The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by koonome, 2021-07-30 02:49:16

หนังสือเรียน รายวิชาสังคมศึกษา สค 31001 ม.ปลาย

รายวิชาสังคมศึกษา สค 31001 ม.ปลาย

หนงั สอื เรยี นสาระการพัฒนาสังคม

รายวิชาสงั คมศกึ ษา

(สค31001)

ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

หลักสูตรการศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาข้ันพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551

(ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2557)

หา มจําหนา ย

หนงั สือเรียนเลมนี้ จัดพมิ พด ว ยเงนิ งบประมาณแผนดนิ เพือ่ การศึกษาตลอดชวี ิตสําหรบั ประชาชน
ลขิ สิทธ์ิเปน ของ สํานกั งาน กศน. สาํ นักงานปลดั กระทรวงศึกษาธกิ าร

สํานกั งานสง เสรมิ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั

สํานกั งานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงศึกษาธกิ าร

หนังสือเรยี นสาระการพฒั นาสงั คม

รายวิชาสังคมศกึ ษา (สค31001)

ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2557)

เอกสารทางวชิ าการลําดับท่ี 37/2557

คํานํา

สาํ นกั งานสง เสรมิ การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัย ไดดําเนินการจัดทําหนังสือเรียน
ชุดใหมน ขี้ ้ึน เพื่อสําหรบั ใชใ นการเรยี นการสอนตามหลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พทุ ธศักราช 2551 ท่มี วี ัตถุประสงคใ นการพฒั นาผูเ รียนใหม ีคุณธรรม จริยธรรม มีสติปญ ญาและศักยภาพใน
การประกอบอาชพี การศกึ ษาตอ และสามารถดาํ รงชีวิตอยูในครอบครวั ชุมชน สังคมไดอยางมีความสุขโดยผู
เรียนสามารถนําหนังสือเรียนไปใชด วยวธิ กี ารศกึ ษาคน ควา ดวยตนเอง ปฏิบัติกิจกรรม รวมท้ังแบบฝก หัดเพื่อ
ทดสอบความรคู วามเขาใจในสาระเนอ้ื หา โดยเม่ือศึกษาแลวยังไมเ ขาใจ สามารถกลับไปศึกษาใหมไ ด ผูเ รียน
อาจจะสามารถเพ่ิมพูนความรูห ลังจากศึกษาหนังสือเรียนนี้ โดยนําความรูไ ปแลกเปลี่ยนกับเพ่ือนในชั้นเรียน
ศกึ ษาจากภูมปิ ญญาทองถ่นิ จากแหลงเรยี นรแู ละจากส่ืออ่นื ๆ

ในการดาํ เนินการจัดทําหนังสือเรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาข้ันพื้นฐาน
พทุ ธศักราช 2551 ไดรับความรวมมือท่ีดีจากผูทรงคุณวุฒิและผูเก่ียวขอ งหลายทา นที่คน ควาและเรียบเรียง
เน้ือหาสาระจากส่อื ตางๆ เพื่อใหไ ดสอื่ ท่ีสอดคลอ งกับหลักสูตรและเปน ประโยชนต อผูเรียนที่อยูน อกระบบอยาง
แทจริง สาํ นักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ขอขอบคุณคณะที่ปรึกษาคณะ
ผูเ รยี บเรียง ตลอดจนคณะผูจ ดั ทาํ ทกุ ทา นท่ไี ดใ หความรว มมือดว ยดี ไว ณ โอกาสนี้

สํานักงานสงเสรมิ การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัย หวงั วาหนังสือเรียนชุดนี้จะเปนประโยชน
ในการจัดการเรียนการสอนตามสมควร หากมขี อเสนอแนะประการใด สํานักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบ
และการศกึ ษาตามอัธยาศยั ขอนอมรับไวด วยความขอบคุณยิ่ง

สาํ นกั งาน กศน.

สารบัญ

หนา
คํานาํ
สารบัญ
คาํ แนะนาํ ในการใชห นงั สอื เรียน
โครงสรา งรายวชิ าสงั คมศึกษา (สค31001)
บทท่ี 1 ภูมศิ าสตรก ายภาพ....................................................................................1

เรอ่ื งที่ 1 สภาพภมู ศิ าสตรกายภาพ ................................................................. 2
เรอ่ื งท่ี 2 ลกั ษณะการเกิดปรากฏการณทางธรรมชาติทส่ี ําคญั

และการปอ งกนั อนั ตราย ................................................................ 32
เรื่องท่ี 3 วธิ ใี ชเครื่องมือทางภมู ศิ าสตร.......................................................... 41
เรื่องท่ี 4 ปญ หาการทําลายทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดลอ ม

ผลการจดั ลาํ ดับความสาํ คัญของปญหาทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดลอม.............................................................................. 49
เรื่องท่ี 5 แนวทางปองกันแกไ ขปญ หาการทําลายทรพั ยากรธรรมชาติ
และสงิ่ แวดลอ ม โดยประชาชน ชมุ ชน องคกร ภาครัฐ
ภาคเอกชน..................................................................................... 69
บทที่ 2 ประวตั ิศาสตร.........................................................................................72
เรอ่ื งท่ี 1 การแบง ชว งเวลาและยคุ สมัยทางประวตั ศิ าสตร ............................. 73
เรอ่ื งท่ี 2 แหลง อารยธรรมของโลก................................................................ 78
เรือ่ งท่ี 3 ประวตั ศิ าสตรช าติไทย ................................................................... 84
เรอ่ื งท่ี 4 บุคคลสาํ คญั ของไทยและของโลกในดา นประวัตศิ าสตร.................. 98
เร่ืองท่ี 5 เหตกุ ารณส าํ คญั ของโลกท่ีมีผลตอ ปจ จบุ ัน....................................115
เร่ืองท่ี 6 บทบาทของสถาบนั พระมหากษัตริยในการพฒั นาชาติไทย..............119
บทท่ี 3 เศรษฐศาสตร....................................................................................... 153
เรื่องท่ี 1 ความรเู บ้ืองตนเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร...........................................154
เรื่องที่ 2 ระบบเศรษฐกิจ ............................................................................160

เรอ่ื งท่ี 3 กระบวนการทางเศรษฐกิจ ...........................................................170
เรือ่ งที่ 4 แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติ.......................................187
เรอ่ื งที่ 5 สถาบันการเงนิ และการเงินการคลงั ..............................................197

เร่ืองที่ 6 ความสัมพันธและผลกระทบเศรษฐกจิ ระหวา งประเทศ
กับภมู ภิ าคตา งๆ ของโลก .............................................................212

เรื่องที่ 7 การรวมกลมุ ทางเศรษฐกจิ ............................................................218
บทที่ 4 การเมอื งการปกครอง ........................................................................... 224

เร่ืองท่ี 1 การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย................................................225
เรอ่ื งท่ี 2 การปกครองระบบเผดจ็ การ.........................................................230
เร่อื งท่ี 3 พฒั นาการของระบอบประชาธปิ ไตย

ของประเทศตางๆ ในโลก.............................................................235
เรื่องท่ี 4 เหตุการณส ําคัญทางการเมอื งการปกครองของประเทศไทย .........241
เรื่องที่ 5 เหตุการณส าํ คัญทางการเมอื งการปกครองของโลก

ที่สงผลกระทบตอประเทศไทย .....................................................246
เรื่องท่ี 6 หลกั ธรรมมาภิบาล.......................................................................250
แนวเฉลยกิจกรรม ....................................................................................................256
บรรณานุกรม ……………………………………………………………………………. ...............260
คณะผจู ัดทาํ ....................................................................................................262

คําแนะนําในการใชห นงั สือเรยี น

หนังสอื เรียนสาระการพฒั นาสงั คม รายวชิ าสังคมศกึ ษา รหสั สค31001 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
เปนหนงั สือเรยี นทจี่ ดั ทาํ ขึน้ สําหรบั ผเู รียนท่เี ปน นกั ศกึ ษาการศึกษานอกระบบ

ในการศึกษาหนังสอื เรยี นสาระการพัฒนาสงั คม รายวชิ าสังคมศกึ ษา ผูเรียนควรปฏบิ ตั ิดังน้ี
1. ศกึ ษาโครงสรางรายวชิ าใหเ ขา ใจในหวั ขอสาระสําคัญ ผลการเรียนรทู คี่ าดหวงั และขอบขายเนื้อหา
2. ศึกษารายละเอียดเนอื้ หาของแตล ะบทอยางละเอียด และทาํ กิจกรรมตามทีก่ ําหนด แลว ตรวจสอบ
กับแนวเฉลยกิจกรรมทก่ี ําหนด ถาผูเ รยี นตอบผิดควรกลับไปศกึ ษาและทาํ ความเขาใจในเน้ือหาน้ันใหม ใหเ ขาใจ
กอ นท่จี ะศึกษาเร่อื งตอ ไป
3. ปฏบิ ัติกจิ กรรมทายบทของแตล ะบท เพอื่ เปน การสรุปความรู ความเขาใจของเนื้อหาในเรื่องน้ันๆ
อีกคร้งั
4. หนงั สือเรียนเลมน้มี ี 4 บท คอื

บทที่ 1 ภูมศิ าสตรก ายภาพ
บทท่ี 2 ประวัตศิ าสตร
บทท่ี 3 เศรษฐศาสตร
บทท่ี 4 การเมืองการปกครอง

โครงสรา งรายวิชาสังคมศึกษา (สค31001)

สาระสาํ คญั

ประชาชนทกุ คนมหี นาที่สําคัญในฐานะพลเมอื งดีของชาติ การเคารพและปฏบิ ัตติ ามกฎหมายภายใต
การปกครองตามระบอบประชาธิปไตย มคี วามรูใ นเรื่องลกั ษณะทางกายภาพ การปฏิสมั พันธระหวางมนุษยก ับ
ส่ิงแวดลอมและสามารถบริหารจดั การทรัพยากรธรรมชาติใหเ อ้ือประโยชนตอ คนในชาติ การศกึ ษาความเปนมา
และประวตั ิศาสตรของชนชาติไทยทาํ ใหเกดิ ความรคู วามเขาใจและภาคภูมใิ จในความเปน ไทย

ผลการเรียนรทู ีค่ าดหวงั

1. อธิบายขอมูลเกย่ี วกับภมู ิศาสตร ประวตั ศิ าสตร เศรษฐศาสตร การเมือง การปกครองที่เกี่ยวข
องกับประเทศตา งๆ ในโลก

2. วิเคราะห เปรยี บเทียบสภาพภูมิศาสตร ประวัติศาสตร เศรษฐศาสตร การเมืองการปกครอง
ของประเทศตางๆ ในโลก

3. ตระหนักและคาดคะเนสถานการณระหวา งประเทศทางดา นภูมศิ าสตร ประวัตศิ าสตร เศรษฐศาสตร
การเมอื ง การปกครองทีม่ ีผลกระทบตอ ประเทศไทยและโลกในอนาคต

4. เสนอแนะแนวทางในการแกปญ หา การปอ งกันและการพัฒนาทางดานการเมือง การปกครอง
เศรษฐกิจและสังคมตามสภาพปญหาท่ีเกดิ ข้ึนเพื่อความมน่ั คงของชาติ

สาระการเรยี นรู

บทที่ 1 ภูมิศาสตรก ายภาพ
บทที่ 2 ประวัตศิ าสตร
บทท่ี 3 เศรษฐศาสตร
บทที่ 4 การเมืองการปกครอง

ห น้ า | 1

บทท่ี 1 ภูมศิ าสตรก ายภาพ

สาระสาํ คญั

ลักษณะทางกายภาพและสรรพสงิ่ ในโลก มคี วามสมั พันธซึง่ กนั และกนั และมีผลกระทบตอ ระบบนิเวศ
ธรรมชาติ การนาํ แผนทีแ่ ละเครอ่ื งมอื ภมู ศิ าสตรม าใชใ นการคนหาขอมูลจะชวยใหมีขอ มูลที่ชัดเจนและนําไป
สูการใชก ารจัดการไดอยางมีประสิทธิภาพ การปฏิสัมพันธระหวา งมนุษยก ับสภาพแวดลอมทางกายภาพ
ทาํ ใหเกดิ สรางสรรควฒั นธรรมและจิตสํานึกรว มกันในการอนุรักษทรพั ยากรธรรมชาติและสิง่ แวดลอ มเพ่ือการ
พฒั นาทย่ี ่งั ยืน

ตวั ช้ีวดั

1. มีความ รูความ เขา ใจ เกี่ย วกั บสภาพ ทา งภูมิ ศา สตร กา ยภา พของป ระ เทศไท ยกั บ
ทวีปตา งๆ

2. เปรียบเทยี บสภาพภมู ิศาสตรกายภาพของประเทศไทยกบั ทวปี ตางๆ
3. มีความรูค วามเขาใจในปรากฏการณท างธรรมชาตทิ ี่เกดิ ขนึ้ ในโลก
4. มที ักษะการใชเ ครื่องมอื ทางภูมศิ าสตรท ่สี าํ คญั ๆ
5. รูวธิ ปี อ งกนั ตนเองใหป ลอดภัยเมอื่ เกิดภยั จากปรากฏการณธ รรมชาติ
6. สามารถวเิ คราะหแ นวโนม และวิกฤตสิ่งแวดลอมทีเ่ กิดจากการกระทําของมนษุ ย
7. มีความรูความเขา ใจในการใชนวัตกรรมและเทคโนโลยีดานสิ่งแวดลอ มเพ่ือพัฒนา

ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอมท่ยี ่ังยืน

ขอบขา ยเนือ้ หา

เรื่องที่ 1 สภาพภูมิศาสตรก ายภาพ
เรือ่ งท่ี 2 ลกั ษณะการเกิดปรากฏการณทางธรรมชาติ และการปอ งกนั อนั ตราย
เรื่องที่ 3 วธิ ีใชเคร่ืองมือทางภูมศิ าสตร
เร่อื งที่ 4 ปญหาการทําลายทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอม

การจดั ลําดับความสําคัญของปญหาทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอม
เรื่องที่ 5 แนวทางปอ งกนั แกไ ขปญ หาการทําลายทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม

โดยประชาชน ชมุ ชน องคกร ภาครฐั ภาคเอกชน

ห น้ า | 2

เรอื่ งที่ 1 สภาพภูมศิ าสตรกายภาพ

ภมู ิศาสตรกายภาพประเทศไทย

ทาํ เลท่ีตงั้
ประเทศไทยตั้งอยูในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต ซึ่งประกอบดวยสวนที่เปนแผนดินใหญหรือ
เรยี กวา คาบสมทุ รอินโดจนี หรือแหลมทอง และสว นท่ีเปนหมูเกาะใหญนอยหลายพันเกาะ ต้ังอยูในแหลมทอง
ระหวางละติจูด 5 องศา 37 ลิปดาเหนือกับ 20 องศา 22 ลิปดาเหนือ และลองจิจูด 97 องศา 22 ลิปดา
ตะวันออก กับ 105 องศา 37 ลปิ ดาตะวนั ออก
ขนาด
ประเทศไทยมีเนื้อที่ 513,115 ตารางกิโลเมตร ถาเปรียบเทียบขนาดของประเทศไทยกับประเทศใน
ภูมภิ าค เอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใตด ัวยกันแลว จะมีพื้นท่ีขนาดใหญเปน อนั ดับทส่ี าม รองจากอินโดนีเซียและพมา
ความยาวของประเทศวัดจาก เหนือสดุ ทีอ่ ําเภอแมส าย จังหวัดเชยี งรายไปจดใตสดุ ทอ่ี าํ เภอเบตง จงั หวดั ยะลา
ประมาณ 1,260 กิโลเมตร สวนความกวางมากที่สุด วัดจากดานพระเจดียสามองคอําเภอสังขละบุรี จังหวัด
กาญจนบุรีไปจดตะวนั ออกสดุ ทีอ่ ําเภอสริ ินธร จงั หวดั อุบลราชธานี ยาวประมาณ 780 กิโลเมตร สําหรับสว นท่ี
แคบท่ีสุดของประเทศไทยอยูในเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ วัดจากพรมแดนพมาถึงฝงทะเลอาวไทยเปน
ระยะทางประมาณ 10.5 กโิ ลเมตร
อาณาเขตติดตอ
ประเทศไทยมีอาณา
เขตติดตอกับประเทศเพื่อน
บานโดยรอบ 4 ประเทศคือ
พมา ลาว กัมพูชา และ
มาเลเซียรวมความยาวของ
พรมแดนทางบก ประมาณ
5,300 กิโลเมตร และมีอาณา
เขตติดตอกับชายฝงทะเลยาว
2,705 กิโลเมตร คือ แนวฝง

ห น้ า | 3

ทะเลดานอา วไทยยาว 1,840 กโิ ลเมตร และแนวชายฝง ดา นทะเลอนั ดามนั ยาว 865 กโิ ลเมตรดงั นี้

ห น้ า | 4

1. เขตแดนที่ติดตอกับพมา เร่ิมตนที่อําเภอแมสายจังหวัดเชียงรายไปทางตะวันตก ผานที่จังหวัด
แมฮ องสอน ไปสิน้ สุดทีจ่ งั หวดั ระนอง จงั หวัดชายแดนดา นนมี้ ี 10 จงั หวัดคอื เชียงราย เชียงใหม แมฮองสอน
ตาก กาญจนบรุ ี ราชบรุ ี เพชรบรุ ี ประจวบคีรีขันธ ชุมพร และ ระนอง มีทิวเขา 3 แนว เปนเสนก้ันพรมแดน
ไดแก ทิวเขาแดนลาว ทิวเขาถนนธงชัย และทิวเขาตะนาวศรี นอกจากน้ันยังมีแมนํ้าสายสั้นๆ เปนแนวกั้น
พรมแดนอยอู ีกคือแมนํา้ เมย จังหวดั ตากและแมนํ้ากระบุรี จังหวดั ระนอง

2. เขตแดนทตี่ ดิ ตอ กบั ลาว เขตแดนดานนี้ เริ่มตน ทีใ่ นอําเภอเชยี งแสน ไปทางตะวันออกผานท่ีอําเภอ
เชียงของ จังหวัดเชียงรายเขาสูจังหวัดพะเยา ไปสิ้นสุดที่จังหวัดอุบลราชธานี ดินแดนที่ติดตอกับลาวมี 11
จังหวดั คอื เชยี งราย พะเยา นา น อุตรดติ ถ พษิ ณโุ ลก เลย หนองคาย นครพนม มุกดาหาร อํานาจเจริญ และ
อุบลราชธานี มแี มน ํ้าโขงเปน เสน กน้ั พรมแดนทางน้ําท่ีสําคัญ สวนพรมแดนทางบกมีทิวเขาหลวงพระบางกั้น
ทางตอนบนและทิวเขาพนมดงรักบางสวนกั้นเขตแดนตอนลาง เขตแดนที่ติดตอกับกัมพูชา เริ่มตนที่พ้ืนที่
บางสวนของภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ตอนลา ง

3. จากอําเภอนํา้ ยืน จังหวดั อุบลราชธานี มาทางทศิ ตะวันตก แลววกลงใตท ่จี ังหวัดบุรรี มั ย ไปสนิ้ สุดท่ี
จงั หวดั ตราด จงั หวดั ชายแดนที่ติดตอ กับกัมพูชา มี 7 จังหวัด คือ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร บุรีรัมย
สระแกว จันทบรุ ี และ ตราด มีทิวเขาพนมดงรักและทวิ เขาบรรทดั เปนเสนก้ันพรมแดน

4. เขตแดนที่ติดตอกับมาเลเซีย ไดแก เขตแดนทางใตสุดของประเทศ ในพ้ืนที่ 4 จังหวัด คือ สตูล
สงขลา ยะลา และนราธวิ าส มีแนวเทือกเขาสนั กาลาคีรี และแมนํา้ โก-ลกจังหวัดนราธิวาสเปนเสนกน้ั พรมแดน

ภาคเหนอื

ภาคเหนือประกอบดวยพื้นที่ของ 9 จงั หวดั ไดแก 1. เชยี งราย 2. แมฮ อ งสอน 3. พะเยา 4. เชียงใหม
5. นา น 6. ลําพูน 7. ลําปาง 8. แพร 9. อุตรดิตถ

ลักษณะภูมิประเทศทั่วไป เปนเทือกเขา
สงู ทอดยาวขนานกันในแนวเหนือ-ใต และระหวาง
เทือกเขาเหลาน้ีมีที่ราบและมีหุบเขาสลับอยูทั่วไป
เทือกเขาที่สําคัญ คือ เทือกเขาหลวงพระบาง
เทือกเขาแดนลาว เทือกเขาถนนธงชัย เทือกเขาผี
ปนน้ํา เทือกเขาขุนตาลและ เทือกเขาเพชรบูรณ
ยอดเขาท่ีสงู ที่สดุ ในภาคนี้ ไดแ ก ยอดอนิ ทนนท อยู
ในจังหวัดเชียงใหม มีความสูงประมาณ 2,595
เมตร เทือกเขาในภาคเหนือเปนแหลงกําเนิดของ
แมนํ้าสายยาว 4 สาย ไดแก แมน้ําปง วัง ยม และ
นาน แมน้ําดังกลาวน้ีไหลผานเขตท่ีราบหุบเขา พ้ืนท่ีท้ังสองฝงลํานํ้าจึงมีดินอุดมสมบูรณเหมาะแกการ
เพาะปลกู ทาํ ใหม ผี ูค นอพยพไปตง้ั หลกั แหลงในบริเวณดังกลาวหนาแนนนอกจากน้ีภาคเหนือยังมีแมน้ําสาย

ห น้ า | 5

ส้ันๆ อีกหลายสาย ไดแกแมน ํา้ กก และแมน ้าํ อิง ไหลลงสู แมนํ้าโขง สวนแมนํ้าปาย แมนํ้าเมย และแมนํ้ายม
ไหลลงสูแมน าํ้ สาละวิน

ภาคกลาง

ภาคกลางประกอบดวยพื้นท่ีของ 22 จังหวัด ไดแก 1.สุโขทัย 2.พิษณุโลก 3.กําแพงเพชร 4.พิจิตร
5.เพชรบูรณ (ภาคกลางตอนบน) 6.นครสวรรค 7.อุทัยธานี8.ชัยนาท 9.ลพบุรี 10.สิงหบุรี 11.อางทอง
12.สระบุรี 13.สุพรรณบุรี 14.พระนครศรีอยุธยา 15.นครนายก 16.ปทุมธานี 17.นนทบุรี 18.นครปฐม
19. กรงุ เทพมหานคร 20. สมุทรปราการ 21. สมุทรสาคร 22. สมทุ รสงคราม

ลกั ษณะภูมปิ ระเทศทว่ั ไป เปน ที่ราบดินตะกอนที่ลํานํ้าพัดมาทับถม ในบริเวณที่ราบน้ีมีภูเขาโดดๆ
ซ่งึ สว นใหญเปน ภเู ขาหนิ ปนู กระจาย อยูทว่ั ไป ภูมปิ ระเทศตอนบนของภาคกลางเปน ทีร่ าบลกู ฟูก คือเปน ท่ีสงู ๆ
ตาํ่ ๆ และมภี ูเขาท่ีมีแนวตอเนื่องจากภาคเหนือ เขามาถึงพ้ืนที่บางสวนของจังหวัดพิษณุโลก และเพชรบูรณ
สวนพืน้ ทตี่ อนลา งของภาคกลางน้นั เปน ดนิ ดอนสามเหลี่ยมปากแมนํ้า เจาพระยา ซ่ึงเกิดจากการรวมตัวของ
แมน าํ้ ปง วัง ยม นาน นอกจากแมน ํ้าเจาพระยา แลวตอนลางของภาคกลางยังมีแมน้ําไหลผานอีกหลายสาย
ไดแก แมน ํา้ แมกลอง แมน า้ํ ทา จีน แมน้ําปาสัก และแมน้ํานครนายก เขตนี้เปนท่ีราบกวางขวางซึ่งเกิดจากดิน
ตะกอน หรอื ดินเหนยี วทแ่ี มน ํ้าพัดพามาทบั ถมเปนเวลานาน จงึ เปน พ้ืนทที่ ่อี ุดมสมบรู ณเหมาะแกการเพาะปลูก
มาก และเปนเขตท่มี ปี ระชากรมากทสี่ ุดในประเทศไทย ฉะน้นั ภาคกลางจงึ ไดช่อื วา เปนอขู า ว อูน าํ้ ของไทย

ห น้ า | 6

ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบดวยพื้นท่ีของ 19 จังหวัด ไดแก 1.เลย
2.หนองคาย 3.อุดรธานี 4.สกลนคร 5.นครพนม 6.ขอนแกน 7.กาฬสินธุ 8.มุกดาหาร 9.ชัยภูมิ 10.
มหาสารคาม 11.รอยเอ็ด 12.ยโสธร 13.นครราชสีมา 14.บุรีรัมย 15. สุรินทร 16.ศรีสะเกษ
17.อุบลราชธานี 18.อํานาจเจริญ 19.หนองบัวลําภู

ลักษณะภูมิประเทศทั่วไป มีลักษณะ
เปนแองคลายจาน ลาดเอียงไปทางตะวันออก
เฉยี งใตม ขี อบเปนภูเขาสูงทางตะวันตกและทาง
ใตข อบทางตะวันตก ไดแก เทือกเขาเพชรบูรณ
และเทือกเขาดงพญาเย็น สวนทางใต ไดแก
เทือกเขาสันกําแพง และเทือกเขาพนมดงรัก
พ้ืนที่ดานตะวันตกเปนที่ราบสูง เรียกวา ที่ราบ
สูงโคราช ภูเขาบริเวณน้ีเปนภูเขาหินทราย ที่
รูจักกันดีเพราะเปน แหลง ทองเทย่ี ว คือ ภกู ระดึง
ภูหลวง ในจงั หวดั เลย แมน้าํ ทส่ี าํ คัญของภาคนี้ไดแก แมน ้ําชี และแมน้าํ มูล ซ่ึงมแี หลง กําเนิดจากเทือกเขาทาง
ทิศตะวนั ตก และทางใตแ ลว ไหลลงสแู มนํ้าโขง ทาํ ใหสองฝง แมนาํ้ เกิดเปน ท่ีราบน้ําทวมถึงเปนตอนๆ พนื้ ทร่ี าบ
ในภาคะวันออกเฉียงเหนือมักมีทะเลสาบรูปแอง เปนจํานวนมาก แตทะเลสาบเหลาน้ีจะมีน้ําเฉพาะฤดูฝน
เทา น้นั เมอ่ื ถึงฤดรู อนน้าํ ก็จะเหือดแหงไปหมด เพราะดินสวนใหญเปนดินทรายไมอุมนํ้า น้ําจึงซึม ผานไดเร็ว
ภาคน้ีจึงมีปญหาเร่ืองการขาดแคลนนํ้า และดินขาดความอุดมสมบูรณ ทําใหพ้ืนที่บางแหงไมสามารถใช
ประโยชนในการเกษตรไดอ ยางเต็มที่ เชน ทุงกุลารองไห ซึ่งมีเน้ือท่ีถึงประมาณ 2 ลานไร ครอบคลุมพื้นที่ 5
จังหวัด ไดแก รอยเอ็ด สุรินทร มหาสารคาม ยโสธร และศรีสะเกษ ซึ่งปจจุบันรัฐบาลไดพยายามปรับปรุง
พื้นทใ่ี หด ขี ้ึน โดยใชระบบชลประทานสมัยใหม ทําใหสามารถเพาะปลูกไดจนกลายเปนแหลงเพาะปลูกขาว
หอมมะลิท่ีดีที่สุดแหงหน่ึงของประเทศไทย แตก็ปลูกไดเฉพาะหนาฝนเทาน้ัน หนาแลงสามารถทําการ
เพาะปลกู ไดเฉพาะบางสว นเทา น้ัน ยงั ไมค รอบคลุมบรเิ วณท้งั หมด

ภาคตะวันตก

ภาคตะวันตก ประกอบดวยพื้นที่ของ 5 จังหวัด ไดแก 1.ตาก 2.กาญจนบุรี
3.ราชบรุ ี 4.เพชรบรุ ี 5.ประจวบครี ขี นั ธ

ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศท่วั ไป สว นใหญเ ปน เทอื กเขาสงู ไดแ ก เทอื กเขาถนนธงชัย และเทือกเขาตะนาว
ศรีเปนแนวภูเขาทซ่ี ับซอนมที ี่ราบแคบๆ ในเขตหบุ เขาเปน แหงๆ และมที ี่ราบเชิงเขาตอเน่ืองกบั ที่ราบภาคกลาง
เทือกเขาเหลา น้เี ปน แหลง กาํ เนดิ ของ แมนํา้ แควนอย (แมน า้ํ ไทรโยค) และแมน้ําแควใหญ (ศรีสวัสด์ิ) ซ่ึงไหลมา
บรรจบกัน เปนแมนาํ้ แมก ลองระหวา งแนวเขามชี อ งทางตดิ ตอ กบั พมาได ที่สําคัญคือ ดานแมละเมาในจังหวัด
ตาก และดา นพระเจดยี ส ามองค ในจังหวดั กาญจนบรุ ี

ห น้ า | 7

ภาคตะวนั ออก

ภาคตะวันออก ประกอบดวยพื้นท่ีของ 7 จังหวัดไดแก 1.ปราจีนบุรี 2.ฉะเชิงเทรา 3.ชลบุรี
4.ระยอง 5.จนั ทบุรี 6.ตราด 7.สระแกว

ลักษณะภูมิประเทศท่ัวไป คือ เปนที่ราบใหญอยูทางตอนเหนือของภาค มีเทือกเขาจันทบุรีอยูทาง
ตอนกลางของภาคมเี ทอื กเขาบรรทดั อยูท างตะวนั ออกเปน พรมแดนธรรมชาติระหวางประเทศไทยกบั ประเทศ
กัมพูชา และมที ี่ราบชายฝงทะเลซงึ่ อยรู ะหวา งเทอื กเขาจนั ทบรุ ีกับอาวไทย ถงึ แมจะเปน ทร่ี าบแคบๆ แตก็เปน
พนื้ ดินทีอ่ ุดมสมบูรณเหมาะสาํ หรับการปลูกไมผล ในภาคนีม้ จี ังหวัดปราจีนบรุ แี ละจังหวัดสระแกวเปนจงั หวัด
ทไี่ มมีอาณาเขตจดทะเล นอกนัน้ ทกุ จังหวดั ลว นมีทางออกทะเลทั้งสน้ิ ชายฝง ทะเลของภาคเรม่ิ จากแมนํ้าบาง
ปะกง จังหวดั ฉะเชิงเทราไปถึงแหลมสารพัดพิษ จังหวัดตราด ยาวประมาณ 505 กิโลเมตรเขตพ้ืนท่ีชายฝงของ
ภาคมีแหลมและอาวอยูเ ปนจํานวนมากและมีเกาะใหญนอยเรียงรายอยไู มหา งจากฝงนกั เชน เกาะชาง เกาะกูด
เกาะสชี งั เกาะลา น เปน ตน

ห น้ า | 8

ภาคใต

ภาคใตประกอบดวยพื้นที่ของ 14 จังหวัดไดแก 1.ชุมพร 2.สุราษฎรธานี 3.นครศรีธรรมราช
4.พัทลุง 5.สงขลา 6.ปตตานี 7.ยะลา 8.นราธิวาส 9.ระนอง 10.พังงา 11.กระบี่ 12.ภูเก็ต 13.ตรัง
14.สตลู

ลกั ษณะภูมิประเทศทว่ั ไป เปนคาบสมทุ รยืน่ ไปในทะเล ทางตะวนั ตกของคาบสมทุ รมเี ทือกเขาภูเก็ต
ทอดตัวเลยี บชายฝง ไปจนถึงเกาะภเู ก็ต ตอนกลางของภาคมเี ทือกเขานครศรีธรรมราช สวนทางตอนใตสุดของ
ภาคใตมเี ทือกเขาสันกาลาคีรี วางตัวในแนวตะวันออก-ตะวันตก และเปน พรมแดนธรรมชาติก้ันระหวางไทยกบั
มาเลเซียดวยพ้ืนท่ีทางชายฝงตะวันออกมีท่ีราบมากกวาชายฝงตะวันตก ไดแก ท่ีราบในเขตจังหวัด
นครศรธี รรมราช พทั ลุง สงขลา ปตตานี และนราธวิ าส ชายฝง ทะเลดานตะวนั ออกของภาคใตม ีชายหาดเหมาะ
สาํ หรบั เปน ทีต่ ากอากาศหลายแหง เชน หาดสมิหลา จังหวดั สงขลาและหาดนราทัศน จังหวดั นราธวิ าส เปนตน
เกาะท่ีสาํ คัญทางดานนี้ ไดแ ก เกาะสมุยและเกาะพงนั สวนชายฝง ทะเลดานมหาสมุทรอินเดีย มีเกาะท่ีสําคัญ
คอื เกาะภเู กต็ เกาะตรุเตา เกาะยาวและเกาะลนั ตา นอกจากนี้ ในเขตจังหวัดสงขลาและพทั ลงุ ยงั มีทะเลสาบ
เปด (lagoon) ทใ่ี หญท ส่ี ุดแหง หนงึ่ ในเอเชียตะวันออกเฉยี งใต คอื ทะเลสาบสงขลา มคี วามยาวจากเหนือจดใต
ประมาณ 80 กิโลเมตร สวนที่กวา งทส่ี ดุ ประมาณ 20 กโิ ลเมตร คิดเปนเน้ือท่ีประมาณ 974 ตารางกิโลเมตร
สวนเหนือสดุ ของทะเลสาบเปน แหลง นาํ้ จดื เรยี กวา ทะเลนอ ย แตท างสวนลา งน้ําของทะเลสาบจะเค็ม เพราะมี
นา นนา้ํ ตดิ กบั อาวไทย นาํ้ ทะเลจึงไหลเขามาได ในทะเลสาบสงขลามีเกาะอยูหลายเกาะ บางเกาะเปนท่ีทํารัง
ของนกนางแอน บางเกาะเปนทีอ่ ยูของเตาทะเล นอกจากนใ้ี นทะเลสาบยงั มี ปลา และกุง ชุกชุมอีกดวย สวน
ชายฝง ทะเลดานตะวนั ตกของภาคใตมลี ักษณะเวาแหวงมากกวา ดานตะวันออก ทําใหมีทวิ ทศั นท สี่ วยงามหลาย
แหง เชน หาดนพรัตนธารา จังหวัดกระบ่ี หมูเกาะซิมิลัน จังหวัดพังงา ชายฝงตะวันตกของภาคใตจึงเปน
สถานทีท่ อ งเท่ยี วท่สี ําคญั แหง หนง่ึ ของประเทศ แมนํา้ ในภาคใต สว นใหญเปนแมนํา้ สายสน้ั ๆ ไหลจากเทอื กเขา
ลงสูท ะเล ท่สี ําคัญไดแก แมน ้ําโก-ลกซ่งึ กัน้ พรมแดนไทยกับมาเลเซียในจังหวัดนราธิวาส แมนํ้ากระบุรีซึ่งกั้น
พรมแดนไทยกับพมา ในเขตจงั หวดั ระนอง แมน ้ําตาปในจงั หวัดสุราษฏรธ านี และแมน้ําปตตานใี นจังหวัดยะลา
และปต ตานี

ทวีปเอเชยี

1. ขนาดทีต่ ัง้ และอาณาเขตติดตอ

ทวปี เอเชียเปน ทวปี ที่มขี นาดใหญท ส่ี ดุ มีพื้นทปี่ ระมาณ 44 ลานตารางกโิ ลเมตร เปนทวีปทมี่ ีพ้นื ท่กี วา ง
ท่ีสดุ ในโลกต้ังอยูทางทิศตะวันออกของโลก ทวีปเอเชียตั้งอยูระหวางละติจูด 1 องศา 15 ลิปดาเหนือถึง 77
องศา 41 ลปิ ดาเหนอื และลองตจิ ูด 24 องศา 4 ลิปดา ตะวันออกถึง 169 องศา 40 ลิปดาตะวันตก

อาณาเขตตดิ ตอ
ทศิ เหนอื ติดกบั มหาสมุทรอารก ตกิ

ห น้ า | 9

ทศิ ใต ติดกับมหาสมทุ รอนิ เดยี
ทิศตะวนั ออก ตดิ กับมหาสมทุ รแปซิฟก
ทศิ ตะวนั ตก ตดิ กบั เทือกเขาอูราล ทวีปยโุ รป

2. ลักษณะภมู ิประเทศของทวปี เอเชีย

ทวีปเอเชียมีลกั ษณะเดน คือ มภี ูมิประเทศที่เปนภูเขาสูงอยูเกอื บใจกลางทวีป ภูเขาดังกลาวทําหนาท่ี
เหมือนหลงั คาโลกเพราะเปน จดุ รวมของเทือกเขาสําคัญๆ ในทวีปเอเชียจุดรวมสําคัญ ไดแก ปามรี นอต ยูนนาน
นอต และอามีเนียนนอต เทือกเขาสูงๆ ของทวีปเอเชียวางแนวแยกยายไปทุกทิศทุกทางจากหลังคาโลกเชน
เทือกเขาหิมาลัย เทือกเขาคนุ ลนุ เทือกเขาเทียนชาน เทอื กเขาอัลตนิ ตัก เทอื กเขาฮินดกู ูซ เทือกเขาสุไลมาน ยอด
เขาเอเวอรเรสต มีระดับสูง 8,850 เมตร (29,028 ฟุต) เปนยอดเขาสูงท่ีสุดในโลกตั้งอยูบนเทือกเขาหิมาลัย
ระหวา งเทอื กเขาเหลา นม้ี พี ้ืนท่ีคอนขา งราบแทรกสลับอยู ทาํ ใหเ กิดเปนแองแผน ดนิ ทีอ่ ยใู นท่ีสูง เชน ท่ีราบสูง
ทิเบต ที่ราบสูงตากลามากัน ที่ราบสูงมองโกเลีย ที่ราบสูงยูนาน ลักษณะภูมิประเทศดังกลาวขางตนทําให
บริเวณใจกลางทวีปเอเชียกลายเปนแหลงตนกําเนิดของแมนํ้าสายสําคัญ ท่ีมีรูปแบบการไหลออกไปทุกทิศ
โดยรอบหลังคาโลก เชน ไหลไปทางเหนือมีแมน้ํา อ็อบ เยนิเซ ลีนา ทางตะวันออกเฉียงเหนือมีแมนํ้าอามูร
ทางตะวันออกมีแมน ํา้ ฮวงโห (หวงเหอ แยงซีเกียง (ฉางเจียง) ซีเกียง (ซีเจียง) ทางตะวันออกเฉียงใตมีแมน้ํา
แดงโขง เจาพระยา สาละวิน อิระวดี ทางใตมีแมน้ําพรหมบุตร คงคา สินธุ ทางตะวันตกมีแมนํ้าอามู ดารยา
จากทส่ี งู อามเี นียนนอต มแี มน ้าํ ไทกรสี ยเู ฟรตีส บทบาทของลุมน้ําเหลาน้ี คือพัดพาเอาตะกอนมาทับถมท่ีราบ
อันกวางใหญไพศาล กลายเปน แหลงเกษตรกรรมและที่อยูอาศัยสําคัญๆ ของชาวเอเชีย โดยเฉพาะท่ีราบดิน
ดอนสามเหล่ยี มปากแมนาํ้ จงึ กลายเปน แหลง ที่มีประชากรอาศัยอยูหนาแนนทสี่ ดุ

3. ลกั ษณะภูมิอากาศของทวปี เอเชยี

ทวีปเอเชียโดยสวนรวมประมาณครึ่ง
ท วี ป อ ยู ภ า ย ใ ต อิ ท ธิ พ ล ข อ ง ล ม ม ร สุ ม ต้ั ง แ ต
ปากีสถานถึงคาบสมุทรเกาหลี เปนผลทําใหมี
ฝนตกชุกในฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต และมี
อากาศหนาวในฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือใน
เขตละติจูดกลางหรือเขตอบอุน แถบจีนและ
ญี่ปุนจะไดรับอิทธิพลจากแนวปะทะอากาศ
บอยครั้ง ทางชายฝงตะวันออกของทวีปตั้งแต
ญ่ีปุน อนิ โดนีเซยี จะไดรับอทิ ธิพลของลมไตฝ นุ และดเี ปรสชั่นทําใหด นิ แดนชายฝง ตะวนั ออกของหมูเ กาะไดร บั
ความเสียหายจากลมและฝนเสมอ ทางเอเชียตะวันออกเฉียงใตและเอเชียใต ซ่ึงอยูใกลศูนยสูตรจะมี

ห น้ า | 10

ปรากฏการณของหยอ มความกดอากาศตาํ่ ทําใหมีอากาศลอยตัว กอเปนพายุฟาคะนองเกิดขึ้นเปนประจําใน
เวลาบา ยๆ หรือใกลคา่ํ แถบทอ่ี ยลู ึกเขาไปในทวีปหางไกลจากทะเลจะมภี ูมิอากาศแหงแลงเปนทะเลทราย

4. สภาพทางสังคม วัฒนธรรม ภาษา ศาสนา
เช้อื ชาติเผาพนั ธุ ประชากร 2 ใน 3 ของประชากรทัง้ หมด เปน พวกมองโกลอยด มีพวกคอเคซอยดอยู
บาง เชน ชาวรสั เซียอพยพมาจากยุโรปตะวันออก ประชากรของเอเชียมีความหลากหลาย ดา นประกอบอาชีพ
เศรษฐกิจของประเทศในเอเชียขึ้นอยูกบั ภาคเกษตรกรรม ประชากรสวนใหญ ประกอบอาชีพดานการเกษตร
คือ การเพาะปลูก ขาว ขาวโพด และมีการเลี้ยงสัตว ทั้งเลี้ยงไวเปนอาหาร และทํางาน นอกจากน้ียังมีการ
คา ขาย การประมง การทาํ เหมอื งแร

ลักษณะทางเศรษฐกจิ
1. การเพาะปลูกทําในท่ีราบลุมของแมน้ําตางๆ ไดแก ขาว ยางพารา ปาลม ปอ ฝาย ชา กาแฟ
ขา วโพด
2. การเล้ยี งสตั ว ในเขตอากาศแหงแลงจะเล้ียงแบบเรรอนซ่ึงเลี้ยงไวใชเน้ือและนมเปนอาหารไดแก
อฐู แพะ แกะ โค มา และจามรี
3. การทําปา ไม ปาไมในเขตเมืองรอ นจะเปนไมเ นือ้ แข็ง ผลผลติ ท่ีไดส ว นใหญน ําไปกอสราง
4. การประมง ทําในบรเิ วณแมนํา้ ลาํ คลอง หนอง บึงและชายฝง ทะเล
5. การทาํ เหมอื งแร ทวีปเอเชยี อุดมไปดว ยแรธาตนุ านาชนดิ
6. อุตสาหกรรม การทาํ อุตสาหกรรมหลายประเทศในเอเชีย เร่ิมจากอุตสาหกรรมในครัวเรือนแลว
พัฒนาขึ้นเปนโรงงานขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ

ประชากร

ทวีปเอเชียมีประชากรมากที่สุดในโลกประมาณ 3,155 ลานคน ประชากรสวนใหญมาจากพันธุ
มองโกลอยดป ระชากรอาศยั อยูหนาแนน บริเวณชายฝง ทะเลและทีร่ าบลมุ แมนาํ้ ตางๆ เชน ลุมแมน ้าํ เจา พระยา
ลมุ แมน าํ้ แยงซเี กยี ง ลุมแมนํา้ แดงและลุม แมน ํ้าคงคาสว นบรเิ วณทีม่ ีประชากรเบาบาง จะเปนบริเวณทีแ่ หง แลง
กนั ดารหนาวเย็นและในบริเวณทเี่ ปนภเู ขาซับซอน ซึง่ สวนใหญจ ะเปนบรเิ วณกลางทวีป

ภาษา

1. ภาษาจนี

ห น้ า | 11

ภาษาทใ่ี ชก นั มากในทวีปเอเชีย โดยใชกันในประเทศจีน ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต เชน สิงคโปร
ประมาณวาประชากรเอเชีย 1,000 ลานคน พูดภาษาจีน แตเปนภาษาที่แตกตางกันไป เชน ภาษาแตจิ๋ว
ไหหลํา จนี กลาง หรอื ทเี่ รียกวาภาษาแมนดาริน

2. ภาษาอนิ เดยี
เปนภาษาที่ใชกันแพรหลายรองลงมาอันดับ 2 โดยสวนใหญใชกันในประเทศอินเดีย และ

ปากีสถาน
3. ภาษาอาหรับ
เปน ภาษาทใ่ี ชก ันแพรหลายมากอันดบั 3 โดยใชก ันในแถบเอเซียตะวนั ตกเฉยี งใต
4. ภาษารัสเซยี
เปน ภาษาทใ่ี ชกันมากอันดับ 4 โดยใชก นั ในรัสเซียและเครอื จกั รภพ

ศาสนา

ทวีปเอเชียเปนแหลงกําเนิดศาสนาท่ีสําคัญของโลก เชน ศาสนาคริสต ศาสนาอิสลาม ศาสนาพุทธ
ศาสนาฮินดู และยูดาห ในเอเชียตะวันตกเฉียงใตประชากรสวนใหญนับถือศาสนาฮินดูกวา 500 ลานคนใน
อินเดีย รองลงมาคือ ศาสนาอิสลามมีผูนับถือประมาณ 450 ลานคน นอกจากนี้ยังมีลัทธิเตา ลัทธิขงจื๋อ ที่
แพรห ลายในจีน ลทั ธชิ ินโตในญ่ีปนุ

ทวีปยุโรป

1. ขนาดท่ตี งั้ และอาณาเขตติดตอ

ทวีปยุโรปเปนทวปี ท่มี ีลกั ษณะทางกายภาพที่เหมาะสมในการตั้งถิ่นฐานท้ังในดา นลักษณะภูมปิ ระเทศ
ที่มีท่ีราบลุม เทือกเขาที่ไมต้ังกั้นทางลม มีแมนํ้าหลายสาย ลักษณะภูมิอากาศที่อบอุน ชุมชื่นมี
ทรพั ยากรธรรมชาติ คือ เหล็กและถานหิน ซึ่งเปนสวนสําคัญอยางย่ิงตอการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ
จึงสงผลใหทวีปยุโรปมีประชากรตั้งถิ่นฐานหนาแนนที่สุดในโลก อีกทั้งเปนทวีปท่ีมีอารยธรรมท่ีเกาแก คือ
อารยธรรมกรีกและโรมัน

ห น้ า | 12

ทวีปยโุ รป เปน ทวปี ที่ตั้งอยูระหวางละติจดู 36 องศา 1 ลิปดาเหนือถึง 71 องศา 10 ลิปดาเหนือและ
ระหวางลองติจดู 9 องศาตะวันตก ถึง 66 องศาตะวันออก จากพิกัดภูมศิ าสตรจะสงั เกตไดวา ทวีปยุโรปมพี ื้นที่
ทั้งหมดอยูในซีกโลกเหนือและอยูเหนือเสนทรอปคออฟแคนเซอร มีเสนสําคัญท่ีลากผานคือ
เสนอารกติกเซอรเ คลิ และเสนลองติจูดท่ี 0 องศา มีเนื้อที่ประมาณ 9.9 ลานตารางกิโลเมตร จึงเปนทวีปที่มี
ขนาดเล็ก โดยมีขนาดเล็กรองจากทวีปออสเตรเลีย

อาณาเขตตดิ ตอ
ทิศเหนือ ติดกับมหาสมุทรอารกติกและข้ัวโลกเหนือ จุดเหนือสุดอยูท่ีแหลมนอรท
(North Cape) ในประเทศนอรเ วย
ทิศใต ติดกับทะเลเมดเิ ตอรเรเนยี น จุดใตส ุดอยูท ่เี กาะครตี ประเทศกรีช
ทศิ ตะวันออก ติดตอ กบั ทวีปเอเชยี โดยมีเทือกเขาอูราล เทือกเขาคอเคซัสและทะเลแคสเปยนเปน
เสนกัน้ พรมแดน
ทิศตะวันตก ติดตอกับมหาสมุทรแอตแลนติก จุดตะวันตกสุดของทวีปอยูที่แหลมโรคาประเทศ
โปรตุเกส

2. ลักษณะภมู ิประเทศ

ลกั ษณะภมู ิประเทศแบงออกเปน 4 เขต ไดแ ก
1. เขตเทอื กเขาตอนเหนอื ไดแก บรเิ วณคาบสมทุ รสแกนดิเนเวีย ภูมปิ ระเทศสวนมากประกอบดวย
เทือกเขาสงู และที่ราบชายฝงทะเล เทอื กเขาทส่ี าํ คัญในบรเิ วณน้ีไดแ ก เทอื กเขาเซอรอนและเทือกเขาแกรมเปยน
เน่ืองจากทวีปยุโรปเคยถูกปกคลุมดวยน้ําแข็งมากอน บริเวณชายฝงทะเลถูกธารนํ้าแข็งกัดเซาะและทับถม
ทําใหเกดิ ชายฝง เวา แหวงและอา วนาํ้ ลึกท่ีเรยี กวา ฟยอรด พบมากในประเทศนอรเวยแ ละแควน สกอตแลนด
2. เขตทรี่ าบสูงตอนกลาง ประกอบดวยท่ีราบสูงสําคัญ ไดแก ท่ีราบสูงแบล็กฟอเรสตตอนใตของ
เยอรมันนี ที่ราบสูงโบฮีเมีย เขตติดตอระหวางเยอรมันนีและสาธารณรัฐเช็คท่ีราบเมเซตา ภาคกลางของ
คาบสมุทรไซบเี รีย ในเขตประเทศสเปนและโปรตุเกส ท่ีราบสงู มัสชพี ซองตรัล ตอนกลางของประเทศฝรั่งเศส
3. เขตทร่ี าบตอนกลาง ครอบคลุมพื้นท่ีตง้ั แตชายฝง มหาสมุทรแอตแลนตกิ ไปจนถงึ เทือกเขาอรู าลใน
รัสเซีย ตะวันตกของฝรง่ั เศส ตอนใตข องสหราชอาณาจักรเบลเย่ียม เนเธอรแลนด เดนมารก ภาคเหนือของ

ห น้ า | 13

เยอรมนั นโี ปแลนดและบางสวนของรสั เซยี เปนบรเิ วณทมี่ ีประชากรอาศัยอยูหนาแนนท่ีสุด และมีความสําคัญ
ทางเศรษฐกิจอยางมาก เนื่องจากเปนพื้นท่ีเกษตรกรรมท่ีสําคัญของทวีปในบริเวณนี้มีแมนํ้าที่สําคัญไดแก
แมน า้ํ ไรน แมน้าํ เชน แมนา้ํ ลัวร และแมน้ําเอลเบ

4. เขตเทือกเขาตอนใต ประกอบดว ยเทอื กเขาสงู เทอื กเขาทีส่ าํ คญั ในบริเวณน้ไี ดแ ก เทือกเขาแอลป
ซ่ึงเปนเทือกเขาที่มีขนาดใหญที่สุดในทวีปยุโรป ทอดตัวยาวตั้งแตตะวันออกเฉียงใตของฝร่ังเศส ผาน
สวติ เซอรแ ลนด เยอรมันนี ออสเตรยี เซอรเบีย ไปจนถึงทางเหนือของอิตาลี บริเวณยอดเขามีธารนํ้าแข็งปก
คลุมเกอื บตลอดทั้งป บางชวงเปนหุบเขาลึก ยอดเขาท่ีสูงท่ีสุดในเทือกเขาแอลป คือ มองตบลังก สูง 4,807
เมตร นอกจากนี้ยงั ประกอบดวยยอดเขาคอเคซสั ทางตอนใตข องรัสเซยี มียอดเขาเอลบรสู สูง 5,642 เมตร ซึ่ง
เปนยอดเขาท่ีสงู ทีส่ ดุ ในยโุ รป

แมน ํ้า แมน้ําทสี่ าํ คญั ในทวีปยโุ รป มีดงั นี้

แมนํา้ โวลกา เปน แมน าํ้ สายยาวทส่ี ุดในทวีป มตี น นํ้าอยูบรเิ วณตอนกลางของสหพนั ธร สั เซียไหลลงสู
ทะเลแคสเปยน

แมน้ําดานูบ มีตนกําเนิดจากเทือกเขาทางภาคใตของเยอรมัน ไหลผานประเทศออสเตรีย ฮังการี
ยูโกสลาเวยี พรมแดนระหวา งประเทศบัลแกเรียกับประเทศโรมาเนีย แลวไหลลงสูทะเลดํา แมน้ําดานูบเปน
แมน ํ้าที่ไหลผานหลายประเทศ ดงั นนั้ จึงถือวาเปนแมนํ้านานาชาติแตในดานความสําคัญของการขนสงสินคา
อตุ สาหกรรมน้ันมไี มมากเทากับแมนาํ้ ไรน เนื่องจากแมน้าํ ดานบู ไหลออกสูทะเลดาํ ซงึ่ เปนทะเลภายใน

แมนํ้าไรน มีตนกําเนิดจากเทือกเขาแอลปทางตอนใตของสวิสเซอรแลนด ไหลขึ้นไปทางเหนือ
ระหวางพรมแดนฝรั่งเศสและเยอรมันไปยังเนเธอรแลนด แลวไหลลงทะเลเหนือ แมน้ําไรนเปนแมนํ้าท่ีมี
ความสําคัญมาก มีปริมาณน้ําไหลสม่ําเสมอ ไหลผานที่ราบและไหลผานหลายประเทศจึงถือวาเปนแมนํ้า
นานาชาติ และยงั เปน เสน ทางขนสง วตั ถุดบิ และสินคาท่ีสําคญั คอื ถานหิน แรเหล็ก และแปงสาลี โดยเฉพาะ
การขนสงถา นหินซงึ่ มีปรมิ าณมากในยานอุตสาหกรรมถา นหนิ ของเยอรมัน แมน้ําสายน้ีจึงไดรับสมญานามวา
“แมนํ้าถานหิน” การขนสงสินคาผานทางแมนํ้าไรนน้ี จะออกสูบริเวณปากแมนํ้าซึ่งเปนท่ีตั้งของเมืองทา
รอตเตอรดมั (เนเธอรแ ลนด) ซ่ึงเปนเมืองทาทีส่ ําคัญทีส่ ดุ ของทวปี

3. ลกั ษณะภมู อิ ากาศ เขตอากาศ

ปจจัยท่มี อี ทิ ธิพลตอภูมิภาคอากาศของทวีปยุโรป
1. ละติจูด ทวีปยุโรปมที ่ีตง้ั อยรู ะหวางละติจดู 36 องศา 1 ลิปดาเหนือ ถึง 71 องศา 10 ลิปดาเหนือ
พ้ืนท่สี ว นใหญอ ยูในเขตอบอุน มเี พียงตอนบนของทวปี ทอี่ ยใู นเขตอากาศหนาวเยน็ และ ไมมีสวนใดของทวีปที่
อยใู นเขตอากาศรอ น

ห น้ า | 14

2. ลมประจาํ ลมประจาํ ทพี่ ัดผา นทวีปยุโรป คือ ลมตะวนั ตก ซ่ึงพดั มาจากมหาสมทุ รแอตแลนติกเขา
สทู วีปทางดานตะวันตก มีผลทาํ ใหบ รเิ วณฝงตะวันตกของทวีปมีปริมาณฝนคอนขางมาก อุณหภูมิระหวางฤดู
รอ นกับฤดูหนาวไมค อ ยแตกตางกันมากนัก แตถาลึกเขามาภายในทางดานตะวันออกของทวีปซ่ึงติดกับทวีป
เอเชยี น้ัน ปรมิ าณฝนจะลดลงและจะมคี วามแตกตางของอณุ หภูมริ ะหวางฤดรู อ นกบั ฤดูฝนมากขน้ึ ดว ย

3. ความใกลไกลทะเล ทวีปยโุ รปมีชายฝงทะเลยาวและเวาแหวง ประกอบกับมีพื้นที่ติดทะเลถึง 3
ดาน ทําใหไดรบั อทิ ธิพลจากทะเลและมหาสมุทรอยางท่ัวถึง โดยเฉพาะบริเวณท่ีอยูใกลชายฝง ดังนั้นจึงไมมี
พน้ื ทีใ่ ดในทวีปยโุ รปทม่ี ภี มู อิ ากาศแหง แลง

4. ทิศทางของเทอื กเขา เทือกเขาสวนใหญใ นทวปี วางตัวในแนวทศิ ตะวนั ออกตะวันตก ทําใหไมก้ัน
ขวางทางลมตะวนั ตกทพี่ ัดเขาสทู วีป

5. กระแสน้ําในมหาสมุทร บริเวณ
ชายฝงมีก ระแสน้ํา อุนแอตแล นติกเหนื อ
ไหลผานทางตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือ
ของทวีป ทําใหนานนํ้าบริเวณเกาะบริเวนใหญ
และประเทศนอรเวยไมเปนนํ้าแข็งในฤดูหนาว
จึ ง แ ต ก ต า ง จ า ก บ ริ เ ว ณ ท ะ เ ล บ อ ล ติ ก ที่ น้ํ า
กลายเปนน้ําแข็ง ทําใหประเทศสวีเดน ตอง
เปล่ียนเสนทางการขนสงสินคาจากทางเรือไป
เปน การขนสงโดยใชเสนทางรถไฟจากสวีเดนไป
ยังนอรเวยแลวจึงนําสินคาลงเรือที่เมืองทา
ประเทศนอรเวย

เขตภมู อิ ากาศแบง ออกไดเ ปน 7 เขต ดังนี้
1. ภมู ิอากาศแบบทะเลเมดิเตอรเรเนย่ี น ไดแก บริเวณชายฝงทะเลเมดิเตอรเรเนียนในเขตประเทศ

อิตาลี ฝรั่งเศส ภาคใตข องสเปน แอลเบเนยี กรซี บลั แกเรยี และเซอรเบีย ฤดรู อนมอี ากาศรอน อณุ หภูมิเฉลี่ย
23 องศาเซสเซียส ในฤดูหนาวมอี ากาศอบอุนและมีฝนตกอุณหภูมิเฉล่ีย 8 องศาเซลเซยี ส ปริมาณฝนตกเฉลี่ย
500-1,000 มิลลิเมตรตอ ป

ห น้ า | 15

2. ภมู ิอากาศแบบทุง หญา ก่ึงทะเลทราย ไดแก บริเวณภาคกลางของคาบสมุทรไซบีเรีย ตอนเหนือ
ของทะเลดําและทะเลแคสเปยน ในเขต
ประเทศฮังการี ยูเครน โรมาเนีย และตอนใต
ของรัสเซีย มีฝนตกนอยมาก เฉลี่ยปละ 250-
500 มลิ ลิเมตรตอ ป

3. ภูมิอากาศแบบพื้นสมุทร ไดแก
สหราชอาณาจักร เนเธอรแลนด ฝรั่งเศส
เดนมารก เบลเย่ียม และตอนเหนือของ
เยอรมนี มีฝนตกชุกตลอดท้ังปเฉลี่ย 750-
1,500 มิลลิเมตรตอป ฤดูหนาวอากาศไมห นาว
จัด อุณหภูมิเฉล่ีย 1-7 องศาเซลเซียส
เ นื่ อ ง จ า ก ไ ด รั บ อิ ท ธิ พ ล จ า ก ก ร ะ แ ส น้ํ า อุ น
แอตแลนตกิ เหนอื

4. ภมู อิ ากาศแบบอบอนุ ช้นื ไดแ ก บรเิ วณที่ราบลมุ แมน ํา้ ดานูบในฮังการีตอนเหนือของเซอรเบียและ
โรมาเนีย มีอากาศอบอุน ฝนตกตลอดทั้งปเ ฉลยี่ 500-1,000 มิลลเิ มตรตอป เนื่องจากไดรับอิทธิพลความช้ืนจาก
ทะเล

5. ภมู อิ ากาศแบบอบอุนช้ืนภาคพ้นื ทวีป ไดแ ก ยุโรปตะวันออก และยุโรปกลาง รัสเซีย สาธารณรัฐ
เซ็ก สาธารณรัฐสโลวักและโปแลนด ฤดูหนาวมีอากาศหนาวและแหงแลง ฤดูรอนมีอากาศอบอุนและมีฝนตก
อณุ หภูมิเฉลีย่ 19-20 องศาเซลเซยี ส ปรมิ าณฝน 500-750 มลิ ลเิ มตรตอป

6. ภูมอิ ากาศแบบไทกา ไดแ ก ตอนเหนอื ของฟนแลนด สวีเดน และนอรเวย ฤดูหนาวมีอากาศหนาว
เย็นและยาวนาน อุณหภูมิเฉลี่ย 6 องศาเซลเซียส ฤดูรอนอากาศอบอุนอุณหภูมิเฉลี่ย 17 องศาเซลเซียส มี
ปรมิ าณฝนตกนอยและสวนมากเปน หิมะเฉล่ยี 600 มลิ ลเิ มตรตอ ป

7. ภูมิอากาศแบบขั้วโลกหรือภูมิอากาศแบบทุนดรา ไดแก ทางเหนือของทวีปท่ีมีชายฝงติดกับ
มหาสมทุ รอารก ตกิ ฤดหู นาวมีอากาศหนาวจดั และยาวนานปละ 10-11 เดือน ฤดูรอนมีอากาศอบอุนและส้ัน
เพยี ง 1-2 เดอื น อุณหภูมิเฉล่ียตลอดท้ังปประมาณ 10 องศาเซลเซียส ปริมาณฝนตกนอยมากและสวนมาก
เปนหิมะ

4. ลักษณะเศรษฐกิจและ สภาพแวดลอ มทางสงั คมวัฒนธรรม

ลกั ษณะเศรษฐกิจ

ทวีปยุโรปมีความเจริญทั้งในดานเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม โดยมีเขตเกษตรกรรมและ
อุตสาหกรรม ดังน้ี

การทาํ เกษตรกรรม

ห น้ า | 16

1. เขตปลูกขาวสาลี ไดแก บริเวณทีร่ าบภาคกลาง โดยเฉพาะบริเวณประเทศฮงั การี โรมาเนีย ยเู ครน
ซง่ึ เปน แหลงผลติ ขา วสาลีแหลงใหญ

2. เขตทาํ ไรปศสุ ัตว สวนใหญจ ะพบในบรเิ วณเขตอากาศแหง แลง ไมคอยเหมาะกับการเพาะปลูกแต
มีหญา ท่สี ามารถเลยี้ งสตั วไ ด เชน บริเวณชายฝงทะเลแคสเปย น และที่ราบสงู ของทวปี สตั วที่เล้ยี งไดแก โคเนือ้
แกะ แพะ สวนการเล้ียงโคนม จะพบบริเวณเขตอากาศชื้นภาคพ้ืนสมุทร เน่ืองจากมีทุงหญาอุดมสมบูรณ
มากกวา

3. เขตเกษตรกรรมแบบผสม ไดแ ก เขตทีม่ กี ารเล้ยี งสัตวค วบคกู ับการปลกู พชื เชน การปลกู ขาวสาลี
ขาวบาเลย การเล้ยี งสตั ว เชน โคเนื้อ โคนม ซึง่ พบมากบรเิ วณภาคตะวันตก และภาคกลางของทวีป

4. เขตเกษตรแบบเมดเิ ตอรเ รเนยี น พบบรเิ วณเขตชายฝง ทะเลเมดิเตอรเ รเนียน เชน อติ าลี กรีซ พชื
สําคญั ไดแก สม องนุ มะกอก

5. เขตเลย้ี งสตั วแ บบเรร อ น มีการเลีย้ งสตั วแบบท่ีมีการยา ยถน่ิ ทอ่ี ยเู พอ่ื หาแหลง อาหารแหลงใหมท่ี
อุดมสมบรู ณกวา บรเิ วณท่ีมกี ารเลี้ยงสัตวแบบเรร อ น คือ บริเวณท่ีมีอากาศหนาวเย็น เชน ชายฝงมหาสมุทร
อารก ติก หรอื เขตอากาศแบบทนุ ดรา

การปาไม

แหลง ปาไมทส่ี ําคัญของทวีป คือ เขตภูมอิ ากาศแบบไทกา บรเิ วณคาบสมุทร สแกนดิเนเวีย ซง่ึ จะมีปา
สนเปนบรเิ วณกวาง

การประมง

จากลกั ษณะภมู ปิ ระเทศของทวปี ยุโรปทม่ี ชี ายฝง ทะเลยาวและเวา แหวง ติดทะเล ทัง้ 3 ดาน ประกอบ
กับการมกี ระแสนา้ํ อนุ แอตแลนตกิ เหนอื ไหลผา นทําใหในฤดูหนาวนา้ํ ไมเปนนา้ํ แข็ง จงึ กลายเปนแหลง ประมงที่
สาํ คญั ของทวีป มชี ่ือวา “ดอกเกอรแ บงก (Dogger Bank)

การเหมืองแร

ทวปี ยโุ รปมที รพั ยากรทมี่ คี วามสาํ คญั มากตอการทาํ อตุ สาหกรรม ไดแก เหลก็ และถานหนิ
แรถ านหิน ใชเปน เชอ้ื เพลงิ ในการถลุงเหล็ก โดยมีแหลงถานหินท่ีสําคัญ เชน ภาคเหนือของฝรั่งเศส
และภาคกลางของเบลเยย่ี ม เยอรมัน เปนตน
แรเ หล็ก เมือ่ ผานการถลุงแลวจะนําไปใชในอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกลา โดยมีแหลงแรเหล็กท่ี
สําคญั เชน ประเทศสวเี ดน ฝรั่งเศส
นา้ํ มนั ปโ ตรเลยี มมี 2 แหลงทสี่ ําคญั คอื ทะเลเหนอื และทะเลดํา

การอตุ สาหกรรม

ทวปี ยโุ รปเปน ศนู ยก ลางอตุ สาหกรรมทีส่ าํ คัญแหงหนึ่งของโลก ประเทศที่มีชื่อเสียงมาก คือ สหราช
อาณาจักร ฝรั่งเศส เบลเย่ียม สวีเดน โดยบริเวณน้ีจะมีแรเหล็กและถานหินซ่ึงเปนสวนสําคัญในการทํา
อุตสาหกรรม

ห น้ า | 17

สภาพแวดลอมทางสงั คมและวฒั นธรรม

ลกั ษณะประชากร

1. มปี ระชากรมากเปนอนั ดับ 4 ของโลก และหนาแนน มากเปนอนั ดับ 2 ของโลก
2. มกี ารกระจายประชากรท่วั ท้งั ทวปี เนื่องจากความเหมาะสมในดานสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ
และทรัพยากร
3. บริเวณทีม่ ปี ระชากรหนาแนน คอื บรเิ วณทรี่ าบภาคตะวันตกและภาคกลางของทวปี สว นบริเวณที่
มปี ระชากรเบาบาง คือ บรเิ วณคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย และเขตยุโรปตะวนั ออก

ประวตั ิศาสตร แบงได 3 สมัยคือ

1. สมัยโบราณ หรอื อารยธรรมสมัยคลาสสิค มกี รีกและโรมนั เปนศูนยก ลางความเจรญิ โดยต้งั มัน่ อยู
ทางตอนใตของทวปี ยุโรปในแถบทะเลเมดเิ ตอรเรเนียน

กรกี ชนชาติกรกี ไดถ า ยทอดมรดกทางศลิ ปวฒั นธรรมไวหลายประการ ไดแ ก

1. การปกครอง ชาวกรีกไดใหส ิทธริ าษฎรในการลงคะแนนเสียงเลือกเจาหนา ทฝี่ า ยปกครอง
2. ศิลปวัฒนธรรม ชาวกรีกมีความสามารถในดานวรรณคดี การละคร และสถาปตยกรรม
สถาปตยกรรมที่มีช่ือเสียง คือ วิหารพาเธนอน นอกจากน้ียังมีการแขงขันกีฬาท่ีเปนท่ีรูจักกันดี คือ กีฬา
โอลมิ ปก
3. ปรัชญาความคดิ นักปรชั ญากรกี ทม่ี ชี อื่ เสียง คอื อรสิ โตเติล และเพลโต

โรมัน ชนชาติโรมันไดรับความเจริญตางๆ จากกรีก ส่ิงท่ีชาวโรมันไดถายทอดใหกับชนรุนหลังคือ
ประมวลกฎหมาย และภาษาละติน

1. สมัยกลาง ในชวงน้ียุโรปมีศึกสงครามเกือบตลอดเวลา จนทําใหการพัฒนาดานตางๆ ตอง
หยุดชะงัก ยคุ น้จี ึงไดช อ่ื วาเปน “ยุคมืด” หลังจากผานพนชวงสงครามจึงเปนชวงของการฟนฟศู ลิ ปะวทิ ยาการเริ่ม
ใหค วามสําคัญกับมนษุ ยมากขนึ้ เรียกยุคนวี้ า ยคุ เรอเนสซองซ (Renaissance)

2. สมัยใหม ยุคนี้เปนยคุ แหงการแสวงหาอาณานคิ ม ทําใหศ ิลปวัฒนธรรมของชาติตะวันตกแผขยาย
ไปยังดนิ แดนตา งๆ นอกจากนีย้ งั มเี หตกุ ารณสําคัญ คือ การปฏวิ ตั ิวทิ ยาศาสตรและการปฏิวัตอิ ุตสาหกรรม

ทวปี อเมริกาใต

1. ขนาดที่ตั้งและอาณาเขตตดิ ตอ

ทวีปอเมริกาใตเปนทวีปท่ีใหญเปนอันดับ 4 ของโลก รองจากทวีปเอเชีย ทวีปแอฟริกา และทวีป
อเมรกิ าเหนือ มีพื้นทปี่ ระมาณ 17.8 ลานตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 299 ลานคน รูปรางของทวีป
อเมริกาใตคลา ยคลึงกับทวีปอเมริกาเหนือ คือ มีลักษณะคลายรูปสามเหล่ียมหัวกลับ มีฐานกวางอยูทางทิศ
เหนือ สว นยอดสามเหลยี่ มอยทู างทิศใต

ห น้ า | 18

ตัง้ อยูใ นแถบซีกโลกใต ระหวา งละติจูด 12 องศา 25 ลปิ ดาเหนือ ถึง 56 องศาใตและลองติจูด 34 องศา
47 ลปิ ดาตะวนั ตก ถงึ 81 องศา 20 ลปิ ดาตะวันตก อาณาเขตของทวีปอเมริกาใตม ีดังน้ี

อาณาเขตตดิ ตอ

ทิศเหนือ ติดกับทวีปอเมริกาเหนือ โดยมีคลองปานามาเปนเสนก้ันเขตแดนและติดตอกับทะเล
แครบิ เบยี น ในมหาสมทุ รแอตแลนตกิ จุดเหนอื สุดอยทู แ่ี หลมกายีนาสในประเทศโคลอมเบยี

ทิศใต ตดิ กับทวีปแอนตารก ติกา มีชองแคบเดรกเปนเสนก้ันเขตแดน จุดใตสุดอยูที่แหลมโฟรวารด
ในคาบสมุทรบรนั สวิก ประเทศชลิ ี

ทศิ ตะวนั ออก ตดิ กับมหาสมุทรแอตแลนติก จดุ ตะวนั ออกสดุ อยูทแ่ี หลมโคเคอรูส ในประเทศบราซลิ
ทศิ ตะวนั ตก ติดกบั มหาสมทุ รแปซิฟก จดุ ตะวันตกสุดอยูท แี่ หลมปารีนเยสในประเทศเปรู

2. ลักษณะภมู ิประเทศ

ลักษณะภูมปิ ระเทศของทวปี อเมรกิ าใตส ามารถแบงออกได 3 ลกั ษณะไดแ ก
1. เขตเทือกเขาตะวันตก ไดแ ก บริเวณเทอื กเขาแอนดีส ซึ่งทอดตัวยาวขนานไปกับชายฝงมหาสมุทร
แอตแลนตกิ ต้งั แตท างเหนอื บรเิ วณทะเลแคริบเบียนไปจนถงึ แหลมฮอรนทางตอนใต มีความยาวประมาณ 7,200
กโิ ลเมตร เปน แนวเทอื กเขาท่ยี าวทีส่ ุดในโลกยอดเขาสงู ทส่ี ดุ ในบรเิ วณนี้ คือ ยอดเขาอะคองคากัว สงู ประมาณ
6,924 เมตร บริเวณตอนกลางของเทอื กเขามที ่รี าบสูงทส่ี ําคัญคือ ทร่ี าบสูงโบลิเวีย มีความสูงถึง 4,500 เมตร
และมีขนาดกวางใหญเปนอันดับ 2 ของโลก รองจากที่ราบสูงทิเบต บนที่ราบสูงแหงน้ีมีทะเลสาบซึ่งเปน
ทะเลสาบทีส่ ูงที่สดุ ในโลก ไดแ ก ทะเลสาบตติ ิกากา ในประเทศเอกวาดอร
2. เขตทร่ี าบสงู ตะวนั ออก ประกอบดวยท่รี าบสูงสําคญั 3 แหง ไดแก
ที่ราบสูงกิอานา ตั้งอยูทางตอนเหนือของทวีป ในเขตประเทศเวเนซูเอลา กายอานาซูรินาเม
เฟรนซเกยี นา และภาคเหนือของบราซลิ มลี กั ษณะทเี่ ปนทร่ี าบสูงสลับกับเทือกเขาสลับซบั ซอน
ที่ราบสูงบราซิล ตัง้ อยตู อนกลางของทวปี บริเวณตะวนั ออกของประเทศบราซิล ตั้งอยรู ะหวางทรี่ าบ
ลมุ แมนา้ํ แอมะซอน ทร่ี าบลุม แมน าํ้ ปารานา และท่รี าบลมุ แมน า้ํ ปารากวัย ทางตะวนั ออกมีความสงู ชนั จากนั้น
คอ ยๆ ลาดต่ําลงไปทางตะวนั ตก
ท่รี าบสงู ปาตาโกเนีย ตัง้ อยทู างตอนใตข องทวีป ในเขตประเทศอารเจนตินาทางตะวันออกคอนขาง
ราบเรยี บและคอ ยๆ สูงขึ้นไปเร่ือยๆ ทางตะวันตก
3. เขตท่รี าบลมุ แมน ้ํา อยูบริเวณตอนกลางของทวีป เปน ทร่ี าบดนิ ตะกอนท่ีมีความอุดมสมบูรณและ
กวาง ตงั้ อยูระหวางเทือกเขาแอนดีสและทร่ี าบสงู ทางตะวนั ออก เขตที่ราบลุมแมนํ้าที่สําคัญของทวีปอเมริกา
ใตมี 2 บริเวณไดแก
ท่ีราบลุมแมนํ้าแอมะซอนหรืออเมซอน เปนที่ราบลุมแมนํ้าท่ีใหญท่ีสุดในโลก มีพื้นท่ีประมาณ 7
ลานตารางกโิ ลเมตร มีแมนํ้าหลายสายไหลผา น สวนมากมีตน กําเนิดจากเทอื กเขาแอนดสี และไหลสูมหาสมุทร
แอตแลนตกิ แมน ํา้ ท่สี าํ คัญท่สี ดุ ในบรเิ วณน้คี ือ แมน ้าํ แอมะซอน

ห น้ า | 19

ท่ีราบลุมแมน้ําโอริโนโค อยูทางตอนเหนือของทวีป ในเขตประเทศโคลอมเบีย และเวเนซุเอลา
บรเิ วณนเี้ ปนเขตเลีย้ งสัตวท ส่ี าํ คญั ของทวปี อเมรกิ าใต

แมนา้ํ ทส่ี ําคัญในทวปี อเมรกิ าใต ไดแก
แมนํา้ แอมะซอน มคี วามยาว 6,440 กโิ ลเมตร เปนแมน ้ําทีม่ คี วามยาวเปนอันดับ 2 ของโลก รองจาก
แมน้ําไนล มีตน กาํ เนิดจากเทอื กเขาแอนดสี ไหลผา นประเทศบราซลิ ไหลลงสูมหาสมทุ รแอตแลนตกิ
แมนํา้ ปารานา มคี วามยาว 2,800 กิโลเมตรมีตนกําเนิดจากท่ีสูงทางตะวันออกของทวีป ไหลผาน
ประเทศบราซิล ปารากวยั อารเจนตนิ า ลงสมู หาสมุทรแอตแลนตกิ บรเิ วณอา วริโอเดอลาพลาตา
แมนํ้าปารากวัย มีความยาว 2,550 กิโลเมตร มีตนกําเนิดจากท่ีสูงในประเทศบราซิลไหลผาน
ประเทศบราซลิ ปารากวัยไปรวมกับแมน ํ้าปารานาในเขตประเทศอารเจนตนิ า

3. ลกั ษณะภมู ิอากาศ

ปจจัยท่มี ีอิทธพิ ลตอ ภมู ิอากาศของทวีปอเมรกิ าใต
1. ละติจูด พน้ื ทส่ี วนใหญของทวีปครอบคลุมเขตอากาศรอ น และประมาณ 1 ใน 3 ของพนื้ ทที่ วีปเปน
อากาศแบบอบอุน ภูมิภาคทางเหนอื ของทวปี จะมฤี ดูกาลทต่ี รงขามกบั ภูมิภาคทางใต
2. ลมประจาํ ไดแ ก

2.1 ลมสินคาตะวันออกเฉียงเหนือ พัดผานมหาสมุทรแอตแลนติกจึงนําความชุมช้ืนเขาสูทวีป
บรเิ วณชายฝงตะวนั ออกเฉยี งเหนอื

2.2 ลมสินคาตะวันออกเฉียงใต พัดผานมหาสมุทรแอตแลนติกจึงนําความชุมช้ืน
เขา สทู วปี บริเวณชายฝงตะวันออกเฉยี งใต

2.3 ลมตะวันตกเฉยี งเหนอื พดั ผานมหาสมทุ รแปซิฟกจึงนําความชุมช้ืนเขาสูทวีปบริเวณชายฝง
ตะวันตกของทวปี ตั้งแตป ระมาณละติจดู 40 องศาใตลงไป

3. ทิศทางของเทอื กเขา ทวปี อเมริกาใตมเี ทอื กเขาสูงอยทู างตะวนั ตกของทวีป ดังนั้นจึงเปนสิ่งท่ีกั้น
ขวางอิทธิพลจากทะเลและมหาสมุทร ทําใหบริเวณท่ีใกลเทือกเขาคอนขางแหงแลง แตในทางตรงกันขาม
ชายฝง ดา นตะวันออกจะไดรบั อิทธิพลจากทะเลอยา งเต็มท่ี

4. กระแสน้ํา มี 3 สายทส่ี ําคญั คือ
4.1 กระแสน้ําอุนบราซลิ ไหลเลยี บชายฝงของประเทศบราซลิ
4.2 กระแสนํา้ เยน็ ฟอลกแลนด ไหลเลียบชายฝงประเทศอารเจนตินา
4.3 กระแสน้ําเย็นเปรู (ฮัมโบลด) ไหลเลยี บชายฝงประเทศเปรูและชิลี

เขตภูมอิ ากาศแบง ออกไดเ ปน 8 เขต ดงั น้ี

1. ภูมิอากาศแบบปา ดิบชื้น ไดแก บริเวณทร่ี าบลุม แมน้ําแอมะซอน เปน บริเวณทมี่ ีอากาศเย็น ปาดิบ
ชื้นท่กี วางใหญท ่สี ดุ ในโลกสว นใหญม ีพืน้ ท่ีอยปู ระเทศบราซลิ มอี ณุ หภูมสิ ูงเฉลีย่ 27 องศาเซลเซียส มีฝนตกชกุ
เกือบตลอดทง้ั ปป ระมาณ 2,000 มลิ ลิเมตรตอ ป

ห น้ า | 20

2. ภูมิอากาศแบบทงุ หญา เขตรอ น ไดแก บริเวณตอนเหนือและใตของลมุ แมน ํา้ แอมะซอน มีอากาศ
รอนและแหงแลง ฤดูรอนมีฝนตกแตไมชุกเหมือนในเขตปาดิบชื้น อุณหภูมิสูงเฉลี่ย 27 องศาเซลเซียส มี
ลกั ษณะอากาศคลายกับภาคกลางและภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ของประเทศไทย

3. ภูมิอากาศแบบทะเลทราย ไดแก ภาคใตข องเปรูและภาคเหนือของชิลี เปนบริเวณท่ีรอนและแหง
แลงมาก มีปริมาณฝนตกเฉล่ียตํ่ากวา 250 มิลลิเมตรตอป และบางคร้ังฝนไมตกยาวนานติดตอกันหลายเดือน
ทะเลทรายที่สําคัญในบริเวณน้ีไดแก ทะเลทราย อะตากามาในประเทศชิลี ในบริเวณน้ีมีฝนตกนอยกวา 50
มลิ ลิเมตรตอป บางคร้งั ฝนไมต กติดตอกนั เปนเวลานานหลายป จดั เปน ทะเลทรายท่แี หงแลงมากทสี่ ุดแหงหน่ึง
ของโลก

4. ภมู อิ ากาศแบบทงุ หญากึง่ ทะเลทราย ไดแ ก ทางตะวนั ออกของประเทศอารเ จนตินาจนถึงทร่ี าบสูง
ปาตาโกเนีย อุณหภูมิไมสูงนักเฉล่ีย 18 องศาเซลเซียส ฤดูหนาวมีอากาศหนาวเย็น ฤดูรอนมีอากาศรอน
ปรมิ าณฝนนอยประมาณ 500 มิลลิเมตรตอ ป

5. ภมู อิ ากาศแบบเมดเิ ตอรเ รเนยี น ไดแ ก บรเิ วณชายฝง มหาสมทุ รแปซฟิ ก ตอนกลางของประเทศชลิ ี
ในฤดรู อ นมอี ากาศรอ นและแหงแลง ฤดหู นาวมีฝนตก

6. ภูมิอากาศแบบอบอุนชื้น ไดแก บริเวณตะวันตกเฉียงใตของทวีป ต้ังแตตอนใตของบราซิล
ปารากวัย อุรุกกวัย และตะวันออกเฉียงเหนือของอารเจนตินา อากาศในบริเวณนี้ไมแตกตางกันมากนัก
ฤดหู นาวมีอากาศอบอุน ฤดูรอนมฝี นตกเฉลยี่ 750 – 1,500 มิลลิเมตรตอ ป

7. ภมู อิ ากาศแบบภาคฟน สมทุ ร ไดแ ก บริเวณชายฝง ทะเลอากาศหนาวจัด มีฝนตกเกือบตลอดท้ังป
โดยเฉพาะในฤดูหนาวและฤดูใบไมรว งเฉล่ยี 5,000 มลิ ลิเมตรตอ ป

8. ภูมิอากาศแบบที่สูง ไดแ ก บรเิ วณเทอื กเขาแอนดสี เปน บริเวณทีม่ คี วามแตกตา งกันมาก ขน้ึ อยูกับ
ระดบั ความสูงของพ้นื ที่ คือ บริเวณที่ราบมอี ุณหภูมิสงู และฝนตกชุก เม่ือสูงข้ึนอุณหภูมิและปริมาณน้ําฝนจะ
ลดลงไปเร่อื ยๆ ย่งิ สูงกวา ระดับนํา้ ทะเลประมาณ 3,000 เมตร มีอุณหภูมิเฉล่ียตลอดท้ังปประมาณ 15 องศา
เซลเซยี ส ปรมิ าณฝนตกเฉลย่ี 1,000 มิลลเิ มตรตอป ในขณะท่ปี ระเทศอืน่ ท่ีอยบู ริเวณเสน ศูนยสูตร แตต้ังอยู
บนทร่ี าบ เชน มาเลเซีย มอี ุณหภมู ิเฉลี่ย 27 องศาเซียส และมีฝนตกชุกตลอดทง้ั ปส ูงกวา 2,500 มิลลิเมตรตอป

4. ลักษณะเศรษฐกิจและ สภาพแวดลอมทางสงั คม วัฒนธรรม

ลกั ษณะเศรษฐกจิ
การทาํ เกษตรกรรม
1. จากลักษณะอากาศของทวปี เหมาะกบั การปลูกพืชเมืองรอน เชน กาแฟ กลวย โกโก ออย ยาสูบ
โดยเฉพาะกาแฟมีผูผ ลิตรายใหญ คือ บราซลิ และโคลัมเบยี

ห น้ า | 21

2. บริเวณที่ราบลุมแมน้ําปารานา – ปารากวัย – อุรุกวัย มีความเหมาะสมในการปลูกขาวสาลี
เน่อื งจากอยูใ นเขตอบอุน และเปน ที่ราบลุมแมนํ้าท่ีมีความอุดมสมบรู ณโดยเฉพาะในเขตประเทศอารเ จนตินา

3. การเพาะปลูกในทวีปมีท้ังการเพาะปลูกเปนไรการคาขนาดใหญ ที่เรียกวา เอสตันเซีย และมี
การเพาะปลูกแบบยงั ชพี

การเลยี้ งสตั ว
การเลีย้ งสัตวในทวีปอเมรกิ าใตก ระทาํ อยา งกวางขวาง ดังน้ี
1. ทงุ หญา ปามปส เปน เขตปศุสัตวข นาดใหญ มกี ารเลย้ี งโคเนอื้ โคนม แกะ
2. ทุง หญายาโนส และทุงหญาแกมโปส เปนเขตเลย้ี งโคเน้ือ
3. ทุง หญา กึ่งทะเลทราย บริเวณท่ีราบสงู ปาตาโกเนยี มีการเลยี้ งแกะพันธขุ น
ประเทศทสี่ งเนอื้ สัตวเ ปนสนิ คา ออกจาํ นวนมาก คอื ประเทศอารเจนตินา อุรุกวยั บราซลิ
การประมง
แหลง ประมงทสี่ าํ คัญของทวีป คอื บริเวณชายฝง ประเทศเปรแู ละชิลี ซง่ึ มีกระแสนาํ้ เย็นเปรู (ฮมั โบลด)
ไหลผาน มปี ลาแอนโชวีเปนจํานวนมาก นอกจากน้ียังมีการจับปลาตามลุมแมนํ้าตาง ๆ โดยชาวพ้ืนเมืองอีก
ดวย แตเ ปน การจับปลาเพอื่ ยังชีพ
การปา ไม
การทําปาไมในทวีปมีไมมากนักเน่ืองจากความไมสะดวกในการคมนาคมและการขนสง เขตที่มี
ความสําคัญในการทําปาไม คอื ภาคตะวนั ออกเฉยี งใตข องบราซลิ
การทาํ เหมอื งแร
ทวีปอเมริกาใตเ ปนแหลง ผลิตพชื เมอื งรอนและสินแร การทําเหมืองแรมีความสําคัญรองจากการทํา
เกษตรกรรม โดยมีแหลง แรท ่สี าํ คัญดังน้ี
อตุ สาหกรรม
การอตุ สาหกรรมในทวปี ยังไมคอยมีความเจรญิ มากนัก เนื่องจากขาดเงินทุน และยังตองอาศัยความ
รว มมือและการรว มลงทุนจากตา งชาติ ประเทศท่ีมีความเจรญิ ทางดา นอตุ สาหกรรม คือ อารเจนตินา บราซิล
ชิลี เวเนซุเอลา

ทวีปอเมรกิ าเหนือ

1. ขนาดท่ตี ้งั และอาณาเขตตดิ ตอ

ทวปี อเมริกาเหนอื เปน ทวปี ที่มีขนาดกวางใหญโดยมีขนาดใหญเปนอันดับที่ 3 ของโลกรองจากทวีป
เอเชียและทวปี แอฟรกิ ามีพื้นทปี่ ระมาณ 24 ลา นตารางกิโลเมตร รูปรา งของทวปี อเมรกิ าเหนอื มลี กั ษณะคลาย
สามเหลยี่ มหวั กลับมีฐานกวา งอยทู างทิศเหนอื สวนยอดสามเหล่ียมอยทู างทิศใต ดวยความกวางใหญของทวีป

ห น้ า | 22

จงึ มคี วามหลากหลายทงั้ ในดานลกั ษณะทางกายภาพทรพั ยากรธรรมชาติและเปนที่รวมของชนชาติหลายเชื้อ
ชาตจิ นกลายเปนเบา หลอมทางวฒั นธรรม อีกท้งั มคี วามเจรญิ กา วหนาในดานเทคโนโลยีและเปนศูนยรวมของ
วัฒนธรรมตาง ๆ ตั้งอยูในแถบซีกโลกเหนือระหวางละติจูด 7 องศา 15 ลิปดาเหนือถึง 83 องศา 38 ลิปดา
เหนอื และลองจจิ ูด 55 องศา 42 ลปิ ดาตะวนั ตก 172 องศา 30 ลปิ ดาตะวันออก

อาณาเขตตดิ ตอ

ทศิ เหนือ ตดิ กบั ทะเลโบฟอรต ในมหาสมทุ รอารกตกิ และข้วั โลกเหนอื จดุ เหนือสดุ อยทู ีแ่ หลมมอริสเจซปุ
เกาะกรนี แลนดและประเทศแคนาดา

ทศิ ใต ตดิ กบั ทวีปอเมรกิ าใต (มคี ลองปานามาเปน เสนแบง ทวีป) ทะลแครบิ เบยี นในมหาสมทุ รแปซฟิ ก
และอาวเม็กซโิ กในมหาสมุทรแอตแลนติก

ทิศตะวันออก ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก จุดตะวันออกสุดของทวีปอยูท่ีคาบสมุทรลาบราดอร
ประเทศแคนาดา

ทิศตะวนั ตก ตดิ กบั มหาสมทุ รแปซิฟก จุดตะวนั ตกสดุ ของทวีปอยทู แี่ หลมปรินซอ อฟเวลรัฐอะลาสกา
ประเทศสหรฐั อเมรกิ า

ห น้ า | 23

2. ลักษณะภูมิประเทศ

ลักษณะภูมิประเทศของทวปี อเมรกิ าเหนือ สามารถแบงออกได 3 ลักษณะ ไดแ ก
1. เขตเทือกเขาภาคตะวันออก เริ่มต้ังแตเกาะนิวฟนดแลนดทางตะวันออกเฉียงเหนือของแคนาดา
จนถงึ ตะวนั ออกเฉยี งใตข องสหรฐั อเมริกา ประกอบดวยเทือกเขาและท่รี าบสงู แตไ มสูงนกั ยอดเขาที่สงู ทสี่ ุดคอื
ยอดเขามติ เชล มคี วามสูง 2,037 เมตร เทือกเขาท่ีสําคัญ คือ เทือกเขาแอปปาเลเซียน นอกจากน้ียังมีท่ีราบ
แคบๆ ขนานไปกบั ชายฝงทะเล บางสว นลาดลงทะเลกลายเปน ไหลท วีป
2.เขตเทอื กเขาสงู ภาคตะวันตก ไดแก พื้นที่ชายฝงตะวันตกดานมหาสมุทรแปซิฟก ตั้งแตเทือกเขา
ตอนเหนอื สุดบรเิ วณชองแคบแบรงิ ทอดตัวยาวทางใตข องทวปี ประกอบดวยเทือกเขาสงู สลับซับซอนจํานวนมาก
ยอดเขาท่ีสงู ท่สี ุด คือ ยอดเขาแมกคินเลย สูง 6,096 เมตร ในเทือกเขาอะลาสกา นอกจากน้ียังมีเทือกเขาร็อกกี
และเทือกเขาแมกเคนซี ระหวางเทือกเขาสูงมีที่ราบสูงจํานวนมาก ที่สําคัญไดแก ท่ีราบสูงอะลาสกา
ที่ราบโคโรราโด ท่รี าบสูงเม็กซโิ ก และทรี่ าบสงู บริติชโคลัมเบีย เขตเทอื กเขาสงู บริเวณนีม้ ภี ูมปิ ระเทศทสี่ วยงาม
ทม่ี ที ั้งเทือกเขาสงู สลับกบั ทร่ี าบสงู หบุ เขาลกึ ชนั เกดิ เปน โตรกเขาทเี่ กิดจากการกัดเซาะของแมน ํา้ โตรกเขาท่ี

ห น้ า | 24

มีชื่อเสียงที่สุด คือ แกรนดแคนยอน (grand canyon) ที่เกิดจากการกัดเซาะของแมน้ําโคโรราโด
รฐั แอริโซนาประเทศสหรฐั อเมริกา

3. เขตท่ีราบภาคกลาง เปนที่ราบขนาดกวางใหญ อยูระหวางเทือกเขาตะวันออกและตะวันตก
เร่ิมตั้งแตช ายฝง มหาสมุทรอารติกจนถงึ ชายฝงอา วเม็กซิโก มลี กั ษณะเปน ทีร่ าบลูกคลืน่ อนั เกิดจากการกระทํา
ของธารนํ้าแขง็ และการทับถมของตะกอนจากแมน ้ํา ที่ราบท่ีสําคัญ ไดแก ท่ีราบลุมทะเลสาบทั้งหา ที่ราบลุม
แมน ํา้ แมกแคนซี ทีร่ าบลมุ แมนํ้ามิสซิสซปิ ป- มสิ ซรู ่ี ที่ราบแพรแี ละที่ราบชายฝงอา วเมก็ ซโิ ก

แมนํ้า แมนาํ้ ทส่ี าํ คญั ในทวีปอเมริกาเหนือ มีดงั น้ี

แมน ํ้ามิสซิสซิปป เกดิ จากเทือกเขาสงู ทางตะวนั ตกของทวีป เปนแมน า้ํ สายที่ยาวท่สี ดุ ในทวปี ไหลผา น
ท่ีราบกวางลงสูอา วเม็กซโิ ก เปนเขตท่ีราบท่มี ตี ะกอนทบั ถมเปน บริเวณกวาง จึงเหมาะแกการเพาะปลูก และ
เปน เขตประชากรหนาแนน

แมน ้ําเซนตล อวเ รนซ ไหลจากทะเลสาบเกรตเลคออกสมู หาสมทุ รแอตแลนตกิ แมน ํ้าสายนี้ใชในการ
ขนสงสนิ คา หรอื วัตถุดิบทางอตุ สาหกรรม (เน่ืองจากบริเวณรอบๆ เกรตเลคเปนเขตอุตสาหกรรม) แตปญหา
สาํ คัญของแมน้าํ สายนี้ คือ จะมรี ะยะทีเ่ ดินเรือไมไ ดใ นฤดูหนาว ลักษณะพิเศษของแมนํ้าเซนตลอวเรนซ คือ มี
การขดุ รอ งน้ําและสรา งประตกู น้ั น้าํ เปน ระยะๆ เนอ่ื งมาจากบริเวณแมนาํ้ มแี กงน้ําตกขวางหลายแหง เสนทาง
การขนสงสินคา และเดนิ เรอื นี้ เรยี กวา “เซนตล อวเรนซซเี วย” (St. Lawrence Seaway)

แมนํา้ ริโอแกรนด กัน้ พรมแดนระหวา งประเทศสหรัฐอเมรกิ ากับประเทศเมก็ ซิโก

ห น้ า | 25

3. ลกั ษณะภูมอิ ากาศ

ปจจัยทีม่ ีอทิ ธพิ ลตอ ภูมอิ ากาศของทวีปอเมริกาเหนอื
1. ละตจิ ูด ทวปี อเมรกิ าเหนือตง้ั อยรู ะหวางละติจูด 7 องศา 15 ลิปดาเหนือ ถึง 83 องศา 38 ลิปดา
เหนือใกลขั้วโลกเหนือ จึงทําใหมีเขตภูมิอากาศทุกประเภทต้ังแตอากาศรอนไปจนถึงอากาศหนาวเย็นแบบ
ข้วั โลก
2. ลมประจํา ลมประจาํ ที่พัดผา นทวีปอเมริกาเหนือ มีความแตกตางกนั ตามชวงละติจูด มีลมประจํา
ทสี่ าํ คญั ดังนี้

1) ลมดา นตะวันออกเฉียงเหนือ พัดต้ังแตละติจูด 40 องศาเหนือลงไปทางใตพัดผานมหาสมุทร
แอตแลนติกเขาสูทวีป จึงนําความชุม ชื้นมาใหชายฝงตะวันออกของทวีปตลอดทั้งป ต้ังแตตอนใตของ
สหรฐั อเมรกิ า อเมริกากลางและหมเู กาะอินดสิ ตะวนั ตก

2) ลมตะวันตกเฉียงใต พัดต้ังแตละติจูด 40 องศาเหนือถึง 60 องศาเหนือ พัดจากมหาสมุทร
แปซิฟกเขาสูตอนกลางถงึ ตอนเหนอื ของสหรัฐอเมริกาและตอนใตข องแคนาดา

3) ลมขั้วโลก พดั อยูบ รเิ วณขั้วโลกนําความหนาวเยน็ มาใหพน้ื ทีท่ างตอนบนของทวีป
3. ความใกลไ กลทะเล จากลกั ษณะรปู รา งของทวปี อเมรกิ าเหนอื ซ่งึ ตอนบนจะกวางใหญ และคอยๆ
เรียวแคบลงมาทางตอนใต ทําใหตอนบนของทวีปไดรับอิทธิพลจากมหาสมุทรนอย จึงทําใหพ้ืนที่ตอนบนมี
ภูมิอากาศคอนขางแหง แลง
4. ทศิ ทางของเทือกเขา ทิศทางการวางตัวของเทือกเขาในทวีปอเมริกาเหนือเปนสวนสําคัญในการ
ทาํ ใหพน้ื ทท่ี างตอนในของทวีปมีอากาศคอนขางแหงแลง โดยเฉพาะเทือกเขาทางตะวันตกของทวีป ซึ่งเปน
เทือกเขายุคใหมท ส่ี งู มาก จึงขวางกั้นความชนื้ ท่มี ากบั ลมประจํา
5. กระแสนํา้ ทวีปอเมรกิ าเหนือมีกระแสนํ้า 4 สาย ซึ่งมีอิทธิพลตออากาศบริเวณชายฝงโดยกระแส
นา้ํ อนุ ทาํ ใหอ ากาศบรเิ วณชายฝงอบอนุ ชุมชนื สว นกระแสนํา้ เย็นทาํ ใหอ ากาศบรเิ วณชายฝง เย็นและแหง แลง

1) กระแสนํา้ อนุ กลั ฟส ตรมี ไหลเลียบชายฝง ตะวันออกของเมก็ ซโิ ก และสหรฐั อเมรกิ าทางใตขน้ึ ไป
ทางตะวนั ออกเฉียงเหนือของเกาะนวิ ฟนดแ ลนดของแคนาดา

2) กระแสน้ําเย็นแลบราดอร ไหลเลียบชายฝงตะวันตกของเกาะกรีนแลนดลงมาจนถึงชายฝง
ตะวันออกของแคนาดา พบกับกระแสน้ําอนุ กลั ฟส ตรีม บรเิ วณเกาะนิวฟนดแลนดจึงทําใหบริเวณนี้เปนแหลง
ปลาชุม เนื่องจากมอี าหารปลาจาํ นวนมาก กลายเปนเขตทําประมงท่ีสําคญั เรยี กบรเิ วณนวี้ า “แกรนดแบงค”
(Grand Bank)

3) กระแสนํ้าอุนอลาสกา ไหลเลียบชายฝงตะวันตกของรัฐอลาสกาข้ึนไปทางเหนือจนถึงชอง
แคบเบรงิ ทาํ ใหช ายฝง อบอุน นํา้ ไมเปนนํ้าแขง็ สามารถจอดเรอื ไดต ลอดป

4) กระแสน้ําเย็นแคลิฟอรเนีย ไหลเลียบชายฝงตะวันตกของสหรัฐอเมริกาลงมาทางใตจนถึง
ชายฝง คาบสมุทรแคลฟิ อรเนีย ทําใหชายฝง มอี ากาศเยน็ และแหง

พายุ พายุที่มีอทิ ธิพลตอ ลมฟาอากาศของทวีปอเมรกิ าเหนอื เปนอยา งมากคอื

ห น้ า | 26

1. พายุเฮอริเคน เปนพายุหมุนเขตรอน เชนเดียวกับใตฝุน พายุนี้เกิดในทะเลแคริเบียน และอาว
เม็กซโิ ก เปนพายุทท่ี ําใหฝนตกหนกั คลืน่ ลมแรงเคล่ือนตวั จากทะเลเขาสูช ายฝง ของสหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และ
หมเู กาะในทะเลแครเิ บียน

2. พายทุ อรนาโด เน่อื งจากบรเิ วณภาคกลางของสหรัฐอเมริกาเปนพ้ืนที่โลงกวาง ทําใหมวลอากาศ
ปะทะกันไดงา ยเกดิ เปน พายหุ มนุ ทอรน าโด มกี าํ ลังแรงมาก กอใหเ กิดความเสียหายกบั บานเรือนในรอบ 1 ป
เกิดพายุน้ีไดบอยครั้ง จนไดรับสมญานามวา “พายุประจําถ่ิน” ของสหรฐั อเมริกา

เขตภมู อิ ากาศแบง ออกไดเ ปน 12 เขต ไดแก

1. ภูมิอากาศแบบรอนชื้น ไดแก บริเวณชายฝงตะวันออกของอเมริกากลาง และบางสวนของหมู
เกาะอินดีสตะวันตก มีอากาศรอนเกือบตลอดท้ังป อุณหภูมิเฉลี่ย 18 องศาเซลเซียสและมีฝนตกชุกเฉลี่ย
1,700 มลิ ลเิ มตรตอป ในเขตน้ีไมมีฤดูหนาว

2. ภูมอิ ากาศแบบทะเลทราย ไดแก บริเวณภาคตะวันตกเฉียงใตของสหรฐั อเมริกาและภาคเหนือของ
เม็กซิโก มอี ากาศรอ นจัดและมีฝนตกนอยมาก เฉลี่ย 250 มลิ ลิเมตรตอป

3. ภูมิอากาศแบบทุงหญาเขตรอน ไดแก ชายฝงตะวันตกของอเมริกากลาง พ้ืนท่ีสวนใหญของ
เมก็ ซิโก บางสว นของหมเู กาะอินดีสตะวันตก และทางตอนใตส ดุ ของคาบสมทุ รฟลอริดา มอี ณุ หภมู ิแตกตางกัน
มากระหวา งฤดรู อ นและฤดูหนาว คือ ฤดูหนาวอากาศหนาวจดั ฤดรู อ นมีอากาศรอนจดั และมีฝนตก

4. ภมู ิอากาศแบบทงุ หญากึ่งทะเลทราย ไดแก บริเวณชายขอบของเขตทะเลทรายเรมิ่ ต้ังแตบางสวน
ของประเทศแคนาดาและเม็กซิโก ทางตะวันตกและตะวันตกเฉยี งใตข องสหรฐั อเมรกิ า มลี กั ษณะภูมิอากาศก่ึง
แหง แลง ฤดหู นาวมีอากาศหนาวจัด ฤดรู อ นมอี ากาศรอนและแหงแลง ปริมาณฝนไมม ากนัก แตมากกวา ในเขต
ทะเลทราย

5. ภูมิอากาศแบบเมดิเตอรเรเนียน ไดแก บริเวณชายฝงมหาสมุทรแปซิฟก ในเขตรัฐแคลิฟอรเนีย
ของสหรฐั อเมรกิ า ในฤดูรอนมีอากาศไมรอนจดั ในฤดหู นาวมอี ากาศอบอุนแหงแลงและมฝี นตก

6. ภมู อิ ากาศแบบอบอนุ ช้ืน ไดแก บริเวณที่ราบชายฝงมหาสมุทรแอตแลนติกและที่ราบตอนกลาง
ของทวปี อณุ หภมู ิเฉลี่ยตลอดทง้ั ปม คี วามใกลเคียงกัน มีฝนตกเกือบตลอดทง้ั ปเ ฉลยี่ 750 มลิ ลเิ มตรตอป

7. ภูมิอากาศแบบภาคพ้ืนสมุทรชายฝงตะวันตก ไดแก ชายฝงมหาสมุทรแปซิฟกในเขต
สหรฐั อเมรกิ าและแคนาดา มีฝนตกชุกเกือบตลอดท้ังปเฉล่ีย 2,000 มิลลิเมตรตอป ฤดูรอนมีอากาศรอนชื้น
และ ฤดูหนาวมอี ากาศเยน็ สบาย

8. ภูมิอากาศแบบชื้นภาคพื้นทวีป ไดแก ตอนใตของประเทศแคนาดารอบๆ ทะเลสาบท้ัง 5 และ
ภาคเหนือของสหรฐั อเมรกิ า ในฤดหู นาวมีอากาศหนาวเย็น ในฤดรู อ นมอี ากาศอบอุน และมฝี นตก

9. ภูมิอากาศแบบไทกา ไดแก ภาคเหนือของประเทศแคนาดา และตอนใตของรัฐอะลาสกา
สหรัฐอเมริกา เปนบรเิ วณทม่ี ีอากาศหนาวจัด มีหมิ ะตกติดตอกนั หลายเดอื นฤดูรอนมีอากาศเย็น มีปริมาณฝน
ตกนอ ยและระยะส้ันๆ

ห น้ า | 27

10. ภูมิอากาศแบบทุนดรา ไดแก ชายฝงมหาสมุทรอารกติก ภาคเหนือของแคนาดา รัฐอะลาสกา
ของสหรัฐอเมรกิ า และชายฝง เกาะกรีนแลนด มีอากาศหนาวจัดเกือบตลอดทั้งป ฤดรู อ นมชี วงสั้นและอณุ หภูมิ
ตํา่ เฉลยี่ ตลอดทง้ั ป 10 องศาเซลเซยี ส

11. ภมู ิอากาศแบบข้วั โลก ไดแก ตอนกลางของเกาะกรีนแลนด มีอากาศหนาวจัดมีนํ้าแข็งปกคลุม
เกือบตลอดทัง้ ป บริเวณตอนกลางของเกาะมีน้าํ แข็งปกคลุมหนาถึง 3,000 เมตร

12. ภูมิอากาศแบบบริเวณภูเขาสูง ไดแก เทือกเขาสูงในภาคตะวันตก เปนบริเวณท่ีมีอุณหภูมิ
แตกตางกันมาก ข้ึนอยูกับความสูงของพ้ืนท่ี เชน ในฤดูรอนดานท่ีรับแสงแดดอากาศรอนจัด ในดานตรงกัน
ขามจะมอี ากาศหนาวเย็น ในแถบหุบเขาจะมีอากาศหนาวเยน็ โดยเฉพาะในเวลากลางคนื อณุ หภูมิจะตา่ํ ลงเมื่อ
ความสงู เพิม่ ขึน้ บริเวณยอดเขามนี ้ําแขง็ ปกคลมุ อยู ในบรเิ วณนมี้ ฝี นตกนอ ย

4. สภาพเศรษฐกิจ และสภาพแวดลอมทางสังคมวฒั นธรรม

ลักษณะเศรษฐกิจ ลักษณะเศรษฐกิจของทวีปอเมริกาเหนือจะมีความแตกตางกัน คือ ใน
สหรัฐอเมริกา แคนาดา จะเปนเขตเศรษฐกิจที่มีความเจริญสูง สวนในเขตของเม็กซิโก อเมริกากลางและ
หมูเกาะอนิ ดีสตะวันตกจะมีทงั้ เขตเศรษฐกิจทเี่ จรญิ แลว และเขตท่ียังตอ งไดรับการพัฒนา

การทาํ เกษตรกรรม
1. เขตปลูกขาวสาลี บริเวณที่มีการปลูกขาวสาลี ซึ่งถือเปนแหลงสําคัญของโลก คือ บริเวณภาค
กลางของแคนาดาและสหรฐั อเมริกา
2. เขตทําไรปศุสัตว พบในบริเวณท่ีภูมิอากาศคอนขางแหงแลง เชน ภาคตะวันตกของแคนาดา
สหรัฐอเมรกิ า และเมก็ ซิโก สัตวทเี่ ลี้ยง คือ โคเนอ้ื
3. เขตเกษตรกรรมแบบผสม ไดแก เขตทมี่ ีการเลยี้ งสตั วควบคกู ับการปลูกพืช เชน ขา วสาลี ขาวโพด
สวนสตั วเล้ียงคอื โคเนอื้ โคนม การเกษตรลักษณะน้ีพบบริเวณทางตะวนั ออกของสหรฐั อเมรกิ าและแคนาดา
4. เขตปลูกฝา ย ไดแก บริเวณทางตะวนั ตกของสหรัฐอเมรกิ า ซ่งึ เปนเขตท่ีมีอากาศคอนขางรอ นและ
แหงแลง
5. เขตปลกู ผัก ผลไมแ ละไรยาสูบ ไดแ ก บริเวณท่รี าบชายฝง มหาสมุทรแอตแลนตกิ
6. เขตปลูกพืชเมืองรอน พืชเมืองรอนที่นิยมปลูกคือ กลวย โกโก ออย กาแฟ ซ่ึงมีมากบริเวณ
อเมริกากลางและหมเู กาะอินดสี ตะวันตก
การประมง
บรเิ วณทีม่ กี ารทําประมงกัน อยางหนาแนน คือ แกรนดแบงค และบริเวณชายฝงมหาสมุทรแปซิฟก
โดยเฉพาะบริเวณทมี่ ีกระแสน้ําเย็นแคลิฟอรเนยี ไหลผา น

ห น้ า | 28

การทาํ เหมืองแร
ถานหิน สหรฐั อเมริกาและแคนาดา สามารถผลติ ถา นหนิ ไดเ ปน จาํ นวนมาก โดยมีแหลงผลิตที่สําคัญ
คอื บรเิ วณเทอื กเขาแอปปาเลเซยี น ในสหรฐั อเมริกา และมณฑลควเิ บกของแคนาดา
เหลก็ แหลงสําคญั คือ ทะเลสาบเกรตแลค
น้ํามันและกาซธรรมชาติ พบบริเวณเทือกเขาแอปปาเลเซียนลุมแมนํ้ามิสซิสซิปป อาวเม็กซิโก
แคลฟิ อรเนีย อลาสกา
การทําอตุ สาหกรรม สหรัฐอเมรกิ าเปน ประเทศผูนําในการทําอุตสาหกรรมระดับโลก สวนใหญเปน
อุตสาหกรรมขนาดใหญใชเ งนิ ทุนเปนจาํ นวนมาก สวนประเทศเมก็ ซโิ ก และอเมริกากลาง รวมถึงประเทศในหมู
เกาะอนิ ดสี ตะวนั ตก อตุ สาหกรรมสว นใหญเ ปนอตุ สาหกรรมเกษตรการแปรรูปผลผลติ ตางๆ ซง่ึ ตองอาศัยการ
พฒั นาตอไป
สภาพแวดลอมทางสังคมและวฒั นธรรม
ประชากร
1. บริเวณท่ีมีประชากรหนาแนน ไดแก ชายฝงตะวันตกของสหรัฐอเมริกา ลุมแมน้ํามิสซิสซิปป
ลมุ แมน า้ํ เซนตล อรวเ รนซ ท่รี าบสูงในเม็กซโิ ก หมูเกาะอินดีสตะวนั ตก
2. มีผคู นหลากหลายเชือ้ ชาติ เชน อินเดยี นแดง เอสกโิ ม ยโุ รป แอฟรกิ นั เอเชีย และกลมุ เลือดผสม

เขตวัฒนธรรม
1. แองโกอเมรกิ า หมายถึง สหรฐั อเมรกิ าและแคนาดา
2. ลาตนิ อเมริกา หมายถึง กลุมคนในเมกซิโก อเมริกากลาง และหมูเกาะอินดีสตะวันตก (ซึ่งไดรับ
อิทธิพลจากสเปนและโปรตเุ กส)

ทวีปแอฟรกิ า

1. ขนาดทีต่ ้งั และอาณาเขตตดิ ตอ

ทวีปแอฟรกิ ามีขนาดใหญเ ปนอนั ดับ 2 รองจากทวีปเอเชยี มพี ืน้ ท่ปี ระมาณ 30.3 ลา นตารางกโิ ลเมตร
มีประชากร 600 ลานคน อยรู ะหวางละตจิ ดู ท่ี 37 องศา 21 ลิปดาเหนอื ถึง 34 องศา 50 ลิปดาใต ลองติจูดที่
51 องศา 24 ลปิ ดาตะวนั ออกถงึ 17 องศา 32 ลิปดา

ห น้ า | 29

อาณาเขตติดตอ
ทิศเหนือ ติดกับทะเลเมดิเตอรเรเนียน ในมหาสมุทรแอตแลนติก ชองแคบยิบรอลตาร
จุดเหนือสดุ ของทวีปอยูท ่ีแหลมบอน ประเทศตูนิเซีย
ทศิ ใต ติดกบั มหาสมุทรแอตแลนติก และมหาสมุทรอนิ เดีย จุดใตสุดของทวปี อยูท่ีแหลมอะกอลฮัส
(Agulhas) ในประเทศแอฟรกิ าใต
ทิศตะวันออก ติดกับทะเลแดง ในมหาสมุทรอินเดีย จุดตะวันออกสุดของทวีปอยูท่ีแหลมฮาฟูน
ประเทศโซมาเลีย
ทิศตะวนั ตก ตดิ กบั มหาสมุทรแอตแลนตกิ จุดตะวนั ตกสดุ ของทวีปอยทู ีแ่ หลมเวิรด ประเทศเซเนกัล

2. ลักษณะภูมิประเทศ

ลกั ษณะภมู ิประเทศทวปี แอฟริกาสามารถแบง ออกไดเ ปน 3 ลกั ษณะดังนี้
1. เขตท่ีราบสูง
พ้ืนท่ีเกือบท้ังหมดของทวีปเปนที่ราบสูง จนไดรับสมญาวา เปนทวีปแหงท่ีราบสูงโดยทางซีก
ตะวนั ออกจะสูงกวาซกี ตะวนั ตก ลกั ษณะเดน ของบรเิ วณทร่ี าบสูงทางภาคตะวันออกของทวีป คือ เปนพ้ืนท่ีที่มี

ห น้ า | 30

ภูเขาสูง และภูเขาไฟ ภูเขาไฟท่ีมีชื่อเสียง คือ ภูเขาคิลิมันจาโร (แทนซาเนีย) และมีทะเลสาบหลายแหง เชน
ทะเลสาบวคิ ตอเรีย (ทะเลสาบน้าํ จืดใหญเ ปนอันดับ 2 ของโลก) ทะเลสาบแทนแกนยิกาและทะเลสาบไนอะซา

2. เขตท่รี าบ ทวีปแอฟริกามที รี่ าบแคบๆ บริเวณชายฝงทะเล
3. เขตเทอื กเขา

เขตเทือกเขาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ คือ เทือกเขาแอตลาส วางตัวขนานกับชายฝงทะเลเมดิ
เตอรเรเนยี น เปน เทือกเขายุคใหม

เทือกเขาทางทิศใต คือ เทือกเขาดราเคนสเบิรก วางตัวขนานกับชายฝงมหาสมุทรอินเดีย เปน
เทือกเขายุคเกา

แมน้ํา แมน้ําในทวีปแอฟริกาสวนใหญเกิดจากที่ราบสูงตอนกลาง และทางตะวันออกของทวีป ซ่ึงมี
ฝนตกชุก เนือ่ งจากพน้ื ทีต่ างระดบั แมน ํา้ จงึ กดั เซาะพ้ืนที่ใหเกิดเปนแกงน้ําตกขวางลํานํ้า จึงเปนอุปสรรคตอ
การคมนาคม แตส ามารถใชป ระโยชนใ นการผลิตกระแสไฟฟา ไดแมน้ําท่สี าํ คัญ ไดแก

แมนา้ํ ไนล เปนแมน ํา้ สายท่ียาวทีส่ ุดในโลก ไหลลงสทู ะเลเมดิเตอรเรเนียน ประกอบดวยแควสําคัญ
คือ ไวทไ นว บลไู นลและอัตบารา ปากแมนา้ํ เปนเดลตา

แมน ํ้าซาอรี  (คองโก) เปนแมน ้ําสายยาวอันดบั 2 ของทวีป และเปน ทร่ี าบลมุ แมนํ้าทีก่ วางขวาง น้ําใน
แมน้าํ ไหลลงสมู หาสมทุ รแอตแลนตกิ

แมน้ําไนเจอร ไหลลงสูอา วกินี
แมน ้าํ แซมเบซี ไหลลงสูมหาสมทุ รอนิ เดีย ไหลผานที่ราบสูงและไหลเช่ียวมาก

3. ลกั ษณะภูมอิ ากาศ เขตอากาศ

ปจ จัยทีม่ อี ิทธิพลตอภมู ิอากาศของทวีปแอฟริกา
1. ละติจดู ทวปี แอฟริกามีเสน ศูนยส ูตรผา นเกอื บกึ่งกลางทวีป และต้ังอยูระหวางเสนทรอปคออฟ
แคนเซอร กับเสนทรอปค ออฟแคปริคอรน ทําใหมเี ขตอากาศรอ นเปน บริเวณกวาง มีเฉพาะสวนเหนือสุดและ
ใตส ดุ ทีอ่ ยูในเขตอบอนุ
2. ลมประจาํ มี 2 ชนดิ คือ
ลมสนิ คา ตะวนั ออกเฉียงใต พดั จากมหาสมุทรอินเดยี และมหาสมุทรแอตแลนตกิ ทําใหฝนชุกบริเวณ
ชายฝงแอฟรกิ าตะวันออกและตะวันออกเฉยี งใตกับชายฝง อา วกนิ ี
ลมสนิ คาตะวันออกเฉียงเหนือ พัดจากตอนในของทวีปมาสูชายฝง จึงนําความแหงแลงมาสูชายฝง
ตะวันออกเฉยี งเหนือของทวปี
3. กระแสน้าํ ไดแก
กระแสน้ําอุนกนิ ี ไหลผานชายฝงตะวนั ตกจากมหาสมุทรแอตแลนติกไปยังอา วกนิ ี
กระแสนาํ้ เยน็ คานารี ไหลเลียบชายฝง ตะวันตกเฉยี งเหนือของทวีป
กระแสน้ําเย็นเบงเก-ลา ไหลเลยี บชายฝง ตะวนั ตกเฉียงใตข องทวีป
กระแสนาํ้ อนุ โมซัมบิก ไหลผานบรเิ วณชองแคบโมซมั บิก

ห น้ า | 31

4. ระยะหางจากทะเล ดวยความกวางใหญของทวีป การมีท่ีสูงอยูโดยรอบทวีปทําใหอิทธิพลของ
มหาสมทุ รเขา ไปไมถ งึ ประกอบกับไดร บั อิทธพิ ลจากทะเลทรายของทวปี เอเชียทางดานตะวันออกเฉียงเหนือ
ของทวีป ทําใหท วีปแอฟริกามเี ขตภมู ิอากาศแหงแลงเปน บริเวณกวา ง

ทวีปแอฟริกาสามรถแบง เขตอากาศไดเ ปน 8 เขตดังน้ี

1. ภูมิอากาศแบบทะเลทราย ไดแ ก บริเวณทะเลทรายสะฮาราและทะเลทรายลิเบียทางตอนเหนือ
ของทวปี ในเขตประเทศไนเจอร ชาด ลเิ บีย มาลี บรุ ก ินาฟาโซ มอรเิ ตเนยี คดิ เปนพน้ื ทรี่ อ ยละ 30 ของพ้นื ทใ่ี น
ทวีปแอฟริกา และถือเปนเขตทะเลทรายท่ีมีขนาดใหญท่ีสุดในโลก ทะเลทรายที่สําคัญอีกแหงหน่ึง คือ
ทะเลทรายกาลาฮารี ทางตอนใตของทวปี ในเขตประเทศบอตสวานาและนามิเบีย มีลักษณะอากาศรอนและ
แหง แลง เฉล่ยี สงู กวา 35 องศาเซลเซยี ส อุณหภูมิระหวางกลางวันและกลางคืนแตกตางกันมาก มีฝนตกนอย
เฉลยี่ ตํ่ากวา 250 มลิ ลิเมตรตอป

2. ภูมิอากาศแบบทุงหญาก่ึงทะเลทราย ไดแก บริเวณที่ราบสูงตอนในของทวีปชายฝงตะวันตก
และตอนใตข องเสนศนู ยสูตร ในฤดรู อ นมอี ากาศรอ นจดั และมีฝนตกแตไมมากนักประมาณ 600 มิลลิเมตรตอป
ฤดูหนาวมีอากาศหนาวจดั บางครัง้ อาจถงึ จดุ เยือกแขง็

3. ภูมิอากาศแบบปาดิบชื้น ไดแก บริเวณลุมแมน้ําคองโก ท่ีราบสูงในแอฟริกาตะวันออก ฝง
ตะวนั ออกของเกาะมาดากสั การ และชายฝง รอบอาวกินี มีอากาศรอนอุณหภูมิเฉล่ีย 27 องศาเซลเซียส และ
ฝนตกชกุ ตลอดทง้ั ปม ากถึง 2,000 มลิ ลิเมตรตอ ป

4. ภูมิอากาศแบบทุงหญาสะวันนา ไดแก บริเวณเหนือและใตแนวเสนศูนยสูตรในเขตประเทศ
เอธิโอเปย ซูดาน เคนยา คองโก สาธารณรัฐคองโก แทนซาเนีย และดานปลายลมของเกาะมาดากัสการ มี
อณุ หภูมริ อ นเกอื บตลอดท้ังป ในฤดรู อ นมอี ากาศรอ นและมีฝนตกปริมาณ 1,500 – 2,000 มิลลิเมตรตอป ฤดู
หนาวมอี ากาศหนาวและแหง แลง

5. ภูมอิ ากาศแบบเมดิเตอรเรเนยี น ไดแก บรเิ วณชายฝงของประเทศตูนิเซีย แอลจีเรีย โมร็อกโก
และตอนใตข องประเทศแอฟริกาใต มีอุณหภูมไิ มแ ตกตา งกันมากนัก ในฤดูรอนมีอากาศรอนและแหงแลง ใน
ฤดหู นาวมอี ากาศอบอุนและมีฝนตก

6. ภมู ิอากาศแบบมรสมุ ไดแก ประเทศไลบเี รีย และโกตดิวัวร เน่ืองจากไดรบั อทิ ธพิ ลจากลมประจํา
ตะวันตกและกระแสนํ้าอุนกินี สงผลใหมีฝนตกชุกประมาณ 2,500 มิลลิเมตรตอปและมีอากาศรอนช้ืน
อณุ หภมู ิเฉลยี่ 20 องศาเซลเซียส

7. ภูมิอากาศแบบอบอุนชื้น ไดแก บริเวณตะวันออกเฉียงใตของทวีป ในเขตประเทศแทนซาเนีย
แซมเบีย โมซัมบิก ซิมบับเว มาลาวี สวาซิแลนด เลโซโท และแอฟริกาใต ไดรับอิทธิพลจากกระแสนํ้าอุน
โมซมั บกิ และลมคาตะวันออกเฉยี งเหนือ ทําใหฤ ดูหนาวมีอากาศอบอุน ในฤดรู อ นมีฝนตก

8. ภูมิอากาศแบบภูเขา ไดแก ท่ีราบสูงเอธิโอเปย และที่ราบสูงเคนยา ทางตะวันออกของทวีป
ลกั ษณะอากาศชืน้ อยูก บั ความสูงของพ้นื ที่ ยง่ิ สงู ข้นึ อากาศจะเยน็ ลง และมปี ริมาณฝนตกนอ ยลง

ห น้ า | 32

4. ลกั ษณะเศรษฐกจิ และสภาพแวดลอมทางสงั คมวัฒนธรรม

ลกั ษณะเศรษฐกิจ
การเกษตรกรรม
1. การเพาะปลกู แบบยังชีพ เปนการปลูกพืชเพอ่ื บริโภคภายในครอบครัว
2. การทาํ ไรขนาดใหญ เปนการเพาะปลกู เพ่อื การคา พชื ท่ปี ลูก เชน ยางพารา ปาลม น้าํ มนั
3. การเกษตรแบบผสม คอื การเพาะปลูกแบบเล้ียงสัตวควบคูกันไป พืชที่ปลูกคือ ขาวโพดขาวสาลี
สัตวท ่เี ลี้ยง คือ โคเนือ้ โคนม แกะ
4. การเกษตรแบบเมดิเตอรเรเนยี น คอื ปลกู องุน มะกอก บริเวณชายฝงทะเลเมดิเตอรเรเนียนและ
ตอนใตของทวปี
5. การทําไรป ศสุ ัตว สว นใหญจ ะเปน การเล้ยี งแบบปลอ ย คอื การปลอยใหส ัตวหากินในทุงหญา ตาม
ธรรมชาติ
6. การเล้ยี งสตั วแบบเรร อ น เปนการเล้ียงสตั วในพื้นทีท่ เ่ี ปน ทะเลทราย
การปาไม
พื้นที่ทมี่ ีความสาํ คัญในการทําปาไม คือ แอฟริกาตะวันตก แอฟริกากลาง ปาไมสวนใหญสูญเสียไป
เนื่องจากการทาํ ไรเ ลื่อนลอยและการขาดการบํารงุ
การลา สตั วแ ละการประมง
ชนพน้ื เมอื งจะดํารงชพี ดว ยการลาสตั ว สวนการประมงมีความสําคัญไมมาก การประมงนํ้าจืดจะทํา
ตามลมุ แมน า้ํ สายใหญ และทะเลสาบวคิ ตอเรยี สว นประมงน้าํ เค็มมกั จะทําบริเวณที่มีกระแสน้ําเย็นเบงเก-ลา
ไหลผา น
การทําเหมืองแร
เปนทวีปท่มี ีสนิ แรอยูเ ปน จาํ นวนมาก ท่ีสาํ คัญคอื เพชร ทองคาํ น้ํามัน กาซธรรมชาติ
การอุตสาหกรรม
การทําอุตสาหกรรมสวนใหญในทวีปแอฟริกา เปนอุตสาหกรรมท่ีเก่ียวของกับการแปรรูปผลิตผล
การเกษตร การอตุ สาหกรรมสว นใหญยังไมคอ ยเจรญิ มากนกั เนื่องจากยังขาดเงินทุนและผูเชี่ยวชาญดานการ
พัฒนาอุตสาหกรรม
ประชากร

ห น้ า | 33

มีประชากรมากเปน อนั ดบั 2 รองจากทวปี เอเชยี
ประชากรหนาแนน บริเวณลุมแมนาํ้ และบรเิ วณชายฝง ทะเล
ประกอบดวยเช้อื ชาตนิ ิกรอยดและคอเคซอยด

ทวปี ออสเตรเลียและโอเซยี เนยี

1. ขนาดท่ตี ้งั และอาณาเขตตดิ ตอ

ทวีปออสเตรเลียและโอเซยี เนีย เปนท่ีตง้ั ของประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด ทวีปออสเตรเลีย
ไดร บั สมญานามวา ทวีปเกาะ สว นหมูเกาะแปซฟิ ก ซึ่งเปนท่ีต้ังของประเทศ อ่ืนๆ ตอเน่ืองไปถึงทวีปแอนตาร
กติก เรียกวา โอเชียเนีย หมายถึง เกาะ และหมูเกาะในภาคกลางและภาคใตของมหาสมุทรแปซิฟก
รวมทัง้ หมูเกาะไมโครนีเซยี เมลานเี ซีย โปลีนีเซยี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด และหมูเ กาะมลายู

ทวีปออสเตรเลียเปน ทวปี ท่มี ีขนาดเล็กทสี่ ดุ ในโลก มพี ้ืนท่ี 7.6 ลา น ตร.กม. มปี ระชากร 17.5 ลา นคน
ท่ีต้ังของทวีปออสเตรเลียอยูในซีกโลกใตทั้งหมด ต้ังแตละติจูด ที่ 10 องศา 41 ลิปดาใต ถึง 43 องศา 39
ลปิ ดาใต และลองจิจดู 113 องศา 9 ลิปดาตะวันออก ถงึ 153 องศา 39 ลปิ ดาตะวันออก

อาณาเขตติดตอ

ทศิ เหนอื ติดตอ กับทะเลเมดิเตอรเ รเนยี นในมหาสมุทรแปซิฟก จุดเหนือสดุ ของทวปี อยูที่แหลมยอรก
มีชอ งแคบทอรเรสกนั้ จากเกาะนวิ กนิ ี

ทิศตะวันออก ติดกับทะเลคอรัลและทะเลแทสมันในมหาสมุทรแปซิฟก จุดดานตะวันออกสุดอยูที่
แหลมไบรอน

ทศิ ใต ติดกบั มหาสมุทรอนิ เดีย จุดใตส ดุ อยูที่แหลมวิลสันมชี องแคบบาสสก ้นั จากเกาะแทสมาเนีย
ทิศตะวนั ตก ตดิ กับมหาสมทุ รอนิ เดียจุดตะวนั ตกสุดอยูท่แี หลมสตฟี

ภมู ิภาคและประเทศตา งๆ ของทวปี ออสเตรเลีย

1. ออสเตรเลีย ไดแก ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด
2. หมูเกาะในมหาสมุทรแปซิฟก ไดแก ปาปวนิวกินี หมูเกาะเซโลมอน ฟจิ วานูอาตู คิริบาส ซามัว
ตะวนั ตก ตองกา ตูวาลู นาอูรู ไมโครนเี ซีย

2. ลกั ษณะภูมิประเทศของทวปี ออสเตรเลียและโอเซียเนยี

มเี ขตท่ีสงู ทางดานตะวนั ออก มฝี นตกชุกที่สุดของทวีป มีเทือกเขาเกรตดิไวดิงอยูทางดานตะวันออก
มีลักษณะเปน สนั ปนนํ้าทีแ่ บง ฝนที่ตกลงใหไ หลสูลําธาร เขตที่ราบต่ําตอนกลาง พื้นท่ีราบเรียบ มีลําน้ําหลาย
สายไหลมาอยูบรเิ วณน้ี และเขตท่ีราบสูงทางดานตะวันตกตอนกลางของเขตนเี้ ปน ทะเลบรเิ วณทางใตและทาง
ตะวันออกเฉียงเหนือใชเ ปนเขตปศสุ ัตวและเพาะปลูก

3. ลักษณะภูมอิ ากาศของทวปี ออสเตรเลียและโอเซยี เนยี

ห น้ า | 34

ปจจยั สําคัญทีท่ ําใหท วีปออสเตรเลียมภี ูมิอากาศตา งๆ กัน คอื ตงั้ อยูใ นโซนรอ นใตและอบอุนใต มีลม
ประจําพดั ผา น ลักษณะภมู ปิ ระเทศและมีกระแสนาํ้ อุนและกระแสนํ้าเย็นไหลผา น

ลักษณะภมู ิอากาศของทวีปออสเตรเลียและโอเซยี เนียแบงเขตภูมิอากาศเปน 6 ประเภทคอื
1. ภมู ิอากาศทุงหญา เขตรอน
2. ภูมิอากาศทุงหญากึ่งทะเลทราย
3. ภูมิอากาศทะเลทราย
4. ภูมอิ ากาศเมดิเตอรเ รเนียน
5. ภมู อิ ากาศอบอนุ ช้ืน
6. ภูมอิ ากาศภาคพืน้ สมุทรชายฝง ตะวันตก

4. สภาพทางสงั คม เช้ือชาติ เศรษฐกิจ ศาสนาและวฒั นธรรม

ประชากร
เชื้อชาติเผาพันธุของออสเตรเลีย ชาวพ้ืนเมืองดั้งเดิมเปนพวกผิวดําเรียกวาอะบอริจินสเปนพวกที่
อพยพมาจากหมูเกาะในมหาสมุทรแปซฟิ ก สวนใหญอ ยทู างภาคเหนอื และภาคตะวันตกปจจุบันมี ชาวผิวขาว
ซึ่งสว นใหญเปนชาวอังกฤษอาศัยอยูจํานวนมากรัฐบาลไดจัดที่อยูในเขตนอรทเทิรนเทริทอร่ี รัฐควีนสแลนด
และรัฐออสเตรเลียตะวันตก พวกผิวเหลืองเปนพวกที่อพยพมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไดแก ชาวจีน
ญป่ี นุ พวกผิวขาว สว นใหญเปนพวกทอี่ พยพมาจากประเทศองั กฤษ มีการประกอบอาชีพทางดานการเกษตร
คือปลูกพืชและเล้ียงสตั ว การประมง และอตุ สาหกรรม
การกระจายประชากร
รฐั บาลออสเตรเลียมีนโยบายสงวนพ้ืนที่ไวสําหรับชาวผิวขาว คือ นโยบายออสเตรเลียขาวกีดกันผิว
โดยจํากัดจํานวนคนสีผิวอืน่ ที่ไมใ ชผวิ ขาวเขา ไปต้ังถ่ินฐานในออสเตรเลยี บรเิ วณท่ปี ระชากรอาศัยอยูห นาแนน
ไดแก ภาคตะวันออกเฉียงใต บริเวณที่มีประชากรเบาบาง ไดแก ตอนกลางของทวีป ภาคเหนือ และภาค
ตะวนั ตก
ศาสนา
ชาวออสเตรเลยี นบั ถือศาสนาคริสตหลายนิกาย ไดแก แองกลิกัน โรมันคาทอลิก โปรแตสแตนส
ภาษาท่ใี ชม ากคอื ภาษาองั กฤษ
การปกครอง

ห น้ า | 35

การแบง แยกทางการเมือง ออสเตรเลียมีระบบการปกครองแบบสหพันธรัฐประกอบดวยรฐั ตา งๆ รวม
6 รฐั และดินแดนอสิ ระท่ีไมข ้ึนกบั รฐั ใดๆ อีก 2 แหง คอื

1. รฐั นวิ เซาทเวล เมืองหลวง ซิดนีย
2. รฐั วิกตอเรีย เมอื งหลวง เมลเบิรน
3. รฐั ควีนสแลนด เมืองหลวง บริสเบรน
4. รัฐออสเตรเลียใต เมอื งหลวง แอเดเลด
5. รัฐออสเตรเลียตะวนั ตก เมืองหลวงเพิรธ
6. รฐั แทนสเมเนีย เมอื งหลวง โอบารต
ดินแดนอสิ ระ 2 บริเวณ ไดแ ก
นอรทเทิรน แทริทอรี เมอื งหลวง ดารว นิ
ออสเตรเลีย แคปตอลเทริทอรี เมืองหลวงแคนเบอรรา ออสเตรเลียเปนประเทศเอกราชใน
เครือจักรภพองั กฤษ มพี ระนางเจาอลิซาเบธท่ี 2 เปนพระราชินีและเปนประมุขของประเทศ มีขาหลวงใหญ
เปน ผสู าํ เร็จราชการแทนพระองค
จัดการปกครองระบอบประชาธิปไตยในรูปแบบ สหพันธรัฐการปกครองของออสเตรเลีย เปนแบบ
รฐั บาลรวม คอื มีรฐั บาล 2 ระดบั ไดแก
รฐั บาลกลาง
รฐั บาลของรฐั

กจิ กรรมที่ 1.1 สภาพภูมิศาสตรก ายภาพ
1. ใหบอกลกั ษณะภูมิประเทศและลักษณะเศรษฐกิจของประเทศไทยและทวีปยโุ รป

ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ ลกั ษณะเศรษฐกิจ

ประเทศไทย

ห น้ า | 36

ทวปี ยุโรป

ห น้ า | 37

กจิ กรรมที่ 1.1 สภาพภูมิศาสตรก ายภาพ
2. ปจจยั ที่มอี ทิ ธพิ ลตอ ภูมอิ ากาศของทวีปอเมรกิ าใต คอื

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................

3. ปจ จัยสาํ คญั ท่ที าํ ใหท วปี ออสเตรเลยี มีสภาพภูมิอากาศที่แตกตางกัน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................

ห น้ า | 38

เรอ่ื งที่ 2 ลกั ษณะปรากฏการณท างธรรมชาตทิ ่สี ําคัญและ
การปอ งกนั อนั ตราย

ปรากฏการณธรรมชาติ คือ การเปล่ียนแปลงของธรรมชาติ ท้ังในระยะยาวและระยะส้ัน
สภาพแวดลอมของโลกเปล่ียนแปลงไปตามเวลา ทั้งเปนระบบและไมเปนระบบ เปนส่ิงท่ีอยูรอบตัวเรา มักสง
ผลกระทบตอเรา ในธรรมชาติ การเปล่ียนแปลงบางอยางมีผลกระทบตอเรารุนแรงมาก สาเหตุของการ
เปล่ยี นแปลงมีท้ังเกิดข้ึนเองตามธรรมชาติและเปนสิ่งท่ีมนุษยทําใหเกิดข้ึน ในเร่ืองนี้จะกลาวถึงสาเหตุและ
ลกั ษณะปรากฏการณทางธรรมชาติที่สําคญั ดังนี้

1) พายุ

พายุ คือ สภาพบรรยากาศที่เคลื่อนตัวดวยความเร็วมีผลกระทบตอพ้ืนผิวโลก โดยบางคร้ังอาจมี
ความเร็วที่ศูนยกลางถึง 400 กิโลเมตร/ช่ัวโมง อาณาบริเวณที่จะไดรับความเสียหายจากพายุวาครอบคลุม
เทา ใดขน้ึ อยกู บั ความเรว็ ของการเคลอ่ื นตวั ของพายุ ขนาด ความกวาง เสนผาศูนยกลางของตัวพายุ หนวยวัด
ความเรว็ ของพายคุ ือ หนว ยรกิ เตอรเ หมอื นการวัดความรนุ แรงแผนดินไหว

พายแุ บง เปนประเภทใหญ ๆ ได 3 ประเภท คือ
2.1 พายุฝนฟาคะนอง มลี กั ษณะเปน ลมพัดยอ นไปมา หรอื พดั เคล่อื นตัวไปในทศิ ทางเดียวกัน อาจเกิด
จากพายทุ อ่ี อนตัวและลดความรนุ แรงของลมลง หรอื เกดิ จากหยอ มความกดอากาศตํ่า รองความกดอากาศตํ่า
อาจไมมีทศิ ทางทีแ่ นน อน หากสภาพการณแวดลอ มตางๆ ของการเกิดฝนเหมาะสม ก็จะเกดิ ฝนตก มลี มพดั
2.2 พายหุ มนุ เขตรอ น (Tropical cyclone) ไดแ ก เฮอรริเคน ไตฝนุ และไซโคลน ซึง่ ลวนเปนพายุหมุน
ขนาดใหญเชน เดียวกัน และจะเกิดข้นึ หรอื เริ่มตนกอตัวในทะเล หากเกิดเหนือเสนศูนยสูตร จะมีทิศทางการ
หมุนเวยี นทวนเข็มนาฬิกา และหากเกิดใตเ สน ศูนยส ตู รจะหมุนตามเข็มนาฬกิ า โดยมีช่ือตา งกันตามสถานท่ีเกดิ
คอื

2.1.1 พายุเฮอรริแคน (hurricane) เปนช่ือเรียกพายุหมุนท่ีเกิดบริเวณทิศตะวันตกของ
มหาสมุทรแอตแลนติก เชน บริเวณฟลอริดา สหรัฐอเมริกา อาวเม็กซิโก ทะเลแคริบเบียน เปนตน รวมท้ัง
มหาสมทุ รแปซฟิ ก บรเิ วณชายฝง ประเทศเมก็ ซโิ ก

ห น้ า | 39

2.1.2 พายุไตฝุน (typhoon) เปนชื่อพายุหมุนที่เกิดทางทิศตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟก
เหนอื เชน บริเวณทะเลจนี ใต อาวไทย อาวตังเกย๋ี ประเทศญีป่ นุ แตถ าเกดิ ในหมเู กาะฟลปิ ปนส เรียกวา บาเกียว
(Baguio)

2.1.3 พายุไซโคลน (cyclone) เปนชื่อพายุหมุนที่เกิดในมหาสมุทรอินเดียเหนือ เชน บริเวณ
อาวเบงกอล ทะเลอาหรับ เปนตน แตถาพายุนี้เกิดบริเวณทะเลติมอรและทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ของ
ประเทศออสเตรเลยี จะเรยี กวา พายุวลิ ลี-วิลลี (willy-willy)

2.1.4 พายุโซนรอน (tropical storm) เกิดข้ึนเม่ือพายุเขตรอนขนาดใหญออนกําลังลง ขณะ
เคลอ่ื นตวั ในทะเล และความเรว็ ทจ่ี ดุ ศนู ยกลางลดลงเมอื่ เคลอ่ื นเขาหาฝง

2.1.5 พายดุ ีเปรสชัน (depression) เกิดขนึ้ เม่อื ความเร็วลดลงจากพายุโซนรอน ซ่ึงกอใหเกิด
พายุฝนฟา คะนองธรรมดาหรอื ฝนตกหนกั

2.1.6 พายุทอรน าโด (tornado) เปน ชอ่ื เรียกพายุหมนุ ทเี่ กดิ ในทวีปอเมริกา มีขนาดเน้ือท่ีเล็ก
หรอื เสนผาศูนยกลางนอ ย แตหมนุ ดว ยความเร็วสูง หรือความเรว็ ที่จุดศนู ยกลางสูงมากกวาพายุหมุนอ่ืนๆ กอ
ความเสยี หายไดร ุนแรงในบริเวณท่พี ดั ผานเกิดไดท้งั บนบก และในทะเล หากเกดิ ในทะเล จะเรียกวา นาคเลน
น้ํา (water spout)บางคร้ังอาจเกิดจากกลุมเมฆบนทองฟา แตหมุนตัวย่ืนลงมาจากทองฟาไมถึงพื้นดิน มี
รูปรางเหมือนงวงชา ง จงึ เรยี กกันวา ลมงวง

อนั ตรายของพายุ

1. ความรุนแรงและอนั ตรายอนั เกิดจากพายุไตฝุน
เมอื่ พายทุ ม่ี ีกําลังขนาดไตฝ ุน พัดผา นท่ีใดยอ มทําใหเ กิดความเสียหายรา ยแรงท่ัวไป เชน บนบกตนไม
จะลม ถอนราก ถอนโคน บา นเรือนพงั ทับผูคนในบานและที่ใกลเคียงบาดเจ็บหรือตาย สวน ไรนาเสียหายหนักมาก
เสาไฟฟา ลม สายไฟฟาขาด ไฟฟาชอ็ ต เกิดเพลงิ ไหมและผคู นอาจเสียชีวิตจากไฟฟาดูดได ผูคนท่ีมีอาคารพัก

ห น้ า | 40

อาศัยอยูริมทะเลอาจถูกน้ําพัดพาลงทะเลจมน้ําตายได ดังเชน ปรากฎการณท่ีแหลมตะลุมพุก จังหวัด
นครศรีธรรมราช

ในทะเลลมแรงจัดมากคลื่นใหญ เรือขนาดใหญ ขนาดหมื่นตันอาจจะถูกพัดพาไปเกยฝงลมจมได
บรรดาเรือเล็กจะเกดิ อันตรายเรอื ลม ไมส ามารถจะตา นความรุนแรงของพายไุ ด คล่นื ใหญซดั ขึ้นริมฝงจะทําให
ระดับนํ้าขึ้นสงู มากจนทวมอาคารบานชองริมทะเลได บรรดาโปะจบั ปลาในทะเลจะถูกทําลายลงโดยคลน่ื และลม

2. ความรุนแรงและอนั ตรายจากพายุโซนรอน
พายุโซนรอนมีความรุนแรงนอยกวาพายุไตฝุน ฉะน้ัน อันตรายจะเกิดจากการที่พายุน้ีพัดมาปะทะ
ลดลงในระดบั รองลงมาจากพายุไตฝ ุน แตความรนุ แรงทจี่ ะทาํ ใหความเสยี หายกย็ ังมมี ากเหมือนกนั ในทะเลลม
จะแรงมากจนสามารถทาํ ใหเ รือขนาดใหญๆ จมได ตนไมถอนรากถอนโคน ดังพายุโซนรอนที่ปะทะฝงแหลม
ตะลมุ พกุ จงั หวัดนครศรีธรรมราช
ถาการเตรียมการรับสถานการณไมเพียงพอ ไมมีการประชาสัมพันธใหประชาชนไดทราบเพ่ือ
หลกี เลี่ยงภัยอันตรายอยา งทวั่ ถึง ไมม ีวธิ ีการดาํ เนนิ การท่ีเขม แข็งในการอพยพการชวยเหลือผูประสบภัยตางๆ
ในระหวา งเกิดพายุ การสญู เสยี กย็ อ มมีการเสยี ทง้ั ชวี ิตและทรพั ยสมบัติของประชาชน

3. ความรนุ แรงและอนั ตรายจากพายดุ ีเปรสช่นั

พายุดีเปรสช่ันเปนพายุท่ีมีกําลังออน ไมมีอันตรายรุนแรงแตทําใหมีฝนตกปานกลางทั่วไป ตลอดทางที่พายุ
ดีเปรสชัน่ พดั ผาน และมีฝนตกหนกั เปนแหงๆ พรอ มดว ยลมกรรโชกแรงเปนครั้งคราว ซ่ึงบางคราวจะรุนแรง
จนทาํ ใหเกดิ ความเสยี หายได ในทะเลคอนขางแรงและคลนื่ จดั บรรดาเรอื ประมงเล็กขนาดต่ํากวา 50 ตนั ควร
งดเวน ออกทะเลเพราะอาจจะลมลงได และพายุดีเปรสช่ันน้ีเม่ืออยูในทะเลไดรับไอน้ําหลอเลี้ยงตลอดเวลา
และไมมีส่ิงกดี ขวางทางลมอาจจะทวีกําลงั ข้ึนได โดยฉบั พลัน ฉะนั้น เม่ือไดรบั ทราบขา ววามีพายุดีเปรสช่ันขึ้น
ในทะเลกอ็ ยา วางใจวาจะมกี ําลงั ออ นเสมอไปอาจจะมีอันตรายไดเหมือนกัน สําหรับพายุพัดจัดจะลดนอยลง

ห น้ า | 41

เปน ลาํ ดบั มแี ตฝ นตกทวั่ ไปเปนระยะนานๆ และตกไดมากถงึ 100 มลิ ลิเมตร ภายใน 12 ชั่วโมง ซ่ึงตอไปก็จะ
ทําใหเกดิ นํา้ ปาไหลบาจากภูเขาและปาใกลเ คียงลงมาทวมบานเรือนไดใ นระยะเวลาสั้นๆ หลังจากพายุไดผาน
ไปแลว

4. ความรนุ แรงและอันตรายจากพายุฤดรู อ น
พายฤุ ดูรอนเปน พายทุ เี่ กิดขึน้ โดยเหตแุ ละวิธีการตางกับพายุดีเปรสช่ัน และเกิดบนผืนแผนดินท่ีรอน
อบอา วในฤดรู อนแตเปน พายทุ ีม่ บี ริเวณยอ มๆ มีอาณาเขตเพยี ง 20-30 ตารางกิโลเมตร แตอาจมีลมแรงมากถงึ
47 น็อต หรือ 87 กิโลเมตรตอชั่วโมง พายุน้ีมีกําลังแรงที่จะทําใหเกิดความเสียหายไดมาก แตเปนชวง
ระยะเวลาส้ันๆ ประมาณ 2-3 ช่วั โมง อนั ตรายทเี่ กิดขึ้นคอื ตน ไมหกั ลม ทบั บานเรอื นผูคน ฝนตกหนกั และอาจ
มีลกู เหบ็ ตกได ในกรณที ี่พายุมกี ําลังแรง

การเตรียมการปอ งกันอันตรายจากพายุ

1. ตดิ ตามสภาวะอากาศ ฟงคําเตอื นจากกรมอตุ ุนิยมวทิ ยาสมํา่ เสมอ
2. สอบถาม แจงสภาวะอากาศรอ นแกก รมอตุ ุนยิ มวิทยา
3. ปลกู สรา ง ซอมแซม อาคารใหแข็งแรง เตรียมปอ งกันภยั ใหส ตั วเลี้ยงและพชื ผลการเกษตร
4. ฝกซอมการปองกันภัยพิบัติ เตรียมพรอ มรับมือ และวางแผนอพยพหากจาํ เปน
5. เตรยี มเครอื่ งอปุ โภค บริโภค ไฟฉาย แบตเตอรี่ วทิ ยกุ ระเปาห้วิ เพ่ือติดตามขาวสาร
6. เตรียมพรอมอพยพเมือ่ ไดรับแจง ใหอ พยพ

2) นํา้ ทว ม

สาเหตสุ ําคัญข้ึนอยกู บั สภาพทอ งท่ี และความวิปรติ ผันแปรของธรรมชาตแิ ตในบางทองที่ การกระทํา
ของมนุษยกม็ ีสวนสําคัญ และ เกิดจากมีน้ําเปนสาเหตุ อาจจะเปนน้ําทวม นํ้าปาหรืออื่นๆ โดยปกติ อุทกภัย
เกดิ จากฝนตกหนกั ตอเน่อื งกันเปนเวลานาน บางคร้งั ทาํ ใหเกดิ แผนดนิ ถลม อาจมสี าเหตจุ ากพายหุ มุนเขตรอ น
ลมมรสุมมีกาํ ลงั แรง รองความกดอากาศตาํ่ มีกําลังแรงอากาศแปรปรวน นํ้าทะเลหนุน แผนดินไหว เขือ่ นพังซง่ึ
ทาํ ใหเ กิดอทุ กภยั ได สาเหตุการเกดิ อุทกภัยแบง ไดเปน 2 ชนิด ดงั นี้

2.1 จากน้าํ ปา ไหลหลากและนา้ํ ทวมฉบั พลนั เกดิ จากฝนตกหนกั ติดตอกันหลายช่วั โมง ดินดดู ซบั ไม
ทนั นา้ํ ฝนไหลลงพืน้ ราบอยา งรวดเรว็ ความแรงของน้ําทาํ ลายตน ไม อาคาร ถนน สะพาน ชีวติ ทรพั ยสิน

2.2 จากนํ้าทว มขังและนํ้าเออ นอง เกดิ จากนาํ้ ในแมน า้ํ ลําธารลน ตล่ิง มีระดับสูงจากปกติ ทวมและ
แชขัง ทาํ ใหการคมนาคมชะงกั เกดิ โรคระบาด ทําลายสาธารณูปโภค และพชื ผลการเกษตร

การปอ งกันน้ําทวมปฏิบตั ไิ ดดังนี้

1. ติดตามสภาวะอากาศ ฟงคําเตือนจากกรมอุตุนยิ มวทิ ยา
2. ฝก ซอมการปอ งกันภัยพบิ ตั ิ เตรยี มพรอ มรบั มอื และวางแผนอพยพหากจาํ เปน
3. เตรยี มน้ําดื่ม เครอื่ งอปุ โภค บริโภค ไฟฉาย แบตเตอร่ี วิทยุกระเปา หว้ิ เพ่ือติดตามขาวสาร

ห น้ า | 42

4. ซอมแซมอาคารใหแ ข็งแรง เตรยี มปอ งกันภัยใหส ัตวเลีย้ งและพืชผลการเกษตร
5. เตรยี มพรอ มเสมอเมื่อไดร ับแจง ใหอ พยพไปทส่ี งู เมอื่ อยูในพ้ืนทเ่ี สี่ยงภยั และฝนตกหนักตอ เน่อื ง
6. ไมล งเลน นาํ้ ไมขบั รถผา นนาํ้ หลากแมอ ยูบนถนน ถา อยใู กลน้าํ เตรียมเรอื เพอื่ การคมนาคม
7. หากอยูในพื้นท่ีนํ้าทวมขัง ปองกันโรคระบาด ระวังเรื่องนํ้าและอาหารตองสุก และสะอาดกอน
บริโภค

3) แผน ดินไหว

เปน ปรากฏการณ การสัน่ สะเทอื นหรือเขยา ของพื้นผวิ โลก สาเหตขุ องการเกดิ แผน ดินไหวนัน้ สวนใหญ
เกดิ จากธรรมชาติ โดยแผน ดนิ ไหวบางลกั ษณะสามารถเกดิ จากการกระทาํ ของมนุษยไ ดเชน การทดลองระเบดิ
ปรมาณู การปรบั สมดลุ เนื่องจากน้ําหนกั ของน้ําท่ีกกั เก็บในเขื่อนและแรงระเบดิ การทําเหมอื งแรเปน ตน

การปฏบิ ัตปิ องกันตวั เองจากการเกดิ แผน ดนิ ไหว

กอนเกิดแผน ดินไหว
1. ควรมไี ฟฉายพรอมถา นไฟฉาย และกระเปายาเตรียมไวในบาน และใหทกุ คนทราบวาอยูทไี่ หน
2. ศึกษาการปฐมพยาบาลเบ้ืองตน
3. ควรมีเครอื่ งมือดับเพลิงไวใ นบา น เชน เคร่ืองดับเพลิง ถุงทราย เปน ตน
4. ควรทราบตาํ แหนง ของวาลว ปดน้ํา วาลวปด กาซ สะพานไฟฟา สําหรบั ตัดกระแสไฟฟา
5. อยาวางสงิ่ ของหนักบนช้นั หรอื หิง้ สงู ๆ เมอื่ แผน ดินไหวอาจตกลงมากเปนอนั ตรายได
6. ผกู เครอ่ื งใชหนกั ๆ ใหแ นน กบั พ้ืนผนงั บาน
7. ควรมีการวางแผนเร่ืองจุดนัดหมาย ในกรณีท่ีตองพลัดพรากจากกัน เพื่อมารวมกันอีกครั้งใน
ภายหลงั

ระหวา งเกิดแผนดินไหว

1. อยา ตื่นตกใจ พยายามควบคุมสตอิ ยูอยางสงบ
2. ถา อยใู นบานใหย ืนหรือหมอบอยูใ นสวนของบานทม่ี โี ครงสรางแขง็ แรงท่ีสามารถรับนํ้าหนักไดมาก
และใหอยูหางจากประตู ระเบยี ง และหนาตาง
3. หากอยใู นอาคารสูง ควรตงั้ สติ และรีบออกจากอาคารโดยเรว็ หนีใหห างจากสง่ิ ท่ีจะลมทบั ได
4. ถา อยูใ นทีโ่ ลง แจง ใหอ ยูหางจากเสาไฟฟา และสิง่ หอยแขวนตา งๆ ทปี่ ลอดภยั ภายนอกคอื ที่โลงแจง
5. อยา ใช เทยี น ไมข ดี ไฟ หรอื สง่ิ ทท่ี าํ ใหเกดิ เปลวหรอื ประกายไฟ เพราะอาจมแี กสร่ัวอยูบรเิ วณนัน้
6. ถากําลังขบั รถใหหยดุ รถและอยูภายในรถ จนกระทั่งการสนั่ สะเทือนจะหยดุ
7. หามใชลิฟทโดยเดด็ ขาดขณะเกดิ แผน ดินไหว
8. หากอยูช ายหาดใหอยหู า งจากชายฝง เพราะอาจเกดิ คลืน่ ขนาดใหญซ ดั เขา หาฝง

หลังเกิดแผน ดนิ ไหว

1. ควรตรวจตวั เองและคนขา งเคียงวาไดรับบาดเจบ็ หรอื ไม ใหทําการปฐมพยาบาลข้นั ตนกอน

ห น้ า | 43

2. ควรรีบออกจากอาคารที่เสยี หายทนั ที เพราะหากเกิดแผน ดนิ ไหวตามมา อาคารอาจพังทลายได
3. ใสรองเทาหมุ สน เสมอ เพราะอาจมเี ศษแกว หรอื วัสดแุ หลมคมอ่ืนๆ และสิ่งหกั พงั ทมิ่ แทงได
4. ตรวจสายไฟ ทอนํ้า ทอแกส ถาแกสรั่วใหปดวาลวถังแกส ยกสะพานไฟ อยาจุดไมขีดไฟ หรือ
กอไฟจนกวา จะแนใจวา ไมม ีแกส ร่วั
5. ตรวจสอบวา แกสรวั่ ดว ยการดมกล่นิ เทานัน้ ถา ไดกล่นิ ใหเ ปดประตหู นาตา งทกุ บาน
6. ใหอ อกจากบริเวณทส่ี ายไฟขาด และวัสดสุ ายไฟพาดถงึ
7. เปด วิทยุฟง คําแนะนาํ ฉุกเฉิน อยาใชโ ทรศพั ท นอกจากจําเปน จรงิ ๆ
8. สาํ รวจดคู วามเสยี หายของทอสว ม และทอนํา้ ทง้ิ กอ นใช
9. อยาเขา ไปในเขตท่ีมีความเสียหายสูง หรืออาคารพัง

4) ปรากฏการณเรือนกระจก

คาํ วา เรือนกระจก (greenhouse) หมายถึง อาณาบรเิ วณท่ีปด ลอ มดวยกระจกหรอื วัสดุอ่ืนซง่ึ มผี ลใน
การเกบ็ กักความรอนไวภ ายใน ในประเทศเขตหนาวนยิ มใชเ รือนกระจกในการเพาะปลูกตนไมเพราะพลังงาน
แสงอาทติ ยสามารถผา นเขา ไปภายในไดแตค วามรอนทอี่ ยภู ายในจะถกู กกั เก็บ โดยกระจกไมใหส ะทอนหรือแผ
ออกสภู ายนอกไดท ําใหอ ุณหภมู ขิ องอากาศภายในอบอุน และเหมาะสมตอ การเจริญเตบิ โตของพชื แตกตา งจาก
ภายนอกทีย่ งั หนาวเย็น นกั วิทยาศาสตรจึงเปรยี บเทยี บปรากฏการณทค่ี วามรอนภายในโลกถกู กับดกั ความรอ น
หรือกาซเรือนกระจก (Greenhouse gases) เก็บกักเอาไวไมใหสะทอนหรือแผออกสูภายนอกโลกวา
ปรากฏการณเรือนกระจก

โลกของเราตามปกติมกี ลไกควบคมุ ภมู อิ ากาศโดยธรรมชาตอิ ยแู ลว กระจกตามธรรมชาติของโลก คือ
กาซคารบ อนไดออกไซดแ ละไอนํา้ ซง่ึ จะคอยควบคุมใหอ ุณหภมู ขิ องโลกโดยเฉล่ียมีคา ประมาณ 15 °C และถา
หากในบรรยากาศไมมกี ระจกตามธรรมชาติอณุ หภมู ขิ องโลกจะลดลงเหลอื เพียง -20°C มนษุ ยแ ละพชื ก็จะลม
ตายและโลกก็จะเขา สูยคุ น้าํ แข็งอีกครัง้ หนงึ่

สาเหตุสาํ คญั ของการเกดิ ปรากฎการณเ รอื นกระจกมาจากการเพ่ิมขึ้นของกาซเรือนกระจกประเภท
ตางๆ ไดแ ก คารบ อนไดออกไซด (CO2) ไอนํ้า (H2O) โอโซน (O3) มีเทน (CH4)ไนตรัสออกไซด (N2O) และ
คลอโรฟลูออโรคารบ อน (CFCs) ในสว นของกา ซคารบอนไดออกไซดจะเกดิ การหมนุ เวยี นและรกั ษาสมดุลตาม
ธรรมชาติ ปญหาในเรอื่ งปรากฏการณเ รือนกระจกจะไมส ง ผลกระทบที่รุนแรงตอมนษุ ยช าตโิ ดยเด็ดขาด

แตปญหาท่ีโลกของสิ่งมีชีวิตกําลังประสบอยูในปจจุบันก็คือ ปริมาณกาซเรือนกระจกท่ีอยูใน
บรรยากาศเกดิ การสูญเสยี สมดลุ ข้นึ ปริมาณความเขมของกาซเรือนกระจกบางตัว เชน คารบอนไดออกไซด
มีเทน ไนตรัสออกไซดและคลอโรฟลูออโรคารบอนกลับเพิ่มปริมาณมากขึ้น นับตั้งแตเกิดการปฏิวัติ
อุตสาหกรรม (industrial revolution) หรือประมาณป พ.ศ. 2493 เปนตนมา

กิจกรรมตางๆ ท่ีทําใหเกิดการเพ่ิมขึ้นของกาซเรือนกระจกมีดังน้ีคือ 57% เกิดจากการเผาไหมของ
เช้ือเพลิงฟอสซิล (น้ํามันเชื้อเพลิง ถานหินและกาซธรรมชาติ) 17% เกิดจากการใชสารคลอโรฟลูออโร


Click to View FlipBook Version