The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ สธ.มมร ครั้งที่ ๑ (แบบออนไลน์) ปี ๒๕๖๕

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by maghavin9, 2022-07-23 06:17:49

เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ สธ.มมร ครั้งที่ ๑ (แบบออนไลน์) ปี ๒๕๖๕

โครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ สธ.มมร ครั้งที่ ๑ (แบบออนไลน์) ปี ๒๕๖๕

Keywords: ประชุมวิชาการระดับชาติ

150  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลยั และเครอื ขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

ความวุ่นวายของสังคมก็จะหมดไป เพราะฉะน้ันการทาหน้าที่ของตนให้ดีจึงสาคัญ การท่ีแต่ละคนจะทาหน้าท่ี
ของตนให้สมบูรณ์ได้ ก็เพราะมีใจตั้งอยู่บนคุณธรรมพื้นฐาน คือ เอาใจเขามาใส่ใจเรา เรารักสุขเกลียดทุกข์ฉันใด
คนอื่นสัตว์อ่ืนก็ฉันน้ัน การเอาใจเขามาใส่ใจเรา ปรัชญาสังคมของขงจื๊อ มีลักษณะคล้ายกับคาสอนใน
พุทธศาสนาที่เรียกว่า คิหิปฏิบัติ ที่ว่าด้วยทิศ 6 ฉะน้ัน ทุกคนที่เกิดมาในโลกน้ี ย่อมจะมีความเก่ียวข้องกันใน
ฐานะใด ฐานะหนึ่ง หรือหลายฐานะ ใครอยู่ในฐานะไหนก็ต้องทาหน้าทีข่ องตนให้สมบูรณ์ สังคมจึงจะดาเนินไป
ไดด้ ้วยความสงบสขุ

เม่ือพิจารณาถึงแนวคิดปรัชญาสังคมของขงจื๊อที่ถ้าทุกคนทาหน้าของตนให้สมบูรณ์ สังคม
ประเทศชาติย่อมสงบสุขน้นั ก็ดูจะไมเ่ กนิ ความจริงเพราะทกุ คนต่างทาหน้าท่ีของตนคอื รบั ผิดชอบในส่ิงท่ตี นเอง
ทาอยู่เป็นอยู่ การขับเคล่ือนกิจกรรมการงานต่างๆ ของสังคมก็จะไม่ติดขัดล่ืนไหลไปตามกระบวนการเพราะมี
ผรู้ ับผิดชอบปฏิบัติดูแลในส่วนของตนดีแล้ว เป็นระบบความสัมพันธท์ ่ีเกีย่ วข้องกับเฉพาะบคุ คลที่ควรเกี่ยวขอ้ ง
เท่าน้ัน เชน่ ญาติ พ่ีนอ้ ง เพ่อื น เจ้านาย สามีภรรยา และบริวาร ดูเหมือนความสัมพนั ธจ์ ะถูกจากัดเฉพาะกลุ่ม
ของตน เป็นระบบเครือญาติเป็นระบบปิด ถึงแม้ว่าทุกคนจะทาหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ก็ตาม แต่ถ้าอะไรท่ี
นอกเหนือจากหน้าท่ีความรับผิดชอบ อยู่นอกเหนือความสัมพันธ์ในหน้าที่แล้ว เขาก็จะไม่ตอบสนองในทุกสิ่ง
เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเขาทาให้สังคมเป็นระบบปิดอยู่แต่ในกลุ่มเล็กๆ ไม่สามารถขยาย
กว้างออกไปได้ การมุ่งรักษาผลประโยชน์เฉพาะตนเฉพาะกลุ่มย่อมเกิดขึ้น ความเสมอภาคเท่าเทียมย่อมไม่
เกิดขึ้นเน่ืองจากเกิดการเลือกปฏิบัติเฉพาะกลุ่มของตน ฉะนั้นผู้เขียนเห็นว่าแม้ปรัชญาสังคมของขงจ๊ือจะมี
คณุ ประโยชน์ในหลายๆ ด้านกต็ าม แต่กย็ ังมชี ่องว่างดงั กลา่ วเกิดข้นึ ฉะนั้นการทาหน้าทีข่ องตนเองใหด้ ีสมบรู ณ์
จงึ ไมใ่ ชค่ าตอบว่าสงั คมจะอยูก่ ันดว้ ยความสุขสงบเสมอไป

แนวคดิ ปรชั ญาการเมอื งของขงจ๊ือเป็นแบบอนุรักษ์นิยมคอื เป็นแบบรัฐศาสตร์จารีตยึดในธรรมเนียม
โบราณ โดยมีเป้าหมายเพื่อนาสันติสุขและความเจริญมาให้ประชาชนเป็นที่ตั้ง เหตุที่สาคัญท่ีจะทาให้บรรลุถึง
ผลดงั กล่าวได้คอื การไดผ้ ู้นาเป็นคนดีมคี วามรู้ ต้องพัฒนาผู้นาให้เป็นคนดีคือจะต้องให้การศึกษาอบรมเสียก่อน
เพราะนิติธรรมเนียมประเพณีตลอดถึงมารยาททางสังคมเป็นแนวทางให้คนดาเนินไปสู่ความเป็นอารยชนเป็น
คนเมือง มิใช่คนป่า ถึงแม้แนวคิดนี้จะเป็นท่ียอมรับและสามารถใช้ให้สัมฤทธ์ิผลได้ก็ตาม แต่จากสภาพการณ์
ปัจจุบันในประเทศไทย หรือในหลายประเทศแม้จะมีผู้นาที่มีการศึกษา มีความรู้ดีก็ตามแต่ก็ไม่ได้หมายความ
ว่าผู้นาหรือนักการเมืองการปกครองนั้นจะเป็นคนดี นาพาสังคมประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ ท้ังนี้
เป็นเพราะผนู้ าหรอื ผปู้ กครองเมอ่ื มีความรมู้ ากกลับใช้ความรู้นัน้ ไปเพ่ือแสวงหาผลประโยชน์ใหต้ นเองและพวก
พ้องมิได้ทาเพื่อประชาชน กลายเป็นผู้นาท่ีฉลาดแต่ไม่ซ่ือสัตย์ต่อประชาชน ผู้เขียนเห็นว่านอกจากผู้นาจะมี
ความรู้ดีแล้ว ส่งิ ท่ีไม่ควรมองข้ามคือความเป็นผู้มีคุณธรรมซ่ึงเป็นส่ิงสาคญั กว่าการมีความรู้ คือต้องมคี ุณธรรม
นาความรจู้ ึงจะเปน็ ผู้นาท่ดี ีท่เี สียสละและกระทาประโยชน์เพื่อประชาชนโดยส่วนรวมได้ จึงจะสามารถครองใจ
ประชาชนและได้รับการยอมรับจากประชาชนว่าเป็นผู้นาหรือผู้ปกครองทีดีมีคุณธรรมในการนาพาสังคม
ประเทศชาตไิ ปสคู่ วามเจริญรงุ่ เรืองไดโ้ ดยแท้

สรุปปรัชญาสงั คมและการเมอื งของขงจ๊ือ
แนวคิดปรัชญาสังคมและการเมืองของขงจื๊อเป็นแนวอนุรักษ์นิยมคือยึดถือในธรรมเนียมจารีต

ประเพณีโบราณ เคารพในคาสอนของบรรพบุรุษให้ความเคารพผู้มีอาวุโสกว่า ขงจื๊อเน้นเรื่องคุณธรรมและ
การศึกษาเพราะเขาเช่ือว่าสังคมประเทศชาติจะสงบร่มเย็น และมั่งคั่งไพบูลย์ได้น้ันประชาชนทุกระดับช้ันต้อง
ปฏิบัติตามจารีตประเพณี มีคุณธรรมและมีการศึกษา แต่ละคนต่างทาหน้าท่ีของตนอย่างสมบูรณ์ ความ
เลวร้ายเดือดร้อนว่นุ วายในสังคมกจ็ ะไม่เกิดข้นึ ปรัชญาขงจ๊ือจึงเป็นปรัชญามนุษยนิยมที่มบี ทบาทสาคัญในการ

151  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครือขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

สร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่ประเทศจีนทาให้ประเทศจีนเป็นประเทศท่ีมีความม่ันคงทางเศรษฐกิจ สังคม
การเมอื งการปกครอง การศึกษาและเปน็ ผู้นาด้านเทคโนโลยีในระดับต้นๆ ของโลก

บรรณานุกรม
ชิวไช. (2523). ปรัชญาจีน. แปลโดย สกล นิลวรรณ จาก The Story of Chinese Philosophy. พระนคร :

โอเดียนสโตร์.
ฟ้ืน ดอกบวั . (2555). ปวงปรชั ญาจีน. กรุงเทพฯ: สานักพมิ พศ์ ยาม.
ดอกบัวขาว และพภิ พ ตงั คณะสิงห์. (2513). ชีวประวัตแิ ละคาสอนของขงจื๊อ. พระนคร : เกษมบรรณกิจ.
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2565). ขงจ๊ือ. สืบค้นเม่ือวันท่ี 26 กุมภาพันธ์ 2565.<https://www.

https://th.wikipedia.org/wiki/ขงจือ๊ .
มาลี ศรีเพชรภูมิ. (2526). การศึกษาเชิงวิเคราะห์เรื่องความดีในปรัชญาจีนสมัยโบราณ. วิทยานิพนธ์

ปรญิ ญาอักษรศาสตรมหาบณั ฑติ , บณั ฑติ วทิ ยาลัย, จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
เสถียร โพธนิ ันทะ. (2506). เมธีตะวันออก. พระนคร : ก.ศ.ม.
อนุพนั ธ์ สุทธยากร. (2551). การวิเคราะห์แนวคิดเรื่องความสัมพันธ์ในคาสอนของขงจื๊อ. วทิ ยานิพนธ์ปริญญา

ศลิ ปศาสตรมหาบัณฑติ , บณั ฑติ วิทยาลยั , มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม.่

152  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

วิเคราะห์ปรัชญาสงั คมและการเมอื งการปกครองในทางพระพทุ ธศาสนา
ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต)

Analysis of Social Philosophy and Political Governance in line with
Buddhism of Phra Brahmakunaphorn (P.A. Payutto)

พระครูสงั ฆรกั ษ์ สรุ ิยะ ปภสฺสโร (สพานทอง)
PhraKhruSangkharak Suriya Pabhassaro (Sapanthong)

นักศกึ ษาปรัชญาดษุ ฎบี ัณฑติ สาขาพุทธศาสนาและปรชั ญา
บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลยั มหามกุฏราชวทิ ยาลยั
พระมหามฆวนิ ทร์ ปรุ ิสุตตฺ โม, ผศ.ดร.

Phramaha Maghavin Purisuttamo, Asst.Prof.Dr.
บณั ฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยมหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั

Graduate School Mahamakut Buddhist University
E-mail: [email protected]

บทคดั ยอ่
บทความวิชาการน้ีมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาความคิดทางการเมืองตามแนว

พระพุทธศาสนาของพระพรหมคุณาภรณ์ 2) เพอ่ื ศกึ ษาการเมืองการปกครองตามแนวพระพทุ ธศาสนาของพระ
พรหมคุณาภรณ์ และ 3) เพ่ือศึกษาวิเคราะห์ปรัชญาสังคมและการเมืองการปกครองตามแนวพระพุทธศาสนา
ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโฺ ต) ผลการศกึ ษาพบว่า การเมืองการปกครอง เปน็ การดูแลจดั การใหม้ นษุ ย์
อยู่กันอยา่ งเป็นธรรม และเปน็ ระเบียบ การเมืองการปกครองในทางพระพุทธศาสนา เป็นการปกครองท่ีทาให้
เกิดความสงบเรียบร้อยโดยใช้ธรรมะ ความร่วมมือร่วมใจได้มาก อันจะเปน็ ผลชว่ ยให้บรรลุถึงความรับผิดชอบ
ต่อหน้าท่ีของผู้นาอีกด้วย จึงมีประโยชน์อย่างมากต่อผู้นานัก จึงมีประโยชน์อย่างมากต่อผู้นานักปกครอง
เนื่องจากผู้ปกครองก็เหมือนกับคนท่ัวๆ ไปและทสี่ าคัญเมื่อข้ึนไปสู่ตาแหนง่ สูงๆ การบริหารวินิจฉยั ส่ังการต่าง
ๆ ผูใ้ ตบ้ ังคบั บญั ชาต้องเช่อื ฟังจะต้องทาตามในเบื้องต้นก่อน เพราะเขาอยูใ่ นฐานะผู้บังคบั บัญชา

คาสาคัญ : 1. การเมือง, 2. การปกครอง, 3. ตามแนวพระพุทธศาสนา

ABSTRACT
This academic paper has three objectives, namely 1) to study the political thought

according to Buddhism of Brahma Kunabhorn, 2) to study the politics and governance according
to the Buddhist principle of Brahmakunaphorn, and 3) to study and analyze philosophy. Society and
Political Governance according to Buddhism of Phra Brahmakunaphorn (P.A. Payutto). The
results showed that politics It is a fair treatment for human beings. and orderly Politics and
governance in Buddhism It is a government that causes peace by using dharma. Great
cooperation As a result, it will help to fulfill the responsibility of the leader as well. Therefore,
it is very useful to the people. Therefore, it is very useful to the rulers. Since the ruler is like
a normal person, and most importantly, when ascending to a high position, the administration

153  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

of various administrative orders must be obeyed by the subordinates to be followed in the
first place. Because he is in command.

Keywords : 1. Politics, 2. Governance, 3. According to Buddhism

1. บทนา
การเมืองการปกครองตามแนวทางพระพุทธศาสนา ส่ิงท่ีเรียกว่า การเมือง มีความหมายตาม

แนวทางของศาสนาว่า การเมือง คือ การจัดอย่างถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ เพื่อคนจานวนมากจะอยู่
รว่ มกันอย่างผาสุก ส่ิงท่ีเรยี กว่าการเมือง คือ ระบบศีลธรรมอนั เร้นลบั การดูอย่างนีม้ ีประโยชน์และเป็นสง่ิ ท่ีจา
เปน็ ถ้านามาทาให้ถูกต้องก็จะมีประโยชน์ถึงอย่างน้ันก็ยงั จะต้องแยกออกให้ง่าย ใหเ้ ห็นได้งา่ ย ให้งา่ ยแกก่ ารท่ี
จะศึกษาหรือปฏิบัติศีลธรรมในรูปแห่งการเมือง และหากให้ดีกว่าน้ันอีกก็ให้การเมืองมาอยู่ในรูปของศาสนา
เสียเลย เพราะว่าคาว่า “ศาสนา” ก็คือภาวะสมบูรณ์ของส่ิงท่ีเรียกว่าศีลธรรม ความเต็มรูปของสิ่งที่เรียกว่า
ศลี ธรรม คอื ศาสนา

การเมืองการปกครองในทางพระพุทธศาสนา หมายถึง การปกครองเพ่ือการศึกษา เป็นการปกครอง
ที่ทาให้เกิดความสงบเรียบร้อยโดยใช้ธรรมะ การเมืองการปกครองไม่สามารถท่ีจะแยกออกจากศาสนาได้
การเมืองท่ีถูกต้องจะต้องเก่ียวข้องกับคนทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในเพศใดก็ตาม เพ่ือให้คนในสังคมสามารถที่จะอยู่
ร่วมกันอย่างปกติสุขได้ การเมืองนั้นคือระบบของการจัดหรือการกระทาเพื่อให้คนจานวนมากอยู่ด้วยกันโดย
ปราศจากปัญหาโดยไม่ต้องใช้อาชญา แต่ความสาคัญมันอยู่ที่ว่ามันเป็นระบบท่ีต้องจัดทาขึ้นก็เพ่ือคนทั้งหมด
จะอยู่ร่วมกันโดยปราศจากปัญหา สาหรับพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าในฐานะที่พระองค์เป็นศาสดาเอกของ
โลกพระองค์มิได้ทรงมุง่ หวังท่ีจะสร้างระบบปรัชญาการเมืองการปกครองข้ึนมาแต่อย่างใด แต่ทรงให้คาช้ีแนะ
เกี่ยวกับข้อปฏิบัติต่างๆ ในการปกครองแก่รัฐน้ันๆ พระพุทธเจ้ามิได้ทรงสอนปรัชญาการเมืองโดยตรง ดังจะ
เห็นได้ว่าในพระพุทธศาสนากลา่ วถึงเรื่องน้ีเปน็ ส่วนน้อยแต่ดูเหมือนจะเป็นการสอนให้แก้ปัญหาเฉพาะของรัฐ
บางรฐั ในสมัยพุทธกาลมากกว่า เพราะคาสอนทีส่ อนสาหรบั รัฐหน่งึ ต่างกันกบั ทีส่ อนกับอีกรัฐหน่ึงพระพุทธองค์
ทรงหวังที่ จะให้เกิดความสงบสุข ความเจริญแก่รัฐซึ่งมีจุดมุ่งหมายอยู่ท่ีการมีศีลธรรมของบุคคลในรัฐนั้นๆ
แตพ่ ระพทุ ธองค์มไิ ด้ทรงใหค้ วามสาคัญแกเ่ ศรษฐกิจในฐานะเปน็ จุดหมายของรฐั แตท่ รงเหน็ ว่าสาคัญเพราะเป็น
เหตุแห่งความสงบของรัฐ และการแบ่งปันผลผลิตที่ไม่ดีนั้น ย่อมนาความเดือดร้อนมาสู่รัฐ ก็เพราะเป็นเหตุให้
คนประพฤติผดิ ศลี

ดังนั้นศีลธรรมจึงนับเป็นสิ่งสาคัญมากกว่าเศรษฐกิจแต่ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี การรักษาศีลก็ยาก
เศรษฐกิจจงึ เป็นฐาน สว่ นศลี ธรรมเปน็ จุดหมายดังนั้น การปกครองของรัฐจงึ ต้องมกี ารจัดการที่ดที ั้งในด้านการ
ปกครอง เศรษฐกิจ และด้านสงั คม ดาเนนิ ไปไดด้ ้วยดี โดยควรท่จี ะนาหลักธรรมในทางพทุ ธศาสนามาใช้ควบคู่
กับกฎหมายของรัฐเพ่ือให้เกิดประสิทธิภาพเสถียรภาพในการบริหารกิจการของรัฐ ซึ่งพระพุทธศาสนากับ
การเมืองการปกครองน้ันไม่สามารถที่จะแยกออกจากกันได้เพราะต่า งก็มีคว ามสัมพันธ์กั นอย่างใกล้ ชิด
การเปลี่ยนแปลงใดๆ ท่ีเกิดข้ึนในทางการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคมย่อมมีผลกระทบต่อศาสนา
และในทานองเดียวกันการเปลี่ยนแปลงในทางศาสนาก็จะมีผลกระทบต่อการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ
และสังคมเช่นเดียวกัน ปรัชญาการปกครองคือแนวคิดทฤษฎีเก่ียวกับการปกครอง การคุ้มครองดูแลรักษา
ควบคุม (พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), 2546) ซึ่งเป็นการปฏิบัติการของผู้ปกครอง ในการจัดระเบียบทาง
สังคมและทางการเมือง เพื่อให้ประชาชนได้อยู่ร่วมกันอย่างเป็นระเบยี บและได้รับผลประโยชน์จากการท่ีอยู่ใน
รัฐนั้น โดยเฉพาะรัฐที่ถูกจัดทาขึ้น เพื่อมีจุดมุ่งหมายแก่การตอบสนองความต้องการส่วนรวมของประชาชน

154  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลยั และเครอื ขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

ถ้าจะขยายให้ชัดเจนแล้วก็คือ กิจการงานทุกอย่างที่รัฐบาลจะต้องกระทา จะโดยผ่านระบบราชการ ระบบ
รัฐวิสาหกิจ หรือผ่านกิจการของเอกชนก็ตาม ซึ่งจุดมุ่งหมายของงานดังกล่าว จะต้องเป็นไป เพ่ือตอบสนอง
ความต้องการของประชาชน เป็นการส่วนรวม ความต้องการของประชาชนแยกออกได้เป็น 2 กรณที ส่ี าคัญ คือ
(1) ความต้องการความปลอดภยั ในชวี ิตและทรัพยส์ นิ (2) ความตอ้ งการความสะดวกสบาย (ชรนิ ทร์ สนั
ประเสรฐิ , 2546 : 157)

ความคดิ ทางการเมอื งตามแนวพระพทุ ธศาสนาของพระพรหมคุณาภรณ์
พระพุทธศาสนามีความเกี่ยวพันกับวิถีชีวิต ของชาวพุทธในฐานะท่ีเป็นสถาบันหนึ่งในสังคมที่มี

ความสาคัญและเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นอันหน่ึงอันเดียวกันของชาติ เป็นท่ีมาและเป็นที่ถ่ายทอด
วัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณขี องชาติไทย ซ่ึงอาจกลา่ วได้ว่าพระพทุ ธศาสนาน้ันเป็นดังรากเหง้าแห่ง
ความเป็นชาติและ เอกลักษณ์ดั้งเดิมของชาติไทยทั้งทางด้านสังคม วัฒนธรรม และการเมืองดังนั้นสถาบัน
พระพุทธศาสนากบั รัฐจึงมีความสัมพนั ธ์อย่างใกล้ชิด ต่างพ่ึงพาอาศัยซึ่งกันและกนั โดยฝ่ายศาสนา ต้องการเผยแผ่
พุทธธรรมเพ่ือประโยชน์สุขของผู้คน ก็ต้องการความสงบสุขในการปกครอง โดยหลักการสรุปได้ว่า (พระราชวรมุนี
(ประยุทธ์ ปยตุ โฺ ต), 2527ก : 141-143) กล่าวไว้ดงั น้ี

1. เป็นหน้าท่ีเก่ียวกับธรรมหรือหน้าท่ีต่อธรรม คือ รัฐโดยเฉพาะผู้ปกครองท่ีดียอมเป็นผู้ใฝ่แสวง
ธรรมและเป็นผู้เชิดชูธรรม พระสงฆ์หรือทางฝ่ายพระพุทธศาสนาเป็นผู้ดารงไว้ซ่ึงธรรม เป็นผู้เผยแผ่และสืบ
ทอดธรรมให้ดารงอยู่ในโลกและสังคม รัฐกท็ าหน้าที่ในการที่จะช่วยผู้ดารงรักษาสืบทอดธรรมเผยแผธ่ รรมนี้ให้
ทาหน้าท่ีน่นั ได้ด้วยดี การทาอย่างน้นั ก็เทา่ กับรัฐ ไดเ้ ชิดชธู รรมดว้ ย

2. เป็นหน้าที่ในฐานะทผี่ ู้ปกครองหรือรฐั เป็นตัวแทนประชาชนในการแสดงน้าใจตอบแทนต่อฝา่ ยสงฆ์
หรือทางฝ่ายศาสนาเป็นผู้แนะนาสั่งสอนประชาชนให้ดารงอยู่ในศีลธรรมและ ประพฤติปฏิบัติในทางที่ดีงาม
พร้อมทั้งได้พัฒนาทางจิตใจ เมื่อทาเช่นนั้นแล้วประชาชนมีการศึกษาดี มีความรู้ความประพฤติดี มีจิตใจท่ีมี
คุณภาพเป็นพลเมืองท่ีดี ซึ่งผลประโยชน์น้ีย่อมตกแิก่รัฐด้วย โดยช่วยให้รัฐนั้นมีความเจริญรุ่งเรืองสงบสุข
รัฐคานงึ ถงึ คุณค่าขอ้ น้ี จงึ ถวายความคมุ้ ครองทานุบารงุ อปุ ถัมภ์

ดังน้ัน มายาคติท่ีว่า “พระสงฆ์อยู่เหนือการเมือง” ตามทัศนะของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
บ่งบอกถึงวาทกรรม “พระสงฆ์อยู่เหนือการเมือง” นั้น เป็นความจรงิ หรือเป็นเพียง “มายาคติ” หรอื “สภาวะ
หลอกตัวเอง” (เช่น เดียวกนั กับการหลอกตัวเองในกรณีสาคัญมากอืน่ ๆ) ทัง้ ๆ ที่ชาวพทุ ธไทยมักยืนยันเสมอว่า
พทุ ธศาสนาสอน “ความจรงิ อนั ประเสริฐ” หรือ “อริยสัจ” ทีถ่ ือหลักการสาคัญว่า “ต้องร้คู วามจริงของปัญหา
และสาเหตุก่อน จึงจะนาไปสู่การแก้ปญั หาต่างๆ ได้จริง” ตัวอยา่ งทัศนะที่ว่า “พระสงฆ์อยู่เหนือการเมือง” ท่ี
อ้างอิงความรู้ ข้อเท็จจริง หลักการมาสนับสนุนมากที่สุด น่าจะเป็นทัศนะของปราชญ์ทางพุทธศาสนาในยุค
ปจั จบุ นั คือ ทา่ นเจ้าคณุ พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยุตโฺ ต) ซงึ่ ทา่ นยนื ยันว่า “พระสงฆอ์ ยเู่ หนอื การเมือง” ท้ัง
ในทางหลกั การและข้อเท็จจริง ดังท่ีทา่ นเขียนไว้ในหนังสือ “ขวา้ งก้อนอิฐมา พัฒนาเป็นแกว้ มณี”

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) (2538) ได้กล่าวถึง “การปกครอง” ในนิยามและความหมาย
ตามทัศนะของพระพทุ ธศาสนาว่า เป็นการปกครองเพื่อการศึกษา การปกครอง และความสงบเรยี บ ร้อยท่ีเกิด
จากการปกครองน้ัน มิใช่เป็นจุดหมายในตัว แต่เป็นเพียงปัจจัยคือสภาพเอื้อ เพ่ือช่วยให้แต่ละบุคคลบรรลุ
จุดหมายแหง่ การศึกษา หรือเพ่ือเป็นหลักประกันแห่งการศึกษาจึงถอื เป็นคติไว้ว่า การปกครองท่ีมีขึ้นเป็นเรื่อง
ของการศึกษาทั้งส้ิน คือ ถ้าไม่ปกครองด้วยการศกึ ษาก็ต้องปกครองด้วยอานาจ เมื่อปกครองด้วยอานาจก็เกิด
ความรู้สึกในเชิงปฏิปักษ์ ในเชิงที่ขัดแย้งกันก็เกิดปัญหาเร่ิมตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในจิตใจ ทาให้ยิ่งต้องใช้
อานาจ ใช้อาญา และเน้นการลงโทษมากขึ้นเป็นลาดับไม่ใช่เป็นการปกครองแบบสร้างคนดี แต่เป็นการ

155  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

ปกครองแบบพยามกาจัดคนเลวนั่นเอง โดยสอดคล้องกับความหมายตามทัศนะของ สมบูรณ์ สุขสาราญ
(2534) ได้กล่าวถึง “การเมือง” ในนิยาม และความหมายตามทัศนะของพระพุทธศาสนาว่า การเมือง คือ
ความคิดกิจกรรม และการกระทาต่างๆ ที่เก่ียวกับการใช้อานาจเพื่อบริหารรัฐกิจ การจัดระเบียบสังคมของรัฐ
รวมถึงการได้มาซ่ึงอานาจ การใช้อานาจหรือการได้มาซึ่งอิทธิพล ใช้อิทธิพลเพื่อให้เกิดการจัดสรรคุณค่าใน
สังคม ไม่ว่าจะเป็นอานาจท่ีถูกต้องตามกฎหมาย และกฎเกณฑ์ทางศีลธรรม เศรษฐทรัพย์ และคุณค่าท่ีเป็น
นามธรรม นอกจากนี้ศาสนาเปน็ พ้ืนฐานของอุดมการณ์ทางการเมืองทย่ี ้าคุณค่าของมนุษย์ ความชอบธรรมของ
ผู้ปกครองพระพุทธศาสนาเป็นเสมือนรากเหง้าแห่งความเป็นชาติ และเอกลักษณ์ดั้งเดิมของชาติไทย ทั้งทาง
สงั คม วฒั นธรรมและการเมือง

สรุปได้ว่า คาว่า “การเมืองการปกครอง” ในนิยามและความหมายตามทัศนะของนักวิชาการว่า
หมายถึง การดูแลจัดการให้มนุษย์อยู่กันอย่างเป็นธรรม และเป็นระเบียบ การเมือง เป็นเร่ืองที่เกี่ยวกับวิธีการ
ได้มาซึ่งอานาจในการปกครอง และการบรหิ ารราชการแผ่นดิน และการใช้ อานาจท่ีได้มาเพื่อสร้างความผาสุก
ให้แก่ประชาชนหรืออาจมีความหมายว่าเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง กับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเพ่ือที่จะกาหนด
แนวทาง ข้อบังคับ หรือนโยบายให้คนในสังคมปฏิบัติตาม และอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข การปกครอง
หมายถึง การทางานของเจ้าหน้าท่ีของรัฐ ได้แก่ ข้าราชการ พนักงานส่วนท้องถ่ิน และรัฐวิสาหกิจทั้งหลาย
ตามกฎหมายและนโยบายของรฐั บาลโดยมรี ปู แบบการปกครองทีส่ าคัญ 3 รปู แบบคือ

1) แบบการปกครองโดยคน ๆ เดียว
2) แบบการปกครองโดยคณะบุคคล
3) แบบการปกครองโดยเสียงส่วนใหญ่
เปน็ รปู แบบการปกครองซึ่งเป็นท่ีนิยมในปัจจุบัน โดยถือว่าประชาชนทกุ คนในประเทศมีสิทธิในการ
ปกครองประเทศ ซึ่งเรียกรูปแบบการ ปกครองน้ีว่า ประชาธิปไตย ดังน้ันคาว่า “การเมืองการปกครอง” ใน
นิยามและความหมายตามนัยพระพุทธศาสนา หมายถึง การปกครองเพ่ือการศึกษา เป็นการปกครองที่ทาให้
เกดิ ความสงบเรยี บรอ้ ยโดยใชธ้ รรมะ

การเมืองการปกครองตามแนวพระพทุ ธศาสนาของพระพรหมคณุ าภรณ์
แนวคิดทางการเมืองการปกครองตามแนวพระพุทธศาสนา ตามแนวคิดของพระพรหมคุณาภรณ์

(ป.อ. ปยุตฺโต) ท่านได้นาเสนอแนวคิดเกี่ยวกับ “ประชาธิปไตย” ซ่ึง ดร.สุรพล สุยะพรหม ได้กล่าวถึงพรหม
คุณาภรณ์ ทีด่ ารงสมณศกั ดท์ิ ี่ พระธรรมปิฎก ไวอ้ ย่างน่าสนใจ ดังน้ี

พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) เป็นพระนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาที่มีมุมมองต่อการแก้ไข
ปัญหาสังคม โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นพ้ืนฐาน พระธรรมปิฎกได้ให้ความสนใจต่อการ
เปลี่ยนแปลงของสังคมไทยอย่างใกล้ชิด เห็นได้จากผลงานทางวิชาการท้ังในรูปแบบของงานนิพนธ์ การแสดง
ปาฐกถา และบรรยายธรรม ในช่วงหลายศตวรรษทผี่ ่านมาน้นั ลว้ นแล้วแต่เป็นการผสมผสานแนวความคิดทาง
พระพุทธศาสนา ท่ีจะนามาประยุกต์กับศาสตร์สมัยใหม่ในการนาผลแก้ไขปัญหาสังคมไทยท่ีเกิดข้ึน
เปลย่ี นแปลงไปตลอดเวลา พระธรรมปฎิ ก ได้เสนอแนวคิด “ประชาธิปไตย” ไว้ดังน้ี

1. นยิ มของประชาธิปไตย
พระธรรมปิฎกได้นิยามคาว่า ประชาธิปไตยไว้อย่างน่าฟังยิ่งวา่ เมื่อพูดถึงประชาธิปไตย ถ้ากลา่ วถึง
ความหมาย มีวิธีพูดง่ายๆ อย่างหน่ึงคือ ยกเอาวาทะของประธานาธิบดี ลินคอล์น มาอ้าง เพราะคนชอบและ
ร้จู กั กันมาก คอื วาทะท่ีวา่ “ประชาธปิ ไตยเป็นการปกครองของประชาชนโดยประชาชนเพ่ือประชาชน” วาทะ

156  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วิทยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลยั และเครอื ข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

น้คี นจาได้แม่น เวลาพูดกัน คนมักมองความหมายในแง่ของความรู้สึกต่ืนเต้นว่าตนเองจะได้ เช่น จะได้สิทธิได้
อานาจหรือได้ความเปน็ ใหญใ่ นการทจ่ี ะเปน็ ผปู้ กครอง แต่อีกแงห่ นึง่ ที่ไม่ค่อยได้มอง คอื “ความรบั ผดิ ชอบ”

ดังน้ัน จากวาทะลินคอล์นนั้น พระธรรมปิฎกมีความเห็นเพิ่มเติมว่า ท่ีว่า ประชาธิปไตยเป็นการ
ปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนน้ัน เป็นการเตือนให้รู้สึกตัวด้วยว่า คุณภาพของ
ประชาธิปไตยอยู่ที่คุณภาพของประชาชน เพราะว่า โดยปกติ คุณภาพของการปกครองย่อมข้ึนต่อคุณของ
ผู้ปกครองเป็นสาคัญ ด้วยว่าในสมัยก่อนการปกครองอยู่ในกามือของผู้ปกครองโดยตรง คุณภาพของ
ประชาธิปไตย ก็วัดได้จากผู้ปกครองน่ันเอง แต่ในสมัยนี้ ในเม่ือประชาชนมาเป็นผู้ปกครอง บ้านเมืองจะเป็น
อย่างไร ประชาธิปไตยจะมีคุณภาพแค่ไหน ก็อยู่ท่ีคุณภาพของประชาชนเป็นสาคัญ จึงกล่าวสรุปได้ว่า
พระธรรมปิฎกได้นิยามประชาธิปไตยโดยให้ความสาคัญในแง่ คุณภาพของประชาธิปไตยเป็นหลัก โดยเน้นว่า
“ถ้าประชาชนมีคุณภาพดี ประชาธิปไตยก็มีคุณภาพดีด้วย ถ้าประชาชนมีคุณภาพต่า ประชาธิปไตยก็จะเป็น
ประชาธิปไตยอย่างเลวด้วย เพราะว่า คุณภาพของประชาธิปไตย ขึ้นต่อคุณภาพของประชาชน แล้วคุณภาพ
ของประชาชนขึ้นตอ่ อะไร กข็ นึ้ ต่อการศกึ ษา”

2. เสยี งข้างมากในประชาธิปไตย
ความเข้าใจของคนไทยทั่วไปท่ีมีต่อภาพลักษณ์ของประชาธิปไตยน้ัน ก็คือในสังคมของคนหมู่มาก
ต่างคนก็ต่างมีความต้องการท่ีแตกต่างกันออกไป เกณฑ์ตัดสินอานาจสูงสุดของความต้องการหรือความ
ประสงค์ของคนในระบอบนี้กค็ ือ เสียงข้างมากของประชาชนน่ันเอง พระธรรมปิฎกเห็นว่า การตัดสินใจเช่นว่า
นี้ เป็นเร่ืองสาคัญมาก เพราะหากตัดสินถูกก็ดีไป ถ้าตัดสินผิดก็อาจเกิดความเสื่อมความพินาศทุกอย่างทุก
ประการ การท่ีจะตัดสินใจผิดหรือตัดสินใจถูก ก็อยู่ที่ความเป็นคนดี มีปัญญา คือ มีคุณธรรม และมีความรู้
ความเข้าใจ เฉลียวฉลาด สามารถในการคิด เป็นต้น ซ่ึงเป็นคุณสมบัติที่ประชาชนควรจะมี ถ้าประชาชนเป็น
คนดี ต้ังใจดี มีความร้คู วามเขา้ ใจ มปี ัญญาชัดเจน คิดเป็น มองเห็นความจรงิ กต็ ดั สนิ ใจได้ถกู ตอ้ ง
ดังน้ัน จากแนวคิดเร่ืองดังกล่าวน้ี ทาให้เห็นได้ว่า ประชาธิปไตยจะดี ก็อยู่ท่ีประชาชนท่ีเป็นผู้มี
อานาจตัดสินใจนั้นว่า จะต้องเป็นคนดีและมีปัญญา โดยท่ีว่า ประชาชนเป็นใหญ่ มีอานาจตัดสินใจน้ี
การตัดสินใจท่ีว่าน้ัน วินิจฉัยด้วยเสียงข้างมากเป็นใหญ่ ในเร่ืองนี้พระธรรมปิฎกให้ข้อสังเกตไว้ 2 ประการ
ด้วยกนั คอื
2.1 ถ้าคนส่วนใหญ่เป็นคนโง่ เสียงขา้ งมากที่วินิจฉัยก็จะเป็นการตดั สนิ ใจเลือกอย่างโง่ๆ หรอื แม้แต่
เลือกไปตามท่ีถูกเขาหลอกล่อ ทาให้ผิดพลาดเสียหาย แต่ถ้าคนส่วนใหญ่เป็นคนดี มีปัญญา ก็จะได้เสียงข้าง
มากท่ีตัดสินใจเลือกได้ถูกต้อง บังเกิดผลดี จึงต้องให้ประชาชนมีการศึกษา หรือจะได้เสียงข้างมากที่ตัดสินใจ
อยา่ งผู้มปี ญั ญา
2.2 ความจริงของส่ิงทั้งหลายย่อมเป็นอย่างที่มันเป็น มันย่อมไม่เป็นไปตามการบอก การสั่งการ
ลงคะแนนเสียง หรือตามความต้องการของคน ดังนั้น คนจะไปตัดสินความจริง ไม่ได้ แต่เป็นหน้าท่ีของคนเอง
ทจี่ ะต้องตัดสนิ ใจเลอื กส่งิ ทเ่ี ปน็ จรงิ จึงตอ้ งใหป้ ระชาชนมี การศึกษา เพอื่ จะได้เสียงขา้ งมากทีต่ ัดสินใจเลือกเอา
สิ่งท่ถี กู ตอ้ งเปน็ จริง
พระธรรมปิฎกย้าว่า เสียงข้างมากตัดสินความจริงไม่ได้ อันนี้เป็นหลักธรรมดา เราตัดสินใจไม่ใช่
ตัดสินความจริง ถ้าเอาเสียงข้างมากมาตัดสินความจริง ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะน้ัน ตามหลักการแล้วไม่
สามารถเอาเสียงข้างมากมาตัดสินความจริงได้ ถ้าอย่างนั้น จะเอาเสียงข้างมากตัดสินอะไร ประเด็นน้ี
พระธรรมปิฎก ให้ความเห็นว่า เราเอาเสียงข้างมากมาตัดสินความต้องการ คือบอกว่าจะเอาอย่างไร ในแง่นี้
สามารถบอกได้ว่า ประชาชนต้องการอะไร จะเอาอย่างไร แล้วมีมติเป็นที่ตกลงกันว่าจะเอาอย่างน้ี ซ่ึงรวม
ความปัญหาอยทู่ ่ีว่า ทาอย่างไรจะให้ความต้องการทวี่ ่าจะเอาอย่างไรนั้น ไปประสานกับความมุ่งหมายท่ีดี โดย

157  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครือข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

มีสติปัญญาท่ีรู้เข้าใจว่า อะไรเป็นความจริง ความถูกต้อง แล้วตัวประโยชน์แท้ที่ควรจะเอา คือ ต้องให้ความ
ต้องการน้ัน ไปตรงกับความจริง ความถูกต้องและความเป็นประโยชน์ที่แท้จริง มิฉะนั้นความต้องการนั้นก็ผิด
เม่ือคนตัดสินใจด้วยความต้องการที่ผิด การตัดสินใจนั้นก็ผิด จะเลือกผิด เอาผิด และก่อให้เกิดผลร้าย
เพราะฉะน้ัน จึงหนีไม่พ้นท่ีจะต้องทาให้คนมีความรู้ มีสติปัญญา จึงต้องเน้นกันว่า คนจะต้องมีวิจารณญาณ
หรือจะใช้คาศัพท์ให้ลึกลงไปกว่าน้ัน ก็คือ ต้องมีโยนิโสมนสิการ ด้วยเหตุนี้ การใช้เสียงข้างมากมาตัดสิน
จึงต้องเป็นเสียงแห่งสติปัญญาที่แสดงถึงความต้องการอันฉลาดท่ีจะเลือกเอาสิ่งที่ดีงามถูกต้องเป็นประโยชน์
แทจ้ รงิ

พระธรรมปิฎกสรุปว่า การศึกษาจาเป็นต่อประชาธิปไตย หรือพัฒนาประชาชนให้ ทาหน้าที่หรือใช้
อานาจตัดสินใจอย่างได้ผลดีใน 2 ประการ คือ 1. ใหเ้ สยี งข้างมากท่จี ะใช้วินิจฉยั เกิดจากการตัดสินใจของคนที่
เป็นบัณฑิต คือ คนดีมีสติปัญญา 2. ให้การตัดสินใจของคนท่ีเกิดจากความต้องการที่มาประสานกับปัญญาที่รู้
และใหเ้ ลอื กเอาสิ่งที่ถูกตอ้ งดีงามจรงิ แท้ และเปน็ ประโยชน์แทจ้ รงิ

เมื่อพิจารณาจากแนวคิดเรื่องเสียงข้างมาก ในประชาธิปไตยตามแนวของพระธรรมปิฎกจึงเห็นได้
ชดั ว่า สงั คมไทยเปน็ สังคมแห่งวถิ ีพุทธ ดังนนั้ ระบอบประชาธิปไตยของไทยจึงควร ที่นาแนวคิดในเรือ่ งของการ
ตัดสินใจดว้ ยเสยี งข้างมาก ตามแนวของพระธรรมปิฎกมาประยกุ ตใ์ ช้ ก็จะทาให้ระบบการเมืองไทย ไดเ้ สยี งข้าง
มากท่ีเป็นไปตามจุดมุ่งหมายของระบอบประชาธิปไตย ที่แน่นอน กล่าวคือเป็นไปเพ่ือประโยชน์สุขของ
สงั คมไทยโดยรวมนั่นเอง

3. รัฐในระบอบประชาธิปไตยกับพระพทุ ธศาสนา
ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 บัญญัติไว้ว่า รัฐต้องให้
ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอ่ืน ส่งเสริมความเข้าใจอันดี และความสมานฉันท์
ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา รวมท้ังการสนับสนุกการนาหลักธรรมของศาสนามาใช้เพ่ือส่งเสริมสร้าง
คุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต เรื่องดังกล่าวน้ี พระธรรมปิฎกได้แสดงทัศนะให้เห็นว่า โดยหลักการแล้ว
การทีร่ ฐั สัมพันธ์กับพระพทุ ธศาสนานัน้ สรุปได้ 2 ลักษณะด้วยกันคือ
3.1 เป็นความสัมพันธ์เชิงหน้าที่เกี่ยวกับธรรม หรือหน้าท่ีต่อธรรม คือ รัฐโดยเฉพาะผู้ปกครองท่ีดี
ยอ่ มเป็นผใู้ ฝ่ธรรม แสวงหาธรรม และเป็นผเู้ ชิดชูธรรม พระสงฆ์ หรือทางฝ่ายศาสนาน้นั เปน็ ผู้ดารงไว้ซ่ึงธรรม
เป็นผเู้ ผยแผ่ และสืบต่อ สบื ทอดธรรมให้ดารงอยู่ ในโลก ในสงั คม เพราะฉะนนั้ รัฐกท็ าหนา้ ที่ในการทีจ่ ะช่วยผู้
ดารงรกั ษาสืบทอดธรรม เผยแผธ่ รรมนี้ ใหท้ าหนา้ ที่น้นั ดว้ ยดี การกระทาอย่างนั้น ก็เท่ากบั รัฐได้เชิดชูคุณธรรม
ด้วย สืบเนื่องจากหน้าที่ที่เกี่ยวกับธรรมเช่นนี้ พระธรรมปิฎกให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า หน้าท่ีเก่ียวกับธรรมของ
รัฐน้ัน ก็ทาใหพ้ ระมหากษัตริยห์ รอื ทางรัฐมหี นา้ ทีต่ อ่ ไปอีก คือ จะต้องพยายามให้ศาสนาบริสทุ ธ์ิ เพ่อื ใหม้ ีธรรม
ดารงอยูส่ ืบตอ่ ไปในสงั คม หรือในโลกนี้ การทา สงั คายนากด็ ี การกาจัดชาระลา้ งมลทินของศาสนาในบางสมัยก็
ดี เป็นเรื่องท่ีจัดได้ว่า อยู่ในหน้าทีข่ ้อน้ี เม่ือมีเหตุการณ์ไม่เรียบร้อยเกิดข้ึนในวงการศาสนา รัฐก็เข้ามาอุปถัมภ์
คณะสงฆ์ ในการทาสงั คายนาร้อยกรองพระธรรมวนิ ัย เพอ่ื รักษาธรรมท่ีบริสทุ ธิ์ไว้ สังคายนาตา่ งๆ โดยมาก ก็มี
พระเจ้าแผ่นดิน หรือทางรัฐเข้ามาเป็นผู้อุปถัมภ์ ท้ังในประเทศอินเดีย ในศรีลังกา ตลอดจนกระทั่งในประเทศ
ไทยหลายครั้ง หลายสมัย นอกจากนี้ ในกรณีปลีกย่อย เม่ือปรากฏว่ามีคนของรัฐ หรือพลเมือง คือ คนของ
บ้านเมืองท่ีเป็นคนร้าย คนไม่ดีเข้าไปซุกซ่อนตัวแอบแฝงอยู่ เข้าไปบวช เข้าไปเบียดเบียนทาลายศาสนา
ซ่ึงเท่ากับทาลายผลประโยชน์ของรัฐและประชาชนด้วย ทางรัฐหรือทางพระเจ้า แผ่นดิน ก็ช่วยรักษาความ
บริสุทธิ์ของพระศาสนาด้วยการเอาคนของรัฐ หรือพลเมืองของตนเองท่ีเป็นคนไม่ดีที่เข้าไปทาลายศาสนาน้ัน
ออกมา ข้อนี้ถือว่าเป็นการชาระล้างพระศาสนาด้วยการเอาคนร้าย พลเมืองไม่ดีของตนเองกลับออกมาเสีย
ไม่ใหเ้ ขา้ ไปหรืออยทู่ าลายพระศาสนาอีกตอ่ ไป

158  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

3.2 เป็นความสัมพันธ์เชิงหน้าท่ีในฐานะที่ผู้ปกครองหรือรัฐ เป็นตัวแทนของประชาชน ควรแสดง
น้าใจตอบแทนต่อทางฝ่ายสงฆ์ หรือทางศาสนา โดยนัยน้ี พระธรรมปิฎกเห็นว่า ตามปกติพระภิกษุสงฆ์ หรือ
ทางฝ่ายศาสนาเป็นผูแ้ นะนาสัง่ สอนประชาชนใหด้ ารงอยูใ่ นศีลธรรม ให้ประพฤติปฏบิ ัติในทางท่ีดงี ามให้พัฒนา
ทางจิตใจ ทางปญั ญา ให้พระสงฆท์ าเช่นนี้ ประชาชนก็จะมกี ารศกึ ษาดี มคี วามรู้ ประพฤตดิ ี มีจิตใจที่มีคณุ ภาพ
ดี ก็จะเป็น พลเมืองที่ดี ผลประโยชน์ก็ตกแก่รัฐด้วย ช่วยให้รัฐนั้นเจริญรุ่งเรือง มีความสงบสุขรัฐสานึกใน
พระคุณฝ่ายสงฆ์ หรือทางศาสนานั้น เป็นการตอบแทนคุณความดี หรือบูชาคุณของฝ่ายศาสนา หรือฝ่ายสงฆ์
นั่นเอง และทาหน้าทดี่ งั กล่าวแทนประชาชน คือ อุปถัมภบ์ ารงุ พระศาสนา แทนประชาชน ดังน้นั จากการทร่ี ัฐ
จาจะต้องสร้างความสัมพันธ์ท่ีดีต่อฝ่ายพระสงฆ์ หรือฝ่ายพุทธจักร และในขณะเดียวกัน ฝ่ายของพระสงฆ์หรือ
ฝ่ายพุทธจักรเองก็ต้องมีปฏิสัมพันธ์ตามหน้าที่ของตน ต่อฝ่ายรัฐหรือฝ่ายอาณาจักร เพราะโดยท่ีสุดแล้ว พระ
ธรรมปฎิ กสรปุ ว่า ก็ลว้ นแตเ่ พื่อประโยชน์สขุ ของพหชู นทงั้ สิ้นนนั่ เอง

4. สทิ ธิและเสรภี าพในประชาธปิ ไตย
พระธรรมปิฎกมองว่า ประชาธิปไตยเป็นการปกครองท่ีช่วยประสานประโยชน์ระหว่างบุคคลและ
สังคม หลักการนี้ยังหาผู้ปฏิบัติได้ผลจริงได้ยาก จะเห็นได้ว่า ระบบสังคมต่างๆ มักมีปัญหาในเรื่องท่ีว่า ถ้าให้
สงั คมได้ บุคคลกต็ ้องยอมสละ ทาอย่างไรจึงจะประสานประโยชน์กันได้ อุดมคติอย่างหนึ่งของประชาธิปไตยก็
คือ การช่วยประสานประโยชน์ระหว่างบุคคลกับสงั คม อย่างไรก็ตาม ก่อนท่จี ะก้าวไปสกู่ ารประสานประโยชน์
ระหว่างบุคคลกับสังคมให้มาเสริมกันนั้น มีบททดสอบพื้นฐานหน่ึงที่จะให้เห็นว่า ประชาชนในสังคมน้ันๆ มี
คุณภาพเพียงพอ ที่จะทาให้คุณค่าของประชาธิปไตยข้อน้ีบรรลุผลได้หรือไม่ บททดสอบนี้ก็คือความประสาน
สมดุลในการปฏบิ ตั ติ ามหลกั แหง่ 1) สิทธกิ บั หน้าที่ 2) เสรภี าพกับความรับผิดชอบ
มุมมองต่อ สิทธิกับหนา้ ท่ี น้ัน พระธรรมปฎิ กช้วี ่า คกู่ ับการมีสทิ ธิที่จะไดแ้ ละเรียกร้องเอาส่งิ ท่ีตนพึง
ได้นั้น บุคคลก็มีหน้าท่ีท่ีจะต้องทา เพ่ือเป็นส่วนร่วมท่ีจะธารงรักษาและสร้างสรรค์พัฒนาสังคมประชาธิปไตย
นั้นด้วย ถ้าอยากใช้สิทธิก็ควรปฏิบัติหน้าท่ีของตนให้ดี และเมื่อมีการทาหน้าท่ีด้วยดี สังคมประชาธิปไตยก็จะ
ไดร้ ับการรกั ษาไว้ เพื่อใหค้ นมโี อกาสทจ่ี ะใชส้ ิทธิได้ตอ่ ไป
ส่วนเร่ืองของ เสรีภาพกับความรับผิดชอบนั้น พระธรรมปิฎกมองเห็นว่า คู่กับเสรีภาพท่ีจะกระทา
ต่างๆ ตามความปรารถนาของตน บุคคลจะต้องรู้จักรับผิดชอบตอ่ การกระทาและผลการกระทาของตน และใช้
เสรภี าพนน้ั อย่างมีความรบั ผดิ ชอบต่อสังคมท่ตี น มสี ่วนร่วมอยดู่ ้วย เพอ่ื ความชัดเจนขึ้นในเรอ่ื งของเสรีภาพนั้น
พระธรรมปิฎกได้ยกตัวอย่างเรื่องเสรีภาพท่ีเป็นหลักการของประชาธิปไตย ท่ีเน้นความหมายในแง่ของการท่ี
บุคคลมีโอกาสที่จะนาเอาศักยภาพ เช่น สติปัญญา ความสามารถของตนออกไปเป็นส่วนร่วมในการแก้ปัญหา
และสร้างสรรค์สังคม ซ่ึงเป็นความหมายเชิงความร่วมมือและเอ้ือเฟ้ือต่อกัน แต่ภายใต้อิทธิพลของทุนนิยม
เสรีภาพเน้นความหมายในแง่ของการท่ีจะได้ผลประโยชน์ตามที่ตนปรารถนา ซ่ึงเป็นไปในทางแบ่งแยกและ
แก่งแย่ง

วิเคราะห์ปรชั ญาสังคมและการเมอื งการปกครองตามแนวพระพุทธศาสนาของ พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
ความสงบเรียบร้อยท่ีเกิดจากการปกครองน้ัน มิใช่เป็นจุดหมายในตัว แต่เป็นเพียงปัจจัย คือ สภาพเอื้อ

เพ่ือช่วยให้แตล่ ะบุคคลบรรลุจุดหมายแหง่ การศึกษา หรือเพอื่ เป็นหลักประกันแหง่ การศึกษาจึงถือเปน็ คติไว้ว่า
การปกครองท่ีมีขึ้นเป็นเรื่องของการศึกษาท้ังสิ้น คือ ถ้าไม่ปกครองด้วยการศึกษาก็ต้องปกครองด้วยอานาจ
เมื่อปกครองด้วยอานาจก็เกดิ ความรสู้ กึ ในเชิงปฏิปักษ์ ในเชิงที่ขัดแยง้ กันก็เกิดปญั หาเริ่มต้งั แตเ่ กิดความขัดแย้ง
ในจติ ใจ ทาให้ยิ่งตอ้ งใช้อานาจ ใช้อาญา และเน้นการลงโทษมากขน้ึ เปน็ ลาดับไม่ใชเ่ ป็นการปกครองแบบสร้าง

159  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลยั และเครอื ขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

คนดี แต่เป็นการปกครองแบบพยามกาจัดคนเลวน่ันเอง ดังนั้นการวิเคราะห์มีแนวคิดเก่ียวกับ เรื่องปรัชญา
สังคมและการเมืองการปกครองตามแนวพระพทุ ธศาสนา ขอยกเอาข้อคิดเหน็ ของนักวชิ าการมานาเสนอดังน้ี

สมบูรณ์ สุขสาราญ (2534) ได้กล่าวถึง “การเมือง” ในนิยาม และความหมายตามทัศนะของ
พระพุทธศาสนาว่า การเมือง คือ ความคิดกิจกรรม และการกระทาต่างๆ ท่ีเกี่ยวกับการใช้อานาจเพื่อบริหาร
รฐั กจิ การจดั ระเบียบสงั คมของรัฐ รวมถึงการได้มาซึ่งอานาจ การใชอ้ านาจหรือการได้มาซ่งึ อทิ ธิพล ใช้อทิ ธิพล
เพื่อให้เกิดการจัดสรรคุณค่าในสังคม ไม่ว่าจะเป็นอานาจที่ถูกต้องตามกฎหมาย และกฎเกณฑ์ทางศีลธรรม
เศรษฐทรัพย์และคุณค่าท่ีเป็นนามธรรม นอกจากนี้ศาสนาเป็นพื้นฐานของอุดมการณ์ทางการเมืองท่ีย้าคุณค่า
ของมนุษยค์ วามชอบธรรมของผู้ปกครองพระพุทธศาสนาเป็นเสมือนรากเหง้าแหง่ ความเป็นชาติและเอกลกั ษณ์
ดั้งเดิมของชาตไิ ทย ทัง้ ทางสังคม วฒั นธรรม และการเมือง โดยสอดคล้องกบั ชลธิศ ธีระฐิติ (2551) ไดก้ ล่าวถึง
คาว่า “การเมือง” หรือ “Politics” ซ่ึงเป็นคาที่ผู้คนโดยท่ัวไปจะได้ยินเป็นการบ่อยคร้ังโดยเฉพาะเมื่อเกิด
เหตกุ ารณ์การเปลย่ี นแปลงภายในประเทศ คาเหล่าน้ีเราจะมีความคนุ้ เคยกันดี ทีนเ้ี ม่ือตงั้ คาถามว่า การเมอื งมี
ความหมายอย่างไร ทาไมประชาชนคนไทยหรือพลเมือง (Citizen) ต้องถือเอามาเป็นเร่ืองใกล้ตัวและต้องทา
ความเข้าใจในหลักและกระบวนการ แต่เม่ือเราศึกษาค้นคว้าแล้วจะพบว่า คาตอบนี้มีความหลากหลายและ
ข้อสรุปของนิยามความหมายท่ีชัดเจนเฉพาะเจาะจงจริงๆ เป็นเร่ืองท่ีทาได้ยาก แต่อย่างไรก็ตาม เม่ือเรา
ทาการศึกษาแล้วนามาวเิ คราะห์สู่การสงั เคราะห์ (Analysis to Synthesis) แลว้ จะพบว่า การเมือง เปน็ เร่ืองท่ี
ผูกติดกบั ระบบความเป็นรัฐ เปน็ การจัดสรรส่ิงท่ีมีคณุ ค่าหรอื ทรัพยากร โดยมอี านาจท่เี ปน็ ที่ยอมรบั กันมาทาให้
เกิดการปฏิบัติตาม หรือเป็นเร่ืองของการที่มีคนกลุ่มหน่ึงใช้อิทธิพลต่อคนอีกกลุ่มหน่ึง เพ่ือให้ได้มาซึ่งสิ่งท่ีมี
คุณค่าทางสังคม สิ่งที่มีคุณค่าทางสังคมในที่น้ีมีได้หลายอย่าง เช่น อานาจ ความศรัทธานับถือ ความยุติธรรม
ความนิยมชมชอบความอยู่ดีกินดี ความมั่งค่ัง ความรอบรู้ ทักษะ เป็นต้น บางคร้ังจะถูกตีกรอบเอาไว้ว่า เป็น
ความสัมพันธ์ของมนุษย์ในระบบการเมือง ซ่ึงสามารถแยกออกจากความสัมพันธ์ของมนุษย์ในระบบย่อยอื่นๆ
ของสังคมได้ โดยที่ระบบการเมืองจะมีเป้าหมายในตัวเองที่แตกต่างจากระบบย่อยอ่ืนๆ ของสังคม เช่นระบบ
วัฒนธรรม ระบบเศรษฐกจิ ระบบการศกึ ษา

พระมหาสมบูรณ์ วุฑฺฒิกโร (2549) ได้กล่าวถึง พระพุทธศาสนาเพื่อสังคม (Socially Engaged
Buddhism) เป็นช่ือสาหรับใช้เรียกขบวนการพระพทุ ธศาสนาแนวใหม่ท่ีเกดิ ข้นึ เพ่ือตอบสนองปญั หาสงั คมโลก
ยุคใหม่ หมายถึง ทัศนะทว่ี ่าพระพทุ ธศาสนากับสังคมต้องผูกพัน (must be engaged) เปน็ อันหน่งึ อันเดยี วกัน
ไม่มีการแยกเรื่องศาสนากับสังคมออกจากกัน รวมทั้งความพยายามที่จะตีความพทุ ธธรรมให้ครอบคลมุ ปัญหา
ใหม่ๆ ท่ีเกิดข้ึนในสังคมปัจจุบัน เพราะเห็นว่าการสอนแบบจารีตท่ีเน้นการแก้ปัญหาของปัจเจกบุคคลไม่
เพียงพอต่อการตอบปัญหาสังคมยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความสลับซับซ้อนได้ การแก้ปัญหาความทุกข์ของปัจเจก
บุคคลและสังคมสามารถดาเนินควบคู่กันไปได้ อีกความหมายหนึ่ง พระพุทธศาสนาเพ่ือสังคม หมายถึง
ขบวนการหรือกลมุ่ นักกจิ กรรมชาวพุทธเพ่ือสังคม (Engaged Buddhists) ท่ีพยายามนาพระพุทธศาสนาเข้าไป
มสี ่วนร่วมในการแก้ปัญหาสังคม เช่น ปัญหาความอยุติธรรมทางสังคม ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาความรุนแรง
ปัญหาทางเศรษฐกจิ ปญั หาทางการเมอื ง

พระพุทธศาสนากับการแก้ปัญหาทางการเมือง โดยปัญหาความขัดแย้งทางการเมอื ง อาจจะมาจาก
สาเหตุหลายประการ เช่น ผลประโยชน์ขัดกัน ความคิดเห็นไม่ตรงกัน การขาดอุดมคติทางการเมืองที่แน่นอน
เป็นตน้ พระพทุ ธศาสนาสอนใหร้ ู้จักความพอดีในการปฏบิ ัติตน และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ดว้ ยปัญญา สอนให้
รู้จักความสุจริต ในการปฏิบัติตนสมควรแก่หน้าที่รู้กาล รู้เวลา รู้หน้าที่ของตน ในการแก้ปัญหานี้ตามทัศนะ
ของพุทธศาสนาแล้ว นักการเมืองจะต้องมีธรรมะ สาหรับนักบริหาร นักปกครอง ในกูฏทันตสูตร เล่ม 9
ข้อ 199 - 238 กลา่ วถึง สาระสาคญั แห่งการปฏิบัติทถ่ี ูกตอ้ งดีงาม หลายอย่างทง้ั ทางโลกและทางธรรม เช่น

160  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลยั และเครอื ขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

1) การกาจดั เสี้ยนหนามของบ้านเมือง ต้องกาจัดท่ีต้นเหตุ เช่น จัดเศรษฐกจิ ใหด้ ี ให้ทุกคนมีงานทา
และให้คนมศี ีลธรรมประจาใจ เปน็ การกาจัดโจรผรู้ า้ ยในสังคม

2) ผู้ใหญ่จะทาอะไร ควรปรึกษาหารือขอความยินยอมจากผู้น้อยด้วย เพ่ือเขาจะได้ร่วมมือด้วย
ความเต็มใจ

3) ผู้เป็นใหญค่ วรมีคุณสมบตั ิของผู้ใหญ่ มีคณุ ลักษณะทด่ี ีเปน็ ที่ยกย่องยอมรับของผนู้ ้อย
4) ที่ปรกึ ษาใกลช้ ิดผ้ใู หญค่ วรเป็นคนมีศลี ธรรมและมีปญั ญา มีบคุ ลิกลักษณะน่านิยมนบั ถือ
5) การบาเพ็ญคุณงามความดีน้ันแม้มีทรัพย์น้อยก็อาจทาได้มาก ถ้าตั้งใจให้ดีและทาเป็นไม่ต้องมี
ทรัพย์เลยก็สามารถบาเพ็ญคุณงามความดีได้มากกว่าผู้มีทรัพย์เสียอีก ผู้ขัดสนจนทรัพย์จึงไม่ควรท้อถอยและ
ส้ินกาลังใจในการทาคณุ งามความดี (วศิน อนิ ทสระ, 2553)
นักการเมืองต้องเป็นบุคคลผู้มีฉันทะเป็นแรงจูงใจ ต้องการภาวะท่ีเป็นผลของการกระทาโดยตรง
อันเป็นเหตใุ ห้เขามีความตอ้ งการทากลา่ วคอื
(1) ไม่ทาให้เกิดการทุจริต แต่ทาให้เกิดการสุจริต ความขยัน อดทน ความซื่อตรงต่องานและแม้แต่
ความซอ่ื ตรงตอ่ เหตุผลท่เี ปน็ ไปตามกฎธรรมชาติ
(2) ทาให้ต้ังใจทางาน นาไปสู่ความประณีต ความดีเลิศของงาน เพราะนิสัยใฝ่สัมฤทธิ์ ทาจริงจัง
เอางาน และสงู้ าน
(3) ตรงข้ามกับความสับสนซับซ้อนในระบบ และการคอยจ้องจับผิดกัน จะมีความร่วมมือร่วมใจ
การประสานงาน และการมีส่วนร่วม เพราะตา่ งมุ่งผลสัมฤทธ์ิของงาน มิใช่มุ่งสงิ่ เสพเสวยเพอื่ ตน ท่จี ะตอ้ งคอย
ฉกฉวยแยง่ ชิงกัน
(4) เน่ืองด้วยการกระทาเป็นไปเพ่ือผลของมันเอง ผลจึงเป็นตัวกาหนดหรือ ช้ีบ่งปริมาณและ
คุณภาพของงานท่ีเป็นเหตุของมัน ดังนั้น จึงย่อมเกิดความพอเหมาะพอดีระหว่างการกระทากับผลท่ีพึง
ประสงค์ คือ ทาเท่าที่ภาวะซ่ึงเป็นผลดีจะเกิดมขี ้ึน เช่น กินอาหารพอดีท่ีจะสนองความต้องการของร่างกายให้
มีสุขภาพดี โดยไมต่ กเป็นทาสของการเสพรส
(5) เน่ืองด้วยผู้ทาด้วยฉันทะ ต้องการผลของการกระท าโดยตรง และต้องการทาให้ผลนั้นเกิดข้ึน
อีกทั้งเขาย่อมได้ประจักษ์ผลท่ีเกิดต่อเนื่องในการกระทา เพราะการกระทาคือการก่อผลซึ่งเขาต้องการ
(พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยุตโฺ ต), (2552)
สรุปได้ว่า คาว่า “การเมืองการปกครอง” ในนิยามและความหมายตามทัศนะของนักวิชาการ ว่า
หมายถึง การดูแลจัดการให้มนุษย์อยู่กันอย่างเป็นธรรม และเป็นระเบียบ การเมืองเป็นเร่ืองท่ีเกี่ยวกับวิธีการ
ได้มาซึ่งอานาจในการปกครอง และการบริหารราชการแผ่นดิน และการใช้อานาจท่ีได้มาเพื่อสร้างความผาสุก
ให้แก่ประชาชนหรืออาจมีความหมายว่าเป็นกิจกรรมที่เก่ียวข้องกับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเพ่ือที่จะกาหนด
แนวทาง ขอ้ บังคบั หรอื นโยบายให้คนในสังคมปฏิบัติตามและอยู่ร่วมกนั ได้อยา่ งปกตสิ ุข การปกครอง หมายถึง
การทางานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไดแ้ ก่ข้าราชการ พนักงานส่วนท้องถนิ่ และรัฐวสิ าหกิจทั้งหลาย ตามกฎหมาย
และนโยบายของรัฐบาลโดยมีรูปแบบการปกครองท่ีสาคัญ 3 รูปแบบคือ 1) แบบการปกครองโดยคนๆ เดียว
2) แบบการปกครองโดยคณะบุคคล 3) แบบการปกครองโดยเสียงส่วนใหญ่ เป็นรูปแบบการปกครองซ่ึงเป็นท่ี
นิยมในปัจจุบัน โดยถือว่าประชาชนทุกคนในประเทศมีสิทธิในการปกครองประเทศ ซึ่งเรียกรูปแบบการ
ปกครองน้ีว่า ประชาธิปไตย ดังนั้นคาว่า “การเมืองการปกครอง” ในนิยาม และความหมายตามนัย
พระพุทธศาสนา หมายถึง การปกครองเพ่ือการศึกษา เป็นการปกครองที่ทาให้เกิดความสงบเรียบร้อยโดยใช้
ธรรมะ และสอดคล้องกับแนวคิดกรรมเชิงสังคม (Collective Social Action) : ผู้ท่ีเสนอแนวคิดน้ีขึ้นมา คือ
นธิ ิ เอียวศรวี งศ์ มองว่า พระพุทธศาสนาไม่ได้ขาดมิติทางสังคมแต่อย่างใด หากแต่พระพุทธศาสนาที่เรานบั ถือ

161  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลัย และเครอื ขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

กันในสังคมไทยเป็นพระพทุ ธศาสนาทเ่ี น้นหนกั มิติเชงิ ปัจเจกบุคคลเพยี งด้านเดยี ว เช่นเวลาทเ่ี ราอธิบายถงึ คนท่ี
กาลังอยู่ในภาวะเจรญิ ข้ึนหรือเส่ือมลง เรามักจะมองเพยี งแค่ว่าเป็นเรื่องพฤตกิ รรมหรอื กรรมสว่ นบุคคล โดยไม่
สนใจต้ังคาถามในระดับโครงสร้างหรือสภาพแวดล้อมทางสังคมว่ามีความบกพร่องอย่างไร น้ีคือมิติของ
พระพุทธศาสนาที่นิธิ มองว่าสังคมไทยไม่ได้หยิบยกขึ้นมาเน้นย้า “ในส่วนความหมายเชิงสังคมของ
พระพุทธศาสนาน้ัน นับตั้งแตโ่ บราณมา ไม่ค่อยได้เน้นในสังคมไทย เพราะศาสนาผีรับหน้าที่รักษากฎระเบียบ
ทางสังคมอยู่แล้ว พระพุทธศาสนาไทยจึงให้ความสาคัญแก่การพัฒนาจิตใจของบุคคลมากกว่า” ด้วยเหตุน้ี
“พระพุทธศาสนาไทยจึงมักถูกโจมตีเสมอว่า ไม่ค่อยมีมิติทางสังคมในคาสอน แต่ท่ีจริงแล้วพระพุทธศาสนา
เถรวาทไม่ไดข้ าดมิติทางสังคมแต่อย่างใด เพียงแต่ในเมืองไทย มิตดิ ้านน้ถี ูกละเลยไปเองต่างหาก” มหี ลักธรรม
หลายประการที่นธิ ิ เห็นว่าควรมมี ิติทางสงั คมด้วย ถงึ จะสอดคล้องกับสังคมสมัยใหม่

บทสรปุ
สังคมศาสตร์ แม้จะได้รับการยอมรับว่าเป็นศาสตร์ (Science) แต่กม็ ีวธิ ีการศึกษาปรากฏการณ์ทาง

สังคมท่ีไม่สามารถสรุปลงเป็นวิธีเดี่ยวกับวิทยาศาสตร์ธรรมชาติปรากฏการณ์ทางสังคมและทางการเมือง คือ
ปรากฏการณ์อันเก่ียวกับพฤตกิ รรมกลุ่มมนษุ ย์ ดงั นั้น ความเป็นไปแห่งปรากฏการณ์ตา่ งๆ ทางสังคม เศรษฐกิจ
และการเมือง จึงน่าจะสรุปลงในกฎแห่งนิยาม5 ประการ คือ อุตุนิยาม พืชนิยาม กรรมนยิ าม จิตตนิยาม และ
ธรรมนิยาม นิยามทั้ง 5 ประการน้ี แม้จะเป็นหลักอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ท้ังในระดับปัจเจกบุคคลและใน
ระดับสังคมแต่ก็มกี ารโต้แย้งในเรื่องการพิสูจน์ทดลองไมไ่ ด้ สัมผสั หรอื สังเกตไม่ได้จากนักวิทยาศาสตร์นยิ มข้อ
นี้คือ การโต้แย้งในเชิงปรัชญาก็ได้ ความสวยงามแห่งวิชาการ ก็คือความหลากหลายแห่งความคิดที่มีการ
จดั ระบบการโต้แย้งหรือการใหเ้ หตุผลอยา่ งเหมาะสม การยอมรับเหตุผลการโต้แย้งในระดับใดระดับหนงึ่ ถือว่า
เปน็ การประยกุ ตส์ นุ ทรียศาสตร์แห่งมนุษย์ทม่ี ใี จกวา้ ง

เทคนิควิธกี ารศึกษาปรากฏการณต์ ่างๆ ทางสังคมและทางการเมืองในสงั คมโลกปัจจุบันดูเหมือนจะ
จอยู่ภายใต้อิทธิพลแห่งนักคิด ชาวอัษฏงคตเป็นส่วนใหญ่ การพยายาม วางกรอบทฤษฎีใดๆ ก็ตามเพ่ือ
ประยุกต์ใช้ในการศึกษาหรือการวิเคราะห์เชิงปรัชญาสาขาใดสาขาหนึ่งจะต้องใช้หลักฐานการวิจัยหรือการ
พิสูจน์ทดลองจากการศกึ ษาภาคสนาม เป็นหลกั ประกันความน่าเชอื่ ถอื แมแ้ ตใ่ นสังคมวิชาการชาวอษั ฏงคตก็มี
การโต้แย้งทางความคิด และข้อเสนอวีการศึกษาแบบต่างๆ อย่างกว้างขวาง ดังน้นั จึงเป็นเร่ืองยากทจ่ี ะสรปุ ลง
ว่าวิธีการศึกษาแบบใดดีที่สุดการสรุปลงสู่วิธีใดวิธีหนึ่งอย่างเด็ดขาดถือว่าเป็นลัทธิการยึดเอาความเช่ือแห่ง
เผ่าพันธุ์ของตนว่าดีกวา่ ของคนอื่น หรือลัทธินิยมเอาตนเองเป็นศูนย์กลาง (Ethnocentrism) และจะไม่นาไปสู่
การแก้ปัญหาชีวิต สังคม เศรษฐกิจ และการเมืองได้อย่างยั่งยืน แต่จะยิ่งเป็นการสร้างความขัดแย้งในสังคม
มากยงิ่ ขึน้

พุทธปรัชญาได้เสนอวิธีการแสวงหาความรู้ทางสังคมและทางการเมืองตามแนวอริยสัจจธรรม
ซึ่งเป็นวิธีการแม่บท (Master Methodology) วิธีการตามแนวอริยสัจจธรรมรวมเอาวิธีการศึกษาย่อยต่างๆ
ท้งั หมดที่มีในคาสอนทางพระพุทธศาสนา ซ่งึ ได้กลา่ วมาแล้ว ในงานวิจยั ชนิ้ นี้ ดงั ตวั อย่าง เช่น วิธกี ารศึกษาเชิง
เปรียบเทียบวิธีการศึกษาแบบปุจฉาวิสัชนา วิธีการศึกษาแบบตีความ เป็นต้น ล้วนแต่เป็นวีการศึกษาท่ีมี
ปรากฏในพุทธธรรม คุณคา่ แห่งวธิ ีการศึกษาตามแนวพุทธปรัชญาเหล่านี้ สามารถนามาประยุกต์ใช้ เป็นกรอบ
แห่งการวิจัยโดยเฉพาะการวิจัยเชิงคุณภาพได้เป็นอย่างดี อนึ่ง ระเบียบวิธีวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และทาง
สังคมศาสตร์ สามารถกล่าวได้ว่า เป็นข้อเสนอแห่งปรัชญาปฏิบัตินิยมอย่างหนึ่ง ซ่ึงสามารถโต้แย้งได้ว่าจะ
สามารถพิสูจน์ความจริงแท้ ท่ีเป็นสัจจธรรมได้อย่างย่ังยืนหรือไม่ บทสรุปบางครั้งก็คือสัจจธรรมทาง
วิทยาศาสตร์และทางสังคมศาสตร์ก็อยู่ภายใต้กฎสัจจธรรมแห่งไตรลักษณ์ คือ ความไม่เท่ียงแท้การมีภาวะที่

162  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลยั และเครือขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

บีบคั้นโต้แย้งอยู่เสมอ และการหาสาระขั้นปรมัตถ์ไม่ได้ คือ แก้ปัญหาความทุกข์แห่งมนุษยชาติไม่ได้อย่าง
แทจ้ รงิ และย่งั ยนื

บรรณานุกรม
ชลทิศ ธีระฐิติ. (2551). การพัฒนาทรพั ยากรมนษุ ย์. นนทบรุ ี : สานกั พมิ พม์ หาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช.
นิธิ เอียวศรวี งศ.์ (2543ก). พทุ ธศาสนาในความเปล่ยี นแปลงของสงั คมไทย. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโกมลคีมทอง.
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโฺ ต). (2538). พุทธธรรม. พิมพ์ครั้งท่ี 6. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั .
พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). (2527). ธรรมนูญชีวิต : พุทธจริยธรรมเพื่อชีวิตที่ดีงาม. พิมพ์ครั้งที่ 11.

กรุงเทพฯ: สมาคมศษิ ย์เก่ามหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (2538). นิติศาสตร์แนวพุทธ. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: บริษัทสหธรรมิก

จากดั .
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต). (2552). พุทธธรรม ฉบับปรบั ปรงุ และขยายความ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหา

จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
พระมหาสมบูรณ์ วุฑฒิกโร (พรรณา). (2549), ประเด็น โต้แย้งว่าด้วยพระพุทธศาสนาเพื่อสังคม. วารสาร

บัณฑิตศกึ ษาปริทรรศน์ บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย2(4), 52-88.
วศิน อินทสระ. (2553). พระไตรปฎิ กฉบบั ทท่ี าใหง้ ่ายแลว้ . พมิ พ์คร้ังที่ 6. กรงุ เทพฯ: สานกั พมิ พธ์ รรมดา.
สมบูรณ์ สุขสาราญ. (2534). พระพุทธศาสนากับการเปล่ียนแปลงทางการเมืองและสังคม. กรุงเทพฯ:

จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั .

163  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย และเครือข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

แนวคดิ ปรัชญาสังคมการเมอื งของฌอง ฌาค รสุ โซ
Socio-Political Philosophy Ideas of
Jean Jacques Rousseau

พระมหาอนนั ต์ อนตุ ตฺ โร (อนั วเิ ศษ)
Pramaha Anan Anuttaro (Aunwises)
นกั ศกึ ษาปรชั ญาดุษฎบี ณั ฑติ สาขาพทุ ธศาสนาและปรชั ญา
บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยมหามกุฏราชวทิ ยาลยั

พระมหามฆวินทร์ ปรุ ิสตุ ตฺ โม, ผศ.ดร.
Phramaha Maghavin Purisuttamo, Asst.Prof.Dr.
อาจารย์ประจาหลกั สตู รปรชั ญาดุษฎบี ณั ฑิต สาขาวิชาพุทธศาสนาและปรชั ญา

บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยมหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั
Graduate School Mahamakut Buddhist University
E-mail : [email protected], [email protected]

บทคัดยอ่
บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อศึกษาชีวประวัติของฌอง ฌาค รุสโซ โดยสังเขป 2.

เพ่ือศึกษาแนวคิดปรัชญาทางสังคมการเมืองของฌอง ฌาค รุสโซ 3. เพื่อวิเคราะห์แนวคิดปรัชญาทางสังคม
การเมืองของฌอง ฌาค รุสโซ ผลการวิจัยพบว่า รุสโซ เป็นผู้ท่ีมีบทบาทหลากหลายทั้งนักปรัชญา นักเขียน
นิยาย นักการศึกษานักทฤษฎีดนตรีและวิจารณ์ดนตรี ตลอดจนนักประพันธ์เพลง และเป็นผู้ผลิตความคิดอัน
เป็นอิทธิพลทางปัญญาสาคัญในการปฏิวัติคร้ังใหญ่ของฝร่ังเศส (French Revolution) ค.ศ. 1789 จนกระท่ัง
ในปี ค.ศ. 1767 รุสโซใช้เวลาส่วนใหญ่ของบ้ันปลายชีวิตอยู่กับการเขียนหนังสือในขณะท่ีพักอยู่ในปารีส และ
ถึงแก่กรรมเม่ือวันท่ี 2 กรกฎาคม ค.ศ. 1778 ในวัย 66 ปี ด้วยแนวคิดสาคัญของเขาที่มุ่งเน้นว่าการท่ีมนุษย์
ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นประชาชนในสังคมอย่างยินยอมจนมีสัญญาและผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างประชาชน
กับสังคมจึงเกิดการกาหนดสิทธิและหน้าที่ซ่ึงส่ิงนี้เรียกว่า สัญญาประชาคม (Social Contract) เพ่ือสร้าง
ประชาคมการเมืองข้ึน ผู้ทรงอานาจอธิปไตยของประชาชนที่ประชุมร่วมกันในฐานะผู้ทรงอานาจอธิปไตย
เพื่อทาหน้าที่บัญญัติกฎหมาย ประชาชนทาหน้าที่เป็นพลเมืองในการปฏิบัติหน้าท่ีตามกฎหมาย เจตจานงท่ัวไป
คือ ประชาชนต้องบญั ญัติกฎหมายให้ตอบสนอง และเลือกผแู้ ทนราษฎร รุสโซ เห็นว่า การเลือกผู้แทนราษฎร
คือจุดเร่ิมต้นของอวสานแห่งเสรีภาพของเสรีชน รุสโซ จึงมองว่า ประชาชนไม่ควรมอบอานาจอธิปไตยให้แก่
ใครทั้งส้ิน แนวคิดรุสโซน้ัน จึงเป็นแนวคิดการปกครองแบบตรงที่ประชาชนปกครองประเทศโดยตรง แต่ใน
ความเป็นจริงไม่สามารถทาได้ เนื่องจากมีประชากรเป็นจานวนมาก และในโลกปัจจุบันเป็นประชาธิปไตย
โดยตัวแทนท้ังหมด แม้ว่าแนวคิดปรัชญาทางสังคมการเมืองของ รุสโซ มองว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมกับเสรีภาพ
ถ้าไม่มีสรีภาพก็ไมใ่ ชม่ นษุ ย์กต็ าม
คาสาคญั : 1. ฌอง ฌาค รสุ โซ 2. ปรชั ญาสังคมการเมอื ง

ABSTRACT
The objectives of this academic paper are: 1. To briefly study the biography of Jean

Jacques Rousseau 2. To study the concept of Jean Jacques Rousseau's socio-political

164  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

philosophy 3. To analyze Jean's socio-political philosophy. Jacques Rousseau the findings
showed that Rousseau was a versatile figure, both philosopher and philosopher. Novelist
Educator, music theorist and music critic as well as the composer and was a thought producer
that was an important intellectual influence in the Great French Revolution of 1789. Until
1767, Russo spent most of his life writing. While staying in Paris and passed away on July 2,
1778 at the age of 66 years. His main idea was to focus on the decision of human beings to
join as a people in society consensually until there is a contract and mutual benefit between
people and society. A set of rights and duties, which is known as the Social Contract, were
created to create a political community. The sovereign power of the people convened
together as the sovereign authority. To act as legislators Citizens act as citizens to perform
their legal duties. The general will is that people must enact laws to respond. And select
representatives. Russo considers that the selection of representatives It is the beginning of the
end of the freedom of the free people. Russo therefore views that people should not delegate
sovereignty to anyone. That russo idea Therefore, the concept of direct governance that the
people directly rule the country but in reality this cannot be done. Because there is a large
population and in today's world it is democratic by all representatives. Although Russo's socio-
political philosophy views that human beings are born with freedom, If there is no liberty, it
is not human.

Keywords : 1. Jean Jacques Rousseau 2. Socio-Political Philosophy

บทนา
ฌอง ฌาค รุสโซ (Jean Jacques Rousseau) นักปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ชาวสวิส เช้ือสาย

ฝรั่งเศส เป็นท้ังนักเขยี น นักทฤษฎกี ารเมือง นกั ปรชั ญาสงั คม นักประพันธ์เพลงท่ีฝึกฝนด้วยตัวเองแห่งยคุ แสง
สว่าง แนวความคิดของรุสโซนั้นมีอิทธิพลอย่างมากต่อการปฏิวตั ิใหญ่ที่ฝร่ังเศส ค.ศ. 1789 รุสโซ คอื ผู้ทีส่ ร้าง
ทฤษฎีสญั ญาประชาคม โดยมีรัฐบาลท่ีเกิดจากประชาชน ด้วยการไวว้ างใจให้ใช้อานาจปกครองและมีบทบาท
ตามสัญญาท่ีตกลงกันไว้ โดยประชาชนเองสามารถเรยี กคืนอานาจหรือถอนสัญญาได้หากรัฐบาลไม่ปฏิบตั ิตาม
ข้อตกลง ด้วยอิทธิพลทางความคิดเร่ือง สัญญาประชาคม ทใ่ี หค้ วามสาคญั ในการมองเหน็ ว่าอานาจทแี่ ท้จริงอยู่
ทีป่ ระชาชน ทาให้ช่อื ของ รุสโซ เป็นอกี หนึ่งนักเขียนเชิงปรัชญาสังคมท่ีผู้คนในทุกยคุ สมัยยงั คงกล่าวถึง แม้ว่า
งานของรุสโซจะถูกเขียนข้ึนมาหลายศตวรรษแล้วก็ตาม แต่หากเม่ือใดท่ีประชาชนเผลอคิดไปว่าอานาจเป็น
ของใครคนใดคนหน่ึงหรือกลุ่มใดกลุ่มหน่ึง ความคิดของรุสโซก็คงยังไม่ล้าสมัยแต่อย่างใดสาหรับสังคมน้ันๆ
แมแ้ ตใ่ นประเทศไทยได้ไดน้ าทฤษฎปี รชั ญาสังคมการเมืองของรุสโซมาใช้

ฉะน้ันผู้ศึกษาจึงมีความสนใจที่จะศึกษาวิเคราะห์เรื่องแนวคิดปรัชญาสงั คมการเมืองของฌอง ฌาค
รุสโซ โดยมีวัตถุประสงค์ คือ เพ่ือศึกษาชีวประวัติของฌอง ฌาค รุสโซ โดยสังเขป เพ่ือศึกษาแนวคิดปรัชญา
ทางสังคมการเมืองของฌอง ฌาค รุสโซ และวิเคราะห์แนวคิดปรัชญาทางสังคมการเมืองของฌอง ฌาค รุสโซ
เพ่ือให้เกิดประโยชน์ต่อการนามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวัน ซึ่งจะได้ศึกษาจากแนวคิด ทฤษฎีๆ และเหล่า
นกั ปรชั ญา นกั วิชาการ ในเนอื้ หาทีจ่ ะนาเสนอต่อไปน้ี

165  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย และเครือข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

ชวี ประวัติของฌอง ฌาค รุสโซ โดยสังเขป
ฌอง ฌากส์ รุสโซ (Jean Jacques Rousseau) เกดิ วันที่ 28 มิถุนายน ในปี ค.ศ. 1712 ที่เมืองเจนี

วา ประเทศสวสิ เซอร์แลนด์ และได้สูญเสียมารดาไปต้ังแต่เยาว์วยั รุสโซเป็นทร่ี ู้จักกันในคริสศตวรรษที่ 18 อัน
ทีจ่ ริงต้นตระกลู ของรุสโซเป็นชาวฝรั่งเศส บิดา คือ อิสซัค รูสโซ มีอาชีพเปน็ ช่างทานาฬิกา มารคาถึงแก่กรรม
ตั้งแต่รุสโซยังเด็ก เม่อื อายุได้ 10 ขวบ บิดาก็ได้หนีไปจากนครเจนวี า รุสโซจึงได้รับอุปการะจากลุง อายุได้ 16
ปีหนีจากเจนีวาไปฝร่ังเศสใช้ชีวิตแบบร่อนเร่พเนจร และที่นับได้ว่าพอจะมีหน้ามีตาก็คือการ ไปทางานท่ี
สถานทูตฝร่ังเศส ประจากรุงเวนิส หากพิจารณาวิถีชีวิตของรุสโซ บางท่านถึงกับสรุปว่า เพราะความผิดหวัง
อย่างรุนแรงนี้เองท่ีก่อให้เกิดแรงบันคาลใจทาให้รุสโซสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา ปี ค.ศ. 1749
บัณฑิตสถานแห่งดีจอง ได้จัดประกวดเรียงความตอบกระทู้เรอ่ื ง “ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และศิลปะท่ี
มีสว่ นทาให้ศีลธรรมเสอ่ื มลงหรือบริสุทธ์ขิ ึ้น” รสุ โซได้เขยี นเรียงความส่งเข้าประกาดและไดร้ บั รางวัลทห่ี นงึ่ ชื่อ
บทความว่าด้วยทางศีลธรรมของศิลปะและวิทยาศาสตร์ ปี ค.ศ. 1745 รุสโซได้เขียนรียงความเข้าประกวดอีก
เร่ืองหนึ่ง ซ่ึงรุสโซได้ช้ีให้เห็นว่า อะไรเป็นสาหตุแห่งความเสื่อมล้าต่าสูงในหมู่มนุษย์ คาตอบก็คือ ระบบ
กรรมสิทธ์ิส่วนตัวอันเป็นผลิตผลของสงั คมการเมืองน่ัน แหละเป็นสาเหตุสาคัญ ปี ค.ศ. 1762 พิมพ์หนังสือช่ือ
สญั ญาประชาคม ซ่ึงถือว่าเป็นผลงานช้ินสาคัญที่สุดของรุสโซ รุสโซเป็นผู้ท่ีมีบทบาทหลากหลายท้ังนักปรัชญา
นักเขียนนิยาย นักการศึกษานักทฤษฎีดนตรีและวิจารณ์ดนตรี ตลอดจนนักประพันธ์เพลงจนกระทั่งปี ค. ศ.
1767 กลับไปในประเทศฝร่ังเศสอีกคร้ัง รุสโซใช้เวลาส่วนใหญ่ของบ้ันปลายชีวิตอยู่กับการเขียนหนังสือใน
ขณะที่พักอยู่ในปารีส รุสโซถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ค.ศ. 1778 ในวัย 66 ปี (ผศ.ดร.สุกิจ ชัยมุสิก,
2554: 197-198)

ฌอง ฌากส์ รุสโซ (Jean-Jacques Rousseau) เป็นท้ังนักปรัชญา นักเขียน และผผู้ ลติ ความคิดอัน
เป็นอิทธิพลทางปัญญาสาคัญในการปฏิวัติคร้ังใหญ่ของฝรั่งเศส (French Revolution) ค.ศ. 1789 ด้วย
แนวคิดสาคัญที่มุ่งเน้นว่าการท่ีมนุษย์ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นประชาชนในสังคมอย่างยินยอมจนมีสัญญาและ
ผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างประชาชนกับสังคมจึงเกิดการกาหนดสิทธิและหน้าท่ีซ่ึงสิ่งนี้เรียกว่า สัญญา
ประชาคม (Social Contract) โดยมีรัฐบาลเป็นผู้ท่ีประชาชนไว้วางใจให้ใช้อานาจปกครองและมีบทบาทตาม
สัญญาที่ตกลงกันไว้ โดยประชาชนเองสามารถเรียกคืนอานาจหรือถอนสัญญาได้หากรัฐบาลไม่ปฏิบัติตาม
ข้อตกลง ด้วยอิทธิพลทางความคิดเรื่อง สัญญาประชาคม ที่ให้ความสาคัญในการมองเห็นว่าอานาจที่แท้จริง
อยู่ที่ประชาชน ทาให้ช่ือของ รุสโซ เป็นอีกหนึ่งนักเขียนเชิงปรัชญาสังคมที่ผู้คนในทุกยุคสมัยยังคงกล่าวถึง
แม้ว่างานของรุสโซจะถูกเขียนข้ึนมาหลายศตวรรษแล้วก็ตาม แต่หากเม่ือใดที่ประชาชนเผลอคิดไปว่าอานาจ
เป็นของใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ความคิดของรุสโซก็คงยังไม่ล้าสมัยแต่อย่างใดสาหรับสังคมนั้น
(อชติ พนธ์ิ เพียรสขุ ประเสรฐิ , [ออนไลน์])

แนวคิดปรชั ญาทางสังคมการเมอื งของฌอง ฌาค รสุ โซ
ฌอง ฌาค รุสโซ มีแนวคิดเชงิ ปรัชญาทางสังคมการเมืองมงุ่ ไปที่มนุษย์ ธรรมชาติ และสงั คม อชิตพนธิ์

เพยี รสุขประเสริฐได้อธิบายวา่ ธรรมชาติและมนุษยเ์ ปน็ สง่ิ ทรี่ สุ โซสนใจและนามาวเิ คราะห์ เขามักตั้งคาถามกับ
สิ่งท่ีเรียกว่าธรรมชาติและการเปล่ียนแปรจากส่ิงนนั้ สู่การเป็นสังคมโดยเขาได้เช่ือมโยงการสร้างข้ึนของสังคมท่ี
ต่างออกไปจากสงิ่ ทม่ี ีอยู่เดิมหรอื ธรรมชาติแนวคิดที่แพร่หลายคอื ความไม่เท่าเทยี มที่ถกู สร้างขน้ึ และเสมอื นโดย
อาพรางไว้จนดูคลา้ ยกับเป็นเพียงเรื่องปกตธิ รรมดาเป็นธรรมชาติ โดยรุสโซไดแ้ บ่งความไม่เท่าเทยี มออกเป็น 2
ประเภท คือ ความไม่เท่าเทียมที่เป็นไปโดยธรรมชาติ เช่น ความแตกต่างกันของความชรา สุขภาพ ร่างกาย
และจิต โดยองค์ประกอบเหล่านี้มีความแตกต่างกันตามบุคคลจากธรรมชาติก่อนที่มนุษย์จะมาอยู่เป็นสังคม

166  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครือข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

และ ความไม่เท่าเทียมท่ีเกิดจากศีลธรรมการเมือง อันเกิดจากการสร้างและสมมติข้ึนหรือตกลงร่วมกันของ
สังคมมนุษย์ เช่น การท่ีคนคนหน่ึงมีโอกาสที่จะหาความสุขมากกว่าคนอื่น หรือร่ารวย มีเกียรติ มีอานาจ
ชาติตระกูลท่ีม่ังคั่งกว่าผู้อ่ืนรวมไปถึงการท่ีสร้างว่ามีใครท่ีจะสมควรต้องเช่ือฟังมากกว่าหรือเหนือกว่าคนอื่น
หากขยายความสองสิง่ นี้รุสโซได้สังเกตว่ามีธรรมชาติท่ีแท้จริงอยู่ ธรรมชาติท่แี ทจ้ รงิ จะอย่นู อกเหนือหรือเปน็ ส่ิง
ท่ีเป็นไปโดยปราศจากการควบคุมของสังคม แต่ก็มีบางสิ่งท่ีมนุษย์สร้างและพยายามทาให้มันเป็นธรรมชาติ
ผา่ นการใหเ้ หตผุ ลต่างๆ ในการสร้างบางสง่ิ ให้เสมือนเปน็ ธรรมชาติ เชน่ อาการเจบ็ ป่วย

ซ่ึงในทรรศนะของรุสโซเขามองว่าหากมองการเจ็บป่วยผ่านๆ จะดูเหมือนเป็นธรรมชาติเป็นปกติ
ของมนุษย์ แต่หากมองอย่างพินิจจะเห็นได้ว่า ความเจ็บป่วยน้ันถูกสร้างขึ้นจากความไม่เท่าเทียมทางสังคมได้
เช่นกัน รุสโซอธิบายตัวอย่างน้ีไว้ว่า บางคนสามารถอยู่เฉยได้โดยไม่ต้องใช้ร่างกายทางานก็มีอาหารดีๆ กินซึ่ง
แม้อาหารน้ันๆ อาจมีผลกระทบต่อระบบย่อยได้เหมือนกัน แต่สาหรับบางคนท่ีต้องทางานหนักหามรุ่งหามค่า
ก็แทบไม่มีอาหารดีๆ กินแถมยังใช้รา่ งกายเกินกาลังอีกด้วย สิง่ เหล่านี้คือความเหลื่อมล้าในวิถีชีวิตและชนชั้นท่ี
มีผลกระทบต่อสขุ ภาพและความเจ็บป่วยทางร่างกายด้วยเช่นกันซึ่งชนช้ันเหล่านี้เป็นสิ่งท่ีสังคมมนุษย์สร้างข้ึน
รสุ โซเองมแี นวคิดที่นา่ สนใจเกีย่ วกบั “มนุษย์” ท่ีมองในมมุ ตา่ งออกไปจากนักคิด นักทฤษฎีในยุคนัน้ เช่น เร่ือง
ความรู้สึกที่ถูกสร้างขึ้นมา ในงานเขียนของเขาเขียนไว้ชัดว่า มนุษย์ไม่สามารถจะปรารถนาหรือกลัวส่ิงใด
เว้นแต่เรามีความคิดเก่ียวกับสิ่งนั้นอยู่แล้ว มนุษย์ตามธรรมชาติสาหรับรุสโซจึงเป็นส่ิงมีชีวิตที่แท้จริงที่ไม่กลัว
ต่อความตาย เพราะหากไม่มีความคิดเรื่องความตาย ไม่รู้จักสิ่งท่ีเรียกว่าความตายก็จะไม่สามารถกลัวความ
ตายได้ความกลัวตายสาหรับเขาจึงเป็นสิ่งท่ีถูกสร้างขึ้นมาภายหลังความคิดของมนุษย์สาหรับเขาจึงสาคัญใน
ฐานะสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นและกาหนดความปรารถนา ความกลัว หรืออารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ไม่ต่างจากหลายๆ
แนวคิดท่ีเป็นงานทรงพลังของรุสโซเองก็เกิดข้ึนจากการถูกสร้างเช่นกัน ปรัชญาของรุสโซถูกหล่อหลอมอย่าง
โชกโชนด้วยชีวิตที่ลาบากยากเข็ญและเต็มไปด้วยวิกฤตชีวิตหลายต่อหลายครั้ง (อชิตพนธ์ิ เพียรสุขประเสริฐ,
[ออนไลน์])

1. ลักษณะสาคัญแห่งความคิดของรุสโซ ผลงานในส่วนที่กี่ยวกับเสรีกาพก็ดี ความเสมอภาคของ
บุคคลก็ดี นับว่าเปน็ ผลงานท่เี ด่นและยากท่ีจะเสนอเหตุผลโต้แยง้ ในหนังสือสัญญาประชาคมน้ัน รุสโซเห็นว่า
เร่อื งเสรีภาพเป็นสิง่ สาคญั ควบคู่ไปกับความเป็นมนุษย์ ใครก็คามที่ปฏิเสธเสรีภาพนั้นกห็ มายความว่า เขากาลัง
ปฏิเสธความเป็นมนุษย์ การท่ีมนุษย์ไม่ให้เจดจาบงของตนมีเสรีภาพ ย่อมถือได้ว่า เป็นการขัดต่อศีลธรรม
เพราะฉะน้ัน จึงพอจะเห็นได้ว่าแกน่ ของแนวความคิดของรุสโซนั้น คอื หลักการวา่ ดว้ ยเสริภาพและความเสมอ
ภาคในหมู่มนุษย์ ภายใต้ความบกพร่องหรือความพิกลพิการของระบบการเมืองน้ันจะเป็นปัจจัยสาคัญในการ
ทาลายส่ิงท่ีถือได้ว่าเป็นสาระสาคัญแห่งความเป็นมนุษย์น้ีเสีย รุสโซชี้ให้เห็นว่า เสรีภาพและความเสมอภาค
ของมนุษย์ท่ีมีชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมการเมืองได้ถูกทาลายไป โดยระบบการเมืองหรือการใช้อานาจทาง
การเมืองน้ีเอง เป็นปัจจัยสาคัญ เพราะฉะนั้น หากจะแก้ไขข้อบกพร่องท้ังหลายก็จาเป็นอย่างย่ิงจะต้องแก้ไข
ตรงทรี่ ะบบการเมอื ง

สมมติฐานเบื้องต้น รุสโซได้ต้ังข้อสันนิษฐานไว้เบ้ืองต้นเก่ียวกับธรรมชาติของมนุษย์และการเกิด
สังคมการเมอื งไว้ในลักษณะที่ว่า แรกเร่ิมเดิมทน่ี ้นั มนุษยเ์ กิดมาไม่ได้อยู่กันเป็นกลุม่ เป็นสังคมอย่างท่ีเราประสบ
พบเห็นในปัจจุบันนี้ หากแต่อยู่กันกระจัดกระจาย ต่างคนต่างอยู่ ประเด็นที่น่าจะพิจารณาก็คือในเมื่อมนุษ์
ไม่ได้มีความสัมพันธ์ต่อกันแล้ว ลุกหลานจะเกดิ ข้ึนมาอย่างไร เรื่องน่ีรุสโชอธิบายไว้ว่าครอบครัวเป็นสงั คมโคย
ธรรมชาติ “ผู้เป็นบุตรจะคงมีความผูกพันอยู่กับบิดาก็ตราบเท่าท่ีเขายังจาเป็นต้องอาศัยบิดาในการดารงชีวิต
พอบตุ รหมดความงาเป็นดังกล่าว ความผูกพนั ตามธรรมชาตริ ะหว่างบุตรกับบิดาแล้วก็เปน็ อันขาดสะบ้ันลง...”

167  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลยั และเครอื ขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

เมือ่ หมดความจาเป็นท่ีจะต้องพง่ึ พาอาศัยต่อกนั มนษุ ยก์ ม็ ีฐานะเปลี่ยนไปเป็นอสิ ระ ดาเนินชีวิตในลักษณะตา่ ง
คนตา่ งอยู่ต่อไปดูไปลกั ษณะไม่แตกตา่ งจากสัตวบ์ างประเภทนั้นเอง

ในสภาพธรรมชาติ พฤติกรรมของมนุษย์ก็ดาเนินไปตามสัญชาตญาณเหมือนกับสัตว์เดรัจฉาน
ท้ังหลาย แต่สัญชาตญาณหรือคุณสมบัติประจาตัวท่ีมีลักษณะเด่นของมนุษย์มี 2 ประการกล่าวคือ ประการ
แรก มนุษย์มีความต้องการที่จะรักษาชีวิตตน มนุษย์จะกระทาอะไรก็ได้ที่จะให้ตนเองปลอดภัยประการท่ีสอง
มนุษย์มีความรู้สึกเมตตาสงสารเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ความมีเมตตาต่อกันนี้ช่วยให้มนุษย์ไม่ทาร้ายคนอ่ืนเพียง
เพ่ือความสนุกคะนองเท่าน้ันคุณสมบัติท้ังสองประการเป็นความต้องการพ้ืนฐานของมนุษย์ เป็นปัจจัยในการ
กาหนดพฤดิกรรมของบุคคลแต่ละคน เพราะฉะน้ัน พอจะอธิบายได้ว่า การกระทาอะไรของมนุษย์จึงเป็นการ
กระทาเพื่อท่ีให้ตนเองปลอดภัยขณะเดียวกันก็มีความเมตตาปรานีต่อผู้อื่น (รศ.เสถียร หอมขจร และคณะ,
2528: 67-69)

2. การกาเกิดสังคมการเมือง รุสโซ อธิบายการกาเนิดสังคมว่า มีสาเหตุมาจากการเกิดและการ
ขยายการปฏิสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวและการปฏิสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวก็บังเกิดข้ึน รุสโซ ชี้ถึงปัจจัย
สาคัญคือ พฒั นาการทางเศรษฐกิจ และความ รักแบบโรแมนติก เขาเนน้ ถึงบทบาทสาคญั ของเศรษฐกิจที่มีต่อ
การก่อตัวของสังคมเมือง (civil –Society) ดังที่กล่าวไว้ว่า “คนแรกท่ีก้ันรั้วแผ่นดินคือผู้เร่ิมสังคมเมืองท่ี
แท้จรงิ ” การคิดค้นการเกษตรกรรมทีน่ าไปสกู่ ารสร้าง กฎกตกิ า เพ่ือความยุติธรรมขึ้นเป็นครั้งแรก และในที่สุด
แล้ว ด้วยการแนะนาของผู้มั่งค่ัง[the rich] ก็จะนาไปสู่ การสถาปนาการเมืองการปกครองขึ้นมา หมายความ
ว่า การเกิดการปกครองขึ้นมานั้นจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าปราศจาก เงื่อนไขของการเกิดกรรมสิทธ์ิในทรัพย์สิน
ส่วนตัวในท่ีดิน มาก่อนหน้า และแท้ท่ีจริงแล้ว พัฒนาการการเกษตรที่เกิดข้ึนน้ัน เป็นผลพวงมาจากการเกิด
ครอบครัวก่อนหน้านี้ แต่กระนั้น ก็เสนอด้วยว่า “เศรษฐกิจการเกษตรในตัวของมันเอง เป็นส่ิงท่ีเกิดข้ึนเพื่อ
ตอบสนองพัฒนาการของความ ต้องการทางเพศ (erotic developments) เรื่องเพศ (sexuality) คือสะพาน
นาไปสกู่ ารเมอื ง โดยมนี ัยของการเปล่ียนแปลงเรอื่ งความสัมพนั ธท์ างเพศของมนุษย์เปน็ ปัจจยั เงอ่ื นไขท่จี าเป็น
อย่างยิ่งในการกาเนิดสังคมการเมือง รุสโซ อธิบาย ความขัดแย้ง ความไร้ระเบียบ (disorder) ท่ีอุบัติ ข้ึนเมื่อ
สังคมได้ถือกาเนิดไว้ดังน้ีคือความขัดแย้งจะเกิดขึ้นเม่ือสภาวะของมนุษย์ในสังคมไม่เอื้ออานวย หรือไม่
เหมาะสมกับพวกเขา ความขัดแย้ง เป็นสิ่งท่ีหลีกเล่ียงไม่ได้ เมื่อมนุษย์มองมนุษย์ด้วยกันว่า เป็นศัตรูท่ีแข่งขัน
กับพวกเขา เพ่ือความโดดเด่นหรือเพ่ือความเหนือกว่า หรือเพื่อส่ิงที่พึงปรารถนา และสุดท้าย ความขัดแย้ง
ยังคงดารงอย่ภู ายในปัจเจก-บคุ คล เมอื่ จิตใจของเขาตกอย่ภู ายใต้พันธนาการของกเิ ลส ตัณหา อันไมม่ ีขีดจากัด
อารยธรรมหรือความเจริญก้าวหน้าของศิลปะวิทยาการนี้ ทาให้ศีลธรรมการดาเนินชีวิตของมนุษย์เส่ือมทราม
ลง เสียมากกว่าท่ีจะทาให้ดีข้ึน เมื่อมนุษย์ตกเป็นทาสของศิลปะวิทยาการ เสรีภาพที่เคยมีและเป็นแก่นแท้
ของความเป็นมนุษยก์ ไ็ ดส้ ูญหายไป

ด้วยเหตุน้ีเองท่ีรุสโซ ได้กล่าวข้ึนต้นใน The Social Contract ไว้ว่า “มนุษย์เกิดมาเสรี แต่ทุกหน
ทุกแห่งเขาอยู่ในพันธนาการ ใครท่ีคิดว่าตนเป็นนายคนอื่น ย่อมไม่วายจะกลับเป็นเสียทาสย่ิงกว่า” ความผัน
แปรเช่นนี้เกิด ขึ้นได้อย่างไรข้าพเจ้าไม่ทราบ อะไรเล่าที่จะพึงทาให้ความผันแปรนั้นกลายเป็นสิ่งท่ีชอบด้วย
กฎหมาย ข้อน้ีข้าพเจ้าคิดว่าจะตอบปัญหาได้เพราะในสภาวะสังคมมันเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิด ระเบียบเงื่อนไขที่
หลกี เล่ียงไม่ได้ที่มนษุ ย์จะดารงชวี ิตอยู่โดยไม่เหยยี บหัว แยง่ ชงิ หลอกลวง ทรยศ และทาลายซึ่งกนั และกัน การ
แกไ้ ขปัญหาดังกล่าวน้ี เป็นปญั หาที่เกิดข้ึนจากการท่ี มนุษยม์ าอยู่รวมกันเป็นสังคมเขาเสนอให้มีการสรา้ ง หรือ
การจัดระเบียบสังคมใหม่ข้ึนมา นั่นคือเราจะทาอย่างไรที่จะหารูปแบบของการอยู่ร่วมกันที่ สามารถปกป้อง
บคุ คล และสิ่งท่ีพึงปรารถนาของสมาชิกแต่ละคนในสังคม โดยการร่วมพลังของทุกคน และเป็นรูปแบบการอยู่
ร่วมกันท่ีปัจเจกบุคคลแต่ละคน แม้ว่าจะรวมตัวเข้ากันกับคนอื่น แต่ก็มิได้ต้อง เช่ือฟังใคร นอกจากตัวเขาเอง

168  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลยั และเครือขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

และยังคงมอี ิสรเสรีเหมือนแต่ก่อน คาตอบน้ันคือ “สัญญาประชาคม” คือ คาตอบสาหรบั การหลุดจากสภาวะ
อันไม่อานวยต่อการดารงชีวิต ความเป็นมนุษย์ มาทาสัญญาร่วมกัน หมายถึง การยอมเสียเสรีภาพตาม
ธรรมชาติท่ีติดตัวมาแต่กาเนิดของ เขาเพ่ือแลกกับเสรีภาพทางสังคมการเมืองรุสโซ กล่าวว่า แก่นของสัญญา
ประชาคม คือ การที่พวกเราแต่ละคนยอมสละตัวเอง และอานาจหน้าท่ี ที่เขามีอยู่ทั้งหมดให้กับส่วนรวม
ภายใต้การนาสงู สุดของ “เจตจานงร่วม” และในฐานะองคร์ วม เราได้รวมสมาชิกทกุ คนเข้าเป็นเน้ือเดียวกันใน
ฐานะท่เี ป็นส่วนหน่ึงของทงั้ หมดที่แบง่ แยกไม่ได้ อนั ประกอบดว้ ยจานวนสมาชิกท่มี ีจานวนเท่ากับผู้ออกเสยี งใน
ที่ประชุมซึ่งทาให้ องค์รวม ดังกล่าวมีชีวิต มีเจตจานง มีตัวตน และมีเอกภาพ ของตัวเองข้ึนมา องค์รวมทาง
การเมืองหรือ บุคคลสาธารณะที่ก่อตัวขึ้นนี้ คือสังคมเมือง หรือสาธารณรัฐ และในสถานะที่เป็นผู้ถูกกระทา
ซึ่งเรียกว่า รัฐ แต่ถ้าอยู่ในสถานะ ผู้ถูกกระทา เรียกว่า องค์อธิปัตย์ และเมื่อมีการเปรียบเทียบระหว่างองค์
อธิปตั ย์ดว้ ยกัน เราเรียกว่า อานาจ และสาหรับผู้ ที่เข้าร่วมอยู่ภายใตอ้ านาจของรัฐ เรียกว่า “ประชาชน” และ
เรียกว่า “พลเมือง” ตราบเท่าท่ีพวกเขามีส่วนร่วมในอานาจอธิปไตย และเรียกพวกเขาว่า “ราษฎร” ตราบเท่าท่ี
พวกเขาอย่ภู ายใต้กฎหมายของรัฐ (ภัทรษมน รตั นางกรู , [ออนไลน]์ )

สภาพธรรมชาติท่ีรุสโซพรรณนาไว้ก็ดูเป็นสภาพท่ีน่าอยู่พอสมควร แต่มนุษย์จะอยู่ในสภาพเช่นน้ัน
ตอ่ ไปอีกไม่ได้ เพราะว่าเมื่อเวลาผ่านมา สภาพเหตุการณ์มันบังดับให้แต่ละคนต้องเปล่ียนแปลงวิถีชวี ิตให้สอด
กล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป หากมนุษย์ไม่ปรับตัวหรือไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ท่ี
เปลี่ยนแปลงไปได้ ในท่ีสุดมนุนข์จะถึงแก่ความพินาศและสูญพันธ์ุไปเหมือนกับสัตว์บางประเกท เพตุผลอีก
ประการหนึ่งที่รูสโซกล่าวอ้างที่เก่ียวข้องกับการกาเนิดสังคมการเมืองก็คอื คุณสมบัตปิ ระจาตัวหรอื จะเรียกว่า
สันคานหรือสัญชาติญาณของมนุษย์เองก็ว่าได้คือมนุษย์มีความต้องการความสมบูรณ์ การมีชีวิตอยู่อย่างโดด
เด่ียวน้ันย่อมจะหาความสมบูรณ์ได้ยาก ความต้องการความสมบูรณ์นี้เป็นส่ิงที่มนุษย์ต้องการหรืออยากได้
มากกว่าสนดีภาพ แม้ว่าต่างคนต่างอยู่ตามสภาพธรรมชาติมีสนติภาพ ความเสมอภาค และเสรีภาพอย่าง
บริบูรณ์ก็ตาม แต่ส่ิงเหล่านี้มนุษย์ปรารถนากันเป็นอันดับรองจากความสมบูรณ์ การที่มนุษย์ตอองการเช่นน้ี
เป็นเร่ืองที่จะใช้เหตุผลมาอธบิ ายไม่ใด้ เพราะเป็นส่ิงท่ีเกิดขึ้นจากความรู้สึกท่ีมีอยู่ในตัวมนุษย์เอง รุสโซอธิบายว่า
ความสมบูรณ์มนุษย์หาได้จากการร่วมมือหรือการพึ่งพิงบุคคลอื่นเท่านั้นเพราะฉะน้ัน การเกิดสังคมจึงเป็นผล
มาจากสัญชาติญาณของมนุษยท์ ตี่ อ้ งการความสมบูรณ์นนั่ เอง (รศ.เสถียร หอมขจร และคณะ, 2528 : 67-69)

3. ทฤษฎีสัญญาประชาคม (อภิชาต สุริบุญญา, 2541: 150) ความคิดของรัฐ การเมืองเป็น
ความคิดท่ีมีพ้ืนมาจากแนวคิดทางสัญญาประชาคม โดยมีสาระเรื่องเจตน์จานงร่วม (General will) อานาจ
องค์อธิปัตย์ กฎหมาย รูปแบบการปกครองรัฐบาลผู้แทนราษฎร และการประชมุ ราษฎร รว่ มไปถึงจริยธรรมกับ
การเมอื ง เสรีภาพ ความเสมอภาค และความยตุ ิธรรมท่ีควรจะเป็น ในเนื้อหาของการดารงตนของปัจเจกชนใน
สังคม ซึ่งสัญญาประชาคมของรุสโซ เป็นเร่ืองของหลักการเก่ียวกับสิทธิของพลเมืองและการสถาปนารัฐบาล
ใหม่ โดยมีพื้นฐานอยู่ท่ีพลเมืองในรัฐมาร่วมทาสัญญาประชาคมท่ีมีความชอบส่วนบุคคลมิได้ได้มีได้โดย
ธรรมชาติ แต่เกิดจากากรทาสัญญาประชาคมต่อกัน ซึ่งจะทาให้คนเรามีเสรีภาพทางการเมืองขึ้นมาได้ โดย
จะต้องละการมเี สรีภาพท่ีเกินขอบเขตในสภาวะธรรมชาติน้ันมนุษย์ไมส่ ามารถบรรลคุ วามสมบูรณ์ได้มนุษย์อยู่
ในระดับเพียบพร้อมไปด้วยลักษณะที่ดีในสภาวธรรมชาติเท่าน้ัน เพราะมนุษย์ยังไม่รู้จักความชั่วความดี
ศีลธรรม และไม่มีเหตุผล (เดือน คาดี, 2526: 107-108) หากให้กลับไปในสภาวะธรรมชาติก็ไม่เกิดแระโยชน์
ใดๆ ท้ังสิ้น รุสโซเชื่อว่าหากมนุษย์มอบสิทธิโดยชอบธรรมให้แก่ประชาคมโดยตนเป็นส่วนหนึ่งของผู้ร่วมใน
สัญญา พลเมืองทุกคนจะได้สิทธิในการรักษาความปลอดภัยของตนเองเป็นสิทธิขั้นพ้ืนฐานของบุคคลที่ไม่ได้
เกิดข้ึนจากกฎธรรมชาติใด (Nature Law) มิฉะน้ัน บางคนก็มีอานาจเหนือคนอื่นจากสิทธิท่ีมีในธรรมชาติมา
แตก่ ่อน เป็นการกดขเี่ พื่อนมนุษยก์ ันเอง (ในสภาพธรรมชาติแต่ละคนมีพละกาลัง ความฉลาดทไ่ี มเ่ ท่ากัน) ท้ังท่ี

169  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย และเครอื ขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

นควรจะเสมอภาคกันเมื่อเราตกลงรวมกันก่อต้ังสังคมการเมืองโดยการยินยความชอบธรรมแก่ข้อตกลงท่ีได้
ร่วมกันสัญญา ก็ถือว่า เป็นการมอบสิทธิ์ท้ังหมดให้แก่ประชาคมไม่ถือว่าเป็นการมอบตัวเองให้ผู้ใดโดยเฉพาะ
และเมื่อไม่มีใครจะได้สิทธ์ิจากผู้อ่ืนเช่นเดียวกับตนได้สละไป เขาจึงได้ทุกส่ิงทกอย่างเท่ากับท่ีเสียไป แต่กลับมี
พลงั มากขน้ึ สาหรับพทิ ักษ์ส่งิ ทจ่ี ากนัน้ เขาจะมีสทิ ธิ (right) และหน้าที่ (duty) เท่าที่ประชาคมจะให้แค่เขาอยา่ ง
ปลอดภยั ละอ่นุ ใจได้

ประชาคมจะร่วมกันออกกฎหมายทีมุ่งประ โยชนแ์ ก่สมาชิกสว่ นรวมในสังคม โดยจะต้องมีลักษณะ
ทวั่ ไป ไมม่ ีการเลอื กปฏบิ ัติ พลเมืองเท่าเทียมกันโดยกฎหมาย ถ้ากฎหมายไม่เปน็ เช่นน้ันก็ถอื วา่ สญั ญาดงั กล่าว
ถกู ละมดิ หน้าท่ีและขอ้ ผูกพนั ต่างๆ ก็เป็นอันส้ินสุด เพราะความชอบธรรมในการปกครองจะต้องข้ึนอยูก่ ับการ
ยินยอมเป้ฯคร้ังคราวอย่างต่อเน่ือง เพราะรุสโซถือว่าเราเกิดมาเสรี เป็นนายตัวเอง ไม่มีใครจะปกครองตนได้
โดยปราศจากการยินยอมแต่เพ่ือประกันสทิ ธแิ ละความปลอดภัยของบุคคล แต่ละคนไดม้ อบสทิ ธติ ามธรรมชาติ
โดยส้ินเชิงแก่ประชาคมเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิของพลเมืองในสังคม ประชาคมจึงมีอานาจเด็ดขาดเหนือปวง
สมาชิก แต่ประชาชนก็ไม่ยังสามารถชื่อฟังตนเองได้อยู่ร่วมทั้งยังมีเสรีภาพเหมือนเดิม'เพราะสิทธิส่วนบุคคล
มิได้มีได้โดยธรรมชาติ เพราะก่อนสังคมเขาก็ไม่ได้สิทธิเหนือใครเลย ความสุขสมบูรณ์ของบุคคลผุกพันแนบ
แนน่ อยู่กบั ความสมบูรณ์ของหมู่คณะ ดงั นนั้ หม่คู ณะจึงเป็นสง่ิ สาคัญที่สาคัญสว่ นเรอ่ื งของบุคคลกร็ องลงมาเมื่อ
บุคคลปฏิบัติในสิ่งที่พวกเขาร่วมกนั กาหนดข้ึนเท่ากับว่าประชาชนยงั มีเสรีภาพเหมือนเดิม (ทินพันธ์ นาคะตะ,
2541: 78-79) เน่ืองจากประชาคมเกิดจากการร่วมสัญญาของประชาชน ประชาชนจงึ มีสิทธิทจ่ี ะเปล่ียนแปลง
สัญญานั้นได้นั้นได้ทุกเมื่อเช่นกัน การก่อต้ังประชาคมน้ีทาให้ก่อองค์กรร่วมขนาดใหญ่ที่ประชุมด้วยสมาชิก
จานวนมากเสมือนกับผู้ท่ีร่วมกันปรึกษาหารือ มวลบุคคลน้ีเรียกว่าองค์อธิปัตย์ (Severeignty) หรืออานาจ
อธิปไตยหรือรัฐ แต่ไม่ใช่รัฐบาล คนท่ีร่วมเก่ียวข้องกับรัฐเรียกรวมกันว่าพลเมือง (Citizen) (ผศ.ดร.สุกิจ
ชยั มุสกิ , 2554: 203)

เสรีภาพท่ีเกิดจากสัญญาประชาคม เสรีภาพในสังคมการเมืองที่รุสโซกล่าวถึง เป็นเสรีภาพท่ีมี
กฎหมายเป็นขอบเขต “เมื่อเรามีส่วนร่วมมากหรือเป็นกฎที่เราเสนอข้ึน เราไม่รู้สึกว่ากฎน้ันกดขี่เราถ้าเรามี
ส่วนน้อยหรือไม่มีส่วนร่วมเลย เราย่อมรู้สึกว่ากฎน้ันกดข่ีเรา ถ้าเรามีส่วนร่วมน้อยหรือไม่มีส่วนร่วมเลย
เราย่อมรู้สึกว่ากฎน้ันกดขี่เราบีบค้ันเรามากขึ้น ถ้าเรามีความรู้สึกว่ากฎของสังคมหรือกฎของรัฐกคข่ีเรา
เราย่อมรู้สึกยินดีที่ได้ร่วมอยู่ในรัฐย่ิงขึ้นทุกที จะนั้น คนจะยินดีอยู่ในรัฐมากขึ้น เมื่อมีส่วนร่วมในการออ
กฎหมายมากขึ้นกล่าวโดยย่อก็คือ การที่คนเราเคารพกฎหมายท่ีตัวเรามีส่วนร่วมในการบัญญัตินั้น ความรู้สึก
ท่วี า่ ตนเองถูกกคขี่ก็เบาบางลง มากไปกวา่ น้ัน การท่ีเราออกกฎหมายบังคับตัวเราเองทาให้คนเรามีเสริภาพได้
เรอ่ื งนี้รุสโซเสนอว่า ให้ทุกคนมาประชุมพรอ้ มกันเพ่ือบัญญตั กิ ฎหมายด้วยตนเอง กฎหมายของสังคมน้ันจึงเป็น
ตัวแทนเจดจานงของสังคมหรือเจตจานงทั่วไป ความเป็นเสรีนั้นเกิดขึ้นจากการเคารพกฎหมายของสังคม
เท่านั้น การปฏิเสธเจตจานงท่ัวไปก็คือ การละเมิดกฎหมาย รุสโซเห็นว่าจะปล่อยให้เกิดข้ึนไม่ได้ เพราะการ
ละเมิดกฎหมายนั้น ก็เท่ากับการสาคัญตนหรือตั้งตนอยู่เหนือเจตนารมณ์ร่วม ซึ่งจะนาไปสู่การทาลายล้าง
สังคมทั้งหมด การกระทาเช่นน้ีจะปล่อยให้คาเนินไปไม่ได้เด็ดขาดเพราะผู้นั้นกาลังปล้นเอาเสรีภาพท่ีมีคุณค่า
ทางศลี ธรรมของมวลชนไป

ความเสมอภาคที่เกิดจากสัญญาประชาคม ครั้นมนษุ ย์เข้าสู่สังคมการเมือง ปรากฎการณ์ของความ
ไม่เสมอภาคอีกแบบหน่ึงก็เกิดขึ้น โดยรุสโซเรียกมันว่า เป็นความไม่เสมอภาคทางการเมือง ภาวะแห่งความไม่
เสมอภาคแบบใหม่นี้ได้ส่งผลกระทบต่อฐานะในการดารงชีวิตอยู่ในสังคม ความเลวร้ายของความไม่เสมอภาค
ทางการเมืองส่งผลกระทบรุนแรงจนกระท่ังทาให้คนๆ หน่ึงกลับกลายเป็นทาสของอีกคนหนึ่งสุภาระแห่งความ
เลวร้ายทั้งหลายเหล่าน้ี รู้สโซกล่าวว่าเป็นผลมาจากระบบสังคมและการเมืองนั่นเอง การแก้ไขรุสโซก็ได้

170  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครือข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

เสนอแนะไว้ว่า กิจกรรมของสงั คมเหล่าน้ี สมาชิกผเู้ ข้าร่วมทาสัญญาทุกคนจะเป็นผู้มีส่วนร่วมในลกั ษณะที่เท่า
เทียมกัน ในสังคมการเมืองท่ีเกิดจากสัญญาประชาคมไมม่ ีใครที่จะตีโพยตีพายได้วา่ ตนน้นั ได้ส่วนแบ่งท่ีไม่เป็น
ธรรม เพราะฉะน้ัน ความเท่าเทียมกันของมนุษย์จึงเกิดขึ้นได้ในลักษณะดังที่กล่าวแล้ว หรือถ้าหากจะมอง
บุคคลท่ีเข้าร่วมสัญญาในฐานะเป็นพลเมืองคือจะต้องคารพกฎหมายของสังคมแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่จะถือได้ว่า
เป็นข้อแตกต่างหรือความไม่เท่าเทียมกันภายใด้กฎหมาย ในฐานะราษฎรทุกคนย่อมอยู่ภายใต้รัฐบาลเดียวกัน
ขอบเขตอานาจของรัฐบาลก็คือการปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะฉะนั้น การท่ีทุกคนเคารพกฎหมายก็คือ การท่ี
ทกุ คนเคารพเจตจานงทั่วไป ซึ่งทุกคนจะไดร้ ับประโยชนอ์ ย่างเท่าเทยี มกัน (ผศ.ดร.สกุ จิ ชยั มุสกิ , 2554: 204)

วิเคราะห์แนวคดิ ปรชั ญาทางสงั คมการเมอื งของฌอง ฌาค รุสโซ
ตามทฤษฎีการเมืองของรุสโซน้ัน รุสโซเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีคุณสมบัติบางอย่างติดตัวมาตั้งแต่

กาเนิด น่ันก็คือ เสรีภาพ คุณสมบตั ิดังกล่าวน้ไี มม่ ีใครที่จะพรากไปจากตัวมนุษย์ได้ ถ้าเราพรากเสรภี าพไปจาก
มนุษย์ก็เท่ากับเราพรากความเป็นมนุษย์ออกจากคนๆ นั้นด้วย ดังท่ีรุสโซกล่าวว่า “การละทิ้งเสรีภาพน่ันก็คือ
การละท้ิงความเป็นคน และการละท้ิงดังกล่าวก็เท่ากับละทิ้งสิทธิและหน้าที่ของความเป็นมนุษยชาติของคนๆ
น้ันออกไปด้วย และมันจะไม่มีการชดเชยใดๆ พอเพียงสาหรับคนท่ีละทิ้งทุกส่ิงทุกอย่างเช่นนี้ ซึ่งการละท้ิงน้ี
เป็นการขัดต่อธรรมชาติของมนุษย์” (J.J. Rousseau (Translate by G.D.H. Cole), 1993: 185) มากไปกว่านั้น
รุสโซยังกล่าวต่อไปอีกด้วยว่าแม้แต่บิดาหรือมารดาของคนๆ น้ันก็ไม่สามารถท่ีจะพรากคุณสมบัตินี้ไปได้ ดังที่
รุสโซกล่าวว่า “แม้ว่าปัจเจกบุคคลสามารถยกตัวเองให้คนอ่ืนได้ แต่เขาก็ไม่สามารถยกลูกให้ใครก็ได้
เพราะลูกๆ ของพวกเขาน้ันเกิดมาเป็นมนษุ ย์และเป็นเสรี เสรีภาพของพวกเขากต็ ้องเปน็ ของพวกเขา ไมม่ ีใครมี
สิทธ์ิยักย้ายถ่ายโนได้นอกจากตัวพวกเขาเองพ่อของพวกเขาสามารถกาหนดเง่ื อนไขสาหรับการเลี้ยงดูเพ่ือ
ความเป็นอยู่ของพวกเขาได้ ท้ังน้ีก็เพื่อในนามของตัวเด็กเอง แต่การท่ีจะยกพวกเขาให้ใครไปเลยโดยไม่มี
เงื่อนไขถือว่าเป็นการกระทาทเี่ ป็นโมฆะ เพราะการยกให้เสมือนของขวัญเช่นนขี้ ัดกบั จุดประสงค์ของธรรมชาติ
และอยู่นอกเหนือสทิ ธขิ์ องการเป็นพ่อ” (J.J. Rousseau (Translate by G.D.H. Cole), 1993: 230)

จากคากล่าวนี้เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เสรีภาพเป็นคุณสมบัติท่ีติดตัวมาของมนุษย์ทุกๆ คน
คาว่า เสรีภาพตามความหมายของรุสโชน้ันก็คือ การท่ีมนุษย์มีความสามารถในการกาหนดการกระทาหรือ
จดุ มุ่งหมายของตัวเองได้ความสามารถในการกาหนดนี้สามารถท่ีจะกาหนดได้ถึงชั้นทว่ี ่า มนุษย์สามารถเลือกที่
จะฝืนสัญชาติญาณของตนเองได้เม่ือเขาต้องการ หรือในขณะเด๋ียวกันมนุษย์ก็มีเสรีภาพที่จะเลือกปล่อยชีวิต
ของเขาให้เป็นไปตามสัญชาติญาณก็ได้หากเขาต้องการเช่นเดียวกัน สิ่งนี้เองทาให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์
เพราะสัตว์นั้นไม่มีเสรีภาพในการท่ีจะฝืนสัญชาติญาณของตัวมันเองได้ (J.J. Rousseau (Translate by
G.D.H. Cole), 1993: 200) และจากการท่ีมนุษย์แต่ละคนน้ันตา่ งก็มีเสรีภาพที่ธรรมชาติให้มาเหมือนกนั ทุกคน
ดังนั้นแล้วมนษุ ย์ทกุ คนจึงเทา่ เทียมกัน เพราะความท่ที ุกๆ คนมีเสรีภาพในการที่จะกาหนดตวั เองหรอื กระทาสิ่ง
ใดตามใจอย่างเป็นอิสระโดยไม่ขึ้นต่อคนอื่นๆ อย่างเท่าเทียมกันน้ีมันจึงทาให้มนุษย์เท่าเทียมกันในความมี
เสรีภาพนี้เอง สืบเน่ืองจากหลักการเรื่องเสรีภาพและความเท่าเทียมกันของรุสโซนี้เองทาให้เขาได้สร้างทฤษฎี
อ่นื ๆท่ีมีฐานมาจากหลักการพ้ืนฐานเร่ืองเสรีภาพที่มีอยูใ่ นมนุษย์ทุกคน น่ันก็คือ ความคิดที่ว่ารัฐบาลนั้นมีสิทธิ
ในการปกครองก็ดว้ ยจากการที่ ประชาชนทั้งหมดยินยอม แต่การยินยอมน้ไี ม่ใช่ในฐานะทีท่ าสญั ญากันระหว่าง
ผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง แต่มันเป็นความหมายในแง่ที่ว่า รัฐบาลนั้นมีฐานะเป็นแค่ขี้ข้าของประชาชนและ
ประชาชนน้ันเป็นเจ้านายของรัฐบาล ถึงแม้ว่ารุสโชจะเรียกตาแหน่งของรัฐบาลว่า เจ้านายหรือ Prince ก็ตามที
แต่เมื่อเราพจิ ารณาในความสมั พนั ธ์ดังกลา่ ว เราจะพบว่า รัฐบาลไม่มีสิทธิออกกฎหมายใดๆ ตามความตอ้ งการ
ของตนเอง ดังน้ันแล้วรัฐบาลจึงเป็นได้แค่หน่วยงานในการท่ีจะกระทาการตามเจตจานงของกฎหมายที่

171  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย และเครอื ข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

ประชาชนเป็นผู้ออก ดังท่ีรุสโช กล่าวในประเด็นนี้ว่า “ข้ารัฐการ หรือผู้ปกครองก็คือผู้บริทารราชการและทั้ง
คณะ ดังกลา่ วเราก็เรียกว่า เจ้านาย ดงั นน้ั ผูท้ ี่ยืนยันว่าลักษณะท่ีประชาชนศโิ รราบต่อเหล่าผู้นานนั่ ไมใ่ ช่สัญญา
คากลา่ วน้ีพูดถูกอย่างย่ิง เพราะมันเปน็ เพยี งการมอบหน้าที่ หรือเปน็ แคก่ ารจ้างงานเทา่ น้ัน ผูป้ กครองก็เป็นแค่
เจ้าหนา้ ท่ที ี่บรหิ ารอานาจในนามของประชาชน ซึ่งมันเป็นอานาจท่ีประชาชนฝากไว้ ด้วยเหตนุ ี้อานาจทีร่ ัฐบาล
ใช้น้ันจึงสามารถถูกจากัด ปรับเปลี่ยนหรือเอาคืนเม่ือไรก็ได้หากประชาชนต้องการ (J.J. Rousseau
(Translate by G.D.H. Cole), 1993: 60)

จากคากล่าวในข้างต้นท่ีเก่ียวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับพลเมืองน้ัน เราจะเห็นได้ว่า
จริงๆแล้วมนั คอื สทิ ธใิ นการปฏวิ ัตขิ องรุสโช (Right of Revolution) แม้ว่ารุสโซน้ันจะไม่เคยเขยี นอย่างโจง่ แจ้ง
เช่นเดียวกับจอห์น ล็อค (John Locke) ที่ได้เขียนถึงเรื่องดังกล่าวไว้ใน หนังสือสองเล่มว่าด้วยการปกครอง
(Two Treatises of Government) (ศภุ ชัย ศุภผล, 2552: 168) ประชาชนนัน้ ไดต้ กลงทาสญั ญากับผูป้ กครอง
ให้ปกครองพวกตน แต่ถ้ารัฐบาลน้ันที่ปรากฎอยู่ในเล่มที่สองบทท่ีสามว่ากลับกลายเป็นทรราช ประชาชนก็มี
สิทธทิ ่จี ะทาการโคน่ ล้มรัฐบาลได้ ซึ่งในสว่ นของรสโซนัน้ ไมไ่ ด้กลา่ วแยกไว้เป็นอีกหัวขอ้ ใหญข่ อ้ หนงึ่ เชน่ เดียวกับ
ล็อค แต่รุสโชน้ันได้สร้างทฤษฎีไว้เฉียบขาดมากกว่าจอห์น ล็อค กล่าวคือ รัฐบาลไม่ได้เกิดจากการตกลงทา
สัญญา แต่รัฐบาลน้ันเป็นการรับมอบอานาจมาจากประชาชนให้ใช้อานาจนั้นบริหารกิจการของรัฐตาม
กฎหมายท่ีประชาชนท้ังหมดเป็นผู้ออกและหากประชาชนไม่พอใจรัฐบาลอยากจะเอาอานาจน้ันคืนเม่ือไรก็ได้
หรืออาจจะกลา่ วอีกนัยหนึ่งก็คือรฐั บาลไมม่ ีสิทธิรอรี หรือประวงิ เวลาโดยอ้างหลักการใดก็ตามในการทจ่ี ะรกั ษา
อานาจของการเปน็ รัฐบาลไว้ เพราะอานาจท่ีรฐั บาลใช้นน้ั เป็นของประชาชนทใี่ ห้ยืมไปเท่านั้น ประชาชนไมเ่ คย
สัญญาอะไรกับรัฐบาลว่ารัฐบาลจะต้องอยู่ตามตาแหน่งกี่ปีกี่เดือน เมื่อใดก็ตามที่ประชาชนต้องการอานาจน้ัน
กับคนื ประชาชนก็สามารถเรียกคืนได้ทกุ เม่อื อย่างไม่มเี ง่อื นไข

สรุปแนวคิดปรชั ญาทางสังคมการเมืองของฌอง ฌาค รุสโซ
จากการศึกษาแนวคิดปรัชญาทางสังคมการเมืองของฌอง ฌาค รุสโซรุสโซ เป็นผู้ท่ีมีบทบาท

หลากหลายทงั้ นักปรชั ญา นักเขยี นนิยาย นักการศึกษานกั ทฤษฎีดนตรีและวจิ ารณด์ นตรี ตลอดจนนกั ประพนั ธ์
เพลง และเป็นผู้ผลิตความคิดอันเป็นอิทธิพลทางปัญญาสาคัญในการปฏิวัติคร้ังใหญ่ของฝร่ังเศส (French
Revolution) ค.ศ. 1789 จนกระท่ังในปี ค.ศ. 1767 รุสโซใช้เวลาส่วนใหญ่ของบั้นปลายชีวิตอยู่กับการเขียน
หนังสือในขณะที่พักอยู่ในปารีส และถึงแก่กรรมเม่ือวันที่ 2 กรกฎาคม ค.ศ. 1778 ในวัย 66 ปี ด้วยแนวคิด
สาคัญของเขาท่ีมุ่งเน้นว่าการท่ีมนุษย์ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นประชาชนในสังคมอย่างยินยอมจนมีสัญญาและ
ผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างประชาชนกับสังคมจึงเกิดการกาหนดสิทธิและหน้าท่ีซึ่งสิ่งนี้เรียกว่า สัญญา
ประชาคม (Social Contract) เพ่ือสร้างประชาคมการเมืองข้ึน ผู้ทรงอานาจอธิปไตยของประชาชนที่ประชุม
ร่วมกันในฐานะ ผู้ทรงอานาจอธิปไตยเพื่อทาหน้าที่บัญญัติกฎหมาย ประชาชนทาหน้าที่เป็นพลเมืองในการ
ปฏบิ ตั หิ น้าทตี่ ามกฎหมาย เจตจานงทั่วไป ประชาชนตอ้ งบัญญตั ิกฎหมายใหต้ อบสนอง และเลือกผู้แทนราษฎร
รุสโซ เหน็ ว่า การเลือกผู้แทนราษฎร คือจดุ เริ่มต้นของอวสานแห่งเสรีภาพของเสรีชน รุสโซ มองวา่ ประชาชน
ไมค่ วรมอบอานาจอธปิ ไตยให้แกใ่ ครทัง้ สิ้น แนวคดิ รุสโซ เป็นแนวคดิ การปกครองแบบตรงท่ีประชาชนปกครอง
ประเทศโดยตรง แตใ่ นความเป็นจริงไม่สามารถทาได้ เนือ่ งจากมีประชากรเป็นจานวนมาก และในโลกปัจจุบัน
เป็นประชาธิปไตยโดยตัวแทนทั้งหมด แม้ว่าแนวคิดปรัชญาทางสังคมการเมืองของ รุสโซ มองว่ามนุษย์เกิดมา
พร้อมกับเสรีภาพ ถ้าไม่มีสรภี าพกไ็ มใ่ ชม่ นุษยก์ ็ตาม

172  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลยั และเครือข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

บรรณานกุ รม
เดอื น คาด.ี (2526). ปรชั ญาตะวันตกสมันใหม่. กรงุ เทพฯ: โอเดยี นสโตร์.
ทนิ พันธ์ นาคะตะ. (2541). นกั คิดผูย้ ่ิงใหญ่ของโลก : ปรชั ญาการเมือง. กรงุ เทพฯ: สหายบล็อก.
ภัทรษมน รัตนางกูร. แนวคิดของ ฌอง ฌาค รุสโซ (Jean Jacques Rousseau) กับบางเสี้ยวแห่งวิกฤตการ

เมืองไทย, สืบค้นข้อมูลเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2565, จาก http://phatrsa.blogspot.com
/2010/03/jean-jacques-rousseau.html.
ศุภชัย ศุภผล. (2552). อิทธิพลทางทฤษฎีการเมืองของฌอง มากส์ รุสโช ต่อการปฏิวัติใหญ่ฝรั่งเศษ ค.ศ.
1789. วารสารสังคมศาสตร์. 40(2) กรกฎาคม-ธันวาคม หน้า 159-188.
สุกิจ ชัยมุสิก, ผศ.ดร. (2554). ทฤษฎีการเมืองและจริยศาสตร์. นครปฐม: บัณฑิตวิทยาลัย มหามกุฏราช
วทิ ยาลัย.
เสถยี ร หอมขจร, รศ. และคณะ. (2528). ทฤษฎกี ารเมอื งและจรยิ ธรรม 2. กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลยั รามคาแหง.
อชิตพนธ์ิ เพียรสุขประเสริฐ. ฌอง ฌากส์ รุสโซ : ตัวบทต้นธารคนสาคัญแห่งประชาธิปไตย. สืบค้นข้อมูลเม่ือ
วันที่ 14 มนี าคม 2565, จาก https://www.sarakadeelite.com/faces/jean-jacques-rousseau/.
J.J. Rousseau (Translate by G.D.H. Cole). (1993). The Social contract and Discourses. London:
Everyman.

173  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

แนวทางการอนรุ กั ษ์ สบื สาน ภมู ปิ ัญญาปราชญใ์ นพระพุทธศาสนา
Guidelines for Conservation, Continuation of the Wisdom

of the Philosopher Buddhism

ณัฐธพงษ์ มะลซิ อ้ น
ประยรู ปอ้ มสวุ รรณ์

สมพร เหลาฉลาด
พไู ทย วนั หากจิ

ขจิตพรรณ อมรปาน
อาจารยป์ ระจาสาขาวิชาพทุ ธอภธิ ัมมศาสตร์
คณะมนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั พระนคร

บทคดั ยอ่
นับแตโ่ บราณกาล 2500 ปีสบื ตอ่ กนั มาแห่งอายพุ ระพุทธศาสนา ปราชญช์ าวพทุ ธทม่ี ีผลงานโดดเด่น

ในจานวนสาวกขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ล่วงลับไปจานวนนับมิได้ บางท่านพอจะมีผู้บันทึกไว้ได้บ้าง
บางทา่ นมเี พยี งชอื่ ทปี่ รากฏ แตผ่ ลงานด้านอืน่ ๆท่ีโดดเดน่ เหมาะแก่การจะนามาเป็นแบบอย่างและดาเนนิ รอย
ตามอย่าง เพ่ือพัฒนาชีวิตกลับมีน้อยมาก เช่นท่านพระมหากัสสปะ ผโู้ ดดเด่นดา้ นธดุ งควตั ร พระปุณณมนั ตานี
บุตร มีปัญญาเฉียบแหลมดา้ นธรรมท่ีลกึ ซง้ึ เป็นตน้ และในประเทศไทยเราเองพระสงฆ์ที่เป็นแบบอย่างทีเ่ หมาะ
จะเป็นแบบอย่างแห่งชีวิตของสังคมไทย มีจานวนมาก แต่กลับปรากฏแบบอย่างในชีวิตที่มีหลักฐานน้อย
ไมป่ รากฏเปน็ หลักแหล่ง เชน่ สมเดจ็ พระวนั รตั วดั ปา่ แกว้ ในสมยั กรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรสี)
วัดระฆัง ปัจจุบันมีปราชญ์พุทธผู้ได้รับการยกย่องจากยูเนสโก ด้านสันติภาพ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต (พระครูวินัยธร
ม่ัน ภูริทตฺโต) หัวหน้าสงฆ์ผู้มีผลงานโดดเด่นด้านการปฏิบัติสายวัดป่ากรรมฐาน สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
(ป.อ.ปยุตฺโต) วัดญาณเวศกวัน ผู้มีผลงานโดดเด่นด้านการศึกษาเพ่ือสันติภาพ ผู้เรียบเรียงเห็นความสาคัญใน
การอนุรักษ์ สืบสานภูมิปัญญาปราชญ์พุทธ เพ่ือเป็นแบบอย่างและสืบสานให้เป็นภูมิปัญญาชาวไทยพุทธ
เพอื่ เป็นการรกั ษาขนบอันงดงามสบื ต่อไป

Abstract
Since ancient times, 2500 years have passed since the age of Buddhism. A Buddhist

philosopher with outstanding achievements in the number of disciples of Lord Buddha. Have
passed away innumerable numbers some of you can have a recorder. Some of you only have
names that appear. But other outstanding works suitable for being a role model and following
in the footsteps To improve life, there are very fewsuch as Phra Maha Kassapa outstanding
trekker Phra Punnamantanibutr having a keen wisdom in profound dharma And in Thailand
itself, there are many monks who are the ideal role models of Thai society, but they appear
in their lives with little evidence. Does not appear to be the primary source such as Somdej
Phra Wanrat Wat Pa Kaeo in the Ayutthaya period Somdej Phra Buddhachan (To Brahmarongsi)
Wat Rakhang is currently a UNESCO-listed Buddhist philosopher for peace.

174  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

Reverend Grandfather Man Phurittto (Phra Kru Winaithornman Phuritto), the head
monk who has outstanding achievements in the practice of Wat Pa meditation. Somdej Phra
Buddhakosachan (P.A. Payutto) Wat Yanavesakawan Outstanding Achievement in Education
for Peace The editors saw the importance of conservation. Inheriting the wisdom of Buddhist
sages to be a role model and to carry on as the wisdom of Thai Buddhists in order to preserve
the beautiful tradition

บทนา
ภายหลังจากการเกิดขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นับก้าวแรกในการประกาศอิสรภาพของมนุษย์

จากการถูกครอบงาของความเช่ือด้านพระเจ้า สู่การเป็นผนู้ ับถือความสามารถในการพัฒนาตนของมนษุ ยชาติ
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากตัดการบาเบ็ญบารมีเพื่อเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว นับท่ีทรงศึกษาทดลองและ
ปฏิบัติอย่างจริงจัง เป็นเวลากว่า 6 ปี ทรงอยู่กับวิธีการทรมานตนท่ีนับคนจะทาได้ จนล่วงเลยความสามารถ
ของครูอาจารย์ทุกสานักทเี่ ลื่องช่ือในยุคสมัย ทรงทดลองสรรพวิธที ม่ี ีในยคุ แหง่ การบาเพ็ญตนจากสานักสสู่ านัก
จนครูในยุคน้ันยกย่องให้เสมอกับตนและเชิญให้เป็นครูร่วมสานัก แต่พระองค์ก็มิได้ทรงหยุดเพียงเท่านั้น
ด้วยทรงเห็นว่ามิใช่ทางแห่งการพ้นทุกข์ ที่เป็นเป้าหมายแห่งการแสวงหาหนทางแห่งพระนิพพาน ซึ่งพระ
นิพพานในสมัยน้ันต่างเป็นทางของแตล่ ะสานกั บางสานักกเ็ รยี กอรหันต์ เช่นในสานักครูผเู้ ล่อื งช่ือในยุคสมัยน้ัน
คอื สานกั ครู (ที.สี. (ไทย) 9/91-140) ทัง้ 6 มีปูรณกสั สปะ

มักขลิโคศาล อชิตเกสกัมพล ปกุธกัจจายนะ สญชัยเวลัฏฐบุตร นิครนถนาฏบุตร ครูเหล่าน้ีล้วนมี
บทบาทในการนาเสนอเกย่ี วกับลทั ธิความเช่ือของตน และความเช่ือแห่งลัทธติ น เปน็ การนาเสนอองค์ความรทู้ ้ัง
เหล่าเจ้าลัทธิ และศิษยานุศิษย์ ต่างฝ่ายต่างกันนาเสนอองค์ความรู้ข้ันต้น จนถึงขั้นสูงสุด เพ่ือเสนอทัศนะท่ีมี
คณุ คา่ สูงสดุ ตามท่ีตนเชื่อนั้นๆ

ยุคสมัยแต่ละช่วงเวลาผ่านพ้นนับจากสิบเป็นร้อย เป็นพัน หลายพันปี องค์ความรู้ที่ส่ังสมสืบทอด
จากรุ่นสู่รุ่น นับเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ทรงคุณค่าของแต่ละถิ่น ต่างถ่ินต่างวัฒนธรรม แหล่งใดมีการรวม
หลายๆ วฒั นธรรม หลายๆ ความเช่ือเขา้ ไว้ดว้ ยกัน ก็จะเรยี กว่าสังคมพหวุ ัฒนธรรม มีความเชื่อ มีการปฏิบตั ิที่
หลากหลาย มีการดาเนินชีวิตท่ีแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมสังคมนั้นๆ มิอาจนามาเปรียบเทียบกันได้ มิอาจ
นามาแข่งขันต่อสู้กันได้ เพราะน่ันคอื ความแตกต่าง ผู้ท่ีคดิ จะนาเอาความเชือ่ มาข่มขู่มาเปรียบเทียบ จึงเปน็ ด่ัง
การเสนอเพียงความเชื่อแห่งตน หาใช่วัฒนธรรมองค์กรแต่เร่ิมต้นท่ีดีงามนั้นเลย ในส่วนพระพุทธศาสนาน้ัน
หลักการอุดมการณ์ วิธีการที่ทรงค้นพบและประกาศให้พุทธสาวกซึ่งรวมทั้งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
ถือได้ว่าเป็นเจ้าของด้วยกันทั้งนั้น มิใช่หน้าที่ใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น แต่ทรงยกให้บริษัททั้ง 4 ได้ช่วยกัน
ทานบุ ารุงพระพทุ ธศาสนาใหร้ ุ่งเรอื งตราบนานเท่านานต่อไป

นยั แรกท่ีได้นาเสนอคือหลักแห่งการอนุรักษ์ ภูมิปัญญาปราชญ์ หลักที่สอง คือ หลักการสืบสานภูมิ
ปัญญาปราชญ์พุทธ ในบทความน้ีนาเสนอภูมิปัญญาพุทธ ที่ปราชญ์ได้นาสืบๆ กันมา โดยเฉพาะอย่างย่ิงใน
สงั คมไทย ในปัจจุบัน ปราชญชาวพทุ ธได้รบั การยกยอ่ งจานวนมาก คณะผู้เรียบเรียงยกมาเพยี งปราชญ์ที่มอี ายุ
อยูใ่ นยุคปจั จบุ ัน เพอ่ื นาเสนอให้เห็นภูมิปัญญาท่โี ดดเดน่ ได้รับการยกย่องจากยูเนสโก ซง่ึ เป็นองคก์ รระดับโลก
ยกย่องให้สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ขณะนั้นพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), 2537) โดยเฉพาะอย่างย่ิง
การศกึ ษาเพ่ือสนั ติภาพ เป็นบริบททส่ี าคญั ในโลกยุคปัจจุบัน ท่ีกาลังมีสงครามเข่นฆ่าบีฑากนั ถึงแม้โลกจะเข้า
สู่ศตวรรษท่ี 21 ซ่ึงเป็นโลกไร้พรหมแดน ยุคแห่งเทคโนโลยีระดับสูงท่ีทุกคนส่ือสารกันผ่านทวีปสู่ทวีปเพียง
วนิ าทีสามารถเขา้ ถึงขา่ วสารไดท้ ันที เป็นโลกยุคนวตั กรรมด้านไอทลี า้ ยคุ

175  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

ภมู ปิ ัญญาปราชญ์ ในบทความน้ีมุง่ นาเสนอภูมิปญั ญาดา้ นการเผยแผ่ธรรมะ โดยเฉพาะทักษะที่โดด
เด่นที่สุดเฉพาะด้านของปราชญ์ท่านน้ันๆ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) เป็นพระสงฆ์ใน
พระพุทธศาสนาในปัจจุบันที่โดดเด่นท้ังด้านจริยาวัตร ด้านปฏิปทา ตามหลักพระธรรมวินัย หลักการบริหาร
คณะสงฆ์ และสาคัญที่สุดคือ หลักการบูรณาการองค์ความรู้ด้านพระพุทธศาสนากับการศึกษา เพ่ือให้
การศึกษาเป็นชีวิตไม่แบ่งแยกออกไปว่า การศึกษาเป็นส่วนหน่ึง พระพุทธศาสนาเป็นอีกส่วนหน่ึง ดั่งการจัด
การศึกษาในปจั จบุ นั ท่ีรัฐไดจ้ ัดการศึกษาให้ประชาชน คือการจดั การศกึ ษาจดั ตัง้

ในบริบทท่ีสาคัญท่ีสุด ท่านเจ้าประคุณสมเด็จได้นาเสนอตนเองว่า เป็นเพียงผู้นาพระพุทธศาสนา
หรอื นาคาสอนในพระพุทธศาสนาออกมาเผยแพร่เท่านัน้ มิไดเ้ ป็นผคู้ ิดค้นสิง่ ใหม่ข้ึนมาเพียงแต่นาสิ่งที่มอี ยู่มาสู่
สังคมไทย ด้วยการเรยี บเรียง ประยุกต์กับภาษาที่เป็นปัจจุบัน ยกตัวอย่างประกอบที่ทันโลกยุคปัจจุบัน มีการ
นาเอาเหตุการณ์ในโลกยุคตะวนั ตกมาประกอบ ท้ังจากประสบการณ์ตรงเอง และจากการศกึ ษาคน้ คว้าเพิ่มเติม
จากแหลง่ ข้อมูลท่ีเชอื่ ถอื ได้ และหลักฐานท่ีเปน็ ความจรงิ ท่ีนามาสืบตอ่ ให้เกิดประโยชน์ ด่งั ทีท่ า่ นแสดงไว้ว่า

พระพทุ ธศาสนา คือ การศกึ ษาเพอ่ื สันติภาพ
ทีน้ีหันกลับมาพูดถึงเรื่องการศึกษาเพื่อสันติภาพ ความจริงน้ันพระพุทธศาสนาเป็นเร่ืองของ
การศึกษา และก็เป็นเรื่องของสันติภาพอยู่แล้ว ชาวพุทธเราย่อมทราบกันดี จะมีรางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพ
หรอื ไม่มีกต็ าม ตัวแทค้ ือสิ่งท่ีพระพุทธศาสนาจะทาให้เกดิ ขนึ้ ก็คอื สันติภาพท่ีแท้จริง
ที่บอกเม่ือก้ีว่าตัวพุทธศาสนาเป็นการศึกษา หมายความว่า ข้อปฏิบัติในพระพุทธศาสนาทั้งหมด
หรอื ระบบการปฏบิ ัตใิ นพระพทุ ธศาสนาน้ี เปน็ การศึกษาท้ังสิ้น
ขอย้าอีกครั้งหน่ึงว่า ข้อปฏิบัติในพระพุทธศาสนานั้น เรียกกันว่า สิกฺขา สิกขาก็แปลว่าการศึกษา
น่ันเอง สิกขาเป็น คาบาลี สันสกฤตว่า ศิกฺษา เป็นไทยว่า ศึกษา ก็คาเดียวกัน ในเม่ือข้อปฏิบัติทั้งหมดใน
พระพุทธศาสนาเป็นสิกขา ดงั ทเี่ ราเรยี กว่า ไตรสิกขา พระพุทธศาสนากเ็ ป็นการศึกษา
ทีน้ีเราพูดว่าการศึกษาเพ่ือสันติภาพ สันติภาพคืออะไร สันติภาพมาจากสันติ บวกกับภาวะ ภาวะ
แปลงเป็นไทยก็เป็นภาพ ภาวะก็คือความเป็น เอาไปต่อท้ายอะไรก็ได้ แทบจะไม่มีความหมายในตัว สันติภาพ
ก็คือภาวะแหง่ สันติ ไดแ้ กต่ ัวสนั ตนิ ่นั เอง
สันติแปลว่าความสงบ สันติหรือความสงบนี้เป็นชื่อหน่ึงของพระนิพพาน เป็นคาที่ท่านเรียกว่า
ไวพจน์ คอื คาทใี่ ช้แทนกนั ได้ สันตกิ ็คอื นิพพานน่ันเอง เชน่ ในคาวา่ นตฺถิ สนฺติปร สุข สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่
มี สุขนอกจากสันติไม่มี สันติก็คือพระนิพพาน เท่ากับพุทธพจน์ที่ว่า นิพฺพาน ปรม สุข ท่ีแปลว่านิพพานเป็น
บรมสขุ หรอื เปน็ สขุ อย่างย่งิ สรปุ ว่าสนั ติก็คอื พระนพิ พานนั่นเอง
ทีนี้พระพุทธศาสนาคอื ไตรสิกขาน้ันมีจุดหมายเพื่อสันติ คือเพื่อพระนิพพานซ่ึงเป็นสันติ จึงได้ความ
ว่าตัวพระพุทธศาสนาคือไตรสิกขาซึ่งเป็นการศึกษาน้ันก็เพ่ือบรรลุสันติ คือพระนิพพาน เพราะฉะนั้น คาว่า
การศึกษาเพ่ือสันติภาพท่ีเขาเอาไปต้ังเป็นช่ือรางวัลนั้น ความจริงก็เป็นเร่ืองของพระพุทธศาสนานั่นเอง ไม่ไป
ไหนไกล
เมื่อเรามองในแง่สันติที่แท้และสูงสุดก็คือพระนิพพาน แต่ถ้าเรามองในรูปหยาบๆ กว้างๆ ชาวโลก
มกั มองสนั ติแค่ความสงบภายนอก มักจะไม่มองลึกเข้าไปถึงภายในจิตใจ คือเขามองสันติท่ีความสงบเรียบร้อย
ในสังคม การไม่รบราฆ่าฟัน ไม่มีสงคราม อยู่กันโดยไม่เบียดเบียน อย่างน้ีเขาเรียกว่าสนั ติภาพ สันติภาพอย่าง
นก้ี ค็ ือความอยู่ดมี สี ขุ ของประชาชนหรือของสังคมหรอื ของโลกทง้ั หมด แมจ้ ะมองในความหมายท่ีหยาบๆ อยา่ ง
น้ีก็เข้ากับจุดหมายของพระพุทธศาสนาอยู่ดี เพราะว่าพระพุทธศาสนามีหลักการว่าพระศาสนาน้ีดารงอยู่เพ่ือ
พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย พระพุทธเจ้าตรัสส่งให้พระสาวกท้ังหลายจาริกไปก็เพอ่ื อันนี้ คือเพื่อ
พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย ให้แสดงธรรมอันงามในเบ้ืองต้น ท่ามกลางและท่ีสุดก็เพ่ือความมุ่ง

176  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

หมายอันน้ี ให้พรหมจริยะคือพุทธศาสนาน้ีดารงอยู่ยืนนานก็เพ่ือจุดหมายอันน้ี การท่ีจะมีการสังคายนา
ร้อยกรองพระธรรมวินัยก็เพื่อ พรหมจริยะจะได้ดารงอยู่ย่ังยืนนาน พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย
เพอ่ื ประโยชนเ์ กื้อกูล เพ่ือความสขุ แก่ชนจานวนมาก เพอ่ื อนุเคราะหช์ าวโลก

ในเม่ือพระพุทธศาสนามีจุดมุ่งหมายเพ่ือให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชน เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก
คาว่าประโยชน์สุข คือการท่ีประชาชนอยู่ดี ได้บรรลุส่ิงท่ีดีงามเป็นประโยชน์และมีความสุขน้ันเป็นภาวะที่
ครอบคลุมคาว่าสันติ เพราะวา่ ประชาชนจะบรรลุประโยชน์มีความสขุ ได้เขาก็ตอ้ งไม่รบราฆ่าฟันกัน ถา้ มนุษย์
อยู่กันดีท่ัวทุกคน โลกเป็นอย่างน้ันก็คือสันติน่ันเอง เพราะฉะน้ัน แม้จะมองในแง่ท่ีเป็นปรากฏการณ์กว้างๆ
อย่างนี้ ก็ถอื วา่ สันติภาพเป็นจุดหมายของพระพุทธศาสนา

เพราะฉะน้ัน พระสงฆ์ของเราจึงมีหน้าท่ีบาเพ็ญปฏิบัติเพ่ือสันติภาพในความหมายท้ังสองข้อ คือ
บาเพ็ญไตรสิกขาก็เพื่อบรรลุถึงสันติซึ่งเป็นประโยชน์สูงสุด ในความหมายที่ถือว่าเป็นนามธรรมที่สุด ได้แก่
พระนิพพาน หรือในแง่งานการปฏิบัติของท่านก็เพ่ือประโยชน์สุขแก่ชนจานวนมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก
ซ่งึ ถอื วา่ เปน็ การปฏิบตั เิ พ่อื สันติภาพเหมอื นกนั

เม่ือพระสงฆ์ปฏิบัติหน้าที่ของท่าน ทาการทางานของท่านโดยถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา
ก็เป็นงานที่ทาให้เกิดสันติภาพอยู่ในตัว ด้วยเหตุนี้จึงได้บอกไว้เป็นการย้าว่า ไม่ว่าจะมีรางวัลเพื่อสันติภาพ
หรอื ไม่ก็ตาม ที่แท้จรงิ นน้ั สันติภาพก็เป็นความมุ่งหมายของพระพุทธศาสนาอยแู่ ล้ว เพราะฉะน้ันรางวัลที่แทจ้ ึง
ได้แก่การท่ีเกิดมีสันติข้ึนมาจริงๆ ในโลก ถ้าพระสงฆ์ทาหน้าที่ของท่าน และบรรลุสันติ ทาให้โลกมีความสงบ
เรียบร้อย อยู่กันเป็นสุขแล้ว นั่นแหละคือรางวัลที่แท้จริง ส่วนการท่ีจะมีองค์กรโลกคือยูเนสโกที่อยู่ใน
สหประชาชาตมิ าตง้ั เปน็ รางวัลอะไรข้ึนมานัน้ ก็ถือว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง รางวัลท่แี ท้จริงน้ันอยทู่ ่ีประโยชน์สุขของ
ชาวโลกคือสันติภาพท่แี ท้จรงิ จึงต้องถือว่ารางวลั ที่ยเู นสโกได้มอบถวายนน้ั เป็นเพยี งคลา้ ยๆ กับเป็นส่ิงกระต้นุ เร้า
หรอื เป็นสิ่งทีม่ าเตอื นคนทวั่ ไปว่าใหเ้ รามาทาหนา้ ท่ี ทากิจหรอื ปฏบิ ัตกิ ารเพือ่ จดุ มุ่งหมายอนั น้ี

เมือ่ วิเคราะห์ลกั ษณะเฉพาะเจา้ ประคุณสมเดจ็ พระพทุ ธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต)
การแยกแยะอยา่ งตรงไปตรงมา
เมอื่ มีผู้กราบเรียนถามทา่ นเจา้ คุณฯ เร่ืองความเปน็ บุคคลสาธารณะ ท่านกลา่ วว่า เปน็ ปกติที่จะเป็น
ทีจ่ ับตามอง จึงต้องเป็นแบบอย่างให้แก่สงั คมด้วย ถ้าเป็นบุคคลสาธารณะระดับประเทศ ยิ่งต้องระมัดระวังตัว
มากข้ึน ต้องมีความโปร่งใส และสว่างไสว ตรวจสอบได้ ไม่ใช่จะแอบไปมีพฤติกรรมเสื่อมเสียอย่างไรก็ได้
โดยอ้างวา่ เปน็ เรอื่ งสว่ นตวั
บคุ คลสาธารณะต้อง “ตระหนักและรับผิดชอบ” ตอ่ ความเปน็ บุคคลสาธารณะนัน้ ด้วย
ในกรณีที่เขามีความดี หรือมีเรื่องท่ีเป็นปมข้ึนมา มีข้อน่าเห็นใจก็ต้องแยกแยะแบบวิภัชวาท ส่ิงน้ัน
เป็นความดีของเขา หรือเป็นปัญหาของเขา มีข้อ “น่าเห็นใจ” อยา่ งน้ัน กว็ ่าตรงไปตามน้ัน แต่จะเอามาปะปน
ลบล้างกับส่วนทีเ่ สยี หรือบกพร่องไมไ่ ด้
ถ้าคนในสังคมยอมรับความจริง แบบว่ากันให้ตรงไปตรงมา เร่ืองไหนก็เรื่องนั้น ก็จะไม่ต้องมาแยก
เป็นสองพวก ที่ต่างฝ่ายต่างเหมารวมไปตามที่ตัวชอบ คือถ้าไม่ชอบก็เอาส่วนไม่ดีมาเหมาว่า “เสียหมด”
ถ้าชอบก็เอาส่วนดีมาเหมาวา่ “ดีหมด”
อะไรทเ่ี ขา “ด”ี ก็ว่า “ด”ี ให้ชดั ไป ส่วนอะไรที่ “ไมด่ ”ี ก็ว่า “ไมด่ ”ี ตรงไปเหมือนกัน
มงคลพฤกษ์แห่งความรกั
ท่านเจ้าคุณฯได้ให้โอวาทเกี่ยวกับการใช้ชีวิตสมรสที่เป็นสุขและมีคุณค่าว่า การเร่ิมชีวิตสมรส
เหมือนกับคู่ครองทั้งสองมาร่วมกันปลูกต้นไม้แห่งชีวิตสมรส จะต้องมีคุณสมบัติ 4 อย่างของต้นไม้ คือ มีราก
แกว้ ท่แี ข็งแรงมนั่ คง คอื สจั จะ

177  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

มีศักยภาพในการเจริญเติบโตงอกงาม คือมีการพัฒนาตนเอง พบเจอปัญหาใดให้เอามาเป็น
แบบฝึกหัด ยง่ิ จะทาให้เจริญงอกงาม ข้อนีค้ อื ทมะ

มีความแข็งแรงทนทาน ยืนตน้ ได้ดี ทนตอ่ ทุกสภาพอากาศ วัชชพืขหรือแมลงทมี่ าชอนไชหรือลมแรง
เปน็ มรสมุ ขอ้ นี้ คือ ขนั ติ

มนี า้ เลยี้ งบริบรู ณ์ เปน็ อาหาร ถา้ ต้นไม้มีนา้ หลอ่ เลย้ี งกจ็ ะชมุ่ ฉ่า สดชน่ื ใบเขียวขจี คอื มี จาคะ
เม่ือต้นไม้มีความสวยงาม ใครมาเห็นก็ช่ืนใจ ส่ิงมีชีวิตท้ังหลายได้พึ่งพา คนเดินทางมาร้อนๆ ได้
อาศัยร่มเงามีความสุข ชีวิตสมรสที่มีคุณสมบัติครบ 4 ประการ มีกาลังดี มีความสามารถแผ่ประโยชน์สุขน้ัน
ออกไปแก่ญาติมิตรและเพื่อนมนุษย์ดว้ ยกนั ...
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต ) มีหลักการคิดและหลักการดาเนิน อันเป็นแบบอย่างที่ดีงาม
สาหรับเยาวชน บุคคลทั่วไปไม่ว่าชายหรอื หญิง รวมท้ังสาหรับเพศบรรพชิต เป็นปราชญ์ผู้ทรงศลี และเพชรน้า
เอกแหง่ วงการสงฆ์ ท่พี ง่ึ แห่งพระพุทธศาสนาที่เคารพ ศรทั ธาได้อย่างเตม็ หวั ใจโดยแท้จรงิ

จากทัศนะด้านตัวบุคคล คือท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ท่านได้
ฝกึ ฝนพัฒนาตนเองเปน็ บคุ คลที่น่านามาเป็นแบบอย่างของผทู้ ี่พฒั นาตน จนประสบความสาเร็จอยา่ งสูงสดุ คือ
ท่านเจ้าประคุณได้บูรณาการองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนาที่ท่านตกผลึกเป็นองค์ความรู้ของตน ทั้งด้าน
ทฤษฎีและการปฏิบัติ มิใช่เพียงถือว่าท่านประสบความสาเร็จด้านการศึกษาเป็นเปรียญธรรม 9 ประโยค เป็น
พุทธศาสตรบัณฑิต และมีประสบการณ์ดา้ นการเดินทางไปเผยแผย่ งั ต่างประเทศ นานาประเทศ เช่นกับการนา
หลักคาสอนไปยงั ต่างแดนในรัชสมัยของพระเจา้ อโศกมหาราช ผ้ไู ด้ส่งพระสงฆ์ไปเผยแผใ่ นแดนต่างๆ รวมทง้ั ใน
สุวรรณภูมิถิ่นดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แถบประเทศเราได้ กระท่ังเป็นดินแดนแห่งพระพุทธศาสนา
มอี ารยธรรมที่มีพระพุทธศาสนาเป็นสว่ นหน่ึงในการดาเนินชวี ติ

ผลงานเขยี นทีเ่ ป็นผลงานท่ีโดดเด่นของเจ้าประคุณสมเด็จพระพทุ ธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต) ถือเป็น
เพ็ชรน้าเอกในศาสตร์ต่างๆ หลายด้าน ผลงานเล่มหน่ึงคอื พทุ ธธรรม ทัง้ ฉบับเดมิ และฉบับปรับปรงุ ขยายความ
ได้รบั การตีพมิ พ์ซ้าแล้วหลายครั้ง มากกว่า 25 ครัง้ ทงั้ ทม่ี ีความหนามากกวา่ 1600 หน้า แต่ยังได้รบั การยกยอ่ ง
ว่าเปน็ ผลงานท่คี วรศกึ ษาและปฏบิ ัตทิ ัง้ ในด้านการดาเนินชีวิต ด้านการศกึ ษา ด้านการเผยแผ่ ด้านวิชาการ

ผลงานว่าด้วยพุทธธรรมนั้น ได้รับการยกยอ่ ง เพราะประกอบไปด้วยการย่อความจากพระไตรปิฎก
ทั้ง 45 เล่ม ซึ่งเป็นการประมวลคาสอนในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้นมาสรุปให้เข้าใจง่าย นาเฉพาะส่วนท่ี
จาเป็นต้องใช้จริงต้ังแต่ขั้นง่าย กลาง และข้ันสูงสุด เป็นการนาเสนอกระบวนการในการดาเนินชีวิตข้ันศีล
สมาธิ ปัญญา โดยเฉพาะฉบบั ปรบั ปรงุ ขยายความ ไดเ้ พมิ่ เตมิ ในสว่ นเนอื้ หาทเ่ี หมาะกับนักวิชาการเพ่ือได้ศึกษา
อ้างอิงเพ่มิ เตมิ เปน็ องค์ความรู้ทส่ี มบรู ณท์ ส่ี ุดหลกั ฐานหนงึ่ ในวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา

เม่ือกล่าวถึงงานประพันธ์ด้านการศึกษา ท่านเจ้าประคุณสมเด็จ ได้นาเสนอตัวการศึกษาท่ีแท้จริง
คือการดาเนินชีวิตท่ีสอดคล้องกับหลักพระพุทธศาสนา มิเพียงแต่แยกพระพุทธศาสนาออกเป็นส่วนหน่ึง
นอกจากชีวิตทาให้ผลงานของปราชญด์ ้านพระพุทธศาสนานี้ เป็นการนาเสนอหลักการดาเนินชีวิตมากกวา่ เป็น
เอกสารเชิงวิชาการ และส่วนท่ีสาคัญท่ีสุดคือ ท่านเจ้าประคุณเป็นผู้ศึกษาและปฏิบัติด้วยตนเอง เห็นผลด้วย
ตนเองอย่างแท้จริง จึงนาเสนอเปน็ หลกั การ อดุ มการณ์ และวธิ กี ารสบื มา

หลกั การอนรุ ักษ์ภูมิปัญญาของปราชญ์ท่ีท่านเจ้าประคุณได้ดาเนินมาตลอดชีวิตของทา่ น คือการเผย
แผ่พระพุทธศาสนา ด้วยมุมมองผ่านพระไตรปิฎก โดยมีการบูรณาการด้านคาสอนที่เข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบัน
นาเอาเรื่องอดีตที่เคยมีมา กับสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้น อรรถาธิบายให้แจ่มชัด ถึงต้นเร่ือง กลางเร่ืองและ

178  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลยั และเครอื ข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

ทา้ ยเร่ือง ยกอุทาหรณป์ ระกอบทุกข้ันตอน และนาไปสปู่ ัญหาทม่ี ีการยกมากลา่ วถึง รวมท้ังไดน้ าเสนอทางออก

ไวอ้ ยา่ งชัดเจน

ในส่วนของการศึกษาเพ่ืออนุรักษ์หลักการทางพระพุทธศาสนาไว้นั้น เป็นการทานุบารุง

พระพทุ ธศาสนา ด้านคาสอน และหลักการปฏบิ ัตทิ สี่ าคัญ มากกว่าการวิเคราะหว์ ิจารณ์ หลกั คาสอนว่าถกู ตอ้ ง

แม่นยา โดยเฉพาะท่านเจ้าประคุณย้าเรื่องการปฏิบัติตนตามหลักชาวพุทธ มิใช่เพียงอยากเขียนว่ านับถือ

พระพุทธศาสนา แต่เป็นการดาเนินชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนาอยา่ งจริงจัง ดังกรณีเร่ือง คนไทยนับถือพุทธ

ทาไมประเทศจึงไม่เจริญ ท่านเจ้าประคุณก็ให้ถามกลับไปถึงข้อที่ว่า คนไทยท่ีว่านับถือพุทธน้ัน มีการปฏิบัติ

จริงตามหลักพุทธกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วเน้นย้าถึงความเจริญแบบพทุ ธท่ีเจรญิ ด้านจิตใจ มีความสงบร่มเย็นไม่ห้าห่ัน

บฑี า ตามหลักคาสอนท่เี ป็นโอวาทปาฏิโมกข์ว่า

สพพฺ ปาปสสฺ อกรณ กสุ ลสสฺ ปู สมปฺ ทา

สจิตตฺ ปรโิ ยทปน เอต พุทธฺ านสาสน

การไม่ทาบาปทัง้ ปวง การทากุศลให้ถึงพรอ้ ม

การชาระจติ ใหข้ าวรอบ น่นั คือคาสอนของพระพทุ ธเจา้ ท้ังหลาย

ในการสอบถามแนวทางการอนุรักษ์ผลงานของท่านเจ้าประคุณสมเด็จ (การสอบถามอย่างไม่เป็น

ทางการ ณ วัดญาณเวศกวัน, มีนาคม 2559) ทางทีมงานวัดเน้นด้านการเผยแผ่ผลงานที่เคยได้ตีพิมพ์แล้ว มีผู้

มาขอจัดพิมพ์ในวาระต่างๆ และการรวมเล่มผลงานที่คล้ายกัน รวมถึงการชาระงานเก่าที่ค้าง และการทางาน

ใหม่ที่ยังไม่แล้วเสร็จให้สมบูรณ์ โดยเน้นด้านการตีพิมพ์ออนไลน์ ฉบับที่มีต้นฉบับตีพิมพ์ไปแล้ว บางเล่มได้ทา

เป็นหนงั สือออนไลน์ แจกฟรี สามารถดาวน์โหลดไดจ้ ากเวป็ ไซรท์ างวดั ญาณเวศกวนั ได้เอง

น่ันเป็นแนวทางในการอนุรักษ์ผลงานท่ีท่านเจ้าประคุณได้นาเสนอเผนแพร่ต่อสาธารณชน เป็น

จานวนมากกวา่ 486 เล่มทั้งภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ

แนวทางนัยที่ 2 ว่าด้วยการสืบสานผลงานของปราชญ์ นอกจากการอนุรักษท์ ีไ่ ด้ร่วมกนั รักษาผลงาน

มีการจัดทาชาติภูมิสถาน ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จ ท่ีบ้านเกิดของท่าน เป็นแหล่งในการศึกษาชีวประวัติใน

วัยเยาว์ และการศึกษาผลงานฉบับตา่ งๆ รวมทั้งหลกั การดาเนินชวี ิต ที่ทาให้เกดิ นักปราชญเ์ ชน่ ทา่ นเจ้าประคุณ

สมเด็จพระพทุ ธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

การสืบสานลาดับต่อมา คือการนาผลงานของท่านเจ้าประคุณสู่สาธารณะ มีท้ังการนาเสนอผ่าน

วิดีโอ ทั้งการนาเสนอผ่านสื่อใหม่ เช่น ยูทูป สถานีโทรทัศน์ สถานีวิทยุ มีแฟนเพจท่ีสร้างช่องส่ือสารผ่าน

เฟซบุ๊ค ผ่านส่ืออิเล็คทรอนิคส์อื่นๆ จานวนมาก โดยการนาหลักคาสอนของท่านเจ้าประคุณไปสืบสานต่อ

ใหเ้ กิดประโยชน์สูงสุดกบั ผู้ทส่ี นใจใฝ่ศึกษา

อีกแนวทางหนึ่งสาหรับการสืบสานโดยทางคณะผู้เรียบเรียงได้จัดการศึกษาเทียบเคียง การศึกษา

คาสอนของปราชญ์ และนาเสนอเป็นแนวทางที่สาคัญไว้ คือ การศึกษาวิจัยและนาผลการศึกษาไปสู่การปฏบิ ัติ

ดังที่โรงเรียนสยามสามไตร ได้จัดการศึกษาเชิงพุทธขึ้น โดยนาวิถีชีวิตของชาวพุทธไปเป็นส่วนหน่ึงในการ

จัดการเรียนการสอน นาหลักการใช้ชีวิตแบบพุทธเป็นส่วนหน่ึงในการจัดการเรียนรู้ อยู่ ดู ฟัง เป็น เป็นการ

เร่ิมต้นของชีวิตท่ีเน้นคุณค่า เมื่อเรียนรู้ อยู่ดูฟังเป็น ก็ได้เร่ิมปฏิบัติตามหลักชาวพุทธเบ้ือต้น ช่วงชีวิตต่อไป

ก็จะคดั สรรส่ิงทด่ี ีงามให้กับตนเองสบื ไป

โดยสรุป หลักแนวทางในการอนุรักษ์ สืบสาน ภูมิปัญญาปราชญ์ในทางพระพุทธศาสนา กรณีท่าน

เจา้ ประคุณสมเดจ็ พระพทุ ธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

179  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วิทยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลยั และเครอื ข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

โดยหลักการปฏิบัติตนของทา่ นเจ้าประคุณ เป็นผู้ถือปฏิบัตติ นตามหลักชาวพุทธอย่างเครง่ ครดั ตาม
หลักพระธรรมวินัย หรือวิถแี ห่งสงฆ์ ด้านการครองตน ได้รักษาทัง้ ดา้ นการศึกษาปรยิ ัติ การปฏิบัติ จนได้รบั ผล
แหง่ การปฏิบัติขึน้ คือ ปฏเิ วธ สมกับที่เป็นพทุ ธสาวก

ด้านการฝึกฝนพัฒนาตนเอง ท่านเจ้าประคุณได้ศึกษาพัฒนาตนเองตามหลักพระพุทธศาสนา
ตามลาดับข้ันต้ังแต่หลักศีล สมาธิ ปัญญา สามารถท่ีจะผลิตผลงานที่เป็นประโยชน์ เป็นที่ยอมรับของชาวโลก
ไดร้ บั การยอมรบั จากองค์การยูเนสโก ด้านการศึกษาเพือ่ สนั ติภาพ

ด้านผลงานที่มีคุณค่า ได้สร้างผลงานทั้งจากงานเขียน งานบรรยาย งานปาฐกถา งานแสดงธรรม
มากกว่า 486 ผลงาน โดยเปน็ หนงั สือ สื่อวิดีโอ สอ่ื อเิ ลคทรอนิกสอ์ อนไลน์ ออฟไลน์

ผลงานด้านการศึกษา ท่านเจ้าประคุณสมเด็จได้นาเสนอ การศึกษาที่สมบูรณ์ ทั้งด้านกาย จิต
ส่งิ แวดล้อม ระบบนเิ วศ มใิ หเ้ กดิ ความขัดแยง้ กัน แต่เน้นการสอดคล้องเป็นอันหน่ึงอนั เดียวกนั ทง้ั ระบบ

ประเด็นด้านการอนุรักษ์ จึงเป็นการเหมาะสมท่ีชาวพุทธศาสนิกชน จะทาการอนุรักษ์หลักคาสอน
ในพระพทุ ธศาสนา ผ่านการนาเสนอที่เป็นลักษณะเฉพาะ และมีความโดดเด่นของท่านเจ้าประคุณสมเด็จไว้ให้
ไดเ้ ป็นแบบอย่างและแบบแห่งการศึกษาตราบนานเท่านาน

ประเด็นด้านการสืบสาน ทั้งส่วนขององค์กร ส่วนของการศึกษาหน่วยงาน ที่ใฝ่ในคาสอน
พระพุทธศาสนาท่ีได้รับการปรับประยุกต์ให้เหมาะสมบแล้ว ได้ทาการเผยแพร่ให้เป็นวิถีแห่งการใช้ชีวิตแบบ
ปกติ หรือแบบแห่งการนามาเสนอในหลักวิชาการ เพ่ือการศึกษาถึงแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาท่ีเน้นคุณค่า
การดารงชีวติ สืบต่อไป

การสืบสานด้านวิชาการ ในการสัมมนา การสนทนา ควรจะได้นาเอาหลกั การของเจ้าประคณุ สมเด็จ
ไปเป็นส่วนหน่ึงที่สาคัญในการอ้างอิงถึง ในการจัดการศึกษา ในการพัฒนาให้การศึกษาเป็นการศึกษามี
หลกั การท่เี หมาะสมทง้ั ดา้ นวิถชี วี ติ ด้านการคิด การปฏิบัติ ไมห่ นกั ไปด้านหนงึ่ ดา้ นใด

บรรณานุกรม
พนิดา อังจันทรเพ็ญ. (2550). วถิ ีแห่งปราชญ์ ปฎิปทาและจริยาวัตร ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต).

[ออนไลน์].
สมเด็จพระพทุ ธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2563). การศกึ ษาเพ่ือสันตภิ าพ. [ออนไลน์].

. (2561). พระผ้ทู าสงฆใ์ ห้งาม.
https://www.posttoday.com/dhamma/477057.

180  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลยั และเครือข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

บทบาทของวิทยุชมุ ชนทม่ี ีต่อการเผยแผห่ ลกั ธรรมตามแนวพุทธปรชั ญาเถรวาท
The Role of Community Radio towards Dhamma Propagation
According to Theravada Buddhist Philosophy

พรประทาน ชโู ต
Pornpratan Chuto
นกั ศกึ ษาปรญิ ญาโท สาขาวิชาพุทธศาสนาและปรชั ญา
บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลยั มหามกุฏราชวทิ ยาลัย

กฤตสชุ ิน พลเสน
Kitsuchin Ponsen
อาจารยป์ ระจาหลักสูตร สาขาวิชาพทุ ธศาสนาและปรชั ญา
บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลยั มหามกุฏราชวทิ ยาลัย
Email: [email protected]

บทคดั ยอ่
วิทยานิพนธ์น้ีมีวัตถุประสงค์คือ 1) เพ่ือศึกษาบทบาทของวิทยุชุมชน 2) เพื่อศึกษาการเผยแผ่

หลกั ธรรมตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท 3) เพ่ือวิเคราะหบ์ ทบาทของวทิ ยชุ มุ ชนทม่ี ีตอ่ การเผยแผห่ ลักธรรมตาม
แนวพุทธปรัชญาเถรวาท ผลการวิจัยพบว่า วิทยุชุมชน มีบทบาทคือ 1. บทบาทนาเสนอข้อมูลข่าวสาร
2. บทบาทในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบ่งปัน 3. บทบาทในการสะท้อนปัญหา 4. บทบาทความม่ันคง ความรัก
ความสามัคคีในชาติ 5. บทบาทด้านศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีภูมิปัญญาท้องถ่ิน สานึกรักบ้านเกิด
6. บทบาทด้านพัฒนาประเทศ 7. บทบาทด้านการเผยแผ่ศาสนา 8. บทบาทด้านการศึกษา 9. บทบาทด้าน
ความบันเทิง หลักธรรมท่ีเป็นแนวทางการเผยแผ่คือ1.องค์แห่งธรรมกถึก ธรรมท่ีผู้แสดงธรรมหรือส่ังสอนคนอื่น
ควรตัง้ ไว้ในใจ 2. เทศนาวิธลี ีลาการสอน ชีใ้ ห้ชดั ชวนให้ปฏิบัติ เร้าให้กล้า ปลุกให้ร่าเริง หลักธรรมที่เหมาะใน
การเผยแผ่ 1.ไตรสิกขาการฝึกหัดอบรมกายวาจาใจและปัญญาให้ยิ่งข้ึนไปจนบรรลุจุดมุ่งหมายสูงสุดคือพระ
นิพพาน 2.อริยสัจ 4 ความจริงอันประเสริฐ 3.อนุปุพพิกถา 5 เรื่องท่ีกล่าวถึงตามลาดับ, ธรรมเทศนาท่ีแสดง
เนื้อความลุ่มลึกลงไปโดยลาดับเพื่อขัดเกลาอัธยาศัยของผู้ฟังให้ประณีตขึ้นไปเป็นช้ันๆ จนพร้อมท่ีจะทาความ
เข้าใจในธรรมสว่ นปรมัตถ์ วิเคราะห์บทบาทของวิทยุชุมชนท่ีมีต่อการเผยแผ่ มีดังนี้ 1. บทบาทความสาคัญของ
วิทยุชุมชนต่อการเผยแผ่ 2.บทบาทวิธีการเสนอข้อมูลการเผยแผ่ 3.บทบาทการเผยแผ่สู่กลุ่มเป้าหมาย
4. บทบาทการเลอื กคุณสมบตั ิของผู้จัดรายการเพ่ือการเผยแผ่ 5. หลกั ธรรมทีใ่ ช้ในการเผยแผ่
คาสาคัญ : วิทยุชมุ ชน, การเผยแผ่, พุทธปรัชญาเถรวาท

Abstract
The objectives of this thesis are as follows: 1) to study the role of community radio,

2) to study Dhamma propagation according to Theravada Buddhist philosophy, and 3) to
analyze the role of community radio towards Dhamma propagation according to Theravada
Buddhist philosophy. The results of the study were found that:

181  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลัย และเครอื ข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

The roles of community radio are: 1) To publicize information, 2) To share and
exchange learning, 3) To reflect problems, 4) To build unity, love and stability in the nation,
5) To help conserve arts, cultures, local wisdom and community recollection, 6) To help
develop the nation, 7) To propagate religions, 8) To propagate education, and 9) To provide
recreation. The Dhamma principles for propagation guidelines are: 1) qualities of a preacher,
and 2) manners of teaching; elucidation and verification, inspiration towards the goal, filling
with enthusiasm, and filling with delight and joy. The Dhamma principles suitable for
propagation are: 1) The Threefold Training, 2) The Four Noble Truths, and 3. 5 principles of a
Gradual Instruction. The roles of community radio towards Dhamma propagation are: 1) The
role in propagation, 2) The role in providing information, 3) The role in propagating information
to the target group, 4) The role in sorting qualifications of program runners in Dhamma
propagation, and 5) The Dhamma principles used in propagation.
Keywords: 1. Community radio, 2. Propagation, 3. Theravada Buddhist Philosophy

ความเปน็ มาและความสาคัญของปัญหา
รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาตรา 40 ระบุว่า “คลื่นความถ่ีที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุ

โทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติ เพ่ือประโยชน์สาธารณะ” (ราชกิจจานุเบกษา,
2540) กล่าวคือเป็นของชาติ ไม่ใช่ของรัฐ หรือรัฐบาลอีกต่อไปแล้ว ข้อความในมาตราดังกล่าวเท่ากับเป็นการ
กรุยทางให้วิทยุชุมชนในความหมายท่ีแท้จริงมีโอกาสที่จะถือกาเนิดได้ในสังคมไทย และรัฐบาลในขณะนั้นได้
ขานรับเจตนารมณ์ของรฐั ธรรมนญู ด้วยการมอบนโยบายให้กรมประชาสัมพันธแ์ ละองค์การสอ่ื สารมวลชนแห่ง
ประเทศไทย (อสมท.) จดั ทาโครงการวิทยชุ มุ ชนต้ังแต่ปี พ.ศ. 2541

วิทยุชุมชนมีบทบาทหรือมีอิทธิพลท้ังด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม สาหรับบทบาท
ในด้านการเมือง วิทยุชุมชนสามารถเสนอแนวความคิด ถ่ายทอดความรู้ทางการเมืองได้อย่างกว้างขวาง วิทยุ
ชุมชนเป็นส่ือการสร้างความเข้าใจระหว่างรัฐบาลกับประชาชน เพื่อท่ีจะให้รู้ว่าขณะน้ีรัฐบาลกาลังทาอะไร
ดาเนินการอย่างไรในกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ และรัฐบาลจะทราบความทุกข์ร้อน ความต้องการของ
ประชาชนจากวิทยุชุมชน บทบาทในด้านเศรษฐกิจ ข่าวความเคล่ือนไหวทางเศรษฐกิจของประเทศจะถูก
ถา่ ยทอดไปสู่ประชาชนได้โดยผ่านวิทยุชมุ ชน บทบาทในด้านสังคม เช่น การนาเสนอข่าวพระราชสานัก ทาให้
คนในชาติได้ราลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชินี และพระบรมวงศ์สานุวงศ์
อันเป็นการเสรมิ สร้างความมัน่ คงในชาตไิ ดอ้ ย่างดี หรอื การเสนอขา่ วสารทางศิลปวัฒนธรรม เชน่ งานประเพณี
บุญบ้ังไฟที่จังหวัดยโสธร งานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษาที่จงั หวัดอุบลราชธานี งานประเพณีแสดงของช้างท่ี
จังหวัดสุรินทร์ งานประเพณีรดน้าดาหัวท่ีจังหวัดภาคเหนือ งานประเพณีชักพระท่ีจังหวัดภาคใต้ งานสาคัญ
ทางศาสนา เช่น วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันมาฆบูชา บทบาทที่สาคัญท่ีสุด คือ การท่ีวิทยุชุมชนนา
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่เพ่อื ให้เข้าถึงจติ ใจประชาชน ประชาชนได้พึ่งหลักธรรมเม่ือเกดิ ปัญหา
ทางจิตใจ

ในการเผยแผ่หลักธรรมทางพระพุทธศาสนามีช่องทางอยู่หลายช่องทาง ซึ่งวิทยุชุมชนเป็นหน่ึงใน
ช่องทางของการเผยแผ่ แต่ก็ประสบปัญหามากมาย เช่น สถานีให้เวลาในการออกอากาศไม่เหมาะสม
ผังรายการธรรมะน้อยเกินไปด้วยคานึงถึงด้านธุรกิจ ขาดผู้ให้การสนับสนุนรายการ กลัวว่าจะเสียส่วนแบ่ง
การตลาด (ผูฟ้ ัง) ไปให้กับสถานีวิทยุช่องความถี่อื่น เป็นต้น ในด้านระเบียบและข้อกฎหมายก็เป็นอุปสรรคต่อ

182  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลยั และเครือขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

การเผยแผ่ธรรมะ เช่น ขาดการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐเท่าที่ควร จากัดกาลังส่งในการออกอากาศ
ระยะทางการออกอากาศ ความสูงของเสาอากาศ เวลาในการต่ออายุสถานี การคิดค่าธรรมเนียม เป็นต้น
ปัญหาท่ีสาคัญอีกประการหน่ึงคือ เม่ือประชาชนมีปัญหาในเร่ืองของจิตใจที่เกิดข้ึน หลักธรรมในทาง
พระพุทธศาสนาจึงมีความสาคัญท่ีจะต้องนาไปสู่การเผยแผ่ทางด้านวิทยุชุมชน นอกเหนือจากการเผยแผ่ใน
ด้านอน่ื ๆ แลว้

ดังน้ัน ผู้วิจัยในฐานะที่เป็นนักจัดรายการวิทยุชุมชนและเป็นผู้อานวยการสถานีวิทยุกระจายเสียง
ชุมชน จึงมองเห็นความสาคัญในการแสดงให้เห็นบทบาทของวิทยุชุมชน โดยการจัดผังรายการให้มีรายการ
ธรรมะมากยิ่งข้ึน เพื่อให้ประชาชนรู้เร่ืองเข้าใจหลักของธรรม เพ่ือจะนาไปดาเนินชีวิต แล้วเกิดความสงบสุข
ทางสงั คม

วตั ถุประสงค์การวิจัย
1. เพอ่ื ศึกษาบทบาทของวทิ ยุชมุ ชน
2. เพือ่ ศึกษาการเผยแผห่ ลกั ธรรมตามแนวพุทธปรชั ญาเถรวาท
3. เพอ่ื วิเคราะห์บทบาทของวทิ ยชุ ุมชนทมี่ ีต่อการเผยแผ่หลักธรรมตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท

ขอบเขตของงานวิจยั
การวิ จัย เร่ื องบ ทบ าทของวิทยุชุ มช นที่มีต่อการเ ผ ย แผ่ห ลักธร รมต ามแน วพุ ทธ ป รัช ญาเถร ว าท

เปน็ การวจิ ัยเชิงคณุ ภาพ ผ้วู จิ ยั ไดก้ าหนดขอบเขตเพือ่ ดาเนินการวจิ ัยครอบคลมุ 2 ด้าน ดงั นี้
1. ขอบเขตด้านเอกสาร การศึกษาคร้ังนี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร ประกอบด้วย 1) เอกสารช้ันปฐมภูมิ

ได้แก่ พระไตรปิฎก 2) เอกสารชั้นทุติยภูมิ ได้แก่ หนังสือ ตารา เอกสารวิชาการ บทความ สารนิพนธ์
วิทยานพิ นธ์

2. ขอบเขตด้านเน้ือหาผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิด งานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับหัวข้อวิจัยใน 3 ด้าน
ประกอบด้วย 1) พุทธปรัชญาเถรวาท 2) การเผยแผ่ 3) วทิ ยชุ มุ ชน

วิธีดาเนนิ การวิจยั
การวิจัยเรื่อง บทบาทของวิทยุชุมชนท่ีมีต่อการเผยแผ่หลักธรรมตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทเป็น

การวิจยั เชงิ คุณภาพ ซ่งึ เน้นการวิจยั ทางเอกสาร โดยมขี ้ันตอนปฏบิ ัติดังนี้
1. ศกึ ษาคน้ ควา้ และรวบรวมข้อมูลเอกสารในชัน้ ปฐมภูมิ คือ พระไตรปิฎก
2. ศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลเอกสารในชั้นทุติยภูมิ คือ วิทยานิพนธ์ สารนิพนธ์ เอกสารของ

ทางราชการ บทความวิชาการและหนังสือเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง แหล่งข้อมูลคือห้องสมุดมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย การสบื ค้นทางอนิ เตอร์เนต็

3. นาข้อมูลท้ังหมดที่ได้รวบรวมมาศึกษาวิเคราะห์ ในประเด็นบทบาทของวิทยชุ ุมชนที่มีต่อการเผย
แผ่หลกั ธรรมตามแนวพทุ ธปรชั ญาเถรวาท โดยมกี ารเรยี งลาดบั เป็นขน้ั ตอน

4. เสนอผลการศึกษาค้นคว้าโดยวิธีการพรรณนาวิเคราะห์แล้วจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มวิทยานิพนธ์เพื่อ
เสนอตอ่ บณั ฑติ วิทยาลัยตอ่ ไป

183  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

สรปุ ผลผลการวิจยั
ปัจจุบันการเผยแผ่ ด้วยวิธีการเทศน์โดยตรงของพระสงฆ์ท่ีวัดในวันพระได้มีการใช้ส่ือต่างๆ คือ

เอกสารส่ิงพิมพ์โทรทัศน์ และวิทยุกระจายเสียง ตลอดจนวีดีทัศน์และเทปคาสเซทเข้าช่วยด้วยโดยเฉพาะ
โทรทัศน์เป็นสื่อที่ให้ผลดีในการเข้าถึงครัวเรือนของประชาชนจานวนมากและยังมีคุณสมบัติเหนือสื่อประ เภท
อื่นๆ โดยใช้ทั้งภาพ เสียง ความเคล่ือนไหวและความรู้สึกท่ีมีสีสันเหมือนจริง สามารถสร้างทัศนคติ ค่านิยม
ความเชื่อถือ ความศรัทธา ได้ดีกว่าสื่อประเภทอ่ืนๆ จึงได้มีการใช้ส่ือโทรทัศน์เป็นเครื่องมือในการเผยแผ่พุทธ
ธรรม แต่สื่อโทรทัศน์ก็ยังมีข้อจากัดในเร่ืองเวลาออกอากาศที่แพง สื่อวิทยุชุมชนจึงเป็นสื่อทางเลือกท่ีเข้ามามี
บทบาทในการเผยแผ่เน่ืองจากเป็นสื่อที่ให้ผลดีในการเข้าถึงครัวเรือนของประชาชนในชุมชนและมีเสน่ห์
สามารถนาคาสั่งสอนของพระสงฆ์ท่ีชุมชนรู้จักศรัทธา เผยแผ่ความรู้หรือเทศน์เป็นภาษาถิ่น เป็นการปลูกฝัง
จริยธรรมจากพระสงฆ์สามารถดึงดูดญาติโยมได้ระดับหนึ่งโดยเฉพาะกลุ่มประชาชนท่ีไม่มีโอกาสเข้าวัด ไปฟัง
เทศน์ในวันธรรมสวนะตามปกติ ซึง่ จะเปน็ การช่วยลดปญั หา ชอ่ งว่าง และข้อจากัดการเผยแผ่พุทธธรรมทางสื่อ
วิทยุชุมชนจะมีประสิทธิผลย่ิงข้ึน ถ้าได้นักส่ือสารมวลชนที่มีความเข้าใจหลักพุทธปรัชญาในการเผยแผ่
จุดมุ่งหมายหลักของงานวิจัยเร่อื งนีค้ อื การวเิ คราะหบ์ ทบาทของวิทยุชมุ ชนท่ีมตี อ่ การเผยแผห่ ลักธรรมตามแนว
พุทธปรชั ญาเถรวาททาใหไ้ ด้ข้อสรปุ ดงั น้ี คอื

1. บทบาทของวิทยชุ ุมชน
บทบาทของวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ในฐานะสื่อมวลชนพอสรุปได้ คือ 1. บทบาท
นาเสนอขอ้ มูลข่าวสาร 2. บทบาทในการแลกเปลีย่ นเรียนร้แู บ่งปนั 3. บทบาทในการสะท้อนปญั หา 4. บทบาท
ความม่ันคง ความรกั ความสามคั คีในชาติ 5. บทบาทด้านศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิน่ สานึก
รักบ้านเกิด 6. บทบาทด้านพัฒนาประเทศ 7. บทบาทด้านการเผยแผ่ศาสนา 8. บทบาทด้านการศึกษา 9.
บทบาทดา้ นความบนั เทงิ
2. การเผยแผ่หลักธรรมตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท
การประกาศเผยแผ่หลักพุทธธรรมมีความสาคัญยิ่งต่อสถานการณ์พระพุทธศาสนาทั้งในอดีตและ
ปัจจุบัน เพราะเป็นจุดชี้ขาดถึงภาวะดารงความเจริญรุ่งเรืองหรือภาวะความเสื่อมถอยซบเซา เศร้าหมองแห่ง
พระพทุ ธศาสนาอย่างมิอาจปฏิเสธได้ กลา่ วเฉพาะประเทศไทย เป็นท่ีประจกั ษช์ ัดว่าสังคมไทยในอดีตส่วนใหญ่
ได้รจู้ ัก เข้าใจ เข้าถึงหลักธรรมคาทรงสอนอนั ประเสริฐของพระพุทธองค์ จนสามารถเลือกสรรนาไปบูรณาการ
เชิงปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจาวันก่อให้เกิดเป็นวิถีพุทธ คือ วิถีไทยดารงชีวิตอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข
พน้ จากการอยู่ร้อนนอนทุกข์มาชา้ นานได้ กเ็ พราะอาศัยการเสียสละทมุ่ เทชีวิตอทุ ิศเวลาช่วยกันประกาศเผยแผ่
พระพุทธศาสนาของบรรพชนไทยทั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์ ผู้มีวิสัยทัศน์อันกว้างไกลมองเห็นคุณค่าและ
ความสาคัญของพระพุทธศาสนาทม่ี ีต่อชาติบ้านเมือง
หลักธรรมที่เป็นแนวทางการเผยแผ่ คือ 1. องค์แหง่ ธรรมกถกึ 5 ผู้กล่าวสอนธรรม คือ ผู้แสดงธรรม
หรือนักเทศน์ 2. เทศนาวิธี ลีลาการสอน หรือ พุทธลีลาในการสอน หรือ เทศนาวิธี 4 (การสอนของ
พระพุทธเจ้าแต่ละครั้ง แม้ท่ีเป็นเพียงธรรมีกถา หรือการสนทนาทั่วไป ซึ่งมิใช่คราวท่ีมีความมุ่งหมายเฉพาะ
พิเศษ ก็จะดาเนินไปอยา่ งสาเรจ็ ผลดี
หลกั ธรรมทเี่ หมาะในการเผยแผ่ 1. ไตรสกิ ขา การฝึกหดั อบรม กาย วาจา ใจ และปัญญาให้ย่งิ ขน้ึ ไป
จนบรรลุจุดมุ่งหมายสูงสุดคือพระนิพพาน 2. อริยสัจ 4 ความจริงอันประเสริฐ 3. อนุปุพพิกถา 5 เร่ืองที่
กล่าวถึงตามลาดับ ธรรมเทศนาที่แสดงเนอ้ื ความลุ่มลกึ ลงไปโดยลาดับ เพ่ือขัดเกลาอัธยาศยั ของผู้ฟงั ให้ประณีต
ขึน้ ไปเปน็ ชน้ั ๆ จนพร้อมทจ่ี ะทาความเขา้ ใจในธรรมส่วนปรมตั ถ์

184  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลยั และเครือข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

3. บทบาทของวทิ ยชุ มุ ชนท่ีมตี ่อการเผยแผห่ ลักธรรมตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท
วิทยุชุมชนเป็นช่องทางท่ีนิยมและมีบทบาทอันดับต้นๆ ของการเผยแผ่หลักธรรม เป็นการส่ือสาร
สาธารณะที่มีสมาชิกในชุมชนมีบทบาทเป็นได้ทั้งผู้ส่ือสารและส่งสาร โดยไม่หวังผลกาไรทั้งทางตรงและ
ทางออ้ ม ปราศจากการครอบงาและแทรกแซงจากกลุ่มอิทธิพลผลประโยชน์ กลุ่มการเมืองและพรรคการเมือง
ทกุ ระดับ โดยมหี ลกั ปรัชญาหรือหลกั การ วิทยุชมุ ชน “ของชุมชนโดยชุมชนและเพือ่ ชุมชน”เป็นของประชาชน
ในชุมชนเป็นผู้ดาเนินงาน โดยสมาชิกในชุมชน และเพ่ือประชาชนในชุมชน ในพ้ืนท่ีบริการของวิทยุชุมชน
มีวิธีการเสนอข้อมูลการเผยแผ่ โดยหลักธรรมที่นาเสนอ เป็นกระบวนการท่ีจะนาเนื้อหาหรือเร่ืองราวต่างๆ
ไปสู่ผู้ฟังอย่างมีศิลปะ วิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนา คือ การไม่ว่าร้ายใคร การไม่ทาร้ายใคร การสารวมใน
พระปาติโมกข์ การรจู้ ักประมาณในอาหาร การนอนการนัง่ ในทส่ี งัด การประกอบความเพียรในอธจิ ติ
รูปแบบการเผยแผ่ศาสนา 7 วิธี 1. อุปนิสินนกถา (ถ้อยคาของผู้เข้าไปนั่งใกล้) คุยสนทนาอย่างเป็น
กันเอง จับเข่าคุยกัน บรรยากาศเป็นกันเอง ไม่มีการเตรียมตัวมาก่อน ไม่เป็นแบบแผนพิธี โดยสอดแทรก
หลักธรรมเข้าไปในการสนทนานั้น เรียกกันว่า เทศน์ธรรมาสน์เต้ีย 2. ธัมมีกถา (ถ้อยคาที่กล่าวถึงธรรม)
บรรยายหรืออธิบายธรรม ลักษณะเป็นงานเป็นการ เป็นเร่ืองเป็นราว ในปัจจุบัน ได้แก่ การปาฐกถาธรรม
3.โอวาทกถา (ถ้อยคาที่กล่าวสอน) การแนะนาตักเตือนให้ละเว้นความช่ัวปฏิบัติความดี แสดงพุทธพจน์หรือ
โอวาทสั้นๆ ของพระพุทธองค์ ใช้ในโอกาสสาคัญๆ 4. อนุสาสนีกถา (ถ้อยคาท่ีกล่าวสอนให้เห็นจริง) สอนใน
ลกั ษณะซา้ ๆ ครง้ั แลว้ คร้ังเล่า ย้าเตือนอยา่ งตอ่ เน่ือง เพอื่ ให้เกิดความจาไดเ้ กิดความชนิ หู เนื้อหาจะเป็นคาสอน
ประเภทความไม่ประมาท ความสามัคคี ความเพียรพยายาม สติสัมปชัญญะ ความอดทน 5. ธัมมสากัจฉาก
ธรรม (ถ้อยคาที่สนทนากันในทางธรรม) การสนทนาธรรม แลกเปล่ียนความคิดเห็น ผลัดกันพูดผลัดกันฟัง
ปจั จบุ ัน เรยี กว่า การอภิปรายธรรม การเสวนาธรรม 6. ปุจฉาวปิ ัสสนากถา (ถ้อยคาที่ถาม-ตอบ) การเผยแผ่ท่ี
มีรูปแบบการถาม-ตอบ อาจถามนาเพ่ือกระตุ้นผู้ฟังให้ตอบเป็นการทดสอบความรู้ความเข้าใจภายหลังที่ได้
อธิบายธรรมนั้นๆ ให้ฟัง หรือระหว่างท่ีสนทนาธรรมกันเพื่อกระตุ้นเร้าใจให้ผู้สนทนาเกิดความตื่นตัวอยู่เสมอ
7. ธัมมเทศนากถา (ถ้อยคาท่ีแสดงธรรม) การเทศน์หรือการแสดงพระธรรมเทศนา เป็นการแสดงธรรมส่ังสอน
ชี้แจงเรื่อง บาป บุญ โทษ ประโยชน์หรือมิใช่ประโยชน์ เพอ่ื ใหล้ ะช่ัว ประพฤตดิ ี ทาจิตใจให้บริสุทธิ์ ดังนนั้ ผู้เผยแผ่
ควรศึกษารูปแบบวิธีการนาเสนอท่ีชาญฉลาดเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและเหตุการณ์ เพื่อสร้างประโยชน์
เพื่อความสขุ แก่ผู้ฟัง
ในส่วนพุทธปรัชญาเถรวาทมีคุณสมบัติของนักเผยแผ่ชัดเจน คือ พระธรรมกถึกหรือพระสาวกผู้เผย
แผ่พทุ ธธรรมท่ดี ี จึงมีลักษณะคณุ สมบัติซึ่งเปน็ องค์ของกัลปญ์ าณมติ ร 7 ประการ 1) ปิโย เปน็ ทีร่ ัก 2) ครุ เป็น
ท่ีเคารพ 3) ภาวนีโย เป็นที่ยกย่อง ทรงคุณคือความรู้และภูมิปัญญาแท้จริง 4) วตฺตา จ เป็นนักพูด รู้จักชี้แจง
ให้เข้าใจ รู้ว่าเม่ือไหร่ควรพูดอะไรอย่างไร 5) วจนกฺขโม เป็นผู้อดทนต่อถ้อยคาคือพร้อมที่จะรับฟังคาปรึกษา
ซักถาม คาเสนอแนะวิพากษ์วิจารณ์ อดทน ฟังได้ไม่เบ่ือ ไม่ฉุนเฉียว 6) คมฺภีรญฺจ กถ กตฺตา เป็นผู้พูดเร่ืองล้า
ลึกได้ 7) โน จฏฺ าเน นิโยชเย ไม่ชกั นาใน หรือชกั นาจงู ไปในทางเสอ่ื มเสีย

ขอ้ เสนอแนะ
1. ข้อเสนอแนะเชงิ นโยบาย
การวิจัยเร่ือง “บทบาทของวิทยุชุมชนท่ีมีต่อการเผยแผ่หลักธรรมตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท”

ผู้วิจัยได้นาเอาประเด็นหลักของลักษณะแนวคิดทั้งสองมาวิเคราะห์ ทาให้พอมองเห็นว่า แนวคิดทฤษฎีใด
มุ่งหวังที่จะให้ความหมายของบทบาทของวิทยุชุมชน ดังนั้นเมื่อวิเคราะห์ เราจะพบว่าทัศนะทั้งสอง ผู้วิจัยจึง
ขอเสนอแนะเชงิ นโยบาย ดงั น้ี

185  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครือข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

1) ภาครัฐ ควรสนับสนุนให้วิทยุชุมชนมีบทบาทมากขึ้นในการเผยแผ่หลักธรรมตามแนว
พทุ ธปรัชญาเถรวาท โดยการจัดการทเ่ี หมาะสม

2) เจ้าของกิจการวิทยุชุมชน ควรเพ่ิมช่องทางผังรายการการเผยแผ่หลกั ธรรมตามแนวพทุ ธปรัชญา
เถรวาท

2. ขอ้ เสนอแนะเพอ่ื การวจิ ยั
ผู้วิจัยได้ศึกษาบทบาทของวิทยุชุมชนท่ีมีต่อการเผยแผ่หลักธรรมตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทแล้ว
ยังมีประเด็นที่น่าสนใจอีกมากมาย ที่ควรศึกษาต่อไปอีกให้กว้างขวาง ทั้งน้ีผู้วิจัยขอเสนอแนะเพื่อการวิจัย
ค้นควา้ ตอ่ ไปคือ
1) ศึกษาวเิ คราะห์ทฤษฎคี วามรใู้ นการจัดรายการวิทยชุ มุ ชนตามแนวพุทธปรชั ญาเถรวาท
2) ศึกษาเปรียบเทียบการจัดการเผยแผห่ ลกั ธรรมของวิทยชุ ุมชนในภาคต่างๆ ของประเทศไทย

บรรณานกุ รม
กุลกนิษฐ์ ทองเงา. (2556). ลักษณะของวิทยุกระจายเสียง. กรุงเทพฯ: ทริปเพิล้ เอด็ ดเู คชน่ั .
แก้ว ชิดตะขบ. (2553). ประวัติความสาคัญของการเผยแผ่พระพุทธศาสนา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์สานักงาน

พระพุทธศาสนาแหง่ ชาติ.
คูณ โทขัน. (2545). พุทธศาสนากับสังคมและวฒั นธรรมไทย. กรุงเทพฯ: สานกั พิมพ์โอนเดยี นสโตร์.
คณาจารย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2559). พุทธวิธีการสอน. (พิมพ์ครั้งท่ี 2).

พระนครศรีอยธุ ยา : สานกั พมิ พม์ หาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั .
คณะวารสารศาสตร์และส่ือสารมวลชน. (2540). ทิศทางวิทยุ-โทรทัศน์กับรัฐธรรมนูญ 2540. กรุงเทพฯ:

โรงพมิ พม์ หาวทิ ยาลยั ธรรมสาสตร์.
นภาภรณ์ อัจฉริยะกุลและอมรมาศ คงธรรม. (2545). ความหมายและความสาคัญของวิทยุกระจายเสียงและ

วิทยุโทรทัศน์ ในเอกสารการสอนชุดวิชาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวิทยุและโทรทัศน์, หน่วยที่1.
นนทบรุ ี : สานกั พิมพม์ หาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช.
จีรวรรณ โสภัณ. (2562). ศึกษาวิเคราะห์หลักการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระโสภณวิสุทธิคุณ (บุญเพ็ง
กปปฺ โก). วทิ ยานิพนธ์ศาสนศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหามกุฏราชวิทยาลยั .
พระณปวร โทวาท. (2560). ต้นแบบการบริหารจัดการเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของศูนย์เผยแผ่
พระพุทธศาสนาประจาจังหวัดในประเทศไทย. ดุษฎีนิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย:
มหาวิทยาลัยสยาม.
พระมหาทองศรี เอกวโส ดร. และคณะ. (2552). การสารวจความคดิเห็นของประชาชนเกี่ยวกบัการฟังวิทยุ
ชุมชนในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา : กรณีศึกษา สถานีวิทยุวัดสามพรานวัดนายโรงและวัด
ชลประทานรงั สฤษฎ์. คณะมนษุ ยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย.
ราชกิจจานุเบกษา เล่มท่ี 114/ตอนที่ 55 ก/หนา้ 9/11 ตุลาคม 2540.
กาญจนา แกว้ เทพ.“คมู่ ือวทิ ยุชุมชน (FNS)”. สบื คน้ เมื่อ 8 สงิ หาคม 2562 จาก<http://www.thaibja.org/?p=1956>
กระจอกข่าว.“การใช้ส่ือเพ่ือประชาสัมพันธ์ รวมพลคนพีอาร์ จุดนัดพบคนทางานด้านการประชาสัมพันธ์ของ
หน่วยงานสังกัดกระทรวงสาธารณสุข”. 11 มิถุนายน 2551, สืบค้นเม่ือ 4 สิงหาคม 2562 จาก
http://oknation.nationtv.tv/blog/khonpr/2008/07/27/entry-1
ครูบ้านนอกดอทคอม. “อริยสัจ 4”. 19 กันยายน 2551, สืบค้นเมื่อ 28 สิงหาคม 2562 จาก <https://www.
kroobannok.com/2745>

186  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลัย และเครือขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

นติ นิ ิยม : ปรชั ญาสังคมและการเมืองของฮ่ันเฟย่ จื้อ
Legalism: Han Fei Tzu’s Social and Political Philosophy

พระมหาวชิ ิต อคฺคชโิ ต
Phramaha Wichit Aggajito
นักศกึ ษาหลกั สูตรปรชั ญาดุษฎบี ัณฑิต
สาขาวชิ าพุทธศาสนาและปรัชญา บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั มหามกฏุ ราชวิทยาลัย
พระมหามฆวินทร์ ปรุ ิสตุ ตฺ โม, ผศ.ดร.
Phramaha Maghavin Purisuttamo, Asst.Prof.Dr.
อาจารย์ประจาหลักสตู รปรชั ญาดษุ ฎีบัณฑิต
สาขาวิชาพทุ ธศาสนาและปรัชญา บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหามกุฏราชวทิ ยาลัย
Email: [email protected]

บทคัดย่อ
บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาปรัชญาสังคมและการเมืองของฮ่ันเฟ่ยจ้ือ

จากการศึกษาพบว่า การอยู่ร่วมกันในสังคมมนุษย์จะต้องจัดระเบียบการปกครองโดยอาศัยกฎหมายเป็นมูล
ฐาน เพราะธรรมชาติด้ังเดิมของมนุษย์มีแต่ความชั่วร้าย จึงจาเป็นต้องใช้กฎหมายหรืออานาจเป็นเครื่องมือ
ควบคุม จะอาศัยเพียงศีลธรรมหรือจารีตประเพณีมาควบคุมเท่าน้ันไม่ได้ นักปรัชญาจีนสานักนิตินิยม คือ
ฮน่ั เฟ่ยจื้อ เห็นว่า กฎหมายเป็นเรื่องสาคัญที่สุด กฎหมายเท่าน้ันท่จี ะทาให้ประเทศเข้มแข็ง และนาความสงบ
สุขมาสู่บ้านเมืองได้ และเขาเสนอว่าเร่ืองท่ีควรนามาใช้กับสังคมในยุคของเขาก็คือ 1) ซ่ี หรืออานาจเท่าน้ันที่
จะจัดการกับส่ิงต่างๆ ได้ อานาจทาให้คนเกรงกลัวและไม่มีใครกล้าฝ่าฝืน 2) ซู่ หรือศิลปะการปกครอง
ผู้ปกครองจะขาดซู่ไมไ่ ด้ เพราะศิลปะเป็นวิธที ่ผี ู้ปกครองจะต้องนามาใช้เปน็ เคร่ืองมือในการปกครอง เพ่ือทาให้
บุคคลในบังคับบัญชาเช่ือฟังและปฏิบัติดามด้วยความยินดี 3) ฝ่า หรือกฎหมายเป็นตัวกาหนดคุณและโทษ
เอาไว้อย่างชัดเจน กฎหมายจะเป็นบรรทัดฐานของการปกครองประเทศ ความสาคัญของปรัชญาสังคมและ
การเมืองของฮั่นเฟ่ยจื้อ คือ เขาต้องการให้พลเมอื งมีความสขุ สังคมเป็นระเบียบ ประเทศชาติมั่นคงและม่ังค่ัง
การท่ีจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ รัฐจะต้องดาเนินการต่อไปน้ี 1) แต่งต้ังให้ผู้นาของรัฐมีอานาจเด็ดขาดใน
การปกครอง มีหน้าที่ออกกฎหมาย 2) ผู้นาทุกตาแหน่งต้องมีอานาจและหน้าที่อยู่ในตัว 3) ใช้กฎหมายเป็น
เคร่ืองมือในการปกครองประเทศ 4) รณรงค์ให้พลเมืองเปน็ เกษตรกรรมและทหาร เพราะเกษตรกรรมสามารถ
หารายได้เข้ารัฐ ทาให้ประเทศชาติม่ังคั่ง ส่วนทหารทาให้ประเทศชาติม่ันคงไม่ถูกรุกราน ทาให้บ้านเมืองมี
เสถียรภาพสงบสุข บคุ คลทั้ง 2 ประเภทจงึ ได้รับการยกย่องวา่ เปน็ กาลังสาคญั ของชาติ
คาสาคญั : นิตนิ ยิ ม, ปรัชญาสงั คมและการเมอื ง, ฮน่ั เฟย่ จ้ือ

Abstract

This academic article is intended to study the social and political philosophy of Han
Fei Tzu. The study found that: Coexistence in human society must be organized and governed
by law as a basis. Because the original nature of man is evil. Therefore, it is necessary to use
law or power as a control tool cannot rely only on morals or customs to control. The Chinese

187  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครือข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

philosopher of the Legalism is Han Fei Tzu saw that law was the most important thing. Only
the law will strengthen the country. And bring peace to the country and he suggested that the
subject that should be applied to the society of his time was 1) Shih or power can manipulate
things. Power makes people fear and no one dares to disobey 2) Shu or the art of government
Parents are indispensable. Because art is a method that parents must use as a tool for
governing. to make those in command obey and act with joy 3) Fa or the law clearly defines
you and the penalty. The law will be the norm of governing the country. The importance of
Han Fei Tzu social and political philosophy was that he wanted his citizens to be happy.
Orderly society the country is stable and prosperous. To achieve such goals the state must
take the following actions 1) To appoint the leaders of the state to have absolute power to
rule; has a duty to legislate 2) Leaders in every position must have powers and duties within
themselves 3) Use the law as a tool to govern the country 4) Campaign for citizens to be
agricultural and military because agriculture can earn money into the state make the country
wealthy. The military stabilizes the country from being invaded. Both types of people are
therefore regarded as important forces of the nation.
Keywords: Legalism, Social and Political Philosophy, Han Fei Tzu.

บทนา
ปรัชญาจีนเกิดข้ึนโดยอาศัยความเช่ือถือที่ผ่านมาเป็นรากฐาน ปรัชญาจีนไม่สนใจแสวงหาปฐมธาตุ

อย่างที่ปรัชญาตะวันตกมุ่งแสวงหา เม่ือไม่สนใจถึงปฐมธาตุ ก็ไม่จาเป็นต้องหาวิธีท่ีจะรู้ถึงปฐมธาตุนั้น แต่นัก
ปรัชญาจีนให้ความสาคัญในเร่ืองมนษุ ยด์ ว้ ยกันว่า จะทาอยา่ งไรคนจึงจะเป็นคนดี มีความสุข ทาอย่างไร สังคม
ประเทศ และโลกจะมคี วามสงบสขุ ดังสตู รของปรัชญาจนี ซึ่งมี 8 คา คอื ซวิ ก้ี แปลวา่ อบรมฝกึ ฝนตนเอง องั นั้ง
แปลว่ายงั ความสงบสุขให้แกผ่ ู้อ่ืน ไหลเสี่ย ทาภายในตนใหม้ ีคุณธรรม และ วั่วอ๊วง แปลว่า ทาภายนอกให้เป็น
กษตั รยน์ กั ปกครองทด่ี ี ท้ัง 8 คานี้ มีความหมายใหแ้ ต่ละคนในใจฝกึ ตนให้มีคณุ ธรรมและความสามารถ แลว้ นา
ความดแี ละความสามารถน้ันออกมาบาเพ็ญประโยชน์แกส่ งั คม ปรัชญาจีนท้งั หมดจึงถกเถยี งกันในประเด็นที่ว่า
จะฝึกฝนอบรมตนอย่างไร และช่วยสังคมให้สงบสุขได้อย่างไร ในบรรดาสานักปรัชญาจนี ท้ังสานักปรัชญาเต๋า
สานกั ปรชั ญาขงจื้อ สานักปรัชญาม่อจอ้ื และสานักปรัชญานติ นิ ิยม ต่างกไ็ ด้นาเสนอแนวคดิ และปรัชญาของตน
เชน่ ปรัชญาชวี ิต ปรชั ญาสังคม และปรัชญาการเมอื ง ทัง้ นีก้ เ็ พื่อเปน็ การช่วยให้สงั คมเกิดความสงบสขุ ทีไ่ ด้จาก
การศึกษาและปฏิบัติตามแนวปรัชญาของตน จากประเด็นดังที่กล่าวมาทาให้ผู้เขียนมีความสนใจในปรัชญา
สังคมและการเมืองของสานักปรัชญานิตินิยม จึงจะได้สาเสนอแนวคิดของสานักนิตินิยมในยุคของฮั่นเฟ่ยจื้อ
โดยเฉพาะในประเด็นแนวคิดท่ีสาคญั ของสานักนิตินิยม ปรัชญาของท่านฮน่ั เฟ่ยจือ้ ปรัชญาสังคมและการเมือง
รวมถึงการวจิ ารณ์แนวคิดเร่ืองปรัชญาทางสงั คมและการเมืองของทา่ นฮ่ันเฟย่ จ้ือ เปน็ ลาดับไป

สานักปรัชญานติ นิ ยิ ม
ปรัชญาสานักนิตินิยม เกิดขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 1 ช่วงสมัยท่ีแคว้นต่างๆ กาลังทาสงครามกันเพ่ือ

ขยายดินแดนและความเป็นใหญ่แต่ผู้เดียว เช่ือกันว่า ผู้ที่ให้กาเนิดปรัชญานิตินิยมขึ้นมาก็คือ กว้านชุง (Kuan
Chung) เสนาบดีแห่งแคว้นฉี่ ในพุทธศตวรรษท่ี 1 กว้านชุงมิเพียงแต่สร้างรัฐฉ่ีให้เป็นแว่นแคว้นที่มั่งค่ังที่สุด

188  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย และเครอื ขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

และมีอานาจมากท่ีสุดในภาคตะวันออกของประเทศจีนเท่านั้น แต่ยังได้สร้างแบบอย่างแห่งการปกครองท่ีดีมี
ประสิทธิภาพสูงอีกด้วย กว้านชุงนิยมใช้วิธีปกครองอย่างเข้มงวดมาปกครองประเทศ บุคคลสาคัญอีกคนหน่ึง
คือ จ้ือซาน (Tzu Chan) มหาเสนาบดแี ห่งแคว้นเช็ง (Cheng) ท่านผู้นี้ได้ประกาศใช้ประมวลกฎหมายจีนฉบับ
แรกที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรใน พ.ศ. 7 ข้ึนมาใช้ สมัยที่จ้ือซานยังมีอานาจอยู่ผู้คนต่างให้ความร่วมมือใน
การปฏิรูปสังคมของเขาเป็นอย่างดี ไม่มีผู้ใดฝ่าฝืน แคว้นเช็งจึงมีความสงบเรียบร้อย แคว้นใกล้วเคียงต่างก็ให้
ความนับถือ (ฟ้ืน ดอกบัว, 2542: 198) อีกท่ีหน่ึงกล่าวว่า สานักปรัชญานิตินิยม (The Legalism) กาเนิดโดย
กลุ่มนักปรัชญาท่ีถือเอากฎหมายเป็นกลไกสาคัญในการปกครองบ้านเมืองและพัฒนาสังคม เนื่องจากสังคม
และการเมืองของจีนในอดีตประสบปัญหาเก่ียวกับความวุ่นวายยุ่งเหยิงไม่มีสนั ติสขุ แคว้นต่างๆ ต้องการขยาย
อาณาเขตและอานาจความย่ิงใหญเ่ หนือรัฐอื่นๆ จึงเกิดต่อสู้เปน็ สงครามขบั เคี่ยวกนั และหลกั ปรัชญาของสานัก
นิติธรรมนิยมน้ันมุ่งที่จะป้องกันอานาจของผู้ปกครองประเทศ ประเทศจีนในตอนนั้นมีความเชื่อถือกันว่า
รัฐบาลนัน้ มีไวเ้ พ่ือประชาชนโดยอิทธิพลของขงจ้อื ตลอดจนพยายามแสดงให้เหน็ วา่ รฐั บาลนี้มีไวเ้ พ่ือผูป้ กครอง
ประเทศ ความเชือ่ ถือโดยอิทธิพลขงจื้อท่ีว่า รัฐบาลใดไม่อาจจะทาความพอใจให้แก่ประชาชนได้ก็ต้องประสบ
ความหายนะอย่างแน่นอนนั้น ไดถ้ กู โจมตีโดยสานักนติ ิธรรมนยิ มเปน็ อย่างมาก (ธวัช หอมทวนลม, 2545: 117)

กาลต่อมาได้มีนักปรัชญาเด่นๆ เป็นผู้นาในสานักนิตินิยมอยู่ 3 คน คือ เซนเต๋า (Shen Tao) แห่ง
แคว้นเจา (Chao) เซนปู-ไฮ (Shen Pu-Hai) แห่งแคว้นฮั่น และซางหยาง (Shang Yang) แหง่ แควน้ เว่ย (Wei)
ทั้ง 3 คน มีชีวิตอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 1 ปรัชญาของท้ัง 3 ท่าน คือ 1) เซนเต๋าหรือเซนจื้อ เป็นคนร่วมสมัย
กับเม่งจื้อ เขาให้ความสาคัญต่อ ซ่ี (Shih) หรืออานาจมาก เซนเต๋าเช่ือว่าอานาจเป็นเร่ืองสาคัญท่ีสุดในการ
ปกครอง อานาจเท่าน้ันท่ีทาให้ผู้ปกครองสามารถปกครองประเทศชาติได้อย่างแท้จริง อานาจทาให้ทุกฝ่าย
เกรงกลัวไมก่ ล้าฝา่ ฝนื 2) เซนปู-ไฮ เร่ืองซู่ (Shu) ศิลปะการปกครองหรอื รฐั ประศาสนศาสตรว์ า่ เปน็ เร่ืองสาคัญ
ผู้นาของรัฐจะมีแค่อานาจย่อมไม่เพียงพอ จะต้องมีศิลปะหรือเทคนิคในการปกครองอีกด้วย จึงจะสามารถทา
ใหป้ ระชาชนยนิ ดีและปฏบิ ตั ิตามคาสั่งของตน 3) ซางหยาง เรอื่ ง ฝ่า (Fa) หรอื กฎหมายว่าสาคัญทสี่ ุด กล่าวกัน
ว่า ซางหยางเป็นผู้บัญญัติกฎหมายใหม่ๆ กาหนดท้ังคุณและโทษสาหรับผู้ทาตามและผู้ล่วงละเมิด โดยไม่มี
ข้อยกเว้นผู้ใด ให้ความยุติธรรมถ้วนหน้า ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง และกล่าวกันว่า ซางหยางเป็นผู้ปฏิรูปทุกอย่าง
ตั้งแต่วินัยของกองทัพไปจนถึงการเช่าท่ีดิน นอกนั้นซางหยางยังเป็นผู้เผยแพร่เรื่อง "ศิลปะแห่งการกสิกรรม
และการทาสงคราม (ฟ้นื ดอกบวั , 2542: 199)

ตามความเห็นของซางหยาง การผลิตอาหารและการเตรียมกาลังทหารเป็นเรื่องจาเป็นของ
บ้านเมือง เป็นเร่ืองสาคัญที่ผู้นาของรัฐจะต้องให้การสนับสนุนเป็นพิเศษ อาชีพกสิกรรมเป็นอาชีพที่เหน็ด
เหนื่อย และการทาสงครามก็เป็นงานที่เต็มไปด้วยอันตราย ถึงกระนั้นก็ยังมีความทุกข์ที่ยิ่งกว่าน้ันอีก นั่นก็คือ
ความอดอยากและการเป็นทาสของประทศอ่ืน ซางหยางรังเกียจพวกนักปราชญ์ในลัทธิขงจื้อเพราะไม่ได้ทา
ประโยชน์อะไร มัวแต่ใช้เวลาให้หมดไปกับการศึกษากวีนิพนธ์และประวัติศาสตร์เท่าน้ัน ซางหยางได้กล่าวว่า
หากรัฐใดยึดถือเร่ือง 10 อย่างน้ี คือ 1) กวีนิพนธ์ 2) ประวัติศาสตร์ 3) จารีตประเพณี 4) ดนตรี 5) คุณธรรม
6) การปลูกฝังคุณธรรม 7) ความรักต่อบิดา 8) ความรักต่อมารดา 9) ความรักต่อพ่ีน้อง และ 10) การมัวแต่
ครุ่นคิด บ้านเมืองน้ันจะแตกสลายก่อนที่ข้าศกึ จะมาโจมตี เพราะไม่มีใครที่จะสามารถออกไปต่อสู้ หรือแม้ไม่มี
ใครรุกรานรัฐนัน้ กจ็ ะเผชญิ กบั ความจนข้นแคน้ อยแู่ ลว้ (สกล นลิ วรรณ, 2523: 379)

โดยสรุปแนวคิดหลกั ของสานักนติ นิ ิยม มีลักษณะ 4 ประการ คือ (พระมหาพงศ์ทราทติ ย์ กอ้ งเสียง,
2561 : 66-67) 1) การมองธรรมชาติของมนุษย์เปน็ สิ่งชั่วร้าย มีพื้นฐานคือความเห็นแก่ตัว 2) ความไม่เช่ือม่ัน
ในระบบจารีต โดยมองว่าระบบศีลธรรมไม่สามารถโน้มน้าวให้มนุษย์ทาความดีได้สืบเน่ืองมาจากการมอง
มนุษย์เป็นธรรมชาติช่ัวร้าย 3) การมุ่งเน้นท่ีกฎหมายเพราะถือว่ากฎหมายเป็นสิ่งจาเป็นต่อการอยู่ร่วมกันใน

189  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

สงั คมมนุษยท์ ม่ี ีธรรมชาติอนั ชวั่ รา้ ย เป็นเคร่ืองมือทใ่ี ช้เป็นกฎเกณฑ์ของสงั คม กฎหมาย กุศโลบาย และอานาจ
มีลักษณะสัมพันธ์สอดคล้องสนับสนุนกัน ผู้ปกครองที่ชาญฉลาดจึงนากฎหมายมาเป็นข้อบังคับใช้เป็นกุศโลบาย
ทางการปกครองในการให้รางวัลตอบแทน และลงโทษผู้ทาผิด เพื่อรองรับการสร้างอานาจการใช้อานาจและ
การรักษาอานาจ 4) กฎหมายกับศีลธรรมหรือความยุติธรรมเป็นสิ่งท่ีแยกจากกัน เพราะสานักนิตินิยมมี
เป้าหมายหลักอยู่ท่ีความสงบเรียบร้อยของสังคมและเช่ือมั่นว่าส่ิงสาคัญที่สุดคือความมั่นคงและความ
เจรญิ รุ่งเรืองของรัฐ กฎหมายไมจ่ าเป็นจะต้องสอดคลอ้ งกับศีลธรรม หากแต่จะตอ้ งเขา้ ไปสนบั สนุนอานาจและ
ผลประโยชน์อันจะกอ่ ใหเ้ กดิ ความม่งั คงแกร่ ัฐ

ปรชั ญาสังคมและการเมืองของฮ่ันเฟ่ยจ้อื
1. ประวตั ิของฮน่ั เฟย่ จื้อ
ฮั่นเฟ่ยจ้ือ เกิดที่แควันฮั่น โดยเกิดในตระกูลเจ้าครองนครฮั่น สันนิษฐานกันว่าคงจะเกิดในระหว่าง

พ.ศ. 261-263 เพราะฉะน้ัน ฮ่ันเฟ่ยจื้อจึงเป็นคนชั้นสงู ท้ังกาเนิดและการศึกษาอบรม ช่วงท่ีฮ่ันเฟ่ยจื้อยังเยาว์
อยู่น้ัน เป็นสมัยเลวร้ายท่ีสุดในประวัติศาสตร์ของแควันฮ่ัน เพราะแควันฮ่ันถูกรุกรานและพ่ายแพ้ในการรบ
หลายคร้ัง ทาให้ผู้คนเดือดร้อนมาก ทั้งภายในรัฐฮ่ันเอง พวกตระกูลต่างๆ ต่างก็ต่อสู้กันแย่งความเป็นใหญ่
ทาให้ฮน่ั เฟ่ยจอื้ เหน็ ว่าลาพังแต่จารีตประเพณแี ละคณุ ธรรมเทา่ น้นั ไม่สามารถป้องกนั ประเทศชาติ และหาไดน้ า
ความสงบสุขมาสู่บ้านเมืองได้ไม่ จาต้องใช้อานาจและกฎหมายเท่านั้นมาใช้แทน จึงจะทาให้บ้านเมืองสงบ
เรียบร้อยได้ ฮั่นเฟ่ยจ้ือจึงเสนอความเห็นของตนไปให้เจ้าเมืองฮั่น แต่ไม่ได้รับความเห็นชอบ ทาให้ฮ่ันเฟ่ยจื้อ
ผิดหวังมากจึงปลีกตัวออกจากสังคมใช้ชีวิตอยู่แตล่ าพังเพื่อศึกษาคน้ คว้าเขียนหนังสือขึ้นมา หนังสือท่ีฮั่นเฟ่ยจื้
ออเขียนขึ้นมามีชื่อเดียวกับตน ประกอบด้วยบทต่างๆ รวม 55 บท ฮั่นเฟ่ยจ้ือถึงแม้จะมีความรู้ปราดเปรื่อง
แต่เขาก็ยังรักภักดตี ่อมาตุภูมิไมย่ อมไปรบั ราชการในแคว้นอื่น อย่างเช่น เจ้าแคว้นจิ๋น (Chin) ต้องการได้ฮ่ันเฟ่
ยจ้อื ไปรับราชการท่ีแคว้นจิ๋น เพราะชอบใจปรัชญาของฮันเฟ่ยจอ้ื แต่ฮ่ันเฟ่ยจื้อปฏิเสธ ต่อมาแควน้ จ๋นิ หลังจาก
ยดึ ครองแควน้ ลู่ไดแ้ ล้ว กม็ ีนโยบายที่จะผนวกแคว้นฮ่ันเข้าไปอีก ทางรฐั ฮัน่ จึงสง่ ฮนั่ เฟ่ยจื้อเปน็ ทูตสัมพนั ธไมตรี
ไปยังแคว้นจนิ๋ เพราะเหน็ ว่าเปน็ เพื่อนกับหลีช่ือ (Li Shu) นายกรฐั มนตรแี ห่งรัฐจิน๋ ฮั่นเฟ่ยจ้ือได้รับการต้อนรับ
เป็นอย่างดีจากทางฝ่ายรัฐจิ๋น แต่ต่อมากลับถูกริษยาใส่ความว่าคิดร้ายต่อพระเจ้าจ๋ินจนพระเจ้าจิ๋นทรงเชื่อ
จึงทรงมีรับสั่งให้จับฮ่ันเฟ่ยจื้อขังคุก แต่ภายหลังทรงทราบความจริงจึงมีรับสั่งให้ปล่อย แต่ก็สายไปเสียแล้ว
เพราะฮั่นเฟ่ยจี้อส้ินชีวิตเสียแล้วภายในเรือนจานั่นเอง เพราะดื่มยาพิษท่ีหลีชื่อนามาบังคับให้ดื่ม ความเป็นไป
ของฮน่ั เฟ่ยจื้อตอนน้กี ็เหมือนกับโซเครตสี นักปรัชญาผู้ย่ิงใหญ่ของโลกชาวกรกี ฮ่ันเฟย่ จื้อส้ินชีพราว พ.ศ. 310
(ฟ้ืน ดอกบัว, 2542: 197)

ฮ่ันเฟ่ยจ้ือมีความเห็นว่ากฎหมายเป็นเรื่องสาคัญท่ีสุด กฎหมายเท่านั้นที่จะทาให้ประเทศเข้มแข็ง
และกฎหมายเท่านั้นท่ีจะนาความสงบสุขมาสู่บ้านเมืองได้ เพราะฉะนั้น ฮ่ันเฟ่ยจ้ือจึงเป็นพวกนิตินิยม
(Legalism)

2. ปรัชญาของฮ่ันเฟย่ จอ้ื
ฮ่ันเฟ่ยจื้อ เปน็ นักปรัชญาทถ่ี ือกันว่าเด่นที่สุดในสานกั นิตินิยม เพราะเขาไดใ้ ช้จดุ เด่นของนักปราชญ์
ทั้งหลายมาเป็นฐานรองรับปรัชญาของตน เช่น ได้ปรัชญามาจากสานักเต๋า ขงจ้ือ และม่อจ้ือ โดยเฉพาะก็
ปรัชญาจากสานักขงจ้ือ เพราะฮั่นเฟย่ จื้อเคยเป็นศิษย์ของซุ่นจ้ือ รุ่นเดียวกับหลีซ่ือซ่ึงต่อมาเป็นนายกรัฐมนตรี
แห่งรัฐจ๋ิน แต่ที่ได้รับอิทธิพลมามากที่สุดก็จากปรัชญาของเซนเต๋า เซนปู-ไฮ และซางหยาง น่ันก็คือ ซ่ี ชู่ ฝ่า
หรอื อานาจ ศลิ ปะหรอื วธิ ีการใช้อานาจ และกฎหมาย

190  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครือข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

3. ปรัชญาสงั คมและการเมอื ง
ฮ่ันเฟ่ยจ้ือ เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนิจจัง เปล่ียนแปลงไปเร่ือยๆ สังคมมนุษย์ก็เช่นกันได้
เปล่ียนแปลงมาตามลาดับ อย่างเช่น สมัยโบราณมนุษย์สร้างบ้านอยู่บนคาคบไม้เพ่ือป้องกันสัตว์ร้าย มนุษย์
ตา่ งก็ช่ืนชมยินดีวา่ เป็นผลงานอันชาญฉลาด กาลต่อมาเม่ือมนษุ ย์เกิดพบไฟจากการเอากง่ิ ไม้แห้ง 2 อันมาสีกัน
ก็มีความภาคภูมิใจอย่างท่ีสุด แต่ในยุคปัจจุบัน หากใครยังสร้างบ้านอยู่บนต้นไม้และก่อไฟโดยเอาไม้มาสีกัน
ก็จะเป็นท่ีขบขันไม่ใช่น้อย เพราะปัจจุบันมนุษย์ได้คันพบวิธีการอื่นๆ ที่ดีกว่าน้ันมากมายแล้ว (ฟ้ืน ดอกบัว,
2542 : 200) ฮั่นเฟ่ยจื้อจึงสรุปความเห็นของเขาว่า เพราะฉะน้ัน ในปัจจุบันนี้ หากจะมีใครยกย่องสรรเสริญ
วธิ ีการของพระเจา้ เย้า (Yao) พระเจ้าซุ่น (Shun) พระเจ้ายู้ (Yu) พระเจ้าถัง (Tang) พระเจ้าหวู (Wu) ซึ่งเป็น
กษัตริย์นักปราชญ์ท้ัง 5 ในอดีตว่าควรจะนามาใช้ในปัจจุบัน ผู้นั้นย่อมเป็นท่ีตลกรบขันเป็นแน่ ด้วยเหตุน้ี ผู้ท่ี
เป็นปราชญ์จึงไม่มีความมุ่งหมายท่ีจะปฏิบัติตามอดีต หรือกาหนดกฎเกณฑ์อะไรจากอดีต แต่เขาจะศึกษา
เหตุการณ์ในปัจจุบันซึ่งเป็นยุคสมัยของเขาให้ถ่องแท้ แล้วคิดแสวงหาลู่ทางเพ่ือเผชิญกับเหตุการณ์ในปัจจุบัน
อย่างเหมาะสมกับกรณี
ข้อน้ีจะเห็นได้จากนักปรัชญาในสมัยก่อน ต่างก็ให้ความสาคัญต่อแบบอย่างของพระเจ้าฮ่วงต่ี
(Huang Ti) หรือพระเจ้าเหลือง ขงจ้ือถือเอาพระเจ้าเย้า พระเจ้าซุ่นเป็นแบบอย่าง ส่วนม่อจื้อก็ถือพระเจ้ายู้
เป็นสาคัญ พวกนักปราชญ์ดังกล่าวถือปฏิปทาของกษัตราธิราชดังกล่าวว่าเป็นสิ่งที่สมบูรณ์ได้มาตรฐานเป็น
แบบอย่างตลอดไป แต่ฮ่ันเฟ่ยจื้อกลับมีความเห็นว่าการยึดม่ันในอดีต ถึงแม้จะมีประโยชน์ในด้านถ่ายทอด
วรรณกรรมและสร้างเสถียรภาพแก่สังคม แต่ก็เป็นอุปสรรคขัดขวางความคิดใหม่ๆ และความเจริญก้าวหน้า
เป็นอย่างมาก จึงไม่เป็นผลดีควรเลิกเสีย ฮ่ันเฟ่ยจื้อได้ยกตัวอย่างความเขลาของการยึดม่ันถือวิธีการปกครอง
ในอดีตว่าควรนามาใช้ในปัจจุบันอีกว่า คร้ังหน่ึงยังมีชาวนาคนหน่ึงในแคว้นซุง (Sung) กาลังไถนาอยู่ในทุ่ง
ขณะท่ีเขาไถนาอยู่น้ันก็มีกระต่ายป่าตวั หนึ่งวิ่งมาอย่างรวดเร็วชนตอไม้ซง่ึ อยู่กลางนาน้ัน คอหักตาย ต้ังแต่นั้น
ชาวนาคนน้นั ก็เลกิ ไถนา ไปคอยยืนดูท่ีตอไม้น้ัน หวังว่าจะมกี ระตา่ ยวอนื่ วิ่งมาชนตอไมต้ ายอีก จะได้เก็บไปเป็น
อาหาร แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะไม่มีกระต่ายตัวไหนมาชนตอไม้ตายอีก การกระทาของชายคนน้ัน กลายเป็นท่ี
ขบขันของคนทั้งแควน้ ซุงผปู้ กครองใดยดึ ม่ันกบั สิง่ อดตี ปรารถนาจะใช้สิ่งอดีตมาปกครองในปจั จุบนั ผ้ปู กครอง
นัน้ ก็เหมอื นกับชายคนเฝ้าคอยกระตา่ ยน่ันแหละ (ฟ้ืน ดอกบัว, 2542: 201)
ด้วยเหตุน้ี ฮ่ันเฟ่ยจื้อจึงตาหนิปรัชญาสานักขงจื้อว่า เป็นเพียงแค่ทฤษฎี ไกลจากความเป็นจริง
นามาปฏิบัติไม่ได้ การปกครองบ้านเมืองไม่ใช่ของเล่นสาหรับใช้ทดสอบทฤษฎีต่างๆ แต่จะต้องใช้ความจริงท่ี
สอดคล้องเหมาะสมกับยุคนั้นๆ มาปกครอง ฮ่ันเฟ่ยจื้อไดก้ ล่าวต่อไปว่า ปัจจุบัน พวกนักปราชญ์มัวแต่ถกเถียง
กนั ในเรื่องการปกครองรปู แบบต่างๆ แตไ่ มไ่ ด้คานงึ ถึงความจรงิ ที่มีอยู่ในปจั จุบัน กลบั พูดแต่คุณความดีของการ
ปกครองท่ีมีอยู่ในอดีต พวกนักปราชญ์เหล่านั้นไม่ศึกษาข้อเท็จจริงของกฎหมายบ้านเมือง ไม่พิจารณาศึกษา
สภาวการณ์อันผิดปกติวิสัยของพลเมือง ดีแต่พูดถงึ ประเพณีที่ผ่านมามัวแต่ยึดมน่ั กับการเลียนแบบคุณความดี
ของนักปกครองในอดีต พวกนักปราชญ์ในสานักขงจื้อกล่าวออกมาอย่างไพเราะว่า “ขอให้ฟังคาแนะนาของ
พวกเรา แลว้ ท่านจะกลายเป็นผู้ปกครองบา้ นเมืองที่ปรีชาสามารถ” คาพูดอย่างน้ีก็เหมือนกับคาสวดออ้ นวอน
ของหมอผี เพราะฉะนั้นผู้ปกครองท่ีฉลาดย่อมจะไม่ยอมรับคาแนะนาเช่นน้ันเป็นอันขาด แต่จะใช้ปัญญา
พิจารณาความเป็นจริง แล้วสลัดทิ้งสิ่งที่ไร้ประโยชน์ผู้ปกครองที่มีสติปัญญาจะไม่ยอมพ่ึงพาสิ่งท่ีเรียกว่า
มนุษยธรรม ไม่ยึดมั่นอยู่ในศีลธรรม หรือคอยเง่ียหูฟังคาแนะนาของนักปราชญ์ในลัทธิขงจื้อแต่ประการใดเลย
(สกล นิลวรรณ, 2523: 382-383)
ฮ่ันเฟ่ยจื้อ มีความเห็นว่าเรื่องท่ีถูกต้องที่ควรนามาใช้กับสังคมในยุคของเขาก็คือ ซี่ ซู่ ฝ่า กล่าวคือ
เรื่องแรกที่ฮั่นเฟ่ยจ้ือเห็นด้วยก็คือ ซ่ี หรืออานาจ อานาจเท่านั้นท่ีจะจัดการกับส่ิงต่างๆ ได้ อานาจทาให้คนมี

191  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครอื ขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

อานาจเป็นที่เกรงกลัวของคนทั่วไป ไม่มีใครกล้าฝ่าฝืน ดังท่ีกว้านซ้ือ กล่าวไว้ว่า เมื่อพระเจ้าแผ่นดินมีปัญญา
และปกครองบ้านเมืองด้วยอานาจเด็ดขาด พวกเสนาบดีก็ไม่กล้าทาความช่ัว ไม่กล้าทรยศต่อพระเจ้าแผ่นดิน
ข้อน้ีจะเป็นเพราะเสนาบดมี ีความรกั ภักดตี ่อพระเจ้าแผ่นดินก็หาไม่ แตเ่ ป็นเพราะพวกเขาเกรงกลัวในพระราช
อานาจ ทั้งประชาชนก็พร้อมท่ีจะรับใช้พระเจา้ แผ่นดิน การที่ประชาชนเชื่อฟังพระเจ้าแผ่นดิน จะเป็นเพราะมี
ความรักภักดีต่อพระองค์ก็หาไม่ แต่เป็นเพราะพวกเขาเกรงกลัวพระราชอานาจต่างหาก ด้วยเหตุน้ีพระเจ้า
แผ่นดนิ ผู้มอี านาจเด็ดขาดจึงสามารถควบคุมเสนาบดีและประชาชน คาสัง่ ของพระองค์เป็นเรื่องทท่ี กุ คนจะตอ้ ง
เช่ือฟังและปฏิบัติตาม ที่พระเจ้าแผ่นดินจึงได้รับการยกย่อง เพราะฉะน้ันกฎหมายจึงบญั ญัติว่า “จงเคารพยก
ย่องพระเจ้าแผ่นดิน และอ่อนน้อมถ่อมตนต่อเสนาบดี ข้อน้ีมิใช่เพราะประชาชนมีนมาความรักภักดีต่อท่าน
เปน็ พเิ ศษก็หาไม่ แตเ่ ปน็ เพราะทา่ นเหล่านน้ั เป็นผ้มู ีอานาจสูงสดุ ในแผ่นดิน” (ฟื้น ดอกบวั , 2542: 203)

ฮ่นั เฟ่ยจ้ือดาเนินรอยตามกวา้ นจื้อ ไดก้ ลา่ วถงึ ความสาคญั ของอานาจไวใ้ นบทนพิ นธข์ องตนว่า (สกล
นิลวรรณ, 2523: 389-290)

ประการท่ี 1 เห็นว่า ซ่ี (อานาจ) และตาแหน่งน้ันเป็นของจาเป็น ส่วนความดีและปัญญาน้ันไม่
สามารถเป็นอาศัยได้ อุปมาดังใช้คันธนูอ่อนเพ่ือยิงลูกศรให้ขึ้นไปสูงๆ ย่อมทาไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะมีแรงลมช่วย
กต็ าม คนชว่ั แต่มีอานาจยอ่ มสามารถใช้อานาจบังคับให้ปฏบิ ตั ิตามคาส่งั ของตนได้ เมอ่ื พระเจา้ เย้ายังเป็นผู้น้อย
ประชาชนก็ไม่สนใจฟังคาสั่งของพระองค์เลย แต่เม่ือพระองค์เป็นกษัตริย์ ประชาชนก็เชื่อฟังปฏิบัติตามคาส่ัง
ของพระองค์อย่างเครง่ ครดั จากเหตผุ ลดงั กลา่ วมา ช้ีใหเ้ หน็ วา่ ความดีและปญั ญาน้ันไมส่ ามารถทาให้ประชาชน
เชื่อฟังคาสั่งได้ อานาจและหน้าท่ีต่างหากท่ีสามารถทาให้ประชาชนเชื่อฟัง ฮ่ันเฟ่ยจื้อได้อธิบายต่อไปว่า
การท่ีพระเจ้าเย้า สมัยท่ีเป็นสามัญชนไม่สามารถปกครองคนได้ จะเป็นเพราะพระองค์ไม่เหมาะสมก็หาไม่
หากเป็นด้วยฐานะของพระองค์ต่าเกินไป ไม่มีอานาจมารองรับต่างหาก ดุจส่ิงของหนักใส่ไว้ในเรือก็ย่อมไม่
จมน้า ส่วนสิ่งของหนักเล็กน้อยแต่ไม่มีอะไรรองรับกลับจมน้า ความต่างกันจึงอยู่ที่อย่างหนึ่งมีเครื่องรองรับ
แตอ่ ีกสิง่ หน่งึ ไมม่ ี เพราะฉะนน้ั ผูม้ ีอานาจย่อมสามารถปกครองคนอน่ื ไดเ้ พราะมีอานาจรองรับทาให้คนกลวั เกรง

ประการที่ 2 เหน็ ว่า ซู่ คือศิลปะการปกครอง ผปู้ กครองจะขาดซู่ไมไ่ ด้ เพราะศลิ ปะหรือเทคนิคเป็น
วิธีท่ีผู้ปกครองจะต้องนามาใช้เป็นเครื่องมือในการปกครอง เพื่อทาให้บุคคลในบังคับบัญชาเช่ือฟังและปฏิบัติ
ดามด้วยความยินดี คนมีอานาจแต่ใช้อานาจไม่เป็นย่อมก่อให้เกิดโทษแก่ตนเอง ดุจคนใช้อาวุธไม่เป็นย่อมให้
โทษต่อตนเองฉันนั้น การใช้อานาจท่ีขาดศิลปะย่อมทาให้ผู้อย่ใู ต้บังคับบัญชาไม่เต็มใจเชือ่ ฟัง อันจะเปน็ เหตุให้
เกิดความกระต้างกระเดื่องตามมา ซขู่ องผนู้ าทแี่ สดงออกมาภายนอก กค็ ือการให้บาเหน็จรางวลั แก่ผู้ทาความดี
และลงโทษทณั ฑแ์ ก่คนทีท่ าความชว่ั ฮนั่ เฟย่ จอ้ื มีความเห็นว่า การปกครองทมี่ ีท้ังให้รางวัลและลงโทษทณั ฑ์น้ัน
เป็นความถูกต้องเหมาะสมกับธรรมชาติของคน เพราะธรรมชาติของคนมีทั้งความชอบและความชัง เมื่อชอบ
อะไรก็จะพยายามขวนขวายเพอ่ื ให้ได้ส่งิ ทีต่ นชอบ และหลีกห่างจากสงิ่ ท่ีคนชัง เม่ือผูน้ ามีรางวัลเป็นเครื่องลอ่ ก็
ย่อมเป็นท่ีพอใจให้คนพยายามทาสิ่งทดี่ ีเพ่ือจะไดร้ ับรางวลั และทานองเดียวกันเมื่อผนู้ าสามารถลงโทษทัณฑ์ก็
ทาให้ประชาชนเกรงกลัวไม่กล้าทาความช่ัว เพราะรู้ว่าผู้นาสามารถลงโทษได้ ความดีความช่ัวในที่น้ีไม่ได้
หมายถงึ ดี-ชั่วทางศีลธรรม หากแตห่ มายถงึ ดี-ช่วั ในทางกฎหมาย คนดกี ็คือคนท่ีทาตามกฎหมาย คนช่ัวก็คอื คน
ท่ีฝ่าฝืนกฎหมาย ดี-ช่ัวตัดสินกันท่ีกฎหมาย และกฎหมายจะศักด์ิสิทธ์ิได้ก็เพราะการปูนบาเหน็จและการ
ลงโทษทัณฑ์คอยสนับสนุน ในทรรศนะของฮ่ันเฟย่ จอื้ ทุกตาแหน่งย่อมมีอานาจ ตาแหนง่ อะไรก็ย่อมบ่งบอกถึง
อานาจอยู่ในตัวแล้ว ใครอยู่ตาแหน่งไหนก็จะต้องรับผิดชอบต่อตาแหน่งน้ัน ผลงานจะเป็นเคร่ืองพิสูจน์ว่า
ผู้ดารงตาแหน่งนั้นๆ มีศิลปะในการปกครองเพียงไร ดังท่ีฮ่ันเฟ่ยจื้อกล่าวไว้ในบทที่ 7 ว่า เม่ือเสนาบดีกราบทูล
ว่า สามารถทาสิ่งใดได้ ผู้นาก็มอบหมายงานให้ตามนั้นและต้องให้เขารับผิดชอบให้มีผลงานตรงกับสิ่งท่ีได้รับ
มอบหมาย หากเขาสามารถมีผลงานสาเร็จดังที่เขารบั อาสา เขาก็จะได้รับปูนบาเหน็จรางวัล แตถ่ ้าไม่มผี ลงาน

192  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครือข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

สาเรจ็ ตามท่ีตกลงกันไว้ เขาก็จะถูกลงโทษ เม่ือผนู้ ารักษาหลักการนี้ไว้ได้อย่างเคร่งครัด บุคคลที่รู้ตัวว่าตนไม่มี
ความสามารถจริงๆ ก็จะไม่กล้ารับตาแหน่งนั้น แมต้ าแหน่งจะถูกเสนอให้ก็ตาม โดยนัยน้ีผู้ท่ีไร้ความสามารถก็
จะหมดไปเอง เหลอื แต่ผ้มู ีความสามารถควรแก่ตาแหน่งนัน้ ๆ เทา่ นน้ั (น้อย พงษ์สนิท, 2528: 71)

ประการท่ี 3 เห็นวา่ ฝ่า หรือกฎหมายเปน็ ตัวกาหนดคุณและโทษเอาไว้อย่างชัดเจน ใครปฏิบัตติ าม
กฎหมายก็ได้รับประโยชน์ ใครฝ่าฝนื กจ็ ะได้รับโทษทัณฑ์ กฎหมายจะเปน็ บรรทดั ฐานของการปกครองประเทศ
ทาให้พลเมืองมองเห็นชัดว่าตนควรทาอะไรและไม่ควรทาอะไร กฎหมายจะทาให้ทุกอย่างดาเนินไปด้วยดี
กฎหมายจะช่วยกวาดล้างความวุ่นวายไร้ระเบียบของสังคมให้หมดไป กฎหมายจะช่วยกาจัดคนอันธพาล
กฎหมายจะช่วยขจัดระบบศักดินาและการแบ่งแยกระหว่างชนชั้น ฮ่ันเฟ่ยจ้ือได้กล่าวถึงความสาคัญของ
กฎหมายไว้ว่า บ้านเมืองน้ันไม่อาจเข้มแข็งหรืออ่อนแอได้ตลอดไป ทั้งนี้ข้ึนอยู่กับการใช้กฎหมายเป็นสาคัญ
กล่าวคือ เมื่อใดมีการใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เม่ือน้ันบ้านเมืองก็จะเข้มแข็ง แต่ตรงกันข้าม เม่ือใดมีการใช้
กฎหมายอยา่ งหย่อนยาน เม่อื น้นั บา้ นเมอื งกจ็ ะอ่อนแอ

ฮ่ันเฟ่ยจ้ือมีความเห็นว่า บ้านเมืองท่ีมีการปกครองดี สิ่งสาคัญประการแรกจะต้องมีประมวล
กฎหมายท่ีแน่นอน ท้ังต้องนากฎหมายน้ันมาใช้อย่างเข้มแข็งและเข้มงวด กฎหมายควรกาหนดโทษหนักแก่ผู้
ล่วงละเมดิ จึงจะไม่มีใครกลา้ ฝ่าฝนื นอกนรี้ ัฐควรมีนโยบายนาประชาชนให้งดเว้นจากการกระทาความผิดเลก็ ๆ
น้อยๆ ด้วยทัง้ น้ีประชาชนจะไดไ้ มท่ าผดิ ท่ีร้ายแรง และเมื่อไม่มกี ารกระทาผิดเล็กๆ น้อยๆ เสียแล้ว การกระทา
ผิดอย่างร้ายแรงก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ ปรัชญาตอนนี้ ฮ่ันเฟ่ยจ้ือได้รับอิทธิพลมาจากซางหยาง กล่าวคือซางหยาง
หรือกุงซุนหยางได้กล่าวไว้ว่า “ถ้าโทษกาหนดไว้หนักก็จะไม่มีใครกล้าฝ่าฝืน น่ีคือวิธีกาจัดอาชญากรรมโดยวิธี
กาหนดลงโทษ” (สกล นิลวรรณ, 2523)

จากเน้ือหาดังกล่าวมาทั้งหมด ทาให้เห็นว่าปรัชญาของฮั่นเฟ่ยจื้อได้รับอิทธิพลจากปรัชญาของเซน
เต๋า เซนปู-ไฮ และซางหยางดังกล่าวแล้ว เพียงแต่ 3 คน เน้นคนละเรื่อง ส่วนฮั่นเฟย่ จ้ือเน้นท้ัง 3 เรื่อง เพราะ
กฎหมายถึงแม้จะดี แต่ลาพังตัวมันเองก็ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ของมันดังเครื่องจักรกลได้ เพราะเป็นส่ิงไม่มีชีวิต
จิตใจ จาต้องอาศัยบุคคลมาเป็นผู้ใช้อกี ทอดหน่ึง และบุคคลผู้มาใช้กฎหมายก็จาต้องมีอานาจด้วยจึงจะช่วยให้
กฎหมายศักดิ์สิทธ์ิ ด้วยเหตุน้ีท้ัง ซี่ ชู่ ฝ่า จึงจาต้องอิงอาศัยกัน ผสมผสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันดุจเกลียว
เชือก 3 เกลียวรวมกันเป็นเชือกเส้นเดียวกันฉันนั้น จึงจะมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง กล่าวคือผู้นาต้องมี
อานาจ อานาจนั้นก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย กฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์ได้ก็เพราะผู้มีอานาจใช้ และผู้นาจะต้อง
ฉลาดใช้คน ใชอ้ านาจและกฎหมายใหเ้ หมาะสมกับกรณี (ฟืน้ ดอกบวั , 2542: 207)

ฮั่นเฟ่ยจ้ือเช่ือว่า ผู้นาที่มีอานาจไม่จาต้องมีคุณธรรมหรือความสามารถพิเศษแต่อย่างไร มีอานาจ
อย่างเดียวก็เพียงพอแล้วที่จะทาให้คนกลัวเกรง ฮ่ันเฟ่ยจ้ือเปรียบเทียบอานาจของกษัตริย์ก็เหมือนเข้ียวเล็บที่
แหลมคมของเสือ กษัตริย์หากปราศจากอานาจก็ไม่มีความหมายดุจเสือไร้เขี้ยวเล็บ ฉันน้ัน กษัตริย์หรือผู้นา
เมื่อกุมอานาจไว้อย่างมั่นคงแล้ว ก็ไม่จาต้องรับภาระมากมายในการปกครองประเทศ และไม่ต้องวิตกกังวลใน
การบริหารบ้านเมือง หน้าท่ีของผู้นาก็เพียงให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามกฎหมายเท่าน้ัน แล้วทุกอย่างก็จะดาเนินไป
ด้วยดี เพระพลเมืองได้รับรู้กฎหมายกันอย่างท่ัวถึง เนื่องจากรัฐได้ประกาศให้ทราบโดยทวั่ ไป จึงทาให้พลเมือง
รอู้ ะไรควรทาอะไรไม่ควรทา และรู้ว่าผู้นามีอานาจจึงสามารถลงโทษแกผ่ ู้ฝ่าฝนื กฎหมาย และสามารถให้รางวัล
แก่คนท่ีทาตาม เม่ือความจริงเป็นอย่างนี้ จะมีใครไม่ต้องการรางวัลและยินดีรับโทษทัณฑ์ อันเป็นการผิดกับ
ธรรมชาติของมนุษย์ดังกล่าวแล้วเล่า (ฟ้ืน ดอกบัว, 2542: 207) และทานองเดียวกัน ฮั่นเฟ่ยจ้ือก็เชื่อว่า
กฎหมายเป็นเคร่ืองมือสาคัญของผู้บริหารเมือง ผู้นาจะต้องนาจารีตประเพณีและคุณธรรมออก แล้วใส่
กฎหมายเข้าแทนท่ีจึงจะมีผลอย่างจริงจังต่อการบริหารบ้านเมือง กฎหมายจะทาให้ทกุ คนเท่าเทยี มกัน ผิดกับ
สมัยก่อน บ้านเมืองปกครองชนชั้นสูงโดยจารีตประเพณี หากมีปัญหาอะไรก็จะใช้จารีตประเพณี หรือ หลี (Li)

193  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

เป็นเคร่ืองตัดสิน ทั้งนี้เพราะชนชั้นสูงมักเป็นญาติกันหรือมิเช่นนั้นก็เป็นคนมีศักดิ์ศรีเพราะมีความรู้
ความสามารถ ผิดกับคนธรรมดาสามัญชนที่รัฐใช้การลงโทษหรือซิง (Hsing) เข้าตัดสิน คร้ันมาถึงสมัยขงจื้อ
ขงจื้อมีความเห็นว่าควรจะยกเลิกการลงโทษสีย แล้วใช้จารีตประเพณีแทน นาเอาจารีตประเพณีมาเป็น
แนวทางให้คนทุกชั้นปฏิบัติตาม คนท่ีด้อยในเร่ืองจารีตประเพณีและคุณธรรม ก็จะต้องยกตัวให้สูงขึ้นมาด้วย
จารีตประเพณีและคุณธรรม เมื่อทุกคนมีคุณธรรมเสมอกันทุกคนจึงเท่าเทียมกัน โดยเหตุนี้ ขงจื้อจึงทาให้ทุก
คนเท่าเทียมกันโดยจารีตประเพณีและคุณธรรม แต่ฮั่นเฟ่ยจ้ือกลับมีความเห็นว่า ควรใช้กฎหมายมาแทนที่
จารีตประเพณีและคุณธรรม ทุกคนไม่ว่าชนช้ันไหนจะต้องตกอยู่ภายใต้กฎหมายท้ังหมดไม่มียกเว้นดังท่ีฮั่นเฟ่
ยจื้อกล่าวว่า เสนาบดีถ้ากระทาความผิดแล้วก็จะต้องได้รับโทษทัณฑ์ไม่มียกเว้น สามัญชนหากทาความดีก็จะ
ได้รับบาเหนจ็ รางวลั โดยไมม่ ียกเว้นเช่นกัน

เพราะฉะน้ัน แทนที่ฮั่นเฟ่ยจ้ือจะยกระดับคนช้ันต่าให้สูงขึ้น ก็หันไปลดสถานภาพของคนชั้นสูงลง
มาให้เท่าเทียมกันโดยกฎหมาย ฮ่ันเฟ่ยจ้ือปรารถนาจะให้ทกุ คนยึดถือกฎหมายอย่างจริงจงั คานึงแต่กฎหมาย
เป็นที่พ่ึงในทุกสง่ิ ทุกอย่าง ถ้าเปน็ ไปได้ดังกล่าวประเทศชาตกิ ็จะเปน็ ปึกแผ่น สงั คมจะสงบ เพราะทุกฝา่ ยตา่ งก็
ยึดกฎหมายเป็นบรรทัดฐาน ดังที่ฮ่ันเฟย่ จ้ือกลา่ วว่า ผูน้ าท่ีฉลาดจะไม่ออกคาสั่งเล็กๆ น้อยๆ แต่จะประกาศใช้
ประมวลกฎหมายเปน็ ทางการปฏิบตั ิของประชาชน ผูน้ าประเทศจะไม่หวนนาวิธใี นอดตี มาสถาปนาข้าราชการ
ให้เป็นผู้นาของประชาชน ไม่ยอมให้ประชาชนทะเลาะกัน แต่จะปลุกใจประชาชนให้ยอมอุทิศชีวิต เพื่อทา
สงครามให้บ้านเมือง เม่ือเป็นอย่างน้ีประชาชนต่างก็จะยืดมั่นอยู่ในกฎหมาย จะทางานอย่างขยันขันแข็งเพ่ือ
บา้ นเมอื งและยินดีทาสงครามให้บ้านเมอื ง (ฟนื้ ดอกบัว, 2542: 207-209)

ทรรศนะของฮั่นเฟ่ยจ้ือในเร่ืองน้ีก็คล้ายกับปรัชญาของม่อจ้ือ ที่ต้องการให้ทุกคนเช่ือฟังผู้นา
ปฏิบัติตามคาสั่งของผู้นา ตามหลักการท่ีว่าผู้น้อยต้องคล้อยตามผู้ใหญ่ เพ่ือความเป็นเอกภาพในการปกครอง
อนั จะเป็นปัจจยั สาคญั ในการสรา้ งสรรคป์ ระเทศชาติใหว้ ัฒนา ฮัน่ เฟ่ยจื้อให้ความสาคัญตอ่ กฎหมายมาก เพราะ
กฎหมายจะทาให้ทุกอย่างดาเนินไปได้โดยอัตโนมัติ ฮั่นเฟ่ยจ้อื ถึงแมจ้ ะให้ความสาคัญต่อกฎหมายดังกล่าวแล้ว
แต่เขาก็มีความเห็นว่าทุกอย่างไม่สามารถคงทนอยู่ได้ จาต้องเปลี่ยนแปลงไปเร่ือยๆ เพราะทุกส่ิงเป็นอนิจจัง
แม้กฎหมายก็เช่นกัน จาจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงให้เหมาะสมกับกาลสมัย ดังท่ีฮันเฟ่ยจื้อกล่าวว่า
“กฎหมายควรจะเปลีย่ นไปพร้อมๆ กับความเจริญก้าวหนา้ ในทุกกาลสมัย การปกครองก็เช่นกนั จะต้องดาเนิน
ไปให้สอดคลอ้ งกบั สภาวการณ์ของสมยั นัน้ ๆ”

บทสรปุ ปรัชญาสังคมและการเมืองของฮนั่ เฟย่ จ้ือ
สรุปใจความสาคัญของปรัชญาฮ่ันเฟ่ยจ้ือก็คือ เขาต้องการให้พลเมืองมีความสุขสังคมเป็นระเบียบ

ประเทศชาตมิ น่ั คงและมัง่ คงั่ การท่จี ะบรรลเุ ป้าหมายดงั กลา่ วไดร้ ัฐจะตอ้ งดาเนินการต่อไปนี้
1. แต่งตั้งให้มีฮ่องเต้หรือกษัตริย์เป็นผู้นาของรัฐ มีอานาจเด็ดขาดในการปกครอง มีหน้าที่ออก

กฎหมาย กาหนดคุณและโทษไว้ให้ชัด และคอยดูแลใหท้ ุกอย่างดาเนนิ ไปตามกฎหมายอยา่ งเคร่งครดั
2. ผู้นาของรัฐจะต้องแต่งต้ังบุคคลอ่ืนๆ ให้ดารงตาแหน่งต่างๆ ลดหลั่นกันไปตามลาดับ เพ่ือช่วย

แบ่งเบาภาระของพระองค์ ทุกตาแหน่งต้องมีอานาจและหน้าที่อยู่ในตัว ใครทาไม่ได้ตามที่กาหนดไว้ก็ให้ปลด
ออก ตงั้ คนอ่นื แทน

3. ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการปกครองประเทศ ใช้กฎหมายเป็นบรรทัดฐานของการตัดสิน
ปญั หาทุกอย่าง ให้เลิกชนชัน้ สูงชนช้นั ต่า ทกุ คนมีฐานะเท่าเทียมกนั ในสายตาของกฎหมาย

4. รณรงค์ให้พลเมืองเป็นชาวไร่ชาวนาและทหาร เพราะชนชาวไร่ชาวนาสามารถหารายได้เข้ารัฐ
ทาให้ประเทศชาติม่ังคั่ง ส่วนทหารก็จะทาให้ประเทศชาติมั่นคงไม่ถูกรุกราน ทาให้บ้านเมืองมีเสถียรภาพสงบ

194  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลัย และเครือขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

สุข บุคคลทั้ง 2 ประเภทจึงได้รับการยกย่องมากว่าเป็นกาลังสาคัญของชาติ เป็นพลเมืองท่ีมีค่าของประเทศ
(ฟื้น ดอกบัว, 2542: 215)

ปรัชญาของฮ่ันเฟ่ยจ้ือ เป็นท่ีชอบใจของคนจีนยุคใหม่สมัยหลังสงครามระหว่างแควันต่างๆ เพราะ
คนเบื่อหนา่ ยสงคราม เห็นความไมด่ ีของการแบ่งแยกชนช้ัน และเม่ือมาพบแนวความคดิ ใหม่ทใ่ี ช้กฎหมายแทน
จารีตประเพณีและคุณธรรม ทาให้เกิดความหวังใหม่ว่า กฎหมายคงจะช่วยได้ คงจะไม่ล้มเหลวอย่างการใช้
ระบบจารีตประเพณีและคุณธรรมดังท่ีผ่านมา รัฐจิ๋นเป็นรัฐแรกท่ีนาปรัชญานิตินิยมไปใช้ และก็ประสบ
ความสาเร็จเป็นอย่างมาก ทาให้รัฐจิ๋นเป็นเลิศในทางกสิกรรมและทางทหาร จนรัฐจ๋ินซ่ึงแม้เป็นรัฐเล็ก แต่ก็
สามารถกาจัดแคว้นปรปักษ์ได้หมด จนกระท่ังสามารถรวบรวมแควันท้ังหมดเข้าเป็นอาณาจักรประเทศจีน
ประเทศเดียวกันได้สาเร็จเป็นคร้ังแรกในประวัติศาสตร์จีน ฮ่ันเฟ่ยจื้อได้ปฏิวัติปรัชญาจีนท่ีผ่านมา โดยใช้
กฎหมายแทนท่ีจารีตประเพณีและคุณธรรม เป็นการนาเอาทฤษฎีใหม่มาใช้แทนทฤษฎีเก่าซ่ึงยึดถือกันมานาน
และจากอิทธิพลของปรัชญาฮั่นเฟ่ยจ้ือทาให้คนจีนยุคถัดๆ มาเห็นความสาคัญของกฎหมาย จึงหันมาใช้
กฎหมายเข้าแกป้ ญั หาตา่ งๆ จนเปน็ เหตุใหเ้ กิดการเปล่ียนแปลงการปกครองต่อมา จนชนชน้ั กรรมาชีพเป็นพลัง
สาคญั ของประเทศ (ฟน้ื ดอกบัว, 2542: 216)

กล่าวกนั ว่าปรชั ญาของฮั่นเฟยจอื้ ถูกกบั อัธยาศัยใจคอของคนจนี ในภาคเหนือซงึ่ มีลกั ษณะชอบความ
แข็งกร้าว ทานองเดียวกับปรัชญาธรรมชาติของเหลาจ้ือและจวงจ้ือเป็นท่ีโปดปรานของคนจีนในภาคใต้และ
ปรชั ญามนุษยนยิ มของขงจอ้ื และสานุศิษยเ์ ปน็ ทตี่ ้องใจของคนจีนในภาคกลาง

บทวิจารณ์ปรชั ญาสงั คมและการเมอื งของฮั่นเฟย่ จ้ือ
ปรัชญของฮันเฟ่ยจื้อถึงแม้จะเป็นความจริง แต่ก็ไม่ใช่ความจริงท้ังหมด ถึงแม้จะเป็นความดี ก็เป็น

ความดีส่วนหนึ่งไม่ใช่ความดีทั้งหมด ปรัชญาของฮั่นเฟ่ยจื้อจึงเหมาะกับบางยุคบางสมัย โดยเฉพาะก็สมัยที่
บา้ นเมืองกาลังทาสงคราม หรือเกิดความวุ่นวายไร้ระเบียบ ก็จาเป็นต้องใช้อานาจและกฎหมายเพ่ือความเป็น
เอกภาพและความเฉียบขาดในการนาความเป็นระเบียบและความสงบสุขกลับคืนมา แต่ถ้าบ้านเมืองปกติ
พลเมืองมีความสงบสุขแล้ว อานาจเผด็จการและกฎหมายก็ลดความสาคัญลง จารีตประเพณีท่ีดีงามและ
คุณธรรมท่ีเคยมีความสาคัญก็กลับมีความสาคัญข้นึ มาดังเดิม อีกประการหนึ่ง คนมีชีวิตจิตใจ มีความสานึกว่า
อะไรดีอะไรชั่ว ไม่ใช่มีแต่ความเห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเป็นท่ีตั้ง ดังท่ีฮั่นเฟ่ยจ้ือกล่าวไว้ ปรัชญาของฮ่ันเฟ่
ยจื้อดจู ะเปน็ การลดศักด์ิศรขี องมนษุ ย์ลงเท่ากับสัตวโ์ ลกท้งั หลาย ความจริงมนุษย์มีระดบั จิตใจแตกต่างกัน บาง
คนจิตใจต่า บางคนมีจติ ใจปานกลาง และบางคนมีจิตใจสงู ดังนั้น การจะเหมาให้เหมือนกันหมดยอ่ มไมส่ มควร
มนุษย์ท่ีมีคุณธรรม มิใช่มีแต่ความเห็นแก่ตัวไม่ใช่คบกับใครก็มุ่งเพื่อผลประโยชน์ให้ตนเท่าน้ัน แต่มนุษย์ยังมี
ความรัก ความเคารพนับถือต่อกันได้อีกด้วย เช่น บางคนยอมทาทุกอย่างแม้ชีวิตก็สละได้เพ่ือผู้ท่ีตนรักเคารพ
บูชา และก็เป็นความจริงอยู่ว่า การที่บุคคลจะให้ความรักความเคารพ ความนับถือบูชาผู้ใด ก็ต่อเมื่อผู้นั้นมี
คุณธรรมความดีสูงส่ง หรือมิเช่นนั้นก็เป็นผู้ท่ีเคยมีบุญคุณต่อตนมาก ส่วนผู้ปกครองที่มีอานาจตามท่ีฮั่นเฟ่
ยจื้อกล่าวไว้ว่า ไม่จาต้องมีคุณธรรมความดีอะไร มีอานาจอย่างเดียวก็เพียงพอ เมื่อเป็นเช่นนั้นผู้นานั้นก็ไม่มี
คุณธรรมน่านับถือแต่อย่างไร ท้ังไม่ได้ทาบุญคุณแก่ใคร ผลก็คือเขาก็ย่อมไม่เป็นที่นับถือของใครเช่นกัน
ผู้ปกครองนั้นจึงเป็นผู้ที่อยู่บนหัว ไม่ใช่อยู่ในจิตใจของประชาชน ประชาชนจะรู้สึกหนัก อยากจะสลัดให้พ้น
ออกไป แต่กย็ ังทาไม่ได้ เพราะผู้นานั้นมีอานาจค้าไว้ แต่เม่ือใดมีผู้ทรงอานาจมากกว่ามาปฏิวัติขับไล่ผูน้ าเกา่ ให้
ออกไป ประชาชนก็จะยนิ ดชี ่วยผลักดนั ให้ เพราะผนู้ ั้น ไม่ไดเ้ ปน็ ท่ีรักดงั กล่าวแล้ว (ฟน้ื ดอกบัว, 2542: 217)

อนึ่ง การใช้อานาจและกฎหมายย่อมได้ผลชั่วคราวไม่คงทน เพราะอานาจและกฎหมายก็เป็น
อนจิ จัง จึงจาตอ้ งมกี ารเปล่ียนแปลงให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ของยุคสมัย นอกน้ียังเสยี่ งต่อการถูกปฏิวัติของ

195  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

ผู้มีอานาจดังกล่าวแล้ว เม่ือมีผู้นาใหม่ก็มักเปลี่ยนการปกครองใหม่ กฎหมายใหม่ เหตุการณ์หมุนเวียน
เปลี่ยนไปอย่างนไ้ี ดเ้ รอื่ ยไป แลว้ บ้านเมอื งจะมีเสถยี รภาพและเจรญิ ร่งุ เรืองได้อย่างไร หลักการทีด่ ีเด่นท้ังหลาย
ทฮี่ ่ันเฟ่ยจื้อตัง้ ไว้ก็เป็นอันต้องพังลงหมดเช่นกัน เพราะอานาจก็จาต้องมีอานาจมาหักล้างเช่นกัน เพราะฉะน้ัน
ระบอบการปกครองท่มี ุ่งใช้อานาจและกฎหมายจึงไม่ใชม่ าตรการทีด่ ีแท้ ความจริงจารีตประเพณแี ละคุณธรรม
ตลอดท้ังอานาจกฎหมายจาต้องอิงอาศัยกันไปด้วยกัน จะแยกจากกันโดยเด็ดขาดมิได้ จึงจะเป็นมาตรการท่ีดี
แท้ คงทนถาวร หรือกล่าวอีกนัยหน่ึง การปกครองท่ีดีจะต้องมีท้ังพระเดชทั้งพระคุณควบคู่กันไปจะใช้เพียง
อย่างหน่ึงอย่างใดเท่านั้นย่อมไม่พอ เพียงแต่บางครั้งเน้นพระเดช และบางคราวเน้นพระคุณให้เหมาะสมกับ
สถานการณ์เท่านัน้

บรรณานุกรม
ธวัช หอมทวนลม. (2545). เอกสารประกอบการสอนปรัชญาจีน. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวทิ ยาลัย.
น้อย พงษส์ นทิ . (2528). ปรชั ญาจีน. เชยี งใหม่ : มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่.
พระมหาพงษศ์ทราทิตย์ ก้องเสียง. (2560). หลักการปกครองของฮ่ันเฟ่ยจ้ือ. ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชา

ปรชั ญาและศาสนาตะวนั ออก คณะมนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ : มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
ฟ้นื ดอกบัว. (2542). ปวงปรัชญาจนี . พิมพค์ รงั้ ที่ 2. กรุงเทพฯ : สานักพิมพศ์ ยาม.
สกล นิลวรรณ. (2523). ปรัชญาจีน. แปลโดย จาก The Story of Chinese Philosophy. พระนคร :

โอเดยี นสโตร์.

196  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลัย และเครอื ขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

คณุ ธรรมจรยิ ธรรมกบั การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศนาเสนอขอ้ มูลอย่างเหมาะสม
Morality, Ethics, and Use of Information Technology for Appropriateness

in Presenting Information

มนสั วี ศรีนนท์
Manatsawee Srinont
สถาบนั นวัตกรรมการเรยี นรู้ มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล
Institute for Innovative Learning, Mahidol University
E-mail: [email protected]

บทคัดย่อ
บทความเร่ืองนี้มีวัตถุประสงค์ดังน้ี เพื่อศึกษาและวิเคราะห์คุณธรรมจริยธรรมกับการใช้เทคโนโลยี

สารสนเทศนาเสนอข้อมูลอย่างเหมาะสม ผลการศึกษาวิเคราะห์พบว่าผู้นาเสนอข้อมูลผ่านเทคโนโลยี
สารสนเทศต้องมีคุณธรรมจริยธรรมดังนี้ 1. ต้องมีความละอายใจในการนาเข้าข้อมูลเท็จ สอดคล้องกับท่ี
พระพทุ ธเจา้ ตรัสสอนให้มีจิตเมตตานาเสนอขอ้ มลู 2. ตอ้ งมคี วามเกรงกลัวตอ่ ผลท่ีจะเกดิ ขนึ้ ตอ่ การสรา้ งข้อมูล
เท็จ สอดคล้องกับที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้มีศีล 3. ต้องมีความนึกคิดที่ดี ไม่เผลอสติจนทาในสิ่งท่ีไม่ถูกต้อง
สอดคล้องกับที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้มีความเพียรในอธิจิต และ 4. ต้องมีความตระหนักรู้สึกตัวอยู่เสมอ
เข้าใจตามข้อเท็จจริงของเรอื่ งราว สอดคลอ้ งกับที่พระพทุ ธเจ้าตรัสสอนให้ไม่วา่ รา้ ยใครและไม่ทาร้ายใคร

Abstract
The aim of this article is to study and analyze the morality and ethics of using

information technology to present information appropriately. The results of the analysis
revealed that reporters through information technology must have the following moralities
and ethics; 1) the reporters must be ashamed to enter false information in accordance with
what the Lord Buddha taught in terms of having a compassionate mind to present information;
2) the reporters must be fear of the consequences of creating false information in accordance
with what the Lord Buddha taught in terms of being moral; 3) the reporters must be conscious,
not mindless until doing the wrong action in accordance with what the Lord Buddha taught
in terms of persevering in the higher mentality; and 4) the reporters must be aware at all times
and understand the facts of the information in accordance with what the Lord Buddha taught
in terms of not having bad speech and not hurting anyone.

บทนา
เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเน้ือหาท่ีผู้เขียนจะนาเสนอให้ทราบกันอย่างไม่ต้องใช้เวลามากนักในการอ่าน

ศึกษา โดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับส่ิงท่ีอยู่ใกล้ตัวของทุกคนมากและเป็นเร่ืองที่คนในยุคน้ีไม่มีใครไม่ได้เกี่ยวข้อง
กล่าวคือสิ่งที่เรียกว่าเทคโนโลยีสารสนเทศที่แต่ละคนใช้ดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิต เช่น นักเรียนก็ใช้ส่ิง
เหล่านี้เพื่อการศึกษาหาความรู้หรือเพ่ือความบันเทิง องค์กรหรือสถาบันการศึกษาใช้เป็นเครื่องมือในการ

197  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครือข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

บริหารจัดการ เป็นต้น เร่ืองนจ้ี ึงเป็นประเด็นที่ควรจะได้ทาการศึกษาวิเคราะหใ์ หเ้ หน็ ถึงประโยชน์หรือคุณค่าท่ี
เกิดขึ้นกับผู้คนในสังคม แต่ถ้าทุกคนในสังคมใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสมแล้ว
เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถทาลายความเป็นคนและสังคมได้เหมือนกัน สาหรับบริบทแห่งการมีคุณธรรม
จริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนาเสนอข้อมูลอย่างเหมาะสมเป็นเร่ืองที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้ ด้วยว่า
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนาเสนอข้อมูลอย่างเหมาะสมน้ันจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการมีคุณธรรมจริยธรรม
ประกอบด้วยนน่ั เอง ดังน้ัน เพ่ือให้เกดิ ความรคู้ วามเข้าใจในเรื่องน้ีจนสามารถนาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตและการ
ทางานไดอ้ ย่างเหมาะสม ไม่เป็นพษิ ภยั หรือเป็นโทษกับทุกฝา่ ย ต่อไปนี้ ผูเ้ ขียนจะไดน้ าเสนอรายละเอียดเรอ่ื งนี้
ตามหลักการเปน็ ลาดบั ไป

คุณธรรมจรยิ ธรรมกบั การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศนาเสนอข้อมลู อยา่ งเหมาะสม
ปัจจุบันการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นส่ิงจาเป็นสาหรับทุกองค์กร การเช่ือมโยงสารสนเทศ

ผ่านทางคอมพิวเตอร์ทาให้ส่ิงที่มีค่ามากท่ีสุดของระบบคือข้อมูลและสารสนเทศอาจถูกจารกรรม ถูก
ปรับเปลี่ยน ถูกเข้าถึงโดยที่เจ้าของไม่รู้ตัว ถูกปิดก้ันขัดขวางให้ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ หรือถูกทาลาย
เสียหายไป ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ไม่ยากบนโลกของเครือข่าย โดยเฉพาะเมื่ออยู่บนอินเทอร์เน็ต ดังนั้น การมี
คุณธรรมและจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีนาเสนอข้อมูลจึงเป็นเร่ืองที่สาคัญ กล่าวคือผู้ใช้หรือนาเสนอข้อมูล
ผ่านเทคโนโลยสี ารสนเทศนนั้ จะต้องปฏบิ ตั ติ นตามหลกั การดงั นี้

1. ไม่ควรให้ขอ้ มลู ทเ่ี ป็นเทจ็
2. ไม่บิดเบอื นความถกู ต้องของข้อมูลใหผ้ ู้รับคนตอ่ ไปได้ขอ้ มูลท่ไี ม่ถูกตอ้ ง
3. ไม่ควรเข้าถงึ ขอ้ มูลของผอู้ นื่ โดยไม่ได้รับอนญุ าต
4. ไมค่ วรเปิดเผยขอ้ มูลกบั ผ้ทู ีไ่ ม่ไดร้ บั อนญุ าต
5. ไมท่ าลายข้อมลู
6. ไม่เข้าควบคุมระบบบางส่วนหรือทัง้ หมดโดยไมไ่ ดร้ บั อนุญาต
7. ไมท่ าใหอ้ ีกฝ่ายหนึง่ เขา้ ใจวา่ ตัวเองเป็นอีกบคุ คลหนึง่
8. การขัดขวางการให้บริการของเซริ ์ฟเวอร์ โดยการทาให้มีการใช้ทรัพยากรของเซิร์ฟเวอร์จนหมด
หรอื ถึงขีดจากดั ของมนั
9. ไม่ปล่อยหรือสร้างโปรแกรมประสงค์ร้าย (Malicious Program) ซ่ึงเรียกย่อๆ ว่า (Malware)
เป็นโปรแกรมที่ถูกสร้างข้ึนมาเพื่อทาการก่อกวน ทาลาย หรือทาความเสียหายระบบคอมพิวเตอร์ เครือข่าย
โปรแกรมประสงค์รา้ ยทแี่ พร่หลายในปจั จบุ ันคือไวรัสเวิร์ม และม้าโทรจนั
10. ไม่กอ่ ความราคาญให้กบั ผ้อู ่นื โดยวิธีการต่าง ๆ
11. ไม่ผลิตหรือใช้สปายแวร์ (Spyware) โดยสปายแวร์จะใช้ช่องทางการเช่ือมต่อทางอินเตอร์เน็ต
เพอ่ื แอบสง่ ข้อมูลส่วนตวั ของผ้นู ้ันไปให้กับบุคคลหรือองค์กรหน่งึ โดยทีผ่ ู้ใชไ้ ม่ทราบ
12. ไม่สร้างหรือใช้ไวรัส (weerapong Gh, เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการศึกษา, https://sites.
google.com/site/chaiyapade571031196/2-khunthrrm-criythrrm-ni-kar-chi-thekhnoloyi-sarsnthes,
เข้าถึงขอ้ มูลเมอ่ื 15 พฤษภาคม 2565)
อีกแนวคิดหน่ึง พุทธรักษ์ มุลเมือง และสุชีวา วิชัยกุล กล่าวถึงจรรยาบรรณท่ีผู้ใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ทาร้าย หรือละเมิดผู้อ่ืน ต้องไม่รบกวนการทางานของผู้อื่น ต้องไม่สอดแนม
แก้ไข หรือเปิดดูแฟ้มข้อมูลของผู้อื่น ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการโจรกรรมข้อมูลข่าวสาร ต้องไม่ใช้
คอมพิวเตอร์สร้างหลักฐานที่เป็นเท็จ ต้องไม่คัดลอกโปรแกรมของผู้อื่นท่ีมีลิขสิทธิ์ ต้องไม่ละเมิดการใช้

198  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วิทยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลยั และเครือข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

ทรัพยากรคอมพิวเตอร์โดยที่ตนเองไม่มีสิทธิ์ ต้องไม่นาเอาผลงานของผู้อ่ืนมาเป็นของตน ต้องคานึงถึงส่ิงท่ีจะ
เกิดข้ึนกับสังคมอันติดตามมาจากการกระทาของท่าน ต้องใช้คอมพิวเตอร์โดยเคารพกฎระเบียบ กติกา และมี
มารยาท (คุณธรรมและจริยธรรมในการใช้สารสนเทศ, https://computer.bcnnv.ac.th/khunthrrm-laea-
criythrrm-ni-kar-chi-sarsnthes, เขา้ ถงึ ข้อมูลเมื่อ 15 พฤษภาคม 2565)

ส่วนคุณธรรมจริยธรรมในการใชเ้ ทคโนโลยีตามคาสอนของพระพุทธเจ้านนั้ สามารถมองไดอ้ ย่างหาก
หลายประเด็นเช่นเดียวกัน สาหรับในที่นี้ ผู้เขียนขอเสนอตามคุณสมบัติของผู้นาเสนอข้อมลู หลักการนาเสนอ
ขอ้ มลู และวธิ กี ารนาเสนอขอ้ มลู ผา่ นการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศตามหลักคาสอนของพระพุทธองค์ดังน้ี

คณุ สมบัติผนู้ าเสนอข้อมูล
คุณธรรมจริยธรรมที่เป็นคุณสมบัติภายในและภายนอกของผู้นาเสนอคือมีจุดมุ่งหมายให้ได้รับ
ความสขุ ความเจรญิ แกผ่ ฟู้ ังหรือผรู้ บั สารผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศดงั น้ี
1. ปณิธาน ผู้นาเสนอพึงตั้งเมตตาจิตไว้ในใจของตน หวังอนเุ คราะห์ ไม่ใช่เพ่ือหวงั ลาภสักการะและ
ไม่นาเสนอกระทบใครให้เสียหาย หรือตาหนิตรงๆ ทาใหผ้ ้ฟู งั เกิดความไมพ่ อใจ
2. ปฏิสัมภิทา ผู้นาเสนอมีความเข้าใจปัญหา แตกฉานในอรรถะ (เน้ือหาสาระ) เข้าใจในธรรม
(อธิบาย ย่อหรือพิสดารได้) เข้าใจในหลักนิรุกติ (การช่าชองในภาษา) และเข้าใจในหลักปฏิภาณ คือ ไหวพริบ
ในการแกป้ ญั หาเฉพาะหนา้
3. พหูสูต ผู้นาเสนอต้องคงแก่เรียน ฟังมาก จาได้ คล่องปาก เพ่งพินิจให้ขึ้นในใจของตนและ
สามารถขบคิดได้ด้วยทฤษฎคี อื เห็นตามไดด้ ว้ ยเหตผุ ลทเี่ ป็นจรงิ
4. การรู้จักนาเสนอไปตามข้ันตอน การนาเสนอไปโดยคานึงถึงภาวะของผู้ฟังเปน็ หลัก โดยเริ่มจาก
ส่ิงท่ีมองเห็นได้ด้วยตา ไปจนถึงพิจารณาเห็นด้วยปัญญาภายในของตน (Channarongs22, การเผยแผ่
พระพุทธศาสนากับเทคโนโลยีสารสนเทศ, https://channarongs22.wordpress.com, เข้าถึงข้อมูลเม่ือ 15
พฤษภาคม 2565)
หลกั การนาเสนอขอ้ มลู
การนาเสนอข้อมูลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พุทธศาสนิกชนนาเสนออย่าง
มคี ุณธรรมจริยธรรม ไมเ่ ป็นการนาเสนอเพอื่ ผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก สว่ นชีวิตคนอ่ืนหรอื สังคมจะเป็น
อย่างไรไม่สนใจ ดังน้ัน พระพุทธองค์จึงเสนอหลักการนาเสนอข้อมูลให้กับผู้อื่นหรือสังคมผ่านเทคโนโลยี
สารสนเทศดงั น้ี
1. อนปู วาโท แปลว่า ไมว่ า่ ร้ายใคร ไม่โจมตีใคร
2. อนปู ฆาโต แปลว่า ไม่ทารา้ ยใคร ไมใ่ ช้กาลงั เพ่ือไปบงั คับใหใ้ ครเช่อื ไมท่ ารา้ ย
3. ปาฏิโมกฺเข จ สวโร แปลวา่ มีความสารวมในศีลและมารยาทใหด้ ี
4. มตตฺ ญญฺ ตุ า จ ภตตฺ สฺมึ แปลวา่ ร้จู กั ประมาณในการรับประทาน
5. ปนตฺ ญฺจ สยนาสน แปลว่า นัง่ นอนในทสี่ งบ
6. อธจิ ิตฺเต จ อาโยโค แปลวา่ ประกอบความเพียรในอธิจิต (ขุ.ธ. 25/24/33-34)
วิธีการนาเสนอขอ้ มลู
พระพุทธเจ้าสอนให้ประชาชนรู้จักตนเองและสังคมอย่างมีสติ ไม่ทาร้ายตนเองและคนอ่ืน ดังน้ัน
วิธีการนาเสนอขอ้ มูลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศน้จี ึงควรใช้เพื่อใหผ้ รู้ บั สารได้รับประโยชน์เป็นสาคัญดงั นี้
1. นาเสนอเพือ่ ให้ผฟู้ ังรู้แจง้ เหน็ จรงิ ในสง่ิ ท่ีควรร้คู วรเห็น
2. นาเสนอเพอ่ื ใหผ้ ฟู้ งั เหน็ จรงิ ได้
3. นาเสนอเพอ่ื ให้ผู้ฟังไดร้ บั ผลแห่งการปฏิบตั ติ ามสมควร (ม.ม. 13/330/322)

199  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลยั และเครอื ขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

อีกนยั หนงึ่ วธิ ีการนาเสนอขอ้ มลู ผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศควรได้ดาเนนิ การอยา่ งมหี ลกั การดังน้ี
1. นาเสนอจากรูปธรรมไปหานามธรรม นาเสนอจากส่ิงท่ีรู้เห็นได้ง่าย เข้าใจกันอยู่แล้ว ไปยังส่ิงที่รู้
เหน็ ได้ยากหรอื ยังไมเ่ ขา้ ใจ
2. นาเสนอลุ่มลึกลงตามลาดับ นาเสนอเร่อื งจริงท่ีเคยรู้ ไปส่เู ร่ืองจรงิ ทีผ่ ู้ฟังไมเ่ คยรู้มากอ่ น
3. นาเสนอดว้ ยอุปกรณเ์ สรมิ ยกเรอ่ื งทีม่ าแสดงใหด้ ู เพ่อื ผู้ฟงั เห็นด้วยตา ดว้ ยหู
4. นาเสนอตรงจดุ ตรงประเดน็ ไม่วกไปวนมาหรือสอนออกนอกเร่อื ง
5. นาเสนอแต่พอดีเท่าท่ีจาเปน็ สงิ่ ทเี่ ขาอยากรู้ ไม่ได้สอนทกุ เร่ือง
6. นาเสนอมีเหตมุ ผี ล ผฟู้ งั ตรองเห็นจรงิ ตามได้
7. นาเสนอส่งิ ทมี่ ีความหมาย เปน็ ประโยชน์ มสี าระแกผ่ ฟู้ งั
จากที่กล่าวมาข้างต้นท้ังหมด จะเห็นได้ว่าคุณธรรมจริยธรรมเป็นเรื่องสาคัญมากในเร่ืองการใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศนาเสนอข้อมูลอย่างเหมาะสม โดยเป็นคุณธรรมจริยธรรมท่ัวไปที่มีการกล่าวถึงการใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศนาเสนอข้อมูล ซึ่งผู้นาเสนอข้อมูลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศน้ีจะต้องให้ข้อมูลที่เป็นจริง
ไม่ใช่ข้อมูลเท็จ เพราะหากเป็นข้อมลู ทีน่ าส่งออกไปเป็นข้อมูลไม่จริง ผลเสียกจ็ ะเกิดขึน้ กับทุกฝ่าย อีกประการ
หน่ึง หากมองผ่านคุณธรรมจริยธรรมในพุทธศาสนาแล้ว ก็ได้มีการระบุถึงการนาเสนอข้อมูลหรือการเทศนา
การเผยแผ่หลักคาสอน ควรเปน็ อย่างย่ิงที่จะตอ้ งให้ความสาคญั ตั้งแต่ต้นน้าจนถึงปลายน้า กล่าวคือผู้นาเสนอ
ข้อมลู หลกั การนาเสนอข้อมูล และวิธีการนาเสนอข้อมูล ผา่ นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ตอ้ งประพฤตปิ ฏบิ ัติ
ใหส้ อดคลอ้ งกับหลกั คาสอนของพระพุทธองค์ด้วย

วเิ คราะหค์ ณุ ธรรมจรยิ ธรรมกับการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศนาเสนอขอ้ มูลอยา่ งเหมาะสม
สาหรับคณุ ธรรมจริยธรรมเพื่อการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเหมาะสมน้ี ผเู้ ขียนจะเน้นไปทผ่ี ู้นา

เสนอข้อมูลเป็นหลัก เพราะการนาเสนอประเด็นใดๆ ก็ตาม หากผู้นาเสนอข้อมูลนั้นมีความดีงามหรือมี
คุณธรรมจรยิ ธรรมประจาตัวแล้ว ย่อมเป็นที่เช่ือมั่นได้ว่าการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอยา่ งเหมาะสมจะเกิดข้ึน
ได้อย่างแน่นอน ดังน้ัน คุณธรรมจริยธรรมที่จะวิเคราะห์แสดงจึงจัดว่าเป็นต้นน้าของการใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศอย่างเหมาะสม แต่สาหรบั เร่ืองคุณธรรมจริยธรรมเก่ียวกบั การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศน้ีมผี ้กู ลา่ วไว้
อย่างหลากหลายหัวข้อ ผู้เขียนจึงขอยกคุณธรรมจริยธรรมบางประเด็นมากล่าวเพ่ือนาไปสู่การศึกษาค้นคว้า
เพ่ิมเติมต่อไป กล่าวคือในเรื่องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนาเสนอข้อมูลอย่างเหมาะสมนี้ ผู้นาเสนอข้อมูล
ตา่ งๆ ต้องประกอบด้วยคณุ ธรรมจริยธรรม 4 ประการ ติดตัวอยูเ่ สมอ เพราะหากผูน้ าเสนอข้อมลู ขาดคุณธรรม
จริยธรรมดังกล่าวแล้ว การนาเสนอข้อมูลท่ีเป็นเท็จหรือไม่ถูกต้องก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ดังน้ัน ผู้นา
เสนอขอ้ มลู ตอ้ งมีคุณธรรมจรยิ ธรรมในการนาเสนอข้อมูลผา่ นเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเหมาะสมดงั นี้

1. ต้องมีความละอายใจในการนาเข้าข้อมูลเท็จ ในประเด็นนี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้นาเสนอ
ข้อมูลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศต้องมีความรู้สึกละอายใจที่จะนาเสนอข้อมูลที่ไม่ถูกต้องออกไปสู่สาธารณชน
เพราะข้อมูลท่ีเป็นเท็จนั้นเม่ือถูกนาเสนอออกไปแล้ว ย่อมเกิดผลเสียกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หรือแม้แต่ผู้
นาเสนอเองย่อมได้รับโทษไปด้วย ซึ่งสอดคล้องกับท่ีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนถึงวิธีการนาเสนอ
ขอ้ มูลโดยให้ผู้นาเสนอมีจิตเมตตานาเสนอขอ้ มูลที่เป็นประโยชน์กับผู้รับสารเท่านั้นคือตอ้ งนาเสนอข้อมูลที่เป็นจริง
ไม่เท็จ ไมท่ าให้เกิดความบดิ เบอื นและเดือดร้อนน่นั เอง

2. ต้องมีความเกรงกลัวต่อผลท่ีจะเกิดข้ึนต่อการสร้างข้อมูลเท็จ เรื่องนี้จัดว่าเป็นประเด็นถัดมา
จากข้อที่แล้ว เพราะการละอายแก่ใจท่ีจะแสดงข้อมูลเท็จย่อมสะท้อนไปหาผู้เสนอข้อมูลที่มีความเกรงกลัวต่อ
ผลร้ายทีจ่ ะเกดิ ขนึ้ ตามมาด้วย ดงั น้ัน การเกรงกลัวต่อผลรา้ ยทจ่ี ะเกดิ ขนึ้ จากการเสนอข้อมูลเทจ็ ผ่านเทคโนโลยี


Click to View FlipBook Version