50 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลัย และเครือขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
การจัดการข่าวปลอมดว้ ยพิธกี ารแห่งปญั ญา
หากกลุ่มคนที่ดาเนินการคิดด้วยหลักโยนิโสมนสิการ และจะมีกระบวนการคิดวิเคราะห์ภายใต้
พื้นฐานเหตุและผล น่ันคือการเกิดสภาวะผู้มีปัญญา ด้วยการใช้ความคิดวิเคราะห์ไตร่ตรองในเหตุ และผล
นาไปสู่การรบั รู้ความจริง และการหาแนวทางในการแก้ปัญหาที่เหมาะสม ซ่ึงในสถานการณท์ ่ีบคุ คลไมส่ ามารถ
หลีกเล่ียงข่าวปลอมได้นั้น แนวทางในการจัดการข่าวปลอมหรือการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเราในฐานะผู้รับ
สารน้นั สามารถกระทาได้ ดังนี้
1) การประเมนิ ความจริงของขา่ วสาร (การคดิ ถูกวิธี)
ข่าวปลอมจานวนมากปรากฏบนสือ่ สังคมออนไลน์ ส่วนใหญ่มีวตั ถุประสงค์เพื่อเผยแพร่โฆษณาชวน
เช่ือให้กับสินค้าหรือสถานการณใ์ ดสถานการณห์ นึ่ง ข่าวสารในลักษณะน้ีมกั มีต้นทุนต่าและความแพร่หลายอยู่
โดยทั่วไป ส่ิงสาคัญในการประเมินความจริงของข่าวโดยเฉพาะในส่ือสังคมออนไลน์ก็คือ การตรวจสอบข้อมูล
จากหลายแหล่ง ตรวจสอบสินค้าในประเภทเดียวกันจากแหล่งที่เช่ือถือได้ หรือพิจารณาจากรายละเอียดของ
ผู้เขียนว่าน่าเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด รวมท้ังตรวจสอบความเป็นไปได้ของเน้ือหาข่าวสาร นอกจากน้ียัง
สามารถสังเกตได้จากการใช้ภาษาโดยข่าวปลอมมักใช้ภาษาในลักษณะที่ใช้คาแรง ภาพตัดต่อท่ีไม่เรียบร้อย
มีโฆษณาแทรก (pop-up) หลอกล่อให้กดเข้าไปอ่าน ช่ือโดเมนมักพิมพ์ใกล้เคียงกับของบางหน่วยงานอย่าง
ch7.com และ ch7.net มีการเล่าเร่ืองแล้วให้กดลิงค์ (link) ต่อไปสเู่ ว็บไซตข์ ยะ มกี ารนาเสนอข้อมูลแบบไม่มี
แหล่งข้อมูล นาเสนอเนื้อหากระตุ้นให้เกิดการโกรธความเกลียด หรือมีการนาภาพท่ีเก่ามาใช้ผิดประเภทเป็น
ตน้ (Barthel et al. 2016) การประเมินความจริงของข่าวสารทาใหก้ ระบวนการคิดที่ถกู วิธี
2) การเปรียบเทียบข่าวสาร (การคิดถกู วธิ )ี
การเปรยี บเทียบสามารถกระทาได้ด้วยการเขา้ ไปดูต้นฉบับของขา่ วทีส่ ง่ ตอ่ มา (แชร์) ทสี่ าคญั ควรยึด
ข่าวจากแหล่งข่าวท่ีเช่ือถือได้ ได้แก่ข่าวจากหน่วยงานรัฐบาลเป็นสาคัญ หรือสามารถเปรียบเทียบจาก
แหล่งข่าวท่ีน่าเช่ือในต่างประเทศ ก็จะทาให้เกิดความน่าเชื่อถือได้ การเปรียบเทียบแหล่งข่าวสรถือเป็นการ
คดั เลอื กทีถ่ กู วิธี
3) การประเมินทัศนคตขิ องผูส้ ง่ สาร (การคดิ เปน็ เหตุเป็นผล)
ทัศนคติ เป็นปัจจยั สาคัญท่ีส่งผลต่อวิธีการประมวลผลข้อมูล การบริโภคข่าวสารบนสังคมออนไลน์
นนั้ แตกต่างจากการบรโิ ภคข้อมลู จากสือ่ ทั่วไป ตัวอย่างเชน่ มคี นรีวิวผลติ ภณั ฑ์เลยี นแบบ (ปลอม) จานวนมาก
ในโลกโซเชียล แต่คนท่ัวไปก็มองเห็นว่าบทวิจารณ์ปลอมนี้เป็นปกติทั่วไป (Dwoskin และ Shaban 2018;
Dwoskin และ Timberg 2018; Roberts 2013) อีกทั้งคนส่วนใหญ่มิได้อ่านบทวิจารณ์ผลิตภัณฑ์เพ่ือหา
ความรู้แต่เป็นการอ่านบทวิจารณ์เพ่ือหาข้อมูลในการตัดสินใจ โดยมีปัจจัยเรื่องราคาเป็นตัวสนับสนุนการ
ตัดสินใจ หากเราเป็นคนที่มีลักษณะดังที่กล่าว จาเป็นต้องหลีกเล่ียงข่าวสารท่ีสุ่มเสี่ยงต่อการชักจูงใจเช่ นนี้
การดาเนินการประเมินทศั นคตขิ องผูส้ ่งสารนบั ได้ว่าเป็นการคดิ เปน็ เหตุเป็นผล
4) การพิจารณาแหลง่ ที่มาของขอ้ มลู (การคิดเปน็ เหตุเปน็ ผล)
ด้วยคุณสมบัติท่ีเหมือนจริงของข่าวทางอินเทอร์เน็ต รวมทั้งมีความรวดเร็ว ทาให้ผู้รับ รับข่าวสาร
โดยปราศจากการพิจารณาแหล่งท่ีมา ประกอบกับข่าวจากแหล่งออนไลน์แหลายแหล่งไม่มีผู้คัดกรอง
เช่นเดียวกันกับข่าวจากสื่อกระแสหลัก ทาให้เกิดการรับข่าวปลอมได้ง่าย ซึ่ง Rice และคณะ (2018) กล่าว
ยนื ยนั ว่า การดาเนินการเลอื กแหล่งข่าวที่เช่ือถือได้จะส่งผลในเชิงบวกต่อการรบั ข่าวสาร แตกต่างจากผู้ท่ีไม่ได้
เลือกแหล่งข่าวท่ีทราบท่ีมาของข้อมูลอย่างชัดเจน ซ่ึงการพิจารณาแหล่งท่ีมาของข้อมูลน้ีจัดได้ว่าเป็นการคิด
เป็นเหตเุ ปน็ ผล
51 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลัย และเครอื ข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
5) การตรวจสอบขอ้ เทจ็ จริงขา่ วปลอมดว้ ยเทคโนโลยี (คดิ ถูกวิธี)
เพ่ือตอบสนองต่อการเพม่ิ ขึ้นของข่าวปลอม การบรกิ ารตรวจสอบขอ้ เท็จจรงิ จงึ กลายเปน็ เร่ืองปกติ
มากขึ้น เทคโนโลยีมากมายได้รับการพัฒนาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยอัตโนมัติ (Truthy อ้างถึงใน
Ratkiewicz et al. 2011) ซงึ่ วิธกี ารตรวจสอบขา่ วปลอมสามารถกระทาได้ ด้วยการตรวจสอบข้อเท็จจริงผา่ น
เทคโนโลยีอย่าง Snopes.com, Politifact.com และ factcheck.org หรือทาการตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย
การใช้การค้นหาด้วย Google เพื่อดูข้อมูลท่ีเก่ียวข้อง รวมท้ังศึกษาจากข้อคิดเห็นของบุคคลท่ัวไปและ
การตรวจสอบขอ้ เท็จจรงิ ขา่ วปลอมด้วยเทคโนโลยถี ือเป็นวิธกี ารทีถ่ กู ต้อง
6) การสกดั ก้ันข่าวปลอม (คดิ ให้เกิดการกระทาที่เปน็ กศุ ล)
การใช้ระบบของ Facebook ช่วยจากผลการสารวจพบว่า มีผู้นิยมใช้ระบบการ Unfollow หรือ
Block ซึ่งระบบนี้อาจปกป้องตัวเองจากข่าวปลอมได้ แต่ผู้ใช้ต้องมีพื้นฐานในการคัดแยกข่าวปลอมออกจาก
ข่าวจรงิ กอ่ น หากปราศจากทักษะดงั กลา่ ววิธีน้อี าจไมไ่ ด้ผล นอกจากน้ผี ู้ใช้มีลกั ษณะของการเป็นผู้เฝ้าระวงั ดว้ ย
การแจ้งบญั ชี (account) ทช่ี อบนาเสนอข่าวปลอมไปยัง Facebook เพ่อื ใหด้ าเนินการกบั บัญชดี ังกลา่ ว หรอื มี
การนาเสนอแจ้งเตือนไปยังกลุ่มคนอื่น หรือแจ้งต่อส่ือมวลชน หรือแจ้งไปยังผู้ท่ีมีหน้าท่ีบังคับใช้กฎหมายคือ
กระทรวงทีเก่ียวข้องให้รับรู้และกระตุ้นให้เกิดการระวังมากขึ้น ซึ่งการสกัดกั้นข่าวปลอมเป็นความคิดให้เกิด
การกระทาที่เปน็ กศุ ล
การอภิปรายและขอ้ เสนอแนะ
จากการศึกษาพบว่า ลักษณะข่าวปลอมบนส่ือสังคมออนไลน์ และพบมากคือบน Facebook
การทาข่าวปลอม นั้น ได้กระทาหลากหลายรูปแบบคือ การทาให้เป็นข่าวปลอมโดยสมบูรณ์ด้วยวิธีการต่างๆ
ท้ังสร้างเน้ือหาข้ึนมาใหม่ การใช้บุคคลท่ีเก่ียวข้องหรือท่ีมีชื่อเสียงมาเก่ียวข้อง อาจเป็นการใช้เสียงพูดหรือใช้
รูปภาพประกอบ การสร้างภาพประกอบท่ีแนบเนียนกับเน้ือหามากที่สุด แม้แต่รายละเอียดท่ีเป็นชื่อคน
ตาแหน่งต่างๆ ก็ถูกสร้างข้ึนมาเช่นกัน ซ่ึงสอดคล้องกับผลการวิจัยของ นันทิกา หนูสม และวิโรจน์ สุทธิสีมา
(2561), Zhou & Zafarani, (2018) Duffy และคณะ (2020) และ Wasserman & Madrid-Morales (2019) ที่
พบว่า แหล่งข่าวทีเ่ ผยแพรข่ ่าวปลอมมคี วามพยายามในการสร้างเว็บไซตแ์ ละแฟนเพจของตนเองใหด้ ูน่าเช่อื ถือ
หรอื เหมือนกับสานักขา่ วจรงิ มากท่สี ุด จากแนวคดิ ทฤษฎีแนวคิดทฤษฎีการใช้ประโยชน์และความพึงพอใจจาก
ส่ือและการศึกษาที่เก่ียวข้องในอดีต โดยเฉพาะอย่างย่ิงการศึกษาที่ศึกษาเก่ียวกับอิทธิพลของส่ือ พบว่า การ
แบ่งปนั ข้อมูล (แชร์) การแสวงหาข้อมลู มักเป็นการกระทาท่ีขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้ส่ง ดังนั้นข่าวปลอมจึงมักจะ
เกี่ยวข้องกับเจตนาเป็นสาคัญ และมักเป็นไปในลักษณะท่ีสร้างความต่ืนตระหนก อีกทงั้ ยังหวังผลด้านการขาย
เปน็ สาคญั
การนาแนวคิดเร่ืองวิธีการแห่งศรัทธา (ปรโตโฆสะ) และแนวคิดการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวิถีแห่ง
ปัญญา (โยนิโสมนสิการ) สามารถนามาใช้ได้ในฐานะผู้ส่งสารและผู้รับสาร ผู้ส่งสารต้องดาเนินการลดการส่ง
ข่าวปลอมได้ในยกุ ต์ปนั จบุ นั
ขอ้ เสนอแนะเชิงนโยบาย
1. สร้างความเช่อื ม่ันใหก้ ับสานกั ขา่ วท่นี าเสนอข่าวสาร โดยเฉพาะขา่ วจากหน่วยงานรฐั และข่าวสาร
จากสื่อหลกั
2. บังคับใช้กฎหมายทเ่ี ก่ียวข้องกับการนาเสนอขา่ วปลอมอยา่ งจริงจงั
3. บรรจุบทเรียนเร่อื งการรู้เทา่ ทันสื่อในหลกั สูตรทกุ ระดับ
52 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลยั และเครอื ข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
ข้อเสนอแนะสาหรับงานวิจยั
1. สามารถทาการวิจยั เพ่ือหาทางสร้างความเช่ือมนั่ ให้กับแหล่งข่าวโดยเฉพาะจากรฐั บาล
2. ทาการวจิ ยั ในเร่อื งการสรา้ งจิตสานกึ ในการส่งต่อ (แชร์) ขา่ วสารท่มี ีคุณคา่ ต่อสาธารณะชน
บรรณานุกรม
กาญจนา โชคเหรียญสุขชัย และพิชัย นิรมาณสกุล. (2564). การจัดการข่าวปลอม:กรณีโควิด-19. นาเสนอใน
งานการประชุมทางวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 3 ของคณะพุทศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์
ราชวิทยาลัย วันที 26 มีนาคม 2564 ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
พระนครศรอี ยุธยา.
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ. (2560). ประชากรไทย GenY ใหญ่สุด พฤติกรรมสร้างโอกาส-ความเส่ียง (1). ปี
ท่ี 37 ฉบับที่ 3,316 วันที่ 23 - 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560.
ฐิติพล ปัญญาลิมปนันท์. ข่าวปลอมในไทย: คุณควรกังวลแค่ไหน?. https://www.bbc.com/thai/thailand-
41438401 2 ตลุ าคม 2017 เขา้ ถงึ เมื่อ 30 เมษายน 2565.
นันทิกา หนูสม วิโรจน์ สุทธิสีมา. (2562). ลักษณะของข่าวปลอมในประเทศไทยและระดับความรู้เท่าทันข่าว
ปลอมบนเฟซบุ๊กของผู้รับสารในเขตกรงุ เทพมหานคร. วารสารนิเทศศาสตร์ 37(1). เดอื นมกราคม –
เมษายน 2562.
พระมงคลธรรมวิธาน พระครูสิริธรรมนิเทศ และประสิทธ์ิ สระทอง (2019) การศึกษาตามหลักไตรสิกขาเพ่ือ
พฒั นาทรัพยากรมนษุ ย์. Humanities, Social Sciences and arts 12(1) January – February.
Allcott, H., & Gentzkow, M. (2017). Social media and fake news in the 2016 election. Journal
of Economic Perspectives, 31(2), 211–236. https://doi.org/10.1257/ jep.31.2.211.
Barthel, M., Mitchell, A., and Holcomb, J. (2016). Many Americans Believe Fake News Is Sowing
Confusion. Pew Research Center (15).
Dimmick, J., Chen, Y., & Li, Z. (2004). Competition between the Internet and Traditional News Media:
The Gratification-Opportunities Niche Dimension. The Journal of Media Economics, 17, 19-
33.
Duffy, A., Tandoc, E., & Ling, R. (2019). Too good to be true, too good not to share: the social
utility of fake news. Information Communication and Society, 0(0), 1-15. https://
doi.org/ 10.1080/ 1369118X.2019.1623904.
Duffy, A., Tandoc, E., & Ling, R. (2020). Too good to be true, too good not to share: the social
utility of fake news. Information Communication and Society, 23:13 1965-1979,
DOI:10.1080/1369118X.2019.1.
Dwoskin, E., and Shaban, H. 2018. Facebook Will Now Ask Users to Rank News Organizations
They Trust. in: The Washington Post.
Dwoskin, E., and Timberg, C. 2018. How Merchants Use Facebook to Flood Amazon with Fake
Reviews. in: The Washington Post.
Hernon, P. (1995). Disinformation and misinformation through the internet: Findings of an
exploratory study. Government Information Quarterly, 12(2), 133–139. https://doi.
org/10.1016/0740-624X (95)90052-7.
53 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วิทยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลัย และเครอื ข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
Kippax, Susan; Murray, John (1980). Using the Mass Media. Communication Research 7(3): 335-
359.
Lazer, D. M. J., Baum, M. A., Benkler, Y., Berinsky, A. J., Greenhill, K. M., Menczer, F., Rothschild, D.
(2018). The science of fake news. Science, 359 (6380), 1094–1096.
Leung, L., Wei, R. (2000). More than just talk on the move: Uses and gratifications of the
cellular phone. Journalism and Mass Communication Quarterly, 77, 308-320.
McCombs, M. E. & Becker, L. B. (1979). Using mass communication theory. New York: Prentice-Hall.
Mcluhan, M. (1964). Understanding media: The Extensions of Man. New York: McGraw Hill.
Nutnon. November (21, 2018) รู้จักกับ Fake News ท้ัง 7 รูปแบบ ที่เราเจอกันทุกวันบน Facebook,
Twitter. เข้าถึงจาก https://www.rainmaker.in.th/7-type-of-fake-news/ เข้าถึงเมื่อ 28
เมษายน 2565
Papacharissi, Z., & Rubin, A. M. (2000). Predictors of Internet Use. Journal of Broadcasting & Electronic
Media, 44, 175-196.
Ratkiewicz, J., Conover, M., Meiss, M., Gonçalves, B., Patil, S., Flammini, A., and Menczer, F.
(2011). Truthy: Mapping the Spread of Astroturf in Microblog Streams, Proceedings
of the 20th international conference companion on World Wide Web: ACM, pp. 249-
252.
Rice, R. E., Gustafson, A., and Hoffman, Z. (2018). Frequent but Accurate: A Closer Look at
Uncertainty and Opinion Divergence in Climate Change Print News. Environmental
Communication (12:3), pp. 301-321.
Roberts, D. (2013). Yelp’s fake review problem. Fortune. Retrieved from http://fortune.com/
2013/09/26/yelpsfake-review-problem/
Shanahan, J. & Morgan, M. (1999). Television and its viewers: Cultivation theory and research.
Cambridge: Cambridge University Press.Sherry.
J., Lucas, K., Rechtsteiner, S., Brooks, C., & Wilson, B. (2001). Video game uses and gratifications as
predictors of use and game preference. Paper presented at International Communication
Association.
Shu, K., Sliva, A., Wang, S., Tang, J., & Liu, H. (2017). Fake news detection on social media: A
data mining perspective. ACM SIGKDD explorations newsletter, 19(1), 22–36.
Tandoc, E. C., Jr, Ling, R., Westlund, O., Duffy, A., Goh, D., & Zheng Wei, L. (2018). Audiences’
acts of authentication in the age of fake news: A conceptual framework. New Media
& Society, 20(8), 2745–2763.
Wasserman, H., & Madrid-Morales, D. (2019). An Exploratory Study of “Fake News” andMedia
Trust in Kenya, Nigeria and South Africa. African Journalism Studies, 3670, 1–17.
https://doi.org/10.1080/23743670.2019.1627230
Shu, K., Sliva, A., Wang, S., Tang, J., & Liu, H. (2017). Fake news detection on social media: A
data mining perspective. ACM SIGKDD explorations newsletter, 19(1), 22–36.
54 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
Wasserman, H., & Madrid-Morales, D. (2019). An Exploratory Study of “Fake News” andMedia
Trust in Kenya, Nigeria and South Africa. African Journalism Studies, 3670, 1–17.
https://doi.org/10.1080/23743670.2019.1627230
Zhou, X., & Zafarani, R. (2018). Fake News: A Survey of Research, Detection Methods, and
Opportunities. 53(5) https://dl.acm.org/doi/10.1145/3395046
55 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วิทยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลัย และเครือขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
ความสุขตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
Happiness According to Sufficiency Economy Philosophy
เมธา หริมเทพาธิป
อาจารย์ประจาหลักสตู รปรัชญาดษุ ฎีบณั ฑิต
สาขาวชิ าปรัชญาและจริยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสนุ นั ทา
รวิช ตาแกว้
อาจารย์ประจาหลักสตู รปรัชญาดุษฎีบัณฑิต
สาขาวิชาปรัชญาและจริยศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั สวนสนุ ันทา
วชั รารศั ม์ิ สนุ ทรวนาเวศ
อาจารยป์ ระจาหลักสูตรปรชั ญาดษุ ฎีบณั ฑิต
สาขาวชิ าการบรหิ ารการพัฒนา มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เอกสารและสัมภาษณ์ มีวัตถุประสงค์ดังนี้
1) เพ่ือศึกษาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2) เพื่อวิเคราะห์ความสุขตามหลักปรัชญา 5 กระบวนทรรศน์ 3)
เพ่ือวิเคราะหค์ วามสุขตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผลการวิจัยพบวา่ ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
เป็นปรัชญาจริยะที่สร้างประโยชน์สุขโดยมีเป้าหมายสอดคล้องกับกระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลาง ได้แก่
การพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหา ความสุขตามหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นความสุขที่เกิดจากการพึ่งพาตนเองได้ด้วยใจที่รู้จักพอ มีสติปัญญาในการดารงชีวิต มี
วจิ ารณญาณ ไม่หลงไปตามอารมณ์หรอื อคติ (มีเหตุผล) ดารงชีวิตอย่างไม่ประมาท รู้เท่าทันสภาวการณ์ต่างๆ
ท่ีเปล่ียนแปลงอยู่ตลอดเวลา (มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี) ดาเนินชีวิตบนทางสายกลาง (พอประมาณ) คือ ไม่
เบียดเบียนตนเองและผู้อ่ืน มีน้าใจ เก้ือกูล และแบ่งปัน นอกจากความสุขที่เกิดจากการพึ่งพาตนเองแล้ว
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงยังส่งเสริมความสุขจากการพ่ึงพากันและกัน คือ การสร้างเครือข่ายเพือ่ กิน เพ่ือ
ใช้ มีเหลือสารอง พร้อมท่ีจะแบ่งปัน เม่ือนาไปใช้กับเศรษฐกิจก็จะเกิดเศรษฐกิจแห่งการแบ่งปัน เม่ือนาไปใช้
กับสังคมก็จะเกิดสังคมแห่งการแบ่งปัน เกิดเครือข่ายกัลยาณมิตร เกิดพ้ืนท่ีแห่งการสร้างโอกาสในการบาบัด
ทุกข์บารุงสุขอย่างไม่รู้จบ เกิดเป็นวงจรจิตอาสาอย่างยั่งยืนที่ทาให้คนในสังคมเกิดความตระหนัก ใส่ใจ และ
แบ่งปนั ด้วยความรู้ รกั สามคั คี
คาสาคญั : ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง, เศรษฐกิจพอเพียง, ความสขุ
Abstract
Keywords: Sufficiency Economy Philosophy, Sufficiency Economy, Happiness
56 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย และเครอื ขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
บทนา
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาประยุกต์และมีฐานะเป็นปรัชญาจริยะ กล่าวคือเป็น
มาตรการหรือเกณฑ์การควบคุมความประพฤติเพ่ือให้รูจ้ ักการคาดประมาณการบริโภคทรัพยากรต่างๆ ที่มีอยู่
ในท้องถ่ินในแต่ละสภาพภูมิศาสตร์ ซ่ึงเป็นการจัดการตนเองในระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน สังคมและ
ประเทศ ถ้าหากผลผลิตเพ่ือการบริโภคในครัวเรือนเหลือจากการใช้สอย คือ มีพอกิน พอใช้ พอสารองแล้ว
ก็สมควรแบ่งปันเพ่ือการสร้างเครือข่ายความร่วมมือและความสงบสุขในสังคม (คนเดินดิน, 2565)
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตรัสแนวคิดเร่ืองปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพียงไว้ในทุกช่วงขณะเวลาที่พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ทรงย้าอย่างสม่าเสมอ
ทรงชี้แนะอย่างเสมอมา (กีรติ บุญเจือ และคณะ, 2558) นับแต่ทรงขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489
พระองค์ทรงดารงไว้ซ่ึง “ธรรม” ท้ังปวง และทรงเปรียบประดุจแสงชัชวาลที่ส่องนาการพัฒนาประเทศให้
มั่นคงย่ังยืนมาเป็นเวลาอันยาวนาน ด้วยพระปณิธานอันแกร่งกล้าท่ีจะทรงเสียสละประโยชน์ส่วนพระองค์
เพ่ือพสกนิกรชาวไทยทั้งมวล โดยไม่แบ่งแยกสถานะ ศาสนา ชาติพันธุ์ หรือหมู่เหล่า และทรงถือว่าทุกข์ของ
พสกนิกรคือทุกข์ของพระองค์ จึงได้ทรงอุทิศพระวรกาย ทุ่มเทพระสติปัญญา และพระราชทรัพย์บาเพ็ญ
พระราชกรณียกิจด้วยพระวิริยะอตุ สาหะ ทั้งพระราชทานคาสอน และมีพระจริยวัตรอันเป็นแบบอย่างที่ดีงาม
ซ่ึงล้วนแต่นาประโยชน์สุขมาสู่พสกนิกรชาวไทยทั้งชาติ ด่ังพระปฐมบรมราชโองการในพระราชพิธี
บรมราชาภิเษก เมื่อวันท่ี 5 พฤษภาคม 2493 ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพ่ือประโยชนส์ ุขแห่งมหาชน
ชาวสยาม” พระปฐมบรมราชโองการดังกล่าวน้ีจึงอยู่ในฐานะของปฐมบทแห่งหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงในเวลาต่อมา
การทรงงานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
เป็นการดาเนินงานในลักษณะทางสายกลางท่ีสอดคล้องกับส่ิงท่ีอยู่รอบตัวและสามารถปฏิบัติได้จริง โดยทรง
ยึดเป็นหลักการในการพัฒนาตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริตลอดเวลาหกทศวรรษที่ผ่านมา
(พอเพียง, 2565) ซึ่งคาสอนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนั้น นอกจากจะเป็นส่วนของปรัชญาแล้ว อีกส่วนหนึ่งยัง
เป็นส่วนของหลักการทรงงาน เพราะเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักการสาคัญข้อหน่ึงในหลักการทรงงาน 23 ข้อ
(ปจั จุบนั ขยายเป็น 27 ขอ้ โดยสานักงาน กปร.) และหลกั การทรงงานทั้ง 23 ขอ้ น้ันมีความเชื่อมโยงสัมพันธก์ ัน
อย่างเป็นองค์รวม ไม่แยกส่วน ดังน้ัน เมื่อกล่าวถึงปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นการกล่าวถึงในเชิง
“ปรัชญาจริยะ”ท่ีได้ชื่อว่าเป็น “ปรัชญาจริยะ” ก็เพราะเป็น “ปรัชญาแห่งความสุข” (เมธา หริมเทพาธิป,
2561) แต่เมื่อกล่าวในฐานะหลักการทรงงานจะเป็นเรื่องของหลักการขับเคลอ่ื นงานเพื่อให้เกิดความสอดคล้อง
กับปฐมบทแหง่ หลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
ความสุขคอื เป้าหมายสาคญั ของปรัชญาจริยะ ซง่ึ เป็นสว่ นของปรัชญาประยุกต์ (เมธา หริมเทพาธิป,
2563) การจะเข้าใจความสุขบนพื้นฐานของปรัชญา นอกจะจะศึกษาด้วยการนาสาขาปรัชญาบริสุทธิ์ ได้แก่
อภิปรัชญาและญาณปรัชญา มาช่วยตีความแล้ว แนวคิดหน่ึงท่ีน่าสนใจก็คือ การตีความตามหลักปรัชญา 5
กระบวนทรรศน์ เพ่ือให้ทราบว่าความสุขของแต่ละกระบวนทรรศน์เม่ือศึกษาส่วนของอภิปรัชญาและญาณ
ปรัชญาแล้ว ก็จะทราบถึงส่วนของจริยศาสตร์ด้วย จากน้ันจะเป็นประโยชน์ต่อการนามาวิเคราะห์ถึงความสุข
ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงต่อไป
ดังนั้น ผวู้ ิจัยจึงสนใจศึกษาเรื่อง “ความสุขตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อสรา้ งความ
เข้าใจเร่ืองเศรษฐกิจพอเพียงบนพื้นฐานปรชั ญากระบวนทรรศน์ที่เหมาะสมและสอดคลอ้ ง สาหรับเปน็ พื้นฐาน
ในการดาเนินชีวิตของแตล่ ะบุคคลและสงั คมตอ่ ไป
57 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลยั และเครอื ข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย
1. เพอ่ื ศึกษาปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
2. เพื่อวิเคราะหค์ วามสขุ ตามหลักปรัชญา 5 กระบวนทรรศน์
3. เพือ่ วิเคราะหค์ วามสขุ ตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ขอบเขตการวจิ ัย
การวิจัยคร้ังน้ี มุ่งเน้นการวิเคราะห์ความสุขตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพ่ือสร้างความ
เข้าใจเร่ืองเศรษฐกิจพอเพียงบนพ้ืนฐานปรัชญากระบวนทรรศน์ที่เหมาะสมและสอดคล้อง ดังน้ัน ผู้วิจัยจึง
กาหนดของเขตการวจิ ัยไวด้ ังน้ี
1. ขอบเขตดา้ นเนื้อหา
ผู้วิจัยได้วางกรอบการวิจัยเกี่ยวกับมโนคติ โดยศึกษาจากงานเขียนท่ีเกี่ยวข้องกับปรัชญาของ
เศรษฐกจิ พอเพยี งและหลักปรชั ญา 5 กระบวนทรรศน์ จากนั้นจึงวเิ คราะห์ตีความในสว่ นของความสุขตามหลัก
ปรัชญา 5 กระบวนทรรศน์ และวเิ คราะห์ความสุขตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นลาดับต่อไป เมื่อ
ไดค้ าตอบเปน็ ทเ่ี รียบรอ้ ยแลว้ จงึ ได้ทาข้อสรปุ และขอ้ เสนอแนะทเ่ี ปน็ ประโยชนเ์ พอ่ื การวิจัยคร้งั ต่อไป
2. ขอบเขตดา้ นระยะเวลา
โดยกาหนดกรอบเวลาในการดาเนินการวจิ ยั ระหวา่ งเดอื น มกราคม - เมษายน 2565
วิธดี าเนนิ การวิจยั
ในการวิจัยเร่ือง “ความสุขตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ผู้วิจัยได้นาเสนอวิธีดาเนินการ
วิจัย ดังน้ี
วธิ ีการวิจัย
1. การวิจัยเอกสาร (Documentary Research) โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารทางวิชาการ
วารสาร ส่ิงพิมพ์ ส่ืออิเล็กทรอนิกส์ รายงานการวิจยั วิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวขอ้ งกับ ความสุขตามหลักปรัชญาของ
เศรษฐกจิ พอเพยี งและหลักปรชั ญา 5 กระบวนทรรศน์
2. การวจิ ยั สนาม (Field Research) ผู้วิจยั ได้ดาเนนิ การ 2 วิธี
วิธีที่ 1 สัมภาษณผ์ า่ นระบบ Zoom meeting เปน็ รายบคุ คล
วิธีท่ี 2 ลงพ้ืนที่ด้วยตนเอง เพ่ือสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างด้วยการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง หรือ
การสมั ภาษณ์แบบเป็นทางการ (Structured Interview or Formal Interview)
ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง
ในการวิจัยเรื่อง “ความสุขตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ผู้วิจัยได้กาหนดประชากรและ
กล่มุ ตัวอย่างผ้ใู หส้ มั ภาษณ์ ดังน้ี
1. ประชากร (population) ได้แก่ ประชาชน 4 ช่วงวัย โดยแยกตาม Generations แบ่งออกเป็น
4 Gen ดังน้ี
- Baby Boomer เกิดช่วงปี 2489-2507 (อายุ 53-71 ปี)
- Gen X เกดิ ช่วงปี 2508-2522 (อายุ 38-52 ปี)
- Gen Y เกดิ ช่วงปี 2523-2540 (อายุ 20-37 ปี)
- Gen Z เกิดต้งั แตป่ ี 2541 ข้นึ ไป (อายนุ ้อยกว่า 20 ปี)
58 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลยั และเครือขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
โดยสืบค้นข้อมูลของประชากรจากสานักงานสถิติแห่งชาติ (สืบค้นแบบออนไลน์ http://statbbi.
nso.go.th/staticreport/page/sector/th/01.aspx) ซ่ึงเป็นจานวนประชากรเฉพาะรายชื่อที่มีในระบบ
ทะเบียนบา้ น และทราบข้อมูลอายุ (ไมร่ วมคนทอี่ ยู่นอกระบบ ไมใ่ ชส่ ัญชาตไิ ทย และไม่มีข้อมูลอายุ)
2. กลุ่มตัวอย่าง (Sample) ท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังนี้ สุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified random
sampling) ตามสดั สว่ นประชากรท้งั หมดตามชว่ งวัย และจาแนกตามเพศ จานวน 20 คน ดงั ตารางตอ่ ไปนี้
จานวน จานวน จานวนกลุ่ม จานวนกล่มุ
ประชากรเพศ ตัวอย่าง
กลุ่ม/Gen ประชากรเพศ ตัวอย่าง เพศหญงิ
ชาย
ยุคส้ินสุดสงครามโลก มีลูกมาก 6,530,981 หญิง เพศชาย 2
(Baby Boomer) เกิดช่วงปี 2489-
2507 (อายุ 53-71 ปี) 7,535,010 7,595,472 1 3
ยุคท่ีมีการควบคมุ อัตราการเกิด (Gen
X) เกิดช่วงปี 2508-2522 (อายุ 38- 8,424,223 7,892,860 3 3
52 ปี)
ยุคการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี 7,556,830 8,237,803 3 2
(Gen Y) เกิดช่วงปี 2523-2540 (อายุ
20-37 ปี) 30,047,044 7,152,499 3 10
ยุคเติบโตมาพร้อมเทคโนโลยีและพ่อ
แม่ทางานนอกบ้าน (Gen Z) เกิด 30,878,634 10
ตั้งแต่ปี 2541 ขึ้นไป (อายุน้อยกว่า
20 ปี)
รวม
โดยทง้ั น้ี กลุ่มตัวอย่างท้ัง 20 คน ทางผวู้ ิจยั ไดเ้ ลือกส่มุ แบบเจาะจง (Purposive Sampling) เพอ่ื ให้
เกิดความหลายทางด้านอาชีพและประสบการณ์ และเป็นกลุ่มตัวอย่างที่สะดวกให้ข้อมูลผ่านทางระบบ
ออนไลนเ์ ป็นหลกั ส่วนกล่มุ ตัวอย่างที่ไม่สะดวกให้ขอ้ มูลผ่านทางระบบออนไลน์ ผู้วิจัยจะลงพื้นทเ่ี ก็บข้อมลู ด้วย
ตนเอง
ผลการวจิ ยั
1. ผลการศึกษาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พบว่า เศรษฐกิจพอเพียงเป็น “ปรัชญา”
ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทาน
เพ่ือชี้แนะ แนวทางการดาเนินชีวิต และปฏิบัติตนให้แก่ประชาชนทุกระดับทุกสาขาวิชาชีพมาโดยตลอด
นับต้ังแต่ปี พ.ศ. 2517 เป็นต้นมา ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาจริยะหรือปรัชญาแห่งความสุข
ส่วนในเชิงหลักการน้ัน เศรษฐกิจพอเพียงเป็นท้ังเศรษฐกิจหรือความประพฤติ ดังน้ัน ปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงจึงเป็นความพยายามในการค้นหามาตรการความประพฤติของมนุษย์ท่ีอยู่ร่วมกัน ซ่ึงเรียกมาตรการนี้ว่า
หลักความประพฤติหรือหลักจริยะ เป็นหลักการที่กล่าวถึงการปฏิบัติตนของมนุษย์ที่ดารงตนอยู่ร่วมกันใน
สงั คมอยา่ งมีความสุข
59 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
2. ผลการวิเคราะห์ความสุขตามหลักปรัชญา 5 กระบวนทรรศน์ พบว่า กระบวนทรรศน์ คือ
ความเชื่อส่วนลึกในใจคนท่ีมีผลต่อความรู้สึกนึกคดิ ทศั นคติ ค่านิยม วิถีชีวิตของบคุ คลโดยทั่วไป แบ่งออกเป็น
5 กระบวนทรรศน์ ซึ่งความเช่ือพื้นฐานท้ังในด้านอภิปรัชญาและญาณปรัชญาส่งผลให้ปรัชญาจริยะของแต่ละ
กระบวนทรรศน์มที ศั นคติและเป้าหมายเก่ียวกับความสุขแตกตา่ งกันไป ดังนี้
1) กระบวนทรรศน์ยุคดึกดาบรรพ์ (Primitive Paradigm) เชื่อว่าโลก จักรวาล ธรรมชาติ ไม่มี
กฎเกณฑ์ตายตัว ทุกอย่างเป็นไปตามน้าพระทัยเบื้องบน เมื่อเช่ือดังน้ีจึงไม่เสียเวลาแสวงหาความจริงอ่ืนใด
นอกจากการหาวิธกี ารดว้ ยประสบการณส์ ่วนตัวของแต่ละคน แต่ละครอบครวั เพ่ือการเอาใจเบ้ืองบน โดยหวัง
ว่าเม่ือเบ้ืองบนพอพระทัยก็จะประทานความสุข อันได้แก่ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ต่างๆ ให้แก่ตนเองและ
ครอบครวั ดังน้นั ความสขุ ทเี่ กิดขึน้ จึงเปน็ ความสขุ ที่เกดิ จากความคาดหวังและการแสวงหาให้ไดม้ าซ่งึ การกินดี
อยู่ดีเปน็ สาคญั โดยความพอเพยี งจะถกู จากัดอยู่ในระดบั ปัจเจกและในระดับครอบครัวเทา่ นั้น
2) กระบวนทรรศน์ยุคโบราณ (Ancient Paradigm) เชื่อว่าโลก จักรวาล ธรรมชาติ มีกฎเกณฑ์
ตายตัวแน่นอน เม่ือเช่ือดังน้ีจึงไม่เสียเวลาเอาใจเบื้องบน แต่พยายามทาความเข้าใจกฎของธรรมชาติให้มาก
ท่ีสุด ยิ่งรู้กฎธรรมชาติได้มากเท่าไรก็ย่ิงแสวงหาความสุขจากการเอาชนะธรรมชาติได้มากเท่านั้น ใครรู้กฎ
ธรรมชาติดีท่สี ดุ กจ็ ะถกู ยกย่องใหเ้ ป็นคุรุ เจ้าสานัก เจ้าลทั ธิ ใครอยากรู้กฎธรรมชาติกต็ อ้ งเลือกสานักเพอ่ื เขา้ ไป
ฝากตัวเป็นศิษย์ในสังกัดและต้องจงรักภักดีต่อสานักที่ตนสังกัดอยู่ เม่ือใด หากมีความเห็นที่แตกต่างจากเจ้า
สานกั และม่ันใจว่าตนรู้ดีกว่ากอ็ าจแยกออกไปตง้ั สานกั ใหม่ และขึ้นเป็นเจ้าสานนกั เสียเอง ดังนั้น ความสุขทีไ่ ด้
รู้กฎธรรมชาติน้ีจึงเป็นความสุขที่สามารถนาทรัพยากรธรรมชาติหรือใช้กฎธรรมชาตินี้เพื่อสร้างความสุขให้แก่
ตนเองและคนในสานักของตนให้มากท่ีสุด ดงั น้ัน ความพอเพียงจะถูกขยายออกจากระดับครอบครัวไปสู่ระดับ
กลมุ่ เครอื ขา่ ยในสานักหรอื องค์กรของตน
3) กระบวนทรรศน์ยุคกลาง (Medieval Paradigm) เช่ือว่า แม้จะรู้กฎธรรมชาติดีเพียงไร มนุษย์ก็
ไม่สามารถเอาชนะความตายได้ ความสุขที่ได้รับในโลกนี้ล้วนไม่จีรังย่ังยืนเมื่อความตายมาถึง ดังน้ัน ความสุข
ในโลกหน้าจึงเป็นสิ่งท่ีสาคัญกว่าเพราะเชื่อว่า โลกหน้ามีอยู่จริง ความสุขท่ียั่งยืนยาวนานหรือเป็นนิรันดร์กว่า
โลกน้ีมีอยู่จริง เพียงแต่ทาตามคาสอนของศาสนาท่ีตนนับถือก็จะสามารถพ้นทุกข์ ได้รับความสุขจากโลกหน้าได้
ไม่ว่าตนเองหรือครอบครัว หรือองค์กร จะหาทรัพย์สมบัติมาได้มากเท่าใดก็ควรนาไปบารุงศาสนาเพื่อใด้กุศล
ผลบุญติดตัวไปในสัมปรายภพ ดังนั้น ความพอเพียงจะถูกขยายออกจากระดับสานักหรือองค์กรของตนไปสู่ผู้
นบั ถอื ศาสนาเดียวกัน โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือความสขุ ในโลกหน้าเป็นสาคัญ
4) กระบวนทรรศน์นวยคุ (Modern Paradigm) เช่ือว่า ความเป็นจริงของโลก จักรวาล ธรรมชาติมี
กฎเกณฑต์ ายตัวและเป็นสากล อีกทั้งเช่ือว่าปญั ญาของมนุษยส์ ามารถเขา้ ถึงความจรงิ นี้ไดแ้ ละถ่ายทอดกันดว้ ย
ด้วยภาษาวิชาการ ดังนั้น วิธีการเข้าถึงความจริงท่ีตรงกับความเป็นจริงสากลน้ีได้จึงต้องอาศัยวิธีการทาง
วิทยาศาสตร์เท่านั้น ในช่วงต้นๆ ของนวยุคภาพได้ให้ความหวังว่า ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จะ
สามารถเอาชนะความเจ็บป่วย อุบัติเหตุ ความแก่ และความตายได้ ความสุขนิรันดร์จะได้รับในโลกนี้โดยไม่
ตอ้ งรอโลกหนา้ จึงควรนาทุนทรัพย์หรืองบประมาณทเี่ คยอุดหนุนศาสนจักรมาสนบั สนุนการทดลองวจิ ยั ในทาง
วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ให้คณุ ค่ากับนักวิทยาศาสตร์มากกว่านกั บวชและศาสดา เพราะเป็นผู้เสียสละอทุ ิศ
ตนในงานวิทยาศาสตร์เพ่อื ให้มนษุ ย์กนิ ดีอยดู่ ีมีสขุ มคี วามสะดวกสบายยิ่งๆ ข้นึ ไป จากการพฒั นาทางดา้ นวตั ถุ
ต่างๆ เพ่ือตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ดังนั้น ความพอเพียงจะถูกขยายออกในระดับสากล ท่ีไม่จากัด
อยู่เพียงศาสนาใดศาสนาหนึง่
5) กระบวนทรรศน์นวยุค (Modern Paradigm) ในยุคแรกที่ถูกเรียกว่า หลังนวยุคสายสุดขั้ว
(Extreme Postmodern) ได้พยายามรื้อถอนความเช่ือพื้นฐานของกระบวนทรรศน์นวยุค ด้วยการวิพากษ์ให้
60 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครือขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
เห็นถึงปัญหาอันเกิดจากการผูกขาดความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศมหาอานาจต่างๆ
ตลอดถึงความยึดม่ันถือมั่นท่ีก่อให้เกิดความขดั แย้งและลดคุณค่าความเช่ือ ความรู้ ในดา้ นอ่ืนๆ ของมนุษย์จน
เป็นเหตใุ หม้ นุษย์ห่างไกลคุณธรรม จริยธรรม เป็นเหตุให้เกิดวตั ถุนิยมแบบสุดโต่ง การแบง่ แยก แขง่ ขนั ทาลาย
ทาร้ายซ่ึงกันและกัน จนก่อให้เกิดสงครามในท่ีสุด ดังนั้น กระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลาง (Moderate
Postmodern) จึงเสนอความสุขท่ีเกิดจากการพัฒนาคุณภาพชีวิตมาเป็นแกนหลักสาคัญแทนความสุขอันเกิด
จากระบบอานาจและผลประโยชน์ทางวัตถุ เป็นคุณภาพชีวิตที่เกิดจากการสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และ
แสวงหาอยา่ งมวี ิจารณญาณ ความพอเพยี งจึงใหค้ วามสาคัญทง้ั ในระดบั ท่ัวไปและในระดับปัจเจกในการพัฒนา
คณุ ภาพชวี ิตร่วมกันอยา่ งมีความสุข
3. ผลการวิเคราะห์ความสุขตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พบว่า ความสุขตามหลัก
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นความสุขที่เกิดจากการสารวจตนเอง จนเข้าใจในตนเอง เทา่ ทนั ความร้สู ึกนึก
คิด เท่าทันส่ือต่างๆ ที่เข้ามากระทบ ตระหนักถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดข้ึนจากทุกการกระทา เกิดการระเบิดจาก
ภายในท่ีจะปรับปรุง แก้ไข และพัฒนาคุณภาพชีวิตในปัจจุบันให้ดีข้ึน ทั้งในระดับตนเอง ครอบครัว สังคม
ประเทศชาติ จนไปถึงระดับนานาชาติ โดยเริ่มต้นจากการพึ่งพาตนเอง มีเหตุผล คือ สามารถแยกแยะส่ิงท่ี
จาเป็นออกจากความต้องการที่ไม่จาเป็นได้ สามารถเข้าใจได้ว่าผลลัพธ์ท่ีเกิดขึ้นในปัจจุบันนี้มาจากเหตุปัจจัย
อะไรบ้าง และควรทาอย่างไรเพื่อให้เกิดการสร้างเหตุท่ีสามารถเปล่ียนผลลัพธ์ไปในทางท่ีดีหรือสร้างสรรค์ มี
ภูมิคุ้มกัน คือ วจิ ารณญาณในการใช้และการรับสอ่ื ต่างๆ ร้เู ท่าทันการเปล่ียนแปลงของโลก ดารงตนด้วยความ
ไม่ประมาทหรือมีสตปิ ัญญานั่นเอง นอกจากนี้ ยังมคี วามพอประมาณ คือ การไมเ่ บียดเบียนตนเองและผู้อ่ืนให้
เดอื ดร้อน ท้ังทางกาย วาจา ใจ มีความคิดเกอื้ กูล มีน้าใจแบ่งปันให้กบั ผู้อื่นและสังคม พัฒนาตนเองให้สามารถ
สร้างพ้ืนท่ีแห่งโอกาสร่วมกับผู้อืน่ เพ่ือให้เกิดสงั คมแห่งการแบง่ ปัน เป็นสังคมแห่งการเกื้อกลู ที่เกิดจากใจที่รู้จัก
พอ แม้ว่าเศรษฐกิจพอเพยี งในข้ันตน้ จะเป็นการพ่ึงพาตนเองให้พอกินพอใช้เป็นพนื้ ฐาน แต่เมื่อพึ่งพาตนเองได้
แล้ว ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงยังส่งเสริมความสุขจากการพ่ึงพากันและกัน คือ การสร้างเครือข่ายเพ่ือกิน
เพื่อใช้ มีเหลือสารอง พร้อมท่ีจะแบ่งปัน เม่ือนาไปใช้กับเศรษฐกิจก็จะเกิดเศรษฐกิจแห่งการแบ่งปัน เม่ือ
นาไปใชก้ ับสังคมก็จะเกิดสงั คมแหง่ การแบ่งปนั เกิดเครือขา่ ยกลั ยาณมิตร เกดิ พ้ืนที่แห่งการสร้างโอกาสในการ
บาบัดทุกข์บารุงสุขอย่างไม่รู้จบ เกิดเป็นวงจรจิตอาสาอย่างย่ังยืนที่ทาให้คนในสังคมเกิดความตระหนัก ใส่ใจ
และแบ่งปันดว้ ยความรู้ รัก สามคั คี
ดังน้ัน กระบวนทรรศน์ทางปรัชญาท่ีมีความเหมาะสมและสอดคล้องต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตท้ัง
ในระดับทั่วไปและในระดับปัจเจกดังกล่าวน้ีจึงได้แก่ กระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลาง เมื่อประยุกต์ใช้
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้วยพ้ืนฐานของกระบวนทรรศน์ดังกล่าวน้ีย่อม สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตให้
เกดิ การสรา้ งสรรค์ ปรบั ตวั ร่วมมอื และแสวงหาได้โดยชอบธรรม และมีความสขุ รว่ มกันได้ดว้ ยใจที่พอเพียง
อภิปรายผลการวิจัย
1. จากผลการศึกษาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อภิปรายผลได้ว่า มีความสอดคล้องกับงานวิจัย
ของ รวิช ตาแก้ว และ เมธา หริมเทพาธิป (2565) ที่กล่าวว่า “เศรษฐกิจพอเพียง เป็นท้ังส่วนของหลักการ
และส่วนของปรัชญา เม่ือนามาประยุกต์ในด้านเศรษฐศาสตร์ก็จะเป็นเศรษฐกิจแห่งการแบ่งปัน เมื่อนาไป
ประยุกต์ในดา้ นสังคมศาสตรก์ ็จะเกดิ สงั คมแห่งการแบง่ ปัน เกิดสังคมแห่งความรูร้ กั สามัคคี” และสอดคล้องกับ
แนวคิดของ ผู้ให้สัมภาษณ์ท่านที่ 1 กล่าวว่า “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาแห่งความสุข
เป็นความสุขที่เกิดจากใจท่ีรู้จักพอ เกิดจากการแบ่งปันเอ้ือเฟื้อซึ่งกันและกัน” และสอดคล้องกับแนวคิดของ
ผ้ใู หส้ มั ภาษณ์ท่านท่ี 5 กล่าววา่ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเร่อื งของการดาเนินชีวติ ใหม้ คี วามสขุ เป็น
61 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครอื ข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
ความสุขจากการไม่เบียดเบียนใคร รู้จักประหยัด ไม่เป็นหนี้ ประกอบอาชีพอย่างสุจริต จริงใจต่อกัน ”
นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับแนวคิดของ ผู้ให้สัมภาษณ์ทา่ นท่ี 20 กล่าวว่า “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสอน
ให้เราไม่เบียดเบียนใครให้เกิดทุกข์เกิดโทษ ใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท เป็นหลักปฏิบัติท่ีช่วยให้เราอยู่ร่วมกัน
อยา่ งมีความสุข”
2. จากผลการวิเคราะห์ความสุขตามหลักปรัชญา 5 กระบวนทรรศน์ อภิปรายผลได้ว่า มีความ
สอดคล้องกบั งานวิจยั ของ สิริกร อมฤตวาริน (2558) อธิบายว่า “กระบวนทรรศน์ คือ ความเช่ือพนื้ ฐานทมี่ ีใน
จิตใจของมนุษยท์ กุ คน แบ่งออกเป็น 5 กระบวนทรรศน์ ได้แก่ กระบวนทรรศน์ยุคดึกดาบรรพ์ กระบวนทรรศน์
ยุคโบราณ กระบวนทรรศนย์ คุ กลาง กระบวนทรรศนน์ วยุค และกระบวนทรรศนห์ ลงั นวยคุ ” และสอดคล้องกับ
งานวิจัยของ พันโท ปราโมท หม่อมศิลา (2561) อธิบายว่า “กีรติ บุญเจือ เป็นบุคคลแรกในวงการปรัชญา
ไทยที่ใช้คาว่ากระบวนทรรศน์เพ่ือส่ือถึงความเช่ือส่วนลึกภายในของมนุษย์แต่ละคนท่ีแตกต่างกัน ท้ังทางด้าน
ความคดิ และอารมณ์ ทา่ นได้ทดลองสร้างกระบวนทรรศน์ทางปรชั ญาโดยพัฒนาแนวคิดมาจากกระบวนทรรศน์
ทางวิทยาศาสตร์ของโทมัส คูหน์ (Kuhn, 1970) ในหนงั สือเรื่อง The Structure of Scientific Revolution พิมพ์
ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1962 โดยได้นิยามคาว่า กระบวนทรรศน์ หรือ Paradigm ให้มีความหมายวา่ รูปแบบหรือ
แบบแผน โดยปกติ กระบวนทรรศนท์ างวทิ ยาศาสตรข์ องโทมัส คหู ์น จะมอี ยู่เพียง 4 กระบวนทรรศน์ ภายหลัง
กีรติ บุญเจือ ได้เพิ่มช่วงก่อนประวัติปรัชญาเข้าอีก 1 กระบวนทรรศน์ รวมเป็น 5 กระบวนทรรศน์ เรียกว่า
กระบวนทรรศน์ 5” และสอดคล้องกับงานวิจัยของ วิเศษ แสงกาญจนวนิช และเอนก สุวรรณบัณฑิต.
(2560) อธิบายว่า “กระบวนทรรศน์ คือ ความเชื่อพ้ืนฐานท่ีมีในจิตใจของมนุษย์ทุกคน กระบวนทรรศน์เป็น
สมรรถนะเข้าใจ (understanding) และเชิญชวนให้เจตจานงตัดสินใจ จึงเป็นพฒั นาการทางความคดิ ในปัญหา
และคาตอบที่ถูกใจมนุษย์ในกระบวนทรรศน์น้ัน ๆ ซ่ึงแบ่งได้เป็น 5 กระบวนทรรศน์” และสอดคล้องกับ
งานวิจัยของ เมธา หริมเทพาธิป (2561) สรุปว่า “ปรัชญาหลังนวยุค เป็นปรัชญากระบวนทรรศน์ที่ 5 ของ
มนษุ ยชาติซ่ึงมปี รชั ญาอยู่ 2 สาย คือ ปรัชญาหลังนวยุคสายสุดขวั้ และปรัชญาหลังนวยคุ สายกลาง ในส่วนของ
ปรัชญาหลังนวยุคสายสุดข้ัว มีความเช่ือแบบ “รอื้ ถอน” โครงสร้างเครอื ขา่ ยของกระบวนทรรศน์นวยุคทง้ั หมด
ส่วนปรชั ญาหลงั นวยุคสายกลาง มีความเชื่อแบบ รอ้ื สร้างใหม่” โดยย้อนอา่ นใหมห่ มด ไมท่ าลายสิง่ ใด ใช้อรรถ
ปรวิ รรตเปน็ เครื่องมือในการตีความอยา่ งมีวจิ ารณญาณ โดยถอื คุณภาพชวี ติ เป็นเป้าหมายสาคญั ”
3. ผลการวิเคราะห์ความสุขตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อภิปรายผลได้ว่า มีความ
สอดคล้องกับแนวคิดของ คนเดินดิน (2565) ที่กล่าวว่า “เศรษฐกิจแบบสังคมแบ่งปัน (เศรษฐกิจพอเพียง)
เป็นระบบเศรษฐกิจที่มุ่งต่อศักยภาพของประเทศที่มีความสมดุลเป็นพ้ืนฐาน โดยให้ความสาคัญกับการผลิต
เพื่ออุปโภค บริโภค ให้มีกิน มีใช้ มีเหลือสารอง และพร้อมท่ีจะแบ่งปัน” และสอดคล้องกับงานวิจัยของ
พันโทหญิง สุดารัตน์ น้อยแรม. (2561) ท่ีอธิบายว่า “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่เป็น
แนวคิด หลักการ และแนวทางปฏิบัติตนของแต่ละบุคคลและองค์กรทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับ
ชมุ ชน และระดับประเทศท้ังในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดาเนินไปในทางสายกลาง โดยคานึงถึงความ
พอประมาณกับศักยภาพตนเองและสภาวะแวดล้อมความมีเหตุผลและการมีภูมิคุ้มกันท่ีดีในตัวเองโดยใช้
ความรู้อย่างถูกหลักวิชาการด้วยความรอบคอบและระมัดระวังควบคู่ไปกับการมีคุณธรรม ไม่เบียดเบียนกัน
แบ่งปัน ช่วยเหลือซ่ึงกันและกันและร่วมมือปรองดองกันในสังคม ซึ่งนาไปสู่ความสามัคคี” และสอดคล้องกับ
แนวคิดของ เมธา หริมเทพาธิป และอเนก สุวรรณบัณฑิต. (2559) ท่ีสรุปว่า “การมีส่วนร่วมในพระราช
ดารัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 นั้น ทรงมุ่งเน้นถึงความพอเพียงที่
เกิดข้ึนจากปฏิบัติงานร่วมกันของผู้ท่ีเก่ียวข้องทุกฝ่าย ช่วยกันคิดช่วยกันทา ช่วยกันตัดสินใจ และช่วยกัน
รับผิดชอบในส่ิงที่ตัดสินใจกระทาร่วมกันด้วยความรู้รักสามัคคีเป็นน้าหน่ึงใจเดียวกัน” และสอดคล้องกับ
62 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
แนวคิดของ ผู้ให้สัมภาษณ์ท่านท่ี 9 กล่าวว่า “ความสุขท่ีเกิดขึ้นจากใจที่เต็มอิ่มจากภายใน จะต้องมาจาก
ความรสู้ ึกตวั มสี ตใิ นการดารงชวี ติ ” และสอดคล้องกับแนวคิดของ ผู้ให้สมั ภาษณ์ทา่ นท่ี 13 กลา่ วว่า “ปรชั ญา
ของเศรษฐกจิ พอเพยี งสามารถนาไปใช้ได้จรงิ สรา้ งความสุขให้เกิดข้นึ ทกุ ระดบั ทุกชว่ งวัย”
ขอ้ สรปุ และข้อเสนอแนะ
ผลจากการศึกษาและวิเคราะห์ “ความสุขตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ผู้วิจัยได้พบว่า
ความสุขตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นองค์ความรู้ใหม่ด้านปรัชญาและจริยศาสตร์เก่ียวกับการ
ดารงชีวิตอย่างมีความสุขที่ครอบคลุมทั้งในส่วนของวิถีและเป้าหมาย ในส่วนของวิถี ได้แก่ ความสุขที่เกิดจาก
การความรสู้ ึกตัวหรือความตระหนกั รู้ (ระเบิดจากภายใน) จนเกิดเป็นความมั่นคงทางใจ มีสติปัญญา สามารถ
พึ่งพาตนเองได้ ในส่วนเป้าหมาย ได้แก่ ผลลัพธ์ที่เกิดจากการดาเนินชีวิตอย่างมีความสุขจากการเข้าใจตนเอง
เข้าใจผู้อ่ืน เข้าใจในงาน ตลอดจนการได้เข้าถึงด้วยการลงมือปฏิบัติ จนเกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตในด้าน
ต่างๆ ท้ังทางด้านพฤติกรรมและส่ิงแวดล้อม ด้านความประพฤติ ด้านอารมณ์หรือจิตใจ และด้านสติปัญญา
(บาบดั ทกุ ขไ์ ด้ บารงุ สุขได)้ กล่าวโดยสรุปกค็ ือ สามารถวางใจเปน็ คดิ เปน็ ทาเป็น และมีความสุขน่นั เอง
ข้อเสนอแนะเพ่ือการนาผลการวิจยั ไปใชง้ าน
1. นักเขียน ควรนาเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปขยายความร่วมกับหลักการทรงงาน
ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมพิ ลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพติ ร เพื่อการแกป้ ญั หาและ
พัฒนานวัตกรรมโดยใช้พระปฐมบรมราชโองการเป็นส่วนของวิถีและเป้าหมาย และใช้หลักการทรงงานเป็น
ส่วนขบั เคลอ่ื น
2. ผู้นาหรือผู้บริหารองค์กรต่างๆ ควรจัดทาแบบแผนความคิด (Model) “การบริหารองค์กรแห่ง
ความสุขตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” บนพื้นฐานกระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลาง เพื่อให้งาน
และวัฒนธรรมขององคก์ รมีทิศทางท่ชี ดั เจนในการพัฒนาคุณภาพชวี ิตด้วยการสรา้ งสรรค์ ปรบั ตวั รว่ มมอื และ
แสวงหา สร้างระบบเศรษฐกิจแห่งการแบง่ ปัน และสงั คมแหง่ การแบง่ ปนั ให้เกิดข้นึ
3. ผู้ประกอบการธุรกิจ ควรนาเอาหลกั หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักปฏิบัติในการ
ครองตนให้ได้เสียก่อน แล้วจึงนาไปครองคนและครองงานในองค์กร มิฉะนั้นแล้ว จะไม่สามารถเข้าใจ เข้าถึง
และไม่สามารถพฒั นาใหเ้ กดิ ความมัน่ คงและยั่งยืนได้ พงึ ระลึกเสมอว่า “ตวั อยา่ งทีด่ ี มคี ่ากว่าคาสอน”
4. องค์กรไมแ่ สวงหาผลกาไร เชน่ มลู นิธิ สมาคม เป็นต้น ท่ีมีวัตถปุ ระสงค์เก่ียวกับการพฒั นาชุมชน
การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สามารถนาผลการวิจัยนี้ไปคิดต่อยอด
เพ่ือสรา้ งนวัตกรรมการบริหารองคก์ ร และการแกป้ ญั หาอยา่ งย่งั ยนื ตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
5. ธุรกิจเพื่อสังคม (SE) และวิสาหกจิ ชมุ ชนต่างๆ สามารถนาผลการวิจัยนไ้ี ปไปคดิ ต่อยอดเพอื่ สร้าง
นวัตกรรมการผลิตสินค้าและบริการที่วางอยู่บนพื้นฐานของการจัดการพื้นที่อย่างยั่งยืน เช่น มีความม่ันคง
ทางด้านอาหาร มีระบบสาธารณูปโภคพ้ืนฐานท่ีครบครันและมีคุณภาพ มีความปลอดภัยต่อสุขภาพและเป็น
มิตรกับสงิ่ แวดลอ้ ม มคี วามมนั่ คงทางดา้ นอาหาร เป็นต้น
ขอ้ เสนอแนะเพือ่ การวิจัยตอ่ ไป
1. ควรศึกษาระบบเศรษฐกิจแบบแบง่ ปันตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
2. ควรศึกษาการบรหิ ารตน บริหารคน บริหารงาน ตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
บรรณานกุ รม
63 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลยั และเครือขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
กีรติ บุญเจือ และคณะ. (2558). ลักษณะหลังนวยุคในทฤษฎีความพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ภมู ิพลอดุลยเดชฯ. สาขาปรัชญาและจรยิ ศาสตร์. บัณฑติ วทิ ยาลยั : มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สวนสนุ นั ทา.
คนเดินดิน. (2565). PORPEANG THE EXPLORER เศรษฐกิจพอเพียง. กรุงเทพฯ: ศูนย์ปฏิบัติการปฏิบัติที่ 5
กอ.รมน.
ปราโมท หม่อมศิลา, พันโท. (2561). คุณภาพชีวิตของทหารไทยตามหลักปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง :
การศึกษาเชิงวิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธาน. วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย :
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสวนสุนันทา.
เมธา หริมเทพาธิป และอเนก สวุ รรณบัณฑิต. (2559). พัฒนาอย่างพอเพียงด้วยการมีส่วนร่วมเพอื่ ธรรมาภบิ าล. ใน
รวิช ตาแก้ว/(บก.). ประเทศไทยกับธรรมาภิบาลด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง. กรุงเทพฯ:
หลักสตู รปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญาและจรยิ ศาสตร.์
เมธา หริมเทพาธิป, ดร. (2561). การมีส่วนร่วมในมุมมองหลังนวยุค. รมยสาร. ปีที่ 16. ฉบับที่ 3. (กันยายน-
ธนั วาคม).
________. (2563). การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนด้วยปรัชญาหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระ
ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช. รายงานการวิจัย. สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์. บัณฑิตวิทยาลัย :
มหาวิทยาลยั ราชภัฏสวนสุนนั ทา.
________. (2561). การจูงใจตนเองในแนวทางหลังนวยุค. รายงานวิจยั . สาขาปรชั ญาและจรยิ ศาสตร.์ บัณฑติ
วทิ ยาลยั : มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สวนสนุ นั ทา.
รวิช ตาแก้ว และเมธา หริมเทพาธิป. (2565). ปัจจัยพลังอานาจของชาติด้านเศรษฐกิจตามหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง การศึกษาเชิงวิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธาน. รายงานการวิจัย. บัณฑิตวิทยาลัย :
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สวนสนุ ันทา.
วิเศษ แสงกาญจนวนิช และเอนก สุวรรณบัณฑิต. (2560). ความชอบธรรมของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงใน
ฐานะปรัชญาเพื่อการพัฒนาชาติ. รายงานการวจิ ยั . บัณฑิตวิทยาลยั : มหาวิทยาลยั ราชภฏั สวนสนุ ันทา.
สิริกร อมฤตวาริน. (2558). ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับความสุขแท้ตามความเป็นจริง : การศึกษาเชิง
วิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธาน. วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัย
ราชภัฏสวนสนุ นั ทา.
สุดารัตน์ น้อยแรม, พันโทหญิง. (2561). หลักพอเพียงเชิงปรัชญาหลังนวยุคสายกลางในภาคปฏิบัติ :
การศึกษาเชิงวิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธาน. วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย :
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสวนสนุ นั ทา.
64 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลยั และเครือข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
ปัจจัยที่มผี ลตอ่ การเรยี นออนไลนข์ องนกั ศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศกึ ษา
คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า
Factors Affecting Online Learning of Students of Faculty of Education,
Nakhon Ratchasima Rajabhat University
Suchsat Phimpan
Yothin Maha
Phallawat Suriram
Nakhon Ratchasima Rajabhat University
E-mail: [email protected], [email protected], [email protected]
บทคดั ย่อ
การวจิ ัยนม้ี วี ัตถปุ ระสงคใ์ นการวจิ ัย คือ 1) เพื่อศกึ ษาปัจจัยท่ีมีผลต่อการเรียนออนไลน์ของนักศกึ ษา
สาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา 2) เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยท่ีมีผล
ตอ่ การเรยี นออนไลน์ของนกั ศึกษาสาขาวชิ าพุทธศาสนศกึ ษา คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครราชสมี า
โดยจาแนกตามชั้นปี โดยกล่มุ ตวั อย่างในการวิจยั ครัง้ น้ี คือ นักศกึ ษาภาคปกติ ระดับปริญญาตรี สาขาวิชาพทุ ธ
ศาสนศึกษา ชั้นปีท่ี 1 - 3 คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ในปีการศึกษา 2562 จานวน 65
คน เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามปัจจัย ซึ่งมีการหาคุณภาพเครื่องมือโดยการหาความเที่ยงตรง
เชิงเนื้อหา (Content Validity) จากผู้เชี่ยวชาญจานวน 3 ท่าน และมีค่าความเช่ือม่ัน (Reliability) เท่ากับ 0.90
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
(Standard Deviation) สถิติเชิงอนมุ านที่ใช้ในการทดสอบสมมตฐิ าน ไดแ้ ก่ การทดสอบคา่ ที (t-test)
ผลการวจิ ัยพบวา่
1. ปัจจัยที่มีผลต่อการเรียนออนไลน์ของนักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า โดยรวมอย่ใู นระดับปานกลาง คา่ เฉล่ีย ( = 3.43, S.D. = 0.58)
2. เม่ือเปรียบเทียบปัจจัยท่ีมีผลต่อการเรียนออนไลน์ของนักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา
คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสมี า โดยจาแนกตามชนั้ ปี พบว่า นกั ศกึ ษาที่มชี ้ันปตี ่างกนั มีปจั จัย
ท่ีมีผลต่อการเรียนออนไลน์โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า นักศึกษาท่ีมีช้ันปีที่
ตา่ งกนั มีปจั จยั ที่มผี ลต่อการเรียนออนไลน์ ไม่แตกต่างกันทกุ ดา้ น อย่างมนี ยั สาคญั ทางสถิติท่ีระดับ .05
คาสาคญั : ปจั จัย, การเรยี นออนไลน,์ นักศกึ ษาสาขาวชิ าพทุ ธศาสนศกึ ษา
Abstract
This study aimed 1) to study the attitudes towards death and 2) to compare the
attitudes towards death classified by gender of undergraduate students in the faculty of
education, Nakhon Ratchasima Rajabhat University. The samples of this study consisted of 195
third year undergraduate students, selected from 17 programs in the Faculty of Education, Nakhon
Ratchasima Rajabhat University in Academic year 2560. Research instrument was the attitude
questionnaire, which the content has been validated by three experts in the field. The
65 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลยั และเครือขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
reliability was 0.93. The statistics for data analysis were Percentage, Mean, Standard Deviation,
and Inferential statistics such as T-Test.
The results showed that:
1. The attitudes towards death of undergraduate students in the faculty of Education,
Nakhon Ratchasima Rajabhat University in the overall picture were at the fair level ( = 3.43,
S.D. = 0.58).
2. The comparison of the attitudes towards death of undergraduate student in the
Faculty of Education, Nakhon Ratchasima Rajabhat University classified by gender revealed
that students with different gender had no statistically significant differences in the overall
picture. It was also found that the attitudes towards death of students with different gender
were not different at the statistically significant difference of .05 in all aspects.
Keywords : Factors, Online Learning, Buddhist Studies Students
บทนา
ในสถานการณท์ มี่ ีการแพร่ระบาดของโรคโควดิ -19 ไดเ้ ปลีย่ นรปู แบบ และพฤติกรรมการใช้ชวี ติ ของ
คนจานวนมากท่ัวโลก ไม่เว้นแม้แต่การศึกษาท่ีต้องเปล่ียนรูปแบบเป็นการเรียนผ่านระบบออนไลน์แทน
เพื่อไม่ให้การเรียนต้องหยุดชะงักลง โควิด-19 ส่งผลให้โรงเรียนสังกัด สพฐ. และโรงเรียนสังกัดต่างๆ และ
มหาวิทยาลัยท่ัวประเทศ ต้องจัดการเรยี นการสอนออนไลน์ ท้ังรูปแบบการจัดการเรียนการสอน ส่ือที่นามาใช้
และการพัฒนา ทาความเข้าใจกับครูผู้สอนในการใช้ส่ือออกแบบเน้ือหาให้เหมาะสม วิกฤติในครั้งนี้ทาให้
สถาบันการศึกษา ทง้ั ผเู้ รียนผู้สอนได้ปรบั ตวั ใหช้ นิ กบั การเรยี นออนไลน์ หลายวิชาเร่ิมเห็นทิศทางความเป็นไป
ไดใ้ นการเรยี นออนไลน์ ซึ่งเป็นเรือ่ งท่มี หาวิทยาลัยพยายามสนับสนุนมาโดยตลอด และนอ่ี าจเป็นโอกาสในการ
ต่อยอดการศึกษาในอนาคต การเรียนออนไลน์ผ่านเทคโนโลยีที่เป็นจริงได้เพราะเทคโนโลยีได้รับพัฒนา
เทคโนโลยีทาให้การศึกษา เกิดนวัตกรรมการเรียนรู้แบบใหม่ท่ีไม่เคยคาดคิด เกิดการร่วมมือกัน ระหว่าง
ภาครัฐและเอกชน พัฒนาช่องทางการเรียนรู้แบบใหม่ สร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ชั่วคราวเพ่ือแก้ปัญหาใน
ชว่ งเวลาวกิ ฤติ และการคิดคน้ พฒั นาการเรียนร้สู ่ิงใหม่ การต่ืนตัว สร้างสรรค์นวตั กรรม เทคโนโลยี
ความหมายของบทเรียนออนไลน์
ความหมายของบทเรียนออนไลน์มีผู้อธิบายไว้ต่างกัน ซึ่งจากการศึกษาแนวคิดต่างๆ มีผู้กล่าวถึง
ความหมายของบทเรียนออนไลน์ไว้ดงั นี้
ณัฏฐ์สิตา ศิริรัตน์ (2548 : 3) กล่าวว่าบทเรียนออนไลน์หมายถึง การเรียนจากสารสนเทศ
ซึ่งออกแบบสาหรับการสอนหรือการฝึกอบรม โดยการใช้โปรแกรมสื่อหลายมิติหรือเทคโนโลยีของเว็บมา
ถา่ ยทอดเนื้อหา บริหารจัดการงานสอน ส่งเสริมสนบั สนุนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ท่ีสาคัญ คือ มีการเช่ือมโดย
เครือข่ายให้มีลักษณะท่ีผู้สอน และผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ (Interactive) กันผ่านระบบ และผู้เรียนยังสามารถ
เรียนร้ไู ด้ ณ สถานที่หรอื เวลาใดก็ได้
อาณัติ รัตนถิรกุล (2553 : 16) กล่าวว่าบทเรียนออนไลน์หมายถึง การเรียนการสอน ผ่านทางสื่อ
อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ ซีดีรอม เครือข่ายอินทราเน็ตเครือข่ายอินเทอร์ เน็ต
ดาวเทียม โทรศัพท์มือถือ เคร่ืองพีดีเอ หรืออุปกรณ์ไร้สายต่าง ๆ โดยที่ผู้เรียนสามารถเข้าเรียนรู้ เพื่อพัฒนา
66 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลัย และเครือข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
ตนเองได้ตามอัธยาศัย ได้ทกุ ที่ทุกเวลา ผ่านทางหน้าเวบ็ ไซต์ในรูปแบบสอ่ื มัลตมิ เี ดีย ไมว่ ่าจะเปน็ ขอ้ ความ เสยี ง
ภาพน่ิง ภาพเคลื่อนไหว
วชั รพล วิบูลยศรนิ (2556 : 132) กล่าววา่ บทเรียนออนไลน์หมายถงึ การเรียนการสอน ท่ีบูรณาการ
กับเทคโนโลยีเว็บหรือเวิลด์ไวด์เว็บ โดยจัดสถานการณ์ให้ผู้เรียนและผู้สอนซ่ึงอยู่คนละที่สามารถเช่ือมต่อเข้า
หากันด้วยเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เนื้อหาของบทเรียนประกอบด้วยข้อความ ภาพน่ิง ภาพเคลื่อนไหว เสียง วิดิ
โอ และสื่อมัลติมีเดียต่างๆ ซึ่งส่งผ่านไปยังเว็บเบราว์เซอร์ไปยังผู้เรียน และทุกคนในชั้นเรียนได้แลกเปล่ียน
ความคดิ เหน็ ระหวา่ งกนั
จากแนวคิดข้างต้นสรุปไดว้ ่าความหมายของบทเรยี นออนไลน์ น้ันคือบทเรียนทจี่ ดั ทาขนึ้ เป็นสือ่ การ
สอน ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ประกอบไปด้วยโครงสร้างหลักสูตร คาอธิบายรายวิชา หนว่ ยการเรยี นรู้
การวางแผนการจัดการเรยี นรู้ เนอ้ื หา แบบทดสอบ แบบฝกึ ทกั ษะ เพ่อื ใหน้ ักเรียนและผทู้ สี่ นใจศึกษา สามารถ
ศกึ ษาคน้ ควา้ ความรู้ ได้ดว้ ยตนเอง โดยออกแบบไว้ ให้โต้ตอบกับผู้เรียนได้
จากแนวคิดข้างต้นสรุปได้ว่าองค์ประกอบของบทเรียนออนไลน์ ประกอบด้วย การเรียน โดยใช้
คอมพิวเตอร์ เป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้โดยผ่านคอมพิวเตอร์ มีการจัดการเนื้อหา ของบทเรียนมีการ
ออกแบบไว้ก่อนท่ีจะมีการเรียนการสอน ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับบทเรียนโดยตรงผ่านคอมพิวเตอร์โดยนา
รปู แบบการติดต่อส่ือสารแบบ 2 ทาง ใช้ประกอบในการเรียน บทเรียนตอบสนองความแตกต่างระหวา่ งบุคคล
มกี ารทาแบบทดสอบก่อนเรียน ระหวา่ งเรียน และ หลงั เรียนเพอื่ เป็นการวดั ประสทิ ธภิ าพในการเรียน
หลกั การการเรยี นร้อู อนไลน์
หลักการการเรียนรู้ออนไลน์ในด้านต่างๆ ซึ่งจากการศึกษาแนวคิดต่างๆ มีผู้กล่าวถึงหลักการการ
เรยี นร้อู อนไลนไ์ ว้ดงั นี้
ถนอมพร เลาหจรสั แสง (2545 : 1) ได้ให้ความหมายของ การเรียนแบบออนไลน์ หมายถึงการเรยี น
ในลักษณะใดก็ได้ซ่ึงใช้การถ่ายทอดเนื้อหาผา่ นทางอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ เครือข่าย
อินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต เอ็กซ์ทราเน็ต หรือทางสัญญาณโทรทัศน์ หรือสัญญาณดาวเทียม (Satellite) ก็ได้
ซ่ึงเนื้อหาสารสนเทศอาจอยู่ในรูปแบบการเรียนที่เราคุ้นเคยกันมาพอสมควรเช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอน
(Computer Assisted Instruction) การสอนบนเว็บ (Web-Based Instruction) การเรียนออนไลน์ (On-
line Learning) การเรยี นทางไกลผ่านดาวเทยี ม หรือ อาจจะอยู่ในลักษณะท่ียังไมค่ ่อยเป็นท่ีแพรห่ ลายมากนัก
เช่น การเรียนจากวีดิทัศน์ตามอัธยาศัย (Video on-Demand) เป็นต้น เม่ือกล่าวถึง การเรียนแบบออนไลน์
(E-Learning) จะหมายถงึ การเรียนเนื้อหาหรือสารสนเทศซึ่งออกแบบมาสาหรบั การสอนหรือการอบรม ซง่ึ ใช้
เทคโนโลยีของเว็บ(Web Technology) ในการถ่ายทอดเน้ือหา และเทคโนโลยีระบบการจัดการคอร์ส
(Course Management System) ในการบริหารจัดการงานสอนด้านต่าง ๆ โดยผู้เรียนที่เรียนจากการเรียน
แบบออนไลน์ (E-Learning) สามารถนาเสนอโดยอาศัยเทคโนโลยีมัลติมีเดีย (Multimedia Technology)
และเทคโนโลยีเชิงโตต้ อบ(Interactive Technology)
อมรเทพ เทพวิชิต (2552 : 1) ได้ให้ความหมายของ การเรียนแบบออนไลน์ คือ เป็นการจัดการ
เรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยใช้ร่วมกับเน้ือหาท่ีเป็นส่ือประสม ร่วมกับระบบจัดการเรียนการสอน
(LMS) ซ่ึงผู้เรียนและผู้สอนใช้เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารกันโดยมีส่วนประกอบ ที่สาคัญ ได้แก่ ส่วน
จัดการระบบ ส่วนของเน้ือหาหรอื การจัดการเรียน เครือ่ งมอื ชว่ ยจัดการเรยี น การปฏิสัมพันธแ์ ละกระบวนการ
ในการเรียน ทาให้ไม่มขี ีดจากัดทางการเรยี นในระยะทาง เวลา และสถานที่ ทาใหต้ อบสนองต่อความสนใจและ
ความสามารถของผเู้ รียนไดเ้ ปน็ อยา่ งดี
67 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
ไพโรจน์ ตรี ณธนากุล, ไพบูลย์ เกียรติโกมลและเสกสรรค์ แย้มพนิ ิจ (2546 : 11) ได้ให้ความหมาย
ของ การเรียนแบบออนไลน์ คือ การดาเนินการการศึกษาหรือการเรียนรู้ ด้วยเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์หรือ
ดิจิตอล ทั้งทางด้านการเรียนการสอน การบริการทางการศึกษาและการบริหารการจัดการศึกษา เพ่ือสนอง
ความต้องการการศึกษาท่ีไร้พรมแดน ไร้เง่ือนไขของเวลา และสถานที่ เป็นการจัดให้การศึกษาสนองตอบต่อ
ความต้องการของบุคคล รวมทงั้ การศกึ ษา โดยผ้เู รียนเป็นสาคัญ จะเป็นการศึกษาสถานท่ี ในหอ้ งเรียน ท่บี ้าน
หรือท่ีไหน ๆ ก็ได้โดยใชค้ อมพิวเตอรแ์ บบ Stand Alone หรือ Network, Intranet หรือ Internet ตามความ
จาเปน็ และเหมาะสม
การใชส้ ื่อในการเรยี นการสอนออนไลน์
จักรกฤษณ์ โพดาพล (2563) ในการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ต้องสร้างความน่าสนใจตาม
ทฤษฎีของกาเย่ (Robert Gagne) ให้กับการจัดการเรียนการสอน ดังน้ันการเลือกใช้ส่ือ มีความสาคัญ ผู้สอน
สามารถใชส้ อื่ ไดห้ ลากหลาย ประเภทต่างๆ ท่ใี ช้มีดงั นี้
1. ส่ือเอกสาร โดยท่ัวไป คือ สื่อประเภทตัวหนังสือที่เป็นเน้ือหาหลัก และเน้ือหาประกอบที่
เกี่ยวข้องกับเน้ือหาบทเรียนท่ีทาการเรียนการสอนออนไลน์ ส่ือประเภทน้ีมีไว้สาหรับให้ผู้เรียน ได้ศึกษาด้วย
ตนเอง
2. ส่ือรปู ภาพ โดยทัว่ ไปอาจเปน็ ภาพ Inforgraphic ที่เป็นการประมวลภาพรวมของเนอ้ื หา ท่ผี ู้สอน
ต้องการให้ผู้เรียนเข้าใจในเน้ือหาองค์รวมของบทเรียน หรือภาพไดอะแกรมของเนื้อหาบางส่วนที่ต้องการ
ให้เห็นความเช่ือมโยงของเนื้อหา ตลอดจนรูปภาพทั่วไปท่ีผู้สอนนามาประกอบเพื่อความชัดเจนของเน้ือหา
ซง่ึ ผสู้ อนอาจจะสรา้ งขนึ้ มาเอง หรอื นามาจากแหลง่ ข้อมลู อนื่ ก็ได้
3. Link URL ของข้อมูลในอินเทอร์เน็ต โดยทั่วไป ผู้สอนใช้สาหรับให้ผู้เรียนได้ศึกษาเพิ่มเติม
เนอ้ื หาทเี่ ก่ียวขอ้ งกับบทเรยี น
4. สอื่ วิดิโอ โดยท่ัวไปสื่อวิดิโอถอื วา่ สาคญั มากในการจัดการเรยี นการสอนออนไลน์ เพราะ เป็นการ
สร้างความน่าสนใจให้กับเนื้อหาของบทเรียน โดยในการเรียนการสอนออนไลน์ในระบบ MOOC ของ
Thailand Cyber University ได้กาหนดเน้ือหาส่วนที่เป็น วิดิโอไว้ร้อยละ 35 ของเน้ือหาในแต่ละบทเรียน
Skilllane (ม.ป.ป.) อธิบาย สร้างวชิ าออนไลนใ์ น 4 ขนั้ ตอนง่ายๆ ดงั น้ี
ขัน้ ตอนท่ี 1 วางโครงสร้างหลักสูตร ข้ันตอนนี้เป็นข้ันตอนที่สาคัญที่สุดของการสร้างวชิ าเรียนข้ึนมา
หน่ึงวิชา คาถามที่ผู้สอนต้องตอบให้ได้คือ เราจะสอนใคร? และ เขาจะได้รับประโยชน์อะไร? เน่ืองจาก
กลุ่มเป้าหมายนักเรียนต่างกัน เนื้อหาของสองวิชาน้ีก็จะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เม่ือหากลุ่มเป้าหมายเจอแล้ว
ผู้สอนต้องวางแผนวิชาออนไลน์ของตนว่าจะมีจานวนวิดิโอเท่าไร และแต่ละวิดิโอมีเน้ือหาอย่างไร โดยความ
ยาวของแต่ละวิดิโอน้ันไม่มีจากัด แต่ขอให้จาไว้ว่า ความตั้งใจของนักเรียนนั้นมี จากัด ความยาวของวิดิโอจึง
ควรจะกระชบั ที่สุดเทา่ ทจี่ ะเปน็ ไปได้
ข้ันตอนที่ 2 เตรียมบทพูดและเอกสารประกอบให้พร้อม ผู้สอนควรจะเตรียมสอนเสมือนกับว่า
ตวั เอง ต้องไปพูดที่หนา้ ห้อง ควรจะต้องมีสคริปท์ในระดับหนึ่ง คือ ไม่จาเป็นต้อง ละเอียดยิบ แต่ต้องรู้ในภาพ
ใหญ่ว่า เราจะพูดอะไรในแต่บท และมีลาดับขั้นตอนอย่างไร การเตรียมตัวที่ดีจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้
ของนักเรยี นมาก และทสี่ าคญั มันจะชว่ ยให้ผู้สอนประหยดั เวลา จากการทไี่ มต่ ้องมาอดั วดิ ิโอซ้าแล้วซ้าอีก
ขั้นตอนท่ี 3 ถ่ายวิดิโอ เม่ือเตรียมตัวพร้อมแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการถ่าย วิดิโอโดยการถ่ายวิดิโอน้ัน
สามารถทาได้หลากหลายรูปแบบ คือ ถ่ายวิดิโอโดยการบันทึก หน้าจอคอมพิวเตอร์ ถ่ายวิดิโอแบบเห็นหน้า
ผสู้ อน แบบผสมผสาน และถ่ายวดิ ิโอจากงานสมั มนา
68 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
ข้นั ตอนที่ 4 ตัดต่อวิดิโอ การตัดตอ่ วิดิโอน้ันมีความสาคญั ต่อการถ่ายทาวิดิโอ ในรูปแบบผสมผสาน
รูปแบบสัมมนา และผู้ที่ต้องการให้เสียงมีคุณภาพท่ีดี โปรแกรมตัดต่อสามารถทาให้เราสลับภาพไปมาได้
ใส่เอฟเฟค และการ synchronize เสียงที่ถูกบันทึกจากเครื่องอัดเสียงภายนอก ซึ่งการตัดต่อวิดิโอน้ันไม่ยาก
อีกตอ่ ไป หลายๆ บริษัทยกั ษ์ใหญอ่ ย่าง Apple ได้ออกโปรแกรมตัดตอ่ วิดโิ อ อาทิ iMovie และ Final Cut Pro
ซึ่ง ง่ายสาหรับผู้ใช้งานท่ัวไป ส่วนโปรแกรมบันทึกหน้าจอเช่น Screenflow และ Camtasia ก็รองรับการตัด
ตอ่ วิดิโอเช่นเดียวกัน โดยทุกโปรแกรมมีหลักการใช้งานท่ีไม่ต่างกัน ถ้าเราใช้อันใดอันหนึ่งเป็นแล้ว การหัดใช้
โปรแกรมของค่ายอืน่ ก็เปน็ เรอ่ื งง่าย
ขอ้ ดีของบทเรียนออนไลน์
รตั นะ บวั สนธ์ (2552 : 40) ได้กลา่ วถึงข้อดีของบทเรียนออนไลน์ไวด้ งั น้ี
1. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ ประหยัดเวลาและงบประมาณ สาหรับผู้เรียนและผู้ท่ีเกย่ี วข้อง
ในการจัดการเรียนรู้
2. เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ เน่ืองจากมีการใช้ส่ือ
อเิ ล็กทรอนกิ ส์ในลักษณะตา่ งๆ อย่างหลากหลาย ทาให้ผเู้ รียนสามารถเข้าถงึ ข้อมูลได้
3. เป็นการจัดการเรียนรู้ที่มีลักษณะก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนหรือ กลุ่มเพื่อน
ร่วมช้ันเรียน ท้ังที่เป็นการปฏิสัมพันธ์แบบโต้ตอบกลับในทันที เช่น การสนทนาผ่านคอมพิวเตอร์และ
การออกอากาศสด และปฏิสัมพันธ์แบบในช่วงเวลาท่ตี ่างกัน ไดแ้ ก่ การฝากขอ้ ความ คาถามไวบ้ นกระดานขา่ ว
หรอื จดหมายอเิ ล็กทรอนิกส์
4. ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ด้านทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ประกอบอ่ืนๆ ทาให้ผู้เรียน
คนุ้ เคยกับคอมพวิ เตอร์ มเี จตคตทิ ีด่ ี ตอ้ งการเรยี นรูเ้ ทคโนโลยใี หม่
5. ผ้เู รยี นจะได้รบั เนอ้ื หาสาระทจี่ ะเรยี นรู้อยา่ งถกู ตอ้ งตลอดเวลา ไม่วา่ จะเข้าใช้เมือ่ ไร เพราะเนอ้ื หา
สาระดังกลา่ วน้นั ได้ จัดเตรียมไว้แล้วอยา่ งเปน็ ระบบ ซ่ึงตา่ งจากการเรียนรู้เน้ือหาสาระทไ่ี ด้รับการถา่ ยทอดจาก
บคุ คลท่อี าจจะมีการแปรเปลยี่ นไปตามตัวผู้เรยี นแต่ละคน
จากแนวคิดข้างต้นสรุปได้ว่าข้อดีของบทเรียนออนไลน์ คือ ช่วยเพ่ิมประสิทธิภาพการเรียนรู้ความ
ยืดหยุ่นในการปรับเปล่ียนเนื้อหาและสะดวกในการเรียน มีการจัดการเรียนการสอนเป็นไปอย่างรวดเร็ว
ก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างผ้เู รียนกับผู้สอน ทาให้ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรดู้ ้านทกั ษะการใช้คอมพวิ เตอร์และ
ผเู้ รยี นสามารถที่จะได้รับเน้ือหาสาระที่จะเรยี นรูอ้ ยา่ งถูกต้องตลอดเวลา
ข้อจากดั ของบทเรียนออนไลน์
มผี ้กู ลา่ วถงึ ขอ้ จากดั ของบทเรยี นออนไลนไ์ วด้ งั น้ี
กิดานนั ท์ มลิทอง (2548 : 163) ไดก้ ลา่ วว่าบทเรียนออนไลนม์ ขี อ้ จากัดในการจดั การเรยี นการสอน ดังนี้
1. ผู้เรยี นตอ้ งควบคุมตนเอง เพ่อื การเรยี นอย่างสมา่ เสมอ
2. ผู้เรียนต้องหมั่นทบทวนการเรียนการสอนแบบปกติ เน่ืองจากไม่มีผู้สอนคอยช้ีแนะและให้
คาปรึกษาในเวลาเรยี น
3. ขาดบรรยากาศการเรยี นในเชงิ วิชาการในห้องเรียน
4. การไม่พบหน้ากัน ทาให้ขาดมนุษย์สัมพันธ์ทั้งกับผู้สอนและผู้เรียนและผู้เรียนกับผู้เรียนด้วยกัน
เองซึง่ อาจทาใหเ้ กิดปัญหากบั ผูเ้ รียนบางคนได้
69 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
5) ผู้เรียนอาจไม่สามารถประยุกต์ใช้แนวคิดในสถานการณ์ที่ไม่เคยเผชิญมาก่อนทาให้ ไม่สามารถ
แก้ปัญหาท่ีประสบได้
6. บทเรียนออนไลน์เหมาะเฉพาะกับเน้ือหาทฤษฎีเบ้ืองต้น แต่ไม่เหมาะกับการสอนทักษะการ
วเิ คราะหท์ ่ซี บั ซอ้ น
7. บางประเทศยังมีโครงสร้างพ้ืนฐานไอซที ีไม่ดีเพียงพอ ทาให้เกิดความเหลื่อมล้าด้านดิจิตอล เป็น
เหตุให้ประชาชนไม่มีโอกาสอย่างเท่าเทียมกันในการใช้อินเทอร์เน็ต ส่งผลให้ไม่สามารถ มีการเรียน
อิเล็กทรอนิกส์ไดอ้ ยา่ งท่ัวถงึ
ในเรื่องปจั จยั ที่มีผลต่อการเรียนออนไลน์ มผี ู้ทาการวิจัยไว้หลายท่าน ซง่ึ ผูว้ ิจยั นาเสนอดังน้ี
สุวลี บัวสุวรรณ์, พัฒนาพร ดอกไม้ และปัญญาพร แสงสมพร (2556 : บทคัดย่อ) ทาการวิจัยเร่ือง
ปจั จยั ทีม่ ีผลต่อผลสัมฤทธิท์ างการเรียนในรายวชิ าทีใ่ ช้ระบบอเี ลริ น์ นิ่งเตมิ เต็มการเรียนมหาวิทยาลยั เทคโนโลยี
ราชมงคลพระนคร การวิจัยในครั้งนี้มวี ัตถุประสงค์เพื่อศึกษาว่า มปี ัจจัยใดบ้างท่ีจะส่งผลกระทบต่อผลสัมฤทธ์ิ
ของการเรียนการสอนด้วยระบบอีเลิร์นนิง แบบเติมเต็มการเรียนของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราช
มงคลพระนคร โดยผวู้ จิ ัยได้เลือกใช้แบบสอบถามเปน็ เครอ่ื งมอื ในการหาคาตอบดังกล่าว โดย แบบสอบถามจะ
แบ่งออกเป็น 2 ส่วน (6 ตอน) ซ่ึงประกอบด้วย ความพึงพอใจต่อปัจจัยด้านต่าง ๆ ที่ สนับสนุนการใช้ระบบ
อีเลิร์นนิงของนักศึกษา และความสาคัญของปัจจัยน้ัน ๆ ท้ังน้ีจากการศึกษา การตอบแบบทดสอบของ
นักศึกษาทศี่ ึกษารายวิชาท่ีใช้งานระบบอเี ลิรน์ นิงแบบเติมเต็มการเรียน จานวน 169 คน จากท้ังหมด 294 คน
ซ่ึงผู้วิจัยได้เลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Sampling) นั้น มีผลการศึกษา ดังนี้ 1. ความ
พึงพอใจของนักศึกษาต่อปัจจัยด้านต่าง ๆ มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจอยู่ในระดับ ปานกลางจนถึงมาก
ประกอบด้วย ด้านโครงสร้างพ้ืนฐาน ด้านการให้บริการคอมพิวเตอร์และ อินเตอร์เน็ตของมหาวิทยาลัย มี
ค่าเฉล่ียความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง ( = 2.81) ด้านระบบ สนับสนุนอีเลิร์นนิง มีค่าเฉลี่ยความ พึง
พอใจอยู่ในระดับปานกลาง ( = 3.27) ด้านอาจารย์ บุคลากร และเจ้าหนา้ ท่ีสนับสนุนการใช้งานระบบอีเลิร์
นนิง มคี ่าเฉลี่ยความพึงพอใจอย่ใู นระดับมาก ( = 3.50) ดา้ นประโยชน์ของการใช้ระบบ อีเลิรน์ นิง มีคา่ เฉล่ีย
ความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( = 4.11) 2. ความสาคัญของปัจจัยท่ีมีผลต่อการเรียนการสอนด้วยระบบอี
เลิร์นน่ิง พบว่า กลุ่มตัวอย่าง มีความเห็นว่าปัจจัยที่มีความสาคัญสูงสุดต่อการเรียนการสอนระบบอีเลิร์นนิง
แบบเติมเต็ม การเรียน ได้แก่ ด้านโครงสร้างพื้นฐานฯ มคี ่าเฉล่ียระดับความสาคญั อยู่ในระดบั มาก ( =4.29)
และปัจจัยที่มี ความสาคัญน้อยท่ีสุดต่อการเรียนการสอนด้วยระบบอีเลิร์นนิ่ง ได้แก่ ด้านระบบสนับสนุนต่อ
การเรียนการสอนฯ มีคา่ เฉล่ียระดับความสาคัญอยู่ในระดับปานกลาง ( =2.98) จากที่ได้กลา่ วมาแลว้ ข้างต้น
สามารถสรุปได้ว่า ปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานฯ เป็นปัจจัย ที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ของการเรียนการสอนด้วย
ระบบอเี ลริ ์นนิงแบบเตมิ เตม็ การเรียนของนักศึกษา มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
พชร ลิ่มรัตนมงคล และจริ ัชฌา วิเชียรปัญญา (2556 : บทคัดย่อ) ศึกษาเรอ่ื งปัจจัยแห่งความสาเร็จ
ของการเรียนออนไลน์ของผู้เรียนโครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย การศึกษาครั้งน้ี มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษา
พฤติกรรมการเรียนออนไลน์ ปัจจัยแห่งความสาเร็จของการเรียนออนไลน์ เปรียบเทียบปัจจยั แห่งความสาเร็จ
ของการเรียนออนไลน์ และพัฒนาแนวทางแห่งความสาเร็จของ การเรียนออนไลน์ของผู้เรียนโครงการ
มหาวิทยาลยั ไซเบอร์ไทยใช้การวิจัยเชิงสารวจโดยใชแ้ บบสอบถามออนไลน์ และเกบ็ รวบรวมข้อมูลกับผู้ที่เรยี น
ออนไลน์ของมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทยจานวน 361 คน สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถ่ี ร้อยละ
คา่ เฉล่ยี ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถติ ิ t-test ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามสว่ นมากเป็นเพศ
70 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลยั และเครอื ขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
หญิง หลักสูตรที่เรียนส่วนใหญ่ คือ หลักสูตรผู้เชี่ยวชาญอีเลิร์นนิ่ง สาขาท่ีเลือกเรียนมากท่ีสุดคือสาขา
ผู้ออกแบบ คอร์สแวร์อีเลิร์นนิ่ง มีพฤติกรรมการเข้าเรียนออนไลน์ส่วนใหญ่ 3 - 4 วัน/สัปดาห์ เข้าเรียน
ออนไลน์ช่วงหลังเวลา 21.00 น. ใช้เวลาในการเรียนออนไลน์ 1 - 2 ช่ัวโมง ผู้เรียนประสบปัญหาในการเรียน
ออนไลน์คือ เวลาเรียนมีน้อย เกินไป ปัจจัยแห่งความสาเร็จของการเรียนออนไลน์ของผู้เรียนโครงการ
มหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทยภาพ รวมอยู่ในระดับมาก เม่ือพิจารณาในรายละเอียดพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน
อาทิ ด้านเทคโนโลยี ( =3.89) ด้านบทเรียน ( =3.88) ด้านผู้สอน ( =3.85) และด้านผู้เรียน ( =375)
ส่วนการพัฒนา แนวทางแห่งความสาเร็จของ การเรียนออนไลน์ของผู้เรียนโครงการมหาวิทยาลัย ไซเบอร์ไทย
อยู่บนพื้นฐาน แนวคิดเก่ียวกับ การเรียนรู้ต่างเวลาและการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีเคลื่อนที่ เช่น มีการใช้
เคร่ืองมือและ เทคโนโลยีเพื่อการสื่อสาร และการเรียนรู้ที่หลากหลาย การให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนใน
ชว่ งเวลาใดก็ได้ โดยอยบู่ นพ้ืนฐานของการให้ผู้เรียนสามารถควบคุมการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง หรือมกี ารจดั การ
เน้อื หาท่มี ี ความยืดหยุ่นเพ่อื ทาใหผ้ เู้ รียนไดร้ ับข้อมูลที่ทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณป์ ัจจุบนั ให้มากทีส่ ุด
จากงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องข้างต้นสรุปได้ว่า ปัจจัยด้านต่างๆ มีผลต่อผลสัมฤทธ์ิของการเรียนการสอน
ของผเู้ รยี น แต่ละปจั จัยจะมีผลตอ่ การเรยี นการสอนที่แตกต่างกนั
การวิจัยเรื่องปัจจัยที่มีผลต่อการเรียนออนไลน์ของนักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มีวัตถุประสงค์การวิจัย คือ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยท่ีมีผลต่อการเรียนออนไลน์
ของนกั ศึกษาสาขาวชิ าพุทธศาสนศึกษา คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสีมา 2) เพอื่ เปรยี บเทียบ
ปัจจัยที่มีผลต่อการเรียนออนไลน์ของนักศึกษาสาขาวิชา พุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราช
ภัฏนครราชสีมา โดยจาแนกตามชั้นปี ผู้วิจัยขอนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพ่ือให้สอดคล้องตาม
วตั ถุประสงคต์ ามลาดบั ดงั น้ี
สัญลกั ษณ์ทีใ่ ชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มูล
n แทน จานวนกลุม่ ตวั อยา่ ง
แทน คา่ คะแนนเฉล่ีย (Mean)
S.D. แทน คา่ เบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
f แทน ค่าสถติ ิท่ีใชใ้ นการทดสอบค่าความแปรปรวน (f-test)
p แทน ระดับนยั สาคัญทางสถิติ
การนาเสนอผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู
การวิเคราะห์ข้อมูลเก่ียวกับปัจจัยท่ีมีผลต่อการเรียนออนไลน์ของนักศึกษาสาขาวิชา พุทธศาสนศึกษา
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสมี ามี 3 ตอน ดงั น้ี
ตอนที่ 1 ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูลเบ้ืองตน้ ของผูต้ อบแบบสอบถาม
ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูลตามวัตถุประสงค์ของการวจิ ัยข้อที่ 1 เพื่อศึกษาปัจจัยท่ีมีผลต่อการ
เรียนออนไลน์ของนกั ศึกษาสาขาวชิ าพทุ ธศาสนศกึ ษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสมี า
ตอนท่ี 3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยข้อท่ี 2 เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยท่ีมีผล
ต่อการเรียนออนไลน์ของนักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏนครราชสีมา
โดยจาแนกตามชัน้ ปี
71 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล
ตอนที่ 1 ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูลเบอ้ื งตน้ ของผูต้ อบแบบสอบถาม
การวิจัยครั้งนี้เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจากนักศึกษาภาคปกติ ระดับปริญญาตรี สาขาวิชาพุทธ
ศาสนศึกษา ช้ันปีท่ี 1 - 3 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ในปีการศึกษา 2562 เมื่อวิเคราะห์
สถานภาพโดยแจกแจงความถี่และคานวณค่ารอ้ ยละ ไดผ้ ลดังรายละเอยี ดในตารางท่ี 4.1 ดังน้ี
ตารางท่ี 4.1 ขอ้ มลู เบ้ืองตน้ ของผตู้ อบแบบสอบถาม
ชั้นปี จานวน (คน) รอ้ ยละ
1 31 55.36
2 9 16.07
3 16 28.57
รวม 56 100.00
จากตารางที่ 4.1 พบว่า นักศึกษาผู้ตอบแบบสอบถามเพื่อการวิจัย นักศึกษาช้ันปีที่ 1 จานวน 31 คน
คิดเป็นร้อยละ 55.36 นักศึกษาช้ันปีที่ 3 จานวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 28.57 นักศึกษาชันปีท่ี 2 จานวน
9 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 16.07
ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะหข์ ้อมูลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยข้อท่ี 1 เพ่ือศกึ ษาปัจจยั ทีม่ ีผลต่อการ
เรยี นออนไลน์ของนักศึกษาสาขาวชิ าพทุ ธศาสนศึกษา คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเก่ียวกับนักศึกษาภาคปกติ ระดับปริญญาตรี สาขาวิชา พุทธศาสนศึกษา
ช้ันปีที่ 1 - 3 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ในปีการศึกษา 2562 จาแนก 3 ด้าน คือ
ดา้ นผูส้ อน ด้านบทเรียน ประกอบด้วยขอ้ คาถามดา้ นละ 10 และด้านเทคโนโลยี ประกอบด้วยข้อคาถาม 9 ข้อ
เมือ่ วิเคราะหข์ อ้ มูลแลว้ ได้ผลดงั รายละเอียดในตารางที่ 3 - 7 ดังนี้
ตารางที่ 4.2 ปจั จัยที่มีผลตอ่ การเรยี นออนไลน์
ขอ้ ที่ รายด้าน S.D. ระดบั ปัจจัย
1. ด้านผสู้ อน 4.38 0.64 มาก
2. ดา้ นบทเรียน 4.33 0.66 มาก
3. ด้านเทคโนโลยี 0.77 มาก
4.15 0.69 มาก
รวม 4.28
จากตารางที่ 4.2 พบว่า ระดับปัจจัยท่ีมีผลต่อการเรยี นออนไลน์ของนักศึกษาสาขาวชิ า พุทธศาสนศกึ ษา
คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา โดยรวมอย่ใู นระดับมาก ค่าเฉลี่ย ( = 4.28, S.D. = 0.69)
จาแนกเป็น 3 ดา้ น ดังต่อไปน้ี
ด้านผู้สอน พบว่านักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ
นครราชสมี า ปัจจัยท่ีมผี ลต่อการเรียนออนไลน์ ดา้ นผสู้ อน อยู่ในระดบั มาก ( = 4.38, S.D. = 0.64)
ด้านบทเรียน พบว่านักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ
นครราชสีมา ปัจจยั ทม่ี ีผลตอ่ การเรียนออนไลน์ ดา้ นบทเรยี นอยใู่ นระดบั มาก ( = 3.33, S.D. = 0.66)
72 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลัย และเครือขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
ด้านเทคโนโลยี พบว่านักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ
นครราชสมี า ปัจจยั ทมี่ ีผลตอ่ การเรียนออนไลน์ ดา้ นเทคโนโลยี อยใู่ นระดบั มาก ( = 4.15, S.D. = 0.77)
ตารางที่ 4.3 ปัจจัยท่ีมีผลต่อการเรียนออนไลน์ของนักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา จาแนกเป็นรายข้อ ด้านผู้สอน
ขอ้ ท่ี ด้านผ้สู อน S.D. ระดับปจั จัย
1. ผ้สู อนมที ักษะในการใช้ระบบการเรียนออนไลน์
4.39 0.59 มาก
2. ผู้สอนมีการส่ือสารกับผู้เรยี นทช่ี ดั เจน 4.37 0.61 มาก
3. ผู้สอนจดั เตรยี มข้อมลู ครบถ้วน 4.32 0.63 มาก
4. ผู้สอนมเี กณฑ์การให้คะแนนที่ชัดเจน 4.41 0.68 มาก
5. ผูส้ อนมเี ทคนิคการสอนทห่ี ลากหลาย 4.32 0.63 มาก
6. ผ้สู อนมีการจดั การเรียนที่มีความเหมาะสม 4.42 0.65 มาก
7. ผู้สอนจดั เตรยี มสื่อการสอนทดี่ งึ ดดู ความสนใจ 4.26 0.67 มาก
8. ผสู้ อนมีการวดั และการประเมนิ ผลเหมาะสมกับผูเ้ รียน 4.53 0.53 มากทสี่ ดุ
9. ผู้สอนมีทักษะในการดแู ลและแกไ้ ขปัญหาเกีย่ วกบั ระบบ 4.35 0.67 มาก
10. ผู้สอนแนะนาแหลง่ เรยี นร้จู ากนอกระบบการเรยี นออนไลน์ 4.39 0.65 มาก
รวม 4.37 0.63 มาก
จากตารางที่ 4.3 พบว่า นักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ
นครราชสีมา มีปัจจัยที่มีผลต่อการเรียนออนไลน์ ด้านผู้สอน อยู่ในระดับมาก ( = 4.37, S.D. = 0.63)
เมอ่ื พจิ ารณาเป็นรายข้อ พบวา่ ผู้สอนมีการวัดและการประเมินผลเหมาะสมกับผู้เรียน เป็นปัจจัยท่ีมผี ลต่อการ
เรียนออนไลนอ์ ยู่ในระดับมากท่ีสุด ( = 4.53, S.D. = 0.53) รองลงมา คือ ผู้สอนมีการจัดการเรียนท่ีมีความ
เหมาะสม เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการเรียนออนไลน์อยู่ในระดับมาก ( = 4.42, S.D. = 0.65) และส่วนท่ีเหลือ
นักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มีปัจจัยท่ีมีผลต่อการ
เรียนออนไลน์ ในระดับมาก
ตารางที่ 4.4 ปัจจัยท่ีมีผลต่อการเรียนออนไลน์ของนักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา จาแนกเป็นรายขอ้ ดา้ นบทเรยี น
ข้อที่ ด้านบทเรียน S.D. ระดับทศั นคติ
1. สามารถเขา้ สู่รายวิชาหรือบทเรียนทต่ี ้องการได้ง่าย
2. เนอ้ื หาบทเรียนครบถ้วน
3. มีเน้ือหาบรู ณาการกบั วิชาอ่นื ๆ 4.25 0.54 มาก
4. ภาพหรือวดิ โี อเหมาะสมกับเนือ้ หา
5. แบบฝึกหดั เหมาะสมกับเนอื้ หา 4.42 0.53 มาก
6. แบบทดสอบมคี าสั่งและคาถามทช่ี ัดเจน
7. มคี ่มู อื การใช้งานสาหรับผูเ้ รยี นชดั เจนเข้าใจง่าย 4.21 0.73 มาก
4.33 0.61 มาก
4.46 0.63 มาก
4.42 0.68 มาก
4.25 0.74 มาก
73 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
8. ภาษาหรือสัญลักษณ์ของเมนูหรือการเชื่อมโยงของ 4.32 0.66 มาก
ระบบสื่อสารเขา้ ใจงา่ ย
4.33 0.77 มาก
9. เนอ้ื หากระชบั เขา้ ใจงา่ ย 4.28 0.70 มาก
10. ผเู้ รียนรสู้ กึ สะดวกในการใช้งานบทเรยี น 4.32 0.66 มาก
รวม
จากตารางท่ี 4.4 พบว่า นักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ
นครราชสีมา มีปัจจัยท่ีมีผลต่อการเรียนออนไลน์ด้านบทเรียน อยู่ในระดับมาก ( = 4.32, S.D. = 0.66)
เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า แบบฝึกหัดเหมาะสมกับเน้ือหา เป็นปัจจัยท่ีมีผลต่อการเรียนออนไลน์
ด้านบทเรียน ( = 4.46, S.D. = 0.63) รองลงมา เนื้อหาบทเรียนครบถ้วน และแบบทดสอบมีคาส่ังและ
คาถามท่ีชัดเจน เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการเรียนออนไลน์ ด้านบทเรียน ( = 4.42, S.D. = 0.53), ( = 4.42,
S.D. = 0.68) และส่วนท่ีเหลือนักศึกษาสาขาวิชา พุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ
นครราชสมี า มีปัจจยั ท่ีมผี ลต่อการเรียนออนไลน์ ด้านบทเรียน ในระดบั มาก
ตารางที่ 4.5 ปัจจัยท่ีมีผลต่อการเรียนออนไลน์ของนักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสมี า จาแนกเป็นรายข้อด้านเทคโนโลยี
ขอ้ ที่ ด้านเทคโนโลยี S.D. ระดบั ทัศนคติ
1. ระบบเครือข่ายอนิ เตอรเ์ นต็ ในการเรียนรู้แบบออนไลน์
2. ปรมิ าณของเครอ่ื งคอมพวิ เตอร์ในการเรยี นรู้แบบออนไลน์
3. คุณภาพของเครือ่ งคอมพวิ เตอร์ในการเรียนรูแ้ บบออนไลน์ 4.30 0.76 มาก
4. ความทัว่ ถึงเครอื ขา่ ยอินเทอรเ์ น็ต 4.10 0.82 มาก
5. ความปลอดภยั ในการเข้าใช้ระบบการเรยี นรออนไลน์ 4.08 0.74 มาก
6. ความเสถียรของระบบการเรยี นรู้แบบออนไลน์ 4.14 0.81 มาก
7. ความเร็วของอนิ เทอรเ์ น็ต 4.19 0.74 มาก
8. โปรแกรมในการเรียนรู้แบบออนไลน์ 4.14 0.74 มาก
9. ความยาก - งา่ ยของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 4.07 0.78 มาก
4.17 0.74 มาก
รวม 4.16 0.86 มาก
4.15 0.77 มาก
จากตารางท่ี 4.5 พบว่า นักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ
นครราชสีมา มีปัจจัยท่ีมีผลต่อการเรียนออนไลน์ ด้านเทคโนโลยี อยู่ในระดับมาก ( = 4.15, S.D. = 0.77)
เมอ่ื พิจารณาเป็นรายขอ้ พบว่า ระบบเครือขา่ ยอนิ เตอร์เน็ตในการเรียนรู้แบบออนไลน์ เป็นปัจจัยท่มี ีผลต่อการ
เรียนออนไลน์ด้านเทคโนโลยีมากที่สุด ( = 4.30, S.D. = 0.76) รองลงมา คือ ความปลอดภัยในการเข้าใช้
ระบบการเรียนออนไลน์ เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการเรียนออนไลน์ ด้านบทเรียน ( = 4.19, S.D. = 0.74) และ
ส่วนท่ีเหลือนักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มีปัจจัยที่มี
ผลตอ่ การเรียนออนไลน์ ด้านบทเรยี น ในระดับมาก
74 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
ตารางท่ี 4.6 ปัจจัยท่ีมีผลต่อการเรียนออนไลน์ของนักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา จาแนกตามชนั้ ปี
ปจั จัย ชั้นปที ่ี1 ชน้ั ปที ี่2 ช้ันปที ี่3
ดา้ นผู้สอน S.D. ระดบั S.D. ระดับ S.D. ระดบั
ด้านบทเรยี น
ดา้ นเทคโนโลยี
4.54 0.56 มากทีส่ ดุ 4.10 0.81 มาก 4.34 0.61 มาก
รวม
4.52 0.57 มากท่ีสุด 4.00 0.82 มาก 4.30 0.54 มาก
3.98 0.57 มาก 3.55 0.84 มาก 3.75 0.55 มาก
4.34 0.56 มาก 3.88 0.82 มาก 4.13 0.56 มาก
จากตารางท่ี 4.6 พบว่า นักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ
นครราชสีมา มีปัจจัยที่มีผลต่อการเรียนออนไลน์ จาแนกตามช้ันปี โดยภาพรวมท้ัง 3 ช้ันปี มีปัจจัยท่ีมีผลต่อ
การเรียนออนไลน์ อยู่ในระดับมาก ชั้นปีท่ี 1 ( = 4.34, S.D. = 0.56) ช้ันปีที่ 2 ( = 3.88, S.D. = 0.82)
ชั้นปีท่ี 3 ( = 4.13, S.D. = 0.56) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านตามปัจจัยที่มีผลต่อการเรียนออนไลน์ พบว่า
ชน้ั ปีท่ี 1 ปัจจัยด้านผู้สอนท่ีมีผลต่อการเรียนออนไลน์ของนักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครราชสีมาอยู่ในระดับมากท่ีสดุ ( = 4.54, S.D. = 0.56) ปัจจยั ด้านบทเรียนท่ีมผี ลต่อ
การเรยี นออนไลนข์ องนักศกึ ษาสาขาวิชาพทุ ธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสมี าอยู่
ในระดับมากที่สุด ( = 4.52, S.D. = 0.57) และปัจจัยด้านเทคโนโลยีท่ีมีผลต่อการเรียนออนไลน์ของ
นักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาอยู่ในระดับมาก ( =
3.98, S.D. = 0.57) ช้นั ปีท่ี 2 ปัจจัยด้านผู้สอนทีม่ ีผลต่อการเรียนออนไลน์ของนักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาอยู่ในระดับมาก ( = 4.10, S.D. = 0.81) ปัจจัยด้าน
บทเรียนท่ีมี ผลตอ่ การเรียนออนไลน์ของนักศึกษาสาขาวิชาพทุ ธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ
นครราชสีมาอยู่ในระดับมาก ( = 4.00, S.D. = 0.82) และปจั จัยด้านเทคโนโลยีท่ีมีผลต่อการเรียนออนไลน์
ของนักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา อยู่ในระดับมาก
( = 3.55, S.D. = 0.84) ชั้นปีที่ 3 ปัจจัยด้านผู้สอนท่ีมีผลต่อการเรียนออนไลน์ของนักศึกษาสาขาวิชา
พทุ ธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสมี าอยู่ในระดบั มาก ( = 4.34, S.D. = 0.61)
ปัจจัยด้านบทเรียนท่ีมีผลต่อการเรียนออนไลน์ของนักศึกษาสาขาวิชา พุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาอยู่ในระดับมาก ( = 4.30, S.D. = 0.54) และปัจจัยด้านเทคโนโลยีท่ีมีผล
ตอ่ การเรียนออนไลนข์ องนักศกึ ษาสาขาวชิ าพุทธศาสนศึกษา คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสมี า
อยู่ในระดบั มาก ( = 3.75, S.D. = 0.55)
ตอนท่ี 3 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยข้อท่ี 2 เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยท่ีมีผล
ต่อการเรยี นออนไลนข์ องนักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศกึ ษา คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า
โดยจาแนกตามช้ันปี
75 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลัย และเครอื ข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกบั ปัจจัยที่มีผลต่อการเรียนออนไลน์ ของนกั ศึกษาสาขาวชิ า พุทธศาสนศึกษา
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เม่ือเปรียบเทียบทัปัจจัยที่มีผลต่อการเรียนออนไลน์ของ
นกั ศึกษา จาแนกตามเพศ ได้ผลดังรายละเอียดในตารางท่ี 8 ดังนี้
ตารางที่ 4.7 เปรียบเทียบปัจจัยท่ีมีผลต่อการเรียนออนไลน์ของนักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า โดยจาแนกตามชน้ั ปี
ปจั จัย แหล่งความ df SS MS FP
24.75 0.00000078
แปรปรวน 2 0.99 0.49 14.33 0.000057
27 0.54 0.02 14.21 0.000085
ระหวา่ งกลมุ่ 29 1.53
2 1.39 0.69
ดา้ นผสู้ อน ภายในกลุ่ม 27 1.31 0.05
29 2.70
รวม 2 1.07 0.53
24 0.90 0.04
ระหว่างกล่มุ 26 1.97
ด้านบทเรียน ภายในกล่มุ
รวม
ระหวา่ งกลุ่ม
ด้านเทคโนโลยี ภายในกลมุ่
รวม
มนี ยั สาคญั ทางสถติ ทิ ีร่ ะดบั 0.05
จากตารางท่ี 4.7 พบว่า นักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ
นครราชสีมา ที่มีช้ันปีท่ีต่างกัน มีปัจจัยท่ีมีผลต่อการเรียนออนไลน์ ซ่ึงปฏิเสธสมมติฐาน ไม่เป็นไปตาม
สมมติฐานที่ตั้งไว้ เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่านักศึกษาที่มีช้นั ปีตา่ งกันมีปัจจัยท่ีมีผลตอ่ การเรียนออนไลน์
ไม่แตกตา่ งกันทุกดา้ น อยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถติ ิท่รี ะดับ 0.05
การวจิ ัยครัง้ น้ีสรุปผล
1. สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม
เป็นนักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จานวน 56 คน
เป็นนักศกึ ษาช้ันปีท่ี 1 สาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา ครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ในปีการศึกษา
2562 จานวน 31 คน (ร้อยละ 55.36) เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชา พุทธศาสนศึกษา ครุศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ในปีการศึกษา 2562 จานวน 9 คน (ร้อยละ 28.57) และเป็นนักศึกษาช้ันปีท่ี 3
สาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา ครุศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏนครราชสีมาในปีการศึกษา 2562 จานวน 16 คน
(ร้อยละ 16.07)
2. สรุปผลการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเรียนออนไลน์ของนักศึกษา สาขาวิชา พุทธศาสนศึกษา
คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า โดยรวมอยูใ่ นระดับมาก ค่าเฉลี่ย ( = 4.28, S.D. = 0.69)
จาแนกเปน็ 3 ดา้ น ดงั ต่อไปนี้
2.1 ปัจจัยที่มีผลต่อการเรียนออนไลน์ของนักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ในด้านผู้สอน อยู่ในระดับมาก ( = 4.38, S.D. = 0.64) เมื่อพิจารณาเป็น
76 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลยั และเครอื ขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
รายข้อ พบว่า ข้อคาถามที่มีค่าเฉล่ียมากที่สุด คือ ผู้สอนมีการวัดและ การประเมินผลเหมาะสมกับผู้เรียน
( = 4.53, S.D. = 0.53) รองลงมา คอื ท่านคิดว่าผ้สู อนมี การจัดการเรียนที่มีความเหมาะสม เป็นปัจจัยท่ีมี
ผลต่อการเรียนออนไลน์ ด้านผู้สอน ( = 4.42, S.D. = 0.65) และส่วนท่ีเหลือนักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสน
ศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏนครราชสีมา มีปัจจัยที่มีผลต่อการเรียนออนไลน์ ด้านผู้สอนใน
ระดับมาก
2.2 ปัจจัยที่มีผลต่อการเรียนออนไลน์ของนักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ด้านบทเรียน อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉล่ียเท่ากับ ( = 4.32, S.D. = 0.66)
เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อคาถามที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ แบบฝึกหัดมีรูปแบบที่หลากหลายเป็น
ปัจจัยท่ีมีผลต่อการเรียนออนไลน์ ด้านบทเรยี น ( = 4.46, S.D. = 0.63) รองลงมา คือ เน้ือหาบทเรียนและ
แบบทดสอบมีคาส่งั และคาถามที่ชัดเจน เป็นปัจจัยท่ีมีผลต่อการเรียนออนไลน์ ดา้ นบทเรียน ( = 4.42, S.D.
= 0.53), ( = 4.42, S.D. = 0.68) และส่วนท่ีเหลือนักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา มปี จั จัยทม่ี ีผลต่อการเรียนออนไลน์ ดา้ นบทเรียน ในระดับมาก
2.3 ปัจจัยท่ีมีผลต่อการเรียนออนไลน์ของนักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสีมา ด้านเทคโนโลยี อยู่ในระดบั มาก มีคา่ เฉลย่ี เท่ากับ ( = 4.15, S.D. = 0.77)
เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อคาถามที่มีค่าเฉล่ียมากท่ีสุด คือ ระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตในการเรียนรู้
แบบออนไลน์ เป็นปัจจัยท่ีมีผลต่อการเรียนออนไลน์ ด้านเทคโนโลยี ( = 4.30, S.D. = 0.76) รองลงมา คือ
ความปลอดภัยในการเข้าใช้ระบบการเรียน ออนไลน์ เป็นปัจจัยท่ีมีผลต่อการเรียนออนไลน์ ด้านบทเรียน
( = 4.19, S.D. = 0.74) และ ส่วนท่ีเหลือนักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัย
ราชภัฏนครราชสีมา มปี ัจจยั ท่มี ีผลตอ่ การเรียนออนไลน์ ด้านบทเรียน ในระดับมาก
3. สรุปผลการเปรียบเทียบปัจจัยท่ีมีผลต่อการเรียนออนไลน์ของนักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา โดยจาแนกตามช้ันปี พบว่า นักศึกษาที่มีช้ันปีต่างกัน
มีปัจจัยที่มีผลต่อการเรียนออนไลน์โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า นักศึกษาที่มี
ชัน้ ปตี า่ งกนั มีปจั จยั ทม่ี ผี ลต่อการเรียนออนไลน์ ไม่แตกต่างกัน ทกุ ดา้ น อยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถิตทิ ีร่ ะดบั 0.05
บรรณานกุ รม
กดิ านันท์ มลทิ อง. (2548). เทคโนโลยีการศกึ ษาและนวตั กรรม. กรุงเทพฯ: อรณุ การพิมพ์.
ถนอมพร เลาหจรัสแสง. (2545). หลักการออกแบบและการสร้างเว็บเพ่ือการเรียนการสอน. กรุงเทพฯ: ศูนย์
หนังสือแหง่ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.
ณฏั ฐ์สิตา ศิริรตั น์. (2548). แนวทางการสร้างและพัฒนาบทเรยี น e-learning. กรุงเทพฯ: ครสุ ภาลาดพรา้ ว.
รัตนะ บวั สนธ์. (2552). การวิจยั เชิงคณุ ภาพการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
พชร ลมิ่ รตั นมงคล และจริ ชั ฌา วเิ ชยี รปัญญา. (2556). ปัจจัยแห่งความสาเรจ็ ของการเรียนออนไลน์ของผเู้ รียน
โครงการ. มหาวิทยาลยั ไซเบอรไ์ ทย รังสิตสารสนเทศ 19.
ไพโรจน์ ตีร ณธนากุล, ไพบลู ย์ เกียรติโกมล และเสกสรรค์ แย้มพนิ ิจ. (2546). การออกแบบและผลติ บทเรียน
คอมพิวเตอรก์ ารสอน สาหรบั e-Learning. กรงุ เทพฯ: พิมพ์ด.ี
วัชรพล วิบูลยศริน. (2556). นวัตกรรมและสื่อการเรียนการสอนภาษาไทย. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์แห่ง
จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
77 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครือข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
สวุ ลี บัวสวุ รรณ์, พัฒนาพร ดอกไม้ และปญั ญาพร แสงสมพร. (2556). ปจั จยั ที่มีผลต่อผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น
ในรายวชิ าทีใ่ ช้ระบบอเี ลิร์นนิงเตมิ เต็มการเรียน. มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร.
อมรเทพ เทพวชิ ติ . (2552). คมู่ อื การใช้ Moodle. กรุงเทพฯ: ศูนยน์ วตั กรรมและเทคโนโลยีการศกึ ษา.มทส.
อาณัติ รัตนถิรกลุ . (2553). สรา้ งระบบดว้ ย moodle ฉบบั สมบรู ณ์. กรุงเทพฯ: ซเี อด็ ยเู คชั่น.
78 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วิทยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
สภาพและปัญหาการจดั การเรยี นการสอนในรายวชิ า HU 2002 การสนทนาภาษาอังกฤษ 2
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหามกฏุ ราชวิทยาลัย
The Current Instructional Practices and Problems of Course HU 2002
English Conversation 2 Faculty of Humanities
Mahamakut Buddhist University
พระมหาสมัคร มหาวโี ร
Phramaha Samak Mahaviro
คณะมนษุ ยศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหามกฏุ ราชวิทยาลัย
Faculty of Humanities Mahamakut Buddhist University
E-mail: ……………………………………
บทคัดย่อ
การวจิ ัยน้มี วี ัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพือ่ ศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการเรยี นการสอนในรายวชิ า HU
2002 การสนทนาภาษาอังกฤษ 2 ด้านกระบวนการการจัดการเรียนการสอน ด้านบุคลิกภาพของอาจารย์
ด้านสื่อการสอนและสิ่งอานวยความสะดวก ด้านการวัดผลและประเมินผล 2) เพื่อเปรียบเทียบสภาพและ
ปัญหาการจัดการเรียนการสอนในรายวิชา HU 2002 การสนทนาภาษาอังกฤษ 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษา
สาขาวิชา HU 2002 การสนทนาภาษาองั กฤษ 2 จานวน 27 รูป/คน โดยใช้แบบสอบถามสภาพและปญั หาการ
จัดการเรียนการสอน 4 ด้าน คือ ด้านกระบวนการการจัดการเรียนการสอน ด้านบุคลิกภาพของอาจารย์
ด้านสอื่ การสอนและสิ่งอานวยความสะดวก ด้านการวดั ผลและประเมินผล สถติ ิท่ีใช้คอื คา่ เฉลี่ย ค่าร้อยละ และ
คา่ เบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับการปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนในรายวิชา HU2002 การสนทนา
ภาษาอังกฤษ 2 ในภาพรวม ด้านการปฏิบัติ อยู่ในระดับมาก ค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.92 S.D. .263 เรียงลาดับได้
ดังน้ี ด้านการวัดและประเมินผล ด้านสื่อประกอบการสอนและส่ิงอานวยความสะดวก ด้านบุคลิกภาพของ
อาจารย์ และกระบวนการการจัดการเรียนการสอน ตามลาดับ 2) ระดับปัญหาการจัดการเรียนการสอนใน
รายวิชา HU 2002 การสนทนาภาษาอังกฤษ 2 ในภาพรวม ด้านปัญหาอยู่ในระดับน้อยที่สดุ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ
1.49 S.D. .455 เรียงลาดบั ดังน้ี กระบวนการการจัดการเรยี นการสอน ด้านส่ือประกอบการสอนและสง่ิ อานวย
ความสะดวก ด้านบุคลิกภาพของอาจารย์ และด้านการวัดและประเมินผล อยู่ในระดับน้อยที่สุด ด้าน
กระบวนการการสอนและเทคนิคการสอน และด้านสื่อประกอบการสอนและสง่ิ อานวยความสะดวกในการสอน
อยใู่ นระดับน้อย
ส่วนผลการเปรียบเทียบสภาพการจัดการเรียนการสอน พบว่า มีระดับการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก
ท่สี ดุ ทั้งในภาพรวมและรายด้าน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.92 มีระดับปัญหาอยู่ในระดับน้อยท่ีสุดท้ังในภาพรวมและ
รายด้าน มคี ่าเฉลยี่ เท่ากับ 1.49
คาสาคัญ: สภาพและปัญหา, การสนทนาภาษาอังกฤษ, คณะมนุษยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหามกุฏราชวิทยาลัย
79 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วิทยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลยั และเครือขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
Abstract
The objectives of this research were 1) To study Current Instructional Practices and
Problems of Course HU 2002 English Conversation 2; Process of teaching and learning,
Personality of the teacher, Teaching media and facilities, Measurement and Evaluation and
2) To compare Current Instructional Practices and Problems of Course HU 2002 English
Conversation 2. The sampling of this research was the 27 person Course HU 2002 English
Conversation 2 students. The instruments used were questionnaires of 4 sections; Process of
teaching and learning, Personality of the teacher, Teaching media and facilities, Measurement
and Evaluation. The statistical values were the frequency, percentage, mean and standard
deviation.
The finding of the research were found as following; 1) The Current Instruction
Practices and Problems of HU2002 English Conversation of 4 sections was the highest level of
mean 3. 92 S.D. .2 63 ; Measurement and Evaluation Instruction media, Teaching techniques,
and Teacher personality methods 2) was the lowest level of problem in every parts of mean
1.49 S.D. .455; Measurement and Evaluation and Teacher personality, Instruction media,
Teaching techniques, methods. The results to study and compare the states and problems of
English learning and teaching were that The Current Instruction Practices and Problems of HU
2002 English Conversation was the highest level of mean 3.92 was the lowest level of problem
in every parts of mean 1.49
Keywords: The Current Instructional Practices and Problems, English Conversation, Faculty of
Humanities Mahamakut Buddhist University
บทนา
ในปัจจุบันสังคมโลกได้ก้าวสู่ยุคโลกาภิวัตน์ เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ด้วยอิทธิพลของความ
เจรญิ กา้ วหน้า ทาให้ข้อมลู ขา่ วสารและเทคโนโลยมี ีความสลับซับซ้อน เชื่อมโยง และเกดิ การเปลีย่ นแปลงอยา่ ง
รวดเร็ว สง่ ผลให้คนในสังคมจาเป็นต้องเรียนรอู้ ยูต่ ลอดเวลา การปฏิรูปการศึกษาจึงเกดิ ขึ้นเพ่ือสร้างสังคมแห่ง
การเรียนรู้ และเพ่ือเป็นการเตรียมคนในชาติให้ก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดข้ึน ท้ังทางด้านสังคม
เศรษฐกิจการเมืองและวัฒนธรรม ซึ่งสิ่งที่จาเป็นอย่างยิ่งสาหรับสังคมแห่งการเรียนรู้คือภาษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลภาษาหน่ึงที่มีอิทธิพลมากในโลก เพราะว่า เป็นภาษาท่ีสามารถส่ือสารได้ทั่ว
ทุกมุมโลก นอกจากน้ี ภาษาอังกฤษยังเข้ามามีบทบาทสาคัญต่อการดารงชีวิตประจาวันของคนไทยมากขึ้น
เน่ืองจากภาษาองั กฤษเป็นเครื่องมือในการศึกษาหาความรู้ รวมทั้งเป็นภาษาท่ีเป็นสื่อกลางในการติดตอ่ สื่อสาร
ในชีวติ ประจาวนั และการประกอบอาชีพ ดังนน้ั การพัฒนาความรู้ความสามารถในด้านภาษาอังกฤษจึงจาเป็น
อย่างยิ่งในสังคมปัจจุบันการเรียนรู้ภาษาอังกฤษจึงเป็นความจาเป็นสาหรับคนไทย และควรมเี ป้าหมายเพื่อให้
สามารถนาความรู้ที่ได้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจาวันและเป็นเครื่องมือในการติดต่อระหว่างชนชาติ
ต่างๆ (บัญชา อิ๋งสกุล. 2541: 63, 66, 70) ในปัจจุบันน้ีได้มีการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นทั้งในด้านเศรษฐกิจ
การเมือง สังคม และการศึกษาต่างๆ ความเจริญก้าวหน้าน้ีได้ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อ
80 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลยั และเครือขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
การศึกษา โดยเฉพาะการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในทุกระดับ ทาให้เกิดแนวคิดเทคนิควิธีและพัฒนาการ
ใหม่ๆ ในการเรียนการสอน
พระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 ฉบับแก้ไขเพ่ิมเติม พ.ศ. 2545 ในหมวด 6 แนวการ
จัดการศึกษา มาตรา 22 และมาตรา 24 เน้นการจัดการศึกษาท่ียึดผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
ส่งเสริมให้ผู้เรียนทุกคนสามารถพัฒนาตนเองได้ตามความถนัดเต็มศักยภาพโดยมีทักษะ กระบวนการคิด
การจดั การจากประสบการณจ์ ริง ให้คิดเป็นทาเปน็ รักการอ่าน เกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเน่ืองโดย ท่ีเกิดการเรียนรู้
ร่วมกันระหวา่ งผู้สอนกับผเู้ รียน (กระทรวงศึกษาธิการ, 2546) ซึ่งสอดคล้องกับกระทรวงศึกษาธิการทไ่ี ด้มกี าร
ปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาอังกฤษมาเป็นระยะๆ โดยให้มีการจัดการเรียนการสอน
ภาษาอังกฤษต่อเน่ืองท้ังแต่ระดับประถมศึกษาถึงระดับ มัธยมศึกษา เพ่ือพัฒนาให้ผู้เรียนมีความสามารถทาง
ภาษาอังกฤษในระดับที่สามารถติดต่อส่ือสารได้ตาม ความต้องการในสถานการณ์ต่างๆ ท้ังในชีวิตประจาวัน
และการงานอาชีพ (กรมวิชาการ กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2544)
กระทรวงศกึ ษาธิการตระหนักถึงความสาคัญและปัญหาการพัฒนาความสามารถทาง ภาษาอังกฤษ
ของนักเรียนไทย จึงได้พยายามปรับปรุงอย่างต่อเน่ืองไม่ว่าจะเป็นการแกอบรมครูอาจารย์ท้ัง ด้านการสอน
และแนะนาให้มีความสามารถทาเอกสารประกอบการสอน ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึง ระดับอุดมศึกษา
เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษอย่างน้อยท่ีสุดเพ่ือให้นักเรียน สามารถส่ือสารได้
(เจษฎาภรณ์ เหลอื งขมิน้ , 2541: 1) แตถ่ ึงแม้จะมีการปรับปรงุ หลกั สูตรและวธิ ีการเรียน การสอนภาษาอังกฤษ
ในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าจะมีสาเหตุหลายประการที่ทาให้การ เรียนภาษาอังกฤษไม่
ได้ผลตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่ประสบผลสาเร็จ อาจเนื่องมาจากการท่ีนักเรียนมีเจตคติท่ีไม่ ดีต่อการเรียน
ภาษาอังกฤษซ่ึงเกิดจากความไม่พร้อมในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ จึงทาให้นักเรียนบางคนไม่ ต้องการท่ีจะ
เรยี นวิชาน้ี (กสุ ุมา ลา่ นุ้ย, 2539: 78)
ในกระบวนการเรียนการสอน ผู้สอนจัดเป็นองค์ประกอบหน่ึงที่สาคัญท่ีจะทาให้การเรียน การสอน
เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ (สุเทพ อ่อนไสว, 2541: 98-102) ในทางตรงกันข้ามจากรายงานการ
ประชุมสัมมนาประชาพิจารณ์โครงการศึกษาวิจัยเร่ือง อุดมศึกษาไทย: วิกฤตและทางออก ได้สรุปปัญหาของ
อาจารยร์ ะดับอุดมศึกษาประการหน่ึงในด้านการเรียนการสอนคือ วิธีการสอนของอาจารย์ยงั คงใชแ้ บบ ถ่ายเท
ความรู้ไม่ถ่ายเทความคิดเป็น ทาเป็น กระบวนการสอนมุ่งเน้นการท่องจาเพื่อสอบมากกว่าเน้นให้ ผู้เรียน
แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง (คิรเิ พ็ญ มากบญุ , 2541 : 55-65)
สาหรับปัจจัยภายในอ่ืนที่อาจมีความสาคัญต่อการเรียนภาษาอังกฤษคือแรงจูงใจและ ทัศนคติต่อ
พฤติกรรมการสอนของครู (Brown, H. Douglas, 1981 : 113-129) ดังท่ี ไดก้ ลา่ วถึงความสาคัญของแรงจูงใจ
ว่า มีบทบาทสาคัญในการกาหนดความสาเร็จหรือความล้มเหลวในการเรียนภาษาของผเู้ รียน เพราะ แรงจงู ใจ
เป็นกุญแจไขสู่การเรียนรู้ ชึ่งสอดคล้องกับ ลิตเตี้ลวูด (Little wood) (Little wood, William T., 1990: 53)
ว่าแรงจูงใจเป็นพลัง สาคัญที่กาหนดได้ว่าผู้เรียนจะมีความมุมานะให้กับการเรียนรู้หรือไม่ ผู้เรียนจะอุทิศตน
ทุ่มเทแรงกายและจะ มีความเพียรพยายามมากน้อยเพียงใดในการเรียนรู้ภาษาท่ีสอง และองค์ประกอบด้าน
พฤติกรรมการสอนของผู้สอนก็เป็นองค์ประกอบหน่ึงท่ีอาจมีผลต่อการเรียนรู้ภาษา เนื่องจากพฤติกรรมการ
สอนของผู้สอนทั้งในด้านวิธีการและกระบวนการสอน การใช้ภาษา การปฏิบัติตน ในการสอน การใช้ส่ือการ
สอน ฯลฯ สามารถบง่ บอกและมีความสัมพันธ์กับการเรียนรู้ของผู้เรียน ทาให้ ผเู้ รียนเกิดทัศนะหรือเจตคติต่อ
การเรยี นภาษาและส่งผลตอ่ การเรยี นรู้ได้
พนั ธกิจหลักของอาจารย์ระดับอุดมศึกษานั้น มีหน้าท่ีจัดการเรียนการสอน การทาวิจัย การบริการ
วิชาการ และการทานุบารุงศิลปวัฒนธรรม อาจารย์ส่วนใหญ่ที่สอนในระดับอุดมศึกษาสาเร็จ การศึกษาจาก
81 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
สาขาวิชาต่างๆ ท่ีไมใ่ ช่ครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์และไมไ่ ด้ศึกษาวชิ าที่เก่ียวข้องกบั การสอนมาก่อนทาให้อาจ
มีปัญหาเก่ียวกบั เร่อื งทักษะในการจัดการเรียนการสอน หรือเทคนิควิธีสอนแบบต่างๆ ซึ่งมีแนวโน้มของการจัด
การศึกษาระดับอุดมศึกษาในปัจจุบันให้ความสาคัญในเรื่องการจัดการเรียนการสอนที่ เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ
โดยอาศัยปรัชญาการสอนและทฤษฎีการเรียนรู้ การพัฒนาส่ือประกอบการสอน และการวัดผลและ
การประเมนิ ผล
วิชา HU 2002 การสนทนาภาษาอังกฤษ 2 สาขาวิชาภาษาอังกฤษ คณะมนุษยศาสตร์ เป็นวิชาที่
ศึกษาหลัก และการใช้ภาษาโครงสร้างของประโยคในรูปแบบต่างๆท่ีใช้ในการสื่อสาร เช่น การติดต่อสื่อสาร
ข่าวสารต่างๆ การเขียนข้อความส้ันๆ และการเขียนเสนอข่าวต่อสื่อมวลชน โดยเน้นความถูกต้องในการ
ใช้สานวนโวหารที่เก่ียวกับภาษาส่ือมวลชน วิชานี้มีประเด็นปัญหาในการจัดการเรียนการสอน เนื่องจาก
นกั ศกึ ษามี ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นยังไมเ่ ป็นท่ีนา่ พอใจอาจเน่อื งมาจากนักศกึ ษาไมม่ ีพ้ืนฐานเกี่ยวกับภาษาทใี่ ช้
ในข่าวและหนังสอื พมิ พ์ทาใหเ้ กิดความรูส้ ึกว่าเป็นวิชาท่ียาก ผู้สอนมคี วามตอ้ งการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน
ให้นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น จึงจาเปน็ ตอ้ งทาการศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการเรยี นการสอนใน
รายวิชาดังกล่าว เพอ่ื นาผลการวจิ ยั มาใชป้ ระโยชน์ในการแก้ปัญหาการจดั การเรยี นการสอนให้ดีย่ิงข้ึนต่อไป
วตั ถุประสงคข์ องการวิจัย
1. เพ่ือศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนในรายวิชา HU 2002 การสนทนา
ภาษาอังกฤษ 2
2. เพ่ือเปรียบเทียบสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนในรายวิชา HU 2002 การสนทนา
ภาษาองั กฤษ 2
ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง
นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ ท่ีลงทะเบียนเรียนในรายวิชา HU 2002 การ
สนทนาภาษาอังกฤษ 2 จานวน 27 รูป/คน ซ่ึงเป็นกลุ่มท่ีผู้วิจัยสอนเป็นการเลือกแบบเจาะจง (Purposive
Sampling)
ตัวแปรของการวจิ ยั
ตัวแปรตนั คุณลกั ษณะของนกั ศกึ ษามีเพศ สาขาวชิ า คณะ ชนั้ ปี
ตวั แปรตาม สภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอน 4 ดา้ น มีด้านกระบวนการการจัดการเรียน
การสอน ด้านบุคลิกภาพของอาจารย์ ด้านสื่อการสอนและส่ิงอานวยความสะดวก ด้านการวัดผลและ
ประเมนิ ผล
นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ
การจัดการเรียนการสอน หมายถึง การปฏิบัติการสอนของอาจารย์ตามแผนการสอน เทคนิคการ
สอน/วิธสี อน การใชส้ ่ือประกอบการสอน การวัดและประเมินผลการเรียนรู้
ปัญหาการจัดการเรียนการสอน หมายถึง อุปสรรคท่ีเกิดขึ้นระหว่างดาเนินการสอน ทาให้การ
เรียนการสอนไม่เปน็ ไปตามวัตถุประสงค์ทตี่ งั้ ไว้ และผู้เรียนไมส่ ามารถเรียนรไู้ ดต้ ามแผนการจดั การเรยี นรู้
กระบวนการการจดั การเรียนการสอน หมายถึง กลวิธีต่างๆ ที่ใชเ้ สริมกระบวนการ ข้ันตอน วิธกี ารสอน
เพื่อช่วยให้กระบวนการ ขั้นตอน วิธีการสอน มีคุณภาพและประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้น เทคนิคการสอนหรือ
82 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครอื ข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
การดาเนินการสอน เพื่อช่วยให้การสอนมีคุณภาพและประสิทธิภาพมากข้ึน เช่น ในการบรรยาย การสาธิต
การอภิปราย เป็นต้น ผู้สอนอาจใช้เทคนิคต่างๆท่ีสามารถช่วยให้การบรรยายมีคุณภาพและประสิทธิภาพมากขึ้น
เช่น การยกตวั อยา่ ง การใชส้ อ่ื การสอน การใช้คาถาม เป็นตน้
บุคลิกภาพของอาจารย์ หมายถึง คุณลักษณะของอาจารย์ท่ีแสดงออกต่อนักศึกษา ได้แก่ กริยา
ท่าทางที่เป็นมติ ร โอบอ้อมอารี การส่ือสารด้วยวาจาท่ีสุภาพ การแสดงสีหน้าและอารมณต์ ่อนักศึกษา ขณะทา
การสอน การแต่งกายสุภาพเรียบร้อยเหมาะสม ความมีระเบียบวินัยเป็นตัวอย่างท่ีดี รวมถึงการ ส่งเสริม
คุณธรรมจรยิ ธรรมแกน่ ักศกึ ษา เป็นตน้
ส่ือประกอบการสอน หมายถึง วัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการ ซึ่งถูกนามาใช้ในการเรียนการสอน
เพื่อเป็นตวั กลางในการถ่ายทอดความรู้ ทักษะ และเจตคติ จากผ้สู อนหรือแหส่งความรู้ไปยังผู้เรยี นช่วยให้การ
เรียนการสอนดาเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ของการเรียน
การสอนท่ตี ้งั ไว้
การวัดและประเมินผล หมายถึง การบวนการตรวจสอบเพื่อให้ได้มาซึ่งตัวเลขหรือสัญลักษณ์ท่ีมี
ความหมายแทนคุณลักษณะ หรือคุณภาพของส่ิงที่วัด โดยใช้เครื่องมือวัดผลที่มีประสิทธิภาพ และวินิจฉัย
ตัดสิน ลงสรุปคุณค่าเพื่อพิจารณาตัดสินใจที่ได้จากการวัดผลอย่างมีกฎเกณฑ์และมีคุณธรรม 1. การประเมิน
ระหว่างเรียน (Formative Evaluation) เป็นการประเมินเพื่อใช้ผลการประเมิน ในการปรับปรุงกระบวนการ
จัดการเรียนการสอน การประเมินประเภทนี้ใช้ระหว่างการจัดการเรียนการสอน เพ่ือตรวจสอบว่าผู้เรียนมี
ความรู้ความสามารถตามจุดประสงค์ท่ีกาหนดไว้ระหว่างจัดการเรียนการสอน หรือไม่ หากผู้เรียนไม่ผ่าน
จดุ ประสงค์ที่ต้ังไว้ผู้สอนก็จะหาวิธีการท่ีช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามเกณฑ์ ที่ตั้งไว้ ผลการประเมินยังเป็น
การตรวจสอบผู้สอนเองว่าเป็นอย่างไร แผนการสอนรายคร้ังที่เตรียมมาตี หรือไม่ ควรปรับปรุงอย่างไร
กระบวนการจัดการเรียนการสอนเป็นอย่างไร มีจุดใดบกพร่องที่ต้องปรับปรุง แก้ไขต่อไป 2. การประเมินเพ่ือ
ตัดสิน (Summative Evaluation) เป็นการประเมินเพ่ือตัดสินผลการจัดการ สอน เป็นการประเมินหลังจาก
ผูเ้ รยี นไดเ้ รียนไปแล้ว อาจเปน็ การประเมินหลังจบเรอื่ งใดเรื่องหน่ึงหรือ หลายๆเร่ือง รวมท้งั การประเมนิ ปลาย
ภาคเรยี นหรือปลายปี ผลจากการประเมินประเภทนี้ใช้ในการตัดสินผล การจัดการเรยี นการสอน หรือตดั สินใจ
วา่ ผู้เรียนคนใดควรจะได้รบั ระดับคะแนนใด
ประโยชนท์ ี่ไดร้ ับจากการวิจยั
1. จากการศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนในรายวิชา HU 2002 การสอนทนา
ภาษาอังกฤษ 2 เพ่ือการส่ือสารมวลชน จะช่วยทาให้ผู้สอนได้เข้าใจผู้เรียนในขณะเดียวกัน จะทราบผลการ
สอนของตนเองตามความคิดเหน็ ของนักศึกษา
2. นาผลการวิจัยมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนในรายวิชา
HU 2002 การสอนทนาภาษาองั กฤษ 2 เพ่ือการสอ่ื สารมวลชน
สรุปผลการวจิ ัย
ผู้วิจัยพบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่ที่ศึกษาในรายวิชา HU2002 การสนทนาภาษาอังกฤษ 2 ซ่ึงเป็น
นักศึกษาท่ีลงทะเบียนเรียนในรายวิชา HU2002 การสนทนาภาษาอังกฤษ 2 เป็นนักศึกษาเพศหญิงร้อยละ
74.1 เป็นเพศชายร้อยละ 25.9 ซ่ึงมีการเข้าเรียนมากกว่า 10 คร้ังข้ึนไปต่อภาคการศึกษาร้อยละ 59.3 และ
น้อยกว่า 5 –10 (ร้อยละ40.7)
83 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
ผู้วิจัยพบว่า ระดับการปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนในรายวิชา HU2002 การสนทนา
ภาษาอังกฤษ 2 โดยภาพรวมในด้านการปฏิบัติอยู่ในระดับมากค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.92 S.D. .263 เมื่อพิจารณา
เป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลาดับได้ดังน้ี ด้านการวัดและประเมินผล
ด้านส่ือประกอบการสอนและสิ่งอานวยความสะดวกในการสอน ด้านบุคลิกลักษณะของอาจารย์ และด้าน
กระบวนการการสอนและเทคนิคการสอน ตามลาดับ และเม่ือพิจารณาโดยภาพรวม พบว่า ด้านกระบวนการ
การสอนและเทคนิคการสอน มีระดับการปฏิบัติการจัดการเรียนสอนในรายวิชา HU2002 การสนทนา
ภาษาอังกฤษ 2 ด้านกระบวนการการสอนและเทคนิคการสอน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ
3.59 S.D. .227 เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อท่ีมีค่าเฉลี่ยการปฏิบัติมากกว่าข้ออ่ืนๆ ได้แก่ อาจารย์แจ้ง
จุดมุ่งหมาย/จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมและเกณฑ์การวัดและประเมินผลการสอนก่อนสอนอย่างชัดเจน ,
อาจารย์ใช้วิธีสอนที่หลากหลายเหมาะสมกับเนื้อหาวิชา และอาจารย์ใช้คาถามหรือกิจกรรมการสอนที่กระตุ้น
ให้นักศึกษาคิดวิเคราะห์หรือวิจารณ์ มีการปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนอยู่ในระดับที่มากทั้ง 3 ข้อ
ส่วนหัวข้อดังต่อไปน้ี คือ อาจารย์ระบุวิธีสอน เวลาที่ใช้สอน วัสดุอุปกรณ์ไว้อย่างชัดเจนในแต่ละหัวข้อที่สอน
อาจารย์ใช้เทคนิคต่างๆ ในการสอน เพ่ือผู้เรียนเขา้ ใจง่ายข้ึน ได้แก่ การยกตัวอย่างการใช้คาถาม การอภิปราย
การนาเสนอผลการค้นคว้าเป็นตน้ อาจารย์เปิดโอกาสใหน้ ักศึกษาได้ซักถาม แสดงความคดิ เห็นประชุม พูดคุย
ให้คาแนะนาและรับฟัง ข้อคิดเห็นของนักศึกษาท่ีแตกต่างหรือขัดแย้งจากอาจารย์และอาจารย์ใช้ภาษาในการ
สอนที่นักศึกษาสามารถเข้าใจได้ง่ายและเหมาะสมกับเนื้อหามีการปฏิบัติการจัดกาเรียนการสอนอยู่ในระดับ
ปานกลาง ด้านบุคลิกภาพของอาจารย์ ระดับการปฏิบัติการการจัดการเรียนการสอนในรายวิชา HU2002
การสนทนาภาษาอังกฤษ 2 ด้านบุคลิกภาพของอาจารย์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.88
S.D. .471 เมื่อพิจารณาเปน็ รายข้อ พบว่า ข้อท่ีมคี ่าเฉล่ียการปฏิบัติมากกว่าข้ออ่ืนๆ ไดแ้ ก่ การแต่งกายสุภาพ
เรียบร้อย ใช้วาจาสุภาพเหมาะสมกับนักศึกษาให้คาแนะนาและตอบข้อซักถามได้อย่างชัดเจน เข้าสอนตรง
เวลาทุกครั้ง สามารถควบคุมอารมณ์ในขณะสอนได้ดี ซึ่งแต่ละข้ออยู่ในดับมากทุกข้อ ด้านส่ือประกอบการ
สอนและส่ิงอานวยความสะดวก ระดับการปฏิบัติการการจัดการเรียนการสอนในรายวิชา HU2002 การ
สนทนาภาษาอังกฤษ 2 ด้าน ส่ือประกอบการสอนและส่ิงอานวยความสะดวกในการสอน โดยภาพรวมอยู่ใน
ระดับมากมีคา่ เฉล่ียเท่ากับ 4.07 S.D. .144 เมอื่ พิจารณาเปน็ รายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยการปฏิบัติมากกว่า
ขอ้ อ่ืนๆได้แก่ นักศึกษาสามารถเข้าใจและเรยี นรู้เน้ือหาได้ดีข้ึนจากสื่อประกอบการสอน มรี ะดบั การปฏิบตั ิการ
จดั การเรียนการสอนระดับมากท่ีสุด ส่วนหัวข้อดังต่อไปนี้ ได้แก่ ใช้ตารา/เอกสารประกอบการสอนสอดคล้อง
กับแผนการสอน มีการแจ้งรายชื่อหนังสือและระบบการสืบค้นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ท่ีจะศึกษาค้นคว้าได้ด้วย
ตนเองแก่นักศึกษา ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ประกอบการสอน ขนาดห้องที่ใช้สอนมีความเหมาะสมกับจานวน
นักศึกษา ห้องเรียนสะอาดและมีแสงสว่างท่ีเหมาะสมสาหรับการเรียน อยู่ในระดับมาก ด้านการวัดและ
ประเมินผล ระดับการปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนในรายวิชา HU2002 การสนทนาภาษาอังกฤษ 2
ด้านการวัดและประเมินผล โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกๆข้อ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.17 S.D. .211 และ
เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก โดยข้อที่มีค่าเฉล่ียการปฏิบัติมากกว่าข้ออ่ืนๆ
ได้แก่ มีการกาหนดเกณฑ์การประเมินสอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม มีการแจ้งให้นักศึกษาทราบ
แนวทางการทดสอบล่วงหน้า การทดสอบย่อยระหว่างเรียนและการทดสอบปลายภาคที่กาหนดไว้ มีการแจ้ง
ผลทดสอบของนักศึกษาให้ทราบหลังการสอบทุกครั้ง มีการปรับปรุงกระบวนการจัดการสอนจากผลการ
ประเมินผลการเรียนรู้ มีการทบทวนเนื้อหา หรือเฉลยข้อสอบ เพ่ือให้นักศึกษาสามารถเข้าใจมากข้ึน ซึ่งมี
คา่ เฉลย่ี อยู่ในระดับมากทกุ ๆ ขอ้
84 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครือข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
ส่วนระดับปัญหาการจัดการเรียนการสอนในรายวิชา HU2002 การสนทนาภาษาอังกฤษ 2
โดยภาพรวมอยู่ในด้านกรปฏิบัติอยู่ในน้อยที่สุด มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 1.49 S.D. .455 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน
เรียงลาดับจากน้อยท่ีสุดไปหามากที่สุดได้ดังนี้ ด้านการวัดและประเมินผลและด้านบุคลิกลักษณะของอาจารย์
อยู่ในระดับน้อยที่สุด ด้านกระบวนการการสอนและเทคนิคการสอน และด้านส่ือประกอบการสอนและส่ิง
อานวยความสะดวกในการสอนอยู่ในระดับน้อย เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านกระบวนการ การสอนและ
เทคนิคการสอน พบว่า ระดับปัญหาการปฏิบัติการจัดการเรียนสอนในรายวิชา HU2002 การสนทนา
ภาษาอังกฤษ 2 ด้านกระบวนการการสอนและเทคนิคการสอน โดยภาพรวมอยู่ในระดับน้อยที่สุดมีค่าเฉล่ีย
เท่ากับ 1.50 S.D. .406 เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉล่ียระดับปัญหาน้อยกว่าข้ออื่นๆ ได้แก่
อาจารย์เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ซักถาม แสดงความคิดเห็นประชุม พูดคุยให้คาแนะนา และรับฟัง ข้อคิดเห็น
ของนักศึกษาที่แตกต่างหรือขัดแย้งจากอาจารย์อาจารย์ใช้ภาษาในการสอนท่ีนักศึกษาสามารถเข้าใจได้ง่าย
และเหมาะสมกับเน้ือหา มีปัญหาในการจัดการเรียนการสอนอยู่ในระดับน้อยท่ีสุด ส่วนในหัวข้อดังต่อไปน้ีคือ
อาจารย์แจ้งจุดมุ่งหมาย/จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมและเกณฑ์การวัดและปร ะเมินผลการสอนก่อนสอนอย่าง
ชัดเจน อาจารย์ใช้เทคนิคต่างๆ ในการสอน เพื่อผู้เรียนเข้าใจง่ายข้ึน ได้แก่ การยกตัวอย่างการใช้คาถาม
การอภิปราย การนาเสนอผลการค้นคว้าเป็นต้น อาจารย์ใช้คาถามหรือกิจกรรมการสอนที่กระตุ้นให้นักศึกษา
คิดวิเคราะห์หรือวิจารณ์ อาจารย์ระบุวิธีสอน เวลาท่ีใช้สอน วัสดุอุปกรณ์ไว้อย่างชัดเจนในแต่ละหัวข้อท่ีสอน
และอาจารย์ใช้วิธีสอนท่ีหลากหลายเหมาะสมกับเนื้อหาวิชา มีปัญหาในการจัดการเรียนการสอนอยู่ในระดับน้อย
ดา้ นบุคลิกภาพของอาจารย์ พบว่า ระดับปัญหาการปฏิบัติการการจัดการเรียนการสอนในรายวิชา HU2002
การสนทนาภาษาอังกฤษ 2 ด้านบุคลิกภาพของอาจารย์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับน้อยที่สุดมีค่าเฉล่ียเท่ากับ
1.48 S.D. .569 เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยระดับปัญหาน้อยกว่าข้ออื่นๆ ได้แก่ การแต่ง
กายสุภาพเรียบร้อยเข้าสอนตรงเวลาทุกคร้ัง สามารถควบคุมอารมณ์ในขณะสอนได้ดี อยู่ในระดับน้อยท่ีสุด
ส่วนหัวข้อดังต่อไปน้ี ได้แก่ ใช้วาจาสุภาพเหมาะสมกับนักศึกษา ให้คาแนะนาและตอบข้อซักถามได้อย่าง
ชัดเจน มีปัญหาการจัดการเรียนการสอนอยู่ในระดับน้อย ด้านส่ือประกอบการสอนและส่ิงอานวยความ
สะดวก พบวา่ ระดบั ปัญหาการการจัดการเรยี นการสอนในรายวิชา HU2002 การสนทนาภาษาอังกฤษ 2 ด้าน
สื่อประกอบการสอนและส่ิงอานวยความสะดวกในการสอน โดยภาพรวมอยู่ในระดับน้อยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ
1.52 S.D. .423 เมื่อพิจารณาเปน็ รายข้อ พบว่า ข้อท่ีมีค่าเฉล่ียการปฏบิ ัติมากกว่าข้ออ่ืนๆ ได้แก่ ใชเ้ ทคโนโลยี
สมยั ใหม่ประกอบการสอน ขนาดหอ้ งที่ใชส้ อนมีความเหมาะสมกบั จานวนนักศึกษา ห้องเรยี นสะอาดและมแี สง
สว่างที่เหมาะสมสาหรับการเรียน มีปัญหาอยู่ในระดับน้อยท่ีสุด ส่วนหัวข้อดังต่อไปนี้ ได้แก่ ใช้ตารา/เอกสาร
ประกอบการสอนสอดคลอ้ งกับแผนการสอนมีการแจง้ รายชื่อหนังสือและระบบการสืบค้นขอ้ มลู อเิ ล็กทรอนิกส์
ท่ีจะศึกษาค้นคว้าได้ด้วยตนเองแก่นักศึกษา นักศึกษาสามารถเข้าใจและเรียนรู้เนื้อหาได้ดีข้ึนจากสื่อ
ประกอบการสอน มีปัญหาอยู่ในระดับน้อย ด้านการวัดและประเมินผล พบว่า ระดับการปัญหาจัดการเรียน
การสอนในรายวิชา HU2002 การสนทนาภาษาอังกฤษ 2 ด้านการวัดและประเมินผล โดยภาพรวมอย่ใู นระดับ
น้อยที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.46 S.D. 421 และเม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉล่ียการปฏิบัติ
มากกว่าข้ออ่ืนๆ ได้แก่ มีการแจ้งให้นักศึกษาทราบแนวทางการทดสอบล่วงหน้า มีการแจ้งผลทดสอบของ
นักศึกษาใหท้ ราบหลงั การสอบทกุ คร้ัง มีการปรับปรงุ กระบวนการจัดการสอนจากผลการประเมินผลการเรยี นรู้
มกี ารทบทวนเนื้อหา หรอื เฉลยขอ้ สอบ เพื่อให้นกั ศึกษาสามารถเข้าใจมากข้นึ ซงึ่ มีปัญหาอยูใ่ นระดับน้อยท่ีสุด
ส่วนหั วข้อดั งต่อไปนี้ได้ แก่มีการกา หนดเ กณฑ์การป ระเมินสอด ค ล้อง กับวัต ถุประสงค์เ ชิงพฤติกรร ม แล ะ
การทดสอบย่อยระหว่างเรยี นและการทดสอบปลายภาคที่กาหนดไว้ มีปญั หาอยใู่ นระดับนอ้ ย
85 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลยั และเครอื ข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
สรุปผลการเปรียบเทียบเปรียบเทียบสภาพการจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันที่มีระดับการปฏิบัติ
อยู่ในระดับมากท่ีสุด ท้ังในภาพรวมและรายด้านมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.92 มีระดับปัญหาท่ีอยู่ในระดับน้อยที่สุด
ทง้ั ภาพรวมและรายด้านเหมือนกนั มีค่าเฉล่ียเทา่ กับ 1.49 เม่ือพจิ ารณาเปรียบเทยี บเปน็ รายด้าน มีรายละเอยี ด
ดังน้ี ด้านกระบวนการ การสอนและเทคนิคการสอน พบว่า ค่าเฉลี่ยระดับปฏิบัติการมีค่าเท่ากับ 3.59
ส่วนค่าเฉลี่ยระดับปัญหาเท่ากับ 1.50 แสดงให้เห็นได้ว่า ระดับปฏิบัติการในการเรียนการสอนด้าน
กระบวนการ การสอนและเทคนิคการสอนสูงกว่าระดับปัญหาด้านการสอนและเทคนิคการสอน
ด้านบุคลิกภาพของอาจารย์ พบว่า ค่าเฉลี่ยระดับการปฏิบัติการมีค่าเท่ากับ 3.88 ค่าเฉลี่ยระดับ ปัญหามีค่า
เท่ากับ 1.48 แสดงให้เห็นได้ว่า ระดับปฏิบัติการในการเรียนการสอนด้านบุคลิกลักษณะของอาจารย์สูงกว่า
ระดับปัญหาดา้ นบุคลกิ ลักษณะของอาจารย์ สอ่ื ประกอบการสอนและส่งิ อานวยความสะดวกในการสอน พบว่า
ค่าเฉลี่ยระดับการปฏิบัติการมีค่าเท่ากับ 4.07 ค่าเฉลี่ยระดับปัญหามี ค่าเท่ากับ 1.52 แสดงให้เห็นได้ว่า
ระดับปฏิบัติการในการเรียนการสอนส่ือประกอบการสอนและสิ่งอานวยความสะดวกในการสอนสูงกว่าระดับ
ปัญหา สื่อประกอบการสอนและส่ิงอานวยความสะดวกในการสอน ด้านการวัดและประเมินผล พบว่า
ค่าเฉล่ียระดับการปฏิบัติการมีค่าเท่ากับ 4.17 ค่าเฉล่ียระดับปัญหา มีค่าเท่ากับ 1.46 แสดงให้เห็นได้ว่า
ระดับปฏิบัติการในการเรียนการสอนด้านการวัดและประเมินผลสูงกว่าระดับ ปัญหาด้านการวัดและ
ประเมนิ ผล
ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อระดับปฏบิ ัตกิ ารเรียนการสอน พบว่า ในภาพรวมของ นักศึกษา
เพศหญิงมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.92 นักศึกษาเพศชายมีค่าเท่ากับ 3.88 ด้านความคิดเห็นต่อระดับปัญหา
นักศึกษาเพศหญิงมีค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 1.53 นักศึกษาเพศชายมีค่าเท่ากับ 1.36 สรุปได้ว่า ความคิดเห็น
ต่อภาพรวมระดับปฏิบัติการไม่แตกต่างกันทางสถิติระหว่างเพศ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านมี รายละเอียดดังนี้
ด้านกระบวนการ การสอนและเทคนิคการสอน พบว่า ความคิดเห็นต่อระดับปฏิบัติการเรียนการสอนด้าน
การสอน และเทคนิคการสอนของนักศกึ ษาเพศหญิง มีค่าเฉลีย่ เทา่ กับ 3.59 นกั ศึกษาเพศหญงิ มคี ่าเฉล่ยี เทา่ กับ
3.61 ส่วนด้านความคิดเห็นต่อระดับปัญหา เพศหญิงมี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.57 นักศึกษาเพศชายมีค่าเท่ากับ
1.36 สรุปได้ว่าความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนในรายวิชา HU2002
การสนทนาภาษาอังกฤษ 2 จาแนกตามเพศไม่แตกต่างกันทางสถิติระหว่างเพศ ด้านบุคลิกภาพของอาจารย์
พบว่า ความคิดเห็นต่อระดับปฏิบัติการเรียนการสอนด้านบุคลิกภาพของอาจารย์ ของนักศึกษาเพศหญิงมี
คา่ เฉล่ียเท่ากับ 3.94 นักศึกษาเพศชายมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.71 ส่วนด้านความคิดเหน็ ต่อระดบั ปัญหา เพศหญิง
มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.57 นักศึกษาเพศชายมีค่าเท่ากับ 1.25 สรุปได้ว่าความคิดเห็นเก่ียวกับสภาพปัจจุบันและ
ปัญหาการจัดการเรียนการสอนในรายวิชา HU2002 การสนทนาภาษาอังกฤษ 2 จาแนกตามเพศไม่แตกต่างกัน
ทางสถิติระหว่างเพศ ด้านส่ือประกอบการสอนและส่ิงอานวยความสะดวกในการสอน พบว่า ความคิดเห็น
ต่อระดับปฏิบัติการเรียนการสอนด้านส่ือประกอบการสอน ของนักศึกษาเพศหญิงมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.00
นักศกึ ษาเพศชายมีคา่ เฉลย่ี เท่ากบั 4.06 สว่ นด้านความคิดเหน็ ต่อระดบั ปัญหา เพศหญิงมี ค่าเฉลี่ยเทา่ กบั 1.58
นกั ศึกษาเพศชายมีค่าเท่ากับ 1.34 สรุปได้ว่า ความคิดเห็นเก่ียวกับสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอน
ในรายวิชา HU2002 การสนทนาภาษาอังกฤษ 2 จาแนกตามเพศไม่แตกต่างกันทางสถิติระหว่างเพศ
ดา้ นการวัดและประเมินผล พบว่าความคิดเห็นต่อระดับปฏิบัติการเรียนการสอนด้านการวัดและ ประเมินผล
ของนักศึกษาเพศหญิงมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.16 นักศึกษาเพศชายมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.17 ส่วนด้านความคิดเห็น
ต่อระดับปัญหา เพศหญิงมี ค่าเฉล่ียเท่ากับ 1.45 นักศึกษาเพศชายมีค่าเท่ากับ 1.50 สรุปได้ว่า ความคิดเห็น
เก่ียวกับสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนในรายวิชา HU2002 การสนทนาภาษาอังกฤษ 2 จาแนก
ตามเพศไม่แตกตา่ งกันทางสถติ ิระหวา่ งเพศ
86 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลัย และเครือข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
อภปิ รายผลการวจิ ัย
ด้านกระบวนการการสอนและเทคนิคการสอน ผลการวิจัยด้านกระบวนการสอนและเทคนิค
การสอนพบว่า อาจารย์มีระดับการปฏิบัติการจัดการเรียนการสอน ด้านการสอนและเทคนิคการสอนโดยภาพรวม
อยู่ในระดับมาก โดยเห็นว่าอาจารย์ได้แจ้งจุดมุ่งหมาย/จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมและเกณฑ์การวัดและ
ประเมินผลการสอน รวมถึงระบุวิธีสอน เวลาที่ใช้สอน วัสดุอุปกรณ์ไว้อย่างซัดเจนในแต่ละหัวข้อท่ีสอน
ใช้วิธีสอนท่ีหลากหลาย ใช้เทคนิคต่างๆ ที่ทาให้ผู้เรียนเข้าใจง่ายข้ึนอย่างมีกระบวน การเป็นขั้นเป็นตอนจาก
เร่ืองที่ง่ายไปสู่เรื่องที่ยาก ไม่ว่าจะเป็นการบรรยาย อภิปราย ยกตัวอย่าง การนาเสนอผลงาน และใช้คาถาม
หรือกิจกรรมต่างๆ ที่จะกระตุ้นให้นักศึกษาคิดวิเคราะห์ เกิดความคิด สร้างสรรค์หรอแรงปันดาลใจในการ
ออกแบบผลงานในแต่ละโครงการได้ รวมไปถึงการวิจารณ์ ผลงาน กล้าที่จะแสดงความคิดเห็น และรับฟัง
ขอ้ คดิ เห็นทั้งทแ่ี ตกต่างหรือขัดแย้งกนั ได้ ดังแนวคดิ ของกาฟ (Gagne, R. M., 1985:70-90) ที่กล่าวถึงรปู แบบ
การสอน ท่ีมีการบอกวัตถุประสงค์ การนาเสนอ และการจัดสภาพการณ์ต่างๆที่กระตุ้นให้เด็ก สามารถ
เช่ือมโยงความรู้ใหม่ต่อยอดจากประสบการณ์เดิม และสอดคล้องกับ เกรียงดักด์ิ เจริญวงศ์ดักดิ์ (เกรียงศักด์ิ
เจริญวงศ์ศักดิ์, 2545) ท่ีกล่าวถึงวิธีการสอนและเทคนิคการสอนที่จะส่งเสริมให้เกดิ ความคิดสร้างสรรค์ ระดม
ความคิดไปสู่กระบวนการในการออกแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับ ทิศนา แขมณี (2552)
ที่กล่าวถึงวิธีการสอนหลายรูปแบบที่มีเทคนิคและวิธีการ ท่ีมีข้อดีข้อเสียท่ีแตกต่างกันโดย ต้องเลือก'ใช้'ให้
เหมาะกับผู้เรียน และเหมาะกับสถานการณ์ต่างๆ สาหรับระดับปัญหาด้านการสอนและเทคนิคการสอน
โดยภาพรวมอยู่ในระดับน้อยที่สุด และเม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่าทุกข้อมีปัญหาอยู่ในระดับน้อยท่ีสุด
เชน่ กัน โดยข้อที่มี ค่าเฉลี่ยปญั หาน้อยทสี่ ุด คือ อาจารย์ระบุวิธีสอน เวลาท่ีใชส้ อน วสั ดุอุปกรณไ์ วอ้ ยา่ งซดั เจน
ในแต่ ละหัวข้อที่สอน ส่วนข้ออื่นๆที่เหลือมีระดับปัญหารองลงมาโดยมีค่าเฉล่ียใกล้เคียงกัน ซ่ึงสอดคล้องกับ
ระดับการปฏิบัติในข้างต้นจากผลสารวจผู้วิจัยเห็นว่าอาจารย์ควร 'พิจารณาถึงผู้เรียนในแ ต่ละกลุ่มที่มีพ้ืน
ฐานความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์เดิมท่ีต่างกัน เพื่อท่ีจะเลือกวิธีเทคนิคการสอนและจัดกิจกรรมการ
เรียนการสอนที่เหมาะกับผู้เรียน ซ่ึงจะเป็นการกระตุ้นให้นักศึกษาเกิดความสนใจ และ ต้องการจะมีส่วนร่วม
กล้าคิด กล้าแสดงความคิดเห็น ท้ายทายความคิด ช่วยจูงใจให้ผู้เรียนอยาก คิด อยากหาคาตอบ และอยาก
เรียนรเู้ พมิ่ ข้ึน ซง่ึ นา่ จะนาหลักแนวคิดของการเรียนการสอนแบบ ให้นักศึกษามีส่วนร่วมในชั้นเรียน มีสว่ นร่วม
ในการเลือกวิธีการเรียน และเลือกแนวทางปฏิบัติร่วมกับอาจารย์ผู้สอนได้ อันจะทาให้การทาความเข้าใจใน
วตั ถุประสงค์และเน้อื หาในรายวิชา เป็นไปอย่างมกี ระบวนการและมีประสทิ ธิภาพ
ด้านบุคลิกภาพของอาจารย์ ผลการวิจัยด้านบุคลิกลักษณะของอาจารย์พบว่า อาจารย์ควบคุม
อารมณ์ในขณะสอนได้ดียังมีปัญหาซ่ึงสอดคล้องกับ ทัศนีย์ สัตยมาศ (2547) กล่าวไว้ว่า บุคลิกลักษณะของ
ผู้สอนท่ีดีมีความสาคัญต่อการเรียนการสอน รวมท้ังบุคลกิ ภาพของผู้สอนจะส่งเสริมให้บรรยากาศในการเรียน
การสอนดีมี ประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน กล่าวไว้ว่า บุคลิกภาพของครู 3 ประเภท ดังน้ี ครูประเภทที่ 1 จะสร้าง
บรรยากาศแบบประชาธิปไตย นักเรียนและครูจะยอมรับความ คิดเห็นซึ่งกันและกัน ครูเปดิ โอกาสให้นกั เรียน
ได้แสดงความคิดเห็น ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้รู้จักทางานร่วมกัน รู้จักสิทธิและหน้าท่ีของตนเอง มีเหตุมีผล
นักเรียนจะรู้สึกสบายใจในการเรียนเป็นบรรยากาศท่ีส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ได้ดี ครูประเภทที่ 2 จะสร้าง
บรรยากาศแบบเผด็จการ นักเรียนไม่ได้แสดงความคิดเห็นครูจะเข้มงวด ครูเป็นผู้บอก หรือทากิจกรรมทุกอย่าง
นักเรียนไม่มีโอกาสคิด หรือ ทากิจกรรมท่ีต้องการ นักเรียนจะรู้สึกเครียด อึดอัด นักเรียนจะขาดลักษณะการ
เป็นผู้นา ขาดความริเร่ิมสร้างสรรค์เป็นบรรยากาศ ท่ีไม่ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ที่ดี ครูประเภทท่ี 3 จะสร้าง
บรรยากาศแบบตามสบาย เป็นบรรยากาศน่าเบ่ือหน่ายนักเรียนย่อ ท้อ สับสน วุ่นวาย ขาดระเบียบวินัย ไม่มี
ความคงเส้นคงวาแน่นอน ครูไม่สามารถควบคุมช้ันเรียนให้อยู่ใน ความสงบเรียบร้อยได้ เป็นบรรยากาศที่ไม่
87 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลยั และเครือข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ท่ีดี จะเห็นได้ว่าผู้สอนมีบทบาทที่สาคัญ ต่อการบรรยากาศการเรียนการสอน
เพราะฉะนั้นบุคลิกภาพของผู้สอนน้ันควรจะต้องยอมรับความคิดเห็น ของผู้เรียน และมีเหตุมีผล เพ่ือทาให้
ผู้เรียนเองมีความม่ันใจในการเรียน เปิดโอกาส และไม่ใช้ระบบเผด็จการ ทาให้ผู้เรียนขาดความม่ันใจ รวมท้ัง
ไม่บ่อยให้สบายเกินไป ความควบคุมให้การเรียนนั้นคงเส้นคงวาจะ ทาให้การเรียนการสอนราบล่ืน และทาให้
เกิดการเรียนรู้ท่ีดี ซึ่งสอดคล้องกับประดินันท์ อุปรมัย (ประดินันท์ อุปรมัย, 2540: 121) ทว่ี ่าบุคลิกภาพบาง
ประการของครูมีผลต่อการสร้างบรรยากาศในชั้นเรียนอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่ สีหน้า ท่าทาง น้าเสียง การใช้
คาพูด การมีอารมณ์ขัน การแสดงบทบาทในฐานะผู้นาของครูนอกจากน้ี ปัญญา ดาสุวรรณ (ปัญญา ดาสุวรรณ,
2540) กล่าวว่า บุคลิกภาพของครูประกอบด้วยลักษณะภายนอก เช่นการมีสุขภาพกายดี ท่าทางสง่า ผ่าเผย
แต่งกายสะอาดและเรียบร้อย ถูกกาลเทศะ พูดจาสุภาพ มีมนุษย์สัมพันธ์ท่ีดี และลักษณะภายใน เช่น
สุขภาพจิตดี มีอารมณ์ขัน มีทัศนคติแบบประชาธิปไตย มีความสนใจสิ่งต่างๆ อย่างกว้างขวาง และสนใจ
ปัญหาของนักเรียน ยังมีนักวิชาการหลายๆ ท่านได้กล่าวถึงคุณลักษณะของครูผู้สอนภาษาท่ีดีและทาให้การ
เรยี นการสอนเปน็ ไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านส่ือประกอบการสอนและส่ิงอานวยความสะดวก ผลการวิจัยด้านสื่อประกอบการสอน
ในครั้งนี้พบว่า อาจารย์ใช้สื่อการสอนประเภท e-leaning มาช่วยเสริมการเรียนการสอนน้อยเกินไป
ซึ่งสอดคล้องกับที่กรมวิชาการกระทรวงศึกษา (กรมวิชาการ, 2539) ได้กล่าวถึงสื่อประกอบการสอนว่า ควร
เป็นส่อื ที่มีความหลากหลาย น่าสนใจ ช่วยให้ผเู้ รียนสามารถพัฒนาการ เรียนรู้ภาษาได้อย่างรวดเร็วโดยผู้สอน
ต้องสามารถเลือกใช้ปรับและจัดการใช้สื่อต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมกับจุดประสงค์การเรียนรู้ และเน้ือหาของ
เรอื่ งทเี่ รียน นบั ต้ังแต่สื่อพื้นฐานใกลต้ วั ผู้เรียน เช่น สื่อของจริง สิ่งพิมพ์ต่างๆ ตลอดจนถึงสอ่ื เป็นเทคโนโลยี ซ่ึง
สอดคล้องกับมหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช (2530) ได้ สรุปถึงความสาคัญในการใช้สื่อการเรียนการสอนไว้
ดังนี้ 1. ส่ือการสอนมีความจาเป็น และสาคัญต่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษอย่างมาก เพราะ เป็นการ
ประหยัดเวลาและแรงงานของครใู นการอธิบายเรื่องต่างๆ ได้นอกจากน้ีส่ือการสอนยังเป็นส่ิงที่เร้า ให้นักเรียน
เกิดความสนใจ ทาให้เกิดการเรียนรู้ข้ึนได้ 2. การจัดสื่อการสอนเป็นหน้าที่โดยตรงของครู ซึ่งอาจจัดหามาได้
ด้วยการซื้อส่ือสาเร็จรูป หรือ การจัดทาข้ึนเอง 3. สื่อการสอนภาษาอังกฤษท่ีใช้กันอยู่ท่ัวไป แยกได้เป็น 3
ประเภท คือ ส่ือการสอน ประเภทวัสดุ ประเภทอุปกรณ์ และประเภทวิธีการ ส่ือแต่ละประเภทมีคุณสมบัติที่
แตกต่างกัน จึงควรรู้จัก เลือกให้เหมาะสมกับสิ่งท่ีจะใช้สอน 4. ครูสามารถผลิตสื่อประเภทวัสดุ และอุปกรณ์
ไว้ใช้เองได้ 5. ทักษะท่ีจาเป็นในการผลิตส่ือการสอนภาษาอังกฤษ คือ การวาดภาพเส้น 6. ครูควรจะได้เสริม
ความรู้ของตนอยู่เสมอและส่ือส่ิงพิมพ์ต่างๆ รายการวิทยุ และโทรทัศน์ สถาบันการสอนภาษา ซ่ึงเป็นแหส่ง
วทิ ยาการสาหรบั ครูท่ีจะเพิม่ พูนทกั ษะความรู้ของตนได้
สาหรับระดับปัญหาด้านส่ือประกอบการสอนโดยภาพรวมอยู่ในระดับน้อยที่สุด และเมื่อพิจารณา
เป็นรายข้อ พบว่า ข้อท่ีมีค่าเฉล่ียปัญหาน้อยท่ีสุดใกล้เคียงกัน 2 ข้อ คือ อาจารย์ใช้ส่ือเกี่ยวกับเทคโนโลยี
สมัยใหม่ ประกอบการสอน และอาจารยใ์ ชต้ ารา เอกสารประกอบการสอน สอดคล้องกบั เนอื้ หาทีส่ อน ส่วนข้อ
ทีม่ รี ะดับปัญหามากกวา่ ข้ออ่นื ๆ คือ อาจารย์ใช้สื่อ e-learning มาช่วยเสรมิ ให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างมี
ประสิทธิภาพ ซ่ึงสอดคลอ้ งกนั ลักษณะการปฏบิ ตั ิ ในขา้ งต้น
ด้านการวัดและประเมินผล ผลการวิจัยด้านการวัดและประเมินผลจากการวิจัยคร้ังนี้พบว่า
เป็นปัญหาน้อยท่ีสุดโดยอาจารย์ผู้สอนได้ทาการประเมินผลและแจ้งผลการประเมินอย่างสม่าเสมอ
ซ่ึงสอดคล้องกับพระปริพัฒน์ นาคา (2544) กล่าวถึงจุดประสงค์ของการวัดและประเมินผลการเรียนการได้
ดังน้ี 1. เพื่อประเมินวิธีการสอนของครูว่าวิธีสอนแบบในช่วยให้เกิดการเรียนรู้และวิธีสอนแบบ ในที่ต้องการ
การปรับปรุง 2. เพื่อประเมินผลสัมฤทธิผลในการเรียนของผู้เรียนว่ามีความรู้ความสามารถตาม วัตถุประสงค์
88 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลยั และเครือข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
ที่ต้ังไว้เพียงใด สมควรท่ีจะได้เล่ือนช้ันให้สูงขึ้นหรืออยู่ท่ีเดิม 3. เพื่อจาแนกหรือจัดลาดับความสามารถของ
นกั เรียนแต่ละคนเพื่อจดั ชั้นเรียนหรือแบบ กลุ่มนักเรียนตามความสามารถ เพ่ือให้นักเรยี นได้เรียน ในกลุ่มที่มี
ความสามารถเทา่ เทยี มกัน 4. เพือ่ วนิ ิจฉัยขอ้ บกพรอ่ ง และจดุ เด่นในการเรยี นภาษาของแต่ละบคุ คล 5. เพอ่ื ประโยชน์
ในการสอนซ่อมเสริมแล่นักเรียนท่ีเรียนอ่อน 6. เพื่อประเมินประสิทธิภาพในการสอนของครู 7. เพ่ือทราบถึง
กระบวนการเรียนรู้ภาษาของเด็กในแต่ละระดับอายุ 8. เพื่อทดสอบผลการทดลองเกี่ยวกับการเรียนการสอน
ในชน้ั เรียน
เห็นได้อย่างชัดเจนว่า การวัดประเมินผลมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนให้มี
ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และการวัดประเมินผลมีหลายวิธีด้วยกันเช่น การทดสอบ การตรวจงาน และการ
สัมภาษณ์ บันลือ พถุษะวัน (บันลือ พฤษะวัน, 2525) เสนอวิธีการวัดและประเมินผลไว้ ดังน้ี 1. การสังเกต
เพ่ือใช้ตรวจสอบพฤติกรรม นิสัย ทัศนคติและการปรับตัวของผู้เรียน 2. การสัมภาษณ์ เพ่ือใช้ตรวจสอบ
ความรทู้ ่ัวไป ความรู้สึกนึกคิด ความคดิ เห็นของผ้เู รียน ต่อสง่ิ ใดส่งิ หนง่ึ ในการสัมภาษณ์อาจเกี่ยวขอ้ งกับทวงที
วาจา การใช้ปฏิภาณในการตอบปัญหาต่าง ๆ 3. การตรวจผลงาน ใช่ไนการพิจารณาผลงานที่มอบให้ทาการ
ปฏิบัติ การเมือง ศิลปศึกษา เป็นต้น 4. การสอบข้อเขียน เป็นเคร่ืองมือในการตรวจสอบความรู้ ความเข้าใจ
การวิเคราะห์และ คนอื่น ๆ ได้หลายแง่หลายมุม การใช้ข้อทดสอบน้ียัง 2 แบบ 4.1 การทดสอบแบบอัตนัย
หรือเจตนวิสัย (Subjective) เป็นการทดสอบแบบเรียงความ ให้โอกาสแสดงความคิดเห็น การสาตับเหตุผลได้ดี
4.2 การสอบปรนัยหรือวัตถุวิสัย (Objective) เป็นข้อสอบแบบท่ีถามได้กว้างขวาง คลุมเนื้อหาท่ีเรียน
แต่ผู้ตอบไม่ต้องบรรยายหรือ แสดงความคิดเห็น เพียงใช้ความคิดในการเลือก ในการเติมข้อความ ซึ่งนิยมใช้
กันอย่างกว้างขวางในปจั จุบนั
สรุปว่าการวดั ประเมินผลมีหลากหลายวิธี ซงึ่ ล้วนแล้วแต่เน้นการปฏิบัตจิ ริง ครอบคลุม เนื้อหาและ
ให้ผู้เรียนได้แก้ปัญหาเป็น สามารถประยุกต์ใช้ได้ และมีมาตรฐานสามารถวัดผล และประเมินผล ได้ตามจริง
เพ่ือช่วยในการพฒั นาการเรยี นการสอนต่อไป
ส่วนการสรุปผลการวิเคราะห์แบบสอบถามปลายเปิด ผู้วิจัยพบว่า ด้านกระบวนการการสอนและ
เทคนิคการสอน พบว่านักศึกษาบางคนต้องการให้อาจารย์เพ่ิมรายละเอียดในการอธิบายงานแต่ละครั้งให้
โอกาสผู้เรียนบ้างล้าผิดพลาด ด้านบุคลิกลักษณะของอาจารย์ พบว่าในด้านบุคลิกลักษณะของอาจารยผ์ ู้สอน
นักศึกษาบางคนเสนอแนะว่าอยากให้ อาจารย์มีบุคลิกที่เป็นกันเองกับนักศึกษามากกว่าน้ี เพราะบุคลิก
แบบเดิมนักศึกษาไม่กล้าเข้าพบ ด้านสื่อประกอบการสอนและสิ่งอานวยความสะดวก พบว่าในด้านส่ือ
ประกอบการสอนไม่มีปัญหา เน่ืองจากอาจารย์มีการนานักศึกษาไปศึกษาดู งานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เก่ียวกับรายวิชาภาษาอังกฤษเพ่ือการสื่อสารมวลชน และการให้นักศึกษาได้มี โอกาสแกปฏิบัติการเป็นผู้
ประกาศข่าวโดยการใช้สื่อเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมที่ทันสมัย เป็นส่วนประกอบ ในการนาเสนอ ด้านการวัด
และประเมินผล พบว่าในด้านการวัดและประเมินผลไมม่ ีปัญหาเนอ่ื งจากอาจารยม์ กี ารวัดและประเมินผล เป็น
ระยะสมาเสมอและแจ้งผลคะแนนให้ทราบเปน็ ระยะ เพอื่ ท่ีนักศึกษาจะได้ทราบความกา้ วหนา้ ว่ามี คะแนนเก็บ
เท่าไร เพื่อจะไดป้ ระเมนิ การทาขอ้ สอบปลายภาคของตนเอง
ขอ้ เสนอแนะ
ข้อเสนอแนะสาหรบั การนาผลการวจิ ัยไปใช้
ผ้วู ิจัยมีขอ้ เสนอแนะดังน้ี ด้านกระบวนการการสอนและเทคนิคการสอน การจัดการเรียนการสอน
อาจารย์ผู้สอนควรเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ซักถาม แสดง ความคิดเห็น ประชุม พูดคุย ให้คาแนะนาโดยเพ่ิม
รายละเอียดให้มากข้ึน และรับฟังข้อคิดเห็นของนักศึกษาที่เห็นต่างหรือขัดแย้งจากอาจารย์ การจัดการเรียน
89 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลัย และเครือข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
การสอน อาจารย์ควรให้ผู้เรียน เรียนรู้ด้วยตนเองมากข้ึน รวมทั้งต้องเพิ่ม กิจกรรมหรือคาถามท่ีกระตุ้นให้
นกั ศึกษาคิด วิเคราะห์หรอื วิจารณร์ ่วมกันมากขึ้นเพอื่ ให้นักศกึ ษากล้าคิด กล้าพูด กล้าแสดงออกในเชิงวิชาการ
มากข้ึน การจัดการเรยี นการสอนอาจเชิญผู้มีประสบการณ์มาบรรยายบ้าง ทั้งนีเ้ พ่ือให้นกั ศึกษา สามารถนาส่ิง
ท่ีเรียนรู้ไปประยุกต์ใช้กับการทางานและชีวิตประจาวันได้ และเป็นการแลกเปลี่ยน ประสบการณ์จาก
ผู้เช่ียวชาญในวิชาชีพ ด้านสื่อการสอน 1. ควรมีการนาวิดีโอ หรือภาพขา่ วจากเว็บไซต์ตัวอย่างท่ีเก่ียวข้องกับ
เน้ือหาวิชาที่เรียนให้ นักศึกษาในห้องเรียนให้มากกว่าน้ี 2. ควรมีการปรับหนังสือ ตารา แบบฝึกหัด และ
เอกสารประกอบการสอน ตัวอย่างโจทย์ เพ่ือให้เกิดความหลากหลายเพ่ือนาไปสู่การพัฒนาทักษะของผู้เรียน
3. ควรมีการนาบทเรียนข้ึนระบบ e-Learning เพ่ือให้นักศึกษาได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ด้านการวัดผลและ
ประเมนิ ผล 1. ควรจัดให้มีการสอบเพอ่ื ประเมนิ ระดับและศักยภาพของผู้เรยี น เพ่ือประเมินและปรับ กจิ กรรม
การเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสภาวะของผู้เรียน 2. ควรเพ่ิมสัดส่วนการประเมินผลตามสภาพจริงมาใช้
ประเมนิ รายวชิ านใ้ี นสัดส่วนที่ มากกวา่ การประเมนิ จากการทาข้อสอบ
สรุปว่าการวิจัยเพ่ือพัฒนาการเรียนการสอนในคร้ังนี้ ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์ในการทาวิจัยเพื่อนา
ผลการวิจัยมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนในรายวิชา HU2002 การสนทนา
ภาษาอังกฤษ 2 และในรายวิชาอ่ืนๆ ผู้วิจัยเห็นว่า ควรจะทาการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนในทุกภาค
การศึกษา เพื่อให้ผู้สอนได้นาผลการวิจัยมาพัฒนาและปรับปรุงการเรียนการสอนให้ดีย่ิงข้ึน นอกจากน้ียังเป็น
การพฒั นาและเพ่ิมศักยภาพในตวั ผูส้ อนอยา่ งตรงจดุ อันจะก่อใหเ้ กิดประสิทธิผลโดยตรงกับนักศึกษาอีกดว้ ย
ข้อเสนอแนะสาหรับการทาวิจยั ครัง้ ตอ่ ไป
1. ควรมีการทาวิจัยในด้านการจัดการเรียนการสอน โดยวิธีการเรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยจัดการ
เรียนการสอนโดยมีกลุ่มคอยให้คาแนะนาการเรียน และสามารถศึกษาด้นคว้า 2. ควรมีการจัดการเรียนการ
สอน โดยเน้นการพัฒนาประสิทธิภาพการสอน และเน้นการ เรียนรู้ด้านคุณธรรมจริยธรรม ทักษะทางปัญญา
ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ทักษะการ วิเคราะห์เชิงตัวเลข การส่ือสารและการใช้
เทคโนโลยสี ารสนเทศตามกรอบมาตรฐานคณุ วุฒิ ระดับอุดมศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2552
บรรณานกุ รม
กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2546). พระราชบัญญัติการศึกษาแหง่ ชาติ พุทธศกั ราช 2542 แกไ้ ขเพมิ่ เติม (ฉบับที่ 2)
พุทธศกั ราช 2545. กรุงเทพฯ: ครุ สุ ภา.
กรมวิชาการ. (2539). หลักสูตรภาษาอังกฤษ พุทธศักราช 2539. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา. กรมวิชาการ
กระทรวงศึกษาธกิ าร.
กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ. คู่มือการจัดการสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษตาม
หลกั สตู รการศึกษาชนั้ พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2544. กรุงเทพฯ: องค์การรบั สง่ สินค้าและพัสดุภณั ฑ์ (ร.ส.พ.).
กุสมุ า ลา่ นยุ้ . (2539). การสรา้ งเจตคติในการเรยี นการสอนภาษาอังกฤษ. วารสารศึกษาศาสตร.์
เกรยี งศักดิ์ เจริญวงศ์ศักด.ิ์ (2545). ความคดิ เชงิ สร้างสรรค์. กรงุ เทพฯ: บรษิ ทั ซัคเซส มเี ดยี จากัด.
เจษฎาภรณ์ เหลอื งขมน้ิ . (2541). การเปรยี บเทียบผลการเรียนรู้และความคงทนในการจาคาศัพท์ภาษาองั กฤษ
จากวดิ ที ศั นท์ ี่มีพื้นหลงั ภาพต่างกนั . วิทยานิพนธ์ปรญิ ญามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ
ประสานมิตร.
ทัศนีย์ สัตยมาศ. (2547). การศึกษาสภาพบัญหาการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ ช่วงชั้นที่ 3 ของ
โรงเรียนระยองวิทยาคม จังหวัดระยอง. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต, สาขาการ
บริหารการศกึ ษา, คณะศึกษาสาสตร์ มหาวิทยาลยั บูรพา.
90 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลัย และเครอื ข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
ทิศนา แขมณี และคณะ. (2552). การนาเสนอรูปแบบเสริมสร้างทักษะการคิดข้ันสูงของนิสิต นักศึกษาครู
ระดบั ปริญญาตรี สาหรบั หสักสตู รครุศกึ ษา. รายงานการวิจัยคณะครศุ าสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
บญั ชา อ๋ึงสกุล. (2541). การส่งเสรมิ สรา้ งการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในโรงเรยี น. วารสารวิชาการ.
บนั ลือ พฤษะวัน. (2525). คมู่ อื ครปู ระจาชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 5. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.
ประดินันท์ อุปรมยั . (2540). ชดุ วิชาพนื้ ฐานการศกึ ษา (มนษุ ยก์ บั การเรียนร)ู้ . นนทบรุ ี :
ปญั ญา ดาสุวรรณ. (2540). ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของครผู ู้สอนวิชาภาษาอังกฤษท่ีมตี ่อ ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสังกัดประถมศึกษา
จังหวัดสระแก้ว. ปริญญานิพนธก์ ารศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาจติ วิทยาการแนะแนว, บัณฑิตวทิ ยาลัย,
มหาวิทยาลยั บรู พา.
พระปริพัฒน์ นาคา. (2544). ปัญหาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนพระปริยติธรรม แผนกสามัญศึกษา
จังหวัดนครพนม. รายงานการค้นคว้าอิสระปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาเทคโนโลยี
การศึกษา, มหาวิทยาลยั มหาสารคาม.
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. (2530). การสอนภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษา หน่วยท่ี 1-6. กรุงเทพฯ:
มหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช.
ศิริเพญ็ มากบุญ. (2541). แต่ผ้เู บกิ ทางแหง่ ปญั ญา. ครุ สุ ารเทพสตรี.
สุเทพ อ่อนไสว. (2541). องค์ประกอบของการเรียนการสอ. ครุ สุ ารเทพสตร.ิ
Brown, H. Douglas. (1981). Effective Factors in School Language Learning, in the Second Language
Classroom: Direction for the 1980. New York: Oxford University Press.
Gagne, R. M. (1985). The Condition of Learning. New York: Holt, Rinchart and Winston.
Little wood, William T. (1990). Foreign and Second Language Learning. New York: Cambridge
University Press.
91 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
เสน้ ทางทอ่ งเทีย่ วเชงิ ศาสนาในจงั หวัดร้อยเอด็ : พุทธสถานพระวิสุทธญิ าณเถร
Religious Tourism Routes in Roi Et Province:
Buddhasathan-Phravisuddhiyanathera
ประภาส แกว้ เกตุพงษ์
Prapas Kaewketpong
คณะมนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น
Faculty of Humanities and Social Sciences, Khon Kaen University.
E-mail: [email protected]
บทคัดย่อ
บทความนม้ี ีวัตถุประสงค์เพื่อศกึ ษาเส้นทางท่องเที่ยวเชงิ ศาสนาในจงั หวัดร้อยเอ็ด โดยศึกษาเฉพาะ
พุทธสถานพระวิสุทธิญาณเถร (หลวงปู่สมชาย ฐิติวิริโย) หรือพุทธสถานบึงไทรทอง อาเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด
โดยศกึ ษาจากเอกสาร ตารา เว็บไซต์ บทความ มีการสัมภาษณ์นักทอ่ งเทย่ี วและบุคคลท่ีเก่ียวข้อง ซ่ึงศึกษาใน
3 ประเด็น พบว่า 1) ด้านการจัดการ ยังขาดการจัดการที่เป็นระบบและสัดส่วนที่เหมาะสม ระบบสาธารณูปโภคยัง
มีน้อยมาก 2) ด้านการประชาสัมพันธ์หรือการโฆษณาทางสื่อต่างๆ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ และอินเทอร์เน็ตยังไม่
ทว่ั ถึงกลุ่มนักทอ่ งเท่ยี วเท่าท่ีควร ส่วนมากจะเป็นศิษยานุศิษย์ เส้นทางการเข้าถึงวัดยังไม่สะดวกพอ เลยทาให้
ไม่มีความปลอดภัยสาหรับนักท่องเท่ียวท่ีไม่รู้จักเส้นทางดี 3) ด้านการคมนาคม ระบบขนส่งให้บริการไม่
เพียงพอ เช่น รถตู้ รถสองแถว รถจักรยานยนต์รับจา้ ง ป้ายช้ีบอกทางเข้าสู่วัดยังไม่ชดั เจนและไมเ่ พยี งพอ ส่วน
ป้ายบอกสถานท่ีและจุดบริการต่างๆ ภายในวัด มองไม่ชัดเจนบางแห่งก็ชารุด ในส่วนพื้นที่และศาสนสถาน
ต่างๆ มคี วามสวยงาม เปน็ ทีร่ ่มรนื่ เหมาะแก่การพักผอ่ นรวมทั้งการปฏิบตั ิธรรม
คาสาคัญ : เสน้ ทางท่องเทย่ี วเชงิ ศาสนา, พุทธสถานพระวิสุทธิญาณเถร, จงั หวัดรอ้ ยเอ็ด
ABSTRACT
This article aims to study the route of religious tourism in Roi Et Province. By studying only
the Buddhist Sangha (Luang Pu Somchai Thitaviriyo) or Bueng Sai Thong Buddhist Temple,
Changhan District, Roi Et Province. By studying documents, textbooks, websites and articles.
There were interviews with tourists and related persons. Which were studied in 3 issues, it was
found that, 1) Management There is still a lack of systematic management and proper
proportions. Subsequently, the overall utility system was minimal, still lacking in order. 2) Public
relations or advertising through various media, such as radio, television and the Internet are
not yet covered by tourists as they should. Most of them are disciples. The route to access
the temple is not convenient enough. Therefore, it is not safe for tourists who do not know
the route. 3) Transportation The transportation system provides insufficient services such as vans,
minibuses, motorcycle taxis. The sign indicating the entrance to the temple was unclear and
inadequate. As for the signs indicating the locations and service points within the temple,
92 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครือข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
some are not clearly visible and some are damaged. In the area and various religious places
are beautiful and shady, suitable for relaxation and meditation.
Keyword : religious tourism route; Buddhasathan-Phravisuddhiyanathera; Roi Et Province.
บทนา
ประเทศไทยเมื่อกล่าวถึงในสายตาของนักท่องเท่ียวชาวต่างประเทศ โดยส่วนใหญ่จะมองว่าเป็น
ประเทศท่ีมีแหล่งท่องเที่ยวท่ีสวยงาม มีขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณีที่ดีงาม โดยเฉพาะเป็นดินแดน
แห่งพระพุทธศาสนา ซึ่งนักท่องเท่ียวส่วนหน่ึงได้ให้ความสนใจและต้องการที่จะศึกษา ปฏิบัติตามแนวทาง
พระพุทธศาสนาและในปรัชญา วิถีชีวิตแบบชาวตะวันออก โดยการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อการศึกษาและการ
ปฏิบัติในทางศาสนาหรือการเดินเพื่อการแสวงบุญของศาสนิกชนต่างๆ นั้น เป็นการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อให้
เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตและจิตใจของผู้เดินทาง เช่น พุทธศาสนิกชนเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน 4
ตาบล ในประเทศอินเดียและเนปาล และการเดินทางไปทอดผ้าป่า ทอดกฐิน ตามต่างจังหวัดในเทศกาลต่างๆ
ซง่ึ แสดงให้เห็นว่า กิจกรรมทางศาสนาเป็นส่วนหนง่ึ ทีท่ าให้ผู้คนเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ซึ่งนกั ท่องเที่ยวชาว
ต่างประเทศกลุ่มหนึ่ง ได้เลือกกิจกรรมทางศาสนาดังกล่าว เป็นทางเลือกในการเดินทางมาท่องเท่ียวในประเทศไทย
เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจ สังคมในปัจจุบันที่มีการแข่งขันกันสูง ผู้คนยึดติดในวัตถุ ทาให้จิตใจของผู้คนตกต่า
(นงเยาว์ ชาญณรงค์, 2553: 79) หลายคนจึงแสวงหาความสงบสขุ จากจิตใจภายใน และส่ิงทเี่ ปน็ ธรรมชาติมาก
ข้ึน กอปรกับการท่องเที่ยวท่ีผ่านมาได้มีลักษณะของการทาลายทรัพยากรท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อมและการ
เบียดเบียนเพ่ือนมนุษย์ด้วยกัน เช่น การกดข่ีในทางเพศหรือการกระทาที่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตทรัพย์สิน
วิถีชวี ิตและวฒั นธรรมของผ้คู นในสงั คมนั้นๆ อันเปน็ การครอบงาและลดศกั ดศิ์ รีของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
ดังนั้น การท่องเที่ยวเพื่อศึกษาถึงข้อปฏิบัติในทางพระพุทธศาสนา จึงเป็นแนวทางหน่ึงที่ควรจะ
พิจารณาถึง และปัจจุบันนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศก็ให้ความสนใจ ท่ีจะศึกษาเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา
โดยในการศึกษาเบ้ืองต้นของผู้วิจัยพบว่า นักท่องเท่ียวชาวต่างประเทศ ได้สนใจและฝึกปฏิบัติ เกี่ยวกับสมาธิ
วปิ ัสสนา เฉพาะทกี่ องวิปสั สนาธรุ ะ วดั มหาธาตฯุ กรุงเทพมหานคร และบ้านแสงธรรม (House of Dhamma)
ซ่ึงได้จัดใหม้ ีการเรียนการสอนเกี่ยวกับการปฏิบตั ิสมาธิวิปัสสนา และเป็นศูนย์ข้อมลู ทางพระพุทธศาสนาระดับ
นานาชาติ (กุลวรา สุวรรณพิมล, 2548: 114) โดยเฉลี่ยแล้วจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่สนใจและ
ทดลองปฏิบตั จิ านวนเพิม่ ข้ึน
นอกจากน้ี ยังมีการสอนเก่ียวกับสมาธิวิปัสสนาตามวัดต่างๆ ท่ัวประเทศ ซ่ึงอาจกล่าวได้ว่า
ในบรรดานักท่องเที่ยวท่ีเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ยังมีนักท่องเที่ยวกลุ่มหน่ึงที่ให้ความสนใจ ศึกษาและ
ปฏิบัติตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ซึ่งจัดเป็นการเดินทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์ และความ
สงบสุขต่อผู้เดินทางและเพ่ือนมนุษย์ โดยกิจกรรมการท่องเท่ียวดังกล่าวกาลังได้รับความนิยมในหมู่
นักท่องเที่ยวชาวยุโรปผู้ท่ีสูงอายุ และนักการศึกษาที่สนใจในวิถีชีวิตของชาวเอเชีย นับได้ว่าการท่องเท่ียวเพ่ือ
การศึกษาและปฏิบัติทางศาสนา ได้เป็นทางเลือกหน่ึงในการเดินทางท่องเที่ยว ซ่ึงสมควรที่จะมีการศึกษาและ
ส่งเสริมกนั อย่างจรงิ จงั ในฐานะประเทศไทยเป็นดนิ แดนแหง่ พระพุทธศาสนา (วรรณา วงษ์วานิช, 2539: 64)
การท่องเที่ยวในแนวพุทธ มิใช่เป็นส่ิงที่เกิดข้ึนใหม่ แต่เป็นส่ิงที่มีมาตั้งแตใ่ นสมัยพุทธกาล ซึ่งมีคานิยาม
ต่างๆ เช่น ธรรมสัญจร การจาริกแสวงบุญ การเดนิ ทางแสวงบุญ หรือแม้แต่ในปัจจุบันท่ีว่า การท่องเที่ยวแนว
พุทธ หรือ Buddhist Tourism ซ่ึงถ้าหากกล่าวถึงพระพุทธวจนะในคราวท่ีส่งสาวกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา
ทวี่ ่า “จรถ ภกิ ขเว พหุชนหติ าย พหุชนสขุ าย โลกานุกมฺปายฯ (ที.ม. 2/52/55) ภกิ ษุท้งั หลาย พวกทา่ นจงเท่ยี ว
93 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วิทยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลัย และเครอื ขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
จาริกไป เพ่ือประโยชน์เก้ือกูล เพ่ือความสุข แก่ชนหมู่มาก เพ่ืออนุเคราะห์โลก” หรือกล่าวโดยย่อว่า
“จงเท่ยี วจาริกไปเพื่อประโยชนแ์ ละความสุขของคนหม่มู าก”
จะเหน็ ได้วา่ การท่องเท่ียวแนวพุทธในแต่ละนิยาม ล้วนมีความหมายเพื่อการแสวงหาความรู้ ศึกษา
หาขอ้ ปฏิบัติอนั เป็นหลกั การในการดารงชีวิตอยา่ งถูกต้อง ไม่เบยี ดเบยี นทง้ั ตนเองและผู้อ่ืน ซึ่งหมายถึงเป็นการ
เดินทางท่ีก่อประโยชน์เกื้อกูลซึ่งกันละกัน ระหว่างผู้ท่ีเดินทางท่องเที่ยวและผู้ให้การบริการ อันจะนามา
ซ่ึงความสงบสุข สันติภาพ แก่มวลมนุษย์ทุกหมู่เหล่า มิได้เป็นการเดินทางเพ่ือบังเบียดผู้อื่น หรือเพื่อสนอง
ความต้องการของนักท่องเท่ียวแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเดินทางที่ควบคู่ไปกบั การศกึ ษา การพัฒนาจิตใจ
ของผู้เดินทาง และการปฏิบัติในหนทางท่ีถกู ต้องแก่เพ่ือนมนุษย์ รวมถึงหมู่สัตว์และสง่ิ แวดลอ้ ม อันเป็นวิถที าง
แห่งธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ท่ีทุกสรรพส่ิงล้วนพ่ึงพาอาศัยซึ่งกันและกัน และเพ่ือความดีงามของสังคมและสรรพ
สง่ิ ในโลก อาจกลา่ วโดยสรุปว่า การทอ่ งเที่ยวแนวพทุ ธ คือ การเดินทางเพื่อการศึกษา พัฒนาจติ ใจ การปฏิบัติ
ในแนวทางทีถ่ ูกต้องแก่เพอื่ นมนุษยแ์ ละส่งิ แวดลอ้ ม ในลกั ษณะท่กี ่อใหเ้ กิดประโยชน์เกอ้ื กลู ต่อสรรพสงิ่
จงั หวัดรอ้ ยเอ็ด เปน็ จังหวัดทีม่ ีสถานท่ีท่องเทย่ี วทางศาสนาหลายแหง่ ในครัง้ น้จี ะศกึ ษาเส้นทางการ
ท่องเท่ียวเชิงศาสนาเฉพาะพุทธสถานพระวิสุทธิญาณเถร ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอาเภอจังหาร จงั หวัดร้อยเอ็ด เป็นจุด
ที่สามารถเดินทางไปได้ง่าย เพราะอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองร้อยเอ็ด สถานที่แห่งนี้ติดริมถนนสายร้อยเอ็ด -
กาฬสินธุ์ นักท่องเที่ยวสามารถแวะเข้ากราบนมัสการ เยี่ยมชมสถานท่ีได้อย่างสะดวก ที่สาคัญสถานท่ีแห่งนี้
เกิดจากการดาริของพระวสิ ุทธิญาณเถร (หลวงปสู่ มชาย ฐติ วิรโิ ย) ซึ่งเป็นลูกศิษยข์ องหลวงปมู่ ั่น ภูรทิ ตั โต ท่าน
จาริกไปจาพรรษาและสร้างวัดป่าเขาสกุ ิม จังหวดั จันทบุรี จนเป็นท่ีรจู้ กั ของคนไทยและต่างประเทศ แมว้ ่าท่าน
จะไปอยู่ต่างถิ่นที่ห่างไกล แต่ก็ยังดาริที่จะมาพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอนให้เจริญก้าวหน้า โดยการสร้างพุทธ
สถานบึงไทรทองนี้ข้ึนมา เพื่อให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ให้พุทธศาสนิกชนที่เคารพนับถือได้เดินทางมากราบ
ไหว้ละพกั ผ่อนหย่อนใจ
ควาหมายการทอ่ งเที่ยว
ปรีชา แดงโรจน์ ได้ให้นิยามของการท่องเท่ียวไว้ว่า หมายถึง กิจกรรมท่ีมีเง่ือนไขท่ีเกี่ยวข้อง 3
ประการ คือ 1. ต้องมีการเดินทาง 2. ต้องมีสถานที่ปลายทางท่ีประสงค์จะไปเยี่ยมเยือน 3. ต้องมีจุดมุ่งหมาย
ของการเดินทาง (ปรีชา แดงโรจน,์ 2544 : 29)
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้อธิบายศัพท์ การท่องเที่ยว ไว้ว่าเป็นคาท่ีมีความหมายค่อนข้าง
กว้างขวาง เพราะว่ามิได้หมายความแต่เฉพาะเพียงการเดินทางเพื่อพักผ่อนหย่อนใจหรือเพ่ือความสนุกสนาน
บันเทิงเริงรมย์ดังท่ีคนส่วนมากเข้าใจกัน การเดินทางเพือ่ การประชุมสัมมนา เพือ่ ศกึ ษาหาความรู้ เพ่ือการกฬี า
เพือ่ ติดต่อธุรกิจ ตลอดจนการเยย่ี มญาตพิ ่นี ้อง นับวา่ เปน็ การทอ่ งเที่ยวทั้งสน้ิ ฉะนั้น ปรากฏการณ์เก่ยี วกับการ
ท่องเที่ยวในปัจจุบัน จึงเป็นกิจกรรมรายใหญ่ที่มีการขยายตัวตามลาดับ จนกระทั่ง มีผู้กล่าวว่าธุรกิจการ
ท่องเทีย่ วในทกุ วนั น้เี ปน็ ธรุ กจิ ทใี่ หญท่ ่ีสดุ ในโลกหากเทยี บกบั ธรุ กจิ อนื่ ๆ ด้วยกัน (นิคม จารุมณ,ี 2544 : 1)
ความหมายของการท่องเท่ียวเชิงศาสนา หมายถึง การท่องเที่ยวเชิงศาสนาเป็นการเดินทางโดยมี
เหตุผลทางศาสนาเป็นหลัก ถือเป็นการปฏิบัติท่ีมีมาตั้งแต่ยุคแรกๆ ซ่ึงเหตุผลในการเดินทางท่ีแท้จริงแล้ว
อาจไม่มีการท่องเทย่ี วเขา้ มาเก่ยี วข้อง แต่ในปัจจบุ ันการเดินทางลักษณะน้ีมักจะรวมกิจกรรมอืน่ นอกเหนอื จาก
กิจกรรมทางพุทธศาสนาเข้าอยู่ด้วย ผู้ท่ีนับถือศาสนาต่างๆ มักจะมีความเช่ือในการทากิจกรรมทางศาสนา
ซ่ึงอาจรวมถึงการเดินทางไปสักการะสิ่งศักด์ิสิทธ์ิหรือประกอบพิธีกรรม อย่างไรก็ดี กิจกรรมบางอย่างได้ลด
ความนิยมไป เนื่องจากจานวนผู้ท่ีนับถือศาสนาหรือความเช่ือน้ันลดลง สถานท่ีประกอบพิธีทางศาสนา มิได้มี
เพียงผู้ทน่ี ับถือศาสนาน้ันเท่านั้นที่เข้าเย่ียมชม หากแตน่ ักท่องเที่ยวอ่ืนๆ ยังใหค้ วามสนใจเข้าชมความงามหรือ
94 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลยั และเครอื ขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
เข้าไปพกั ผอ่ นสงบจติ สงบใจ โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ในสภาพสังคมท่ีวุ่นวายในปจั จุบนั นี้ ผู้คนโดยทวั่ ไปตา่ งให้ความ
นยิ มสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาเป็นที่พงึ่ พิงทางจติ ใจกนั มาก (ศภุ ลกั ษณ์ อัครางกรู , 2551 : 57)
การท่องเท่ียวเชิงศาสนา หมายถึง การเดินทางไปท่องเท่ียวยังศาสนสถาน (Religious Place)
เพ่ือเยยี่ มชมหรือบูชาสงิ่ ศกั ด์ิสทิ ธิ์ นมัสการศาสนสถานและพระสงฆ์ผปู้ ฏิบัตดิ ีปฏิบัตชิ อบ ครอบคลุมถึงสิ่งปลูก
สร้างที่เก่ียวเน่ืองกับศาสนา ได้แก่ สถานท่ตี ั้งของอาคารที่ประดิษฐานรูปเคารพ สถานท่ีสาหรับบรรดาศาสนิก
ชนมาประชุมกันเพ่ือทาพิธีกรรมทางศาสนา ตลอดจนท่ีพานักของนักบวชตามศาสนานน้ั ๆ โดยมีการแบ่งพื้นที่
ออกเป็นส่วนๆ ตามกิจกรรมการใช้งานทแ่ี ตกต่างกัน นอกจากนี้ การท่องเทยี่ วเชิงศาสนายังหมายถึ การเดินทางเพ่ือ
การบาบัดจิตใจตามหลักพุทธศาสนา หรือการบาบัดจิตใจ โดยการฝึกปฏิบัติตนตามแนวทางพระพุทธศาสนา
ได้แก่ การนั่งสมาธิและการทาวิปัสสนากรรมฐาน เพ่ือการผ่อนคลายและลดความตึงเครียดในชีวิตประจาวัน
ซ่ึงการฝกึ ตนนีจ้ ะต้องเข้าไปฝึกปฏบิ ัติตนภายในพุทธสถาน โดยไมย่ ุ่งเก่ยี วกบั โลกภายนอกในชว่ งระยะเวลาหนง่ึ
ประเภทของการทอ่ งเท่ียวเชงิ ศาสนา
แหลง่ ท่องเที่ยวเชงิ ศาสนาแบ่งออกเปน็ 2 ประเภท ไดแ้ ก่
1. แหล่งท่องเที่ยวประเภทศาสนสถาน หมายถงึ อาคารหรือส่งิ ปลูกสร้างท่ีเกี่ยวเนือ่ งกับศาสนา คือ
ที่ประดิษฐานรูปเคารพ สถานท่ีสาหรับบรรดาศาสนิกชนมาประชุมกันเพื่อทาพิธีกรรมทางศาสนา ตลอดจนท่ี
พานักของนักบวชตามศาสนานน้ั ๆ ศาสนสถานของศาสนาพทุ ธ ได้แก่ วัด เจดีย์พระธาตุ ปรางค์ เช่น วัดพนัญเชิง
จงั หวัดพระนครศรีอยธุ ยาพระธาตุหรภิ ุญชัย จังหวัดลาพูน และพระปฐมเจดยี ์ จังหวัดนครปฐม เปน็ ตน้
2. แหล่งท่องเท่ียวประเภทสถานปฏิบัติธรรม หมายถึง สถานที่สาหรับบาบัดจิตใจโดยการเข้าฝึก
ปฏิบัติตามแนวทางพุทธศาสนา ได้แก่ การน่ังสมาธิและทาวิปัสสนากรรมฐานเพ่ือการฝึกฝนจิตใจให้สงบ
สถานที่ปฏิบตั ธิ รรม เชน่ เสถียรธรรมสถาน สานักปฏิบตั ิวิปสั สนาอ้อน้อย เป็นต้น
จดุ ประสงคข์ องการท่องเท่ียวเชงิ ศาสนา
การท่องเทย่ี วเชิงศาสนามีความแตกต่างจากการทอ่ งเที่ยวทวั่ ไป ท่ีเปน็ การเดินทางเพื่อช่นื ชมความ
งดงามจากภายนอกที่เป็นรูปธรรมท่ีมองเห็นได้ชัดเจน แต่มิได้เป็นการพัฒนาในด้านจิตใจหรือการเข้าถึง
นามธรรมทเ่ี ป็นองค์รวมของสรรพสงิ่ ทัง้ รูปธรรมและนามธรรม ดงั นัน้ จงึ ควรมีการพจิ ารณาถงึ การเดินทางเพื่อ
การศกึ ษาพฒั นาจติ ใจ และการปฏิบัติในแนวทางท่ถี ูกต้อง ซ่งึ สามารถระบจุ ุดประสงคไ์ ด้ ดังน้ี
1. เปน็ การเดินทางเพอ่ื การศกึ ษา เรยี นรู้ และปฏบิ ตั ใิ นแนวทางท่ีถกู ต้องตามหลักของศาสนา
2. เพ่ือเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต และจิตใจของผู้เดินทางให้มีความรู้ ความเข้าใจในการดาเนิน
ชีวติ อยา่ งถกู ต้อง
3. เพอ่ื เป็นการสรา้ งความสัมพันธอ์ ันดีงามระหว่างเพ่ือนมนษุ ย์ สังคม และส่งิ แวดลอ้ ม
4. เพื่อเป็นการสร้างประโยชน์ ความสงบสุข สันติภาพต่อมวลมนุษย์ และต่อสรรพสิ่งอย่างเกื้อกูล
(ปรีชา แดงโรจน,์ 2554: 94)
จากจุดประสงค์ดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงการมุ่งหวังเพ่ือสร้างความดีงามท้ังของนักท่องเที่ยวและ
สังคม ในการท่ีจะปฏิบัติต่อตนเองและผู้อ่ืนในแนวทางท่ีถูกต้อง เพ่ือให้เกิดความรู้ความเข้าใจในหลักการของ
ศีล สมาธิ และปัญญา กล่าวคือ เร่ิมต้นจากศีล คือ ข้อปฏิบัติทางกาย วาจา ที่ไม่เป็นการเบียดเบียนผู้อื่น เช่น
ไม่โกหก หลอกลวง โกงค่าบริการ หรือการแสวงหาความสุขทางกามารมณ์ (Sex Tour) แล้วแสวงหาความรู้
ความเข้าใจทางด้านจิตใจ คือเพ่ือให้เข้าใจตนเองมากขึ้นจากการเรียนรู้ท้ังรูปธรรมและนามธรรมและฝึกฝน
จิตใจ สมาธิ โดยจากประสบการณ์ของผู้วิจัยที่ได้พบปะนักท่องเทีย่ วชาวตา่ งประเทศสว่ นหนง่ึ พบวา่ หลายคน
95 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครอื ข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
มีความสนใจท่ีจะศึกษาและปฏิบัติเก่ียวกับสมาธิ วิปัสสนา ตามหลักของพระพุทธศาสนา และสุดท้าย คือ
เป็นการพัฒนาให้เกิดปัญญา ซ่ึงจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีงามแก่เพ่ือนมนุษย์ และต่อสิ่งแวดล้อมใน
ลกั ษณะทีเ่ ก้อื กลู กนั
พทุ ธสถานพระวิสทุ ธญิ าณเถร
สถานทแี่ ห่งน้ีเกิดจากดาริของพระวิสุทธิญาณเถร (สมชาย ฐิตวิริโย) เพ่ือให้เป็นอนุสรณ์สถานสุสาน
แห่งความดีราลึกถึงท่านในฐานะท่ีบ้านเหล่างิ้ว ตาบลจังหาร อาเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นบ้านเกิดเมือง
นอนของพระเดชพระคุณท่าน และเพ่ือให้เป็นศูนย์รวมของพุทธศาสนิกชนท่ีมีความเคารพในพระวิสุทธิญาณ
เถรหรือหลวงปู่สมชาย ฐิตวิรโิ ย ได้มาราลึกนึกถงึ คุณปู การท่ีทา่ นได้ดารงรักษาพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง
การสร้างศาสนสถานไม่ว่าจะเป็นท่ีวัดเขาสุกมิ จังหวัดจันทบรุ ีแล้ว ท่านก็ไม่ลืมที่จะกลับมาพัฒนาบา้ นเกิดของท่าน
โดยเฉพาะจังหวัดร้อยเอ็ดที่อาเภอจงั หาร จงึ ไดส้ ร้างพทุ ธสถานวิสทุ ธิญาณเถรหรอื พุทธสถานบงึ ไทรทองข้นึ
จากนั้นพุทธศาสนิกชนในสายบุญท่ีเป็นศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย พอทราบข่าวการก่อสร้างจึงร่วมกัน
สานตอ่ แมใ้ นปัจจุบนั จะยงั ไม่เสร็จสมบูรณ์แต่ก็บ่งบอกได้ถึงความศรัทธา และความยิง่ ใหญข่ องบริเวณสถานท่ี
โดยเฉพาะพระพุทธปฏิมาพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ท่ีเกะจากหินอ่อนจากประเทศพม่ามาประดิษฐานเอาไว้ให้
ผ้คู นท่ีเดินทางผ่านไปมาไดแ้ วะกราบสักการะ จึงถือวา่ พุทธสถานแห่งน้ีเป็นสถานท่ีรักษาศิลปะและวัฒนธรรม
วิถีพุทธเอาไว้ได้เป็นอย่างดี ทุกวันพระและวันสาคัญทางพระพุทธศาสนาจะมีกิจกรรมให้พุทธศาสนิกชนได้มา
ปฏิบตั ิกิจเจริญสมาธิทาบุญหนนุ ทานอย่างต่อเน่ือง ถือได้ว่าเป็นศูนย์ปฏิบัตธิ รรมประจาจงั หวัดรอ้ ยเอ็ดอีกแห่ง
ดว้ ยบรเิ วณท่ีกวา้ งใหญม่ ีธารน้าล้อมรอบ ต้นไม้นานาพันธุ์ เป็นสถานที่สบายร่มร่ืน ไม่ใกล้ไม่ไกลจากชุมชนมาก
นกั เหมาะแก่การมาปฏบิ ตั ธิ รรมโดยแท้
สถานท่ีทอ่ งเท่ยี วสาคญั ภายในวดั
สถานที่แห่งนี้มีชื่อเรียกว่า พุทธสถานบึงไทรทองหรือพทุ ธสถานพระวิสุทธญิ าณเถร นอกจากบรเิ วณ
สถานที่กว้างใหญ่แล้ว ภายในวิหารแห่งน้ียังมีสถานที่สาคัญให้พุทธศาสนิกชนได้เยี่ยมชมและกราบสักการะ
เช่น กุฏิไม้จาลอง 2 ชั้นของหลวงปู่สมชาย วิหารพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ วัสดุองค์พระพุทธรูปเป็นหินอ่อนสี
ขาวนามาจากประเทศพม่า วิหารศาลาการเปรียญ 2 ชั้น ช้ันบนมีมณฑปประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อนอีก
องค์และรูปเหมือนพระเดชพระคุณพระวิสุทธิญาณเถร ภายในนั้นเป็นลวดลายผ้าไหมมัดหม่ีพื้นผ้าถุงแบบ
อีสานวิจิตรงดงามอย่างย่ิง ส่วนช้ันล่างท่ีกาลังก่อสร้างเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ประดิษฐานรูปเหมือนหลวงปู่
สมชายที่เกะจากหนิ ออ่ นสขี าวประดิษฐานเอาไว้ หากใครผู้ใดมาเห็นย่อมเป็นบุญท่ีได้มาพบสถานทแ่ี ห่งน้ีอย่าง
แนน่ อน ทั้งมุมมองเร่ืองโครงสรา้ ง วัสดุทใี่ ช้ ประตมิ ากรรม จิตรกรรม ท่คี งความเป็นวฒั นธรรมวิถีพทุ ธอย่างลงตัว
ภาพประกอบท่ี 1 กุฏไิ ม้จาลองของพระวสิ ุทธิญาณเถร (สมชาย ฐิตวริ โิ ย) ถ่ายภาพเม่ือวันที่ 16 เมษายน 2565
96 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลยั และเครือข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
ภาพประกอบที่ 2 พระพุทธปฏิมาพระพุทธเจา้ 5 พระองค์หนิ ออ่ นขนาดใหญ่ในมณฑป
ถา่ ยภาพเม่ือวันท่ี 16 เมษายน 2565
เส้นทางไปพทุ ธสถานพระวิสุทธิญาณเถร
การเดินทางไปพุทธสถานพระวิสุทธิญาณเถรหรือพุทธสถานบึงไทรทอง อาเภอจังหาร ค่อนข้าง
สะดวกเพราะไม่ห่างจากตัวเมืองร้อยเอ็ด อีกทั้ง ยังเป็นถนน 4 เลนส์ไปจนถึงทางท่ีจะเล้ียวเข้าไปพุทธสถานฯ
โดยเริ่มจากสี่แยกบ้านบัว ไปตามเส้นทางถนนทางหลวงหมายเลข 214 ระยะทาง 13.8 กม. ใช้เวลาเดินทาง
ประมาณ 19 นาที ซ่ึงเป็นเส้นทางระหว่างร้อยเอ็ด-กาฬสินธ์ุ สามารถเดินทางได้ทั้งรถยนต์ส่วนตัวและรถ
โดยสารประจาทาง
ภาพประกอบท่ี 3 แผนท่เี ส้นทางผา่ นดาวเทยี่ มแสดงเวลาและระยะทาง
ภาพจาก https://www.google.com/search สืบคน้ เมือ่ วนั ที่ 16 เมษายน 2565
ภาพประกอบที่ 4 แสดงเส้นทางและป้ายบอกทางเข้าพุทธสถานวิสุทธิญาณเถร
เปน็ อีกเส้นทางที่เขา้ ไปด้านหลัง สภาพถนนเปน็ ลกู รังประมาณ 700 เมตร
ถา่ ยภาพเมื่อวนั ที่ 16 เมษายน 2565
97 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
จุดแวะพกั และสถานท่ีสาคญั ระหว่างทาง
จากการลงพื้นท่ีจะเห็นว่ามีจุดแวะพักและรับประทานอาหารระหว่างทางได้หลายท่ี ตามระยะทางที่ไป
โดยเริ่มจากแยกไฟแดงบ้านบัวจะมี 7-Eleven ปตท. 4 แยกบ้านบัว โฮมมาร์ท ร้อยเอ็ดรุ่งเรือง Diva House
Café โรงแรมตะวันนาร้อยเอ็ด วนิดาหมูกระทะ ศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านโอท็อป ผ่านตลาดสดจังหารมีอาหาร
ผลไม้มากมาย ก๋วยเตี๋ยวเรือทิพย์ ธกส.อาเภอจังหาร ร้านนมหวานชานเมือง จังหารคาร์แคร์ ร้านลาบช่างพี
Wondrous Village Hotel Roi-et เป็นโรงแรมท่ีพักท่ีใกล้ท่ีสุด สถานีตารวจแยกไฟแดงบ้านเหล่าง้ิวให้เลี้ยว
ซ้ายมือไปตามป้ายทางเข้าบ้านเหล่าง้ิว ระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร ก็จะถึงป้ายบอกทางไปพุทธสถาน
พระวิสุทธญิ าณเถรได้
บทสรปุ
จากการลงไปพ้ืนทีแ่ ละสอบถามจากบคุ คลทเ่ี กีย่ วข้อง อาทิ นกั ท่องเท่ียว ชาวบ้าน ฯลฯ ทาใหท้ ราบ
ว่ายังคงมปี ัญหาและอุปสรรค 3 ด้าน ไดแ้ ก่
ด้านการจัดการท่องเท่ียว ยังขาดการจัดการท่ีเป็นระบบและสัดส่วนที่เหมาะสม เพราะยังขาด
ระบบการบรหิ ารจัดการ
ด้านการประชาสัมพันธ์หรือการโฆษณาทางส่ือต่างๆ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ และอินเทอร์เน็ตยังไม่
ทว่ั ถึงกลุ่มนกั ท่องเที่ยวเท่าไหร่นัก ส่วนมากจะเปน็ กลุ่มศิษยานุศิษย์ ส่วนเส้นทางการเขา้ ถึงวัดยังไม่สะดวกพอ
เลยทาให้ไม่มคี วามปลอดภยั สาหรับนักท่องเทีย่ วทไ่ี มร่ จู้ ักเสน้ ทาง
ด้านการคมนาคม ระบบขนส่งให้บริการไม่เพียงพอ เช่น รถตู้ รถสองแถว รถจักรยานยนต์รับจ้าง
ปา้ ยชบ้ี อกทางเข้าสู่วัดยังไมช่ ัดเจนและไม่เพียงพอ ส่วนป้ายบอกสถานท่ีและจุดบริการต่างๆ ภายในวัด มองไม่
ชดั เจนบางแห่งกช็ ารดุ
จากบทสรปุ ท้ัง 3 ด้าน ทาให้เหน็ แนวทางเพื่อการพฒั นา ดังน้ี
ด้านการจัดการท่องเท่ียว บุคลากรภายในเองควรเอาใจใส่ร่วมกันคิด ช่วยกันรักษาร่วมกันพัฒนา
และรักษาสิ่งท่ีเป็นสมบัติของส่วนรวมอันเป็นสมบัติของพระศาสนาและเป็นสิ่งที่ยึดเหน่ียวจิตใจของ
พุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะเรื่องของความสะอาด บุคลากรที่มีหน้าท่ีดูแลสถานที่ต้องเอาใจใส่ให้มากๆ เพราะ
ความสะอาดของสถานที่ถือว่าเป็นหัวใจสาคัญของแหล่งท่องเท่ียว ควรบูรณปฏิสังขรณ์ พัฒนาศาสน สถานท่ี
ชารุดทรุดโทรม เช่น องค์พระมหาธาตุ ภาพวาดจิตรกรรมฝาผนัง อุโบสถ ห้องน้า เป็นต้น ควรปลูกต้นไม้ให้
มากขึน้ เพอ่ื ให้เกดิ ความร่มรืน่ และเปน็ การทาให้ภูมทิ ัศน์ของวดั สวยงาม นา่ รน่ื รมย์ เหมาะกบั การจัดกิจกรรมต่างๆ
ด้านประชาสัมพันธ์ วัดควรเพมิ่ เตมิ ในเรื่องสง่ิ อานวยความสะดวกภายในแหลง่ ท่องเที่ยว หนว่ ยงาน
ท่ีเก่ียวข้องกับการท่องเท่ียว ควรให้ความสาคัญกับความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการท่องเท่ียว
ซ่ึงเป็นแรงจูงใจให้แก่นักท่องเที่ยว แรงจูงใจเกี่ยวกับสถานท่ีควรมีการทาส่ือหรือการประชาสัมพันธ์การ
ท่องเที่ยวทางสถานีวิทยุ โทรทัศน์ และอินเทอร์เน็ต เพ่ือให้นักท่องเท่ียวได้รับรู้ถึงสถานที่ท่องเที่ยวเพ่ิมหลาย
ชอ่ งทาง โดยสว่ นใหญจ่ ะรับร้ขู ่าวสารในรูปผใู้ หญเ่ คยมาเคารพกราบไหว้ และบรรดาศษิ ยานุศษิ ย์
ด้านการคมนาคม ควรเพ่ิมจานวนป้ายบอกสถานที่ ป้ายช้ีทางเข้าสู่วัดให้ชัดเจน จุดบริการต่างๆ
ควรมปี ้ายทางหลวงบอกทางอยา่ งชัดเจน เชน่ หลักกิโลเมตรบอกทิศทางการเข้าสู่วัด และควรเพิ่มจานวนป้าย
บอกเส้นทางการเดินชมภายในสถานท่ี เพ่ือให้ผู้มาเท่ียวได้รับความสะดวกสบาย ไม่งง ไม่สับสน จะทาให้ผู้มา
เทยี่ วได้ชมครบทุกสถานท่ี ควรรักษาความสะอาด ควรมรี ะบบขนส่งทใ่ี ห้บริการอย่างเพียงพอ เชน่ รถตู้ รถสอง
แถว รถจักรยานยนต์รับจา้ ง เพอ่ื ให้เขา้ ถึงวัดได้สะดวก
98 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครือข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
สาหรับหน่วยงานท่เี กี่ยวข้องและผูม้ ีส่วนได้สว่ นเสียในด้านการท่องเที่ยวของจงั หวัดรอ้ ยเอด็ ควรเร่ง
ดาเนินการปรับปรุง พัฒนาสภาพพ้ืนที่แหล่งท่องเที่ยวให้แล้วเสร็จ ควรประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว ทั้ง
ทางด้านวิทยุ โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ตและแผ่นพับ เป็นต้น เนื่องจากผลของการสอบถามนักท่องเท่ียวท่ีมา ไม่
คอ่ ยทราบข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้มากนัก จะทราบเฉพาะแหลง่ ท่องเที่ยวหลัก ๆ เท่านั้น ดังนั้น หนว่ ยงาน
ทีเ่ ก่ียวข้องควรเข้าไปช่วยทางวัดบริหารจัดการสถานท่ีท่องเที่ยว ให้เป็นระเบยี บและสวยงาม ควรประสานกับ
สานักงานวัฒนธรรม กรมประชาสมั พันธ์จังหวัด เพอื่ เพิ่มช่องทางประชาสัมพันธ์ นอกจากน้ี ควรจัดระบบการ
เดินรถโดยสารในท้องถิน่ ใหม้ ากขึ้น
บรรณานกุ รม
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย. (2525). พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย พิมพ์เน่ืองใน
วโรกาสครบ 200 ปี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พุทธศักราช 2525. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยมหามกุฏราช
วิทยาลยั .
กลุ วรา สุวรรณพิมล. (2548). ความหมายของนักท่องเทีย่ ว. กรงุ เทพฯ: เพยี ร์สนั เอ็ดยเุ คช่นั อนิ .คอมแพคท์พริ้นท์.
นงเยาว์ ชาญณรงค์. (2553). วัฒนธรรมและศาสนา. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง.
นคิ ม จารุมณ.ี (2544). การท่องเที่ยวและการจดั การอุตสาหกรรมการท่องเทีย่ ว. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร.์
ปรีชา แดงโรจน์. (2554). อุตสาหกรรมการท่องเทย่ี วส่ศู ตวรรษท่ี 21. กรงุ เทพฯ: ไฟว์แอนดโ์ ฟร์ พร้นิ ต้งิ .
วรรณา วงษว์ านชิ . (2539). ภมู ศิ าสตรก์ ารท่องเทยี่ ว. กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ.
ศุภลกั ษณ์ อคั รางกูร. (2551). พฤติกรรมนกั ท่องเทย่ี ว. ขอนแกน่ : คลงั นานาวิทยา.
ประธานสงฆพ์ ุทธสถานวิสุทธญิ าณเถร. (2565, 16 เมษายน). สัมภาษณ์.
นายสมัย ไชยศ นายกเทศมนตรตี าบลจังหาร. (2565, 16 เมษายน). สมั ภาษณ์.
นายบรรจง ทองเฟอื่ ง นักท่องเทยี่ วทัว่ ไป 1. (2565, 16 เมษายน). สมั ภาษณ.์
นายจินดา แก้วสโี ท นกั ท่องเทีย่ วทว่ั ไป 2. (2565, 16 เมษายน). สมั ภาษณ์.
นายอภชิ าติ กุลธานี นักทอ่ งเทยี่ วทัว่ ไป 5. (2565, 16 เมษายน). สมั ภาษณ์.
99 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครอื ขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
แนวคิดพุทธภาวะหลงั ปรนิ พิ พาน : มุมมองของพทุ ธปรชั ญาเถรวาท
The Concept of Buddha-nature after the Buddha’s Passing Away:
The Perspective of Theravada Buddhist Philosophy
สมเจต หลวงกัน
Somjet Luangkan
นกั วิชาการ ศนู ย์วิจยั ธรรมศกึ ษา
Scholar of Dhammasuksa Research Center
E-mail: [email protected]
บทคัดย่อ
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายแนวคิดพุทธภาวะหลังปรินิพพานมุมมองของพุทธปรัชญาเถรวาท
ในประเด็นต่างๆ ซึ่งแนวคิดเดิมนั้นจะมีสภาวะเป็นอนัตตา เพราะอธิบายว่าพุทธภาวะหลังปรินิพพานเมื่อ
พระพุทธเจ้าท้ังหลายเสด็จดับขันธปรินิพพานด้วยอนุปาสิเสสนิพพานไปแล้วจะมีสภาพว่างเปล่าไม่มีสภาวะ
บัญญัติอันใดปรากฏเหลืออยู่ แต่บทความนี้ได้นาเสนอแนวการอธิบายแตกต่างไปจากเดิมมี 3 ประเด็น ได้แก่
พุทธภาวะในบรบิ ทของตัวแทน ได้นาเอากรอบแนวคดิ ทเี่ กิดจากพทุ ธพจน์ในมหาปรินิพพานสูตรทพี่ ระองคต์ รัส
กบั พระอานนท์ว่าให้ถือเอาธรรมวินัยเปน็ ตัวแทนพระองค์ในกาลท่ีพระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานแลว้ และที่
ตรัสกับพระวักกลิเถระให้ยึดถือธรรมเพราะการได้เห็นธรรมก็เท่ากับเห็นพระองค์, พุทธภาวะในบริบทของ
สัญลักษณ์แทน ใช้กรอบแนวคิดการสร้างพุทธปฏิมาหรือพระพุทธรูปที่เป็นสัญลักษณ์ท่ีสร้างขึ้นเป็นตัวแทน
ของพระพุทธเจ้าที่มีปรากฏโดยทั่วไป และพุทธภาวะอยู่ในบริบทของพุทธคุณ เป็นการระลึกถึงพระคุณของ
พระพุทธเจ้า แม้พระองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพานไปนานแล้วก็ยังคงเหลือพระคุณของพระองค์อยู่เป็นการ
ยืนยันว่าพุทธภาวะหลังปรินิพพานนั้นไม่ได้อันตรธานหายไปไหนยังคงสถิตย์อยู่ในรูปแบบอ่ืนตามที่ได้
กล่าวมานัน้
คาสาคญั : แนวคดิ , พุทธภาวะ, พทุ ธปรชั ญาเถรวาท
Abstract
This article is intended to explain the concept of Buddhism after death, the perspective
of Theravada Buddhist philosophy on various issues. Which the original idea would have a
soulless state. Because it explains that Buddhahood after death when all Buddhas having passed
away with Anupasises Nirvana, there will be emptiness, no state of law remaining. However, this article
presents a different approach to explaining 3 issues as follows:- Buddhahood in the context
of representatives has adopted the conceptual framework arising from the Buddha's speech
in the Maha Parinirvana Sutra, which he said to Ananda that he should take the Dharma and
Discipline as his representative at the time of his passing away and speaking to Phra Vakkali
Thera to adhere to the Dharma because seeing the Dharma is equal to seeing Buddha. Buddhahood in
the context of a symbol use the conceptual framework to create a Buddha statue or a
symbolic Buddha image created to represent the Buddha that appears in general. And