The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by koonome, 2021-07-30 02:49:16

หนังสือเรียน รายวิชาสังคมศึกษา สค 31001 ม.ปลาย

รายวิชาสังคมศึกษา สค 31001 ม.ปลาย

ห น้ า | 194

คาจา ง คือ คาท่จี า ยใหแกผใู ชแ รงงาน เน่อื งจากการทํางานอยางใดอยางหนึ่ง คาจางท่ีไดรับจึง
เปนที่มาของรายได และเม่ือนํามารวมกันทั้งหมด ก็จะเปนสวนหนึ่งของรายไดประชาชาติ คาจางแบง
ออกเปน 2 ลักษณะ คอื

1. คา จา งทีเ่ ปนตัวเงิน (Money Wage) คอื คาจางทไี่ ดร บั จากนายจางท่ีจายใหอาจเปนรายวัน
รายสัปดาหห รอื รายเดือน

2. คาจา งทแ่ี ทจรงิ (Real Wage) คือ การนําคาจางท่ีเปนตัวจริงลบดวยอัตราเงินเฟอตอปซึ่ง
อัตราเงนิ เฟอสามารถคาํ นวณไดจากดัชนีราคาผูบ รโิ ภค

การกําหนดอตั ราคาจางจะขนึ้ อยกู ับอปุ สงคแ ละอปุ ทานของแรงงาน คือ ถาอปุ สงคข องแรงงานมี
มาก ความตอ งการจา งแรงงานมาก อัตราคาจางจะสูงขึ้น แตถาอุปทานของแรงงานมีมาก จะทําใหคาจาง
ลดลง

2. การกาํ หนดราคา
ปจจัยที่เก่ียวของกับการกําหนดราคาของสินคาและบริการ คือ กลไกของตลาด หรือปริมาณ

ความตอ งการในการซือ้ และปรมิ าณความตอ งการในการขายสินคาชนดิ นนั้ นอกจากน้ียังข้ึนอยูกับตนทุนการ
ผลิต กลา วคือ ถา ตน ทุนการผลติ สงู ข้นึ จะทําใหร าคาสินคา สูงขนึ้ ตามไปดวย

กลาวโดยสรุป การกําหนดคาจางและราคาจะแตกตางกันตามระบบเศรษฐกิจ ถาเปนระบบ
เศรษฐกจิ แบบทนุ นยิ ม การกาํ หนดคาจางและราคาเปนไปตามกลไกตลาด สวนระบบเศรษฐกิจแบบสังคม
นิยม และระบบเศรษฐกิจแบบผสม รัฐบาลสามารถเขาแทรกแซงการกําหนดคาจางและราคา เพ่ือสราง
ความเปน ธรรมในระบบเศรษฐกิจ เชน รัฐบาลเขาไปแทรกแซงการการกําหนดคาจางและราคา เพื่อสราง
ความเปน ธรรมในระบบเศรษฐกิจ ไดแกการประกาศปรบั คา แรงขั้นตา่ํ ตามดัชนรี าคาผูบ ริโภค เพอ่ื ดงึ คาจา ง
แรงงานใหส ูงขึ้น การท่รี ัฐบาลเขาไปแทรกแซงการกําหนดราคาสินคาโดยการกําหนดราคาขั้นตํ่า และการ
กาํ หนดราคาขน้ั สงู เปนตน

ราคาขน้ั ตาํ่
ราคาขั้นตํา่ หมายถึง ราคาตํ่าสดุ ท่ถี กู กาํ หนดข้ึนมาในระดบั ทส่ี งู กวา ราคาดุลยภาพ อันเกิดจากการ
ทํางานของกลไกตลาดที่รัฐบาลเขาไปแทรกแซง ซึ่งมักจะใชกับสินคาในสาขาเกษตรกรรม เพื่อเพ่ิมรายได
ใหแกเ กษตรกร ทําใหเกษตรกรนําผลผลิตออกขายในตลาดไดมากขึ้น
ราคาขั้นสูง
ราคาขัน้ สงู หมายถึง ราคาสูงสุดที่ถูกกาํ หนดขึน้ มาในระดับที่ตํา่ กวาราคาดุลยภาพ อนั เกดิ จากการ
ทาํ งานของกลไกตลาดที่รัฐบาลเขา ไปแทรกแซงโดยการควบคมุ ราคาสนิ คา บางชนดิ เพื่อเปนการปองกันไมให
ราคาสินคาชนดิ น้ัน สูงเกินไป

ปญ หาของระบบเศรษฐกิจไทยและแนวทางแกไข
เน่ืองจากระบบเศรษฐกิจไทยเปดโอกาสใหเอกชนสามารถเปนเจาของปจจัยการผลิตและสามารถ
ดําเนินกจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ไดอ ยา งเสรี การผลติ สินคา และบรกิ ารตางๆ จงึ มีขึ้นอยา งมากมาย กอใหเ กดิ การ

ห น้ า | 195

แขง ขันสงผลใหผ ูผ ลิตมแี รงกระตนุ ในการที่จะปรับปรุงเทคนคิ การผลิตเพือ่ ใหไดสินคาที่มีคุณภาพสงู และตน ทนุ ตาํ่
ผผู ลติ รายใดทไ่ี มส ามารถผลิตสินคาที่มีราคาตํ่าแตค ณุ ภาพสูงไดก จ็ ะขาดทนุ และออกจากระบบการผลิตสินคา
นั้นๆ ไป คงเหลือแตผูผลติ ท่มี คี ณุ ภาพ ทําใหผ ูบรโิ ภคไดร บั ผลประโยชนสงู สดุ จากการแขง ขันดังกลา ว แตส ิ่งที่
เปน ผลเสยี ตามมาก็คอื เกดิ การผกู ขาดและกอบโกยผลประโยชนใ สตวั มากขนึ้ กอใหเ กดิ ความเหลือ่ มลํา้ และเกิด
ชอ งวา งขนึ้ ในสังคม นน่ั คอื คนที่มีฐานะราํ่ รวยกจ็ ะรวยมากขนึ้ สวนคนท่มี ฐี านะยากจนก็ไมไดมีความเปนอยูที่ดี
ขนึ้ กวาเดมิ ซ่งึ รัฐบาลก็ไดต ระหนกั ถึงปญ หาดังกลา วจะเห็นไดจากรายละเอียดของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ
สังคมแหง ชาติ ไดเนน วตั ถุประสงคในการกระจายรายไดใหมีความเทาเทียมกันมากข้ึน โดยการใชมาตรการ
และนโยบายดา นการเงิน – การคลัง เพ่ือแกปญหาดังกลาว เชน การกําหนดคาแรงขั้นต่ํา การเพ่ิมอัตรา
ภาษีสําหรับสินคาฟุมเฟอย การปรับอัตราภาษีเงินได ภาษีทรัพยสิน กฎหมายปองกันการผูกขาด เปนตน
โดยเฉพาะมาตรการทางดา นภาษีนัน้ รัฐบาลสามารถนําเงนิ ทีไ่ ดจ ากการเก็บจากผูที่มีฐานะรํ่ารวยมากระจาย
ใหกับผูที่มีรายไดน อ ยในรูปของสวสั ดกิ ารตา งๆ เชน การจัดต้ังโรงเรียนของรัฐบาล การสรางที่อยูอาศัยและ
การใหการรักษาพยาบาลฟรีแกผูท่ีมีรายไดนอย การจัดใหมีการประกันสังคมกับแรงงาน การลดดอกเบี้ย
สินเชือ่ เพื่อการเกษตร เปนตน

สรุป

ระบบเศรษฐกิจแบงออกเปน 3 ระบบ ใหญๆ คอื ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนยิ มระบบเศรษฐกจิ แบบ
สังคมนิยม และระบบเศรษฐกจิ แบบผสม ประเทศไทยใชร ะบบผสมทีเ่ นน ทุนนิยม โดยรฐั บาลผลติ สินคาและ
บริการเฉพาะโครงสรา งพ้ืนฐานหรอื สาธารณปู โภค สวนตวั เลขรายไดป ระชาชาติ แสดงใหเ ห็นถงึ ความ
เจรญิ เตบิ โตทางเศรษฐกจิ ของประเทศ

ห น้ า | 196

แบบฝกหดั ทายบทเรอ่ื งที่ 2 ระบบเศรษฐกจิ

คาํ ส่ัง : เมือ่ ผเู รยี นศกึ ษาเร่อื งระบบเศรษฐกจิ จบแลว ใหทาํ แบบฝก หัดตอไปนี้
โดยเขยี นในสมดุ บนั ทึกกจิ กรรมการเรียนรู

แบบฝกหัดท่ี 1 ใหผูเรียนสรางแผนภูมิแสดงความสัมพันธระหวางระบบการปกครอง และระบบเศรษฐกิจ
และระบวุ าระบบการปกครองแตล ะแบบสามารถจัดระบบเศรษฐกจิ แบบใดไดบาง

ห น้ า | 197

แบบฝกหัดท่ี 2 บอกขอดแี ละขอ เสยี ของระบบเศรษฐกจิ ตอ ไปนี้

ระบบเศรษฐกิจ ขอดี ขอ เสยี

1. ทนุ นิยม 1..................................... 1.....................................
2..................................... 2.....................................
3..................................... 3.....................................

2. สังคมนิยม (ประชาธิปไตย) 1..................................... 1.....................................
2..................................... 2......................................
3..................................... 3.....................................

สังคมนิยม 1..................................... 1.....................................
2..................................... 2.....................................
3..................................... 3.....................................

3. แบบผสม 1..................................... 1.....................................
2..................................... 2.....................................
3..................................... 3.....................................

แบบฝกหัดท่ี 3 ใหผูเรียนวิเคราะหลักษณะท่ีกําหนดใหวา เปนระบบเศรษฐกิจใดโดย
กาเคร่ืองหมาย ในเรอื่ งระบบเศรษฐกิจทค่ี ดิ วาถกู ตอง

ระบบเศรษฐกจิ

ลกั ษณะ
แบบผสม

สังคมนยิ ม
คอมมิวนสิ ต
สังคมนยิ ม
ประชาธปิ ไตย

ทนุ นยิ ม

1. เอกชนมเี สรีภาพในการผลติ และบรโิ ภคอยา ง
เต็มที่

2. รัฐเปนผูวางแผนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ทง้ั หมด

ห น้ า | 198

ระบบเศรษฐกจิ

ลักษณะ แบบผสม

สังคมนยิ ม
คอมมิวนสิ ต
สังคมนยิ ม
ประชาธปิ ไตย

ทนุ นยิ ม

3. รัฐเขาไปดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจใน
สวนที่เกย่ี วของกบั ประโยชนสว นรวม

4. มเี ปาหมายเพอื่ ผลกาํ ไร

5. มเี ปา หมายเพอ่ื สรางความเปน ธรรมในสังคม

6. มเี ปาหมายเพอ่ื ความอยดู กี ินดีของสงั คม

7. เอกชนมกี รรมสิทธ์ิในทรัพยสินอยางเต็มที่

8. ไมเปด โอกาสใหมกี ารแขงขัน

9. กิจกรรมทางเศรษฐกิจขึ้นอยูกับกลไกแหง
ราคา

10. การผลติ อะไรเทา ใดข้นึ อยูกบั รัฐบาลเทา นน้ั

11. รฐั และกลไกแหง ราคามสี วนในการกาํ หนด
วา จะผลติ อะไร เทา ใด

12. เปน ระบบท่ปี ระเทศสวนใหญใ ช

13. เปนระบบท่พี ฒั นามาจากลทิ ธมิ ารก ซสิ ต

14. รฐั เกบ็ ภาษีประชาชนในอตั ราสงู เพอื่ จา ย
เปนสวสั ดิการสังคม แตใ หเสรีภาพในการ
บริโภคเต็มที่

15. เปนระบบท่ีกอ ใหเ กดิ ความแตกตางดา น
รายไดม ากทสี่ ุด

16. เปน ระบบทแ่ี กป ญหาความแตกตางดา น
รายไดโดยไมจํากัดเสรภี าพของบคุ คล

17. เปน ระบบที่มีความแตกตางดา นรายไดนอ ย

ห น้ า | 199

ระบบเศรษฐกจิ

ลักษณะ แบบผสม

สังคมนยิ ม
คอมมิวนสิ ต
สังคมนยิ ม
ประชาธปิ ไตย

ทนุ นยิ ม

ทส่ี ดุ

18. มกี ารใชทรพั ยากรส้นิ เปลืองมาก

19. มีการวางแผนจากสวนกลาง

20. จาํ กดั กรรมสทิ ธิ์ในทรพั ยส ินและปจ จัยการ
ผลิตบาง

เร่อื งที่ 3กระบวนการทางเศรษฐกจิ

1. การผลิต (Production)

1. ความหมายของการผลิต
การผลิต หมายถงึ การสรา งเศรษฐทรัพยเพ่อื บําบดั ความตอ งการของมนุษย หรือการนําเอา

ปจจัยการผลติ ตา งๆ ไดแก ที่ดิน แรงงาน ทนุ ผูป ระกอบการไปผานกระบวนการผลิต หรือกรรมวิธีตางๆ จน
เกิดเปนสินคาและการบริการเพื่อบําบัดความตองการของมนุษยในลักษณะที่เนน การสรางประโยชนทาง
เศรษฐกจิ ขึ้นมาใหมไ ดแก

1) ประโยชนทเ่ี กิดจากการเปลย่ี นรูป (Form Utility) เปนประโยชนที่เกิดจากการนําสินคา
มาแปรรปู เพื่อเพ่มิ ประโยชนใชส อยมากขึ้น เกิดความหลากหลายในการผลิตมากข้นึ ราคาของสินคาสงู ขึน้ กวา
วัตถดุ บิ เดิมทนี่ ํามาผลิต เชน การเปลย่ี นเหล็กเปนมีด เปลี่ยนไมเปนโตะ เกาอ้ี เปลี่ยนไมไผเปนเครื่องจัก
สานตา งๆ เปน ตน

2) ประโยชนทเ่ี กดิ จากการเปลีย่ นสถานที่ (Place Utility) เปนประโยชนท่ีเกิดจากการขน
ยายสินคาจากแหงหน่ึงไปยังอีกแหงหนึ่งเพื่อใหเกิดประโยชนใชสอยมากข้ึน เชน การขนถาย สินคาจาก
โรงงานไปยงั รา นคา ปลกี เปนตน

3) ประโยชนที่เกิดจากการเปลี่ยนเวลา (Time Utility) หมายถึง การเลื่อนเวลาในการ
บรโิ ภคสนิ คา ออกไป เน่อื งจากสินคาบางอยางอาจมขี อจํากดั ในเร่ืองของฤดูกาล ไดแก ผลไมตางๆ ผัก เปนตน
ซ่งึ ถา นาํ มาผลิตเปนผลไมหรอื ผักกระปอ ง จะสามารถนํามาถนอมไวบ ริโภคนอกฤดูกาลได หรอื สินคา บางอยาง
ท่ผี ูบ ริโภคตองการสะสมไวก เ็ ปน การสรา งประโยชนทเ่ี กิดจากการเลอ่ื นเวลาเชน เดยี วกัน เชน การเก็บสุราไว
นานๆ การสะสมเครือ่ งลายคราม พระเคร่ือง หรือของเกา ตา งๆฃ

ห น้ า | 200

4) ประโยชนท ี่เกิดจากการเปลย่ี นโอนกรรมสทิ ธิ์ (Possession Utility) เปน ประโยชนที่เกดิ
จากการเปลี่ยนแปลงกรรมสทิ ธิ์หรอื เจา ของ ซึ่งสินคาแตละชนิดจะมกี ารเปลีย่ นกรรมสิทธ์หิ ลายทอดกวาจะถงึ
ผูบรโิ ภค กลา วคอื กรรมสทิ ธ์ิจะเปลย่ี นจากผูบริโภคไปยังพอคาขายสง พอคาขายปลีก หรือไปยังนายหนา
จนถึงผบู ริโภค เชน การจัดสรรบาน ท่ดี ิน หรอื การซอ้ื ขายอสังหารมิ ทรัพยตางๆ เปน ตน

5) ประโยชนที่เกิดจากการใหบริการตางๆ (Service Utility) เปนประโยชนที่เกิดจากผู
ใหบ ริการในสาขาวิชาชีพตางๆ เชน ไปหาหมอ ไปดูคอนเสิรตหรือใหบริการในดานการคมนาคมขนสงตางๆ
เปน ตน

2. สินคาและบรกิ าร (Goods and Services)
สนิ คา และบริการ คอื ส่งิ ทไ่ี ดจากการทํางานรว มกนั ของปจ จยั การผลติ ตา งๆ สามารถสนองความ
ตองการของผูบริโภคไดไมวา ความตอ งการนนั้ จะขัดตอ สุขภาพอนามัยหรอื ศีลธรรมอันดีงามหรือไมก็ตาม เชน
บหุ รี่ ยารกั ษาโรค อาหาร เครอ่ื งนุงหม เปนตน
สินคา (Goods) ที่มนุษยบริโภคอยทู กุ งวันนี้อาจแบงไดเปน 2 ลกั ษณะ คอื
1) เปนสิ่งผลิตท่ีมนุษยผลิตข้ึน อาจเปนสิ่งท่ีดี (Good) เชน อาหาร เครื่องนุงหม
ยารักษาโรคหรือสงิ่ ที่ไมดี (Bad) เชน ยาเสพติด ขยะ วัตถุระเบดิ เปนตน
2) เปน สงิ่ ท่ไี ดจ ากธรรมชาติซึ่งมนุษยจัดหามาสนองความตองการโดยไมเสียคาใชจายใดๆ เชน
นาํ้ อากาศ บรรยากาศ ทวิ ทัศน แสงแดด เปนตน

จากสินคาทัง้ สองลกั ษณะสามารถจาํ แนกประเภทของสินคาในทางเศรษฐศาสตรไ ดด ังนี้

ห น้ า | 201

ดังน้ัน สนิ คาในทางเศรษฐศาสตรส ามารถจาํ แนกได ดังนี้
1. สินคา ไรราคา (Free Goods) เปน สนิ คาทีไ่ มม ีตน ทนุ หรือมีการบรโิ ภคแตไมมคี า ใชจ ายเปนสนิ คา
ที่มีอยูมากมายเกินความตองการของมนุษยหรือกลาวอีกนัยหนึ่ง เปนสินคาที่อุปทานมากกวาอุปสงค
ณ ราคาศูนย เชน อากาศ หรือขยะ นํ้าทะเล ดังน้ันถาสินคาในโลกทุกชนิดเปนสินคาไรราคาวิชา
เศรษฐศาสตรก ็คงจะไรความหมาย
2. สินคาเศรษฐกิจทรัพย (Economic Goods) คือ สินคาท่ีมีตนทุน โดยปกติผูบริโภคจะเปนผู
จา ยคาสินคาโดยตรง แตใ นบางกรณีผูบรโิ ภคกับผูจายคาสินคา อาจเปน คนละคน ซงึ่ ไดแก เศรษฐทรัพยที่ได
จากการบรจิ าคหรอื จากการให รัฐบาลจัดหามาใหเ รียกวา “สินคาใหเ ปลา ” สนิ คา เศรษฐทรัพยแ บง ออกเปน
2 ประเภท คอื

2.1 สินคาเอกชน (Private Goods) คือ สินคาท่ีแยกการบริโภคออกจากกันได (Rival
Consumption) เชน อาหาร ซ่งึ แตละคนแยกกนั บริโภคได เคร่อื งนุงหม รถยนต เปนตน นอกจากน้ียัง

ห น้ า | 202

เปนสนิ คา ท่เี จา ของสามารถกีดกนั ผูบรโิ ภครายอนื่ ได (Exclousion Principle) เชน การบริโภครถยนตคัน
หนึง่ ของนายแดงสามารถกีดกันไมใ หนายดาํ บริโภครถยนตคนั นั้นได

2.2 สนิ คาสาธารณะ (Public goods) คอื เปน สนิ คาทีบ่ ริโภครว มกัน (Joint Consumption)
เชน ถนนทเี่ ราใชอ ยูกเ็ ปน ถนนทคี่ นอน่ื ๆ ใชสัญจรไปมา เชน เดียวกัน นอกจากน้ียังเปนสินคาท่ีไมสามารถกีด
กันบคุ คลหรือกลมุ บุคคลใดใหพ น จากการบริโภคได (Non Exclusion Principle) เพราะมีผูบริโภคจํานวน
มากจนทําใหการกดี กันเปน ไปไดย าก เชน โรงพยาบาล นา้ํ ประปา การศึกษาของรัฐ เปนตน หรืออาจเปน
เพราะการบริโภคของบคุ คลกลมุ หน่ึงจะไมเปน เหตุใหคนกลมุ อืน่ ตองบริโภคลดลงหรอื ขาดโอกาสในการบริโภค
เชน การปองกันประเทศ รายการโทรทัศน เปน ตน

3. ปจจยั การผลติ
ในการผลติ สินคา และบรกิ ารจะตองอาศัยปจ จยั การผลติ ตอไปนี้
1) ท่ีดิน (Land) มิไดหมายถึงเนื้อที่ดินท่ีใชประโยชนในทางเศรษฐกิจ เชน ทําการเพาะปลูก

สรางโรงงานอุตสาหกรรมหรอื อยูอาศัยเทาน้นั แตห มายรวมถึงทรพั ยากรธรรมชาตทิ ีอ่ ยูใตดิน บนดนิ และเหนอื
พื้นดินทุกชนดิ เชน ปา ไม แรธาตุ สัตวน าํ้ ความอดุ มสมบรู ณข องดิน ปรมิ าณ นํ้าฝนและสิ่งแวดลอมทาง
ธรรมชาติตางๆ สิ่งเหลาน้ีมีอยูโดยธรรมชาติ มนุษยสรางขึ้นไมได แตสามารถปรับปรุงคุณภาพของ
ทรพั ยากรธรรมชาติไดบาง เชน ปรับปรุงที่ดิน ใหอุดมสมบูรณขึ้น ผลตอบแทนของท่ีดิน เรียกวา คาเชา
(Rent)

2) แรงงาน (Labour) หรือทรัพยากรมนุษย (Human Resource) หมายถึง ความมานะ
พยายามของมนุษยท ง้ั ทางกาย ทางใจ และทางสมอง คอื สติปญ ญาความรู ความคิดท่มี นุษยทุมใหกับการ
ผลติ สนิ คา และบริการเพอื่ กอ ใหเ กดิ รายไดใ นการดํารงชีวิต ซงึ่ มผี ลตอบแทนเปน คาจา งและเงนิ เดือน (Wages
and Salary)

3) ทนุ (Capital) คือ ส่ิงที่มนษุ ยผ ลิตข้ึนมาเพอื่ ใชรวมกับปจจัยการผลิตอื่นๆ ในการผลิตสินคา
และบริการ เรียกอกี อยา งหน่ึงวา สินคา ทนุ (Capital Goods) ทุนเปนสงิ่ ทีผ่ ลิตข้นึ มาเพอื่ ใชในการผลิตตอไป
ไมใ ชเพ่ือการบริโภค เชน ขา วเปลอื ก หากถูกนําไปเปนเมล็ดพันธุเพ่ือเพาะปลูกขาวเปลือกก็เปนสินคาทุน
หากถูกใชเพ่ือการบริโภคจะไมนับเปนสินคาทุน ทุนอาจแยกไดเปน 3 ประเภท ประเภทแรกท่ีเปนสินคา
สําหรับใชในการผลิต (Capital Goods) เชน เครื่องจักร โรงงาน เปนตน ประเภทท่ีสองทุนท่ีเปนเงิน
(Monetary Capital) หมายถึง เงินทจี่ ดั ไวเ พอื่ จา งคนงานหรือเชา ท่ีดนิ หรอื เงินซึง่ จา ยเพ่อื จดั หาเครือ่ งจักร
เคร่ืองมือ และที่ดินเพื่อขยายโรงงาน ประเภทท่ีสามคือ ความรูทางเทคนิค (Technical Knowledge)
หมายถึง ความรตู างๆ สําหรบั ทใี่ ชใ นการผลิต

ทนุ ที่แทจริงจึงไมไ ดหมายถงึ เงนิ อยางเดียว เงินเปนเพียงรูปหน่ึงของทุน เรียกวา เงินทุน (Money
Capital) ซ่งึ เปน เพยี งสอ่ื กลางใหเ กิดสนิ ทรพั ยประเภททนุ ทุนท่ีแทจ ริงจงึ รวมถงึ เครอ่ื งมอื ที่ใชผลิตสินคา และ
เจา ของทนุ จะไดรบั ผลตอบแทนเปน ดอกเบ้ยี (Interest)

4) ผูประกอบการ (Enterpreneur) หมายถึง การจัดต้ังองคการเพ่ือผลิตสินคา และบริการโดย
อาศยั ทรัพยากร แรงงาน ทนุ มาดําเนินการโดยผดู าํ เนินการเรียกวาผูประกอบการ ซ่ึงเปนผูรวบรวมปจจัย

ห น้ า | 203

การผลติ ตางๆ เขา สกู ระบวนการผลิตสินคา และบริการตอบสนองความตองการของตลาด ผูประกอบการจึง
เปน ผูทต่ี องเผชญิ กบั ความเสี่ยงของความไมแนนอนเก่ียวกับภาวะตลาด ซ่ึงตางจากในกรณีของแรงงานที่ไม
ตอ งเผชญิ กับความเส่ียงแมวาจะเปนทรัพยากรมนุษยเหมือนกันก็ตาม ผลตอบแทนของผูประกอบการ คือ
กําไร (Profit)

ปจ จยั การผลติ ทั้งหมดนเ้ี ปนสิ่งสําคัญและจําเปนมากในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจท่ีจะ
ขาดสวนใดสวนหนึ่งไปไมได ถาขาดสวนใดสวนหน่ึงไปจะมีผลทําใหการดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจน้ัน
หยุดชะงัก หรอื ไมไ ดผ ลตามเปาหมายท่วี างไว

4. ลําดับขน้ั การผลติ
ในการดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกจิ ในแตล ะครัวเรอื นแบงออกเปน 3 ขน้ั คอื
1) การผลิตข้ันตนหรือการผลิตขั้นปฐมภูมิ (Primary Production) หมายถึง การผลิตท่ีอาศัย

ธรรมชาติ หรือไดจ ากธรรมชาติ เปน การผลิตแบบด้งั เดมิ ของมนษุ ย ไดแ ก การเก็บของปา ลาสัตว จับปลา
จนพัฒนาเปนอาชีพเกษตรกรกรรมในปจจุบัน เชน การเพาะปลูก เล้ียงสัตว ประมง ทําปาไมท่ีอาศัยทั้ง
ธรรมชาติและเทคโนโลยีเขามาชวย

2) การผลิตขั้นทุติยภูมิ (Secondary Production) หมายถึง การแปรสภาพวัตถุดิบเปนวัตถุ
สําเรจ็ รูป หรือผลิตภณั ฑตา งๆ ไดแก อาชีพหตั ถกรรม และอุตสาหกรรมประเภทตา งๆ

3) การผลิตข้ันตติยภูมิ (Tertitary Production) หมายถึง การจาํ หนายจา ยแจกสินคา และการ
บริการตางๆ ไดแก อาชีพพาณิชยกรรมและการบริการ เชน การคาขาย การคมนาคมขนสง การส่ือสาร
การโฆษณา การธนาคาร ขาราชการ เปน ตน

5. การกาํ หนดปริมาณการผลติ
ในการผลติ สนิ คาและบริการนัน้ ผูผ ลิตควรตัดสินใจวา จะผลติ อะไรในปริมาณเทาใดจึงจะไดกําไร

สงู สุด ดงั น้ัน สิง่ ทก่ี ําหนดปริมาณการผลติ ในตลาดท่ีมีการแขงขันสมบรู ณ ไดแก
1) อุปสงค (Demand) คือ ปริมาณความตองการของผบู ริโภคในการบริโภคสินคาอยางใดอยาง

หนงึ่ ดว ยเงนิ ท่ีเขามอี ยู ณ เวลาใดเวลาหนงึ่ ซง่ึ พรอ มทจ่ี ะซื้อสินคานน้ั อปุ สงคแ บง ออกเปน 2 ประเภทคอื
1.1) อปุ สงคส ว นบุคคล (Individual Demand) หมายถึง อปุ สงคของบุคคลแตละคนหรือ

ผูซ้อื แตล ะราย เชน อปุ สงคเ ส้ือกนั หนาวของนายชัยยทุ ธ เปนตน
1.2) อุปสงคตลาด (Market Demand) หมายถึง ผลรวมของผูซื้อทุกคน ท่ีซื้อสินคาชนิด

หนึง่ ในตลาดแหง หนง่ึ เชน อุปสงคต อเสือ้ กันหนาวในฤดหู นาวของประชากรในจงั หวัดแพร เปนตน
คาํ วา อุปสงคใ นทางเศรษฐศาสตร หมายถึง อุปสงคที่มีประสิทธิผล (Effecive Demand) กลาวคือ

อุปสงคจะประกอบดวยความเต็มใจที่จะซ้ือ (Willingness to buy) กับอํานาจซื้อ (Purchasing Power) ณ
แตล ะระดบั ราคาของสินคา ตางๆ (สขุ ุม อตั วาวุฒิชยั , 2539 : 20)

2) อปุ ทาน (Supply) คอื ปรมิ าณสินคา ท่ีผขู ายสามารถนาํ มาสนองความตองการของผูซื้อไดเปน
สภาพการตัดสนิ ใจของผูขายวาจะขายสนิ คาจาํ นวนเทาใดและในราคาเทาใด ณ เวลาใดเวลาหน่งึ อปุ ทาน แบง
ออกเปน 2 ประเภทคือ

ห น้ า | 204

2.1) อุปทานสวนบคุ คล (Individual supply) หมายถึง ปริมาณสนิ คา หรอื บริการท่ีผูผลิต
หรือผูขายแตละรายนาํ ออกมาเสนอขาย

2.2) อุปทานตลาด (Market Supply) หมายถึง ปริมาณสินคาหรือบริการของผูผลิตหรือ
ผขู ายทกุ คนรวมกนั นําออกมาเสนอขาย

6. ราคาดลุ ยภาพและปรมิ าณดลุ ยภาพ
เมื่อผูซ้ือและผูขายพบกันในตลาดเพ่ือตกลงซื้อขายสินคาและบริการ ปรากฏวามีราคาอยูราคา

หนงึ่ ที่ปริมาณการเสนอซือ้ และปริมาณการเสนอขายเทากันพอดี ซ่ึงเรียกวา ราคาดุลยภาพ (Equilibrium
Price) และปริมาณสินคาและบรกิ ารทซี่ ้อื ขายกัน ณ ราคาดลุ ยภาพนนั้ เรยี กวา ปรมิ าณดุลยภาพ (Eauilibrium
Quantity)

ในระบบเศรษฐกิจทอี่ าศัยตลาดเปนเครื่องมือในการดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือใหกิจกรรม
ทางเศรษฐกจิ ดาํ เนนิ ไปโดยผานกลไกราคา เชน ระบบเศรษฐกจิ แบบทุนนิยม ปริมาณการผลิตจะขึ้นอยูกับ
อปุ สงคและอุปทาน สวนในระบบเศรษฐกจิ แบบสงั คมนิยม ปรมิ าณการผลิตจะขน้ึ อยกู ับการวางแผนของรัฐ

ตารางที่ 2 แสดงราคาดุลยภาพของสม

ราคา ปรมิ าณซอื้ (กก.) ปริมาณขาย (กก.)
(บาท) (Demand) (Supply)

12 0 18
10 3 15
86 12
69 9
4 12 6
2 15 3

ท่มี า : โกเมน จริ ัญกุล และเสรี ลลี าลยั , 2537, หนา 16

จากตารางท่ี 2 แสดงใหเหน็ วา ปรมิ าณเสนอซ้ือสม ของตลาดจะเทากับปรมิ าณเสนอขายสมของตลาด
ณ ราคากิโลกรัมละ 6 บาท ซ่ึงแสดงใหเห็นวาราคาดุลยภาพเทากับ 6 บาท และปริมาณดุลยภาพเทากับ
9 กิโลกรมั

ห น้ า | 205

ดังน้ัน เราสามารถสรุปกฎของอปุ สงค (Demand) ไดวา “ปริมาณสินคาที่มีผูตองการซ้ือในขณะใด
ขณะหนึ่ง จะมคี วามสัมพันธในทางตรงกันขามกับราคาสินคา ชนดิ นั้น” (รัตนา สายคณิต และชลลดา จามร
กุล, 2537 : 34) แสดงวา ถาราคาสินคาสูงขึ้นอุปสงคจะลดลงและถาราคาสินคาลดลงอุปสงคจะเพ่ิมขึ้น
ในขณะทีก่ ฎของอุปทาน (Supply) กลาววา “ปรมิ าณสนิ คาท่ีผูผลิตเต็มใจจะนําออกขายในขณะใดขณะหนึ่ง
จะมีความสัมพันธในทางเดียวกันกับราคาสินคาชนิดนั้น” (รัตนา สายคณิต และชลลดา จามรกุง, 2537 : 81)
หมายความวา ถา ราคาสนิ คาสงู ผผู ลติ จะเตม็ ใจนาํ สนิ คา ออกขายมาก แตถาสินคาราคาต่ําผูผลิตจะเต็มใจนํา
สินคาออกขายนอย ท้งั น้ีอยูภายใตข อ สมมตวิ าปจจัยอื่นๆ ทมี่ ีอิทธิพลตออปุ ทานคงที่

สุขุม อัตวาวุฒิชัย (2541 : 37 – 40) ไดอธิบายเพ่ิมเติมเก่ียวกับความสัมพันธระหวางอุปสงค
อปุ ทานและราคาวา ราคาตลาดหรือราคาดุลยภาพ (Equilibrium Price) จะถูกกําหนดโดยจุดตัดของเสน
อุปสงคและอุปทานตาดนั่นเอง ณ ระดับราคาอื่นๆ จะไมทําใหตลาดอยูในภาวะดุลยภาพ ถามีผูเสนอขาย
สนิ คา ในราคาทีส่ ูงกวา ราคาดลุ ยภาพจะกอใหเกิดอุปทานสวนเกิน (Excess Supply) สินคาจะลนตลาดหรือ
เม่ือใดที่มีผูเสนอขายสนิ คา ตาํ่ กวาราคาดุลยภาพ จะเกิดอุปสงคสวนเกิน (Excess Demand) สินคา จะขาด
ตลาด และกลไกตลาดจะมกี ารปรับตวั โดยอัตโนมัติเพ่ือกลบั เขาสภู าวะดลุ ยภาพ

7. ประเภทของการผลติ
สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติไดแบงกิจกรรมทางเศรษฐกิจของ
ประเทศไทย โดยอาศัยแนวทางการจําแนกขององคการสหประชาชาติ แบงการผลิตออกเปน 11 ประเภท
ดังน้ี
1) การเกษตร ไดแ ก การเพาะปลกู การปศสุ ัตว การประมง การทาํ ปาไม และอ่ืนๆ
2) การทาํ เหมอื งแรแ ละยอยหิน
3) หตั ถอุตสาหกรรม
4) การกอ สรา ง
5) การผลิตไฟฟาและนํา้ ประปา
6) การขนสง และการสอ่ื สาร
7) การขายสงและการขายปลีก
8) การธนาคาร ประกันภยั และอสังหารมิ ทรพั ย
9) การเปนเจา ของทอี่ ยอู าศัย
10) การบริหารงานสาธารณะและปอ งกันประเทศ
11) การบรกิ าร (โกเมน จิรัญกลุ และเสรี ลีลาลยั , 2535 : 9)

8. การสะสมทนุ (Capital Aceumulation) หมายถึง การเพิม่ พนู สินคาประเภททนุ หรือการเก็บ
สะสมเงินทุนใหม ากข้ึน เพอ่ื นําไปใชประโยชนในการขยายความสามารถในการผลิต การสะสมทุนสวนหนึ่งได
จากการลงทุนในสง่ิ กอสรา ง การซ้ือเคร่ืองจักรเครื่องมือและสวนเปล่ียนสินคาคงเหลือ ในการสะสมทุนนั้น
สวนหน่ึงไดจากการออมในประเทศ ซ่งึ เปนการนาํ เงินออมท่ีกันไวจากรายไดสวนหนึ่งไมนําไปใชจายเพื่อการ
บรโิ ภคมาลงทุนเพ่อื หาผลประโยชนตอบแทน การสะสมทุนอีกทางหนึ่งไดจ ากเงนิ ทนุ จากตางประเทศ ซึง่ อาจ

ห น้ า | 206

เปนการระดมทุนจากตางประเทศดวยการกูเงินจากตางประเทศหรือสถาบันการเงินระหวางประเทศ การ
ลงทนุ ในหลกั ทรัพย เปน ตน

9. ประเภทของหนวยธรุ กจิ
หนว ยธรุ กิจ หมายถงึ องคก รที่จัดตง้ั ขึน้ มาเพื่อดาํ เนินกจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ในดา นการผลิตสินคา

และบรกิ าร ไดแก
1) กจิ กรรมท่ีมเี จา ของคนเดียว (Single Proprietorship) เปน กจิ กรรมที่การตัดสนิ ใจข้นึ อยกู ับ

คนๆ เดียว เม่อื ไดผลกําไรมาเปนของเจา ของเพยี งคนเดยี ว
2) หางหนุ สว น (Partnership) เปนธุรกจิ ท่ีประกอบกันขึ้นจากคน 2 คนขึน้ ไป มกี ารตกลงกนั วา

หนุ สวนใดจะรบั ผิดชอบในสว นใด หา งหุน สวนแบง ออกเปน 2 ประเภทคอื
2.1) หางหุนสวนจาํ กดั จะมีหุนสวนพวกหน่ึงจํากัดความรับผิดชอบตามจํานวนเงินท่ีระบุไว

เมอื่ กจิ กรรมขาดทนุ
2.2 หางหุนสวนสามญั ผูเปน หุน สว นทุกคนตอ งรบั ผิดชอบตอ การขาดทุนไมจํากดั จํานวน

กิจการที่มีเจาของคนเดียวและหางหุนสวนจะมีขอเสียคือกิจการท้ังสองประเภทตองรับผิดชอบ
หน้ีสินอยา งไมจาํ กดั จาํ นวนเม่อื กิจการขาดทุนการดําเนินงานไมเ ปน ไปอยา งตอเน่ือง โดยเฉพาะกรณที ีเ่ จาของ
กจิ กรรมเนนเสยี ชีวติ กจิ การเจา ของคนเดยี วมักมปี ญหาในดา นการขยายเงนิ ลงทนุ

3) บริษัทจํากัด (Corparation) เปนหนวยธุรกิจที่จดทะเบียนเปนนิติบุคคล โดยมีหลายคน
รวมกันจัดต้งั จะมขี นาดใหญหรอื เลก็ ขึ้นอยูกบั จํานวนหุน (Stock) ผูถือหุนเปนเจาของบริษัทรวมกันมีความ
รับผิดชอบจาํ กดั ตามจาํ นวนหุนท่ีถือ

4) สหกรณ (Cooperative) เปน หนวยธุรกจิ ท่จี ดั ต้งั โดยคนต้ังแต 10 คนขนึ้ ไป จดทะเบยี นโดย
ถกู ตอ งตามกฎหมาย โดยมีจุดมุงหมายเพ่ือชวยเหลือสมาชิกหรือผูถือหุนซ่ึงตองปฏิบัติตามกฎระเบียบของ
สหกรณ

5) รัฐวิสาหกิจ (Public Enterprise) คือ กิจการที่รัฐเปนเจาของ หรือมีหุนสวนมากกวา
ครึ่งหนงึ่ ของหนุ สว นทง้ั หมด สว นใหญเปน ธรุ กิจดา นสาธารณูปโภคหรอื กจิ การที่ตอ งลงทุนสูง ใหผ ลตอบแทน
ชาและเอกชนไมตองการลงทุน การดําเนินงานตามระบบราชการจึงมักกอใหเกิดความลาชาและไมมี
ประสิทธิภาพเทาทค่ี วร

ธรุ กจิ ทง้ั 5 ประเภท 3 ประเภทแรกเปน ธุรกิจทม่ี ุงแสวงกาํ ไรและ 2 ประเภทหลัง เปน ธุรกิจท่ีไมไ ด
มงุ แสวงหาผลกําไร

สรปุ

การผลิต หมายถึง การสรางเศรษฐทรัพยเพ่ือบําบัดความตองการของมนุษยหรือการสราง
อรรถประโยชนดวยการเปลี่ยนรูป เปล่ียนสถานท่ี เล่ือนเวลาใชสอย เปล่ียนโอนกรรมสิทธิ์ และการ
ใหบริการตางๆ สง่ิ ผลติ ของมนษุ ยเรียกวา สนิ คา แบงออกเปนสินคาเศรษฐทรัพยและสินคาไรราคา ในการ

ห น้ า | 207

ผลิตจะตองอาศัยปจจัยการผลิต 4 อยาง ไดแก ท่ีดิน แรงงาน ทุน และผูประกอบการ มีลําดับขั้นการ
ผลิต 3 ข้ันคือ การผลิตขัน้ ปฐมภมู ิ ทุตยิ ภมู ิและตตยิ ภูมิ การจะผลิตอะไรมากนอยเทาใดเปนไปตามหลัก
ของอุปสงคและอุปทานของตลาดสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติไดแบง
ประเภทของการผลติ ในประเทศไทย

2. การบริโภค

1. ความหมายของการบริโภค
การบริโภคในเชิงเศรษฐศาสตรม หภาคหรือการบรโิ ภคมวลรวม (Aggregate Consumption) คือ
การใชจ ายเพ่อื การบรโิ ภคสินคาท้ังประเภทสนิ้ เปลืองและคงทนถาวร รวมทั้งบริการตางๆ ทุกชนิดรวมกันของ
ทัง้ ระบบเศรษฐกจิ เชน การศกึ ษา การรักษาพยาบาล เปน ตน
2. ประเภทของสนิ คาเพ่ือการบริโภค
การบรโิ ภคของมนุษยน ้นั ตองอาศยั ทรพั ยากรมาแปรสภาพเปน สินคาและบรกิ าร ซ่ึงอาจจําแนกได
ดงั น้ี

1) สินคาเพ่ือการผลิตและสินคาเพ่ือการบริโภค สินคาบางอยางเปนสินคาของผูผลิตใน
ขณะทส่ี ินคา บางอยา งเปนสนิ คา ของผบู รโิ ภค เชน จักรเย็บผา เปนสินคาของผูผลิต และเสื้อผาเปนสินคา
ของผูบรโิ ภคเปน ตน

2) สนิ คาคงทน และสนิ คา ไมค งทน
สินคาคงทน คือ สินคาที่เก็บไวใชไดนานเปนป เชน ปากกา นาฬิกา กระเปา บาน

ยานพาหนะตา งๆ เปน ตน
สินคาที่ไมคงทน คือ สินคาท่ีใชแลวหมดสิ้นไปภายใน 1 ป เชน อาหาร น้ําด่ืม

เครื่องสําอาง เปน ตน (อเนก เธียรถาวร, 2535 : 18)
3. ปจ จัยทีก่ ําหนดการบรโิ ภค
ในบางครง้ั เราจะพบวา ความสามารถของคนเราในการบริโภคหรือปริมาณการเสนอซื้อสินคา

และบริการในชวี ิตประจาํ วันจะแตกตา งกันไป ท้งั นข้ี ึ้นอยูกบั ปจ จัยหลายๆ อยา ง ไดแก
1) รายได (Income) นับเปน ปจ จัยสาํ คญั อนั ดบั แรกของมนุษยใ นการตดั สินใจบริโภค ส่ิงใดส่ิง

หนง่ึ โดยปกติผมู ีรายไดน อ ยจะมีอัตราการบรโิ ภคตํา่ กวาผูมีรายไดมาก แตทั้งนี้อาจจะขึ้นอยูกับปจจัยอ่ืนๆ
ดว ย การที่รายไดของผูชื้อเปล่ียนแปลงไป จะมีผลตอปริมาณการเสนอซ้ือดวย กลาวคือ หากรายไดของ
ผซู อ้ื เพ่มิ สงู ขน้ึ สิง่ อ่ืนๆ คงที่ ปริมาณการเสนอซ้ือ ณ แตล ะระดบั ราคาจะมากขนึ้ เปนตน

2) ราคาสินคาอ่ืนๆ (Price of other Goods) เปนส่ิงที่จูงใจในการตัดสินใจของผูบริโภคให
เลือกซื้อสินคาไดตามความเหมาะสมแกฐานะของตนเอง การท่ีปริมาณการเสนอซ้ือสินคาชนิดหน่ึง
เปลี่ยนแปลงไป ไมเพียงเพราะราคาสินคาน้ันเปลี่ยนแปลงเทาน้ัน แตอาจจะข้ึนอยูกับราคาสินคาอ่ืนๆ
เปลี่ยนแปลงไปดวย

ห น้ า | 208

2.1) ราคาสนิ คาที่ทดแทนได (Price of Substitute) เชน สมมติวาขนุนสามารถบริโภค
แทนทเุ รยี นหมอนทองได หากราคาตอหนว ยของขนุนลดลงในขณะท่ีราคาทุเรียนหมอนทองไมเปลี่ยนแปลง
ราคาเปรยี บเทยี บของขนนุ ตอทุเรยี นจะถูกลง ผบู รโิ ภคจะลดการบริโภคเรยี นหมอนทองลง และหนั ไปบริโภค
ขนนุ มากข้ึน ดังนนั้ ปริมาณการเสนอซ้ือของทุเรียนหมอนทอง ณ ทุกระดับราคาจะลดลง ในทางตรงกัน
ขามหากราคาขนนุ เพ่มิ สูงขนึ้ ผูบริโภคจะหนั มาบรโิ ภคทเุ รยี นหมอนทองมากขึน้ ณ ทกุ ระดบั ราคา และบริโภค
ขนุนนอ ยลง

2.2) ราคาสินคา ที่ใชค วบคูกนั (Price of Complement) สนิ คา บางอยาง ตองใชควบคูกัน
เชน โตะ และเกา อ้ี ปากกากบั หมกึ เปน ตน ถา ราคาหมกึ ตอขวดแพงขึ้น ขณะท่ีสินคาอื่นๆ อยูคงที่ปริมาณ
ความตองการซื้อปากกาจะลดลง ณ ทกุ ระดบั ราคา ในทางตรงกนั ขามถาราคาหมึกลดลงปริมาณการเสนอซื้อ
ปากกาจะสูงขึน้ ณ ทกุ ระดบั ราคา

3) รสนิยม (Taste) คือ ความนิยมชมชอบของผูบริโภคในการเลือกซ้ือสินคาแตละชนิดซึ่ง
แตกตา งกนั ตามลักษณะของผบู รโิ ภคแตล ะทองถ่นิ หรือตามฤดูกาลทเ่ี ปลย่ี นแปลงไป

4) การใหเครดิต (Credit) หรือยุทธวิธีการขาย เชน การขายสินคาดวยระบบเงินผอนเปน
ส่งิ หนึง่ ทจ่ี งู ใจใหคนหันมาซอ้ื สนิ คา มากขน้ึ เชน ยานพาหนะตา งๆ เปนตน

5) สภาวะอากาศ มีผลกระทบตอปริมาณความตองการบริโภคสินคาบางอยาง เชน ปริมาณ
ความตองการซอื้ เสือ้ กันหนาวในฤดูหนาวของภาคเหนือและภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื จะเพิ่มสูงข้ึน มีผลกําไร
ราคาเสื้อกนั หนาวสูงข้นึ ในชว งฤดหู นาว เปน ตน

ในกรณีของอปุ สงคตลาดหรอื การบริโภคมวลรวมตวั กาํ หนดจะมมี ากกวากําหนดขา งตน เชน
1) ปริมาณซ้ือขน้ึ อยูก ับจํานวนประชากร ตามปกติเมือ่ ประชากรมจี ํานวนเพิ่มมากข้ึนความตองการ
สนิ คาและบรกิ ารจะเพมิ่ ตาม แตก ารเพ่ิมประชากรยังไมเ ปน การเพียงพอประชากรเหลานี้จะตองมีอํานาจซ้ือ
ดวยจึงจะสามารถซอ้ื สินคา ไดม ากขึน้
2) ปริมาณซือ้ ข้ึนอยกู ับสภาพการกระจายรายไดใ นระบบเศรษฐกิจ เชน ประเทศท่ีมีบอนํ้ามันบาง
ประเทศปรากฏวารายไดสว นใหญตกอยูในมือของคนกลุมนอย สวนคนกลุมใหญจะมีรายไดต่ํามาก ในสังคม
ของประเทศลกั ษณะนี้การบริโภคจะแตกตางจากสังคมท่ีมีการกระจายรายไดคอนขางทัดเทียมกัน ถึงแมวา
รายไดเฉลี่ยของท้งั สองประเทศจะอยูในลกั ษณะใกลเ คยี งกันกต็ าม
4. การบริโภคและการออม

ในการบริโภคของคนเราน้ันจะตองอาศัยเงินที่มาจากรายไดเปนสวนใหญ แตถาเรานํารายได
ทง้ั หมดมาใชใ นการบรโิ ภค เมอื่ ถึงเวลาจําเปน หรือในยามเดือดรอ นจะกอใหเ กิดปญหายงุ ยาก เชน เกิดภาวะ
ท้ังหมดมาใชในการบริโภค เม่ือถึงเวลาจําเปนหรือในยามเดือดรอนจะกอใหเกิดปญหายุงยาก เชน เกิด
ภาวการณเจ็บปวยในครอบครัว การศึกษาของบุตรท่ีตองใชเงินมาก สงเคราะหญาติที่เดือดรอน เปนตน
คนเราจงึ จําเปน ตอ งเหลือรายไดส วนหนึ่งไวเพอื่ รองรับความจําเปนดังกลาว เงินสวนนี้คือ เงินออม ซึ่งเปน
เงินที่เหลือจากการใชจายดวยการประหยัดหรือเก็บออมไวในสถาบันการเงินซ่ึงกอใหเกิดประโยชนหลาย
ประการ คอื

ห น้ า | 209

1) เพ่ือเก็บไวใชจายในยามจําเปน คือ เงินรายไดท่ีเก็บไวสําหรับรับรองความจําเปนใน
ครอบครวั เชน สมาชิกในครอบครวั เจ็บปว ย เปนคน

2) เพ่ือใชจายในอนาคต เปนเงินรายไดท่ีเก็บไวสําหรับส่ิงที่ยังไมเกิดในปจจุบันแตจะเกิดใน
อนาคต เชน เม่อื ยามแกจะตองมเี งนิ สวนหน่ึงไวส ําหรับใชจา ย หรอื เพ่อื การศกึ ษาของบุตร เปน ตน

3) เพ่ือใหเกิดดอกผลงอกเงย คือการนําเงินไปฝากกับสถาบันการเงิน การซื้อหุน การซ้ือ
พนั ธบัตรรัฐบาล การนาํ เงนิ ไปลงทุน ซ่งึ ไดผ ลตอบแทนเปนดอกเบย้ี หรอื กําไร

4) เพื่อประโยชนท างเศรษฐกิจสวนรวม คือ เงินออมของประชาชนในสถาบันการเงิน รัฐบาล
สามารถกูเ งนิ มาลงทนุ ขยายการผลติ มากขนึ้ มีผลตอ การจางงานในประเทศมากข้ึนทาํ ใหประชาชนมีเศรษฐกิจ
ดขี ้นึ (อเนก เธียรถาวร, 2542 : 25)

สรปุ

การบรโิ ภค หมายถงึ การใชจา ยเพ่อื การบริโภคสนิ คา และบริการตางๆ ในระบบเศรษฐกจิ การบริโภค
จะมากหรอื นอยข้ึนอยูกบั ปจ จยั หลายๆ อยาง และสวนหนงึ่ ที่เหลอื จากการบรโิ ภคก็คอื เงินออม

3. การแบง สรรหรอื การกระจาย (Distribution)
1. ความหมายของการแบง สรรหรอื การกระจาย
การแบงสรร หมายถึง การแบงสรรผลผลิตจากผูผลิตไปยังผูบริโภคและแบงปนรายไดไปยัง

ผูเก่ยี วขอ งกับการผลิต การแบงสรรจําแนกออกเปน 2 ประเภท คือ
1) การแบงสรรสินคาและบริการ ท่ีผลิตมาไดไปยังผูบริโภค เชน ชาวสวนขายผลไมใหกับ

ผูบรโิ ภค หรอื ชา งตัดผมบรกิ ารตัดผมแกลูกคา เปนตน
2) การแบงสรรใหเ จาของปจจัยการผลติ ดังน้ี

ปจ จยั การผลิต ผลตอบแทนที่ไดร ับ
ทีด่ ิน
แรงงาน คา เชา (rent)
ทุน คา จา ง (wages)
ผปู ระกอบการ ดอกเบยี้ (interests)
กําไร (profit)

ห น้ า | 210

2. ความไมเทา เทยี มกันของรายได
การแบงสรรรายไดไปยังกลุมคนตางๆ ในสังคมมักกอใหเกิดความไมเทาเทียมกันของรายได มี

สาเหตุมาจาก
1) ความไมเทาเทียมกันในกําเนิดและทรัพยสินเกิดจากพ้ืนฐานและฐานทางเศรษฐกิจของ

ครอบครัวแตกตางกัน เชน คนท่ีเกิดมาในครอบครัวที่รํ่ารวยยอมมีฐานะทางเศรษฐกิจสูงกวาคนที่เกิดใน
ครอบครัวทยี่ ากจน เปน ตน

2) ความไมเ ทาเทียมกนั ในการทํางาน เกิดจากการมีหนา ทีค่ วามรับผดิ ชอบในการทาํ งานแตกตาง
กนั เชน ผูอ าํ นวยการโรงเรยี นมีรายไดส งู กวานักการภารโรง เปน ตน

3) ความไมเทาเทยี มกนั ในความรู คือ บคุ คลทมี่ คี วามรูเฉพาะดาน ซึ่งไมอ าจทดแทนกันได เชน
อาชพี แพทย วศิ วกร ชา งเจียระไนเพชรพลอย จะมีรายไดสูงเปนตน

4) ลกั ษณะของอปุ สงคอ ุปทาน คือ ความสัมพันธระหวา งปรมิ าณความตอ งการและปริมาณเสนอ
ขายไมสมดุลกัน เชน อุปสงคของแรงงานในกลุมประเทศแถบตะวันออกกลางสูงมากในขณะท่ีอุปทานของ
แรงงานมีนอ ยกวาจึงทาํ ใหค า จา งแรงงานในประเทศเหลา นสี้ ูง เปนตน

5) การกระจายการบรกิ ารของรัฐ ในดานสาธารณูประโภค และความเจรญิ ในดานตา งๆ ไมทัว่ ถึง
เชน ถนนหนทาง ระบบการสื่อสารโทรคมนาคมสาธารณูปโภคตางๆ ทําใหบริเวณน้ันมีความเจริญทาง
เศรษฐกิจ ประชาชนมรี ายไดสงู เปน ตน

ดังน้ัน รัฐบาลของประเทศตางๆ จึงหาวิธีการจัดระบบเศรษฐกิจเพ่ือใหมีการกระจายรายไดไปสู
ประชาชนอยา งเปน ธรรมและท่วั ถงึ กัน กลา วคือ ประเทศทใี่ ชร ะบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม เอกชนมีเสรีภาพ
ในการผลิตและการบริโภคอยา งเต็มทีก่ อ ใหเกดิ รายไดในทรัพยสนิ มาก รัฐจะเรยี กเก็บภาษีในอตั ราสงู ประเทศ
ท่ใี ชระบบเศรษฐกจิ แบบสงั คมนิยมรัฐจะควบคมุ การใชปจ จยั การผลติ และกระจายรายไดไ ปยังประชาชนอยาง
เปนธรรม สวนประเทศท่ีใชระบบเศรษฐกจิ แบบผสม เชน ประเทศไทยจะมีมาตรการในการกระจายรายได
อยางเปนธรรมดวยการใชมาตรการทางภาษี การจัดสวสั ดกิ ารแกผูมีรายไดนอย การควบคุมราคาสินคาเปน
ตน

สรปุ

การแบงสรรหรอื การกระจาย หมายถงึ การแบงสรรผลผลิตจากผูผลิตไปยังผบู ริโภคและการแบง ปน
รายไดไ ปยงั เจา ของปจ จัยการผลติ ในรปู ของ คา เชา คาจา ง ดอกเบี้ย กาํ ไร ในการแบง สรรอาจจะเกดิ ความ
ไมเ ทาเทยี มกันของรายไดซ ง่ึ เปน หนา ท่ีของรฐั ท่ีจะตองดูแลการกระจายรายไดไปสูกลุมคนตางๆ อยางทั่วถึง
และเปนธรรม

4. การแลกเปล่ยี น (Exchange)
1. ความหมายของการแลกเปลี่ยน

ห น้ า | 211

การแลกเปลี่ยน หมายถงึ การเปลย่ี นความเปนเจา ของในสินคา และบรกิ าร โดยการโอนหรือ
การยายกรรมสิทธ์ิ หรือความเปนเจา ของ (Ownership) ระหวางบคุ คล หรอื ธรุ กิจ

2. ววิ ฒั นาการของการแลกเปลย่ี น
การแลกเปล่ยี นมวี วิ ฒั นาการ 3 ระยะคือ
1) การแลกเปลยี่ นส่งิ ของกบั สง่ิ ของ มักเกิดขน้ึ ในสังคมทีม่ ีความสัมพันธกันอยางใกลชิด เชน

ในสังคมสมัยโบราณหรือในสังคมชนบท โดยการนําเอาสินคาและบริการมาแลกเปลี่ยนกันโดยตรงไมตองมี
สื่อกลางในการแลกเปลยี่ น เชน ชาวนาเอาขาวมาแลกกบั ปลาชาวประมง เปนตน

ระบบการแลกเปลีย่ นสนิ คา ตอ สนิ คาจะมีขอเสยี ในเร่ืองความตองการไมตรงกัน ทําใหเกดิ ความไม
คลองตัวในการแลกเปลี่ยน เชน ชาวนาอาจจะไมตองการปลา แตตองการนําขาวไปแลกผาจึงตองไปหา
บุคคลที่มีความตองการตรงกันการแลกเปลี่ยนจึงจะเกิดข้ึนได อีกประการหน่ึงคือมูลคาสิ่งของที่นํามา
แลกเปล่ียนกันอาจจะมีมลู คา หรอื สัดสว นไมเทา กันทําใหเกิดความไมย ตุ ธิ รรมในการแลกเปลีย่ น

2) การใชเงนิ เปน สือ่ กลาง เน่อื งจากความไมสะดวกและคลองตัวในการแลกเปล่ียนสินคากับ
สินคาและความตองการไมตรงกันทําใหมนุษยคิดสื่อกลางในการแลกเปล่ียน เปนการแลกเปล่ียนระหวาง
ส่งิ ของและเงนิ ไดแก การแลกเปลี่ยนซ้ือขายสินคาและบริการในสังคมปจจุบัน เงินในยุคแรกๆ ท่ี มนุษย
นาํ มาใชในการแลกเปลีย่ นอาจอยูในรูปของเปลอื กหอย โลหะ แรธาตุ หรือสิ่งของตางๆ ที่สังคมนั้นยอมรับ
ทําใหการแลกเปล่ียนน้ันมคี วามคลอ งตัวมากย่งิ ขึน้

3) การใชต ราสารอยา งอืน่ แทนเงนิ หรอื การใชเครดิต เนอ่ื งจากตลาดในระบบเศรษฐกจิ มคี วาม
ซับซอนมากยิง่ ขน้ึ การซือ้ ขายแลกเปลยี่ นจงึ ไดพฒั นาจากระบบการใชเ งนิ เปนสอ่ื กลางมาเปน ระบบการใชตรา
สารอยา งอน่ื แทนเงิน หรือการซ้ือขายแลกเปลี่ยนโดยผานระบบเครดิต โดยการใชเช็ค ใชตั๋วแลกเงินหรือ
บัตรเครดิตตางๆ ระบบเครดิตชวยในการแลกเปล่ียนสินคาและบริการระหวางผูผลิต (Producers) หรือ
หนว ยธุรกจิ (Business) กบั ผูบริโภคหรอื ครวั เรอื น (Households) เปน ไปอยา งรวดเรว็

3. สถาบันท่ีเก่ียวขอ งกบั การแลกเปล่ียน ไดแ ก
1) คนกลาง (Middleman) หมายถึง ผูทําหนาที่เปนส่ือกลางระหวางผูผลิตกับผูบริโภค เชน

พอคาขายปลีก พอ คาเรต า งๆ คนกลางมปี ระโยชนท าํ ใหผบู ริโภคไดใชสินคา และบรกิ ารตามความตองการแตถ า
คนกลางเปนผูเอาเปรยี บผูบรโิ ภคมากเกนิ ไปจะทําใหประชาชนเดอื ดรอ น

2) ธนาคาร (Bank) คือ สถาบันการเงินท่ีใหความสะดวกในดานการแลกเปลี่ยน ธนาคารทํา
หนาท่ีเปนตัวกลางระหวา งผอู อมและผูลงทนุ

3) ตลาด (Market) ในทางเศรษฐศาสตร หมายถึง กระบวนการแลกเปล่ียนซื้อขายสินคาและ
บรกิ าร มไิ ดห มายถงึ สถานที่ทําการซื้อขายสินคาแตเปนสถานท่ีใดๆ ที่สามารถติดตอซ้ือขายกันได อาจจะมี
หลายรปู แบบ เชน ตลาดขาว ตลาดหนุ ตลาดโค กระบอื เปน ตน หนาทสี่ ําคญั ของตลาด ไดแ ก

3.1) การจัดหาสินคา (Assembling) คือ จัดหา รวบรวมสินคาและบริการมาไวเพื่อ
จําหนายแกผ ตู องการซ้ือ

ห น้ า | 212

3.2) การเกบ็ รักษาสนิ คา (Storage) คอื การเกบ็ รกั ษาสินคาที่รอการจาํ หนา ยแกผตู อ งการซอื้
หรือเกบ็ เพอื่ การเกง็ กําไรของผูขาย เชน โกดัง หรอื ไซโลเกบ็ พืชผลตา งๆ เปนตน

3.3) การขายสินคาและบริการ (Selling) ทําหนาที่ขายสินคาและบริการแกผูตองการซ้ือ
เชน รานคา ปลีก หา งสรรพสนิ คา ตลาดสด เปนตน

3.4) การกําหนดมาตรฐานของสินคา (Standardization) ทําหนาที่กําหนดมาตรฐานของ
สนิ คา ทน่ี าํ มาเสนอขายในดานของนํา้ หนกั ปริมาณและคณุ ภาพ เพ่ือใหผ ูซอื้ เกดิ ความไววางใจในสินคาท่ีนํามา
เสนอขาย

3.5) การขนสง (Transportation) ระบบการขนสงทําหนาท่ีสงสินคาที่นํามาแลกเปล่ียนซื้อ
ขายกัน การขนสง มคี วามสําคญั เพราะทกุ ขั้นตอนของการผลติ จะตอ งผา นกระบวนการขนสงท้งั ส้นิ

3.6) การยอมรับการเสย่ี งภัย (Assumtion of Risk) ตลาดจะยอมรับการเส่ียงภัยตางๆ อัน
อาจเกดิ ข้ึนจากการแลกเปลี่ยนซ้อื ขาย เชน ความเส่ียงภัยเก่ียวกับสินคาสูญหายหรือเสื่อมภาพ เชน สินคา
การเกษตร ยารักษาโรค อาหาร เปน ตน

3.7) การเงิน (Financing) ตลาดทําหนาที่รับจายเงินในข้ันตอนตางๆ ของการซื้อขาย
ตลอดจนการจดั หาทุนหมนุ เวียนและสนิ เชอ่ื ตางๆ เพอื่ การดําเนนิ ธรุ กจิ เก่ียวกบั การแลกเปล่ียนซ้ือขาย

ในการแขง ขัน ตลาดแบงออกเปน 2 ลกั ษณะคือ
1) ตลาดที่มกี ารแขงขันท่ีไมสมบูรณ (Imperfect Competitive Market) เปนตลาดท่ีพบอยู

โดยทัว่ ไปในประเทศตา งๆ ลกั ษณะสาํ คญั ของตลาดชนิดนีค้ อื มักมกี ารจาํ กดั อยา งใดอยางหนง่ึ ท่ที ําใหผ ูข ายหรอื
ผูซ้ือมีอทิ ธพิ ลตอการกาํ หนดราคาหรอื ปรมิ าณได ตลาดทม่ี ีการแขงขันไมสมบรู ณแบงออกเปน 3 แบบ ไดแก

1.1) ตลาดก่ึงแขงขันก่ึงผูกขาด (Monopolistic Comtetition) คือ ตลาดท่ีมีผูซ้ือขาย
จํานวนมาก สินคาของผูขายแตละรายจะมีความแตกตางกันเพียงเล็กนอยแตไมเหมือนกันทุกประการ
สามารถที่จะทดแทนกนั ไดแ ตไมอ าจทดแทนกนั ไดอยา งสมบรู ณ สวนใหญจะแตกตางกันในเรอ่ื งของการบรรจุ
หบี หอและเครอื่ งหมายการคา ในตลาดชนดิ นี้ผูขายสามารถกําหนดราคาไดบางแตตองคํานึงถงึ ราคาของผขู าย
รายอืน่ ๆ ดวย ตวั อยา งของสินคา ในตลาด กึง่ แขง ขันกึง่ ผูกขาด ไดแก ผงซักฟอก ยาสีฟน สบู ยาสระผม
แปง เดก็ เปน ตน

1.2) ตลาดผขู ายนอยราย (Oligopoly) หมายถงึ ตลาดทีม่ ผี ูขายไมมากนกั ผูขายแตล ะราย
จะมีสวนแบงในตลาด (Market Share) มาก สินคาท่ีซื้อขายในตลาดจะมีลักษณะคลายคลึงกันแตไม
เหมือนกนั ทุกประการ เชน การผลติ นํ้าอดั ลมในประเทศไทยมเี พียงไมก่รี าย ถา หากผผู ลิตนา้ํ อดั ลมรายใดลด
ราคาสนิ คา ลงจะทาํ ใหป ริมาณขายของผูผลิตรายน้ันเพ่ิมขึ้นและปริมาณขายของผูอ่ืนจะลดลง แตอยางไรก็
ตามผูขายในตลาดชนิดน้มี ักจะไมล ดราคาแขง ขันกัน เพราะการลดราคาเพอ่ื แยงลูกคาซ่ึงกันและกันในท่ีสดุ จะ
ทําใหรายไดข องผูขายทกุ รายลดลงโดยท่ีไมไดลูกคาเพ่ิม ดังนั้น ผูขายมักจะแขงขันกันดวยวิธีอ่ืน เชน การ
โฆษณา และการปรับปรุงคุณภาพของสินคา เปนตน ตัวอยางสินคาในตลาดชนิดน้ี ไดแก นํ้าด่ืม นํ้าอัดลม
น้ํามนั รถยนต เปน ตน

ห น้ า | 213

1.3) ตลาดผกู ขาด (Monopoly) หมายถึง ตลาดทม่ี ผี ูข ายเพียงรายเดียวสินคาท่ีซ้ือขายใน
ตลาดมคี ณุ ลกั ษณะพเิ ศษไมเหมือนใคร ไมสามารถหาสินคาอื่นมาทดแทนไดอยางใกลเคียง เปนการผูกขาด
ตามนโยบายของรัฐบาล เชน การผลติ บุหรี่ การออกสลากกนิ แบง เปน ตน หรอื ขนาดของกจิ การตองใหญมาก
เชน กิจการรถไฟใตด นิ โทรศัพท การผลิตไฟฟา เปน ตน

2) ตลาดแขง ขนั สมบรู ณ (Prefect Competitive Market) มลี กั ษณะดงั นี้
2.1) ผูขายและผูซ้ือมีจํานวนมากราย การซื้อขายของแตละรายเปนปริมาณสินคาเพียง

เลก็ นอยเมอื่ เทยี บกับจาํ นวนซอื้ ขายทั้งตลาด ดังนัน้ การเปลี่ยนแปลงปริมาณซ้ือขายของผูซ้ือและผูขายราย
ใดรายหน่ึงจงึ ไมท าํ ใหอุปสงคข องตลาดเปลี่ยนแปลง และไมส งผลกระทบตอ ราคาตลาด

2.2) สินคามีคุณลักษณะและคุณภาพใกลเคียงกันมาก (Homogeneous Product)
หมายความวา ในสายตาของผซู ้ือเหน็ วาสินคา ดังกลา วของผูข ายแตล ะรายไมแตกตางกันจะซ้ือจากผูขายราย
ใดกไ็ ดต ราบเทาที่ขายในราคาตลาด

2.3) ผผู ลิตรายใหมสามารถเขา สตู ลาดไดโ ดยงาย ขณะเดียวกันการเลิกกิจการก็สามารถทําได
โดยไมมีอุปสรรคในการเขาและออกจากตลาด (Free Entry and Exit) กิจการใดที่มีกําไรสูงจะมีผูเขามา
แขงขนั มากเพ่ือจะไดมสี ว นแบงในกําไรน้ัน แตกิจการใดขาดทุนผูประกอบกิจการจะเลิกไปเพ่ือไปประกอบ
กจิ การอยางอืน่ ท่ีทํากําไรมากกวา

2.4) ปจจัยการผลิตสามารถเคลื่อนยายไดโดยสมบูรณ (Perfect Mobility of factors of
Production) ปจ จยั การผลติ สามารถเคล่ือนยายจากกิจกรรมทมี่ ผี ลตอบแทนต่าํ ไปยงั กจิ กรรมท่ีมีผลตอบแทนสูง
กวาทนั ทโี ดยไมตองเสียตนทนุ การเคล่อื นยายแตอ ยา งใด

2.5) ผูซ้ือผูขายมีขอมูลขาวสารสมบูรณ (Perfect information หรือ Perfect
Knowledge) กลาวคือ ผูซ้ือผูขายสามารถเขาถึงขอมูลเก่ียวกับตลาด เชน ราคาสินคาในแตละพื้นท่ีได
สะดวกและเสมอภาคกนั

ในตลาดแขง ขันสมบรู ณดังกลา ว การจัดสรรและการใชท รัพยากรทมี่ ีอยอู ยา งจาํ กดั รวมท้งั สินคาและ
บริการตางๆ จะถูกกําหนดโดยกลไกตลาด (Price Mechanism) หรือโดยปฏิสัมพันธของผูซ้ือและผูขาย
จํานวนมากในตลาดซึ่งในทางเศรษฐศาสตร ก็คืออุปสงคและอุปทานตลาดน่ันเอง การซ้ือขายเปนไปตาม
ความพอใจของผูซอื้ และผูข ายอยา งแทจริง

4. การแทรกแซงราคาในตลาดของรัฐบาล
ราคาสินคาและบรกิ ารในตลาดบางครั้งอาจถูกแทรกแซงโดยรัฐบาลก็ไดซึ่งสามารถทําไดใน 3 กรณี
คือ

1) การกําหนดราคาสูงสุด (Fixing of Maximum Prices) ในกรณีที่รัฐบาลเห็นวาสินคาท่ี
จําหนา ยจาํ เปนตอการครองชพี ในทองตลาดเกดิ การขาดแคลนและราคาสนิ คาสูงข้ึนทาํ ใหประชาชนไดรับความ
เดือดรอน รัฐบาลจะเขา ควบคุมโดยกําหนดราคาสูงสดุ ของสนิ คา น้นั ๆ เชน เนอ้ื สตั ว น้ําตาลทราย เปน ตน

ห น้ า | 214

2) การประกันราคาขั้นตํ่า (Guaranteed Minimum Prices) ในกรณีท่ีรัฐบาลเห็นวาราคา
สนิ คา บางอยางลดตา่ํ ลงจนอาจเกดิ ผลเสียแกผูผลิต เชน สินคา การเกษตรบางประเภทรัฐบาลจะเขาควบคุม
โดยกําหนดราคาขั้นตํา่ หรือถาไมมพี อ คารบั ซอ้ื รฐั บาลจะเขารบั ซอื้ เอง

3) การพยงุ ราคา (Price Support) เปนมาตรการที่รัฐบาลชวยใหราคาสินคาชนิดใดชนิดหน่ึง
เพมิ่ สูงขึ้นเพ่อื ประโยชนของผผู ลิตหรือผขู าย อาจกระทําโดยการเขาแทรกแซงตลาดของรัฐบาลดวยการเขา
แขง ขนั การซ้อื กับเอกชนเพ่ือขยายอุปสงคห รอื การใหเ งนิ อดุ หนนุ แกผ ูผ ลติ ที่ลดการผลิตลงเพ่ือลดอุปทานใหมี
นอ ยลงก็ได

กลา วไดวา การแลกเปลยี่ นเปน กจิ กรรมทส่ี าํ คญั ตอการกระจายสินคาและรายไดไปยังบุคคลตา งๆ ซ่ึง
ตองอาศัยสถาบนั ทเี่ กีย่ วขอ งกับการแลกเปล่ียนหลายสถาบัน เชน คนกลาง ตลาด ธนาคาร และสถาบัน
อื่นๆ อีกมากมาย รวมทัง้ บทบาทของรฐั บาลทจ่ี ะเขา มาอาํ นวยความสะดวกใหการแลกเปลี่ยนดาํ เนนิ ไปดว ยดี

สรปุ

การแลกเปล่ยี น หมายถึง การเปล่ียนความเปนเจาของในสินคาและบริการโดยการโอนหรือยายกรรมสิทธ์ิ
หรือความเปน เจาของระหวา งบคุ คลหรอื ธรุ กจิ การแลกเปลยี่ นมีววิ ัฒนาการมายาวนานตัง้ แตการแลกส่ิงของ
กบั ส่งิ ของจนถงึ ปจจุบนั ท่ใี ชร ะบบเงนิ และเครดิตและอาศัยสถาบันตางๆ เปน ตัวกลางในการแลกเปลีย่ น

ห น้ า | 215

แบบฝกหดั ทา ยบทเรอ่ื งที่ 3 กระบวนการทางเศรษฐกิจ

คาํ สั่ง เมือ่ ผูเรียนศึกษาเร่ือง กระบวนการทางเศรษฐกิจแลวใหทําแบบฝกหัดตอไปน้ี โดยเขียนในสมุด
บันทึกกิจกรรมการเรียนรู

แบบฝกหัดท่ี 1 ใหผูเรียนศึกษาวิเคราะหช่ือสินคา และประเภทของสินคาตามที่กําหนด
แลวนําชือ่ ประเภทสินคา ใสทาย ชือ่ สนิ คา ใหสมั พันธ / สอดคลองกนั

ก. สนิ คา ไรร าคา (Free Goods)

ข. สนิ คาเศรษฐกิจทรัพย (Economic Goods)

ค. สินคาไรร าคา (Free Goods)

ง. สนิ คา สาธารณะ (Public Goods)

1. นํา้ ทะเล ......................................................................................
2. ผลไม ......................................................................................
3. โทรศัพท ......................................................................................
4. รถยนต ......................................................................................
5. ขยะ ......................................................................................
7. ปลาทตู วั เลก็ ......................................................................................
8. กองทพั แหงชาติ ......................................................................................
9. ขา วสารชนดิ 25% ......................................................................................
10. แสงแดด ......................................................................................

แบบฝก หดั ที่ 2 ใหผ ูเรยี นตอบคาํ ถามตอ ไปนี้
1. การผลติ หมายถึง อะไร
…………………………………………………………………………………………..…………………
2. ปจ จยั การผลติ ไดแกอะไรบาง
…………………………………………………………………………………………..…………………
3. ลําดบั ขนั้ การผลิตมีก่ลี ําดับขั้น ไดแ กอ ะไรบาง
………………………………………………………………………………………….……………………
………………………………………………………………………………………….……………………
4. สินคา มกี ่ปี ระเภท อะไรบา ง

………………………………………………………………………………………….……………………

ห น้ า | 216

………………………………………………………………………………………….……………………
5. สิ่งกาํ หนดการผลิตไดแกอะไรบาง

………………………………………………………………………………………….……………………
………………………………………………………………………………………….……………………

6. ประเภทของหนวยธุรกจิ ไดแ กอ ะไรบาง
………………………………………………………………………………………….……………………
………………………………………………………………………………………….……………………

7. การแบงสรร หมายถึงอะไร
………………………………………………………………………………………….……………………
………………………………………………………………………………………….……………………

8. การแบงสรรมีก่ีประเภท อะไรบาง
………………………………………………………………………………………….……………………
………………………………………………………………………………………….……………………

9. ความแตกตางในดา นรายไดข องคนเราเกดิ จากอะไร
………………………………………………………………………………………….……………………
………………………………………………………………………………………….……………………

แบบฝก หัดท่ี 3 ใหผ ูเรยี นอา นขอความท่ีกําหนดใหแลว ตอบคําถาม
อุปสงค (Demand) หมายถงึ ความตองการของผบู ริโภคในการทีจ่ ะบรโิ ภคสนิ คา อยางใด อยางหน่ึง

ดว ยเงินทเ่ี ขามอี ยู ณ ราคา และเวลาใดเวลาหนง่ึ เปนความตองการทผ่ี ซู ื้อตอ งการและเต็มใจที่จะซอ้ื สนิ คา
อุปทาน (Supply) หมายถึง ปริมาณการเสนอขายสินคา ณ ราคาหนึ่ง ตามความตองการของผูซื้อ

เปนสภาพการตัดสนิ ใจของผูขายวาจะขายสินคาจาํ นวนเทาใด ในราคาเทาใด
ใหผเู รยี นพจิ ารณาตารางแสดงอุปสงค อปุ ทานของลาํ ไยในตลาดแหง หนง่ึ แลว ตอบคําถาม

ห น้ า | 217

ตารางราคาลําไย ปรมิ าณซื้อ (Demand) ปริมาณจาย (Supply)
(กก.) (กก.)
ราคา (บาท) 20 80
35 65
30 50 50
25 65 35
20 80 20
15
10

คาํ ถาม
1. ราคาสินคา จะสูงหรือต่ําขึน้ อยูกบั

....................................................................................................................
2. เพราะเหตใุ ดลําไยราคากิโลกรมั ละ 30 บาท ผูซอ้ื จึงตองการซ้อื นอย

....................................................................................................................
3. ณ ราคาเทา ใดทผี่ ูขายตอ งการขายลาํ ไยนอ ยทส่ี ุด

....................................................................................................................
4. ลาํ ไยราคา 20 บาท เรียกวา

....................................................................................................................
5. ปรมิ าณลาํ ไย 50 กิโลกรัม เรยี กวา

....................................................................................................................

แบบฝกหัดท่ี 4 ใหผ ูเรียนศึกษาวเิ คราะหป จ จยั การผลิตและผลตอบแทนตอไปนีแ้ ลวตอบ
คําถามผลตอบแทนของปจ จยั การผลติ แตละชนดิ

ในการผลติ สินคา จะตองอาศัยปจจยั การผลิต 4 อยาง คือ
1. ท่ดี นิ (Land) หมายถงึ ทรัพยากรธรรมชาตทิ กุ ชนดิ มีผลตอบแทนเปนคา เชา
2. แรงงาน (Labour) หมายถึง ความมานะพยายามของมนุษยทั้งทางกายและทางสมอง มี
ผลตอบแทนเปน คาจา ง
3. ทุน (Capital) หมายถงึ สนิ คา ประเภททนุ หรอื เคร่ืองมือในการผลิต มีผลตอบแทนเปน ดอกเบ้ยี

ห น้ า | 218

4. ผปู ระกอบการ (Entrepreneurship) หมายถึง การจดั ตง้ั องคการเพ่อื ผลติ สนิ คา และบริการ

ใหผ เู รยี นแสดงผลตอบแทนของปจ จัยการผลติ แตละชนิด

ปจ จัยการผลติ ผลตอบแทนของปจจยั การผลติ

1. ที่ดนิ

2. แรงงาน

3. ทนุ

4. ผปู ระกอบการ

ห น้ า | 219

เร่ืองท่ี 4 แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ

1. ความหมายและความสาํ คัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ
การพัฒนาเศรษฐกจิ หมายถงึ การเปล่ยี นแปลงโครงสรางทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ

ใหอยูในภาวะท่ีเหมาะสม เพ่ือทําใหรายไดที่แทจริงเฉลี่ยตอบุคคลเพิ่มขึ้นอยางตอเนื่อง อันเปนผลทําให
ประชากรของประเทศมีมาตรฐานการครองชพี สงู ข้ึน

การพัฒนาเศรษฐกจิ ของแตล ะประเทศ จะมจี ุดมงุ หมายทแ่ี ตกตางกัน ท้ังน้เี น่อื งจากทรพั ยากรการ
ผลิต สภาพภูมิศาสตร ตลอดจนพ้ืนฐานทางวัฒนธรรมไมเหมือนกัน แตอยางไรก็ตาม ในแตละประเทศ
ยังคงมีจดุ มุงหมายท่ีเหมอื นกันประการหนึ่งคือ มุงใหเกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยางมีเสถียรภาพ
เพอื่ ใหประชากรของประเทศอยดู ีกนิ ดีน่นั เอง

การพฒั นาเศรษฐกิจ หากทาํ ไดผลดยี อมสงผลใหป ระเทศมฐี านะทางเศรษฐกจิ ดขี ึ้น ประชาชนมี
ความเปนอยูสุขสภาพในทางตรงกันขาม หากการพัฒนาเศรษฐกิจไมไดผลหรือไมไดรับ การเอาใจใสอยาง
จรงิ จัง ฐานะทางเศรษฐกจิ ของประเทศก็จะทรุดโทรมลง และประชาชนมีความ เปนอยูแ รนแคน มากขึ้น

สําหรบั การพัฒนาเศรษฐกจิ ของประเทศไทยน้ันไดมีการพัฒนาอยางตอเนื่องและใหความสําคัญ
มาก โดยเฉพาะอยางยิ่งการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ โดยจะเห็นไดจากการกําหนดให มีหนวยงาน
รบั ผิดชอบในการจดั ทาํ แผน คอื สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ซ่ึงในปจจุบัน
ประเทศไทยมแี ผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาตทิ ้งั หมด 10 ฉบับ

2. ปจจัยทเี่ ก่ยี วของกับการพฒั นาเศรษฐกิจ
ปจจัยที่เก่ียวของกับการพัฒนาเศรษฐกิจมี 4 ประการ คือ ปจจัยทางเศรษฐกิจ ปจจัยทาง

การเมอื ง ปจ จยั ทางสังคม และปจ จยั ทางเทคโนโลยี ซ่งึ ปจจยั ดังกลาวมีรายละเอยี ดดังนี้
2.1 ปจจัยทางเศรษฐกิจ ปจ จัยทางเศรษฐกิจที่มีผลใหเกิดการเพิ่มข้ึนของรายไดตอบุคคล มี 4

อยา ง คอื
1) การสะสมทนุ การสะสมทุนจะเกิดขึ้นไดในกรณีที่มีรายไดประชาชาติสูงข้ึน ซ่ึงทําให

เกิดเงินออมและเงินลงทุนเพมิ่ ข้นึ ซ่งึ เม่อื มกี ารสะสมทุนข้ึนแลว ก็จะมีผลตอการเพ่ิม การผลิตและรายไดตอ
บคุ คลตามมา

2) การเพมิ่ จํานวนประชากร ในปจ จุบันนั้นการเพ่ิมจํานวนประชากรกอใหเกิดผลเสียทาง
เศรษฐกิจอยางมาก โดยเฉพาะอยางย่งิ การผลิตจะมีประสทิ ธิภาพตํ่าลง เนอ่ื งจากมกี ารใชท รพั ยากรธรรมชาติ
กนั มากขึน้ ซ่งึ มีผลทาํ ใหท รัพยากรเสอื่ มคุณภาพและทรัพยากรบางอยาง ก็ไมสามารถงอกเงยมาทดแทนได
นอกจากนีเ้ มื่อมีประชากรเพม่ิ ขนึ้ ทําใหร ัฐบาลตองเสียคาใชจา ย ดา นสวสั ดิการเพม่ิ ขน้ึ เชน คาใชจ า ยดานการ
จดั การศึกษา การสาธารณสุขและการสาธารณูปโภคเปนตน นอกจากรัฐบาลจะตองเสียคาใชจายดังกลาว
แลว ยงั มีปญ หาอยา งอน่ื ตามมาอกี เชน ปญ หาดานการจราจร ปญหาดานมลพษิ ฯลฯ

ห น้ า | 220

3) การคนพบทรัพยากรใหมๆ ทําใหเกิดโอกาสใหมๆ ในการผลิต รวมทั้งมีผลทําใหมีการ
ลงทุนเพม่ิ ข้ึน และสง ผลในการเพิ่มข้นึ ของผลผลติ เพื่อใหป ระชาชนไดบริโภคมากข้นึ

4) ความกาวหนาทางเทคโนโลยีจากความกาวหนา ทางเทคโนโลยีในปจจุบนั จะเห็นไดวามี
การนาํ เครอื่ งจักรมาใชในการผลติ ดังนัน้ จึงทําใหม ีความสามารถในการผลิตไดมาก ปริมาณผลผลิตก็เพ่ิมข้ึน
และเปนไปอยา งสมาํ่ เสมอ ประการทส่ี าํ คญั ชว ยลดตน ทนุ ในการผลิตไดเปนจํานวนมากอกี ดว ย

2.2 ปจจัยทางการเมือง
ปจ จัยทางการเมืองนับวามีผลตอการพัฒนาเศรษฐกิจมากดวยเชนกัน โดยเฉพาะ ในดาน

นโยบายและความมัน่ คงการปกครอง การเปลีย่ นแปลงรัฐบาลบอยๆ หรือการยดึ อํานาจ โดยรฐั บาลเผด็จการ
จะมสี ว นทําใหเกดิ ปญ หาดานการผลิต ตา งชาติไมสามารถเขา ไปลงทนุ ดา นการผลิตได นอกจากนีอ้ งคกรธุรกจิ
ภายในประเทศเองก็อาจตอ งหยดุ ซะงักตามไปดวย

2.3 ปจ จยั ทางสังคม
ปจ จยั ทางสังคมมีผลตอการพัฒนาเศรษฐกิจไมแพปจจัยอ่ืนๆ โดยเฉพาะประเทศ ท่ีกําลัง

พฒั นา ซง่ึ พบวา สวนใหญป ระชาชนมักขาดความกระตือรือรนในการทํางาน และมีนิสัยใช จายเงินฟุมเฟอย
การเก็บออมจึงมีนอ ย และเมื่อมีรายไดเ พมิ่ มักใชจา ยในการซือ้ เครอ่ื งอปุ โภค บริโภคที่อํานวยความสะดวกสบาย
มากกวาทจ่ี ะไปลงทุนในการผลติ เพือ่ ใหรายไดงอกเงยขนึ้

2.4 ปจ จัยดา นเทคโนโลยี
ในประเทศอุตสาหกรรม การใชเทคโนโลยีชั้นสูงชวยทําใหเพิ่มผลผลิตไดมากข้ึน ใน

ขณะเดียวกันก็สามรถประหยัดการใชแรงงาน ซึ่งมีอยูอยางจํากัด โดยการใชเคร่ืองจักรทุนแรงตางๆ แตใน
ประเทศกําลังพัฒนาการใชเทคโนโลยีมีขอบเขตจํากัดเนื่องจากยังขาดผูมีความรู ความสามารถดานการใช
เทคโนโลยี ขาดเงนิ ทนุ ท่จี ะสนบั สนุน การคน ควาวจิ ัยทางดา นเทคโนโลยใี หมๆ และทีส่ ําคัญการใชเครื่องจักร
ทุนแรงในประเทศท่กี ําลังพฒั นาจะกอ ใหเกิดปญหาดา น แรงงานสวนเกนิ แทนทีจ่ ะทาํ ใหการวางงานนอ ยลง

3. แผนพัฒนาเศรษฐกจิ ของประเทศไทย
ประเทศไทยไดมีการจัดทําแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติต้ังแตมี พ.ศ. 2504 โดยเริ่ม

ต้งั แตฉบบั ท่ี 1 จนถงึ ปจ จบุ นั คอื ฉบบั ที่ 10 มกี ารกําหนดวาระของแผน ฯ ดังน้ี
แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติ ฉบับท่ี 1 พ.ศ. 2504 – 2509
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหงชาติ ฉบบั ที่ 2 พ.ศ. 2510 – 2514
แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแหง ชาติ ฉบบั ท่ี 3 พ.ศ. 2515 – 2519
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง ชาติ ฉบบั ที่ 4 พ.ศ. 2520 – 2524
แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหงชาติ ฉบบั ท่ี 5 พ.ศ. 2525 – 2529
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหงชาติ ฉบบั ท่ี 6 พ.ศ. 2530 – 2534
แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง ชาติ ฉบับท่ี 7 พ.ศ. 2535 – 2539
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหงชาติ ฉบับที่ 8 พ.ศ. 2540 – 2544

ห น้ า | 221

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง ชาติ ฉบับท่ี 9 พ.ศ. 2545 – 2549
แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหง ชาติ ฉบบั ที่ 10 พ.ศ. 2550 – 2554

3. สาระสําคัญและผลการใชพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ

แผนฯ สาระสําคญั ผลจากการใชแ ผนฯ

ฉบบั ที่ 1 จุดมงุ หมาย สง เสริมอุตสาหกรรมทดแทนการนําเขา 1. G.D.P. เพมิ่ ข้ึน 8 %
พ.ศ. สาระสาํ คญั เนน การลงทุนเศรษฐกจิ ขน้ั พ้นื ฐาน เชน ตอ ไป
2504-2509 เขือ่ น ไฟฟา ประปา ถนน และสาธารณปู การอื่นๆ
นอกจากน้ยี งั มีการพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา 2. การกระจายรายไดไมเ ปน
ธรรม
ไปสภู มู ภิ าคเปน
ครั้งแรก (ตง้ั มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม, ขอนแกน) เกดิ ปญ หาสาํ คัญในชว งน้ี
อุปสรรค ขาดบคุ ลากรทางวชิ าการและการบรกิ าร คอื ประชากรเพมิ่ ข้นึ
อยางรวดเร็ว

ฉบับท่ี 2 จดุ มงุ หมาย พฒั นาสงั คมควบคกู ับการ พฒั นา 1. อตั ราการขยายตวั ทาง
พ.ศ.
2510- 2514 เศรษฐกจิ เศรษฐกจิ สงู แตตํ่ากวา

แผนฉบับนจี้ งึ เรมิ่ ใชช ื่อวา “แผน พฒั นาเศรษฐกจิ และ เปาหมาย

สงั คมแหงชาต”ิ 2. การกระจายรายไดไ มเ ปน

สง เสรมิ การผลติ เพ่ือการสง ออก ธรรม

ฉบับท่ี 3 สาระสําคญั เนนการพัฒนาสังคม โดยลดชองวาง 1. G.D.P. เพ่มิ ขึ้น 6.2%
พ.ศ. ของการกระจายรายได ตอปซ ึง่ ตา่ํ กวา เปาหมาย
2515- 2519 นอกจากนย้ี งั ไดเรม่ิ โยบายประชากรและการวางแผน ทั้งนีเ้ พราะสภาพดนิ ฟา
อากาศแปรปรวน
ครอบครวั ประกอบกบั การผนั ผวน
ของเศรษฐกจิ โลก
(โดยเฉพาะการขนึ้ ราคา
นาํ้ มัน)

2. อตุ สาหกรรม ทาํ ใหไ ทย
ตอ งนาํ เขา สินคา ทนุ มาก
ขึ้นจนตองประสบภาวะ
ขาดดลุ การคา และดลุ
ชําระเงินอยางมาก

ห น้ า | 222

แผนฯ สาระสาํ คญั ผลจากการใชแ ผนฯ

ฉบับที่ 4 จุดมงุ หมาย เนน การกระจายรายไดแ ละสรางความ 1. ผลการพฒั นาสูงกวา
เปนธรรมทางสงั คม
พ.ศ. มกี ารปรบั ปรุงอุตสาหกรรมเพื่อขยายการสงออกและ เปา หมายเลก็ นอ ย

2520 - 2524 พัฒนาทรพั ยากรธรรมชาติ (โดยเฉพาะนา้ํ มนั และ 2. ยงั คงมีปญ หา

กา ซธรรมชาต)ิ มาใชประโยชน ตองพ่ึงพาการนาํ เขา
ขาดดุลการคา
นอกจากนม้ี กี ารพฒั นาเมอื งหลักใน แตละภาค ความยากจนในชนบท
การพฒั นาสงั คม
อยา งชัดเจน ความเส่อื มโทรมของ

สิ่งแวดลอ ม

ฉบับท่ี 5 จดุ มงุ หมาย แกป ญหาการกระจาย 1. G. D.P. เพิ่มขนึ้ 4.4%
พ.ศ. รายได และความยากจนในชนบท โดยใหช าวชนบทมี ตอปซง่ึ ตํา่ กวาเปาหมาย
2525 - 2529 สวนรวมในการแกปญหาดว ยตัวเองมากทสี่ ดุ
นอกจากนยี้ งั เนน การพฒั นาเมอื งในพน้ื ทช่ี ายฝง 2. ประสบความสําเรจ็ ใน
การพฒั นาชนบทที่
ตะวนั ออก ยากจนและการลดอัตรา
การเพม่ิ ประชากร

ฉบบั ที่ 6 จุดมุงหมาย เนนการขยายตวั ทางเศรษฐกจิ และ 1. เศรษฐกิจขยายตวั สงู และ
พัฒนาคณุ ภาพประชากร เปด กวา งเขา สรู ะดบั
พ.ศ. สาระสําคัญ นานาชาติมากขน้ึ

2530 - 2534 พฒั นาคณุ ภาพประชากร วทิ ยาศาสตร เทคโนโลยี และ 2. โครงสรางเศรษฐกจิ เรมิ่

ทรพั ยากรธรรมชาติ เขาสภู าคอุตสาหกรรม

ปรบั ปรงุ คุณภาพสนิ คา ไทยเพอ่ื แขงขันในตลาดโลก 3. ฐานะการเงนิ การคลงั ของ

กระจายรายไดส ูภ ูมิภาคและชนบท ประเทศมเี สถยี รภาพ

แผนฉบับนหี้ นั มาเพิม่ บทบาทของภาคเอกชนใน (ดลุ การคลังเกนิ ดลุ คร้งั

การพฒั นาประเทศมากขึ้นอุปสรรค ขาดแคลน แรกในป 2531)

บรกิ ารข้ันพนื้ ฐาน (เชน ถนน ไฟฟา ทาเรอื 4. ยงั คงมีปญ หา

สนามบนิ ) และแรงงานฝมือ การกระจายรายได

ขาดบรกิ ารขัน้ พืน้ ฐาน

และเงนิ ออม

ปญหาสังคมและความ

ห น้ า | 223

แผนฯ สาระสาํ คัญ ผลจากการใชแ ผนฯ

เสือ่ มโทรมของ
ทรัพยากรธรรมชาติ
ระบบราชการไมด ีพอ

ฉบบั ที่ 7 จุดมุงหมาย เนน “ปรมิ าณทางเศรษฐกิจ” “คุณภาพ การเปดเสรที างการเงินทาํ
ประชากร” และ “ความเปน ธรรมทางสงั คม” ใหส มดลุ ใหฟองสบูแตก เปนตนเหตุ
พ.ศ. กนั สาระสาํ คญั เนนการพฒั นาคุณภาพชีวติ โดย ของวิกฤติเศรษฐกจิ ไทย (ตม

2535 - 2539 มงุ การขยายตวั และเสถียรภาพทางเศรษฐกจิ ยาํ กุง)

พัฒนากรงุ เทพฯ และปริมณฑลใหเ ชอ่ื มโยงกบั พ้ืนที่

ชายฝงทะเลตะวนั ออก

ฉบับที่ 8 จดุ มุงหมาย เนน “การพฒั นาทรพั ยากร เกิดวกิ ฤตเศรษฐกจิ ไทยใน
พ.ศ. มนษุ ย และคณุ ภาพชีวิตของคนไทยเปน สําคญั เดอื นกรกฎาคม 2540 ทํา
2540 - 2544 การพฒั นาคุณภาพชีวิต สง่ิ แวดลอมและ ใหเกิดภาวะชะงักงนั ทาง
เศรษฐกจิ และรัฐตอ งกูเงิน
ทรัพยากรธรรมชาติ สาํ หรับการพฒั นาอยา งยงั่ ยนื จาก IMF มาพยงุ ฐานะทาง
และยาวนาน เศรษฐกจิ
การกระจายความเจริญสสู ว นภูมภิ าคโดยให
ความสําคญั แกการพฒั นากลมุ คนในชนบท และ
กระจายอาํ นาจบรหิ ารสูท องถิ่น
กาํ หนดเขตเศรษฐกิจอยางจริงจงั และชัดเจนโดยรฐั
เขาไปดูแลใหก ารสนับสนุนการปลกู พืชตามท่ี
กําหนดให

ฉบับที่ 9 จุดมงุ หมาย เนน พฒั นาคนเปนศูนยก ลางปรับ
โครงสรา งการพฒั นาประเทศ
พ.ศ. ใชค วามคิดเห็นประชาชนท้งั ประเทศ มากาํ หนด

2545 - 2549 กรอบและทิศทางของแผน พฒั นาฯ

ใชแนวพระราชดาํ ริ “เศรษฐกิจ พอเพียง” เปน

วสิ ัยทัศนของแผน

การพัฒนาท่ยี ่ังยืน และความอยูดีมีสุขของคนไทย

รากฐานการพัฒนาประเทศที่

เขม แขง็

ห น้ า | 224

แผนฯ สาระสําคญั ผลจากการใชแ ผนฯ

กระจายผลประโยชน
แกป ญหาความยากจน

ฉบับท่ี 10 จุดมุง หมาย เนน “สงั คมอยเู ย็นเปนสุขรวมกัน”
ภายใตแ นวปฏิบัตขิ อง “ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง”
พ.ศ. การพฒั นาแบบบูรณาการเปน องค รวมท่มี ี “คน

2550 - 2554 เปนศนู ยก ลางการพฒั นา”

การพัฒนาทยี่ ง่ั ยืน การพฒั นาคนและ เทคโนโลยี

4. วเิ คราะหสาระสําคญั จากแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหงชาติ ฉบบั ท่ี 10
จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 10 ไดสรุปสาระสําคัญเก่ียวกับสถานะดาน

เศรษฐกิจของประเทศไว คอื ประเทศไทยมีการเจริญเติบโตอยางตอเนื่องอัตราเฉล่ีย 5.7 ตอป ชวงป 2545-
2548 และจัดอยูในกลุมประเทศท่ีมีรายไดปานกลาง โดยมีขนาดเศรษฐกิจใหญเปนอันดับที่ 20 จาก
จํานวน 192 ประเทศของโลก มีบทบาททางการคาระหวางประเทศ และรักษาสวนแบงการตลาดไวไดใน
ขณะท่กี ารแขง ขนั สูงขึ้น ตลอดถึงการพฒั นาเศรษฐกิจฐานความรูของประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้น โครงสรา งการ
ผลิตมจี ดุ แขง็ คอื มฐี านการผลิตท่ีหลากหลาย ชว ยลดความเสยี่ งจากภาวะผนั ผวนของวัฎจกั รเศรษฐกจิ สามารถ
เช่ือมโยงการผลิตเพื่อสรางมูลคาเพ่ิมไดมากขึ้น แตเศรษฐกิจไทยมีจุดออนในเชิงโครงสรางที่ตองพึงพิงการ
นาํ เขา วตั ถดุ ิบ ช้นิ สว น พลงั งาน เงนิ ทุนและเทคโนโลยใี นสัดสว นทีส่ งู การผลิตอาศยั ฐานทรัพยากรมากกวา
องคความรู มีการใชทรัพยากรเพ่ือการผลิตและบริโภคอยางส้ินเปลือง ทําใหเกิดปญหาสภาพแวดลอมและ
ผลกระทบในดานสังคมตามมา โดยไมไดมีการสรางภูมิคุมกันอยางเหมาะสม ภาคขนสงมีสัดสวนการใช
พลังงานเชิงพานิชยส ูงถงึ รอ ยละ 38 โครงสรางพน้ื ฐานดา นเทคโนโลยสี ารสนเทศและส่อื สารรวมถึงนาํ้ เพื่อการ
บรโิ ภคยังไมกระจายไปสพู น้ื ทชี่ นบทอยางเพียงพอและทว่ั ถึง โครงสรางพื้นฐานดานวิทยาศาสตร เทคโนโลยี
และนวตั กรรมยงั อยูใ นระดบั ต่าํ และเปน รองของประเทศทีเ่ ปน คแู ขง ทางการคา

ประเทศไทยยังมีจุดแข็งอยูที่มีเสถียรภาพเศรษฐกิจในระดับท่ีดี จากการดําเนินนโยบายเพ่ือฟนฟู
เสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศและวิกฤตเศรษฐกิจ อยางไรก็ตามราคานํ้ามันที่เพิ่มสูงข้ึนและตอเนื่องถึง
ปจ จุบนั สงผลใหด ุลการคา ดลุ บัญชเี ดนิ สะพดั ขาดดุลเพ่ิมขึ้น สะทอนถงึ ปญหาความออ นแอในเชงิ โครงสราง
ท่ีพึง่ พงิ ภายนอกมากเกนิ ไป ประเทศไทยยงั มีการออมตํา่ กวา การลงทุน จึงตองพ่ึงเงินทุนจากตางประเทศทํา
ใหม ีความเส่ยี งจากกาขาดดุลบัญชีเดนิ สะพัด และจากการเคล่ือนยายเงินทุนระหวางประเทศ จึงจําเปนตอง
พัฒนาระบบภูมิคุม กดั ทางเศรษฐกจิ ภายใตเ งอ่ื นไขบรบิ ทโลกที่มกี ารเคล่ือนยายอยางเสรีของคน องคความรู
เทคโนโลยี เงนิ ทนุ สินคา และบรกิ าร

ห น้ า | 225

การพฒั นาเพอื่ เสริมสรา งความเปน ธรรมทางเศรษฐกิจและการแกไขปญ หาความยากจน มีสวนชวย
ใหความยากจนลดลงตามลําดบั และการกระจายรายไดป รบั ตวั ดขี ึ้นอยางชา ๆ

5. แนวคิดหลกั และทิศทางการปรับตัวของประเทศไทย จากสถานการณดังกลาวจําเปนตองปรับตัว
หันมาปรับกระบวนทรรศนการพัฒนาในทิศทางที่พึ่งตนเองและภูมิคุมกันมากขึ้น โดยยึดหลัก “ปรัชญา
เศรษฐกิจพอเพียง” เปนแนวทางปฏิบัติควบคูไปกับการพัฒนาแบบบูรณาการเปนองครวมท่ียึด “คนเปน
ศนู ยกลางการพัฒนา” เพอื่ เกิดความเชอ่ื มโยงทั้งดานตัวคน สงั คม เศรษฐกจิ ส่งิ แวดลอ มและการเมอื ง โดย
มกี ารวเิ คราะหอ ยางมี “เหตุผล” และใชห ลัก “ความพอประมาณ” ใหเ กดิ ความสมดลุ ระหวา งความสามารถ
ในการพึ่งตนเองกับความสามารถในการแขงขันในเวทีโลก ความสมดุลระหวางสังคมชนบทกับสังคมเมือง
โดยมีการเตรียม “ภูมิคุนกัน” ดวยการบริหารจัดการความเส่ียงใหเพียงพอพรอมรับผลกระทบจากการ
เปล่ยี นทั้งจากภายนอกและภายในประเทศ

การขับเคล่อื นการพฒั นาทุกข้ันตอนตองใช “ความรอบรู” ในการพัฒนาดานตางๆ ดวยความ
รอบคอบ เปน ไปตามลาํ ดับขั้นตอน รวมท้ังเสริมสรางศีลธรรมและสํานึกใน “คุณธรรม” จริยธรรมในการ
ปฏิบัติหนาที่และการดําเนินชีวิตดวยความเพียร อันเปนภูมิคุมกันในตัวท่ีดี พรอมรับการเปลี่ยนแปลงท่ี
เกิดข้ึนท้งั ในระดับครอบครัว ชมุ ชน สังคมและประเทศชาติ และสอดคลองกับวิถีชีวิตสังคมและสอดคลอง
กับเจตนารมณข องรัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550

เปาหมายดานเศรษฐกิจ ปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหมีความสมดุลและย่ังยืนโดยใหสัดสวนภาค
เศรษฐกิจในประเทศตอภาคการคาระหวางประเทศเพ่ิมขึ้น สัดสวนภาคการผลิตเกษตรและ อุตหกรรม
เพม่ิ ขึน้ กาํ หนดอตั ราเงนิ เฟอ ลดการใชพ ลงั งานโดยเฉพาะภาคขนสง สดั สว นผลผลติ ของวสิ าหกจิ ขนาดกลาง
และขนาดยอ มตอผลติ ภัณฑรวมในประเทศตาํ่ กวา รอยละ 40

ห น้ า | 226

แบบฝก หัดทา ยบท เรื่องที่ 4 แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง ชาติ

คําสง่ั เมื่อผูเ รียนศึกษาเ ร่ือง แผน พัฒนา เศรษฐกิจแ ละสัง คมแห งชาติ จบแล ว
ใหทําแบบฝก หัดตอไปน้ี โดยเขียนในสมุดบันทึกกิจกรรมการเรียนรู

แบบฝก หัดท่ี 1 ใหผ ูเรยี นตอบคาํ ถามตอไปน้ี โดยกาเครอ่ื งหมาย คําตอบทถี่ กู ทสี่ ดุ
1. การพัฒนาเศรษฐกิจ หมายถงึ อะไร
ก. การเพิม่ ขน้ึ ของรายได
ข. การขายตัวทางดา นเศรษฐกจิ และการคา
ค. อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกจิ และรายไดเ พ่มิ สูงขนึ้
ง. การเปล่ยี นโครงสรางทางเศรษฐกจิ สงั คม การเมือง นําไปสูการกระจายรายไดที่สูงข้ึน
2. ประเทศตา งๆ เรม่ิ มีความตื่นตัวในการพัฒนาเศรษฐกจิ เมื่อใด
ก. กอ นสงครามโลกครั้งที่ 1
ข. หลังสงครามโลกครง้ั ท่ี 1
ค. กอนสงครามโลกครั้งที่ 2
ง. หลังสงครามโลกครัง้ ท่ี 3
3. เหตุผลใดไมไดสง ผลกระตนุ ใหป ระเทศตา งๆ หนั มาพฒั นาเศรษฐกิจ
ก. ภาวะเศรษฐกจิ ตกตาํ่ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ข. ภาวะสงครามเย็นหลังสงครามโลกครง้ั ท่ี 2
ค. ความเจรญิ ทางการส่อื สารกอใหเกดิ การเลียนแบบกัน
ง. ประเทศเอกราชหลงั สงครามโลกคร้ังที่ 2 ตืน่ ตวั ในการพัฒนาเศรษฐกจิ มากขน้ึ
4. สิ่งท่ใี ชว ดั ระดบั การพฒั นาเศรษฐกิจของประเทศตา งๆ คืออะไร
ก. รายไดตอบุคคล
ข. รายไดประชาชาติ
ค. รายไดรวมจากสินคาและบรกิ าร
ง. ความกา วหนา ทางเทคโนโลยี
5. ประเทศ A มีรายไดแทจริงตอบุคคล 500,000 บาท / คน / ป ประเทศ B มี
รายไดแทจริงตอ บคุ คล เทากับประเทศ A แสดงวาอยา งไร
ก. ประเทศ A และประเทศ B เปน ประเทศพัฒนาแลว เหมือนกนั
ข. ประเทศ A มีระดับการพัฒนาเทากับประเทศ B ถาดัชนีชี้วัดความอยูดีกินดี
ของ 2 ประเทศ ใกลเคยี งกัน
ค. ประเทศ B มีระดับการพัฒนาสูงกวาประเทศ A ถาประเทศ B มีดุลการชําระเงิน
เกินดลุ

ห น้ า | 227

ง. ท้งั ประเทศ A และประเทศ B เปนประเทศกําลงั พฒั นาเหมอื นกัน

ห น้ า | 228

6. นอกเหนือจากรายไดตอหัว ตอคน ตอปแลว สง่ิ สําคัญท่ีบง บอกถึงระดบั การพัฒนาของประเทศ
ตางๆ คอื อะไร
ก. จาํ นวนประชากร
ข. อาชีพของประชากร
ค. คุณภาพประชากร
ง. อตั ราการเพม่ิ ของประชากร

7. ขอใดไมใ ชสง่ิ บงบอกวาเปนประเทศดอยพัฒนาหรอื กําลังพัฒนา
ก. รายไดต ่ํา
ข. ประชากรสว นใหญเ ปนเกษตรกร
ค. มคี วามแตกตา งกันมากเรื่องรายได
ง. เศรษฐกิจของประเทศพง่ึ ตวั เองได

8. จดุ เร่ิมตน ของวฏั จกั รแหงความอยากจนอยูทีใ่ ด
ก. การลงทุนตาํ่
ข. รายไดแ ทจริงต่าํ
ค. ปจจยั ทนุ มีประสิทธภิ าพตาํ่
ง. ประสทิ ธภิ าพการผลิตตาํ่

9. ในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกจิ จะมกี ระบวนการพัฒนาโดยเริ่มตนและสิน้ สุดอยา งไร
ก. สาํ รวจภาวะเศรษฐกจิ - กาํ หนดเปาหมาย
ข. สํารวจภาวะเศรษฐกิจ – ประเมินผลการพฒั นา
ค. กาํ หนดเปา หมาย – ปฏิบัตงิ านตามแผนพัฒนา
ง. กําหนดเปาหมาย – ประเมนิ ผลการพัฒนาเศรษฐกจิ

10. ขอ ใดไมถ กู ตอ ง
ก. ประเทศไทยไดป ระกาศใชแ ผนพัฒนาเศรษฐกจิ หลงั การเปลยี่ นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
ข. ประเทศไทยเรมิ่ ใชแผนพฒั นาเศรษฐกจิ ครั้งแรกใน พ.ศ. 2504
ค. ประเทศไทยเริม่ ใชแ ผนพฒั นาเศรษฐกิจครง้ั แรกในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรชั ต
ง. แผนพัฒนาเศรษฐกิจแผนแรกของประเทศไทยเปน แผนท่ีมีระยะเวลายาวนานท่ีสดุ

11. ระยะแรกของการใชแ ผนพฒั นาเศรษฐกิจแหงชาติ ฉบับท่ี 1 เนนในเรอื่ งใด
ก. การพัฒนาสงั คม
ข. การผลติ สินคาสาํ เร็จรูป
ค. การลงทุนปจจยั พื้นฐาน
ง. การควบคมุ อตั ราเพม่ิ ประชากร

12. ขอ บกพรอ งของแผนพฒั นาเศรษฐกิจแหง ชาติ ฉบับท่ี 1 คอื อะไร
ก. ขาดการลงทุนปจ จัยพ้นื ฐาน

ห น้ า | 229

ข. ละเลยการพฒั นาชนบท
ค. พัฒนาอุตสาหกรรมมากกวาการเกษตร
ง. ละเลยการพัฒนาทางดา นสงั คม

13. แผนพฒั นาเศรษฐกจิ ฉบับใดทเี่ รมิ่ พฒั นาเศรษฐกิจควบคกู บั สังคม
ก. ฉบับที่ 1
ข. ฉบบั ท่ี 2
ค. ฉบับที่ 3
ง. ฉบับที่ 4

14. ขอ ใดไมใชอุปสรรคของการดาํ เนินงานตามแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คม
แหงชาติ ฉบบั ท่ี 3
ก. สภาพดนิ ฟา อากาศแปรปรวน
ข. ภาวะการคาและเศรษฐกจิ โลกซบเซา
ค. ดลุ การคาและดุลการชาํ ระเงินของประเทศเกินดุล
ง. การขึ้นราคานาํ้ มันของกลมุ โอเปคทําใหเ กิดภาวะเงนิ เฟอ

15. แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติฉบบั ใดทมี่ งุ แกปญ หาความยากจนใน
ชนบทอยางจรงิ จัง
ก. ฉบับที่ 4
ข. ฉบบั ที่ 5
ค. ฉบบั ที่ 6
ง. ฉบบั ที่ 7

16. แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหง ชาติฉบบั ใดทก่ี ําหนดเปา หมายการลดอตั รา
เพมิ่ ประชากรเปน ครั้งแรก
ก. ฉบบั ท่ี 3
ข. ฉบับที่ 4
ค. ฉบบั ท่ี 5
ง. ฉบับที่ 7

17. ขอ ใดไมไ ดอยูในเปา หมายการพฒั นาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คม
แหง ชาติ ฉบับท่ี 6
ก. พัฒนาคณุ ภาพของทรพั ยากร
ข. กําหนดอัตราเพิ่มประชากรไมเ กนิ รอ ยละ 1.2
ค. การผลิตสินคาเพอื่ การสง ออกไปแขงขันในตลาดโลก

ห น้ า | 230

ง. การขยายตัวทางดานการลงทุนและดา นอุตสาหกรรม
18. ขอ ใดไมใชจ ดุ เนนของแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติ ฉบบั ท่ี 7

ก. การกระจายรายไดไปสภู มู ิภาคมากขนึ้
ข. การพฒั นาคุณภาพชีวิต รกั ษาสิง่ แวดลอมและทรพั ยากรธรรมชาติ
ค. การขยายตัวทางเศรษฐกจิ อยา งตอ เน่อื งเหมาะสมและมเี สถยี รภาพ
ง. การพฒั นาอตุ สาหกรรมโดยใชวัตถดุ ิบทางการเกษตรเพอื่ พ่งึ ตนเอง

19. การมุงพฒั นาประเทศใหเ ปนประเทศอุตสาหกรรมตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
และสงั คมแหง ชาติ ฉบบั ท่ี 1-7 ไดก อ ใหเ กดิ ผลตอสงั คมไทยอยางไร
ก. รายไดตอ หัวของประชากรสูงขึ้นและกระจายไปสคู นสวนใหญอยางทว่ั ถงึ
ข. ประชาชนไดร ับการบริการพื้นฐานอยางเพียงพอและมีความเปน ธรรม
ในสังคม
ค. สังคมไดรบั การพัฒนาทางวตั ถุ ละเลยการพัฒนาทางจติ ใจเกิดชองวาง
ระหวา งเมอื งและชนบท
ง. เกดิ เสถยี รภาพทางเศรษฐกจิ สังคมและการเมือง มาตรฐานการครองชพี
ของประชาชนสูงข้นึ

20. เปา หมายหลักของแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ ฉบับท่ี 8 คอื อะไร
ก. การกระจายรายไดทเ่ี ปนธรรม
ข. อตั ราการขยายตวั ทางเศรษฐกจิ สูงขน้ึ
ค. คณุ ภาพประชากร
ง. การเปนประเทศอตุ สาหกรรมชั้นนํา

ห น้ า | 231

ห น้ า | 232

เรอื่ งท่ี 5 สถาบันการเงนิ และการธนาคาร การคลงั

ความหมายและความสาํ คญั ของเงิน

เงนิ (Money) หมายถงึ อะไรกไ็ ดท่ีมนุษยนํามาใชเปนสื่อกลางในการแลกเปล่ียนแตตองเปนส่ิงที่
สงั คมนัน้ ยอมรับในการชําระหนี้ เชน คนไทยสมยั สโุ ขทยั ใชเบ้ียหรือเปลือกหอย เปนตน เงินอาจจะอยูใน
รูปของโลหะ กระดาษ หนังสัตว ใบไมก็ได เงนิ ทดี่ จี ะตองมีลักษณะดงั น้ี

1. เปนของมีคา และหายาก เงินจะตองเปนสิ่งท่ีมีประโยชน และมีคาในตัวของมันเอง เชน ทองคํา
และโลหะเงิน

2. เปนของท่ดี ูออกงาย สามารถรูไ ดว า เปน เงนิ ปลอมหรือเงนิ จริง โดยไมต องอาศัยวิธกี ารทซ่ี บั ซอ นใน
การตรวจสอบ

3. เปน ของทมี่ มี ูลคา คงตวั ไมเปลย่ี นแปลงมากนักแมเ วลาจะผา นไป
4. เปนของที่แบง ออกเปน สว นยอยได และมลู คา ของสวนท่ีแบง ยอยๆ นน้ั ไมเ ปลยี่ นแปลงและใชเปน
สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนได
5. เปนของท่ีขนยา ยสะดวก สามารถพกพาติดตวั ไปไดง า ย
6. เปน ของที่คงทนถาวร เงินสามารถจะเก็บไวไดนาน ไมแตกหกั งา ย
คําวา “เงิน” ในสมัยกอนใชโลหะทองคําและเงิน ตอมามีการปลอมแปลงกันมากจึงมีการ
ประทับตรา เพอ่ื รบั รองน้ําหนกั และความบริสุทธขิ์ องเงิน เงินท่ไี ดรบั การประทับตรานจ้ี ึงเรียกวา “เงินตรา”

ความสําคญั ของเงิน
เงนิ เปนสอ่ื กลางในการแลกเปล่ียนท่ีมีความสําคัญตอชีวิตประจําวันของมนุษยมาก เงินชวยอํานวย
ความสะดวกใหแกม นุษย 3 ประการ คือ
1. ความสะดวกในการซื้อขาย ในสมยั โบราณมนษุ ยนาํ สิ่งของมาแลกเปลี่ยนกันทําใหเ กิดความยงุ ยาก
ในการแลกเปล่ียนเพราะความตอ งการไมต รงกนั หรอื ไมยุตธิ รรมเพราะมลู คาของสง่ิ ของไมเทา เทียมกนั การนาํ
เงนิ เปน สื่อกลางทาํ ใหเกิดความสะดวกในการซ้ือขายมากขึ้น
2. ความสะดวกในการวัดมูลคา เงินจะชวยกําหนดมูลคาของสิ่งของตางๆ ซึ่งสามารถนํามา
เปรียบเทยี บกันได
3. ความสะดวกในการสะสมทรัพยสิน สนิ คาที่มนษุ ยผลิตไดบางอยา งไมส ามารถเก็บไวไดนานๆ แต
เม่อื แลกเปล่ียนเปน เงิน สามารถทจ่ี ะเกบ็ ไวแ ละสะสมใหเพิ่มขน้ึ ได

สรปุ

ห น้ า | 233

เงิน หมายถึง อะไรก็ไดท ี่มนษุ ยน ํามาใชเ ปน ส่อื กลางในการแลกเปลีย่ นและเปนสิง่ ท่ีสังคมนั้นยอมรบั
เงนิ นอกจะมีความสาํ คญั ในแงข องสื่อกลางในการแลกเปลย่ี นแลวยังชวยอาํ นวยความสะดวกในการซอื้ ขายการ
วัดมูลคา และการสะสมทรพั ยสนิ

ประเภท และหนาที่ของเงิน

ประเภทของเงนิ
เงินในปจจบุ นั แบง ออกเปน 3 ประเภท ไดแ ก
1. เหรยี ญกษาปณ (Coinage) เปน เงินโลหะทีส่ ามารถชําระหนไี้ ดต ามกฎหมาย ในประเทศไทยผลติ
โดยกรมธนารกั ษ กระทรวงการคลัง
2. เงินกระดาษหรือธนบัตร (Paper Currency) เปนเงินท่ีสามารถชําระหนี้ไดตามกฎหมาย ใน
ประเทศไทยผลติ โดยธนาคารแหงประเทศไทย
3. เงินเครดิต (Credit Money) ไดแ ก เงนิ ฝากกระแสรายวนั หรือเงินฝากท่ีส่ังจายโอนโดยใชเช็ค
รวมทง้ั บัตรเดรดิตท่ใี ชแทนเงนิ ได
การที่สังคมยอมรับวาทั้ง 3 ประเภทเปนเงิน (Money) เพราะวามีสภาพคลอง (Liquidity) สูงกวา
สินทรัพยอื่นๆ กลาวคือ สามารถเปลี่ยนเปนสินคาและบริการไดทันที สวนสินทรัพยอ่ืนๆ เชน เงินฝาก
ประจําเงินฝากออมทรพั ย ต๋วั แลกเงนิ พนั ธบตั รรัฐบาล มีสภาพคลอ งนอยกวาจึงเรียกวา เปนสินทรัพยท่ีมี
ลักษณะใกลเ คยี งกบั เงิน (Near Money)
หนา ทีข่ องเงนิ
เงนิ มหี นาทสี่ ําคัญ 4 ประการ คอื
1. เปนมาตรฐานในการเทียบเทา (Standard of Value) มนุษยใชเงินในการเทียบคาสินคาและ
บริการตางๆ ทาํ ใหก ารซ้ือขายแลกเปลย่ี นสะดวกนนั้
2. เปน สอื่ กลางในการแลกเปลยี่ น (Medium of Exchange) เงินทาํ หนาท่ีส่ือกลางในการซื้อขาย
สนิ คาตา งๆ เพราะวาเงนิ มีอํานาจซ้ือ (Purchasing Power) ท่ีจะทาํ ใหก ารซือ้ ขายเกดิ ขึน้ ไดท กุ เวลา
3. เปนมาตรฐานในการชําระหนี้ภายหนา การซ้ือแลกเปลี่ยนสินคาภายในประเทศและระหวาง
ประเทศยอ มเกดิ หนส้ี นิ ท่ีจะตองชําระ เงนิ เขา มามีบทบาทในการเปนสัญญาทจ่ี ะตองชาํ ระหน้นี ั้น
4. เปนเครือ่ งรกั ษามูลคา (Store of Value) เงนิ ทเี่ กบ็ ไวจ ะยังคงมูลคาของสินคา และบรกิ ารไวได
อยางครบถว นมากกวา การเก็บเปน ตัวของสนิ คา ซ่ึงอาจจะอยูไดไมนาน

สรปุ

ห น้ า | 234

เงินแบง ออกเปน 3 ประเภท คอื เหรยี ญกษาปณ ธนบตั ร และเงินเครดิต เงินมหี นา ทสี่ ําคัญใน

ดานเปน มาตรฐานในการเทียบคา เปน สอ่ื กลางในการแลกเปล่ียน เปนมาตรฐานในการชําระหน้ภี ายหนา

และเปนเครอ่ื งรกั ษามลู คา

วิวฒั นาการของเงนิ

วิวัฒนาการในดา นการแลกเปลยี่ นของมนุษยมีดงั นี้
1. ระบบเศรษฐกจิ ทไี่ มใชเงินตรา เปน การแลกเปลี่ยนโดยใชสิ่งของกับสิ่งของซ่ึงมีขอยุงยากและไม
สะดวกหลายประการ ไดแ ก

1.1 ความตองการไมตรงกนั ท้งั ชนดิ และจํานวนของสินคา
1.2 ขาดมาตรฐานในการเทียบคา เพราะส่งิ ของนําที่นํามาแลกเปลี่ยนมีมูลคาไมเ ทา กัน
1.3 ยงุ ยากในการเกบ็ รกั ษา การเกบ็ เปนสนิ คาเปลืองเนอ้ื ที่มาก
2. ระบบเศรษฐกิจที่ใชเงนิ ตรา มีววิ ฒั นาการดังนี้
2.1 เงินที่เปนสิ่งของหรือสินคา คือ การนําสิ่งของหรือสินคาบางอยางมาเปนสื่อกลาง เชน
ลกู ปด ผาขนสตั ว เปลอื กหอย เปนตน ซึ่งเงินชนิดนี้อาจจะไมเหมาะสมในดานความไมคงทน มีมาตรฐาน
และคณุ ภาพไมเหมือนกนั ทาํ ใหค า ไมมั่นคง ยงุ ยากในการพกพาและแบง ยอ ยไดย าก
2.2 เงินกษาปณ (Coinage) การนําโลหะมาเปนสื่อกลางในการแลกเปล่ียนแตเดิมใชไปตาม
สภาพเดิมของแรนั้นๆ ยังไมรูจักการหลอม ตอมาไดมีวิวัฒนาการดีข้ึนเรื่อยๆ มีการหลอม การตรวจสอบ
นํา้ หนกั และความบริสทุ ธ์ิ หรือผสมโลหะหลายชนิดเขาดว ยกนั
2.3 เงินกระดาษ (Paper Money) นิยมใชเปนส่ือกลางในการแลกเปล่ียนเพราะมีนํ้าหนักเบา
พกพาสะดวก ประเทศแรกทีร่ ูจักการใชเ งินกระดาษคือ ประเทศจนี
2.4 เงนิ เครดิต (Credit Money) เปน เงนิ ท่เี กดิ ขึ้นในสงั คมเศรษฐกจิ สมยั ใหมที่มีระบบธนาคาร
แพรหลายเรว็ การใชเ งินชนดิ นี้กอ ใหเกิดความรวดเรว็ และปลอดภยั ในการแลกเปลยี่ น
สาํ หรบั ประเทศไทยมีวิวฒั นาการของเงินประเภทตา งๆ ดงั น้ี
1. เหรยี ญกษาปณ ประเทศไทยใชเ งินเบีย้ เปน สอ่ื กลางในการแลกเปลย่ี นมาตั้งแตสมัยสุโขทัยและใช
มาถึงสมยั กรุงศรีอยุธยา ในรชั สมยั พระเจา อยูห วั บรมโกศเกิดการขาดแคลนเบ้ยี จงึ นาํ ดนิ เผามาปน และตีตรา
ประทับ เรียกกวา “ประกับ” ตอมาไดมีการทําเงินพดดวงข้ึนซ่ึงไดใชตอมาถึงสมัยรัชกาลท่ี 4 แหง กรุง
รตั นโกสินทร เมืองไทยเราทาํ การคากบั ตางประเทศมากขน้ึ ทาํ ใหเกดิ ความขาดแคลนเงินพดดวง จึงไดจัดทํา
เงนิ เหรยี ญขึ้นแทน ในสมยั รชั กาลที่ 5 ไดจ ัดทาํ เหรยี ญสตางคข ึ้นเพ่ือสะดวกในการทาํ บญั ชี
2. ธนบตั ร รัชกาลที่ 4 ไดมีพระราชดาํ รใิ หผ ลติ ธนบตั รขน้ึ เรียกวา “หมาย” แตไมแพรหลายมาก
นักในสมยั รชั กาลที่ 5 ไดป ระกาศใชพ ระราชบัญญัติธนบัตร เมื่อวันท่ี 24 มิถุนายน 2445 ดําเนินการออก
ธนบัตรโดยรัฐบาล ธนบตั รจงึ แพรหลายตง้ั แตน้ันมา

ห น้ า | 235

สรปุ

การแลกเปล่ยี นของมนษุ ยมีววิ ฒั นาการจากระบบเศรษฐกจิ ท่ีไมใ ชเงนิ ตรามาเปน ระบบเศรษฐกจิ ที่ใช
เงินตรา สําหรับประเทศไทยใชเงินเบ้ียเปนสื่อกลางในการแลกเปลยี่ นมาตั้งแตส มยั สโุ ขทยั มาจนถงึ การใช
เหรียญสตางคใ นสมยั รัชกาลที่ 5 สวนธนบตั รมกี ารผลติ และประกาศใชพ ระราชบัญญตั ิธนบตั รเปนครงั้ แรกใน
สมยั รชั กาลท่ี 5

ปรมิ าณและการหมุนเวยี นของเงนิ

1. ปรมิ าณเงิน
ปรมิ าณเงินในความหมายอยางแคบ หมายถึง ปริมาณของเหรียญกษาปณ ธนบัตร และเงินฝาก
กระแสรายวัน รวมกันทัง้ หมดนําออกใชห มนุ เวยี นอยใู นมือประชาชนขณะใดขณะหนงึ่
ปริมาณเงนิ ในความหมายอยางกวา ง หมายถึง ปริมาณของเหรียญกษาปณ ธนบัตร และเงินฝาก
กระแสรายวนั รวมทัง้ เงินฝากประจําและเงินฝากออมทรพั ยในสถาบนั การเงนิ ทุกประเภท
2. การวัดปริมาณเงิน ปริมาณเงินจะเปนเคร่ืองช้ีบอกภาวะเศรษฐกิจของประเทศในขณะใด ถา
ปริมาณเงนิ สูงขนึ้ อํานาจซือ้ ของประชาชนก็จะสูงข้ึน ถาปริมาณสินคาและบริการไมเพียงพอประชาชนจะ
แยงกันซื้อและกักตุนสินคา ถาปริมาณเงินนอยลง อํานาจซ้ือของประชาชนก็จะลดลง สินคาจะลนตลาด
ผูผลติ อาจจะลดการผลิตสินคา ลง หรืออาจจะเกดิ การวางงานได
3. การหมุนเวียนของเงินกับกฎของเกรแชม การหมุนวียนของเงิน หมายถึง เงินท่ีเราจับจายใช
สอย เปล่ียนมือไปเร่ือยๆ เซอรโทมัส เกรแชม ไดต้ังกฎที่เรียกวา กฎของเกรแชม (Greshan’s Law)
กลาววา ถาประชาชนใหค วามสําคญั แกเงินทุกชนดิ เทาเทยี มกนั การหมุนเวียนของเงินก็จะไมติดขัด ถาขณะ
ใดประชาชนเหน็ วา เงนิ ชนิดหนึง่ สงู กวา เงินอกี ชนดิ หนึง่ ประชาชนจะเก็บเงินทม่ี ีคาสงู ไวไ มน าํ ออกมาใชจา ยแต
จะรบี นําเงินท่มี ีคา ตํ่ามาใช
4. คา ของเงิน หมายถึง ความสามารถหรืออาํ นาจซื้อของเงนิ แตละชนิดทจ่ี ะซื้อสินคาหรือบริการได
การวัดคาของเงินจะวัดดวยระดับราคาท่ัวไปซ่ึงเปนราคาถัวเฉล่ียของสินคาและบริการ คาของเงินจะ
เปลีย่ นแปลงในทางเพ่ิมข้นึ หรอื ลดลง ยอ มมผี ลกระทบตอ บุคคลกลมุ ตา งๆ

สรปุ

ปรมิ าณเงินในระบบเศรษฐกิจมีทัง้ ปรมิ าณเงินในความหมายอยางแคบและปริมาณเงินในความหมาย
อยางกวา ง ปรมิ าณเงินจะเปน เครื่องชบ้ี อกภาวะเศรษฐกิจของประเทศ การวัดวาเงินจะมีคาหรือไมวัดดวย
ระดับราคาทวั่ ไป หรือดัชนีราคา

ห น้ า | 236

สถาบันการเงนิ

1. ความหมายของสถาบนั การเงนิ
สถาบันการเงนิ เปนตลาดเงนิ (Financial Market) หรือแหลงเงนิ ทุนใหผ ทู ี่ตอ งการลงทุนกูยมื เพื่อ

นําไปดําเนินธุรกิจ ตลาดการเงนิ มที ้ังตลาดการเงนิ ในระบบ ไดแ ก แหลงการเงินของสถาบันการเงนิ ตางๆ กับ
ตลาดการเงนิ นอกระบบ ซ่งึ เปนแหลงการกยู ืมเงนิ ระหวา งบุคคล เชน การจํานํา จํานอง เปนตน

2. ประเภทของสถาบันการเงนิ สถาบนั การเงนิ ที่สําคญั ในประเทศไทย ไดแก
2.1 ธนาคารแหงประเทศไทย เปนสถาบันการเงินทจี่ ัดตง้ั ขน้ึ เพ่อื รกั ษาเสถยี รภาพทางการเงินและ

เศรษฐกจิ ของประเทศ
2.2 ธนาคารพาณชิ ย เปนสถาบนั การเงินที่ใหญท่ีสุดของประเทศ เพราะมีปริมาณเงินฝากและ

เงนิ กมู ากทส่ี ุดเมอ่ื เทยี บกับสถาบนั อน่ื ๆ
2.3 ธนาคารออมสนิ เปน สถาบนั การเงินของรฐั ทําหนา ทีเ่ ปนสอ่ื กลางในการระดมเงินออมจาก

ประชาชนสรู ัฐบาล เพ่อื ใหห นวยงานของรฐั และวสิ าหกจิ กไู ปใชในการพฒั นาประเทศ
2.4 บริษัทเงินทุนและบริษัทหลักทรพั ย

บรษิ ัทเงินทนุ หมายถึง บริษัทจาํ กัดทไ่ี ดร บั อนุญาตจากรฐั มนตรีวาการกระทรวงการคลงั ใหป ระกอบ
กิจการกูยมื หรอื รับเงนิ จากประชาชน การใหก มู ที ้ังระยะสั้นและระยะยาว

บรษิ ทั หลกั ทรัพย หมายถึง บริษทั จาํ กัดทีไ่ ดร ับอนุญาตจากรัฐมนตรีกระทรวงการคลังใหประกอบ
ธุรกิจหลักทรัพยประเภทใดประเภทหนึ่งหรือหลายประเภทก็ไดในดานการเปนนายหนา การคา การให
คําปรกึ ษาดา นการลงทนุ เปน ตน

2.5 สถาบนั การเงนิ เฉพาะอยา ง
1. ธนาคารเพ่ือการเกษตรและสหกรณการเกษตร (ธ.ก.ส.) เปนธนาคารของรัฐบาลจัดตั้ง

ขนึ้ โดยมวี ตั ถปุ ระสงคท ่ีจะใหความชวยเหลอื ทางการเงนิ เพอ่ื สง เสรมิ อาชีพ หรือการดาํ เนินงานของเกษตรกร
กลมุ เกษตรกร หรอื สหกรณก ารเกษตร โดยใหเ งนิ กทู ัง้ ระยะสน้ั และระยะยาว

2. บรรษัทเงินทนุ อตุ สาหกรรมแหงประเทศไทย จัดต้ังขึ้นโดยมีวัตถุประสงคท่ีจะจัดหาทุน
เพื่อใหก ูร ะยะยาวแกก จิ การอตุ สาหกรรม เพ่อื สรา งสนิ ทรพั ยถาวร เชน โรงงาน เครอื่ งจักร เครื่องมือ เปนตน
และรบั ประกนั เงินกูล ูกคา ทก่ี ูจากสถาบันการเงินภายในและภายนอกประเทศดวย

3. ธนาคารอาคารสงเคราะห เปนธนาคารของรัฐบาล จัดตั้งข้ึนเพื่อดําเนินการสงเสริมให
ประชาชนมอี าคารและท่ีดนิ เปนท่ีอยูอาศยั ทง้ั การซือ้ ขาย ไถถ อน จํานอง รบั จํานาํ

4. บรษิ ัทประกันชีวิตและบริษัทประกันภัย เปนสถาบันการเงินที่ดําเนินการรับประกันภัย
ใหกับผูอน่ื โดยไดรบั เบี้ยประกนั ตอบแทน ถาเปนการประกนั ภยั อันเกิดกับทรัพยส นิ เรียกวา การประกนั วินาศภยั

5. สหกรณการเกษตร เปนสถาบนั การเงินท่ีตั้งข้ึนเพื่อใหเกษตรกรรวมมือกันชวยเหลือในการ
ประกอบอาชพี ของเกษตรกร

ห น้ า | 237

6. สหกรณออมทรัพย เปนสถาบันท่ีรบั ฝากเงนิ และใหสมาชิกกูยมื โดยคิดดอกเบี้ยมีผูถือหุน
เปนสมาชกิ

7. บรษิ ทั เครดติ ฟองซเิ อร เปนสถาบันทรี่ ะดมเงนิ ทุนดว ยการออกต๋วั สญั ญาใชเงินและนํามา
ใหป ระชาชนกูยมื เพอ่ื ซอ้ื ที่ดินและสรางท่ีอยอู าศยั

8. โรงรับจํานาํ เปน สถาบนั การเงนิ ท่เี ล็กทส่ี ดุ มจี ดุ มงุ หมายทจ่ี ะใหป ระชาชนกูยืมโดยการ
รบั จํานําส่งิ ของ

3. การวดั ความสาํ คญั ของสถาบันการเงนิ
สถาบนั การเงนิ แตละประเภททําหนาที่ระดมเงินออมจากประชาชนใหผูตองการเงินทุนกูยืมมาก

นอ ยแตกตา งกนั ไป สถาบนั การเงินมีความสาํ คัญ วัดไดม าก
1. ความสามารถในการระดมเงนิ ออม การระดมเงนิ ออมโดยวธิ รี บั ฝากเงนิ ของสถาบันการเงินแต

ละแหง จะแตกตา งกนั ไป ในประเทศไทยธนาคารพาณิชยสามารถระดมเงนิ ออมไดมากท่ีสดุ
2. ความสามารถในการใหกูยืมเงิน ธนาคารพาณิชยเปนสถาบันการเงินที่ใหกูเงินแกประชาชน

มากที่สุด รองลงมาคอื บรษิ ทั เงนิ ทนุ และทั้งสองสถาบนั ยังมีอตั ราการขยายตัวของการใหกูในแตละปส ูงดว ย
3. ยอดรวมของสินทรัพย ธนาคารพาณิชย เปนสถาบันท่ีมียอดรวมของสินทรัพยมากท่ีสุด

รองลงมาคือธนาคารออมสิน และบริษัทเงนิ ทุน
4. ความสาํ คญั ดานการพฒั นาเศรษฐกิจ สถาบันการเงินประเภทธนาคารและบริษัทเงินทุนเปน

สถาบนั ที่เปน กําลังสําคัญในการพัฒนาเศรษฐกจิ ไทย เพราะทําหนาที่ระดมเงินออม ใหกูแกผูลงทุนและเปน
แหลงเงินกูข องรัฐบาล

การคลงั

ความหมายและความสําคญั ของเศรษฐกิจภาครฐั บาล
หรอื คลงั รัฐบาล (Public Economy)
ความหมายของเศรษฐกจิ ภาครัฐบาล
เศรษฐกจิ ภาครฐั บาล (Public Economy) หมายถงึ การศกึ ษากจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ของภาครฐั บาล
ในดา นรายได รายจา ย นโยบายท่รี ฐั กําหนดโครงสรางของรายไดรายจายและการกอหน้ีสาธารณะตลอดจน
ผลกระทบจากการจัดเก็บรายไดและการใชจายเงินของรัฐ เพื่อดําเนินกิจกรรมทางดานเศรษฐกิจที่มีผลตอ
เศรษฐกจิ สงั คมและการเมอื ง เพ่ือใหบรรลุวตั ถุประสงคดานเศรษฐกจิ ของประเทศ ไดแก การมีงานทําการมี
รายได การรักษาเสถียรภาพของราคาและดุลการชําระเงิน การผลักดันใหระบบเศรษฐกิจมีความมั่นคง
เปน ตน
ริชารด อาร มัสเกรฟ กลาววา การศึกษาเศรษฐกิจภาครัฐบาลเพื่อตอบสนองวัตถุประสงคทาง
เศรษฐกจิ 4 ประการ คือ

1. เพอ่ื จดั สรรทรพั ยากรใหเ ปนไปอยางมีประสทิ ธภิ าพและตอบสนองความตองการของสังคม

ห น้ า | 238

2. เพ่ือการกระจายรายไดในสังคมทมี่ ีความแตกตางกนั ลดชองวางระหวางคนรวยและคนจน
3. เพือ่ การเจรญิ เตบิ โตทางเศรษฐกจิ ประชาชนมีงานทําและมรี ายได
4. เพื่อรักษาเสถียรภาพดา นเศรษฐกิจ แกปญหาการวางงาน รักษาระดับดุลการชําระเงินไมให
ขาดดลุ และรกั ษาระดบั ราคาสินคา ไมใ หสงู ขน้ึ
เศรษฐกิจภาครัฐบาล ก็คือ คลังรัฐบาล ซ่ึงหมายถึง การแสวงหารายไดและการใชจายเงินของ
รฐั บาลตามงบประมาณแผนดนิ ประจาํ ป

ความสําคญั ของเศรษฐกจิ ภาครัฐบาล
นับต้ังแตศตวรรษที่ 18 เปนตนมา นักเศรษฐศาสตรมีความเชื่ออยางแพรหลายวารัฐบาลไมควร
แทรกแซงกจิ กรรมทางเศรษฐกจิ แตค วรมหี นาท่ี 3 ประการคือ หนาท่ีในการปองกันประเทศ หนาที่รักษา
ความสงบและความยุติธรรมในประเทศ และใหบริการสาธารณะบางอยาง เชน การศึกษา สาธารณสุข
เสนทางคมนาคม เปนตน ที่เปนเชนน้ีเพราะนักเศรษฐศาสตรเหลาน้ันมีความเชื่อวาถาบุคคลแตละคน
สามารถจะตัดสินใจทํากิจกรรมตางๆ ซึ่งจะเปนประโยชนสงู สุดแกต นเอง ยอ มจะกอใหเกิดประโยชนสูงสดุ ตอ
สังคมดวยแตน ับตัง้ แตศ ตวรรษที่ 19 เปนตนมา นกั เศรษฐศาสตรบางกลุม เริ่มมองเห็นวาการปลอยใหระบบ
เศรษฐกจิ ดาํ เนินไปอยางเสรีโดยรัฐบาลไมแ ทรกแซงนน้ั กอ ใหเ กดิ ปญหาบางประการ เชน ปญหาการวางงาน
ปญหาเศรษฐกิจตกตํ่า จึงเกิดความคิดวารัฐบาลนาจะเขามามีบทบาทในกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อแกไข
ปญ หาตา งๆ ขจดั การเอารัดเอาเปรียบระหวางกลมุ เศรษฐกจิ ตา งๆ สงเสริมการผลิตสินคาและบริการที่เปน
ประโยชนต อ สวนรวม ควบคมุ การผลติ สินคาและบรกิ ารทีก่ อใหเกิดโทษตอ สังคม การแทรกแซงของรฐั บาลจะ
ชว ยรกั ษาเสถยี รภาพทางเศรษฐกิจไมใ หเ กดิ ภาวะเงนิ เฟอหรือเงนิ ฝด และการวางงาน เครื่องมอื สําคญั ในการ
ดาํ เนนิ งานของรฐั บาล คือ นโยบายการคลงั (Fiscal Policy)
เศรษฐกจิ ภาครัฐบาลไมวาจะเปนเรื่องการจัดเก็บรายได การกอหน้ีสาธารณะ การใชจายเงินจาก
ภาครัฐสูภาคเอกชนลวนมีผลกระทบตอการผลิต การบริโภค และการจางงาน โดยเฉพาะในประเทศดอย
พัฒนาเศรษฐกิจภาครฐั บาลมีความสาํ คญั มากเพราะ
1. รัฐบาลประเทศตางๆ มีภาระหนาที่ไมเพียงแตการบริหารประเทศเทานั้น รัฐยังตองพัฒนา
เศรษฐกิจในทกุ ๆ ดา น ซึง่ ตองใชจ ายเงินจํานวนมาก
2. การหารายไดจากภาษีอากร การใชจายเงินและการกูเงินของรัฐบาลผลกระทบตอกิจกรรมทาง
เศรษฐกจิ ในดา นการผลติ การบริโภค การแลกเปลี่ยน และการกระจายรายได
ดงั น้ัน การคลงั จึงมคี วามสําคัญในการดาํ เนนิ งานของรฐั บาลเพราะรัฐบาลจะใชก ารคลงั ควบคุมภาวะ
เศรษฐกิจของประเทศดวยวธิ ีการดงั ตอ ไปน้ี
1. สงเสริมการจดั สรรทรัพยากรของสงั คม (Allocation Function) ใหเ ปน ไปอยางมีประสิทธิภาพ
เน่ืองจากทกุ ประเทศประสบปญ หาทรพั ยากรมีจาํ กัด จงึ เกดิ ปญหาวาจะจัดสรรทรพั ยากรของสังคมอยา งไรจงึ
จะสามารถตอบสนองความตอ งการของประชาชนไดดี นโยบายการคลังจงึ มีบทบาทสําคัญในการกําหนดการ
จัดสรรทรพั ยากรระหวา งภาครัฐกบั ภาคเอกชนใหเปนไปในสัดสวนทท่ี ําใหสงั คมไดรับประโยชนส ูงสดุ

ห น้ า | 239

2. สง เสริมการกระจายรายไดทีเ่ ปน ธรรม (Distribution Function) นโยบายการคลงั ของรฐั บาลจงึ
มวี ตั ถปุ ระสงคท จ่ี ะใหเกดิ ความเปน ธรรมในการไดร ับประโยชนและรับภาระรายจายของรฐั บาล

3. การรกั ษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสงั คม (Stabilization Function) รฐั บาลจะตองควบคุม
และดูแลใหเศรษฐกจิ ของสังคมเปน ไปดวยความราบร่ืนดวยการรกั ษาระดับการจางงานใหอยูในอัตราสูงระดับ
ราคาสินคา และบรกิ ารมีเสถียรภาพ รวมทั้งอัตราการเจรญิ เตบิ โตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) อยใู น
ระดบั ทนี่ า พอใจ

รัฐบาลจึงใชนโยบายการคลังในการควบคุมดูแลตลอดจนแกไขปญหาตางๆ ที่เกิดข้ึนในระบบเศรษฐกิจ
เพ่ือใหร ะบบเศรษฐกิจของประเทศคงไวซ่งึ เสถยี รภาพ

ตารางแสดงความแตกตา งระหวา งการดาํ เนนิ กิจกรรมทางเศรษฐกจิ ของภาคเอกชนและภาครัฐบาล

การดําเนินกจิ กรรม ภาคเอกชน ภาครัฐบาล

1 . วั ต ถุ ป ร ะ ส ง ค แ ล ะ เพื่อแสวงหาผลกาํ ไรและประโยชน มีวัตถุประสงคเพ่ือประโยชนของ

จุดมงุ หมาย สว นตวั สาธารณชน

2. ดานการวางแผนดําเนิน วางแผนดําเนินกิจกรรมทาง วางแผนโครงการและตั้งประมาณ

กจิ กรรม เศรษฐกจิ โดยพิจารณารายไดก อน การรายจาย แลวจึงประมาณการ

หรือมรี ายไดกาํ หนดรายจาย รายไดที่คาดวาจะไดรับหรือมี

รายจา ยกําหนดรายได

3. ดานระยะเวลาดําเนิน มักดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ มักดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่

โครงการ ทใ่ี หผ ลตอบแทนในระยะส้นั ใหผลตอบแทนระยะยาว ในบาง

โครงการไมส ามารถประเมินออกมา

เปนตัวเลขได

สรปุ

เศรษฐกิจภาครัฐบาล หมายถึง การศึกษากิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาครัฐบาลในดานรายได
รายจายนโยบายที่รฐั กาํ หนดโครงสรางของรายได รายจาย และการกอหน้ีสาธารณะ ตลอดจนผลกระทบ
จากการจัดเก็บรายไดและการใชจายเงินของรัฐ เศรษฐกิจภาครัฐบาลมีความสําคัญในการดําเนินงานของ
รัฐบาล เพราะการคลังชวยควบคุมภาวะเศรษฐกิจของประเทศ

ห น้ า | 240

งบประมาณแผน ดิน (Budget)

งบประมาณแผนดิน เปนแผนการเกยี่ วกบั การหารายได และการใชจา ยเงนิ ของรฐั บาลตามโครงการ
ตางๆ ซ่ึงกระทรวง ทบวง กรมตางๆ เปนผูจัดทําและเสนอไปยังสํานักงบประมาณเพื่อเสนอตอไปยัง
คณะรัฐมนตรี จัดทําเปนรางพระราชบัญญัติงบประมาณประจําป เสนอของอนุมัติจากรัฐสภาเพราะเงิน
งบประมาณแผนดินคือเงินของประชาชน ในระบอบประชาธิปไตยการใชเงินงบประมาณแผนดินตองไดรับ
อนมุ ัติจากรฐั สภากอ น

งบประมาณแผน ดินแบง ออกเปน 3 ลกั ษณะ คือ
1. งบประมาณสมดุล (Balanced Budget) คือ รายไดแ ละรายจา ยของรัฐบาลมจี ํานวนเทากนั
2. งบประมาณขาดดุล (Dificit Budget) คือ รายไดของรัฐบาลตํา่ กวา รายจา ย
3. งบประมาณเกนิ ดุล (Surplus Budget) คอื รายไดของรัฐบาลสงู กวารายจาย
งบประมาณแผนดนิ จงึ เปน การเปรยี บเทยี บรายไดแ ละรายจายจรงิ ของรัฐบาลในชวงเวลา 1 ป
ดุลแหงงบประมาณในระบบเศรษฐกิจจะเปนอยางไรน้ันขึ้นอยูกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศใน
ขณะนน้ั โดยทั่วไปในขณะทร่ี ะบบเศรษฐกจิ รงุ เรือง ดลุ แหงงบประมาณมกั จะเกิดดุลและจะขาดดุลในขณะที่
เศรษฐกจิ ซบเซา ในกรณีทง่ี บประมาณขาดดลุ รัฐบาลอาจชดเชยการขาดดุลโดยการกอหน้ีสาธารณะ (Public
Debit) หน้ที ี่มีกาํ หนดระยะเวลาชําระคืนไมเกิน 1 ป ถือเปนหนี้ระยะส้ัน สวนหนี้ระยะยาวมีกําหนดเวลา
ชําระคนื 5 ป ขน้ึ ไป ซึง่ อาจจะมาจากแหลงเงินกภู ายในประเทศหรือภายนอกประเทศกไ็ ด

สรุป

งบประมาณแผน ดนิ เปนแผนการเก่ียวกับการหารายไดและการใชจายเงินของรัฐบาลตามโครงการ
ตางๆ ในระยะเวลา 1 ป งบประมาณแผนดนิ มี 3 ลกั ษณะ คือ งบประมาณสมดุล งบประมาณขาดดุล
งบประมาณเกินดลุ

รายไดของรัฐบาล (Public Revenue)

รายไดของรฐั บาล หมายถงึ เงินภาษอี ากร (Tax Revenue) ทรี่ ัฐจัดเกบ็ จากราษฎรและรายไดอื่น
ที่มใิ ชภาษอี ากร (Non – tax Revenue) เชน กาํ ไรจากรัฐวสิ าหกจิ คาธรรมเนียมและรายไดเบ็ดเตลด็ อน่ื ๆ

รายไดของรัฐบาล จาํ แนกออกไดเ ปน 4 ประเภท คือ
1. รายไดจากภาษีอากร เปนรายไดสวนใหญป ระมาณรอ ยละ 88 ของรายไดท้งั หมด
2. รายไดจ ากการขายสง่ิ ของและบรกิ าร หมายถึง คาบรกิ ารและคา ธรรมเนียม เชน คา เชา ทรพั ยส นิ
ของรฐั คา ขายอสังหาริมทรัพย คาขายผลิตภัณฑธรรมชาติ คาขายหนังสือราชการ คาขายของกลางจาก
คดีอาญา รายไดส วนนีค้ ิดเปน รอยละ 2 ของรายไดท้ังหมด

ห น้ า | 241

3. รายไดจากรฐั พาณิชย หมายถึง รายไดของรัฐบาลที่มาจากผลกําไร และเงินปนผลจากองคการ
ตางๆ ของรัฐ เงนิ สวนแบง จากธนาคารแหง ประเทศไทย รายไดส วนน้คี ิดเปนรอยละ 6 ของรายไดท งั้ หมด

4. รายไดอ่ืนๆ เปนรายไดนอกเหนือจากรายได 3 ประเภทขางตน ไดแก คาปรับ คาธรรมเนียม
ใบอนุญาตตา งๆ คาสมั ปทานแรและปโตรเลียม คา อาชญาบตั รสาํ หรับฆา สัตว คาภาคกลางแรและปโ ตรเลียม
คาภาคหลวงไม การผลติ เหรยี ญกษาปณ รายไดส ว นนคี้ ดิ เปนรอยละ 4 ของรายไดท ้ังหมด

สรุปไดวา รายไดสวนใหญข องรัฐบาลคอื รายได จากภาษีอากรเปนเงินท่ีรัฐบาลเก็บจากประชาชนผูมี
เงนิ ไดเพื่อใชจายในกิจการของรัฐบาลโดยไมตองใหการตอบแทนอยางใดอยางหนึ่งแกผูเสียภาษีอากร ซ่ึงมี
วตั ถุประสงคใ นการจดั เกบ็ ดังนี้

1. เพื่อเปน รายไดของรัฐสาํ หรบั ใชจ ายในโครงการตา งๆ ทีจ่ ําเปน
2. เพ่ือการควบคุม เชน เพื่อจํากัดการบริโภคของประชาชนในสินคาฟุมเฟอย หรือสินคาที่เปน
อนั ตรายตอสขุ ภาพ
3. เพ่อื การจัดสรรและการกระจายรายได โดยการเกบ็ ภาษจี ากผูมีรายไดมาก ในอัตราสูงเพ่ือใหรัฐ
นําไปใชจายใหเปน ประโยชนแกสวนรวมและผูมรี ายไดน อย
4. เพอื่ การชําระหนี้สินของรัฐโดยการเก็บภาษีอากรจากผูท่ไี ดรบั ประโยชนจ ากการพฒั นาของรัฐเพื่อ
นําไปชําระหนีเ้ งนิ กทู ่ีรฐั กูยมื มา
5. เพื่อเปนเคร่ืองมือในนโยบายทางธุรกิจ โดยใชภาษีอากรเปนเครื่องมือสนับสนุนหรือจํากัดการ
ลงทุนการธุรกิจเพอื่ ประโยชนในการพัฒนาเศรษฐกิจ
6. เพือ่ เปนเคร่ืองมอื ในนโยบายการคลัง เชน เพิม่ อัตราภาษีใหสูงขึ้นในภาวะเงินเฟอ และลดอัตรา
ภาษลี งในภาวะเงินฝด เปนตน

สรุป

รายไดของรฐั บาลประกอบดว ยรายไดท เี่ ปนภาษอี ากรและรายไดทไ่ี มใช
ภาษอี ากร เพ่อื นํามาใชจ ายในกจิ การของรฐั บาลโดยไมตองใหก ารตอบแทนแกผ หู นงึ่ ผใู ดโดยเฉพาะ

ภาษีอากร

ประเภทของภาษอี ากร
การแบงประเภทของภาษีอากรข้ึนอยกู บั เกณฑท่ีใชใ นการแบง ซ่งึ มี 4 เกณฑ ดังน้ี
1. แยกตามหลกั การผลักภาระภาษี แบง ไดเปน 2 ชนดิ คือ

1.1 ภาษีทางตรง คือ ภาษีท่ีเก็บแลวผูเสียภาษีไมสามารถผลักภาระไปใหผูใดไดอีก ไดแก
ภาษเี งินไดบุคคลธรรมดา ภาษีเงนิ ไดน ติ ิบคุ คล ภาษที รพั ยสนิ เปน ตน

ห น้ า | 242

1.2 ภาษที างออม คือ ภาษีที่ผูเสียภาษาไมจําเปนตองรับภาษีไวเอง สามารถผลักภาระให
ผูอื่นได เชน ภาษีสรรพสามติ ภาษีศุลกากร เปน ตน

2. แยกตามการใชภ าษี แบง ไดเ ปน 2 ชนดิ
2.1 ภาษีท่ัวไป (General Tax) หมายถึง ภาษีท่ีจัดเก็บเพ่ือนํารายไดไปเขางบประมาณ

แผน ดิน สาํ หรบั ใชในกิจการท่วั ไป ไมม ีการระบวุ าจะตองนาํ เงินภาษีไปใชเพ่ือการใดโดยเฉพาะ
2.2 ภาษเี พ่อื การเฉพาะอยาง (Ear – Marked Tax) หมายถึง ภาษที ่ีจัดเก็บเพอ่ื นาํ เงินไปใช

ในกจิ การใดกจิ การหนง่ึ โดยเฉพาะจะนาํ ไปใชผิดกจิ กรรมมไิ ด เชน ภาษกี ารปอ งกันประเทศ เปน ตน
3. แยกตามฐานภาษี แยกเปนชนดิ ตางๆ ตามฐานภาษี ดังนี้
3.1 ภาษที ีเ่ ก็บจากเงนิ ได เชน ภาษเี งินไดบ ุคคลธรรมดา หรอื ภาษเี งินไดน ติ บิ ุคคล
3.2 ภาษที ีเ่ ก็บจากฐานการใชจา ย เชน ภาษีการใชจ าย
3.3 ภาษที ่ีเก็บจากทนุ เชน ภาษมี รดก ภาษีรถยนต
3.4 ภาษีทเ่ี ก็บจากการเปล่ียนมือ เชน ภาษีขาย ภาษสี รรพสามติ เปนตน
4. แยกตามเกณฑก ารประเมนิ ไดแ ก
4.1 ภาษีตามมูลคา (Ad Valorem Tax) คือ ภาษีท่ีถือมูลคาของสินคาหรือบริการที่ซ้ือ

ขายกันเปน ฐาน โดยมากกาํ หนดรอ ยละของมลู คาโดยไมคาํ นึงจงึ จาํ นวนทีซ่ ้อื ขายกนั วาเปนอยา งไร
4.2 ภาษตี ามสภาพ (Specific Tax) คอื ภาษีท่ีเก็บตามสภาพของสินคา เชน กําหนดเก็บ

ภาษีนํ้ามันวาเก็บลติ รละ 2 บาท ไมวาราคานา้ํ มันจะเปนเทาใด เปน ตน
โครงสรา งอัตราภาษอี ากร (Tax Rate Structure) แบง เปน 3 ประเภท คอื
1. โครงสรางอตั ราภาษีแบบกาวหนา คือ ภาษีที่อัตราภาษีเพิ่มข้ึนเม่ือฐานภาษีสูงขึ้น ถาภาณีเงินได

เปน ภาษีแบบกา วหนาเมือ่ เงินไดเพ่ิมข้ึนอัตราภาษีจะสงู ขน้ึ ดวย
2. โครงสรา งภาษแี บบคงที่ คอื ภาษีที่มอี ตั ราคงทีไ่ มวา ฐานภาษจี ะเพม่ิ ขน้ึ หรือลดลง
3. โครงสรา งอัตราภาษีแบบถดถอย คอื ภาษีทอ่ี ตั ราภาษีจะลดลงเมอ่ื ฐานภาษีมีคา สูงขนึ้

การจดั เกบ็ ภาษอี ากรในประเทศไทย

ภาษีอากรซง่ึ เปนรายไดส วนใหญข องประเทศไทย มหี นว ยงานทจ่ี ัดเก็บ ไดแก
1. ประเภทภาษอี ากรทก่ี รมสรรพากรทีห่ นา ท่จี ดั เก็บ ไดแก

1.1 ภาษีเงนิ ไดบุคคลธรรมดา
1.2 ภาษเี งนิ ไดนิติบคุ คล
1.3 ภาษีเงินไดป โ ตรเลียม
1.4 ภาษีการคา
1.5 ภาษีมลู คาเพ่ิม (Value Added Tax) รัฐบาลนาํ เขา มาใชแทนภาษี การคาเมื่อวันท่ี

1 มกราคม 2535
1.6 ภาษธี ุรกจิ เฉพาะ

ห น้ า | 243

1.7 อากรแสตมป
1.8 อากรมหรสพ (คา งเกา ) ไดย กเลกิ การจัดเกบ็ แลว
1.9 อากรรงั นกนางแอน

การธนาคาร

ความหมายของการตลาดเงินและตลาดทุน
ตลาดเงิน คอื ตลาดท่มี กี ารระดมเงนิ ทุนและการใหสนิ เชอื่ ในระยะสนั้ ไมเกิน 1 ป การโอนเงิน การ
ซ้อื ขายหลกั ทรพั ยทางการเงนิ ท่ีมีอายุการไถถ อนระยะสั้น เชน ตั๋วแลกเงนิ ตวั๋ สัญญาใชเงนิ และต๋ัวเงินคลัง
เปน ตน เปนทร่ี วมกลไกท้งั หลายท่ที าํ ใหก ารหมุนเวยี นของเงินทนุ ระยะส้ันเปน ไปดวยดี ไดแ ก การใหสินเชื่อ
เพื่อการประกอบธุรกิจ และการจัดหาทุนระยะส้ันแกภาครัฐบาล แบงออกเปน ตลาดเงินในระบบ ไดแก
ธนาคารพาณิชย บรษิ ัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย ธนาคารกลาง เปนตน และ ตลาดเงินนอกระบบ เปน
การกูยมื ระหวางบคุ คล
ตลาดทุน คือ ตลาดที่มีการระดมเงินออมระยะยาวและใหสินเช่ือระยะยาว ต้ังแต 1 ปขึ้นไป
ไดแก เงนิ ฝากประจําตัง้ แต 1 ปข ึน้ ไป หนุ กู หนุ สามญั และพันธบตั รรฐั บาลหรือเอกชน
ในปจจบุ นั การแบงปน ตลาดเงนิ และตลาดทนุ คอนขางยงุ ยากเพราะสถาบนั การเงนิ จะทําหนา ทีท่ ้งั สอง
อยา ง จงึ รวมเรียกวา ตลาดการเงิน

สรุป

ตลาดเงินคือตลาดท่ีระดมเงินทุนและการใหสินเช่ือในระยะส้ันไมเกิน 1 ป สวนการระดมเงินออม
มากกวา 1 ปข ้ึนไป เรียกวา ตลาดทนุ ตลาดเงนิ และตลาดทุนมที งั้ ในระบบและนอกระบบ และมสี ว นสาํ คญั ใน
การพัฒนาเศรษฐกจิ ของประเทศ

ธนาคารกลาง
1. ความหมายของธนาคารกลาง
ธนาคารกลางเปน สถาบนั การเงนิ ซึ่งสว นมากเปนของรัฐ ทําหนาที่เปนศูนยกลางควบคุมการเครดิต

และระบบการเงนิ ของประเทศ ในประเทศไทยคือ ธนาคารแหง ประเทศไทย
ธนาคารกลางมีลักษณะแตกตา งจากธนาคารพาณชิ ย คือ
1. ธนาคารกลางดําเนินงานเพ่ือเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ ไมใชเ พ่อื รายไดหรือผลกําไร

อยา งธนาคารพาณชิ ย
2. ธนาคารกลาง เปนสถาบันการเงนิ ท่ีรฐั บาลเขามามีสว นรว มในการบริหาร
3. ลูกคาสวนใหญของธนาคาร ไดแก หนวยงานของรัฐบาล ธนาคารพาณิชย และสถาบัน

การเงนิ บางประเภท ธนาคารกลางจะไมท าํ ธุรกจิ ตดิ ตอ พอคาหรือประชาชนโดยตรง


Click to View FlipBook Version