ห น้ า | 194
คาจา ง คือ คาท่จี า ยใหแกผใู ชแ รงงาน เน่อื งจากการทํางานอยางใดอยางหนึ่ง คาจางท่ีไดรับจึง
เปนที่มาของรายได และเม่ือนํามารวมกันทั้งหมด ก็จะเปนสวนหนึ่งของรายไดประชาชาติ คาจางแบง
ออกเปน 2 ลักษณะ คอื
1. คา จา งทีเ่ ปนตัวเงิน (Money Wage) คอื คาจางทไี่ ดร บั จากนายจางท่ีจายใหอาจเปนรายวัน
รายสัปดาหห รอื รายเดือน
2. คาจา งทแ่ี ทจรงิ (Real Wage) คือ การนําคาจางท่ีเปนตัวจริงลบดวยอัตราเงินเฟอตอปซึ่ง
อัตราเงนิ เฟอสามารถคาํ นวณไดจากดัชนีราคาผูบ รโิ ภค
การกําหนดอตั ราคาจางจะขนึ้ อยกู ับอปุ สงคแ ละอปุ ทานของแรงงาน คือ ถาอปุ สงคข องแรงงานมี
มาก ความตอ งการจา งแรงงานมาก อัตราคาจางจะสูงขึ้น แตถาอุปทานของแรงงานมีมาก จะทําใหคาจาง
ลดลง
2. การกาํ หนดราคา
ปจจัยที่เก่ียวของกับการกําหนดราคาของสินคาและบริการ คือ กลไกของตลาด หรือปริมาณ
ความตอ งการในการซือ้ และปรมิ าณความตอ งการในการขายสินคาชนดิ นนั้ นอกจากน้ียังข้ึนอยูกับตนทุนการ
ผลิต กลา วคือ ถา ตน ทุนการผลติ สงู ข้นึ จะทําใหร าคาสินคา สูงขนึ้ ตามไปดวย
กลาวโดยสรุป การกําหนดคาจางและราคาจะแตกตางกันตามระบบเศรษฐกิจ ถาเปนระบบ
เศรษฐกจิ แบบทนุ นยิ ม การกาํ หนดคาจางและราคาเปนไปตามกลไกตลาด สวนระบบเศรษฐกิจแบบสังคม
นิยม และระบบเศรษฐกิจแบบผสม รัฐบาลสามารถเขาแทรกแซงการกําหนดคาจางและราคา เพ่ือสราง
ความเปน ธรรมในระบบเศรษฐกิจ เชน รัฐบาลเขาไปแทรกแซงการการกําหนดคาจางและราคา เพื่อสราง
ความเปน ธรรมในระบบเศรษฐกิจ ไดแกการประกาศปรบั คา แรงขั้นตา่ํ ตามดัชนรี าคาผูบ ริโภค เพอ่ื ดงึ คาจา ง
แรงงานใหส ูงขึ้น การท่รี ัฐบาลเขาไปแทรกแซงการกําหนดราคาสินคาโดยการกําหนดราคาขั้นตํ่า และการ
กาํ หนดราคาขน้ั สงู เปนตน
ราคาขน้ั ตาํ่
ราคาขั้นตํา่ หมายถึง ราคาตํ่าสดุ ท่ถี กู กาํ หนดข้ึนมาในระดบั ทส่ี งู กวา ราคาดุลยภาพ อันเกิดจากการ
ทํางานของกลไกตลาดที่รัฐบาลเขาไปแทรกแซง ซึ่งมักจะใชกับสินคาในสาขาเกษตรกรรม เพื่อเพ่ิมรายได
ใหแกเ กษตรกร ทําใหเกษตรกรนําผลผลิตออกขายในตลาดไดมากขึ้น
ราคาขั้นสูง
ราคาขัน้ สงู หมายถึง ราคาสูงสุดที่ถูกกาํ หนดขึน้ มาในระดับที่ตํา่ กวาราคาดุลยภาพ อนั เกดิ จากการ
ทาํ งานของกลไกตลาดที่รัฐบาลเขา ไปแทรกแซงโดยการควบคมุ ราคาสนิ คา บางชนดิ เพื่อเปนการปองกันไมให
ราคาสินคาชนดิ น้ัน สูงเกินไป
ปญ หาของระบบเศรษฐกิจไทยและแนวทางแกไข
เน่ืองจากระบบเศรษฐกิจไทยเปดโอกาสใหเอกชนสามารถเปนเจาของปจจัยการผลิตและสามารถ
ดําเนินกจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ไดอ ยา งเสรี การผลติ สินคา และบรกิ ารตางๆ จงึ มีขึ้นอยา งมากมาย กอใหเ กดิ การ
ห น้ า | 195
แขง ขันสงผลใหผ ูผ ลิตมแี รงกระตนุ ในการที่จะปรับปรุงเทคนคิ การผลิตเพือ่ ใหไดสินคาที่มีคุณภาพสงู และตน ทนุ ตาํ่
ผผู ลติ รายใดทไ่ี มส ามารถผลิตสินคาที่มีราคาตํ่าแตค ณุ ภาพสูงไดก จ็ ะขาดทนุ และออกจากระบบการผลิตสินคา
นั้นๆ ไป คงเหลือแตผูผลติ ท่มี คี ณุ ภาพ ทําใหผ ูบรโิ ภคไดร บั ผลประโยชนสงู สดุ จากการแขง ขันดังกลา ว แตส ิ่งที่
เปน ผลเสยี ตามมาก็คอื เกดิ การผกู ขาดและกอบโกยผลประโยชนใ สตวั มากขนึ้ กอใหเ กดิ ความเหลือ่ มลํา้ และเกิด
ชอ งวา งขนึ้ ในสังคม นน่ั คอื คนที่มีฐานะราํ่ รวยกจ็ ะรวยมากขนึ้ สวนคนท่มี ฐี านะยากจนก็ไมไดมีความเปนอยูที่ดี
ขนึ้ กวาเดมิ ซ่งึ รัฐบาลก็ไดต ระหนกั ถึงปญ หาดังกลา วจะเห็นไดจากรายละเอียดของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ
สังคมแหง ชาติ ไดเนน วตั ถุประสงคในการกระจายรายไดใหมีความเทาเทียมกันมากข้ึน โดยการใชมาตรการ
และนโยบายดา นการเงิน – การคลัง เพ่ือแกปญหาดังกลาว เชน การกําหนดคาแรงขั้นต่ํา การเพ่ิมอัตรา
ภาษีสําหรับสินคาฟุมเฟอย การปรับอัตราภาษีเงินได ภาษีทรัพยสิน กฎหมายปองกันการผูกขาด เปนตน
โดยเฉพาะมาตรการทางดา นภาษีนัน้ รัฐบาลสามารถนําเงนิ ทีไ่ ดจ ากการเก็บจากผูที่มีฐานะรํ่ารวยมากระจาย
ใหกับผูที่มีรายไดน อ ยในรูปของสวสั ดกิ ารตา งๆ เชน การจัดต้ังโรงเรียนของรัฐบาล การสรางที่อยูอาศัยและ
การใหการรักษาพยาบาลฟรีแกผูท่ีมีรายไดนอย การจัดใหมีการประกันสังคมกับแรงงาน การลดดอกเบี้ย
สินเชือ่ เพื่อการเกษตร เปนตน
สรุป
ระบบเศรษฐกิจแบงออกเปน 3 ระบบ ใหญๆ คอื ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนยิ มระบบเศรษฐกจิ แบบ
สังคมนิยม และระบบเศรษฐกจิ แบบผสม ประเทศไทยใชร ะบบผสมทีเ่ นน ทุนนิยม โดยรฐั บาลผลติ สินคาและ
บริการเฉพาะโครงสรา งพ้ืนฐานหรอื สาธารณปู โภค สวนตวั เลขรายไดป ระชาชาติ แสดงใหเ ห็นถงึ ความ
เจรญิ เตบิ โตทางเศรษฐกจิ ของประเทศ
ห น้ า | 196
แบบฝกหดั ทายบทเรอ่ื งที่ 2 ระบบเศรษฐกจิ
คาํ ส่ัง : เมือ่ ผเู รยี นศกึ ษาเร่อื งระบบเศรษฐกจิ จบแลว ใหทาํ แบบฝก หัดตอไปนี้
โดยเขยี นในสมดุ บนั ทึกกจิ กรรมการเรียนรู
แบบฝกหัดท่ี 1 ใหผูเรียนสรางแผนภูมิแสดงความสัมพันธระหวางระบบการปกครอง และระบบเศรษฐกิจ
และระบวุ าระบบการปกครองแตล ะแบบสามารถจัดระบบเศรษฐกจิ แบบใดไดบาง
ห น้ า | 197
แบบฝกหัดท่ี 2 บอกขอดแี ละขอ เสยี ของระบบเศรษฐกจิ ตอ ไปนี้
ระบบเศรษฐกิจ ขอดี ขอ เสยี
1. ทนุ นิยม 1..................................... 1.....................................
2..................................... 2.....................................
3..................................... 3.....................................
2. สังคมนิยม (ประชาธิปไตย) 1..................................... 1.....................................
2..................................... 2......................................
3..................................... 3.....................................
สังคมนิยม 1..................................... 1.....................................
2..................................... 2.....................................
3..................................... 3.....................................
3. แบบผสม 1..................................... 1.....................................
2..................................... 2.....................................
3..................................... 3.....................................
แบบฝกหัดท่ี 3 ใหผูเรียนวิเคราะหลักษณะท่ีกําหนดใหวา เปนระบบเศรษฐกิจใดโดย
กาเคร่ืองหมาย ในเรอื่ งระบบเศรษฐกิจทค่ี ดิ วาถกู ตอง
ระบบเศรษฐกจิ
ลกั ษณะ
แบบผสม
สังคมนยิ ม
คอมมิวนสิ ต
สังคมนยิ ม
ประชาธปิ ไตย
ทนุ นยิ ม
1. เอกชนมเี สรีภาพในการผลติ และบรโิ ภคอยา ง
เต็มที่
2. รัฐเปนผูวางแผนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ทง้ั หมด
ห น้ า | 198
ระบบเศรษฐกจิ
ลักษณะ แบบผสม
สังคมนยิ ม
คอมมิวนสิ ต
สังคมนยิ ม
ประชาธปิ ไตย
ทนุ นยิ ม
3. รัฐเขาไปดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจใน
สวนที่เกย่ี วของกบั ประโยชนสว นรวม
4. มเี ปาหมายเพอื่ ผลกาํ ไร
5. มเี ปา หมายเพอ่ื สรางความเปน ธรรมในสังคม
6. มเี ปาหมายเพอ่ื ความอยดู กี ินดีของสงั คม
7. เอกชนมกี รรมสิทธ์ิในทรัพยสินอยางเต็มที่
8. ไมเปด โอกาสใหมกี ารแขงขัน
9. กิจกรรมทางเศรษฐกิจขึ้นอยูกับกลไกแหง
ราคา
10. การผลติ อะไรเทา ใดข้นึ อยูกบั รัฐบาลเทา นน้ั
11. รฐั และกลไกแหง ราคามสี วนในการกาํ หนด
วา จะผลติ อะไร เทา ใด
12. เปน ระบบท่ปี ระเทศสวนใหญใ ช
13. เปนระบบท่พี ฒั นามาจากลทิ ธมิ ารก ซสิ ต
14. รฐั เกบ็ ภาษีประชาชนในอตั ราสงู เพอื่ จา ย
เปนสวสั ดิการสังคม แตใ หเสรีภาพในการ
บริโภคเต็มที่
15. เปนระบบท่ีกอ ใหเ กดิ ความแตกตางดา น
รายไดม ากทสี่ ุด
16. เปน ระบบทแ่ี กป ญหาความแตกตางดา น
รายไดโดยไมจํากัดเสรภี าพของบคุ คล
17. เปน ระบบที่มีความแตกตางดา นรายไดนอ ย
ห น้ า | 199
ระบบเศรษฐกจิ
ลักษณะ แบบผสม
สังคมนยิ ม
คอมมิวนสิ ต
สังคมนยิ ม
ประชาธปิ ไตย
ทนุ นยิ ม
ทส่ี ดุ
18. มกี ารใชทรพั ยากรส้นิ เปลืองมาก
19. มีการวางแผนจากสวนกลาง
20. จาํ กดั กรรมสทิ ธิ์ในทรพั ยส ินและปจ จัยการ
ผลิตบาง
เร่อื งที่ 3กระบวนการทางเศรษฐกจิ
1. การผลิต (Production)
1. ความหมายของการผลิต
การผลิต หมายถงึ การสรา งเศรษฐทรัพยเพ่อื บําบดั ความตอ งการของมนุษย หรือการนําเอา
ปจจัยการผลติ ตา งๆ ไดแก ที่ดิน แรงงาน ทนุ ผูป ระกอบการไปผานกระบวนการผลิต หรือกรรมวิธีตางๆ จน
เกิดเปนสินคาและการบริการเพื่อบําบัดความตองการของมนุษยในลักษณะที่เนน การสรางประโยชนทาง
เศรษฐกจิ ขึ้นมาใหมไ ดแก
1) ประโยชนทเ่ี กิดจากการเปลย่ี นรูป (Form Utility) เปนประโยชนที่เกิดจากการนําสินคา
มาแปรรปู เพื่อเพ่มิ ประโยชนใชส อยมากขึ้น เกิดความหลากหลายในการผลิตมากข้นึ ราคาของสินคาสงู ขึน้ กวา
วัตถดุ บิ เดิมทนี่ ํามาผลิต เชน การเปลย่ี นเหล็กเปนมีด เปลี่ยนไมเปนโตะ เกาอ้ี เปลี่ยนไมไผเปนเครื่องจัก
สานตา งๆ เปน ตน
2) ประโยชนทเ่ี กดิ จากการเปลีย่ นสถานที่ (Place Utility) เปนประโยชนท่ีเกิดจากการขน
ยายสินคาจากแหงหน่ึงไปยังอีกแหงหนึ่งเพื่อใหเกิดประโยชนใชสอยมากข้ึน เชน การขนถาย สินคาจาก
โรงงานไปยงั รา นคา ปลกี เปนตน
3) ประโยชนที่เกิดจากการเปลี่ยนเวลา (Time Utility) หมายถึง การเลื่อนเวลาในการ
บรโิ ภคสนิ คา ออกไป เน่อื งจากสินคาบางอยางอาจมขี อจํากดั ในเร่ืองของฤดูกาล ไดแก ผลไมตางๆ ผัก เปนตน
ซ่งึ ถา นาํ มาผลิตเปนผลไมหรอื ผักกระปอ ง จะสามารถนํามาถนอมไวบ ริโภคนอกฤดูกาลได หรอื สินคา บางอยาง
ท่ผี ูบ ริโภคตองการสะสมไวก เ็ ปน การสรา งประโยชนทเ่ี กิดจากการเลอ่ื นเวลาเชน เดยี วกัน เชน การเก็บสุราไว
นานๆ การสะสมเครือ่ งลายคราม พระเคร่ือง หรือของเกา ตา งๆฃ
ห น้ า | 200
4) ประโยชนท ี่เกิดจากการเปลย่ี นโอนกรรมสทิ ธิ์ (Possession Utility) เปน ประโยชนที่เกดิ
จากการเปลี่ยนแปลงกรรมสทิ ธิ์หรอื เจา ของ ซึ่งสินคาแตละชนิดจะมกี ารเปลีย่ นกรรมสิทธ์หิ ลายทอดกวาจะถงึ
ผูบรโิ ภค กลา วคอื กรรมสทิ ธ์ิจะเปลย่ี นจากผูบริโภคไปยังพอคาขายสง พอคาขายปลีก หรือไปยังนายหนา
จนถึงผบู ริโภค เชน การจัดสรรบาน ท่ดี ิน หรอื การซอ้ื ขายอสังหารมิ ทรัพยตางๆ เปน ตน
5) ประโยชนที่เกิดจากการใหบริการตางๆ (Service Utility) เปนประโยชนที่เกิดจากผู
ใหบ ริการในสาขาวิชาชีพตางๆ เชน ไปหาหมอ ไปดูคอนเสิรตหรือใหบริการในดานการคมนาคมขนสงตางๆ
เปน ตน
2. สินคาและบรกิ าร (Goods and Services)
สนิ คา และบริการ คอื ส่งิ ทไ่ี ดจากการทํางานรว มกนั ของปจ จยั การผลติ ตา งๆ สามารถสนองความ
ตองการของผูบริโภคไดไมวา ความตอ งการนนั้ จะขัดตอ สุขภาพอนามัยหรอื ศีลธรรมอันดีงามหรือไมก็ตาม เชน
บหุ รี่ ยารกั ษาโรค อาหาร เครอ่ื งนุงหม เปนตน
สินคา (Goods) ที่มนุษยบริโภคอยทู กุ งวันนี้อาจแบงไดเปน 2 ลกั ษณะ คอื
1) เปนสิ่งผลิตท่ีมนุษยผลิตข้ึน อาจเปนสิ่งท่ีดี (Good) เชน อาหาร เครื่องนุงหม
ยารักษาโรคหรือสงิ่ ที่ไมดี (Bad) เชน ยาเสพติด ขยะ วัตถุระเบดิ เปนตน
2) เปน สงิ่ ท่ไี ดจ ากธรรมชาติซึ่งมนุษยจัดหามาสนองความตองการโดยไมเสียคาใชจายใดๆ เชน
นาํ้ อากาศ บรรยากาศ ทวิ ทัศน แสงแดด เปนตน
จากสินคาทัง้ สองลกั ษณะสามารถจาํ แนกประเภทของสินคาในทางเศรษฐศาสตรไ ดด ังนี้
ห น้ า | 201
ดังน้ัน สนิ คาในทางเศรษฐศาสตรส ามารถจาํ แนกได ดังนี้
1. สินคา ไรราคา (Free Goods) เปน สนิ คาทีไ่ มม ีตน ทนุ หรือมีการบรโิ ภคแตไมมคี า ใชจ ายเปนสนิ คา
ที่มีอยูมากมายเกินความตองการของมนุษยหรือกลาวอีกนัยหนึ่ง เปนสินคาที่อุปทานมากกวาอุปสงค
ณ ราคาศูนย เชน อากาศ หรือขยะ นํ้าทะเล ดังน้ันถาสินคาในโลกทุกชนิดเปนสินคาไรราคาวิชา
เศรษฐศาสตรก ็คงจะไรความหมาย
2. สินคาเศรษฐกิจทรัพย (Economic Goods) คือ สินคาท่ีมีตนทุน โดยปกติผูบริโภคจะเปนผู
จา ยคาสินคาโดยตรง แตใ นบางกรณีผูบรโิ ภคกับผูจายคาสินคา อาจเปน คนละคน ซงึ่ ไดแก เศรษฐทรัพยที่ได
จากการบรจิ าคหรอื จากการให รัฐบาลจัดหามาใหเ รียกวา “สินคาใหเ ปลา ” สนิ คา เศรษฐทรัพยแ บง ออกเปน
2 ประเภท คอื
2.1 สินคาเอกชน (Private Goods) คือ สินคาท่ีแยกการบริโภคออกจากกันได (Rival
Consumption) เชน อาหาร ซ่งึ แตละคนแยกกนั บริโภคได เคร่อื งนุงหม รถยนต เปนตน นอกจากน้ียัง
ห น้ า | 202
เปนสนิ คา ท่เี จา ของสามารถกีดกนั ผูบรโิ ภครายอนื่ ได (Exclousion Principle) เชน การบริโภครถยนตคัน
หนึง่ ของนายแดงสามารถกีดกันไมใ หนายดาํ บริโภครถยนตคนั นั้นได
2.2 สนิ คาสาธารณะ (Public goods) คอื เปน สนิ คาทีบ่ ริโภครว มกัน (Joint Consumption)
เชน ถนนทเี่ ราใชอ ยูกเ็ ปน ถนนทคี่ นอน่ื ๆ ใชสัญจรไปมา เชน เดียวกัน นอกจากน้ียังเปนสินคาท่ีไมสามารถกีด
กันบคุ คลหรือกลมุ บุคคลใดใหพ น จากการบริโภคได (Non Exclusion Principle) เพราะมีผูบริโภคจํานวน
มากจนทําใหการกดี กันเปน ไปไดย าก เชน โรงพยาบาล นา้ํ ประปา การศึกษาของรัฐ เปนตน หรืออาจเปน
เพราะการบริโภคของบคุ คลกลมุ หน่ึงจะไมเปน เหตุใหคนกลมุ อืน่ ตองบริโภคลดลงหรอื ขาดโอกาสในการบริโภค
เชน การปองกันประเทศ รายการโทรทัศน เปน ตน
3. ปจจยั การผลติ
ในการผลติ สินคา และบรกิ ารจะตองอาศัยปจ จยั การผลติ ตอไปนี้
1) ท่ีดิน (Land) มิไดหมายถึงเนื้อที่ดินท่ีใชประโยชนในทางเศรษฐกิจ เชน ทําการเพาะปลูก
สรางโรงงานอุตสาหกรรมหรอื อยูอาศัยเทาน้นั แตห มายรวมถึงทรพั ยากรธรรมชาตทิ ีอ่ ยูใตดิน บนดนิ และเหนอื
พื้นดินทุกชนดิ เชน ปา ไม แรธาตุ สัตวน าํ้ ความอดุ มสมบรู ณข องดิน ปรมิ าณ นํ้าฝนและสิ่งแวดลอมทาง
ธรรมชาติตางๆ สิ่งเหลาน้ีมีอยูโดยธรรมชาติ มนุษยสรางขึ้นไมได แตสามารถปรับปรุงคุณภาพของ
ทรพั ยากรธรรมชาติไดบาง เชน ปรับปรุงที่ดิน ใหอุดมสมบูรณขึ้น ผลตอบแทนของท่ีดิน เรียกวา คาเชา
(Rent)
2) แรงงาน (Labour) หรือทรัพยากรมนุษย (Human Resource) หมายถึง ความมานะ
พยายามของมนุษยท ง้ั ทางกาย ทางใจ และทางสมอง คอื สติปญ ญาความรู ความคิดท่มี นุษยทุมใหกับการ
ผลติ สนิ คา และบริการเพอื่ กอ ใหเ กดิ รายไดใ นการดํารงชีวิต ซงึ่ มผี ลตอบแทนเปน คาจา งและเงนิ เดือน (Wages
and Salary)
3) ทนุ (Capital) คือ ส่ิงที่มนษุ ยผ ลิตข้ึนมาเพอื่ ใชรวมกับปจจัยการผลิตอื่นๆ ในการผลิตสินคา
และบริการ เรียกอกี อยา งหน่ึงวา สินคา ทนุ (Capital Goods) ทุนเปนสงิ่ ทีผ่ ลิตข้นึ มาเพอื่ ใชในการผลิตตอไป
ไมใ ชเพ่ือการบริโภค เชน ขา วเปลอื ก หากถูกนําไปเปนเมล็ดพันธุเพ่ือเพาะปลูกขาวเปลือกก็เปนสินคาทุน
หากถูกใชเพ่ือการบริโภคจะไมนับเปนสินคาทุน ทุนอาจแยกไดเปน 3 ประเภท ประเภทแรกท่ีเปนสินคา
สําหรับใชในการผลิต (Capital Goods) เชน เครื่องจักร โรงงาน เปนตน ประเภทท่ีสองทุนท่ีเปนเงิน
(Monetary Capital) หมายถึง เงินทจี่ ดั ไวเ พอื่ จา งคนงานหรือเชา ท่ีดนิ หรอื เงินซึง่ จา ยเพ่อื จดั หาเครือ่ งจักร
เคร่ืองมือ และที่ดินเพื่อขยายโรงงาน ประเภทท่ีสามคือ ความรูทางเทคนิค (Technical Knowledge)
หมายถึง ความรตู างๆ สําหรบั ทใี่ ชใ นการผลิต
ทนุ ที่แทจริงจึงไมไ ดหมายถงึ เงนิ อยางเดียว เงินเปนเพียงรูปหน่ึงของทุน เรียกวา เงินทุน (Money
Capital) ซ่งึ เปน เพยี งสอ่ื กลางใหเ กิดสนิ ทรพั ยประเภททนุ ทุนท่ีแทจ ริงจงึ รวมถงึ เครอ่ื งมอื ที่ใชผลิตสินคา และ
เจา ของทนุ จะไดรบั ผลตอบแทนเปน ดอกเบ้ยี (Interest)
4) ผูประกอบการ (Enterpreneur) หมายถึง การจัดต้ังองคการเพ่ือผลิตสินคา และบริการโดย
อาศยั ทรัพยากร แรงงาน ทนุ มาดําเนินการโดยผดู าํ เนินการเรียกวาผูประกอบการ ซ่ึงเปนผูรวบรวมปจจัย
ห น้ า | 203
การผลติ ตางๆ เขา สกู ระบวนการผลิตสินคา และบริการตอบสนองความตองการของตลาด ผูประกอบการจึง
เปน ผูทต่ี องเผชญิ กบั ความเสี่ยงของความไมแนนอนเก่ียวกับภาวะตลาด ซ่ึงตางจากในกรณีของแรงงานที่ไม
ตอ งเผชญิ กับความเส่ียงแมวาจะเปนทรัพยากรมนุษยเหมือนกันก็ตาม ผลตอบแทนของผูประกอบการ คือ
กําไร (Profit)
ปจ จยั การผลติ ทั้งหมดนเ้ี ปนสิ่งสําคัญและจําเปนมากในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจท่ีจะ
ขาดสวนใดสวนหนึ่งไปไมได ถาขาดสวนใดสวนหน่ึงไปจะมีผลทําใหการดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจน้ัน
หยุดชะงัก หรอื ไมไ ดผ ลตามเปาหมายท่วี างไว
4. ลําดับขน้ั การผลติ
ในการดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกจิ ในแตล ะครัวเรอื นแบงออกเปน 3 ขน้ั คอื
1) การผลิตข้ันตนหรือการผลิตขั้นปฐมภูมิ (Primary Production) หมายถึง การผลิตท่ีอาศัย
ธรรมชาติ หรือไดจ ากธรรมชาติ เปน การผลิตแบบด้งั เดมิ ของมนษุ ย ไดแ ก การเก็บของปา ลาสัตว จับปลา
จนพัฒนาเปนอาชีพเกษตรกรกรรมในปจจุบัน เชน การเพาะปลูก เล้ียงสัตว ประมง ทําปาไมท่ีอาศัยทั้ง
ธรรมชาติและเทคโนโลยีเขามาชวย
2) การผลิตขั้นทุติยภูมิ (Secondary Production) หมายถึง การแปรสภาพวัตถุดิบเปนวัตถุ
สําเรจ็ รูป หรือผลิตภณั ฑตา งๆ ไดแก อาชีพหตั ถกรรม และอุตสาหกรรมประเภทตา งๆ
3) การผลิตข้ันตติยภูมิ (Tertitary Production) หมายถึง การจาํ หนายจา ยแจกสินคา และการ
บริการตางๆ ไดแก อาชีพพาณิชยกรรมและการบริการ เชน การคาขาย การคมนาคมขนสง การส่ือสาร
การโฆษณา การธนาคาร ขาราชการ เปน ตน
5. การกาํ หนดปริมาณการผลติ
ในการผลติ สนิ คาและบริการนัน้ ผูผ ลิตควรตัดสินใจวา จะผลติ อะไรในปริมาณเทาใดจึงจะไดกําไร
สงู สุด ดงั น้ัน สิง่ ทก่ี ําหนดปริมาณการผลติ ในตลาดท่ีมีการแขงขันสมบรู ณ ไดแก
1) อุปสงค (Demand) คือ ปริมาณความตองการของผบู ริโภคในการบริโภคสินคาอยางใดอยาง
หนงึ่ ดว ยเงนิ ท่ีเขามอี ยู ณ เวลาใดเวลาหนงึ่ ซง่ึ พรอ มทจ่ี ะซื้อสินคานน้ั อปุ สงคแ บง ออกเปน 2 ประเภทคอื
1.1) อปุ สงคส ว นบุคคล (Individual Demand) หมายถึง อปุ สงคของบุคคลแตละคนหรือ
ผูซ้อื แตล ะราย เชน อปุ สงคเ ส้ือกนั หนาวของนายชัยยทุ ธ เปนตน
1.2) อุปสงคตลาด (Market Demand) หมายถึง ผลรวมของผูซื้อทุกคน ท่ีซื้อสินคาชนิด
หนึง่ ในตลาดแหง หนง่ึ เชน อุปสงคต อเสือ้ กันหนาวในฤดหู นาวของประชากรในจงั หวัดแพร เปนตน
คาํ วา อุปสงคใ นทางเศรษฐศาสตร หมายถึง อุปสงคที่มีประสิทธิผล (Effecive Demand) กลาวคือ
อุปสงคจะประกอบดวยความเต็มใจที่จะซ้ือ (Willingness to buy) กับอํานาจซื้อ (Purchasing Power) ณ
แตล ะระดบั ราคาของสินคา ตางๆ (สขุ ุม อตั วาวุฒิชยั , 2539 : 20)
2) อปุ ทาน (Supply) คอื ปรมิ าณสินคา ท่ีผขู ายสามารถนาํ มาสนองความตองการของผูซื้อไดเปน
สภาพการตัดสนิ ใจของผูขายวาจะขายสนิ คาจาํ นวนเทาใดและในราคาเทาใด ณ เวลาใดเวลาหน่งึ อปุ ทาน แบง
ออกเปน 2 ประเภทคือ
ห น้ า | 204
2.1) อุปทานสวนบคุ คล (Individual supply) หมายถึง ปริมาณสนิ คา หรอื บริการท่ีผูผลิต
หรือผูขายแตละรายนาํ ออกมาเสนอขาย
2.2) อุปทานตลาด (Market Supply) หมายถึง ปริมาณสินคาหรือบริการของผูผลิตหรือ
ผขู ายทกุ คนรวมกนั นําออกมาเสนอขาย
6. ราคาดลุ ยภาพและปรมิ าณดลุ ยภาพ
เมื่อผูซ้ือและผูขายพบกันในตลาดเพ่ือตกลงซื้อขายสินคาและบริการ ปรากฏวามีราคาอยูราคา
หนงึ่ ที่ปริมาณการเสนอซือ้ และปริมาณการเสนอขายเทากันพอดี ซ่ึงเรียกวา ราคาดุลยภาพ (Equilibrium
Price) และปริมาณสินคาและบรกิ ารทซี่ ้อื ขายกัน ณ ราคาดลุ ยภาพนนั้ เรยี กวา ปรมิ าณดุลยภาพ (Eauilibrium
Quantity)
ในระบบเศรษฐกิจทอี่ าศัยตลาดเปนเครื่องมือในการดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือใหกิจกรรม
ทางเศรษฐกจิ ดาํ เนนิ ไปโดยผานกลไกราคา เชน ระบบเศรษฐกจิ แบบทุนนิยม ปริมาณการผลิตจะขึ้นอยูกับ
อปุ สงคและอุปทาน สวนในระบบเศรษฐกจิ แบบสงั คมนิยม ปรมิ าณการผลิตจะขน้ึ อยกู ับการวางแผนของรัฐ
ตารางที่ 2 แสดงราคาดุลยภาพของสม
ราคา ปรมิ าณซอื้ (กก.) ปริมาณขาย (กก.)
(บาท) (Demand) (Supply)
12 0 18
10 3 15
86 12
69 9
4 12 6
2 15 3
ท่มี า : โกเมน จริ ัญกุล และเสรี ลลี าลยั , 2537, หนา 16
จากตารางท่ี 2 แสดงใหเหน็ วา ปรมิ าณเสนอซ้ือสม ของตลาดจะเทากับปรมิ าณเสนอขายสมของตลาด
ณ ราคากิโลกรัมละ 6 บาท ซ่ึงแสดงใหเห็นวาราคาดุลยภาพเทากับ 6 บาท และปริมาณดุลยภาพเทากับ
9 กิโลกรมั
ห น้ า | 205
ดังน้ัน เราสามารถสรุปกฎของอปุ สงค (Demand) ไดวา “ปริมาณสินคาที่มีผูตองการซ้ือในขณะใด
ขณะหนึ่ง จะมคี วามสัมพันธในทางตรงกันขามกับราคาสินคา ชนดิ นั้น” (รัตนา สายคณิต และชลลดา จามร
กุล, 2537 : 34) แสดงวา ถาราคาสินคาสูงขึ้นอุปสงคจะลดลงและถาราคาสินคาลดลงอุปสงคจะเพ่ิมขึ้น
ในขณะทีก่ ฎของอุปทาน (Supply) กลาววา “ปรมิ าณสนิ คาท่ีผูผลิตเต็มใจจะนําออกขายในขณะใดขณะหนึ่ง
จะมีความสัมพันธในทางเดียวกันกับราคาสินคาชนิดนั้น” (รัตนา สายคณิต และชลลดา จามรกุง, 2537 : 81)
หมายความวา ถา ราคาสนิ คาสงู ผผู ลติ จะเตม็ ใจนาํ สนิ คา ออกขายมาก แตถาสินคาราคาต่ําผูผลิตจะเต็มใจนํา
สินคาออกขายนอย ท้งั น้ีอยูภายใตข อ สมมตวิ าปจจัยอื่นๆ ทมี่ ีอิทธิพลตออปุ ทานคงที่
สุขุม อัตวาวุฒิชัย (2541 : 37 – 40) ไดอธิบายเพ่ิมเติมเก่ียวกับความสัมพันธระหวางอุปสงค
อปุ ทานและราคาวา ราคาตลาดหรือราคาดุลยภาพ (Equilibrium Price) จะถูกกําหนดโดยจุดตัดของเสน
อุปสงคและอุปทานตาดนั่นเอง ณ ระดับราคาอื่นๆ จะไมทําใหตลาดอยูในภาวะดุลยภาพ ถามีผูเสนอขาย
สนิ คา ในราคาทีส่ ูงกวา ราคาดลุ ยภาพจะกอใหเกิดอุปทานสวนเกิน (Excess Supply) สินคาจะลนตลาดหรือ
เม่ือใดที่มีผูเสนอขายสนิ คา ตาํ่ กวาราคาดุลยภาพ จะเกิดอุปสงคสวนเกิน (Excess Demand) สินคา จะขาด
ตลาด และกลไกตลาดจะมกี ารปรับตวั โดยอัตโนมัติเพ่ือกลบั เขาสภู าวะดลุ ยภาพ
7. ประเภทของการผลติ
สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติไดแบงกิจกรรมทางเศรษฐกิจของ
ประเทศไทย โดยอาศัยแนวทางการจําแนกขององคการสหประชาชาติ แบงการผลิตออกเปน 11 ประเภท
ดังน้ี
1) การเกษตร ไดแ ก การเพาะปลกู การปศสุ ัตว การประมง การทาํ ปาไม และอ่ืนๆ
2) การทาํ เหมอื งแรแ ละยอยหิน
3) หตั ถอุตสาหกรรม
4) การกอ สรา ง
5) การผลิตไฟฟาและนํา้ ประปา
6) การขนสง และการสอ่ื สาร
7) การขายสงและการขายปลีก
8) การธนาคาร ประกันภยั และอสังหารมิ ทรพั ย
9) การเปนเจา ของทอี่ ยอู าศัย
10) การบริหารงานสาธารณะและปอ งกันประเทศ
11) การบรกิ าร (โกเมน จิรัญกลุ และเสรี ลีลาลยั , 2535 : 9)
8. การสะสมทนุ (Capital Aceumulation) หมายถึง การเพิม่ พนู สินคาประเภททนุ หรือการเก็บ
สะสมเงินทุนใหม ากข้ึน เพอ่ื นําไปใชประโยชนในการขยายความสามารถในการผลิต การสะสมทุนสวนหนึ่งได
จากการลงทุนในสง่ิ กอสรา ง การซ้ือเคร่ืองจักรเครื่องมือและสวนเปล่ียนสินคาคงเหลือ ในการสะสมทุนนั้น
สวนหน่ึงไดจากการออมในประเทศ ซ่งึ เปนการนาํ เงินออมท่ีกันไวจากรายไดสวนหนึ่งไมนําไปใชจายเพื่อการ
บรโิ ภคมาลงทุนเพ่อื หาผลประโยชนตอบแทน การสะสมทุนอีกทางหนึ่งไดจ ากเงนิ ทนุ จากตางประเทศ ซึง่ อาจ
ห น้ า | 206
เปนการระดมทุนจากตางประเทศดวยการกูเงินจากตางประเทศหรือสถาบันการเงินระหวางประเทศ การ
ลงทนุ ในหลกั ทรัพย เปน ตน
9. ประเภทของหนวยธรุ กจิ
หนว ยธรุ กิจ หมายถงึ องคก รที่จัดตง้ั ขึน้ มาเพื่อดาํ เนินกจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ในดา นการผลิตสินคา
และบรกิ าร ไดแก
1) กจิ กรรมท่ีมเี จา ของคนเดียว (Single Proprietorship) เปน กจิ กรรมที่การตัดสนิ ใจข้นึ อยกู ับ
คนๆ เดียว เม่อื ไดผลกําไรมาเปนของเจา ของเพยี งคนเดยี ว
2) หางหนุ สว น (Partnership) เปนธุรกจิ ท่ีประกอบกันขึ้นจากคน 2 คนขึน้ ไป มกี ารตกลงกนั วา
หนุ สวนใดจะรบั ผิดชอบในสว นใด หา งหุน สวนแบง ออกเปน 2 ประเภทคอื
2.1) หางหุนสวนจาํ กดั จะมีหุนสวนพวกหน่ึงจํากัดความรับผิดชอบตามจํานวนเงินท่ีระบุไว
เมอื่ กจิ กรรมขาดทนุ
2.2 หางหุนสวนสามญั ผูเปน หุน สว นทุกคนตอ งรบั ผิดชอบตอ การขาดทุนไมจํากดั จํานวน
กิจการที่มีเจาของคนเดียวและหางหุนสวนจะมีขอเสียคือกิจการท้ังสองประเภทตองรับผิดชอบ
หน้ีสินอยา งไมจาํ กดั จาํ นวนเม่อื กิจการขาดทุนการดําเนินงานไมเ ปน ไปอยา งตอเน่ือง โดยเฉพาะกรณที ีเ่ จาของ
กจิ กรรมเนนเสยี ชีวติ กจิ การเจา ของคนเดยี วมักมปี ญหาในดา นการขยายเงนิ ลงทนุ
3) บริษัทจํากัด (Corparation) เปนหนวยธุรกิจที่จดทะเบียนเปนนิติบุคคล โดยมีหลายคน
รวมกันจัดต้งั จะมขี นาดใหญหรอื เลก็ ขึ้นอยูกบั จํานวนหุน (Stock) ผูถือหุนเปนเจาของบริษัทรวมกันมีความ
รับผิดชอบจาํ กดั ตามจาํ นวนหุนท่ีถือ
4) สหกรณ (Cooperative) เปน หนวยธุรกจิ ท่จี ดั ต้งั โดยคนต้ังแต 10 คนขนึ้ ไป จดทะเบยี นโดย
ถกู ตอ งตามกฎหมาย โดยมีจุดมุงหมายเพ่ือชวยเหลือสมาชิกหรือผูถือหุนซ่ึงตองปฏิบัติตามกฎระเบียบของ
สหกรณ
5) รัฐวิสาหกิจ (Public Enterprise) คือ กิจการที่รัฐเปนเจาของ หรือมีหุนสวนมากกวา
ครึ่งหนงึ่ ของหนุ สว นทง้ั หมด สว นใหญเปน ธรุ กิจดา นสาธารณูปโภคหรอื กจิ การที่ตอ งลงทุนสูง ใหผ ลตอบแทน
ชาและเอกชนไมตองการลงทุน การดําเนินงานตามระบบราชการจึงมักกอใหเกิดความลาชาและไมมี
ประสิทธิภาพเทาทค่ี วร
ธรุ กจิ ทง้ั 5 ประเภท 3 ประเภทแรกเปน ธุรกิจทม่ี ุงแสวงกาํ ไรและ 2 ประเภทหลัง เปน ธุรกิจท่ีไมไ ด
มงุ แสวงหาผลกําไร
สรปุ
การผลิต หมายถึง การสรางเศรษฐทรัพยเพ่ือบําบัดความตองการของมนุษยหรือการสราง
อรรถประโยชนดวยการเปลี่ยนรูป เปล่ียนสถานท่ี เล่ือนเวลาใชสอย เปล่ียนโอนกรรมสิทธิ์ และการ
ใหบริการตางๆ สง่ิ ผลติ ของมนษุ ยเรียกวา สนิ คา แบงออกเปนสินคาเศรษฐทรัพยและสินคาไรราคา ในการ
ห น้ า | 207
ผลิตจะตองอาศัยปจจัยการผลิต 4 อยาง ไดแก ท่ีดิน แรงงาน ทุน และผูประกอบการ มีลําดับขั้นการ
ผลิต 3 ข้ันคือ การผลิตขัน้ ปฐมภมู ิ ทุตยิ ภมู ิและตตยิ ภูมิ การจะผลิตอะไรมากนอยเทาใดเปนไปตามหลัก
ของอุปสงคและอุปทานของตลาดสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติไดแบง
ประเภทของการผลติ ในประเทศไทย
2. การบริโภค
1. ความหมายของการบริโภค
การบริโภคในเชิงเศรษฐศาสตรม หภาคหรือการบรโิ ภคมวลรวม (Aggregate Consumption) คือ
การใชจ ายเพ่อื การบรโิ ภคสินคาท้ังประเภทสนิ้ เปลืองและคงทนถาวร รวมทั้งบริการตางๆ ทุกชนิดรวมกันของ
ทัง้ ระบบเศรษฐกจิ เชน การศกึ ษา การรักษาพยาบาล เปน ตน
2. ประเภทของสนิ คาเพ่ือการบริโภค
การบรโิ ภคของมนุษยน ้นั ตองอาศยั ทรพั ยากรมาแปรสภาพเปน สินคาและบรกิ าร ซ่ึงอาจจําแนกได
ดงั น้ี
1) สินคาเพ่ือการผลิตและสินคาเพ่ือการบริโภค สินคาบางอยางเปนสินคาของผูผลิตใน
ขณะทส่ี ินคา บางอยา งเปนสนิ คา ของผบู รโิ ภค เชน จักรเย็บผา เปนสินคาของผูผลิต และเสื้อผาเปนสินคา
ของผูบรโิ ภคเปน ตน
2) สนิ คาคงทน และสนิ คา ไมค งทน
สินคาคงทน คือ สินคาที่เก็บไวใชไดนานเปนป เชน ปากกา นาฬิกา กระเปา บาน
ยานพาหนะตา งๆ เปน ตน
สินคาที่ไมคงทน คือ สินคาท่ีใชแลวหมดสิ้นไปภายใน 1 ป เชน อาหาร น้ําด่ืม
เครื่องสําอาง เปน ตน (อเนก เธียรถาวร, 2535 : 18)
3. ปจ จัยทีก่ ําหนดการบรโิ ภค
ในบางครง้ั เราจะพบวา ความสามารถของคนเราในการบริโภคหรือปริมาณการเสนอซื้อสินคา
และบริการในชวี ิตประจาํ วันจะแตกตา งกันไป ท้งั นข้ี ึ้นอยูกบั ปจ จัยหลายๆ อยา ง ไดแก
1) รายได (Income) นับเปน ปจ จัยสาํ คญั อนั ดบั แรกของมนุษยใ นการตดั สินใจบริโภค ส่ิงใดส่ิง
หนง่ึ โดยปกติผมู ีรายไดน อ ยจะมีอัตราการบรโิ ภคตํา่ กวาผูมีรายไดมาก แตทั้งนี้อาจจะขึ้นอยูกับปจจัยอ่ืนๆ
ดว ย การที่รายไดของผูชื้อเปล่ียนแปลงไป จะมีผลตอปริมาณการเสนอซ้ือดวย กลาวคือ หากรายไดของ
ผซู อ้ื เพ่มิ สงู ขน้ึ สิง่ อ่ืนๆ คงที่ ปริมาณการเสนอซ้ือ ณ แตล ะระดบั ราคาจะมากขนึ้ เปนตน
2) ราคาสินคาอ่ืนๆ (Price of other Goods) เปนส่ิงที่จูงใจในการตัดสินใจของผูบริโภคให
เลือกซื้อสินคาไดตามความเหมาะสมแกฐานะของตนเอง การท่ีปริมาณการเสนอซ้ือสินคาชนิดหน่ึง
เปลี่ยนแปลงไป ไมเพียงเพราะราคาสินคาน้ันเปลี่ยนแปลงเทาน้ัน แตอาจจะข้ึนอยูกับราคาสินคาอ่ืนๆ
เปลี่ยนแปลงไปดวย
ห น้ า | 208
2.1) ราคาสนิ คาที่ทดแทนได (Price of Substitute) เชน สมมติวาขนุนสามารถบริโภค
แทนทเุ รยี นหมอนทองได หากราคาตอหนว ยของขนุนลดลงในขณะท่ีราคาทุเรียนหมอนทองไมเปลี่ยนแปลง
ราคาเปรยี บเทยี บของขนนุ ตอทุเรยี นจะถูกลง ผบู รโิ ภคจะลดการบริโภคเรยี นหมอนทองลง และหนั ไปบริโภค
ขนนุ มากข้ึน ดังนนั้ ปริมาณการเสนอซ้ือของทุเรียนหมอนทอง ณ ทุกระดับราคาจะลดลง ในทางตรงกัน
ขามหากราคาขนนุ เพ่มิ สูงขนึ้ ผูบริโภคจะหนั มาบรโิ ภคทเุ รยี นหมอนทองมากขึน้ ณ ทกุ ระดบั ราคา และบริโภค
ขนุนนอ ยลง
2.2) ราคาสินคา ที่ใชค วบคูกนั (Price of Complement) สนิ คา บางอยาง ตองใชควบคูกัน
เชน โตะ และเกา อ้ี ปากกากบั หมกึ เปน ตน ถา ราคาหมกึ ตอขวดแพงขึ้น ขณะท่ีสินคาอื่นๆ อยูคงที่ปริมาณ
ความตองการซื้อปากกาจะลดลง ณ ทกุ ระดบั ราคา ในทางตรงกนั ขามถาราคาหมึกลดลงปริมาณการเสนอซื้อ
ปากกาจะสูงขึน้ ณ ทกุ ระดบั ราคา
3) รสนิยม (Taste) คือ ความนิยมชมชอบของผูบริโภคในการเลือกซ้ือสินคาแตละชนิดซึ่ง
แตกตา งกนั ตามลักษณะของผบู รโิ ภคแตล ะทองถ่นิ หรือตามฤดูกาลทเ่ี ปลย่ี นแปลงไป
4) การใหเครดิต (Credit) หรือยุทธวิธีการขาย เชน การขายสินคาดวยระบบเงินผอนเปน
ส่งิ หนึง่ ทจ่ี งู ใจใหคนหันมาซอ้ื สนิ คา มากขน้ึ เชน ยานพาหนะตา งๆ เปนตน
5) สภาวะอากาศ มีผลกระทบตอปริมาณความตองการบริโภคสินคาบางอยาง เชน ปริมาณ
ความตองการซอื้ เสือ้ กันหนาวในฤดูหนาวของภาคเหนือและภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื จะเพิ่มสูงข้ึน มีผลกําไร
ราคาเสื้อกนั หนาวสูงข้นึ ในชว งฤดหู นาว เปน ตน
ในกรณีของอปุ สงคตลาดหรอื การบริโภคมวลรวมตวั กาํ หนดจะมมี ากกวากําหนดขา งตน เชน
1) ปริมาณซ้ือขน้ึ อยูก ับจํานวนประชากร ตามปกติเมือ่ ประชากรมจี ํานวนเพิ่มมากข้ึนความตองการ
สนิ คาและบรกิ ารจะเพมิ่ ตาม แตก ารเพ่ิมประชากรยังไมเ ปน การเพียงพอประชากรเหลานี้จะตองมีอํานาจซ้ือ
ดวยจึงจะสามารถซอ้ื สินคา ไดม ากขึน้
2) ปริมาณซือ้ ข้ึนอยกู ับสภาพการกระจายรายไดใ นระบบเศรษฐกิจ เชน ประเทศท่ีมีบอนํ้ามันบาง
ประเทศปรากฏวารายไดสว นใหญตกอยูในมือของคนกลุมนอย สวนคนกลุมใหญจะมีรายไดต่ํามาก ในสังคม
ของประเทศลกั ษณะนี้การบริโภคจะแตกตางจากสังคมท่ีมีการกระจายรายไดคอนขางทัดเทียมกัน ถึงแมวา
รายไดเฉลี่ยของท้งั สองประเทศจะอยูในลกั ษณะใกลเ คยี งกันกต็ าม
4. การบริโภคและการออม
ในการบริโภคของคนเราน้ันจะตองอาศัยเงินที่มาจากรายไดเปนสวนใหญ แตถาเรานํารายได
ทง้ั หมดมาใชใ นการบรโิ ภค เมอื่ ถึงเวลาจําเปน หรือในยามเดือดรอ นจะกอใหเ กิดปญหายงุ ยาก เชน เกิดภาวะ
ท้ังหมดมาใชในการบริโภค เม่ือถึงเวลาจําเปนหรือในยามเดือดรอนจะกอใหเกิดปญหายุงยาก เชน เกิด
ภาวการณเจ็บปวยในครอบครัว การศึกษาของบุตรท่ีตองใชเงินมาก สงเคราะหญาติที่เดือดรอน เปนตน
คนเราจงึ จําเปน ตอ งเหลือรายไดส วนหนึ่งไวเพอื่ รองรับความจําเปนดังกลาว เงินสวนนี้คือ เงินออม ซึ่งเปน
เงินที่เหลือจากการใชจายดวยการประหยัดหรือเก็บออมไวในสถาบันการเงินซ่ึงกอใหเกิดประโยชนหลาย
ประการ คอื
ห น้ า | 209
1) เพ่ือเก็บไวใชจายในยามจําเปน คือ เงินรายไดท่ีเก็บไวสําหรับรับรองความจําเปนใน
ครอบครวั เชน สมาชิกในครอบครวั เจ็บปว ย เปนคน
2) เพ่ือใชจายในอนาคต เปนเงินรายไดท่ีเก็บไวสําหรับส่ิงที่ยังไมเกิดในปจจุบันแตจะเกิดใน
อนาคต เชน เม่อื ยามแกจะตองมเี งนิ สวนหน่ึงไวส ําหรับใชจา ย หรอื เพ่อื การศกึ ษาของบุตร เปน ตน
3) เพ่ือใหเกิดดอกผลงอกเงย คือการนําเงินไปฝากกับสถาบันการเงิน การซื้อหุน การซ้ือ
พนั ธบัตรรัฐบาล การนาํ เงนิ ไปลงทุน ซ่งึ ไดผ ลตอบแทนเปนดอกเบย้ี หรอื กําไร
4) เพื่อประโยชนท างเศรษฐกิจสวนรวม คือ เงินออมของประชาชนในสถาบันการเงิน รัฐบาล
สามารถกูเ งนิ มาลงทนุ ขยายการผลติ มากขนึ้ มีผลตอ การจางงานในประเทศมากข้ึนทาํ ใหประชาชนมีเศรษฐกิจ
ดขี ้นึ (อเนก เธียรถาวร, 2542 : 25)
สรปุ
การบรโิ ภค หมายถงึ การใชจา ยเพ่อื การบริโภคสนิ คา และบริการตางๆ ในระบบเศรษฐกจิ การบริโภค
จะมากหรอื นอยข้ึนอยูกบั ปจ จยั หลายๆ อยาง และสวนหนงึ่ ที่เหลอื จากการบรโิ ภคก็คอื เงินออม
3. การแบง สรรหรอื การกระจาย (Distribution)
1. ความหมายของการแบง สรรหรอื การกระจาย
การแบงสรร หมายถึง การแบงสรรผลผลิตจากผูผลิตไปยังผูบริโภคและแบงปนรายไดไปยัง
ผูเก่ยี วขอ งกับการผลิต การแบงสรรจําแนกออกเปน 2 ประเภท คือ
1) การแบงสรรสินคาและบริการ ท่ีผลิตมาไดไปยังผูบริโภค เชน ชาวสวนขายผลไมใหกับ
ผูบรโิ ภค หรอื ชา งตัดผมบรกิ ารตัดผมแกลูกคา เปนตน
2) การแบงสรรใหเ จาของปจจัยการผลติ ดังน้ี
ปจ จยั การผลิต ผลตอบแทนที่ไดร ับ
ทีด่ ิน
แรงงาน คา เชา (rent)
ทุน คา จา ง (wages)
ผปู ระกอบการ ดอกเบยี้ (interests)
กําไร (profit)
ห น้ า | 210
2. ความไมเทา เทยี มกันของรายได
การแบงสรรรายไดไปยังกลุมคนตางๆ ในสังคมมักกอใหเกิดความไมเทาเทียมกันของรายได มี
สาเหตุมาจาก
1) ความไมเทาเทียมกันในกําเนิดและทรัพยสินเกิดจากพ้ืนฐานและฐานทางเศรษฐกิจของ
ครอบครัวแตกตางกัน เชน คนท่ีเกิดมาในครอบครัวที่รํ่ารวยยอมมีฐานะทางเศรษฐกิจสูงกวาคนที่เกิดใน
ครอบครัวทยี่ ากจน เปน ตน
2) ความไมเ ทาเทียมกนั ในการทํางาน เกิดจากการมีหนา ทีค่ วามรับผดิ ชอบในการทาํ งานแตกตาง
กนั เชน ผูอ าํ นวยการโรงเรยี นมีรายไดส งู กวานักการภารโรง เปน ตน
3) ความไมเทาเทยี มกนั ในความรู คือ บคุ คลทมี่ คี วามรูเฉพาะดาน ซึ่งไมอ าจทดแทนกันได เชน
อาชพี แพทย วศิ วกร ชา งเจียระไนเพชรพลอย จะมีรายไดสูงเปนตน
4) ลกั ษณะของอปุ สงคอ ุปทาน คือ ความสัมพันธระหวา งปรมิ าณความตอ งการและปริมาณเสนอ
ขายไมสมดุลกัน เชน อุปสงคของแรงงานในกลุมประเทศแถบตะวันออกกลางสูงมากในขณะท่ีอุปทานของ
แรงงานมีนอ ยกวาจึงทาํ ใหค า จา งแรงงานในประเทศเหลา นสี้ ูง เปนตน
5) การกระจายการบรกิ ารของรัฐ ในดานสาธารณูประโภค และความเจรญิ ในดานตา งๆ ไมทัว่ ถึง
เชน ถนนหนทาง ระบบการสื่อสารโทรคมนาคมสาธารณูปโภคตางๆ ทําใหบริเวณน้ันมีความเจริญทาง
เศรษฐกิจ ประชาชนมรี ายไดสงู เปน ตน
ดังน้ัน รัฐบาลของประเทศตางๆ จึงหาวิธีการจัดระบบเศรษฐกิจเพ่ือใหมีการกระจายรายไดไปสู
ประชาชนอยา งเปน ธรรมและท่วั ถงึ กัน กลา วคือ ประเทศทใี่ ชร ะบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม เอกชนมีเสรีภาพ
ในการผลิตและการบริโภคอยา งเต็มทีก่ อ ใหเกดิ รายไดในทรัพยสนิ มาก รัฐจะเรยี กเก็บภาษีในอตั ราสงู ประเทศ
ท่ใี ชระบบเศรษฐกจิ แบบสงั คมนิยมรัฐจะควบคมุ การใชปจ จยั การผลติ และกระจายรายไดไ ปยังประชาชนอยาง
เปนธรรม สวนประเทศท่ีใชระบบเศรษฐกจิ แบบผสม เชน ประเทศไทยจะมีมาตรการในการกระจายรายได
อยางเปนธรรมดวยการใชมาตรการทางภาษี การจัดสวสั ดกิ ารแกผูมีรายไดนอย การควบคุมราคาสินคาเปน
ตน
สรปุ
การแบงสรรหรอื การกระจาย หมายถงึ การแบงสรรผลผลิตจากผูผลิตไปยังผบู ริโภคและการแบง ปน
รายไดไ ปยงั เจา ของปจ จัยการผลติ ในรปู ของ คา เชา คาจา ง ดอกเบี้ย กาํ ไร ในการแบง สรรอาจจะเกดิ ความ
ไมเ ทาเทยี มกันของรายไดซ ง่ึ เปน หนา ท่ีของรฐั ท่ีจะตองดูแลการกระจายรายไดไปสูกลุมคนตางๆ อยางทั่วถึง
และเปนธรรม
4. การแลกเปล่ยี น (Exchange)
1. ความหมายของการแลกเปลี่ยน
ห น้ า | 211
การแลกเปลี่ยน หมายถงึ การเปลย่ี นความเปนเจา ของในสินคา และบรกิ าร โดยการโอนหรือ
การยายกรรมสิทธ์ิ หรือความเปนเจา ของ (Ownership) ระหวางบคุ คล หรอื ธรุ กิจ
2. ววิ ฒั นาการของการแลกเปลย่ี น
การแลกเปล่ยี นมวี วิ ฒั นาการ 3 ระยะคือ
1) การแลกเปลยี่ นส่งิ ของกบั สง่ิ ของ มักเกิดขน้ึ ในสังคมทีม่ ีความสัมพันธกันอยางใกลชิด เชน
ในสังคมสมัยโบราณหรือในสังคมชนบท โดยการนําเอาสินคาและบริการมาแลกเปลี่ยนกันโดยตรงไมตองมี
สื่อกลางในการแลกเปลยี่ น เชน ชาวนาเอาขาวมาแลกกบั ปลาชาวประมง เปนตน
ระบบการแลกเปลีย่ นสนิ คา ตอ สนิ คาจะมีขอเสยี ในเร่ืองความตองการไมตรงกัน ทําใหเกดิ ความไม
คลองตัวในการแลกเปลี่ยน เชน ชาวนาอาจจะไมตองการปลา แตตองการนําขาวไปแลกผาจึงตองไปหา
บุคคลที่มีความตองการตรงกันการแลกเปลี่ยนจึงจะเกิดข้ึนได อีกประการหน่ึงคือมูลคาสิ่งของที่นํามา
แลกเปล่ียนกันอาจจะมีมลู คา หรอื สัดสว นไมเทา กันทําใหเกิดความไมย ตุ ธิ รรมในการแลกเปลีย่ น
2) การใชเงนิ เปน สือ่ กลาง เน่อื งจากความไมสะดวกและคลองตัวในการแลกเปล่ียนสินคากับ
สินคาและความตองการไมตรงกันทําใหมนุษยคิดสื่อกลางในการแลกเปล่ียน เปนการแลกเปล่ียนระหวาง
ส่งิ ของและเงนิ ไดแก การแลกเปลี่ยนซ้ือขายสินคาและบริการในสังคมปจจุบัน เงินในยุคแรกๆ ท่ี มนุษย
นาํ มาใชในการแลกเปลีย่ นอาจอยูในรูปของเปลอื กหอย โลหะ แรธาตุ หรือสิ่งของตางๆ ที่สังคมนั้นยอมรับ
ทําใหการแลกเปล่ียนน้ันมคี วามคลอ งตัวมากย่งิ ขึน้
3) การใชต ราสารอยา งอืน่ แทนเงนิ หรอื การใชเครดิต เนอ่ื งจากตลาดในระบบเศรษฐกจิ มคี วาม
ซับซอนมากยิง่ ขน้ึ การซือ้ ขายแลกเปลยี่ นจงึ ไดพฒั นาจากระบบการใชเ งนิ เปนสอ่ื กลางมาเปน ระบบการใชตรา
สารอยา งอน่ื แทนเงิน หรือการซ้ือขายแลกเปลี่ยนโดยผานระบบเครดิต โดยการใชเช็ค ใชตั๋วแลกเงินหรือ
บัตรเครดิตตางๆ ระบบเครดิตชวยในการแลกเปล่ียนสินคาและบริการระหวางผูผลิต (Producers) หรือ
หนว ยธุรกจิ (Business) กบั ผูบริโภคหรอื ครวั เรอื น (Households) เปน ไปอยา งรวดเรว็
3. สถาบันท่ีเก่ียวขอ งกบั การแลกเปล่ียน ไดแ ก
1) คนกลาง (Middleman) หมายถึง ผูทําหนาที่เปนส่ือกลางระหวางผูผลิตกับผูบริโภค เชน
พอคาขายปลีก พอ คาเรต า งๆ คนกลางมปี ระโยชนท าํ ใหผบู ริโภคไดใชสินคา และบรกิ ารตามความตองการแตถ า
คนกลางเปนผูเอาเปรยี บผูบรโิ ภคมากเกนิ ไปจะทําใหประชาชนเดอื ดรอ น
2) ธนาคาร (Bank) คือ สถาบันการเงินท่ีใหความสะดวกในดานการแลกเปลี่ยน ธนาคารทํา
หนาท่ีเปนตัวกลางระหวา งผอู อมและผูลงทนุ
3) ตลาด (Market) ในทางเศรษฐศาสตร หมายถึง กระบวนการแลกเปล่ียนซื้อขายสินคาและ
บรกิ าร มไิ ดห มายถงึ สถานที่ทําการซื้อขายสินคาแตเปนสถานท่ีใดๆ ที่สามารถติดตอซ้ือขายกันได อาจจะมี
หลายรปู แบบ เชน ตลาดขาว ตลาดหนุ ตลาดโค กระบอื เปน ตน หนาทสี่ ําคญั ของตลาด ไดแ ก
3.1) การจัดหาสินคา (Assembling) คือ จัดหา รวบรวมสินคาและบริการมาไวเพื่อ
จําหนายแกผ ตู องการซ้ือ
ห น้ า | 212
3.2) การเกบ็ รักษาสนิ คา (Storage) คอื การเกบ็ รกั ษาสินคาที่รอการจาํ หนา ยแกผตู อ งการซอื้
หรือเกบ็ เพอื่ การเกง็ กําไรของผูขาย เชน โกดัง หรอื ไซโลเกบ็ พืชผลตา งๆ เปนตน
3.3) การขายสินคาและบริการ (Selling) ทําหนาที่ขายสินคาและบริการแกผูตองการซ้ือ
เชน รานคา ปลีก หา งสรรพสนิ คา ตลาดสด เปนตน
3.4) การกําหนดมาตรฐานของสินคา (Standardization) ทําหนาที่กําหนดมาตรฐานของ
สนิ คา ทน่ี าํ มาเสนอขายในดานของนํา้ หนกั ปริมาณและคณุ ภาพ เพ่ือใหผ ูซอื้ เกดิ ความไววางใจในสินคาท่ีนํามา
เสนอขาย
3.5) การขนสง (Transportation) ระบบการขนสงทําหนาท่ีสงสินคาที่นํามาแลกเปล่ียนซื้อ
ขายกัน การขนสง มคี วามสําคญั เพราะทกุ ขั้นตอนของการผลติ จะตอ งผา นกระบวนการขนสงท้งั ส้นิ
3.6) การยอมรับการเสย่ี งภัย (Assumtion of Risk) ตลาดจะยอมรับการเส่ียงภัยตางๆ อัน
อาจเกดิ ข้ึนจากการแลกเปลี่ยนซ้อื ขาย เชน ความเส่ียงภัยเก่ียวกับสินคาสูญหายหรือเสื่อมภาพ เชน สินคา
การเกษตร ยารักษาโรค อาหาร เปน ตน
3.7) การเงิน (Financing) ตลาดทําหนาที่รับจายเงินในข้ันตอนตางๆ ของการซื้อขาย
ตลอดจนการจดั หาทุนหมนุ เวียนและสนิ เชอ่ื ตางๆ เพอื่ การดําเนนิ ธรุ กจิ เก่ียวกบั การแลกเปล่ียนซ้ือขาย
ในการแขง ขัน ตลาดแบงออกเปน 2 ลกั ษณะคือ
1) ตลาดที่มกี ารแขงขันท่ีไมสมบูรณ (Imperfect Competitive Market) เปนตลาดท่ีพบอยู
โดยทัว่ ไปในประเทศตา งๆ ลกั ษณะสาํ คญั ของตลาดชนิดนีค้ อื มักมกี ารจาํ กดั อยา งใดอยางหนง่ึ ท่ที ําใหผ ูข ายหรอื
ผูซ้ือมีอทิ ธพิ ลตอการกาํ หนดราคาหรอื ปรมิ าณได ตลาดทม่ี ีการแขงขันไมสมบรู ณแบงออกเปน 3 แบบ ไดแก
1.1) ตลาดก่ึงแขงขันก่ึงผูกขาด (Monopolistic Comtetition) คือ ตลาดท่ีมีผูซ้ือขาย
จํานวนมาก สินคาของผูขายแตละรายจะมีความแตกตางกันเพียงเล็กนอยแตไมเหมือนกันทุกประการ
สามารถที่จะทดแทนกนั ไดแ ตไมอ าจทดแทนกนั ไดอยา งสมบรู ณ สวนใหญจะแตกตางกันในเรอ่ื งของการบรรจุ
หบี หอและเครอื่ งหมายการคา ในตลาดชนดิ นี้ผูขายสามารถกําหนดราคาไดบางแตตองคํานึงถงึ ราคาของผขู าย
รายอืน่ ๆ ดวย ตวั อยา งของสินคา ในตลาด กึง่ แขง ขันกึง่ ผูกขาด ไดแก ผงซักฟอก ยาสีฟน สบู ยาสระผม
แปง เดก็ เปน ตน
1.2) ตลาดผขู ายนอยราย (Oligopoly) หมายถงึ ตลาดทีม่ ผี ูขายไมมากนกั ผูขายแตล ะราย
จะมีสวนแบงในตลาด (Market Share) มาก สินคาท่ีซื้อขายในตลาดจะมีลักษณะคลายคลึงกันแตไม
เหมือนกนั ทุกประการ เชน การผลติ นํ้าอดั ลมในประเทศไทยมเี พียงไมก่รี าย ถา หากผผู ลิตนา้ํ อดั ลมรายใดลด
ราคาสนิ คา ลงจะทาํ ใหป ริมาณขายของผูผลิตรายน้ันเพ่ิมขึ้นและปริมาณขายของผูอ่ืนจะลดลง แตอยางไรก็
ตามผูขายในตลาดชนิดน้มี ักจะไมล ดราคาแขง ขันกัน เพราะการลดราคาเพอ่ื แยงลูกคาซ่ึงกันและกันในท่ีสดุ จะ
ทําใหรายไดข องผูขายทกุ รายลดลงโดยท่ีไมไดลูกคาเพ่ิม ดังนั้น ผูขายมักจะแขงขันกันดวยวิธีอ่ืน เชน การ
โฆษณา และการปรับปรุงคุณภาพของสินคา เปนตน ตัวอยางสินคาในตลาดชนิดน้ี ไดแก นํ้าด่ืม นํ้าอัดลม
น้ํามนั รถยนต เปน ตน
ห น้ า | 213
1.3) ตลาดผกู ขาด (Monopoly) หมายถึง ตลาดทม่ี ผี ูข ายเพียงรายเดียวสินคาท่ีซ้ือขายใน
ตลาดมคี ณุ ลกั ษณะพเิ ศษไมเหมือนใคร ไมสามารถหาสินคาอื่นมาทดแทนไดอยางใกลเคียง เปนการผูกขาด
ตามนโยบายของรัฐบาล เชน การผลติ บุหรี่ การออกสลากกนิ แบง เปน ตน หรอื ขนาดของกจิ การตองใหญมาก
เชน กิจการรถไฟใตด นิ โทรศัพท การผลิตไฟฟา เปน ตน
2) ตลาดแขง ขนั สมบรู ณ (Prefect Competitive Market) มลี กั ษณะดงั นี้
2.1) ผูขายและผูซ้ือมีจํานวนมากราย การซื้อขายของแตละรายเปนปริมาณสินคาเพียง
เลก็ นอยเมอื่ เทยี บกับจาํ นวนซอื้ ขายทั้งตลาด ดังนัน้ การเปลี่ยนแปลงปริมาณซ้ือขายของผูซ้ือและผูขายราย
ใดรายหน่ึงจงึ ไมท าํ ใหอุปสงคข องตลาดเปลี่ยนแปลง และไมส งผลกระทบตอ ราคาตลาด
2.2) สินคามีคุณลักษณะและคุณภาพใกลเคียงกันมาก (Homogeneous Product)
หมายความวา ในสายตาของผซู ้ือเหน็ วาสินคา ดังกลา วของผูข ายแตล ะรายไมแตกตางกันจะซ้ือจากผูขายราย
ใดกไ็ ดต ราบเทาที่ขายในราคาตลาด
2.3) ผผู ลิตรายใหมสามารถเขา สตู ลาดไดโ ดยงาย ขณะเดียวกันการเลิกกิจการก็สามารถทําได
โดยไมมีอุปสรรคในการเขาและออกจากตลาด (Free Entry and Exit) กิจการใดที่มีกําไรสูงจะมีผูเขามา
แขงขนั มากเพ่ือจะไดมสี ว นแบงในกําไรน้ัน แตกิจการใดขาดทุนผูประกอบกิจการจะเลิกไปเพ่ือไปประกอบ
กจิ การอยางอืน่ ท่ีทํากําไรมากกวา
2.4) ปจจัยการผลิตสามารถเคลื่อนยายไดโดยสมบูรณ (Perfect Mobility of factors of
Production) ปจ จยั การผลติ สามารถเคล่ือนยายจากกิจกรรมทมี่ ผี ลตอบแทนต่าํ ไปยงั กจิ กรรมท่ีมีผลตอบแทนสูง
กวาทนั ทโี ดยไมตองเสียตนทนุ การเคล่อื นยายแตอ ยา งใด
2.5) ผูซ้ือผูขายมีขอมูลขาวสารสมบูรณ (Perfect information หรือ Perfect
Knowledge) กลาวคือ ผูซ้ือผูขายสามารถเขาถึงขอมูลเก่ียวกับตลาด เชน ราคาสินคาในแตละพื้นท่ีได
สะดวกและเสมอภาคกนั
ในตลาดแขง ขันสมบรู ณดังกลา ว การจัดสรรและการใชท รัพยากรทมี่ ีอยอู ยา งจาํ กดั รวมท้งั สินคาและ
บริการตางๆ จะถูกกําหนดโดยกลไกตลาด (Price Mechanism) หรือโดยปฏิสัมพันธของผูซ้ือและผูขาย
จํานวนมากในตลาดซึ่งในทางเศรษฐศาสตร ก็คืออุปสงคและอุปทานตลาดน่ันเอง การซ้ือขายเปนไปตาม
ความพอใจของผูซอื้ และผูข ายอยา งแทจริง
4. การแทรกแซงราคาในตลาดของรัฐบาล
ราคาสินคาและบรกิ ารในตลาดบางครั้งอาจถูกแทรกแซงโดยรัฐบาลก็ไดซึ่งสามารถทําไดใน 3 กรณี
คือ
1) การกําหนดราคาสูงสุด (Fixing of Maximum Prices) ในกรณีที่รัฐบาลเห็นวาสินคาท่ี
จําหนา ยจาํ เปนตอการครองชพี ในทองตลาดเกดิ การขาดแคลนและราคาสนิ คาสูงข้ึนทาํ ใหประชาชนไดรับความ
เดือดรอน รัฐบาลจะเขา ควบคุมโดยกําหนดราคาสูงสดุ ของสนิ คา น้นั ๆ เชน เนอ้ื สตั ว น้ําตาลทราย เปน ตน
ห น้ า | 214
2) การประกันราคาขั้นตํ่า (Guaranteed Minimum Prices) ในกรณีท่ีรัฐบาลเห็นวาราคา
สนิ คา บางอยางลดตา่ํ ลงจนอาจเกดิ ผลเสียแกผูผลิต เชน สินคา การเกษตรบางประเภทรัฐบาลจะเขาควบคุม
โดยกําหนดราคาขั้นตํา่ หรือถาไมมพี อ คารบั ซอ้ื รฐั บาลจะเขารบั ซอื้ เอง
3) การพยงุ ราคา (Price Support) เปนมาตรการที่รัฐบาลชวยใหราคาสินคาชนิดใดชนิดหน่ึง
เพมิ่ สูงขึ้นเพ่อื ประโยชนของผผู ลิตหรือผขู าย อาจกระทําโดยการเขาแทรกแซงตลาดของรัฐบาลดวยการเขา
แขง ขนั การซ้อื กับเอกชนเพ่ือขยายอุปสงคห รอื การใหเ งนิ อดุ หนนุ แกผ ูผ ลติ ที่ลดการผลิตลงเพ่ือลดอุปทานใหมี
นอ ยลงก็ได
กลา วไดวา การแลกเปลยี่ นเปน กจิ กรรมทส่ี าํ คญั ตอการกระจายสินคาและรายไดไปยังบุคคลตา งๆ ซ่ึง
ตองอาศัยสถาบนั ทเี่ กีย่ วขอ งกับการแลกเปล่ียนหลายสถาบัน เชน คนกลาง ตลาด ธนาคาร และสถาบัน
อื่นๆ อีกมากมาย รวมทัง้ บทบาทของรฐั บาลทจ่ี ะเขา มาอาํ นวยความสะดวกใหการแลกเปลี่ยนดาํ เนนิ ไปดว ยดี
สรปุ
การแลกเปล่ยี น หมายถึง การเปล่ียนความเปนเจาของในสินคาและบริการโดยการโอนหรือยายกรรมสิทธ์ิ
หรือความเปน เจาของระหวา งบคุ คลหรอื ธรุ กจิ การแลกเปลยี่ นมีววิ ัฒนาการมายาวนานตัง้ แตการแลกส่ิงของ
กบั ส่งิ ของจนถงึ ปจจุบนั ท่ใี ชร ะบบเงนิ และเครดิตและอาศัยสถาบันตางๆ เปน ตัวกลางในการแลกเปลีย่ น
ห น้ า | 215
แบบฝกหดั ทา ยบทเรอ่ื งที่ 3 กระบวนการทางเศรษฐกิจ
คาํ สั่ง เมือ่ ผูเรียนศึกษาเร่ือง กระบวนการทางเศรษฐกิจแลวใหทําแบบฝกหัดตอไปน้ี โดยเขียนในสมุด
บันทึกกิจกรรมการเรียนรู
แบบฝกหัดท่ี 1 ใหผูเรียนศึกษาวิเคราะหช่ือสินคา และประเภทของสินคาตามที่กําหนด
แลวนําชือ่ ประเภทสินคา ใสทาย ชือ่ สนิ คา ใหสมั พันธ / สอดคลองกนั
ก. สนิ คา ไรร าคา (Free Goods)
ข. สนิ คาเศรษฐกิจทรัพย (Economic Goods)
ค. สินคาไรร าคา (Free Goods)
ง. สนิ คา สาธารณะ (Public Goods)
1. นํา้ ทะเล ......................................................................................
2. ผลไม ......................................................................................
3. โทรศัพท ......................................................................................
4. รถยนต ......................................................................................
5. ขยะ ......................................................................................
7. ปลาทตู วั เลก็ ......................................................................................
8. กองทพั แหงชาติ ......................................................................................
9. ขา วสารชนดิ 25% ......................................................................................
10. แสงแดด ......................................................................................
แบบฝก หดั ที่ 2 ใหผ ูเรยี นตอบคาํ ถามตอ ไปนี้
1. การผลติ หมายถึง อะไร
…………………………………………………………………………………………..…………………
2. ปจ จยั การผลติ ไดแกอะไรบาง
…………………………………………………………………………………………..…………………
3. ลําดบั ขนั้ การผลิตมีก่ลี ําดับขั้น ไดแ กอ ะไรบาง
………………………………………………………………………………………….……………………
………………………………………………………………………………………….……………………
4. สินคา มกี ่ปี ระเภท อะไรบา ง
………………………………………………………………………………………….……………………
ห น้ า | 216
………………………………………………………………………………………….……………………
5. สิ่งกาํ หนดการผลิตไดแกอะไรบาง
………………………………………………………………………………………….……………………
………………………………………………………………………………………….……………………
6. ประเภทของหนวยธุรกจิ ไดแ กอ ะไรบาง
………………………………………………………………………………………….……………………
………………………………………………………………………………………….……………………
7. การแบงสรร หมายถึงอะไร
………………………………………………………………………………………….……………………
………………………………………………………………………………………….……………………
8. การแบงสรรมีก่ีประเภท อะไรบาง
………………………………………………………………………………………….……………………
………………………………………………………………………………………….……………………
9. ความแตกตางในดา นรายไดข องคนเราเกดิ จากอะไร
………………………………………………………………………………………….……………………
………………………………………………………………………………………….……………………
แบบฝก หัดท่ี 3 ใหผ ูเรยี นอา นขอความท่ีกําหนดใหแลว ตอบคําถาม
อุปสงค (Demand) หมายถงึ ความตองการของผบู ริโภคในการทีจ่ ะบรโิ ภคสนิ คา อยางใด อยางหน่ึง
ดว ยเงินทเ่ี ขามอี ยู ณ ราคา และเวลาใดเวลาหนง่ึ เปนความตองการทผ่ี ซู ื้อตอ งการและเต็มใจที่จะซอ้ื สนิ คา
อุปทาน (Supply) หมายถึง ปริมาณการเสนอขายสินคา ณ ราคาหนึ่ง ตามความตองการของผูซื้อ
เปนสภาพการตัดสนิ ใจของผูขายวาจะขายสินคาจาํ นวนเทาใด ในราคาเทาใด
ใหผเู รยี นพจิ ารณาตารางแสดงอุปสงค อปุ ทานของลาํ ไยในตลาดแหง หนง่ึ แลว ตอบคําถาม
ห น้ า | 217
ตารางราคาลําไย ปรมิ าณซื้อ (Demand) ปริมาณจาย (Supply)
(กก.) (กก.)
ราคา (บาท) 20 80
35 65
30 50 50
25 65 35
20 80 20
15
10
คาํ ถาม
1. ราคาสินคา จะสูงหรือต่ําขึน้ อยูกบั
....................................................................................................................
2. เพราะเหตใุ ดลําไยราคากิโลกรมั ละ 30 บาท ผูซอ้ื จึงตองการซ้อื นอย
....................................................................................................................
3. ณ ราคาเทา ใดทผี่ ูขายตอ งการขายลาํ ไยนอ ยทส่ี ุด
....................................................................................................................
4. ลาํ ไยราคา 20 บาท เรียกวา
....................................................................................................................
5. ปรมิ าณลาํ ไย 50 กิโลกรัม เรยี กวา
....................................................................................................................
แบบฝกหัดท่ี 4 ใหผ ูเรียนศึกษาวเิ คราะหป จ จยั การผลิตและผลตอบแทนตอไปนีแ้ ลวตอบ
คําถามผลตอบแทนของปจ จยั การผลติ แตละชนดิ
ในการผลติ สินคา จะตองอาศัยปจจยั การผลิต 4 อยาง คือ
1. ท่ดี นิ (Land) หมายถงึ ทรัพยากรธรรมชาตทิ กุ ชนดิ มีผลตอบแทนเปนคา เชา
2. แรงงาน (Labour) หมายถึง ความมานะพยายามของมนุษยทั้งทางกายและทางสมอง มี
ผลตอบแทนเปน คาจา ง
3. ทุน (Capital) หมายถงึ สนิ คา ประเภททนุ หรอื เคร่ืองมือในการผลิต มีผลตอบแทนเปน ดอกเบ้ยี
ห น้ า | 218
4. ผปู ระกอบการ (Entrepreneurship) หมายถึง การจดั ตง้ั องคการเพ่อื ผลติ สนิ คา และบริการ
ใหผ เู รยี นแสดงผลตอบแทนของปจ จัยการผลติ แตละชนิด
ปจ จัยการผลติ ผลตอบแทนของปจจยั การผลติ
1. ที่ดนิ
2. แรงงาน
3. ทนุ
4. ผปู ระกอบการ
ห น้ า | 219
เร่ืองท่ี 4 แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ
1. ความหมายและความสาํ คัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ
การพัฒนาเศรษฐกจิ หมายถงึ การเปล่ยี นแปลงโครงสรางทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ
ใหอยูในภาวะท่ีเหมาะสม เพ่ือทําใหรายไดที่แทจริงเฉลี่ยตอบุคคลเพิ่มขึ้นอยางตอเนื่อง อันเปนผลทําให
ประชากรของประเทศมีมาตรฐานการครองชพี สงู ข้ึน
การพัฒนาเศรษฐกจิ ของแตล ะประเทศ จะมจี ุดมงุ หมายทแ่ี ตกตางกัน ท้ังน้เี น่อื งจากทรพั ยากรการ
ผลิต สภาพภูมิศาสตร ตลอดจนพ้ืนฐานทางวัฒนธรรมไมเหมือนกัน แตอยางไรก็ตาม ในแตละประเทศ
ยังคงมีจดุ มุงหมายท่ีเหมอื นกันประการหนึ่งคือ มุงใหเกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยางมีเสถียรภาพ
เพอื่ ใหประชากรของประเทศอยดู ีกนิ ดีน่นั เอง
การพฒั นาเศรษฐกิจ หากทาํ ไดผลดยี อมสงผลใหป ระเทศมฐี านะทางเศรษฐกจิ ดขี ึ้น ประชาชนมี
ความเปนอยูสุขสภาพในทางตรงกันขาม หากการพัฒนาเศรษฐกิจไมไดผลหรือไมไดรับ การเอาใจใสอยาง
จรงิ จัง ฐานะทางเศรษฐกจิ ของประเทศก็จะทรุดโทรมลง และประชาชนมีความ เปนอยูแ รนแคน มากขึ้น
สําหรบั การพัฒนาเศรษฐกจิ ของประเทศไทยน้ันไดมีการพัฒนาอยางตอเนื่องและใหความสําคัญ
มาก โดยเฉพาะอยางยิ่งการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ โดยจะเห็นไดจากการกําหนดให มีหนวยงาน
รบั ผิดชอบในการจดั ทาํ แผน คอื สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ซ่ึงในปจจุบัน
ประเทศไทยมแี ผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาตทิ ้งั หมด 10 ฉบับ
2. ปจจัยทเี่ ก่ยี วของกับการพฒั นาเศรษฐกิจ
ปจจัยที่เก่ียวของกับการพัฒนาเศรษฐกิจมี 4 ประการ คือ ปจจัยทางเศรษฐกิจ ปจจัยทาง
การเมอื ง ปจ จยั ทางสังคม และปจ จยั ทางเทคโนโลยี ซ่งึ ปจจยั ดังกลาวมีรายละเอยี ดดังนี้
2.1 ปจจัยทางเศรษฐกิจ ปจ จัยทางเศรษฐกิจที่มีผลใหเกิดการเพิ่มข้ึนของรายไดตอบุคคล มี 4
อยา ง คอื
1) การสะสมทนุ การสะสมทุนจะเกิดขึ้นไดในกรณีที่มีรายไดประชาชาติสูงข้ึน ซ่ึงทําให
เกิดเงินออมและเงินลงทุนเพมิ่ ข้นึ ซ่งึ เม่อื มกี ารสะสมทุนข้ึนแลว ก็จะมีผลตอการเพ่ิม การผลิตและรายไดตอ
บคุ คลตามมา
2) การเพมิ่ จํานวนประชากร ในปจ จุบันนั้นการเพ่ิมจํานวนประชากรกอใหเกิดผลเสียทาง
เศรษฐกิจอยางมาก โดยเฉพาะอยางย่งิ การผลิตจะมีประสทิ ธิภาพตํ่าลง เนอ่ื งจากมกี ารใชท รพั ยากรธรรมชาติ
กนั มากขึน้ ซ่งึ มีผลทาํ ใหท รัพยากรเสอื่ มคุณภาพและทรัพยากรบางอยาง ก็ไมสามารถงอกเงยมาทดแทนได
นอกจากนีเ้ มื่อมีประชากรเพม่ิ ขนึ้ ทําใหร ัฐบาลตองเสียคาใชจา ย ดา นสวสั ดิการเพม่ิ ขน้ึ เชน คาใชจ า ยดานการ
จดั การศึกษา การสาธารณสุขและการสาธารณูปโภคเปนตน นอกจากรัฐบาลจะตองเสียคาใชจายดังกลาว
แลว ยงั มีปญ หาอยา งอน่ื ตามมาอกี เชน ปญ หาดานการจราจร ปญหาดานมลพษิ ฯลฯ
ห น้ า | 220
3) การคนพบทรัพยากรใหมๆ ทําใหเกิดโอกาสใหมๆ ในการผลิต รวมทั้งมีผลทําใหมีการ
ลงทุนเพม่ิ ข้ึน และสง ผลในการเพิ่มข้นึ ของผลผลติ เพื่อใหป ระชาชนไดบริโภคมากข้นึ
4) ความกาวหนาทางเทคโนโลยีจากความกาวหนา ทางเทคโนโลยีในปจจุบนั จะเห็นไดวามี
การนาํ เครอื่ งจักรมาใชในการผลติ ดังนัน้ จึงทําใหม ีความสามารถในการผลิตไดมาก ปริมาณผลผลิตก็เพ่ิมข้ึน
และเปนไปอยา งสมาํ่ เสมอ ประการทส่ี าํ คญั ชว ยลดตน ทนุ ในการผลิตไดเปนจํานวนมากอกี ดว ย
2.2 ปจจัยทางการเมือง
ปจ จัยทางการเมืองนับวามีผลตอการพัฒนาเศรษฐกิจมากดวยเชนกัน โดยเฉพาะ ในดาน
นโยบายและความมัน่ คงการปกครอง การเปลีย่ นแปลงรัฐบาลบอยๆ หรือการยดึ อํานาจ โดยรฐั บาลเผด็จการ
จะมสี ว นทําใหเกดิ ปญ หาดานการผลิต ตา งชาติไมสามารถเขา ไปลงทนุ ดา นการผลิตได นอกจากนีอ้ งคกรธุรกจิ
ภายในประเทศเองก็อาจตอ งหยดุ ซะงักตามไปดวย
2.3 ปจ จยั ทางสังคม
ปจ จยั ทางสังคมมีผลตอการพัฒนาเศรษฐกิจไมแพปจจัยอ่ืนๆ โดยเฉพาะประเทศ ท่ีกําลัง
พฒั นา ซง่ึ พบวา สวนใหญป ระชาชนมักขาดความกระตือรือรนในการทํางาน และมีนิสัยใช จายเงินฟุมเฟอย
การเก็บออมจึงมีนอ ย และเมื่อมีรายไดเ พมิ่ มักใชจา ยในการซือ้ เครอ่ื งอปุ โภค บริโภคที่อํานวยความสะดวกสบาย
มากกวาทจ่ี ะไปลงทุนในการผลติ เพือ่ ใหรายไดงอกเงยขนึ้
2.4 ปจ จัยดา นเทคโนโลยี
ในประเทศอุตสาหกรรม การใชเทคโนโลยีชั้นสูงชวยทําใหเพิ่มผลผลิตไดมากข้ึน ใน
ขณะเดียวกันก็สามรถประหยัดการใชแรงงาน ซึ่งมีอยูอยางจํากัด โดยการใชเคร่ืองจักรทุนแรงตางๆ แตใน
ประเทศกําลังพัฒนาการใชเทคโนโลยีมีขอบเขตจํากัดเนื่องจากยังขาดผูมีความรู ความสามารถดานการใช
เทคโนโลยี ขาดเงนิ ทนุ ท่จี ะสนบั สนุน การคน ควาวจิ ัยทางดา นเทคโนโลยใี หมๆ และทีส่ ําคัญการใชเครื่องจักร
ทุนแรงในประเทศท่กี ําลังพฒั นาจะกอ ใหเกิดปญหาดา น แรงงานสวนเกนิ แทนทีจ่ ะทาํ ใหการวางงานนอ ยลง
3. แผนพัฒนาเศรษฐกจิ ของประเทศไทย
ประเทศไทยไดมีการจัดทําแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติต้ังแตมี พ.ศ. 2504 โดยเริ่ม
ต้งั แตฉบบั ท่ี 1 จนถงึ ปจ จบุ นั คอื ฉบบั ที่ 10 มกี ารกําหนดวาระของแผน ฯ ดังน้ี
แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติ ฉบับท่ี 1 พ.ศ. 2504 – 2509
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหงชาติ ฉบบั ที่ 2 พ.ศ. 2510 – 2514
แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแหง ชาติ ฉบบั ท่ี 3 พ.ศ. 2515 – 2519
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง ชาติ ฉบบั ที่ 4 พ.ศ. 2520 – 2524
แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหงชาติ ฉบบั ท่ี 5 พ.ศ. 2525 – 2529
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหงชาติ ฉบบั ท่ี 6 พ.ศ. 2530 – 2534
แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง ชาติ ฉบับท่ี 7 พ.ศ. 2535 – 2539
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหงชาติ ฉบับที่ 8 พ.ศ. 2540 – 2544
ห น้ า | 221
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง ชาติ ฉบับท่ี 9 พ.ศ. 2545 – 2549
แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหง ชาติ ฉบบั ที่ 10 พ.ศ. 2550 – 2554
3. สาระสําคัญและผลการใชพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ
แผนฯ สาระสําคญั ผลจากการใชแ ผนฯ
ฉบบั ที่ 1 จุดมงุ หมาย สง เสริมอุตสาหกรรมทดแทนการนําเขา 1. G.D.P. เพมิ่ ข้ึน 8 %
พ.ศ. สาระสาํ คญั เนน การลงทุนเศรษฐกจิ ขน้ั พ้นื ฐาน เชน ตอ ไป
2504-2509 เขือ่ น ไฟฟา ประปา ถนน และสาธารณปู การอื่นๆ
นอกจากน้ยี งั มีการพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา 2. การกระจายรายไดไมเ ปน
ธรรม
ไปสภู มู ภิ าคเปน
ครั้งแรก (ตง้ั มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม, ขอนแกน) เกดิ ปญ หาสาํ คัญในชว งน้ี
อุปสรรค ขาดบคุ ลากรทางวชิ าการและการบรกิ าร คอื ประชากรเพมิ่ ข้นึ
อยางรวดเร็ว
ฉบับท่ี 2 จดุ มงุ หมาย พฒั นาสงั คมควบคกู ับการ พฒั นา 1. อตั ราการขยายตวั ทาง
พ.ศ.
2510- 2514 เศรษฐกจิ เศรษฐกจิ สงู แตตํ่ากวา
แผนฉบับนจี้ งึ เรมิ่ ใชช ื่อวา “แผน พฒั นาเศรษฐกจิ และ เปาหมาย
สงั คมแหงชาต”ิ 2. การกระจายรายไดไ มเ ปน
สง เสรมิ การผลติ เพ่ือการสง ออก ธรรม
ฉบับท่ี 3 สาระสําคญั เนนการพัฒนาสังคม โดยลดชองวาง 1. G.D.P. เพ่มิ ขึ้น 6.2%
พ.ศ. ของการกระจายรายได ตอปซ ึง่ ตา่ํ กวา เปาหมาย
2515- 2519 นอกจากนย้ี งั ไดเรม่ิ โยบายประชากรและการวางแผน ทั้งนีเ้ พราะสภาพดนิ ฟา
อากาศแปรปรวน
ครอบครวั ประกอบกบั การผนั ผวน
ของเศรษฐกจิ โลก
(โดยเฉพาะการขนึ้ ราคา
นาํ้ มัน)
2. อตุ สาหกรรม ทาํ ใหไ ทย
ตอ งนาํ เขา สินคา ทนุ มาก
ขึ้นจนตองประสบภาวะ
ขาดดลุ การคา และดลุ
ชําระเงินอยางมาก
ห น้ า | 222
แผนฯ สาระสาํ คญั ผลจากการใชแ ผนฯ
ฉบับที่ 4 จุดมงุ หมาย เนน การกระจายรายไดแ ละสรางความ 1. ผลการพฒั นาสูงกวา
เปนธรรมทางสงั คม
พ.ศ. มกี ารปรบั ปรุงอุตสาหกรรมเพื่อขยายการสงออกและ เปา หมายเลก็ นอ ย
2520 - 2524 พัฒนาทรพั ยากรธรรมชาติ (โดยเฉพาะนา้ํ มนั และ 2. ยงั คงมีปญ หา
กา ซธรรมชาต)ิ มาใชประโยชน ตองพ่ึงพาการนาํ เขา
ขาดดุลการคา
นอกจากนม้ี กี ารพฒั นาเมอื งหลักใน แตละภาค ความยากจนในชนบท
การพฒั นาสงั คม
อยา งชัดเจน ความเส่อื มโทรมของ
สิ่งแวดลอ ม
ฉบับท่ี 5 จดุ มงุ หมาย แกป ญหาการกระจาย 1. G. D.P. เพิ่มขนึ้ 4.4%
พ.ศ. รายได และความยากจนในชนบท โดยใหช าวชนบทมี ตอปซง่ึ ตํา่ กวาเปาหมาย
2525 - 2529 สวนรวมในการแกปญหาดว ยตัวเองมากทสี่ ดุ
นอกจากนยี้ งั เนน การพฒั นาเมอื งในพน้ื ทช่ี ายฝง 2. ประสบความสําเรจ็ ใน
การพฒั นาชนบทที่
ตะวนั ออก ยากจนและการลดอัตรา
การเพม่ิ ประชากร
ฉบบั ที่ 6 จุดมุงหมาย เนนการขยายตวั ทางเศรษฐกจิ และ 1. เศรษฐกิจขยายตวั สงู และ
พัฒนาคณุ ภาพประชากร เปด กวา งเขา สรู ะดบั
พ.ศ. สาระสําคัญ นานาชาติมากขน้ึ
2530 - 2534 พฒั นาคณุ ภาพประชากร วทิ ยาศาสตร เทคโนโลยี และ 2. โครงสรางเศรษฐกจิ เรมิ่
ทรพั ยากรธรรมชาติ เขาสภู าคอุตสาหกรรม
ปรบั ปรงุ คุณภาพสนิ คา ไทยเพอ่ื แขงขันในตลาดโลก 3. ฐานะการเงนิ การคลงั ของ
กระจายรายไดส ูภ ูมิภาคและชนบท ประเทศมเี สถยี รภาพ
แผนฉบับนหี้ นั มาเพิม่ บทบาทของภาคเอกชนใน (ดลุ การคลังเกนิ ดลุ คร้งั
การพฒั นาประเทศมากขึ้นอุปสรรค ขาดแคลน แรกในป 2531)
บรกิ ารข้ันพนื้ ฐาน (เชน ถนน ไฟฟา ทาเรอื 4. ยงั คงมีปญ หา
สนามบนิ ) และแรงงานฝมือ การกระจายรายได
ขาดบรกิ ารขัน้ พืน้ ฐาน
และเงนิ ออม
ปญหาสังคมและความ
ห น้ า | 223
แผนฯ สาระสาํ คัญ ผลจากการใชแ ผนฯ
เสือ่ มโทรมของ
ทรัพยากรธรรมชาติ
ระบบราชการไมด ีพอ
ฉบบั ที่ 7 จุดมุงหมาย เนน “ปรมิ าณทางเศรษฐกิจ” “คุณภาพ การเปดเสรที างการเงินทาํ
ประชากร” และ “ความเปน ธรรมทางสงั คม” ใหส มดลุ ใหฟองสบูแตก เปนตนเหตุ
พ.ศ. กนั สาระสาํ คญั เนนการพฒั นาคุณภาพชีวติ โดย ของวิกฤติเศรษฐกจิ ไทย (ตม
2535 - 2539 มงุ การขยายตวั และเสถียรภาพทางเศรษฐกจิ ยาํ กุง)
พัฒนากรงุ เทพฯ และปริมณฑลใหเ ชอ่ื มโยงกบั พ้ืนที่
ชายฝงทะเลตะวนั ออก
ฉบับที่ 8 จดุ มุงหมาย เนน “การพฒั นาทรพั ยากร เกิดวกิ ฤตเศรษฐกจิ ไทยใน
พ.ศ. มนษุ ย และคณุ ภาพชีวิตของคนไทยเปน สําคญั เดอื นกรกฎาคม 2540 ทํา
2540 - 2544 การพฒั นาคุณภาพชีวิต สง่ิ แวดลอมและ ใหเกิดภาวะชะงักงนั ทาง
เศรษฐกจิ และรัฐตอ งกูเงิน
ทรัพยากรธรรมชาติ สาํ หรับการพฒั นาอยา งยงั่ ยนื จาก IMF มาพยงุ ฐานะทาง
และยาวนาน เศรษฐกจิ
การกระจายความเจริญสสู ว นภูมภิ าคโดยให
ความสําคญั แกการพฒั นากลมุ คนในชนบท และ
กระจายอาํ นาจบรหิ ารสูท องถิ่น
กาํ หนดเขตเศรษฐกิจอยางจริงจงั และชัดเจนโดยรฐั
เขาไปดูแลใหก ารสนับสนุนการปลกู พืชตามท่ี
กําหนดให
ฉบับที่ 9 จุดมงุ หมาย เนน พฒั นาคนเปนศูนยก ลางปรับ
โครงสรา งการพฒั นาประเทศ
พ.ศ. ใชค วามคิดเห็นประชาชนท้งั ประเทศ มากาํ หนด
2545 - 2549 กรอบและทิศทางของแผน พฒั นาฯ
ใชแนวพระราชดาํ ริ “เศรษฐกิจ พอเพียง” เปน
วสิ ัยทัศนของแผน
การพัฒนาท่ยี ่ังยืน และความอยูดีมีสุขของคนไทย
รากฐานการพัฒนาประเทศที่
เขม แขง็
ห น้ า | 224
แผนฯ สาระสําคญั ผลจากการใชแ ผนฯ
กระจายผลประโยชน
แกป ญหาความยากจน
ฉบับท่ี 10 จุดมุง หมาย เนน “สงั คมอยเู ย็นเปนสุขรวมกัน”
ภายใตแ นวปฏิบัตขิ อง “ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง”
พ.ศ. การพฒั นาแบบบูรณาการเปน องค รวมท่มี ี “คน
2550 - 2554 เปนศนู ยก ลางการพฒั นา”
การพัฒนาทยี่ ง่ั ยืน การพฒั นาคนและ เทคโนโลยี
4. วเิ คราะหสาระสําคญั จากแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหงชาติ ฉบบั ท่ี 10
จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 10 ไดสรุปสาระสําคัญเก่ียวกับสถานะดาน
เศรษฐกิจของประเทศไว คอื ประเทศไทยมีการเจริญเติบโตอยางตอเนื่องอัตราเฉล่ีย 5.7 ตอป ชวงป 2545-
2548 และจัดอยูในกลุมประเทศท่ีมีรายไดปานกลาง โดยมีขนาดเศรษฐกิจใหญเปนอันดับที่ 20 จาก
จํานวน 192 ประเทศของโลก มีบทบาททางการคาระหวางประเทศ และรักษาสวนแบงการตลาดไวไดใน
ขณะท่กี ารแขง ขนั สูงขึ้น ตลอดถึงการพฒั นาเศรษฐกิจฐานความรูของประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้น โครงสรา งการ
ผลิตมจี ดุ แขง็ คอื มฐี านการผลิตท่ีหลากหลาย ชว ยลดความเสยี่ งจากภาวะผนั ผวนของวัฎจกั รเศรษฐกจิ สามารถ
เช่ือมโยงการผลิตเพื่อสรางมูลคาเพ่ิมไดมากขึ้น แตเศรษฐกิจไทยมีจุดออนในเชิงโครงสรางที่ตองพึงพิงการ
นาํ เขา วตั ถดุ ิบ ช้นิ สว น พลงั งาน เงนิ ทุนและเทคโนโลยใี นสัดสว นทีส่ งู การผลิตอาศยั ฐานทรัพยากรมากกวา
องคความรู มีการใชทรัพยากรเพ่ือการผลิตและบริโภคอยางส้ินเปลือง ทําใหเกิดปญหาสภาพแวดลอมและ
ผลกระทบในดานสังคมตามมา โดยไมไดมีการสรางภูมิคุมกันอยางเหมาะสม ภาคขนสงมีสัดสวนการใช
พลังงานเชิงพานิชยส ูงถงึ รอ ยละ 38 โครงสรางพน้ื ฐานดา นเทคโนโลยสี ารสนเทศและส่อื สารรวมถึงนาํ้ เพื่อการ
บรโิ ภคยังไมกระจายไปสพู น้ื ทชี่ นบทอยางเพียงพอและทว่ั ถึง โครงสรางพื้นฐานดานวิทยาศาสตร เทคโนโลยี
และนวตั กรรมยงั อยูใ นระดบั ต่าํ และเปน รองของประเทศทีเ่ ปน คแู ขง ทางการคา
ประเทศไทยยังมีจุดแข็งอยูที่มีเสถียรภาพเศรษฐกิจในระดับท่ีดี จากการดําเนินนโยบายเพ่ือฟนฟู
เสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศและวิกฤตเศรษฐกิจ อยางไรก็ตามราคานํ้ามันที่เพิ่มสูงข้ึนและตอเนื่องถึง
ปจ จุบนั สงผลใหด ุลการคา ดลุ บัญชเี ดนิ สะพดั ขาดดุลเพ่ิมขึ้น สะทอนถงึ ปญหาความออ นแอในเชงิ โครงสราง
ท่ีพึง่ พงิ ภายนอกมากเกนิ ไป ประเทศไทยยงั มีการออมตํา่ กวา การลงทุน จึงตองพ่ึงเงินทุนจากตางประเทศทํา
ใหม ีความเส่ยี งจากกาขาดดุลบัญชีเดนิ สะพัด และจากการเคล่ือนยายเงินทุนระหวางประเทศ จึงจําเปนตอง
พัฒนาระบบภูมิคุม กดั ทางเศรษฐกจิ ภายใตเ งอ่ื นไขบรบิ ทโลกที่มกี ารเคล่ือนยายอยางเสรีของคน องคความรู
เทคโนโลยี เงนิ ทนุ สินคา และบรกิ าร
ห น้ า | 225
การพฒั นาเพอื่ เสริมสรา งความเปน ธรรมทางเศรษฐกิจและการแกไขปญ หาความยากจน มีสวนชวย
ใหความยากจนลดลงตามลําดบั และการกระจายรายไดป รบั ตวั ดขี ึ้นอยางชา ๆ
5. แนวคิดหลกั และทิศทางการปรับตัวของประเทศไทย จากสถานการณดังกลาวจําเปนตองปรับตัว
หันมาปรับกระบวนทรรศนการพัฒนาในทิศทางที่พึ่งตนเองและภูมิคุมกันมากขึ้น โดยยึดหลัก “ปรัชญา
เศรษฐกิจพอเพียง” เปนแนวทางปฏิบัติควบคูไปกับการพัฒนาแบบบูรณาการเปนองครวมท่ียึด “คนเปน
ศนู ยกลางการพัฒนา” เพอื่ เกิดความเชอ่ื มโยงทั้งดานตัวคน สงั คม เศรษฐกจิ ส่งิ แวดลอ มและการเมอื ง โดย
มกี ารวเิ คราะหอ ยางมี “เหตุผล” และใชห ลัก “ความพอประมาณ” ใหเ กดิ ความสมดลุ ระหวา งความสามารถ
ในการพึ่งตนเองกับความสามารถในการแขงขันในเวทีโลก ความสมดุลระหวางสังคมชนบทกับสังคมเมือง
โดยมีการเตรียม “ภูมิคุนกัน” ดวยการบริหารจัดการความเส่ียงใหเพียงพอพรอมรับผลกระทบจากการ
เปล่ยี นทั้งจากภายนอกและภายในประเทศ
การขับเคล่อื นการพฒั นาทุกข้ันตอนตองใช “ความรอบรู” ในการพัฒนาดานตางๆ ดวยความ
รอบคอบ เปน ไปตามลาํ ดับขั้นตอน รวมท้ังเสริมสรางศีลธรรมและสํานึกใน “คุณธรรม” จริยธรรมในการ
ปฏิบัติหนาที่และการดําเนินชีวิตดวยความเพียร อันเปนภูมิคุมกันในตัวท่ีดี พรอมรับการเปลี่ยนแปลงท่ี
เกิดข้ึนท้งั ในระดับครอบครัว ชมุ ชน สังคมและประเทศชาติ และสอดคลองกับวิถีชีวิตสังคมและสอดคลอง
กับเจตนารมณข องรัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
เปาหมายดานเศรษฐกิจ ปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหมีความสมดุลและย่ังยืนโดยใหสัดสวนภาค
เศรษฐกิจในประเทศตอภาคการคาระหวางประเทศเพ่ิมขึ้น สัดสวนภาคการผลิตเกษตรและ อุตหกรรม
เพม่ิ ขึน้ กาํ หนดอตั ราเงนิ เฟอ ลดการใชพ ลงั งานโดยเฉพาะภาคขนสง สดั สว นผลผลติ ของวสิ าหกจิ ขนาดกลาง
และขนาดยอ มตอผลติ ภัณฑรวมในประเทศตาํ่ กวา รอยละ 40
ห น้ า | 226
แบบฝก หัดทา ยบท เรื่องที่ 4 แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง ชาติ
คําสง่ั เมื่อผูเ รียนศึกษาเ ร่ือง แผน พัฒนา เศรษฐกิจแ ละสัง คมแห งชาติ จบแล ว
ใหทําแบบฝก หัดตอไปน้ี โดยเขียนในสมุดบันทึกกิจกรรมการเรียนรู
แบบฝก หัดท่ี 1 ใหผ ูเรยี นตอบคาํ ถามตอไปน้ี โดยกาเครอ่ื งหมาย คําตอบทถี่ กู ทสี่ ดุ
1. การพัฒนาเศรษฐกิจ หมายถงึ อะไร
ก. การเพิม่ ขน้ึ ของรายได
ข. การขายตัวทางดา นเศรษฐกจิ และการคา
ค. อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกจิ และรายไดเ พ่มิ สูงขนึ้
ง. การเปล่ยี นโครงสรางทางเศรษฐกจิ สงั คม การเมือง นําไปสูการกระจายรายไดที่สูงข้ึน
2. ประเทศตา งๆ เรม่ิ มีความตื่นตัวในการพัฒนาเศรษฐกจิ เมื่อใด
ก. กอ นสงครามโลกครั้งที่ 1
ข. หลังสงครามโลกครง้ั ท่ี 1
ค. กอนสงครามโลกครั้งที่ 2
ง. หลังสงครามโลกครัง้ ท่ี 3
3. เหตุผลใดไมไดสง ผลกระตนุ ใหป ระเทศตา งๆ หนั มาพฒั นาเศรษฐกิจ
ก. ภาวะเศรษฐกจิ ตกตาํ่ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ข. ภาวะสงครามเย็นหลังสงครามโลกครง้ั ท่ี 2
ค. ความเจรญิ ทางการส่อื สารกอใหเกดิ การเลียนแบบกัน
ง. ประเทศเอกราชหลงั สงครามโลกคร้ังที่ 2 ตืน่ ตวั ในการพัฒนาเศรษฐกจิ มากขน้ึ
4. สิ่งท่ใี ชว ดั ระดบั การพฒั นาเศรษฐกิจของประเทศตา งๆ คืออะไร
ก. รายไดตอบุคคล
ข. รายไดประชาชาติ
ค. รายไดรวมจากสินคาและบรกิ าร
ง. ความกา วหนา ทางเทคโนโลยี
5. ประเทศ A มีรายไดแทจริงตอบุคคล 500,000 บาท / คน / ป ประเทศ B มี
รายไดแทจริงตอ บคุ คล เทากับประเทศ A แสดงวาอยา งไร
ก. ประเทศ A และประเทศ B เปน ประเทศพัฒนาแลว เหมือนกนั
ข. ประเทศ A มีระดับการพัฒนาเทากับประเทศ B ถาดัชนีชี้วัดความอยูดีกินดี
ของ 2 ประเทศ ใกลเคยี งกัน
ค. ประเทศ B มีระดับการพัฒนาสูงกวาประเทศ A ถาประเทศ B มีดุลการชําระเงิน
เกินดลุ
ห น้ า | 227
ง. ท้งั ประเทศ A และประเทศ B เปนประเทศกําลงั พฒั นาเหมอื นกัน
ห น้ า | 228
6. นอกเหนือจากรายไดตอหัว ตอคน ตอปแลว สง่ิ สําคัญท่ีบง บอกถึงระดบั การพัฒนาของประเทศ
ตางๆ คอื อะไร
ก. จาํ นวนประชากร
ข. อาชีพของประชากร
ค. คุณภาพประชากร
ง. อตั ราการเพม่ิ ของประชากร
7. ขอใดไมใ ชสง่ิ บงบอกวาเปนประเทศดอยพัฒนาหรอื กําลังพัฒนา
ก. รายไดต ่ํา
ข. ประชากรสว นใหญเ ปนเกษตรกร
ค. มคี วามแตกตา งกันมากเรื่องรายได
ง. เศรษฐกิจของประเทศพง่ึ ตวั เองได
8. จดุ เร่ิมตน ของวฏั จกั รแหงความอยากจนอยูทีใ่ ด
ก. การลงทุนตาํ่
ข. รายไดแ ทจริงต่าํ
ค. ปจจยั ทนุ มีประสิทธภิ าพตาํ่
ง. ประสทิ ธภิ าพการผลิตตาํ่
9. ในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกจิ จะมกี ระบวนการพัฒนาโดยเริ่มตนและสิน้ สุดอยา งไร
ก. สาํ รวจภาวะเศรษฐกจิ - กาํ หนดเปาหมาย
ข. สํารวจภาวะเศรษฐกิจ – ประเมินผลการพฒั นา
ค. กาํ หนดเปา หมาย – ปฏิบัตงิ านตามแผนพัฒนา
ง. กําหนดเปาหมาย – ประเมนิ ผลการพัฒนาเศรษฐกจิ
10. ขอ ใดไมถ กู ตอ ง
ก. ประเทศไทยไดป ระกาศใชแ ผนพัฒนาเศรษฐกจิ หลงั การเปลยี่ นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
ข. ประเทศไทยเรมิ่ ใชแผนพฒั นาเศรษฐกจิ ครั้งแรกใน พ.ศ. 2504
ค. ประเทศไทยเริม่ ใชแ ผนพฒั นาเศรษฐกิจครง้ั แรกในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรชั ต
ง. แผนพัฒนาเศรษฐกิจแผนแรกของประเทศไทยเปน แผนท่ีมีระยะเวลายาวนานท่ีสดุ
11. ระยะแรกของการใชแ ผนพฒั นาเศรษฐกิจแหงชาติ ฉบับท่ี 1 เนนในเรอื่ งใด
ก. การพัฒนาสงั คม
ข. การผลติ สินคาสาํ เร็จรูป
ค. การลงทุนปจจยั พื้นฐาน
ง. การควบคมุ อตั ราเพม่ิ ประชากร
12. ขอ บกพรอ งของแผนพฒั นาเศรษฐกิจแหง ชาติ ฉบับท่ี 1 คอื อะไร
ก. ขาดการลงทุนปจ จัยพ้นื ฐาน
ห น้ า | 229
ข. ละเลยการพฒั นาชนบท
ค. พัฒนาอุตสาหกรรมมากกวาการเกษตร
ง. ละเลยการพัฒนาทางดา นสงั คม
13. แผนพฒั นาเศรษฐกจิ ฉบับใดทเี่ รมิ่ พฒั นาเศรษฐกิจควบคกู บั สังคม
ก. ฉบับที่ 1
ข. ฉบบั ท่ี 2
ค. ฉบับที่ 3
ง. ฉบับที่ 4
14. ขอ ใดไมใชอุปสรรคของการดาํ เนินงานตามแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คม
แหงชาติ ฉบบั ท่ี 3
ก. สภาพดนิ ฟา อากาศแปรปรวน
ข. ภาวะการคาและเศรษฐกจิ โลกซบเซา
ค. ดลุ การคาและดุลการชาํ ระเงินของประเทศเกินดุล
ง. การขึ้นราคานาํ้ มันของกลมุ โอเปคทําใหเ กิดภาวะเงนิ เฟอ
15. แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติฉบบั ใดทมี่ งุ แกปญ หาความยากจนใน
ชนบทอยางจรงิ จัง
ก. ฉบับที่ 4
ข. ฉบบั ที่ 5
ค. ฉบบั ที่ 6
ง. ฉบบั ที่ 7
16. แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหง ชาติฉบบั ใดทก่ี ําหนดเปา หมายการลดอตั รา
เพมิ่ ประชากรเปน ครั้งแรก
ก. ฉบบั ท่ี 3
ข. ฉบับที่ 4
ค. ฉบบั ท่ี 5
ง. ฉบับที่ 7
17. ขอ ใดไมไ ดอยูในเปา หมายการพฒั นาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คม
แหง ชาติ ฉบับท่ี 6
ก. พัฒนาคณุ ภาพของทรพั ยากร
ข. กําหนดอัตราเพิ่มประชากรไมเ กนิ รอ ยละ 1.2
ค. การผลิตสินคาเพอื่ การสง ออกไปแขงขันในตลาดโลก
ห น้ า | 230
ง. การขยายตัวทางดานการลงทุนและดา นอุตสาหกรรม
18. ขอ ใดไมใชจ ดุ เนนของแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติ ฉบบั ท่ี 7
ก. การกระจายรายไดไปสภู มู ิภาคมากขนึ้
ข. การพฒั นาคุณภาพชีวิต รกั ษาสิง่ แวดลอมและทรพั ยากรธรรมชาติ
ค. การขยายตัวทางเศรษฐกจิ อยา งตอ เน่อื งเหมาะสมและมเี สถยี รภาพ
ง. การพฒั นาอตุ สาหกรรมโดยใชวัตถดุ ิบทางการเกษตรเพอื่ พ่งึ ตนเอง
19. การมุงพฒั นาประเทศใหเ ปนประเทศอุตสาหกรรมตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
และสงั คมแหง ชาติ ฉบบั ท่ี 1-7 ไดก อ ใหเ กดิ ผลตอสงั คมไทยอยางไร
ก. รายไดตอ หัวของประชากรสูงขึ้นและกระจายไปสคู นสวนใหญอยางทว่ั ถงึ
ข. ประชาชนไดร ับการบริการพื้นฐานอยางเพียงพอและมีความเปน ธรรม
ในสังคม
ค. สังคมไดรบั การพัฒนาทางวตั ถุ ละเลยการพัฒนาทางจติ ใจเกิดชองวาง
ระหวา งเมอื งและชนบท
ง. เกดิ เสถยี รภาพทางเศรษฐกจิ สังคมและการเมือง มาตรฐานการครองชพี
ของประชาชนสูงข้นึ
20. เปา หมายหลักของแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ ฉบับท่ี 8 คอื อะไร
ก. การกระจายรายไดทเ่ี ปนธรรม
ข. อตั ราการขยายตวั ทางเศรษฐกจิ สูงขน้ึ
ค. คณุ ภาพประชากร
ง. การเปนประเทศอตุ สาหกรรมชั้นนํา
ห น้ า | 231
ห น้ า | 232
เรอื่ งท่ี 5 สถาบันการเงนิ และการธนาคาร การคลงั
ความหมายและความสาํ คญั ของเงิน
เงนิ (Money) หมายถงึ อะไรกไ็ ดท่ีมนุษยนํามาใชเปนสื่อกลางในการแลกเปล่ียนแตตองเปนส่ิงที่
สงั คมนัน้ ยอมรับในการชําระหนี้ เชน คนไทยสมยั สโุ ขทยั ใชเบ้ียหรือเปลือกหอย เปนตน เงินอาจจะอยูใน
รูปของโลหะ กระดาษ หนังสัตว ใบไมก็ได เงนิ ทดี่ จี ะตองมีลักษณะดงั น้ี
1. เปนของมีคา และหายาก เงินจะตองเปนสิ่งท่ีมีประโยชน และมีคาในตัวของมันเอง เชน ทองคํา
และโลหะเงิน
2. เปนของท่ดี ูออกงาย สามารถรูไ ดว า เปน เงนิ ปลอมหรือเงนิ จริง โดยไมต องอาศัยวิธกี ารทซ่ี บั ซอ นใน
การตรวจสอบ
3. เปน ของทมี่ มี ูลคา คงตวั ไมเปลย่ี นแปลงมากนักแมเ วลาจะผา นไป
4. เปนของที่แบง ออกเปน สว นยอยได และมลู คา ของสวนท่ีแบง ยอยๆ นน้ั ไมเ ปลยี่ นแปลงและใชเปน
สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนได
5. เปนของท่ีขนยา ยสะดวก สามารถพกพาติดตวั ไปไดง า ย
6. เปน ของที่คงทนถาวร เงินสามารถจะเก็บไวไดนาน ไมแตกหกั งา ย
คําวา “เงิน” ในสมัยกอนใชโลหะทองคําและเงิน ตอมามีการปลอมแปลงกันมากจึงมีการ
ประทับตรา เพอ่ื รบั รองน้ําหนกั และความบริสุทธขิ์ องเงิน เงินท่ไี ดรบั การประทับตรานจ้ี ึงเรียกวา “เงินตรา”
ความสําคญั ของเงิน
เงนิ เปนสอ่ื กลางในการแลกเปล่ียนท่ีมีความสําคัญตอชีวิตประจําวันของมนุษยมาก เงินชวยอํานวย
ความสะดวกใหแกม นุษย 3 ประการ คือ
1. ความสะดวกในการซื้อขาย ในสมยั โบราณมนษุ ยนาํ สิ่งของมาแลกเปลี่ยนกันทําใหเ กิดความยงุ ยาก
ในการแลกเปล่ียนเพราะความตอ งการไมต รงกนั หรอื ไมยุตธิ รรมเพราะมลู คาของสง่ิ ของไมเทา เทียมกนั การนาํ
เงนิ เปน สื่อกลางทาํ ใหเกิดความสะดวกในการซ้ือขายมากขึ้น
2. ความสะดวกในการวัดมูลคา เงินจะชวยกําหนดมูลคาของสิ่งของตางๆ ซึ่งสามารถนํามา
เปรียบเทยี บกันได
3. ความสะดวกในการสะสมทรัพยสิน สนิ คาที่มนษุ ยผลิตไดบางอยา งไมส ามารถเก็บไวไดนานๆ แต
เม่อื แลกเปล่ียนเปน เงิน สามารถทจ่ี ะเกบ็ ไวแ ละสะสมใหเพิ่มขน้ึ ได
สรปุ
ห น้ า | 233
เงิน หมายถึง อะไรก็ไดท ี่มนษุ ยน ํามาใชเ ปน ส่อื กลางในการแลกเปลีย่ นและเปนสิง่ ท่ีสังคมนั้นยอมรบั
เงนิ นอกจะมีความสาํ คญั ในแงข องสื่อกลางในการแลกเปลย่ี นแลวยังชวยอาํ นวยความสะดวกในการซอื้ ขายการ
วัดมูลคา และการสะสมทรพั ยสนิ
ประเภท และหนาที่ของเงิน
ประเภทของเงนิ
เงินในปจจบุ นั แบง ออกเปน 3 ประเภท ไดแ ก
1. เหรยี ญกษาปณ (Coinage) เปน เงินโลหะทีส่ ามารถชําระหนไี้ ดต ามกฎหมาย ในประเทศไทยผลติ
โดยกรมธนารกั ษ กระทรวงการคลัง
2. เงินกระดาษหรือธนบัตร (Paper Currency) เปนเงินท่ีสามารถชําระหนี้ไดตามกฎหมาย ใน
ประเทศไทยผลติ โดยธนาคารแหงประเทศไทย
3. เงินเครดิต (Credit Money) ไดแ ก เงนิ ฝากกระแสรายวนั หรือเงินฝากท่ีส่ังจายโอนโดยใชเช็ค
รวมทง้ั บัตรเดรดิตท่ใี ชแทนเงนิ ได
การที่สังคมยอมรับวาทั้ง 3 ประเภทเปนเงิน (Money) เพราะวามีสภาพคลอง (Liquidity) สูงกวา
สินทรัพยอื่นๆ กลาวคือ สามารถเปลี่ยนเปนสินคาและบริการไดทันที สวนสินทรัพยอ่ืนๆ เชน เงินฝาก
ประจําเงินฝากออมทรพั ย ต๋วั แลกเงนิ พนั ธบตั รรัฐบาล มีสภาพคลอ งนอยกวาจึงเรียกวา เปนสินทรัพยท่ีมี
ลักษณะใกลเ คยี งกบั เงิน (Near Money)
หนา ทีข่ องเงนิ
เงนิ มหี นาทสี่ ําคัญ 4 ประการ คอื
1. เปนมาตรฐานในการเทียบเทา (Standard of Value) มนุษยใชเงินในการเทียบคาสินคาและ
บริการตางๆ ทาํ ใหก ารซ้ือขายแลกเปลย่ี นสะดวกนนั้
2. เปน สอื่ กลางในการแลกเปลยี่ น (Medium of Exchange) เงินทาํ หนาท่ีส่ือกลางในการซื้อขาย
สนิ คาตา งๆ เพราะวาเงนิ มีอํานาจซ้ือ (Purchasing Power) ท่ีจะทาํ ใหก ารซือ้ ขายเกดิ ขึน้ ไดท กุ เวลา
3. เปนมาตรฐานในการชําระหนี้ภายหนา การซ้ือแลกเปลี่ยนสินคาภายในประเทศและระหวาง
ประเทศยอ มเกดิ หนส้ี นิ ท่ีจะตองชําระ เงนิ เขา มามีบทบาทในการเปนสัญญาทจ่ี ะตองชาํ ระหน้นี ั้น
4. เปนเครือ่ งรกั ษามูลคา (Store of Value) เงนิ ทเี่ กบ็ ไวจ ะยังคงมูลคาของสินคา และบรกิ ารไวได
อยางครบถว นมากกวา การเก็บเปน ตัวของสนิ คา ซ่ึงอาจจะอยูไดไมนาน
สรปุ
ห น้ า | 234
เงินแบง ออกเปน 3 ประเภท คอื เหรยี ญกษาปณ ธนบตั ร และเงินเครดิต เงินมหี นา ทสี่ ําคัญใน
ดานเปน มาตรฐานในการเทียบคา เปน สอ่ื กลางในการแลกเปล่ียน เปนมาตรฐานในการชําระหน้ภี ายหนา
และเปนเครอ่ื งรกั ษามลู คา
วิวฒั นาการของเงนิ
วิวัฒนาการในดา นการแลกเปลยี่ นของมนุษยมีดงั นี้
1. ระบบเศรษฐกจิ ทไี่ มใชเงินตรา เปน การแลกเปลี่ยนโดยใชสิ่งของกับสิ่งของซ่ึงมีขอยุงยากและไม
สะดวกหลายประการ ไดแ ก
1.1 ความตองการไมตรงกนั ท้งั ชนดิ และจํานวนของสินคา
1.2 ขาดมาตรฐานในการเทียบคา เพราะส่งิ ของนําที่นํามาแลกเปลี่ยนมีมูลคาไมเ ทา กัน
1.3 ยงุ ยากในการเกบ็ รกั ษา การเกบ็ เปนสนิ คาเปลืองเนอ้ื ที่มาก
2. ระบบเศรษฐกิจที่ใชเงนิ ตรา มีววิ ฒั นาการดังนี้
2.1 เงินที่เปนสิ่งของหรือสินคา คือ การนําสิ่งของหรือสินคาบางอยางมาเปนสื่อกลาง เชน
ลกู ปด ผาขนสตั ว เปลอื กหอย เปนตน ซึ่งเงินชนิดนี้อาจจะไมเหมาะสมในดานความไมคงทน มีมาตรฐาน
และคณุ ภาพไมเหมือนกนั ทาํ ใหค า ไมมั่นคง ยงุ ยากในการพกพาและแบง ยอ ยไดย าก
2.2 เงินกษาปณ (Coinage) การนําโลหะมาเปนสื่อกลางในการแลกเปล่ียนแตเดิมใชไปตาม
สภาพเดิมของแรนั้นๆ ยังไมรูจักการหลอม ตอมาไดมีวิวัฒนาการดีข้ึนเรื่อยๆ มีการหลอม การตรวจสอบ
นํา้ หนกั และความบริสทุ ธ์ิ หรือผสมโลหะหลายชนิดเขาดว ยกนั
2.3 เงินกระดาษ (Paper Money) นิยมใชเปนส่ือกลางในการแลกเปล่ียนเพราะมีนํ้าหนักเบา
พกพาสะดวก ประเทศแรกทีร่ ูจักการใชเ งินกระดาษคือ ประเทศจนี
2.4 เงนิ เครดิต (Credit Money) เปน เงนิ ท่เี กดิ ขึ้นในสงั คมเศรษฐกจิ สมยั ใหมที่มีระบบธนาคาร
แพรหลายเรว็ การใชเ งินชนดิ นี้กอ ใหเกิดความรวดเรว็ และปลอดภยั ในการแลกเปลยี่ น
สาํ หรบั ประเทศไทยมีวิวฒั นาการของเงินประเภทตา งๆ ดงั น้ี
1. เหรยี ญกษาปณ ประเทศไทยใชเ งินเบีย้ เปน สอ่ื กลางในการแลกเปลย่ี นมาตั้งแตสมัยสุโขทัยและใช
มาถึงสมยั กรุงศรีอยุธยา ในรชั สมยั พระเจา อยูห วั บรมโกศเกิดการขาดแคลนเบ้ยี จงึ นาํ ดนิ เผามาปน และตีตรา
ประทับ เรียกกวา “ประกับ” ตอมาไดมีการทําเงินพดดวงข้ึนซ่ึงไดใชตอมาถึงสมัยรัชกาลท่ี 4 แหง กรุง
รตั นโกสินทร เมืองไทยเราทาํ การคากบั ตางประเทศมากขน้ึ ทาํ ใหเกดิ ความขาดแคลนเงินพดดวง จึงไดจัดทํา
เงนิ เหรยี ญขึ้นแทน ในสมยั รชั กาลที่ 5 ไดจ ัดทาํ เหรยี ญสตางคข ึ้นเพ่ือสะดวกในการทาํ บญั ชี
2. ธนบตั ร รัชกาลที่ 4 ไดมีพระราชดาํ รใิ หผ ลติ ธนบตั รขน้ึ เรียกวา “หมาย” แตไมแพรหลายมาก
นักในสมยั รชั กาลที่ 5 ไดป ระกาศใชพ ระราชบัญญัติธนบัตร เมื่อวันท่ี 24 มิถุนายน 2445 ดําเนินการออก
ธนบัตรโดยรัฐบาล ธนบตั รจงึ แพรหลายตง้ั แตน้ันมา
ห น้ า | 235
สรปุ
การแลกเปล่ยี นของมนษุ ยมีววิ ฒั นาการจากระบบเศรษฐกจิ ท่ีไมใ ชเงนิ ตรามาเปน ระบบเศรษฐกจิ ที่ใช
เงินตรา สําหรับประเทศไทยใชเงินเบ้ียเปนสื่อกลางในการแลกเปลยี่ นมาตั้งแตส มยั สโุ ขทยั มาจนถงึ การใช
เหรียญสตางคใ นสมยั รัชกาลที่ 5 สวนธนบตั รมกี ารผลติ และประกาศใชพ ระราชบัญญตั ิธนบตั รเปนครงั้ แรกใน
สมยั รชั กาลท่ี 5
ปรมิ าณและการหมุนเวยี นของเงนิ
1. ปรมิ าณเงิน
ปรมิ าณเงินในความหมายอยางแคบ หมายถึง ปริมาณของเหรียญกษาปณ ธนบัตร และเงินฝาก
กระแสรายวัน รวมกันทัง้ หมดนําออกใชห มนุ เวยี นอยใู นมือประชาชนขณะใดขณะหนงึ่
ปริมาณเงนิ ในความหมายอยางกวา ง หมายถึง ปริมาณของเหรียญกษาปณ ธนบัตร และเงินฝาก
กระแสรายวนั รวมทัง้ เงินฝากประจําและเงินฝากออมทรพั ยในสถาบนั การเงนิ ทุกประเภท
2. การวัดปริมาณเงิน ปริมาณเงินจะเปนเคร่ืองช้ีบอกภาวะเศรษฐกิจของประเทศในขณะใด ถา
ปริมาณเงนิ สูงขนึ้ อํานาจซือ้ ของประชาชนก็จะสูงข้ึน ถาปริมาณสินคาและบริการไมเพียงพอประชาชนจะ
แยงกันซื้อและกักตุนสินคา ถาปริมาณเงินนอยลง อํานาจซ้ือของประชาชนก็จะลดลง สินคาจะลนตลาด
ผูผลติ อาจจะลดการผลิตสินคา ลง หรืออาจจะเกดิ การวางงานได
3. การหมุนเวียนของเงินกับกฎของเกรแชม การหมุนวียนของเงิน หมายถึง เงินท่ีเราจับจายใช
สอย เปล่ียนมือไปเร่ือยๆ เซอรโทมัส เกรแชม ไดต้ังกฎที่เรียกวา กฎของเกรแชม (Greshan’s Law)
กลาววา ถาประชาชนใหค วามสําคญั แกเงินทุกชนดิ เทาเทยี มกนั การหมุนเวียนของเงินก็จะไมติดขัด ถาขณะ
ใดประชาชนเหน็ วา เงนิ ชนิดหนึง่ สงู กวา เงินอกี ชนดิ หนึง่ ประชาชนจะเก็บเงินทม่ี ีคาสงู ไวไ มน าํ ออกมาใชจา ยแต
จะรบี นําเงินท่มี ีคา ตํ่ามาใช
4. คา ของเงิน หมายถึง ความสามารถหรืออาํ นาจซื้อของเงนิ แตละชนิดทจ่ี ะซื้อสินคาหรือบริการได
การวัดคาของเงินจะวัดดวยระดับราคาท่ัวไปซ่ึงเปนราคาถัวเฉล่ียของสินคาและบริการ คาของเงินจะ
เปลีย่ นแปลงในทางเพ่ิมข้นึ หรอื ลดลง ยอ มมผี ลกระทบตอ บุคคลกลมุ ตา งๆ
สรปุ
ปรมิ าณเงินในระบบเศรษฐกิจมีทัง้ ปรมิ าณเงินในความหมายอยางแคบและปริมาณเงินในความหมาย
อยางกวา ง ปรมิ าณเงินจะเปน เครื่องชบ้ี อกภาวะเศรษฐกิจของประเทศ การวัดวาเงินจะมีคาหรือไมวัดดวย
ระดับราคาทวั่ ไป หรือดัชนีราคา
ห น้ า | 236
สถาบันการเงนิ
1. ความหมายของสถาบนั การเงนิ
สถาบันการเงนิ เปนตลาดเงนิ (Financial Market) หรือแหลงเงนิ ทุนใหผ ทู ี่ตอ งการลงทุนกูยมื เพื่อ
นําไปดําเนินธุรกิจ ตลาดการเงนิ มที ้ังตลาดการเงนิ ในระบบ ไดแ ก แหลงการเงินของสถาบันการเงนิ ตางๆ กับ
ตลาดการเงนิ นอกระบบ ซ่งึ เปนแหลงการกยู ืมเงนิ ระหวา งบุคคล เชน การจํานํา จํานอง เปนตน
2. ประเภทของสถาบันการเงนิ สถาบนั การเงนิ ที่สําคญั ในประเทศไทย ไดแก
2.1 ธนาคารแหงประเทศไทย เปนสถาบันการเงินทจี่ ัดตง้ั ขน้ึ เพ่อื รกั ษาเสถยี รภาพทางการเงินและ
เศรษฐกจิ ของประเทศ
2.2 ธนาคารพาณชิ ย เปนสถาบนั การเงินที่ใหญท่ีสุดของประเทศ เพราะมีปริมาณเงินฝากและ
เงนิ กมู ากทส่ี ุดเมอ่ื เทยี บกับสถาบนั อน่ื ๆ
2.3 ธนาคารออมสนิ เปน สถาบนั การเงินของรฐั ทําหนา ทีเ่ ปนสอ่ื กลางในการระดมเงินออมจาก
ประชาชนสรู ัฐบาล เพ่อื ใหห นวยงานของรฐั และวสิ าหกจิ กไู ปใชในการพฒั นาประเทศ
2.4 บริษัทเงินทุนและบริษัทหลักทรพั ย
บรษิ ัทเงินทนุ หมายถึง บริษัทจาํ กัดทไ่ี ดร บั อนุญาตจากรฐั มนตรีวาการกระทรวงการคลงั ใหป ระกอบ
กิจการกูยมื หรอื รับเงนิ จากประชาชน การใหก มู ที ้ังระยะสั้นและระยะยาว
บรษิ ทั หลกั ทรัพย หมายถึง บริษทั จาํ กัดทีไ่ ดร ับอนุญาตจากรัฐมนตรีกระทรวงการคลังใหประกอบ
ธุรกิจหลักทรัพยประเภทใดประเภทหนึ่งหรือหลายประเภทก็ไดในดานการเปนนายหนา การคา การให
คําปรกึ ษาดา นการลงทนุ เปน ตน
2.5 สถาบนั การเงนิ เฉพาะอยา ง
1. ธนาคารเพ่ือการเกษตรและสหกรณการเกษตร (ธ.ก.ส.) เปนธนาคารของรัฐบาลจัดตั้ง
ขนึ้ โดยมวี ตั ถปุ ระสงคท ่ีจะใหความชวยเหลอื ทางการเงนิ เพอ่ื สง เสรมิ อาชีพ หรือการดาํ เนินงานของเกษตรกร
กลมุ เกษตรกร หรอื สหกรณก ารเกษตร โดยใหเ งนิ กทู ัง้ ระยะสน้ั และระยะยาว
2. บรรษัทเงินทนุ อตุ สาหกรรมแหงประเทศไทย จัดต้ังขึ้นโดยมีวัตถุประสงคท่ีจะจัดหาทุน
เพื่อใหก ูร ะยะยาวแกก จิ การอตุ สาหกรรม เพ่อื สรา งสนิ ทรพั ยถาวร เชน โรงงาน เครอื่ งจักร เครื่องมือ เปนตน
และรบั ประกนั เงินกูล ูกคา ทก่ี ูจากสถาบันการเงินภายในและภายนอกประเทศดวย
3. ธนาคารอาคารสงเคราะห เปนธนาคารของรัฐบาล จัดตั้งข้ึนเพื่อดําเนินการสงเสริมให
ประชาชนมอี าคารและท่ีดนิ เปนท่ีอยูอาศยั ทง้ั การซือ้ ขาย ไถถ อน จํานอง รบั จํานาํ
4. บรษิ ัทประกันชีวิตและบริษัทประกันภัย เปนสถาบันการเงินที่ดําเนินการรับประกันภัย
ใหกับผูอน่ื โดยไดรบั เบี้ยประกนั ตอบแทน ถาเปนการประกนั ภยั อันเกิดกับทรัพยส นิ เรียกวา การประกนั วินาศภยั
5. สหกรณการเกษตร เปนสถาบนั การเงินท่ีตั้งข้ึนเพื่อใหเกษตรกรรวมมือกันชวยเหลือในการ
ประกอบอาชพี ของเกษตรกร
ห น้ า | 237
6. สหกรณออมทรัพย เปนสถาบันท่ีรบั ฝากเงนิ และใหสมาชิกกูยมื โดยคิดดอกเบี้ยมีผูถือหุน
เปนสมาชกิ
7. บรษิ ทั เครดติ ฟองซเิ อร เปนสถาบันทรี่ ะดมเงนิ ทุนดว ยการออกต๋วั สญั ญาใชเงินและนํามา
ใหป ระชาชนกูยมื เพอ่ื ซอ้ื ที่ดินและสรางท่ีอยอู าศยั
8. โรงรับจํานาํ เปน สถาบนั การเงนิ ท่เี ล็กทส่ี ดุ มจี ดุ มงุ หมายทจ่ี ะใหป ระชาชนกูยืมโดยการ
รบั จํานําส่งิ ของ
3. การวดั ความสาํ คญั ของสถาบันการเงนิ
สถาบนั การเงนิ แตละประเภททําหนาที่ระดมเงินออมจากประชาชนใหผูตองการเงินทุนกูยืมมาก
นอ ยแตกตา งกนั ไป สถาบนั การเงินมีความสาํ คัญ วัดไดม าก
1. ความสามารถในการระดมเงนิ ออม การระดมเงนิ ออมโดยวธิ รี บั ฝากเงนิ ของสถาบันการเงินแต
ละแหง จะแตกตา งกนั ไป ในประเทศไทยธนาคารพาณิชยสามารถระดมเงนิ ออมไดมากท่ีสดุ
2. ความสามารถในการใหกูยืมเงิน ธนาคารพาณิชยเปนสถาบันการเงินที่ใหกูเงินแกประชาชน
มากที่สุด รองลงมาคอื บรษิ ทั เงนิ ทนุ และทั้งสองสถาบนั ยังมีอตั ราการขยายตัวของการใหกูในแตละปส ูงดว ย
3. ยอดรวมของสินทรัพย ธนาคารพาณิชย เปนสถาบันท่ีมียอดรวมของสินทรัพยมากท่ีสุด
รองลงมาคือธนาคารออมสิน และบริษัทเงนิ ทุน
4. ความสาํ คญั ดานการพฒั นาเศรษฐกิจ สถาบันการเงินประเภทธนาคารและบริษัทเงินทุนเปน
สถาบนั ที่เปน กําลังสําคัญในการพัฒนาเศรษฐกจิ ไทย เพราะทําหนาที่ระดมเงินออม ใหกูแกผูลงทุนและเปน
แหลงเงินกูข องรัฐบาล
การคลงั
ความหมายและความสําคญั ของเศรษฐกิจภาครฐั บาล
หรอื คลงั รัฐบาล (Public Economy)
ความหมายของเศรษฐกจิ ภาครัฐบาล
เศรษฐกจิ ภาครฐั บาล (Public Economy) หมายถงึ การศกึ ษากจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ของภาครฐั บาล
ในดา นรายได รายจา ย นโยบายท่รี ฐั กําหนดโครงสรางของรายไดรายจายและการกอหน้ีสาธารณะตลอดจน
ผลกระทบจากการจัดเก็บรายไดและการใชจายเงินของรัฐ เพื่อดําเนินกิจกรรมทางดานเศรษฐกิจที่มีผลตอ
เศรษฐกจิ สงั คมและการเมอื ง เพ่ือใหบรรลุวตั ถุประสงคดานเศรษฐกจิ ของประเทศ ไดแก การมีงานทําการมี
รายได การรักษาเสถียรภาพของราคาและดุลการชําระเงิน การผลักดันใหระบบเศรษฐกิจมีความมั่นคง
เปน ตน
ริชารด อาร มัสเกรฟ กลาววา การศึกษาเศรษฐกิจภาครัฐบาลเพื่อตอบสนองวัตถุประสงคทาง
เศรษฐกจิ 4 ประการ คือ
1. เพอ่ื จดั สรรทรพั ยากรใหเ ปนไปอยางมีประสทิ ธภิ าพและตอบสนองความตองการของสังคม
ห น้ า | 238
2. เพ่ือการกระจายรายไดในสังคมทมี่ ีความแตกตางกนั ลดชองวางระหวางคนรวยและคนจน
3. เพือ่ การเจรญิ เตบิ โตทางเศรษฐกจิ ประชาชนมีงานทําและมรี ายได
4. เพื่อรักษาเสถียรภาพดา นเศรษฐกิจ แกปญหาการวางงาน รักษาระดับดุลการชําระเงินไมให
ขาดดลุ และรกั ษาระดบั ราคาสินคา ไมใ หสงู ขน้ึ
เศรษฐกิจภาครัฐบาล ก็คือ คลังรัฐบาล ซ่ึงหมายถึง การแสวงหารายไดและการใชจายเงินของ
รฐั บาลตามงบประมาณแผนดนิ ประจาํ ป
ความสําคญั ของเศรษฐกจิ ภาครัฐบาล
นับต้ังแตศตวรรษที่ 18 เปนตนมา นักเศรษฐศาสตรมีความเชื่ออยางแพรหลายวารัฐบาลไมควร
แทรกแซงกจิ กรรมทางเศรษฐกจิ แตค วรมหี นาท่ี 3 ประการคือ หนาท่ีในการปองกันประเทศ หนาที่รักษา
ความสงบและความยุติธรรมในประเทศ และใหบริการสาธารณะบางอยาง เชน การศึกษา สาธารณสุข
เสนทางคมนาคม เปนตน ที่เปนเชนน้ีเพราะนักเศรษฐศาสตรเหลาน้ันมีความเชื่อวาถาบุคคลแตละคน
สามารถจะตัดสินใจทํากิจกรรมตางๆ ซึ่งจะเปนประโยชนสงู สุดแกต นเอง ยอ มจะกอใหเกิดประโยชนสูงสดุ ตอ
สังคมดวยแตน ับตัง้ แตศ ตวรรษที่ 19 เปนตนมา นกั เศรษฐศาสตรบางกลุม เริ่มมองเห็นวาการปลอยใหระบบ
เศรษฐกจิ ดาํ เนินไปอยางเสรีโดยรัฐบาลไมแ ทรกแซงนน้ั กอ ใหเ กดิ ปญหาบางประการ เชน ปญหาการวางงาน
ปญหาเศรษฐกิจตกตํ่า จึงเกิดความคิดวารัฐบาลนาจะเขามามีบทบาทในกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อแกไข
ปญ หาตา งๆ ขจดั การเอารัดเอาเปรียบระหวางกลมุ เศรษฐกจิ ตา งๆ สงเสริมการผลิตสินคาและบริการที่เปน
ประโยชนต อ สวนรวม ควบคมุ การผลติ สินคาและบรกิ ารทีก่ อใหเกิดโทษตอ สังคม การแทรกแซงของรฐั บาลจะ
ชว ยรกั ษาเสถยี รภาพทางเศรษฐกิจไมใ หเ กดิ ภาวะเงนิ เฟอหรือเงนิ ฝด และการวางงาน เครื่องมอื สําคญั ในการ
ดาํ เนนิ งานของรฐั บาล คือ นโยบายการคลงั (Fiscal Policy)
เศรษฐกจิ ภาครัฐบาลไมวาจะเปนเรื่องการจัดเก็บรายได การกอหน้ีสาธารณะ การใชจายเงินจาก
ภาครัฐสูภาคเอกชนลวนมีผลกระทบตอการผลิต การบริโภค และการจางงาน โดยเฉพาะในประเทศดอย
พัฒนาเศรษฐกิจภาครฐั บาลมีความสาํ คญั มากเพราะ
1. รัฐบาลประเทศตางๆ มีภาระหนาที่ไมเพียงแตการบริหารประเทศเทานั้น รัฐยังตองพัฒนา
เศรษฐกิจในทกุ ๆ ดา น ซึง่ ตองใชจ ายเงินจํานวนมาก
2. การหารายไดจากภาษีอากร การใชจายเงินและการกูเงินของรัฐบาลผลกระทบตอกิจกรรมทาง
เศรษฐกจิ ในดา นการผลติ การบริโภค การแลกเปลี่ยน และการกระจายรายได
ดงั น้ัน การคลงั จึงมคี วามสําคัญในการดาํ เนนิ งานของรฐั บาลเพราะรัฐบาลจะใชก ารคลงั ควบคุมภาวะ
เศรษฐกิจของประเทศดวยวธิ ีการดงั ตอ ไปน้ี
1. สงเสริมการจดั สรรทรัพยากรของสงั คม (Allocation Function) ใหเ ปน ไปอยางมีประสิทธิภาพ
เน่ืองจากทกุ ประเทศประสบปญ หาทรพั ยากรมีจาํ กัด จงึ เกดิ ปญหาวาจะจัดสรรทรพั ยากรของสังคมอยา งไรจงึ
จะสามารถตอบสนองความตอ งการของประชาชนไดดี นโยบายการคลังจงึ มีบทบาทสําคัญในการกําหนดการ
จัดสรรทรพั ยากรระหวา งภาครัฐกบั ภาคเอกชนใหเปนไปในสัดสวนทท่ี ําใหสงั คมไดรับประโยชนส ูงสดุ
ห น้ า | 239
2. สง เสริมการกระจายรายไดทีเ่ ปน ธรรม (Distribution Function) นโยบายการคลงั ของรฐั บาลจงึ
มวี ตั ถปุ ระสงคท จ่ี ะใหเกดิ ความเปน ธรรมในการไดร ับประโยชนและรับภาระรายจายของรฐั บาล
3. การรกั ษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสงั คม (Stabilization Function) รฐั บาลจะตองควบคุม
และดูแลใหเศรษฐกจิ ของสังคมเปน ไปดวยความราบร่ืนดวยการรกั ษาระดับการจางงานใหอยูในอัตราสูงระดับ
ราคาสินคา และบรกิ ารมีเสถียรภาพ รวมทั้งอัตราการเจรญิ เตบิ โตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) อยใู น
ระดบั ทนี่ า พอใจ
รัฐบาลจึงใชนโยบายการคลังในการควบคุมดูแลตลอดจนแกไขปญหาตางๆ ที่เกิดข้ึนในระบบเศรษฐกิจ
เพ่ือใหร ะบบเศรษฐกิจของประเทศคงไวซ่งึ เสถยี รภาพ
ตารางแสดงความแตกตา งระหวา งการดาํ เนนิ กิจกรรมทางเศรษฐกจิ ของภาคเอกชนและภาครัฐบาล
การดําเนินกจิ กรรม ภาคเอกชน ภาครัฐบาล
1 . วั ต ถุ ป ร ะ ส ง ค แ ล ะ เพื่อแสวงหาผลกาํ ไรและประโยชน มีวัตถุประสงคเพ่ือประโยชนของ
จุดมงุ หมาย สว นตวั สาธารณชน
2. ดานการวางแผนดําเนิน วางแผนดําเนินกิจกรรมทาง วางแผนโครงการและตั้งประมาณ
กจิ กรรม เศรษฐกจิ โดยพิจารณารายไดก อน การรายจาย แลวจึงประมาณการ
หรือมรี ายไดกาํ หนดรายจาย รายไดที่คาดวาจะไดรับหรือมี
รายจา ยกําหนดรายได
3. ดานระยะเวลาดําเนิน มักดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ มักดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่
โครงการ ทใ่ี หผ ลตอบแทนในระยะส้นั ใหผลตอบแทนระยะยาว ในบาง
โครงการไมส ามารถประเมินออกมา
เปนตัวเลขได
สรปุ
เศรษฐกิจภาครัฐบาล หมายถึง การศึกษากิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาครัฐบาลในดานรายได
รายจายนโยบายที่รฐั กาํ หนดโครงสรางของรายได รายจาย และการกอหน้ีสาธารณะ ตลอดจนผลกระทบ
จากการจัดเก็บรายไดและการใชจายเงินของรัฐ เศรษฐกิจภาครัฐบาลมีความสําคัญในการดําเนินงานของ
รัฐบาล เพราะการคลังชวยควบคุมภาวะเศรษฐกิจของประเทศ
ห น้ า | 240
งบประมาณแผน ดิน (Budget)
งบประมาณแผนดิน เปนแผนการเกยี่ วกบั การหารายได และการใชจา ยเงนิ ของรฐั บาลตามโครงการ
ตางๆ ซ่ึงกระทรวง ทบวง กรมตางๆ เปนผูจัดทําและเสนอไปยังสํานักงบประมาณเพื่อเสนอตอไปยัง
คณะรัฐมนตรี จัดทําเปนรางพระราชบัญญัติงบประมาณประจําป เสนอของอนุมัติจากรัฐสภาเพราะเงิน
งบประมาณแผนดินคือเงินของประชาชน ในระบอบประชาธิปไตยการใชเงินงบประมาณแผนดินตองไดรับ
อนมุ ัติจากรฐั สภากอ น
งบประมาณแผน ดินแบง ออกเปน 3 ลกั ษณะ คือ
1. งบประมาณสมดุล (Balanced Budget) คือ รายไดแ ละรายจา ยของรัฐบาลมจี ํานวนเทากนั
2. งบประมาณขาดดุล (Dificit Budget) คือ รายไดของรัฐบาลตํา่ กวา รายจา ย
3. งบประมาณเกนิ ดุล (Surplus Budget) คอื รายไดของรัฐบาลสงู กวารายจาย
งบประมาณแผนดนิ จงึ เปน การเปรยี บเทยี บรายไดแ ละรายจายจรงิ ของรัฐบาลในชวงเวลา 1 ป
ดุลแหงงบประมาณในระบบเศรษฐกิจจะเปนอยางไรน้ันขึ้นอยูกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศใน
ขณะนน้ั โดยทั่วไปในขณะทร่ี ะบบเศรษฐกจิ รงุ เรือง ดลุ แหงงบประมาณมกั จะเกิดดุลและจะขาดดุลในขณะที่
เศรษฐกจิ ซบเซา ในกรณีทง่ี บประมาณขาดดลุ รัฐบาลอาจชดเชยการขาดดุลโดยการกอหน้ีสาธารณะ (Public
Debit) หน้ที ี่มีกาํ หนดระยะเวลาชําระคืนไมเกิน 1 ป ถือเปนหนี้ระยะส้ัน สวนหนี้ระยะยาวมีกําหนดเวลา
ชําระคนื 5 ป ขน้ึ ไป ซึง่ อาจจะมาจากแหลงเงินกภู ายในประเทศหรือภายนอกประเทศกไ็ ด
สรุป
งบประมาณแผน ดนิ เปนแผนการเก่ียวกับการหารายไดและการใชจายเงินของรัฐบาลตามโครงการ
ตางๆ ในระยะเวลา 1 ป งบประมาณแผนดนิ มี 3 ลกั ษณะ คือ งบประมาณสมดุล งบประมาณขาดดุล
งบประมาณเกินดลุ
รายไดของรัฐบาล (Public Revenue)
รายไดของรฐั บาล หมายถงึ เงินภาษอี ากร (Tax Revenue) ทรี่ ัฐจัดเกบ็ จากราษฎรและรายไดอื่น
ที่มใิ ชภาษอี ากร (Non – tax Revenue) เชน กาํ ไรจากรัฐวสิ าหกจิ คาธรรมเนียมและรายไดเบ็ดเตลด็ อน่ื ๆ
รายไดของรัฐบาล จาํ แนกออกไดเ ปน 4 ประเภท คือ
1. รายไดจากภาษีอากร เปนรายไดสวนใหญป ระมาณรอ ยละ 88 ของรายไดท้งั หมด
2. รายไดจ ากการขายสง่ิ ของและบรกิ าร หมายถึง คาบรกิ ารและคา ธรรมเนียม เชน คา เชา ทรพั ยส นิ
ของรฐั คา ขายอสังหาริมทรัพย คาขายผลิตภัณฑธรรมชาติ คาขายหนังสือราชการ คาขายของกลางจาก
คดีอาญา รายไดส วนนีค้ ิดเปน รอยละ 2 ของรายไดท้ังหมด
ห น้ า | 241
3. รายไดจากรฐั พาณิชย หมายถึง รายไดของรัฐบาลที่มาจากผลกําไร และเงินปนผลจากองคการ
ตางๆ ของรัฐ เงนิ สวนแบง จากธนาคารแหง ประเทศไทย รายไดส วนน้คี ิดเปนรอยละ 6 ของรายไดท งั้ หมด
4. รายไดอ่ืนๆ เปนรายไดนอกเหนือจากรายได 3 ประเภทขางตน ไดแก คาปรับ คาธรรมเนียม
ใบอนุญาตตา งๆ คาสมั ปทานแรและปโตรเลียม คา อาชญาบตั รสาํ หรับฆา สัตว คาภาคกลางแรและปโ ตรเลียม
คาภาคหลวงไม การผลติ เหรยี ญกษาปณ รายไดส ว นนคี้ ดิ เปนรอยละ 4 ของรายไดท ้ังหมด
สรุปไดวา รายไดสวนใหญข องรัฐบาลคอื รายได จากภาษีอากรเปนเงินท่ีรัฐบาลเก็บจากประชาชนผูมี
เงนิ ไดเพื่อใชจายในกิจการของรัฐบาลโดยไมตองใหการตอบแทนอยางใดอยางหนึ่งแกผูเสียภาษีอากร ซ่ึงมี
วตั ถุประสงคใ นการจดั เกบ็ ดังนี้
1. เพื่อเปน รายไดของรัฐสาํ หรบั ใชจ ายในโครงการตา งๆ ทีจ่ ําเปน
2. เพ่ือการควบคุม เชน เพื่อจํากัดการบริโภคของประชาชนในสินคาฟุมเฟอย หรือสินคาที่เปน
อนั ตรายตอสขุ ภาพ
3. เพ่อื การจัดสรรและการกระจายรายได โดยการเกบ็ ภาษจี ากผูมีรายไดมาก ในอัตราสูงเพ่ือใหรัฐ
นําไปใชจายใหเปน ประโยชนแกสวนรวมและผูมรี ายไดน อย
4. เพอื่ การชําระหนี้สินของรัฐโดยการเก็บภาษีอากรจากผูท่ไี ดรบั ประโยชนจ ากการพฒั นาของรัฐเพื่อ
นําไปชําระหนีเ้ งนิ กทู ่ีรฐั กูยมื มา
5. เพื่อเปนเคร่ืองมือในนโยบายทางธุรกิจ โดยใชภาษีอากรเปนเครื่องมือสนับสนุนหรือจํากัดการ
ลงทุนการธุรกิจเพอื่ ประโยชนในการพัฒนาเศรษฐกิจ
6. เพือ่ เปนเคร่ืองมอื ในนโยบายการคลัง เชน เพิม่ อัตราภาษีใหสูงขึ้นในภาวะเงินเฟอ และลดอัตรา
ภาษลี งในภาวะเงินฝด เปนตน
สรุป
รายไดของรฐั บาลประกอบดว ยรายไดท เี่ ปนภาษอี ากรและรายไดทไ่ี มใช
ภาษอี ากร เพ่อื นํามาใชจ ายในกจิ การของรฐั บาลโดยไมตองใหก ารตอบแทนแกผ หู นงึ่ ผใู ดโดยเฉพาะ
ภาษีอากร
ประเภทของภาษอี ากร
การแบงประเภทของภาษีอากรข้ึนอยกู บั เกณฑท่ีใชใ นการแบง ซ่งึ มี 4 เกณฑ ดังน้ี
1. แยกตามหลกั การผลักภาระภาษี แบง ไดเปน 2 ชนดิ คือ
1.1 ภาษีทางตรง คือ ภาษีท่ีเก็บแลวผูเสียภาษีไมสามารถผลักภาระไปใหผูใดไดอีก ไดแก
ภาษเี งินไดบุคคลธรรมดา ภาษีเงนิ ไดน ติ ิบคุ คล ภาษที รพั ยสนิ เปน ตน
ห น้ า | 242
1.2 ภาษที างออม คือ ภาษีที่ผูเสียภาษาไมจําเปนตองรับภาษีไวเอง สามารถผลักภาระให
ผูอื่นได เชน ภาษีสรรพสามติ ภาษีศุลกากร เปน ตน
2. แยกตามการใชภ าษี แบง ไดเ ปน 2 ชนดิ
2.1 ภาษีท่ัวไป (General Tax) หมายถึง ภาษีท่ีจัดเก็บเพ่ือนํารายไดไปเขางบประมาณ
แผน ดิน สาํ หรบั ใชในกิจการท่วั ไป ไมม ีการระบวุ าจะตองนาํ เงินภาษีไปใชเพ่ือการใดโดยเฉพาะ
2.2 ภาษเี พ่อื การเฉพาะอยาง (Ear – Marked Tax) หมายถึง ภาษที ่ีจัดเก็บเพอ่ื นาํ เงินไปใช
ในกจิ การใดกจิ การหนง่ึ โดยเฉพาะจะนาํ ไปใชผิดกจิ กรรมมไิ ด เชน ภาษกี ารปอ งกันประเทศ เปน ตน
3. แยกตามฐานภาษี แยกเปนชนดิ ตางๆ ตามฐานภาษี ดังนี้
3.1 ภาษที ีเ่ ก็บจากเงนิ ได เชน ภาษเี งินไดบ ุคคลธรรมดา หรอื ภาษเี งินไดน ติ บิ ุคคล
3.2 ภาษที ีเ่ ก็บจากฐานการใชจา ย เชน ภาษีการใชจ าย
3.3 ภาษที ่ีเก็บจากทนุ เชน ภาษมี รดก ภาษีรถยนต
3.4 ภาษีทเ่ี ก็บจากการเปล่ียนมือ เชน ภาษีขาย ภาษสี รรพสามติ เปนตน
4. แยกตามเกณฑก ารประเมนิ ไดแ ก
4.1 ภาษีตามมูลคา (Ad Valorem Tax) คือ ภาษีท่ีถือมูลคาของสินคาหรือบริการที่ซ้ือ
ขายกันเปน ฐาน โดยมากกาํ หนดรอ ยละของมลู คาโดยไมคาํ นึงจงึ จาํ นวนทีซ่ ้อื ขายกนั วาเปนอยา งไร
4.2 ภาษตี ามสภาพ (Specific Tax) คอื ภาษีท่ีเก็บตามสภาพของสินคา เชน กําหนดเก็บ
ภาษีนํ้ามันวาเก็บลติ รละ 2 บาท ไมวาราคานา้ํ มันจะเปนเทาใด เปน ตน
โครงสรา งอัตราภาษอี ากร (Tax Rate Structure) แบง เปน 3 ประเภท คอื
1. โครงสรางอตั ราภาษีแบบกาวหนา คือ ภาษีที่อัตราภาษีเพิ่มข้ึนเม่ือฐานภาษีสูงขึ้น ถาภาณีเงินได
เปน ภาษีแบบกา วหนาเมือ่ เงินไดเพ่ิมข้ึนอัตราภาษีจะสงู ขน้ึ ดวย
2. โครงสรา งภาษแี บบคงที่ คอื ภาษีที่มอี ตั ราคงทีไ่ มวา ฐานภาษจี ะเพม่ิ ขน้ึ หรือลดลง
3. โครงสรา งอัตราภาษีแบบถดถอย คอื ภาษีทอ่ี ตั ราภาษีจะลดลงเมอ่ื ฐานภาษีมีคา สูงขนึ้
การจดั เกบ็ ภาษอี ากรในประเทศไทย
ภาษีอากรซง่ึ เปนรายไดส วนใหญข องประเทศไทย มหี นว ยงานทจ่ี ัดเก็บ ไดแก
1. ประเภทภาษอี ากรทก่ี รมสรรพากรทีห่ นา ท่จี ดั เก็บ ไดแก
1.1 ภาษีเงนิ ไดบุคคลธรรมดา
1.2 ภาษเี งนิ ไดนิติบคุ คล
1.3 ภาษีเงินไดป โ ตรเลียม
1.4 ภาษีการคา
1.5 ภาษีมลู คาเพ่ิม (Value Added Tax) รัฐบาลนาํ เขา มาใชแทนภาษี การคาเมื่อวันท่ี
1 มกราคม 2535
1.6 ภาษธี ุรกจิ เฉพาะ
ห น้ า | 243
1.7 อากรแสตมป
1.8 อากรมหรสพ (คา งเกา ) ไดย กเลกิ การจัดเกบ็ แลว
1.9 อากรรงั นกนางแอน
การธนาคาร
ความหมายของการตลาดเงินและตลาดทุน
ตลาดเงิน คอื ตลาดท่มี กี ารระดมเงนิ ทุนและการใหสนิ เชอื่ ในระยะสนั้ ไมเกิน 1 ป การโอนเงิน การ
ซ้อื ขายหลกั ทรพั ยทางการเงนิ ท่ีมีอายุการไถถ อนระยะสั้น เชน ตั๋วแลกเงนิ ตวั๋ สัญญาใชเงนิ และต๋ัวเงินคลัง
เปน ตน เปนทร่ี วมกลไกท้งั หลายท่ที าํ ใหก ารหมุนเวยี นของเงินทนุ ระยะส้ันเปน ไปดวยดี ไดแ ก การใหสินเชื่อ
เพื่อการประกอบธุรกิจ และการจัดหาทุนระยะส้ันแกภาครัฐบาล แบงออกเปน ตลาดเงินในระบบ ไดแก
ธนาคารพาณิชย บรษิ ัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย ธนาคารกลาง เปนตน และ ตลาดเงินนอกระบบ เปน
การกูยมื ระหวางบคุ คล
ตลาดทุน คือ ตลาดที่มีการระดมเงินออมระยะยาวและใหสินเช่ือระยะยาว ต้ังแต 1 ปขึ้นไป
ไดแก เงนิ ฝากประจําตัง้ แต 1 ปข ึน้ ไป หนุ กู หนุ สามญั และพันธบตั รรฐั บาลหรือเอกชน
ในปจจบุ นั การแบงปน ตลาดเงนิ และตลาดทนุ คอนขางยงุ ยากเพราะสถาบนั การเงนิ จะทําหนา ทีท่ ้งั สอง
อยา ง จงึ รวมเรียกวา ตลาดการเงิน
สรุป
ตลาดเงินคือตลาดท่ีระดมเงินทุนและการใหสินเช่ือในระยะส้ันไมเกิน 1 ป สวนการระดมเงินออม
มากกวา 1 ปข ้ึนไป เรียกวา ตลาดทนุ ตลาดเงนิ และตลาดทุนมที งั้ ในระบบและนอกระบบ และมสี ว นสาํ คญั ใน
การพัฒนาเศรษฐกจิ ของประเทศ
ธนาคารกลาง
1. ความหมายของธนาคารกลาง
ธนาคารกลางเปน สถาบนั การเงนิ ซึ่งสว นมากเปนของรัฐ ทําหนาที่เปนศูนยกลางควบคุมการเครดิต
และระบบการเงนิ ของประเทศ ในประเทศไทยคือ ธนาคารแหง ประเทศไทย
ธนาคารกลางมีลักษณะแตกตา งจากธนาคารพาณชิ ย คือ
1. ธนาคารกลางดําเนินงานเพ่ือเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ ไมใชเ พ่อื รายไดหรือผลกําไร
อยา งธนาคารพาณชิ ย
2. ธนาคารกลาง เปนสถาบันการเงนิ ท่ีรฐั บาลเขามามีสว นรว มในการบริหาร
3. ลูกคาสวนใหญของธนาคาร ไดแก หนวยงานของรัฐบาล ธนาคารพาณิชย และสถาบัน
การเงนิ บางประเภท ธนาคารกลางจะไมท าํ ธุรกจิ ตดิ ตอ พอคาหรือประชาชนโดยตรง