ห น้ า | 144
รปู แบบของท่ีประทบั เชน พระบรมมหาราชวงั หรือ พระตาํ หนกั ทม่ี ีลักษณะพิเศษ คือ เปนเรือนยอดหลังคา
ซอ นช้ัน ตามฐานานศุ ักด์ิ ตา งไปจากบา นเรือนสามญั ชนโดยทวั่ ไป
พระทน่ี ั่งดุสติ มหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง
ในดา นพิธกี รรมตาง ๆ นบั แตการประสตู จิ นถงึ สวรรคตของพระมหากษตั ริยและสมาชกิ ในราชตระกูล
เชน พระราชพธิ ขี ้ึนพระอู พระราชพิธีลงสรง พระราชพิธีสมโภชเดือน พระราชพิธีโสกันต พระราชพิธีบรม
ราชาภิเษก พระราชพิธถี ือนา้ํ พระพิพัฒนสัตยา (ศรีสัจปานการ) พระราชพธิ อี อกพระเมรุ ฯลฯ ซงึ่ ลว นแลวแต
เปนพิธีกรรมที่เกีย่ วกับความเปน “เทพเจา” ทั้งสน้ิ
พระราชพธิ ีโสกนั ตที่เขาไกลาส (จําลอง)
ห น้ า | 145
พระเมรมุ าศ
ในการเฉลมิ พระนามพระมหากษตั ริยในยุคสมยั ตาง ๆ จะเห็นถงึ ความเช่อื ในวถิ กี ารเมอื งการปกครอง
ของพระมหากษัตรยิ แตละพระองคว า จะทรงวางพระองคอยูในแนวทางเชนไร คอื ทรงเปนเทวราชา เชน พระ
นามสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (อูทอง) สมเด็จพระรามราชาธิราช สมเด็จพระนารายณมหาราช หมายถึง
พระรามพระนารายณ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช หมายถงึ พระอศิ วร สมเดจ็ พระอินทราธริ าช หมายถึงพระ
อินทร หรือทรงเปนพุทธราชา และธรรมราชา เชนสมเด็จพระมหาธรรมราชา(ลิไท) สมเด็จ พระบรมไตร
โลกนาถ สมเด็จพระสรรญเพชญท่ี 1 สมเดจ็ พระเจาทรงธรรม เปนตน
ศาสนาพราหมณ์
ฮนิ ดู
พุทธศาสนา สถาบัน ความเชอื ท้องถนิ
พระมหากษัตริย์ไทย
ห น้ า | 146
แผนภูมแิ สดงความสัมพันธของสถาบนั พระมหากษัตรยิ ก ับศาสนาและความเช่อื ทองถนิ่
จากแผนภมู ิขางตน นชี้ ีใ้ หเหน็ วา แมสถาบันพระมหากษัตรยิ จ ะมีลกั ษณะของเทวราชาชัดเจนในหลาย
สวน แตมีอีกหลายสวนท่ีแสดงถึงความเปน “ธรรมราชา” หรือ “พุทธราชา” ของพระมหากษัตริย ในสมัย
สุโขทยั อิทธิพลของพุทธศาสนาทาํ ใหพอขุนรามคาํ แหงเสดจ็ ออกส่ังสอนประชาชนดวยพระองคเอง บนขดาน
หนิ “มนงั คศลิ าบาต” กลางดงตาล หรอื พระมหาธรรมราชาลไิ ท ทรงสรางพระพุทธชนิ ราชเมืองพิษณุโลก และ
เสด็จออกผนวช เปน ตน โดยเฉพาะสมัยอยุธยา ท่ีเห็นไดชัดวา พระพุทธศาสนาสงผลตอการรับเอาหลักพุทธ
ธรรมมาใชใ นการปกครองบา นเมืองของสถาบันพระมหากษตั รยิ เชน พระมหากษัตริยตองมีทศพิธราชธรรม ,
จักรวรรดิวัตร 12 และสังคหวัตถุ 4 และหลักธรรมอื่น ๆ อีกมากมายซึ่งพระมหากษัตริยพระองคใดทรง
สมบูรณพรอมดว ยธรรมเหลาน้ี กจ็ ะทรงไดรับการยกยอ งวา ทรงเปน “ธรรมราชา”
ในพระราชพงศาวดาร กลา วถงึ พระราชกรณยี กิจของพระมหากษตั รยิ อยธุ ยาวา ทรงมพี ระราชศรัทธา
ในการทํานุบาํ รงุ พระพุทธศาสนาในการสรางพระอารามหลวงท่ีงดงามและใหญโตโอฬารมากมาย ในกรุงศรี
อยุธยา เชน วัดพระศรีสรรเพชญ วัดพระราม วัดราชบูรณะ วัดมหาธาตุ วัดไชยวัตนาราม ฯลฯ และมีการ
สถาปนาพระพุทธรูปใหญงดงาม เชน พระพุทธชินราช พระศรีสรรเพชญ พระพุทธไตรรัตนนายก
(พระพุทธเจาพแนงเชงิ ) พระมงคลบพิตร เปน ตน พระเจา แผนดินทุกพระองคทรงบําเพ็ญกุศลเสด็จนมัสการ
พระพุทธบาทและพระพุทธฉายท่ีสระบุรีเปนประจํา นับแตรัชกาลสมเด็จพระเจาทรงธรรมเปนตนมา
เหตกุ ารณดังกลา วแสดงใหเ หน็ ถึงความม่ันคงในหลกั พทุ ธธรรมทที่ รงปรบั ปรุงพระราชจรยิ วตั รใหเหมาะกับวิถี
ความเปนอยูของคนไทย ในวรรณคดีโคลงพระราชพิธีทวาทศมาสที่กลาวถึงพระราชพิธีสิบสองเดือน ซึ่ง
กําหนดไวในรอบปปรากฏวา หลายพระราชพิธีท่ีทรงพระราชทานพระราชทรพั ยโ ดยการโปรยทานแกป ระชาชน
ในการทีส่ ถาบนั พระมหากษัตริยไดแสดงถึงพระเมตตาที่ทรงมีตอประชาชนและมิไดมีความเด็ดขาดแรงกลา
จนเกินไปในการใชพระราชอํานาจเชนนี้ อาจเปนชองทางใหเกิดความไมม่ันคงในพระราชบัลลังกและการ
สืบราชสมบัติไดแมจะมีกฎมณเฑียรบาลบังคับใชอยู ทําใหพระมหากษัตริยและองครัชทายาทยิ่งตองทรง
บําเพ็ญพระบญุ ญาบารมีใหเ ปนทจ่ี งรกั ภกั ดีของขนุ นาง ขาราชการและไพรฟาขาแผนดิน ในขณะที่ตองทรงมี
วิธีการปรับปรุงระบบราชการและการปกครองใหเหมาะสมกับสภาพบานเมืองแตละยุคสมัยดวยจึงจะทรง
รกั ษาพระราชอํานาจและราชบลั ลงั กเอาไวได
พระมหากษัตริยบางพระองคเ ช่ือในการบาํ เพ็ญพระบารมีในฐานะพระโพธิสัตว เชน สมเด็จพระเจา
ปราสาททอง ทรงอธษิ ฐานปรารถนาพุทธภูมิ พระองคทรงเปล่ียนรูปทรงของพระประธานในพระอุโบสถวัด
หนาพระเมรุ เปนพระพทุ ธรูปทรงเคร่อื ง ซงึ่ สนั นษิ ฐานไดอีกนัยคือ เปรียบเสมือนพระศรีอริยเมตไตรย จนถึง
กรุงธนบุรีและรัตนโกสินทรตอนตน ก็ยังคงรับคติความเชื่อเชนเดียวกับสมัยอยุธยาไวคอนขางจะครบถวน
สมบูรณ เพยี งแตการส้ินพระชนมข องพระมหากษัตรยิ เ ปลีย่ นจาก คําวาเสด็จนฤพาน (นิพพาน) มาเปนคําวา
“สวรรคต” เทานน้ั คอื ลดฐานะลงมาไมไ ดแ สดงฐานะวาทรงเปน พระพุทธเจา หรือพระโพธิสัตว อยางชัดเจน
ห น้ า | 147
เชนสมยั อยุธยา สวนสมเด็จพระเจาตากสินมหาราชนั้นทรงใฝพระทัยในการเจริญกัมมัฏฐาน อยางยิ่ง หรือ
สมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา จุฬาโลกมหาราชก็ทรงมพี ระปฐมบรมราชโองการวา
“ตง้ั ใจจะอปุ ถัมภก ยอยกวรพทุ ธศาสนา
ปอ งกนั ขอบขัณฑสมี า รกั ษาประชาชนและมนตรี”
จะเหน็ ไดว า พระบรมราชโองการน้ีแสดงถึงความตระหนักในพระราชภาระท่ีทรงมีตอบานเมืองใน 3
ประการ คอื การปองกนั การรักษา และการคมุ ครอง “ไพรฟาขาแผน ดนิ ” โดยเฉพาะเปน การฟน ฟบู ํารุงขวัญ
และกําลงั ใจใหแ กค นท่ยี ังไมลมื การลม สลายของทกุ สถาบันในคราวเสียกรงุ ศรีอยธุ ยาครง้ั ที่ 2 ในป พ.ศ. 2310
คร้ันมาถึงในรชั กาลตอ ๆ มา เชน สมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวรัชกาลที่ ๔ พระองคทรงเคยผนวช
มานานกอนข้ึนครองราชสมบตั ิจึงทรงสง เสรมิ พระพุทธศาสนาอยางเตม็ ที่ตามทีท่ รงเลา เรยี นมาพระราชกระแส
ในรัชกาลที่ 4 ทรงตรัสไวต อนหนง่ึ วา “พระราชอํานาจของพระมหากษตั ริยม ิไดย่งิ ใหญไ ปกวา ความสขุ สว นรวม
ของประชาชน” และยงั ทรงมแี นวคิดในการเปลี่ยนแปลงยอมรับพระราชฐานะของพระมหากษตั ริยวาทรงเปน
“มหานิกร สโมสรสมมต”ิ ไมใชการปราบดาภิเษกหรือการข้ึนครองราชย โดยอํานาจดังในอดีต แตเปน
การยินยอมพรอมใจยกยองของมหาชน และแสดงใหเห็นวา สถาบันพระมหากษัตริย ไดเร่ิมตระหนักใน
“อํานาจ” ของประชาชน หรือ “ประชาธปิ ไตย” มากขน้ึ ซ่งึ ในรชั สมยั ของพระมหากษตั ริยอ ื่น ๆ ถัดมากท็ รงมี
พระราชดําริเกี่ยวกับการพระราชทานพระราชอํานาจของพระองคคืนสูประชาชนมากขึ้นมาโดยลําดับ เชน
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวทรงโปรดใหขุนนางที่เดินทางไปราชการในยุโรปใหกลับมาถวาย
รายงานถึงการสงั เกตแนวทางการปกครองแบบประชาธปิ ไตยของประเทศเหลา นัน้ การทดลองใหขาราชการได
ฝก บทบาทสมมตุ ิในวถิ ีประชาธปิ ไตยจากดสุ ติ ธานี ใน รชั สมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว
ตลอดจนการตดั สนิ พระทยั สละพระราชอํานาจแกประชาชนของพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว เม่ือ
คณะราษฎรท่ีตั้งตนเองเปนตัวแทนของราษฎรขอพระราชทานอํานาจอธิปไตย การท่ีความหางเหินกันดวย
ระบบเทวราชเกอื บจะหมดไปโดยส้ินเชิงในหวงเวลานนี้ ับสมัยรชั กาลที่ 4 เปนตนมา ทรงโปรดฯ ใหประชาชน
เฝา ชมพระบารมีไดส ะดวกขึ้นกวา ในอดตี และเรมิ่ คลคี่ ลายมากจนนงั่ เกาอ้ใี นขณะเขา เฝา ได แตประชาชนก็ยัง
ยนิ ดีท่จี ะหมอบกราบแทบพระยุคลบาทดว ยความรูสกึ จงรักภกั ดีเสมือนพระองคทรงเปนเจา ชวี ติ ดังแตกอ น แม
การปกครองดวยสถาบันกษัตริยของไทยเราจะมีลักษณะเปนการปกครองที่ประชาชนไมมีสวนรวมในการ
กาํ หนดผูปกครอง อํานาจสูงสุดในการปกครองประเทศเปนของพระมหากษัตริย แตมีลักษณะที่ผิดไปจาก
ระบอบเผดจ็ การ เพราะพระมหากษัตริยไดร บั การยอมรบั เทดิ ทนู จากประชาชน ในลกั ษณะเปน เสมอื นสถาบนั
ศักดิส์ ทิ ธ์ิท่ีใหค วามคมุ ครองแกต น การยอมอยใู ตการปกครองของพระมหากษัตริยเปนไปดวยความสมัครใจ
บังเกิดจากความจงรักภักดีเพราะตระหนักวา ประเทศชาติมีความสงบและม่ันคงดวยพระบารมีของ
พระมหากษตั ริยซ ึง่ มรี ะบบศกั ดินาชว ยจัดระเบียบทางสังคมสืบเนอื่ งจนถึงสมัยรตั นโกสินทรตอนตนดว ยจงึ เลกิ ไป
ห น้ า | 148
พระบาทสมเด็จพระเจาอยหู วั เสดจ็ ออกสีหบัญชร
พระราชดาํ เนินที่รพ.ศริ ริ าช
บทบาทของสถาบนั พระมหากษัตรยิ ใ นการพฒั นาชาตไิ ทย
สถาบันพระมหากษัตริยมีความสําคัญอยางย่ิงในการเปนศูนยรวมจิตใจของชนชาวไทยทุกหมู
เหลา ทกุ ฐานะทกุ เชือ้ ชาติและศาสนา ตา งยดึ ถือพระมหากษัตริยเปนธงชัย เปนท่ีพ่ึง และเปนแบบอยางใน
การดําเนนิ ชีวิต ท้งั นเ้ี พราะชาวไทยมคี วามเช่อื มน่ั ศรทั ธารวมกันวา องคพระมหากษัตรยิ ท กุ พระองคทรงมี พระ
บุญญาธิการอันสูงสง ดวยทรงบําเพ็ญพระบารมสี ง่ั สมมาหลายภพชาติ ดุจดงั ความเชอ่ื ในพุทธศาสนา วาบุรุษ
ท่ีไดบ าํ เพญ็ กุศลทานอนั ถึงพรอ มชักชวนใหผูคนมารวมกุศลอันยิ่งใหญแลวเทานั้นจึงจะไปบังเกิด ในดาวดึงส
เสวยอนิ ทรสมบตั ใิ นวมิ านน้ันได และยังเชอ่ื วาพระมหากษตั ริยคือพระโพธิสัตวเสด็จลงมาจากสวรรคชั้นดุสิต
เพอ่ื ลงมาบําเพ็ญพระบารมเี พ่อื การตรัสรูใ นพุทธภมู อิ นั ใกล บา งก็เชื่อวา พระองคค อื พระอิศวรมหาเทพ หรือ
พระวิษณุอวตารลงมาดบั ทุกขร อนใหป วงชนในมนุษยโลก
ห น้ า | 149
พระสยามเทวาธริ าชทูลเชิญพระอศิ วรลงมาจตุ ิเปนสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ดว ยความศรัทธาอันหย่งั รากลกึ ลงในจติ ใจของชาวไทยทกุ หมูเหลาตอสถาบันพระมหากษัตริย เชนน้ี
จงึ เปน ส่ิงทท่ี าํ ใหสถาบันพระมหากษตั ริยเปนท่หี วังพ่งึ ในพระบารมีและพระมหากรณุ าธิคุณในทุก ๆ ดาน โดยที่
สมาชกิ ในสถาบนั พระมหากษัตริยก ็ไดร ับการกาํ หนดบทบาทดวย “ธรรมะของพระราชา”อยแู ลวรวมท้งั การสง่ั
สมมาโดยการบอกกลา วสัง่ สอนมาในสายพระราชสกลุ ถงึ ความรับผดิ ชอบตอ พระราชภาระของผูครองแผนดิน
ดงั พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา เจา อยูหัวทรงกวดขันดูแลพระราชโอรส คอื สมเด็จเจา ฟา กรมขุนพนิ ิตประชา
นาถ (ตอมาคือรัชกาลที่ 5) ในการศึกษาราชการแผนดินโดยโปรดเกลาฯ ใหเฝาปฏิบัติประจําพระองค
นอกเหนอื จากเวลาเฝาตามปกติเพ่ือทรงรบั ฟง พระบรมราโชวาทและพระบรมราชาธิบายในเรื่องราชการและ
ราชประเพณตี าง ๆ อยูเ สมอ หรอื ความในพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว
ทรงมีถึงสมเด็จพระบรมโอรสาธริ าชเจา ฟา มหาวชิรุณหิศถงึ ภาระรบั ผดิ ชอบของผเู กดิ ในราชตระกูลภายใตพ ระ
มหาเศวตฉตั รวา อยา ถอื วาตัวเองมีบญุ แตใหถ ือวา มกี รรมที่ตองมีหนาท่ีตองปฏิบัติตอประชาชนในดานการศึก
สงครามผูท่ีเปนองครัชทายาทน้ันจะตองฝกฝน และรับผิดชอบต้ังแตทรงพระเยาว พ.ศ. 2357 ในรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลา นภาลัย เมอ่ื มอญไมพ อใจที่ถูกพมาเกณฑแรงงานกอสรางพระเจดีย จึงกอ
กบฏที่เมืองเมาะตะมะ ทําใหถูกพมาปราบปราม ตองหนีเขามายังไทยเปนระลอกใหญเพ่ือพ่ึงพระบรมโพธิ
สมภาร เจา ฟามงกุฎ (ตอมาคอื รัชกาลท่ี 4) เสด็จเปนแมกองพรอมดวยกรมหลวงพิทักษมนตรี ออกไปรับถึง
ชายแดน แมแตพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา นภาลัยเองก็ทรงไดรบั การฝกฝนใหไปราชการสงครามต้ังแต
พระชนมายเุ พียง 8 พรรษา
ท่ีเดนชัดคือบทพระนิพนธของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีที่ทรงกลาว
เปรยี บเทยี บการทรงงานวา คอื การเดนิ ไปในปาทีม่ ีแตอ ันตรายในบทรําพึงของลูกและบทปลอบใจของพอ ให
ลูกมีกําลังใจที่จะทาํ ตามอุดมการณค อื การเสยี สละเพ่อื ผูอ ่นื ดังน้ันบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย จึง
เปลยี่ นไปไมใ ชเพียงการทรงงานของพระมหากษัตริยเพยี งลําพังแตพระบรมวงศานุวงศก็รวมมีบทบาทตาง ๆ
กันทจ่ี ะชวยสง เสรมิ ความเจรญิ กาวหนา แกช าติบา นเมืองมใิ ชเพียงออกทําราชการสงครามเทา น้ัน
ห น้ า | 150
ฉันเดินตามรอยเทาอนั รวดเร็วของพอโดยไมห ยดุ
ผานเขาไปในปา ใหญ นา กลัว ทบึ แผไปโดยไมม ีทสี่ ้นิ สุด มดื และกวาง
มตี น ไมใ หญเ หมือนหอคอยที่เขม แขง็
พอ จา...ลกู หิวจะตายอยแู ลว และเหนือ่ ยดว ย
ดูซิจะ เลอื ดไหลออกมาจากเทา ทั้งสองทบี่ าดเจบ็ ของลกู
ลูกกลวั งู เสอื และหมาปาพอ จา ...เราจะถงึ จดุ หมายปลายทางไหม?
ห น้ า | 151
ลกู เอย ...ในโลกนไ้ี มม ีทไ่ี หนดอกทีม่ ีความร่นื รมณแ ละความสบายสําหรบั เจา
ทางของเรามิไดป ดู วยดอกไมส วยสวยจงไปเถดิ แมวา มนั จะเปน ส่งิ ที่บบี คนั้ หัวใจเจา
พอเหน็ แลววา หนามตาํ เนอื้ ออ นออนของเจา เลอื ดของเจา เปรียบดงั่ ทบั ทิมบนใบหญา ใกลน้าํ
น้ําตาของเจา ทไี่ หลตอ งพมุ ไมสเี ขยี วเปรยี บดัง่ เพชรบนมรกตท่ีแสดงความงามเต็มท่ี
เพอื่ มนุษยชาติ...จงอยา ละความกลา เมอ่ื เผชญิ กบั ความทุกข....ใหอ ดทนและสขุ มุ
และจงมคี วามสุขที่ไดย ึดอดุ มการณท ม่ี ีคา ไปเถดิ ..ถา เจา ตอ งการเดินตามรอยเทา พอ
บทพระราชนิพนธส มเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
บทบาทหนา ที่ของพระมหากษตั ริย
บทบาทหนาที่ของพระมหากษัตริยคือ การเปนประมุขของประเทศ และทรงมีหนาที่ในดานการ
ปกครอง เสริมสรางความมั่นคงใหพระราชอาณาจักร นอกจากน้ี พระมหากษัตริยก็ยังทรงสงเสริมดาน
เศรษฐกิจทําใหมคี วามม่ังค่งั เจริญรุงเรือง พรอมท้ังทํานุบํารุงศิลปวัฒนธรรมสรางความงดงามในความ เปน
ไทย
1. ดานการเมืองการปกครองและเสรมิ สรา งความม่ันคง
พระมหากษัตริยท รงเปน ผนู าํ ในการสรา งความม่นั คงในพระราชอาณาจักร และทรงเปนจอมทัพในการ
ทําศึกสงครามเพื่อขยายพระราชอาณาเขตใหกวางใหญไพศาล ในขณะเดียวกันพระมหากษัตริยก็ยังทรง
ปกปองบา นเมอื งจากขาศกึ ศตั รู ดังเชน สมัยสุโขทัยพอขุนบางกลางหาว ทรงรวมมือกับพอขุนผาเมืองขับไล
ขอมสบาดโขลญลําพงออกจากสโุ ขทยั พอ ขุนบางกลางหาวทรงยดึ เมอื งศรสี ัชนาลยั ไวไดและทรงเวนเมืองใหพ อ
ขนุ ผาเมือง สว นพอ ขุนผาเมืองกท็ รงอภิเษกพอขนุ บางกลางหาวเปนกษัตริยสุโขทัย ทรงพระนามวา “พอขุน
ศรอี ินทราทิตย” ปฐมกษตั รยิ แ หง ราชวงศพ ระรวงเจา กรุงสุโขทยั พอขุนศรอี ินทราทติ ยท รงปกครองบานเมอื ง
แบบพอปกครองลูกและปกปอ งพระราชอาณาเขตเพอื่ ใหไพรฟ า ประชาชนอยูอ ยางรม เยน็ เปนสุข พระองคทรง
ทาํ สงครามยุทธหัตถกี บั ขุนสามชน เจา เมืองฉอด โดยมีพระราชโอรสองคที่ 3 รวมรบจนสามารถเอาชนะขุนสาม
ชนได พระองคจึงทรงเฉลิมพระนามวา “พระรามคาํ แหง”
ห น้ า | 152
คร้ันตอมา พระรามคําแหงก็ไดข้ึนครองราชยตอจากพอขุนบานเมือง ซ่ึงเปนพระเชษฐาธิราชของ
พระองคทรงพระนามวา “พอ ขนุ รามคาํ แหง” พระองคท รงปกครองบานเมือง และขยายพระราชอาณาเขตได
กวางใหญไพศาลท่ีสุดในสมัยสุโขทัย คือ ทิศตะวันออกทรงปราบไดถึงเมืองสระหลวง สองแคว (พิษณุโลก)
ลุมบาจาย สะคา ขามฝงแมนํ้าโขงไปถึงเวียงจันทน เวียงคําในลาว ทิศใตทรงปราบไดคนที (บานโคน
กาํ แพงเพชร) พระบาง (นครสวรรค) แพรก (ชัยนาท) สพุ รรณภมู ิ ราชบรุ ี เพชรบรุ ี นครศรธี รรมราช มีฝง ทะเล
สมุทร (มหาสมทุ ร) เปนเขตแดน ทางทศิ ตะวันตกทรงปราบไดเมืองฉอด เมอื งหงสาวดี และมีมหาสมุทรเปน เขตแดน
ทิศเหนือทรงปราบไดเมืองแพร เมอื งนาน เมืองพลวั (อําเภอปว จังหวัดนาน) ขามฝงโขงถึงเมืองชวา (หลวงพระบาง)
เปนเขตแดน นอกจากน้ี พอ ขนุ รามคําแหงมหาราชยังทรงสรา งพระราชไมตรกี ับพระยามงั รายแหงลานนา และ
พระยางําเมืองแหงพะเยา ทรงยินยอมใหพระยามังรายขยายอาณาเขตลานนาทางแมน้ํากก แมน้ําปง และ
แมน้าํ วังไดอยา งสะดวก เพราะพระองคตองการใหล า นนาเปนกันชนระหวา งจนี กับสโุ ขทัย เม่ือ พ.ศ. 1839 พอ
ขนุ รามคําแหงมหาราชยงั ทรงชวยเหลือพระยามงั รายหาชยั ภูมิในฐานะมติ รสหาย
สว นในสมัยอยุธยา พระเจา อทู องทรงรวบรวมสพุ รรณบรุ กี ับละโว ซึง่ เปนกลุมเมืองในเครือญาติเขา
ดว ยกัน แลวสถาปนากรงุ ศรีอยุธยาบริเวณทีเ่ รยี กวา หนองโสน เมื่อจุลศักราช 712 ปขาล โทศก วันศุกร ขึ้น
6 คํา่ เดือนหา เวลารุงแลว 3 นาฬิกา 9 บาท (9 โมงเชา 54 นาที) เม่ือแรกเสวยราชสมบัติทรงพระนามวา
สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสุนทรบรมบพิตรพระพุทธเจาอยูหัว ขณะพระชนมายุได 37 พรรษา ภายหลังการ
สถาปนาพระราชอาณาจักรแลว ปรากฏความในจุลยุทธการวงศวา ประเทศราช 16 หัวเมือง ไดเขามาถวาย
บังคมยอมรับในพระราชอํานาจ เชน มะละกา (แหลมมลาย)ู ชวา (หลวงพระบาง) ตะนาวศรี นครศรีธรรมราช
ทวาย เมาะตะมะ เมาะลําเลิง สงขลา จนั ทบรู ณ พิษณุโลก สุโขทยั พชิ ัย สวรรคโลก พิจิตร กําแพงเพชร และ
นครสวรรค นอกจากนพี้ ระองคยงั ทรงทาํ สงครามและกวาดตอนเทครวั ชาวกัมพชู ามายังกรุงศรีอยธุ ยา
รัชสมัยสมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ ทรงโปรดใหมีการปฏิรูประบบบริหารราชการแผนดิน โดยการ
แตงตั้งตําแหนงสมุหพระกลาโหม ดูแลทหาร และสมุหนายก ดูแลพลเรือน ขณะเดียวกันพระองคก็ยังทรง
แตงต้ังคณะบคุ คลขน้ึ มารบั สนองพระราชกจิ ซงึ่ แบง เปน 4 ฝา ย เรียกวา จตสุ ดมภ คอื อธบิ ดกี รมเมือง (เวียง)
อธบิ ดกี รมวัง อธิบดีกรมคลงั อธบิ ดีกรมนา และพระองคย ังทรงโปรดใหพ ระญาตวิ งศไปปกครองบานเล็กเมือง
นอ ยตามฐานะดวย แตต อ งอยูในพระเนตร พระกรรณของพระองค ดังนั้นสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจึงทรง
เปนศูนยกลางอํานาจในการปกครองทั้งปวง
ห น้ า | 153
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทาํ ยุทธหัตถีกับพระมหาอปุ ราชาเมื่อ พ.ศ. 2135
ตอมาในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระมหากษัตริยแหงกรุงศรีอยุธยา ผูทรงพระปรีชา
สามารถในดา นการทําศึกสงคราม พระองคทรงขยายพระราชอาณาเขตออกไปอยางกวางขวางและปกปอง
บานเมืองจากขา ศกึ ศตั รู เชน สงครามยทุ ธหัตถี เมอ่ื พ.ศ. 2135 พระเจา หงสาวดีนันทบเุ รง ทรงใหพระมหาอปุ
ราชายกทพั มาบกุ กรงุ ศรอี ยธุ ยาผา นดานเจดียสามองค สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชเมือ่ ทรงทราบขา วศึกกท็ รง
แตงกองทพั พรอมดวยสมเด็จ พระเอกาทศรถ พระอนุชาธิราชออกรบกับพระมหาอุปราชาที่หนองสาหราย
พระองคทรงทํายุทธหตั ถีกบั พระมหาอุปราชาจนสามารถเอาชนะไดสําเร็จ ผลของสงครามทําใหพระมหาอุป
ราชาทรงสิ้นพระชนมบนคอชาง ในการทาํ สงครามยุทธหัตถีคร้ังน้ีเปนสาเหตุทําใหพมา ไมกลาเขามารุกราน
กรงุ ศรีอยุธยายาวนานกวา 100 ป
ครั้นในสมัยสมเด็จพระนารายณม หาราช พระองคทรงเจรญิ สมั พันธไมตรกี บั พระเจาหลยุ สท ี่ 14 แหง
ประเทศฝร่ังเศส เพือ่ สรางรากฐานแหง พระราชอาํ นาจใหเปน ท่ีนาเกรงขามในบรรดานานาประเทศ เน่ืองจาก
ฝรั่งเศสเปน ประเทศมหาอาํ นาจท่ไี ดรับการยอมรบั โดยทว่ั ไปวา มีความสามารถทางดา นการรบ และความเจรญิ
ดานศิลปวิทยาการ สมเด็จพระนารายณมหาราชทรงโปรดใหทหารชาวตางชาติมารับราชการในราชสํานัก
และทรงสรา งเมอื งลพบุรีไวเปนราชธานีแหงท่ี 2 พรอ มทัง้ ใหชาวตางชาติสรางปอมปราการไวเพื่อต้ังรับขาศึก
ศัตรทู ี่จะเขา มากระทาํ อนั ตรายตอ พระราชอาณาจกั ร
ห น้ า | 154
สมเดจ็ พระเจา ตากสินมหาราช พระมหากษตั ริยแหงกรุงธนบรุ ี
เมือ่ กรุงศรีอยธุ ยาพายแพใ หก บั พมา ในป พ.ศ. 2310 สมเด็จพระเจา ตากสนิ มหาราชทรงกอบกูเ อกราช
ขับไลขาศึกศัตรูออกจากพระราชอาณาจักร แลวพระองคก็ทรงสถาปนากรุงธนบุรีเปนราชธานี ตอจากน้ัน
พระองคก็ไดทรงรวบรวมบานเมืองใหเปนปกแผนดวยการปราบปรามชุมนุมตาง ๆ คือ ชุมนุมเจาพระยา
พษิ ณุโลก (เรือง) ชมุ นมุ เจาพระฝาง (เรอื น) ชุมนุมเจา พระยานครศรธี รรมราช (หน)ู และชุมนุมเจา พมิ าย หรอื
กรมหมนื่ เทพพิพธิ กระท่ังถงึ พ.ศ. 2313 จึงสามารถมีชัยเหนอื ชมุ นมุ ตา ง ๆ ไดทัง้ หมดสงผลใหชาติไทยกลบั มา
รวมเปน อนั หน่ึงอนั เดียวกนั อีกคร้ัง หลังศึกอะแซหวุนกี้ ใน พ.ศ. 2318 สมเด็จพระเจา ตากสินมหาราชทรง
ดําเนนิ การขยายพระราชอาณาเขตของกรงุ ธนบุรีออกไปอยางกวางใหญไพศาล ทิศเหนือไดถึงเมืองเชียงใหม
ทิศใตตลอดหวั เมอื งตานี (ปตตาน)ี ทศิ ตะวันออกตลอดกัมพชู า จําปาศักดิ์ถึงญวนใต ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
ตลอดเวยี งจนั ทน หวั เมอื งพวน และหลวงพระบาง ทิศตะวันตกถึงเมืองมะริด และตะนาวศรีออกมหาสมุทร
อินเดีย
ตอ มาในรชั สมัยพระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา จฬุ าโลกมหาราช พระองคทรงสถาปนาราชธานีข้ึน
ใหมในป พ.ศ. 2325 บริเวณฝงตะวันออกของแมน้ําเจาพระยา เรียกวากรุงรัตนโกสินทร ในตอนตนรัชกาล
พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟาจฬุ าโลกมหาราชทรงรว มกับกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ผูเปนพระ
อนชุ าธิราชทําศึกสงครามกบั พมา ในป พ.ศ. 2328 ซึง่ เปนสงครามคร้ังใหญ เรียกวา สงคราม 9 ทัพ พระเจา
ปดงุ กษัตริยแหงพมายกกองทัพมาตีไทยมากถึง 9 ทัพ ต้ังแตทิศเหนือ ทิศตะวันตก และทิศใต แตดวยพระ
ปรีชาสามารถของท้งั สองพระองคจ ึงเอาชนะพมา ไดสําเรจ็
ห น้ า | 155
พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา เจา อยหู ัว (กลาง)
ทรงฉายพระรปู กบั สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ (ขวา)
และสมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศวโรปการ (ซาย)
ครั้นในรัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลาเจาอยูห ัว รัชกาลท่ี 5 แหง กรงุ รัตนโกสินทร พระองค
ทรงปฏิรูปบานเมืองใหทัดเทียมกับนานาประเทศท่ีเขามาเจริญสัมพันธไมตรีในราชสํานักสยาม ทรงมี
พระราชดําริแกไขระบบบริหารราชการแผนดินครั้งใหญเม่ือป พ.ศ. 2435 โดยทรงยกเลิกระบบเสนาบดี
แบบเดิมท่มี มี าตัง้ แตส มัยสมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ แลวทรงจดั ตั้งกระทรวงจํานวน 12 กระทรวง ทรงแบง
หนาท่ใี หชดั เจน และเหมาะกบั ความเปลี่ยนแปลงของบา นเมือง พระราชกรณียกจิ ท่สี าํ คญั ของพระองคคอื การ
รักษาเอกราชของชาติไวไ ดร อดปลอดภยั ในขณะทป่ี ระเทศเพอ่ื นบา นโดยรอบ ทวั่ ทุกทิศตองตกเปน อาณานิคม
ของชาตติ ะวันตก โดยเฉพาะองั กฤษกบั ฝร่งั เศส ซงึ่ ในขณะนนั้ เปนมหาอํานาจทน่ี า หวาดกลวั
ในรชั กาลปจจุบนั พระบาทสมเด็จพระเจาอยภู มู พิ ลอดุลยเดชฯ พระองคทรงเปนประมขุ ของประเทศ
ตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย และทรงเปนผูที่คอยบําบัดทุกขบํารุงสุขของพสกนิกรชาวไทยทั้ง
ประเทศ ดังพระบรมราชโองการแกประชาชนชาวไทยวา “เราจะครองแผนดินโดยธรรม เพ่ือประโยชนสุข
แหงมหาชนชาวสยาม” พระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวเปนท่ีประจักษ ทั้งชาวไทยและ
ชาวตางชาตินับตง้ั แตทรงครองสิริราชสมบัติพระองคทรงอุทิศกําลังพระวรกาย และกําลังพระสติปญญาเพ่ือ
ประโยชนส ขุ ของประชาชนตลอดมา ทรงเสด็จพระราชดาํ เนนิ เย่ยี มราษฎรทวั่ ทั้งประเทศ ซ่งึ ทาํ ใหท รงทราบถงึ
ปญ หาทุกดานของประชาชน จนนาํ มาซ่งึ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริตาง ๆ เชน โครงการฝนหลวง
เพอื่ ชวยเหลอื เกษตรกรทีป่ ระสบภัยแลง การขาดแคลนนํ้าหรอื ฝนทง้ิ ชวง และชวยดานการอุปโภคบริโภคของ
ประชาชน โครงการนา้ํ ดไี ลน ้าํ เสยี เพ่ือแกไขปญหามลพษิ ทางนํ้า โครงการแกมลิงอนั เน่ืองมาจากพระราชดําริ
เพื่อแกไขปญ หานาํ้ ทวม พระราชดําริการอนุรักษป าไมด ว ยการสรางความสาํ นกึ ใหร กั ปา ไมรว มกนั การปลกู ปา
นอกจากน้ียงั มแี นวพระราชดาํ รดิ า นการเกษตร คอื เกษตรทฤษฎีใหม อนั เปนการใชป ระโยชนจ ากพ้นื ที่ที่มีอยู
อยางจํากัดใหเ กิดประโยชนส ูงสุด แนวพระราชดําริเร่ืองเศรษฐกิจพอเพียงซ่ึงเปนวิถีแหงการดําเนินชีวิตอยู
อยางเรียบงาย รจู ักประมาณตน มเี หตุผล มีภูมิคุมกันที่ดี มีความรู คูคุณธรรม และโครงการอันเน่ืองมาจาก
พระราชดาํ ริอนื่ ๆ อกี มากมาย
ห น้ า | 156
พระบาทสมเดจ็ พระเจา อยูหัว ทรงบาํ เพ็ญพระราชกรณียกจิ นานปั การ
เพ่อื บําบดั ทุกขบ ํารุงสุขของพสกนิกรชาวไทย
พัฒนาการบทบาทหนา ทีข่ องพระมหากษัตริยจากอดตี สปู จ จุบนั มีความเปลี่ยนแปลงไปในบริบททาง
สังคมของแตละยุคสมัย เพราะพระมหากษัตริยในอดีตตองเปนจอมทัพในการทําศึกสงครามปกปอง และ
ขยายพระราชอาณาเขต สรางความเปนปกแผนมั่นคง ความเจริญรุงเรืองของพระราชอาณาจักร สวนใน
ปจจุบันพระมหากษัตริยทรงไมไดทําศึกสงครามแลว แตทรงมีบทบาทในการบําบัดทุกขบํารุงสุข แกอาณา
ประชาราษฎรใหอ ยูรม เยน็ ภายใตพระบรมโพธิสมภารดว ยการแกไขปญหาการทาํ มาหากิน และการดาํ เนินชีวิต
ของประชาชนโดยทรงพระราชทานโครงการหลวงตาง ๆ ตามแนวพระราชดาํ ริ
ห น้ า | 157
นอกจากนพ้ี ระบรมวงศานวุ งศท กุ พระองคในราชตระกูลก็ยงั ทรงบําเพ็ญพระราชกรณียกิจในดานตาง ๆ
ตามรอยเบอ้ื งพระยุคลบาทของพระบาทสมเดจ็ พระเจา อยูหัว ดังนั้น สถาบันพระมหากษัตริยจึงเปนศูนยรวม
จติ ใจของปวงชนชาวไทยทัง้ ปวง
2. ดานการสงเสรมิ เศรษฐกิจของชาติ
การสง เสรมิ เศรษฐกจิ ของชาติ เปนบทบาทที่สําคัญของสถาบนั พระมหากษัตรยิ ตง้ั แตส มัยสโุ ขทยั เปน
ราชธานี ในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 กลาวเก่ียวกับการสงเสริมการคาในสมัยพอขุนรามคําแหงมหาราชวา
“เจา เมอื งบเอาจกอบในไพรล ทู า ง เพ่อื นจูงวัวไปคาขี่มา ไปขาย ใครจกั ใครคา ชา งคา ใครจกั ใครค ามาคา ใครจัก
ใครคาเงือน(เงิน) คาทองคา”
จากขอความขางตน แสดงใหถึงการสงเสริมเศรษฐกิจการคาของพระมหากษัตริยดวยการเปดเสรี
ทางการคา และไมเก็บ “จกอบ” ซ่ึงหมายถึงภาษีคาผานดานกับบรรดาพอคาท่ีมาทําการคาในสุโขทัย
พระมหากษัตริยส มัยสโุ ขทัยมีการปรบั ปรงุ ระบบชลประทาน เพื่อกักเกบ็ น้ําตามธรรมชาตใิ หเ พียงพอตอ การ
อุปโภค บริโภค ตลอดทง้ั ปของไพรฟ า ปรากฏวา มกี ารขุดสระ (ตระพัง) สรางเข่ือน (สรีดภงส หรือทํานบพระ
รว ง) ดังในศลิ าจารึกสโุ ขทยั หลักท่ี 1 วา “กลางเมอื งสุโขทัยนมี้ ีน้ําตระพังโพยสีใสกินดี ดั่งกินน้ําโขงเมื่อแลง”
ซ่ึงเปนการสงเสริมการทําเกษตรกรรมของบรรดาไพรฟา เชน การปลูกหมาก พลู มะพราว ขนุน มะมวง
มะขาม และทรพั ยากรอืน่ ๆ
สวนการคากับตางประเทศ องคพระมหากษตั ริยท รงสนับสนนุ ใหพอคา ชาวตา งชาติเขามาทาํ การคา
กบั สุโขทยั อาทิ จีน อินเดยี เปอรเ ซีย อาหรบั มะรดิ และลาว ฯลฯ สินคาสําคัญของสุโขทัยที่สงไปคาขายกับ
ตางประเทศ คือ เครื่องสังคโลก ซ่ึงเปนเคร่ืองปนดินเผาที่มีสีเขียวไขกา น้ํายาเคลือบแตกลายงา
เปนลักษณะเฉพาะของสโุ ขทยั ท่ีงดงาม
เศรษฐกจิ สมัยสุโขทยั เริม่ ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นเพราะพระมหากษัตริยทรงสนับสนุนการคาทั้งภายใน
และภายนอก ประกอบกับสุโขทัยมีความอุดมสมบูรณ จึงเปนปจจัยสําคัญท่ีชวยสงเสริมนโยบายของ
พระมหากษัตรยิ สมัยสโุ ขทัยใหป ระสบความสําเรจ็ ความอุดมสมบรู ณ นี้ปรากฏในศิลาจารกึ สโุ ขทยั หลักที่ 1 วา
“เมืองสุโขทยั นีด้ ี ในนํา้ มปี ลา ในนามขี าว”
สมัยอยุธยามีท่ีต้ังของกรุงศรีอยุธยาอุดมสมบูรณตามธรรมชาติ สังคมอยุธยาเปนสังคมเกษตร
ประกอบอาชีพทํานา ทําสวน ทําไร และการประมง ผลผลิตทางการเกษตรท้ังมีท่ีเก็บไวบริโภคและทําการ
คาขาย พระมหากษตั รยิ ทรงมีนโยบายสงเสรมิ เศรษฐกจิ ดวยการสรา งเสนทางคมนาคมใหส ะดวกขึ้น เชน การ
ขุดคลองลัดเช่ือมกับลําน้ําหลัก อาทิ แมนํ้าเจาพระยา แมน้ําปาสัก แมนํ้าลพบุรี นอกจากน้ี ยังทรงเจริญ
สมั พันธไมตรกี บั นานาประเทศ ทง้ั ชาติตะวันออกและชาติตะวนั ตก ในสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราช ทรง
ผูกมิตรกับพระเจาหลยุ สที่ 14 ดวยการสง ราชฑูตนําพระราชสาสนไปเจริญสัมพันธไมตรี ณ ประเทศฝร่ังเศส
พระองคไ มท รงกีดกันชาวตา งชาตทิ เ่ี ขา มายังราชสาํ นัก เพราะทรงมีวสิ ัยทัศนกวางไกลในการนาํ พาประเทศไปสู
ความเจริญม่งั คั่งและมน่ั คง นอกจากน้ีพระองคย งั ทรงติดตอ กับจนี ญี่ปนุ ชวา ญวน อนิ เดีย เปอรเ ซยี ฮอลันดา
และอกี หลายประเทศในทวปี ยุโรป สง ผลใหการคาสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราช เจริญรุงเรืองเปนที่โดด
เดนมากในสมัยอยธุ ยา
ห น้ า | 158
รชั สมยั สมเด็จพระนัง่ เกลา เจา อยูหัว รัชกาลที่ 3 แหง กรุงรตั นโกสินทรท รงมีพระปรชี าสามารถ ในดาน
เศรษฐกจิ การคลงั มาตัง้ แตยังมไิ ดเ สดจ็ ข้นึ ครองราชย ทรงกํากับดูแลพระคลังมหาสมบัติและกรมทา ในสมัย
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลยั รชั กาลที่ 2 พระราชบดิ าของพระองค ทง้ั ยงั ทรงแตงสาํ เภาไปคา ขาย
ในเมืองจีน จนไดรับพระนามท่พี ระราชบดิ าทรงเรยี กยกยองวา “ เจาสัว”
ในสมยั พระบาทสมเด็จพระนง่ั เกลาเจาอยหู วั ทรงตง้ั ระบบเจา ภาษนี ายอากร รับประมลู ไปจดั เกบ็ ภาษี
สง แกร าชการ ทําใหร ายไดแ ผนดนิ สูงมากขนึ้ นอกจากนี้ยงั ทรงโปรดเกลา ฯใหร วบรวมพระราชทรัพย ไวใชใ น
ราชการแผน ดนิ เม่อื ยามจาํ เปน เรียกวา “ เงินถงุ แดง” ซงึ่ ในเวลาตอมาพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา
เจา อยหู วั ทรงใชเ งินถุงแดงจายคา ปรบั ใหก บั ฝร่งั เศส ดังทีพ่ ระบาทสมเด็จพระนงั่ เกลาเจา อยหู ัวทรงมพี ระราช
ดํารสั คาดการณไ วกอนสวรรคต ความวา “การศึกสงครามขางญวน ขางพมา ก็เห็นจะไมมีแลว จะมแี ตข า ง
พวกฝรงั่ ใหร ะวังใหดอี ยาเสียทแี กเขาได การงานสง่ิ ใดของเขาทมี่ ีควรจะเรียนรํ่าเอาไวกเ็ อาอยา งเขา แตอยา ให
นับถือเลอ่ื มใสไปทเี ดียว”
พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา เจาอยหู วั รชั กาลท่ี 4 ทรงมีพระปรีชาสามารถในการรบั มือกบั ชาติ
ตะวันตก ดวยการปรบั ปรุงประเทศ ทรงวางรากฐานโดยการยอมรบั ความเจรญิ กาวหนา แบบอารยประเทศ มา
ใชใ นสยาม พระองคท รงทําสนธสิ ญั ญาเบาวร ิง่ กบั องั กฤษ ในป พ.ศ. 2398 สง ผลใหการคากับ ตางประเทศ
เจรญิ รงุ เรือง ทรงอนญุ าตใหป ระชาชนบกุ เบกิ ทดี่ ินสําหรบั การประกอบอาชีพและสรางผลผลิตทางการเกษตร
เพื่อการคากบั ตางประเทศมากขนึ้ โดยเฉพาะ ขาว กลายเปน สนิ คาออกทสี่ ําคัญของสยาม พระองคท รง
ลดหยอนการเกณฑไ พร ทาํ งานหลวง และงดเวนการเกณฑแ รงงานในฤดูทํานา เพ่อื ใหร าษฎร มีเวลาในการ
ประกอบอาชพี อยางเตม็ ที่
สมยั พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจาอยูหวั รชั กาลที่ 5 ทรงดําเนินนโยบายปฏิรูประบบเศรษฐกจิ
ของไทยไปในทศิ ทางท่เี อ้ือประโยชนส ูงสดุ แกประชาชน และสอดคลองกับระบบสากล พระองคทรงรวมศูนย
การจดั เก็บเงนิ รายไดของหนวยงานราชการตาง ๆ โดยการจัดตั้ง “หอรัษฎากรพิพัฒน” ขึ้นใน พ.ศ. 2416
และไดยกเลิกระบบเจา ภาษีนายอากร พรอ มทั้งจัดทาํ งบประมาณแผน ดนิ ขน้ึ เปนครง้ั แรก
นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ไดทรงปรับปรุงผลผลิตดานการเกษตร
โดยจัดต้ังหนวยงานดูแล เชน กรมขาว กรมปาไม กรมที่ดิน กรมชางไหม และพระองคทรงสงเสริมกิจการ
อุตสาหกรรมแบบใหม เชน ตงั้ โรงเล่อื ยจักรในภาคกลาง ต้ังเหมืองแรใ นภาคใต และทําปาไมใ นภาคเหนอื ดาน
การคมนาคมพระองคท รงโปรดใหต ัดถนนในเขตราชธานี ขุดขยายคลองเชื่อมหัวเมืองตาง ๆ และท่ีสําคัญคือ
พระองคทรงโปรดใหส รางทางรถไฟไปสภู ูมิภาคทห่ี างไกล เชนทางรถไฟจากกรุงเทพฯ ไปยังเมอื งนครราชสีมา
ในดานการคา กับตางประเทศ พระองคทรงใหการสนบั สนนุ อยา งเต็มที่ โดยการเปด ประเทศใหช าวตางชาติเขา
มาคาขาย
สําหรบั ในปจจุบนั นี้ พระบาทสมเดจ็ พระเจา อยูห วั ภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงพระราชทานโครงการหลวง
และโครงการตามแนวพระราชดําริใหกับราษฎรเพ่ือนําทรัพยากรธรรมชาติมาใชใหเกิดประโยชนสูงสุดและ
ยัง่ ยนื นอกจากนยี้ ังมแี นวคดิ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม ซึ่งเปนแนวทางที่จะ
สงเสริมใหมีการผลติ ทพ่ี อเล้ยี งตัวได โดยเนนทตี่ นเอง ครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงระดับประเทศ หลักปรัชญา
ห น้ า | 159
ของเศรษฐกจิ พอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหมสงผลใหประชาชนไทยมีความเปนอยูที่ดีข้ึน และยังชวยกระตุน
ภาวะเศรษฐกจิ ของชาติใหดขี นึ้ ดวย
นอกจากแนวพระราชดํารขิ องพระบาทสมเดจ็ พระเจา อยูหวั แลว ยังมพี ระราชเสาวนยี ของสมเดจ็ พระ
นางเจาสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ท่ีทรงพระราชทานใหกับปวงชนชาวไทย โดยเฉพาะดานการสงเสริมให
ประชาชนในทอ งถน่ิ ทัว่ ทุกภมู ภิ าคมีอาชีพ เชน ทรงกอต้ังมูลนิธิสงเสริมศิลปาชีพฯ เพื่อใหประชาชนท่ีมีฝมือ
ดา นงานหตั ถกรรมไดสรางผลงาน และจําหนา ยหารายไดใ หก ับครอบครัว ดวยน้ําพระราชหฤทัย ของท้ังสอง
พระองคทที่ รงมีตอ ปวงชนชาวไทย สงผลใหพสกนิกรจงรักภักดี และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณนับตั้งแต
ทรงข้นึ ครองสิริราชสมบตั ิ จวบจนปจ จุบันน้ี
3. ดานการเสรมิ สรางสงั คมการศกึ ษาและศาสนา
ในอดีตสถาบันพระมหากษัตริยมีบทบาทในการเสริมสรางสังคมไทยใหมีรูปแบบสอดคลองกับ
การเมอื งการปกครอง ในบรบิ ทของปจจยั ตาง ๆ ทง้ั จากภายในและภายนอกประเทศ วิถีชวี ติ ในสังคมไทยเปน
สังคมที่มีระดับชนชั้นแมจะไมเขมงวดเครงครัดเหมือนอินเดียแตก็ทําใหคนไทยมีบทบาทหนาท่ีตางกันและ
ไดร ับการปฏิบตั ิทไ่ี มเทาเทียมกนั พระมหากษตั รยิ ในสงั คมไทยนน้ั ทรง ไวซง่ึ อํานาจอธปิ ไตย มีพระราชอํานาจ
เปน สิทธข์ิ าดในการปกครองประเทศ สังคมจะดีมีสุขมีความเปนธรรมหรือเดือดรอนอยางไรจึงข้ึนอยูกับองค
พระมหากษตั ริยซ ง่ึ เปน ผูกําหนดระบบแหงสังคมขึ้นและใชพระราชอํานาจบังคับการใหเปนไปตามระบบนั้น
เม่อื พระมหากษัตริยท รงมีพระราชปณธิ านในอนั ทีจ่ ะให มีความเปน ธรรมและความผาสกุ ในสังคมแลว สังคมก็
มี ความเปน ธรรมและความสขุ จากหลักศลิ าจารกึ ของพอขุนรามคําแหง แหง กรุงสุโขทัย สังคมไทยในสมัย
ของพระองคแ บง ชนชัน้ ออกเปนสอง คือชนช้นั สูงอนั อยใู นตระกูลสูงซง่ึ เรียกวา “ลูกเจาลูกขุน” หนึ่ง และชน
ธรรมดาสามัญ ซง่ึ เรียกวา “ไพร” หรอื “ไพรฟ า” หนึง่ มิไดกลาวถึง ชนช้ันอื่นใดอีกเลย ในศิลาจารึกหลัก
นนั้ จะกลา วถึงชนสวนอ่นื ก็มแี ตพระสงฆ ซึง่ อยใู นฐานะเปน ท่เี คารพของคนท้ังปวงตั้งแตอ งคพ ระมหากษตั ริยล ง
มา และพระสงฆในพระพุทธศาสนาน้ันเปนผูที่ออกไปแลว จากสังคมในชวงสมัยแรกของกรุงสุโขทัย
พระมหากษัตรยิ ป กครองบานเมอื งดว ยหลกั คดิ ระหวา ง บดิ ากบั บุตร แตในชวงหลังมีความเปนธรรมราชาเพ่ิม
ยง่ิ ข้นึ เพราะไดรบั พระพุทธศาสนาจากลังกาและใชศาสนา เปนเคร่ืองมือในการสรางความสงบสุขในสังคมให
ประชาชนฟง ธรรมรักษาศีล บริจาคทาน และเปน แนวทางในการตรากฎหมายและตัดสินคดีโดยเฉพาะในรัช
สมยั ของพอ ขนุ รามคําแหงมหาราชและพระมหาธรรมราชาลิไท
ในสมัยอยุธยาสังคมในสมัยนั้นแมจะมีชนชั้นสูงและชนช้ันต่ําซึ่งมีฐานะตลอดจนสิทธิและหนาที่
แตกตางกันก็ดี แตช นชนั้ เหลาน้นั กไ็ มมีเสถยี รภาพแตอยางใดอาจเลือ่ นไหลลงมาจนถึงชนชนั้ ไพรและทาสหรือ
ถูกยกข้นึ สูงเปน ขนุ นางดวยการกระทาํ ของตนเอง หรือมาขนึ้ เปนเจาในระดับสูงข้ึนท่ีเรียกวา “การเฉลิมพระ
ยศ” กไ็ ด ชนชั้นแตละกลมุ ก็มีบทบาทตา งกันและเออ้ื เฟอเกอื้ กลู กันดวยระบบมูลนาย ในสมัยของสมเด็จพระ
บรมไตรโลกนาถทรงจดั ตง้ั ระบบศักดนิ าขน้ึ เพอื่ จัดระเบยี บสังคมใหบคุ คลมหี นา ทแ่ี ละความรับผิดรับชอบตาม
ศักดิ์กลาวคือผูมีศักดินาสูงก็จะตองรับโทษสูงหากทําผิดกฎหมายและศีลธรรมจรรยาเพราะถือวาเปนผูรับ
ประโยชนส ูงกวา ผูมีศกั ดนิ าต่ํากวา ในยุคน้ันศักดินาเปนสง่ิ ทท่ี ุกคนมปี ระจาํ ตวั อยูเ พอ่ื ใชเ ปนเครอื่ งกําหนดสิทธ์ิ
และหนา ท่ใี นสงั คมอยา งแนนอน ที่สําคัญคือการจดั การดานกําลังคนท่ีมีความจําเปน ในการรักษาบานเมอื งและ
ห น้ า | 160
ขยายดินแดน รวมทง้ั การใชแ รงงานเชน การกอ สรา ง การผลติ และงานชา งศลิ ปต า ง ๆ ดงั น้ันในรัชสมัยของ
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงโปรดใหมีการจัดทําบัญชีไพรพลเพื่อควบคุมการเกณฑคนทํางานในระบบไพร
และการพระราชสงคราม แตม าถงึ สมัยอยุธยาตอนปลายปญหาการหลบหนสี งั กัด ของกําลังพลจากไพรหลวง
ไปเปนไพรสมท่เี ปนงานทีเ่ บากวาและมอี ิสระมากกวา ทาํ ใหท างราชการไมสามารถควบคุมกําลังพลในหัวเมือง
ตาง ๆ ได และพระมหากษตั ริยยังตองแบงคนใหเจานายในการต้ังกรม จงึ กลายเปน ปญ หาหนงึ่ ทส่ี งผลในตอน
เสียกรงุ เม่ือสมเด็จพระเจา ตากสนิ ทรงกอบกเู อกราชไดแ ลวทรงใชว ธิ ีสงคนสนทิ ไปควบคมุ หัวเมอื งเหลา นั้นและ
เขมงวดกวดขันในการสักเลกเพ่อื ปองกันไพรหลวงหลบหนีดวยเปนเวลาท่ีบานเมอื งอยใู นระหวางอันตรายเพิ่ง
กอบกู เอกราชคนื มาได ทั้งประสบความเสยี หายอยา งใหญหลวง ผคู นหลบหนีเขา ปามากมาย ท่ีถูกกวาดตอนไป
พมา ก็มีมาก นอกนั้นตางก็พยายามเอาตัวรอด โดยการแตกเปนกกเปนเหลาแยงชิงอํานาจกัน คร้ันกูกรุงศรี
อยธุ ยากลับคนื มาไดก็ยงั ตองระมัดระวงั ภยั จากพมาท่จี ะมาโจมตีอีก การควบคุมกําลังคนจึงมีความสําคัญมาก
เพราะหากมผี คู นนอ ย กจ็ ะทําใหพายแพแกขาศึกศัตรูได จนถึงสมัยตนรัตนโกสินทรรัชสมัยของสมเด็จพระ
พทุ ธยอดฟาจฬุ าโลกการควบคุมไพรพล ทําไดอยางมีประสิทธิภาพข้ึนและมีจํานวนพลเมืองมากขึ้นจึงทําให
สามารถลดเวลาในการเขารับราชการ (อยูเวร ) จากปละ 6 เดือนที่เรียกวาเขาเดือนออกเดือนเหลือเพียง 4
เดอื นหรือเขารับราชการ 1 เดือนพกั 2 เดือน และลดลงไดอ ีกเปนเขาเวร 1 เดือนและออกเวร 3 เดือนคือรับ
ราชการเพียง ปละ 3 เดือน ตอมาจายเปนเงินแทนการเขาเวรได ในอัตราเดือนละ 6 บาท ปละ 18 บาท
สําหรับไพรสมน้ัน ใหเขามารับราชการดวยเชนกันปละ 1 เดือน หรือจายเปนเงิน ปละ 6 บาท สงผลดีตอ
ประชาชนที่มีเวลาไปประกอบอาชีพของตนเองไดสะดวกข้ึน ทําใหเกิดการจางงานแทนการใชแรงงานไพร
กลุมชนชน้ั ทาส ในสมยั รัตนโกสนิ ทรมี 7 ประเภทคอื
1. ทาสสินไถ คอื ทาสท่ไี ถห รอื ซอื้ มาดวยทรัพย
2. ทาสในเรอื นเบย้ี คือเดก็ ทเ่ี กิดมาในขณะท่ีพอ แมเ ปน ทาส
3. ทาสที่ไดมาจากฝา ยบิดามารดา คอื ทาสที่ไดร บั เปนมรดกสบื ทอด
4. ทาสทา นให คือ ทาสท่ีมผี ยู กให
5. ทาสทไี่ ดเนื่องมาจากนายเงนิ ไปชวยใหผ นู น้ั พน โทษปรบั
6. ทาสทม่ี ลู นายเลย้ี งไวในยามขาวยากหมากแพง
7. ทาสเชลยคอื ทาสที่ไดมาจากสงคราม
แมทาสจะเปนกลุมคนท่ีมีมูลนายคือนายทาสเลี้ยงดูและคุมครองแตไมมีอิสระ นายทาสบางคน
ปราศจากเมตตาทาสก็ถกู ใชแรงงานและลงโทษเฆี่ยนตีทารุณ ที่เปนหญงิ กอ็ าจถกู นายทาสลวงละเมิดหากเปน
ลูกทาสทเี่ กดิ จากบดิ ามารดาท่เี ปน ทาสก็ตกเปนทาสในเรือนเบ้ียต้ังแตแรกเกิดเปนที่นาเวทนา ดังน้ัน ในสมัย
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา เจาอยหู วั พระองคทรงมีพระราชดําริที่จะปลดปลอยให ไพรฟา ขาแผนดิน
ของพระองคมอี ิสระและมเี กียรติภมู ขิ องความเปน พลเมอื งท่ีมอี สิ รเสรี การยกเลกิ ระบบไพร และทาสนี้ ถือวา
เปนพระราชกรณกี จิ ทีส่ าํ คัญและไดยกยอ ง ในพระปรีชาสามารถและนํา้ พระทัยเมตตา และยังเปนบทบาทตอ
สงั คมไทยอันยงิ่ ใหญข องสถาบันพระมหากษตั รยิ เพราะการยกเลิกระบบไพรเ ปน การแปลงสภาพของคนไทย
ทัง้ มวลใหพ น จากสถานะของไพรม าเปนพลเมืองท่สี มบรู ณ เนอื่ งจากระบบ ไพรม ีมานาน พระองคจึงทรงมีพระ
ห น้ า | 161
บรมราโชบายที่จะยกเลิกระบบไพรในลักษณะคอยเปนคอยไป ท้ังน้ี เพ่ือมิใหเปนการกระทบกระเทือนตอ
ผลประโยชนท่ีบรรดาพระราชวงศและขนุ นางไดร ับจากระบบไพร โดยเร่มิ จากการจัดตั้งกรมทหารมหาดเล็ก
รักษาพระองค และ ต้ังกรมทหารหนารับสมัครทหารจากกลุม ไพรท่ีนายตาย จากน้ันทรงโปรดเกลาให
ประกาศใช “พระราชบัญญตั ิทหาร’’ ลดเวลาใหพลทหารสมัครรับราชการเพียง 10 ป จนถึง พ.ศ. 2431 จึง
ทรงตั้งกรมยทุ ธนาธิการเพ่อื จัดการทหารแผนใหม และใน พ.ศ. 2439 ก็ใหมีการจายเงินแทนการอยูเวรของ
ไพรหลวง ปตอมากําหนดใหจายเงินแทนการสงส่ิงของของไพรสวยท่ีสุดคือ พ.ศ. 2448 โปรดเกลาใหตรา
“พระราชบัญญัติเกณฑทหาร ร.ศ. 124’’ กําหนดใหชายฉกรรจทีมีอายุ 18 ปบริบูรณรับราชการในกอง
ประจําการมีกําหนด 2 ป แลวปลดไปอยูในกองหนนุ (ผูไ ดรับราชการทหารในกองประจําการแลว) ถอื เปนการ
ยกเลกิ ระบบไพรที่มีมานานหลายศตวรรษไดสําเร็จ สวนในเร่ืองเลิกทาสก็ทรงใชวิธีการลดคาตัวทาสไปโดย
ลําดบั เวลาไมใ หกระทบตอ กิจการและผลประโยชนของผูเปน นายทาสโดยประกาศใหมีการสํารวจทาสใน พ.ศ.
2417 แลวประกาศพระราชบัญญัติเกษียณอายุ ลูกทาส ลูกไทย ทาสท่ีเกิด พ.ศ. 2411 อันเปนปท่ีเสด็จข้ึน
ครองราชยเ ปน ตน มาจนถงึ อายุ 21 ป ใหพ นจาก การเปน ทาสทันที มีการตราพระราชบญั ญตั ทิ าสรัตนโกสินทร
ศก 124 (พ.ศ. 2448) โปรดเกลาฯ ใหต รา“พระราชบญั ญตั ิเลิกทาส” รตั นโกสินทร ศก 124 (พ.ศ. 2448)
ในดา นการศึกษา หลักฐานศิลาจารึกหลักท่ี 1 ท่ีแสดงถึงบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริยท่ีมีตอ
การศึกษาในสมัยสุโขทัยคือการท่ีพอขุนรามคําแหงทรงคิดคนอักษรไทยไดสําเร็จใน พ.ศ. 1826 โดยมี
พัฒนาการของลักษณะตวั อักษรและปรบั อกั ขรวิธมี าโดยลําดับจนเปนตัวอักษรในปจจุบันอํานวยประโยชนใน
การจดบนั ทึก การสรางสรรคต ําราและสรรพวิทยาการโดยเฉพาะผลงานวรรณคดอี ันไพเราะ ทําใหชาติไทยมี
ตวั อักษรใชเองทรงเปนตน แบบของพระมหากษตั ริยท ่ีทรงมพี ระบรมราโชวาทสั่งสอนประชาชนแมผานมากวา
700 ปแ ลว พระบาทสมเดจ็ พระเจาอยูหัวในรัชกาลปจจุบันกย็ งั ทรงถือเปนพระราชภาระท่จี ะพระราชทานพระ
บรมราโชวาทเพื่อใหท ้งั ความรู ใหขอคดิ เตือนใจเปนแนวทางดําเนินชีวิตแกประชาชนหลายกลุมหลายวารใน
สมยั สมเด็จพระนารายณม หาราช พระมหาราชครู ไดแตง ตําราเรยี นภาษาไทยช่อื จินดามณี และสมเดจ็ พระเจา
บรมวงศเธอกรมพระยาดํารงราชานุภาพทรงพระนิพนธแบบเรียนเร็วเพื่อใชสอนอานแกนักเรียนโรงเรียน
ประชาบาลในสมัยนน้ั ซ่งึ กอ นหนา นัน้ ศูนยกลางของการศึกษาเลา เรียนมเี พียง วดั สาํ หรับชาย และวงั สําหรับ
หญงิ เทาน้ัน การศกึ ษาเลาเรยี นจงึ เปน เรอื่ งเฉพาะตนทตี่ องขวนขวายแสวงหาครูอาจารยสอนเองตามสํานัก
อาจารยหรือกับพระทีว่ ดั แลวยังมกี ารถา ยทอดความรูแกก ันภายในครอบครัว สวนสตรจี ากตระกลู ขุนนางหรือ
เจานายจงึ ถูกสง เขา ไปถวายตวั เปนขา หลวงเพ่อื ฝก ฝนเรยี นรูเรอื่ งกริ ิยามารยาท และวชิ าสาํ หรบั ผูห ญงิ เชน งาน
ดอกไมใ บตองกรองมาลยั ฝก ฝนทําอาหารหวานคาว การเย็บปก ถักรอ ยในตําหนักเจา นายฝา ยในผูห ญิงนอย
ท่ีอา นเขียนได พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจา อยหู วั ทรงโปรดใหต ง้ั โรงเรยี นสาํ หรับสามญั ชนแหงแรกทวี่ ดั
มหรรณพาราม สมเดจ็ พระศรีพัชรนิ ทราบรมราชนิ ีนาถก็ทรงโปรดใหสรางโรงเรียนสําหรับสตรี เชนโรงเรียน
จอมสุรางคอุปถัมภ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปนตน ในสมัยรัชกาลปจจุบันพระบาทสมเด็จ พระ
เจาอยูหัวสมเด็จพระนางเจาและพระบรมวงศานุวงศสนพระทัย ทรงสงเสริมการศึกษาของชาติมาโดย
สมาํ่ เสมอ โดยการจดั ต้ังมูลนธิ กิ ารสอนทางไกลผานดาวเทียมโรงเรียนไกลกังวลที่มีประโยชนมากเพราะชวย
นักเรียนในโรงเรียนทอ่ี ยหู างไกล และโรงเรียนท่ขี าดแคลนครใู หม ีโอกาสเรียนจากครทู ี่มคี วามสามารถอยา งเทา
ห น้ า | 162
เทยี มกนั จดั ต้ังโรงเรยี นพระดาบสที่สอนวชิ าชีพงานชา งแกผูด อยโอกาส และ วิทยาลัยในวังชาย วิทยาลัยใน
วงั หญงิ ท่สี อนวิชาชพี และศิลปะไทยเพ่อื การนาํ ไปประกอบอาชพี
นอกจากนพ้ี ระบาทสมเดจ็ พระเจาอยูห วั ยังทรงเปน ขวญั กําลงั ใจแกน สิ ติ นกั ศึกษาของมหาวทิ ยาลยั ตา ง ๆ
โดยการเสดจ็ ไปพระราชทานปรญิ ญาบัตรดว ยพระองคเ องในทุกมหาวิทยาลยั บางครง้ั ไดทรงดนตรีในกิจกรรม
ของมหาวิทยาลัยและทรงมีพระราชปฏสิ นั ถารกับนิสิตนักศึกษาโดยไมถือพระองค ทั้งยังทรง พระราชนิพนธ
เพลงประจาํ มหาวิทยาลยั พระราชทานใหอีกดวย เชน เพลงมหาจุฬาลงกรณ ของมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ
เพลงยงู ทอง ของมหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร และเพลงเกษตรศาสตรข องมหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร เปน ตน แม
ในปจ จบุ ันกย็ ังทรงโปรดเกลา ฯ ใหพระบรมวงศานุวงศฯ เสดจ็ ไปพระราชทานปริญญาบัตรแทนพระองคมาโดย
ตอเนอื่ ง และยังทรงปฏบิ ตั ิพระองคเปน แบบอยา งในการ ศึกษาเลาเรียนและแสวงหาความรูอยางลุมลึกและ
กวา งขวางและยังทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานความรูน้ัน ๆ มาใหประชาชนของพระองคไดนําไป
ประพฤติปฏิบตั ิผา นพระบรมราโชวาทและโครงการ ในพระราชดําริตาง ๆ ดังเชนโครงการเศรษฐกจิ พอเพยี งที่
ทรงคณุ คาตอ ชาวไทยและตอชาวโลกอยางย่ิง ทรงพระราชนิพนธหนังสือ เชน นายอินทรผูปดทองหลังพระ
และพระมหาชนก โดยเฉพาะหนงั สือมหาชนก ไดรวมศาสตรตาง ๆไวมากมายที่แสดงถึงพระปรีชาสามารถใน
การทีท่ รงนําส่ิงทที่ รงศึกษาแลว น้ันมาบรู ณาการกนั ไดอ ยา งงดงามมีคุณคา ย่งิ ในการนาํ ไปใชเ ปน แนวทางดําเนนิ
ชีวติ
ในดานศาสนาสถาบันพระมหากษัตรยิ น บั แตอดีตถึงในปจจุบันไดใหความสําคัญมากท่ีสุดโดยเฉพาะ
ชาติไทยดาํ รงอยูไดโ ดยไมมปี ญ หาวาพระมหากษัตริยท รงทําลายลางราษฎรหรือคนที่มีความคิดตางทางศาสนา
ดังทเ่ี กดิ ขึน้ ในประเทศอื่น ๆ กเ็ พราะพระมหากษัตริยไทยทกุ พระองคท รงนับถือพระพุทธศาสนาหลังพระราช
พธิ บี รมราชาภิเษกท่เี ปน พิธีพราหมณแลวพระมหากษัตริยจะทรงประกาศพระองคทรงเปนพุทธมามกะและ
ทรงเปนเอกอัครศาสนปู ภัมภก คือ ทรงรับทกุ ศาสนาไวในพระอุปถัมภท้ังส้ิน และเปนปจจัยท่ีสงเสริมใหชาว
ไทยสว นใหญท ่ีมคี วามแตกตางกันทางศาสนาตา งความเชอื่ และ ศรทั ธาสามารถอยูรว มกนั ไดอยา งสงบสุข และ
มีไมตรจี ิตตอ กัน เปน เชน นมี้ าแตสมัยสุโขทยั จนถงึ ปจ จบุ นั พระมหากษัตรยิ จ ึงทรงโปรดทจี่ ะเสดจ็ ไปในศาสน
สถานและรวมอยูในพิธีกรรมของศาสนาตาง ๆ รวมท้ังการพระราชทานพระราชทรัพยเพ่ือการทํานุบํารุง
ศาสนาตาง ๆ น้นั ดว ย
ห น้ า | 163
พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอย่หู ัวทรงรับการถวายพระพรและ
ถวายดูอาของผู้นําศาสนาต่าง ๆ
ในดา นพระพทุ ธศาสนาพระมหากษตั รยิ แ ละพระบรมงศานุวงศแตโบราณมาทรงถอื เปนสาํ คัญ ในการ
อปุ ถัมภค ้าํ ชพู ระศาสนาท้ังการทํานบุ าํ รงุ พระอารามและศาสนสถาน การทํานุบํารุงพระธรรม คําสั่งสอนโดย
การทรงนาํ พระธรรมนัน้ มาปฏบิ ัตแิ ละนาํ มาเปน แนวทางในการปกครองบานเมืองและดูแลทุกขสุขของอาณา
ประชาราษฎร ทรงรกั ษาพระธรรมคําสอนของพระพุทธองคดว ยการสรา งพระอารามและศาสนสถาน
ในสมยั สุโขทัยทพี่ ทุ ธศาสนาลังกาวงศร ุงเรืองมกี ารสรา งวัดเปน จาํ นวนมาก รปู แบบของสถาปตยกรรม
กย็ ดึ แบบลังกาคอื เจดยี ท รงระฆัง และในวัดหลายแหงมชี างลอ มหรอื เรียกวา ชา งรอบอยางคตขิ องลังกา แลวยัง
สง ผา นมาถึงสมัยอยธุ ยาที่วดั มเหยงคณใ นรชั กาลสมเดจ็ พระเจาสามพระยาซึ่งทรงมีความเกี่ยวของกับสุโขทัย
ท้ังในทางสายเลอื ดและการเก่ียวดองเปน ญาติ
เจดยี ประธานวดั มเหยงคณอยุธยา เจดยี วัดชางรอบ เมืองกําแพงเพชร
ห น้ า | 164
เมือ่ กรงุ ศรีอยธุ ยามอี าํ นาจเหนอื สโุ ขทยั สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถไดท รงใชส่ิงกอ สรางทางศาสนาแสดง
สญั ลกั ษณข องความเปน ผปู กครองโดยใชพระมหาธาตหุ รอื เจดียท รงปรางคเ ปนเจดยี ประธานของวดั แทน
พระปรางค์วดั จุฬามณีพิษณุโลก
สถาบันกษัตริยของกรุงศรีอยุธยาไดรับอิทธิพลของพระพุทธศาสนาลังกาวงศจากสุโขทัยและจาก ศรี
ลังกาโดยตรงซึง่ จะเหน็ จากพระเจดยี ท รงระฆังท่ีเปนเอกลักษณท างสถาปตยกรรมของสมัยอยุธยาตอนกลางและชาง
หลวงไดป รบั รูปแบบมาเปนเจดยี เหลี่ยมยอ มมุ ในสมัยอยธุ ยาตอนปลายงานสถาปตยกรรมเหลานป้ี รากฏอยูใน
พระอารามอันใหญโตและงดงามทร่ี าชทูต และพอ คา ชาวตะวันตกบันทกึ ไวในเอกสารรายงานหรือจดหมายเหตุ
ของตนเลา ถึงความทุมเทใสพระทัยของพระมหากษตั รยิ ท ี่ทรงมีตอพระพุทธศาสนาโดยผานออกมาในรูปแบบ
ก ความวจิ ิตรงดงพารมะปมรคี าณุงคค์วาัดจมฬุ ีราามคณา ีพดิษวยณพุโลรกะราชศรทั ธาอนั มงุ มน่ั แรงกลา อยางแทจริง เชน ความงดงามใหญโต
ของวัดพระศรีสรรเพชญ วดั มหาธาตุ วดั ราชบรู ณะ วดั พระราม และวดั ไชยวัฒนาราม เปนตน
วดั พระศรีสรรเพชญ์ วดั พระราม
ห น้ า | 165
ในสมยั กรุงธนบุรีเปนชว งกอบกฟู นฟูเศรษฐกจิ บานเมืองแมจะไมมกี ารสรางพระอารามปรากฏ ข้ึนนัก
แตสมเด็จพระเจาตากสินก็ทรงเอาพระทัยใสในพระไตรปฎกที่สูญไปในคราวเสียกรุงเม่ือเสด็จไปตี
นครศรีธรรมราชแลวก็ทรงขอยืมพระไตรปฎกจากเมืองนครศรีธรรมราชกลับมาคัดลอกแลวสงคืนตนฉบับ
กลบั ไปดงั เดมิ เมื่อบานเมอื งกลับสงบเรียบรอยกวาเดิม ในรชั สมยั ของสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา จฬุ าโลกมหาราช
ไดท รงริเริม่ สรางและปฏิสังขรณว ดั เกา ทั้งในกรุงเทพมหานครและยังทรงโปรดใหพระบรมวงศานุวงศกลับไป
บูรณปฏสิ งั ขรณวดั สาํ คญั ในกรุงเกาอีกมากมายหลายวัด เชน วัดทองหรอื วัดสวุ รรณดาราราม วดั ธรรมาราม วดั
กษตั ราธริ าช เปน ตน สว นกรงุ เทพมหานครท่ีพระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา จฬุ าโลกมหาราชทรงต้ังพระทัยท่ี
จะฟน คนื กรงุ ศรีอยธุ ยาใหแกชาวไทยในดา นพระพุทธศาสนาจงึ ทรงสรางวัด สาํ คญั ตาง ๆ ใหเหมือนที่เคยมีใน
สมัยอยุธยาเชน วดั พระศรรี ตั นศาสดารามแทนวัดพระศรีสรรเพชญ ในพระราชวังหลวง วัดสุทัศนเทพวราราม
แทนวดั พนญั เชงิ เปน ตนในดา นพระธรรมทรงโปรดใหม ีการสงั คายนาพระไตรปฎกทว่ี ดั มหาธาตุยุวราชรังสฤษด์ิ
(ขณะนั้นช่ือวาวัดพระศรสี รรเพชญ) เร่ิมแตวันพุธ ขึ้น 15 ค่ําเดือน 12 ปวอก พ.ศ. 2331 เปนเวลา 5 เดือน
จึงเสรจ็ แลวใหจารเก็บรกั ษาเปนพระไตรปฎ ก ฉบบั หลวง (ทองใหญ) สวนแบบทองชบุ ใหจารแลวพระราชทาน
ไปตามพระอารามหลวงท้งั สิ้น
พระไตรปฎ กในแบบท่จี ารในสมดุ ไทยแบบทองใหญ
ในรัชกาลปจจุบันนอกจากการโปรดใหจัดพิมพพระไตรปฎกพระราชทานแกใหวัดตาง ๆ และ
พระราชทานไปยังวดั ไทยในตา งประเทศแลว ยงั ทรงใหม กี ารจัดทําในรูปแบบสื่ออิเลคทรอนิกสเพื่อ สะดวกใน
การคน ควาโดยท่วั ไปอกี ดวย
บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริยในดานการพัฒนาคณะสงฆน้ันก็มีอยูไมนอย ท่ีทรงมีพระราช
ศรัทธาเสดจ็ ทรงพระผนวชก็มหี ลายพระองคแมในยามมีภยนั ตรายก็ทรงใชวิธีประนีประนอมโดยใชธงชัยพระ
อรหันตคอื ผา กาสาวพัตรเปน ทพี่ งึ่ หลงั เสยี กรงุ น้ันมพี ระสงฆจํานวนมากยอหยอนในพระวนิ ยั ลง จนสมเดจ็ พระ
ห น้ า | 166
พุทธยอดฟา จุฬาโลกมหาราชทรงปรารภถงึ พฤติกรรมของพระสงฆบ างรูปขณะน้ันวา “เปนคนอาบัดสอพลอ
ทําใหเสียแผนดิน” พระองคทรงแกไขปญหานี้โดยใหสอบสวนและใหสึกออกเสียไมนอย และทรงตรากฎ
พระสงฆในระหวาง พ.ศ. 2325 - 2341 มีถงึ 10 ฉบับ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จ พระน่ังเกลาเจาอยูหัว
ทรงมพี ระราชศรัทธาสรา งวดั จนมคี ํากลาวในทาํ นองวาผทู จี่ ะเปนคนโปรดในรัชกาลที่ 2 ตอ งเปนกวี ในรัชกาล
ท่ี 3 นั้นตองสรา งวัดถวาย จึงจะเปน ผทู ีท่ รงโปรดปราน แมพ ระองคจ ะไมทรงโปรดการต้ังธรรมยุติกนิกายของ
พระอนชุ า คอื วชิรญาณภิกขุ แตก ็ทรงมีขันตธิ รรมอนโุ ลมใหทรงดําเนินการเผยแผพระพุทธศาสนานิกายนี้ได
ตอ มาจนวชิรญาณภกิ ขไุ ดข้นึ ครองราชสมบัตเิ ปนพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา เจาอยูหวั ก็ทรงสงเสริมนิกายนี้
มากข้ึนและสรา งพระอารามหลวงหลายแหง ใหพ ระสงฆในธรรมยุตกิ นกิ ายไดพํานกั ปฏบิ ตั ิธรรม เชน วัดบวร
นิเวศวิหาร วัดราชาธิวาส วัดกวศิ ราราม วัดเสนาสนาราม และวดั นเิ วศธรรมประวัติ เปนตน
นอกจากน้สี ถาบันพระมหากษัตรยิ ยังทรงสงเสรมิ การสรา งวรรณกรรมทางศาสนานบั แตส มยั สุโขทัยมี
ไตรภูมิพระรวงของสมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไทท่จี งู ใจใหค นประพฤติดีเพื่อไดไปสสู รวงสวรรคและละความ
ชว่ั เพ่ือไมใ หไปสอู บายภมู ิ ในสมยั อยุธยามสี มาชิกของสถาบนั พระมหากษัตริย พระบรมวงศานุวงศท่ีทรงพระ
ราชนิพนธสรรคส รา งวรรณกรรมทางศาสนาไวมากมายเชนในสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงพระราชนิพนธ
มหาชาตคิ าํ หลวงในคราวสรา งวัดจฬุ ามณี ในรัชกาลสมเด็จพระเจาบรมโกศกรมหลวงเสนาพิทักษ (เจาฟาธรร
มาธิเบศหรือเจาฟากุง) ทรงแตนันโทปนันทสูตรคําฉันทและพระมาลัยคําหลวงในขณะทรงผนวช เปนตน
นอกจากนใ้ี นสมัยสมเดจ็ พระนารายณพ ระองค ทรงมพี ระราชปุจฉาวิสชั นากบั พระพรหมมนุ ีวดั ปากนาํ้ ประสบ
ซ่ึงเปน พระอาจารยม ีบนั ทกึ ถึงคาํ ถามคาํ ตอบดังกลาวท่ีนาศึกษาและเปนแนวทางในการมีพระราชปุจฉาของ
พระมหากษตั ริยกับพระสงฆผ ูรธู รรมเชนทป่ี รากฏในพระบาทสมเด็จพระเจา อยหู ัวรัชกาลปจจุบันท่ีทรงมีพระ
ราชปจุ ฉาพระอรยิ สงฆหลายทาน เชน พระราชพรหมญาณ (หลวงพอ ฤาษลี ิงดํา) หลวงปแู หวนสุจิณโณ หลวง
ปูฝนอาจาโร ฯลฯ เปนตน มีการบนั ทึกขอธรรมเหลา นน้ั ไวเปน แนวทางใหป ระชาชนทว่ั ไปไดศกึ ษาไดอ ีกดว ย
ในการชวยรักษาพระพุทธศาสนาในปลายกรุงศรีอยุธยาพระเจากิตติศิริราชสิงหไดสงราชทูตมาขอ
พระสงฆจากกรุงศรอี ยุธยาเพื่อไปฟน ฟพู ระพทุ ธศาสนาในศรีลังกาท่ีขาดพระสงฆสืบตอในรัชกาลสมเด็จพระ
เจาบรมโกศทรงสง พระอุบาลี พระอริยะมนุ ีกับพระอนั ดับและสามเณรไปศรีลังกา สามารถอุปสมบทพระสงฆ
กวา 700 รปู และบรรพชาสามเณรไดเปนจาํ นวนมากในเวลาเพียง 3 ปทําใหพระพุทธศาสนานิกายสยามวงศ
เกิดขึน้ ในศรลี ังกา ต้งั แตน้ัน
ห น้ า | 167
รปู หลอ ของพระอบุ าลที ว่ี ัดบุพารามที่ประเทศศรลี งั กา
4. ดานการเสริมสรา งศลิ ปวัฒนธรรมและประเพณี
ศลิ ปะมรี ากศัพทต รงกบั ภาษาบาลวี า สิปป หมายถงึ ฝม ืออยา งยอดเย่ียมท่เี ปน การแสดงออกทาง
ความคิดความชํานาญของมนุษย และบุคลิกภาพของผสู รางสรรคค วามงดงามของงานที่ถายทอดจิตวญิ ญาณ
และความเชื่อของตนลงสูอนั งานอันเปน ความพากเพียรของมนษุ ยซ ่งึ เรียกวาวจิ ติ รศิลป
วัด วงั เวยี งเปน ศนู ยรวมความเปน เลศิ ของศิลปะชาตไิ ทย ศิลปะไทยมรี ากฐานความสัมพันธเช่ือมโยง
ใกลช ิดกับคตคิ วามเชือ่ และหลักธรรมในพระพุทธศาสนาทจ่ี ะมหี ลกั คิดความเชอ่ื ของศาสนาอ่นื แทรกเขา มาจะมี
บางก็เปนเพียงสวนปลีกยอยซ่ึงบางครั้งก็เกิดจากแนวพระราชนิยมในชวงเวลาใดเวลาหนึ่งเทานั้น สถาบัน
พระมหากษตั รยิ ม ีหนาทหี่ ลกั ในการทํานุบาํ รงุ พระศาสนาจงึ ไดนาํ เอาศลิ ปะมาใช เพอื่ วัตถปุ ระสงคอ ันสําคัญนี้
ในพระอารามตา ง ๆ สวนพระราชวังหลวงหรือพระบรมมหาราชวังท่ีเปนศูนยกลางของพระนครเพราะเปนท่ี
ประทับ ขององคพระประมขุ ของแผน ดินกต็ อ งใหม ีความโอโ ถงงดงามดวยศิลปะอันประณีตเปนสดุ ยอดแหงงาน
ชา งทุกแขนงเพอื่ สมกับพระราชฐานะและพระเกียรติยศ สว นเวยี งน้ันกม็ ีความงามทางศิลปะทีป่ ระชาชนสามัญ
ขุนนางขาราชการ ที่เปนไพรฟาขาแผนดินสรรคสรางข้ึนดวยความศรัทธาและเพ่ือการใชสอยในวิถี
ชวี ติ ประจําวันซง่ึ มกั จะคลอยตามพระราชนิยม ในภาวะท่กี ฎเกณฑของสงั คมอนุญาตไวใ หทําไดซง่ึ ตอ มาในสมยั
หลังก็มกี ารยกเวน กฎเกณฑตางๆน้นั ซ่งึ บางประการก็เปน กฎมนเทียรบาลโดยเฉพาะในการสรางวัดก็ยกเวนให
มอี าคารหลังคาซอนช้นั ในวดั ท่ีสามญั ชนสรางได
สถาบนั พระมหากษตั ริยมบี ทบาทในการสงเสริมศิลปะในหลายแขนงปรากฏอยูทั้งในศาสนสถาน วัดวา
อารามเปนที่เชิดหนาชูตาวาบานเมืองไทยเปนเมืองที่รํ่ารวยศิลปะ ทั้งดานสถาปตยกรรม จิตรกรรม งาน
ประติมากรรมและประณตี ศิลป ซ่ึงตองใชงานชางในสาขาตางๆท่ีเรียกวา “ชางสิบหมู” ไดแกชางเขียน ชาง
แกะ ชางสลัก ชางปน ชางปูนชางรัก ชางหุน ชางบุ ชางกลึง และชางหลอ นอกจากน้ียังมีงานชางกระจก
ชางทอง ชางคร่ํา ชางไม ฯลฯ ซ่ึงแยกปลีกยอยเฉพาะทางไปอีกมากมายงานเหลาน้ีตองอาศัยสถาบัน
พระมหากษตั รยิ ท รงเปนผอู ปุ ถัมภใ หก ารสนับสนนุ ทงั้ พระราชทรพั ย พระราชทานยศศักดใ์ิ หแ กชางที่ ทุมเท
อุทศิ ตนใหงานน้นั ๆ และการใหโ อกาสไดแสดงผลงานในสถานท่ีอนั สาํ คญั ซงึ่ ในบางครั้งพระมหากษัตริยและ
พระบรมวงศานุวงศก ็ทรงลงฝพ ระหัตถใ นงานชางงานศิลปะดวยพระองคเอง มีหลักฐานผลงานปรากฏเดนชัด
อยูเปน จํานวนมากเชน งานบานประตูจาํ หลกั ไมท ่วี ัดสุทศั นเ ทพวราราม งานหัวโขนชื่อพระยารักนอยและพระ
ยารักใหญเ ปนฝพระหตั ถของพระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหลา นภาลยั เปนตน
ห น้ า | 168
ในสมยั อยธุ ยางานศิลปะทีเ่ ปน สถาปต ยกรรมถกู ทําลายลงดวยสงคราม และกาลเวลาที่บานเมืองถูก
ท้งิ รา งอยูเ ปน เวลานานแมจ ะดีรับการบรู ณะปฏิสังขรณก ไ็ มอ าจคืนสภาพดังเดิมไดดวยขอจํากัดวาวัดรางนั้น มี
จํานวนมาก ขาดชางฝมือ ขาดกําลังทรัพยและวัสดุ ดังท่ีทราบกันวาแมอิฐที่จะใชสรางกําแพงกรุงธนบุรี ศรี
มหาสมุทร และสรางวดั วาอารามก็ยังตอ งไปร้ือเอาอิฐเกามาจากคายโพธ์ิสามตนคายสีกุก และวัดตาง ๆ ใน
กรุงศรอี ยธุ ยา แตย ังพอมีบางสวนหลงเหลอื อยูเปน ขอ ยืนยนั ถงึ บทบาทของพระมหากษัตรยิ ใ นดานงานชา งศลิ ป
กรุงศรอี ยุธยาไดอยพู อสมควร สวนงานดานประณตี ศิลปน นั้ พอเห็นไดชัดจากงานเครอ่ื งทองกรุ วดั ราชบรู ณะที่
รวมงานชางสาขาตาง ๆ ไวม ากมาย งานประดับมกุ บานประตูพระวหิ ารยอดที่งานฝมือชา งประดับมุกช้นิ เอกใน
รชั สมัยสมเดจ็ พระเจา บรมโกศทรงโปรดใหส รางขนึ้ ในการปฏิสงั ขรณว ดั บรมพทุ ธาราม และบานประตพู ระมณฑป
พระพทุ ธบาทและประตูพระอุโบสถวดั พระพุทธชินราช ซึ่งสรางขึน้ ในรัชกาลเดยี วกัน
ธรูปบุทองคาํ พระมาลาทองถกั
พระแสงขันธ์
ห น้ า | 169
บานประตูวัดพระพุทธชินราช
บานประตวู ดั วิหารยอด (วัดพระศรีรัตนศาสดาราม) บานประตูวดั พระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี
บานประตปู ระดับมกุ หอพระมณเฑียรธรรมวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
หลังเสียกรงุ ชา งฝม อื ของกรุงศรอี ยุธยาเสยี ชีวิตลงในการรบบา ง ถูกขาศึกกวาดตอนไปบา งเหลือ ตัวอยู
นอยเตม็ ที ในสมยั กรงุ ธนบรุ กี ใ็ ชง านชา งตา ง ๆ เพียงสังเขปดว ยอยูในภาวะที่ตองระวังขาศึกศัตรู ขาดคนและ
กําลังพระราชทรัพย ในสมัยรัตนโกสินทร สมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชทรงโปรดใหรวบรวม
ชางฝม ือดานตา งๆสรา งพระบรมมหาราชวังและพระอารามหลวงตาง ๆ ในสภาพที่เพ่งิ ผา นภาวะวิกฤตเสียกรุง
ห น้ า | 170
มาเพียง 15 ป และทําสงครามเกาทัพมาเพียงไดไมนาน แตพระองคก็สามารถจําลองกรุงศรีอยุธยามาไวที่
กรงุ เทพมหานครไดเปน ผลสาํ เรจ็
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง
ในการน้สี มเดจ็ กรมพระราชวงั บวรมหาสรุ สงิ หนาททรงมีสว นสงเสรมิ ในการฟนฟูงานชางศิลปอยุธยา
เปนอยางมากโดยทรงเสาะหาชา งหลวงอยธุ ยาทย่ี ังเหลอื อยใู หเ ขามาอยใู นสังกดั ชา งวงั หนา ซง่ึ ได ฝากผลงาน
พระอโุ บสถวดั สุวรรณดาราราม (วดั ทอง) ไวท่ีกรงุ เกา
พระอโุ บสถวัดสุวรรณดาราราม
ห น้ า | 171
ในดานงานจิตรกรรมในสมัยกรุงศรีอยุธยาพอหลงเหลือหลักฐานก็เพียงเล็กนอยและเขาชมไดยาก
เพราะทเ่ี หลือก็มักเขยี นเพอ่ื เปน พทุ ธบชู าในกรุปรางคห รอื เจดียหรอื อยูในวัดหา งไกล เชน ท่ีเพชรบรุ ี เปนตน ที่
หาชมไดง ายกม็ ักเปนงานชา งรตั นโกสินทรเปนสว นใหญแตกเ็ ปน งานจติ รกรรมท่สี ง ตอมาจากสมัยอยุธยานนั่ เอง
ในสมัยสมเด็จพระจอมเกลาเจา อยหู วั ทรงอุปถัมภสงเสริมชา งจิตรกรรมคนหน่ึง ช่ือ ขรัวอินโขงศิลปนทานน้ีมี
ฝม อื เขยี นภาพแบบใหมต า งจากศิลปนยิ มแบบเดิม คอื เปน ภาพท่ีมีแสงเงาแบบตะวันตกและงานของทานผูน้ี
สงอิทธิพลทําใหงานจิตรกรรมไทยในยุคตอมามีความเปนสากลมากข้ึนดังงานของพระยาอนุศาสนจิตรกร
(จนั ทร จิตรกร) ซง่ึ เปน ชางเขยี นในรชั กาลของสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจาอยหู วั งานชิ้น สําคัญคือ ภาพพระราช
ประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในพระวิหารวดั สุวรรณดารามและภาพเทพ ชุมนุมในพระวิหารเดียวกนั ซึ่ง
มีความแตกตา งของระเบยี บวิธีการเขียนภาพเทพชมุ นุม
ภาพวาดของพระยาอนุศาสน์จิตรกร ภาพวาดของขรัวอนิ โข่ง
ห น้ า | 172
ภาพวาดของพระยาอนุศาสน์จติ รกร
ผลงานพระยาอนุศาสน์จิตรกรพระประธานวดั กษตั ริย์ตราธริ าช
ห น้ า | 173
ศิลปนในพระบรมราชจักรีวงศ คือ สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอกรมพระยานริศรานุวัติวงศ ที่ทรงมี
ผลงานดา นการชางหลายสาขา งานชนิ้ เดนของพระองคคือทรงออกแบบพระอโุ บสถวัดเบญจมบพติ ร และทรง
ออกแบบรองในงานพระราชพิธีตาง ๆ หลายคร้ังลวนเปนที่พอพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกลา เจา อยหู ัวมากทรงพระราชทานพระสมัญญานามวา “นายชา งใหญแ หงกรุงรัตนโกสนิ ทร” เจานาย
ทีท่ รงงานชา งและทรงมีผลงานเดนอีกพระองคหนึ่งคือพระองคเจาประดิษฐวรการ งานปูนปนฐานชุกชีพระ
ประธานในพระอุโบสถวัดกษัตราธริ าชนบั วา เปนผลงานที่งดงามจบั ใจยิ่ง
สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยานริศรานุวัติวงศ์
งานสถาปตยกรรมในสมัยรัตนโกสนิ ทรน ัน้ เปนงานที่สืบเน่ืองตอมาจากสมัยอยุธยาตอนปลายที่นิยม
เจดียแ บบยอ มมุ ไมสบิ สองหรือเจดียเ พ่ิมมมุ เชนเจดียในกลมุ พระเจดียศรีสรรเพชญดาญาณที่วัดพระเชตุพน
วมิ ลมงั คลาราม และพระปรางคทรงจอมแห เชน พระปรางคประธานวัดอรุณราชวรารามท่ีไดแบบจากพระ
ปรางควดั ไชยวฒั นาราม จนในรัชกาลสมเดจ็ พระจอมเกลา เจาอยูหวั ทรงมีพระราชนยิ มพระเจดียแบบลังกา ท่ี
วัดพระศรีสรรเพชญ พระนครศรีอยุธยาจึงทรงนําแบบมาสรา งพระศรีรัตนเจดีย (เจดียทอง) ท่ีวัดพระศรีรัตน
ศาสดารามแลว ทรงสรา งในรปู แบบเดียวกันเปนเอกลักษณประจํารัชกาล เชน ที่วัดเสนาสนาราม วัดสุวรรณ
ดาราราม วัดราชบพติ รสถิตมหาสมี าราม เปนตน
สาํ หรบั งานประติมากรรมของชาติสวนใหญเ ปน งานปนหลอ พระพุทธรูปซึ่งมีพระพุทธรปู สําคญั หลาย
องคท่ีสถาบันพระมหากษัตริยทรงสรางขึ้นเพื่อยึดเหน่ียวจิตใจประชาชนและเปนศรีแกพระนคร ถือเปน
แนวทางเดียวกันของทุกยุคทุกสมัยดวยถือวาพระพุทธรูป คือ ส่ิงแทนพระองคของพระพุทธเจา ในสมัย
รัตนโกสนิ ทรไ ดอ ัญเชิญพระพุทธรูปสําคัญหลายองคมาจากหัวเมืองฝายเหนือโดยเฉพาะจากสุโขทัย ในการ
อัญเชิญหลวงพอเพชรเมืองพิจิตรชาวเมืองไมยินยอมนําองคพระไปซอนแตพระบาทสมเด็จพระปกเกลา
เจาอยูหัวกม็ ไิ ดท รงถือเอาแตพ ระทัยทรงอนุโลมตามประสงคของชาวเมอื ง เมือ่ ทรงอัญเชิญมาแลวก็ทรงนําไป
ประดิษฐานเปนพระประธานในพระอุโบสถบาง พระประจําพระวิหารหลวง พระวิหารทิศบาง บางองคก็
ประดิษฐานอยูที่พระระเบียงบางในวัดตาง ๆ เพ่ือใหประชาชนไดปฏิบัติบํารุงและเคารพบูชาสืบมาสวน
ห น้ า | 174
พระพทุ ธรูปที่สรางข้ึนในสมัยรัตนโกสินทรคอื พระพทุ ธรปู ปางตา ง ๆ ทพี่ ระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา เจาอยหู วั
สรางขน้ึ เพ่ืออุทศิ ถวายพระราชกศุ ลแดบรู พมหากษัตราธริ าชเจา จนถึงรชั กาลพระองคน บั วาเปน พระพทุ ธรูปอีก
กลุมหนึง่ ทใี่ หค วามรใู นเชิงพระพุทธประวัตแิ ละเชงิ ชางประตมิ ากรรมอกี ดวย
ในบรรดาพระพุทธรูปสําคัญท่ีคนพบวาสรางดวยโลหะอันมีคาในชวงฉลอง 25 พุทธศตวรรษ
ไดพบพระพุทธรูปทองคาํ ศลิ ปะสุโขทยั ขนาดใหญมากทีว่ ัดไตรมติ รวทิ ยาราม ซ่ึงพระรูปท่ีมีความใหญโตขนาด
น้นั และสรา งดวยทองคาํ อันเปนโลหะทมี่ คี ามรี าคามากทสี่ ุดเชน นแี้ สดงถึงพระราชศรทั ธาของพระมหากษัตริย
ซึ่งทรงเปนองคพระประมุขของสถาบันพระมหากษัตริยในยุคสมัยตอมาคือสมัยอยุธยา รัชสมัยสมเด็จพระ
รามาธิบดีท่ี 2 ก็มีการสรางพระพุทธรูปยืนสูง 8 วา นํ้าหนักทองหุม 286 ชั่ง คือ พระศรีสรรเพชญ
ประดิษฐานในพระวิหารหลวงของวัดประจาํ พระราชวัง ในสมยั รตั นโกสินทรการสรา งพระพทุ ธรูปทองคาํ ขนาด
ใหญไ ดล ดความนิยมลงแตม แี นวคิดในการสรา งจากวัสดุท่ีสิน้ เปลอื งทรัพยไ มมาก แตใหความงามไดคลายคลึง
กันคอื การปด ทบั ดว ยทองคาํ เปลว หรือการใชเ ทคโลยีสมยั ใหม การตกแตง พ้นื ผวิ เพ่อื เพ่ิมคุณคาและความงาม
ขึ้น
บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริยใ นดา นวฒั นธรรมและประเพณี นั้นยอมสอดคลอ งกบั สภาพ
สังคมในแตล ะยคุ สมยั
5. ดานการเสริมสรา งวฒั นธรรมและประเพณีของไทย
วัฒนธรรม หมายถงึ ส่งิ ทท่ี าํ ใหเ จรญิ งอกงามแกห มคู ณะวถิ ชี ีวติ ของหมคู ณะ ประเพณี คือ สิ่งทนี่ ิยม
ถือประพฤตปิ ฏิบัติสบื ๆ กนั มาจนเปนแบบแผน ขนบธรรมเนยี ม หรอื จารตี ประเพณวี ัฒนธรรมไทย และ
ประเพณีไทยนน้ั เกิดขึน้ จากการประพฤตปิ ฏบิ ตั ิสบื กันมามกี ารส่งั สม เลือกสรรและยอมรบั วา เหมาะสมกับ
สังคมโดยรวม จนเปน บุคลกิ และนสิ ัยของคนในสงั คม ซ่ึงเกิดขน้ึ จากการทีต่ อ งเอาอยา งบคุ คลอน่ื ๆ ท่ีอยูรอบ ๆ
ตร ฐานชุกชีพระประธานวัดกษตั ราธริ าช
ห น้ า | 175
ตน หากจะกลาวถึงประเพณไี ทยกห็ มายถึง นิสัยสังคมของคนไทยซง่ึ ไดร บั มรดกตกทอดมาแตด งั้ เดมิ และ
มองเหน็ ไดใ นทกุ ภาคของไทย ประเพณี เปนเรื่องของความประพฤติของกลมุ ชน ยึดถือเปนแบบแผนสืบตอ กัน
มานาน ถาใครประพฤตินอกแบบ ถือเปนการผดิ ประเพณี ประเพณกี บั วัฒนธรรมจึงเปนสิ่งทก่ี ลมุ ชนในสงั คม
รว มกนั สรางข้นึ แตประเพณเี ปนวัฒนธรรมทมี่ ีเงอื่ นไขท่ีคอนขาง ชดั เจน กลา วคือเปนสงิ่ ทสี่ งั คมสรา งขึน้ เปน
มรดก คนรุนหลงั จะตอ งรบั ไว และปรบั ปรงุ แกไ ขใหด ียิ่ง ๆ ขน้ึ ไป รวมทั้งมกี ารเผยแพรแกค นในสงั คมอนื่ ๆ
วฒั นธรรมทีเ่ ปนปจ จยั พ้ืนฐานในการดํารงชีวติ อนั ไดแ กป จจยั ส่ี คือเครือ่ งนงุ หม ท่ีอยูอาศยั อาหาร ยา
รกั ษาโรค เครอ่ื งนุงหม และการแตง กายของคนไทยเปล่ียนแปลงไปตามยคุ สมัย มกี ารรบั วัฒนธรรมการแตง กาย
ชาวตะวันตกมาใชม ากขึ้น สวนผูหญงิ จะเปนไปตามสมยั นิยม ในอดีตสถาบนั พระมหากษตั รยิ จ ะมี กฎมณเฑียร
บาลกาํ หนดแบบแผนท่ีแนน อนในการแตงกายการเคร่อื งประดับกาย เครอื่ งประดับยศ การใชย านพาหนะแต
ความเครงครดั นั้นก็คลีค่ ลายลงดวยยุคสมัยโดยพระราชดําริบาง โดยกฎเกณฑใ หม ๆ ของสงั คมและการปรบั เปลย่ี น
ตามวัฒนธรรมตะวันตกบา ง สถาบันพระมหากษตั ริยม ีบทบาทในการสรา งเสรมิ วฒั นธรรมการแตง กายโดยแบบอยา ง
ความนยิ มจากเจานายฝา ยในโดยเฉพาะในสมยั รชั กาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจา อยหู วั เปน ตน มา
การแต่งกายของเจ้านายสมัยรัชกาลที นุ่งโจงเสือแบบแขนหมูแฮมสะพายแพร
สมยั รัชกาลที 6 สมัยรัชกาลที
ห น้ า | 176
สมัยรัชกาลที
ในรชั สมัยของพระเจา อยหู วั รัชกาลปจจุบนั สมเด็จพระนางเจาพระบรมราชนิ นี าถตอ งตามเสด็จ เยือน
ประเทศตาง ๆ ทั้งเอเชีย ยุโรปและสหรัฐอเมริกา พระองคทรงจัดเตรียมฉลองพระองคแบบไทยโดย ทรง
ออกแบบใหมใหเหมาะสมทงั้ แบบลําลองและเปนทางการใหเ หมาะสมกับวาระโอกาสตาง ๆ เปนท่ีมาของชุด
ไทยพระราชนยิ มอันไดแก ชุดไทยเรอื นตน ไทยจติ รลดา ไทยอมรินทร ไทยบรมพิมาน ไทยจักรี ไทยจักรพรรดิ
ไทยดุสิต ไทยศวิ าลัย ถือเปนแบบแผนการแตงกายของชาติ สวนเสื้อของฝายชายไดมีการออกแบบแปลงมา
จากเส้ือราชปะแตน เรียกวา ชุดไทยพระราชทานซี่งมีทั้งแขนสั้นและแขนยาวโดยสวม กับโจงกระเบนหรือ
กางเกง ก็ไดเส้อื ชดุ พระราชนิยม 9 ชดุ และชดุ ไทยพระราชทาน
ชุดไทยพระราชทานนิยมสําหรับสตรี
ห น้ า | 177
ชุดไทยพระราชทานสําหรับชาย
วฒั นธรรมดา นที่อยอู าศัยเรอื นไทยเหมาะกับสภาพธรรมชาติของสังคม มีลักษณะใตถุนสูงไมมี หอง
มากนกั รับลมเยน็ ไดท กุ เวลา ปอ งกันแดดฝนไดด ี แตก ารออกแบบอาคารเรือนหลวงท่ีเปนเอกลักษณของชาติ
นอกจากการยดึ เอาความเหมาะสมกับสภาพแวดลอมแลวก็ตองคํานึงถึงประโยชนใชสอยและการเชิดชูพระ
เกียรติยศเปนหลกั สวนการออกแบบอาคารในพระพทุ ธศาสนานั้นยอมสอดคลองกับสถาบันพระมหากษัตริย
ดวยหลกั คิดในเรือ่ งพุทธะกบั พระราชาเปนสําคัญและในบางสวนก็นําคติของไตรภูมิมาสอดแทรก เชน เร่ือง
ของเขาพระสุเมรุ ครุฑ นาค และยักษ แมการต้งั ชื่อประตทู ้งั สี่ทศิ ของพระตําหนกั จิตรลดารโหถานก็นําชอ่ื ของ
เทวดารกั ษาทิศทั้ง 4 พระอินทรอยชู ม พระยมอยูคนุ พระวิรุณอยูเจน พระกุเวรอยูเฝา แตเปนท่ีนาสังเกตวา
พระราชฐานของพระมหากษัตริยในปจ จุบันมิไดม งุ เนนความโออา แตทรงเนนถึงประโยชนใชสอยโดยเฉพาะ
ทรงใชประโยชนเพื่อการคนควาหาแนวทางในการชวยเหลือประชาชนในดานความเปนอยูและการทํากิน
มากกวาความสุขสบายสว นพระองค
ในดานอาหารในอดตี ในวงั จะเปนผนู าํ ในเร่ืองของอาหารที่เรียกวา “เครื่องคาวหวาน” มีบทพระราช
นพิ นธเหชมเคร่ืองคาวหวานกลาวถงึ อาหารไทยและอาหารที่ดัดแปลงจากอาหารของชาตติ าง ๆ โดยที่กรุงศรี
อยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงเทพ เปนเมืองท่ีอยูใกลทะเลจึงเปนเมืองทาที่มีคนหลายชาติ หลายภาษา เขามา
ติดตอดวยเสมอการรับวัฒนธรรมของชาวตางชาติในเร่ืองอาหารการกินซึ่งเปนเรื่องใกลตัวท่ีสุดจึงเปนสิ่งที่
เกิดขน้ึ ไดโดยมี “ชาววงั ” เปน เสมือนผูค ดั กรองผสมผสานและดัดแปลงแลวจึงสงตอไปยังชาวบานดังชาวบาน
เกาะเกรด็ ทท่ี าํ อาหารหวานคาวแบบชาววังไดหลากหลายสันนิษฐานกันวา มาจากวิธีครูพักลักจําจากชาววัง
ทม่ี าปรงุ ภตั ตาหารอาหารถวายพระในคราวสรางวดั ปรมยั ยกิ าวาสอยูนานป หรอื ขนมของ ทาวทองกีบมาหรือ
มารเี ดอกรี มา ในสมัยสมเดจ็ พระนารายณมหาราชนั้นก็คงแพรห ลายดว ยคนท่ีเขา ไปรบั จางชว ยงานครวั ในบาน
เจา พระยาวิชาเยนทรน น้ั เอง
ในดานยารักษาโรค สุขภาพและการรักษาพยาบาลปรากฏหลักฐานวาในสมัยสมเด็จพระนารายณ
มหาราชทรงเปนผูน ําในการรักษาโรคมีการรักษาพยาบาลท้ังตําราแพทยแผนไทยและตะวันตกมีตํารายาช่ือ
ห น้ า | 178
โอสถพระนารายณท่มี ยี าตาํ รบั ตาง ๆ และยงั มแี พทยประจําพระองคเปนชาวตะวันตกคูกับแพทยไทยในสมัย
รัตนโกสินทร สมเดจ็ เจาฟา กรมหลวงชุมพรเขตตอุดมศักดิ์ทรงไดรับฉายาวา “หมอพร” เพราะทรงมีความรู
ทางแพทยแ ผนไทยและทรงรกั ษาชาวบา นทัว่ ไปจนเปนทเ่ี คารพรกั ใครของประชาชนจนถึง ทุกวันนี้ พระบรม
วงศอกี พระองคหนึง่ ทคี่ วรแกการระลกึ ถึง คือ สมเด็จพระมหิตลาเบศรพระบรมราชชนกในพระบาทสมเดจ็ พระ
เจา อยหู วั ที่ทรงหนั มาเรียนวิชาแพทยเพราะทรงเห็นในความทุกขเพราะความเจ็บไขของประชาชนทรงยอม
เสียสละเดินทางไปปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลแมคคอมิคสถึงเชียงใหมดวยพระราช จริยวัตรดังน้ี จึงทรงเปน
แบบอยา งใหส มเด็จพระราชชนนี พระบาทสมเดจ็ พระเจา อยหู วั สมเดจ็ กรมหลวงนราธิวาสราชนครนิ ทรสมเด็จ
พระนางเจา พระบรมราชนิ ีนาถ และพระราชนัดดาทกุ พระองคท รงเจรญิ รอยตาม ดงั พระองคทรงมีพระโอวาท
พระราชทานแกน ักเรยี นแพทยศ ริ ิราชวา “ขอใหถือประโยชนของตนเปนกิจท่ีสองประโยชนของเพ่ือนมนุษย
เปนกจิ ทห่ี น่งึ “โครงการตา ง ๆ เชน โครงการเรอื เวชพาสน โครงการราชประชาสมาศัย โครงการแพทยอาสา
ชนบท โครงการถันยรักษ โครงการมูลนิธขิ าเทียม การสรา งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ฯลฯไดจึงเกิดขึ้น
ในรัชสมยั ของพระบาทสมเด็จพระเจา อยูหวั พระองคปจจุบนั ท่ที รงเหน็ ประโยชนของประชาชนเปนที่หน่ึงเสมอ
ทัง้ ยงั ทรงปลกู ฝง ใหพ ระบรมวงศานวุ งศใ นสถาบนั พระมหากษัตริยไดทรงงานเพือ่ ประชาชนโดยเฉพาะในเรื่อง
ของสขุ ภาพความเปน อยู
ในดา นประเพณีในอดตี เชน สมยั สโุ ขทยั และอยธุ ยาสถาบนั พระมหากษัตรยิ ไดก าํ หนดกจิ กรรมประเพณี
ของหลวงในรอบปที่ตองปฏิบัติเรียกวาพระราชพิธีสิบสองเดือนในชั้นตนเปนพระราชประเพณีท่ีกําหนดให
สอดคลอ งกับพธิ ีกรรมในศาสนาพราหมณเ ชน พระพระราชพธิ ีตรียัมปวาย พระราชพิธีจองเปรียง พระราชพิธี
จรดพระนงั คัลฯลฯ แตต อ มามกี ารแทรกพิธีกรรมทางพุทธศาสนาเขาไปโดยเฉพาะในรัชกาลของสมเด็จพระ
จอมเกลาเจาอยหู วั ทรงปรบั เพิ่มเตมิ พระราชพธิ ีพชื มงคลกับพระราชพิธจี รดพระนังคลั หรือบางพระราชพิธีก็
กาํ หนดขนึ้ ใหมเชน พระราชพธิ เี ล้ยี งขนมเบ้ืองในฤดกู าลทีก่ ุงชมุ มีมันมากจงึ ทําขนมเบ้ืองหนากุงถวายพระสวน
ในเร่ืองการละเลน รน่ื เรงิ ก็พระเจาแผน ดินกท็ รงโปรดใหม กี ารเลนดอกสรอยสกั วาที่ ทงุ ภเู ขาทองคลองมหานาค
ในกรุงศรอี ยธุ ยาครั้นสรา งกรงุ เทพมหานครแลว พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟาทรงโปรดใหขุดคลองมหานาค
และสรา งภูเขาทองขน้ึ แตมาแลวเสร็จในสมัยรัชกาลสมเดจ็ พระนัง่ เกลาเจา อยหู ัว
การละเลนในประเพณีของหลวงน้ันตอมาไดเผยแพรมาถึงชาวบานไมวาจะเปนโขน ละครใน
โมงครมุ ญวนหก บางอยา งสามารถหาดูไดเ ฉพาะในงานพระราชพธิ ีเทา นั้นภายหลงั ก็มีการนํามาดัดแปลงเปน
แบบชาวบานจนในปจจุบันสามรถหาดูไดทั่วไปไมมีขอจํากัด ประเพณีศิลปวัฒนธรรมไทยเปนส่ิงท่ีแสดงถึง
เอกลกั ษณม ีมากมายหลายแขนงลวนแลวท่ีชาวไทยตอ งชว ยกันเรียนรู เขาใจอยางถองแท ตองรูจักพิจารณา
วิเคราะหใ นการรักษาและพัฒนาใหเ หมาะควรแกกาลสมยั โดยไมส ญู เสยี เอกลักษณความเปน ไทย ในอดตี จนถงึ
ปจจุบันมีสถาบันพระมหากษัตริยทรงทํานุบํารุงรักษาศิลปวัฒนธรรมและประเพณีไทยตลอดมาจึงนับวา
บทบาทของสถาบันพระมหากษตั รยิ ท ่ีมีตอ ชาติบานเมอื งนั้นทรงคุณประโยชนอ ยางย่งิ ในทกุ ดา น
ห น้ า | 179
เจดีย์ภูเขาทองอยุธยา เจดยี ์ภูเขาทองวัดสระเกศ
บทที่ 3 เศรษฐศาสตร
สาระสาํ คัญ
ห น้ า | 180
การเรียนรูเกยี่ วกับเศรษฐศาสตรพนื้ ฐาน เกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจ สถาบันทางการเงินและการคลัง
ความสมั พันธแ ละความเช่ือมโยงของระบบเศรษฐกจิ ระหวา งประเทศ และการรวมกลุมทางเศรษฐกิจของประเทศ
ตางๆ เพอ่ื เชอ่ื มโยงสูแนวคดิ เศรษฐกิจพอเพยี งระดบั ชุมชนและการดํารงชวี ิต
ตวั ชวี้ ัด
1. วิเคราะหปญหาและแนวโนมทางเศรษฐกจิ ของประเทศไทยได
2. เสนอแนวทางการแกป ญหาของเศรษฐกจิ ของประเทศไทยในปจจุบนั ได
3. รแู ละเขาใจตระหนกั ในความสําคัญของการรวมกลมุ เศรษฐกจิ ระหวางประเทศ
และประเทศตา งๆ ในโลก
4. รแู ละเขา ใจในระบบเศรษฐกจิ แบบตางๆ ในโลก
5. รแู ละเขา ใจความสมั พันธและผลกระทบทางเศรษฐกจิ ระหวางประเทศของ
ประเทศไทยกับกลมุ เศรษฐกจิ ของประเทศตา งๆ ในภูมิภาคในโลก
6. วิเคราะหความสาํ คัญของระบบเศรษฐกิจและการเลอื กจัดกจิ กรรมทางเศรษฐกิจ
ของประเทศตางๆ ในโลกและผลกระทบ
7. เขา ใจในเรื่องกลไกราคากบั ระบบเศรษฐกจิ
8. รแู ละเขาใจในเรื่องการเงินการคลงั และการธนาคาร
9 เขา ใจในระบบของการธนาคาร
10. ตระหนักในความสาํ คัญของการเงนิ สถาบนั การเงิน
11. วเิ คราะหผ ลกระทบจากปญหาทางเศรษฐกิจ ในเร่อื งการเงนิ การคลังของประเทศ และของโลกไว
12. รแู ละเขา ใจเร่อื งแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ
ขอบขา ยเน้อื หา
เร่ืองที่ 1 ความรเู บ้ืองตนเกีย่ วกบั เศรษฐศาสตร
เรอื่ งที่ 2 ระบบเศรษฐกจิ ของประเทศไทย
เรอ่ื งท่ี 3 กระบวนการทางเศรษฐกิจ
เรื่องท่ี 4 แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ
เรอื่ งท่ี 5 สถาบนั การเงินและการเงิน การคลัง
เร่อื งที่ 6 ความสัมพนั ธแ ละผลกระทบเศรษฐกจิ ระหวา งประเทศกับภมู ิภาคตา งๆ ของโลก
เรื่องที่ 7 การรวมกลมุ ทางเศรษฐกจิ
ห น้ า | 181
เร่อื งท่ี 1 ความรเู บ้อื งตน เก่ยี วกบั เศรษฐศาสตร
1. ความรเู บื้องตน เก่ยี วกับเศรษฐศาสตร
1.1 ความหมายและความสําคัญของเศรษฐศาสตร
1) ความหมายของเศรษฐศาสตร
เศรษฐศาสตร หมายถึง สาขาวิชาหน่ึงในสังคมศาสตร ท่ีศึกษาพฤติกรรมของมนุษยในการใช
ทรัพยากรที่มอี ยอู ยางจํากดั โดยการจัดสรรทรพั ยากรไดอ ยา งเสมอภาคและเปนธรรมและเปน ที่พงึ พอใจ
2) ความสาํ คญั ของเศรษฐศาสตร
เศรษฐศาสตร เปน เร่อื งเก่ียวเนือ่ งสมั พนั ธก ับพฤตกิ รรมของคนในสงั คมกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่ง
ประกอบดวยการผลิต การกระจายผลติ และผูบริโภค เศรษฐศาสตรจึงมบี ทบาทสาํ คญั ตอ การดําเนินกิจกรรม
ทางเศรษฐกิจทุกชนิด โดยเฉพาะเร่ืองการตัดสนใจเก่ียวกับการผลิต การบริโภค และการซื้อ ขาย การแลก
เปลีย่ นสนิ คาและบริการ
เศรษฐศาสตรจึงเก่ียวของกับชีวิตประจําวันของเราทุกคน ทุกระดับ ต้ังแตประชาชนท่ัวไปถึง
ระดบั ประเทศ เศรษฐศาสตรเขาไปมีบทบาทในดานการใชทรัพยากรของประเทศใหเกิดประโยชนสูงสุด ให
ประชาชนกินดอี ยดู ี ไมถูกเอารัดเอาเปรยี บ
แตเ นือ่ งจากทรัพยากรตางๆ ในโลกมจี ํากดั เม่อื เปรียบเทยี บกับความตอ งการมนุษยซ่งึ มีไมจาํ กัด จงึ ทาํ
ใหเ กิดการขาดแคลนขนึ้ ในการอยูรวมกันของมนุษยจึงตองตัดสินใจเลือกอยางใดอยางหนึ่ง ในกระบวนการ
ตดั สนิ ใจเลือกจึงนาํ ความรูเ ชงิ เศรษฐศาสตรเ ขา มาชวยใหก ารตัดสินใจแตล ะครั้งใหเ กิดประโยชนส ูงสดุ
นอกจากนั้นเขาใจเศรษฐศาสตร จะทําใหเ ขาใจเหตุการณและระเบยี บกฎเกณฑบางอยา งทต่ี นเองตอ ง
มีสว นในการใหแ ละรับผลประโชนรว มกัน เชน การเสียภาษี การไดรับประโยชนตอบแทนจากการเสียภาษีไป
เปนตน
1.2 หลกั การและวิธกี ารจดั สรรทรพั ยากรทม่ี ีอยอู ยา งจาํ กัด
เศรษฐศาสตรเปน วชิ าท่ีพยายามแกไขปญหาเศรษฐกิจขั้นพนื้ ฐานของมนุษย ไดแก ปญหาวาทําไมจึงผลิต
จะผลิตอะไร ผลิตอยางไร และผลิตเพ่ือใคร รวมทั้งยังชวยแกไขปญหาท่ีซับซอนมากข้ึน เพ่ือใหประเทศ
สามารถบริหารจดั การทรพั ยากรใหส ัมฤทธิผลและมีประสิทธภิ าพ โดยมวี ัตถุประสงคด านเศรษฐกิจ ดงั น้ี
1) ความมีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ หมายถึง การใชทรัพยากรที่มีอยูอยางจํากัด ไดแก ที่ดิน
แรงงาน และอ่ืนๆ ทาํ การผลิตโดยไดรบั ผลผลิตสงู สุด
2) การจางงานเตม็ ที่ หมายถึง การท่ีคนงานทุกคนท่ีสมัครใจทํางาน มีงานทํา และเปนการทํางาน
เตม็ ความสามารถของแตละคน
ห น้ า | 182
3) ความมีเสถยี รภาพของระดับราคาสินคาและบรกิ าร หมายถงึ การที่ระดับราคาสินคาและบริการมี
การเปลย่ี นแปลงเพียงเล็กนอยและไมเปล่ียนแปลงบอย เพราะจะทําใหผูบริโภคเดือดรอนและผูผลิตจะไม
สามารถคาดการณภาวะทางธรุ กิจไดอ ยา งถกู ตอง
4) ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หมายถึง การท่ีผลผลิตของประเทศมีแนวโนมสูงขึ้นอยาง
สมาํ่ เสมอ แสดงถงึ ความเปน อยดู ีข้ึนอยางตอ เน่ืองของคนในชาติ
5) ความเทา เทยี มกันของการกระจายรายได หมายถงึ คนสวนใหญของประเทศมรี ายไดไมแตกตางกันมากนัก
ทัง้ นเี้ พอ่ื ใหคนสว นใหญส ามารถซ้ือสินคาและบริการไดอ ยางเสมอภาค
สรุป การใชจา ยของรฐั บาล เปน มหภาค
อปุ สงคตอ สนิ คา และบริการ เปน จุลภาค
ความแตกตา งทางเศรษฐกจิ
ประเทศตางๆ มีความเจริญทางเศรษฐกิจแตกตางกัน เปนเพราะมนุษยดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจท้ัง
ดา นเกษตรกรรมและอตุ สาหกรรมไดเหมาะสมสอดคลองกับสภาพแวดลอมของประเทศ
1. ปจ จัยท่ที ําใหเ กิดความแตกตา งทางเศรษฐกิจ
ปจจยั ท่ที าํ ใหเ กดิ ความแตกตางทางเศรษฐกจิ มีดงั นี้
1) ภมู ิประเทศ เปนลักษณะทปี่ รากฏบนผวิ โลกเปนรูปแบบตางๆ เชน แมน ํา้
ภูเขา ที่ราบ ท่ีราบสงู เปน ตน ประเทศสวนใหญท ่มี เี ศรษฐกจิ ดี ประชากรมักต้ังถิ่นฐานบริเวณที่เปนท่ีราบ
ลุม แมน้าํ อนั มีดินตะกอนทบั ถมซงึ่ มธี าตุอาหารอุดมสมบรู ณเ หมาะกบั กิจกรรมเพาะปลูก
2) ภมู อิ ากาศ เปน สภาพดนิ ฟาอากาศซ่ึงประกอบดวยแสงแดด อุณหภูมิ น้ําฝน ความชื้น ความ
กดอากาศและลม ในเขตอากาศรอนอุณหภูมิจะสูงกวาในเขตอบอุนและเขตหนาว นอกจากน้ียังมีความเขม
ของแสงแดดอนั เปนปจ จัยในการเจรญิ เตบิ โตของพืชและสัตว บริเวณทม่ี ฝี นตกมากหรอื มีน้ําใตดินจะสามารถ
เพาะปลูกและเลย้ี งสตั วได ลมท่พี ดั ไมแ รงมากจะชว ยในการผสมเกสรและกระจายพันธุพชื ทาํ ใหประเทศที่อยู
ในลักษณะภมู ิอากาศแตกตา งกนั มคี วามเจริญทางเศรษฐกจิ ตางกนั
3) ทรพั ยากรธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติท่ีสําคัญมี 4 ประเภท ไดแ ก
(1) ทรัพยากรดนิ ดินทมี่ อี นิ ทรียวัตถุ ไมแนนทึบเกินไปจะชวยใหพืชเจริญเติบโตไดดีเหมาะ
แกก ารเพาะปลูก บริเวณทด่ี นิ สลายตวั มากจากหนิ ปูนกลายเปนดินขาว สามารถนํามาใชเปนวัตถุดิบ ในการ
อุตสาหกรรมซเี มนตไ ด
(2) ทรัพยากรนํ้า ประเทศที่มีแหลงนํ้ากระจายอยูท่ัวไปจะชวยใหสามารถประกอบกิจกรรม
ทางเกษตรกรรมและอตุ สาหกรรมไดดี
(3) ทรพั ยากรปา ไม ชว ยใหม แี หลงตน นํ้าลาํ ธาร มีความชุมชื้นปอ งกนั อุทกภัยไดสวนเนื้อไมใช
เปนวตั ถุดบิ ในการผลติ เฟอรน ิเจอรและอ่ืนๆ ได
ห น้ า | 183
(4) ทรพั ยากรแร ถาเปน แรก็นาํ ไปใชใ นอุตสาหกรรมหนกั ประเภทตางๆ ได เชน
แรโลหะ นาํ ไปใชเ ปน วตั ถดุ ิบในอตุ สาหกรรมเคมี ใชท ําปุย ทําวสั ดกุ อสราง
แรร ัตนชาติ นําไปใชเ ปน เครอ่ื งประดบั ราคาคอ นขา งสงู
แรเ ช้อื เพลิง นําไปใชเ ปน แหลงพลงั งานทีส่ ําคญั มีท้ังทอ่ี ยบู นบกและในทะเล
4) การเมอื งการปกครอง ประเทศท่ปี กครองโดยเสรี มกั จะเปด โอกาสใหประชาชนตัดสินใจดําเนิน
กจิ กรรมทางเศรษฐกิจตามความสามารถและโอกาส โดยอาศยั กลไกราคาเปนปจ จัยในการเลือกตัดสินใจ เกิด
การแขงขนั กนั เตม็ ทใ่ี นการผลิต รายไดข องบุคคลยอมแตกตางกันไปตามความสามารถและโอกาสของแตละคน
สวนประเทศที่ปกครองระบอบคอมมิวนิสต รัฐเปนผูดําเนินการผลิตซ้ือขายแลกเปลี่ยนสินคาและบริการ
ประชาชนมรี ายไดจากคา แรงเทา นนั้ สําหรบั ประเทศท่ปี กครองแบบสังคมนิยม ประชาชนดําเนินกิจกรรมทาง
เศรษฐกิจท้งั เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมขนาดยอมโดยควบคมุ การผลิตขนาดใหญ ทําใหประชาชนมีฐานะ
ไมแตกตางกันมากนัก
5) ความกาวหนาทางเทคโนโลยี ประเทศที่ดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจไดโดยเสรีจะเกิดการ
แขง ขนั อยางเตม็ ที่ ใชความสามารถ ความคดิ ริเริม่ มกี ารลงทุนและพัฒนาเพื่อเพ่ิมประสิทธิภาพในการผลิต มี
สนิ คา ใหมๆ และมสี ินคาคณุ ภาพดี และสามารถลดการทําลายสภาพแวดลอมได
6) ประชากร ประเทศที่มีประชากรเพิ่มอยางรวดเร็ว ทําใหเกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
เพราะมคี วามตอ งการในการบริโภคในประเทศมาก พืชผลทผี่ ลิตไดภ ายในประเทศมีปรมิ าณลดลงไมเพียงพอ
กับการสงออกทําใหประเทศขาดรายได ขาดดุลการคาและดุลชําระเงิน สุขภาพอนามัยของประชากรไมดี
เพราะขาดอาหาร มีการวา งงาน มากขึน้ และการอพยพยายถิ่นจากชนบทสเู มอื งมสี ูงข้นึ ประเทศทมี่ ลี กั ษณะ
เชน นี้มกั เปน ประเทศดอยพัฒนาคอนขา งยากจน
ห น้ า | 184
แบบฝก หดั ทายบท เร่ืองที่ 1 : ความรูเ บ้อื งตนเกีย่ วกับเศรษฐศาสตร
คาํ สงั่
เมื่อผเู รยี นศกึ ษาเรื่องความรูเบ้ืองตนเกี่ยวกับเศรษฐศาสตรจบแลว ใหทําแบบฝกหัด ตอไปนี้ โดย
เขียนในสมุดบันทกึ กิจกรรมการเรียนรู
แบบฝก หัดที่ 1 ใหตอบคําถามตอ ไปน้ี
1. เศรษฐศาสตร หมายถึง อะไร และมีความสําคัญและท่ีเกี่ยวของกับชีวิตประจําวันของประชาชน
อยางไร ................................................................................................................................................................
2. ระบุปจ จยั ทีม่ ใี หเกดิ ความแตกตางทางเศรษฐกิจ ม 3-5 ปจ จัย
........................................................................................................................................................................
แบบฝก หัดท่ี 2 ใหศึกษาพฤติกรรมของมนุษยในทางเศรษฐศาสตรและตัดสินวาเกี่ยวของกับเศรษฐศาสตร
สาขาใด โดยกาเคร่ืองหมาย ใหต รงชองทถี่ ูกตอง
พฤตกิ รรม เศรษฐศาสตร เศรษฐศาสตร
จุลภาค มหภาค
1. การปลอยนา้ํ เสียของโรงงานอุตสาหกรรมใน กทม.
2. การวา งงานของประชากรไทย
3. การผลิตขา วของชาวนาในภาคเหนอื
4. การซ้ือขายแลกเปลี่ยนสนิ คาในตลาด
5. การเก็บภาษีอากร
6. พฤตกิ รรมของผูบ ริโภค
7. ปญหาเงินเฟอ
8. ปญหาทางการคลงั ของรัฐบาล
9. การกักตนุ สินคา ของพอ คา คนกลาง
10. รายไดป ระชาชาติ
11. ปญ หาการขาดดุลบญั ชเี ดินสะพัด
12. ปญหาการสงออกลดลง
ห น้ า | 185
13. ปญหาการจราจรติดขดั ในกรุงเทพมหานคร
14. ความนิยมในการใชสินคาฟุมเฟอ ยของเยาวชน
15. ปญ หาการลงทนุ ในประเทศลดลง
แบบฝก หดั ท่ี 3 ใหผ ูเ รียนอาน เรอ่ื งตอ ไปน้ี แลว ตอบคาํ ถามในตอนตอไป
“ครอบครัวของขวัญ”
ขวญั เปนผหู ญิงตวั เล็กๆ คนหนึง่ ที่จําเปนตองแบกรับภาระของครอบครัวเน่ืองจากสามีเสียชีวิตดวย
อบุ ตั เิ หตขุ ณะทาํ งานกอ สรา ง แมวา ขวญั จะดน้ิ รนเพื่อปากทองของครอบครวั อยา งไรก็ตาม แตค าใชจายกย็ ังไม
พอเพยี งอยูน่ันเอง เธอมีปญหาเรื่องคาเชาบาน คานํ้า คาไฟ จนกระทั่งวันหน่ึงเธอตัดสินใจวาจะเลิกเชา
และออกหาทอี่ ยใู หมแตด วยความสงสารเจา ของบานเชา มีเมตตาอนุญาตใหเธอและลูกอยูไดโดยไมตองเสีย
คาน้ําคาไฟ ชวยหางานใหขวัญทําโดยใหเธอไปซักผา จายคาจางเดือนละ 2,000 บาท เม่ือหักคาเชาบาน
แลว ขวญั ก็จะเหลือไวใ ชจายแค 1,200 บาท ซงึ่ มนั กย็ ังไมเพียงพอสาํ หรับเธออยูน่ันเอง แตขวัญก็ไมทอถอย
หรือส้ินหวัง เพราะเธอยงั มีลูกๆ ทต่ี อ งคอยดูแล มภี าระทจ่ี ะตอ งหาเลีย้ งครอบครัว
สง่ิ ทีเ่ ธอวาดหวงั อยูใ นขณะน้ีคอื การท่ีลูกๆ ไดก นิ อิม่ นอนหลับ และไดเรียนหนังสือเหมือนเด็กคน
อน่ื ๆ
ผเู รยี นตอบคาํ ถามตอไปนี้น้ี
1.เพราะเหตุใดคนเราจึงตอ งแสวงหารายได ........................................................
2. ในการดํารงชวี ติ ของคนเราตอ งอาศยั ปจจยั อะไรบา ง........................................
3. เศรษฐศาสตรไ ดเ ขา มาเกี่ยวขอ งกับชีวติ มนุษยในเรอ่ื งใดบาง............................
4. สิง่ ท่ีทําใหข วัญมชี วี ติ อยไู ดโ ดยไมยอ ทอตออุปสรรคคอื อะไร.............................
5. ขวัญเปน ตัวอยา งทีด่ ใี นเรือ่ งอะไรบาง..............................................................
แบบฝกหัดท่ี 4 ใหผเู รยี นศกึ ษาปญหาพน้ื ฐานทางเศรษฐกจิ ตอไปนี้แลวตอบคาํ ถาม
ปญหาพ้ืนฐานทางเศรษฐกิจ เปนปญหาท่ีเกิดขึ้นในทุกสังคม ไมวาจะเปนประเทศที่ใชระบบ
เศรษฐกิจแบบใด เน่ืองจากทุกประเทศจะประสบปญ หาความไมสมดุลระหวางประชากรและทรพั ยากร ไดแ ก
1. ปญหาการจดั ระบบการผลิต ไดแก
1.1 ปญหาวาจะผลิตอะไรดี (What) เนอื่ งจากทรพั ยากรมีจาํ กดั แตค วามตองการของเรามีไม
จาํ กัด จงึ ตอ งตัดสินใจวา จะผลติ อะไรกอ น หรือหลงั
ห น้ า | 186
1.2 ปญ หาวา จะผลิตอยางไร (How) คือจะใชวธิ ผี ลติ อยางไร หรือจะใชเ ทคโนโลยีอะไรท่ีจะ
นํามาใชในการผลิต
1.3 ปญ หาวา จะผลิตเพ่อื ใคร (For Whom) คอื สินคา ทผี่ ลิตไดจ ะแบง สรรไปยังบุคคลกลุม
ใดบา ง
การตัดสินปญหาท้ัง 3 นี้ ในประเทศที่ใชระบบเศรษฐกิจทุนนิยม จะปลอยใหกลไกราคาเปน
เคร่อื งตดั สิน ในประเทศสงั คมนิยมรฐั บาลจะเปนผูตัดสนิ ปญหา สว นในประเทศทีใ่ ชระบบเศรษฐกิจแบบผสม
รัฐบาลจะกําหนดกลไกแหง ราคา มีสวนในการตดั สินปญหา
2. ปญหาการเลือก เน่ืองจากทรัพยากรมีจํากัด จึงตองตัดสินใจวาจะเลือกผลิตสินคาอะไร มาก
นอยเทาใด เพราะตองแบงปจจัยการผลิตในการผลิตสินคาเหลาน้ันไปสูการผลิตสินคาชนิดอื่นๆ ในการ
เปรียบเทียบการผลติ สนิ คา 2 ชนิด ในทางเศรษฐศาสตรจ ะแสดงโดยใชเสนแสดงความสามารถในการผลิต
ตามหลกั การท่วี า เมื่อเราผลติ สนิ คา ชนดิ หน่งึ ไดม าก เรายอ มผลิตสินคา อีกชนดิ หนึ่งไดนอ ยลง
3. ปญหาประชากร ปญ หาประชากรโลกเกดิ จากบางประเทสมปี ระชากรมากเกินไปบางประเทศมี
ประชากรนอยเกินไป โทมัส โรเบิรต มัลทัส ไดเ สนอแนวทางควบคุมประชากรโลกโดยการ
3.1 มนุษยห าทางคมุ กําเนดิ
3.2 มีตัวยบั ย้งั ธรรมชาติ เชน ภยั ธรรมชาติ โรคระบาด สงคราม เปน ตน
การมีประชากรมาก ไมไดเปนผลเสียเสมอไป ผลดีของการมีประชากรมากคือ ทําใหมีแรงงาน
มากประชากรมคี วามตอ งการบรโิ ภคสนิ คา มาก ทําใหเ ศรษฐกจิ ขยายตัว การผลิตสนิ คา ในปริมาณมากๆ ทํา
ใหตนทนุ ในการผลิตต่ํา แตผ ลเสยี ของการมีประชากรมากก็มีมากกวากลาวคือทําใหประชากรในวัยเด็กมาก
เกินไปฐานะครอบครัวยากจน และเปนภาระของรัฐในการเล้ียงดู ประชากรมากอใหเกิดปญหาทางสังคม
เศรษฐกจิ การเมืองก็ตามมา
ทกุ ประเทศจึงตองการใหมปี ระชากรพอดี หมายถึง จํานวนประชากรทม่ี ีรายไดเ ฉล่ียแตละบุคคล
สงู สุดตามกําลังทรัพยากรที่มีอยู มีผลทําใหคนในประเทศนั้นมีมาตรฐานการครองชีพสูง มีการศึกษาดี มี
ประสิทธภิ าพในการผลิตและการบริโภค เชน ประเทศญี่ปนุ เปนตน
ผูเรยี นตอบคําถามตอ ไปน้ี
1. ปญหาพืน้ ฐานทางเศรษฐกิจของทุกๆ ประเทศ ไดแก ....................................
2. ปญหาพน้ื ฐานทางเศรษฐกิจเกดิ ขน้ึ เน่อื งจาก .................................................
3. การแกป ญหาการจัดระบบการผลติ ประเทศไทยใช..........................................
ชว ยแกป ญ หา
4. ปญ หาการเลือก หมายถงึ ..........................................................................
5. เสน แสดงความสามารถในการผลิต หมายถงึ ................................................
6. การท่เี สน แสดงความสามารถในการผลิตเคลอ่ื นมาทางขวามือ หมายความวา
............................................................................................................................
7. ประเทศท่ีมจี าํ นวนประชากรมากเกินไป ไดแก ..............................................
ห น้ า | 187
8. การมปี ระชากรมาก กอใหเ กิดผลดคี ือ .........................................................
การมีประชากรมาก กอใหเ กดิ ผลเสยี คอื ........................................................
9. การมปี ระชากรนอ ย กอใหเ กิดผลเสียคอื ........................................................
10. โทมสั โรเบริ ต มัลทสั กลา ววา “มนุษยจะไมอดตาย ถา ..........................
เรือ่ งท่ี 2ระบบเศรษฐกจิ
ระบบเศรษฐกิจ หมายถึง สถาบันทางเศรษฐกิจ ท่ีประกอบดวยหนวยเศรษฐกิจหลายๆ หนวยมา
รวมกัน มีกฎเกณฑ ระเบียบแบบแผน และแนวปฏิบัติอยางเดียวกันมีรูปแบบการจัดระบบสังคม เพ่ือนํา
ทรพั ยากรมาใชใ นการผลติ สนิ คา และบริการรวมถึงการจาํ แนกแจกจา ยสินคาและบริการนัน้ ใหก บั คนในสังคม
ระบบเศรษฐกิจยงั รวมถึงการจดั ระบบการครอบครองปจจัย การผลิต การควบคุมราคาและคาจา งหรือระบบ
ตลาด ซ่ึงสิ่งเหลาน้ีจะเปนตัวกําหนดชนิด ปริมาณ และวิธีการผลิต โดยใชเปนเกณฑในการแบงปนสวน
สินคา และบรกิ ารใหก บั คนในสงั คมดวย
ความหมายระบบเศรษฐกิจ
ระบบเศรษฐกิจ หมายถงึ กลุมบคุ คลของสงั คมท่ีรวมตัวกนั เปน กลุม ของสถาบันทางเศรษฐกิจซึ่งยืด
ถือแนวปฏิบัติแนวทางเดยี วกันในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพ่ือใหสามารถบําบัดความตองการแก
บคุ คลตางๆ ทอ่ี ยูรวมกนั ในสงั คมน้ันใหไ ดรบั ประโยชนมากทส่ี ุด เกิดประสิทธภิ าพสูงสุด
ความสําคญั ของระบบเศรษฐกิจ
ระบบเศรษฐกจิ มคี วามสําคญั ในฐานะเปนผดู าํ เนินกจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ของสงั คม ซ่ึงจะพอสรุปได
ดงั นี้
1. ความสําคัญในการจดั หาสินคาและบริการ เพอื่ สนองความตอ งการของสมาชิกในสังคมนับตั้งแต
ความตองการขั้นพื้นฐานในการดํารงชีวิต จนถึงความตองการในสิ่งอํานวยความสะดวก ระบบเศรษฐกิจจึง
ห น้ า | 188
กําหนดการแกไขปญหาพ้ืนฐานทางเศรษฐกิจ ทําใหทราบวาจะผลิตอะไร ผลิตอยางไร ผลิตเพื่อใคร และจะ
แลกเปลี่ยนหรือกระจายสินคา อยา งไร
2. ความสําคัญในการผลติ สนิ คาและบริการ โดยการจัดแบงงานใหสมาชิกในสังคมมีการทํางานใน
อาชพี ทีต่ นถนัดเพ่ือใหไ ดผลผลติ ทดี่ ีมปี ระสทิ ธภิ าพ เปน การใชทรัพยากรอยา งประหยัดและเกดิ ประโยชนส งู สดุ
3. ความสําคัญในการกําหนดระเบียบแผนการผลิต ระบบเศรษฐกิจจะกําหนดระเบียบการเปน
เจาของทรัพยสินหรือปจจัยการผลิต และควบคุมสถาบันทางเศรษฐกิจใหมีระเบียบแบบแผน เชน ตลาด
คนกลาง ธนาคาร ฯลฯ
4. ความสําคัญในการแกปญหาทางเศรษฐกิจ ระบบเศรษฐกิจจะเปนแนวทางแกไขปญหาทาง
เศรษฐกจิ ของประเทศ และดาํ เนินการพฒั นาเศรษฐกจิ ของประเทศใหเจรญิ กา วหนา
5. ความสําคัญในการกระจายรายไดไปยังสวนตางๆ ของสังคม เพื่อลดชองวางทางเศรษฐกิจ
ระหวางผูท่ีมีความเขมแข็งและออนแอทางเศรษฐกิจของสังคม เพ่ือมาตรฐานการครองชีพท่ีดีและการอยู
รวมกนั อยางเปนสขุ ของสมาชกิ ในสงั คม
ระบบเศรษฐกิจจึงมีความสําคัญตอสมาชิกของสังคมและผูบริหารประเทศ ในการเลือกใชระบบ
เศรษฐกิจใหเหมาะสมกับการเมืองการปกครอง จารีต ประเพณี วัฒนธรรม และชีวิตความเปนอยูของ
สมาชกิ ในสงั คม เพอื่ ใหไดมาตรฐานการดาํ รงชวี ิตท่ดี ี และมปี ระสทิ ธิภาพ
ระบบเศรษฐกจิ ในปจ จบุ นั
การแบง ระบบเศรษฐกิจในปจ จุบัน โดยพิจารณาจากสภาพความเปนจริงและสถาบันทางเศรษฐกิจ
ประกอบกนั เราอาจแบง ระบบเศรษฐกจิ ออกเปน ระบบใหญๆ ได 3 ระบบ คอื
1. ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนยิ ม
1.1 ลกั ษณะสําคญั ของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนยิ ม
1) เอกชนเปนเจา ของทรพั ยสินและปจจัยการผลิต บุคคลมีกรรมสิทธ์ิในทรัพยสินสวนตัวมี
สทิ ธทิ จี่ ะใช แสวงหา หรือจาํ แนกแจกจายอยา งใดก็ได
2) เอกชนมีเสรีภาพในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ท้ังในดานการผลิตสินคาการ
จําแนกแจกจายหรอื การกระจายสินคา การบรโิ ภค ซึง่ จะทาํ ใหเ กิดการผลติ สนิ คาใหมๆ มากขึ้นและสงผลให
สงั คมนน้ั เจรญิ กา วหนา
3) มีการแขงขันระหวางเอกชนในการดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกจิ อยา งกวางขวางเน่ืองจาก
ทุกคนมอี สิ ระในการผลติ การบริโภค การคา การแขงขันจึงเปนส่ิงที่หลีกเล่ียงไมได การแขงขันจึงทําใหมี
การเพมิ่ ประสิทธิภาพมากขึน้ และเปน ผลดีตอ ระบบเศรษฐกิจ
4) การผลิตขึ้นอยกู บั กลไกราคา ในระบบน้ีราคาและตลาดจะทําหนาที่ตัดสินปญหาพ้ืนฐาน
ทางเศรษฐกิจ กลาวคอื การดาํ เนินกจิ กรรมทางเศรษฐกิจในเรื่องการผลิต กรรมวิธีในการผลิต การจัดสรร
ห น้ า | 189
ผลผลิต จะถกู จัดสรรโดยผา นตลาด ผทู ่มี อี าํ นาจตดั สินใจในเร่อื งน้ี ไดแ ก ผผู ลิตและผูบริโภคโดยทงั้ สองฝา ยจะ
มีสว นรว มในการดาํ เนนิ กจิ กรรมทางเศรษฐกิจผา นกระบวนการปรับตัวของราคาผา นกลไกราคา
5) มีกําไรเปนแรงจงู ใจในการผลติ จดุ มุง หมายสูงสุดของการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
คอื การพยายามแสวงหาผลประโยชนใ นการดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจตางๆ ใหไดมากท่ีสุด โดยผูผลิตมี
จดุ มุงหมายเพ่ือแสวงหากําไรสงู สดุ ในขณะทีผ่ ูบ รโิ ภค ก็จะพยายามใหตนเองไดร ับความพอใจสูงสุดจากการ
ซ้ือสินคา และการบรกิ ารมาบริโภคในแตละคร้งั
6) มกี ารใชท ุนและเทคโนโลยีท่ีกาวหนา จากการท่ีเอกชนมีการแขงขันกันอยางกวางขวาง
ผผู ลติ แตละรายตางเนน การผลิตสนิ คา ท่ดี ีมีคุณภาพเหนือคแู ขงขนั จงึ นาํ ทนุ และเทคโนโลยีทก่ี าวหนามาใชใน
การผลิต สง ผลใหป ระเทศชาติเจริญกา วหนา มากขนึ้
7) รฐั ไมเ ขาแทรกแซงการผลิต รัฐบาลไมเขาควบคุมหรือแทรกแซงใดๆ ปลอยใหกิจกรรม
ทางเศรษฐกิจดําเนินไปอยา งเสรี
1.2 ขอ ดีของระบบเศรษฐกิจแบบทนุ นิยม
1) เกิดประโยชนตอผบู ริโภค เพราะมกี ารแขงขัน ทาํ ใหม ีสินคาท่ีมีคุณภาพ และราคาไมสูง
มาก
2) เกิดประโยชนตอผูผลิต เพราะมีเสรีภาพในการผลิตทําใหเอกชนมีความคิดริเริ่ม
สรางสรรคทีจ่ ะผลิตสินคาใหมๆ และมคี ุณภาพทด่ี ีเพอ่ื สนองความตองการผูบรโิ ภค
3) ลดภาระของรัฐบาลในการเขาไปดาํ เนินธรุ กจิ ดว ยตนเอง
4) การมเี สรีภาพในการประกอบธุรกจิ อยา งเต็มท่ี กอ ใหเ กิดการแขงขันอยางเสรี ทําใหเกิด
ประสทิ ธภิ าพสงู สดุ ในการผลิต
5) ทําใหเกิดการสะสมความม่ังค่ังในรูปทุนตางๆ ซ่ึงเปนแรงจูงใจใหผูประกอบการขยาย
ความม่งั คง่ั ออกไปและพฒั นาความสามารถในการสรา งสรรคเทคโนโลยีตางๆ ตอไป
1.3 ขอ เสียของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
1) กอใหเกดิ ปญหาความเหลื่อมลํ้าอันเนื่องจากความสามารถท่ีแตกตางกันในแตล ะบุคคล
โดยพืน้ ฐาน ทาํ ใหความสามารถในการหารายไดไมเ ทา กนั ผูที่มีความสามารถสูงกวา จะเปน ผูไ ดเ ปรียบผูท ่ีออนแอ
กวาในทางเศรษฐกจิ
2) สินคาและบริการที่มีลักษณะของการผูกขาด โดยธรรมชาติหรือสินคาและบริการ
สารธาณะ ซึ่งไดแ ก บริการดานสาธารณูปโภค (นํ้าประปา ไฟฟา โทรศัพท ฯลฯ) โครงสรา งพื้นฐาน (ถนน
เข่ือน สะพาน ฯลฯ) จะเห็นไดว า สินคา และบริการดังกลาวสวนใหญจะตอ งใชเ งินลงทุนมาก เทคโนโลยีที่
ทนั สมยั เสยี่ งกับภาวะการขาดทนุ เนื่องจากมีระยะการคืนทุนนาน ไมค ุม คาในเชิงเศรษฐกิจ ทําใหเ อกชนไม
คอ ยกลา ลงทุนท่จี ะผลติ สง ผลใหรฐั บาลตอ งเขา มาดําเนินการแทน
3) การใชระบบการแขงขันหรือกลไกลราคาอาจทําใหเ กิดการใชทรัพยากรทางเศรษฐกิจ
อยางสิ้นเปลือง เชน การแขงขนั กันสรางศนู ยการคา เพราะคิดวา เปนกิจการที่ใหผลตอบแทนหรือกําไรดี ศูนย
การคาเหลา นเี้ มื่อสรางขึน้ มามากเกนิ ไปก็อาจไมมผี ซู ้ือมากพอ ทาํ ใหป ระสบกับการขาดทุน
ห น้ า | 190
2. ระบบเศรษฐกจิ แบบสังคมนยิ ม เปน ระบบเศรษฐกจิ ทีใ่ หเสรีภาพเอกชนในการดาํ เนินธรุ กิจขนาด
เล็กและขนาดกลาง รฐั เขาควบคุมการผลิตและเปน เจาของปจจยั การผลิตท่เี ปนทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อลด
ชองวางทางเศรษฐกิจและจัดสวสั ดกิ ารใหส งั คม
2.1 ระบบเศรษฐกจิ แบบสงั คมนิยม มลี ักษณะดังนี้
1) เอกชนมีสิทธิใ์ นทรพั ยสินหรือธุรกิจขนาดยอมได
2) รัฐเปนผูดําเนินการในเรื่องการใหบริการสาธารณูปโภคตางๆ เชน ประปา ไฟฟา
อุตสาหกรรมทีใ่ ชท รัพยากรธรรมชาตเิ ปนวตั ถุดบิ กิจการธนาคาร
3) มกี ารใชระบบภาษเี พื่อกระจายทรพั ยส ินและรายได
4) รัฐใหบริการทางสงั คมอยา งกวา งขวาง
5) เอกชนดําเนินการธุรกจิ ในรปู ของสหกรณ
6) กลไกราคามีบทบาทแตไ มใ ชสวนสาํ คัญของระบบ
การที่รัฐเขาไปควบคมุ และดําเนนิ การใชท รัพยากรธรรมชาตทิ าํ ใหผลประโยชนเกดิ กบั ประชาชนเต็มที่
ท้ังยังเปนการลดชองวางทางเศรษฐกิจของบุคคลในสังคมลง ประชาชนมีเสรีภาพทางการเมืองและไดรับ
สวสั ดิการจากรัฐ ในทางธรุ กจิ เอกชนทเ่ี ปน ผูผลิตขาดแรงจูงใจในการประกอบธุรกิจ
2.2 ขอดขี องระบบเศรษฐกจิ แบบสงั คมนิยม
จดุ เดนของระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมก็คือ เปนระบบเศรษฐกิจท่ีชวยลดปญ หาความ
เหลื่อมลํ้าทางฐานะและรายไดข องบุคคลในสังคม ภายใตร ะบบเศรษฐกิจน้ีเอกชนจะทําการผลิตและบริโภค
ตามคาํ สัง่ ของรฐั ผลผลิตทีผ่ ลิตข้ึนมาจะถูกนําสง เขา สวนกลาง และรัฐจะเปนผูจ ัดสรรหรือแบงปน สินคา และ
บรกิ ารดงั กลาวใหป ระชาชนแตล ะคนอยางเทาเทียมกันโดยไมม ีการไดเปรยี บเสียเปรยี บ
2.3 ขอเสียของระบบเศรษฐกจิ แบบสังคมนิยม
ภายใตระบบเศรษฐกิจแบบสงั คมนิยม เนอ่ื งจากปจจยั การผลติ พืน้ ฐานอยูในการควบคุมของ
รฐั บาลทําใหขาดความคลองตัว การผลิตถูกจํากัดเพราะตอ งผลิตตามที่รัฐกําหนด โอกาสที่จะขยายการผลิต
หรอื พฒั นาคณุ ภาพการผลติ เปน ไปคอ นขา งลําบาก ทําใหการใชท รัพยากรทางเศรษฐกิจอาจเปน ไปอยา งไมม ี
ประสิทธิภาพ ขาดการแขง ขนั การผลติ ทาํ ใหสินคาไมมีคณุ ภาพเพราะเปน การผลติ ผูกขาด บริการจัดการผลิต
โดยรัฐบาล
3. ระบบเศรษฐกิจแบบผสม เปนระบบเศรษฐกิจที่ใหเสรีภาพเอกชนในการดําเนินธุรกิจเปนสวน
ใหญ รัฐบาลเขาแทรกแซงกิจกรรมบางอยา งเชน เขา แทรกแซงการผลิตและการตลาดเฉพาะที่จําเปน เพื่อ
การกระจายรายไดทีเ่ ปนธรรม
3.1 ลกั ษณะสําคญั ของระบบเศรษฐกจิ แบบผสม
1) เอกชนมีสิทธิ์ในทรัพยส ินและปจจัยการผลิต
2) รัฐมีบทบาทเพื่อดําเนินการผลิตบางอยางท่ีจําเปน เชน การรถไฟ ขนสงมวลชน ไฟฟา
โทรศัพท ในรปู ของรฐั วสิ าหกจิ
3) เอกชนเปนผวู างแผนและดําเนินการผลติ
ห น้ า | 191
4) การผลิตมีการแขงขันโดยผานกลไกราคาแตรัฐแทรกแซงไดเมื่อเกิดปญหา ระบบ
เศรษฐกิจแบบผสมชว ยแกไขปญหาการผูกขาด การแทรกแซงเศรษฐกิจของรัฐเฉพาะท่ีจําเปน ประชาชนมี
เสรีภาพทางการเมอื ง กจิ กรรมบางอยา งทรี่ ฐั ดําเนินการเองอาจขาดทนุ และขาดประสทิ ธิภาพได
ขอดขี องระบบเศรษฐกิจแบบผสม
เปนระบบเศรษฐกจิ ทีค่ อ นขา งมคี วามคลอ งตวั กลาวคือ มีการใชกลไกรัฐรวมกับกลไกราคาในการจัดสรร
ทรัพยากรของระบบ กิจการใดที่กลไกราคาสามารถทําหนาท่ีไดอ ยางมีประสิทธภาพ รัฐก็จะใหเอกชนเปนผู
ดําเนนิ การโดยการแขง ขัน แตถ า กจิ การใดทีก่ ลไกลราคาไมสามารถทําหนาทไ่ี ดอยา งมีประสิทธภาพรัฐก็จะเขามา
ดําเนนิ การแทน จะเห็นไดว าเศรษฐกิจแบบผสมเปน ระบบเศรษฐกิจท่ีผสมผสาน กลาวคือ รวมขอดีของทั้งระบบ
เศรษฐกจิ แบบทุนนยิ มและสังคมนยิ มเขา ไวดวยกนั อยางไรก็ตามระบบเศรษฐกิจดงั กลาวก็มขี อเสียดว ย เชน กัน
ขอเสียของระบบเศรษฐกิจแบบผสม
1) การแกไ ขปญหาชอ งวางทางสงั คมและปญหาความเหลือ่ มล้าํ ทางรายได มกั ไมม ปี ระสทิ ธภิ าพ
2) นายทนุ มอี ทิ ธิพลเขมแข็งทางดานเศรษฐกจิ และการเมือง โดยเปนผูสนับสนุนพรรคการเมือง
ตลอดจนไดร ับผลประโยชนจากพรรคการเมอื งทีต่ นสนบั สนุน
3) การกําหนดนโยบายและการใชอาํ นาจตา งๆ ขึ้นอยกู บั รฐั บาล จึงทําใหน ักธุรกิจขาดความมั่นใจ
ในการลงทนุ
ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยในปจจุบัน
ระบบเศรษฐกจิ ของประเทศในปจจุบนั เปน ระบบผสมที่เนนทุนนิยม โดยมีรัฐบาลเปนผูวางแผน
พฒั นาเศรษฐกิจและสังคม เปนเจาของปจจัยการผลิต และเปนผูดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เฉพาะท่ีเปน
พนื้ ฐานทางเศรษฐกจิ สําหรับเอกชนมเี สรีภาพในการผลิตและการประกอบกจิ กรรมทางเศรษฐกิจเปนสวนใหญ
มีสิทธิเปนเจาของทรัพยสินและปจจัยการผลิต มีการแขงขัน และมีกลไกตลาดเปนเครื่องมือในการจัดสรร
ทรพั ยากร โดยรฐั บาลจะแทรกแซงการผลติ และการตลาดเมอื่ จาํ เปน เชน ควบคมุ ราคาสินคา เมื่อเกดิ ภาวะขาด
แคลน หรือประกนั ราคาขา วเปลอื กเพือ่ ชวยเหลือกเกษตรกรในกรณรี าคาขาวตกตํ่า เปนตน การดาํ เนินกิจกรรม
ทางเศรษฐกิจของรฐั บาลจะเขา มามบี ทบาทเฉพาะเทา ทจ่ี ําเปน เทาน้นั เชน
1) ดําเนินการเก่ียวกับการปองกันประเทศ ความสงบภายใน และการใหความยุติธรรม เชน
กจิ การดา นการทหาร ตํารวจ และศาล เปนตน
2) ดําเนินการดานเศรษฐกิจพ้ืนฐาน โดยการสรางถนน สะพาน เข่ือน การสํารวจเพ่ือหา
ทรพั ยากรธรรมชาติ เปนตน
3) ควบคุมและดําเนินการดานการศึกษา และสาธารณสุข โดยใหการศึกษาแกเยาวชนควบคุม
การจัดการศกึ ษาของเอกชน จดั การเก่ยี วกับการรักษาพยาบาลแกประชาชน
4) ดําเนินกิจการสาธารณูปโภคที่สําคัญ เชน การรถไฟ การไฟฟา การประปา การสื่อสาร
ไปรษณีย การจัดเก็บขยะมลู ฝอย เพราะเปนกิจการท่ีประชาชนสวนใหญตองใชรวมกัน สวนกิจกรรมทาง
เศรษฐกจิ อนื่ ๆ นอกเหนือจากรัฐดําเนินการ เอกชนมีสิทธิที่ดําเนินการอยางเสรี โดยมีกลไกแหง ราคาเปน
เครือ่ งชน้ี ํา
ห น้ า | 192
นอกจากนี้รัฐบาลยังใชระบบภาษีในอัตรากาวหนา เพื่อกระจายรายไดและลดความเหล่ือมล้ําใน
รายได ตลอดจนจดั ใหมกี ารสวัสดกิ ารแกป ระชาชน ผมู รี ายไดน อย เชน การประกนั สงั คม กองทนุ เลี้ยงชีพ 30
บาทรักษาทกุ โรค การกําหนดคา จา งแรงงานขั้นตํ่า เพื่อปองกันการเอาเปรียบผูใชแรงงาน การสรางงานใน
ชนบท การสงเคราะหค นชรา คนพิการ เปน ตน
ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกจิ
นกั เศรษฐศาสตรจะใชรายไดประชาชาตเิ ปนเคร่ืองมอื ในการวัดและวเิ คราะหกจิ กรรมทางเศรษฐกจิ วา
มคี วามเจริญเติบโต หรือตกตา่ํ ปญ หาทเ่ี กดิ ขน้ึ และแนวทางแกไข รายไดป ระชาชาติจงึ เปนตัวเลขท่ีแสดงถึง
ฐานะเศรษฐกิจของประเทศ การศึกษาการเปล่ียนแปลงของรายไดประชาชาติจะทําใหทราบถึงความ
เคล่อื นไหวในทางเศรษฐกิจ องคก ารสหประชาชาติ สนบั สนุนใหประเทศทวั่ โลกจัดทํารายไดประชาชาติเพ่ือ
เปนมาตรฐานทางเศรษฐกิจใชวเิ คราะหและเปรียบเทยี บกบั ประเทศตา งๆ
1. ความหมายของรายไดป ระชาชาติ
รายไดป ระชาชาติ หมายถึง มูลคาท่ีเปนตัวเงินของสินคาและบริการขั้นสุดทาย ท่ีประชาชาติของ
ประเทศผลิตไดใน 1 ป
รายไดประชาชาติของไทย หมายถึง ผลรวมของคาเชา คาจาง เงินเดือน ดอกเบี้ย และกําไรท่ี
ประชาชนคนไทยผลติ สนิ คาและบริการในรอบ 1 ป
รายไดประชาชาติของไทย เร่ิมจัดทําในป พ.ศ. 2493 โดยกองบัญชีรายไดประชาชาติสํานักงาน
คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ สํานักนายกรัฐมนตรี โดยนําเอารายไดทั้งหมดที่เกิด
จาก คาเชา คาจาง ดอกเบย้ี และกําไร ของประชาชนท่ีผลติ สินคาและบรกิ ารในรอบ 1 ป มารวมกัน
2. ความสําคัญของรายไดประชาชาติ
รายไดป ระชาชาติเปนตวั เลขท่ชี ใ้ี หเ ห็นวาในปนี้นั้นระบบเศรษฐกิจสามารถผลิตสินคาและบริการรวม
ไดมากนอยเพยี งใด อยางไร บญั ชีรายไดประชาชาตจิ งึ มคี วามสาํ คัญและเปนประโยชนด ังนี้
1) รายไดป ระชาชาติ เปนเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจของประเทศ เปนตัวบอกระดับความเจริญเติบโต
ทางเศรษฐกิจ โดยมีความสัมพันธในทิศทางเดียวกัน เชน ถารายไดประชาชาติสูงขึ้นแสดงวาเศรษฐกิจใน
ภาพรวมของประเทศเจรญิ รุง เรืองข้ึน ในทางตรงขา มถารายไดประชาชาติลดลงแสดงวาเศรษฐกิจถดถอยเขา สู
ภาวะตกตํา่
2) รายไดป ระชาชาตบิ อกใหทราบการผลิตในแตล ะสาขามมี ลู คาเทา ใด ผลผลติ สว นใหญมาจากสาขาใด
ทําใหท ราบถึงโครงสรางการผลติ ของประเทศนั้นวาเปนเกษตรกรรมหรืออุตสาหกรรมนอกจากนี้ทําใหทราบ
รายไดสว นใหญวาอยูในประเภทใดระหวา ง คา เชา คาจาง ดอกเบ้ียและกําไร ตลอดจนรขู อมลู การใชจายสวนใหญ
ของประชาชน เปนการใชจ า ยในลกั ษณะใด เพ่อื การอปุ โภค บรโิ ภค หรอื การลงทุน
3) ตัวเลขรายไดประชาชาติสามารถใชเปรียบเทียบฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศในปจจุบันกับ
ระยะเวลาท่ผี านมา ขณะเดยี วกนั สามารถใชเปรียบเทียบฐานะทางเศรษฐกิจระหวางประเทศไดอ กี ดว ย
ห น้ า | 193
4) ตวั เลขรายไดประชาชาติสามารถใชเปนเครอ่ื งมอื สําคัญในการกําหนดนโยบายและการวางแผน
เศรษฐกิจของประเทศในอนาคต
3. ประเภทของรายไดประชาชาติ
รายไดป ระชาชาติ แบง ออกได ดงั น้ี
3.1 ผลิตภัณฑในประเทศเบ้ืองตน (GDP) คือ มูลคารวมของสินคาและบริการข้ันสุดทายท่ี
ผลิตไดภายในประเทศ ในระยะเวลาหน่ึง โดย GDP จะคิดจากรายไดของประชาชนทุกคนที่ทํารายไดใน
ประเทศและรวมถงึ รายไดของชาวตางชาติท่ที ํารายไดในประเทศน้ันดวย เชน GDP ของประเทศไทยคิดจาก
รายไดข องคนไทยทั้งหมดท่ที าํ ไดใ นประเทศบวกกับรายไดที่ชาวตางประเทศทําไดในประเทศไทยรวมทั้งการ
ลงทนุ และผลผลิตตางๆ ของชาวตา งประเทศท่ีทาํ การผลติ ในประเทศไทยดวย เปน ตน
3.2 ผลิตภัณฑประชาชาติเบื้องตน (GDP) คือ มูลคารวมของสินคาและบริการข้ันสุดทายที่
ประชาชนผลิตได ทง้ั ในประเทศและตา งประเทศ ในระยะเวลาหน่ึง เชน GDP ของไทยเกิดจากรายไดของ
ประชาชนไทยในประเทศทั้งหมดรวมทัง้ รายไดจากคนไทยทไี่ ปทาํ งานหรือลงทนุ ในตางประเทศ แลวสงรายได
กลบั ประเทศไทย เปน
3.3 ผลติ ภณั ฑป ระชาชาติสทุ ธิ (NNP) คอื มลู คารวมของสินคา และบรกิ ารขนั้ สดุ ทายทั้งหมดหกั
ดว ยคาเสอ่ื มราคาของการใชท นุ ผลิตภัณฑป ระชาชาติสุทธิ (NNP) จึงเปนผลิตภัณฑรวมตามราคา ตลาด จึง
รวมถึง คา เชา คา จา ง ดอกเบี้ย และกําไร รวมทง้ั ภาษีทางออมในทางธุรกจิ ดว ย
3.4 รายไดประชาชาติ (NI) คือ ผลติ ภณั ฑประชาชาตสิ ุทธิ ท่ีคดิ ตามราคาปจจยั การผลิต ไดแ ก
คา ใชจ า ยโดยตรงในการผลติ คือ คาจาง คา เชา ดอกเบ้ยี และกําไร โดยหกั ภาษที างออมทางธรุ กจิ ออก
3.5 รายไดตอ หวั คือ รายไดท เี่ กิดจากมลู คา ของสนิ คาและบริการในราคาตลาด หารดว ยจํานวน
ประชากรของประเทศทงั้ หมด
4. ประโยชนข องการศกึ ษาเกี่ยวกบั รายไดประชาชาติ
4.1 ใชในการวิเคราะหภ าวะเศรษฐกิจของประเทศ ระดับรายไดประชาชาติเปนเคร่ืองช้ีภาวะ
เศรษฐกิจของประเทศ วาเจริญกาวหนาหรือตกตํ่า และสามารถเปรียบเทียบอัตราความเจริญกาวหนาทาง
เศรษฐกจิ วา มอี ัตราการเพิ่มของผลผลติ มากกวาอตั ราการเพมิ่ ของประชากรหรือไม
4.2 ใชในการเปรียบเทียบมาตรฐานกาครองชีพของประชาชน ถารายไดเฉลี่ยตอบุคคลเพ่ิม
สูงข้นึ ยอ มหมายถึง ประชาชนมกี ารกินดอี ยดู มี ากขึ้น หรอื มมี าตรฐานการครองชีพสูงขน้ึ
4.3 เปนเคร่อื งมอื ในการกาํ หนดนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ตัวเลขรายไดประชาชาติชวย
ใหทราบภาวะเศรษฐกิจในปจจุบัน และยังเปนเคร่ืองมือสําคัญในการกําหนดนโยบายหรือการวางแผน
เศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต
การกําหนดคาจา งและราคาในระบบเศรษฐกิจ
1. การกาํ หนดคาจาง