The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ สธ.มมร ครั้งที่ ๑ (แบบออนไลน์) ปี ๒๕๖๕

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by maghavin9, 2022-07-23 06:17:49

เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ สธ.มมร ครั้งที่ ๑ (แบบออนไลน์) ปี ๒๕๖๕

โครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ สธ.มมร ครั้งที่ ๑ (แบบออนไลน์) ปี ๒๕๖๕

Keywords: ประชุมวิชาการระดับชาติ

200  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลัย และเครือขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

สารสนเทศควรเป็นเร่ืองท่ีผู้นาเสนอข้อมูลต้องให้สาคัญ ในประเด็นน้ี ตามหลักคาสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว
พระองค์ทรงเน้นให้ปฏบิ ัติตามหลักปาฏิโมกฺเข จ สวโร แปลว่า มีความสารวมในศีลและมารยาทให้ดี โดยให้มี
ศลี ธรรมเป็นกรอบในการนาเสนอข้อมลู

3. ต้องมีความนึกคิดท่ีดี ไม่เผลอสติจนทาในสิ่งท่ีไม่ถูกต้อง ประการที่สามนี้ ผู้เขียนต้องการ
นาเสนอให้เห็นถึงความสาคัญของผู้เสนอข้อมูลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศว่าต้องมีความรู้สึกตัวอยู่เสมอ อย่า
เผลอเลอนาเสนอข้อมูลที่ไม่สรา้ งสรรค์เป็นอันขาด เพราะเมื่อขาดสติแล้ว โอกาสทจี่ ะทาให้เกิดการส่งต่อข้อมูล
ผดิ ๆ ออกไปได้ ทานองเดียวกันกบั การแชร์ขอ้ มูลเท็จนน่ั เอง ซึง่ ในปจั จุบนั ถือว่าเป็นความผิดทางกฎหมายด้วย
นอกจากเป็นการละเมิดคุณธรรมจริยธรรมท่ีดีงาม ในเร่ืองน้ี พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พุทธศาสนิกชนประกอบ
ความเพียรในอธิจิต เพ่ือที่ตนเองจะได้มีสติ ไม่ตกเป็นทาสของข้อมูลข่าวสารท่ีถูกส่งถ่ายทอดกันมาอย่างไร้ขีด
กาจัด ดังน้ัน เมื่อข้อมูลท่ีถูกส่งผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศมีความหลากหลาย มีทั้งข้อมูลเท็จและข้อมูลจริง
จงึ เป็นหน้าที่ที่ผู้นาเสนอข้อมูลจะต้องมีความรู้สึกตัว ไม่หลงลืมสตินาเสนอข้อมูลเท็จให้กับคนอื่นและสังคมได้
จะเป็นการดที ่สี ุด

4. ต้องมีความตระหนักรู้สึกตัวอยู่เสมอ เข้าใจตามข้อเท็จจริงของเร่ืองราว ประการสุดท้ายน้ี
ผู้เขียนมองว่าการมีความเข้าใจในข้อเท็จจริงของเรื่องราวท้ังหลายท่ีนาเสนอของผู้นาเสนอนั้นเป็นเร่ืองดีเป็น
อย่างย่ิง เพราะข้อมูลที่นาเสนออกไปน้ัน หากไม่เข้าใจตามความเป็นจริงของเร่ืองราวแล้ว ข้อมูลน้ันย่อมมี
แนวโนม้ เป็นข้อมูลเท็จ แลว้ ในที่สุด เมื่อข้อมูลทั้งหลายที่เสนอออกไปเปน็ เท็จ สิ่งดงี ามในสังคมโดยรวมก็จะถูก
ทาลายท้ิงไปด้วย จึงจาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตระหนักรู้สึกตัวดีทุกคร้ังก่อนนาเสนอข้อมูลออกไป ประเด็นนี้
สอดคล้องกบั หลักคาสอนของพระพุทธเจ้าทีท่ รงสอนเกยี่ วกับการไมว่ า่ รา้ ยใคร ไม่โจมตีใคร (อนูปวาโท) และไม่
ทาร้ายใคร ไม่ใช้กาลังเพื่อไปบังคับให้ใครเช่ือ ไม่ทาร้าย (อนูปฆาโต) เพราะการขาดเสียซ่ึงความตระหนัก
รูส้ ึกตัวยอ่ มมีโอกาสนาเสนอขอ้ มลู ทีเ่ ป็นพิษภัยกับคนอ่ืนและสังคมได้ ดงั นน้ั การนาเสนอข้อมลู ผ่านเทคโนโลยี
สารสนเทศจงึ ควรใหค้ วามสาคญั กับข้อมลู ที่เป็นประโยชน์ให้กบั ผ้รู ับสารเปน็ ลาดบั แรกดว้ ย

สรุปแล้ว ผู้นาเสนอข้อมูลอย่างมีคุณธรรมจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนี้นับว่าเป็น
สง่ิ จาเป็นอยา่ งย่ิง เพราะหากปราศจากคุณธรรมจรยิ ธรรมท้งั 4 ประการดังกลา่ วแลว้ โอกาสทผี่ ู้นาเสนอขอ้ มูล
จะนาตนเองไปสู่การสร้างข้อมูลเท็จหรือข้อมูลท่ีไม่ถูกต้องจนทาให้เกิดความเสียหายกับผู้มาอ่านข่าวสาร
ตลอดถึงสังคมดว้ ย ในท่ีสดุ เมื่อสังคมเต็มไปด้วยข้อมูลท่ีผ่านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นขอ้ มูลเท็จ สังคม
ก็จะกลายเปน็ สงั คมท่ีไม่น่าเชอ่ื ถอื เปน็ สังคมข่าวโคมลอย เปน็ สงั คมที่คนในสังคมเต็มไปด้วยความหวาดระแวง
ขาดความเช่ือม่ันในองคาพยพหรือหน่วยทางสังคม ฉะน้ัน การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศนาเสนอข้อมูลจึงเป็นเรื่องท่ีทุกคนในสังคมจะมองข้ามไม่ไดเ้ ป็นอันขาด เรียกว่าสังคมจะขาวสะอาด
เม่ือมีการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศนาเสนอขอ้ มลู อยา่ งมคี ุณธรรมจริยธรรมน่ันเอง

บทสรปุ
จากท่ีกล่าวมาท้ังหมด ทาให้เห็นได้ว่าคุณธรรมจริยธรรมของคนในสังคมเป็นเรื่องที่สาคัญไม่ว่าจะ

เป็นยุคไหนมิเว้นแม้แต่ในยุคนี้ที่เป็นยุคศิวิไลซ์ก็ตาม เพราะความม่ันคงยั่งยืนของสังคมนั้นจะเกิดขึ้นได้บน
พ้ืนฐานแห่งการมีข้อมูลที่ถูกต้องและเช่ือถือได้ถูกนาเสนอออกไปให้ทุกคนในสังคมได้รับรู้และทราบเหมือนๆ
กัน ดังนั้น เม่ือแต่ละคนในสังคมมีหลักการในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนาเสนอข้อมูลอย่างเหมาะสมแล้ว
การทีเ่ ทคโนโลยสี ารสนเทศจะเป็นโทษ กจ็ ะกลับกลายเปน็ สง่ิ ที่มีคุณประโยชนไ์ ด้มากทสี่ ุด ดังจะเห็นไดจ้ ากการ
ที่เทคโนโลยสี ารสนเทศสามารถเป็นเครอ่ื งมือในทางการจัดการศึกษาในสถานการณท์ างสังคมทเี่ ต็มไปดว้ ยการ
แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า-2019 อย่างเป็นท่ีประจักษ์ชัดแล้ว หรือแม้แต่ข่าวการนาเสนอข้อมลู เก่ียวกับ

201  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

พระพทุ ธศาสนาเม่ือไมน่ านมานี้ ก็ถูกนาเสนอผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศจนเป็นทส่ี นใจของประชาชนโดยทั่วไป
แต่ในที่สุด ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวก็ได้รับการตรวจสอบแล้วว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือเป็นข้อมูลที่ถูกสร้าง
ขึ้นมาโดยผู้นาเสนอข่าวสารเอง ดังนั้น การมีคุณธรรมจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนาเสนอข้อมูล
ให้กับคนในสงั คมจึงเร่ืองสาคัญและเป็นเร่ืองที่ทุกคนและทุกองค์กร ตลอดถึงสังคมโดยรวมต้องให้ความสาคัญ
และมองผ่านเลยไปง่าย ๆ ไม่ได้ เพราะเท่ากับเป็นการส่งเสริมให้คนในสังคมสร้างข้อมูลที่ไม่เหมาะสมเข้าสู่
ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ

บรรณานุกรม
กิดานันท์ มลิทอง. (2540). เทคโนโลยีการศึกษาและนวัตกรรม. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์

มหาวทิ ยาลัย.
ลอง, ลาร.ี่ (2543). เทคโนโลยีคอมพวิ เตอรแ์ ละสารสนเทศ. กรุงเทพฯ: เพยี รส์ ัน เอด็ ดเู คชน่ั อินโดไชนา่ .
วเิ ศษศกั ดิ์ โคตรอาษา. เทคโนโลยีสารสนเทศเพอื่ การเรียนร.ู้ กรงุ เทพฯ: เธริ ์ดเวฟ เอ็ดดเู คชน่ั , 2542.
พุทธรักษ์ มุลเมือง และสุชีวา วิชัยกุล. คุณธรรมและจริยธรรมในการใช้สารสนเทศ. https://computer.

bcnnv.ac.th/ khunthrrm-laea-criythrrm-ni-kar-chi-sarsnthes. เข้าถึงข้อมูลเม่ือ 15 พฤษภาคม
2565.
Channarongs22. การเผยแผ่พระพุทธศาสนากับเทคโนโลยีสารสนเทศ . https://channarongs22.
wordpress.com. เข้าถึงขอ้ มูลเม่ือ 15 พฤษภาคม 2565.
weerapong Gh. เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการศึกษา. https://sites.google.com/site/chaiyapade
571031196/2-khunthrrm-criythrrm-ni-kar-chi-thekhnoloyi-sarsnthes. เข้าถึงข้อมูลเมื่อ 15
พฤษภาคม 2565.

202  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

ปฏริ ูปเทสกบั การพฒั นาเมอื งน่าอย่เู ชิงพุทธ
Patirupadesa with the Buddhist Healthy City Development

ธนรัฐ สะอาดเอย่ี ม
พระมหายทุ ธพิชาญ โยธสาสโน (ทองจนั ทร์)

บัณฑติ ศึกษา วิทยาลัยสงฆ์สรุ ินทร์
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสรุ ินทร์

พระมหามฆวนิ ทร์ ปุรสิ ตุ ฺตโม, ผศ.ดร.
บัณฑติ ศึกษา มหาวิทยาลยั มหามกุฏราชวทิ ยาลยั

E-mail: [email protected]

บทคดั ย่อ
ความเลื่อมล้าทางการพัฒนาระหว่างชุมชนชนบทกับชุมชนเมือง ส่งผลให้เกิดปัญหาชุมชนเมือง

ตามมาโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก ดังน้ัน ทาอย่างไรมหานครเหล่านี้จึงจะเป็นเมืองน่าอยู่ในทุกมิติ
วัตถุประสงค์ของบทความนี้ คอื เพ่ือนาเสนอแนวคิดเร่อื งเมอื งน่าอยใู่ นสมัยใหม่ เพ่ือนาเสนอแนวคดิ เร่ืองเมือง
ในมมุ มองพระพุทธศาสนา, เพื่อนาเสนอแนวคิดเมืองนา่ อยู่ในมมุ มองพระพุทธศาสนา และเพ่ือนาแนวทางการ
พัฒนาเมืองน่าอยู่เชิงพุทธตามหลักปฏิรูปเทส ท่ีเป็นหลักการของพระพุทธศาสนาท่ีสาคัญเก่ียวกับเมืองน่าอยู่
โดยผู้เขียนใช้ข้อมูลจากพระไตรปิฎกและคัมภีร์อ่ืนๆ รวมทั้งเอกสารงานวิชาการต่างๆ ท่ีเกี่ยวข้อง ผลจาก
การศึกษาพบว่า เมืองน่าอยู่นี้มีแนวคิดมาจากการต้องการพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองท่ีมีสภาพแวดล้อมและ
คณุ ภาพชวี ติ ทด่ี ีสังคมท่ีเออ้ื อาทร มีชุมชนเขม้ แข็ง มีความสะดวกสบาย มคี วามปลอดภยั ในชวี ิตและทรัพยส์ นิ มี
ระบบเศรษฐกจิ ท่ีมั่นคง ตลอดจนมีวัฒนธรรมและจิตวิญญาณท่เี ป็นเอกลักษณ์ของเมืองและชุมชน โดยต้องให้
ครบทั้ง 5 ด้าน คือ 1) ด้านสังคม 2) ด้านเศรษฐกิจ 3) ด้านกายภาพ 4) ด้านสิ่งแวดล้อม และ 5) ด้านการ
บริหารและจัดการ แนวคิดเมืองน่าอยู่ในทางพระพุทธศาสนามิได้เน้นเพียงการพัฒนาเชิงกายภาพเท่านั้น
แต่ต้องพัฒนาทุกมิติ ในความเมืองน่าอยู่น้ันควรยึดปฏิบัติตามแนวทางของปฏิรูปเทสในจักร 4 ประการ คือ
การเลอื กถ่ินที่เหมาะแกก่ ารประกอบสัมมาชีพ เลือกสมาคมกบั คนดี นิสัยดี ตั้งตนในทางท่ีดี เป็นมงคลตามนัย
ของพระพุทธศาสนาและเป็นวิธีการ (means) ในการบรรลุเป้าหมาย (end) ท่สี ูงสดุ ในทางพระพทุ ธศาสนา คือ
ความสงบสนั ติสขุ ของคนในสังคม
คาสาคญั : ปฏริ ูปเทส, เมอื งน่าอยู่, พระพทุ ธศาสนา

Abstract
The development of rural and urban communities have resulted in urban problems,

especially in major cities around the world, so how can these metropolises be healthy cities
in all dimensions? The purposes of this article are to present the concept of modern city, to
present the concept of the city in a Buddhist view, to present the concept of a healthy city
in a Buddhist view and to adopt a way of developing a Buddhist-oriented city according to the
principle of Patrupadesa, which is the principle of Buddhism that is important about the city.
The authors used information from the Tripitaka and other scriptures, as well as related

203  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลยั และเครอื ขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

academic papers. The results of the study found that the city is well-located in the development
of the city as a city with a good environment and quality of life. There is a strong community,
comfortable. It has a stable economy and a unique culture and spirit of the city and its
communities. It must provide all five aspects: 1) social aspects, 2) economic, 3) physical aspects,
4 ) environmental, and 5 ) management and management. The concept of healthy city in
Buddhism is not only focused on physical development, but in every dimension needs to be
developed. In a healthy city, it should adhere to the guidelines of the Patirupadesa, according to 4
Cakka principles, which is the ideal place for the assemblies of life by choosing a good
association with a good person. It is auspicious according to the implications of Buddhism and
means to achieve the highest end in Buddhism, namely the peace and health of the people
in society.
Keywords: Patirupadesa, Healthy City, Buddhism.

บทนา (Introduction)
เมื่อมนุษย์ต้ังถ่ินฐาน และเร่ิมเรียนรู้สภาพแวดล้อม จึงมีการจัดการทรัพยากรในพ้ืนที่ เพ่ือให้

ตอบสนองต่อการอยู่อาศัยอย่างเป็นสุข เมื่อสังคมม่ันคง การดาเนินชีวิต และกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องต่าง ๆ เช่น
ความเชื่อ ศาสนา สถาปัตยกรรม ศิลปะการแสดง ฯลฯ จะเกิดกระบวนการผลิตซ้า จนกลายเปน็ รปู แบบและมี
การสืบทอดสง่ ต่อยงั คนรุ่นตอ่ ไปกลายเปน็ วัฒนธรรมในทีส่ ุด (Kerdsiri, 2008)

การพัฒนาท่ีไม่สมดุลกันระหว่างชุมชนเมืองกับชุมชนชนบท เป็นเหตุผลหลักท่ีทาให้ประชากรราก
หญ้าจากชุมชนชนบทไดอ้ พยพย้ายถิ่น เพ่อื แสวงหารายได้ในการเลยี้ งครอบครวั สง่ ผลใหป้ ระชากรในเมืองเพิ่ม
มากขน้ึ ความเป็นเมืองที่เพ่ิมขนาดอย่างรวดเร็ว เปน็ ดชั นอี ย่างหน่ึงของรูปแบบการพฒั นาทไ่ี ม่ยั่งยนื เนื่องจาก
การพัฒนาสู่ความเป็นเมืองอย่างรวดเร็ว เนื่องจากทรัพยากรที่มีอยู่ในเขตชนบทได้เส่ือมสูญลง และเนื่องจาก
ความแตกต่างทางรายได้ระหว่างเขตชนบทกับเขตเมือง ปัญหาส่ิงแวดล้อมท่ีสาคัญท่ีสุดในเขตเมือง คือ ภาวะ
มลพิษในระบบต่างๆ ทร่ี องรับการดาเนนิ ชวี ิตของประชากรทอ่ี ยู่อยา่ งหนาแน่น (Wongboonsin, 1997 : 201)
ซ่ึงภาวะมลพิษจากส่งิ แวดลอ้ มตา่ ง ๆ เหล่าน้เี องก็สง่ ผลกระทบตอ่ สุขภาพของประชาชนโดยสว่ นรวม

เมื่อมีชุมชนเมืองเกิดขึ้นอย่างไม่สมดุลในมิติด้านการพัฒนา ในโลกยุคใหม่ประเทศท่ีเจรญิ แล้วจึงได้
แสวงหาแนวทางในการจัดการสภาพปัญหาเมืองดังท่ีกล่าวมา ดังท่ีการสร้างเกณฑ์เพื่อจัดอันดับเมืองน่าอยู่
ดังเว็บไซด์ Quality of Living City (2019) ซ่ึงเป็นผลจากการสารวจและวิเคราะห์ข้อมูลของเมืองนั้นใน
หลายๆ ด้าน ท้ังดานการเมือง เศรษฐกิจ สุขภาพ การศึกษา ระบบขนส่งมวลชน การสันทนาการที่อยู่อาศัย
ธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม จากข้อมูลการจัดอันดับเมืองน่าอยู่ของเว็บไซด์น้ี ปรากฏกว่า เมืองออสเตรีย ได้รับ
เป็นเมืองทไี่ ดร้ ับคะแนนสูงสดุ ในทุกหมวดหมจู่ นทาใหค้ รองอันดับหนง่ึ ของโลกมาอย่างต่อเนอ่ื ง และเมืองท่ีเป็น
เมืองน่าอยู่ตามการจัดอันดับของเว็บไซด์ดังกล่าวนี้ ประกอบด้วย อันดับ 1 กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย
อันดับที่ 2 เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อันดับที่ 3 เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา อันดับท่ี 4 เมืองมิวนิค
ประเทศเยอรมนี อันดับที่ 5 เมืองอ๊อกแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ อันดับท่ี 6 เมืองดีสเซลดอร์ฟ ประเทศเยอรมนี
อันดับที่ 7 เมืองแฟรงเฟริร์ด ประเทศเยอรมนี อันดับที่ 8 เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก อันดับท่ี 9
เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อันดับ 10 บาเซลิ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็น
เมืองหลวงของประเทศไทยนั้นอยู่ในอันที่ 133 จากเมืองทั้งหมด 231 ที่มีการจัดอันดับทั่วโลก (Quality of
living City raning, 2020)

204  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลยั และเครอื ข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาสาคัญในทวีปเอเชีย ซึ่งมีบทบาท และมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการศึกษา
สังคม จิตวิทยา เศรษฐกิจ และการเมือง ซ่ึงสะท้อนผ่านแง่มุมมองทางด้านปรัชญา พิธีกรรม ความเชื่อ
วัฒนธรรม ประเพณี และวิถปี ฏิบัติของพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนที่ยดึ ถือเปน็ หลกั ปฏบิ ัติ (Schecter, 1967)
ดังท่ีกล่าวมาน้ีย่อมเป็นเชิงประจักษ์ว่าแก่นแท้ของพระพุทธศาสนามิได้สอนให้คนปลีกตัวออกจากสังคม แต่
เน้นใหค้ นอยู่รว่ มกันในสงั คมอยา่ งสงบและเกิดประโยชน์ ดังพุทธประสงค์ในการส่งสมณทูตออกไปเผยแผ่ก็เพ่ือ
ประโยชน์และความสุขของมหาชน (พหชุ นหิตายะ พหชุ นสขุ ายะ) (Thai Tripitaka: 4/32/40) นน่ั เอง

ถงึ แม้วา่ พระพุทธศาสนานัน้ ได้เกดิ ขั้นในทา่ มกลางสังคมเกษตรกรรมในยคุ อนิ เดียโบราณ (Ancient
India) เมื่อ 2,600 กว่าปีผ่านไปแล้วก็ตาม แต่หลักพุทธธรรมนั้นยังคงตอบโจทย์ในการช่วยแก่ปัญหาสังคมได้
ทกุ มิติ โดยไม่ติดในเงื่อนไขของเวลา (อะกาลิโก) ดังน้นั จากปรากฏการณ์ดังกลา่ ว จึงทาให้เกดิ คาถามทสี่ าคัญ
ต่อพระพุทธศาสนาในฐานะศาสนาสากลของโลกศาสนาหนึ่งว่า พระพุทธศาสนามีท่าทีหรือมุมมองอย่างไรใน
เรื่องเมืองน่าอยู่ หรือหลักคาสอนอะไรในพระพุทธศาสนาที่จะสอดรับกับแนวคิดเร่ืองเมืองน่าอยู่ที่ปรากฏใน
โลกยคุ ปัจจุบัน กระทั่งมกี ารจดั อันดบั เมอื ง (Healthy City) หรอื Living City ทั่วโลกในปัจจุบนั ดังที่กลา่ วมา

แนวคดิ เรอื่ งเมอื งนา่ อยู่ (Healthy Cities)
เมืองน่าอยู่ คือ เมืองที่มีการสร้างสรรค์และปรับปรุงสิ่งแวดล้อมท้ังทางกายภาพและสังคมอย่าง

ต่อเน่ือง รวมทั้งการขยายแหล่งทรัพยากรของชุมชน โดยให้ประชาชนในชุมชนได้มีส่วนร่วมและช่วยเหลือซ่ึง
กันและกันเก่ียวกับการดาเนินวิถีชีวิต เพ่ือให้ได้ศักยภาพหรือคุณภาพชีวิตท่ีดีที่สุด (Kampanathsanyakorn,
1995:1) หรืออีกนัยหน่ึง เมืองน่าอยู่และชุมชนน่าอยู่ หมายถึง ชุมชนที่อาศัยอยู่ในทั้งเขตเมืองและชนบทท่ีมี
สภาพแวดลอ้ มและคุณภาพชีวิตทด่ี ีสังคมที่เอื้ออาทร มีชุมชนเขม้ แขง็ มีความสะดวกสบาย มีความปลอดภัยใน
ชีวิตและทรัพย์สินมีระบบเศรษฐกิจที่ม่ันคง ตลอดจนมีวัฒนธรรมและจิตวิญญาณที่เป็นเอกลักษณ์ของเมือง
แล ะชุ ม ช น ( Office of the National Economic and Social Development Council, 1999:98 ) ใ น
ประเด็นดังกล่าวนี้ ประเวศ วะสี ซง่ึ ได้กล่าวถึงปฏริ ูปเทส เม่ือว่าโดยความหมายสากลนยิ ม คือ ประเทศทน่ี ่าอยู่
ซ่ึงประเทศท่นี า่ อยทู่ ส่ี ดุ อาจมีลักษณะ ดังต่อไปนี้ 1) ประเทศแห่งความพอเพียงมีสัมมาชีพเต็มพื้นท่ี 2) ประเทศ
แห่งความดีมีน้าใจความปลอดภัยความยุติธรรม ธรรมาภิบาลสันติภาพ 3) ประเทศแห่งความงามด้วย
ศลิ ปะวัฒนธรรมและส่ิงแวดล้อม 4) ประเทศแห่งปัญญาด้วยการเป็นประเทศแห่งการเรียนรู้ และ 5) ประเทศ
แหง่ ความสขุ สขุ ภาวะท้ังทางกายทางจติ สังคมและทางปญั ญา (Wasi, 2009 : 15)

กล่าวโดยรวมแล้ว แนวคดิ เมอื งนา่ อยู่ (Healthy Cities) นี้มุ่งหวังให้เมืองทุกเมืองเป็นเมืองน่าอยู่ได้
โดยไม่ต้องคานึงถึงสถานภาพความสขุ ภาพอนามยั ปัจจุบัน เพียงแต่ให้มีการดาเนินการให้มีพันธสัญญาที่จะไป
ถึงเรื่องสุขภาพอนามยั มีกระบวนการ และโครงสรา้ งการดาเนินงานไปสู่ความสาเร็จ เมืองน่าอยู่ เป็นเมืองท่ีมี
การปรับปรุง และสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมทั้งกายภาพ และทางสังคมอย่างต่อเนื่อง มีการนาทรัพยากรของ
ชมุ ชนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และมศี ักยภาพเพือ่ ให้ประชาชนมีชวี ิตท่ดี ี (Boonyanuwat, 2003 : 4-5)

แนวคิดนี้เริ่มจากสองทศวรรษที่ผ่านมา กระแสโลกได้หันเหจากแนวคิดที่มุ่งเน้นการเติบโตทาง
เศรษฐกิจสู่การพัฒนาอย่างย่ังยืน (Sustainable Development) ซ่ึงคานึงถึงความสาคัญของส่ิงแวดลอ้ มและ
ความสมดลุ ของระบบนิเวศ (Piamphongsant, 1993 : 19) ขณะเดียวกันก็มีการเรียกร้องให้ความสนใจความ
เป็นท้องถิ่น (Localization) ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ และการให้อานาจแก่ประชาชน (People
empowerment) หรือการสร้างประชาสังคม (Civil Society) ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาแนวคิดการพัฒนาเมือง
จึงปรากฏข้ึนได้แก่ชื่อ “Livable Cities” ของธนาคารโลก “Sustainable Cities) ภายใต้แผนปฏิบัติการ 21
(Agenda 21) ของสหประชาชาติ รวมทั้ง “Healthy Cities” ขององค์การอนามัยโลกองค์การอนามัยโลกได้

205  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลัย และเครือข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

รเิ ร่มิ โครงการ Healthy Cities มาตง้ั แต่ พ.ศ.2528 โดยเน้นใหเ้ ป็นภาระกจิ ของการปกครองส่วนท้องถิ่น จนถึง
พ.ศ. 2539 มีเมืองต่างๆ ท่ัวโลกประมาณ 1,000 เมืองเข้าร่วมโครงการนี้จนมีประชุม “Habitat 2” ของ
องค์การสหประชาติยอมรับให้เป็นโครงการดีเด่นด้านการบริหารเมือง ต่อองค์การอนามัยโลกได้กาหนด
“Healthy Cities for Better Life” เปน็ คาขวัญประจาปี 2540

แนวคิดเร่ืองเมืองน่าอยู่ในประเทศไทยนั้น เร่ิมเม่ือปี พ.ศ. 2538 เม่ือกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
ได้รับการสนบั สนุนขององค์การอนามัยโลก ไดร้ ิเริ่มโครงการเมืองน่าอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ในพื้นที่ 3 เขต
และในพ.ศ. 2540 ได้ขยายโครงการไปยังเทศบาล 4 แห่ง ได้แก่ เทศบาลนครราชสีมา เทศบาลเมืองพนัสนิคม
เทศบาลเมืองพะเยา และเทศบาลนครยะลา (Boonyanuwat, 2003 : 2)

ปจั จัยความสาเร็จของการดาเนินงานโครงการเมืองนา่ อยู่ การดาเนินการงานโครงการเมอื งนา่ อยใู่ ห้
ประสบความสาเร็จน้ัน มีอยู่ 6 ประเด็น คือ 1) ความมุ่งมั่นและสัญญาทางสาธารณสุข (Commitment to
Health), 2) การตัดสินใจทางการเมือง (Political Decision-Making), 3) การสร้างกลไกการประสานงาน
และการทางานร่วมกัน (Intersection Action), 4) การมีส่วนร่วมของชุมชน (Community Participation),
5) นวัตกรรม (innovation) และ 6) การมีนโยบายของรัฐในเร่ืองการส่งเสริมสุขภาพท่ีชัดเจนในทุกหน่วยงาน
(Healthy Public Policy) (Kampanathsanyakorn, 1997)

องค์การอนามัยโลกได้รวบรวมลักษณะของเมืองน่าอยู่ 11 ประการ สรุปได้เป็น 5 ด้านหลัก ดังน้ี
1) เมืองที่มี (ลักษณะ) ทางกายภาพ สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศที่ดีและย่ังยืน 2) เมืองท่ีสามารถตอบสนอง
ความจาเป็นพื้นฐาน มีระบบเศรษฐกิจท่ีหลากหลาย 3) มรี ะบบสังคมท่ีดี เอื้ออาทร ประชากรมีส่วนร่วม มีการ
ระดมความคิด การประสานงาน การทางานร่วมกัน 4) ประชาชนมีสุขภาพดี มีระบบการให้บริการสุขภาพ
และ 5) มีมรดกทางวัฒนธรรม วิถีชีวิตที่ดี ชุมชนมีเอกลักษณ์ อนึ่ง สานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจ
และสังคมแห่งชาติได้กาหนดคุณลักษณะสาคัญของเมืองน่าอยู่ครอบคลุมปัจจัยส่ิงแวดล้อม 5 ด้าน
ประกอบด้วย 1) ด้านสังคม 2) ด้านเศรษฐกิจ 3) ด้านกายภาพ 4) ด้านส่ิงแวดล้อม และ 5) ด้านการบริหาร
และจัดการ (Piromruen, 2007 : 114-116) ในบรรดาแนวคิดหรือกระบวนทัศน์ (Paradigm) ท่ีหลากหลาย
ในแนวทางใหม่ท่ีปรากฏขึ้น และได้รับการตอบรับและนาไปทดลองเป็นรูปธรรมอย่างแพร่หลายในปัจจุบันเห็น
จะได้แก่ Compact city เมืองอัดแน่นหรือเมืองกระชับ และ New Uranism หรือชุมชุนเมืองยุคใหม่
(Kamthorn, 2002)

เมืองในมุมมองของพระพุทธศาสนา
คาวา่ “เมือง” โดยส่วนมากแลว้ ในพระไตรปฎิ กฉบบั ภาษาไทยมักจะใช้คาว่า “แควน้ ” มากกว่าคา

ว่า รัฐ แต่คาว่า “รัฐ” ก็มีใช้เหมือนกัน เช่นคาว่า “พระเจ้าพิมพิสารจอมทัพมคธรัฐ” (Thai Tripitaka:
25/553/632) เป็นตน้ นอกจากศัพทว์ ่าแควน้ แล้ว ศัพทอ์ ื่นๆ ทีใ่ ชใ้ นความหมายวา่ รฐั ท่ใี ช้ในพระไตรปิฎกก็ยัง
มอี ีกหลายคาเช่น ชนบท (Thai Tripitaka: 10/55/31) ราชธานี (Thai Tripitaka: 15/25125/147) พระนคร
(Thai Tripitaka: 12/146/141) เมือง (Thai Tripitaka: 9/276/98) เป็นต้น ความคิดเรื่องเมืองน้ีเกี่ยวข้อง
โดยตรงกับคาว่ารัฐในทางรัฐศาสตร์ ซ่ึงในวรรณกรรมบาลีและพระเวทนั้นมีการกล่าวถึงเรื่องรัฐ โดยระบุถึง
ความเป็นอาณาจักร (Kingdom) หรือ จักรพรรดิ (empire) โดยเฉพาะในมิติของรัฐศาสตร์น้ันจะปรากฏคาว่า
นิคม, นคร, ชนบท แต่ถงึ อยา่ งไรแนวคิดนี้ก็ยังไม่ครอบคลมุ แนวคดิ เรอื่ งการเมืองในยุคสมัยใหม่ (Misra, 1972:
210) ดังน้ัน คาว่า รัฐ เม่ือเรากล่าวถึงอินเดียในยุคโบราณก็จะปรากฏคาว่า ชมพูทวีป (Jampudipa) อัน
หมายถึงประเทศที่มีสญั ลักษณ์เป็นต้นหว้า ชมพูทวีปนี้ไม่ได้เป็นประเทศที่แยกเป็นอิสระ แต่เป็นประเทศท่เี ป็น
รัฐหนงึ่ ในปัจจบุ นั (Keown, 2003: 122)

206  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลัย และเครือข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

เมืองในสมัยพุทธกาลนั้น มีปรากฏในคัมภีร์อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต เรียกว่า “มหาชนบท” ดังน้ี
“...ชนบทใหญ่ 16 แว้นแคว้นท่ีมีความสมบูรณ์ไปด้วยแก้ว 7 ประการ...คือ อังคะ มคธะ กาสี โกสละ วัชชี
มัลละ เจตี วังสะ กุรุ ปัญจาละ มัจฉะ สุรเสนะ อัสสกะ อวันตี คันธาระ กัมโพชะ...” (Thai Tripitaka:
20/71/288) แตใ่ นคัมภีรข์ ุททกนิกายกลา่ วเอาไว้เพียง 12 เมืองเท่านั้น โดยไมป่ รากฏชื่อ 4 เมืองหลัง คอื อวัน
ตี คันธาระ กัมโพชะ (Thai Tripitaka: 30/36-38/7) ในบรรดาเมืองเหล่านี้ ได้มกี ารแบง่ ประเภทของเมืองตาม
รปู แบบของการปกครองเอาไว้ โดยมีเพียงแค่บางเมืองเทา่ น้ันท่ีปกครองในระบบสาธารณรฐั (Republic) เมือง
ที่ปกครองในระบอบราชาธิปไตยมี 4 เมืองประกอบด้วย มคธ, โกศล, วังสะ และ อวันตี นอกจากน้ีก็มีเมืองที่
ปกครองในระบบสาธารณรฐั (Republic) เพยี งแค่ 2 เมือง ประกอบดว้ ย เมืองมลั ละ และเมอื งวัชชี นอกจากนี้
แล้วก็มีเมืองเล็ก ๆ ที่มีการปกครองด้วยระบบสาธารณรัฐ (Republic) ประกอบด้วย 1) เมืองกบิลพัสด์ุของ
เจ้าศักยวงศ์ 2) เมืองเทวทหะ หรือรามคามของเจ้าโกลิยวงศ์ 3) เมืองภัคคะแห่งเทืองเขาสังสุมาระ 4) เมือง
อัลลกัปปะของพระเจ้าถูลี 5) เมืองกาลามะ ของพระเจ้าเกสาบุตร 6) เมืองโมริยะ ของพระเจ้าปิปปลิวัณและ
6) เมืองมิถิลาของพระเจ้าเวเทหิ (Hazza, 1998: 6) ในบรรดาเมืองเหล่าน้ีในสมัยพุทธกาลมีเพียงระบบการ
ปกครองแค่ 2 ระบบเท่าน้ันท่ีได้รับการยอมรับและเจริญรุ่งเรือง คือ ระบบการปกครองแบบสาธารณรัฐและ
ระบบการปกครองแบบราชาธิปไตย และนอกจากเมืองท่ีมีการปกครองด้วยวรรณะกษัตริย์แล้ว ก็ยังปรากฏมี
เมืองที่ปกครองด้วยวรรณะพราหมณ์ ดังปรากฏมีในการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า มีพราหมณ์
ผู้ปกครองเมืองมาขอแบ่งพระบรมสารีริธาตุด้วย คือ พราหมณ์ผู้ครองกรุงเวฏฐทีปกะ (Thai Tripitaka:
10/236/177)

ปฏริ ูปเทส : แนวคดิ เมืองนา่ อย่ใู นพระพุทธศาสนา
แนวคิดเรื่องปฏิรูปเทสในพระพุทธศาสนานี้ เป็นแนวคิดท่ีสัมพันธ์โดยตรงกับการเลือกภูมิประเทศ

เพ่ือตั้งถิ่นฐาน สาหรับการดาเนินชีวิตของผู้คนในสังคม แม้แต่พระพุทธศาสนา เร่ิมแรกจากปฐมชาติของพระ
พทุ ธองค์นั้นเลย ที่เคยเกิดเป็นมนษุ ย์ แตก่ ม็ ีความแตกต่างในแต่ละชาตทิ ี่พระองค์บงั เกดิ ข้ึน ทรงได้มีโอกาสเกิด
ในปฏิรูปเทส คือ เกิดในประเทศหรือภูมิภาคที่เหมาะสมแก่การสร้างบารมี ตรงน้ีเป็นประเด็นสาคัญ คือ
ถึงแมว้ า่ จะได้เกิดเป็นมนุษย์ บางคนเกดิ ในสถานท่อี ันเหมาะสมในการสร้างสมบารมีก็จะได้เปรียบทนั ที แต่บาง
คนกลับเกิดในที่ไม่เหมาะสมย่อมเสียโอกาส อนึ่ง นอกจากปัญหาโดยภาพรวม คือ ทุกชีวิตต้องการความสุข
ความเจริญกา้ วหน้า ไมต่ ้องการความทกุ ข์ ความเสอื่ ม ไมว่ า่ จะสังคมใด ชาติใด ภาษาใด จึงไดพ้ ยายามแสวงหา
สิง่ ท่ีต้องการ และหลีกให้พ้นจากส่ิงทต่ี ้นไม่ประสงค์ โดยดาเนินการทุกวิถที าง เพ่ือให้บรรลุป้าหมายของตนไป
จนตลอดชีวิต บางคนก็ประสบความสาเร็จ บางคนก็ล้มเหลวโดยประการท้ังหวง ไม่ประสบความสาเร็จตามท่ี
ตนมุง่ หมายในชวี ิตเลย (Phra Dhammawisuthikavee (Thitawanno), 2015: 1)

ดังน้นั การเลือกถิ่นที่อยู่อนั เหมาะสมนน้ั ยอ่ มเป็นปจั จัยทชี่ ่วยส่งเสริมบคุ คลใหเ้ จริญรุ่งเรืองตามหลัก
จักร 4 ในพระพุทธศาสนา ซึ่งหลกั จักร 4 (Thai Tripitaka: 21/31/41) น้ี จดั ได้วา่ เป็นธรรมที่นาชวี ติ ไปสคู่ วาม
เจริญรุ่งเรือง ดุจล้อนารถไปสู่ท่ีหมายน้ันเอง ธรรม 4 ข้อน้ี เรียกอีกอย่างหน่ึงว่า พหุการธรรม คือ ธ รรมที่มี
อปุ การะมาก (virtues of great assistance) เป็นเครื่องช่วยใหส้ ามารถสรา้ งสมความดีอ่ืนๆ ทุกประการ และ
ช่วยให้ประสบความเจริญก้าวหน้าในชีวิต บรรลุความงอกงามไพบูลย์ (Phra Brahmagunaborn, (P.A.
Payutto), 2016: 114) ซึง่ นน้ั ก็คือหลักปฏิรปู เทสวาสะนั่นเอง

แนวคิดเรื่องปฏิรูปเทสในพระพุทธศาสนานี้ มีความแตกต่างกับแนวคดิ เรื่องฮวงจุ้ยในวัฒนธรรมจีน
ดังท่ี เทียน อินทร์แดน (2016: 81) ได้กล่าวเอาไว้ว่า ฮวงจุ้ยจะมุ่งเน้นถึงเร่ืองของทาเลท่ีตั้ง ทิศทาง และ
สภาพแวดล้อม สาหรบั หลักปฏิรูปเทส หมายถึง การอยูใ่ นถ่ินท่ีเหมาะสม เป็นสถานที่อันเหมาะสม สมควรอยู่

207  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลยั และเครอื ข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

เพื่อประกอบกิจน้ันๆ ให้เจริญ ท่านเรียกว่า ปฏิรูปเทส โดยปกติ คนประกอบกิจต่างๆ ประเทศอันเหมาะสมก็
ย่อมแตกต่างกันไปด้วย ตัวอย่าง ชายทะเลย่อมเป็นปฏิรูปเทสของชาวประมง ตลาดใหญ่เมืองเป็นปฏิรูปเทส
ของนักการคา้ สถานทอี่ นั สงบเงียบเป็นปฏิรูปเทสของนักปราชญแ์ ละนักพรต เป็นต้น

ดังน้ัน เพ่ือให้เห็นความหมายของคาว่า “ปฏิรูปเทส” ได้ชัดเจนและครอบคลุม ผู้เขียนขอนาเสนอ
ความหมายใน 2 กลมุ่ คอื กลมุ่ ที่ 1 ความหมายตามรูปศัพท์ และ กลมุ่ ที่ 2 ความหมายของนักวชิ าการต่างๆ ดงั นี้

กลุ่มท่ี 1 ความหมายตามรูปศัพท์ : คาว่าปฏิรูปเทสความหมายตามรูปศพั ท์ในคัมภีร์พระไตรปิฎก
ใช้คาว่า “ปฏิรูปเทสวาส” เป็นศัพท์บาลี มาจากคาว่า ปฏิรูป+เทส+วาส ปฏิรูป แปลว่า สมควร, เหมาะสม
(Phra Dhammakittivongsa (Suratejo), 2007: 386) เทส เเปลว่า สถานท่ี, ถ่ิน, ประเทศ (Phra Dhamma
kittivongsa (Suratejo), 2007 : 327) ซ่ึงคาศัพท์ท่ีมีความหมายเดียวกัน คือ วิสโย (His Holiness
Krommlongchinworasiriwat the Supreme Patriarch, 1998: 50) และในอรรถกถาแสดงไว้ว่า คาว่า วาส
มาจากคาว่า วาโส แปลว่า อยู่, ท่ีอยู่ หรือ ที่เป็นท่ีพักอาศัย (His Royal Highness Prince Kitiyakara
Krommaphra Chandaburinarunath, 1969: 64) รวม ปฏริ ูปเทสวาส แปลว่า การอย่ใู นประเทศทเ่ี หมาะสม
หรอื การอยูใ่ นประเทศทส่ี มควร

ความหมายที่ปรากฏในคัมภรี ์พระไตรปิฎก และคัมภีร์อ่ืนๆ ท่ีเกี่ยวข้อง คาว่า ปฏิรูปเทสนี้ หมายถึง
การที่อยู่ในประเทศอันสมควร มีปรากฏอยู่อย่างชัดเจนใน จักกสูตร (Thai Tripitaka: 21/31/41) อังคุตต
นิกายว่าด้วยเรื่องจักร 4 ใน จักกสูตร ท่ีว่าด้วย ธรรมท่ีเปรียบด้วยล้อรถซึ่งจะนาไปสู่ความเจริญหรือให้ถึง
จุดมุ่งหมาย คือ ในชวี ิตประจาวัน เรามีโอกาสที่จะให้ทานและรักษาศีล เจริญภาวนา จักร 4 คือ 1) ปฏิรูปเทสวาสะ
การอยู่ในถ่ินท่ีดี 2) สัปปุริสูปัสสยะ การสมาคมกับสัตบุรุษ 3) อัตตสัมมาปณิธิ การต้ังตนไว้ชอบ และ
4) ปุพเพกตปุญญตา ความเป็นผู้ได้ทาความดีไว้ก่อนแล้ว และในมงคลสูตร ก็ได้กล่าวไว้เหมือนกัน คือ เป็น
มงคล (Tripitaka: 25/6/1)

อนง่ึ นอกจากนีก้ ม็ ีปรากฏในชัน้ อรรถกถาคอื คัมภรี ม์ งั คลตั ถทีปนีท่ีรจนาโดยพระสงฆ์ชาวล้านนาชื่อ
พระสิริมังคลาจารย์ ท่ีได้อธิบายไว้ว่า “...ประเทศท่ีบริษัท 4 เท่ียวไปอยู่ ท่ีมีบุญกิริยาวัตถุมีทานเป็นต้นยัง
เป็นไปอยู่ และท่ีคาสอนของพระศาสดาอันมีองค์ 9 ยังรุ่งเรือง ชื่อว่าประเทศท่ีสมควร การอยู่ในประเทศท่ี
สมควรน้ัน ท่านกล่าววา่ เป็นมงคล...” (Phra Sirimongalajarn: 1/80-81/ 94)

กลุ่มที่ 2 ความหมายของนักวิชาการต่างๆ : มีดังนี้ ราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายเอาไว้ว่า
ปฏิรูปเทส คือ “ถ่ินท่ีสมควรหรือถ่ินท่ีเหมาะสม” และในสารานุกรมพระพุทธศาสนาให้คาจากัดความว่า
“การอยู่ในถิ่นสมควรถิ่นฐานอันเหมาะสมแก่ความเป็นไปของบุคคลก็ดี ของคณะบุคคลก็ดี ช่ือว่าปฏิรูปเทส
บคุ คลก็ดี คณะก็ดีมีความเป็นไปอาศัยกิจการอย่างใดอยู่ในถิ่นอันสมควรแก่กิจการอย่างนั้นย่อมอาจยังกิจการ
อย่างน้ันให้สาเร็จได้โดยสะดวก” (Mahamakutararajavidyalaya, 1995: 274) และนอกจากน้ียงั มีนักปราชญ์ ทาง
พระพุทธศาสนาได้ให้ความหมายเอาไว้หลายท่าน ดังนี้ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้กล่าวเอาไว้ว่า
“ปฏิรูปเทสวาสะ เลือกถิ่นท่ีอยู่อันเหมาะสม คือ เลือกหาถิ่นท่ีอยู่ หรือแหล่งเล่าเรียนดาเนินชีวิตที่ดีซ่ึงบุคคล
และส่ิงแวดลอ้ มท่ีอานวยแก่การศึกษาพัฒนาชวี ิต การแสวงหาธรรมหาความรู้ การสร้างสรรค์ความดีงาม และ
ความเจริญก้าวหน้า” (Phra Brahmagunaborn, (P.A.Payutto), 2016: 35) ในประเด็นน้ีพระธรรมโกศาจารย์
(ประยูร ธมฺมจิตฺโต) ได้กล่าวถึงลักษณะปฏิรูปเทสไว้ว่า “ประเทศชาติจะพัฒนาได้อย่างรวดเร็วก็ต้องใส่ล้อ
ซึ่งล้อนี้เป็นล้อแห่งธรรมท่ีจะหมุนไปสู่ความเจริญประกอบด้วยธรรม 4 ประการ ปฏิรูปเทส การอยู่ในถิ่นท่ี
เหมาะสมหรืออยู่ในถ่ินที่มีสภาพแวดล้อมที่ดี ซึ่งเป็นธรรมะหนึ่งในสี่ข้อที่จะนาไปสู่ความเจริญอย่างรวดเร็ว
เหมือนกับรถที่ติดล้อทาให้สามารถเคล่ือนท่ีได้อย่างรวดเร็ว” (Phra Dhammakosajarn (Dhammacitto),
1998: 137) สอดคล้องกับแนวคิดของปิ่น มุทุกันต์ ก็ได้ให้ความหมายเอาไว้เหมือนกัน คือ ปฏิรูปะ แปลว่า

208  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

สมควร เหมาะสมเรียบร้อย รูปศัพท์ ส่วนเทสะ แปลว่า ถิ่นที่อยู่ หมายถึง ตาบลที่อยู่ประเทศท่ีอยู่รวมแล้ว
ปฏิรูปเทส หมายถึง ประเทศมีรูปเฉพาะประเทศเสรี มีสัญลักษณ์ศักดิ์ศรีเป็นของตนเองมีวัฒนธรรมที่ดี
(Mudukan, 1992: 241-242)

สรุปความได้ว่า เมืองที่น่าอยู่ในมุมมองพุทธศาสนา คือ เมืองท่ีสิ่งแวดล้อมดี การคมนาคมสะดวก
เศรษฐกจิ การค้าดี มีชาวเมอื งจิตใจดี มีศีลธรรม และเจริญรุ่งเรืองด้วยอารยธรรม

ลักษณะของเมืองน่าอยู่ในมุมมองของพระพุทธศาสนาน้ัน สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร)
(1992: 65-78) ได้อธิบายถึงความหมายของปฏิรูปเทสว่า ถ่ินที่มีความเหมาะสมน้ันๆ คือ ถ่ินทม่ี ีความสมบูรณ์
5 ประการ คือ ถ่ินท่ีเป็นศูนย์รวมถ่ินท่ีอาชีพสะดวก ถ่ินที่มีการศึกษาสะดวก ถ่ินท่ีมีศาสนประกาศสัจธรรม
และถ่ินที่มีคนทรงศีลทรงธรรม มีวิทยาคุณมาก ชื่อว่าถ่ินท่ีเหมาะสม พระพุทธองค์ทรงเรียกการอยู่ในถิ่นที่
เหมาะสมนี้ว่า เป็นมงคลชีวิต เพราะเป็นปัจจัยให้ผู้อยู่ได้ต้ังตนให้มีความเจริญก้าวหน้าเป็นหลักฐานทั้งในทาง
โลกและทางธรรม

ปฏิรูปเทสน้ีจัดเป็นหนึ่งในหลักสาคัญสาหรับผู้ที่ต้องการดาเนินชีวิตให้เจริญก้าวหน้ าประสบ
ความสาเร็จ ไม่ว่าจะในด้านการศึกษา หรืออาชีพการงานก็ตาม (Phra Brahmagunaborn n, (P.A.Payutto),
2016: 35) ซ่ึงหลักแห่งความเจริญ หากบุคคลพ่งึ หวังความเจริญ ก็ควรปฏิบัติตามธรรม ท่ีจะนาชีวิตไปสู่ความ
เจริญรุ่งเรืองที่เรียกว่าจักร 4 คือ ธรรมที่ดุจล้อท้ังส่ีที่นารถไปสู่จุดหมาย การเลือกปฏิรูปเทสน้ีเป็นหน่ึงในการ
เลือกคร้ังย่ิงใหญใ่ นการลงมาประสูตขิ องพระพทุ ธโคดม ซึ่งเรียกว่า ปัญหามหาวิโลกนะ 5 คือเรื่องของประเทศ
ซ่ึงประเทศท่ีเลือกน้ัน ต้องเป็นมัชฌิมประเทศหรือประเทศอันตั้งอยู่ในส่วนกลาง เพราะมัชฌิมประเทศหรือ
ประเทศอันต้ังอยู่ในส่วนกลางน้ันย่อมเป็นสถานท่ีพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอัครสาวก พระอสีติสาวก
พระเจ้าจักรพรรดิ และขันติมหาศาล พราหมณ์มหาศาล และคหบดีมหาศาล ผู้มเหสักข์เหล่าอ่ืนย่อมเกิดข้ึน
และนครชอ่ื วา่ กบลิ พสั ดน์ุ ีก้ น็ ี้ตั้งอยู่ในมัชฌมิ ประเทศนี้

เมืองท่ีน่าอยู่ในสมัยพุทธกาล: เมืองที่น่าอยู่ในสมัยพุทธกาลมีปรากฏในคัมภีร์พระไตรปิฎกซ่ึง
ปรากฏเด่นชัดเม่ือครั้งที่พระพุทธเจ้าทรงปลงประชนมายุสังขาร ท่ีปาวาฬเจดีย์ เมืองไวสาลี ว่าจะเสร็จดับ
ขันธปรินิพพานจากน้ีไปอีก 3 เดือน ดังความที่ปรากฏในมหาปรินิพพานสูตร ว่า...การปรินิพพานของพระ
ตถาคตจะมีจากน้ไี ปอีก 3 เดอื น ตถาคตจะปรินิพพาน...(Thai Tripitaka: 10/168/116) แต่หลังจากเหตุการณ์
น้ี ความทราบถึงพระอานนท์ พระผู้ทาหน้าทีพ่ ุทธอุปัฏฐาก ไดเ้ ขา้ ไปกราบทูลถวายว่า ขอใหพ้ ระพุทธองค์เสด็จ
ไปดับขันปรินิพพานที่เมืองอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เมืองกุสินารา ด้วยเหตุผลที่ว่า “...ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระ
ภาคอย่าได้ปรินิพพานในเมืองเล็ก เมืองดอน เมืองกิ่งเช่นน้ี เมืองใหญ่เหล่าอื่นยังมีอยู่ เช่น กรุงจัมปา กรุง
ราชคฤห์ กรงุ สาวัตถี เมืองสาเกตุ กรงุ โกสัมพี กรงุ พาราณสี ขอพระผู้มพี ระภาคโปรดปรินิพพานในเมืองเหล่านี้
เถิด ขันติยมหาศาล พราหมณ์มหาศาล คหบดีมหาศาล ผู้เล่ือมใสอย่างยิ่งในพระตถาคต มีอยู่มากในเมือง
เหล่าน้ี ท่านเหล่านน้ั จะทาการบชู าพระสรรี ะของพระตถาคต..”(Thai Tripitaka 10/210/158)

ดังนั้น เหตุผลและความจาเป็นในการเลือกเมือง หรือปฏิรูปเทสท่ีเหมาะสม ย่อมมีความจาเป็นใน
การกระทากิจกรรมทุกอย่าง...

จากประเด็นดังกล่าวน้ี ย่อมช้ีชัดเมืองทั้ง 6 เมืองเหล่านี้ คือ กรุงจัมปา กรุงราชคฤห์ กรุงสาวัตถี
เมืองสาเกตุ กรุงโกสัมพี และกรุงพาราณสี เปน็ เมืองทีเ่ ป็นปฏิรูปเทส หรือเมืองน่าอยู่ และคู่ควรที่พระพุทธเจ้า
จะได้เสด็จไปดับขันธปรินิพพาน ดังคาทูลขอของพระอานนท์ ซ่ึงหากเอาตัวบุคคลมาเป็นเคร่ืองตัดสินน้ัน
ประเด็นนี้ก็เป็นเพียงการวัดความเป็นมหาศาล คือ วัดด้วยฐานะทางเศรษฐกิจของแต่บุคคล ดังปรากฏคาว่า
ขันติมหาศาล พราหมณ์มหาศาล คหบดีมหาศาล น้ัน พระอรรถกถาจารย์ (Thai Tripitaka Commentary

209  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลัย และเครือขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

210/193) ได้อธิบายว่า คาว่า มหาศาล หมายถึง ผู้มีทรัพย์มาก ขันติยมหาศาลมีพระราชทรัพย์ 100-1,000 โกฏิ
พราหมณม์ หาศาล มีทรัพย์ 80 โกฏิ คหบดมี หาศาลมศี ัพท์ 40 โกฏิ

ดังนั้น หากคิดในด้านเศรษฐกิจอย่างเดียวคงยังไม่ตอบโจทย์คาว่าเมืองน่าอยู่ในมิติทาง
พระพุทธศาสนาเท่าท่ีควร เพราะพระพุทธองค์ได้ทรงตรัสค้านในคาอาราธนาของพระอานนท์ ว่า “...อานนท์
เธออย่ากล่าวอย่างน้ัน อย่าพูดอย่างนั้นว่า ‘กุสินาราเป็นเมืองเล็ก เมืองดอน เมืองกิ่ง...อานนท์...กุสินาราน้ีมี
นามว่า กุสนิ ารา...เจริญรุ่งเรือง มีประชากรมาก...เศรษฐกิจดี...อึกอึกครึกโครมเพราะเสยี ง 10 ชนิด ทั้งวันทงั้ คืน...
และเสียงวา่ ‘ท่านทั้งหลายโปรดบริโภค ด่ืม เคย้ี วกิน...” (Thai Tripitaka 10/210/158)

ดังท่ีกล่าวมานี้ ย่อมเป็นเหตุผลว่า พระพุทธองค์มิได้เลือกเมืองกุสินาราเพียงเพราะว่าความ
เจริญรุ่งเรืองในมิติของเศรษฐกิจแต่เพียงด้านเดียว แต่พระพุทธองค์ยังช้ีให้เห็นว่า เมืองกุสินารานี้ ก็
เจริญรุ่งเรืองด้านจิตใจและสังคมด้วยเช่นกัน ซ่ึงการเป็นสังคมเมืองน่าอยู่นั้น สมาชิกในสังคมควรมีจิตใจที่มี
เมตตาเอื้ออาทรต่อกัน ดังปรากฏคาว่า “...ท่านทั้งหลายโปรดบริโภค ด่ืม เค้ียวกิน...” (Thai Tripitaka
10/210/158) จากประเด็นดังกล่าวนี้ย่อมสื่อให้เห็นชัดว่า สภาพของการเป็นเมืองที่น่าอยู่ในมิติของ
พระพุทธศาสนาน้ัน มีความสอดรับกับแนวคิดเรื่องเมืองน่าอยู่ในยุคปัจจุบันท่ีมิได้เน้นท่ีเพียงการเจริญเพียง
ด้านใดด้านหน่ึง แต่เป็นการพัฒนาทุกทุกมิติทั้งในเชิงกายภาพ สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการบริหาร
การจัดการ

ตวั อย่างเมืองน่าอยู่ 6 เมอื ง: เมืองทพี่ ระอานนทท์ ูลขอพระพุทธเจ้าไม่ให้ปรนิ ิพพานทีเ่ มืองกุสินารา
และพระอานนท์ได้เลือกเมืองอ่ืนอีก 5 เมืองท่ีควรเสด็จไปดับขันธปริพพาน เมืองทั้ง 5 เมืองเหล่าน้ี
ประกอบด้วย

1. กรุงจัมปา (Champa) กรุงจัมปานี้ในอดีตเป็นอาณาจักรเล็กๆ ที่แยกตัวอิสระ ปัจจุบันอยู่
ทางดา้ นทิศตะวันออกของรัฐพิหาร และถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหน่ึงของรัฐมคธในยุคของพระเจ้าพิมพิสาร เมือง
นี้เจริญในด้านเศรษฐกิจและกาลังทหารในยุคของพระพุทธเจ้า ในสมัยพทุ ธกาลน้ันได้สูญเสียอานาจให้กับมคธ
(Law, 1973: 7)

2. กรุงราชคฤห์ เป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธ เป็นราชธานีแห่งแรกท่ีพระพุทธเจ้าทรงเร่ิมพุทธกิจ
เมืองน้ีบางทีอาจเรยี กว่าคริ ปิ ัชชะ (Giribajja) ในปัจจบุ นั คอื เมืองราชเกยี ร์ (Rajgir) ในรัฐพิหาร ในสมัยพุทธกาล
มีพระเจ้าพิมพิสารปกครองและสืบถอดต่อไปยังพระเจ้าอชาตศัตรู เมืองน้ีเป็นเมืองหลักของการเผยแผ่พุทธ
ศาสนาในยุคตน้ พทุ ธกาล (Law, 1973: 8)

3. กรุงสาวัตถี กรุงสาวัตถีเป็นเมืองหลวงของแคว้นโกศล ปัจจุบันต้ังอยู่ท่ีรัฐอุตตรประเทศเมืองนี้
น่าจะเรียกได้ว่าเปน็ “นคร” มากกว่าเป็น “เมือง”ในสมัยพุทธกาล มีพระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นผู้ปกครองเมือง
และมีเศรษฐี คหบดีผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาคือ อนาถปิณฑิกเศรษฐี, เมืองน้ีจัดเป็นเมืองสาคัญในการ
บาเพ็ญพทุ ธกจิ ของพระพุทธเจ้า (Keown, 2003: 147)

4. เมืองสาเกตุ หรือเมืองอโยธยา (Ayodhya) ในปัจจุบัน ตั้งอยู่ท่ีรัฐอุตตรประเทศในอดีตเคยเป็น
เมืองที่เจริญรุ่งเรืองและขึ้นตรงต่อแคว้นโกศล ของพระเจ้าปเสนทิโกศล มีคหบดีเศรษฐีใจบุตรคือนางวิสาขา
มหาอบุ าสิกา ผสู้ ร้างโลหะปราสาทถวายพระพทุ ธเจ้า (Sarao, 2007: 148)

5. กรุงโกสัมพี กรุงโกสัมพีน้ีเป็นเมืองหลวงของแคว้นวังสะ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของแม่น้าคงคา
ในสมัยใหม่เรียกเมืองน้ีว่า โกสัม (Kosam) ตั้งอยู่ร่ิมฝ่ังแม่น้ายมุนาใกล้เมืองอัลลหะบาด รัฐอุตตรประเทศ
ในเมืองนีป้ รากฏมอี ารามในพระพุทธศาสนาถงึ 4 วัด (Keown, 2003: 147)

6. กรุงพาราณสี เป็นเมืองหลวงของเมืองกาสี (Kasi) เป็นอาณาจักรอินเดียโบราณ ตั้งอยู่ริมฝ่ังคงคา
เมอื งนเ้ี ปน็ ศูนย์ทางการค้าในอดีต ปัจจบุ นั ต้ังอย่ทู ่รี ัฐอตุ ตรประเทศ ก่อนยุคพทุ ธกาลนนั้ เมืองพาราณสีเปน็ เมอื ง

210  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลยั และเครอื ขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

มหาอานาจแห่งหน่ึง แต่ยุคหลังจากนั้นได้สูญเสียอานาจทางการเมืองไป คงไว้แต่ความเจริญด้านการค้าและ
เศรษฐกจิ อย่างเดียว (Law, 1973: 3)

คุณค่าของปฏิรปู เทส: คุณค่าของการไดอ้ าศัยอยู่ในปฏิรปู เทสน้นั เป็นปัจจัยที่คอยช่วยหนนุ สง่ ใหไ้ ด้
ส่ิงท่ีประเสริฐ 6 ประการ ซึ่งเรียกว่า อนุตตริย 6 อันประกอบไปด้วย การได้เห็นพระพุทธเจ้าและหมู่พระอริยสงฆ์,
การไดฟ้ ังธรรม, การไดล้ าภอันประเสริฐ, การได้ศึกษา, การได้บารุงและการได้ระลึกถึงคาสอนของหมูพ่ ระอริยเจ้า
(Thai Tripitaka: 22/81/419-420) และการที่ได้พบคุณค่าจากปฏิรูปประเทศน้ัน เมืองควรสร้างสิ่งสนับสนุน
ในมิติทางกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม ประกอบด้วย 1) อาวาสสัปปายะ ท่ีอยู่เหมาะสม 2) โคจรสัปปายะ
การคมนาคมสะดวก 3) ภัสสสปั ปายะ มีเสรีภาพในการแสดงทัศนะ 4) ปุคคลสัปปายะ มีปูชนียบุคคลท่ีสาคัญ
5) โภชนสัปปายะ มีความม่ันคงทางอาหาร 6) อุตสุ ัปปายะ ภูมิอากาศดี และ 7) อิริยาปถสัปปายะ มีอิสรภาพ
ในการแสดงออก (Visutha.: 1/59/186-188)

แนวทางการพัฒนาเมืองน่าอยเู่ ชิงพุทธตามหลักปฏิรูปเทส
โดยพ้นื ฐานแลว้ ไม่ได้เป็นของใหมส่ าหรับสงั คมไทย เพราะความคิด ความเชื่อ และความเป็นอยู่ของ

บรรพบุรษุ ไทยในอดีต ได้สอนให้เราเคารพธรรมชาติ อยู่กนิ กับธรรมชาติ การก่อสร้างบา้ นเรือนหรือการต้ังถ่ิน
ฐานในอดีตก็พยายามให้สอดคล้องกับภูมิอากาศและภูมิประเทศ ใช้วัสดุธรรมชาติและแรงงานท้องถิ่น
(Puvanant, 2001: 75) ดังน้ัน โดยพ้นื ฐานแลว้ พระพทุ ธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความหลุดพ้น ซึ่งเป้าหมายของ
พระพุทธศาสนานั้นมีแก่นคาสอนที่เน้นความรู้แจ้งภายในของพระพุทธเจ้าซึ่งมปี ฏิสมั พนั ธโ์ ดยตรงกับธรรมชาติ
ของโลกและสภาวะการคงอยู่ (Pandit, 2001: i) พระพุทธศาสนาจึงไม่ได้มุ่งสอนให้คนหวังแค่ผลที่ปลายเหตุ
แต่มุ่งให้มองไปท่ีสาเหตุท่ีเป็นเง่ือนไขของการได้มาซึ่งผล และนอกจากน้ีพระพุทธศาสนาก็ได้วางแนวทาง
(มรรค) ในการมุ่งไปทผี่ ล

แนวทางในการพัฒนาเมอื งน่าอยูเ่ ชิงพทุ ธตามหลกั ปฏิรปู เทส ประกอบดว้ ย 5 มติ ิ คอื
1) ด้านสังคม ควรเป็นถิ่นท่ีมีระบบการศึกษาดี และสะดวกต้ังถ่ินที่อยู่ ให้เสรีภาพในการนับถือ
ศาสนา เพ่ือประกาศสัจธรรมในการบ่มเพาะสมาชิกในสังคมให้เป็นคนดีมีคุณธรรม ส่งเสริมคุณภาพชีวิต
(Quality of Life) อนั จะกอ่ ให้เกิดประเพณีศีลธรรมวัฒนธรรม
2) ด้านเศรษฐกิจ ควรเป็นถิ่นที่เป็นศูนย์รวมถ่ินท่ีประกอบสัมมาชีพ และมีความมั่นคงทาง
เศรษฐกิจ (Economic Stability) มีอาหารอดุ มสมบรู ณ์
3) ด้านกายภาพ ควรเป็นเป็นเมืองที่เน้นการพัฒนาสิ่งแวดล้อมทางกายภาพให้ร่ืนรมย์ เน้นการพัฒนา
พน้ื ท่สี าธารณะใหส้ ะดวก สะอาด ปลอดมลภาวะ เอ้อื ต่อการดาเนินชวี ติ ของประชาชน
4) ด้านส่ิงแวดล้อม ควรเป็นเมืองท่ีมีส่ิงแวดล้อมท่ีอานวยแก่การศึกษาพัฒนาชีวิต การแสวงหา
ความรู้ การสรา้ งสรรค์ความดงี าม และความเจรญิ ก้าวหนา้
5) ด้านการบริหารและจัดการ ควรเป็นเมืองที่มีการบริหารที่โปร่งใส เปิดเผยข้อมูลตรวจสอบได้
มีกระบวนการทไ่ี ม่ซับซอ้ น และเปดิ โอกาสให้ประชานได้เขา้ ไปมีส่วนร่วมในการบรกิ ารและจดั การบ้านเมือง
เมืองน่าอยู่เชิงพทุ ธนตี้ ้องยดึ หลักปฏิรูปเทสน้ี หนง่ึ ในหลักจักร 4 ประการ ที่เป็นเหตุและเป็นผลต่อกัน
คือ เมื่อบุคคลรู้จักเลือกถิ่นท่ีอยู่ที่ดีแก่การประกอบอาชีพ รู้จักคบคนดี มีความประพฤติดี ตั้งตนในทางท่ีดี
สิ่งน้ีเป็นมงคลตามนัยของพระพุทธศาสนา ถึงแม้ว่าหลักปฏิรูปเทสจะเป็นเพียงแค่วิธีการ (means) แต่ไม่ใช่
เปา้ หมาย (end) ทส่ี งู สุดในทางพระพทุ ธศาสนาก็ตาม แตท่ ัง้ น้ี สรรพส่ิงย่อมอาศยั กัน เพราะเมื่อมีการสร้างเหตุ
ที่สมบูรณ์ คือ เลือกถ่ินท่ีอยู่เหมาะสม ตามหลักปฏิรูปเทส ส่ิงอื่นท่ีเกื้อกูลแก่การพัฒนาเมืองให้ น่าอยู่

211  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลัย และเครอื ข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

ก็ย่อมตามมา คือ คบคนดี, มีศีลธรรม ที่จะช่วยให้เราตั้งตนอยู่ในความดี ส่ิงน้ันก็จะบรรลุเป้าหมายท่ีดี (ผล)
อยา่ งแนน่ อน

บทสรุป (Conclusion)
เมืองน่าอยู่ หรือชุมชนน่าอยู่เมืองน่าอยู่นี้มีแนวคิดมาจากการต้องการพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองท่ีมี

สภาพแวดล้อมและคุณภาพชวี ิตทีด่ ีสังคมท่ีเอ้ืออาทร มีชมุ ชนเข้มแขง็ มคี วามสะดวกสบาย มีความปลอดภัยใน
ชีวิตและทรัพย์สินมีระบบเศรษฐกิจที่มั่นคง ตลอดจนมีวัฒนธรรมและจิตวิญญาณที่เป็นเอกลักษณ์ของเมือง
และชุมชน โดยต้องใหค้ รบทั้ง 5 ด้าน คือ 1) ด้านสงั คม 2) ด้านเศรษฐกิจ 3) ด้านกายภาพ 4) ด้านส่ิงแวดล้อม
และ 5) ด้านการบริหารและจัดการ แนวคิดเร่ืองเมืองน่าอยู่ในทางพระพุทธศาสนานั่น มิได้เน้นการพัฒนาเชิง
กายภาพเพียงมิติเดียว แต่ต้องพัฒนาทุกมิติ คือ ควรพัฒนาตามแนวทางของปฏิรูปเทสในจักร 4 ประการ คือ
การเลอื กถิ่นท่ีเหมาะแกก่ ารประกอบสัมมาชีพ เลือกสมาคมกับคนดี มีคณุ ธรรม วางต้นเหมาสม เป็นมงคลตาม
นัยของพระพุทธศาสนาและปฏิรูปเทสไม่ไดเ้ ป็นเป้าหมายปลายทางในการสร้างเมืองน่าอยู่ แตเ่ ป็นกลไกลหลัก
ของการสร้างเมืองน่าอยู่ในทุกมิติซ่ึงความสอดคล้องกับแนวคิดเมืองน่าอยู่ของวิถีคิดขององค์กรอนามัยโลก
(World Health Organization หรอื WHO)

บรรณานกุ รม (References)
Boonyanuwat, J. (2003). The Promotion of Public Participation Process in Songha Healthy

Cities Project of Songhkla Municipality Changwat Songkhkla. Master of Science of
Thesis in Environment Management. Faculty of Environmental Management: Prince
of Songhkla University. [In Thai]
Hazra, K.L. (1988). Constitution of the Buddhist Sangha. Delhi: B.R. Publishing Corporation.
Kammanathsanyakorn, C. (1955). A Livable City. Bangkok: Rungrueng Press.
Krommlongchinworasiriwat. (1998). Abhidhammanabbadipika. Bangkok: Mahamakutararajavidyalaya
Publication. [In Thai]
Kitiyakara Krommaphra Chandaburinarunath. (1969). Pali-Thai-English-Sanskrit Dictionaty. Bangkok:
Mahamakutararajavidyalaya Publication. [In Thai]
Mahamakutararajavidyalaya, (1995). Buddhist Encyclopedia. 2nd Edition. Bangkok: Mahamakuta-
rarajavidyalaya Publication. [In Thai]
Indan, T. (2016). An Analysis of Fengshui and Patriupadesavasa in Buddhist Texts. Thesis:
Graduate School, Mahachulalongkornrajavidyalaya University.
Kewon, D. (2003). Dictionary of Buddhism. New York: Oxford University Press.
Quality of living City raning. (2020). https://mobilityexchange.mercer.com/Insights/quality-of-
living-rankings
Jerrold Schecter. (1967). The new face of Buddhism: Buddhism and Political power in Southeast
Asia. London: Victor Golliancz LTD, Introduction XL.
Kerdsiri, K. (2008). Community & Cultural Landscape. Bangkok: Usakhane. [In Thai]
Misra, G.S.P. (1972). The Age of Vinaya: Historical and Cultural Study. New Delhi: Munshiram
Manoharla.

212  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

Pandia., M.L. (2001). Buddhism in Perspective. Delhi: Munshiram Manoharlal Publishers Pvt.
Ltd. [In Thai]

Phra Dhammawisuthikavee ( Pichit Thitawanno). (2015). Auspicious in Buddhism. Bangkok:
Dhammasabha. [In Thai]

Phra Dhammakittivongsa (Tongdee Suratejo). (2007). Analytical terminology. Bangkok: Liangchiang
Press [In Thai]

Phramaha Bhodhiwongsacarn (Suratejo). (2016). Analytical terminology. Bangkok: Liangchiang
Press. [In Thai]

Phra Brahmagunaborn (P.A. Payutto). (2016). A Consitution for Living. Bangkok: Dhammasabha.
[In Thai]

Phra Dhammakosajarn (Dhammacitto). (1998). The Collection of Dhamma Discourse. Bangkok:
Sabbaya Press. [In Thai]

Phra Sirimongalajarn. (2011). Mangalatthadipani Vol.1. Bangkok: Mahachulalongkornrajavidyalaya
University. [In Thai]

Pin, M. (1992). Auspicious life Part 1: The Process of Progress along the Buddhist Line. Bangkok:
Mahamakutararajavidyalaya. [In Thai]

Puvanant, C. Modern architecture and a pleasant city, Vol.17 (2001), NAJUA: Architecture,
Design and Built Environment. Vo.17 Sebtember-Augoust (1):92. [In Thai]

Sarao, K.T.S. (2007). Uraban Centres and Urabansation as reflected in the Pali Vinaya and
Sutta Pitaka. 2nd Edition. Delhi: Department of Buddhist Studies, University of Delhi.

Schecter, J. (1967). The New face of Buddhism and Political power in Southeast Asia. London:
Victor Gollancez LTD.

Somdejphramahawerawong (Pim Dhammadharo). (1992). Auspicious life. Bangkok: Chuan Printing.
[In Thai]

Tripitaka. Mahachulalongkornrajavidyalaya Edition. Thai Language. BooK 4, article 32 page 40.
[In Thai]
.Mahachulalongkornrajavidyalaya Edition. Thai Language. BooK 9, article 276, page 98. [In
Thai]
. Mahachulalongkornrajavidyalaya Edition. Thai Language. BooK 10, article 55, page 31 [In
Thai]
. Mahachulalongkornrajavidyalaya Edition. Thai Language. BooK 10, article 168, page 116.
[In Thai]
. Mahachulalongkornrajavidyalaya Edition. Thai Language. BooK 10, article 210, page 158.
[In Thai]
. Mahachulalongkornrajavidyalaya Edition. Thai Language. BooK 10, article 236, page 177.
[In Thai]
.Mahachulalongkornrajavidyalaya Edition. Thai Language. BooK 21, article 31, page 158.

213  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลยั และเครือข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

. Mahachulalongkornrajavidyalaya Edition. Thai Language. BooK 12, article 146, page 141
[In Thai]
. Mahachulalongkornrajavidyalaya Edition. Thai Language. BooK 12, article 31, page 41 [In
Thai]
. Mahachulalongkornrajavidyalaya Edition. Thai Language. BooK 15, article 251, page 147.
[In Thai]
. Mahachulalongkornrajavidyalaya Edition. Thai Language. BooK 20, article 71, page 288.
[In Thai]
. Mahachulalongkornrajavidyalaya Edition. Thai Language. BooK 21, article 31, page 158.
[In Thai]
. Mahachulalongkornrajavidyalaya Edition. Thai Language. BooK 22, article 81, page 419.
[In Thai]
. Mahachulalongkornrajavidyalaya Edition. Thai Language. BooK 25, article 6, page 1.
[In Thai]
.Mahachulalongkornrajavidyalaya Edition. Thai Language. BooK 30, article 36-38, page
7. [In Thai]
Visudhimagga. Mahachulalongkornrajavidyalaya Edition. Thai Language. BooK 1, article 59, page
186-188. [In Thai]
Wasi, P. (2009). Reform Thailand to reform the higher education system. Bangkok: TQP Co., Ltd.
[In Thai]
Wongboonsin, K. (1997). Population and Development. 3rd Edition, (Bangkok: Chulalongkorn
University Press. [In Thai]

214  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลยั และเครือข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

แนวทางการพฒั นารูปแบบการจัดการเรียนการสอนด้านทักษะปฏบิ ตั ทิ ่ีสอดคล้องกบั การศึกษาใน
ศตวรรษท่ี 21: กรณีศกึ ษากระบวนวชิ าเสยี ง ภาพถ่าย และวดี ทิ ัศน์ดิจทิ ัลเบอ้ื งตน้

Guidelines for the Development of Practical Skills Approach Learning Method
in Accord with the Education in the 21st Century: A Case Study from
Introduction to Digital Audio Photograph and Video Course

รัฐพล พรหมมาศ
Rattaphol Phrommas
อาจารย์ประจาคณะการส่ือสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่
E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่
วัตถุประสงค์ของการวิจัยคือ เพ่ือศึกษาสถานภาพปัญหา และเพ่ือสร้างแนวทางพัฒนารูปแบบใน

การจัดการเรียนการสอนกระบวนวิชาเสียง ภาพถ่าย และวีดิทัศน์ดิจิทัลเบ้ืองต้น เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์
เชิงลึกผู้เช่ียวชาญด้านการสอน, ดา้ นการประเมินผล/วัดผลการศึกษา และนักศึกษาซึ่งลงทะเบยี นเรียนในภาค
การศึกษาที่ 1/2563 และ 1/2564 ผลการศกึ ษามีดังนี้ สถานภาพปัญหาของการจัดการเรียนการสอนรูปแบบ
การสอนแบบเดิม คือการบรรยายในช้ันเรียน ฝึกปฏิบัติและมอบหมายงาน ไม่สามารถทาให้ผู้เรียนบรรลุ
วัตถุประสงค์ของการจัดการศึกษาได้ เนื้อหาบางส่วนท่ีไม่เหมาะสมกับภูมิทัศน์ส่ือซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไป
รวมถึงมีนักศึกษาบางส่วนไมส่ ามารถนาความรู้ท่ีได้นี่ไปผลิตสื่อในกระบวนวิชาขั้นสงู ต่อไปได้ สาหรับแนวทาง
ในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนน้ัน จะต้องเน้นประโยชน์กับผู้เรียนสูงสุด ทั้งในมิติของการใช้
งานอุปกรณ์สาหรับการผลิตส่ือ การผลิตส่ืออย่างสร้างสรรค์ การส่ือสารความหมายผ่านผลงานที่ถูกต้อง และ
ผลงานมีความสร้างสรรค์สามารถตอบโจทย์ยุคหลอมรวมส่ือ เนื้อหาที่สอนต้องเป็นไปตามกรอบมาตรฐาน
คุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ ส่วนรายละเอียดของรายวิชา (มคอ 3) ใช้การเรียนการสอนแบบเชิงรุก
สาหรับสว่ นของการใช้งานอปุ กรณ์ จะใชว้ ิธีการผลิตส่ือเพ่ือใหน้ ักศึกษาสามารถเรียนรู้ไดด้ ว้ ยตนเองก่อนเข้าช้ัน
เรียน ตามรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน และเม่ือเข้าสู่การเรียนในชั้นเรียนจะต้องเน้นให้นักศึกษาเข้าใจถึงการ
สือ่ สารผ่านส่ือให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของการสื่อสาร ใช้ส่ือการสอนท่หี ลากหลาย เน้นใหผ้ ู้เรียนคิด วิเคราะห์
โจทย์ ก่อนทาการสร้างสรรค์ผลงาน หลังจากนั้น จะทาการมอบหมายให้นักศึกษาทาการพัฒนาผลงาน
สร้างสรรค์ โดยนักศึกษามีส่วนร่วมในการกาหนดโจทย์เพ่ือใช้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในการวัดและ
ประเมินผลการศึกษา ส่ิงเหล่าน้ีถือเป็นเป็นโจทย์ท่ีท้าทายเป็นอย่างมาก สาหรับการจัดการเรียนการสอนวิชา
ฝกึ ทักษะปฏบิ ตั ิใหผ้ ้เู รยี นมีคณุ ลักษณะอันพึงประสงคต์ ามที่ไดต้ ัง้ เปา้ หมายไว้
คาสาคัญ : ส่อื การเรยี นรู้, การเรยี นรู้ในศตวรรษที่ 21, การผลติ ส่ือ

Abstract
The aims of this research are study the problem of practical Skills Approach and

created guidelines for the development learning in Introduction to Digital Audio Photograph
and Video Course. This research collected data from specialist in teaching and evaluating and
student who enrolled in 1/2563 and 1/2564 semesters by deep interviews. Results of this

215  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลยั และเครอื ขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

research found that student could not achieved the objectives by conventional teaching and
practice. Some contents of subject not suitable for changing media. Furthermore, students
had not applied knowledge of subject to produced higher subjects. Developing Instructional
in Digital Audio Photograph and Video subject is fruitful and emphasized for students in
creating Medias and using materials for created Medias and invented Medias in media
Convergence era. Contents of subject are complied with the National Qualifications Framework
for Higher Education and proactive teaching is used in course specification. Flipped Classroom
used for Medias accessories manual by self-studied for student. In this classroom, student
understood in communication by Medias that determined in objective of communication and
analyzed problems before created products. After teaching in classroom, students participated to
determined problem empirical evidence for evaluated. These are extremely challenging
questions for the teaching and learning of practical skills for students to have desirable
characteristics as set goals.
Keywords: Practical Skills Approach, learning in the 21st century, Media Production

บทนา
ปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการส่ือสาร ทาให้เกิดการ

เปล่ียนแปลงครั้งย่ิงใหญ่กับสังคมมนุษย์ในแทบทุกด้านรวมถึงการสื่อสาร โดยการสื่อสารคือกระบวนการ
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ซึ่งทาให้อีกฝ่ายหน่ึงได้รับรู้เข้าใจ เป็นพฤติกรรมท่ีก่อให้เกิดความหมายซึ่งเป็น
กระบวนการพ้ืนฐานของมนุษย์ เทคโนโลยีดิจิทัลและการหลอมรวมสื่อส่งผลทาให้ภูมิทัศน์ของส่ือมีความ
เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ดังนน้ั นักวิชาชีพทางด้านการส่ือสารมวลชน นิเทศศาสตร์ ก็ต้องมีการปรับตัวเช่นกัน
เพ่ือให้สามารถทาการผลิตบัณฑิตให้คุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่ได้ต้ังเป้าหมายไว้ เน่ืองจากการพัฒนา
ประเทศในระยะแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ ฉบับท่ี 13 นั้น ได้ยึดหลัก “การพัฒนาทีย่ ่ังยนื ” และ
“คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” ซ่ึงมีหลากหลายประเด็นที่ต้องให้ความสาคัญรวมถึงด้านการศึกษา (ณัฐกานต์
แก้วขา, 2564) สิ่งน้ีแสดงให้เห็นว่าการศึกษาจะต้องสร้างฐานความคิดให้กับผู้เรียนสามารถที่จะเรียนรู้ทั้ง
ทางด้านวิชาการและวิชาชีพ เม่ือจบการศึกษาแล้วนอกจากจะสามารถประกอบวิชาชีพตามที่ได้รับการศึกษา
มาแล้ว ก็ต้องมีความตระหนักถึงการพัฒนาท่ีย่ังยืน ท่ีได้กาหนดขึ้นโดยองค์การสหประชาชาติเพื่อใช้เป็น
ทศิ ทางสาหรับการพัฒนาของประเทศต่างๆ มีสาระสาคญั คือ กาหนดเปา้ หมายเพื่อการพัฒนาประเทศทีย่ ่ังยืน
ขจัดความลาบากยากแค้น พร้อมกับดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตทุกคน ทุกตัว ทุกที่บนโลก
(สานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ, 2565)

คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะสถาบันการศึกษาช้ันนาด้านการส่ือสาร
ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาทั้งในด้านรูปแบบการสอน การพัฒนาบุคคลากรด้านการศึกษาให้สามารถ
ผลิตบณั ฑติ ท่ีมคี วามรู้ความสามารถด้านการสอื่ สารสสู่ ังคม จากข้อมลู ย้อนหลังทั้งในด้านผลประเมินกระบวนวิชา
การสารวจข้อมูลจากบัณฑิต และข้อมูลจากสายงานวิชาชีพช่วงปี พ.ศ. 2558-2560 พบว่าหนึ่งในพ้ืนฐาน
สาคัญสาหรับการเป็นนักการส่ือสารมวลชนคือ การผลิตสื่อเพ่ือการสื่อสาร โดยสื่อซ่ึงผลิตออกมานั้น จะต้อง
ส่ือสารได้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ได้กาหนดไว้ รวมถึงผลงานซ่ึงผลิตออกมาน้ัน จะต้องแสดงออกถึงความ
สร้างสรรค์ และการเคารพต่อคุณธรรมจริยธรรมในวิชาชีพ ส่งผลให้ได้มีการเปิดกระบวนวิชา 851108 เสียง
ภาพถ่าย และวีดิทศั น์ดิจทิ ัลเบ้อื งต้น ขึ้นมาต้ังปีการศึกษา 2561 โดยเป็นวิชาพ้นื ฐานสาหรับนักศึกษาช้ันปีท่ี 1

216  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

เน้นให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะปฏิบัติ โดยผ่านการจัดการเรียนสอนจากคณาจารย์ในแต่ละช่องทางส่ือ โดยเม่ือ
ผ่านการเรยี นในกระบวนวิชาน้ีแล้ว นักศกึ ษาสามารถอธิบายหลกั การและข้ันตอนการทางานของอปุ กรณ์เสียง
ถ่ายภาพ และวีดิทัศน์ พร้อมทั้งสามารถปฏิบัติการผลิตสื่อในรปู แบบส่อื ดิจิทัลเบ้ืองต้นได้ อย่างสร้างสรรค์ แต่
หลักจากท่ีได้มีการจัดการเรียนการสอนมา 3 ปี พบว่าการจัดการเรียนการสอนที่วางไว้ไม่เป็นไปตามที่ได้
คาดหวัง เน้ือหาบางส่วนไม่เหมาะสมกับภูมิทัศน์ส่ือซึ่งมีการเปล่ียนแปลงไป ดังนั้นการจัดการเรียนการสอน
แบบเดิมซึ่งแยกให้นักศึกษาเรียนภาคทฤษฎีโดยใช้การบรรยายในช้ันเรียน และการฝึกทักษะปฏิบัติตาม
ช่องทางส่ือผ่านการฝึกปฏิบัตินอกสถานท่ี ไม่สามารถทาให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดการศึกษาได้
นอกจากนั้นการบริหารจัดการนักศึกษาจานวนมากในการฝึกปฏิบัติการสามารถกระทาได้อย่างมีข้อจากัด ผล
จากการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของนักศึกษาย้อนหลัง พบว่าส่วนของหลักการและขั้นตอนการทางาน
ของอุปกรณต์ ่างๆ นักศึกษาสามารถบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนได้โดยใช้รปู แบบการสอนแบบบรรยายกับการ
ฝกึ ปฏบิ ัติ แตส่ าหรบั สว่ นของปฏิบัติการผลิตส่อื นักศกึ ษาจานวนนอ้ ยท่ีจะสามารถปฏิบัตกิ ารผลิตสือ่ ตามงานที่
มอบหมายได้อยา่ งสมบูรณ์ นั่นคือ ผลงานที่สร้างสรรค์สาเร็จแต่ส่ือสารได้ไม่ตรงตามวตั ถุประสงค์การส่ือสารที่
ได้กาหนดไว้ รวมถึงมีนกั ศกึ ษาบางส่วนไม่สามารถนาความรู้ท่ไี ด้นไี่ ปพฒั นาตอ่ สาหรบั การเรียนในกระบวนวิชา
ขั้นสงู ต่อไปได้

ผู้วิจัยได้แสวงหาวิธีการปรับแก้ไขใหก้ ารเรียนการสอนมีประโยชน์กับผู้เรียนสูงสุด ท้ังในมติ ิของการ
ใช้งานอุปกรณ์สาหรับการผลิตส่ือ การผลิตสื่ออย่างสร้างสรรค์ การสื่อสารความหมายผ่านผลงานท่ีถูกต้อง
และผลงานมีความสร้างสรรคส์ ามารถตอบโจทย์ยุคหลอมรวมสื่อได้ สิ่งน้เี ปน็ โจทย์คาถามสาคัญสาหรบั ผู้วจิ ัย ท่ี
จะต้องค้นหาวิธีการจัดการเรียนการสอนอย่างไรให้เหมาะสมกับผู้เรียน เนื่องจากหัวใจสาคัญของการเรียนใน
รายวิชานี้ คือการฝีกฝนทักษะด้านการปฏิบัติผนวกกับความรู้/ความเข้าใจได้มาจากการเรียนในห้องเรียน
ดังนน้ั พืน้ ฐานของวิชานีค้ วรปรับให้อยู่ในรปู แบบของการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ท่ีเนน้ การคดิ ให้กับผเู้ รียนเป็นสิ่ง
สาคัญ (สุวิทย์ มูลคาและคณะ, 2554) จากการศึกษากระบวนวิชาน้ีสามารถพัฒนาการจัดรูปแบบการเรียนรู้
แบบใหม่ท่ีสอดคล้องกับศตวรรษท่ี 21 ได้อย่างค่อนข้างเหมาะสมโดย ความท้าทายในการเตรียมการศึกษาให้
เหมาะสมกบั ผ้เู รยี น เป็นเรือ่ งสาคัญของกระแสการปรบั เปลยี่ นทางสังคมท่ีเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 สง่ ผลต่อวิถี
การดารงชีพของสังคมอย่างทั่วถึง ผู้วิจัยจึงต้องมีความต่ืนตัวและเตรียมพร้อมในการจัดการเรียนรู้เพื่อเตรียม
ความพร้อมให้ผู้เรียนมีทักษะสาหรับการออกไปดารงชีวิตในโลก น่ันคือ ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skill) ที่
ส่งผลใหม้ ีการเปลยี่ นแปลงการจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมคี วามรู้ ความสามารถ และทักษะจาเป็น ซง่ึ เป็นผล
จากการปฏริ ปู เปลี่ยนแปลงรูปแบบการจดั การเรยี นการสอน (วจิ ารณ์ พานิช, 2555)

จากสภาพปัญหาที่เกิดขน้ึ ดังได้กล่าวมาข้างตน้ ประกอบกับทางมหาวทิ ยาลัยได้จัดโครงการสง่ เสริม
การจัดการเรียนรู้แบบใหม่ท่ีสอดคล้องกับศตวรรษท่ี 21 ประจาภาคเรียนท่ี 1/2565 ขึ้นมาโดยเป็นโครงการ
สนับสนุนให้คณาจารย์พัฒนาจัดการเรียนการสอนแบบใหม่ โดยเฉพาะอย่างย่ิงเน้นให้ผู้วิจัยนาทักษะแห่ง
ศตวรรษที่ 21 (21st Century Skills) ด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม และด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี
มาปรับใช้กับการเรียนการสอน (วิจารณ์ พานิช, 2555) ผู้วิจัยได้ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการนี้กับทาง
มหาวทิ ยาลัย โดยผลงานวจิ ัยนเี้ ป็นส่วนหนีง่ ในการดาเนนิ โครงการดงั กล่าวของผู้วจิ ยั เป็นสว่ นในการศกึ ษาเพื่อ
คน้ หาวิธีการจัดการเรียนการสอนที่จะสามารถนามาประยุกต์ใช้กับการเรยี นการสอน ผู้วิจยั มีความคาดหวังว่า
การดาเนนิ การคร้ังนจ้ี ะสง่ ผลให้การจัดการเรยี นรูก้ ระบวนวิชาฯ บรรลตุ ามวัตถุประสงค์ท่ไี ดต้ ัง้ ไว้ และนักศกึ ษา
สามารถนาความรู้ที่ไดน้ าไปปรับใช้งานในดา้ นการผลิตสอ่ื เพื่อการส่ือสารได้จรงิ

217  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลัย และเครอื ข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

วตั ถุประสงค์
1. เพื่อศึกษาสถานภาพและปัญหาในการจัดการเรียนการสอนกระบวนวิชาเสียง ภาพถ่ายและ

วีดทิ ัศนด์ จิ ทิ ัลเบ้อื งต้น
2. เพื่อสร้างแนวทางพัฒนารูปแบบในการจัดการเรียนการสอนกระบวนวิชาเสียง ภาพถ่ายและ

วดี ิทศั น์ดิจทิ ัลเบือ้ งตน้

ขอบเขตการวิจัย
การศึกษาคร้ังน้ีเป็นการศึกษาสถานภาพและปญั หาในการจัดการเรยี นการสอนกระบวนวิชา “เสยี ง

ภาพถ่าย และวีดิทัศน์ดิจิทัลเบ้ืองต้น” ใน 3 ปีการศึกษาท่ีผ่านมา เพ่ือนาข้อมูลท่ีได้มาใช้ในการปรับปรุง
เปล่ียนแปลงและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนกระบวนวิชาน้ีให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับการเรียนรู้ใน
ศตวรรษท่ี 21

การเก็บขอ้ มลู
1. ข้อมูลเอกสารในส่วนของเอกสารคาสอน แผนการสอน ผลการประเมินการเรียนการสอนใน

กระบวนวชิ า ช่วงปี 2562-2564
2. การสัมภาษณ์ผู้สอนผู้วิจัยรายวิชาด้านการสอนกระบวนวิชาซ่ึงเก่วี ข้องกับการผลิตส่ือ จานวน 2

ท่าน ผู้สอนผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินผล/วัดผลการศึกษา จานวน 1 ท่าน นักศึกษาซึ่งลงทะเบียนกระบวน
วิชานี้ ในภาคการศึกษาท่ี 1/2562, 1/2563, 1/2564 จานวนภาคการศึกษาละ 10 คนรวมจานวนนักศึกษา
ทั้งหมด 30 คน

หมายเหตุ : การเก็บข้อมูลนักศึกษาซึ่งจะต้องทาย้อนหลังถึง 3 ปี เน่ืองจาก มีความแตกต่างกัน
รูปแบบการจัดการศึกษาน่ันคือ ภาคการศึกษาท่ี 1/2562 เปน็ การศึกษาในรูปแบบการเรยี นการสอนแบบปกติ
แต่ในภาคการศึกษาที่ 1/2563 มกี ารปรับรูปแบบการสอนเป็นแบบผสมผสาน และ การศึกษาท่ี 1/2564 เป็น
การสอนออนไลน์ 100% ซึง่ เปน็ ผลสืบเนื่องมาจากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรสั โควิด-19

เครือ่ งมอื ท่ใี ชใ้ นการวิจยั
1. แบบสมั ภาษณ์ใช้เพอื่ เกบ็ ข้อมูลจากผ้เู ชยี่ วชาญ
2. แบบสอบถามสาหรับการสนทนากลมุ่

การวเิ คราะหข์ ้อมูล
ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณา โดยผลการวิจัยที่ได้เป็นข้อสรุปเบ้ืองต้น เพื่อที่จะใช้เป็นข้อมูล

สาคัญในการดาเนินโครงการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบใหม่ท่ีสอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 ประจาภาคเรียนท่ี
1/2565 กระบวนวชิ า เสยี ง ภาพถา่ ย และวีดทิ ัศน์ดจิ ทิ ลั เบ้อื งต้น

ผลการวิจัย
สถานภาพและปญั หาในการจดั การเรียนการสอนเสียง ภาพถา่ ย และวีดิทศั น์ดจิ ิทัลเบ้ืองต้นสามารถ

สรปุ ได้ดังน้ี
1. การจดั การเรยี นการสอนเปน็ รูปแบบการสอนตามรปู แบบดงั นี้
1.1 ใชว้ ธิ กี ารเรม่ิ ตน้ จากการบรรยายหน้าชัน้ เรียนดา้ นทฤษฎีใหก้ บั นักศึกษา

218  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลยั และเครอื ข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

1.2 เมื่อถึงเวลาฝึกปฏิบัติจะนานักศึกษาฝึกปฏิบัตินอกสถานท่ีโดยมีผู้สอนผู้สอนคอบให้
คาแนะนา มกี ารใหน้ กั ศึกษาฝึกใช้เครื่องมือในการผลติ ส่ือจริง (เป็นการแยกการส่ังงานตามช่องทางส่ือ)

1.3 ผู้สอนจะทาการมอบหมายโจทย์ให้นักศึกษาทาการสร้างสรรค์ผลงานสื่อต่างๆ ตาม
ข้อกาหนดทไ่ี ด้มกี ารกาหนดไว้

1.4 ส่งผลงานผา่ นช่องทางต่างๆ เช่น E-mail, Google Drive
ซ่ึงทั้งหมดน้ีผู้เรียนจะเป็นผู้รับความรู้จากผู้สอนเป็นส่วนใหญ่ มิได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น
รวมถึงมีข้อจากัดในเรื่องของอุปกรณ์ที่ให้ผู้เรียนทาการฝึกปฏิบัติ เนื่องจากเป็นการเรียนพร้อมกันท้ังช้ันปี
อปุ กรณ์จะไมพ่ รอ้ มใหน้ ักศึกษาได้ใช้งาน รวมถงึ เนือ้ หามีหลายส่วนไม่ทันกับยุคสมัย
2. สัดส่วนของการเรียนในหนึ่งสัปดาห์น้ัน นักศึกษาจะได้เรียนในส่วนของความรู้ 1 ช่ัวโมงต่อ
สัปดาห์ (0.5 ชม/ครั้ง) และการฝึกปฏิบัติกับผู้สอน 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (1 ชม/คร้ัง) ซ่ึงค่อนข้างคุมชั้นเรียน
ลาบาก โดยนักศึกษาซึ่งลงทะเบียนเรียนจะมีจานวน 300-330 คน/ปี และตอ้ งทาการบริหารจัดการให้ลงตัวที่
4 ตอน ไม่สามารถแบง่ กลุม่ ผู้เรยี นใหม้ จี านวนมากกวา่ นไี้ ด้ อนั เป็นผลจากข้อจากัดเรื่องภาระงานสอน
ดังนั้น การสร้างแนวทางพฒั นารูปแบบในการจัดการเรียนการสอนกระบวนวิชาเสียง ภาพถ่ายและ
วีดทิ ัศน์ดจิ ทิ ัลเบอ้ื งตน้ เพ่ือใหส้ อดคลอ้ งกบั การศึกษาในศตวรรษที่ 21 นั้น สามารถสรุปไดด้ งั น้ี
1. ปรับรูปแบบการสอนใหม่ โดยเน้ือหาบรรยายภาคทฤษฎีจะทาการบรรจุไว้ใน MS Team
ล่วงหน้า เนื่องจากเป็นระบบจัดการการเรียนการสอนออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Learning
Management System-LMS) ท่ีทางมหาวิทยาลัยได้กาหนดไว้ให้ผู้สอนใช้งานเพื่อความเป็นมาตราฐาน
เดียวกัน รวมถึงนักศึกษาทุกคนท่ีเรียนจะได้รับสิทธิในการได้รับบัญชีใช้งานโปรแกรมน้ีได้อย่างเต็ม
ประสิทธิภาพ เพ่ือให้นักศึกษาสามารถทาการศึกษาก่อนเข้าสู่การเรียน เน้ือหาที่ปรับยังคงยึดตาม มคอ. 3
จัดทาเน้ือหาใหม่ให้มีความทันสมัย สาหรับเน้ือหาในเชิงเทคนิคการผลิตส่ือ รวมถึงการใช้อุปกรณ์จะทาการ
เพิ่ม/ปรับปรุงใหม่ จากเดิมที่เน้นการใช้อุปกรณ์แบบมืออาชีพ จะทาการปรับเปล่ียนให้ผู้เรียนเริ่มต้นจาก
อุปกรณ์ที่มีให้ทางานผลิตส่ือได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะเมื่อเข้าใจพ้ืนฐานการผลิตส่ือแล้ว การใช้งาน
เครอ่ื งมอื ในระดับมืออาชพี จะลดเวลาในการปรบั ตัวลง พรอ้ มทง้ั สามารถใชง้ านไดอ้ ยา่ งเต็มประสิทธภิ าพ
2. เม่ือเข้าสู่การเรียนในช้ันเรียน ผู้สอนจะใช้วิธีการให้นักศึกษาทาการประเมินตนเองถึงพ้ืน
ฐานความรู้ทตี่ นเองมีในการผลิตส่ือทัง้ 3 ประเภท การนาเสนอผลงานของตนเอง (อาจอยใู่ นรูปแบบของบัญชี
ผู้ใช้งานส่ือสังคมออนไลน์ต่างๆ หรือตัวอย่างผลงาน) การแสดงความคาดหวังท่ีจะได้รับจากกระบวนวิชาน้ี
ความพร้อมด้านอุปกรณ์ในการใช้งานผลิตส่ือซง่ึ ตนเองมี รวมถึงความคาดหวังที่จะไดจ้ ากการเรียนในกระบวน
วิชานี้ ซ่ึงท้ังหมดนี้ใช้การบันทึกข้อมูลลงใน MS Team ผู้ช่วยสอนทาหน้าที่รวบรวม และทาการสรุป
ประมวลผลออกมาเพอื่ ใช้ในการวางแผนสาหรับการจัดการเรยี นการสอน
3. การสอนเม่ือเริ่มเข้าสู่เนื้อหา ผู้สอนจะทาการสรุปเน้ือหาที่ได้ให้ผู้เรียนไว้ก่อน ผ่านการให้
นักศึกษารับชมผลงาน หรือการสาธิตจริง เพื่อให้นักศึกษาได้เข้าใจว่าอุปกรณ์น้ัน เป็นเพื่อเร่ืองมือในการผลิต
สอ่ื แต่การผลติ สื่อให้สามารถส่ือสารได้ และมคี วามสรา้ งสรรค์นนั้ มาจากตัวนกั ศกึ ษาเอง
4. ผู้สอนจะทาคลิปสอนการใช้งานอุปกรณ์เหลา่ น้ีใหน้ ักศึกษาสามารถนาไปฝึกปฏิบัติไดด้ ้วยตนเอง
โดยคลิปซ่ึงผลิตออกมาจะมีท้ังการสอนใช้อุปกรณ์ผลิตส่ือ การใช้งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เก่ียวข้องและ
คลปิ สรปุ เนอ้ื หาความรู้
5. สื่อ, เน้ือหา, การมอบหมายงานต่างๆ จะทาผ่าน MS Team รวมถึงช่องทางการติดต่อส่ือสาร
กับผู้สอน

219  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครือข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

6. เมื่อถึงช่ัวโมงปฏิบัติ ผู้สอนจะให้นักศึกษาได้ลงมือผลิตส่ือจริงเพ่ือเป็นการตรวจเช็คความเข้าใจ
จากการเรียนรู้ด้วยตนเอง มีข้อเสนอแนะ หรือมีข้อสังเกตอะไร ผู้สอนจะแนะนาให้นักศึกษาได้ทราบในชั้น
เรยี น รวมถงึ การทาสรุปลงให้ใน MS Team

7. นักศกึ ษาสามารถขอความคิดเห็นหรอื ซักถามผสู้ อนนอกช้ันเรียนได้ผา่ น MS Team
8. เนื้อหาเพิ่มเติม แหล่งการเรียนรู้ ผู้สอนจะทาการ Upload ให้ link เพื่อการเรียนรู้เพิ่มเติมด้วย
ตนเองนอกเวลาประกอบด้วย

8.1 วดี โิ อสอนการใช้งานอปุ กรณก์ ารผลติ สอื่
8.2 วีดิโอสาธติ การใชง้ านโปรแกรมคอมพวิ เตอร์สาหรับการผลติ สื่อ (มือถือ, คอมพิวเตอร)์
8.3 วีดโิ อสรุปเนอ้ื หาการเรียนการสอนภาคทฤษฎี, การวเิ คราะหผ์ ลงาน
8.4 การมอบหมายงาน รวมถึงการส่งผลงานผา่ นระบบ MS Team
8.5 การเพมิ่ เติมแหล่งการเรียนรู้ต่างๆลงใน MS Team
8.6 การตดิ ตอ่ สอื่ สารโดยตรงกบั ผสู้ อนนอกเวลาเรยี นผ่าน MS Team
9. ในการฝกึ ทักษะการใช้งานอปุ กรณ์ผลิตสื่อมืออาชพี ผู้สอนจะใชว้ ิธีการให้นักศกึ ษาทาการจัดกลมุ่ ย่อย
เพอื่ เข้าฝกึ ปฏิบตั จิ ริง เข้าใจถงึ การทางาน และไดท้ ดลองใช้เครือ่ งมือจรงิ
10. การมอบหมายผลงาน ผสู้ อนกับผู้เรยี นจะทาการกาหนดโจทย์ร่วมกัน และส่งผลงานในรูปแบบ
ไฟล์ดิจิทัลกับผู้สอน ผู้สอนจะเปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถเลือกกระบวนการในการสร้างสรรค์ผลงาน
เทคนิคในการสร้างผลงานได้อย่างค่อนข้างอิสระ ผู้สอนจะกาหนดเงื่อนไขเฉพาะไว้เพียงบางส่วนเช่น การห้าม
ใช้วธิ ีการลดั ขน้ั ตอนในการผลิตผลงาน ซงึ่ ผู้สอนจะเน้นย้าเรอ่ื งสร้างผลิตส่อื อย่างสร้างสรรค์ และผลงานสอ่ื นั้น
จะตอ้ งสามารถสื่อสารไดถ้ ูกต้องตามวัตถุประสงคซ์ ึง่ ไดต้ งั้ ไว้
11. เกณฑ์การให้คะแนน ผู้สอนจะทาการกาหนดเกณฑ์รูบิคให้อย่างชัดเจน และแจ้งให้นักศึกษา
ทราบกอ่ นส่งผลงาน
12. การตรวจผลงาน ผู้สอนจะทาการอธิบายถึงภาพรวมของงานท่ีส่ง แจ้งข้อผิดพลาด ข้อสังเกต
ตา่ งๆ รวมถงึ การแจง้ คะแนนเก็บใหก้ ับนักศึกษาทราบ เพือ่ จะได้ทาการพฒั นาตนเองในการทางานช้ินถนัดมา
13. แบบเดมิ จะแยกการผลิตสอื่ ออกเป็นผลงานแตล่ ะชน้ิ แตใ่ นการปรับรปู แบบการสอนใหม่นีจ้ ะใช้
วิธกี ารใหน้ กั ศึกษาบูรณาการสร้างผลงานในรปู แบบสอ่ื ประสม
14. มีการฝึกให้นักศึกษาทาการวิเคราะห์ผลงานของเพื่อนอย่างสร้างสรรค์ เพื่อก่อให้เกิด
กระบวนการแลกเปลีย่ นเรียนรู้
15. การสอบปลายภาค จะทาการวัดและประเมินผลเพื่อตรวจสอบความรูค้ วามเข้าใจของนกั ศกึ ษา
โดยผลงาน (Output) ทจี่ ะได้จากผเู้ รยี น จะประกอบด้วย
15.1 ผลงานภาพถ่ายจานวน 3 ผลงาน รวม 20 คะแนน
15.2 ผลงานสรา้ งสรรคส์ ื่อเสยี ง 2 ผลงาน รวม 20 คะแนน
15.3 ผลงานสรา้ งสรรค์สอ่ื ภาพเคลอ่ื นไหว 2 ผลงาน รวม 20 คะแนน
ในแต่ละผลงานนักศึกษาจะต้องมีการเขียนส่วนของการอธิบายถึงแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงาน
เทคนคิ ในการสรา้ งสรรค์ ตวั บท เนื้อหา และส่วนอนื่ ๆ ทเี่ กีย่ วข้อง
16. ส่วนผลงานสร้างสรรค์น้ัน ผู้สอนจะใช้วิธีการกาหนดกรอบการสร้างสรรค์ผลงานไว้เป็น
มาตรฐานกลาง หลงั จากน้ันผู้เรยี นจะต้องทาการออกแบบผลงานด้วยตนเอง มกี ารอธิบายถึงแนวคิด เทคนิคใน
การสร้างสรรค์ผลงาน รวมถึงมกี ารเปิดโอกาสให้นักศกึ ษาสามารถสร้างสรรคผ์ ลงานไดต้ ามความต้องการโดยที่
ผูส้ อนจะทาหน้าท่เี ป็นผใู้ หค้ าแนะนา

220  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลยั และเครอื ข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

17. คะแนน การมีสว่ นร่วมในช้นั เรียน การเข้าชั้นเรียนจะอยู่ท่ี 10 คะแนน และการสอบปลายภาค
เพื่อวดั ด้านความรู้ความเข้าใจจะอยทู่ ี่ 30 คะแนน กระจายออกตามชอ่ งทางส่ือละ 10 คะแนน

สรุปผลการวิจัย
สามารถสรุปออกมาได้ตามแผนภาพแนวทางพัฒนารูปแบบในการจัดการเรียนการสอนกระบวน

วชิ าเสยี ง ภาพถา่ ย และวดี ิทัศน์ดิจทิ ลั เบื้องต้นได้ดังนี้

Active learning ส่ือการเรยี นรู้ การเสริมสรา้ งทกั ษะ
Flipped Classroom
ปฏบิ ัติ

การพัฒนาความคดิ
สร้างสรรค์

การเรียนการสอนกระบวนวิชา 851108 แบบใหม่

คาอธิบาย
1. การเรียนรู้แบบเชิงรุก (Active learning) ดาเนินปรับรูปแบบการสอนให้อยู่ในรูปแบบใหม่

ยกเลิกการใชก้ ารสอนแบบบรรยาภาคทฤษฎี แล้วทาการฝึกภาคปฏิบัติ โดยดาเนนิ ตามกระบวนการดังน้ี
1.1 ขั้นการเตรียมผู้เรียน ให้มีความพร้อมสาหรบั ปรับตัวเองเข้าสู่วิชาพื้นฐานสาคญั ของหลักสูตร

การสือ่ สารมวลชน
1.2 ข้ันการดาเนินกิจกรรมการเรียนรู้ ซ่ึงจะทาการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับผู้เรียน โดยเลือก

และจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีหลากหลาย เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ลงมือกระทา และนาผลงานเหล่านี้มาฝึกฝน
วิเคราะห์ถงึ ความถกู ตอ้ งเหมาะสม

1.3 ข้ันสรปุ เมอื่ ได้ผลงานจากนักศึกษาแล้ว ผู้สอนจะต้องทาการสรุป ให้ความคิดเห็นป้อนกลับ
แกผ่ ้เู รียน

2. ห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) เป็นการให้เน้ือหาการเรียนกับผู้เรียนล่วงหน้าผ่าน
ระบบ LMS กอ่ นเขา้ ชน้ั เรยี น หากผู้เรยี นมขี ้อสงสัย สามารถซักถามผูส้ อนได้ผ่านระบบ

3. การเสรมิ สรา้ งทักษะปฏบิ ัติ เพอ่ื แก้ไขปญั หาการทาความเขา้ ใจเกยี่ วกบั การใช้งานเครอื่ งมอื ต่างๆ
ใช้วิธีการจัดทาส่ือการสอนแนะนาการใชง้ านอปุ กรณ์ โปรแกรมคอมพวิ เตอร์ให้ผู้เรียนทาการศึกษาด้วยตนเอง
เม่ือเข้าสู่การเรียนในชั้นเรียน จะเน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติจริง ผู้สอนจะทาการสาธิตให้กับผู้เรียนอีกคร้ังแล้ว
ให้ลองฝกึ ปฏิบัติ โดยมีผู้สอนและผชู้ ว่ ยสอนคอยใหค้ าแนะนา พรอ้ มทั้งให้คาแนะนานนอกเวลาเรียนผ่านระบบ
ออนไลน์

4. การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ เพ่ือแก้ไขปัญหาสาคัญ น่ันคอื ผลงานที่ผลิตออกมานั้น ไม่สามารถ
สื่อสารได้ตรงตามวัตถปุ ระสงค์ ใช้วธิ กี ารนาผลงานตัวอยา่ งให้ผู้เรียนได้รบั ชมพร้อมกับให้ผู้เรียนได้ต้ังข้อสังเกต
ตัวผลงาน รวมถึงการเน้นให้ผู้เรียนสามารถบูรณาการความรู้ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ สู่การสร้างสรรค์
ผลงาน กระบวนการท้งั หมดนีจ้ ะตอ้ งอาศัยการพัฒนาสือ่ การเรียนรู้ทห่ี ลากหลายให้กบั ผู้เรยี น

221  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลยั และเครอื ขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

อภิปรายผลการวิจัย
การปรับรูปแบบการเรียนการสอนกระบวนวิชาเสียง ภาพถ่าย และวีดิทัศน์ดิจิทัลเบ้ืองต้นน้ัน

ถือเป็นพัฒนาการจัดรูปแบบการเรียนรู้แบบใหม่ท่ีสอดคล้องกับศตวรรษท่ี 21 โดยยึดตามหลักการ ครูจะเป็น
ผู้สอนไม่ได้ แต่ต้องให้นักเรียนเป็นผู้เรียนรู้ด้วยตนเอง โดยครูจะออกแบบการเรียนรู้ ฝึกฝนให้ตนเองเป็นโค้ช
(Coach) และอานวยความสะดวก (Facilitator) ผสมผสานแนวคิด Creative Thinking และ Critical Thinking
ควบคู่กัน มุง่ เนน้ ให้นักศึกษาเกิดการตระหนกั รจู้ ากภายในตนเอง โดยผู้วิจัยจะใชว้ ิธีให้ผ้เู รียนทาการศึกษาจาก
ส่ือการเรียนการสอน ท่ีหลากหลาย น่ันคือ เอกสารคาสอน ซ่ึงอยู่ในรูปแบบ E-Document, ไฟล์ภาพประกอบ/
คลิปวิดีทัศน์ ทาการเผยแพร่ในรูปแบบออนไลน์สาหรับใหผ้ ู้เรียนเรียนร้ดู ว้ ยตนเองเมอ่ื ถึงชว่ั โมงเรยี น ผวู้ ิจัยจะ
มอบหมายโจทย์/กรณีศึกษาให้นักศึกษาทาการฝึกปฏิบัติ โดยมีเป้าหมายกอ่ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน
ทางความคิดและจิตสานึกเกี่ยวกับตนเองส่งผลสู่การประพฤติ หลังจากได้มอบหมายงานแล้ว ผู้วิจัยจะทาการ
ตรวจงานผู้เรียนในเบ้ืองต้น และให้คาแนะนาถึงการผลิตสือ่ ที่ถูกตอ้ งเหมาะสม และให้นักศึกษาทาการผลิตผล
งานอกี ครั้งเพื่อสง่ ผลงานให้ผู้วจิ ยั ตรวจ ซ่ึงมีทงั้ ในรูปแบบของการบ้าน และการเก็บคะแนน ผ่านระบบออนไลน์
ซ่ึงในการตรวจงานแต่ละครั้ง ผู้วิจัยจะมีการพิมพ์ให้ข้อเสนอแนะในแต่ละผลงานกับนักศึกษาท่ีส่งผลงาน
วิธีการน้ีเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสร้างสรรค์/เรียนรู้ด้วยตนเองและนามาวิเคราะห์แลกเปล่ียนเรียนรู้แบ่งปันกับ
เพื่อนในชั้นเรียน เพื่อทาให้นักศึกษานั้นเกิดการพัฒนาตนเองได้ทั้งทางความคิด เจตคติและการปฏิบัติตาม
วัตถุประสงค์ของกระบวนวชิ า สอดคล้องกบั ผลงานวิจยั ของ บปุ ผชาติ ทัฬหกิ รณ.์ (บปุ ผชาติ ทัฬหิกรณ์, 2551)
โดยในยุคก่อนหน้านี้ ระบบท้ังหมดจะต้องทาการสร้างขึ้นมาเป็นระบบการเรียนรู้ออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ จาก
ผลงานวิจัยของ ณัฐปคัลภ์ กิตติสุนทรพิศาล พบว่าการจัดทาสื่อการเรียนร็ออนไลน์ในระบบเว็บไซต์น้ันมี
ค่าใช้จ่ายท่ีสูง ต้องอาศัยผู้เช่ียวชาญช่วยในการพัฒนาระบบ (ณัฐปคัลภ์ กิตติสุนทรพิศาล, 2552) แต่ปัจจุบัน
ผู้วิจัยสามารถนาสิง่ เหล่านี้มาประกอบสร้างเป็นระบบการเรยี นรู้ออนไลน์ทง่ี า่ ย และมีความเหมาะสมกบั ผูเ้ รยี น
เนื่องจากการเรียนรู้ของผู้เรียนสมัยใหม่มีความแตกต่าง ดังน้ันการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ จะต้องมี
ความสอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้เรียน (บุญเล้ยี ง ทุมทอง, 2556) ซ่ึงผลจากการสนทนากล่มุ ย่อยนั้น ผู้เรียนทุก
คนมีการใช้งานส่ือสังคมออนไลน์ทุกคน เป็นช่องทางในการส่ือสารหลัก และผู้เรียนมีความรู้สึกในเชิงบวก ที่
ผู้วิจัยจะนาสื่อสังคมออนไลน์มาเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการเรียนการสอน ผู้เรียนไม่จาเป็นต้องศึกษาเพ่ิมหรือ
ทาความคนุ้ เคยใหม่กบั ระบบเหลา่ นี้

รูปแบบการสอน ถูกปรับเปล่ียนเน้นให้ผู้เรียนมีโอกาสลงมือปฏิบัติ ( Opportunities for
Manipulation) ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเลือกกิจกรรมและกลวิธีการแก้ปัญหาด้วยตนเอง (Choices for
Children) (วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรืองและอธิปจิตตฤกษ์, 2554) สาหรับการกาหนดโจทย์ให้ผู้เรียนโดยวางกรอบ
กว้างๆ ไว้นั้น จะทาให้ผู้เรียน ต้องมีการ “คิด” ก่อนการถ่ายภาพ ซึ่งทาให้ภาพที่ถ่ายออกมานั้น สามารถ
สื่อสารได้ตรงประเด็น/ฝึกผู้เรียนให้ได้เข้าใจถึงแก่นของการถ่ายภาพเพ่ือการสื่อสาร ซึ่งเป็นการฝึกทักษะ
ดา้ นการเรยี นร้แู ละนวตั กรรมตามแนวคดิ การศึกษาในศตวรรษท่ี 21 (สวุ ิทย์ มลู คาและคณะ, 2554)

เนื่องจากภูมิทัศน์ส่ือซ่ึงมีการเปล่ียนแปลงไปค่อนข้างมากส่งผลให้การเรียนรู้ด้านการรู้เท่าทันสื่อ
และเรื่องคุณธรรมจริยธรรมวิชาชีพ ไม่ควรจะถูกแยกเป็นกระบวนวิชา แต่ต้องทาการแทรกอยู่ในทุกกระบวนวิชา
ของนักศึกษาด้านส่ือสารมวลชน/นิเทศศาสตร์ เนื่องจากเป็นทักษะชีวิตท่ีมีความสาคัญมากที่สุด เม่ือสาเร็จ
การศึกษาแล้ว ผเู้ รยี นจะต้องพฒั นาตนเองตอ่ เพ่ือใหก้ า้ วทนั กับสภาพของสังคมโลกทเี่ ปล่ียนแปลง

222  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครือข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

ข้อเสนอแนะ
งานวิจยั ครง้ั นี้เปน็ การศึกษาเบ้อื งตน้ ในการดาเนินโครงการวิจัย “การพัฒนาการเรียนการสอนแบบ

เชิงรุก เพื่อเสริมสร้างทักษะความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างผลงานส่ือเสียง ภาพถ่าย และวีดิทัศน์ดิจิทัล” ซึ่ง
อาจจะมิได้มีการประเมินครบทุกมิติ แต่ผลจากการวิจัยนี้ถือเป็นข้อมูลสาคัญในการพัฒนาและวางแผนการสอน
รวมถึงการปรบั ปรงุ กระบวนวิชาน้ีเพ่อื รองรบั การจดั การเรียนการสอนในปกี ารศึกษา 2566 นี้

บรรณานุกรม
ณัฐปคัลภ์ กิตติสุนทรพิศาล. (2552). การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ เร่ือง การวิจัยทางการส่ือสาร. นครปฐม:

สานกั วทิ ยบริการและเทคโนโลยสี ารสนเทศ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลรัตนโกสินทร.์
ณัฐกานต์ แก้วขา. (2564). บทบาทของอุตสาหกรรมสื่อโทรทัศน์ในภูมิทัศน์ของสอื่ ใหม่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจ

ดิจิทลั . วารสารนิเทศศาสตร์ กรุงเทพฯ. ปีที่ 39 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม - เมษายน 2564 : 107-120.
บุญเลี้ยง ทุมทอง. (2556). ทฤษฏีและการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ เอส. พร้ินต้ิง

ไทยแฟคตอรี่,
บุปผชาติ ทัฬหิกรณ์. (2551). การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการเรียนการสอน. กรุงเทพฯ: โครงการ

เทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดาริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ศูนย์
เทคโนโลยอี ิเล็กทรอนิกส์และคอมพวิ เตอรแ์ ห่งชาต.ิ
วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรืองและอธิปจิตตฤกษ์. (2554). ทักษะแห่งอนาคตใหม่ : การศึกษาเพ่ือศตวรรษที่ 21.
กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์ Open Worlds.
วจิ ารณ์ พานิช. (2555). วิถีสร้างการเรยี นรเู้ พอ่ื ศิษย์ในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: มลู นิธิสดศรี-สฤษดวิ์ งศ์.
สานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. “การจัดทาแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบบั ที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570)” ม.ป.ท.
สุวทิ ย์ มูลคาและคณะ. (2554). การจดั กิจกรรมการเรียนรู้ทเี่ น้นการคิด. กรุงเทพฯ: อี เค บ๊คุ ส.์

223  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครือข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

การประยกุ ต์หลักพุทธธรรมในการสรา้ งความเขม้ แข็งทางจติ ใจต่อโลกธรรม 8
An Application of the Buddhist Teachings for Mind Strengthening Toward

The Eight Worldly Conditions

พระพิเชฐ ปญฺ าธโร (โพธิ์ศริ ิ)
นสิ ิตปรญิ ญาพทุ ธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพทุ ธศาสนา
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตบาฬศี ึกษาพทุ ธโฆส นครปฐม

นวลวรรณ พนู วสพุ ลฉตั ร
อาจารย์ประจาหลักสูตรพทุ ธศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวชิ าพระพทุ ธศาสนา
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตบาฬศี ึกษาพุทธโฆส นครปฐม

ธานี สวุ รรณประทปี
อาจารย์ประจาหลักสตู รพุทธศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวชิ าพระพุทธศาสนา
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส นครปฐม

บทคดั ย่อ
วิทยานิพนธ์น้ี มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อศึกษาแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการสร้าง

ความเข้มแข็งทางจิตใจตามศาสตรต์ ะวันตก (2) เพื่อศึกษาหลกั พทุ ธธรรมท่ีเก่ียวขอ้ งกับการสร้างความเข้มแข็ง
ทางจิตใจต่อโลกธรรม 8 (3) เพ่ือประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจต่อโลกธรรม 8
เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การศึกษาจากข้อมูลด้านเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยการเลือก
ตัวอย่างแบบเจาะจง จานวน 6 รูป/คน ผลการวิจัย สรุปได้ 3 ประเด็นใหญ่ๆ ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้
1) วธิ ีการสร้างความเขม้ แข็งทางจิตใจตามศาสตร์ตะวันตก ผลการวิจัย พบว่า ควรมีการสร้างความสัมพนั ธท์ ่ีดี
โดยมองว่าทุกปัญหาตอ้ งผ่านพ้นไปได้ ยอมรับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ลงมือทาเปา้ หมายที่วางไว้ใหส้ าเร็จ
เชื่อม่ันว่าตนสามารถทาเรื่องนั้น ๆ ได้ โดยมองหาโอกาสและเรียนรู้ อีกทั้งมองด้านบวกต่อตนเอง และเรียนรู้
ทักษะในการแก้ปัญหา เน้นการพัฒนาทางกายภาพควบคู่กับการพัฒนาทางด้านจิตใจ 2) วิธีการสร้างความ
เข้มแข็งทางจิตใจตามหลักพระพุทธศาสนา ผลการวิจัย พบว่า เน้นหลักไตรสิกขา 3 คือ ศีล สมาธิและปัญญา
อีกทั้งหลักปริยัติธรรม 3 ซึ่งสามารถนาไปประยุกต์ใช้ด้วยการมีโยนิโสมนสิการ ขันติ ปัญญาใช้พิจารณาหา
ความจริงเพ่ือทาความเข้าใจในความจริงของชีวิตและโลก พิจารณาให้เห็นไตรลักษณ์ และที่สาคัญคือจะต้อง
กัลยาณมิตรท่ีคอยชี้ทาง แนะนา ตักเตือน 3) การประยุกต์ใช้หลักธรรมในการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจต่อ
โลกธรรม 8 ผลการวิจัย พบว่า ต้องใช้สติปัญญาพิจารณาไตรลักษณ์ อีกทั้งต้องอาศัยความอดทน และศีล 5 ด้วย
การสร้างความเข้มแข็งทางด้านจิตใจให้เกิดข้ึนได้จะต้องอาศัย ความเข้าใจโลกและชีวิตตามความเป็นจริง
อีกทง้ั การรับฟังจากผ้อู ่นื (ปรโตโฆสะ) รวมกบั การพจิ ารณาอยา่ งแยบคาย (โยนโิ สมนสิการ)
คาสาคญั : การประยกุ ตห์ ลักพุทธธรรม, ความเขม้ แข็งทางจิตใจ, โลกธรรม 8

Abstract
This thesis it has 3 objectives: (1 ) to study the concepts and theories on mental

strengthening according to Western science; (2 ) to study the Buddhist principles related to
mental strengthening in the world 8 ; (3 ) to apply. Principles of Buddhism in building mental

224  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครอื ขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

strength towards the worldly Dharma 8 is a qualitative research. By using studies from documented data
and in-depth interviews by selecting a specific sample of 6 images/person. The results of the
research can be summarized as 3 major issues according to the research objectives as follows:
1) Methods for building mental strength according to Western science. With the view that
every problem must be passed accept change all the time Take action to achieve the goals
you have set. Confident that they can do that by looking for opportunities and learning. They also
look at the positive side of themselves. And learn problem solving skills Emphasis on physical
development along with mental development. 2) Methods for building mental strength
according to Buddhist principles. The results of the research revealed that the focus on the
Three Principles is morality, concentration and wisdom. In addition, the three principles of
dharma which can be applied by having Yonisomanasikara, Khanti and Wisdom are used to
consider the truth in order to understand the truth of life and the world. Consider the trinity
and the most important thing is to have a friend who will guide, advice and warn. 3) Application
of Dharma principles to build mental strength towards the world 8 the results of the research
found that it requires intelligence to consider the trinity. It also requires patience and the five
precepts. Real understanding of the world and life, including listening from others
(paratoghosa), combined with careful consideration. (Yonisomanasikan)
Keywords: An Application of the Buddhist Teachings, Mind Strengthening, the Eight Worldly Conditions.

บทนา
หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนาท่ีมีอยู่คู่กนั กบั โลก คือ โลกธรรม 8 แมโ้ ลกก็หมุนไปตามโลกธรรมน้ัน

เมอ่ื ไม่ร้เู ทา่ ทันโลกธรรมแล้ว ยอ่ มไมส่ ามารถควบคุมจติ ของตนได้ ยกตวั อย่าง พระเทวทัตไดเ้ กิดความคิดคานึง
ขนึ้ ในใจว่า จะพึงยงั ใครหนอให้เล่ือมใส ซ่ึงเม่อื เขาเล่ือมใสเราแล้ว ลาภสักการะเป็นอันมากพึงเกิดข้นึ จึงแสดง
อิทธิปาฏิหาริย์จนทาให้อชาตสัตตุกุมารเล่ือมใสยิ่งนัก ได้เสด็จไปท่ีอุปัฏฐากท้ังเวลาเย็นและเวลาเช้า ต่อมา
พระเทวทัตถูกลาภสักการะและความสรรเสริญครอบงา เกิดความตอ้ งการจะปกครองภกิ ษุสงฆ์ พระเทวทัตจึง
เสื่อมจากฤทธ์ิพร้อมกับเกิดความคิดเช่นนี้ (วิ.จู. (ไทย) 7/333/174) ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้กะภิกษุ
ทงั้ หลายว่า โลกธรรม 8 ประการ คือ ลาภ เส่ือมลาภ ยศ เสอื่ มยศ นินทา สรรเสริญ สุข และทุกข์ เม่ือมีความ
ยินดีอย่างน้ี ย่อมไม่พ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปรเิ ทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ย่อมไม่
พน้ ไปจากทุกข์ (องฺ.อฏฺ ก. (ไทย) 23/6/205)

ปัจจุบันนี้ ผู้คนมักจะหลงไปตามกระแสของโลกภายนอกผ่านทางอายตนะ ทาให้ไม่รู้เท่าทันโลก
ธรรม จึงกลายเป็นปัญหาใหส้ ังคมวุ่นวายและห่างไกลจากการปฏิบัติธรรม (วรรณทิพา สังขสูตร และ ผศ.ดร.
มนตรี สิระโรจนานันท์, 2562: 84) และอีกอย่างหนึ่งท่ีน่าวิตกทุกวันนี้คือความคิด ความอ่าน และความ
ประพฤติหลายๆ อย่างซ่ึงถือว่าเป็นความช่ัว ความผิด ได้กลายมาเป็นสิ่งที่คนในสังคมยอมรับแล้วพากัน
ประพฤติปฏิบัติโดยไม่รู้สึกสะดุ้งสะเทือน จนทาให้เกิดปัญหาและทาให้วิถีชีวิตของแต่ละคนมืดมัว เมื่อสังคม
เปล่ียนแปลงไปคา่ นิยมในการประพฤตปิ ฏบิ ัตขิ องคนในสังคมก็เปลีย่ นแปลงไปด้วย แต่เป็นการเปลีย่ นแปลงไป
ในทางเสื่อมจากวิถีชีวิตท่ีดีงามไปสู่การยอมรับในส่ิงที่ผิดว่าถูกต้อง จนทาให้เกิดปัญหาขึ้นในสังคม ฉะนั้น
ควรหันมาศึกษาทาความเข้าใจ และนาไปใช้ในการดาเนินชีวิตประจาวัน คนเราอยู่ในโลก ก็จะต้องประสบกับ

225  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

โลกธรรม คือ ส่ิงที่เป็นธรรมดาของโลก จึงต้องอาศัยความต่ืนตัว รู้เท่าทันโลกธรรม (พระประเทือง ขนฺติโก
(ศรสี มบูรณ)์ , 2556: 1-2)

ในช่วงเวลาน้ี สือ่ ประเภทต่าง ๆ ได้นาเสนอปัญหาของคณะสงฆ์ไทยอย่างต่อเนอื่ งกค็ ือ ปัญหาเรื่อง
เงินทอนของวัดในศาสนาพุทธที่มีผู้เก่ียวข้องท้ังข้าราชการ พระเถระชั้นผู้ใหญ่หรืออาจจะรวมไปยังบุคคลบาง
ประเภทที่สื่อมิได้นาเสนอเป็นข่าว ซ่ึงถือว่าเป็นเหตุผลของจิตท่ีถูกครอบงาด้วยโลกธรรม 8 โดยเฉพาะการมี
ลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ ของคณะสงฆ์ไทยในปัจุบัน ปรากฏการณ์ดังกลา่ วได้สร้างความหวน่ั ไหว ศรทั ธา
ความเชอ่ื หรือสิง่ ทเ่ี รยี กว่าบุญ-บาป ดี-ชั่ว ถกู -ผิด ควร-ไมค่ วร เราในฐานะที่เป็นศาสนกิ ชนควรมีทา่ ทีเช่นไรกับ
เรื่องราวดังกล่าว (เฉลิมพล พลมุข, [ออนไลน์]) ส่ิงที่จะช่วยให้ศรัทธายังคงม่ันอยู่ นั่นก็คือ เสริมสร้างความ
เข้มแข็งทางจิตใจไม่ให้หว่ันไหวตอ่ โลกธรรม 8 ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจยั จึงสนใจศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับหลักโลกธรรม 8
ในคัมภรี ์พระพุทธศาสนา เพอื่ เสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจไมใ่ หห้ ว่ันไหวตอ่ โลกธรรม 8 และวิเคราะห์องค์
ความรู้และหลักการสร้างความเข้มแขง็ ทางจติ ใจต่อโลกธรรม 8 ตอ่ ไป

วัตถุประสงคข์ องการวจิ ัย
1. เพือ่ ศึกษาแนวคดิ และทฤษฎเี กีย่ วกบั การสร้างความเขม้ แขง็ ทางจิตใจตามศาสตร์ตะวนั ตก
2. เพ่ือศกึ ษาหลักพทุ ธธรรมทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจต่อโลกธรรม 8
3. เพ่ือประยกุ ต์ใชห้ ลักพุทธธรรมในการสร้างความเข้มแข็งทางจติ ใจต่อโลกธรรม 8

วธิ ดี าเนนิ การวิจยั
การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การศึกษาจากข้อมูลด้านเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึก

โดยการเลอื กตัวอยา่ งแบบเจาะจง มีข้ันตอนและวธิ ีดาเนนิ การวจิ ัยดังตอ่ ไปนี้
1. รูปแบบการวิจยั
การวจิ ยั นี้เป็นการศกึ ษาวจิ ัยเอกสาร (documentary research) โดยมีวิธกี ารวจิ ัยดงั นี้
1) รวบรวมเอกสารชั้นปฐมภมู ิ (Primary Source) ได้แก่ เอกสารอา้ งองิ ทางพระพทุ ธศาสนาเป็นต้น

ว่าพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา และเอกสารวรรณกรรม ที่เก่ียวข้องกับศึกษาองค์ความรู้และหลักการสร้าง
ความเขม้ แขง็ ทางจติ ใจตอ่ โลกธรรม 8

2) รวบรวมเอกสารช้ันทุติยภูมิ (Secondary Source) ได้แก่ หนังสือ งานวิจัย เอกสาร วารสารท่ี
เกีย่ วขอ้ ง

3) จดั ทารปู แบบสัมภาษณ์ โดยผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคณุ วุฒิ จานวน 3 ท่าน
4) สมั ภาษณ์เชิงลึก ผูท้ รงคณุ วุฒดิ ้านพระพทุ ธศาสนา จานวน 6 รปู /คน
5) วเิ คราะหข์ ้อมูลทไี่ ด้จากการศึกษาเอกสาร และจากการสัมภาษณเ์ ชงิ ลึก
2. ประชากรและกล่มุ ตัวอยา่ ง
ในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยจะสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ประชากรจานวน 6 รูป/คน โดยมีเกณฑ์
ในการคดั เลือกประชากร คอื คัดเลอื กจากผูท้ รงคณุ วุฒิดา้ นพระพุทธศาสนา จานวน 6 รูป/คน
3. เครอื่ งมอื ที่ใชใ้ นการวิจยั
ในการวิจัยครั้งน้ี ผู้วิจัยเลือกใช้เครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกเป็น
เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมลู ท่ีผู้วิจยั ทาข้ึนเอง เพ่ือให้สะดวกในการเกบ็ รวบรวมข้อมูลดา้ นการสมั ภาษณ์
เป็นแบบสมั ภาษณแ์ บบมีโครงสร้าง

226  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลยั และเครอื ขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

4. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
ในการวจิ ยั คร้ังน้ี ผู้วจิ ยั ได้เลอื กใชว้ ธิ ีการเก็บรวบรวมข้อมลู ดังน้ี
1. การเก็บรวบรวมข้อมูลด้านเอกสาร โดยการสืบค้นข้อมูลท่ีเก่ียวข้องจากเอกสาร (Document
Research) โดยศึกษาวิเคราะห์องค์ความรู้และหลักการสร้างความเข้มแขง็ ทางจิตใจต่อโลกธรรม 8 โดยศึกษา
ค้นคว้าข้อมูลท้ังในพระไตรปิฎกและอรรถกถา หนังสือ ตารา เอกสารงานวิชาการ บทความ และเอกสารอ่ืนๆ
ที่เก่ียวข้อง
2. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล โดยการสัมภาษณเ์ ชงิ ลึก มีข้ันตอนการดาเนนิ การ ดังน้ี

1) ผูว้ ิจัยได้ออกแบบคาถามการสมั ภาษณ์ เป็นคาถามปลายเปิดและแบบมโี ครงสรา้ ง
2) ผูว้ ิจัยได้ประสานงาน และนัดวัน เวลา และสถานท่กี ับกลุ่มตัวอยา่ ง เพอ่ื สัมภาษณเ์ ชิงลึกตาม
แบบคาถามการสมั ภาษณ์
3) ผ้วู จิ ยั ได้สมั ภาษณก์ ลมุ่ ตัวอยา่ ง จานวน 6 รูป/คน และบนั ทกึ ภาคสนาม
4) ผู้วิจัยนาข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาจัดเรียงตามประเภท และหมวดหมู่เดียวกัน เพื่อให้
สะดวกในการวิเคราะห์ขอ้ มลู ต่อไป
5. การวิเคราะห์ข้อมูล
ในการวิจัยนี้ ผู้วิจยั ได้ดาเนินการวเิ คราะห์ข้อมูลด้วยการสังเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์
มีลาดับขั้นตอน คือ นาข้อมูลท่ีได้จากการเก็บรวมรวมด้านเอกสาร มาอ่านอย่างละเอียดตีความ ดึงข้อความ
และประโยคที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์หลักพุทธธรรมในการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจต่อโลกธรรม 8
จากข้อมูลด้านเอกสาร มารวมกันและจัดเรียงเป็นหมวดหมู่เดียวกัน ถอดเทปจากการการสัมภาษณ์ และแบบ
บันทึกการสัมภาษณ์ ตีความ ดึงข้อความ และประโยคที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์หลักพุทธธรรมในการสร้าง
ความเข้มแข็งทางจิตใจต่อโลกธรรม 8 จากการสัมภาษณ์ มารวมกันและจัดเรียงเป็นหมวดหมู่เดียวกัน
นาขอ้ มลู ทง้ั หมดมาตรวจสอบความสมบูรณ์ และจดั ระเบียบข้อมูล นาขอ้ มูลทีไ่ ดไ้ ปวิเคราะห์ และประมวลผลต่อไป

ผลการวิจยั
จากการศกึ ษาวิเคราะห์ข้อมูลพนื้ ฐานภาคสนาม พบว่า มี 2 ส่วน คือ 1) การสรา้ งความเขม้ แขง็ ทาง

จติ ใจ นามาใช้ในการจัดการแก้ปญั หาในชวี ิตประจาวันได้ ตอ้ งเข้าใจปญั หาและทาใจรับมือกับปญั หานั้น อีกท้ัง
การปรับตัวและปรับใจให้รับปัญหาได้ทันและต้องมีสติ สัมปชัญญะ และปัญญาด้วย การสร้างความเข้มแข็ง
ทางจิตใจจึงเน้นไปทางด้านกายภาพ ส่วนทางด้านจิตใจจาเป็นต้องอาศัยหลักพุทธธรรมทางพระพุทธศาสนา
เป็นตัวชี้ให้บรรลุผล คือ ให้สามารถแกไ้ ขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม 2) หลักพุทธธรรมที่เกี่ยวขอ้ งกับการสรา้ ง
ความเข้มแข็งทางจิตใจต่อโลกธรรม 8 มีหลายอย่าง แต่ที่สาคัญท่ีเห็นได้ชัด คือ การพิจารณาแยบคาย(โยนิโส
มนสิการ) ธรรมทาให้งาม (ขันติ-โสรัจจะ) และธรรมมีอุปการะมาก 2 (สติ-สัมปชัญญะ) เพื่อไม่ให้จิตยินดียิน
ร้ายต่อกเิ ลสทีเ่ ข้ามากระทบ และพัฒนาให้เกิดมสี ัมปชญั ญะ และทาปญั ญาใหเ้ กิดขึ้นในที่สุด

ผวู้ จิ ัยขอนาเสนอผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู ตามวัตถปุ ระสงค์การวจิ ัย ดังนี้
1. วธิ ีการสรา้ งความเข้มแขง็ ทางจิตใจตามศาสตรต์ ะวนั ตก
ผลการวิจัย พบว่า วิธีการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ ควรมีการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้เกิดขึ้น
โดยมองว่าทุกปัญหาวิกฤติที่เกิดขึ้นจะต้องผ่านพ้นไปได้ ยอมรับการเปลี่ยนแปลงว่าเป็นส่วนหน่ึงของชีวิต
สามารถเกิดข้ึนได้ตลอดเวลา ลงมือทาเป้าหมายท่ีวางไว้ให้สาเร็จ เชื่อม่ันว่าตนสามารถ ทาเร่ืองนั้นๆ ได้
โดยมองหาโอกาสและเรียนรู้จากส่ิงที่เกิดขึ้น อีกท้ังพยายามมองด้านบวกต่อตนเอง และเรียนรู้ทักษะในการ
แก้ปัญหา เน้นการพัฒนาทางกายภาพควบค่กู ับการพัฒนาทางดา้ นจติ ใจ

227  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

2. วธิ ีการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจตามหลักพระพุทธศาสนา
ผลการวิจัย พบว่า วิธีการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจตามหลักพระพุทธศาสนา เน้นหลักไตรสิกขา 3
คอื ศีล สมาธิและปัญญา อีกทั้งหลักปริยตั ิธรรม 3 ซึ่งสามารถนาไปประยุกต์ใช้ด้วยการมีโยนิโสมนสิการ ขันติ
คือความอดทนอดกลั้นต่อสิ่งท่ีมากระทบ ปัญญาใช้พิจารณาหาความจริงเพ่ือทาความเข้าใจในความจริงของ
ชีวิตและโลก พิจารณาให้เห็นไตรลักษณ์ และท่ีสาคัญคือจะต้องมีปรโตโฆสะคือกัลยาณมิตรท่ีคอยช้ีทาง
แนะนา ตักเตือน เม่ือต้องประสบกับโลกธรรม ปัญหาที่เกิดขึ้น เน่ืองมาจากสภาพสังคมที่กาลังเปลย่ี นแปลงกัน
อย่างไม่ส้ินสุดตามกระแสโลก ทาให้สังคมวุ่นวาย ทวีคูณข้ึนเรื่อยๆ คนในสังคมจึงควรหันมาศึกษา ทาความ
เขา้ ใจและเข้าถงึ โลกธรรม 8 เพอื่ ให้เกิดความสขุ แกต่ นเอง ครอบครวั และสงั คม
3. การประยุกตใ์ ชห้ ลักธรรมในการสร้างความเข้มแขง็ ทางจิตใจตอ่ โลกธรรม 8
ผลการวิจัย พบว่า การประยุกต์ใชห้ ลักธรรมในการสร้างความเขม้ แข็งทางจิตใจตอ่ โลกธรรม 8 ตาม
การบริหารจัดการชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนาและศาสตร์การบริหารการบริหารจัดการชีวิตท่ามกลางโลก
ธรรม 8 ประการน้ตี ้องใช้สตปิ ัญญาพจิ ารณาวา่ โลกธรรมมีความแปรผนั เป็นธรรมดา เปน็ ของไม่เท่ียง นามาซึ่ง
ความทุกข์ต้องฝึกการสารวมอินทรีย์และมีปัญญา อีกท้ังต้องอาศัยความอดทน และศีล 5 ด้วยการสร้างความ
เข้มแข็งทางด้านจิตใจให้เกิดข้ึนได้จะต้องอาศัยองค์ประกอบจากจากภายใน คือ ความเข้าใจโลกและชีวิตตาม
ความเป็นจรงิ และอาศยั องคป์ ระกอบภายนอก คอื การรบั ฟังจากผูอ้ ื่น (ปรโตโฆสะ) รวมกับการพิจารณาอย่าง
แยบคาย (โยนโิ สมนสิการ) มสี ว่ นสาคญั ในการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจตอ่ โลกธรรม 8

อภิปรายผลการวิจัย
จากผลการศึกษาการประยุกต์หลักพุทธธรรมในการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจต่อโลกธรรม 8 มี

ประเด็นทค่ี วรนามาอภปิ รายผล ดังนี้
1. วธิ กี ารสรา้ งความเขม้ แข็งทางจิตใจตามศาสตรต์ ะวนั ตก
วิธีการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจตามศาสตร์ตะวันตก ควรมีการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้เกิดขึ้น

โดยมองว่าทุกปัญหาวิกฤติที่เกิดขึ้นจะต้องผ่านพ้นไปได้ ยอมรับการเปล่ียนแปลงว่าเป็นส่วนหน่ึงของชีวิต
สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ลงมือทาเป้าหมายที่วางไว้ให้สาเร็จ เชื่อม่ันว่าตนสามารถทาเร่ืองนั้นๆ ได้
โดยมองหาโอกาสและเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น อีกทั้งพยายามมองด้านบวกต่อตนเอง และเรียนรู้ทักษะในการ
แกป้ ัญหา เน้นการพฒั นาทางกายภาพควบคู่กับการพฒั นาทางด้านจิตใจ ซ่ึงสอดคล้องกบั งานวิจัยของ สทิ ธพิ ร
อารมณ์สุขโขที่ว่าสภาพปัญหาการบริหารจัดการชีวิตในสังคมไทยมีปัญหาเก่ียวกับการบริหารโลกธรรม 8
ประการที่ไม่เหมาะสม การบริหารจัดการชีวิตต้องบูรณาการตามหลักพระพุทธศาสนาและศาสตร์การบริหาร
จัดการชีวิต ต้องใช้สติปัญญาพิจารณา ต้องฝึกการสารวมอินทรีย์และมีปัญญาบริหารจัดการชีวิตตามศาสตร์
สมัยใหม่คือ POSDC ได้แก่ (1) Planning การวางแผนชีวิต (2) Organizing การจัดการชีวิต (3) Staffing
การจัดชีวิต (4) Directing and Coordinating การสั่งการและการประสานงาน (5) Controlling การควบคุมชีวิต
(สทิ ธิพร อารมณส์ ุขโข, 2561 : ก)

จากการอภิปรายผลการวิจัยในส่วนวิธีการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจตามศาสตร์ตะวันตกข้างต้น
ผู้วิจัย พบว่า ผลการวิจัยที่นามาอภิปรายมีความสอดคล้องกับงานวิจัยในทุกประเด็น คือ เน้นการบูรณาการ
ระหว่างหลกั สากลและหลักพระพทุ ธศาสนาเขา้ ด้วยกนั

2. วิธีการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจตามหลักพระพทุ ธศาสนา
วิธีการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจตามหลักพระพุทธศาสนา เน้นหลักไตรสิกขา 3 อีกท้ังหลัก
ปริยัติธรรม 3 ซึ่งสามารถนาไปประยุกต์ใช้ด้วยการมีโยนิโสมนสิการ และท่ีสาคัญคือการมีกัลยาณมิตรท่ีดี

228  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลัย และเครอื ข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของ แม่ชีจันทร์ธิภา แสวงทรัพย์ และคณะ (2560: 585-586) ท่ีว่าจากการศึกษาใน
คัมภีร์ได้ข้อธรรมท่ีสามารถนาไปประยุกต์ใชน้ ้ัน ได้แก่ การมีโยนิโสมนสิการ ขันติคือความอดทนอดกลั้นต่อสิ่ง
ที่มากระทบปัญญาใช้พิจารณาหาความจริงเพ่ือทาความเข้าใจในความจริงของชีวิตและโลก พิจารณาให้เห็น
ไตรลักษณ์และท่ีสาคัญคอื จะต้องมปี รโตโฆสะคอื กัลยาณมิตรที่คอยชี้ทาง แนะนา ตกั เตอื น เมื่อต้องประสบกับ
โลกธรรม และสอดคล้องกับงานวิจัยของ พระประเทือง ขนฺติโก (ศรีสมบูรณ์) (2556: ก) ท่ีว่ามนุษย์น้ัน ถือว่า
เป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่งและสามารถฝึกอบรมได้ตลอดทั้งสามารถพัฒนาตนในด้านต่าง กล่าวคอื การปฏิบัติ
ตามทางสายกลาง ซ่ึงเป็นทางดาเนินไปสู่ความดับทุกข์โดยส้ินเชิง มสี ัมมาทิฏฐิปญั ญาอนั เห็นชอบเป็นเบอื้ งต้น
และสัมมาสมาธิ การตัง้ ใจชอบเปน็ ปรโิ ยสาน ยน่ ลงในไตรสิกขา 3 คือ ศีล สมาธแิ ละปญั ญา

จากการอภิปรายผลการวิจัยในส่วนวิธีการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจตามหลักพระพุทธศาสนา
ข้างต้น ผู้วิจัย พบว่า ผลการวิจัยที่นามาอภิปรายมีความสอดคล้องกับงานวิจัยในทุกประเด็น คือ เน้นหลัก
ไตรสกิ ขา ประยกุ ต์ใช้โยนิโสมนสกิ าร และการมกี ัลยาณมติ รท่ีดี

3. การประยุกตใ์ ชห้ ลักธรรมในการสร้างความเขม้ แข็งทางจิตใจตอ่ โลกธรรม 8
การประยุกต์ใช้หลักธรรมในการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจต่อโลกธรรม 8 จะเกิดข้ึนได้ต้องอาศัย
องค์ประกอบจากจากภายใน คือ ความเข้าใจโลกและชีวิตตามความเป็นจริง และอาศยั องค์ประกอบภายนอก
คือ การรับฟังจากผู้อ่ืน (ปรโตโฆสะ) รวมกับการพิจารณาอย่างแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) มีส่วนสาคัญในการ
สร้างความเขม้ แข็งทางจิตใจต่อโลกธรรม 8 ซงึ่ สอดคลอ้ งกับงานวจิ ัยของ แมช่ จี ันทร์ธิภา แสวงทรัพย์ และคณะ
(2560: 585-586) ที่ว่า จากการศึกษาในคัมภีร์ได้ข้อธรรมท่ีสามารถนาไปประยุกต์ใช้นั้น ได้แก่ การมีโยนิโส
มนสิการ ขันติคือความอดทนอดกลั้นต่อส่ิงที่มากระทบ ปัญญาใช้พิจารณาหาความจริงเพ่ือทาความเข้าใจใน
ความจริงของชีวิตและโลก พิจารณาให้เห็นไตรลักษณ์ และท่ีสาคัญคือจะต้องมีปรโตโฆสะ คือ กัลยาณมิตรที่
คอยชที้ าง แนะนา ตกั เตอื น เมอื่ ต้องประสบกบั โลกธรรม
จากการอภิปรายผลการวิจัยในส่วนการประยุกต์ใชห้ ลักธรรมในการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจต่อ
โลกธรรม 8 ขา้ งตน้ ผู้วจิ ัย พบวา่ ผลการวจิ ยั ทนี่ ามาอภิปรายมีความสอดคลอ้ งกบั งานวิจยั ในทกุ ประเด็น
ท้ังนี้ ผู้วิจัยไม่ได้ปฏิเสธผลการวิจัยที่นามาอภิปราย เพราะส่วนใหญ่มีความสอดคล้องกับงานวิจัย
แต่ผู้วิจัยได้ค้นพบประเด็นใหม่ที่น่าสนใจ และทันสมัยกว่า อีกท้ังเหมาะแก่การประยุกต์ใช้หลักพุทธรรมกับ
องคก์ รหรือหนว่ ยงานอน่ื ๆ กว็ า่ ได้

ขอ้ เสนอแนะ
จากการศึกษาการประยุกต์ใช้หลักธรรมในการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจต่อโลกธรรม 8 พบ

ประเด็นทน่ี า่ สนใจ และเป็นประโยชนใ์ นการนาไปใชใ้ นชวี ติ ประจาวนั ของกล่มุ คนตา่ งๆ ในสงั คมไทยปัจจบุ ัน
1. ขอ้ เสนอแนะในการนาไปใชป้ ระโยชน์
1) องค์ความรู้เร่ือง การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจต่อโลกธรรม 8

ควรเปน็ ส่วนหน่ึงในการศึกษาเก่ียวกบั พระพุทธศาสนาของนกั เรียน นักศกึ ษา และผู้ท่สี นใจอยา่ งเป็นรูปธรรม
2) องค์ความรู้ดังกล่าว ถ้านามาประยุกต์ใช้ในชีวติ ประจาวนั และทุกครั้งท่มี โี อกาสที่ในการบรรยาย

อบรม หรือเสวนา จะทาใหเ้ กิดความเขา้ ใจในโลกธรรมอยา่ งถอ่ งแท้
2. ข้อเสนอแนะในการวิจยั ครั้งตอ่ ไป
ผู้วจิ ยั พบเร่อื งทน่ี า่ สนใจ และควรศึกษาคน้ ควา้ ต่อไปคอื
1) การศึกษาการบูรณาการหลักสากลกับหลักพุทธธรรมในการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจต่อ

โลกธรรม 8

229  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครือข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

2) ศึกษาการสร้างความเขม้ แขง็ ทางจติ ใจตอ่ โลกธรรม 8 ทม่ี ีผลตอ่ โลกยคุ ดิจติ ลั
3) การเสริมสร้างองค์การรู้จากตาราสู่การพัฒนาท่ีทันสมัยต่อความเปล่ียนแปลงทางการศึกษาใน
ศตวรรษที่ 21

บรรณานกุ รม
วรรณทิพา สังขสูตร และ ผศ.ดร.มนตรี สิระโรจนานันท์. (2562). หลักธรรมท่ีนาไปสู่การปฏิบัติตนเพ่ือการ

หลุดพ้น. มจร. พทุ ธศาสตร์ปรทิ รรศน์. ปที ่ี 3 ฉบบั ที่ 2 (กรกฎาคม–ธันวาคม): 84.
พระประเทอื ง ขนฺติโก (ศรสี มบรู ณ์). (2556). ศกึ ษาวิเคราะห์อทิ ธพิ ลของโลกธรรม 8 ตามแนวพทุ ธปรัชญาเถร

วาท.วิทยานิพนธ์ศาสนศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาพุทธศาสนาและปรัชญา, บัณฑิตวิทยาลัย:
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวทิ ยาลัย.
เฉลิมพล พลมุข. พระกับเงิน. [ออนไลน์], แหล่งท่ีมา: https://www.matichon.co.th/article/news_
946670 [18 พฤษภาคม 2564].
สทิ ธิพร อารมณ์สุขโข. (2561). การบูรณาการหลักพระพุทธศาสนากับศาสตร์บริหารจัดการชีวิตในสังคมไทย.
ดุษฎีนิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต, สาขาวิชาพระพุทธศาสนา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย.
แม่ชีจนั ทร์ธิภา แสวงทรัพย์ และคณะ. (2560). แนวทางการประยุกต์หลกั พุทธธรรมเพื่อการอยู่กบั โลกธรรมใน
พระพุทธศาสนาเถรวาท. มจร. สังคมศาสตร์ปริทรรศน์, ปีท่ี 6 ฉบับที่ 2 (ฉบับพิเศษ) (เมษายน–
มถิ ุนายน): 585-586.

230  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลัย และเครอื ข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

การวิเคราะห์หลักธรรมในทศชาตชิ าดกทปี่ รากฏบนจิตรกรรมฝาผนังพระอโุ บสถ
วัดสุวรรณารามราชวรวิหาร กรงุ เทพมหานคร

An Analytical of the Principles of Ten Nations Buddha Jataka on the Mural of
the Ubosot in wat Suwannaram Ratchaworawihan, Bangkok

พระมหาปิยะ วชิ ชฺ าปิโย (พฤกษวนั )
นสิ ิตปรญิ ญาพทุ ธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศึกษา
มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตบาฬีศึกษาพทุ ธโฆส นครปฐม

พระมหาปราโมทย์ วริ ยิ ธมฺโม, ดร.
วโิ รจน์ ค้มุ ครอง

อาจารยป์ ระจาหลักสูตรพทุ ธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศึกษา
มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตบาฬศี ึกษาพุทธโฆส นครปฐม

บทคัดยอ่
วิทยานิพนธ์น้ี มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ (1) เพ่ือศึกษาความเป็นมา และสาระสาคัญของทศ

ชาติชาดก (2) เพื่อศึกษาจิตรกรรมฝาผนังในทศชาติชาดกท่ีปรากฏบนฝาผนังพระอุโบสถ วัดสุวรรณาราม
ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร (3) เพื่อวิเคราะห์หลักธรรมในทศชาติชาดกท่ีปรากฏบนจิตรกรรมฝาผนัง
พระอุโบสถ วัดสุวรรณาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสืบค้นข้อมูลท่ี
เกี่ยวข้องจากเอกสาร ผลการวิจัย สรุปได้ดังน้ี 1) ความเป็นมา และสาระสาคัญของทศชาติชาดก ผลการวิจัย
พบว่า ทศชาติชาดก เป็นส่วนหนึ่งของพระไตรปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ภาค 2 มีท้ังหมด 10 เร่ือง มีเตมิย
ชาดกเป็นต้น กล่าวถึงการบาเพญ็ บารมี 10 ประการ มที านบารมเี ป็นตน้ 2) จิตรกรรมฝาผนังในทศชาตชิ าดกท่ี
ปรากฏบนฝาผนังพระอุโบสถวัดสุวรรณาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ผลการวิจัย พบว่า จิตรกรรมฝา
ผนังในพระอุโบสถ นับเป็นเพชรน้างามของจิตรกรรมไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะมีภาพเขียนท่ีเป็นฝีมือ
ของจิตรกรเอกสมัยรัชกาลที่ 3 ได้แก่ หลวงวิจิตรเจษฎา (ครูทองอยู่) และหลวงเสนีบริรักษ์ (ครูคงแป๊ ะ)
ภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ เป็นภาพพุทธประวัติตอนสาคัญ และภาพทศชาติ 3) การวิเคราะห์
หลักธรรมในทศชาติชาดกท่ีปรากฏบนจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถ วัดสุวรรณาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร
ผลการวิจัย พบว่า (1) เตมิยชาดก พบหลักธรรมในเร่ืองของการไม่ประทุษร้ายมิตรว่าเป็นมงคล หลักของ
ไตรลักษณ์ รวมถึงคุณของการออกจากกาม อันจะนาไปสู่การบาเพ็ญเนกขัมมบารมี (2) มหาชนกชาดก
พบหลักธรรมในเร่ืองของวิริยะ คือ ความเพียร อันประกอบด้วยปัญญาเป็นหลัก (3) สุวรรณสามชาดก
พบหลักธรรมในเร่ืองการบาเพ็ญเมตตาบารมี และความกตัญญู (4) เนมิราชชาดก พบหลักธรรมในเรื่อง
อธิษฐานบารมี ที่ต้องอาศัยทาน ศีล สัจจะ และการฝึกอินทรีย์ประกอบกันด้วย อีกทั้งเร่ืองกรรมดี กรรมช่ัว
และผลของกรรม (5) มโหสธชาดก พบหลักธรรมในเรอื่ งการบาเพญ็ ปญั ญาบารมี อีกทั้งความซื่อสัตย์ต่อหนา้ ที่
ข้อเสียของการคบคนพาล และข้อดีของการพบบัณฑิต (6) ภูริทัตตชาดก พบหลักธรรมในเรื่องการบาเพ็ญศีลบารมี
ทานบารมี และการประทุษร้ายมิตร (7) จันทกุมารชาดก พบหลักธรรมในเร่ืองขันติบารมี และความกตัญญู
กตเวที อีกท้งั เร่ืองผลของกรรม คือทาดีได้ดี ทาชวั่ ได้ช่ัวอย่างชัดเจน (8) มหานารทกัสสปชาดก พบหลักธรรม
สองด้าน กล่าวคือธรรมและอธรรม เป็นต้น (9) วิธุรบัณฑิตชาดก พบหลักธรรมในเรื่องสัจจบารมี อีกท้ัง

231  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครอื ขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

หลักธรรมอันสมควรแก่บุคคลต่างๆ มีทศพิธราชธรรมเป็นต้น (10) เวสสันดรชาดก พบหลักธรรมในเร่ืองมหา
ทาน มกี ารสละพระโอรสและพระธิดาเป็นปตุ ตทานเป็นต้น
คาสาคัญ: การวิเคราะหห์ ลกั ธรรม, ทศชาตชิ าดก, จติ รกรรมฝาผนงั

Abstract
This Thesis It has three objectives: (1) to study the history and the essence of the Thotsa

Jataka (2) to study the murals in the Thotsa Jataka that appear on the walls of the Ubosot
Suwannaram Temple, Ratchaworawihan, Bangkok (3) to analyze the dharma principles in the Jataka
Thotsakan that appear on the murals of the Ubosot. Wat Suwannaram, Ratchaworawihan, Bangkok is
a qualitative research by searching for relevant information from the document. The results
of the research can be summarized as follows: 1) Background and essence of the Totsa Jataka Jataka
the results of the research revealed that the Totsa Jataka is a part of the Tripitaka, the Khuddaka
Nikaya Jataka Part 2, with a total of 10 titles, including the Temi Jataka, etc. Discussing the practice
of performing the ten virtues, having alms, etc. 2) the murals in the Thotsachat Jataka appear on the
walls of the Ubosot of Suwannaram Temple, Ratchaworawihan, Bangkok. It is considered a
beautiful diamond of Thai painting in the Rattanakosin period. Because there are paintings that
are the work of master painters in the reign of King Rama III, namely Luang Wichit Jesada (Kru
Thong Yoo) and Luang Seni Borirak (Kru Kong Pae), mural paintings in the Ubosot It is a picture
of important Buddha history and a picture of Tatachat. 3) Analysis of the Dharma principles in
the Jataka Jataka that appear on the murals of the Ubosot Suwannaram Temple,
Ratchaworawihan, Bangkok. The results of the research found that (1) Temiya Jataka found
the dharma principle in the matter of not injuring a friend as auspicious. the principle of the
Trinity including you of the erotic exit which will lead to asceticism of nekkamma baramee (2)
Mahajanaka Jataka finds the dharma principle in the matter of persistence, which is perseverance which
consists mainly of wisdom (3) Suwan Sam Jataka Found the Dharma principle in the practice
of mercy and prestige and gratitude (4) Nemirath Jataka, found the dharma principle in prayer
and prestige that requires alms, precepts, truth, and organic practice. As well as about good
karma, bad karma and the result of karma. (5) Mahasad Jataka found the dharma principle in the
practice of cultivating wisdom and prestige. In addition, honesty and duty Disadvantages of
dating a bully and the advantages of meeting the sage (6) Puritatta Jataka found the dharma
principles in the practice of cultivating precepts, giving prestige, and injuring friends (7)
Chantakuman Jataka Found the principle of tolerance and gratitude Moreover, the result of karma
is good deeds, good deeds, bad deeds are clearly evident (8) Mahanadrakassapajataka. found
two aspects of dharma principles, namely dharma and unrighteousness, etc. (9) Jataka scholar
Found the Dharma principle in the matter of truth In addition, the principles that are suitable for different
people There is a Thosaphit Rajadhamma, etc. (10) Vessantara Jataka Found the Dharma principle in
Mahadana There was the renunciation of the son and daughter as a puttana, etc.
Keywords: (An Analytical of the Principles), (Ten Nations Buddha Jataka), (the Mural)

232  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วิทยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลยั และเครือขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

บทนา
จิตรกรรมฝาผนังเป็นผลงานศิลปะท่ีมีคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ขนบธรรมเนียม

ประเพณี วิถีการดาเนินชีวิต คติความเชื่อ รวมถึงคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์ที่แสดงถึงความเจริญของคนในแต่
ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี จิตรกรรมฝาผนังของไทย นิยมเขียนบนฝาผนังภายในอาคารที่เก่ียวกับพุทธศาสนา
และอาคารท่ีเก่ียวกับบุคคลช้ันสูง เช่น โบสถ์ วิหาร พระที่นั่ง วัง โดยเขียนด้วยสีฝุ่นตามกรรมวิธขี องช่างเขียน
ไทยโบราณ เนื้อหาที่เขียนมักเป็นเร่ืองราวเก่ียวกับพุทธประวัติ ทศชาติชาดก ไตรภูมิ วรรณคดีและชีวิตไทย
ลักษณะจิตกรรมไทยแบบประเพณี เป็นภาพท่ีระบายสีแบนเรียบ ด้วยสีค่อนข้างสดใส และมีการตัดเส้นเป็น
ภาพ 2 มิติ ให้ความรู้สึกเพียงด้านกว้างและยาว ไม่มีความลึก ไม่มีการใช้แสงและเงามาประกอบ จิตรกรรม
ไทยแบบประเพณีมีลักษณะพิเศษในการจัดวางภาพแบบเล่าเรื่องเป็นตอนๆ ตามผนังช่องหน้าต่าง รอบโบสถ์
วหิ าร ผนังด้านหน้าและหลังพระประธาน (จุติรัช อนุกลู , 2555: อัดสาเนา) จิตรกรรมฝาผนังมลี ักษณะเฉพาะ
อันเป็นเทคนิควิธีการเขียนภาพและการกาหนดเนื้อหาสืบทอดกันมาเป็นประเพณี ท้องเรื่องโดยมากมักเป็น
เร่ืองพุทธประวัติ ชาดกตามคติพุทธศาสนาและรามเกียรติ์ อย่างไรก็ตามคติการปรับเปล่ียนท้องเร่ืองเร่ิมพบ
เห็นในราวพุทธศตวรรษที่ 25 เช่น การนาเร่ืองพระราชพิธีสิบสองเดือนมาเขียนเป็นภาพฝาผนังท่ีพระอุโบสถ
วัดราชประดษิ ฐสถติ มหาสมี าราม กรงุ เทพมหานคร เปน็ ต้น (วรรณิภา ณ สงขลา, 2533: 1)

วัดสุวรรณาราม ราชวรวิหาร พระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร ต้ังอยู่ท่ีซอยจรัญสนิทวงศ์ 32
แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กรงุ เทพมหานคร เดมิ ชื่อว่า "วัดทอง" เป็นวัดโบราณ สันนษิ ฐานว่ามีมาแต่
ครง้ั กรุงศรีอยุธยา ต่อมาในสมัยรชั กาลที่ 4 พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจา้ อยู่หวั โปรดเกลา้ ฯให้เรยี กนามวัด
ให้ถูกต้องว่า "สุวรรณาราม" จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดสุวรรณารามน้ี นับเป็นเพชรน้างามของ
จิตรกรรมไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ มีภาพเขียนท่ีเป็นฝีมือของจิตรกรเอกสมัยรัชกาลที่ 3 ได้แก่ หลวงวิจิตร
เจษฎา (ครูทองอยู่) และหลวงเสนีบรริ ักษ์ (ครูคงแป๊ะ) สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (นายช่าง
ใหญ่แห่งกรุงสยาม) ได้ทรงกล่าวถึงครูช่างเขียน คือ ครูทองอยู่และครูคงแป๊ะ ไว้ในหนังสือกราบทูลสมเด็จฯ
กรมพระยาดารงราชานุภาพ(พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย) เม่ือ พ.ศ. 2458 ว่า “ครูทองอยู่เขียนเนมิราช
ส่วนครูคงแป๊ะเขียนมโหสถ ฝีมือเป็นเอกทัดเทียมกันในสมัยรัชกาลที่ 3” ภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังในพระ
อโุ บสถน้ี เป็นภาพพุทธประวตั ติ อนสาคัญๆ และภาพทศชาติ (พระมหาชอบ จนฺทว โส, [ออนไลน์])

ดว้ ยเหตนุ ี้ ผวู้ ิจัยจึงสนใจศึกษาค้นคว้าเก่ียวกับจิตรกรรมฝาผนงั ในทศชาติชาดกที่ปรากฏบนฝาผนัง
พระอุโบสถ วัดสุวรรณาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร เน่ืองจากวัดสุวรรณาราม ราชวรวิหาร เป็นพระ
อารามหลวงที่มีความเก่าแก่ อีกทั้งยังได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะจากพระมหากษัตริย์ในอดีตเรื่อยมา
เพอื่ ให้ทราบประวัติ ความเป็นมาของจิตรกรรมฝาผนงั ในพระอุโบสถวัดสุวรรณาราม ราชวรวิหาร และท่ีสาคัญ
ผู้วิจัยสนใจในการศึกษาเกี่ยวกับจิตรกรรมฝาผนังของวัดสุวรรณาราม ราชวรวิหาร ด้วยเหตุว่า จิตรกรรม
ฝาผนังพระอโุ บสถวดั สุวรรณาราม ราชวรวิหาร ถือวา่ เปน็ เพชรน้างามของจิตรกรรมไทยสมยั กรุงรัตนโกสินทร์
เพราะภาพเขียนที่ปรากฏเป็นฝีมือของจิตรกรเอกสมัยรัชกาลท่ี 3 ได้แก่ หลวงวิจิตรเจษฎา (ครูทองอยู่) และ
หลวงเสนีบริรักษ์ (ครูคงแป๊ะ) ที่สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ทรงกล่าวถึงครูช่างเขียนว่า
ฝีมือเป็นเอกทัดเทียมกันในสมัยรัชกาลที่ 3 และเพ่ือให้ทราบความเป็นมา สาระสาคัญของทศชาติชาดกและ
วเิ คราะห์หลกั ธรรมในทศชาตชิ าดกที่ปรากฏในจิตรกรรมฝาผนังในพระอโุ บสถวดั สุวรรณารามราชวรวิหาร

233  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลัย และเครือขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัย
1. เพอ่ื ศกึ ษาความเปน็ มา และสาระสาคัญของทศชาติชาดก
2. เพ่ือศึกษาจิตรกรรมฝาผนังในทศชาติชาดกท่ีปรากฏบนฝาผนังพระอุโบสถ วัดสุวรรณาราม

ราชวรวหิ าร กรุงเทพมหานคร
3. เพือ่ วิเคราะห์หลักธรรมในทศชาตชิ าดกท่ีปรากฏบนจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถ วดั สุวรรณาราม

ราชวรวหิ าร กรุงเทพมหานคร

วิธดี าเนินการวิจัย
การวจิ ัยน้ี เป็นการศกึ ษาวจิ ัยเอกสาร (documentary research) โดยมวี ิธกี ารวจิ ยั ดังนี้
1) รวบรวมเอกสารช้ันปฐมภูมิ (Primary Source) ได้แก่ เอกสารอา้ งองิ ทางพระพุทธศาสนาเปน็ ต้น

วา่ พระไตรปฎิ ก อรรถกถา ฎีกา และเอกสารวรรณกรรม ท่เี กี่ยวข้องกบั การวิเคราะห์หลกั ธรรมในทศชาติชาดก
ที่ปรากฏบนจติ รกรรมฝาผนังพระอโุ บสถ วดั สวุ รรณาราม ราชวรวิหาร กรงุ เทพมหานคร

2) รวบรวมเอกสารชั้นทุติยภูมิ (Secondary Source) ได้แก่ หนังสือ งานวิจัย เอกสาร วารสารท่ี
เก่ยี วข้อง

3) รวบรวมเรยี บเรยี งวิเคราะหข์ ้อมลู จากเอกสารตา่ งๆ

ผลการวิจยั
จากการวเิ คราะห์ข้อมลู ดา้ นเอกสาร พบวา่ ผลการวิจยั สรุปได้ดังนี้
1) ความเป็นมา และสาระสาคัญของทศชาติชาดก ผลการวิจัย พบว่า ทศชาติชาดก เป็นส่วนหน่ึง

ของพระไตรปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ภาค 2 มีทั้งหมด 10 เรื่อง มีเตมิยชาดก เป็นต้น กล่าวถึงการบาเพ็ญ
บารมี 10 ประการ มีทานบารมี เปน็ ตน้

2) จิตรกรรมฝาผนังในทศชาติชาดกท่ีปรากฏบนฝาผนังพระอุโบสถวัดสุวรรณาราม ราชวรวิหาร
กรุงเทพมหานคร ผลการวิจัย พบว่า จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ นับเป็นเพชรน้างามของจิตรกรรมไทย
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะมีภาพเขียนที่เป็นฝีมือของจิตรกรเอกสมัยรัชกาลที่ 3 ได้แก่ หลวงวิจิตรเจษฎา
(ครูทองอยู่) และหลวงเสนีบริรักษ์ (ครูคงแป๊ะ) ภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังในพระอโุ บสถ เป็นภาพพทุ ธประวัติ
ตอนสาคญั และภาพทศชาติ

3) การวเิ คราะหห์ ลกั ธรรมในทศชาติชาดกทปี่ รากฏบนจิตรกรรมฝาผนงั พระอุโบสถ วัดสุวรรณาราม
ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ผลการวิจัย พบว่า (1) เตมิยชาดก พบหลักธรรมในเรือ่ งของการไม่ประทุษร้าย
มิตรว่าเป็นมงคล หลักของไตรลักษณ์ รวมถึงคุณของการออกจากกาม อันจะนาไปสู่การบาเพ็ญเนกขัมมบารมี
(2) มหาชนกชาดก พบหลกั ธรรมในเร่ืองของวริ ิยะ คือความเพียร อันประกอบด้วยปัญญาเป็นหลัก (3) สุวรรณ
สามชาดก พบหลักธรรมในเรอ่ื งการบาเพ็ญเมตตาบารมี และความกตัญญู (4) เนมิราชชาดก พบหลักธรรมใน
เรื่องอธิษฐานบารมี ที่ต้องอาศัยทาน ศีล สัจจะ และการฝึกอินทรีย์ประกอบกันด้วย อีกทั้งเรื่องกรรมดี กรรมชั่ว
และผลของกรรม (5) มโหสธชาดก พบหลักธรรมในเรอื่ งการบาเพ็ญปัญญาบารมี อีกทง้ั ความซ่ือสัตย์ต่อหนา้ ท่ี
ข้อเสียของการคบคนพาล และข้อดีของการพบบัณฑิต (6) ภูริทัตตชาดก พบหลักธรรมในเรื่องการบาเพ็ญศีล
บารมี ทานบารมี และการประทุษร้ายมิตร (7) จันทกุมารชาดก พบหลักธรรมในเรื่องขันติบารมี และความ
กตัญญูกตเวที อีกทั้งเร่ืองผลของกรรม คือ ทาดีได้ดี ทาช่ัวได้ช่ัวอย่างชัดเจน (8) มหานารทกัสสปชาดก
พบหลกั ธรรมสองด้าน กล่าวคือธรรมและอธรรม เป็นต้น (9) วธิ ุรบัณฑิตชาดก พบหลักธรรมในเร่ืองสัจจบารมี

234  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลยั และเครือข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

อีกทั้งหลักธรรมอันสมควรแกบ่ ุคคลตา่ งๆ มีทศพิธราชธรรมเป็นต้น (10) เวสสันดรชาดก พบหลักธรรมในเร่ือง
มหาทาน มกี ารสละพระโอรสและพระธิดาเป็นปตุ ตทานเป็นตน้

ข้อเสนอแนะ
จากการวิเคราะห์หลักธรรมในทศชาติชาดกที่ปรากฏบนจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถ วัดสุวรรณาราม

ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร พบประเด็นท่ีน่าสนใจ และเป็นประโยชน์ในการนาไปใช้ในชีวิตประจาวันของ
กลุม่ คนต่างๆ ในสงั คมไทยปัจจบุ ัน

1. ข้อเสนอแนะในการนาไปใช้ประโยชน์
1) องค์ความรู้เรื่องความเป็นมา สาระสาคัญของทศชาติชาดก และหลักธรรมท่ีปรากฎใน

จิตรกรรมฝาผนัง ควรเป็นส่วนหนึ่งในการศึกษาเก่ียวกับพระพุทธศาสนาของนักเรียน นักศึกษา และผู้ท่ีสนใจ
อยา่ งเปน็ รปู ธรรม

2) องค์ความรู้ดังกล่าว ถ้านามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวัน และทุกคร้ังท่ีมีโอกาสที่เข้าวัดหรือ
มาทาบญุ จะทาให้เกิดความเขา้ ใจในรสพระธรรมผ่านจติ รกรรมฝาผนงั อย่างถ่องแท้

2. ข้อเสนอแนะในการวจิ ัยคร้ังต่อไป
ผ้วู จิ ยั พบเร่ืองทีน่ ่าสนใจ และควรศึกษาคน้ คว้าต่อไปคือ

1) การศึกษาวิเคราะห์หลักธรรมเรื่องพุทธประวัติท่ีปรากฏบนจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถ
วดั สุวรรณาราม ราชวรวิหาร กรงุ เทพมหานคร

2) ศึกษาการสร้างศรทั ธาและปลกู จติ สานกึ ผ่านจิตรกรรมฝาผนังเชงิ พุทธศิลป์
3) การเสริมสร้างองค์การรู้จากจิตรกรรมฝาผนังสู่การเรยี นรู้ที่ทันสมยั ต่อความเปล่ียนแปลงทาง
การศกึ ษาในศตวรรษที่ 21

บรรณานุกรม
จุติรัช อนุกูล. (2555). การศึกษาผลงานจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดถ้าตะโกพุทธโสภา อาเภอท่าวุ้ง

จังหวัดลพบุรี. เอกสารการประชุมวิชาการระดับชาติ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ คร้ังท่ี 2
งานวจิ ยั เพื่อพฒั นาทอ้ งถ่นิ . มหาวิทยาลยั ราชภฏั เพชรบรู ณ์.
วรรณิภา ณ สงขลา. (2533). จิตรกรรมไทยประเพณี. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่ง
ประเทศไทย จากดั .
พระมหาชอบ จนฺทวโส. วัดสุวรรณารามราชวรวิหาร. [ออนไลน์]. แหล่งท่ีมาhttp://library.bsru.ac.th/
arcbs/images/content/29_cover_20140925_125253.pdf. [19 มีนาคม 2564].

235  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลัย และเครือขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

การประยกุ ตใ์ ชห้ ลกั พทุ ธธรรมของผูบ้ รหิ ารในเขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร
An Application of the Buddhist Teachings for The Executives
in Rat Burana Area, Bangkok

พระมหาสมจิต โอทาตวณโฺ ณ (พรอ้ มเพรียง)
นิสิตปริญญาโท สาขาวิชาพระพุทธศาสนา
มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตบาฬศี ึกษาพทุ ธโฆส

นวลวรรณ พูนวสพุ ลฉตั ร
ธานี สวุ รรณประทปี

อาจารยป์ ระจาหลักสตู รพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าพระพุทธศาสนา
มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตบาฬีศึกษาพทุ ธโฆส

บทคัดย่อ
การศึกษาวิจัยเร่ืองการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมของผู้บริหารในเขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร

มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารตามหลักพระพุทธศาสนาและ
ศาสตร์ตะวันตก 2) เพื่อศึกษาหลักธรรมส่งเสริมการบริหารตามหลักพระพุทธศาสนา และ 3) เพื่อการ
ประยุกตใ์ ช้หลกั พทุ ธธรรมสาหรับผู้บริหารในเขตราษฎรบ์ รู ณะ ซงึ่ เป็นงานวิจยั เชิงคณุ ภาพ (ภาคสนาม)

ผลการวิจัยพบว่า แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารตามหลักพระพุทธศาสนา คือ ในการ
บริหารงานเพ่ือให้ประสบความสาเร็จน้ันต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง จึงจาเป็นต้องบริหารแบบองค์รวม
โดยจะต้องมีท้ังการบริหารตน (เอง) ในฐานะผู้บริหาร บริหารคน ใช้บริหารผู้ใต้บังคับบัญชา ได้แก่ ลูกน้อง
เพ่ือนร่วมงานและผู้ที่ต้องติดต่องาน และบริหารงาน คือ บริหารระบบงานและองค์กรให้ประสบความสาเร็จ
บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร ในการบริหารงานตามแนวพระพุทธศาสนานั้น จาเป็นจะต้องมีหลักธรรมหรือ
คุณธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง เพ่ือจะทาให้ตนเอง ผู้ร่วมงาน และผลงานท่ีได้ มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ มีความ
ม่ันคง ย่ังยืนเป็นไปตามเป้าหมายขององค์กร ส่วนแนวคิดและทฤษฎีเก่ียวกับการบริหารตามแนวคิดตะวันตก
คอื การบริหารที่ต้องใช้ทง้ั ศาสตร์และศิลปใ์ นการทจ่ี ะรว่ มมือกนั ทากิจการขององค์กรให้บรรลุตามวัตถุประสงค์
โดยใชก้ ระบวนการดาเนนิ งานซึ่งสืบเน่ืองและใชท้ รัพยากรทีเ่ หมาะสมและมีประสิทธิภาพในการจดั การเพ่ือให้
เกิดความสาเร็จ การบริหารน้ันจะครอบคลุมถึงหน้าที่ในการบริหาร อันประกอบด้วยการวางแผน การจัด
องคก์ าร การสั่งการหรอื การมอบหมายงาน การประสานงาน การรายงาน และการงบประมาณ

การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมสาหรับผู้บริหารในเขตราษฎร์บูรณะ คือ 1. การครองตน สาหรับ
บคุ คลผู้จะเป็นผู้บริหารได้ ไม่ว่าจะเป็นการปกครองรปู แบบใดก็ตาม หลักการท่ีสาคัญอันดับแรกก็คือจะต้องมี
ความสามารถในการบรหิ ารตนเองได้ หากไม่มีความสามารถในการบริหารตนเองได้ กย็ ากท่ีจะบริหารบคุ คลอื่น
หรือองค์กรใดๆ ให้ประสบความสาเร็จได้ โดยเฉพาะอย่างย่ิงในเรื่องของจิตใจ ด้วยการปฏิบัติตามหลัก
ไตรสิกขา และ สัปปุริสธรรม 7, 2. การครองคน สาหรับคนกล่าวได้ว่าเป็นทรัพยากรท่ีมีค่ามากท่ีสุดในการ
ปกครองไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม เพราะฉะน้ัน ผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถในด้านการบริหารจะต้อง
รู้จักใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ คือ คน ให้เขาสามารถใช้ศักยภาพอย่างเต็มท่ีเพ่ือดาเนินกิจกรรมต่างๆ ได้จนบรรลุ
วัตถปุ ระสงคท์ ี่ไดต้ ้ังไว้ ผบู้ รหิ ารจะต้องรู้จักหลกั การด้านการบริหารคนท่ีอยู่ภายใต้การปกครองของตนเอง ซ่ึงมี
ท้งั ท่ีเป็นคนในองค์กรและเป็นประชาชนโดยท่ัวไป ดว้ ยการสรา้ งสัมพนั ธ์ท่ีดีต่อกันดว้ ยการปฏิบัติพรหมวหิ าร 4

236  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลยั และเครือข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

และประกอบสังคหะวัตถุ 4 และ 3. การครองงาน สาหรับงานเป็นกิจกรรมท่ีผู้บริหารไม่ว่าจะปกครองด้วย
รูปแบบใดก็ตามจะต้องดาเนินการให้ประสบความสาเร็จ แต่ความสาเร็จก่อนที่จะได้มาน้ัน จะต้องประสบกับ
ปญั หาหรืออุปสรรคต่างๆ บ้างเป็นเร่ืองปกติโดยท่ัวไป แต่ในการก้าวข้ามปัญหาหรืออุปสรรคต่าง ๆ ผู้บริหารก็
ต้องเลือกบริหารงานของตนด้วยวิธีการท่ีถูกต้องชอบธรรม หลักการด้านการบริหารงาน จึงมีวัตถุประสงค์
เพื่อให้การดาเนินงานเป็นไปโดยราบรื่น ปราศจากปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆ หรือมีปัญหาหรืออุปสรรคน้อย
ท่ีสุด โดยวิธีการท่ถี ูกต้องชอบธรรม ด้วยการปฏิบัติตามหลักอปริหานิยธรรม 7 และ พละ 4 ซ่ึงผลอันเกิดจาก
การประสบความสาเรจ็ ในการดาเนนิ งานกเ็ ป็นที่พึงพอใจของทุกฝ่าย กล่าวโดยสรปุ กค็ ือ สามารถครองงานได้
คาสาคัญ: การประยกุ ต์, หลักพทุ ธธรรม, ผ้บู รหิ าร

Abstract
A research study on the application of Buddhist principles of administrators in Rat

Burana District Bangkok has three objectives: 1) to study concepts and theories on management
according to Buddhism and Western sciences; 2) to study the principles of Dharma to promote
administration according to Buddhist principles; and 3) to apply Buddhist principles for administrators. In
Rat Burana which is a qualitative research (field)

The results showed that the concept and theory of Buddhist management is that in
order to achieve success, many factors are required. Therefore, holistic management is necessary.
Which must have both self-management (oneself) as an executive, people management, use
to manage subordinates such as subordinates, colleagues and people who must contact work, and
administration is to manage the work system and the organization to achieve success in
achieving the organization's objectives. In the administration according to Buddhism It is
necessary to have a principle or morality involved. To make myself, co-workers and the results
obtained with quality, efficiency, stability and sustainability in accordance with the goals of
the organization. As for the concepts and theories about management according to Western
concepts, it is management that requires both science and art in order to work together to
achieve organizational objectives. By using a continuous operating process and using resources
that are appropriate and efficient in order to achieve success. That administration will cover
administrative duties which includes planning, organizing Ordering or delegating tasks,
coordinating, reporting, and budgeting.

The application of Buddhist principles for administrators in Rat Burana area are:
Regardless of any form of government the first important principle is to have the ability to
manage yourself. If there is no ability to manage yourself it is difficult to manage any person
or any organization to be successful. Especially in matters of the mind by observing the
principles of the Trisikkha and Sappurisadhamma 7 2. Rule of People For one can say that it
is the most valuable resource in any form of governance. Must know how to use the resources
that are available, namely people, so that he can use his full potential to carry out various
activities until the goal has been set. Executives must know the principles of managing people
under their own rule. Which are both people in the organization and people in general by

237  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลยั และเครือข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

building good relations with each other through the practice of 4 Brahma Viharas and the 4th
Sangkhahavatthana; but the success before that will have to face some problems or obstacles,
which is normal in general. But in order to overcome any problems or obstacles, executives
must choose to manage their work with the right and righteous method. Management
principles Therefore, the objective is to make the operation go smoothly. without any
problems or obstacles or having the least problems or obstacles by means of righteousness
By adhering to the principles of the 7 Apocalypse and the 4 Physical Education, the results
resulting from the success of the operation were satisfied by all parties. In summary, it is able
to dominate.
Keyword: Application, Principles of Buddhism, the Executives.

บทนา
มนษุ ยเ์ ปน็ สัตว์สังคม (Social Animal) (เบรนดอ์ าร.์ เนลสัน, 2548 : 55-60) ทจี่ ะต้องมีกิจกรรมทา

ร่วมกันอยู่ตลอดเวลา ดังน้ัน การรวมตัวกันเป็นสังคมน้ันมนุษย์จาต้องมีกิจกรรมที่เกิดจากการรวมตัวของ
บุคคลต้ังแต่สองคนขึ้นไป มีการติดต่อซึ่งกันและกันเพ่ือทากิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน ในขณะเดียวกันมนุษย์
ในสังคมก็อาศัยบรรทัดฐานหรือกฎหมาย ระเบียบประเพณีและสมมติสถานภาพพร้อมทั้งบทบาทที่เหมาะสม
ให้แก่บุคคลต่างๆ ในสังคมอย่างมีศักด์ิศรีมีสิทธ์ิและมีเกียรติ (จานงค์ อดิวัฒนสิทธิ์, 2544: 143)
โลกปัจจุบันอยู่ในกระแสของโลกาภิวัฒน์มีความเจริญก้าวหน้าด้านความรู้ วิทยาศาสตร์ และข้อมูลข่าวสาร
อยา่ งรวดเรว็ ซึ่งสว่ นใหญ่เกิดจากความก้าวหน้าทางด้านวทิ ยาศาสตร์คอมพวิ เตอร์และเทคโนโลยี ทาให้สงั คมมี
ความซับซ้อนและเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา และส่งผลให้เกิดปัญหาน้อยใหญ่ตามมามากมาย
มนุษย์น้ันไม่ใช่เครื่องจักรกล แน่นอนว่าเมื่อคนหลายคนมาทางานร่วมกันย่อมเกิดความเห็นท่ีแตกต่าง รวมไป
ถึงมีวิธกี ารทางานที่ต่างกันไป บางครั้งความแตกต่างของแต่ละคนตา่ งก็ผสมกลมกลืนเป็นการทางานได้อย่างลง
ตัวไม่เกิดปัญหา แต่บางครั้งความแตกต่างน่ีล่ะท่ีก่อให้เกิดความขัดแย้งในการทางานระบบทีมได้ ไม่ใช่เรื่อง
แปลกอะไรที่การทางานระบบทีมน้ันจะเกิดความขัดแย้งข้ึน สิ่งท่ีองค์กรตลอดจนหัวหน้าทีมควรคานึงถึง
มากกว่าก็คือการบรหิ ารจัดการความขัดแย้งให้เหมาะสมเพ่อื แกป้ ัญหาดังกลา่ ว และขจัดอุปสรรคตา่ งๆ ในการ
ทางานระบบทีมให้มีความราบรื่นข้ึน เพ่ือให้ทกุ คนสามารถทางานร่วมกันได้เช่นเดิม และสามารถจบั มือรว่ มกัน
สู่ความสาเร็จได้ในที่สุด ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการทางานเป็นทีมนั้นมีหลายปัจจัย อุปสรรคต่างๆ นั้น
สามารถแบ่งเป็นหมวดใหญ่ได้ 9 ประการ ซ่ึงบทสรุปนี้หยิบยกมาจาก The Nine Barriers to Teamwork ท่ี
เผยแพร่ในวารสาร Personal Journal ฉบับเดือนมกราคม ค.ศ. 1988 ท่ีถึงแม้เวลาจะผ่านมานานแล้วแต่
หลักการนี้ยังคงได้รับความน่าเชื่อถือและใช้อ้างอิงกันอย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน ซึ่งตัวชี้วัดอุปสรรคในการ
ทางานเป็นทีมท้ัง 9 ประการน้ัน มีดังน้ี (HR NOTE.asia, [Online]) คือ (1) ความแตกต่างระหว่างบุคลกิ ภาพของ
แต่ละบุคคล (Personality Differences) (2) ความไม่เท่าเทียมกันในการมีส่วนร่วม (Unequal Contributions)
(3) การขาดความรู้สึกมีส่วนร่วม (No Sense of Belonging) (4) ความล้มเหลวในการประเมิน (Failure of
Evaluation) (5) อานาจของผู้นา (Power of the Leader) (6) การขาดแคลนทางเลือก (Lack of Alternative)
(7) การปิดบัง (Concealment) (8) การวินิจฉัยทีมต่า (Short of Teamwork Diagnosis) และ (9) ขาดการ
กระจ่ายขา่ วสู่ระดบั ล่าง (Lack of Spreading News to Lower Level)

ในปัจจุบันการแข่งขันทางธุรกิจท่ีมีความรุนแรงมากข้ึน ส่งผลให้องค์กรต่างๆ เผชิญกับปัญหาและ
ความท้าทายท่ีเพ่ิมข้ึนปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากปัจจัยภายนอกองค์กรซึ่งยากต่อการควบคุม แต่หลายปัญหาก็

238  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลยั และเครอื ขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

เกิดจากปัจจัยภายในองค์กรซึ่งสามารถควบคุมได้ บริษัท เฮย์กรุ๊ป (MGRONLINE, [Online]) ซ่ึงเป็นบริษัทท่ี
ปรึกษาด้านการบริหารองค์กรระดับโลก เปิดเผยว่าสาเหตุหลกั ของผลการปฏิบัติงานที่ไมเ่ ป็นไปตามเป้าหมาย
มักเป็นผลจาก 3 ปัจจัยพื้นฐาน ได้แก่ ความเป็นผู้นา ระบบการจัดการผลการปฏิบัติงาน และโครงสร้างของ
งานและองค์กร โดยผลการปฏิบัตงิ านทมี่ ีประสทิ ธภิ าพจะเกิดข้ึนได้กต็ ่อเม่ือท้ังสามปัจจัยน้ีมกี ารทางานร่วมกัน
อย่างสอดคล้อง จากผลการศึกษาและประสบการณ์ของเฮย์กรุ๊ป ได้เผยถึงหลักการพ้ืนฐาน 6 ประการ ซ่ึงจะ
ชว่ ยประสานการทางานระหวา่ ง ตาแหน่งงาน กระบวนการ และบุคลากร รวมไปถงึ ชว่ ยพฒั นาประสิทธภิ าพใน
การทางานขององค์กร ดังน้ี คือ (1) ให้ความสาคัญกับคุณค่าของงาน (2) เข้าใจบทบาทในการทางานร่วมกัน
อย่างชัดเจน (3) งานต้องปฏิบัติได้จริง (4) อานาจการตัดสินใจต้องเหมาะสม (5) มีความชัดเจนในความ
รับผิดชอบร่วมกัน และ (6) ทีมงานต้องมีความรับผิดชอบเช่นกัน ซึ่งปัญหาเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นกับทุกองค์กร
ไม่ว่าจะเป็นองค์ทางธุรกิจ องค์กรการศึกษา องค์กรทางการปกครอง ปัญหาเหล่าจะเป็นส่วนทาให้การ
บริหารงานในองคก์ รมปี ระสิทธิภาพลดลงและสามารถสร้างความเสียหายให้กบั องค์กรได้

ในทางพระพุทธศาสนา มีหลกั การบริหารเชิงพทุ ธศาสตร์ เกยี่ วข้องกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่มี
คุณค่ามากกว่าสองพันห้าร้อยกว่าปี ในยุคโลกาภิวัตน์หรือยุคทุนนิยมในปัจจุบัน การบริหารจัดการสมัยใหม่
ตา่ งกก็ ลับมาทบทวนบทบาททางวชิ าการในการบริหารจดั การสมยั ใหม่วา่ ยงั คงเป็นแนวทางเดียวหรือไม่ ท่ีการ
บริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ จะต้องสนองตอบต่อระบบทุนนิยมท่ีเน้นการแข่งขัน และสร้างผลกาไร หรือ
การบรรลุวัตถุประสงคข์ ององคก์ รเพียงอย่างเดียว การบรหิ ารจัดการสมัยใหม่ ยังขาดอะไรบ้างที่เป็นนามธรรม
ท่ีเก่ียวกับมนุษย์ที่จะต้องอยู่ร่วมกัน รวมทั้งสิ่งแวดล้อมในโลกที่กาลังเปลี่ยนแปลงและมีผลกระทบต่อสังคม
และองค์กร พระธรรมโกศาจารย์(ประยูร ธมฺมจิตฺโต) ได้กล่าวถึงหน้าที่ของนักบริหารไว้ในหนังสือ พุทธวิธี
บรหิ าร มอี ยู่ 5 ประการ ตามคาย่อภาษาอังกฤษ วา่ POSDC (พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมมฺ จิตฺโต), 2549:
4-5) คือ การวางแผน (Planning) การจัดองค์การ (Organizing) การจัดคนเข้าทางาน (Staffing) การ
อานวยการ (Directing) และการควบคุม (Controlling) ส่วนหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่กล่าวถึงการ
บริหารจดั การมีอยู่มากมาย เปน็ คาสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่ียังทันสมัยอยู่จนถงึ ปัจจุบันและ
ในอนาคต เช่น ไตรสิกขา พละ 4 สังคหวัตถุ 4 อิทธิบาท 4 สาราณียธรรม 6 สัปปุริสธรรม 7 มรรคมีองค์ 8
ทศพธิ ราชธรรม 10 เปน็ ต้น ซึ่งหลักธรรมเหล่านี้ สามารถนามาประยุกต์ใช้ในการบริหารองค์กรของผู้บริหารได้
เป็นอย่างดแี ละมปี ระสิทธิภาพด้วย

จากปัญหาที่ได้กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงมีความประสงค์ท่ีจะศึกษาเพื่อค้นหาคาตอบว่าแนวคิด
ทฤษฎีเก่ียวกับการบริหาร ความหมายของหลักพุทธธรรมในการบริหารของผู้บริหาร กระบวนธรรมของหลัก
พุทธธรรมในการบริหารงานของผู้บริหาร ธรรมที่ส่งเสริมและที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการบริหารงานของผู้บริหาร
และวิเคราะห์การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมของผู้บริหาร ซ่ึงจะนามาสู่การเป็นผู้บริหารที่ดีท่ีสังคมต้องการมี
ความสามารถในการบริหารกิจการได้อย่างถูกต้องตรงตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ได้รับการยอมรับ
สามารถครองใจผ้รู ่วมงานและสามารถแก้ไขปัญหาอุปสรรคได้

วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั
1. เพ่อื ศกึ ษาแนวคดิ และทฤษฎีเกย่ี วกับการบรหิ ารตามหลกั พระพุทธศาสนาและศาสตรต์ ะวัตตก
2. เพ่อื ศึกษาหลกั ธรรมสง่ เสรมิ การบรหิ ารตามหลกั พระพุทธศาสนา
3. เพ่ือการประยกุ ต์ใชห้ ลักพทุ ธธรรมสาหรบั ผู้บริหารในเขตราษฎร์บูรณะ

239  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลัย และเครือข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

วธิ ีดาเนนิ การวจิ ยั
การวิจัยครั้งน้ีเพ่ือศึกษา “การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมสาหรับผู้บริหารในเขตราษฎร์บูรณะ

กรุงเทพมหานคร” โดยมีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพ่ือศึกษาแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารตามหลัก
พระพุทธศาสนาและศาสตร์ตะวันตก 2. เพื่อศึกษาหลักธรรมส่งเสริมการบริหารตามหลักพระพุทธศาสนาและ
3. เพือ่ การประยุกตใ์ ช้หลักพทุ ธธรรมสาหรับผู้บรหิ ารในเขตราษฎรบ์ รู ณะ มลี าดบั ข้นั ตอนการวจิ ัย ดงั ตอ่ ไปนี้

1. รปู แบบการวิจัย
งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) มีวิธีการเก็บข้อมูล 2 แบบ คือ
การศึกษาจากเอกสาร (Documentary Research) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้ให้
ข้อมูลสาคัญ (Key Informants) แล้วนาข้อมูลการสัมภาษณ์เพ่ือนามาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา
(Descriptive Analysis)
2. ประชากร กล่มุ ตัวอยา่ ง และกลุ่มเป้าหมาย
ผู้วิจัยทาการการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสาคัญที่เก่ียวข้องกับ
งานวิจัย 3 กลมุ่ โดยการเลอื กแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ดังน้ี
1) ผู้บริหารคณะสงฆ์ เขตราษฎร์บูรณะ เขตทุ่งครุ เขตคลองสาน และเขตบางคอแหลม
กรุงเทพมหานคร จานวนเขตละ 2 รปู ประกอบด้วย เจ้าคณะแขวง และเจ้าคณะเขต
2) ผู้บริหารการศึกษา เขตราษฎร์บูรณะ เขตทุ่งครุ เขตคลองสาน และเขตบางคอแหลม
กรงุ เทพมหานคร จานวนเขตละ 2 คน ประกอบด้วย ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา จานวนเขตละ 2 คน
3) ผู้บริหารท้องถิ่น เขตราษฎร์บูรณะ เขตทุ่งครุ เขตคลองสาน และเขตบางคอแหลม
กรงุ เทพมหานคร จานวนเขตละ 1 คน ประกอบดว้ ย ผอู้ านวยการเขต
3. เครอ่ื งมอื ที่ใชใ้ นการวจิ ยั
เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์สร้างข้ึนจากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง
กับการประยุกต์ใช้หลกั พุทธธรรมของผบู้ รหิ าร โดยมีข้นั ตอนดงั น้ี
1. ขัน้ ตอนการสรา้ งเครอื่ งมอื ที่ใชใ้ นการวจิ ัย

1) ศกึ ษาการประยกุ ต์ใชห้ ลักพุทธธรรมของผ้บู รหิ าร
2) ศึกษาหลกั การและทฤษฎีจากเอกสาร ตาราทีเ่ กย่ี วขอ้ งกับการวจิ ยั
3) ศึกษาการดาเนินงานของคณะสงฆ์ สถานศกึ ษา และการปกครองท้องถิน่
4) ศึกษาแบบสอบถามจากงานวจิ ัยทเ่ี ก่ียวข้อง
5) ข้อมูลท่ีได้จากการศึกษาค้นคว้านามาสร้างเป็นแบบสอบถาม เสนอคณะกรรมการที่ปรึกษา
วิทยานพิ นธ์ และนาเสนอตอ่ ผู้เชยี่ วชาญตรวจสอบ
6) ปรับปรุงแก้ไขแล้วนาเสนอคณะกรรมการที่ปรึกษาอีกครั้ง ปรับปรุงแก้ไขแล้วนาเสนอ
ผเู้ ชย่ี วชาญตรวจสอบความตรงด้านเนอ้ื หา (Content Validity)
2. ลกั ษณะของเคร่ืองมือทีใ่ ชใ้ นการวจิ ยั
1) แบบสอบถามและสัมภาษณ์ มี 3 ตอน คือ
ตอนที่ 1 เป็นแบบสัมภาษณ์เก่ียวกับ สถานภาพของผู้ให้สัมภาษณ์ เป็นแบบตรวจสอบรายการ
(Check List) ได้แก่ ตาแหน่งหน้าที่ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์การทางาน
ตอนท่ี 2 เป็นแบบสมั ภาษณ์เกยี่ วกับ การประยกุ ต์ใช้หลักพทุ ธธรรมของผบู้ ริหาร 3 ด้าน คอื
1. ด้านการบรหิ ารตนเอง
2. ดา้ นการบรหิ ารบคุ คล

240  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

3. ด้านการบริหารงาน
ตอนที่ 3 เป็นแบบสอบถามแบบปลายเปิด เพื่อให้ผู้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับอุปสรรคและ
ข้อเสนอแนะเพ่ิมเตมิ ไดอ้ ย่างอิสระ
3. การตรวจสอบคณุ ภาพของเครือ่ งมือ
ในการหาคณุ ภาพของเคร่ืองมอื ผูว้ ิจยั ได้ดาเนินการตามข้นั ตอนดังน้ี
1) ขอคาแนะนาจากอาจารยท์ ีป่ รกึ ษาวิทยานพิ นธแ์ ละผูเ้ ชย่ี วชาญ ตรวจสอบเคร่ืองมือท่สี ร้างไว้
2) หาความเท่ียงตรง (Validity) โดยการนาแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ท่ีสร้างเสร็จแล้วเสนอ
ประธานและกรรมการท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์ เพ่ือขอความเห็นชอบและนาเสนอต่อผู้เช่ียวชาญ แล้วนามา
ปรับปรุงแกไ้ ขใหเ้ หมาะสม จานวน 3 ทา่ น คอื

1. รศ.ดร. วโิ รจน์ คมุ้ ครอง
2. พระมหาวิโรจน์ คุตฺตวีโร, ผศ.ดร.
3. ดร. ชัยชาญ ศรีหานู
4. การเก็บรวบรวมข้อมลู
1) ดา้ นเอกสาร
ผู้วจิ ยั ดาเนินการเกบ็ ขอ้ มลู ตามข้ันตอน ดังนี้
1. การรวบรวมด้านเอกสาร ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2539
2. เอกสารตาราทางพระพุทธศาสนา หนังสือพุทธธรรม อรรถกถาภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลง
กรณราชวทิ ยาลัย
3. ศึกษาค้นคว้ารวบรวมข้อมูลจากหนังสือ บทความ งานวิจัย เอกสารสิ่งพิมพ์ และข้อมูลทาง
อนิ เตอร์เนต็
4. เม่ือศึกษาและรวบรวมข้อมูลเอกสารเสร็จแล้ว จึงทาการวิเคราะห์ (Analysis) โดยวิเคราะห์
การใชห้ ลักธรรมสนบั สนนุ กันหรอื ไม่อยา่ งไร
2) ด้านแบบสัมภาษณ์
ผ้วู ิจยั ดาเนนิ การเกบ็ ข้อมลู แบบสมั ภาษณ์ตามขัน้ ตอน ดังตอ่ ไปนี้
1. ผู้วิจัยทาการขอความรว่ มมือจากหวั หน้าศูนย์บัณฑิตศึกษา มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย วิทยาเขตบาฬีพุทธโฆส เพื่อขอความร่วมมือผู้ให้สัมภาษณ์คณะสงฆ์ สถานศึกษา และการปกครอง
ท้องถิน่ เพ่อื ขอความเมตตานุเคราะห์อนุญาตให้ทาการตอบแบบสอบถามและสัมภาษณ์
2. ผู้วิจยั นาหนังสอื ขออนุญาตนาเสนอตอ่ ผูใ้ ห้สมั ภาษณ์
3. นัดหมายการเกบ็ ข้อมูลดว้ ยการสัมภาษณ์ แล้วนาขอ้ มูลท่ีได้จากการสมั ภาษณ์ไปวเิ คราะห์ต่อไป
5. การวิเคราะหข์ อ้ มลู
หลังจากท่ีได้นาแบบสอบถามท้ังหมดมาตรวจสอบความสมบูรณ์ ความถูกต้องแล้ว ผู้วิจัยได้
ดาเนินการวเิ คราะห์ข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์โดยวเิ คราะหข์ ้อมูลเชงิ พรรณนา (Descriptive Analysis)

สรุปผลการวจิ ัย
1. แนวคดิ และทฤษฎีเกย่ี วกับการบรหิ ารตามหลกั พระพุทธศาสนาและศาสตรต์ ะวันตก
สรุปแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารตามหลักพระพุทธศาสนา คือ ในการบริหารงานเพ่ือให้

ประสบความสาเร็จน้ันต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง จึงจาเป็นต้องบริหารแบบองค์รวม โดยจะต้องมีท้ังการ

241  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสิรินธรราชวิทยาลยั และเครอื ขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

บริหารตน (เอง) ในฐานะผู้บริหาร บริหารคน ใช้บริหารผู้ใต้บังคับบัญชา ได้แก่ ลกู น้อง เพื่อนร่วมงานและผู้ที่
ต้องติดต่องาน และบริหารงาน คือ บริหารระบบงานและองค์กรให้ประสบความสาเร็จบรรลุวัตถุประสงค์ของ
องคก์ ร ในการบริหารงานตามแนวพระพุทธศาสนาน้ัน จาเป็นจะต้องมีหลักธรรมหรือคุณธรรมเข้ามาเก่ียวข้อง
เพื่อจะทาให้ตนเอง ผู้ร่วมงาน และผลงานท่ีได้มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ มีความมั่นคง ยั่งยืนเป็นไปตาม
เป้าหมายขององค์กร เน่ืองจากวัตถุประสงค์ในการบริหารแต่ละด้านมีความแตกต่างกันท้ังในกลุ่มเป้าหมาย
และวิธีการ หลักธรรมท่ีจะสนับสนุนการบรหิ ารแต่ละด้านจึงยอ่ มแตกต่างกันด้วย ผู้บรหิ ารจงึ ควรศึกษาไว้เพื่อ
จะได้นาไปใช้ในการบริหารแต่ละด้านอย่างเหมาะสม ส่วนแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารตามแนวคิด
ตะวันตก คือ การบริหารที่ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการที่จะร่วมมือกันทากิจการขององค์กรให้บรรลุตาม
วัตถุประสงค์ โดยใช้กระบวนการดาเนินงานซึ่งสืบเน่ืองและใช้ทรัพยากรท่ีเหมาะสมและมีประสิทธภิ าพในการ
จัดการเพอ่ื ใหเ้ กิดความสาเร็จ การบริหารน้ัน จะครอบคลุมถงึ หน้าทใ่ี นการบรหิ ารอันประกอบด้วยการวางแผน
การจัดองค์การ การส่ังการหรือการมอบหมายงาน การประสานงาน การรายงาน และการงบประมาณ
นอกจากนี้องค์ประกอบที่สาคัญของการบริหาร จะประกอบด้วย วัตถุประสงค์ที่แน่นอน ทรัพยากรในการบริหาร
มีความประสานระหว่างกนั และประสิทธภิ าพ ประสทิ ธิผลในการบรหิ ารงาน ซึ่งแนวคิดเหล่านจี้ ะครอบคลมุ ไป
ถึงการบริหารแบบมีส่วนร่วม และการบริหารเชิงกลยุทธ์ การบริหาร เป็นส่ิงสาคัญ ท่ีมีความจาเป็นและ
น่าศึกษาอย่างย่งิ

2. หลักธรรมสง่ เสริมการบริหารตามหลักพระพทุ ธศาสนา
สรปุ หลกั ธรรมส่งเสริมการบริหารตามหลักพระพทุ ธศาสนา ไดแ้ ก่
1) หลักธรรมสาหรับการครองตน หลักธรรมในการครองตนมหี ลายประเภท แต่ท่ีเหมาะสมสาหรับ
ผู้บริหารองค์กรนัน้ ผู้วิจัยขอเสนอเพยี ง 2 หลักธรรมเทา่ นั้น คอื ไตรสกิ ขา หลกั ของไตรสิกขาหรือสกิ ขาเปน็ ข้อ
ที่จะต้องศึกษา ข้อปฏิบัติที่เป็นหลักสาหรับศึกษา คือฝึกหัดอบรม กาย วาจา จิตใจ และปัญญา ให้ยิ่งข้ึนไป
ดังนั้น หากบุคคลหรือมนุษย์ผู้ใดได้ปฏิบัติตนเองตามหลักไตรสิกขาแล้ว จะสามารถพัฒนาบุคคลให้มีการ
ดาเนินชีวิตไปในวิถีทางท่ีถูกต้อง ดีงามส่งผลต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม ตลอดจนการทางานในองค์การ/
หน่วยงานดว้ ย การฝึกอบรมทั้ง 3 ด้าน จึงมีวตั ถุประสงค์โดยรวมเพ่ือการทาลายกิเลสอันเป็นเคร่อื งเศร้าหมอง
ของบุคคล และ สัปปุริสธรรม 7 คือ ธรรมท่ีทาให้คนเป็นสัตบุรุษ หรือ เป็นคนดี มีคุณธรรม เป็นคนเก่ง คนมี
ความสามารถ
2) หลักธรรมสาหรับการครองคน หลักธรรมในการครองคนมีหลายประเภท แต่สาหรับผู้บริหารใน
ทนี่ ้ขี อเสนอเพียง 2 หลักธรรมเทา่ นน้ั คอื พรหมวิหาร 4 ผู้มพี รหมวิหารท่ีแท้จริงตอ้ งประกอบด้วยเปน็ บคุ คลผู้
มีเมตตา กรุณา มุทิตา ทั้งเมตตา กรุณา มุทิตา ดังกล่าวข้างต้นท้ังสามประการน้ันต้องประกอบด้วย อุเบกขา
ท้ังสิ้นและต้องมีอุเบกขาเป็นตัวกากับอีกคร้ังหนึ่ง หากบุคคลผู้ใดไม่มีเมตตา กรุณา จิตใจก็จะโหดเห้ียม ไม่มี
มุทิตาจิตก็อิจฉาริษยา ไม่มีอุเบกขาเขาก็ไม่รู้จักการวางเฉย ไม่รู้จักปล่อยวาง มีแต่ความยึดม่ันถือมั่น ทั้งหลาย
เหล่านี้ล้วนทาให้จติ ใจไม่มคี วามสงบปกตสิ ุข ไมเ่ ป็นท่พี ึงปรารถนาถงึ พรอ้ มด้วยพรหมวิหารธรรมท้ัง 4 ประการ
ได้ยาก และ สังคหวัตถุ 4 คือ หลักธรรมท่ีเป็นเคร่ืองยึดเหนี่ยวน้าใจของผู้อ่ืน ผูกไมตรี เอ้ือเฟื้อ เกื้อกูลหรือ
เป็นหลักการสงเคราะห์ซึง่ กนั และกนั และ
3) หลักธรรมสาหรับการครองงาน หลกั ธรรมในการครองงานมีหลายประเภท แต่สาหรบั ผ้บู ริหารใน
ท่ีนี้ขอเสนอเพียง 2 หลักธรรมเท่าน้ัน คือ อปริหานิยธรรม 4 เป็นหลักในการบริหารปกครอง โดยปฏิบัติตาม
หลักการร่วมรับผิดชอบที่จะช่วยป้องกันความเส่ือม นาไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองโดยส่วนเดียว และ พละ 4 คือ
ธรรมอนั เป็นกาลังท่ีเกิดจากคุณธรรม ความประพฤตปิ ฏิบัติทเี่ ป็นหลักประกันของชีวิต ซง่ึ ทาใหเ้ กิดความมน่ั ใจ
ในตนเองไมห่ วาดหว่นั กลัวภยั

242  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลยั และเครือขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

3. การประยกุ ต์ใชห้ ลักพทุ ธธรรมสาหรับผู้บริหารในเขตราษฎร์บรู ณะ
สรุปการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมสาหรับผู้บริหารในเขตราษฎร์บรู ณะ คอื 1. การครองตน สาหรับ
บคุ คลผู้จะเป็นผู้บริหารได้ ไม่ว่าจะเป็นการปกครองรปู แบบใดก็ตาม หลักการที่สาคัญอันดับแรกก็คือจะต้องมี
ความสามารถในการบรหิ ารตนเองได้ หากไมม่ ีความสามารถในการบริหารตนเองได้ ก็ยากที่จะบรหิ ารบคุ คลอ่ืน
หรือองค์กรใดๆ ให้ประสบความสาเร็จได้ เนื่องจากไม่มีใครรู้จักตนเองได้ดีเท่ากับตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน
เรอ่ื งของจิตใจ ด้วยการปฏิบัติตามหลกั ไตรสิกขา และ สัปปุริสธรรม 7 ดังน้ัน หลักการด้านการบริหารตน จงึ มี
วัตถุประสงค์เพื่อให้ตนเองสามารถตรวจสอบตนเองได้ โดยการตรวจเร่ืองความประพฤติทางกาย วาจาและ
จิตใจ เพ่ือจะได้ประพฤติปฏิบัติหรือดารงตนอยู่ในแนวทางที่ถูกต้องและเหมาะสมในฐานะท่ีตนเป็นผู้บริหาร
กล่าวโดยสรุปก็คือ สามารถครองตนได้ เม่ือครองตนได้ก็สามารถบริหารคนอ่ืนได้ 2. การครองคน สาหรับคน
กล่าวได้ว่าเป็นทรพั ยากรที่มีคา่ มากทสี่ ุดในการปกครองไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม เพราะฉะนั้น ผู้บริหารที่มี
ความรู้ความสามารถในด้านการบริหารจะต้องรู้จักใช้ทรัพยากรที่มีอยู่คือ คนให้เขาสามารถใช้ศักยภาพอย่าง
เตม็ ท่ีเพื่อดาเนินกจิ กรรมต่างๆ ได้จนบรรลุวัตถุประสงค์ทไ่ี ดต้ ้ังไว้ แต่การที่ผูถ้ กู ปกครองจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ
ดาเนินกิจกรรมต่างๆ ให้ผู้บริหารได้นั้น ผู้บริหารจะต้องรู้จักหลักการด้านการบริหารคนที่อยู่ภายใต้การ
ปกครองของตนเอง ซึ่งมที ั้งที่เปน็ คนในองค์กรและเป็นประชาชนโดยทัว่ ไป ดว้ ยการสร้างสมั พันธท์ ี่ดีต่อกันด้วย
การปฏิบัติพรหมวหิ าร 4 และประกอบสังคหะวัตถุ 4 ดังนั้น หลักการดา้ นการบริหารคน จึงมวี ัตถุประสงค์เพื่อ
สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อ กันระหว่างผู้บริหารกับ ผู้ถูกปกครอง เพื่อยึดเหน่ียวจิตใจให้ผู้ถูกปกครองมีความ
จงรักภักดีและพร้อมท่ีจะทุ่มเทแรงกายแรงใจทางานต่างๆ ให้แก่ผู้บริหารได้เต็มกาลังความสามารถ กล่าวโดย
สรุปก็คือ สามารถครองคนได้ และ 3. การครองงาน สาหรับงานเป็นกิจกรรมที่ผู้บริหารไม่ว่าจะปกครองด้วย
รูปแบบใดก็ตามจะต้องดาเนินการให้ประสบความสาเร็จ แต่ความสาเร็จก่อนที่จะได้มานั้นจะต้องประสบกับ
ปัญหาหรอื อุปสรรคต่างๆ บ้างเป็นเร่ืองปกติโดยท่ัวไป แต่ในการก้าวข้ามปัญหาหรืออปุ สรรคตา่ ง ๆ ผ้บู ริหารก็
ตอ้ งเลอื กบรหิ ารงานของตนด้วยวธิ กี ารทถ่ี ูกต้องชอบธรรม เนือ่ งจากการบริหารงานย่อมมคี วามเก่ียวขอ้ งและมี
ผลกระทบต่อหลายฝ่ายท้ังต่อตนเองและบุคคลอื่นท่ีอยู่ภายใต้การปกครองหรือไม่ก็ตาม หลักการด้านการ
บรหิ ารงาน จึงมวี ัตถปุ ระสงคเ์ พื่อให้การดาเนินงานเป็นไปโดยราบร่ืน ปราศจากปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆ หรือ
มีปัญหาหรอื อุปสรรคน้อยที่สดุ โดยวิธีการท่ีถูกต้องชอบธรรม ดว้ ยการปฏบิ ัติตามหลักอปริหานิยธรรม 7 และ
พละ 4 ซ่ึงผลอันเกิดจากการประสบความสาเร็จในการดาเนินงานก็เป็นที่พึงพอใจของทุกฝ่าย กล่าวโดยสรุป
กค็ อื สามารถครองงานได้

ข้อเสนอแนะ
จากผลจากการวิจัยทาใหไ้ ด้ข้อเสนอแนะในประเดน็ หลกั เพ่ือปรับใช้เป็นแนวทางนาไปสู่บริหารงาน

ใหผ้ ลดีและมีประสิทธภิ าพ ดังนี้
1. ขอ้ เสนอแนะในการนาผลวจิ ยั ไปใช้
หลักธรรมนั้นมีเนื้อหาครอบคลุมเรื่องคุณธรรมความดี ความงาม และความสุข เป็นการกาหนด

คุณค่าของแนวทางมาตรฐานความประพฤติ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ของมนุษย์ท่ีมีต่อกันด้วยการปลูกฝัง
ลักษณะนสิ ัยในตนเองไปจนถงึ การบาเพ็ญประโยชนต่อสงั คม ซ่ึงพระพุทธศาสนาถือว่าสังคมเป็นสื่อกลางที่ช่วย
ให้ทุกคนมีโอกาสอันเท่าเทียมกันที่จะพัฒนาตนเอง และเข้าถึงประโยชน์สุขได้มากที่สุด เพราะฉะน้ัน การ
ดาเนินชีวิตท่จี าเป็นต้องเกี่ยวข้องกับเร่ืองส่วนตน ส่วนบุคคลรอบขา้ ง ญาติมิตร เพื่อนร่วมงาน จึงจาเป็นตอ้ งม
ธรรมะเป็นเครื่องกากบั เพื่อเก้ือหนุนจุดหมายท่ีตั้งไว้ และเพื่อให้บรรลุประโยชนสุขของชวี ิตไปตามลาดบั ข้ันอัน
เหมาะสม การนาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเป็นแนวทางในการบริหารองคก์ ร จะช่วยให้องค์กรประสบ

243  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย และเครือขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

ความสาเร็จบรรลุตามเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ที่ต้ังไว้ได้ ผู้บริหารต้องมีหลักในการบริหารตนเองเสียก่อน
ซงึ่ ส่ิงที่สาคญั ประการหนึ่งคอื หลักคณุ ธรรมของผู้นา ได้แก่ ไตรสิกขาและสัปปุริสธรรม 7 และการบริหารคน ที่
เปน็ สงิ่ สาคญั ต่อการตัดสินใจเข้ารว่ มงานในองค์กร ผูบ้ รหิ ารต้องมีหลักการยึดเหนย่ี วน้าใจผู้อน่ื นั้นน คอื พรหม
วิหาร 4 และ สังคหะวัตถุ 4 นอกจากน้ี ในการบริหารงานภายในองค์กรเพ่ือให้เกิดความสาเร็จในการทางาน
พระพุทธเจ้าทรงแนะให้ปฏิบตั ิตามหลักอปรหิ านิยธรรม 7 เป็นธรรมท่ีทาให้ไม่เส่ือม เกิดความเจรญิ ท้ังส่วนตน
และส่วนรวม นาความสุขความเจรญิ มาสู่หมู่คณะฝา่ ยเดียว และพละ 4 กาลังแห่งคุณธรรม 4 ประการ เปน็ ข้อ
ปฏิบัติที่ทาให้ผู้นาหรือนักบริหารปฏิบัติหน้าท่ีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังน้ัน การบริหารจัดการองค์กรจึงมี
ความจาเป็นต้องใช้หลักการบริหารจัดการสมัยใหม่ผสมผสานเข้าด้วยกันกับหลักการทางพระพุทธศาสนาและ
นามาประยุกตใ์ ช้ในการบรหิ ารจดั การองคก์ รเพ่ือใหท้ นั กบั สังคมที่มีการพัฒนาและเปลย่ี นแปลงไปอยา่ งรวดเรว็

2. ข้อเสนอแนะสาหรบั การวิจยั คร้งั ต่อไป
1) ควรศึกษาวิจยั เรื่องการบริหารเชงิ รุกในยดุ ิจิตลั ตามหลกั อิทธิบาท 4
2) ควรศกึ ษาวจิ ัยเรอ่ื งการบริหารเพื่อพัฒนาอาชีพเสริมในสงั คมยคุ ดิจิตลั ตามหลกั อทิ ธิบาท 4
3) ควรศึกษาวิจยั เรื่องแนวทางการสง่ เสริมการบริหารกจิ การคณะสงฆ์ในสังคมปัจจบุ ันตามหลัก

อทิ ธบิ าท 4

บรรณานกุ รม
จานงค์ อดวิ ฒั นสิทธิ.์ (2544). สงั คมวทิ ยาตามแนวพทุ ธศาสตร.์ กรุงเทพฯ: มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั .
เบรนด์ อาร.์ เนลสัน. (2548). ความคดิ ทางการเมืองตะวนั ตก. สมนึก ชวู เิ ชยี ร (ผ้แู ปล). กรุงเทพฯ: เอ็มแอลครีเอชนั่ .
พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต). (2549). พุทธวิธีบริหาร. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราช

วิทยาลยั .
HR NOTE.asia. อปุ สรรคของการทางานระบบทีมและการบริหารความขัดแย้งที่เกิดข้ึนภายในทีม. [ออนไลน์],

แหล่งท่ีมา: https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190510-team-conflict-management/
อุปสรรคของการพุทธวิธีบริหาร. ทางานระบบทีมและการบริหารความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายใน
ทีม.html [20 พฤษภาคม 2564]
MGRONLINE. ความเป็นผู้นา การบริหารจัดการ โครงสร้างงาน ต้นเหตุสร้างปัญหาองค์กร. [ออนไลน์],
แหล่งที่มา: https://mgronline.com/management/detail/ความเป็นผู้นา การบริหารจัดการ
โครงสรา้ งงาน ตน้ เหตุสรา้ งปญั หาองค์กร.html [20 พฤษถาคม 2564]

244  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครือข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

การประยกุ ตใ์ ชห้ ลกั พทุ ธธรรมสาหรับงานสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์
ในเขตกรงุ เทพมหานคร

An Application of the Buddhist Teachings on the Public Work
of the Thai Sangha in Bangkok

พระครสู งั ฆภารวิมล รตโิ ก (ทองสุข)
นิสิตปรญิ ญาโท สาขาวชิ าพระพุทธศาสนา
มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั วิทยาเขตบาฬศี ึกษาพุทธโฆส

นวลวรรณ พูนวสุพลฉัตร
ธานี สุวรรณประทปี

อาจารยป์ ระจาหลักสตู รพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าพระพุทธศาสนา
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตบาฬศี ึกษาพุทธโฆส

บทคดั ย่อ
การศึกษาวิจัยเร่ืองการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมสาหรับงานสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์ใน

เขตกรุงเทพมหานคร โดยมี วัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพ่ือศึกษาสภาพการดาเนินงานสาธารณสงเคราะห์
ของคณะสงฆ์ในเขตกรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาหลักพุทธธรรมเพื่องานสาธารณสงเคราะห์ใน
พระพุทธศาสนาเถรวาท และ 3) เพื่อการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมสาหรับงานสาธารณสงเคราะห์ของคณะ
สงฆ์ในเขตกรุงเทพมหานคร ซึง่ เปน็ งานวิจัยเชิงคุณภาพ (ภาคสนาม)

ผลการวิจัยพบว่า สภาพการดาเนินงานสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์ในเขตกรุงเทพมหานคร
พอจะแบ่งแยกปัญหาของงานสาธารณสงเคราะห์ออกได้ ดังน้ี 1) ปัญหาของผู้ดาเนินงาน 2) ปัญหาของ
กระบวนการทางานและการจัดการ 3) ปัญหาด้านทุนในการดาเนินงาน 4) ปัญหาความร่วมมือ และ 5) ปัญหา
จากภัยธรรมชาตแิ ละอบุ ัตเิ หตุ ปญั หางานด้านสาธารสงเคราะห์ท่ีกล่าวมาข้างต้น เปน็ ปัญหาสาคญั ทีม่ ีผลโยงใย
ถึงกันเป็นลูกโซ่ อันเป็นปัจจัยเกื้อหนุนซ่ึงกันและกัน เมื่อเกิดปัญหาวิกฤติข้ึนในด้านใดด้านหน่ึงของสังคมข้ึนแล้ว
ย่อมสงผลกระทบกับทุกฝ่ายท้ังฝ่ายบ้านเมือง มีประชาชนเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง และยังเชื่อมโยงไปยัง
ฝ่ายพุทธจักรมีพระภิกษุสามเณร คณะสงฆ์ องค์กรพระพุทธศาสนา ก็ได้ผลแห่งความเดือดร้อนไปด้วย
ซ่ึงเป็นหล่มแห่งความทุกข์ที่คณะสงฆ์ต้องหาแนวทางแก้ไขปัญหา และให้การอนุเคราะห์สงเคราะห์อย่าง
เหมาะสมดงี ามตอ่ ไป

การดาเนินงานในด้านสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์เขตกรุงเทพมหานคร ที่มีต่อการพัฒนา
ชุมชนและสังคม พบว่า พระสงฆ์มีบทบาทหน้าท่ีในการสงเคราะห์ช่วยเหลือประชาชน โดยมีวัดและพระสงฆ์
เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน โดยมเป้าหมายจุดประสงค์หลักเพ่ือให้คณะสงฆ์ได้ถือปฏิบัติดาเนินการ
ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในด้านต่างๆ และที่สาคัญต้องปรับประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมให้
เหมาะสม ซึ่งในงานวิจัยคร้ังน้ี ได้แก่ หลักสังคหวัตถุ 4 หลักพรหมวหาร 4 และ หลักอคติ 4 เพ่ือนามา
ประยุกต์ใช้ผสมผสานในดาเนินงานสาธารณสงเคราะห์ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ดียิ่งข้ึน จึงต้อง
เน้นไปในทิศทางทเี่ กี่ยวกับการให้ความสงเคราะห์ช่วยเหลือประชาชนในชุมชนและสังคม ให้มีความเหมาะสม
ถูกต้องตามกาลเทศะ และยังเป็นการสร้างความผูกพันระหว่างบ้าน วัด และโรงเรียนอีกทางหนึ่งด้วย ท่ีไม่ขัด
ต่อพระธรรมวินัยและกฎหมายกฎระเบียบของบ้านเมืองเพ่ือการพัฒนาท้ังทางคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้ง

245  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลยั และเครอื ขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

ทางด้านจิตใจและทางด้านกายภาพ ได้แก่ วัตถุสิ่งของ ให้มีความสมดุลท้ังทางกาย วาจา และจิตใจ โดยมีวัด
และพระสงฆ์เป็นผ้นู าที่สาคัญในการดาเนินการช่วยเหลือสังคมทางวัตถุและจิตใจ ในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ ด้าน
การพัฒนาจิตใจ ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต ด้านการพัฒนาชุมชนและสังคม ด้านการส่งเสริมอนุรักษ์
ศิลปวัฒนธรรม อันจะนาความสุขมาสู่ประชาชน สังคมและประเทศชาติให้มี การพัฒนาที่ย่ังยืน มีความ
เจริญก้าวหนา้ ต่อไป
คาสาคญั : การประยุกต,์ หลกั พทุ ธธรรม, สาธารณสงเคราะห์

Abstract
This research study on the application of Buddhist principles for the service of the

Sangha in Bangkok has three objectives: 1) to study the condition of the operation of the
Buddhist monks' welfare in Bangkok; 2) to study the Buddhist principles for public welfare
work in Theravada Buddhism; and 3) for the application of Buddhist principles for the work of
the Sangha in Bangkok. Which is a qualitative research (field)

The results showed that Condition of public welfare operations of the Sangha in
Bangkok Problems of public welfare work can be divided as follows: 1) problems of operators
2) problems of work processes and management 3) problems with operating capital 4) problems of
cooperation and 5) problems from natural disasters and accidents. Problems in public welfare
work mentioned above It is an important problem that affects each other as a chain. Which
are factors that support each other When a crisis occurs in any aspect of society would affect
all parties, both the country People are directly affected. And also linked to the Buddhist
Chakra side, with monks, novices, clergy, and Buddhist organizations that have suffered as well
which is a quagmire of suffering that the Sangha must find a solution and continue to provide
good and appropriate assistance.

Operations in the field of public welfare of the Sangha in Bangkok on the
development of communities and society, it was found that the monks had a role in helping
people. With temples and monks as the center of people's minds the main goal is to allow
the Sangha to practice helping people who have suffered in various fields and, most
importantly, to adapt the Buddhist principles appropriately. In this research, 4 Sangahavattha
principles, 4 Brahmaavahan principles, and 4 Prejudice principles are applied in combination
in public welfare work for better efficiency and effectiveness. Therefore, the focus must be in
the direction of providing assistance to people in the community and society. To be
appropriate according to the season it also creates a bond between homes, temples and
schools in another way. which is not contrary to the moral discipline and laws and regulations of
the country for the development of both the quality of life of the people, both mentally and
physically, such as objects and things, to have balance in body, speech and mind, with
temples and monks as An important leader in helping society materially and mentally in
various forms, including mental development in terms of improving the quality of life
Community and Social Development in terms of promoting and conserving arts and culture

246  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลยั และเครอื ข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

which will bring happiness to the people society and the nation to have sustainable
development continue to progress.
Keyword: Application, Principles of Buddhism, the Public Work.

บทนา
พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาท่ีเกิดขึ้นเพื่อการเก้ือกูลและเพ่ือความสุขแก่มหาชนเป็นอันมาก

เพื่อเป็นการอนุเคราะห์ต่อชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพ่ือเกื้อกูล เพ่ือความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ท้ังหลาย
ประกายความคิดที่เกิดขึ้นภายในพระทัยของพระโพธิสัตว์ก่อนท่ีจะเป็นพระโพธิสัตว์ในอดีตกาล จนถึงเป็น
เจ้าชายสิทธัตถะเกิดจากพื้นฐานเดียว คือ ปรารภความทุกข์ที่เกิดขึ้นแก่สรรพสัตว์ มีความประสงค์จะช่วยให้
พระองค์หลุดพ้นจากสังสารทุกข์ แล้วจะช่วยคนอื่นให้หลุดพ้นจากสังสารทุกข์ตามไป ความคิดน้ีดารงอยู่ใน
พระทัยผ่านภพชาติมาเป็นอเนกจนในท่ีสุดก็ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ภารกิจของพระองค์ต่อชาวโลกในการ
ประดิษฐานพระพุทธศาสนาน้ัน สอดรับกับอุดมการณ์ข้างต้น ดังที่ทรงแสดงการบังเกิดของเอกบุคคลไว้ใน
อังคุตตรนิกาย เอกนิบาตความว่า “เอกบุคคล เม่ือบังเกิดขึ้นในโลก ย่อมบังเกิดข้ึนเพ่ือเก้ือกูลเพื่อความสุขแก่
ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์ต่อชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดาและมนุษย์
ทัง้ หลาย เอกบุคคลน้ันคอื พระอรหันตสมั มาสัมพุทธเจ้า” (อง.เอกก. (ไทย) 20/309/40) จะเห็นได้ว่า สมเด็จ
พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ทรงเป่ียมไปด้วยพระปัญญาธิคุณ พระวิสุทธิคุณและพระมหา
กรณุ าธคิ ุณ ทรงประทานพระพุทธพจน์ไวว้ า่ “ภิกษทุ ้งั หลาย เธอทั้งหลายจงจาริกไปเพ่อื ประโยชน์และความสุข
ของชนเป็นจานวนมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล และความสุขแก่ทวยเทพ และมนุษย์
ท้ังหลาย” (วิ.ม. (ไทย) 4/32/41) นับได้ว่าเป็นทฤษฎีแนวทางแห่งการสงเคราะห์เวไนยสัตว์โลก ที่องค์พระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีความปรารถนาให้หมู่พระสงฆ์สาวกได้ถือเป็นแนวทางในการดาเนินงานด้านการสา
ธารณสงเคราะห์แก่ชาวโลก ตามหลักพระพุทธศาสนาถือว่า ในการดารงชีวิตของมนุษย์น้ัน ความขัดข้อง
แปรปรวน ความเดือดร้อนลาบาก ความเจ็บปวดความสูญเสีย ความพัดพราก และปัญหาชีวิตต่างๆ ซึ่งทาง
พทุ ธศาสนาเรียกรวมว่า ความทุกข์ อันเป็นปัญหาทม่ี นุษย์พึงรับรแู้ ละจัดการแก้ไขโดยถูกต้องและถือว่าภารกิจ
ของพระพุทธศาสนาและระบบการศึกษาของพระพุทธศาสนา ก็คือ การช่วยมนุษย์ให้แก้ไขปัญหาของตนได้
โดยนาหลักพุทธธรรมของพระพุทธองค์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งกับตนเองและผู้อ่ืนด้วย คาว่า พุทธธรรม คือ
ธรรมของพระพุทธเจ้า พระคุณสมบัติของพระพุทธเจ้า ธรรมท่ีทาให้เป็นพระพุทธเจ้า ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรง
แสดงไว้ คือ สติปัฏฐาน 4 ฯลฯ มรรคมีองค์ 8 ขันธ์ 5 ปัจจัย 24 เป็นอาทิ (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต),
2551 : 270-271) หลักพุทธธรรม ถือว่าเป็นหลักความจริงท่ีเปน็ สากล ให้ความสาคัญในเรื่องของจิตวิญญาณ
ต้ังอยู่บนพื้นฐานของความไม่ประมาท สอนให้เห็นทุกข์ มุ่งประโยชน์สุขของประชาชน และที่สาคัญ หลักพุทธ
ธรรมมีสถานภาพเป็นองค์ความรู้ ที่ผ่านการปฏิบัติและได้รับผลของการปฏิบัติมาแล้ว สอนในเร่ืองของกา ร
ดาเนินชีวิตอย่างถูกต้องเหมาะสม สามารถนามาปฏิบัติได้ทั้งในการทางานและในชีวิตประจาวันเพื่อให้เกิด
ประสทิ ธิภาพได้

โลกในปัจจุบันมีความเจริญก้าวหน้าทางดา้ นนวัตกรรมเทคโนโลยี ทาให้สงั คมมคี วามใกล้ชดิ กันมากข้ึน
ผู้คนเดินทางไปมาหาสู่กันง่ายขึ้น มีการติดต่อสัมพันธ์กันง่ายข้ึน ด้วยเครื่องมือส่ือสารที่มีผลมาจากนวัตกรรม
และเทคโนโลยีท่ีทันสมัย ส่งผลต่อการท่ีจะเรียนรกู้ ารให้บริการด้านสาธารธณะสงเคราะหแ์ ละพัฒนาคุณภาพชีวิต
สังคมไทยในปัจจุบันอยู่ในภาวะท่ีมีการเปล่ียนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ระบบข้อมูล
ขา่ วสาร มีเทคโนโลยีทันสมัย ส่งผลให้องค์กรต่างๆ พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แตก่ ็ก่อให้เกิดปญั หาสังคมมากมาย
ประเทศไทยมุ่งเน้นพัฒนาภาคอุตสาหกรรมเพื่อสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ แต่การพัฒนาเป็นไปแบบก้าว

247  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลัย และเครอื ขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

กระโดด ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของสังคมและวัฒนธรรมไทย เพราะปัญหาที่เป็นพื้นฐานของสังคมไทย ได้แก่
ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจโดยมีปัญหาความยากจน ปัญหาการว่างงาน ปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรม
ปัญหาการทาลายทรัพยากรธรรมชาติ และปัญหาเหล่อื มล้าทางสังคม ซึ่งปัญหาเหล่านีน้ ับวันยง่ิ ทวีความรุนแรง
มากขึ้น พบว่า ทั้งพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนได้เน้นเรื่องการสงเคราะห์วัตถุทานมากไปกว่าธรรมทาน
จึงส่งผลให้เกดิ บคุ คล กลุ่มบุคคลทง้ั ฝ่ายพระสงฆเ์ องและฝ่ายคฤหัสถ์ที่เกี่ยวข้องกบั พระพุทธศาสนานาหลักการ
สงเคราะห์ไปแสวงหาผลประโยชน์แก่ตนและพวกพ้อง ซ่ึงไม่เป็นไปตามเจตนาท่ีแท้จริงของพระพุทธองค์
แม้ว่าสังคหวัตถุ 4 จะเป็นเพียง คิหิปฏิบัติก็ตาม แต่ก็เป็นธรรมที่ยึดโยงสังคมไทยให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
มีน้าใจต่อกัน ชอบช่วยเหลือ แบ่งปันกันมากกว่าที่จะเอารัดเอาเปรียบกัน (พระเทพดิลก (ระแบบ ต าโณ),
2544: 262) แต่ก็ยังพบปญั หาต่างๆ มากมาย ในงานการสาธารณสงเคราะห์ เชน่ ปัญหาดา้ นการบริหารจดั การ
ปัญหาดา้ นทรพั ยากร ปญั หาด้านการสนบั สนุนจากภาครัฐและเอกชน เป็นตน้

การสาธารณสงเคราะห์ หมายถึง การจัดกิจการอันเป็นสาธารณะประโยชน์ของหน่วยงานหรือของ
คณะบุคคล หรือบุคคล เว้นแต่การน้ันอยู่ในขอบข่ายแห่งการศึกษาสงเคราะห์หรือการช่วยเหลือเกื้อกูลหรือ
อุดหนุนจุนเจอกิจการของรัฐ หรือเอกชนที่ดาเนินการเพ่ือสาธารณะประโยชน์ หรือสถานที่ซึ่งเป็นสาธารณ
สมบัติของประชาชนท่ัวไป (กรมการศาสนา, 2542: 331-336) การสาธารณสงเคราะห์นับว่าเป็นงานสาคัญ
ของคณะสงฆ์ ซึ่งมหาเถรสมาคมได้กาหนดหน้าที่ให้ เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอาเภอ
เจา้ คณะตาบล มีหน้าที่ควบคุมและสง่ เสริมการรักษาความสงบเรยี บร้อย การศาสนศึกษา การศึกษาสงเคราะห์
การเผยแผพ่ ระพุทธศาสนา การสาธารณูปการ และการสาธารณสงเคราะห์ในเขตการปกครองของตนให้ดาเนิน
ไปด้วยดี (ชาเรือง วุฒิจันทร์, 2541: 118) จากคู่มือการปฏิบัตงิ านฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม
การทางานสาธารณสงเคราะห์มีเป้าหมายสาคัญประการหน่ึง คือเพ่ือให้เป็นกลไกหรือเครื่องมือขององค์กร
พระพุทธศาสนาท่ีจะสามารถขับเคล่ือนสังคมไทยให้ก้าวหน้า โดยกาหนดกรอบการดาเนินงานไว้ 4 ด้าน คือ
สงเคราะห์ เก้ือกูล พัฒนา และบูรณาการ (พระมงคลวชริ ากร (บรรณาธิการ), 2561: 17-19) คณะสงฆ์ไทยได้
เล็งเห็นถึงปัญหาท่ีเกิดข้ึนในสังคมไทย ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่และภาระสาคัญ ท่ีต้องเข้าไปมีบทบาท โดยให้การ
สงเคราะห์เก้ือกูลแก่ประชาชนท้ังด้านจิตใจ และวัตถุ ตลอดจนด้านต่างๆ เพ่ือช่วยบรรเทาความทุกข์ยากของ
คนในสังคม ด้วยเหตุนี้สังคมไทย จึงตั้งความหวังไว้กับสถาบันสงฆ์ท่ีจะเข้ามาฟื้นฟูช่วยเหลือเยียวยา และเป็น
ขวญั กาลงั ใจใหแ้ กส่ ังคมไทย

จากปัญหาที่ได้กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงมีความประสงค์ท่ีจะศึกษาเพื่อค้นหาคาตอบว่าความหมาย
ของหลักพุทธธรรมเพ่ือการสาธารณสงเคราะห์ แนวคิดและทฤษฎีเก่ียวกับหลักพุทธธรรมเพื่อการสาธารณ
สงเคราะห์ หลักการและวิธีการการสาธารณสงเคราะห์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท หลักพระพุทธธรรมที่
เก่ียวข้องกับการสาธารณสงเคราะห์ ความหมายของการสาธารณสงเคราะห์ แนวคิดและทฤษฎีเก่ียวกับการ
การสาธารณสงเคราะห์ สภาพและปัญหาของการพฒั นาการสาธารณสงเคราะห์เป็นอย่างไร และวิเคราะหก์ าร
ประยุกตใ์ ชห้ ลักพุทธธรรมเพ่อื พฒั นาการสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์ใหม้ ปี ระสิทธิภาพท่ดี ีย่งิ ขึ้นไป

วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย
1. เพ่อื ศึกษาสภาพการดาเนินงานสาธารณสงเคราะหข์ องคณะสงฆ์ในเขตกรุงเทพมหานคร
2. เพื่อศึกษาหลกั พุทธธรรมเพื่องานสาธารณสงเคราะห์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท
3. เพ่ือการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมสาหรับงานสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์ในเขต

กรงุ เทพมหานคร

248  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

วธิ ีดาเนนิ การวิจยั
การวิจัยครั้งน้ีเพื่อศึกษา “การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมสาหรับงานสาธารณสงเคราะห์ของคณะ

สงฆใ์ นเขตกรงุ เทพมหานคร” โดยมีวัตถปุ ระสงค์ คอื 1. เพื่อศึกษาสภาพการดาเนินงานสาธารณสงเคราะห์ของ
คณะสงฆ์ในเขตกรุงเทพมหานคร 2. เพื่อศึกษาหลักพุทธธรรมเพื่องานสาธารณสงเคราะห์ในพระพุทธศาสนา
เถรวาท และ 3. เพ่ือการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมสาหรับงานสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์ในเขต
กรุงเทพมหานครดังตอ่ ไปนี้

1. รปู แบบการวิจยั
งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) มีวิธีการเก็บข้อมูล 2 แบบ คือ
การศึกษาจากเอกสาร (Documentary Research) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้ให้
ข้อมูลสาคัญ (Key Informants) แล้วนาข้อมูลการสัมภาษณ์เพื่อนามาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา (Descriptive
Analysis)
2. ประชากร กลมุ่ ตวั อยา่ ง และกล่มุ เปา้ หมาย
ผู้วิจัยทาการการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสาคัญท่ีเก่ียวข้องกับ
งานวิจัย 3 กลุ่ม โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ได้แก่ พระสงฆ์ที่มีผลงานด้านการ
สาธารณะสงเคราะห์ ในเขตปกครอง คณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร จานวน 10 รูป คือ พระสงฆ์ท่ีมีผลงาน
ด้านการสาธารณสงเคราะห์ ในเขตการปกครองคณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร ได้แก่ เขตพระนคร 2 รูป
เขตลาดพร้าว 2 รูป เขตราษฎร์บูรณะ 2 รูป เขตบางกะปิ 1 รูป เขตบางเขน-จตจุ ักร 1 รูป เขตบางกอกใหญ่ 1 รูป
เขตสัมพนั ธวงศ์ 1 รูป
3. เครื่องมอื ท่ใี ชใ้ นการวจิ ยั
เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์สร้างข้ึนจากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง
กับการประยุกตใ์ ช้หลกั พุทธธรรมของผู้บรหิ าร โดยมีขัน้ ตอนดังนี้
1. ขนั้ ตอนการสรา้ งเครื่องมอื ทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั

1) ศกึ ษาการประยกุ ต์ใช้หลกั พทุ ธธรรมสาหรบั งานการสาธารณะสงเคราะหข์ องคณะสงฆ์
2) ศึกษาหลกั การและทฤษฎี จากเอกสาร ตาราที่เกย่ี วขอ้ งกบั การวิจยั
3) ศึกษาการดาเนนิ งานของคณะสงฆ์ สถานศกึ ษา และการปกครองทอ้ งถ่ิน
4) ศึกษาแบบสอบถามจากงานวิจัยท่เี กี่ยวข้อง
5) ข้อมูลท่ีได้จากการศึกษาค้นคว้านามาสร้างเป็นแบบสอบถาม เสนอคณะกรรมการที่ปรึกษา
วิทยานิพนธ์ และนาเสนอตอ่ ผ้เู ช่ียวชาญตรวจสอบ
6) ปรับปรุงแก้ไขแล้วนาเสนอคณะกรรมการที่ปรึกษาอีกครั้ง ปรับปรุงแก้ไขแล้วนาเสนอ
ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความตรงด้านเน้ือหา (Content Validity)
2. ลกั ษณะของเครอ่ื งมือทใี่ ช้ในการวจิ ัย
1. แบบสอบถามและสมั ภาษณ์ มี 3 ตอน คอื
ตอนท่ี 1 เป็นแบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับ สถานภาพของผู้ให้สัมภาษณ์ เป็นแบบตรวจสอบรายการ
(Check List) ได้แก่ ตาแหนง่ หน้าที่ วฒุ กิ ารศกึ ษา และประสบการณ์การทางาน
ตอนที่ 2 เปน็ แบบสมั ภาษณ์เก่ียวกับ การประยกุ ต์ใช้หลักพุทธธรรมของผูบ้ รหิ าร 4 ด้าน คือ
1. ด้านการสงเคราะห์
2. ด้านการเกื้อกลู
3. ดา้ นการพัฒนา

249  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลยั และเครอื ข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

4. ดา้ นการบูรณาการ
ตอนท่ี 3 เป็นแบบสอบถามแบบปลายเปิด เพื่อให้ผู้ตอบแบบสอบถามเก่ียวกับอุปสรรคและ
ขอ้ เสนอแนะเพมิ่ เตมิ ได้อย่างอสิ ระ
3. การตรวจสอบคุณภาพของเคร่อื งมือ
ในการหาคณุ ภาพของเครือ่ งมือ ผ้วู จิ ยั ได้ดาเนนิ การตามข้นั ตอนดงั นี้
1) ขอคาแนะนาจากอาจารย์ทป่ี รกึ ษาวิทยานพิ นธ์และผู้เชย่ี วชาญ ตรวจสอบเคร่ืองมือทีส่ รา้ งไว้
2) หาความเที่ยงตรง (Validity) โดยการนาแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ที่สร้างเสร็จแล้วเสนอ
ประธานและกรรมการท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์ เพื่อขอความเห็นชอบและนาเสนอต่อผู้เช่ียวชาญ แล้วนามา
ปรบั ปรงุ แกไ้ ขใหเ้ หมาะสม จานวน 3 ท่าน คอื

(1) รศ.ดร. วิโรจน์ คมุ้ ครอง
(2) พระมหาวโิ รจน์ คุตฺตวีโร, ผศ.ดร.
(3) ดร. ชัยชาญ ศรีหานู
4. การเก็บรวบรวมข้อมลู
1) ด้านเอกสาร
ผวู้ จิ ยั ดาเนนิ การเก็บขอ้ มูลตามขัน้ ตอน ดังน้ี
1. การรวบรวมดา้ นเอกสาร ผ้วู จิ ัยไดศ้ ึกษาค้นควา้ จากพระไตรปฎิ กภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณ
ราชวทิ ยาลยั พ.ศ. 2539
2. เอกสารตาราทางพระพุทธศาสนา หนังสือพุทธธรรม อรรถกถาภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณ
ราชวทิ ยาลัย
3. ศึกษาค้นคว้ารวบรวมข้อมูลจากหนังสือ บทความ งานวิจัย เอกสารส่ิงพิมพ์ และข้อมูลทาง
อนิ เตอรเ์ นต็
4. เมื่อศึกษาและรวบรวมข้อมูลเอกสารเสร็จแล้ว จึงทาการวิเคราะห์ (Analysis) โดยวิเคราะห์การ
ใชห้ ลักธรรมสนับสนุนกันหรือไม่อย่างไร
2) ดา้ นแบบสมั ภาษณ์
ผู้วิจัยดาเนินการเกบ็ ข้อมูลแบบสมั ภาษณ์ตามขั้นตอน ดงั ตอ่ ไปนี้
1. ผู้วิจัยทาการขอความร่วมมือจากหัวหน้าศูนย์บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยาเขตบาฬีพุทธโฆส เพ่ือขอความร่วมมือผู้ให้สัมภาษณ์ ได้แก่ พระสงฆ์ที่มีผลงานด้านการสาธารณะ
สงเคราะห์ ในเขตปกครอง คณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร เพ่ือขอความเมตตา นุเคราะห์อนุญาตให้ทาการตอบ
แบบสอบถามและสัมภาษณ์
2. ผู้วจิ ยั นาหนงั สอื ขออนุญาตนาเสนอตอ่ ผู้ใหส้ ัมภาษณ์
3. นัดหมายการเก็บขอ้ มูลด้วยการสมั ภาษณ์ แล้วนาข้อมลู ท่ีได้จากการสมั ภาษณไ์ ปวิเคราะห์ต่อไป
5. การวเิ คราะห์ข้อมลู
หลังจากท่ีได้นาแบบสอบถามทั้งหมดมาตรวจสอบความสมบูรณ์ ความถูกต้องแล้ว ผู้วิจัยได้ดาเนินการ
วิเคราะหข์ ้อมลู จากแบบสมั ภาษณ์โดยวิเคราะหข์ ้อมลู เชิงพรรณนา (Descriptive Analysis)


Click to View FlipBook Version