The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by koonome, 2021-07-30 02:49:16

หนังสือเรียน รายวิชาสังคมศึกษา สค 31001 ม.ปลาย

รายวิชาสังคมศึกษา สค 31001 ม.ปลาย

ห น้ า | 44

คารบอน 15% เกิดจากการผลิตในภาคเกษตรกรรม 8% เกิดจากการตัดไมทําลายปา สวนอีก 3% เกิดจาก
การเปลีย่ นแปลงตามธรรมชาติ

นักวทิ ยาศาสตรท ่วั โลกไดต ดิ ตามการเพ่มิ ข้ึนของปริมาณกาซเรอื นกระจก โดยการใชวทิ ยาศาสตรและ
เทคโนโลยีอนั ทันสมยั เชน การใชด าวเทียมสาํ รวจอากาศและสามารถสรปุ ไดวาในแตล ะปสดั สวนของกาซเรือน
กระจกที่ถกู ปลอ ยออกจากโลก โมเลกลุ ของคารบ อนไดออกไซดจะมีผลตอการตอบสนองในการเก็บกักความ
รอนนอยมาก แตเนื่องจากปริมาณของคารบอนไดออกไซดที่เกิดจากกิจกรรมตางๆ ของมนุษยมีมากที่สุด
ดังนั้น หัวใจสาํ คญั ของการแกป ญ หาจงึ ตอ งมุง ประเดน็ ตรงไปทีก่ ารลดปริมาณคารบอนไดออกไซดซึ่งเกิดจาก
การเผาไหมของเชื้อเพลิง ฟอสซิลกอนเปนอันดับแรก ตอจากน้ันจึงคอยลดและเลิกการใชคลอโรฟลูออโร
คารบ อนรวมถึงการควบคุมปริมาณของมีเทนและไนตรสั ออกไซดท่จี ะปลอยข้ึนสูบ รรยากาศ

ผลกระทบตอ มนษุ ยชาติจากการเกดิ ปรากฎการณเ รอื นกระจก

จากการคาดการณข องนกั วทิ ยาศาสตร อณุ หภูมิโดยเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นถึงแมการเพิ่มสูงขึ้นจะแสดง
ออกมาเปน ตวั เลขเพียงเล็กนอย แตอาจสงผลกระทบที่รุนแรงตอโลกของสิ่งมีชีวิต เพราะการเปลี่ยนแปลง
อุณหภูมเิ ฉลีย่ ของโลกดังทเี่ กดิ ขน้ึ ในปจ จบุ นั ทาํ ใหค วามแตกตา งระหวา งอุณหภมู ิบริเวณเสน ศูนยส ตู รกบั บรเิ วณ
ข้วั โลกลดนอยลงทําใหเกดิ ความผันผวนขน้ึ ในอณุ หภมู ิอากาศของโลก เชน แนวปะทะระหวางอากาศรอนกับ
อากาศเยน็ ของลมเปลย่ี นไปอยางมากเกิดสภาวะความกดอากาศตา่ํ มากข้ึนทาํ ใหมีลมมรสมุ พดั แรง เกดิ ลมพายุ
ชนดิ ตางๆ เชน พายุโซนรอ น ใตฝ ุน ดเี ปรสช่ันและทอรน าโดข้นึ บอยๆ หรอื อาจเกดิ ฝนตกหนักผิดพื้นที่ สมดุล
ทางธรรมชาตจิ ะเปลยี่ นแปลงไปทําใหเ กดิ ภยั ธรรมชาติ เชน ดินถูกน้าํ เซาะพังทลายหรือเกดิ อุทกภัยเฉียบพลัน
เปน ตน

นอกจากนีน้ กั วทิ ยาศาสตรย ังมีความเชอ่ื วาหากอณุ หภมู ิเฉลี่ยของโลกสงู มากจะทาํ ใหน ้าํ แข็งบริเวณข้วั
โลกละลาย นํา้ ในทะเลและมหาสมทุ รจะเพม่ิ ปริมาณและทวมทน ทาํ ใหเ กาะบางแหงจมหายไป เมืองท่ีอยูใกล
ชายทะเลหรือมรี ะดบั พนื้ ที่ต่ําเชน กรงุ เทพฯจะเกดิ ปญหานํา้ ทว มข้ึนและถานํ้าแข็งบริเวณข้ัวโลกละลายอยาง
ตอ เน่ือง ก็จะสงผลใหร ะดับนํ้าทะเลทว่ั โลกเพิม่ สงู ข้นึ อกี สามเมตรหรอื มากกวานัน้ ซึง่ หมายถงึ อุทกภยั ครั้งใหญ
จะเกดิ ข้นึ ในโลกอยางแนนอน จากเอกสารของโครงการส่ิงแวดลอมขององคการสหประชาชาติไดประมาณ
การณวาอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกอาจสูงขึ้น 2 ถึง 4°C และระดับนํ้าทะเลอาจสูงข้ึน 20-50 เซนติเมตร ใน
ระยะเวลาอีก 10 – 50 ปนับจากปจ จุบัน

มาตรการปองกนั ผลกระทบจากการเกดิ ปรากฎการณเรอื นกระจก

หลกั จากท่ีเราไดทราบมูลเหตุแหง การเกดิ ปรากฎการณเรอื นกระจกแลว ขอสรุปท่ีดีท่ีสุดในการแกไข
ปญหา คือ การลดปริมาณกา ซเรือนกระจกท่จี ะถูกปลอยออกสูบ รรยากาศใหอยูในสดั สว น และปริมาณที่นอย
ท่ีสุดเทาท่ีจะกระทําได การรักษาระดับความหนาแนนของกาซเรือนกระจกในบรรยากาศที่ทั่วโลกกํากลัง
ปฏบิ ัติมีหลายวิธี ยกตัวอยางเชน มาตรการของ IPCC (Intergovermental Panel on Climate Change)
ซึง่ ประมาณการณเอาไววาการรักษาระดับความหนาแนนของกาซเรือนกระจกในบรรยากาศใหอยูในระดับ

ห น้ า | 45

เดยี วกับปจจุบันจะตองลดการปลดปลอยกา ซเรือนกระจกจากการกระทําของมนษุ ยใหต่ําลงจากเดมิ 6% และ
ไดเ สนอมาตรการตางๆ ดงั นี้

1. สง เสรมิ การสงวนและการใชพลงั งานอยางมปี ระสิทธิภาพสูงสุดดังจะยกตัวอยางในบานเมืองของ
เราก็เชน การใชเครื่องไฟฟาที่มีสลากประหยัดไฟ หรือการเลือกใชหลอดฟลูออเรสเซนต ชนิดหลอดผอม
เปนตน

2. หามาตรการในการลดปริมาณคารบ อนไดออกไซด เชน กาํ หนดนโยบายผทู าํ ใหเกิดมลพิษตองเปน
ผูรับผิดชอบคาใชจายในการบําบัด ในบางประเทศมีการกําหนดใหมีการเก็บภาษีผูที่ทําใหเกิดกาซ
คารบ อนไดออกไซดใหมากข้ึน ทัง้ นีจ้ ะสงผลตอ การประหยัดพลงั งานของประเทศทางออมดว ย

3. เลิกการผลิตและการใชคลอโรฟลูออโรคารบอน (CFCs) รวมท้ังคนหาสารอ่ืนมาทดแทนคลอโร
ฟลอู อโรคารบ อน ในบางประเทศกาํ หนดใหใ ชไ ฮโดรฟลูออโรคารบอน (HFCs) แทน สําหรับประเทศไทยของ
เรามีการสงเสริมการสรางคานิยมในการใชสเปรย และอุปกรณที่อยูในประเภทท่ีปราศจากคลอโรฟลูออโร
คารบ อน (Non-CFCs) เปนตน

4. หันมาใชเชื้อเพลงิ ทก่ี อใหเ กดิ คารบอนไดออกไซดใ นปริมาณที่นอ ยกวา เมอื่ เทียบกับคาพลังงานท่ีได
เชน การกอสรางโครงการรถไฟฟาของกรงุ เทพมหานครจะชวยลดการใชนาํ้ มนั เชื้อเพลิงจากการขนสงมวลชน
ในแตล ะวันไดอ ยา งดแี ละประสทิ ธิภาพท่สี ุด

5. สนับสนุนการวิจัยเกี่ยวกับแหลงพลังงานทดแทนอื่นๆ เชน พลังงานแสงอาทิตยและพลังงาน
นิวเคลียรใหเ กิดเปน รูปธรรมและไดรบั ความเช่ือมั่นจากประชาชนวาจะไมกอใหเกิดมหันตภัยมวลมนุษยชาติ
ดังทีเ่ กิดขึน้ ในเชอรโ นบิวล

6. หยุดย้ังการทําลายปาไมและสนับสนุนการปลูกปาทดแทน สําหรับในประเทศไทยการรณรงคใน
เร่ืองการปลูกปาเฉลิมพระเกยี รตินบั เปน โครงการทนี่ าสนบั สนุนอยางมาก

5) ภาวะโลกรอ น

ภาวะโลกรอ น หมายถงึ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศท่ีเกดิ จากการกระทําของมนุษย ท่ีทําใหอุณหภูมิ
เฉลีย่ ของโลกเพิ่มสงู ขน้ึ เราจงึ เรียกวา ภาวะโลกรอน (Global Warming) กจิ กรรมของมนุษยท ท่ี าํ ใหเ กิดภาวะ
โลกรอนคอื กจิ กรรมทท่ี าํ ใหป รมิ าณกาซเรอื นกระจกในบรรยากาศเพมิ่ มากข้นึ ไดแก การเพิม่ ปรมิ าณกาซเรอื น
กระจกโดยตรง เชน การเผาไหมเช้ือเพลิง และการเพิ่มปริมาณกาซเรือนกระจกโดยทางออม คือ การตัดไม
ทาํ ลายปา

หากไมมีการชว ยกนั แกไขปญหาโลกในวนั นี้ ในอนาคตจะสง ผลกระทบดงั นี้
1. ทําใหฤดกู าลของฝนเปลีย่ นแปลงไป กระบวนการระเหยและการกลนั่ ตัวจะเร็วข้ึน หมายถึงวา ฝน
อาจจะตกบอ ยข้นึ แตน ํ้าจะระเหยเร็วขึน้ ดว ย ทําใหดนิ แหง เร็วกวาปกติในชวงฤดกู าลเพาะปลูก
2. ผลผลติ ทางการเกษตรจะลดลง นอกจากผลกระทบโดยตรงจากอณุ หภมู ิ ฝน ชวงระยะเวลาฤดูกาล
เพาะปลูกแลว ยังเกดิ จากผลกระทบทางออ มอีกดว ย คือ การระบาดของโรคพชื ศัตรูพืชและวัชพชื

ห น้ า | 46

3. สัตวน า้ํ จะอพยพไปตามการเปล่ียนแปลงของอณุ หภูมนิ ํา้ ทะเล แหลงประมงที่สําคัญๆ ของโลกจะ
เปลย่ี นแปลงไป

4. มนุษยจะเสียชวี ิตเน่อื งจากความรอนมากข้นึ ตัวนําเช้อื โรคในเขตรอ นเพิ่มมากขึ้น ปญหาภาวะมลพิษ
ทางอากาศภายในเมืองจะรุนแรงมากขนึ้

วิธีการลดภาวะโลกรอน มี 10 วธิ ีดังนี้

1. ลดการใชพลังงานทไี่ มจาํ เปน จากเคร่อื งใชไฟฟา เชน เคร่อื งปรบั อากาศ พดั ลม หากเปนไปไดใชวิธี
เปด หนา ตา ง ซงึ่ บางชว งทอี่ ากาศดๆี สามารถทําได เชน หลังฝนตก หรือชว งอากาศเยน็ เปนการลดคาไฟ และ
ลดความรอน เน่ืองจากหลักการทําความเย็นนั้นคือ การถายเทความรอนออก ดังนั้นเวลาเราใช
เคร่ืองปรบั อากาศ จะเกดิ ปรมิ าณความรอ นบริเวณหลังเครอ่ื งระบายความรอ น

2. เลอื กใชระบบขนสง มวลชน ในกรณที ่สี ามารถทาํ ได ไดแก รถไฟฟา รถตู รถเมล เนื่องจากพาหนะ
แตละคัน จะเกิดการเผาผลาญเช้ือเพลิง ซ่ึงจะเกิดความรอน และกาซคารบอนไดออกไซด ดังนั้นเม่ือลด
ปริมาณจํานวนรถ กจ็ ะลดจาํ นวนการเผาไหมบ นทองถนน ในแตล ะวนั ลงได

3. ชว ยกันปลกู ตน ไม เพราะตนไมจะคายความชุมช้ืนใหกับโลก และชวยดูดกาซคารบอนไดออกไซด
ซ่งึ เปน สาเหตุภาวะเรือนกระจก

4. การชวนกนั ออกไปเทีย่ วธรรมชาติภายนอก กช็ วยลดการใชปริมาณไฟฟาได
5. เวลาซ้ือของพยายามไมรับภาชนะท่ีเปนโฟม หรือกรณีท่ีเปนพลาสติก เชน ขวดนํ้าพยายามนํา
กลับมาใชอ กี เน่ืองจากพลาสติกเหลานีท้ าํ การยอ ยสลายยาก ตองใชปริมาณความรอน เหมือนกับตอนที่ผลิต
มนั มา ซึง่ จะกอใหเกดิ ความรอนกับโลกของเรา เราสามารถนํากลบั มาใชเ ปนภาชนะใสน้ําแทนกระติกน้ํา หรือ
ใชป ลกู ตนไมก ไ็ ด
6. ใชก ระดาษดว ยความประหยดั กระดาษแตล ะแผน ทาํ มาจากการตัดตนไม ซึ่งเปนเสมือนปราการ
สําคญั ของโลกเรา ดังน้ันการใชกระดาษแตละแผนควรใชใหประหยัดท้ังดานหนาหลัง ใชเสร็จควรนํามาเปน
วสั ดุรอง หรอื นาํ มาเชด็ กระจกกไ็ ด นอกจากนีก้ ารนํากระดาษไปเผาก็จะเกดิ ความรอ นตอโลกเราเชนกนั
7. ไมส นับสนนุ กิจการใดๆ ที่สนิ้ เปลืองทรพั ยากรของโลกเรา และควรสนับสนนุ กิจการที่มีการคาํ นึงถึง
การรกั ษาสิ่งแวดลอ ม

ห น้ า | 47

ห น้ า | 48

กจิ กรรมที่ 1.2 ลักษณะปรากฏการณทางธรรมชาตทิ สี่ ําคัญและการปองกนั อันตราย

1. ปรากฏการณเ รอื นกระจกคอื อะไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................

2. ในฐานะทท่ี านเปน สว นหน่งึ ของประชากรโลกทา นสามารถจะชวยปองกนั และแกไข
ปญหาภาวะโลกรอ นไดอยา งไรใหบ อกมา 5 วธิ ี
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................

ห น้ า | 49

เร่อื งที่ 3 วธิ ใี ชเ คร่ืองมือทางภูมิศาสตร

เครื่องมือทางภมู ศิ าสตร
ใชประกอบการเก็บขอมูล เพ่ือการบรรยายเชิงปริมาณและคุณภาพของสภาพภูมิอากาศโลก เชน
จีพเี อส หรอื ระบบกําหนดตาํ แหนง บนพื้นผิวโลก เขม็ ทิศ เคร่อื งมือบางชนิดใชประกอบการเรียนและการสอน
ในหองเรยี นหรอื ในหอ งปฏบิ ัตกิ าร และเคร่อื งมือบางชนิดใชประกอบการศึกษา และเก็บขอ มลู เฉพาะในสนาม
เทานั้น บางคร้ังการใชเคร่ืองมือตองใชเครื่องคอมพิวเตอรประกอบดวย เชน เครื่องมือระบบสารสนเทศ
ภูมิศาสตรหรือท่ีรูจักกันในปจจุบันวา GIS (Geographic Information System) ขอมูลดาวเทียมหรือ SRS
(Satellite Remote Sensing) ระบบกําหนดตาํ แหนงพื้นผิวโลกหรือ GPS (Global Positioning System) ซึ่งนัก
ภมู ิศาสตรยคุ ใหมจาํ เปน ตอ งรู สาํ หรบั ในทีน่ จี้ ะกลาวถงึ เครื่องมอื ภูมิศาสตรท ่สี าํ คญั คือ แผนที่ ลกู โลก รูปถาย
ทางอากาศและภาพจากดาวเทียม และเครอ่ื งมือเทคโนโลยีส่ือการศึกษาภูมศิ าสตร

แผนท่ี
แผนทเี่ ปน ส่ิงทมี่ คี วามสาํ คัญมากในการศกึ ษาวิชาภมู ศิ าสตร เพราะครอบคลมุ ทั้งลักษณะภูมิประเทศ
ลกั ษณะภมู ิอากาศ และทรัพยากรธรรมชาติ รวมท้ังสง่ิ ท่ีเกดิ ขึ้นจากฝม ือของมนษุ ยบ นพ้ืนผิวโลกดวยการจัดทํา

ห น้ า | 50

แผนท่ีในปจ จบุ ันไดม กี ารพัฒนาการขน้ึ เปนลําดับ มกี ารนําเอารูปถา ยทางอากาศและภาพจากดาวเทียมมาชวย
ในการทาํ แผนทีท่ ําใหสามารถสรา งแผนทไ่ี ดร วดเร็ว มีความถูกตองและทันสมยั กวา ในอดีต

ความหมายของแผนท่ี

แผนท่ี (Map) หมายถึง การแสดงลักษณะพื้นผิวโลกลงบนแผนราบ โดยการยอสวนและการใช
สัญลักษณไมว าเครื่องหมายหรือสี แทนส่งิ ตา งๆ บนพืน้ ผิวโลก แผนท่ีจงึ ตา งจากลกู โลกและแผนผัง

เครอื่ งหมายแผนท่ี คือ เคร่ืองหมายหรือสัญลักษณท่ีใชแทนส่ิงตางๆ บนพื้นพิภพ ท่ีเกิดขึ้นเองและ
ตามธรรมชาติ นอกจากเคร่ืองหมายแลว เรายงั ใชสีเปนการแสดงลกั ษณะภูมปิ ระเทศอกี ดว ย คือ

1. สดี าํ หมายถงึ ภูมิประเทศสําคัญทางวัฒนธรรมทม่ี นุษยส รา งข้ึน เชน อาคาร สุสาน วัด สถานที่
ราชการตา งๆ เปนตน

2. สีนาํ้ เงิน หมายถึง ลักษณะภมู ิประเทศท่ีเปนนาํ้ เชน ทะเล แมน าํ้ หนอง บึง เปนตน
3. สีนา้ํ ตาล หมายถงึ ลกั ษณะภูมปิ ระเทศท่ีมีความสูงโดยท่วั ไป เชน เสนช้นั ความสูง
4. สเี ขยี ว หมายถึง พืชพันธไุ มตางๆ เชน ปา สวน ไร
5. สแี ดง หมายถึง ถนนสายหลัก พ้นื ท่ยี านชุมชนหนาแนน และลกั ษณะภมู ปิ ระเทศสาํ คญั

ความสาํ คญั ของแผนที่

1. ทําใหทราบลักษณะทางธรรมชาตขิ องพืน้ ผิวโลก รวมทง้ั กจิ กรรมทางเศรษฐกิจบนพื้นผวิ โลก
2. ทําใหทราบขอมูล สถิติตางๆ เพ่ือการเปรียบเทียบ การพัฒนาการวางแผนในดานตางๆ รวมทั้ง
ดา นยทุ ธศาสตร

ประโยชนข องแผนท่ี

1. ในการศึกษาลักษณะภมู ปิ ระเทศ แผนท่จี ะทาํ ใหผ ศู กึ ษาทราบวาพน้ื ท่ีใดมลี ักษณะภมู ปิ ระเทศแบบ
ใดบา ง

2. ตอ การศกึ ษาธรณวี ทิ ยา เพอื่ ใหท ราบความเปนมาของแหลงทรัพยากร ดิน หนิ แรธ าตุ
3. ดานสมุทรศาสตรและการประมง เพ่อื ใหท ราบสภาพแวดลอมชายฝง ทะเล
4. ดา นทรพั ยากรนา้ํ รขู อ มลู เกี่ยวกบั แมน้าํ และการไหล อา งเก็บน้ํา ระบบการชลประทาน
5. ดานปา ไม เพอื่ ใหท ราบคุณลักษณะของปาไมแ ละการเปล่ยี นแปลงพ้ืนทีป่ า
6. ดา นการใชท ่ีดิน เพ่อื ใหทราบปจ จัยการใชประโยชนท ด่ี ินดา นตางๆ
7. ดา นการเกษตร การเกษตรมีผลตอการพฒั นาประเทศ เพือ่ รูวาบรเิ วณใดควรพัฒนา
8. ดา นส่ิงแวดลอ ม โดยเฉพาะการจดั การทรัพยากรบริเวณตางๆ
9. ในการวางผังเมือง เพื่อใชขอ มลู ทางธรรมชาติในการจดั วางผังเมอื งใหเ หมาะสม
10. การศึกษาโบราณคดี เพื่อคน หาแหลงชุมชนโบราณและความรูอืน่ ๆ
11. ดานอุตนุ ิยมวทิ ยา เพอื่ ประโยชนใ นการเพาะปลูก อุตสาหกรรม ประมง การปองกนั อทุ กภัย

ลักษณะของส่ิงทแ่ี สดงปรากฏบนแผนท่ปี ระกอบดวย

ห น้ า | 51

1. ลักษณะของสิ่งที่เกิดข้ึนเองตามธรรมชาติ เชน ทะเล มหาสมุทร ทะเลสาบ แมน้ํา ภูเขา ท่ีราบ
ทรี่ าบสงู เกาะ เปน ตน

2. ลักษณะของส่งิ ที่มนษุ ยสรา งขน้ึ เชน เสนกั้นอาณาเขต เมอื ง หมูบา น สถานที่ราชการ ศาสนสถาน
เสนทางคมนาคม พ้นื ทเี่ กษตรกรรม เปน ตน

ชนิดของแผนท่ี

1. แบงตามขนาดของมาตรสว น มี 3 ชนิด คอื
1.1 แผนทมี่ าตราสวนเลก็ หมายถงึ แผนที่ทม่ี าตราสวนเลก็ กวา
1 : 1,000,000
1.2 แผนท่ีมาตราสวนกลาง หมายถึง แผนทที่ ่ีมีมาตราสว นระหวา ง
1 : 250,000 ถึง 1 : 1,000,000
1.3 แผนทีม่ าตราสว นใหญ หมายถงึ แผนทที่ ม่ี ีมาตราสว นมากกวา 1 : 250,000

2. แบงตามประเภทการใช ไดแ ก
2.1 แผนท่ีกายภาพ หรือแผนท่ีลักษณะภูมิประเทศ (Topographic หรือ Landform หรือ

Relief Map) เปนแผนท่ีแสดงรายละเอียดของส่ิงท่ีเกิดข้ึนโดยธรรมชาติ เชน ทะเล มหาสมุทร เทือกเขา ที่
ราบสูง ทร่ี าบ ฯลฯ

2.2 แผนท่ีรัฐกิจ (Political Map) หรือแผนที่ทั่วไป (General Map) เปนแผนที่แสดงขอบเขต
การปกครองของจังหวัด รฐั ประเทศ

2.3 แผนที่ประวัติศาสตร (Historical Map) เปนแผนท่ีแสดงอาณาเขตของอาณาจักรหรือ
จกั รวรรดติ างๆ ในสมัยโบราณ

2.4 แผนท่ีโครงรา ง (Outline) เปน แผนที่แสดงโครงรางของทวีป ประเทศ โดยไมมีรายละเอียด
ใดๆ เพอ่ื ใชในการศกึ ษา เชน

2.5 แผนทีเ่ ดินเรอื (Nautical Map) เปน แผนท่แี สดงเสนทางการเดินเรือในทองทะเล มหาสมุทร
รวมท้งั ใชสัญลักษณส เี พ่อื แสดงความตน้ื ลกึ ของพ้ืนน้าํ

2.6 แผนที่เศรษฐกจิ (Economic Map) เปนแผนทแี่ สดงเขตกิจกรรมทางเศรษฐกจิ ตางๆ รวมทั้ง
แสดงแหลงทรัพยากรสาํ คัญ

องคประกอบของแผนท่ี

องคประกอบทส่ี าํ คัญ ดงั น้ี
1. ชอื่ แผนทเี่ ปน สง่ิ ท่ีมคี วามจาํ เปนสําหรบั ใหผ ใู ชไดท ราบวา เปนแผนท่ีเร่ืองอะไร แสดงรายละเอียด
อะไรบา ง เพ่ือใหผ ูใชใ ชอ ยางถูกตอง และตรงความตองการ โดยปกติช่ือแผนท่ีจะมีคําอธิบายเพ่ิมเติมแสดงไว
ดวย เชน แผนที่ประเทศไทยแสดงเนือ้ ท่ปี าไม แผนที่ประเทศไทยแสดงการแบง ภาคและเขตจงั หวดั เปนตน

ห น้ า | 52

2. ขอบระวาง แผนท่ที ุกชนิดจะมขี อบระวาง ซ่ึงเปน ขอบเขตของพืน้ ทีใ่ นภมู ปิ ระเทศท่ีแสดงบนแผนท่ี
แผน น้ันมกั จะแสดงดวยเสนขนานเพ่อื แสดงตําแหนง ละติจดู กบั เสน เมริเดยี นเพือ่ แสดงตําแหนงลองจิจูด และจะ
แสดงตัวเลขเพ่อื บอกคา พกิ ดั ภมู ิศาสตรของตําแหนง ตา งๆ

3. ทศิ ทาง มีความสําคัญตอการคนหาตาํ แหนงท่ตี ้งั ของส่ิงตา งๆ โดยในสมยั โบราณใชวิธีดูทิศทางตาม
การข้ึนและตกของดวงอาทิตยในเวลากลางวัน และการดูทิศทางของดาวเหนือในเวลากลางคืน ตอมามีการ
ประดิษฐเข็มทิศ ซ่งึ เปน เครือ่ งมอื ชว ยในการหาทศิ ข้ึน เนอ่ื งจากเข็มของเขม็ ทศิ จะช้ีไปทางทศิ เหนือตลอดเวลา
การใชทิศทางในแผนท่ีประกอบกับเข็มทิศหรือการสังเกตดวงอาทิตย และดาวเหนือจึงชวยใหเราสามารถ
เดินทางไปยังสถานทีท่ ีเ่ ราตอ งการได ในแผนที่จะตองมีภาพเข็มทิศหรือลูกศรช้ีไปทางทิศเหนือเสมอ ถาหาก
แผนท่ีใดไมไ ดกาํ หนดภาพเขม็ ทิศหรือลูกศรไวก ใ็ หเขาใจวา ดา นบนของแผนท่ีคอื ทศิ เหนอื

4. สญั ลกั ษณ เปน เครอ่ื งหมายท่ใี ชแทนสิง่ ตางๆ ในภูมปิ ระเทศจริง เพ่ือชวยใหผูใชสามารถอานและ
แปลความหมายจากแผนที่ไดอยางถูกตอง ทั้งนใี้ นแผนทจี่ ะตองมีคาํ อธิบายสัญลกั ษณป ระกอบไวด วยเสมอ

5. มาตราสว น เปน อตั ราสว นระหวา งระยะทางทย่ี อสว นมาลงในแผนทีก่ ับระยะทางจรงิ ในภมู ิประเทศ
มาตราสวนชว ยใหผ ูใชท ราบวาแผนทน่ี ัน้ ๆ ยอสว นมาจากสภาพในภมู ปิ ระเทศจริง ในอัตราสวนเทาใด มาตรา
สวนแผนท่ีโดยมากจะมี 3 ลักษณะ ไดแก มาตราสวนแบบเศษสวน มาตราสวนคําพูดและมาตราสวนแบบ
กราฟก มาตราสว นของแผนท่ี คือ อัตราสว นระหวางระยะบนแผนทก่ี บั ระยะในภูมปิ ระเทศ หรือ ความสัมพันธ
ระหวางระยะทางราบบนแผนที่กับระยะทางราบในภูมิประเทศ การเขียนมาตราสวนเขียนไดหลายวิธี เชน
50,000 หรอื 1/50,000 หรือ 1 : 50,000

การคาํ นวณระยะทางบนแผนท่ี

คาํ นวณไดจ ากสูตร : มาตราสวนของแผนที่ = ระยะบนแผนท่ี

ระยะในภูมิประเทศ

6. เสนโคงแผนที่เปนระบบของเสนขนานและเสนเมริเดียน ท่ีสรางข้ึนเพื่อกําหนดตําแหนงพิกัด
ภมู ิศาสตรใหเปน มาตรฐานไวใชอ า งองิ รว มกนั ซึง่ ประกอบดวย

6.1 เสนขนาน เปนเสน สมมติท่ลี ากจากทิศตะวนั ออก สรางข้ึนจากการวัดมุมเริ่มจากเสนศูนยสูตร
ซงึ่ มีคามุม 0 องศา ไปยังข้ัวโลกท้งั สองดานๆ ละไมเกนิ 90 องศา เสนขนานท่สี ําคญั ประกอบดว ย

1. เสน ศูนยส ูตรหรือเสนอเิ ควเตอร มีคามมุ 0 องศา
2. เสนทรอปกออฟแคนเซอร มีคา มมุ 23 องศา 30 ลปิ ดาเหนือ
3. เสนทรอปก ออฟแคปรคิ อรน มคี ามมุ 23 องศา 30 ลิปดาใต
4. เสนอารกติกเซอรเ คิล มคี ามุม 66 องศา 30 ลิปดาเหนอื
5. เสนอนั ตารกติกเซอรเ คลิ มีคา มมุ 66 องศา 30 ลปิ ดาใต

ห น้ า | 53

6.2 เสนเมรเิ ดยี น เปนเสน สมมตทิ ล่ี ากจากขัว้ โลกเหนือไปยังข้ัวโลกใต สรางข้นึ จากการสมมตเิ สน
เมริเดียนปฐม มีคามุม 0 องศา ลากผานตําบลกรีนิช กรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักรไปทางทิศ
ตะวันออกและทิศตะวันตกดา นละ 180 องศา โดยเสน เมริเดียนท่ี 180 องศาตะวันออกและ 180 องศาตะวันตก
จะทับกันเปนเสนเดียวน้ีใหเปนเสนวันที่หรือเสนแบงเขตวันระหวางชาติ หรือเสนแบงเขตวันสากล เสนเม
ริเดยี นแรกหรอื เสน เมริเดยี นปฐม (Prime Meridian) คอื เสน เมรเิ ดียนทล่ี ากผา นหอดดู าวแหง หน่ึง ตําบลกรนี ชิ
ใกลกรุงลอนดอนในประเทศอังกฤษ ทั้งน้ีเพ่ือใชเปนหลักอางอิงในการนับเสนเมริเดียนอื่น ๆ ตอไป เสนเม
ริเดียนรอบโลกมี 360 เสน แบงเปนเสนองศา ตะวันออก 180 เสน และเสนองศาตะวันตก 180 เสน
ความสาํ คัญของเสนเมริเดยี น คือ บอกพกิ ดั ของตาํ แหนง ทีต่ ง้ั ตา งๆ บนพนื้ ผวิ โลกโดยใชร ว มกบั เสนขนาน (เสน
ละตจิ ดู ) และใชเปนแนวแบงเขตเวลาของโลก

7. พกิ ัดภมู ิศาสตรเ ปน ระบบทบ่ี อกตําแหนงของส่ิงตางๆ บนพ้ืนผิวโลก โดยอาศัยเสนโครงแผนท่ีซ่ึง
เสนขนานและเสน เมรเิ ดียนตัดกันเปน จุดสิ่งตางๆ บนพื้นผิวโลก โดยอานคาพิกัดภูมิศาสตรเปนละติจูด (เสน
ขนาน) และลองจจิ ูด (เสนเมรเิ ดียน)

ดังนั้น ละติจูด เปนพิกัดของจุดหนึ่งบนเสนขนาน สวนลองจิจูดก็เปนพิกัดของจุดหน่ึงบนเสนเม
ริเดียน ซึ่งทงั้ ละตจิ ูดและลองจิจูดมีคา ของมุมเปน องศา โดย 1 องศา มคี า เทากบั 60 ลิปดาและ 1 ลิปดา มีคา
เทา กบั 60 ฟล ิปดา

พกิ ดั ภูมศิ าสตรเปน ระบบท่บี ง บอกตาํ แหนง ท่ตี ้งั อยจู ดุ ตําแหนง ตา งๆ บนพืน้ ผวิ โลก โดยอาศัยโครงขาย
ของเสน โครงแผนทซี่ ึ่งประกอบดวยเสนเมรเิ ดียนกบั เสนขนานตดั กนั เปน “จุด”

1) ละตจิ ูด (Latitude) เปนคา ของระยะทางเชิงมุม โดยนบั 0 องศา จากเสนศูนยสูตรไปทางเหนือหรือ
ใตจ นถงึ 90 องศาทขี่ ว้ั โลกท้งั สอง

ห น้ า | 54

2) ลองจิจูด (Longitude) เปน คา ของระยะทางเชิงมุม โดยนับ 0 องศา จากเสนเมริเดียนไป ทาง
ทศิ ตะวันออกและทศิ ตะวันตกจนถึง 180 องศา

ปจจุบันการบงบอกจุดตําแหนงบนพื้นผิวโลก สามารถทราบไดงายและถูกตอง โดยใช จีพีเอส
เครื่องมือกําหนดตําแหนงบนพ้ืนผิวโลก (GPS:Global Positioning System) เครื่องมือชนิดนี้ มีขนาดเล็ก
พกพาไดส ะดวก และใหข อมลู ตาํ แหนง บนพ้นื ผวิ โลกไดต รงกบั ความเปน จรงิ ดงั นนั้ จึงมีผูนําเครอื่ งมือน้ีไปใชได
สะดวกสบายในกจิ กรรมตา งๆ ไดแ ก การเดนิ เรือ การเดินทาง ทองเที่ยวปา การเดินทางดว ยรถยนต เครอื่ งบนิ
เปน ตน เม่อื กดปุมสวิตซ เครอ่ื งจะรบั สัญญาณจากดาวเทียมแลวบอกคาพิกัดภูมิศาสตรใหทราบเคร่ืองหมาย
แผนท่ี

ลกู โลก

องคประกอบของลูกโลก องคประกอบหลักของลูกโลกจะ
ประกอบไปดวย

1. เสนเมริเดียนหรือเสนแวง เปนเสนสมมติท่ีลากจากขั้ว
โลกเหนือไปจดขั้วโลกใต ซึ่งกําหนดคาเปน 0 องศา ที่เมืองกรีนิช
ประเทศอังกฤษ

2. เสนขนาน หรือเสนรุง เปนเสนสมมติท่ีลากจาก
ทิศตะวันตกไปทศิ ตะวันออก ทกุ เสนจะขนานกับเสนศนู ยสูตร ซงึ่ มีคา มุมเทา กบั 0 องศา

การใชลกู โลก ลูกโลกใชประกอบการอธบิ ายตาํ แหนง หรอื สถานท่ีของจุดพนื้ ที่ของสวนตางๆ ของโลก
โดยประมาณ

เขม็ ทศิ
เข็มทิศเปนเครื่องมือสําหรับใชในการหาทิศของจุดหรือวัตถุ
โดยมหี นวยวดั เปน องศา เปรียบเทียบกับจดุ เร่มิ ตน เขม็ ทศิ ใชในการหา
ทศิ โดยอาศัยแรงดงึ ดูดระหวางสนามแมเ หลก็ ขวั้ โลก (Magnetic Pole)
กับเข็มแมเหล็ก ซ่ึงเปนองคประกอบสําคัญที่สุดของเครื่องมือน้ี
เขม็ แมเหล็กจะแกวงไกวไดโดยอิสระในแนวนอน เพื่อใหแนวเข็มช้ีอยู
ในแนวเหนือใต ไปยังขั้วแมเหล็กโลกตลอดเวลา หนาปดเข็มทิศซึ่ง
คลา ยกบั หนาปดนาฬิกาจะมีการแบงโดยรอบเปน 360 องศา ซ่ึง เข็มทิศมีประโยชนในการเดินทาง
เชน การเดินเรอื ทะเล เคร่อื งบิน การใชเข็มทศิ จะตองมีแผนท่ปี ระกอบและตอ งหาทศิ เหนอื กอ นเพือ่ จะไดรูทิศ
อน่ื

รูปถายทางอากาศและภาพจากดาวเทียม

รูปถา ยทางอากาศและภาพจากดาวเทยี มเปน รปู หรอื ขอมลู ตวั เลขท่ีไดจากการเก็บขอมูล ภาคพื้นดิน
จากกลองทตี่ ิดอยูกบั พาหนะ เชน เครอ่ื งบิน หรอื ดาวเทียม โดยมกี ารบนั ทึกขอมูลอยางละเอียดหรือหยาบใน

ห น้ า | 55

เวลาแตกตางกัน จึงทาํ ใหเ ห็นภาพรวมของการใชพ ้ืนทแ่ี ละการเปล่ยี นแปลงตา ง ๆ ตามทปี่ รากฏบนพื้นผิวโลก
เชน การเกิดอุทกภยั ไฟปา การเปล่ียนแปลง การใชท ด่ี นิ การกอ สรา งสถานท่ี เปน ตน

ประโยชนของรปู ถา ยทางอากาศและภาพจากดาวเทยี ม ท่ีนิยมใชกันมากจะเปนรูปหรือภาพถายที่ได
จากการสะทอ นคล่ืนแสงของดวงอาทิตยข้ึนไปสูเครื่องบันทึกท่ีติดอยูบนเคร่ืองบินหรือดาวเทียม การบันทึก
ขอมูลอาจจะทําโดยใชฟลม เชน รูปถายทางอากาศสีขาวดํา หรือรูปถายทางอากาศสีธรรมชาติ การบันทึก
ขอมลู จากดาวเทยี มจะใชสัญญาณเปน ตัวเลขแลวจึงแปลงคา ตัวเลขเปนภาพจากดาวเทยี มภายหลงั

การใชร ปู ถายทางอากาศและภาพจากดาวเทยี ม ผูใชจะตองไดรับการฝกหัดเพ่ือแปลความหมายของ
ขอมูล การแปลความหมายอาจจะใชการแปลดวยสายตาตามความสามารถของแตละบุคคลหรือใชเคร่ือง
คอมพิวเตอรแ ละโปรแกรมเขามาชวย

เคร่อื งมอื เทคโนโลยเี พอ่ื การศึกษาภมู ิศาสตร

ในโลกยุคปจจบุ นั ทเ่ี ต็มไปดวยขอมูลขาวสาร และขอมูลทเี่ ปนตวั เลขจาํ นวนมาก เทคโนโลยีจึงเขา มามี
ความสําคญั และจะมีความสาํ คญั มากยงิ่ ข้นึ ในอนาคต เทคโนโลยที ่ีสําคัญดานภูมิศาสตร คือ ระบบสารสนเทศ
ภูมิศาสตรห รือ GIS (Geographic Information System) และระบบกําหนดตําแหนงพื้นผิวโลก หรือ GPS
(Global Positioning System) เคร่ืองมือทั้งสองประกอบดวยคอมพิวเตอร หรือฮารดแวร (Hard ware) ซึ่งมี
ขนาดตา งๆ และโปรแกรมหรือซอฟแวร (Software) เปนหลกั ในการจัดทํา ดังน้ี

1) ประโยชนของเครอ่ื งมือเทคโนโลยีเพ่ือการศกึ ษาภูมิศาสตร จะคลายกับการใชประโยชนจ ากแผนท่ี
สภาพภูมิประเทศและแผนทเ่ี ฉพาะเรือ่ ง เชน จะใหคําตอบวา ถาจะตองเดินทางจากจุดหนึง่ ไปยังอกี จดุ หนึ่งใน
แผนทจี่ ะมีระยะทางเทาใด และถาทราบความเร็วของรถจะทราบไดว าจะใชเวลานานเทาใด

หลังจากการทาํ งานของระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตร คือ การจัดหมวดหมขู องขอมูลตามความตองการ
ท่จี ะนําไปวิเคราะหการคัดเลือกตัวแปร หรือปจจัยท่ีเก่ียวของ การจัดลําดับความสําคัญของปจจัยและการ
ซอ นทับขอ มูล ตัวอยางเชน ตองการหาพื้นที่ท่ีเหมาะสมสําหรับการปลูกขาว โดยแบงออกเปน 3 ระดับ คือ
เหมาะสมดี เหมาะสมปานกลาง และไมเหมาะสม โดยคัดเลอื กขอมูล 2 ประเภท คือ ดินและสภาพภูมิประเทศ

2) การใชเ คร่อื งมือเทคโนโลยีเพ่ือการศกึ ษาภมู ศิ าสตร การใชเ ครอ่ื งมอื เทคโนโลยีจําเปนตองมีเครื่อง
คอมพวิ เตอรแ ละโปรแกรม ผใู ชจะตองไดรับการฝก ฝนกอนทจ่ี ะลงมือปฏบิ ัติ

แหลง ขอมลู สารสนเทศของไทย

ปจ จบุ ันไดม ีการคดิ คนและพัฒนาการขอ มูลสารเทศอยางรวดเร็วและไดเผยแพรขอมูลสูสาธารณชน
มาก โดยเฉพาะการนาํ ขอมลู เขาเวบ็ ไซดใหป ระชาชนและผสู นใจท่ัวไปเขา ไปดขู อมูลได ซึ่งเปนประโยชนอยาง
มากตามความตองการของผูใชขอมูล แตขอมูลบางชนิดอาจตองติดตอจากหนวยงานน้ันๆ โดยตรง ท้ังจาก
หนวยงานของรัฐท่ีสําคัญๆ คือ กรมอุตุนิยมวิทยาและกรมแผนท่ีทหาร และเอกชนที่สําคัญๆ คือ เครื่อง
เดินอากาศและเดินเรือ เว็บไซตท่ีนาสนใจ เชน ขอมูลดานสถิติ(www.nso.go.th) ขอมูลประชากร
(www.dola.go.th) ขอมูลดาวเทียม (www.gistda.go.th) ขอมูลดินและการใชที่ดิน (www.dld.go.th)
เปน ตน

ห น้ า | 56

กลา วโดยสรุป เคร่ืองมือทางภูมิศาสตรใชประกอบการศึกษา และการเก็บขอมูลเครื่องมือบางชนิด
เหมาะสําหรับใชในหอ งเรียน หรอื หอ งปฏบิ ตั กิ าร เครือ่ งมือบางชนดิ ใชไ ดส าํ หรับในหอ งเรียนและในภาคสนาม
ผใู ชจ ะไดร วู า เมื่อใดควรใชเคร่ืองมือภมู ศิ าสตรใ นหอ งเรียนและเมอ่ื ใดควรใชใ นภาคสนาม เครื่องมอื บางชนดิ จะ
มีความซับซอ นมาก หรือตอ งใชร ว มกันระหวางเครื่องคอมพิวเตอรแ ละโปรแกรม

เคร่ืองมอื ทางภูมศิ าสตรทม่ี ีความสาํ คญั มากในปจ จบุ นั คือ ระบบสารสนเทศภูมศิ าสตร (GIS) ซ่ึงแปลง
สารสนเทศทีเ่ กีย่ วกับพ้ืนที่ และขอมูลตารางหรือคําอธิบายท่ีใหเปนขอมูลเชิงตัวเลขทําใหการจัดเก็บเรียกดู
ขอมูล การปรับปรุงแกไขและการวิเคราะหเปนไปอยางรวดเร็ว และถูกตองและแสดงผลในรูปแบบแผนที่
กราฟ หรอื ตารางไดอยางถูกตองอีกดวย สวนระบบ กําหนดตําแหนงบนพ้ืนผิวโลก (GIS) ใชกําหนดจุดพิกัด
ตาํ แหนง ของวตั ถตุ า งๆ บนผวิ โลก โดยอาศัยสัญญาณจากดาวเทียมหลายดวงท่โี คจรอยูร อบโลก

ห น้ า | 57

ห น้ า | 58

กจิ กรรมที่ 1.3 วิธีใชเครื่องมือทางภมู ศิ าสตร

1. แผนท่หี มายถึง
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
.......................................................................

2. จงบอกประโยชนข องการใชแ ผนทมี่ า 5 ขอ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................

3. ใหบอกวธิ ีการใชเขม็ ทศิ คูก บั การใชแ ผนท่พี อสังเขป
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................

ห น้ า | 59

เรื่องท่ี 4 ปญ หาการทาํ ลายทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม
ผลการจัดลาํ ดับความสําคญั ของปญ หาทรัพยากร
ธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ ม

ปญ หาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม น้ันไดมีการสํารวจทัศนคติของประชาชน พบวา ปญหา
สําคญั 5 ลําดับแรก มดี งั น้ี ลําดบั ท่ี 1 การสูญเสียทรพั ยากรปา ไม ลําดับท่ี 2 อทุ กภัยและภัยแลง ลําดับท่ี 3
ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรดินและการใชท่ีดิน ลําดับที่ 4 มลพิษจากขยะ และลําดับที่ 5 มลพิษทาง
อากาศ ดังตารางแสดง ผลการจดั ลําดบั ความสําคญั ดังตอ ไปนี้

ผลการจัดลํา ัดบ ทรพั ยากรธรรมชาติ ลําดบั ความสาํ คัญ
( ํลาดับ ่ที) และส่งิ แวดลอ ม (จาํ แนกตามวิธกี ารจัดลาํ ดบั )

1 ทรพั ยากรปา ไม จัดลําดับดวย จดั ลําดับดวย
2 ทรัพยากรนํ้า
3 ทรัพยากรดินและการใชท ี่ดนิ มลู คาความเสียหาย ทัศนคติประชาชน
4 มลพิษจากขยะ
5 มลพิษทางอากาศ 12
6 มลพษิ ทางนาํ้
7 ทรัพยากรพลังงาน 31
8 ทรัพยากรทะเลและชายฝง
9 มลพษิ จากสารอันตราย 26
10 มลพษิ จากของเสยี อนั ตรายจากชุมชน
74

57

85

11 3

4 10

98

6 12

ห น้ า | 60

11 ทรัพยากรและแร 10 9

ที่มา : สถาบันวิจยั เพ่อื การพฒั นาประเทศไทย 2549
ความสาํ คญั ของส่งิ แวดลอ มคอื เอื้อประโยชนใ หสง่ิ มีชวี ติ ท้ังพืชและสัตวอยูรวมกันอยางมีความสุข มี

การพ่ึงพากันอยางสมดลุ มนุษยด ํารงชพี อยูไดด วยอาศยั ปจจยั พ้นื ฐานจากสิ่งแวดลอ ม ซึ่งประกอบดวยอาหาร
อากาศ นํา้ ท่ีอยูอาศยั และยารักษาโรค ส่งิ แวดลอมเปนองคป ระกอบทสี่ าํ คัญของสิ่งมชี วี ิตทุกชนิด แต “ทําไม
ส่ิงแวดลอมจึงถูกทําลาย” และเกิดปญหามากมายทั่วทุกมุมโลก เม่ือทําการศึกษาพบวา “มนุษย” เปน
ผทู าํ ลายสิง่ แวดลอ มมากทส่ี ุด สาเหตทุ ีม่ นษุ ยท าํ ลายส่งิ แวดลอ มเกดิ จากความเห็นแกตัวของมนุษยเอง โดยมุง
เพื่อดา นวัตถแุ ละเงนิ มาตอบสนองความตอ งการของตนเอง

เมื่อสิ่งแวดลอมถูกทําลายมากข้ึน ผลกระทบก็ยอนกับมาทําลายตัวมนุษยเอง เชน เกิดการ
เปล่ียนแปลงบรรยากาศของโลก เกิดสภาวะเรือนกระจก ภาวะโลกรอนตลอดจนเกิดภัยธรรมชาติตางๆ เชน
นาํ้ ทวม แผนดนิ ถลม ควันพิษ นาํ้ เนาเสีย ขยะมูลฝอย และสิง่ ปฏกิ ลู ซึง่ สงิ่ เหลาน้ีมีผลโดยตรงและทางออม
และไมส ามารถหลกี เล่ยี งได

ผลกระทบจากการใชแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 4 ของไทยเกิดจากการโดยนํา
นโยบายการปลูกพืชเชิงเดย่ี วเขามาใชเพื่อมุงพัฒนาเศรษฐกจิ เปน หลัก ทาํ ใหป ระชาชนต่ืนตัวในการทําไรปลูกพืช
เชงิ เดีย่ ว เชน มันสาํ ปะหลัง ออย ปอ จึงเกดิ การทาํ ลายปาและทรพั ยากรธรรมชาติเพอ่ื หาพ้นื ท่ีในการปลูกพืช
เชิงเด่ียวตามนโยบายรัฐบาล มีการใชปุยเคมี ใชยาปราบศัตรูพืช เกิดโรงงานอุตสาหกรรมจํานวนมาก แต
ภาครัฐยังขาดการควบคุมอยางเปนระบบและชัดเจน จึงทําใหเกิดผลกระทบมาจนถึงปจจุบัน เชนปาไมถูก
ทําลาย ดินเส่ือมคุณภาพ น้ําเนาเสีย เกิดสารเคมีสะสมในแหลงนํ้าและดิน เกิดมลพิษ ซึ่งสิ่งเหลาน้ีเกิด
ผลกระทบโดยตรงและโดยออ ม ตอสุขภาพและการดาํ รงชีวติ ของประชาชน ทาํ ใหเกิดความเสียหายตอประเทศ
โดยรวม

จากการศกึ ษาของนักวชิ าการ พบวา การแกไขปญหาส่ิงแวดลอ มตอ งแกท ี่ตวั “มนษุ ย” นัน่ คือจะตอง
ใหความรู ความเขาใจธรรมชาติ เจตคติ มีคุณธรรมจริยธรรม และสรางจิตสํานึกใหเกิดความตระหนักตอ
สง่ิ แวดลอม ตอ ประชาชน โดยเรียนรูจากแหลง เรียนรูใหมๆ สรา งความตระหนักในปญหาท่ีเกิดขึ้น และสราง
การมสี ว นรว มในการปอ งกันและแกไขปญ หาท่ีเกิดข้นึ ปญ หาสิ่งแวดลอ มสาํ คัญๆ ดวั ตอไปนี้ คอื

1. ปา ไม

“ปา ไม” เปน ศูนยร วมของสรรพชีวิต เปนท่กี อกําเนิดสายนํ้า ชวี ติ พืชและสตั วท หี่ ลากหลายอีกทั้งเปน
ทีพ่ ึ่งพงิ และใหประโยชนแ กมนุษยมาแตโ บราณกาล เพราะปา ไมชวยรักษาสมดลุ ของธรรมชาติ และส่งิ แวดลอม
ควบคมุ สภาพดนิ ฟา อากาศ กาํ บงั ลมพายุ ปองกนั บรรเทาอุทกภยั ปองกนั การพงั ทลายของหนาดิน เปนเสมือน
เข่ือนธรรมชาติที่ปองกันการตื้นเขินของแมนํ้าลําคลอง เปนแหลงดูดซับกาซคารบอนไดออกไซด และเปน
โรงงานผลติ ออกซเิ จนขนาดใหญ เปนคลงั อาหารและยาสมนุ ไพร และปา ไม

ห น้ า | 61

ยั ง เ ป น แ ห ล ง ศึ ก ษ า วิ จั ย แ ล ะ เ ป น
สถานที่พักผอนหยอนใจของมนุษย
นอกจากน้ีในผืนปายังมีสัตวปานานา
ชนิด ซึ่งมีประโยชนตอมนุษยและ
ส่ิงมีชีวิตอื่นๆ ในหลายลักษณะ ไดแก
การรักษาสมดุลของระบบนิเวศ เชน
การควบคุมปริมาณสัตวปาใหอยูใน
ภาวะสมดลุ การชวยแพรพ ันธุพืช การ
ควบคุมแมลงศัตรูพืช เปนปยุ ใหกับดิน
ในปา เปน ตน การเปนแหลงพันธุกรรม
ที่หลากหลาย การเปนอาหารของ
มนษุ ยและสตั วอน่ื และการสรางรายได
ใหแกมนุษย เชน การคาจากชิ้นสวน
ตางๆ ของสัตวปา การจําหนายสตั วปา
และการเปดใหบ รกิ ารชมสวนสัตว เปนตน ดังนั้น จึงนับวาปาไมใหคุณประโยชนทั้งทางตรงและทางออมแก
มวลมนษุ ยเ ปน อยา งมากมาย หากปา ไมเสื่อมโทรม ชีวติ ความเปนอยขู องมนษุ ยแ ละสัตวอ ยา งหลกี เล่ยี งไมได

ประเภทของปาไมในประเทศไทย

ประเภทของปา ไมจะแตกตางกันไปข้ึนอยูกับการกระจายของฝน ระยะเวลาที่ฝนตกรวมทั้งปริมาณ
นํา้ ฝนทาํ ใหป าแตล ะแหง มีความชุมชื้นตา งกัน สามารถจาํ แนกไดเ ปน 2 ประเภทใหญๆ คอื

1. ปาประเภทท่ไี มผลัดใบ (Evergreen)
2. ปา ประเภททีผ่ ลดั ใบ (Deciduous)

ปา ประเภทท่ีไมผลดั ใบ (Evergreen)

ปา ประเภทนีม้ องดเู ขียวชอุมตลอดป เนื่องจากตนไมแ ทบท้ังหมดที่ขน้ึ อยูเปน ประเภทท่ีไมผลัดใบ ปา
ชนดิ สาํ คญั ซึ่งจดั อยูใ นประเภท นี้ ไดแก

1. ปา ดงดบิ (Tropical Evergreen Forest or Rain Forest)

ปาดงดิบท่ีมีอยูท่ัวในทุกภาคของประเทศ แตท่ีมีมากท่ีสุด ไดแก ภาคใตและภาคตะวันออก ใน
บริเวณนี้มีฝนตกมากและมีความช้ืนมากในทองที่ภาคอ่ืน ปาดงดิบมักกระจายอยูบริเวณท่ีมีความชุมชื้น
มากๆ เชน ตามหุบเขา ริมแมนํ้าลําธาร หวย แหลงน้ํา และบนภูเขา ซ่ึงสามารถแยกออกเปนปาดงดิบ
ชนิดตา งๆ ดังนี้

ห น้ า | 62

1.1 ปาดิบชน้ื เปน ปารกทบึ มองดเู ขยี วชอุมตลอดปมีพันธุไมหลายรอยชนิดขึ้นเบียดเสียดกันอยู
มกั จะพบกระจัดกระจายตงั้ แตความสูง 600 เมตร จากระดับน้าํ ทะเล ไมท่สี ําคญั กค็ อื ไมตระกูลยางตา งๆ เชน
ยางนา ยางเสยี น สวนไมชน้ั รอง คอื พวกไมก อ เชน กอนํา้ กอเดอื ย

1.2 ปาดิบแลง เปนปาที่อยูในพ้ืนที่คอนขางราบมีความชุมชื้นนอย เชน ในแถบภาคเหนือและ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมักอยูสูงจากระดับน้ําทะเลประมาณ 300-600 เมตร ไมท่ีสําคัญ ไดแก มะคาโมง
ยางนา พะยอม ตะเคยี นแดง กระเบากลัก และตาเสือ

1.3 ปาดิบเขา ปาชนิดน้ีเกิดขึ้นในพื้นท่ีสูงๆ หรือบนภูเขาต้ัง 1,000-1,200 เมตร ข้ึนไปจาก
ระดับนํ้าทะเล ไมสวนมากเปนพวก Gymnosperm ไดแก พวกไมขุนและสนสามพันป นอกจากนี้ยังมีไม
ตระกลู กอขนึ้ อยู พวกไมช ั้นทีส่ องรองลงมา ไดแ ก สะเดาชาง และขมิ้นชนั

2. ปาสนเขา (Pine-Forest)
ปา สนเขามักปรากฏอยตู ามภูเขาสงู สว นใหญเ ปน พ้ืนที่ซึง่ มคี วามสูงประมาณ 200-1,800 เมตร ขึ้นไป
จากระดับน้ําทะเลในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บางทีอาจปรากฏในพ้ืนท่ีสูง 200-
300 เมตร จากระดับน้าํ ทะเลในภาคตะวันออกเฉียงใต ปาสนเขามีลักษณะเปนปาโปรง ชนิดพันธุไมท่ีสําคัญ
ของปาชนิดน้ีคือ สนสองใบ และสนสามใบ สวนไมชนิดอ่ืนที่ข้ึนอยูดวยไดแกพันธุไมปาดิบเขา เชน กอชนิด
ตางๆ หรอื พันธไุ มป า แดงบางชนิด คือ เต็ง รัง เหียง พลวง เปนตน

3. ปา ชายเลน (Mangrove Forest)
บางทเี รียกวา “ปา เลนนํา้ เค็ม” หรือปาเลน มีตนไมขึ้นหนาแนนแตละชนิดมีรากค้ํายันและรากหายใจ
ปาชนิดนี้ปรากฏอยูตามท่ดี ินและรมิ ทะเลหรือบรเิ วณปากน้ําแมน้ําใหญๆ ซ่ึงมีนํ้าเค็มทวมถึงในพ้ืนที่ภาคใตมี

ห น้ า | 63

อยูตามชายฝง ทะเลทงั้ สองดา น ตามชายทะเลภาคตะวันออกมีอยูทุกจังหวัดแตท่ีมากที่สุดคือ บริเวณปากนํ้า
เวฬุ อาํ เภอขลุง จังหวัดจนั ทบรุ ี

พนั ธไุ มท ขี่ น้ึ อยูต ามปาชายเลน สวนมากเปน พันธไุ มขนาดเลก็ ใชป ระโยชนสาํ หรับการเผา ถาน และทํา
ฟนไมชนดิ ท่ีสําคญั คอื โกงกาง ถว่ั ขาว ถั่วขาํ โปรง ตะบูน แสมทะเล ลําพูนและลําแพน ฯลฯ สวนไมพื้นลาง
มักเปน พวก ปรงทะเล เหงอื กปลาหมอ และปอทะเล เปน ตน

4. ปาพรหุ รอื ปาบงึ น้ําจืด (Swamp Forest)
ปาชนิดน้ีมักปรากฏในบริเวณท่ีมีนํ้าจืดทวมมากๆ ดินระบายน้ําไมดี ปาพรุในภาคกลาง มีลักษณะ
โปรงและมีตนไมข ึน้ อยูห างๆ เชน สนุน จิก โมกบา น หวายน้ํา หวายโปรง ระกํา ออ และแขม ในภาคใต
ปา พรมุ ขี ึ้นอยูต ามบริเวณท่ีมนี า้ํ ขังตลอดป ดนิ ปาพรุ ที่มีเนอื้ ท่มี ากทีส่ ดุ อยูใ นบรเิ วณจงั หวดั นราธิวาส ดินปาพรุ
เปนซากพชื ผสุ ลายทับถมกัน เปนเวลานาน ปาพรุแบงออกได 2 ลักษณะ คือ ตามบริเวณซ่ึงเปนพรุนํ้ากรอย
ใกลชายทะเลตนเสม็ดจะขึ้นอยูหนาแนนพื้นท่ีมีตนกกชนิดตางๆ เรียก “ปาพรุเสม็ด หรือ ปาเสม็ด” อีก
ลักษณะเปน ปา ทม่ี ีพนั ธุไ มต างๆ มากชนิดขึ้นปะปนกัน
ชนิดพันธุไมท่ีสําคัญของปาพรุ ไดแก อินทนิลน้ํา หวาจิก โสกนํ้า กระทุมนํ้า กันเกรา โงงงัน
ไมพน้ื ลางประกอบดวย หวาย ตะคาทอง หมากแดง และหมากชนดิ อืน่ ๆ
5. ปา ชายหาด (Beach Forest)
เปนปาโปรงไมผลัดใบข้ึนอยูตามบริเวณหาดชายทะเล นํ้าไมทวมตามฝงดินและชายเขาริมทะเล
ตนไมส ําคญั ท่ขี นึ้ อยูตามหาดชายทะเล ตองเปนพืชทนเค็ม และมักมีลักษณะไมเปนพุมลักษณะตนคองอ ใบ
หนาแข็ง ไดแก สนทะเล หูกวาง โพธทิ์ ะเล กระทิง ตนี เปดทะเล หยีน้าํ มกั มีตนเตยและหญาตางๆ ขึ้นอยู
เปน ไมพน้ื ลา ง ตามฝง ดินและชายเขา มักพบ มะคาแต กระบองเพชร เสมา และไมหนามชนิดตางๆ เชน ซิงซ่ี
หนามหนั กาํ จาย มะดนั ขอ เปนตน

ปา ประเภทท่ผี ลัดใบ

ห น้ า | 64

ตน ไมท ่ีขึน้ อยูในปาประเภทน้เี ปน จําพวกผลัดใบแทบทั้งสน้ิ ในฤดูฝนปาประเภทน้ีจะมองดูเขียวชอุม
พอถึงฤดูแลงตนไม สวนใหญจะพากันผลัดใบทําใหปามองดูโปรงขึ้น และมักจะเกิดไฟปาเผาไหมใบไมและ
ตนไมเล็กๆ ปาสาํ คญั ซงึ่ อยใู นประเภทนี้ ไดแ ก

1. ปา เบญจพรรณ

ปาผลัดใบผสมหรือปาเบญจพรรณมีลักษณะเปนปาโปรงและยังมีไมไผชนิดตางๆ ขื้นอยูกระจัด
กระจายทัว่ ไปพ้ืนทด่ี นิ มกั เปนดินรวนปนทราย ปาเบญจพรรณ ในภาคเหนือมักจะมีไมสักขึ้นปะปนอยูท่ัวไป
ครอบคลมุ ลงมาถงึ จังหวัดกาญจนบุรี ในภาคกลางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวนั ออก มีปาเบญจ
พรรณนอยมากและกระจัดกระจาย พันธุไมชนิดสําคัญ ไดแก สัก ประดูแดง มะคาโมง ตะแบก เสลา
ออยชาง ลาน ยมหอม ยมหิน มะเกลือ เก็ดดํา เก็ดแดง ฯลฯ นอกจากนี้มีไมไผท่ีสําคัญ เชน ไผปา
ไผบ ง ไผซาง ไผร วก ไผไ ร เปน ตน

2. ปาเตง็ รัง หรือท่เี รยี กกันวา ปาแดง

ปา แพะ ปาโคก ลกั ษณะทั่วไปเปน ปาโปรง ตามพืน้ ปา มักจะพบตน ปรง และหญาเพ็ก พืน้ ทแ่ี หงแลง
ดินรว นปนทราย หรือกรวด ลกู รัง พบอยทู วั่ ไปในทรี่ าบและทภ่ี ูเขา ในภาคเหนือสวนมากขน้ึ อยบู นเขาท่ีมีดิน
ตนื้ และแหงแลงมาก ในภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ มีปาแดงหรือปาเต็งรังน้ีมากท่ีสุด ตามเนินเขาหรือที่ราบดิน
ทราย ชนดิ ของพนั ธุไ มท สี่ าํ คัญในปา แดง หรอื ปาเต็งรัง ไดแก เต็ง รัง เหียง พลวง กราด พะยอม ติ้ว แตว
มะคา แต ประดู แดง สมอไทย ตะแบก เลือดแสลงใจ รกฟา ฯลฯ สวนไมพื้นลางท่ีพบมาก ไดแก
มะพราวเตา ปุม แปง หญา เพก็ ปรงและหญา ชนิดอน่ื ๆ

3. ปา หญา (Savannas Forest)

ปา หญา ที่อยทู ุกภาคเกิดจากปา ทถ่ี ูกแผว ถางทาํ ลายบรเิ วณพน้ื ดินท่ขี าดความสมบูรณ และถูกทอดทิ้ง
หญาชนิดตาง ๆ จงึ เกิดขน้ึ ทดแทนและพอถงึ หนา แลงก็เกดิ ไฟไหมทําใหตน ไมบ รเิ วณขา งเคียงลมตาย พื้นท่ีปา
หญาจงึ ขยายมากขึ้นทุกป พืชที่พบมากท่ีสุดในปาหญาคือ หญาคา หญาขนตาชาง หญาโขมง หญาเพ็กและ
ปุมแปง บริเวณท่ีพอจะมีความชื้นอยูบาง และการระบายนํ้าไดดีก็มักจะพบพงและแขมข้ึนอยู และอาจพบ
ตนไมทนไฟขนึ้ อยู เชน ตับเตา รกฟา ตานเหลือ ติ้วและแตว

ประโยชนของทรพั ยากรปาไม

ปา ไมน อกจากเปนท่ีรวมของพันธุพืชและพันธุสัตวจํานวนมาก ปาไมยังมีประโยชนมากมายตอการ
ดาํ รงชีวติ ของมนุษยท ัง้ ทางตรงและทางออ ม ดังน้ี

ประโยชนทางตรง ไดแ ก ปจ จัย 4 ประการ
1. จากการนําไมมาสรางอาคารบา นเรอื นและผลติ ภณั ฑตา งๆ เชน เฟอรนเิ จอร กระดาษ ไมขดี ไฟ ฟน
เปน ตน
2. ใชเปน อาหารจากสวนตา งๆ ของพืชทะเล
3. ใชเสนใย ทีไ่ ดจ ากเปลือกไมและเถาวลั ยม าถกั ทอ เปน เครื่องนงุ หม เชอื กและอืน่ ๆ

ห น้ า | 65

4. ใชท าํ ยารักษาโรคตางๆ

ประโยชนทางออม
1. ปา ไมเปน เปนแหลงกาํ เนดิ ตนนํ้าลําธารเพราะตน ไมจ ํานวนมากในปา จะทําใหนํ้าฝนที่ตกลงมาคอย
ๆ ซึมซับลงในดินกลายเปน นา้ํ ใตดินทซี่ ึง่ จะไหลซึมมาหลอ เลยี้ งใหแ มนาํ้ ลําธารมีนํ้าไหลอยูตลอดป
2. ปา ไมทําใหเ กดิ ความชุม ชื้น และควบคุมสภาวะอากาศ ไอน้ําซึ่งเกิดจากการหายใจของพืช ซึ่งเกิด
ขึ้นอยูมากมายในปาทําใหอากาศเหนือปามีความช้ืนสูงเมื่ออุณหภูมิลดตํ่าลงไอน้ําเหลาน้ันก็จะกลั่นตัว
กลายเปนเมฆแลวกลายเปน ฝนตกลงมา ทาํ ใหบ ริเวณทมี่ ีพ้ืนปา ไมม ีความชุมชน้ื อยูเสมอ ฝนตกตองตามฤดูกาล
และไมเกิดความแหง แลง
3. ปาไมเปนแหลงพักผอนและศึกษาความรู บริเวณปาไมจะมีภูมิประเทศท่ีสวยงามจากธรรมชาติ
รวมท้งั สตั วป าจงึ เปนแหลง พักผอ นไดศ ึกษาหาความรู
4. ปาไมชว ยบรรเทาความรนุ แรงของลมพายุ และปองกันอุทกภัย โดยชวยลดความเร็วของลมพายุที่
พดั ผา นไดต้ังแต 11 – 44% ตามลักษณะของปาไมแตละชนิด จึงชวยใหบานเมืองรอดพนจากวาตภัยไดซึ่ง
เปนการปองกนั และควบคุมนํา้ ตามแมน ้ําไมใ หส ูงข้นึ มารวดเรว็ ลน ฝงกลายเปน อุทกภัย
5. ปาไมชวยปองกันการกัดเซาะและพัดพาหนาดิน จากน้ําฝนและลมพายุโดยลดแรงปะทะลงการ
หลดุ เล่อื นของดนิ จึงเกดิ ข้นึ นอ ย และยงั เปน การชว ยใหแมนา้ํ ลาํ ธารตางๆไมต นื้ เขินอกี ดวย นอกจากน้ีปาไมจะ
เปน เสมือนเคร่ืองกดี ขวางตามธรรมชาติ จงึ นบั วามปี ระโยชนในทางยุทธศาสตรดวยเชนกัน

สาเหตุสาํ คญั ของวิกฤตการณปา ไมใ นประเทศไทย
1. การลักลอบตัดไมทําลายปา ตัวการของปญหาน้ีคือ นายทุนพอคาไม เจาของโรงเลื่อย เจาของ
โรงงานแปรรปู ไม ผรู บั สัมปทานทําไมแ ละชาวบา นท่ัวไป ซึ่งการตัดไมเพื่อเอาประโยชนจากเนื้อไมทั้งวิธีที่ถูก
และผดิ กฎหมาย ปรมิ าณปาไมท ีถ่ กู ทาํ ลายนนี้ ับวนั จะเพม่ิ ข้นึ เรื่อยๆ ตามอัตราเพ่ิมของจํานวนประชากร ยิ่งมี
ประชากรเพม่ิ ขนึ้ เทาใด ความตอ งการในการใชไมก เ็ พิ่มมากขึน้ เชน ใชไ มในการปลกู สรา งบา นเรอื น เครอ่ื งมือ
เครื่องใชใ นการเกษตรกรรม เคร่อื งเรือนและถานในการหุงตม เปนตน
2. การบกุ รุกพ้ืนท่ีปา ไมเพื่อเขาครอบครองที่ดิน เม่ือประชากรเพ่ิมสูงข้ึน ความตองการใชท่ีดินเพ่ือ
ปลูกสรางท่ีอยูอาศัยและท่ีดินทํากินก็อยูสูงขึ้น เปนผลผลักดันใหราษฎรเขาไปบุกรุกพื้นท่ีปาไม แผวถางปา
หรอื เผาปา ทาํ ไรเลอื่ นลอย นอกจากน้ียงั มนี ายทนุ ทีด่ นิ ท่จี างวานใหราษฎรเขาไปทําลายปาเพ่ือจับจองที่ดินไว
ขายตอไป
3. การสงเสริมการปลกู พืชหรอื เลย้ี งสตั วเศรษฐกจิ เพื่อการสงออก เชน มนั สําปะหลงั ปอ เปน ตน โดย
ไมส งเสรมิ การใชทีด่ ินอยา งเต็มประสิทธภิ าพท้งั ๆ ที่พืน้ ท่ปี า บางแหง ไมเ หมาะสมที่จะนํามาใชในการเกษตร

4. การกําหนดแนวเขตพนื้ ทปี่ า กระทําไมชดั เจนหรือไมกระทําเลยในหลายๆ พื้นทีท่ ําใหเกิดการพพิ าท
ในเร่ืองทด่ี ินทํากนิ ของราษฎรและทีด่ นิ ปา ไมอ ยูตลอดเวลา และเกิดปญหาในเรอื่ งกรรมสิทธิท์ ด่ี ิน

ห น้ า | 66

5. การจัดสรา งสาธารณูปโภคของรัฐ เชน เข่อื น อางเก็บนํ้า เสนทางคมนาคม การสรางเขื่อนขวาง
ลํานํา้ จะทําใหพ ืน้ ท่เี กบ็ นํา้ หนา เข่ือนทอ่ี ุดมสมบรู ณถกู ตดั โคนมาใชป ระโยชน สวนตน ไมข นาดเล็กหรอื ที่ทําการ
ยา ยออกมาไมทันจะถกู นํ้าทวมยืนตน ตาย เชน การสรา งเข่ือนรัชประภาเพื่อก้ันคลองพระแสงอันเปนสาขา
ของแมนํ้าพุมดวง แมนํ้าตาป ทําใหนํ้าทวมบริเวณปาดงดิบซ่ึงมีพันธุไมหนาแนน และสัตวนานาชนิดเปน
บรเิ วณนับแสนไร ตอมาจึงเกดิ ปญหานํา้ เนา ไหลลงลํานํา้ พมุ ดวง

6. ไฟไหมปา มกั จะเกดิ ขนึ้ ในชว งฤดูแลง ซึง่ อากาศแหงแลงและรอนจัด ท้งั โดยธรรมชาติและจากการ
กระทาํ ของมนุษยทีอ่ าจลกั ลอบเผาปา หรอื เผลอ จุดไฟทงิ้ ไว

7. การทําเหมืองแร แหลง แรที่พบในบรเิ วณที่มปี า ไมปกคลุมอยู มีความจําเปนที่จะตองเปดหนาดิน
กอ นจึงทาํ ใหปา ไมท ข่ี ึน้ ปกคลุมถกู ทําลายลง เสน ทางขนยายแรในบางครงั้ ตองทําลายปาไมลงเปนจํานวนมาก
เพอ่ื สรา งถนนหนทาง การระเบดิ หนาดิน เพื่อใหไ ดมาซ่ึงแรธาตุ สงผลถงึ การทาํ ลายปา

การอนรุ กั ษป า ไม
ปา ไมถกู ทําลายไปจํานวนมาก จึงทาํ ใหเกดิ ผลกระทบตอสภาพภูมิอากาศไปทั่วโลก รวมท้งั ความสมดลุ
ในแงอ นื่ ดว ย ดงั นั้น การฟน ฟูสภาพปาไมจึงตองดําเนินการเรงดวน ทั้งภาครัฐภาคเอกชนและประชาชน ซ่ึงมี
แนวทางในการกาํ หนดแนวนโยบายดา นการจดั การปาไม ดงั นี้
1. นโยบายดานการกาํ หนดเขตการใชป ระโยชนท่ีดนิ ปา ไม
2. นโยบายดานการอนรุ กั ษท รัพยากรปาไมเก่ียวกับงานปอ งกันรักษาปา การอนรุ กั ษส ิง่ แวดลอม
3. นโยบายดานการจดั การท่ีดินทํากนิ ใหแ กร าษฎรผูยากไรใ นทองถนิ่
4. นโยบายดานการพัฒนาปา ไม เชน การทําไมและการเก็บหาของปา การปลูก และการบํารุงปาไม
การคนควาวจิ ยั และดานการอุตสาหกรรม
5. นโยบายการบริหารท่ัวไปจากนโนบายดังกลาวขางตนเปนแนวทางในการพัฒนาและการจัดการ
ทรพั ยากรปาไมของชาติใหไดรับผลประโยชน ท้ังทางดานการอนรุ ักษและดา นเศรษฐกจิ อยางผสมผสาน ท้ังนี้
เพ่ือใหเกดิ ความสมดุลของธรรมชาติและมที รพั ยากรปาไมไวอยา งยง่ั ยนื ตอไปในอนาคต

สถานการณทรพั ยากรปา ไม

การใชป ระโยชนจ ากพ้ืนท่ปี า อยางตอ เนือ่ งในชว งสท่ี ศวรรษที่ผานมาทําใหประเทศไทยสูญเสีย พ้ืนท่ีปา
ไมแลว ประมาณ 67 ลานไร หรอื เฉลย่ี ประมาณ 1.6 ลานไรตอป กลาวคือ ป พ. ศ. 2504 ประเทศไทยมีพ้ืนที่
ปาอยูถึงรอยละ 53.3 ของพ้ืนท่ีประเทศ หรือประมาณ 171 ลานไร และลดลงมาโดยตลอดจนในป พ.ศ.
2532 ประเทศไทยเหลอื พื้นทป่ี า เพียงรอยละ 27.95 ของพ้ืนท่ีท้งั หมด หรอื ประมาณ 90 ลานไร รัฐบาลในอดตี
ไดพ ยายามจะรักษาพ้นื ที่ปา โดยประกาศยกเลกิ สัมปทานการทาํ ไมใ นปาบกท้ังหมด ในป พ.ศ. 2532 แตหลังจาก
ยกเลิกสัมปทานปาไม สถานการณดีขึ้นในระยะแรกเทาน้ัน ตอมาการทําลายก็ยังคงเกิดข้ึนไมแตกตางจาก
สถานการณกอนยกเลิกสัมปทานปาไมเทาใดนัก โดยพ้ืนที่ปาที่ถูกบุกรุกกอนการยกเลิกสัมปทาน (ป พ.ศ.
2525-2532) เฉลี่ยตอปเทากับ 1.2 ลานไร และพื้นท่ีปาที่ถูกบุกรุกหลังการยกเลิกสัมปทาน (ป พ.ศ. 2532-
2541) เฉล่ีย 1.1 ลานไรตอ ป (ตารางที่ 1)

ห น้ า | 67

ตารางท่ี 1 พน้ื ทปี่ า กอ นและหลงั การยกเลิกสัมปทานปา ไม

รายการ พ้ืนท่ปี า (ลานไร) พน้ื ทีถ่ ูกทําลายเฉลีย่ ตอ ป
(ลา นไร)

ป พ.ศ. 2504 171.0 -

ป พ.ศ. 2525 97.8 3.5

ป พ.ศ. 2532 (ประกาศยกเลิกสมั ปทานปา ไม) 89.6 1.2

ป พ.ศ. 2541 81.1 1.1

2. ภเู ขา และแรธาตุ
ภูเขา เปนแหลง ตน กาํ เนดิ ของแรธ าตุ ปา และแหลง น้าํ ที่สาํ คัญของประเทศไทย
ภาคเหนือเปนภาคที่อุดมดวยทรัพยากรแรธาตุภาคหน่ึงของประเทศไทย เพราะมีภูมิประเทศที่มี
โครงสรางเปน ภูเขา เนินเขาและแอง แผน ดนิ ในยุคกลางเกา กลางใหม ที่บริเวณตอนกลางท่ีผานการผุกรอน
และมีการเปลี่ยนแปลงของแผนดิน โดยเฉพาะภูเขาทางตะวันตกที่เปนแนวของทิวเขา อุดมดวยแรโลหะ
แรอ โลหะและแรเ ชื้อเพลงิ
แรโลหะ ทสี่ าํ คญั ท่ีพบตามภเู ขาหินแกรนติ ในภาคเหนอื ไดแก
1. แรดีบกุ แหลงแรดีบุกท่ีพบในภาคเหนือ อยูในเขตภูเขาของจังหวัดที่อยูทางเหนือ และทางภาค
ตะวันตกของภาค คอื จังหวัดแมฮ องสอน จังหวดั เชยี งใหม จังหวดั ลาํ ปาง จังหวัดเชียงราย แตมีปริมาณการ
ผลติ ไมม ากเทา กบั แหลง ดีบุกสําคญั ทางภาคใต
2. ทังสเตนหรือวุลแฟรม ที่พบมากในภาคเหนือ คือแหลงแรซีไรท เปนแรที่สําคัญทางเศรษฐกิจ
การคา และยุทธปจจัยสาํ คญั มกี ารทําเหมอื งที่ อําเภอดอยหมอก อาํ เภอเวียงปาเปา จงั หวัดเชยี งราย และพบ
แถบภเู ขาสูงในเขต จังหวดั แมฮ องสอนมเี หมอื งดาํ เนินการผลติ ถึง 10 เหมือง ท่ีสาํ คัญคือเหมอื งท่ี อาํ เภอแมล านอ ย
เหมอื งหว ยหลวง และเหมอื งแมส ะเรียง ทางดา นตะวนั ตกของลุมนา้ํ ยม
3. ตะกั่วและสงั กะสี แรตะก่วั และสงั กะสมี กั จะเกดิ รว มกันแตที่พบยังมีปริมาณนอยไมเพียงพอ ท่ีจะ
นํามาใชในเชิงพาณิชยเหมือนที่พบในภาคตะวันตก ภาคเหนือมีแหลงแรตะกั่วและสังกะสีในแถบจังหวัด
แมฮอ งสอน จังหวดั เชยี งใหม จังหวัดลาํ ปางและ จงั หวัดแพร
4. ทองแดง แหลง แรท องแดงมอี ยหู ลายในแหงประเทศ แตเ ปน แหลงแรท่ีมีมูลคาทางเศรษฐกิจเพียง
ไมกี่แหง บริเวณท่พี บ ไดแ ก ในเขตจังหวัดทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื เชน จงั หวัดนครราชสีมา จังหวัดเลย
แตท่ีภาคเหนอื พบในเขต จงั หวดั อตุ รดิตถ จงั หวัดแพร จงั หวดั นาน และ จังหวัดลําปาง
5. เหล็ก แหลงแรเ หลก็ ในประเทศไทยมีหลายแหง เชนกัน ทั้งทกี่ ําลงั มกี ารผลิตท่ีผลิตหมดไปแลว แต
แหลงที่นาสนใจท่ีอาจมีคาในอนาคต ไดแกที่ อําเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค ที่เขาทับควาย จังหวัดลพบุรี

ห น้ า | 68

แหลงภยู าง อําเภอเชยี งคาน จังหวัดเลย แหลงอึมครึม จังหวัดกาญจนบุรี ในภาคเหนือพบที่ อําเภอแมแจม
จงั หวดั เชยี งใหม แหลง เดิม อาํ เภอเถิน จงั หวดั ลาํ ปาง

6. แมงกานีส แหลง แมงกานสี ในภาคเหนือมแี หลง ผลติ ที่สาํ คัญอยใู น จงั หวัดลําพูน จังหวัดเชียงใหม
จงั หวัดลําปาง จังหวัดแพร จังหวัดเชยี งราย และ จังหวัดนาน

7. นกิ เกลิ และโครเมยี ม พบท่ี บานหวยยาง อําเภอทาปลา จงั หวัดอุตรดติ ถ นอกจากน้ียังมแี รโ ครไมต
ทใี่ หโ ลหะโครเมยี ม ซึ่งเปนแรผสมเหล็ก

แรอโลหะ ทส่ี ําคัญทีพ่ บในภาคเหนอื ไดแ ก
1. ฟลูออไรต แหลงแรฟลูออไรตที่สําคัญของประเทศพบในภาคเหนือและภาคตะวันตก ไดแก ท่ี
อําเภอบานโฮง อําเภอปาซาง จังหวัดลําพูน อําเภอฝาง แมแจม อําเภอฮอด อําเภออมกอย จังหวัด
เชยี งใหม อาํ เภอแมสะเรียง จังหวัดแมฮองสอน นอกจากน้ีกม็ ีท่ภี าคตะวันตก และภาคใตของไทยอีกดว ย
2. แบไรต แหลงแรแบไรตที่สําคัญ นอกจากจะมีมากในภาคใตท่ีบริเวณเขาหลวง จังหวัด
นครศรธี รรมราชและใน จังหวัดสรุ าษฏรธ านีแลว ยงั มีแหลงสําคัญในภาคเหนืออีกที่ บริเวณภูไมตอง อําเภอ
ดอยเตา อาํ เภอฮอด จงั หวัดเชียงใหม นอกจากนี้ยังมีใน จังหวัดแมฮองสอน จังหวัดลําพูน ลําปาง อุตรดิตถ
เชยี งราย และแพร
3. ยิปซัม แหลงยิปซัมที่สําคัญมีท่ี จังหวัดนครสวรรคและพิจิตร ในภาคเหนือไดแก แหลงแมเมาะ
อําเภอแมเมาะ จงั หวดั ลาํ ปาง แหลงแมก๊ัวะ อําเภอเกาะคา จังหวัดลําปาง และแหลงสองหอง อําเภอนํ้า
ปาด จังหวดั อุตรดิตถ
4. ฟอสเฟต มแี หลงเลก็ ๆ อยูที่ ต.นาแกว อาํ เภอเกาะคา จงั หวัดลําปาง
5. ดินขาวหรอื เกาลิน ไดมกี ารพบและผลิตดนิ ขาวในหลายบรเิ วณทง้ั ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคใต
ในภาคเหนือมีแหลงดนิ ขาวท่ี อําเภอแจหม จังหวัดลําปาง นอกจากน้ยี งั มีแรอ โลหะอ่ืนๆ ทีพ่ บในภาคเหนืออีก
เชน แรห นิ มาท่ี จงั หวดั เชียงใหม แมฮ อ งสอน แรใยหนิ พบใน จงั หวัดอุตรดติ ถ
แรเ ชอ้ื เพลิง ที่สาํ คญั ทางเศรษฐกิจ คอื มกี ารนํามาใชเปนเชือ้ เพลิงสาํ คัญในโรงงานไฟฟา เคร่ืองจักรกล
โรงงานอุตสาหกรรมเคมีภณั ฑและในกิจกรรมขนสงตา ง ๆ เชน ในเคร่ืองบนิ รถยนต เรือยนต เปน ตน
1. หินน้ํามัน พบที่ บานปาคา อําเภอล้ี จังหวัดลําพูน แตยังไมไดนํามาใชประโยชนในเชิงพาณิชย
เน่ืองจากการแยกนา้ํ มันออกจากหินนํ้ามันตอ งลงทนุ สูง
2. ปโตรเลี่ยม นํ้ามันดิบ กาซธรรมชาติเหลว พบที่ อําเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม นํามาใชเปน
นํา้ มันหลอ ล่ืน นํา้ มันดเี ซลหมุนเร็วปานกลางและนาํ้ มนั เตา
3. ลิกไนต พบที่ อําเภอแมเมาะ อําเภอแมทะ จังหวัดลําปาง ใชเปนเชื้อเพลิงในโรงงานบมยา
โรงไฟฟา

3. แหลงน้ํา

ปญ หาเก่ยี วกบั ทรัพยากรนาํ้

ห น้ า | 69

จากพฤติกรรมการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติของมนุษย ซ่ึงมีผลกระทบตอสภาวะแวดลอมในโลก
โดยเฉพาะปญหาเก่ยี วกับทรพั ยากรน้ํา ซึ่งเปน ปจ จัยสาํ คัญในการดํารงชีวิตของมนุษย เพราะน้ําไดใชในการ
บรโิ ภคและผลติ เครอ่ื งอปุ โภคตางๆ ปจจุบนั ปญ หาทรพั ยากรน้ํา มดี งั น้ี

1. ปญ หาทางดา นปริมาณ
1) การขาดแคลนน้าํ หรอื ภยั แลง สาเหตุท่สี ําคญั ไดแ ก
1.1 ปาไมถ ูกทาํ ลายมากโดยเฉพาะปาตน นํ้าลําธาร
1.2 ลกั ษณะพืน้ ท่ีไมเหมาะสม เชนไมม แี หลง น้าํ ดนิ ไมดดู ซับน้ํา
1.3 ขาดการวางแผนการใชและอนรุ กั ษน าํ้ ท่ีเหมาะสม
1.4 ฝนตกนอ ยและฝนทง้ิ ชว งเปนเวลานาน
2) การเกดิ น้ําทว ม อาจเกิดจากสาเหตหุ นงึ่ หรือหลายสาเหตุรวมกันดงั ตอ ไปนี้
2.1 ฝนตกหนกั ตดิ ตอ กันนานๆ
2.2 ปา ไมถ ูกทําลายมาก ทาํ ใหไ มมีส่งิ ใดจะชวยดดู ซบั นาํ้ ไว
2.3 ภูมิประเทศเปนท่ีลมุ และการระบายนํ้าไมด ี
2.4 นา้ํ ทะเลหนนุ สูงกวา ปกติ ทาํ ใหนํา้ จากแผน ดินระบายลงสทู ะเลไมไ ด
2.5 แหลงเกบ็ กกั นํ้าตื้นเขินหรอื ไดร บั ความเสียหาย จึงเกบ็ นํ้าไดนอ ยลง

2. ปญหาดานคณุ ภาพของนาํ้ ไมเ หมาะสม สาเหตุท่พี บบอ ยไดแก
1) การท้ิงสิ่งของและการระบายนํ้าทิ้งลงสูแหลงนํ้า ทําใหแหลงน้ําสกปรกและเนาเหม็นจนไม

สามารถใชป ระโยชนได มักเกดิ ตามชุมชนใหญๆ ท่ีอยใู กลแ หลง น้าํ หรือทอ งถิ่นท่มี โี รงงานอตุ สาหกรรม
2) สงิ่ ทีป่ กคลุมผิวดนิ ถูกชะลางและไหลลงสูแหลง นํา้ มากกวา ปกติ มที ัง้ สารอนิ ทรยี  สารอนินทรยี 

และสารเคมีตา งๆ ทีใ่ ชในกิจกรรมตางๆ ซ่ึงทําใหนํ้าขนุ ไดง าย โดยเฉพาะในฤดฝู น
3) มีแรธาตุเจือปนอยูมากจนไมเหมาะแกการใชประโยชน น้ําท่ีมีแรธาตุปนอยูเกินกวา 50

พีพีเอม็ นัน้ เมอ่ื นาํ มาดมื่ จะทําใหเกดิ โรคน่ิวและโรคอน่ื ได
4) การใชส ารเคมีทีม่ พี ษิ ตกคาง เชน สารที่ใชป องกันหรือกําจัดศัตรูพืชหรือสัตว ซ่ึงเม่ือถูกฝนชะ

ลางลงสแู หลง น้ําจะกอ ใหเกดิ อันตรายตอส่งิ มชี ีวติ
3. ปญ หาการใชทรัพยากรนา้ํ อยางไมเหมาะสม เชน ใชมากเกินความจําเปน โดยเฉพาะเม่ือเกิดภาวะ

ขาดแคลนนาํ้ หรือการสบู น้ําใตดินขึ้นมาใชม ากจนดินทรุด เปนตน ป พ.ศ. 2541 ธนาคารโลกพยากรณวา นํ้า
ในโลกลดลง 1 ใน 3 ของปรมิ าณน้ําท่ีเคยมเี มอื่ 25 ปก อน และในป ค. ศ. 2525 หรอื อีก 25 ปขางหนา การใช
นา้ํ จะเพ่ิมอีกประมาณรอ ยละ 65 เน่อื งจากจํานวนประชากรโลกเพ่ิมข้ึน การใชน า้ํ อยา งไมถ กู ตองและขาดการ
ดูแลรกั ษาทรพั ยากรนา้ํ ซ่ึงจะเปน ผลใหประชากรโลกกวา 3,000 ลานคน ใน 52 ประเทศประสบปญหาการ
ขาดแคลนน้ํา

4. ปญหาความเปล่ียนแปลงของฟา อากาศ เนื่องจากปรากฏการณ เอล นิโน (EI Nino ) และลานินา
(La Nina) โดยปรากฏการณท่ีผิดธรรมชาติจะเกิดขึ้นประมาณ 5 ปตอคร้ัง คร้ังละ 8 -10 เดือน โดยกระแส

ห น้ า | 70

นํ้าอุนในมหาสมุทรแปซิฟกตะวันตก บริเวณตะวันออกเคลื่อนลงไปถึงชายฝงตะวันตกเฉียงเหนือของทวีป
อเมริกาใต (ประเทศเปรู เอกวาดอร และชลิ ตี อนเหนือ) ทาํ ใหผ ิวนํา้ ทีเ่ คยเยน็ กลับอุนขนึ้ และทเ่ี คยอุน กลับเยน็ ลง

เมอ่ื อณุ หภูมขิ องผิวนํา้ เปล่ียนแปลงไปกจ็ ะสง ผลทําใหอณุ หภมู ิเหนือน้ําเปลี่ยนไปดวยเชนกัน เปนผล
ใหค วามรอนและความแหงแลงในบริเวณท่ีเคยมีฝนชุก และเกิดฝนตกหนักในบริเวณที่เคยแหงแลง ลมและ
พายุเปล่ียนทิศทาง เน่ืองจากการเปล่ียนแปลงดังกลาวเกิดเปนบริเวณกวาง จึงสงผลกระทบตอโลกอยาง
กวา งขวาง สามารถทาํ ลายระบบนเิ วศในซีกโลกใต รวมทั้งพื้นที่บางสวนเหนือเสนศูนยสูตรได สาหรายทะเล
บางแหงตายเพราะอุณหภูมิสูง ปลาที่เคยอาศัยนํ้าอุนตองวายหนีไปหานํ้าเย็นทําใหมีปลาแปลกชนิดเพ่ิมขึ้น
และหลงั การเกดิ ปรากฎการณ เอล นโิ น แลว ก็จะเกิดปรากฎการณลา นินา ซึ่งมีลักษณะตรงกันขามตามมา
โดยจะเกดิ เมอกระแสน้ําอุนและคล่นื ความรอ นในมหาสมุทรแปซิฟก ตอนใตเคลอ่ื นยอนไปทางตะวันตก ทําให
บริเวณมหาสมทุ รแปซฟิ กตะวันออกทีอ่ ณุ หภูมิเรม่ิ เยน็ จะมกี ารรวมตวั ของไอน้ําปรมิ าณมาก ทําใหอากาศเย็น
ลง เกดิ พายุ และฝนตกหนักโดยเฉพาะในกลมุ ประเทศอาเซยี น

เอล นิโน เคยกอตัวคร้ังใหญในป พ.ศ. 2525 – 2526 ซึ่งผลทําใหอุณหภูมิผิวนํ้าสูงกวาปกติถึง 9
องศา ฟาเรนไฮต ทําลายชวี ิตมนุษยท วั่ โลกถงึ 2,000 คน คาเสยี หายประมาณ 481,000 ลานบาท ปะการังใน
ทะเลแคริบเบยี นเสียความสมดุลไปรอยละ 50 – 97 แตในป พ.ศ. 2540 กลับกอตัวกวางกวาเดิม ซ่ึงคิดเปน
พน้ื ท่ีไดกวางใหญกวา ประเทศสหรฐั อเมรกิ า โดยเขตน้ําอุนนอกชายฝง ประเทศเปรขู ยายออกไปไกลกวา 6,000 ไมล
หรอื ประมาณ 1 ใน 4 ของเสนรอบโลก อุณหภูมิผิวน้ําวัดไดเทากันและมีความหนาของนํ้าถึง 6 นิ้ว สงผลให
เกดิ ปรากฎการณธ รรมชาตทิ ี่เลวรา ยที่สดุ ในรอบ 15 0 ป โดยเรม่ิ แสดงผลตั้งแตเดอื นเมษายน 2541

นอกจากน้ปี รากฏการณเ รือนกระจกและการลดลงของพ้นื ท่ีปา ยังสงเสริมความรุนแรงของปญหาอีก
ดวย ดังตวั อยา งตอไปน้ี

1) ประเทศไทย ประสบความรอ นและแหงแลงรนุ แรงทั่วประเทศ ฝนตกนอยหรือตกลาชากวาปกติ
(ยกเวน ภาคใตท่กี ลางเดือนสิงหาคมเกิดฝนตกหนักจนน้ําทวม) ปริมาณน้ําในแมน้ํา อางเก็บน้ําและเข่ือนลด
นอยลงมาก รวมท้ังบางจังหวัดมีอุณหภูมิในฤดูรอนสูงมาก และเกิดติดตอกันหลายวัน เชน จังหวัดตากมี
อณุ หภูมิในเดือนเมษายน พ.ศ. 2541 สูงถงึ 43.7 องศาเซลเซียส ซ่ึงนับวาสูงที่สุดในรอบ 67 ป นอกจากน้ียัง
ทาํ ใหผ ลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะไมผลลดลง

2) ประเทศอนิ โดนเี ซีย ประสบความแหงแลง ทัง้ ทอ่ี ยใู นเขตมรสุมและมีปาฝน เมื่อฝนไมต กจึงทําใหไ ฟ
ไหมป า ทีเ่ กดิ ขนึ้ ในเกาะสุมาตรา และบอรเนียวเผาผลาญปาไปประมาณ 14 ลานไร พรอมทั้งกอปญหามลพิษ
ทางอากาศเปนบริเวณกวาง มผี ูคนปวยไขนับหมนื่ ทศั นวลิ ยั ไมดจี นทาํ ใหเครือ่ งบนิ สายการบินการูดาตกและมี
ผูเสียชีวติ 234 คน อกี ทงั้ ยงั ทาํ ใหผ ลิตผลการเกษตรตกตํ่า โดยเฉพาะเมล็ดกาแฟโรบัสตาที่สงออกมากเปน
อนั ดับหนึ่งไดร ับความเสยี หายมากเปน ประวัติการณ

3) ประเทศปาปวนิวกินี ไดรับผลกระทบรุนแรงท่ีสุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟก มีคนตายจากภัยแลง
80 คน และประสบปญ หาแลงอีกประมาณ 1,000,000 คน

4) ประเทศออสเตรเลีย อากาศแหงแลงรุนแรงจนตองฆาสัตวเลี้ยงเพราะขาดแคลนน้ํา และอาหาร
ซงึ่ คาดวา ผลผลติ การเกษตรจะเสยี หายประมาณ 432 ลา นเหรยี ญ

ห น้ า | 71

5) ประเทศเกาหลเี หนือ ปญ หาความแหง แลงรุนแรงและอดอยากรุนแรงมาก พืชไรเสยี หายมาก
6) ประเทศสหรฐั อเมริกา เกิดพายุเฮอรริเคนทางดานฝงตะวันตกมากข้ึน โดยเฉพาะภาคใตของรัฐ
แคลิฟอรเ นยี ไดรับภัยพิบตั ิมากทส่ี ดุ สว นทางฝงตะวันออกซึง่ มีเฮอรร เิ คนคอนขางมาก คลน่ื ลมกับสงบกวาปกติ
7) ประเทศเปรูและซิลี เกิดฝนตกหนักและจับปลาไดนอยลง (เคยเกิดฝนตกหนักและน้ําทวมใน
ทะเลทรายอะตาคามา ประเทศซิลี อยางไมเคยปรากฏมากอน ทั้งๆ ท่ีบริเวณน้ีแหงแลงมากจนประเทศ
สหรฐั อเมริกาขอใชเปน สถานทฝี่ ก นกั อวกาศ โดยสมมติวาเปน พื้นผิวดาวอังคาร)
8) ทวปี แอฟริกา แหงแลง รุนแรง พืชไรอ าจเสียหายประมาณคร่ึงหน่งึ

ปญ หาเก่ียวกบั ทรัพยากรนํา้ ในประเทศไทย

1. การขาดแคลนนํา้ หรือภยั แลง
ในหนาแลง ประชากรไทยจะขาดแคลนน้ําดื่มน้ําใชจํานวน 13,000 – 24,000 หมูบาน ประชากร
ประมาณ 6 -10 ลานคน ซึง่ โดยสว นใหญอยูในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนลาง การขาดแคลนนํ้าในระดับ
วิกฤตจะเกิดเปน ระยะๆ และรุนแรงขึน้ น้ําในเข่ือนสาํ คัญตางๆ โดยเฉพาะเข่ือนภูมิพลมีปริมาณเหลือนอยจน
เกือบจะมผี ลกระทบตอ การผลติ กระแสไฟฟา และการผลติ น้ําประปาสําหรับใชในหลายจงั หวดั การลดปริมาณ
ของฝนและนํา้ ท่ีไหลลงสอู างเกบ็ นา้ํ และการเกิดฝนมีแนวโนมลดลงทุกภาค ประมาณรอยละ 0.42 ตอป เปน
สิง่ บอกเหตุสําคญั ทแ่ี สดงใหเ ห็นถึงแนวโนมความรุนแรงของภัยแลง

ห น้ า | 72

ตารางแสดงการเปรียบเทียบปริมาณนํ้าฝนตอ ปในแตละภาค ตา งจากปริมาณเฉลย่ี
(มิลลิเมตร)
ภาค ปรมิ าณน้าํ ฝน
(มิลลเิ มตร)

2503 – 2535 2536 2535 5336
2536

ทุกภาค (ทว่ั ประเทศ) 1,733 1,430 1,594 -303 -139

ภาคเหนือ 1,232 1,142 931 -301 -301

ภาคกลาง 1,226 1,115 1,075 -111 -151

ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื 1,405 1,241 1,176 -164 -229

ภาคตะวันออก 2,011 1,534 1,732 -477 -279

ภาคใตฝ ง ตะวันออก 1,768 1,457 1,789 -307 25

ภาคใตฝง ตะวันตก 2,760 2,088 2,863 -672 103

สาํ หรบั ปริมาณน้าํ ทไ่ี หลลงสอู า งเก็บนํา้ ของเข่อื นและแมนํ้าสําคัญ เชน เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์และ
แมน ํ้าเจา พระยา ตั้งแตป พ.ศ. 2515 เปน ตนมา ก็มีปริมาณลดลงเชนกัน เน่ืองจากตนนํ้าลําธารถูกทําลายทํา
ใหฝนและน้ํานอย และขณะเดียวกันความตองการใชน้ํากลับมีมากและเพ่ิมขึ้นเรื่อยๆ เชน การประปานคร
หลวงใชผลิตน้ําประปาประมาณ 1,300 ลานลูกบาศกเมตรตอป การผลักดันนํ้าเค็มบริเวณปากแมน้ํา
เจาพระยา และแมน ้ําทา จีนจะตองใชน ้ําจดื ประมาณ 2,500 ลานลูกบาศกเมตรตอป การทํานาปใชประมาณ
4,000 ลานลูกบาศกเ มตร และการทาํ นาปรังจะใชประมาณ 6,000 ลานลูกบาศกเ มตร โดยมีแนวโนมของการ
ใชเ พ่ิมมากขน้ึ ทกุ ป

แนวโนม การลดปรมิ าณนํา้ ในเขื่อนทส่ี าํ คญั และแมน ้าํ เจาพระยา

แหลง ท่วี ดั ปริมาณ ชวงปทว่ี ัด ปริมาณน้าํ เฉลีย่ ตอป
(ลา นลกู บาศกเ มตร)

ปรมิ าณน้ําไหลลงสอู างเก็บน้ําเขอื่ น พ.ศ. 2515 – 2534 ประมาณ 10,360
ภมู ิพลและเขือ่ นสริ กิ ติ ์ิ พ.ศ. 2525 – 2534 ประมาณ 8,760
พ.ศ. 2530 - 2534 ประมาณ 7,000

ห น้ า | 73

ปรมิ าณนาํ้ ในแมน้ําเจาพระยาท่ีไหล พ.ศ. 2515 – 2534 ประมาณ 22,200

ผา นจงั หวดั นครสวรรค พ.ศ. 2525 – 2534 ประมาณ1 8,700

พ.ศ. 2530 - 2534 ประมาณ16,000

2. ปญหาน้าํ ทวมหรอื อทุ กภัย
เกดิ จากฝนตกหนักหรือตกติดตอกันเปนเวลานานๆ เนื่องจากการตัดไมทําลายปา แหลงน้ําตื้นเขิน
ทาํ ใหรองรับนา้ํ ไดนอยลง การกอ สรา งทีท่ าํ ใหน ้ําไหลไดนอ ยลง เชน การกอสรางสะพาน นอกจากนีน้ ้าํ ทว มอาจ
เกดิ จากนํ้าทะเลหนุนสูงขึ้น พื้นดินทรุดตัวเน่ืองจากการสูบน้ําใตดินไปใชมากเกินไป พื้นท่ีเปนท่ีตํ่าและการ
ระบายน้ําไมดี และการสญู เสยี พ้นื ทนี่ ํ้าทวมขัง ตวั อยาง ไดแก การถมคลองเพอ่ื กอ สรางที่อยอู าศัย รวมท้ังการ
บุกรุกพื้นท่ีชุมน้ํา เชน กวานพะเยา บึงบอระเพ็ด ทะเลสาบสงขลา และหนองหาร จังหวัดสกลนครเพื่อใช
ประโยชนอยา งอนื่

3. เกิดมลพิษทางน้ําและระบบนิเวศถกู ทาํ ลาย
โดยสวนใหญแ ลว น้ําจะเกิดการเนา เสยี เพราะการเจือปนของอนิ ทรียสาร สารพิษ ตะกอน ส่ิงปฏิกูล
และน้ํามนั เชอ้ื เพลงิ ลงสแู หลงน้ํา ซึ่งมีผลใหพืชและสัตวน าํ้ เปนอนั ตราย เชน การทป่ี ะการงั ตวั ออนของสัตวน้ํา
และปลาท่เี ลีย้ งตามชายฝงบรเิ วณเกาะภเู กต็ ตายหรอื เจรญิ เติบโตผิดปกติ เพราะถูกตะกอนจากการทําเหมือง
แรท ับถม ไปอดุ ตนั ชองเหงือกทาํ ใหไ ดรบั ออกซิเจนไมเ พยี งพอ

4. แหลงน้าํ ตื้นเขนิ
ดินและตะกอนดินที่ถูกชะลางลงสูแหลงนํ้าน้ันทําใหแหลงน้ําตื้นเขินและเกิดน้ําทวมไดงาย ซึ่งเปน
อุปสรรคตอการเดินเรือ และยงั เปน ผลเสยี ตอ การดาํ รงชีวติ ของสตั วนํ้า โดยเฉพาะบริเวณอา วไทยตอนบน โดย
ในแตล ะปต ะกอนดินถูกพัดพาไปทับถมกนั มากถงึ ประมาณ 1.5 ลานตนั การสบู น้าํ ใตดินไปใชมากจนแผนดิน
ทรุดตวั
ชาวกรุงเทพมหานครและปริมณฑลท้ัง 6 จังหวัดใชน้ําบาดาลจํานวนมาก เมื่อป 2538 พบวา ใช
ประมาณวนั ละ 1.5 ลา นลกู บาศกเมตร ภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจใชประมาณวันละ 1.2 ลานลูกบาศก
เมตร ทาํ ใหดนิ ทรุดตัวลงทลี ะนอย และทาํ ใหเ กดิ น้ําทวมขังไดงายขนึ้

4. ทรัพยากรดิน

ปญหาการใชท ดี่ ินไมเหมาะสม และไมค าํ นึงถึงผลกระทบตอ สิง่ แวดลอม ไดแ ก
1. การใชท ี่ดนิ เพ่อื การเกษตรกรรมอยา งไมถ ูกหลกั วชิ าการ
2. ขาดการบาํ รุงรักษาดิน
3. การปลอ ยใหผิวดินปราศจากพชื ปกคลุม ทําใหส ูญเสียความชุมช้นื ในดนิ
4. การเพาะปลูกทท่ี ําใหดนิ เสยี
5. การใชปุยเคมแี ละยากาํ จดั ศตั รูพชื เพื่อเรงผลติ ผล ทาํ ใหดนิ เสื่อมคุณภาพและสารพิษตกคา งอยูในดิน

ห น้ า | 74

6. การบกุ รุกเขา ไปใชป ระโยชนท ด่ี ินในเขตปาไมบ นพน้ื ทีท่ มี่ ีความลาดชนั สูง
7. รวมทั้งปญหาการขยายตัวของเมืองที่รุกลํ้าเขาไปในพื้นท่ีเกษตรกรรม และการนํามาใชเปนท่ีอยู
อาศยั ที่ต้ังโรงงานอตุ สาหกรรม
8. หรือการเกบ็ ที่ดินไวเพื่อการเกง็ กาํ ไร โดยมิไดมีการนาํ มาใชประโยชนแ ตอ ยา งใด นอกจากนี้
การเพ่ิมข้นึ ของประชากรประกอบกับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงขึ้น ทําใหความตองการใช
ท่ดี ินเพื่อการขยายเมือง และอุตสาหกรรมเพิม่ จาํ นวนตามไปดวยอยา งรวดเรว็ โดยปราศจากการควบคุมการใช
ที่ดินภายในเมอื งใหเหมาะสม เปน สาเหตใุ หเกดิ ปญหาสิ่งแวดลอมภายในเมอื ง หลายประการ เชน ปญหาการ
ตงั้ ถนิ่ ฐาน ปญ หาแหลง เส่อื มโทรม ปญ หาการจราจร ปญหาสาธารณสุข ปญหาขยะมูลฝอย และการบริการ
สาธารณูปโภคไมเ พยี งพอ

นอกจากน้ันปญหาการพงั ทลายของดินและการสูญเสยี หนา ดนิ โดยธรรมชาติ เชน การชะลาง การกัดเซาะของ
นาํ้ และลม เปน ตน และทส่ี ําคญั คอื ปญหาจากการกระทําของมนษุ ย เชน การทาํ ลายปา เผาปา การเพาะปลกู
ผิดวิธี เปนตน กอใหเกิดการสูญเสียความอุดมสมบูรณของดินทําใหใชประโยชนจากท่ีดินไดลดนอยลง
ความสามารถในการผลิตทางดานเกษตรลดนอยลงและยังทําใหเกิดการทับถมของตะกอนดินตามแมน้ํา
ลําคลอง เขื่อน อางเก็บนํ้า เปนเหตุใหแหลงนํ้าดังกลาวต้ืนเขิน รวมทั้งการที่ตะกอนดินอาจจะทับถมอยูใน
แหลงท่ีอยูอาศัย และที่วางไขของสัตวนํ้า อีกท้ังยังเปนตัวกั้นแสงแดดท่ีจะสองลงสูพ้ืนน้ํา ส่ิงเหลาน้ีลวน
กอใหเ กดิ ผลกระทบตอส่ิงมีชีวิตในน้าํ นอกจากนีป้ ญ หาความเสอื่ มโทรมของดิน อันเนื่องมาจากสาเหตุด้ังเดิม
ตามธรรมชาติ คือ การท่มี ีสารเปน พิษเกดิ ขึ้นมาพรอ มกบั การเกิดดิน เชน มีโลหะหนัก มีสารประกอบที่เปนพิษ
ซึ่งอาจทําใหดินเค็ม ดินดางดินเปร้ียวได โดยเฉพาะปญหาการแพรกระจายของดินเค็มในภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือการดําเนนิ กจิ กรรมเพอื่ ใชประโยชนจากที่ดินอยางไมเหมาะสม และขาดการจัดการที่ดี
เชน การสรา งอางเกบ็ นํา้ ในบรเิ วณที่มเี กลอื หินสะสมอยมู าก นํ้าในอางจะซึมลงไปละลายเกลือหินใตดิน แลว

ห น้ า | 75

ไหลกลบั ขน้ึ สผู วิ ดินบริเวณรอบๆ การผลิตเกลือสินเธาวใ นเชงิ พาณิชย โดยการสูบน้ําเกลือใตดินข้ึนมาตมหรือ
ตาก ทําใหปญหาดินเค็มแพรขยายออกไปกวางขวางย่ิงขึ้น ยังมีสาเหตุที่เกิดจากสารพิษและสิ่งสกปรกจาก
ภายนอกปะปนอยูในดนิ เชน ขยะจากบานเรอื น ของเสยี จากโรงงานอุตสาหกรรม สารเคมีตกคา งจากการใชปุย
และยากาํ จัดศัตรูพชื เปนตน ลวนแตส ง ผลกระทบตอสง่ิ แวดลอม และกอใหเกิดการสูญเสยี ทางเศรษฐกิจ

5. สัตวป า

สัตวป า
สาเหตุปญ หาของทรพั ยากรสัตวปา สาเหตขุ องการสูญพนั ธหุ รอื ลดจํานวนลงของสัตวป า มดี งั น้ี
1. การทําลายท่ีอยูอาศัย การขยายพ้ืนท่ีเพาะปลูก พื้นที่อยูอาศัยเพื่อการดํารงชีพของมนุษย ได
ทาํ ลายที่อยูอาศยั และท่ดี าํ รงชีพ ของสตั วป า ไปอยา งไมร ตู วั
2. สภาพธรรมชาติ การลดลงหรอื สญู พันธไุ ปตามธรรมชาติ ของสตั วป า เนื่องจากการปรับตัวของสตั ว
ปา ใหเขากบั การดาํ รงชีวิตในสภาพแวดลอ มท่ีเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา สัตวปาชนิดท่ีปรับตัวไดก็จะมีชีวิต
รอด หากปรบั ตัวไมไดจะลมตายไป ทําใหม ีจํานวนลดลงและสญู พันธุในท่ีสุด
3. การลาโดยตรง โดยสตั วปา ดว ยกนั เอง สัตวปา จะไมลดลงหรือสูญพันธุอยางรวดเร็ว เชน เสือโครง
เสือดาว หมาไน หมาจ้งิ จอกลา กวางและเกง ซึ่งสัตวท่ีถูกลาสองชนิดนี้ อาจจะตายลงไปบางแตจะไมหมดไป
เสยี ทีเดยี ว เพราะในธรรมชาตแิ ลว จะเกิดความ สมดุลอยูเสมอระหวา งผลู าและผูถูกลา แตถาถูกลาโดยมนุษย
ไมวา จะเปน การลาเพื่อเปน อาหาร เพ่อื การกฬี า หรอื เพ่อื อาชีพ สัตวปา จะลดลงจํานวนมาก
4. เน่ืองจากสารพิษ เม่ือเกษตรกรใชสารเคมีในการเพาะปลูก เชน ยาปราบศัตรูพืชจะทําใหเกิด
สารพษิ ตกคางในสง่ิ แวดลอม นอกจากน้กี ารสาธารณสุขบางครั้งจําเปนตองกาํ จดั หนู และแมลงเชน กนั สารเคมี
ท่ใี ชใ นกจิ กรรมตางๆ เหลาน้ี มีหลายชนดิ ท่ีมพี ษิ ตกคาง ซ่งึ สตั วป า จะไดรับพษิ ตามหว งโซอ าหาร ทาํ ใหสารพิษ

ห น้ า | 76

ไปสะสมในสตั วปามาก หากสารพิษมีจํานวนมากพออาจจะตายลงไดหรือมีผลตอลูกหลาน เชน รางกายไม
สมบูรณ ไมส มประกอบ ประสิทธิภาพการใหกําเนิด หลานเหลนตอไปมีจํากัดขึ้น ในท่ีสุดจะมีปริมาณลดลง
และสูญพันธุไป

5. การนาํ สัตวจ ากถน่ิ อื่นเขา มา ตวั อยางน้ียังปรากฏไมเ ดน ชดั ในประเทศไทย แตในบางประเทศจะพบ
ปญหาน้ี เชน การนําพงั พอนเขา ไปเพื่อกาํ จดั หนู ตอมาเมอ่ื หนูมจี าํ นวนลดลงพงั พอนกลับทําลายพืชผลที่ปลูก
ไวแ ทน เปน ตน

6. มลพิษทางอากาศ

ห น้ า | 77

“มลพิษทางอากาศ” มลพษิ ทางอากาศเปน ปญหาสาํ คญั ปญ หาหน่ึงที่เกิดข้ึนในเขตเมือง โดยเฉพาะ
กรงุ เทพมหานคร เนอ่ื งจากมลพษิ ทางอากาศกอใหเกิดผลกระทบดานสุขภาพอนามัย ไมวาจะเปนดานกลิ่น
ความราํ คาญ ตลอดจนผลกระทบตอสุขภาพท่ีเก่ยี วกับระบบการหายใจ หัวใจและปอด ดังน้ันการติดตามเฝา
ระวงั ปรมิ าณมลพษิ ในบรรยากาศจึงเปน ภารกจิ หนึง่ ม่มี คี วามสําคญั กรมควบคุมมลพิษเปน หนวยงานที่ทําการ
ตรวจวัดคณุ ภาพอากาศมาอยางตอ เนอื่ ง โดยทําการตรวจวดั มลพษิ ทางอากาศทีส่ ําคัญ ไดแก ฝุนละอองขนาด
เล็ก (ฝุนละอองขนาดไมเกิน 10 ไมครอน : PM-10) กาซซัลเฟอรไดออกไซด (SO2) สารตะกั่ว (Pb) กาซ
คารบอนมอนอกไซด (CO) ไนไตรเจนไดออกไซด (NO2) และกา ซโอโซน (O3)

สถานการณม ลพิษทางอากาศ
ผลจากการตรวจวดั คุณภาพอากาศในชว งเกือบ 20 ปทผ่ี า นมาก พบวา คณุ ภาพทางอากาศในประเทศ
ไทยมีคณุ ภาพดขี ้ึน โดยพจิ ารณาไดจากคา สงู สุดของความเขมขนของสารมลพิษสวนใหญอยูในเกณฑมาตรฐาน
ยกเวน ฝนุ ขนาดเล็ก และกา ซโอโซน ทัง้ นีก้ ารท่ีคณุ ภาพอากาศของประเทศไทยมคี ุณภาพดขี น้ึ มีสาเหตุมาจาก
การลดลงของปริมาณการใชเ ชอ้ื เพลงิ ในชวงวิกฤตเิ ศรษฐกิจ และอีกสวนหน่ึงมาจากมาตรการของรัฐที่มีสวน
ทาํ ใหมลพษิ ทางอากาศลดลง (ธนาคารโลก 2002) ซง่ึ ไดแก
การรณรงคใหใ ชรถจักรยานยนต 4 จังหวะแทนรถจักรยานยนต 2 จังหวะ เนือ่ งจากรถจักรยานยนต 2
จงั หวะเปน แหลง กําเนดิ สําคัญของการปลอยฝุนละออกสูบรรยากาศ การปรับเปลี่ยนมาใชรถจักรยานยนต 4
จงั หวะ จงึ จะชว ยใหมีการปลอ ยฝุนละอองสูบรรยากาศลดลง
การติดต้ังอุปกรณกําจัดสารซัลเฟอร (Desulfurization) ในโรงไฟฟาแมเมาะในป พ.ศ. 2535
เนือ่ งจากโรงไฟฟา แมเ มาะเปนโรงไฟฟาทใี่ ชถา นหนิ ลิกไนตเปนเชอื้ เพลงิ เปน แหลง กาํ เนิดสาํ คัญของการปลอย
กา ซซัลเฟอรไดออกไซด ดงั นนั้ การตดิ ตง้ั อุปกรณด งั กลาวทําใหปริมาณกาซซัลเฟอรไดออกไซดในบรรยากาศ
ลดลงอยางตอ เนอ่ื งจนอยูในระดบั ที่ตํา่ กวามาตรฐาน ต้งั แตมกี ารตดิ ต้ังอุปกรณก าํ จดั สารซลั เฟอร
การบงั คบั ใชอ ปุ กรณขจัดมลพษิ ในระบบไอเสียรถยนตประเภท Catalytic converter ในรถยนตใหม
ในป พ.ศ. 2536 เน่ืองจากยานยนตเปนแหลงกําเนิดกาซคารบอนมอนอกไซดที่สําคัญ สงผลใหระดับกาซ
คารบ อนมอนอกไซดล ดลงจนอยใู นระดบั ทีต่ ํ่ากวา มาตรฐาน
การลดปรมิ าณสารตะกวั่ ในนาํ้ มัน โดยในป พ.ศ. 2532 รัฐบาลไดมีมาตรการเริ่มลดปริมาณตะกั่วใน
นํา้ มันจาก 0.45 กรมั ตอลิตรใหเ หลอื 0.4 กรมั ตอลติ ร และในป พ.ศ. 2535 ไดลดลงมาเหลอื 0.15 กรัมตอ ลติ ร
จนกระทัง่ ปลายป พ.ศ. 2538 รัฐบาลไดย กเลกิ การใชน้ํามันเบนซินท่ีมีสารตะกั่ว ทําใหระดับสารตะกั่วลดลง
อยา งรวดเร็วจนอยูในระดับที่ต่ํากวามาตรฐาน
ฝุนละอองขนาดเล็ก และกาซโอโซน ยงั เปน สารมลพษิ ท่ีเปน ปญ หา ซง่ึ ถึงแมจะมแี นวโนม ลดลงเชนกัน
แตมลพิษทง้ั 2 ตวั ก็ยังสูงเกินมาตรฐาน ทั้งน้ีอาจเปนเพราะฝุนละอองมีแหลงกําเนิดหลากหลาย ทําใหการ
ออกมาตรการเพอื่ ลดฝุนละอองทําไดยาก โดยแหลงกําเนิดฝุนละอองที่สําคัญ ไดแก ยานพาหนะ ฝุนละออง
แขวนลอยคงคา งในถนน ฝนุ จากการกอสรา ง และอตุ สาหกรรม สําหรับในพน้ื ทีช่ นบท แหลง กําเนิดฝุนละออง
ท่ีสําคัญ คือ การเผาไหมในภาคเกษตร ขณะท่ีกาซโอโซนเปนสารพิษทุติยภูมิท่ีเกิดจากปฏิกิริยาระหวาง

ห น้ า | 78

สารประกอบอินทรียระเหยงาย (Volatile organic compound: VOC) และออกไซดของไนโตรเจน โดยมี
ความรอ นและแสงอาทิตยเปนตัวเรงปฏิกิริยา ทําใหกาซโอโซนมีปริมาณสูงสุดในชวงเที่ยงและบาย และถูก
กระแสลมพัดพาไปสะสมในบริเวณตางๆ ซึ่งจะเห็นไดวามปี จจยั หลายปจจัยท่ียากตอการควบคุมการเกิดของ
กาซโอโซน ทาํ ใหม าตรการตางๆ ท่ีกลา วมาของภาครัฐ ยังไมสามารถลดปริมาณกาซโอโซนลงใหอยูในเกณฑ
มาตรฐานได

มลพษิ ทางอากาศมีแหลงกาํ เนิดมลพิษและผลกระทบตอสุขภาพอนามัยและส่ิงแวดลอมแตกตาง
และรุนแรงตา งกันไป ทัง้ น้ีสามารถสรุปไดดงั ตารางท่ี 1

ตารางที่ 1 แหลงกาํ เนิดท่สี าํ คญั และผลกระทบของมลพษิ ทางอากาศ

มลพิษ แหลงกําเนิดท่สี าํ คัญ ผลกระทบ

ฝนุ ละออง การเผาไหมข องเครอื่ งยนตดีเซล PM-10 มผี ลกระทบตอ สุขภาพ
อนามยั ของคนอยา งสูงเพราะมขี นาด
ไมเ กนิ 10 ไมครอน (PM- ฝนุ ละออง แขวนลอยคงคางใน เล็กจงึ สามารถแทรกตัวเขา ไปในปอด
ได
10) ถนน ฝนุ จากการกอ สรา งและจาก

อตุ สาหกรรม

กา ชซลั เฟอร การเผาไหมเ ชื้อเพลงิ ท่มี ซี ลั เฟอร การสะสมของ SO2 จํานวนมาก
ไดออกไซด
(SO2 ) เปนองคประกอบ อาจทําใหเ ปน โรคหอบหดื หรอื มี

ซึ่งสว นใหญ คือ ถานหนิ และ ปญ หาเกี่ยวกบั ระบบทางเดิน

น้ํามนั และอาจเกิดจาก หายใจ นอกจากนก้ี ารรวมตัวกนั

กระบวนการทางอุตสาหกรรมบาง ระหวาง SO2 และ NO2 เปนสาเหตุ

ชนดิ สาํ คัญท่กี อ ใหเ กิดฝนกรด (acid

rain) ซง่ึ ทาํ ใหเกดิ ดนิ เปรย้ี ว และ

ทาํ ใหน ํ้าในแหลง นํ้าธรรมชาติตางๆ

มสี ภาพเปนกรด

ห น้ า | 79

มลพษิ แหลง กําเนดิ ท่ีสาํ คญั ผลกระทบ
สารตะกั่ว
(Pb) การเผาไหม alkyl lead ทผ่ี สมอยู สารตะกว่ั เปนสารอนั ตรายทสี่ งผล

กา ชคารบอนได ในนํ้ามนั เบนซิน ทําลายสมอง ไต โลหิต ระบบประสาท
ออกไซด
(CO) สว นกลาง และระบบสบื พันธุ โดยเดก็

ไนโตรเจนออกไซด ที่ไดรับสารตะก่วั ในระดบั สงู อาจมี
NO2
พัฒนาการรบั รูชา กวา ปกติ และ การ
กา ชโอโซน
O3 เจรญิ เตบิ โตลดลง

การเผาไหมข องนาํ้ มนั ท่ีไม CO จะเขาไปขัดขวางปริมาณกาซ
สมบรู ณ ออกซิเจน (O2) ที่รางกาย
จาํ เปนตองใช ดงั น้นั ผทู ่ีมอี าการโรค
ระบบหวั ใจ และหลอดเลือดจึงมี
ความเส่ยี งสงู จนอาจถงึ แกช วี ิตไดถ า
ไดรบั CO ในระดับสงู

การเผาไหมเ ช้ือเพลงิ ฟอสซลิ การรบั NO2 ในระดับตํ่าอาจทาํ ให
และยังมบี ทบาทสาํ คัญ ในการ คนท่ีมีโรคระบบทางเดนิ หายใจ มี
กอตัวของ O3 และฝุนละออง ความผดิ ปกตขิ องปอด และอาจเพม่ิ
การเจบ็ ปว ยของโรคระบบ ทางเดนิ
หายใจในเดก็ ขณะที่การรบั No2
เปนเวลานานอาจเพ่ิมความไวทจี่ ะ
ติดเชื้อโรคระบบทางเดนิ หายใจและ
ทําใหปอดมีความผดิ ปกติอยางถาวร

การทําปฏิกิริยาระหวาง O.3 อาจทําใหเกดิ อันตรายเฉียบพลนั

สารประกอบอินทรียร ะเหยงา ย ตอ สขุ ภาพ เชน ความระคายเคือง

(Volatileorganic compound: ตอสายตา จมูก คอ ทรวงอก หรือ

VOC) และออกไซดของ อาการไอ ปวดหัว นอกจากน้ียังอาจ

ไนโตรเจนโดยมคี วามรอนและ ทาํ ใหผ ลผลติ ทางการเกษตรต่ําลง

แสงอาทติ ยเ ปน ตัวเรงปฏกิ ริ ยิ า

ทีม่ า : ธนาคารโลก 2002.

ห น้ า | 80

กจิ กรรมบทท่ี 4 เร่ือง การทําลายทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอม

กิจกรรมท่ี 1 ผูเรียนคิดวาในชุมชนเกิดปญหาทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอมในดานใดบางให
เลือก 1 ปญหา แลววิเคราะหหาสาเหตุของการเกิดปญหาและหาสาเหตุของการเกิดปญหาและหาแนว
ทางแกไข

กิจกรรมท่ี 2 ใหผูเรียนศึกษาผลกระทบจากการสรางเขื่อนขนาดใหญตอการเปลี่ยนแปลงทาง
ธรรมชาติ และจดั ทํารายงาน

กิจกรรมท่ี 3 จงเลอื กคาํ ตอบท่ีถูกตองท่สี ุดเพียงคาํ ตอบเดยี ว

1. ปญหาการจราจรตดิ ขัดตามเมืองใหญๆ นอกจากจะทาํ ใหเ กิดผลเสียทางเศรษฐกิจแลว ยังจะทําให

เกดิ ผลเสยี ทางใดอีก

ก. ทาํ ใหค นฝา ฝนกฎหมาย ข. ทําใหสิ่งแวดลอมเปน พิษ

ค. ทาํ ใหร ถยนตเสอ่ื มสภาพเรว็ ง. ทาํ ใหสญู เสียเวลาไปโดยเปลาประโยชน

2. เราจะแกอากาศเปนพิษอยา งเชน ในกรงุ เทพฯ โดยวิธใี ดจึงจะดีทสี่ ดุ

ก. ลดจาํ นวนรถยนตลง ข. ไมส งเสียงดงั ในโรงภาพยนตร

ข. ปลูกตนไมใหมาก ง. ขยายเขตเมืองใหก วางออกไปอกี

3. การปองกันไมใ หเ กิดปญ หามลพษิ ควรปฏบิ ัติอยา งไร

ก. ไมสูบบหุ ร่ใี นทส่ี าธารณะ

ข. ไมสงเสยี งดังในโรงภาพยนตร

ค. ขา มถนนตรงทางมา ลายหรือสะพานลอย

ง. ตดิ ตั้งระบบปอ งกนั ไอเสียในรถยนต

4. ประเทศไทยขาดดลุ การคากบั ตา งประเทศ เพราะเหตใุ ด

ก. สนิ คามีจาํ นวนนอ ยกวา เปา หมาย

ข. ปรมิ าณการผลิตสนิ คา นอยลง

ค. ไมส นบั สนุนใหเ อกชนสงสนิ คาออก

ง. มูลคา ราคาสินคา สงออกนอยกวามูลคา สนิ คา นําเขา

5. สาเหตุอะไรทที่ าํ ใหฝนมีสภาพเปนกรด

ก. กา ซที่มีออกไซดเ ปน ตวั ประกอบ ข. ซลั เฟอรไ ดออกไซด

ข. ออกไซดข องไนโตรเจน ง. คารบอนมอนนอกไซด

6. มลภาวะเปน พิษท่เี กิดผลกระทบตอระบบนิเวศนหมายถงึ

ก. ออกซิเจนในอากาศมปี ริมาณเพิ่มข้ึน

ห น้ า | 81

ข. คารบอนไดออกไซดใ นอากาศมปี รมิ าณเพ่มิ ขึ้น

ค. ออกซิเจนในอากาศมปี รมิ าณเทา เดมิ

ง. คารบอนไดออกไซดในอากาศมปี รมิ าณนอ ยลง

7. ขอ ใดไมใ ชปญ หาการสน้ิ เปลอื งพลงั งานอันเกิดจากปญหาทรพั ยากรและ

สิง่ แวดลอ ม

ก. ปญ หาการขาดแคลนนํ้าใช ข. ปญหานาํ้ ทว มกรุงเทพฯ

ค. ปญ หาการจราจรตดิ ขดั ง. ปญ หาการศกึ ษา

8. ขอใดเปนการใชพ ลงั งานเพอื่ ปอ งกนั และแกไขปญหาทรพั ยากรและส่งิ แวดลอ ม

ก. การท้ิงขยะมูลฝอย ข. การปลอยน้าํ เสีย

ค. การคมุ กาํ เนดิ ของประชากร ง. การควบคมุ หรอื ปองกนั อากาศเสยี

เรื่องที่ 5 แนวทางการปอ งกนั แกไขปญหาการทําลาย
ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดลอม โดยประชาชน
ชุมชน องคกร ภาครัฐ ภาคเอกชน

แนวคิดในการอนุรกั ษท รพั ยากรธรรมชาติ
1. การอนุรกั ษทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง การรูจักใชทรัพยากรธรรมชาติอยางชาญฉลาด เพื่อให
เกดิ ประโยชนสูงสุดตอ ประชาชนโดยทัว่ ถงึ กนั ใชไ ดอ ยา งยาวนาน
2. การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติเก่ียวของกับประชาชนทุกคน รวมท้ังชุมชน องคกรภาครัฐและ
ภาคเอกชน

ห น้ า | 82

3. การอนุรักษหรือการจัดการทรัพยากร ตองคํานึงทรัพยากรอยางอ่ืนในเวลาเดียวกันดวย เพราะ
ทรัพยากรทุกอยา งมีสวนเกยี่ วของและสมั พันธกนั

4. ในการวางแผนการจัดการทรัพยากร ตองไมแยกมนุษยออกจากสภาพแวดลอม ทางสังคมหรือ
วัฒนธรรมหรอื สภาพแวดลอมตามธรรมชาติ

5. ผใู ชทรัพยากรธรรมชาตติ อ งตระหนักถึงความสาํ คญั ของทรัพยากรนัน้ ๆ และใชอยา งชาญฉลาด ให
เกิดผลดีกบั ทกุ ดาน

6. การอนรุ ักษทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอม นอกจากเพอื่ การกินดอี ยูดีแลวจาํ เปนตองอนุรักษ
เพอื่ ความสวยงามของธรรมชาตดิ ว ย

การอนุรกั ษป าไม
1. กําหนดนโยบายปา ไมแหง ชาติเพอื่ เปน แนวทางในการจดั การและพัฒนาปาไมในระยะยาว
2. การปลูกปาสงวน รวมทงั้ ทํานุบํารงุ ดูแล โดยใหประชาชน และชมุ ชนมสี ว นรวมในการรกั ษาดูแลปา ไม
3. สรางจิตสาํ นกึ ใหป ระชาชนทุกคนไดร ูค ณุ คา ของปา ไม และผลกระทบทเ่ี กิดจากการตดั ไมทาํ ลายปา
การอนุรกั ษท รพั ยากรดนิ เปนวธิ กี ารปองกนั เร่ิมแรกทด่ี ที ่ีสุด ท่ีจะทําใหมนษุ ยไดใชป ระโยชนของดิน
อยา งยาวนาน ซ่ึงสามารถทาํ ได ดังนี้
1. ปรับสภาพดนิ หรอื ปลกู พืชท่สี ามารถปองกนั การทะลาย การชะลา ง และการกดั เซาะ
2. ปกคลมุ ดนิ ใหพน จากการกระทบของฝนและลม
3. การไถพรวนดินใหถ ูกตอง
4. ใชประโยชนใหเหมาะสมกบั ลักษณะดนิ
การอนุรกั ษทรพั ยากรน้ํา วิธีการอนุรกั ษทรพั ยากรนํ้า สามารถแกไ ดที่ตวั ตน เหตุ ซ่งึ กค็ อื มนุษย
1. ไมท ง้ิ เศษขยะมลู ฝอย ส่งิ สกปรกโสโครก ลงไปในแมนํ้า ลําคลอง
2. ควรมมี าตรการหามไมใหโรงงานอตุ สาหกรรมทงิ้ นา้ํ เสยี ลงในแมน ้าํ
3. ประชาชนทุกชุมชน องคก รภาครัฐและเอกชนทุกหนว ยงาน ตอ งชว ยกันรกั ษาตน นาํ้ ลําธาร
การอนุรักษสัตวปา สัตวเปนทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถทําใหเพิ่มจํานวนมากขึ้นได แตถาหาก
สัตวป า ชนิดใดสูญพันธ ไปแลว จะไมสามารถสรางพันธุของสัตวปาชนิดน้ัน ข้ึนมา ไดอีก การอนุรักษสัตวปา
จึงควรมีหลกั ดงั น้ี
1. การใชก ฎหมายควบคุม เปน การอนุรักษส ตั วป าทางตรง มกี ารปอ งกนั และปราบปราม ผูกระทําผิด
พระราชบญั ญัตสิ งวน และคมุ ครองสตั วปาอยา งเขม งวด
2. การสงวนแหลงทีอ่ ยู อาศยั ของสัตวป า หมายถงึ การปองกนั รักษาปา ไม ทจ่ี ดั เปน เขตรักษาพนั ธุสตั ว
ปา เขตปา ในอุทยานแหง ชาติ เขตวนอทุ ยานตอ งมกี ารปองกนั บาํ รงุ รกั ษา และการปลกู พันธไุ มขน้ึ มาใหม
3. การเพาะพนั ธเุ พม่ิ เชน ตามสวนสัตวตางๆ เขตรักษาพันธุสัตวหลายแหง เล้ียงสัตวบางชนิดไวใน
กรงเพื่อเพาะพนั ธุเพ่มิ เม่ือมมี ากแออดั จงึ นาํ สตั วบ างชนิดไปปลอ ยไวใ นปา เปด ของอทุ ยานแหงชาติ
4. การคนควา วิจัยทางวิชาการ ถือไดวาเปนพื้นฐานของการจัดการสัตวปาใหมีจํานวนเพิ่มขึ้นใน
ระดบั ทพ่ี อเหมาะกับอาหารและท่หี ลบภัยในทองท่ีนั้นๆ

ห น้ า | 83

5. การใชประโยชนจ ากสตั วต ามหลกั การอนุรักษทรัพยากร โดยไมเ ก็บทรัพยากรไว รจู กั นําทรัพยากร
นั้นๆ มาใชใหเปนประโยชนมากที่สุด เชน จัดเปนแหลงเรียนรู จัดสถานท่ีชมสัตวปา จัดสวนสัตวใหเปนที่
พกั ผอ นหยอ นใจแกม นุษย เปนตน

การอนุรักษท รพั ยากรแรธาตุ
1. กาํ หนดแผนการใชทรพั ยากรแรเ พ่ือใหก ารบริหารทรัพยากรแรเ ปน ไปอยางตอ เน่ือง
2. วางแผนการนาํ แรม าใชป ระโยชนอ ยางมปี ระสทิ ธภิ าพ ไมท ําลายสงิ่ แวดลอ มตามธรรมชาติ
3. สง เสริมใหม ีการใชท รัพยากรแรใหมากท่สี ดุ และครบวงจร ตวั อยางคือมกี ารนําแรธาตุท่ีใชแลว มาใช
ใหมเชน เหลก็ รวมทง้ั ใหร ฐั เขา มามีบทบาทในการควบคมุ กลไกการผลติ

แนวทางแกไ ขปญ หาวกิ ฤตการณส งิ่ แวดลอ ม
ปญ หาสง่ิ แวดลอม เปนปญหาของทุกคนในสังคม เพราะจะมผี ลกระทบตอทกุ คนทอ่ี ยูรวมกนั ท้งั เรื่อง
มลพษิ ทางอากาศ ทางนา้ํ หรือขยะมูลฝอย โดยมีแนวทางการแกไ ข ดงั นี้

แนวทางการแกไ ขมลพิษทางอากาศ
มลพิษทางอากาศสวนใหญจะเกดิ ในชมุ ชนขนาดใหญ เนื่องจากมีประชากรอาศัยอยูมาก สาเหตุเกิด
จาก ควันพษิ จากรถยนต และจากโรงงานอุตสาหกรรม ซง่ึ มีแนวทางแกไขปญ หา ดงั ตอ ไปน้ี
1. จดั หาและพฒั นาระบบการตรวจคุณภาพในอากาศ ใหส ามารถวเิ คราะหปริมาณมลพิษทางอากาศ
ชนิดตา งๆ เพ่อื ประเมินคณุ ภาพในอากาศ
2. หาทางลดปรมิ าณสารมลพษิ ทางอากาศจากแหลงกําเนิด เพือ่ ใหส ามารถควบคุมและรักษาคุณภาพ
อากาศใหไ ดตามมาตรฐาน
3. กระตุนใหผ ใู ชรถยนตใหค วามสาํ คัญในการดแู ลรกั ษาเครอื่ งยนตใ หอยูในสภาพดเี พือ่ ลดควนั ดํา
4. ออกมาตรการตรวจสอบและตรวจจบั รถยนตที่มีควนั ดํา
5. รณรงคใ หผูข บั ข่ีรถยนตม ีวินยั และเคารพในกฎจราจร

แนวทางการแกไ ขมลพิษทางน้ํา
1. รณรงคใ หประชาชนใชนํา้ อยางประหยัด
2. มีการจัดการนาํ้ แบบบรู ณาการใหมปี ระสทิ ธภิ าพเพื่อเกิดประโยชนส ูงสดุ
3. มีมาตรการที่เขม งวดในการควบคุมน้ําทอ่ี อกจากโรงงานอุตสาหกรรม
4. ปรับปรุงทอนํ้าท้งิ ไมใหบ านเรือนทง้ิ น้ําใชแ ลว สูแมนา้ํ ลําคลอง

แนวทางการแกไขขยะมลู ฝอย
1. หลีกเลย่ี งการใชโ ฟมหรอื พลาสติก
2. ซอ มแซมแกไ ขเครอื่ งใชท ช่ี ํารดุ ใหนํากลับมาใชใหมแทนการท้ิงเปน ขยะ
3. ควรนาํ วัสดทุ ่ีใชแ ลว เชน กระดาษ แกว พลาสติก มาแปรรูปกลับมาใชไดใ หม
4. นําของที่ใชแ ลว บางชนิดมาดดั แปลงใชใ หมใหเกิดประโยชน

ห น้ า | 84

5. ควรแยกขยะตามประเภท เชน ขยะเปย ก ขยะแหง ขวดพลาสติก ฯลฯ
ในการปอ งกันแกไ ขปญหาการทําลายทรพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดลอ มน้นั ไมเ พยี งแตประชาชนทุก
คนเทาน้ัน แตช มุ ชน องคก รภาครัฐ และภาคเอกชนจะตองรว มมอื รวมใจกันเพ่ือการพัฒนาและการอนุรักษที่
ยั่งยืน

กิจกรรมที่ 4 แนวทางการปอ งกันแกไขปญ หาการทาํ ลายทรพั ยากรธรรมชาติและ
ส่ิงแวดลอม โดยประชาชน ชมุ ชน องคกรภาครัฐ ภาคเอกชน

1. เหตใุ ดจงึ กลา ววา “มนุษย” คอื ตวั การสําคญั ทเ่ี ปนผูทําลายทรพั ยากรธรรมชาติ และสิง่ แวดลอ ม
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................

2. ในชุมชนท่ีผเู รียนอาศัยอยู มที รัพยากรชนิดใดมากที่สุด ผูเรียนจะมีวิธีชวยอนุรักษทรัพยากรชนิด
นน้ั ไดอยางอยางไรบาง

1. .....………………………………………………………………………………...........................................................
...........................................................................................................................................................................

2. ………………………………………………………………………………………………………………………………………....
...........................................................................................................................................................................

3. .....………………………………………………………………………………...........................................................
...........................................................................................................................................................................

4. ………………………………………………………………………………………………………………………………………....
...........................................................................................................................................................................

ห น้ า | 85

บทท่ี 2 ประวตั ิศาสตร

สาระการเรยี นรู

การศึกษาทางประวัติศาสตร เปนกระบวนการหรือข้ันตอนการศึกษา เรื่องราวของมนุษยใ นยุค
ตา งๆ เชน ความเปน อยู การปกครอง ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ทีเ่ ปน สภาพเหตกุ ารณในอดีตท่ีถูกบันทึก
ไวใหศ ึกษา ซง่ึ เหตกุ ารณเ หลา น้ีจะมีผลกระทบตอความคดิ ของมนุษยปจจบุ นั ทั้งดา นความเขาใจพลเมอื งชาติต
างๆ ความสาํ เร็จ ความประทบั ใจทม่ี ีคุณคา ของบรรพบรุ ษุ มาศกึ ษาใหเขาใจ สามารถนาํ ไปสรา งองคความรูใหม
ในทางประวตั ิศาสตรไ ด

ตวั ชวี้ ัด

1. อธิบายเหตุการณส าํ คญั ทางประวัติศาสตรข องประเทศตางๆ ในโลก
2. วเิ คราะหแ ละเปรยี บเทียบเหตกุ ารณส าํ คญั ทางประวตั ศิ าสตรของแตล ะประเทศในโลกที่มีผลกระ
ทบตอความเปลีย่ นแปลงของประเทศตางๆ ในโลก
3. วิเคราะหเหตุการณโ ลกปจจุบันและคาดคะเนเหตุการณท ี่อาจจะเกิดข้ึนกับประเทศตา งๆ ใน
อนาคต

ขอบขายเนือ้ หา

เรือ่ งที่ 1 การแบง ชวงเวลาและยคุ สมัยทางประวตั ศิ าสตร
เร่ืองที่ 2 แหลงอารยธรรมโลก
เร่ืองท่ี 3 ประวตั ศิ าสตรช าตไิ ทย
เรอ่ื งท่ี 4 บุคคลสาํ คญั ของไทยและของโลกในดา นประวตั ศิ าสตร
เรอื่ งที่ 5 เหตกุ ารณสําคัญของโลกที่มผี ลตอ ปจ จุบัน
เรื่องที่ 6 บทบาทของสถาบันพระมหากษัตรยิ ในการพัฒนาชาติไทย

ห น้ า | 86

เร่ืองท่ี 1 การแบงชว งเวลาและยุคสมยั ทางประวัติศาสตร

ยคุ สมัยประวัตศิ าสตรม ีความสําคญั ตอการศกึ ษาประวตั ิศาสตรเ น่อื งจากเปน การแบง ชวงเวลาในอดีต
อยางเปนระบบ โดยพิจารณาจากหลักฐานท่ีเหลืออยูในปจจุบัน ซ่ึงจะนําไปสูการวิเคราะหเหตุการณตางๆ
อยางมีเหตุผล โดยตระหนักถึงความสําคัญของความตอเนื่องของชวงเวลา จะทําใหการลําดับเปรียบเทียบ
เรื่องราวทางประวัตศิ าสตรม คี วามชัดเจนข้ึนตามเกณฑดังตอไปนี้

1. การแบง ชวงเวลา มีพ้นื ฐานมาจากยุคสมัยทางศาสนาแบง ออกเปน
(1) การแบงชวงเวลาตามประวัตศิ าสตรไทย ไดแก รตั นโกสินทรศ ก (ร.ศ.) จุลศักราช (จ.ศ.) และ

พุทธศกั ราช (พ.ศ.) ปจ จบุ นั ท่ีใชกันอยคู ือ พุทธศักราช (พ.ศ.) ซึ่งเปนศักราชในกลุมผูที่นับถือพระพุทธศาสนา
การนับปของพุทธศาสนา เร่ิมป พ.ศ.1 หลังจากท่ีพระพุทธเจาเสด็จดับขันธปรินิพพานแลว 1 ป คือปแรก
นับเปน พ.ศ. 0 เมื่อครบ 1 ป ของพุทธศาสนาจึงเริ่มนับ พ.ศ.1 โดยเริ่มใชต้ังแตสมัยสมเด็จพระนารายณ
มหาราช จนมาเปนทแี่ พรหลายและระบใุ ชอยา งเปน ทางการในสมยั พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว
(รชั กาลท่ี 6) ในปพ ทุ ธศกั ราช 2455 และบางครง้ั มีการแบง เปนทศวรรษ และศตวรรษ เชน พทุ ธศตวรรษที่ 25
คือ ป พ.ศ. 2500 เทา กับ คริสตศตวรรษที่ 20 คือ ป ค.ศ. 2000

(2) การแบงชวงเวลาตามประวัติศาสตรสากล ไดแก คริสตศักราช (ค.ศ.) เปนการนับเวลาทาง
ศกั ราชของผทู ่นี บั ถือคริสตท นี่ ิยมใชก นั มาทั่วโลก โดยครสิ ตศ กั ราชท่ี 1 เร่ิมนับต้ังแตปท่ีพระเยซูคริสตประสูติ
(ตรงกับ พ.ศ. 543 )และถอื ระยะเวลาที่อยูกอนครสิ ตศ กั ราชลงไปจะเรียกวา สมัยกอนคริสตศักราชหรือกอน
ครสิ ตกาล และฮิจเราะหศ กั ราช (ฮ.ศ.)เปนการนับเวลาทางศักราชของผูนับถือศาสนาอิสลามโดยท่ีอาศัยปท่ี
ทานนบีมูฮัมหมัดไดอพยพจากเมืองเมกกะไปยังเมืองมาดินา เปนปเร่ิมตนศักราชอิสลามซ่ึงตรงกับวันที่ 6
กรกฎาคม ค.ศ. 622

2. การแบงยุคสมยั ทางประวตั ิศาสตร
การแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรโดยการใชหลักเกณฑการพิจารณารูปแบบและลักษณะของ
หลกั ฐานที่เปนลายลักษณอักษรและไมเปนลายลักษณอักษร สามารถแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรเปนยุค
ตา งๆ ไดดงั นี้

ยุคกอนประวตั ิศาสตร

เปนชวงเวลาที่มนุษยยังไมรูจักการประดิษฐตัวอักษร แตมีความสามารถในการปรับตัวใหเขากับ
สง่ิ แวดลอ ม ส่ิงท่ีมนุษยสรา งขึ้นเพื่อใชประโยชนในชีวิตประจําวันและหลงเหลืออยู จึงเปนหลักฐานแสดงให
เห็นถงึ ววิ ฒั นาการในยคุ กอ นประศาสตร ซึง่ แบง ยอ ยออกไปตามลักษณะวัสดุท่ใี ชทําเครือ่ งมือเครื่องใชดงั นี้

1. ยคุ หิน เปนยคุ ทม่ี นุษยร ูจกั นาํ หินมาดดั แปลงเปน เครือ่ งมือเครอ่ื งใช โดยมีววิ ฒั นาการดังนี้
(1) ยุคหินเกา มนุษยนํากระดูกสัตว นําหินมากะเทาะทําเครื่องมืออยางหยาบๆ ยังคงใชชีวิต

เรร อ นยา ยทีอ่ ยตู ามฝงู สตั วท ่ลี าเปนอาหารโดยอาศัยอยูตามถ้าํ
(2) ยคุ หินกลาง มนษุ ยเริม่ รจู ักสรา งบา นเรอื นแทนการอยูถ้ํา เริ่มทําเกษตรและรูจักปนหมอไห

อยา งหยาบๆดว ยดินเหนียวตากแหง

ห น้ า | 87

(3) ยุคหินใหม มนษุ ยอ ยูเปน หลกั แหลง สามารถทาํ การเกษตรและผลิตอาหารไดเอง เคร่ืองมือ
เครือ่ งใชท ่ีทาํ จากหนิ มีการขัดเกลาใหแ หลมคม ทําเครื่องปน ดินเผามาใชใ นบานเรอื นได และเรมิ่ รูจักการนําเสน
ใยมาทอผา

2. ยุคโลหะ ในยุคน้ีมนุษยเริ่มทําเครื่องมือเครื่องใชจากโลหะแทนหินและกระดูกสัตว ยุคโลหะ
สามารถแบง ยอยไปไดอ ีก 2 ยคุ ตามลักษณะโลหะท่ีใชค ือ

(1) ยุคสําริด เครื่องมือเครื่องใชของมนุษยในยุคนี้ทําจากโลหะผสมระหวางทองแดงและดีบุก
เชน ขวาน หอก กาํ ไล เปนตน

(2) ยคุ เหล็ก เมอื่ มนุษยรูจักวิธีการถลุงเหลก็ จึงนํามาทาํ เคร่ืองมือเครื่องใชแ ละอาวุธ เชน ใบหอก
ขวาน มดี ซ่งึ จะมคี วามแขง็ แกรงทนทานกวา สาํ ริดมาก

ยุคประวตั ศิ าสตร
เปนชวงเวลาท่ีมนษุ ยร จู ักประดิษฐตัวอักษรและบันทึกไวบนวัสดุตางๆ เชน แผนหิน แผนดินเหนียว
แผน ผา ยุคประวัตศิ าสตรแบง ออกเปน ยคุ สมยั ตางๆ ดงั น้ี
1. สมยั โบราณ มนุษยเลิกใชชวี ติ แบบเรร อ นมาตง้ั ถ่นิ ฐานบานเรือนอยูรวมกัน สรางระเบียบวินัยใน
การอยรู ว มกันขึ้นจนเปนสงั คมที่มีความซับซอน อารายธรรมในสมัยน้ี ไดแก อารยธรรมเมโสโปเตเมีย อารย
ธรรมอียิปต อารายธรรมอินเดยี อารยธรรมจีนไปจนถงึ จักรวรรดิโรมนั ลม สลาย
2. สมัยกลาง เมือ่ จกั รวรรดิโรมันลม สลาย โดยการรุกรานของพวกเตอรก ศิลปะวิทยาการตางๆ จึง
หยดุ ชะงกั ไปดวย ยุคสมยั นี้จึงเรยี กอกี ชื่อหน่ึงวา ยคุ มดื
3. สมัยใหมหรือยุคฟนฟูศิลปะวิทยาการ นับวายุคน้ีเปนรากฐานของความเจริญทุกๆ ดานในยุค
ตอ มา ชว งเวลาของยุคนเ้ี ริ่มตัง้ แตก ารออกสาํ รวจดินแดนไปจนถึงสงครามโลกคร้ังที่ 1
4. สมยั ปจจบุ นั คอื ชวงเวลาต้ังแตย ตุ สิ งครามโลกครงั้ ที่ 1 เร่ือยมาจนถงึ ปจจุบัน

หลักเกณฑการแบง ยคุ สมยั ทางประวตั ิศาสตร มดี งั น้ี
1. การแบง ยคุ สมยั ทางประวตั ศิ าสตรส ากล
แบงตามความเจริญทางอารยธรรมมนุษย
แบง ตามการเริ่มตน ของเหตุการณส าํ คญั
แบง ตามชื่อจักรวรรดหิ รอื อาณาจักรท่ีสาํ คญั ท่ีเคยรุงเรอื ง
แบง ตามราชวงศท ป่ี กครองประเทศ
แบงตามการต้งั เมืองหลวง
2. การแบงยคุ สมยั ทางประวัตศิ าสตรไ ทย
สวนใหญยึดถือหลักเกณฑของประวัติศาสตรสากล แบงเปนสมัยกอนประวัติศาสตรไทยและสมัย

ประวัตศิ าสตรไ ทย

สมยั ประวัติศาสตรไทยแบงตาม
สมัยโบราณหรือสมยั กอ นสุโขทัย ตง้ั แต พ.ศ.1180 ถึง พ.ศ. 1792

ห น้ า | 88

สมยั สโุ ขทยั ตง้ั แต พ.ศ. 1792 ถึง พ.ศ. 2006
สมยั อยุธยา ตั้งแต พ.ศ. 1893 ถึง พ.ศ. 2310
สมัยธนบุรี ตง้ั แต พ.ศ. 2310 ถึง พ.ศ. 2325
สมยั รตั นโกสินทร ตงั้ แต พ.ศ. 2325 ถึงปจ จบุ นั

การเทียบยคุ สมยั สาํ คัญระหวา งประวัติศาสตรสากลกบั ไทย

ประวตั ิศาสตรสากล ประวตั ศิ าสตรไ ทย

สมยั โบราณ สมยั โบราณหรอื สมยั กอ นสโุ ขทยั
อารยธรรมเมโสโปเตเมยี อาณาจกั รลงั กาสุกะ
อารยธรรมอียปิ ต อาณาจกั รทวารวดี
อารยธรรมกรกี อาณาจักรโยนกเชียงแสน
อารยธรรมโรมนั อาณาจักรตามพรลงิ ค
สนิ้ สดุ สมยั โบราณ เม่อื ค.ศ.476 ( พ.ศ.1019 )

สมัยกลาง สมัยสุโขทัย
จักรวรรดโิ รมนั ตะวันออก สนิ้ สุด ค.ศ. 1453 สมยั อยุธยา
การสรางอาณาจกั รครสิ เตยี น
การปกครองในระบบฟว ดัล
การฟนฟูเมอื งและการคา
การฟนฟูศิลปะวิทยาการ
การคนพบทวปี อเมรกิ า

สมยั ใหม สมยั ธนบรุ ี
การสํารวจทางทะเล สมัยรตั นโกสนิ ทร
การปฏวิ ตั วิ ทิ ยาศาสตร
การปฏวิ ตั อิ ุตสาหกรรม

ห น้ า | 89

ประวตั ิศาสตรส ากล ประวัติศาสตรไ ทย

การปฏวิ ัติฝร่ังเศส พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพล
สงครามโลกคร้ังที1่ -2 อดุลยเดชมหาราช (2489 – ปจจุบนั )
สน้ิ สดุ สมยั ใหม ค.ศ. 1945

สมัยปจ จุบนั -รว มสมยั -ปจ จบุ นั
ยคุ สงครามเย็น
ยคุ เทคโนโลยกี ารสอ่ื สาร

ตวั อยา งเหตุการณส าํ คญั ทีแ่ สดงความสัมพนั ธและความตอ เนื่องของกาลเวลา

1. ประวัตศิ าสตรสากล
เหตุการณสาํ คัญในประวตั ิศาสตรส ากลนาํ มาเปนตัวอยางคือ ยุคจักรวรรดินิยมเกิดข้ึนมาจากปจจัย
หลายประการ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจและพลังทางสังคม ซ่ึงทําใหประเทศในทวีปยุโรปมีอํานาจเขมแข็ง มี
ความกาวหนา ทางเศรษฐกจิ มคี วามเจรญิ รงุ เรือง แตก ารมีอํานาจและความมนั่ คงดงั กลาวเกดิ ขึ้นมาเพราะการ
ปฏิวตั อิ ุตสาหกรรมและยคุ จกั รวรรดินยิ ม สน้ิ สุดเมอ่ื สงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งทําใหม หาอํานาจทงั้ หลายหยุดการ
ลา อาณานิคม แตอาณานคิ มทง้ั หลายทเี่ ปนอยกู ย็ งั คงเปน อาณานิคมตอ มาอกี หลายป หลายชาติ เริม่ เรยี กรอ งเอก
ราชและสว นใหญไ ดเอกราชคืนภายหลงั สงครามโลกครัง้ ท่ี 2

2. ประวตั ิศาสตรไทย
เหตกุ ารณส ําคญั ในประวตั ิศาสตรไทยท่ีนํามาเปน ตวั อยางคือ ยคุ การปรบั ปรุงประเทศอยูในชวง พ.ศ.
2394-2475 หรอื ในรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลาเจาอยูหัวถึงพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว
ระหวางน้มี ีการปรับปรงุ และปฏริ ปู ประเทศทกุ ดานทงั้ การปกครอง สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ฯลฯ

ห น้ า | 90

ห น้ า | 91

กจิ กรรมท่ี 5 เร่อื งท่ี 1 การแบง ชว งเวลาและยุคสมยั ทางประวตั ิศาสตร

จงทาํ เครือ่ งหมาย X หนา คาํ ตอบทถ่ี ูกตองทีส่ ุดเพยี งขอ เดียว
1. ความหมายของคาํ วา “ประวตั ศิ าสตร” ในขอ ใดถกู ตอ งทส่ี ดุ
ก. การกลา วถึงสภาพแวดลอ มทเ่ี ปลยี่ นแปลงไปตามกาลเวลา
ข. เปน เรอ่ื งของความคิดและการกระทําของมนษุ ย
ค. การบนั ทกึ เรอื่ งราวในอดตี อยางมหี ลกั ฐาน
ง. การเลาเรื่องราวในอดีตที่สบื คน มา
2. การศึกษาประวตั ศิ าสตร หมายถงึ ขอ ใด
ก. การหาหลักฐานซ่ึงนาํ ไปสูการวิเคราะหเ หตกุ ารณตางๆ อยางมเี หตผุ ล
ข. การศกึ ษาพฤติกรรมของ
ค. การใชว ธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร
ง. การใหขอ มลู จากแหลงตา งๆ
3. ประเทศไทยเริ่มใชปพ ทุ ธศกั ราชสมยั ใด
ก. พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา เจาอยหู วั
ข. พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลาเจา อยหู วั
ค. พระพทุ ธยอดฟาจุฬาโลก
ง. พระนารายณมหาราช
4. มนษุ ยรจู กั ประดษิ ฐต วั อักษรและบันทกึ ไวบนวสั ดุตางๆ ในยุคไหน
ก. ยคุ ประวัติศาสตรส ากล
ข. ยุคกอ นประวัติศาสตร
ค. ยุคประวตั ศิ าสตร
ง. ยคุ สงครามเย็น
5. การแบง ยคุ สมยั ทางประวตั ิศาสตรไทย
ก. สมยั ประวัตศิ าสตรสากล
ข. สมัยโบราณและสมยั กรงุ ธนบุรี
ค. สมยั อยธุ ยาและสมัยประวตั ิศาสตรไทย
ง. สมยั กอนประวตั ศิ าสตรไทยและสมัยประวัตศิ าสตรไทย

ห น้ า | 92

เร่ืองที่ 2 แหลง อารยธรรมโลก

ในยคุ กอนประวตั ิศาสตร มนุษยจ ะไมม ที ีอ่ ยูเปนหลักแหลง มีท่ีพักช่ัวคราวตามถ้ํา ตนไมใหญเพ่ือกัน
แดดกนั ฝนและปองกันสตั วร า ย การอพยพยายที่อยูข้ึนอยูกับแหลงอาหาร คือ ฝูงสัตว เม่ือสัตวอพยพไปตาม
ฤดูกาลตางๆ มนุษยกอ็ พยพตามไปดวย ตอ มาในยคุ หนิ มกี ารคิดคนการเพาะปลูก มนุษยตองรอการเก็บเก่ียว
พืชผล ทาํ ใหม นุษยตองอยูเปนหลกั แหลง และพฒั นาเปนชุมชน ในยุคตอมามนุษยประดิษฐตัวอักษรใชในการ
บันทึกเรือ่ งราว เมอ่ื มนษุ ยเริ่มรวมตัวกนั หนาแนนตามแหลงอดุ มสมบรู ณ ลมุ แมนา้ํ ตางๆ ของโลกจึงเกดิ การจดั
ระเบยี บในสังคม มกี ารแบงหนาที่ความรับผิดชอบรวมกัน จึงทําใหเกิดความชํานาญเฉพาะอยางข้ึน อันเปน
จุดกําเนิดของอารยธรรม ซ่ึงตรงกับภาษาอังกฤษวา “Civilization” มีความหมายวา สภาพท่ีพนจากความ
ปา เถ่ือน

อารยธรรมของมนษุ ยย คุ ประวตั ิศาสตร

พัฒนาการของมนษุ ยน น้ั มใิ ชเ ฉพาะลกั ษณะที่เห็นจากภายนอกเทาน้ัน พัฒนาการทางดานความคิด
ไดม กี ารปรับเปลีย่ นไปตามสภาพแวดลอมทางภมู ศิ าสตรแ ละสังคมที่เปล่ียนไปดวย พัฒนาการทางดานภาษา
การสรางสรรคง านศลิ ปะ และการพฒั นาวถิ กี ารดําเนินชวี ติ ในดา นตางๆ นําไปสูการเกิดอารยธรรม ซ่ึงตองใช
เวลาอันยาวนานและความเจริญทั้งหลายในปจ จุบนั ลว นสืบสายมาจากอารยธรรมโบราณ อารยธรรมของมนุษย
ในภมู ิภาคตา งๆ ของโลก แบง ออกเปน 2 สว น คอื

สวนท่ี 1 อารยธรรมของโลกตะวนั ออก สว นใหญม รี ากฐานมาจากแหลงอารยธรรมที่เกาแกของโลก
คอื จนี และอินเดีย

อารยธรรมจีน
ประเทศจนี เปนประเทศท่ีมีอารยธรรมยาวนานที่สุดประเทศหน่ึง โดยหลักฐานทางประวัติศาสตรที่
สามารถคนควาไดบง ช้ีวา อารยธรรมจีนมีอายุถึง 5,000 ป รากฐานท่ีสําคัญของอารยธรรมจีน คือ การสราง
ระบบภาษาเขยี นและการพฒั นาแนวคดิ ลทั ธิขงจือ้ เม่ือประมาณศตวรรษที่ 2 กอน ค.ศ. ประวัตศิ าสตรจ นี มีทั้ง
ชว งท่เี ปนปก แผนและแตกเปนหลายอาณาจกั รสลบั กนั ไป ในบางครั้งก็ถูกปกครองโดยชนชาติอื่น วัฒนธรรม
ของอารยธรรมจีนสมยั กอนประวตั ศิ าสตร มีแหลงอารยธรรมทีส่ าํ คญั 2 แหลง คอื
ลุมแมน้ําฮวงโห พบความเจริญท่ีเรียกวา วัฒนธรรมหยางเซา (Yang Shao Culture)
พบหลกั ฐานทเี่ ปน เคร่อื งปนดนิ เผามีลกั ษณะสาํ คัญคือ เครื่องปน ดินเผาเปนลายเขียนสี มักเปนลายเรขาคณิต

ห น้ า | 93

พืช นก สตั วต า งๆ และพบใบหนา มนุษย สที ใ่ี ชเ ปน สดี าํ หรอื สมี วงเขม นอกจากน้ียังมกี ารพมิ พล ายหรอื ขูดสลัก
ลายเปนรูปลายจักสาน ลายเชอื กทาบ

ลุมน้ําแยงซี (Yangtze) บริเวณมณฑลซานตุงพบ วัฒนธรรมหลงซาน (Long Shan Culture) พบ
หลกั ฐานทีเ่ ปน เครอื่ งปน ดนิ เผามลี กั ษณะสําคัญคอื เคร่อื งปน ดินเผามีเนอ้ื ละเอยี ดสดี ําขดั มันเงา คุณภาพดี เนอ้ื
บางและแกรง เปนภาชนะ 3 ขา

สมยั ประวัตศิ าสตรข องจนี แบงได 4 ยคุ
ประวัติศาสตรสมัยโบราณ เร่มิ ตั้งแตส มยั ราชวงศซ าง สนิ้ สุดสมัยราชวงศโ จว
ประวัตศิ าสตรส มัยจักรวรรดิ เรมิ่ ตง้ั แตสมัยราชวงศจ น๋ิ จนถึงปลายราชวงศซ ิง หรือเช็ง
ประวัตศิ าสตรส มยั ใหม เรม่ิ ปลายราชวงศเ ช็งจนถึงการปฏวิ ตั เิ ขาสูระบอบสังคมนยิ ม
ประวัติศาสตรรวมสมัย เร่ิมตั้งแตจีนปฏิวัติเปล่ียนแปลงการปกครองเขาสูระบอบสังคมนิยมหรือ
คอมมิวนิสตจนถึงปจ จุบนั
อารยธรรมจีนไดรบั อทิ ธิพลของศาสนาเตา หรือขงจ้อื สถาปตยกรรมท่ยี งิ่ ใหญเปน หน่ึงในส่งิ มหัศจรรย
ของโลก คอื “กําแพงเมืองจนี ” กวีท่สี าํ คัญคือ ซือหมาเชยี น ผลงานทสี่ าํ คัญคอื การบันทกึ ประวตั ศิ าสตรแ ละ
วรรณกรรมที่สําคัญ คอื สามกกและความรักในหอแดง

การถายทอดอารยธรรมจนี สูดนิ แดนตางๆ
อารยธรรมจนี แผขยายขอบขายออกไปอยางกวางขวาง ทั้งในเอเชียและยุโรปอันเปนผลมาจากการ
ตดิ ตอทางการฑูต การคา การศึกษา ตลอดจนการเผยแพรศาสนา อยา งไรกต็ ามลกั ษณะการถายทอดแตกตาง
กนั ออกไป ดินแดนที่เคยตกอยูภายใตการปกครองของจีนเปนเวลานาน เชน เกาหลีและเวียดนาม จะไดรับ
อารยธรรมจนี อยางสมบูรณ ท้ังในดานวัฒนธรรม การเมือง ขนมธรรมเนียมประเพณี การสรางสรรคและการ
แสดงออกทางศิลปะทั้งน้ีเพราะราชสํานักจีนจะเปนผูกําหนดนโยบายและบังคับใหประเทศท้ังสองรับ
วัฒนธรรมจีนโดยตรง
ในเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต อารยธรรมจีนไดร ับการยอมรบั ในขอบเขตจํากดั มากท่เี ห็นอยางชดั เจน คอื
การยอมรับระบบบรรณาการของจีน
ในเอเชียใต ประเทศท่ีแลกเปล่ียนวัฒนธรรมกับจีนอยางใกลชิด คือ อินเดีย พระพุทธศาสนา
มหายานของอนิ เดียแพรห ลายเขา มาในจีนจนกระทั่งเปน ศาสนาสาํ คญั ทีช่ าวจีนนับถือ นอกจากนศ้ี ิลปะอินเดีย
ยังมีอิทธิพลตอ การสรา งสรรคศ ิลปะบางอยางของจนี เชน ประตมิ ากรรมท่ีเปนพระพุทธรปู
สว นภูมิภาคเอเชยี กลางและตะวันออกกลางนัน้ เน่ืองจากบรเิ วณทีเ่ สน ทางการคา สานแพรไหมผาน
จงึ ทําหนาทเ่ี ปนสื่อกลางนาํ อารยธรรมตะวนั ตกและจีนมาพบกัน อารยธรรมจีนท่ีเผยแพรไป เชน การแพทย
การเลี้ยงไหม กระดาษ การพมิ พและดินปน เปนตน ซึ่งชาวอาหรบั จะนําไปเผยแพรแกช าวยุโรปอกี ตอ หนงึ่

อารยธรรมอินเดีย

อินเดยี เปนแหลงอารยธรรมท่ีเกาแกแหงหน่ึงของโลก บางทีเรียกวา แหลงอารยธรรมลุมแมนํ้าสินธุ
อาจแบง ยคุ สมัยทางประวัตศิ าสตรของอนิ เดียไดด ังนี้


Click to View FlipBook Version