The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by koonome, 2021-07-30 02:49:16

หนังสือเรียน รายวิชาสังคมศึกษา สค 31001 ม.ปลาย

รายวิชาสังคมศึกษา สค 31001 ม.ปลาย

ห น้ า | 144

รปู แบบของท่ีประทบั เชน พระบรมมหาราชวงั หรือ พระตาํ หนกั ทม่ี ีลักษณะพิเศษ คือ เปนเรือนยอดหลังคา
ซอ นช้ัน ตามฐานานศุ ักด์ิ ตา งไปจากบา นเรือนสามญั ชนโดยทวั่ ไป

พระทน่ี ั่งดุสติ มหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง

ในดา นพิธกี รรมตาง ๆ นบั แตการประสตู จิ นถงึ สวรรคตของพระมหากษตั ริยและสมาชกิ ในราชตระกูล
เชน พระราชพธิ ขี ้ึนพระอู พระราชพิธีลงสรง พระราชพิธีสมโภชเดือน พระราชพิธีโสกันต พระราชพิธีบรม
ราชาภิเษก พระราชพิธถี ือนา้ํ พระพิพัฒนสัตยา (ศรีสัจปานการ) พระราชพธิ อี อกพระเมรุ ฯลฯ ซงึ่ ลว นแลวแต
เปนพิธีกรรมที่เกีย่ วกับความเปน “เทพเจา” ทั้งสน้ิ

พระราชพธิ ีโสกนั ตที่เขาไกลาส (จําลอง)

ห น้ า | 145

พระเมรมุ าศ

ในการเฉลมิ พระนามพระมหากษตั ริยในยุคสมยั ตาง ๆ จะเห็นถงึ ความเช่อื ในวถิ กี ารเมอื งการปกครอง
ของพระมหากษัตรยิ แตละพระองคว า จะทรงวางพระองคอยูในแนวทางเชนไร คอื ทรงเปนเทวราชา เชน พระ
นามสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (อูทอง) สมเด็จพระรามราชาธิราช สมเด็จพระนารายณมหาราช หมายถึง
พระรามพระนารายณ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช หมายถงึ พระอศิ วร สมเดจ็ พระอินทราธริ าช หมายถึงพระ
อินทร หรือทรงเปนพุทธราชา และธรรมราชา เชนสมเด็จพระมหาธรรมราชา(ลิไท) สมเด็จ พระบรมไตร
โลกนาถ สมเด็จพระสรรญเพชญท่ี 1 สมเดจ็ พระเจาทรงธรรม เปนตน

ศาสนาพราหมณ์
ฮนิ ดู

พุทธศาสนา สถาบัน ความเชอื ท้องถนิ
พระมหากษัตริย์ไทย

ห น้ า | 146

แผนภูมแิ สดงความสัมพันธของสถาบนั พระมหากษัตรยิ ก ับศาสนาและความเช่อื ทองถนิ่

จากแผนภมู ิขางตน นชี้ ีใ้ หเหน็ วา แมสถาบันพระมหากษัตรยิ จ ะมีลกั ษณะของเทวราชาชัดเจนในหลาย
สวน แตมีอีกหลายสวนท่ีแสดงถึงความเปน “ธรรมราชา” หรือ “พุทธราชา” ของพระมหากษัตริย ในสมัย
สุโขทยั อิทธิพลของพุทธศาสนาทาํ ใหพอขุนรามคาํ แหงเสดจ็ ออกส่ังสอนประชาชนดวยพระองคเอง บนขดาน
หนิ “มนงั คศลิ าบาต” กลางดงตาล หรอื พระมหาธรรมราชาลไิ ท ทรงสรางพระพุทธชนิ ราชเมืองพิษณุโลก และ
เสด็จออกผนวช เปน ตน โดยเฉพาะสมัยอยุธยา ท่ีเห็นไดชัดวา พระพุทธศาสนาสงผลตอการรับเอาหลักพุทธ
ธรรมมาใชใ นการปกครองบา นเมืองของสถาบันพระมหากษตั รยิ  เชน พระมหากษัตริยตองมีทศพิธราชธรรม ,
จักรวรรดิวัตร 12 และสังคหวัตถุ 4 และหลักธรรมอื่น ๆ อีกมากมายซึ่งพระมหากษัตริยพระองคใดทรง
สมบูรณพรอมดว ยธรรมเหลาน้ี กจ็ ะทรงไดรับการยกยอ งวา ทรงเปน “ธรรมราชา”

ในพระราชพงศาวดาร กลา วถงึ พระราชกรณยี กิจของพระมหากษตั รยิ อยธุ ยาวา ทรงมพี ระราชศรัทธา
ในการทํานุบาํ รงุ พระพุทธศาสนาในการสรางพระอารามหลวงท่ีงดงามและใหญโตโอฬารมากมาย ในกรุงศรี
อยุธยา เชน วัดพระศรีสรรเพชญ วัดพระราม วัดราชบูรณะ วัดมหาธาตุ วัดไชยวัตนาราม ฯลฯ และมีการ
สถาปนาพระพุทธรูปใหญงดงาม เชน พระพุทธชินราช พระศรีสรรเพชญ พระพุทธไตรรัตนนายก
(พระพุทธเจาพแนงเชงิ ) พระมงคลบพิตร เปน ตน พระเจา แผนดินทุกพระองคทรงบําเพ็ญกุศลเสด็จนมัสการ
พระพุทธบาทและพระพุทธฉายท่ีสระบุรีเปนประจํา นับแตรัชกาลสมเด็จพระเจาทรงธรรมเปนตนมา
เหตกุ ารณดังกลา วแสดงใหเ หน็ ถึงความม่ันคงในหลกั พทุ ธธรรมทที่ รงปรบั ปรุงพระราชจรยิ วตั รใหเหมาะกับวิถี
ความเปนอยูของคนไทย ในวรรณคดีโคลงพระราชพิธีทวาทศมาสที่กลาวถึงพระราชพิธีสิบสองเดือน ซึ่ง
กําหนดไวในรอบปปรากฏวา หลายพระราชพิธีท่ีทรงพระราชทานพระราชทรพั ยโ ดยการโปรยทานแกป ระชาชน
ในการทีส่ ถาบนั พระมหากษัตริยไดแสดงถึงพระเมตตาที่ทรงมีตอประชาชนและมิไดมีความเด็ดขาดแรงกลา
จนเกินไปในการใชพระราชอํานาจเชนนี้ อาจเปนชองทางใหเกิดความไมม่ันคงในพระราชบัลลังกและการ
สืบราชสมบัติไดแมจะมีกฎมณเฑียรบาลบังคับใชอยู ทําใหพระมหากษัตริยและองครัชทายาทยิ่งตองทรง
บําเพ็ญพระบญุ ญาบารมีใหเ ปนทจ่ี งรกั ภกั ดีของขนุ นาง ขาราชการและไพรฟาขาแผนดิน ในขณะที่ตองทรงมี
วิธีการปรับปรุงระบบราชการและการปกครองใหเหมาะสมกับสภาพบานเมืองแตละยุคสมัยดวยจึงจะทรง
รกั ษาพระราชอํานาจและราชบลั ลงั กเอาไวได

พระมหากษัตริยบางพระองคเ ช่ือในการบาํ เพ็ญพระบารมีในฐานะพระโพธิสัตว เชน สมเด็จพระเจา
ปราสาททอง ทรงอธษิ ฐานปรารถนาพุทธภูมิ พระองคทรงเปล่ียนรูปทรงของพระประธานในพระอุโบสถวัด
หนาพระเมรุ เปนพระพทุ ธรูปทรงเคร่อื ง ซงึ่ สนั นษิ ฐานไดอีกนัยคือ เปรียบเสมือนพระศรีอริยเมตไตรย จนถึง
กรุงธนบุรีและรัตนโกสินทรตอนตน ก็ยังคงรับคติความเชื่อเชนเดียวกับสมัยอยุธยาไวคอนขางจะครบถวน
สมบูรณ เพยี งแตการส้ินพระชนมข องพระมหากษัตรยิ เ ปลีย่ นจาก คําวาเสด็จนฤพาน (นิพพาน) มาเปนคําวา
“สวรรคต” เทานน้ั คอื ลดฐานะลงมาไมไ ดแ สดงฐานะวาทรงเปน พระพุทธเจา หรือพระโพธิสัตว อยางชัดเจน

ห น้ า | 147

เชนสมยั อยุธยา สวนสมเด็จพระเจาตากสินมหาราชนั้นทรงใฝพระทัยในการเจริญกัมมัฏฐาน อยางยิ่ง หรือ
สมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา จุฬาโลกมหาราชก็ทรงมพี ระปฐมบรมราชโองการวา

“ตง้ั ใจจะอปุ ถัมภก ยอยกวรพทุ ธศาสนา
ปอ งกนั ขอบขัณฑสมี า รกั ษาประชาชนและมนตรี”

จะเหน็ ไดว า พระบรมราชโองการน้ีแสดงถึงความตระหนักในพระราชภาระท่ีทรงมีตอบานเมืองใน 3
ประการ คอื การปองกนั การรักษา และการคมุ ครอง “ไพรฟาขาแผน ดนิ ” โดยเฉพาะเปน การฟน ฟบู ํารุงขวัญ
และกําลงั ใจใหแ กค นท่ยี ังไมลมื การลม สลายของทกุ สถาบันในคราวเสียกรงุ ศรีอยธุ ยาครง้ั ที่ 2 ในป พ.ศ. 2310

คร้ันมาถึงในรชั กาลตอ ๆ มา เชน สมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวรัชกาลที่ ๔ พระองคทรงเคยผนวช
มานานกอนข้ึนครองราชสมบตั ิจึงทรงสง เสรมิ พระพุทธศาสนาอยางเตม็ ที่ตามทีท่ รงเลา เรยี นมาพระราชกระแส
ในรัชกาลที่ 4 ทรงตรัสไวต อนหนง่ึ วา “พระราชอํานาจของพระมหากษตั ริยม ิไดย่งิ ใหญไ ปกวา ความสขุ สว นรวม
ของประชาชน” และยงั ทรงมแี นวคิดในการเปลี่ยนแปลงยอมรับพระราชฐานะของพระมหากษตั ริยวาทรงเปน
“มหานิกร สโมสรสมมต”ิ ไมใชการปราบดาภิเษกหรือการข้ึนครองราชย โดยอํานาจดังในอดีต แตเปน
การยินยอมพรอมใจยกยองของมหาชน และแสดงใหเห็นวา สถาบันพระมหากษัตริย ไดเร่ิมตระหนักใน
“อํานาจ” ของประชาชน หรือ “ประชาธปิ ไตย” มากขน้ึ ซ่งึ ในรชั สมยั ของพระมหากษตั ริยอ ื่น ๆ ถัดมากท็ รงมี
พระราชดําริเกี่ยวกับการพระราชทานพระราชอํานาจของพระองคคืนสูประชาชนมากขึ้นมาโดยลําดับ เชน
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวทรงโปรดใหขุนนางที่เดินทางไปราชการในยุโรปใหกลับมาถวาย
รายงานถึงการสงั เกตแนวทางการปกครองแบบประชาธปิ ไตยของประเทศเหลา นัน้ การทดลองใหขาราชการได
ฝก บทบาทสมมตุ ิในวถิ ีประชาธปิ ไตยจากดสุ ติ ธานี ใน รชั สมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว
ตลอดจนการตดั สนิ พระทยั สละพระราชอํานาจแกประชาชนของพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว เม่ือ
คณะราษฎรท่ีตั้งตนเองเปนตัวแทนของราษฎรขอพระราชทานอํานาจอธิปไตย การท่ีความหางเหินกันดวย
ระบบเทวราชเกอื บจะหมดไปโดยส้ินเชิงในหวงเวลานนี้ ับสมัยรชั กาลที่ 4 เปนตนมา ทรงโปรดฯ ใหประชาชน
เฝา ชมพระบารมีไดส ะดวกขึ้นกวา ในอดตี และเรมิ่ คลคี่ ลายมากจนนงั่ เกาอ้ใี นขณะเขา เฝา ได แตประชาชนก็ยัง
ยนิ ดีท่จี ะหมอบกราบแทบพระยุคลบาทดว ยความรูสกึ จงรักภกั ดีเสมือนพระองคทรงเปนเจา ชวี ติ ดังแตกอ น แม
การปกครองดวยสถาบันกษัตริยของไทยเราจะมีลักษณะเปนการปกครองที่ประชาชนไมมีสวนรวมในการ
กาํ หนดผูปกครอง อํานาจสูงสุดในการปกครองประเทศเปนของพระมหากษัตริย แตมีลักษณะที่ผิดไปจาก
ระบอบเผดจ็ การ เพราะพระมหากษัตริยไดร บั การยอมรบั เทดิ ทนู จากประชาชน ในลกั ษณะเปน เสมอื นสถาบนั
ศักดิส์ ทิ ธ์ิท่ีใหค วามคมุ ครองแกต น การยอมอยใู ตการปกครองของพระมหากษัตริยเปนไปดวยความสมัครใจ
บังเกิดจากความจงรักภักดีเพราะตระหนักวา ประเทศชาติมีความสงบและม่ันคงดวยพระบารมีของ
พระมหากษตั ริยซ ึง่ มรี ะบบศกั ดินาชว ยจัดระเบียบทางสังคมสืบเนอื่ งจนถึงสมัยรตั นโกสินทรตอนตนดว ยจงึ เลกิ ไป

ห น้ า | 148

พระบาทสมเด็จพระเจาอยหู วั เสดจ็ ออกสีหบัญชร
พระราชดาํ เนินที่รพ.ศริ ริ าช

บทบาทของสถาบนั พระมหากษัตรยิ ใ นการพฒั นาชาตไิ ทย

สถาบันพระมหากษัตริยมีความสําคัญอยางย่ิงในการเปนศูนยรวมจิตใจของชนชาวไทยทุกหมู
เหลา ทกุ ฐานะทกุ เชือ้ ชาติและศาสนา ตา งยดึ ถือพระมหากษัตริยเปนธงชัย เปนท่ีพ่ึง และเปนแบบอยางใน
การดําเนนิ ชีวิต ท้งั นเ้ี พราะชาวไทยมคี วามเช่อื มน่ั ศรทั ธารวมกันวา องคพระมหากษัตรยิ ท กุ พระองคทรงมี พระ
บุญญาธิการอันสูงสง ดวยทรงบําเพ็ญพระบารมสี ง่ั สมมาหลายภพชาติ ดุจดงั ความเชอ่ื ในพุทธศาสนา วาบุรุษ
ท่ีไดบ าํ เพญ็ กุศลทานอนั ถึงพรอ มชักชวนใหผูคนมารวมกุศลอันยิ่งใหญแลวเทานั้นจึงจะไปบังเกิด ในดาวดึงส
เสวยอนิ ทรสมบตั ใิ นวมิ านน้ันได และยังเชอ่ื วาพระมหากษตั ริยคือพระโพธิสัตวเสด็จลงมาจากสวรรคชั้นดุสิต
เพอ่ื ลงมาบําเพ็ญพระบารมเี พ่อื การตรัสรูใ นพุทธภมู อิ นั ใกล บา งก็เชื่อวา พระองคค อื พระอิศวรมหาเทพ หรือ
พระวิษณุอวตารลงมาดบั ทุกขร อนใหป วงชนในมนุษยโลก

ห น้ า | 149

พระสยามเทวาธริ าชทูลเชิญพระอศิ วรลงมาจตุ ิเปนสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ดว ยความศรัทธาอันหย่งั รากลกึ ลงในจติ ใจของชาวไทยทกุ หมูเหลาตอสถาบันพระมหากษัตริย เชนน้ี
จงึ เปน ส่ิงทท่ี าํ ใหสถาบันพระมหากษตั ริยเปนท่หี วังพ่งึ ในพระบารมีและพระมหากรณุ าธิคุณในทุก ๆ ดาน โดยที่
สมาชกิ ในสถาบนั พระมหากษัตริยก ็ไดร ับการกาํ หนดบทบาทดวย “ธรรมะของพระราชา”อยแู ลวรวมท้งั การสง่ั
สมมาโดยการบอกกลา วสัง่ สอนมาในสายพระราชสกลุ ถงึ ความรับผดิ ชอบตอ พระราชภาระของผูครองแผนดิน
ดงั พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา เจา อยูหัวทรงกวดขันดูแลพระราชโอรส คอื สมเด็จเจา ฟา กรมขุนพนิ ิตประชา
นาถ (ตอมาคือรัชกาลที่ 5) ในการศึกษาราชการแผนดินโดยโปรดเกลาฯ ใหเฝาปฏิบัติประจําพระองค
นอกเหนอื จากเวลาเฝาตามปกติเพ่ือทรงรบั ฟง พระบรมราโชวาทและพระบรมราชาธิบายในเรื่องราชการและ
ราชประเพณตี าง ๆ อยูเ สมอ หรอื ความในพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว
ทรงมีถึงสมเด็จพระบรมโอรสาธริ าชเจา ฟา มหาวชิรุณหิศถงึ ภาระรบั ผดิ ชอบของผเู กดิ ในราชตระกูลภายใตพ ระ
มหาเศวตฉตั รวา อยา ถอื วาตัวเองมีบญุ แตใหถ ือวา มกี รรมที่ตองมีหนาท่ีตองปฏิบัติตอประชาชนในดานการศึก
สงครามผูท่ีเปนองครัชทายาทน้ันจะตองฝกฝน และรับผิดชอบต้ังแตทรงพระเยาว พ.ศ. 2357 ในรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลา นภาลัย เมอ่ื มอญไมพ อใจที่ถูกพมาเกณฑแรงงานกอสรางพระเจดีย จึงกอ
กบฏที่เมืองเมาะตะมะ ทําใหถูกพมาปราบปราม ตองหนีเขามายังไทยเปนระลอกใหญเพ่ือพ่ึงพระบรมโพธิ
สมภาร เจา ฟามงกุฎ (ตอมาคอื รัชกาลท่ี 4) เสด็จเปนแมกองพรอมดวยกรมหลวงพิทักษมนตรี ออกไปรับถึง
ชายแดน แมแตพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา นภาลัยเองก็ทรงไดรบั การฝกฝนใหไปราชการสงครามต้ังแต
พระชนมายเุ พียง 8 พรรษา

ท่ีเดนชัดคือบทพระนิพนธของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีที่ทรงกลาว
เปรยี บเทยี บการทรงงานวา คอื การเดนิ ไปในปาทีม่ ีแตอ ันตรายในบทรําพึงของลูกและบทปลอบใจของพอ ให
ลูกมีกําลังใจที่จะทาํ ตามอุดมการณค อื การเสยี สละเพ่อื ผูอ ่นื ดังน้ันบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย จึง
เปลยี่ นไปไมใ ชเพียงการทรงงานของพระมหากษัตริยเพยี งลําพังแตพระบรมวงศานุวงศก็รวมมีบทบาทตาง ๆ
กันทจ่ี ะชวยสง เสรมิ ความเจรญิ กาวหนา แกช าติบา นเมืองมใิ ชเพียงออกทําราชการสงครามเทา น้ัน

ห น้ า | 150

ฉันเดินตามรอยเทาอนั รวดเร็วของพอโดยไมห ยดุ
ผานเขาไปในปา ใหญ นา กลัว ทบึ แผไปโดยไมม ีทสี่ ้นิ สุด มดื และกวาง

มตี น ไมใ หญเ หมือนหอคอยที่เขม แขง็
พอ จา...ลกู หิวจะตายอยแู ลว และเหนือ่ ยดว ย
ดูซิจะ เลอื ดไหลออกมาจากเทา ทั้งสองทบี่ าดเจบ็ ของลกู
ลูกกลวั งู เสอื และหมาปาพอ จา ...เราจะถงึ จดุ หมายปลายทางไหม?

ห น้ า | 151

ลกู เอย ...ในโลกนไ้ี มม ีทไ่ี หนดอกทีม่ ีความร่นื รมณแ ละความสบายสําหรบั เจา
ทางของเรามิไดป ดู วยดอกไมส วยสวยจงไปเถดิ แมวา มนั จะเปน ส่งิ ที่บบี คนั้ หัวใจเจา
พอเหน็ แลววา หนามตาํ เนอื้ ออ นออนของเจา เลอื ดของเจา เปรียบดงั่ ทบั ทิมบนใบหญา ใกลน้าํ
น้ําตาของเจา ทไี่ หลตอ งพมุ ไมสเี ขยี วเปรยี บดัง่ เพชรบนมรกตท่ีแสดงความงามเต็มท่ี
เพอื่ มนุษยชาติ...จงอยา ละความกลา เมอ่ื เผชญิ กบั ความทุกข....ใหอ ดทนและสขุ มุ
และจงมคี วามสุขที่ไดย ึดอดุ มการณท ม่ี ีคา ไปเถดิ ..ถา เจา ตอ งการเดินตามรอยเทา พอ

บทพระราชนิพนธส มเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

บทบาทหนา ที่ของพระมหากษตั ริย
บทบาทหนาที่ของพระมหากษัตริยคือ การเปนประมุขของประเทศ และทรงมีหนาที่ในดานการ

ปกครอง เสริมสรางความมั่นคงใหพระราชอาณาจักร นอกจากน้ี พระมหากษัตริยก็ยังทรงสงเสริมดาน
เศรษฐกิจทําใหมคี วามม่ังค่งั เจริญรุงเรือง พรอมท้ังทํานุบํารุงศิลปวัฒนธรรมสรางความงดงามในความ เปน
ไทย
1. ดานการเมืองการปกครองและเสรมิ สรา งความม่ันคง

พระมหากษัตริยท รงเปน ผนู าํ ในการสรา งความม่นั คงในพระราชอาณาจักร และทรงเปนจอมทัพในการ
ทําศึกสงครามเพื่อขยายพระราชอาณาเขตใหกวางใหญไพศาล ในขณะเดียวกันพระมหากษัตริยก็ยังทรง
ปกปองบา นเมอื งจากขาศกึ ศตั รู ดังเชน สมัยสุโขทัยพอขุนบางกลางหาว ทรงรวมมือกับพอขุนผาเมืองขับไล
ขอมสบาดโขลญลําพงออกจากสโุ ขทยั พอ ขุนบางกลางหาวทรงยดึ เมอื งศรสี ัชนาลยั ไวไดและทรงเวนเมืองใหพ อ
ขนุ ผาเมือง สว นพอ ขุนผาเมืองกท็ รงอภิเษกพอขนุ บางกลางหาวเปนกษัตริยสุโขทัย ทรงพระนามวา “พอขุน
ศรอี ินทราทิตย” ปฐมกษตั รยิ แ หง ราชวงศพ ระรวงเจา กรุงสุโขทยั พอขุนศรอี ินทราทติ ยท รงปกครองบานเมอื ง
แบบพอปกครองลูกและปกปอ งพระราชอาณาเขตเพอื่ ใหไพรฟ า ประชาชนอยูอ ยางรม เยน็ เปนสุข พระองคทรง
ทาํ สงครามยุทธหัตถกี บั ขุนสามชน เจา เมืองฉอด โดยมีพระราชโอรสองคที่ 3 รวมรบจนสามารถเอาชนะขุนสาม
ชนได พระองคจึงทรงเฉลิมพระนามวา “พระรามคาํ แหง”

ห น้ า | 152

คร้ันตอมา พระรามคําแหงก็ไดข้ึนครองราชยตอจากพอขุนบานเมือง ซ่ึงเปนพระเชษฐาธิราชของ
พระองคทรงพระนามวา “พอ ขนุ รามคาํ แหง” พระองคท รงปกครองบานเมือง และขยายพระราชอาณาเขตได
กวางใหญไพศาลท่ีสุดในสมัยสุโขทัย คือ ทิศตะวันออกทรงปราบไดถึงเมืองสระหลวง สองแคว (พิษณุโลก)
ลุมบาจาย สะคา ขามฝงแมนํ้าโขงไปถึงเวียงจันทน เวียงคําในลาว ทิศใตทรงปราบไดคนที (บานโคน
กาํ แพงเพชร) พระบาง (นครสวรรค) แพรก (ชัยนาท) สพุ รรณภมู ิ ราชบรุ ี เพชรบรุ ี นครศรธี รรมราช มีฝง ทะเล
สมุทร (มหาสมทุ ร) เปนเขตแดน ทางทศิ ตะวันตกทรงปราบไดเมืองฉอด เมอื งหงสาวดี และมีมหาสมุทรเปน เขตแดน
ทิศเหนือทรงปราบไดเมืองแพร เมอื งนาน เมืองพลวั (อําเภอปว จังหวัดนาน) ขามฝงโขงถึงเมืองชวา (หลวงพระบาง)
เปนเขตแดน นอกจากน้ี พอ ขนุ รามคําแหงมหาราชยังทรงสรา งพระราชไมตรกี ับพระยามงั รายแหงลานนา และ
พระยางําเมืองแหงพะเยา ทรงยินยอมใหพระยามังรายขยายอาณาเขตลานนาทางแมน้ํากก แมน้ําปง และ
แมน้าํ วังไดอยา งสะดวก เพราะพระองคตองการใหล า นนาเปนกันชนระหวา งจนี กับสโุ ขทัย เม่ือ พ.ศ. 1839 พอ
ขนุ รามคําแหงมหาราชยงั ทรงชวยเหลือพระยามงั รายหาชยั ภูมิในฐานะมติ รสหาย

สว นในสมัยอยุธยา พระเจา อทู องทรงรวบรวมสพุ รรณบรุ กี ับละโว ซึง่ เปนกลุมเมืองในเครือญาติเขา
ดว ยกัน แลวสถาปนากรงุ ศรีอยุธยาบริเวณทีเ่ รยี กวา หนองโสน เมื่อจุลศักราช 712 ปขาล โทศก วันศุกร ขึ้น
6 คํา่ เดือนหา เวลารุงแลว 3 นาฬิกา 9 บาท (9 โมงเชา 54 นาที) เม่ือแรกเสวยราชสมบัติทรงพระนามวา
สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสุนทรบรมบพิตรพระพุทธเจาอยูหัว ขณะพระชนมายุได 37 พรรษา ภายหลังการ
สถาปนาพระราชอาณาจักรแลว ปรากฏความในจุลยุทธการวงศวา ประเทศราช 16 หัวเมือง ไดเขามาถวาย
บังคมยอมรับในพระราชอํานาจ เชน มะละกา (แหลมมลาย)ู ชวา (หลวงพระบาง) ตะนาวศรี นครศรีธรรมราช
ทวาย เมาะตะมะ เมาะลําเลิง สงขลา จนั ทบรู ณ พิษณุโลก สุโขทยั พชิ ัย สวรรคโลก พิจิตร กําแพงเพชร และ
นครสวรรค นอกจากนพี้ ระองคยงั ทรงทาํ สงครามและกวาดตอนเทครวั ชาวกัมพชู ามายังกรุงศรีอยธุ ยา

รัชสมัยสมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ ทรงโปรดใหมีการปฏิรูประบบบริหารราชการแผนดิน โดยการ
แตงตั้งตําแหนงสมุหพระกลาโหม ดูแลทหาร และสมุหนายก ดูแลพลเรือน ขณะเดียวกันพระองคก็ยังทรง
แตงต้ังคณะบคุ คลขน้ึ มารบั สนองพระราชกจิ ซงึ่ แบง เปน 4 ฝา ย เรียกวา จตสุ ดมภ คอื อธบิ ดกี รมเมือง (เวียง)
อธบิ ดกี รมวัง อธิบดีกรมคลงั อธบิ ดีกรมนา และพระองคย ังทรงโปรดใหพ ระญาตวิ งศไปปกครองบานเล็กเมือง
นอ ยตามฐานะดวย แตต อ งอยูในพระเนตร พระกรรณของพระองค ดังนั้นสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจึงทรง
เปนศูนยกลางอํานาจในการปกครองทั้งปวง

ห น้ า | 153

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทาํ ยุทธหัตถีกับพระมหาอปุ ราชาเมื่อ พ.ศ. 2135

ตอมาในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระมหากษัตริยแหงกรุงศรีอยุธยา ผูทรงพระปรีชา
สามารถในดา นการทําศึกสงคราม พระองคทรงขยายพระราชอาณาเขตออกไปอยางกวางขวางและปกปอง
บานเมืองจากขา ศกึ ศตั รู เชน สงครามยทุ ธหัตถี เมอ่ื พ.ศ. 2135 พระเจา หงสาวดีนันทบเุ รง ทรงใหพระมหาอปุ
ราชายกทพั มาบกุ กรงุ ศรอี ยธุ ยาผา นดานเจดียสามองค สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชเมือ่ ทรงทราบขา วศึกกท็ รง
แตงกองทพั พรอมดวยสมเด็จ พระเอกาทศรถ พระอนุชาธิราชออกรบกับพระมหาอุปราชาที่หนองสาหราย
พระองคทรงทํายุทธหตั ถีกบั พระมหาอุปราชาจนสามารถเอาชนะไดสําเร็จ ผลของสงครามทําใหพระมหาอุป
ราชาทรงสิ้นพระชนมบนคอชาง ในการทาํ สงครามยุทธหัตถีคร้ังน้ีเปนสาเหตุทําใหพมา ไมกลาเขามารุกราน
กรงุ ศรีอยุธยายาวนานกวา 100 ป

ครั้นในสมัยสมเด็จพระนารายณม หาราช พระองคทรงเจรญิ สมั พันธไมตรกี บั พระเจาหลยุ สท ี่ 14 แหง
ประเทศฝร่ังเศส เพือ่ สรางรากฐานแหง พระราชอาํ นาจใหเปน ท่ีนาเกรงขามในบรรดานานาประเทศ เน่ืองจาก
ฝรั่งเศสเปน ประเทศมหาอาํ นาจท่ไี ดรับการยอมรบั โดยทว่ั ไปวา มีความสามารถทางดา นการรบ และความเจรญิ
ดานศิลปวิทยาการ สมเด็จพระนารายณมหาราชทรงโปรดใหทหารชาวตางชาติมารับราชการในราชสํานัก
และทรงสรา งเมอื งลพบุรีไวเปนราชธานีแหงท่ี 2 พรอ มทัง้ ใหชาวตางชาติสรางปอมปราการไวเพื่อต้ังรับขาศึก
ศัตรทู ี่จะเขา มากระทาํ อนั ตรายตอ พระราชอาณาจกั ร

ห น้ า | 154

สมเดจ็ พระเจา ตากสินมหาราช พระมหากษตั ริยแหงกรุงธนบรุ ี

เมือ่ กรุงศรีอยธุ ยาพายแพใ หก บั พมา ในป พ.ศ. 2310 สมเด็จพระเจา ตากสนิ มหาราชทรงกอบกูเ อกราช
ขับไลขาศึกศัตรูออกจากพระราชอาณาจักร แลวพระองคก็ทรงสถาปนากรุงธนบุรีเปนราชธานี ตอจากน้ัน
พระองคก็ไดทรงรวบรวมบานเมืองใหเปนปกแผนดวยการปราบปรามชุมนุมตาง ๆ คือ ชุมนุมเจาพระยา
พษิ ณุโลก (เรือง) ชมุ นมุ เจาพระฝาง (เรอื น) ชุมนุมเจา พระยานครศรธี รรมราช (หน)ู และชุมนุมเจา พมิ าย หรอื
กรมหมนื่ เทพพิพธิ กระท่ังถงึ พ.ศ. 2313 จึงสามารถมีชัยเหนอื ชมุ นมุ ตา ง ๆ ไดทัง้ หมดสงผลใหชาติไทยกลบั มา
รวมเปน อนั หน่ึงอนั เดียวกนั อีกคร้ัง หลังศึกอะแซหวุนกี้ ใน พ.ศ. 2318 สมเด็จพระเจา ตากสินมหาราชทรง
ดําเนนิ การขยายพระราชอาณาเขตของกรงุ ธนบุรีออกไปอยางกวางใหญไพศาล ทิศเหนือไดถึงเมืองเชียงใหม
ทิศใตตลอดหวั เมอื งตานี (ปตตาน)ี ทศิ ตะวันออกตลอดกัมพชู า จําปาศักดิ์ถึงญวนใต ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
ตลอดเวยี งจนั ทน หวั เมอื งพวน และหลวงพระบาง ทิศตะวันตกถึงเมืองมะริด และตะนาวศรีออกมหาสมุทร
อินเดีย

ตอ มาในรชั สมัยพระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา จฬุ าโลกมหาราช พระองคทรงสถาปนาราชธานีข้ึน
ใหมในป พ.ศ. 2325 บริเวณฝงตะวันออกของแมน้ําเจาพระยา เรียกวากรุงรัตนโกสินทร ในตอนตนรัชกาล
พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟาจฬุ าโลกมหาราชทรงรว มกับกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ผูเปนพระ
อนชุ าธิราชทําศึกสงครามกบั พมา ในป พ.ศ. 2328 ซึง่ เปนสงครามคร้ังใหญ เรียกวา สงคราม 9 ทัพ พระเจา
ปดงุ กษัตริยแหงพมายกกองทัพมาตีไทยมากถึง 9 ทัพ ต้ังแตทิศเหนือ ทิศตะวันตก และทิศใต แตดวยพระ
ปรีชาสามารถของท้งั สองพระองคจ ึงเอาชนะพมา ไดสําเรจ็

ห น้ า | 155

พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา เจา อยหู ัว (กลาง)
ทรงฉายพระรปู กบั สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ (ขวา)

และสมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศวโรปการ (ซาย)

ครั้นในรัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลาเจาอยูห ัว รัชกาลท่ี 5 แหง กรงุ รัตนโกสินทร พระองค
ทรงปฏิรูปบานเมืองใหทัดเทียมกับนานาประเทศท่ีเขามาเจริญสัมพันธไมตรีในราชสํานักสยาม ทรงมี
พระราชดําริแกไขระบบบริหารราชการแผนดินครั้งใหญเม่ือป พ.ศ. 2435 โดยทรงยกเลิกระบบเสนาบดี
แบบเดิมท่มี มี าตัง้ แตส มัยสมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ แลวทรงจดั ตั้งกระทรวงจํานวน 12 กระทรวง ทรงแบง
หนาท่ใี หชดั เจน และเหมาะกบั ความเปลี่ยนแปลงของบา นเมือง พระราชกรณียกจิ ท่สี าํ คญั ของพระองคคอื การ
รักษาเอกราชของชาติไวไ ดร อดปลอดภยั ในขณะทป่ี ระเทศเพอ่ื นบา นโดยรอบ ทวั่ ทุกทิศตองตกเปน อาณานิคม
ของชาตติ ะวันตก โดยเฉพาะองั กฤษกบั ฝร่งั เศส ซงึ่ ในขณะนนั้ เปนมหาอํานาจทน่ี า หวาดกลวั

ในรชั กาลปจจุบนั พระบาทสมเด็จพระเจาอยภู มู พิ ลอดุลยเดชฯ พระองคทรงเปนประมขุ ของประเทศ
ตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย และทรงเปนผูที่คอยบําบัดทุกขบํารุงสุขของพสกนิกรชาวไทยทั้ง
ประเทศ ดังพระบรมราชโองการแกประชาชนชาวไทยวา “เราจะครองแผนดินโดยธรรม เพ่ือประโยชนสุข
แหงมหาชนชาวสยาม” พระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวเปนท่ีประจักษ ทั้งชาวไทยและ
ชาวตางชาตินับตง้ั แตทรงครองสิริราชสมบัติพระองคทรงอุทิศกําลังพระวรกาย และกําลังพระสติปญญาเพ่ือ
ประโยชนส ขุ ของประชาชนตลอดมา ทรงเสด็จพระราชดาํ เนนิ เย่ยี มราษฎรทวั่ ทั้งประเทศ ซ่งึ ทาํ ใหท รงทราบถงึ
ปญ หาทุกดานของประชาชน จนนาํ มาซ่งึ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริตาง ๆ เชน โครงการฝนหลวง
เพอื่ ชวยเหลอื เกษตรกรทีป่ ระสบภัยแลง การขาดแคลนนํ้าหรอื ฝนทง้ิ ชวง และชวยดานการอุปโภคบริโภคของ
ประชาชน โครงการนา้ํ ดไี ลน ้าํ เสยี เพ่ือแกไขปญหามลพษิ ทางนํ้า โครงการแกมลิงอนั เน่ืองมาจากพระราชดําริ
เพื่อแกไขปญ หานาํ้ ทวม พระราชดําริการอนุรักษป าไมด ว ยการสรางความสาํ นกึ ใหร กั ปา ไมรว มกนั การปลกู ปา
นอกจากน้ียงั มแี นวพระราชดาํ รดิ า นการเกษตร คอื เกษตรทฤษฎีใหม อนั เปนการใชป ระโยชนจ ากพ้นื ที่ที่มีอยู
อยางจํากัดใหเ กิดประโยชนส ูงสุด แนวพระราชดําริเร่ืองเศรษฐกิจพอเพียงซ่ึงเปนวิถีแหงการดําเนินชีวิตอยู
อยางเรียบงาย รจู ักประมาณตน มเี หตุผล มีภูมิคุมกันที่ดี มีความรู คูคุณธรรม และโครงการอันเน่ืองมาจาก
พระราชดาํ ริอนื่ ๆ อกี มากมาย

ห น้ า | 156

พระบาทสมเดจ็ พระเจา อยูหัว ทรงบาํ เพ็ญพระราชกรณียกจิ นานปั การ
เพ่อื บําบดั ทุกขบ ํารุงสุขของพสกนิกรชาวไทย

พัฒนาการบทบาทหนา ทีข่ องพระมหากษัตริยจากอดตี สปู จ จุบนั มีความเปลี่ยนแปลงไปในบริบททาง
สังคมของแตละยุคสมัย เพราะพระมหากษัตริยในอดีตตองเปนจอมทัพในการทําศึกสงครามปกปอง และ
ขยายพระราชอาณาเขต สรางความเปนปกแผนมั่นคง ความเจริญรุงเรืองของพระราชอาณาจักร สวนใน
ปจจุบันพระมหากษัตริยทรงไมไดทําศึกสงครามแลว แตทรงมีบทบาทในการบําบัดทุกขบํารุงสุข แกอาณา
ประชาราษฎรใหอ ยูรม เยน็ ภายใตพระบรมโพธิสมภารดว ยการแกไขปญหาการทาํ มาหากิน และการดาํ เนินชีวิต
ของประชาชนโดยทรงพระราชทานโครงการหลวงตาง ๆ ตามแนวพระราชดาํ ริ

ห น้ า | 157

นอกจากนพ้ี ระบรมวงศานวุ งศท กุ พระองคในราชตระกูลก็ยงั ทรงบําเพ็ญพระราชกรณียกิจในดานตาง ๆ
ตามรอยเบอ้ื งพระยุคลบาทของพระบาทสมเดจ็ พระเจา อยูหัว ดังนั้น สถาบันพระมหากษัตริยจึงเปนศูนยรวม
จติ ใจของปวงชนชาวไทยทัง้ ปวง
2. ดานการสงเสรมิ เศรษฐกิจของชาติ

การสง เสรมิ เศรษฐกจิ ของชาติ เปนบทบาทที่สําคัญของสถาบนั พระมหากษัตรยิ  ตง้ั แตส มัยสโุ ขทยั เปน
ราชธานี ในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 กลาวเก่ียวกับการสงเสริมการคาในสมัยพอขุนรามคําแหงมหาราชวา
“เจา เมอื งบเอาจกอบในไพรล ทู า ง เพ่อื นจูงวัวไปคาขี่มา ไปขาย ใครจกั ใครคา ชา งคา ใครจกั ใครค ามาคา ใครจัก
ใครคาเงือน(เงิน) คาทองคา”

จากขอความขางตน แสดงใหถึงการสงเสริมเศรษฐกิจการคาของพระมหากษัตริยดวยการเปดเสรี
ทางการคา และไมเก็บ “จกอบ” ซ่ึงหมายถึงภาษีคาผานดานกับบรรดาพอคาท่ีมาทําการคาในสุโขทัย
พระมหากษัตริยส มัยสโุ ขทัยมีการปรบั ปรงุ ระบบชลประทาน เพื่อกักเกบ็ น้ําตามธรรมชาตใิ หเ พียงพอตอ การ
อุปโภค บริโภค ตลอดทง้ั ปของไพรฟ า ปรากฏวา มกี ารขุดสระ (ตระพัง) สรางเข่ือน (สรีดภงส หรือทํานบพระ
รว ง) ดังในศลิ าจารึกสโุ ขทยั หลักท่ี 1 วา “กลางเมอื งสุโขทัยนมี้ ีน้ําตระพังโพยสีใสกินดี ดั่งกินน้ําโขงเมื่อแลง”
ซ่ึงเปนการสงเสริมการทําเกษตรกรรมของบรรดาไพรฟา เชน การปลูกหมาก พลู มะพราว ขนุน มะมวง
มะขาม และทรพั ยากรอืน่ ๆ

สวนการคากับตางประเทศ องคพระมหากษตั ริยท รงสนับสนนุ ใหพอคา ชาวตา งชาติเขามาทาํ การคา
กบั สุโขทยั อาทิ จีน อินเดยี เปอรเ ซีย อาหรบั มะรดิ และลาว ฯลฯ สินคาสําคัญของสุโขทัยที่สงไปคาขายกับ
ตางประเทศ คือ เครื่องสังคโลก ซ่ึงเปนเคร่ืองปนดินเผาที่มีสีเขียวไขกา น้ํายาเคลือบแตกลายงา
เปนลักษณะเฉพาะของสโุ ขทยั ท่ีงดงาม

เศรษฐกจิ สมัยสุโขทยั เริม่ ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นเพราะพระมหากษัตริยทรงสนับสนุนการคาทั้งภายใน
และภายนอก ประกอบกับสุโขทัยมีความอุดมสมบูรณ จึงเปนปจจัยสําคัญท่ีชวยสงเสริมนโยบายของ
พระมหากษัตรยิ สมัยสโุ ขทัยใหป ระสบความสําเรจ็ ความอุดมสมบรู ณ นี้ปรากฏในศิลาจารกึ สโุ ขทยั หลักที่ 1 วา
“เมืองสุโขทยั นีด้ ี ในนํา้ มปี ลา ในนามขี าว”

สมัยอยุธยามีท่ีต้ังของกรุงศรีอยุธยาอุดมสมบูรณตามธรรมชาติ สังคมอยุธยาเปนสังคมเกษตร
ประกอบอาชีพทํานา ทําสวน ทําไร และการประมง ผลผลิตทางการเกษตรท้ังมีท่ีเก็บไวบริโภคและทําการ
คาขาย พระมหากษตั รยิ ทรงมีนโยบายสงเสรมิ เศรษฐกจิ ดวยการสรา งเสนทางคมนาคมใหส ะดวกขึ้น เชน การ
ขุดคลองลัดเช่ือมกับลําน้ําหลัก อาทิ แมนํ้าเจาพระยา แมน้ําปาสัก แมนํ้าลพบุรี นอกจากน้ี ยังทรงเจริญ
สมั พันธไมตรกี บั นานาประเทศ ทง้ั ชาติตะวันออกและชาติตะวนั ตก ในสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราช ทรง
ผูกมิตรกับพระเจาหลยุ สที่ 14 ดวยการสง ราชฑูตนําพระราชสาสนไปเจริญสัมพันธไมตรี ณ ประเทศฝร่ังเศส
พระองคไ มท รงกีดกันชาวตา งชาตทิ เ่ี ขา มายังราชสาํ นัก เพราะทรงมีวสิ ัยทัศนกวางไกลในการนาํ พาประเทศไปสู
ความเจริญม่งั คั่งและมน่ั คง นอกจากน้ีพระองคย งั ทรงติดตอ กับจนี ญี่ปนุ ชวา ญวน อนิ เดีย เปอรเ ซยี ฮอลันดา
และอกี หลายประเทศในทวปี ยุโรป สง ผลใหการคาสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราช เจริญรุงเรืองเปนที่โดด
เดนมากในสมัยอยธุ ยา

ห น้ า | 158

รชั สมยั สมเด็จพระนัง่ เกลา เจา อยูหัว รัชกาลที่ 3 แหง กรุงรตั นโกสินทรท รงมีพระปรชี าสามารถ ในดาน
เศรษฐกจิ การคลงั มาตัง้ แตยังมไิ ดเ สดจ็ ข้นึ ครองราชย ทรงกํากับดูแลพระคลังมหาสมบัติและกรมทา ในสมัย
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลยั รชั กาลที่ 2 พระราชบดิ าของพระองค ทง้ั ยงั ทรงแตงสาํ เภาไปคา ขาย
ในเมืองจีน จนไดรับพระนามท่พี ระราชบดิ าทรงเรยี กยกยองวา “ เจาสัว”

ในสมยั พระบาทสมเด็จพระนง่ั เกลาเจาอยหู วั ทรงตง้ั ระบบเจา ภาษนี ายอากร รับประมลู ไปจดั เกบ็ ภาษี
สง แกร าชการ ทําใหร ายไดแ ผนดนิ สูงมากขนึ้ นอกจากนี้ยงั ทรงโปรดเกลา ฯใหร วบรวมพระราชทรัพย ไวใชใ น
ราชการแผน ดนิ เม่อื ยามจาํ เปน เรียกวา “ เงินถงุ แดง” ซงึ่ ในเวลาตอมาพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา
เจา อยหู วั ทรงใชเ งินถุงแดงจายคา ปรบั ใหก บั ฝร่งั เศส ดังทีพ่ ระบาทสมเด็จพระนงั่ เกลาเจา อยหู ัวทรงมพี ระราช
ดํารสั คาดการณไ วกอนสวรรคต ความวา “การศึกสงครามขางญวน ขางพมา ก็เห็นจะไมมีแลว จะมแี ตข า ง
พวกฝรงั่ ใหร ะวังใหดอี ยาเสียทแี กเขาได การงานสง่ิ ใดของเขาทมี่ ีควรจะเรียนรํ่าเอาไวกเ็ อาอยา งเขา แตอยา ให
นับถือเลอ่ื มใสไปทเี ดียว”

พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา เจาอยหู วั รชั กาลท่ี 4 ทรงมีพระปรีชาสามารถในการรบั มือกบั ชาติ
ตะวันตก ดวยการปรบั ปรุงประเทศ ทรงวางรากฐานโดยการยอมรบั ความเจรญิ กาวหนา แบบอารยประเทศ มา
ใชใ นสยาม พระองคท รงทําสนธสิ ญั ญาเบาวร ิง่ กบั องั กฤษ ในป พ.ศ. 2398 สง ผลใหการคากับ ตางประเทศ
เจรญิ รงุ เรือง ทรงอนญุ าตใหป ระชาชนบกุ เบกิ ทดี่ ินสําหรบั การประกอบอาชีพและสรางผลผลิตทางการเกษตร
เพื่อการคากบั ตางประเทศมากขนึ้ โดยเฉพาะ ขาว กลายเปน สนิ คาออกทสี่ ําคัญของสยาม พระองคท รง
ลดหยอนการเกณฑไ พร ทาํ งานหลวง และงดเวนการเกณฑแ รงงานในฤดูทํานา เพ่อื ใหร าษฎร มีเวลาในการ
ประกอบอาชพี อยางเตม็ ที่

สมยั พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจาอยูหวั รชั กาลที่ 5 ทรงดําเนินนโยบายปฏิรูประบบเศรษฐกจิ
ของไทยไปในทศิ ทางท่เี อ้ือประโยชนส ูงสดุ แกประชาชน และสอดคลองกับระบบสากล พระองคทรงรวมศูนย
การจดั เก็บเงนิ รายไดของหนวยงานราชการตาง ๆ โดยการจัดตั้ง “หอรัษฎากรพิพัฒน” ขึ้นใน พ.ศ. 2416
และไดยกเลิกระบบเจา ภาษีนายอากร พรอ มทั้งจัดทาํ งบประมาณแผน ดนิ ขน้ึ เปนครง้ั แรก

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ไดทรงปรับปรุงผลผลิตดานการเกษตร
โดยจัดต้ังหนวยงานดูแล เชน กรมขาว กรมปาไม กรมที่ดิน กรมชางไหม และพระองคทรงสงเสริมกิจการ
อุตสาหกรรมแบบใหม เชน ตงั้ โรงเล่อื ยจักรในภาคกลาง ต้ังเหมืองแรใ นภาคใต และทําปาไมใ นภาคเหนอื ดาน
การคมนาคมพระองคท รงโปรดใหต ัดถนนในเขตราชธานี ขุดขยายคลองเชื่อมหัวเมืองตาง ๆ และท่ีสําคัญคือ
พระองคทรงโปรดใหส รางทางรถไฟไปสภู ูมิภาคทห่ี างไกล เชนทางรถไฟจากกรุงเทพฯ ไปยังเมอื งนครราชสีมา
ในดานการคา กับตางประเทศ พระองคทรงใหการสนบั สนนุ อยา งเต็มที่ โดยการเปด ประเทศใหช าวตางชาติเขา
มาคาขาย

สําหรบั ในปจจุบนั นี้ พระบาทสมเดจ็ พระเจา อยูห วั ภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงพระราชทานโครงการหลวง
และโครงการตามแนวพระราชดําริใหกับราษฎรเพ่ือนําทรัพยากรธรรมชาติมาใชใหเกิดประโยชนสูงสุดและ
ยัง่ ยนื นอกจากนยี้ ังมแี นวคดิ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม ซึ่งเปนแนวทางที่จะ
สงเสริมใหมีการผลติ ทพ่ี อเล้ยี งตัวได โดยเนนทตี่ นเอง ครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงระดับประเทศ หลักปรัชญา

ห น้ า | 159

ของเศรษฐกจิ พอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหมสงผลใหประชาชนไทยมีความเปนอยูที่ดีข้ึน และยังชวยกระตุน
ภาวะเศรษฐกจิ ของชาติใหดขี นึ้ ดวย

นอกจากแนวพระราชดํารขิ องพระบาทสมเดจ็ พระเจา อยูหวั แลว ยังมพี ระราชเสาวนยี ของสมเดจ็ พระ
นางเจาสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ท่ีทรงพระราชทานใหกับปวงชนชาวไทย โดยเฉพาะดานการสงเสริมให
ประชาชนในทอ งถน่ิ ทัว่ ทุกภมู ภิ าคมีอาชีพ เชน ทรงกอต้ังมูลนิธิสงเสริมศิลปาชีพฯ เพื่อใหประชาชนท่ีมีฝมือ
ดา นงานหตั ถกรรมไดสรางผลงาน และจําหนา ยหารายไดใ หก ับครอบครัว ดวยน้ําพระราชหฤทัย ของท้ังสอง
พระองคทที่ รงมีตอ ปวงชนชาวไทย สงผลใหพสกนิกรจงรักภักดี และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณนับตั้งแต
ทรงข้นึ ครองสิริราชสมบตั ิ จวบจนปจ จุบันน้ี
3. ดานการเสรมิ สรางสงั คมการศกึ ษาและศาสนา

ในอดีตสถาบันพระมหากษัตริยมีบทบาทในการเสริมสรางสังคมไทยใหมีรูปแบบสอดคลองกับ
การเมอื งการปกครอง ในบรบิ ทของปจจยั ตาง ๆ ทง้ั จากภายในและภายนอกประเทศ วิถีชวี ติ ในสังคมไทยเปน
สังคมที่มีระดับชนชั้นแมจะไมเขมงวดเครงครัดเหมือนอินเดียแตก็ทําใหคนไทยมีบทบาทหนาท่ีตางกันและ
ไดร ับการปฏิบตั ิทไ่ี มเทาเทียมกนั พระมหากษตั รยิ ในสงั คมไทยนน้ั ทรง ไวซง่ึ อํานาจอธปิ ไตย มีพระราชอํานาจ
เปน สิทธข์ิ าดในการปกครองประเทศ สังคมจะดีมีสุขมีความเปนธรรมหรือเดือดรอนอยางไรจึงข้ึนอยูกับองค
พระมหากษตั ริยซ ง่ึ เปน ผูกําหนดระบบแหงสังคมขึ้นและใชพระราชอํานาจบังคับการใหเปนไปตามระบบนั้น
เม่อื พระมหากษัตริยท รงมีพระราชปณธิ านในอนั ทีจ่ ะให มีความเปน ธรรมและความผาสกุ ในสังคมแลว สังคมก็
มี ความเปน ธรรมและความสขุ จากหลักศลิ าจารกึ ของพอขุนรามคําแหง แหง กรุงสุโขทัย สังคมไทยในสมัย
ของพระองคแ บง ชนชัน้ ออกเปนสอง คือชนช้นั สูงอนั อยใู นตระกูลสูงซง่ึ เรียกวา “ลูกเจาลูกขุน” หนึ่ง และชน
ธรรมดาสามัญ ซง่ึ เรียกวา “ไพร” หรอื “ไพรฟ า” หนึง่ มิไดกลาวถึง ชนช้ันอื่นใดอีกเลย ในศิลาจารึกหลัก
นนั้ จะกลา วถึงชนสวนอ่นื ก็มแี ตพระสงฆ ซึง่ อยใู นฐานะเปน ท่เี คารพของคนท้ังปวงตั้งแตอ งคพ ระมหากษตั ริยล ง
มา และพระสงฆในพระพุทธศาสนาน้ันเปนผูที่ออกไปแลว จากสังคมในชวงสมัยแรกของกรุงสุโขทัย
พระมหากษัตรยิ ป กครองบานเมอื งดว ยหลกั คดิ ระหวา ง บดิ ากบั บุตร แตในชวงหลังมีความเปนธรรมราชาเพ่ิม
ยง่ิ ข้นึ เพราะไดรบั พระพุทธศาสนาจากลังกาและใชศาสนา เปนเคร่ืองมือในการสรางความสงบสุขในสังคมให
ประชาชนฟง ธรรมรักษาศีล บริจาคทาน และเปน แนวทางในการตรากฎหมายและตัดสินคดีโดยเฉพาะในรัช
สมยั ของพอ ขนุ รามคําแหงมหาราชและพระมหาธรรมราชาลิไท

ในสมัยอยุธยาสังคมในสมัยนั้นแมจะมีชนชั้นสูงและชนช้ันต่ําซึ่งมีฐานะตลอดจนสิทธิและหนาที่
แตกตางกันก็ดี แตช นชนั้ เหลาน้นั กไ็ มมีเสถยี รภาพแตอยางใดอาจเลือ่ นไหลลงมาจนถึงชนชนั้ ไพรและทาสหรือ
ถูกยกข้นึ สูงเปน ขนุ นางดวยการกระทาํ ของตนเอง หรือมาขนึ้ เปนเจาในระดับสูงข้ึนท่ีเรียกวา “การเฉลิมพระ
ยศ” กไ็ ด ชนชั้นแตละกลมุ ก็มีบทบาทตา งกันและเออ้ื เฟอเกอื้ กลู กันดวยระบบมูลนาย ในสมัยของสมเด็จพระ
บรมไตรโลกนาถทรงจดั ตง้ั ระบบศักดนิ าขน้ึ เพอื่ จัดระเบยี บสังคมใหบคุ คลมหี นา ทแ่ี ละความรับผิดรับชอบตาม
ศักดิ์กลาวคือผูมีศักดินาสูงก็จะตองรับโทษสูงหากทําผิดกฎหมายและศีลธรรมจรรยาเพราะถือวาเปนผูรับ
ประโยชนส ูงกวา ผูมีศกั ดนิ าต่ํากวา ในยุคน้ันศักดินาเปนสง่ิ ทท่ี ุกคนมปี ระจาํ ตวั อยูเ พอ่ื ใชเ ปนเครอื่ งกําหนดสิทธ์ิ
และหนา ท่ใี นสงั คมอยา งแนนอน ที่สําคัญคือการจดั การดานกําลังคนท่ีมีความจําเปน ในการรักษาบานเมอื งและ

ห น้ า | 160

ขยายดินแดน รวมทง้ั การใชแ รงงานเชน การกอ สรา ง การผลติ และงานชา งศลิ ปต า ง ๆ ดงั น้ันในรัชสมัยของ
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงโปรดใหมีการจัดทําบัญชีไพรพลเพื่อควบคุมการเกณฑคนทํางานในระบบไพร
และการพระราชสงคราม แตม าถงึ สมัยอยุธยาตอนปลายปญหาการหลบหนสี งั กัด ของกําลังพลจากไพรหลวง
ไปเปนไพรสมท่เี ปนงานทีเ่ บากวาและมอี ิสระมากกวา ทาํ ใหท างราชการไมสามารถควบคุมกําลังพลในหัวเมือง
ตาง ๆ ได และพระมหากษตั ริยยังตองแบงคนใหเจานายในการต้ังกรม จงึ กลายเปน ปญ หาหนงึ่ ทส่ี งผลในตอน
เสียกรงุ เม่ือสมเด็จพระเจา ตากสนิ ทรงกอบกเู อกราชไดแ ลวทรงใชว ธิ ีสงคนสนทิ ไปควบคมุ หัวเมอื งเหลา นั้นและ
เขมงวดกวดขันในการสักเลกเพ่อื ปองกันไพรหลวงหลบหนีดวยเปนเวลาท่ีบานเมอื งอยใู นระหวางอันตรายเพิ่ง
กอบกู เอกราชคนื มาได ทั้งประสบความเสยี หายอยา งใหญหลวง ผคู นหลบหนีเขา ปามากมาย ท่ีถูกกวาดตอนไป
พมา ก็มีมาก นอกนั้นตางก็พยายามเอาตัวรอด โดยการแตกเปนกกเปนเหลาแยงชิงอํานาจกัน คร้ันกูกรุงศรี
อยธุ ยากลับคนื มาไดก็ยงั ตองระมัดระวงั ภยั จากพมาท่จี ะมาโจมตีอีก การควบคุมกําลังคนจึงมีความสําคัญมาก
เพราะหากมผี คู นนอ ย กจ็ ะทําใหพายแพแกขาศึกศัตรูได จนถึงสมัยตนรัตนโกสินทรรัชสมัยของสมเด็จพระ
พทุ ธยอดฟาจฬุ าโลกการควบคุมไพรพล ทําไดอยางมีประสิทธิภาพข้ึนและมีจํานวนพลเมืองมากขึ้นจึงทําให
สามารถลดเวลาในการเขารับราชการ (อยูเวร ) จากปละ 6 เดือนที่เรียกวาเขาเดือนออกเดือนเหลือเพียง 4
เดอื นหรือเขารับราชการ 1 เดือนพกั 2 เดือน และลดลงไดอ ีกเปนเขาเวร 1 เดือนและออกเวร 3 เดือนคือรับ
ราชการเพียง ปละ 3 เดือน ตอมาจายเปนเงินแทนการเขาเวรได ในอัตราเดือนละ 6 บาท ปละ 18 บาท
สําหรับไพรสมน้ัน ใหเขามารับราชการดวยเชนกันปละ 1 เดือน หรือจายเปนเงิน ปละ 6 บาท สงผลดีตอ
ประชาชนที่มีเวลาไปประกอบอาชีพของตนเองไดสะดวกข้ึน ทําใหเกิดการจางงานแทนการใชแรงงานไพร

กลุมชนชน้ั ทาส ในสมยั รัตนโกสนิ ทรมี 7 ประเภทคอื
1. ทาสสินไถ คอื ทาสท่ไี ถห รอื ซอื้ มาดวยทรัพย
2. ทาสในเรอื นเบย้ี คือเดก็ ทเ่ี กิดมาในขณะท่ีพอ แมเ ปน ทาส
3. ทาสที่ไดมาจากฝา ยบิดามารดา คอื ทาสที่ไดร บั เปนมรดกสบื ทอด
4. ทาสทา นให คือ ทาสท่ีมผี ยู กให
5. ทาสทไี่ ดเนื่องมาจากนายเงนิ ไปชวยใหผ นู น้ั พน โทษปรบั
6. ทาสทม่ี ลู นายเลย้ี งไวในยามขาวยากหมากแพง
7. ทาสเชลยคอื ทาสที่ไดมาจากสงคราม

แมทาสจะเปนกลุมคนท่ีมีมูลนายคือนายทาสเลี้ยงดูและคุมครองแตไมมีอิสระ นายทาสบางคน
ปราศจากเมตตาทาสก็ถกู ใชแรงงานและลงโทษเฆี่ยนตีทารุณ ที่เปนหญงิ กอ็ าจถกู นายทาสลวงละเมิดหากเปน
ลูกทาสทเี่ กดิ จากบดิ ามารดาท่เี ปน ทาสก็ตกเปนทาสในเรือนเบ้ียต้ังแตแรกเกิดเปนที่นาเวทนา ดังน้ัน ในสมัย
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา เจาอยหู วั พระองคทรงมีพระราชดําริที่จะปลดปลอยให ไพรฟา ขาแผนดิน
ของพระองคมอี ิสระและมเี กียรติภมู ขิ องความเปน พลเมอื งท่ีมอี สิ รเสรี การยกเลกิ ระบบไพร และทาสนี้ ถือวา
เปนพระราชกรณกี จิ ทีส่ าํ คัญและไดยกยอ ง ในพระปรีชาสามารถและนํา้ พระทัยเมตตา และยังเปนบทบาทตอ
สงั คมไทยอันยงิ่ ใหญข องสถาบันพระมหากษตั รยิ  เพราะการยกเลิกระบบไพรเ ปน การแปลงสภาพของคนไทย
ทัง้ มวลใหพ น จากสถานะของไพรม าเปนพลเมืองท่สี มบรู ณ เนอื่ งจากระบบ ไพรม ีมานาน พระองคจึงทรงมีพระ

ห น้ า | 161

บรมราโชบายที่จะยกเลิกระบบไพรในลักษณะคอยเปนคอยไป ท้ังน้ี เพ่ือมิใหเปนการกระทบกระเทือนตอ
ผลประโยชนท่ีบรรดาพระราชวงศและขนุ นางไดร ับจากระบบไพร โดยเร่มิ จากการจัดตั้งกรมทหารมหาดเล็ก
รักษาพระองค และ ต้ังกรมทหารหนารับสมัครทหารจากกลุม ไพรท่ีนายตาย จากน้ันทรงโปรดเกลาให
ประกาศใช “พระราชบัญญตั ิทหาร’’ ลดเวลาใหพลทหารสมัครรับราชการเพียง 10 ป จนถึง พ.ศ. 2431 จึง
ทรงตั้งกรมยทุ ธนาธิการเพ่อื จัดการทหารแผนใหม และใน พ.ศ. 2439 ก็ใหมีการจายเงินแทนการอยูเวรของ
ไพรหลวง ปตอมากําหนดใหจายเงินแทนการสงส่ิงของของไพรสวยท่ีสุดคือ พ.ศ. 2448 โปรดเกลาใหตรา
“พระราชบัญญัติเกณฑทหาร ร.ศ. 124’’ กําหนดใหชายฉกรรจทีมีอายุ 18 ปบริบูรณรับราชการในกอง
ประจําการมีกําหนด 2 ป แลวปลดไปอยูในกองหนนุ (ผูไ ดรับราชการทหารในกองประจําการแลว) ถอื เปนการ
ยกเลกิ ระบบไพรที่มีมานานหลายศตวรรษไดสําเร็จ สวนในเร่ืองเลิกทาสก็ทรงใชวิธีการลดคาตัวทาสไปโดย
ลําดบั เวลาไมใ หกระทบตอ กิจการและผลประโยชนของผูเปน นายทาสโดยประกาศใหมีการสํารวจทาสใน พ.ศ.
2417 แลวประกาศพระราชบัญญัติเกษียณอายุ ลูกทาส ลูกไทย ทาสท่ีเกิด พ.ศ. 2411 อันเปนปท่ีเสด็จข้ึน
ครองราชยเ ปน ตน มาจนถงึ อายุ 21 ป ใหพ นจาก การเปน ทาสทันที มีการตราพระราชบญั ญตั ทิ าสรัตนโกสินทร
ศก 124 (พ.ศ. 2448) โปรดเกลาฯ ใหต รา“พระราชบญั ญตั ิเลิกทาส” รตั นโกสินทร ศก 124 (พ.ศ. 2448)

ในดา นการศึกษา หลักฐานศิลาจารึกหลักท่ี 1 ท่ีแสดงถึงบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริยท่ีมีตอ
การศึกษาในสมัยสุโขทัยคือการท่ีพอขุนรามคําแหงทรงคิดคนอักษรไทยไดสําเร็จใน พ.ศ. 1826 โดยมี
พัฒนาการของลักษณะตวั อักษรและปรบั อกั ขรวิธมี าโดยลําดับจนเปนตัวอักษรในปจจุบันอํานวยประโยชนใน
การจดบนั ทึก การสรางสรรคต ําราและสรรพวิทยาการโดยเฉพาะผลงานวรรณคดอี ันไพเราะ ทําใหชาติไทยมี
ตวั อักษรใชเองทรงเปนตน แบบของพระมหากษตั ริยท ่ีทรงมพี ระบรมราโชวาทสั่งสอนประชาชนแมผานมากวา
700 ปแ ลว พระบาทสมเดจ็ พระเจาอยูหัวในรัชกาลปจจุบันกย็ งั ทรงถือเปนพระราชภาระท่จี ะพระราชทานพระ
บรมราโชวาทเพื่อใหท ้งั ความรู ใหขอคดิ เตือนใจเปนแนวทางดําเนินชีวิตแกประชาชนหลายกลุมหลายวารใน
สมยั สมเด็จพระนารายณม หาราช พระมหาราชครู ไดแตง ตําราเรยี นภาษาไทยช่อื จินดามณี และสมเดจ็ พระเจา
บรมวงศเธอกรมพระยาดํารงราชานุภาพทรงพระนิพนธแบบเรียนเร็วเพื่อใชสอนอานแกนักเรียนโรงเรียน
ประชาบาลในสมัยนน้ั ซ่งึ กอ นหนา นัน้ ศูนยกลางของการศึกษาเลา เรียนมเี พียง วดั สาํ หรับชาย และวงั สําหรับ
หญงิ เทาน้ัน การศกึ ษาเลาเรยี นจงึ เปน เรอื่ งเฉพาะตนทตี่ องขวนขวายแสวงหาครูอาจารยสอนเองตามสํานัก
อาจารยหรือกับพระทีว่ ดั แลวยังมกี ารถา ยทอดความรูแกก ันภายในครอบครัว สวนสตรจี ากตระกลู ขุนนางหรือ
เจานายจงึ ถูกสง เขา ไปถวายตวั เปนขา หลวงเพ่อื ฝก ฝนเรยี นรูเรอื่ งกริ ิยามารยาท และวชิ าสาํ หรบั ผูห ญงิ เชน งาน
ดอกไมใ บตองกรองมาลยั ฝก ฝนทําอาหารหวานคาว การเย็บปก ถักรอ ยในตําหนักเจา นายฝา ยในผูห ญิงนอย
ท่ีอา นเขียนได พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจา อยหู วั ทรงโปรดใหต ง้ั โรงเรยี นสาํ หรับสามญั ชนแหงแรกทวี่ ดั
มหรรณพาราม สมเดจ็ พระศรีพัชรนิ ทราบรมราชนิ ีนาถก็ทรงโปรดใหสรางโรงเรียนสําหรับสตรี เชนโรงเรียน
จอมสุรางคอุปถัมภ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปนตน ในสมัยรัชกาลปจจุบันพระบาทสมเด็จ พระ
เจาอยูหัวสมเด็จพระนางเจาและพระบรมวงศานุวงศสนพระทัย ทรงสงเสริมการศึกษาของชาติมาโดย
สมาํ่ เสมอ โดยการจดั ต้ังมูลนธิ กิ ารสอนทางไกลผานดาวเทียมโรงเรียนไกลกังวลที่มีประโยชนมากเพราะชวย
นักเรียนในโรงเรียนทอ่ี ยหู างไกล และโรงเรียนท่ขี าดแคลนครใู หม ีโอกาสเรียนจากครทู ี่มคี วามสามารถอยา งเทา

ห น้ า | 162

เทยี มกนั จดั ต้ังโรงเรยี นพระดาบสที่สอนวชิ าชีพงานชา งแกผูด อยโอกาส และ วิทยาลัยในวังชาย วิทยาลัยใน
วงั หญงิ ท่สี อนวิชาชพี และศิลปะไทยเพ่อื การนาํ ไปประกอบอาชพี

นอกจากนพ้ี ระบาทสมเดจ็ พระเจาอยูห วั ยังทรงเปน ขวญั กําลงั ใจแกน สิ ติ นกั ศึกษาของมหาวทิ ยาลยั ตา ง ๆ
โดยการเสดจ็ ไปพระราชทานปรญิ ญาบัตรดว ยพระองคเ องในทุกมหาวิทยาลยั บางครง้ั ไดทรงดนตรีในกิจกรรม
ของมหาวิทยาลัยและทรงมีพระราชปฏสิ นั ถารกับนิสิตนักศึกษาโดยไมถือพระองค ทั้งยังทรง พระราชนิพนธ
เพลงประจาํ มหาวิทยาลยั พระราชทานใหอีกดวย เชน เพลงมหาจุฬาลงกรณ ของมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ
เพลงยงู ทอง ของมหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร และเพลงเกษตรศาสตรข องมหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร เปน ตน แม
ในปจ จบุ ันกย็ ังทรงโปรดเกลา ฯ ใหพระบรมวงศานุวงศฯ เสดจ็ ไปพระราชทานปริญญาบัตรแทนพระองคมาโดย
ตอเนอื่ ง และยังทรงปฏบิ ตั ิพระองคเปน แบบอยา งในการ ศึกษาเลาเรียนและแสวงหาความรูอยางลุมลึกและ
กวา งขวางและยังทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานความรูน้ัน ๆ มาใหประชาชนของพระองคไดนําไป
ประพฤติปฏิบตั ิผา นพระบรมราโชวาทและโครงการ ในพระราชดําริตาง ๆ ดังเชนโครงการเศรษฐกจิ พอเพยี งที่
ทรงคณุ คาตอ ชาวไทยและตอชาวโลกอยางย่ิง ทรงพระราชนิพนธหนังสือ เชน นายอินทรผูปดทองหลังพระ
และพระมหาชนก โดยเฉพาะหนงั สือมหาชนก ไดรวมศาสตรตาง ๆไวมากมายที่แสดงถึงพระปรีชาสามารถใน
การทีท่ รงนําส่ิงทที่ รงศึกษาแลว น้ันมาบรู ณาการกนั ไดอ ยา งงดงามมีคุณคา ย่งิ ในการนาํ ไปใชเ ปน แนวทางดําเนนิ
ชีวติ

ในดานศาสนาสถาบันพระมหากษัตรยิ น บั แตอดีตถึงในปจจุบันไดใหความสําคัญมากท่ีสุดโดยเฉพาะ
ชาติไทยดาํ รงอยูไดโ ดยไมมปี ญ หาวาพระมหากษัตริยท รงทําลายลางราษฎรหรือคนที่มีความคิดตางทางศาสนา
ดังทเ่ี กดิ ขึน้ ในประเทศอื่น ๆ กเ็ พราะพระมหากษัตริยไทยทกุ พระองคท รงนับถือพระพุทธศาสนาหลังพระราช
พธิ บี รมราชาภิเษกท่เี ปน พิธีพราหมณแลวพระมหากษัตริยจะทรงประกาศพระองคทรงเปนพุทธมามกะและ
ทรงเปนเอกอัครศาสนปู ภัมภก คือ ทรงรับทกุ ศาสนาไวในพระอุปถัมภท้ังส้ิน และเปนปจจัยท่ีสงเสริมใหชาว
ไทยสว นใหญท ่ีมคี วามแตกตางกันทางศาสนาตา งความเชอื่ และ ศรทั ธาสามารถอยูรว มกนั ไดอยา งสงบสุข และ
มีไมตรจี ิตตอ กัน เปน เชน นมี้ าแตสมัยสุโขทยั จนถงึ ปจ จบุ นั พระมหากษัตรยิ จ ึงทรงโปรดทจี่ ะเสดจ็ ไปในศาสน
สถานและรวมอยูในพิธีกรรมของศาสนาตาง ๆ รวมท้ังการพระราชทานพระราชทรัพยเพ่ือการทํานุบํารุง
ศาสนาตาง ๆ น้นั ดว ย

ห น้ า | 163

พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอย่หู ัวทรงรับการถวายพระพรและ
ถวายดูอาของผู้นําศาสนาต่าง ๆ

ในดา นพระพทุ ธศาสนาพระมหากษตั รยิ แ ละพระบรมงศานุวงศแตโบราณมาทรงถอื เปนสาํ คัญ ในการ
อปุ ถัมภค ้าํ ชพู ระศาสนาท้ังการทํานบุ าํ รงุ พระอารามและศาสนสถาน การทํานุบํารุงพระธรรม คําสั่งสอนโดย
การทรงนาํ พระธรรมนัน้ มาปฏบิ ัตแิ ละนาํ มาเปน แนวทางในการปกครองบานเมืองและดูแลทุกขสุขของอาณา
ประชาราษฎร ทรงรกั ษาพระธรรมคําสอนของพระพุทธองคดว ยการสรา งพระอารามและศาสนสถาน

ในสมยั สุโขทัยทพี่ ทุ ธศาสนาลังกาวงศร ุงเรืองมกี ารสรา งวัดเปน จาํ นวนมาก รปู แบบของสถาปตยกรรม
กย็ ดึ แบบลังกาคอื เจดยี ท รงระฆัง และในวัดหลายแหงมชี างลอ มหรอื เรียกวา ชา งรอบอยางคตขิ องลังกา แลวยัง
สง ผา นมาถึงสมัยอยธุ ยาที่วดั มเหยงคณใ นรชั กาลสมเดจ็ พระเจาสามพระยาซึ่งทรงมีความเกี่ยวของกับสุโขทัย
ท้ังในทางสายเลอื ดและการเก่ียวดองเปน ญาติ

เจดยี ประธานวดั มเหยงคณอยุธยา เจดยี วัดชางรอบ เมืองกําแพงเพชร

ห น้ า | 164

เมือ่ กรงุ ศรีอยธุ ยามอี าํ นาจเหนอื สโุ ขทยั สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถไดท รงใชส่ิงกอ สรางทางศาสนาแสดง
สญั ลกั ษณข องความเปน ผปู กครองโดยใชพระมหาธาตหุ รอื เจดียท รงปรางคเ ปนเจดยี ประธานของวดั แทน

พระปรางค์วดั จุฬามณีพิษณุโลก

สถาบันกษัตริยของกรุงศรีอยุธยาไดรับอิทธิพลของพระพุทธศาสนาลังกาวงศจากสุโขทัยและจาก ศรี
ลังกาโดยตรงซึง่ จะเหน็ จากพระเจดยี ท รงระฆังท่ีเปนเอกลักษณท างสถาปตยกรรมของสมัยอยุธยาตอนกลางและชาง
หลวงไดป รบั รูปแบบมาเปนเจดยี เหลี่ยมยอ มมุ ในสมัยอยธุ ยาตอนปลายงานสถาปตยกรรมเหลานป้ี รากฏอยูใน
พระอารามอันใหญโตและงดงามทร่ี าชทูต และพอ คา ชาวตะวันตกบันทกึ ไวในเอกสารรายงานหรือจดหมายเหตุ
ของตนเลา ถึงความทุมเทใสพระทัยของพระมหากษตั รยิ ท ี่ทรงมีตอพระพุทธศาสนาโดยผานออกมาในรูปแบบ
ก ความวจิ ิตรงดงพารมะปมรคี าณุงคค์วาัดจมฬุ ีราามคณา ีพดิษวยณพุโลรกะราชศรทั ธาอนั มงุ มน่ั แรงกลา อยางแทจริง เชน ความงดงามใหญโต
ของวัดพระศรีสรรเพชญ วดั มหาธาตุ วดั ราชบรู ณะ วดั พระราม และวดั ไชยวัฒนาราม เปนตน

วดั พระศรีสรรเพชญ์ วดั พระราม

ห น้ า | 165

ในสมยั กรุงธนบุรีเปนชว งกอบกฟู นฟูเศรษฐกจิ บานเมืองแมจะไมมกี ารสรางพระอารามปรากฏ ข้ึนนัก
แตสมเด็จพระเจาตากสินก็ทรงเอาพระทัยใสในพระไตรปฎกที่สูญไปในคราวเสียกรุงเม่ือเสด็จไปตี
นครศรีธรรมราชแลวก็ทรงขอยืมพระไตรปฎกจากเมืองนครศรีธรรมราชกลับมาคัดลอกแลวสงคืนตนฉบับ
กลบั ไปดงั เดมิ เมื่อบานเมอื งกลับสงบเรียบรอยกวาเดิม ในรชั สมยั ของสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา จฬุ าโลกมหาราช
ไดท รงริเริม่ สรางและปฏิสังขรณว ดั เกา ทั้งในกรุงเทพมหานครและยังทรงโปรดใหพระบรมวงศานุวงศกลับไป
บูรณปฏสิ งั ขรณวดั สาํ คญั ในกรุงเกาอีกมากมายหลายวัด เชน วัดทองหรอื วัดสวุ รรณดาราราม วดั ธรรมาราม วดั
กษตั ราธริ าช เปน ตน สว นกรงุ เทพมหานครท่ีพระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา จฬุ าโลกมหาราชทรงต้ังพระทัยท่ี
จะฟน คนื กรงุ ศรีอยธุ ยาใหแกชาวไทยในดา นพระพุทธศาสนาจงึ ทรงสรางวัด สาํ คญั ตาง ๆ ใหเหมือนที่เคยมีใน
สมัยอยุธยาเชน วดั พระศรรี ตั นศาสดารามแทนวัดพระศรีสรรเพชญ ในพระราชวังหลวง วัดสุทัศนเทพวราราม
แทนวดั พนญั เชงิ เปน ตนในดา นพระธรรมทรงโปรดใหม ีการสงั คายนาพระไตรปฎกทว่ี ดั มหาธาตุยุวราชรังสฤษด์ิ
(ขณะนั้นช่ือวาวัดพระศรสี รรเพชญ) เร่ิมแตวันพุธ ขึ้น 15 ค่ําเดือน 12 ปวอก พ.ศ. 2331 เปนเวลา 5 เดือน
จึงเสรจ็ แลวใหจารเก็บรกั ษาเปนพระไตรปฎ ก ฉบบั หลวง (ทองใหญ) สวนแบบทองชบุ ใหจารแลวพระราชทาน
ไปตามพระอารามหลวงท้งั สิ้น

พระไตรปฎ กในแบบท่จี ารในสมดุ ไทยแบบทองใหญ

ในรัชกาลปจจุบันนอกจากการโปรดใหจัดพิมพพระไตรปฎกพระราชทานแกใหวัดตาง ๆ และ
พระราชทานไปยังวดั ไทยในตา งประเทศแลว ยงั ทรงใหม กี ารจัดทําในรูปแบบสื่ออิเลคทรอนิกสเพื่อ สะดวกใน
การคน ควาโดยท่วั ไปอกี ดวย

บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริยในดานการพัฒนาคณะสงฆน้ันก็มีอยูไมนอย ท่ีทรงมีพระราช
ศรัทธาเสดจ็ ทรงพระผนวชก็มหี ลายพระองคแมในยามมีภยนั ตรายก็ทรงใชวิธีประนีประนอมโดยใชธงชัยพระ
อรหันตคอื ผา กาสาวพัตรเปน ทพี่ งึ่ หลงั เสยี กรงุ น้ันมพี ระสงฆจํานวนมากยอหยอนในพระวนิ ยั ลง จนสมเดจ็ พระ

ห น้ า | 166

พุทธยอดฟา จุฬาโลกมหาราชทรงปรารภถงึ พฤติกรรมของพระสงฆบ างรูปขณะน้ันวา “เปนคนอาบัดสอพลอ
ทําใหเสียแผนดิน” พระองคทรงแกไขปญหานี้โดยใหสอบสวนและใหสึกออกเสียไมนอย และทรงตรากฎ
พระสงฆในระหวาง พ.ศ. 2325 - 2341 มีถงึ 10 ฉบับ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จ พระน่ังเกลาเจาอยูหัว
ทรงมพี ระราชศรัทธาสรา งวดั จนมคี ํากลาวในทาํ นองวาผทู จี่ ะเปนคนโปรดในรัชกาลที่ 2 ตอ งเปนกวี ในรัชกาล
ท่ี 3 นั้นตองสรา งวัดถวาย จึงจะเปน ผทู ีท่ รงโปรดปราน แมพ ระองคจ ะไมทรงโปรดการต้ังธรรมยุติกนิกายของ
พระอนชุ า คอื วชิรญาณภิกขุ แตก ็ทรงมีขันตธิ รรมอนโุ ลมใหทรงดําเนินการเผยแผพระพุทธศาสนานิกายนี้ได
ตอ มาจนวชิรญาณภกิ ขไุ ดข้นึ ครองราชสมบัตเิ ปนพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา เจาอยูหวั ก็ทรงสงเสริมนิกายนี้
มากข้ึนและสรา งพระอารามหลวงหลายแหง ใหพ ระสงฆในธรรมยุตกิ นกิ ายไดพํานกั ปฏบิ ตั ิธรรม เชน วัดบวร
นิเวศวิหาร วัดราชาธิวาส วัดกวศิ ราราม วัดเสนาสนาราม และวดั นเิ วศธรรมประวัติ เปนตน

นอกจากน้สี ถาบันพระมหากษัตรยิ ยังทรงสงเสรมิ การสรา งวรรณกรรมทางศาสนานบั แตส มยั สุโขทัยมี
ไตรภูมิพระรวงของสมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไทท่จี งู ใจใหค นประพฤติดีเพื่อไดไปสสู รวงสวรรคและละความ
ชว่ั เพ่ือไมใ หไปสอู บายภมู ิ ในสมยั อยุธยามสี มาชิกของสถาบนั พระมหากษัตริย พระบรมวงศานุวงศท่ีทรงพระ
ราชนิพนธสรรคส รา งวรรณกรรมทางศาสนาไวมากมายเชนในสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงพระราชนิพนธ
มหาชาตคิ าํ หลวงในคราวสรา งวัดจฬุ ามณี ในรัชกาลสมเด็จพระเจาบรมโกศกรมหลวงเสนาพิทักษ (เจาฟาธรร
มาธิเบศหรือเจาฟากุง) ทรงแตนันโทปนันทสูตรคําฉันทและพระมาลัยคําหลวงในขณะทรงผนวช เปนตน
นอกจากนใ้ี นสมัยสมเดจ็ พระนารายณพ ระองค ทรงมพี ระราชปุจฉาวิสชั นากบั พระพรหมมนุ ีวดั ปากนาํ้ ประสบ
ซ่ึงเปน พระอาจารยม ีบนั ทกึ ถึงคาํ ถามคาํ ตอบดังกลาวท่ีนาศึกษาและเปนแนวทางในการมีพระราชปุจฉาของ
พระมหากษตั ริยกับพระสงฆผ ูรธู รรมเชนทป่ี รากฏในพระบาทสมเด็จพระเจา อยหู ัวรัชกาลปจจุบันท่ีทรงมีพระ
ราชปจุ ฉาพระอรยิ สงฆหลายทาน เชน พระราชพรหมญาณ (หลวงพอ ฤาษลี ิงดํา) หลวงปแู หวนสุจิณโณ หลวง
ปูฝนอาจาโร ฯลฯ เปนตน มีการบนั ทึกขอธรรมเหลา นน้ั ไวเปน แนวทางใหป ระชาชนทว่ั ไปไดศกึ ษาไดอ ีกดว ย

ในการชวยรักษาพระพุทธศาสนาในปลายกรุงศรีอยุธยาพระเจากิตติศิริราชสิงหไดสงราชทูตมาขอ
พระสงฆจากกรุงศรอี ยุธยาเพื่อไปฟน ฟพู ระพทุ ธศาสนาในศรีลังกาท่ีขาดพระสงฆสืบตอในรัชกาลสมเด็จพระ
เจาบรมโกศทรงสง พระอุบาลี พระอริยะมนุ ีกับพระอนั ดับและสามเณรไปศรีลังกา สามารถอุปสมบทพระสงฆ
กวา 700 รปู และบรรพชาสามเณรไดเปนจาํ นวนมากในเวลาเพียง 3 ปทําใหพระพุทธศาสนานิกายสยามวงศ
เกิดขึน้ ในศรลี ังกา ต้งั แตน้ัน

ห น้ า | 167

รปู หลอ ของพระอบุ าลที ว่ี ัดบุพารามที่ประเทศศรลี งั กา

4. ดานการเสริมสรา งศลิ ปวัฒนธรรมและประเพณี
ศลิ ปะมรี ากศัพทต รงกบั ภาษาบาลวี า สิปป หมายถงึ ฝม ืออยา งยอดเย่ียมท่เี ปน การแสดงออกทาง

ความคิดความชํานาญของมนุษย และบุคลิกภาพของผสู รางสรรคค วามงดงามของงานที่ถายทอดจิตวญิ ญาณ
และความเชื่อของตนลงสูอนั งานอันเปน ความพากเพียรของมนษุ ยซ ่งึ เรียกวาวจิ ติ รศิลป

วัด วงั เวยี งเปน ศนู ยรวมความเปน เลศิ ของศิลปะชาตไิ ทย ศิลปะไทยมรี ากฐานความสัมพันธเช่ือมโยง
ใกลช ิดกับคตคิ วามเชือ่ และหลักธรรมในพระพุทธศาสนาทจ่ี ะมหี ลกั คิดความเชอ่ื ของศาสนาอ่นื แทรกเขา มาจะมี
บางก็เปนเพียงสวนปลีกยอยซ่ึงบางครั้งก็เกิดจากแนวพระราชนิยมในชวงเวลาใดเวลาหนึ่งเทานั้น สถาบัน
พระมหากษตั รยิ ม ีหนาทหี่ ลกั ในการทํานุบาํ รงุ พระศาสนาจงึ ไดนาํ เอาศลิ ปะมาใช เพอื่ วัตถปุ ระสงคอ ันสําคัญนี้
ในพระอารามตา ง ๆ สวนพระราชวังหลวงหรือพระบรมมหาราชวังท่ีเปนศูนยกลางของพระนครเพราะเปนท่ี
ประทับ ขององคพระประมขุ ของแผน ดินกต็ อ งใหม ีความโอโ ถงงดงามดวยศิลปะอันประณีตเปนสดุ ยอดแหงงาน
ชา งทุกแขนงเพอื่ สมกับพระราชฐานะและพระเกียรติยศ สว นเวยี งน้ันกม็ ีความงามทางศิลปะทีป่ ระชาชนสามัญ
ขุนนางขาราชการ ที่เปนไพรฟาขาแผนดินสรรคสรางข้ึนดวยความศรัทธาและเพ่ือการใชสอยในวิถี
ชวี ติ ประจําวันซง่ึ มกั จะคลอยตามพระราชนิยม ในภาวะท่กี ฎเกณฑของสงั คมอนุญาตไวใ หทําไดซง่ึ ตอ มาในสมยั
หลังก็มกี ารยกเวน กฎเกณฑตางๆน้นั ซ่งึ บางประการก็เปน กฎมนเทียรบาลโดยเฉพาะในการสรางวัดก็ยกเวนให
มอี าคารหลังคาซอนช้นั ในวดั ท่ีสามญั ชนสรางได

สถาบนั พระมหากษตั ริยมบี ทบาทในการสงเสริมศิลปะในหลายแขนงปรากฏอยูทั้งในศาสนสถาน วัดวา
อารามเปนที่เชิดหนาชูตาวาบานเมืองไทยเปนเมืองที่รํ่ารวยศิลปะ ทั้งดานสถาปตยกรรม จิตรกรรม งาน
ประติมากรรมและประณตี ศิลป ซ่ึงตองใชงานชางในสาขาตางๆท่ีเรียกวา “ชางสิบหมู” ไดแกชางเขียน ชาง
แกะ ชางสลัก ชางปน ชางปูนชางรัก ชางหุน ชางบุ ชางกลึง และชางหลอ นอกจากน้ียังมีงานชางกระจก
ชางทอง ชางคร่ํา ชางไม ฯลฯ ซ่ึงแยกปลีกยอยเฉพาะทางไปอีกมากมายงานเหลาน้ีตองอาศัยสถาบัน
พระมหากษตั รยิ ท รงเปนผอู ปุ ถัมภใ หก ารสนับสนนุ ทงั้ พระราชทรพั ย พระราชทานยศศักดใ์ิ หแ กชางที่ ทุมเท
อุทศิ ตนใหงานน้นั ๆ และการใหโ อกาสไดแสดงผลงานในสถานท่ีอนั สาํ คญั ซงึ่ ในบางครั้งพระมหากษัตริยและ
พระบรมวงศานุวงศก ็ทรงลงฝพ ระหัตถใ นงานชางงานศิลปะดวยพระองคเอง มีหลักฐานผลงานปรากฏเดนชัด
อยูเปน จํานวนมากเชน งานบานประตูจาํ หลกั ไมท ่วี ัดสุทศั นเ ทพวราราม งานหัวโขนชื่อพระยารักนอยและพระ
ยารักใหญเ ปนฝพระหตั ถของพระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหลา นภาลยั เปนตน

ห น้ า | 168

ในสมยั อยธุ ยางานศิลปะทีเ่ ปน สถาปต ยกรรมถกู ทําลายลงดวยสงคราม และกาลเวลาที่บานเมืองถูก
ท้งิ รา งอยูเ ปน เวลานานแมจ ะดีรับการบรู ณะปฏิสังขรณก ไ็ มอ าจคืนสภาพดังเดิมไดดวยขอจํากัดวาวัดรางนั้น มี
จํานวนมาก ขาดชางฝมือ ขาดกําลังทรัพยและวัสดุ ดังท่ีทราบกันวาแมอิฐที่จะใชสรางกําแพงกรุงธนบุรี ศรี
มหาสมุทร และสรางวดั วาอารามก็ยังตอ งไปร้ือเอาอิฐเกามาจากคายโพธ์ิสามตนคายสีกุก และวัดตาง ๆ ใน
กรุงศรอี ยธุ ยา แตย ังพอมีบางสวนหลงเหลอื อยูเปน ขอ ยืนยนั ถงึ บทบาทของพระมหากษัตรยิ ใ นดานงานชา งศลิ ป
กรุงศรอี ยุธยาไดอยพู อสมควร สวนงานดานประณตี ศิลปน นั้ พอเห็นไดชัดจากงานเครอ่ื งทองกรุ วดั ราชบรู ณะที่
รวมงานชางสาขาตาง ๆ ไวม ากมาย งานประดับมกุ บานประตูพระวหิ ารยอดที่งานฝมือชา งประดับมุกช้นิ เอกใน
รชั สมัยสมเดจ็ พระเจา บรมโกศทรงโปรดใหส รางขนึ้ ในการปฏิสงั ขรณว ดั บรมพทุ ธาราม และบานประตพู ระมณฑป
พระพทุ ธบาทและประตูพระอุโบสถวดั พระพุทธชินราช ซึ่งสรางขึน้ ในรัชกาลเดยี วกัน

ธรูปบุทองคาํ พระมาลาทองถกั
พระแสงขันธ์

ห น้ า | 169

บานประตูวัดพระพุทธชินราช

บานประตวู ดั วิหารยอด (วัดพระศรีรัตนศาสดาราม) บานประตูวดั พระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี

บานประตปู ระดับมกุ หอพระมณเฑียรธรรมวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

หลังเสียกรงุ ชา งฝม อื ของกรุงศรอี ยุธยาเสยี ชีวิตลงในการรบบา ง ถูกขาศึกกวาดตอนไปบา งเหลือ ตัวอยู
นอยเตม็ ที ในสมยั กรงุ ธนบรุ กี ใ็ ชง านชา งตา ง ๆ เพียงสังเขปดว ยอยูในภาวะที่ตองระวังขาศึกศัตรู ขาดคนและ
กําลังพระราชทรัพย ในสมัยรัตนโกสินทร สมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชทรงโปรดใหรวบรวม
ชางฝม ือดานตา งๆสรา งพระบรมมหาราชวังและพระอารามหลวงตาง ๆ ในสภาพที่เพ่งิ ผา นภาวะวิกฤตเสียกรุง

ห น้ า | 170

มาเพียง 15 ป และทําสงครามเกาทัพมาเพียงไดไมนาน แตพระองคก็สามารถจําลองกรุงศรีอยุธยามาไวที่
กรงุ เทพมหานครไดเปน ผลสาํ เรจ็

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง

ในการน้สี มเดจ็ กรมพระราชวงั บวรมหาสรุ สงิ หนาททรงมีสว นสงเสรมิ ในการฟนฟูงานชางศิลปอยุธยา
เปนอยางมากโดยทรงเสาะหาชา งหลวงอยธุ ยาทย่ี ังเหลอื อยใู หเ ขามาอยใู นสังกดั ชา งวงั หนา ซง่ึ ได ฝากผลงาน
พระอโุ บสถวดั สุวรรณดาราราม (วดั ทอง) ไวท่ีกรงุ เกา

พระอโุ บสถวัดสุวรรณดาราราม

ห น้ า | 171

ในดานงานจิตรกรรมในสมัยกรุงศรีอยุธยาพอหลงเหลือหลักฐานก็เพียงเล็กนอยและเขาชมไดยาก
เพราะทเ่ี หลือก็มักเขยี นเพอ่ื เปน พทุ ธบชู าในกรุปรางคห รอื เจดียหรอื อยูในวัดหา งไกล เชน ท่ีเพชรบรุ ี เปนตน ที่
หาชมไดง ายกม็ ักเปนงานชา งรตั นโกสินทรเปนสว นใหญแตกเ็ ปน งานจติ รกรรมท่สี ง ตอมาจากสมัยอยุธยานนั่ เอง
ในสมัยสมเด็จพระจอมเกลาเจา อยหู วั ทรงอุปถัมภสงเสริมชา งจิตรกรรมคนหน่ึง ช่ือ ขรัวอินโขงศิลปนทานน้ีมี
ฝม อื เขยี นภาพแบบใหมต า งจากศิลปนยิ มแบบเดิม คอื เปน ภาพท่ีมีแสงเงาแบบตะวันตกและงานของทานผูน้ี
สงอิทธิพลทําใหงานจิตรกรรมไทยในยุคตอมามีความเปนสากลมากข้ึนดังงานของพระยาอนุศาสนจิตรกร
(จนั ทร จิตรกร) ซง่ึ เปน ชางเขยี นในรชั กาลของสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจาอยหู วั งานชิ้น สําคัญคือ ภาพพระราช
ประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในพระวิหารวดั สุวรรณดารามและภาพเทพ ชุมนุมในพระวิหารเดียวกนั ซึ่ง
มีความแตกตา งของระเบยี บวิธีการเขียนภาพเทพชมุ นุม

ภาพวาดของพระยาอนุศาสน์จิตรกร ภาพวาดของขรัวอนิ โข่ง

ห น้ า | 172
ภาพวาดของพระยาอนุศาสน์จติ รกร

ผลงานพระยาอนุศาสน์จิตรกรพระประธานวดั กษตั ริย์ตราธริ าช

ห น้ า | 173

ศิลปนในพระบรมราชจักรีวงศ คือ สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอกรมพระยานริศรานุวัติวงศ ที่ทรงมี
ผลงานดา นการชางหลายสาขา งานชนิ้ เดนของพระองคคือทรงออกแบบพระอโุ บสถวัดเบญจมบพติ ร และทรง
ออกแบบรองในงานพระราชพิธีตาง ๆ หลายคร้ังลวนเปนที่พอพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกลา เจา อยหู ัวมากทรงพระราชทานพระสมัญญานามวา “นายชา งใหญแ หงกรุงรัตนโกสนิ ทร” เจานาย
ทีท่ รงงานชา งและทรงมีผลงานเดนอีกพระองคหนึ่งคือพระองคเจาประดิษฐวรการ งานปูนปนฐานชุกชีพระ
ประธานในพระอุโบสถวัดกษัตราธริ าชนบั วา เปนผลงานที่งดงามจบั ใจยิ่ง

สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยานริศรานุวัติวงศ์

งานสถาปตยกรรมในสมัยรัตนโกสนิ ทรน ัน้ เปนงานที่สืบเน่ืองตอมาจากสมัยอยุธยาตอนปลายที่นิยม
เจดียแ บบยอ มมุ ไมสบิ สองหรือเจดียเ พ่ิมมมุ เชนเจดียในกลมุ พระเจดียศรีสรรเพชญดาญาณที่วัดพระเชตุพน
วมิ ลมงั คลาราม และพระปรางคทรงจอมแห เชน พระปรางคประธานวัดอรุณราชวรารามท่ีไดแบบจากพระ
ปรางควดั ไชยวฒั นาราม จนในรัชกาลสมเดจ็ พระจอมเกลา เจาอยูหวั ทรงมีพระราชนยิ มพระเจดียแบบลังกา ท่ี
วัดพระศรีสรรเพชญ พระนครศรีอยุธยาจึงทรงนําแบบมาสรา งพระศรีรัตนเจดีย (เจดียทอง) ท่ีวัดพระศรีรัตน
ศาสดารามแลว ทรงสรา งในรปู แบบเดียวกันเปนเอกลักษณประจํารัชกาล เชน ที่วัดเสนาสนาราม วัดสุวรรณ
ดาราราม วัดราชบพติ รสถิตมหาสมี าราม เปนตน

สาํ หรบั งานประติมากรรมของชาติสวนใหญเ ปน งานปนหลอ พระพุทธรูปซึ่งมีพระพุทธรปู สําคญั หลาย
องคท่ีสถาบันพระมหากษัตริยทรงสรางขึ้นเพื่อยึดเหน่ียวจิตใจประชาชนและเปนศรีแกพระนคร ถือเปน
แนวทางเดียวกันของทุกยุคทุกสมัยดวยถือวาพระพุทธรูป คือ ส่ิงแทนพระองคของพระพุทธเจา ในสมัย
รัตนโกสนิ ทรไ ดอ ัญเชิญพระพุทธรูปสําคัญหลายองคมาจากหัวเมืองฝายเหนือโดยเฉพาะจากสุโขทัย ในการ
อัญเชิญหลวงพอเพชรเมืองพิจิตรชาวเมืองไมยินยอมนําองคพระไปซอนแตพระบาทสมเด็จพระปกเกลา
เจาอยูหัวกม็ ไิ ดท รงถือเอาแตพ ระทัยทรงอนุโลมตามประสงคของชาวเมอื ง เมือ่ ทรงอัญเชิญมาแลวก็ทรงนําไป
ประดิษฐานเปนพระประธานในพระอุโบสถบาง พระประจําพระวิหารหลวง พระวิหารทิศบาง บางองคก็
ประดิษฐานอยูที่พระระเบียงบางในวัดตาง ๆ เพ่ือใหประชาชนไดปฏิบัติบํารุงและเคารพบูชาสืบมาสวน

ห น้ า | 174

พระพทุ ธรูปที่สรางข้ึนในสมัยรัตนโกสินทรคอื พระพทุ ธรปู ปางตา ง ๆ ทพี่ ระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา เจาอยหู วั
สรางขน้ึ เพ่ืออุทศิ ถวายพระราชกศุ ลแดบรู พมหากษัตราธริ าชเจา จนถึงรชั กาลพระองคน บั วาเปน พระพทุ ธรูปอีก
กลุมหนึง่ ทใี่ หค วามรใู นเชิงพระพุทธประวัตแิ ละเชงิ ชางประตมิ ากรรมอกี ดวย

ในบรรดาพระพุทธรูปสําคัญท่ีคนพบวาสรางดวยโลหะอันมีคาในชวงฉลอง 25 พุทธศตวรรษ
ไดพบพระพุทธรูปทองคาํ ศลิ ปะสุโขทยั ขนาดใหญมากทีว่ ัดไตรมติ รวทิ ยาราม ซ่ึงพระรูปท่ีมีความใหญโตขนาด
น้นั และสรา งดวยทองคาํ อันเปนโลหะทมี่ คี ามรี าคามากทสี่ ุดเชน นแี้ สดงถึงพระราชศรทั ธาของพระมหากษัตริย
ซึ่งทรงเปนองคพระประมุขของสถาบันพระมหากษัตริยในยุคสมัยตอมาคือสมัยอยุธยา รัชสมัยสมเด็จพระ
รามาธิบดีท่ี 2 ก็มีการสรางพระพุทธรูปยืนสูง 8 วา นํ้าหนักทองหุม 286 ชั่ง คือ พระศรีสรรเพชญ
ประดิษฐานในพระวิหารหลวงของวัดประจาํ พระราชวัง ในสมยั รตั นโกสินทรการสรา งพระพทุ ธรูปทองคาํ ขนาด
ใหญไ ดล ดความนิยมลงแตม แี นวคิดในการสรา งจากวัสดุท่ีสิน้ เปลอื งทรัพยไ มมาก แตใหความงามไดคลายคลึง
กันคอื การปด ทบั ดว ยทองคาํ เปลว หรือการใชเ ทคโลยีสมยั ใหม การตกแตง พ้นื ผวิ เพ่อื เพ่ิมคุณคาและความงาม
ขึ้น

บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริยใ นดา นวฒั นธรรมและประเพณี นั้นยอมสอดคลอ งกบั สภาพ
สังคมในแตล ะยคุ สมยั

5. ดานการเสริมสรา งวฒั นธรรมและประเพณีของไทย
วัฒนธรรม หมายถงึ ส่งิ ทท่ี าํ ใหเ จรญิ งอกงามแกห มคู ณะวถิ ชี ีวติ ของหมคู ณะ ประเพณี คือ สิ่งทนี่ ิยม

ถือประพฤตปิ ฏิบัติสบื ๆ กนั มาจนเปนแบบแผน ขนบธรรมเนยี ม หรอื จารตี ประเพณวี ัฒนธรรมไทย และ
ประเพณีไทยนน้ั เกิดขึน้ จากการประพฤตปิ ฏบิ ตั ิสบื กันมามกี ารส่งั สม เลือกสรรและยอมรบั วา เหมาะสมกับ
สังคมโดยรวม จนเปน บุคลกิ และนสิ ัยของคนในสงั คม ซ่ึงเกิดขน้ึ จากการทีต่ อ งเอาอยา งบคุ คลอน่ื ๆ ท่ีอยูรอบ ๆ

ตร ฐานชุกชีพระประธานวัดกษตั ราธริ าช

ห น้ า | 175

ตน หากจะกลาวถึงประเพณไี ทยกห็ มายถึง นิสัยสังคมของคนไทยซง่ึ ไดร บั มรดกตกทอดมาแตด งั้ เดมิ และ
มองเหน็ ไดใ นทกุ ภาคของไทย ประเพณี เปนเรื่องของความประพฤติของกลมุ ชน ยึดถือเปนแบบแผนสืบตอ กัน
มานาน ถาใครประพฤตินอกแบบ ถือเปนการผดิ ประเพณี ประเพณกี บั วัฒนธรรมจึงเปนสิ่งทก่ี ลมุ ชนในสงั คม
รว มกนั สรางข้นึ แตประเพณเี ปนวัฒนธรรมทมี่ ีเงอื่ นไขท่ีคอนขาง ชดั เจน กลา วคือเปนสงิ่ ทสี่ งั คมสรา งขึน้ เปน
มรดก คนรุนหลงั จะตอ งรบั ไว และปรบั ปรงุ แกไ ขใหด ียิ่ง ๆ ขน้ึ ไป รวมทั้งมกี ารเผยแพรแกค นในสงั คมอนื่ ๆ

วฒั นธรรมทีเ่ ปนปจ จยั พ้ืนฐานในการดํารงชีวติ อนั ไดแ กป จจยั ส่ี คือเครือ่ งนงุ หม ท่ีอยูอาศยั อาหาร ยา
รกั ษาโรค เครอ่ื งนุงหม และการแตง กายของคนไทยเปล่ียนแปลงไปตามยคุ สมัย มกี ารรบั วัฒนธรรมการแตง กาย
ชาวตะวันตกมาใชม ากขึ้น สวนผูหญงิ จะเปนไปตามสมยั นิยม ในอดีตสถาบนั พระมหากษตั รยิ จ ะมี กฎมณเฑียร
บาลกาํ หนดแบบแผนท่ีแนน อนในการแตงกายการเคร่อื งประดับกาย เครอื่ งประดับยศ การใชย านพาหนะแต
ความเครงครดั นั้นก็คลีค่ ลายลงดวยยุคสมัยโดยพระราชดําริบาง โดยกฎเกณฑใ หม ๆ ของสงั คมและการปรบั เปลย่ี น
ตามวัฒนธรรมตะวันตกบา ง สถาบันพระมหากษตั ริยม ีบทบาทในการสรา งเสรมิ วฒั นธรรมการแตง กายโดยแบบอยา ง
ความนยิ มจากเจานายฝา ยในโดยเฉพาะในสมยั รชั กาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจา อยหู วั เปน ตน มา

การแต่งกายของเจ้านายสมัยรัชกาลที นุ่งโจงเสือแบบแขนหมูแฮมสะพายแพร

สมยั รัชกาลที 6 สมัยรัชกาลที

ห น้ า | 176

สมัยรัชกาลที

ในรชั สมัยของพระเจา อยหู วั รัชกาลปจจุบนั สมเด็จพระนางเจาพระบรมราชนิ นี าถตอ งตามเสด็จ เยือน
ประเทศตาง ๆ ทั้งเอเชีย ยุโรปและสหรัฐอเมริกา พระองคทรงจัดเตรียมฉลองพระองคแบบไทยโดย ทรง
ออกแบบใหมใหเหมาะสมทงั้ แบบลําลองและเปนทางการใหเ หมาะสมกับวาระโอกาสตาง ๆ เปนท่ีมาของชุด
ไทยพระราชนยิ มอันไดแก ชุดไทยเรอื นตน ไทยจติ รลดา ไทยอมรินทร ไทยบรมพิมาน ไทยจักรี ไทยจักรพรรดิ
ไทยดุสิต ไทยศวิ าลัย ถือเปนแบบแผนการแตงกายของชาติ สวนเสื้อของฝายชายไดมีการออกแบบแปลงมา
จากเส้ือราชปะแตน เรียกวา ชุดไทยพระราชทานซี่งมีทั้งแขนสั้นและแขนยาวโดยสวม กับโจงกระเบนหรือ
กางเกง ก็ไดเส้อื ชดุ พระราชนิยม 9 ชดุ และชดุ ไทยพระราชทาน

ชุดไทยพระราชทานนิยมสําหรับสตรี

ห น้ า | 177

ชุดไทยพระราชทานสําหรับชาย

วฒั นธรรมดา นที่อยอู าศัยเรอื นไทยเหมาะกับสภาพธรรมชาติของสังคม มีลักษณะใตถุนสูงไมมี หอง
มากนกั รับลมเยน็ ไดท กุ เวลา ปอ งกันแดดฝนไดด ี แตก ารออกแบบอาคารเรือนหลวงท่ีเปนเอกลักษณของชาติ
นอกจากการยดึ เอาความเหมาะสมกับสภาพแวดลอมแลวก็ตองคํานึงถึงประโยชนใชสอยและการเชิดชูพระ
เกียรติยศเปนหลกั สวนการออกแบบอาคารในพระพทุ ธศาสนานั้นยอมสอดคลองกับสถาบันพระมหากษัตริย
ดวยหลกั คิดในเรือ่ งพุทธะกบั พระราชาเปนสําคัญและในบางสวนก็นําคติของไตรภูมิมาสอดแทรก เชน เร่ือง
ของเขาพระสุเมรุ ครุฑ นาค และยักษ แมการต้งั ชื่อประตทู ้งั สี่ทศิ ของพระตําหนกั จิตรลดารโหถานก็นําชอ่ื ของ
เทวดารกั ษาทิศทั้ง 4 พระอินทรอยชู ม พระยมอยูคนุ พระวิรุณอยูเจน พระกุเวรอยูเฝา แตเปนท่ีนาสังเกตวา
พระราชฐานของพระมหากษัตริยในปจ จุบันมิไดม งุ เนนความโออา แตทรงเนนถึงประโยชนใชสอยโดยเฉพาะ
ทรงใชประโยชนเพื่อการคนควาหาแนวทางในการชวยเหลือประชาชนในดานความเปนอยูและการทํากิน
มากกวาความสุขสบายสว นพระองค

ในดานอาหารในอดตี ในวงั จะเปนผนู าํ ในเร่ืองของอาหารที่เรียกวา “เครื่องคาวหวาน” มีบทพระราช
นพิ นธเหชมเคร่ืองคาวหวานกลาวถงึ อาหารไทยและอาหารที่ดัดแปลงจากอาหารของชาตติ าง ๆ โดยที่กรุงศรี
อยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงเทพ เปนเมืองท่ีอยูใกลทะเลจึงเปนเมืองทาที่มีคนหลายชาติ หลายภาษา เขามา
ติดตอดวยเสมอการรับวัฒนธรรมของชาวตางชาติในเร่ืองอาหารการกินซึ่งเปนเรื่องใกลตัวท่ีสุดจึงเปนสิ่งที่
เกิดขน้ึ ไดโดยมี “ชาววงั ” เปน เสมือนผูค ดั กรองผสมผสานและดัดแปลงแลวจึงสงตอไปยังชาวบานดังชาวบาน
เกาะเกรด็ ทท่ี าํ อาหารหวานคาวแบบชาววังไดหลากหลายสันนิษฐานกันวา มาจากวิธีครูพักลักจําจากชาววัง
ทม่ี าปรงุ ภตั ตาหารอาหารถวายพระในคราวสรางวดั ปรมยั ยกิ าวาสอยูนานป หรอื ขนมของ ทาวทองกีบมาหรือ
มารเี ดอกรี มา ในสมัยสมเดจ็ พระนารายณมหาราชนั้นก็คงแพรห ลายดว ยคนท่ีเขา ไปรบั จางชว ยงานครวั ในบาน
เจา พระยาวิชาเยนทรน น้ั เอง

ในดานยารักษาโรค สุขภาพและการรักษาพยาบาลปรากฏหลักฐานวาในสมัยสมเด็จพระนารายณ
มหาราชทรงเปนผูน ําในการรักษาโรคมีการรักษาพยาบาลท้ังตําราแพทยแผนไทยและตะวันตกมีตํารายาช่ือ

ห น้ า | 178

โอสถพระนารายณท่มี ยี าตาํ รบั ตาง ๆ และยงั มแี พทยประจําพระองคเปนชาวตะวันตกคูกับแพทยไทยในสมัย
รัตนโกสินทร สมเดจ็ เจาฟา กรมหลวงชุมพรเขตตอุดมศักดิ์ทรงไดรับฉายาวา “หมอพร” เพราะทรงมีความรู
ทางแพทยแ ผนไทยและทรงรกั ษาชาวบา นทัว่ ไปจนเปนทเ่ี คารพรกั ใครของประชาชนจนถึง ทุกวันนี้ พระบรม
วงศอกี พระองคหนึง่ ทคี่ วรแกการระลกึ ถึง คือ สมเด็จพระมหิตลาเบศรพระบรมราชชนกในพระบาทสมเดจ็ พระ
เจา อยหู วั ที่ทรงหนั มาเรียนวิชาแพทยเพราะทรงเห็นในความทุกขเพราะความเจ็บไขของประชาชนทรงยอม
เสียสละเดินทางไปปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลแมคคอมิคสถึงเชียงใหมดวยพระราช จริยวัตรดังน้ี จึงทรงเปน
แบบอยา งใหส มเด็จพระราชชนนี พระบาทสมเดจ็ พระเจา อยหู วั สมเดจ็ กรมหลวงนราธิวาสราชนครนิ ทรสมเด็จ
พระนางเจา พระบรมราชนิ ีนาถ และพระราชนัดดาทกุ พระองคท รงเจรญิ รอยตาม ดงั พระองคทรงมีพระโอวาท
พระราชทานแกน ักเรยี นแพทยศ ริ ิราชวา “ขอใหถือประโยชนของตนเปนกิจท่ีสองประโยชนของเพ่ือนมนุษย
เปนกจิ ทห่ี น่งึ “โครงการตา ง ๆ เชน โครงการเรอื เวชพาสน โครงการราชประชาสมาศัย โครงการแพทยอาสา
ชนบท โครงการถันยรักษ โครงการมูลนิธขิ าเทียม การสรา งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ฯลฯไดจึงเกิดขึ้น
ในรัชสมยั ของพระบาทสมเด็จพระเจา อยูหวั พระองคปจจุบนั ท่ที รงเหน็ ประโยชนของประชาชนเปนที่หน่ึงเสมอ
ทัง้ ยงั ทรงปลกู ฝง ใหพ ระบรมวงศานวุ งศใ นสถาบนั พระมหากษัตริยไดทรงงานเพือ่ ประชาชนโดยเฉพาะในเรื่อง
ของสขุ ภาพความเปน อยู

ในดา นประเพณีในอดตี เชน สมยั สโุ ขทยั และอยธุ ยาสถาบนั พระมหากษัตรยิ ไดก าํ หนดกจิ กรรมประเพณี
ของหลวงในรอบปที่ตองปฏิบัติเรียกวาพระราชพิธีสิบสองเดือนในชั้นตนเปนพระราชประเพณีท่ีกําหนดให
สอดคลอ งกับพธิ ีกรรมในศาสนาพราหมณเ ชน พระพระราชพธิ ีตรียัมปวาย พระราชพิธีจองเปรียง พระราชพิธี
จรดพระนงั คัลฯลฯ แตต อ มามกี ารแทรกพิธีกรรมทางพุทธศาสนาเขาไปโดยเฉพาะในรัชกาลของสมเด็จพระ
จอมเกลาเจาอยหู วั ทรงปรบั เพิ่มเตมิ พระราชพธิ ีพชื มงคลกับพระราชพิธจี รดพระนังคลั หรือบางพระราชพิธีก็
กาํ หนดขนึ้ ใหมเชน พระราชพธิ เี ล้ยี งขนมเบ้ืองในฤดกู าลทีก่ ุงชมุ มีมันมากจงึ ทําขนมเบ้ืองหนากุงถวายพระสวน
ในเร่ืองการละเลน รน่ื เรงิ ก็พระเจาแผน ดินกท็ รงโปรดใหม กี ารเลนดอกสรอยสกั วาที่ ทงุ ภเู ขาทองคลองมหานาค
ในกรุงศรอี ยธุ ยาครั้นสรา งกรงุ เทพมหานครแลว พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟาทรงโปรดใหขุดคลองมหานาค
และสรา งภูเขาทองขน้ึ แตมาแลวเสร็จในสมัยรัชกาลสมเดจ็ พระนัง่ เกลาเจา อยหู ัว

การละเลนในประเพณีของหลวงน้ันตอมาไดเผยแพรมาถึงชาวบานไมวาจะเปนโขน ละครใน
โมงครมุ ญวนหก บางอยา งสามารถหาดูไดเ ฉพาะในงานพระราชพธิ ีเทา นั้นภายหลงั ก็มีการนํามาดัดแปลงเปน
แบบชาวบานจนในปจจุบันสามรถหาดูไดทั่วไปไมมีขอจํากัด ประเพณีศิลปวัฒนธรรมไทยเปนส่ิงท่ีแสดงถึง
เอกลกั ษณม ีมากมายหลายแขนงลวนแลวท่ีชาวไทยตอ งชว ยกันเรียนรู เขาใจอยางถองแท ตองรูจักพิจารณา
วิเคราะหใ นการรักษาและพัฒนาใหเ หมาะควรแกกาลสมยั โดยไมส ญู เสยี เอกลักษณความเปน ไทย ในอดตี จนถงึ
ปจจุบันมีสถาบันพระมหากษัตริยทรงทํานุบํารุงรักษาศิลปวัฒนธรรมและประเพณีไทยตลอดมาจึงนับวา
บทบาทของสถาบันพระมหากษตั รยิ ท ่ีมีตอ ชาติบานเมอื งนั้นทรงคุณประโยชนอ ยางย่งิ ในทกุ ดา น

ห น้ า | 179

เจดีย์ภูเขาทองอยุธยา เจดยี ์ภูเขาทองวัดสระเกศ

บทที่ 3 เศรษฐศาสตร

สาระสาํ คัญ

ห น้ า | 180

การเรียนรูเกยี่ วกับเศรษฐศาสตรพนื้ ฐาน เกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจ สถาบันทางการเงินและการคลัง
ความสมั พันธแ ละความเช่ือมโยงของระบบเศรษฐกจิ ระหวา งประเทศ และการรวมกลุมทางเศรษฐกิจของประเทศ
ตางๆ เพอ่ื เชอ่ื มโยงสูแนวคดิ เศรษฐกิจพอเพยี งระดบั ชุมชนและการดํารงชวี ิต

ตวั ชวี้ ัด
1. วิเคราะหปญหาและแนวโนมทางเศรษฐกจิ ของประเทศไทยได
2. เสนอแนวทางการแกป ญหาของเศรษฐกจิ ของประเทศไทยในปจจุบนั ได
3. รแู ละเขาใจตระหนกั ในความสําคัญของการรวมกลมุ เศรษฐกจิ ระหวางประเทศ
และประเทศตา งๆ ในโลก
4. รแู ละเขา ใจในระบบเศรษฐกจิ แบบตางๆ ในโลก
5. รแู ละเขา ใจความสมั พันธและผลกระทบทางเศรษฐกจิ ระหวางประเทศของ
ประเทศไทยกับกลมุ เศรษฐกจิ ของประเทศตา งๆ ในภูมิภาคในโลก
6. วิเคราะหความสาํ คัญของระบบเศรษฐกิจและการเลอื กจัดกจิ กรรมทางเศรษฐกิจ
ของประเทศตางๆ ในโลกและผลกระทบ
7. เขา ใจในเรื่องกลไกราคากบั ระบบเศรษฐกจิ
8. รแู ละเขาใจในเรื่องการเงินการคลงั และการธนาคาร
9 เขา ใจในระบบของการธนาคาร
10. ตระหนักในความสาํ คัญของการเงนิ สถาบนั การเงิน
11. วเิ คราะหผ ลกระทบจากปญหาทางเศรษฐกิจ ในเร่อื งการเงนิ การคลังของประเทศ และของโลกไว
12. รแู ละเขา ใจเร่อื งแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ

ขอบขา ยเน้อื หา
เร่ืองที่ 1 ความรเู บ้ืองตนเกีย่ วกบั เศรษฐศาสตร
เรอื่ งที่ 2 ระบบเศรษฐกจิ ของประเทศไทย
เรอ่ื งท่ี 3 กระบวนการทางเศรษฐกิจ
เรื่องท่ี 4 แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ
เรอื่ งท่ี 5 สถาบนั การเงินและการเงิน การคลัง
เร่อื งที่ 6 ความสัมพนั ธแ ละผลกระทบเศรษฐกจิ ระหวา งประเทศกับภมู ิภาคตา งๆ ของโลก
เรื่องที่ 7 การรวมกลมุ ทางเศรษฐกจิ

ห น้ า | 181

เร่อื งท่ี 1 ความรเู บ้อื งตน เก่ยี วกบั เศรษฐศาสตร

1. ความรเู บื้องตน เก่ยี วกับเศรษฐศาสตร

1.1 ความหมายและความสําคัญของเศรษฐศาสตร
1) ความหมายของเศรษฐศาสตร
เศรษฐศาสตร หมายถึง สาขาวิชาหน่ึงในสังคมศาสตร ท่ีศึกษาพฤติกรรมของมนุษยในการใช

ทรัพยากรที่มอี ยอู ยางจํากดั โดยการจัดสรรทรพั ยากรไดอ ยา งเสมอภาคและเปนธรรมและเปน ที่พงึ พอใจ
2) ความสาํ คญั ของเศรษฐศาสตร
เศรษฐศาสตร เปน เร่อื งเก่ียวเนือ่ งสมั พนั ธก ับพฤตกิ รรมของคนในสงั คมกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่ง

ประกอบดวยการผลิต การกระจายผลติ และผูบริโภค เศรษฐศาสตรจึงมบี ทบาทสาํ คญั ตอ การดําเนินกิจกรรม
ทางเศรษฐกิจทุกชนิด โดยเฉพาะเร่ืองการตัดสนใจเก่ียวกับการผลิต การบริโภค และการซื้อ ขาย การแลก
เปลีย่ นสนิ คาและบริการ

เศรษฐศาสตรจึงเก่ียวของกับชีวิตประจําวันของเราทุกคน ทุกระดับ ต้ังแตประชาชนท่ัวไปถึง
ระดบั ประเทศ เศรษฐศาสตรเขาไปมีบทบาทในดานการใชทรัพยากรของประเทศใหเกิดประโยชนสูงสุด ให
ประชาชนกินดอี ยดู ี ไมถูกเอารัดเอาเปรยี บ

แตเ นือ่ งจากทรัพยากรตางๆ ในโลกมจี ํากดั เม่อื เปรียบเทยี บกับความตอ งการมนุษยซ่งึ มีไมจาํ กัด จงึ ทาํ
ใหเ กิดการขาดแคลนขนึ้ ในการอยูรวมกันของมนุษยจึงตองตัดสินใจเลือกอยางใดอยางหนึ่ง ในกระบวนการ
ตดั สนิ ใจเลือกจึงนาํ ความรูเ ชงิ เศรษฐศาสตรเ ขา มาชวยใหก ารตัดสินใจแตล ะครั้งใหเ กิดประโยชนส ูงสดุ

นอกจากนั้นเขาใจเศรษฐศาสตร จะทําใหเ ขาใจเหตุการณและระเบยี บกฎเกณฑบางอยา งทต่ี นเองตอ ง
มีสว นในการใหแ ละรับผลประโชนรว มกัน เชน การเสียภาษี การไดรับประโยชนตอบแทนจากการเสียภาษีไป
เปนตน

1.2 หลกั การและวิธกี ารจดั สรรทรพั ยากรทม่ี ีอยอู ยา งจาํ กัด
เศรษฐศาสตรเปน วชิ าท่ีพยายามแกไขปญหาเศรษฐกิจขั้นพนื้ ฐานของมนุษย ไดแก ปญหาวาทําไมจึงผลิต
จะผลิตอะไร ผลิตอยางไร และผลิตเพ่ือใคร รวมทั้งยังชวยแกไขปญหาท่ีซับซอนมากข้ึน เพ่ือใหประเทศ
สามารถบริหารจดั การทรพั ยากรใหส ัมฤทธิผลและมีประสิทธภิ าพ โดยมวี ัตถุประสงคด านเศรษฐกิจ ดงั น้ี

1) ความมีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ หมายถึง การใชทรัพยากรที่มีอยูอยางจํากัด ไดแก ที่ดิน
แรงงาน และอ่ืนๆ ทาํ การผลิตโดยไดรบั ผลผลิตสงู สุด

2) การจางงานเตม็ ที่ หมายถึง การท่ีคนงานทุกคนท่ีสมัครใจทํางาน มีงานทํา และเปนการทํางาน
เตม็ ความสามารถของแตละคน

ห น้ า | 182

3) ความมีเสถยี รภาพของระดับราคาสินคาและบรกิ าร หมายถงึ การที่ระดับราคาสินคาและบริการมี
การเปลย่ี นแปลงเพียงเล็กนอยและไมเปล่ียนแปลงบอย เพราะจะทําใหผูบริโภคเดือดรอนและผูผลิตจะไม
สามารถคาดการณภาวะทางธรุ กิจไดอ ยา งถกู ตอง

4) ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หมายถึง การท่ีผลผลิตของประเทศมีแนวโนมสูงขึ้นอยาง
สมาํ่ เสมอ แสดงถงึ ความเปน อยดู ีข้ึนอยางตอ เน่ืองของคนในชาติ

5) ความเทา เทยี มกันของการกระจายรายได หมายถงึ คนสวนใหญของประเทศมรี ายไดไมแตกตางกันมากนัก
ทัง้ นเี้ พอ่ื ใหคนสว นใหญส ามารถซ้ือสินคาและบริการไดอ ยางเสมอภาค

สรุป การใชจา ยของรฐั บาล เปน มหภาค

อปุ สงคตอ สนิ คา และบริการ เปน จุลภาค

ความแตกตา งทางเศรษฐกจิ
ประเทศตางๆ มีความเจริญทางเศรษฐกิจแตกตางกัน เปนเพราะมนุษยดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจท้ัง

ดา นเกษตรกรรมและอตุ สาหกรรมไดเหมาะสมสอดคลองกับสภาพแวดลอมของประเทศ

1. ปจ จัยท่ที ําใหเ กิดความแตกตา งทางเศรษฐกิจ
ปจจยั ท่ที าํ ใหเ กดิ ความแตกตางทางเศรษฐกจิ มีดงั นี้

1) ภมู ิประเทศ เปนลักษณะทปี่ รากฏบนผวิ โลกเปนรูปแบบตางๆ เชน แมน ํา้
ภูเขา ที่ราบ ท่ีราบสงู เปน ตน ประเทศสวนใหญท ่มี เี ศรษฐกจิ ดี ประชากรมักต้ังถิ่นฐานบริเวณที่เปนท่ีราบ
ลุม แมน้าํ อนั มีดินตะกอนทบั ถมซงึ่ มธี าตุอาหารอุดมสมบรู ณเ หมาะกบั กิจกรรมเพาะปลูก

2) ภมู อิ ากาศ เปน สภาพดนิ ฟาอากาศซ่ึงประกอบดวยแสงแดด อุณหภูมิ น้ําฝน ความชื้น ความ
กดอากาศและลม ในเขตอากาศรอนอุณหภูมิจะสูงกวาในเขตอบอุนและเขตหนาว นอกจากน้ียังมีความเขม
ของแสงแดดอนั เปนปจ จัยในการเจรญิ เตบิ โตของพืชและสัตว บริเวณทม่ี ฝี นตกมากหรอื มีน้ําใตดินจะสามารถ
เพาะปลูกและเลย้ี งสตั วได ลมท่พี ดั ไมแ รงมากจะชว ยในการผสมเกสรและกระจายพันธุพชื ทาํ ใหประเทศที่อยู
ในลักษณะภมู ิอากาศแตกตา งกนั มคี วามเจริญทางเศรษฐกจิ ตางกนั

3) ทรพั ยากรธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติท่ีสําคัญมี 4 ประเภท ไดแ ก
(1) ทรัพยากรดนิ ดินทมี่ อี นิ ทรียวัตถุ ไมแนนทึบเกินไปจะชวยใหพืชเจริญเติบโตไดดีเหมาะ

แกก ารเพาะปลูก บริเวณทด่ี นิ สลายตวั มากจากหนิ ปูนกลายเปนดินขาว สามารถนํามาใชเปนวัตถุดิบ ในการ
อุตสาหกรรมซเี มนตไ ด

(2) ทรัพยากรนํ้า ประเทศที่มีแหลงนํ้ากระจายอยูท่ัวไปจะชวยใหสามารถประกอบกิจกรรม
ทางเกษตรกรรมและอตุ สาหกรรมไดดี

(3) ทรพั ยากรปา ไม ชว ยใหม แี หลงตน นํ้าลาํ ธาร มีความชุมชื้นปอ งกนั อุทกภัยไดสวนเนื้อไมใช
เปนวตั ถุดบิ ในการผลติ เฟอรน ิเจอรและอ่ืนๆ ได

ห น้ า | 183

(4) ทรพั ยากรแร ถาเปน แรก็นาํ ไปใชใ นอุตสาหกรรมหนกั ประเภทตางๆ ได เชน
แรโลหะ นาํ ไปใชเ ปน วตั ถดุ ิบในอตุ สาหกรรมเคมี ใชท ําปุย ทําวสั ดกุ อสราง
แรร ัตนชาติ นําไปใชเ ปน เครอ่ื งประดบั ราคาคอ นขา งสงู
แรเ ช้อื เพลิง นําไปใชเ ปน แหลงพลงั งานทีส่ ําคญั มีท้ังทอ่ี ยบู นบกและในทะเล
4) การเมอื งการปกครอง ประเทศท่ปี กครองโดยเสรี มกั จะเปด โอกาสใหประชาชนตัดสินใจดําเนิน
กจิ กรรมทางเศรษฐกิจตามความสามารถและโอกาส โดยอาศยั กลไกราคาเปนปจ จัยในการเลือกตัดสินใจ เกิด
การแขงขนั กนั เตม็ ทใ่ี นการผลิต รายไดข องบุคคลยอมแตกตางกันไปตามความสามารถและโอกาสของแตละคน
สวนประเทศที่ปกครองระบอบคอมมิวนิสต รัฐเปนผูดําเนินการผลิตซ้ือขายแลกเปลี่ยนสินคาและบริการ
ประชาชนมรี ายไดจากคา แรงเทา นนั้ สําหรบั ประเทศท่ปี กครองแบบสังคมนิยม ประชาชนดําเนินกิจกรรมทาง
เศรษฐกิจท้งั เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมขนาดยอมโดยควบคมุ การผลิตขนาดใหญ ทําใหประชาชนมีฐานะ
ไมแตกตางกันมากนัก
5) ความกาวหนาทางเทคโนโลยี ประเทศที่ดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจไดโดยเสรีจะเกิดการ
แขง ขนั อยางเตม็ ที่ ใชความสามารถ ความคดิ ริเริม่ มกี ารลงทุนและพัฒนาเพื่อเพ่ิมประสิทธิภาพในการผลิต มี
สนิ คา ใหมๆ และมสี ินคาคณุ ภาพดี และสามารถลดการทําลายสภาพแวดลอมได
6) ประชากร ประเทศที่มีประชากรเพิ่มอยางรวดเร็ว ทําใหเกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
เพราะมคี วามตอ งการในการบริโภคในประเทศมาก พืชผลทผี่ ลิตไดภ ายในประเทศมีปรมิ าณลดลงไมเพียงพอ
กับการสงออกทําใหประเทศขาดรายได ขาดดุลการคาและดุลชําระเงิน สุขภาพอนามัยของประชากรไมดี
เพราะขาดอาหาร มีการวา งงาน มากขึน้ และการอพยพยายถิ่นจากชนบทสเู มอื งมสี ูงข้นึ ประเทศทมี่ ลี กั ษณะ
เชน นี้มกั เปน ประเทศดอยพัฒนาคอนขา งยากจน

ห น้ า | 184

แบบฝก หดั ทายบท เร่ืองที่ 1 : ความรูเ บ้อื งตนเกีย่ วกับเศรษฐศาสตร

คาํ สงั่
เมื่อผเู รยี นศกึ ษาเรื่องความรูเบ้ืองตนเกี่ยวกับเศรษฐศาสตรจบแลว ใหทําแบบฝกหัด ตอไปนี้ โดย

เขียนในสมุดบันทกึ กิจกรรมการเรียนรู

แบบฝก หัดที่ 1 ใหตอบคําถามตอ ไปน้ี
1. เศรษฐศาสตร หมายถึง อะไร และมีความสําคัญและท่ีเกี่ยวของกับชีวิตประจําวันของประชาชน

อยางไร ................................................................................................................................................................
2. ระบุปจ จยั ทีม่ ใี หเกดิ ความแตกตางทางเศรษฐกิจ ม 3-5 ปจ จัย

........................................................................................................................................................................

แบบฝก หัดท่ี 2 ใหศึกษาพฤติกรรมของมนุษยในทางเศรษฐศาสตรและตัดสินวาเกี่ยวของกับเศรษฐศาสตร
สาขาใด โดยกาเคร่ืองหมาย ใหต รงชองทถี่ ูกตอง

พฤตกิ รรม เศรษฐศาสตร เศรษฐศาสตร

จุลภาค มหภาค

1. การปลอยนา้ํ เสียของโรงงานอุตสาหกรรมใน กทม.

2. การวา งงานของประชากรไทย

3. การผลิตขา วของชาวนาในภาคเหนอื

4. การซ้ือขายแลกเปลี่ยนสนิ คาในตลาด

5. การเก็บภาษีอากร

6. พฤตกิ รรมของผูบ ริโภค

7. ปญหาเงินเฟอ

8. ปญหาทางการคลงั ของรัฐบาล

9. การกักตนุ สินคา ของพอ คา คนกลาง

10. รายไดป ระชาชาติ

11. ปญ หาการขาดดุลบญั ชเี ดินสะพัด

12. ปญหาการสงออกลดลง

ห น้ า | 185

13. ปญหาการจราจรติดขดั ในกรุงเทพมหานคร
14. ความนิยมในการใชสินคาฟุมเฟอ ยของเยาวชน
15. ปญ หาการลงทนุ ในประเทศลดลง

แบบฝก หดั ท่ี 3 ใหผ ูเ รียนอาน เรอ่ื งตอ ไปน้ี แลว ตอบคาํ ถามในตอนตอไป

“ครอบครัวของขวัญ”

ขวญั เปนผหู ญิงตวั เล็กๆ คนหนึง่ ที่จําเปนตองแบกรับภาระของครอบครัวเน่ืองจากสามีเสียชีวิตดวย
อบุ ตั เิ หตขุ ณะทาํ งานกอ สรา ง แมวา ขวญั จะดน้ิ รนเพื่อปากทองของครอบครวั อยา งไรก็ตาม แตค าใชจายกย็ ังไม
พอเพยี งอยูน่ันเอง เธอมีปญหาเรื่องคาเชาบาน คานํ้า คาไฟ จนกระทั่งวันหน่ึงเธอตัดสินใจวาจะเลิกเชา
และออกหาทอี่ ยใู หมแตด วยความสงสารเจา ของบานเชา มีเมตตาอนุญาตใหเธอและลูกอยูไดโดยไมตองเสีย
คาน้ําคาไฟ ชวยหางานใหขวัญทําโดยใหเธอไปซักผา จายคาจางเดือนละ 2,000 บาท เม่ือหักคาเชาบาน
แลว ขวญั ก็จะเหลือไวใ ชจายแค 1,200 บาท ซงึ่ มนั กย็ ังไมเพียงพอสาํ หรับเธออยูน่ันเอง แตขวัญก็ไมทอถอย
หรือส้ินหวัง เพราะเธอยงั มีลูกๆ ทต่ี อ งคอยดูแล มภี าระทจ่ี ะตอ งหาเลีย้ งครอบครัว

สง่ิ ทีเ่ ธอวาดหวงั อยูใ นขณะน้ีคอื การท่ีลูกๆ ไดก นิ อิม่ นอนหลับ และไดเรียนหนังสือเหมือนเด็กคน
อน่ื ๆ

ผเู รยี นตอบคาํ ถามตอไปนี้น้ี
1.เพราะเหตุใดคนเราจึงตอ งแสวงหารายได ........................................................
2. ในการดํารงชวี ติ ของคนเราตอ งอาศยั ปจจยั อะไรบา ง........................................
3. เศรษฐศาสตรไ ดเ ขา มาเกี่ยวขอ งกับชีวติ มนุษยในเรอ่ื งใดบาง............................
4. สิง่ ท่ีทําใหข วัญมชี วี ติ อยไู ดโ ดยไมยอ ทอตออุปสรรคคอื อะไร.............................
5. ขวัญเปน ตัวอยา งทีด่ ใี นเรือ่ งอะไรบาง..............................................................

แบบฝกหัดท่ี 4 ใหผเู รยี นศกึ ษาปญหาพน้ื ฐานทางเศรษฐกจิ ตอไปนี้แลวตอบคาํ ถาม
ปญหาพ้ืนฐานทางเศรษฐกิจ เปนปญหาท่ีเกิดขึ้นในทุกสังคม ไมวาจะเปนประเทศที่ใชระบบ

เศรษฐกิจแบบใด เน่ืองจากทุกประเทศจะประสบปญ หาความไมสมดุลระหวางประชากรและทรพั ยากร ไดแ ก
1. ปญหาการจดั ระบบการผลิต ไดแก
1.1 ปญหาวาจะผลิตอะไรดี (What) เนอื่ งจากทรพั ยากรมีจาํ กดั แตค วามตองการของเรามีไม

จาํ กัด จงึ ตอ งตัดสินใจวา จะผลติ อะไรกอ น หรือหลงั

ห น้ า | 186

1.2 ปญ หาวา จะผลิตอยางไร (How) คือจะใชวธิ ผี ลติ อยางไร หรือจะใชเ ทคโนโลยีอะไรท่ีจะ
นํามาใชในการผลิต

1.3 ปญ หาวา จะผลิตเพ่อื ใคร (For Whom) คอื สินคา ทผี่ ลิตไดจ ะแบง สรรไปยังบุคคลกลุม
ใดบา ง

การตัดสินปญหาท้ัง 3 นี้ ในประเทศที่ใชระบบเศรษฐกิจทุนนิยม จะปลอยใหกลไกราคาเปน
เคร่อื งตดั สิน ในประเทศสงั คมนิยมรฐั บาลจะเปนผูตัดสนิ ปญหา สว นในประเทศทีใ่ ชระบบเศรษฐกิจแบบผสม
รัฐบาลจะกําหนดกลไกแหง ราคา มีสวนในการตดั สินปญหา

2. ปญหาการเลือก เน่ืองจากทรัพยากรมีจํากัด จึงตองตัดสินใจวาจะเลือกผลิตสินคาอะไร มาก
นอยเทาใด เพราะตองแบงปจจัยการผลิตในการผลิตสินคาเหลาน้ันไปสูการผลิตสินคาชนิดอื่นๆ ในการ
เปรียบเทียบการผลติ สนิ คา 2 ชนิด ในทางเศรษฐศาสตรจ ะแสดงโดยใชเสนแสดงความสามารถในการผลิต
ตามหลกั การท่วี า เมื่อเราผลติ สนิ คา ชนดิ หน่งึ ไดม าก เรายอ มผลิตสินคา อีกชนดิ หนึ่งไดนอ ยลง

3. ปญหาประชากร ปญ หาประชากรโลกเกดิ จากบางประเทสมปี ระชากรมากเกินไปบางประเทศมี
ประชากรนอยเกินไป โทมัส โรเบิรต มัลทัส ไดเ สนอแนวทางควบคุมประชากรโลกโดยการ

3.1 มนุษยห าทางคมุ กําเนดิ
3.2 มีตัวยบั ย้งั ธรรมชาติ เชน ภยั ธรรมชาติ โรคระบาด สงคราม เปน ตน
การมีประชากรมาก ไมไดเปนผลเสียเสมอไป ผลดีของการมีประชากรมากคือ ทําใหมีแรงงาน
มากประชากรมคี วามตอ งการบรโิ ภคสนิ คา มาก ทําใหเ ศรษฐกจิ ขยายตัว การผลิตสนิ คา ในปริมาณมากๆ ทํา
ใหตนทนุ ในการผลิตต่ํา แตผ ลเสยี ของการมีประชากรมากก็มีมากกวากลาวคือทําใหประชากรในวัยเด็กมาก
เกินไปฐานะครอบครัวยากจน และเปนภาระของรัฐในการเล้ียงดู ประชากรมากอใหเกิดปญหาทางสังคม
เศรษฐกจิ การเมืองก็ตามมา
ทกุ ประเทศจึงตองการใหมปี ระชากรพอดี หมายถึง จํานวนประชากรทม่ี ีรายไดเ ฉล่ียแตละบุคคล
สงู สุดตามกําลังทรัพยากรที่มีอยู มีผลทําใหคนในประเทศนั้นมีมาตรฐานการครองชีพสูง มีการศึกษาดี มี
ประสิทธภิ าพในการผลิตและการบริโภค เชน ประเทศญี่ปนุ เปนตน
ผูเรยี นตอบคําถามตอ ไปน้ี
1. ปญหาพืน้ ฐานทางเศรษฐกิจของทุกๆ ประเทศ ไดแก ....................................
2. ปญหาพน้ื ฐานทางเศรษฐกิจเกดิ ขน้ึ เน่อื งจาก .................................................
3. การแกป ญหาการจัดระบบการผลติ ประเทศไทยใช..........................................
ชว ยแกป ญ หา
4. ปญ หาการเลือก หมายถงึ ..........................................................................
5. เสน แสดงความสามารถในการผลิต หมายถงึ ................................................
6. การท่เี สน แสดงความสามารถในการผลิตเคลอ่ื นมาทางขวามือ หมายความวา
............................................................................................................................
7. ประเทศท่ีมจี าํ นวนประชากรมากเกินไป ไดแก ..............................................

ห น้ า | 187

8. การมปี ระชากรมาก กอใหเ กิดผลดคี ือ .........................................................
การมีประชากรมาก กอใหเ กดิ ผลเสยี คอื ........................................................

9. การมปี ระชากรนอ ย กอใหเ กิดผลเสียคอื ........................................................
10. โทมสั โรเบริ ต มัลทสั กลา ววา “มนุษยจะไมอดตาย ถา ..........................

เรือ่ งท่ี 2ระบบเศรษฐกจิ

ระบบเศรษฐกิจ หมายถึง สถาบันทางเศรษฐกิจ ท่ีประกอบดวยหนวยเศรษฐกิจหลายๆ หนวยมา
รวมกัน มีกฎเกณฑ ระเบียบแบบแผน และแนวปฏิบัติอยางเดียวกันมีรูปแบบการจัดระบบสังคม เพ่ือนํา
ทรพั ยากรมาใชใ นการผลติ สนิ คา และบริการรวมถึงการจาํ แนกแจกจา ยสินคาและบริการนัน้ ใหก บั คนในสังคม
ระบบเศรษฐกิจยงั รวมถึงการจดั ระบบการครอบครองปจจัย การผลิต การควบคุมราคาและคาจา งหรือระบบ
ตลาด ซ่ึงสิ่งเหลาน้ีจะเปนตัวกําหนดชนิด ปริมาณ และวิธีการผลิต โดยใชเปนเกณฑในการแบงปนสวน
สินคา และบรกิ ารใหก บั คนในสงั คมดวย

ความหมายระบบเศรษฐกิจ

ระบบเศรษฐกิจ หมายถงึ กลุมบคุ คลของสงั คมท่ีรวมตัวกนั เปน กลุม ของสถาบันทางเศรษฐกิจซึ่งยืด
ถือแนวปฏิบัติแนวทางเดยี วกันในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพ่ือใหสามารถบําบัดความตองการแก
บคุ คลตางๆ ทอ่ี ยูรวมกนั ในสงั คมน้ันใหไ ดรบั ประโยชนมากทส่ี ุด เกิดประสิทธภิ าพสูงสุด

ความสําคญั ของระบบเศรษฐกิจ
ระบบเศรษฐกจิ มคี วามสําคญั ในฐานะเปนผดู าํ เนินกจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ของสงั คม ซ่ึงจะพอสรุปได
ดงั นี้
1. ความสําคัญในการจดั หาสินคาและบริการ เพอื่ สนองความตอ งการของสมาชิกในสังคมนับตั้งแต
ความตองการขั้นพื้นฐานในการดํารงชีวิต จนถึงความตองการในสิ่งอํานวยความสะดวก ระบบเศรษฐกิจจึง

ห น้ า | 188

กําหนดการแกไขปญหาพ้ืนฐานทางเศรษฐกิจ ทําใหทราบวาจะผลิตอะไร ผลิตอยางไร ผลิตเพื่อใคร และจะ
แลกเปลี่ยนหรือกระจายสินคา อยา งไร

2. ความสําคัญในการผลติ สนิ คาและบริการ โดยการจัดแบงงานใหสมาชิกในสังคมมีการทํางานใน
อาชพี ทีต่ นถนัดเพ่ือใหไ ดผลผลติ ทดี่ ีมปี ระสทิ ธภิ าพ เปน การใชทรัพยากรอยา งประหยัดและเกดิ ประโยชนส งู สดุ

3. ความสําคัญในการกําหนดระเบียบแผนการผลิต ระบบเศรษฐกิจจะกําหนดระเบียบการเปน
เจาของทรัพยสินหรือปจจัยการผลิต และควบคุมสถาบันทางเศรษฐกิจใหมีระเบียบแบบแผน เชน ตลาด
คนกลาง ธนาคาร ฯลฯ

4. ความสําคัญในการแกปญหาทางเศรษฐกิจ ระบบเศรษฐกิจจะเปนแนวทางแกไขปญหาทาง
เศรษฐกจิ ของประเทศ และดาํ เนินการพฒั นาเศรษฐกจิ ของประเทศใหเจรญิ กา วหนา

5. ความสําคัญในการกระจายรายไดไปยังสวนตางๆ ของสังคม เพื่อลดชองวางทางเศรษฐกิจ
ระหวางผูท่ีมีความเขมแข็งและออนแอทางเศรษฐกิจของสังคม เพ่ือมาตรฐานการครองชีพท่ีดีและการอยู
รวมกนั อยางเปนสขุ ของสมาชกิ ในสงั คม

ระบบเศรษฐกิจจึงมีความสําคัญตอสมาชิกของสังคมและผูบริหารประเทศ ในการเลือกใชระบบ
เศรษฐกิจใหเหมาะสมกับการเมืองการปกครอง จารีต ประเพณี วัฒนธรรม และชีวิตความเปนอยูของ
สมาชกิ ในสงั คม เพอื่ ใหไดมาตรฐานการดาํ รงชวี ิตท่ดี ี และมปี ระสทิ ธิภาพ

ระบบเศรษฐกจิ ในปจ จบุ นั
การแบง ระบบเศรษฐกิจในปจ จุบัน โดยพิจารณาจากสภาพความเปนจริงและสถาบันทางเศรษฐกิจ
ประกอบกนั เราอาจแบง ระบบเศรษฐกจิ ออกเปน ระบบใหญๆ ได 3 ระบบ คอื

1. ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนยิ ม
1.1 ลกั ษณะสําคญั ของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนยิ ม
1) เอกชนเปนเจา ของทรพั ยสินและปจจัยการผลิต บุคคลมีกรรมสิทธ์ิในทรัพยสินสวนตัวมี

สทิ ธทิ จี่ ะใช แสวงหา หรือจาํ แนกแจกจายอยา งใดก็ได
2) เอกชนมีเสรีภาพในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ท้ังในดานการผลิตสินคาการ

จําแนกแจกจายหรอื การกระจายสินคา การบรโิ ภค ซึง่ จะทาํ ใหเ กิดการผลติ สนิ คาใหมๆ มากขึ้นและสงผลให
สงั คมนน้ั เจรญิ กา วหนา

3) มีการแขงขันระหวางเอกชนในการดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกจิ อยา งกวางขวางเน่ืองจาก
ทุกคนมอี สิ ระในการผลติ การบริโภค การคา การแขงขันจึงเปนส่ิงที่หลีกเล่ียงไมได การแขงขันจึงทําใหมี
การเพมิ่ ประสิทธิภาพมากขึน้ และเปน ผลดีตอ ระบบเศรษฐกิจ

4) การผลิตขึ้นอยกู บั กลไกราคา ในระบบน้ีราคาและตลาดจะทําหนาที่ตัดสินปญหาพ้ืนฐาน
ทางเศรษฐกิจ กลาวคอื การดาํ เนินกจิ กรรมทางเศรษฐกิจในเรื่องการผลิต กรรมวิธีในการผลิต การจัดสรร

ห น้ า | 189

ผลผลิต จะถกู จัดสรรโดยผา นตลาด ผทู ่มี อี าํ นาจตดั สินใจในเร่อื งน้ี ไดแ ก ผผู ลิตและผูบริโภคโดยทงั้ สองฝา ยจะ
มีสว นรว มในการดาํ เนนิ กจิ กรรมทางเศรษฐกิจผา นกระบวนการปรับตัวของราคาผา นกลไกราคา

5) มีกําไรเปนแรงจงู ใจในการผลติ จดุ มุง หมายสูงสุดของการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
คอื การพยายามแสวงหาผลประโยชนใ นการดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจตางๆ ใหไดมากท่ีสุด โดยผูผลิตมี
จดุ มุงหมายเพ่ือแสวงหากําไรสงู สดุ ในขณะทีผ่ ูบ รโิ ภค ก็จะพยายามใหตนเองไดร ับความพอใจสูงสุดจากการ
ซ้ือสินคา และการบรกิ ารมาบริโภคในแตละคร้งั

6) มกี ารใชท ุนและเทคโนโลยีท่ีกาวหนา จากการท่ีเอกชนมีการแขงขันกันอยางกวางขวาง
ผผู ลติ แตละรายตางเนน การผลิตสนิ คา ท่ดี ีมีคุณภาพเหนือคแู ขงขนั จงึ นาํ ทนุ และเทคโนโลยีทก่ี าวหนามาใชใน
การผลิต สง ผลใหป ระเทศชาติเจริญกา วหนา มากขนึ้

7) รฐั ไมเ ขาแทรกแซงการผลิต รัฐบาลไมเขาควบคุมหรือแทรกแซงใดๆ ปลอยใหกิจกรรม
ทางเศรษฐกิจดําเนินไปอยา งเสรี

1.2 ขอ ดีของระบบเศรษฐกิจแบบทนุ นิยม
1) เกิดประโยชนตอผบู ริโภค เพราะมกี ารแขงขัน ทาํ ใหม ีสินคาท่ีมีคุณภาพ และราคาไมสูง

มาก
2) เกิดประโยชนตอผูผลิต เพราะมีเสรีภาพในการผลิตทําใหเอกชนมีความคิดริเริ่ม

สรางสรรคทีจ่ ะผลิตสินคาใหมๆ และมคี ุณภาพทด่ี ีเพอ่ื สนองความตองการผูบรโิ ภค
3) ลดภาระของรัฐบาลในการเขาไปดาํ เนินธรุ กจิ ดว ยตนเอง
4) การมเี สรีภาพในการประกอบธุรกจิ อยา งเต็มท่ี กอ ใหเ กิดการแขงขันอยางเสรี ทําใหเกิด

ประสทิ ธภิ าพสงู สดุ ในการผลิต
5) ทําใหเกิดการสะสมความม่ังค่ังในรูปทุนตางๆ ซ่ึงเปนแรงจูงใจใหผูประกอบการขยาย

ความม่งั คง่ั ออกไปและพฒั นาความสามารถในการสรา งสรรคเทคโนโลยีตางๆ ตอไป
1.3 ขอ เสียของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
1) กอใหเกดิ ปญหาความเหลื่อมลํ้าอันเนื่องจากความสามารถท่ีแตกตางกันในแตล ะบุคคล

โดยพืน้ ฐาน ทาํ ใหความสามารถในการหารายไดไมเ ทา กนั ผูที่มีความสามารถสูงกวา จะเปน ผูไ ดเ ปรียบผูท ่ีออนแอ
กวาในทางเศรษฐกจิ

2) สินคาและบริการที่มีลักษณะของการผูกขาด โดยธรรมชาติหรือสินคาและบริการ
สารธาณะ ซึ่งไดแ ก บริการดานสาธารณูปโภค (นํ้าประปา ไฟฟา โทรศัพท ฯลฯ) โครงสรา งพื้นฐาน (ถนน
เข่ือน สะพาน ฯลฯ) จะเห็นไดว า สินคา และบริการดังกลาวสวนใหญจะตอ งใชเ งินลงทุนมาก เทคโนโลยีที่
ทนั สมยั เสยี่ งกับภาวะการขาดทนุ เนื่องจากมีระยะการคืนทุนนาน ไมค ุม คาในเชิงเศรษฐกิจ ทําใหเ อกชนไม
คอ ยกลา ลงทุนท่จี ะผลติ สง ผลใหรฐั บาลตอ งเขา มาดําเนินการแทน

3) การใชระบบการแขงขันหรือกลไกลราคาอาจทําใหเ กิดการใชทรัพยากรทางเศรษฐกิจ
อยางสิ้นเปลือง เชน การแขงขนั กันสรางศนู ยการคา เพราะคิดวา เปนกิจการที่ใหผลตอบแทนหรือกําไรดี ศูนย
การคาเหลา นเี้ มื่อสรางขึน้ มามากเกนิ ไปก็อาจไมมผี ซู ้ือมากพอ ทาํ ใหป ระสบกับการขาดทุน

ห น้ า | 190

2. ระบบเศรษฐกจิ แบบสังคมนยิ ม เปน ระบบเศรษฐกจิ ทีใ่ หเสรีภาพเอกชนในการดาํ เนินธรุ กิจขนาด
เล็กและขนาดกลาง รฐั เขาควบคุมการผลิตและเปน เจาของปจจยั การผลิตท่เี ปนทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อลด
ชองวางทางเศรษฐกิจและจัดสวสั ดกิ ารใหส งั คม

2.1 ระบบเศรษฐกจิ แบบสงั คมนิยม มลี ักษณะดังนี้
1) เอกชนมีสิทธิใ์ นทรพั ยสินหรือธุรกิจขนาดยอมได
2) รัฐเปนผูดําเนินการในเรื่องการใหบริการสาธารณูปโภคตางๆ เชน ประปา ไฟฟา

อุตสาหกรรมทีใ่ ชท รัพยากรธรรมชาตเิ ปนวตั ถุดบิ กิจการธนาคาร
3) มกี ารใชระบบภาษเี พื่อกระจายทรพั ยส ินและรายได
4) รัฐใหบริการทางสงั คมอยา งกวา งขวาง
5) เอกชนดําเนินการธุรกจิ ในรปู ของสหกรณ
6) กลไกราคามีบทบาทแตไ มใ ชสวนสาํ คัญของระบบ

การที่รัฐเขาไปควบคมุ และดําเนนิ การใชท รัพยากรธรรมชาตทิ าํ ใหผลประโยชนเกดิ กบั ประชาชนเต็มที่
ท้ังยังเปนการลดชองวางทางเศรษฐกิจของบุคคลในสังคมลง ประชาชนมีเสรีภาพทางการเมืองและไดรับ
สวสั ดิการจากรัฐ ในทางธรุ กจิ เอกชนทเ่ี ปน ผูผลิตขาดแรงจูงใจในการประกอบธุรกิจ

2.2 ขอดขี องระบบเศรษฐกจิ แบบสงั คมนิยม
จดุ เดนของระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมก็คือ เปนระบบเศรษฐกิจท่ีชวยลดปญ หาความ

เหลื่อมลํ้าทางฐานะและรายไดข องบุคคลในสังคม ภายใตร ะบบเศรษฐกิจน้ีเอกชนจะทําการผลิตและบริโภค
ตามคาํ สัง่ ของรฐั ผลผลิตทีผ่ ลิตข้ึนมาจะถูกนําสง เขา สวนกลาง และรัฐจะเปนผูจ ัดสรรหรือแบงปน สินคา และ
บรกิ ารดงั กลาวใหป ระชาชนแตล ะคนอยางเทาเทียมกันโดยไมม ีการไดเปรยี บเสียเปรยี บ

2.3 ขอเสียของระบบเศรษฐกจิ แบบสังคมนิยม
ภายใตระบบเศรษฐกิจแบบสงั คมนิยม เนอ่ื งจากปจจยั การผลติ พืน้ ฐานอยูในการควบคุมของ

รฐั บาลทําใหขาดความคลองตัว การผลิตถูกจํากัดเพราะตอ งผลิตตามที่รัฐกําหนด โอกาสที่จะขยายการผลิต
หรอื พฒั นาคณุ ภาพการผลติ เปน ไปคอ นขา งลําบาก ทําใหการใชท รัพยากรทางเศรษฐกิจอาจเปน ไปอยา งไมม ี
ประสิทธิภาพ ขาดการแขง ขนั การผลติ ทาํ ใหสินคาไมมีคณุ ภาพเพราะเปน การผลติ ผูกขาด บริการจัดการผลิต
โดยรัฐบาล

3. ระบบเศรษฐกิจแบบผสม เปนระบบเศรษฐกิจที่ใหเสรีภาพเอกชนในการดําเนินธุรกิจเปนสวน
ใหญ รัฐบาลเขาแทรกแซงกิจกรรมบางอยา งเชน เขา แทรกแซงการผลิตและการตลาดเฉพาะที่จําเปน เพื่อ
การกระจายรายไดทีเ่ ปนธรรม

3.1 ลกั ษณะสําคญั ของระบบเศรษฐกจิ แบบผสม
1) เอกชนมีสิทธิ์ในทรัพยส ินและปจจัยการผลิต
2) รัฐมีบทบาทเพื่อดําเนินการผลิตบางอยางท่ีจําเปน เชน การรถไฟ ขนสงมวลชน ไฟฟา

โทรศัพท ในรปู ของรฐั วสิ าหกจิ
3) เอกชนเปนผวู างแผนและดําเนินการผลติ

ห น้ า | 191

4) การผลิตมีการแขงขันโดยผานกลไกราคาแตรัฐแทรกแซงไดเมื่อเกิดปญหา ระบบ
เศรษฐกิจแบบผสมชว ยแกไขปญหาการผูกขาด การแทรกแซงเศรษฐกิจของรัฐเฉพาะท่ีจําเปน ประชาชนมี
เสรีภาพทางการเมอื ง กจิ กรรมบางอยา งทรี่ ฐั ดําเนินการเองอาจขาดทนุ และขาดประสทิ ธิภาพได

ขอดขี องระบบเศรษฐกิจแบบผสม
เปนระบบเศรษฐกจิ ทีค่ อ นขา งมคี วามคลอ งตวั กลาวคือ มีการใชกลไกรัฐรวมกับกลไกราคาในการจัดสรร
ทรัพยากรของระบบ กิจการใดที่กลไกราคาสามารถทําหนาท่ีไดอ ยางมีประสิทธภาพ รัฐก็จะใหเอกชนเปนผู
ดําเนนิ การโดยการแขง ขัน แตถ า กจิ การใดทีก่ ลไกลราคาไมสามารถทําหนาทไ่ี ดอยา งมีประสิทธภาพรัฐก็จะเขามา
ดําเนนิ การแทน จะเห็นไดว าเศรษฐกิจแบบผสมเปน ระบบเศรษฐกิจท่ีผสมผสาน กลาวคือ รวมขอดีของทั้งระบบ
เศรษฐกจิ แบบทุนนยิ มและสังคมนยิ มเขา ไวดวยกนั อยางไรก็ตามระบบเศรษฐกิจดงั กลาวก็มขี อเสียดว ย เชน กัน
ขอเสียของระบบเศรษฐกิจแบบผสม

1) การแกไ ขปญหาชอ งวางทางสงั คมและปญหาความเหลือ่ มล้าํ ทางรายได มกั ไมม ปี ระสทิ ธภิ าพ
2) นายทนุ มอี ทิ ธิพลเขมแข็งทางดานเศรษฐกจิ และการเมือง โดยเปนผูสนับสนุนพรรคการเมือง
ตลอดจนไดร ับผลประโยชนจากพรรคการเมอื งทีต่ นสนบั สนุน
3) การกําหนดนโยบายและการใชอาํ นาจตา งๆ ขึ้นอยกู บั รฐั บาล จึงทําใหน ักธุรกิจขาดความมั่นใจ
ในการลงทนุ

ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยในปจจุบัน
ระบบเศรษฐกจิ ของประเทศในปจจุบนั เปน ระบบผสมที่เนนทุนนิยม โดยมีรัฐบาลเปนผูวางแผน

พฒั นาเศรษฐกิจและสังคม เปนเจาของปจจัยการผลิต และเปนผูดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เฉพาะท่ีเปน
พนื้ ฐานทางเศรษฐกจิ สําหรับเอกชนมเี สรีภาพในการผลิตและการประกอบกจิ กรรมทางเศรษฐกิจเปนสวนใหญ
มีสิทธิเปนเจาของทรัพยสินและปจจัยการผลิต มีการแขงขัน และมีกลไกตลาดเปนเครื่องมือในการจัดสรร
ทรพั ยากร โดยรฐั บาลจะแทรกแซงการผลติ และการตลาดเมอื่ จาํ เปน เชน ควบคมุ ราคาสินคา เมื่อเกดิ ภาวะขาด
แคลน หรือประกนั ราคาขา วเปลอื กเพือ่ ชวยเหลือกเกษตรกรในกรณรี าคาขาวตกตํ่า เปนตน การดาํ เนินกิจกรรม
ทางเศรษฐกิจของรฐั บาลจะเขา มามบี ทบาทเฉพาะเทา ทจ่ี ําเปน เทาน้นั เชน

1) ดําเนินการเก่ียวกับการปองกันประเทศ ความสงบภายใน และการใหความยุติธรรม เชน
กจิ การดา นการทหาร ตํารวจ และศาล เปนตน

2) ดําเนินการดานเศรษฐกิจพ้ืนฐาน โดยการสรางถนน สะพาน เข่ือน การสํารวจเพ่ือหา
ทรพั ยากรธรรมชาติ เปนตน

3) ควบคุมและดําเนินการดานการศึกษา และสาธารณสุข โดยใหการศึกษาแกเยาวชนควบคุม
การจัดการศกึ ษาของเอกชน จดั การเก่ยี วกับการรักษาพยาบาลแกประชาชน

4) ดําเนินกิจการสาธารณูปโภคที่สําคัญ เชน การรถไฟ การไฟฟา การประปา การสื่อสาร
ไปรษณีย การจัดเก็บขยะมลู ฝอย เพราะเปนกิจการท่ีประชาชนสวนใหญตองใชรวมกัน สวนกิจกรรมทาง
เศรษฐกจิ อนื่ ๆ นอกเหนือจากรัฐดําเนินการ เอกชนมีสิทธิที่ดําเนินการอยางเสรี โดยมีกลไกแหง ราคาเปน
เครือ่ งชน้ี ํา

ห น้ า | 192

นอกจากนี้รัฐบาลยังใชระบบภาษีในอัตรากาวหนา เพื่อกระจายรายไดและลดความเหล่ือมล้ําใน
รายได ตลอดจนจดั ใหมกี ารสวัสดกิ ารแกป ระชาชน ผมู รี ายไดน อย เชน การประกนั สงั คม กองทนุ เลี้ยงชีพ 30
บาทรักษาทกุ โรค การกําหนดคา จา งแรงงานขั้นตํ่า เพื่อปองกันการเอาเปรียบผูใชแรงงาน การสรางงานใน
ชนบท การสงเคราะหค นชรา คนพิการ เปน ตน

ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกจิ
นกั เศรษฐศาสตรจะใชรายไดประชาชาตเิ ปนเคร่ืองมอื ในการวัดและวเิ คราะหกจิ กรรมทางเศรษฐกจิ วา
มคี วามเจริญเติบโต หรือตกตา่ํ ปญ หาทเ่ี กดิ ขน้ึ และแนวทางแกไข รายไดป ระชาชาติจงึ เปนตัวเลขท่ีแสดงถึง
ฐานะเศรษฐกิจของประเทศ การศึกษาการเปล่ียนแปลงของรายไดประชาชาติจะทําใหทราบถึงความ
เคล่อื นไหวในทางเศรษฐกิจ องคก ารสหประชาชาติ สนบั สนุนใหประเทศทวั่ โลกจัดทํารายไดประชาชาติเพ่ือ
เปนมาตรฐานทางเศรษฐกิจใชวเิ คราะหและเปรียบเทยี บกบั ประเทศตา งๆ

1. ความหมายของรายไดป ระชาชาติ
รายไดป ระชาชาติ หมายถึง มูลคาท่ีเปนตัวเงินของสินคาและบริการขั้นสุดทาย ท่ีประชาชาติของ
ประเทศผลิตไดใน 1 ป
รายไดประชาชาติของไทย หมายถึง ผลรวมของคาเชา คาจาง เงินเดือน ดอกเบี้ย และกําไรท่ี
ประชาชนคนไทยผลติ สนิ คาและบริการในรอบ 1 ป
รายไดประชาชาติของไทย เร่ิมจัดทําในป พ.ศ. 2493 โดยกองบัญชีรายไดประชาชาติสํานักงาน
คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ สํานักนายกรัฐมนตรี โดยนําเอารายไดทั้งหมดที่เกิด
จาก คาเชา คาจาง ดอกเบย้ี และกําไร ของประชาชนท่ีผลติ สินคาและบรกิ ารในรอบ 1 ป มารวมกัน
2. ความสําคัญของรายไดประชาชาติ
รายไดป ระชาชาติเปนตวั เลขท่ชี ใ้ี หเ ห็นวาในปนี้นั้นระบบเศรษฐกิจสามารถผลิตสินคาและบริการรวม
ไดมากนอยเพยี งใด อยางไร บญั ชีรายไดประชาชาตจิ งึ มคี วามสาํ คัญและเปนประโยชนด ังนี้
1) รายไดป ระชาชาติ เปนเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจของประเทศ เปนตัวบอกระดับความเจริญเติบโต
ทางเศรษฐกิจ โดยมีความสัมพันธในทิศทางเดียวกัน เชน ถารายไดประชาชาติสูงขึ้นแสดงวาเศรษฐกิจใน
ภาพรวมของประเทศเจรญิ รุง เรืองข้ึน ในทางตรงขา มถารายไดประชาชาติลดลงแสดงวาเศรษฐกิจถดถอยเขา สู
ภาวะตกตํา่
2) รายไดป ระชาชาตบิ อกใหทราบการผลิตในแตล ะสาขามมี ลู คาเทา ใด ผลผลติ สว นใหญมาจากสาขาใด
ทําใหท ราบถึงโครงสรางการผลติ ของประเทศนั้นวาเปนเกษตรกรรมหรืออุตสาหกรรมนอกจากนี้ทําใหทราบ
รายไดสว นใหญวาอยูในประเภทใดระหวา ง คา เชา คาจาง ดอกเบ้ียและกําไร ตลอดจนรขู อมลู การใชจายสวนใหญ
ของประชาชน เปนการใชจ า ยในลกั ษณะใด เพ่อื การอปุ โภค บรโิ ภค หรอื การลงทุน

3) ตัวเลขรายไดประชาชาติสามารถใชเปรียบเทียบฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศในปจจุบันกับ
ระยะเวลาท่ผี านมา ขณะเดยี วกนั สามารถใชเปรียบเทียบฐานะทางเศรษฐกิจระหวางประเทศไดอ กี ดว ย

ห น้ า | 193

4) ตวั เลขรายไดประชาชาติสามารถใชเปนเครอ่ื งมอื สําคัญในการกําหนดนโยบายและการวางแผน
เศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

3. ประเภทของรายไดประชาชาติ
รายไดป ระชาชาติ แบง ออกได ดงั น้ี
3.1 ผลิตภัณฑในประเทศเบ้ืองตน (GDP) คือ มูลคารวมของสินคาและบริการข้ันสุดทายท่ี

ผลิตไดภายในประเทศ ในระยะเวลาหน่ึง โดย GDP จะคิดจากรายไดของประชาชนทุกคนที่ทํารายไดใน
ประเทศและรวมถงึ รายไดของชาวตางชาติท่ที ํารายไดในประเทศน้ันดวย เชน GDP ของประเทศไทยคิดจาก
รายไดข องคนไทยทั้งหมดท่ที าํ ไดใ นประเทศบวกกับรายไดที่ชาวตางประเทศทําไดในประเทศไทยรวมทั้งการ
ลงทนุ และผลผลิตตางๆ ของชาวตา งประเทศท่ีทาํ การผลติ ในประเทศไทยดวย เปน ตน

3.2 ผลิตภัณฑประชาชาติเบื้องตน (GDP) คือ มูลคารวมของสินคาและบริการข้ันสุดทายที่
ประชาชนผลิตได ทง้ั ในประเทศและตา งประเทศ ในระยะเวลาหน่ึง เชน GDP ของไทยเกิดจากรายไดของ
ประชาชนไทยในประเทศทั้งหมดรวมทัง้ รายไดจากคนไทยทไี่ ปทาํ งานหรือลงทนุ ในตางประเทศ แลวสงรายได
กลบั ประเทศไทย เปน

3.3 ผลติ ภณั ฑป ระชาชาติสทุ ธิ (NNP) คอื มลู คารวมของสินคา และบรกิ ารขนั้ สดุ ทายทั้งหมดหกั
ดว ยคาเสอ่ื มราคาของการใชท นุ ผลิตภัณฑป ระชาชาติสุทธิ (NNP) จึงเปนผลิตภัณฑรวมตามราคา ตลาด จึง
รวมถึง คา เชา คา จา ง ดอกเบี้ย และกําไร รวมทง้ั ภาษีทางออมในทางธุรกจิ ดว ย

3.4 รายไดประชาชาติ (NI) คือ ผลติ ภณั ฑประชาชาตสิ ุทธิ ท่ีคดิ ตามราคาปจจยั การผลิต ไดแ ก
คา ใชจ า ยโดยตรงในการผลติ คือ คาจาง คา เชา ดอกเบ้ยี และกําไร โดยหกั ภาษที างออมทางธรุ กจิ ออก

3.5 รายไดตอ หวั คือ รายไดท เี่ กิดจากมลู คา ของสนิ คาและบริการในราคาตลาด หารดว ยจํานวน
ประชากรของประเทศทงั้ หมด

4. ประโยชนข องการศกึ ษาเกี่ยวกบั รายไดประชาชาติ
4.1 ใชในการวิเคราะหภ าวะเศรษฐกิจของประเทศ ระดับรายไดประชาชาติเปนเคร่ืองช้ีภาวะ

เศรษฐกิจของประเทศ วาเจริญกาวหนาหรือตกตํ่า และสามารถเปรียบเทียบอัตราความเจริญกาวหนาทาง
เศรษฐกจิ วา มอี ัตราการเพิ่มของผลผลติ มากกวาอตั ราการเพมิ่ ของประชากรหรือไม

4.2 ใชในการเปรียบเทียบมาตรฐานกาครองชีพของประชาชน ถารายไดเฉลี่ยตอบุคคลเพ่ิม
สูงข้นึ ยอ มหมายถึง ประชาชนมกี ารกินดอี ยดู มี ากขึ้น หรอื มมี าตรฐานการครองชีพสูงขน้ึ

4.3 เปนเคร่อื งมอื ในการกาํ หนดนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ตัวเลขรายไดประชาชาติชวย
ใหทราบภาวะเศรษฐกิจในปจจุบัน และยังเปนเคร่ืองมือสําคัญในการกําหนดนโยบายหรือการวางแผน
เศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต

การกําหนดคาจา งและราคาในระบบเศรษฐกิจ
1. การกาํ หนดคาจาง


Click to View FlipBook Version