250 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
สรุปผลการวจิ ัย
1. สภาพการดาเนินงานสาธารณสงเคราะหข์ องคณะสงฆ์ในเขตกรุงเทพมหานคร
งานด้านสารธารณสงเคราะห์ เป็นการปฏิบัติงานเพ่ือให้ความช่วยเหลือและสงเคราะห์ผู้ท่ีได้รับ
ความเดือดร้อน ท้ังความทุกข์ยากในด้านต่างๆ และจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ พอจะแบ่งแยกปัญหาของงาน
สาธารณสงเคราะห์ออกได้ ดงั นี้ เชน่
1) ปญั หาของผู้ดาเนนิ งาน ปัญหาของผูด้ าเนินงานด้านการสาธารณสงเคราะหข์ าดการถา่ ยทอดองค์
ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถ่ิน ขยายผลสู่เยาวชน คนรุ่นใหม่ ขาดการสนับสนุนส่งเสริมบทบาทหน้าที่ขอ ง
ผู้ปฏิบัติงานด้านสาธารณสงเคราะห์ในการพัฒนาท้องถิ่น ให้มีความเป็นผู้นาชุมชมที่มีคุณธรรมและสร้าง
วิทยากรให้มากขึ้น และให้การสนับสนุนกิจกรรมของศูนย์เครือข่ายให้เข้มแข็ง มีองค์ความรู้ที่เด่นชัด สามารถ
เป็นท่ีศกึ ษาดูงานได้ ขยายผลสู่ชุมชนใกลเ้ คียงได้ ซึ่งในปัจจุบันน้ีลดน้อยลงเดิมมากย่ิงขนึ้ มักจะปรากฏพบกับ
พระสงฆ์บางรูป ท่ีทางานเป็นคณะบุคคล เพราะทีมงานท่ีช่วยคณะบุคคล ท่านมักจะไม่ได้อยู่ทางานตลอดไป
บางท่านอาจทางานร่วมกันเพียงช่ัวคราวแล้วไปทาภารกิจอื่น เช่น ศึกษาต่อ ย้ายวัด รับหน้าที่ใหม่ เป็นต้น
บคุ คลทชี่ ่วยงานจึงไม่มีความตอ่ เน่อื ง อย่างไรกด็ ีการเปลยี่ นแปลงของตัวบุคคลก็ไมไ่ ดเ้ ปน็ อปุ สรรคมากนัก
2) ปัญหาของกระบวนการทางานและการจัดการ ปัญหาของกระบวนการทางานและการจัดการ
งานด้านการสาธารณสงเคราะห์ กระบวนการทางานและการจดั การน้ัน จะต้องมีการวางแผนงานจัดการบุคคล
ผูท้ ร่ี บั ผิดชอบแตล่ ะท่ีแตล่ ะสว่ นของงานตามความสามารถ เพื่อใหง้ านออกมาอย่างมีประสทิ ธภิ าพน้นั พระสงฆ์
บางรปู ยังขาดความเข้าใจในการวางแผนงานและการสรรหาบคุ คลผมู้ ารับผดิ ชอบหน้าท่ีแตล่ ะส่วน ส่วนใหญจ่ ะ
เปน็ การทางานไปเพราะมีจิตอนั เป็นกุศลเพอ่ื จะช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก บางคร้งั จงึ ทาให้ผลท่ไี ด้ออกมาไม่
ตรงกับเป้าหมายที่วางไว้ การทางานของภาครัฐด้านการสังคมสงเคราะห์ยังขาดความเป็นเอกภาพ เน่ืองจาก
ขณะนี้นโยบายแห่งรัฐกาลงั อยใู่ นกระบวนการเปล่ียนผ่านความรบั ผิดชอบดา้ นการสงั คมสงเคราะห์จากราชการ
สว่ นกลางไปส่รู าชการส่วนทอ้ งถน่ิ จงึ ทาใหเ้ กิดความซา้ ซ้อนในการดาเนนิ งาน
3) ปัญหาด้านทุนในการดาเนินงาน ปัญหาด้านทุนในการดาเนินงานด้านการตลาดสงเคราะห์
ทุนส่วนใหญ่ท่ีพระสงฆ์ใช้ในงานด้านน้ี ก็จะมาจากศรัทธาของพุทธศาสนิกชนที่มีความเล่ือมใสในพระพุทธศาสนา
และพระสงฆ์รูปนั้นหรือวัดนั้น ที่ต้องมีการแจ้งบอกกล่าวเพ่ือขอสมทบทุนในการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก
แต่ในบางคร้ังศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนที่ร่วมบริจาคก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ท่ีประสบภัยและ
ต้องการความช่วยเหลือ พระสงฆ์จึงทาได้เพียงช่วยบรรเทาความทุกข์ยากนั้น ส่วนเรื่องของความช่วยเหลือ
อยา่ งต่อเนือ่ งน้ัน จะต้องมีการวางแผนเพือ่ หาแนวทางในการหาทุนเพมิ่ เติมตอ่ ไป แตส่ าหรับการหาทุนเพ่มิ เติม
น้ันก็เป็นเร่ืองยากสาหรบั พระสงฆ์ การชว่ ยเหลือจึงขาดความต่อเนื่อง ซึ่งผลท่ไี ดร้ บั จงึ ไม่ตรงกับเป้าหมายท่วี างไว้
4) ปัญหาความร่วมมือ เป็นปัญหาทีเ่ กิดจากความเหล่ือมล้าทางสังคม การเปลยี่ นแปลงของสังคมที่
รวดเรว็ จึงทาใหเ้ กดิ ปญั ท้งั ความขดั แยง้ ระหว่างบคุ คลคล และองค์กร เกดิ ความขัดแยง้ ทุกระดับท้ังปัจเจก และ
ชุมชน นาไปสู่ความรุนแรงในสังคม ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในทั้งในระดับชนบทและระดับชาติ สร้าง
ความแตกแยกเกียจชังกันอย่างไร้เหตุผล พี่น้อง เพ่ือนบ้านทะเลาะกันไม่พูดกันไม่ร่วมมือช่วยเหลือกัน ขาด
ความสามคั คปี รองดองกันเชน่ ดังแต่สมัยก่อน รวมทั้งผลกระทบจากกระแสโลกาภิวตั น์ เป็นตัวเร่งในการดดู ซึม
วัฒนธรรมตะวันตกและพฤติกรรมการบริโภค ซึมซับวัฒนธรรมต่างชาติโดยไม่รู้เท่าทัน ขาดภูมิคุ้มกัน และ
ปรบั ตวั ไม่ได้ เกิดความเส่ือมถอยทางจรยิ ธรรม วัฒนธรรม และขาดจติ สานึก
5) ปัญหาจากภัยธรรมชาติและอุบัติเหตุ ซ่ึงปัญหาเหล่ามักจะเป็นปัญหาท่ีเกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดคิด
มาก่อน เปน็ ปญั หาเร่งด่วนที่เกิดขึ้น เช่น ปัญหาน้าท่วม ปัญหาโรคระบาด ปญั หาไฟป่า ปัญหาภยั แล้ง เปน็ ต้น
ซึง่ ปัญหาต่างๆ เหล่าน้ีจะส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานด้านการสารธารณสงเคราะหอ์ ยูม่ าก เนื่องจากเกิดขึ้น
251 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครือขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
กะทันหัน จึงไม่ได้มีการเตรียมตัวหรือวางแผนการในการรับมือไว้ล่วงหน้า จึงยากในการที่จะจัดการช่วยเหลือ
ไดอ้ ย่างราบร่นื และมปี ระสทิ ธิภาพได้
ปัญหาด้านการสาธารณสงเคราะห์ต่างๆ ท่ีเกิดขึ้น ส่วนใหญ่เกิดจากฝีมือของคนเห็นแก่ตัว หวังเพื่อ
ประโยชน์สว่ นตนท้ังสนิ้ โดยไม่มองถึงความเดือดร้อนของคนอ่นื เห็นความเดอื ดรอ้ นของคนอืน่ เป็นเรื่องไกลตัว
แต่ถ้าคนเราแกป้ ัญหาตรงจดุ นี้ได้ มองว่ามนษุ ยเ์ ท่าเทียมกัน และคนเหล่านี้ไมเ่ อาเปรียบกันมจี ิตสานกึ ดี เชื่อว่า
ปัญหาต่างๆ ที่เกิดข้ึนในสังคมคงจะหายไป เพราะฉะนั้นคนที่เอาเปรียบคนอ่ืน หรือเห็นแก่ตัวควรจะมอง
ปญั หาสงั คม และเปลี่ยนแปลงพฤตกิ รรมน้เี สีย แลว้ ปัญหาตา่ งๆ กจ็ ะไม่ตามมาจะแก้ไขปัญหางา่ ยมาก เพียงแค่
คนมีจิตสานึก รู้จักคาว่า “หน้าท่ี และมีวินัย” ปัญหาต่างๆ ก็คงไม่เป็นแบบวันน้ี และคงไม่ฝังรากจนเตบิ โตจน
ยากแก่การแก้ไข แต่ถ้าคิดจะแก้ไขก็คงไม่สายถ้าคิดจะทา กระแสความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม
และอิทธิพลของโลกาภิวัตน์ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อพระสงฆ์ ชุมชนและบุคคลในสังคม ทั้งร่างกาย จิตใจ
สติปัญญา อารมณ์ และค่านิยม ควรที่ทกุ ฝ่ายทั้งอาณาจักรและพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะพระสงฆ์ผู้ทาหน้าที่
สงเคราะห์ต้องประสานร่วมมือกันปูองกันแก้ไขปัญหาในระบบสังคม ค่านิยม อุดมการณ์ รวมทั้งคุณธรรม
จรยิ ธรรม และรว่ มกันปลูกจิตสานึกบคุ คลในสงั คมให้มีความรับผดิ ชอบ
ปัญหางานดา้ นสาธารสงเคราะห์ท่กี ล่าวมาข้างต้น เป็นปัญหาสาคัญท่มี ีผลโยงใยถงึ กันเปน็ ลูกโซ่ อัน
เป็นปัจจัยเก้ือหนุนซ่ึงกันและกัน เมื่อเกิดปัญหาวิกฤติขึ้นในด้านใดด้านหนึ่งของสังคมข้ึนแล้ว ย่อมสง
ผลกระทบกับทุกฝ่ายทั้งฝ่ายบ้านเมือง มีประชาชนเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง และยังเช่ือมโยงไปยังฝ่ายพุทธ
จักรมีพระภิกษุสามเณรคณะสงฆ์องค์กรพระพุทธศาสนาก็ได้ผลแห่งความเดือดร้อนไปด้วย ซ่ึงเป็นหล่มแห่ง
ความทกุ ขท์ ี่คณะสงฆต์ ้องหาแนวทางแก้ไขปญั หา และให้การอนุเคราะหส์ งเคราะหอ์ ยา่ งเหมาะสมดีงามต่อไป
2. หลักพทุ ธธรรมเพ่อื งานสาธารณสงเคราะห์ในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท
การดาเนินงานด้านสาธารณสงเคราะห์ให้ได้ผลดีและมีประสิทธิภาพ ผู้ดาเนินงานมีความจาเป็น
อย่างยง่ิ ทค่ี วรจะตอ้ งนาหลกั พทุ ธธรรม สรปุ ได้ดงั น้ี คือ
1. หลกั สังคหวัตถุ 4 มีปรบั ประยุกตใ์ ช้ เพื่อใหก้ ารดาเนนิ งานเกิดประสิทธผิ ลและมปี ระสิทธิภาพ ซ่ึง
จากท่ีกล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า หลักสังคหวัตถุ 4 มีส่วนช่วยทั้งผู้ปฏิบัติงานและผู้ท่ีได้รับความช่วยเหลือ
เช่น การรู้จักให้ รู้จักเอื้อเฟ้ือเผ่ือแผ่ ช่วยเหลือด้วยการแบ่งปันสิ่งของให้แก่ผู้อ่ืนที่ควรให้ ตลอดจนให้ปัญญา
และศลิ ปวิทยารวมไปถึงการให้อภัยแก่ผู้อ่นื ทาให้สงั คมอยู่กันอย่างมคี วามสุข เพราะการช่วยเหลอื ซ่ึงกันละกัน
การพูดจาน่ารัก ปราศรัยด้วยถ้อยคาสุภาพอ่อนหวาน ไพเราะ เป็นที่รัก พูดด้วยถ้อยคาท่ีน่าฟัง ชี้แจ้งในส่ิงท่ี
เป็นประโยชน์ ให้กาลังใจ ทาให้เกิดความพอใจแก่ผู้ได้ยินได้ฟัง ก่อให้เกิดมนุษย์สัมพันธ์ท่ีดีต่อกัน การบาเพ็ญ
ให้เป็นประโยชน์แก่ผู้เกี่ยวขอ้ งหรือผู้อ่ืน เป็นการปฏิบัติสิ่งที่เป็นประโยชน์ซ่ึงกันและกัน มีน้าใจช่วยเหลือผู้อื่น
โดยไม่หวังผลตอบแทน ด้วยกาลังความคิด กาลังกาย และกาลังทรัพย์ การทา ตนให้เป็นประโยชน์เท่าท่ีจะทาได้
เช่น ส่งเสริมจริยธรรม ส่งเสริมให้ผู้อ่ืนได้รับส่ิงท่ีดี การช่วยเหลือผู้อื่นจะทาให้หมู่คณะ และสังคมและ
ประเทศชาติมีความก้าวหน้า ได้รับความสาเร็จในสิ่งต่างๆ เป็นอย่างดี และการปฏิบัติตนเสมอต้นเสมอปลาย
การทาตัวให้เข้ากันได้ เป็นเพ่ือนร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ไม่เอาเปรียบ ร่วมเผชิญ และแก้ปัญหาเพ่ือประโยชน์สุข
รว่ มกัน ไม่ถือเราถือเขา รู้จักผูกมิตรกับผู้อ่ืน เช่น ในยามที่ตนตกทุกข์ได้ยากก็ไม่ทอดท้ิงยังช่วยเหลือ ย่อมเกิด
ความสุข และความสามัคคีในหมูค่ ณะ
2. หลักพรหมวิหาร 4 ประการ เป็นคุณธรรมข้ันพื้นฐานท่ีจะต้องให้มีประจาในจิตใจและเป็นท่าที
ของจิตใจทจ่ี ะทาให้แสดงออกหรอื ปฏิบัติต่อผู้อ่ืนอย่างถกู ต้องโดยสอดคล้องกับสถานการณ์ท่ีประสบ กล่าวคือ
ในสถานการณ์ท่ีเขาอยเู่ ป็นปกติ เราก็มีเมตตา คือ ความเปน็ มิตรไมตรี ความมนี ้าใจ ปรารถนาดี ต้องการใหเ้ ขา
มีความสุข ซ่ึงหมายถึงความปรารถนาดีต่อผู้อ่ืน ท้ังแต่ละคนๆ ท่ีเราเกี่ยวข้อง ขยายออกไปจนถึงความ
252 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลัย และเครอื ข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
ปรารถนาดีต่อเพ่ือนมนุษย์หรือต่อสังคมทั้งหมดทั่วโลก เมตตานี้เป็นคุณธรรมพ้ืนฐานทางใจประการแรกที่ต้องมี
ซึ่งใช้ในยามปกติ คือ เมื่อคนอื่นเขาอยู่กันเป็นปกติ เราก็มีเมตตาปรารถนาดี คิดหาทางสร้างสรรค์ความสุ ข
ความเจริญให้เขาเรอ่ื ยไป ในสถานการณ์ท่ีเขาตกต่าเดือดร้อน เราก็มี กรุณา คือ ความพลอยรู้สึกไหวตามความทุกข์
ความเดอื ดรอ้ น หรือปัญหาของเขา และตอ้ งการชว่ ยเหลือปลดเปลอ้ื งให้เขาพ้นจากความทุกข์ ความเดือดร้อนน้ัน
กรุณานี้ต่างไปจากเมตตา คือ เมตตาใช้ในยามปกติ แต่เมื่อเขาตกต่าลงไปกลายเป็นเดือดร้อนเป็นทุกข์
เราก็มีกรุณา ใส่ใจช่วยบาบัดทุกข์ให้ ในสถานการณ์ที่เขาขยับสูงขึ้นไปในความดีงาม ความสุข ความสาเร็จ
เราก็มี มุทิตา หมายความว่า เมื่อเขาเปล่ียนไปในทางสงู ขึ้น ได้ดีมีสุข ทาส่ิงท่ีถูกต้องดีงาม ประสบความสาเร็จ
เราก็ย้ายไปเป็นมุทิตา คือ พลอยยินดีด้วย ช่วยส่งเสริมสนับสนุนในวงการงานตลอดจนการเป็นผู้นาท่ัวไปนั้น
เรื่องท่ีสาคัญมากก็คือ เมอ่ื คนมีปัญหา มีทุกข์เดือดร้อน เช่น เจ็บไข้ได้ป่วย หรือยากไร้ขาดูแคลนก็ต้องมีกรุณา
ทจ่ี ะเอาใจใส่แก้ปญั หา เม่ือมีคนประสบผลสาเร็จในการทาสิ่งดีงาม ทาให้อะไรตอ่ อะไรพฒั นากา้ วหนา้ ไปกต็ ้อง
มีมทุ ติ าช่วยส่งเสรมิ สนบั สนุน แตใ่ นยามปกติกต็ อ้ งไมป่ ล่อยปละละเลย ตอ้ งเอาใจใส่ต่อการที่จะใหเ้ ขาอยูด่ มี ีสุข
เช่น สุขภาพดี อยู่ในวิถีทางของความสุขความเจริญ และการพัฒนาสืบต่อไป คือต้องมีเมตตาปรารถนาดี
ในสถานการณ์ที่เขาทาผิดหลัก หรือละเมิดธรรม เราก็มี อุเบกขา หมายความว่า เม่ือใดเขาทาอะไรไม่ถูกต้อง
โดยละเมดิ ธรรม คือ ละเมิดต่อหลกั การหรอื ละเมิดต่อความถูกต้องทาให้เสียหลัก เสียกฎเกณฑ์ เสียความเป็น
ธรรม เสียความชอบธรรม ทาลายกติกา เป็นต้น ผู้ที่ปฏิบัติงานด้านสาธารณสงเคราะห์จะต้องอยู่ในหลักท่ี
เรยี กว่า อุเบกขา อเุ บกขาก็คือ รักษาความเป็นกลาง ไม่ลาเอยี ง ไม่เข้าข้างหยุดการขวนขวายไม่ใหเ้ กินขอบเขต
ไปจนกลายเป็นเสยี ธรรม คือ การปฏบิ ัตติ ่อคน หรอื ช่วยเหลือคนจะต้องไมใ่ ห้เสียความเป็นธรรม ไม่ใหเ้ ป็นการ
ทาลายหลักการไม่ให้เป็นการละเมิดต่อกฎเกณฑ์กติกาที่ชอบธรรม จะเห็นได้ว่า การประยุกต์ใช้หลักพรหม
วิหาร 4 ในการปฏิบัติงานสาธารณสงเคราะห์จะทาให้ทั้งผู้ปฏิบัติงานและผู้ท่ีได้รับความช่วยเหลือน้ันเกิด
ประสิทธิผลท่ดี แี ละมปี ระสทิ ธิภาพอยา่ งมาก
3. หลักอคติ 4 นี้ เป็นหลักการสาคญั ในการปฏิบตั ิงานสารธารณสงเคราะห์ เพื่อกล่อมเกลาอารมณ์
หรือเป็นธรรมท่ีหล่อเลี้ยงอารมณ์ของคนท่ีเป็นผู้ปฏิบัติงานสารธารณสงเคราะห์เพ่ือให้ผู้ปฏิบัติงานสารธารณ
สงเคราะห์สามารถกากับ และควบคุมอารมณ์ให้สามารถบริหารจัดการอารมณ์ และความรู้สึกของตัวเองให้มี
สุขภาพจิตดี คุณภาพจิตดี และสมรรถภาพจิตดี จะเห็นว่า อคติ 4 เป็นหลักปฏิบัติสาหรับกล่อมเกลาจิตใจ
เพื่อใหส้ ามารถปรับใจใหส้ อดรับกับวกิ ฤติการณต์ ่างๆ ที่เขา้ มากระทบ และทดสอบจิตใจ และสามารถตดั สนิ ใจ
ได้อย่างถูกต้อง ไม่มีอคติ และมุ่งประโยชน์ส่วนรวมท่ีจะเกิดข้ึนแก่สังคมเป็นสาคัญ จึงจะทาให้การปฏิบัติงาน
สาธารณสงเคราะหเ์ กิดประสิทธผิ ลและประสทิ ธิภาพได้อยา่ งดี
3. การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมสาหรับงานสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์ในเขต
กรุงเทพมหานคร
สรุปได้ว่า การดาเนินงานในด้านสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์เขตกรุงเทพมหานคร ที่มีต่อการ
พัฒนาชุมชนและสังคม พบว่า พระสงฆ์มีบทบาทหน้าที่ในการสงเคราะห์ช่วยเหลือประชาชน โดยมีวัดและ
พระสงฆ์เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน โดยมเป้าหมายจุดประสงค์หลักเพ่ือให้คณะสงฆ์ได้ถือปฏิบั ติ
ดาเนินการช่วยเหลือประชาชนท่ีได้รับความเดือดร้อนในด้านต่าง ๆ และที่สาคัญต้องปรับประยุกต์ใช้หลัก
พุทธธรรมให้เหมาะสม ซ่ึงในงานวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ หลักสังคหวัตถุ 4 หลักพรหมวหาร 4 และ หลักอคติ 4
เพ่ือนามาประยุกต์ใช้ผสมผสานในดาเนนิ งานสาธารณสงเคราะห์ให้เกิดประสทิ ธิภาพและประสทิ ธิผลที่ดีย่ิงข้ึน
จึงต้องเน้นไปในทิศทางท่ีเกี่ยวกับการให้ความสงเคราะห์ช่วยเหลือประชาชนในชุมชนและสังคม ให้มีความ
เหมาะสมถกู ต้องตามกาลเทศะ และยงั เปน็ การสรา้ งความผูกพนั ระหวา่ งบ้าน วัด และโรงเรียนอกี ทางหนง่ึ ดว้ ย
ท่ีไม่ขัดต่อพระธรรมวินัยและกฎหมายกฎระเบียบของบ้านเมืองเพ่ือการพัฒนาทั้งทางคุณภาพชีวิตของ
253 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลัย และเครือข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
ประชาชนท้ังทางด้านจิตใจและทางด้านกายภาพ ได้แก่ วัตถุส่ิงของ ให้มีความสมดุลทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ
โดยมีวัดและพระสงฆ์เป็นผู้นาท่ีสาคัญในการดาเนินการช่วยเหลือสังคมทางวัตถุและจิตใจ ในรูปแบบต่างๆ
ได้แก่ ด้านการพัฒนาจิตใจ ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต ด้านการพัฒนาชุมชนและสังคม ด้านการส่งเสริม
อนุรักษ์ศิลปวฒั นธรรม อันจะนาความสุขมาสู่ประชาชน สังคมและประเทศชาตใิ หม้ ีการพัฒนาท่ียัง่ ยืน มีความ
เจริญก้าวหน้าตอ่ ไป
ขอ้ เสนอแนะ
จากผลจากการวิจัยทาให้ได้ข้อเสนอแนะในประเด็นหลัก เพื่อปรับใช้เป็นแนวทางนาไปสู่การ
ปฏบิ ตั งิ านด้านสาธารณสงเคราะห์ อันเปน็ ประโยชน์แกค่ ณะสงฆ์และสถาบันพระพุทธศาสนาดังนี้
1. ข้อเสนอแนะในการนาผลวจิ ัยไปใช้
จากการศึกษาสภาพการดาเนินงานสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์ในเขตก รุงเทพมหานครและ
หลักพุทธธรรมเพ่ืองานสาธารณสงเคราะห์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท ผู้วจิ ัยเห็นควรท่ีจะนาเน้ือหาและผลงาน
ในการดาเนินงานด้านสาธารณสงเคราะหข์ องคณะสงฆ์เขตกรุงเทพมหานคร ไปเผยแผ่ให้แกผ่ ู้ทม่ี คี วามสนใจใน
เรอ่ื งนี้ เพอื่ เป็นแบบอยา่ งและเป็นแนวทางในการนาไปปฏิบัติให้เกิดประโยชนต์ ่อประชาชน ชุมชน สังคม และ
ประเทศชาติตอ่ ไป และคณะสงฆค์ วรสนบั สนนุ พระสงฆผ์ ดู้ าเนินงานด้านสาธารณสงเคราะห์ตลอดถึงการมีสว่ น
ร่วมในการพัฒนาชุมชนและสังคม และในการดาเนินกิจกรรมเพ่ือสาธารณประโยชน์ต่างๆ ที่เก่ียวข้องกัน
ระหว่างวัด บ้าน โรงเรียนและชุมชน เพ่ือเป็นการสร้างกาลังใจ ประสานความสามัคคี และเป็นการสร้างความ
เลอ่ื มใสศรัทธาใหแ้ กป่ ระชาชน ในการจะเขา้ มาร่วมช่วยกันบารุงพระพุทธศาสนาให้มนั่ คงถาวรสบื ไป
ส่วนข้อเสนอแนะเชงิ ปฏบิ ัติ ควรนาผลของการศกึ ษาวิจัยน้ีไปเปน็ ข้อมูลในการพฒั นาการสงเคราะห์
ในที่อื่นๆ ให้พัฒนาศักยภาพมากขึ้น ควรนาปัญหาท่ีได้จากการศึกษาวิจัยน้ี นามาปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่ยัง
เป็นปัญหาอยู่เพื่อให้งานสาธารณสงเคราะห์สามารถดาเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพระสงฆ์ควร
พฒั นาการเปน็ ผู้นาทง้ั พระสงฆ์ดว้ ยกนั เองหรือพัฒนาฆราวาสผมู้ คี วามเสียสละแกช่ ุมชน
2. ขอ้ เสนอแนะสาหรับการวิจัยครั้งตอ่ ไป
1. ศกึ ษาเกี่ยวกับเร่อื งแนวทางการดาเนนิ การจัดการวดั เพอื่ ใหเ้ ป็นศนู ยก์ ลางในด้านการพัฒนา
จิตใจ และวัตถุอย่างยั่งยนื
2. ศกึ ษาเกี่ยวกับเร่ืองการพัฒนารูปแบบการสังคมสงเคราะหแ์ บบมีส่วนร่วมเชงิ วิถีพทุ ธกับชุมชน
แออัดในเขตกรุงเทพมหานคร
บรรณานุกรม
กรมการศาสนา. (2542). พระราชบัญญัติ กฎ ระเบียบและคาสั่งของคณะสงฆ์. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์
การศาสนา.
ชาเรอื ง วุฒจิ ันทร์. (2541). การพัฒนากจิ การคณะสงฆ์และการพระศาสนาเพอื่ ความมน่ั คงแห่งชาต.ิ กรงุ เทพฯ:
กรมการศาสนา.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (2551). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. กรุงเทพฯ: บริษัท
เอส.อาร.์ พริน้ ติง้ แมส โปรดกั ส์ จากัด.
พระเทพดิลก (ระแบบ จิต าโณ). (2544). ธรรมปรทิ รรศน์. พิมพค์ รงั้ ที่ 4. กรงุ เทพฯ: มหามกฏุ ราชวิทยาลยั .
254 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
พระมงคลวชิรากร (บรรณาธิการ) .(2561). คู่มือการปฏิบัติการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม.
กรงุ เทพฯ: สานักงานคณะกรรมการสาธารณสงเคราะหข์ องมหาเถรสมาคม.
มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั . (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทย. ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั . กรุงเทพฯ:
โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั .
255 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
ศึกษาเปรียบเทยี บความตอ้ งการขนั้ พ้นื ฐานในปัตตกัมมสตู ร
กบั ทฤษฎีลาดบั ข้ันความต้องการของมาสโลว์
A Comparative Study of the Basic Needs in Pattkumma Sutta
With Maslow's Hierarchy Theory of Needs.
พระมหาสมศักดิ์ ทนตฺ จิตฺโต (แสงงาม)
นิสติ ปรญิ ญาโท สาขาวิชาพระไตรปิฎกศึกษา
มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตบาฬศี ึกษาพทุ ธโฆส
พระมหาปราโมทย์ วิริยธมฺโม, ผศ.ดร.
วโิ รจน์ คุ้มครอง
อาจารยป์ ระจาหลักสูตรพทุ ธศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาพระไตรปิฎกศึกษา
มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตบาฬีศึกษาพทุ ธโฆส
บทคดั ย่อ
จากการศึกษา เรื่อง ศึกษาเปรยี บเทียบความต้องการข้ันพ้ืนฐานในปัตตกมั มสูตรกับทฤษฎีลาดับข้ัน
ความต้องการของมาสโลว์ โดยมี วัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาปัตตกัมมสูตรและทฤษฎีลาดับขั้นความ
ต้องการของมาสโลว์ 2) เพื่อวิเคราะห์ปัตตกัมมสูตรและทฤษฎีลาดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ และ
3) เพ่ือเปรียบเทียบความต้องการขั้นพื้นฐานในปัตตกัมมสูตรกับทฤษฎีลาดับข้ันความต้องการของมาสโลว์
ซ่งึ เปน็ งานวิจัยเชิงคณุ ภาพ
ผลการวิจัยพบว่า ปัตตกัมมสูตร หมายถึง ธรรมที่แสดงถึงความต้องการพ้ืนฐานที่เป็นประโยชน์ใน
โลกน้ีและเป็นประโยชน์ในโลกหน้า สิ่งท่ีฆรวาสปรารถนา 4 ประการ ได้แก่ (1) ขอให้มีทรัพย์สมบัติมากๆ
จนเปน็ ระดบั เศรษฐี (2) ขอให้มียศ (บริวารสมบัติ) (3) ขอให้มีอายุยืนนาน และ (4) ตายแล้วขอให้ได้ขึ้นสวรรค์ เพื่อ
จะได้เข้าถึงจุดหมายแห่งการมีชีวิตประโยชน์ของชีวิต 3 อย่างคือ 1) ประโยชน์ระดับต้น (ทิฏฐธัมมิกัตถะ) 2)
ประโยชน์ในชาติหน้า (สัมปรายิกัตถะ) และ 3) ประโยชน์อย่างสูงสุด (คือนิพพาน) ปัตตกัมมสูตร เป็นผลของ
ความต้องการของมนุษย์ท่ีปรารถนาทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ซึ่งเป็นความต้องการข้ันพืน้ ฐานของมนุษย์ในทาง
พุทธศาสนา ในส่วนของโลกิยะ จะเป็นความต้องการในเรื่องทรัพย์สินเงินทอง บริวาร และการท่ีจะมีอายุยืน
ยาว และในส่วนของโลกุตตระ ก็จะเปน็ ในเร่ืองของการบรรลธุ รรมได้ขนึ้ สวรรค์นน่ั เอง จากทกี่ ล่าวมาเป็นความ
ต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์โดยท่ัวๆ ไป ซ่ึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความจริงในการดาเนินชีวิตของมนุษย์ ที่
ยังมีความต้องการให้มีความเพียรพยายามในการท่ีจะปฏิบัติในสิ่งที่ดีที่ควรเพ่ือให้ได้รับผลของสิ่งที่ปรารถนา
อยากมคี วามสุขทง้ั ในโลกน้แี ละโลกหนา้
ส่วนทฤษฎีลาดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ คือ แนวคิดทางจิตวิทยาท่ีเสนอว่า มนุษย์จะถูก
กระตุ้นให้เติมเต็มความต้องการขั้นพ้ืนฐานในลาดับต้นก่อนท่ีจะมีพัฒนาความต้องการนี้ออกไปจากด้านล่างสู่
ดา้ นบน ซึ่งคือ ความตอ้ งการด้านตา่ งๆ ได่แก่ 1. กายภาพ 2. ความปลอดภยั ความมน่ั คง 3. ความรกั หรือการ
เปน็ เจ้าของ 4. ความเคารพ และ 5. การบรรลุความหมายหรอื ความสมบรู ณ์ของชีวิต ความต้องการท้ัง 5 ตาม
ทฤษฎีลาดับความต้องการของมาสโลว์นี้ สามารถแบ่งประเภทของความต้องการได้เป็น 2 กลุ่ม คือ
1. เป็นความต้องการท่ีเกิดขึ้นเมื่อมีความขาด และ 2. เป็นความต้องการท่ีไม่ได้เกิดขึ้นจากการขาดอะไร
บางอยา่ ง แต่เป็นความต้องการความปรารถนาของมนุษย์ทจี่ ะเติบโต ซ่ึงทฤษฎีลาดับขน้ั ความต้องการของมาส
256 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
โลว์ได้แสดงถึงความต้องการข้ันพื้นฐานของมนุษย์ไว้จากระดับต่าสุด คือ ด้านร่างกาย ความปลอดภัย สังคม
ฐานะ และความสาเร็จในชีวิต ตามลาดับ จะเห็นได้ว่า มุ่งเน้นไปในส่วนของโลกิยะหรือในโลกนี้เป็นหลัก
ซึ่งเป็นการมองจากสาเหตุของการดาเนนิ ชีวิตเพ่ือใหม้ ีคุณภาพชีวติ ทีด่ ีไปตามลาดับ
การเปรียบเทียบความต้องการข้ันพื้นฐานในปัตตกัมมสูตรกับทฤษฎีลาดับข้ันความต้องการของมาสโลว์
พบว่า ด้านความเป็นมาและความสาคัญ ความต้องการในปัตตกัมมสูตร เกิดจากผลของความปรารถนาของ
มนุษย์ ซ่ึงเปน็ แนวทางในการดาเนนิ ชวี ิตที่ลกึ ซ้ึง สว่ นทฤษฎีลาดบั ข้นั ความต้องการของมาสโลว์ เกิดจากสาเหตุ
ความต้องการพ้ืนฐานของมนุษย์ ซึ่งเป็นพื้นฐานเบื้องต้นของการดาเนินชีวิต, ด้านจุดมุ่งหายและขอบเขตเพื่อ
จะได้เข้าถึงจุดหมายแห่งการมีชีวิตประโยชน์ของชีวิต ความต้องการในปัตตกัมมสูตร มุ่งเน้นประโยชน์ ได้แก่
ประโยชน์ในโลกนี้ ประโยชน์ในโลกหน้า และประโยชน์สูงสุด (นิพพาน) เป็นการมุ่งเน้นการปฏิบัติในฝ่ายดี
สว่ นทฤษฎีลาดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ มุ่งเน้นประโยชน์ในโลกนเ้ี ท่าน้นั เพอื่ เตมิ เต็มความตอ้ งการและ
พัฒนาให้เจริญงอกงาม โดยไม่จากดั ว่าจะเปน็ ฝ่ายดหี รือไม่ดี, ดา้ นจดุ เด่น ความต้องการในปัตตกมั มสตู ร มีการ
แสดงถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับ และไม่มีลาดับขั้นในการปฏิบัติ ส่วนจุดเด่นทฤษฎีลาดับขั้นความต้องการของ
มาสโลว์มกี ารแสดงลาดบั ขัน้ ตอนอย่างชัดเจนและไมม่ ีความซับซ้อนในการปฏบิ ตั ิ
คาสาคญั : ปัตตกัมสตู ร, ความต้องการ, มาสโลว์
Abstract
From the study titled Comparative Study of Basic Needs in the Pattakamma Sutra
with Maslow's Hierarchical Theory of Needs with the following objectives: 1) to study the
Pattakamma Sutra and the Theory of Need Maslow 2) to analyze the Pattakamma Sutra and
Maslow's hierarchy of needs theory, and 3) to compare the basic needs in the Pattakamma
Sutra with Maslow's hierarchy of needs theory. Low which is a qualitative research
The results of the research revealed that Pattakamm Sutta refers to dharmas that
represent basic needs that are useful in this world and that are useful in the next world. There
are four things a layperson desires: (1) to have a wealth of wealth to become a rich man;
(2) to have a rank (a family of wealth), (3) to have a long life, and (4) to be able to die. Ascend
to heaven In order to reach the goal of living, there are 3 benefits of life: 1) primary benefits
(Ditthadhammikatta) 2) Benefits in the next life (Samparayikatta) and 3) the ultimate benefit
(i.e. nirvana). The Pattakamma Sutta is the result of human desires that are desired both in
this world and the next. Which is the basic human need in Buddhism in the part of the world
It will be the need for wealth, money, family and longevity. And in the part of the world It will
be in the matter of attaining enlightenment to heaven itself. From the foregoing, it is a basic human
need in general, which shows the truth in human life that still has It requires perseverance in doing
what is good in order to achieve the results of what one desires to be happy in this world and
the next.
Maslow's hierarchical theory of needs is a concept in psychology that proposes
Human beings are urged to fulfill the basic needs in the first place before they develop from
the bottom to the top, namely: 1. Physical 2. Security, Security 3. Security. Love or belonging,
4. Respect, and 5. Achieving meaning or fullness of life. The five needs according to Maslow's
257 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครือขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
hierarchy of needs theory needs can be categorized into two groups: (1) those that arise when
there is a lack and (2) those that are not caused by the lack of something. But it is the need
of human desire to grow. Which Maslow's hierarchy of needs theory it has shown the basic
human needs from the lowest level, namely physical, safety, social, status and success in life,
respectively. It can be seen that the focus is mainly on the part of the world or the world.
Which is the view from the cause of living in order to have a good quality of life accordingly.
Comparison of basic needs in the Pattakham Sutra with Maslow's hierarchical theory of needs
revealed that, Background and importance Demand in the Pattakamm Sutra caused by the
effect of human desires which is a profound way of living Maslow's hierarchy of needs theory
Caused by basic human needs which is the basic foundation of life, the purpose and scope in
order to reach the goal of living the benefits of life Demand in the Pattakamm Sutra Focus on
benefits, including benefits in the world. Benefits in the next world and the maximum benefit
(nirvana) is the focus of good practice. Maslow's hierarchy of needs theory Focus only on the
benefits in this world. To fill the need and develop to flourish without limiting whether it is
good or bad - Strengths, needs in the Pattakamm Sutra the benefits are shown. And there is
no hierarchy in practice Maslow's Hierarchical Theory of Needs features a clear sequence of
steps and no complexity in practice.
Key word: Pattakham Sutra, Needs, Maslow.
บทนา
โดยธรรมชาติของมนุษย์ ย่อมมีความต้องการมีชีวิตท่ีสงบสุข ต้องการลาภ ยศ สรรเสริญ และไม่
ต้องการพบกบั การเสื่อมลาภ เสอื่ มยศ การนินทา และความทุกข์ใจต่างๆ แตด่ ้วยหลักสัจธรรม “ทุกขัง อนิจจัง
อนัตตา” ไม่มีใครหลีกหนีได้พ้น ไม่สุขก็ทุกข์ ไม่ทุกข์ก็สุข ทุกคนปรารถนาความสุขเท่านั้น แต่ก็ไม่มีใครที่จะมี
สุขเพียงอย่างเดยี ว ทุกขส์ ขุ ของคนเราย่อมเป็นไปตามวิบากกรรมทีต่ นไดก้ ระทาไว้ พระพุทธศาสนาไม่ไดป้ ฏเิ สธ
ความสาคัญของวัตถุ พระพุทธศาสนา ถือว่าวัตถุเป็นส่วนประกอบท่ีจาเป็นอย่างหนึ่งของชีวิต เพราะชีวิตทุก
ชวี ติ จะมีส่วนประกอบสาคญั สองอยา่ ง คอื รูป (วัตถุ) กับนาม (ความรสู้ ึก จิตใจและคณุ ธรรม) ชีวติ จะดาเนนิ ไป
ได้อย่างเป็นปกติสุข ก็โดยอาศัยส่วนประกอบทั้งสองอย่างนี้ แต่โดยส่วนใหญ่บุคคลจะให้ความสาคัญกับ
ส่วนประกอบที่เป็นวัตถุมากกว่าส่วนประกอบท่ีไม่ใช่วัตถุ จึงเกิดสภาพทางสังคมอันไม่น่าพึงปรารถนาหลาย
อย่าง เชน่ การแก่งแย่งกัน การไม่รจู้ ักแบง่ ปันกนั ความเห็นแก่ตัว และการประพฤตทิ จุ รติ ต่างๆ เป็นต้น จนทา
ให้สังคมเดือดร้อนและจนถึงกับเกิดความตกต่าทางศีลธรรม (จานงค์ อดิวัฒนสิทธิ์, 2547: 15) ปัญญาเป็น
องค์ประกอบหรอื คุณสมบัติสาคัญท่ีจะทาให้การดาเนินชีวิต คือ การสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและภาวะที่เป็นไป
ต่างๆ ของจติ ใจให้ดาเนินไปได้ด้วยคุณสมบัติของปัญญา เปรียบได้กับแสงสว่างส่องทางชี้บอกทางให้แก่บุคคล
(พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), 2549: 12) ซึ่งบุคคลควรได้รับการพัฒนาจนเกิดความรอบรู้ รู้ดีรู้ช่ัว
รู้เหตุรู้ผล รู้คิดรู้พิจารณา รู้ตามความเป็นจริง (พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต), 2546: 22) ผู้ท่ีบรรลุเป้าหมาย
ในทางพระพุทธศาสนา ท่านเรียกว่า บุคคลที่พฒั นาตนแล้ว หรือมีตนอนั พฒั นาแล้ว มีตนอันฝึกแล้ว (พระเทพเวที
(ประยุทธ์ ปยุตฺโต), 2531: 9) ผู้มีปญั ญาย่อมมีวิถีทางดาเนินชีวิตที่ดีที่ถูกต้อง เป็นผู้ที่พร้อมจะรับฟังคาส่ังสอน
แนะนาจากผู้อืน่ เพราะผู้รูเ้ ป็นผู้ไม่โออ้ วด ไม่มีมายาและเป็นคนตรง (ที.ปา. (ไทย) 11/77/56) ผูม้ ีปญั ญาเปรียบ
ดังผู้มีรัตนะ (ส.ส. (ไทย) 15/51/67) พระพุทธเจ้าทรงเป็นพระบรมครูของเทวดาและมนุษย์ในการให้คาสอน
258 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครอื ขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
เพื่อการพัฒนาชวี ิตด้วยการกระทาของตนเองโดยมตี นเป็นท่ีพ่ึง การพฒั นาของมนุษย์ ในท่ีน้ี เป็นการแก้ปญั หา
เกี่ยวกับการมงุ่ พัฒนาความตอ้ งการพน้ื ฐานของมนุษย์
ในทางพระพุทธศาสนา ความต้องการของมนุษย์ได้มีกล่าวไว้ในประเด็นความหมายของความ
ปรารถนา ซ่ึงในสุตันตปิฎก 21,000 พระธรรมขันธ์ มีพระสูตรที่กล่าวถึงเร่ืองความปรารถของมนุษย์มีปรากฏ
ในพระสูตร คือ ปัตตกัมมสูตร ซึ่งเป็นธรรมท่ีเป็นทางทาให้ได้ธรรมที่น่าปรารถนาดังกล่าว และทรงแสดงถึง
ธรรมที่สมควรที่ควรกระทาด้วยทรัพย์ท่ีหามาได้โดยชอบธรรม กล่าวคือ ธรรมท่ีน่าปรารถนาหาได้ยากในโลก
4 ประการ ได้แก่ (1) ขอให้มีโภคทรัพย์เกิดข้ึน (2) ขอให้มียศ (บริวารสมบัติ) เกิดข้ึน (3) ขอให้มีอายุยืน และ
(4) เม่ือตายไป ขอให้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ และธรรม 4 ประการ ที่เป็นทางทาให้ได้ธรรมท่ีน่าปรารถนา
ดังกล่าว ได้แก่ (1) ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา (2) ความถึงพร้อมด้วยศีล (3) ความถึงพร้อมด้วยจาคะ และ
(4) ความถึงพร้อมด้วยปัญญา การแบ่งจ่ายทรัพย์ (ธรรมอันสมควรทา 4 ประการ) โดยโภคทรัพย์ท่ีได้มาด้วย
ความหม่ันขยัน ท่ีสะสมขึ้นด้วยกาลัง ที่ได้มาโดยชอบธรรม ในพระพุทธศาสนามีหลายชีวิตท่ีพยายามไปให้ถึง
ความต้องการท่ีเป็นเป้าหมายด้วยการต้ังวัตถุประสงค์เอาไว้สูงหลายประการ ซ่ึงความต้องการหรือความ
ปรารถนาของมนุษย์ในทางพระพุทธศาสนาจะมงุ่ เน้นถึงท้งั ทางดา้ นโลกิยะ คือ ความตอ้ งการในการดาเนินชีวิต
ท่ีเป็นสุขในทุกๆ ด้านในขณะที่มีชีวิตอยู่ และด้านโลกุตตระ คือ ความต้องการท่ีจะให้ชีวิตมีสุขหลังจากความ
ความตายเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ได้แก่ หลดุ พน้ จากอาสวะกิเลสจนถึงนิพาน แต่ก็ไมส่ ามารถไปสู่จุดมุ่งหมายนั้น
ได้ จึงเกิดปัญหาชีวิต ไม่มีความสุข มีความทุกข์ท้ังกายและใจ ลุกลามจากตนเองนาสู่ครอบครัวและเข้าสู่ใน
สังคม จึงจาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาว่าชีวิตควรจะดาเนินไปอย่างไร การพัฒนาท่ีสมบูรณ์แบบจาเป็นต้อง
พัฒนาให้ครบทงั้ 2 ด้าน คือ ควรพฒั นาทั้งทางวัตถุและทางจิตใจ ให้ควบคู่กบั ทัศนคติ คือ พัฒนาจิตให้มีธรรม
เปน็ เครือ่ งยึดเหน่ยี วจิตใจจนกระท่ังพฒั นาจติ ให้มีสมาธิ ตั้งมั่น มั่นคง สะอาด สว่าง จากกเิ ลสเครอื่ งเศร้าหมอง
ทั้งหลาย จนเป็นจิตทีค่ วรแกก่ ารทางาน สามารถจะนาไปใช้ในชวี ิตประจาวนั ได้
ส่วนความต้องการของมนุษย์ตามแนวคิดของตะวันตก ท่ีมีช่ือเสียงและเป็นที่รับยอมรับ คือ ทฤษฎี
ลาดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ (Maslow) หรือท่ีนิยมเรียกว่า ทฤษฎีจูงใจของ Maslow โดยมีข้อ
สมมติฐานเกยี่ วกับพฤติกรรมของมนุษย์ 3 ประการ ดังน้ี (1) คนทุกคนมีความตอ้ งการและความต้องการนี้ จะ
มีอยู่ตลอดเวลาและไม่มีที่สิ้นสุด (2) ความต้องการท่ีได้รับการตอบสนองแล้ว จะไม่เป็นสิ่งจูงใจของพฤติกรรม
อีกต่อไปความต้องการท่ียังไม่รับการตอบสนองเท่านั้นที่เป็นส่ิงจูงใจของพฤติกรรม (3) ความต้องการของคน
จะมีลักษณะเปน็ ลาดบั ข้ันจากทต่ี ่าไปหาสูงตามลาดบั ความสาคัญ กลา่ วคือ เม่ือความตอ้ งการในระดบั ต่าได้รับ
การตอบสนองแล้ว ความต้องการระดบั สูงก็จะเรียกร้องให้ตอบสนอง นอกจากน้ีมาสโลว์ (Maslow) ยังได้สรุป
ลักษณะของการจูงใจไว้ว่า การจูงใจจะเป็นไปอย่างมีระเบียบตามลาดับของความต้องการ (Hierarchy of
Needs) มีลักษณะตามลาดับจากต่าไปหาสูง 5 ขั้น คือ (1) ความต้องการทางด้านร่างกาย (Physiological
Needs) (2) ความต้องการความปลอดภัยหรือความม่ันคง (Security of Safety Needs) (3) ความต้องการ
ทางด้านสังคม (Social or Sense of Belonging Needs) (4) ความต้องการทจี่ ะมีฐานะเดน่ ในสังคม (Esteem
or Status Needs) และ (5) ความต้องการที่ได้รับความสาเร็จในชีวิต (Self-Actualization or Self Realization
Needs) (ศรีเรือน แก้วกังวาล, 2539 : 103) ซึ่งความต้องการของมนุษย์ตามแนวคิดของมาสโลว์ จะมุ่งเน้นถึง
ความต้องการพื้นฐานในการดาเนินชีวิตให้อยู่รอดและอยู่อย่างมีความสุขในขณะท่ียังมีชิวติ อยู่ ซ่ึงเป็นเร่ืองทาง
โลกยิ ะทงั้ ส้ิน
ดงั น้ัน จากความตอ้ งการของมนุษย์ท้งั ในทางพระพุทธศาสนาและตามแนวคดิ ทฤษฎีลาดับข้ันความ
ต้องการของมาสโลว์ จะเห็นได้ว่ามีความเหมือนและความแตกต่างกันอยู่ ท้ังในประเด็นของจุดมุ่งหมาย
จุดเด่น-จุดด้อย และขอบเขตของเน้ือหา ซึ่งหากนาประเด็นดังกล่าวมาเปรียบเทียบถึงความเหมือนและความ
259 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วิทยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลัย และเครือขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
แตกต่างกันอย่างไร จะทาให้ได้ข้อสรุปหรือแนวทางท่ีจะเป็นประโยชน์ในการนามาปรับใช้ในการดาเนินชีวิต
ของมนุษย์ในสังคมปัจจุบันได้ เพราะมนุษย์เป็นทรัพยากรที่สาคัญและเป็นสัตว์ที่มีศักยภาพในการเรียนรู้สูงยิ่ง
กว่าสัตว์ประเภทอ่ืน สามารถศึกษาเรียนรู้ศิลปะ วิทยาการต่างๆ เรียนรู้ระบบชีวิตและสังคม ท่ีจะก่อให้เกิด
ความสมบูรณ์แบบ และการตอบสนองความต้องการพื้นฐานในชีวิต คือ การเป็นมนุษย์ที่มีความสมบูรณ์
ทางด้านร่างกายและด้านจิตใจ การที่มนุษย์ทุกคนรู้จักการแสวงหาความต้องการพื้นฐานของตนอย่างถูกวิธี
โดยท่ีไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่นให้เกิดความเสียหาย คือ การมีจิตคิดในส่ิงท่ีจะนาพาไปสู่ความสุขสงบต่อตนเอง
การมีเมตตากรุณาต่อเพ่ือนมนุษย์ด้วยกัน มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในสังคมทั้งทางตรงและทางอ้อม
เพราะได้รบั การศึกษาการพัฒนาอยา่ งถูกต้องเหมาะสม
จากปัญหาดังกล่าวข้างต้น ท่ีผู้วิจัยได้นาเสนอไปแล้วนั้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษา
เปรียบเทียบความต้องการขั้นพ้ืนฐานในปัตตกัมมสูตรและทฤษฎีลาดับขั้นความต้องการของมาสโลว์
(Maslow) ซ่ึงมีส่วนเกี่ยวข้องในการดาเนินชีวิตของมนุษย์ และมีความสนใจท่ีจะศึกษาวิจัยเพ่ิมเติมเชิงลึกใน
เร่ืองหลักธรรมในปัตตกัมมสูตรเพื่อพัฒนาความต้องการพ้ืนฐานของมนุษย์ เพื่อที่จะสามารถนามาประยุกต์ใช้
ให้เหมาะสมกับสภาพสงั คมปัจจบุ ันได้อย่างมีประสทิ ธภิ าพต่อไป
วัตถปุ ระสงค์ของการวิจัย
1. เพอ่ื ศึกษาปตั ตกัมมสูตรและทฤษฎีลาดบั ข้ันความต้องการของมาสโลว์
2. เพือ่ วเิ คราะหป์ ตั ตกมั มสตู รและทฤษฎีลาดบั ขนั้ ความต้องการของมาสโลว์
3. เพ่ือเปรียบเทียบความต้องการขั้นพ้ืนฐานในปัตตกัมมสูตรกับทฤษฎีลาดับขั้นความต้องการของ
มาสโลว์
วิธดี าเนินการวจิ ัย
งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) มีวิธีการเก็บข้อมูล คือ การศึกษา
จากเอกสาร (Documentary Research) ลาดบั ขนั้ ตอนการวิจยั ดงั น้ี
1. ศึกษาค้นคว้าจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบบั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั พ.ศ. 2539
2. ศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากเอกสารตาราทางพระพุทธศาสนา หนังสือพุทธธรรม อรรถกถาภาษาไทย
ฉบับมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย และ หนังสือ เอกสาร บทความ และงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับทฤษฎีลาดับขั้น
ความตอ้ งการของมาสโลว์ (Maslow)
3. เมื่อศึกษาและรวบรวมข้อมูลเอกสารเสร็จแล้วจึงทาการวิเคราะห์ (Analysis) โดยวิเคราะห์
เปรียบเทียบความต้องการข้ันพื้นฐานในปัตตกัมมสูตรกับทฤษฎีลาดับข้ันความต้องการของมาสโลว์สนับสนุน
กันหรอื ไม่อยา่ งไร
4. สรุปนาเสนอผลการวิจัยและข้อเสนอแนะในการวิจยั ครง้ั ตอ่ ไป
4. สรปุ ผลการวิจยั
1. สรุปผลการศกึ ษาปัตตกมั มสูตรและทฤษฎีลาดับข้ันความต้องการของมาสโลว์
1) เนอ้ื หาและสาระสาคญั ในปตั ตกัมมสตู ร
สามารถสรุปความได้ว่า ปัตตกัมมสูตร หมายถึง ธรรมที่แสดงถึงความต้องการพ้ืนฐานที่เป็น
ประโยชน์ในโลกน้ีและเป็นประโยชน์ในโลกหน้า ความเป็นมาและความสาคัญของปัตตกัมมสตู ร คือ เป็นพระสูตร
260 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลยั และเครอื ข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
ท่ีปรากฎในพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต กล่าวถึงท่านอนาถบิณฑิกคหบดีในครั้งพุทธกาลได้
เขา้ ไปเฝา้ พระผูม้ พี ระภาค พระสัมมาสมั พทุ ธเจ้าทรงตรัสถึงธรรม 4 ประการ คอื
(1) โภคะ
(2) ยศ (บรวิ ารสมบัต)ิ
(3) การมีชวี ิตอยู่นาน
(4) หลังจากตายแลว้ ขอให้เข้าถงึ สุคตโิ ลกสวรรค์
ความสาคญั ของปตั ตกมั มสูตรคอื ชว่ ยขจัดกเิ ลสหา้ ตัวไปดว้ ยเพอ่ื หาทรัพย์ การมสี ุข คอื
1) เลย้ี งตวั เองให้มีความสขุ
2) ป้องกันอันตราย
3) ทาพลี 5 ประการ
เพื่อจะได้เข้าถงึ จุดหมายแหง่ การมชี วี ติ ประโยชน์ของชีวติ 3 อย่าง คือ
1) ประโยชน์ระดบั ต้น (ทฏิ ฐธัมมิกตั ถะ)
2) ประโยชน์ในชาตหิ นา้ (สมั ปรายกิ ัตถะ)
3) ประโยชนอ์ ยา่ งสูงสดุ
หลกั ธรรมที่ปรากฏในปัตตกมั มสตู ร คอื
1) สัทธาสมั ปทา (ความถึงพร้อมดว้ ยศรัทธา)
2) สีลสมั ปทา (ความถึงพร้อมดว้ ยศีล)
3) จาคสมั ปทา (ความถึงพร้อมดว้ ยการเสียสละ)
4) ปญั ญาสมั ปทา (ความถงึ พร้อมดว้ ยปญั ญา)
2) เน้อื หาและสาระสาคัญในทฤษฎีลาดบั ขนั้ ความต้องการของมาสโลว์
สามารถสรุปความไดว้ ่า Maslow ระบุว่ามนุษย์จะมีความต้องการท่ีเรยี งลาดบั จากระดับพื้นฐานไป
ยังระดบั สูงสดุ ขอบขา่ ยทฤษฎขี อง Maslow จะอยบู่ นพ้นื ฐานของสมมตฐิ าน 3 ขอ้ คือ
1. มนษุ ยม์ ีความต้องการอยู่เสมอและไม่มีท่ีสน้ิ สุด
2. ความตอ้ งการของบุคคลจะถูกเรียงลาดบั ตามความสาคัญ หรอื เปน็ ลาดบั ขน้ั ความต้องการพืน้ ฐาน
3. ความต้องการที่ได้รบั การตอบสนองแล้ว จะไม่เปน็ สิ่งจูงใจของพฤติกรรมน้ันๆ ตอ่ ไป ทฤษฎีของ
มาสโลว์ ชใ้ี ห้เหน็ วา่ มนุษยม์ ีความตอ้ งการ 5 ประการ คือ
1) ความตอ้ งการทางด้านร่างกาย (Physiological Needs) ความต้องการในขน้ั น้ีเป็นความต้องการ
พื้นฐานของมนุษย์ เป็นความต้องการขั้นพ้ืนฐาน (Basic needs) ซึ่งมีพลังมากท่ีสุดเพราะเป็นความต้องการที่
จาเป็นต่อการดารงชีวิต ตัวอย่างเช่น ความต้องการอากาศ อาหาร ยารักษาโรค หากความต้องการข้ันแรกยัง
ไมไ่ ดร้ ับการตอบสนองกย็ ากทจ่ี ะพฒั นาสู่ขน้ั อื่นๆ ได้
2) ความต้องการความปลอดภัย (Safety Needs) ความต้องการในข้นั นจี้ ะเกดิ เม่ือขั้นแรกไดร้ บั การ
ตอบสนอง ความต้องการในขั้นน้ีเป็นความต้องการท่ีจะรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง
หากไม่ไดร้ บั การตอบสนองหากไม่ไดร้ ับการตอบสนองจะเกิดความรูส้ ึกหวาดกลัว ผวา ร้สู ึกไม่มน่ั คง
3) ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ (Belongingness and Love Needs) เม่ือ 2 ขั้นแรก
ได้รบั การสนองความตอ้ งการแล้ว มนษุ ย์จะสรา้ งความรกั และความผกู พนั กับผู้อื่น
4) ความตอ้ งการไดร้ ับความนบั ถอื ยกย่อง (Esteem Needs) แบ่งออกเปน็ 2 ลกั ษณะ ไดแ้ ก่
261 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลยั และเครอื ขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
- ความต้องการนับถือตนเอง (Self-respect) คือ ความต้องการมีอานาจ มีความเชื่อม่ันในตนเอง
มีความสามารถและความสาเรจ็ มีความเคารพนบั ถือตนเอง
- ความต้องการได้รับการยกย่องนับถือ (Esteem from others) คือ ความต้องการชื่อเสียงเกียรติยศ
การยอมรับยกย่องจากผู้อน่ื
5) ความต้องการท่ีจะเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง (Self-actualization Needs) เป็นความต้องการ
เพอ่ื ตระหนักรู้ความสามารถของตนกบั ประพฤตปิ ฏิบัติตนตามความสามารถ และสุดความสามารถ โดยเพง่ เล็ง
ประโยชนข์ องคนอืน่ และของสงั คมสว่ นรวมเป็นสาคัญ
2. สรปุ ผลการวิเคราะห์ปตั ตกมั มสตู รและทฤษฎลี าดับขั้นความต้องการของมาสโลว์
จากวเิ คราะหป์ ตั ตกัมมสตู รและทฤษฎีลาดบั ข้นั ความต้องการของมาสโลว์ สามารถสรุปไดว้ า่
ปัตตกัมมสูตร หมายถึง ธรรมท่ีแสดงถึงความต้องการพ้ืนฐานที่เป็นประโยชน์ในโลกน้ีและเป็น
ประโยชน์ในโลกหน้า สิ่งทีฆ่ รวาสปรารถนา 4 ประการ ได้แก่ (1) ขอให้มีทรัพย์สมบัติมากๆ และมียศตาแหน่ง
จนเป็นระดับเศรษฐี (2) ขอให้มีเพ่ือนพ้องบริวาร (3) ขอให้มีอายุยืนนาน และ (4) ตายแล้วขอให้ได้ขึ้นสวรรค์
เพื่อจะได้เข้าถงึ จุดหมายแห่งการมีชีวิตประโยชน์ของชีวิต 3 อย่าง คือ 1) ประโยชน์ระดับต้น (ทิฏฐธัมมกิ ัตถะ)
2) ประโยชน์ในชาติหน้า (สัมปรายิกัตถะ) และ 3) ประโยชน์อย่างสูงสุด (คือนิพพาน) ปัตตกัมมสูตร เป็นผล
ของความต้องการของมนุษย์ที่ปรารถนาทั้งในโลกน้ีและโลกหน้า ซ่ึงเป็นความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์
ในทางพุทธศาสนา ในส่วนของโลกิยะ จะเป็นความต้องการในเรื่องทรัพย์สินเงินทอง บริวาร และการท่ีจะมี
อายุยืนยาว และในส่วนของโลกุตตระ ก็จะเป็นในเรื่องของการบรรลุธรรมได้ข้ึนสวรรค์นั่นเอง จากที่กล่าวมา
เปน็ ความต้องการขน้ั พื้นฐานของมนุษย์โดยทว่ั ๆ ไป ซึ่งเปน็ การแสดงให้เห็นถึงความจริงในการดาเนินชีวิตของ
มนุษย์ที่ยังมีความต้องการให้มีความเพียรพยายามในการที่จะปฏิบัติในส่ิงท่ีดีที่ควรเพื่อให้ได้รับผลของสิ่งที่
ปรารถนาอยากมีความสุขทั้งในโลกนีแ้ ละโลกหนา้
ส่วนทฤษฎีลาดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ คือ แนวคิดทางจิตวิทยาที่เสนอว่า มนุษย์จะถูก
กระตุ้นให้เติมเต็มความต้องการข้ันพื้นฐานในลาดับต้นก่อนท่ีจะมีพัฒนาความต้องการน้ีออกไปจากด้านล่างสู่
ด้านบน ซึ่งคือความต้องการด้านต่างๆ ได่แก่ 1. กายภาพ (Physiological) 2. ความปลอดภัย ความมั่นคง
(Safety, Security) 3. ความรัก หรือการเป็นเจ้าของ (Love, Sense of Belongings) 4. ความเคารพ (Esteem)
และ 5. การบรรลุความหมายหรอื ความสมบูรณข์ องชีวติ (Self-actualization) ความต้องการทงั้ 5 ตามทฤษฎี
ลาดับความต้องการของมาสโลว์นี้ สามารถแบ่งประเภทของความต้องการได้เป็น 2 กลุ่ม คือ 1. Deficiency
needs (D-needs) เป็นความต้องการท่ีเกิดข้ึนเม่ือมีความขาด และ 2. Being needs (B-needs) เป็นความ
ต้องการท่ีไม่ได้เกิดข้ึนจากการขาดอะไรบางอย่าง แต่เป็นความต้องการความปรารถนาของมนุษย์ที่จะเติบโต
ซง่ึ ทฤษฎีลาดับข้ันความต้องการของมาสโลว์ ได้แสดงถึงความต้องการขั้นพ้ืนฐานของมนุษย์ไว้จากระดับต่าสุด
คือ ด้านร่างกาย ความปลอดภัย สังคม ฐานะ และความสาเร็จในชีวิต ตามลาดับ จากทฤษฎีลาดับข้ันความ
ตอ้ งการของมาสโลว์ จะเห็นได้วา่ มุ่งเนน้ ไปในส่วนของโลกยิ ะหรือในโลกนี้เป็นหลัก ซ่ึงเปน็ การมองจากสาเหตุ
ของการดาเนนิ ชีวิตเพอื่ ให้มีคุณภาพชวี ติ ทีด่ ี
3. สรุปผลการเปรียบเทียบความต้องการข้ันพ้ืนฐานในปัตตกัมมสูตรกับทฤษฎีลาดับขั้นความ
ตอ้ งการของมาสโลว์
การเปรียบเทียบความต้องการข้ันพื้นฐานในปัตตกัมมสูตรกับทฤษฎีลาดับข้ันความต้องการของ
มาสโลว์ สามารถสรุปไดด้ ังน้ี คือ
262 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วิทยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลัย และเครือข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
- ด้านความเป็นมาและความสาคัญ ความต้องการในปัตตกัมมสูตร เกิดจากผลของความปรารถนา
ของมนุษย์ ซึ่งเป็นแนวทางในการดาเนินชีวิตท่ีลึกซึ้ง ส่วนทฤษฎีลาดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ เกิดจาก
สาเหตุความตอ้ งการพ้นื ฐานของมนษุ ย์ ซ่งึ เปน็ พื้นฐานเบือ้ งต้นของการดาเนนิ ชีวิต
- ด้านจุดมุ่งหายและขอบเขต เพื่อจะได้เข้าถึงจุดหมายแห่งการมีชีวิตประโยชน์ของชีวิต ความ
ตอ้ งการในปัตตกัมมสูตร มุ่งเน้นประโยชน์ ไดแ้ ก่ ประโยชน์ในโลกน้ี ประโยชน์ในโลกหน้า และประโยชน์สูงสุด
(นิพพาน) เป็นการมุ่งเน้นการปฏิบัติในฝ่ายดี ส่วนทฤษฎีลาดับขนั้ ความต้องการของมาสโลว์ มุ่งเน้นประโยชน์
ในโลกนเ้ี ท่านน้ั เพ่อื เติมเตม็ ความต้องการและ พัฒนาใหเ้ จริญงอกงาม โดยไมจ่ ากัดวา่ จะเปน็ ฝ่ายดีหรอื ไมด่ ี
- ด้านจุดเด่น ความต้องการในปัตตกัมมสูตร มีการแสดงถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับ และไม่มีลาดับ
ข้ันในการปฏิบัติ ส่วนจุดเด่นทฤษฎีลาดับข้ันความต้องการของมาสโลว์มีการแสดงลาดับข้ันตอนอย่างชัดเจน
และไม่มีความซับซ้อนในการปฏบิ ตั ิ
5. ข้อเสนอแนะ
1. ขอ้ เสนอแนะในการนาผลวิจัยไปใช้
ปัตตกัมมสูตร ในฐานะความเป็นจรงิ ของชีวิต มีคุณค่าและความสาคัญของชีวิตมีส่วนสาคัญ 3 ด้าน
คือ 1) คุณคา่ ของชีวิตท่มี ีต่อตนเอง เปน็ พ้ืนฐานการพัฒนาตนเองใหพ้ บกับความสขุ สงบเย็น เข้าถึงการดับทุกข์
ช่วยให้มนุษย์รู้จักตนเอง ช่วยให้อยู่ร่วมกันอย่างมีระเบียบเป็นประโยชน์เกิดที่กับตน 2) คุณค่าของชีวิตท่ีมีต่อ
สงั คม คือ มคี วามสาคัญต่อบุคคลและสังคมท่ีอยู่รอบข้างตน และ 3) คณุ ค่าของชวี ิตท่ีมตี ่อโลก ทาใหเ้ กิดความ
สามัคคี เกิดความรักใครป่ รองดอง อยู่ร่วมกันได้อย่างสมานฉันท์ เกิดความสันติสุข เกิดสันติภาพในสังคมโลก
และเพื่อความมสี วสั ดภิ าพ
ตามแนวคิดความต้องการทางพระพุทธศาสนา โดยท่ัวไปมนุษย์มีความต้องการหรือมีความ
ปรารถนา คือ ปรารถนา (หรืออยาก) ด้วยตัณหา และปรารถนา (หรืออยาก) ด้วยฉันทะ ความปรารถนาด้วย
ตัณหานั้นเป็นอกุศล คือ ความต้องการในทางเสื่อมหรือทางไม่ดี ส่วนความปรารถนาด้วยฉันทะเป็นความ
ต้องการด้านธรรมะหรือต้องการส่ิงท่ีเป็นกุศล เป็นความต้องการในส่ิงท่ีดีงาม ถูกต้องและเหมาะสม ซ่ึงเป็น
ความต้องการทีท่ างพุทธศาสนาสนบั สนุน เช่น การประพฤติตนเป็นคนดี (มศี ีล) การอบรมจิตใจ (มีสมาธิ) และ
การรแู้ จง้ เห็นจรงิ (มปี ญั ญา) ในความทุกข์ ความไม่เที่ยง จนหลดุ พ้นจากความยึดมนั่ เชือ่ มนั่ (อุปาทาน) ข้ันเกิด
ปัญญาและข้ันเกิดปัญญาสูงสุด คือ ความต้องการมรรค ผลนิพพาน ซึ่งเรียกว่า โลกุตรธรรม โลกุตรธรรมจึง
เป็นหลักปฏิบัติท่ีทาให้บุคคลมีชีวิตจิตใจที่เป็นอิสระและหลุดพ้นจากความต้องการทางโลก คือ เป็นความ
ต้องการในระดบั สงู บคุ คลทมี่ ีความตอ้ งการในระดับสูงดังกลา่ ว ไดแ้ ก่ พระอรยิ บุคคลและพระอรหนั ต์ เป็นตน้
ส่วนแนวคิดเร่ืองความต้องการของทางตะวันตก อย่างทฤษฎีลาดบั ข้ันความตอ้ งการของมาสโลว์ ซึ่งชีให้เห็น
ความต้องการ คือ ความขาดแคลนบางสิ่งบางอย่างของมนุษย์ อาจจะเป็นทางสรีระหรือทางจิตใจ ความต้องการ
หรือความอยากได้ส่ิงใดส่ิงหนึ่ง มาตอบสนองจึงเป็นสาเหตุทาให้มนุษย์ต้องแสดงออกซึ่งพฤติกรรมหรือการ
กระทา เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งนั้นๆ ท่ีกาลังต้องการอยู่ พฤติกรรมที่แสดงออกในแต่ละครั้งจะสืบเนื่องมาจากการมี
ส่งิ ใดสง่ิ หน่ึงมากระตุ้น (Motivate) ทาให้เกิด กล่าวคือ พฤติกรรมจะแสดงออกมากต็ ่อเมื่อความต้องการทีเ่ ป็น
สาเหตุเหล่านั้น กาลังต้องการจะให้ได้รับการตอบสนองและจะกลายเป็นตัวกระตุ้นท่ีมีอิทธิพลทาให้ต้องมี
การตอ้ งแสดงออกซ่งึ พฤติกรรม โดยมีลาดบั ข้นั ของความตอ้ งการท่ีต่อเนื่องสืบทอดกันโดยลาดบั
จะเห็นได้ว่าเมื่อนาแนวคิดเรื่องความต้องการขั้นพื้นฐานในปัตตกัมมสูตรกับทฤษฎีลาดับข้ันความ
ต้องการของมาสโลว์มาเปรียบเทียบกันทาให้เห็นได้ว่ามีความคล้ายคลึงและสอดคล้องกันไปตามลาดับเช่นกัน
ดังนั้น ในการดาเนินชีวิตในสังคมปัจจุบัน มนุษย์สามารถท่ีจะสนองความต้องการของตนเองได้อย่างมี
263 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลัย และเครอื ข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
ประสิทธิภาพ ควรที่จะยึดหลักการผสมผสานหลักธรรมในปัตตกัมมสูตรในฐานะความเป็นจริงของชีวิตกับ
แนวคิดเรื่องลาดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ เพ่ือเป็นแนวทางในการดาเนินชีวิตต่อไปในสังคมได้อย่า งมี
ความสขุ ต่อไป ประโยชน์และการประยุกตใ์ ช้ เช่น การตลาด ทาให้เข้าใจความต้องการและแรงจงู ใจของลูกค้า
การศกึ ษา ทฤษฎีนท้ี าใหก้ ารศกึ ษาได้ใหค้ วามสนใจกบั บริบทอน่ื นอกเหนอื จากหลักสูตรมากข้ึน ธุรกิจ ทฤษฎีน้ี
ได้รบั การประยกุ ตใ์ ช้ในภาคธรุ กจิ ในหลายมิติ เป็นตน้
2. ข้อเสนอแนะสาหรบั การวิจยั คร้ังต่อไป
1) เปรียบเทยี บเรื่องตัณหาในพระพทุ ธศาสนากบั แนวคิดเรื่องลาดบั ข้ันความต้องการของมาสโลว์
2) เปรยี บเทียบภาวนา 4 ในพระพุทธศาสนากับแนวคดิ เรอื่ งลาดบั ขน้ั ความต้องการของมาสโลว์
บรรณานกุ รม
จานงค์ อดวิ ัฒนสทิ ธิ์. (2547). ศาสนาชวี ติ และสงั คม. กรุงเทพฯ: ตถาตา พับลเิ คชัน่ .
พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2549). สุขภาวะองค์รวมแนวพุทธ. พุทธจักร. ฉบับท่ี 3 (มนี าคม): 12.
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต). (2546). พุทธธรรม: ฉบับปรับปรุงและขยายความ. พิมพ์ครั้งที่ 11. กรุงเทพฯ:
มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย.
พระเทพเวที (ประยทุ ธ์ ปยุตฺโต). (2531). พฒั นาตน. กรุงเทพฯ: มูลนิธโิ กมลคมี ทอง.
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั . (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทย. ฉบับมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั . กรุงเทพฯ:
โรงพิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั .
ศรีเรอื น แก้วกงั วาน. (2539). ทฤษฎจี ิตวิทยาบุคลิกภาพ (รเู้ รา-ร้เู ขา). กรงุ เทพฯ: หมอชาวบ้าน.
264 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย และเครอื ข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
“เส่ือผนื หมอนใบ” ภาพสะทอ้ นจรยิ ธรรมทางเศรษฐกจิ ของชาวไทยเช้อื สายจีน
อรนติ ย์ จิวโพธเ์ิ จรญิ
บทคัดยอ่
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาจริยธรรมทางเศรษฐกิจของชาวไทยเช้ือสายจีน ผลการศึกษา
พบว่า ลกั ษณะสาคัญของจริยธรรมทางเศรษฐกจิ ของชาวไทยเชื้อสายจีนคอื หลกั การดาเนินชวี ติ ทีม่ งุ่ แกป้ ญั หา
ในชีวติ ประจาวัน โดยมุ่งเนน้ การแสวงหาโอกาสและการลงทนุ อยา่ งระมดั ระวัง วถิ ีชีวิตของชาวไทยเช้ือสายจีน
ประกอบดว้ ยจริยธรรมทางเศรษฐกิจในระดับบุคคล ได้แก่ ความขยันหมั่นเพียร และในระดบั สังคมไดแ้ ก่ ความ
สามัคคี
Abstract
This article aims to study the economic ethics in Thai of Chinese descent. The result
were found that the main characteristics of the economic ethics in Thai of Chinese descent is
the life principles that aims to solve daily life problems, they focused on seeking opportunities
and investing cautiously. Their way of life consists of economic ethics, on the individual level
is diligence and the social level is unity.
บทนา
เศรษฐกิจ หมายถึง “งานอันเก่ียวกับการผลิตการจาหน่ายจ่ายแจกและการบริโภคใช้สอยสิ่งต่างๆ
ของชุมชน” (ราชบัณฑิตยสถาน, 2554: 1148) การดาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจเปน็ ปัจจัยหน่งึ ทที่ าใหม้ นษุ ย์มี
การเปลย่ี นแปลงรปู แบบชวี ติ เชน่ การตั้งถิน่ ฐาน การประกอบอาชีพ และการย้ายถิน่ เป็นตน้ การเปลี่ยนแปลง
รปู แบบชีวิตในลักษณะดงั กล่าวเกิดขึ้นทงั้ ภายในประเทศและระหว่างประเทศ ดังทมี่ ีชาวต่างชาติย้ายถิ่นเข้ามา
ในประเทศไทยนับแต่อดีต ท้ังนี้ ชาวต่างชาติท่ีมีสัดส่วนการย้ายถิ่นมาประเทศไทยจานวนมาก ได้แก่ ชาวจีน
ข้อมูลจากเว็บไชต์ (https://thaiembbeij.org/th/republic-of-china/thai-relations) หัวข้อ ความสัมพันธ์
ไทย-จนี ระบคุ วามสัมพนั ธ์ระหวา่ งประเทศไทยกบั ประเทศจนี ในหมวดวฒั นธรรมว่า
ไทยและจีนมสี มั พันธไมตรีและตดิ ต่อคา้ ขายระหว่างกนั มาช้านานกวา่ 700 ปี สง่ ผลให้
วัฒนธรรมและประเพณีของจีนผสมผสานกับของไทยจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของ
คนไทยในปัจจุบัน นอกจากน้ี ประเทศไทยยังเป็นประเทศท่ีมีคนเชื้อสายจีนอยู่เป็นจานวนมาก
จึงทาให้คนไทยและคนจีนมีความใกล้ชิดคุ้นเคยกันดั่งเครือญาติ จนมีคากล่าวว่า “จีน-ไทย
ใชอ่ ื่นไกล พนี่ ้องกัน (สถานเอกอคั รราชทตู ณ กรงุ ปักกิ่ง, ม.ป.ป.)
เน้ือความในข้างต้นแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างชาวไทยและชาวจีนในด้านการติดต่อค้าขายและ
การย้ายถ่ินของชาวจีนเข้ามาในประเทศไทย เม่ือย้อนกลับไปในช่วงของการย้ายถิ่น ชาวจีนท่ีเข้ามาในไทยมี
ภาพลักษณ์ทางเศรษฐกิจท่ีเรียกว่า “เส่ือผืนหมอนใบ” ซ่ึงแสดงถึงผู้ที่ไม่มีทรัพย์สมบัติหรือมีเพียงเล็กน้อย
แต่มีความขยันหม่ันเพียร ทาให้สามารถสร้างฐานะได้ความขยันหม่ันเพียรจึงเป็นคณุ ธรรมประการหน่ึงของคน
จนี ท่ีไดร้ บั การยอมรบั จากสังคมไทย
265 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลยั และเครือข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
การย้ายถ่นิ ของของชาวจีนมายังประเทศไทย
“ชาวจีนโพ้นทะเล” ตรงกับคาในภาษาจีนว่า “หัวเฉียว” (华侨) ) คาว่า “เฉียว” หมายถึง สะพาน
สื่อความถงึ ชาวจีนที่ย้ายถ่ินเข้ามาในยุคแรกเพอ่ื ประกอบอาชีพเพียงช่วั คราวตอ่ มาเม่ือชาวจนี ได้แต่งงานกับชน
พน้ื เมอื งและอยู่อาศัยในประเทศที่ตนย้ายถิ่นไปอยา่ งถาวรกไ็ ด้เกิดคาเรียกชาวจีนกลุ่มดังกล่าวใหม่ ดังที่โกวิทย์
วงศ์สรุ วฒั น์ (2553: 6) อธบิ ายวา่
แรกทีเดียวใช้คาท่ีแปลจากภาษาอังกฤษ คือ Overseas Chinese เรียกว่า “ไห่ไว่หัว
เหญิน” แปลเป็นไทยตรงตัวว่า จีนโพ้นทะเล นน่ั เอง หมายถึง คนจีนทอี่ ยูโ่ พน้ ทะเลแตไ่ มม่ นี ัย
เดิมท่ีว่าต้ังใจจะกลับเมืองจีนเหมือนคาว่า หัวเฉียว แต่ต่อมาคา ไห่ไว่หัวเหญิน น้ีก็ยังเป็น
ปัญหาอยู่นั่นเองเพราะยังเน้นเจตนารมณ์ท่ีจะคงความเป็นคนจีนเอาไว้ แม้ว่าจะย้ายมาอยู่
โพ้นทะเลแล้วก็ตาม จึงเป็นท่ีมาของคาท่ีใช้กันอยู่อย่างแพร่หลายในปัจจุบันคือ “หัวอ้ี”
หมายถงึ ผู้มเี ชอื้ สายจีนซึง่ จะเปน็ คนสัญชาติใดอาศัยอยู่ในสังคมใดก็ได้และแสดงเจตนารมณ์ที่
จะรับเอาวัฒนธรรมของสังคมท้องถิ่นที่อาศัยอยู่เช่นกลายเป็นคนของชาติที่ตนเองต้ังถิ่นฐานอยู่
เช่นคนไทยเช้ือสายจีนเปน็ ต้น
เมื่อพิจารณาคาเรียกชาวจีนผู้ย้ายถ่ินไปต่างประเทศทั้ง 3 คา จะเห็นได้ว่ามีการเปล่ียนแปลงของ
ความรสู้ ึกที่มีต่อแผ่นดินเกดิ และแผน่ ดนิ ที่ตนยา้ ยไปอย่อู าศยั ดงั น้ี
“หัวเฉียว” (华侨) ) มีความผูกพันกับแผ่นดินเกิด ต้องการย้ายถิ่นเพียงชั่วคราวเพ่ือประกอบอาชีพ
และนาผลกาไรกลับไปยังแผ่นดนิ เกดิ
“ไห่ไว่หัวเหญิน” (海外华人) ยังคงมีความผูกพันกับแผ่นดินเกิด ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณี
แตไ่ ม่แสดงเจตนารมณท์ ่ีจะกลบั ไปยังแผน่ ดนิ เกิด
“หวั อ้ี” (华裔) ) เปน็ ผสู้ ืบเชอื้ สายจากกลุ่มหัวเฉียว มคี วามผกู พันเปน็ อันหน่ึงอนั เดยี วกับแผน่ ดนิ ที่ตน
อยู่อาศยั รสู้ ึกว่าตนเป็นพลเมืองของประเทศน้นั ๆ ใชค้ าเรียกแทนตนเองว่า ชาว...เชื้อสายจีน เช่น ชาวไทยเช้ือ
สายจีน ชาวมาเลเซยี เชื้อสายจีน และชาวกัมพูชาเชื้อสายจนี เป็นต้น
สาเหตุของการย้ายถ่ินของชาวจีน ได้แก่การหลีกหนีจากภัยธรรมชาติ และผลกระทบจากการเมือง
การปกครอง มีความสัมพันธ์กับเศรษฐกิจ กล่าวคือชาวจีนผู้ย้ายถิ่นทั้งแบบชั่วคราวและแบบถาวรต่างต้องการ
แสวงหาโอกาสในการประกอบอาชีพในดินแดนใหม่ ชีวิตของชาวจีนท่ีย้ายถ่ินเข้ามาในประเทศไทยจึงมีท้ังกลุ่ม
ท่ีประสบความสาเร็จจนกลายเป็นผู้นาทางเศรษฐกิจระดับประเทศ กลุ่มที่มีฐานะปานกลาง และกลุ่มที่มีฐานะ
ยากจน ท้ังน้ี กลุ่มผู้นาทางเศรษฐกิจและกลมุ่ ที่มีฐานะปานกลางมกั ไดร้ ับการยกย่องใหเ้ ป็นตัวแทนคุณลกั ษณะ
ของชาวจีนผู้อพยพท้ังหมด ดังที่มีสานวนว่า “เสื่อผืนหมอนใบ” หมายถึง ผู้ที่ไม่มีทรัพย์สมบัติหรือมีเพียง
เล็กน้อย แต่มีความขยันหมั่นเพียร ทาให้สามารถสร้างฐานะได้ความขยันหม่ันเพียรจึงเป็นคุณธรรมประการ
หนง่ึ ของคนจนี ท่ไี ดร้ ับการยอมรับจากสงั คมไทย
จรยิ ธรรมทางเศรษฐกจิ ในปรชั ญาจนี
จริยธรรมทางเศรษฐกิจ (Economics Ethic) หมายถึง “หลักการทางเศรษฐกิจที่คานึงถึงศีลธรรม
ความถูกต้อง และผลประโยชน์ของสังคมส่วนรวมเป็นสาคัญ ซ่ึงฝ่ายเศรษฐกิจในทุกภาคส่วนควรยึดถือปฏิบัติ...”
(ราชบณั ฑิตยสถาน, 2555: 173) จริยธรรมทางเศรษฐกิจในปรัชญาจีนสามารถพิจารณาได้จากหลักคาสอนของ
ขงจื๊อ นกั ปรัชญาทีม่ ีอทิ ธิพลต่อความเชือ่ และการปฏิบตั ขิ องคนจีนสว่ นใหญ่
266 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลยั และเครอื ข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
ข้อมูลจากบทความ แนะฟนื้ คาสอน “ขงจอื่ ” แก้ปญั หาสงั คมไทย ยดึ หลัก 13 ประการสรา้ งคนดี
เผยแพรใ่ น https://mgronline.com/china/detail/9500000134185 โดย MGR Online (2550) ทาให้
สามารถสรปุ หลกั คาสอนของขงจ๊อื ทภ่ี าคธุรกิจนาไปปรบั ใชไ้ ดด้ ังน้ี
1. ความซือ่ สัตย์ซื่อตรง ทาให้ธรุ กจิ มคี วามนา่ เช่อื ถอื
2. ความขยนั ขนั แข็ง เพ่ือหารายได้
3. ความประหยดั เพ่ือรกั ษารายได้
4. ความถอ่ มตนไมโ่ อ้อวดฐานะ
5. ความถูกต้อง หาเลีย้ งชพี และใชเ้ งนิ อยา่ งถูกวธิ ี
6. ความสมานฉนั ท์ เป็นการสรา้ งความสามัคคที ง้ั กบั ครอบครวั และสังคม
7. การชว่ ยเหลือเกอ้ื กลู เป็นการสร้างเงนิ ทุนหมุนเวยี นภายในกลุ่ม
8. การถอื ขนบธรรมเนยี ม เป็นหลกั ปฏิบัติในการตอบแทนวา่ เมื่อมผี ใู้ หส้ ่งิ ของแกต่ น ตนจะตอ้ งตอบ
แทนกลับด้วยมลู ค่าทีม่ ากกว่า
9. กงสี คือบริหารกจิ การภายในตระกลู ไมแ่ ยกกองมรดกออกจากกนั
10. หลกั สจั จะวาจา เพ่ือสรา้ งความนา่ เชอ่ื ถือทางการคา้ โดยการชาระหน้ีหรอื ตอบแทนผู้อ่นื ดว้ ย
ความซือ่ ตรง
11. การยอมรบั ความคิดผอู้ น่ื ได้แก่ การเปิดรับระบบบรหิ ารจดั การและเทคโนโลยีอ่ืนๆ
12. ความกตญั ญู เพื่อขดั เกลาตนเองใหเ้ ป็นผู้มสี ัมมาคารวะ
13. เมตตาธรรม คอื ความปรารถนาท่ีจะประสบความสาเร็จและชว่ ยใหผ้ ู้อนื่ ประสบความสาเรจ็ ดว้ ย
เมื่อพิจารณาหลัก 13 ประการในข้างต้นจะเห็นได้ว่า “กงสี” เป็นระบบการจัดการทางเศรษฐกิจท่ี
เป็นรูปธรรมมากท่ีสุด อีกท้ังยังเป็นปัจจัยหน่ึงของการอพยพและการสร้างรากฐานของคนจีนในต่างแดนอีก
ด้วย“กงสี” เป็นคาในภาษาแต้จ๋ิว ตรงกับคาว่า กงซือ (公司) ) ในภาษาจีนกลาง ความหมายตามรูปศัพท์ คือ
“บริษัท” การประกอบกิจการในรปู แบบของกงสมี ีความสัมพันธก์ ับปรชั ญาเรือ่ งครอบครวั ของขงจื๊อ
ตวั อย่างเนื้อความเรอื่ งบทบาทของสมาชิกในครอบครวั ในคมั ภีร์แหง่ กวนี พิ นธข์ องขงจอ๊ื
ต้นท้อ ช่างเป็นต้นไม้ท่ีน่ารักเสียน่ีกะไร! ช่างสวยงามเหลือเกิน ! ช่างสมบูรณ์ไปด้วย
ดอกเหลือเกิน ! เจ้าสาวที่ไปยังบ้านเกิดของสามี และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ภายในครอบครัว
ของเขาเอง....พวกเขาปฏิบัติต่อบรรดาพี่ชายอย่างเหมาะสม พวกเขาปฏิบัติต่อบรรดาน้องๆ
อยา่ งเหมาะสม (อารซ์ ี เจ. บาห์ม, 2533: 173-174)
ครอบครัว สังคม เศรษฐกิจของจีนมีความสัมพันธ์กันมาต้ังแต่ยุคเกษตรกรรม ดังคาอธิบายที่ว่า
“...ชาวจีนเป็นพวกแรกๆ ในโลกที่เริ่มใช้ชีวิตแบบเกษตรกร คือ ลงหลัก ปักฐาน...ซึ่งการตั้งบ้านอยู่เป็นการ
ถาวรน้ันคือหัวใจของลัทธิขงจื๊อแล้วก็ขยายไร่นาหรือกิจการของครอบครัวจากสถาบัน ครอบครัวจึงเป็นเร่ืองที่
สาคัญทส่ี ุดซึ่งการมีชวี ติ เช่นนีค้ อื การสะสมทุนอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ...” (โกวทิ ย์ วงศส์ รุ วัฒน,์ 2553: 6)
จากเนื้อความดังกล่าวทาให้พิจารณาได้ว่า ชาวจีนนิยมมีบุตรหลานจานวนมาก เน่ืองจากสมาชิกใน
ครอบครัวทุกคนมีฐานะเป็น “แรงงาน” ทางเศรษฐกิจ หลักการสะสมทุนดังกล่าวเป็นสาเหตุหนึ่งท่ีทาให้เกิด
ค่านิยมเร่อื งการมบี ุตรชาย เน่ืองจากเพศชายเปน็ แรงงานทมี่ ปี ระสิทธภิ าพทางกายมากกว่าเพศหญิง นอกจากน้ี
บุตรชายยังสามารถเพิ่มจานวนแรงงานให้แก่ครอบครัวได้ด้วยการแต่งงานตามประเพณีจีนท่ีกาหนดให้ผู้หญิง
แต่งงานเข้าเป็นสมาชกิ ของครอบครวั ฝ่ายชาย
267 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย และเครอื ขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
หลักการอ่ืนๆ เช่น ความซ่ือสัตย์ ซ่ือตรง ความขยันขันแข็ง ความถ่อมตน ความถูกต้อง และหลัก
สัจจะวาจาความกตญั ญู และเมตตาธรรม เป็นต้น เป็นจริยธรรมสว่ นบุคคลทจี่ ะถ่ายทอดในครอบครัวอกี ต่อหน่ึง
จริยธรรมดังกลา่ วมสี ่วนเสริมให้ระบบกงสีเกดิ ความมั่นคง กล่าวคือหากสมาชกิ ภายในครอบครัว โดยเฉพาะผู้มี
อานาจ คือ บิดา หรือบุตรชายคนโต ใช้หลักการดังกล่าวในการบริหารจัดการกิจการ รวมไปถึงการสร้าง
ความสัมพันธก์ ับคนในครอบครัว จัดสรรให้สมาชิกได้รับผลประโยชน์จากแรงงานของตนอย่างเหมาะสมก็จะทา
ให้ระบบความสัมพนั ธ์และระบบเศรษฐกิจในครอบครัวดาเนินไปได้ด้วยดี ทั้งนี้ วิหค อัสนี (2553) แสดงทัศนะ
เกยี่ วกบั ปัญหาของระบบกงสวี ่า “ถา้ ผู้ดูแลผลประโยชนก์ องกลางคดิ ไมซ่ อ่ื คิดทุจริต มวี าระแอบแฝงหรอื จดั สรร
ผลประโยชนโ์ ดยลาเอียงไม่เป็นธรรม ไม่โปร่งใส สมาชิกทถ่ี กู เอาเปรยี บในกงสีจะตกอยูใ่ นฐานะลาบากมาก...”
นอกจากการดาเนินกิจการภายในครอบครวั แลว้ การติดต่อกับสังคมกม็ คี วามสาคัญต่อการประกอบ
ธุรกิจของชาวจนี เปน็ อย่างย่งิ หลักปรัชญาที่ช่วยเสรมิ สร้างความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งครอบครวั และสงั คม ได้แก่
ความสมานฉันท์ การช่วยเหลอื เก้ือกูล การถือขนบธรรมเนียม และการยอมรับความคิดเห็นของผู้อืน่
วิเคราะห์จริยธรรมทางเศรษฐกจิ แบบจนี ทมี่ อี ิทธิพลต่อประเทศไทย
ชาวจีนท่ีเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทยประกอบด้วยชาวจีนกลุ่มต่างๆ ได้แก่ แต้จิ๋ว (มีจานวนมากที่สุด)
แคะ ไหหลา ฮกเก้ียน ฮ่อ และกวางไส สุภางค์ จันทวานิช (2539: 1-2) ได้อธิบายเก่ียวกับรูปแบบการอพยพ
ของชาวจนี (เฉพาะแตจ้ ิ๋ว) สามารถสรปุ ไดว้ า่ “การอพยพแบง่ เป็น 2 ช่วง คอื ชว่ งปลายครสิ ตศ์ ตวรรษที่ 18 ถึง
กลางคริสตศ์ ตวรรษที่ 19 ตรงกับสมัยกรุงธนบุรีและกรงุ รตั นโกสินทร์ตอนตน้ โดยทางเรือสาเภาหัวแดงและชว่ ง
ปลายครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี 19 ถึงกลางศตวรรษที่ 20 ใชเ้ รือกลไฟ” การอพยพของชาวจีนในช่วงท่ี 2 มปี จั จยั มาจาก
เง่อื นไขทางเศรษฐกิจและการเมือง คือ เป็นชว่ งทปี่ ระเทศจนี เปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบสาธารณรัฐ
ตวั อยา่ งจริยธรรมทางเศรษฐกิจแบบจนี ในสังคมไทย
ระบบกงสี
ผลจากการอพยพของชาวจีนทาให้วัฒนธรรม ประเพณี รวมท้ังหลักปรัชญาแผ่ขยายไปยังภูมิภาค
เอเชีย ในประเทศไทยตามผลการวจิ ัยของพรรณี บวั เล็ก เรือ่ งระบบกงสีกบั กาเนดิ และวิถชี วี ติ ของชนชน้ั แรงงาน
ในชว่ งปลายคริสตศ์ ตวรรษที่ 18 ถงึ ครสิ ต์ศตวรรษท่ี 19 ระบุวา่
...ชาวจีนโพ้นทะเลซึ่งรวมทั้งที่อยู่ในประเทศไทยได้ใช้ระบบกงสีในชุมชนของตนเอง
และใชใ้ นการผลิตด้วย นอกจากนพ้ี วกเขายังใช้ระบบกงสใี นการค้าและการปกป้องตนเองจาก
บุคคลภายนอก ระบบกงสีเป็นความสัมพันธ์แนวราบท่ีเน้นความสัมพันธ์แบบพี่น้อง หุ้นส่วน
และความเสมอภาคในหมู่สมาชิก ต่อมาระบบน้ีได้ถูกสวมทับโดยระบบของสมาคมลับที่เน้น
ความสัมพนั ธใ์ นแนวด่งิ ... (พรรณี บวั เล็ก, 2549: (1))
ตง้ั แต่สมัยธนบุรีระบบกงสีได้มีอิทธิพลต่อการดาเนินชีวิตของผู้อพยพชาวจนี และส่งผลต่อสังคมไทย
เร่ิมจากภายในครอบครัวของชาวจีนที่ใช้ระบบกงสีในการประกอบอาชีพและดูแลสมาชิกภายในครอบครัว
ทาให้เกิดการระดมทุนและปันผลให้แก่สมาชิกภายในครอบครัวอย่างเป็นธรรม ระบบกงสีมีส่วนช่วยลดต้นทุน
ดา้ นแรงงาน เพราะมีแรงงานภายในครอบครัวที่มีคณุ ภาพและมีความตั้งใจทีจ่ ะดาเนนิ กิจการอย่างเต็มความสามารถ
ทาให้สามารถสร้างกิจการได้อยา่ งมั่นคง
การจดั ตง้ั สมาคม
ชาวจีนผู้อพยพมีการจัดต้ังกลุ่มหรือองค์กรเพื่อช่วยเหลือเก้ือกูลกันและทาประโยชน์แก่สังคม
สมาคมท่ีมีบทบาททางเศรษฐกิจ ได้แก่ หอการค้าไทย-จีน (Thai-Chinese Chamber of Commerce-TCC)
268 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย และเครอื ขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
โดยพอ่ ค้าชาวจีนผู้อพยพ มวี ัตถุประสงค์เพ่ือกระชับความสัมพันธ์ระหวา่ งชาวจีน ช่วยเหลือเกื้อกูล และรว่ มกัน
ขยายธุรกจิ การค้า ดังข้อมลู จาก https://www.thaicc.org/visionmission หวั ข้อพนั ธกจิ ทวี่ า่
1. สบื สานเจตนารมณ์ของบรรพบุรษุ คนรุ่นก่อนที่มุ่งมั่นประกอบธุรกิจด้วยความซ่ือสัตย์สุจริต ขยัน
และอดทน สืบสานประเพณีอนั ดีงามของชาวจีน ดว้ ยการให้ความชว่ ยเหลอื ซ่งึ กนั และกัน สง่ เสริมความสามัคคี
กลมเกลยี วในสงั คมไทย-จีน รวมท้ังปลกู ฝงั และสนับสนุนคนร่นุ ใหมใ่ ห้มสี ว่ นร่วมในการพฒั นาหอการคา้ ไทย-จีน
ใหเ้ จริญกา้ วหนา้ สอดคลอ้ งกบั การพฒั นาของสังคมและเทคโนโลยี
2. ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยและจีน ให้การสนับสนุนและยกระดับความร่วมมือระหว่าง
ไทย-จีนในด้านต่างๆ เช่น อุตสาหกรรม SME การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมทั้ง
ผลกั ดันความร่วมมอื ทางการคา้ และการลงทุนแบบสองทางระหวา่ งไทยและจนี
3. กระชับความสัมพันธ์และมิตรภาพไทย-จีน บนพื้นฐานแนวคิดและวิธีการใหม่ๆ ให้การส่งเสริม
การแลกเปลี่ยนทางการศึกษาและวัฒนธรรม และความร่วมมือในด้านอ่ืนๆ ที่เก่ียวข้อง เพื่อสร้างคุณูปการอัน
ย่ิงใหญต่ ่อความสมั พันธไ์ ทย-จนี (หอการค้าไทย-จนี , ม.ป.ป.)
จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า จริยธรรมทางเศรษฐกิจแบบจีนที่มีอิทธิพลต่อประเทศไทยเป็นผลมาจาก
การอพยพของชาวจีนเขา้ มาในประเทศไทย ชาวจีนเหล่าน้ันได้เข้ามามีบทบาททางเศรษฐกิจในฐานะพ่อค้าและ
สร้างรากฐานในการประกอบกิจการด้วยการบริหารภายในครอบครัว ซึง่ ส่งผลให้เศรษฐกิจระดับชุมชนของไทย
มีการพัฒนา นอกจากนี้เมื่อแต่ละครอบครัวมีการรวมตัวกันเป็นองค์กรหรือสมาคมก็จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจใน
ระดับประเทศและระหว่างประเทศด้วยเช่นเดียวกัน อยา่ งไรก็ตามจริยธรรมทางเศรษฐกจิ ของชาวไทยเช้ือสาย
จีนกย็ ังมีข้อจากดั ในการใช้ ดังน้ี
1. ทัศนคติระหว่างความเป็นชาตแิ ละเชื้อชาติกล่าวคือ ในการดาเนินกจิ การและการติดต่อสมาคมท่ี
มุ่งเน้นเร่ืองความเป็นเชื้อชาติจีนอาจทาให้บุคคลนอกกลุ่ม เช่น ผู้ท่ีไม่ได้มีเช้ือสายจีน แต่ถือสัญชาติไทย
เชน่ เดยี วกันเกดิ ความรสู้ กึ แปลกแยกและเกิดการแบ่งกลุ่มในสงั คม ดังเช่นในอดีตทเ่ี กดิ ความขดั แย้งระหวา่ งชาว
ไทยและชาวไทยเช้ือสายจนี จนทาใหเ้ กิดถ้อยคาท่สี อื่ ถงึ การดูถูกระหว่างกลุม่ เชน่ พวกเจ๊ก (คนไทยดถู ูกผู้มีเช้ือ
สายจีน) และคนไทยขเี้ กยี จ (ผูม้ ีเชอ้ื สายจนี ดูถูกคนไทย) เป็นต้น
2. ทัศนคตริ ะหว่างเพศชายและเพศหญิงเนือ่ งด้วยวัฒนธรรมจีนไดใ้ หค้ วามสาคญั กบั เพศชายว่าเปน็
ผนู้ าในด้านการสบื สกลุ ประกอบหลกั เศรษฐกิจแบบกงสีที่เพศชายมีบทบาทในการเพ่มิ แรงงาน คือสมาชิกใน
ครอบครวั โดยการสมรสแบบใหเ้ พศหญิงเขา้ มาอยู่ในครอบครวั ของฝ่ายชาย ทาให้เกดิ คา่ นยิ มเรือ่ งการมี
บุตรชาย ทาใหค้ ณุ คา่ และศกั ดิ์ศรีของเพศหญิงถูกละเลย
3. การจากัดเสรีภาพทางเศรษฐกิจและการงาน ดังท่ี วิหค อัสนี (2553) แสดงทัศนะว่า “การที่
ระบบกงสีเก็บทรัพยากรไว้เป็นกองกลางสมาชิกแต่ละคนอาจจะรับเงินเดือนจากกงสีจานวนหน่ึงซ่ึงคงไม่มาก
นกั เทียบกับองค์กรธุรกิจแบบปกติการใช้จ่ายกินอยู่ต่างๆ ส่วนใหญ่มักต้องอาศัยจากกองกลางและจึงต้องได้รับ
ความเห็นชอบจากผู้ดแู ลกงสีอกี ท้งั การดึงลูกหลานสมาชิกครอบครัวให้มาอยู่ทากงสกี ็ทาให้แตล่ ะคนขาดโอกาส
จะออกไปแสวงหาอาชีพการงานเป้าหมายชวี ิตท่ีพอใจและเหมาะกบั ตนเอง”
สรุป
การอพยพของชาวจีนโพ้นทะเลมีลักษณะสาคัญคือ การรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ ไว้
เมอ่ื ไปอยอู่ าศยั ณ ที่แห่งใด ชาวจีนโพ้นทะเลหรอื ลกู หลาน ทเ่ี รียกว่าชาว...เช้อื สายจีน เช่น ชาวไทยเช้ือสายจีน
กย็ ังคงดาเนินชีวิตโดยใชเ้ อกลักษณ์ดงั กลา่ ว สาหรบั ด้านปรชั ญาและศาสนา เอกลักษณป์ ระการหน่งึ ของชาวจีน
269 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครอื ขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
ทุกกลุ่ม ได้แก่ หลักการดาเนินชวี ิตทม่ี ุ่งแก้ปญั หาชวี ิตในปัจจบุ นั เช่น ปญั หาครอบครวั ปัญหาสังคม และปัญหา
ทางเศรษฐกิจ ท้ังนี้ ในบรรดาปัญหาต่างๆ เหล่าน้ัน ปัญหาทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยสาคัญที่ทาให้ชาวจีนมีการอพยพ
การแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของชาวจีนให้ความสาคัญกับหลักการหาทรัพย์ การรักษาทรัพย์ และการเพิ่มพูน
ทรพั ย์ดว้ ยความขยันหม่ันเพียรและช่วยเหลือเกือ้ กูลกัน ทาใหส้ านวน “เสื่อผืนหมอนใบ” กลายเปน็ วาทกรรมท่ี
แสดงถงึ คุณลกั ษณะของชาวไทยเช้ือสายจีนไปในที่สุด
บรรณานุกรม
โกวทิ ย์ วงศส์ รุ วัฒน.์ หวั เฉียว ไห่ไวห่ ัวเหญิน หัวอ้ี. มติชนรายวนั . (8 กรกฎาคม 2553): 6.
พรรณี บัวเล็ก. (2549). ระบบกงสีกับกาเนิดและวิถีชีวิตของชนช้ันแรงงานรับจ้างในประเทศไทย:
ประวัติศาสตร์แรงงานในช่วยปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ถึงคริสต์ศตวรรษท่ี 19: รายงานวิจัยฉบับ
สมบูรณ.์ กรุงเทพฯ: สานักงานคณะกรรมการส่งเสริมวทิ ยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม.
ราชบณั ฑติ ยสถาน. (2555). พจนานกุ รมศัพทเ์ ศรษฐศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน. กรุงเทพฯ: อรุณการพิมพ์.
.(2556). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว เน่ืองในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554.
กรงุ เทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน.
วิหค อัสนี. (2553). ระบบกงสีกับประชานิยม-คอมมิวนิสม์-รัฐสวัสดิการ-ทุนนิยมโดยรัฐ. (Online).
www.oknation.net, 27 พฤศจิกายน 2557.
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักก่ิง. (ม.ป.ป). ความสัมพันธ์ไทย-จีน. (Online). https://thaiembbeij.org/
th/republic-of-china/thai-relations, 20 พฤษภาคม 2565.
สุภางค์ จันทวานิช และคณะ. (2539). ชาวจีนแต้จิ๋วในประเทศไทยและในภูมิลาเนาเดิมที่เฉาซัน (พ.ศ. 2403-
2492 หรือ ค.ศ.1860-1949). กรงุ เทพฯ: สถาบนั เอเชียศกึ ษา.
หอการคา้ ไทย-จีน. (ม.ป.ป). พนั ธกจิ . (Online). https://www.thaicc.org/visionmission, 22 พฤษภาคม 2565.
อารซ์ เี จ. บาหม์ . (2533). หลกั คาสอนของขงจ้อื . กรงุ เทพฯ: เดลฟ.ี
MGR Online. (2550). “ขงจ่ือ” แก้ปัญหาสังคมไทย ยึดหลัก13 ประการสร้างคนดี. (Online) www2.
manager.co.th, 27 พฤศจิกายน 2557.
270 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วิทยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลัย และเครือขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
การสงั เคราะหง์ านวจิ ยั ด้านการทอ่ งเท่ยี วเชิงพุทธ ระหว่างปี พ.ศ. 2557-2563
A Synthesis of Researches on Buddhist Tourism during 2014-2020
มานพ นักการเรยี น
Manop Nakkanrian
วิญญู กินะเสน
Winyou Kinasen
บานชืน่ นกั การเรียน
Banchuen Nakkanrian
ฉัชศุภางค์ สารมาศ
Chatsuphang Saramart
ภาษิต สุขวรรณดี
Bhasit Sukhawandee
มหาวทิ ยาลัยมหามกฏุ ราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลัย
Mahamakut Buddhist University, Sirindhornrajavidyalaya Campus
บทคัดยอ่
บทความวิจัยน้ีเป็นงานวิจัยเชิงเอกสาร มีวัตถุประสงค์เพ่ือสร้างข้อสรุปจากการสังเคราะห์งานวิจัย
เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงพุทธ กาหนดเกณฑก์ ารคัดเลือกงานวิจัย คือ เป็นงานวิจัยท่ีตีพิมพ์ในฐานข้อมลู Thai
Journal Online (Thaijo) และเผยแพร่ภายในระยะเวลา 6 ปี คือ ระหว่างปี พ.ศ. 2557-2563 ได้งานวิจัยท่ี
นามาวิเคราะห์ จานวน 10 เร่ือง การสังเคราะห์งานวิจัยใช้เทคนิคการวิเคราะห์คาหลักโดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูป
สาหรับการวิจยั เชิงคุณภาพ ช่วยในการวเิ คราะหข์ ้อมลู
ผลการวิจัย พบว่า การท่องเที่ยวเชิงพุทธประกอบด้วยองค์ประกอบ 6 ประการ คือ การจัดการ
โครงสร้างพ้ืนฐาน/สิ่งอานวยความสะดวก/สิ่งแวดล้อม/การรักษาความสะอาดและความปลอดภัย, การสร้าง
สอ่ื ประชาสมั พันธต์ ่างๆ ให้มคี วามหลากหลายยิ่งขึ้น, การสรา้ งเครือข่ายโดยมีชุมชนเป็นศูนย์กลาง, การพัฒนา
สินค้า บริการและปัจจัยสนับสนุนการท่องเที่ยว, การส่งเสริมให้วัดมีกิจกรรมสาคัญทางพระพุทธศาสนาและ
ประเพณีอย่างต่อเน่ืองและสม่าเสมอตลอดปี และการจัดหาสิ่งของพื้นบ้านท่ีมีอยู่ในชุมชนเพื่อจัดแสดง
พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมและศาสนา ดังน้ัน การท่องเท่ียวเชิงพุทธเป็นส่วนย่อยของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
และการเผยแผ่พระพุทธศาสนา นอกจากนี้ การท่องเท่ียวเชิงพุทธมีความสัมพันธ์กับปัจจัย 7 ประการ คือ
การกราบสักการะพระพุทธรูป, การปฏิบัติธรรม, การพักผ่อนหย่อนใจ, การบูชาวัตถุมงคล, การเรียนรู้
ศิลปวฒั นธรรมประวัตศิ าสตรแ์ ละประเพณี, การเปน็ ท่ีพ่งึ ทางใจ และการเข้ารว่ มพธิ ีกรรม
คาสาคญั : การท่องเทยี่ วเชงิ พุทธ, การวิจยั เอกสาร, การวิเคราะหค์ าหลกั
ABSTRACT
This research paper was a documentary research. The objective was to draw
conclusions from research synthesis on Buddhist tourism. It was determined by the research
selection criteria, namely, a research published in the Thai Journal Online ( Thaijo) database
271 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลยั และเครอื ข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
and published within a period of 6 years, i.e. during the year 2014-2020. There were 10 analyzed
researches. A Research synthesis applied domain analysis techniques by using software packages for
qualitative research in helping in data analysis.
The results of the study were revealed that Buddhist tourism consisted of six
components : the management of infrastructure/facilities/environment/cleanliness and safety, creating
a variety of public relation media to be more diverse, community- centered networking, the
developmentof service goods and factors supporting tourism, encouraging the temple to carry
out important Buddhist activities and traditions continuously and regularly throughout the
year and the procurement of local artifacts available in the community to showcase cultural
and religious museums. Therefore, Buddhist tourism was a subset of the tourism industry and the
propagation of Buddhism. In addition, Buddhist tourism was related to 7 factors, namely,
worshiping Buddha images, Dharma practice, recreation, worshiping sacred objects, learning
art and culture history and tradition, mental dependency and attending the ritual.
Keywords : Buddhist tourism, Documentary Research, Domain analysis
ความสาคัญและทม่ี าของปัญหาท่ีทาการวจิ ัย
แผนยุทธศาสตร์พัฒนาการท่องเที่ยว พ.ศ. 2561-2564 ได้ระบุสถานการณ์และแนวโน้มของ
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไว้ว่า ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเน่ือง และมีความสาคัญต่อเศรษฐกิจไทยประเทศ
ไทยยังคงมีศักยภาพและโอกาสทางการท่องเที่ยวมากมาย อาทิ ความหลากหลายของทรัพยากรธรรมชาติ
ศิลปวัฒนธรรม ประเพณีท่ีเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละพ้ืนท่ี โดยในปี พ.ศ. 2560 World Economic Forum :
WEF ได้จัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเท่ียวของประเทศไทยอยู่อันดับท่ี 32 จาก 137
ประเทศ สูงข้ึนจากอันดับของปีท่ีผ่านมา โดยประเทศไทยมีคะแนนภาวะเศรษฐกิจมหภาคและโครงสร้าง
พ้ืนฐานท่ีดีข้ึน ซ่ึงอุตสาหกรรมท่องเท่ียวมีความสาคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างมาก ปี พ.ศ. 2559
อุตสาหกรรมการท่องเท่ียว มีผลกระทบทางตรงต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย คิดเป็นมูลค่า 1.29 ล้านล้าน
บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 9.20 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อีกทั้งมีการเติบโตโดยเฉล่ีย
ร้อยละ 6.7 ต่อปี ต่อเนื่องไปถึงปี พ.ศ. 2570 ซึ่งคาดว่าในปี พ.ศ. 2570 อุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะมีมูลค่าประมาณ
2.71 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 14.30 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (กรมการท่องเที่ยว,
2561: 7)
ในปัจจุบัน แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (5) ประเด็น การท่องเท่ียว (พ.ศ. 2561 - 2580) ได้
กาหนดแผนแมบ่ ทด้านการท่องเท่ียวประกอบด้วย 6 แผนย่อย เพื่อให้ตรงกบั ความต้องการของกลุ่มเปา้ หมาย
คือ การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ การท่องเท่ียวเชิงสุขภาพ ความงาม
และแพทยแ์ ผนไทย การท่องเท่ียวสาราญทางนา้ การทอ่ งเที่ยวเชอื่ มโยงภมู ภิ าค และการพัฒนาระบบนิเวศการ
ท่องเท่ียว (<http://nscr.nesdb.go.th/wp-content/> (สืบค้นข้อมูลเมื่อวันท่ี 5 สิงหาคม 2564) การ
ท่องเท่ียวเชิงพุทธ ซ่ึงอยู่ในส่วนของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมตามแผนแม่บทดังกล่าว และ
เป็นการท่องเที่ยวเชิงทัศนศึกษาและศาสนา (Edu-Meditation Tourism) ซึ่งอยู่ในรูปแบบการท่องเที่ยวใน
ความสนใจพิเศษ (Special Interest Tourism) เช่นเดียวกับการท่องเท่ียวเชิงสุขภาพ (Health Tourism)
การท่องเท่ียวเพื่อศึกษากลุ่มชาติพันธ์ุหรือวัฒนธรรมกลุ่มน้อย (Ethnic Tourism) การท่องเที่ยวเชิงกีฬา
(Sports Tourism) การท่องเท่ียวเพ่ือการประชุม (MICE : M=meeting, I=incentive, C=conference,
272 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลยั และเครือขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
E=exhibition) ฯลฯ (UNWTO, 1997) ซ่ึงนักท่องเที่ยวจะได้รับประสบการณ์ ความสบายใจและเรื่องท่ีสนใจ
เกย่ี วกับการศกึ ษาพระพุทธศาสนา นอกจากน้ัน ยงั รวมถึงการเดินทางไปเพื่อการบชู าสิ่งศกั ดิ์สิทธิ์ การนมสั การ
พระเกจิอาจารย์ และการประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา (ธนกฤต สังข์เฉย, 2550) เป็นการท่องเทยี่ วที่
สง่ เสริมวัฒนธรรมประเพณี เป็นการสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา และเป็นการท่องเท่ียวเพ่ือเพิ่มผลประโยชน์
ทางเศรษฐกิจแก่ชุมชนท้องถิ่นที่วัดต้ังอยู่ ทาให้เกิดธุรกิจข้างเคียง เช่น ร้านค้าขายของ ขายอาหารปลา ตลอดถึง
ขายสนิ คา้ ผลติ ภัณฑ์พ้ืนเมอื งในท้องถิน่ เป็นตน้ (ธนิต บุตรทพิ ยส์ กุล, 2558) ซง่ึ การท่องเทยี่ วเชงิ พทุ ธน้ัน ทาให้
นักท่องเท่ียวไดร้ ับความรู้ เพิ่มพูนศรัทธาและสัมผัสประสบการณ์ตรงเก่ียวกับพระพุทธศาสนา โดยได้รวมส่วน
ที่เก่ียวกับพระรัตนตรัย อันได้แก่ พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เข้าไว้ทั้งหมด ทาให้ชุมชนท้องถ่ินมี
รายได้เพิ่มข้ึน ตลอดทั้งภาครัฐ เอกชนและประชาชนไดร้ ่วมมือกันในการเป็นเครอื ขา่ ยของการจัดกจิ กรรมการ
ท่องเท่ยี วเชิงพทุ ธ ทาใหท้ กุ ฝา่ ยได้ผลประโยชน์ตอบแทน ก่อใหเ้ กิดความสขุ ในท้องถนิ่ โดยทัว่ กัน
ในช่วง 6 ปีท่ีผ่านมา คือ พ.ศ. 2557-2563 มีงานวิจัยหลายเร่ืองท่ีศึกษาเก่ียวกับการท่องเท่ียวเชิง
พุทธ ซ่ึงคณะผู้วิจัยเลือกฐานข้อมูล Thai Journal Online (Thaijo) เน่ืองจากว่าเป็นฐานข้อมูลที่รวบรวม
งานวิจัยทีม่ คี ุณภาพและผ่านการตรวจสอบจากบรรณาธกิ ารและผู้ทรงคณุ วุฒิเป็นท่ีเรยี บรอ้ ยแลว้ หากงานวจิ ัย
เหล่าน้ันได้ถูกสังเคราะห์อย่างดี จะสามารถนาผลจากการสังเคราะห์งานวิจัยนั้นมาใช้ในการพัฒนาการ
ท่องเท่ียวเชิงพุทธได้อย่างถูกทิศทาง และเป็นการศึกษาวิจัยที่มีประสิทธิภาพ คือ ใช้เวลาในการศึกษาวิจัยใน
ระยะเวลาช่วงส้ันๆ และมีต้นทุนท่ีต่ามากในการดาเนินการวิจัย ในการสังเคราะห์งานวิจัยน้ี คณะผู้วิจัยได้ใช้
เทคนิคการวิเคราะหข์ ้อมูลเชิงคุณภาพ คือ การวิเคราะห์คาหลกั (Domain analysis) เปน็ การจัดกลุ่มคาใหอ้ ยู่
ร่วมกันโดยอาศัยข้อค้นพบจากงานวิจัยที่ได้คัดสรรมา ซึ่งวิธีนี้เปรียบเหมือนกับการวิเคราะห์องค์ประกอบใน
งานวิจัยเชิงปริมาณ (Factor analysis) เป็นการจัดตัวแปรย่อยให้อยู่ภายใต้องค์ประกอบเดียวกัน (เอ้ือมพร
หลิวเจริญ, 2555: 18) เมื่อได้คาหลักแล้ว คณะผู้วิจัยสร้างความสัมพันธ์ของคาหลักโดยใช้แนวคิดการสร้าง
ความสัมพันธ์ของ Spradley (Onwuegbuzie, Leech, and Collins, 2012: 20) จากนั้น จึงได้สร้างข้อสรุป
ผลการวจิ ัย โดยพจิ ารณาจากการสร้างความสมั พันธ์
ด้วยเหตุน้ี คณะผู้วิจัยจึงสนใจท่ีจะศึกษาวิจัยเพื่อสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงพุทธ
โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์คาหลักโดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูปสาหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อสร้างข้อสรุปจาก
ผลการวิจัยต่างๆ ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เพื่อเป็นแนวทางสาหรับการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงพุทธ ซ่ึงจะส่งผลดี
ท้ังทางตรงและทางอ้อมต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และเป็นประโยชน์ต่อการเผยแผ่
พระพุทธศาสนาทั้งในมิติทางโลกและมิติทางธรรม นอกจากนี้ ยังเป็นมิติใหม่ของการวิจัยเชิงเอกสารที่นา
เทคโนโลยมี าใช้ในการสังเคราะหข์ อ้ มูลอย่างเป็นระบบและได้ขอ้ สรุปท่ีเป็นรูปธรรมมากยงิ่ ข้นึ
วัตถปุ ระสงค์ของการวิจยั
เพอ่ื สรา้ งข้อสรปุ จากการสงั เคราะหง์ านวจิ ัยเก่ยี วกบั การท่องเที่ยวเชงิ พุทธ
ประโยชนท์ ไี่ ด้รับจากการวจิ ัย
1. ได้ผลขอ้ สรปุ จากการสงั เคราะหง์ านวจิ ยั เก่ยี วกับการท่องเท่ยี วเชิงพุทธ
2. ได้แนวทางสาหรบั การพัฒนาอุตสาหกรรมการทอ่ งเท่ยี ว
3. ไดแ้ นวทางสาหรบั การทาวจิ ัยเก่ยี วกบั การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุก
273 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลยั และเครอื ข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
วิธดี าเนินการวิจยั
การสงั เคราะห์งานวิจัยด้วยการวเิ คราะหค์ าหลัก (Domain analysis) คณะผวู้ ิจัยได้ประยุกต์วธิ ีการ
วิเคราะหค์ าหลกั ของ Spradley (Onwuegbuzie, Leech, and Collins, 2012: 17-20) มี 4 ข้ันตอน ดังน้ี
ข้ันตอนที่ 1 การคัดสรรงานวิจัยด้านการท่องเที่ยวเชิงพุทธ จากฐานข้อมูล Thai Journal Online
ซง่ึ ผู้วิจัยเลือกฐานขอ้ มูล Thai Journal Online เน่ืองจากว่าเป็นฐานข้อมูลท่ีรวบรวมงานวิจัยที่มีคณุ ภาพและ
ผา่ นการตรวจสอบจากบรรณาธิการและผู้ทรงคุณวุฒิเป็นท่ีเรยี บร้อยแล้ว ท่ีเผยแพรภ่ ายในระยะเวลา 6 ปี คือ
ระหว่างปี พ.ศ. 2557-2563 จานวน 10 เรื่อง ดงั น้ี
1. จฑุ าภรณ์ หินซุย และสถาพร มงคลศรีสวสั ดิ์ (2557) ได้ทางานวิจัยเรื่อง “แนวทางส่งเสรมิ การ
ทอ่ งเทยี่ วเชิงพุทธ กรณีศกึ ษาวัดประชาคมวนาราม อาเภอศรีสมเดจ็ จังหวัดรอ้ ยเอด็ ”
2. ปรดี า ไชยา (2558) ได้ทางานวิจัยเรื่อง “การท่องเท่ียวเชงิ พทุ ธในจังหวดั สกลนคร”
3. กรรณกิ า คาดี (2558) ได้ทางานวจิ ัยเรือ่ ง “วัดและศาสนสถานในมิตขิ องการท่องเทีย่ ว”
4. นพวรรณ วเิ ศษสินธ์ุ นงเยาว์ อุทมุ พร ชูชาติ พว่ งสมจติ ร์ และธรี พงษ์ บุญรกั ษา (2561) ได้ทา
งานวิจัยเร่อื ง “ยุทธศาสตร์การทอ่ งเท่ียวเชงิ พุทธแบบยัง่ ยนื จงั หวัดปทุมธานี”
5. พระครสู ังฆรกั ษ์วุฒิพงษ์ วฑุ ฒฺ ิวโส อินถา ศริ ิวรรณ สิน งามประโคน และวีระ สุภะ (2561) ได้
ทางานวิจัยเรือ่ ง “การพัฒนาวัดในประเทศไทยเป็นแหล่งเรียนรู้เชิงพุทธ เพอ่ื ส่งเสรมิ การทอ่ งเท่ยี วอาเซียน”
6. ประวิทย์ เฮงพระธานี และโสวิทย์ บารุงภักด์ิ (2562) ได้ทางานวจิ ยั เร่ือง “การจัดการทอ่ งเทย่ี ว
เชิงพทุ ธของวดั ในจงั หวัดขอนแก่น”
7. พระชยานันทมุนี วรปรัชญ์ คาพงษ์ พระครูฉันทเจติยานุกิจ พระปลัดนฤดล กิตติภทฺโท และ
อรพนิ ท์ อนิ วงค์ (2562) ได้ทางานวจิ ยั เร่อื ง “ความสมั พนั ธก์ ารท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ของวัดและชมุ ชนในลา้ นนา”
8. ดวงรตั น์ โกยกิจเจริญ (2562) ได้ทางานวจิ ยั เร่อื ง “พฤติกรรมการทอ่ งเทย่ี วสถานทที่ อ่ งเทยี่ วเชิง
ศาสนาของนักท่องเทีย่ วไทยในจงั หวัดภูเกต็ ”
9. วนิดา ขาเขียว (2562) ได้ทางานวิจัยเร่ือง “การท่องเที่ยวเชิงแสวงบุญทางพระพุทธศาสนา
อาเภอไชยา จังหวดั สรุ าษฎร์ธานี”
10. พระมหาสรุ ิยา มะสนั เทยี ะ (2563) ได้ทางานวิจัยเร่ือง “กลยุทธ์ท่ีสง่ เสริมคุณค่าการทอ่ งเที่ยว
เชงิ พุทธศาสนาในเกาะรัตนโกสินทร์”
ขั้นตอนท่ี 2 วิเคราะห์คุณลักษณะงานวิจัย ดัดแปลงแบบประเมินมาจาก กัตติกา ธนะขว้าง จิรา
พร เกศพิชญวัฒนา และชนกพร จิตปัญญา (2553: 63) ซึ่งประกอบด้วย 2 ด้าน คือ ด้านคุณลักษณะท่ัวไป
ของงานวิจยั ได้แก่ ปีทที่ าวิจัย สถาบนั อุดมศึกษา และสถานภาพของผู้ทาวิจัย และด้านวธิ วี ทิ ยาการวจิ ัย ไดแ้ ก่
กลุ่มตัวอยา่ ง/ผใู้ ห้ขอ้ มูล และประเภทงานวิจยั
ขนั้ ตอนท่ี 3 จดั กลมุ่ คาตามคุณลักษณะของงานวิจัย แปลงเปน็ ตัวเลข และนาเสนอในรูปของความถี่
ซง่ึ ผูว้ จิ ยั ได้ใชโ้ ปรแกรมสาเร็จรปู สาหรบั การวิจยั เชงิ คณุ ภาพ ชว่ ยในการนบั จานวนคา
ขั้นตอนที่ 4 สร้างข้อสรุปที่ได้จากการศึกษาผลการวิจัย โดยการโยงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของ
ผลการวจิ ัยโดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูปสาหรับการวิจัยเชงิ คุณภาพ ในข้ันตอนน้ี คณะผู้วิจัยได้ประยุกต์ใช้เทคนิค
การสร้างทฤษฎจี ากขอ้ มลู ของ Patton (วรลักษณ์ ชกู าเนิด เอกรินทร์ สังขท์ อง และชวลติ เกดิ ทรัพย์, 2557:
126) ได้ 3 ขั้น ดังนี้
ขน้ั ที่ 1 อ่านผลการวิจยั อยา่ งละเอยี ดจนเขา้ ใจประเดน็ หลกั ๆ
ขั้นท่ี 2 แยกข้อมูลเปน็ หมวดหมแู่ ละใหร้ หสั
ขน้ั ท่ี 3 เชือ่ มโยงหาความสมั พันธข์ องขอ้ มลู
274 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วิทยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลยั และเครือข่าย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
ผลการวจิ ยั
การสังเคราะห์งานวิจัยเก่ียวกับการทอ่ งเท่ียวเชิงพุทธ ระหว่างปี พ.ศ. 2557-2563 ซึ่งเปน็ งานวิจัย
ท่ตี ีพิมพใ์ นฐานข้อมลู Thai Journal Online (Thaijo) จานวน 10 เรื่อง ได้ใช้เทคนิคการวิเคราะห์คาหลักโดย
ใชโ้ ปรแกรมสาเร็จรูปสาหรับการวิจยั เชิงคณุ ภาพ มผี ลการวจิ ัยท้ังในสว่ นคณุ ลกั ษณะทวั่ ไปของงานวิจยั และการ
สงั เคราะห์งานวิจัย ดังน้ี
1. คุณลักษณะท่ัวไปของงานวิจัย พบว่า งานวิจัยเก่ียวกับการท่องเท่ียวเชิงพุทธ มีจานวน 10 เร่ือง
ปีท่ีทาวิจัยส่วนใหญ่ อยู่ในปี พ.ศ. 2562 โดยให้ความสนใจศึกษาผู้ให้ข้อมูลท่ีเป็นนักท่องเท่ียว/ชุมชน/
ผู้ประกอบการมากกว่าพระสงฆ์ ประเภทงานวิจัยเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก สังเกตการณ์
และสนทนากลุ่มย่อย กลุ่มที่ใหค้ วามสนใจในการศึกษา คอื นกั ศึกษาใหค้ วามสนใจศกึ ษาจานวนเทา่ กบั อาจารย์
ในสถาบันการศึกษา และสถาบันการศึกษาที่สนใจในการศึกษา คือ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ส่วนกลาง ดังตารางท่ี 1
ตารางท่ี 1 แสดงคุณลักษณะท่ัวไปของงานวิจัยเกยี่ วกบั การท่องเทยี่ วเชงิ พุทธ
ปที ท่ี าวิจัย คณุ ลักษณะงานวิจยั จานวน (เรือ่ ง)
1
กลมุ่ ตัวอย่าง/ผใู้ หข้ ้อมูล 2557 2
ประเภทงานวิจัย 2558 2
สถานภาพผู้วิจัย 2561 4
เครอ่ื งมอื วิจยั 2562 1
สถาบนั 2563 7
10
พระสงฆ์ 4
นกั ทอ่ งเท่ยี ว/ชมุ ชน/ผูป้ ระกอบการ 3
3
เชิงคุณภาพ 5
เชงิ ปริมาณ 5
แบบผสานวิธี 4
6
นักศกึ ษา
อาจารย์ 1
1
แบบสอบถาม 1
แบบสัมภาษณ์เชิงลกึ สังเกตการณ์ 1
และสนทนากลุ่มยอ่ ย 2
4
มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏภูเก็ต
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬา ฯ วทิ ยาเขตขอนแกน่
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ วิทยาลัยสงฆ์นครนา่ น
มหาวิทยาลยั ขอนแกน่
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาฯ ส่วนกลาง
275 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
2. การสังเคราะห์งานวิจัย พบว่า การท่องเที่ยวเชิงพุทธประกอบด้วยองค์ประกอบ 6 ประการ คือ
การจัดการโครงสร้างพ้ืนฐาน/ส่ิงอานวยความสะดวก/สิ่งแวดล้อม /การรักษาความสะอาด และและความ
ปลอดภัย (9) การสร้างส่ือประชาสัมพันธต์ ่าง ๆ ใหม้ ีความหลากหลายยง่ิ ข้ึน (7) การสรา้ งเครือข่ายโดยมีชมุ ชน
เป็นศูนย์กลาง (4) การพัฒนาสินค้า บริการ และปจั จัยสนับสนุนการท่องเท่ียว (3) การสง่ เสริมให้วัดมีกิจกรรม
สาคัญทางพระพุทธศาสนาและประเพณอี ย่างต่อเน่ืองและสม่าเสมอตลอดปี (1) และการจัดหาสิ่งของพื้นบ้าน
ท่ีมอี ยู่ในชุมชนเพ่อื จดั แสดงพพิ ิธภณั ฑว์ ัฒนธรรมและศาสนา (1) ดงั นน้ั การท่องเทยี่ วเชิงพทุ ธเป็นส่วนย่อยของ
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการเผยแผ่พระพุทธศาสนา นอกจากนี้ การท่องเท่ียวเชิงพุทธมีความสัมพันธ์
กับปัจจัย 7 ประการ ได้แก่ การกราบสักการะพระพุทธรูป (4) การปฏิบัติธรรม (3) การพักผ่อนหย่อนใจ
(2) การบูชาวัตถุมงคล (2) การเรียนรู้ ศิลปวัฒนธรรมประวัติศาสตร์และประเพณี (1) การเป็นที่พ่ึงทางใจ
(1) และการเข้าร่วมพิธกี รรม (1) ดังแผนภาพที่ 1
แผนภาพท่ี 1 องค์ประกอบและความสมั พนั ธเ์ ก่ียวกบั การท่องเท่ียวเชงิ พุทธ
หมายเหตุ : เลขตัวหน้า หมายถึง ความถ่ีของการถูกลงรหัส (Code) เลขตัวหลัง หมายถึง ความถี่
ของความเก่ียวข้องกับการลงรหัสอื่น ๆ ยกตัวอย่างเช่น การท่องเท่ียวเชิงพุทธ {2, 15} อธิบายว่า การลงรหัส
“การท่องเท่ียวเชิงพุทธ” จานวน 2 ครั้ง และมีความเก่ียวข้องกับรหัสอื่น ๆ 15 รหัส ได้แก่ องค์ประกอบ 6
รหัส เปน็ ส่วนยอ่ ยของรหัสหลัก 2 รหสั และมคี วามสัมพันธ์กับปจั จัย อีก 7 รหสั
สรปุ ผลการวิจยั
งานวิจัยน้ีเป็นงานวิจัยเชิงเอกสาร มีวัตถุประสงค์เพ่ือสร้างข้อสรุปจากการสังเคราะห์งานวิจัย
เก่ียวกับการท่องเที่ยวเชิงพุทธ ใช้เทคนิคการวิเคราะห์คาหลักโดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูปสาหรับการวิจัยเชิง
คุณภาพ คณะผู้วิจยั ไดป้ ระยุกตว์ ธิ ีการวิเคราะหค์ าหลัก 4 ข้นั ตอนของ Spradley
276 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลยั และเครือขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
ผลการวิจัยเก่ียวกับคุณลักษณะท่ัวไปของงานวิจัย พบว่า งานวิจัยเกี่ยวกับการท่องเท่ียวเชิงพุทธมี
จานวน 10 เร่ือง โดยใหค้ วามสนใจศึกษาผ้ใู ห้ขอ้ มูลท่ีเป็นนักท่องเท่ียว/ชุมชน/ผู้ประกอบการมากกวา่ พระสงฆ์
กลุ่มที่ให้ความสนใจในการศึกษา คือ นักศึกษาให้ความสนใจศึกษาจานวนเท่ากับอาจารย์ในสถาบันการศึกษา
โดยเฉพาะมหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั ส่วนกลาง
ผลการวิจัยเกี่ยวกับการสังเคราะห์งานวิจัย พบว่า องค์ประกอบเกี่ยวกับการท่องเท่ียวเชิงพุทธเป็น
เรื่องเกี่ยวกับการจัดการโครงสร้างพ้ืนฐาน/สิ่งอานวยความสะดวก/สิ่งแวดล้อม/การรักษาความสะอาดและ
ความปลอดภัย การสร้างส่ือประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ให้มีความหลากหลายย่ิงขึ้น การสร้างเครือข่ายโดยมีชุมชน
เปน็ ศูนย์กลาง และการพัฒนาสินค้า บริการ และปจั จัยสนับสนุนการท่องเที่ยวแกน่ ักทอ่ งเท่ียว ดังน้ัน การท่องเทย่ี ว
เชิงพุทธเป็นส่วนย่อยของอุตสาหกรรมการท่องเท่ียว เพื่อก่อให้เกิดการกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนและท้องถ่ิน
และการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่พุทธศาสนิกชนที่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยว ที่ได้เดินทางไปเพ่ือทัศนศึกษา
ทางด้านพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมในท้องถิ่น นอกจากนี้ การท่องเที่ยวเชิงพุทธมีความสัมพันธ์กับปัจจัย
ตา่ งๆ คือ การกราบสักการะพระพทุ ธรูป การปฏบิ ัตธิ รรม การเปน็ ทพ่ี ง่ึ ทางใจ การเข้าร่วมพิธีกรรม ซ่ึงเก่ยี วกับ
“เส้นทางบุญ” คือ การเดนิ ทางเพ่ือไปไหว้พระสวดมนต์ ถวายผ้าป่า และกฐินของพุทธศาสนิกชนกับการศึกษา
ปฏิบตั ิใน “เสน้ ทางธรรม” คอื การเรยี นรดู้ ้านการปฏิบตั ธิ รรมตามพระเกจอิ าจารย์
อภปิ รายผลการวจิ ยั
การสังเคราะห์งานวิจัยด้านการท่องเที่ยวเชิงพุทธ ระหว่างปี พ.ศ. 2557-2563 ซึ่งเป็นงานวิจัยท่ี
ตีพิมพ์ในฐานขอ้ มลู Thai Journal Online (Thaijo) พบวา่
1. ดา้ นองคป์ ระกอบของการท่องเท่ียวเชงิ พุทธ พบว่า การท่องเทย่ี วเชิงพุทธเป็นเรื่องทต่ี ้องคานึงถึง
การจัดการโครงสร้างพ้ืนฐาน/ส่ิงอานวยความสะดวก/สิ่งแวดล้อม/การรักษาความสะอาดและความปลอดภัย
ทง้ั นี้อภิปรายผลได้ว่า นกั ท่องเที่ยวในรปู แบบนี้คอ่ นข้างมคี วามพรอ้ มด้านกาลังทรัพย์และมียานพาหนะส่วนตัว
หรือไปในลักษณะใช้บริการเหมารถทัวร์ วัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้จึงต้องมีความพร้อมในการจัดการ
โครงการสร้างพ้ืนฐาน เช่น ถนน ระบบประปา ระบบไฟฟ้า ห้องสุขา ป้ายบอกทาง ถังท่ีท้ิงขยะท่ีเพียงพอ แก่
นกั ทอ่ งเที่ยวที่มาใชบ้ รกิ าร คานึงถงึ ความสะอาดของสถานทแี่ ละทาใหน้ ักท่องเที่ยวมีความปลอดภัยทั้งแก่ชีวิต
และทรพั ย์สิน จึงควรมีเจ้าหน้าที่อานวยความสะดวกดูแล พรอ้ มทง้ั จัดหากล้องวงจรปดิ ท่ีสามารถตรวจสอบหา
สิ่งผดิ ปกติ พรอ้ มทั้งช่วยเหลือแกน่ กั ท่องเท่ียวได้ทันท่วงที ซงึ่ สอดคล้องกับวงศ์ธรี า สวุ รรณนิ และคณะ (2557)
ได้ทางานวิจัยเร่ือง “การศึกษาศักยภาพการท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรมของวัดในจังหวัดปทุมธานี” ผลการวิจัย
พบว่า วัดท่ีมีศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้คานึงถึงสิ่งอานวยความสะดวกด้านสาธารณูปโภคและ
สาธารณูปการ เช่น ประปา ไฟฟ้า ถนนหนทาง ห้องสุขา และระบบรักษาความปลอดภัย และสอดคล้องกับ
รองศาสตราจารย์นลิ รัตน์ กล่ินจนั ทร์ และคณะ (2553) ได้ทางานวิจัยเรอ่ื ง “ศึกษาศาสนสถานทีส่ าคัญต่อการ
อนุรักษ์การท่องเท่ียวของวัดในกรุงเทพมหานคร” ผลการวิจัย พบว่า วัดจะต้องมีการบริหารการจัดการ
สมัยใหม่ กล่าวคือ มีจานวนผู้ดูแลที่เป็นฆราวาสจานวนมาก โดยแบ่งหน้าที่กันทา ในด้านการรักษาความ
สะอาด และความปลอดภยั ในทรัพยส์ ิน
2. ด้านความสัมพันธ์ระหว่างการท่องเท่ียวเชิงพุทธกับปัจจัย พบว่า ปัจจัยสาคัญที่ทาให้
นักท่องเที่ยวเดินทางไปท่องเที่ยว ณ พุทธศาสนสถานแห่งใดแห่งหน่ึง ได้แก่ การไปกราบสักการะบูชา
พระพุทธรูป การพักผ่อนหย่อนใจ และการปฏิบัติธรรม การเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมประวัติศาสตร์และประเพณี
ท้ังนี้อภิปรายผลได้ว่า พระพุทธรูปเป็นรูปเปรียบหรือรูปสัญลักษณ์ที่สร้างข้ึนแทนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพ่ือกราบไหว้บูชา พุทธศาสนิกชนมีความเชื่อวา่ การปิดทองพระพุทธรูป ถือเป็นบุญบารมมี หาศาล ที่จะทาให้
277 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสิรินธรราชวิทยาลยั และเครอื ข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
ผูท้ ป่ี ิดทองน้ันได้อานิสงสผ์ ลบุญ สง่ ผลให้บงั เกดิ ส่ิงดีๆ เข้ามาในชวี ิตของตน ซงึ่ วัดในประเทศไทยมพี ระพทุ ธรูป
ศักด์ิสิทธิ์ซึ่งเป็นงานปฏิมากรรมท่ีเป็นพุทธศิลป์มีอยู่เป็นจานวนมาก นักท่องเท่ียวจึงมีความปรารถนาที่จะได้
กราบไหว้และปิดทององค์พระพุทธรูปศักดิ์สิทธ์ิน้ันสักคร้ังหนึ่งในชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับ พระมหาวิชาญ เลี่ยวเส็ง
(2544) ได้ทางานวิจัยเรอื่ ง “พุทธศิลปก์ ับการท่องเท่ียว : ศึกษาบทบาทของวดั ในการอนุรักษ์พุทธศิลป์เพ่ือการ
ท่องเทย่ี ว” ผลการวิจัย พบว่า พุทธศิลป์เป็นตัวแทนของศลิ ปกรรมไทยที่สะท้อนให้เห็นความรุ่งเรอื งทางอารย
ธรรมของคนไทยภายใต้ร่มเงาแห่งบวรพระพุทธศาสนา จึงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมท่ีล้าค่าของสังคมไทย
วัดซึ่งเป็นสถานทตี่ ั้งและมีความใกล้ชดิ กับพุทธศิลป์ มีหน้าทดี่ แู ลรับผิดชอบตอ่ การคงอยู่ของพทุ ธศิลป์ จึงยังคง
รักษาพุทธศิลป์อันล้าค่าไว้ได้ การท่ีพุทธศิลป์เป็นแหล่งท่องเที่ยว พุทธศิลป์จึงกลายเป็นกระบอกเสียงในการ
ประชาสัมพันธ์ให้ชาวโลกได้รู้จักเมืองไทย และหลั่งไหลเข้ามาสู่เมืองไทยเพื่อการเท่ียวชม มีผลเชิงบวกในทาง
เศรษฐกิจต่อสังคมไทย และแม้แต่การเข้ามาเท่ยี วชมพุทธศิลป์ของคนไทยด้วยกนั เอง ก็เป็นกิจกรรมที่ส่งผลให้
เศรษฐกจิ มีความเคล่อื นไหวในเชิงบวกด้วยเช่นกัน
3. ด้านการเปน็ ส่วนย่อยของการท่องเที่ยวเชิงพทุ ธ พบวา่
1) การท่องเที่ยวเชิงพุทธเป็นส่วนย่อยของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ท้ังนี้อภิปรายผลได้ว่า
อุตสาหกรรมการท่องเท่ียวเป็นการประกอบกิจกรรมด้วยการนาปัจจัยการผลิตต่างๆ มาผลิตบริการอย่างใ ด
อย่างหนึ่งด้านการท่องเที่ยว ท่ีก่อให้เกิดความสะดวกสบายหรือความพึงพอใจ และขายบริการด้านการ
ท่องเที่ยวน้ันให้แก่ผู้เย่ียมเยือน ทาให้สร้างประโยชน์ท้ังทางด้านเศรษฐกิจและสังคมแก่ประเทศ ซ่ึงวัดมี
โบราณสถานและโบราณวตั ถุอันศักด์ิสิทธิ์ เพ่ือให้เกิดความเป็นสิริมงคล และได้รับท้ังความสะอาด ความสว่าง
และความสงบสุขแก่นักท่องเท่ียวที่ได้เดินทางไปสักการะกราบไหว้บูชา โดยท่ีวัดต้องดูแลโบราณวัตถุ
โบราณสถาน และจัดพื้นท่ีภายในวัดสาหรับนักท่องเท่ียว ซึ่งสอดคล้องกับ พระมหาสุทิตย์ อาภากโร (2553)
ได้ทางานวิจัยเร่ือง “รูปแบบการพัฒนาแหล่งท่องเท่ียวประเภทวัดในกรุงเทพมหานคร” ผลการวิจัย พบว่า
วัดสามารถจัดการเพ่ือรองรับทางการท่องเที่ยวได้ เช่น มีการดูแลและอนุรักษ์โบราณวัตถุ โบราณสถานและ
สถาปัตยกรรมภายในวัด มีการใช้ประโยชน์จากแหล่งท่องเท่ียวภายในวัดเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ด้านวัฒนธรรม
การจัดพ้ืนที่ภายในวัด เช่น สถานท่ีไหว้พระ สถานท่ีถ่ายรูป หรือที่น่ังสมาธิ ไหว้พระ สวดมนต์ การให้
นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมในการทากิจกรรมของวัดหรือทางพระพุทธศาสนา การกาหนดเขตพื้นท่ีในการรองรับ
นกั ท่องเท่ียวและการเที่ยวชมภายในวัด และสอดคลอ้ งกับ กรมการศาสนา (2557 : 33-43) ได้กล่าวถึงวดั ทไ่ี ด้
ส่งเสริมให้มีการท่องเที่ยว ต้องจัดการด้านสถานที่ ด้านบุคลากรของวัด การจัดกิจกรรมภายในวัดจัดทา
โปรแกรมการท่องเท่ียวในวัด จัดการเรื่องของการโฆษณาประชาสัมพันธ์ จัดให้มีเจ้าหน้าท่ีประสานงานกับ
หน่วยงานพฒั นาอน่ื ๆ และจัดใหม้ กี ารประเมินผล
2) การท่องเที่ยวเชิงพุทธเป็นส่วนย่อยของการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ท้ังนี้อภิปรายผลได้ว่า
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาของวัดสามารถทาไดใ้ นหลายรูปแบบ เช่น การแสดงธรรมในวันธัมมัสสวนะ การรับ
นิมนต์จากหน่วยงานต่างๆ ให้ไปแสดงธรรม การสร้างเพจหรือเฟสบุ๊คเพื่อเผยแผ่ธรรม นอกจากนี้ วัดยัง
สามารถเผยแผ่ธรรมได้โดยผา่ นกิจกรรมทางการท่องเทีย่ วในมิตทิ างโลก เชน่ พุทธศาสนิกชนเดินทางไปวดั เพ่ือ
การพักผ่อนหย่อนใจ การจับจ่ายซ้ือของสินค้าท่ัวไปและสินค้าพื้นบ้าน และในมิติทางธรรม โดยไปเท่ียวชม
โบราณสถาน โบราณวัตถุ เพื่อศึกษาหาความรู้ในส่วนท่ีเป็นหลักธรรมคาสอน ทางพระพุทธศาสนา
ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมประเพณี และพุทธศิลป์ต่างๆ ซ่ึงสอดคล้องกับ สุรศักด์ิ ศิลาวรรณา (2550) ได้ทา
งานวิจัยเร่ือง “การท่องเท่ียวและการเผยแพร่พระพุทธศาสนา บทบาทของวัดในเขตกรุงเทพมหานคร
กรณีศึกษาวัดบวรนิเวศวิหาร และวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม” ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัย 3 ประการ คือ
พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นองค์ประกอบสาคัญที่ทาให้วัดมีความแตกต่างไปจากสถา นที่อ่ืนๆ
278 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือขา่ ย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
ส่ิงต่างๆ เหล่านี้รวมขึ้นมาเป็นวัด ส่งผลให้วัดกลายเป็นสถานท่ีที่พุทธศาสนิกชน ได้มาศึกษาหาความรู้จาก
หลักธรรมคาสอนทางพระพุทธศาสนา ผ่านองค์ประกอบต่างๆ ของวัด อีกบทบาทหน่ึงของวัดคือ การเป็น
สถานที่ท่องเที่ยว สาหรับศึกษาถึงสถาปัตยกรรมและพุทธศิลป์ต่างๆ ของคนในชาติและชาวต่างชาติ ส่งผลให้
วัดสามารถดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ ต่างศาสนา เดินทางมาเที่ยวชมศิลปะความงามต่างๆ ซึ่งวัดจะได้รับ
ความนิยมจนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวนั้น ขึ้นอยู่กับความสาคัญทางประวัติศาสตร์ศิลปกรรมต่างๆ และ
ชื่อเสียงของวัด และกิจกรรมต่างๆ ท่ีทางวัดได้จัดขึ้น ถือเป็นสิ่งสาคัญท่ีสามารถช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนา
ให้กับนักท่องเที่ยวทเี่ ดนิ ทางมาทอ่ งเท่ียวไดเ้ ป็นอย่างดี กลา่ วคือ นักท่องเทย่ี วสว่ นใหญ่มากกวา่ 80 เปอรเ์ ซ็นต์
มาวัดมิใช่เพียงเพ่ือการทาบุญเพียงอย่างเดียวเท่าน้ัน แต่มาวัดเพ่ือพักผ่อนหย่อนใจหรือร่วมกิจกรรมต่างๆ
ที่ทางวัดได้จัดข้ึน เช่น การทาบุญตักบาตร การฟังเทศน์ การเวียนเทียน และการปฏิบัติธรรมในวันสาคัญทาง
พระพุทธศาสนา รวมถึงการนาพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ยังต่างประเทศ เป็นต้น ทาให้นักท่องเที่ยวได้รับและ
ซมึ ซับสิง่ ต่างๆ ในพระพุทธศาสนา แต่การทีน่ ักทอ่ งเท่ียวจะได้รับและซมึ ซับความเปน็ พระพุทธศาสนามากหรือ
น้อยเพียงใดน้ัน ข้ึนอยกู่ ับปัจจัยต่างๆ ด้วย เช่น เอกสารเชิญชวน พระสงฆ์มัคคุเทศก์ และกิจกรรมที่วัดจัดขึ้น
เป็นต้น และยังสอดคล้องกับ พระมหาสุทิตย์ อาภากโร และคณะ (2555) ได้ทางานวิจัยเร่ือง “การพัฒนา
รูปแบบและกระบวนการจัดการท่องเที่ยวทางพุทธศาสนาในประเทศไทย” ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบและ
กิจกรรมการทอ่ งเท่ียวทางพระพุทธศาสนาของวดั ใน 4 ภมู ภิ าค ในส่วนทมี่ คี วามคลา้ ยคลงึ กันใน 5 ด้าน คอื
1) รูปแบบและกจิ กรรมการท่องเที่ยวตามศรทั ธาความเช่ือในพระพทุ ธรูปศักดิ์สทิ ธ์ิ
2) รูปแบบและกิจกรรมการท่องเท่ยี วตามคตคิ วามเช่ือทางพระพุทธรูป และวัฒนธรรมประเพณีในทอ้ งถน่ิ
3) รูปแบบและกจิ กรรมการท่องเทยี่ วตามความงดงามของแหล่งพุทธศิลปกรรม
4) รูปแบบและกิจกรรมการท่องเที่ยวตามแหล่งประวัติศาสตร์ทางพระพุทธศาสนาและประวัติศาสตร์
ของบ้านเมอื ง
5) รปู แบบและกิจกรรมการท่องเทยี่ วเพ่ือการปฏบิ ตั ิธรรมและกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา
ขอ้ เสนอแนะ
ข้อค้นพบ (Fact Findings) จากการวิจัยและการอภิปรายผลดังกล่าวมาแล้ว สามารถสรุปผล
เปน็ ข้อเสนอแนะ โดยแบ่งเปน็ 3 ระดับ ดังนี้
1. ข้อเสนอแนะเชงิ นโยบาย
จากผลการวิจัย พบว่า การท่องเท่ียวเชิงพุทธเป็นเร่ืองที่ต้องคานึงถึงการจัดการโครงสร้างพื้นฐาน/
ส่ิงอานวยความสะดวก/ส่ิงแวดล้อม/การรักษาความสะอาดและความปลอดภัย เป็นการแสดงถึงว่า ภาครัฐ
จงึ ควรมนี โยบายพฒั นาโครงสรา้ งพ้นื ฐานและรักษาความปลอดภยั แหล่งท่องเทยี่ วต่างๆ
2. ข้อเสนอแนะสาหรับผปู้ ฏบิ ตั ิ
ผลจากการวิจัย พบว่า ปัจจัยสาคัญที่ทาให้นักท่องเท่ียวเดินทางไปท่องเท่ียว ณ พุทธศาสนสถาน
แห่งใดแห่งหน่ึง ได้แก่ กิจกรรมการไปเพื่อกราบสักการะพระพุทธรูป เป็นการแสดงถึงว่า พุทธศาสนิกชน
ต้องการเดินทางไปกราบสักการะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นพระประธานในวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้
จึงควรเป็นการเดินทางไปเพ่ือน้อมราลึกถึงพระรัตนตรัย ด้วยความศรัทธาต้ังม่ัน และพร้อมที่จะเรียนรู้ถึง
สจั ธรรมแห่งชวี ติ ดว้ ยจิตท่สี งบม่นั คง เปน็ ประโยชน์แกต่ นเองท้งั ในชาตนิ แี้ ละชาติหนา้
3. ข้อเสนอแนะในการทาวิจยั ตอ่ ไป
จากผลการวจิ ยั จึงมขี อ้ เสนอแนะเพอ่ื การทาวิจัย ดังนี้
1) ควรวจิ ยั เก่ยี วกบั ยุทธศาสตร์การท่องเทยี่ วเชงิ พุทธแบบบรู ณาการ
279 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลัย และเครือขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
2) ควรวจิ ยั เกย่ี วกบั การสรา้ งเครอื ข่ายของชุมชนเพื่อสง่ เสริมการท่องเทยี่ วเชงิ พุทธ
3) ควรวิจยั เกย่ี วกบั ปัจจัยสนับสนนุ การทอ่ งเท่ียวเชงิ พุทธ
4) ควรวิจัยเกีย่ วกับรปู แบบการสรา้ งส่ือประชาสมั พันธ์เพอื่ ส่งเสริมการท่องเทย่ี วเชงิ พุทธ
5) ควรวิจัยเกย่ี วกบั การเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยใช้กิจกรรมเป็นสอื่
บรรณานุกรม
กรมการท่องเท่ียว. (2561). แผนยุทธศาสตร์พัฒนาการท่องเท่ียว พ.ศ. 2561–2564. กรุงเทพฯ: วีไอพี
กอ็ ปป้ีปร้นิ .
กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม. (2557). แนวทางการดาเนินงานโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเส้นทาง
แสวงบุญในมิติทางศาสนา ปี 2557. กรุงเทพฯ: กรมการศาสนา กระทรวงวฒั นธรรม.
กรรณิกา คาดี. (2558). วัดและศาสนสถานในมิติของการท่องเที่ยว. วารสารบัณฑิตศึกษา มนุษยศาสตร์และ
สงั คมศาสตร.์ 4 (2) : 175-191.
กัตติกา ธนะขว้าง จิราพร เกศพิชญวัฒนา และชนกพร จิตปัญญา. (2553). ปัจจัยท่ีสัมพันธ์กับพฤติกรรม
ส่งเสริมสุขภาพของผูส้ ูงอายุ : การวเิ คราะห์อภมิ าน. Journal of Nurse Science. 28 (3) : 63.
จุฑาภรณ์ หินซยุ และสถาพร มงคลศรีสวสั ด์ิ. (2557). แนวทางส่งเสริมการท่องเท่ียวเชิงพุทธ กรณีศกึ ษาวัด
ประชาคมวนาราม อาเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด. วารสารวิชาการการท่องเที่ยวไทยนานาชาติ.
10 (1) : 50-58.
ดวงรัตน์ โกยกิจเจริญ. (2562). พฤติกรรมการท่องเท่ียวสถานท่ีท่องเท่ียวเชิงศาสนาของนักท่องเท่ียวไทยใน
จงั หวดั ภเู ก็ต. วารสารปญั ญา. 26 (1) : 76-85.
ธนกฤต สังข์เฉย. (2550). อุตสาหกรรมการท่องเท่ียวและการบริการ. เพชรบุรี: มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยา
เขตสารสนเทศเพชรบุรี.
ธนิต บุตรทิพย์สกุล. (2558). พฤติกรรมการท่องเท่ียวเชิงพุทธศาสนาของนักท่องเท่ียววัดในจังหวัดน่าน.
วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา. บัณฑิตวิทยาลัย : จุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลัย
นพวรรณ วิเศษสินธุ์ นงเยาว์ อุทุมพร ชูชาติ พ่วงสมจิตร์ และธีรพงษ์ บุญรักษา. (2561). ยุทธศาสตร์การ
ท่องเท่ียวเชงิ พุทธแบบย่ังยืนจังหวัดปทุมธานี. วารสารบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์
ในพระบรมราชปู ถมั ภ.์ 12 (1) : 70-83.
นิลรัตน์ กลิ่นจันทร์, รองศาสตราจารย์ และคณะ. (2553). ศึกษาศาสนสถานท่ีสาคัญต่อการอนุรักษ์การ
ท่องเที่ยวของวัดในกรุงเทพมหานคร. รายงานผลการวิจัย. สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ : มหาวิทยาลัย
มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย.
ประวิทย์ เฮงพระธานี และโสวิทย์ บารุงภักดิ์. (2562). การจัดการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดในจังหวัด
ขอนแก่น. วารสารบณั ฑิตศึกษามหาจุฬาขอนแกน่ . 6 (3) : 350-362.
ปรีดา ไชยา. (2558). การท่องเที่ยวเชิงพุทธในจังหวัดสกลนคร. วารสารสังคมศาสตร์วิชาการ. 8 (พิเศษ) :
223-241.
พระครูสังฆรักษ์วุฒิพงษ์ วุฑฺฒิวโส, อินถา ศิรวิ รรณ สิน, งามประโคน และวีระ สุภะ. (2561). การพัฒนาวัด
ในประเทศไทยเป็นแหล่งเรียนรู้เชิงพุทธ เพ่ือส่งเสริมการท่องเที่ยวอาเซียน. วารสารสันติศึกษา
ปริทรรศน์. 6 (4) : 1594-1606.
280 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครือข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
พระชยานันทมุนี วรปรัชญ์ คาพงษ์ พระครูฉันทเจติยานุกจิ พระปลัดนฤดล กิตติภทโฺ ท และอรพินท์ อินวงค์.
(2562). ความสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของวัดและชุมชนในล้านนา. วารสารสันติศึกษา
ปริทรรศน์. 7 (2): 315-331.
พระมหาสุทติ ย์ อาภากโร. (2553). รูปแบบการพฒั นาแหล่งทอ่ งเที่ยวประเภทวดั ในกรุงเทพมหานคร. รายงาน
ผลการวิจัย. กรุงเทพมหานคร : สานักงานกองทนุ สนบั สนนุ การวิจยั (สกว.).
.และคณะ. (2555). การพัฒนารูปแบบและกระบวนการจัดการทอ่ งเท่ยี วทางพุทธศาสนาในประเทศ
ไทย. รายงานวจิ ัยฉบบั สมบูรณ์. พระนครศรอี ยธุ ยา : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
พระมหาสุริยา มะสันเทียะ. (2563). กลยุทธ์ที่ส่งเสริมคุณค่าการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนาในเกาะ
รัตนโกสนิ ทร์. วารสารมนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธนบรุ ี. 14 (1): 42-54.
วงศ์ธีรา สุวรรณิน และคณะ. (2557). การศึกษาศักยภาพการท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรมของวัดในจังหวัด
ปทุมธานี. รายงานผลการวิจัย. ปทุมธานี: วิทยาลัยนวตั กรรมการจัดการ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏวไลย
อลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์.
วนิดา ขาเขียว. (2562). การท่องเที่ยวเชิงแสวงบุญทางพระพุทธศาสนา อาเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี.
วารสารศรีนครินทรวโิ รฒวิจัยและพัฒนา (สาขามนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์). 11 (21): 123-134.
วรลักษณ์ ชูกาเนิด, เอกรินทร์ สังขท์ อง และชวลติ เกดิ ทรพั ย์. (2557). รูปแบบชุมชนการเรยี นรูท้ างวิชาชีพ
ครูสกู่ ารเรยี นรู้ในศตวรรษที่ 21 บรบิ ทโรงเรยี นในประเทศไทย. วารสารหาดใหญว่ ิชาการ. (12): 126.
วชิ าญ เล่ียวเส็ง, พระมหา. (2544). พุทธศิลป์กบั การท่องเท่ยี ว : ศึกษาบทบาทของวัดในการอนุรกั ษ์พุทธศลิ ป์
เพ่ือการท่องเท่ียว. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศาสนาเปรียบเทียบ. บัณฑิต
วิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหิดล.
สุรศักด์ิ ศิลาวรรณา. (2550). การท่องเที่ยวและการเผยแพร่พระพุทธศาสนา บทบาทของวัดในเขต
กรุงเทพมหานคร กรณีศึกษาวัดบวรนิเวศวิหาร และวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม. วิทยานิพนธ์
ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศาสนศึกษา. บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหิดล.
เอ้ือมพร หลินเจริญ. (2555). เทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ. วารสารการวัดผลการศึกษา มหาวิทยาลัย
มหาสารคาม. 17 (1) : 17-29.
Onwuegbuzie, Leech, and Collins. (2012). Qualitative Analysis Techniques for the Review of
the Literature. The Qualitative Report. 17 (56): 17-20.
UNWTO. (1997). Tourism 2020 Vision. Madrid : UNWTO.
http://www.research-system.siam.edu/images/coop/pdf (สืบค้นขอ้ มลู เม่ือ 7 เมษายน 2563)
https://tourismatbuu.wordpress.com/ (สบื ค้นข้อมูลเม่ือ 7 เมษายน 2563)
http://nscr.nesdb.go.th/wp-content/ (สืบคน้ ข้อมูลเมื่อ 5 สิงหาคม 2564)
คาขอบคณุ
คณะผู้วิจัยขอขอบพระคุณ พระปริยัติธรรมเมธี รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย พระครูศรีปริยัติคุณาภรณ์, ผศ.ดร. ผู้อานวยการวิทยาลัย ศาสนศาสตร์สิรินธร
ราชวิทยาลัย พระครูสิริธรรมนิเทศ, ผศ.ดร. ผู้อานวยการสานักงานวิทยาเขต พระครูศรีปริยัติวิธาน, ดร.
ผู้อานวยการศูนย์บริการวิชาการ ที่สนับสนุนการเผยแพร่บทความวิจัย และขอขอบใจ ดร. พินโย พรมเมือง
คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยวงษ์ชวลติ กุล ท่กี รณุ าให้ข้อคิดเหน็ เกยี่ วกับบทความวิจยั ในคร้งั น้ี
281 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
ผู้นากบั การแกป้ ัญหาในสถานการณ์ไวรสั โคโรนา 2019 (โรค COVID-19)
Leader and Solving problems in the coronavirus 2019 (COVID-19) Situation
บานชน่ื นักการเรยี น
Banchuen Nakkanrian
อาจารยป์ ระจาหลักสูตร
มหาวิทยาลยั มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวิทยาลยั
E-mail: [email protected]
บทคัดยอ่
การระบาดของไวรัสโคโรนาหรือโรคโควิด-19 มีผลกระทบต่อทุกประเทศท่ัวโลก ท้ังในด้าน
เศรษฐกิจ สังคม การเมอื ง และยงั สง่ ผลต่อขวัญกาลงั ใจของประชาชนภายในประเทศและต่างประเทศ ลกั ษณะ
ของผู้นาประกอบด้วยการมีความรู้ ความสามารถในการทางาน การมีทักษะด้านการส่ือสาร การมีคุณธรรม
การมีเมตตา การมีความยุติธรรม การมีความคิดสร้างสรรค์ การยอมรับการเปลี่ยนแปลง การกล้าตัดสินใจ
และมีการวิสัยทัศน์ ผู้นาซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ไวรัสโคโรนา 2019 ได้ต้องมีลักษณะภาวะผู้นา
คือการกลา้ ตดั สนิ ใจ การมีวสิ ัยทศั น์ และการรบั ฟังความคดิ เหน็ ของผ้อู ่นื
คาสาคัญ: ผู้นา, การแกป้ ญั หา, โควิค 19
ABSTRACT
The Coronavirus outbreak, or COVID-19, affects every country of the world in
economy, society, politics, and it also affects the morale of people within the country and
abroad.The characteristics of a leader consist of knowledge, ability to work, communication
skills, virtue, compassion, fairness, being creative, acceptance of change, daring to decide and
have a vision. The leaders who can solve problems in the Coronavirus 2019 situation must
have a leadership style that is dare to decide, vision and listening to other people's opinions.
Keyword: Leader, Resolution, COVID-19.
บทนา
ไวรัสโคโรนาเป็นไวรัสในวงศ์ใหญ่ท่ีเป็นสาเหตุของโรคท้ังในสัตว์และคน สาหรับในคนนั้นไวรัสโคโรนา
หลายสายพันธ์ุทาให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจตั้งแต่โรคหวัดธรรมดาจนถึงโรคท่ีมีอาการรุนแรง เช่น
โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (MERS) โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง (SARS) (https://www.
who.int/thailand/emergencies/novel-coronavirus-2019/q-a-on-covid-19) และโคโรนาไวรัสสาย
พันธุ์ใหม่ 2019 มีช่ืออย่างเป็นทางการว่า SARS-CoV-2 เป็นเช้ือไวรัสลาดับที่ 7 ในตระกูล coronaviruses
lineage B จีนัส beta coronavirus (https://www.posttoday.com/world/620901) ท่ีก่อให้เกิดโรคในคน
ไวรัสโคโรนาท่ีค้นพบล่าสุดทาให้เกิดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด 19 (COVID-19) พบการระบาด
ในช่วงเดือนธันวาคมปี 2019 ที่ในนครอู่ฮ่ัน เมืองหลวงของมณฑลหูเป่ย์ ประเทศจีน ในขณะนี้โรคโควิด 19 มีการ
ระบาดใหญ่ไปท่ัว ส่งผลกระทบแกห่ ลายประเทศท่วั โลก
282 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วิทยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลยั และเครือขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
สถานการณก์ ารแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โรค COVID-19) ไม่ได้ท้าทายเฉพาะ
ระบบสาธารณสุขของแต่ละประเทศเท่าน้ัน แต่ยังช่วยพิสูจน์บทบาทและความสามารถในการรับมือกับวิกฤติ
ของผู้นาประเทศอีกด้วย ในขณะท่ีเชื้อไวรัสกาลังคุกคามสุขภาพของประชาชน และส่งผลกระทบต่อระบบ
เศรษฐกิจของโลก ผู้นาแต่ละประเทศก็มีวิธีการจัดการกับปัญหาท่ีแตกต่างกันไป รวมถึงการส่ือสารเพ่ือสร้าง
ความเข้าใจและความเชื่อม่ันในหมู่ประชาชน ซ่ึงสะท้อนตัวตนของผู้นาผ่านท่าทีในการสื่อสาร ซ่ึงผู้นาแต่ละ
ประเทศมมี าตรการรับมอื COVID-19 ของประเทศตา่ งๆ
ผู้นาที่ดี ไม่เคยมีคาว่า “แพ้” อยู่ในสมอง แม้ปัญหาท่ีเข้ามาจะทาให้เสียขวัญบ้างก็ตาม ท่ีสาคัญ
ท่ีสุดคือความเป็นผู้นามืออาชีพ ไม่ว่าอะไรจะเกิดข้ึน ต้องรู้ประเด็นของปัญหาที่เกิดขึ้น และแก้ไขในส่วนท่ี
เป็นไปได้ก่อน แก้ปัญหาให้เร็วท่ีสุด ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
(โรค COVID-19) การแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วของผู้นาจาเป็นต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูลทเี่ ปน็ ข้อเทจ็ จรงิ ให้
มากที่สุด นาข้อมูลมาใชว้ างแผนแก้ปญั หา เพ่อื ให้ผ่านวิกฤตไปได้ (Smart SME, [ออนไลน์]) การระบาดของไวรัส
โคโรนาหรือโรคโควิด-19 นอกจากจะมีผลกระทบกับประเทศ และยังส่งผลต่อขวัญกาลังใจของประชาชน
ภายในประเทศ การตดั สินใจของผนู้ าในประเทศจึงมีบทบาทอย่างมากต่อการสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชน
ภายในประเทศ และต่างประเทศ ในภาวะวกิ ฤตประชาชนได้ฝากความหวังไวก้ ับผู้นาระดับประเทศ โดยเช่ือว่า
ผู้นาทดี่ จี ะสามารถบรหิ ารจัดการใหเ้ ราผ่านพน้ วิกฤตไปได้
ในบทความน้ี คณะผู้เขียนมีความตั้งใจที่จะนาเสนอมุมมองและข้อคิดเก่ียวกับภาวะผู้นาในการ
แก้ปัญหาการระบาดไวรัสโคโรนา 2019 (โรค COVID-19) อันส่งผลกระทบต่อทุกประเทศทั่วโลก ท้ังในด้าน
เศรษฐกิจ การเมอื ง สังคม และยังส่งผลต่อขวัญกาลังใจของประชาชนภายในประเทศและต่างประเทศ ซ่ึงผู้นา
ต้องบริหารงานอยู่บนความไม่แน่นอนและคาดการณ์ไม่ได้ในภาวะเช่นน้ี การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อ
ประคับประคองทุกอย่างให้เสียหายน้อยที่สุด และการฟื้นฟูประเทศเม่ือภาวะวิกฤติจบสิ้นลง ท้ังหมดจึงเป็น
ภาระของผู้นา ดังนนั้ บทความนี้จึงให้ความสาคญั กับประเดน็ ที่ว่า “ภาวะผู้นาควรจะมีลักษณะอย่างไร” ในการ
แกป้ ัญหาสถานการณ์ไวรัสโคโรนา 2019 (โรค COVID-19)
แนวคิดและทฤษฎีเก่ยี วกบั ภาวะผู้นา
1. ความหมายของภาวะผ้นู า
กวี วงศ์พุฒ (2539: 13) ได้ให้ความหมาย ภาวะผู้นา หมายถึง การท่ีผู้นาใช้อิทธิพลในความสัมพันธ์
ซงึ่ มีอยู่ต่อผู้ใต้บังคับบัญชาในสถานการณ์ต่างๆ เพ่ือปฏิบัติการและอานวยการโดยใช้กระบวนการติดต่อซ่ึงกัน
และกนั เพือ่ ใหบ้ รรลตุ ามเปา้ หมาย
กิติ ตยัดคานนท์ (2535: 20) ให้ความหมาย ภาวะผู้นา หมายถึง ศิลปะหรือความสามารถของ
บุคคลหนึ่งท่ีจงใจหรือใช้อิทธิพลต่อบุคคลอื่นในสถานการณ์ต่าง ๆ เพ่ือปฏิบัติการและอานวยการโดยการ
ติดตอ่ กนั และกนั ให้ร่วมใจกับตนดาเนินการจนกระทง่ั บรรลุผลสาเร็จตามวตั ถปุ ระสงค์ที่กาหนดไว้
นติ ย์ สัมมาพันธ์ (2546: 31) ได้ให้ความหมาย ภาวะผู้นา หมายถึง พลังชนิดหนึ่งท่ีสามารถส่งแรง
กระทาอนั กอ่ ใหเ้ กดิ การขับเคลื่อนกลุม่ คนและระบบองค์กรไปสู่การบรรลุเป้าหมาย
รังสรรค์ ประเสริฐศรี (2544: 31) ได้ให้ความหมาย ภาวะผู้นา หมายถึง พฤติกรรมส่วนตัวของ
บุคคลคนหนึ่งท่ีจะชักนากิจกรรมของกลุ่มให้บรรลุเป้าหมายร่วมกันหรือเป็นความสัมพันธ์ที่มีอิทธิพลระหว่าง
ผนู้ าและผู้ตามซึ่งทาใหเ้ กิดการเปลย่ี นแปลงเพ่อื ให้บรรลจุ ดุ ม่งุ หมายร่วมกัน
283 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลยั และเครือข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
สมพงษ์ เกษมสิน (2526: 220) ให้ความหมาย ภาวะผู้นา หมายถึง การใช้อิทธิพลหรืออานาจ
หน้าท่ีในความสมั พันธ์ซึ่งผใู้ ต้บังคับบัญชาในสถานการณ์ต่างๆ เพือ่ ปฏบิ ัติการและอานวยการโดยกระบวนการ
ติดตอ่ ซึ่งกนั และกนั เพอื่ ใหบ้ รรลุผลตามเป้าหมายที่กาหนดไว้
อทุ ัย หิรญั โต (2523: 8) ไดใ้ หค้ วามหมาย ภาวะผู้นา หมายถึง การท่บี ุคคลในความสัมพันธ์ซ่ึงมีต่อ
ผู้ใต้บังคับบัญชาในสถานการณ์ต่างๆ เพื่อปฏิบัติการและอานวยการโดยกระบวนการติดต่อส่ือสารติดตามซึ่ง
กันและกันเพอื่ ใหบ้ รรลเุ ปา้ หมายท่กี าหนดไว้
สรุปได้ว่า ภาวะผู้นา หมายถึง ความสามารถของบุคคลหนึ่งทีใ่ ช้อทิ ธิพลต่อบุคคลอื่นในสถานการณ์
ต่างๆ ใช้อิทธิพลหรืออานาจหน้าท่ีในความสัมพันธ์ซ่ึงผู้ใต้บังคับบัญชา เพ่ือปฏิบัติการและอานวยการโดย
กระบวนการตดิ ตอ่ ซ่งึ กันและกนั เพ่ือให้ชักนากิจกรรมของกลุ่มใหบ้ รรลุเป้าหมายรว่ มกัน
2. ลักษณะภาวะผู้นาที่ดี
ทวิช เปล่งวิทยา (2530: 29-32) ได้รวบรวมคุณสมบัติของผู้นาท่ีดีไว้ โดยแยกพิจารณาเป็น 4
ลกั ษณะ ดังนี้
1) ลักษณะทางสติปัญญา คือ ความต่ืนตัวมีความว่องไว ต่ืนตัวอยู่เสมอ และมีสมองดี คิดได้ว่องไว
มีไหวพริบแก้ปัญหาท่ีเกิดขึ้นได้อย่างฉับพลัน คิดอย่างมีเหตุผล น่าเชื่อถือ หรือพิจารณาก่อนทาว่าดีหรือไม่มี
สามญั สานึก คือ มีความรูส้ ึกผิด ชอบ ช่วั ดี มีดุลยพินิจพิจารณาใคร่ครวญก่อนตัดสินใจทางานใช้ประสบการณ์
การเรยี นให้เกิดดุลยพินิจในการแกป้ ัญหา
2) การเห็นการณ์ไกล คือ เมื่อกระทาส่ิงใด เล็งผลที่จะเกิดข้ึนในอนาคตประเมินสถานการณ์
วางแผนปฏบิ ตั งิ านอยา่ งมเี หตแุ ละผล โดยตงั้ สมมตฐิ าน รวบรวมขอ้ มูล และใช้ประสบการณ์ เปน็ แนววิเคราะห์
พจิ ารณาใคร่ครวญวธิ ปี ฏบิ ตั ิใหไ้ ด้ผลดมี ากกว่าผลเสีย
3) ลักษณะทางกาย คือ ผู้นาต้องมสี ุขภาพทีม่ ีความสมบรู ณ์ทางรา่ งกาย เพ่ือให้มีความพร้อมในการ
ทางานอยู่เสมอ ต้องมีกาลังกายท่ีดี มีความทรหดอดทน อดทนต่อความอยากลาบาก สามารถปฏิบัติหน้าท่ีได้
ทกุ สถานท่ี รูปรา่ งท่าทางดี สง่าผ่าเผย และดึงดดู ความเล่ือมใสจากผูใ้ ต้บงั คบั บญั ชา
4) ลักษณะทางอารมณ์ คือ มองในแง่ดี คือ มองคนอ่ืนในฐานะเป็นมิตร มีความเข้าใจคนอ่ืน
การปรับตวั เข้ากับสงิ่ แวดล้อม คือ สามารถปรบั ตัวเขา้ กับผู้ใหญแ่ ละผู้ใตบ้ ังคับบัญชา มีใจเยือกเย็น คือ มีความ
อดกลั้นไว้ได้ มีใจหนักแน่น ไม่ท้อถอย ไม่โกรธง่าย บังคับตนเองได้ คือ บังคับตนเองและสารวมไว้ด้วยดีไม่ให้
ตกไปในอานาจฝ่ายต่า มีความกระตือรือร้น มีอัธยาศัยไมตรี ไม่ถือตัว ไม่ยกตนข่มท่าน มีความแนบเนียนไม่
เก้งก้างในการแก้ปัญหา มีอารมณ์ขัน คือ ทางานด้วยความรู้ตัวอยู่เสมอ ไม่ให้เกิดอารมณเ์ คลียดมองโลกในแง่
อารมณ์ขันนี้จะทาให้ไม่เหน่ือย บริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความเช่ือมั่นใน มีความอยากรู้อยากเห็น
เรียนรู้สง่ิ ตา่ งๆ อย่เู สมอ ไมส่ าคญั ตนว่าเป็นผรู้ ้ดู ี มีความกลา้ ทจ่ี ะปรกึ ษาหาหรอื ถามผรู้ ู้
4) ลักษณะทางอุปนิสัย คือ มีความตรงไปตรงมา เป็นคนท่ีพูดจริงทาจริง มีสัจจะต่อคาสัญญา
มคี วามจงรักภักดี มีความสานกึ ในหน้าที่ มีความไว้วางใจได้ มีความกล้าหาญ กล้าทาในส่ิงท่ีถูกตอ้ งทางานดว้ ย
เหตุผลและกล้ารับผิดชอบ มีความเข้มแข็งไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆ มีความยุติธรรม ไม่ลาเอียง วางตัวเป็น
กลาง บรหิ ารโดยยดึ ความถูกตอ้ ง ไมเ่ ห็นแก่ตัว มีความเสียสละเพ่ือประโยชนส์ ว่ นรวม
ภาวะผู้นาที่ดมี ลี ักษณะ ดงั น้ี
1. ลักษณะท่าทางหรือการวางตัว คือ การสร้างความประทับใจในเร่ืองท่าทางการวางตัวและความ
ประพฤตคิ วบคมุ ตนเองได้ทงั้ ในทางการปฏิบตั ิตนและอารมณ์
2. ความกล้าหาญ คือ การบังคบั จิตใจตนเองใหอ้ ย่ใู นความสงบไม่เกรงกลวั วา่ จะเกิดอะไรข้นึ กล้าทา
กลา้ พดู กล้ายอมรับผดิ หรอื คาตเิ ตียนยดึ ม่ันในส่งิ ทถ่ี ูกทีค่ วร
284 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลยั และเครอื ข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
3. ความเด็ดขาด คือ ความสามารถในการตกลงใจโดยฉับพลัน และประกาศข้อตกลงใจอย่างเอา
จรงิ และชดั เจนโดยพจิ ารณาจากขอ้ เท็จจริงตา่ งๆ
4. ความไว้เนือ้ เช่ือใจ คอื การได้รับความไว้วางใจในการปฏิบัติงานตามหน้าทไ่ี ด้ถูกต้องไม่ผิดพลาด
ดว้ ยความคลอ่ งแคล่ว ว่องไว เฉลียวฉลาด กระทาการอย่างเต็มความสามารถ มีความตัง้ ใจ จริงใจ เป็นคนตรง
ต่อเวลา และพิถพี ถิ ัน
5. ความอดทน คือ การทนต่อความเจ็บปวดความเหน็ดเหนื่อยความยากลาบากความเคร่งเครียด
งานหนกั รวมถึงอดกลั้นตอ่ สถานการณ์ทบี่ บี ค้นั
6. ความกระตือรือร้น คือ การแสดงออกซึ่งความสนใจอย่างจริงจังและมีความจดจ่อต่อการ
ปฏบิ ตั งิ านอยา่ งจรงิ จงั
7. ความซื่อสัตย์สุจริต คือ ความเท่ียงตรงแห่งอุปนิสัย ยึดมั่นอยู่ในหลักธรรมอันดีงาม และวาจาสัตย์
คาพูดทกุ คาพูดต้องถูกต้องเป็นจริง เรื่องทีถ่ กู ต้อง และสานกึ ในหน้าที่การงานของตน
8. ความพินิจพิเคราะห์ คือ คุณสมบัติในการใช้เหตุผลตามหลักตรรกวิทยาเพ่ือให้ได้มูลความจริง
และหนทางแกไ้ ขท่นี ่าจะเป็นไปไดน้ ามาใชใ้ นการตกลงใจได้อยา่ งถูกต้อง
9. ความรอบรู้ คือ ขา่ วสารทบ่ี คุ คลหามาได้รวมทั้งความรู้ในวชิ าชีพของตนและความเขา้ อกเข้าใจใน
ตัวผู้ใตบ้ งั คบั บัญชานอกจากความรูใ้ นวิชาชีพควรทราบเหตกุ ารณ์ภายในและภายนอกประเทศ
10. ความไม่เห็นแก่ตัว คือ การร่วมเป็นร่วมตายกับเพ่อื นร่วมงานการแบ่งปันส่ิงของเครอื่ งใช้ให้กับ
ผขู้ าดแคลน ให้ความชว่ ยเหลือตามความสมควร (นพดล เจรญิ ทรพั ยานนั ต์, [ออนไลน์])
คณุ สมบตั ิสาคัญของผ้นู า ที่ตอ้ งเตรียมพร้อมและมีตดิ ตวั ไว้ ไดแ้ ก่
1. มุ่งม่ันในการทางาน ผู้นาต้องมีพลังในการทางาน มุ่งมั่นสู่เป้าหมาย เพื่อขับเคล่ือนทีมให้
กระตอื รอื รน้ ไปพรอ้ มๆ กนั
2. สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้นาดีต้องเป็นนักส่ือสารที่ดีด้วย สื่อสารได้ตรงประเด็น แม่นยา
ไม่ออ้ มคอ้ ม ไม่ว่าจะเป็นการชมเชย วิจารณ์เชิงสร้างสรรค์ การบอกเป้าหมายและสิ่งท่ีควรทาอย่างชัดเจนและ
ควรสอ่ื สารอย่างพอเหมาะพอดี มีการลาดบั ความสาคัญอย่างเหมาะสม
3. มอบหมายงานอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้นาทด่ี ีไม่ต้องทาเองหมดทุกอย่าง เม่ือมอบหมายงานให้ทีม
หลักสาคญั คือ ควรทาให้ลูกทมี รู้สึกว่าเขามีความสาคัญ และร้สู ึกถึงความเปน็ เจา้ ของในงานทไ่ี ด้รบั มอบหมาย
อย่างเตม็ ท่ี
4. เป็นผู้ฟงั ที่ดี ผนู้ าทดี่ จี ะเปน็ ผฟู้ ังท่ีดีดว้ ย ตอ้ งฟังเปน็ และถามเปน็ เพ่ือทจ่ี ะได้ขอ้ มลู และเข้าใจสิ่งท่ี
เกดิ ขน้ึ ชว่ ยตอบสนองได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพเข้าถึงประเด็นตา่ งๆ ไดร้ วดเร็วขึน้
5. มีระบบและระเบียบ ผู้นาท่ีมีระบบและระเบียบจะช่วยทาให้ทุกอย่างชัดเจน ไม่วุ่นวายไม่สับสน
ช่วยใหท้ มี งานไดอ้ ยา่ งราบรืน่ และมปี ระสทิ ธิภาพ
6. มีส่วนร่วมกับทีม การเป็นผู้นาไม่ใช่การส่ังการหรือควบคุมเท่าน้ันแต่ต้องมีส่วนร่วมกับทีม
โดยเฉพาะในช่วงเวลาท่ีทีมมีปัญหาหรือต้องการความช่วยเหลือ และที่สาคัญคือต้องแน่ใจว่า ทีมเข้าใจส่ิงท่ี
กาลังทาอยรู่ ่วมกนั
7. เป็นเจ้าของงานและความรับผิดชอบถึงจะมีการแบ่งงานให้ลูกน้องในทีมไปแล้ว แต่ผู้นายังคง
ความเป็นเจ้าของงานและความรับผิดชอบอยา่ งเต็มที่ตลอดเวลา
8. กล้าหาญและตรงไปตรงมา ผู้นาต้องกล้าเผชิญกับปัญหา กล้าพูดให้ทีมรู้ถึงจุดอ่อนของตัวเอง
หรอื สิง่ ท่ีงานออกมาไม่ไดอ้ ย่างที่คาดหวงั เพ่ือทีท่ ีมจะชว่ ยแกป้ ญั หาไดช้ ดั เจนและไมส่ บั สน
285 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครอื ข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
9. รู้จักลูกทีม ผู้นาต้องรู้จักจุดเด่นจุดด้อยของลูกน้อง และรู้ว่าว่าอะไรบ้างที่ทาให้ทีมทางานได้ดี
ผู้นาควรจะต้องรู้ถึงชวี ติ ส่วนตวั ลกู ทมี ด้วย เพราะจะช่วยให้เข้าใจและผลักดนั ไดอ้ ย่างเหมาะสม
10. เป็นผู้ตามที่ดี ผู้นาที่ดีจะเป็นผู้ตามท่ีดีด้วย ด้วยการให้ค่าของทุกคนในทีม สร้างแรงบันดาลใจ
รว่ ม ส่งเสรมิ ให้ลกู ทีมส่ือสาร ระดมความคิดและเปดิ กวา้ ง (ธรรมนติ ิ, [ออนไลน์])
เกณฑ์มาตรฐานทดี่ ีของผนู้ า มลี ักษณะ ดงั นี้
1. แสดงความเปน็ ของแท้ (Authenticity) ความเป็นของแท้ที่ดีสิง่ ที่สาคัญต้องไม่มีสงิ่ ใดมาโน้มน้าว
หรอื บัน่ ทอนลงได้
2. การมวี สิ ัยทศั น์ (Vision) จะสะทอ้ นความเปน็ คนทนั สมัย มีมมุ มองทกี่ ว้างไกล
3. ตอ้ งมีความกลา้ ตัดสินใจ (Decisiveness) เป็นส่ิงทจ่ี าเป็นมากความเด็ดขาด แต่การกล้าตัดสนิ ใจ
ที่ดตี ้องขน้ึ อยู่กับผลประโยชนส์ ว่ นรวม ไม่ใช่สว่ นตน
4. แสดงความใส่ใจ (Focus) คุณลกั ษณะข้อนีเ้ ปน็ การ “ซื้อใจ” ผูใ้ ต้บงั คับบญั ชาอยา่ งแทจ้ รงิ
5. สร้างความรู้สึกประทับใจเป็นส่วนตัว (Personal touch) ต้องมีความจริงใจ ต้องมีความสม่าเสมอ
และสรา้ งความรู้สกึ ด้านบวก
6. มีความสามารถในการสื่อสาร (Communication & people skills) สื่อสารอย่างไรให้เข้าใจ
เข้าถึงและเกิดการยอมรบั
7. การพัฒนาตนเองอยู่เสมอ (Ever forward) การยอมรับการเปล่ียนแปลง ปรับปรุงและส่งเสริม
ศักยภาพของตนเองตลอดเวลา การเรยี นรู้ส่งิ ใหม่ๆ การเปน็ ผูฟ้ ังทดี่ ี (พงษ์เทพ สขุ ทนารักษ,์ [ออนไลน์])
ทักษะสาคญั ทผ่ี ู้นาตอ้ งมีในภาวะวกิ ฤติ มี 5 ทักษะ ดังนี้
1. ทักษะการสื่อสารในภาวะวิกฤติ (Crisis Communication) ผู้นาต้องเข้าใจว่าผู้รับสารมีทัศนคติ
มีความรู้สึกอย่างไร คาดหวังอะไร ก่อนจะทาการสื่อสาร โดยผู้นาต้องสามารถสื่อสารให้ผู้รับสารรับทราบถึง
ปญั หาที่เกิดข้ึนและชี้แจงวิธีการรับมือได้อย่างชัดเจน ซ่ึงการส่ือสารต้องแสดงให้เห็นถึงความเห็นอกเห็นใจกัน
(Empathic Communication) เพื่อให้ผู้รับสารเข้าใจเจตนาท่ีดีของผู้ส่ือสารและเปิดใจรับฟังเหตุผลของกัน
และกนั มากขึ้น ซงึ่ จะช่วยให้การสื่อสารมปี ระสทิ ธภิ าพ และลดความเขา้ ใจผดิ ที่อาจเกิดข้นึ ได้
2. ทกั ษะการสรา้ งความรว่ มมือกัน (Collaboration) การสร้างความรว่ มมือกันจึงเปน็ อีกหนึ่งทักษะ
ทจ่ี าเปน็ สาหรับผู้นาในภาวะวิกฤตผิ ู้นาท่ีดีอาจไม่จาเป็นต้องเก่งทุกอย่าง แตต่ ้องรจู้ ักใช้คนให้เป็น ผลักดันคนที่
มีความสามารถขนึ้ มาทางาน และสรา้ งความร่วมมอื ให้เกดิ ขน้ึ
3. ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และการตัดสินใจ (Critical Thinking and Decision-Making) ทักษะน้ี
มีความจาเป็นอย่างมากในภาวะวิกฤติ เพราะทุกการการตัดสินใจย่อมมีผลกระทบตามมา การตัดสินใจท่ี
ถกู ต้องและเดด็ ขาดของผูน้ าจะชว่ ยพาองค์กรใหผ้ า่ นภาวะวกิ ฤติไปได้
4. ทกั ษะความคิดทย่ี ืดหยุ่น (Cognitive Flexibility) ผู้นาท่ีมีความคิดทีย่ ืดหยุ่นจะสามารถพิจารณา
ปัญหา รับฟังความคิดเห็นของผู้อน่ื มองหาวิธแี ก้ในมุมทหี่ ลากหลาย และสามารถคิดนอกกรอบ ไม่ยดึ ติดกบั วิธี
หรือกฎเกณฑ์เดิมๆ จึงช่วยให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมหรือวิธีใหม่ๆ มาใช้ในการแก้ปัญหา มีแผนการที่
ยืดหยุน่ เพ่ือรับมอื กบั เหตุการณท์ ่ีคาดเดาได้ยาก
5. ทักษะการจดั ลาดบั ความสาคัญ (Prioritization) ผ้นู าจาเป็นต้องรู้ว่าอะไรคือปัญหาที่ตอ้ งแก้เป็น
การเร่งด่วน อะไรสาคัญ และอะไรท่ีสามารถรอได้ การจัดลาดับความสาคัญจึงเป็นสิ่งสาคัญท่ีจะช่วยให้ลงมือ
แก้ไขปัญหาและควบคมุ สถานการณ์ได้ทันเวลา (ออนไลน)์
286 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลัย และเครอื ข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
สรุปได้ว่า คุณสมบัติของผู้นาท่ีดีประกอบไปด้วยการเป็นผู้ท่ีมีความรู้ ความสามารถในการทางาน
อุทิศตนเองให้กับงาน เป็นแบบอย่างที่ดีได้ และมีทักษะด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล มีคุณธรรม มีความ
เมตตา มีความยุติธรรม มองผู้ใต้บังคับบัญชาในแง่ดี มีใจเป็นกลาง มีความคิดสร้างสรรค์ ยอมรับการ
เปล่ยี นแปลง กลา้ ตดั สินใจ และทางานกับผู้ปฏิบตั ิงานเพอื่ จะนาทีมงานไปสู่วสิ ยั ทัศน์
3. บทบาทของภาวะผู้นา
ภาวะผ้นู ามีบทบาทท่แี บ่ง ออกเป็น 4 ประการ ไดแ้ ก่
1. การกาหนดแนวทางหลัก (Pathfinding) ผู้นาควรเร่ิมต้นด้วยการกาหนดเป้าหมายและแนวความคิดที่
ชัดเจน ต้องรู้ถึงวิธีการกาหนดทิศทางและเป้าหมาย ผู้นาต้องมีความสามารถนาให้ผู้อื่นมีส่วนร่วมในการสร้าง
พันธกิจ (Mission) วิสยั ทัศน์ (Vision) และส่อื สารอยา่ งชัดเจน
2. การสร้างระบบการทางานทม่ี ีประสิทธิผล (Aligning) คือ การลงมอื สร้างแผนหลกั ทก่ี าหนดข้ึนใน
ข้ันตอนที่หน่ึง ทุกระดับช้ันขององค์การควรมีการดาเนินการไปในทิศทางเดียวกันเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์
เดยี วกัน
3. การมอบอานาจ (Empowering) หากผู้นามีการมอบอานาจให้แก่พนักงานอย่างจริงจังจะทาให้
บรรยากาศในการทางานมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การสื่อสารระหว่างบุคคลและระ หว่างกลุ่มเกิด
ประสิทธิผลและเกิดผลลัพธ์ใหม่ๆ ท่ีสร้างสรรค์ โดยผู้นาต้องสร้างสภาวะท่ีจะกระตุ้นการสร้างเสริมและ
ปลดปล่อยความคิดริเรมิ่ สรา้ งสรรค์ ความสามารถพเิ ศษเฉพาะตวั และศักยภาพทมี่ อี ยใู่ นบุคคลทุกคน
4. การสร้างตัวแบบ (Modeling) หัวใจของการเป็นผู้นาคือต้องสร้างความน่าเช่ือถือ คือต้องเข้าใจ
ถงึ ความสาคัญของดุลยภาพระหว่างคุณลักษณะ (Characteristics) กับความรู้ความสามารถ (Competence)
(พรทพิ ย์ อยั ยมิ าพนั ธ์, 2547: 68)
สรุปได้ว่า บทบาทของภาวะผู้นา กล่าวคือ ผู้นาควรกาหนดแนวทางหลัก การกาหนดเป้าหมาย
สร้างระบบการทางานทมี่ ีประสทิ ธผิ ล มีการมอบอานาจอย่างชัดเจน สรา้ งความน่าเชื่อถือ
4. คณุ ลักษณะภาวะผ้นู าเชงิ พุทธ
1. ผู้นาจะต้องกล้าตัดสินใจแก้ปัญหาท่เี กิดข้ึนอย่างเร่งด่วน ไม่ใชร่ อให้ปัญหาสุกงอมจนไม่อาจแก้ไขได้
การตัดสินใจท่ีถูกต้องและเด็ดขาดของผู้นาจะช่วยพาองค์กรให้ผ่านภาวะวิกฤติไปได้ การกล้าตัดสินใจที่ดีต้อง
ขน้ึ อยกู่ บั ผลประโยชนส์ ่วนรวม
ในฆตาสนชาดก (ขุ.ชา.อ. 2/306-307) พระโพธิสัตว์ บังเกิดในกาเนิดนก บรรลุความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว
ถึงความงามเป็นเลิศ ได้เป็นพญานก อาศัยต้นไม้ใหญ่ซ่ึงสมบูรณ์ด้วยก่ิงก้านสาขา และค่าคบมีใบหนาแน่น
อยู่ใกล้ฝ่ังสระเกิดเองในแนวป่าตาบลหนึ่ง อยู่เป็นหลักฐานพร้อมท้ังบริวารนกเป็นจานวนมาก เมื่ออยู่ที่กิ่ง
อันย่ืนไปเหนือน้าของต้นไม้นั้น ก็พากันถ่ายคูถลงในน้า และในสระเกิดเองนั้นเล่า มีพญานาคผู้ดุร้ายอาศัยอยู่
พญานาคนั้นคิดว่า นกเหล่านี้พากันข้ีลงในสระอันเกิดเอง อันเป็นท่ีอยู่ของเรา เห็นจะต้องให้ไฟลุกข้ึนจากน้า
เผาต้นไม้เสยี ใหพ้ วกมันหนไี ป พญานาคน้นั มใี จโกรธ ตอนกลางคนื เวลาท่พี วกนกท้ังหมดมานอนรวมกันทกี่ ่ิงไม้
จงึ เริ่มทาให้น้าเดือดพลา่ นเหมือนกบั ยกเอาสระข้ึนตง้ั บนเตาไฟ ฉะน้ัน เป็นชั้นแรก ชนั้ ทีส่ อง กท็ าให้ควนั พ่งุ ข้ึน
ช้ันท่ีสาม ก็ทาให้เปลวไฟลุกขึ้นสูงช่ัวลาตาล พระโพธิสัตว์เห็นไฟลุกขึ้นจากน้า จึงกล่าวว่า ชาวเราฝูงนก
ท้ังหลาย ธรรมดาไฟติดขนึ้ เขาก็พากนั เอาน้าดับ แต่บดั น้ี น้าน่ันเองกลับลุกเป็นไฟขึ้น พวกเราไม่อาจอยู่ที่นี้ได้
ต้องพากนั ไปท่ีอ่ืน คร้ันกล่าวอย่างน้ันแล้ว ก็พาฝงู นกที่เช่ือฟงั คาบินไปทีอ่ ื่น ฝูงนกที่ไม่เช่อื ฟัง ต่างกพ็ ากันเกาะอยู่
ถึงความสิน้ ชวี ิตแล้ว
สรุปในฆตาสนชาดก สนับสนุนลักษณะของผู้นาไว้ดังนี้ ผู้นาจะต้องกล้าตัดสินใจแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
อย่างเร่งด่วน ไม่ใช่รอให้ปัญหาสุกงอมจนไม่อาจแก้ไขได้ เพราะทุกการการตัดสินใจย่อมมีผลกระทบตามมา
287 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลัย และเครอื ขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
การตัดสินใจท่ีถูกต้องและเด็ดขาดของผู้นาจะช่วยพาองค์กรให้ผ่านภาวะวิกฤติไปได้ แต่การกล้าตัดสินใจที่ดี
ตอ้ งขนึ้ อยูก่ บั ผลประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใชส่ ว่ นตน
2. ผู้นาจะต้องมีวิสัยทัศน์ หยงั่ รู้ถึงปัญหาที่จะเกดิ ข้ึนในอนาคตแล้วหาทางแก้ไขก่อนที่ปญั หานั้นจะ
เกดิ ขนึ้ จรงิ ๆ
ในมหากปิชาดก (ขุ.ชา.อ. 27/419-422) เป็นตัวอย่างในเร่ืองน้ี พระโพธิสัตว์เกิดในกาเนิดวานร
เติบโตแลว้ ถึงพร้อมด้วยส่วนยาวและส่วนกว้างสูงล่าสัน มีกาลังวังชามาก มีพละกาลังเท่ากับช้าง 5 เชอื ก มีฝูงวานร
80,000 ตัวเป็นบริวาร อาศัยอยู่ท่ีถ่ินดินแดนหิมพานต์ ณ ที่นั้น ได้มีต้นอัมพะ คือมะม่วง มีกิ่งก้านสาขาแผ่
กว้าง มีใบดกหนา ร่มเงาหนา สูงเทียมยอดเขา ขึ้นที่ฝ่ังแม่น้าคงคา ผลของมันหวานหอมคล้ายกับกลิ่นและรส
ผลไม้ทิพย์ ผลใหญ่มาก ประมาณเท่าหม้อใบใหญ่ๆ ผลของกิ่งๆ หน่ึงของมันหล่นลงบนบก อีกก่ิงหนึ่งหล่นลง
น้าท่ีแม่น้าคงคา ส่วนผลของ 2 ก่ิงหล่นลงที่ใกล้ต้น พระโพธิสัตว์เมื่อพาฝูงวานรไปกินผลไม้ท่ีต้นนั้นคิดว่า
สักวันหนึ่ง ภัยจักเกิดข้ึนแก่พวกเรา เพราะอาศัยผลไม้ต้นน้ีที่หล่นลงในน้า แล้วจึงให้ฝูงกระบี่กินผลไม้ของกิ่ง
บนยอดท่ีทอดไปเหนือน้าด้วยไม่ให้เหลือแม้แต่ผลเดียว ต้ังแต่เวลาผลเท่าแมลงหวี่ ในเวลาออกช่อ แม้เมื่อทา
เช่นน้ัน ผลสกุ ผลหนึ่งท่ีซอ่ นอยู่ในรังมดแดง ฝูงวานร 80,000 ตวั มองไมเ่ หน็ หล่นลงในน้า แล้วเกดิ อันตรายใน
เวลาตอ่ มา
สรุปในมหากปิชาดก สนับสนุนลักษณะของผู้นาไว้ดังนี้ ผู้นาจะต้องมีวิสัยทัศน์ หย่ังรู้ถึงปัญหาท่ีจะ
เกิดขึ้นในอนาคตแล้วหาทางแก้ไขก่อนท่ีปัญหาน้ันจะเกิดขึ้นจริงๆ ประเมินสถานการณ์ วางแผนปฏิบัติงาน
อยา่ งมเี หตแุ ละผล โดยต้งั สมมติฐาน รวบรวมข้อมูล และใชป้ ระสบการณ์ เปน็ แนววเิ คราะหพ์ ิจารณาใครค่ รวญ
วิธปี ฏบิ ัติให้ไดผ้ ลดมี ากกว่าผลเสีย
3. ผู้นาจะต้องฟังเสียงของประชาชนและกระทาตามเจตจานงของประชาชน แม้ว่าผู้นาหรือ
ผู้ปกครองได้รับการมอบอานาจเพื่อการปกครองบริหารจากประชาชนแล้ว แต่อานาจนั้นไม่อาจถูกนาไปใช้
ในทางมิชอบ มิฉะน้ัน จะเป็นการลิดรอนสิทธิอันชอบธรรมของประชาชน ต้องระลึกอยู่เสมอว่า เสียงของประชาชน
ย่อมเป็นเสียงที่ทรงอานาจ ศักดิ์สิทธิ์เหนืออื่นใด ผู้ปกครองจึงสามารถปกครองบริหารนาทางประชาชนให้
ประสบกับความผาสุกความเจริญได้ อย่าคิดว่าเสียงของประชาชนเป็นเพียงเสียงนกเสียงกา แต่กระนั้นก็ตาม
มตมิ หาชนมใิ ช่ถูกต้องเสมอไป ผู้ปกครองจักต้องใชว้ จิ ารณญาณอย่างรอบคอบเทย่ี งธรรม ตดั สินใจกระทาการตา่ งๆ
ในเวสสันดรชาดก (ขุ.ชา.อ. 28/2683-2706) สนับสนุนลักษณะของผู้นาดังกล่าว พระเวสสันดร
ในฐานะองค์ยุพราชทรงประทานช้างคู่บ้านคเู่ มืองของรัฐสพี ี อันเปน็ การบาเพ็ญทานบารมี แกร่ ัฐกาลงิ คะ ซึ่งรัฐ
กาลงิ คะนีเ้ ป็นประเทศเพื่อนบา้ น เนอื่ งด้วยรัฐน้นั ฝนไมต่ กตอ้ งตามฤดกู าล การที่พระเวสสันดรทรงประช้างนั้น
แก่รัฐกาลิงคะ เป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกด้วย แต่ประชาชนของรัฐสีพี ถือว่าช้างน้ันเป็น
สมบัติของชาติจึงหวงแหนอย่างยิ่ง โดยที่ประชาชนไม่เข้าใจพระประสงค์ของพระเวสสันดรจึงพร้อมใจกัน
ประท้วงต่อพระเจ้าสัญชัย พระราชบิดา ให้วินิจฉัยเร่ืองน้ี พระเจ้าสัญชัยทรงพอพระทัยท่ีจะสละราชสมบัติ
ให้แก่ประชาชนมากกว่าจะให้เกิดโทษทัณฑ์แก่พระโอรส แต่ประชาชนทูลขอเพียงให้เนรเทศออกจากรัฐสีพีไป
อยู่ที่เขาวงกตพระเจ้าสัญชัยตรัสแก่พระเวสสันดรว่า “ขอให้เราถือตามเจตจานงของทวยอาณาประชาราษฎร์เถิด
เราไม่พึงเห็นแก่ผลได้ส่วนตัว”
สรุปในเวสสันดรชาดก สนับสนุนลักษณะของผู้นาไว้ดงั น้ี ผู้นาจะต้องไม่รับฟังข้อมูลข่าวสารจากคน
อื่นท่ีมารายงานให้ทราบเท่านั้น แต่ต้องปฏิบัติการเชิงรุก คือ สอดส่องดูแลสดับตรับฟังเสียงจากประชาชน
โดยตรงอยู่ตลอดเวลา เพอื่ จะไดเ้ ขา้ ใจความเป็นไปและปญั หาต่าง ๆ ของประชาชนอย่างถกู ตอ้ งแท้จริง
288 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย และเครอื ขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
ภาวะผู้นาของผู้นากับการแกไ้ ขปญั หาในสถานการณ์ไวรัสโคโรนา 2019 (โรค COVID-19)
ภาวะผู้นาของผู้นาท่ีกล้าตัดสินใจกับการแก้ปัญหาในสถานการณ์ไวรัสโคโรนา 2019 (โรค COVID-19)
ท่ีเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน การตัดสินใจท่ีถูกต้องและเด็ดขาดของผู้นาจะช่วยให้ผ่านภาวะวิกฤติไปได้ เช่น
สีจ้ินผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน (Nattatiti K., [Online]) มีความเป็นผู้นาสูงโดยมีทั้งความ
ชัดเจนและเด็ดขาดในการตัดสินใจทางนโยบายมีการจัดลาดับความสาคัญของปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขโดย
ให้ความสาคัญกับผลกระทบด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ สังคม และการต่างประเทศตามลาดับ ขณะเดียวกัน
ประธานาธิบดีสี จ้ินผิง และนายกรัฐมนตรีหล่ี เค่อเฉียง มีความพยายามและทุ่มเทในการแก้ไขปัญหาต้ังแต่
การวางแผนการลงพื้นท่ีควบคุมส่งั การด้วยตนเองรวมถึงการให้กาลงั ใจเจ้าหนา้ ท่ีผู้ปฏิบตั งิ านสร้างความเช่ือม่ัน
ต่อทงั้ ชาวจีนและต่างประเทศ
ภาวะผนู้ าของผู้นาท่ีมวี ิสัยทศั น์กบั การแก้ปญั หาในสถานการณ์ไวรัสโคโรนา 2019 (โรค COVID-19)
รับรู้ถึงปัญหาท่ีจะเกิดข้ึน เร่งหาทางแก้ไขปัญหา ประเมินสถานการณ์ วางแผนปฏิบัติงานอย่างมีเหตุและผล
เช่น จาร์ซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ (Online) ใช้มาตรการปิดประเทศเป็นเวลา 1 เดือน
เพื่อสกัดการระบาด ใช้วิธีการสื่อสารท่ีเข้าถึงประชาชนได้ง่ายและได้โดยตรงสื่อสารกับประชาชนด้วยการใช้
ภาษาที่ชัดเจนและเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ พร้อมขอให้ทุกคนเอ้ือเฟื้อต่อกัน โรดรีโก ดูเตร์เต
ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติเป็นเวลา 3 เดือน เพ่ือยับย้ังการแพร่ระบาดของโรค
โควิด-19 โดยดเู ตร์เตได้สั่งระงับการออกวีซ่าให้แก่ชาวต่างชาติ และมีคาส่ังปิดกรุงมะนิลา ปิดโรงเรียน ยกเลิก
กจิ กรรมทางการเมอื ง และใชม้ าตรการกักกันโรคระดบั ชุมชน
ภาวะผู้นาของผู้นาที่รับฟังข้อมูลข่าวสารกับการแก้ปัญหาในสถานการณ์ไวรัสโคโรนา 2019
(โรค COVID-19) โดยปฏิบัติการเชิงรุก ประเมินสถานการณ์ เข้าใจปัญหาต่างๆ ของประชาชนอย่างถูกต้อง
แท้จริง เช่น แอมานแุ อล มาครง ประธานาธิบดีฝร่ังเศส ได้ขอให้ประชาชนเตรยี มตัวเผชิญหน้ากบั การระบาด
ของโรคโควิด-19 ในแถลงการณ์ทางโทรทัศน์ประกาศใชม้ าตรการล็อกดาวน์ทเ่ี ขม้ งวด ใหค้ วามรู้สึกถึงการสรู้ บ
ซ่ึงเขาย้ากับประชาชนว่า “ประเทศของเรากาลังเผชิญหน้ากับสงคราม” และขอโทษต่อความผิดพลาดที่ไม่
แจกจา่ ยหนา้ กากอนามัยและอุปกรณ์ปอ้ งกนั เช้ือไวรัสให้กับบคุ ลากรทางการแพทย์ และสัง่ การให้เก็บหน้ากาก
อนามัยทัว่ ประเทศไว้สาหรับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ปว่ ยเท่านั้น บอริส จอหน์ สัน นายกรัฐมนตรีสหราช
อาณาจักร แถลงข่าวเร่ืองการแพร่ระบาดของเช้ือไวรัส โดยมีแผนการณ์ท่ีชัดเจนในการควบคุมโรค แต่ให้
รายละเอียดมาตรการท่ีเป็นรูปธรรมเพียงเล็กน้อยเท่าน้ัน ส่งผลให้เกิดการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในวงกว้าง
อังเกลา แมร์เคิล นายกเยอรมนี ได้กล่าวแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์ด้วยคาพูดอันจริงใจ สุขุม ถึงสถานการณ์
ระบาดท่ีคาดว่าอาจมีประชาชนกว่า 70% ติดเช้ือ จากประโยควรรคทองที่เธอกล่าวว่า “น่ีเป็นเรื่องจริงจัง
ท่ีเราทุกคนต้องรับมือกับมันอย่างจริงจังเช่นกัน” รวมไปถึงการท่ีเยอรมนีสามารถประชาชนทั้งประเทศท่ีเข้า
ข่ายติดเช้ือ เข้ารับการตรวจคัดกรองเชื้อได้อย่างทันท่วงที พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย
ประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินควบคุมสถานการณ์โควิด-19 เพ่ือลดการแพรร่ ะบาดของโรค โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่
วนั ท่ี 26 ม.ี ค.-30 เม.ย. 2563 โดยเน้นขอความร่วมมอื การเปิด-ปิดสถานทต่ี ่างๆ ท่ีมกี ารเบียดเสียดใกลช้ ดิ และ
เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ และมีการประกาศเคอร์ฟิวห้ามประชาชนออกจากเคหสถานระหว่าง 22 : 00 น.-
04 : 00 น. ซงึ่ มผี ลบงั คับใชต้ ั้งแต่วนั ที่ 3 เม.ย. 2563 เว้นแตม่ ีเหตุจาเปน็ (Nattatiti K., [Online])
สรุปได้ว่า จากการศึกษาภาวะผู้นาของผู้นากับการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ไวรัสโคโรนา 2019
(โรค COVID-19) ของผู้นาแตล่ ะประเทศมีวิธีการจัดการกับปัญหาท่แี ตกต่างกันไป ผนู้ าซ่ึงสามารถแกไ้ ขปัญหา
ในสถานการณ์ไวรัสโคโรนา 2019 ได้ต้องมีลักษณะภาวะผู้นาคือการกล้าตัดสินใจ การมีวิสัยทัศน์ และการรับ
ฟงั ความคดิ เห็นของผอู้ น่ื
289 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลัย และเครอื ขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
สรุป
การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เปลี่ยนแปลงโลกและวิถีชีวิตของผู้คน โคโรนา
ไวรัสสายพันธ์ุใหม่ 2019 มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า SARS-CoV-2 ก่อให้เกิดโรคในคน ไวรัสโคโรนาทาให้เกิด
โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) พบการระบาดในช่วงเดือนธันวาคมปี 2019 ที่ในนครอู่ฮั่น เมือง
หลวงของมณฑลหูเป่ย์ ประเทศจีน ในขณะนี้โรคโควิด 19 มีการระบาดใหญ่ไปท่ัว ส่งผลกระทบแก่หลาย
ประเทศทว่ั โลก สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชอ้ื ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ไมไ่ ดท้ ้าทายเฉพาะ
ระบบสาธารณสขุ ของแต่ละประเทศเท่านั้น และยังพิสูจนบ์ ทบาทและความสามารถในการรับมือกับวิกฤติของ
ผู้นาประเทศอีกด้วย ในขณะท่ีเช้ือไวรัสกาลังคุกคามสุขภาพของประชาชน และส่งผลกระทบต่อระบบ
เศรษฐกิจของโลก ผู้นาแต่ละประเทศก็มีวิธีการจัดการกับปัญหาท่ีแตกต่างกันไป รวมถึงการสื่อสารเพื่อสร้าง
ความเข้าใจและความเช่ือม่ันในหมู่ประชาชน ซึ่งสะท้อนตัวตนของภาวะผู้นาของผู้นาแต่ละประเทศว่ามี
มาตรการรับมือ COVID-19 กันอย่างไร ภาวะผู้นา หมายถงึ ความสามารถของบคุ คลหนงึ่ ท่ีใชอ้ ิทธิพลต่อบุคคล
อ่ืนในสถานการณ์ต่างๆ ใช้อานาจหน้าที่ในการปฏิบัติและอานวยการโดยกระบวนการติดต่อซึ่งกันและกัน
เพ่ือให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน คุณสมบัติหรือลักษณะของผู้นาที่ดีประกอบด้วย มีความรู้ ความสามารถ อุทิศ
ตนเองให้กับงาน เป็นแบบอย่างท่ีดีได้ และมีทักษะด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล มีคุณธรรม มีเมตตา
มีความยุติธรรม มีความคิดสร้างสรรค์ ยอมรับการเปล่ียนแปลง กล้าตัดสินใจ และมีวิสัยทัศน์ บทบาทของ
ภาวะผู้นา ของผู้นาควรกาหนดแนวทางหลัก กาหนดเป้าหมาย สร้างระบบการทางานท่ีมีประสิทธิผล มีการ
มอบอานาจอยา่ งชัดเจน สร้างความน่าเชือ่ ถือ คุณลักษณะภาวะผู้นาเชิงพทุ ธ ผู้นาตอ้ งกลา้ ตัดสินใจ มวี ิสัยทัศน์
และรับฟังข้อมูลข่าวสารเพื่อจะได้เข้าใจปัญหา อย่างถูกต้อง ผู้นาซ่ึงสามารถแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ไวรัส
โคโรนา 2019 ไดต้ อ้ งมลี ักษณะภาวะผนู้ าคือการกล้าตัดสินใจ การมีวสิ ัยทศั น์ และการรบั ฟงั ความคิดเห็นของผู้อนื่
บรรณานุกรม
ข้อมูลปฐมภมู ิ
กรมการศาสนา. (2530). พระไตรปฎิ กภาษาไทย ฉบบั สังคายนา. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พ์การศาสนา.
มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั . (2532). อรรถกถาภาษาบาลีฉบบั มหาจุฬาฯ. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พม์ หาวิญญาณ.
ขอ้ มูลทตุ ิยภมู ิ
1) หนงั สือ
กวี วงศพ์ ุฒ. (2539). ภาวะผู้นา. พมิ พ์ครง้ั ท่ี 4. กรงุ เทพฯ: ศูนยส์ ง่ เสรมิ วิชาชีพบัญชี.
กติ ิ ตยดั คานนท.์ (2535). เทคนิคการสร้างภาวะผนู้ า. พมิ พค์ ร้ังท่ี 9. กรุงเทพฯ:: บัตเตอรฟ์ ราย การ
ทวชิ เปลง่ วิทยา. (2530). จติ วทิ ยา. กรุงเทพฯ: ร่งุ เรืองสาส์นการพิมพ์.
นติ ย์ สัมมาพันธ์. (2546). ภาวะผู้นา : พลงั ขบั เคลอื่ นสู่ความเป็นเลศิ . กรุงเทพฯ: สถาบันบัณฑติ พฒั นบรหิ าร
ศาสตรร์ ่วมกบั สานกั พมิ พโ์ อเดียนสโตร์.
พรทพิ ย์ อัยยมิ าพนั ธ์. (2547). Leadership for Organizational Effectiveness. การบริหารคน. 3(24).
รังสรรค์ ประเสรฐิ ศรี. (2544). ภาวะผู้นา. กรุงเทพฯ: ธนธัชการพิมพ.์
สมพงษ์ เกษมสิน. (2526). การบรหิ าร. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช.
อทุ ัย หริ ัญโต. (2523). หลักการบรหิ ารงานบคุ คล. กรุงเทพฯ: โอเดยี นสโตร์การพมิ พ์.
290 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสิรินธรราชวิทยาลยั และเครือขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
2) เวบ็ ไซต์
ธรรมนิติ. 13 กรกฏาคม 2563.https://www.dharmniti.co.th/10-คุณสมบัติสาคัญของผู้นา/(สืบค้นข้ออมูล
เม่อื วันท่ี 15 กนั ยายน 2563.)
นพดล เจริญทรัพยานันต์ .ลักษณะของผู้นาท่ีดี ต้องมี 14 ประการ. 2 พฤศจิกายน 2019 https://www.
toward-goal.com/contents/(สืบค้นข้ออมูลเมอื่ วนั ที่ 15 กนั ยายน 2563)
พงษ์เทพ สุขทนารักษ์.ผู้นาแบบสังคมไทยมีลักษณะอย่างไร.https://www.gotoknow.org/posts/451219?
fbclid=IwAR1VYpokkJBPGzYnXPn2ae1hgHyMAer_vA6Dqk1N5yaC1OGnn82RVJCYC0k
(สบื คน้ ข้ออมูลเม่อื วนั ที่ 15 กันยายน 2563)
ฟอร์บส์ยกย่อง 7 ผู้นาหญิงโลก รับมือโควิด-19 ยอดเย่ียมวันท่ี 15 เม.ย. 2563 https://www. post today.
com/world/620901?fbclid=IwAR063rqeYJ2y9XC_4se5gUJBJdLLZJvpyEiNW7gThGcwW
c2A_O5VuMhxqQs. (สบื ค้นข้ออมูลเมอ่ื วันท่ี 15 กนั ยายน 2563)
Nattatiti K. บทบาท “ผู้นานานาชาติ” กับภาวะวิกฤติโควิด-19 https://www.sanook.com/news/8094731/
(สืบค้นข้ออมูลเมอ่ื วนั ท่ี 15 กันยายน 2563)
Smart SME. 6 ทักษะการเป็นผู้นาที่จะทาให้คุณแก้ปัญหาอยา่ งมือโปร. 3 พฤศจิกายน 2559 https://www.
smartsme.co.th/content/51007 (สบื ค้นขอ้ อมูลเม่อื วนั ที่ 15 กนั ยายน 2563)
https://adecco.co.th/th/knowledge-center/detail/leadership-skills-in-crisis-management?fbclid
=IwARVYpokkJBPGzYnXPnae1hgHyMAer_vA6Dqk1N5yaC1OGnn82RVJCYC0k 5 ทักษะที่
ผูน้ าตอ้ งมใี นภาวะวิกฤต.ิ 25 มนี าคม 2563. (สืบคน้ ข้ออมลู เมื่อวันท่ี 15 กนั ยายน 2563.)
https://www.who.int/thailand/emergencies/novel-coronavirus-2019/q-a-on-covid-19 (สืบค้นข้อ
มลู เม่อื วันที่ 14 กันยายน 2563)
https://www.posttoday.com/world/620901 (สืบคน้ ข้ออมลู เมือ่ วันท่ี 14 กันยายน 2563)
291 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลยั และเครือขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
บทบาทการพฒั นาเยาวชนตามวถิ พี ุทธของสถาบนั ทางสงั คมในจงั หวดั นครปฐม
The Role of Youth Development by Buddhist Way of Social Institution
in Nakhon Pathom Province
วญิ ญู กินะเสน
Winyou Kinasen
ภาษติ สขุ วรรณดี
Bhasit Sukhawandee
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลยั
Mahamakut Buddhist University, Sirindhornrajavidyalaya Campus
บุญวรานันท์ กนิ ะเสน
Boonwaranun Kinasen
โรงเรียนเทศบาล 1 วดั เทียนดดั
Tessaban 1 Watthiandad School
บทคัดย่อ
การวิจัยเรื่องน้ีมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ของเยาวชนในจังหวัดนครปฐม 2) เพ่ือศึกษา
บทบาทการพัฒนาเยาวชนตามวิถีพุทธของสถาบันทางสังคมในจังหวัดนครปฐม 3) เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่าง
สถานการณ์ของเยาวชนกับบทบาทการพัฒนาเยาวชนตามวิถีพุทธของสถาบันทางสังคมในจังหวัดนครปฐม และ
4) เพ่ือศึกษาข้อเสนอแนะอื่น ๆ เกี่ยวกับการพัฒนาเยาวชนตามวิถีพุทธของสถาบันทางสังคมในจังหวัดนครปฐม
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี ท้ังเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนท่ีเป็นตัวแทนของ
สถาบันทางสังคมในจังหวัดนครปฐม ซึ่งประกอบด้วยสถาบันครอบครัว สถาบันศาสนา และสถาบันการศึกษา
จานวน 3 อาเภอ คือ อาเภอนครชัยศรี อาเภอสามพราน และอาเภอพุทธมณฑล จานวน 384 คน พร้อมทั้งได้
สมั ภาษณ์เชงิ ลึกผู้ให้ข้อมูลสาคัญ จานวน 9 รูป/คน เคร่ืองมือที่ใช้คือแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบมี
โครงสร้าง สถิติท่ีใช้ ได้แก่ ความถี่, ร้อยละ, ค่าเฉล่ีย, ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน, t-test, F-test และค่าสัมประสิทธ์ิ
สหสัมพนั ธ์
ผลการวิจัยพบว่า 1) สถาบันทางสังคมในจังหวัดนครปฐมมีความคิดเห็นต่อสถานการณ์ของเยาวชน
ด้านคุณธรรมจริยธรรม ด้านครอบครัวและสังคม และด้านการศึกษา อยู่ในระดับมาก 2) สถาบันทางสังคมใน
จังหวัดนครปฐมอันประกอบด้วยสถาบันศาสนา สถาบันครอบครัว และสถาบันการศึกษา มีบทบาทในการ
พัฒนาเยาวชนตามวิถีพุทธ อยู่ในระดับมาก 3) ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่าสถานการณ์ของเยาวชนใน
จงั หวัดนครปฐมมีความสัมพันธ์กันในทางบวกกับบทบาทการพัฒนาเยาวชนตามวิถีพุทธของสถาบันทางสังคม
อย่างมีนัยสาคญั ทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) ประชาชนได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับบทบาทการพัฒนาเยาวชน
ตามวิถีพุทธของสถาบันทางสังคมในจังหวัดนครปฐมว่า สถาบันครอบครัวจะต้องมีบทบาทในการให้ความรัก
ความอบอุ่นและดูแลเอาใจใสเ่ ยาวชนอยา่ งใกล้ชิด ส่วนสถาบันศาสนาจะตอ้ งมีบทบาทในการปลูกฝังคุณธรรม
จริยธรรมแก่เยาวชนเพ่ือให้เป็นคนดีของสังคม และสถาบันการศึกษาจะต้องมีบทบาทในการส่ังสอนวิชาและ
พฒั นาความรู้ใหแ้ ก่เยาวชน
คาสาคัญ : การพัฒนาเยาวชนตามวิถพี ทุ ธ, สถาบนั ทางสังคม, เยาวชน
292 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสิรนิ ธรราชวทิ ยาลยั และเครอื ข่าย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
APSTRACT
The objectives of this research were as follows: 1) to analyze the situations of youth in
Nakhon Pathom Province 2) to study the role of youth development by Buddhist way of social
institutions in Nakhon Pathom Province, 3) to find correlation between the situation of youth and
the role of youth development by Buddhist way of social institutions in Nakhon Pathom Province,
and 4) to study other suggestions of the role of youth development by Buddhist way of social
institutions in Nakhon Pathom Province. This research was mixed both quantitative and qualitative
methods. The sample group was 384 people who were representatives of social institutions in
Nakhon Pathom province consisting of families institutions, religious institutions and educational
institutions of the three districts; Nakhon Chai Si, Sampran and Phutthamonthon, in-depth interviews
with key informants 9 people. The tools were questionnaires and structured in-depth interviews.
The statistics used were frequency, percentage, mean, standard deviation, T-test F test and
correlation coefficient.
The results of research were found that: 1) the social institutions in Nakhon Pathom
province have opinions on the situation of youth in terms of morality and ethics, family and
society, and education at a high level. 2) The Social institutions in Nakhon Pathom Province,
which consist of religious institutions; family institution and educational institutions play a role
in the development of youth according to the Buddhist way at a high level. 3) The hypothesis
testing revealed that the situation of youth in Nakhon Pathom province was positively
correlated with the role of Buddhist youth development of social institutions at a statistically
significant level of .01, and 4) the people had other suggestions of the role of youth development
by Buddhist way of social institutions in Nakhon Pathom Province: The family institutions must play
a role in the love, warmth and caring youth closely. The religious institutions have played a
role in cultivating morality for youth to be good of social, and the educational institutions will
have to play a role in the teaching and development of knowledge to the youth.
Key Word: Youth development by Buddhist Way, Social institutions, Youth
ความสาคญั และท่ีมาของปญั หาทที่ าการวจิ ัย
ปัญหาของเยาวชนในสังคมไทยปัจจุบันถือได้ว่าเป็นปัญหาสาคัญระดับชาติเน่ืองจากมีปัจจัยเส่ียงที่
จะก่อให้เกิดปัญหาหลากหลายและซับซ้อนมากข้ึน ประการสาคัญคือปัญหาเยาวชนในปัจจุบันมีลักษณะเป็น
พลวัต กล่าวคือมีการเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของสังคมสมัยใหม่อย่างไร้ขีดจากัด ทั้งน้ีอาจเกิดจากสาเหตุ
เก่ียวกับส่ิงแวดล้อมท่ีเป็นบริบทรอบตัวเด็ก มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางสังคม
เยาวชนกล้าแสดงออกมามากขึ้น หากแสดงออกมาในทางที่ดีก็น่าสรรเสริญและช่ืนชมยินดี แต่ส่วนมากมักจะ
แสดงออกในทางไม่ค่อยเหมาะสม เช่น แสดงความรักกันในท่ีสาธารณะ ด้ือรั้นไม่ค่อยเช่ือฟังคาอบรมส่ังสอน
คาตักเตือนของพ่อแม่ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ ทาให้เกิดการเปลยี่ นแปลงทางพฤติกรรมทไี่ ม่พึงประสงค์ทั้งใน
สังคมเมืองและชนบท เช่น การติดการพนัน การม่ัวสุมทางเพศ ติดยาเสพติด การหมกมุ่นกับคอมพิวเตอร์
เกมส์ อินเตอร์เน็ต บ้าศักดิ์ศรี ยกพวกตีกัน รวมกลุ่มแก๊งกวนเมืองต่างๆ การใช้สิ่งของฟุ่มเฟือย ใช้จ่ายเงินเกินตัว
ขายบริการทางเพศทั้งหญิงและชาย เป็นต้น การแก้ไขปัญหาเยาวชนในปัจจุบัน จึงจาเป็นต้องเร่งดาเนินการ
293 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย และเครือข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
อย่างเร่งด่วนโดยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในสังคม ก่อนที่พลังของเยาวชนซึ่งเป็นพลังแห่งอนาคตของ
ประเทศชาติจะถกู บัน่ ทอน จนไม่สามารถเป็นทรพั ยากรท่ีดี เพื่อรองรับความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติใน
วันข้างหน้าได้ เพราะเยาวชนในวนั นยี้ ่อมเป็นผูใ้ หญ่ในวนั ขา้ งหน้าเปน็ อนาคตของชาติ
ศูนย์สารวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสารวจ
ความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “การศึกษากับปัญหาของเยาวชนไทย” พบว่า ประชาชนทั่วประเทศ จานวน
1,245 หน่วยตัวอย่าง กระจายทุกภูมิภาค ทุกระดับการศึกษาและกลุ่มอาชีพ กรณีปัญหาของเยาวชนไทยท่ีส่งผล
กระทบต่อการเรียน ร้อยละ 56.71 ระบุว่าสาเหตุของปัญหาที่ทาให้ผลการเรียนของเยาวชนตกต่า เกิดจากการท่ี
เยาวชนสนใจเรื่องของเกมสม์ ากเกินไป รองลงมา รอ้ ยละ 38.96 ระบวุ ่าเกดิ จากเยาวชนให้ความสนใจสื่อเพ่ือความ
บันเทิงมากข้ึน ทาให้ความสนใจในการศึกษาหาความรู้ลดน้อยลง และอีกร้อยละ 36.22 ระบุว่าเป็นเพราะพ่อแม่
ทุ่มเวลาหาเงิน ทางาน และใช้เงิน ใช้เทคโนโลยีเล้ียงดูเด็ก ในขณะที่ประชาชน ร้อยละ 31.49 ระบุว่าสาเหตุมา
จากคุณภาพของครูผู้สอน และร้อยละ 23.45 ระบุว่าเป็นเพราะส่ือการเรียนการสอนท่ีทาให้เยาวชนน้ันมีผลการ
เรียนท่ีตกต่า ท้ายสุดปัญหาของเด็กและเยาวชนท่ีประชาชนยังคงเป็นห่วงมากที่สุด ได้แก่ ปัญหายาเสพติดทั้งใน
และนอกสถานศึกษา ร้อยละ 56.55 รองลงมาคอื ปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ร้อยละ 22.41 ในขณะท่ี
ประชาชน ร้อยละ 13.17 ระบุว่าปัญหาการลอกเลียนแบบจากสื่อต่างๆ และร้อยละ 5.38 ปัญหาความรุนแรงการ
ทารา้ ยรา่ งกาย การทะเลาะวิวาท และการตบตีกัน (https://mgronline.com/qol/detail/9550000143107)
ปัจจุบนั การดาเนินชวี ิตของเยาวชนในจงั หวัดนครปฐม จะต้องเผชิญกบั ส่ิงแวดล้อมท่ียัว่ ยุให้เกิดความโลภ
ความโกรธ และความหลง จึงจาเป็นต้องต่อสู้กับกิเลสตัณหา ซ่ึงเกิดจากความไม่รู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสุขเวทนาและ
หลีกเล่ียงทุกขเวทนา พลังท่ีจะต่อสู้กับกิเลสตัณหาได้คือ พลังสติและพลังปัญญา ซ่ึงจะเกิดขึ้นจากการฝึกหัด
อบรมด้วยหลักธรรมอย่างเป็นข้ันตอนต่อเน่ืองและสม่าเสมอ จนสามารถยกระดับจิตใจข้ึนสูงเหนือกิเลสตัณหาได้
จึงจะได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์ท่สี มบูรณ์ โดยจะเห็นได้ว่าหลักพระพทุ ธศาสนาจะเน้นถึงการยอมรับศักยภาพของมนุษย์
พระพุทธองค์ทรงเน้นให้เห็นถึงความสาคัญในการพัฒนาชีวิตให้ก้าวไปสู่เป้าหมายท่ีดี ซึ่งพระพุทธศาสนาเห็นว่า
หลักการพฒั นาชีวิตมนุษย์จะพัฒนาด้วยหลักไตรสิกขา ในด้านพฤติกรรม (ศีล) ดา้ นจติ ใจ (สมาธิ) และด้านปัญญา
(ปญั ญา) (พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), 2537: 234) โดยหลักการดังกล่าวถือเป็นพ้ืนฐานในการพฒั นาใหเ้ ยาวชน
เป็นมนุษย์ทมี่ ีคุณภาพ ซง่ึ จาเปน็ จะต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กันทั้ง 3 ดา้ น นอกเหนือจากหลักธรรมในพระพทุ ธศาสนาที่
สามารถนามาประยกุ ต์ใช้ในการพัฒนาเยาวชนได้ตามความเหมาะสมแล้ว ยังมีสถาบันทางสังคมที่อยู่รอบข้างและ
เป็นกัลยาณมิตรท่ีดีในการแนะนาส่ังสอน เพ่ือให้เยาวชนเกิดพฤติกรรมที่พึงปรารถนา โดยสถาบันทางสังคมทั้ง 3
คือ สถาบันครอบครัว สถาบันศาสนา และสถาบันการศึกษา ซึ่งเรียกว่า “ประชาสังคมบวร” จะต้องมีบทบาทในการขัดเกลา
อบรมสั่งสอน และส่งเสริมการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของเยาวชน เช่น การพัฒนาวินัยในตน การพัฒนา
ปรชี าเชิงอารมณ์แนวพุทธ การพฒั นาการคดิ แบบโยนโิ สมนสกิ าร การพัฒนาลักษณะการเป็นกลั ยาณมิตร เป็นตน้
การท่ีจะพัฒนาเยาวชนในจังหวัดนครปฐมตามวิถีพุทธดังกล่าว จะต้องอาศัยสถาบันทางสังคมอัน
ประกอบด้วยสถาบันครอบครัว สถาบันศาสนา และสถาบันการศึกษา เป็นกลไกสาคัญในการขับเคล่ือน โดย
มุ่งเน้นสอนให้เยาวชนประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดี โดยสามารถควบคุม กาย วาจา ใจ ให้เกิดกระบวนการพัฒนา
ตนเองในด้านต่างๆ และเป็นหลักคิดให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ประกอบกับการมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจา
ชาติ ทาให้วิถีชีวิตคนไทยมีความผูกพันกับหลักความเชื่อและหลักปฏิบัติทางพระพุทธศาสนามาอย่างยาวนาน
หากนาหลักธรรมต่างๆ ด้านคุณธรรมจริยธรรมมาใช้อบรมส่ังสอนเยาวชนให้ได้รับการพัฒนาอย่างถูกวิธี อย่างมี
ระบบแบบแผนแล้วพวกเขาก็จะเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ เต็มไปด้วยพลังทางกาย พลังทางความคิด และพลัง
สติปัญญาสามารถเป็นกาลังสาคัญในการพัฒนาชาติได้ ในขณะเดียวกันหากเยาวชนได้รับการพัฒนาไม่ถูกวิธี
ขาดระบบแบบแผนท่ีดีพอ เยาวชนก็จะมีพฤติกรรมที่เป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศชาติ ได้
294 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสริ ินธรราชวทิ ยาลัย และเครือขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
เน่ืองจากเยาวชนเม่ืออยู่ในสังคม จะเป็นผู้ท่ีมีหลายบทบาทเกิดข้ึนพร้อมกัน การได้รับสถานภาพเป็น “ลูก” เป็น
อนั ดับแรก และมสี ถานภาพต่างๆ ต่อมาโดยลาดับ เม่ือเข้าโรงเรียนก็เรียกวา่ เปน็ “นักเรียน, นักศึกษา, นิสติ ” เป็น
ต้น เมื่อเติบโตข้ึนอีกระดับก็เรียกว่าเป็น “พลเมือง” เม่ือเข้าสู่พระพุทธศาสนาก็เรียกว่า “พุทธศาสนิกชน”
เยาวชนจึงมีส่วนเก่ียวข้องกับสถาบันต่างๆ ในสังคมในฐานะเป็นสมาชิก และเม่ือเติบโตขึ้นก็มีบทบาทและ
ความสาคัญตอ่ สงั คมมากขนึ้ เชน่ เดียวกัน (พระมหาบญุ เพยี ร ปญุ ฺญวริ ิโย (แกว้ วงศ์นอ้ ย), 2544: 57)
ดงั นัน้ การทเ่ี ยาวชนจะไดร้ บั การพัฒนาตามวถิ ีพทุ ธจนประสบความสาเร็จในดา้ นต่างๆ เป็นเยาวชน
ท่ีดีและเป็นคนเก่งได้นั้น จะต้องมีการฝึกฝนพัฒนาตนเองภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากสถาบันทางสังคม
ซ่ึงผู้วิจัยเล็งเห็นความสาคัญของบทบาทการพัฒนาเยาวชนตามวิถีพุทธของสถาบันทางสังคม เพื่อแก้ปัญหา
เก่ียวกับพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์ของเยาวชน จึงมีความพยายามในการที่จะค้นหาวิธีการพัฒนาเยาวชนตาม
วิถีพุทธของสถาบันทางสังคม เพ่ือการพัฒนาเยาวชนให้เป็นคนเก่ง คนดี และมีความสุข ช่วยเหลือตนเองและ
สงั คมได้ ก่อให้เกดิ การพัฒนาท่ีดที งั้ ตนเองและสังคมตอ่ ไป
โจทย์วจิ ยั
1. สถานการณ์ของเยาวชนในจงั หวัดนครปฐมเปน็ อยา่ งไร
2. สถาบนั ทางสังคมในจงั หวัดนครปฐม มีบทบาทการพัฒนาเยาวชนตามวิถีพทุ ธอย่างไร
3. สถานการณ์ของเยาวชนในจังหวัดนครปฐมมีความสัมพันธ์กับบทบาทในการพัฒนาเยาวชนตาม
วิถีพทุ ธของสถาบนั ทางสังคมหรือไม่
4. มีข้อเสนอแนะอื่นๆ เก่ียวกับการพัฒนาเยาวชนตามวิถีพุทธของสถาบันทางสังคมในจังหวัด
นครปฐมอยา่ งไรบ้าง
วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั
1. เพ่ือวิเคราะห์สถานการณข์ องเยาวชนในจงั หวดั นครปฐม
2. เพอ่ื ศกึ ษาบทบาทการพัฒนาเยาวชนตามวถิ ีพุทธของสถาบนั ทางสังคมในจังหวัดนครปฐม
3. เพ่อื หาความสมั พนั ธร์ ะหว่างสถานการณข์ องเยาวชนในจังหวัดนครปฐมกับบทบาทในการพัฒนา
เยาวชนตามวิถีพทุ ธของสถาบนั ทางสงั คม
4. เพ่ือศึกษาข้อเสนอแนะอ่ืนๆ เก่ียวกับการพัฒนาเยาวชนตามวิถีพุทธของสถาบันทางสังคมใน
จังหวดั นครปฐม
สมมตฐิ านการวิจัย
สถานการณ์ของเยาวชนในจังหวัดนครปฐมมีความสัมพันธ์กับบทบาทในการพัฒนาเยาวชนตามวิถี
พทุ ธของสถาบันทางสังคม
ประโยชน์ที่ได้รบั จากการวิจัย
1. ไดท้ ราบสถานการณข์ องเยาวชนในจังหวัดนครปฐม
2. ไดท้ ราบบทบาทการพฒั นาเยาวชนตามวิถีพุทธของสถาบันทางสังคมในจงั หวัดนครปฐม
3. นาผลการวิจยั ไปเป็นแนวทางการพัฒนาเยาวชนตามวถิ ีพทุ ธ
4. นาเสนอผบู้ รหิ ารเพ่ือกาหนดเปน็ นโยบายส่งเสริมการพัฒนาเยาวชนตามวถิ พี ุทธ
295 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลัย และเครือขา่ ย (วนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
วธิ ีดาเนินการวิจยั
การวิจัยคร้ังน้ี เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี (Mixed Methods Research) โดยใช้วิธีดาเนินการวิจัยทั้ง
เชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ กล่มุ ตัวอย่างท่ใี ช้ในการวิจัย ได้แก่ ประชาชนที่เป็นตัวแทนของสถาบันทาง
สังคมในจังหวัดนครปฐม ซ่ึงประกอบด้วยสถาบันครอบครัว สถาบันศาสนา และสถาบันการศึกษา จานวน 384 คน
ซึ่งได้จากการกาหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการเปิดตารางสาเร็จของเกรจซ่ี (Krejcie) และมอร์แกน (Morgan)
และใชว้ ิธกี ารสุ่มแบบแบง่ กลุ่ม (Cluster random sampling) จาก 7 อาเภอ ได้ 3 อาเภอ คือ อาเภอนครชัยศรี
อาเภอสามพราน และอาเภอพทุ ธมณฑล แลว้ นามาหาอัตราสัดส่วนของประชากร (Proportional to Size) เพ่ือ
หากลุ่มตัวอย่างแยกแต่ละอาเภอ แล้วจึงใช้วิธกี ารสุ่มอย่างงา่ ย (Simple random sampling) โดยการใช้ตาราง
เลขสุ่ม นอกจากน้ียังมีการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูลสาคัญ (Key informants) ในการสัมภาษณ์
เชิงลึก (In-depth Interview) จานวน 9 รูป/คน ประกอบด้วยตัวแทนจากสถาบันครอบครัว สถาบันศาสนา
และสถาบันการศึกษา ในจังหวัดนครปฐม ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยได้จากพระไตรปิฎก แบบสอบถาม เอกสาร
ตาราวิชาการ แนวคิดทฤษฎีและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แล้วนามากาหนดกรอบแนวความคิดในการวิจัยเป็น 2
ตัวแปร คือ 1) ตัวแปรอิสระ (Independent Variables) ได้แก่ ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม ใน
ด้านเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือน ปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ สถานการณ์ของเยาวชนใน
จังหวัดนครปฐม ประกอบด้วยด้านครอบครัวและสังคม ด้านคุณธรรมจริยธรรม และด้านการศึกษา 2) ตัวแปรตาม
(Dependent Variables) ได้แก่ บทบาทการพฒั นาเยาวชนตามวิถีพทุ ธของสถาบันทางสังคมในจงั หวัดนครปฐม
ประกอบดว้ ยสถาบันครอบครวั สถาบันศาสนา และสถาบันการศึกษา
เครอ่ื งมือที่ใชก้ ารวจิ ยั ได้แก่ แบบสอบถาม โดยแบง่ ออกเป็น 4 ตอน คอื
ตอนท่ี 1 ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม แบ่งออกเป็น เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ
และรายได้ต่อเดอื น ลกั ษณะของคาถามเป็นแบบสารวจรายการ (Check List)
ตอนที่ 2 สถานการณ์ของเยาวชนในจังหวัดนครปฐม แบ่งออกเป็น 3 ด้านๆ ละ 5 ข้อ คือ ด้าน
ครอบครัวและสังคม ด้านคุณธรรมจริยธรรม และด้านการศึกษา รวมท้ังส้ินจานวน 15 ข้อ ลักษณะของ
แบบสอบถาม เป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ตามวิธีการของลิเคิร์ท (Likert) แบ่งออกเป็น 5
ระดับ คือ มากท่สี ุด มาก ปานกลาง น้อย นอ้ ยท่สี ุด โดยมคี า่ เทา่ กบั 5, 4, 3, 2, 1
ตอนที่ 3 บทบาทการพัฒนาเยาวชนตามวิถีพุทธของสถาบันทางสังคมในจังหวัดนครปฐม ประกอบด้วย
ด้านสถาบันครอบครัว ด้านสถาบนั ศาสนา และด้านสถาบันการศึกษา แบ่งออกเป็นด้านละ 5 ข้อ รวมทัง้ สิ้นจานวน
15 ข้อ ลักษณะของแบบสอบถาม เป็นมาตราสว่ นประมาณคา่ (Rating Scale) ตามวิธีการของลิเคิร์ท (Likert)
แบ่งออกเปน็ 5 ระดับ คอื มากท่สี ดุ มาก ปานกลาง นอ้ ย น้อยทส่ี ุด โดยมคี ่าเท่ากบั 5, 4, 3, 2, 1
ตอนท่ี 4 ข้อเสนอแนะอ่ืนๆ เกี่ยวกับบทบาทการพัฒนาเยาวชนตามวิถีพุทธของสถาบันทางสังคม
ในจังหวัดนครปฐม ประกอบด้วยด้านสถาบันครอบครัว ด้านสถาบันศาสนา และด้านสถาบันการศึกษา
ลกั ษณะของแบบสอบถามเป็นแบบปลายเปิดให้แสดงความคดิ เหน็
นอกจากนีย้ ังมแี บบสัมภาษณ์เชงิ ลึก 1 ชุด เป็นแบบสมั ภาษณแ์ บบมีโครงสร้าง โดยแบ่งออกเป็น 3 ข้อ
คือ 1) สถานการณ์ของเยาวชนในจังหวัดนครปฐม ประกอบด้วยด้านครอบครัวและสังคม ด้านคุณธรรม
จริยธรรม และด้านการศึกษา 2) บทบาทการพัฒนาเยาวชนตามวิถีพุทธของสถาบันทางสังคมในจังหวัด
นครปฐม ประกอบด้วยด้านสถาบันครอบครัว ด้านสถาบันศาสนา และด้านสถาบนั การศึกษา 3) ความคิดเห็น
และขอ้ เสนอแนะอ่ืนๆ
296 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตสริ นิ ธรราชวิทยาลัย และเครือข่าย (วันที่ 31 พฤษภาคม 2565)
แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึกท้ังฉบบั ผ่านการพจิ ารณาจากผ้เู ช่ียวชาญ จานวน 5 รูป/คน
และทดสอบความเท่ียง (Reliability) ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า (α-coefficient) (ธีระศักด์ิ อุ่นอารมณ์เลิศ,
2549: 65) เทา่ กบั 0.93
การเก็บรวบรวมข้อมูล ได้ดาเนนิ การส่งแบบสอบถามให้กลุ่มตัวอย่างตอบและเกบ็ รวบรวมกลับคืน
มาด้วยตนเอง ได้ครบทั้งหมด จานวน 384 ชุด แล้วนาแบบสอบถามท่ีได้มาตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วน
สมบูรณ์ของคาตอบและจัดระเบียบข้อมูล จากน้ันตรวจให้คะแนนแล้วนาไปวิเคราะห์ผลเพื่อหาค่าเฉล่ีย ( x )
สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน (SD) และแปลผลตามเกณฑข์ อง เบสท์ (Best) (ชศู รี วงศ์รัตนะ, 2541: 75) ดงั นี้
4.50-5.00 หมายถึง มากท่สี ดุ
3.50-4.49 หมายถงึ มาก
2.50-3.49 หมายถึง ปานกลาง
1.50-2.49 หมายถงึ นอ้ ย
1.00-1.49 หมายถึง น้อยทสี่ ดุ
การทดสอบสมมติฐานการวิจัยโดยการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสถานการณ์ของเยาวชนใน
จังหวัดนครปฐมกับบทบาทการพัฒนาเยาวชนตามวิถีพุทธของสถาบันทางสังคม ใช้การหาค่าสัมประสิทธ์ิ
สหสัมพันธ์ (Correlation Coefficient) และวิเคราะห์ข้อเสนอแนะเก่ียวกับบทบาทการพัฒนาเยาวชนตามวิถี
พทุ ธของสถาบนั ทางสังคมในจังหวัดนครปฐม ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา แลว้ นามาแจกแจงความถี่ (Frequency)
และนาเสนอในรูปตารางประกอบคาบรรยาย นอกจากน้ียังทาการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์เชิงลึก ใช้
การวิเคราะห์เน้ือหา (Content Analysis) ด้วยการอ่านจับใจความแล้วสรุปเพ่ือตอบโจทย์วิจัยและวัตถุประสงค์
ของการวิจยั ทกี่ าหนดไว้
ผลการวจิ ยั
จากผลการวเิ คราะห์ข้อมูลสามารถสรปุ ผลไดด้ ังนี้
1. ปัจจัยส่วนบคุ คลของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ประชาชนท่เี ป็นตัวแทนของสถาบันทางสังคมใน
จังหวัดนครปฐมที่ตอบแบบสอบถาม ส่วนมากเป็นเพศหญิง ร้อยละ 51.60 มีอายุ 36-45 ปี ร้อยละ 35.90
มกี ารศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 54.70 มีอาชีพพนักงานบริษัท ร้อยละ 30.50 และมีรายได้ต่อเดอื น 10,000-
15,000 บาท ร้อยละ 33.90
2. ประชาชนท่ีเป็นตัวแทนของสถาบันทางสังคมในจังหวัดนครปฐมมีความคิดเห็นต่อ
สถานการณ์ของเยาวชน โดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก ( x =3.78, SD=.65) และเม่ือพิจารณาในแต่ละ
ด้านก็พบว่ามีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากทุกด้านตามลาดับ คือ ด้านคุณธรรมจริยธรรม ( x =3.94, SD=.67)
รองลงมา คือ ด้านครอบครัวและสังคม ( x =3.81, SD=.65) และสุดท้าย คือ ด้านการศึกษา ( x =3.58, SD=.68)
(ดงั แสดงในแผนภมู ทิ ี่ 1)
297 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมที่ย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย และเครือขา่ ย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
3. สถาบันทางสังคมในจังหวัดนครปฐมมีบทบาทในการพัฒนาเยาวชนตามวิถีพุทธ โดยรวมท้ัง 3
สถาบนั อยู่ในระดบั มาก ( x =3.99, SD=.49) และเมื่อพิจารณาในแต่ละสถาบันก็พบวา่ มบี ทบาทอยู่ในระดบั มาก
ทัง้ หมดตามลาดับ คือ สถาบนั ศาสนา ( x =4.14, SD=.53) รองลงมา คือ สถาบนั ครอบครัว ( x =3.98, SD=.54)
และสดุ ทา้ ย คือ สถาบันการศึกษา ( x =3.86, SD=.67) (ดังแสดงในแผนภมู ทิ ี่ 2)
4. ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า สถานการณ์ของเยาวชนในจังหวดั นครปฐมมีความสัมพันธ์กัน
ในทางบวกกับบทบาทการพัฒนาเยาวชนตามวิถีพุทธของสถาบันทางสังคม อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ
.01 ซึง่ ผลการวิจยั เป็นไปตามสมมติฐานท่ตี งั้ ไว้
5. ข้อเสนอแนะเกยี่ วกับบทบาทการพัฒนาเยาวชนตามวิถีพุทธของสถาบันทางสังคมในจังหวัด
นครปฐม พบว่า สถาบันครอบครัวจะต้องมีบทบาทในการให้ความรักความอบอุ่นและดูแลเอาใจใส่เยาวชน
อย่างใกล้ชิด สถาบันศาสนาจะต้องมีบทบาทในการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมแก่เยาวชนเพื่อให้เป็นคนดีของ
สงั คม และสถาบนั การศึกษาจะตอ้ งมบี ทบาทในการส่ังสอนวชิ าและพฒั นาความรูใ้ หแ้ ก่เยาวชน
6. ผลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก พบว่า 1) สถานการณ์ของเยาวชนในจังหวัดนครปฐม ครอบครัวมี
ขนาดเล็กลง ความเข้มแข็งและความอบอุ่นในครอบครัวได้รับผลกระทบเนื่องจากกระแสโลกาภิวัตน์ทาให้
พฤติกรรมของเยาวชนเปล่ียนไป แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ท่ีควบคุมได้ โดยการให้เยาวชนได้เรียนรู้เกี่ยวกับคุณธรรม
จริยธรรมตามโรงเรียนและเข้าค่ายอบรมตามวัดและศูนย์ปฏิบัติต่างๆ และมีสถานศึกษาจานวนมากตั้งแต่
ระดับพื้นฐานจนถึงระดับอุดมศึกษาท้ังของรัฐและเอกชน ท้ังของคฤหัสถ์และบรรพชิต คือ มหาวิทยาลัยสงฆ์
298 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 1 พุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสิรินธรราชวทิ ยาลัย และเครือข่าย (วันท่ี 31 พฤษภาคม 2565)
ทาให้เยาวชนได้รับการศึกษาอย่างท่ัวถึง 2) สถาบันทางสังคมในจังหวัดนครปฐมมีบทบาทในการพัฒนา
เยาวชนตามวิถีพุทธโดยมีสถาบันครอบครัวคอยอบรมสงั่ สอนเลี้ยงดู ช้ีแนะ และเปน็ แบบอย่างทีด่ ีของลกู หลาน
มีสถาบันศาสนาคอยค้าจุนแนะนาให้ต้ังอยู่ในความดี และสอนวิธีดาเนินชีวิตให้มีความสุขความเจริญมี
สถาบันการศึกษาคอยพัฒนาเยาวชนโดยมีครูเป็นผู้ชี้แนะแนวทาง และเป็นแบบอย่างให้นักเรียน เป็นแหล่ง
อบรมส่ังสอนสรรพวิชา เพื่อนาไปใช้ในการดารงชีพของเยาวชนให้เป็นคนดีมีค่าต่อสังคม เติบโตไปเป็นกาลัง
สาคัญในการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรือง สืบทอดวัฒนธรรมของชุมชนและประเทศชาติ 3) ข้อเสนอแนะอ่ืนๆ
ควรจะมีโครงการอบรมธรรมะ ฝึกสมาธิแก่เยาวชนในทุกระดับชั้นอย่างเข้มข้นและจริงจัง เพื่อพัฒนาเยาวชน
ใหม้ จี ติ ใจออ่ นโยน เอือ้ เฟื้อเผื่อแผ่ เปน็ เยาวชนที่ดีของสงั คมมากยิง่ ข้นึ
สรปุ ผลการวจิ ัย
จากผลการวิจัยในครั้งน้ี จึงสรุปได้ว่า สถาบันทางสังคมในจังหวัดนครปฐมมีความคิดเห็นต่อ
สถานการณข์ องเยาวชนด้านคุณธรรมจริยธรรม ด้านครอบครัวและสังคม และด้านการศกึ ษา อยู่ในระดับมาก
และสถาบันทางสังคมในจังหวดั นครปฐมอันประกอบด้วยสถาบันศาสนา สถาบันครอบครัว และสถาบันการศึกษา
มีบทบาทในการพัฒนาเยาวชนตามวิถีพุทธ อยู่ในระดับมาก ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่าสถานการณ์ของ
เยาวชนในจังหวัดนครปฐมมีความสัมพนั ธ์กนั ในทางบวกกบั บทบาทการพัฒนาเยาวชนตามวิถพี ุทธของสถาบัน
ทางสังคม นอกจากน้ียังมีข้อเสนอแนะที่สาคัญคือสถาบันครอบครัวจะต้องมีบทบาทในการให้ความรักความ
อบอุ่นและดูแลเอาใจใส่เยาวชนอย่างใกล้ชิด สถาบันศาสนาจะต้องมีบทบาทในการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม
แก่เยาวชนเพื่อให้เป็นคนดีของสังคม และสถาบันการศึกษาจะต้องมีบทบาทในการสั่งสอนวิชาและพัฒนา
ความรู้ให้แก่เยาวชน ซึ่งสามารถสรุปเป็นความจริงข้ันพื้นฐาน (Grounded Theory) ได้ว่า “การร่วมมือกัน
ของสถาบันทางสังคมทั้ง 3 เป็นประชาสังคม ‘บวร’ เพ่ืออบรมสั่งสอนให้เยาวชนเป็นคนดี คนเก่ง มีความสุข
คอื หัวใจของการพัฒนาเยาวชนตามวิถพี ทุ ธ”
อภิปรายผลการวจิ ยั
จากผลการวิจัยคร้ังน้ีพบว่า สถาบันทางสังคมในจังหวัดนครปฐมมีความคิดเห็นต่อสถานการณ์ของ
เยาวชนในจังหวัดนครปฐมด้านคุณธรรมจริยธรรม ด้านครอบครัวและสังคม และด้านการศึกษา อยู่ในระดับ
มาก ท้ังน้ีอธิบายได้ว่าในปัจจุบันสถานการณ์ของเยาวชนในจังหวัดนครปฐม หากมองในแง่ของครอบครัวและ
สังคมจะเห็นได้ว่าสมาชิกภายในครอบครัวจะมีการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระงานบ้านและการทากิจวัตรประจาวัน
ร่วมกัน มีการพูดคุยแลกเปล่ียนบอกกล่าวและปรึกษาหารือกันด้วยเหตุผล ทุกคนสามารถรับฟังและเคารพความ
คิดเห็นท่ีแตกต่างกัน พ่อแม่ดูแลเอาใจใส่ต่อครอบครัวเป็นอย่างดี มีการแสดงออกที่ส่ือถึงความรัก ความเข้าใจ
และเชือ่ ฟัง ตลอดจนการแสดงความช่ืนชม การมองเห็นคุณค่าของกันและกันจนกอ่ ให้เกิดการให้รจู้ ักอภยั และการ
อยู่ร่วมกนั อย่างสงบร่มเย็นในสงั คม พอ่ แม่มีการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมแก่ลูกเพื่อให้รู้จักนามาใช้ในการดาเนิน
ชีวิตและปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างท่ีดีของสังคม นาพาเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมวันสาคัญทางศาสนา มีจิตอาสา
บาเพ็ญประโยชน์ท่ีมีคุณค่าต่อส่วนรวม ตลอดจนการรู้จักรักษาและสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมอันดีงามของ
ชุมชน เนื่องจากในปัจจุบันเยาวชนมีโอกาสได้รับการศึกษาท่ีดี จะเห็นได้จากมีอัตราการเรียนต่อที่สูงขึ้น ทุกคน
สามารถเข้าถึงการศึกษาได้ทุกระดับและได้รับการดูแลเกี่ยวกับการจัดการศึกษาให้เหมาะสมกับศักยภาพการ
เรียนรู้ของแต่ละบุคคล และเยาวชนก็มีความขยนั หม่ันเพยี รและตัง้ ใจในการศึกษาเล่าเรยี น ทาให้มีคุณภาพชีวิตที่
ดีและมีงานทาที่ม่ันคงหลังจบการศึกษา จึงทาให้ประชาชนท่ีเป็นตัวแทนของสถาบันทางสังคมมีความคิดเห็นต่อ
สถานการณ์ของเยาวชนในจังหวัดนครปฐม อยู่ในระดับมาก ซ่ึงสอดคล้องกับแนวคิดเก่ียวกับยุทธศาสตร์การ
299 เอกสารโครงการการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1 พุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาสังคมท่ียั่งยืน โดยมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั วิทยาเขตสิรนิ ธรราชวิทยาลยั และเครือขา่ ย (วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2565)
พัฒนาเยาวชนของ กรมสง่ เสริมการปกครองท้องถ่ิน กระทรวงมหาดไทย (2555) ทีก่ ล่าวไวใ้ นมาตรฐานการพฒั นา
เด็กและเยาวชน ว่า เพ่ือให้เยาวชนเติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างมีคุณภาพ พึ่งตนเองได้ และมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือ
ผู้ด้อยโอกาส และพัฒนากิจการของชุมชน จนเป็นที่ยอมรับจากผู้อ่ืนและสังคม จึงควรให้ความสาคัญกับการเป็น
ต้นแบบของบิดามารดาและผู้นาทางความคิดท่ีเหมาะสมกับเยาวชน สนับสนุนให้เยาวชนทางานเป็นกลุ่มแบบ
ร่วมมือ เพื่อรู้จักคิดและใช้เหตุผล มีความรับผิดชอบ พูดแสดงความเห็นและรับฟังผู้อ่ืนมีการควบคุมอารมณ์และ
พัฒนาบุคลิกภาพประชาธิปไตย องค์กรระดับท้องถ่ินและระดับชาติ ต้องเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้จากการมี
ส่วนรว่ มแสดงความคิดเห็น กาหนดความต้องการในกจิ กรรมของสังคม และรับผดิ ชอบต่อการตัดสินใจในกิจกรรม
ท่ีเยาวชนมีส่วนร่วม ส่งเสริมและสนับสนุนให้เยาวชนเป็นอาสาสมัครในกิจกรรมท่ีเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและ
สงั คม สร้างค่านิยมการบริหารจัดการเบ้ืองต้นและคุณค่าในการประกอบอาชีพอิสระ และสนับสนุนการผลิตกาลัง
แรงงานท่ีอยู่ในระบบการศึกษาให้สามารถประกอบอาชีพอิสระได้ รวมทั้งส่งเสริมให้ชุมชนและสถานศึกษาจัดการ
ฝกึ อาชีพสาหรับเตรียมเยาวชนเข้าสกู่ ารประกอบอาชีพด้วยความภาคภูมใิ จ และสอดคลอ้ งกับกับนโยบายเยาวชน
แห่งชาติและแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนระยะยาว (พ.ศ. 2545-2554) ของ สานักงานคณะกรรมการส่งเสริมและ
ประสานงานเยาวชนแห่งชาติ สานักนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับคุณสมบัติทพี่ ึงประสงค์ของเยาวชน คือ มีความผูกพัน
ในครอบครัว ภาคภูมิใจในความเป็นไทย มีทักษะในอาชีพและการดารงชีวิตที่รู้จักเคารพสิทธิของผู้อื่น มีสุขภาพ
และพลานามัยแขง็ แรงและรู้จกั การป้องกันตนเองจากโรคและส่ิงเสพติดมวี ุฒิภาวะทางอารมณ์ คุณธรรมจริยธรรม
และมีพฤติกรรมด้านความรับผิดชอบตามวัย มีเจตคติท่ีดีต่อการทางาน มีศักดิ์ศรีและความภูมิใจในการทางาน
สุจริต รู้จักคิดอย่างมีเหตุผลรอบด้าน และพัฒนาตนเองอย่างต่อเน่ือง รู้จักช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสและมีส่วนร่วม
เพื่อการพัฒนาชุมชนและประเทศชาติ และเยาวชนจะต้องมีบทบาทที่สาคัญคือต้องฝึกฝนอบรมให้รู้จักบทบาท
ของตนในครอบครัว และการบาเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อ่ืน จะต้องพัฒนาให้เป็นกาลังผลิตที่พอเพียงกับการขยายตัว
ทางเศรษฐกิจ โดยอาศัยการศึกษาในระบบโรงเรียนเป็นเคร่อื งมือ เยาวชนเป็นท้งั ผู้รับการพัฒนา และผดู้ าเนินการ
พฒั นาด้วย โดยเฉพาะเยาวชนในกลุ่มที่มีระดับการศึกษาสูง จะเป็นทรัพยากรท่ีมีคุณค่าในการกระจายการพัฒนา
ไปสู่ผู้ด้อยโอกาส เป็นผู้สืบทอดวัฒนธรรมเพ่ือนาไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อความอยู่รอดปลอดภัยของสังคมใน
อนาคต และเยาวชนต้องเป็นคนท่ีมีความรู้ มีสติปัญญา มีเหตุผล มีคุณธรรม และวัฒนธรรม มีพลานามัยท่ี
สมบูรณ์ มีทักษะในการประกอบอาชีพ พ่ึงตนเองได้ เป็นสมาชิกท่ีดีของสังคม มีความรู้ความสามารถ และเป็น
กาลงั สาคญั ในการพฒั นาเศรษฐกิจ และสงั คมของประเทศ
สถาบันทางสังคมในจังหวัดนครปฐมอันประกอบด้วยสถาบันศาสนา สถาบันครอบครัวและ
สถาบันการศึกษามีบทบาทในการพัฒนาเยาวชนตามวิถีพุทธ อยู่ในระดับมาก ท้ังนี้อธิบายได้ว่า สถาบันทาง
สังคมในจังหวัดนครปฐม ได้มีบาทบาทในการฝึกฝนอบรมเพื่อพัฒนาเยาวชนซึ่งเป็นกาลังสาคัญของสงั คมให้เป็น
คนดีมีคุณธรรมตามแนวทางของพระพุทธศาสนา ผ่านสถาบันทางสังคมท่ีสาคัญเริ่มตั้งแต่สถาบันครอบครัว
จะต้องมีบทบาทหน้าท่ีคอยอบรมสั่งสอนห้ามปราบมิให้กระทาในส่ิงที่ไม่ดี เป็นแบบอย่างในการประพฤติตนที่ดี
ท้ังทางกายวาจาใจ ส่งเสริมเยาวชนให้มีความขยันหมั่นเพียรในการศึกษาเล่าเรียน แนะนาวิธีการเลือกคบเพ่ือน
และคอยให้คาปรึกษาทีดีแก่เยาวชน ตลอดจนแนะนาส่ังสอนให้รู้จักการใช้สอยทรัพย์สินให้เกิดประโยชน์และ
เป็นไปในแนวทางที่ถูกต้อง สถาบันศาสนาจะต้องมีบทบาทหน้าท่ีแนะนาส่ังสอนเยาวชนให้ตั้งตนอยู่ในความดี
งดเว้นจากความชัว่ ด้วยความปรารถนาดแี ละมีจิตใจอันงดงาม ชี้แจงส่ิงใหม่ๆ และอธบิ ายให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง
ชดั เจนในสิง่ ที่เยาวชนสงสัย ตลอดจนสอนวิธีการดาเนินชวี ิตที่ดีและมีความสุขแก่เยาวชน ส่วนสถาบันการศึกษา
ก็มีบทบาทหน้าท่ีคอยแนะนาส่ังสอนและฝึกฝนเยาวชนให้เป็นคนดี ให้มีความเข้าใจในเรื่องท่ีเรียนอย่างชัดเจน
สง่ั สอนและถ่ายทอดความรู้ให้แก่เยาวชนอย่างเต็มท่ีจนสามารถนาไปใช้ในการดารงชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และมีความสุข ตลอดจนส่งเสริมและยกย่องความดีงามตามความสามารถของเยาวชนให้เป็นที่ปรากฏแก่สังคม