The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ สธ.มมร ครั้งที่ ๑ (แบบออนไลน์) ปี ๒๕๖๕

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by maghavin9, 2022-07-23 06:17:49

เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ สธ.มมร ครั้งที่ ๑ (แบบออนไลน์) ปี ๒๕๖๕

โครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ สธ.มมร ครั้งที่ ๑ (แบบออนไลน์) ปี ๒๕๖๕

Keywords: ประชุมวิชาการระดับชาติ

100  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วิทยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลยั และเครือข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

Buddhahood in the context of Buddhism. It is a remembrance of the grace of the Lord Buddha.
Even though His Highness passed away for a long time, His grace still remains, confirming that the
Buddhahood after Nirvana has not vanished and still exists in other forms as mentioned above.

Keyword: The Concept, Buddha-nature, Theravada Buddhist Philosophy.

บทนา
พุทธปรัชญาเถรวาทนั้นมีแนวคิดเร่ืองพุทธภาวะหลังปรินิพพานอันเป็นภาวะที่เกิดข้ึนหลังจากที่

พระพุทธเจ้าทรงดับขันธปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาสิเสสนิพพานไปในลักษณะที่ว่า เม่ือพระพุทธเจ้าดับขันธ
ปรินิพพานแล้วและธาตุอันตรธานได้เกิดขึ้นแล้ว พุทธภาวะย่อมเป็นสภาพว่างเปล่าไม่มีสภาวะบัญญัติอื่นใด
ปรากฏอยู่ ไม่ดารงอยู่ในภพใดทั้งส้ิน ซ่ึงเป็นเหตุให้ไม่มีผู้ใดสามารถจะหาพระพุทธเจ้าผู้ปรินิพพานไปแล้วได้
ไม่ว่า ณ ท่ีใดในจักรวาลนี้ ซ่ึงต่างจากแนวคิดของพุทธปรัชญามหายานที่เม่ือตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ ว
เม่ือดับขันธปริพพานไปแล้วก็สามารถกลับสู่ดินแดนพุทธเกษรดารงอยู่ในรูปแบบของสัมโภคกาย และเป็นอยู่
เช่นนน้ั ได้ตลอดชว่ั กาลนาน ซงึ่ เป็นแนวคิดทสี่ ามารถตอบปญั หาของพุทธภาวะหลงั ปรนิ พิ พานได้อย่างชัดเจน

จากประเด็นปัญหาท่ีเกี่ยวข้องกับแนวคิดพุทธภาวะหลังปรินิพพานของพุทธปรัชญาเถรวาทน้ี ผู้เขียนมี
ความประสงค์จะอธิบายแนวคดิ เดิมท่เี ช่ือว่า เป็นอนัตตา และเสนอมุมมองในการอธิบายใหม่ ซึ่งการอธิบายใน
ลักษณะดังกล่าวน้ีอาจจะไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกับแนวคิดพุทธปรัชญาเถรวาทที่อธิบายสภาวะของ
พระพุทธเจา้ หลังปรินพิ พานว่า เปน็ อนัตตา แต่ส่งิ ทผ่ี ้เู ขยี นจะเสนอนไ้ี มใ่ ช่เป็นการปฏิเสธแนวคดิ เดิม เพียงแต่มี
เจตนาเพ่ือเสนอการตีความใหม่หรือเป็นการเสนอเพ่ืออธิบายในมุมมองท่ีแตกต่างไปจากเดิมเท่านั้น
การนาเสนอครัง้ นผ้ี ู้เขยี นมปี ระเดน็ ดงั นี้

พทุ ธภาวะในบรบิ ทของความเป็นอนัตตา
ในพุทธปรัชญาเถรวาทกล่าวถึงแนวคิดเรื่องพุทธภาวะหลังปรินิพพานว่า เมื่อพระพุทธเจ้าดับขันธ

ปรินิพพานแล้วจะอยู่ในสภาวะสูญส้ินไปทั้งหมดไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่ มีเพียงคุณธรรมคาส่ังสอนท่ีกล่าวถึงพระ
พทุ ธองค์ ซึง่ ลักษณะการสูญสิ้นไปไมม่ อี ะไรเหลอื อยู่ ดังความจากพระสตู รว่า

พระองค์พร้อมทั้งสาวกประกาศพระสัทธรรมให้รุ่งเรืองช่วยมหาชนให้ข้ามพ้นได้
แล้วเสด็จดับขันธปรินิพพานเหมือนกองไฟที่ลุกโพลงแล้วดับไป พระองค์ทรงมีพระฤทธ์ิ
มพี ระยศ พร้อมท้ังจักรรัตนะท่ีพระยุคลบาท ทุกอย่างล้วนอันตรธานไปหมดแล้ว สงั ขารทั้ง
ปวงเป็นสภาพวา่ งเปลา่ หนอ...

(ข.ุ พุทฺธ. 33/29-30/595)

นอกจากนนั้ ความในนิพพานสูตร วา่ ดว้ ยการตรัสถงึ พระนิพพานไมม่ ีการมาการไปความวา่
สมัยหน่ึง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี

เขตกรุงสาวัตถี สมัยน้นั พระผู้มีพระภาคทรงช้ีแจงให้ภิกษุทั้งหลายเห็นชัด ชวนใจให้อยาก
รบั เอาไปปฏิบตั ิ เร้าใจใหอ้ าจหาญแกล้วกลา้ ปลอบชโลมใจให้สดชื่นรา่ เรงิ ด้วยธรรมีกถาว่า
ด้วยเรื่องนิพพาน ฝ่ายภิกษุเหล่าน้ันก็ทาให้มั่น มนสิการแล้วน้อมนึกธรรมีกถาทั้งปวงด้วยจิต
เง่ยี โสตลงฟงั ธรรม

ลาดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความน้ันแล้ว จึงทรงเปลง่ อุทานน้ีในเวลาน้ัน

101  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

วา่ ความหวน่ั ไหวย่อมมีแก่บคุ คลผถู้ ูกตณั หาและทิฏฐอิ าศัยความหว่ันไหวย่อมไม่มีแก่บุคคล
ผู้ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิอาศัยเมื่อความหวั่นไหว (จิต) ไม่มี ก็ย่อมมีปัสสัทธิเมื่อมีปัสสัทธิ
กย็ ่อมไม่มีตัณหา เม่ือไม่มีตัณหา ก็ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด เม่ือไม่มีการเวยี นว่ายตายเกิด
กไ็ ม่มกี ารจุติและการอุบัติ เม่ือไม่มกี ารจุตแิ ละการอุบัติ กไ็ ม่มโี ลกน้ี โลกอน่ื และระหว่างโลก
ท้ังสอง น้คี อื ทส่ี ดุ แห่งทกุ ข์

(ข.ุ อ.ุ 25/74/324)

จะเห็นได้ว่า เนื้อความตามท่ีกล่าวมาข้างต้นนั้นแสดงถึงสภาวะหลังปรินิพพานว่า เป็นความว่างเปล่า
ไม่มสี ิง่ ใดเหลอื อยู่ พระพุทธเจ้าผ้ปู รินิพพานแลว้ ยอ่ มมไิ ดส้ ถติ อยู่ ณ สถานทห่ี น่ึงที่ใดเลยในอนันตจักรวาล

สว่ นในคัมภีร์ปฐมสมโพธิกถา กล่าวถึงการเส่ือมสูญไป ได้แสดงถึงการเส่ือมลงจนกระทั่งหมดส้ินไป
ของพระศาสนาของพระพุทธเจ้าท้ังหลาย โดยมีเนอื้ ความโดยสรุปวา่ เม่ือพระศาสนาจะเสอื่ มสูญไปนนั้ จะมีสิ่ง
ทีเ่ สอื่ มสญู ไปตามลาดับ 5 ประการ คอื

1) การเสอ่ื มสูญไปแห่งพระปรยิ ตั ิ
2) การเสอื่ มสญู ไปแห่งการปฏิบัติ
3) การเสือ่ มสญู ไปแหง่ การตรัสรมู้ รรคและผล
4) การเสอ่ื มสูญไปแห่งสมณเพศ
5) การเสือ่ มสูญไปแหง่ ธาตุ

(สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระปรมานุชิตชโิ นรส, 2505 : 277-278)

ดงั น้ัน การเสอ่ื มสูญไปแห่งปริยตั ินน้ั คอื พระไตรปิฎกยังดารงอยู่ตราบใด ศาสนาก็ได้ ชอื่ วา่ ยังดารง
อยู่ตราบนั้น เมื่อพระปริยัติเส่ือมถอยลงขาดผู้เลา่ เรียนศึกษา ไม่มีมนษุ ย์ใดจดจาคาถาไว้แม้เพียงส่ีบาท ในกาล
นนั้ ชื่อว่าพระปริยตั ิได้อันตรธานสาบสูญไปหมดส้ิน การเสื่อมสูญไปแห่งการปฏบิ ัตินั้น คือ เม่อื ภกิ ษุท้ังหลายยัง
ทรงไว้ซ่ึงปาราชิกสิกขาบทอยู่ตราบใด การปฏิบัติก็ช่ือว่า ยังมีอยู่ตราบน้ัน เมื่อใดหาภิกษุที่จะรักษาปาราชิก
สิกขาบทไม่ได้แล้ว ได้ชื่อว่าการปฏิบัติอันตรธานไปหมดสิ้น การเสื่อมสูญไปแห่งการตรัสรู้มรรคและผลน้ัน คือ
เม่ือยังมีบุคคลผู้สาเร็จโสดาปัตติผลอยู่ตราบใด ชื่อว่าการตรัสรู้มรรคผลยังมีอยู่ ต่อเม่ือใดหาพระโสดาบันมิได้
กไ็ ดช้ ่ือว่าการตรสั รูม้ รรคและผลไดเ้ สอ่ื มสูญไปหมดสิ้นแลว้ การเสื่อมสูญไปแห่งสมณเพศ คือ เมอ่ื ยังมผี ถู้ ือสมณ
เพศครองผ้ากาสาวพัตร แม้เพียงผูกหรือพันท่ีข้อมอื และคออยตู่ ราบใด สมณเพศกย็ ังมีอยู่ตราบนั้น ต่อเมอ่ื ผคู้ รอง
ผ้ากาสาวพัตร แมเ้ พียงขอ้ มือและคอไมม่ ีแล้วเมื่อน้นั ชือ่ ว่าสมณะเพศได้อันตรธานเสื่อมสญู ไปแล้ว

ส่วนการเส่ือมสูญไปแห่งธาตหุ รือธาตุอันตรธานนั้น ได้แก่ พระบรมธาตุปรินิพพาน พระพทุ ธเจ้าน้ัน
ได้ชื่อวา่ ปรินิพพาน 3 คร้ัง ในครง้ั แรกเรยี กว่ากิเลสปรินิพพาน คือ การตรัสรู้พระสมั มาสัมโพธิญาณปหานกเิ ลส
ได้หมดส้ิน ในคร้ังท่ี 2 เรียกว่า ขันธปรินิพพาน คือ การท่ีพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานเป็นการแตก
ทาลายแห่งกายเน้ือ และในคร้ังท่ี 3 เรียกว่า ธาตุปรินิพพาน อันหมายถึงการปรนิ ิพพานของพระบรมสารีรกิ ธาตุ
คือ เมื่อใดทพ่ี ระศาสนาได้เสอ่ื มสูญลงตามลาดับตงั้ แต่ปรยิ ัติมาน้นั จนถึงหมดสิ้นพระบรมสารีรกิ าตทุ ส่ี ถติ อยู่ ณ
ที่ต่างๆ มิได้มีผู้สักการบูชาอีกต่อไปแล้ว เมื่อน้ันพระบรมสารีริกธาตุทั้งปวงก็จะมาประชุมกัน ปรากฏเป็นองค์
พระพุทธเจ้าอกี คร้ังหน่ึง ในลาดับนนั้ เตโชธาตกุ ต็ ้ังข้ึนเผาผลาญสรีรธาตจุ นหมดสิ้นไป ซึ่งการปรากฏข้ึนในครั้ง
นี้ มีเพียงเทวดาในหม่ืนจักรวาลเท่าน้ันท่ีจะสามารถเห็นได้ ส่วนมนุษย์ทั้งหลายไม่อาจจะเห็นได้เลย ซึ่งการ
ปรินิพพานท่ีเรียกว่าธาตุปรินิพพานน้ี ถือว่าเป็นการสิ้นสุดพระศาสนาของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์อย่าง
สิ้นเชิง (สมเด็จพระมหาสมณเจา้ กรมพระปรมานุชติ ชโิ นรส, 2505 : 280-281)

102  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

กล่าวโดยสรปุ พระพทุ ธเจ้าในทัศนะของพุทธปรัชญาเถรวาท คือ มนุษย์ผู้ซึ่งได้เพยี รบาเพญ็ ความดี
จนได้ตรัสรู้หลุดพ้นจากมวลทุกข์มวลกิเลส แต่พระสรีระของพระองค์ยังคงเหมอื นคนธรรมดา คือ ยังเป็นวิบากขันธ์
มีความรู้สึกเย็นร้อนและทรุดโทรมแตกสลายไปได้ ส่วนเม่ือพระสรีระแตกไปแล้ว อะไรที่เหลืออยู่หรือกล่าว
อีกนัยหนึ่งก็คือหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วภาวะของพระองค์เป็นฉันใด ฝ่ายพุทธปรัชญาเถรวาทไม่กล่าวถึง
เพราะถือว่าพ้นบัญญตั ิเสียแลว้ เหมือนกองไฟทีส่ น้ิ เชื้อแล้วดับไปไม่อาจพยากรณว์ ่าไฟที่ดับไปแล้วไปอยู่ ณ ทศิ ใด

อย่างไรก็ตาม การที่ผู้เขียนนาเอาแนวคิดพุทธภาวะในบริบทของความเป็นอนัตตาซ่ึงเป็นแนวคิด
ด้ังเดิมของพุทธปรัชญาเถรวาทมาอภิปรายไว้เป็นอันดับแรกน้ี เพื่อจะได้เป็นข้อเปรียบเทียบให้เห็นความ
แตกต่างของมุมมองท่ีผู้เขียนจะได้นาเสนอการตีความแนวคิดพทุ ธภาวะหลังปรินิพพานของพุทธปรชั ญาเถรวาท
ตามทัศนะผู้เขยี นเอง โดยอ้างองิ จากหลักฐานท่ีปรากฏในทตี่ า่ งๆ ต่อไป

พุทธภาวะในบรบิ ทของตวั แทน
แนวคิดเกี่ยวกับพุทธภาวะอยู่ในบริบทของตัวแทนน้ี ผู้เขียนใช้กรอบแนวคิดท่ีเกิดจากพุทธพจน์ใน

มหาปรินิพพานสูตรท่ีพระองค์ตรัสกับพระอานนท์ว่า ให้ถือเอาธรรมวินัยเปน็ ตัวแทนพระองค์ในกาลทีพ่ ระองค์
เสดจ็ ดับขนั ธปรนิ พิ พานไปแลว้ ดงั มีใจความสาคญั ว่า

อานนท์บางทีพวกเธออาจจะคิดว่า ‘ปาพจน์มีพระศาสดาล่วงลับไปแล้ว พวกเราไม่มี
พระศาสดา’ ข้อน้ีพวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น ธรรมและวินัยท่ีเราแสดงแล้วบัญญัติแล้วแก่
เธอท้งั หลาย หลังจากเราลว่ งลบั ไป กจ็ ะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย

(ท.ี ม. 10/216/164)

เม่ือพิจารณาจากพุทธพจน์น้ีย่อมเป็นท่ีแจ้งชัดแล้วว่า พระพุทธเจ้าทรงมีพุทธประสงค์จะใช้
พระธรรมวินัยที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้วนั่นเองเป็นตัวแทนในยามที่พระองค์ไม่อยู่ในโลกนี้แล้ว นั้นก็คือหลังจาก
การดับขันธปริพพานด้วยอนุปาสิเสสนิพพานของพระองค์แล้ว ซ่ึงพระองค์ทราบแน่ชัดแล้วว่าในฐานะท่ี
พระองค์ก็คือมนุษย์ผู้หนึ่งก็ย่อมตกอยู่ในอานาจของไตรลักษณ์ที่จะต้องเกิด แก่ เจ็บ และตายเช่นเดียวกัน
มนษุ ยท์ กุ คนในโลกนี้

อย่างไรก็ตาม เพ่ือยืนยันแนวคิดเกี่ยวกับพุทธภาวะอยู่ในบริบทของตัวแทนน้ี มีพุทธพจน์ท่ี
พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระวักกลิเถระความว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้น้ันช่ือว่าเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นชื่อว่าเห็น
ธรรม ความจริงเม่ือเห็นธรรมก็ชื่อวา่ เห็นเรา เมื่อเห็นเราก็ช่ือว่าเห็นธรรม” (ส.ข. 17/ 87/159) ถา้ ถือเอาตาม
กรอบของพุทธพจน์นี้แล้ว ก็สามารถเข้าใจได้ว่า สภาวะของพระพุทธเจ้าไม่ว่าจะในขณะที่ทรงพระชนม์อยู่ก็ตาม
หรือทรงดับขันธปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานอย่างไม่มีเหลือแล้วก็ตาม ก็นับว่ายังเป็นสภาพที่ไม่สูญสลาย
และไมเ่ ปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา มีสภาพเป็นอมตะนิรันดร์และสามารถปรากฏให้บุคคลที่ปฏิบัติจนบรรลุธรรม
ตามความเป็นจริงแล้วพบเห็นได้ตลอด เพราะการเห็นธรรมหรือการบรรลุธรรมน้ันก็หมายถึงการเห็น
พระพุทธเจ้าน้ันเอง (พระมหายุทธนา นรเชฏฺโ , 2553 : 34) ส่วนคาว่า ธรรม นี้ถ้าถือเอาตามความหมายท่ี
พระอรรถกถาจารย์แสดงไว้ในอรรถกถา ปรมัตถทีปนีว่า “โลกกุตตรธรรม 9 ประการ ชื่อว่าธรรมในพระพุทธ
พจน์น้ัน” (ขุ.อิติ.อ. 45/334) ซ่ึงคาว่า ธรรมก็หมายถึง โลกุตตรธรรม 9 ประการ ได้แก่ มรรค 4 ผล 4 และ
นิพพาน 1 นั้นเอง

ผู้เขียนมองว่า การตีความพุทธภาวะในลักษณะน้ีก็สามารถทาให้อธิบายพุทธภาวะหลังจากที่
ปริพพานได้ในอกี ลักษณะหนงึ่ และเป็นการอธิบายท่ีมีหลักฐานอา้ งอิงท่ปี รากฏในคัมภีร์พระไตรปฎิ ก และไม่ทา
ให้เกิดความเสียหายต่อแนวคาสอนพุทธปรัชญาเถรวาทเดิมแต่ประการใด แต่กลับจะเป็นผลดีต่อการเผยแผ่

103  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

แนวคาสอนเพ่ิมมากย่งิ ขึน้ อีกประการหน่งึ ผู้เขียนมองว่าการอธิบายในลักษณะน้ไี ม่ไดเ้ ปน็ ไปในลกั ษณะหักล้าง
หรือขัดแย้งต่อแนวคิดเดิมท่ีมองว่า พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์หลังจากสะสมบารมีจนได้บรรลุสาเร็จเป็น
พระพุทธเจ้าแล้วออกเผยแผ่ธรรมจนต้ังมั่นดีแล้ว ก็เสด็จดับขันธปรินิพพานไปอยา่ งเดียวโดยท่ีไม่เหลืออะไรไว้
เลยและไม่ทราบไดว้ า่ พระองคไ์ ปอยู่ทใ่ี ดตามทีไ่ ด้กล่าวมาแลว้ น้ัน

พุทธภาวะในบรบิ ทของสัญลกั ษณแ์ ทน
แนวคิดเก่ียวกับพุทธภาวะอยู่ในบริบทของสัญลกั ษณ์แทนนี้ ผู้เขยี นใช้กรอบแนวคิดการสร้างพุทธปฏิมา

หรือพระพุทธรูป ซ่ึงมีความหมายเข้าใจโดยท่ัวไปว่า รูปพระพทุ ธเจ้า (พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยตุ ฺโต), 2546 : 164)
ซ่ึงเป็นสัญลักษณ์ที่สร้างข้ึนเป็นตัวแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นพระศาสดาแห่งพระพุทธศาสนา
เป็นผู้ท่ีก่อตั้งพระพุทธศาสนา เพ่ือให้ผู้นับถือพระพุทธศาสนาได้ระลึกถึงและแสดงความเคารพกราบไหว้บูชา
พระพทุ ธเจ้า (Van Hien, 2003 : 97)

ดังนั้น วัดในพระพุทธศาสนาทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายาน ต่างก็มีพระพุทธรูปประดิษฐานไว้ในโบสถ์
วหิ าร และศาลาการเปรยี ญ แมแ้ ต่ตามบา้ นของผ้ทู ีน่ บั ถือพระพุทธศาสนาก็มกั มีพระพทุ ธรูปตั้งไวเ้ ปน็ ท่สี กั การะ
ดว้ ยเช่นกนั (ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. ศักดช์ิ ัย สายสงิ ห์, 2550: 39)

จากหลักฐานในพระไตรปิฎกไม่ปรากฏมีการสร้างพระพุทธรูปในสมัยพุทธกาลมีเพียงแต่กล่าวถึง
การเกิดข้ึนของพุทธเจดีย์ 4 ประเภท ธาตุเจดีย์ บริโภคเจดีย์ ธรรมเจดีย์ และอุเทสิกเจดีย์ (สมเด็จฯ กรมพระยา
ดารงราชานุภาพ, 2545: 21-25) ตามหลักฐานทอ่ี รรถกถาจารย์กล่าวไว้วา่ แม้ในสมยั พุทธกาลจะก็มีการริเริ่ม
ปลูกต้นโพธ์ิ ซึ่งเรียกกันว่า “อานันทโพธ์ิ” (ขุ.ชา.อ. 60/249-256) เพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงพระพุทธเจ้าแล้ว
โดยได้รับพระบรมพุทธานญุ าตจากพระพุทธองค์ ซ่ึงคตินิยมการปลูกต้นโพธใ์ิ นอารามเอาไว้เคารพบูชายงั เปน็ ท่ี
นิยมของพุทธศาสนิกชนในปัจจุบัน โดยเฉพาะพุทธศาสนิกชนที่เป็นชาวศรีลังกา แต่เป็นท่ีน่าแปลกใจว่าไม่มี
การกล่าวถึงการสร้างพระพุทธรูปเลย แต่มีผู้ต้ังข้อสังเกตว่า พระพุทธรูปน่าจะจัดเข้ามาในภายหลังจากการ
เกิดขึ้นของพระพุทธรูปแล้วว่าอยู่ในประเภทอุเทสิกเจดีย์ แต่ในสมัยพุทธกาลยังไม่มีคติความเช่ือในการสร้าง
รปู เคารพ แต่ข้อสงั เกตนี้ ก็ยังไม่เป็นท่ียอมรบั ด้วยไม่มีหลักฐานท้ังในด้านประวัติศาสตร์และด้านโบราณวตั ถมุ า
รองรับอันจะมีน้าหนักพอท่ีจะเป็นข้ออ้างอิงที่น่าเช่ือถือได้ ดังน้ัน ข้อมูลเหล่านี้คงเป็นได้เพียงข้อสันนิษฐาน
เทา่ นน้ั

อย่างไรก็ตาม การเกดิ ของของพทุ ธปฏิมายงั เป็นเรอ่ื งท่ีโต้แย้งหาขอ้ ยตุ ิกนั อยู่ แต่ในเร่ืองน้ีมีประเด็น
ที่นา่ สนใจควรนามาพิจารณาอยู่ 3 ประเดน็ ดว้ ยกัน ดงั นี้

ประเด็นแรก มีความเชื่อท่ีว่า พระพุทธรูปเกิดมาในสมัยพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ ความเช่ือ
เช่นนี้มีปรากฏในหนังสือเรื่องเก่ียวกับตานานพระแก่นจันทน์ ได้กล่าวถึงพระเจ้าปเสนทิโกศล ผู้ปกครองเมือง
สาวัตถีได้สั่งให้นายช่างท่ีมีฝีมือดีจาหลักพระพุทธรูปข้ึนมาด้วยไม้แก่นจันทน์แดง เม่ือครั้งท่ีพระพุทธองค์เสด็จ
ไปโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นเวลาหนึ่งพรรษา เร่ืองนี้เป็นเร่ืองตานานในอินเดียมีมาแต่โบราณ
(พระพมิ ลธรรม (ชอบ อนจุ ารีมหาเถระ), 2541: 153)

ประเด็นที่สอง เช่ือว่าเกิดขึ้นในสมัยพระเจ้ามิลินท์ ซ่ึงเป็นกษัตริย์อินเดียเช้ือสายกรีกปกครอง
อินเดียในแคว้นคันธาระ นับเป็นยุคแรกแห่งการสร้างพระพุทธรูป พุทธลักษณะของพระพุทธรูปจะมีดวง
พระพกั ตร์คลา้ ยคลงึ กับเทวรปู จนบางครั้งปรากฏทาเป็นพระมัสสุบนพระโอษฐ์ พระเศยี รทาเป็นพระเกตุมาลา
เพื่อให้แตกต่างจากรูปพระสาวก พระเกศาทาเป็นลักษณะมุ่นเกล้าดังเช่นพระเกศาของพระมหากษัตริย์ในยุคนั้น
ผา้ กาสาวพัสตรท์ าเปน็ รอยกลีบย่น ประเดน็ นีม้ ีนกั ปราชญ์หลายท่านแสดงทัศนะสนับสนุน เช่น

104  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลัย และเครือขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

สมเด็จฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ (2545: 80-84) ทรงมีพระวินิจฉัยไว้ว่า “ส่วนอุทเทสิกเจดีย์น้ัน
เพราะพวกโยนกได้คิดทาพระพุทธรูปขึ้นในคันธาระ ต้ังแต่ครั้งพระเจ้ามิลินท์ พระเจ้ากนิษกะเป็นเชื้อชาว
ต่างประเทศจึงเลื่อมใสในการสร้างพระพุทธรูปให้หาช่างชาวโยนกท่ีมีฝีมือดีมาคิดทาพระพุทธรูปให้งามสง่า
ยิ่งขน้ึ กว่าแตก่ อ่ น”

ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) (2548: 340) ที่ได้แสดงทัศนะ
เก่ียวกับการสร้างพระพุทธรูปไว้อย่างน่าสนใจว่า “พระเจ้ามิลินท์ กษัตริย์เช้ือชาติกรีกหรือโยนกครองนครสาคละ
ในอาณาจักรบากเตรียพระองค์ทรงเป็นปราชญ์ได้โต้ตอบปัญหาธรรมกับพระนาคเสน แล้วทรงเล่ือมใสใน
พระพุทธศาสนา ตามเรอ่ื งที่ปรากฏในมิลินทปญั หา พระพุทธศาสนาไดร้ ับการทานบุ ารุงร่งุ เรือง ศลิ ปกรรมกรีก
ผสมอินเดียที่เรยี กว่าแบบคนั ธาระ ก็เรมิ่ เกิดมขี ึ้นด้วยอาศัยศรัทธาในพระพุทธศาสนา ปราชญส์ นั นิษฐานว่าเป็น
ยุคแรกที่มีการสร้างพระพุทธรูป” และ ศ.หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ (2531: 65) ได้แสดงทัศนะเห็นด้วยว่า
“พระยามิลินท์ทรงเล่ือมใสในพระพุทธศาสนา และได้กระทาการอันยิ่งใหญ่ที่สุดสาหรับพวกเราท่ีควรจะได้
สานึกถึงบุญคุณของพระยามิลินท์ คือ ได้ทรงคิดสร้างพระพุทธรูปขึ้น ดังน้ัน พระพุทธรูปจึงเกิดขึ้นในระหว่าง
พ.ศ. 365 ถงึ พ.ศ. 383 อนั เป็นรชั สมัยของพระยามลิ นิ ท์นั่นเอง”

ประเดน็ ทีส่ าม มีความเชอ่ื วา่ เกดิ ในสมัยพระเจ้ากนิษกะมหาราช กษัตรยิ ผ์ ้ปู กครองอินเดยี ภาคเหนือ
โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองปุรุษปุระ หรือเปชวาร์ พระองค์เป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกเช่นเดียวกับพระเจ้า
อโศกมหาราช แต่ทรงเล่ือมใสพุทธศาสนาลัทธิมหายาน มิใช่แบบเถรวาทดังที่พระเจ้าอโศกทรงนับถือ (ศ.ม.จ.
สุภัทรดิศ ดิศกุล, 2528: 28) ในประเด็นน้ีมี ศ.มจ.สุภัทรดิศ ดิศกุล (2535: 73-74) ผู้เช่ียวชาญเกี่ยวกับ
ประวัติศาสตร์ที่แสดงทัศนะวินิจฉัยไว้ว่า “นอกจากน้ีพระเจ้ากนิษกะทรงเป็นพระราชาองค์แรกที่โปรดให้
ตีพิมพ์พระพุทธรูปข้ึนบนด้านหลังของเงินเหรียญของพระองค์ด้วย สิ่งนี้อาจทาให้เหน็ ได้ว่า พระพุทธรูปคงสร้างข้ึน
เป็นครั้งแรกในรัชกาลของพระเจ้ากนิษกะ” และได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ศิลปะในประเทศไทย” ว่า “เช่ือกันว่า
พระพุทธรูปอุบัติขึ้นในรัชกาลของพระเจ้ากนิษกะเป็นปฐม” (ศ.ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล, 2528: 29) ยังมี
ข้อความทีก่ ลา่ วยืนยันในประเดน็ นอ้ี ีกแหง่ หนง่ึ ในหนังสือเกีย่ วกับพระพทุ ธรูปอินเดยี มีใจความวา่ “พระเจ้ากนษิ กะ
ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกทานุบารุงพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกับพระเจ้าอโศกมหาราช แต่ในขณะนั้นคง
เป็นพุทธศาสนาลัทธิมหายานย่ิงกว่าลัทธิเถรวาท เช่ือกันว่าพระพุทธรูปเป็นรูปมนุษย์คงสร้างข้ึนในรัชกาลน้ี”
(ศ.ม.จ.สภุ ัทรดศิ ดศิ กุล, 2547: 1)

การท่ีผู้เขียนได้นาข้อมูลมากล่าวอ้างอิงนั้น เพื่อแสดงให้เห็นว่า ข้อสรุปการเกิดข้ึนของพระพุทธรูป
องค์แรกของโลกน้ันยังมีการโต้แย้งกันอยู่ยังหาข้อยุติไม่ได้ และยังไม่มีการตัดสินชี้ชัดลงไปว่าเกิดข้ึนเป็นครั้งแรก
ในสมัยใดกันแน่ ถึงแม้ว่าการสรา้ งพระพทุ ธรูปจะไม่มหี ลกั ฐานปรากฏชัดว่า เคยมกี ารสร้างพระพทุ ธรูปในสมัย
พุทธกาลมาก่อนแล้วก็ตาม แต่พุทธศาสนิกชนทุกยุคทุกสมัยต่างก็มีจุดประสงค์ในการสร้างพระพุทธรูป
เช่นเดียวกัน คือ เพื่อบูชาคุณของพระพุทธเจ้า เพ่ือเป็นพุทธานุสสติและเพ่ือเป็นเครื่องเตือนสติให้ราลึกนึกถึง
พระคุณของพระองค์ท่ีทรงมีพระเมตตาส่ังสอนให้มนุษย์ผู้มีปัญญาได้เห็นทุกข์ เห็นเหตุแห่งทุกข์ และหนทางท่ี
ทาให้หลุดพน้ จากทุกขน์ ้ันจนบรรลุพระนพิ พานอนั เปน็ เป้าหมายสูงสดุ

อย่างไรก็ตาม จากศึกษาข้อมูลในส่วนน้ีแล้ว ผู้เขียนมองว่าพุทธปฏิมาหรือพุทธรูปที่สร้างข้ึนมานั้น
เป็นการสร้างจากวัตถุต่างๆ และเป็นวัตถุธรรม แต่วัตถุประสงค์ในการสร้างน้ันเพ่ือเป็นเครื่องระลึกถึง
พระพุทธเจ้าหรือความเป็นพุทธเจ้าน้ันเอง ถึงแม้พระองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพานไปนานสองพันกว่าปีแล้ว
ก็ตาม ความศรัทธาท่ีมีต่อความเป็นพุทธะก็ยังไม่ได้เลือนหายไปซ่ึงปรากฏการณ์เช่นน้ีสามารถเป็นสัญญลักษณ์
แทนพทุ ธภาวะหรือความเป็นพทุ ธเจา้ ได้เช่นกัน

105  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

แต่ประเด็นนี้อาจจะมีผู้โต้แย้งว่า ในยุคสมัยปัจจุบันน้ี การสร้างพุทธปฏิมาน้ันมีเจตนาที่แปร
เปล่ียนไปมากจนกลายเป็นพุทธพานิชย์ชื้อขายเพ่ือหาผลประโยชน์แล้วเช่นนี้จะนับว่าเป็นสัญญลักษณ์ แทน
พุทธภาวะความเป็นพุทธเจ้าได้หรือไม่? สาหรับประเด็นการโต้แย้งที่อาจจะมีขึ้นได้น้ี ผู้เขียนมองว่า ไม่ได้มี
ผลกระทบต่อแนวคิดเก่ียวกับพุทธภาวะในบริบทของสัญลักษณ์แทนนี้ เพราะความเคารพหรือไม่เคารพหรือความ
ศรัทธาหรือไม่ศรัทธาน้ันมีเกิดขึ้นมาทุกยุคทุกสมัย แม้แต่สมัยพุทธกาลที่พระพุทธเจ้ายังพระชนม์ชีพอยู่ก็ยังมี
ผู้ว่ากล่าวให้ร้ายพระองค์ถึงขนาดลอบทาร้ายพระองค์ก็มใี ห้เห็นเช่นกัน จึงเป็นเร่ืองท่ีไม่น่าแปลกถ้ามีขอ้ โต้แย้ง
เชน่ นี้เกิดขน้ึ ในสมัยปัจจุบัน

พุทธภาวะในบรบิ ทของพุทธคุณ
การระลึกถึงคุณของพุทธเจ้าน้ันนับเป็นพุทธานุสสติอันเป็นหนึ่งในกรรมฐานท่ีชาวพุทธส่วนมาก

มักจะรู้จักกนั เป็นอย่างดี เมื่อปฏิบัติบ่อยๆ คนคุ้นชินแล้วจะส่งผลดีหลายอย่าง กล่าวคือทาให้จิตสงบจากกิเลสได้
เช่น หากมีส่ิงที่ทาให้ใจขุ่นเคืองหรือเกิดราคะ เป็นต้น เม่อื นึกถึงความดีของพระพุทธเจ้าจิตจะกลับเป็นกุศลและ
เป็นหนทางนาไปสู่พระนิพพานได้ เพราะเม่ือจิตตั้งไว้ในความสงบกิเลสแล้ว กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม
กจ็ ะบริสุทธ์ิ ไมม่ ีความมัวหมองเดือดร้อนกระวนกระวาย เมื่อไม่กระวนกระวายจิตย่อมสงบ เมื่อสงบย่อมเห็น
ธรรมตามจริง เมือ่ เหน็ ธรรมตามจริงย่อมคลายความยึดติด เม่อื คลายความยึดติดยอ่ มหลดุ พ้นในทีส่ ุด

พทุ ธคุณ คอื คณุ ของพระพุทธเจ้านนั้ (ม.ม.ู 12/74/65-66) มี 9 ประการ ดังนี้
1) อรห เปน็ พระอรหันต์ คอื เปน็ ผู้บรสิ ุทธิ์ ไกลจากกเิ ลส ทาลายกาแหง่ สังสารจกั รได้แล้วเปน็ ผคู้ วร
แนะนาส่งั สอนผอู้ น่ื ควรได้รบั ความเคารพบชู า เปน็ ต้น
2) สมฺมาสมฺพุทฺโธ ตรัสรู้เองได้โดยชอบ ตรัสรู้อริยสัจ 4 อันได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เป็นการ
คน้ พบดว้ ยพระองค์เอง ไม่มีครู อาจารย์เปน็ ผสู้ อน
3) วิชฺชาจรณสมฺปนโฺ น ถงึ พรอ้ มด้วยวิชชาและจรณะ คอื ความรู้ และจรณะ คอื ความประพฤติ
4) สุคโต เสด็จไปดีแล้ว คือ ทรงดาเนนิ พระพุทธจริยาให้เป็นไปโดยสาเร็จผลด้วยดี พระองค์เองก็ได้
ตรัสรู้สาเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ทรงบาเพ็ญพุทธกิจก็สาเร็จประโยชน์ยิ่งใหญ่แก่ชนท้ังหลายในท่ีท่ีเสด็จไปและแม้
ปรินิพพานแล้วกไ็ ดป้ ระดษิ ฐานพระศาสนาไวเ้ ป็นประโยชนแ์ กม่ หาชนสบื มา
5) โลกวิทู เป็นผู้รู้แจ้งโลก คือ ทรงรู้แจ้งสภาวะอันเป็นคติธรรมดาแห่งโลก คือ สังขารทั้งหลาย
ทรงหย่ังทราบอัธยาศัยสันดานแห่งสัตวโลกท้ังปวง ผู้เป็นไปตามอานาจแห่งคติธรรมดาโดยถ่องแท้ เป็นเหตุให้
ทรงดาเนินพระองค์เป็นอิสระ พ้นจากอานาจครอบงาแห่งคติธรรมดาน้ันและทรงเป็นท่ีพึ่งแห่งสัตว์ทั้งหลาย
ผ้ยู งั จมอย่ใู นกระแสโลกได้
6) อนตุ ตฺ โร ปุรสิ ทมมฺ สารถิ เปน็ สารถฝี ึกคนที่ฝกึ ไดไ้ ม่มีใครย่ิงกว่า คือ ทรงเปน็ ผู้ฝึกคนได้ดีเยยี่ มไม่มี
ผู้ใดเทียมเทา่
7) สตฺถา เทวมนุสฺสาน เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ท้ังหลาย พระองค์ทรงประกอบด้วย
คุณสมบัติที่ควรเป็นครูของบุคคลในทุกระดับช้ัน เพราะพระองค์ทรงรอบรู้และทรงสอนคนได้ทุกระดับ ทรงสอน
ด้วยความเมตตา มิใช่เพื่อลาภสักการะและคาสรรเสริญ แต่ทรงมุ่งความถูกต้องและประโยชน์สุขของผู้ ฟัง
เป็นใหญ่ ทรงสอนใหเ้ หมาะสมกับอัธยาศัยของผฟู้ ังและทรงทาได้ตามทีท่ รงสอนน้ันด้วย
8) พุทโฺ ธ เป็นผู้ตื่นและเบิกบานแล้ว คอื ทรงต่ืนเองจากความเชือ่ ถือและข้อปฏิบัติทัง้ หลายท่ีถือกัน
มาผิดๆ ด้วย ทรงปลุกผู้อ่ืนให้พ้นจากความหลงงมงายด้วย อน่ึง เพราะไม่ติด ไม่หลง ไม่ห่วงกังวลในส่ิงใดๆ
มีการคานึงประโยชน์ส่วนตน เป็นต้น จึงมีพระทัยเบิกบาน บาเพ็ญพุทธกิจได้ถูกต้องบริบูรณ์ โดยถือธรรมเป็น

106  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

ประมาณ การท่ีทรงพระคุณสมบูรณ์เช่นนี้และทรงบาเพ็ญพุทธกิจได้เรียบร้อยบริบูรณ์เช่นนี้ ย่อมอาศัยเหตุ คือ
ความเป็นผู้ต่นื และย่อมใหเ้ กิดผล คอื ทาใหท้ รงเบกิ บานดว้ ย

9) ภควา เป็นผู้มีโชคจะทรงทาการใดก็ลุล่วงปลอดภัยทุกประการหรือเป็นผู้จาแนกแจกธรรมคาสั่ง
สอนแก่เวไนยสตั ว์ใหร้ ู้ตาม (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโฺ ต), 2556: 222)

การที่ผู้เขียนนาเอาการระลึกถึงพุทธเจ้านี้มากล่าว เพ่ือยืนยันว่าพระพุทธเจ้าถึงแม้จะเสด็จดับขันธ
ปรินิพพานไปแล้วก็ยังคงเหลือพระคุณของพระองค์อยู่ ซึ่งเป็นสิ่งท่ีชาวพุทธโดยท่ัวไปถือปฏิบัติกันอยู่จนถึงทุก
วนั น้ียาวนานนับพันปี การระลึกพระคณุ ของพระพุทธเจ้านัน้ ก็เปรียบเสมือนกับเป็นการระลกึ ถึงพุทธภาวะหรือ
ความเป็นพุทธเจ้า เพราะพระวรกายท่ีเป็นกายเนื้อของพระองค์น้ันได้สูญสลายไปแล้วในฐานะที่พระองค์เป็น
มนุษย์ผู้หนึ่ง แต่พระคุณของพระองค์กลับคงอยู่ไม่ได้อันตรธานหายไปไหน พุทธภาวะจึงไม่ได้เป็นสภาพว่างเปล่า
ยอ่ มเปน็ สภาวะทป่ี รากฏอยู่ทุกขณะท่ีมีผรู้ ะลึกถึงพระองค์

จากท่ีกล่าวมาผู้เขียนเชื่อว่าการอธิบายพุทธภาวะในลักษณะเช่นนี้สามารถเป็นแนวทางท่ีจะตอบ
ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังการปรินิพพานของพุทธเจ้าได้และอาจจะเป็นผลส่งเสริมต่อแนวคาสอนของพุทธปรัชญา
เถรวาทท่ีเกยี่ วกับการปรารถนาเปน็ พระโพธสิ ัตว์เพ่ือบาเพ็ญบารมี เพราะแตเ่ ดิมนน้ั พระโพธิสัตว์ คอื ผู้ทสี่ ะสม
บารมีจนครบแล้วได้ตรัสรู้ต่อจากน้ันก็ออกเผยแผ่ธรรมแล้วเสด็จดับขันธปรินิพพานกลายเป็นสภาวะที่บุคคล
ท้ังหลายท่ีเป็นปุถุชนหรืออริยบุคคล แม้ปรารถนาจะพบพระองค์ในลักษณะเป็นตัวตนก็ไม่สามารถท่ีจะพบได้อีก
นอกจากการกาหนดสัญลักษณ์รูปเป็นเคร่ืองหมายแทนพระองค์เท่าน้ัน ประเด็นดังกล่าวนี้มีความต่างกับ
แนวคิดของพุทธปรัชญามหายานที่มีหลักการและการอธิบายเก่ียวกับพุทธภาวะหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานไป
แล้วเปน็ อยา่ งมาก

สรุป
แนวคิดพุทธภาวะหลังปรินิพพานสาหรับประเด็นน้ีมุมมองของพุทธปรัชญาเถรวาทมีแนวคิดว่า

หลังจากพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานด้วยอนุปาสิเสสนิพพานไปแล้ว พุทธภาวะย่อมเป็นสภาพว่างเปล่า ไม่มี
สภาวะบัญญัตอิ ่ืนใดปรากฏอยู่อันเป็นเหตุให้ไม่มีผู้ใดสามารถ จะหาพระพทุ ธเจ้าผู้ปรินิพพานไปแลว้ ได้และอธิบาย
สภาวะของพระพุทธเจา้ หลงั ปรินิพพานวา่ เป็นอนัตตา

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นดังกล่าวนี้ ผู้เขียนได้เสนอแนวทางการอธิบายแนวคิดพุทธภาวะหลัง
ปรินิพพาน โดยนาเอาสิ่งท่ีมีการกล่าวกันอยูแ่ ลว้ ในแนวคาสอนของพทุ ธปรัชญาเถรวาทซึง่ ไม่ใชเ่ ปน็ สง่ิ ท่ีผู้เขียน
คิดสร้างข้ึนมาใหม่ เพียงแต่ผู้เขียนต้องการเสนอมุมมองท่ีแตกต่างไปจากเดิมเท่าน้ัน มี 4 ประเด็น ได้แก่
ประเด็นแรก เป็นส่ิงทีม่ ีการกลา่ วถึงอยแู่ ต่เดิมแล้วในเรอื่ งที่พุทธภาวะน้ันเป็นอนตั ตา ประเด็นท่ีสอง พทุ ธภาวะ
ในบริบทของตัวแทน ซึ่งใช้กรอบแนวคิดที่เกิดจากพุทธพจน์ในมหาปรินิพพานสูตรที่พระองค์ตรัสกับพระ
อานนท์ว่าให้ถอื เอาธรรมวินัยเป็นตัวแทนพระองค์ในกาลที่พระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานแลว้ และพุทธพจน์
ท่ีพระพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระวกั กลิเถระให้ยึดถือ ในธรรมท่พี ระองค์สั่งสอนเพราะการไดเ้ ห็นธรรมกเ็ ทา่ กับเห็น
พระองค์ ประเด็นท่ีสามพุทธภาวะในบริบทของสัญลักษณ์แทน ซ่ึงใช้กรอบแนวคิดการสร้างพุทธปฏิมาหรือ
พระพุทธรูป อันเป็นสัญลักษณ์ที่สร้างข้ึนเป็นตัวแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่ีมีปรากฏโดยท่ัวไปทั้ง
พุทธปรัชญาเถรวาทและมหายานอาจจะนับได้มาเป็นสิ่งท่ีมีความสอดคล้องกันในส่วนที่มีเป้าหมายเพื่อเป็น
เคร่ืองเตือนสติให้ราลึกนึกถึงพระคุณของพระองค์ท่ีทรงมีพระเมตตาสั่งสอนให้มนุษย์ผู้มีปัญญาได้เห็นทุกข์
เหตุแห่งทุกข์ และหนทางท่ีทาให้หลุดพ้นจากทกุ ข์น้ัน และประเด็นสุดทา้ ย พทุ ธภาวะอยู่ในบริบทของพุทธคุณ
เป็นการระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า ถึงแม้พระองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพานไปนานแล้วก็ยังคงเหลือ

107  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลัย และเครือขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

พระคุณของพระองค์อยู่เป็นการยืนยันว่าพุทธภาวะหลังปรินพิ พานนั้นไม่ไดอ้ นั ตรธานหายไปไหนยังคงสถติ ยอ์ ยู่
ในรปู แบบอ่นื ตามทผ่ี ู้เขยี นได้กลา่ วมานั้น

บรรณานุกรม
1) พระไตรปิฎก

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั .

มหามกุฏราชวิทยาลัย. (2553). พระไตรปิฎกภาษาไทยพร้อมอรรถกถาแปล. พิมพ์ครั้งท่ี 4. นครปฐม: โรงพิมพ์
มหามกุฏราชวิทยาลยั .
2) หนงั สอื

พระมหายุทธนา นรเชฏฺโ . (2553). สภาวะของพุทธเจ้าหลังการปรินิพพาน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ
ราชวทิ ยาลัย.

พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). (2546). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์ครั้งที่ 11. กรุงเทพฯ:
โรงพมิ พม์ หา จุฬาลงกรณราชวิทยาลยั .

พระพิมลธรรม (ชอบ อนุจารีมหาเถระ). (2541). พระพทุ ธรูปปางต่างๆ. พมิ พ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: กองทุนบุญนิธิ
หอไตร.

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโฺ ต). (2548). พระพุทธศาสนาในอาเซีย. พิมพค์ ร้งั ที่ 2. กรงุ เทพฯ: ธรรมสภา.
.(2556). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. พิมพ์คร้ังท่ี 24. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์
พระพทุ ธศาสนาของธรรมสภา.

ศักดิ์ชัย สายสิงห์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. (2550). สารานุกรมไทยสาหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ใน
พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั เลม่ 29. พิมพค์ ร้ังท่ี 4. กรุงเทพฯ: รุ่งเรืองการพิมพ์.

สภุ ัทรดศิ ดิศกลุ , ศ.ม.จ. (2528). ศลิ ปะในพระเทศไทย. พมิ พ์ครง้ั ที่ 8. กรุงเทพฯ: อมรนิ ทร์การพิมพ์.
.(2535). ศิลปะอินเดยี . พิมพค์ รง้ั ท่ี 3. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์ครุ สุ ภาลาดพร้าว.
.(2547). พระพทุ ธรูปอนิ เดีย และความรู้ใหม่เกยี่ วกับโบราณคดีจนี . กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร.

สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดารงราชานภุ าพ. (2545). ตานานพระพุทธเจดีย์. กรงุ เทพฯ: สานกั พิมพบ์ ริษทั มตชิ น จากัด.
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส. (2505). พระปฐมสมโพธิกถา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์

การศาสนา.
หลวงบรบิ าลบรุ ภี ัณฑ์, ศ.จ. (2531). พระพทุ ธรปู โบราณ. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพย์ ไู นเตด็ โปรดกั ชนั่ .
Van Hien. (2003). The Seeker’s Glossary of Buddhism. 3rd ed. Taipei: The Corporate Body of the

Buddha Educational Foundation.

108  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

ปัญหาทางปรัชญาตามทรรศนะนกั ปรัชญาตะวนั ออกในปจั จุบนั
Philosophical Problems According to the Viewpoint of

Contemporary Eastern Philosophers

พระสรุ ิยะ ปภสสฺ โร (สพานทอง)
Phra Suriya Pabhassaro (Sapanthong)
นักศกึ ษาปรัชญาดษุ ฎบี ัณฑติ สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา
บัณฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลัยมหามกฏุ ราชวิทยาลยั

พระมหามฆวนิ ทร์ ปรุ สิ ตุ ตฺ โม, ผศ.ดร.
Phramaha Maghavin Purisuttamo, Asst.Prof.Dr.
อาจารย์ประจาหลักสตู รปรชั ญาดุษฎีบณั ฑิต สาขาวชิ าพทุ ธศาสนาและปรัชญา

บัณฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยมหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั
E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่
บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัญหาพื้นฐานทางปรัชญาตามทรรศนะนักปรัชญา

ตะวันออกในปัจจุบัน ผลการศกึ ษาพบว่า อิทธิพลของความคดิ ทางปรชั ญาตะวนั ออก ท่มี ตี อ่ วิถชี วี ิต สังคม และ
การเมือง ปรัชญาตะวันออกเป็นแนวคิดพ้ืนฐานของตะวันออกตั้งแต่ยุคเริ่มต้น รวมถึงแนวคิดสาคัญของ
ปรัชญาตะวันออกสานักต่างๆ ดังน้ัน ปรัชญาหรือแนวความคิดทุกระบบ ท้ังตะวันออกและตะวันตก ท่ีนับว่า
เป็นระบบใหญ่สุดของวิชาการปรัชญา จึงจัดว่ามีความจาเป็นที่ควรจะต้องศึกษา ให้รู้ชัดถึงเน้ือหาสาระสาคัญ
และความแตกต่างระหว่างกันและกนั ดว้ ยวา่ ถ้าสามารถแยกแยะได้ถึงความพิเศษระหว่างปรชั ญาท้ังสองระบบ
สามารถนาไปประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือสร้างความรู้ ความเข้าใจในปรากฏการณ์ทางสังคมของปรัชญา
ตะวนั ออกและตะวันตกได้ โดยการนาเอาแนวคิดทางศาสนาและความเช่ือต่างๆ มาตีความใหม่ การเคลื่อนไหว
แนวทางปฏิบัติตามความเชื่อใหมข่ องกลุ่มหรือองค์กรต่างๆ ที่เคล่ือนไหวโดยใชแ้ นวคิดและความเช่ือต่างๆ ใน
โลกปจั จุบัน

คาสาคัญ : ปรัชญาตะวันออก, นักปรชั ญาตะวนั ออกสมยั ปัจจบุ ัน

ABSTRACT
This academic article has the objectives to study fundamental philosophical

problems in the view of contemporary Eastern philosophers. The results of the study found
that: Influence of oriental philosophical thought toward the way of life, society and politics.
Eastern philosophy has been the basic concept of the East since its beginning. Including
important concepts of Eastern Philosophy in different schools. Therefore, every philosophy or
concept both east and west which is the largest system of academic philosophy therefore
considered there is a need that should be studied to know clearly the essence and the
difference between each other. That if one can distinguish the exclusivity between the two
philosophies. Can be applied as a knowledge building tool Understanding of the social

109  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลยั และเครอื ข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

phenomena of Eastern and Western philosophies. By reinterpreting religious ideas and beliefs
A new belief practice guideline of different groups or organizations that are moving using
different ideas and beliefs in today's world.

Keywords : Eastern philosophy, Modern Eastern Philosophers

บทนา
เป็นท่ีทราบกันดีว่าปรัชญานั้นเป็นพื้นฐานหรือเป็นบ่อเกิดเริ่มแรกของทุกสาขาวิชาที่มีอยู่ในโลกน้ี

โดยความเป็นพื้นฐานของสรรพวิชาของปรชั ญาน้หี มายเอาการเป็นแนวคิดเบื้องต้นที่เข้าไปช่วยให้ศาสตร์ต่างๆ
มีความเป็นวชิ าการทสี่ มบรู ณย์ ง่ิ ขนึ้ จนสามารถทาให้วิชาเหลา่ น้นั ตั้งอยู่ในฐานะท่ีเป็นศาสตร์เฉพาะ ทางของตน
หรือเป็นแนวทางแห่งการดารงชีวิตให้กับบุคคลในสังคมได้กล่าวคือศาสตร์ต่างๆ เป็นต้นว่า สังคมศาสตร์
จิตวิทยา มนุษยศาสตร์รัฐศาสตร์นิติศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์ล้วนมีแนวคิดจากวิชาการ ปรัชญาเป็นจุดเร่ิมต้น
ดว้ ยกันทั้งน้ัน ตรงกันข้าม ถ้าศาสตร์เหล่านั้นทั้งหมดไม่มีปรัชญาเข้าไปรว่ มคิดร่วม สร้างแล้ว ความม่ันคงทาง
วิชาการหรือความน่าเชื่อถือในศาสตร์น้ันๆ ย่อมด้อยคุณค่าไปทันที ปรัชญาตะวันออกเกิดขึ้นทางซีกโลก
ตะวันออก ซ่ึงส่วนใหญห่ มายถึงปรชั ญาอินเดียและจีน เพราะท้ังสองชาตนิ ้ีเปน็ ชาตทิ ี่เจรญิ รุ่งเรืองมีอารยธรรม
มาตง้ั แตโ่ บราณ นานแล้วปรชั ญาตะวันออกเกดิ ข้นึ ณ ประเทศอินเดียเป็นคร้ังแรก ปรชั ญาตะวนั ออกมีเรื่องยืด
ยาวน่าสนใจย่ิง เพราะมีการเล่าและศึกษาสืบกันมา ปรัชญาตะวันออกที่ได้บันทึกไว้นั้นส่วนมากเกี่ยวกับ
ความรู้สึกอันลึกซ้ึงลี้ลับและเป็นปรัชญาอันสูงสุดดังปรากฏในคัมภีร์ฤคเวท ในกาลต่อมาเรียกว่า สังหิ
ตาพราหมณะและ อุปนิษัทอันเป็นคัมภีร์ทางจริยศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และสามารถใช้เป็นมาตรฐานในการ
ตัดสินคดีความได้คาสอนดังกล่าวได้แผ่ขยายกว้างขวางออกไปยังดินแดนต่างๆ ในกาลต่อมา เช่น ประเทศจีน
ญี่ปุ่น เอเชยี อาคเนย์ เปอรเ์ ซยี เอเชยี กลางและกรกี

ความหมายของปรัชญาตะวันออก
เม่ือเอ่ยถึงคาว่า ปรัชญา (philosophy) ย่อมเป็นท่ีทราบกันในหมู่ผู้ศึกษาปรัชญาว่าหมายถึง

แนวความคิดท่ีรเิ ริ่มมาจากการต้ังคาถามโดยความรักในความรู้ กระทั่งต่อมาความรักในความรู้นั้นได้ พฒั นามา
เป็นกระบวนทัศน์ทางความคิดอันเป็นรากเหง้าของปรัชญาตะวันตก ทวี่ างอยู่บนฐานรากของปรัชญาบริสุทธใ์ิ น
สามแขนงหลัก ได้แก่ อภิปรัชญา (metaphysics) ญาณวิทยา (epistemology) และคุณวิทยา(axiology)
ฉะนั้น คาว่าปรัชญาในทางตะวันตก จึงเป็นคาท่ีปรากฏให้เห็นถงึ ความพันผูกอยกู่ ับทที รรศน์ แห่งวิธคี ิดในทาง
ปรัชญาอยู่ด้วยเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโลกตะวันตกได้ผ่านสมัยกลางอันเป็นยุคมืดแห่งความอับเฉาทาง
ปัญญา และก้าวเข้าสู่ยุคภูมิปัญญา (enlightenment) สืบเนื่องมาจวบจนปัจจุบัน ก็ยิ่งให้ภาพที่ชัดเจนว่า
ปรัชญาตะวันตกถือเป็นระเบียบวิธีคิดในทางเหตุผล ท่ีสามารถแยกตัวออกจากวิธีคิดแบบศาสนาได้อย่างเป็น
เอกเทศ ปรัชญามีความหมายกว้างขวาง เป็นเรื่องท่ีเก่ียวกับความคิดของบุคคลและมีลักษณะเป็นนามธรรม
การที่จะให้ความหมายของคาว่าปรัชญาที่แน่นอนจึงเป็นเร่ืองยาก แต่นักปราชญ์และนักคิดได้พยายามให้
ความหมายของปรัชญาไว้มากมาย ซึ่งความหมายหน่ึงอาจเป็นที่ยอมรับของคนกลุ่มหน่ึง แต่อาจไม่เป็นที่
ยอมรับของคนอีกกลุ่มหนึ่ง สุดแล้วแต่ว่าบุคคลใดจะมีมุมมองอย่างไรการพิจารณาความหมายของคาว่า
ปรัชญา แยกพิจารณาออกเป็น 2 นับ คือความหมายตามรูปศัพท์ และความหมายโดยอรรถ (อรสา สุขเปรม,
2541 : 55-74 ; วไิ ล ตัง้ จิตสมคดิ , 2540)

110  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

ในขณะที่ หากเป็นมุมมองของโลกตะวันออกแล้ว ปรัชญา ถือเป็นกระบวนทศั น์ท่ีวางอยู่บนฐานคิด
ในมิติมุมมองซ่งึ แตกต่างไปจากโลกตะวนั ตก กลา่ วคอื หากสืบสาวไปถงึ ต้นธารปรัชญาของฝ่ายตะวันออกไม่ว่า
อินเดียหรือจีนก็ตาม จะพบว่าทีทรรศน์ของปรัชญาตะวันออกนั้น มีความเป็นปรัชญาชีวิต (philosophy of
life) ที่ผสมผสานท้ังวิธีคิดและวิธีปฏิบัติในทางศาสนา โดยนาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในวิถีทางของการค้นหา
ความหมายแห่งชีวิต ดังนั้น รากฐานของปรัชญาตะวันออกจึงไม่สามารถแยกขาดจากศาสนาได้ เพราะเป็น
ปรัชญาที่ริเริ่มมาจากความต้องการที่จะแสวงหาความรู้แจ้ง และปฏิบัติขัดเกลาจิตวิญญาณเพื่อการบรรลุถึง
ธรรม (dhamma) ธรรม ในท่ีน้ี คือ ธรรมในความหมายท่ีกว้างที่สุด โดยหมายเอาถึงสภาวะตามเป็นจริงของ
โลกและชีวิต ดังน้ันการบรรลุถึงธรรมในบริบทนี้ก็เช่นกัน หมายถึง การเข้าถึงสภาวะรู้แจ้งในแก่นแท้ของโลก
และชีวิต อันเป็นความหมายสูงสุดของชีวิตและสรรพส่ิง โดยทาผ่านกรอบวิธีคิดของสานักลัทธิต่างๆ ในทาง
ศาสนา ส่วนความเขา้ ใจที่ว่า ปรชั ญาตะวันออกกม็ ี อภิปรชั ญา ญาณวิทยา และคณุ วิทยานน้ั หากพจิ ารณาจาก
รากฐานจนถึงท่ีสุดแล้ว พบว่า เป็นเพียงการนากรอบแนวคิดของโลกตะวันตก เข้ามาประยุกต์เพื่อจัดระเบียบ
กระบวนทัศน์ ให้เป็นระบบตามอย่างปรัชญาบริสุทธิ์ของตะวันตกเท่าน้ัน ดังน้ันปรัชญาคือ ศาสตร์ชนิดหนึ่ง
ท่ีมีวัตถุประสงค์ที่จะจัดหมวดหมู่หรือแบบความรู้สาขาต่าง ๆ เพื่อนามาใช้เป็นเคร่ืองมือทาความเข้าใจและ
แปลความหมายข้อเทจ็ จรงิ ตา่ งๆ อย่างสมบรู ณ์แบบ (ภญิ โญ สาธร, 2514: 21)

ปรัชญาตะวันออก หมายถึง แนวคิดเชิงปรัชญาในดินแดนเอเชีย ซึ่งในอดีต อารยธรรมท่ี
เจริญรุ่งเรืองตง้ั แตโ่ บราณแบ่งกวา้ งๆ ได้สองแนว คอื ปรัชญาอินเดยี และ ปรชั ญาจนี (หรือเรียกว่าปรชั ญาแห่ง
แม่น้าสินธุ คงคา กับปรัชญาแห่งแม่น้าฮวงโห แยงซีเกียง) สองอารยธรรมท่ีย่ิงใหญ่ตั้งแต่ อดีตในซีกโลก
ตะวนั ออก (ทวีปเอเชีย) ได้แก่ อนิ เดียและจีน ถอื เปน็ แหล่งกาเนิดของภูมิปญั ญาตะวันออก (ปรัชญาตะวนั ออก)
นักปรัชญาตะวันออกสนใจความเป็นจริงเช่นเดียวกับนักปรัชญาตะวันตก แต่สิ่งท่ีเป็นเอกลักษณ์สาคัญของ
ปรัชญาตะวันออก คือ ความสนใจต่อความเป็นจริงเพื่อการปฏิบัติตนมุ่งสู่การเป็นหนึ่งเดียวกับความ เป็นจริง
นี่เองที่ผู้ศึกษาปรัชญาจึงมีความคิดว่าปรัชญาตะวันออก (โดยเฉพาะปรัชญาอินเดีย) เป็นปรัชญาชีวิต เพราะ
แนวคิดทางปรัชญาที่ค้นคิดข้ึนได้นั้น มีการนาไปปฏิบัติในชีวิตประจาวัน โดยลักษณะดังกล่าวน้ี “ปรัชญากับ
ศาสนาของอนิ เดียจงึ มักไปด้วยกนั เสมอ” (สนุ ทร ณ รังษี, 2521: 2)

อทิ ธพิ ลของความคดิ ทางปรัชญาตะวนั ออก
1. บ่อเกดิ และพัฒนาการของปรชั ญาตะวนั ออก
บอ่ เกิดและพัฒนาการของปรัชญาตะวันออก แนวคดิ เรื่องมนุษย์ ธรรมชาติ จักรวาล ความสัมพันธ์

ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับธรรมชาติ และมนุษย์กับจักรวาล ในวัฒนธรรมตะวันตก คาว่า ปรัชญา
ตะวันออกมีความหมายกว้างๆ ครอบคลุมถึงแนวคิดทางปรัชญาของ “ตะวันออก” กล่าวคือ ทางเอเชียท่ี
รวมถึงจีน อินเดีย ญ่ีปุ่น และพื้นที่ท่ัวไป ส่วนใหญ่แล้วมหาวิทยาลัยในประเทศตะวันตก การเรียนการสอน
และภาควิชาปรัชญาจะมุ่งศึกษาเฉพาะวิถีคิด และแนวคิดทางปรัชญาตะวันตก (แต่ก็ยังมีข้อยกเว้นในหลายๆ ท่ี)
ดังน้ันการใช้คาว่า “ปรัชญา” ในแวดวงวิชาการตะวันตก มักหมายถึงแนวคิดทางปรัชญาท่ีมีรากฐานมาจาก
กรีกโบราณ และปรัชญาตะวันออกมักถูกมองข้าม อย่างไรก็ตาม การเช่ือมโยงระหว่าง “ตะวันออกและ
ตะวันตก” ในปัจจุบนั น้ี ช่วยลดช่องว่างทางวฒั นธรรมดังกลา่ วไปได้มาก

ปรัชญาตะวันออกที่จะกล่าวในท่ีนี้ หมายถึงระบบแนวคิดหลักการและความรู้ต่างๆ ทางปรัชญาท่ี
เกิดขึ้นในซีกโลกตะวันออก เช่น ปรัชญาอินเดีย ปรัชญาจีน ปรัชญาญี่ปุ่น และปรัชญาศาสนาอิสลาม สาหรับ
ปรัชญาอินเดียนั้น ถือว่าเป็นสายใหญ่และมีอิทธิพลแพร่ขยายไปท่ัวดินแดนของซีกโลกตะวันออกท้ังหมด
ปรัชญานี้แบง่ ออกเป็นหลายยุค และมีแนวคดิ ความเชื่อของศาสนาตา่ งๆ ได้แก่ ศาสนาพราหมณ์ หรือศาสนาฮินดู

111  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลยั และเครอื ขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

และพระพทุ ธศาสนา ส่วนปรัชญาจีนนั้น กลมุ่ ที่มีอิทธิพลต่อชาวจีนมากที่สดุ คอื ปรชั ญาเตา๋ และปรชั ญาขงจื้อ
อย่างไรก็ตาม ปรัชญาศาสนาที่มีอิทธิพลต่อคนในโลกตะวันออกอย่างมาก 2 ปรัชญา ศาสนาอิสลามและ
ศาสนาพุทธ ปรัชญาตามท่ีกล่าวเหล่านี้เป็นปรัชญาท่ีเข้ามามีอิทธิพลต่อการดารงชีวิตของชาวตะวันออก
ซึ่งกห็ มายถึงเขา้ มามีอิทธพิ ลในการจดั การศึกษา และการเรยี นรู้ของชาวตะวันออกเป็นอย่างมาก อย่างไรกต็ าม
สาหรับประเทศไทย ปรัชญาท่ีมีบทบาทต่อวิถีชีวิตและการศึกษาของคนไทย คือ พุทธศาสนา จะขอกล่าวถึง
เฉพาะปรชั ญาการศึกษาอสิ ลาม และปรัชญาจนี ซึ่งจะนาเสนอเฉพาะปรชั ญาเต๋าและปรัชญาขงจื้อ

แนวคิดทางปรัชญาในโลกตะวันออกมีความเช่ือในเร่ืองกฎเกณฑ์ของโลก สามารถแบ่งแนวคิด
ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มท่ีเช่ือว่าโลกน้ีมีพระเป็นเจ้าท่ีเป็นผู้สร้าง และ 2) กลุ่มที่เช่ือว่าโลกนี้เกิดขึ้นตาม
กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ไม่มีพระเป็นเจ้าท่ีเป็นผู้สร้าง แนวคิดทั้งสองกลุ่มมีความเช่ือท่ีแตกต่างกัน แต่ในทาง
ปฏิบัติเพื่อการค้นหาความรู้ใช้วิธีการคล้ายคลึงกันมาก กล่าวคือ ท้ังสองกลุ่มเน้นท่ีการประพฤติปฏิบัติตน
เพ่ือการบรรลุถึงความรู้ มากกว่าการคิดหาเหตุผลด้วยการถกประเด็นปัญหาแล้วจดบันทึกไว้เป็นหลักการ
หรอื ทฤษฎี

หลักการหาความรู้ตามแนวคิดของนักปรัชญาในโลกตะวันออก สาหรับกลุ่มที่เชื่อว่า “โลกนี้มี
พระเปน็ เจ้าเปน็ ผูส้ ร้าง” มุ่งประพฤตปิ ฏิบัตติ นให้เข้าถึงพระเปน็ เจ้าให้มากที่สดุ หลกั การหาความรู้ตามแนวคิด
ของนักปรัชญาในกลุ่มอารยธรรมอินเดยี ไดแ้ บ่งขนั้ ตอนในการปฏิบตั ิเพอ่ื เป็นมาตรการการค้นคว้าความเปน็ จริง
ไว้ 4 ข้ัน คือ 1) อรรถะซึ่งเป็นการเพียรหาความอุดมด้วยทรัพย์สมบัติและความรู้ 2) กามะเป็นความพึงพอใจ
อันเกิดจากการได้ตามความต้องการ 3) ธรรมะเป็นความถึงพร้อมด้วยคุณธรรมและความดี และ 4) โมกษะ
ซึ่งหมายถึงการแสวงหาความพลุดพ้นจากภาวะเพ่ือเข้าไปรวมเปน็ หน่ึงเดยี วกับปรมาตมัน สาหรับมาตรการหา
ความรู้ในแต่ละข้ันตอนและแต่ละลัทธิมีจุดเน้นในการค้นคว้าท่ีแตกต่างกัน เช่น ลัทธินยายะเน้นการให้
ความสาคัญกับการแสวงหาความรู้ ลัทธิสางขยะเน้นความสัมพันธ์ระหว่างตัวตนกับโลกภายนอก และลัทธิ
โยคะเน้นการวิเคราะห์ธรรมชาติของมนุษย์เป็นวิถีทางเข้าถึงตัวตนท่ีแท้จริงของมนุษย์ มาตรการความดีและ
ความงามจึงแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ทุกลัทธิต่างเชื่อว่า ความดีและความงามเป็นเรื่องเดียวกัน แนวคิด
ดงั กล่าวส่งผลให้วัฒนธรรมไทยซ่ึงได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมอินเดียยอมรับแนวคิดที่มีทรรศนะว่า ความดี
และความงามเป็นเรื่องเดียวกัน โดยเชื่อว่ามาตรการความดีหาก “ประพฤติปฏิบัติดี” ตามกรอบที่ได้วางไว้ใน
แตล่ ะช่วงชีวิตตามแนวทางความเชื่อของศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดยู ึดถือวา่ เป็น “ความงดงามของความประพฤติ”
ในแต่ละช่วงชีวิต เพราะองค์ประกอบในความประพฤติปฏิบัติน้ันมิได้บกพร่องตามกรอบแห่งความประพฤติที่
วางไว้เป็นมาตรการของความประพฤติ อุปมาว่างดงามดุจด่ังไม้งามท่ีเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ โดยปราศจาก
แมลงกดั กนิ กงิ่ ใบและลาตน้ ใหเ้ สียหาย เปน็ ความงามที่รับรไู้ ด้ด้วยสายตาซ่งึ ปราศจากความสญู เสยี ใดท้งั ปวง

กลุ่มท่ีไม่เช่ือวา่ โลกนมี้ ีพระเป็นเจา้ ท่ีเป็นผู้สร้าง แต่เช่ือว่า “โลกนเี้ กิดข้ึนเองตามกฎของธรรมชาติ”
กฎแห่งธรรมชาติเป็นกฎแห่งเหตุและผลจากการกระทาที่เกิดขึ้นตามกฎท่ีว่า ทุกส่ิงที่เกิดขึ้นในโลกล้วนแต่มี
สาเหตุท่ีเป็นปัจจัยเป็นเบื้องต้น เช่น เรื่องกฎแห่งกรรม ซึ่งเป็นกฎท่ีว่าด้วยการกระทาของแต่ละบุคคลที่ได้
กระทาน้ัน ผลท่ีกระทาจะเช่ือมโยงให้เกิดปฏิสัมพันธ์ต่อบุคคลอ่ืนๆ หากต้องการให้หลุดพ้นจากผลแห่งการ
กระทาน้นั (วัฏฏะของกฎ) ผทู้ ่ีกระทากับผถู้ ูกกระทาตอ้ งให้อภัยต่อกนั หลกั ของการให้อภยั ซ่ึงกันและกัน ทาได้
หลายรปู แบบ โดยมหี ลักการสาคัญว่า หากต้องการหลุดพน้ จากกฎแหง่ กรรมทั้งสองฝ่ายต้อง “ยนิ ยอมพร้อมใจ
ให้อภัยซึ่งกันและกัน” การกระทาที่กล่าวมาน้ี เป็นแนวคิดกลุ่มที่มีความเชื่อว่าเหตุและผลของการกระทาน้ัน
เป็นเรื่องของบุคคลที่เป็นผู้กาหนดเอง ไม่มีใครผู้ใดเป็นผู้กาหนดและกฏเกณฑ์นี้เป็นกฎของธรรมชาติ กฎของ
ธรรมชาติมีปรากฏอยู่ในธรรมชาติรอบๆ ตัวเรา หากต้องการเรียนรู้ต้องกระทาตนให้สอดคล้องกับธรรมชาติ

112  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลัย และเครอื ข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

หรือทาการเข้าใจตนเองและเข้าใจภาวะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของตนเอง โดยแสวงหาว่า แท้จริงแล้วอะไร
คอื ตวั ตนท่แี ทจ้ รงิ ของตนเอง

การทาความเข้าใจตนเองให้ชัดเจนถ่องแท้ แน่ชัดว่า ตัวตนของตนเองเป็นอย่างไร เป็นแนวคิดท่ี
สาคญั ของพระพทุ ธศาสนา แนวคิดพระพุทธศาสนาได้ให้แนวทางการปฏิบัตเิ พื่อการเขา้ ใจตนเองโดยการฝึกฝน
กายานสุ ติปฏั ฐาน ซง่ึ เป็นหลักเบอ้ื งต้นในการฝึกสตปิ ัฏฐาน 4 (กาย เวทนา จติ ธรรม) ผลที่ไดจ้ ากการฝึกฝนสติ
ปฏั ฐาน 4 คือ ความเขา้ ใจที่เก่ียวกับความไม่แน่นอนของจิตที่เสพการรับรจู้ ากผัสสะทเ่ี ข้ามากระทบกับร่างกาย
ซึ่งจิตจะทาการรับรู้ เก็บมาคิดตริตรอง เกิดเป็นการรับรู้ภายในจิตใจ การฝึกฝนสติปัฏฐาน 4 ทาให้มี
ความสามารถในการแยกแยะใหเ้ ห็นวา่ การรับรู้ผัสสะจากภายนอกส่งผลให้เกดิ การรับรู้ขน้ึ ภายในจติ ใจ ส่งผล
ให้เกิดการตัดสินใจบอกว่าชอบ ไม่ชอบหรือเฉยๆ (อาการเช่นนี้เรียกว่า เวทนา) จิตจะเก็บจาการคิดตัดสินใจ
นั้นไว้ (สัญญา) นามาใช้เทียบเคียงเมื่อมีการสัมผัสรับรู้สิ่งภายนอกอีกคร้ัง จิตจะนาส่วนที่เก็บไว้มาเทียบเคียง
อยา่ งรวดเร็ว

หากไม่ได้ฝึกฝนการรับรู้ตามแนวทางสติปัฏฐาน 4 จะแยกแยะออกได้ยากมาก เพราะเป็นปฏิกิริยา
ที่ต่อเนื่องและรวดเร็วจนตามรู้ไม่ทันว่า ส่ิงที่นามาคิดนั้นเป็นเรื่องราวในอดีต ปัจจุบัน หรือในอนาคต ผลจาก
การคิดนั้นส่งผลต่อเนื่องเป็นปฏิกิริยาเก่ียวเนื่องกัน เรียกว่า “หลักปฏิจจสมุปบาท” หากเข้าใจตามแนวทางนี้
จะเหน็ ความเปล่ียนแปลงของจิตท่ีถูกกระทบอยู่ตลอดเวลา ท้ังส่วนที่กระทบจากภายนอก (การรับร้ดู ้วยผัสสะ
ทางกาย) และการกระทบจากผัสสะภายใน (การรับรู้ด้วยผัสสะภายใน เรียกว่า การรู้คิด หรือ ธรรมารมณ์)
ซ่ึงส่งผลให้เกิดอารมณ์ความชอบ ไม่ชอบ เฉยๆ เป็นความรู้สึกของตนเองที่มีต่อสิ่งรอบ ๆ ตัว ทาให้เกิดเป็น
“ความคิดเห็นตอ่ สิ่งรอบๆ ตนเองและหลงยึดถือ” ว่าส่ิงท้ังหลายหล่อหลอมใหเ้ ป็นตัวตนของตนเอง ถา้ หากเข้า
ใจความเปลย่ี นแปลงท่ีเกิดข้ึนนี้ ในทางพระพทุ ธศาสนาเรียกว่า ความไม่เท่ียง การยึดถือความไม่เทยี่ งนเ้ี รียกว่า
เป็นทกุ ข์ ทกุ ข์เกิดจากความทนไมไ่ ด้ที่ต้องอยู่กบั ส่งิ ไมช่ อบ ทกุ ข์เพราะกลัวสิง่ ทช่ี อบจะสูญหายไป ซ่ึงเปน็ ผลที่
เกิดจากการยึดถือส่ิงไม่เที่ยงน้ันๆ ในแต่ละครั้งท่ีเกิดขึ้นภายในจิตใจของแต่ละคน การเรียนรู้ความผันแปรที่
เกิดข้ึนในจิตใจทาให้เกิดความคิดในการยอมรับ อันเป็นเหตุให้เกิดการละวางความเป็นตัวตนของแต่ละคนที่
รับร้ไู ด้จากการรู้คิด

หลกั การท่ีนามากลา่ วไว้นี้ เป็นแนวคิดตามแนวทางของพระพุทธศาสนาซึ่งนาวิธีการเรยี นรตู้ นเองมา
จากศาสนาพราหมณ์-ฮินดูที่ใช้เป็นวิธีการเข้าถึงปรมันต์ พระพุทธศาสนาได้นาวิธีการดังกล่าวมาใช้เป็นวิธีการ
ฝกึ ฝนตนเองเพ่ือการวิเคราะห์สภาพจติ ใจ (การรู้คดิ ) ของแต่ละคน เพ่ือทาความเขา้ ใจเร่ือง “รปู และนาม” ผูก
รวมกันอยู่และก่อใหเ้ กิดเปน็ ตวั ตนของแต่ละบคุ คล

สาหรับศาสนาเชนนั้นมีวิธีการคิดที่ใกล้เคียงกับพระพุทธศาสนา กล่าวคือพยายามลดการกระทาที่
กระทบกระเทือนต่อทุกสรรพสิ่งรอบๆ ตน และพยายามฝึกฝนให้จิตใจลดละซ่ึงกิเลสท่ีฝังแน่นอยู่ภายในจิตใจ
โดยยึดถือปฏิบัติดว้ ยการไม่เบียดเบียนต่อทุกส่ิงทุกอย่าง อย่างเคร่งครัด คาสอนหลักของศาสนาเชน คือ หลัก
อสิงสาซ่ึงเป็นหลักแห่งความเมตตากรุณา ปรัชญาของศาสนาเชนได้กล่าวถึงหลักความจริงไว้ว่า เราไม่อาจรู้
ความจริงทั้งหมดจากแงม่ ุมเดียว การเข้าถึงธรรมชาติของความจริงกระทาได้จากหลายๆ แง่มุม เราต้องเปิดใจ
ให้กว้าง และมีทัศนคติที่คิดบวกต่อคนอื่นๆ หรือทรรศนะปรัชญาอื่นๆ เพื่อเรียนรู้ความเป็นไปของชีวิต
(ดร.รวชิ ตาแกว้ , 2549 : 1)

นักปรัชญาตะวันออกอีกกลุ่มหน่ึงซ่ึงอาศัยอยู่ในประเทศจีน ได้เรียนรู้ความเป็นจริงจากธรรมชาติ
รอบตนเอง เรียนรู้ว่า “ทุกสรรพส่ิงในธรรมชาติอยู่รวมกันเสมอ แม้จะตรงข้ามกัน” เช่น ร้อน-เย็น แข็ง-อ่อน
ในธรรมชาติมีสิ่งที่ตรงกันข้ามกัน เหมือนสีดา-สีขาว ความมืด-ความสว่าง หากต้องการเข้าใจส่ิงที่เกิดข้ึนรอบ
ตนเอง การเรยี นร้ตู ้องกระทาตนเองให้สอดคลอ้ งและกลมกลืนกบั ธรรมชาติ เพราะธรรมชาตจิ ะช่วยกล่อมเกลา

113  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครือข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

จิตใจท่ีหยาบกระด้างให้ละเอียดอ่อนได้ จิตที่ละเอยี ดอ่อนย่อมซึมซับสภาวะต่างๆ ในธรรมชาติให้มององค์รวม
ในธรรมชาติที่เชื่อมโยงกันอยู่ อย่างเป็นระบบ จะขาดส่วนหน่ึงส่วนใดไม่ได้ เพราะทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นส่ิง
เดียวกนั ดงั คากลา่ วท่ีวา่ เด็ดดอกไมส้ ะเทือนถึงดวงดาว

ทรรศนะของนักปรัชญาในโลกตะวันออกมีความเห็นสอดคล้องกันว่า การเข้าใจตนเองที่ดีนั้น
“ต้องฝึกฝนและเรียนรู้โดยการใช้ผัสสะของแต่ละคน” “เรียนรู้ตนเองก่อนและจึงเรียนรู้ผู้อ่ืน” แม้จะแตกต่าง
กนั กเ็ พราะพื้นฐานของแตล่ ะคนไม่เหมือนกัน

นักปรัชญาในโลกตะวันออกจึงใช้ทรรศนะในการมองโลกและชีวิตอย่างเป็นองค์รวมเป็นหลัก
จากนั้นจึงนาหลกั การในการมองโลกและชีวิตอย่างเป็นองค์รวมไปประยกุ ต์ใช้กับการมองเร่อื งความดแี ละความ
งาม จากแนวคิดดังกล่าวน้ีเองทาให้ทรรศนะในการมองเรื่องความดีและความงามเป็นเร่ืองเดียวกัน คือเป็น
ภาวะของจิตทก่ี ระทบ จะแตกต่างกนั กเ็ พราะใชม้ ุมมองทใ่ี ช้มองตา่ งกนั เท่านัน้

2. ลักษณะของปรชั ญาตะวันออก
ปรัชญาตะวันออกส่วนมากเกิดจากแนวคิดของนักบวช ส่วนปรัชญาตะวันตกส่วนมากเกิดจาก
แนวความคิดของฆราวาส ปรัชญาตะวันออกเกิดจากการได้สมาธิด้วยการฝึกทางใจแล้วเกิดการตรัสรู้หรือ
รูแ้ จ้ง ส่วนปรัชญาตะวันตก เกิดจากการใช้ความคิดตามหลักตรรกวิทยา ปรัชญาตะวันออกมีลักษณะที่มุ่งให้ผู้
ปฏิบัติหลีกเว้นจากโลกีย์ ไม่ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายแก่โลก ส่งเสริมให้โลกมีสันติธรรมและความสุขอย่างยิ่ง
ส่วนปรัชญาตะวันตกมุ่งเข้าหาโลกหรือสังคม ปรัชญาตะวันออก มุ่งหนักในทางปัจเจกภาพ ส่วนปรัชญา
ตะวันตก มุ่งหนักไปทางสากลจักรวาล ปรัชญาตะวันออก มุ่งเพ่ือให้ผู้ปฏิบัติเข้าถึงความจริงอย่างแท้จริง
(Ultimate reality) อันเป็นปัญญาขั้นโลกุตตระ ส่วนปรัชญาตะวันตกมุ่งให้ผู้ปฏิบัติตกอยู่ในโลกียปัญญาอัน
เปน็ ปญั ญาขนั้ ต่า
ปรัชญาตะวันออกเน้นหนักในด้านจิตนิยมหรือวิญญาณนิยม ส่วนปรัชญาตะวันตกเน้นหนักในทาง
วตั ถนุ ิยมรากฐานของปรัชญา คือ ความสงสยั หรอื แปลกใจ แต่จะถือพฤติการณแ์ ห่งความสงสัยเป็นมูลรากของ
ปรชั ญา หรอื เปน็ ตัวปรัชญาฝา่ ยตะวันออกไมไ่ ด้ เช่น มีข้อความในพระเวทกล่าวไว้ตอนหน่งึ ว่า พระฤาษีถามถึง
โลกนี้คืออะไร คาถามหรือพฤติการณ์เช่นน้ีไม่เป็นมูลราก แต่มูลรากแห่งปรัชญาฝ่ายตะวันออกได้เกิดข้ึน
เมือ่ พระฤษหี รอื สมณพราหมณน์ ้นั ได้ตรัสรู้แลว้
กล่าวคือ ต้นปรัชญาได้ปรากฏข้ึนโดยอาศัยการตรัสรู้เป็นมูลฐาน พุทธปรัชญาก็เช่นกัน ถือว่าการ
ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเป็นมูลฐาน เมื่อยังมิได้ตรัสรู้ ก็ยังมีความสงสัยหรือแปลกใจในเรื่องโลกอยู่ ทาให้
พระองค์เสาะแสวงหาหนทางเพื่อจะค้นพบคาตอบ จึงสละราชสมบัติออกผนวช พฤติการณ์ของพระองค์
ระหว่างท่ยี ังมีได้ตรัสรู้และกาลงั จะตรัสรู้ เรากย็ ังไม่ถือว่าเป็นตวั ปรัชญาไดเ้ ลย เพราะเป็นเพียงโลกียปญั ญา คือ
ปัญญาธรรมดา หรือปัญญาระดับต่าเท่าน้ัน แต่เม่ือความตรัสรู้ (ญาณ) เกิดขึ้นหลังจากส้ินความสงสัยแล้ว
จงึ จดั เปน็ รากฐานแหง่ ปรัชญาได้ และตวั ปรัชญาก็คือ การอธบิ ายความตรัสร้นู น้ั ตามหลักเหตผุ ล
เราจงึ จากัดความหมายของปรชั ญาไดว้ ่า ปรชั ญาเป็นพฤติการณ์ตามหลักเหตุผลอันเกดิ จากการตรัส
รู้เป็นปทัสถาน ฝ่าย Philosophy คือ พฤติการณ์ตามหลักเหตุผลซ่ึงเกิดจากความสงสัย หรือความแปลกใจ
จึงเป็นได้ว่า เบ้ืองต้นแห่งปรัชญาเท่านั้น เป็นเบื้องปลายแห่ง Philorophy" ปรัชญาตะวันออก จึงหมายถึง
ปรชั ญาของอินเดยี และปรัชญาของจนี นน้ั เอง

ทรรศนะนักปรัชญาตะวันออกสมยั ปัจจบุ นั
ปรัชญาจีนให้ความสาคัญที่ตัวมนุษย์ และความสาคัญของมนุษย์ก็อยู่ที่เป็นคนดี มีความรู้และ

บาเพ็ญประโยชน์ใหแ้ ก่สังคมตลอดท้ังโลก ความรูท้ ปี่ รชั ญาจีนเนน้ ก็เฉพาะความรู้ท่ีสามารถทาใหค้ นเป็นคนดีมี

114  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

คุณธรรมเท่าน้ัน ความรู้อย่างอ่ืน ปรัชญาจีนไม่สนใจ และแม้ความรู้ที่สามารถทาให้คนเป็นคนดีก็เช่นกัน
ถ้ารู้เพียงแค่ทฤษฎีก็ใช้ไม่ได้ จะต้องปฏิบัติตนให้ได้ตามความรู้น้ันด้วย เม่ือเป็นคนดีแล้วก็เรียกว่านักปราชญ์
จากนัน้ ก็มุ่งบาเพ็ญประโยชนต์ ่อโลก สองอารยธรรมท่ยี ่ิงใหญต่ งั้ แต่อดตี ในซกี โลกตะวันออก (ทวปี เอเชยี ) ได้แก่
อินเดียและจีน ถือเป็นแหล่งกาเนิดของภูมิปัญญาตะวันออก (ปรัชญาตะวันออก) นักปรัชญาตะวันออกสนใจ
ความเป็นจริงเช่นเดียวกับนักปรัชญาตะวันตก แต่ส่ิงที่เป็นเอกลักษณ์สาคัญของปรัชญาตะวันออก คือ ความ
สนใจต่อความเป็นจริงเพ่ือการปฏิบัติตน มุ่งสู่การเป็นหนึ่งเดียวกับนักปรัชญาหรือนักคิดอินเดียจะเสนอ
แนวความคิดปรัชญาตะวันออก ลักษณะและพัฒนาการของปรัชญาอินเดีย ปรัชญาจีน ปรัชญาญี่ปุ่นลักษณะ
และพฒั นาการของปรชั ญาอทิ ธิพลของปรชั ญาตะวนั ออก เปน็ ตน้

1. นกั ปรชั ญาอินเดยี ร่วมสมัยท่ีสาคญั
1) สวามี วิเวกานนั ทะ เปน็ นักปฏิรปู ศาสนา เป็นนักปฏวิ ตั ิสงั คมและนกั สงั คมสงเคราะห์ทีย่ ่ิงใหญ่

คนหนง่ึ ของอินเดยี ท่านได้รบั การศึกษาทัง้ ทางคดโี ลกและคดธี รรมเปน็ อย่างดี วิชาทางโลกที่ท่านสนใจท่ีศึกษา
เป็นพเิ ศษ คอื วชิ า พลศกึ ษา วรรณคดี และ ตบตรี วิชาทางธรรม ทา่ นได้ศึกษาคน้ ควา้ เร่ืองราวของศาสนาและ
ปรัชญาทั้งของตะวันออก และ ตะวนั ตกอยา่ งจรงิ จงั ทา่ นเปน็ สมาชกิ คนหนง่ึ ของพราหโมสมาช โดยท่าน เกศัพ
จันทรเสน เป็นผู้ชักชวน ในขณะนั้น ท่านมีทรรศนะโน้มไปทางเหตุผลนิยม และวิมตินิยม ผสมกัน แต่ต่อมา เม่ือ
ท่านไดพ้ บกับ สวามี รามกฤษณะ ปรมหังสะ แนวความคดิ และชีวติ ของท่านได้เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง แบบ
หน้ามือเป็นหลงั มอื ถึงขนาดไม่ยอมแตง่ งาน เพื่อใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์แก่ศาสนาและสงั คม โดยยึดเอา สวามี
รามกฤษณะ ปรมหังสะ เป็นปรมาจารย์นาทางชีวิตตลอดมาและช่ือ วิเวกานันทะน้ี สวามี รามกฤษณะ
เป็นผู้ตั้งให้ ช่ือนี้เองที่ชาวโลกรู้จักกันดี ท่านใช้ชีวิตแบบวนปรัสถ์ คือ ผู้อยู่ป่า เพื่อฝึกสมาธิ ณ ภูเขาหิมาลั ย
เป็นเวลา 6 ปี จากนั้นได้จาริกไปยังอินเดียภาคตะวันตกและภาคใต้ ต่อมาเม่ือ พ.ศ. 2429 สวามี รามกฤษณะ
ได้ถึงมรณภาพลง ท่านจึงบวชเป็นสันยาสีต้ังแต่น้ันมา จากการจาริกไปท่ัวอินเดีย ทาให้ท่านได้เห็นสภาพทาง
เศรษฐกิจและสังคมของอินเดียว่า กาลังทรุดโทรมอย่างหนัก ท่านได้ตัดสินใจ อุทิศชีวิต ท้ังชีวิต ทาหน้าท่ี
พัฒนาศาสนา แนวใหมเ่ พื่อสงั คม (อดศิ กั ด์ิ ทองบุญ, 2532: 46-49)

2) ศรอี รพนิ โท (Sri Aurobindo) หลังจากเที่ยงวนั น้ีไดเ้ ข้ามาบนั ทึกตอ่ ในเร่ืองเล่าของนักปรัชญา
อินเดียท่ีมีชื่อเสียงอีกคนหน่ึงเม่ือครั้งยูมิไปอยู่เมืองอินเดียก็มักจะได้ยินชื่อนักปรัชญาคนน้ีอยู่บ่อยเหมือนกัน
แต่เป้าหมายในคราวคร้ังน้ันมุ่งเพื่อให้เรียนจบตามหลักสูตรเลยไม่มีโอกาสได้อ่านงานนัก ปรัชญาคนน้ีเท่าไหร่
การกล่าวช่ืนชมของคนดังอย่างเช่น ดร. ราธกฤษณัน อดีตประธานาธิบดีของอินเดีย เคยเอ่ยถึงช่ือนักปรัชญา
คนนี้ไว้ทานองว่า ในบรรดานักคิดคนอินเดียยุคนี้ ศรีอรพินโท ถือว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิสูงที่สุดนั้นคือชื่อนัก
ปรัชญาคนที่จะกล่าวถึงและศรีอรพินโทหรือ Sri Aurobindo ได้รับการยกย่องว่าเป็นทั้งมหาโยคียุคใหม่ของ
อินเดียด้วย เขาเกิดในตระกูลโฆษะ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2415 เขาเกิดในเมืองกัลกัตตา เขาจบการศึกษา
สาขาวิชาภาษาศาสตร์ ท่ีมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในประเทศอังกฤษเพียงอายุ 21 ปีเท่าน้ัน แล้วกลับอินเดีย
เป็นอาจารย์สอนหนังสือ เขาเป็นศาสตราจารย์ประจาวิชาภาษาอังกฤษ แนวคิดทางปรัชญาของเขาเกี่ยวกับ
อภมิ นุษย์หรอื พระพรหมนั้นเขาว่า เป็นส่ิงท่ีมีอยู่จรงิ โลกมีอยู่จริง และพระพรหมทรงสร้างโลกข้ึนมาจรงิ ๆ โลก
จึงมีเทวภาพเหมือนส่ิง สัตว์และมนุษย์ ที่เป็นภาคแสดงของพระองค์ คือทุกอย่างมาจากพระพรหม แต่ต่าง
กระบวนกันเร่ืองโมกษะน้ันไม่ใช่การสิน้ สุดของการเกิดใหม่ในโลกน้ี แต่เป็นการเข้าถึงภาวะความเป็นเทพของ
คนท่อี บรมทางจิตมาดีจนจิตพัฒนาถึงข้ันสูงสุดและดาเนินชีวิตต่อไปในโลกนี้แบบเป็นคนอยู่เหนือกระแสโลกนั้นแล

2. แนวคดิ นักปรชั ญาญี่ป่นุ
ในบรรดาเอกสารตาราท่ีเขียนถึงปรัชญาญ่ีปุ่นนั้นกลับไม่มีการเขียนถึงในจุดน้ีว่า ปรัชญาญ่ีปุ่นคือ
อะไร และเป็นคาท่ีมที ่มี าอย่างไร การขาดจุดต้งั ต้นทางความหมายและขอ้ ถกเถยี งสาคญั ของคาว่าปรัชญาญีป่ ุ่น

115  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลยั และเครอื ขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

เชน่ น้ี อาจเปน็ สงิ่ ทที่ าให้เกดิ ความผิดพลาดตอ่ ทิศทางการนาเสนอเน้ือหาของปรัชญาญ่ีปุ่น ซึ่งพบได้ในเอกสาร
และตาราทเ่ี ขียนเป็นภาษาไทย โดยเฉพาะอย่างย่ิง เม่ือสารวจถึงเอกสารตาราบางส่วนที่มีการกล่าวถึงปรัชญาญ่ีปุ่น
โดยตรง มกั จะพบปญั หาที่เป็นจุดรว่ มเดียวกันน่ันคือ เน้ือหาโดยมากจะมุ่งประเด็นไปกล่าวถึงเรือ่ งเล่าเกี่ยวกับ
ญ่ปี นุ่ ไม่ว่าจะในทางจารตี ประเพณี วิถีชวี ิต และบางครั้งยังรวมไปถึงเรือ่ งเล่าเก่ียวกับภูมศิ าสตร์ ราชสานักและ
พธิ ีกรรมทางศาสนา ซึ่งทั้งหมดนี้ควรจัดใหเ้ ป็นเนื้อหาในหมวดหรือทางประวัติศาสตร์ อารยธรรมมากกว่าท่ีจะ
เปน็ ปรัชญา อาทิ ตัวอย่างทีจ่ ะไดห้ ยบิ ยกมาสังเคราะห์เชิงวพิ ากษ์ ดงั ตอ่ ไปน้ี

1) หนังสือ ปรัชญา-ศาสนา ตะวันออก ตะวันตกของ ธนู แก้วโอภาส ในส่วนหนึ่งของบทท่ี 3
มีเน้ือหาว่าด้วย แนวความคิดทางปรัชญาของจีนและญ่ีปุ่น ได้กล่าวถึงแนวความคิดของคนญ่ีปุ่นไว้ว่า มีส่ิงท่ี
เรียกว่า ปรัชญาชินโตแต่เนื้อหาในหัวข้อน้ีท้ังหมดนั้นใช้ไปกับเรื่องเล่าเชิงตานาน ก่อนที่จะนาไปสู่การเปิด
ประเด็นว่าจะอย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาญ่ีปุ่นได้ตกอยู่ภายใต้วฒั นธรรมท่ีมีรูปแบบสูงกว่าของจีนและอินเดีย
เพื่อเป็นการเปิดประเด็นเข้าสู่การกล่าวถึง พุทธศาสนามหายานที่เข้าสู่ญ่ีปุ่น โดยเน้ือหาในส่วนน้ีทั้งหมดเป็น
เร่ืองเล่าเชิงประวัติศาสตร์ของศาสนา ในแง่ที่ว่าญี่ปุ่นได้เปิดรับพุทธศาสนามหายานเข้ามาเมื่อไหร่ อย่างไร
และโดยใคร เปน็ ต้น (ธนู แกว้ โอภาส, 2529: 244-249)

2) หนังสือ ปรัชญาตะวันออก ของ (สถิต วงศ์สวรรค์, 2541: 109-155) โดยผู้เขียนหนังสือเล่ม
ดังกล่าวน้ี ได้อุทิศหนึ่งบท คือ บทที่ 6 ให้กับหัวข้อ ‘ปรัชญาญี่ปุ่น’ แต่เน้ือหาภายในบทน้ันกลับเป็นเร่ืองเล่า
เก่ียวกับลัทธิความเช่ือทางศาสนาชินโต และพุทธศาสนานิกายเซ็นว่า โดยในส่วนที่กล่าวถงึ ศาสนาชินโตนั้นได้
หยิบยกเก่ียวกับหลกั และพิธีกรรม รวมถึงความภักดีต่างๆ ตลอดจนการแบ่งชนช้ันขุนนางในสมัยญ่ีปุ่นโบราณ
เพอื่ นามากล่าวว่าท้งั หมดเปน็ รากฐานทางความเช่อื ของคนญ่ีปุ่น ต่อมาในส่วนของพทุ ธศาสนานกิ ายเซน็ นั้น ได้
มีการหยิบยกเร่ืองหลักการบาเพ็ญของพุทธศาสนามหายาน เร่ืองบารมี 6 อัปปมัญญาภาวนา 4 และมหา
ปณิธาน 4 ซ่ึงทั้งหมดเป็นหลักธรรมของพุทธศาสนามหายาน นิกายมาธยมิก และนิกายโยคาจารย์ทั้งส้ิน และ
ทั้งหมด ท้ังมวลผู้เขียนได้นาไปสู่ข้อสรุปในบทที่ว่าด้วยปรัชญาญ่ีปุ่นว่า “ปรัชญาชินโตสร้างชาติ ประเทศชาติ
มน่ั คงไดเ้ พราะพทุ ธปรัชญา”

3. แนวคิดนักปรชั ญาจนี ข้ามสมยั
ปรัชญาลัทธิขงจ๊ือ ตามท่ีตุงจุงซู สนับสนุนและรับเอามาเผยแพร่ในตอนต้นของสมัยราชวงศ์ฮั่นน้ัน
เป็นปรัชญาท่ีค่อนข้างแตกต่างไปจากปรัชญาท่ีเผยแพร่และประกาศโดยขงจ๊ือและสานุศิษย์รุ่นต่อมา ปรัชญา
ลัทธิขงจ๊ือในสมัยฮ่ันนั้นเป็นปรัชญาขงจ๊ือที่ผสมกับปรัชญาอื่นๆ ที่เป็นคู่แข่งขันของลัทธิขงจื๊อมาแต่เดิม
โดยเฉพาะปรัชญาลัทธิเต๋า ปรัชญาม่อจ๊ือน้ันหลังจากการปราบปรามของพระเจ้าจนิ๋ แล้ว ไม่สามารถจะฟื้นคืน
ชีพข้ึนมาไดแ้ ละปรัชญานิติธรรมนัน้ กลับตกต่าลง ถึงแม้จะมีหลักคาสอนในทางปรัชญาการเมืองคงเหลืออยู่ใน
ห้วงความคิดของบรรดาชนชั้นปกครองอยู่บ้างก็ตาม แต่ปรัชญาเต๋าน้ัน เริ่มมีอิทธิพบอยู่ในวงการของนัก
ปกครอง จึงถึงขนาดท่ีไดม้ ีการรบั เอาหลักคาสอนเร่ือง หวู เว่ย ซ่ึงในเนื้อหาสาระก็คือ ทฤษฎีเสรนี ิยม (Laissez
faire) นั่นเอง เข้ามาเป็นนโยบายในการปกครองบ้านเมือง และความเชื่อในเร่ืองลึกลับของปรัชญาเต๋า น้ันก็
กลายเป็นลัทธิความเชื่อของส่วนบุคคลอันมีผนู้ ับถือกันอยู่มากประปราย ข้อเท็จจริงอันน้ีเป็นส่ิงท่ีบั่นทอนและ
ทาลายคุณลกั ษณะท่วั ไปของปรชั ญาลทั ธิขงจื๊อ ที่มอี ยู่ในสมัยราชวงศฮ์ ่ัน
กล่าวโดยทั่วไปแล้ว นักปราชญ์ในสมัยราชวงศ์ฮั่น ได้แบ่งตนเองออกเป็นสองพวก พวกที่หนึ่ง
เรียกว่า “สานักอักษรใหม่” (New Script School) เพราะเหตุที่ว่าตาราวรรณกรรมโบราณนั้นได้นามาคัดลอกใหม่
โดยใช้ตัวอักษรที่ใช้กันอยู่เป็นปัจจุบันในสมัยนั้น อีกพวกหน่ึงนั้นมีช่ือว่า “สานักอักษรเก่า” (Old Script
School) เพราะว่าพวกน้ีอ้างวา่ มีตาราเกา่ แต่โบราณ ซึ่งมอี ยูต่ ัง้ แตก่ ่อนสมัยพระจกั รพรรดจิ น๋ิ จะมีบัญชาให้เผา
ตาราทั้งปวง ข้อโต้แย้งระหว่างสานักทั้งสองนี้ กลายเป็นข้อโต้แย้งทางวิชาการท่ีสาคัญที่สุดในประวัติศาสตร์

116  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลัย และเครือข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

วรรณกรรมของจีน สาระสาคัญของความแตกต่างกันนั้นอยู่ท่ีทรรศนะอันแตกต่างกัน เก่ียวกับความสาคัญอัน
แท้จริงของขงจ๊ือ กับลัทธิปรัชญาขงจื๊อ สานักอักษรใหม่ถือว่าขงจื๊อน้ันคือ “กษัตริย์ผู้ไร้บัลลังก์” เป็นผู้
อนุเคราะห์แก่โลก ตามท่ีมีบรรยายไว้ในวรรณกรรมที่ประพันธ์ปลอมข้ึนมาทีหลัง ส่วนสานักอักษรเก่าน้ัน
มีทรรศนะตรงกันข้าม โดยยืนยนั ความเหน็ วา่ ขงจ๊อื เปน็ แต่เพียงนกั ปราชญ์ ผู้สรา้ งความหมายใหแ้ กว่ ฒั นธรรม
ที่เป็นมรดกตกทอดมาจากอดีต ก่อนทจ่ี ะนาไปถ่ายทอดสอู่ นุชนรุ่นลกู หลานต่อไป ถึงแม้ว่า ทรรศนะของสานัก
อกั ษรใหมน่ ั้น ในปัจจุบันน้จี ะมีลกั ษณะทีไ่ รส้ าระและไมน่ ่าเช่ือถือ แต่ก็เป็นทรรศนะที่ได้รับความนิยมอย่างมาก
ในสมัยราชวงศ์ฮ่ัน เพราะว่า สถานการณ์ทางสังคมในขณะน้ัน เหมาะกับการสร้างวรรณกรรมปลอมข้ึนมา
ได้มาก ผลตอบแทนในทางการเงิน การโปรดปรานของพระจักรพรรดิ และความนิยมยกย่องนับถือของ
ประชาชน ทั้งหมดน้ีเป็นส่วนท่ีกระตุ้นให้นกั ปราชญ์ผู้มีความทะเยอทะยาน ใช้ความสามารถในทางสร้างสรรค์
ของตน เพื่อผลิตงานนิพนธ์ที่ดีขึ้นมาแทน ตาราทสี่ ูญไปในรูปของตาราที่ใช้ตัวอกั ษรใหม่ ความกระตือรอื ร้นใน
การท่ีจะฟ้ืนฟูปรัชญาขงจ๊ือ อาจจะถือเอาว่าเป็นแรงจูงใจอีกประการหนึ่งที่ชักนานักปราชญ์ให้อยากจะแสดง
ความคิดเห็นของตนออกมาโดยแอบอ้างนามของขงจื๊อโดยไม่ละอายแก่ใจก็ได้ ความคิดเห็นที่เกินความจริง
เก่ียวกับขงจื๊อของสานักอักษรใหม่น้ัน น่าจะเป็นสาเหตุสาคัญนอกเหนือจากสาเหตุอ่ืนๆ ท่ีทาให้สานักอักษร
ใหม่ต้องเสื่อมความนิยมลง ในตอนปลายของรัชสมัยราชวงศ์ฮั่น ในขณะเดียวกัน อิทธิพบของลัทธิเต๋าได้แผ่
ขยายไป พร้อมกนั กบั อิทธิพลของพทุ ธศาสนา ท่ีเผยแพร่ จากอินเดยี เข้ามาสู่ประเทศจนี ในราวครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี
หนึ่งหรือก่อนหน้าน้ัน ปรัชญาจีนจึงเบ่งบานขึ้นมาใหม่ ในระยะเวลาหลังจากนั้นเป็นต้นมา (สกล นิลวรรณ,
2523 : 53) ยุคปัจจุบัน (หลัง ค.ศ. 1900 เป็นต้นมา) ลัทธิขงจ้ือใหม่เส่ือมล้มไป ลัทธิมาร์กซิส เข้ามาแทนที่
เปน็ วิถชี วี ติ และปรัชญาใหม่ในชวี ิตทกุ ดา้ นของชาวจีน

ปรัชญาน้ันเจริญไปพร้อมกันกับการพัฒนาการทางการเมือง การสังคม การศาสนาและการศิลปะ
ทงั้ หมดน้ีเป็นแต่เพยี งอุปกรณ์ต่างๆ ทว่ี ัฒนธรรมใช้เป็นพาหะเพือ่ แสดงวญิ ญาณของตนออกมา เพราะฉะนั้นจึง
เป็นธรรมดาอยู่เองที่ในช่วงระยะเวลาของยคุ สมัยสุดท้ายท่ีเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงน้ี จึงเกิดมีแนวคิดไปใน
ทานองวิพากษ์วิจารณ์อย่างอิสระข้ึน พวกวิพากษ์วิจารณ์อย่างอิสระน้ีได้โจมตี ปรัชญาลัทธิขงจ๊ือใหม่ของสมัย
ราชวงศ์ซ้องและราชวงศ์เหม็ง พวกนักวิจารณ์เหล่าน้ี คือ พวกที่สงสัยในคุณค่าของสถาบันเก่าๆ และเป็นนัก
วจิ ารณ์ทีร่ นุ แรงทสี่ ุดที่ประเทศจนี เคยมีมา แต่ถึงแม้ว่า ทรรศนะวิพากษ์วจิ ารณอ์ ย่างรนุ แรงของพวกนักวจิ ารณ์
เหล่าน้ีพอจะจาแนกเข้าเป็นพวกปรัชญาปฏิบัตินิยมได้ก็ตาม แต่ก็ยังไม่อาจถือเอาได้ว่าเป็นสานักปรัชญาได้
พวกเหล่านี้ย้าความสาคัญมากเกินไปในเรื่องของการวิเคราะห์ภาษาและการวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องเน้ือหา
แต่สนใจในการแสวงหาสัจธรรมในทางปรัชญาที่แท้จริงน้อยเกินไป ตามความเป็นจริงแล้ว ถ้าหากการ
วิพากษ์วิจารณ์อันรุนแรงของกระบวนการแบบปรัชญาปฏิบัตินิยมนี้ จะดาเนินต่อไปเป็นเวลานานพอแล้วก็
อาจจะทาใหเ้ กดิ ผลเป็นปรชั ญาแบบใหมข่ องปรัชญาจนี ข้นึ มาอีกกไ็ ด้

กระบวนการเรยี กวา่ “กระบวนการแห่งวฒั นธรรมใหม่” นั้นเป็นการขยายตัวขึน้ มาในตอนหลังของ
วิญญาณแห่งการวิพากษ์วิจารณ์อันน้ี โดยถือเอาแบบอย่างของตะวันตกจากปรัชญาประจักษะภาวะนิยม
(Positivism) และปรชั ญาปฏบิ ัตินยิ ม (Pragmatism) มาเปน็ แรงบันดาลใจอนั สาคัญ และถอื เอาความกา้ วหน้า
ทางสังคมและวิทยาศาสตร์ และลัทธิการปกครองแบบประชาธิปไตยเป็นอุดมการณ์ ผู้นาของกระบวนการ
วัฒนธรรมใหม่นี้คือว่าปรัชญาลัทธิขงจ๊ือ คือ ลัทธิอนุรักษ์นิยม ส่ิงที่เป็นอดีต เสียงเรียกร้องท่ีทวีพลังขึ้นอยู่
ตลอดเวลาของกระบวนการวัฒนธรรมใหม่นี้ คือ “ขงจ๊ือและสานศุ ิษย์ของขงจ๊ือจงพินาศ” แต่ความยึดมน่ั ของ
บุคคลจานวนหลายร้อยล้านนนั้ เป็นสงิ่ ที่ไม่อาจจะทาลายล้างให้หมดไปได้อย่างง่ายดายนัก ความขัดแย้งกันใน
เรอื่ งนีก้ บ็ งั เกิดขึน้ ซึ่งยังคงดาเนนิ อยมู่ าจนกระทัง่ ทกุ วนั นี้ อยา่ งน่าเศร้าสลดใจ

117  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลยั และเครอื ขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

สมัยหนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกต่างก็เปลี่ยนแปลงไปหมดทั้งสิ้น ยกเว้นแต่ประเทศจีนมาบัดนี้
ไม่มีอะไรเลยในประเทศจีนท่ีจะไม่เปลี่ยนแปลง ชาติที่อนุรักษ์นิยมอย่างที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลก
กาลังประสบกับการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกผืนดิน โดยมุ่งหวังจะทาลายทุกส่ิงทุกอย่างที่เคยยกย่องเทิดทูนกัน
มาแต่อดีตไม่ว่าจะเป็นส่ิงท่ีอยู่ในรูปของสถาบัน หรือชนช้ันหรือกฎเกณฑ์ทางสังคม และจริยธรรมก็ตาม
อย่างไรก็ตาม รูปแบบของความคิดที่มีมาแต่เดิมจนเป็นประเพณี ที่ถูกหล่อหลอมด้วยคาสอนของนักปรัชญา
สมัยโบราณน้ัน เป็นส่ิงที่ไม่อาจจะขจัดหรือกวาดล้างให้หมดไปจากสมอง โดยอุดมคติของมาร์กซ์ได้อย่าง
ฉบั พลนั ทันใด ปรชั ญาเดิมมาตรฐานทางจริยธรรมแต่เดิม ยงั คงฝังแนน่ อยู่ในจิตใจของประชาชนชาวจีนอยู่ ชาว
จีนน้ันนิยมการประนีประนอม การประสานกลมกลืน และการผสมผสานกัน ทั้งหมดน้ีดูเหมือนจะเข้ากันใหม่
ได้กับลัทธิคาสอนของมาร์กซ์ จากข้อเท็จจริงของลักษณะของคนจีนอันนี้ พวกคอมมูนิวส์จีน จึงได้พยายาม
ปรับปรุงทฤษฎีของมาร์กซ์และเลนินให้เหมาะสมกับปรัชญามนุษยนิยมของธรรเนียมที่คนจีนยังยึดม่ันอยู่
ท่กี ล่าวเช่นน้ีมไิ ด้หมายความว่า เรอ่ื งราวของปรัชญาจนี น้ันเป็นเรื่องท่ีนิ่งอยูก่ ับทเี่ พราะตามที่เราได้ทราบมาน้ัน
ปรัชญาจีนได้วิวัฒน์ เปล่ียนแปลงมาอย่างมากมายเท่าๆ กบั ปรัชญาของชนชาติอ่ืน แต่ปรัชญาจีนไม่เคยยืมคติ
ความคิดของวัฒนธรรมต่างแดนเข้ามาใช้โดยไม่มีการปรับให้เข้าเอกลกั ษณ์แห่งธรรมชาติของตนนั้น ไม่มีเลยท่ี
แทจ้ ริงแล้ว คุณลกั ษณะอันสาคญั ที่สดุ ของวิวฒั นาการของปรชั ญาจีนนั้น คอื การผสมผสานและการคลอ้ ยตาม
วิถีแหง่ ธรรมชาติ อทิ ธิพลท้งั หลายทง้ั ปวงท่ีไม่สามารถจะเขา้ กนั ไดก้ ับกระบวนการวิวัฒนาการของธรรมชาตนิ ั้น
ย่อมจะมีชีวติ คงอยูไ่ มไ่ ดอ้ ย่างแน่นอน

สรปุ ความ
ปรัชญาสมัยปัจจุบัน เกิดจากการวิจารณ์ปรัชญาสมัยปัจจุบันส่วนมากคัดค้านอภิปรัชญา

แต่เน้นหนักในทางการวิเคราะห์ภาษา ในขณะเดียวกันมีความสงสัยไม่แน่ใจต่อการสร้างระบบปรัชญาด้วย
ปรัชญาปัจจุบันเน้นการศึกษาเพ่ือแสวงหาความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในเรื่องของชีวิต ความหมาย และ
จดุ มุ่งหมายปลายทางของชีวิตเป็นสาคัญ มีความสัมพนั ธ์ และได้รบั การถ่ายทอดทางความคดิ และความเช่ือมา
จากปรัชญาตะวนั ออกเปน็ ส่วนใหญ่ และสบื สานกันมานาน โดยเฉพาะแนวคิดแบบอินเดยี และพระพุทธศาสนา
ดงั น้ัน มุมมองชีวิตทเ่ี รียกว่า ชีวทรรศน์ หรือ มุมมองโลกท่ีเรียกว่า โลกทรรศน์ ย่อมจะคลา้ ยคลึงหรือเป็นอย่าง
เดียวกันกับของกลุ่มอารยธรรมที่เจริญกวา่ และมีอิทธิพลเหนือตนเอง อย่างไรก็ตาม ชาวไทยเป็นชาติทป่ี รับตัว
เองเกง่ ทั้งมีการโอนออ่ นผ่อนตาม มีการประนีประนอมสงู รู้จักให้อภัย ร้จู ักการเสียสละ อันแสดงถึงความเป็น
ผู้มีน้าใจกว้าง เป็นนักประชาธิปไตย และสามารถจะอยู่ได้หรือเข้าได้กับทุกสังคมรอบตัว ยอมรับเอาอารย
ธรรมอ่นื ๆซึ่งได้เลอื กสรรแลว้ ว่ามไิ ด้เป็นพษิ เปน็ ภยั แกส่ ังคมของตน สามารถหล่อหลอม ประยกุ ต์มาใช้เป็นของ
ตนไดอ้ ยา่ งเหมาะสม

บรรณานกุ รม
ชิว ไช. ปรัชญาจีน. แปลโดย สกล นิลวรรณ จาก The story chines Philosophy. (2523). กรุงเทพฯ:

สานกั พิมพ์โอเดียนสโตร.์
ธนู แก้วโอภาส. (2529). ปรชั ญา-ศาสนา:ตะวนั ออกตะวันตก. กรงุ เทพฯ: บรษิ ัท สากลการศึกษา จากัด.
ภญิ โญ สาธร. (2514). หลักการบรหิ ารการศกึ ษา. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานชิ .
รวิช ตาแก้ว, ดร. (2549). ปรัชญาในโลกตะวันออก. สืบค้นเม่ือ 22 เมษายน 2564, https://philosophy-

suansunandha.com.
สุนทร ณ รังสี, ศ.ดร. (2521). ปรชั ญาอนิ เดียประวัตแิ ละลัทธิ. กรุงเทพฯ: พพิ ธิ วิทยา.

118  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลยั และเครือข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

สถิต วงศส์ วรรค์. (2541). ปรชั ญาตะวันออก:อินเดยี จีน ญป่ี ่นุ ไทย, กรงุ เทพฯ : รวมสาสน์ .
อดศิ กั ด์ิ ทองบุญ. (2532). ปรัชญาอินเดีย. (พิมพ์ครั้งที่ 2), กรงุ เทพฯ : ราชบณั ฑิตยสถาน.
อรสา สขุ เปรม, 2541 : 55-74 ; วิไล ต้ังจิตสมคดิ , 2540)

119  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลัย และเครือขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

วเิ คราะหป์ รชั ญาทางสงั คม: พทุ ธทาสภกิ ขุ

เสาวลกั ษณ์ สทุ ธิพรโอภาส
Saowaluk Suttiponopas
พระมหามฆวนิ ทร์ ปรุ สิ ุตตโม, ผศ.ดร.
Phra Mahamakhawin Purisuttamo, Asst.Prof.Dr.
บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั มหามกุฏราชวทิ ยาลยั
Graduate School, Mahamakut Buddhist University
E-mail: [email protected]
บทคดั ย่อ
ทา่ นพุทธทาสภิกขุ (พระธรรมโกศาจารย์) เป็นบคุ คลสาคัญของโลก ทา่ นเป็นผบู้ ุกเบิกในการส่งเสริม
ความเข้าใจระหว่างศาสนา ท่านเห็นว่ากิเลสของคนเป็นต้นเหตุของปัญหา ท่านมีปนิธาน คือ 1.ต้องการให้ทุก
คนท่ีนับถือศาสนาของตนได้เข้าถึงธรรมะของศาสนาที่ตนนับถือ 2 ต้องการทาความเข้าใจระหว่างศาสนา
เพ่ือไม่ให้เกิดการแตกแยก 3 ต้องการพรากจิตของชาวโลกให้ห่างจากวัตถุนิยม ท่านพทุ ธทาสประยุกต์ วิธีการ
สอนและปฏิบัติกระบวนทัศน์ในการดาเนินชีวิตที่ถูกต้อง 4 ประการ และวิธีการในการดาเนินชีวิตที่ถูกต้อง 6
ประการ เพื่อยึดเป็นหลักการในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และนากระบวนทัศน์ใหม่เกี่ยวกับวิธีคิดวิเคราะห์
แบบอริยสัจและแบบวิภัชชวาท รวมถึงวิธีปฏิบัติ ด้วยการกระบวนวิธีการเรียนให้รู้ วิธีการทาให้ดู อยู่ให้เห็น
ปฏิบัติให้เป็นตัวอย่าง “คุณค่าธัมมิกสังคมนิยม” กล่าวคือมนุษย์เราจะต้องมีศีลธรรม เป็นรากฐานแห่ง
ความสาเร็จ จึงจะอยู่กันเป็นผาสุก คุณค่า มีความหมาย 2 ลักษณะ คือ คุณค่าท่ีมีลักษณะระดับโลกียะ และ
ลักษณะเป็นสภาวธรรม เช่น กาย จิต ที่มีค่าคือมีศีล มีสมาธิ และปัญญา ทาให้สังคมแห่งมิจฉาทิฐิกลายเป็น
สังคมสัมมาทิฐิสังคมนิยม คือ การไม่เอาส่วนเกินของสังคม ธัมมิกสังคมนิยม คือ สังคมนิยมท่ีประกอบด้วย
ธรรมะ ธรรมะ คือหนา้ ทีท่ ม่ี นษุ ยจ์ ะต้องปฏบิ ัตติ ามกฎเกณฑ์เหล่าน้นั

คาสาคัญ : ปรัชญาสังคม, พทุ ธทาสภกิ ขุ, ธมั มิกสงั คมนยิ ม

Abstract

Buddhadasa Bhikku (Phra Thammakosajarn) is an important person in the world. He was
a pioneer in promoting interreligious understanding. He saw that the desires of people were
the root cause of the problem. He had aspirations: 1. Want everyone who respects their
religion to have access to the dharma of their religion. 2 wanting to understand between
religions to avoid splitting 3. Wanting to separate the minds of the people of the world away
from materialism Applied Buddhadasa How to teach and practice the 4 right life paradigms
and 6 ways to live the right life. To adhere to the principle of propagating Buddhism and
introduced a new paradigm on the Noble Truth and Vibhajjavada method of analytical
thinking. Including practices with the learning process How to make it look, stay seen, act by
example. "Socialist moral values", that is, we humans must have morals. Is the foundation of
success so that they will live together happily Values have two meanings, namely values that
have a global nature. and dharmic characteristics such as body, mind, and values that are

120  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลยั และเครอื ขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

morality, concentration, and wisdom making a society of diehards become a socialist society
is to not take the excess of society Dharmic socialism is socialism that consists of dharma.
Dharma is the duty that human beings must obey those rules.

Keywords: social philosophy, Buddhadasa Bhikkhu, socialist thematic

บทนา
ประวัติของพุทธทาสภิกขุ (พระธรรมโกศาจารย์)
พุทธทาสภิกขุ (พระธรรมโกศาจารย์) นามเดิม เงื่อม พานิช ฉายา อินทปญฺโญ เกิดวันที่ 27

พฤษภาคม พ.ศ. 2449 มรณภาพวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2536 ท่านพุทธทาสภิกขุได้รับสมณศักด์ิตามลาดับ
ดังน้ี พ.ศ. 2473 พระมหาเงื่อม พ.ศ. 2489 พระครูสัญญาบัตรที่ พระครูอินทปัญญาจารย์ พ.ศ. 2493
พระราชาคณะชน้ั สามญั ท่ี พระอรยิ นันทมุนี(ราชกจิ จานเุ บกษา, 2493 : 6320) พ.ศ. 2500 พระราชาคณะช้ันราช
ที่พระราชชัยกวี สมาธินทรีย์คณาธิปัตย์ โมกขพลวัตรธรรมสุนทร ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี
(ราชกิจจานุเบกษา, 2500 : 2653 ) พ.ศ. 2514 พระราชาคณะช้ันเทพท่ีพระเทพวิสุทธิเมธี ศรีภาวนาจารย์
สุนทรญาณพิสิฏฐ์ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี (ราชกิจจานุเบกษา, 2514 : 2) พ.ศ. 2530พระราชา
คณะช้ันธรรมที่ พระธรรมโกศาจารย์ สุนทรญาณดิลก ตรีปิฎกธรรมภูสิต ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี
(ราชกิจจานุเบกษา, 2530: 1-2) ท่านพุทธทาสภิกขุได้รับการถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักด์ิในสาขาต่างๆ
จากสถาบนั ต่างๆ ดังนี้ 8 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2522 พุทธศาสตรดุษฎีบณั ฑิตกติ ติมศักด์ิ จากมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2528 อักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาปรัชญาและศาสนา
จากมหาวิทยาลัยศิลปากร 3 ธันวาคม พ.ศ. 2528 ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาศึกษาศาสตร์
จากมหาวิทยาลัยรามคาแหง 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2530 ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาครุศาสตร์
จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2530 ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาปรัชญา
จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2533 ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักด์ิ สาขาพัฒน
ศึกษาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2536 ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักด์ิ
จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อ่ืนๆ จากท่ีกล่าวมาน้ี จะเห็นได้ว่าท่านมีความเพียร ความอดทน ใฝ่เรียนรู้อย่าง
ตอ่ เนอ่ื ง จนถงึ พ.ศ. 2530 ทา่ นได้รับสมณศักด์พิ ระราชาคณะชั้นธรรมท่ีพระธรรมโกศาจารย์

ผลงานของพุทธทาสภิกขุ
พุทธทาสภิกขุบุคคลสาคัญของโลก ท่านได้รับการยอมรับจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และ
วัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) และมีมติให้บรรจุรายการเฉลิมฉลองบุคคลสาคัญหรือ
ผมู้ ีผลงานดีเด่น และเหตุการณส์ าคญั ทางประวตั ศิ าสตรข์ องยเู นสโก ประจาปี พ.ศ.2549-2550 ในฐานะท่พี ุทธ
ทาสภิกขุเป็นบุคคลผู้มีคุณูปการต่อสังคมไทยและสังคมโลก มีความโดดเด่นด้านการสืบต่อพระพุทธศาสนา
เป็นประทีปทางปัญญาท่ียิ่งใหญ่ อุทิศตนเพื่อการส่ังสอนธรรมะเพื่อผดุงไว้ซ่งึ สนั ติธรรม ยุติธรรม และให้มนุษย์
อยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างกลมกลืน พุทธทาสภิกขุมีผลงานมากมาย ท้ังยังเป็นตัวอย่างที่ดี ท้ังในฐานะลูก
ในฐานะศิษย์ในฐานะเพ่ือน ในฐานะพลเมืองและในฐานะศาสนิก (คณะอนุกรรมการฝ่ายหนังสืออนุสรณ์ 100 ปี,
2549 : 11) องค์การเพอื่ การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ได้
กล่าวถึงพุทธทาสภิกขุในวาระครบรอบ 100 ปี ไว้ว่า พุทธทาสภิกขุ เป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาที่มี
ช่ือเสียงและเป็นที่เคารพท่ัวโลก ท่านเป็นผู้บุกเบิกในการส่งเสริมความเข้าใจระหว่างศาสนาโดยใช้การสาน
เสวนาระหว่างเหล่าศาสนิกต่างศรัทธา ท่านได้ละอารามท่ีเคยพานัก และได้ค้นพบแนวทางในการผสาน

121  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

พุทธศาสนาในโลกให้สอดคล้องกับแก่นธรรมคาสอนดั้งเดิมอีกครั้ง ท่านยังเน้นย้าถึงหลักการอิงอาศัยกันและ
กันของสรรพสิ่ง ทาให้ท่านเป็นผู้นาของความคิดเชิงนิเวศน์วิทยา และผู้ประกาศจุดยืนเพื่อสันติภาพระหว่าง
ประชาชาติทั้งหลาย งานเขียนของท่านซึ่งได้รับการแปลและตีพิมพ์ในหลายภาษา มีอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อ
การฟ้ืนฟูวิธีคิดแนวพุทธขึ้นมาใหม่ ความคิดที่ท่านได้แสดงไว้มิเพียงแต่จะสามารถช้ีทางให้กับประเทศไทยได้
เท่านั้น หากยังรวมถึงสังคมทั้งปวง ที่กาลังพยายามสรรค์สร้างระเบียบทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจอัน
เท่ียงธรรมและเปน ธรรมอกี ดวย (ดร.สุมาลัย กาลวิบูลย์ และคณะ, 2559: 45) นอกจากนี้ ทา่ นพุทธทาสภิกขุ
ได้รับยกย่องในฐานะพุทธปรัชญาเมธีไทย ซึ่งเป็นฝ่ายปรัชญาตะวันออกคาวิจารณ์ของท่านพุทธทาสภิกขุต่อ
วิชาปรัชญาในเชิงไม่เห็นด้วยว่ามีเนื้อหา ท่ีอุดมไปด้วยการต้ังคาถามต่อคาอธิบายหลักความรู้และความจริง
ซ่ึงไม่นาไปสู่การพ้นทุกข์ จึงเป็นคาวิจารณ์ต่อฝ่ายปรัชญาตะวันตก เนื้อหาของบทความนี้เป็นการทดลองนา
ความเห็น ของนักวิชาการท่านหนึ่งที่เสนอการใหค้ วามหมายใหม่แก่ “ปรัชญา” ว่า หมายถงึ กระบวนการของ
การโต้เถียงและการคน้ คว้าดว้ ยเหตผุ ลเพ่ือแก้ปัญหาในเชงิ มโนทัศน์ที่มีความสาคัญอย่างย่ิงยวดต่อทิศทางของ
ชุมชนน้ันๆ ความหมายเช่นน้ี ให้ความสาคัญแก่ตรรกศาสตร์มากข้ึน และให้ความหมาย “นักปรัชญา” ว่า
หมายถึง ผู้สร้างจิตวิญญาณการวิพากษ์วิจารณ์ให้แก่สังคม ความหมายของคาว่าปรัชญาและนักปรัชญา
ดงั กล่าว เป็นการกาหนดขอบเขตของวิชาปรัชญาท่ีจะไม่ให้น้าหนักไปท่ีความขัดแย้งของนักปรชั ญาเร่ืองความ
จรงิ ที่แน่นอน คืออะไร แต่ให้น้าหนักแกก่ ระบวนการของการโตเ้ ถียงด้วยเหตุผลและผลกระทบของการถกเถยี ง
ที่จะต้องเป็นประโยชน์แก่สังคม ความหมายของคาว่าปรัชญาและนักปรัชญาเป็นการแก้ไขปัญหาของ
เนื้อหาวิชาปรัชญาท่ีท่านพุทธทาสภิกขุสะท้อนไว้ และสนับสนุนบทบาทนักปรัชญาของท่านพุทธทาสภิกขุ

ในฐานะพทุ ธปรัชญาเมธีไทย (พกุล แองเกอร์, 2555: 7)

พุทธทาสภิกขุ: พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท และการปฏิรูปเชิงนวสมัยในประเทศไทย.หนังสือ
เลมนี้แบงออกไดเปน 4 สวนใหญ ๆ คือ สวนที่ 1 อิทธิพลของแนวคิดในพระพุทธศาสนานิกายเซนและ
พระพุทธศาสนานิกายมหายาน ท่ีมีตอการตีความคาสอนแนวใหมของพุทธทาสภิกขุ สวนท่ี 2 ทฤษฎีท่ีใชใน
การตีความคัมภีร คือ ทฤษฎีภาษาคน-ภาษาธรรม สวนท่ี 3 ความเห็นและคาวิจารณของพุทธทาสภิกขุท่ีมี
ตอคัมภีรอรรถกถาและคัมภีรวิสุทธิมรรค สวนท่ี 4 แนวปฏิบัติทางสังคมอันเปนผลจากระบบความคิดของ
พุทธทาสภิกขุ โดยการอธิบายแตละสวนน้ันทาใหเขาใจถึงบริบทางประวัติศาสตรและพัฒนาการโดยรวม
ของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ดวยการใชภาษาที่งายตอการทาความเขาใจ แมวาหนังสือเลมน้ีจะเปนกา
รเขียนเชิงวิเคราะหดวยระบบแนวคิดทางปรัชญาก็ตาม ผูเขียนสามารถแยกแยะความหนักเบาในการไลเรียง
ประเด็นการวิเคราะหใหเห็นระบบแนวคดิ ดังกลาวไดอยางชัดเจน ซง่ึ คาอธิบายเหลานีจ้ ะทาใหเรามองเห็นประ
โยชนของการสืบสวนทางปรัชญาในแงของการวิเคราะหดวยการใชเหตุผลในพระพุทธศาสนาท่ีควรใหความ
สาคัญอยางเทาเทียมกันกับการปฏิบัติ (แจ็กสัน, ปีเตอร์ เอ. 2557) ผลการศึกษาวิจัยท่ีสะทอนใหเห็นสถา
การณทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศไทยในครึ่งแรกของคริสตทศวรรษที่ 1980 ซ่ึงปนการ
ประจัญบานแบบชางสารชนกันระหวางทุนนิยมกับลัทธิคอมมวิ นิสต และระบบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมกับ
ระบบอัตตาธิปไตยแบบสังคมนิยม รวมถึงขอถกเถียงเก่ียวกับโลกาภิวัตน และประเด็นความม่ันคง ไดกลายเปนส่ิงท่ี
ทาทายสาหรับอนาคตท่ีจะมีตามมา หนังสือเลมน้ีได้เน้นไปท่ีการบันทึกเชิงประวัติศาสตรเกี่ยวกับแนวคิดของ
พุทธทาสภิกขุ และอิทธิพลของทานในดานภูมิปญญา สังคมและการเมือง ในลักษณะของการตีความหลัก
คาสอนในพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทตามแนวทางใหม จนกลายเปนจุดรวมหลักของประเด็นขอโตแยงเก่ียว
กับคาสอนในพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย ท้ังน้ีก็เพราะวาผลงานการตีความแนวใหมของทานนั้น
ครอบคลุมท้ังดานคาสอนและดานการปฏิบัติในพระพุทธศาสนาอยางทั่วถึง ซ่ึงรวมถึงแงมุมการหลุดพนทาง
ด านจิตวิญญาณของป จเจกบุคคล และแง มุมทางสังคมในคาสอนทางพระพุทธศาสนาด วยเช นกัน

122  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลยั และเครือขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

สวนรายละเอียดหนงั สือเลมนม้ี ี 10 บทดวยกนั ไดแก บทที่ 1 บริบททางสังคมและทางทฤษฎี บทท่ี 2 ที่มาของ
ทัศนะเชิงนวัตกรรม บทที่ 3 วิธีตีความพระไตรปฎกในแบบภาษาคน-ภาษาธรรม บทท่ี 4 ทัศนะเกี่ยวกับการ
เกิดใหมและปฏิจจสมุปบาท บทท่ี 5 จิตวางและการลมเลิกขอแตกตางระหวางฆราวาสกับบรรพชิต
บทท่ี 6 การปฏิบัติตามหลักจิตวาง บทท่ี 7 จิตวางกับเซน บทท่ี 8 การกาวสูสมัยใหมและการพัฒนาของ
พุทธทาสภิกขุ บทท่ี 9 ขอเขียนดานการเมอื ง บทที่ 10 นักมลู วิวตั เิ ชิงอนุรกั ษนยิ ม ส่งิ ท่ีโดดเดนในหนังสือเลมนี้
คือ ลักษณะการตีความแนวใหมของพุทธทาสภิกขุ ดวยความพยายามที่จะพัฒนาวิธีตีความแนวใหมใน 2
ประเด็น ประเด็นแรกคือการท่ีพุทธทาสภิกขุตองการทาใหหลักคาสอนในพระพุทธศาสนาสอดคลองกับ
มาตรฐานทางตรรกะและวทิ ยาศาสตรเพอ่ื การวิเคราะหและการกลาวอาง ซึ่งพบเห็นไดจากความพยายามทีจ่ ะ
ตัดเรื่องปรัมปราและลดสถานะเร่ืองราวเหนือธรรมชาติออกจากคาสอนในพระพุทธศาสนา รวมทั้งการลด
สถานะของส่ิงที่อยูเหนือประสบการณของคนเรา ใหเปนเพียงภาวะตางๆ ทางจิตใจของคนเราเทานั้น
โดยเฉพาะคาสอนท่ีเกี่ยวกับเรื่องภพภูมิตางๆ ในจักรวาลวิทยาแบบดั้งเดิมของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท
ซึง่ กลาวถึงการเวียนวายตายเกดิ หลายภพชาติผานนรกสวรรค พุทธทาสภิกขุไดตีความใหมวา เปนการเกิดข้ึน
หรือมีอยูในจติ ใจของคนเราท่ียังเปนๆ หรือยังมีชีวิตอยูในโลกปจจุบนั สวนประเด็นท่ี 2 คือ ความเกี่ยวของกับ
ประเด็นแรกที่ตองการใหพระพทุ ธศาสนายังคงใชไดในสังคมปจจุบนั ภายใตการเปล่ียนแปลงทางวฒั นธรรมอยา
งรวดเร็ว พุทธทาสภิกขุเช่ือวา พระพุทธศาสนายังคงเขากันไดกับชีวิตและความมุงหวังของคนเราตอไปได
เร่ือยๆ ในลักษณะของการเปนฐานรองรับทางศีลธรรมและทางความคิดสาหรับการทางานในสังคม และพรอม
กันนั้นก็ชวยใหปจเจกบุคคลสามารถบรรลุความหลุดพนทางดานจิตวิญญาณไดดวย แทจริงแลวความประสงค
ของพุทธทาสภิกขทุ ี่จะใหพระพุทธศาสนาสอดคลองกบั หลักเหตุผลนยิ มและเขากนั ไดกบั สงั คมในปจจุบันนั้นได
บีบค้ันใหทานตองถอยหางออกไปจากคาสอนดั้งเดิมของสายเถรวาทเปนอยางมาก ในแงของการหาเหตุผล
รองรับทัศนะของตนภายในบริบทของพระพุทธศาสนาเชิงอนุรักษนิยมแบบไทย พุทธทาสภิกขุจาเป นตอง
ตีความคาสอนเสียใหมตามวธิ ีการที่ไดกระทาอยางถึงรากถึงแกนพอๆ กัน ถอื ไดวาทานมีแนวคิดท่ีตอบสนองต
อวัฒนธรรมและศาสนา ซึ่งเปนผลมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม อีกทั้งการนาประเทศไทยเขาสูสังคม
โลกยุคใหม ในแงนี้ดูเหมือนวาผูเขียนไดใชทั้งแงมุมท้ังทางดานสังคมและแงมุมทางดานปรัชญาหรือทางทฤษฎี
เพ่ือใชเปนฐานในการวิเคราะหลักษณะการตีความของพุทธทาสภกิ ขุ ซึ่งก็นับวาเหมาะสมกับลักษณะท่ีแทจริง
ของผลงานของพุทธทาสภิกขุ

พุทธทาสภิกขุเป็นบุคคลสาคัญของโลก ท่านได้รับการยอมรับจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และ
วัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) และมีมติให้บรรจุรายการเฉลิมฉลองบุคคลสาคัญหรือ
ผู้มีผลงานดีเด่น และเหตุการณ์สาคัญทางประวัติศาสตร์ของยูเนสโก ในฐานะที่พุทธทาสภิกขุเป็นบุคคลผู้มี
คณุ ูปการต่อสังคมไทยและสังคมโลก มีความโดดเด่นด้านการสืบต่อพระพุทธศาสนา เป็นประทีปทางปัญญาที่
ยง่ิ ใหญ่ อุทิศตนเพ่ือการส่ังสอนธรรมะเพื่อผดุงไว้ซ่ึงสันติธรรม ยุตธิ รรม และให้มนุษย์อยู่ร่วมกับส่ิงแวดลอ้ มได้
อย่างกลมกลืนพุทธทาสภิกขุมีผลงานมากมายท้ังยังเป็นตัวอย่างท่ีดีทั้งในฐานะลูกในฐานะศิษย์ในฐานะเพื่อน
ในฐานะพลเมืองและในฐานะศาสนิก (สุมาลัย กาลวิบูลย์ และคณะ, 2559) พุทธทาสภิกขุมีผลงานมากมาย
หลายด้าน เช่น การเผยแผ่ธรรมะ 1) งานเขียน การเขียนหนังสือ หนังสือพิมพ์ “พุทธศาสนา” หนังสือชุด
พระโอษฐ์ หนังสือชุด “ธรรมโฆษณ์ของพุทธทาส” หนังสือธรรมบรรยาย “ชุดลอยประทุม” หนังสือธรรม
บรรยาย “ชุดหมุนล้อธรรมจักร” 2) งานแปล 3) การแสดงธรรม การเทศน์ชุดต่างๆ ในสวนโมกข์ 4) งานเผยแผ่
เผยแผด่ ้วยให้ปริยัติ ทาให้ได้ความรู้ ความคดิ สาหรบั ไปพิจารณาเอาเอง เผยแผด่ ้วยทาให้ดู (ปฏบิ ัติ) ทาให้เกิด
ความเชื่อ ความเลือ่ มใส ความสนใจ เผยแผ่ดว้ ยการมีความสุขให้ดู (ปฏเิ วธ) ทาให้เกิดความไว้ใจ และอยากทา
ตามการเผยแผ่ทางวิทยใุ ช้หนังตะลุงในการเผยแพร่ธรรมะ พุทธทาสภิกขุเป็นบุคคลท่ีเปน็ ต้นแบบในหลายด้าน

123  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วิทยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลยั และเครือขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

ท้ังด้านการเรียน การทางานและการใช้ชีวิต แม้ว่าพุทธทาสภิกขุได้ละสังขารกลับคืนสู่ธรรมชาติอย่างสงบ ณ
สวนโมกขพลาราม ท่านไดท้ ้ิงผลงานทีท่ รงคุณค่าให้อนุชนรุ่นหลังได้สืบสานปณิธานของท่านรับมรดกความเป็น
“พทุ ธทาส” เพอ่ื พุทธทาสจะได้ไม่ตายไปจากพระพุทธศาสนา ดังบทประพันธ์ของท่านทีว่ ่า พุทธทาส จักอยู่ไป
ไม่มีตาย ดว้ ยธรรมโฆษณต์ ามทวี่ างไว้ฯ พุทธทาสภกิ ขุอธิบายไวว้ ่า คาว่าลงานของพุทธทาส คืออยากให้ผลงาน
อยู่อยา่ งไม่ตาย เราแสดงความประสงคใ์ ห้ช่วยกันทาอยา่ งนั้น ใหช้ ่วยกันใช้ผลงานของพุทธทาสอย่าให้เป็นหมัน
กลอนนี้ตั้งใจจะเขียนติดที่หลุมฝังศพ” (สวนโมกขพลาราม, 2541) “จะแสดงเป็นปณิธานก็ได้ อยู่รับใช้
พระพุทธศาสนาตลอดนิรันดร มันก็ควรจะรู้ได้ เหมือนทเี่ ขาใช้คาโดยภาษาคน โดยสมมติในโลก คนน้ันไม่ตาย
คนนี้ไม่ตาย พระพุทธเจ้าไม่ตาย พุทธทาสก็ต้องไม่ตาย ต้องคอยอยู่รับใช้พระพุทธเจ้าเรื่อยไป อยู่รับใช้พุทธศาสนา
ไม่ใชอ่ ยู่เปน็ ตัวตน และผลงานนี้อย่รู บั ใชพ้ ุทธศาสนา ขอฝากฝงั เพื่อนฝงู ทั้งหลายทอ่ี ยู่ข้างหลังชว่ ยทาให้สาเรจ็ ”
จะเห็นได้ว่าพุทธทาสภิกขุ ได้สกัดแนวความคิดจากพระไตรปิฎกเก่ียวกับการเดินตามรอยพระอรหันต์ออกมา
เป็นหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ช่ือ “ตามรอยพระอรหันต์” น่ีคือกระบวนทัศน์ใหม่ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
ของพุทธทาสภิกขุ ได้ใช้ในการเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาจนหมดส้ินอายขุ ัยไปตามกาลเวลาอันสมควร พุทธทาสภิกขุได้
ใช้กระบวนทัศน์ใหม่ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนามาต้ังแต่ต้น โดยยึดตามแนวแห่งพระอรหันต์ทั้งหลาย
มีพระพุทธเจ้า โดยมีหลักฐานจากการท่ีท่านได้เข้าไปอยู่ปา่ เพื่อศึกษาคมั ภีร์พระไตรปิฎกด้วยตนเอง เพ่ือศึกษา
หาว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระอรหันต์ท้ังหลายดาเนินชีวิต และเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างไร จึงได้
หนังสือชุดธรรมโฆษณ์หลายเล่ม หนึ่งในน้ันคือคัมภีร์ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ ตามรอยพระอรหันต์ เป็นต้น
น่ีคือสุดยอดแห่งคัมภีร์กระบวนทัศน์ใหม่ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาท่ีตรัสไว้ดีแล้ว อันบุคคลผู้ปฏิบัติพึงเห็น
ได้ด้วยตนเองเท่าน้นั จะให้ผ้อู ่นื เหน็ แทนไมไ่ ด้ ไมข่ น้ึ กบั กาลเวลา พร้อมเมื่อใดบรรลุเหน็ ผลไดเ้ มอ่ื นัน้ ทันที เป็น
จริงอยู่อย่างไรก็เป็นอย่างน้ันไม่จากัดด้วยกาล ยังเชิญชวนให้มาชมและพิสูจน์ท้าทายต่อการตรวจสอบเพราะ
เป็นของจริงและดี ควรน้อมเข้ามาไว้ในจิตใจ เข้าไปใหถ้ ึงด้วยการปฏิบัติใหเ้ กิดมขี ้ึนในจิตใจ ท้าให้ลองปฏบิ ัติดู
และเหตุผลสดุ ท้ายคืออันวิญญชู นพงึ รู้เฉพาะตน คือ เป็นวสิ ัยของวญิ ญูชนท่จี ะพึงรไู้ ด้เปน็ ของเฉพาะตน ต้องทา
จึงเสวยได้เฉพาะตัวทาให้กันไม่ได้รู้ได้ประจักษ์ท่ีในใจของตนน่ีเอง จึงได้ช่ือว่ากระบวนทัศน์ใหม่ในการเผยแผ่
พระพุทธศาสนาตามแนวพุทธทาสภิกขุการให้คุณค่าความสาคัญของผลงานของพุทธทาสภิกขุ ท้ังในด้านของ
ระบบทฤษฎีและในดานของปรากฏการณทางสังคม ประการที่ 2 การวิเคราะหเชิงสงั คมกับปรัชญาท่ใี ชนั้นไดวิ
พากษผลงานดังกลาวแบบเห็นใจ คือ การประเมินคุณคาของผลงานตามขนบประเพณีทางพระพุทธศาสนาที่
เป็นแหล่งกาเนิดของผลงานของพุทธทาสภิกขุ และในขณะเดียวกันนั้นก็ได้ใช้ขนบประเพณีทางภูมิปัญญา
ตะวันตกซงึ่ มอี ทิ ธิพลตอ่ ผลงานของท่านดว้ ยเช่นกัน

วเิ คราะหป์ รชั ญาทางสงั คมของพุทธทาสภกิ ขุ:
ปณิธาน 3 ประการของพทุ ธทาสภิกขุ
ปณิธาน 3 ประการ ของพุทธทาสภิกขุ เปน็ อดุ มคติทห่ี ยั่งรากลึกลงแล้วนี้ ทาให้พุทธทาสภิกขุสนใจใฝ่หา

ความรู้ทางธรรมะตลอดเวลา ไม่เฉพาะแต่พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท หรือหินยานแต่ครอบคลุมไปถึง
พระพทุ ธศาสนา แบบมหายาน และศาสนาอื่น เชน่ คริสต์ อสิ ลาม ฮนิ ดู สกิ ข์ เปน็ ต้น ปณธิ าน 3 ข้อ นั้นคือ

ปณธิ านขอ้ 1 ตอ้ งการใหท้ กุ คนที่นับถอื ศาสนาของตนไดเ้ ขา้ ถงึ ธรรมะของศาสนาท่ีตนนบั ถือ
ปณิธานข้อ 2 ตอ้ งการทาความเขา้ ใจระหว่างศาสนา เพือ่ ไม่ใหเ้ กิดการแตกแยกแตกรา้ ว

ปณธิ านข้อ 3 ต้องการพรากจิตของชาวโลกให้หา่ งจากวัตถุนิยม (อรศรี งามวทิ ยาพงศ,์ 2563)

124  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครือขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

จากความรอบรู้ท่ีกว้างขวาง และลึกซ้ึงน้ีเอง ทาให้ท่านสามารถประยุกต์ วิธีการสอนและปฏิบัติ
กระบวนทัศน์ในการดาเนินชีวิตท่ีถูกต้อง 4 ประการ และวิธีการในการดาเนินชีวิตท่ีถูกต้อง 6 ประการ
(ที.ม. (ไทย) 10/54/57) เพ่ือยึดเป็นหลักการในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และนากระบวนทัศน์ใหม่เก่ียวกับ
วิธีคิดวิเคราะห์แบบอริยสัจและแบบวิภัชชวาท กระบวนทัศน์ใหม่เก่ียวกับวิธีปฏิบัติ ด้วยการกระบวนวิธีการ
เรยี นใหร้ ู้ 4)กระบวนวิธกี ารทาให้ดู 5)กระบวนวิธีการอยู่ให้เห็น 6) กระบวนวิธกี ารปฏบิ ัตใิ หเ้ ปน็ ตวั อยา่ ง

กระบวนทัศน์ใหม่เก่ียวกับวิธีนาเสนอ ด้วยการชี้แจงให้เห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ
เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริง ซ่ึงเป็นวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาตามแนว
พุทธทาสภิกขุ และจึงนาเสนอองค์ความรู้เรื่อง “กระบวนทัศน์ใหม่ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาตามแนว
พุทธทาสภิกขุ” อันเป็นนวัตกรรมแห่งกระบวนทัศน์ใหม่ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาตามแนวทางพุทธทาส
ภิกขุด้วยกระบวนวิธีการ (1) การเทศนา ปาฐกถา บรรยายธรรม (2) การเขียนหนังสือ การแปลหนังสือ
(3) การแต่งบทกวีนิพนธ์ บทร้อยกรอง (4) การแสดงปริศนาธรรมในโรงมหรสพทางวญิ ญาณ ซ่ึงเป็นเป้าหมาย
สูงสุดในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอันเป็นแบบอย่างท่ีถูกต้อง ตามหลักโอวาทปาฏิโมกข์ที่พุทธทาสภิกขุยึด
เป็นหลกั ในการทาหนา้ ท่ีตามปณิธาน 3 ประการทว่ี างไว้

วิเคราะห์กระบวนการคิดของพทุ ธทาสภิกขุ
ด้านการแสดงพระธรรมเทศนา การปาฐกถา การบรรยายธรรม จึงประกอบไปดว้ ยการคิดวิเคราะห์

แบบอริยสัจ (คิดวเิ คราะห์ปัญหา คิดวเิ คราะห์สาเหตุ คดิ วิเคราะห์เป้าหมาย คิดวเิ คราะหว์ ิธีการ) และแบบวภิ ัช
ชวาท (คดิ วิเคราะห์จาแนกโดยแง่ด้านของความจริง คิดวเิ คราะหจ์ าแนกโดยส่วนประกอบ คิดวิเคราะห์จาแนก
โดยลาดับขณะ คิดวิเคราะห์จาแนกโดยความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย คิดวิเคราะห์จาแนกโดยเงื่อนไข
คิดวิเคราะห์จาแนกโดยทางเลือกหรือความเป็นไปได้อยางอ่ืน คิดวิเคราะหวิภัชชวาทในฐานะวิธีตอบปญหา
อยางอื่น) สรุปไดวาจากท่ีกลาวมาขางตน วิธีคิดวิเคราะห ดานการแสดงพระธรรมเทศนา การปาฐกถา
การบรรยายธรรม เก่ียวกบั กระบวนทศั นใหมในการเผยแผพระพุทธศาสนาตามแนวพุทธทาสภิกขุ

แนวคิดทางการศึกษาของพุทธทาสภิกขุ
พทุ ธทาสภิกขรุ อบรู้ทางการศึกษาและมองเห็นขอ้ บกพร่องของการศกึ ษาไทย และไดเ้ รียกการศึกษา
ในโลกปจั จุบนั วา่ “การศึกษาหมาหางด้วน” พรอ้ มทั้งเรยี กรอ้ งให้ปญั ญาชนและผเู้ กยี่ วข้องในดา้ นการศึกษาทุก
ท่านมาช่วยกันต่อหางสุนัข ท่านพุทธทาสมองว่าการศึกษาตามแบบปัจจุบันละเลยบทเรียนทางศีลธรรม
การศึกษาท่ีปราศจากการปลูกฝั่งจริยธรรม จึงเปรียบเหมือนสุนัขหางด้วนที่พยายามหลอกผู้อื่นว่า สุนัขหางด้วน
เป็นสุนัขท่ีสวยงามกว่าสุนัขมีหาง ท่านจึงพยายามชี้ให้เห็นว่าสนุ ัขท่ีมีหางเป็นสุนัขท่ีสวยงาม การศึกษาจึงต้อง
เน้นบทเรียนทางศีลธรรม การศึกษาท่ีไม่มีบทเรียนทางศีลธรรม ไม่เน้นภาคจริยศึกษา ย่อมไร้ประโยชน์และ
อาจจะเป็นอันตรายต่อสังคมอีกด้วย ท่านพุทธทาสวิเคราะห์ว่า การศึกษาที่เอาแบบตะวันตกและมุ่งพัฒนาวัตถุนั้น
เปน็ การศึกษาที่เน้นความรู้เพื่อความรู้ ซึ่งมักใหผ้ ลเปน็ สภาพ “ความรู้ท่วมหวั เอาตัวไม่รอด” เป็นเรือ่ งเก่ยี วกับ
ทฤษฎีเป็นปรัชญา เป็นหลักการใช้เหตุผล แต่ไม่มีประโยชน์ในทางปฏิบัติ ไม่สามารถแก้ปัญหาส่วนตัว ปัญหา
สงั คม และทาใหผ้ ้เู รยี นพ้นทกุ ข์ได้ แม้แตก่ ารเรยี นพทุ ธศาสนาในปจั จุบนั ก็เปน็ การเรียนแบบปรัชญา ไม่ใช่เรียน
แบบศาสนา เป็นการฝึกการคิดเหตุผล และการพลิกแพลงทางภูมิปัญญาแต่ไม่ทาให้เข้าใจโลกและชีวิตตาม
ความเป็นจริงตามทัศนะของท่านพุทธทาส ระบบการศึกษาของไทยมุ่งส่งเสริมกิเลสตัณหาของมนุษย์ หากจะ
เป็นประโยชน์บ้างก็เพียงทาให้ประกอบอาชีพและมีรายได้ ซ่ึงก็ได้มาเพ่ือจับจ่ายสนองกิเลสตัณหาของมนุษย์
เท่าน้ัน มิได้เป็นไปเพ่ือความก้าวหน้าทางสติปัญญาและเพ่ือความเจริญของจิตใจ ดังที่ท่านได้กล่าวปรารภว่า

125  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลยั และเครือข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

“ดูการศึกษาชั้นอนุบาล ดูการศึกษาชั้นประถม ดูการศึกษาช้ันมัธยม ดูการศึกษาชั้นวิทยาลัย มหาวิทยาลัย
หรือถ้ามันจะมีอีก เป็นบรมมหาวิทยาลัยอะไรก็ตามใจ มันก็เป็นเร่ืองให้ลุ่มหลง ในเร่ืองกิน กาม เกียรติ ท้ังนั้น
อย่างดีก็ให้สามารถในอาชีพ ก็ได้อาชีพแล้ว ได้เงินแล้ว ให้ทาอะไร? ให้ไปบูชาเร่ืองกิน เร่ืองกาม เร่ืองเกียรติ
มันไมม่ ีอะไรมากไปกวา่ น้ี”

วธิ คี ิดวิเคราะห: การแสดงพระธรรมเทศนา ปาฐกถา บรรยายธรรม ดงั แผนภูมแิ สดงตอไปน้ี

• แบบวิภชั คดิ • แบบวภิ ชั
ชวาท วิเคราะห์ ชวาท
แกป้ ัญหา
• แบบวิภชั คดิ
ชวาท คดิ วิเคราะห์
วิเคราะห์ สาเหตุ
วธิ ีการ
คิด
วิเคราะห์
เป้าหมาย

• แบบวภิ ชั
ชวาท

ภาพท่ี 1 แสดงวิธีคิดวเิ คราะห การแสดงพระธรรมเทศนา ปาฐกถา บรรยายธรรม

อดุ มการณ์ทางการศึกษา
พุทธทาสภกิ ขุเสนอแนวทางการศึกษาท่ถี ูกตอ้ ง ประมวลมาไดเ้ ปน็ ขอ้ ๆ ดังน้ี
1. การศึกษาท่ีถูกต้องจะต้องมีการพัฒนาจิตวิญญาณให้มีพลังสามารถควบคุมพลังทางวัตถุ
ทางร่างกายได้ กล่าวคือ ชวี ิตมนุษย์ต้องมีความสมดุลทั้งทางด้านความสามารถทางวัตถุ ทางวชิ าชีพ และความ
มีปัญญาและคณุ ธรรม เปรียบเสมือนชีวติ ท่เี จริญก้าวหน้าและมีความสขุ จะต้องเทียมด้วยควาย 2 ตัว คือ ตัวรู้
และตัวแรง โดยมีตัวรู้นาตวั แรงไปในทางที่ถูกต้อง
2. การศึกษาท่ีถูกต้องจะต้องทาลายสัญชาติญาณอย่างสัตว์ที่แฝงอยู่ในตัวมนุษย์ ให้ได้ ท่านเห็นว่า
มนุษย์เราเกิดมาพร้อมกับสัญชาตญิ าณอย่างสตั ว์ เตม็ ไปด้วยความเห็นแก่ตัว สติปัญญาของมนุษย์กเ็ ป็นไปเพ่ือ
ความเห็นแก่ตัว ดังนั้น ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ร้ายกาจมาก “เพราะฉะน้ัน การศึกษาของเราก็ควรมุ่งท่ีจะ
ประหตั ประหารสญั ชาตญาณอยา่ งสตั วน์ น้ั ใหส้ ้นิ ไป ใหม้ กี ารประพฤตกิ ระทาอย่างมนุษยท์ ี่มีใจสงู เกิดข้ึนแทน”
3. การศึกษาท่ีถูกต้องจะต้องให้มนุษย์ได้ส่ิงที่ประเสริฐที่สุดท่ีมนุษย์ควรได้รับ นั่นก็คือการสามารถ
ควบคุมกิเลสตัณหาและพลังทางวัตถุได้ ท่านเห็นว่าตามอุดมคติของพุทธศาสนานิยมอุดมคติ คือ นิยมสิ่งท่ีดี
ที่สุดท่ีมนุษย์ควรจะได้รับ โดยไม่คานึงถึงว่าส่ิงนั้นมันจะกินได้หรือซ้ืออะไรกินได้ หรือจะเป็นลาภสักการะ
หรือไม่ แม้เป็นนามธรรมแต่ก็ส่งผลทางจิตใจ “จิตใจสาคัญกว่าร่างกาย คือ นาร่างกายให้เป็นไปตามความมุ่ง
หมายของอดุ มคติ”
4. การศึกษาท่ีถูกต้องจะต้องทาให้ผู้ศึกษามีจิตใจรักความเป็นธรรม มีความสานึกที่จะประพฤติ
ปฏิบัตใิ นสงิ่ ที่ถกู ตอ้ งและเพ่ือธรรมะ “การศกึ ษานั้นเพอ่ื ธรรม เพือ่ บรมธรรม เพอื่ ธรรมาธิปไตย ให้ธรรมะครอง
โลก ฉะนน้ั การศึกษานีไ้ มใ่ ชเ่ พอื่ ความรอด หรือความเอาตวั รอดเปน็ ยอดดี”

126  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลยั และเครือข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

5. การศึกษาท่ีถูกต้องจะต้องทาลายความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ ซ่ึงจะเป็นไปได้โดยวางแนว
จรยิ ศึกษา ใหส้ ามารถน้อมนาผู้ศึกษาใหค้ วบคุมตนเองใหไ้ ด้ “จริยศึกษาต้องรีบทาลายความเห็นแก่ตัว อันนี้มัน
เปน็ เมฆหมอกท่เี ขา้ มากลบเกลอ่ื นหรอื ปิดบังตัวจรยิ ศึกษา”

6. การศึกษาที่ถูกต้องจะต้องส่งเสริมให้ผู้ศึกษา มีปัญญาหยั่งรู้สามารถเข้าใจโลกและตนเอง
อย่างถูกต้อง จนสามารถพ้นทุกข์ได้ ท่านอธิบายว่า ปัญญาท่ีเป็นคุณสมบัติของจิตเดิมแท้ เรียกว่าโพธิ
(ธาตุรู้) ปัญญานี้ทาให้เกิดศีลธรรมของจิต ทาให้จิตมีระเบียบและอยู่ในสภาวะปกติ เพื่อให้บุคคลมีชีวิตอยู่ได้
อย่างสงบสุข การศึกษาตามแนวนี้จึงต้องเน้นพุทธิศึกษาในแง่ที่ส่งเสริมปัญญาอย่างแท้จริง กล่าวคือ ทาให้ผู้
ศึกษามคี วามรเู้ ร่ืองทีส่ าคญั ท่ีสดุ ของชวี ติ

7. การศึกษาที่ถูกต้องจะต้องทาให้ผู้ศึกษามีความสานึกในหน้าท่ี ถ้าทวงสิทธิ์ก็ทวงเพื่อจะทาหน้าที่
ไม่ใช่ทวงเพ่ือต้องการเรียกร้องจะเอาน้ันเอาน่ี และหน้าท่ีก็จะต้องเป็นความถูกต้อง บริสุทธิ์ ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว
และการศึกษาที่ถูกต้องจะต้องอาศัยครูในอุดมคติ ผู้ท่ีอุทิศตนเพื่อให้การศึกษาและสร้างเสริมคุณธรรมแก่
ผู้เรียน ในหัวใจของครูอุดมคตินั้น จะต้องมีปัญญากับเมตตาเต็มแน่นอยู่ในหัวใจ ปัญญาคือวิชาความรู้
ความสามารถในหน้าท่ีท่ีจะส่องสว่างให้กับศิษย์ นี้เรียกว่าปัญญาอย่างหน่ึง เมตตาคือความรัก ความเอ็นดู
กรณุ าตอ่ ศษิ ยข์ องตนเหมือนว่าเป็นลกู ของตน”

ลกั ษณะการศึกษาที่ถกู ต้อง
1. ลักษณะการศึกษาที่ถูกต้อง จะต้องจัดให้มีพุทธิศึกษา จริยศึกษา พลศึกษา และหัตถศึกษา
ในความหมายท่ีแท้จริง พุทธิศึกษาจะต้องสอนความรู้เร่ืองของชีวิตว่าเกิดมาทาไมโดยตรง จริยศึกษาจะต้อง
เน้นที่ความมีระเบยี บวินัยของนักเรียนของความเป็นมนุษย์ บทบาทหน้าท่ีของชายหญิง ให้ผู้ศึกษาเพียบพร้อม
ไปด้วยคุณธรรม เช่น มีความมัธยัสถ์ มีหิริโอตตัปปะ เป็นต้น พลศึกษาต้องพัฒนากาลังทางจิตเพ่ือให้บังคับ
กาลังกายให้เดินไปถกู ทาง กาลังทางจิตในพระพุทธศาสนา คือ สมาธิ สมาธใิ นพระพุทธศาสนาจะตอ้ งประกอบ
ไปดว้ ยองคป์ ระกอบ 3 อยา่ ง คอื
1) จิตสะอาด (pure หรือ clean) ได้แก่จิตทไ่ี ม่เจอื ดว้ ยกิเลสและเคร่อื งเศรา้ หมองท้งั ปวง
2) จิตมน่ั คงท่สี ุดหรอื ตงั้ มัน่ ดี (Steady หรอื firm)
3) จิตท่ีว่องไวในหน้าท่ีของมันอย่างท่ีสุด (Activeness) ส่วนหัตถศึกษาตามลักษณะท่ีถูกต้อง
จะต้องอาศัยพุทธิศึกษา จริยศึกษาและพลศึกษา ตามแนวดังกล่าวมาเป็นพ้ืนฐาน เพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญ
ทางฝีมอื และความสามารถในอาชีพอย่างแทจ้ รงิ
2. ลักษณะการศึกษาที่ถูกต้องจะต้องศึกษาให้เห็นความทุกข์ เหตุของทุกข์ และความดับทุกข์
ไม่ใช่ศึกษาแต่ภาคทฤษฎี แต่ต้องให้ผู้ศึกษาลงมือปฏิบัติให้เห็นจริงตามประสบการณ์ จะต้องเน้นการฝึกฝน
การปฏิบัติมากกวา่ ภาคทฤษฎี ต้องเรียนชีวติ เรยี นธรรมชาติ เรียนใหร้ ู้จกั ตนเองเพอ่ื ข่มกิเลสและสัญชาตญาณ
อยา่ งสตั วใ์ ห้ได้ และพัฒนาคุณธรรมประจาใจใหง้ อกงามย่ิงขึน้
3. ลักษณะการศึกษาท่ีถูกต้องจะต้องให้ผู้ศึกษารู้จักศาสตร์ของพุทธบริษัทให้ถูกต้อง ศาสตร์ในท่ีนี้
แปลว่าเครื่องตัด หมายถึงตัดส่ิงท่ีเป็นอุปสรรคต่อความเจริญหรือตัดความโง่เขลา ซึ่งในที่สุดก็จะเหลือ
ความจริง ความดี ความงาม ความถูกต้องและความยุติธรรม ศาสตร์ของพุทธบริษัทมี 3 ศาสตร์ คือ
พุทธศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และ สังคมศาสตร์ศาสตร์ท้ังสามน้ีเป็นไปเพ่ือความดับทุกข์นั่นเอง ทาให้บุคคล
สามารถอยู่อย่างสันติสขุ และอย่รู ว่ มกันกับผอู้ ื่นได้อย่างสงบสขุ ท้งั กลุม่ ลักษณะการศึกษาท่ีถูกต้องตามแนวคิด
ทา่ นพุทธทาส สรุปไดว้ ่า “ขอให้ทกุ คนถือวา่ มีมหาวิทยาลยั ในร่างกาย จงเขา้ มหาวิทยาลัยนีก้ ันทุกคน ดว้ ยการ
เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าผู้ส่ังสอนเพ่ือให้ได้มาซึ่งบรมธรรม เพื่อให้มนุษย์กล่าวได้ว่ามนุษย์ได้รับส่ิงที่ดีที่สุดที่

127  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

มนุษย์ควรจะได้รับ ไม่เสียทีที่เกิดเป็นมนุษย์เลย แล้วก็พยายามให้เป็นเรื่องของการปฏิบัติอยู่เร่ือยไป อย่าให้
เป็นเร่อื งเพอ้ ทางปรยิ ัติ หรอื ทางหลกั วิชามากไป” (พทุ ธทาสภิกขุ, 2554)

หลักวิธคี ดิ วิเคราะหด์ ้านการเขยี นหนงั สือ การแปลหนังสอื
การสร างกระบวนทัศน ใหมในการเผยแผ พระพุทธศาสนาตามแนวพุทธทาสภิกขุเกี่ยวกับ
ดานการการเขียนหนังสือ การแปลหนังสือ พุทธทาสภิกขุ มวี ธิ ีคดิ วเิ คราะห ดงั น้ี
1) ธรรมะคือหนาท่ี หนาที่คือธรรมะ ฉะน้ัน ทุกคนตองมีธรรมะเปนชีวิต มีชีวิตเปนธรรมะแลวก็จะ
เกิดความพอใจท่ีจะมธี รรมะ เพราะธรรมะเปนเครอื่ งชวยใหชวี ิตรอด (พทุ ธทาสภิกขุ 2558: 234)
2) บทบาทในการสรางเมล็ดพันธุแหงสันติภาพ เปนดั่งเสมือนชาวสวน ดานงานสันติภาพท่ีคอย
ดูแลบมเพาะอบรมสั่งสอน ทาใหเห็นเปนแบบอยาง ความรักความเมตตา เพียรพยายามที่จะช้ีใหเห็นถึงการรู
จกั กิเลสของตนเอง ผลงานในการเผยแผงานพระพุทธศาสนาทานมีวิธีการที่แยบยล หลากหลาย ขยายผลไปสู
ทกุ วยั ทานไดสรางเมลด็ พันธุแหงการภาวนาเพื่อสันติภาพ (ทศั นี ชอยกติ ติพนั ธ์, 2559: 159-171)
3) การเขียนหนังสือและแปลหนังสือเพื่อแนะแนวใหทุกคนทาหนาที่เพ่ือประโยชนแกหนาที่ ซึ่งเป
นกฎของธรรมชาติ เพราะธรรมชาติทาใหทกุ ส่ิงทม่ี ีชีวิต มีหนาท่ี ตองทาหนาที่เพือ่ หนาที่ อยาทาหนาทีเ่ พือ่ เงิน
และเอามาซอื้ หาเหยอ่ื ของกิเลสตัณหา อยาทาหนาทีเ่ พอื่ กิเลสตัณหา (สมเจตน ผิวทองงาม, 2557: 175-208)
4) ปญหาของเด็กคือเด็กยังรูจักตัวเองนอยเกินไป กลาวคือไมรูวาชีวิตของตนเองมาจากใครเปนตน
และเมื่อรูจักตัวเองนอยเกินไปซ่ึงแมแตบุญคุณของพอแมก็ไมรูจัก แลวจะรูจักตัวเองไดอยางไร ปญหาเหลานี้
ลวนมีสาเหตุมาจากสาเหตุหลัก 3 ประการ คือ (1) เยาวชนไมไดรับส่ิงแวดลอมท่ีถูกตอง (2) เยาวชนไมไดรับ
การศึกษาอบรมที่ถูกตอง และ (3) เยาวชนไมไดรับความรวมมือหรือโอกาสที่ถูกตอง (สมเจตน ผิวทองงาม ,
2557: 181)
วิเคราะห์วธิ ีการสอนพุทธทาสภิกขุ
วิธีสอนโดยการบรรยาย การสนทนา เปนวิธีสอนท่ีพุทธทาสภิกขุใช มาก ใชการยกตัวอยาง
เปรียบเทียบจากส่ิงท่ีมองเห็นไดงาย ใหไดอยางเปนรูปธรรม เชน เรื่องอุปาทานขันธ เปรียบการแบกของหนัก
คือ รูปูปาทานขันธ เปรียบคนท่ีเงินเดือนไมพอใช เวทนูปา ทานขันธ หลงยึดติดอยูกับรสอรอยของเวทนา

ของตัวเรา และเปรียบคนที่หลงใหลในเกียรติ คือผล ของสัญ ปู าทานขันธ (พุทธทาสภิกขุ, 2534: 227)

ในบางคร้ังจะใชการสมั มนา การอภปิ ราย การสาธิต เชน การสอนเรอ่ื งอานาปาน สตภิ าวนา
วิธีการแสดงพระธรรมเทศนา การปาฐกถา การบรรยายธรรม ตามหลกั วทิ ยาศาสตร
วธิ ีการทางวิทยาศาสตร หมายถงึ กระบวนการเฉพาะทางเพ่อื ใหไดมาซงึ่ องคความรูและการอธิบาย

ปรากฏการณธรรมชาติ ซึ่งเปนการแกปญหาอยางมีแบบแผน เปนขั้นตอนอยางชัดเจน โดยมีการคาดการณ
อยางมีเหตุผลถึงในการทดสอบสมมุติฐาน การแกปญหาหรือคาตอบอยางเปนระบบ โดยใชเทคนิค วิธีการทาง
คณิตศาสตร และการพิสูจนทดลอง ไดดวยประสาทสัมผัสทั้งหา เพอื่ ตรวจสอบวาหนทางแกปญหาหรอื คาตอบน้ัน
ถูกตองเหมาะสมหรือไม และใชในการตรวจสอบโมเดล ที่สรางขึ้นหรือสมมุติฐานเพื่อการปรับปรุงโมเดลนั้น
ใหเขากับขอมูลที่ไดจากการสังเกตหรือการวัดครั้งใหม่ (Lerner K., 2004: 3536) โดยจาแนกได้อยางนอย 4
ข้ันตอน ไดแก (1) การกาหนดประเด็นปญหา (2) การตั้งสมมุติฐาน (3) การรวบรวมขอมูล ตรวจสอบทาการ
ทดลอง และ (4) การวิเคราะหขอมูลและการสรุป คาตอบของปญหา (สรศักิด์ แพรคา, 2544: 14-16) ดวย
หลักการสอน อยางมีเหตุผล ใหเกดิ การเรียนรู การแกปญหาอยางเปนระบบ ตามหลกั การดังกลาวขางตนนี้ จะ
ไดใช้เปนเกณฑการพิจารณา วิธีสอนหลักพุทธธรรมตามหลักวิทยาศาสตรของพุทธทาสภิกขุ สามารถสรุปคา
นิยามหรือใหความหมาย ไดวา เปนวิธีการท่ีทาให ผูเรียนไดรับประโยชนในการเรียนรูหลักความจริงของ
ธรรมชาติเกี่ยวกับทกุ ขและการดับทุกข อยางมีเหตผุ ล สอนใหพสิ จู นใหเห็นแจงแกใจดวยการปฏิบตั ดิ วยตนเอง

128  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลัย และเครอื ขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

ใชวิธีการทางวิทยาศาสตร สอนใหเห็นเปนรูปธรรม สอนใหเขาใจตามไดซ่ึงเหตุผลที่สนับสนุนวา วิธีการสอน
หลกั พุทธธรรม ของทาน สอดคลองกบั หลักวทิ ยาศาสตร ดังนี้

มนุษยทาลายเศรษฐกจิ โดยการเปนอยูดวยสวนเกนิ กิน แตงแตงตวั มเี คร่ืองใชสอยเกิน ไรศีลธรรม
จึงจัดเศรษฐกิจไปในทาง ทาลายมนุษย ขาดศีลธรรม คือ สิ่งที่สร างป ญหาเลวร ายขึ้นมาจนเต็มโลก
เปนการเห็นแกตัวของนักเศรษฐกิจ ทานแนะแนวทางใหคนยึดม่ันในเร่ืองของเศรษฐกิจท่ีถูกตองถูกธรรม
วาเปนหนาท่ีตองทา เพื่อสันติสุข ถาคนมีเศรษฐกิจเพื่อความเปนเศรษฐีที่เรียกวาธัมมิกสังคมนิยม คือ
เอาสังคมเปนใหญ ประกอบไปดวยความถูกตองที่ทาใหทุกคนอยูรวมกันได จึงประมวลไดวา พุทธทาสภิกขุได
ปฏิบัติ เกี่ยวกับการเขียน การแปลหนังสือ มีวธิ ีคิดวเิ คราะหในเร่ืองดังกลาวมาแลวขางตนดวยกระบวนวิธีการ
อริยสัจ คือ กระบวนวิธีการศกึ ษาปญหา ศึกษาสาเหตุ ศึกษาเปาหมาย ศึกษาวิธีการ อยางละเอียด เปนระบบ
เปนลาดับและเปนข้ันตอน ดวยการคิดวิเคราะหทงั้ เบ้ืองตน ทามกลาง และท่ีสุด

การวิเคราะหค์ ณุ คา่ ของธัมมิกสงั คมนิยม
ในยุคปัจจุบันศาสนาหรือศีลธรรมกาลังหายไปจากโลก คาว่าศาสนาท่านพุทธทาสเรียกว่า

การปฏบิ ตั ิตามกฎเกณฑข์ องธรรมชาตทิ ีถ่ ูกต้อง สาเหตุปจั จุบันคนเห็นแก่ตวั มากข้นึ มีการปฏิบัตศิ าสนานอ้ ยลง
ดาเนินชีวิตโดยยึดตัวกูของกูเป็นหลัก เชื่อปรัชญามากกว่าศาสนา ให้คนท่ีไม่มีธรรมมาแก้ปัญหา การไม่มีธรรม
ย่อมแก้ไขปญั หาไมไ่ ด้ สงั คมนิยมตามหลกั แห่งศาสนากค็ ือการจดั ระบบท่ที าใหส้ ังคมเปน็ ปกติ

คุณคา่ ของธัมมิกสังคมนยิ ม
มนุษย์เราจะต้องมีศีลธรรม “ตามความใน ธัมมิกสังคมนิยม” จึงจะอยกู่ ันเป็นผาสกุ ถ้าเราไปหลงใน
ค่าของวัตถุท่ีมันหลอกเราให้รักให้เกลียด เราไม่มีทางที่จะมีศีลธรรมท่ีดีได้ สังคมใดมีศีลธรรมมากสังคมนั้น
ก็เป็นสังคมที่มีปัญญา ทากิจการอันใดก็ย่อมสาเร็จ ทางานเลี้ยงชีพก็สาเร็จ ทาลายกิเลสให้หมดไปก็สาเร็จ
ทานิพานให้แจ้งก็สาเร็จ เรียกได้ว่าศีลธรรมคือรากฐานแห่งความสาเร็จ ดังนั้นสังคมจึงจาเป็นต้องมีศีลธรรม
คุณค่า มีความหมาย 2 ลักษณะ คือ คุณค่าท่ีมีลักษณะระดับโลกียะ เช่น คณุ ค่า ประโยชน์ ราคา ของส่ิงต่างๆ
และค่าที่มลี กั ษณะเป็นสภาวธรรม เช่น กาย จิต ที่มีคา่ คือมีศลี มสี มาธิ และปัญญา
ท่านเห็นว่าท่ีจริงกิเลสของคนเป็นต้นเหตุของปัญหา ท่านพุทธทาสได้สร้างเครื่องมือใน การสอน
ธรรมะแก่คนผ่านงานศิลปะและจิตกรรม เช่น การสร้างโรงมหรสพทางวิญญาณ โรงป้ันและภาพป้ันชุด
พทุ ธประวตั ิ โรงเรยี นหิน เสาร์ 5 ตน้ ฯลฯ คุณคา่ ตอ่ สงั คมดงั น้ี
1) ธัมมิกสังคมนิยมในฐานะทาให้สังคมแห่งมิจฉาทิฐิกลายเป็นสังคมสัมมาทิฐิ แปลว่า ความเห็นที่
ถูกต้อง ท่านพุทธทาสกาลังรจนาธัมมิกสังคมนิยม เป็นสังคมท่ีมีปัญหาอย่างน่าเป็นห่วงสาเหตุมาจากคนกาลัง
เดินออกนอกคลองธรรม คือ มีความเห็นท่ีตรงข้ามกับหลักศาสนา จนมิจฉาทิฐิเข้าครอบงา กลายเป็นสังคม
มิจฉาทิฐิ จะเห็นได้ว่าธัมมิกสังคมนิยมกับสังคมสงเคราะห์เป็นส่ิงเดียวกัน ในพระไตรปิฎกก็ได้กล่าวเก่ียวกับ
การสงเคราะห์กัน ไว้ในทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ในหลักสาราณียธรรมการสงเคราะห์กันในพุทธศาสนาถือว่า
เป็นพลังอยา่ งหน่งึ เรยี กว่า พละ ที่เรียกว่า สังคหพละ เพราะการสงเคราะห์กนั ก่อให้เกิดความรักความสามัคคี
ดงั คากล่าวท่ีวา่ สุขัง สังฆัสฺสะ สามัคคี ความสามคั คใี นหมู่คณะนาสุขมาให้ ท้งั ระดบั ปจั เจกชน และระดับสังคม
หากสังคมสงเคราะหก์ ันสงั คมกเ็ ป็นสุข แมใ้ นมงคลสตู รก็ได้กลา่ วถึงการสงเคราะหก์ ันว่าเป็นมงคลอันประเสริฐ
เช่น มาตาปิตุอปุ ฏฐาน การสงเคราะห์พ่อแม่ ปุตฺตสงฺโห การสงเคราะห์บุตร ทารสฺส สงฺคโห สงเคราะห์ภรรยา
าตกานญจฺ สงฺคโห การสงเคราะห์ญาติ ธมั มกิ สังคมนิยม หรอื สังคมสงเคราะหน์ ้นั จะมคี ุณค่าตอ่ สังคมโดยเป็น
รากฐานของสังคมแห่งความสงบสุข

129  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลยั และเครือขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

2) ธมั มิกสงั คมนิยมในฐานะใชอ้ บรมขา้ ราชการ และประชาชน ในหัวขอ้ 1)สังคมสงเคราะห์อนั สูงสุด
คือ การช่วยกันถอยหลังเข้าคลองอีกครั้งหนึ่ง2) สังคมสงเคราะห์ควรสงเคราะห์กันให้มีสัมมาทิฐิ 3) ในยุค
ปัจจุบันศาสนาหรือศีลธรรมกาลังหายไปจากโลก ท่านพุทธทาสกล่าวว่า “ประชาธิปไตย คือประโยขน์ของ
ประชาชนเปน็ ใหญ่ ไม่ใช่ประชาชนเป็นใหญ่ การเจยี ดออกใหเ้ ป็นส่วนเกิน” การทาเพ่ือส่วนตัวเป็น “การเจียด
ผลประโยชน์ของสังคมมาเป็นส่วนตัว” การสงเคราะห์ให้มีสัมมาทิฏฐิ คาว่าสัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) คาว่า
ความเห็นชอบในงานเขียนของท่านพุทธทาส ตามทัศนของผู้เขียนเห็นว่ามีความหมายในสองประการ คือ
ประการแรกเห็นชอบในทางธรรม เช่น สัมมาทิฏฐิ ท่ีกล่าวไว้ข้างต้น และประการที่สองเหน็ ชอบในศัพท์ภาษา
ตามหลักนิรุกติศาสตร์ของคาว่า “สังคมนิยม” คือไม่ใช่หมายถึงคอมมิวนิสต์ท่ีผู้ที่เข้าร่วมขบวนการอาจจะถูก
นาไปขังในตาราง ดงั นัน้ ทา่ นพทุ ธทาสจึงมุ่งเน้นไปส่คู วามหมายทีว่ า่ สังคมนยิ ม คอื การไมเ่ อาส่วนเกนิ ของสังคม

3) ธัมมิกสงั คมนยิ มในฐานะช่วยให้สังคมอยรู่ อด
ธัมมิกสังคมนิยม คือ สังคมนิยมท่ีประกอบด้วยธรรมะ ธรรมะหมายถึงปรากฏการณ์ท้ังหลาย
กฎความจริง ท่ีมอี ยู่ในสิ่งทั้งหลายท้ังปวง ก็เรียกว่า ธรรมะ หน้าที่ที่มนุษยจ์ ะตอ้ งปฏิบัติตามกฎเกณฑเ์ หล่านั้น
ก็เรียกว่า ธรรมะ โดยปกติคนในสมัยแรกเมื่อโลกกาเนิดขึ้น มีธรรมะ มีศีลธรรม อยู่กันอย่างผาสุกต่อมา
เกิดอธรรมขน้ึ ในใจจึงเกิดความเส่อื มเรื่อยมาจากเส่ือมนอ้ ยไปจนเส่ือมมาก ดงั ทีก่ ลา่ วไว้ในอัคคัญญสูตร จะเห็น
ได้ว่าสาเหตุแห่งความเส่ือมมาจากการขาดศีลธรรม หากสังคมประกอบด้วยธรรมแล้วความเส่ือมจะไม่มีเลยมี
แต่ความเจริญฝ่ายเดียวแนวคิดธัมมิกสังคมนิยมจึงเป็นแนวคิดหนึ่งท่ีนาคนให้เข้ามาสู่คลองธรรม สังคมก็จะ
สงบสขุ มแี ตค่ วามเจรญิ ฝ่ายเดยี ว

สรุป
ท่านพุทธทาสภิกขุ มีความเพียร ความอดทน ใฝ่เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง จนได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิต

กิตติมศักดิ์สาขาครุศาสตร์ และอีกหลายสาขา ได้รับการเล่ือนยศตาแหน่งอย่างต่อเน่ือง จนถึงพ.ศ. 2530 ท่าน
ได้รับสมณศักดิ์พระราชาคณะช้ันธรรมที่ พระธรรมโกศาจารย์ ท่านเป็นผู้ประกาศจุดยืนเพ่ือสันติภาพระหว่าง
ประชาชาติท้ังหลาย ได้รับยกย่องในฐานะพุทธปรัชญาเมธีไทย พุทธทาสภิกขุเป็นบุคคลสาคัญของโลก
ท่านได้รับการยอมรับจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO)
ปณิธาน 3 ประการ เป็นอุดมคติที่หยั่งรากลึกลงแล้วน้ี ทาให้พุทธทาสภิกขุสนใจใฝ่หาความรู้ทางธรรมะ
ตลอดเวลา ไม่เฉพาะแต่พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท หรือหินยานแต่ครอบคลุมไปถึงพระพุทธศาสนา
แบบมหายาน และศาสนาอ่ืน เช่น คริสต์ อิสลาม ฮินดู สิกข์ อุดมการณ์ทางการศึกษา วิธีคิดวิเคราะห์
การแสดงพระธรรมเทศนา ปาฐกถา บรรยายธรรมแบบวิภัชชวาท และอริยสัจ ลักษณะการศึกษาที่ถูกต้อง
แบบไตรสกิ ขา คือศลี สมาธิ และปัญญา เพ่ือให้จิตสะอาด (pure หรือ clean) ได้แก่จิตท่ีไม่เจือด้วยกิเลสและ
เครอ่ื งเศร้าหมองทง้ั ปวง จติ มนั่ คงที่สุดหรอื ตง้ั ม่ันดี (Steady หรอื firm) จิตทีว่ อ่ งไวในหนา้ ทีข่ องมนั อยา่ งท่สี ดุ

บรรณานกุ รม
แจ็กสัน, ปีเตอร์ เอ. (2557). พุทธทาสภิกขุ: พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท และการปฏิรูปเชิงนวสมัยใน

ประเทศไทย. สานักพิมพแ์ ห่งจฬุ ากรณ์มหาวทิ ยาลยั .
คณะอนุกรรมการฝ่ายหนังสืออนุสรณ์ 100 ปี. (2559). ชาตกาลพุทธทาสภิกขุ, พุทธทาสยังอยู่ไปไมม่ ีตาย เล่ม 3 :

ดร.สุมาลัย กาลวิบูลย์ และคณะ, เอกสารประกอบการสอนหลักสูตรพุทธทาสศึกษาสุราษฎร์ธานี,
สมชั ชาการศกึ ษา : สรุ าษฎรธ์ านี.

130  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครอื ขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

ทัศนี ชอยกิตติพันธ. (2559). บทบาทของพระธรรมโกศาจารย (พุทธทาสภิกขุ) ตอการเสริมสรางสันติภาและ
สันตุสิขในสงั คมไทย. วารสารสนั ตศิ ึกษาปริทรรศน มจร, ปที่ 4 ฉบับพเิ ศษ: 159-171.

พกุล แองเกอร์. (2555). พุทธทาสภิกขุ: พุทธปรัชญาเมธีไทย. วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ (สาขา
มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.ปีท่ี 13 (2) : 19

พุทธทาสภิกขุ, (2554). แนวคิดทางการศึกษาของท่านพุทธทาสภิกขุ. สืบค้นจาก http://chaiwat201149.
blogspot.com/2011/07/blog-post_24.html.

พุทธทาสภิกขุ. (2558). ธรรมคอื หน้าที่. กรุงเทพฯ: บริษัทออฟเซ็ทพลัสจากดั .
พุทธทาสภกิ ขุ. (2549). ธรรมะในฐานะวิทยาศาสตร์. สุราษฎรธ์ านี : ธรรมทานมูลนธิ ิ.
พทุ ธทาสภกิ ขุ. (2549). 100 ปี พทุ ธทาสภิกขุ. กรุงเทพฯ: คณะกรรมการอานวยการจดั งาน.
ราชกิจจานุเบกษา, (2493). แจ้งความสานักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระราชทานสัญญาบัตรตั้ง สมณศักดิ์, เล่มที่ 67,

ตอนที่ 67, วันที่ 12 ธนั วาคม 2493.
ราชกิจจานุเบกษา. (2500). แจ้งความสานักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์, เล่มที่ 74,

ตอนที่ 107, วนั ที่ 17 ธันวาคม 2500.
ราชกิจจานุเบกษา. (2514). แจ้งความสานักนายกรัฐมนตรี เร่ืองพระราชทานสัญญาบัตรต้ังสมณศักด์ิ, ฉบับพิเศษ,

เล่มท่ี 88, ตอนที่ 151, วันที่ 31 ธันวาคม, : 2.
ราชกิจจานุเบกษา. (2530). ประกาศสานักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระราชทานสัญญาบัตรต้ังสมณศักด์ิ, ฉบับพิเศษ,

เลม่ ที่ 104, ตอนที่ 253, วันที่ 5 ธนั วาคม 2530,:1-2.
สมเจตน ผิวทองงาม. (2557). พุทธทาสภิกขุกับการแนะแนวทางการดาเนินชีวิต. วารสารมนุษยศาสตรและ

สังคมศาสตร, 6 (2) : 175-208.
สมเจตน ผิวทองงาม, (2557). พุทธทาสภิกขุกับการแนะแนวทางการดาเนินชีวิต, วารสารมนุษยศาสตรและ

สังคมศาสตร.์ 6 (2) :181.
สรศกั ิด์ แพรคา. (2544). ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร. อบุ ลราชธานี : สถาบันราชภัฏอบุ ลราชธานี,

หนา 14-16.
อรศรี งามวิทยาพงศ์. (2563). ประวัติอาจารย์พุทธทาส. สืบค้นจาก http://www.buddhadasa.com/

history/budprofile3.html, [10 พฤศจกิ ายน 2563]
Lerner, K. Lee., and Lerner. (2004). “Brenda Wilmoth”, Gale Encyclopedia of Science, Vol. 5,

3 rd Ed., Farmington Hills: The Gale Group, p. 3536.

131  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลยั และเครอื ขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

ปรัชญาสังคมและการเมืองของมหาตมะคานธี
Mahatma Gandhi's Social and Political Philosophy

พ.อ.ทวี ปานโต
Col.Thavee Pantoe
นักศกึ ษาปรัชญาดษุ ฎีบัณฑติ สาขาพุทธศาสนาและปรชั ญา
บณั ฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกฏุ ราชวิทยาลัย
พระมหามฆวินทร์ ปรุ สิ ตุ ตฺ โม, ผศ.ดร.
Phamaha Makawin, Asst. Prof. Dr.
อาจารย์ประจาหลักสูตรปรัชญาดษุ ฏีบัณฑิต สาขาวชิ าพทุ ธศาสนาและปรชั ญา
บณั ฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยมหามกุฏราชวทิ ยาลยั
รศ.ดร.บุญรว่ ม คาเมืองแสน
Assoc.Prof. Dr. Boonruam Khammuangsen
อาจารย์ประจาหลักสูตรปรชั ญาดุษฏีบัณฑิต สาขาวิชาพทุ ธศาสนาและปรชั ญา
บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั มหามกุฏราชวิทยาลัย

บทคัดย่อ
ปรัชญาสังคมและการเมืองของมหาตมะคานธี ท่านศึกษาค้นคว้าปรัชญาของนักปรัชญา ค้นคว้า

หลกั ศาสนา และหลักกฎหมาย ท่านได้บูรณาการ ความร้จู ากการศึกษา ปรชั ญา ศาสนา และกฎหมายมาสู่การ
ปฏิบัติจริง ด้วย หลักอหิงสา คือ ความไม่เบียดเบียน, ความไม่รุนแรง ส่วนท่ีลึกที่สุดนั้นมนุษย์มีคุณธรรมและ
ความจริงซ่อนอยู่ในตัว ไม่ว่ามิตรหรือศัตรูก็จะกลายเป็นบุคคลที่รักความจริงและความเป็นธรรมในท่ีสุด
การยอมทนทกุ ข์เพ่ือชาระจิตใจของตัวเองและเปล่ียนจิตใจของผู้ที่ทาผิด หลักสตั ยาเคราะห์ คอื เป็นอาวุธทาง
การเมือง ใช้อาวุธแห่งสัจจะ และความรัก อุทิศตนและทุกส่ิงทุกอย่างเพ่ือความถูกต้องและความยุติธรรม
มนษุ ยชาตยิ ากท่ีจะพฒั นาไปถึงภาวะที่ปราศจากความขดั แย้ง หรอื แม้แต่ภาวะทคี่ วามขัดแยง้ จะไดร้ บั การแกไ้ ข
โดยไม่ต้องใช้กาลัง ใช้จริยธรรมขั้นสูงมาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ระบบของสังคมท่ีไร้ความเป็นธรรม
ขณะเดียวกันก็จะสร้างวิถีชีวิตข้ึนมาใหม่ในลักษณะที่เห็นว่าถูกต้องเป็นธรรม ยอมรับอะไรก็ตามท่ีถูกต้องและ
ยุติธรรมในทรรศนะของฝ่ายตรงข้ามด้วย ไม่มีการแพ้หรือชนะ จะมีก็แต่เพียงความถูกต้องท่ีท้ังสองฝ่ายตกลง
เห็นพ้องต้องกัน และหลักการใช้อารยะขัดขนื ใชเ้ ป็นแนวทางการตอ่ สู้ในหลายๆเรื่องสาเร็จได้ ผลงานที่สาคัญ
และโด่งดังทั่วโลก คือ การต่อสู้ของท่านรว่ มกับประชาชนชาวอินเดียจนได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ ในวันที่ 15
สงิ หาคม 2490

คาสาคัญ: ปรัชญาสังคม, ปรชั ญาการเมอื ง, มหาตมะคานธี

Abstract
Mahatma Gandhi's Social and Political Philosophy He studied the philosophy of

philosophers. Research religious principles and legal principles you have integrated Knowledge from
education, philosophy, religion and law come into the practice with the principle of
nonviolence, which is non-violence, non-violence. The deepest part is that human beings have

132  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลยั และเครอื ข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

virtues and truths hidden within them. Either friend or foe will eventually become a person
who loves truth and justice. Suffering to cleanse one's mind and change the mind of the
offender. The principle of Satyagraha is to be a political weapon, use the weapon of truth and
love, devote oneself and everything for the sake of justice and justice. It is difficult for
humanity to develop into a conflict-free state. Or even a situation where conflicts can be
resolved without force. Use high ethics to resolve conflicts unfair social system at the same
time, it will create a new way of life in a manner that is right and fair. Accept anything right
and fair from the viewpoint of the opposing party. No loss or win there will only be accuracy
that both parties agree on. And the principles of civil disobedience can be used as a way to
fight in many success stories. His most important and worldwide famous achievement was his
struggle with the Indian people until independence from England on 15 August 1947.

บทนา
มหาตมะ คานธี (Mahatma Gandhi) มีช่ือเต็มว่า โมฮันดาส ครามจันทร์ คานธี (Mohandas

Karamchand Gandhi) เป็นผู้นาและนักการเมืองที่มีชื่อเสียงชาวอินเดีย เกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2412
และถกู ลอบสงั หารเสยี ชีวติ ในวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2491 รวมอายุได้ 78 ปี มหาตมะ คานธี เกดิ ในครอบครวั
ชาวฮินดู รัฐคุชราต ประเทศอินเดีย บิดาเป็นนักการเมืองท้องถิ่น ส่วนมารดาเป็นผู้ที่เคร่งครัดศาสนามาก
แต่งงานกับ กัสตูร์ คานธี การศึกษาเขา้ เรยี นด้านกฎหมายทน่ี ครลอนดอน ประเทศอังกฤษ มหาตมะ คานธี ใช้
หลกั ปรชั ญาสงั คมและการเมือง โดยศกึ ษาคน้ ควา้ ปรัชญา ศาสนา และหลกั กฎหมาย บูรณาการมาสู่การปฏิบัติ
ด้วย หลักอหิงสา หลักสัตยาเคราะห์ และหลักการใช้อารยะขัดขืน เป็นผู้นาคนสาคัญในการเคลื่อนไหว
เรียกร้องอิสรภาพของอนิ เดีย จากการเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจกั ร โดยใชป้ รัชญาและหลกั การ อหงิ สา
สัตยาเคราะห์ และการใช้อารยะขัดขืน ซ่ึงภายหลังได้กลายเป็นต้นแบบของการประท้วงแบบสันติที่ได้รับการ
ยกย่อง ทั่วโลก

มหาตมะ คานธี เร่ิมเข้าสู่กระบวนการเปล่ียนผ่านทางความคิดทางการเมืองในปี พ.ศ. 2449
เนื่องจากกฎหมายใหม่กาหนดให้ชาวอินเดียทุกคนจะตอ้ งเข้ารับการจดทะเบียนและพิมพ์ลายนิ้วมือ ข้อบังคับ
นร้ี วมถงึ การใหห้ ญิงชาวอินเดียต้องเปล้อื งผา้ ต่อหน้าตารวจผวิ ขาว เพอื่ กรอกตาหนริ ปู พรรณลงในทะเบียนดว้ ย
ด้วยความโกธรแค้น ชาวอินเดียประมาณ 3,000 คนมารวมตัวกันที่ เมืองโยฮันเนสเบิกต์ เพ่ือวางแผนการตอบโต้
เขาลุกข้ึนแล้วก็พูดว่า “เราจะสวดขอต่อพระเป็นเจ้าว่า เราจะเข้าคุก และเราจะอย่ใู นนนั้ จนกว่ากฎหมายนี้จะ
ถูกเพิกถอน และเราจะยอม” คาพูดของเขาจุดประกายให้เกิดการต่อต้านครั้งย่ิงใหญ่เป็นประวัติการณ์ของ
มวลชน ผู้ประท้วงกระทาตามอย่างคานธี พวกเขาอดทนต่อการทุบตีของตารวจ ยอมรับความเจ็บปวดอย่าง
กล้าหาญโดยไม่ตอบโต้ มหาตมะ คานธี เป็นผู้นาในการต่อสู้เรียกร้องเอกราชของประเทศอินเดียจากเครือส
หราชอาณาจักร จนประเทศอินเดียได้รับเอกราชในปี พ.ศ.2490 โดยเขามีความเช่ือที่มั่นคงเกี่ยวกับการ
ประท้วงโดยไม่ใช้ความรุนแรง และความอดทนตามหลักศาสนา ท่ีเรียกว่าวิธี “อหิงสา” โดยเขาจะอดอาหาร
ประท้วงจนความรุนแรงยุติลงในขณะท่ีมือข้างหน่ึงเปิดฉากการประท้วง แต่อีกข้างหน่ึงก็ต้องปกป้องพวกพ้อง
ไม่ให้พ่ายต่อความต้องการก่อเหตุนองเลือด หลายคร้ังท่ี คานธี ยกเลิกการชุมนุม เมื่อเหตุการณ์ทาท่าจะบาน
ปลายเป็นความรุนแรงของประชาชนในประเทศ ในฐานะผู้นาทางการเมือง คานธี ได้แสดงให้เห็นว่า
หลักอหงิ สา หลกั สตั ยาเคราะห์ และหลักการใช้อารยะขดั ขืน สามารถใชใ้ หเ้ กิดผลทางการเมอื งไดอ้ ย่างจริงจงั

133  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลยั และเครอื ขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

ปรชั ญาสังคม
ปรัชญาทางสังคม (Social philosophy) เป็นปรัชญาสาขาหน่ึงแห่งปรัชญาทั่วไป มีความหมาย

ครอบคลุมถึงการวิเคราะห์สภาพเป็นจริงแห่งสังคมและชีวิตในสังคม โดยการใช้กรอบแนวคิดและความรู้ทาง
ปรัชญาเป็นเคร่ืองวิเคราะห์ปรัชญาทางสังคมมุ่งเน้นวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ ท่ีเกิดขึ้นจากผลลัพธ์แห่งการปฏิบัติ
ตามค่านิยมหรืออุดมการณ์ทางการเมือง ระบบการจัดการทางเศรษฐกิจปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และความนิยม
ในการยอมรับและการปฏิบตั ติ ามวัฒนธรรมในแง่มุมต่างๆ

สังคมมนุษย์นั้น ประกอบด้วยกลุ่มมนุษย์ท่ีรวมตัวกันเป็นหน่วยงานหรือองค์การอาชีพและ
ผลประโยชน์ต่างๆ มากมาย ปัญหาต่างๆ มักจะเป็นผลมาจากการตีความค่านิยมตามอุดมการณ์และตาม
วตั ถุประสงค์ของการร่วมกลุ่มอย่างไรก็ตามการท่ีมนุษย์จะปฏบิ ตั ิตามค่านิยมและตามวัตถุประสงคอ์ ันเป็นแกน
หลักแห่งองค์การท่ีตนสังกัดอย่างเดียว ย่อมทาให้เกิดความขัดกันกับค่านิยมและวัตถุประสงค์แห่งองค์การ
อาชีพอ่ืนด้วย ดังนั้น เพ่ือการดารงอยู่อย่างสันติร่วมกันในสังคม มนุษย์จึงต้องแสวงหาค่านิยมร่วม ซ่ึงเป็น
ลักษณะของการยอมรับร่วมกันซึ่งแบบอย่างแห่งกฎเกณฑ์หรือค่านิยมร่วม (Shared Value) ค่านิยมร่วมเป็น
คุณค่าท่ีเกิดจากการตกลงยอมรับวิธีการปฏิบัติการควบคุมพฤติกรรมทางสังคม การลงโทษและการให้รางวัล
การกาหนดตาแหน่งการบริหาร การจดั การซึ่งตอ้ งสอดคลอ้ งกบั บทบาทท่ีตกลงยอมรบั ร่วมกนั

ปรัชญาทางสังคม ในอดีตท่ีผ่านมาไม่ค่อยได้รับความสนใจจากวงวิชาการมากนัก โดยมีปัญหาการ
ตีความ ปรากฏการณ์ทางสังคม ซึ่งมักจะดาเนินการตามกรอบแนวคิดและทฤษฎีแห่งสังคมศาสตร์สาขาต่างๆ
นักวิชาการ สาขารัฐศาสตร์สาขาสังคมวิทยา สาขาเศรษฐศาสตร์2สาขาประวัติศาสตร์และสาขาอื่นๆ
ทางสังคมศาสตร์ มักจะอธิบายปรากฏการณ์ทีเ่ กิดข้ึนในสงั คมตามมุมมองของวชิ าการสาขาที่ตนถนัด

เมื่อพิจารณาโดยใกล้ชิดการศึกษา ปรัชญาทางสังคมไม่สามารถแยกออกจากแนวคิดและทฤษฎีทาง
สังคมวิทยาได้การจะเข้าใจเนื้อหาปรัชญาทางสังคม จาเป็นต้องเข้าใจ แนวคิดสาคัญทางสังคมวิทยาซึ่งเป็น
สาขาวิชาท่ีมีการศึกษาปรากฏการณ์ทางสังคมท่ัวไปอย่างเป็นระบบและเป็นวิทยาศาสตร์และพยายามแสวงหา
ความรู้เกี่ยวกับมนุษย์ในฐานะเป็นสัตว์โลกที่อยู่รวมกันเป็นสังคม (Socialanimal) แสวงหาความรู้เกี่ยวกับ
ความเป็นสังคมของมนุษยท์ ั้งทเ่ี ป็นสังคมขนาดใหญ่และสังคมขนาดเล็ก ความรเู้ ก่ียวกับการที่มนษุ ย์ปรับตัวอยู่
ในสังคมร่วมกัน ความรู้เก่ียวกับประเพณีวัฒนธรรม ค่านยิ ม สถาบนั วจิ ัยตา่ งๆ ในสังคมแบบแผนการดารงชีวิต
ทมี่ ั่นคงและปัจจัยทท่ี าให้สงั คมเปล่ียนแปลง นกั สังคมวิทยาจะสนใจศึกษาปฏิสมั พันธ์ระหว่างมนุษย์ในองค์การ
อาชีพและสถาบันต่างๆ ในสังคมได้แก่สถาบันครอบครัว สถาบันการเมือง และหน่วยทางสังคมและวัฒนธรรม
อื่นๆ นอกจากน้ีทฤษฎีทางสังคมวิทยาพัฒนาจากแนวคิดทางสังคม (Social Thought) แนวคิดทางสังคมน้ีถือ
ไดว้ ่าเป็นหลักการสาคญั แหง่ ปรัชญาทางสังคม

ลกั ษณะสาคัญแห่งปรัชญาทางสังคม
จากท่กี ล่าวมาข้างบนนี้ปรชั ญาทางสงั คม จึงมีลักษณะสาคญั ดงั น้ี
1. ปรัชญาทางสงั คม สัมพันธก์ ับความอยากรอู้ ยากเหน็ ของมนุษยเ์ กีย่ วกบั สงั คม
สังคมมนุษย์มีลักษณะแตกต่างกัน สังคมบางสังคมมีลักษณะเรียบง่ายขณะที่สังคมบางสังคมมี
ลักษณะสลับซับซ้อน นักคิดทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักปรัชญาสังคม มุ่งแสวงหาความรู้ว่าสังคมแต่ละ
ประเภทมลี ักษณะแตกตา่ งกันอยา่ งไร มีคุณคา่ อยา่ งไรรวมถึงกระบวนการวิวัฒนาการของสังคมแตล่ ะประเภท
2. ปรัชญาทางสังคมมุง่ อธิบายปัญหาสังคม
มนุษย์ที่อยู่ร่วมกนั ย่อมประสบปญั หาตา่ งๆ ในสงั คมแตกตา่ งกัน ปรากฏการณท์ ี่เปน็ ปัญหาสังคมได้
เกิดข้ึนมานาน ตั้งแต่มนุษย์รวมกลุ่มเป็นกลุ่ม มีปัจจัยหลายอย่างที่บีบคั้นกลุ่มมนุษย์ให้เกิดความรู้สึกร่วมว่า
เป็นความทุกข์ความยากลาบากของกลุ่ม และจะต้องหาวิธีการบาบัดแก้ไข ป้องกันมิให้ความทุกข์เกิดขึ้นอีก

134  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลยั และเครอื ข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

ความเป็นอยู่ของมนุษย์สัมพันธ์กับองค์การทางสังคมต่างๆ องค์การทางสังคมที่มีหน้าท่ีรับผิดชอบต่อความ
เปน็ อยู่ของมนษุ ย์ เช่น องค์การทางการเมืองย่อมจะใช้วธิ ีการทางการเมอื งในการแกไ้ ขปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม
มนุษย์แต่ก็มีคาถามเรื่องความเหมาะสม และไม่เหมาะสมเก่ียวกับวิธีการที่ใช้ในแก้ปัญหาสังคมของผู้บริหาร
สังคม จาเป็นท่ีจะต้องใช้วิธีการท่ีเหมาะสมในการจัดการกับปัญหาสังคม จึงเกิดการคิดการวิพากษ์วิจารณ์ใน
เชิงคุณค่าเกี่ยวกบั วิธีการ ปรัชญาทางสังคมจึงสัมพันธก์ ับกระบวนการวิพากษ์วิจารณป์ ัญหาสังคมและวธิ ีการท่ี
เหมาะสมในการแก้ไขปญั หาสังคม

3. ปรัชญาทางสังคมแสวงหาความรู้เกี่ยวกับคุณค่า ความงาม และความสูงส่งแห่งสถาบันต่างๆ
ในสงั คม

คุณค่าสัมพันธ์กับจริยศาสตร์ซ่ึงเป็นศาสตร์ท่ีอธิบายความดีกระบวนการทาความดีและเหตุผลใน
การกระทาสิ่งที่เรียกว่า ความดีความเหมาะสมความงามมักจะปรากฏในหลักปรัชญาว่าด้วยสุนทรียศาสตร์
(Aesthetics) ความงามมีลักษณะเป็นนามธรรม มนุษย์ในสังคมย่อมตีค่าความงามตามมุมมองของตน และ
มนุษย์อาจจะมองเห็นความงามไม่เหมือนกันและไม่เท่ากัน ดังน้ัน จึงเป็นการยากที่จะบังคับให้มนุษย์ชอบ
ความสวยงามเหมือนกัน ความงามนน้ั ยอ่ มสัมพันธ์กับความนิยมส่วนตัว การวิจารณ์ความงามในการปฏิบตั ิตน
ของผู้คนในสังคม จึงเป็นหน้าท่ีของนักปรัชญาทางสังคมอย่างหนึ่งส่วนความสูงส่งในสังคมจะเกี่ยวข้องกับ
สถาบันศาสนาความเชอ่ื และประเพณีปฏิบัติท่ีสมั พันธ์กับการเคารพบูชาส่ิงศักด์ิสิทธ์ิ นกั ปรัชญาทางสังคมบาง
คนมุ่งสนใจศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับสังคม ซ่ึงอาจจะวิเคราะห์บ่อเกิดศาสนาว่ามาจากการ
รวมกลุ่มเป็นสังคม และมีความจาเป็นที่จะต้องหาสิ่งที่จะช่วยยึดเหนี่ยวสมาชิกในสังคมให้เป็นปึกแผ่น ดังนั้น
หลักการทางเทววิทยาก็ดีหรือหลักการคติความเชื่อต่างๆ ในสังคมจึงเกิดขึ้นโดยผู้มีอานาจในสังคมกลุ่มต่างๆ
ปฏบิ ัติข้นึ มา เพ่ือประโยชนใ์ นการรวมกลุ่มซึ่งถือวา่ เป็นความศักด์สิ ิทธ์สิ ูงสง่ เกินกว่าคนทั่วไปจะเข้าใจไดศ้ าสนา
จงึ เปน็ บ่อเกิดแหง่ ปรชั ญาทางสังคมอย่างหนงึ่

4. ปรัชญาทางสงั คมจึงมงุ่ ศึกษาองคป์ ระกอบทจี่ ะช่วยดารงความเปน็ ปกตขิ องสงั คม
สังคมดารงอยู่ได้ด้วยอาศัยองค์ประกอบหลายอย่างนักปรัชญาทางสังคมสนใจศึกษาองค์ประกอบ
สาคัญที่ช่วยทาให้สังคมดารงอยู่ได้โดยแต่ละองค์ประกอบนั้น องค์ประกอบใดมีความสาคัญและมีบทบาทเด่น
ทางด้านใด นอกจากน้ัน สภาพความเป็นจริงเกี่ยวกับการแสดงบทบาทของบุคคลท่ีรับผิดชอบในแต่ละ
องค์ประกอบน้ันเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมอย่างไรประเด็นต่างๆ ดังกล่าวมาน้ีเป็นประเด็นท่ีนักปรัชญาทาง
สังคมสนใจศกึ ษา4
5. ปรชั ญาทางสังคมมีความสมั พนั ธ์อย่างใกล้ชดิ กับกระบวนการควบคุมสังคม
กระบวนการควบคุมสังคมนั้นประกอบด้วย กระบวนการทางกฎหมาย กระบวนการทางการเมือง
การปกครอง กระบวนการเก่ียวกับการใช้สทิ ธิและการมีสิทธิรวมทัง้ กระบวนการเก่ียวกบั ความยตุ ิธรรมก็ย่อมมี
ผลเป็นการสร้างความขัดแย้งในสังคมได้ดังน้ัน นักปรัชญาทางสังคม จึงสนใจศึกษา กระบวนการต่างๆ
ท่นี ามาใช้เปน็ ส่ือในการควบคุมสังคม
6. ปรชั ญาทางสังคมอธิบายเหตผุ ลความสาคญั ของมนษุ ย์
กลุ่มมนุษย์เป็นศูนย์กลางการศึกษาของนักปรัชญาทางสังคม นักปรัชญาทางสังคมมีบทบาทสาคัญ
ในการแสดงเหตุผลว่า ทาไมมนุษย์จึงสาคัญเหนือกว่าสัตว์โลกอ่ืนๆ นักปรัชญากลุ่มมนุษยนิยม (Humanism)
คือตัวอย่างของกลุ่มนักคิดท่ีมองว่า มนุษย์เท่านั้นควรมีชีวิตอยู่รอดแม้จะต้องสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและ
สูญเสียสัตว์โลกอืน่ ๆ เปน็ จานวนมากกต็ ้องยอมให้สญู เสยี เพือ่ ช่วยธารงชาติพันธมุ์ นุษยไ์ ว้ในโลก

135  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลัย และเครือข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

ปรัชญาการเมือง
นับแต่มวลมนุษยชาติซ่ึงรวมกันอยู่เป็นกลุ่ม เป็นชุมชน เป็นรัฐ เป็นชาติหรือประเทศ ได้มีนักคิด

นักวิชาการ นักบริหาร นักปกครอง นักการเมือง นักรัฐศาสตร์มากหลาย ได้เสนอแนวคิดทางการบริหาร
การปกครอง ระบบการปกครอง ระบบการเมือง และรปู แบบการปกครองอย่างหลากหลายท่เี หน็ ว่าดีเหมาะสม
กับสงั คม รฐั ชาติ หรือประเทศ ของตน เรียกว่า ปรัชญาการเมือง (Political Philosophy) ในวงนักวชิ าการใน
วงการนักการศึกษา และในวงการนักรัฐศาสตร์ นิยมแปลคาว่า Political Philosophy ว่าปรัชญาการเมือง
ซ่ึงเป็นปรัชญาในการบริหาร ในปกครอง โดยปรัชญาการเมืองน้ัน ใช้เป็นภาษาอังกฤษว่า Political Philosophy
หรือ Philosophy of Politics กไ็ ด้

ลกั ษณะของปรชั ญาการเมอื ง
ปรัชญามีลักษณะเป็นแนวความคิด เป็นปรัชญา เป็นทฤษฎี เป็นนามธรรม เป็นมโนภาพ เป็นอุดมคติ
อุดมการณ์ ซึ่งแม้ในการปัจจุบันก็ยังไม่มีปรัชญาการเมืองสากล จะมีก็เพียงปรัชญาการเมืองของนักคิด
นักปราชญ์ นักปรัชญาการเมืองผู้น้ันผู้น้ี แม้องค์การสหประชาชาติจะพยายามสร้างปรัชญาการเมืองสากลขึ้น
ไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ (The Charter of the United Nations) เช่นสิทธิมนุษยชนสากล (Universal
Human Rights) ก็ตาม แต่ก็หามีสมาชิกของสหประชาชาติทุกประเภทนาไปปฏิบัติให้ครบถ้วนสมบูรณ์ไม่
จึงทาให้เกิดกรณีพิพาท การกระทบกระท่ัง การเบียดเบียน การเอาเปรียบ ฯลฯ ระหว่างประเทศปรากฎให้
เหน็ ไมข่ าดสาย
ปรัชญาการเมือง (Political Philosophy) เป็นความพยายามศึกษาถึงธรรมชาติของส่ิงต่างๆ
ที่เก่ียวข้องกับการเมือง ความถูกต้องเหมาะสม ความดีงามของระเบียบทางการเมือง ตลอดจนเป็นความ
พยายามคิดค้นหาแนวความคิดมาช้ีนากาหนดความดีขึ้น หรือเลวลงของการกระทา และกิจกรรมท่ีเกี่ยวข้อง
กับการเมือง การเปล่ียนแปลงกับความต่อเน่ืองหรือความมีเสถียรภาพของสังคมการเมือง ท้ังยังเห็นว่า การ
วิพากษ์วิจารณก์ ารครนุ่ คิด คานึง การเสวนา การแสวงหาในแนวทางเช่นว่านั้น จะเป็นวิธีท่ีพฒั นายกระดับทาง
ศลี ธรรมให้สูงขนึ้ โนม้ นาไปสูก่ ารมีจติ สานกึ รับผดิ ชอบต่อสงั คมสว่ นรวมมากขึน้
ปรัชญาการเมือง เปน็ วิชาประยุกต์สาขาหน่ึง มุ่งศกึ ษาวิเคราะห์ประเมิน แสวงหาและสรา้ งแนวคิด
อันเป็นสจั จะทางการเมอื ง อีกนัยหน่ึง ปรชั ญาการเมือง เป็นวิชาว่าด้วยความคิดเก่ยี วกบั การตีความ การสร้าง
และกาหนดสิทธิหน้าท่ี ตลอดถึงความสัมพันธ์แบบฉบับ ในการดาเนินชีวิตร่วมกันของมนุษย์ ยิ่งกว่าน้ียังเป็น
วิชาว่าด้วยโครงร่างทางความคิด และความเชื่อถือท่ีถอื เปน็ สูตรทางการเมืองพรอ้ มกับการให้เหตุผล วิเคราะห์
ข้อเสนอแนะ เพือ่ เป็นแนวทางสรา้ งสถาบนั อุดมคติ นโยบาย และวตั ถุประสงค์ทางการเมือง
ปรัชญาการเมือง เป็นแขนงหรือสาขาวิชาหนึ่งของปรัชญา ซ่ึงปรัชญาเองก็ได้ศึกษาที่เก่ียวโยงเอา
ปัญหาของมนุษย์เข้าไว้ด้วยเริ่มต้นด้วย โสเครตีส (469-399 B.C.) เพราะโสเครตีสเป็นผู้เร่ิมต้ังคาถามทานอง
ทีว่ ่า อะไรคอื ความดี อะไรคือความกลา้ หาญ อะไรคือความยุตธิ รรม อย่างจรงิ จัง จะเห็นไดว้ ่า คาถามเหล่านไ้ี ม่
เพียงแต่จะใกล้ตัวมนุษย์ย่ิงกว่าคาถามท่ีปรัชญาเมธีรุ่นแรกๆ ตั้งเท่านั้น หากแต่มีการกระทบกระเทือนอย่าง
รุนแรงและโดยตรงต่อความเหน็ ในเร่อื งทางการเมืองของชมุ ชนอีกดว้ ย
ประเภทของปรชั ญาการเมอื ง
1. ปรัชญาการเมืองคลาสสิก (Classical Political Philosophy) โดยมี โสเครตีส เปน็ ผู้เร่ิมตน้ และ
สืบทอดผ่านมาทางเพลโต และอริสโตเติล ตามลาดบั สาระสาคัญของปรัชญาการเมืองคลาสสิกก็คือ เปน็ เรื่อง
ของการ ต่อสู้เพ่ื อดารงรักษาและพัฒน าชุมชน ขนาดเ ล็กให้มีคว ามเ จริญก้าวหน้าในการป กครองตนเอง มี
เศรษฐกิจที่พ่ึงตนเองได้ มีความสาเร็จในการจัดองค์การทางการเมืองการปกครอง ทางเศรษฐกิจและสังคม
ความสาเร็จเหล่านีน้ บั เปน็ ปรากฎการณส์ าคัญในประวัติศาสตร์อารยธรรมของมนุษยชาติ

136  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย และเครอื ขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

2. ปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ (Modern Political Philosophy) ปรัชญาการเมืองสมัยใหม่เป็น
ปฏิกิริยาท่ีมีต่อผลของศาสนาคริสต์ที่แตกแยกออกเป็นนิกายต่างๆ นอกจากนี้ยังปฏิเสธโครงร่างปรัชญา
การเมอื งคลาสสิกว่าเปน็ สิง่ ที่เป็นไปไม่ได้อีกด้วย

3. ปรัชญาการเมืองในปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่า ในปัจจุบันนี้ฐานะของปรัชญาการเมืองค่อนข้างจะ
ได้รับความสนใจและเอาใจใส่น้อยลงหรือตกต่าลง ทั้งน้ีก็เพราะสังคมศาสตร์ (Social Science) ได้ยอมรับเอา
ขอ้ อ้างทางวิทยาศาสตรม์ าเป็นขอ้ อ้างและบรรทัดฐานของตน กล่าวคอื สังคมศาสตร์ ปัจจุบันถือวา่ ความรู้ทาง
สังคมศาสตร์ที่มีหลักเกณฑ์อย่างทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Knoredge) เท่าน้ันท่ีเป็นความรู้อย่างแท้จริง
หรือกล่าวอีกนัยหน่ึงว่า ความรู้ทางสังคมศาสตร์ต้องเป็นความรู้ที่อาจมีการพิสูจน์ หรือทดลองอย่างใดอย่าง
หน่ึงได้เช่นเดียวกันกับกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ สังคมปัจจุบันถือว่า ความเห็นของ โสเครตีส ในเร่ืองของ
ความดี ความกล้าหาญ ความยุติธรรม ลว้ นแต่เป็นเรื่องซ่ึงไมม่ ีหลักเกณฑ์ท่ีตายตัวหรือแน่นอนคงท่ีและไม่อาจ
พิสูจน์ให้เห็นจริงได้โดยหลักเกณฑ์แบบวิทยาศาสตร์ หลักการของปรัชญาเมธีไม่ว่าจะเป็น โสเครตีส เพลโต
หรืออรสิ โตเตลิ กเ็ ป็นเสมอื นเพียงระบบค่านิยม ในบรรดาค่านิยมทัง้ หลายเหลา่ นนั้

ความสาคญั และประโยชนป์ รัชญาการเมือง
ศาสตราจารย์พิเศษจานงค์ ทองประเสริฐ ช้ีให้เห็นถึงความสาคัญ และประโยชน์ของการศึกษา
ปรัชญาเป็นเบื้องต้นว่า ถ้าหากคนในสังคมมีปรัชญาสาหรับดาเนินชีวิต ก็จะทาให้คนเรามีหลักการ และมี
เหตุผลมากข้ึน การใช้อารมณ์หรือทิฏฐิมานะเข้าต่อสู้กันอย่างสัตว์เดรัจฉานก็คงจะหมดไป หรือจะลดน้อยลง
ท้ังนี้ก็เพราะว่ามนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐประเภทเดียวที่พอจะสอนให้มีเหตุมีผลได้ การที่เขาไม่มีเหตุผล อาจ
เป็นเพราะเขาไม่เคยศึกษาเล่าเรียน ไม่เคยมีใครอบรมสั่งสอนเขาให้มีเหตุผลก็ได้ ปรัชญาทางการเมืองมี
ประโยชน์ในแง่ท่ีมีขอบเขตในการอธิบายสิ่งต่างๆ กว้างขวางกว่าวิทยาศาสตร์และวิธีการต่างๆ หลากหลาย
แบบหลายประเภทซ่ึงอาจไม่เป็นวิธีการในแนววิทยาศาสตร์เสมอไป ปรัชญาทางการเมืองจึงไม่มีลักษณะเป็น
ทฤษฎี แตก่ อ็ าจถอื ว่าเป็นแนวคิดท่จี ะพยายามอธิบายปรากฏการณท์ างการเมืองการปกครองที่ดที ่ีสุด ทีเ่ ห็นได้
ชัดก็คือเป็นเสมือนหนทางที่ช่วยให้มนุษย์สามารถค้นหาส่ิงซ่ึงตนปรารถนาที่จะรู้ แต่สิ่งนั้นยังเป็นสิ่งล้ีลับไม่
อาจจะรู้ได้อย่างชัดเจน ซ่ึงเป็นเร่ืองท่ีจะยังประโยชน์นามาสู่สันติสุขในแง่ของการเมืองการปกครองของ
มนษุ ยชาติตลอดไป

ปรัชญาสงั คมและการเมืองของมหาตมะคานธี
มหาตมาคานธี มีนามเต็มว่า โมฮันทาส การัมจันท์ คานธี (Mohandas Karamchand Gandhi)

เกดิ เมื่อ วันที่ 2 ตลุ าคม 1869 ท่ีเมืองโปรพันทระ แคว้นคุชรัต ทางภาคตะวันตกเฉยี งเหนือของประเทศอินเดีย
ท่านเป็นฮินดูวรรณะแพศย์ บูชาพระวิษณุ บิดาช่ือ การัมจันท์ คานธี (Karamchand Gandhi) เป็นมุขมนตรี
แห่งเมืองโปรพันทระ เป็นผู้มีความซ่ือสัตย์กล้าหาญ ส่วนมารดาช่ือ ปุติลิไป (Putilibai) เป็นคนเคร่งศาสนา
มากเช่น ไม่ยอมแตะต้องอาหารหากไม่ได้สวดมนต์ไหว้พระเป็นเจ้าก่อน และเป็นท่ียอมรับกันว่าการท่ี คานธี
กลายเป็นผู้นาทางจิตวิญญาณท่ียิ่งใหญ่ของประเทศอินเดียน้ัน ก็ด้วยไดิ้ร้บอิทธิพลมาจากมารดาของท่านท่ี
เคร่งศาสนา (นิโคลสัน, 2540: 14) เม่ืออายุได้ 13 ปี คานธี แต่งงานตามประเพณีฮินดูกับ กัสตูรบา ิซ่งมีอายุ
เท่ากันมีบุตรชายด้วยกัน 4 คน หลังจากแต่งงานได้ 3 ปี บิดาเสียชีวิต คร้ันอายุ18 ปี ไปเรียน วิชากฎหมายท่ี
ประเทศอังกฤษ โดยปฏิญาณต่อมารดาว่า จะไม่ยุ่งเก่ียวกับ “สุรา นารี และการรับประทานเนื้อสัตว์”
โดยเด็ดขาด สาเร็จการศึกษา “เนติบัณฑิต” แล้วเดินทางกลับอินเดียใน ปี 1891 และรู้ว่ามารดาเสียชีวิตไป
ก่อนหน้าน้ี คานธี เปิดสานักงานทนายความอยู่ ระยะหิน่งแต่ไม่ประสบผลสาเร็จ จึงตัดสินใจรับงานเป็น
ทนายความให้กับนักธุรกิจชาวอินเดียมสุ ลิมทีม่ ีบริษัทอย่ใู นประเทศแอฟริกาใต้ คานธี ตัง้ ใจไปทางานเพียงหิน่ง

137  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลยั และเครอื ขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

ปีแต่พอถึงแอฟริกาใต้ในปี 1893 พบว่า ชาวอินเดียที่ไปเปน็ กรรมกรทนี่ ่ัน ถูกปฏิบัติอย่างเอารดั เอาเปรียบและ
ดูถูกดูแคลน ท่านจึงตัดสินใจอยู่ต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมโดยใช้วิธีต่อสู้แบบสัตยาเคราะห์ จนประสบ
ความสาเร็จ ท่านอยู่ในแอฟริกาใต้ 21 ปี (มารับครอบครัวไปอย่ดู ้วยในปี 1906) คานธี เดินทางกลับ สู่มาตุภูมิ
ใน ปี 1915 หรือช่วงต้นสงครามโลกครั้งท่ี 1 และได้รับการไว้วางใจจากพรรคคองเกรสให้เป็นผู้นาในการ
ต่อต้านกฎหมายไม่เป็นธรรม เช่น พระราชบัญญัติโรว์แลตต์ (Rowlatt Act, 1919) กฎหมายภาษีเกลือ
ปี 1930 และขับไล่อังกฤษออกจากอินเดียใน ปี 1942 จนนาไปสู่การไดิ้ร้บเอกราชใน ปี1947 คานธี ถึงแก่
มรณกรรมภายหลังอินเดียได้รับเอกราชเพียง 5 เดือน โดยการลอบยิงของชาวฮินดูหัวรุนแรง เมื่อวันที่ 30
มกราคม 1948 ขณะอายุ 78 ปี ด้วยคุณูปการท่ี คานธี มตี ่อประเทศอินเดีย จงึ ได้รบั การยกย่องให้
เปน็ “บิดาแหง่ ชาตอิ ินเดยี ”

ปรัชญาและหลักการพ้ืนฐานที่ มหาตมะ คานธี ใช้ก็คือ “อหิงสา” (ความไม่เบียดเบียน, ความไม่
รุนแรง) คานธี เช่อื ว่าในสว่ นทีล่ กึ ที่สุดนนั้ มนุษย์มีคณุ ธรรมและความจริงซ่อนอยู่ในตวั ท่านอธบิ ายว่าเราอาจจะ
เคยได้ยินคนท่ีปฏิเสธพระเจ้า (God) แต่เราจะไม่ได้ยินคนที่ปฏิเสธความจริง (Truth) แม้แต่บุคคลที่เลวท่ีสุด
หรือโง่ท่ีสุดก็ยังมีความจริงบางอย่างอยู่ในตัวของเขา เราทุกคนต่างก็เป็นส่วนหนึ่งแห่งความจริงสากลของ
ธรรมชาติท้ังหมดด้วยการปฏิบัตแิ บบ “อหิงสา” ความจรงิ หรือคุณธรรมในตัวของมนุษย์จะถูกปลุกใหต้ ่ืนขึ้นใน
จติ สานึก และไมว่ ่ามติ รหรอื ศัตรูก็จะกลายเปน็ บุคคลท่ีรักความจริงและความเปน็ ธรรมในทส่ี ุด ถ้าเป็นมิตรก็จะ
เป็นมิตรที่ดียิ่งข้ึน ถ้าเป็นศัตรูก็จะค่อยๆ เปล่ียนท่าทีจากศัตรูกลายเป็นมิตรในท่ีสุด คานธีมีความเช่ือม่ันใน
มนุษยชาติมาก ว่ามนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนดีหรือคนเลว หากได้รับการปฏิบัติอย่างถูกต้องแล้ว
ก็จะกลายเป็นคนดีขึ้นมาได้ทุกคนไม่มียกเว้น ดังน้ัน การใช้ความรุนแรง การประหัตประหาร หรือสงคราม
จึงถือเป็นความผิดอย่างมหันต์ เพราะเท่ากับเป็นการสิ้นหวังในมนุษยชาติ เป็นการทาลายคุณธรรมและความ
จริงที่ซ่อนอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน และเป็นการปลุกธรรมชาติฝ่ายต่าของมนุษย์ให้แสดงพละกาลังออกมา
อนั กลายเปน็ การจองล้างจองผลาญไม่มีทสี่ ิ้นสดุ วิธที ี่จะเอาชนะความชั่วจึงไมไ่ ดอ้ ยทู่ ี่การทาลายคนช่ัว แต่อยู่ที่
การเปลี่ยนจิตใจของคนช่ัวโดยไม่ทาความช่ัวตอบ คานธี ได้ย้าเตือนอยู่เสมอว่า ให้เกลียดชังความเลวแต่อย่า
เกลยี ดชงั คนเลว เพราะทุกคนมีโอกาสกลับตัวเป็นคนดีได้เสมอ หลักสาคัญทีค่ านธีถือปฏิบัติในเร่ือง “อหิงสา”
กค็ ือการยอมทนทกุ ข์เพื่อชาระจิตใจของตัวเองและเปลี่ยนจิตใจของผ้ทู ่ีทาผิด คานธีได้อดอาหารนับจานวนครั้ง
ไม่ถ้วนในชีวิต เม่ือเห็นผู้ร่วมงานใช้วิธีการรุนแรงหรือกระทาผิด ด้วยความเสียสละและการยอมทนทุกข์ของ
คานธี ผู้กระทาผิดได้สานึกกลับตัวเสียใหม่ คานธี ถือว่าการอดอาหารเป็นการชาระจิตใจของตนเองให้บริสุทธ์ิ
และเปน็ การชาระจิตสานึกของส่วนรวมให้บริสทุ ธ์ดิ ้วย

การปฏิบัติส่ิงที่เรียกว่า “การทดลองของข้าพเจ้ากับความจริง” คานธี ได้ทาการทดลองเร่ือง
เกี่ยวกับชีวิต คานธี ได้ฝึกหดั ควบคุมตนเองอย่างเคร่งครัดที่สุด ทั้งในด้านอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ส่งิ ของเคร่ืองใช้
ยารักษาโรค ตลอดทั้งการรักษาพรหมจรรย์ และการไม่เบียดเบียน โดยใช้ชีวิตของตนเองและชีวิตของคนท่ี
ท่านรกั ที่สุดเป็นเดิมพัน เพอ่ื แสวงหาความจริงหรือสัจจะในภายใน ท่านกลา่ ววา่ “สาหรับข้าพเจ้านัน้ ความรัก
ที่บริสุทธคิ์ ือกฎเกณฑท์ ั้งหมดในชีวติ ของขา้ พเจา้ ”

ทาการทดลองเรื่องเก่ียวกับสังคมน้ัน คานธี ได้ตระหนักถึงปัญหาความขัดแย้งในด้านอุดมการณ์
ระหว่างทุนนิยมและสังคมนิยม อีกท้ังปัญหาเทคโนโลยีกับคุณค่าและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ คานธี ได้ให้
ทางออกท่ีเป็นกลางตามแนวทางแห่ง “อหงิ สา” ท่ีท่านใช้ปฏบิ ัติอย่างได้ผลตลอดชีวติ ของทา่ น คานธี กล่าวว่า
“และเมื่อข้าพเจ้ารู้ว่า พระผู้เป็นเจ้าทรงถูกค้นพบบ่อยครั้งมากกว่าในหมู่คนท่ีต่าที่สุด ความปรารถนาของ
ข้าพเจ้าจึงอยู่ท่ีการได้รับใช้ชนชั้นท่ีถูกกดขี่ และเมื่อข้าพเจ้าไม่สามารถให้การรับใช้นี้ได้โดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับ

138  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลยั และเครอื ข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

การเมือง ข้าพเจ้าจึงพบตนเองอยู่ในวงการเมือง ข้าพเจ้าเป็นเพียงผู้รับใช้ท่ีกาลังต่อสู้ดิ้นรนของอินเดีย และ
ของมนุษยชาติ”

ทาการทดลองเร่ืองเกี่ยวกับเกี่ยวกับการเมืองน้ัน คานธีได้ใช้วิธีการของ “สัตยาเคราะห์”
(Satyagraha) เป็นอาวุธทางการเมือง สัตยาเคราะห์ คือ อาวุธแห่งสัจจะ และความรัก ความเคล่ือนไหวที่
เรียกว่า “สัตยาเคราะห์” เป็นการทดลองความจริงทางการเมืองที่ย่ิงใหญ่และทรงพลังท่ีสุดของคานธี
ขบวนการสัตยาเคราะห์จะยึดมั่นอยู่แต่ในหลักแห่ง “อหิงสธรรม” จะอุทิศตนและทุกส่ิงทุกอย่างเพื่อความ
ถูกต้องและความยตุ ธิ รรม คานธี ยอมรบั ว่า มนษุ ยชาติยากทจ่ี ะพฒั นาไปถงึ ภาวะท่ีปราศจากความขดั แย้ง หรือ
แม้แต่ภาวะท่ีความขัดแย้งจะได้รับการแก้ไขโดยไมต่ ้องใช้กาลัง คานธี พยายามค้นหาวิธีการอื่นที่จะมาใช้แทน
สงคราม วิธีการที่มีประสิทธิภาพสูงและไม่ทาให้ความเป็นมนุษย์ต้องตกต่าลง ด้วยความมุ่งหมายอันน้ีทาให้
ทา่ นเสนอหลกั “สัตยาเคราะห์” ข้ึน โดยใช้จริยธรรมขั้นสงู มาแก้ไขปัญหาความขัดแยง้ ต่างๆ ตามตวั อกั ษรแล้ว
คาว่า “สัตยาเคราะห์” หมายถึง “การยืนหยัดอยูใ่ นหลักแหง่ ความจริง” สมมติฐานเบ้ืองต้นของสัตยาเคราะห์
ก็คือ ไม่มีใครค้นพบสัจธรรมโดยถ่องแท้ทุกแง่ทุกมุม ดังนั้น ใครก็ตามย่อมไม่มีสิทธิยัดเยียดสัจธรรมในบาง
แง่มุมที่ตนยึดถืออยู่ให้แก่ผู้อ่ืน อย่างไรก็ตาม เป็นสิทธิและหน้าที่ของบุคคลน้ัน ที่จะสามารถดาเนินชีวิตตาม
ทรรศนะของตนเองและต่อตา้ นในสิ่งทเ่ี ขาเห็นวา่ ผิด นักสัตยาเคราะห์ปฏิเสธทจ่ี ะใหค้ วามรว่ มมือ ต่อระบบของ
สังคมท่ีไร้ความเป็นธรรม ขณะเดียวกันก็จะสร้างวิถีชีวิตข้ึนมาใหม่ในลักษณะท่ีเห็นว่าถูกต้องเป็นธรรม ดังน้ัน
สัตยาเคราะห์จึงมองได้สองแง่ แง่หนึ่งได้แกก่ ารสร้างสรรค์ อีกแง่หนึ่งได้แก่การต่อสู้คัดค้านอย่างสงบต่อความ
ไม่ถูกต้องท้ังปวง ในการคัดค้านต่อตา้ นดังกล่าว นกั สัตยาเคราะห์จะเผชิญกับความรุนแรงทุกชนดิ ท่ี “ฝ่ายตรง
ข้าม” อาจกระทาต่อเขาด้วยความอดทนและด้วยความกล้าหาญ แต่จะไม่ถือว่าฝ่ายตรงข้ามเป็น “ศัตรู”
จุดมุ่งหมายสาคัญก็คือ การเปลี่ยนจิตใจของฝ่ายตรงข้ามมากกว่า สาหรับพวกเขาแล้วจะไม่มีคาว่ามิตรหรือ
ศัตรู ทุกคนอยู่ในครอบครัวของมนุษยชาติเดียวกันทั้งหมด ในสงคราม หรือการประหัตประหาร ผู้ที่มีความ
รุนแรงเหนือกว่าจะหยิบยื่นความจริงเพียงแง่มุมเดียวให้แก่บุคคลอื่น ชัยชนะไม่จาเป็นต้องหมายความว่า
ผู้ชนะจะเป็นฝ่ายถูกต้องชอบธรรมมากกว่าอีกฝ่ายหน่ึง แม้ว่าผู้ชนะมักจะอ้างเช่นนี้เสมอก็ตาม ความสามารถ
ในการสู้รบในสงครามเป็นคนละเร่ืองกับความถูกต้องชอบธรรม และเกือบจะไม่มีอะไรเก่ียวข้องกันเลย
นักสัตยาเคราะห์ไม่เพียงแต่จะพยายามดาเนินชีวิตในขอบข่ายแห่งสติปัญญาของตนเองเท่าน้นั แต่ยังพยายาม
ที่จะยอมรบั อะไรก็ตามที่ถูกตอ้ งและยุติธรรมในทรรศนะของฝา่ ยตรงข้ามด้วย ดงั นั้น สัตยาเคราะห์จะไปลงเอย
ที่เม่ือฝ่ายท่ีขัดแย้งกันน้ัน ได้บรรลุถึงข้อสรุปท่ีสามารถรวมเอาสิ่งท่ีถูกต้องจากทั้งสองฝ่ายเข้าด้วยกัน ไม่มีการ
แพห้ รอื ชนะ จะมีก็แต่เพียงความถกู ต้องทท่ี ้ังสองฝา่ ยตกลงเหน็ พ้องตอ้ งกัน ขณะเดยี วกันสถาบันหรอื แบบแผน
ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าผิดในระหว่างความขัดแย้ง ก็จะถูกขจัดออกไปตลอดชีวิตของ คานธี ท่านพยายาม
รวบรวมมวลชนชาวอินเดยี ในอนั ท่ีจะ “ปฏบิ ัติการรว่ มกันเพือ่ ต่อตา้ นโดยสันติวธิ ี” เพ่ือว่าประชาชนเหล่านัน้ จะ
สามารถร่วมกนั ขจัดขอ้ บกพรอ่ งตา่ งๆ ท่มี ีอยอู่ ยา่ งมากมายในชวี ิตทางสังคมและการเมือง

บทสรปุ
ปรัชญาสังคมและการเมืองของมหาตมะคานธี ที่บูรณาการมาใช้ทางด้านสังคม ด้านการเมือง และ

ด้านการปฏิบัติต่อตนเอง เกิดความสาเร็จในทุกๆ ด้าน เป็นผลงานเชิงประจักษ์มากมาย เป็นประโยชน์ต่อ
ประเทศอินเดีย และประชาชนอินเดียอย่างยิ่ง โดยรวมผลงานตลอดชีวิตท่านประมาณ 46 ปี ตั้งแต่ปี 2446 -
2491 ดังนี้

ปี 2446 ก่อต้ังสมาคมอินเดียแห่งนครทรานสวาล เริ่มออกวารสาร Indian Opinion ปี 2447
ศึกษาคัมภีร์ภควัทคีตาและหนังสือ Unto This Last ทาให้เกิดการก่อต้ังนิคม Phoenix ปี 2449 เกิดการกบฎ

139  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครือขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

Zulu คานธีได้ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ และต้ังปณิธานประพฤติพรหมจรรย์ รวมถึงบัญญัติคาว่า “สัตยาเคราะห์”
ปี 2448 เริ่มปฎิบัตบิ ัติการสตั ยาเคราะห์ต่อต้าน “กฎหมายทมิฬ” ปี 2452 แตง่ หนงั สือเรื่อง “ฮินฺดู สฺวราชฺย”
(อินเดียปกครองตนเอง) ปี 2456 ปฏิบัติการสัตยาเคราะห์จนถูกจับและได้รับการปล่อยตัว อดอาหาร 7 วัน
และหลังจากน้ันก็รับประทานอาหารวันละมื้อ เป็นระยะเวลา 4 เดือน ปี 2457 อดอาหาร 14 วัน ผลจากการ
ปฎิบัติสัตยาเคราะห์เป็นผลสาเร็จมีการออมชอมกัน ระหว่างอังกฤษกับอินเดีย ปี 2458 ได้รับเหรียญเกียรติคุณ
ไกสเร ฮินฺดู จากรัฐบาลอังกฤษ ปี 2463 เขียนธรรมนูญให้พรรคคองเกสแห่งชาติ เริ่มขบวนการไม่ร่วมมือกับ
รัฐบาล ปี 2464 ก่อต้ัง สถาบนั การศกึ ษานิยมแห่งชาติทัว่ ประเทศอนิ เดีย ให้ไม่รว่ มมอื กับรฐั บาลในการต้อนรับ
มงกุฎราชกุมารแห่งอังกฤษ ซึ่งจะเสด็จประพาสอินเดีย โดยการร่วมกันอดอาหารประท้วง เป็นเวลา 5 วัน
ปี 2470 เดินทางท่ัวประเทศอินเดียเพ่ือส่งเสริมการป่ันด้ายด้วยมือ ปี 2472 พรรคคองเกสแห่งชาติ มีการ
ประชุมที่เมืองลาศอร์ มีญตั ติให้อินเดียต่อสู้เพื่อเอกราช ปี 2473 ประกาศการต่อสู้เพื่อเอกราชโดยสมบูรณเ์ ม่ือ
วันท่ี 26 มกราคม โดยคานธี นาขบวนเดินทาง ไปท่ีเมืองฑัณที แต่ถูกจับกุมตัว และถูกปล่อยตัวในปีต่อมา
ปี 2476 เริ่มออกวารสาร "หริชน" ถูกจับกุมและตดั สินจาคกุ 1 ปี จงึ ประกาศอดอาหารตั้งแตว่ ันท่ี 16 สิงหาคม
ต่อมามีการตกลงกันได้กับฝ่ายรัฐบาล จึงยกเลิกการอดอาหารและถูกปล่อยตัว พร้อมท้ังย้ายไปอยู่ที่วรธา
เดินทางไปยังภาคต่างๆ ของอินเดียเพื่อยกระดับฐานะของชนชั้นวรรณะต่าต้อย (หริชน) ปี 2484 ประกาศ
ยกเลิกการเป็นผู้นาพรรคคองเกสแห่งชาติ และจัดต้ังองค์การพิทักษ์วัว เมื่อวันท่ี 30 กันยายน ปี 2485 ยอม
กลับมาเป็นผู้นาพรรคคองเกสอีกคร้ัง พร้อมท้ังประกาศให้อังกฤษถอนตัวจากอินเดีย เมื่อวันท่ี 8 สิงหาคม
ปี 2489 อังกฤษส่งคณะรัฐมนตรีมาเจรจาเร่ืองให้เอกราชแก่อินเดียสันนิบาตมุสลิม เร่ิมปฎิบัติการ “Direct
Action” เพื่อแบ่งแยกอินเดียออกมาเป็นปากีสถาน ชาวฮินดูกับมุสลิมเริ่มประหัตประหารกัน คานธีออกมา
เดินทางด้วยเท้าเปล่า (บาทยาตรา) ไปเมืองโนอาขาลี เพ่ือยับย้ังมิให้ฮินดู-มุสลิมประหัตประหารกัน ปี 2490
อินเดียฉลองเอกราชเมื่อวันท่ี 15 สิงหาคม แต่ว่าคานธีอดอาหารต่ออีก 73 ชั่วโมง เพื่อเรียกร้องมิให้ฮินดู -
มุสลมิ ฆ่าฟันกันในนครกลั กัตตา ปี 2491 ประกาศอดอาหารเพอื่ วงิ วอนให้ฮินดูกับมุสลิม หยุดการปะทะกนั ใน
นครเดลฮี อดอาหารได้ 5 วัน ชุมชนทงั้ สองกห็ ยุดประหัตประหารกัน

ผู้เขียนมีความเห็นด้วยว่า ปรชั ญาสังคมและการเมอื งของมหาตมะคานธี ท่ีทา่ นได้บูรณาการ ความรู้
จากการศึกษา ปรัชญา ศาสนา และกฎหมาย มาสู่การปฏิบัติจริง ด้วย หลักอหิงสา หลักสัตยาเคราะห์และ
หลักการใช้อารยะขดั ขืน ใช้เป็นแนวทางการตอ่ สู้ในหลายๆเรื่องสาเร็จได้ ผลงานท่ีสาคัญและโด่งดังทัว่ โลก คือ
การต่อสู้ของท่านร่วมกับประชาชนชาวอินเดียจนได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ ในวันท่ี 15 สิงหาคม 2490 ด้วย
การใช้จริยธรรมขั้นสูงมาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งต่างๆ โดยไม่ต้องใช้ศัตราวุธเข้าห้าห่ันศัตรู แม้จะถูกต่อต้าน
อย่างทารุณดุเดือดเพียงใดก็ไม่ถอย เพียงขอให้ใช้ความมั่นคงแน่วแน่ทางจิตใจในการต่อสู้เดินหน้าต่อไปให้
บรรลุผลสาเร็จ ประกอบกับการแสดงออกด้วยการเสียสละเพื่อหลักการใหญ่ ด้วยความจริงใจและความรักต่อ
มวลมนุษย์อย่างเอกอุ การทาเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแน่วแน่ การสงครามหรือการต่อสู้ท่ีประกอบด้วย
ธรรมช้ันสูงย่อมสาเร็จและชนะอุปสรรคท้ังปวง จากผลงานเชิงประจักษ์ ของท่านคานธี ดังที่กล่าวมา
แต่ขา้ งตน้

บรรณานุกรม
กฤต ศรียะอาจ, ผศ. (2561). การศึกษาวิเคราะห์แนวคิดเรื่องตรีภาวะสัมพันธ์ในปรัชญาของคานธี. วารสาร

มหาจฬุ าวชิ าการ, 5(2), 53-62.
กิตติพัฒน์ สุวรรณสิริเมธี. (2558). ปรัชญาการเมือง. [เอกสารไม่มีการตีพิมพ์]. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ

ราชวิทยาลัย.

140  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลยั และเครือขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

จานงค์ อดิวัฒนสิทธิ์, ศาสตราจารย์ ดร. (2562). ปรัชญาทางสังคมแห่งพระพุทธศาสนา. พิมพ์คร้ังที่ 1.
นิติธรรมการพมิ พ์.

ผะอบ จึงแสงสถิตพร. (2560). มหาตมะ คานธี: วิิธิการต่อสู้. วารสารรามคาแหง ฉบับมนุษยศาสตร์, 36(2),
173-192.

พระมหาสุรชัย ชยาภิวฑฺฒโน (พุดชู). (2563). แนวทางการแกไขปญหาปรัชญาการเมืองของมหาตมะ คานธี.
วารสารวิชาการวิทยาลัยบรหิ ารศาสตร,์ 3(3), 120-144

มหาตมะ คานธี. (2529). อัตชีวประวัติมหาตมะคานธี. กรุณา - เรืองอุไร กุศลาสัย, ผู้แปล; อาศรมวัฒนธรรม
ไทย - ภารต.

มหาตมะ คานธี. (2562). ขาพเจาทดลองความจริง. กรุณา กศุ ลาสยั , ผู้แปล; พมิ พครง้ั ที่ 8. สถานทตู อินเดีย.
Google Site. (2565). 10 บคุ คลสาคัญ ผ้ทู รงอิทธิพลของโลก. https://sites.google.com/site/hoopbew/

mhatma-khan-thi-mahatma-gandhi.

141  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

วเิ คราะหป์ รชั ญาสังคมและการเมอื งของขงจื๊อ
An analysis of Confucius' social and political philosophy.

พระประสาน ชยาภิรโต (อรา่ มวาณิชย์)
Phra Prasan Jayabhirato (Aramvanich)

พระมหามฆวินทร์ ปรุ ิสฺสุตฺตโม, ผศ.ดร.
Phramaha Maghavin Purisuttamo, Asst.Prof. Dr.

บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหามกุฏราชวทิ ยาลัย
Graduate School, Mahamakut Buddhist University
บทคัดย่อ
ปรัชญาสังคมและการเมืองของขงจอ๊ื เป็นปรัชญาที่รู้จักแพร่หลายและมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลง
และพัฒนาการทางวัฒนธรรมโดยเฉพาะในประเทศจีนเป็นอย่างมาก แนวคิดทางปรัชญา และคุณธรรม
จริยธรรมท่ีขงจ๊ือได้ท้ิงไว้เป็นมรดก มีบทบาทในการเสริมสร้างความเจริญรุ่งเรือง ความเป็นปึกแผ่นม่ันคง
แข็งแรงให้สังคมจีนมาจนถึงปัจจุบันจนกลายเป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มประเทศผู้นาไม่ว่าจะเป็นด้าน
ศลิ ปวัฒนธรรม เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการศึกษา บทความน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อนาเสนอและวเิ คราะห์หลัก
ปรชั ญาสงั คมและการเมอื งของขงจื๊อเพื่อประโยชนแ์ กผ่ ูส้ นใจในการศึกษาทวั่ ไป

คาสาคัญ : ปรชั ญาสังคม, ปรชั ญาการเมอื ง, ขงจือ๊

ABSTRACT
Confucius’ social and political philosophy is a widely known and has greatly

influenced cultural change and development, especially in China. The philosophical concept
and the ethical virtues that Confucius left as a legacy. It makes a role in enhancing prosperity
and solidarity. It has strengthened the Chinese society until now to become a country in the
group of leading countries in terms of arts, culture, economy, technology and education. This
article aims to present and analyze Confucius' social and political philosophies for the benefit
of those interested in general education.

Keywords : Social philosophy, Political philosophy, Confucius.

บทนา
ประเทศจีนเป็นหน่ึงในอารยธรรมโบราณที่เก่าแก่ที่สุดของโลก และเป็นประเทศเดียวที่มีการ

ถ่ายทอดวัฒนธรรมต้ังแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบันจากรุ่นสู่รุ่นต่อเน่ืองกันมาอย่างไม่ขาดสาย มรดกทาง
วัฒนธรรมอันหนึ่งท่ีมีส่วนหล่อหลอมทาให้ประเทศจีนกลายเป็นประเทศท่ีมีเสถียรภาพ มีความม่ันคงทาง
เศรษฐกิจ มีความเจริญทางเทคโนโลยี และการศกึ ษาในระดับตน้ ๆ ของโลกสว่ นหนึ่งเป็นผลจากการทปี่ ระเทศ
จีนนาเอาหลักปรัชญาของขงจื๊อมาใช้พัฒนาประเทศต้ังแต่อดีตจนถึงปัจจุบันในฐานะที่เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิม
ของประเทศ ขงจ๊ือจึงกลายเป็นบุคคลท่ีมีชื่อเสียงโดดเด่นทางด้านวัฒนธรรมของโลก ปรัชญาของขงจ๊ือจึงถือ
เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันลา้ ค่าของมวลมนษุ ยชาติอย่างหนึง่

142  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครือขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

แนวคิดและหลักปรัชญาของขงจื๊อจะเน้นในเร่ืองจารีตธรรมเนียมโบราณท่ีสอดคล้องกับวิถีชีวิต
ธรรมชาติ การดาเนนิ ชีวิตดว้ ยความสัมพันธร์ ะหว่างบคุ คลเหนย่ี วนาใหเ้ กดิ ความเช่ือมั่นในวถิ ีชีวิตท่ีต้องสัมพนั ธ์
กันภายใต้หลักมนุษยธรรม ขงจ๊ือมีความคิดกว้างขวาง ท้ังเชี่ยวชาญ และลึกซ้ึง ทฤษฎีปรัชญาของขงจื๊อที่
เรียกว่า ศาสตร์ส่ีแขนง นั้นขงจื๊อได้วางรากฐานให้ความสาคัญกับ วัฒนธรรม ความประพฤติ ความจงรักภักดี
และ ความซื่อสตั ย์ โดยวัฒนธรรมเน้นถึงการเคารพบรรพบรุ ษุ และพิธีการโบราณ ยึดถือผู้อาวโุ สเป็นหลัก แตไ่ ม่
ยึดติดหรืออายท่ีจะหาความรู้จากคนที่ต่าช้ันหรืออายุน้อยกว่า ในดา้ นการเมอื งการปกครองปรัชญาในอุดมคติ
ของขงจ๊ือคือการปกครองประเทศให้มีความสงบสุข ทุกคนเปรียบเสมือนบุคคลในครอบครัวเดียวกันต่างมี
ความสัมพันธ์และทาหน้าท่ีของกันและกันให้สมบูรณ์ สังคมประเทศชาติจะเจริญได้หากได้ผู้นาที่ดีเด่นทั้ง
ความรู้และคุณธรรมมาปกครองประเทศ ความผาสุกและความเจริญรุ่งเรืองก็จะเกิดข้ึนแก่พลเมืองได้อย่าง
แน่นอน เพราะความรู้ความสามารถและคุณธรรมที่สูงส่งของผู้นาบันดาลให้เกิดอีกทงั้ ความดีของผู้นาก็จะช่วย
ดงึ ดูดจติ ใจของพลเมอื งให้มคี วามรักสามัคคีช่วยเหลอื เก้ือกูลกัน สังคมประเทศชาติกจ็ ะสงบร่มเยน็ ประชาชนมี
ความสุข

ประวตั ิขงจอื๊ โดยสงั เขป
บรรพชนของขงจื๊อสืบเช้ือสายจากเจ้าผู้ครองแคว้นซ่งต่อมาได้รับราชการเป็นขุนนางช้ันสูงของ

แคว้นซ่งมาหลายช่ัวคนแต่ด้วยเหตุความวุ่นวายทางการเมืองจึงลี้ภัยมาอยู่ท่ีแคว้นหลู่ (อนุพันธ์ สุทธยากร,
2551: 38) บิดาของขงจื๊อมีนามว่า ขง่ เหอ หรือเรียกอีกช่อื หน่ึงวา่ ซูเหลียงเหอ เป็นผู้มีการศึกษาและชานาญยุทธ์
ขงจ๊ือเดิมชื่อว่า ชิวเป็นชาวเมือง โจวอ้ี ในแคว้นหลู่ปัจจุบันคือเมือง ชวีฟู่ ในมณฑลซานตง ท่านเกิดในสมัยชุน
ชวิ เม่อื 551 ปกี อ่ นครสิ ตกาล (8 ปีกอ่ น พ.ศ.) ถึงแก่กรรมเมือ่ 479 ปกี ่อนคริสตกาล (พ.ศ. 64) สิริอายุ 73 ปี

เมื่อขงจอื๊ อายไุ ด้ 3 ขวบ ได้รับการศึกษาหาความรู้ โดยไดร้ บั ความช่วยเหลอื จากบดิ าของมารดาเป็น
ผู้ปลูกฝังความใฝ่รู้ให้กับขงจ๊ือต้ังแต่ยังเยาว์วัย ส่ิงที่ขงจื๊อเล่าเรียนในขณะน้ันคือ จารีต ประเพณี ธรรมเนียม
ปฏิบัติ และพิธีกรรมของชนชั้นสูงและผู้มีฐานะในสังคมสมัยราชวงศ์โจว เม่ือขงจื๊ออายุ 15 ปี ก็ต้ังปณิธานใฝ่
ศกึ ษาศิลปะวิชาแขนงต่างๆ ดังทม่ี ีบันทึกในหนังสอื วาทะวิจารณ์ของขงจ๊ือวา่ “ข้าอายุ 15 ก็ตัง้ มน่ั ในการศึกษ”
(วิกิพีเดีย, 2565, ออนไลน์) พออายุ 17 ปี ขงจ๊ือเขา้ รบั ราชการช้ันผนู้ ้อยในแควน้ หลู่ ทาหน้าที่เปน็ เจา้ พนักงาน
ดูแลคลังเสบียงและเจา้ หน้าท่ีปศสุ ัตว์ ตามลาดับ นอกจากนเี้ วลาที่จวนขุนนางหรือคหบดีคนใดมีงานมงคลหรือ
อวมงคล กจ็ ะไปเป็นผู้ทาพิธีกรรมให้ ด้วยอุปนิสัยที่ใฝ่รู้ท่านจึงมุ่งมานะหมัน่ ศึกษามาโดยตลอด อายุ 20 กว่าก็
สนใจเก่ียวกับการเมืองการปกครอง มักถกปัญหาและให้ข้อคิดเห็นเก่ียวกับบ้านเมืองแก่บรรดานักปกครอง
จนได้รับการยกย่องให้เป็น “ผู้รอบรู้และสันทัดในนิติธรรมเนียม”ดังเช่น ครั้นเม่ือเจ้าผู้ครองแคว้นฉี พระนาม
ว่า “ฉีจ่ิงกง” เดินทางมาเยือนแคว้นหลู่ พร้อมกับเสนาบดีผู้กระเด่ืองนามในประวัติศาตร์นามว่า “เย่ียนอิง”
ทัง้ สองไดเ้ ชญิ ขงจื๊อเขา้ พบและแลกเปลย่ี นความคดิ เหน็ เก่ยี วกบั สถานการณบ์ ้านเมือง

ขงจื๊อถนดั ในการศกึ ษาเรียนร้ขู ้อดขี องคนอื่น เปน็ ผู้รอบรู้ขยันหมั่นเพียรศึกษาเลา่ เรยี นต้ังแตเ่ ยาว์วัย
เป็นการส่ังสมความรู้ความสามารถสาหรบั การสรา้ งระบบแนวคดิ และปูพื้นฐานท่ีมั่นคงในการถ่ายทอดความรู้
แก่ลูกศิษย์ทาให้ในยุคสมัยน้ันมีผู้มาฝากตัวเป็นศิษย์เพิ่มขึ้นเร่ือยๆ คร้ันอายุ 35 แคว้นหลู่เกิดศึกการเมือง
ภายในจากการแย่งชิงอานาจกันเองของผู้ปกครอง ขงจ๊ือจึงเดินทางไปยังแคว้นฉีด้วยความคาดหวังว่า
เจ้าผู้ปกครองแคว้นฉีจะสนใจแนวคิดการปกครองของตน แต่ต้องผิดหวังที่เจ้าผู้ปกครองแคว้นไม่ได้ให้
ความสาคัญเท่าทค่ี วร ทั้งยังมีขุนนางคอยกลัน่ แกลง้ และกีดกัน ท่านจึงกลบั มายังแคว้นหลูห่ ลังจากท่ีอยู่แควน้ ฉี
ได้ราวหน่ึงปี และดาเนินชีวิตเป็นครูผู้ประสิทธ์ิประสาทวิชาให้แก่บรรดาสานุศิษย์ทั้งหลาย ขงจ๊ือในวัย 51-54 ปี
ใช้ชีวิตวัยกลางคนคลุกคลีกับการปกครองบ้านเมืองอย่างเต็มตัว ด้วยการดูแลท้องท่ีเล็กๆ แห่งหนึ่งจากนั้นไม่

143  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

นานก็ได้เปน็ ผู้คมุ การโยธา และผู้ดแู ลกฎหมายและการลงทัณฑข์ องแควน้ หลู่ ตามลาดับ ทา่ นทุม่ เทกับงานและ
ปรารถนาให้มีการปกครองที่ดี บ้านเมืองสงบสุข แต่ต้องผิดหวังกับการเมืองภายในแคว้น จึงได้ลาออกและ
เดนิ ทางเยอื นแว่นแควน้ ต่างๆ เผยแพร่แนวความคดิ ทางการปกครอง ด้วยความคาดหวังให้บรรดาผ้ปู กครองยึด
หลักธรรมในการบริหารบ้านเมือง สังคมเป็นระเบียบแบบแผนและสงบสุข แม้จะรู้ว่าเป็นไปได้ยากในสภาพ
บ้านเมืองเวลา 14 ปี จนกระทั่งอายไุ ด้ 67 ปี จงึ เดนิ ทางกลับแคว้นหลู่ และเสียชวี ิตเมอ่ื อายุ 73 ปี

ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีท่ีเดินทางเยือนผู้ปกครองของแว่นแคว้นต่างๆ เพ่ือแนะแนวทางการ
บริหารบ้านเมือง ขงจื๊อประสบกับอุปสรรคนานัปการ ไม่ว่าจะถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม ใส่ร้ายป้ายสี ปองร้าย
ควบคมุ ตัว และแนวความคดิ กไ็ ม่เป็นท่ียอมรับ เนื่องจากสวนทางกับสภาพบ้านเมืองและสงั คมในขณะน้ันที่เจ้า
ครองแคว้นต่างคานึงถึงผลประโยชน์ความอยู่รอดของแคว้นตน แต่ท่านก็ไม่ลดละความมุ่งมั่นและความ
กระตือรือร้นท่ีตอ้ งการมสี ่วนรว่ มสรา้ งสังคมที่ดี ยินดีที่จะอุทิศตนเพือ่ ประชาชน ท่านกล่าววา่ “ผู้มีปณิธานและ
มนุษยธรรมจะไม่ทาลายมนุษยธรรมเพยี งเพื่อแลกกับการมีชีวิต จะมีแต่อุทิศชีวิตตนเพ่ือให้บรรลุมนุษยธรรม”
(วกิ ิพีเดีย, 2565, [ออนไลน์])

หลักความรขู้ องขงจอ๊ื
ศาสตร์ส่ีแขนง ขงจ๊ือวางรากฐานไว้ ได้แก่ วัฒนธรรม ความประพฤติ ความจงรักภักดี และความ

ซ่ือสัตย์ โดยวฒั นธรรมเน้นถงึ การเคารพบรรพบุรษุ และพิธกี ารโบราณ ยึดถอื ผอู้ าวโุ สเป็นหลัก แต่ไมย่ ึดตดิ หรือ
อายทจี่ ะหาความรู้จากคนท่ีตา่ ชนั้ หรืออายุนอ้ ยกวา่

แปดหลักการพ้ืนฐานในการเรียนรู้ ได้แก่ สารวจตรวจสอบ ขยายพรมแดนความรู้ จริงใจ แก้ไข
ดัดแปลงตน บ่มความรู้ ประพฤติตามกฎบ้านเมือง ประเทศตอ้ งได้รับการดูแล นาความสงบสุขมาสโู่ ลก

ลาดบั การเรียนรู้ ได้แก่ พิธกี รรม ดนตรี ยงิ ธนู ขีม่ า้ ประวัตศิ าสตร์ และ คณิตศาสตร์
คณุ ธรรมท้ังสาม ทไ่ี ด้จากการเรียนรู้ ไดแ้ ก่ ภมู ปิ ญั ญา เมตตากรณุ า และความกล้าหาญ
ส่ีข้ันตอนหลักการสอน ได้แก่ ต้ังจิตใจไว้บนมรรควิธี ตั้งตนในคุณธรรม อาศัยหลักเมตตาเก้ือกูล
สรา้ งสรรคศ์ ลิ ปะใหม่
สี่ลาดับการสอน ได้แก่ คุณธรรมและความประพฤติ ภาษาและการพูดจา รัฐบาลและกิจการ
บา้ นเมือง และสุดทา้ ยคือวรรณคดี
ผลงานโดดเดน่ ของขงจ๊อื
งานทางด้านการเขียนของขงจ๊ือปรากฏอยู่ในหนังสือ สังเขปการสอนของขงจ๊ือ หรือที่จีนเรียกว่า
“หลุน-อฺว่ี” เปน็ เรือ่ งราวเกยี่ วกบั บันทึกและเรื่องราวตา่ งๆ เช่น คาพูด คาสอนของขงจื๊อและกิจกรรมท่ีลูกศิษย์
ของท่านได้ชว่ ยกนั รวบรวมข้ึนหลังจากการจากไปของขงจื๊อสว่ นวรรณกรรมทท่ี า่ นไดร้ วบรวมข้นึ มีดังนี้
1. ชุนชิว
2. ซอื จงิ
เป็นหนังสือเกี่ยวกับบทกวีนิพนธ์ต่างๆ หนังสือเล่มน้ีสามารถนาไปเปรียบเทียบกับ Song of
Solomon ในคัมภีร์ไบเบล้ิ โคลงต่างๆ เป็นเพลงพ้ืนเมอื งที่ร้องกนั ในสมัยแรกๆ โดยท่ัวไปแลว้ เป็นบทพรรณนา
ถงึ หนมุ่ ๆ สาว ท่ีกาลงั ร้องราทาเพลงและเลน่ หยอกลอ้ กนั ดว้ ยความเสนห่ าในฤดูใบไม้ผลิและในฤดูเกบ็ เกยี่ ว
3. ซูจิง
เป็นหนังสอื เก่ียวกับประวตั ิศาสตร์สันนิษฐานว่ารวมโดยขงจ๊ือเอง ดังนั้นจึงมคี วามสาคญั อย่างลกึ ซ้ึง
เป็นการประมวลคาปราศรยั คาสตั ย์ปฏิญาณในพิธกี รรม

144  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

4. อจิ้ ิง
เป็นหนังสือเก่ียวกับการเปลี่ยนแปลงเป็นตานานลึกลับ ซ่ึงเกี่ยวข้องกับอานาจศักด์ิสิทธ์ิและพลัง
แห่งจุดหมายปลายทาง เป็นงานชิ้นแรกซ่ึงได้รับความนิยมและจัดเข้าเป็นขั้นคลาสิคในสมัยต่อๆ มา ลักษณะ
เด่นตาราเล่มนี้ คือ ปากัวหรือรอยสลักแปดตัวซ่ึงโหรจีนให้ใช้กันมาตั้งแต่โบราณ และเอ้อหยา ซึ่งเป็น
ปทานุกรมฉบับแรกที่พยายามอธบิ ายความมดื มนของตาราว่าดว้ ยการเปลี่ยนแปลงและตาราว่าดว้ ยพิธีกรรม
5. หลจี่ ้ี
เป็นหนังสือเกี่ยวกับพิธีการต่างๆ เปน็ การสั่งเกย่ี วกับการปฏบิ ัติตามพิธีกรรมต่างๆ เช่น วิธีท่ีควรจะ
ถือและเหนี่ยวคันศรในระหว่างที่แสดงศิลปะของสุภาพบุรุษในการยิง นอกจากน้ันก็กล่าวถึงการเรียกอัน
ยงิ่ ใหญ่และทฤษฎีแห่งมัชฌมิ
เมื่อพวกมองโกลเข้ายึดจีนได้ในราว ค.ศ. 1278-1368 จักรพรรดิกุบไล่ข่านก็มิได้ขัดขวางลัทธินี้
ทรงยึดหลักของขงจ๊ือ ต่อมาในสมัยราชวงศ์เหม็งได้พยายามล้มล้างอิทธพิ ลของพวกมองโกล และร้ือฟืน้ การตั้ง
ยศฐาบรรดาศักดิ์ตลอดจนมีพิธีการบูชาขงจ๊ือและเล็งเห็นความสาคัญของการศึกษาตาราขงจ๊ือเป็นอย่างมาก
สมยั ราชวงศ์เหมง็ ไดร้ ้ือฟ้ืนการสอบแบบขงจ๊ือคือเปิดใหม้ ีการสอบช้ันสูงถึง 89 ครั้ง มีผู้สอบผ่านการสอบช้ันสูง
เพียง 280 คน มีการยกส่วนต่างๆ ของตาราขงจื๊อมาเขียนตีความและวิจารณ์ โดยยึดแบบของชูชีตั้งแต่สมัย
ราชวงศ์ซ้องเป็นหลัก ลทั ธิขงจื๊อน้ีมีชื่อเสียงมาก และเผยแพร่เข้าไปในหมู่พวกแมนจูโดยพวกแมนจูใชห้ ลักของ
ขงจื๊อในการปกครองจีน จะเห็นได้ว่าไม่ว่าพวกมองโกลหรือแมนจูก็ตามท่ีมีอานาจยึดครองจีนได้ ต่างก็
ตระหนักดีว่า การท่ีจะปกครองจีนได้จะต้องธารงไว้ซึ่งอารยธรรมตลอดจนลัทธิขงจ๊ือที่ชาวจีนยึดถือปฏิบัติกัน
ปรชั ญาปจั เจกชน
ขงจ๊ือสอนว่า ความเจริญหรือความเส่ือมของโลก ของสังคมเกิดมาจากปัจเจกชนหรือแต่ละบุคคล
เป็นรากฐาน เพราะฉะน้ันรัฐจะต้องพัฒนาคนให้ดีเสียกอ่ น แล้วสังคม ประเทศ ตลอดถึงโลกก็จะดีขึ้นตามโดย
อัตโนมัติ ขงจื๊อเช่ือว่า การท่ีจะเป็นคนดีได้น้ัน ประการแรก จะต้องได้รับการศึกษา (ฟื้น ดอกบัว, 2555: 70)
การศึกษาก็จะทาให้คนฉลาดข้ึน สามารถแยกแยะระหว่างส่ิงดีและสิ่งชั่วร้าย ว่าสิ่งไหนควรทาและไม่ควรทา
อะไรเป็นไปเพ่ือความเจริญ อะไรเป็นไปเพ่ือความเสื่อม เม่ือรู้แล้วก็จะหาทางหลีกเลี่ยงความเส่ือมแล้วดาเนิน
ไปสู่ความเจริญ ขงจื๊อเชอื่ ว่าทกุ คนมีอัธยาศยั ใกล้เคียงกนั แตท่ ี่มาแตกต่างกัน เป็นคนดี คนชั่ว คนฉลาด คนโง่
ก็เพราะการศึกษาอบรม อย่างเช่น คนท่ีมีการศึกษาอบรม ก็ย่อมจะรู้จักปรับปรุงตนให้ดีข้ึน สละความไม่ดีท้ิง
ออกไป เหล่าน้ีเป็นต้น ก็จะเป็นผลให้เป็นคนดี แต่ถ้าไม่เป็นตามนี้ ก็เป็นคนชั่ว ขงจื๊อสนับสนุนให้คนเทิดทูน
ธรรมยิ่งกว่าชีวิต ข้อนี้ตรงกับโซเครตีส นักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ของกรีก และตัวโซเครตีสเอง ก็ได้ปฏิบัติเป็น
ตัวอย่างมาแล้ว หรือแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสเชิดชูคุณธรรมเช่นกัน แสดงว่าคุณธรรมมีคุณค่าเหนือส่ิงใดๆ
ขงจือ๊ ไดก้ ลา่ วถึงคุณธรรมที่เปน็ ไปเพ่อื ความสุข ความเจรญิ ไว้เป็นอเนกนัย
ปรัชญาสงั คม
สงั คมมิใช่อน่ื ไกล ก็คอื การรวมตัวของปัจเจกชนน่ันเอง คนเรามิใช่อยู่โดดเดี่ยว จะต้องเก่ียวข้องกับ
คนอ่ืนด้วย เม่ือมีความเกี่ยวข้องกัน สังคมก็เกิดขึ้น และเม่ือมีความเกี่ยวข้องกัน ก็จาเป็นต้องมีหลักในการ
ปฏิบัติต่อกัน เป็นเหตุให้เกิดปรัชญาสังคมขึ้นมา ขงจ๊ือได้จัดความเกี่ยวข้องหรือความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 5
ประเภท พร้อมทัง้ หน้าที่ ท่จี ะตอ้ งปฏบิ ตั ติ ่อกนั ดงั ต่อไปนี้ (ฟ้ืน ดอกบัว, 2555: 72)
1. ผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้การปกครอง โดยผู้ปกครองผู้ปกครองแสดงความนับถือให้เกียรติ ส่วนผู้อยู่
ใต้ปกครองก็ต้องจงรักภักดี
2. บิดามารดากับบุตรธิดา โดยบิดามารดาให้ความเมตตากรุณา ส่วนบุตรธิดาก็มีความกตัญญู
กตเวที

145  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)

3. สามีกบั ภรรยา โดยสามี มคี ุณธรรม ฝา่ ยภรรยากต็ ้องเชือ่ ฟัง
4. พ่ีกับนอ้ ง โดยที่วางตวั ให้สมกบั เป็นพี่ ส่วนนอ้ งก็เคารพเชอ่ื ฟัง
5. เพือ่ นกับเพื่อน ต่างก็ต้องทาตวั ให้นา่ เชอ่ื ถือและไว้วางใจกนั ได้
ขงจื๊อมีความเห็นว่า ความยุ่งยากที่เกิดข้ึนในสังคม ก็เพราะคนไม่ทาหน้าท่ีของตนให้สมบูรณ์ เช่น
บิดามารดาไม่เล้ียงดูบุตรธิดาให้ดี บุตรธิดาก็ไม่มีความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดา สามีกับภรรยาต่างนอกใจ
กนั เป็นต้น ผลกค็ ือความเดือดรอ้ นตา่ งๆ ก็จะมาตกแก่สังคม ทาให้สังคมเดือดร้อน แต่ตรงกันข้าม หากทุกคน
ทาตามหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ ปัญหาความวนุ่ วายของสังคมก็จะหมดไป เพราะฉะน้ันการทาหน้าท่ีของตนให้
ดีจึงสาคัญ ดังท่ีขงจื๊อว่า “กษัตริย์ต้องทาหน้าท่ีของกษัตริย์ให้สมบูรณ์ ขุนนางต้องทาหน้าที่ขุนนางให้สมบูรณ์
บิดามารดาทาหน้าท่ีบิดามารดาให้สมบูรณ์ บุตรธิดาก็ทาหน้าที่บุตรธิดาให้สมบูรณ์” การที่แต่ละคนจะทา
หน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ได้ ก็เพราะมีใจตั้งอยู่บนคุณธรรมพ้ืนฐาน คือ เอาใจเขามาใส่ใจเรา เรารักสุขเกลียด
ทุกข์ฉนั ใด คนอ่นื สัตวอ์ ื่นกฉ็ นั นน้ั การเอาใจเขามาใส่ใจเรา ภาษาจีนเรยี กว่า “ซู่”
ปรัชญาสังคมของขงจื๊อ ก็ทานองเดียวกับคาสอนในพุทธศาสนาท่ีเรียกว่า คิหิปฏิบัติ ที่ว่าด้วยทิศ 6
ได้แก่ ทิศตะวันออก คือบิดามารดา ทิศใต้ คือ ครู-อาจารย์ ทิศตะวันตก บุตร ภรรยา ทิศเหนือ มิตรสหาย
ทิศเบ้ืองบน นักบวช และทิศเบ้ืองต่า ข้าทาส บริวาร หรือผู้น้อย ทุกคนที่เกิดมาในโลกน้ี ย่อมจะมีความ
เกย่ี วข้องกันในฐานะใด ฐานะหนง่ึ หรอื หลายฐานะ ใครอยูใ่ นฐานะไหนก็ต้องทาหนา้ ทีข่ องตนใหส้ มบูรณ์

ปรชั ญาการเมือง
สังคมทั้งหลายเมื่อมารวมกัน ก็เป็นเหตุให้เกิดรัฐขึ้นมา เม่ือมีรัฐหรือประเทศก็ต้องมีผู้ปกครองหรือ

รัฐบาล คอยปกครองดูแลสังคมให้เป็นไปอย่างปกติสุขและเจริญก้าวหน้าต่อไป แต่ก็เป็นความจริงว่า ยังมี
ผู้ปกครองหรือรัฐบาลท่ีไม่ดีอยู่มาก ใช้วิธีกดขี่ทารุณประชาชน ทาให้ประชาชนต้องเดือดร้อนมาก ขงจ๊ือได้คิด
หาทางที่จะให้มีนักปกครองหรือรัฐบาลท่ีดี จึงเป็นสาเหตุให้เกิดปรัชญารัฐหรือปรัชญาการเมืองขึ้นมา
โดยส่วนตัว ขงจื๊อนิยมชมชอบรัฐศาสตร์จารีต นิติธรรมเนียมโบราณ ขงจื๊อได้เสนอปรัชญาการเมืองขึ้นมา
มีเป้าหมายเพื่อนาสันติสุขและความเจริญมาให้ประชาชนเป็นที่ตั้ง เหตุที่สาคัญที่จะบันดาลให้บรรลุถึงผล
ดังกล่าวได้ก็อยู่ที่ตัวผู้นา หากได้ผู้นาเป็นคนดีมีความรู้ก็สามารถทาให้สัมฤทธิ์ผลได้ เพราะฉะน้ันขงจื๊อจึงให้
ความสาคัญในการพัฒนาผู้นาเป็นการใหญ่ ขงจื๊อเช่ือว่า การที่จะสร้างให้เป็นคนดี ประการแรกจะต้องให้
การศึกษาอบรมเสยี ก่อน วชิ าท่ขี งจอ๊ื สอนมหี ลายวิชา หรอื ทีเ่ รียกว่าศาสตร์ทั้ง 6 (ฟนื้ ดอกบวั , 2555: 76) ซ่งึ ก็
มีประวัตศิ าสตร์ รฐั ศาสตร์ ธรรมชาติวิทยา นิตธิ รรมเนียม กวีนิพนธ์ ดนตรี เพราะนิตธิ รรมเนียมประเพณีตลอด
ถึงมารยาททางสังคมเป็นแนวทางใหค้ นดาเนินไปสู่ความเป็นอารยชนเป็นคนเมือง มิใชค่ นป่า ส่วนวชิ ากวีนิพนธ์
ก็เพ่ือให้ใจเห็นความงามและเป็นระเบียบ ทาให้เกิดแรงบันดาลใจนาไปสู่การคิดคานึงถึงความทรงจาเก่าๆ ท้ัง
เป็นการเสริมสร้างการสมาคมและเป็นการระบายความไมส่ มหวังของคนได้ดว้ ย ส่วนวชิ าดนตรี กเ็ พอื่ ให้
ซาบซึ้งถึงความไพเราะ ความกลมกลืนกัน ดนตรีมิเพียงแต่ทาความรู้สึกนึกคิดให้กลมกลืนกันเท่านั้น แต่ยังนา
ความสับสนวุ่นวายของสังคมไปสู่ความเป็นระเบียบเรียบร้อยอีกด้วย วิชาทงั้ 3 นี้ เป็นไปเพ่อื กล่อมเกลาใจคน
ให้ออ่ นโยนละมุนละไม เหมาะทีจ่ ะปลกู ให้มีคณุ ธรรมต่อไป ขงจอ๊ื ได้กล่าวว่า “อุปนิสยั ของคนอาจปลกู ฝงั ขน้ึ ได้
ดว้ ยกวีนิพนธเ์ สริมสร้างใหม้ ัง่ คงด้วยจารตี ประเพณี และทาใหส้ มบรู ณไ์ ดด้ ้วยดนตรี” (ชิวไช, 2523: 74)

ความเป็นไปของขงจือ๊ หลายอย่างคลา้ ยกบั โซเครตีส อย่างเช่น ขงจือ๊ และโซเครตีสชอบเสาะแสวงหา
ความรู้อย่างไม่หยุดหย่อน ท้ังพยายามส่ังสอนอบรมคนอย่างไม่เบื่อหน่าย โซเครตีสกล่าวว่า “ข้าพเจ้ารู้อย่าง
เดียวว่าข้าพเจ้าไม่รู้” (“I know that I know nothing” หรือ “I know one thing: that I know nothing”)
ส่วนขงจื๊อก็กล่าวว่า “ลกั ษณะผู้รู้คอื ผู้รู้ตวั วา่ รอู้ ะไรบ้างและไม่ร้อู ะไรบ้าง“(ดอกบัวขาว และพิภพ ตังคณะสงิ ห์,

146  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลยั และเครอื ข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)

2513: 34) ดงั ท่ีขงจอ๊ื กล่าวว่า เม่อื ข้าพเจ้าสอนอะไร หากท่านรู้ก็บอกว่ารู้ เมื่อไมร่ ู้ก็บอกว่าไม่รู้ น่ันแหละคือความรู้
โซเครติสเท่ียวสั่งสอนอบรมคนให้เป็นฉลาดและเป็นคนดี ดังที่เขากล่าวว่า “ข้าพเจ้าจะอยู่ในกรุงเอเธนส์ตาม
เทวบัญชา จะคอยชักนาชาวเอเธนส์ให้ทาความดีตลอดเวลา จะอยู่กับท่านไม่จากไป ดุจตัวไรไม่พรากไปจาก
มา้ …ข้าพเจ้าทาตัวเหมือนบิดาหรือพ่ีชายใหญ่ คอยให้โอวาทเพ่ือดาเนินชวี ิตไปในทางที่ชอบ พยายามให้แต่ละ
คนเลิกคิดถึงเรื่องว่าคนมีอะไร แต่ให้คิดเสียใหม่ว่าตนคืออะไร ให้ศกึ ษาทางที่จะเป็นคนฉลาดและเป็นคนดี…”
ส่วนขงจื๊อก็เที่ยวส่ังสอนอบรมคนให้เป็นคนฉลาดและคนดีเช่นกัน และการใช้ดนตรีและกวีนิพนธ์มาเป็น
หลักสตู รในการศกึ ษาของขงจื๊อ ก็เหมือนกับวิธีการของเพลโต้ ศิษย์เอกของโซเครตสี เพลโตถ้ ือว่าดนตรแี ละกวี
นิพนธ์มีอานุภาพช่วยกล่อมเกลาจิตใจให้อ่อนโยนควรท่ีจะรับคุณธรรมต่อไป ดนตรีทาให้วิญญาณได้ส่วน
ทานองเดียวกับกายบริหารทาให้ร่างกายได้สัดส่วน ฉันน้ัน ขงจ๊ือก็เช่นกัน ถือว่ากวีนิพนธ์และดนตรีเป็น
เครื่องมอื ในการกล่อมเกลาอารมณ์ใหส้ งบประณตี ได้อย่างดี

ขงจ๊ือมีความเช่ือว่า ทุกคนมีอัธยาศัยคล้ายกันโดยธรรมชาติคืออยากเป็นคนดี ไม่อยากเป็นคนชั่ว
แต่ท่ีต้องถลาตัวเป็นคนชั่วก็เพราะ 2 สาเหตุ คือ 1. ไม่ได้รับการศึกษาอบรม จึงทาให้ไม่รู้ว่าอะไรดีอะไรช่ัว 2.
ความจาเป็นบังคับ เช่น ความอดอยากยากจน หากรัฐสามารถแก้เหตุท้ัง 2 อย่างนี้ได้ก็จะไม่มีคนช่ัวอีกต่อไป
ขงจ๊ือได้พิสูจน์ถึงทฤษฎีนี้แล้ว ได้ผลสมความมุ่งหมาย เร่ืองมีอยู่ว่า สมัยที่ขงจ๊ือกาลังมีชีวิตรุ่งโรจน์ในทาง
การเมืองในแคว้นหลู่ โดยเป็นรฐั มนตรีกระทรวงยตุ ิธรรม ขงจ๊อื ได้ใช้อานาจหน้าท่ีออกระเบียบแก้ไขนักโทษล้นคุก
ดงั ตอ่ ไปน้ี ประการแรก ขงจ๊อื ได้ทาการศกึ ษาประวัตินักโทษแต่ละคนตลอดถึงครอบครวั ของเขา ประการถดั มา
ขงจื๊อได้เชิญนักกฎหมายและผู้พิพากษามาพบ ขงจ๊ือได้กล่าวแก่นักกฎหมายและผู้พิพากษาว่า ตนได้ศึกษา
ประวัตินักโทษแต่ละคนแล้ว พบว่านักโทษเกือบท้ังหมดเป็นคนเขลา เพราะไม่ได้รับการศึกษาอบรมและเป็น
คนยากจนหรือเป็นลูกของคนเขลาและยากจน คนรวยมักจะได้รับการศึกษา จึงมีความสามารถที่จะประกอบ
อาชีพเลี้ยงชีวิตได้ เม่ือคนรวยทาอาชญากรรมก็อาจหลบเลี่ยงโทษทัณฑ์ โดยให้สินบนแก่ผู้พิพากษา
เพราะฉะน้ันงานที่จะต้องทารีบด่วนก็คือ ขจัดความโง่เขลาโดยให้การศึกษา และขจัดความยากจนโดยช่วยให้
เขามคี วามสามารถประกอบอาชีพทซ่ี ่ือสัตย์สุจรติ

โซเครตีสเช่ือว่า คุณธรรมจะคอยควบคุมไม่ให้คนทาความช่ัว สมมุติว่าถ้าจะทาความช่ัว โซเครติส
ก็ยังมีความเห็นว่า ถ้าบุคคลทาความชั่วท้ังๆ ที่รู้ว่าเป็นความช่ัวก็ยังดีกว่า คนท่ีทาความช่ัวโดยยังไม่รู้ว่าช่ัว
เพราะฝ่ายแรกยังมีความรู้ว่าอะไรดี ยังมีภาวะแห่งความดีเป็นสาระอยู่ในตัว ผิดกับฝ่ายหลังยังไม่มีภาวะ
ดังกลา่ วเลยกม็ หี วังทาความช่วั ตอ่ ไปเร่ือยๆ

ขงจื๊อเช่ือว่า หากได้ผู้นาที่ดีเด่นทั้งความรู้และคุณธรรมมาปกครองประเทศแล้วไซร้ ก็จะบันดาล
ความผาสุกและเจริญรุ่งเรืองให้เกิดขึ้นแก่พลเมืองได้เป็นแน่แท้ ขงจื๊อให้ความสาคัญต่อผู้นาประเทศชาติมาก
เป็นกัปตนั ที่จะพารัฐนาวาไปถึงจดุ หมายปลายทาง คือ ความสุข ความเจริญรุง่ เรือง เพราะความรู้ความสามารถและ
คุณธรรมที่สูงส่งของผู้นาบันดาลให้เกิด ทั้งความดีของผู้นาก็ช่วยดึงดูดจิตใจของพลเมืองให้เอาแบบอย่างด้วย
ขงจอ๊ื ได้วางหลกั สตู รสาหรบั ผูป้ กครองไว้ 9 ประการ คือ (มาลี ศรีเพชรภมู ิ, 2526: 31)

1. การอบรมตนใหม้ ีคณุ ธรรม
2. การยกย่องผมู้ คี วามรู้ความสามารถ
3. การปฏบิ ัตหิ น้าทีอ่ ย่างดีทส่ี ุด ตามความสามารถเหมาะสมกับฐานะบุคคลในสังคม
4. การยกยอ่ งขนุ นางผู้ใหญ่หรอื ผมู้ ีอานาจในแผน่ ดิน
5. การแผพ่ ระคณุ ไปในหมขู่ นุ นางผนู้ อ้ ง
6. การแผ่ความรักไปในหมูร่ าษฎร ดจุ บตุ รธิดาในอุทร
7. การสนับสนุนส่งเสรมิ ศลิ ปวิทยาและอาชีพตา่ งๆ ให้เจริญ

147  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย และเครือข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

8. การต้อนรับชาวต่างชาติท่ีเข้ามาคา้ ขายหรอื สวามิภกั ด์ิ
9. การผกู มดั น้าใจเจ้าครองนครท้งั หลายดว้ ยไมตรี
สูตรทั้ง 9 ข้อนี้ มีทั้งนโยบายปกครองตน ปกครองประชาชน ปกครองราชการ นโยบายการศึกษา
เศรษฐกิจ ตลอดถึงนโยบายต่างประเทศ และสูตรทั้ง 9 ข้อน้ี สามารถย่อยลงในคาพูด 2 คา คือ เจิ้งหมิง
ซ่ึงแปลว่า การปฏิบตั ิงานใหถ้ ูกต้องกับฐานะและช่อื เสียงของตน
ขงจื๊อมีความเห็นว่า ในการปกครองประเทศ ผู้ปกครองอย่าใชพ้ ระเดชนาหน้า เพราะการใชพ้ ระเดช
อาจทาใหร้ าษฎรเกรงกลัวได้ก็จริง แต่รฐั ก็ได้รับความเกลียดชังจากราษฎรเช่นกัน เพราะกลวั กับการเกลียดนั้น
อยู่ใกล้กัน การใช้กาลังถึงจะเอาชนะได้ก็เพียงชนะภายนอก ไม่สามารถเอาชนะจิตใจราษฎรได้ เม่ือราษฎรไม่
พอใจมากก็จะคิดต่อต้าน หรืออย่างน้อยก็ไม่ให้ความร่วมมือ แต่ตรงกันข้ามหากรัฐบาลใช้พระคุณนาหน้า
พลเมอื งก็จะนิยมชมชอบและให้การสนับสนุน
ผ้ปู กครองหรือรัฐท่ีฉลาด จะต้องตระหนกั อยเู่ สมอว่า ตนตกเป็นเป้าสายตาของประชาชน หากทาดี
ให้ประชาชนเห็น ประชาชนก็จะยกย่อง แต่ถ้าทาไม่ดีให้ประชาชนเห็น ประชาชนก็จะเหยียบย่า เพราะฉะน้ัน
ผู้นาหรอื รัฐบาลทด่ี ที ี่ฉลาดจะตอ้ งทาตวั เปน็ ตัวอย่างในทางดเี พอ่ื ให้ประชาชนเหน็ ดังท่ีจ่อื ลกู่ บั ขงจื๊อสนทนากัน
ดังต่อไปน้ี
จื่อลู่ “นักปกครองที่ดีนั้นเป็นอย่างไร” ขงจ๊ือ “นักปกครองท่ีดี ย่อมทาตนให้เป็นตัวอย่างของ
ประชาชน ในงานท่ตี อ้ งเกณฑ์ประชาชนทาอย่างเหน็ดเหนอื่ ย ก็จงเปน็ ผู้เนอื่ งเสียกอ่ นเขาเหลา่ น้ัน”
ขงจอ๊ื กล่าวถงึ วธิ สี ัมฤทธ์ผิ ลของการปกครองไว้ 5 ประการ คอื (เสถียร โพธนิ นั ทะ, 2506: 133-134)
1. มคี วามออ่ นนอ้ มถ่อมตนต่อประชาชน ประชาชนกจ็ ะใหเ้ กียรตเิ ขา
2. มคี วามโอบอ้อมอารตี ่อประชาชน ประชาชนก็ยอ่ มจะภักดตี ่อเขา
3. มคี วามซือ่ สัตยต์ ่อประชาชน ประชาชนก็จะเกดิ ความม่นั ใจในผ้นู าน้นั
4. ทางานอย่างเขม้ แข็งจริงจงั กย็ อ่ มมผี ลงานปรากฏอยเู่ สมอ
5. สรา้ งพระคณุ ใหป้ ระชาชน ประชาชนกพ็ ร้อมทจ่ี ะสนบั สนุน
เม่ือผู้นาหรือรัฐบาลดี เป็นที่พอใจของประชาชนแล้ว ประชาชนก็จะรักเทิดทูนผู้นาหรือรัฐบาลน้ัน
ท้ังจะถือผู้นาหรือรัฐบาลคนน้ันเป็นแบบอย่าง เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้นาหรือรัฐบาลก็ไม่จาเป็นต้องใช้พระเดช
ปกครองบ้านเมือง ความดขี องผู้นาหรอื รฐั บาลจะเปน็ หลกั ประกัน เกดิ เปน็ แรงดงึ ดูดให้ประชาชนทาตาม ดุจฝูง
โคก็ย่อมไปตามจ่าฝูง ฉันน้ัน ดังท่ีหลีคังจื้อถามขงจ๊ือว่า “จะฆ่าพวกทุจริตให้หมด เพื่อรักษาคนสุจริตให้อยู่
อย่างปกตสิ ขุ จะดีหรือไม”่
ขงจ๊ือ “ถา้ ท่านเป็นผูป้ กครองทดี่ ี ทาไมจะต้องใช้วิธีฆ่าฟันกันดว้ ยเลา่ ถา้ ทา่ นทาตัวให้ดี ประชาชนก็
จะถือเอาเป็นแบบอย่างเอง ผู้ปกครองเหมือนลม ประชาชนดุจหญ้า ธรรมดาหญ้าย่อมลู่ไปตามลม” ขงจื๊อมี
ความเห็นว่า ผูป้ กครองที่ดีจะตอ้ งฟงั เสยี งประชาชนถอื เสียงประชาชนเปน็ เสยี งสวรรค์ ประชาชนต้องการอะไร
ก็ต้องตอบสนองอย่างนั้น เป็นฝ่ายประชาชนตลอดเวลา ดังท่ีขงจื๊อกล่าวว่า “ส่ิงใดที่ประชาชนพอใจ เราจง
พอใจ สิ่งใดท่ีประชาชนเกลียดชัง เราก็จงเกลียดชัง ผใู้ ดทาอย่างน้ี ผู้น้ันเช่ือว่าเป็นบิดามารดาของประชาชน”
ถ้าใครทาได้ดังกล่าว ก็จะสามารถอยู่ในตาแหน่งได้นาน เพราะไม่ถูกเล่นงานจากประชาชน แต่ถ้าทาตรงกัน
ข้ามก็จะหลุดจากตาแหน่งในเร็ววัน ดังท่ีขงจื๊อกล่าวว่า “ผู้ที่ได้ประชาชนไว้ก็เท่ากับได้รัฐไว้ ส่วนผู้ที่ละท้ิง
ประชาชนก็เท่ากับเสียรัฐไปด้วย” ข้อนี้แสดงว่า เสียงประชาชนมีความสาคัญกว่าส่ิงใดหมด ผู้นาหรือรัฐบาลก็
ตอ้ งฟังเสียงประชาชน ใช้เสียงประชาชนเปน็ ปรอทวดั อณุ หภมู ขิ องการปกครอง ตดั อย่างอืน่ พอตดั ได้ แต่จะตัด
เสียงประชาชนนัน้ ไม่ได้ ดงั ท่ีจ่อื ก้งถามขงจ๊อื ดังตอ่ ไปนี้

148  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลัย และเครอื ขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

ปรชั ญาจริยธรรม
ขงจื๊อมองสังคมของมนุษย์ในแงข่ องความสัมพันธ์ตามทฤษฎีแบบ Organism คือ สงั คมประกอบข้ึน

จากหน่วยย่อย คือ ปัจเจกชนแต่ละคน ถ้าแต่ละคนเป็นคนดี สังคมก็จะดีด้วย การกระทาของแต่ละคนย่ อม
กระทบกระเทือนต่อสังคมเหมือนร่างกายเราประกอบข้ึนด้วยอวัยวะ (Organs) ต่างๆ ถ้าอวัยวะส่วนใดส่วน
หนึ่งไดร้ ับอนั ตรายยอ่ มกระทบต่ออวยั วะสว่ นสวม (Organism)

อน่ึง ขงจื๊อมีความเหน็ ว่า บคุ คลแตล่ ะคนย่อมจะมีความสัมพันธต์ ่อกันไม่โดยฐานใดก็ฐานะหน่ึงและ
ความสนั พันธข์ ้ึนมลู ฐานในสงั คมทคี่ วรจะไดร้ บั การปรับปรุง พฒั นามอี ย่หู ลายประการ คือ

1. ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งผู้ปกครองกับผอู้ ยใู่ ตป้ กครอง
2. ความสมั พนั ธร์ ะหว่างบิดามารดากบั บตุ รธิดา
3. ความสัมพันธร์ ะหว่างสามีกบั ภรรยา
4. ความสมั พันธร์ ะหวา่ งผูน้ ้อยกบั ผ้ใู หญ่
5. ความสัมพันธร์ ะหว่างเพื่อนต่อเพอื่ น

ในความสัมพันธ์ 5 ประการน้ี ขงจ๊ือไดว้ างหลักจรยิ ธรรมสาหรับปฏิบตั ิ ในฐานะนั้นๆ ไว้ดังน้ี
ความสัมพันธ์ประเภททห่ี น่งึ เมตตา, สจุ ริต จงรกั ภักดี
ความสมั พันธ์ประเภททสี่ อง เมตตา, กตญั ญกู ตเวที
ความสมั พนั ธ์ประเภทที่สาม รัก, ซ่ือสัตย์, รับผิดชอบในหน้าทแี่ ห่งตน
ความสมั พนั ธ์ประเภทท่ีสี่ คารวธรรม
ความสัมพนั ธป์ ระเภทที่หา้ ความจริงใจ
ขงจ๊ือยา้ ว่าในการอยู่ร่วมกัน จะต้องปรับปรุงความสัมพนั ธ์ขั้นมูลฐานนี้ให้ดเี สียกอ่ น สังคมส่วนใหญ่
จะเป็นอยู่เป็นสุข (Ordered Society) และนอกเหนือไปจากนี้ ปัจเจกชนแต่ละคนต้องปฏิบัติตามหลัก
จริยธรรมดังตอ่ ไปนี้
1. จรยิ ธรรมทางกาย (Morality in Action) หมายถึง จริยธรรมท่คี วรปฏบิ ัติเพอ่ื ประโยชนต์ อ่ ตัวเอง
และสังคม จริยธรรมน้ีมีชื่อว่า เจิ้งหมิง คือการปฏิบัติให้สมกับที่ตัวเป็น (Rectification of the name)
หมายความว่าแต่ละคนย่อยจะมีความเป็น เช่น เป็นตารวจ เป็นครู เป็นนายกรัฐมนตรี ฯลฯ ความเป็นแต่ละ
อย่าง (ชื่อ) ย่อมบ่งยอกถึงหน้าที่และความรับผิดชอบ ฉะน้ัน เม่ือเราเป็นอะไร ต้องทาหน้าที่และมีความ
รับผิดชอบนน้ั ๆ อย่างสมบูรณ์ ขงจอ๊ื กล่าวว่า “ความย่งุ ยากในสังคมเกิดข้ึน เพราะคนไม่ทาหนา้ ทข่ี องตัวเองให้
สมบรู ณ์ สว่ นมากเปน็ แตเ่ พียงในนาม”
2. จรยิ ธรรมทางใจ (Morality in Cultivation) คือหลักปฏิบัตเิ พอ่ื พฒั นาจิตใจของตัวเอง ได้แก่
2.1 ความรักใครเมตตา (Human Heartedness) หรือเหริน หมายถงึ ความรักโดยไม่จากัดขอบเขต
ไม่มีการแบ่งแยก เช่นเดียวกับหลักเมตตาในพระพุทธศาสนา และหลักความรักแห่งพระเจ้า (Divine Love)
ในศาสนาคริสต์
2.2 สัมมาปฏิบัติ (Rightousness) หรืออี้ ได้แก่การกระทาในสิ่งที่เห็นว่าถูกหรือควร โดยไม่หวังส่ิง
ตอบแทน หรือโดยแรงบังคับภายนอกท่ีพูดกันส้ันๆ ว่า ทาความดีเพ่ือความดี (Do good for the good’s
sake) ขงจื๊อย้าว่าในการกระทาของเราแม้จะกระทาในส่ิงที่ดี แต่ถ้าทาเพราะหวังส่ิงตอบแทนอย่างอ่ืน เช่น
ช่ือเสียง เงินทอง จะจัดว่าเป็นสัมมาปฏิบัติ (Rightous Action) ไม่ได้ เราจะต้องกระทาความดีนั้นเพื่อความดี
เพราะความดีมคี ่าในตัวมันเองอยู่แล้ว ความดมี ิได้อยูท่ ่ีผลท่ีได้รับ (The Value of doing what we ought to

149  เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลยั และเครอื ข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)

do lies in doing itself and not in the external result) การปฏบิ ตั ิตามหลักธรรมดังกล่าวอาจจะเป็นการ
ยาก ขงจือ๊ จงึ วางหลกั ปฏิบตั สิ ัน้ ๆ เพ่ือการกา้ วหน้าไปสู่จรยิ ธรรมดงั กล่าวขา้ งตน้ ไว้ หลักปฏิบัตินี้คือ

1. ปฏบิ ตั ติ ่อผอู้ ืน่ เหมือนทีท่ ่านปรารถนาจะให้คนอื่นปฏิบตั ติ ่อทา่ น
2. จงอยา่ ปฏบิ ตั ิตอ่ ผอู้ นื่ ในสิ่งท่ีทา่ นไม่ปรารถนาจะให้ผอู้ ื่นปฏิบัติต่อทา่ น
อน่ึง ขงจ๊ือกล่าวว่า ผู้ท่ีจะปฏิบัตติ ามหลักจริยธรรมตา่ งๆ ได้อยา่ งไม่ท้อถอย จะต้องเป็นผู้ที่รู้จกั ม่ิง
คาว่า ม่ิง มคี วามหมายวา่ “โชคชะตา” หรือโองการสวรรค์ ขงจอ๊ื ให้ความหมายว่าการดาเนนิ ชวี ิตน้ัน มบี างสิ่ง
บางอยา่ งท่ีพน้ วิสัยที่เราจะควบคุมหรอื ลขิ ิต มันเป็นอยา่ งท่ีมันจะเปน็ เช่นเดียวกับท่ีชาวพุทธพดู กนั ว่า “มันเป็น
กรรม” ฉะนน้ั ในการครองชีวิตเราจะตอ้ งเข้าใจในสิ่งน้ี เพอ่ื มิใหเ้ กิดความทอ้ แท้ในการประกอบความดี

อทิ ธิพลของปรชั ญาขงจื๊อ
ปรัชญาขงจือ๊ ได้มีอิทธิพลตอ่ ชาวจีนอย่างใหญ่หลวงรอบด้าน คาสอนของขงจอ๊ื ถือเป็นแบบอย่างใน

การดาเนินชีวิต และเป็นมาตรฐานของสังคม ความรู้สึกนึกคิดของชาวจีนจะแนบแน่นอยู่กับปรัชญาขงจื๊อ
งานนิพนธ์ของขงจ๊ือ ถือกันว่าเป็นวรรณกรรมช้ันสูง และเป็นหลักสูตรใช้ศึกษากันในสถาบัน การศึกษาต่างๆ
อีกทั้งเป็นวิชาสาหรับสอบไล่ของทางราชการอีกด้วย ปรัชญาขงจื๊อทาให้ชาวจีนมีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์
ของตนหลายอย่าง เช่น

1. ชาวจีนให้ความสาคัญในเร่ืองครอบครัวมาก ถือว่าครอบครัวเป็นรากฐานของสังคม จึงพยายาม
สร้างครอบครัวให้เปน็ ปกึ แผน่ เป็นครอบครวั ใหญ่ ประกอบดว้ ยคนหลายรุ่น ทั้งพอ่ แม่ ปู่ ย่า ลูก หลาน เหลน
ทง้ั ในภาษาจีนกเ็ ออื้ อานวย คือมีคาบอกลาดบั ญาติไวอ้ ยา่ งชดั เจน วา่ ใครมคี วามสัมพันธก์ ันอยา่ งไร มาจากสาย
ไหน สืบสายมาจากบิดา หรือมารดา ดุจคาว่าน้าและอา ในภาษาไทยฉันน้ัน รวมความแล้ว ชาวจีนให้
ความสาคญั ต่อญาตมิ าก

2. ชาวจีนใหเ้ กยี รตผิ สู้ งู อายุ ทัง้ ใชส้ รรพนามให้เหมาะสมกับวยั เรียกพ่ี ป้า นา้ อา เปน็ ตน้ แมต้ อ่ คน
ที่ไมใ่ ชญ่ าติ ดุจเดียวกบั ธรรมเนยี มไทย คนจนี มลี ูกหลานแล้วมกั จะไว้หนวดเพอ่ื แสดงว่าตัวแก่แล้ว

3. ชาวจีนให้ความสาคัญต่อบรรพบุรุษท่ีล่วงลับไปแล้ว จะต้องดูแลสถานท่ีฝังศพบรรพบุรุษให้ดี
ตลอดถงึ คอยเซน่ ไหว้อยเู่ สมอ และใหด้ ีด้วย

4. ชาวจีนนิยมยกย่องครูบาอาจารย์ไว้สูง แต่ไม่นิยมยกย่องทหาร ชาวจีนให้ความสาคัญต่อผู้ใช้
ความรมู้ ากกว่าผใู้ ชก้ าลัง ตามคาสอนของขงจอ๊ื

5. ชาวจีนไม่ชอบมเี รอ่ื งต้องข้ึนโรงข้นึ ศาล แตจ่ ะพยายามตกลงปรองดองกนั ให้ได้
เหล่าน้ีเป็นต้น เพราะฉะน้ันปรัชญาขงจ๊ือจึงเป็นแม่แห่งวัฒนธรรมจีนตลอดมากว่า 2,000 ปี ถึงแม้
จะมีเหตุการณท์ ่ที าใหอ้ ิทธิพลของปรัชญาขงจื๊อต้องเสื่อมไปจากแผ่นดินใหญ่ก็ตาม แต่แนวปรัชญาขงจื๊อยงั คงมี
ชีวติ อยู่ในประเทศจีนคณะชาติ เพราะรฐั บาลของประเทศจีนคณะชาตบิ นเกาะไตห้ วัน ได้ให้เกยี รติยกย่องขงจื๊อ
เช่น พ.ศ. 2495 รัฐบาลได้เปล่ียนวันครูแห่งชาติ จากวันที่ 17 สิงหาคม มาใช้วันเกิดของขงจื๊อ คือ วันที่ 28
กันยายน แทน และเม่ือถึงวันนท้ี างการจะหยุดงาน 1 วนั เพอื่ ให้เกียรติต่อศาสดาของศาสนาขงจ๊อื นอกจากนี้
ยังไดใ้ หเ้ งินเดือนเป็นคา่ ครองชีพแก่ผ้สู ืบสกุลขงจ๊ืออีกดว้ ย
วิเคราะห์ปรัชญาสงั คมและการเมอื งของขงจอ๊ื
แนวคดิ ปรัชญาสงั คมของขงจ๊ือเกิดจากการท่ีขงจ๊ือมีความเห็นว่า ความยุ่งยากเดือดร้อนที่เกิดขึ้นใน
สังคมนั้น เป็นเพราะคนในสังคมไม่ทาหน้าท่ีของตนใหส้ มบรู ณ์ เช่น บดิ ามารดาไมเ่ ล้ยี งดูบตุ รธดิ าใหด้ ี บุตรธิดา
ก็ไม่มีความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดา สามีกับภรรยาต่างนอกใจกัน เป็นต้น ผลก็คือความเดือดร้อนต่างๆ
ก็จะมาตกแก่สังคม ทาให้สังคมเดือดร้อน แต่ตรงกันข้าม หากทุกคนทาตามหน้าท่ีของตนให้สมบูรณ์ ปัญหา


Click to View FlipBook Version