หนงั สอื เรยี นสาระการพัฒนาสังคม
รายวิชาสงั คมศกึ ษา
(สค31001)
ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
หลักสูตรการศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาข้ันพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551
(ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2557)
หา มจําหนา ย
หนงั สือเรียนเลมนี้ จัดพมิ พด ว ยเงนิ งบประมาณแผนดนิ เพือ่ การศึกษาตลอดชวี ิตสําหรบั ประชาชน
ลขิ สิทธ์ิเปน ของ สํานกั งาน กศน. สาํ นักงานปลดั กระทรวงศึกษาธกิ าร
สํานกั งานสง เสรมิ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั
สํานกั งานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงศึกษาธกิ าร
หนังสือเรยี นสาระการพฒั นาสงั คม
รายวิชาสังคมศกึ ษา (สค31001)
ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2557)
เอกสารทางวชิ าการลําดับท่ี 37/2557
คํานํา
สาํ นกั งานสง เสรมิ การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัย ไดดําเนินการจัดทําหนังสือเรียน
ชุดใหมน ขี้ ้ึน เพื่อสําหรบั ใชใ นการเรยี นการสอนตามหลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พทุ ธศักราช 2551 ท่มี วี ัตถุประสงคใ นการพฒั นาผูเ รียนใหม ีคุณธรรม จริยธรรม มีสติปญ ญาและศักยภาพใน
การประกอบอาชพี การศกึ ษาตอ และสามารถดาํ รงชีวิตอยูในครอบครวั ชุมชน สังคมไดอยางมีความสุขโดยผู
เรียนสามารถนําหนังสือเรียนไปใชด วยวธิ กี ารศกึ ษาคน ควา ดวยตนเอง ปฏิบัติกิจกรรม รวมท้ังแบบฝก หัดเพื่อ
ทดสอบความรคู วามเขาใจในสาระเนอ้ื หา โดยเม่ือศึกษาแลวยังไมเ ขาใจ สามารถกลับไปศึกษาใหมไ ด ผูเ รียน
อาจจะสามารถเพ่ิมพูนความรูห ลังจากศึกษาหนังสือเรียนนี้ โดยนําความรูไ ปแลกเปลี่ยนกับเพ่ือนในชั้นเรียน
ศกึ ษาจากภูมปิ ญญาทองถ่นิ จากแหลงเรยี นรแู ละจากส่ืออ่นื ๆ
ในการดาํ เนินการจัดทําหนังสือเรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาข้ันพื้นฐาน
พทุ ธศักราช 2551 ไดรับความรวมมือท่ีดีจากผูทรงคุณวุฒิและผูเก่ียวขอ งหลายทา นที่คน ควาและเรียบเรียง
เน้ือหาสาระจากส่อื ตางๆ เพื่อใหไ ดสอื่ ท่ีสอดคลอ งกับหลักสูตรและเปน ประโยชนต อผูเรียนที่อยูน อกระบบอยาง
แทจริง สาํ นักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ขอขอบคุณคณะที่ปรึกษาคณะ
ผูเ รยี บเรียง ตลอดจนคณะผูจ ดั ทาํ ทกุ ทา นท่ไี ดใ หความรว มมือดว ยดี ไว ณ โอกาสนี้
สํานักงานสงเสรมิ การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัย หวงั วาหนังสือเรียนชุดนี้จะเปนประโยชน
ในการจัดการเรียนการสอนตามสมควร หากมขี อเสนอแนะประการใด สํานักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบ
และการศกึ ษาตามอัธยาศยั ขอนอมรับไวด วยความขอบคุณยิ่ง
สาํ นกั งาน กศน.
สารบัญ
หนา
คํานาํ
สารบัญ
คาํ แนะนาํ ในการใชห นงั สอื เรียน
โครงสรา งรายวชิ าสงั คมศึกษา (สค31001)
บทท่ี 1 ภูมศิ าสตรก ายภาพ....................................................................................1
เรอ่ื งที่ 1 สภาพภมู ศิ าสตรกายภาพ ................................................................. 2
เรอ่ื งท่ี 2 ลกั ษณะการเกิดปรากฏการณทางธรรมชาติทส่ี ําคญั
และการปอ งกนั อนั ตราย ................................................................ 32
เรื่องท่ี 3 วธิ ใี ชเครื่องมือทางภมู ศิ าสตร.......................................................... 41
เรื่องท่ี 4 ปญ หาการทําลายทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดลอ ม
ผลการจดั ลาํ ดับความสาํ คัญของปญหาทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดลอม.............................................................................. 49
เรื่องท่ี 5 แนวทางปองกันแกไ ขปญ หาการทําลายทรพั ยากรธรรมชาติ
และสงิ่ แวดลอ ม โดยประชาชน ชมุ ชน องคกร ภาครัฐ
ภาคเอกชน..................................................................................... 69
บทที่ 2 ประวตั ิศาสตร.........................................................................................72
เรอ่ื งท่ี 1 การแบง ชว งเวลาและยคุ สมัยทางประวตั ศิ าสตร ............................. 73
เรอ่ื งท่ี 2 แหลง อารยธรรมของโลก................................................................ 78
เรือ่ งท่ี 3 ประวตั ศิ าสตรช าติไทย ................................................................... 84
เรอ่ื งท่ี 4 บุคคลสาํ คญั ของไทยและของโลกในดา นประวัตศิ าสตร.................. 98
เร่ืองท่ี 5 เหตกุ ารณส าํ คญั ของโลกท่ีมีผลตอ ปจ จบุ ัน....................................115
เร่ืองท่ี 6 บทบาทของสถาบนั พระมหากษัตริยในการพฒั นาชาติไทย..............119
บทท่ี 3 เศรษฐศาสตร....................................................................................... 153
เรื่องท่ี 1 ความรเู บ้ืองตนเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร...........................................154
เรื่องที่ 2 ระบบเศรษฐกิจ ............................................................................160
เรอ่ื งท่ี 3 กระบวนการทางเศรษฐกิจ ...........................................................170
เรือ่ งที่ 4 แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติ.......................................187
เรอ่ื งที่ 5 สถาบันการเงนิ และการเงินการคลงั ..............................................197
เร่ืองที่ 6 ความสัมพันธและผลกระทบเศรษฐกจิ ระหวา งประเทศ
กับภมู ภิ าคตา งๆ ของโลก .............................................................212
เรื่องที่ 7 การรวมกลมุ ทางเศรษฐกจิ ............................................................218
บทที่ 4 การเมอื งการปกครอง ........................................................................... 224
เร่ืองท่ี 1 การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย................................................225
เรอ่ื งท่ี 2 การปกครองระบบเผดจ็ การ.........................................................230
เร่อื งท่ี 3 พฒั นาการของระบอบประชาธปิ ไตย
ของประเทศตางๆ ในโลก.............................................................235
เรื่องท่ี 4 เหตุการณส ําคัญทางการเมอื งการปกครองของประเทศไทย .........241
เรื่องที่ 5 เหตุการณส าํ คัญทางการเมอื งการปกครองของโลก
ที่สงผลกระทบตอประเทศไทย .....................................................246
เรื่องท่ี 6 หลกั ธรรมมาภิบาล.......................................................................250
แนวเฉลยกิจกรรม ....................................................................................................256
บรรณานุกรม ……………………………………………………………………………. ...............260
คณะผจู ัดทาํ ....................................................................................................262
คําแนะนําในการใชห นงั สือเรยี น
หนังสอื เรียนสาระการพฒั นาสงั คม รายวชิ าสังคมศกึ ษา รหสั สค31001 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
เปนหนงั สือเรยี นทจี่ ดั ทาํ ขึน้ สําหรบั ผเู รียนท่เี ปน นกั ศกึ ษาการศึกษานอกระบบ
ในการศึกษาหนังสอื เรยี นสาระการพัฒนาสงั คม รายวชิ าสังคมศกึ ษา ผูเรียนควรปฏบิ ตั ิดังน้ี
1. ศกึ ษาโครงสรางรายวชิ าใหเ ขา ใจในหวั ขอสาระสําคัญ ผลการเรียนรทู คี่ าดหวงั และขอบขายเนื้อหา
2. ศึกษารายละเอียดเนอื้ หาของแตล ะบทอยางละเอียด และทาํ กิจกรรมตามทีก่ ําหนด แลว ตรวจสอบ
กับแนวเฉลยกิจกรรมทก่ี ําหนด ถาผูเ รยี นตอบผิดควรกลับไปศกึ ษาและทาํ ความเขาใจในเน้ือหาน้ันใหม ใหเ ขาใจ
กอ นท่จี ะศึกษาเร่อื งตอ ไป
3. ปฏบิ ัติกจิ กรรมทายบทของแตล ะบท เพอื่ เปน การสรุปความรู ความเขาใจของเนื้อหาในเรื่องน้ันๆ
อีกคร้งั
4. หนงั สือเรียนเลมน้มี ี 4 บท คอื
บทที่ 1 ภูมศิ าสตรก ายภาพ
บทท่ี 2 ประวัตศิ าสตร
บทท่ี 3 เศรษฐศาสตร
บทท่ี 4 การเมืองการปกครอง
โครงสรา งรายวิชาสังคมศึกษา (สค31001)
สาระสาํ คญั
ประชาชนทกุ คนมหี นาที่สําคัญในฐานะพลเมอื งดีของชาติ การเคารพและปฏบิ ัตติ ามกฎหมายภายใต
การปกครองตามระบอบประชาธิปไตย มคี วามรูใ นเรื่องลกั ษณะทางกายภาพ การปฏิสมั พันธระหวางมนุษยก ับ
ส่ิงแวดลอมและสามารถบริหารจดั การทรัพยากรธรรมชาติใหเ อ้ือประโยชนตอ คนในชาติ การศกึ ษาความเปนมา
และประวตั ิศาสตรของชนชาติไทยทาํ ใหเกดิ ความรคู วามเขาใจและภาคภูมใิ จในความเปน ไทย
ผลการเรียนรทู ีค่ าดหวงั
1. อธิบายขอมูลเกย่ี วกับภมู ิศาสตร ประวตั ศิ าสตร เศรษฐศาสตร การเมือง การปกครองที่เกี่ยวข
องกับประเทศตา งๆ ในโลก
2. วิเคราะห เปรยี บเทียบสภาพภูมิศาสตร ประวัติศาสตร เศรษฐศาสตร การเมืองการปกครอง
ของประเทศตางๆ ในโลก
3. ตระหนักและคาดคะเนสถานการณระหวา งประเทศทางดา นภูมศิ าสตร ประวัตศิ าสตร เศรษฐศาสตร
การเมอื ง การปกครองทีม่ ีผลกระทบตอ ประเทศไทยและโลกในอนาคต
4. เสนอแนะแนวทางในการแกปญ หา การปอ งกันและการพัฒนาทางดานการเมือง การปกครอง
เศรษฐกิจและสังคมตามสภาพปญหาท่ีเกดิ ข้ึนเพื่อความมน่ั คงของชาติ
สาระการเรยี นรู
บทที่ 1 ภูมิศาสตรก ายภาพ
บทที่ 2 ประวัตศิ าสตร
บทท่ี 3 เศรษฐศาสตร
บทที่ 4 การเมืองการปกครอง
ห น้ า | 1
บทท่ี 1 ภูมศิ าสตรก ายภาพ
สาระสาํ คญั
ลักษณะทางกายภาพและสรรพสงิ่ ในโลก มคี วามสมั พันธซึง่ กนั และกนั และมีผลกระทบตอ ระบบนิเวศ
ธรรมชาติ การนาํ แผนทีแ่ ละเครอ่ื งมอื ภมู ศิ าสตรม าใชใ นการคนหาขอมูลจะชวยใหมีขอ มูลที่ชัดเจนและนําไป
สูการใชก ารจัดการไดอยางมีประสิทธิภาพ การปฏิสัมพันธระหวา งมนุษยก ับสภาพแวดลอมทางกายภาพ
ทาํ ใหเกดิ สรางสรรควฒั นธรรมและจิตสํานึกรว มกันในการอนุรักษทรพั ยากรธรรมชาติและสิง่ แวดลอ มเพ่ือการ
พฒั นาทย่ี ่งั ยืน
ตวั ช้ีวดั
1. มีความ รูความ เขา ใจ เกี่ย วกั บสภาพ ทา งภูมิ ศา สตร กา ยภา พของป ระ เทศไท ยกั บ
ทวีปตา งๆ
2. เปรียบเทยี บสภาพภมู ิศาสตรกายภาพของประเทศไทยกบั ทวปี ตางๆ
3. มีความรูค วามเขาใจในปรากฏการณท างธรรมชาตทิ ี่เกดิ ขนึ้ ในโลก
4. มที ักษะการใชเ ครื่องมอื ทางภูมศิ าสตรท ่สี าํ คญั ๆ
5. รูวธิ ปี อ งกนั ตนเองใหป ลอดภัยเมอื่ เกิดภยั จากปรากฏการณธ รรมชาติ
6. สามารถวเิ คราะหแ นวโนม และวิกฤตสิ่งแวดลอมทีเ่ กิดจากการกระทําของมนษุ ย
7. มีความรูความเขา ใจในการใชนวัตกรรมและเทคโนโลยีดานสิ่งแวดลอ มเพ่ือพัฒนา
ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอมท่ยี ่ังยืน
ขอบขา ยเนือ้ หา
เรื่องที่ 1 สภาพภูมิศาสตรก ายภาพ
เรือ่ งท่ี 2 ลกั ษณะการเกิดปรากฏการณทางธรรมชาติ และการปอ งกนั อนั ตราย
เรื่องที่ 3 วธิ ีใชเคร่ืองมือทางภูมศิ าสตร
เร่อื งที่ 4 ปญหาการทําลายทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอม
การจดั ลําดับความสําคัญของปญหาทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอม
เรื่องที่ 5 แนวทางปอ งกนั แกไ ขปญ หาการทําลายทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม
โดยประชาชน ชมุ ชน องคกร ภาครฐั ภาคเอกชน
ห น้ า | 2
เรอื่ งที่ 1 สภาพภูมศิ าสตรกายภาพ
ภมู ิศาสตรกายภาพประเทศไทย
ทาํ เลท่ีตงั้
ประเทศไทยตั้งอยูในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต ซึ่งประกอบดวยสวนที่เปนแผนดินใหญหรือ
เรยี กวา คาบสมทุ รอินโดจนี หรือแหลมทอง และสว นท่ีเปนหมูเกาะใหญนอยหลายพันเกาะ ต้ังอยูในแหลมทอง
ระหวางละติจูด 5 องศา 37 ลิปดาเหนือกับ 20 องศา 22 ลิปดาเหนือ และลองจิจูด 97 องศา 22 ลิปดา
ตะวันออก กับ 105 องศา 37 ลปิ ดาตะวนั ออก
ขนาด
ประเทศไทยมีเนื้อที่ 513,115 ตารางกิโลเมตร ถาเปรียบเทียบขนาดของประเทศไทยกับประเทศใน
ภูมภิ าค เอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใตด ัวยกันแลว จะมีพื้นท่ีขนาดใหญเปน อนั ดับทส่ี าม รองจากอินโดนีเซียและพมา
ความยาวของประเทศวัดจาก เหนือสดุ ทีอ่ ําเภอแมส าย จังหวัดเชยี งรายไปจดใตสดุ ทอ่ี าํ เภอเบตง จงั หวดั ยะลา
ประมาณ 1,260 กิโลเมตร สวนความกวางมากที่สุด วัดจากดานพระเจดียสามองคอําเภอสังขละบุรี จังหวัด
กาญจนบุรีไปจดตะวนั ออกสดุ ทีอ่ ําเภอสริ ินธร จงั หวดั อุบลราชธานี ยาวประมาณ 780 กิโลเมตร สําหรับสว นท่ี
แคบท่ีสุดของประเทศไทยอยูในเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ วัดจากพรมแดนพมาถึงฝงทะเลอาวไทยเปน
ระยะทางประมาณ 10.5 กโิ ลเมตร
อาณาเขตติดตอ
ประเทศไทยมีอาณา
เขตติดตอกับประเทศเพื่อน
บานโดยรอบ 4 ประเทศคือ
พมา ลาว กัมพูชา และ
มาเลเซียรวมความยาวของ
พรมแดนทางบก ประมาณ
5,300 กิโลเมตร และมีอาณา
เขตติดตอกับชายฝงทะเลยาว
2,705 กิโลเมตร คือ แนวฝง
ห น้ า | 3
ทะเลดานอา วไทยยาว 1,840 กโิ ลเมตร และแนวชายฝง ดา นทะเลอนั ดามนั ยาว 865 กโิ ลเมตรดงั นี้
ห น้ า | 4
1. เขตแดนที่ติดตอกับพมา เร่ิมตนที่อําเภอแมสายจังหวัดเชียงรายไปทางตะวันตก ผานที่จังหวัด
แมฮ องสอน ไปสิน้ สุดทีจ่ งั หวดั ระนอง จงั หวัดชายแดนดา นนมี้ ี 10 จงั หวัดคอื เชียงราย เชียงใหม แมฮองสอน
ตาก กาญจนบรุ ี ราชบรุ ี เพชรบรุ ี ประจวบคีรีขันธ ชุมพร และ ระนอง มีทิวเขา 3 แนว เปนเสนก้ันพรมแดน
ไดแก ทิวเขาแดนลาว ทิวเขาถนนธงชัย และทิวเขาตะนาวศรี นอกจากน้ันยังมีแมนํ้าสายสั้นๆ เปนแนวกั้น
พรมแดนอยอู ีกคือแมนํา้ เมย จังหวดั ตากและแมนํ้ากระบุรี จังหวดั ระนอง
2. เขตแดนทตี่ ดิ ตอ กบั ลาว เขตแดนดานนี้ เริ่มตน ทีใ่ นอําเภอเชยี งแสน ไปทางตะวันออกผานท่ีอําเภอ
เชียงของ จังหวัดเชียงรายเขาสูจังหวัดพะเยา ไปสิ้นสุดที่จังหวัดอุบลราชธานี ดินแดนที่ติดตอกับลาวมี 11
จังหวดั คอื เชยี งราย พะเยา นา น อุตรดติ ถ พษิ ณโุ ลก เลย หนองคาย นครพนม มุกดาหาร อํานาจเจริญ และ
อุบลราชธานี มแี มน ํ้าโขงเปน เสน กน้ั พรมแดนทางน้ําท่ีสําคัญ สวนพรมแดนทางบกมีทิวเขาหลวงพระบางกั้น
ทางตอนบนและทิวเขาพนมดงรักบางสวนกั้นเขตแดนตอนลาง เขตแดนที่ติดตอกับกัมพูชา เริ่มตนที่พ้ืนที่
บางสวนของภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ตอนลา ง
3. จากอําเภอนํา้ ยืน จังหวดั อุบลราชธานี มาทางทศิ ตะวันตก แลววกลงใตท ่จี ังหวัดบุรรี มั ย ไปสนิ้ สุดท่ี
จงั หวดั ตราด จงั หวดั ชายแดนที่ติดตอ กับกัมพูชา มี 7 จังหวัด คือ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร บุรีรัมย
สระแกว จันทบรุ ี และ ตราด มีทิวเขาพนมดงรักและทวิ เขาบรรทดั เปนเสนก้ันพรมแดน
4. เขตแดนที่ติดตอกับมาเลเซีย ไดแก เขตแดนทางใตสุดของประเทศ ในพ้ืนที่ 4 จังหวัด คือ สตูล
สงขลา ยะลา และนราธวิ าส มีแนวเทือกเขาสนั กาลาคีรี และแมนํา้ โก-ลกจังหวัดนราธิวาสเปนเสนกน้ั พรมแดน
ภาคเหนอื
ภาคเหนือประกอบดวยพื้นที่ของ 9 จงั หวดั ไดแก 1. เชยี งราย 2. แมฮ อ งสอน 3. พะเยา 4. เชียงใหม
5. นา น 6. ลําพูน 7. ลําปาง 8. แพร 9. อุตรดิตถ
ลักษณะภูมิประเทศทั่วไป เปนเทือกเขา
สงู ทอดยาวขนานกันในแนวเหนือ-ใต และระหวาง
เทือกเขาเหลาน้ีมีที่ราบและมีหุบเขาสลับอยูทั่วไป
เทือกเขาที่สําคัญ คือ เทือกเขาหลวงพระบาง
เทือกเขาแดนลาว เทือกเขาถนนธงชัย เทือกเขาผี
ปนน้ํา เทือกเขาขุนตาลและ เทือกเขาเพชรบูรณ
ยอดเขาท่ีสงู ที่สดุ ในภาคนี้ ไดแ ก ยอดอนิ ทนนท อยู
ในจังหวัดเชียงใหม มีความสูงประมาณ 2,595
เมตร เทือกเขาในภาคเหนือเปนแหลงกําเนิดของ
แมนํ้าสายยาว 4 สาย ไดแก แมน้ําปง วัง ยม และ
นาน แมน้ําดังกลาวน้ีไหลผานเขตท่ีราบหุบเขา พ้ืนท่ีท้ังสองฝงลํานํ้าจึงมีดินอุดมสมบูรณเหมาะแกการ
เพาะปลกู ทาํ ใหม ผี ูค นอพยพไปตง้ั หลกั แหลงในบริเวณดังกลาวหนาแนนนอกจากน้ีภาคเหนือยังมีแมน้ําสาย
ห น้ า | 5
ส้ันๆ อีกหลายสาย ไดแกแมน ํา้ กก และแมน ้าํ อิง ไหลลงสู แมนํ้าโขง สวนแมนํ้าปาย แมนํ้าเมย และแมนํ้ายม
ไหลลงสูแมน าํ้ สาละวิน
ภาคกลาง
ภาคกลางประกอบดวยพื้นท่ีของ 22 จังหวัด ไดแก 1.สุโขทัย 2.พิษณุโลก 3.กําแพงเพชร 4.พิจิตร
5.เพชรบูรณ (ภาคกลางตอนบน) 6.นครสวรรค 7.อุทัยธานี8.ชัยนาท 9.ลพบุรี 10.สิงหบุรี 11.อางทอง
12.สระบุรี 13.สุพรรณบุรี 14.พระนครศรีอยุธยา 15.นครนายก 16.ปทุมธานี 17.นนทบุรี 18.นครปฐม
19. กรงุ เทพมหานคร 20. สมุทรปราการ 21. สมุทรสาคร 22. สมทุ รสงคราม
ลกั ษณะภูมปิ ระเทศทว่ั ไป เปน ที่ราบดินตะกอนที่ลํานํ้าพัดมาทับถม ในบริเวณที่ราบน้ีมีภูเขาโดดๆ
ซ่งึ สว นใหญเปน ภเู ขาหนิ ปนู กระจาย อยูทว่ั ไป ภูมปิ ระเทศตอนบนของภาคกลางเปน ทีร่ าบลกู ฟูก คือเปน ท่ีสงู ๆ
ตาํ่ ๆ และมภี ูเขาท่ีมีแนวตอเนื่องจากภาคเหนือ เขามาถึงพ้ืนที่บางสวนของจังหวัดพิษณุโลก และเพชรบูรณ
สวนพืน้ ทตี่ อนลา งของภาคกลางน้นั เปน ดนิ ดอนสามเหลี่ยมปากแมนํ้า เจาพระยา ซ่ึงเกิดจากการรวมตัวของ
แมน าํ้ ปง วัง ยม นาน นอกจากแมน ํ้าเจาพระยา แลวตอนลางของภาคกลางยังมีแมน้ําไหลผานอีกหลายสาย
ไดแก แมน ํา้ แมกลอง แมน า้ํ ทา จีน แมน้ําปาสัก และแมน้ํานครนายก เขตนี้เปนท่ีราบกวางขวางซึ่งเกิดจากดิน
ตะกอน หรอื ดินเหนยี วทแ่ี มน ํ้าพัดพามาทบั ถมเปนเวลานาน จงึ เปน พ้ืนทที่ ่อี ุดมสมบรู ณเหมาะแกการเพาะปลูก
มาก และเปนเขตท่มี ปี ระชากรมากทสี่ ุดในประเทศไทย ฉะน้นั ภาคกลางจงึ ไดช่อื วา เปนอขู า ว อูน าํ้ ของไทย
ห น้ า | 6
ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบดวยพื้นท่ีของ 19 จังหวัด ไดแก 1.เลย
2.หนองคาย 3.อุดรธานี 4.สกลนคร 5.นครพนม 6.ขอนแกน 7.กาฬสินธุ 8.มุกดาหาร 9.ชัยภูมิ 10.
มหาสารคาม 11.รอยเอ็ด 12.ยโสธร 13.นครราชสีมา 14.บุรีรัมย 15. สุรินทร 16.ศรีสะเกษ
17.อุบลราชธานี 18.อํานาจเจริญ 19.หนองบัวลําภู
ลักษณะภูมิประเทศทั่วไป มีลักษณะ
เปนแองคลายจาน ลาดเอียงไปทางตะวันออก
เฉยี งใตม ขี อบเปนภูเขาสูงทางตะวันตกและทาง
ใตข อบทางตะวันตก ไดแก เทือกเขาเพชรบูรณ
และเทือกเขาดงพญาเย็น สวนทางใต ไดแก
เทือกเขาสันกําแพง และเทือกเขาพนมดงรัก
พ้ืนที่ดานตะวันตกเปนที่ราบสูง เรียกวา ที่ราบ
สูงโคราช ภูเขาบริเวณน้ีเปนภูเขาหินทราย ที่
รูจักกันดีเพราะเปน แหลง ทองเทย่ี ว คือ ภกู ระดึง
ภูหลวง ในจงั หวดั เลย แมน้าํ ทส่ี าํ คัญของภาคนี้ไดแก แมน ้ําชี และแมน้าํ มูล ซ่ึงมแี หลง กําเนิดจากเทือกเขาทาง
ทิศตะวนั ตก และทางใตแ ลว ไหลลงสแู มนํ้าโขง ทาํ ใหสองฝง แมนาํ้ เกิดเปน ท่ีราบน้ําทวมถึงเปนตอนๆ พนื้ ทร่ี าบ
ในภาคะวันออกเฉียงเหนือมักมีทะเลสาบรูปแอง เปนจํานวนมาก แตทะเลสาบเหลาน้ีจะมีน้ําเฉพาะฤดูฝน
เทา น้นั เมอ่ื ถึงฤดรู อนน้าํ ก็จะเหือดแหงไปหมด เพราะดินสวนใหญเปนดินทรายไมอุมนํ้า น้ําจึงซึม ผานไดเร็ว
ภาคน้ีจึงมีปญหาเร่ืองการขาดแคลนนํ้า และดินขาดความอุดมสมบูรณ ทําใหพ้ืนที่บางแหงไมสามารถใช
ประโยชนในการเกษตรไดอ ยางเต็มที่ เชน ทุงกุลารองไห ซึ่งมีเน้ือท่ีถึงประมาณ 2 ลานไร ครอบคลุมพื้นที่ 5
จังหวัด ไดแก รอยเอ็ด สุรินทร มหาสารคาม ยโสธร และศรีสะเกษ ซึ่งปจจุบันรัฐบาลไดพยายามปรับปรุง
พื้นทใ่ี หด ขี ้ึน โดยใชระบบชลประทานสมัยใหม ทําใหสามารถเพาะปลูกไดจนกลายเปนแหลงเพาะปลูกขาว
หอมมะลิท่ีดีที่สุดแหงหน่ึงของประเทศไทย แตก็ปลูกไดเฉพาะหนาฝนเทาน้ัน หนาแลงสามารถทําการ
เพาะปลกู ไดเฉพาะบางสว นเทา น้ัน ยงั ไมค รอบคลุมบรเิ วณท้งั หมด
ภาคตะวันตก
ภาคตะวันตก ประกอบดวยพื้นที่ของ 5 จังหวัด ไดแก 1.ตาก 2.กาญจนบุรี
3.ราชบรุ ี 4.เพชรบรุ ี 5.ประจวบครี ขี นั ธ
ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศท่วั ไป สว นใหญเ ปน เทอื กเขาสงู ไดแ ก เทอื กเขาถนนธงชัย และเทือกเขาตะนาว
ศรีเปนแนวภูเขาทซ่ี ับซอนมที ี่ราบแคบๆ ในเขตหบุ เขาเปน แหงๆ และมที ี่ราบเชิงเขาตอเน่ืองกบั ที่ราบภาคกลาง
เทือกเขาเหลา น้เี ปน แหลง กาํ เนดิ ของ แมนํา้ แควนอย (แมน า้ํ ไทรโยค) และแมน้ําแควใหญ (ศรีสวัสด์ิ) ซ่ึงไหลมา
บรรจบกัน เปนแมนาํ้ แมก ลองระหวา งแนวเขามชี อ งทางตดิ ตอ กบั พมาได ที่สําคัญคือ ดานแมละเมาในจังหวัด
ตาก และดา นพระเจดยี ส ามองค ในจังหวดั กาญจนบรุ ี
ห น้ า | 7
ภาคตะวนั ออก
ภาคตะวันออก ประกอบดวยพื้นท่ีของ 7 จังหวัดไดแก 1.ปราจีนบุรี 2.ฉะเชิงเทรา 3.ชลบุรี
4.ระยอง 5.จนั ทบุรี 6.ตราด 7.สระแกว
ลักษณะภูมิประเทศท่ัวไป คือ เปนที่ราบใหญอยูทางตอนเหนือของภาค มีเทือกเขาจันทบุรีอยูทาง
ตอนกลางของภาคมเี ทอื กเขาบรรทดั อยูท างตะวนั ออกเปน พรมแดนธรรมชาติระหวางประเทศไทยกบั ประเทศ
กัมพูชา และมที ี่ราบชายฝงทะเลซงึ่ อยรู ะหวา งเทอื กเขาจนั ทบรุ ีกับอาวไทย ถงึ แมจะเปน ทร่ี าบแคบๆ แตก็เปน
พนื้ ดินทีอ่ ุดมสมบูรณเหมาะสาํ หรับการปลูกไมผล ในภาคนีม้ จี ังหวัดปราจีนบรุ แี ละจังหวัดสระแกวเปนจงั หวัด
ทไี่ มมีอาณาเขตจดทะเล นอกนัน้ ทกุ จังหวดั ลว นมีทางออกทะเลทั้งสน้ิ ชายฝง ทะเลของภาคเรม่ิ จากแมนํ้าบาง
ปะกง จังหวดั ฉะเชิงเทราไปถึงแหลมสารพัดพิษ จังหวัดตราด ยาวประมาณ 505 กิโลเมตรเขตพ้ืนท่ีชายฝงของ
ภาคมีแหลมและอาวอยูเ ปนจํานวนมากและมีเกาะใหญนอยเรียงรายอยไู มหา งจากฝงนกั เชน เกาะชาง เกาะกูด
เกาะสชี งั เกาะลา น เปน ตน
ห น้ า | 8
ภาคใต
ภาคใตประกอบดวยพื้นที่ของ 14 จังหวัดไดแก 1.ชุมพร 2.สุราษฎรธานี 3.นครศรีธรรมราช
4.พัทลุง 5.สงขลา 6.ปตตานี 7.ยะลา 8.นราธิวาส 9.ระนอง 10.พังงา 11.กระบี่ 12.ภูเก็ต 13.ตรัง
14.สตลู
ลกั ษณะภูมิประเทศทว่ั ไป เปนคาบสมทุ รยืน่ ไปในทะเล ทางตะวนั ตกของคาบสมทุ รมเี ทือกเขาภูเก็ต
ทอดตัวเลยี บชายฝง ไปจนถึงเกาะภเู ก็ต ตอนกลางของภาคมเี ทือกเขานครศรีธรรมราช สวนทางตอนใตสุดของ
ภาคใตมเี ทือกเขาสันกาลาคีรี วางตัวในแนวตะวันออก-ตะวันตก และเปน พรมแดนธรรมชาติก้ันระหวางไทยกบั
มาเลเซียดวยพ้ืนท่ีทางชายฝงตะวันออกมีท่ีราบมากกวาชายฝงตะวันตก ไดแก ท่ีราบในเขตจังหวัด
นครศรธี รรมราช พทั ลุง สงขลา ปตตานี และนราธวิ าส ชายฝง ทะเลดานตะวนั ออกของภาคใตม ีชายหาดเหมาะ
สาํ หรบั เปน ทีต่ ากอากาศหลายแหง เชน หาดสมิหลา จังหวดั สงขลาและหาดนราทัศน จังหวดั นราธวิ าส เปนตน
เกาะท่ีสาํ คัญทางดานนี้ ไดแ ก เกาะสมุยและเกาะพงนั สวนชายฝง ทะเลดานมหาสมุทรอินเดีย มีเกาะท่ีสําคัญ
คอื เกาะภเู กต็ เกาะตรุเตา เกาะยาวและเกาะลนั ตา นอกจากนี้ ในเขตจังหวัดสงขลาและพทั ลงุ ยงั มีทะเลสาบ
เปด (lagoon) ทใ่ี หญท ส่ี ุดแหง หนงึ่ ในเอเชียตะวันออกเฉยี งใต คอื ทะเลสาบสงขลา มคี วามยาวจากเหนือจดใต
ประมาณ 80 กิโลเมตร สวนที่กวา งทส่ี ดุ ประมาณ 20 กโิ ลเมตร คิดเปนเน้ือท่ีประมาณ 974 ตารางกิโลเมตร
สวนเหนือสดุ ของทะเลสาบเปน แหลง นาํ้ จดื เรยี กวา ทะเลนอ ย แตท างสวนลา งน้ําของทะเลสาบจะเค็ม เพราะมี
นา นนา้ํ ตดิ กบั อาวไทย นาํ้ ทะเลจึงไหลเขามาได ในทะเลสาบสงขลามีเกาะอยูหลายเกาะ บางเกาะเปนท่ีทํารัง
ของนกนางแอน บางเกาะเปนทีอ่ ยูของเตาทะเล นอกจากนใ้ี นทะเลสาบยงั มี ปลา และกุง ชุกชุมอีกดวย สวน
ชายฝง ทะเลดานตะวนั ตกของภาคใตมลี ักษณะเวาแหวงมากกวา ดานตะวันออก ทําใหมีทวิ ทศั นท สี่ วยงามหลาย
แหง เชน หาดนพรัตนธารา จังหวัดกระบ่ี หมูเกาะซิมิลัน จังหวัดพังงา ชายฝงตะวันตกของภาคใตจึงเปน
สถานทีท่ อ งเท่ยี วท่สี ําคญั แหง หนง่ึ ของประเทศ แมนํา้ ในภาคใต สว นใหญเปนแมนํา้ สายสน้ั ๆ ไหลจากเทอื กเขา
ลงสูท ะเล ท่สี ําคัญไดแก แมน ้ําโก-ลกซ่งึ กัน้ พรมแดนไทยกับมาเลเซียในจังหวัดนราธิวาส แมนํ้ากระบุรีซึ่งกั้น
พรมแดนไทยกับพมา ในเขตจงั หวดั ระนอง แมน ้ําตาปในจงั หวัดสุราษฏรธ านี และแมน้ําปตตานใี นจังหวัดยะลา
และปต ตานี
ทวีปเอเชยี
1. ขนาดทีต่ ัง้ และอาณาเขตติดตอ
ทวปี เอเชียเปน ทวปี ที่มขี นาดใหญท ส่ี ดุ มีพื้นทปี่ ระมาณ 44 ลานตารางกโิ ลเมตร เปนทวีปทมี่ ีพ้นื ท่กี วา ง
ท่ีสดุ ในโลกต้ังอยูทางทิศตะวันออกของโลก ทวีปเอเชียตั้งอยูระหวางละติจูด 1 องศา 15 ลิปดาเหนือถึง 77
องศา 41 ลปิ ดาเหนอื และลองตจิ ูด 24 องศา 4 ลิปดา ตะวันออกถึง 169 องศา 40 ลิปดาตะวันตก
อาณาเขตตดิ ตอ
ทศิ เหนอื ติดกบั มหาสมุทรอารก ตกิ
ห น้ า | 9
ทศิ ใต ติดกับมหาสมทุ รอนิ เดยี
ทิศตะวนั ออก ตดิ กับมหาสมทุ รแปซิฟก
ทศิ ตะวนั ตก ตดิ กบั เทือกเขาอูราล ทวีปยโุ รป
2. ลักษณะภมู ิประเทศของทวปี เอเชีย
ทวีปเอเชียมีลกั ษณะเดน คือ มภี ูมิประเทศที่เปนภูเขาสูงอยูเกอื บใจกลางทวีป ภูเขาดังกลาวทําหนาท่ี
เหมือนหลงั คาโลกเพราะเปน จดุ รวมของเทือกเขาสําคัญๆ ในทวีปเอเชียจุดรวมสําคัญ ไดแก ปามรี นอต ยูนนาน
นอต และอามีเนียนนอต เทือกเขาสูงๆ ของทวีปเอเชียวางแนวแยกยายไปทุกทิศทุกทางจากหลังคาโลกเชน
เทือกเขาหิมาลัย เทือกเขาคนุ ลนุ เทือกเขาเทียนชาน เทอื กเขาอัลตนิ ตัก เทอื กเขาฮินดกู ูซ เทือกเขาสุไลมาน ยอด
เขาเอเวอรเรสต มีระดับสูง 8,850 เมตร (29,028 ฟุต) เปนยอดเขาสูงท่ีสุดในโลกตั้งอยูบนเทือกเขาหิมาลัย
ระหวา งเทอื กเขาเหลา นม้ี พี ้ืนท่ีคอนขา งราบแทรกสลับอยู ทาํ ใหเ กิดเปนแองแผน ดนิ ทีอ่ ยใู นท่ีสูง เชน ท่ีราบสูง
ทิเบต ที่ราบสูงตากลามากัน ที่ราบสูงมองโกเลีย ที่ราบสูงยูนาน ลักษณะภูมิประเทศดังกลาวขางตนทําให
บริเวณใจกลางทวีปเอเชียกลายเปนแหลงตนกําเนิดของแมนํ้าสายสําคัญ ท่ีมีรูปแบบการไหลออกไปทุกทิศ
โดยรอบหลังคาโลก เชน ไหลไปทางเหนือมีแมน้ํา อ็อบ เยนิเซ ลีนา ทางตะวันออกเฉียงเหนือมีแมนํ้าอามูร
ทางตะวันออกมีแมน ํา้ ฮวงโห (หวงเหอ แยงซีเกียง (ฉางเจียง) ซีเกียง (ซีเจียง) ทางตะวันออกเฉียงใตมีแมน้ํา
แดงโขง เจาพระยา สาละวิน อิระวดี ทางใตมีแมน้ําพรหมบุตร คงคา สินธุ ทางตะวันตกมีแมนํ้าอามู ดารยา
จากทส่ี งู อามเี นียนนอต มแี มน ้าํ ไทกรสี ยเู ฟรตีส บทบาทของลุมน้ําเหลาน้ี คือพัดพาเอาตะกอนมาทับถมท่ีราบ
อันกวางใหญไพศาล กลายเปน แหลงเกษตรกรรมและที่อยูอาศัยสําคัญๆ ของชาวเอเชีย โดยเฉพาะท่ีราบดิน
ดอนสามเหล่ยี มปากแมนาํ้ จงึ กลายเปน แหลง ที่มีประชากรอาศัยอยูหนาแนนทสี่ ดุ
3. ลกั ษณะภูมิอากาศของทวปี เอเชยี
ทวีปเอเชียโดยสวนรวมประมาณครึ่ง
ท วี ป อ ยู ภ า ย ใ ต อิ ท ธิ พ ล ข อ ง ล ม ม ร สุ ม ต้ั ง แ ต
ปากีสถานถึงคาบสมุทรเกาหลี เปนผลทําใหมี
ฝนตกชุกในฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต และมี
อากาศหนาวในฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือใน
เขตละติจูดกลางหรือเขตอบอุน แถบจีนและ
ญี่ปุนจะไดรับอิทธิพลจากแนวปะทะอากาศ
บอยครั้ง ทางชายฝงตะวันออกของทวีปตั้งแต
ญ่ีปุน อนิ โดนีเซยี จะไดรับอทิ ธิพลของลมไตฝ นุ และดเี ปรสชั่นทําใหด นิ แดนชายฝง ตะวนั ออกของหมูเ กาะไดร บั
ความเสียหายจากลมและฝนเสมอ ทางเอเชียตะวันออกเฉียงใตและเอเชียใต ซ่ึงอยูใกลศูนยสูตรจะมี
ห น้ า | 10
ปรากฏการณของหยอ มความกดอากาศตาํ่ ทําใหมีอากาศลอยตัว กอเปนพายุฟาคะนองเกิดขึ้นเปนประจําใน
เวลาบา ยๆ หรือใกลคา่ํ แถบทอ่ี ยลู ึกเขาไปในทวีปหางไกลจากทะเลจะมภี ูมิอากาศแหงแลงเปนทะเลทราย
4. สภาพทางสังคม วัฒนธรรม ภาษา ศาสนา
เช้อื ชาติเผาพนั ธุ ประชากร 2 ใน 3 ของประชากรทัง้ หมด เปน พวกมองโกลอยด มีพวกคอเคซอยดอยู
บาง เชน ชาวรสั เซียอพยพมาจากยุโรปตะวันออก ประชากรของเอเชียมีความหลากหลาย ดา นประกอบอาชีพ
เศรษฐกิจของประเทศในเอเชียขึ้นอยูกบั ภาคเกษตรกรรม ประชากรสวนใหญ ประกอบอาชีพดานการเกษตร
คือ การเพาะปลูก ขาว ขาวโพด และมีการเลี้ยงสัตว ทั้งเลี้ยงไวเปนอาหาร และทํางาน นอกจากน้ียังมีการ
คา ขาย การประมง การทาํ เหมอื งแร
ลักษณะทางเศรษฐกจิ
1. การเพาะปลูกทําในท่ีราบลุมของแมน้ําตางๆ ไดแก ขาว ยางพารา ปาลม ปอ ฝาย ชา กาแฟ
ขา วโพด
2. การเล้ยี งสตั ว ในเขตอากาศแหงแลงจะเล้ียงแบบเรรอนซ่ึงเลี้ยงไวใชเน้ือและนมเปนอาหารไดแก
อฐู แพะ แกะ โค มา และจามรี
3. การทําปา ไม ปาไมในเขตเมืองรอ นจะเปนไมเ นือ้ แข็ง ผลผลติ ท่ีไดส ว นใหญน ําไปกอสราง
4. การประมง ทําในบรเิ วณแมนํา้ ลาํ คลอง หนอง บึงและชายฝง ทะเล
5. การทาํ เหมอื งแร ทวีปเอเชยี อุดมไปดว ยแรธาตนุ านาชนดิ
6. อุตสาหกรรม การทาํ อุตสาหกรรมหลายประเทศในเอเชีย เร่ิมจากอุตสาหกรรมในครัวเรือนแลว
พัฒนาขึ้นเปนโรงงานขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ
ประชากร
ทวีปเอเชียมีประชากรมากที่สุดในโลกประมาณ 3,155 ลานคน ประชากรสวนใหญมาจากพันธุ
มองโกลอยดป ระชากรอาศยั อยูหนาแนน บริเวณชายฝง ทะเลและทีร่ าบลมุ แมนาํ้ ตางๆ เชน ลุมแมน ้าํ เจา พระยา
ลมุ แมน าํ้ แยงซเี กยี ง ลุมแมนํา้ แดงและลุม แมน ํ้าคงคาสว นบรเิ วณทีม่ ีประชากรเบาบาง จะเปนบริเวณทีแ่ หง แลง
กนั ดารหนาวเย็นและในบริเวณทเี่ ปนภเู ขาซับซอน ซึง่ สวนใหญจ ะเปนบรเิ วณกลางทวีป
ภาษา
1. ภาษาจนี
ห น้ า | 11
ภาษาทใ่ี ชก นั มากในทวีปเอเชีย โดยใชกันในประเทศจีน ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต เชน สิงคโปร
ประมาณวาประชากรเอเชีย 1,000 ลานคน พูดภาษาจีน แตเปนภาษาที่แตกตางกันไป เชน ภาษาแตจิ๋ว
ไหหลํา จนี กลาง หรอื ทเี่ รียกวาภาษาแมนดาริน
2. ภาษาอนิ เดยี
เปนภาษาที่ใชกันแพรหลายรองลงมาอันดับ 2 โดยสวนใหญใชกันในประเทศอินเดีย และ
ปากีสถาน
3. ภาษาอาหรับ
เปน ภาษาทใ่ี ชก ันแพรหลายมากอันดบั 3 โดยใชก ันในแถบเอเซียตะวนั ตกเฉยี งใต
4. ภาษารัสเซยี
เปน ภาษาทใ่ี ชกันมากอันดับ 4 โดยใชก นั ในรัสเซียและเครอื จกั รภพ
ศาสนา
ทวีปเอเชียเปนแหลงกําเนิดศาสนาท่ีสําคัญของโลก เชน ศาสนาคริสต ศาสนาอิสลาม ศาสนาพุทธ
ศาสนาฮินดู และยูดาห ในเอเชียตะวันตกเฉียงใตประชากรสวนใหญนับถือศาสนาฮินดูกวา 500 ลานคนใน
อินเดีย รองลงมาคือ ศาสนาอิสลามมีผูนับถือประมาณ 450 ลานคน นอกจากนี้ยังมีลัทธิเตา ลัทธิขงจื๋อ ที่
แพรห ลายในจีน ลทั ธชิ ินโตในญ่ีปนุ
ทวีปยุโรป
1. ขนาดท่ตี งั้ และอาณาเขตติดตอ
ทวีปยุโรปเปนทวปี ท่มี ีลกั ษณะทางกายภาพที่เหมาะสมในการตั้งถิ่นฐานท้ังในดา นลักษณะภูมปิ ระเทศ
ที่มีท่ีราบลุม เทือกเขาที่ไมต้ังกั้นทางลม มีแมนํ้าหลายสาย ลักษณะภูมิอากาศที่อบอุน ชุมชื่นมี
ทรพั ยากรธรรมชาติ คือ เหล็กและถานหิน ซึ่งเปนสวนสําคัญอยางย่ิงตอการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ
จึงสงผลใหทวีปยุโรปมีประชากรตั้งถิ่นฐานหนาแนนที่สุดในโลก อีกทั้งเปนทวีปท่ีมีอารยธรรมท่ีเกาแก คือ
อารยธรรมกรีกและโรมัน
ห น้ า | 12
ทวีปยโุ รป เปน ทวปี ที่ตั้งอยูระหวางละติจดู 36 องศา 1 ลิปดาเหนือถึง 71 องศา 10 ลิปดาเหนือและ
ระหวางลองติจดู 9 องศาตะวันตก ถึง 66 องศาตะวันออก จากพิกัดภูมศิ าสตรจะสงั เกตไดวา ทวีปยุโรปมพี ื้นที่
ทั้งหมดอยูในซีกโลกเหนือและอยูเหนือเสนทรอปคออฟแคนเซอร มีเสนสําคัญท่ีลากผานคือ
เสนอารกติกเซอรเ คลิ และเสนลองติจูดท่ี 0 องศา มีเนื้อที่ประมาณ 9.9 ลานตารางกิโลเมตร จึงเปนทวีปที่มี
ขนาดเล็ก โดยมีขนาดเล็กรองจากทวีปออสเตรเลีย
อาณาเขตตดิ ตอ
ทิศเหนือ ติดกับมหาสมุทรอารกติกและข้ัวโลกเหนือ จุดเหนือสุดอยูท่ีแหลมนอรท
(North Cape) ในประเทศนอรเ วย
ทิศใต ติดกับทะเลเมดเิ ตอรเรเนยี น จุดใตส ุดอยูท ่เี กาะครตี ประเทศกรีช
ทศิ ตะวันออก ติดตอ กบั ทวีปเอเชยี โดยมีเทือกเขาอูราล เทือกเขาคอเคซัสและทะเลแคสเปยนเปน
เสนกัน้ พรมแดน
ทิศตะวันตก ติดตอกับมหาสมุทรแอตแลนติก จุดตะวันตกสุดของทวีปอยูที่แหลมโรคาประเทศ
โปรตุเกส
2. ลักษณะภมู ิประเทศ
ลกั ษณะภมู ิประเทศแบงออกเปน 4 เขต ไดแ ก
1. เขตเทอื กเขาตอนเหนอื ไดแก บรเิ วณคาบสมทุ รสแกนดิเนเวีย ภูมปิ ระเทศสวนมากประกอบดวย
เทือกเขาสงู และที่ราบชายฝงทะเล เทอื กเขาทส่ี าํ คัญในบรเิ วณน้ีไดแ ก เทอื กเขาเซอรอนและเทือกเขาแกรมเปยน
เน่ืองจากทวีปยุโรปเคยถูกปกคลุมดวยน้ําแข็งมากอน บริเวณชายฝงทะเลถูกธารนํ้าแข็งกัดเซาะและทับถม
ทําใหเกดิ ชายฝง เวา แหวงและอา วนาํ้ ลึกท่ีเรยี กวา ฟยอรด พบมากในประเทศนอรเวยแ ละแควน สกอตแลนด
2. เขตทรี่ าบสูงตอนกลาง ประกอบดวยท่ีราบสูงสําคัญ ไดแก ท่ีราบสูงแบล็กฟอเรสตตอนใตของ
เยอรมันนี ที่ราบสูงโบฮีเมีย เขตติดตอระหวางเยอรมันนีและสาธารณรัฐเช็คท่ีราบเมเซตา ภาคกลางของ
คาบสมุทรไซบเี รีย ในเขตประเทศสเปนและโปรตุเกส ท่ีราบสงู มัสชพี ซองตรัล ตอนกลางของประเทศฝรั่งเศส
3. เขตทร่ี าบตอนกลาง ครอบคลุมพื้นท่ีตง้ั แตชายฝง มหาสมุทรแอตแลนตกิ ไปจนถงึ เทือกเขาอรู าลใน
รัสเซีย ตะวันตกของฝรง่ั เศส ตอนใตข องสหราชอาณาจักรเบลเย่ียม เนเธอรแลนด เดนมารก ภาคเหนือของ
ห น้ า | 13
เยอรมนั นโี ปแลนดและบางสวนของรสั เซยี เปนบรเิ วณทมี่ ีประชากรอาศัยอยูหนาแนนท่ีสุด และมีความสําคัญ
ทางเศรษฐกิจอยางมาก เนื่องจากเปนพื้นท่ีเกษตรกรรมท่ีสําคัญของทวีปในบริเวณนี้มีแมนํ้าที่สําคัญไดแก
แมน า้ํ ไรน แมน้าํ เชน แมนา้ํ ลัวร และแมน้ําเอลเบ
4. เขตเทือกเขาตอนใต ประกอบดว ยเทอื กเขาสงู เทอื กเขาทีส่ าํ คญั ในบริเวณน้ไี ดแ ก เทือกเขาแอลป
ซ่ึงเปนเทือกเขาที่มีขนาดใหญที่สุดในทวีปยุโรป ทอดตัวยาวตั้งแตตะวันออกเฉียงใตของฝร่ังเศส ผาน
สวติ เซอรแ ลนด เยอรมันนี ออสเตรยี เซอรเบีย ไปจนถึงทางเหนือของอิตาลี บริเวณยอดเขามีธารนํ้าแข็งปก
คลุมเกอื บตลอดทั้งป บางชวงเปนหุบเขาลึก ยอดเขาท่ีสูงท่ีสุดในเทือกเขาแอลป คือ มองตบลังก สูง 4,807
เมตร นอกจากนี้ยงั ประกอบดวยยอดเขาคอเคซสั ทางตอนใตข องรัสเซยี มียอดเขาเอลบรสู สูง 5,642 เมตร ซึ่ง
เปนยอดเขาท่ีสงู ทีส่ ดุ ในยโุ รป
แมน ํ้า แมน้ําทสี่ าํ คญั ในทวีปยโุ รป มีดงั นี้
แมนํา้ โวลกา เปน แมน าํ้ สายยาวทส่ี ุดในทวีป มตี น นํ้าอยูบรเิ วณตอนกลางของสหพนั ธร สั เซียไหลลงสู
ทะเลแคสเปยน
แมน้ําดานูบ มีตนกําเนิดจากเทือกเขาทางภาคใตของเยอรมัน ไหลผานประเทศออสเตรีย ฮังการี
ยูโกสลาเวยี พรมแดนระหวา งประเทศบัลแกเรียกับประเทศโรมาเนีย แลวไหลลงสูทะเลดํา แมน้ําดานูบเปน
แมน ํ้าที่ไหลผานหลายประเทศ ดงั นนั้ จึงถือวาเปนแมนํ้านานาชาติแตในดานความสําคัญของการขนสงสินคา
อตุ สาหกรรมน้ันมไี มมากเทากับแมนาํ้ ไรน เนื่องจากแมน้าํ ดานบู ไหลออกสูทะเลดาํ ซงึ่ เปนทะเลภายใน
แมนํ้าไรน มีตนกําเนิดจากเทือกเขาแอลปทางตอนใตของสวิสเซอรแลนด ไหลขึ้นไปทางเหนือ
ระหวางพรมแดนฝรั่งเศสและเยอรมันไปยังเนเธอรแลนด แลวไหลลงทะเลเหนือ แมน้ําไรนเปนแมนํ้าท่ีมี
ความสําคัญมาก มีปริมาณน้ําไหลสม่ําเสมอ ไหลผานที่ราบและไหลผานหลายประเทศจึงถือวาเปนแมนํ้า
นานาชาติ และยงั เปน เสน ทางขนสง วตั ถุดบิ และสินคาท่ีสําคญั คอื ถานหิน แรเหล็ก และแปงสาลี โดยเฉพาะ
การขนสงถา นหินซงึ่ มีปรมิ าณมากในยานอุตสาหกรรมถา นหนิ ของเยอรมัน แมน้ําสายน้ีจึงไดรับสมญานามวา
“แมนํ้าถานหิน” การขนสงสินคาผานทางแมนํ้าไรนน้ี จะออกสูบริเวณปากแมนํ้าซึ่งเปนท่ีตั้งของเมืองทา
รอตเตอรดมั (เนเธอรแ ลนด) ซ่ึงเปนเมืองทาทีส่ ําคัญทีส่ ดุ ของทวปี
3. ลกั ษณะภมู อิ ากาศ เขตอากาศ
ปจจัยท่มี อี ทิ ธิพลตอภูมิภาคอากาศของทวีปยุโรป
1. ละติจูด ทวีปยุโรปมที ่ีตง้ั อยรู ะหวางละติจดู 36 องศา 1 ลิปดาเหนือ ถึง 71 องศา 10 ลิปดาเหนือ
พ้ืนท่สี ว นใหญอ ยูในเขตอบอุน มเี พียงตอนบนของทวปี ทอี่ ยใู นเขตอากาศหนาวเยน็ และ ไมมีสวนใดของทวีปที่
อยใู นเขตอากาศรอ น
ห น้ า | 14
2. ลมประจาํ ลมประจาํ ทพี่ ัดผา นทวีปยุโรป คือ ลมตะวนั ตก ซ่ึงพดั มาจากมหาสมทุ รแอตแลนติกเขา
สทู วีปทางดานตะวันตก มีผลทาํ ใหบ รเิ วณฝงตะวันตกของทวีปมีปริมาณฝนคอนขางมาก อุณหภูมิระหวางฤดู
รอ นกับฤดูหนาวไมค อ ยแตกตางกันมากนัก แตถาลึกเขามาภายในทางดานตะวันออกของทวีปซ่ึงติดกับทวีป
เอเชยี น้ัน ปรมิ าณฝนจะลดลงและจะมคี วามแตกตางของอณุ หภูมริ ะหวางฤดรู อ นกบั ฤดูฝนมากขน้ึ ดว ย
3. ความใกลไกลทะเล ทวีปยโุ รปมีชายฝงทะเลยาวและเวาแหวง ประกอบกับมีพื้นที่ติดทะเลถึง 3
ดาน ทําใหไดรบั อทิ ธิพลจากทะเลและมหาสมุทรอยางท่ัวถึง โดยเฉพาะบริเวณท่ีอยูใกลชายฝง ดังนั้นจึงไมมี
พน้ื ทีใ่ ดในทวีปยโุ รปทม่ี ภี มู อิ ากาศแหง แลง
4. ทิศทางของเทอื กเขา เทือกเขาสวนใหญใ นทวปี วางตัวในแนวทศิ ตะวนั ออกตะวันตก ทําใหไมก้ัน
ขวางทางลมตะวนั ตกทพี่ ัดเขาสทู วีป
5. กระแสน้ําในมหาสมุทร บริเวณ
ชายฝงมีก ระแสน้ํา อุนแอตแล นติกเหนื อ
ไหลผานทางตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือ
ของทวีป ทําใหนานนํ้าบริเวณเกาะบริเวนใหญ
และประเทศนอรเวยไมเปนนํ้าแข็งในฤดูหนาว
จึ ง แ ต ก ต า ง จ า ก บ ริ เ ว ณ ท ะ เ ล บ อ ล ติ ก ที่ น้ํ า
กลายเปนน้ําแข็ง ทําใหประเทศสวีเดน ตอง
เปล่ียนเสนทางการขนสงสินคาจากทางเรือไป
เปน การขนสงโดยใชเสนทางรถไฟจากสวีเดนไป
ยังนอรเวยแลวจึงนําสินคาลงเรือที่เมืองทา
ประเทศนอรเวย
เขตภมู อิ ากาศแบง ออกไดเ ปน 7 เขต ดังนี้
1. ภมู ิอากาศแบบทะเลเมดิเตอรเรเนย่ี น ไดแก บริเวณชายฝงทะเลเมดิเตอรเรเนียนในเขตประเทศ
อิตาลี ฝรั่งเศส ภาคใตข องสเปน แอลเบเนยี กรซี บลั แกเรยี และเซอรเบีย ฤดรู อนมอี ากาศรอน อณุ หภูมิเฉลี่ย
23 องศาเซสเซียส ในฤดูหนาวมอี ากาศอบอุนและมีฝนตกอุณหภูมิเฉล่ีย 8 องศาเซลเซยี ส ปริมาณฝนตกเฉลี่ย
500-1,000 มิลลิเมตรตอ ป
ห น้ า | 15
2. ภมู ิอากาศแบบทุง หญา ก่ึงทะเลทราย ไดแก บริเวณภาคกลางของคาบสมุทรไซบีเรีย ตอนเหนือ
ของทะเลดําและทะเลแคสเปยน ในเขต
ประเทศฮังการี ยูเครน โรมาเนีย และตอนใต
ของรัสเซีย มีฝนตกนอยมาก เฉลี่ยปละ 250-
500 มลิ ลิเมตรตอ ป
3. ภูมิอากาศแบบพื้นสมุทร ไดแก
สหราชอาณาจักร เนเธอรแลนด ฝรั่งเศส
เดนมารก เบลเย่ียม และตอนเหนือของ
เยอรมนี มีฝนตกชุกตลอดท้ังปเฉลี่ย 750-
1,500 มิลลิเมตรตอป ฤดูหนาวอากาศไมห นาว
จัด อุณหภูมิเฉล่ีย 1-7 องศาเซลเซียส
เ นื่ อ ง จ า ก ไ ด รั บ อิ ท ธิ พ ล จ า ก ก ร ะ แ ส น้ํ า อุ น
แอตแลนตกิ เหนอื
4. ภมู อิ ากาศแบบอบอนุ ช้นื ไดแ ก บรเิ วณที่ราบลมุ แมน ํา้ ดานูบในฮังการีตอนเหนือของเซอรเบียและ
โรมาเนีย มีอากาศอบอุน ฝนตกตลอดทั้งปเ ฉลยี่ 500-1,000 มิลลเิ มตรตอป เนื่องจากไดรับอิทธิพลความช้ืนจาก
ทะเล
5. ภมู อิ ากาศแบบอบอุนช้ืนภาคพ้นื ทวีป ไดแ ก ยุโรปตะวันออก และยุโรปกลาง รัสเซีย สาธารณรัฐ
เซ็ก สาธารณรัฐสโลวักและโปแลนด ฤดูหนาวมีอากาศหนาวและแหงแลง ฤดูรอนมีอากาศอบอุนและมีฝนตก
อณุ หภูมิเฉลีย่ 19-20 องศาเซลเซยี ส ปรมิ าณฝน 500-750 มลิ ลเิ มตรตอป
6. ภูมอิ ากาศแบบไทกา ไดแ ก ตอนเหนอื ของฟนแลนด สวีเดน และนอรเวย ฤดูหนาวมีอากาศหนาว
เย็นและยาวนาน อุณหภูมิเฉลี่ย 6 องศาเซลเซียส ฤดูรอนอากาศอบอุนอุณหภูมิเฉลี่ย 17 องศาเซลเซียส มี
ปรมิ าณฝนตกนอยและสวนมากเปน หิมะเฉล่ยี 600 มลิ ลเิ มตรตอ ป
7. ภูมิอากาศแบบขั้วโลกหรือภูมิอากาศแบบทุนดรา ไดแก ทางเหนือของทวีปท่ีมีชายฝงติดกับ
มหาสมทุ รอารก ตกิ ฤดหู นาวมีอากาศหนาวจดั และยาวนานปละ 10-11 เดือน ฤดูรอนมีอากาศอบอุนและส้ัน
เพยี ง 1-2 เดอื น อุณหภูมิเฉล่ียตลอดท้ังปประมาณ 10 องศาเซลเซียส ปริมาณฝนตกนอยมากและสวนมาก
เปนหิมะ
4. ลักษณะเศรษฐกิจและ สภาพแวดลอ มทางสงั คมวัฒนธรรม
ลกั ษณะเศรษฐกิจ
ทวีปยุโรปมีความเจริญทั้งในดานเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม โดยมีเขตเกษตรกรรมและ
อุตสาหกรรม ดังน้ี
การทาํ เกษตรกรรม
ห น้ า | 16
1. เขตปลูกขาวสาลี ไดแก บริเวณทีร่ าบภาคกลาง โดยเฉพาะบริเวณประเทศฮงั การี โรมาเนีย ยเู ครน
ซง่ึ เปน แหลงผลติ ขา วสาลีแหลงใหญ
2. เขตทาํ ไรปศสุ ัตว สวนใหญจ ะพบในบรเิ วณเขตอากาศแหง แลง ไมคอยเหมาะกับการเพาะปลูกแต
มีหญา ท่สี ามารถเลยี้ งสตั วไ ด เชน บริเวณชายฝงทะเลแคสเปย น และที่ราบสงู ของทวปี สตั วที่เล้ยี งไดแก โคเนือ้
แกะ แพะ สวนการเล้ียงโคนม จะพบบริเวณเขตอากาศชื้นภาคพ้ืนสมุทร เน่ืองจากมีทุงหญาอุดมสมบูรณ
มากกวา
3. เขตเกษตรกรรมแบบผสม ไดแ ก เขตทีม่ กี ารเล้ยี งสัตวค วบคกู ับการปลกู พชื เชน การปลกู ขาวสาลี
ขาวบาเลย การเล้ยี งสตั ว เชน โคเนื้อ โคนม ซึง่ พบมากบรเิ วณภาคตะวันตก และภาคกลางของทวีป
4. เขตเกษตรแบบเมดเิ ตอรเ รเนยี น พบบรเิ วณเขตชายฝง ทะเลเมดิเตอรเ รเนียน เชน อติ าลี กรีซ พชื
สําคญั ไดแก สม องนุ มะกอก
5. เขตเลย้ี งสตั วแ บบเรร อ น มีการเลีย้ งสตั วแบบท่ีมีการยา ยถน่ิ ทอ่ี ยเู พอ่ื หาแหลง อาหารแหลงใหมท่ี
อุดมสมบรู ณกวา บรเิ วณท่ีมกี ารเลี้ยงสัตวแบบเรร อ น คือ บริเวณท่ีมีอากาศหนาวเย็น เชน ชายฝงมหาสมุทร
อารก ติก หรอื เขตอากาศแบบทนุ ดรา
การปาไม
แหลง ปาไมทส่ี ําคัญของทวีป คือ เขตภูมอิ ากาศแบบไทกา บรเิ วณคาบสมุทร สแกนดิเนเวีย ซง่ึ จะมีปา
สนเปนบรเิ วณกวาง
การประมง
จากลกั ษณะภมู ปิ ระเทศของทวปี ยุโรปทม่ี ชี ายฝง ทะเลยาวและเวา แหวง ติดทะเล ทัง้ 3 ดาน ประกอบ
กับการมกี ระแสนา้ํ อนุ แอตแลนตกิ เหนอื ไหลผา นทําใหในฤดูหนาวนา้ํ ไมเปนนา้ํ แข็ง จงึ กลายเปนแหลง ประมงที่
สาํ คญั ของทวีป มชี ่ือวา “ดอกเกอรแ บงก (Dogger Bank)
การเหมืองแร
ทวปี ยโุ รปมที รพั ยากรทมี่ คี วามสาํ คญั มากตอการทาํ อตุ สาหกรรม ไดแก เหลก็ และถานหนิ
แรถ านหิน ใชเปน เชอ้ื เพลงิ ในการถลุงเหล็ก โดยมีแหลงถานหินท่ีสําคัญ เชน ภาคเหนือของฝรั่งเศส
และภาคกลางของเบลเยย่ี ม เยอรมัน เปนตน
แรเ หล็ก เมือ่ ผานการถลุงแลวจะนําไปใชในอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกลา โดยมีแหลงแรเหล็กท่ี
สําคญั เชน ประเทศสวเี ดน ฝรั่งเศส
นา้ํ มนั ปโ ตรเลยี มมี 2 แหลงทสี่ ําคญั คอื ทะเลเหนอื และทะเลดํา
การอตุ สาหกรรม
ทวปี ยโุ รปเปน ศนู ยก ลางอตุ สาหกรรมทีส่ าํ คัญแหงหนึ่งของโลก ประเทศที่มีชื่อเสียงมาก คือ สหราช
อาณาจักร ฝรั่งเศส เบลเย่ียม สวีเดน โดยบริเวณน้ีจะมีแรเหล็กและถานหินซ่ึงเปนสวนสําคัญในการทํา
อุตสาหกรรม
ห น้ า | 17
สภาพแวดลอมทางสงั คมและวฒั นธรรม
ลกั ษณะประชากร
1. มปี ระชากรมากเปนอนั ดับ 4 ของโลก และหนาแนน มากเปนอนั ดับ 2 ของโลก
2. มกี ารกระจายประชากรท่วั ท้งั ทวปี เนื่องจากความเหมาะสมในดานสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ
และทรัพยากร
3. บริเวณทีม่ ปี ระชากรหนาแนน คอื บรเิ วณทรี่ าบภาคตะวันตกและภาคกลางของทวปี สว นบริเวณที่
มปี ระชากรเบาบาง คือ บรเิ วณคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย และเขตยุโรปตะวนั ออก
ประวตั ิศาสตร แบงได 3 สมัยคือ
1. สมัยโบราณ หรอื อารยธรรมสมัยคลาสสิค มกี รีกและโรมนั เปนศูนยก ลางความเจรญิ โดยต้งั มัน่ อยู
ทางตอนใตของทวปี ยุโรปในแถบทะเลเมดเิ ตอรเรเนียน
กรกี ชนชาติกรกี ไดถ า ยทอดมรดกทางศลิ ปวฒั นธรรมไวหลายประการ ไดแ ก
1. การปกครอง ชาวกรีกไดใหส ิทธริ าษฎรในการลงคะแนนเสียงเลือกเจาหนา ทฝี่ า ยปกครอง
2. ศิลปวัฒนธรรม ชาวกรีกมีความสามารถในดานวรรณคดี การละคร และสถาปตยกรรม
สถาปตยกรรมที่มีช่ือเสียง คือ วิหารพาเธนอน นอกจากน้ียังมีการแขงขันกีฬาท่ีเปนท่ีรูจักกันดี คือ กีฬา
โอลมิ ปก
3. ปรัชญาความคดิ นักปรชั ญากรกี ทม่ี ชี อื่ เสียง คอื อรสิ โตเติล และเพลโต
โรมัน ชนชาติโรมันไดรับความเจริญตางๆ จากกรีก ส่ิงท่ีชาวโรมันไดถายทอดใหกับชนรุนหลังคือ
ประมวลกฎหมาย และภาษาละติน
1. สมัยกลาง ในชวงน้ียุโรปมีศึกสงครามเกือบตลอดเวลา จนทําใหการพัฒนาดานตางๆ ตอง
หยุดชะงัก ยคุ น้จี ึงไดช อ่ื วาเปน “ยุคมืด” หลังจากผานพนชวงสงครามจึงเปนชวงของการฟนฟศู ลิ ปะวทิ ยาการเริ่ม
ใหค วามสําคัญกับมนษุ ยมากขนึ้ เรียกยุคนวี้ า ยคุ เรอเนสซองซ (Renaissance)
2. สมัยใหม ยุคนี้เปนยคุ แหงการแสวงหาอาณานคิ ม ทําใหศ ิลปวัฒนธรรมของชาติตะวันตกแผขยาย
ไปยังดนิ แดนตา งๆ นอกจากนีย้ งั มเี หตกุ ารณสําคัญ คือ การปฏวิ ตั ิวทิ ยาศาสตรและการปฏิวัตอิ ุตสาหกรรม
ทวปี อเมริกาใต
1. ขนาดที่ตั้งและอาณาเขตตดิ ตอ
ทวีปอเมริกาใตเปนทวีปท่ีใหญเปนอันดับ 4 ของโลก รองจากทวีปเอเชีย ทวีปแอฟริกา และทวีป
อเมรกิ าเหนือ มีพื้นทปี่ ระมาณ 17.8 ลานตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 299 ลานคน รูปรางของทวีป
อเมริกาใตคลา ยคลึงกับทวีปอเมริกาเหนือ คือ มีลักษณะคลายรูปสามเหล่ียมหัวกลับ มีฐานกวางอยูทางทิศ
เหนือ สว นยอดสามเหลยี่ มอยทู างทิศใต
ห น้ า | 18
ตัง้ อยูใ นแถบซีกโลกใต ระหวา งละติจูด 12 องศา 25 ลปิ ดาเหนือ ถึง 56 องศาใตและลองติจูด 34 องศา
47 ลปิ ดาตะวนั ตก ถงึ 81 องศา 20 ลปิ ดาตะวันตก อาณาเขตของทวีปอเมริกาใตม ีดังน้ี
อาณาเขตตดิ ตอ
ทิศเหนือ ติดกับทวีปอเมริกาเหนือ โดยมีคลองปานามาเปนเสนก้ันเขตแดนและติดตอกับทะเล
แครบิ เบยี น ในมหาสมทุ รแอตแลนตกิ จุดเหนอื สุดอยทู แ่ี หลมกายีนาสในประเทศโคลอมเบยี
ทิศใต ตดิ กับทวีปแอนตารก ติกา มีชองแคบเดรกเปนเสนก้ันเขตแดน จุดใตสุดอยูที่แหลมโฟรวารด
ในคาบสมุทรบรนั สวิก ประเทศชลิ ี
ทศิ ตะวนั ออก ตดิ กับมหาสมุทรแอตแลนติก จดุ ตะวนั ออกสดุ อยูทแ่ี หลมโคเคอรูส ในประเทศบราซลิ
ทศิ ตะวนั ตก ติดกบั มหาสมทุ รแปซิฟก จดุ ตะวันตกสุดอยูท แี่ หลมปารีนเยสในประเทศเปรู
2. ลักษณะภมู ิประเทศ
ลักษณะภูมปิ ระเทศของทวปี อเมรกิ าใตส ามารถแบงออกได 3 ลกั ษณะไดแ ก
1. เขตเทือกเขาตะวันตก ไดแ ก บริเวณเทอื กเขาแอนดีส ซึ่งทอดตัวยาวขนานไปกับชายฝงมหาสมุทร
แอตแลนตกิ ต้งั แตท างเหนอื บรเิ วณทะเลแคริบเบียนไปจนถงึ แหลมฮอรนทางตอนใต มีความยาวประมาณ 7,200
กโิ ลเมตร เปน แนวเทอื กเขาท่ยี าวทีส่ ุดในโลกยอดเขาสงู ทส่ี ดุ ในบรเิ วณนี้ คือ ยอดเขาอะคองคากัว สงู ประมาณ
6,924 เมตร บริเวณตอนกลางของเทอื กเขามที ่รี าบสูงทส่ี ําคัญคือ ทร่ี าบสูงโบลิเวีย มีความสูงถึง 4,500 เมตร
และมีขนาดกวางใหญเปนอันดับ 2 ของโลก รองจากที่ราบสูงทิเบต บนที่ราบสูงแหงน้ีมีทะเลสาบซึ่งเปน
ทะเลสาบทีส่ ูงที่สดุ ในโลก ไดแ ก ทะเลสาบตติ ิกากา ในประเทศเอกวาดอร
2. เขตทร่ี าบสงู ตะวนั ออก ประกอบดวยท่รี าบสูงสําคญั 3 แหง ไดแก
ที่ราบสูงกิอานา ตั้งอยูทางตอนเหนือของทวีป ในเขตประเทศเวเนซูเอลา กายอานาซูรินาเม
เฟรนซเกยี นา และภาคเหนือของบราซลิ มลี กั ษณะทเี่ ปนทร่ี าบสูงสลับกับเทือกเขาสลับซบั ซอน
ที่ราบสูงบราซิล ตัง้ อยตู อนกลางของทวปี บริเวณตะวนั ออกของประเทศบราซิล ตั้งอยรู ะหวางทรี่ าบ
ลมุ แมนา้ํ แอมะซอน ทร่ี าบลุม แมน าํ้ ปารานา และท่รี าบลมุ แมน า้ํ ปารากวัย ทางตะวนั ออกมีความสงู ชนั จากนั้น
คอ ยๆ ลาดต่ําลงไปทางตะวนั ตก
ท่รี าบสงู ปาตาโกเนีย ตัง้ อยทู างตอนใตข องทวีป ในเขตประเทศอารเจนตินาทางตะวันออกคอนขาง
ราบเรยี บและคอ ยๆ สูงขึ้นไปเร่ือยๆ ทางตะวันตก
3. เขตท่รี าบลมุ แมน ้ํา อยูบริเวณตอนกลางของทวีป เปน ทร่ี าบดนิ ตะกอนท่ีมีความอุดมสมบูรณและ
กวาง ตงั้ อยูระหวางเทือกเขาแอนดีสและทร่ี าบสงู ทางตะวนั ออก เขตที่ราบลุมแมนํ้าที่สําคัญของทวีปอเมริกา
ใตมี 2 บริเวณไดแก
ท่ีราบลุมแมนํ้าแอมะซอนหรืออเมซอน เปนที่ราบลุมแมนํ้าท่ีใหญท่ีสุดในโลก มีพื้นท่ีประมาณ 7
ลานตารางกโิ ลเมตร มีแมนํ้าหลายสายไหลผา น สวนมากมีตน กําเนิดจากเทอื กเขาแอนดสี และไหลสูมหาสมุทร
แอตแลนตกิ แมน ํา้ ท่สี าํ คัญท่สี ดุ ในบรเิ วณน้คี ือ แมน ้าํ แอมะซอน
ห น้ า | 19
ท่ีราบลุมแมน้ําโอริโนโค อยูทางตอนเหนือของทวีป ในเขตประเทศโคลอมเบีย และเวเนซุเอลา
บรเิ วณนเี้ ปนเขตเลีย้ งสัตวท ส่ี าํ คญั ของทวปี อเมรกิ าใต
แมนา้ํ ทส่ี ําคัญในทวปี อเมรกิ าใต ไดแก
แมนํา้ แอมะซอน มคี วามยาว 6,440 กโิ ลเมตร เปนแมน ้ําทีม่ คี วามยาวเปนอันดับ 2 ของโลก รองจาก
แมน้ําไนล มีตน กาํ เนิดจากเทอื กเขาแอนดสี ไหลผา นประเทศบราซลิ ไหลลงสูมหาสมทุ รแอตแลนตกิ
แมนํา้ ปารานา มคี วามยาว 2,800 กิโลเมตรมีตนกําเนิดจากท่ีสูงทางตะวันออกของทวีป ไหลผาน
ประเทศบราซิล ปารากวยั อารเจนตนิ า ลงสมู หาสมุทรแอตแลนตกิ บรเิ วณอา วริโอเดอลาพลาตา
แมนํ้าปารากวัย มีความยาว 2,550 กิโลเมตร มีตนกําเนิดจากท่ีสูงในประเทศบราซิลไหลผาน
ประเทศบราซลิ ปารากวัยไปรวมกับแมน ํ้าปารานาในเขตประเทศอารเจนตนิ า
3. ลกั ษณะภมู ิอากาศ
ปจจัยท่มี ีอิทธพิ ลตอ ภมู ิอากาศของทวีปอเมรกิ าใต
1. ละติจูด พน้ื ทส่ี วนใหญของทวีปครอบคลุมเขตอากาศรอ น และประมาณ 1 ใน 3 ของพนื้ ทที่ วีปเปน
อากาศแบบอบอุน ภูมิภาคทางเหนอื ของทวปี จะมฤี ดูกาลทต่ี รงขามกบั ภูมิภาคทางใต
2. ลมประจาํ ไดแ ก
2.1 ลมสินคาตะวันออกเฉียงเหนือ พัดผานมหาสมุทรแอตแลนติกจึงนําความชุมช้ืนเขาสูทวีป
บรเิ วณชายฝงตะวนั ออกเฉยี งเหนอื
2.2 ลมสินคาตะวันออกเฉียงใต พัดผานมหาสมุทรแอตแลนติกจึงนําความชุมช้ืน
เขา สทู วปี บริเวณชายฝงตะวันออกเฉยี งใต
2.3 ลมตะวันตกเฉยี งเหนอื พดั ผานมหาสมทุ รแปซิฟกจึงนําความชุมช้ืนเขาสูทวีปบริเวณชายฝง
ตะวันตกของทวปี ตั้งแตป ระมาณละติจดู 40 องศาใตลงไป
3. ทิศทางของเทอื กเขา ทวปี อเมริกาใตมเี ทอื กเขาสูงอยทู างตะวนั ตกของทวีป ดังนั้นจึงเปนสิ่งท่ีกั้น
ขวางอิทธิพลจากทะเลและมหาสมุทร ทําใหบริเวณท่ีใกลเทือกเขาคอนขางแหงแลง แตในทางตรงกันขาม
ชายฝง ดา นตะวันออกจะไดรบั อิทธิพลจากทะเลอยา งเต็มท่ี
4. กระแสน้ํา มี 3 สายทส่ี ําคญั คือ
4.1 กระแสน้ําอุนบราซลิ ไหลเลยี บชายฝงของประเทศบราซลิ
4.2 กระแสนํา้ เยน็ ฟอลกแลนด ไหลเลียบชายฝงประเทศอารเจนตินา
4.3 กระแสน้ําเย็นเปรู (ฮัมโบลด) ไหลเลยี บชายฝงประเทศเปรูและชิลี
เขตภูมอิ ากาศแบง ออกไดเ ปน 8 เขต ดงั น้ี
1. ภูมิอากาศแบบปา ดิบชื้น ไดแก บริเวณทร่ี าบลุม แมน้ําแอมะซอน เปน บริเวณทมี่ ีอากาศเย็น ปาดิบ
ชื้นท่กี วางใหญท ่สี ดุ ในโลกสว นใหญม ีพืน้ ท่ีอยปู ระเทศบราซลิ มอี ณุ หภูมสิ ูงเฉลีย่ 27 องศาเซลเซียส มีฝนตกชกุ
เกือบตลอดทง้ั ปป ระมาณ 2,000 มลิ ลิเมตรตอ ป
ห น้ า | 20
2. ภูมิอากาศแบบทงุ หญา เขตรอ น ไดแก บริเวณตอนเหนือและใตของลมุ แมน ํา้ แอมะซอน มีอากาศ
รอนและแหงแลง ฤดูรอนมีฝนตกแตไมชุกเหมือนในเขตปาดิบชื้น อุณหภูมิสูงเฉลี่ย 27 องศาเซลเซียส มี
ลกั ษณะอากาศคลายกับภาคกลางและภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ของประเทศไทย
3. ภูมิอากาศแบบทะเลทราย ไดแก ภาคใตข องเปรูและภาคเหนือของชิลี เปนบริเวณท่ีรอนและแหง
แลงมาก มีปริมาณฝนตกเฉล่ียตํ่ากวา 250 มิลลิเมตรตอป และบางคร้ังฝนไมตกยาวนานติดตอกันหลายเดือน
ทะเลทรายที่สําคัญในบริเวณน้ีไดแก ทะเลทราย อะตากามาในประเทศชิลี ในบริเวณน้ีมีฝนตกนอยกวา 50
มลิ ลิเมตรตอป บางคร้งั ฝนไมต กติดตอกนั เปนเวลานานหลายป จดั เปน ทะเลทรายท่แี หงแลงมากทสี่ ุดแหงหน่ึง
ของโลก
4. ภมู อิ ากาศแบบทงุ หญากึง่ ทะเลทราย ไดแ ก ทางตะวนั ออกของประเทศอารเ จนตินาจนถึงทร่ี าบสูง
ปาตาโกเนีย อุณหภูมิไมสูงนักเฉล่ีย 18 องศาเซลเซียส ฤดูหนาวมีอากาศหนาวเย็น ฤดูรอนมีอากาศรอน
ปรมิ าณฝนนอยประมาณ 500 มิลลิเมตรตอ ป
5. ภมู อิ ากาศแบบเมดเิ ตอรเ รเนยี น ไดแ ก บรเิ วณชายฝง มหาสมทุ รแปซฟิ ก ตอนกลางของประเทศชลิ ี
ในฤดรู อ นมอี ากาศรอ นและแหงแลง ฤดหู นาวมีฝนตก
6. ภูมิอากาศแบบอบอุนชื้น ไดแก บริเวณตะวันตกเฉียงใตของทวีป ต้ังแตตอนใตของบราซิล
ปารากวัย อุรุกกวัย และตะวันออกเฉียงเหนือของอารเจนตินา อากาศในบริเวณนี้ไมแตกตางกันมากนัก
ฤดหู นาวมีอากาศอบอุน ฤดูรอนมฝี นตกเฉลยี่ 750 – 1,500 มิลลิเมตรตอ ป
7. ภมู อิ ากาศแบบภาคฟน สมทุ ร ไดแ ก บริเวณชายฝง ทะเลอากาศหนาวจัด มีฝนตกเกือบตลอดท้ังป
โดยเฉพาะในฤดูหนาวและฤดูใบไมรว งเฉล่ยี 5,000 มลิ ลิเมตรตอ ป
8. ภูมิอากาศแบบที่สูง ไดแ ก บรเิ วณเทอื กเขาแอนดสี เปน บริเวณทีม่ คี วามแตกตา งกันมาก ขน้ึ อยูกับ
ระดบั ความสูงของพ้นื ที่ คือ บริเวณที่ราบมอี ุณหภูมิสงู และฝนตกชุก เม่ือสูงข้ึนอุณหภูมิและปริมาณน้ําฝนจะ
ลดลงไปเร่อื ยๆ ย่งิ สูงกวา ระดับนํา้ ทะเลประมาณ 3,000 เมตร มีอุณหภูมิเฉล่ียตลอดท้ังปประมาณ 15 องศา
เซลเซยี ส ปรมิ าณฝนตกเฉลย่ี 1,000 มิลลเิ มตรตอป ในขณะท่ปี ระเทศอืน่ ท่ีอยบู ริเวณเสน ศูนยสูตร แตต้ังอยู
บนทร่ี าบ เชน มาเลเซีย มอี ุณหภมู ิเฉลี่ย 27 องศาเซียส และมีฝนตกชุกตลอดทง้ั ปส ูงกวา 2,500 มิลลิเมตรตอป
4. ลักษณะเศรษฐกิจและ สภาพแวดลอมทางสงั คม วัฒนธรรม
ลกั ษณะเศรษฐกจิ
การทาํ เกษตรกรรม
1. จากลักษณะอากาศของทวปี เหมาะกบั การปลูกพืชเมืองรอน เชน กาแฟ กลวย โกโก ออย ยาสูบ
โดยเฉพาะกาแฟมีผูผ ลิตรายใหญ คือ บราซลิ และโคลัมเบยี
ห น้ า | 21
2. บริเวณที่ราบลุมแมน้ําปารานา – ปารากวัย – อุรุกวัย มีความเหมาะสมในการปลูกขาวสาลี
เน่อื งจากอยูใ นเขตอบอุน และเปน ที่ราบลุมแมนํ้าท่ีมีความอุดมสมบรู ณโดยเฉพาะในเขตประเทศอารเ จนตินา
3. การเพาะปลูกในทวีปมีท้ังการเพาะปลูกเปนไรการคาขนาดใหญ ที่เรียกวา เอสตันเซีย และมี
การเพาะปลูกแบบยงั ชพี
การเลยี้ งสตั ว
การเลีย้ งสัตวในทวีปอเมรกิ าใตก ระทาํ อยา งกวางขวาง ดังน้ี
1. ทงุ หญา ปามปส เปน เขตปศุสัตวข นาดใหญ มกี ารเลย้ี งโคเนอื้ โคนม แกะ
2. ทุง หญายาโนส และทุงหญาแกมโปส เปนเขตเลย้ี งโคเน้ือ
3. ทุง หญา กึ่งทะเลทราย บริเวณท่ีราบสงู ปาตาโกเนยี มีการเลยี้ งแกะพันธขุ น
ประเทศทสี่ งเนอื้ สัตวเ ปนสนิ คา ออกจาํ นวนมาก คอื ประเทศอารเจนตินา อุรุกวยั บราซลิ
การประมง
แหลง ประมงทสี่ าํ คัญของทวีป คอื บริเวณชายฝง ประเทศเปรแู ละชิลี ซง่ึ มีกระแสนาํ้ เย็นเปรู (ฮมั โบลด)
ไหลผาน มปี ลาแอนโชวีเปนจํานวนมาก นอกจากน้ียังมีการจับปลาตามลุมแมนํ้าตาง ๆ โดยชาวพ้ืนเมืองอีก
ดวย แตเ ปน การจับปลาเพอื่ ยังชีพ
การปา ไม
การทําปาไมในทวีปมีไมมากนักเน่ืองจากความไมสะดวกในการคมนาคมและการขนสง เขตที่มี
ความสําคัญในการทําปาไม คอื ภาคตะวนั ออกเฉยี งใตข องบราซลิ
การทาํ เหมอื งแร
ทวีปอเมริกาใตเ ปนแหลง ผลิตพชื เมอื งรอนและสินแร การทําเหมืองแรมีความสําคัญรองจากการทํา
เกษตรกรรม โดยมีแหลง แรท ่สี าํ คัญดังน้ี
อตุ สาหกรรม
การอตุ สาหกรรมในทวปี ยังไมคอยมีความเจรญิ มากนัก เนื่องจากขาดเงินทุน และยังตองอาศัยความ
รว มมือและการรว มลงทุนจากตา งชาติ ประเทศท่ีมีความเจรญิ ทางดา นอตุ สาหกรรม คือ อารเจนตินา บราซิล
ชิลี เวเนซุเอลา
ทวีปอเมรกิ าเหนือ
1. ขนาดท่ตี ้งั และอาณาเขตตดิ ตอ
ทวปี อเมริกาเหนอื เปน ทวปี ที่มีขนาดกวางใหญโดยมีขนาดใหญเปนอันดับที่ 3 ของโลกรองจากทวีป
เอเชียและทวปี แอฟรกิ ามีพื้นทปี่ ระมาณ 24 ลา นตารางกิโลเมตร รูปรา งของทวปี อเมรกิ าเหนอื มลี กั ษณะคลาย
สามเหลยี่ มหวั กลับมีฐานกวา งอยทู างทิศเหนอื สวนยอดสามเหล่ียมอยทู างทิศใต ดวยความกวางใหญของทวีป
ห น้ า | 22
จงึ มคี วามหลากหลายทงั้ ในดานลกั ษณะทางกายภาพทรพั ยากรธรรมชาติและเปนที่รวมของชนชาติหลายเชื้อ
ชาตจิ นกลายเปนเบา หลอมทางวฒั นธรรม อีกท้งั มคี วามเจรญิ กา วหนาในดานเทคโนโลยีและเปนศูนยรวมของ
วัฒนธรรมตาง ๆ ตั้งอยูในแถบซีกโลกเหนือระหวางละติจูด 7 องศา 15 ลิปดาเหนือถึง 83 องศา 38 ลิปดา
เหนอื และลองจจิ ูด 55 องศา 42 ลปิ ดาตะวนั ตก 172 องศา 30 ลปิ ดาตะวันออก
อาณาเขตตดิ ตอ
ทศิ เหนือ ตดิ กบั ทะเลโบฟอรต ในมหาสมทุ รอารกตกิ และข้วั โลกเหนอื จดุ เหนือสดุ อยทู ีแ่ หลมมอริสเจซปุ
เกาะกรนี แลนดและประเทศแคนาดา
ทศิ ใต ตดิ กบั ทวีปอเมรกิ าใต (มคี ลองปานามาเปน เสนแบง ทวีป) ทะลแครบิ เบยี นในมหาสมทุ รแปซฟิ ก
และอาวเม็กซโิ กในมหาสมุทรแอตแลนติก
ทิศตะวันออก ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก จุดตะวันออกสุดของทวีปอยูท่ีคาบสมุทรลาบราดอร
ประเทศแคนาดา
ทิศตะวนั ตก ตดิ กบั มหาสมทุ รแปซิฟก จุดตะวนั ตกสดุ ของทวีปอยทู แี่ หลมปรินซอ อฟเวลรัฐอะลาสกา
ประเทศสหรฐั อเมรกิ า
ห น้ า | 23
2. ลักษณะภูมิประเทศ
ลักษณะภูมิประเทศของทวปี อเมรกิ าเหนือ สามารถแบงออกได 3 ลักษณะ ไดแ ก
1. เขตเทือกเขาภาคตะวันออก เริ่มต้ังแตเกาะนิวฟนดแลนดทางตะวันออกเฉียงเหนือของแคนาดา
จนถงึ ตะวนั ออกเฉยี งใตข องสหรฐั อเมริกา ประกอบดวยเทือกเขาและท่รี าบสงู แตไ มสูงนกั ยอดเขาที่สงู ทสี่ ุดคอื
ยอดเขามติ เชล มคี วามสูง 2,037 เมตร เทือกเขาท่ีสําคัญ คือ เทือกเขาแอปปาเลเซียน นอกจากน้ียังมีท่ีราบ
แคบๆ ขนานไปกบั ชายฝงทะเล บางสว นลาดลงทะเลกลายเปน ไหลท วีป
2.เขตเทอื กเขาสงู ภาคตะวันตก ไดแก พื้นที่ชายฝงตะวันตกดานมหาสมุทรแปซิฟก ตั้งแตเทือกเขา
ตอนเหนอื สุดบรเิ วณชองแคบแบรงิ ทอดตัวยาวทางใตข องทวปี ประกอบดวยเทือกเขาสงู สลับซับซอนจํานวนมาก
ยอดเขาท่ีสงู ท่สี ุด คือ ยอดเขาแมกคินเลย สูง 6,096 เมตร ในเทือกเขาอะลาสกา นอกจากน้ียังมีเทือกเขาร็อกกี
และเทือกเขาแมกเคนซี ระหวางเทือกเขาสูงมีที่ราบสูงจํานวนมาก ที่สําคัญไดแก ท่ีราบสูงอะลาสกา
ที่ราบโคโรราโด ท่รี าบสูงเม็กซโิ ก และทรี่ าบสงู บริติชโคลัมเบีย เขตเทอื กเขาสงู บริเวณนีม้ ภี ูมปิ ระเทศทสี่ วยงาม
ทม่ี ที ั้งเทือกเขาสงู สลับกบั ทร่ี าบสงู หบุ เขาลกึ ชนั เกดิ เปน โตรกเขาทเี่ กิดจากการกัดเซาะของแมน ํา้ โตรกเขาท่ี
ห น้ า | 24
มีชื่อเสียงที่สุด คือ แกรนดแคนยอน (grand canyon) ที่เกิดจากการกัดเซาะของแมน้ําโคโรราโด
รฐั แอริโซนาประเทศสหรฐั อเมริกา
3. เขตท่ีราบภาคกลาง เปนที่ราบขนาดกวางใหญ อยูระหวางเทือกเขาตะวันออกและตะวันตก
เร่ิมตั้งแตช ายฝง มหาสมุทรอารติกจนถงึ ชายฝงอา วเม็กซิโก มลี กั ษณะเปน ทีร่ าบลูกคลืน่ อนั เกิดจากการกระทํา
ของธารนํ้าแขง็ และการทับถมของตะกอนจากแมน ้ํา ที่ราบท่ีสําคัญ ไดแก ท่ีราบลุมทะเลสาบทั้งหา ที่ราบลุม
แมน ํา้ แมกแคนซี ทีร่ าบลมุ แมนํ้ามิสซิสซปิ ป- มสิ ซรู ่ี ที่ราบแพรแี ละที่ราบชายฝงอา วเมก็ ซโิ ก
แมนํ้า แมนาํ้ ทส่ี าํ คญั ในทวีปอเมริกาเหนือ มีดงั น้ี
แมน ํ้ามิสซิสซิปป เกดิ จากเทือกเขาสงู ทางตะวนั ตกของทวีป เปนแมน า้ํ สายที่ยาวท่สี ดุ ในทวปี ไหลผา น
ท่ีราบกวางลงสูอา วเม็กซโิ ก เปนเขตท่ีราบท่มี ตี ะกอนทบั ถมเปน บริเวณกวาง จึงเหมาะแกการเพาะปลูก และ
เปน เขตประชากรหนาแนน
แมน ้ําเซนตล อวเ รนซ ไหลจากทะเลสาบเกรตเลคออกสมู หาสมทุ รแอตแลนตกิ แมน ํ้าสายนี้ใชในการ
ขนสงสนิ คา หรอื วัตถุดิบทางอตุ สาหกรรม (เน่ืองจากบริเวณรอบๆ เกรตเลคเปนเขตอุตสาหกรรม) แตปญหา
สาํ คัญของแมน้าํ สายนี้ คือ จะมรี ะยะทีเ่ ดินเรือไมไ ดใ นฤดูหนาว ลักษณะพิเศษของแมนํ้าเซนตลอวเรนซ คือ มี
การขดุ รอ งน้ําและสรา งประตกู น้ั น้าํ เปน ระยะๆ เนอ่ื งมาจากบริเวณแมนาํ้ มแี กงน้ําตกขวางหลายแหง เสนทาง
การขนสงสินคา และเดนิ เรอื นี้ เรยี กวา “เซนตล อวเรนซซเี วย” (St. Lawrence Seaway)
แมนํา้ ริโอแกรนด กัน้ พรมแดนระหวา งประเทศสหรัฐอเมรกิ ากับประเทศเมก็ ซิโก
ห น้ า | 25
3. ลกั ษณะภูมอิ ากาศ
ปจจัยทีม่ ีอทิ ธพิ ลตอ ภูมอิ ากาศของทวีปอเมริกาเหนอื
1. ละตจิ ูด ทวปี อเมรกิ าเหนือตง้ั อยรู ะหวางละติจูด 7 องศา 15 ลิปดาเหนือ ถึง 83 องศา 38 ลิปดา
เหนือใกลขั้วโลกเหนือ จึงทําใหมีเขตภูมิอากาศทุกประเภทต้ังแตอากาศรอนไปจนถึงอากาศหนาวเย็นแบบ
ข้วั โลก
2. ลมประจํา ลมประจาํ ที่พัดผา นทวีปอเมริกาเหนือ มีความแตกตางกนั ตามชวงละติจูด มีลมประจํา
ทสี่ าํ คญั ดังนี้
1) ลมดา นตะวันออกเฉียงเหนือ พัดต้ังแตละติจูด 40 องศาเหนือลงไปทางใตพัดผานมหาสมุทร
แอตแลนติกเขาสูทวีป จึงนําความชุม ชื้นมาใหชายฝงตะวันออกของทวีปตลอดทั้งป ต้ังแตตอนใตของ
สหรฐั อเมรกิ า อเมริกากลางและหมเู กาะอินดสิ ตะวนั ตก
2) ลมตะวันตกเฉียงใต พัดต้ังแตละติจูด 40 องศาเหนือถึง 60 องศาเหนือ พัดจากมหาสมุทร
แปซิฟกเขาสูตอนกลางถงึ ตอนเหนอื ของสหรัฐอเมริกาและตอนใตข องแคนาดา
3) ลมขั้วโลก พดั อยูบ รเิ วณขั้วโลกนําความหนาวเยน็ มาใหพน้ื ทีท่ างตอนบนของทวีป
3. ความใกลไ กลทะเล จากลกั ษณะรปู รา งของทวปี อเมรกิ าเหนอื ซ่งึ ตอนบนจะกวางใหญ และคอยๆ
เรียวแคบลงมาทางตอนใต ทําใหตอนบนของทวีปไดรับอิทธิพลจากมหาสมุทรนอย จึงทําใหพ้ืนที่ตอนบนมี
ภูมิอากาศคอนขางแหง แลง
4. ทศิ ทางของเทือกเขา ทิศทางการวางตัวของเทือกเขาในทวีปอเมริกาเหนือเปนสวนสําคัญในการ
ทาํ ใหพน้ื ทท่ี างตอนในของทวีปมีอากาศคอนขางแหงแลง โดยเฉพาะเทือกเขาทางตะวันตกของทวีป ซึ่งเปน
เทือกเขายุคใหมท ส่ี งู มาก จึงขวางกั้นความชนื้ ท่มี ากบั ลมประจํา
5. กระแสนํา้ ทวีปอเมรกิ าเหนือมีกระแสนํ้า 4 สาย ซึ่งมีอิทธิพลตออากาศบริเวณชายฝงโดยกระแส
นา้ํ อนุ ทาํ ใหอ ากาศบรเิ วณชายฝงอบอนุ ชุมชนื สว นกระแสนํา้ เย็นทาํ ใหอ ากาศบรเิ วณชายฝง เย็นและแหง แลง
1) กระแสนํา้ อนุ กลั ฟส ตรมี ไหลเลียบชายฝง ตะวันออกของเมก็ ซโิ ก และสหรฐั อเมรกิ าทางใตขน้ึ ไป
ทางตะวนั ออกเฉียงเหนือของเกาะนวิ ฟนดแ ลนดของแคนาดา
2) กระแสน้ําเย็นแลบราดอร ไหลเลียบชายฝงตะวันตกของเกาะกรีนแลนดลงมาจนถึงชายฝง
ตะวันออกของแคนาดา พบกับกระแสน้ําอนุ กลั ฟส ตรีม บรเิ วณเกาะนิวฟนดแลนดจึงทําใหบริเวณนี้เปนแหลง
ปลาชุม เนื่องจากมอี าหารปลาจาํ นวนมาก กลายเปนเขตทําประมงท่ีสําคญั เรยี กบรเิ วณนวี้ า “แกรนดแบงค”
(Grand Bank)
3) กระแสนํ้าอุนอลาสกา ไหลเลียบชายฝงตะวันตกของรัฐอลาสกาข้ึนไปทางเหนือจนถึงชอง
แคบเบรงิ ทาํ ใหช ายฝง อบอุน นํา้ ไมเปนนํ้าแขง็ สามารถจอดเรอื ไดต ลอดป
4) กระแสน้ําเย็นแคลิฟอรเนีย ไหลเลียบชายฝงตะวันตกของสหรัฐอเมริกาลงมาทางใตจนถึง
ชายฝง คาบสมุทรแคลฟิ อรเนีย ทําใหชายฝง มอี ากาศเยน็ และแหง
พายุ พายุที่มีอทิ ธิพลตอ ลมฟาอากาศของทวีปอเมรกิ าเหนอื เปนอยา งมากคอื
ห น้ า | 26
1. พายุเฮอริเคน เปนพายุหมุนเขตรอน เชนเดียวกับใตฝุน พายุนี้เกิดในทะเลแคริเบียน และอาว
เม็กซโิ ก เปนพายุทท่ี ําใหฝนตกหนกั คลืน่ ลมแรงเคล่ือนตวั จากทะเลเขาสูช ายฝง ของสหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และ
หมเู กาะในทะเลแครเิ บียน
2. พายทุ อรนาโด เน่อื งจากบรเิ วณภาคกลางของสหรัฐอเมริกาเปนพ้ืนที่โลงกวาง ทําใหมวลอากาศ
ปะทะกันไดงา ยเกดิ เปน พายหุ มนุ ทอรน าโด มกี าํ ลังแรงมาก กอใหเ กิดความเสียหายกบั บานเรือนในรอบ 1 ป
เกิดพายุน้ีไดบอยครั้ง จนไดรับสมญานามวา “พายุประจําถ่ิน” ของสหรฐั อเมริกา
เขตภมู อิ ากาศแบง ออกไดเ ปน 12 เขต ไดแก
1. ภูมิอากาศแบบรอนชื้น ไดแก บริเวณชายฝงตะวันออกของอเมริกากลาง และบางสวนของหมู
เกาะอินดีสตะวันตก มีอากาศรอนเกือบตลอดท้ังป อุณหภูมิเฉลี่ย 18 องศาเซลเซียสและมีฝนตกชุกเฉลี่ย
1,700 มลิ ลเิ มตรตอป ในเขตน้ีไมมีฤดูหนาว
2. ภูมอิ ากาศแบบทะเลทราย ไดแก บริเวณภาคตะวันตกเฉียงใตของสหรฐั อเมริกาและภาคเหนือของ
เม็กซิโก มอี ากาศรอ นจัดและมีฝนตกนอยมาก เฉลี่ย 250 มลิ ลิเมตรตอป
3. ภูมิอากาศแบบทุงหญาเขตรอน ไดแก ชายฝงตะวันตกของอเมริกากลาง พ้ืนท่ีสวนใหญของ
เมก็ ซิโก บางสว นของหมเู กาะอินดีสตะวันตก และทางตอนใตส ดุ ของคาบสมทุ รฟลอริดา มอี ณุ หภมู ิแตกตางกัน
มากระหวา งฤดรู อ นและฤดูหนาว คือ ฤดูหนาวอากาศหนาวจดั ฤดรู อ นมีอากาศรอนจดั และมีฝนตก
4. ภมู ิอากาศแบบทงุ หญากึ่งทะเลทราย ไดแก บริเวณชายขอบของเขตทะเลทรายเรมิ่ ต้ังแตบางสวน
ของประเทศแคนาดาและเม็กซิโก ทางตะวันตกและตะวันตกเฉยี งใตข องสหรฐั อเมรกิ า มลี กั ษณะภูมิอากาศก่ึง
แหง แลง ฤดหู นาวมีอากาศหนาวจัด ฤดรู อ นมอี ากาศรอนและแหงแลง ปริมาณฝนไมม ากนัก แตมากกวา ในเขต
ทะเลทราย
5. ภูมิอากาศแบบเมดิเตอรเรเนียน ไดแก บริเวณชายฝงมหาสมุทรแปซิฟก ในเขตรัฐแคลิฟอรเนีย
ของสหรฐั อเมรกิ า ในฤดูรอนมีอากาศไมรอนจดั ในฤดหู นาวมอี ากาศอบอุนแหงแลงและมฝี นตก
6. ภมู อิ ากาศแบบอบอนุ ช้ืน ไดแก บริเวณที่ราบชายฝงมหาสมุทรแอตแลนติกและที่ราบตอนกลาง
ของทวปี อณุ หภมู ิเฉลี่ยตลอดทง้ั ปม คี วามใกลเคียงกัน มีฝนตกเกือบตลอดทง้ั ปเ ฉลยี่ 750 มลิ ลเิ มตรตอป
7. ภูมิอากาศแบบภาคพ้ืนสมุทรชายฝงตะวันตก ไดแก ชายฝงมหาสมุทรแปซิฟกในเขต
สหรฐั อเมรกิ าและแคนาดา มีฝนตกชุกเกือบตลอดท้ังปเฉล่ีย 2,000 มิลลิเมตรตอป ฤดูรอนมีอากาศรอนชื้น
และ ฤดูหนาวมอี ากาศเยน็ สบาย
8. ภูมิอากาศแบบชื้นภาคพื้นทวีป ไดแก ตอนใตของประเทศแคนาดารอบๆ ทะเลสาบท้ัง 5 และ
ภาคเหนือของสหรฐั อเมรกิ า ในฤดหู นาวมีอากาศหนาวเย็น ในฤดรู อ นมอี ากาศอบอุน และมฝี นตก
9. ภูมิอากาศแบบไทกา ไดแก ภาคเหนือของประเทศแคนาดา และตอนใตของรัฐอะลาสกา
สหรัฐอเมริกา เปนบรเิ วณทม่ี ีอากาศหนาวจัด มีหมิ ะตกติดตอกนั หลายเดอื นฤดูรอนมีอากาศเย็น มีปริมาณฝน
ตกนอ ยและระยะส้ันๆ
ห น้ า | 27
10. ภูมิอากาศแบบทุนดรา ไดแก ชายฝงมหาสมุทรอารกติก ภาคเหนือของแคนาดา รัฐอะลาสกา
ของสหรัฐอเมรกิ า และชายฝง เกาะกรีนแลนด มีอากาศหนาวจัดเกือบตลอดทั้งป ฤดรู อ นมชี วงสั้นและอณุ หภูมิ
ตํา่ เฉลยี่ ตลอดทง้ั ป 10 องศาเซลเซยี ส
11. ภมู ิอากาศแบบข้วั โลก ไดแก ตอนกลางของเกาะกรีนแลนด มีอากาศหนาวจัดมีนํ้าแข็งปกคลุม
เกือบตลอดทัง้ ป บริเวณตอนกลางของเกาะมีน้าํ แข็งปกคลุมหนาถึง 3,000 เมตร
12. ภูมิอากาศแบบบริเวณภูเขาสูง ไดแก เทือกเขาสูงในภาคตะวันตก เปนบริเวณท่ีมีอุณหภูมิ
แตกตางกันมาก ข้ึนอยูกับความสูงของพ้ืนท่ี เชน ในฤดูรอนดานท่ีรับแสงแดดอากาศรอนจัด ในดานตรงกัน
ขามจะมอี ากาศหนาวเย็น ในแถบหุบเขาจะมีอากาศหนาวเยน็ โดยเฉพาะในเวลากลางคนื อณุ หภูมิจะตา่ํ ลงเมื่อ
ความสงู เพิม่ ขึน้ บริเวณยอดเขามนี ้ําแขง็ ปกคลมุ อยู ในบรเิ วณนมี้ ฝี นตกนอ ย
4. สภาพเศรษฐกิจ และสภาพแวดลอมทางสังคมวฒั นธรรม
ลักษณะเศรษฐกิจ ลักษณะเศรษฐกิจของทวีปอเมริกาเหนือจะมีความแตกตางกัน คือ ใน
สหรัฐอเมริกา แคนาดา จะเปนเขตเศรษฐกิจที่มีความเจริญสูง สวนในเขตของเม็กซิโก อเมริกากลางและ
หมูเกาะอนิ ดีสตะวันตกจะมีทงั้ เขตเศรษฐกิจทเี่ จรญิ แลว และเขตท่ียังตอ งไดรับการพัฒนา
การทาํ เกษตรกรรม
1. เขตปลูกขาวสาลี บริเวณที่มีการปลูกขาวสาลี ซึ่งถือเปนแหลงสําคัญของโลก คือ บริเวณภาค
กลางของแคนาดาและสหรฐั อเมริกา
2. เขตทําไรปศุสัตว พบในบริเวณท่ีภูมิอากาศคอนขางแหงแลง เชน ภาคตะวันตกของแคนาดา
สหรัฐอเมรกิ า และเมก็ ซิโก สัตวทเี่ ลี้ยง คือ โคเนอ้ื
3. เขตเกษตรกรรมแบบผสม ไดแก เขตทมี่ ีการเลยี้ งสตั วควบคกู ับการปลูกพืช เชน ขา วสาลี ขาวโพด
สวนสตั วเล้ียงคอื โคเนอื้ โคนม การเกษตรลักษณะน้ีพบบริเวณทางตะวนั ออกของสหรฐั อเมรกิ าและแคนาดา
4. เขตปลูกฝา ย ไดแก บริเวณทางตะวนั ตกของสหรัฐอเมรกิ า ซ่งึ เปนเขตท่ีมีอากาศคอนขางรอ นและ
แหงแลง
5. เขตปลกู ผัก ผลไมแ ละไรยาสูบ ไดแ ก บริเวณท่รี าบชายฝง มหาสมุทรแอตแลนตกิ
6. เขตปลูกพืชเมืองรอน พืชเมืองรอนที่นิยมปลูกคือ กลวย โกโก ออย กาแฟ ซ่ึงมีมากบริเวณ
อเมริกากลางและหมเู กาะอินดสี ตะวันตก
การประมง
บรเิ วณทีม่ กี ารทําประมงกัน อยางหนาแนน คือ แกรนดแบงค และบริเวณชายฝงมหาสมุทรแปซิฟก
โดยเฉพาะบริเวณทมี่ ีกระแสน้ําเย็นแคลิฟอรเนยี ไหลผา น
ห น้ า | 28
การทาํ เหมืองแร
ถานหิน สหรฐั อเมริกาและแคนาดา สามารถผลติ ถา นหนิ ไดเ ปน จาํ นวนมาก โดยมีแหลงผลิตที่สําคัญ
คอื บรเิ วณเทอื กเขาแอปปาเลเซยี น ในสหรฐั อเมริกา และมณฑลควเิ บกของแคนาดา
เหลก็ แหลงสําคญั คือ ทะเลสาบเกรตแลค
น้ํามันและกาซธรรมชาติ พบบริเวณเทือกเขาแอปปาเลเซียนลุมแมนํ้ามิสซิสซิปป อาวเม็กซิโก
แคลฟิ อรเนีย อลาสกา
การทําอตุ สาหกรรม สหรัฐอเมรกิ าเปน ประเทศผูนําในการทําอุตสาหกรรมระดับโลก สวนใหญเปน
อุตสาหกรรมขนาดใหญใชเ งนิ ทุนเปนจาํ นวนมาก สวนประเทศเมก็ ซโิ ก และอเมริกากลาง รวมถึงประเทศในหมู
เกาะอนิ ดสี ตะวนั ตก อตุ สาหกรรมสว นใหญเ ปนอตุ สาหกรรมเกษตรการแปรรูปผลผลติ ตางๆ ซง่ึ ตองอาศัยการ
พฒั นาตอไป
สภาพแวดลอมทางสังคมและวฒั นธรรม
ประชากร
1. บริเวณท่ีมีประชากรหนาแนน ไดแก ชายฝงตะวันตกของสหรัฐอเมริกา ลุมแมน้ํามิสซิสซิปป
ลมุ แมน า้ํ เซนตล อรวเ รนซ ท่รี าบสูงในเม็กซโิ ก หมูเกาะอินดีสตะวนั ตก
2. มีผคู นหลากหลายเชือ้ ชาติ เชน อินเดยี นแดง เอสกโิ ม ยโุ รป แอฟรกิ นั เอเชีย และกลมุ เลือดผสม
เขตวัฒนธรรม
1. แองโกอเมรกิ า หมายถึง สหรฐั อเมรกิ าและแคนาดา
2. ลาตนิ อเมริกา หมายถึง กลุมคนในเมกซิโก อเมริกากลาง และหมูเกาะอินดีสตะวันตก (ซึ่งไดรับ
อิทธิพลจากสเปนและโปรตเุ กส)
ทวีปแอฟรกิ า
1. ขนาดทีต่ ้งั และอาณาเขตตดิ ตอ
ทวีปแอฟรกิ ามีขนาดใหญเ ปนอนั ดับ 2 รองจากทวีปเอเชยี มพี ืน้ ท่ปี ระมาณ 30.3 ลา นตารางกโิ ลเมตร
มีประชากร 600 ลานคน อยรู ะหวางละตจิ ดู ท่ี 37 องศา 21 ลิปดาเหนอื ถึง 34 องศา 50 ลิปดาใต ลองติจูดที่
51 องศา 24 ลปิ ดาตะวนั ออกถงึ 17 องศา 32 ลิปดา
ห น้ า | 29
อาณาเขตติดตอ
ทิศเหนือ ติดกับทะเลเมดิเตอรเรเนียน ในมหาสมุทรแอตแลนติก ชองแคบยิบรอลตาร
จุดเหนือสดุ ของทวีปอยูท ่ีแหลมบอน ประเทศตูนิเซีย
ทศิ ใต ติดกบั มหาสมุทรแอตแลนติก และมหาสมุทรอนิ เดีย จุดใตสุดของทวปี อยูท่ีแหลมอะกอลฮัส
(Agulhas) ในประเทศแอฟรกิ าใต
ทิศตะวันออก ติดกับทะเลแดง ในมหาสมุทรอินเดีย จุดตะวันออกสุดของทวีปอยูท่ีแหลมฮาฟูน
ประเทศโซมาเลีย
ทิศตะวนั ตก ตดิ กบั มหาสมุทรแอตแลนตกิ จุดตะวนั ตกสดุ ของทวีปอยทู ีแ่ หลมเวิรด ประเทศเซเนกัล
2. ลักษณะภูมิประเทศ
ลกั ษณะภมู ิประเทศทวปี แอฟริกาสามารถแบง ออกไดเ ปน 3 ลกั ษณะดังนี้
1. เขตท่ีราบสูง
พ้ืนท่ีเกือบท้ังหมดของทวีปเปนที่ราบสูง จนไดรับสมญาวา เปนทวีปแหงท่ีราบสูงโดยทางซีก
ตะวนั ออกจะสูงกวาซกี ตะวนั ตก ลกั ษณะเดน ของบรเิ วณทร่ี าบสูงทางภาคตะวันออกของทวีป คือ เปนพ้ืนท่ีที่มี
ห น้ า | 30
ภูเขาสูง และภูเขาไฟ ภูเขาไฟท่ีมีชื่อเสียง คือ ภูเขาคิลิมันจาโร (แทนซาเนีย) และมีทะเลสาบหลายแหง เชน
ทะเลสาบวคิ ตอเรีย (ทะเลสาบน้าํ จืดใหญเ ปนอันดับ 2 ของโลก) ทะเลสาบแทนแกนยิกาและทะเลสาบไนอะซา
2. เขตท่รี าบ ทวีปแอฟริกามที รี่ าบแคบๆ บริเวณชายฝงทะเล
3. เขตเทอื กเขา
เขตเทือกเขาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ คือ เทือกเขาแอตลาส วางตัวขนานกับชายฝงทะเลเมดิ
เตอรเรเนยี น เปน เทือกเขายุคใหม
เทือกเขาทางทิศใต คือ เทือกเขาดราเคนสเบิรก วางตัวขนานกับชายฝงมหาสมุทรอินเดีย เปน
เทือกเขายุคเกา
แมน้ํา แมน้ําในทวีปแอฟริกาสวนใหญเกิดจากที่ราบสูงตอนกลาง และทางตะวันออกของทวีป ซ่ึงมี
ฝนตกชุก เนือ่ งจากพน้ื ทีต่ างระดบั แมน ํา้ จงึ กดั เซาะพ้ืนที่ใหเกิดเปนแกงน้ําตกขวางลํานํ้า จึงเปนอุปสรรคตอ
การคมนาคม แตส ามารถใชป ระโยชนใ นการผลิตกระแสไฟฟา ไดแมน้ําท่สี าํ คัญ ไดแก
แมนา้ํ ไนล เปนแมน ํา้ สายท่ียาวทีส่ ุดในโลก ไหลลงสทู ะเลเมดิเตอรเรเนียน ประกอบดวยแควสําคัญ
คือ ไวทไ นว บลไู นลและอัตบารา ปากแมนา้ํ เปนเดลตา
แมน ํ้าซาอรี (คองโก) เปนแมน ้ําสายยาวอันดบั 2 ของทวีป และเปน ทร่ี าบลมุ แมนํ้าทีก่ วางขวาง น้ําใน
แมน้าํ ไหลลงสมู หาสมทุ รแอตแลนตกิ
แมน้ําไนเจอร ไหลลงสูอา วกินี
แมน ้าํ แซมเบซี ไหลลงสูมหาสมทุ รอนิ เดีย ไหลผานที่ราบสูงและไหลเช่ียวมาก
3. ลกั ษณะภูมอิ ากาศ เขตอากาศ
ปจ จัยทีม่ อี ิทธิพลตอภมู ิอากาศของทวีปแอฟริกา
1. ละติจดู ทวปี แอฟริกามีเสน ศูนยส ูตรผา นเกอื บกึ่งกลางทวีป และต้ังอยูระหวางเสนทรอปคออฟ
แคนเซอร กับเสนทรอปค ออฟแคปริคอรน ทําใหมเี ขตอากาศรอ นเปน บริเวณกวาง มีเฉพาะสวนเหนือสุดและ
ใตส ดุ ทีอ่ ยูในเขตอบอนุ
2. ลมประจาํ มี 2 ชนดิ คือ
ลมสนิ คา ตะวนั ออกเฉียงใต พดั จากมหาสมุทรอินเดยี และมหาสมุทรแอตแลนตกิ ทําใหฝนชุกบริเวณ
ชายฝงแอฟรกิ าตะวันออกและตะวันออกเฉยี งใตกับชายฝง อา วกนิ ี
ลมสนิ คาตะวันออกเฉียงเหนือ พัดจากตอนในของทวีปมาสูชายฝง จึงนําความแหงแลงมาสูชายฝง
ตะวันออกเฉยี งเหนือของทวปี
3. กระแสน้าํ ไดแก
กระแสน้ําอุนกนิ ี ไหลผานชายฝงตะวนั ตกจากมหาสมุทรแอตแลนติกไปยังอา วกนิ ี
กระแสนาํ้ เยน็ คานารี ไหลเลียบชายฝง ตะวันตกเฉยี งเหนือของทวีป
กระแสน้ําเย็นเบงเก-ลา ไหลเลยี บชายฝง ตะวนั ตกเฉียงใตข องทวีป
กระแสนาํ้ อนุ โมซัมบิก ไหลผานบรเิ วณชองแคบโมซมั บิก
ห น้ า | 31
4. ระยะหางจากทะเล ดวยความกวางใหญของทวีป การมีท่ีสูงอยูโดยรอบทวีปทําใหอิทธิพลของ
มหาสมทุ รเขา ไปไมถ งึ ประกอบกับไดร บั อิทธพิ ลจากทะเลทรายของทวปี เอเชียทางดานตะวันออกเฉียงเหนือ
ของทวีป ทําใหท วีปแอฟริกามเี ขตภมู ิอากาศแหงแลงเปน บริเวณกวา ง
ทวีปแอฟริกาสามรถแบง เขตอากาศไดเ ปน 8 เขตดังน้ี
1. ภูมิอากาศแบบทะเลทราย ไดแ ก บริเวณทะเลทรายสะฮาราและทะเลทรายลิเบียทางตอนเหนือ
ของทวปี ในเขตประเทศไนเจอร ชาด ลเิ บีย มาลี บรุ ก ินาฟาโซ มอรเิ ตเนยี คดิ เปนพน้ื ทรี่ อ ยละ 30 ของพ้นื ทใ่ี น
ทวีปแอฟริกา และถือเปนเขตทะเลทรายท่ีมีขนาดใหญท่ีสุดในโลก ทะเลทรายที่สําคัญอีกแหงหน่ึง คือ
ทะเลทรายกาลาฮารี ทางตอนใตของทวปี ในเขตประเทศบอตสวานาและนามิเบีย มีลักษณะอากาศรอนและ
แหง แลง เฉล่ยี สงู กวา 35 องศาเซลเซยี ส อุณหภูมิระหวางกลางวันและกลางคืนแตกตางกันมาก มีฝนตกนอย
เฉลยี่ ตํ่ากวา 250 มลิ ลิเมตรตอป
2. ภูมิอากาศแบบทุงหญาก่ึงทะเลทราย ไดแก บริเวณที่ราบสูงตอนในของทวีปชายฝงตะวันตก
และตอนใตข องเสนศนู ยสูตร ในฤดรู อ นมอี ากาศรอ นจดั และมีฝนตกแตไมมากนักประมาณ 600 มิลลิเมตรตอป
ฤดูหนาวมีอากาศหนาวจดั บางครัง้ อาจถงึ จดุ เยือกแขง็
3. ภูมิอากาศแบบปาดิบชื้น ไดแก บริเวณลุมแมน้ําคองโก ท่ีราบสูงในแอฟริกาตะวันออก ฝง
ตะวนั ออกของเกาะมาดากสั การ และชายฝง รอบอาวกินี มีอากาศรอนอุณหภูมิเฉล่ีย 27 องศาเซลเซียส และ
ฝนตกชกุ ตลอดทง้ั ปม ากถึง 2,000 มลิ ลิเมตรตอ ป
4. ภูมิอากาศแบบทุงหญาสะวันนา ไดแก บริเวณเหนือและใตแนวเสนศูนยสูตรในเขตประเทศ
เอธิโอเปย ซูดาน เคนยา คองโก สาธารณรัฐคองโก แทนซาเนีย และดานปลายลมของเกาะมาดากัสการ มี
อณุ หภูมริ อ นเกอื บตลอดท้ังป ในฤดรู อ นมอี ากาศรอ นและมีฝนตกปริมาณ 1,500 – 2,000 มิลลิเมตรตอป ฤดู
หนาวมอี ากาศหนาวและแหง แลง
5. ภูมอิ ากาศแบบเมดิเตอรเรเนยี น ไดแก บรเิ วณชายฝงของประเทศตูนิเซีย แอลจีเรีย โมร็อกโก
และตอนใตข องประเทศแอฟริกาใต มีอุณหภูมไิ มแ ตกตา งกันมากนัก ในฤดูรอนมีอากาศรอนและแหงแลง ใน
ฤดหู นาวมอี ากาศอบอุนและมีฝนตก
6. ภมู ิอากาศแบบมรสมุ ไดแก ประเทศไลบเี รีย และโกตดิวัวร เน่ืองจากไดรบั อทิ ธพิ ลจากลมประจํา
ตะวันตกและกระแสนํ้าอุนกินี สงผลใหมีฝนตกชุกประมาณ 2,500 มิลลิเมตรตอปและมีอากาศรอนช้ืน
อณุ หภมู ิเฉลยี่ 20 องศาเซลเซียส
7. ภูมิอากาศแบบอบอุนชื้น ไดแก บริเวณตะวันออกเฉียงใตของทวีป ในเขตประเทศแทนซาเนีย
แซมเบีย โมซัมบิก ซิมบับเว มาลาวี สวาซิแลนด เลโซโท และแอฟริกาใต ไดรับอิทธิพลจากกระแสนํ้าอุน
โมซมั บกิ และลมคาตะวันออกเฉยี งเหนือ ทําใหฤ ดูหนาวมีอากาศอบอุน ในฤดรู อ นมีฝนตก
8. ภูมิอากาศแบบภูเขา ไดแก ท่ีราบสูงเอธิโอเปย และที่ราบสูงเคนยา ทางตะวันออกของทวีป
ลกั ษณะอากาศชืน้ อยูก บั ความสูงของพ้นื ที่ ยง่ิ สงู ข้นึ อากาศจะเยน็ ลง และมปี ริมาณฝนตกนอ ยลง
ห น้ า | 32
4. ลกั ษณะเศรษฐกจิ และสภาพแวดลอมทางสงั คมวัฒนธรรม
ลกั ษณะเศรษฐกิจ
การเกษตรกรรม
1. การเพาะปลกู แบบยังชีพ เปนการปลูกพืชเพอ่ื บริโภคภายในครอบครัว
2. การทาํ ไรขนาดใหญ เปนการเพาะปลกู เพ่อื การคา พชื ท่ปี ลูก เชน ยางพารา ปาลม น้าํ มนั
3. การเกษตรแบบผสม คอื การเพาะปลูกแบบเล้ียงสัตวควบคูกันไป พืชที่ปลูกคือ ขาวโพดขาวสาลี
สัตวท ่เี ลี้ยง คือ โคเนือ้ โคนม แกะ
4. การเกษตรแบบเมดิเตอรเรเนยี น คอื ปลกู องุน มะกอก บริเวณชายฝงทะเลเมดิเตอรเรเนียนและ
ตอนใตของทวปี
5. การทําไรป ศสุ ัตว สว นใหญจ ะเปน การเล้ยี งแบบปลอ ย คอื การปลอยใหส ัตวหากินในทุงหญา ตาม
ธรรมชาติ
6. การเล้ยี งสตั วแบบเรร อ น เปนการเล้ียงสตั วในพื้นทีท่ เ่ี ปน ทะเลทราย
การปาไม
พื้นที่ทมี่ ีความสาํ คัญในการทําปาไม คือ แอฟริกาตะวันตก แอฟริกากลาง ปาไมสวนใหญสูญเสียไป
เนื่องจากการทาํ ไรเ ลื่อนลอยและการขาดการบํารงุ
การลา สตั วแ ละการประมง
ชนพน้ื เมอื งจะดํารงชพี ดว ยการลาสตั ว สวนการประมงมีความสําคัญไมมาก การประมงนํ้าจืดจะทํา
ตามลมุ แมน า้ํ สายใหญ และทะเลสาบวคิ ตอเรยี สว นประมงน้าํ เค็มมกั จะทําบริเวณที่มีกระแสน้ําเย็นเบงเก-ลา
ไหลผา น
การทําเหมืองแร
เปนทวีปท่มี ีสนิ แรอยูเ ปน จาํ นวนมาก ท่ีสาํ คัญคอื เพชร ทองคาํ น้ํามัน กาซธรรมชาติ
การอุตสาหกรรม
การทําอุตสาหกรรมสวนใหญในทวีปแอฟริกา เปนอุตสาหกรรมท่ีเก่ียวของกับการแปรรูปผลิตผล
การเกษตร การอตุ สาหกรรมสว นใหญยังไมคอ ยเจรญิ มากนกั เนื่องจากยังขาดเงินทุนและผูเชี่ยวชาญดานการ
พัฒนาอุตสาหกรรม
ประชากร
ห น้ า | 33
มีประชากรมากเปน อนั ดบั 2 รองจากทวปี เอเชยี
ประชากรหนาแนน บริเวณลุมแมนาํ้ และบรเิ วณชายฝง ทะเล
ประกอบดวยเช้อื ชาตนิ ิกรอยดและคอเคซอยด
ทวปี ออสเตรเลียและโอเซยี เนยี
1. ขนาดท่ตี ้งั และอาณาเขตตดิ ตอ
ทวีปออสเตรเลียและโอเซยี เนีย เปนท่ีตง้ั ของประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด ทวีปออสเตรเลีย
ไดร บั สมญานามวา ทวีปเกาะ สว นหมูเกาะแปซฟิ ก ซึ่งเปนท่ีต้ังของประเทศ อ่ืนๆ ตอเน่ืองไปถึงทวีปแอนตาร
กติก เรียกวา โอเชียเนีย หมายถึง เกาะ และหมูเกาะในภาคกลางและภาคใตของมหาสมุทรแปซิฟก
รวมทัง้ หมูเกาะไมโครนีเซยี เมลานเี ซีย โปลีนีเซยี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด และหมูเ กาะมลายู
ทวีปออสเตรเลียเปน ทวปี ท่มี ีขนาดเล็กทสี่ ดุ ในโลก มพี ้ืนท่ี 7.6 ลา น ตร.กม. มปี ระชากร 17.5 ลา นคน
ท่ีต้ังของทวีปออสเตรเลียอยูในซีกโลกใตทั้งหมด ต้ังแตละติจูด ที่ 10 องศา 41 ลิปดาใต ถึง 43 องศา 39
ลปิ ดาใต และลองจิจดู 113 องศา 9 ลิปดาตะวันออก ถงึ 153 องศา 39 ลปิ ดาตะวันออก
อาณาเขตติดตอ
ทศิ เหนอื ติดตอ กับทะเลเมดิเตอรเ รเนยี นในมหาสมุทรแปซิฟก จุดเหนือสดุ ของทวปี อยูที่แหลมยอรก
มีชอ งแคบทอรเรสกนั้ จากเกาะนวิ กนิ ี
ทิศตะวันออก ติดกับทะเลคอรัลและทะเลแทสมันในมหาสมุทรแปซิฟก จุดดานตะวันออกสุดอยูที่
แหลมไบรอน
ทศิ ใต ติดกบั มหาสมุทรอนิ เดีย จุดใตส ดุ อยูที่แหลมวิลสันมชี องแคบบาสสก ้นั จากเกาะแทสมาเนีย
ทิศตะวนั ตก ตดิ กับมหาสมทุ รอนิ เดียจุดตะวนั ตกสุดอยูท่แี หลมสตฟี
ภมู ิภาคและประเทศตา งๆ ของทวปี ออสเตรเลีย
1. ออสเตรเลีย ไดแก ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด
2. หมูเกาะในมหาสมุทรแปซิฟก ไดแก ปาปวนิวกินี หมูเกาะเซโลมอน ฟจิ วานูอาตู คิริบาส ซามัว
ตะวนั ตก ตองกา ตูวาลู นาอูรู ไมโครนเี ซีย
2. ลกั ษณะภูมิประเทศของทวปี ออสเตรเลียและโอเซียเนยี
มเี ขตท่ีสงู ทางดานตะวนั ออก มฝี นตกชุกที่สุดของทวีป มีเทือกเขาเกรตดิไวดิงอยูทางดานตะวันออก
มีลักษณะเปน สนั ปนนํ้าทีแ่ บง ฝนที่ตกลงใหไ หลสูลําธาร เขตที่ราบต่ําตอนกลาง พื้นท่ีราบเรียบ มีลําน้ําหลาย
สายไหลมาอยูบรเิ วณน้ี และเขตท่ีราบสูงทางดานตะวันตกตอนกลางของเขตนเี้ ปน ทะเลบรเิ วณทางใตและทาง
ตะวันออกเฉียงเหนือใชเ ปนเขตปศสุ ัตวและเพาะปลูก
3. ลักษณะภูมอิ ากาศของทวปี ออสเตรเลียและโอเซยี เนยี
ห น้ า | 34
ปจจยั สําคัญทีท่ ําใหท วีปออสเตรเลียมภี ูมิอากาศตา งๆ กัน คอื ตงั้ อยูใ นโซนรอ นใตและอบอุนใต มีลม
ประจําพดั ผา น ลักษณะภมู ปิ ระเทศและมีกระแสนาํ้ อุนและกระแสนํ้าเย็นไหลผา น
ลักษณะภมู ิอากาศของทวีปออสเตรเลียและโอเซยี เนียแบงเขตภูมิอากาศเปน 6 ประเภทคอื
1. ภมู ิอากาศทุงหญา เขตรอน
2. ภูมิอากาศทุงหญากึ่งทะเลทราย
3. ภูมิอากาศทะเลทราย
4. ภูมอิ ากาศเมดิเตอรเ รเนียน
5. ภมู อิ ากาศอบอนุ ช้ืน
6. ภูมอิ ากาศภาคพืน้ สมุทรชายฝง ตะวันตก
4. สภาพทางสงั คม เช้ือชาติ เศรษฐกิจ ศาสนาและวฒั นธรรม
ประชากร
เชื้อชาติเผาพันธุของออสเตรเลีย ชาวพ้ืนเมืองดั้งเดิมเปนพวกผิวดําเรียกวาอะบอริจินสเปนพวกที่
อพยพมาจากหมูเกาะในมหาสมุทรแปซฟิ ก สวนใหญอ ยทู างภาคเหนอื และภาคตะวันตกปจจุบันมี ชาวผิวขาว
ซึ่งสว นใหญเปนชาวอังกฤษอาศัยอยูจํานวนมากรัฐบาลไดจัดที่อยูในเขตนอรทเทิรนเทริทอร่ี รัฐควีนสแลนด
และรัฐออสเตรเลียตะวันตก พวกผิวเหลืองเปนพวกที่อพยพมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไดแก ชาวจีน
ญป่ี นุ พวกผิวขาว สว นใหญเปนพวกทอี่ พยพมาจากประเทศองั กฤษ มีการประกอบอาชีพทางดานการเกษตร
คือปลูกพืชและเล้ียงสตั ว การประมง และอตุ สาหกรรม
การกระจายประชากร
รฐั บาลออสเตรเลียมีนโยบายสงวนพ้ืนที่ไวสําหรับชาวผิวขาว คือ นโยบายออสเตรเลียขาวกีดกันผิว
โดยจํากัดจํานวนคนสีผิวอืน่ ที่ไมใ ชผวิ ขาวเขา ไปต้ังถ่ินฐานในออสเตรเลยี บรเิ วณท่ปี ระชากรอาศัยอยูห นาแนน
ไดแก ภาคตะวันออกเฉียงใต บริเวณที่มีประชากรเบาบาง ไดแก ตอนกลางของทวีป ภาคเหนือ และภาค
ตะวนั ตก
ศาสนา
ชาวออสเตรเลยี นบั ถือศาสนาคริสตหลายนิกาย ไดแก แองกลิกัน โรมันคาทอลิก โปรแตสแตนส
ภาษาท่ใี ชม ากคอื ภาษาองั กฤษ
การปกครอง
ห น้ า | 35
การแบง แยกทางการเมือง ออสเตรเลียมีระบบการปกครองแบบสหพันธรัฐประกอบดวยรฐั ตา งๆ รวม
6 รฐั และดินแดนอสิ ระท่ีไมข ้ึนกบั รฐั ใดๆ อีก 2 แหง คอื
1. รฐั นวิ เซาทเวล เมืองหลวง ซิดนีย
2. รฐั วิกตอเรีย เมอื งหลวง เมลเบิรน
3. รฐั ควีนสแลนด เมืองหลวง บริสเบรน
4. รัฐออสเตรเลียใต เมอื งหลวง แอเดเลด
5. รัฐออสเตรเลียตะวนั ตก เมืองหลวงเพิรธ
6. รฐั แทนสเมเนีย เมอื งหลวง โอบารต
ดินแดนอสิ ระ 2 บริเวณ ไดแ ก
นอรทเทิรน แทริทอรี เมอื งหลวง ดารว นิ
ออสเตรเลีย แคปตอลเทริทอรี เมืองหลวงแคนเบอรรา ออสเตรเลียเปนประเทศเอกราชใน
เครือจักรภพองั กฤษ มพี ระนางเจาอลิซาเบธท่ี 2 เปนพระราชินีและเปนประมุขของประเทศ มีขาหลวงใหญ
เปน ผสู าํ เร็จราชการแทนพระองค
จัดการปกครองระบอบประชาธิปไตยในรูปแบบ สหพันธรัฐการปกครองของออสเตรเลีย เปนแบบ
รฐั บาลรวม คอื มีรฐั บาล 2 ระดบั ไดแก
รฐั บาลกลาง
รฐั บาลของรฐั
กจิ กรรมที่ 1.1 สภาพภูมิศาสตรก ายภาพ
1. ใหบอกลกั ษณะภูมิประเทศและลักษณะเศรษฐกิจของประเทศไทยและทวีปยโุ รป
ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ ลกั ษณะเศรษฐกิจ
ประเทศไทย
ห น้ า | 36
ทวปี ยุโรป
ห น้ า | 37
กจิ กรรมที่ 1.1 สภาพภูมิศาสตรก ายภาพ
2. ปจจยั ที่มอี ทิ ธพิ ลตอ ภูมอิ ากาศของทวีปอเมรกิ าใต คอื
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
3. ปจ จัยสาํ คญั ท่ที าํ ใหท วปี ออสเตรเลยี มีสภาพภูมิอากาศที่แตกตางกัน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
ห น้ า | 38
เรอ่ื งที่ 2 ลกั ษณะปรากฏการณท างธรรมชาตทิ ่สี ําคัญและ
การปอ งกนั อนั ตราย
ปรากฏการณธรรมชาติ คือ การเปล่ียนแปลงของธรรมชาติ ท้ังในระยะยาวและระยะส้ัน
สภาพแวดลอมของโลกเปล่ียนแปลงไปตามเวลา ทั้งเปนระบบและไมเปนระบบ เปนส่ิงท่ีอยูรอบตัวเรา มักสง
ผลกระทบตอเรา ในธรรมชาติ การเปล่ียนแปลงบางอยางมีผลกระทบตอเรารุนแรงมาก สาเหตุของการ
เปล่ยี นแปลงมีท้ังเกิดข้ึนเองตามธรรมชาติและเปนสิ่งท่ีมนุษยทําใหเกิดข้ึน ในเร่ืองนี้จะกลาวถึงสาเหตุและ
ลกั ษณะปรากฏการณทางธรรมชาติที่สําคญั ดังนี้
1) พายุ
พายุ คือ สภาพบรรยากาศที่เคลื่อนตัวดวยความเร็วมีผลกระทบตอพ้ืนผิวโลก โดยบางคร้ังอาจมี
ความเร็วที่ศูนยกลางถึง 400 กิโลเมตร/ช่ัวโมง อาณาบริเวณที่จะไดรับความเสียหายจากพายุวาครอบคลุม
เทา ใดขน้ึ อยกู บั ความเรว็ ของการเคลอ่ื นตวั ของพายุ ขนาด ความกวาง เสนผาศูนยกลางของตัวพายุ หนวยวัด
ความเรว็ ของพายคุ ือ หนว ยรกิ เตอรเ หมอื นการวัดความรนุ แรงแผนดินไหว
พายแุ บง เปนประเภทใหญ ๆ ได 3 ประเภท คือ
2.1 พายุฝนฟาคะนอง มลี กั ษณะเปน ลมพัดยอ นไปมา หรอื พดั เคล่อื นตัวไปในทศิ ทางเดียวกัน อาจเกิด
จากพายทุ อ่ี อนตัวและลดความรนุ แรงของลมลง หรอื เกดิ จากหยอ มความกดอากาศตํ่า รองความกดอากาศตํ่า
อาจไมมีทศิ ทางทีแ่ นน อน หากสภาพการณแวดลอ มตางๆ ของการเกิดฝนเหมาะสม ก็จะเกดิ ฝนตก มลี มพดั
2.2 พายหุ มนุ เขตรอ น (Tropical cyclone) ไดแ ก เฮอรริเคน ไตฝนุ และไซโคลน ซึง่ ลวนเปนพายุหมุน
ขนาดใหญเชน เดียวกัน และจะเกิดข้นึ หรอื เริ่มตนกอตัวในทะเล หากเกิดเหนือเสนศูนยสูตร จะมีทิศทางการ
หมุนเวยี นทวนเข็มนาฬิกา และหากเกิดใตเ สน ศูนยส ตู รจะหมุนตามเข็มนาฬกิ า โดยมีช่ือตา งกันตามสถานท่ีเกดิ
คอื
2.1.1 พายุเฮอรริแคน (hurricane) เปนช่ือเรียกพายุหมุนท่ีเกิดบริเวณทิศตะวันตกของ
มหาสมุทรแอตแลนติก เชน บริเวณฟลอริดา สหรัฐอเมริกา อาวเม็กซิโก ทะเลแคริบเบียน เปนตน รวมท้ัง
มหาสมทุ รแปซฟิ ก บรเิ วณชายฝง ประเทศเมก็ ซโิ ก
ห น้ า | 39
2.1.2 พายุไตฝุน (typhoon) เปนชื่อพายุหมุนที่เกิดทางทิศตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟก
เหนอื เชน บริเวณทะเลจนี ใต อาวไทย อาวตังเกย๋ี ประเทศญีป่ นุ แตถ าเกดิ ในหมเู กาะฟลปิ ปนส เรียกวา บาเกียว
(Baguio)
2.1.3 พายุไซโคลน (cyclone) เปนชื่อพายุหมุนที่เกิดในมหาสมุทรอินเดียเหนือ เชน บริเวณ
อาวเบงกอล ทะเลอาหรับ เปนตน แตถาพายุนี้เกิดบริเวณทะเลติมอรและทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ของ
ประเทศออสเตรเลยี จะเรยี กวา พายุวลิ ลี-วิลลี (willy-willy)
2.1.4 พายุโซนรอน (tropical storm) เกิดข้ึนเม่ือพายุเขตรอนขนาดใหญออนกําลังลง ขณะ
เคลอ่ื นตวั ในทะเล และความเรว็ ทจ่ี ดุ ศนู ยกลางลดลงเมอื่ เคลอ่ื นเขาหาฝง
2.1.5 พายดุ ีเปรสชัน (depression) เกิดขนึ้ เม่อื ความเร็วลดลงจากพายุโซนรอน ซ่ึงกอใหเกิด
พายุฝนฟา คะนองธรรมดาหรอื ฝนตกหนกั
2.1.6 พายุทอรน าโด (tornado) เปน ชอ่ื เรียกพายุหมนุ ทเี่ กดิ ในทวีปอเมริกา มีขนาดเน้ือท่ีเล็ก
หรอื เสนผาศูนยกลางนอ ย แตหมนุ ดว ยความเร็วสูง หรือความเรว็ ที่จุดศนู ยกลางสูงมากกวาพายุหมุนอ่ืนๆ กอ
ความเสยี หายไดร ุนแรงในบริเวณท่พี ดั ผานเกิดไดท้งั บนบก และในทะเล หากเกดิ ในทะเล จะเรียกวา นาคเลน
น้ํา (water spout)บางคร้ังอาจเกิดจากกลุมเมฆบนทองฟา แตหมุนตัวย่ืนลงมาจากทองฟาไมถึงพื้นดิน มี
รูปรางเหมือนงวงชา ง จงึ เรยี กกันวา ลมงวง
อนั ตรายของพายุ
1. ความรุนแรงและอนั ตรายอนั เกิดจากพายุไตฝุน
เมอื่ พายทุ ม่ี ีกําลังขนาดไตฝ ุน พัดผา นท่ีใดยอ มทําใหเ กิดความเสียหายรา ยแรงท่ัวไป เชน บนบกตนไม
จะลม ถอนราก ถอนโคน บา นเรือนพงั ทับผูคนในบานและที่ใกลเคียงบาดเจ็บหรือตาย สวน ไรนาเสียหายหนักมาก
เสาไฟฟา ลม สายไฟฟาขาด ไฟฟาชอ็ ต เกิดเพลงิ ไหมและผคู นอาจเสียชีวิตจากไฟฟาดูดได ผูคนท่ีมีอาคารพัก
ห น้ า | 40
อาศัยอยูริมทะเลอาจถูกน้ําพัดพาลงทะเลจมน้ําตายได ดังเชน ปรากฎการณท่ีแหลมตะลุมพุก จังหวัด
นครศรีธรรมราช
ในทะเลลมแรงจัดมากคลื่นใหญ เรือขนาดใหญ ขนาดหมื่นตันอาจจะถูกพัดพาไปเกยฝงลมจมได
บรรดาเรือเล็กจะเกดิ อันตรายเรอื ลม ไมส ามารถจะตา นความรุนแรงของพายไุ ด คล่นื ใหญซดั ขึ้นริมฝงจะทําให
ระดับนํ้าขึ้นสงู มากจนทวมอาคารบานชองริมทะเลได บรรดาโปะจบั ปลาในทะเลจะถูกทําลายลงโดยคลน่ื และลม
2. ความรุนแรงและอนั ตรายจากพายุโซนรอน
พายุโซนรอนมีความรุนแรงนอยกวาพายุไตฝุน ฉะน้ัน อันตรายจะเกิดจากการที่พายุน้ีพัดมาปะทะ
ลดลงในระดบั รองลงมาจากพายุไตฝ ุน แตความรนุ แรงทจี่ ะทาํ ใหความเสยี หายกย็ ังมมี ากเหมือนกนั ในทะเลลม
จะแรงมากจนสามารถทาํ ใหเ รือขนาดใหญๆ จมได ตนไมถอนรากถอนโคน ดังพายุโซนรอนที่ปะทะฝงแหลม
ตะลมุ พกุ จงั หวัดนครศรีธรรมราช
ถาการเตรียมการรับสถานการณไมเพียงพอ ไมมีการประชาสัมพันธใหประชาชนไดทราบเพ่ือ
หลกี เลี่ยงภัยอันตรายอยา งทวั่ ถึง ไมม ีวธิ ีการดาํ เนนิ การท่ีเขม แข็งในการอพยพการชวยเหลือผูประสบภัยตางๆ
ในระหวา งเกิดพายุ การสญู เสยี กย็ อ มมีการเสยี ทง้ั ชวี ิตและทรพั ยสมบัติของประชาชน
3. ความรนุ แรงและอนั ตรายจากพายดุ ีเปรสช่นั
พายุดีเปรสช่ันเปนพายุท่ีมีกําลังออน ไมมีอันตรายรุนแรงแตทําใหมีฝนตกปานกลางทั่วไป ตลอดทางที่พายุ
ดีเปรสชัน่ พดั ผาน และมีฝนตกหนกั เปนแหงๆ พรอ มดว ยลมกรรโชกแรงเปนครั้งคราว ซ่ึงบางคราวจะรุนแรง
จนทาํ ใหเกดิ ความเสยี หายได ในทะเลคอนขางแรงและคลนื่ จดั บรรดาเรอื ประมงเล็กขนาดต่ํากวา 50 ตนั ควร
งดเวน ออกทะเลเพราะอาจจะลมลงได และพายุดีเปรสช่ันน้ีเม่ืออยูในทะเลไดรับไอน้ําหลอเลี้ยงตลอดเวลา
และไมมีส่ิงกดี ขวางทางลมอาจจะทวีกําลงั ข้ึนได โดยฉบั พลัน ฉะนั้น เม่ือไดรบั ทราบขา ววามีพายุดีเปรสช่ันขึ้น
ในทะเลกอ็ ยา วางใจวาจะมกี ําลงั ออ นเสมอไปอาจจะมีอันตรายไดเหมือนกัน สําหรับพายุพัดจัดจะลดนอยลง
ห น้ า | 41
เปน ลาํ ดบั มแี ตฝ นตกทวั่ ไปเปนระยะนานๆ และตกไดมากถงึ 100 มลิ ลิเมตร ภายใน 12 ชั่วโมง ซ่ึงตอไปก็จะ
ทําใหเกดิ นํา้ ปาไหลบาจากภูเขาและปาใกลเ คียงลงมาทวมบานเรือนไดใ นระยะเวลาสั้นๆ หลังจากพายุไดผาน
ไปแลว
4. ความรนุ แรงและอันตรายจากพายุฤดรู อ น
พายฤุ ดูรอนเปน พายทุ เี่ กิดขึน้ โดยเหตแุ ละวิธีการตางกับพายุดีเปรสช่ัน และเกิดบนผืนแผนดินท่ีรอน
อบอา วในฤดรู อนแตเปน พายทุ ีม่ บี ริเวณยอ มๆ มีอาณาเขตเพยี ง 20-30 ตารางกิโลเมตร แตอาจมีลมแรงมากถงึ
47 น็อต หรือ 87 กิโลเมตรตอชั่วโมง พายุน้ีมีกําลังแรงที่จะทําใหเกิดความเสียหายไดมาก แตเปนชวง
ระยะเวลาส้ันๆ ประมาณ 2-3 ช่วั โมง อนั ตรายทเี่ กิดขึ้นคอื ตน ไมหกั ลม ทบั บานเรอื นผูคน ฝนตกหนกั และอาจ
มีลกู เหบ็ ตกได ในกรณที ี่พายุมกี ําลังแรง
การเตรียมการปอ งกันอันตรายจากพายุ
1. ตดิ ตามสภาวะอากาศ ฟงคําเตอื นจากกรมอตุ ุนิยมวทิ ยาสมํา่ เสมอ
2. สอบถาม แจงสภาวะอากาศรอ นแกก รมอตุ ุนยิ มวิทยา
3. ปลกู สรา ง ซอมแซม อาคารใหแข็งแรง เตรียมปอ งกันภยั ใหส ตั วเลี้ยงและพชื ผลการเกษตร
4. ฝกซอมการปองกันภัยพิบัติ เตรียมพรอ มรับมือ และวางแผนอพยพหากจาํ เปน
5. เตรยี มเครอื่ งอปุ โภค บริโภค ไฟฉาย แบตเตอรี่ วทิ ยกุ ระเปาห้วิ เพ่ือติดตามขาวสาร
6. เตรียมพรอมอพยพเมือ่ ไดรับแจง ใหอ พยพ
2) นํา้ ทว ม
สาเหตสุ ําคัญข้ึนอยกู บั สภาพทอ งท่ี และความวิปรติ ผันแปรของธรรมชาตแิ ตในบางทองที่ การกระทํา
ของมนุษยกม็ ีสวนสําคัญ และ เกิดจากมีน้ําเปนสาเหตุ อาจจะเปนน้ําทวม นํ้าปาหรืออื่นๆ โดยปกติ อุทกภัย
เกดิ จากฝนตกหนกั ตอเน่อื งกันเปนเวลานาน บางคร้งั ทาํ ใหเกดิ แผนดนิ ถลม อาจมสี าเหตจุ ากพายหุ มุนเขตรอ น
ลมมรสุมมีกาํ ลงั แรง รองความกดอากาศตาํ่ มีกําลังแรงอากาศแปรปรวน นํ้าทะเลหนุน แผนดินไหว เขือ่ นพังซง่ึ
ทาํ ใหเ กิดอทุ กภยั ได สาเหตุการเกดิ อุทกภัยแบง ไดเปน 2 ชนิด ดงั นี้
2.1 จากน้าํ ปา ไหลหลากและนา้ํ ทวมฉบั พลนั เกดิ จากฝนตกหนกั ติดตอกันหลายช่วั โมง ดินดดู ซบั ไม
ทนั นา้ํ ฝนไหลลงพืน้ ราบอยา งรวดเรว็ ความแรงของน้ําทาํ ลายตน ไม อาคาร ถนน สะพาน ชีวติ ทรพั ยสิน
2.2 จากนํ้าทว มขังและนํ้าเออ นอง เกดิ จากนาํ้ ในแมน า้ํ ลําธารลน ตล่ิง มีระดับสูงจากปกติ ทวมและ
แชขัง ทาํ ใหการคมนาคมชะงกั เกดิ โรคระบาด ทําลายสาธารณูปโภค และพชื ผลการเกษตร
การปอ งกันน้ําทวมปฏิบตั ไิ ดดังนี้
1. ติดตามสภาวะอากาศ ฟงคําเตือนจากกรมอุตุนยิ มวทิ ยา
2. ฝก ซอมการปอ งกันภัยพบิ ตั ิ เตรยี มพรอ มรบั มอื และวางแผนอพยพหากจาํ เปน
3. เตรยี มน้ําดื่ม เครอื่ งอปุ โภค บริโภค ไฟฉาย แบตเตอร่ี วิทยุกระเปา หว้ิ เพ่ือติดตามขาวสาร
ห น้ า | 42
4. ซอมแซมอาคารใหแ ข็งแรง เตรยี มปอ งกันภัยใหส ัตวเลีย้ งและพืชผลการเกษตร
5. เตรยี มพรอ มเสมอเมื่อไดร ับแจง ใหอ พยพไปทส่ี งู เมอื่ อยูในพ้ืนทเ่ี สี่ยงภยั และฝนตกหนักตอ เน่อื ง
6. ไมล งเลน นาํ้ ไมขบั รถผา นนาํ้ หลากแมอ ยูบนถนน ถา อยใู กลน้าํ เตรียมเรอื เพอื่ การคมนาคม
7. หากอยูในพื้นท่ีนํ้าทวมขัง ปองกันโรคระบาด ระวังเรื่องนํ้าและอาหารตองสุก และสะอาดกอน
บริโภค
3) แผน ดินไหว
เปน ปรากฏการณ การสัน่ สะเทอื นหรือเขยา ของพื้นผวิ โลก สาเหตขุ องการเกดิ แผน ดินไหวนัน้ สวนใหญ
เกดิ จากธรรมชาติ โดยแผน ดนิ ไหวบางลกั ษณะสามารถเกดิ จากการกระทาํ ของมนุษยไ ดเชน การทดลองระเบดิ
ปรมาณู การปรบั สมดลุ เนื่องจากน้ําหนกั ของน้ําท่ีกกั เก็บในเขื่อนและแรงระเบดิ การทําเหมอื งแรเปน ตน
การปฏบิ ัตปิ องกันตวั เองจากการเกดิ แผน ดนิ ไหว
กอนเกิดแผน ดินไหว
1. ควรมไี ฟฉายพรอมถา นไฟฉาย และกระเปายาเตรียมไวในบาน และใหทกุ คนทราบวาอยูทไี่ หน
2. ศึกษาการปฐมพยาบาลเบ้ืองตน
3. ควรมีเครอื่ งมือดับเพลิงไวใ นบา น เชน เคร่ืองดับเพลิง ถุงทราย เปน ตน
4. ควรทราบตาํ แหนง ของวาลว ปดน้ํา วาลวปด กาซ สะพานไฟฟา สําหรบั ตัดกระแสไฟฟา
5. อยาวางสงิ่ ของหนักบนช้นั หรอื หิง้ สงู ๆ เมอื่ แผน ดินไหวอาจตกลงมากเปนอนั ตรายได
6. ผกู เครอ่ื งใชหนกั ๆ ใหแ นน กบั พ้ืนผนงั บาน
7. ควรมีการวางแผนเร่ืองจุดนัดหมาย ในกรณีท่ีตองพลัดพรากจากกัน เพื่อมารวมกันอีกครั้งใน
ภายหลงั
ระหวา งเกิดแผนดินไหว
1. อยา ตื่นตกใจ พยายามควบคุมสตอิ ยูอยางสงบ
2. ถา อยใู นบานใหย ืนหรือหมอบอยูใ นสวนของบานทม่ี โี ครงสรางแขง็ แรงท่ีสามารถรับนํ้าหนักไดมาก
และใหอยูหางจากประตู ระเบยี ง และหนาตาง
3. หากอยใู นอาคารสูง ควรตงั้ สติ และรีบออกจากอาคารโดยเรว็ หนีใหห างจากสง่ิ ท่ีจะลมทบั ได
4. ถา อยูใ นทีโ่ ลง แจง ใหอ ยูหางจากเสาไฟฟา และสิง่ หอยแขวนตา งๆ ทปี่ ลอดภยั ภายนอกคอื ที่โลงแจง
5. อยา ใช เทยี น ไมข ดี ไฟ หรอื สง่ิ ทท่ี าํ ใหเกดิ เปลวหรอื ประกายไฟ เพราะอาจมแี กสร่ัวอยูบรเิ วณนัน้
6. ถากําลังขบั รถใหหยดุ รถและอยูภายในรถ จนกระทั่งการสนั่ สะเทือนจะหยดุ
7. หามใชลิฟทโดยเดด็ ขาดขณะเกดิ แผน ดินไหว
8. หากอยูช ายหาดใหอยหู า งจากชายฝง เพราะอาจเกดิ คลืน่ ขนาดใหญซ ดั เขา หาฝง
หลังเกิดแผน ดนิ ไหว
1. ควรตรวจตวั เองและคนขา งเคียงวาไดรับบาดเจบ็ หรอื ไม ใหทําการปฐมพยาบาลข้นั ตนกอน
ห น้ า | 43
2. ควรรีบออกจากอาคารที่เสยี หายทนั ที เพราะหากเกิดแผน ดนิ ไหวตามมา อาคารอาจพังทลายได
3. ใสรองเทาหมุ สน เสมอ เพราะอาจมเี ศษแกว หรอื วัสดแุ หลมคมอ่ืนๆ และสิ่งหกั พงั ทมิ่ แทงได
4. ตรวจสายไฟ ทอนํ้า ทอแกส ถาแกสรั่วใหปดวาลวถังแกส ยกสะพานไฟ อยาจุดไมขีดไฟ หรือ
กอไฟจนกวา จะแนใจวา ไมม ีแกส ร่วั
5. ตรวจสอบวา แกสรวั่ ดว ยการดมกล่นิ เทานัน้ ถา ไดกล่นิ ใหเ ปดประตหู นาตา งทกุ บาน
6. ใหอ อกจากบริเวณทส่ี ายไฟขาด และวัสดสุ ายไฟพาดถงึ
7. เปด วิทยุฟง คําแนะนาํ ฉุกเฉิน อยาใชโ ทรศพั ท นอกจากจําเปน จรงิ ๆ
8. สาํ รวจดคู วามเสยี หายของทอสว ม และทอนํา้ ทง้ิ กอ นใช
9. อยาเขา ไปในเขตท่ีมีความเสียหายสูง หรืออาคารพัง
4) ปรากฏการณเรือนกระจก
คาํ วา เรือนกระจก (greenhouse) หมายถึง อาณาบรเิ วณท่ีปด ลอ มดวยกระจกหรอื วัสดุอ่ืนซง่ึ มผี ลใน
การเกบ็ กักความรอนไวภ ายใน ในประเทศเขตหนาวนยิ มใชเ รือนกระจกในการเพาะปลูกตนไมเพราะพลังงาน
แสงอาทติ ยสามารถผา นเขา ไปภายในไดแตค วามรอนทอี่ ยภู ายในจะถกู กกั เก็บ โดยกระจกไมใหส ะทอนหรือแผ
ออกสภู ายนอกไดท ําใหอ ุณหภมู ขิ องอากาศภายในอบอุน และเหมาะสมตอ การเจริญเตบิ โตของพชื แตกตา งจาก
ภายนอกทีย่ งั หนาวเย็น นกั วิทยาศาสตรจึงเปรยี บเทยี บปรากฏการณทค่ี วามรอนภายในโลกถกู กับดกั ความรอ น
หรือกาซเรือนกระจก (Greenhouse gases) เก็บกักเอาไวไมใหสะทอนหรือแผออกสูภายนอกโลกวา
ปรากฏการณเรือนกระจก
โลกของเราตามปกติมกี ลไกควบคมุ ภมู อิ ากาศโดยธรรมชาตอิ ยแู ลว กระจกตามธรรมชาติของโลก คือ
กาซคารบ อนไดออกไซดแ ละไอนํา้ ซง่ึ จะคอยควบคุมใหอ ุณหภมู ขิ องโลกโดยเฉล่ียมีคา ประมาณ 15 °C และถา
หากในบรรยากาศไมมกี ระจกตามธรรมชาติอณุ หภมู ขิ องโลกจะลดลงเหลอื เพียง -20°C มนษุ ยแ ละพชื ก็จะลม
ตายและโลกก็จะเขา สูยคุ น้าํ แข็งอีกครัง้ หนงึ่
สาเหตุสาํ คญั ของการเกดิ ปรากฎการณเ รอื นกระจกมาจากการเพ่ิมขึ้นของกาซเรือนกระจกประเภท
ตางๆ ไดแ ก คารบ อนไดออกไซด (CO2) ไอนํ้า (H2O) โอโซน (O3) มีเทน (CH4)ไนตรัสออกไซด (N2O) และ
คลอโรฟลูออโรคารบ อน (CFCs) ในสว นของกา ซคารบอนไดออกไซดจะเกดิ การหมนุ เวยี นและรกั ษาสมดุลตาม
ธรรมชาติ ปญหาในเรอื่ งปรากฏการณเ รือนกระจกจะไมส ง ผลกระทบที่รุนแรงตอมนษุ ยช าตโิ ดยเด็ดขาด
แตปญหาท่ีโลกของสิ่งมีชีวิตกําลังประสบอยูในปจจุบันก็คือ ปริมาณกาซเรือนกระจกท่ีอยูใน
บรรยากาศเกดิ การสูญเสยี สมดลุ ข้นึ ปริมาณความเขมของกาซเรือนกระจกบางตัว เชน คารบอนไดออกไซด
มีเทน ไนตรัสออกไซดและคลอโรฟลูออโรคารบอนกลับเพิ่มปริมาณมากขึ้น นับตั้งแตเกิดการปฏิวัติ
อุตสาหกรรม (industrial revolution) หรือประมาณป พ.ศ. 2493 เปนตนมา
กิจกรรมตางๆ ท่ีทําใหเกิดการเพ่ิมขึ้นของกาซเรือนกระจกมีดังน้ีคือ 57% เกิดจากการเผาไหมของ
เช้ือเพลิงฟอสซิล (น้ํามันเชื้อเพลิง ถานหินและกาซธรรมชาติ) 17% เกิดจากการใชสารคลอโรฟลูออโร