษาต้นแบบการพัฒนามูลค่าเพ่ิมเชิงพาณิชย์ของแหล่งมรดกศิลปสถาปัตย์สาหรับ
ส่งเสริมการท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรม ในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร. รายงานการวิจัยมหาวิทยาลัย
ราชภัฏธนบุรี

สานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. (2549). แนวทางจัดการภมู ิทัศน์วัฒนธรรม. กรุงเทพฯ: อมรินทร์
พร้นิ ต้ิง แอนดพ์ ับลิชซิ่ง จากัด.

สานกั การผังเมืองกรุงเทพมหานคร และศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมอื ง. (2562). Bangkok 250. เข้าถึงได้จาก:
http://bangkok250.org/strategy/

สุมิตรา ศรีวิบูลย์. (2551). ปจั จยั เพ่อื การออกแบบเครื่องหมายส่งิ บ่งชีท้ างภูมิศาสตร์ผลิตภณั ฑห์ รือผลผลิตทาง
การเกษตร: กรณีศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร และสมุทรสงคราม. Journal of the Faculty of
Architecture King Mongkut's Institute of Technology Ladkrabang, 6(1), 57-68.

24  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลัย และเครอื ข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

Lipe, W. D. (1984). Value and meaning in cultural resources. Approaches to the archaeological
heritage, 1-11.

Nzama, A. T., Magi, L. M., & Ngcobo, N. R. (2005). Workbook-I tourism workbook for educators: 2004
curriculum statement. In Unpublished Tourism Workshop Educational Materials. Centre
for Recreation & Tourism, UZ. and Tourism Kwa Zulu-Natal.

Norman, D. A. (2004). Introduction to this special section on beauty, goodness, and usability.
Human–Computer Interaction, 19(4), 311-318.

Willems, W. J., & van Kars H, H. R. (2008). Archaeological resource management and preservation.
Geoarchaeological and Bioarchaeological Studies, 10, 283-289.

25  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลยั และเครือขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

ฉผสั สายตนะแห่งแบรนดผ์ า่ นจักรวาลนฤมติ
Brand Sense through Metaverse

สมเกยี รติ เหลืองศักดชิ์ ยั
Somkiet Luengsakchai
อาจารย์ประจาคณะนเิ ทศศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั หอการค้าไทย
School of Communication Arts University of the Thai Chamber of Commerce
E-mail: [email protected]

บทคดั ยอ่
การศึกษาน้ีเป็นการสารวจและรวบรวมขอ้ มูลเชิงเอกสารในเบ้ืองต้นจากบทความ งานวิจยั หนังสือ

และกรณีศึกษาต่างๆ แล้วนามาทาการสังเคราะห์ข้อมูล เพ่ือนาเสนอขอบเขตและกรอบงานวิจัย โดยผล
การศึกษาพบว่า สมั ผัสแห่งแบรนด์ผ่านจดุ สัมผัสของผูบ้ ริโภคหรือผู้รบั สารทีม่ ีการเชื่อมตอ่ กนั ทางฉผัสสายตนะ
แห่งแบรนด์ อันประกอบไปด้วยธรรม 3 ประการ ได้แก่ 1. อายตนะภายใน 6 ของผู้บริโภคหรือผู้รับสารท่ี
กระทบกับ 2. อายตนะภายนอก 6 หรือ จักรวาลนฤมิต แล้วทาให้เกิด 3. วิญญาณ 6 หรือ ความรู้แจ้งอารมณ์
แห่งแบรนด์

คาสาคญั : ฉผสั สายตนะ, สมั ผัสแห่งแบรนด์, จกั รวาลนฤมติ , เมตาเวริ ์ส

Abstract
This study explores and collects preliminary documentation from articles, research,

books and case studies. This study used to synthesize the data and present the area and
framework of research. The results of the study found that “Brand Sense” through the
customer touchpoint or the receiver which is connected through the six contact or
“Chaphassayatana of the brand”, which consists of three Dhamma: The six internal sense-
fields of the consumer or the receiver, which affects the six external sense-fields or the
metaverse and then causes the six sense-awareness or “Consciousness of the brand”

Keywords: The six contact, The six sense-impression, Brand sense, Metaverse.

บทนา
“จักรวาลนฤมิต” หรือ “เมตาเวิร์ส” เป็นการใช้เทคโนโลยีร่วมกันหลายประการเพื่อเข้ามาช่วย

ผสานทง้ั โลกแหง่ ความเปน็ จรงิ กับโลกเสมอื นจริงสามมติ ิ (a three-dimensional virtual world) ด้วยการ อว
ทาร์ของคนจริง (avatars of real people) และได้กลายเป็นเทคโนโลยีท่ีอยู่ในความสนใจขึ้นมาอีกครั้งหน่ึง
โดยมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ผู้บริหารระดับสูงแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก (Facebook CEO) ท่ีได้
ประกาศ “รีแบรนด์” (rebrand) “เฟซบุ๊ก” ด้วยการเปล่ียนชื่อใหม่เป็น “เมตา” ซ่ึงมาจากภาษากรีกที่มี
ความหมายว่า ที่อยู่ไกลออกไป หรือ พ้นออกไป หรือ ท่ีเหนือกว่า” (beyond) พร้อมกับเปลี่ยนโลโก้ (logo)
ใหม่ คือ “∞” เปน็ รูปสญั ลักษณ์อินฟนิ ิต้ี (an infinity sign) เมอ่ี วันท่ี 28 ตลุ าคม พ.ศ.2564 (Jooyoung Kim,
2021, p. 141)

26  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลยั และเครอื ข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

“เมตา (Meta) เป็นองค์กรท่ีกาลังช่วยสร้างอนาคตให้กับประชาชนได้มีวิถีทางที่มากขึ้นเพ่ือได้เล่น
(play) และได้เชื่อมต่อกับ (connect) ใน เมตาเวิร์ส (the metaverse) “เมตา” ยินดีต้อนรับสู่บทเรียนต่อไป
แห่งการเช่อื มต่อทางสังคม (social connection)” (Meta, 2021)

การให้บริการแพลตฟอร์มโลกเสมือนจรงิ ที่ผใู้ ชง้ านสามารถ “อวทาร์” (avatar) คือ สรา้ งรูปแทนตัว
ผูใ้ ช้ในโลกเสมือนหรือเกม ซง่ึ อาจเป็นสองมิติหรอื สามมิติกไ็ ด้ (สานกั ราชบัณฑิตยสภา, 2562) เช่น การเข้าไป
ใชช้ ีวิตทีส่ อง การมีสังคม ความสามารถจับจา่ ยซอ้ื ของ และการเป็นเจ้าของธรุ กิจในโลกเสมอื นจริง เป็นตน้

โลกแห่งเมตาเวิร์สหรือจักรวาลนฤมิตท่ีมาพร้อมกับการรีแบรนด์ของ “เมตา” ในครั้งน้ีจักทาให้
ผู้บริโภคหรือผู้รับสารสามารถเข้าถึงจุดสัมผัสแห่งแบรนด์ในมิติการรับรู้ได้ทุกช่องทางการส่ือสารด้วยการใช้
เทคโนโลยีร่วมกันสร้างความเปน็ จริงเสมือนกับการเช่ือมตอ่ ทางสังคม ได้แก่ การจาลองภาพใหเ้ สมอื นจริงแบบ
360 องศา หรือ การสร้างโลกเสมือนจริง 3 มิติ โดยให้ผู้ใช้งานสวมใส่อุปกรณ์แว่นตาวีอาร์ (VR Glasses)
เพ่ือสามารถรับรู้และตอบสนองกบั ส่ิงท่ีจาลองข้ึนมาในโลกแห่งเมตาเวิร์สหรือจักรวาลนฤมิตผ่านการมองเห็นภาพ
การไดย้ นิ เสยี ง และการสมั ผสั ทางกาย เป็นตน้

การศึกษาครั้งนี้สนใจศึกษาปรากฏการณ์ “ฉผัสสายตนะแห่งแบรนด์ผ่านจักรวาลนฤมิต” ตาม
สภาพของความเป็นสารัตถะ (essence) ท่ีมีลักษณะเป็นเนื้อแท้ท่ีมีอยู่จริงตามสภาวธรรมแห่งความเป็นจริงท่ี
เรียกว่า ปรมัตถธรรม (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต), 2561, 222) “ธรรมท่ีเป็นปรมัตถ์, ธรรมท่ี
เป็นประโยชน์สูงสุด, สภาวะทม่ี ีอยโู่ ดยปรมัตถ์, สิ่งที่เป็นจริงโดยความหมายสูงสดุ , สภาวธรรม, นิยมพูดกันมา
เปน็ หลกั ทางพระอภธิ รรมว่ามี ปรมตั ถธรรม 4 คอื จติ เจตสิก รปู นิพพาน” ทง้ั น้ี สามารถจาแนกออกได้เปน็ 2
ประเภท คือ 1. รูปธรรม หมายถึง ส่ิงที่มีรูป, ส่ิงที่เป็นรูป ได้แก่รูปขันธ์ท้ังหมด สภาวะท่ีเป็นรูป 2. นามธรรม
คือ สภาวะท่ีน้อมไปหาอารมณ์, ใจและอารมณ์ท่ีเกิดกับใจ คือ จิต และเจตสิก, ส่ิงของที่ไม่มีรูป คือรู้ไม่ได้ทาง
ตา หู จมูก ล้ิน กาย แต่รู้ด้วยใจ (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต), 2561, 178, 377) โดยตัวอย่าง
ของสภาวธรรมท่ีมีลักษณะเฉพาะของตนจริง เช่น สภาวะของรูปธรรมท่ีมีลักษณะธาตุแข้นแข็งท่ีเรียกว่า “ปฐวีธาตุ
หรือ ธาตดุ นิ ” เมื่อกระทบสัมผสั กบั สภาวะของรปู ธรรมทางกายที่เรยี กว่า “กายปสาทรูป หรือ กายปสาทธาตุ”
แล้ว สภาวะของนามธรรม คือ ความรู้อารมณ์ทางกายหรือความรู้สึกทางกายสัมผัสท่ีเรียกว่า “กายวิญญาณ
ธาตหุ รือกายธาตุ” ก็เกดิ ข้ึน

วัตถุประสงค์ของการศกึ ษา
1. เพ่ือสารวจและรวบรวมข้อมลู เชิงเอกสารสาหรับใช้อธิบายปรากฏการณ์ท่ีเกี่ยวข้องกับฉผสั สายตนะ

แห่งแบรนดผ์ า่ นจกั รวาลนฤมติ
2. เพ่ือสังเคราะห์ข้อมูลที่เก่ียวข้องกับ ฉผัสสายตนะแห่งแบรนด์ผ่านจักรวาลนฤมิต พร้อมทั้ง

นาเสนอข้อมูลและนามาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการทาวิจัยในอนาคต

ขอบเขตการศกึ ษา
การศึกษาน้ีเป็นการวิจัยนาร่อง (Pilot study) โดยทาการสารวจและรวบรวมข้อมูลเชิงเอกสารใน

เบ้ืองต้นจากบทความ งานวิจัย หนังสือ และกรณีศึกษาต่างๆ ท่ีเก่ียวข้องกับการศึกษา ฉผัสสายตนะแห่งแบ
รนด์ผ่านจักรวาลนฤมิต โดยนาคาศัพท์ภาษาไทยท่ีสาคัญ ได้แก่ ฉผัสสายตนะ หรือ สัมผัส 6 หรือ ผัสสะ 6
แห่งแบรนด์ อันประกอบไปด้วยธรรม 3 ประการ ได้แก่ อายตนะภายใน 6 หรือ อัชฌัตติกายตนะ 6 ของ
ผู้บริโภคหรอื ผูร้ ับสาร ท่ีกระทบกับอายตนะภายนอก 6 หรือ พาหิรายตนะ 6 แห่งจักรวาลนฤมิต แลว้ ทาใหเ้ กิด
วิญญาณ 6 หรือ ความรู้แจ้งอารมณ์ 6 แห่งแบรนด์ มาทาการสืบค้นในระบบฐานข้อมูลภาษาไทยด้าน

27  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลัย และเครอื ข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

พระไตรปิฎกและพจนานุกรมพุทธศาสตร์ จานวน 4 ฐานข้อมูลในระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน พ.ศ.
2565 เพ่ือใช้อธิบายปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ ฉผัสสายตนะแห่งแบรนด์ผ่านจักรวาลนฤมิต และทาการ
สงั เคราะห์ข้อมูลท่ีเกยี่ วข้องกับการศึกษาน้ีสาหรับนาเสนอข้อมูลและนามาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการทาวิจัย
ในอนาคตตอ่ ไป

ประโยชนท์ ค่ี าดว่าจะไดร้ บั จากการศกึ ษา
1. ทาให้สามารถเข้าใจถึงปรากฏการณ์ท่ีเกี่ยวข้องกับ ฉผัสสายตนะแห่งแบรนด์ผ่านจักรวาลนฤมิต

และข้อค้นพบต่างๆ ได้แก่ ตัวแปรท่ีใช้ในการศึกษา กรอบแนวคิดทฤษฎีที่ใช้ในการศึกษา ระเบียบวิธีวิจัยท่ีใช้
ในการศึกษา ทส่ี ามารถนามาประยกุ ตใ์ ช้เปน็ แนวทางการทาวจิ ยั ในอนาคต

2. ทาให้สามารถนาผลการศึกษาท่ีได้มาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางสาหรับการพัฒนาทางการศึกษา
การวิจยั และการดาเนินธุรกิจทเ่ี กีย่ วขอ้ งกับ ฉผสั สายตนะแห่งแบรนด์ผา่ นจักรวาลนฤมติ ในประเทศไทยต่อไป

การทบทวนวรรณกรรม แนวคดิ ทฤษฎี และงานวจิ ัยทีเ่ กย่ี วขอ้ ง
1. แนวคิดเกย่ี วกับ “ฉผสั สายตนะ” (Chaphassayatana or The six contact or The six sense-

impression)
“ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงความเกิดและความดับแห่งโลก เธอทั้งหลายจงฟัง ฯลฯ ความเกิดแห่ง

โลก (โลก ในที่นี้หมายถึงสังขารโลก) เป็นอย่างไร คือ เพราะอาศัยจักขุและรูป จักขุวิญญาณจึงเกิด ความ
ประจวบแห่งธรรม 3 ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงเกิด เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหา
จึงเกดิ เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจงึ เกิด เพราะอปุ าทานเปน็ ปจั จัย ภพจงึ เกดิ เพราะภพเปน็ ปัจจัย ชาติ
จึงเกิด เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงเกิด ความเกิดแห่งโลก
เป็นอย่างน้ีแล เพราะอาศัยโสตะและเสียง...เพราะอาศัยฆานะและกลิ่น...เพราะอาศัยชิวหาและรส...เพราะ
อาศัยกายและโผฎฐัพพะ ... เพราะอาศัยมโนและธรรมารมณ์ มโนวิญญาณจึงเกิด ความประจวบแห่งธรรม 3
ประการเป็นผสั สะ เพราะผสั สะเป็นปัจจยั เวทนาจงึ เกิด ฯลฯ เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ
ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงเกิด ความเกิดแห่งโลกเป็นอย่างนี้แล” (โลกสูตร, ส.นิ. 16/44/90 ; โลกสมุทยสูตร,
ส.สฬา. 18/107/121)

กติ ติ กันภัย (2555: 13) ได้ทาการวจิ ัยนิเทศศาสตรใ์ นพระไตรปิฎก โดยกล่าวถึงความสมั พันธข์ องฉ
ผัสสายตนะกับการสื่อสารของมนุษย์ ว่า “มัชเฌนธรรมของการส่ือสารตามแนวพุทธศาสตร์อันเป็นข้อยุติจึง
หมายถึงผัสสะอันเป็นผลลัพธ์ของการท่ีอายตนะภายนอกหรืออารมณ์กระทบอายตนะภายในจนเกิดวิญญาณ
นั่นเอง เช่น ตา (อายตนะภายใน) ดูโทรทัศน์ (อารมณ์ คือ รูปและเสียงอันเป็นอายตนะภายนอก) ทาให้เกิด
ความรู้ว่าส่ิงที่ดูอยู่คืออะไร (วิญญาณ) นี้คือกระบวนการของผัสสะอันหมายถึงการรับรู้จากการสื่อสารภายใน
บุคคล กระบวนการสื่อสารยังไมห่ ยดุ เพยี งเทา่ น้ัน ผสั สะได้สร้างเวทนา ตัณหา อปุ าทาน ขนึ้ อกี ”

ความเกิดข้ึนแห่งโลกการสื่อสารของมนุษย์ที่มีองค์ประกอบของการสื่อสาร (David Kenneth
Berlo’s SMCR Model, 1960) อนั ได้แก่ ผูส้ ่งสาร (Source) สาร (Message) ช่องทางการส่อื สาร (Channel)
และ ผู้รับสาร (Receiver) น้ันก็เช่นกัน ย่อมอาศัยการเช่ือมต่อกัน (อายตนะ) ระหว่าง “อายตนะภายใน 6”
กบั “อายตนะภายนอก 6” จึงทาใหเ้ กิด “วญิ ญาณ 6” รวมธรรม 3 ประการเป็น “สมั ผัส หรือ ผัสสะ 6” (พระ
พรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตโฺ ต), 2559, 198-200) ดงั น้ี

ประการแรก คอื อายตนะภายใน 6 หรอื อัชฌตั ตกิ ายตนะ 6 ไดแ้ ก่
1. จกั ขายตนะ เป็นที่เช่อื มตอ่ ภายในทาให้เกดิ ความรู้ทางตา

28  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วิทยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

2. โสตายตนะ เป็นท่ีเชือ่ มตอ่ ภายในทาใหเ้ กิดความรทู้ างหู
3. ฆานายตนะ เป็นทเี่ ช่อื มต่อภายในทาใหเ้ กิดความรทู้ างจมูก
4. ชิวหายตนะ เปน็ ท่ีเช่อื มต่อภายในทาให้เกดิ ความรทู้ างลนิ้
5. กายายตนะ เปน็ ทเ่ี ช่อื มตอ่ ภายในทาใหเ้ กดิ ความรู้ทางกาย
6. มนายตนะ เปน็ ที่เชอ่ื มต่อภายในทาให้เกิดความรู้ทางใจ

ประการทส่ี อง คอื อายตนะภายนอก 6 หรือ พาหิรายตนะ 6 ได้แก่
1. รูปายตนะ เปน็ ท่ีเชอ่ื มต่อภายนอกทาใหเ้ กดิ ความรู้ทางรปู , สิง่ ทีเ่ หน็ หรอื วัณณะ คอื สี
2. สัททายตนะ เป็นทเี่ ชื่อมตอ่ ภายนอกทาใหเ้ กดิ ความรู้ทางเสยี ง
3. คนั ธายตนะ เป็นทเี่ ชอ่ื มต่อภายนอกทาให้เกดิ ความรทู้ างกล่ิน
4. รสายตนะ เปน็ ท่ีเชื่อมต่อภายนอกทาให้เกิดความรทู้ างรส
5. โผฏฐัพพายตนะ เป็นท่ีเชือ่ มต่อภายนอกทาใหเ้ กดิ ความรู้ทางสัมผัสทางกาย, สง่ิ ทีถ่ ูกต้องกาย
6. ธัมมายตนะ เปน็ ท่ีเชือ่ มต่อภายนอกทาใหเ้ กิดความรทู้ างอารมณ์ทเี่ กิดกบั ใจ, สิ่งทใี่ จนึกคดิ

ประการท่สี าม คอื “วญิ ญาณ 6” (ความรู้แจ้งอารมณ)์ ไดแ้ ก่
1. จักขวุ ิญญาณ เป็นความร้อู ารมณท์ างตา คือ ร้รู ปู ดว้ ยตา, เหน็
2. โสตวิญญาณ เปน็ ความรอู้ ารมณท์ างหู คอื รูเ้ สียงด้วยหู, ไดย้ นิ
3. ฆานวญิ ญาณ เป็นความรู้อารมณท์ างจมกู คือ ร้กู ลิ่นด้วยจมกู , ไดก้ ลน่ิ
4. ชิวหาวิญญาณ เปน็ ความรู้อารมณ์ทางลน้ิ คือ รูร้ สดว้ ยล้ิน, รรู้ ส
5. กายวญิ ญาณ เปน็ ความร้อู ารมณท์ างกาย คอื รโู้ ผฏฐัพพะดว้ ยกาย, รสู้ ึกกายสัมผสั
6. มโนวญิ ญาณ เป็นความรูอ้ ารมณท์ างใจ คอื รธู้ รรมารมณด์ ้วยใจ, รู้ความนกึ คดิ

รวมธรรม 3 ประการเป็น สัมผัส หรือ ผัสสะ 6 (Samphassa, Phassa: contact; sense-impression)
คือ ความกระทบ, ความประจวบกันแห่งอายตนะภายใน อายตนะภายนอก และวิญญาณ ไดแ้ ก่

1. จักขสุ มั ผสั (ความกระทบทางตา คอื ตา + รูป + จกั ขุวิญญาณ - Cakkhu-samphassa: eye-contact)
2. โสตสมั ผัส (ความกระทบทางหู คือ หู + เสียง + โสตวญิ ญาณ - Sota~: ear-contact)
3. ฆานสัมผัส (ความกระทบทางจมกู คอื จมูก + กลิน่ + ฆานวิญญาณ - Ghàna~: nosecontact)
4. ชวิ หาสมั ผัส (ความกระทบทางลิน้ คือ ลนิ้ + รส + ชิวหาวญิ ญาณ - Jivhà~: tonguecontact)
5. กายสัมผสั (ความกระทบทางกาย คอื กาย + โผฏฐพั พะ + กายวิญญาณ - Kàya~: body-contact)
6. มโนสมั ผัส (ความกระทบทางใจ คือ ใจ + ธรรมารมณ์ + มโนวิญญาณ - Mano~: mind-contact)
แนวคิดเก่ียวกับ “ฉผัสสายตนะ” จักเป็นประโยชน์ต่อการศึกษานี้ในการกาหนดตัวแปรที่เกี่ยวข้อง
กบั “ฉผัสสายตนะแหง่ แบรนดผ์ า่ นจักรวาลนฤมติ " ว่า สมั ผัสแหง่ แบรนดท์ ้งั 6 ทวาร (ช่องทางการรับรอู้ ารมณ์)
จักบังเกิดขึ้นกับผู้บริโภคหรือผู้รับสารผ่านจักรวาลนฤมิตได้อย่างไร และยังสามารถช่วยออกแบบเคร่ืองมือ
การศึกษา คือ แบบบันทึกข้อมูลในรูปแบบตารางลงรหัสในหมวดหมู่เอกสารและเนื้อหา ตลอดจนถึงการ
นามาใชอ้ ภิปรายผลการศกึ ษาไดใ้ นสว่ นทเ่ี กีย่ วกบั “ฉผสั สายตนะแห่งแบรนด์” ด้วย
2. แนวคิดเก่ียวกับ “สัมผัสแห่งแบรนด์” (Brand Sense)
สมาคมการตลาดแห่งสหรัฐอเมริกา (The American Marketing Association ; AMA, 2014) ได้
ให้คาจากัดความของคาว่า แบรนด์ด้ิง (Branding) ว่า “แบรนด์ (a brand) คือ ชื่อ (name) คาศัพท์ (term)
การออกแบบ (design) สัญลักษณ์ (symbol) หรือ คุณลักษณะอื่นใดที่บ่งชี้ (any other feature that

29  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลยั และเครือขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

identifies) สินค้าหรือบริการของผู้ขายรายใดรายหนึ่ง (one seller’s goods or service) ให้แตกต่างไปจาก
ผู้ขายผลติ ภณั ฑ์รายอน่ื (as distinct from those of other sellers)”

เดวิด เอเคอร์ (David A. Aaker, 1996, 1) กล่าวถึง การสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง (Building
Strong Brands) โดยต้ังคาถามว่า แบรนด์ที่แข็งแกร่งคืออะไร (What is a strong brand?) แล้วยกตัวอย่าง
คากล่าวของ ผู้บริหารระดับสูงของซันคิสท์ ที่ว่า “ผลส้ม (An orange) ก็คือ ผลส้ม เว้นไว้เสียแต่หรือเป็นที่
แนน่ อนแลว้ ว่า ผลสม้ น้ันจะกลายมาเปน็ “ซนั คิสท”์ (Sunkist) ซ่ึงเปน็ ชื่อ (a name) ท่ผี ู้บริโภค (consumers)
จานวนร้อยละ 80 ย่อมรู้จัก (know) และไว้วางใจได้ (trust)” และยังได้กล่าวถึง “คุณค่าของแบรนด์ (Brand
Equity) วา่ คอื ชุดของสินทรพั ย์ (a set of assets) หรือหนสี้ ิน (liabilities) ทีเ่ ชื่อมโยงเข้ากับ (linked to) ช่ือ
ของแบรนด์และสัญลักษณ์ของแบรนด์ (a brand’s name and symbol) ท่ีเพิ่มเข้าไป (adds to) หรือหัก
ออกจาก (subtracts from) มูลค่าที่จัดหามาให้โดย (the value provided by) สินค้าหรือบริการ (a
product or service)” (Aaker, 1996, 7-8)

มาร์ตนิ ลนิ สตอร์ม (Martin Lindstrom, 2005, 24) กล่าวถึง การสร้างแบรนด์ให้ทรงพลงั ผ่านการ
สัมผัสทางกาย การลิ้มรส การดมกล่ิน การมองเห็น และการได้ยินเสียง (Build Powerful Brands through
Touch, Taste, Smell, Sight, and Sound.) ดว้ ยตวั อยา่ งคาถามทน่ี ่าสนใจว่า

“เราจะเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าหากเราได้สัมผัสถึงการล้ิมรส การสัมผัสทางกาย และการดมกล่ินแล้ว
เราจะไมเ่ พิม่ มิติอน่ื ทโี่ นม้ น้าวใจอย่างมหาศาลกวา่ น้อี ีกหรอื

เราสามารถคิดออกมาเป็นสูตรอย่างง่าย คือ เสียง + การมองเห็น (vision) + การสัมผัสทางกาย +
การดมกลนิ่ + การลม้ิ รส (taste) ไดไ้ หม

เราจักค้นพบถึงการทางานร่วมกันในเชิงบวก (positive synergy) ที่ไขว้ผสานกันของประสาท
สมั ผัสทัง้ 5 (five senses) ของในแต่ละคนไดไ้ หม

ในกรณีของกล่ินหอมที่น่าอร่อยของอาหาร (delicious-smelling food) จักช่วยทาให้รสชาติของ
อาหารดีขน้ึ (food tastes better) จริงไหม หรอื โทรศัพท์มือถอื ทีม่ นี ้าหนกั มาก (a heavier mobile phone)
จกั บง่ บอกได้ถึงคณุ ภาพท่มี มี ากขึน้ ของอปุ กรณ์ (a higher-quality device) ด้วยไหม

กลิ่นนา้ หอมจักดีข้ีน (perfume smell better) จริงไหม ถ้าได้ถกู บรรจุอยู่ในขวดน้าหอมท่ีใส่อยู่ใน
กล่องที่มีการออกแบบอยา่ งสวยงาม (stylish canister)

ยิ่งไปกว่าน้ัน รูปลักษณ์ของการมองเห็นภาพและเสียง (the audio and visual aspect) จักทาให้
แบรนด์มีคุณค่ามากข้ึน (more value) ได้จริงไหม ถ้าหากสามารถส่ือได้ถึงความรู้สึกของกล่ิน สัมผัสทางกาย
และรสชาติ (imparts a sense of smell, touch, and taste)

แนวคิดเก่ียวกับ “สัมผัสแห่งแบรนด์” เป็นแนวคิดท่ีสามารถนามาใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ที่
เกี่ยวข้องกับ “ฉผัสสายตนะแห่งแบรนด์ผ่านจักรวาลนฤมิต” ทาให้เข้าใจได้ถึงจุดสัมผัสของผู้บริโภคหรือผู้รับสาร
(Customer touchpoint) ที่มีการเชื่อมต่อกันทางฉผัสสายตนะแห่งแบรนด์ และยังสามารถช่วยกาหนด
ตวั แปรที่เก่ยี วข้องสาหรับใช้ในการออกแบบเครื่องมือการศึกษา ตลอดจนถงึ การนามาใช้อภปิ รายผลการศึกษาน้ีได้

3. แนวคิดเกย่ี วกับ “จักรวาลนฤมิต” (Metaverse)
การสื่อสารแบรนด์ผ่านจุดสัมผัสของผู้บริโภคหรือผู้รับสารท่ีมีการเชื่อมต่อกันทางฉผัสสายตนะ
(สมั ผัส 6 หรือ ผัสสะ 6) แหง่ แบรนด์ในการตลาดแบบประสาทวิทยา (Neuromarketing) นั้น สามารถอธิบาย
ในมิติแห่งการรับรู้ของผู้บริโภคหรือผู้รับสารได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นด้วยอาศัยเทคโนโลยีสื่อสังคม (Social
media) และเทคโนโลยีโลกแห่งความเป็นจริงเสมือน (virtual reality) ท่ีมีการสร้างสรรค์ขึ้นมาในโลกแห่ง
เมตาเวริ ์ส

30  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

จักรวาลนฤมติ (สานักราชบัณฑติ ยสภา, 2564) หรอื เมตาเวิร์ส (Metaverse) เปน็ คาทป่ี ระกอบกัน
ข้ึนมาจาก (Lik-Hang Lee, Tristan Braud, Pengyuan Zhou, Lin Wang, Dianlei Xu, Zijun Lin, Abhishek
Kumar, Carlos Bermejo, and Pan Hui, 2021, p. 1) คาท่ีนาข้างหน้า (perfix) คือ เมตา (meta) ท่ีแสดง
นยั ถงึ การอยูเ่ หนอื (transcending) กับคาวา่ จักรวาล หรอื ยนู ิเวริ ส์ (universe) เพ่ืออธิบายถึงสภาพแวดลอ้ ม
สงั เคราะห์ทางสมมติฐาน (hypothetical synthetic environment) ท่เี ช่อื มโยงเขา้ กับโลกทางกายภาพ (the
physical world)

นอกจากนี้ คาว่า เมตา ยังสามารถใช้คาว่า อภิ ที่มีความหมายถึง ความย่ิงใหญ่ สูงสุด เหนือสุด
แทนท่ไี ดด้ ังเชน่ อภิปรชั ญา หรือ เมตาฟิสกิ ส์ (meta ta physika or metaphysics or after the physics or
first philosophy) อันเป็นสาขาหน่ึงของปรัชญา (Standford Encyclopedia of Philosophy, 2020 ;
Wikipedia, 2018) ที่มาจากการรวบรวมผลงานการเขียนหนังสือของอริสโตเติล (Aristotle’s) ซ่ึงประกอบด้วย
ภาษากรีก (Greek words) จานวน 2 คา คือ คาว่า เมตา ท่ีมีความหมายถึง หลังจาก (after) หรือ ข้างหลัง
(behind) หรือ ท่ามกลาง (among) กับคาวา่ ฟิสิกส์ ท่ีมีความหมายถึง ธรรมชาติ (the natural) ท่ีศึกษาเพ่ือ
อธบิ ายถึงการศึกษารากฐานของความเป็นจริง (the fundamental nature of reality) เปน็ ตน้

โลกแห่งเมตาเวิร์ส ได้ถูกประดิษฐ์ข้ึนมาเป็นครั้งแรกจากเนื้อหาส่วนหนึ่งของหนังสือจินตนิยาย
(speculative fiction) ทม่ี ีชื่อว่า สโนว์ แครช (Snow Crash) ของ นลี สตีเฟนสนั (Neal Stephenson, 1992)
ซึ่งไดก้ ล่าวถงึ เมตาเวิรส์ (Lik-Hang Lee, et al., 2021, p. 1) วา่

1. เป็นสภาพแวดล้อมเสมือนขนาดใหญ่ (a massive virtual environment) ที่ขนานกับ โลกทาง
กายภาพ (the physical world) ท่ีผู้ใช้งานมีปฏิสัมพันธ์ด้วยการสร้างรูปแทนตัวผู้ใช้งานในโลกดิจิทัลหรือ
ดิจิทลั อวทาร์ (digital avatars) โดยการปรากฏตวั ข้ึนมาเปน็ ครงั้ แรกของ เมตาเวริ ์ส จากในนวนยิ ายเรื่องน้ี เม
ตาเวิร์ส เป็นจักรวาลท่ีสร้างข้ึนมาด้วยคอมพิวเตอร์ (computer-generated universe) ที่ผ่านแนวความคิด
อันหลากหลายอย่างมากมาย (vastly diversified concepts) เช่น ไลฟ์ลอกกิ้ง (lifelogging) เป็นอุปกรณ์ท่ี
ช่วยบันทึกข้อมูลต่างๆ ในชีวติ ประจาวันของตัวเองโดยอัตโนมตั ิ เช่น การจับภาพ สัญญาณชีพ การเคล่อื นไหว
การออกกาลงั กาย การนอนหลับ เป็นต้น สาหรบั ไวช้ ว่ ยชีวิตหรือใชช้ ว่ ยเหลอื ผใู้ ชง้ านในเรอื่ งตา่ งๆ

2. พื้นทสี่ ่วนรวมในโลกเสมือนจรงิ (collective space in virtuality)
3. อนิ เทอรเ์ นต็ เปน็ ตัวเป็นตน (embodied internet) หรอื อนิ เทอรเ์ น็ตเชิงพืน้ ที่ (spatial Internet)
4. โลกแหง่ กระจกเงา (mirror world)
5. จักรวาลเดยี ว หรือ ออมนิเวริ ์ส (an omniverse) เป็นสถานที่ทไ่ี ดม้ ีการจาลองสถานการณข์ ้ึนมา
และใหผ้ คู้ นไดเ้ ข้ามาร่วมมอื กนั ทางาน (a venue of simulation and collaboration)
6. สาหรับในบทความวิจัยของ ลี และคณะ (Lik-Hang Lee, et al., 2021, p. 1) น้ีได้พิจารณาคาว่า
เมตาเวิร์ส ในฐานะท่ีเป็นสภาพแวดล้อมเสมือนจริงที่ผสมผสานกันทางกายภาพและดิจิทัล เพ่ือเอื้ออานวย
ความสะดวกให้ ด้วยการบรรจบกัน (convergence) ระหว่างเทคโนโลยที างอนิ เทอร์เนต็ และเว็บไซต์กับความ
เป็นจรงิ ที่ยืดออกไป หรือเอ็กซ์อาร์ (Extended Reality ; XR) ตามท่ีปรากฏอยู่ในบทความเรอ่ื งความต่อเน่ือง
ของความเสมือนจริงท่ีขยายมาจากความเป็นจริงของมิลิแกรมและคิชิโน (the Milgram and Kishino’s
Reality-Virtuality Continuum)
7. ความเป็นจริงที่ยืดออกไป หรือเอ็กซ์อาร์ เป็นการผสานรวมกันทางดิจิทัลและกายภาพในระดับ
ต่างๆ เช่น ความเป็นจริงเสริม หรือ เออาร์ (Augmented Reality ; AR) ความเป็นจริงผสม หรือเอ็มอาร์
(Mixed Reality ; MR) และ ความเป็นจริงเสมือน หรือ วีอาร์ (Virtual Reality ; VR) ซ่ึงเป็นไปในทานอง
เดียวกันกับฉากของเมตาเวิร์ส (the metaverse scene) ท่ีอยู่ในนิยายเร่ือง สโนว์ แครช ท่ีฉายภาพความเป็นคู่

31  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

(the duality) ของโลกแห่งความเป็นจริง (the real world) และ การทาสาเนาแห่งสภาพแวดล้อมดิจิทัล
(a copy of digital environments) ทง้ั น้ี ปัจเจกชนผู้ใช้งานท้ังหมดที่อยู่ในเมตาเวิร์สจักมีรูปแทนตวั ผู้ใช้งาน
เอง (avatars) ของแตล่ ะคนอันเปรยี บเสมือนตัวตนของผ้ใู ช้งานทางกายภาพทเ่ี ข้าไปมปี ระสบการณไ์ ด้ดว้ ยชีวิต
ทางเลือก (an alternate life) ในโลกเสมือนจริง (a virtuality) อุปมาประดุจดังโลกแห่งความเป็นจริงหนึ่ง
ของผู้ใช้งานน้นั เอง

ความเป็นจริงเสมือน (VR) เป็นสภาวะจาลองท่ีสร้างข้ึนด้วยคอมพิวเตอร์เพ่ือให้เหมือนสภาวะจริง
ซึง่ ผู้ใช้สามารถมปี ฏิกิริยาโต้ตอบกับสภาวะจาลองน้ีได้ เช่น การจาลองสภาพเรือนไทยเพื่อให้ผู้ชมสามารถเข้า
ไปดูห้องต่างๆ ภายในไดเ้ สมือนกับเข้าไปดจู ริงๆ (สานักราชบัณฑติ ยสภา, 2562) หรือการสวมใส่แว่นตาวอี าร์ที่
จักทาใหเ้ ห็นภาพจาลองเสมือนจรงิ แบบ 360 องศา เป็นต้น

ความเปน็ จริงเสรมิ (AR) เป็นสภาวะจริงทีแ่ ต่งเติมขึน้ ดว้ ยเทคโนโลยี เชน่ ผู้ใช้กาลังดูรถยนต์อยแู่ ละ
ต้องการทราบข้อมูลเก่ียวกับรถยนต์ ก็อาจจะใช้แว่นตาชนิดพิเศษซึ่งสามารถแสดงข้อมูลรถยนต์ซ้อนลงบน
ภาพรถยนต์ทก่ี าลงั มองอยู่ได้ (สานกั ราชบณั ฑิตยสภา, 2562)

ท้ังน้ี เทคโนโลยีเออาร์ (AR) ที่ผสานโลกแห่งความเป็นจริงเข้ากับโลกแห่งความเสมือนจริง
ตัวอย่างเช่น “โปเกมอน โก” (Pokemon Go) เป็นเกมออนไลน์ท่ีมีการใช้ระบบซอฟต์แวร์หรือแอปพลิเคช่ัน
กับอุปกรณ์เช่ือมต่อต่างๆ ของสมาร์ทโฟน (smart phone) ไดแ้ ก่ จอภาพ กลอ้ ง ไมโครโฟน หูฟัง ลาโพง เป็น
ต้น เพ่ือสร้างวัตถุเสมือนจริงหรือส่ิงที่จาลองข้ึนมารอบตัวผู้ใช้งานผ่านการมองเห็นและการได้ยินจากอุปกรณ์
เช่ือมต่อต่างๆ เหล่าน้ัน เช่น การปรากฎตัวข้ึนมาของตัวการ์ตูน ภาพ วีดิโอ เสียง และข้อมูลต่างๆ ที่เข้ากับ
สภาพแวดล้อมในขณะนั้นจริงๆ เพื่อทาให้ผู้ใช้งานสามารถตอบสนองกับวัตถุเสมือนจริงหรือส่ิงที่จาลองข้ึนมา
เหลา่ นนั้ ได้ในสภาพแวดล้อมขณะนัน้ จรงิ ๆ

แนวคิดเก่ียวกับ “จักรวาลนฤมิต” เป็นแนวคิดท่ีสามารถนามาใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ที่
เก่ยี วขอ้ งกับ “ฉผสั สายตนะแหง่ แบรนดผ์ า่ นจักรวาลนฤมิต” ทาให้เขา้ ใจไดถ้ ึงมิติแห่งการรบั รู้ของผบู้ ริโภคหรือ
ผู้รับสารผ่านเทคโนโลยีที่ช่วยสร้างสรรค์จุดสัมผัสแห่งแบรนด์ขึ้นมาในโลกแห่งเมตาเวิร์สหรือจักรวาลนฤมิต
และยังสามารถช่วยกาหนดตัวแปรท่ีเก่ียวข้องสาหรับใช้ในการออกแบบเคร่ืองมือการศึกษา ตลอดจนถึงการ
นามาใช้อภิปรายผลการศึกษาน้ไี ด้

วธิ ีการดาเนินการศึกษา
การศึกษาน้ีใช้ระเบยี บวิธกี ารวจิ ัยเชงิ คุณภาพ (Qualitative research) โดยการสารวจและรวบรวม

ข้อมูลเชิงเอกสารในเบ้ืองต้นจากบทความ งานวิจัย หนังสือ และกรณีศึกษาต่างๆ ที่เก่ียวข้อง แล้วนาคาศัพท์
ภาษาไทยที่สาคัญมาทาการวิเคราะห์เอกสาร (document analysis) และการวิเคราะห์เน้ือหา (Qualitative
content analysis) จากการสืบค้นในระบบฐานขอ้ มูลภาษาไทยด้านพระไตรปฎิ กและพจนานกุ รมพุทธศาสตร์
จานวน 4 ฐาน ดังนี้

1. ระบบฐานข้อมลู “พระไตรปฎิ ก 84000.org” ผ่านทางลงิ ก์ https://84000.org
2. ระบบฐานข้อมูล “พระไตรปิฎกฉบับสาหรับประชาชน ย่อความจากพระไตรปิฎกฉบบั ภาษาบาลี
45 เล่ม ฉบับวาระ 100 ปีชาตกาลอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ พุทธศักราช 2560” ผ่านทางลิงก์
https://www.ptipitaka.org/reading
3. ระบบฐานข้อมูล “พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์” ผ่านทางลิงก์ https://www.
watnyanaves.net/th/book_detail/268 หรือ https://84000.org หรือ https://84000.org/tipitaka/dic/ หรือ
https://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=&original=1

32  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลยั และเครือขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

4. ระบบฐานข้อมูล “พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม” ผ่านทางลิงก์ https://www.
watnyanaves.net/uploads/File/books/pdf/dictionary_of_buddhism_pra-muan-dhaama.pdf ห ร ือ
https://84000.org หรือ https://84000.org/tipitaka/dic/ หรือ https://84000.org/ tipitaka/dic/
d_seek.php?text=&original=1

การวิเคราะห์เอกสารและการวิเคราะห์เนื้อหาด้วยการแปลงเป็นรหัส การลงรหัส การจัดหมวดหมู่
เอกสาร และการจัดหมวดหมู่เนื้อหา โดยมีกรอบและแนวทางการจดั หมวดหมู่ทไ่ี ด้จากการทบทวนวรรณกรรม
แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องเป็นเกณฑ์ ซึ่งครอบคลุมตัวแปรท่ีจะศึกษา แล้วสังเคราะห์ข้อมูลโดย
การแจงนับ ตลอดจนทาการสงั เคราะห์ผลและเขียนรายงานโดยการบรรยายตามวตั ถปุ ระสงค์ของการศึกษาน้ี

ประชากรและกลุ่มตัวอย่างท่ใี ช้ในการศึกษา
ประชากรท่ีใช้ในการศึกษานี้ คือ พระไตรปิฎก ทั้ง 3 ปิฎก ได้แก่ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก

พระอภธิ ัมมปิฎก
กลมุ่ ตัวอย่างทใี่ ชใ้ นการศึกษานี้ คอื
1. ระบบฐานขอ้ มลู ภาษาไทย “พระไตรปฎิ ก” ได้แก่
1.1 พระไตรปิฎก 84000.org
1.2 พระไตรปิฎกฉบบั สาหรับประชาชน ยอ่ ความจากพระไตรปิฎกฉบับภาษาบาลี 45 เล่ม ฉบับ

วาระ 100 ปชี าตกาลอาจารย์สชุ พี ปญุ ญานุภาพ พทุ ธศกั ราช 2560
2. ระบบฐานข้อมลู ภาษาไทย “พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร์” ไดแ้ ก่
2.1 พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม (พระพรหมคุณาภรณ์, ป. อ. ปยุตฺโต, 2559, 4-7)

เป็นหนังสือท่ีมุ่งเอาหมวดธรรมที่มาในพระไตรปิฎกโดยตรงเปน็ พื้น ส่วนที่มาในคัมภีร์อื่นพยายามจากัดเฉพาะ
คัมภีร์สาคัญในระดับรองลงมาที่นิยมนับถือ ใช้ศึกษาและอ้างอิงกันอยู่ท่ัวไปในวงการศึกษาพระพุทธศาสนา
โดยมีรายละเอียดดังนี้

2.1.1 พระไตรปิฎก ฝ่ายภาษาไทย หมายเอาคัมภีร์ในพระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
ชุด 45 เล่มจบ การอ้างใช้ระบบ เล่ม/ข้อ/หน้า ตัวอย่าง: ขุ.อิติ. 25/195/237 = ขุทฺทกนิกาย อิติวุตฺตก
พระไตรปิฎกเล่ม 25 ข้อ 195 หน้า 237 การอ้างที่มาโดยระบบนี้ช่วยอานวยความสะดวกแก่ผู้มีพระไตรปิฎก
ฉบับแปลภาษาไทย 25 พุทธศตวรรษ สามารถใช้ร่วมได้ด้วย โดยเฉพาะฉบับท่ีกรมการศาสนาจัดพิมพ์ใหม่
มี 45 เล่มจบ เลขเลม่ และเลขข้อตรงกันใชร้ ่วมกนั ได้ แปลกเฉพาะเลขหนา้ ซ่ึงใช้กันไม่ได้ (ความจริง การอ้างแต่
เล่มกบั ข้อเท่านนั้ ก็เพยี งพออยู่แล้ว)

2.1.2 พระไตรปิฎก ฝ่ายภาษาอังกฤษ เป็นพระไตรปิฎกแปลฉบับภาษาอังกฤษของสมาคม
บาลีปกรณ์ (The Pali Text Society) หมายเอาฉบับบาลีอกั ษรโรมนั ของสมาคมบาลีปกรณ์ในประเทศอังกฤษ
ระบบการอ้างใชอ้ ย่างทน่ี ิยมกันทว่ั ไป

2.1.3 คัมภีร์รุ่นหลังหรือคัมภีร์สมัยหลัง ในกรณีมีที่มามากมายหลายแห่ง ทั้งในพระไตรปิฎก
และคัมภีร์รุ่นหลัง ถือเอาพระไตรปิฎกเป็นหลัก ส่วนที่มาในคัมภีร์รุ่นหลังมีอรรถกถาเป็นต้น ถ้าไม่มีเหตุผล
สมควร อาจไม่แสดงไวเ้ ลย เพราะถือเป็นการเกินจาเปน็ สว่ นท่มี าในคมั ภีร์อ่ืนพยายามจากัดเฉพาะคัมภรี ์สาคัญ
ในระดับรองลงมา ที่นิยมนับถือ ใช้ศึกษาและอ้างอิงกันอยู่ท่ัวไปในวงการศึกษาพระพุทธศาสนา เช่น คัมภีร์
ปฏิสมั ภทิ ามคั ค์ คัมภีร์ปรมตั ถมัญชุสา มหาฎกี าแห่งวสิ ุทธมิ ัคค์ (คัมภรี ว์ ิสุทธิมัคค์)

33  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลัย และเครือขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

2.1.4 พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ตามหลักการเขียนคาที่เป็นธรรมบัญญัติใน
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493 และ พ.ศ. 2525 เม่ือพบคาท่ีเขียนในรูปอ่ืน ซ่ึงหาไม่พบใน
ดชั นคี น้ คา พงึ เทยี บเคยี งตามหลกั ภาษา ใหไ้ ดร้ ปู ที่ค้นได้ในดัชนีค้นคาน้ี

2.2 พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต),
2561, 646-647) หนังสือนี้เรียก พจนานุกรมพุทธศาสน์ ให้ต่างจาก พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ที่ได้จัดทาและ
ตพี ิมพ์ไปก่อนแลว้ เพราะพจนานุกรมพุทธศาสตร์ แสดงเฉพาะข้อทีเ่ ป็นหลักหรอื หลักการของพระพุทธศาสนา
อันได้แก่คาสอนท่ีเป็นสาระสาคัญ ส่วนหนังสือเล่มนี้รวมเอาสิ่งท้ังหลายที่เรียกกันโดยนามว่าพระพุทธศาสนา
เข้ามาอย่างท่ัวไป มีท้ังคาสอน ประวัติ กิจการ พิธีกรรม และแม้ส่ิงท่ีไม่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาโดยตรง
อย่างไรก็ตาม แม้พจนานุกรมพุทธศาสน์ น้ีจะมีขอบข่ายกว้างขวางกว่า พจนานุกรมพุทธศาสตร์ แต่ก็หย่อน
กว่าในแง่ความลึกและความละเอียด หนังสือน้ีนาคาศัพท์ท้ังหลายในหนังสือ ศัพท์หลักสูตรภาษาไทย สาหรับ
นักธรรมช้ันตรี ช้ันโท และช้ันเอก รวม 3 เล่ม ไปเรียงลาดับอักษรมา แล้วผู้จัดทาปรุงแต่งขยายออกเป็น
พจนานกุ รมพุทธศาสน์ เลม่ นี้ โดยมีรายละเอยี ดดังนี้

2.2.1 หนังสือแบบเรียนนักธรรม มี นวโกวาท และ วินัยมุข เป็นต้น ซ่ึงส่วนใหญ่เป็นพระ
นิพนธข์ อง สมเด็จพระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

2.2.2 หนังสือ ศัพทห์ ลักสตู รภาษาไทย สาหรบั นกั ธรรมชัน้ ตรี ชั้นโท และ ช้นั เอก รวม 3 เล่ม
ของมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย

2.2.3 พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2493 ที่อานวยความหมายแห่งคาศัพทท์ ่ีมีใช้
ในภาษาไทย

ตวั แปรท่ใี ช้ในการศึกษา
ตวั แปรทใี่ ชใ้ นการสังเคราะห์งานวิจยั เกี่ยวขอ้ งกบั ฉผัสสายตนะแห่งแบรนดผ์ า่ นจักรวาลนฤมติ มีดงั น้ี
1. ฉผัสสายตนะ หรือ สัมผสั 6 หรือ ผัสสะ 6 แหง่ แบรนด์
2. อายตนะภายใน 6 หรือ อชั ฌตั ตกิ ายตนะ 6 ของผู้บริโภคหรอื ผรู้ ับสาร
3. อายตนะภายนอก 6 หรือ พาหิรายตนะ 6 แหง่ จักรวาลนฤมติ
4. วิญญาณ 6 หรือ ความรูแ้ จง้ อารมณ์ 6 แห่งแบรนด์

เคร่ืองมือและการตรวจสอบ
การสร้างแบบบันทึกข้อมูลและตัวแปรท่ีใช้ในการศึกษา (Coding Form) ของระบบฐานข้อมูล

ภาษาไทยด้านพระไตรปฎิ กและพจนานุกรมพุทธศาสตร์ จานวน 4 ฐานข้อมูล พรอ้ มกบั การใช้คู่มอื การลงรหัส
(Code Handbook) ไดแ้ ก่ 1. แบบบนั ทกึ ขอ้ มูลท่ีเก่ยี วข้องกับตัวแปรทใ่ี ช้ในการศึกษา ไดแ้ ก่ หมวดหมู่เอกสาร
และ หมวดหมเู่ นื้อหา 2. แบบบันทึกขอ้ ค้นพบทไี่ ด้จากการศกึ ษาที่เก่ยี วข้องกับการศึกษา ฉผัสสายตนะแห่งแบ
รนด์ผ่านจักรวาลนฤมิต และไดท้ าการตรวจสอบความเชือ่ ม่ัน (Reliability) ของเคร่อื งมือ และ ความเที่ยงตรง
ของเนือ้ หา (Content Validity) โดยผูท้ รงคุณวฒุ ิ จานวน 5 ท่าน

ตัวอย่างแบบบันทึกข้อมูลในรูปแบบตารางลงรหัสในหมวดหมู่เอกสารและเนื้อหาจากพระไตรปิฎก
84000.org เป็นดังนี้

34  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลัย และเครอื ขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

คาค้นในพระไตรปิฎก เอกสารและเน้ือหาที่ เ อ ก ส า ร แ ล ะ เ นื้ อ ห า ที่ เ อ ก ส า ร แ ล ะ เ นื้ อ ห า ท่ี

84000.org คน้ พบในพระวนิ ยั ปิฎก ค้นพบในพระสุตตันตปิฎก ค้นพบในพระอภธิ ัมมปฎิ ก

1. ฉผัสสายตนะ หรือ

สัมผัส 6 หรือ ผัสสะ 6

แหง่ แบรนด์

2. อายตนะภายใน 6

หรือ อัชฌัตติกายตนะ

6 ของผู้บริโ ภคหรือ

ผ้รู ับสาร

3. อายตนะภายนอก 6

หรือ พาหิรายตนะ 6

แหง่ จักรวาลนฤมติ

4. วิ ญ ญ า ณ 6 ห รื อ

ความรู้แจ้งอารมณ์ 6

แหง่ แบรนด์

ตัวอย่างแบบบันทึกข้อมูลในรูปแบบตารางลงรหัสในหมวดหมู่เอกสารและเน้ือหาจากพระไตรปิฎก
ฉบับสาหรับประชาชนเป็นดังน้ี

คาค้นในพระไตรปิฎก เอกสารและเน้ือหาท่ี เ อ ก ส า ร แ ล ะ เ น้ื อ ห า ท่ี เ อ ก ส า ร แ ล ะ เ นื้ อ ห า ที่
ฉบบั สาหรับประชาชน คน้ พบในพระวินัยปฎิ ก ค้นพบใน พระสตุ ตนั ตปฎิ ก คน้ พบในพระอภิธัมมปฎิ ก

1. ฉผัสสายตนะ หรือ
สัมผัส 6 หรือ ผัสสะ 6
แห่งแบรนด์

ตัวอย่างแบบบันทึกข้อมูลในรูปแบบตารางลงรหัสในหมวดหมู่เอกสารและเน้ือหาจากพจนานุกรม
พทุ ธศาสตร์ เปน็ ดงั นี้

คาค้นในพจนานุกรม เ อ ก ส า ร แ ล ะ เ น้ื อ ห า ที่ ค้ น พ บ ใ น เ อ ก ส า ร แ ล ะ เ น้ื อ ห า ที่ ค้ น พ บ ใ น

พทุ ธศาสตร์ พจนานุกรมพุทธศาสตรฉ์ บับประมวลธรรม พจนานุกรมพทุ ธศาสน์ฉบบั ประมวลศัพท์

1. ฉผัสสายตนะ หรือ

สัมผัส 6 หรือ ผัสสะ 6

แหง่ แบรนด์

ผลการศกึ ษา
ผลการศึกษาในเบื้องต้นได้พบข้อมูลท่ีเก่ียวขอ้ งกับตวั แปรท่ใี ช้ในการสงั เคราะห์งานวจิ ัยเก่ยี วข้องกับ

ฉผัสสายตนะแหง่ แบรนด์ผ่านจักรวาลนฤมิต มดี งั นี้
1. ฉผัสสายตนะ หรือ สัมผัส 6 หรือ ผัสสะ 6 แห่งแบรนด์ โดยมีเน้ือความในพระไตรปิฎกท่ี

เกยี่ วขอ้ งดงั ตัวอย่างเช่น

35  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครือขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

7. สฬายตนวิภังคสูตร ว่าด้วยการจาแนกอายตนะ 6 ประการ (สฬายตนวิภังคสูตร, ม.อุ. 14/304-
305/368-370)

โดยมีสาระสาคัญที่แสดงเรื่อง อายตนะภายใน 6 อายตนะภายนอก 6 หมวดวิญญาณ 6 หมวด
ผสั สะ 6

9. ปฐมฉผัสสายตนสูตร ว่าด้วยผัสสายตนะ 6 ประการ สูตรที่ 1 (ปฐมฉผัสสายตนสูตร, ส.สฬา.
18/71/61-62)

10. ทุติยฉผัสสายตนสูตร ว่าด้วยผัสสายตนะ 6 ประการ สูตรท่ี 2 (ทุติยฉผัสสายตนสูตร, ส.สฬา.
18/72/62-63)

11. ตติยฉผัสสายตนสูตร ว่าด้วยผัสสายตนะ 6 ประการ สูตรที่ 3 (ตติยฉผัสสายตนสูตร, ส.สฬา.
18/73/63-64)

โดยมีสาระสาคัญท่ีแสดงเร่ือง ความเกิด (สมทุ ยญฺจ) ความดับ (อตฺถงฺคมญจฺ ) คุณ (อสสฺ าทญจฺ ) โทษ
(อาทนี วฺญจ) และเครอื่ งสลัดออกจาก (นิสฺสรณญฺจ) ฉผัสสายตนหรือผัสสายตนะ 6 ประการตามความเปน็ จริง
ได้แก่ จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย มโน เป็นส่ิงที่ไม่เท่ียง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดาไม่ควรที่จะ
พิจารณาเห็นส่ิงน้ันว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น น่ันเป็นอัตตาของเรา” ภิกษุ อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้
ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า “น่ันไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา” ย่อมเบ่ือ
หน่ายแม้ในจักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย มโน ย่อมคลายกาหนัด จิตย่อมหลุดพ้น ก็รู้ว่า “หลุดพ้นแล้ว”
ร้ชู ัดว่า “ชาตสน้ิ แลว้ อยู่จบพรหมจรรยแ์ ล้ว ทากิจทค่ี วรทาเสร็จแลว้ ไม่มกี จิ อ่นื เพ่ือความเปน็ อยา่ งน้ีอีกต่อไป”
น้แี ลคือท่สี ดุ แห่งทุกข์

2. อายตนะภายใน 6 หรือ อัชฌัตติกายตนะ 6 ของผู้บริโภคหรือผู้รับสาร โดยมีเน้ือความใน
พระไตรปิฎกที่เกีย่ วขอ้ งดังตวั อยา่ งเชน่

4. อชั ฌตั ตกิ ายตนสูตร วา่ ดว้ ยอายตนะภายใน (อชั ฌตั ติกายตนสตู ร, ส.มหา. 19/1084/599-600)
โดยมีสาระสาคัญท่ีแสดงให้ ภิกษุท้ังหลาย พึงทาความเพียรเพื่อรู้ชัดตามความเป็นจริงในอริยสัจ 4
ประการ คอื
1. ทุกขอริยสัจ ได้แก่ อายตนะภายใน 6 ประการ คือ 1. จักขวายตนะ (อายตนะ คือ ตา) ฯลฯ
6. มนายตนะ (อายตนะ คอื ใจ)
2. ทุกขสมุทยอริยสัจ คือ ตัณหาอันทาให้เกิดอีก ประกอบด้วยความความเพลิดเพลินและความ
กาหนดั มปี กติให้เพลดิ เพลินอยู่ในอารมณน์ นั้ ๆ คอื กามตัณหา ภวตณั หา วิภวตัณหา
3. ทุกขนิโรธอริยสัจ คือ ความดับตัณหาไม่เหลือด้วยวิราคะ ความสละ ความสละคืน ความพ้น
ความไม่อาลยั ในตณั หา
4. ทกุ ขนโิ รธคามินปี ฏปิ ทาอริยสัจ คอื อริยมรรคมอี งค์ 8 ไดแ้ ก่ 1. สมั มาทิฏฐิ ฯลฯ 8. สัมมาสมาธิ
3. อายตนะภายนอก 6 หรือ พาหิรายตนะ 6 แห่งจักรวาลนฤมิต โดยมีเนื้อความในพระไตรปิฎกที่
เกีย่ วข้องดังตวั อยา่ งเชน่
อภธิ รรมภาชนยี ์ (อภธิ รรมภาชนยี ์, อภ.ิ ว.ิ 35/99-100/77-79)
โดยมีสาระสาคัญที่แสดงเร่ือง อายตนะ 12 คือ 1. จักขายตนะ 2. โสตายตนะ 3. ฆานายตนะ
4. ชิวหายตนะ 5. กายายตนะ 6. มนายตนะ 7. รูปายตนะ 8. สัททายตนะ 9. คันธายตนะ 10. รสายตนะ
11. โผฏฐพั พายตนะ 12. ธมั มายตนะ
จักขใุ ด เปน็ ปสาทรูป อาศยั มหาภตู รปู 4 ฯลฯ นเ้ี รียกว่า บา้ นวา่ งบ้าง นีเ้ รยี กวา่ จกั ขายตนะ ฯลฯ

36  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

มนายตนะเป็นผสั สสมั ปยุต มนายตนะหมวดละ 2 คอื มนายตนะ เป็นสเหตกุ ะ เป็นอเหตุกะ มนายต
นะหมวดละ 3 คือ มนายตนะ เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต ฯลฯ มนายตนะหมวดละมากอย่าง ด้วย
ประการฉะนี้ นี้เรียกว่า มนายตนะ

รปู ใด เป็นสี อาศยั มหาภูตรูป 4 ฯลฯ นี้เรียกว่า รูปธาตบุ า้ ง น้ีเรยี กวา่ รูปายตนะ ฯลฯ
เวทนาขนั ธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ รปู ที่เห็นไม่ไดก้ ระทบไม่ได้ นบั เน่อื งในธัมมายตนะ และอสังขตธาตุ
เวทนาขันธ์หมวดละ 1 คือ เวทนาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต ฯลฯ เวทนาขันธ์หมวดละมากอย่าง
ดว้ ยประการฉะน้ี นเ้ี รียกวา่ เวทนาขันธ์
สัญญาขันธ์หมวดละ 1 คือ สัญญาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต ฯลฯ สัญญาขันธ์หมวดละมากอย่าง
ดว้ ยประการฉะนี้ นเ้ี รียกว่า สัญญาขนั ธ์
สังขารขันธ์หมวดละ 1 คือ สังขารขันธ์เป็นจิตตสัมปยุต ฯลฯ สังขารขันธ์หมวดละมากอย่าง
ด้วยประการฉะน้ี นีเ้ รียกวา่ สังขารขนั ธ์
อติ ถินทรยี ์ ฯลฯ กพฬงิ การาหาร น้ีเรยี กวา่ รปู ที่เหน็ ไมไ่ ด้กระทบไม่ได้ นับเนือ่ งในธัมมายตนะ
ความสิน้ ราคะ ความสนิ้ โทสะ ความสิน้ โมหะ นเี้ รียกว่า อสงั ขตธาตุ สภาวธรรมนีเ้ รียกวา่ ธัมมายตนะ
10. จูฬนกิ าสูตร วา่ ดว้ ยโลกธาตขุ นาดเล็ก (จฬู นกิ าสตู ร, อง.ฺ ตกิ . 20/81/305-308)
โดยมีสาระสาคัญที่แสดงเร่ือง ในสหัสสีโลกธาตุนั้น มีดวงจันทร์ 1,000 ดวง มีดวงอาทิตย์ 1,000 ดวง
มขี ุนเขาสิเนรุ 1,000 ลูก มชี มพูทวีป 1,000 มีอปรโคยานทวปี 1,000 มีอุตตรกรุ ุทวีป 1,000 มปี ุพพวเิ ทหทวีป
1,000 มมี หาสมุทร 4,000 มที ้าวมหาราช 4,000 มีเทวโลกชน้ั จาตุมหาราช 1,000 มีเทวโลกชน้ั ดาวดงึ ส์ 1,000
มีเทวโลกชั้นยามา 1,000 มีเทวโลกชั้นดุสิต 1,000 มีเทวโลกชั้นนิมมานรดี 1,000 มีเทวโลกชั้นปรนิมมิตวสวัตดี
1,000 มีพรหมโลก 1,000 นเ้ี รียกวา่ สหัสสีโลกธาตขุ นาดเลก็ (โลกธาตุที่มี 1,000 จกั รวาล)
โลก 1,000 คูณด้วยโลกธาตุขนาดเล็กน้ัน น้ีเรียกว่า สหัสสีโลกธาตุขนาดกลาง (โลกธาตุท่ีมี
1,000,000 จักรวาล)
โลก 1,000 คูณด้วยสหัสสีโลกธาตุขนาดกลางนั้น น้ีเรียกว่า สหัสสีโลกธาตุขนาดใหญ่ (โลกธาตุท่ีมี
100,000 โกฏจิ กั รวาล)
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม (พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต), 2559 : 99)
โลก 3 (ประดาสภาวธรรมหรือหมู่สัตว์ กาหนดโดยขอบเขตบ้าง ไม่กาหนดบ้าง : the world; the
earth; sphere; universe)
1. สังขารโลก (โลก คอื สังขาร ได้แก่ สภาวธรรมทง้ั ปวงที่มีการปรุงแต่งตามเหตุปจั จยั : the world
of formations)
2. สัตวโลก (โลก คอื หมู่สัตว์: the world of beings)
3. โอกาสโลก (โลกอันกาหนดด้วยโอกาส, โลกอันมีในอวกาศ, จักรวาล: the world of location;
the world in space; the universe)
4. วิญญาณ 6 หรือ ความรูแ้ จ้งอารมณ์ 6 แห่งแบรนด์ โดยมเี น้อื ความในพระไตรปฎิ กท่เี กยี่ วขอ้ งดัง
ตัวอย่างเช่น
8. มหาตณั หาสงั ขยสูตร วา่ ด้วยความสน้ิ ตัณหา สตู รใหญ่ ทิฏฐิของสาติภกิ ษุ (มหาตัณหาสงั ขยสูตร,
ม.ม.ู 12/400/431)
โดยมีสาระสาคัญท่ีแสดงให้ ภิกษุทั้งหลาย ว่า วิญญาณที่เกิดขึ้น เพราะอาศัยปัจจัยใดๆ ก็นับว่า
‘วิญญาณ’ ตามปัจจยั นั้นๆ วิญญาณที่เกิดขึ้นเพราะอาศยั จักขแุ ละรูปารมณ์ก็นับว่า ‘จักขุวญิ ญาณ’ วิญญาณที่
เกิดข้ึนเพราะอาศัยโสตะและสัททารมณ์ก็นับว่า ‘โสตวิญญาณ’ วิญญาณท่ีเกิดขึ้นเพราะอาศัยฆานะและ

37  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย และเครือข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

คันธารมณ์ก็นับว่า ‘ฆานวิญญาณ’ วิญญาณที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยชิวหาและรสารมณ์ก็นับว่า ‘ชิวหาวิญญาณ’
วิญญาณที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพารมณ์ก็นับว่า ‘กายวิญญาณ’ วิญญาณท่ีเกิดข้ึนเพราะอาศัย
มโนและธรรมารมณ์กน็ บั วา่ ‘มโนวญิ ญาณ’

ภกิ ษุทงั้ หลาย ไฟท่ีตดิ ขึ้นเพราะอาศัยเช้ือใดๆ ก็นับวา่ ‘ไฟ’ ตามเชื้อน้ันๆ ไฟที่ติดข้ึนเพราะอาศัยไม้
ก็นับว่า ‘ไฟไม้’ ไฟทต่ี ิดข้ึนเพราะอาศัยป่าก็นบั ว่า ‘ไฟป่า’ ไฟทต่ี ิดข้ึนเพราะอาศัยหญ้าก็นับว่า ‘ไฟหญา้ ’ ฯลฯ
แมฉ้ นั ใด วิญญาณกฉ็ นั นัน้ เหมือนกนั เกิดข้นึ เพราะอาศัยปัจจัยใดๆ กน็ บั วา่ ‘วิญญาณ’ ตามปจั จัยน้นั ๆ

11. พาหิยสูตร วา่ ด้วยพระพาหิยเถระ (พาหิยสตู ร, ข.ุ อ.ุ 25/10/186)
โดยมีสาระสาคัญท่ีแสดงให้ พาหิยะ ทารุจีริยะ ว่า “พาหิยะ เพราะเหตุนั้น เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า
เมื่อเห็นรูปก็สักแต่ว่าเห็น เมื่อฟังเสียงก็สักแต่ว่าฟัง เมื่อรับรู้อารมณ์ท่ีได้รับรู้ (อารมณ์ท่ีได้รับรู้ แปลจากคาว่า
มุตะ หมายถึงอารมณ์ 3 คือ คันธารมณ์ (กลิ่น) รสารมณ์ (รส) โผฏฐัพพารมณ์ (การสัมผัส) ก็สักแต่ว่ารับรู้
เม่อื รแู้ จง้ ธรรมารมณ์ที่รู้แจง้ กส็ กั แต่ว่ารู้แจง้ พาหยิ ะ เธอพงึ รักษาอย่างนแ้ี ล
เม่ือใด เธอเมื่อเห็นรูปก็สักแต่ว่าเห็น เมื่อฟังเสียงก็สักแต่ว่าฟัง เมื่อรับรู้อารมณ์ท่ีได้รับรู้ก็สักแต่ว่า
รบั รู้ เมื่อรู้แจ้งธรรมารมณท์ ี่รู้แจง้ ก็สักแต่ว่ารแู้ จ้ง เมือ่ น้นั เธอกจ็ ะไมม่ ี เม่ือใด เธอไม่มี เมอ่ื นน้ั เธอก็จะไม่ยดึ ติด
ในสิ่งน้ัน เม่ือใด เธอไม่ยึดติดในสิ่งนั้น เม่ือนั้น เธอจักไม่มีในโลกนี้ ไม่มีในโลกอ่ืน ไม่มีในระหว่างโลกท้ังสอง
นี้เปน็ ที่สุดแหง่ ทกุ ข”์

อภิปรายผลการศึกษา
ฉผัสสายตนะแห่งแบรนด์ผ่านจักรวาลนฤมิต คือ สัมผัสแห่งแบรนด์ท้ัง 6 ทวาร (ช่องทางการรับรู้

อารมณ์) จักบังเกิดข้ึนกับผู้บริโภคหรือผู้รับสารผ่านเทคโนโลยีท่ีช่วยสร้างสรรค์จุดสัมผัสแห่งแบรนด์ขึ้นมาใน
โลกแห่งเมตาเวิร์สหรือจักรวาลนฤมิตได้ด้วยเพราะอาศัยจักขุปสาทรูปและรูปารมณ์ (วัณณรูป) จักขุวิญญาณ
จึงเกิด ความประจวบแห่งธรรม 3 ประการเป็นผัสสะ ผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงเกิด (สุขเวทนา ทุกขเวทนา
อทุกขมสุขเวทนา) เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงเกิด (เช่น ความรักชอบแบรนด์ (Brand Love)) เพราะ
ตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงเกิด (เช่น ความจงรักภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) การเป็นสาวกแห่งแบ
รนด์ (Brand Fan)) เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงเกิด (เช่น การตัดสินใจซ้ือผลิตภัณฑ์ของแบรนด์น้ันเพ่ือ
การอปุ โภคและการบรโิ ภค การซื้อซา้ ) เปน็ ตน้

ท้ังน้ี กิตติ กันภัย (2557: 282, หน้าปกท้ายเล่ม) กล่าวสรุปผลการศึกษานิเทศศาสตร์ในพระไตรปิฎก
พบว่า “คาตอบและคาอธิบายเหล่านั้นปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกอย่างน้อย 23 เล่ม ในส่วนที่เกี่ยวกับขันธ์
อายตนะ และปฏิจจสมุปบาท...มัชเฌนธรรมของการสื่อสารตามแนวพุทธศาสตร์อันเป็นข้อยุติ จึงหมายถึง
ผัสสะอันเป็นผลลัทธ์ของการที่อายตนะภายนอกหรืออารมณ์กระทบอายตนะภายในจนเกิดวิญญาณนั่นเอง...
ตากระทบรปู หกู ระทบเสยี ง จติ ปรงุ แต่ง น่ีแหละแกน่ นเิ ทศศาสตรท์ ขี่ ้าพเจ้าค้นพบจากพระไตรปฎิ ก”

การสร้างความแตกต่างหรือคุณลกั ษณะอื่นใดท่ีบ่งชี้ถึงสินค้าหรือบริการของผู้ขายท่ีแตกต่างไปจาก
ผู้ขายผลิตภณั ฑร์ ายอื่นหรือคูแ่ ขง่ ขันรายอ่ืนได้ด้วยการสื่อสารแบรนด์กับผู้บริโภคหรือผู้รบั สารผา่ นช่องทางการ
ส่ือสาร คือ ฉผัสสายตนะ (สัมผัส 6 หรือ ผัสสะ 6) แห่งแบรนด์ทั้ง 6 ทวาร (ช่องทางการรับรู้อารมณ์) ในโลก
แหง่ เมตาเวิร์สหรอื จกั รวาลนฤมติ มดี งั น้ี

1. ตากระทบรูปได้เห็น (ทิฏฺฐ) รูป สิ่งที่เห็น หรือ วัณณะ คือ สี (ภาพโลโก้หรือเคร่ืองหมายการค้า
ของแบรนด์) ท่ีเรียกว่า จักขุสัมผสั แห่งแบรนด์

2. หูกระทบเสยี งไดย้ ิน (สตุ ) ถงึ เสียง ทีเ่ รียกวา่ โสตสมั ผสั แหง่ แบรนด์
3. จมกู กระทบกล่นิ ไดท้ ราบ (มตุ ) ถงึ กลิ่น ที่เรยี กวา่ ฆานสมั ผัสแห่งแบรนด์

38  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

4. ลิ้นกระทบรสไดท้ ราบ (มตุ ) ถึงรส ทีเ่ รียกวา่ ชิวหาสมั ผสั แห่งแบรนด์
5. กายกระทบโผฏฐัพพะหรือการสัมผัสทางกาย (ความเย็น-ความร้อน ความอ่อน-ความแข็ง
ความหยอ่ น-ความตึง) ไดท้ ราบ (มตุ ) ถงึ โผฏฐัพพะหรือการสัมผัสทางกาย ทเ่ี รยี กว่า กายสัมผัสแหง่ แบรนด์
6. ใจกระทบธรรมารมณ์หรือความนึกคิดได้รู้ (วิญฺญาณ) ถึงธรรมารมณ์หรือความนึกคิด ท่ีเรียกว่า
มโนสมั ผสั แห่งแบรนด์

ขอ้ เสนอแนะจากการศกึ ษา
การศกึ ษาน้ีเป็นการวิจัยนารอ่ ง โดยใช้ระเบียบวธิ กี ารวิจยั เชิงคุณภาพ สาหรบั การศกึ ษาในครง้ั ต่อไป

ผู้ท่ีสนใจสามารถเลือกวิธีการศึกษาด้วยระเบียบวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ เช่น การวิจัยเชิงสารวจความคิดเห็น
ของผบู้ รโิ ภคหรอื ผรู้ บั สาร การวจิ ัยเชิงอนาคต เปน็ ตน้

บรรณานกุ รม
กิตติ กันภัย. (2555). นิเทศศาสตร์ในพระไตรปิฎก. วารสารนิเทศศาสตร์. คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์

ม ห า วิ ท ย า ลั ย . ก รุ ง เ ท พ ฯ . 30( 3), 1-17. [อ อ น ไ ล น์ ]. สื บ ค้ น จ า ก : https://so02.tci-
thaijo.org/index.php/jcomm/article/view/213397/148415
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcomm/issue/view/15308
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jcomm/article/view/213397 [2565, 22 มนี าคม]ใ
กติ ติ กนั ภัย. (2557). นเิ ทศศาสตร์ในพระไตรปฎิ ก. กรงุ เทพฯ: สานกั พมิ พแ์ ห่งจฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต). (2559). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. พิมพ์คร้ังที่ 34.
[อ อ น ไ ล น์ ]. สื บ ค้ น จ า ก : https://www.watnyanaves.net/uploads/File/books/pdf/
dictionary_of_buddhism_pra-muan-dhaama.pdf หรือ https://84000.org หรือ https://
8 4 0 0 0 . org/tipitaka/dic/ ห รื อ https://8 4 0 0 0 . org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=&
original =1 [2565, 12 เมษายน].
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2542). โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย เล่มที่ 16 ข้อ 44 หน้าที่ 90 สังยุตตนิกาย นิทานวรรค “4. โลกสูตร ว่าด้วยโลก”.
[ออนไลน์]. สืบค้นจาก : https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=16&siri=40 [2565,
25 กมุ ภาพนั ธ์].
.(2542). โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มท่ี 18 ข้อ 107
หนา้ ที่ 121 สงั ยุตตนิกาย สฬายตนวรรค “4. โลกสมทุ ยสูตร วา่ ดว้ ยความเกดิ แห่งโลก”. [ออนไลน์].
สื บ ค้ น จ า ก : https://84000.org/tipitaka/read/m_siri. php?B=18&siri=87 [2565, 25
กุมภาพันธ์].
.(2542). โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ 14 หน้าท่ี
368-370 มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ “7. สฬายตนวิภังคสูตร ว่าด้วยการจาแนกอายตนะ 6
ประการ”. [ออนไลน์]. สืบค้นจาก : https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=14&siri
=37 [2565, 29 เมษายน].

39  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครอื ข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

.(2542). โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ 18 หน้าท่ี 61-62
สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค “9. ปฐมฉผัสสายตนสูตร ว่าด้วยผัสสายตนะ 6 ประการ สูตรท่ี 1”.
[ออนไลน์]. สืบค้นจาก : https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php? B=18&siri=51 [2565, 29
เมษายน].
.(2542). โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มท่ี 18 หน้าท่ี 62-63
สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค “10. ทตุ ิยฉผัสสายตนสูตร ว่าด้วยผัสสายตนะ 6 ประการ สูตรท่ี 2”.
[ออนไลน์]. สืบค้นจาก : https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=18&siri=52 [2565,
29 เมษายน].
.(2542). โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มท่ี 18 หน้าท่ี 64
สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค “11. ตติยฉผัสสายตนสูตร ว่าด้วยผัสสายตนะ 6 ประการ สูตรที่ 3”.
[ออนไลน์]. สืบค้นจาก : https://84000.org/tipitaka/ read/m_siri.php?B=18&siri=53 [2565,
29 เมษายน].
.(2542). โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มท่ี 19 หน้าที่
599-600 สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค “4. อชั ฌัตตกิ ายตนสตู ร วา่ ดว้ ยอายตนะภายใน”. [ออนไลน์].
สบื ค้นจาก : https://84000.org/tipitaka/read /m_siri.php?B=19&siri=394 [2565, 29 เมษายน].
.(2542). โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มท่ี 18 หน้าที่ 64
สงั ยุตตนิกาย สฬายตนวรรค “11. ตติยฉผัสสายตนสูตร ว่าด้วยผัสสายตนะ 6 ประการ สูตรท่ี 3”.
[ออนไลน์]. สืบค้นจาก : https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=18&siri=53 [2565,
29 เมษายน].
.(2542). โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มท่ี 35 หน้าท่ี 77-
79 พระอภิธรรมปิฎก วิภังคปกรณ์ “อภิธรรมภ าชนีย์ ”. [ออนไลน์]. สืบค้นจาก :
https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_item.php?book=35&item=100 [2565, 30
เมษายน].
.(2542). โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มท่ี 20 หน้าที่
305-308 อังคุตตรนิกาย ติกนบิ าต “10. จูฬนกิ าสตู ร ว่าด้วยโลกธาตุขนาดเล็ก”. [ออนไลน์]. สืบค้น
จาก : https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=20&siri=125 [2565, 30 เมษายน].
.(2542). โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มท่ี 12 หน้าท่ี
427-451 มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ “8. มหาตัณหาสังขยสูตร ว่าด้วยความส้ินตัณหา สูตรใหญ่
ทิฏฐิของสาติภิกษุ”. [ออนไลน์]. สืบค้นจาก : https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?
B=12&siri=38 [2565, 30 เมษายน].
.(2542). โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มท่ี 25 หน้าท่ี
183-188 ขุททกนิกาย อุทาน “10. พาหิยสูตร ว่าด้วยพระพาหิยเถระ”. [ออนไลน์]. สืบค้นจาก :
https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=25&siri=45 [2565, 30 เมษายน].
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต). (2561). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์ครั้งที่ 32.
[ออนไลน์]. สืบค้นจาก : https://www.watnyanaves.net/th/book_detail/268 หรือ https://
84000.org หรือ https://84000.org/tipitaka/dic/ หรือ https://84000.org/tipitaka/dic/
v_seek.php?text=&original=1 [2565, 12 เมษายน].

40  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลยั และเครือขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

สชุ พี ปุญญานภุ าพ. (2560). พระไตรปิฎกฉบับสาหรบั ประชาชน ย่อความจากพระไตรปิฎกฉบับภาษาบาลี 45
เล่ม ฉบับวาระ 100 ปีชาตกาลอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ พุทธศักราช 2560. กรุงเทพฯ: มูลนิธิ
พระไตรปิฎกเพื่อประชาชน. [ออนไลน์]. สืบค้นจาก : https://www.ptipitaka.org/reading
[2565, 12 เมษายน].

สานักราชบัณฑิตยสภา. (2562). ศัพท์บัญญัติคา metaverse. [ออนไลน์]. สืบค้นจาก : https://www.
facebook.com/RatchabanditThai/photos/metaverse/4768763296515061/ [2565, 1 เมษายน]
. (2562) . ศั พ ท์ บั ญ ญั ติ ค า avatar. [อ อ น ไ ล น์ ]. สื บ ค้ น จ า ก : https://www.facebook.
com/RatchabanditThai/photos/avatar...https://tinyurl.com/3vpzxrtb [2565, 1 เมษายน]
. (2562). ศัพท์บัญญัติคา augmented reality (AR). [ออนไลน์ ]. สืบค้นจาก : https://m.
facebook.com/RatchabanditThai/photos/augmented-reality-ar...https://tinyurl. com/
26p9waky [2565, 1 เมษายน]
. (2562) . ศั พ ท์ บั ญ ญั ติ ค า virtual reality (VR). [อ อ น ไ ล น์ ]. สื บ ค้ น จ า ก : https://www.
facebook.com/RatchabanditThai/photos/virtual-reality-vr...https://
tinyurl.com/4k5mvtp3 [2565, 1 เมษายน]

Aaker, David A. (1996). Building Strong Brands. New York: The Free Press. [Online]. Available :
https://www.academia.edu/34383247/David_A_Aaker_Building_Strong_Brands [2022,
4 April]

Berlo, D. K. (1960). The process of communication. New York: Holt, Rinehart, Winston.
. (1960). David Berlo’s SMCR Model. [Online]. Available : http://www.shi.or.th/
upload/Download%20File/%E0%B8%A8%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0
%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B2%2056/Fr
idaySem57/3-BerloSMCR.pdf [2022, 2 March]

Jooyoung Kim. (2021). Advertising in the Metaverse: Research Agenda.
Abhishek Kumar, Carlos Bermejo, and Pan Hui. (2021). All One Needs to Know about

Metaverse: A Complete Survey on Technological Singularity, Virtual Ecosystem, and
Research Agenda. JOURNAL OF INTERACTIVE ADVERTISING, VOL. 21, NO. 3, 2021,
pp.141-144. [Online]. Available : https: / / doi. org/ 10. 1080/ 15252019. 2021. 2001273
https://www.tandfonline.com/doi/full/10.1080/15252019.2021.2001273 [2022, 4 April].
Lik-Hang Lee, Tristan Braud, Pengyuan Zhou, Lin Wang, Dianlei Xu, Zijun Lin, Abhishek Kumar,
Carlos Bermejo, and Pan Hui. (2021). All One Needs to Know about Metaverse: A
Complete Survey on Technological Singularity, Virtual Ecosystem, and Research
Agenda. JOURNAL OF LATEX CLASS FILES, VOL. 14, NO. 8, SEPTEMBER 2021, pp.1-66.
[Online]. Available : https://arxiv.org/pdf/2110.05352.pdf https://tuhat. helsinki.fi
/ws/portalfiles/portal/169348619/METAVERSE.pdf [2022, 4 April].
Lindstrom, M. (2005). Brand Sense: Build Powerful Brands through Touch, Taste, Smell, Sight,
and Sound. New York, NY: Free Press. [Online]. Available : https://books.google.co.
th/books?id=4 uJ-1 KaguZMC&printsec =frontcover&hl=th&source=gbs_ge_summary
_r&cad=0#v=onepage&q&f=false [2022, 426 April].

41  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลยั และเครือขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

Meta. (2021) . About: Meta is helping build a future where people have more ways to play
and connect in the metaverse. Welcome to the next chapter of social connection.
[Online]. Available : https://www.facebook.com/MetaTH/about [2022, 1 April].

Paul Milgram, Haruo Takemura, Akira Utsumi, and Fumio Kishino. (1994). Augmented reality: a
class of displays on the reality-virtuality continuum. In Hari Das, editor, Telemanipulator
and Telepresence Technologies, volume 2351, pages 282-292. International Society
for Optics and Photonics, SPIE. [Online]. Available : https://www.researchgate.net/
profile/Paul-Milgram/publication/228537162_Augmented_reality_A_class
_of_displays_on_the_reality-virtuality_continuum/links/0c96052ade63de29c
0000000/Augmented-reality-A-class-of-displays-on-the-reality-virtuality-continuum.pdf
[2022, 7 April].

Standford Encyclopedia of Philosophy. (2020) . Aristotle’s Metaphysics. [Online]. Available :
https://plato.stanford.edu/entries/aristotle-metaphysics/ [2022, 6 April].

Stephenson, Neal. (1992). Snow Crash. New York: Bantam Books. The American Marketing
Association. (2014). Branding. [Online]. Available : https://www.ama.org/topics/branding/
[2022, 16 April].

Wikipedia, The Free Encyclopedia. (2018). Metaphysics. [Online]. Available : https://en.wikipedia.
org/wiki/Metaphysics [2022, 6 April].

42  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลยั และเครือขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

การจดั การข่าวปลอมด้วยวิถพี ทุ ธสาหรับกลุ่มคนมิลเลนเนียล
Managing Fake News in a Buddhist Way
for Millennials

กาญจนา โชคเหรียญสุขชยั
คณะนเิ ทศศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั หอการค้าไทย

บทนา
ข่าวปลอม ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Fake News มีความหมายตรงตัวว่า ข่าวไม่จริง เป็นคาศัพท์ท่ี

บัญญัติขึ้นตามยุคสมัย ซ่ึง Allcott & Gentzkow (2017) และ Lazer et al., (2018) มีความเห็นว่า ข่าวปลอม
เกิดขึ้นภายใต้ 2 กรอบแนวคิด คือ 1. ข่าวปลอมเป็นเร่ืองที่เก่ียวข้องกับความคลุมเครือ การบิดเบือนข้อมูล
การโฆษณาชวนเช่ือ การเสียดสี การหลอกลวง หรือทฤษฎีสมคบคิด โดยเนื้อหาทาให้เกิดความเข้าใจผิดและ
2 ขา่ วปลอม คอื ข่าวท่ีสร้างขน้ึ เพื่อแสวงหาผลกาไรทางการเงินหรอื ทาใหผ้ ู้อื่นเสื่อมเสียชื่อเสยี ง ดว้ ยจากกรอบ
แนวคิดดังกล่าว ทาให้เห็นว่าข่าวปลอมถูกสร้างข้ึนโดยมีเจตนาท่ีก่อให้เกิดความเข้าใจผิดท่ัวไป หรือสร้างขึ้น
หวังผลทางการเงิน หรือเพื่อการทาลายซ่ึงกันและกัน นอกจากนี้ Tandoc, Lim, & Ling (2018) มีความเห็น
ว่า ข่าวปลอมคือข่าวอยู่บนพื้นฐานแห่งความเป็นจริง แต่ถูกบิดเบือนเพ่ือให้เข้ากับบริบทเฉพาะ เมื่อมีข่าว
ลักษณะน้ีเกิดขึ้นย่อมทาให้ผู้คนไม่สบายใจหรือไม่เห็นด้วย ซ่ึง Hernon (1995) ได้สรุปให้เห็นว่าข่าว ข่าว
ปลอม คือ ข่าวที่นามาใช้แทนขา่ วจริง แต่มรี ูปแบบ ขอ้ มูลที่ผิด และบิดเบือน เพ่อื หวังผลอย่างใดอยา่ งใดอย่าง
หนึ่ง ข่าวปลอมนับวันจะกลายเป็นเรื่องซับซ้อนและเพิ่มความรุนแรงมากข้ึน ดังจะเห็นได้จากผลการสารวจ
เก่ียวกับช่องทางเปิดรับข่าวสารและการจัดการข่าวปลอมโควิด19 กับกลุ่มคนในไทย อายุ 18-25 ปี จานวน
230 คน ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2564 พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้ความสาคัญกับข่าวจากหน่วยงานรัฐและส่ือ
กระแสหลักน้อยกว่าสื่อสังคมออนไลน์อย่าง Facebook และนักวิชาการในทุกสาขาวิชาต่างเห็นตรงกันว่า
Facebook เป็นแหลง่ ของข่าวปลอมมากที่สุด (กาญจนา โชคเหรียญสุขชัยและพิชัย นิรมานสกลุ , 2564, Shu,
Sliva, Wang, Tang, & Liu, 2017 และTandoc, Ling, 2018) ซ่ึงข่าวปลอมน้ันมีเจตนาเพ่ือให้ข้อมูลเท็จ
เพ่ือหวังผลอย่างใดอย่างหนึ่ง (Allcott & Gentzkow, 2017) และด้วยศักยภาพของเทคโนโลยีปัจจุบันทาให้
ปัญหาทวีความรุนแรงข้ึน โดยข่าวปลอมได้มีการส่งต่อ (แชร์) กันอย่างกวา้ งขวางทางช่องทางท่ีสามารถเข้าถึง
กลมุ่ คนไดง้ ่าย โดยเฉพาะกลุ่มคนมิลเลนเนียล หรอื Generation Y (Gen Y) ซง่ึ วิถีชวี ติ เก่ียวขอ้ งกบั เทคโนโลยี
การส่ือสาร ด้วยคนกลุม่ น้ีกาลังจะกลายมาเป็นกลมุ่ คนส่วนใหญ่ของประเทศชาติ ทาใหค้ าดเดาถึงผลกระทบท่ี
จะเกิดขึ้นได้มากมาย จนต้องคิดหาแนวทางในการบริหารจัดการลดทอนอานาจของข่าวปลอม ซึ่งวิธีการน้ันมี
ดว้ ยกันมากมาย แต่ในบทความน้ีขอเลือกนาเสนอแนวทางในการจัดการข่าวปลอมด้วยวิธีการทางพุทธศาสนา
ซึ่งนับว่าเปน็ วธิ ีทีค่ นไทยคุน้ เคยดว้ ยเป็นศาสนาหลกั ประจาชาตไิ ทย

ลกั ษณะของข่าวปลอม
Claire Wardle ได้เขียนบทความเรื่อง Fake news. It's complicated นาเสนอไว้ใน First Draft

News Research Director (อ้างถึงใน Nutnon, November, 2018) ได้แนวคิดจากการศึกษาข่าวปลอมบน
โลกออนไลน์ในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ปี 2016 ในบทความดังกล่าว ทาให้เห็นลักษณะของข่าว

43  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสิรินธรราชวิทยาลยั และเครอื ข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

ปลอมว่า ได้เกี่ยวข้องกับการนาเสนอสิ่งท่ีไม่เป็นความจริงและการบิดเบือนข้อมูล โดย Wardle ได้รวบรวมไว้
9 ประเภทเรยี งตามลาดับความรนุ แรงของข่าวปลอม ดังน้ี

1. False Connection เป็นการโยงข้อมูลไปมาในลักษณะที่ทาให้เกิดความน่าเชื่อถือ หรือนา
เรื่องราวท่ีไม่เก่ียวกันมาสร้างให้เสมือนเป็นเร่ืองเดียวกัน เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจผิด อาจหวังผลทางการค้า
เช่น อ้างสรรพคุณของถ่งั เชา่ โดยอ้างผลการวิจยั ทห่ี าท่ีมาไมไ่ ด้

2. Misleading เปน็ การสร้างเน้อื หาท่จี งใจให้เข้าใจผิด ด้วยใช้คาหรอื เร่ืองราวอย่างหน่งึ เพ่อื อธิบาย
เหตุการณ์หน่ึงโดยเป็นการตงั้ ใจบิดเบือนให้เข้าใจผิด เช่น การทาลายกาแพงของชาวเมียนมาเพ่ือหลบหนีการ
กักตวั ทีส่ มทุ รสาคร

3. False Context เป็นการนาเอาส่ิงท่ีเกดิ ขึน้ จริงหรือเรื่องที่น่าจะเคยเหน็ บ่อยๆ หรือการนาคาพูด
เก่า เร่ืองเก่าหรือข้อความเก่ามาเล่าใหม่ในลักษณะต่างกรรมต่างวาระ เช่น นาภาพเก่าของการเกิดเหตุการณ์
ไฟไหมผ้ บั ในต่างประเทศมาบอกว่าเกิดในกรงุ เทพมหานคร

4. Satire or Parody เป็นการล้อเลียนหรือเสียดสี ด้วยการนาข่าว รวมทงั้ การนาบุคคลมาลอ้ เลียน
ทาให้ตลก ซึ่งข่าวอาจเปน็ จริงหรอื ไม่ใช่เรอ่ื งจริง เชน่ วันนสี้ วยจังในขณะท่ีการแต่งกายนั้นตรงกนั ขา้ มกับคาชม
การพูดท่ีตรงกับความจริงอาจมีการใช้น้าเสียงทีเล่นทีจริง ทาให้ผู้ฟังอาจตีความเข้าข้างตนเองว่าวันน้ีเป็นการ
แต่งกายท่ีสวยงามจริง หรือในทางกลับกันอาจทาให้ผู้ฟังรับรู้ได้ว่าถูกประชดประชันรู้สึกว่าผู้พูดน้ันต้องการ
เสียดสแี ละเตอื นอยู่ในทวี า่ การแตง่ กายคร้ังนไี้ มส่ วยเลย

5. Impostor เป็นข่าวที่ถูกสร้างข้ึนจากการจินตนาการข้ึนมาเอง และมักได้รับการเผยแพร่ส่งต่อ
(แชร์) กันเป็นทอดๆ จากผู้ท่ีขาดความรู้ เช่น ข่าวพญานาคมาเย่ียมบ้านตอนกลางคืน โดยมีรอยการเรื้อยของ
พญานาคท้งิ ไว้เป็นหลกั ฐาน ทง้ั ที่พญานาคจรงิ ๆ แลว้ เปน็ สัตวใ์ นเทพนิยาย ไมม่ ีอยู่จรงิ

6. Fabricated Content เป็นการปลอมข่าวท้ังหมด ท่ีพบเจอได้หลายครั้ง เช่นปลอมเว็บไซด์ของ
สานักงานตารวจแห่งชาติ หรือข่าวท่ีแสดงเป็นคลิปเสียงของคณบดีแพทย์ศิริราชกล่าวเรื่องเก่ียวกับโดวิด -19
เป็นตน้

7. Manipulated เป็นการการตัดต่อ เพ่ือให้เกิดการเข้าใจผิดซึ่งเป็นการตัดต่อเสียง ภาพ หรือตรา
สินค้า เช่น การนารูปของนักแสดงที่มีชื่อเสียงไปตัดต่อขายสินค้า เพื่อสร้างความนิยมให้กับสินค้า หรือเพ่ือ
สรา้ งเสยี หายให้กบั นักแสดงบางคน

8. Unsubstantiated evidence เป็นการแสดงเนื้อหาข่าวสารที่ขาดหลักฐานสนับสนุนที่เป็น
ข้อเท็จจริง เช่น ข่าวการกินเหล้าขาวเพ่ือฆ่าเช้ือโดวิด-19 หรือการดื่มน้ากัญชาเพ่ือรักษาโรคต่างๆ รวมทั้ง
โควดิ 19 เป็นตน้

9. Exaggeration เป็นการพดู ถึงข่าวในลักษณะท่ีเกนิ จริงหรอื “ดูน่าตน่ื เต้นเกินไป” หรือใช้ “สสี ัน”
มากเกินไป เช่น การถูกหวยหรือสลากกินแบ่งรัฐบาลของคนบางกล่มุ ซ่ึงไมไ่ ด้แจ้งจานวนการซ้ือหรือจานวนท่ี
ไมถ่ กู รางวัล เพอ่ื อาจหวังผลตอ่ การขายสนิ คา้ หรือเครอ่ื งรางบางอย่าง

ข่าวปลอมน้ันมีอยู่มากมายในสังคมโลกและในสังคมไทย โดยเฉพาะการให้ข่าวปลอมเกี่ยวกับ
สถานการณ์ทเ่ี ชื่อวา่ จะสามารถสรา้ งความต่ืนตระหนกได้งา่ ย อยา่ งเช่น โรคระบาด ภยั พิบัติ หรือแมก้ ระท่ังเกิด
ขา่ วร้ายกับบุคคลท่ีมีช่ือเสียงบางคน ส่งผลเสียต่อผู้รับในการปฏิบัติตนหรือการต่ืนตระหนก จากการวิเคราะห์
ข่าวปลอมท่ีพบจากศูนย์การจัดการข่าวปลอม พอสรุปได้ว่าข่าวปลอมในสังคมไทย มักใช้เทคนิคผูกโยงกับ
ความคุ้นเคย ความคล้ายคลึงของเหตุการณ์ท่ีพบเห็นได้โดยทั่วไปในสังคมไทย ใช้ประเด็นซ่ึงกาลังเป็นข่าวดัง
ใช้เรื่องใกล้ตัว ใช้การบิดเบือนข้อมูลเล็กน้อย ใช้บุคคลที่มีชื่อเสียง ใช้ภาษาทางวิชาการ การแพทย์หรือทาง
วิทยาศาสตร์ รวมท้ังใช้การตัดต่อภาพเพ่ือให้ดูสมจริง และหากศึกษาช่วงเวลาของการนาเสนอข่าวสารแล้ว

44  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลยั และเครือขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

จะพบว่า ข่าวปลอมมีการพัฒนาขนานไปกับสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น เพียงแต่เป็นการนาเสนอในเรื่องตรงกัน
ข้ามคอื เสนอเรอ่ื งที่เปน็ เทจ็ (กาญจนา โชคเหรยี ญสุขชัย และพิชัย นริ มารสกุล, 2564)

เมื่อเป็นเช่นนีส้ ่ือสังคมออนไลน์ ที่เป็นแหล่งที่เผยแพร่ข้อมูลที่ผิด ข่าวที่ไม่มีการคัดกรอง และข่าวที่
ปลอมอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อปรากฏการณ์การปรับเปลี่ยนการรับรู้ของสาธารณชนที่มีอายุน้อยโดยเฉพาะ
การรับรู้ที่เก่ียวกับความเป็นจริง ด้วยเจตนาของข่าวปลอมนั้น เป็นการปรุงแต่งเนื้อหาที่ลอกเลียนข่าวที่ชอบ
ดว้ ยกฎหมาย นาเสนออย่างละเอียดเพ่ือหลอกล่อให้สาธารณชนเชื่อว่าถูกต้องตามกฎหมาย (Duffy และคณะ,
2019) ดว้ ยเจตนาดังกลา่ ว ขา่ วปลอมอาจมีความพยายามเข้าไปเกี่ยวข้องกับการฟอกข่าว เพ่ือทาให้ข่าวปลอม
เป็นข่าวท่ีเหมือนข่าวท่ีชอบด้วยกฎหมาย การส่งต่อ (แชร์) ข่าวปลอมกลายเป็นเรื่องที่แพร่หลายในโลกดิจิทัล
ในปัจจุบัน ส่ิงนี้ชี้ให้เห็นว่าแม้เจ้าหน้าที่ของรัฐจะมีการควบคุมอย่างไร ก็ไม่สามารถที่หยุดยั้งการแพร่กระจาย
ข่าวปลอมได้ ทาให้มีการเปิดรับข่าวปลอมด้วยความรู้เท่าไมถ่ ึงการณ์หรือบางครั้งเปิดรับด้วยความเต็มใจ เป็น
การสนองตอบต่อความต้องการที่รวดเรว็ ทันใจ และเข้าถงึ ง่ายของคนท่ัวไป ด้วยเหตนุ ้ีข่าวปลอมจงึ เกิดขน้ึ แทบ
ทกุ แง่มุมในชีวิตของเรา (Wasserman & Morales, 2019)

ดังนั้น การคดั เลอื กข่าวสารจาเป็นต้องมกี ลวธิ ีในการคัดเลือกส่งิ ทด่ี ีให้กับตนเอง อีกท้ังผูส้ ่งสารเองก็
ต้องมจี ิตใจเปน็ กัลยาณมติ ร มีความรู้ในการสง่ ต่อข่าวสารต่อในโลกของสังคมออนไลน์เพอื่ ลดผลกระทบตอ่ การ
การรับรขู้ องสาธารณชนเกี่ยวกับความเป็นจรงิ

ปจั จยั การเปดิ รบั ขา่ วปลอมในสอื่ สังคมออนไลน์
1. แนวคิดการใชป้ ระโยชน์และความพงึ พอใจจากสื่อ
การเข้าใจสถานการณ์การใช้สื่อของคนท่ัวไปน้ัน นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนมักอธิบาย

ปรากฏการณ์ดังกล่าวด้วยแนวคิดทฤษฎีการใช้ประโยชน์และความพึงพอใจ (USES AND GRATIFICATION
THEORY) ท่ีกล่าวว่าคนท่ัวไปมีอิสระในการเปิดรับส่ือมวลชน ก็จะมีการเปิดรับสื่อมวลชนจากเหตุผลท่ี
หลากหลาย ตามสภาวะทางสังคมและจิตใจท่ีแตกต่างกัน ทาให้แต่ละคนมีการเปิดรับส่ือเพื่อสนองความ
ต้องการที่แตกต่างกันออกไป โดยความแตกต่างนั้นมีมากมาย และในบทความน้ีนจะขอยกตัวอย่างจาก
งานวิจัยของ Kippax & Murray (1980: 335-359) ดงั นี้

1) ปจั จยั ใจด้านอายุ เป็นตัวกาหนดการใช้ส่อื และ การรบั รู้ในคณุ ประโยชนข์ องส่ือ โดยเฉพาะปจั จัย
ที่เก่ียวกับอายุ ปรากฏว่า กลุ่มตัวอย่างท่ีมีอายุมาก จะเลือกใช้สื่อโดยพิจารณาถึงความสาคัญของส่ือมากกว่า
กลุ่มตัวอย่างท่ีมีอายุน้อย และกลุ่มท่ีมีอายุน้อยกว่าจะใช้สื่อเพ่ือความบันเทิง แต่กลุ่มที่มีอายุมากจะใช้ส่ือ
เพราะสนใจที่จะรบั รู้เรือ่ งราวเกย่ี วกบั สงั คม

2) คนทมี่ ีระดับการศึกษาสูงจะเลอื กใชส้ ือ่ มากประเภทกว่าคนที่มีการศกึ ษาตา่ กว่า
3) จากประเภทของสื่อ โทรทศั น์จะถูกเลือกใช้เป็นอันดับหน่ึงเพราะกลมุ่ เป้าหมายเห็น ว่าเป็นสื่อท่ี
มปี ระโยชน์ โดยให้ขอ้ มูลต่าง ๆ ที่เขาสนใจเก่ยี วกับโลกและเหตุการณภ์ ายในประเทศ รวมท้งั ให้ความบันเทงิ ได้
อกี ด้วย
4) กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่มกี ารเลือกใช้สื่ออย่างมีจุดมุ่งหมาย และเข้าใจถึง คุณประโยชน์ของส่ือท่ี
มตี อ่ ผใู้ ช้
นอกจากน้ี McCombs & Becker (1979: 51-52) ยังมีความเห็นว่า การเลือกใช้ส่ือมวลชนนั้น
โดยท่ัวไปแล้วใช้เพ่ือสนองความต้องการและสร้างความพึงพอใจเร่ือง ดังนี้คือ 1. Surveillance ต้องการรู้
เหตุการณ์ความเคลื่อนไปต่างๆ ท่ีเก่ียวข้องกับตนเอง 2. Decision ต้องการข่าวสารเพื่อช่วยในการตัดสินใจ
3. Discussions ต้องการข้อมูลเพ่อื ประกอบการสนทนาใยชีวิตประจาวนั 4. Participating ต้องการมีสว่ นร่วม

45  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย และเครอื ขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

ในเหตุการณ์และความเป็นไป 5. Reinforcement ต้องการข่าวสารเพื่อเสริมความคิดเห็นหรือสนับสนุน
การตัดสินใจ 6. Relaxing and Entertainment ต้องการความบันเทิงเพลิดเพลินผ่อนคลายอารมณ์
จากผลการวิจยั ของ Kippax & Murray (1980: 335-359) และแนวคดิ ของ McCombs & Becker (1979 : 51-52)

ดังกล่าวทาให้เห็นว่า ปัจจัยหนึ่งที่ทาให้คนมีการเลือกใช้ประโยชน์จากสื่อเพ่ือตอบสนองความ
ต้องการของตนเองโดยมักขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านประชากรซ่ึงหากอธิบายในเร่ืองของอิทธิพลสื่อแล้วอาจนามาสู่
ขอ้ สรุปไดว้ า่ ผูท้ ี่มอี ายุหรือการศึกษาท่ีต่ากว่าอาจส่งผลต่อการเลือกใช้สื่อได้ และการเลือกใชส้ ่ือนั้น ดว้ ยเหตผุ ล
ในในกรอบของความตอ้ งการรู้เหตุการณ์ต่างๆ การแสวงข่าวสารเพ่ือการตัดสนิ ใจ การมสี ่วนร่วมในเหตุการณ์
การหาข่าวสารเพือ่ การเสรมิ ความคิดหรอื เพ่ือความบนั เทิง

แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยปัจจุบันการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีการส่ือสารทาให้ปันจุบัน เน้ือหาทาง
สื่อมวลชนน้ันได้มีการปรับเปล่ียนรูปแบบการรับชมโดยผ่านทางช่องทาง (platform) ที่หลากหลายหรือมี
ลักษณะท่ีเป็นการผสมผสาน (multimedia) ดังน้ัน แนวคิดทฤษฎีการใช้ประโยชน์และความพึงพอใจจากสื่อ
ในลักษณะเดิมนั้นยังคงสามารถนามาใช้อธิบายรูปแบบการเปิดรับสื่อที่มีการเปล่ียนไปในปัจจุบันได้หรือไม่
จากการศึกษาบทความและงานวิจัยนของนักวิชาการในหลากหลายประเทศ พบผลยืนยันว่าแนวคิดแนวคิด
ทฤษฎีการใช้ประโยชน์และความพึงพอใจจากส่ือยังสามารถอธิบายได้ในสถานการณ์การเปล่ียนแปลงทาง
เทคโนโลยี (Marshall McLuhan, 1964, Shanahan & Morgan, 1999, Leung & Wei, 2000) โดยทฤษฎีน้ี
ยังสามารถนาไปอธิบายครอบคลุมถึงการเล่มเกม (Sherry, Lucas, Rechtsteiner, Brooks, & Wilson, 2001)
อธิบายครอบคลุมถึงความพึงพอใจช่วยสร้างกรอบความคิดท่ีสาคัญในการศึกษาสื่อใหม่ (Papacharissi &
Rubin, 2000) และผลการศึกษายังมีข้อสังเกตว่า ถึงแม้อินเทอร์เน็ตจะจัดว่าเป็นสื่อท่ีค่อนข้างใหม่
แต่อินเทอรเ์ น็ตกม็ ีคุณสมบตั ทิ ี่ซา้ ซ้อนกับสอื่ เกา่ ถา้ พิจารณาเรอ่ื งการใชป้ ระโยชนแ์ ละความพึงพอใจ ประชาชน
ก็ค้นหาข่าวสารจากอินเทอร์เน็ตเหมือนท่ีทากับสื่อดั้งเดิม ซ่ึงการศึกษาของ (Dimmick, Chen, & Li, (2004)
พบข้อยืนยนั ว่า ทฤษฎีการใชป้ ระโยชนแ์ ละความพึงพอใจยงั สามารถใชไ้ ด้ดีกับส่ือใหม่

ดังนั้น การเลือกใชส้ ื่อไมว่ ่าจะเป็นส่ือมวลชนหรือสอ่ื ใหม่ในรูปแบบอน่ื ของกลุ่มท่ีมีอายุนอ้ ยมักจะอยู่
บนพ้ืนฐานที่มีความรอบคอบน้อยกว่าผู้ท่ีมีอายุมากกว่า รวมท้ังการรับเนื้อหาข่าวสารก็อยู่บนสมมติฐานที่ว่า
อาจขาดการพิจารณาในเชิงที่ลึกซ้ึงกว่าผู้มีสติหรือมีวุฒิภาวะที่สูงกว่า และด้วยสมมติฐานดังกล่าวยังทาให้เห็น
ว่า ข่าวปลอมมโี อกาสในการเขา้ ถงึ ความเช่ือและพฤติกรรมของผูร้ ับได้อยา่ งง่ายดาย ด้วยเช่นกัน

2. ความนา่ เชือ่ ถือของขา่ วปลอมในส่ือสังคมออนไลน์
ด้วยคุณสมบัติของข่าวปลอมท่ีสามารถสร้างความน่าเชื่อให้กับผู้รับสาร สื่อสังคมออนไลน์เองก็มี
คุณลักษณะเฉพาะตัว ท่ีสามารถสร้างความน่าเช่ือถือเพื่อให้เกิดการคล้อยตามไปกับข่าวปลอม ซ่ึงคุณสมบัติ
ดังกล่าว ประกอบด้วย
1) ความรวดเร็วในการนาเสนอข่าวสาร เม่ือเกิดเหตุการณ์ข้ึน คนส่วนใหญ่มีความต้องการความ
กระจ่าง เน้ือหาท่ีถูกนาเสนอก่อนย่อมได้รับการยอมรับ โดยเฉพาะยังไม่มีแหล่งข่าวใดๆ มาให้เปรียบเทียบ
ความถกู ตอ้ ง ดงั นน้ั ความเรว็ จงึ เป็นศัตรสู าคญั ของความรอบคอบและการตรวจสอบความถกู ต้องของผรู้ ับ
2) การนาเสนอแบบซา้ ๆ ในลักษณะข่าวที่ถูกนาเสนอบนหน้านิวส์ฟดี ของ Facebook บ่อยๆ (นันทิ
กา หนูสม วิโรจน์ สุทธิสีมา, (2562) เป็นการนาเสนอซ้าๆ ในลักษณะของการยัดเยียดจนต้องเปิดรับในท่ีสุด
หรอื จากที่นาเสนอเรอื่ งทีผ่ ดิ ก็กลายเป็นถูกต้องได้ในที่สุด
3) ภาพประกอบ ทีเ่ ปน็ ภาพและกราฟิกทส่ี วยงามเหมอื นจรงิ ทาให้เกดิ ความคล้อยตามไดง้ ่าย
4) หลักฐานการมียอดผู้ติดตามและเข้าไปแสดงความคิด หรอื การส่งต่อ (แชร์) จานวนมาก ทาให้ดู
เหมือนข่าวสารเป็นท่ียอมรับได้ หรือได้รับความนิยม ซึ่งข่าวปลอมมักนิยมสร้างกระแสในรูปแบบน้ี

46  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลัย และเครอื ขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

ด้วยลักษณะเช่นนี้ทาให้เกิดธุรกิจของการจ้างดู จ้างแชร์ หรือจ้างแสดงความคิดเห็น เพ่ือสร้างความสนใจและ
ดึงดูดต่อคนทั่วไป

5) การใชภ้ าษาทเี่ ชิญชวน การพาดหัวด้วยภาษาท่ีเรยี กรอ้ งความสนใจ หรอื มกี ารกระตนุ้ ดว้ ยรางวัล
ตอบแทน ซง่ึ ทาให้เกิดความตอ้ งการทจ่ี ะเปดิ รับข่าวสารท่นี าเสนอ

6) ใช้การตัดตอ่ ภาพทป่ี ระณตี เพ่ือสร้างภาพให้ดสู มจริงและความน่าเชือ่ บางคร้ังในภาพของคนที่มี
ชอื่ เสียงมาประกอบ เพ่ือใหเ้ หน็ วา่ คนเหลา่ นัน้ ยังใช้ หรอื ยงั เช่อื ข่าวกค็ งจะเป็นเรอ่ื งจรงิ เชน่ กนั

7) การใช้เสียง หรือสถานท่ีๆ มีอยู่จริง มาสร้างความน่าเช่ือถือ เช่น ใช้เสียงของแพทย์ท่ีมีชื่อเสียง
หรือใชห้ ้องแลบ็ ทม่ี าทดลอง หรือใชภ้ าพจากกล้องจลุ ทรรศน์ มาช่วยสร้างความน่าเชอื่ ถอื เปน็ ตน้

8) ใชต้ ัวเลขหรือผลวิจัยตา่ งๆ มาอา้ งอิง เชน่ จากสถิติพบวา่ ใช้ผลติ ภณั ฑ์น้ีล้างมอื แล้วทาให้เช้อื โรค
ลดลงไป 99% ซึ่งการใช้แอลกอฮอล์ซ่งึ ราคาถกู กว่ากอ็ าจจะได้ผลลัพธ์เท่ากัน หรือดกี ว่าในราคาทีป่ ระหยัดกว่า
เป็นต้น

9) ใช้เทคนิค ให้คนเข้าไปช่วยในการตีข่าว ในลักษณะรีวิว เนื่องจาก Facebook จะปรากฏข้อคิดเห็น
ของบคุ คลทั่วไป ด้วยคุณสมบัตนิ ้ี จึงเป็นการใช้คนท่เี คยเจอเหตุการณใ์ นลักษณะเดียวกันมาบรรยายเหตุการณ์
เพอ่ื สร้างความนา่ เชอื่ ถอื ให้กบั ขา่ วปลอม

จากข้อมูลดังกลา่ วแสดงให้เห็นว่า สอื่ สงั คมออนไลนถ์ ือเป็นแหล่งของการนาเสนอข่าวปลอมของคน
ทว่ั โลก รวมท้ังในประเทศไทย ซง่ึ ทักษะการตรวจสอบข้อมลู ข่าวสารจงึ มีความจาเปน็ ต่อปัจเจกบุคคลในการลด
อิทธพิ ลของข่าวปลอม

ความเสี่ยงต่อการรบั ข่าวปลอมของคนรุ่นมิลเลนเนียล (Gen Y)
ในยุคที่คนอ่านข่าวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ข่าวปลอมได้ถูกพัฒนาให้ส่งต่อได้ง่ายและตรวจสอบได้

ยากขึ้น การผลติ ขอ้ มูลเท็จเพ่อื สรา้ งความเขา้ ใจผิดหรอื ประสงค์ต่อทรัพย์ เป็นเรอ่ื งทท่ี ัง้ ผู้รับสารและสอื่ มวลชน
ในฐานะผู้รับสารต้องรับมือเสมอมา ผู้ท่ีคลุกคลีกับการตรวจสอบข่าวปลอมในไทยเตือนว่าข่าวปลอมมีจานวน
เพม่ิ ข้ึนในแต่ละปี และข่าวปลอมยังไดส้ ร้างกังวลใจใหก้ ับผู้ทเี่ ก่ียวขอ้ งดังความคดิ เหน็ ต่อไปนี้

สิ่งที่อันตรายกว่าการส่งต่อข้อมูลเท็จโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ กล่าคือข้อมูลเท็จใน
ลักษณะ ข่าวปลอม ท่ีปลอมหน้าเว็บข่าวด้วยเจตนาหลอกลวง ตลอดปี 2559 สามารถ
เก็บขอ้ มูลได้วา่ มีขา่ วปลอมรวมกว่า 300 หัวข้อ และพบว่าแตล่ ะหัวข้อมีการไลค์และแชร์
บนเฟซบุ๊กรวมกันอยู่ในหลักแสนจากการสืบค้นของเขาพบว่าเว็บไซต์ข่าวปลอมเหล่านี้มี
อยู่ไม่น้อย...จากการตามรอยเว็บไซต์ข่าวปลอมขนาดเล็กแห่งหน่ึงได้พบว่ามีคนหลงคลิก
เข้าไปชมเป็นจานวนหลักหม่ืน เว็บไซต์เหล่านี้มีความพยายามควบคุมบัญชีเฟซบุ๊กของผู้
หลงเข้าไปเพื่อไปใช้ประโยชนท์ างการคา้ พอกดดูคลิป ก็จะตอ้ งลงช่ือเขา้ ใช้เฟซบุ๊ก พอกด
อนญุ าตในเฟซบกุ๊ คนสรา้ งเว็บปลอมน้นั ก็จะใชเ้ ฟซบกุ๊ เราเป็นบอท (หุ่นยนต)์ และเอาเรา
ไปเป็นใช้เป็นสว่ นหน่งึ ของกองทัพไลค์ของเขา เพือ่ ขายไลค์อีกต่อหน่ึง

(พรี พล อนุตรโสตถ์ิ อา้ งถงึ ในฐิตพิ ล ปัญญาลมิ ปนนั ท์, 2017)

สัดส่วนโครงสร้างประชากรไทยจานวน 67 ล้านคน แบ่งเป็นกลุ่ม Greatest Gen (3 แสนคน)
Silent Gen (5.4 ล้านคน) Baby Boomer (15 ล้านคน) Gen X (16.6 ล้านคน) Generation Y (Gen Y)
หรือกลุ่มมิลเลนเนียล คือผู้ที่เกิดต้ังแต่ปี 1980 – 2003 ซึ่งมีจานวนกว่า 19 ล้านคนในปัจจุบัน ซึ่งคิดเป็น
28% ของประชากรรวม และใน 10-20 ปีข้างหน้าจะทวีบทบาทสาคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

47  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย และเครือขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

เพราะอยู่ในวัยที่กาลังเติบโตด้านหน้าที่การงาน และยังเป็นแรงงานกลุ่มใหญ่ของประเทศคิดเป็น 50% ของ
แรงงานท้ังระบบ (38 ล้านคน)

คน Gen Y เป็นกลุ่มคนท่ีเกิดมาในช่วงเวลาท่ีมีการเปล่ียนแปลงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยน
แปลงค่านิยม การเปล่ียนแปลงเทคโนโลยี และเกิดในช่วงภาวะแวดล้อมเศรษฐกิจที่ค่อนข้างดี ทาให้ได้รับการ
ดูแลเอาใจใส่จากพ่อแม่เป็นอย่างดี ซ่ึงส่วนใหญ่จะถูกเล้ียงแบบตามใจต้ังแต่เด็ก มีการศึกษาดี มีนิสัยชอบ
แสดงออก ไม่ชอบถูกบังคับให้อยู่ในกรอบ ไม่ชอบอยู่ในเงื่อนไข ชอบเสพข่าวสารผ่านช่องทางต่างๆ ท่ีหลากหลาย
นอกจากนี้ ยังเติบโตมาในยุคที่อินเตอร์เน็ตเริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจาวัน ทาให้คน Gen Y มี
ความคุ้นเคยกับการส่ือสารออนไลน์ ไม่ค่อยจะปฏิเสธข่าวสารจากทางอินเตอร์เน็ตมากนัก จึงเป็นกลุ่มท่ี
ตอบสนองต่อข้อมูลข่าวสารทางอินเตอร์เน็ตมากกว่ากลุ่มอื่น จากผลการสารวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเตอร์เน็ตใน
ประเทศไทย ประจาปี พ.ศ. 2560 ของสานักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ
ETDA พบว่า คน Gen Y เป็นกลุ่มที่มีการใช้อินเตอร์เน็ตครองแชมป์สูงสุด 3 ปีซ้อน โดยในปีนี้ (2560) คน
Gen Y ใช้อินเตอร์เน็ตเฉลี่ยวันละ 7 ชม. 12 นาทีต่อวัน ในวันธรรมดาและในวันหยุดจะใช้เฉลี่ย 7 ชม. 36
นาทีต่อวัน โดยเฉลี่ยจะใช้ผ่านสื่อโซเซียล 3 ชม. 42 นาทีต่อวัน ใช้ดูทีวี/หนัง/ฟังเพลง 2 ชม. 18 นาทีต่อวัน
และใช้เล่นเกมออนไลน์ 2 ชม. 6 นาทตี ่อวัน ชี้ว่าคน Gen Y กลุ่มคนในช่วงอายอุ น่ื ๆ (หนังสือพมิ พฐ์ านเศรษฐกจิ
, 2560) และคาดว่าจะเพ่ิมขึ้นในทุกๆ ปี ด้วยราคาอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือที่ถูกลง รวมท้ังความสะดวกใน
การใชท้ ีเ่ ปน็ มติ รและอานวยความสะดวกตอ่ ระดับการอา่ นออกเขยี นได้

ด้วยพฤติกรรมดังกล่าวทาให้เห็นว่า คนกลุ่มคน Gen Y คือกลุ่มคนที่มีความไกล้ชิดและมีวิถีชีวิตที่
เก่ียวขอ้ งกับการใช้ส่อื อนิ เทอร์ ประกอบกับน่าเชอ่ื ถอื ของข่าวปลอมในสื่อสงั คมออนไลน์ และเสริมดว้ ยแนวคิด
ทฤษฎีการใช้ประโยชน์และความพึงพอใจ ทาให้คนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงต่อการเปิดรับข่าวปลอมมากเป็นอันดับ
ต้นๆ ดังน้ัน การจัดการข่าวปลอมเพื่อจากัดขอบเขตของการเผยแพร่จึงจาเป็นท่ีจะต้องได้รับการดาเนินการ
อย่างเร่งด่วน ด้วยสิ่งท่ีสาคัญของการจัดการก็คือ การควบคุมต้นตอของการส่งข่าวและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับ
ผู้รับข่าวสารเพ่ือที่จะต้องคัดเลือกข่าวสารท่ีถูกต้องให้กับตนเอง ในกระบวนการส่ือสารอันประกอบด้วย
องค์ประกอบสาคญั 4 อย่างคือ ผู้สง่ สาร สาร ช่องทางและผู้รบั สารน้ัน ตน้ เหตุแห่งข่าวปลอมก็คอื ผ้สู ่งสารและ
ผู้รับสาร ซึ่งตามแนวคิดทางการส่ือสารนั้น องค์ประกอบทั้งสองนี้สลับทบาทหน้าที่ไปมา โดยเฉพาะในการ
สื่อสารสังคมออนไลน์น้ันบุคคลคนหน่ึงสามารถเป็นได้ท้ังผู้ส่งสารและผู้รับสาร ภายในเสี้ยววินาทีดังน้ัน การ
จัดการในบทความนีจ้ ึงให้ความสาคัญทีไ่ ปผ้สู ง่ สารและผรู้ บั สารเท่าๆ กัน

การจัดการต้นเหตแุ หง่ ข่าวปลอมด้วยพทุ ธวธิ ี
พุทธวิธีหรอื วิธที างพุทธศาสนา มีอยู่มากมาย มีสาระและระบบสอนท่ีสอดคล้องท่ที ันสมัยสอดคล้อง

กับวัฒนธรรมไทย ท้ังน้ีเพราะวิถีแห่งวฒั นธรรมไทยน้ันได้เนน้ บรรยากาศท่ีเรียบงา่ ยมลี ักษณะท่ีน้อมนาจติ ใจให้
บุคคลทั่วไปเกิดความปิติและเล่ือมใส โดยเฉพาะแนวคิดเร่ืองวิธีการแห่งศรัทธา (ปรโตโฆสะ) และแนวคิดการ
สร้างภูมิคุ้มกันด้วยวิถีแห่งปัญญา (โยนิโสมนสิการ) สามารนามาใช้ในการดาเนินชีวิต อย่างผสมกลมกลืน
ได้สัดส่วนสมดุลกัน สามารถนามาประยุกต์ใช้ในการดาเนินชีวิตปัจจุบันได้ในทุกสถานการณ์ ในบทความนี้ขอ
นาเสนอแนวคิดด้วยมุมมองฆราวาส (อ่านว่า คะราวาด) ในลักษณะท่ีเป็นเชิงประยุกต์และเปรียบเทียบกลับ
ไปส่แู นวคดิ เชงิ พุทธดงั นี้

1. แนวคิดเรือ่ งวิธีการแห่งศรัทธา
แนวคิดเร่ืองวิธีการแห่งศรัทธา(ปรโตโฆสะ) หมายถึง เสียงจากผู้อ่ืน การกระตุ้นหรือชักจูงจาก
ภายนอก เช่นการส่ังสอน การถ่ายทอด การโฆษณา คาบอกเล่า ข่าวสาร ข้อเขียน คาชี้แจง อธิบาย การเรียรู้

48  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลยั และเครอื ขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

จากผอู้ ่ืน ในท่ีนีห้ มายเอาเฉพาะส่วนที่ดีงามถกู ต้อง เฉพาะอย่างยิ่งการพังธรรม ความรู้ หรือคานาจากบคุ คลที่
เปน็ กลั ยาณมิตร

กัลยาณมิตร มิได้หมายถึงเพ่ือนที่ดีอย่างในความหมายสามัญน้ัน แต่หมายถึงบุคคลผู้เพียบพร้อม
ด้วยคุณสมบตั ิท่ีจะสั่งสอน แนะนา ช้ีแจง ชักจูง ช่วยบอกช่องทาง หรือเป็นตัวอย่างให้ผู้ดาเนินไปในมรรคาแห่ง
การฝกึ ฝนอบรมอย่างถกู ต้อง

ในกระบวนการพัฒนาปญั ญา ความมีกัลยาณมิตรน้ี จัดวา่ เปน็ ระดับความเจริญปัญญาในข้ันศรัทธา
ส่วนในระบบการศึกษาอบรม ความมีกัลยาณมิตรมีความหมายครอบคลุมท้ังบุคคลผู้อบรมสังสอน เช่นพ่อแม่
ครู อาจารย์เป็นต้น ทั้งคุณสมบัติของผู้สอน ท้ังหลักการ วิธีการ อุกกรณ์ อุบบายต่างๆ ในการสอน การจัด
ดาเนินการต่างๆ ทุกอย่างที่ผู้มีหน้าท่ีให้การศึกษาจะทาเพ่ือให้การอบรมได้ผลดี ตลอดจนหนังสือ สื่อมวลชน
บุคคลตัวอย่าง เช่น มหาบุรุษหรือผู้ประสบความสาคัญโดยธรรมและสิ่งแวดล้อมทางสังคม ทั้งหลายที่ดีงาม
เป็นประโยชน์ เท่าที่จะเป็นองค์รประกอบภายนอกในกระบนการพัฒนาปัญญานั้นได้ และจากความหมาย
ขา้ งตน้ ในบทความนี้ ให้น้าหนักไปทส่ี ่อื มวลชนหรอื ผทู้ าหน้าทเ่ี ปน็ ผู้ส่งสาร

การจัดการข่าวปลอมด้วยวิธีศรทั ธา ด้วยคณุ ลกั ษณะของส่ือสังคมออนไลน์ ทาใหท้ ุกคนสามารถเป็น
ผู้ส่งสารได้ทุกเวลาและมากเท่าท่ีต้องการ อีกท้ังยังปราศจากผู้ท่ีทาการตรวจสอบอย่างกองบรรณาธิการในสื่อ
กระแสหลัก ดังนั้น ในฐานะผู้ส่งหรือส่ือมวลชนเราสามารถนาพิธีการแห่งศรัทธา โดยกระทาตนให้เป็น
สื่อมวลชนที่เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติที่จะส่ังสอน แนะนา ช้ีแจง ชักจูง ช่วยบอกช่องทางท่ีเหมาะที่ควรหรือ
เป็นบคุ คลที่เปน็ กัลยาณมิตรที่ดีตอ่ ผู้ทต่ี ้องการรับสาร โดยแนวทางในการดาเนินการเพอื่ ลดข่าวปลอมในฐานะ
สื่อมวลชนหรือผู้ส่งสารกระทาไดด้ งั นไ้ี ด้ดงั น้ี

1) คัดเลอื กประเด็นข่าวสารดว้ ยความรอบคอบ
ในการการทาการสื่อสาร ผู้ส่งสารนั้นต้องกระทาด้วยวิธีแห่งปัญญา ก่อนทาการสื่อสาร ต้องมีการ
กาหนดประเด็นไว้วา่ ส่ิงท่จี ะนาเสนอนนั้ ในสงั คมนน้ั คอื อะไร สงิ่ นัน้ จะเป็นที่ถกเถียงกันหรือกอ่ ให้เกดิ ผลเสียต่อ
บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือไม่ หากพิจารณาแล้วว่าอาจนาไปสู่ความขัดแย้ง ด้วยความเป็นกัลยาณมิตรต้อง
หลกี เลี่ยงไม่สง่ ต่อ ทาตัวเปน็ แบบอยา่ งท่ีดใี ห้กับคนอน่ื
2) ทาการรักษาและการอา้ งองิ แหลง่ ขอ้ มลู อย่างเปน็ ทางการ
ในการทาการสื่อสาร ความเป็นกัลยาณมิตรต้องแน่ใจว่าเนื้อหามาจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้
ผ่านช่องทางของส่ือสังคมออนไลน์อย่างถูกต้องและทันเวลา ข้อมูลในท่ีนี้รวมถึงรูปภาพและภาพเคลื่อนไหว
รวมทั้งตอ้ งบอกช่องทางที่เป็นแหลง่ เชือ่ ถือได้ใหก้ บั ทวั่ ไป
3) หลกี เล่ียงเนื้อหาที่จะก่อให้เกดิ การโตเ้ ถยี งทางสังคม
อกี นัยหน่ึงกค็ ือ กัลยาณมิตรต้องไมใ่ ชเ้ นื้อหาท่ีนาไปสกู่ ารตีความที่ผดิ พลาดไดง้ ่าย รวมท้งั เนอื้ หาที่มี
ความคลุมเครือ ในขณะท่ีการพยายาม “ดึงดูดความอยากรู้อยากเห็นของผู้คน” เป็นส่ิงสาคัญ แต่เน้ือหาก็ควร
มี รายละเอียดข่าวเพม่ิ เติม เช่น เวลาและสถานท่ี เพ่ือลดความคลุมเครือของข่าวสาร ทาการชักจูงใจใหบ้ ุคคล
ทว่ั ไปให้เลือกรับสารทมี่ ีประโยชน์ตอ่ ตนเอง
4) ยึดม่นั ในกฎหมายและมีความรับผิดชอบต่อสังคม
กัลยาณมิตร ต้องดาเนินการตามกฎหมายไม่ส่งต่อข่าวสารท่ีเป็นเท็จ และการรายงานข่าวสารตาม
วัตถุประสงค์ของความจริงของข้อเท็จจริงโดยไม่มีอารมณ์ความรู้สึก ควรมีการตรวจสอบ “ทุกอย่างสองคร้ัง
เพื่อให้แน่ใจว่าไม่เพียงแต่ถูกต้อง แต่เปน็ ของจริง” นอกจากน้ีส่ือออนไลน์ควรมีการนาเสนอข้อมูลข่าวสารจาก
แหล่งต้นฉบับมาส่งต่อจะดีกว่าการคิดหรือนาเสนอเองโดยปราศจากแหล่งท่ีมา หรอื ผู้ท่ีดูแลเว็บไซต์ (Admin)

49  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วิทยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลัย และเครือข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

ซึ่งปัจจุบันทาหน้าท่ีเช่นเดียวกันกบั กองบรรณาธกิ ารในขา่ วหลัก ตอ้ งมีความรู้และควรทาหน้าที่ในการคัดกรอง
ข่าวสารกอ่ นการเผยแพร่ แนะนาวิธกี ารท่ถี ูกตอ้ งไม่กระทาผดิ กฎหมายหากมีโอกาส

2. แนวคดิ การสร้างภูมคิ ุ้มกันด้วยวถิ แี หง่ ปัญญา
การสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวิถีแห่งปัญญา (โยนิโสมนสิการ) นั้นมีหลากหลายรูปแบบการในบทความนี้
ได้ให้ความสาคัญกับความคดิ ด้วย “การคิด” เป็นถือว่าเป็นสง่ิ ท่ีมีความสาคญั อยา่ งมาก เพราะบคุ คลทีม่ ีทกั ษะ
การคิด จะสามารถดารงชีวติ ไดอ้ ย่างมีคุณภาพและประกอบอาชีพไดอ้ ยา่ งสรา้ งสรรค์ (วชิ ัย วงษ์ใหญ่ และคณะ
2561, อา้ งถงึ ใน พระมงคลธรรมวิธาน, 2019)
การสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวิถีแห่งปัญญา (โยนิโสมนสิการ) หมายถึง การทาในใจโดยแยบคาย
การคิดพิจารณาอย่างละเอียด ถ่ีถ้วนและลึกซ้ึง หรือการคิดท่ีถูกวิธี มีระเบียบ มีเหตุผล และสร้างสรรค์เพ่ือ
สกัดก้ันอวิชชา คือ ความไม่รู้ในสิ่งท่ีควรรู้และความรู้ในสิ่งที่ท่ีไม่ควรรู้ซึ่งในบทความน้ีคือ ข่าวปลอมน้ันเอง
ซงึ่ มี 10 วธิ ี ดงั นี้
1) วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย คือ คิดแบบมีเหตุผล เช่น พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้โดยใช้วิธีการคิด
แบบสืบสาวหาเหตุจากปัจจัย พระองค์ตั้งคาถามข้ึนมาเกี่ยวกับเวทนา ได้แก่ ความรู้สึกสุขทุกข์ โดยทรง
พิจารณาว่าเวทนาที่เป็นสุขเป็นทุกข์น้ีเกิดข้ึนโดยมีอะไรเป็นปัจจัย แล้วพระองค์ก็สืบสาวไปก็ทรงค้นพบว่า
มผี สั สะ เปน็ ต้น
2) วธิ คี ิดแบบแยกแยะ ส่วนประกอบ คือ การคดิ จาแนกแยกแยะองค์รวมของสิ่งตา่ งๆ ออกเปน็ องค์
ย่อยๆ ทาให้มองเหน็ ความและความสมพันธ์ขององค์ประกอบย่อยเหล่าน้ันว่ามีความเกี่ยวกันเน่ืองกนั เป็นเหตุ
เป็นผลและพ่ึงพาอาศัยกันอย่างไร จึงประสานสอดคล้องกันเป็นองค์รวม วิธีคิดแบบน้ีจะทาให้เรารู้และเข้าใจ
สง่ิ ต่างๆ ตามสภาพความเปน็ จริง
3) วิธีแบบสามัญลักษณะ คือ คิดแบบไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) คือคิดแบบรู้เท่าทัน
ธรรมดา ชวี ิตของคนเราก็เปน็ เชน่ น้เี ปน็ อนจิ จงั ไมเ่ ทีย่ งแท้ ทกุ ขงั มแี ตค่ วามทุกขอ์ นตั ตาไม่มีตวั ตนท่ีแนน่ อน
4) วิธีคิดแบบอริยสัจ หรือ วิธีคิดแบบแก้ปัญหา คือ การพิจารณาปัญหามีอะไรบ้าง (ทุกข์) สาเหตุ
อยู่ที่ใด (สมุทัย) แนวทางและเป้าหมายของการแก้ปัญหาท่ีต้ังไว้ (นิโรธ) พิจารณาวีการ ดาเนินงานเพ่ือบรรลุ
เป้าหมาย (มรรค) ซึ่งเราสามารถใช้เป็นหลักยึดในการพิจารณาถึงความเป็นจริงและนาไปสู่การคิด
ตามกระบวนการนี้
5) วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์ คิดตามหลักการและความมุ่งหมาย เป็นการคิดแบบสุตบุรุษ
หรอื สปั ปรุ ิสธรรมอนั เปน็ คุณสมบตั ขิ องคนดี คอื รู้จกั เหตุ รจู้ ักผลรู้จกั ตน ร้จู ักประมาณ รู้จักบคุ คล รู้จักชมุ ชน
6) วิธีคิดแบบเห็นคุณ–โทษและทางออก คือ มองในเชิงคุณค่าว่าสิ่งนั้นๆ มีคุณในแง่ไหน มีโทษ
ในแงไ่ หน มองทงั้ คณุ และโทษ แล้วกห็ าทางออกทีจ่ ะแก้ไข
7) คดิ แบบคณุ คา่ แท-้ คุณคา่ เทียม รู้จักแยกแยะส่ิงดชี วั่ ไดอ้ ย่างมีเหตผุ ล
8) วิธีคิดแบบปลุกเร้าคุณธรรม คิดแบบปลุกเร้าคุณธรรมหรือชุดความดี หมายถึง การบาเพ็ญความดี
ซึ่งจะต้องกระทาใหถ้ ึงที่สดุ
9) วีคิดแบบเป็นอยู่ในขณะปัจจุบัน คือ คิดอยู่ในปัจจุบัน แนวนี้ต้องบมีวิปัสสนากรรฐานเป็น
เครอ่ื งมือ
10) วิธีคิดแบบวภิ ชั ชวาท (แบบจาแนก) คือ คิดแบบรอบด้าน แยกแยะ มองสิ่งต่างๆ ในหลายๆ มุม
อย่างละเอียดรอบคอบ
การคดิ ทั้ง 10 ขอ้ ท่ีกล่าวมาสรุปได้สน้ั ๆ 4 ข้อ คอื คิดเป็นระบบ คิดด้วยวิธีการที่ถกู ตอ้ ง คิดเปน็ เหตุ
เปน็ ผล และคดิ ให้เกดิ การกระทาทเี่ ป็นกศุ ล


Click to View FlipBook Version