300 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
จึงทาให้สถาบันทางสังคมในจังหวัดนครปฐมมีบทบาทในการพัฒนาเยาวชนตามวิถีพุทธอยู่ในระดับมาก
ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กและเยาวชนตามหลักทางพระพุทธศาสนา (วิถีพุทธ) ของ
พระมหาพงศ์นรินทร์ ตวโส ซึ่งท่านกล่าวไว้ว่า การพัฒนาเยาวชนตามหลักทางพระพุทธศาสนา มิใช่เพียงการ
ทาให้มีคุณธรรมแบบแยกส่วน แต่คือการศึกษาเรียนรู้พัฒนามนุษย์ท้ังชีวิตเต็มตามศักยภาพอย่างเป็นองค์รวม
รอบด้าน ผ่านกระบวนการพัฒนากัลยาณมิตร ได้แก่ พ่อแม่ผู้ปกครอง ครู อาจารย์ พระภิกษสุ ามเณรและบุคคล
สาธารณะให้เป็นแบบอย่างท่ีดี และฝึกฝนอบรมพัฒนาความรู้ศักยภาพทักษะและวิธีการตระเตรียมปัจจัย
ภายนอกท่ีดแี ละมปี ระสิทธิภาพให้แก่กลั ยาณมิตร โดยเฉพาะกลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครอง ครู-อาจารย์ และครูพระสอน
ศีลธรรม แล้วเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกัลยาณมิตรแก่เด็กและเยาวชน ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการผลิตวิจัย
และพฒั นาสื่อและกิจกรรมการเรยี นรู้ที่นา่ สนใจและมีประสิทธภิ าพอย่างหลากหลาย เพื่อส่งเสรมิ การเรยี นรู้ตาม
ความถนัดความชอบ และตามพัฒนาการของเด็กในแต่ละวัย ส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งให้เด็กและเยาวชน
เกิดทักษะการเรียนรู้ที่ดีเช่นทักษะการสังเกตคิดวิเคราะห์ตั้งคาถามแสวงหาคาตอบประมวลและนาเสนอด้วย
วธิ ีการที่หลากหลาย น่าสนใจ อย่างสม่าเสมอ เพ่ือปลูกฝงั ให้กลายเป็นอุปนิสัยในการใฝ่เรยี นรู้ใฝ่สร้างสรรค์ใฝ่ดี
สร้างค่านิยม และส่งเสริมให้เยาวชนพัฒนาตนเองไปสู่การเป็นกัลยาณมิตรให้กับตนเองและผู้อื่น และส่งเสริม
กิจวตั ร วิถีชวี ิต วิถีวฒั นธรรมประเพณที ่ีกอ่ ใหเ้ กิดการศึกษาเรียนร้อู ย่างเปน็ องค์รวมรอบด้านตามหลักไตรสกิ ขา
(ทั้งพฤติกรรม (ศีล) จิตใจ (สมาธิ) และปัญญา) ตลอดจนสร้างเครือข่ายกัลยาณมิตรในทุกระดับเพ่ือเสริมสร้าง
ความเข้มแข็งและย่ังยืน โดยการจัดโครงการอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เสวนากลุ่มย่อย จัดค่ายครอบครัวหรือ
กิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ สาหรับครอบครัวเพื่อสร้างความอบอุ่นภายในครอบครัวและเพิ่มทักษะการเล้ียงดูแล
ลูกตามหลักไตรสิกขาให้กับพ่อแม่ผู้ปกครอง จัดประกวดสื่อการเรียนรู้ทางดา้ นพุทธศาสนา และสื่อการเรยี นร้ทู ุก
กลุ่มสาระวิชาและสื่อบันเทิงในลักษณะต่างๆ ท่ีบูรณาการและสอดแทรกหลักธรรมต่างๆ ตามช่วงวัย จัดค่าย
อบรมคุณธรรมจริยธรรมโดยตรงแก่เด็กและเยาวชน ส่งเสริมและสนับสนุนโดยการมอบรางวัลหรือประกาศ
เกียรติคุณแก่สถานศึกษาที่มีการดาเนินวิถีชีวิตวัฒนธรรมแบบชาวพุทธท่ีดีงามอย่างต่อเน่ืองจนเป็นวัฒนธรรม
หลักท่ีเข้มแข็งขององค์กร และเช่ือมประสานกับบ้าน วัด และชุมชน จัดกิจกรรมแลกเปล่ียนเรียนรู้และเช่ือม
ประสานให้เกิดชุมชนกัลยาณมิตรด้วยการสร้างเครือข่ายครอบครัว เครือข่ายเยาวชน เครือข่ายศึกษานิเทศก์
และผู้บริหารโรงเรียนวิถีพุทธ เครือข่ายครูอาจารย์โรงเรียนวิถีพุทธ เครือข่ายพระสงฆ์กับการศึกษา เครือข่าย
งานวิจัยการศึกษาแนวพุทธ เครอื ขา่ ยผูผ้ ลิตสื่อส่งเสริมคุณธรรมท้ังในแต่ละท้องถ่ินภูมิภาคและในระดับประเทศ
ตลอดจนการจัดกิจกรรมอันหลากหลายที่จะเพิ่มโอกาสและพ้ืนท่ีการแสดงออกในทางที่ดีแก่เด็กและเยาวชนใน
เวทีสาธารณะ เพื่อสร้างค่านิยมและยกย่องเชิดชูเด็กและเยาวชนที่ดีมีคุณธรรมและความรู้ความสามารถ
ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของ รุ่งนิภา พัฒนพฤกษชาติ (2551) เร่ือง “การศึกษาการพัฒนาเด็กตามทัศนะของ
พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ)” ผลการวิจัยพบว่า การศึกษาวิธีการประยุกต์หลักการพัฒนาเด็กมา
ใช้ในสังคมปัจจุบัน คือ บทบาทของสถาบันต่างๆ ในสังคมท่ีจะมีส่วนช่วยในการพัฒนาเด็ก เช่น สถาบัน
ครอบครัว (บทบาทและหน้าที่ของพ่อแม่) สถาบันการศึกษา (บทบาทและหน้าทีข่ องครูอาจารย์) สถาบันศาสนา
(บทบาทและหน้าที่ของพระสงฆ์) ทั้ง 3 สถาบัน สามารถนาหลักธรรมมาประยุกต์ใช้ได้โดยเป็นต้นแบบด้วยการ
นามาประพฤติปฏิบัติ ตลอดจนการจัดผ่านกิจกรรมและโครงการต่างๆ ร่วมด้วย ส่วนสถาบันทางสังคมนั้น
บทบาทและหน้าที่ของหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ในสังคม ควรมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็ก โดยการพัฒนา
ออกมาในรูปแบบของสื่อ และการจัดกิจกรรมการกุศลท่ีไม่มุ่งเน้น ผลตอบแทน เพื่อจูงใจให้เด็กมีทัศนคติและ
เห็นความสาคัญของการประพฤติตนเป็นคนดีของสังคม สุดท้ายประเด็นของการคบมิตรน้ัน เป็นหน้าที่ของ
บุคคลที่เก่ียวข้อง (ผู้ปกครอง) ควรให้การอบรมสั่งสอน การเป็นแบบอย่างท่ีดีประพฤติตนเป็นกัลยาณมิตร
คอยช้ีแนะให้แก่เด็กและเยาวชนดาเนินชีวิตไปในทางที่ถูกต้อง โดยการนาหลักพุทธธรรมมาประยุกต์ใช้ให้
301 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
เหมาะสมกับสถานะและบทบาทของตน เพ่ือมุ่งให้เด็กและเยาวชนของชาติเป็นบุคคลท่ีเก่ง ดี และมีความสุข
และสอดคล้องกับงานวิจัยของ พระครูประสิทธิวรการ (ณรงค์ ธมฺมสุนฺทโร) (2555) เรื่อง “การศึกษาความ
คาดหวังต่อบทบาทของพระสงฆใ์ นการปอ้ งกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงคข์ องเยาวชนกรณีศึกษา
อาเภอลอง จังหวัดแพร่” ผลการศึกษาพบว่า พระสงฆ์มีบทบาทหน้าท่ีในการอบรมสั่งสอน ในการพัฒนาชุมชน
และปลูกฝังความมีคุณธรรมจริยธรรมให้แก่เด็กและเยาวชนแล้ว พระสงฆ์ยังต้องปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีให้
เด็กเห็นด้วย ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งท่ีมีความสาคัญไม่น้อยไปกว่าในบทบาทด้านการเผยแผ่ศาสนาและการอบรมสั่ง
สอน เพ่ือให้ผู้เรียนได้ซึมซับภาพลักษณ์แห่งความดี ความเป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรม เพ่ือส่งเสริมการให้
การศึกษา ด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาชุมชน เป็นแนวทางท่ีจะนาไปใช้ในการดาเนินชีวิตประจาวัน ในความ
คาดหวังต่อบทบาทของพระสงฆ์ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของเยาวชน ใน
ภาพรวมอยู่ในระดับมาก แต่ไม่สอดคล้องกับงานวิจัยของ โสภาค ภู่ดอก (2541) เรื่อง “บทบาทของพระสงฆ์ใน
การพัฒนาเยาวชน : ศึกษาเฉพาะกรณีศูนย์การศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ภาคท่ี 16” ผลการวิจัยพบว่า
ระดับบทบาทของพระสงฆ์ในการพัฒนาเยาวชนด้วยการให้การศึกษาและฝึกอบรมในศูนย์การศึกษา
พระพุทธศาสนาวันอาทติ ย์ ภาคที่ 16 อยู่ในระดับปานกลาง
สถานการณ์ของเยาวชนในจังหวัดนครปฐมมีความสัมพันธ์กันในทางบวกกับบทบาท ในการ
พัฒนาเยาวชนตามวิถีพุทธของสถาบันทางสังคม ทง้ั น้ีอธิบายไดว้ ่า การทสี่ ถาบันทางสงั คมจะรู้วา่ ตนเองควร
จะมีบทบาทอย่างไรในการพัฒนาเยาวชนตามวิถีพุทธนั้น จะต้องรู้พื้นฐานสถานการณ์หรือความเป็นมาเป็นไป
ของเยาวชนก่อนไม่ว่าจะเป็นด้านครอบครัวและสังคม ด้านคุณธรรมจริยธรรม และด้านการศึกษา เพ่ือให้รู้
บรบิ ทของเยาวชนวา่ เป็นอย่างไร แลว้ จึงทาการฝึกฝนอบรม แนะนาใหป้ ฏิบัติตนในทางท่ีดีและถูกตอ้ งตามจริต
และเหมาะสมกบั ขนบธรรมเนียมประเพณวี ัฒนธรรมของแต่ละชมุ ชน หรือสถาบันทางสงั คมท่ีเยาวชนเกยี่ วข้อง
จึงทาให้สถานการณ์ของเยาวชนในจังหวัดนครปฐมกับบทบาทการพัฒนาเยาวชนตามวิถีพุทธของส ถาบันทาง
สงั คมมคี วามสัมพันธก์ นั
ขอ้ เสนอแนะเก่ยี วกบั บทบาทการพฒั นาเยาวชนตามวิถีพทุ ธของสถาบนั ทางสังคมในจงั หวัดนครปฐม
ท่สี าคัญ คือ สถาบันครอบครัวจะต้องมีบทบาทในการให้ความรกั ความอบอุ่นและดูแลเอาใจใสเ่ ยาวชนอย่างใกล้ชิด
ส่วนสถาบันศาสนาจะต้องมีบทบาทในการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมแก่เยาวชนเพ่ือให้เป็นคนดีของสังคม และ
สถาบันการศึกษาจะต้องมีบทบาทในการสั่งสอนวิชาและพัฒนาความรู้ให้แก่เยาวชน ท้ังน้ีอธิบายได้ว่าการพัฒนา
เยาวชนนั้นสถาบันทางสังคมจะต้องมีบทบาทสาคัญในการขับเคลื่อน โดยเฉพาะสถาบันครอบครัวจะต้องมีความ
เข้มแข็งและอบอุ่น มีกองหนุน คือ สถาบันการศึกษาคอยสั่งสอนศิลปะวิชาต่างๆ ควบคู่ไปกับการปลูกฝังคุณธรรม
และตอกย้าให้เกิดความแน่นแฟ้นมากยง่ิ ข้ึนด้วยสถาบันศาสนาคอยฝึกฝนอบรม แนะนาสั่งสอนให้เยาวชนประพฤติ
ตนเป็นคนดี หล่อหลอมหลักธรรมคาสอนทางพระพุทธศาสนาให้เยาวชนนาไปประพฤติปฏิบตั ใิ นชีวติ ประจาวัน เพื่อ
พฒั นาตนเองและสงั คม ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั งานวจิ ัยของ พระครปู ลดั กิจเมธี ติกฺขวโี ร (เพ่อื นฝูง) (2555) เร่ือง “การศกึ ษา
บทบาทของพระสงฆ์ในการปรับเปล่ียนพฤติกรรมของเยาวชนในเขตตาบลดอนมูล อาเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่” ผล
การศึกษาพบว่า บทบาทของพระสงฆ์ในการปรับเปล่ียนพฤติกรรมของเยาวชน คือ (1) เพิ่มเติมความรู้ความเข้าใจใน
บทบาทหน้าท่ีของสมาชิกครอบครัว ปลูกฝังวิถีการดาเนินชีวิตที่ดี (2) อบรมส่ังสอนเยาวชนให้เป็นคนดี มีคุณธรรม
จริยธรรม รู้จักหน้าท่ีความรับผิดชอบ มีพฤติกรรมท่ีเหมาะสมตามวัย และ (3) เสริมสร้างความรู้ในการป้องกันและ
แก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว โดยบทบาทท่ีสาคัญของพระสงฆ์ท่ีพึงปฏิบัติในการ
แก้ไขปัญหาพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของเยาวชนในเขตพ้ืนท่ี คือ (1) การสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังปัญหา ระหว่าง
บา้ น โรงเรียน ชุมชน และกลุ่มเพื่อนวัยรุ่น ให้ผู้นาชุมชนไดม้ ีบทบาทในการช่วยกันประสานงานกับเจ้าหน้าท่ีตารวจ
อาสาสมคั ร ตารวจบา้ น ผู้ปกครอง ครู อาจารย์ และประชาชนในชุมชน ช่วยกนั เฝ้าระวงั พฤติกรรมท่ีไมเ่ หมาะสมของ
302 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลัย และเครอื ข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
เด็กวัยรุ่น ไม่ให้เกิดปัญหาภายในชุมชน (2) โรงเรยี นควรให้การสนับสนุนพระสงฆไ์ ด้มโี อกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการ
เรียนการสอนจริยศึกษาในโรงเรียนอยา่ งจริงจัง และมรี ะบบระเบยี บมากขนึ้ ควรจะเปดิ โอกาสให้นักเรยี นได้รบั ความรู้
และประสบการณ์ต่างๆ ทางด้านจรยิ ธรรมอย่างกว้างขวาง (3) ควรให้การสนบั สนุนและสง่ เสรมิ ใหน้ ักเรียนไดม้ ีโอกาส
เข้าร่วมกจิ กรรมต่างๆ ทางจริยธรรม และ (4) พระสงฆ์ควรจะปรับปรงุ บทบาทของตนในเรอื่ งของการเปน็ แบบอย่างที่
ดีทางด้านจริยธรรมให้สมาชิกในสังคม เกิดการยอมรับและเล่ือมใส ซ่ึงจะทาให้การสั่งสอนอบรมของพระสงฆ์มี
ประสทิ ธิภาพและประสบผลสาเรจ็ ยิ่งข้นึ
ข้อเสนอแนะ
ข้อค้นพบ (Fact Findings) จากการวิจัยและการอภิปรายผลดังกล่าวมาแล้ว สามารถสรุปผลเป็น
ขอ้ เสนอแนะ โดยแบง่ เปน็ 3 ระดับ ดังนี้
1. ขอ้ เสนอแนะเชงิ นโยบาย
ผลการวิจัยพบว่า สถาบันทางสังคมในจังหวัดนครปฐมมีบทบาทในการพัฒนาเยาวชนตามวิถีพุทธอยู่
ในระดับมาก จึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย คือ รัฐบาลควรกาหนดนโยบายเก่ียวกับการเสริมสร้างความเข้มแข็ง
ของสถาบันทางสังคมแบบบูรณาการ โดยมีสถาบันครอบครัวคอยให้ความรักความอบอุ่น สถาบันศาสนาคอย
ปลูกฝงั คุณธรรมจริยธรรม และสถาบันการศึกษาคอยสั่งสอนวชิ าและพัฒนาความรู้ เพื่อพัฒนาให้เยาวชนมคี ุณค่า
ตามวิถพี ุทธ เป็นคนดี คนเกง่ และมีความสุขอย่างยั่งยืน
2. ข้อเสนอแนะสาหรับผ้ปู ฏิบัติ
ขอ้ เสนอแนะสาหรบั ผู้ปฏบิ ตั ิเกยี่ วกับบทบาทการพัฒนาเยาวชนตามวถิ ีพทุ ธของสถาบันทางสังคมใน
จังหวัดนครปฐม คือ
1) สถาบันทางสังคมควรมุ่งมั่นและจริงจังในการอบรมสั่งสอนเยาวชนโดยร่วมมือกันเป็นเครือข่าย
ประชาสงั คม “บวร”
2) เยาวชนควรประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบของคุณธรรมจริยธรรมตามวิถีพุทธด้วยความต้ังใจ
จรงิ และยดึ ม่ันเชอื่ ฟังในส่งิ ท่ีไดร้ ับการอบรม
3. ขอ้ เสนอแนะสาหรบั การวิจยั ต่อไป
1) ควรวิจัยเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาเพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม
ของเยาวชน
2) ควรวจิ ัยเก่ียวกับบทบาทการปลูกฝังคณุ ธรรมจริยธรรมแก่เยาวชนของสถาบันทางสงั คม
3) ควรวิจัยเก่ียวกับการนาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาใช้ประยุกต์ในการเลือกคบเพื่อนของ
เยาวชน
บรรณานกุ รม
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถ่ิน, กระทรวงมหาดไทย. (2555). มาตรฐานการพัฒนาเด็กและเยาวชน.
กรงุ เทพฯ: กรมส่งเสริมการปกครองทอ้ งถิ่น.
ชูศรี วงศ์รตั นะ. (2541). เทคนิคการใชส้ ถิตเิ พอ่ื การวิจัย. พิมพ์ครง้ั ที่ 7. กรงุ เทพฯ: เทพเนรมิต.
ธีระศกั ดิ์ อุ่นอารมณ์เลิศ. (2549). เครือ่ งมือวจิ ัยทางการศึกษา : การสรา้ งและการพัฒนา. นครปฐม: ภาควชิ า
พ้นื ฐานทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร.
พงศ์นรินทร์ ฐิตวโส, พระมหา, “การพัฒนาเด็กและเยาวชนตามหลักทางพระพุทธศาสนา (วิถีพุทธ)”,
<www.openbase.in.th/files/5Buddhist.doc> (สบื คน้ ข้อมูลเม่อื วันที่ 20 พฤษภาคม 2565)
303 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลยั และเครอื ขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
พระครูปลัดกิจเมธี ติกฺขวีโร (เพ่ือนฝูง). (2555). การศึกษาบทบาทของพระสงฆ์ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของ
เยาวชนในเขตตาบลดอนมูล อาเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต
(พระพุทธศาสนา). บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
พระครูประสิทธิวรการ (ณรงค์ ธมฺมสุนฺทโร). (2555). การศึกษาความคาดหวังต่อบทบาทของพระสงฆ์ในการ
ป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของเยาวชนกรณีศึกษา อาเภอลอง จังหวัดแพร่.
วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต (พระพุทธศาสนา). บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลยั .
พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยตุ ฺโต). (2537). การพัฒนาทย่ี ่ังยืน. กรงุ เทพฯ: สานกั พมิ พ์มลู นธิ พิ ทุ ธธรรม.
พระมหาบญุ เพยี ร ปุญฺ วิริโย (แก้ววงศ์น้อย). (2544). แนวคิดและวธิ ีการขัดเกลาทางสังคมในสถาบนั ครอบครัว
ตามแนวพระพุทธศาสนา. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหา
จฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั .
รุ่งนิภา พัฒนพฤกษชาติ. (2551). การศึกษาการพัฒนาเด็กตามทัศนะของพระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญา
นนั ทภิกขุ). วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต (พระพุทธศาสนา). บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย.
ศูนย์สารวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า). “ความคิดเห็นของประชาชน
เรื่อง การศึกษากับปัญหาของเยาวชนไทย”, <https://mgronline.com/qol/detail/9550000143107>
(20 พฤษภาคม 2565)
สานักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ, สานักนายกรัฐมนตรี. นโยบายเยาวชน
แห่งชาติและแผนพัฒนาเดก็ และเยาวชนระยะยาว (พ.ศ. 2545-2554).
โสภาค ภู่ดอก. (2541). บทบาทของพระสงฆ์ในการพัฒนาเยาวชน : ศึกษาเฉพาะกรณีศูนย์การศึกษา
พระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ภาคท่ี 16. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย:
มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์.
คาขอบคุณ
ขอขอบพระคุณสานักบริหารโครงการส่งเสริมการวิจัยในอุดมศึกษาและพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัย
แห่งชาติ สานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ที่ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยงานวิจัยเร่ืองน้ี ตลอดจน
สถาบันวิจัยญาณสังวร มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และเจ้าหน้าที่ของสถาบันที่คอยอานวย ความ
สะดวกและติดต่อประสานงานต่างๆ เกี่ยวกับการวิจัยในครั้งน้ี และขอขอบพระคุณ รศ.ดร.มานพ นักการเรียน
ที่ปรึกษางานวิจัย รศ.ดร.ศริศักดิ์ สุนทรไชย ผู้เชี่ยวชาญซ่ึงได้กรุณาอ่านตรวจแก้ไขปรับปรุงงานวิจัยให้มีความ
สมบูรณ์และสาเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี นอกจากน้ีขอขอบพระคุณผู้เช่ียวชาญตรวจเคร่ืองมือวิจัยและ
ขอขอบพระคณุ ประชาชนในจังหวดั นครปฐมทใ่ี ห้ความร่วมมือในการให้ข้อมลู ในการวิจัยภาคสนามทกุ ทา่ น
304 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลัย และเครือขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
การปลกู ฝังการย้งั คดิ ตามแนวพทุ ธศาสนาเพือ่ แก้ปัญหาการทะเลาะววิ าท
ของนักเรียนอาชีวศึกษา
The Process of Cultivating Restraint in Accordance with Buddhist
Traditions to Solve the Quarrel among Vocational Students
กรุณา มธุลาภรงั สรรค์
Karuna Mathulaprangsan
ทองใบ ธรี านันทางกูร
Thongbai Dhiranandankura
มหาวทิ ยาลัยมหามกุฏราชวทิ ยาลัย
Mahamakut Buddhist University
บทคดั ย่อ
งานวิจัยน้ีมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการปลูกฝังการยั้งคิดตามแนวพุทธศาสนา เพื่อแก้ปัญหาการ
ทะเลาะ ววิ าทของนักเรียนอาชวี ศึกษา โดยรวบรวมข้อมลู จากเอกสารทเี่ กย่ี วข้องใน เรื่องการทะเลาะวิวาทของ
นักเรยี นอาชวี ศึกษา เป็นการศึกษาวจิ ยั เชิงคุณภาพ ในการวเิ คราะหข์ ้อมลู
ผลการวิจัยพบว่า การปลูกฝังการยั้งคิดการทะเลาะวิวาทเกิดจากค่านิยม ประเพณี และสัญลักษณ์
ทาให้เกิดแบบแผนของสังคมท่ีเป็นกลไกสาคัญต่อการเกิดข้ึนของการก่อเหตุทะเลาะวิวาท การเกิดตัวตนแห่ง
สถาบัน การขาดการย้ังคิดท่ีมีต่อเหตุการณ์ต่างๆ ทาให้นักเรียนอาชีวะก่อเหตุทะเลาะวิวาท .ในส่วน
กระบวนการปลูกฝังการย้ังคิดเพ่ือแก้ปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวศึกษา มุ่งศึกษาการพัฒนาตน
เป็นการเรียนรู้และการปฏิบัติเพ่ือไปสู่ความพอดีมีดุลยภาพของชีวิต มีความสัมพันธ์อันกลมกลืนระหว่างการ
ดาเนินชีวิตของบุคคลกบั สภาพแวดล้อมและมุ่งทาตนใหม้ ีความสุขด้วยตนเองโดยอาศัยสภาพแวดล้อมทางดา้ น
บุคคล อันได้แก่ กัลยาณมิตร และโยนิโสมนสิการ หรือกระบวนการคิดอันแยบคาย อันเป็นปัจจัยภายใน ท่ีมี
ความเก่ียวข้องกับการฝึกใช้ความคิดอย่างถูกวิธี ตามศีล (หลักคุณธรรม การตัดสินใจ และความคุ้มค่า) สมาธิ
(การมสี ว่ นร่วม ความอดทน และความรบั ผิดชอบ) และปญั ญา (ความโปร่งใส และความซื่อสัตย์)
คาสาคญั : การปลกู ฝัง, การยัง้ คดิ ตามแนวพทุ ธศาสนา, การทะเลาะวิวาท
Abstract
The objectives of this research were to study the cultivation of restraint according to
Buddhism. to resolve the conflict quarrel of vocational students by collecting information from
relevant documents in controversy about vocational students. It was a qualitative research study in
data analysis.
The results showed that the process of cultivating restraint of quarrels based on
values, traditions and symbols, created a social pattern that was an important mechanism for
the emergence of quarrels, and the emergence of the institution. The lack of the process of
cultivating restraint towards various events caused vocational students to cause quarrels. As
for the process of the process of cultivating restraint in order to solve the quarrel among
vocational students, it focused on self-development as learning and practice in order to
305 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลยั และเครอื ขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
achieve a balance of life. There was a harmonious relationship between the person's lifestyle and
the environment and aimed to make oneself happy through the personal environment, relating to
Kalayanamitta and Yonisomanasikara or an ingenious thought process which was an internal
factor, involving the practice of proper thinking, morality (morality, decision-making and worth),
concentration (participation, patience, and responsibility), and wisdom (transparency and integrity).
Keywords: Cultivation, Buddhist thought, Quarrel.
ความเป็นมาและความสาคัญของปญั หา
ในสมัยปัจจุบันท่ีโลกมีความเจริญด้วยเทคโนโลยีก้าวหน้าต่างๆ จนโลกทั้งโลกเชื่อมกัน ที่เรียกว่า
“โลกาภิวัตน์” โดยสามารถติดต่อส่ือสารและเดินทางติดต่อกันถึงกนั ได้โดยความรวดเร็วท่ัว โลก มีการค้าขาย
เสรี เกิดเป็นระบบโลกท่ีเป็นระบบซบั ซ้อน (Complex System) ขนาดใหญ่ท่ี มนุษยชาติไม่สามารถจัดการให้
อยูใ่ นดลุ ยภาพได้ จงึ เป็นโครงสร้างแหง่ ความรุนแรงท่สี ลบั ซบั ซอ้ น และยากท่ีจะหาทางออกได้ เชน่ แก้ไขความ
ยากจนไม่ได้ ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย และระหว่างประเทศที่จนกับประเทศที่รวยห่างกว้างมากข้ึนมี
การทาลายส่ิงแวดล้อมอย่างรุนแรงถึงช้ัน บรรยากาศ เกิดพยาธิสภาพทางสังคม เช่น ความเครียด ยาเสพติด
พฤตกิ รรมเบ่ียงเบน ความรุนแรง และสงคราม สงั คมไทยกอ็ ยทู่ า่ มกลางกระแสโลกาภิวัตนด์ ังกล่าว ทาให้มีการ
แสวงหาและการ กระจายข่าวสารข้อมูล รวมทั้งการเรียนรู้สะดวกง่ายและรวดเร็วในหลายรูปแบบ วิถชี ีวิตต้อง
ผูกพันอยู่กับความเจริญด้านวัตถุ ผู้คนต้องประสบกับอุปสรรคปัญหาชีวิตที่ท้าทายต่อการแก้ปัญหาอย่าง
ฉับพลัน ค่านิยมของคนส่วนใหญ่จงึ เปน็ ไปในด้านตีคา่ ทางด้านวัตถุสูงกว่าคุณธรรม เห็นคุณค่าของ วัตถุว่าเป็น
ส่ิงจาเป็นสาหรับชีวิต จึงพยายามกระทาสิ่งต่างๆ เพ่ือให้ได้มาซึ่งสิ่งท่ีต้องการโดยไม่ คานึงถึงผลเสียที่อาจ
เกิดข้ึนแก่ผู้อื่น เป็นผลให้สภาพจิตด้านคุณธรรมจริยธรรมตลอดจนอุปนิสัยของ ประชาชนคนไทยเสื่อมลง
สภาพสงั คมทเี่ คยสงบมีความสุขมีความเอ้ือเฟ้อื เผอ่ื แผโ่ อบอ้อมอารี กลายเป็นสังคมทผี่ ู้คนมีความเหน็ อกเห็นใจ
กันน้อยลง มีการเอาเปรียบมากข้ึน และเห็นแก่ตัวอยู่แทบ ทุกหนทุกแห่ง สภาพการณ์ดังกล่าวได้สร้างปัญหา
การเรียนให้กับนักเรียน ซึ่งเป็นเยาวชนท่ีจะเป็น กาลังสาคัญของประเทศต่อไป มีสาเหตุของปัญหาทางด้าน
การวางทา่ ทตี อ่ ปัญหาไมถ่ ูกตอ้ ง เพราะขาดกระบวนการยั้งคิด ขาดกระบวนการคิดท่ีถกู ตอ้ ง ขาดการคิดที่แยบ
คาย กระบวนการยั้งคิดน้ีก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ อยู่เสมอ ทาให้การทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวศึกษา
กลายเป็นปัญหาระดบั ชาตทิ ี่กาลังลุกลาม และทวีความรุนแรงเพิ่มขนึ้ เรอื่ ยๆ โดยระดบั ความรุนแรงมีตัง้ แต่การ
ขม่ ขู่ การทาร้ายร่างกาย ไปจนถึงการก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ซ่ึงผลจากการทาความรุนแรงน้ีได้ส่งผลต่อตัว
นกั เรียนอาชีวศึกษาเอง ซ่ึงอาจจะได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตและยังเปน็ การทาลายอนาคตของตนเอง โดยบาง
คนอาจจะถูกพักการเรียนหรือออกจากการการศึกษา และอาจถูกจับกุมดาเนินคดี นอกจากนี้ปัญหาการ
ทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวศึกษา ยังส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วไปและสังคมโดยรวม ในด้านความ
ม่ันคงปลอดภัยชวี ิตและทรัพย์สิน ซ่ึงจะพบเห็นได้เสมอจากข่าวสารต่างๆ ท่ีนาเสนอเกี่ยวกับประชาชนที่ได้รับ
บาดเจบ็ หรอื เสยี ชวี ิต โดยมสี าเหตุอนั เน่อื งมาจากการถูกลกู หลงจากการทะเลาะวิวาทของนักเรยี นอาชวี ศึกษา
ปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียน/นักศึกษาต่างสถาบัน เป็นปัญหาสาคัญอย่างย่ิง เพราะสร้าง
ความสูญเสียท้ังชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งการทะเลาะวิวาทของนักเรียน/นักศึกษาต่าง
สถาบัน มีท้ังเพศชายและเพศหญิงโดยการทะเลาะวิวาทดังกล่าวมากับปรากฏตามสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น
หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์และสื่อออนไลน์เป็นต้น ปัญหาดังกล่าวมีแนวโน้ม สูงขึ้นและทวีความรุนแรงมาก
ยิ่งข้ึน ตามกระแสการเปล่ยี นแปลงของสภาพสังคม เศรษฐกิจเทคโนโลยีและการสื่อสาร การทะเลาะวิวาทของ
นักเรียน นักศึกษาต่างสถาบัน ที่อยู่บริเวณน้ัน ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ตลอดจนสร้างความเสียหายแก่
306 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลยั และเครือขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
ทรัพย์สินของประชาชนเป็นปัญหาของสังคมท่ีทกุ คนไม่ควรมองข้าม ความรุนแรงในวัยรุ่น ไม่ว่าจะเปน็ ในกรณี
ที่เด็กวัยรุ่นเปน็ เหย่ือหรือเปน็ ผู้ถูกกระทากาลังเป็นปัญหาท่ีทวีความรุนแรง จาเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของ
ทุกๆ ฝ่ายช่วยกันหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าวเพื่อสร้างความสงบสุขให้เกิดกับสังคมและความ
มัน่ คงของประเทศชาติต่อไป
ปัจจัยดังกล่าวข้างต้น เป็นปัจจัยภายในของนักเรียนเป็นส่วนใหญ่ แท้จริงแล้วปัจจัยส่วน หน่ึงที่
กระทบปัญหาการเรียนของนักเรียนย่อมเกิดจากปัจจัยภายนอกด้วย และปัจจัยอ่ืนๆ เช่น การจัดการเรียน
ความพรอ้ มและความมีประสิทธภิ าพไม่เพียงพอ ก็จะสง่ ผลให้ผูเ้ รียนเกิดความเบ่อื หน่าย และสง่ ผลต่อการเรยี น
ในทส่ี ุด ด้วยสภาพปัญหาดงั กลา่ วมรี ะดบั ความถีส่ ูงเป็นเวลานานนับปี จึงส่งผลใหเ้ กิดการปฏิรูปการศึกษาใหม่
โดยกระทรวงศึกษาธิการ (สธ.) สานักคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.) สานักบริหารงานคณะกรรมการ
ส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสานักงานตารวจแห่งชาติ (สตช.) โดยหน่วยงานเหล่านี้ได้มีการประชุม
รว่ มกนั เพ่อื หาแนวทางในการป้องกันแก้ไขปญั หาและกาหนดมาตรการในการดาเนินการ เช่น มีการคอยตรวจ
ตราเฝ้าระวังตามพื้นท่ีต่างๆ โดยเฉพาะจุดเสี่ยง มีการประสานข้อมูลข่าวสารระหว่างหน่วยงานการศึกษาและ
เจ้าหน้าที่ตารวจอย่างใกล้ชิด มีการจัดกิจกรรมเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างการศึกษาเป็นต้น มาตรการป้องกัน
และแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2553 ก็เป็นมาตรการ
หลัก มาตรการหน้าท่ีใช้ดาเนินการป้องกัน และแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษารวมท้ัง
นกั เรียนอาชีวศึกษาท้ังในส่วนของภาครัฐและภาคเอกชน โดยเน้นบทบาทหลักไปท่โี รงเรียนอาชีวศึกษา ซ่ึงได้
ดาเนนิ การมาระยะเวลาหนึ่งต้ังแต่ พ.ศ. 2553 - ปจั จบุ ัน
ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษากระบวนการปลูกฝังการยั้งคิด เพื่อแก้ปัญหาการทะเลาะวิวาท
ของนักเรียนอาชีวศึกษาตามแนวพุทธมาเป็นรูปแบบเพื่อการแก้ปัญหาสังคม กระบวนการย้ังคิดเพ่ือป้องกัน
ปัญหาการเรียนของนักเรียนอาชีวศึกษา โดยก่อนท่ีนักเรียนลงมือกระทาใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการเรียน
กระบวนการย้ังคิด หรือหลักโยนิโสมนสิการ จะสกัดหรือบรรเทาความรู้สึก ทาให้เก้ือกูลต่อสติ เม่ือสติปัญญา
เกิดจะทาให้มองสภาพปัญหาและรู้จักคิดอย่างแยบคาย มองอย่างรอบด้าน ดังนั้นหลักกระบวนการย้ังคิดจึง
เป็นบุพนิมิตท่ีดี มาตรการหน่ึงที่ใช้ดาเนินการป้องกัน และเพื่อแก้ปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียน
นักศึกษารวมถึงนักเรียนอาชีวศึกษา หรือเพ่ือแก้ปัญหาต่างๆ ท่ีเกิดข้ึนในสังคม ด้วยกระบวนการท่ีสอดคล้อง
กบั สภาพของปญั หามี 2 แนวทาง ได้แก่ กระบวนการทางวินัยและกระบวนการทางพระธรรม โดยกระบวนการ
ทางวินัย ให้ความสาคัญต่อการแก้ปัญหาด้วยการใช้มาตรการทางกฎหมายเป็นหลัก ส่วนกระบวนการทาง
พระธรรม ให้ความสาคัญต่อการแก้ปัญหาด้วยการพัฒนาพฤติกรรมของบุคคลให้ดีขึ้นอย่างครบวงจร
ทั้งทางด้านกาย จิตใจและปัญญา ด้วยการแก้ปัญหาในระดับภายในจิตใจของแต่ละคนเป็นประการสาคัญ
ทง้ั นี้เป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนคิดเป็นแก้ปัญหาเป็นในระดับภายในจิตใจของแต่ละคนเป็นประการสาคัญ ทั้งนี้
เป็นการส่งเสริมให้ผ้เู รยี นคิดเป็น คดิ กว้าง คดิ ไกล คิดบวก คดิ ใหเ้ ท่าทนั ตามความเป็นจริง และเป็นจดุ เริ่มตน้ ท่ี
จะทาให้ปจั เจกชนนาไปพิจารณาประกอบการดาเนินชีวติ และถ่ายทอดเผยแพร่ความคิดของจิตตปญั ญาศึกษา
ใหบ้ ังเกิดเป็นมรรคเป็นผลในสังคมไทยและสงั คมโลก
วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั
เพ่ือศึกษาการปลูกฝังการยั้งคิดตามแนวพุทธศาสนา เพื่อแก้ปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียน
อาชวี ศึกษา
307 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลัย และเครอื ข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
ประโยชนท์ ไี่ ด้รับจากการวจิ ยั
1. ได้ทราบปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรยี นอาชวี ศึกษา
2. ไดท้ ราบการปลูกฝงั การยง้ั คดิ ตามแนวพุทธศาสนา
3. ได้แนวทางการปลูกฝังการยั้งคดิ ตามแนวพุทธศาสนาเพื่อแกป้ ญั หาการทะเลาะวิวาทของนักเรียน
อาชวี ศึกษา
4. ได้แนวทางในการปรับปรุงรูปแบบกระบวนการปลูกฝังการยั้งคิดตามแนวพุทธศาสนาเพ่ือแก้ปัญหา
การทะเลาะวิวาทของนกั เรยี นอาชีวศกึ ษา
วิธดี าเนนิ การวิจัย
สาหรับการกระบวนวิธีการวิจัย (Methodology) คณะผู้วิจัยได้กาหนดระเบียบวิธีการวิจัยหรือ
กระบวนวิธีการวิจัย (Methodology) ครั้งนี้ โดยการใช้กระบวนวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)
อันประกอบไปด้วย กระบวนการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารหรือการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary
Research) และกระบวนการสัมภาษณเ์ จาะลึก (In-depth Interview) โดยมีเหตุผลประการสาคัญของการนา
ระเบียบวิธีการวิจัยหรือกระบวนวิธีการวิจัย (Methodology) ดังกล่าวข้างต้น มาใชใ้ นการ ดาเนินกระบวนการวิจัย
ดังต่อไปน้ี
สาหรับการกาหนดระเบียบวิธีการวิจัยหรือกระบวนวิธีการวิจัย (Methodology) โดย การใช้กระบวน
วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative Research) ด้วยกระบวนวิธีการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary
Research) นั้น โดยเบ้ืองต้นทางคณะผู้วิจัยได้ดาเนินกระบวนการวิจัย ตามระเบียบ วิธีการวิจัยหรือกระบวน
วธิ ีการวิจัย (methodology) โดยการใช้กระบวนวิธีการวิจยั เชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยกระบวนการ
ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารหรือการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยการทบทวน
แนวความคิด ทฤษฎี ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการปลูกฝังการยั้งคิดตามแนวพุทธศาสนา ในการแก้ปัญหาการ
ทะเลาะวิวาทของนกั เรยี นอาชวี ศกึ ษา ดังตอ่ ไปนี้
1) ศึกษาการการปลูกฝังการยั้งคิดตามแนวพุทธศาสนา โดยการศึกษาจาก เอกสารตารา หนังสือ
บทความ และงานวิจัยต่างๆ ทว่ั ไป ศึกษาและสังเคราะห์ แนวคิด แล้ว สรุปเพ่ือสร้างรูปแบบการปลูกฝังการย้ัง
คดิ ตามแนวพทุ ธศาสนา ในการแกป้ ัญหาการทะเลาะววิ าท
2) ศึกษาหลักพุทธธรรมโดยศึกษาจากพระไตรปฎิ ก และอรรถกถาต่างๆ แล้วสรุป หลกั พุทธธรรมที่
ควรนามาใช้ ซึ่งหมายถึง ธรรมเป็นที่ต้ังแห่งความให้ระลึกถึง ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน ทาให้มีความเคารพกัน
ช่วยเหลอื กนั และสามคั คีพรอ้ มเพรียงกนั คือ 1. กายกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพ่ือนนักเรียนอาชีวะด้วยกัน
2. วจีกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพ่ือนนักเรียนอาชีวะด้วยกัน 3. มโนกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อน
นักเรียนอาชีวะด้วยกัน 4. การแบ่งปันลาภท่ีได้มาโดยชอบธรรมในเพื่อนนักเรียนอาชีวะด้วยกัน รักษาความ
ประพฤติทด่ี ีงามเสมอกนั กับเพ่อื นนกั เรียนอาชวี ะด้วยกัน มีความเห็นรว่ มกันไดก้ ับเพ่ือนนักเรียนอาชีวะด้วยกัน
ซ่ึงหลักการน้ีสามารถนามาประยกุ ต์ใช้กับกระบวนการปลูกฝังการยง้ั คดิ ตามแนวพุทธศาสนาเพื่อแกป้ ัญหาการ
ทะเลาะวิวาทของนกั เรยี นอาชวี ศึกษาได้
3) จุดหมายของการปลูกฝงั การยั้งคิดตามแนวพุทธศาสนา ในการแกป้ ญั หาการทะเลาะวิวาท
การสัมภาษณ์เจาะลึก (In-depth Interview)
สาหรับการกาหนดระเบียบวิธีการวิจัยหรือกระบวนวิธีการวิจัย (Methodology) โดยการใช้
กระบวนวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยการสัมภาษณ์เจาะลึก (In-depth Interview) นั้น
308 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
ในการกาหนดกระบวนวิธีการวิจัยคร้ังนี้ ได้กาหนดให้มีกระบวนวิธีการวิจัย (Methodology) โดยการใช้แบบ
สัมภาษณ์ที่มีลักษณะเป็นการสัมภาษณ์เจาะลึก (In-depth Interview) โดยมีการออกแบบโครงสร้างของข้อ
คาถามทส่ี ามารถนาไปใช้ในการสมั ภาษณแ์ บบกึ่ง โครงสรา้ ง หรือการสัมภาษณ์แบบช้ีนา (Guided Interview)
กล่าวคือ เป็นการสัมภาษณ์แบบไม่มี โครงสร้างหรือเป็นการสัมภาษณ์แบบปลายเปิด ซ่ึงเป็นกระบวนวิธีการ
วิจัย (Methodology) ท่ีมีความยืดหยุ่นและเปิดกว้าง หรือมีการนาคาสาคัญ (Keywords) มาใช้ประกอบใน
การช้ีนาคา สัมภาษณ์ กล่าวคือ มีการสร้างคาถามที่มีลักษณะปลายเปิดท่ีมีคาสาคัญพร้อมกับลักษณะของข้อ
คาถามท่ีมีความยืดหยุ่นและพร้อมท่ีจะมีการปรับเปล่ียนถ้อยคาของข้อคาถามให้มีความสอดคล้องกบั ผู้มีส่วน
ร่ ว ม ใ น ก า ร วิ จั ย ห รื อ ผู้ ใ ห้ สั ม ภ า ษ ณ์ แ ต่ ล ะ ค น ใ น แ ต่ ล ะ ส ถ า น ก า ร ณ์ ที่ มี เ ห ตุ ก า ร ณ์ ห รื อ มี ส ภ า พ แ ว ด ล้ อ ม ที่
เปล่ียนแปลงไป
สรปุ ผลและอภปิ รายผล
การวิจัยเชิงคุณภาพ กระบวนการปลูกฝังการยั้งคิดตามแนวพุทธศาลนา เพ่ือแก้ปัญหาการทะเลาะ
วิวาทของนักเรียนอาชีวศึกษา โดยสามารถสรุปผลการวิจัยทั้งในส่วนคุณลักษณะทั่วไปของงานวิจัยการศึกษา
งานวจิ ยั ได้ดงั นี้
1. นักเรียนอาชีวศึกษามีความคึกคะนอง อยากรู้อยากลอง ขาดความสานึกเร่ืองบาปบุญ คุณ
โทษ ขาดการเอาใจเขามาใส่ใจเรา (Empathy) ต้องการเรียกร้องความสนใจจากคนอนื่ ว่าตนเป็นผู้กล้าเป็น
วีรบุรุษ ต้องการเลียนแบบรุ่นพ่ี ต้องการแก้แค้นเพราะเคยถูกฝ่ายตรงข้ามทาร้ายหรือลบหลู่มาก่อน รวมท้ัง
ต้องการปกป้องศักดิ์ศรีโรงเรียนอาชีวศึกษาของตนอย่างผิดๆ นอกจากน้ียังทราบมาว่าปัจจุบันมีโรงเรียนบาง
แห่งมีแกนนานักเรียนนักศึกษาท่ีชอบก่อความรุนแรงจะรวมตัวเป็นกลุ่ม แล้วชักชวนแบบกึ่งบังคับนักเรียน
นักศึกษาคนอ่ืนให้มาเข้ากลุ่ม มีการเร่ียไรเงินจากสมาชิกกลุ่มเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของกลุ่มในการจัดซื้ออาวุธมา
สะสมไว้ในการก่อความรุนแรง อาวุธต่างๆ จะถูกฝากไว้ในสถานท่ใี กล้ๆ กับโรงเรียนซ่ึงพร้อมที่จะนามาใช้การ
ประหัตประหารได้ทันที ครูอาจารย์ที่ดูแลมีไม่เพียงพอ และยังปรากฏว่าครูบางคนให้การปกป้องช่วยเหลือ
นกั เรียนนักศึกษาของตนทไ่ี ปทาความผิด ครูบางคนเกรงกลัวนกั เรยี นนกั ศึกษาทช่ี อบก่อความรุนแรง ไม่กลา้ ว่า
กล่าวตักเตือน ครูบางคนอยากหนีปัญหาไม่ต้องการรับรู้ด้วย ส่วนผู้บริหารโรงเรียนก็มักจะหนีปัญหาและโยน
ภาระให้กับเจ้าหน้าที่ตารวจ ทั้งๆ ที่ตารวจเป็นผู้แก้ปัญหาปลายเหตุ ด้านชุมชนและสังคมก็ปรากฏว่ามีผู้ใหญ่
จานวนมาก ทาตัวอย่างที่ไม่ดีในการก่อความรุนแรง สภาพสังคมท่ีฟอนเฟะเอื้อให้นักเรียนนักศึกษาไปกระทา
ผิดยิ่งข้ึน ตารวจบางส่วนไม่ให้ความ สาคัญในการแก้ปัญหาส่ือมวลชนชอบเสนอข่าวในลักษณะให้นักเรียน
นกั ศกึ ษาเกดิ การเลยี นแบบ
กระบวนการปลูกฝังการย้งั เป็นการเรียนรู้ทาความเข้าใจเกี่ยวกบั คุณลักษณะต่างๆ ของแต่ละบคุ คล
ซึ่งมีบางส่ิงบางอย่างแตกต่างกัน บางอย่างสอดคล้องกัน บางอย่างคล้ายกันและบางอย่างเหมือนกัน การเพ่ง
ประเด็นเกี่ยวกับมนุษย์นั้น ส่วนใหญ่มักจะมุ่งไปที่การวิเคราะห์พฤติกรรมตามสภาพการณ์ของแต่ละบริบท
เพราะพฤติกรรมเป็นผลที่เกิดขึ้นของมนุษย์ในลักษณะต่างๆ อยู่ตลอดเวลา และมีอิทธิพลต่อชีวิตของตนเอง
และสังคมอย่างเป็นระบบ ตามแนวคิดทางพุทธจิตวิทยา การพัฒนาตนเป็นการเรียนรู้และการปฏิบัติเพื่อไปสู่
ความพอดีหรือการมีดุลยภาพของชีวิต มีความสัมพันธ์อันกลมกลืนระหว่างการดาเนินชีวิตของบุคคลกับ
สภาพแวดล้อมและมุ่งการกระทาตนให้มีความสุขด้วยตนเอง รู้เท่าทันตนเอง เข้าใจตนเองมากกว่าการพึ่งพา
อาศัยตามแนวคิดทางพระพุทธศาสนา โดยภาพรวม เรียกว่าการพัฒนากายและจิต (กระบวนการพัฒนาขันธ์ 5)
ซ่งึ ตรงกับภาษาบาลีว่า “ทมะ/ทมมฺ ” บ้าง “ภาวนา” หรือ “ภาวติ า” (training ; development) การพัฒนา
เป็นการทาให้มีให้เป็นขึ้น ทาให้เกิดข้ึน การทาให้เจริญข้ึน อันเป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์
309 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครอื ข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
ตามทรรศนะพุทธจิตวิทยา โยนิโสมนสิการเป็นการพัฒนาตนและการปรึกษาเชิงจิตวิทยาท่ีได้ผสมผสาน
กระบวนการคิดแบบโยนิโสมนสิการมาเอื้อการพัฒนา การปรับปรุง และแก้ไขปัญหาที่อยู่ในจิตใจของบุคคล
นักจิตวิทยาการปรึกษาท่ีมีการฝึกฝนอบรมในแนวทางของพุทธศาสนาจะทาหน้าท่ีเป็นกัลยาณมิตรเอ้ือให้
สมาชิกได้ใคร่ครวญ ได้พินิจพิจารณาเพ่ือพัฒนาและเปล่ียนแปลงความคิด ความเข้าใจ และพฤติกรรมที่คับ
แคบ ซึ่งทาให้เกิดความบีบค้ัน กดดัน ไม่เป็นสุขในใจ ไปสู่ความเข้าใจความเป็นไปของธรรมชาติและกฎของ
ความเปล่ียนแปลงจนสามารถมองสิ่งท่ีเกิดตามความเป็นจริง เพ่ือความสงบสุขในใจ โยนิโสมนสิการอาศัย
ฐานความรขู้ องอรยิ สัจ 4 เพ่ือนาสมาชกิ ให้เกิดปญั ญา (สัมมาทฏิ ฐ)ิ และความสงบสขุ ในใจ
เข้าใจหรือการหยั่งเห็นความจริงของชีวิตท่ีนาให้ชีวิตมีการดารงอยู่อย่างเป็นสุขและเป็นประโยชน์
อีกทั้งเป็นความสามารถหย่ังเห็นความทุกข์หรือความไม่สบายใจท่ีเกิดข้ึนได้อย่างชัดเจน และตระหนักลึกถึง
ต้นเหตุหรือรากเหง้าของปัญหาในจิตใจน้ัน ซ่ึงโดยแท้จริงแล้วก็คือการยึดมั่น หรือการหลงผิด หรือความ
ปรารถนาซ่ึงอยู่ในส่วนลึกที่ปรากฏออกมากักขังและบีบค้ันไม่ให้อิสรภาพหรือความโล่งโปร่งใจเกิดข้ึนได้
ปญั ญาเป็นภาวะที่บุคคลหรอื สมาชิกทเ่ี ข้ารว่ มการคิดโยนโิ สมนสกิ ารจะไดร้ ับการพฒั นาขึน้ ในกระบวนการ โดยอาศัย
เรือ่ งราวจากประสบการณต์ รง หวั ข้องานวิจยั ของผูว้ จิ ัยจงึ เปน็ การศึกษาตามแนวโยนิโสมนสกิ ารต่อปญั ญา
2. กระบวนการปลูกฝังการย้ังคิดตามแนวพุทธเพ่ือแก้ปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียน
อาชีวศกึ ษา
กระบวนการปลูกฝังการย้ังคิดตามหลักคาสอนทางพระพุทธศาสนา หลักพุทธศาสนาท่ีเหมาะสมใน
การสอนและปลูกฝงั แก่เยาวชนในระดบั ปวช. และปวส. เมื่อพิจารณาจากปัญหาท่ีนักเรียนอาชีวศกึ ษาประสบ
และหลักพุทธศาสนาท่ีนกั เรยี นอาชีวศึกษาสนใจ สรุปผลการวิจัยได้ว่าควรเป็นหลักพุทธศาสนาท่ีช่วยพัฒนาใน
ด้านคุณธรรม ด้านบุคลิกภาพ ด้านอุปนิสัย และด้านพฤติกรรม หลักพุทธศาสนาท่ีนามาสอนมุ่งเน้นการสร้าง
จติ สานึกใน ได้แก่ กิจกรรมท่เี ป็นการรว่ มมือในการพฒั นาคุณธรรมเด็กและเยาวชน ระหวา่ ง บ้าน วัด โรงเรียน
สิ่งที่เด็กและเยาวชนได้รับจากการเข้า “ค่ายคุณธรรมจริยธรรม” ส่ิงที่เด็กจะได้รับความรู้และประสบการณ์
ตลอดจนการแลกเปล่ียนเรียนรูซ้ ึง่ กนั และกนั ในเร่อื งตา่ งๆ ไดแ้ ก่
1) เด็กรู้จักเลือกหาแหล่งความรู้และแบบอย่างที่ดี เด็กและเยาวชนท่ีจะเติบโตไปสู่ชีวิตที่ดีงาม
สามารถพัฒนาชีวิตของตนเอง พัฒนาสังคมได้ต้องเป็นคนท่ีรู้จักเลือกหาแหล่งความรู้ และแบบอย่างที่ดี รู้จัก
คบคน รู้จักเลือกส่ือไม่ถูกปัจจัยแวดล้อมท่ีไม่ดีหล่อหลอม โดยมีผู้ปกครอง พ่อแม่ ครูอาจารย์ สื่อสารมวลชน
และผใู้ หญ่ทัว่ ไป มีหนา้ ทีเ่ ป็นกัลยาณมิตร เป็นสิง่ แวดล้อมท่ดี ี และช่วยจัดสรรสภาพแวดลอ้ มทดี่ ใี หแ้ ก่เด็ก
2) เด็กรู้จักจัดระเบียบชีวิตและการอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนในสังคม เด็กและเยาวชนจะมีวินัย มีศีล รู้จักจัด
ระเบียบชวี ิตของตนและรู้จกั จดั ระเบยี บความสมั พันธ์กบั ผู้อน่ื หรือการอยรู่ ่วมกบั ผู้อ่ืน เพราะชีวิตที่จดั ระเบยี บ
ไดด้ แี ลว้ จะเปน็ ชีวิตท่ีพรอ้ มจะรบั การพัฒนา
3) เดก็ มีแรงจูงใจทถ่ี ูกต้อง เด็กและเยาวชนจะได้รับการเรยี นรู้ ให้ร้จู กั การเลอื กรบั แรงจงู ใจทถ่ี ูกตอ้ ง
ท่ีเรียกว่า ฉนั ทะ ไดแ้ ก่ การใฝร่ ู้ และใฝ่สร้างสรรค์หรือใฝ่ทา และเช่ือว่าการที่มนษุ ย์จะพฒั นาชีวิตไปได้ จะตอ้ ง
มีแรงจงู ใจ คือ ความปรารถนาทีใ่ ฝด่ ี
4) เด็กได้รับกาลังใจท่ีจะพัฒนาศักยภาพของตนให้เต็มที่ เด็กและเยาวชนจะได้รับการเรียนรู้
จากพระพุทธศาสนาทถี่ ือวา่ มนุษย์สามารถฝึกได้ พัฒนาได้และมีศักยภาพในตัวตน มนษุ ยแ์ ต่ละคนมีศกั ยภาพ
ท่ีสามารถพัฒนาให้สมบูรณ์ได้ทั้งศักยภาพเฉพาะตัว คือ ความถนัดของตนเอง และศักยภาพท่ีเกิดจากการ
พฒั นาทาให้เดก็ เกดิ แนวคิดและกาลังใจท่ีจะพฒั นาตนเอง
5) เด็กมีทศั นคติและค่านิยมทีด่ ี ค่านิยมและทศั นคติที่ถูกตอ้ ง ตามหลักของพระพุทธศาสนาเริ่มดว้ ย
การมองสิ่งทั้งหลายตามเหตุปัจจัย ซึ่งเป็นท่าทีของจิตใจที่นามาซ่ึงปัญญาและการกระทาตามเหตุผล ทัศนคติ
310 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครือขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
ในพระพุทธศาสนา เป็นทัศนคติทีม่ องสิ่งต่างๆ ตามเหตุปจั จัย เด็กและเยาวชน จะได้รบั การปลูกฝัง และพฒั นา
ให้มีทัศนคติแบบน้ี อันเป็นทัศนคติพ้ืนฐานของพระพุทธศาสนา กล่าวคือ ทัศนคติท่ีมองส่ิงท้ังหลายตาม
เหตุปัจจัย อันนาไปสู่ทัศนคติหรือท่าทีแห่งการเรียนรู้เป็นการสร้างสรรค์เด็กและเยาวชนในขั้นรากฐานให้มี
ทัศนคตทิ ถ่ี ูกต้อง
6) เดก็ มีความกระตอื รือร้น ขวนขวาย ไม่ประมาท เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้จากพระพุทธศาสนาท่ี
สอนในเร่ืองความเปล่ียนแปลงควบคู่ไปกับหลักความเปน็ ไปตามเหตุปัจจัย ความเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดจากความ
ไม่เท่ียงน้ีไม่ได้เป็นไปอย่างเลื่อนลอย แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย หลักการน้ีสาคัญมากเป็นเคร่ืองช้ีบ่งว่าคนที่อยู่
ในพระพุทธศาสนาเป็นคนท่ีมีความกระตือรือร้นตลอดเวลา ไม่ใช่คนเฉื่อยชา เด็กจึงมีจิตสานึกต่อความ
เปลี่ยนแปลง นาไปสู่ความไม่ประมาท ความกระตือรือร้น ขวนขวายไม่อยู่น่ิงเฉย ไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงไปโดย
เปล่าประโยชน์
7) เด็กรู้จักคิดพิจารณาให้เกิดปัญญาท่ีจะรู้เข้าใจสิ่งท้ังหลายตามความเป็นจริง เด็กและเยาวชนได้
เรียนรู้ ว่าการที่มีปัญหาต่าง ๆ เกิดข้ึน เป็นเพราะการปฏิบัติต่อสิ่งท้ังหลายไม่ถูกต้อง จึงต้องรู้จักสิ่งท้ังหลาย
ตามความเป็นจริงรู้จักโลก รู้จักชีวิต รู้จักปัญหา รู้จักเหตุของปัญหา ด้วยสติปัญญา คือ การรู้จักคิด รู้จักพิจารณา
เรยี กว่า การคดิ เป็น การคดิ พจิ ารณา ส่ิงของต่างๆ ได้อยา่ งถกู ตอ้ ง จะทาใหเ้ กดิ ปัญญาและเกิดคณุ ธรรม
7.1) รู้จักเลอื กหาแหล่งความรู้และแบบอยา่ งท่ดี ี
เป็นการเดินหน้าในการพัฒนาชีวิตด้วยการรู้จักเลือกหาแหล่งความรู้เร่ิมต้ังแต่รู้จักเลือกคบคน
ซ่ึงเป็นแหล่งความดีงาม โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ชอบทาตามแบบอย่างที่จะต้องรู้จักเลือกหาแหล่งความรู้และ
แบบอย่างท่ีดงี ามในการรู้จักเลอื กแหล่งความรแู้ ละเลอื กคบคนรู้จกั นิยมแบบอยา่ งที่ดี รู้จักเลือกดโู ทรทัศนเ์ รอื่ ง
รายการที่จะได้ความรู้เป็นประโยชน์นักเรียนรู้จักคิดพิจารณาเลือกว่าเร่ืองนี้ควรปรึกษาใคร ควรจะค้นหนังสือ
อย่างไรซ่งึ เป็นบพุ นิมติ ที่สาคัญข้อหน่ึงของการศึกษา และพัฒนาชวี ิตที่จะดาเนินก้าวต่อไป เรียกว่ากัลยาณมติ ต
ตา เป็นความมีกัลยาณมิตร สาหรับผู้ใหญ่ที่เป็นผู้บริหารและจัดการศึกษา ตลอดจนพ่อแม่ ผู้ปกครอง
สื่อมวลชนผู้บริหารประเทศ และผู้ใหญ่ทั่วไป ซึ่งมีหน้าท่ีจัดสรรหาแหล่งความรู้ และแบบอย่างท่ีดีให้แก่เด็ก
และเยาวชน และตลอดจนประชาชนท่ัวไป รวมทงั้ การมีหนา้ ทีใ่ นการทีจ่ ะทาตนหรอื ปฏิบัตติ นให้เปน็ แบบอยา่ ง
ท่ีดี ซ่งึ จะต้องทาใหเ้ ด็กและเยาวชน ตลอดจนประชาชนทัว่ ไปเกดิ ความสามารถทรี่ ้จู ักเลือกหาแหล่งความรู้และ
แบบอย่างที่ดีงาม จงึ จะเป็นการเร่ิมต้นของการศึกษาอยา่ งแท้จริงอันเปน็ ร่งุ อรณุ ของการศึกษา คือ จดั สรรและ
เปน็ กัลยาณมิตร ทที่ าให้เดก็ รจู้ ักเลอื กกัลยาณมิตร จึงจะเกิดการเรม่ิ ตน้ ของการศกึ ษา
7.2) การมีชีวิตและอยรู่ ว่ มสงั คมเปน็ ระเบยี บวินัย
เปน็ การรูจ้ ักจดั ระเบยี บชีวิต และการอยู่รว่ มกันในสังคมอย่างเป็นระเบียบเรียบรอ้ ย เพอ่ื ให้สังคมอยู่
ร่วมกันด้วยความเรียบร้อยไม่วุ่นวายสับสน ทาให้เกิดความสะดวกมีช่องทางมีโอกาสท่ีเป็นจุดเริ่มที่จะอานวย
เก้ือกูลต่อกระบวนการศึกษา และกระบวนพัฒนา ชีวิตที่จะเดินหน้าตอ่ ไปได้ง่าย ด้วยการท่ีบุคคลมีระเบียบใน
การดาเนินชีวิต และมีระเบียบในการอยู่ร่วมกันกับผู้อ่ืนในสังคมเป็นบุพนิมิตท่ีเรียกว่าสีลสัมปทาเป็นความถึง
พรอ้ มดว้ ยศีล
7.3) ความพรอ้ มดว้ ยแรงจงู ใจใฝ่รู้สรา้ งสรรค์
เป็นการมีแรงจูงใจที่ถูกต้องด้วยความใฝ่รู้ใฝ่ดีท่ีเรียกว่า ใฝ่ธรรม หรือ ฉันทะ ความจริงความดีงาม
เขา้ ถงึ ได้ด้วยความร้ทู ่ตี ้องใฝ่รใู้ ฝ่ความจรงิ เกิดขนึ้ ไดต้ ้องใฝ่ความรู้ ใฝค่ วามดงี ามเป็นการใฝ่สร้างสรรค์ทาความดี
งามให้เกิดข้ึน มีแรงจูงใจท่ีถูกต้องเป็นการใฝ่รู้ใฝ่ดีแล้วซึ่งจะสามารถทาให้ก้าวไปในการศึกษา การพัฒนาชีวิต
และการสร้างสรรค์ผลิตสิ่งต่างๆ ที่ทาให้พ้นปัญหาท่ีเกิดจากการใฝ่เสพใฝ่บริโภคจากการบริโภคนิยมเป็น
บุพนมิ ิต
311 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลยั และเครอื ขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
7.4) การม่งุ พัฒนาตนให้เต็มศักยภาพ
เปน็ หลักท่ีแสดงวา่ มนุษย์เป็นสัตวท์ ่ีมศี ักยภาพสูงสุดเป็นสัตว์ทีฝ่ ึกได้ และฝึกจนประเสริฐสุด โดยแต่
ละคนมีศักยภาพของตนที่สามารถพัฒนาเป็นพระพุทธเจ้าได้ เป็นพระอรหันต์ได้ซ่ึงจะต้องมีความเช่ือม่ันใน
ศักยภาพของมนุษย์ท่ีมีอยู่ในตนและมีจิตสานึกในการพัฒนาตนอยู่เสมอด้ว ยความมุ่งม่ันพัฒนาศักยภาพให้
เตม็ ที่เปน็ บพุ นมิ ติ ท่เี รียกวา่ อตั ตสัมปทาเปน็ การทาตนใหถ้ งึ พรอ้ ม
7.5) การปรับทัศนคติและค่านยิ มให้สมแนวเหตผุ ล
เป็นการมีท่าทีถูกต้องต่อประสบการณ์ต่างๆ และมองสิ่งทั้งหลายตามเหตุปัจจัย อันเป็นการมี
ทัศนคติและค่านิยมที่ถูกต้อง ซ่ึงเป็นท่าทีของการเรียนรู้ และมองตามเหตุปัจจัยซึ่งเป็นคาสอนเบ้ืองต้นท่ีสุด
และสาคัญยิ่ง ซึ่งจะทาให้เกิดการคิดวิเคราะห์แยกแยะสิ่งต่างๆ ที่เกดิ ความรู้จริง ปัญญางอกงาม และมคี ่านิยม
ตามแนวเหตุผล ซ่ึงสอดคล้องกับเจตคติทมี่ องสิง่ ทั้งหลายตามเหตุปจั จัยแล้วมีค่านิยมทีด่ ีงาม ซ่งึ เปน็ สว่ นสาคัญ
ของการศึกษาและการมชี ีวิตท่ีดงี ามเป็นบุพนมิ ิต ทีเ่ รยี กวา่ ทิฏฐสิ ัมปทา เป็นการทาความเห็นความเข้าใจใหถ้ งึ พร้อม
7.6) การมสี ตกิ ระตอื รอื ร้นตนื่ ตวั ทกุ เวลา
เป็นการมีจิตสานึกต่อกาลเวลาและความเปลี่ยนแปลงที่พระพุทธศาสนาสอนหลักอนิจจัง ซ่ึงการ
เปลยี่ นแปลงสมั พนั ธ์กบั กาลเวลา และส่ิงสาคัญจะต้องทาให้เกิดความไม่ประมาท ด้วยการต้องมีความตื่นตวั ต่อ
เหตุการณ์และสถานการณ์ทุกอย่างท่ีผูกพันอยู่กับกาลเวลา และการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย
ดังนัน้ จึงต้องมีการตื่นตวั ต่อสง่ิ ที่เกดิ ขึ้นว่าส่ิงน้ันเป็นเหตปุ ัจจัยของความเส่ือมหรอื เป็นเหตุปจั จยั ของความจริง
ถ้าเปน็ เหตุปจั จยั ของความเส่อื มจะต้องรีบปอ้ งกนั แก้ไขและหากเปน็ เหตุปจั จัยทจี่ ะทาให้เกิดความเจรญิ จะตอ้ ง
รีบสร้างสรรค์ขึ้น อันเป็นความตื่นตัวกระตือรือร้นที่เรียกว่าความไม่ประมาท เป็นตัวเร่งที่โยงเข้าไปหา
การศึกษาเหตุปัจจัย และการกระทาให้ตรงกับเหตุปัจจัยท่ีทาให้มนุษย์ต้องมีการพัฒนาชีวิตอยู่ตลอดเวลาเป็น
บุพนมิ ติ ทีเ่ รียกว่า อัปปมาทสัมปทา เป็นการถงึ พรอ้ มดว้ ยความไมป่ ระมาท
7.7) การแกป้ ญั หาและการพ่ึงพาตนเองไดด้ ว้ ยความรูค้ ดิ
เป็นการต้องรู้จักคิด รู้จักพิจารณาคิดเองเป็นด้วยการคิดตามกระบวนการแห่งเหตุปัจจัยที่เรียกว่า
โยนิโสมนสิการ เป็นการคิดเองเป็นและรู้จักคิดตามกระบวนการแห่งเหตุปัจจัย ซึ่งเป็นหลักสาคัญทาให้
แก้ปัญหาได้ถูกต้อง และเป็นวิธีการสาคัญทาให้เกิดปัญญาและพัฒนาปัญญาให้งอกงามยิ่งขึ้นไป
ดงั น้ัน หลักการรู้จักคิดและคดิ เปน็ จึงเป็นจดุ ย้าเน้นในพระพุทธศาสนา และเป็นหลกั ท่ีทาใหม้ นุษยพ์ ่ึงพาตนเอง
ได้ หากมนุษย์ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่ยังไม่มีโยนิโสมนสิการ ยังไม่รู้จักคิดเองเป็นตราบนั้นบุคคลน้ันยังต้องอาศัย
กัลยาณมิตรต่อไปเพื่อไม่ให้ถลาออกจากทางของการศึกษา หรือการพัฒนาชีวิต แต่เม่ือบุคคลน้ันคิดเองเป็น
ก็จะอาศัยกัลยาณมิตรน้อยลง สามารถพึ่งพาตนเองได้แก้ปัญหาด้วยตนเองได้ แล้วรู้จักใช้ประโยชน์จาก
กัลยาณมิตรได้ดีด้วย เป็นบุพนิมิตท่ีเรียกว่า โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นความถึงพร้อมด้วยโยสิโสมนสิการ
บพุ นมิ ิตของชีวิตที่ดีงามหรือรุ่งอรุณของการศึกษาจะเกิดข้ึนในตัวบุคคลในตัวเดก็ ในกระบวนการศึกษา จะตอ้ ง
อาศัยบุคคลสาคัญ คือ ครูอาจารย์ทาหน้าที่ในบทบาทกระตุ้นชักจูงให้เกิดองค์ประกอบ 7 ประการ ในตัว
ผู้เรียนซ่ึงการทาหน้าที่ของครูอาจารย์ จะทาให้กลายเป็นกัลยาณมิตรในการจัดสรร และเป็นกัลยาณมิตรใน
การสอน แนะนาให้รู้จกั เลือดกลั ยาณมิตรเอง รวมไปถึงให้เกิดความเจริญในองค์ประกอบข้ออ่ืนๆ ท้ังหมดในรุ่ง
อรุณของการศึกษาจนครบทั้ง 7 ประการ จนถึงโยนิโสมนสิการ ซึ่งเป็นตัวนาไปสู่ปัญญา อันเป็นแกนนาของ
การศึกษา หรือพัฒนาชีวิตท่ีก้าวไปให้ถึงความสมบูรณ์ของการพัฒนาชีวิตด้วยการพึ่งพาตนเองได้ถึงอิสรภาพ
อย่างแท้จริง เป็นปัจจัยเด่นที่เป็นหลักทั้งกัลยาณมิตรกับ โยนิโสมนสิการ เป็นองค์ประกอบคู่กันโดย
กัลยาณมิตรเป็นปัจจัยภายนอก และโยนิโสมนสิการเป็นปัจจัยภายใน ซ่ึงจัดเป็นปัจจัยแห่งสัมมาทิฐิ
อันเป็นแนวความคิดที่ถูกต้องในองค์ประกอบข้อแรกของมรรค ในวิถีชีวิตที่ดีงามหรือวิถีแห่งการพัฒนาชีวิต
312 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
ดังนั้น ในกระบวนการศึกษา หรือพัฒนาชีวิตจึงต้องเน้นองค์ประกอบท้ังสองนี้เป็นพิเศษ ซ่ึงหากผู้ใดมีโยนิโส
มนสกิ ารยอ่ มไม่จาเปน็ ตอ้ งอาศยั กลั ยาณมิตรชว่ ยใหร้ ูจ้ ักโยนโิ สมนสกิ ารให้เกดิ ขนึ้
กระบวนการปลูกฝังการย้ังคิดเพ่ือแก้ปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวศึกษาโดยทาง
โรงเรียนมีการวางแผนการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมในพุทธศาสนาเพื่ อแก้ปัญหาการทะเลาะวิวาทของ
นักเรยี นอาชีวศึกษาทใี่ ห้เกดิ ขนึ้ ในตวั ผู้เรยี น ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. การสอนโดยตรงในรายวิชา
2. การปลกู ฝงั คุณธรรม จริยธรรม โดยบรู ณาการไว้ในการเรยี นการสอน
3. การสนบั สนุนส่งเสริมงานด้านกิจการนกั ศึกษาอยา่ งเปน็ รูปธรรม
4. ผสู้ อนต้องประพฤตติ นเปน็ แบบอยา่ งทีด่ ีแก่นักศึกษา
5. การใหร้ างวัลและการยกย่องชมเชยนกั ศึกษาท่ที าความดีกระทาตนเปน็ ประโยชน์แก่สังคม
การพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ เด็กและเยาวชน ได้ขบั เคลื่อนโครงการและกจิ กรรมต่างๆ ท่ีเก่ียวกับเดก็ และ
เยาวชน ซ่ึงโครงการและกิจกรรมที่เกี่ยวกับครอบครัวก็มีความเชื่อมโยงกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและ
เยาวชน พระพุทธศาสนาจึงเป็นกลไกท่ีมีบทบาทสาคัญต่อเด็กและเยาวชน จึงมีการนาหลักธรรมเพื่อนาเข้า
โครงการอบรมเพ่ือขัดเกลาจิตใจ ใหเ้ ชือ่ ในเรือ่ งของบาปบุญ ประพฤตปิ ฏิบัตใิ ห้อยู่ในกรอบของศีลธรรมอนั ดีงาม
ข้อเสนอแนะ
ข้อค้นพบ (Fact Findings) จากการวิจัยและการอภิปรายผลดังกล่าวมาแล้ว สามารถสรุปผลเป็น
ขอ้ เสนอแนะ โดยแบง่ เปน็ 3 ระดบั ดงั นี้
ข้อเสนอแนะเชงิ นโยบาย
การศึกษาการปลูกฝังการคิดเพื่อแก้ปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวศึกษา หากว่าจะให้
ความย้ังคิดและคงทนในพฤติกรรม อาจจะต้องมีการติดตามผลเป็นโครงการระยะยาว เพื่อเป็นการดู
ปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และอาจจะสามารถสร้างเป็นทฤษฎีใหม่ขึ้นมาได้ ในการทาการวิจัยครั้งนี้เป็น
การเลือกนักเรียนอาชีวศึกษาในระดับ ปวส. และระดับ ปวช. เพื่อเข้าร่วมกระบวนการวิจัย และใช้ระยะเวลา
ในการเข้าร่วมกจิ กรรม ในช่วงเวลาวชิ าคอมพวิ เตอร์ของการเรียนการสอน โดยเปน็ การทากิจกรรมในช่วงเวลา
เดียวกัน หากกระทาการวิจัยในครั้งต่อไป ควรจะมีการเลือกกลุ่มตวั อย่างเป็นนักเรียนอาชีวศึกษาในชว่ งชน้ั อ่ืน
และกระทาในช่วงเวลาท่ีแตกต่างกัน อาจจะพบว่ามีการทากระบวนการอาจจะมีปัจจัยท่ีเหมาะสมเกิดข้ึนและ
ผลสมั ฤทธิ์ทไี่ ดอ้ าจจะมคี วามน่าสนใจมากกวา่ ที่ทาในชว่ งเวลาเดียวกัน
ขอ้ เสนอแนะสาหรบั ผู้ปฏิบตั ิ
โรงเรยี นอาชีวศึกษาไดด้ าเนินการป้องกันและแกไ้ ขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวศึกษา
มาเป็นระยะเวลานานแล้ว แต่ในส่วนของมาตรการทางสังคม และมาตรการทางกฎหมายดาเนินการได้น้อย
กว่าและยังคงมีปัญหาในทางปฏิบัติ ส่วนมาตรการของหน่วยงานต้นสังกัดทุกประการ เนื่องจากเป็นคาส่ังให้
โรงเรียนอาชีวศึกษาปฏิบัติตามในลักษณะเชิงบังคับ เช่น การคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษา การจัดทาประวัติ
นักเรียน และการเข้ายุติปัญหาเมื่อเกิดเหตุ เป็นต้น อย่างไรก็ดี โรงเรียนอาชีวศึกษาได้ดาเนินการมากกว่าท่ี
มาตรการกาหนด เพือ่ ให้เกิดความสอดคล้องกับสภาพปญั หา
ข้อเสนอแนะในการทาวิจยั ต่อไป
จากผลการวจิ ยั จึงมขี อ้ เสนอแนะเพือ่ การทาวิจัย ดงั นี้
1. ควรศึกษาวิจัยแนวทางการแก้ปัญหาความรนุ แรงในโรงเรียนอาชีวศึกษาให้รอบด้านในด้านการพฒั นา
นโยบาย แผน และยทุ ธศาสตรเ์ พ่ือแก้ไขปญั หาการทะเลาะวิวาท
313 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลัย และเครือขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
2. ควรศกึ ษาวจิ ัยแนวทางการแก้ปญั หาการใช้กาลังประทุษรา้ ยระหว่างนักเรียนนักศึกษาในและต่าง
โรงเรยี นอาชีวศกึ ษา สถาบนั และมหาวทิ ยาลยั เดยี วกนั
บรรณานกุ รม
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. (2545). การจัดสาระการเรียนรู้พระพุทธศาสนา. กรุงเทพฯ: กรมวิชาการ
กระทรวงศึกษาธกิ าร.
เกรียงศักด์ิ เจริญวงศ์ศักดิ์. (2547). รายงานคุณลักษณะสาคัญที่พึงประสงค์ของคนไทยตามแต่ละช่วงวัย.
กรุงเทพฯ: สานักงานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา.
คณะกรรมการการอาชีวศึกษา, สานักงาน. (2553). ระเบียบสานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ว่าด้วย
การบรหิ ารอาชีวศกึ ษาจังหวดั และอาชีวศกึ ษาภาค. กรุงเทพฯ: กระทรวง ศึกษาธกิ าร.
คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สานักงาน. (2554). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติ ฉบบั ที่ 11 (พ.ศ.2555-2559). กรุงเทพฯ: สานักนายกรฐั มนตรี.
จานงค์ อดิวัฒนสิทธิ์. (2548). สังคมวิทยาตามแนวพุทธศาสตร์. พิมพ์คร้ังท่ี 2. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์
มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์.
ฉันทนา บรรพศิริโชติ. (2542). ความขัดแย้งในสังคมไทย: ช่องว่างของการรับรู้และความเข้าใจ. กรุงเทพฯ:
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.
ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์. (2548). จิตตปัญญาศึกษา : การเรียนรู้สู่จิตสานึกใหม่. พิมพ์ครั้งท่ี 1. โครงการหนังสือ
วชิ าการจิตตปญั ญา ลาดับที่ 11. กรงุ เทพฯ: บริษัท แปลน พริน้ ติ้ง จากดั .
ธารง บวั ศรี, ศ.ดร. (2556). โยนิโสมนสกิ ารในทัศนะของพระธรรมปิฎก. กรุงเทพฯ: กระทรวง วัฒนธรรม.
314 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย และเครือข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
ศึกษาการพัฒนามนษุ ย์ตามหลกั สัมมปั ปธาน 4 ในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท
A study of Human Development in Accordance with the Principles
of the Four Great Efforts in Theravada Buddhism
พระเฉลิม ถริ ปญุ โฺ
เบญจมาศ สวุ รรณวงศ์,
พระมหาสพุ ร รกฺขิตธมฺโม, ผ.ศ.ดร.
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตนครราชสมี า
E-mail: E-mail: [email protected]
บทคดั ยอ่
บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพ่ือศึกษาการพัฒนามนุษย์ในพระพุทธศาสนาและศาสตร์
สมัยใหม่ 2) เพ่ือศึกษาสัมมัปปธาน 4 ในพระพุทธศาสนาเถรวาท และ 3) เพื่อวิเคราะห์การพัฒนามนุษย์ตาม
หลกั สัมมปั ปธาน 4 ในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท
ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนามนุษย์ในพระพุทธศาสนาและศาสตร์สมัยใหม่ 1) การพัฒนามนุษย์
ตามหลักศาสตร์สมัยใหม่ การพัฒนามนุษย์นั้นเป็นการพัฒนาบุคคลในการที่ได้จากประสบการณ์ การอบรม
การศึกษา และการพัฒนาควบคู่กันไป เพื่อให้เกิดการมีรูปแบบและระบบพร้อมท้ังเกิดทักษะในส่วนของการ
ประกอบอาชีพตามสายงาน และ 2) การพัฒนามนุษย์ในพระพุทธศาสนา เป็นการพัฒนาชีวีตของมนุษย์และ
มนุษย์สามารถฝึกได้ การที่มนุษย์จะมีชีวิตที่ดีงาม จะต้องศึกษาฝึกฝนพัฒนาตนเองให้ดีข้ึนไปในระบบการ
ดาเนินชีวิตในทางพระพุทธศาสนา ซ่ึงประกอบด้วยพฤติกรรม จิตใจ และปัญญา เมื่อเราฝึกฝนพัฒนามี
การศึกษา ก็ทาให้การดาเนินชีวิตของเราดีขึ้น แต่ถ้าเราไม่เรียนรู้ ไม่ฝึก เราท่ีเป็นมนุษย์นั้นก็จะดาเนินชีวิตให้
ไม่ดเี ลย
สัมมัปปธาน 4 ในพระพุทธศาสนาเถรวาท 1) ความหมายของสัมมัปปธาน 4 หมายถึง ความเพียร
โดยชอบ คือ สมั มัปปธาน 2) สัมมัปปธาน 4 ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก คือ (1) สัมมัปปธานที่ปรากฏในพระวินัยปิฎก
เก่ียวกับคาบอก ที่เกิดการปรับอาบัติเพื่อป้องกันความผิดพระธรรมวินัย (2) สัมมัปปธานท่ีปรากฏใน
พระสุตตันตปิฎก การอธิบายเชื่อมโยงเขา้ สู่หลักโพธิปักขิยธรรม และ (3) สัมมัปปธานที่ปรากฏในพระอภิธรรมปิฎก
ได้แก่ การสร้างฉันทะ คือ ความพอใจ การพยายาม คือการปรารภความเพียรทางใจ 3) หลักของสัมมัปปธาน 4
ได้แก่ 4 อยา่ ง คอื (1) สังวรปธาน ไดแ้ ก่เพยี รระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นภายในจิตใจ ทรงสอนใหป้ ลูกฝังความพอใจ
ในการท่ีจะสารวมระวัง เพ่ือไม่ให้บาปเกิดข้ึนภายในจิต (2) ปหานปธาน เพียรพยายามที่ละบาป ละอกุศล
ซึ่งมีอยู่แล้วภายในจิตใจ โดยอาศัยการพิจารณาเห็นโทษของบาป ของอกุศลท่ีมีอยู่ภายในจิตแห่งตนแล้ว
ปลูกฝังความพอใจในอันที่จะละบาปอกุศลเหล่าน้ันไปจากจิต (3) ภาวนาปธาน เพียรพยายามท่ีจะกระทาให้
กุศลเกดิ ได้แก่ ความดีทง้ั หลายที่ยงั ไมเ่ กิดให้เกดิ ข้ึน และ (4) อนรุ ักขนาปธาน การพยายามรกั ษากศุ ลทเ่ี กิดขึ้น
แล้วไม่ให้เสื่อมไป ต้องปลูกฝังความพอใจ ให้กุศลความดีมีอยู่ เป็นอยู่ภายในจิต และใช้ความพยายามท่ีจะ
รกั ษาไว้ โดยมกี ารกระทาสืบต่อกนั ไป
การพัฒนามนุษย์ตามหลักสัมมัปปธาน 4 ในพระพุทธศาสนาเถรวาท คือ (1) แนวทางการพัฒนา
มนษุ ย์ด้านสงั วรปธาน เพยี รระวังยับย้ังบาปท่ียังไม่เกิดไมใ่ ห้เกดิ ข้ึน การทาฉนั ทะใหเ้ กิด พยายาม ปรารภความเพียร
ประคองจิตตั้งม่ัน เพ่ือไม่ให้อกุศลธรรมอันลามกท่ียังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เป็นการสารวมระวังเม่ือตาเห็นรูป หูได้
315 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วิทยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
ยินเสียง (2) แนวทางการพัฒนามนุษย์ด้านปหานปธาน จะมีสติควบคุมยับยั้งความประพฤติเก่ียวกับการ
ประพฤติผดิ ในกาม โดยเห็นโทษจากการกระทาน้ัน ไม่ปล่อยจติ ใจใหม้ ีความติดใจ หลงใหล หมกมนุ่ ไม่รู้เท่าทัน
เห็นโทษ (3) แนวทางการพัฒนามนุษย์ด้านภาวนาปธานนั้น เป็นการพัฒนาสมาธิโดยตรง สมาธิย่อมมีผล
โดยตรง คือ ให้มีความตั้งม่ันในการกระทาต่างๆ และเป็นความตั้งอยู่แห่งของความมีจิตท่ีแน่วแน่ ไม่หว่ันไหว
โลเล โอนเอยี ง (4) แนวทางการพัฒนามนษุ ย์ด้านอนุรกั ขนาปธาน เม่อื เข้าใจเรือ่ งของความทุกขท์ ่ีจะเกดิ ข้ึนนั้น
ด้วยปัญญาซ่ึงเกิดจากแนวทางการพัฒนามนุษย์ด้านอนุรักขนาปธานแล้ว จะเห็นโทษจากการกระทาน้ัน
เพราะรู้สาเหตุที่จะทาให้เกิดทุกข์ เมื่อรู้แล้วก็แสวงหาทางดับทุกข์ คือ การดาริออกจากส่ิงที่เป็นทุกข์แล้วดาริ
แสวงหาไปส่คู วามดับทุกข์ คือ มรรค ซ่ึงเป็นส่ิงเดียวทางเดยี วที่จะสู่ความพ้นทุกข์ได้ และเมื่อเจริญหรือปฏิบัติ
ตามอยา่ งเตม็ ทจี่ ะไปสู่ทางสงู สุดของพระพทุ ธศาสนา คอื พระนิพพาน
คาสาคัญ: การพัฒนามนุษย,์ สมั มปั ปธาน 4
Abstract
This research article has objectives : 1) to study the Human Development in Buddhism
and Modern Science, 2) to study the Four Conversations in Theravada Buddhism and 3) A study
of Human Development in Accordance with the Principles of the Four Great Efforts in Theravada
Buddhism.
The results of the research were as follows:- The Human development in Buddhism
and modern sciences 1) Human development according to modern science principles that
human development It is the development of the individual by gaining experience, training,
education and development in tandem. In order to have a form and system, as well as to
develop skills in the field of occupation; and 2) human development in Buddhism. It is the
development of human life and human beings can train. for human beings to have a good life
must study and practice self-improvement in order to better lead the way of life in Buddhism
which consists of behavior, mind and intelligence when we practice and develop education It
makes our lives better. But if we don't learn or train, then we as humans will lead a bad life.
The 4 Sammapphanas in Theravada Buddhism 1) The meaning of the 4 Sammapphanas
means right perseverance, which is the Right Efforts, 2) The Four Rights. They appear in the
Tripitaka, namely: (1) the supplications appearing in the Vinayapitaka, concerning the sayings
that the offenses have been rectified to prevent offenses in the Dharma and the Disciplines;
Suttantapitaka Explanations linking them to the principle of Bodhipakkhiyadhamma, and
(3) the sympathy that appears in the Abhidhamma Pitaka, which is the creation of sympathy,
which is contentment, effort, which is the arousal of mental effort. 3) The four principles of
Sammāpadhana are as follows: (1) Sangvarapadhana, which is to be careful not to cause any
sin to arise within the mind. He taught to cultivate the contentment of being careful. in order
not to cause sin to arise within the mind; (2) Pahanapatana, diligently trying to let go of the
sin and the unwholesome which already exists within the mind. by contemplating the
punishment of sin of the unwholesome that exists within one's mind Cultivating contentment
in abandoning those unwholesome sins from the mind; (3) striving for the emergence of merits,
316 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วิทยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลยั และเครือข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
i.e. all the good that have not yet arisen; and (4) Anurakhanapa. Than Trying to keep the merit
that has already occurred so that it does not deteriorate. Must cultivate satisfaction Let
goodness exist being within the mind and make an effort to maintain with successive actions.
The human development according to the four supreme principles in Theravada
Buddhism are: diligently preventing the unborn sin from occurring. To provoke, to make an
effort, to arouse perseverance support the mind in order not to cause unwholesome
unwholesome qualities that have not yet arisen it is to be careful when the eye sees a picture.
The ear can hear the sound. (2) Human development guidelines on the foundation. will have
consciousness to control and inhibit the behavior of sexual misconduct by seeing the
punishment for that action not allowing the mind to become enamored, fascinated,
preoccupied without even seeing the blame; Meditation has a direct effect, namely to have
determination in various actions and be the establishment of a mind that is steadfast,
unwavering, indecisive; When understanding the matter of suffering that will arise with the
wisdom that arises from the conservative human development approach will see the
punishment for that action because he knows the cause of suffering When he knows, he seeks
the way out of suffering, that is, the way out of suffering and then seeks for the cessation of
suffering, which is the Path, which is the only and only way that leads to the cessation of
suffering. And when fully developed or followed, will lead to the highest path of Buddhism,
which is Nirvana.
Keywords: human development, Conclave 4.
บทนา
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการเรียนรู้และมีคาสอนเพื่อให้เกิดการรู้ชีวิตเข้าใจชีวิตและการ
พัฒนาชีวิตโดยมีส่วนประกอบของกายและใจ แต่ในสังคมปัจจุบันพฤติกรรมของมนุษย์มีอุปนิสัยที่ไม่พึง
ประสงค์ซ่ึงกอ่ ให้เกิดปัญหาตามมาหลายเรือ่ ง เช่น เร่ืองการก่อการรา้ ยหรือการก่อความไม่สงบเกิดข้นึ ในสงั คม
เป็นจานวนมาก เรื่องการลักขโมยทรัพย์สินของผู้อื่น เรื่องการเป็นชู้ เรื่องคอรัปชั่น และเรื่องสิ่งเสพติดต่างๆ
เปน็ สิง่ ทส่ี ะท้อนให้เห็นความเสื่อมถอยทางคุณธรรมและจริยธรรมเกิดข้นึ เป็นภาวะวกิ ฤตศรัทธาในศาสนาทไ่ี ม่
สามารถดารงความสุขของชีวิตได้ แต่ถ้าบุคคลให้ความสนใจคัมภีร์ทางพุทธศาสนาซึ่งสามารถพัฒนาทักษะทุก
ด้านเพื่อเปล่ียนแปลงพฤตกิ รรมไปสู่ความก้าวหน้าของชีวิต เพื่อการพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตของตนและสังคม สิ่งท่ี
เป็นตัวแทนของพระพทุ ธองค์ คอื พุทธธรรม ด้วยการศึกษาพระไตรปิฎก โดยเฉพาะในเร่ืองหลักธรรมต่างๆ ท่ี
เป็นการปลูกอุปนิสัยในการศึกษาค้นคว้าเพื่อการพัฒนาตนเอง นาไปสู่ความก้าวหน้าของชีวิตเพราะความรู้ใน
พระธรรมคาสอนต่างๆ เป็นเสมือนขุมทรัพย์ทางปัญญา เป็นแสงสว่างที่รุ่งเรืองทางปัญญาของเหล่าสัตว์โลก
ท้ังหลาย เพราะพระพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งโลก เป็นผู้ทรงชี้แนวทางในหลักการแห่งความจริง เป็นผู้นาทางศรัทธา
แห่งจิตวิญญาณทางศาสนาท่ีมีหลักการท่ีสาคัญและชัดเจน ซ่ึงในงานวิจัยนี้ผู้วิจัยมุ่งเน้นที่จะศึกษาหลักธรรม
ทางพระพุทธศาสนาเพ่ือพัฒนาคุณภาพของมนุษย์ คือ หลักสัมมัปปธาน 4 หรือ ปธาน 4 (ความเพียรชอบ)
ความเพยี รใหญ่ ไดแ้ ก่
1) สงั วรปธาน คอื เพียรระวังยบั ยง้ั บาปอกศุ ลธรรมทีย่ ังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น
2) ปหานปธาน คือ เพยี รละบาปอกศุ ลธรรมทเ่ี กิดขน้ึ แล้ว
317 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลัย และเครือขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
3) ภาวนาปธาน คอื เพยี รทากุศลธรรมท่ยี งั ไมเ่ กดิ ให้เกดิ มี
4) อนุรกั ขนาปธาน คือ เพียรรักษากุศลธรรมท่ีเกิดข้นึ แล้วให้ต้ังมั่นและใหเ้ จรญิ ย่ิง (พระพรหมคุณาภรณ์
(ป.อ. ปยุตฺโต), 2551: 121) เพราะส่ิงต่างๆ ในโลกนี้ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดข้ึนมาจากเหตุ และส่งผลให้เกิดเป็น
ปรากฏการณ์ต่างๆ มีส่วนเกี่ยวข้องเช่ือมโยงซ่ึงกันและกันเป็นวัฏจักร และเพียงสร้างหลักศรัทธาให้เกิดข้ึนใน
จิตใจก็จะเปน็ พืน้ ฐานในหลกั แหง่ การสร้างชวี ติ ให้มคี วามดงี ามหรือสรา้ งฐานะในชีวติ ครอบครวั ในทางพุทธศาสนา
ก็มีหลักธรรมที่ควรประพฤติ คือ เพียรระวังยับยั้งบาปอกุศล เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เพียรทา
กุศลธรรม และเพียรรักษากุศลธรรมท่ีเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งนาไปสู่ความเล่ือมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาพัฒนา
จิตใจและเกิดปัญญาที่ลุ่มลึกแล้วตั้งม่ันอยู่ในคุณธรรมอันดี ถือเป็นการพัฒนาตนเองในข้ันพ้ืนฐาน เพื่อนาไปสู่
การพัฒนาสงั คม ทาใหค้ ณุ ภาพชีวิตดีขึน้ ได้
ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจท่ีจะทาการศึกษาเร่ือง การพัฒนามนุษย์ตามหลักสัมมัปธาน 4
ในพระพุทธศาสนาเถรวาท ซ่ึงมีวัตถุประสงค์ คือ (1) เพอ่ื ศึกษาการพฒั นามนุษยใ์ นพระพทุ ธศาสนาและศาสตร์
สมยั ใหม่ (2) เพ่ือศึกษาสมั มัปปธาน 4 ในพระพุทธศาสนาเถรวาท และ (3) เพื่อวิเคราะหก์ ารพัฒนามนุษย์ตาม
หลักสัมมัปปธาน 4 ในพระพุทธศาสนาเถรวาท เพ่ือต้องการเปล่ียนแปลงในการพัฒนาพฤติกรรมของมนุษย์
และคณุ ภาพชีวติ มนุษย์ในทางท่ีดียิ่งๆ ขึ้นเป็นส่ิงที่ทกุ คนปรารถนา มนุษย์ทกุ คนต่างตอ้ งการให้เกิดการยอมรับ
โดยไม่ต้องการให้มนุษย์ในสังคมมองมาเป็นบุคลมิจฉาทิฏฐิ มีจิตใจท่ีมองโลกในแง่ลบ และลุ่มหลงในรูปกาย
ภายนอก จึงเกิดแรงบนั ดาลใจ เกิดความสนใจและมีความประสงคท์ ี่จะศึกษาการพฒั นามนษุ ย์นี้ เพื่อท่ีจะสรา้ ง
เป็นแนวทางให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษย์ที่ดาเนินชีวิตในสังคม เพ่ือการพัฒนาเพ่ิมการต่อยอดทางความคิด
สามารถวิเคราะห์ขุมทรัพย์และองค์ความรู้ทางปัญญาที่ปรากฏในพระไตรปิฎกและเป็นประโยชน์ต่อวงการ
พระพุทธศาสนา ตลอดถึงผู้สนใจที่จะศึกษาค้นคว้าการพัฒนามนุษย์ในหลักธรรมคาสอนทางพระพุทธศาสนา
เรอ่ื งอ่นื ๆ เพ่ิมเติมสืบตอ่ ไป
วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัย
1. เพ่อื ศึกษาการพัฒนามนุษยใ์ นพระพุทธศาสนาและศาสตรส์ มยั ใหม่
2. เพ่ือศกึ ษาสมั มัปปธาน 4 ในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท
3. เพอื่ ศึกษาการพฒั นามนษุ ยต์ ามหลักสัมมปั ปธาน 4 ในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท
ขอบเขตการวิจยั
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร ผู้วิจัยมุ่งเน้นศึกษาเรื่องการพัฒนามนุษย์ตามหลักสัมมัปปธาน 4
ในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท โดยมขี อบเขตการวิจัย ดังต่อไปน้ี
1. ขอบเขตดา้ นเอกสาร
(1) เอกสารขน้ั ปฐมภูมิ คือ พระไตรปิฎกฉบับมหาจฬุ าเตปิฏก พุทธศักราช 2500 พระไตรปิฎกภาษาไทย
ฉบบั เฉลิมพระเกยี รติพระนางเจา้ สริ ิกติ ิ์ พุทธศกั ราช 2539
(2) เอกสารขนั้ ทตุ ยิ ภูมิ คือ อรรถกถา อตั โนมตั ิ รวมท้งั ตาราเอกสารวชิ าการและงานวิจยั ทเ่ี กย่ี วข้อง
2. ขอบเขตดา้ นเนือ้ หา
การศกึ ษาการพัฒนามนษุ ย์ตามหลกั สัมมปั ปธาน 4 ในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท ผ้วู ิจัยได้วางประเด็น
ขอบเขตด้านเนือ้ หา ดังตอ่ ไปน้ี
(1) การพัฒนามนุษย์ในพระพุทธศาสนาและศาสตรส์ มัยใหม่
(2) สมั มปั ปธาน 4 ในพระพุทธศาสนาเถรวาท
318 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
(3) ศึกษาการพฒั นามนษุ ย์ตามหลกั สัมมปั ปธาน 4 ในพระพุทธศาสนาเถรวาท
วธิ ีดาเนนิ การวิจยั
การวิจัยครา้ งนี้เป็นการศึกษาแบบคุณภาพ วิเคราะห์เอกสาร สังเคราะห์ รวบรวมตามประเด็นตาม
วตั ถปุ ระสงค์ ตอ่ ไปน้ี
(1) การพฒั นามนุษยใ์ นพระพทุ ธศาสนาและศาสตร์สมยั ใหม่
(2) สัมมัปปธาน 4 ในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท
(3) ศึกษาการพัฒนามนษุ ยต์ ามหลกั สมั มปั ปธาน 4 ในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท
สรุปผลการวิจัย
การวิจัยเร่ือง “วิเคราะห์การพัฒนามนุษย์ตามหลักสัมมัปปธาน 4 ในพระพุทธศาสนาเถรวาท”
สรปุ ผลการวิจัยได้ ดงั น้ี
1. การพฒั นามนษุ ยใ์ นพระพทุ ธศาสนาและศาสตรส์ มยั ใหม่
(1) การพัฒนามนุษย์ตามศาสตร์สมัยใหม่ ทรัพยากรมนุษย์ เป็นปัจจัยสาคัญและเป็นทรัพยากรท่ีมี
ค่าสูงสุดในการพัฒนาองค์การองค์การจะประสบความสาเร็จมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับบุคคลซึ่งเป็นปัจจัย
สาคัญในการดาเนินงานขององค์การ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นส่ิงสาคัญเนื่องจากในปัจจุบันได้มีกา ร
เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะเม่ือก้าวเข้าสู่ยุคของข้อมูลข่าวสารหรือยุคโลกาภิวัฒน์ ผู้ใดที่ปล่อยให้
กลไกการเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่พยายามที่จะก้าวให้ทันจะกลายเป็นผู้ที่ล้าหลังและเสียผลประโยชน์ไปในเวลา
อนั รวดเร็ว ดังนัน้ การพฒั นาทรัพยากรมนุษย์เพื่อที่จะให้เรียนรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคโลกาภิวฒั น์
และเพ่ือความอยู่รอดของชีวิตจึงเป็นส่ิงจาเป็นในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (สุภาพร พิศาลบุตร และยงยุทธ
เกษสาคร, 2545: 34) มัลลี เวชชาชวี ะ (2524: 1) ได้ให้ความหมายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ไว้ว่า หมายถึง
การวางแผนล่วงหน้าเก่ียวกับเจา้ หนา้ ท่ขี ององคก์ ารเป็นรายบคุ คล ให้เขามีความพร้อมทีจ่ ะทางานในหน้าท่ขี อง
เขาให้ได้ผลดีแก่องค์การมากที่สุด พยอม วงศ์สารศรี (2548: 1) ได้ให้ความหมาย การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
หมายถึง การทาให้มีคุณภาพมากข้ึน ในกรณีเก่ียวกับบุคคลก็คือการดาเนินการเพ่ิมพูนความรู้ ความสามารถ
และทัศนคติทด่ี ตี ่อการปฏบิ ัติงานที่ตนรบั ผดิ ชอบให้มีคณุ ภาพประสบผลสาเร็จเปน็ ทีพ่ อใจแกอ่ งค์กร
(2) การพัฒนามนุษย์ตามหลักพระพุทธศาสนา การพัฒนามนุษย์ตามหลักพระพุทธศาสนา
ก่อใหเ้ กิดการพัฒนาแบบย่ังยนื เนื่องจากกระบวนการเปลยี่ นแปลงดา้ นจิตใจซึง่ ได้แก่ ความร้สู กึ นึกคิด ทัศนคติ
ซ่ึงเป็นส่ิงท่ีมีบทบาทสาคัญต่อการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรม ความประพฤติ หรือลักษณะนิสัยของแต่ละ
บคุ คล และผลจากการพัฒนามนุษย์ดังกล่าว ย่อมก่อให้เกดิ ประโยชน์ต่อบุคคลและองค์กรสังคมโดยรวมตลอด
จนถึงประเทศชาติบ้านเมืองในอนาคตต่อไปอย่างย่ังยืน คาว่า “พัฒนา” ในภาษาสันสกฤตมาจาก “วรฺธน”
แปลว่า ความเจริญ มาจากบาลีว่า “วฑฺฒน” หรือ “วัฒนะ” แปลว่า ความเจริญ ความงดงาม เพิ่มขยายขึ้น
ฝึกฝน ทาให้ยืนยาวขึ้น และนามาใช้ในภาษาไทย ก็มีความหมายว่า ความเจริญ ความงอกงาม การขยับขยาย
(ราชบณั ฑิตยสถาน, 2552: 580) นักปราชญ์ผู้รู้ศัพทศาสตร์ได้ให้ความหมายของคาว่า “มนษุ ย์” เม่ือประมวล
แล้วคงได้ความหมายเปน็ 3 ประการ คอื
1) คาวา่ “มนษุ ย”์ หมายความว่า เป็นเหล่ากอ, เชอ้ื สายหรอื ลูกหลานของมนู
2) คาว่า “มนุษย์” หมายความว่า เป็นผู้รู้เหตุและมใิ ช่เหตุ ซึง่ ได้แก่ผู้ทรี่ ู้จักดี รู้จักช่ัว รู้จักเหตุ รู้จักผล
รจู้ ักบาป บญุ คณุ และโทษนนั่ เอง ผูร้ ู้จักประโยชน์และมิใชป่ ระโยชน์
319 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลยั และเครอื ข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
3) คาว่า “มนษุ ย์” หมายความวา่ ผู้มใี จสงู สูงโดยหนาข้ึน มากขนึ้ พอกพูนขึ้น ก่อขนึ้ ส่ังสมขึ้น คือ
ปฏบิ ัติฝึกหัดอบรมสั่งสมขึ้นนน่ั เอง ใจทีป่ ระกอบดว้ ยมนุษยธรรม คุณธรรม มีศลี ธรรมหรือใจท่คี ิดเป็นบุญเป็นกุศล
(พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยตุ โฺ ต), 2540: 62)
สรุปได้ว่า การพัฒนาชีวิตของนุษย์และมนุษย์สามารถฝึกได้ การที่มนุษย์จะมีชีวิตที่ดีงาม จะต้อง
ศกึ ษาฝึกฝนพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นไปในระบบการดาเนินชีวิตในทางพระพุทธศาสนา ซ่ึงประกอบดว้ ยพฤติกรรม
จติ ใจ และปญั ญา เม่ือเราฝกึ ฝนพฒั นามีการศกึ ษา ก็ทาให้การดาเนนิ ชีวติ ของเราดีข้ึน แต่ถา้ เราไม่เรยี นรู้ ไม่ฝึก
เราที่เป็นมนุษย์น้ันก็จะดาเนินชีวิตให้ไม่ดีเลย ทั้งน้ี เพราะมนุษย์อยู่ด้วยสัญชาตญาณอย่างเดียวไม่พอการ
พัฒนาบุคคล ต้องมีการปฏิบัติ ศีล สมาธิ และปัญญา การศึกษาที่สมบูรณ์ต้องทาความเป็นมนุษย์ให้ถูกต้อง
และสมบูรณ์
2. สัมมัปปธาน 4 ในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท
คาว่า “สัมมัปปธาน” (พระคันธสาราภิวงศ์, 2549: 42) เป็นศัพท์สมาสที่มาจากศัพท์ 2 คา คือ
สมั มา + ปธาน “สัมมา” แปลวา่ โดยชอบ “ปธาน” แปลวา่ ความเพียร สัมมัปปธาน 4 จงึ หมายถึง ความเพียร
โดยชอบ คือ ความเพียรท่ีต่อเน่ืองไม่ลดละ ความเพียรที่ทาไปอย่างคร่ึงๆ กลางๆ ทาแล้วหยุดทา ไม่เรียกว่า
สมั มัปปธาน ความเพียรที่ทาอย่างต่อเนอื่ งไม่ลดละเท่านั้นจึงเรียกว่า สัมมัปปธาน (พระคันธสาราภิวงศ์, 2549: 42)
สมั มปั ปธาน 4 อย่าง คือ
1.ความเพียรเพื่อไม่ทาอกุศลใหม่ (อนุปฺปนฺนาน ปาปกาน อกุสลาน ธมฺมาน อนุปฺปาทาย ฉนฺท ชเนติ
วายมติ)
2. ความเพียรเพ่ือละอกุศลเก่า (อปุ ฺปนฺนาน ปาปกาน อกสุ ลาน ธมฺมาน ปหานาย ฉนฺท ชเนติ วายมติ)
3. ความเพียรเพือ่ ทากุศลใหม่ (อนปุ ปฺ นนฺ าน กสุ ลาน ธมมฺ าน อุปฺปาทาย ฉนทฺ ชเนติ วายมต)ิ
4. ความเพยี รเพื่อเพ่ิมพนู กศุ ลเกา่ (อุปปฺ นนฺ าน กุสลาน ธมฺมาน ตยิ า อสมฺโมสาย ภยิ ฺโยภาวาย เวปุลลฺ าย
ภาวนาย ปาริปรู ยิ า ฉนทฺ ชเนติ วายมติ) (พระคนั ธสารภิวงศ์, 2549: 43)
ความหมายสมั มปั ปธาน 4 (พระสงั วาลย์ สริ จิ นั โท, 2544) กล่าวไว้วา่
1. สังวรปธาน คาว่าสังวระ แปลว่า สารวม ระวัง และคาว่าปธาน แปลว่า เพียร พากเพียร ตั้งใจ
ดงั น้ัน คาว่า สังวรปธาน จึงหมายถึงเพียรระวัง ในที่นี้ คือ การสารวมระวังเม่ือตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้
กลิ่น ลิ้นได้ลิ้มรส กายได้ถูกต้องโผฏฐัพพะ ใจได้รู้ธรรมอารมณ์ ไม่ให้บาปธรรมหรืออกุศลธรรมเกิดขึ้นภายใน
จติ ใจ สงั วรปธาน เปน็ ธรรมเครื่องกาจัดความเกยี จครา้ น สนับสนุนกาลังกาย ใจใหเ้ ขม้ แข็งอดทน
2. ปหานปธาน หมายถึงเพียรละ บาปธรรมหรืออกุศลธรรมมี กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก
และอกศุ ลธรรมอ่นื ๆ ที่เกดิ ข้นึ แลว้ ใหห้ มดส้นิ ไปเสยี
3. ภาวนาปธาน หมายถึง เพียรสร้าง หรือเพียรเจริญ ในกุศลธรรมหรือความดี เช่น กุศลกรรมบถ 10
ความไม่โลภ ไม่โกรธ ไมห่ ลง และโพชฌงค์ 7 มี สติ ธรรมวิจยั วิริยะ ปตี ิ ปสั สทธิ สมาธิ อเุ บกขา ใหเ้ กิดข้นึ
4. อนรุ ักขนาปธาน หมายถงึ เพียรรกั ษาและส่งเสริม ในกุศลธรรมหรือความดีท่ีเกิดข้ึนแล้วในจติ ใจ
คอยถนอมสมาธทิ ีเ่ กิดขึน้ แลว้ ให้ตงั้ มนั่ และกระทาในความดีให้เจริญงอกงาม ไพบลู ย์ยิ่งๆ ข้นึ ไป
ดังนั้น สรุปได้ว่า ความหมายของสัมมัปปธาน 4 ในพระพุทธศาสนาเถรวาท หมายถึง ความเพียร
โดยชอบ คือ ความเพียรที่ต่อเนื่องไม่ลดละ ความเพียรท่ีทาไปอย่างครึ่งๆ กลางๆ ทาแล้วหยุดทา ไม่เรียกว่า
สมั มัปปธาน ความเพยี รที่ทาอยา่ งตอ่ เนอ่ื งไมล่ ดละเท่านั้นจึงเรยี กวา่ สมั มัปปธาน
3. หลกั การพัฒนามนษุ ยต์ ามหลกั สมั มัปปธาน 4 ในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท
(1) หลักการพัฒนามนุษย์ด้านสังวรปธาน การพัฒนามนุษย์ด้านสังวรปธาน คือ เพียรระวังยับยั้ง
บาปท่ียังไม่เกดิ ไมใ่ ห้เกดิ ขนึ้ การทาฉันทะให้เกดิ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตต้งั มน่ั เพื่อไมใ่ ห้อกศุ ล
320 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
ธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เป็นการสารวมระวังเม่ือตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กล่ิน ล้ินได้ล้ิมรส
กายได้ถูกต้องโผฏฐัพพะ ใจได้รู้ธรรมอารมณ์ ไม่ให้บาปธรรมหรืออกุศลธรรมเกิดข้ึนภายในจิตใจ โดยให้มีสติ
สารวกาย และวาจา “ศีล” เป็นความสารวมทางกายวาจา หรือแปลว่า ลักษณะความเป็นปรกติ คือ การไม่
ประพฤติผิดทางกาย และวาจา เป็นความมีระเบียบวินัย กฎเกณฑ์ ข้อบังคับสาหรับควบคุมประพฤติทางกาย
ของคนในสงั คมให้เรียบร้อยดีงามเป็นแบบแผนอันหน่ึงอันเดียวกนั (พระเทพปริยตั ิเมธี, ม.ป.ป: 17)
(2) หลักการพัฒนามนุษย์ด้านปหานปธาน ปหานปธาน เพียรพยายามท่ีละบาป ละอกุศล ซ่ึงมีอยู่
แล้วภายในจิตใจ โดยอาศัยการพิจารณาเห็นโทษของบาปของอกุศลท่ีมีอยู่ภายในจิตแห่งตนแลว้ ปลูกฝังความ
พอใจในอันที่จะละบาปอกุศลเหล่าน้ันไปจากจิต และใช้ความพยายาม ปรารภความเพียรมีการกระทาติดต่อ
สามารถละบาปอกุศลได้ จะมากหรือน้อยก็ตาม ก็พยายามรักษาคุณภาพจิตเอาไว้ในจุดน้ัน โดยการละกิเลส
และมิให้ครองงา กเิ ลสจิตใจผ้ปู ฏิบตั ิย่อมทาให้ผู้ปฏบิ ตั ิจะมจี ิตใจสะอาดบริสทุ ธ์ คอื (1) มคี วามเมตตา (2) มจี ิต
ปราศจากความโลภ (3) มีการสารวมในกาม ดงั มีประเด็นดังต่อไปน้ี เมตตา ได้แก่ ความรัก ความหวังดี ความ
ปรารถนาดี การแสดงออกซ่ึงมิตรภาพ ไม่ตรีของบุคคลผู้ร่วมกัน โดยต้องการอยากช่วยเหลือให้ทุกคนมี
ความสุข ความสบายใจ ธรรมตรงกัน ขา้ มกับเมตตา คือ พยาบาท (ท.ี ม.(ไทย)10/184/225) การจะทาอะไรกับ
ใครอย่างไรก็ตาม จะต้องทาด้วยเมตตาต่อเขาทั้งต่อหน้าและลับหลัง มีจิตปราศจากความโลภ ความโลภ
ธรรมชาตทิ ี่ไม่เกรงกลัวตอ่ ผลของบาป เพราะเป็นรากเหง้าของอกุศล หรอื เรียกว่า โลภะ โทสะ และโมหะ เป็น
รากเหง้าอกุศล (ม.ม. (ไทย) 12/89/82) ที่เรียกว่าอกุศล เป็นธรรมท่ีไปในฝ่ายเสื่อม ดังที่ปรากฏว่า ธรรม 3
ประการท่ีเป็นไปในฝ่ายเสื่อม คือ อกุศลมูล 3 ประการ ได้แก่ 1. อกุศลมูล คือ โลภ (ความอยากได้) 2. อกุศลมูล
คอื โทสะ (ความคิดประทุษร้าย) 3. อกุศลมูล คือ โมหะ (ความหลง) (ที.ปา. (ไทย) 11/353/373) และ มีการ
สารวมในกาม การประพฤติผิดในกามหรือกาเมสุมิจฉาจารได้ก่อให้เกิดปัญหาเร่ืองการค้าประเวณีเป็นอย่างมาก
เมอื่ พิจารณาปัญหาดังกล่าวโดยมองจากปัญหากาเมสุมจิ ฉาจารแลว้ จะเห็นไดว้ ่าในทางปฏบิ ัตแิ ล้ว สังคมโลกใน
ปัจจุบนั ไม่ไดป้ ฏบิ ตั ติ ามหลักของศีลข้อที่ 3
(3) หลักการพัฒนามนุษย์ด้านภาวนาปธาน แนวทางการพัฒนามนุษย์ด้านภาวนาปธานเป็นการทา
ภาวนาให้เกิดข้ึน หรือการทาสมาธิสัมมาสมาธิคือความตั้งใจม่ันชอบ (ที.ม. (ไทย) 10/299/274) ได้แก่
การฝึกฝนอบรมจิตในขัน้ ท่ีสงู ขึน้ เพ่ือให้จิตมีความสงบ ตั้งมนั่ แนว่ แน่ต่ออารมณ์ทีก่ าลังกาหนดพิจารณา จติ ท่ีมี
สมาธิย่อมเป็นจิตท่ีมีคุณภาพและสมรรถภาพสูง ประโยชน์สูงสุดของสมาธิ คือ การปฏิบัติเพ่ือบรรลุเป้าหมาย
ได้แก่ การรู้เห็นตามความเป็นจริง แนวทางการพัฒนามนุษย์ด้านภาวนาปธานนนั้ เป็นการพฒั นาสมาธิโดยตรง
สมาธิย่อมมีผลโดยตรง คือ ให้มีความตั้งม่ันในการกระทาต่างๆ และเป็นความตั้งอยู่แห่งของความมีจิตที่แน่ว
แน่ ไม่หว่ันไหว โลเล โอนเอียง ฯลฯ การเจริญสมาธินี้ จะมีผลตา่ งๆ คือ มคี วามสุขจากการปฏิบัติสมาธิ
(4) หลักการพัฒนามนุษย์ด้านอนุรักขนาปธาน แนวทางการพัฒนามนุษย์ด้านอนุรักขนาปธานเป็น
การรักษาไว้ หรือเพ่ือประกอบทาให้เกิดปัญญา หรือสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิคือความเห็นชอบ (ม.มู. (ไทย)
12/149/123) ความเห็นชอบหรือความเห็นที่ถูกต้องในความเป็นจริงในสิ่งท้ังหลายเพราะได้ปฏิบัติสมาธิ
ธัมมานุปัสสนาโดยผ่านกระบวนการปฏิบัติตามขั้นตอนสติสัมปชัญญะจะไตร่ตรองแยกแยะในส่ิงทั้งหลายเห็นว่า
บาปบุญมีจริง เห็นว่า สัตว์ทั้งหลายได้รับความลาบาก และสัตว์ท้ังหลายมีการกระทาเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้
เกิดข้ึน ผปู้ ฏบิ ตั ิทมี่ ีความเห็นชอบจะเขา้ ใจในประเดน็ ตอ่ ไปน้ี
1. อัตถิกทิฎฐิ คือ ผู้ท่ีมีความเห็นว่า บาป บุญ คุณ โทษมีจริง ทานที่ใหแ้ ลว้ ก็มผี ล ยัญท่ีบูชาแลว้ ก็มี
ผล กานเซ่นสรวงก็มีผลผลวิบากแห่งกรรมทบี่ ุคคลทาดหี รอื ทาช่วั ก็มอี ยูเ่ ป็นตน้
2. กิริยทิฎฐิ คือ ผู้ที่มีความเห็นว่า สัตว์ทั้งหลายที่ได้รับความลาบากได้รับความลาบากต่างๆ ย่อม
อาศยั เหตุปจั จัยเกดิ ขึ้น ไม่ได้เกิดขึ้นเอง
321 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย และเครอื ขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
3. เหตุกทิฎฐิ คือ สรรพสัตว์ทั้งหลายที่กาลังเป็นไปอยู่ มีเหตุนา เหตุหนุน เหตุเน่ืองอยู่เบ้ืองหลัง
ไม่ปฏิเสธเหตุ และเช่ือว่า กรรมดี หรือกรรมชั่วท่ีสัตว์ทั้งหลายทากันอยู่ จะเป็นเหตุให้เกิดผลได้ ความบริสุทธิ์
ของสัตว์ท้ังหลายมีเหตุมีปัจจัยอิทธิพลของความเชื่อท่ีมีผลต่อการประพฤติศีลธรรม (ม.ม. (ไทย) 13/92/95)
เมื่อพัฒนาปัญญาดีแล้ว จะส่งผลให้มนุษย์มีความดาริชอบ สัมมาสังกัปปะ คือ ความดาริชอบ (ที.ม. (ไทย)
10/299/358) ดาริในท่ีน้ี หมายถึง ความคิดนึกตรึกตรองท่ีจะตัดสินใจเพ่ือทาหรือไม่ทาอะไรบางอย่างดังนั้น
ความดาริจึงเป็นตัวนาไปสู่การพูดและการกระทาต่อไปถ้าว่าตามความจริงแล้วความดาริก็คือมโนกรรมหรือ
การคิดน่ันเองบางแห่งทา่ นใช้คาว่าวิตก (ความตรึก) และวิจารณ์ (ความตรอง) และท้ัง 2 อย่างน้ีเป็นวจีสังขาร
(แสง จันทรง์ าม, 2544: 95-96) คือ เป็นตวั ปรงุ แต่งวาจาเพราะว่าคนเราย่อมคดิ ก่อนพูดออกมาตามท่ีคิดการ
สรุป
การพัฒนามนุษย์ตามหลักสัมมัปปธาน 4 ในพระพุทธศาสนาเถรวาท คือ (1) แนวทางการพัฒนา
มนุษย์ด้านสังวรปธาน เพียรระวังยบั ยั้งบาปที่ยงั ไม่เกดิ ไมใ่ ห้เกิดขนึ้ การทาฉันทะใหเ้ กดิ พยายาม ปรารภความ
เพียร ประคองจิตตั้งมั่น เพ่ือไม่ให้อกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดใหเ้ กิดขึ้น เป็นการสารวมระวังเม่ือตาเห็นรูป
หูได้ยินเสียง (2) แนวทางการพัฒนามนุษย์ด้านปหานปธาน จะมีสติควบคุมยับยั้งความประพฤติเกี่ยวกับการ
ประพฤติผดิ ในกาม โดยเห็นโทษจากการกระทานั้น ไม่ปล่อยจิตใจใหม้ ีความติดใจ หลงใหล หมกมนุ่ ไม่รเู้ ท่าทัน
เห็นโทษ (3) แนวทางการพัฒนามนุษย์ด้านภาวนาปธาน น้ัน เป็นการพัฒนาสมาธิโดยตรง สมาธิย่อมมีผล
โดยตรง คือ ให้มีความต้ังม่ันในการกระทาต่างๆ และเป็นความต้ังอยู่แห่งของความมีจิตท่ีแน่วแน่ ไม่หว่ันไหว
โลเล โอนเอียง (4) แนวทางการพฒั นามนษุ ย์ดา้ นอนุรกั ขนาปธาน เม่ือเขา้ ใจเรือ่ งของความทุกขท์ ี่จะเกิดขึ้นน้ัน
ด้วยปัญญาซึ่งเกิดจากแนวทางการพัฒนามนุษย์ด้านอนุรักขนาปธานแล้ว จะเห็นโทษจากการกระทานั้น
เพราะรู้สาเหตุท่ีจะทาให้เกิดทุกข์ เม่ือรู้แล้วก็แสวงหาทางดับทุกข์ คือ การดาริออกจากส่ิงที่เป็นทุกข์แล้วดาริ
แสวงหาไปสู่ความดับทุกข์ คือ มรรค ซง่ึ เป็นสิ่งเดียว ทางเดยี ว ท่ีจะสู่ความพ้นทกุ ขไ์ ด้ และเม่อื เจริญหรือปฏิบัติ
ตามอย่างเต็มทจ่ี ะไปสู่ทางสูงสุดของพระพุทธศาสนา คอื พระนิพพาน
บรรณานุกรม
พยอม วงศส์ ารศร.ี (2548). การบรหิ ารงานบุคคล. กรุงเทพฯ: คณะวทิ ยาการจัดการ สถาบันราชภฏั สวนดุสติ .
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (2551). พจนานุกรมศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. พิมพ์ครั้งท่ี 16.
กรงุ เทพฯ: บริษทั เอส.อาร.์ พรน้ิ ตง้ิ แมสโปรดกั ส์ จากัด.
.(2540). การสร้างสรรค์ปัญญาเพื่ออนาคตของมนุษยชาติ. พิมพ์คร้ังท่ี 7. กรุงเทพฯ: บริษัท
สหธรรมกิ จากัด.
พระคันธสาราภวิ งศ.์ (2549). โพธปิ ักขิยธรรม. กรุงเทพฯ: บริษัทบญุ ศิรกิ ารพมิ พ์ จากดั .
พระสังวาลย์ สิริจันโท. (2544). การศึกษาเชงิ วเิ คราะห์อริยมรรค : กรณีการดาเนนิ ชวี ิตในพระพุทธศาสนาฝา่ ย
เถรวาท. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วทิ ยาลัย.
พระเทพปรยิ ัตเิ มธ.ี (ม.ป.ป.). หลกั การพฒั นาตน. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์เลี่ยงเชยี ง.
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั . กรงุ เทพฯ:
โรงพมิ พม์ หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย.
มัลลี เวชชาชวี ะ. (2524). การพฒั นาทรัพยากรมนุษย์. กรุงเทพฯ: สานกั วิจัย สถาบันพัฒนาบัณฑิตบริหารศาสตร์.
ราชบณั ฑิตยสถาน. (2552). พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ: นานมี บ๊คุ พบั ลเิ คช่นั .
322 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
แสง จันทร์งาม. (2544). อริยสัจจ์ 4 หัวใจของพระพุทธศาสนา. พิมพ์ครั้งท่ี 2. กรุงเทพฯ: บริษัทสร้างสรรค์
บคุ๊ สจ์ ากัด.
สุภาพร พิศาลบุตร และ ยงยุทธ เกษสาคร. (2545). การพัฒนาบุคคลและการฝึกอบรม. พิมพ์ครั้งท่ี 2.
กรุงเทพฯ: วี.เจ.พร้ินตงิ้ .
323 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
ศึกษาวิเคราะหห์ ลกั ธรรมทม่ี คี วามสัมพันธ์ระหวา่ งสมถกมั มฏั ฐานและวปิ สั สนากัมมัฏฐานใน
พระพุทธศาสนาเถรวาท
Study and Analyze Dharma Principles That Are Related Between Smatha and
Vipassana Meditation in Theravada Buddhist
พระมหาสมเดช รกขฺ ิตธมฺโม (พวงพมิ าย)
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตนครราชสมี า
บทคัดย่อ
ศึกษาวิเคราะห์หลักธรรมที่มีความสัมพันธ์ระหว่างสมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน
ในพระพุทธศาสนาเถรวาท มีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ (1) เพ่ือศึกษาหลักธรรมที่มีความสัมพันธ์กับสมถ
กัมมัฏฐานในพระพุทธศาสนาเถรวาท (2) เพ่ือศึกษาหลักธรรมที่มีความสัมพันธ์กับวิปัสสนากัมมัฏฐานใน
พระพุทธศาสนาเถรวาท (3) เพ่ือศึกษาวิเคราะห์หลักธรรมที่มีความสัมพันธ์ระหว่างสมถกัมมัฏฐานและ
วิปสั สนากัมมัฏฐานในพระพุทธศาสนาเถรวาท
ผลการวิจัยพบว่า หลักธรรมที่มีความสมั พันธ์กับสมถะและวิปัสสนากรรมฐานในพระพุทธศาสนาเถรวาท
น้ันมีดังน้ี คือ สมถะกรรมฐาน กรรมฐานชนิดนเี้ ป็นอุบายท่ีทาให้ใจสงบ ใจทอ่ี บรมในทางสมถะแล้ว จะสงบนิ่ง
และเกาะอยู่กับอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว โดยในส่วนของสมถกัมมัฆฐานมี 7 หมวด ได้แก่ กสิณ 10
อสุภะ 10 อนสุ ติ 10 พรหมวหิ าร 4 อรปู 4 อาหาเรปฏกิ ูลสญั ญา 1 และจตธุ าตุววัฏฐาน 1 รวมเปน็ 40 ประการ
หลักธรรมที่มีความสัมพันธ์กับการเจริญวิปัสสนากรรมฐานได้แก่ วิปสสนาภูมิ 6 ดังน้ี ขันธ์ 5
อายตนะ 12 ธาตุ 18 อินทรีย์ 22 อรยิ สจั 4 และปฏจิ จสมปุ บาท 12
หลักธรรมทั้งหมดนั้นล้วนมีความสาคัญต่อการเจริญสมถะและวิปัสสนากรรมฐานเพ่ือนาไปสู่
จดุ มุ่งหมายในการปฏิบตั ิอันสูงสุด คือ ล่วงพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสงสารดังท่ีพระศาสดาได้ทรง
ตรสั ไว้ว่า “นิพพฺ าน ปรม สุข พระนพิ พาน คือบรมสขุ ”
คาสาคัญ: สมถกมั มฏั ฐาน, วิปสั สนากมั มัฏฐาน,ความสัมพนั ธ์
Abstract
Study And Analyze Dharma Principles That Are Related Between Samatha And Vipassana
Meditation In Theravada Buddhist The three objectives are: (1) to study the dharma principles
related to the Samatha in Theravada Buddhism (2) to study the Dharma principles related to
Vipassana meditation in Theravada Buddhism. (3) to study and analyze the dharma principles
related to Samatha and Vipassana Kammatthana in Theravada Buddhism.
The results showed that The Dharma principles that are related to Samatha and
Vipassana Kammatthana in Theravada Buddhism are as follows. Meditation is the thing that
calms the mind. Clinging to a single entrenched emotion. As for the Samatha Khammatha,
there are 7 categories, namely Kasin 10, Asupha 10, Anusati 10, Brahmawihan 4, Arrupa 4,
Aharapatikula Sanya 1, and Chatuthat Vatthan 1, totaling 40 things.
324 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลยั และเครือขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
The Dharma principles that are related to Vipassana meditation are Vipassana
meditation, which consists of 6 elements, namely Khan, 5 senses, 12elements, 18organic
matter, 22 Noble truths, 4 and Paticasamupbath 12.
Keywords: Smatha, Vipassana, Related.
1. บทนา
การปฏิบัติสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน (ที.ปา. (ไทย) 11/379/290, องฺ.ทุก. (ไทย) 20/275/77)
หรือที่เรียกว่าวิปัสสนาธุระ เป็นหน้าที่หลักอย่างหนึ่งของพุทธศาสนิกชนควบคู่กับคันถธุระการศึกษาคาสอน
ของพระพุทธเจ้าที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์พระไตรปิฎกและอรรถกถา คันถธุระเป็นหน้าที่โดยตรงของพระสงฆ์อยู่
แล้ว ส่วนการศึกษาวิชากรรมฐานน้ันน่าจะหมายถึงการศึกษาวิชาการ ที่จะนาไปสู่การพัฒนาทางการปฏิบัติ
และเผยแผ่พระศาสนาควบคกู่ ันไป กล่าวเฉพาะด้านพระศาสนา วิถีชีวิตของพระภิกษุสงฆ์ นอกจากจะมีความ
เป็นผู้นาด้านความรู้ในพระไตรปิฎกแล้ว ยังจะต้องพัฒนาตนให้เป็นพระสงฆ์ในอุดมคติด้วย การพัฒนาตนนั้น
จะต้องอาศัยหลักการปฏิบัติพระกัมมัฏฐานเพ่ือฝึกฝนอบรม โสฬสญาณ ญาณ 16 อันเป็นวิชาช้ันสูงให้เกิดขึ้น
ในขันธสนั ดานจดุ มุ่งหมายของการปฏิบัตพิ ระกมั มฏั ฐานนนั้ กเ็ พื่อชาระจิตของผู้ปฏิบัติให้บริสทุ ธิส์ ะอาดหมดจด
จนกระท่ังถึงบรรลุมรรคผลนิพพาน อันเปน็ จดุ มุ่งหมายสูงสุดทางพระพุทธศาสนา ก่อนท่ีพระสัมมาสมั พทุ ธเจ้า
จะเสด็จดบั ขันธ์ปรินิพพาน พระองค์ทรงมอบพระพุทธศาสนาให้เปน็ สมบัติของพุทธบรษิ ัท 4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี
อุบาสก อุบาสิกา การที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งได้บรรลุธรรมระดับใดก็ตามด้วยการเจริญพระกัมมัฏฐานก็ย่อมจะ
ทาให้พุทธบริษัทเหล่าอ่ืนเกิดความม่ันใจในการเจริญพระกัมมัฏฐานโดยเห็นว่า การเจริญพระกัมมัฏฐานเป็น
การปฏิบัติธรรม เพ่ือพัฒนาจิตของมนุษย์ให้บรรลุถึงพระนิพพานได้ ผู้ที่เคยเจริญพระกัมมัฏฐานอย่างไร้
จดุ หมายหรอื มีความท้อแทห้ มดกาลังใจในการปฏิบัติ ก็จะมกี าลังใจในการปฏิบัติมากขึ้น ในขณะเดียวกันผทู้ ยี่ ัง
ไม่สามารถบรรลุธรรมระดับใดระดับหนึ่งก็สามารถพัฒนาจิตของตนขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งสามารถบรรลุ
จุดหมายสูงสุดคือพระนิพพานได้ สังคมโลกก็จะได้รับประโยชน์คือสันติภาพพร้อมๆ กับผู้ปฏิบัติธรรม ปัญหา
ตา่ งๆ ท่ีโลกกาลงั ประสบอยู่ เช่น การเบียดเบยี นกัน การเขน่ ฆ่ากนั การแย่งชิงผลประโยชน์กนั ก็จะลดนอ้ ยลง
ไปตามลาดับ เพราะอาศัยบุคคลผู้มีคุณภาพดี มีจานวนมากขึ้นในสังคม การปฏิบัติพระกัมมัฏฐานใน
พระพทุ ธศาสนา มหี ลายวธิ ดี ้วยกัน แต่พระพุทธศาสนาฝา่ ยเถรวาท มคี วามเชื่อและยอมรบั แนวการปฏบิ ตั ิพระ
กัมมัฏฐาน ตามท่ีมีปรากฏหลักฐานอยู่ในพระไตรปิฎกและอรรถกถา (ขุ.ม. (ไทย) 29/545/191) เป็นวิธีการท่ี
ถูกตอ้ งตามคาสอนของพระพทุ ธเจ้าและสามารถทาให้พทุ ธศาสนิกชนได้พัฒนาตนจากระดับปถุ ุชนธรรมดาเป็น
พระอรยิ บคุ คลซึ่งเป็นบุคคลในอุดมคติของพระพุทธศาสนาเน่อื งจากผ้วู ิจัยมีความสนใจในเรือ่ งการปฏิบัติธรรม
ตามหลักสมถะและวิปัสสนากรรมฐานซ่ึงเป็นแนวทางไปสู่หนทางอันอันเป็นจุมุ่งหมายสูงสูดในทาง
พระพุทธศาสนานั่นคือ การเข้าถึงพระนิพพาน แต่การจะเข้าสู่สภาวะอันเป็นนิพพานได้นั้น ไม่ใช่ว่าเราจะนึก
เอาแล้วให้สาเร็จได้ดั่งใจนึกโดยยังไม่ได้ศึกษาแนวทางแล้วลงมือปฏิบัติตามแนวทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ท่านได้ช้ีแนะแนวทางไว้ให้ก็คงไม่มีใครสามารถบรรลุธรรมถึงข้ันเป็นอริยบุคคลได้ ดังนั้น จึงจาเป็นจะต้อง
ศึกษาวธิ ีปฏิบัตเิ พ่ือให้เกดิ ความเข้าใจในส่วนท่ีเปน็ ปริยัติหรือทฤษฎีน้ีเสียกอ่ นเมอ่ื เข้าใจในวิธการอย่างแจ่มแจ้ง
แล้วจึงจะสามารถปฏิบัติตามได้อย่างถูกหลักการทางวิชาการ เพื่อให้เกิดสาเร็จผลอย่างท่ีต้ังใจ การศึกษา
หลกั ธรรมกรรมฐานทง้ั ส่วนท่ีเป็นสมถะกรรมฐานและวิปสั สนากรรมฐานผู้วจิ ยั ไดย้ ึดเอาหลกั ธรรมทเ่ี ป็นอารมณ์
กรรมฐาน มาเป็นแนวทางในการทาวิจัย เพราะอารมณ์กรรมฐานน้ันมีความสาคัญต่อการเจริญกรรมฐานเป็น
อย่างยิ่ง แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เองก็ทรงยึดหลักน้ีในการปฏิบัติจนนาไปสู่การตรัสรู้
หรือแม้แต่สายพระกรรมฐานโดยท่ัวไปท่านก็ยึดหลักปฏิบัติพระกรรมฐานโดยอาศัยการยึดหลักธรรมเหล่านี้
325 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครือข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
ด้วยกันเป็นส่วนใหญ่ การปฏิบัติสมถวิปัสสนา หมายถึง การปฏิบัติท้ังฝ่ายสมถะหรือสมาธิ (สมถกรรมฐาน)
และวปิ ัสสนา (วปิ ัสสนากรรมฐาน) ควบคู่ไปดว้ ยกนั หรือก็คอื การปฏบิ ัตทิ างดา้ นสมาธกิ ับทางด้านปญั ญาอยา่ ง
ตอ่ เนื่องสัมพันธ์กันไป กล่าวคือ ปฏิบัติทางสมถสมาธิเพื่อให้เป็นเหตุปัจจัยเคร่ืองสนับสนุนการปฏิบัติวิปัสสนา
หรอื การพิจารณาธรรมให้เกิดปญั ญานน่ั เอง
ดังน้ัน ผู้วิจัยจึงมีความต้ังใจที่จะศึกษาและทาความเข้าใจในเรื่องสมถะและวิปัสสนากรรมฐานใน
พระพุทธศาสนา เพ่ือทาความเข้าใจในการท่ีจะนาไปปฏิบัติตามแนวทางแห่งอริยมรรคและเป็นสัมมาปฏิบัติ
ซ่ึงถอื ว่าเป็นหัวใจในการปฏิบัตเิ พ่อื ใหบ้ รรลุหนทางในการพน้ ทุกข์ตามหลกั การของพระพุทธศาสนาสืบต่อไป
วัตถปุ ระสงคข์ องการวิจัย
1. เพือ่ ศกึ ษาหลกั ธรรมท่มี ีความสัมพันธก์ บั สมถกัมมฏั ฐานในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท
2. เพอื่ ศึกษาหลกั ธรรมทมี่ ีความสมั พันธ์กับวิปสั สนากมั มัฏฐานในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท
3. เพ่ือศึกษาวิเคราะห์หลักธรรมที่มีความสัมพันธ์ระหว่างสมถกัมมัฏฐาน และวิปัสสนากัมมัฏฐาน
ในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท
ขอบเขตการวจิ ัย
การวิจัยเร่ือง “ศึกษาวิเคราะห์หลักธรรมที่มีความสัมพันธ์ระหว่างสมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนา
กัมมัฏฐานในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท” เปน็ การวิจยั เชงิ คุณภาพ (Qualitative Research) โดยผวู้ จิ ยั ไดก้ าหนด
ขอบเขตเน้อื หาไวด้ งั น้ี
ก. ข้อมูลขั้นปฐมภูมิ (Primary Sources) คือ คัมภีร์พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณ
ราชวทิ ยาลัย พทุ ธศักราช 2539
ข.เอกสารชั้นทุติยภูมิ (Secondary Resources) โดยการศึกษาค้นคว้าจากหนังสือ เอกสารทาง
วิชาการ วิทยานิพนธ์ ข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตที่เกี่ยวขอ้ งกับเนื้อหาของของการทาวิจัยแล้วนามาวิเคราะหข์ ้อมูล
โดยใช้วิธกี ารพรรณนา
วธิ ีดาเนินการวิจัย
ในการศึกษาวิจัยเร่ืองศึกษาวิเคราะห์หลักธรรมที่มีความสัมพันธ์ระหว่างสมถกัมมัฏฐานและ
วิปัสสนากัมมัฏฐานในพระพุทธศาสนาเถรวาท ผู้วิจัยการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เป็นข้อมูลหลัก
โดยการวจิ ัยคุณภาพดา้ นเอกสาร (Documentary Research) โดยมขี อบเขตการศึกษา คือ การศึกษาหลักธรรม
ท่เี ก่ียวขอ้ งกบั สมถะและวปิ สั สนากรรมฐานในพระพทุ ธศาสนา ซง่ึ มขี ั้นตอนการวิจยั ดังต่อไปนี้
1. ศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลจากเอกสารข้ันปฐมภูมิ (Primaly Sources) คือ พระไตรปิฎก
ภาษาไทย ฉบับของมหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย พ.ศ. 2539
2. ศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลจากเอกสารช้ันทุติยภูมิ (Secondary Sources) มีอรรถกถา
และหนังสือ ตลอดทั้งเอกสารวิชาการ บทความ และงานวิจัยที่เก่ียวข้องกับสมถะและวิปัสสนากรรมฐานตาม
แนวสตปิ ัฏฐาน 4
3. วิเคราะห์เนอ้ื หา โครงสรา้ ง สมถะและวปิ สั สนากรรมฐาน
4. วเิ คราะหอ์ งค์ความรู้เกี่ยวกบั สมถะและวปิ ัสสนากรรมฐาน
326 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย และเครือข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
5. สรปุ ข้นั ตอนการประมวลผล และเรยี บเรียง เป็นขัน้ ตอนสุดทา้ ย ซึ่งเปน็ การนาข้อมลู จากขัน้ ตอน
ต่างๆ ในข้างต้นมาทาการ ประมวลผล เรียบเรียง และสรุป เพื่อเขียนงานวิจัยให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ท่ี
ต้องการทราบ และต้ังข้อเสนอแนะ แนวทางการทาวิจัยตอ่ ไป
สรุปผลการวจิ ยั
1. สมถกัมมัฏฐาน หมายถึง กรรมฐานเพ่ือทาจิตใจให้สงบ,วิธีฝึกอบรมจิตใจให้เกิดความสงบจาก
นิวรณ์ หรือที่เรียกว่าการทาจิตให้เป็นสมาธินั่นเอง เป็นวิธีท่ีฝึกจิตให้ต้ังม่ันในสิ่งใดส่ิงหนึ่งท่ีเรียกว่า อารมณ์
จนจิตตั้งม่ันอยู่ในอารมณ์เดียวที่เรียกว่าเอกัคคตา ความตั้งมั่นหรือแน่วแน่ของจิตนี้เรียกว่าสมาธิ เม่ืออารมณ์
แน่วแน่มากข้ึนสมาธิก็จะสูงขึ้นจะเกิดภาวะที่เรียกว่า ฌาน ซ่ึงหมายถึงสภาวะท่ีจิตจับอยู่ในอารมณ์และเฝ้า
สังเกตอารมณ์อย่างแนบสนิท เช่น การต้ังมั่นอยู่ในอานาปานสติ ระลึกถึงลมหายใจเข้าออกเป็นอารมณ์เดียว
จนเกดิ ฌาน เป็นต้น
หลักธรรมทีม่ ีความสมั พันธ์กับสมถกัมมัฏฐานในคัมภีร์วิสทุ ธมิ รรคได้กล่าวถงึ กรรมฐานที่เปน็ สมถกร
รมฐานอนั เป็นอบุ ายเพื่อความสงบใจ 40 อย่าง แบ่งไว้เปน็ 7 หมวดดงั นี้ กสิณกรรมฐาน 10 อสุภกรรมฐาน 10
อนสุ ตกิ รรมฐาน 10 อปั ปมญั ญา 4 อรูปฌาน 4 ววตั ถานกรรมฐาน 1 สัญญากรรมฐาน 1 อาหาเรปฐิกลู สัญญา
ผลของการเจรญิ สมถกรรมฐานในการปฏิบัติธรรมตามหลกั สมถกรรมฐาน บุคคลผู้ทีไ่ ดย้ ดึ การปฏิบัติ
ตามหลักธรรมหรือที่เรียกว่า อารมณ์กรรมฐาน ซ่ึงมี 40 ประการตามที่ผู้วิจัยได้นาเสนอไปน้ันย่อมจะได้รับ
อานิสงส์คือสภาวะธรรมอันเป็นจุดประสงค์หลักในการปฏิบัติสมถกรรมฐานคือ 1) เห็นไตรลักษณ์ ได้แก่
อนิจลักษณะ ความไม่แน่นอนของสภาพชีวิตที่ต้องแปรเปล่ียนตลอดเวลา เห็นทุกขลักษณะ คือ สภาพของ
ความทุกข์ ความทนได้ยากที่ถูกบีบค้ันอยู่เนืองๆ และเห็นอนัตตลักษณะ คือสภาพของร่างกายที่ไม่สามารถ
บงั คับตามอานาจแห่งสรีระร่างกายให้อยู่คงท่ีได้ เช่น ไม่สามารถบังคับร่างกายไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ตายได้
เป็นต้น 2) สามารถละสังโยชนไ์ ด้
2. วิปสั สนากัมมัฏฐาน การปฏิบตั ิวิปสั สนากรรมฐานในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท พบว่า การปฏิบัติ
วิปัสสนาภาวนาต้องอาศัยวิปัสสนาภูมิประกอบอันได้แก่ ขันธ์ 5 เป็นต้น ในการเจริญวิปัสสนาเป็นการเจริญ
ปัญญาทาให้เหน็ แจ้งในไตรลักษณะมีอนจิ จลักษณะ ทุกขลักษณะ อนัตตลกั ษณะ ซึ่งตรงกบั การปฏิบัตวิ ิปัสสนา
ภาวนาในภาวนสูตรเป็นการเจริญปัญญาตามหลักสติปัฏฐาน 4 อันเป็นหนทางเดียว เพ่ือความบริสทุ ธิ์ของเหล่าสัตว์
เพ่ือล่วงโสกะและปริเทวะ เพื่อดับทุกข์ และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม และเพื่อทาให้แจ้งนิพพาน
องคป์ ระกอบในการปฏิบัติจะให้ไดผ้ ลดีตอ้ งสารวมกายวาจาตง้ั อยู่ในศีล ระมัดระวงั ทวาร 6 คอื ตา หู จมูก ล้ิน
กาย และใจ ต้องประกอบด้วยอินทรีย์ 5 มศี รัทธา คู่กับปัญญา สมาธิ คู่กบั วริ ิยะ ใหส้ มดุลกัน ไม่หนักไปทางใด
ทางหนึ่ง ส่วนสติน้ันยิ่งมีมากเท่าไรย่ิงดี เป็นอุปการะแก่ผู้ปฏิบัติในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมาก วิธีการ
เจริญภาวนาต้องประกอบด้วยมีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกาหนดเพ่ือละนิวรณ์ ในการปฏิบัติวิปัสสนา
ภาวนาตามแนวสติปัฏฐานมี 4 แบบ การเจริญวิปัสสนามีสมถะนาหน้า การเจริญสมถะมีวิปัสสนานาหน้า การ
เจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป การเจริญขณะถูกอุทธัจจนิวรณธรรมครอบงาเป็นการฝึกอบรมจิตให้เกิด
ปัญญาเป็นปัญญาท่รี ู้แจง้ สมมติบัญญัติ และรู้แจ้งเห็นจริงในปรมัตถ์ โดยการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาเกิดปัญญา
ญาณการเหน็ ประจักแจ้ง ความจริงในการละอาสวะกเิ ลสทัง้ ปวง หลักการเจรญิ วิปัสสนาภาวนา มีสติอยู่ในฐาน
ท้งั 4 พิจารณาเห็นกายในกาย พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา พิจารณาเห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ การเจริญสติปัฏฐานเป็นการปฏิบัติเพื่อให้มีความรู้เท่าทันในสภาวธรรมท่ี
เกิดข้ึน เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ระลึกรู้สภาวธรรมปัจจุบัน เกิดปัญญาเคร่ืองเห็นแจ้งมี
สติสัมปชัญญะกาหนดพิจารณากาย ได้แก่ กลุ่มอวัยวะน้อยใหญ่ในร่างกาย ได้แก่ อาการ 32 มี ผม ขน เล็บ
327 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครอื ขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
ฟัน หนัง เป็นต้น อันมีสภาพเป็นของไม่งามประชุมปรุงแต่งด้วยธาตุต่างๆ ท่ีมีอยู่ในกาย มีสติสัมปชัญญะ
กาหนดพิจารณาเห็นเวทนา ได้แก่ ความรู้สึกทางกาย ทางใจ ได้แก่ สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์หรืออุเบกขา
มีสติสมั ปชัญญะกาหนดพจิ ารณาจติ เห็นจิตในจิต ไม่ลอุ านาจแห่งอภิชฌาและโทมนสั มีสติสัมปชญั ญะกาหนด
พิจารณาธรรม คือ นิวรณ์ 5 เป็นอาทิ ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต้องกาหนดรู้สภาวธรรม เพ่ือให้เกิด
ความรู้แจ้ง ตามความเป็นจริงจนสามารถหยั่งรู้ถึงความเปล่ียนแปลง แปรปรวนไปของรูปนามหรือขันธ์ 5 ว่า
เป็นของไมเ่ ท่ียง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ใช่สตั ว์ ไม่ใช่บคุ คล ตัวตน เราเขา บุรุษหรือสตรี จนเกดิ ปัญญาญาณ
สามารถกาจัดซ่ึงอภิชฌา และโทมนัส เป็นผู้ไม่มีตัณหามานะทิฏฐิอุปาทานยึดม่ันถือมั่นอะไรๆ ในโลกน้ีคือ
หลักการปฏิบตั ิวปิ ัสสนาภาวนาในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท เพ่อื การบรรลุธรรมเปน็ พระอรหนั ต์ผู้ละกิเลส
ไดโ้ ดยสิ้นเชิง และมมี รรคผลนพิ พานเป็นอานิสงส์
3. หลักธรรมที่มีความสัมพันธ์กับวิปัสสนากรรมฐาน หลักธรรมที่มีความสัมพันธ์กับวิปัสสนา
กรรมฐานได้แก่ ขันธ์ 5, อายตนะ 12, ธาตุ 18, อินทรีย์ 22, อริยสัจ 4, ปฏิจจสมุปบาท 12, ซ่ึงเม่ือกล่าว
โดยย่อแล้ว วิปัสสนาภูมิ 6 ได้แก่ รูปกับนาม 1) ขันธ์ 5 ได้แก่ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์
วิญญาณขันธ์ เป็นนาม 2) อายตนะ 12 ได้แก่ อายตนะภายใน 6 และอายตนะภายนอก 6 จัดเป็นคู่ได้ดังน้ี
ตากับรปู , หูกบั เสียง, จมูกกับกล่ิน, ลิ้นกับรส, กายกับโผฏฐัพพารมณ์, มโนกับธัมมารมณ์, เป็นท้ัง รปู และนาม
3) ธาตุ 18 ได้แก่ จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ ฯลฯ เป็นทั้งรูปและนาม 4) อินทรีย์ 22 ได้แก่ จักขุนทริยัง
โสตินทริยัง ฆานินทรยิ ัง ชวิ หินทริยัง กายินทรยิ ัง มนินทรยิ ัง ฯลฯ เปน็ ทง้ั รูป และนาม 5) อริยสัจ 4 คือ ความ
จริงของชีวิตเมอ่ื รู้แล้วทาให้ละกิเลส 6) ปฏิจจสมุปบาท 12 หลักธรรมท่ีมีความสัมพันธ์ต่อการปฏิบัติวิปัสสนา
กรรมฐานต้องอาศัยวิปัสสนาภูมิประกอบอันได้แก่ ขันธ์ 5 เป็นต้น ในการเจริญวิปัสสนา เป็นการเจริญปัญญา
ทาใหเ้ หน็ แจ้งในไตรลกั ษณะมอี นจิ จลักษณะ ทุกขลักษณะ อนตั ตลักษณะ ซ่งึ ตรงกบั การปฏิบัติวิปสั สนาภาวนา
ในภาวนาสูตรเป็นการเจริญปัญญาตามหลักสติปัฏฐาน 4 อันเป็นหนทางเดียวเพ่ือความบริสุทธ์ิของเหล่าสัตว์
เพ่ือล่วงโสกะ และปริเทวะ เพื่อดับทุกข์ และโทมนัส เพ่ือบรรลุญายธรรมและเพื่อทาให้แจ้งนิพพาน
องค์ประกอบในการปฏิบตั จิ ะใหไ้ ด้ผลดี ตอ้ งสารวมกายวาจาต้ังอยู่ในศีล ระมดั ระวงั ทวาร 6 คือ ตา หู จมกู ล้ิน
กาย และใจ ตอ้ งประกอบดว้ ยอนิ ทรีย์ 5 มศี รัทธา ค่กู ับปัญญา สมาธิ คู่กับ วริ ิยะ ใหส้ มดุลกัน ไม่หนักไปทางใด
ทางหน่ึง ส่วนสตินั้นย่ิงมีมากเท่าไรย่ิงดี เป็นอุปการะแก่ผู้ปฏิบัติในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมาก วิธีการ
เจริญวิปัสสนาภาวนาต้องประกอบด้วย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกาหนดเพ่ือละนิวรณ์ ในการปฏิบัติ
วิปัสสนาภาวนาตามแนวสติปัฏฐานมี 4 แบบการเจริญวิปัสสนามีสมถะนาหน้า การเจริญสมถะมีวิปัสสนา
นาหน้า การเจริญสมถะ และวิปัสสนาคู่กันไป การเจริญขณะถูกอุทธัจจนิวรณธรรมครอบงา เป็นการฝึกอบรม
จิตให้เกิดปัญญา เป็นปัญญาท่ีรู้แจ้งสมมติบัญญัติและรู้แจ้งเห็นจริงในปรมัตถ์ โดยการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา
เกดิ ปญั ญาญาณการเห็นประจกั แจ้ง ความจรงิ ในการละอาสวะกิเลสทั้งปวง หลักการเจริญวปิ ัสสนาภาวนามสี ติ
อยู่ในฐานท้ัง 4 พิจารณาเห็นกายในกาย พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา พิจารณาเห็นจิตในจิต เห็นธรรมใน
ธรรมทั้งหลายอยู่ มคี วามเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ การเจรญิ สติปฏั ฐานเป็นการปฏิบัติเพื่อให้มีความรเู้ ท่าทนั ใน
สภาวธรรมท่ีเกิดขึ้น เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ระลึกรู้สภาวธรรมปัจจุบันเกิดปัญญาเครื่องเห็น
แจ้ง มีสติสัมปชัญญะกาหนดพิจารณากาย ได้แก่ กลุ่มอวัยวะน้อยใหญ่ในร่างกาย ได้แก่ อาการ 32 มี ผม ขน
เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น อันมีสภาพเป็นของไม่งามประชุมปรุงแต่งด้วยธาตุต่างๆ ที่มีอยู่ในกาย มีสติสัมปชัญญะ
กาหนดพิจารณาเห็นเวทนา ได้แก่ ความรู้สึกทางกาย ทางใจ ได้แก่ สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์หรืออุเบกขา
มีสติสัมปชัญญะกาหนดพิจารณาจิต เห็นจิตในจิต ไม่ลุอานาจแห่ง อภิชฌา และโทมนัส มีสติสัมปชัญญะ
กาหนดพจิ ารณาธรรม คือ นิวรณ์ 5 เป็นอาทิ ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต้องกาหนดรู้สภาวธรรม เพ่อื ให้
เกิดความร้แู จ้ง ตามความเปน็ จริงจนสามารถหย่ังรู้ ถงึ ความเปลย่ี นแปลง แปรปรวนไปของรปู นาม หรือขันธ์ 5 ว่า
328 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครือข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
เป็นของไมเ่ ทีย่ ง เป็นทุกข์ เป็น อนัตตา ไมใ่ ช่สตั ว์ ไมใ่ ช่บุคคล ตัวตน เราเขา บรุ ุษหรือสตรี จนเกดิ ปัญญาญาณ
สามารถกาจัดซ่ึง อภิชฌา และโทมนัส เป็นผู้ไม่มีตัณหามานะทิฏฐิอุปาทานยึดมั่นถือม่ันอะไรๆ ในโลกนี้ คือ
หลกั การปฏิบตั ิวิปัสสนาภาวนาในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท เพ่อื การบรรลุธรรมเปน็ พระอรหันต์ผ้ลู ะกิเลส
ได้โดยสิ้นเชิง และมีมรรคผลนิพพานเป็นท่สี ุด
บรรณานกุ รม
ธรรมโฆษ. (2513). รงั สีธรรม. ธนบุรี: โรงพิมพ์ อมรการพมิ พ์.
พระศรีวรญาณ (วิ). (2542). เก็บเพชรจากคัมภีร์พระไตรปิฎก. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลยั .
ธนติ อยู่โพธิ์. (2540). วิปสั สนานิยมวา่ ดว้ ยทฤษฎี และการปฏบิ ัติวปิ ัสสนากัมมฏั ฐาน. พิมพค์ ร้งทั ่ี 7. กรงุ เทพฯ:
มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (2554). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์คร้ังที่ 11.
กรุงเทพฯ: โรงพิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย.
พระราชสงั วรญาณ (หลวงพอ่ พุธ านิโย). (2540). ธรรมปฏบิ ัตแิ ละตอบปัญหาการปฏิบัต.ิ กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ์
มหามกฎุ ราชวิทยาลัย.
พระพรหมโมลี (วลิ าศ าณวโร). (2538). วิมุตตริ ตั นมาล.ี กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์มิตรสยาม.
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2535). พระไตรปิฎกภาษาบาลี ฉบับมหาจุฬาเตปิฏก 2500. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั .
________.(2539). พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลัย.
329 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลยั และเครือขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
ศกึ ษาวิเคราะหค์ ุณค่าจุลราชปริตรในพระพุทธศาสนาเถรวาททมี่ ตี อ่ สังคมไทย
An Analytical the Values of Chulrajaparit in Theravada Buddhism
towards Thai Society.
พระอธกิ ารศริ ิศักดิ์ ยสินธฺ โร (ลา้ เลศิ )
มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วิทยาเขตนครราชสมี า
บทคดั ยอ่
ศึกษาวิเคราะห์ คุณค่าจุลราชปริตร ในพระพุทธศาสนาเถรวาทที่มีต่อสังคมไทย มีวัตถุประสงค์ 3
ประการ คือ (1) เพื่อศึกษาที่มาของจุลราชปริตรในพระพุทธศาสนาเถรวาท (2) เพื่อศึกษาหลักธรรมจุลราชปริตรใน
พระพุทธศาสนาเถรวาท (3) เพื่อศกึ ษาวิเคราะหค์ ณุ คา่ จลุ ราชปริตรในพระพุทธศาสนาเถรวาททม่ี ตี ่อสังคมไทย
ผลการวิจยั พบว่า จลุ ราชปรติ รมปี รากฏในคัมภีรพ์ ระไตรปิฎก มีดังน้ี (1) มงคลปรติ ร (2) รตนปริตร
(3) เมตตปริตร (4) ขันธปริตร (5) โมรปริตร (6) ธชคั คปริตร (7) อาฏานาฏิยปริตร ผลการวิจัยทางด้านคุณค่า
จุลราชปริตรทีม่ ีต่อสงั คมไทย มีดังน้ี 1) คุณคา่ ทางหลักธรรม 2) คุณค่าดา้ นความเชอ่ื 3) คณุ ค่าด้านผลของการ
สวดจุลราชปริตร 4) คุณค่าด้านบุญกิริยาวัตถุ คุณค่าทางด้านหลักธรรม พบว่า ในมงคลปริตรมีหลักธรรมใน
การดาเนินชีวติ ทีน่ าไปสคู่ วามสาเร็จความเจรญิ ก้าวหน้า โดยเฉพาะหลักความสมั พันธ์ระหว่างบคุ คลในสังคมท่ี
พึงมีต่อกันทาให้สังคมอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข และรู้จักการดาเนินชีวิตไปตามระบบระเบียบถูกต้องตาม
หน้าท่ี เช่น การรู้จักหน้าที่ของบิดามารดาที่พึงมีต่อบุตรธิดาและการรู้จักหน้าที่องบุตรธิดาที่พึงมีแก่บิดามารดา
เปน็ ต้น คุณค่าด้านความเช่ือ พบว่า จุลราชปริตรที่บุคคลนอ้ มนาคาสอนไปปฏิบัติ เช่น การสวดมนต์ การเจริญ
ภาวนาและการแผ่เมตตา ทาใหเ้ กิดความเช่อื วา่ เป็นมงคลแกผ่ ปู้ ฏิบัติ เช่อื ว่าสามารถปอ้ งกันต้านทานสิง่ ไม่ดใี ห้
กลายเป็นสิ่งท่ีดีได้ คุณค่าด้านผลของการสวดจุลราชปริตร พบว่า สวดพระปริตรทาให้เกิดความรู้สึกมีความ
ปลอดภัย ทาใหส้ บายใจ ทาให้จิตใจมีความสงบ เป็นสมาธิ ความเช่ือด้านบุญกิริยาวัตถุ พบว่า ในจุลราชปริตร
มหี ลกั การทาบญุ อยหู่ ลายประการ เช่น การใหท้ าน การรักษาศลี และการเจรญิ ภาวนา เป็นตน้
คาสาคญั : คุณคา่ , จุลราชปริตร
Abstract
An analytical study of value of Chularrajaparit in Buddhism towards Thai society.
Research objectives. (1) Study of the origin of Chularachaparit in Theravada Buddhism. (2) A study of
the Dharma in Chulrachaparit in Theravada Buddhism. (3) An analytical the values of Chulrajaparit
in Buddhism towards Thai society.
The results showed that Chularajaparit appears in the Tripitaka scriptures.is the Vinayapitaka,
Suttantapitaka and Abhidhammapitaka, are as follows. (1) Mongkolparit. (2) Ratanaparit,
(3) Mettaparit. (4) Khantaparit (5) Moraparit. (6) Thachakparit. (7) Athanatiyaparit. The results of
the study analyzing the value of Chulrajaparit to Thai society are as follow. (1) Moral values.
(2) Value of belief. (3) The value of the results of the Chulrajaparit chanting. (4) The value of
merit, action, objects. Moral values found in Mongkholparit. There are principles in living life
that lead to success and prosperity, especially the principles of interpersonal relationships in
330 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครอื ขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
society that should have each other.The value of belief found that Chulrajaparit that people
practice such as praying, praying and spreading mercy. Make believe that it is auspicious for
the practitioner I believe that I can prevent bad things from becoming good.The value of the
results of Chulrajaparit chanting found that chanting Chulrajaparit gives a sense of security,
comfort, calms the mind, and concentrates. Belief in merit-making objects found that in
Chulrajaparit, There are many principles of merit making, such as giving alms, keeping precepts,
and meditating.
Keywords: Values, Chulrajaparit.
บทนา
จลุ ราชปริตร (พระพรหมบัณฑิต, 2542: 4-8) หรือบทสวดมนต์ 7 ตานาน เป็นคาที่คนุ้ เคยสาหรับ
ชาวไทยที่นับถือพระพุทธศาสนา โดยท่ัวไปพุทธศาสนิกชนมักทาบุญโดยนิมนต์พระสงฆ์มาสวดสาธยายบท
พระพุทธมนต์ในพิธีมงคลหรอื พิธีท่ีจดั ขึ้นเพอ่ื ความสขุ ความเจริญ เป็นสิริมงคลแก่การดาเนินชีวิตในวาระตา่ งๆ
ซึ่งมักจะเรียกรวมกันว่าว่า พิธีเจริญพระพุทธมนต์ คาว่า “พระพุทธมนต์” หมายถึง พระพุทธพจน์อันเป็น
พระธรรมคาสั่งสอนของพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้าท่ีมีปรากฏในพระไตรปิฎกบ้าง เป็นคาที่แต่งข้ึนมาภายหลัง
บ้างโดยถือกันว่าพระพุทธมนต์เป็นคาศักด์ิสิทธ์ิสามารถปัดเป่าป้องกันอันตรายต่างๆ ได้ จึงเรียกอีกอย่างว่า
“พระปริตร” คาว่า “ปริตร” มคี วามหมายว่า คุ้มครองรกั ษาหรอื เคร่ืองคุ้มครองปอ้ งกนั ซึ่งบทพระพุทธมนต์ที่
นิยมว่าศักด์ิสิทธ์ิ พระปริตร 7 ตานานจึงเป็นบทสวดมนต์มหัศจรรย์ สวดเพื่อคุ้มครองและป้องกันภัยอันเป็น
บทสวดมนต์ที่มีความศักดิ์สิทธิ์และสาคัญมากในพุทธศาสนา มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล เป็นการสวดพระพุทธวจนะ
ให้คุ้มครองป้องกันภัยแก่ผู้สวดทาให้เกิดความสุขสวัสดิ์ ผ่อนภัยร้ายให้กลายเป็นเบา พระมหาวุฒิชัย (ว. วชิรเมธี)
ได้กล่าวไว้ในหนังสือ 9 มนต์เพื่อความก้าวหน้าว่า การสวดมนต์นั้น มีประโยซน์มากมายนับอเนกประการ
สามารถสรุปเป็นข้อได้ 7 ข้อ ดังน้ี (1) ทาให้เข้าใจพระธรรมคาสอนอย่างแจ่มกระจ่าง (2) ทาให้ร่ืนเริงเบิกบานใจ
(3) ทาให้อิ่มเอิบใจทาให้กายสงบระงับ (5) ทาให้มีความสุข (6) ทาให้จิตเป็นสมาธิ (7) เป็นเหตแุ ห่งความหลุด
พ้นจากกิเลส (พระมหาวุฒชิ ัย วชริ มธี (ว.วชริ มธี), 2551: 3) ในสังคมไทยพระพุทธศาสนาเข้ามาประดิษฐานใน
แหลมทองซึ่งเป็นท่ีตั้งของประเทศไทยในปัจจุบนั นี้ตั้งแต่เมื่อใดน้ัน ได้อาศยั หลักฐานคือโบราณวัตถุที่ได้ค้นพบ
และพงศาวดารเป็นหลักวินิจฉัย แรกเดิมน้ันพระพุทธศาสนาเข้ามาต้ังแต่สมัยที่ชนชาติลาว (ชาติละโว้-ละว้า)
ตั้งเมืองหลวงอยู่ที่นครปฐม ปัจจุบันในสมัยน้ันเรียกว่าทวารวดี มีโบราณวัตถุท่ีค้นพบท่ี จังหวัดนครปฐม
จังหวัดราชบุรี และที่อ่ืนๆ อีกพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองในไทยและประชาชนชาวไทยได้หันมานับถือ
พุทธศาสนาและประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมคาสอนของพระพุทธเจ้าโ ดยมีพระสงฆ์ซึ่งเป็นนักบวชเป็นผู้
ศึกษาเรียนรู้แล้วก็นามาเผยแผ่ ทาให้มีพุทธศาสนิกชนเพ่ิมข้ึนมากมายมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อก่อนท่ี
พระพุทธศาสนาจะเข้ามาเผยแพรใ่ นสุวรรณภมู ินน้ั ประชาชนส่วนใหญ่ในแถบสุวรรณภูมิซึ่งรวมถึงประเทศไทย
ด้วยนั้นเคยนับถือผีชาวไทยมีความเชื่อในเรื่องลึกลับท่ีมอิ าจพิสูจน์ใหเ้ ห็นประจักษไ์ ด้ และความเชือ่ น้ี เป็นของ
ดัง้ เดิมประจาโลกและคู่มนุษย์ คือ ความเชื่อเรื่อง “ภูต ผี ปีศาจ และวิญญาณ” และจากความเชื่อเรื่องผีน้ีเอง
จะโยงมาถึง “ศาสนา” แม้จะหาคาตอบมิได้ว่า ผีคืออะไร แต่ก็เชื่อว่าผีมีจริง (https://www.baanjomyut.
com/library) ในยุคสมัยอาณาจักรศรีวิชัยในเกาะสุมาตราเจริญรุ่งเรืองในช่วงพุทธศตวรรษท่ี 12-13 กษัตริย์
ศรีวิชัยมีพระราชศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้น ดังหลักฐานที่ปรากฏ ได้แก่ เจดีย์พระบรมธาตุไชยา
เจดยี ป์ ุโรพุทโธ รปู หล่อพระโพธิสตั วอ์ วโลกิเตศวร รวมถงึ หลักฐานทางโบราณคดีอ่นื ๆ อกี เปน็ จานวนมากซ่ึงพบ
กระจายอยู่ท่ัวไปในดินแดนสุวรรณภูมิก็หันมานับถือพระพุทธศาสนา นับถือเทวดาแทนคาว่าผี (เสนีย์อนุชิต
331 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลยั และเครือขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
ถาวรเศรษฐ, 2547: 60) ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนากค็ ือการนาเอาหลักธรรมคาสั่งสอนของพระพทุ ธเจ้าไป
เผยแผ่จนเป็นท่ีศรัทธาแก่ผู้ท่ีได้สดับธรรมและน้อมนาไปประพฤติปฏิบัติจนเห็นผลในการดาเนินชีวิตและใน
หลักคาสอนเพ่ือนาไปสู่แนวทางการปฏิบัติอีกประการหนึ่งก็คือการสวดพระพุทธมนต์ของพระสงฆ์ เช่น
การสวดมนต์ทาวัตร การสวดพระพทุ ธมนต์ในพธิ ีกรรมต่างๆ ซ่ึงชาวพทุ ธส่วนมากมีความเคารพมีความศรัทธา
ในบทสวดทีพ่ ระสงฆ์ท่านได้นาไปสวดโดยเฉพาะในสังคมไทยที่นับถอื พระพุทธศาสนาเช่ือวา่ เป็นบทสวดมนต์ท่ี
มีความขลัง มีความศักด์ิสิทธ์ิ มีอิทธิฤทธิ์ ช่วยคุ้มครองป้องกัน ภูตผีปีศาจตลอดทั้งโรคภัยไข้เจ็บและส่ิงท่ีไม่ดี
ต่างๆ ให้กลับกลายเป็นสิ่งที่ดีบันดาลให้เกิดโชคลาภ เสริมอานาจวาสนา ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการรวบรวมเอา
เร่ืองราวต่างๆ ท่ีปรากฏอยู่พระไตรปิฎก หรือในพระสูตรท่ีมีเนื้อหาสอดคล้องกับความเช่ือในทางท่ีดีมีความ
เป็นสิริธรรมแล้วนามารวบรวมเป็นพระปริตร เพ่ือนามาใช้สวดเพ่ือให้เกิดเป็นสิริมงคล และเป็นเครื่องป้องกัน
ต้านทานในสิ่งที่ไม่ดี เช่น โรคภัยต่าง ๆ หรือภัยท่ีเกิดจากพวกโจร ยักษ์ หรือพวกอมนุษย์ เป็นต้น พระปริตร
มีทงั้ หมด 2 ปริตร คือ จุลปริตร หรอื 7 ตานาน และมหาราชปริตร หรือบทสวดมนต์ 12 ตานาน ในศตวรรษท่ี
3 หลังจากท่ีพระพุทธศาสนาได้เริ่มเข้าสู่ลังกา เมื่อประมาณปี พ.ศ. 236 สมเด็จพระบรมวงศ์เธอกรมพระยา
ดารงราชานุภาพ ได้กลา่ วไว้ในหนังสือตานานพระปริตรว่า ในคราวคร้งั น้นั พระเจา้ อโศกมหาราช ทรงเลื่อมใส
ในพระพุทธศาสนา ได้ทรงอุปถัมภ์ให้ทาการสังคายนา ครั้งท่ี 3 ท่ีประเทศอินเดีย ด้วยเหตุที่พระองค์ทรงมอง
การณ์ไกลถึงความมั่นคงของพระพุทธศาสนาในอนาคตได้ส่งศาสนทูตมีพระเถรานุเถระผู้ท่ีรอบรู้แตกฉานและ
ปฏบิ ัตดิ ีปฏิบตั ิชอบในพระธรรมวินยั ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดนิ แดนต่างๆ ที่ไม่ใชอ่ นิ เดีย รวม 4 สาย 1 ใน
9 สายนั้น นาโดยพระมหนิ ทเถระไดม้ ายังเกาะลังกา อันได้แก่ประเทศศรีลังกาในปัจจุบัน โดยสมัยน้นั พระเจ้า
เทวานัมปิยติสสะซ่ึงเป็นพระสหายรักของพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นกษัตริย์ครองเมืองลังกา เม่ือพระพุทธศาสนาได้
เข้าสูล่ ังกา ชาวสิงหลได้เกิดความเล่อื มใสในบทสวดมนตท์ ี่ได้ยนิ พระสงฆ์สาธยาย ทอ่ งจา ต่างพากันอนุโมทนา
และถือกันว่าการได้ยินพระสงฆ์สวดสาธยายเช่นนั้นเป็นสิริมงคล และยังสามารถที่จะป้องกันภัยอันตรายได้อีกด้วย
จึงได้มีการอาราธนาพระสงฆ์ให้ไปสวด เพื่อความเป็นสิริมงคล อวยชัยให้พรปัดเป๋าสิ่งช่ัวร้าย ตามแบบท่ีมี
พระพุทธานุญาติให้สวดในสมัยพุทธกาล จึงก่อเกิดการสวด “พระปริตร” ข้ึน จัดเป็น 7 บทบ้าง 12 บทบ้าง
แต่ละละบทจะมีเรื่องราวหรือมีตานาน จึงถูกเรียกว่า 7 ตานานบ้าง หรือ 12 ตานานบ้าง ต่อมาประเทศต่างๆ
รวมไปถึงประเทศไทยก็ทาบ้าง เม่ือปรารภเหตุอย่างใดอย่างหน่ึงก็อาราธนาพระสงฆ์สวดเพ่ือสิริมงคล
เพ่ือเจริญธรรมะสังเวช ปรารภเหตุต่างๆ กันออกไป เม่ือมีความนิยมการสวดมนต์มากข้ึน ต่อมาก็เลยนิยม
เป็นพิท้ังในพระราชพิธีรัฐพิธีและพิธีของประชาชนทั่วไป ก่อเกิดเป็นประเพณีการสวดพระปริตรขึ้นอย่างมี
รูปแบบ หรือแบบแผนมาจนถึงปัจจุบัน (สมเด็จพระบรมวงศ์เธอกรมพระยาดารงราชานุภาพ, 2543: 135-150)
การสวดสาธยายเพ่ือจดจาหลักธรรมคาสอนของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า “มุขปาฐะ” บางส่วนก็ได้กลายมาเป็น
บทสวดเพ่อื มุ่งใหเ้ กดิ ฤทธานุภาพ ป้องกนั ปดั เป่าภยนั ตราย สร้างเสริมความเป็นสิรมิ งคล ตลอดถงึ ความสาเร็จ
สุขสมหวังในชีวิต โดยเฉพาะการสวดมนตพ์ ระปรติ ร คาวา่ “พระปริตร” ซึ่งมาจากภาษาบาลี ก็คือ “ปริตรตา”
ความหมายตามรูปศัพท์ คือ การป้องกัน รักษาคุ้มครอง คาอาราธนาเพ่ือให้พระภิกษุสงฆ์สวดน้ัน จึงได้มีการ
ระบเุ ป้าหมายของการสวดมนต์ไว้อยา่ งชดั เจน มี 3 ประการ คือ (1) เพอื่ ป้องกนั ความวิบตั ิทงั้ หลายไม่ให้เกิดขึ้น
(2) เพื่อความสาเร็จในสมบัตทิ ั้งปวง (3) เพื่อกาจัดทกุ ข์ ภัย และโรคท้ังปวงให้พินาศไป การสวดมนต์พระปรติ ร
นั้นนิยมสวดกัน 2 ประเภท คือ (1) จุลราชปริตร (เจ็ดตานาน) มีจานวน 7 ปริตร ประกอบด้วย มงคลปริตร ,
รตนปริตร, เมตตปริตร, ขันธปริตร, โมรปริตร, ชัคคปริตร และอาฎานาฏิยปริตร (5) มหาราชปริตร (สิบสอง
ตานาน) มีจานวน 12 ปริตร ประกอบด้วย มงคลปริตร, รตนปริตร, เมตตปริตร, ขนั ธปริตร, โมรปริตร, วัฏฏา
ปรติ ร, ธซัคคปรติ ร, อาฎานาฏิยปริตร, องคลมี าลปรติ ร, โพชฌงคปรติ ร, อภยปริตร, ชยปริตร
332 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลัย และเครอื ขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
ในการศึกษาหลักธรรมในจุลราชปริตรหรือเจ็ดตานานน้ีเกิดข้ึนคร้ังแรกในประเทศลังกา ราว พ.ศ. 500
ด้วยว่าชาวลังกาท่ีนับถือพุทธศาสนาในขณะน้ัน มีความประสงค์ให้พระสงฆ์ช่วยเหลือตนให้เกิดสิริมงคลและ
ปอ้ งกันภยันตรายต่างๆ ด้วยการสวดมนต์ และคาถาตามแบบอย่างพราหมณ์ ซ่ึงมีความเช่ือว่าผู้ทรงเวทจะทา
ให้เกิดสิริมงคลและป้องกันภยันตรายแก่มหาชนได้ ด้วยเหตุน้ี พระสงฆ์ลังกาจึงได้คิดวิธีสวดพระปริตรข้ึนโดย
เลือกเอาพระสูตรหรือคาถาท่ีสรรเสริญคุณพระรัตนตรัยอันเกิดข้ึนเนื่องด้วยเหตุการณ์ต่างๆ มาสวดเป็นมนต์
โดยการสวดครัง้ แรกๆ ก็ขนึ้ กับเหตุการณ์ทไ่ี ปสวด เชน่ ไปสวดพิธีมงคลกใ็ ช้มงคลสตู รสวด สวดให้คนเจ็บปว่ ยก็
ใช้โพชฌงั คสูตร ครั้นคนนิยมมากข้ึนก็คิดค้นพระสูตรต่างๆ มาสวดเป็นพระปรติ รมากขึ้นเป็นลาดับ ต่อมาพระ
เจา้ แผ่นดินประเทศลังกาก็ได้รบั สัง่ ให้คณะสงฆ์ปรบั ปรงุ พระสตู ร และคาถาทใ่ี ชส้ วดพระปริตรขน้ึ ใหม่ให้เหมาะ
กับเหตุการณ์เพ่ือใช้ในพระราชพิธีหลวงโดยได้เพ่ิมพระสูตรและคาถาให้มากข้ึนและเรียกว่า “ราชปริตร”
แปลว่ามนต์คมุ้ ครองพระเจ้าแผ่นดนิ ตอ่ มาประชาชนต่างก็นิยมให้มีการสวดพระปริตรในพิธีของตนบ้างจึงเกิด
เป็นประเพณีสืบตอ่ กันมาจนปจั จบุ ัน พระภิกษุสงฆ์ตลอดทั้งฆราวาสโดยท่ัวไปมกั นิยมนามาสวดในงานพธิ มี งคล
ตา่ งๆ เชน่ งานขน้ึ บ้านใหม่ งานแต่งงาน การทาบุญในกรณีต่างๆ ลว้ นแต่ต้องนาบทจุลราชปริตรท้ัง 7 บท และ
มหาราชปริตรท้ัง 12 บทนี้มาสวดทั้งน้ัน พระปริตรมีหลายเร่ืองท่ีพระภิกษุสงฆ์ท่านเอาไปสวดเพ่ือท่ีจะช่วย
จติ ใจประชาชน อันน้ีก็เกดิ เปน็ บทสวดประเภทหน่ึง ก็เลอื กสรรมาจากพระคัมภีร์โดยเฉพาะพระไตรปฎิ กท่ีเป็น
บทสวด เป็นคาสอน ประเภทท่ีเก่ียวกับการคุ้มครอง ป้องกัน การให้พร การแผ่เมตตา ท่านก็คัดเอามาว่าเป็น
บทสวด 7 ตานาน และ 12 ตานาน เรียกว่า ปริตร พระปริตร หรือบทสวดพุทธมนต์ก็คือเรอ่ื งราวท่ีมีปรากฏใน
สมัยคร้ังพุทธกาล ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าพระอรยิ ะสาวกท่านเคยใช้และยึดถือปฏิบัตติ ามแนวคาสง่ั สอน
ของพระศาสดาสัมมาพุทธเจ้า ซ่งึ ในบางปริตรใช้สวดในการกาจัดปดั เป่าสิ่งที่ไม่ดีเพื่อให้เกิดเป็นส่ิงที่ดหี รือก็คือ
สวดเพื่อกาจัดปัดเป่าสิ่งท่ีเป็นอัปมงคลแล้วกลับกลายเป็นมงคล เป็นต้น ดังในรตนปริตร ซ่ึงจัดเป็นหนึ่งใน
พระจุลราชปริตร หรือพระคาถาพรรณนาอานุภาพของพระรัตนตรัย โดยได้รับการจัดให้เป็นหนึ่งในพระคาถา
หลักของคัมภีร์จตุภาณะวารปาลี หรือตารารวบรวมพระปริตรที่เป็นที่นิยมสวดสาธยายกันในศรีลังการวบรวม
ขนึ้ ในช่วงยุคกลางของประวัติศาสตร์พทุ ธศาสนาหรือในยุคทพี่ ระพุทธศาสนากาลังรุ่งเรืองในลังกานอกจากนี้ยัง
มอี รรถกถาอธิบายพระปริตรน้ีในคัมภีรป์ รมัตถโชติกา อรรกถาขุททกนกิ าย ซึ่งได้ใช้เป็นบทสวดในการขับไล่สิ่ง
ทีไ่ ม่ดีในเมืองไพสาลี เป็นต้น แม้ในปัจจบุ นั การสวดพระปริตรก็ยงั ปรากฏมีอยทู่ ั่วทุกหนแหง่ ในสังคมไทย
ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยเห็นวา่ จุลราชปริตรซง่ึ เปน็ ตานานหรือเร่อื งราวในอดีตท่นี ่าสนใจนา่ ศึกษาโดยเฉพาะ
หลักธรรมหรือบทสวดพุทธมนต์ท้ัง 7 บทนั้นมีคุณค่าควรท่ีจะนามาศึกษาวิเคราะห์ถึงที่มา ความหมายและ
ความสาคัญในแต่ละปริตรซึ่งจะเป็นคุณประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาและผู้สนใจนาไปเผยแผ่ให้เกิดความรู้
ความเข้าใจมากย่ิงข้ึน ผู้วิจัยจึงได้นาเร่ืองจุลราชปริตรนี้มาทาการศึกษาวิจัยเพื่อให้เกิดผลสาเร็จตามที่ได้ต้ังใจ
เอาไว้สืบตอ่ ไป
วัตถปุ ระสงคข์ องการวิจัย
1. เพ่อื ศกึ ษาทม่ี าของจลุ ราชปริตรในพระพุทธศาสนาเถรวาท
2. เพอ่ื ศึกษาหลักธรรมในจุลราชปรติ รในพระพุทธศาสนาเถรวาท
3. เพอ่ื ศึกษาวเิ คราะหค์ ณุ ค่าจลุ ราชปริตรในพระพุทธศาสนาเถรวาทท่ีมตี ่อสังคมไทย
ขอบเขตการวจิ ัย
การวิจัยเร่อื ง “การศึกษาวเิ คราะห์จุลราชปริตรในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท” เป็นการศึกษาวจิ ัยเชิงคณุ ภาพ
(Qualitative Research) โดยจะศึกษาเอกสารทั้งระดับปฐมภูมิ (primary source) ได้แก่ จุลราชปริตรใน
333 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลัย และเครือขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
พระพทุ ธศาสนา โดยศึกษาท่ีมาและหลักธรรมในจุลราชปริตรที่ปรากฏในคมั ภรี ์พระพุทธศาสนา ผ้วู ิจยั ไดศ้ ึกษา
ค้นควา้ ในคัมภีรพ์ ระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 2539 และระดับทุติยภมู ิ (Secondary
Resources) ได้แก่ อรรถกถา หนังสือ เอกสารทางวิชาการ วิทยานิพนธ์ งานวิจัย บทความ สื่อออนไลน์ต่างๆ
นามาวิเคราะหข์ อ้ มลู โดยใช้วิธกี ารพรรณนา
วิธดี าเนินการวจิ ยั
ในการศึกษาวิจัยเร่ือง “การศึกษาวิเคราะห์จุลราชปริตรในพระพุทธศาสนาเถรวาท” ผู้วิจัยได้ทา
การวจิ ัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เป็นข้อมูลหลัก โดยการวจิ ยั เชิงคณุ ภาพด้านเอกสาร (Documentary
Research) มขี น้ั ตอนการศึกษาค้นควา้ ดังตอ่ ไปนี้
1) ศึกษาค้นคว้าขอ้ มูลจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับของมหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย
พ.ศ. 2539
2) ศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลจากเอกสารช้ันทุติยภูมิ (Secondary Sources) มีอรรถกถา
และหนังสือ ตลอดทั้งเอกสารวิชาการ บทความ และงานวิจัยทีมุ่งเน้นค้นคว้าเก่ียวกับท่ีมา หลักธรรมและ
คณุ ค่าของจลุ ราชปรติ ร
3) วเิ คราะห์เน้ือหา โครงสร้าง จลุ ราชปริตร
4) วเิ คราะหอ์ งค์ความรู้ เก่ยี วกับจุลราชปริตร
5) สรุป ขั้นตอนการประมวลผล และเรียบเรียงเป็นขั้นตอนสุดท้ายซ่ึงเป็นการนาข้อมูลจากข้ันตอน
ต่างๆ ในข้างต้นมาทาการประมวลผล เรียบเรียง และสรุป เพ่ือเขียนงานวิจัยให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ที่
ตอ้ งการทราบ และต้งั ข้อเสนอแนะแนวทางการทาวิจัยตอ่ ไป
สรปุ ผลการวจิ ัย
1. ศึกษาจุลราชปริตรในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท การศึกษาวิจัยเร่ือง การศึกษาวิเคราะห์
คณุ คา่ จุลราชปริตรในพระพุทธศาสนาเถรวาทท่ีมตี อ่ สังคมไทย ผลการศกึ ษาวิจยั สรุปได้ดงั นี้
จากทไี่ ดก้ ล่าวมาในเบือ้ งตน้ จะเหน็ ถึงความหมายของพระปริตร ความเป็นมาพระปรติ ร ความสาคัญ
ของพระปรติ ร ประเภทและจานวนของจลุ ราชปรติ ร พระจุลราชปรติ รท่ปี รากฏในพระไตรปฎิ ก คือ เมตตปริตร
ขันธปริตร โมรปริตร อาฏานาฏิยปริตร รตนปริตร มังคลปริตร ธชัคคปริตร และปริตรท่ีปรากกในอรรถกถา
เช่น รตนปริตร จากรตนะสูตร เป็นต้น เมื่อลาดับที่มาของพระปริตรตามยุคสมัยได้ 5 ยุคตามกาลเวลา ได้แก่
1) ปริตรกอ่ นพทุ ธกาล 2) ปรติ รในสมยั พุทธกาล 3) ปริตรในคัมภีร์มิลินทปัญหา 4) ปรติ รในคัมภีรพ์ ระไตรปฎิ ก
และอรรถกถา 5) ปริตรในยุค 7 ตานาน 12 ตานาน ประเด็นท่ีสาคัญในจุลราชปริตรจากการสรุปข้างต้น คือ
1) โดยชื่อ: เรียกว่า “ปริตร” ตามความหมายที่เป็นเคร่อื งคุ้มครองป้องกันอันชอบธรรม ซ่ึงต่างจากมนต์ที่ได้มี
ความหมายโน้มไปในทางเป็นอาถรรพณมนต์ตามลัทธิของพราหมณ์ 2) โดยเน้ือหา: ปริตรเป็นเรื่องของ
คุณธรรมทั้งในเน้ือหาและการปฏิบัติ 3) โดยหลักการ: ปริตรเป็นไปตามหลักพระพุทธศาสนาท่ีถือธรรมเป็น
ใหญ่สูงสุด ไม่มีการร้องขอหรืออ้างอานาจของเทพเจ้า ปริตรไม่อิงและไม่เอื้อต่อกิเลสโลภะ โทสะ โมหะเลย
เน้นแต่ทางธรรม 4) โดยประโยชน์: การใช้ประโยชน์จากปริตร ต่างกันไปตามระดับการพัฒนาของบุคคล
ตั้งแตช่ าวบา้ นทั่วไป ท่ีมงุ่ ให้เปน็ กาลังอานาจปกปักรักษาคุ้มครองป้องกัน จนถงึ พระอรหนั ตซ์ ่งึ ใช้เจรญิ ธรรมปตี ิ
5) โดยที่มา: แหล่งที่มาของพระปริตรได้แก่คาแนะนาส่ังสอนของพระพุทธเจ้า กล่าวคือพระสูตร พุทธานุญาต
ชาดกเรื่องไหนตอนใดมีเน้ือความซึ่งได้ความหมายตรงตามท่ีต้องการ ก็นามาสวดและนิยมน้อมนาหลักธรรม
น้นั ๆ ไปเปน็ แนวทางปฏบิ ัตสิ ิบตอ่ ไป
334 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลยั และเครอื ข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
2. หลักธรรมท่ีปรากฏในจุลราชปริตร ตามท่ีได้ศึกษาค้นคว้าหลักธรรมที่ปรากฏในจุลราชปริตร
พอจะสรปุ ไดด้ ังนี้ 1) มงคลปรติ ร ได้แก่ มงคล 38 ประการ 2) รตนปรติ ร ไดแ้ ก่ (1) การเคารพตอ่ พระรัตนตรัย
คือการแสดงถึงพุทธานุภาพของพระรัตนตรัย-(2) เมตตา (3) อัปปมาท (4) สมาธิ (5) ทาน (6) อริยสัจ
(7) สังโยชน์ (8) อภิธาน 6 (9) กรรม (10) คารวะ (11) นิพพาน 3) เมตตปริตร ได้แก่ (1) การแผ่เมตตา
(2) ไตรสิกขา (3) สัจจะ (4) ฆราวาสธรร 4) ขันธปริตร ได่แก่ (1) อ่อนน้อม (2) การนมัสการพระพุทธเจ้าในอดีต
(3) การระลกึ ถึงพระรัตนตรัย 5) โมรปริตร ได้แก่ (1) มีความนอบน้อม 6) ธชัคคปริตร ได้แก่ (1) การระลึกถึง
คณุ พระรัตนตรัย 7) ฏานาฏิยปริตร ได้แก่ (1) กล่าวนมัสการพระพทุ ธเจ้าในอดีตและระลกึ ถงึ คุณพระรัตนตรัย
ในปัจจบุ นั (2) มีสัจจะ (3) ศีล (4) ขนั ติ (5) เมตตา
3. สรุปผลการวเิ คราะหแ์ ละองค์ความรู้
ผลจากการศึกษาวิเคราะห์เรือ่ ง การศึกษาวิเคราะห์คณุ คา่ จลุ ราชปริตรในพระพุทธศาสนาเถรวาทท่ี
มีต่อสังคมไทย ทาให้ทราบถึงความหมาย ทราบถึงที่มา ทราบหลักธรรม และคุณค่าของจุลราชปริตรท่ีมีต่อ
สงั คมไทย สรุปได้ดังนี้ 1) คุณค่าทางหลกั ธรรม ผวู้ ิจยั ไดน้ าหลักธรรมซึ่งสว่ นใหญ่นามาจากมงคลสตู รนามาแยก
ย่อยอกเป็นหัวข้อต่างๆ ได้แก่ หลกั ธรรมในการดาเนินชีวิตที่ดีงาม หลักความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 2) คุณค่า
ด้านความเช่ือ ได้แก่ ความเช่ือเรื่องอานุภาพพระรัตนตรัยความเช่ือในอานุภาพพระปริตร 3) วิเคราะห์ความเช่ือ
เรอ่ื งมงคล ได้แก่ ความเชอื่ งเร่ืองเทวดา ความเชอ่ื งเรื่องการบูชา ความเชอ่ื งเรอื่ งการบชู าด้วยดอกไม้ ความเชื่อ
เร่ืองการบูชาด้วยเครื่องประดับ และสถานท่ี 4) วิเคราะหค์ ุรค่าผลของการสวดจุลราชปริตร ได้แก่ คุณค่าด้าน
ความสุขใจ คุณค่าด้านความสามัคคี คุณค่าด้านก่ารสร้างความสามัคคี และคุณค่าดา้ นการบาบดั โรค 5) วิเคราะห์
คุณค่าด้านบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ ได้แก่ ให้ทาน หรือทานมัย รักษาศีล หรือสีลมัย เจริญภาวนาหรือ
ภาวนามัย การอ่อนน้อมถ่อมตน หรืออปจายนมัย การช่วยขวนขวายทาในกิจท่ีชอบ หรือไวยาวัจจมัยการให้
ผู้อ่ืนมาร่วมทาบุญกับเรา หรือปัตติทานมัย การอนุโมทนาส่วนบุญ หรือปัตตานุโมทนามัย การฟังธรรมหรือ
ธรรมสวนมัย การแสดงธรรม หรือธรรมเทศนามัย และการทาความเห็นให้ถกู ตอ้ ง เหมาะสม หรือทฏิ ฐุชุกรรม
บรรณานุกรม
พระพรหมบัณฑิต, ศ.ดร. (2542). ปาฐกถาพิเศษ อานุภาพพระปริตร. เนื่องในวโรกาสท่ีสมเด็จพระนางเจ้าพ่ี
นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จฯ ทรงเป็นองค์ประธานในพิธี
สวดมหาราชปริตรมอญ ณ หอประชมุ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ เมื่อวนั ที่ 8 ธันวาคม 2542.
พระมหาวฒุ ิชัย (ว. วชิรมธี). (2551). 9 มนตเ์ พอ่ื ความก้าวหน้า. กรงุ เทพฯ: สถาบันวมิ ุตตยาสยั .
เสนีย์อนุชิต ถาวรเศรษฐ. (2547). สยามประเทศ ไม่ได้เร่ิมต้นที่สุโขทัย. กรุงเทพฯ: พิมพ์คร้ังที่ 2. สานักพิมพ์
ร่วมดว้ ยชว่ ยกนั .
สมเด็จพระบรมวงศเ์ ธอกรมพระยาดารงราชานุภาพ. (2543). ตานานปรติ ร. กรงุ เทพฯ: กรมการศาสนา, 2543.
https://www.baanjomyut.com/library.
335 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
THE DEVELOPMENT OF TUTORIAL APPLICATION ON PORTABLE COMPUTER
WITH PEER TO PEER LEARNING AFFECTED LEARNING TOGETHER
Chai Gajaseni, Virulyupha Na Songkhla and Thaksa-on Saelee
This Research was funded by a research project to develop teaching and learning,
Mahamakut Buddhist University.
Abstract
The purposes of this research were 1) To develop a tutorial application on a Portable
Computer with peer-to-peer learning which impacts the the third grade students in
Banmaesalidluangwittaya School found to be effective with the level of 75/ 75, 2) To compare the
students’ achievements before and after using the tutorial application on Portable Computer with
peer-to-peer, 3) To study the students’ behaviors of learning, and 4) To assess the students’
opinions toward tutorial application on Portable Computer among peer-to-peer.
The sample consisted of 20 third grade students of Banmaesalidluangwittaya School,
Banmaesalidluang, Maesong, Thasongyang, Tak Province during the second semester of the
academic year 2018 done through simple random sampling. The instruments used for gathering
data were 1) the constructed questionnaire regarding opinions coming from the technicians toward
the development of tutorial application on a Portable Computer, 2) the lesson plan of the
development of tutorial application on Portable Computer among peer-to-peer, 3) the tutorial
application on Portable Computer, 4) The questionnaire on learning behavior’s assessment
when using the tutorial application on a Portable Computer with peer-to-peer, 5) a proficiency test
for health and physical education subject, 6) the questionnaire on opinions toward the
development of tutorial application on a Portable Computer among peer-to-peer.
The results of the study were 1) The development of tutorial application on a
Portable Computer with peer-to-peer learning affecting learning together of the third grade
students in Banmaesalidluangwittaya School was found to be at 81.33/82.50 which were in
the specified standard, 2) the third grade students’ achievement after using the tutorial
applications on Portable Computer with peer-to-peer was significantly higher than before they
used it where it was found to be at the level of 0.01, 3) the students’ behaviors of learning
were generally good and 4) The students’ opinions toward the tutorial application on a
Portable Computer with peer-to-peer are generally high.
Keywords: development, Application on Portable Computer, Peer-to-Peer.
Introduction
This article is from the research entitled ‘The Development of Tutorial Application
on Computers with Peer to Peer Learning Affecting Learning Together” which is a study about
336 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลยั และเครอื ข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
applying information technology with educational system, including the development to be
the artificial intelligence system and to be a further study in the future.
Background and the Statements of the Problem
It is necessary to adapt the 21st century method to the current teaching and learning
strategies of the modern era. At the present times, the educational system is aiming at using
new technologies to be the mediums such as computer technology, Information Technology,
Communication Technology, Digital Technology to be applied in learning media production
process which has lead educational institutes in schools, colleges, and universities to apply the
new teaching and learning patterns broadly. Learning through electronics is a gigantic issue
whose benefits have been rarely obtained. For the Augmented Reality or AR is regarded as
an alternative to assist the technology integrated with the Real World and the Virtual World
to be the clearl result in the three-dimension model, interesting presentation pattern which
can call forth learners’ learning ability and could also lead to learners’ observation skills.
Those methods are accorded to the sudden change of the current world which we call “the
21st century skills” and also a result from the driving force of the globalization which suits to the
human resource development of the country. The adaptation of the information technology
for the learning and teaching helps learners to be more interested and enthusiastic in order
to seek for more knowledge at all time. The learners are able to make self-study from different
resources which appears in the internet abundantly in the world. Moreover, 24-hour learning
can be made without the restriction of the study venue. In the area of the learning content,
the learning and teaching contents can be expanded depending on the learners’ needs and
convenience at any time and any place.
When using a computer as a tool to manage the learning system in a school, learners
need to study about the fundamental and the basic knowledge and methods of how to
basically use computer, in which in a computer there is a program called ‘Application’ for an
educational purpose that has been widely used by many people around the globe. It can be
used for a learning process as a tool to access the variety of learning resources and the body
of knowledge in both offline and online to serve the ability and to adjust oneself to the
individual’s needs for the learners to be achievable and reach the advancement of learning
in order to motivate the learners and for them to be enthusiastic in their learning and to be
interactive while learning in which they can share their experience and knowledge among each
other using different communication platforms. Learners are also enhanced with comfort while
learning about the content to develop their intelligence, emotions with the flexibility in the
process of making learning units and under explicit learning objectives to reflect the learning
advancement from the learning content. Furthermore, it can help the learners to improve
themselves in the content learning and to be able to adapt it at the most effective way. In addition,
using a computer helps increase the learners’ learning motivation and increases their learning
337 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครือขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
achievements. In fact, it will enhance learners’ ability of doing a self-study in order to search
some knowledge outside of the classroom broadly as well as to support the learners’ engaging
learning. Furthermore, learning with peer-to-peer learning technique is a method which is
aimed to increasingly motivate learners in learning since every student has a role in learning
and teaching activities which is also good in adaptable in teaching, for example, it helps the
learning system in a small Primary school in which the number of the teachers cannot be
filled in every class, the students with a high level of achievement can conduct the class,
while the students with a low level of achievement are their students. Moreover, students in
higher level can conduct the class for the students in a lower level. It is being mentioned that
teaching with peer-to-peer method can support the democracy system and aims to benefit
the students who has a low level of achievement from the more intelligent learners or from
those who have a high level of achievements. Teaching with a peer-to-peer method can be
adaptable in normal classes or extra classes in which the learners can learn from their peers
who has the same age or the class can be organized with the learners as a teacher who shares
a higher level of achievement or older age than the ones as their students. Moreover, it can
be adaptable by a teacher in a normal class, a revising period, or a remedial class according to
the suitability. Organizing the learning activities with peer-to-peer method, grouping of students
is needed to do by a teacher by grouping the assorted students into the intelligence group,
the medium group and the weakest group. The intelligent student will be the teachers’
teaching assistant or sometimes they can be grouped according to the learners’ seats simply.
According to the mentioned statement of the problems, the researcher shows an
interest to study about the development of the learning application using a computer together
with learning with the method of peer-to-peer which affect the co-learning of 20 Prathomsuksa
3 students in Ban Maesalitluang School in Ban Marsalitluang, Maesong Subdistrict, Thasongyang
District in Tak Province. Because of the adaptation to this research with the modern
technology, techniques, and the knowledge of Thailand 4.0 integrated with the philosophy in
learning of the 21st Century to develop learners’ learning achievement and to create the
learning and co-learning as well as the learning procedures when using a computer affectively.
Preliminary Assumption
The limitations of this research is the learning in learning units with an application
using a computer together with peer-to-peer learning method focusing on the lessons for
Prathomsuksa 3 level mainly. However, this research results will not be applicable with
learners lower than Prathomsuksa 3 level.
Research Questions
338 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครอื ขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
The research entitled ‘The Development of Tutorial Application on a Computer with
Peer to Peer Learning and how it affects Learning Together’ whose research questions were
prescribed by the researchers as follows;
1) Are we able to develop the learning application in a computer together with peer
to peer learning style?
2) How are we able to perceive the behavior of collaborative learning as well as the
satisfactory of students studying in Prathomsuksa 3 when studying with the learning application
on a computer together with peer to peer learning style?
3) Does the learning application on a computer alongside with peer to peer learning
style affects the learning in the 21st century and how?
Research Objectives
1) To develop the learning application on a computer together with peer to peer
learning style which affects the collaborative learning of the students studying in Prathomsuksa 3
Class in Banmaesalitluang Wittaya School to be efficient and effective according to the criteria.
2) To study about the behavior of the collaborative learning as well as the satisfactory of
students studying in Prathomsuksa 3 when studying with the learning application on a computer
together with peer to peer learning style.
3) To give suggestions on the development of the learning application on a computer
with the peer to peer learning strategy.
Research Hypothesis
1) The outcome of the development of learning application together with peer to
peer learning style which affects the collaborative learning of Prathomsuksa 3 students studying in
Banmaesalitluang Wittaya School to be efficienct and effective according to the criteria.
2) The learning achievement of Prathomsuksa 3 students studying in Banmaesalitluang
Wittaya School after using the module application in a computer shows a higher level than
the pre-session period at the significant level of 0.01.
3) The result of the behavior of the collaborative learning as well as the satisfactory of
the students studying in Banmaesalitluang Wittaya School after using the module application
on a computer reveals a good level.
Conceptual Framework
In this research, the knowledge on the evaluation of the module application in a
computer together with peer to peer learning style was applied by the researcher in order to
design the following conceptual framework.
339 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครอื ข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
Independent Variable Dependent Variable
Personal Factors The Development of Tutorial Application on a
1. Gender Computer with Peer to Peer Learning
2. Age 1. The outcome of the development of the module
application on a computer
3. Education Level 2. The learning achievement of students studying in
Prathomsuksa 3 in Fundamental English Course
3. The result of the behavior of the collaborative
learning with peer to peer learning style
4. The satisfactory of the students towards the
module application on a computer
Chart 1. Conceptual Framework
Scope of the Study
1. The Scope of Population
The research population is composed of 20 Prathomsuksa 3 students in Ban Maesalitluang
School in Ban Marsalitluang, Maesong Subdistrict, Thasongyang District in Tak Province who
studied in the second semester of 2018 school year. The sample in this study is divided into
two groups; 10 samples in an intelligent group and another 10 samples in a weak group.
(Considered by the learning achievement in the past semester of the Fundamental English
CourseX by using Sample Random Sampling by picking up a draw.
2. The Scope of Research Content
The researcher has studied about concepts, theories, and some research which are
related to the development of learning application together with peer to peer learning style.
3. The Scope of the Area
The research covers the area of 20 participants studying in Ban Maesalitluang School
in Ban Marsalitluang, Maesong Subdistrict, Thasongyang District in Tak Province.
4. The Scope of Time
The research began in October to December which was three months; four weeks
were spent for the experiment and two hours a week. The total time spent for the research
was eight hours.
340 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลัย และเครือข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
5. The Scope of Factors.
The independent and dependent variables were created by the researcher using the
theories related to ‘tutorial application on a computer with peer to peer learning’ which
consists of;
1. Independent variables, namely the basic characteristics of the research samples
which are gender, age, and education level.
2. Dependent variables which consist of;
2.1 The learning achievement of students studying in Prathomsuksa 3
2.2 The behavior of the collaborative learning of the students studying in Prathomsuksa 3
2.3 The satisfactory of the students studying in Prathomsuksa 3 when studying
with the tutorial application on a computer with peer to peer learning style.
Research Methods and Procedures
The research entitiled ‘The Development of Tutorial Application on a Computer With
Peer to Peer Learning Affecting Learning Together’ is a quantitative research or Field research
whose procedures are as follow;
1. Collecting the secondary data by studying ducumentary reseach and primary data
from the questionnaires obtaining opinions to search for information concerning the
development pattern of tutorial application on a computer with peer to peer learning.
2. Collecting the data using field survey by collecting data with systematic sampling
and contributing the questionnaires to students studying in Prathomsuksa 3 Ban Maesalitluang
Wittaya School. In addition, observation is used when the data were written down when collecting
the data for the data finding process and the conclusion of the development pattern of
tutorial application on a computer with peer to peer learning.
3. The data obained from the survey were calculated with a computer software
package to find Percentage, Mean, and Standard Deviation of the data in order to explain the
factors, namely the characteristics of the population of the sample, the development pattern
of tutorial application on a computer with peer to peer learning.
4. The results were gathered to be analyzed and find the conclusion of the problem as
well as to find methods to facilitate the innovation and to extend the knowledge of the
development pattern of tutorial application on a computer with peer to peer learning.
Population and the research sample
1. Population
The reseach population consists of the 20 population who live in the area of Ban
Maesalitluang Wittaya School, who studied in Prathomsuksa 3 and studied in Fundamental
English Course together with the learning skills of Philosophy in the 21st Century in November to
December 2018, the second semester of 2018 School Year.
341 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
2. Research Sample
In this research, the researcher selected 20 samples from 20 populations which is
the whole amount of the population. Sample purposive was used for sampling method whose
targeted sample are the students studying in Prathomsuksa 3 in Ban Maesalitluang Wittaya
School in which 10 intelligent group is divided into one group and another 10 weak group is
also divided into one group. (By considering the learning achievement when studying in
Fundamental English Course in the previous semester) using Simple Random Sampling with
the 20 samples by using Systematic Random Sampling.
Data were analyzed by Index of item Objective Congruence : IOC) (Phuangrat Taweerat,
1997: 20).
Conclusion
According to the results obtained from the research entitled ‘The Developemt of
Tutorial Application on a Computer with Peer to Peer Leaning Affecting the Collaborative
Learning of the Students Studying in Prathomsuksa 3 in Ban Maesalitluang Wittaya School, the
conclusions are folles;
1. The results of the developemt of Tutorial Application on Portable Computer with
Peer to Peer Leaning Affecting the Collaborative Learning of the Students Studying in
Prathomsuksa 3 in Ban Maesalitluang Wittaya School revealed that the efficiency level was
81.33/82.50 which was under the criteria that is 75/75.
2. The comparative result of the learning achievement of Prathomsuksa 3 students
after using the tutorial application on portable computer with peer to peer both pre-session
and post-session revealed that the score of the learning achievement of the students studying
in Prathomsuksa 3 showed a higher level in the post-session at the significant level of 0.01,
the score of the learning achievement of the students studying in Prathomsuksa 3 obtained
during post-session equaled to ( = 23.15, S.D. = 2.94) and the Standard Deviation equaled to
2.94 which was higher than the scores in pre-session ( = 16.05, S.D. = 2.89) and t-test result
equaled to 16.566 df =19Sig. = .000.
3. The result gained from the study of the behavior of the collaborative learning of
Prathomsuksa 3 students revealed that the overall behavior of the collaborative learning was
in a high level with the average score of 2.64, while the Standard Deviation was 0.22, the
details are as follow; The items whose most scores of the behaviors of the students’ collaborative
learning were fallen are
4. Overall the students were able to work well with their partners in which the mean
score was 2.80 and the Standard Deviation value equaled to 0.43.
342 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
5. In the area of ‘Being disciplined in studying’ received 2.75 as the mean score and
0.43 as the Standard Deviation score, and in the area of ‘Assisting partners’ received 2.75 as
the mean score and 0.43 as the Standard Deviation score.
6. In the area of ‘ Listening to Their Partners’ Opinions’ received 2.70 as the mean
score and 0.46 as the Standard Deviation score, in the area of ‘Pursuading Their Partners to
Read Textbooks’ received 2.70 as the mean score and 0.46 as the Standard Deviation score,
in the area of ‘Teaching Their Partners’ received 2.70 as the mean score and 0.46 as the
Standard Deviation score in the area of ‘Assisting Their Partners to Study ’ received 2.70 as
the mean score and 0.46 as the Standard Deviation score, and in the area of ‘Dividing Working
Tasks’ received 2.70 as the mean score and 0.46 as the Standard Deviation score.
7. The result of the satisfactory on studying with tutorial application on a computer
with peer to peer learning of Prathomsuksa 3 students revealed that overall the satisfactory
level fell on a high level ( = 2.73, S.D. = 0.43) as shown in the following details;
The areas in which the students were most satisfied are following;
1. The students were satisfied with studying with tutorial application on a
computer with peer to peer learning with the mean score of 2.90 and the Standard Deviation value
equaled 0.30, and in the area of ‘The tutorial Application on a Computer with Peer to Peer
Learning could assist the learners to gain the same knowledge as they did from the teacher’
gained 2.85 as the mean score and the Standard Deviation value equaled 0.36.
2. In the area of ‘The Instructions are in Order and Clear’ gained the mean score
of 2.80 and the Standard Deviation value equaled 0.40, the area of ‘The Clearness and the
Readability of the Color and Patterns of the Texts’ gained the mean score of 2.80 and the
Standard Deviation value equaled 0.40.
Results and Discussion
The discussion of the result gained from the research entitled ‘The Development of
Tutorial Application on a Computer With Peer to Peer Learning’ affected the collaborative
learning of Prathomsuksa 3 students in Ban Maesalitluang School which can be dicussed in
the following ways;
1. The result of the development of tutorial application on a computer with peer to
peer learning affecting the collaborative learning of Prathomsuksa 3 students in which the
efficiency level equals to 81.33/82.50 which followed the set criteria which was 75/75 that
means the guildlines of tutorial application on a computer with peer to peer learning was
studied systematically by interviewing experts in the field of technic and methodology of
learning design as well as the field of the content in order to be used as a guideline to create
quality of a tutorial application on a computer. The quality assurance procedure was done to
prove the tutorial application on a computer to be more completed. Then, the efficiency of
343 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
the tutorial application on a computer was examined by doing an experiment with a similar
group to the sample group individually as well as in a small group and in workfield. In each
experiment, data and opinions were improved by the researcher for a better qualification of the
tutorial application on a computer, there have been developments in every procedure, hence
the tutorial application on a computer is complete and can serve the needs of the learners
at the most benefit.
2. The comparative result between the academic achievement of Prathomsuksa 3
students after using the tutorial application on a computer and peer to peer learning showed a
higher level than the previous session at the significant level of 0.01. After studying, the
academic achievement score of Prathomsuksa 3 students was ( = 23.15, S.D. = 2.94) which
was higher than the score gained before studying ( = 16.05, S.D. = 2.89) because of studying
with the tutorial application on a computer which is a teaching media that increases students’
learning motivation and supports their self-learning ability as well as to encourage them to
retrieve and access the body of the knowledge outside of the classroom. The students are
able to choose the knowledge according to their needs in which they are able to control their
learning as well as to serve individual needs. They can also have interactions which reflects
to the learners, which could also enhance happiness while learning and the joy of learning.
Moreover, it could support the learners’ collaborative learning.
3. The comparative result between the academic achievement of Prathomsuksa 3
students after using the tutorial application on a computer and peer to peer learning over all
showed a high satisfactory level ( = 2.73, S.D. = 0.43) which showed that the learners were
satisfied learning with the tutorial application on a computer with peer to peer which is a new
style of learning that suits the age of the learners and can also attack the learners with the
pictures, animation with colorful pictures and music that could give more interests to the
learners. Furthermore, the tutorial application on a computer also serves the learners’ ability
in order to adjust the individual needs in which they can select the desired lesson of the
learners themselves which can create their self learning abilty. In addition, it can direct the
knowledge management in the classroom in a good direction. Weak students do not feel that
they are left behind or feel that they could not follow the lessons and failed to ask their
questions to the teachers. The learners are also able to build a behaviour of collaborative
learning with happiness with their self development as well as their partners. Moreover,
discussion and exchanging opinions as well as asking questions to their peers can be done.
Suggestions
The results gained from the research entitled ‘The Development of Tutorial Application
on a Computer with Peer to Peer Learning Affecting the Collaborative Learning of Prathomsuksa 3
Students Studying in Ban Maesalitluang School in which the researcher has following suggestions;
344 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
1. Suggestions for the application of the research results
1. Teachers’ skills of using computer media and other information technology should
be enhanced for in order to improve the educational procedures.
2. Studying with the tutorial application on a computer should be done in detailed
for the efficiency of the students when using the tutorial application on a computer.
3. The procedures of learning design using the tutorial application on a computer
with peer to peer learning should be followed by designated learning plans with the set
procedures outdoor learning such as in the school circumstances, community, and in other
places which is in accordance with the subject as well as the convenience and the security.
The subject teachers should always supervise, give some guidances, and assist learners with
the learning procedures and allow them to work in groups or in a team.
2. Suggestions for further research
1. A Tutorial application on a computer with other learning forms such as TAI (Team
Assisted Individualization), STAD (Student Team 11 Achievement Division) should be made to
match with BASE 21st Century Skills Series by using the the procedures of the whole
curriculum design in which the necessary skills for the 21st century can be specially created.
2. The study of the progressing development of the weak students when using the
educational games combining with integrated philosophical skills in 21st century should be
done in order to develop their learning achievement.
Bibliography
กระทรวงศึกษาธิการ. (2548). การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ:
กระทรวงศึกษาธิการ.
กติ ติพันธ์ อดุ มเศรษฐ์, ศรีวรรณ ชุรินทร และอรญั ญา เชยี งเงิน. (2554). ผลการใช้แท็บเล็ตพีซีในการเรียนการ
สอนวิชาคณติ ศาสตรแ์ ละวชิ าภาษาไทยกับนกั เรยี น ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 1 โรงเรียนปรินสร์ อยแยลส์
วิทยาลัย. เชยี งใหม่: โรงเรียนปรินตร์ อยแยลสว์ ิทยาลัย.
คณาภรณ์ รัศมมี ารยี ์. (2550). ชดุ การเรียนการสอนสื่อเพือ่ การเรียนรู้. กรุงเทพฯ: สาธติ ปทุมวนั .
จกั รชัย โสอนิ ทร.์ (2554). Basic Android App Development. นนทบรุ :ี ไอดซี ีฯ.
จันจิรา ชูเมฆ. (2555). การพัฒนากิจกรรมการเรียนแบบ STAD โดยใช้บทเรียนมัลติมีเดียบนคอมพิวเตอร์
พกพา (Tablet) เรื่องหลักการใช้สีของนักเรียนประถมศึกษา ช่วงช้ันที่ 2. ปริญญามหาบัณฑิต.
สาขาวชิ าเทคโนโลยกี ารเรียนรแู้ ละสอ่ื สารมวลชน บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลัยเทคโนโลยพี ระจอม
เกล้าธนบุรี.
ใจทิพย์ ณ สงขลา. (2550). E-Instructional Design วิธีวิทยาการออกแบบการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์.
กรงุ เทพฯ: ศูนยต์ าราและเอกสารทางวชิ าการคณะครุศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
ชนาธิป พรกุล. (2551). การออกแบบการสอน: การบูรณาการการอ่านการคิดวิเคราะห์และการเขียน.
กรุงเทพฯ: สานกั พิมพแ์ หง่ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
ไชยยศ ไพวิทยศิริธรรม. (2554). สถิติเพ่ือการวิจัยทางการศึกษา. นครปฐม: เอกสารประกอบการสอน คณะ
ศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร.
345 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลัย และเครอื ข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
ณัฐพงษ์ พระลบั รกั ษา. (2555). การจดั การเรยี นร้โู ดยใช้แทบ็ เล็ตพีซีในรายวิชา 7020204 การผลติ วีดี
ถาวร สที รงฮาต. (2555). การพัฒนาทักษะการอา่ นสะกดคาและแจกลูก โดยการสอนแบบกลุ่มเพอื่ นชว่ ยเพ่อื น
ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย. ปริญญามหาบณั ฑิต สาขาวชิ าหลักสูตรและ
การสอน, บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลัยราชภฏั มหาสารคาม.
ธนพล ล่ิมอรุณ. (2554). ผลของการฝึกอบรมออนไลน์แบบโครงงานด้วยเทคนิคเพื่อนช่วยเพ่ือนที่มีต่อ
ความสามารถในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ท่ีมีการบูรณาการไอซีทีในการสอนของครู
มัธยมศึกษา. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาโสตทัศนศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย
จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.
พสิ ทุ ธา อารรี าษฎร.์ (2551). การพฒั นาซอฟแวร์ทางการศกึ ษา. มหาสารคาม: อภิชาตการพมิ พ.์
รัตนะ บุตรสุรินทร์. (2555). รูปแบบการส่งเสริมเพ่ือพัฒนาครูผู้สอนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 ในการจัดการ
เรียนรู้ด้วยคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต โดยใช้เทคนิคเพ่ือนคู่คิด. รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ คณะ
เทคโนโลยสี ารสนเทศ, บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยราชภฏั มหาสารคาม.
รมณียา สุรธรรมจรรยา. (2559). ผลการใช้แอพพลิเคช่ันสาหรับสอนคาศัพท์ภาษาอังกฤษบนแท็บเล็ตวิชา
ภาษาอังกฤษสาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีุท่ี 2 สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาราชบุรี เขต 2. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษา,
บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร.
วนี า โชติชวง และ ชนาภา กระจง. (2560). แอปพลเิ คชันสื่อการเรยี นรูและฝกทักษะภาษาองั กฤษสาหรับเด็ก
อายุ 3-5 ป ด้วยเทคโนโลยีเสมอื นจริง. รายงานวิจยั ฉบับสมบูรณ์ สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์,
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม.
ศิวนิตย์ อรรถวุฒิกุล. (2551). การพัฒนากระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยใช้คอมพิวเตอร์สนับสนุนการ
เรียนรู้อย่างร่วมมือ ตามแนวคิดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อนเพือ่ สรา้ งพฤติกรรมการสร้างความรู้
ของนิสิตนักศึกษาระดับมหาบัณฑิต. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีและ
ส่อื สารการศกึ ษา, บณั ฑติ วิทยาลยั จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
ศิริรัตน์ กระจาดทอง. (2554). การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แบบมีเกมวิชาคอมพิวเตอร์เบ้ืองต้น
เรื่อง ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2 โรงเรียนศรีประจันต์
“เมธีประมุข” จังหวัดสุพรรณบุรี. ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษา, บัณฑิต
วทิ ยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.
สลินดา โพธิพยัคฆ์. (2557). การพัฒนาแบบฝึกเสริมความเข้าใจความหมายคาศัพท์ภาษาอังกฤษโดยการใช้
กลวิธีการเดาความหมายจากบริบทของนักศึกษาระดับปริญญาตรีช้ันปีที่ 1 มหาวิทยาลัยเทคโลยี
ราชมงคลสุวรรณภูมิ ศนู ยส์ พุ รรณบรุ ี. รายงานการวจิ ัย, บัณฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลัยศิลปากร.
Best, John W. (1977). Research in Education 3rd. ed. Englewood Cliffs. New Jersey: Prentice
Hall Inc.
Reychav, I., & Wu, D. (2015). “Mobile collaborative learning: the role of individual learning in
groups through text and video content delivery in tablets.” Computers in Human
Behavior, 50, 520-534.
346 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลัย และเครอื ข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
Transformational Administration of Administrators Affecting Personnel
Management in School under the Office of Chonburi Primary
Education Service Area 2
Tarinee Kittikanjanasophon
Bangkokthonburi University
16/10 Liabklongtaweewattana,Taweewattana, Bangkok 10170
ABTRACT
The purposes of this research were to study the transformational administration of
administrators affecting the personnel management in schools under the office of Chonburi
primary education service area 2, in four aspects: the structure, the technology, the people
and the culture. The sample were 336 personnel in schools under the office of Chonburi
primary education service area 2. The data was collected by questionnaires. To analyze data
by frequency, percentage, arithmetic mean, Standard Deviation and stepwise multiple regression
analysis.
The results of this research were found that: (1) The total of the transformational
administration of administrators of schools under the office of Chonburi primary education
service area 2; (2) The total of the personnel management in schools under the office of Chonburi
primary education service area 2 were at the highest level ; and (3) Transformational
administration of administrators affecting the personnel management in schools under the
office of Chonburi primary education service area 2. Especially the technology aspect and the
people aspect were at high level, with the statistically significant at 0.5 and 0.1 as the equation;
Ytot = .977 + .545 X1 +.705 X2 +.719 X3 +.495 X4
Keywords: Transformational Administration, Personnel Management
Introduction
Thailand always had to deal with change. Change management or transformational
administration, it's not new. But it's something that happens all the time. Only in the past
Change occurs at a slow, simple rate, but today it would occur rapidly, many forms and causing
complex implications, created confusion. It could often cause feelings of violence to be out
of control, which causes both structural and mental problems (M. Tonson, 2013: 6)
The changing conditions both inside and outside the country directly affect the
country's mobility, determining the direction of the country's development. We must consider under
the changing of the world society’s important (Rasmi Charoenrat, 2013: 8) Therefore, preparation
for human resource development in all sectors, especially strengthening educational institutions
withe standards that accepted internationally, therefore considered to be of great importance
347 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลยั และเครอื ขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
(Office of the National Economic and Social Development Board, 2016 : 2-16) Currently, education
reform was a change in education management. And develop people to be good quality by
Section 4, in 39, the Ministry of Education to decentralize the administration of education both
academic aspect, budget aspect, personnel management and general administration to the
Board of District Education Area Offices and Schools directly (Ministry of Education, 2016)
Basic education institutions were responsible for developing learners and society
under the provisions of the National Education Act. To provide education management and
development of educational quality in basic education institutions, develop and promote the
utilization of science, technology, research and development innovations to lead to modern
production and services according to the educational policy. (Ministry of Education, 2016: 34)
to create and develop people to be complete human beings. Educational institutions must had
a good management process. Quality management to carried out in parallel with the improvement
and preparation of infrastructure and technology as fast and effective as possible. Encouraging
the agencies that provide education to had quality control and continuing education standards.
From the educational reforms in the second decade (2009 - 2018), the focus was placed on
the quality of education and learning by developing full-time teachers to be teachers of the
new era. Human resource management system, including new management quality. For the
success or failure of a school depends on the potential of the school administrators, every
school wishes to have a professional administrator to run the school with knowledge and
experience in the administration. Having a successful track record as a guarantee of high-
performance management with quality and standards until could accepted executives with
successful in managing change professionally, therefore outstanding attributes, visionary, creative
able to persuade all concerned parties to work willingly. Especially communication and emotional
intelligence. Committed to working in their duties to achieve the objectives. Must be specialized
expertise and good human relations. (Nissayasampanno) to colleagues and subordinates had
the wisdom to see the wide and distant vision (Well Eyesight) had the ability to communicate,
coordinate the transfer of policies and strategies from senior management to management
practice, and bring the results of operations to be summarized and presented to the senior
management (PhraMetheeThummaporn, PrayoonThammachitto, 2011, cited in P. Malakul, 2015:
47) At the same time, the organizational structure must distribute decision-making capacity among
the work groups as much as possible and with the least administrative hierarchy and must
change the organization to support the advancement of technology. These were all
challenging and influencing the survival of the organization in the 21st century (S. Ratthanit, 2014:
28). With the importance of change management or transformational administration affecting
personnel management in schools under the office of Chonburi primary education service area 2,
as an educational organization that must change according to school-based administration
guidelines and as a juristic person according to the guidelines for decentralized education
together with the concept of change management It's an interesting concept, should be studied
348 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลยั และเครอื ข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
and researched for enhancing, expand knowledge as well as applying the knowledge gained
from the study to the development, and also resulting in school able to change the operation
according to the effectively and efficiently Including problems and suggestions that will be
used as information in the preparation of plans and policies for the development of personnel
management for administrators and educational agencies, as well as general educational
institutions, which will be beneficial to improve and improve the quality of education further.
Objective
1. To study the transformational administration of administrator in schools under the
office of Chonburi primary education service area 2.
2. To study personnel management in schools under the office of Chonburi primary
education service area 2.
3. To study the transformational administration of administrators affecting the personnel
management in schools under the office of Chonburi primary education service area 2.
Literature review
Concept of change management/ transformational administration
- Rue & Byars (Rue & Byars, 2012 cited in S.Ratthani, 2014: 26) stated that management
was the form of work which involves the coordination of the organization's resources, including
land, labor and grants to achieve organizational objectives.
- Bartol and Martin (Bartol & Martin, 1998 cited in S.Ratthanit, 2014: 29) said: Change
management for management in the process of achieving organizational objectives.
The management's core responsibilities consist of four areas: structure, technology,
people, and culture (Bartol & Martin, 1998: 371-374).
- Chanchai Thongprasit (2014: 28) discussed the meaning of change management
for Organization management that is the process of influencing others to influence others to
work together with willingness and enthusiasm in order to achieve the shared goals that have
been set forth that affect the structure way of thinking And organizational culture consists of
4 areas: structure, technology, people, and culture.
- Tippawan Lorsuwanrat (2014: 273) said that change can happen to every organization
at present. There are many changes that occur, such as reforming the bureaucratic system,
changing the organizational structure, privatization of state-owned enterprises, leaving the
system. Joint ventures, mergers and acquisitions, including the introduction of techniques.
new management used in the organization
Concept of personnel management
- McCormick & Ilgen (1985: 65) said that having people with the right knowledge for
the job affects the success of an organization. This is because having knowledge is one of the
factors that can motivate a person to work effort. Able to work with confidence and seriousness
349 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลัย และเครือขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
as The Secretariat of the Teachers' Council of Thailand (2014: 91) has set standards for personnel
management knowledge that manifests as behaviors related to work practices for personnel
management. or human resource development is successful in 5 aspects: 1) recruiting efficient
personnel to work; 2) arranging personnel to suit their responsibilities 3) Teacher and Personnel
Development. 4) Strengthening morale and morale for teachers and personnel. 5) Providing
advice and solutions to working problems for teachers and personnel in educational institutions.
Conceptual framework Personnel Management
(Ytot)
Transformational Administration
(Xtot) 1. Recruitment (Y1)
2. Arranging personnel to suit the duties (Y2)
1. Structure (X1) 3. Teacher and Personnel Development (Y3)
2. Technology (X2) 4. Strengthening morale (Y4)
3. People (X3) 5. Consulting and problem solving (Y5)
4. Culture (X4)
Figure 1: Conceptual Framework
Source: Bartol, 1998: 371-374; Secretariat of the Teachers Council of Thailand, 2014: 91
Research methodology
1. Population and sample
The population in this research was teacher personnel in schools. Under the Chon
Buri Primary Educational Service Area Office 2, the number of personnel were 1,456 people
(Primary Education Service Area Office, 2015: 33-45) the sample in this research consisted of
336 people using stratified and comparative sampling methods.The sample size according to
the finished table of Krejcie & Morgan (1970: 607)
2. Variable
2.1. Independent Variables, including transformational administration /change management
according to Barthol's idea (Bartol, 1998: 371-374), which consists of the following aspects:
structure, technology, people, and culture
2.2. Dependent Variables such as personnel management in educational institutions
according to the scope of knowledge standards for personnel management of the Office of
the Teachers Council of Thailand (2014, 91) in 5 aspects, consisting of
1) Recruiting efficient personnel to work 2) arranging personnel to suit their
responsibilities 3) developing teachers and personnel in educational institutions to be able to