ห น้ า | 44
คารบอน 15% เกิดจากการผลิตในภาคเกษตรกรรม 8% เกิดจากการตัดไมทําลายปา สวนอีก 3% เกิดจาก
การเปลีย่ นแปลงตามธรรมชาติ
นักวทิ ยาศาสตรท ่วั โลกไดต ดิ ตามการเพ่มิ ข้ึนของปริมาณกาซเรอื นกระจก โดยการใชวทิ ยาศาสตรและ
เทคโนโลยีอนั ทันสมยั เชน การใชด าวเทียมสาํ รวจอากาศและสามารถสรปุ ไดวาในแตล ะปสดั สวนของกาซเรือน
กระจกที่ถกู ปลอ ยออกจากโลก โมเลกลุ ของคารบ อนไดออกไซดจะมีผลตอการตอบสนองในการเก็บกักความ
รอนนอยมาก แตเนื่องจากปริมาณของคารบอนไดออกไซดที่เกิดจากกิจกรรมตางๆ ของมนุษยมีมากที่สุด
ดังนั้น หัวใจสาํ คญั ของการแกป ญ หาจงึ ตอ งมุง ประเดน็ ตรงไปทีก่ ารลดปริมาณคารบอนไดออกไซดซึ่งเกิดจาก
การเผาไหมของเชื้อเพลิง ฟอสซิลกอนเปนอันดับแรก ตอจากน้ันจึงคอยลดและเลิกการใชคลอโรฟลูออโร
คารบ อนรวมถึงการควบคุมปริมาณของมีเทนและไนตรสั ออกไซดท่จี ะปลอยข้ึนสูบ รรยากาศ
ผลกระทบตอ มนษุ ยชาติจากการเกดิ ปรากฎการณเ รอื นกระจก
จากการคาดการณข องนกั วทิ ยาศาสตร อณุ หภูมิโดยเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นถึงแมการเพิ่มสูงขึ้นจะแสดง
ออกมาเปน ตวั เลขเพียงเล็กนอย แตอาจสงผลกระทบที่รุนแรงตอโลกของสิ่งมีชีวิต เพราะการเปลี่ยนแปลง
อุณหภูมเิ ฉลีย่ ของโลกดังทเี่ กดิ ขน้ึ ในปจ จบุ นั ทาํ ใหค วามแตกตา งระหวา งอุณหภมู ิบริเวณเสน ศูนยส ตู รกบั บรเิ วณ
ข้วั โลกลดนอยลงทําใหเกดิ ความผันผวนขน้ึ ในอณุ หภมู ิอากาศของโลก เชน แนวปะทะระหวางอากาศรอนกับ
อากาศเยน็ ของลมเปลย่ี นไปอยางมากเกิดสภาวะความกดอากาศตา่ํ มากข้ึนทาํ ใหมีลมมรสมุ พดั แรง เกดิ ลมพายุ
ชนดิ ตางๆ เชน พายุโซนรอ น ใตฝ ุน ดเี ปรสช่ันและทอรน าโดข้นึ บอยๆ หรอื อาจเกดิ ฝนตกหนักผิดพื้นที่ สมดุล
ทางธรรมชาตจิ ะเปลยี่ นแปลงไปทําใหเ กดิ ภยั ธรรมชาติ เชน ดินถูกน้าํ เซาะพังทลายหรือเกดิ อุทกภัยเฉียบพลัน
เปน ตน
นอกจากนีน้ กั วทิ ยาศาสตรย ังมีความเชอ่ื วาหากอณุ หภมู ิเฉลี่ยของโลกสงู มากจะทาํ ใหน ้าํ แข็งบริเวณข้วั
โลกละลาย นํา้ ในทะเลและมหาสมทุ รจะเพม่ิ ปริมาณและทวมทน ทาํ ใหเ กาะบางแหงจมหายไป เมืองท่ีอยูใกล
ชายทะเลหรือมรี ะดบั พนื้ ที่ต่ําเชน กรงุ เทพฯจะเกดิ ปญหานํา้ ทว มข้ึนและถานํ้าแข็งบริเวณข้ัวโลกละลายอยาง
ตอ เน่ือง ก็จะสงผลใหร ะดับนํ้าทะเลทว่ั โลกเพิม่ สงู ข้นึ อกี สามเมตรหรอื มากกวานัน้ ซึง่ หมายถงึ อุทกภยั ครั้งใหญ
จะเกดิ ข้นึ ในโลกอยางแนนอน จากเอกสารของโครงการส่ิงแวดลอมขององคการสหประชาชาติไดประมาณ
การณวาอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกอาจสูงขึ้น 2 ถึง 4°C และระดับนํ้าทะเลอาจสูงข้ึน 20-50 เซนติเมตร ใน
ระยะเวลาอีก 10 – 50 ปนับจากปจ จุบัน
มาตรการปองกนั ผลกระทบจากการเกดิ ปรากฎการณเรอื นกระจก
หลกั จากท่ีเราไดทราบมูลเหตุแหง การเกดิ ปรากฎการณเรอื นกระจกแลว ขอสรุปท่ีดีท่ีสุดในการแกไข
ปญหา คือ การลดปริมาณกา ซเรือนกระจกท่จี ะถูกปลอยออกสูบ รรยากาศใหอยูในสดั สว น และปริมาณที่นอย
ท่ีสุดเทาท่ีจะกระทําได การรักษาระดับความหนาแนนของกาซเรือนกระจกในบรรยากาศที่ทั่วโลกกํากลัง
ปฏบิ ัติมีหลายวิธี ยกตัวอยางเชน มาตรการของ IPCC (Intergovermental Panel on Climate Change)
ซึง่ ประมาณการณเอาไววาการรักษาระดับความหนาแนนของกาซเรือนกระจกในบรรยากาศใหอยูในระดับ
ห น้ า | 45
เดยี วกับปจจุบันจะตองลดการปลดปลอยกา ซเรือนกระจกจากการกระทําของมนษุ ยใหต่ําลงจากเดมิ 6% และ
ไดเ สนอมาตรการตางๆ ดงั นี้
1. สง เสรมิ การสงวนและการใชพลงั งานอยางมปี ระสิทธิภาพสูงสุดดังจะยกตัวอยางในบานเมืองของ
เราก็เชน การใชเครื่องไฟฟาที่มีสลากประหยัดไฟ หรือการเลือกใชหลอดฟลูออเรสเซนต ชนิดหลอดผอม
เปนตน
2. หามาตรการในการลดปริมาณคารบ อนไดออกไซด เชน กาํ หนดนโยบายผทู าํ ใหเกิดมลพิษตองเปน
ผูรับผิดชอบคาใชจายในการบําบัด ในบางประเทศมีการกําหนดใหมีการเก็บภาษีผูที่ทําใหเกิดกาซ
คารบ อนไดออกไซดใหมากข้ึน ทัง้ นีจ้ ะสงผลตอ การประหยัดพลงั งานของประเทศทางออมดว ย
3. เลิกการผลิตและการใชคลอโรฟลูออโรคารบอน (CFCs) รวมท้ังคนหาสารอ่ืนมาทดแทนคลอโร
ฟลอู อโรคารบ อน ในบางประเทศกาํ หนดใหใ ชไ ฮโดรฟลูออโรคารบอน (HFCs) แทน สําหรับประเทศไทยของ
เรามีการสงเสริมการสรางคานิยมในการใชสเปรย และอุปกรณที่อยูในประเภทท่ีปราศจากคลอโรฟลูออโร
คารบ อน (Non-CFCs) เปนตน
4. หันมาใชเชื้อเพลงิ ทก่ี อใหเ กดิ คารบอนไดออกไซดใ นปริมาณที่นอ ยกวา เมอื่ เทียบกับคาพลังงานท่ีได
เชน การกอสรางโครงการรถไฟฟาของกรงุ เทพมหานครจะชวยลดการใชนาํ้ มนั เชื้อเพลิงจากการขนสงมวลชน
ในแตล ะวันไดอ ยา งดแี ละประสทิ ธิภาพท่สี ุด
5. สนับสนุนการวิจัยเกี่ยวกับแหลงพลังงานทดแทนอื่นๆ เชน พลังงานแสงอาทิตยและพลังงาน
นิวเคลียรใหเ กิดเปน รูปธรรมและไดรบั ความเช่ือมั่นจากประชาชนวาจะไมกอใหเกิดมหันตภัยมวลมนุษยชาติ
ดังทีเ่ กิดขึน้ ในเชอรโ นบิวล
6. หยุดย้ังการทําลายปาไมและสนับสนุนการปลูกปาทดแทน สําหรับในประเทศไทยการรณรงคใน
เร่ืองการปลูกปาเฉลิมพระเกยี รตินบั เปน โครงการทนี่ าสนบั สนุนอยางมาก
5) ภาวะโลกรอ น
ภาวะโลกรอ น หมายถงึ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศท่ีเกดิ จากการกระทําของมนุษย ท่ีทําใหอุณหภูมิ
เฉลีย่ ของโลกเพิ่มสงู ขน้ึ เราจงึ เรียกวา ภาวะโลกรอน (Global Warming) กจิ กรรมของมนุษยท ท่ี าํ ใหเ กิดภาวะ
โลกรอนคอื กจิ กรรมทท่ี าํ ใหป รมิ าณกาซเรอื นกระจกในบรรยากาศเพมิ่ มากข้นึ ไดแก การเพิม่ ปรมิ าณกาซเรอื น
กระจกโดยตรง เชน การเผาไหมเช้ือเพลิง และการเพิ่มปริมาณกาซเรือนกระจกโดยทางออม คือ การตัดไม
ทาํ ลายปา
หากไมมีการชว ยกนั แกไขปญหาโลกในวนั นี้ ในอนาคตจะสง ผลกระทบดงั นี้
1. ทําใหฤดกู าลของฝนเปลีย่ นแปลงไป กระบวนการระเหยและการกลนั่ ตัวจะเร็วข้ึน หมายถึงวา ฝน
อาจจะตกบอ ยข้นึ แตน ํ้าจะระเหยเร็วขึน้ ดว ย ทําใหดนิ แหง เร็วกวาปกติในชวงฤดกู าลเพาะปลูก
2. ผลผลติ ทางการเกษตรจะลดลง นอกจากผลกระทบโดยตรงจากอณุ หภมู ิ ฝน ชวงระยะเวลาฤดูกาล
เพาะปลูกแลว ยังเกดิ จากผลกระทบทางออ มอีกดว ย คือ การระบาดของโรคพชื ศัตรูพืชและวัชพชื
ห น้ า | 46
3. สัตวน า้ํ จะอพยพไปตามการเปล่ียนแปลงของอณุ หภูมนิ ํา้ ทะเล แหลงประมงที่สําคัญๆ ของโลกจะ
เปลย่ี นแปลงไป
4. มนุษยจะเสียชวี ิตเน่อื งจากความรอนมากข้นึ ตัวนําเช้อื โรคในเขตรอ นเพิ่มมากขึ้น ปญหาภาวะมลพิษ
ทางอากาศภายในเมืองจะรุนแรงมากขนึ้
วิธีการลดภาวะโลกรอน มี 10 วธิ ีดังนี้
1. ลดการใชพลังงานทไี่ มจาํ เปน จากเคร่อื งใชไฟฟา เชน เคร่อื งปรบั อากาศ พดั ลม หากเปนไปไดใชวิธี
เปด หนา ตา ง ซงึ่ บางชว งทอี่ ากาศดๆี สามารถทําได เชน หลังฝนตก หรือชว งอากาศเยน็ เปนการลดคาไฟ และ
ลดความรอน เน่ืองจากหลักการทําความเย็นนั้นคือ การถายเทความรอนออก ดังนั้นเวลาเราใช
เคร่ืองปรบั อากาศ จะเกดิ ปรมิ าณความรอ นบริเวณหลังเครอ่ื งระบายความรอ น
2. เลอื กใชระบบขนสง มวลชน ในกรณที ่สี ามารถทาํ ได ไดแก รถไฟฟา รถตู รถเมล เนื่องจากพาหนะ
แตละคัน จะเกิดการเผาผลาญเช้ือเพลิง ซ่ึงจะเกิดความรอน และกาซคารบอนไดออกไซด ดังนั้นเม่ือลด
ปริมาณจํานวนรถ กจ็ ะลดจาํ นวนการเผาไหมบ นทองถนน ในแตล ะวนั ลงได
3. ชว ยกันปลกู ตน ไม เพราะตนไมจะคายความชุมช้ืนใหกับโลก และชวยดูดกาซคารบอนไดออกไซด
ซ่งึ เปน สาเหตุภาวะเรือนกระจก
4. การชวนกนั ออกไปเทีย่ วธรรมชาติภายนอก กช็ วยลดการใชปริมาณไฟฟาได
5. เวลาซ้ือของพยายามไมรับภาชนะท่ีเปนโฟม หรือกรณีท่ีเปนพลาสติก เชน ขวดนํ้าพยายามนํา
กลับมาใชอ กี เน่ืองจากพลาสติกเหลานีท้ าํ การยอ ยสลายยาก ตองใชปริมาณความรอน เหมือนกับตอนที่ผลิต
มนั มา ซึง่ จะกอใหเกดิ ความรอนกับโลกของเรา เราสามารถนํากลบั มาใชเ ปนภาชนะใสน้ําแทนกระติกน้ํา หรือ
ใชป ลกู ตนไมก ไ็ ด
6. ใชก ระดาษดว ยความประหยดั กระดาษแตล ะแผน ทาํ มาจากการตัดตนไม ซึ่งเปนเสมือนปราการ
สําคญั ของโลกเรา ดังน้ันการใชกระดาษแตละแผนควรใชใหประหยัดท้ังดานหนาหลัง ใชเสร็จควรนํามาเปน
วสั ดุรอง หรอื นาํ มาเชด็ กระจกกไ็ ด นอกจากนีก้ ารนํากระดาษไปเผาก็จะเกดิ ความรอ นตอโลกเราเชนกนั
7. ไมส นับสนนุ กิจการใดๆ ที่สนิ้ เปลืองทรพั ยากรของโลกเรา และควรสนับสนนุ กิจการที่มีการคาํ นึงถึง
การรกั ษาสิ่งแวดลอ ม
ห น้ า | 47
ห น้ า | 48
กจิ กรรมที่ 1.2 ลักษณะปรากฏการณทางธรรมชาตทิ สี่ ําคัญและการปองกนั อันตราย
1. ปรากฏการณเ รอื นกระจกคอื อะไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
2. ในฐานะทท่ี านเปน สว นหน่งึ ของประชากรโลกทา นสามารถจะชวยปองกนั และแกไข
ปญหาภาวะโลกรอ นไดอยา งไรใหบ อกมา 5 วธิ ี
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
ห น้ า | 49
เร่อื งที่ 3 วธิ ใี ชเ คร่ืองมือทางภูมิศาสตร
เครื่องมือทางภมู ศิ าสตร
ใชประกอบการเก็บขอมูล เพ่ือการบรรยายเชิงปริมาณและคุณภาพของสภาพภูมิอากาศโลก เชน
จีพเี อส หรอื ระบบกําหนดตาํ แหนง บนพื้นผิวโลก เขม็ ทิศ เคร่อื งมือบางชนิดใชประกอบการเรียนและการสอน
ในหองเรยี นหรอื ในหอ งปฏบิ ัตกิ าร และเคร่อื งมือบางชนิดใชประกอบการศึกษา และเก็บขอ มลู เฉพาะในสนาม
เทานั้น บางคร้ังการใชเคร่ืองมือตองใชเครื่องคอมพิวเตอรประกอบดวย เชน เครื่องมือระบบสารสนเทศ
ภูมิศาสตรหรือท่ีรูจักกันในปจจุบันวา GIS (Geographic Information System) ขอมูลดาวเทียมหรือ SRS
(Satellite Remote Sensing) ระบบกําหนดตาํ แหนงพื้นผิวโลกหรือ GPS (Global Positioning System) ซึ่งนัก
ภมู ิศาสตรยคุ ใหมจาํ เปน ตอ งรู สาํ หรบั ในทีน่ จี้ ะกลาวถงึ เครื่องมอื ภูมิศาสตรท ่สี าํ คญั คือ แผนที่ ลกู โลก รูปถาย
ทางอากาศและภาพจากดาวเทียม และเครอ่ื งมือเทคโนโลยีส่ือการศึกษาภูมศิ าสตร
แผนท่ี
แผนทเี่ ปน ส่ิงทมี่ คี วามสาํ คัญมากในการศกึ ษาวิชาภมู ศิ าสตร เพราะครอบคลมุ ทั้งลักษณะภูมิประเทศ
ลกั ษณะภมู ิอากาศ และทรัพยากรธรรมชาติ รวมท้ังสง่ิ ท่ีเกดิ ขึ้นจากฝม ือของมนษุ ยบ นพ้ืนผิวโลกดวยการจัดทํา
ห น้ า | 50
แผนท่ีในปจ จบุ ันไดม กี ารพัฒนาการขน้ึ เปนลําดับ มกี ารนําเอารูปถา ยทางอากาศและภาพจากดาวเทียมมาชวย
ในการทาํ แผนทีท่ ําใหสามารถสรา งแผนทไ่ี ดร วดเร็ว มีความถูกตองและทันสมยั กวา ในอดีต
ความหมายของแผนท่ี
แผนท่ี (Map) หมายถึง การแสดงลักษณะพื้นผิวโลกลงบนแผนราบ โดยการยอสวนและการใช
สัญลักษณไมว าเครื่องหมายหรือสี แทนส่งิ ตา งๆ บนพืน้ ผิวโลก แผนท่ีจงึ ตา งจากลกู โลกและแผนผัง
เครอื่ งหมายแผนท่ี คือ เคร่ืองหมายหรือสัญลักษณท่ีใชแทนส่ิงตางๆ บนพื้นพิภพ ท่ีเกิดขึ้นเองและ
ตามธรรมชาติ นอกจากเคร่ืองหมายแลว เรายงั ใชสีเปนการแสดงลกั ษณะภูมปิ ระเทศอกี ดว ย คือ
1. สดี าํ หมายถงึ ภูมิประเทศสําคัญทางวัฒนธรรมทม่ี นุษยส รา งข้ึน เชน อาคาร สุสาน วัด สถานที่
ราชการตา งๆ เปนตน
2. สีนาํ้ เงิน หมายถึง ลักษณะภมู ิประเทศท่ีเปนนาํ้ เชน ทะเล แมน าํ้ หนอง บึง เปนตน
3. สีนา้ํ ตาล หมายถงึ ลกั ษณะภูมปิ ระเทศท่ีมีความสูงโดยท่วั ไป เชน เสนช้นั ความสูง
4. สเี ขยี ว หมายถึง พืชพันธไุ มตางๆ เชน ปา สวน ไร
5. สแี ดง หมายถึง ถนนสายหลัก พ้นื ท่ยี านชุมชนหนาแนน และลกั ษณะภมู ปิ ระเทศสาํ คญั
ความสาํ คญั ของแผนที่
1. ทําใหทราบลักษณะทางธรรมชาตขิ องพืน้ ผิวโลก รวมทง้ั กจิ กรรมทางเศรษฐกิจบนพื้นผวิ โลก
2. ทําใหทราบขอมูล สถิติตางๆ เพ่ือการเปรียบเทียบ การพัฒนาการวางแผนในดานตางๆ รวมทั้ง
ดา นยทุ ธศาสตร
ประโยชนข องแผนท่ี
1. ในการศึกษาลักษณะภมู ปิ ระเทศ แผนท่จี ะทาํ ใหผ ศู กึ ษาทราบวาพน้ื ท่ีใดมลี ักษณะภมู ปิ ระเทศแบบ
ใดบา ง
2. ตอ การศกึ ษาธรณวี ทิ ยา เพอื่ ใหท ราบความเปนมาของแหลงทรัพยากร ดิน หนิ แรธ าตุ
3. ดานสมุทรศาสตรและการประมง เพ่อื ใหท ราบสภาพแวดลอมชายฝง ทะเล
4. ดา นทรพั ยากรนา้ํ รขู อ มลู เกี่ยวกบั แมน้าํ และการไหล อา งเก็บน้ํา ระบบการชลประทาน
5. ดานปา ไม เพอื่ ใหท ราบคุณลักษณะของปาไมแ ละการเปล่ยี นแปลงพ้ืนทีป่ า
6. ดา นการใชท ่ีดิน เพ่อื ใหทราบปจ จัยการใชประโยชนท ด่ี ินดา นตางๆ
7. ดา นการเกษตร การเกษตรมีผลตอการพฒั นาประเทศ เพือ่ รูวาบรเิ วณใดควรพัฒนา
8. ดา นส่ิงแวดลอ ม โดยเฉพาะการจดั การทรัพยากรบริเวณตางๆ
9. ในการวางผังเมือง เพื่อใชขอ มลู ทางธรรมชาติในการจดั วางผังเมอื งใหเ หมาะสม
10. การศึกษาโบราณคดี เพื่อคน หาแหลงชุมชนโบราณและความรูอืน่ ๆ
11. ดานอุตนุ ิยมวทิ ยา เพอื่ ประโยชนใ นการเพาะปลูก อุตสาหกรรม ประมง การปองกนั อทุ กภัย
ลักษณะของส่ิงทแ่ี สดงปรากฏบนแผนท่ปี ระกอบดวย
ห น้ า | 51
1. ลักษณะของสิ่งที่เกิดข้ึนเองตามธรรมชาติ เชน ทะเล มหาสมุทร ทะเลสาบ แมน้ํา ภูเขา ท่ีราบ
ทรี่ าบสงู เกาะ เปน ตน
2. ลักษณะของส่งิ ที่มนษุ ยสรา งขน้ึ เชน เสนกั้นอาณาเขต เมอื ง หมูบา น สถานที่ราชการ ศาสนสถาน
เสนทางคมนาคม พ้นื ทเี่ กษตรกรรม เปน ตน
ชนิดของแผนท่ี
1. แบงตามขนาดของมาตรสว น มี 3 ชนิด คอื
1.1 แผนทมี่ าตราสวนเลก็ หมายถงึ แผนที่ทม่ี าตราสวนเลก็ กวา
1 : 1,000,000
1.2 แผนท่ีมาตราสวนกลาง หมายถึง แผนทที่ ่ีมีมาตราสว นระหวา ง
1 : 250,000 ถึง 1 : 1,000,000
1.3 แผนทีม่ าตราสว นใหญ หมายถงึ แผนทที่ ม่ี ีมาตราสว นมากกวา 1 : 250,000
2. แบงตามประเภทการใช ไดแ ก
2.1 แผนท่ีกายภาพ หรือแผนท่ีลักษณะภูมิประเทศ (Topographic หรือ Landform หรือ
Relief Map) เปนแผนท่ีแสดงรายละเอียดของส่ิงท่ีเกิดข้ึนโดยธรรมชาติ เชน ทะเล มหาสมุทร เทือกเขา ที่
ราบสูง ทร่ี าบ ฯลฯ
2.2 แผนท่ีรัฐกิจ (Political Map) หรือแผนที่ทั่วไป (General Map) เปนแผนที่แสดงขอบเขต
การปกครองของจังหวัด รฐั ประเทศ
2.3 แผนที่ประวัติศาสตร (Historical Map) เปนแผนท่ีแสดงอาณาเขตของอาณาจักรหรือ
จกั รวรรดติ างๆ ในสมัยโบราณ
2.4 แผนท่ีโครงรา ง (Outline) เปน แผนที่แสดงโครงรางของทวีป ประเทศ โดยไมมีรายละเอียด
ใดๆ เพอ่ื ใชในการศกึ ษา เชน
2.5 แผนทีเ่ ดินเรอื (Nautical Map) เปน แผนท่แี สดงเสนทางการเดินเรือในทองทะเล มหาสมุทร
รวมท้งั ใชสัญลักษณส เี พ่อื แสดงความตน้ื ลกึ ของพ้ืนน้าํ
2.6 แผนที่เศรษฐกจิ (Economic Map) เปนแผนทแี่ สดงเขตกิจกรรมทางเศรษฐกจิ ตางๆ รวมทั้ง
แสดงแหลงทรัพยากรสาํ คัญ
องคประกอบของแผนท่ี
องคประกอบทส่ี าํ คัญ ดงั น้ี
1. ชอื่ แผนทเี่ ปน สง่ิ ท่ีมคี วามจาํ เปนสําหรบั ใหผ ใู ชไดท ราบวา เปนแผนท่ีเร่ืองอะไร แสดงรายละเอียด
อะไรบา ง เพ่ือใหผ ูใชใ ชอ ยางถูกตอง และตรงความตองการ โดยปกติช่ือแผนท่ีจะมีคําอธิบายเพ่ิมเติมแสดงไว
ดวย เชน แผนที่ประเทศไทยแสดงเนือ้ ท่ปี าไม แผนที่ประเทศไทยแสดงการแบง ภาคและเขตจงั หวดั เปนตน
ห น้ า | 52
2. ขอบระวาง แผนท่ที ุกชนิดจะมขี อบระวาง ซ่ึงเปน ขอบเขตของพืน้ ทีใ่ นภมู ปิ ระเทศท่ีแสดงบนแผนท่ี
แผน น้ันมกั จะแสดงดวยเสนขนานเพ่อื แสดงตําแหนง ละติจดู กบั เสน เมริเดยี นเพือ่ แสดงตําแหนงลองจิจูด และจะ
แสดงตัวเลขเพ่อื บอกคา พกิ ดั ภมู ิศาสตรของตําแหนง ตา งๆ
3. ทศิ ทาง มีความสําคัญตอการคนหาตาํ แหนงท่ตี ้งั ของส่ิงตา งๆ โดยในสมยั โบราณใชวิธีดูทิศทางตาม
การข้ึนและตกของดวงอาทิตยในเวลากลางวัน และการดูทิศทางของดาวเหนือในเวลากลางคืน ตอมามีการ
ประดิษฐเข็มทิศ ซ่งึ เปน เครือ่ งมอื ชว ยในการหาทศิ ข้ึน เนอ่ื งจากเข็มของเขม็ ทศิ จะช้ีไปทางทศิ เหนือตลอดเวลา
การใชทิศทางในแผนท่ีประกอบกับเข็มทิศหรือการสังเกตดวงอาทิตย และดาวเหนือจึงชวยใหเราสามารถ
เดินทางไปยังสถานทีท่ ีเ่ ราตอ งการได ในแผนที่จะตองมีภาพเข็มทิศหรือลูกศรช้ีไปทางทิศเหนือเสมอ ถาหาก
แผนท่ีใดไมไ ดกาํ หนดภาพเขม็ ทิศหรือลูกศรไวก ใ็ หเขาใจวา ดา นบนของแผนท่ีคอื ทศิ เหนอื
4. สญั ลกั ษณ เปน เครอ่ื งหมายท่ใี ชแทนสิง่ ตางๆ ในภูมปิ ระเทศจริง เพ่ือชวยใหผูใชสามารถอานและ
แปลความหมายจากแผนที่ไดอยางถูกตอง ทั้งนใี้ นแผนทจี่ ะตองมีคาํ อธิบายสัญลกั ษณป ระกอบไวด วยเสมอ
5. มาตราสว น เปน อตั ราสว นระหวา งระยะทางทย่ี อสว นมาลงในแผนทีก่ ับระยะทางจรงิ ในภมู ิประเทศ
มาตราสวนชว ยใหผ ูใชท ราบวาแผนทน่ี ัน้ ๆ ยอสว นมาจากสภาพในภมู ปิ ระเทศจริง ในอัตราสวนเทาใด มาตรา
สวนแผนท่ีโดยมากจะมี 3 ลักษณะ ไดแก มาตราสวนแบบเศษสวน มาตราสวนคําพูดและมาตราสวนแบบ
กราฟก มาตราสว นของแผนท่ี คือ อัตราสว นระหวางระยะบนแผนทก่ี บั ระยะในภูมปิ ระเทศ หรือ ความสัมพันธ
ระหวางระยะทางราบบนแผนที่กับระยะทางราบในภูมิประเทศ การเขียนมาตราสวนเขียนไดหลายวิธี เชน
50,000 หรอื 1/50,000 หรือ 1 : 50,000
การคาํ นวณระยะทางบนแผนท่ี
คาํ นวณไดจ ากสูตร : มาตราสวนของแผนที่ = ระยะบนแผนท่ี
ระยะในภูมิประเทศ
6. เสนโคงแผนที่เปนระบบของเสนขนานและเสนเมริเดียน ท่ีสรางข้ึนเพื่อกําหนดตําแหนงพิกัด
ภมู ิศาสตรใหเปน มาตรฐานไวใชอ า งองิ รว มกนั ซึง่ ประกอบดวย
6.1 เสนขนาน เปนเสน สมมติท่ลี ากจากทิศตะวนั ออก สรางข้ึนจากการวัดมุมเริ่มจากเสนศูนยสูตร
ซงึ่ มีคามุม 0 องศา ไปยังข้ัวโลกท้งั สองดานๆ ละไมเกนิ 90 องศา เสนขนานท่สี ําคญั ประกอบดว ย
1. เสน ศูนยส ูตรหรือเสนอเิ ควเตอร มีคามมุ 0 องศา
2. เสนทรอปกออฟแคนเซอร มีคา มมุ 23 องศา 30 ลปิ ดาเหนือ
3. เสนทรอปก ออฟแคปรคิ อรน มคี ามมุ 23 องศา 30 ลิปดาใต
4. เสนอารกติกเซอรเ คิล มคี ามุม 66 องศา 30 ลิปดาเหนอื
5. เสนอนั ตารกติกเซอรเ คลิ มีคา มมุ 66 องศา 30 ลปิ ดาใต
ห น้ า | 53
6.2 เสนเมรเิ ดยี น เปนเสน สมมตทิ ล่ี ากจากขัว้ โลกเหนือไปยังข้ัวโลกใต สรางข้นึ จากการสมมตเิ สน
เมริเดียนปฐม มีคามุม 0 องศา ลากผานตําบลกรีนิช กรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักรไปทางทิศ
ตะวันออกและทิศตะวันตกดา นละ 180 องศา โดยเสน เมริเดียนท่ี 180 องศาตะวันออกและ 180 องศาตะวันตก
จะทับกันเปนเสนเดียวน้ีใหเปนเสนวันที่หรือเสนแบงเขตวันระหวางชาติ หรือเสนแบงเขตวันสากล เสนเม
ริเดยี นแรกหรอื เสน เมริเดยี นปฐม (Prime Meridian) คอื เสน เมรเิ ดียนทล่ี ากผา นหอดดู าวแหง หน่ึง ตําบลกรนี ชิ
ใกลกรุงลอนดอนในประเทศอังกฤษ ทั้งน้ีเพ่ือใชเปนหลักอางอิงในการนับเสนเมริเดียนอื่น ๆ ตอไป เสนเม
ริเดียนรอบโลกมี 360 เสน แบงเปนเสนองศา ตะวันออก 180 เสน และเสนองศาตะวันตก 180 เสน
ความสาํ คัญของเสนเมริเดยี น คือ บอกพกิ ดั ของตาํ แหนง ทีต่ ง้ั ตา งๆ บนพนื้ ผวิ โลกโดยใชร ว มกบั เสนขนาน (เสน
ละตจิ ดู ) และใชเปนแนวแบงเขตเวลาของโลก
7. พกิ ัดภมู ิศาสตรเ ปน ระบบทบ่ี อกตําแหนงของส่ิงตางๆ บนพ้ืนผิวโลก โดยอาศัยเสนโครงแผนท่ีซ่ึง
เสนขนานและเสน เมรเิ ดียนตัดกันเปน จุดสิ่งตางๆ บนพื้นผิวโลก โดยอานคาพิกัดภูมิศาสตรเปนละติจูด (เสน
ขนาน) และลองจจิ ูด (เสนเมรเิ ดียน)
ดังนั้น ละติจูด เปนพิกัดของจุดหนึ่งบนเสนขนาน สวนลองจิจูดก็เปนพิกัดของจุดหน่ึงบนเสนเม
ริเดียน ซึ่งทงั้ ละตจิ ูดและลองจิจูดมีคา ของมุมเปน องศา โดย 1 องศา มคี า เทากบั 60 ลิปดาและ 1 ลิปดา มีคา
เทา กบั 60 ฟล ิปดา
พกิ ดั ภูมศิ าสตรเปน ระบบท่บี ง บอกตาํ แหนง ท่ตี ้งั อยจู ดุ ตําแหนง ตา งๆ บนพืน้ ผวิ โลก โดยอาศัยโครงขาย
ของเสน โครงแผนทซี่ ึ่งประกอบดวยเสนเมรเิ ดียนกบั เสนขนานตดั กนั เปน “จุด”
1) ละตจิ ูด (Latitude) เปนคา ของระยะทางเชิงมุม โดยนบั 0 องศา จากเสนศูนยสูตรไปทางเหนือหรือ
ใตจ นถงึ 90 องศาทขี่ ว้ั โลกท้งั สอง
ห น้ า | 54
2) ลองจิจูด (Longitude) เปน คา ของระยะทางเชิงมุม โดยนับ 0 องศา จากเสนเมริเดียนไป ทาง
ทศิ ตะวันออกและทศิ ตะวันตกจนถึง 180 องศา
ปจจุบันการบงบอกจุดตําแหนงบนพื้นผิวโลก สามารถทราบไดงายและถูกตอง โดยใช จีพีเอส
เครื่องมือกําหนดตําแหนงบนพ้ืนผิวโลก (GPS:Global Positioning System) เครื่องมือชนิดนี้ มีขนาดเล็ก
พกพาไดส ะดวก และใหข อมลู ตาํ แหนง บนพ้นื ผวิ โลกไดต รงกบั ความเปน จรงิ ดงั นนั้ จึงมีผูนําเครอื่ งมือน้ีไปใชได
สะดวกสบายในกจิ กรรมตา งๆ ไดแ ก การเดนิ เรือ การเดินทาง ทองเที่ยวปา การเดินทางดว ยรถยนต เครอื่ งบนิ
เปน ตน เม่อื กดปุมสวิตซ เครอ่ื งจะรบั สัญญาณจากดาวเทียมแลวบอกคาพิกัดภูมิศาสตรใหทราบเคร่ืองหมาย
แผนท่ี
ลกู โลก
องคประกอบของลูกโลก องคประกอบหลักของลูกโลกจะ
ประกอบไปดวย
1. เสนเมริเดียนหรือเสนแวง เปนเสนสมมติท่ีลากจากขั้ว
โลกเหนือไปจดขั้วโลกใต ซึ่งกําหนดคาเปน 0 องศา ที่เมืองกรีนิช
ประเทศอังกฤษ
2. เสนขนาน หรือเสนรุง เปนเสนสมมติท่ีลากจาก
ทิศตะวันตกไปทศิ ตะวันออก ทกุ เสนจะขนานกับเสนศนู ยสูตร ซงึ่ มีคา มุมเทา กบั 0 องศา
การใชลกู โลก ลูกโลกใชประกอบการอธบิ ายตาํ แหนง หรอื สถานท่ีของจุดพนื้ ที่ของสวนตางๆ ของโลก
โดยประมาณ
เขม็ ทศิ
เข็มทิศเปนเครื่องมือสําหรับใชในการหาทิศของจุดหรือวัตถุ
โดยมหี นวยวดั เปน องศา เปรียบเทียบกับจดุ เร่มิ ตน เขม็ ทศิ ใชในการหา
ทศิ โดยอาศัยแรงดงึ ดูดระหวางสนามแมเ หลก็ ขวั้ โลก (Magnetic Pole)
กับเข็มแมเหล็ก ซ่ึงเปนองคประกอบสําคัญที่สุดของเครื่องมือน้ี
เขม็ แมเหล็กจะแกวงไกวไดโดยอิสระในแนวนอน เพื่อใหแนวเข็มช้ีอยู
ในแนวเหนือใต ไปยังขั้วแมเหล็กโลกตลอดเวลา หนาปดเข็มทิศซึ่ง
คลา ยกบั หนาปดนาฬิกาจะมีการแบงโดยรอบเปน 360 องศา ซ่ึง เข็มทิศมีประโยชนในการเดินทาง
เชน การเดินเรอื ทะเล เคร่อื งบิน การใชเข็มทศิ จะตองมีแผนท่ปี ระกอบและตอ งหาทศิ เหนอื กอ นเพือ่ จะไดรูทิศ
อน่ื
รูปถายทางอากาศและภาพจากดาวเทียม
รูปถา ยทางอากาศและภาพจากดาวเทยี มเปน รปู หรอื ขอมลู ตวั เลขท่ีไดจากการเก็บขอมูล ภาคพื้นดิน
จากกลองทตี่ ิดอยูกบั พาหนะ เชน เครอ่ื งบิน หรอื ดาวเทียม โดยมกี ารบนั ทึกขอมูลอยางละเอียดหรือหยาบใน
ห น้ า | 55
เวลาแตกตางกัน จึงทาํ ใหเ ห็นภาพรวมของการใชพ ้ืนทแ่ี ละการเปล่ยี นแปลงตา ง ๆ ตามทปี่ รากฏบนพื้นผิวโลก
เชน การเกิดอุทกภยั ไฟปา การเปล่ียนแปลง การใชท ด่ี นิ การกอ สรา งสถานท่ี เปน ตน
ประโยชนของรปู ถา ยทางอากาศและภาพจากดาวเทยี ม ท่ีนิยมใชกันมากจะเปนรูปหรือภาพถายที่ได
จากการสะทอ นคล่ืนแสงของดวงอาทิตยข้ึนไปสูเครื่องบันทึกท่ีติดอยูบนเคร่ืองบินหรือดาวเทียม การบันทึก
ขอมูลอาจจะทําโดยใชฟลม เชน รูปถายทางอากาศสีขาวดํา หรือรูปถายทางอากาศสีธรรมชาติ การบันทึก
ขอมลู จากดาวเทยี มจะใชสัญญาณเปน ตัวเลขแลวจึงแปลงคา ตัวเลขเปนภาพจากดาวเทยี มภายหลงั
การใชร ปู ถายทางอากาศและภาพจากดาวเทยี ม ผูใชจะตองไดรับการฝกหัดเพ่ือแปลความหมายของ
ขอมูล การแปลความหมายอาจจะใชการแปลดวยสายตาตามความสามารถของแตละบุคคลหรือใชเคร่ือง
คอมพิวเตอรแ ละโปรแกรมเขามาชวย
เคร่อื งมอื เทคโนโลยเี พอ่ื การศึกษาภมู ิศาสตร
ในโลกยุคปจจบุ นั ทเ่ี ต็มไปดวยขอมูลขาวสาร และขอมูลทเี่ ปนตวั เลขจาํ นวนมาก เทคโนโลยีจึงเขา มามี
ความสําคญั และจะมีความสาํ คญั มากยงิ่ ข้นึ ในอนาคต เทคโนโลยที ่ีสําคัญดานภูมิศาสตร คือ ระบบสารสนเทศ
ภูมิศาสตรห รือ GIS (Geographic Information System) และระบบกําหนดตําแหนงพื้นผิวโลก หรือ GPS
(Global Positioning System) เคร่ืองมือทั้งสองประกอบดวยคอมพิวเตอร หรือฮารดแวร (Hard ware) ซึ่งมี
ขนาดตา งๆ และโปรแกรมหรือซอฟแวร (Software) เปนหลกั ในการจัดทํา ดังน้ี
1) ประโยชนของเครอ่ื งมือเทคโนโลยีเพ่ือการศกึ ษาภูมิศาสตร จะคลายกับการใชประโยชนจ ากแผนท่ี
สภาพภูมิประเทศและแผนทเ่ี ฉพาะเรือ่ ง เชน จะใหคําตอบวา ถาจะตองเดินทางจากจุดหนึง่ ไปยังอกี จดุ หนึ่งใน
แผนทจี่ ะมีระยะทางเทาใด และถาทราบความเร็วของรถจะทราบไดว าจะใชเวลานานเทาใด
หลังจากการทาํ งานของระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตร คือ การจัดหมวดหมขู องขอมูลตามความตองการ
ท่จี ะนําไปวิเคราะหการคัดเลือกตัวแปร หรือปจจัยท่ีเก่ียวของ การจัดลําดับความสําคัญของปจจัยและการ
ซอ นทับขอ มูล ตัวอยางเชน ตองการหาพื้นที่ท่ีเหมาะสมสําหรับการปลูกขาว โดยแบงออกเปน 3 ระดับ คือ
เหมาะสมดี เหมาะสมปานกลาง และไมเหมาะสม โดยคัดเลอื กขอมูล 2 ประเภท คือ ดินและสภาพภูมิประเทศ
2) การใชเ คร่อื งมือเทคโนโลยีเพ่ือการศกึ ษาภมู ศิ าสตร การใชเ ครอ่ื งมอื เทคโนโลยีจําเปนตองมีเครื่อง
คอมพวิ เตอรแ ละโปรแกรม ผใู ชจะตองไดรับการฝก ฝนกอนทจ่ี ะลงมือปฏบิ ัติ
แหลง ขอมลู สารสนเทศของไทย
ปจ จบุ ันไดม ีการคดิ คนและพัฒนาการขอ มูลสารเทศอยางรวดเร็วและไดเผยแพรขอมูลสูสาธารณชน
มาก โดยเฉพาะการนาํ ขอมลู เขาเวบ็ ไซดใหป ระชาชนและผสู นใจท่ัวไปเขา ไปดขู อมูลได ซึ่งเปนประโยชนอยาง
มากตามความตองการของผูใชขอมูล แตขอมูลบางชนิดอาจตองติดตอจากหนวยงานน้ันๆ โดยตรง ท้ังจาก
หนวยงานของรัฐท่ีสําคัญๆ คือ กรมอุตุนิยมวิทยาและกรมแผนท่ีทหาร และเอกชนที่สําคัญๆ คือ เครื่อง
เดินอากาศและเดินเรือ เว็บไซตท่ีนาสนใจ เชน ขอมูลดานสถิติ(www.nso.go.th) ขอมูลประชากร
(www.dola.go.th) ขอมูลดาวเทียม (www.gistda.go.th) ขอมูลดินและการใชที่ดิน (www.dld.go.th)
เปน ตน
ห น้ า | 56
กลา วโดยสรุป เคร่ืองมือทางภูมิศาสตรใชประกอบการศึกษา และการเก็บขอมูลเครื่องมือบางชนิด
เหมาะสําหรับใชในหอ งเรียน หรอื หอ งปฏบิ ตั กิ าร เครือ่ งมือบางชนดิ ใชไ ดส าํ หรับในหอ งเรียนและในภาคสนาม
ผใู ชจ ะไดร วู า เมื่อใดควรใชเคร่ืองมือภมู ศิ าสตรใ นหอ งเรียนและเมอ่ื ใดควรใชใ นภาคสนาม เครื่องมอื บางชนดิ จะ
มีความซับซอ นมาก หรือตอ งใชร ว มกันระหวางเครื่องคอมพิวเตอรแ ละโปรแกรม
เคร่ืองมอื ทางภูมศิ าสตรทม่ี ีความสาํ คญั มากในปจ จบุ นั คือ ระบบสารสนเทศภูมศิ าสตร (GIS) ซ่ึงแปลง
สารสนเทศทีเ่ กีย่ วกับพ้ืนที่ และขอมูลตารางหรือคําอธิบายท่ีใหเปนขอมูลเชิงตัวเลขทําใหการจัดเก็บเรียกดู
ขอมูล การปรับปรุงแกไขและการวิเคราะหเปนไปอยางรวดเร็ว และถูกตองและแสดงผลในรูปแบบแผนที่
กราฟ หรอื ตารางไดอยางถูกตองอีกดวย สวนระบบ กําหนดตําแหนงบนพ้ืนผิวโลก (GIS) ใชกําหนดจุดพิกัด
ตาํ แหนง ของวตั ถตุ า งๆ บนผวิ โลก โดยอาศัยสัญญาณจากดาวเทียมหลายดวงท่โี คจรอยูร อบโลก
ห น้ า | 57
ห น้ า | 58
กจิ กรรมที่ 1.3 วิธีใชเครื่องมือทางภมู ศิ าสตร
1. แผนท่หี มายถึง
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
.......................................................................
2. จงบอกประโยชนข องการใชแ ผนทมี่ า 5 ขอ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
3. ใหบอกวธิ ีการใชเขม็ ทศิ คูก บั การใชแ ผนท่พี อสังเขป
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
ห น้ า | 59
เรื่องท่ี 4 ปญ หาการทาํ ลายทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม
ผลการจัดลาํ ดับความสําคญั ของปญ หาทรัพยากร
ธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ ม
ปญ หาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม น้ันไดมีการสํารวจทัศนคติของประชาชน พบวา ปญหา
สําคญั 5 ลําดับแรก มดี งั น้ี ลําดบั ท่ี 1 การสูญเสียทรพั ยากรปา ไม ลําดับท่ี 2 อทุ กภัยและภัยแลง ลําดับท่ี 3
ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรดินและการใชท่ีดิน ลําดับที่ 4 มลพิษจากขยะ และลําดับที่ 5 มลพิษทาง
อากาศ ดังตารางแสดง ผลการจดั ลําดบั ความสําคญั ดังตอ ไปนี้
ผลการจัดลํา ัดบ ทรพั ยากรธรรมชาติ ลําดบั ความสาํ คัญ
( ํลาดับ ่ที) และส่งิ แวดลอ ม (จาํ แนกตามวิธกี ารจัดลาํ ดบั )
1 ทรพั ยากรปา ไม จัดลําดับดวย จดั ลําดับดวย
2 ทรัพยากรนํ้า
3 ทรัพยากรดินและการใชท ี่ดนิ มลู คาความเสียหาย ทัศนคติประชาชน
4 มลพิษจากขยะ
5 มลพิษทางอากาศ 12
6 มลพษิ ทางนาํ้
7 ทรัพยากรพลังงาน 31
8 ทรัพยากรทะเลและชายฝง
9 มลพษิ จากสารอันตราย 26
10 มลพษิ จากของเสยี อนั ตรายจากชุมชน
74
57
85
11 3
4 10
98
6 12
ห น้ า | 60
11 ทรัพยากรและแร 10 9
ที่มา : สถาบันวิจยั เพ่อื การพฒั นาประเทศไทย 2549
ความสาํ คญั ของส่งิ แวดลอ มคอื เอื้อประโยชนใ หสง่ิ มีชวี ติ ท้ังพืชและสัตวอยูรวมกันอยางมีความสุข มี
การพ่ึงพากันอยางสมดลุ มนุษยด ํารงชพี อยูไดด วยอาศยั ปจจยั พ้นื ฐานจากสิ่งแวดลอ ม ซึ่งประกอบดวยอาหาร
อากาศ นํา้ ท่ีอยูอาศยั และยารักษาโรค ส่งิ แวดลอมเปนองคป ระกอบทสี่ าํ คัญของสิ่งมชี วี ิตทุกชนิด แต “ทําไม
ส่ิงแวดลอมจึงถูกทําลาย” และเกิดปญหามากมายทั่วทุกมุมโลก เม่ือทําการศึกษาพบวา “มนุษย” เปน
ผทู าํ ลายสิง่ แวดลอ มมากทส่ี ุด สาเหตทุ ีม่ นษุ ยท าํ ลายส่งิ แวดลอ มเกดิ จากความเห็นแกตัวของมนุษยเอง โดยมุง
เพื่อดา นวัตถแุ ละเงนิ มาตอบสนองความตอ งการของตนเอง
เมื่อสิ่งแวดลอมถูกทําลายมากข้ึน ผลกระทบก็ยอนกับมาทําลายตัวมนุษยเอง เชน เกิดการ
เปล่ียนแปลงบรรยากาศของโลก เกิดสภาวะเรือนกระจก ภาวะโลกรอนตลอดจนเกิดภัยธรรมชาติตางๆ เชน
นาํ้ ทวม แผนดนิ ถลม ควันพิษ นาํ้ เนาเสีย ขยะมูลฝอย และสิง่ ปฏกิ ลู ซึง่ สงิ่ เหลาน้ีมีผลโดยตรงและทางออม
และไมส ามารถหลกี เล่ยี งได
ผลกระทบจากการใชแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 4 ของไทยเกิดจากการโดยนํา
นโยบายการปลูกพืชเชิงเดย่ี วเขามาใชเพื่อมุงพัฒนาเศรษฐกจิ เปน หลัก ทาํ ใหป ระชาชนต่ืนตัวในการทําไรปลูกพืช
เชงิ เดีย่ ว เชน มันสาํ ปะหลัง ออย ปอ จึงเกดิ การทาํ ลายปาและทรพั ยากรธรรมชาติเพอ่ื หาพ้นื ท่ีในการปลูกพืช
เชิงเด่ียวตามนโยบายรัฐบาล มีการใชปุยเคมี ใชยาปราบศัตรูพืช เกิดโรงงานอุตสาหกรรมจํานวนมาก แต
ภาครัฐยังขาดการควบคุมอยางเปนระบบและชัดเจน จึงทําใหเกิดผลกระทบมาจนถึงปจจุบัน เชนปาไมถูก
ทําลาย ดินเส่ือมคุณภาพ น้ําเนาเสีย เกิดสารเคมีสะสมในแหลงนํ้าและดิน เกิดมลพิษ ซึ่งสิ่งเหลาน้ีเกิด
ผลกระทบโดยตรงและโดยออ ม ตอสุขภาพและการดาํ รงชีวติ ของประชาชน ทาํ ใหเกิดความเสียหายตอประเทศ
โดยรวม
จากการศกึ ษาของนักวชิ าการ พบวา การแกไขปญหาส่ิงแวดลอ มตอ งแกท ี่ตวั “มนษุ ย” นัน่ คือจะตอง
ใหความรู ความเขาใจธรรมชาติ เจตคติ มีคุณธรรมจริยธรรม และสรางจิตสํานึกใหเกิดความตระหนักตอ
สง่ิ แวดลอม ตอ ประชาชน โดยเรียนรูจากแหลง เรียนรูใหมๆ สรา งความตระหนักในปญหาท่ีเกิดขึ้น และสราง
การมสี ว นรว มในการปอ งกันและแกไขปญ หาท่ีเกิดข้นึ ปญ หาสิ่งแวดลอ มสาํ คัญๆ ดวั ตอไปนี้ คอื
1. ปา ไม
“ปา ไม” เปน ศูนยร วมของสรรพชีวิต เปนท่กี อกําเนิดสายนํ้า ชวี ติ พืชและสตั วท หี่ ลากหลายอีกทั้งเปน
ทีพ่ ึ่งพงิ และใหประโยชนแ กมนุษยมาแตโ บราณกาล เพราะปา ไมชวยรักษาสมดลุ ของธรรมชาติ และส่งิ แวดลอม
ควบคมุ สภาพดนิ ฟา อากาศ กาํ บงั ลมพายุ ปองกนั บรรเทาอุทกภยั ปองกนั การพงั ทลายของหนาดิน เปนเสมือน
เข่ือนธรรมชาติที่ปองกันการตื้นเขินของแมนํ้าลําคลอง เปนแหลงดูดซับกาซคารบอนไดออกไซด และเปน
โรงงานผลติ ออกซเิ จนขนาดใหญ เปนคลงั อาหารและยาสมนุ ไพร และปา ไม
ห น้ า | 61
ยั ง เ ป น แ ห ล ง ศึ ก ษ า วิ จั ย แ ล ะ เ ป น
สถานที่พักผอนหยอนใจของมนุษย
นอกจากน้ีในผืนปายังมีสัตวปานานา
ชนิด ซึ่งมีประโยชนตอมนุษยและ
ส่ิงมีชีวิตอื่นๆ ในหลายลักษณะ ไดแก
การรักษาสมดุลของระบบนิเวศ เชน
การควบคุมปริมาณสัตวปาใหอยูใน
ภาวะสมดลุ การชวยแพรพ ันธุพืช การ
ควบคุมแมลงศัตรูพืช เปนปยุ ใหกับดิน
ในปา เปน ตน การเปนแหลงพันธุกรรม
ที่หลากหลาย การเปนอาหารของ
มนษุ ยและสตั วอน่ื และการสรางรายได
ใหแกมนุษย เชน การคาจากชิ้นสวน
ตางๆ ของสัตวปา การจําหนายสตั วปา
และการเปดใหบ รกิ ารชมสวนสัตว เปนตน ดังนั้น จึงนับวาปาไมใหคุณประโยชนทั้งทางตรงและทางออมแก
มวลมนษุ ยเ ปน อยา งมากมาย หากปา ไมเสื่อมโทรม ชีวติ ความเปนอยขู องมนษุ ยแ ละสัตวอ ยา งหลกี เล่ยี งไมได
ประเภทของปาไมในประเทศไทย
ประเภทของปา ไมจะแตกตางกันไปข้ึนอยูกับการกระจายของฝน ระยะเวลาที่ฝนตกรวมทั้งปริมาณ
นํา้ ฝนทาํ ใหป าแตล ะแหง มีความชุมชื้นตา งกัน สามารถจาํ แนกไดเ ปน 2 ประเภทใหญๆ คอื
1. ปาประเภทท่ไี มผลัดใบ (Evergreen)
2. ปา ประเภททีผ่ ลดั ใบ (Deciduous)
ปา ประเภทท่ีไมผลดั ใบ (Evergreen)
ปา ประเภทนีม้ องดเู ขียวชอุมตลอดป เนื่องจากตนไมแ ทบท้ังหมดที่ขน้ึ อยูเปน ประเภทท่ีไมผลัดใบ ปา
ชนดิ สาํ คญั ซึ่งจดั อยูใ นประเภท นี้ ไดแก
1. ปา ดงดบิ (Tropical Evergreen Forest or Rain Forest)
ปาดงดิบท่ีมีอยูท่ัวในทุกภาคของประเทศ แตท่ีมีมากท่ีสุด ไดแก ภาคใตและภาคตะวันออก ใน
บริเวณนี้มีฝนตกมากและมีความช้ืนมากในทองที่ภาคอ่ืน ปาดงดิบมักกระจายอยูบริเวณท่ีมีความชุมชื้น
มากๆ เชน ตามหุบเขา ริมแมนํ้าลําธาร หวย แหลงน้ํา และบนภูเขา ซ่ึงสามารถแยกออกเปนปาดงดิบ
ชนิดตา งๆ ดังนี้
ห น้ า | 62
1.1 ปาดิบชน้ื เปน ปารกทบึ มองดเู ขยี วชอุมตลอดปมีพันธุไมหลายรอยชนิดขึ้นเบียดเสียดกันอยู
มกั จะพบกระจัดกระจายตงั้ แตความสูง 600 เมตร จากระดับน้าํ ทะเล ไมท่สี ําคญั กค็ อื ไมตระกูลยางตา งๆ เชน
ยางนา ยางเสยี น สวนไมชน้ั รอง คอื พวกไมก อ เชน กอนํา้ กอเดอื ย
1.2 ปาดิบแลง เปนปาที่อยูในพ้ืนที่คอนขางราบมีความชุมชื้นนอย เชน ในแถบภาคเหนือและ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมักอยูสูงจากระดับน้ําทะเลประมาณ 300-600 เมตร ไมท่ีสําคัญ ไดแก มะคาโมง
ยางนา พะยอม ตะเคยี นแดง กระเบากลัก และตาเสือ
1.3 ปาดิบเขา ปาชนิดน้ีเกิดขึ้นในพื้นท่ีสูงๆ หรือบนภูเขาต้ัง 1,000-1,200 เมตร ข้ึนไปจาก
ระดับนํ้าทะเล ไมสวนมากเปนพวก Gymnosperm ไดแก พวกไมขุนและสนสามพันป นอกจากนี้ยังมีไม
ตระกลู กอขนึ้ อยู พวกไมช ั้นทีส่ องรองลงมา ไดแ ก สะเดาชาง และขมิ้นชนั
2. ปาสนเขา (Pine-Forest)
ปา สนเขามักปรากฏอยตู ามภูเขาสงู สว นใหญเ ปน พ้ืนที่ซึง่ มคี วามสูงประมาณ 200-1,800 เมตร ขึ้นไป
จากระดับน้ําทะเลในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บางทีอาจปรากฏในพ้ืนท่ีสูง 200-
300 เมตร จากระดับน้าํ ทะเลในภาคตะวันออกเฉียงใต ปาสนเขามีลักษณะเปนปาโปรง ชนิดพันธุไมท่ีสําคัญ
ของปาชนิดน้ีคือ สนสองใบ และสนสามใบ สวนไมชนิดอ่ืนที่ข้ึนอยูดวยไดแกพันธุไมปาดิบเขา เชน กอชนิด
ตางๆ หรอื พันธไุ มป า แดงบางชนิด คือ เต็ง รัง เหียง พลวง เปนตน
3. ปา ชายเลน (Mangrove Forest)
บางทเี รียกวา “ปา เลนนํา้ เค็ม” หรือปาเลน มีตนไมขึ้นหนาแนนแตละชนิดมีรากค้ํายันและรากหายใจ
ปาชนิดนี้ปรากฏอยูตามท่ดี ินและรมิ ทะเลหรือบรเิ วณปากน้ําแมน้ําใหญๆ ซ่ึงมีนํ้าเค็มทวมถึงในพ้ืนที่ภาคใตมี
ห น้ า | 63
อยูตามชายฝง ทะเลทงั้ สองดา น ตามชายทะเลภาคตะวันออกมีอยูทุกจังหวัดแตท่ีมากที่สุดคือ บริเวณปากนํ้า
เวฬุ อาํ เภอขลุง จังหวัดจนั ทบรุ ี
พนั ธไุ มท ขี่ น้ึ อยูต ามปาชายเลน สวนมากเปน พันธไุ มขนาดเลก็ ใชป ระโยชนสาํ หรับการเผา ถาน และทํา
ฟนไมชนดิ ท่ีสําคญั คอื โกงกาง ถว่ั ขาว ถั่วขาํ โปรง ตะบูน แสมทะเล ลําพูนและลําแพน ฯลฯ สวนไมพื้นลาง
มักเปน พวก ปรงทะเล เหงอื กปลาหมอ และปอทะเล เปน ตน
4. ปาพรหุ รอื ปาบงึ น้ําจืด (Swamp Forest)
ปาชนิดน้ีมักปรากฏในบริเวณท่ีมีนํ้าจืดทวมมากๆ ดินระบายน้ําไมดี ปาพรุในภาคกลาง มีลักษณะ
โปรงและมีตนไมข ึน้ อยูห างๆ เชน สนุน จิก โมกบา น หวายน้ํา หวายโปรง ระกํา ออ และแขม ในภาคใต
ปา พรมุ ขี ึ้นอยูต ามบริเวณท่ีมนี า้ํ ขังตลอดป ดนิ ปาพรุ ที่มีเนอื้ ท่มี ากทีส่ ดุ อยูใ นบรเิ วณจงั หวดั นราธิวาส ดินปาพรุ
เปนซากพชื ผสุ ลายทับถมกัน เปนเวลานาน ปาพรุแบงออกได 2 ลักษณะ คือ ตามบริเวณซ่ึงเปนพรุนํ้ากรอย
ใกลชายทะเลตนเสม็ดจะขึ้นอยูหนาแนนพื้นท่ีมีตนกกชนิดตางๆ เรียก “ปาพรุเสม็ด หรือ ปาเสม็ด” อีก
ลักษณะเปน ปา ทม่ี ีพนั ธุไ มต างๆ มากชนิดขึ้นปะปนกัน
ชนิดพันธุไมท่ีสําคัญของปาพรุ ไดแก อินทนิลน้ํา หวาจิก โสกนํ้า กระทุมนํ้า กันเกรา โงงงัน
ไมพน้ื ลางประกอบดวย หวาย ตะคาทอง หมากแดง และหมากชนดิ อืน่ ๆ
5. ปา ชายหาด (Beach Forest)
เปนปาโปรงไมผลัดใบข้ึนอยูตามบริเวณหาดชายทะเล นํ้าไมทวมตามฝงดินและชายเขาริมทะเล
ตนไมส ําคญั ท่ขี นึ้ อยูตามหาดชายทะเล ตองเปนพืชทนเค็ม และมักมีลักษณะไมเปนพุมลักษณะตนคองอ ใบ
หนาแข็ง ไดแก สนทะเล หูกวาง โพธทิ์ ะเล กระทิง ตนี เปดทะเล หยีน้าํ มกั มีตนเตยและหญาตางๆ ขึ้นอยู
เปน ไมพน้ื ลา ง ตามฝง ดินและชายเขา มักพบ มะคาแต กระบองเพชร เสมา และไมหนามชนิดตางๆ เชน ซิงซ่ี
หนามหนั กาํ จาย มะดนั ขอ เปนตน
ปา ประเภทท่ผี ลัดใบ
ห น้ า | 64
ตน ไมท ่ีขึน้ อยูในปาประเภทน้เี ปน จําพวกผลัดใบแทบทั้งสน้ิ ในฤดูฝนปาประเภทน้ีจะมองดูเขียวชอุม
พอถึงฤดูแลงตนไม สวนใหญจะพากันผลัดใบทําใหปามองดูโปรงขึ้น และมักจะเกิดไฟปาเผาไหมใบไมและ
ตนไมเล็กๆ ปาสาํ คญั ซงึ่ อยใู นประเภทนี้ ไดแ ก
1. ปา เบญจพรรณ
ปาผลัดใบผสมหรือปาเบญจพรรณมีลักษณะเปนปาโปรงและยังมีไมไผชนิดตางๆ ขื้นอยูกระจัด
กระจายทัว่ ไปพ้ืนทด่ี นิ มกั เปนดินรวนปนทราย ปาเบญจพรรณ ในภาคเหนือมักจะมีไมสักขึ้นปะปนอยูท่ัวไป
ครอบคลมุ ลงมาถงึ จังหวัดกาญจนบุรี ในภาคกลางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวนั ออก มีปาเบญจ
พรรณนอยมากและกระจัดกระจาย พันธุไมชนิดสําคัญ ไดแก สัก ประดูแดง มะคาโมง ตะแบก เสลา
ออยชาง ลาน ยมหอม ยมหิน มะเกลือ เก็ดดํา เก็ดแดง ฯลฯ นอกจากนี้มีไมไผท่ีสําคัญ เชน ไผปา
ไผบ ง ไผซาง ไผร วก ไผไ ร เปน ตน
2. ปาเตง็ รัง หรือท่เี รยี กกันวา ปาแดง
ปา แพะ ปาโคก ลกั ษณะทั่วไปเปน ปาโปรง ตามพืน้ ปา มักจะพบตน ปรง และหญาเพ็ก พืน้ ทแ่ี หงแลง
ดินรว นปนทราย หรือกรวด ลกู รัง พบอยทู วั่ ไปในทรี่ าบและทภ่ี ูเขา ในภาคเหนือสวนมากขน้ึ อยบู นเขาท่ีมีดิน
ตนื้ และแหงแลงมาก ในภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ มีปาแดงหรือปาเต็งรังน้ีมากท่ีสุด ตามเนินเขาหรือที่ราบดิน
ทราย ชนดิ ของพนั ธุไ มท สี่ าํ คัญในปา แดง หรอื ปาเต็งรัง ไดแก เต็ง รัง เหียง พลวง กราด พะยอม ติ้ว แตว
มะคา แต ประดู แดง สมอไทย ตะแบก เลือดแสลงใจ รกฟา ฯลฯ สวนไมพื้นลางท่ีพบมาก ไดแก
มะพราวเตา ปุม แปง หญา เพก็ ปรงและหญา ชนิดอน่ื ๆ
3. ปา หญา (Savannas Forest)
ปา หญา ที่อยทู ุกภาคเกิดจากปา ทถ่ี ูกแผว ถางทาํ ลายบรเิ วณพน้ื ดินท่ขี าดความสมบูรณ และถูกทอดทิ้ง
หญาชนิดตาง ๆ จงึ เกิดขน้ึ ทดแทนและพอถงึ หนา แลงก็เกดิ ไฟไหมทําใหตน ไมบ รเิ วณขา งเคียงลมตาย พื้นท่ีปา
หญาจงึ ขยายมากขึ้นทุกป พืชที่พบมากท่ีสุดในปาหญาคือ หญาคา หญาขนตาชาง หญาโขมง หญาเพ็กและ
ปุมแปง บริเวณท่ีพอจะมีความชื้นอยูบาง และการระบายนํ้าไดดีก็มักจะพบพงและแขมข้ึนอยู และอาจพบ
ตนไมทนไฟขนึ้ อยู เชน ตับเตา รกฟา ตานเหลือ ติ้วและแตว
ประโยชนของทรพั ยากรปาไม
ปา ไมน อกจากเปนท่ีรวมของพันธุพืชและพันธุสัตวจํานวนมาก ปาไมยังมีประโยชนมากมายตอการ
ดาํ รงชีวติ ของมนุษยท ัง้ ทางตรงและทางออ ม ดังน้ี
ประโยชนทางตรง ไดแ ก ปจ จัย 4 ประการ
1. จากการนําไมมาสรางอาคารบา นเรอื นและผลติ ภณั ฑตา งๆ เชน เฟอรนเิ จอร กระดาษ ไมขดี ไฟ ฟน
เปน ตน
2. ใชเปน อาหารจากสวนตา งๆ ของพืชทะเล
3. ใชเสนใย ทีไ่ ดจ ากเปลือกไมและเถาวลั ยม าถกั ทอ เปน เครื่องนงุ หม เชอื กและอืน่ ๆ
ห น้ า | 65
4. ใชท าํ ยารักษาโรคตางๆ
ประโยชนทางออม
1. ปา ไมเปน เปนแหลงกาํ เนดิ ตนนํ้าลําธารเพราะตน ไมจ ํานวนมากในปา จะทําใหนํ้าฝนที่ตกลงมาคอย
ๆ ซึมซับลงในดินกลายเปน นา้ํ ใตดินทซี่ ึง่ จะไหลซึมมาหลอ เลยี้ งใหแ มนาํ้ ลําธารมีนํ้าไหลอยูตลอดป
2. ปา ไมทําใหเ กดิ ความชุม ชื้น และควบคุมสภาวะอากาศ ไอน้ําซึ่งเกิดจากการหายใจของพืช ซึ่งเกิด
ขึ้นอยูมากมายในปาทําใหอากาศเหนือปามีความช้ืนสูงเมื่ออุณหภูมิลดตํ่าลงไอน้ําเหลาน้ันก็จะกลั่นตัว
กลายเปนเมฆแลวกลายเปน ฝนตกลงมา ทาํ ใหบ ริเวณทมี่ ีพ้ืนปา ไมม ีความชุมชน้ื อยูเสมอ ฝนตกตองตามฤดูกาล
และไมเกิดความแหง แลง
3. ปาไมเปนแหลงพักผอนและศึกษาความรู บริเวณปาไมจะมีภูมิประเทศท่ีสวยงามจากธรรมชาติ
รวมท้งั สตั วป าจงึ เปนแหลง พักผอ นไดศ ึกษาหาความรู
4. ปาไมชว ยบรรเทาความรนุ แรงของลมพายุ และปองกันอุทกภัย โดยชวยลดความเร็วของลมพายุที่
พดั ผา นไดต้ังแต 11 – 44% ตามลักษณะของปาไมแตละชนิด จึงชวยใหบานเมืองรอดพนจากวาตภัยไดซึ่ง
เปนการปองกนั และควบคุมนํา้ ตามแมน ้ําไมใ หส ูงข้นึ มารวดเรว็ ลน ฝงกลายเปน อุทกภัย
5. ปาไมชวยปองกันการกัดเซาะและพัดพาหนาดิน จากน้ําฝนและลมพายุโดยลดแรงปะทะลงการ
หลดุ เล่อื นของดนิ จึงเกดิ ข้นึ นอ ย และยงั เปน การชว ยใหแมนา้ํ ลาํ ธารตางๆไมต นื้ เขินอกี ดวย นอกจากน้ีปาไมจะ
เปน เสมือนเคร่ืองกดี ขวางตามธรรมชาติ จงึ นบั วามปี ระโยชนในทางยุทธศาสตรดวยเชนกัน
สาเหตุสาํ คญั ของวิกฤตการณปา ไมใ นประเทศไทย
1. การลักลอบตัดไมทําลายปา ตัวการของปญหาน้ีคือ นายทุนพอคาไม เจาของโรงเลื่อย เจาของ
โรงงานแปรรปู ไม ผรู บั สัมปทานทําไมแ ละชาวบา นท่ัวไป ซึ่งการตัดไมเพื่อเอาประโยชนจากเนื้อไมทั้งวิธีที่ถูก
และผดิ กฎหมาย ปรมิ าณปาไมท ีถ่ กู ทาํ ลายนนี้ ับวนั จะเพม่ิ ข้นึ เรื่อยๆ ตามอัตราเพ่ิมของจํานวนประชากร ยิ่งมี
ประชากรเพม่ิ ขนึ้ เทาใด ความตอ งการในการใชไมก เ็ พิ่มมากขึน้ เชน ใชไ มในการปลกู สรา งบา นเรอื น เครอ่ื งมือ
เครื่องใชใ นการเกษตรกรรม เคร่อื งเรือนและถานในการหุงตม เปนตน
2. การบกุ รุกพ้ืนท่ีปา ไมเพื่อเขาครอบครองที่ดิน เม่ือประชากรเพ่ิมสูงข้ึน ความตองการใชท่ีดินเพ่ือ
ปลูกสรางท่ีอยูอาศัยและท่ีดินทํากินก็อยูสูงขึ้น เปนผลผลักดันใหราษฎรเขาไปบุกรุกพื้นท่ีปาไม แผวถางปา
หรอื เผาปา ทาํ ไรเลอื่ นลอย นอกจากน้ียงั มนี ายทนุ ทีด่ นิ ท่จี างวานใหราษฎรเขาไปทําลายปาเพ่ือจับจองที่ดินไว
ขายตอไป
3. การสงเสริมการปลกู พืชหรอื เลย้ี งสตั วเศรษฐกจิ เพื่อการสงออก เชน มนั สําปะหลงั ปอ เปน ตน โดย
ไมส งเสรมิ การใชทีด่ ินอยา งเต็มประสิทธภิ าพท้งั ๆ ที่พืน้ ท่ปี า บางแหง ไมเ หมาะสมที่จะนํามาใชในการเกษตร
4. การกําหนดแนวเขตพนื้ ทปี่ า กระทําไมชดั เจนหรือไมกระทําเลยในหลายๆ พื้นทีท่ ําใหเกิดการพพิ าท
ในเร่ืองทด่ี ินทํากนิ ของราษฎรและทีด่ นิ ปา ไมอ ยูตลอดเวลา และเกิดปญหาในเรอื่ งกรรมสิทธิท์ ด่ี ิน
ห น้ า | 66
5. การจัดสรา งสาธารณูปโภคของรัฐ เชน เข่อื น อางเก็บนํ้า เสนทางคมนาคม การสรางเขื่อนขวาง
ลํานํา้ จะทําใหพ ืน้ ท่เี กบ็ นํา้ หนา เข่ือนทอ่ี ุดมสมบรู ณถกู ตดั โคนมาใชป ระโยชน สวนตน ไมข นาดเล็กหรอื ที่ทําการ
ยา ยออกมาไมทันจะถกู นํ้าทวมยืนตน ตาย เชน การสรา งเข่ือนรัชประภาเพื่อก้ันคลองพระแสงอันเปนสาขา
ของแมนํ้าพุมดวง แมนํ้าตาป ทําใหนํ้าทวมบริเวณปาดงดิบซ่ึงมีพันธุไมหนาแนน และสัตวนานาชนิดเปน
บรเิ วณนับแสนไร ตอมาจึงเกดิ ปญหานํา้ เนา ไหลลงลํานํา้ พมุ ดวง
6. ไฟไหมปา มกั จะเกดิ ขนึ้ ในชว งฤดูแลง ซึง่ อากาศแหงแลงและรอนจัด ท้งั โดยธรรมชาติและจากการ
กระทาํ ของมนุษยทีอ่ าจลกั ลอบเผาปา หรอื เผลอ จุดไฟทงิ้ ไว
7. การทําเหมืองแร แหลง แรที่พบในบรเิ วณที่มปี า ไมปกคลุมอยู มีความจําเปนที่จะตองเปดหนาดิน
กอ นจึงทาํ ใหปา ไมท ข่ี ึน้ ปกคลุมถกู ทําลายลง เสน ทางขนยายแรในบางครงั้ ตองทําลายปาไมลงเปนจํานวนมาก
เพอ่ื สรา งถนนหนทาง การระเบดิ หนาดิน เพื่อใหไ ดมาซ่ึงแรธาตุ สงผลถงึ การทาํ ลายปา
การอนรุ กั ษป า ไม
ปา ไมถกู ทําลายไปจํานวนมาก จึงทาํ ใหเกดิ ผลกระทบตอสภาพภูมิอากาศไปทั่วโลก รวมท้งั ความสมดลุ
ในแงอ นื่ ดว ย ดงั นั้น การฟน ฟูสภาพปาไมจึงตองดําเนินการเรงดวน ทั้งภาครัฐภาคเอกชนและประชาชน ซ่ึงมี
แนวทางในการกาํ หนดแนวนโยบายดา นการจดั การปาไม ดงั นี้
1. นโยบายดานการกาํ หนดเขตการใชป ระโยชนท่ีดนิ ปา ไม
2. นโยบายดานการอนรุ กั ษท รัพยากรปาไมเก่ียวกับงานปอ งกันรักษาปา การอนรุ กั ษส ิง่ แวดลอม
3. นโยบายดานการจดั การท่ีดินทํากนิ ใหแ กร าษฎรผูยากไรใ นทองถนิ่
4. นโยบายดานการพัฒนาปา ไม เชน การทําไมและการเก็บหาของปา การปลูก และการบํารุงปาไม
การคนควาวจิ ยั และดานการอุตสาหกรรม
5. นโยบายการบริหารท่ัวไปจากนโนบายดังกลาวขางตนเปนแนวทางในการพัฒนาและการจัดการ
ทรพั ยากรปาไมของชาติใหไดรับผลประโยชน ท้ังทางดานการอนรุ ักษและดา นเศรษฐกจิ อยางผสมผสาน ท้ังนี้
เพ่ือใหเกดิ ความสมดุลของธรรมชาติและมที รพั ยากรปาไมไวอยา งยง่ั ยนื ตอไปในอนาคต
สถานการณทรพั ยากรปา ไม
การใชป ระโยชนจ ากพ้ืนท่ปี า อยางตอ เนือ่ งในชว งสท่ี ศวรรษที่ผานมาทําใหประเทศไทยสูญเสีย พ้ืนท่ีปา
ไมแลว ประมาณ 67 ลานไร หรอื เฉลย่ี ประมาณ 1.6 ลานไรตอป กลาวคือ ป พ. ศ. 2504 ประเทศไทยมีพ้ืนที่
ปาอยูถึงรอยละ 53.3 ของพ้ืนท่ีประเทศ หรือประมาณ 171 ลานไร และลดลงมาโดยตลอดจนในป พ.ศ.
2532 ประเทศไทยเหลอื พื้นทป่ี า เพียงรอยละ 27.95 ของพ้ืนท่ีท้งั หมด หรอื ประมาณ 90 ลานไร รัฐบาลในอดตี
ไดพ ยายามจะรักษาพ้นื ที่ปา โดยประกาศยกเลกิ สัมปทานการทาํ ไมใ นปาบกท้ังหมด ในป พ.ศ. 2532 แตหลังจาก
ยกเลิกสัมปทานปาไม สถานการณดีขึ้นในระยะแรกเทาน้ัน ตอมาการทําลายก็ยังคงเกิดข้ึนไมแตกตางจาก
สถานการณกอนยกเลิกสัมปทานปาไมเทาใดนัก โดยพ้ืนที่ปาที่ถูกบุกรุกกอนการยกเลิกสัมปทาน (ป พ.ศ.
2525-2532) เฉลี่ยตอปเทากับ 1.2 ลานไร และพื้นท่ีปาที่ถูกบุกรุกหลังการยกเลิกสัมปทาน (ป พ.ศ. 2532-
2541) เฉล่ีย 1.1 ลานไรตอ ป (ตารางที่ 1)
ห น้ า | 67
ตารางท่ี 1 พน้ื ทปี่ า กอ นและหลงั การยกเลิกสัมปทานปา ไม
รายการ พ้ืนท่ปี า (ลานไร) พน้ื ทีถ่ ูกทําลายเฉลีย่ ตอ ป
(ลา นไร)
ป พ.ศ. 2504 171.0 -
ป พ.ศ. 2525 97.8 3.5
ป พ.ศ. 2532 (ประกาศยกเลิกสมั ปทานปา ไม) 89.6 1.2
ป พ.ศ. 2541 81.1 1.1
2. ภเู ขา และแรธาตุ
ภูเขา เปนแหลง ตน กาํ เนดิ ของแรธ าตุ ปา และแหลง น้าํ ที่สาํ คัญของประเทศไทย
ภาคเหนือเปนภาคที่อุดมดวยทรัพยากรแรธาตุภาคหน่ึงของประเทศไทย เพราะมีภูมิประเทศที่มี
โครงสรางเปน ภูเขา เนินเขาและแอง แผน ดนิ ในยุคกลางเกา กลางใหม ที่บริเวณตอนกลางท่ีผานการผุกรอน
และมีการเปลี่ยนแปลงของแผนดิน โดยเฉพาะภูเขาทางตะวันตกที่เปนแนวของทิวเขา อุดมดวยแรโลหะ
แรอ โลหะและแรเ ชื้อเพลงิ
แรโลหะ ทสี่ าํ คญั ท่ีพบตามภเู ขาหินแกรนติ ในภาคเหนอื ไดแก
1. แรดีบกุ แหลงแรดีบุกท่ีพบในภาคเหนือ อยูในเขตภูเขาของจังหวัดที่อยูทางเหนือ และทางภาค
ตะวันตกของภาค คอื จังหวัดแมฮ องสอน จังหวดั เชยี งใหม จังหวดั ลาํ ปาง จังหวัดเชียงราย แตมีปริมาณการ
ผลติ ไมม ากเทา กบั แหลง ดีบุกสําคญั ทางภาคใต
2. ทังสเตนหรือวุลแฟรม ที่พบมากในภาคเหนือ คือแหลงแรซีไรท เปนแรที่สําคัญทางเศรษฐกิจ
การคา และยุทธปจจัยสาํ คญั มกี ารทําเหมอื งที่ อําเภอดอยหมอก อาํ เภอเวียงปาเปา จงั หวัดเชยี งราย และพบ
แถบภเู ขาสูงในเขต จังหวดั แมฮ องสอนมเี หมอื งดาํ เนินการผลติ ถึง 10 เหมือง ท่ีสาํ คัญคือเหมอื งท่ี อาํ เภอแมล านอ ย
เหมอื งหว ยหลวง และเหมอื งแมส ะเรียง ทางดา นตะวนั ตกของลุมนา้ํ ยม
3. ตะกั่วและสงั กะสี แรตะก่วั และสงั กะสมี กั จะเกดิ รว มกันแตที่พบยังมีปริมาณนอยไมเพียงพอ ท่ีจะ
นํามาใชในเชิงพาณิชยเหมือนที่พบในภาคตะวันตก ภาคเหนือมีแหลงแรตะกั่วและสังกะสีในแถบจังหวัด
แมฮอ งสอน จังหวดั เชยี งใหม จังหวัดลาํ ปางและ จงั หวัดแพร
4. ทองแดง แหลง แรท องแดงมอี ยหู ลายในแหงประเทศ แตเ ปน แหลงแรท่ีมีมูลคาทางเศรษฐกิจเพียง
ไมกี่แหง บริเวณท่พี บ ไดแ ก ในเขตจังหวัดทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื เชน จงั หวัดนครราชสีมา จังหวัดเลย
แตท่ีภาคเหนอื พบในเขต จงั หวดั อตุ รดิตถ จงั หวัดแพร จงั หวดั นาน และ จังหวัดลําปาง
5. เหล็ก แหลงแรเ หลก็ ในประเทศไทยมีหลายแหง เชนกัน ทั้งทกี่ ําลงั มกี ารผลิตท่ีผลิตหมดไปแลว แต
แหลงที่นาสนใจท่ีอาจมีคาในอนาคต ไดแกที่ อําเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค ที่เขาทับควาย จังหวัดลพบุรี
ห น้ า | 68
แหลงภยู าง อําเภอเชยี งคาน จังหวัดเลย แหลงอึมครึม จังหวัดกาญจนบุรี ในภาคเหนือพบที่ อําเภอแมแจม
จงั หวดั เชยี งใหม แหลง เดิม อาํ เภอเถิน จงั หวดั ลาํ ปาง
6. แมงกานีส แหลง แมงกานสี ในภาคเหนือมแี หลง ผลติ ที่สาํ คัญอยใู น จงั หวัดลําพูน จังหวัดเชียงใหม
จงั หวัดลําปาง จังหวัดแพร จังหวัดเชยี งราย และ จังหวัดนาน
7. นกิ เกลิ และโครเมยี ม พบท่ี บานหวยยาง อําเภอทาปลา จงั หวัดอุตรดติ ถ นอกจากน้ียังมแี รโ ครไมต
ทใี่ หโ ลหะโครเมยี ม ซึ่งเปนแรผสมเหล็ก
แรอโลหะ ทส่ี ําคัญทีพ่ บในภาคเหนอื ไดแ ก
1. ฟลูออไรต แหลงแรฟลูออไรตที่สําคัญของประเทศพบในภาคเหนือและภาคตะวันตก ไดแก ท่ี
อําเภอบานโฮง อําเภอปาซาง จังหวัดลําพูน อําเภอฝาง แมแจม อําเภอฮอด อําเภออมกอย จังหวัด
เชยี งใหม อาํ เภอแมสะเรียง จังหวัดแมฮองสอน นอกจากน้ีกม็ ีท่ภี าคตะวันตก และภาคใตของไทยอีกดว ย
2. แบไรต แหลงแรแบไรตที่สําคัญ นอกจากจะมีมากในภาคใตท่ีบริเวณเขาหลวง จังหวัด
นครศรธี รรมราชและใน จังหวัดสรุ าษฏรธ านีแลว ยงั มีแหลงสําคัญในภาคเหนืออีกที่ บริเวณภูไมตอง อําเภอ
ดอยเตา อาํ เภอฮอด จงั หวัดเชียงใหม นอกจากนี้ยังมีใน จังหวัดแมฮองสอน จังหวัดลําพูน ลําปาง อุตรดิตถ
เชยี งราย และแพร
3. ยิปซัม แหลงยิปซัมที่สําคัญมีท่ี จังหวัดนครสวรรคและพิจิตร ในภาคเหนือไดแก แหลงแมเมาะ
อําเภอแมเมาะ จงั หวดั ลาํ ปาง แหลงแมก๊ัวะ อําเภอเกาะคา จังหวัดลําปาง และแหลงสองหอง อําเภอนํ้า
ปาด จังหวดั อุตรดิตถ
4. ฟอสเฟต มแี หลงเลก็ ๆ อยูที่ ต.นาแกว อาํ เภอเกาะคา จงั หวัดลําปาง
5. ดินขาวหรอื เกาลิน ไดมกี ารพบและผลิตดนิ ขาวในหลายบรเิ วณทง้ั ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคใต
ในภาคเหนือมีแหลงดนิ ขาวท่ี อําเภอแจหม จังหวัดลําปาง นอกจากน้ยี งั มีแรอ โลหะอ่ืนๆ ทีพ่ บในภาคเหนืออีก
เชน แรห นิ มาท่ี จงั หวดั เชียงใหม แมฮ อ งสอน แรใยหนิ พบใน จงั หวัดอุตรดติ ถ
แรเ ชอ้ื เพลิง ที่สาํ คญั ทางเศรษฐกิจ คอื มกี ารนํามาใชเปนเชือ้ เพลิงสาํ คัญในโรงงานไฟฟา เคร่ืองจักรกล
โรงงานอุตสาหกรรมเคมีภณั ฑและในกิจกรรมขนสงตา ง ๆ เชน ในเคร่ืองบนิ รถยนต เรือยนต เปน ตน
1. หินน้ํามัน พบที่ บานปาคา อําเภอล้ี จังหวัดลําพูน แตยังไมไดนํามาใชประโยชนในเชิงพาณิชย
เน่ืองจากการแยกนา้ํ มันออกจากหินนํ้ามันตอ งลงทนุ สูง
2. ปโตรเลี่ยม นํ้ามันดิบ กาซธรรมชาติเหลว พบที่ อําเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม นํามาใชเปน
นํา้ มันหลอ ล่ืน นํา้ มันดเี ซลหมุนเร็วปานกลางและนาํ้ มนั เตา
3. ลิกไนต พบที่ อําเภอแมเมาะ อําเภอแมทะ จังหวัดลําปาง ใชเปนเชื้อเพลิงในโรงงานบมยา
โรงไฟฟา
3. แหลงน้ํา
ปญ หาเก่ยี วกบั ทรัพยากรนาํ้
ห น้ า | 69
จากพฤติกรรมการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติของมนุษย ซ่ึงมีผลกระทบตอสภาวะแวดลอมในโลก
โดยเฉพาะปญหาเก่ยี วกับทรพั ยากรน้ํา ซึ่งเปน ปจ จัยสาํ คัญในการดํารงชีวิตของมนุษย เพราะน้ําไดใชในการ
บรโิ ภคและผลติ เครอ่ื งอปุ โภคตางๆ ปจจุบนั ปญ หาทรพั ยากรน้ํา มดี งั น้ี
1. ปญ หาทางดา นปริมาณ
1) การขาดแคลนน้าํ หรอื ภยั แลง สาเหตุท่สี ําคญั ไดแ ก
1.1 ปาไมถ ูกทาํ ลายมากโดยเฉพาะปาตน นํ้าลําธาร
1.2 ลกั ษณะพืน้ ท่ีไมเหมาะสม เชนไมม แี หลง น้าํ ดนิ ไมดดู ซับน้ํา
1.3 ขาดการวางแผนการใชและอนรุ กั ษน าํ้ ท่ีเหมาะสม
1.4 ฝนตกนอ ยและฝนทง้ิ ชว งเปนเวลานาน
2) การเกดิ น้ําทว ม อาจเกิดจากสาเหตหุ นงึ่ หรือหลายสาเหตุรวมกันดงั ตอ ไปนี้
2.1 ฝนตกหนกั ตดิ ตอ กันนานๆ
2.2 ปา ไมถ ูกทําลายมาก ทาํ ใหไ มมีส่งิ ใดจะชวยดดู ซบั นาํ้ ไว
2.3 ภูมิประเทศเปนท่ีลมุ และการระบายนํ้าไมด ี
2.4 นา้ํ ทะเลหนนุ สูงกวา ปกติ ทาํ ใหนํา้ จากแผน ดินระบายลงสทู ะเลไมไ ด
2.5 แหลงเกบ็ กกั นํ้าตื้นเขินหรอื ไดร บั ความเสียหาย จึงเกบ็ นํ้าไดนอ ยลง
2. ปญหาดานคณุ ภาพของนาํ้ ไมเ หมาะสม สาเหตุท่พี บบอ ยไดแก
1) การท้ิงสิ่งของและการระบายนํ้าทิ้งลงสูแหลงนํ้า ทําใหแหลงน้ําสกปรกและเนาเหม็นจนไม
สามารถใชป ระโยชนได มักเกดิ ตามชุมชนใหญๆ ท่ีอยใู กลแ หลง น้าํ หรือทอ งถิ่นท่มี โี รงงานอตุ สาหกรรม
2) สงิ่ ทีป่ กคลุมผิวดนิ ถูกชะลางและไหลลงสูแหลง นํา้ มากกวา ปกติ มที ัง้ สารอนิ ทรยี สารอนินทรยี
และสารเคมีตา งๆ ทีใ่ ชในกิจกรรมตางๆ ซ่ึงทําใหนํ้าขนุ ไดง าย โดยเฉพาะในฤดฝู น
3) มีแรธาตุเจือปนอยูมากจนไมเหมาะแกการใชประโยชน น้ําท่ีมีแรธาตุปนอยูเกินกวา 50
พีพีเอม็ นัน้ เมอ่ื นาํ มาดมื่ จะทําใหเกดิ โรคน่ิวและโรคอน่ื ได
4) การใชส ารเคมีทีม่ พี ษิ ตกคาง เชน สารที่ใชป องกันหรือกําจัดศัตรูพืชหรือสัตว ซ่ึงเม่ือถูกฝนชะ
ลางลงสแู หลง น้ําจะกอ ใหเกดิ อันตรายตอส่งิ มชี ีวติ
3. ปญ หาการใชทรัพยากรนา้ํ อยางไมเหมาะสม เชน ใชมากเกินความจําเปน โดยเฉพาะเม่ือเกิดภาวะ
ขาดแคลนนาํ้ หรือการสบู น้ําใตดินขึ้นมาใชม ากจนดินทรุด เปนตน ป พ.ศ. 2541 ธนาคารโลกพยากรณวา นํ้า
ในโลกลดลง 1 ใน 3 ของปรมิ าณน้ําท่ีเคยมเี มอื่ 25 ปก อน และในป ค. ศ. 2525 หรอื อีก 25 ปขางหนา การใช
นา้ํ จะเพ่ิมอีกประมาณรอ ยละ 65 เน่อื งจากจํานวนประชากรโลกเพ่ิมข้ึน การใชน า้ํ อยา งไมถ กู ตองและขาดการ
ดูแลรกั ษาทรพั ยากรนา้ํ ซ่ึงจะเปน ผลใหประชากรโลกกวา 3,000 ลานคน ใน 52 ประเทศประสบปญหาการ
ขาดแคลนน้ํา
4. ปญหาความเปล่ียนแปลงของฟา อากาศ เนื่องจากปรากฏการณ เอล นิโน (EI Nino ) และลานินา
(La Nina) โดยปรากฏการณท่ีผิดธรรมชาติจะเกิดขึ้นประมาณ 5 ปตอคร้ัง คร้ังละ 8 -10 เดือน โดยกระแส
ห น้ า | 70
นํ้าอุนในมหาสมุทรแปซิฟกตะวันตก บริเวณตะวันออกเคลื่อนลงไปถึงชายฝงตะวันตกเฉียงเหนือของทวีป
อเมริกาใต (ประเทศเปรู เอกวาดอร และชลิ ตี อนเหนือ) ทาํ ใหผ ิวนํา้ ทีเ่ คยเยน็ กลับอุนขนึ้ และทเ่ี คยอุน กลับเยน็ ลง
เมอ่ื อณุ หภูมขิ องผิวนํา้ เปล่ียนแปลงไปกจ็ ะสง ผลทําใหอณุ หภมู ิเหนือน้ําเปลี่ยนไปดวยเชนกัน เปนผล
ใหค วามรอนและความแหงแลงในบริเวณท่ีเคยมีฝนชุก และเกิดฝนตกหนักในบริเวณที่เคยแหงแลง ลมและ
พายุเปล่ียนทิศทาง เน่ืองจากการเปล่ียนแปลงดังกลาวเกิดเปนบริเวณกวาง จึงสงผลกระทบตอโลกอยาง
กวา งขวาง สามารถทาํ ลายระบบนเิ วศในซีกโลกใต รวมทั้งพื้นที่บางสวนเหนือเสนศูนยสูตรได สาหรายทะเล
บางแหงตายเพราะอุณหภูมิสูง ปลาที่เคยอาศัยนํ้าอุนตองวายหนีไปหานํ้าเย็นทําใหมีปลาแปลกชนิดเพ่ิมขึ้น
และหลงั การเกดิ ปรากฎการณ เอล นโิ น แลว ก็จะเกิดปรากฎการณลา นินา ซึ่งมีลักษณะตรงกันขามตามมา
โดยจะเกดิ เมอกระแสน้ําอุนและคล่นื ความรอ นในมหาสมุทรแปซิฟก ตอนใตเคลอ่ื นยอนไปทางตะวันตก ทําให
บริเวณมหาสมทุ รแปซฟิ กตะวันออกทีอ่ ณุ หภูมิเรม่ิ เยน็ จะมกี ารรวมตวั ของไอน้ําปรมิ าณมาก ทําใหอากาศเย็น
ลง เกดิ พายุ และฝนตกหนักโดยเฉพาะในกลมุ ประเทศอาเซยี น
เอล นิโน เคยกอตัวคร้ังใหญในป พ.ศ. 2525 – 2526 ซึ่งผลทําใหอุณหภูมิผิวนํ้าสูงกวาปกติถึง 9
องศา ฟาเรนไฮต ทําลายชวี ิตมนุษยท วั่ โลกถงึ 2,000 คน คาเสยี หายประมาณ 481,000 ลานบาท ปะการังใน
ทะเลแคริบเบยี นเสียความสมดุลไปรอยละ 50 – 97 แตในป พ.ศ. 2540 กลับกอตัวกวางกวาเดิม ซ่ึงคิดเปน
พน้ื ท่ีไดกวางใหญกวา ประเทศสหรฐั อเมรกิ า โดยเขตน้ําอุนนอกชายฝง ประเทศเปรขู ยายออกไปไกลกวา 6,000 ไมล
หรอื ประมาณ 1 ใน 4 ของเสนรอบโลก อุณหภูมิผิวน้ําวัดไดเทากันและมีความหนาของนํ้าถึง 6 นิ้ว สงผลให
เกดิ ปรากฎการณธ รรมชาตทิ ี่เลวรา ยที่สดุ ในรอบ 15 0 ป โดยเรม่ิ แสดงผลตั้งแตเดอื นเมษายน 2541
นอกจากน้ปี รากฏการณเ รือนกระจกและการลดลงของพ้นื ท่ีปา ยังสงเสริมความรุนแรงของปญหาอีก
ดวย ดังตวั อยา งตอไปน้ี
1) ประเทศไทย ประสบความรอ นและแหงแลงรนุ แรงทั่วประเทศ ฝนตกนอยหรือตกลาชากวาปกติ
(ยกเวน ภาคใตท่กี ลางเดือนสิงหาคมเกิดฝนตกหนักจนน้ําทวม) ปริมาณน้ําในแมน้ํา อางเก็บน้ําและเข่ือนลด
นอยลงมาก รวมท้ังบางจังหวัดมีอุณหภูมิในฤดูรอนสูงมาก และเกิดติดตอกันหลายวัน เชน จังหวัดตากมี
อณุ หภูมิในเดือนเมษายน พ.ศ. 2541 สูงถงึ 43.7 องศาเซลเซียส ซ่ึงนับวาสูงที่สุดในรอบ 67 ป นอกจากน้ียัง
ทาํ ใหผ ลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะไมผลลดลง
2) ประเทศอนิ โดนเี ซีย ประสบความแหงแลง ทัง้ ทอ่ี ยใู นเขตมรสุมและมีปาฝน เมื่อฝนไมต กจึงทําใหไ ฟ
ไหมป า ทีเ่ กดิ ขนึ้ ในเกาะสุมาตรา และบอรเนียวเผาผลาญปาไปประมาณ 14 ลานไร พรอมทั้งกอปญหามลพิษ
ทางอากาศเปนบริเวณกวาง มผี ูคนปวยไขนับหมนื่ ทศั นวลิ ยั ไมดจี นทาํ ใหเครือ่ งบนิ สายการบินการูดาตกและมี
ผูเสียชีวติ 234 คน อกี ทงั้ ยงั ทาํ ใหผ ลิตผลการเกษตรตกตํ่า โดยเฉพาะเมล็ดกาแฟโรบัสตาที่สงออกมากเปน
อนั ดับหนึ่งไดร ับความเสยี หายมากเปน ประวัติการณ
3) ประเทศปาปวนิวกินี ไดรับผลกระทบรุนแรงท่ีสุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟก มีคนตายจากภัยแลง
80 คน และประสบปญ หาแลงอีกประมาณ 1,000,000 คน
4) ประเทศออสเตรเลีย อากาศแหงแลงรุนแรงจนตองฆาสัตวเลี้ยงเพราะขาดแคลนน้ํา และอาหาร
ซงึ่ คาดวา ผลผลติ การเกษตรจะเสยี หายประมาณ 432 ลา นเหรยี ญ
ห น้ า | 71
5) ประเทศเกาหลเี หนือ ปญ หาความแหง แลงรุนแรงและอดอยากรุนแรงมาก พืชไรเสยี หายมาก
6) ประเทศสหรฐั อเมริกา เกิดพายุเฮอรริเคนทางดานฝงตะวันตกมากข้ึน โดยเฉพาะภาคใตของรัฐ
แคลิฟอรเ นยี ไดรับภัยพิบตั ิมากทส่ี ดุ สว นทางฝงตะวันออกซึง่ มีเฮอรร เิ คนคอนขางมาก คลน่ื ลมกับสงบกวาปกติ
7) ประเทศเปรูและซิลี เกิดฝนตกหนักและจับปลาไดนอยลง (เคยเกิดฝนตกหนักและน้ําทวมใน
ทะเลทรายอะตาคามา ประเทศซิลี อยางไมเคยปรากฏมากอน ทั้งๆ ท่ีบริเวณน้ีแหงแลงมากจนประเทศ
สหรฐั อเมริกาขอใชเปน สถานทฝี่ ก นกั อวกาศ โดยสมมติวาเปน พื้นผิวดาวอังคาร)
8) ทวปี แอฟริกา แหงแลง รุนแรง พืชไรอ าจเสียหายประมาณคร่ึงหน่งึ
ปญ หาเก่ียวกบั ทรัพยากรนํา้ ในประเทศไทย
1. การขาดแคลนนํา้ หรือภยั แลง
ในหนาแลง ประชากรไทยจะขาดแคลนน้ําดื่มน้ําใชจํานวน 13,000 – 24,000 หมูบาน ประชากร
ประมาณ 6 -10 ลานคน ซึง่ โดยสว นใหญอยูในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนลาง การขาดแคลนนํ้าในระดับ
วิกฤตจะเกิดเปน ระยะๆ และรุนแรงขึน้ น้ําในเข่ือนสาํ คัญตางๆ โดยเฉพาะเข่ือนภูมิพลมีปริมาณเหลือนอยจน
เกือบจะมผี ลกระทบตอ การผลติ กระแสไฟฟา และการผลติ น้ําประปาสําหรับใชในหลายจงั หวดั การลดปริมาณ
ของฝนและนํา้ ท่ีไหลลงสอู างเกบ็ นา้ํ และการเกิดฝนมีแนวโนมลดลงทุกภาค ประมาณรอยละ 0.42 ตอป เปน
สิง่ บอกเหตุสําคญั ทแ่ี สดงใหเ ห็นถึงแนวโนมความรุนแรงของภัยแลง
ห น้ า | 72
ตารางแสดงการเปรียบเทียบปริมาณนํ้าฝนตอ ปในแตละภาค ตา งจากปริมาณเฉลย่ี
(มิลลิเมตร)
ภาค ปรมิ าณน้าํ ฝน
(มิลลเิ มตร)
2503 – 2535 2536 2535 5336
2536
ทุกภาค (ทว่ั ประเทศ) 1,733 1,430 1,594 -303 -139
ภาคเหนือ 1,232 1,142 931 -301 -301
ภาคกลาง 1,226 1,115 1,075 -111 -151
ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื 1,405 1,241 1,176 -164 -229
ภาคตะวันออก 2,011 1,534 1,732 -477 -279
ภาคใตฝ ง ตะวันออก 1,768 1,457 1,789 -307 25
ภาคใตฝง ตะวันตก 2,760 2,088 2,863 -672 103
สาํ หรบั ปริมาณน้าํ ทไ่ี หลลงสอู า งเก็บนํา้ ของเข่อื นและแมนํ้าสําคัญ เชน เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์และ
แมน ํ้าเจา พระยา ตั้งแตป พ.ศ. 2515 เปน ตนมา ก็มีปริมาณลดลงเชนกัน เน่ืองจากตนนํ้าลําธารถูกทําลายทํา
ใหฝนและน้ํานอย และขณะเดียวกันความตองการใชน้ํากลับมีมากและเพ่ิมขึ้นเรื่อยๆ เชน การประปานคร
หลวงใชผลิตน้ําประปาประมาณ 1,300 ลานลูกบาศกเมตรตอป การผลักดันนํ้าเค็มบริเวณปากแมน้ํา
เจาพระยา และแมน ้ําทา จีนจะตองใชน ้ําจดื ประมาณ 2,500 ลานลูกบาศกเมตรตอป การทํานาปใชประมาณ
4,000 ลานลูกบาศกเ มตร และการทาํ นาปรังจะใชประมาณ 6,000 ลานลูกบาศกเ มตร โดยมีแนวโนมของการ
ใชเ พ่ิมมากขน้ึ ทกุ ป
แนวโนม การลดปรมิ าณนํา้ ในเขื่อนทส่ี าํ คญั และแมน ้าํ เจาพระยา
แหลง ท่วี ดั ปริมาณ ชวงปทว่ี ัด ปริมาณน้าํ เฉลีย่ ตอป
(ลา นลกู บาศกเ มตร)
ปรมิ าณน้ําไหลลงสอู างเก็บน้ําเขอื่ น พ.ศ. 2515 – 2534 ประมาณ 10,360
ภมู ิพลและเขือ่ นสริ กิ ติ ์ิ พ.ศ. 2525 – 2534 ประมาณ 8,760
พ.ศ. 2530 - 2534 ประมาณ 7,000
ห น้ า | 73
ปรมิ าณนาํ้ ในแมน้ําเจาพระยาท่ีไหล พ.ศ. 2515 – 2534 ประมาณ 22,200
ผา นจงั หวดั นครสวรรค พ.ศ. 2525 – 2534 ประมาณ1 8,700
พ.ศ. 2530 - 2534 ประมาณ16,000
2. ปญหาน้าํ ทวมหรอื อทุ กภัย
เกดิ จากฝนตกหนักหรือตกติดตอกันเปนเวลานานๆ เนื่องจากการตัดไมทําลายปา แหลงน้ําตื้นเขิน
ทาํ ใหรองรับนา้ํ ไดนอยลง การกอ สรา งทีท่ าํ ใหน ้ําไหลไดนอ ยลง เชน การกอสรางสะพาน นอกจากนีน้ ้าํ ทว มอาจ
เกดิ จากนํ้าทะเลหนุนสูงขึ้น พื้นดินทรุดตัวเน่ืองจากการสูบน้ําใตดินไปใชมากเกินไป พื้นท่ีเปนท่ีตํ่าและการ
ระบายน้ําไมดี และการสญู เสยี พ้นื ทนี่ ํ้าทวมขัง ตวั อยาง ไดแก การถมคลองเพอ่ื กอ สรางที่อยอู าศัย รวมท้ังการ
บุกรุกพื้นท่ีชุมน้ํา เชน กวานพะเยา บึงบอระเพ็ด ทะเลสาบสงขลา และหนองหาร จังหวัดสกลนครเพื่อใช
ประโยชนอยา งอนื่
3. เกิดมลพิษทางน้ําและระบบนิเวศถกู ทาํ ลาย
โดยสวนใหญแ ลว น้ําจะเกิดการเนา เสยี เพราะการเจือปนของอนิ ทรียสาร สารพิษ ตะกอน ส่ิงปฏิกูล
และน้ํามนั เชอ้ื เพลงิ ลงสแู หลงน้ํา ซึ่งมีผลใหพืชและสัตวน าํ้ เปนอนั ตราย เชน การทป่ี ะการงั ตวั ออนของสัตวน้ํา
และปลาท่เี ลีย้ งตามชายฝงบรเิ วณเกาะภเู กต็ ตายหรอื เจรญิ เติบโตผิดปกติ เพราะถูกตะกอนจากการทําเหมือง
แรท ับถม ไปอดุ ตนั ชองเหงือกทาํ ใหไ ดรบั ออกซิเจนไมเ พยี งพอ
4. แหลงน้าํ ตื้นเขนิ
ดินและตะกอนดินที่ถูกชะลางลงสูแหลงนํ้าน้ันทําใหแหลงน้ําตื้นเขินและเกิดน้ําทวมไดงาย ซึ่งเปน
อุปสรรคตอการเดินเรือ และยงั เปน ผลเสยี ตอ การดาํ รงชีวติ ของสตั วนํ้า โดยเฉพาะบริเวณอา วไทยตอนบน โดย
ในแตล ะปต ะกอนดินถูกพัดพาไปทับถมกนั มากถงึ ประมาณ 1.5 ลานตนั การสบู น้าํ ใตดินไปใชมากจนแผนดิน
ทรุดตวั
ชาวกรุงเทพมหานครและปริมณฑลท้ัง 6 จังหวัดใชน้ําบาดาลจํานวนมาก เมื่อป 2538 พบวา ใช
ประมาณวนั ละ 1.5 ลา นลกู บาศกเมตร ภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจใชประมาณวันละ 1.2 ลานลูกบาศก
เมตร ทาํ ใหดนิ ทรุดตัวลงทลี ะนอย และทาํ ใหเ กดิ น้ําทวมขังไดงายขนึ้
4. ทรัพยากรดิน
ปญหาการใชท ดี่ ินไมเหมาะสม และไมค าํ นึงถึงผลกระทบตอ สิง่ แวดลอม ไดแ ก
1. การใชท ี่ดนิ เพ่อื การเกษตรกรรมอยา งไมถ ูกหลกั วชิ าการ
2. ขาดการบาํ รุงรักษาดิน
3. การปลอ ยใหผิวดินปราศจากพชื ปกคลุม ทําใหส ูญเสียความชุมช้นื ในดนิ
4. การเพาะปลูกทท่ี ําใหดนิ เสยี
5. การใชปุยเคมแี ละยากาํ จดั ศตั รูพชื เพื่อเรงผลติ ผล ทาํ ใหดนิ เสื่อมคุณภาพและสารพิษตกคา งอยูในดิน
ห น้ า | 74
6. การบกุ รุกเขา ไปใชป ระโยชนท ด่ี ินในเขตปาไมบ นพน้ื ทีท่ มี่ ีความลาดชนั สูง
7. รวมทั้งปญหาการขยายตัวของเมืองที่รุกลํ้าเขาไปในพื้นท่ีเกษตรกรรม และการนํามาใชเปนท่ีอยู
อาศยั ที่ต้ังโรงงานอตุ สาหกรรม
8. หรือการเกบ็ ที่ดินไวเพื่อการเกง็ กาํ ไร โดยมิไดมีการนาํ มาใชประโยชนแ ตอ ยา งใด นอกจากนี้
การเพ่ิมข้นึ ของประชากรประกอบกับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงขึ้น ทําใหความตองการใช
ท่ดี ินเพื่อการขยายเมือง และอุตสาหกรรมเพิม่ จาํ นวนตามไปดวยอยา งรวดเรว็ โดยปราศจากการควบคุมการใช
ที่ดินภายในเมอื งใหเหมาะสม เปน สาเหตใุ หเกดิ ปญหาสิ่งแวดลอมภายในเมอื ง หลายประการ เชน ปญหาการ
ตงั้ ถนิ่ ฐาน ปญ หาแหลง เส่อื มโทรม ปญ หาการจราจร ปญหาสาธารณสุข ปญหาขยะมูลฝอย และการบริการ
สาธารณูปโภคไมเ พยี งพอ
นอกจากน้ันปญหาการพงั ทลายของดินและการสูญเสยี หนา ดนิ โดยธรรมชาติ เชน การชะลาง การกัดเซาะของ
นาํ้ และลม เปน ตน และทส่ี ําคญั คอื ปญหาจากการกระทําของมนษุ ย เชน การทาํ ลายปา เผาปา การเพาะปลกู
ผิดวิธี เปนตน กอใหเกิดการสูญเสียความอุดมสมบูรณของดินทําใหใชประโยชนจากท่ีดินไดลดนอยลง
ความสามารถในการผลิตทางดานเกษตรลดนอยลงและยังทําใหเกิดการทับถมของตะกอนดินตามแมน้ํา
ลําคลอง เขื่อน อางเก็บนํ้า เปนเหตุใหแหลงนํ้าดังกลาวต้ืนเขิน รวมทั้งการที่ตะกอนดินอาจจะทับถมอยูใน
แหลงท่ีอยูอาศัย และที่วางไขของสัตวนํ้า อีกท้ังยังเปนตัวกั้นแสงแดดท่ีจะสองลงสูพ้ืนน้ํา ส่ิงเหลาน้ีลวน
กอใหเ กดิ ผลกระทบตอส่ิงมีชีวิตในน้าํ นอกจากนีป้ ญ หาความเสอื่ มโทรมของดิน อันเนื่องมาจากสาเหตุด้ังเดิม
ตามธรรมชาติ คือ การท่มี ีสารเปน พิษเกดิ ขึ้นมาพรอ มกบั การเกิดดิน เชน มีโลหะหนัก มีสารประกอบที่เปนพิษ
ซึ่งอาจทําใหดินเค็ม ดินดางดินเปร้ียวได โดยเฉพาะปญหาการแพรกระจายของดินเค็มในภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือการดําเนนิ กจิ กรรมเพอื่ ใชประโยชนจากที่ดินอยางไมเหมาะสม และขาดการจัดการที่ดี
เชน การสรา งอางเกบ็ นํา้ ในบรเิ วณที่มเี กลอื หินสะสมอยมู าก นํ้าในอางจะซึมลงไปละลายเกลือหินใตดิน แลว
ห น้ า | 75
ไหลกลบั ขน้ึ สผู วิ ดินบริเวณรอบๆ การผลิตเกลือสินเธาวใ นเชงิ พาณิชย โดยการสูบน้ําเกลือใตดินข้ึนมาตมหรือ
ตาก ทําใหปญหาดินเค็มแพรขยายออกไปกวางขวางย่ิงขึ้น ยังมีสาเหตุที่เกิดจากสารพิษและสิ่งสกปรกจาก
ภายนอกปะปนอยูในดนิ เชน ขยะจากบานเรอื น ของเสยี จากโรงงานอุตสาหกรรม สารเคมีตกคา งจากการใชปุย
และยากาํ จัดศัตรูพชื เปนตน ลวนแตส ง ผลกระทบตอสง่ิ แวดลอม และกอใหเกิดการสูญเสยี ทางเศรษฐกิจ
5. สัตวป า
สัตวป า
สาเหตุปญ หาของทรพั ยากรสัตวปา สาเหตขุ องการสูญพนั ธหุ รอื ลดจํานวนลงของสัตวป า มดี งั น้ี
1. การทําลายท่ีอยูอาศัย การขยายพ้ืนท่ีเพาะปลูก พื้นที่อยูอาศัยเพื่อการดํารงชีพของมนุษย ได
ทาํ ลายที่อยูอาศยั และท่ดี าํ รงชีพ ของสตั วป า ไปอยา งไมร ตู วั
2. สภาพธรรมชาติ การลดลงหรอื สญู พันธไุ ปตามธรรมชาติ ของสตั วป า เนื่องจากการปรับตัวของสตั ว
ปา ใหเขากบั การดาํ รงชีวิตในสภาพแวดลอ มท่ีเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา สัตวปาชนิดท่ีปรับตัวไดก็จะมีชีวิต
รอด หากปรบั ตัวไมไดจะลมตายไป ทําใหม ีจํานวนลดลงและสญู พันธุในท่ีสุด
3. การลาโดยตรง โดยสตั วปา ดว ยกนั เอง สัตวปา จะไมลดลงหรือสูญพันธุอยางรวดเร็ว เชน เสือโครง
เสือดาว หมาไน หมาจ้งิ จอกลา กวางและเกง ซึ่งสัตวท่ีถูกลาสองชนิดนี้ อาจจะตายลงไปบางแตจะไมหมดไป
เสยี ทีเดยี ว เพราะในธรรมชาตแิ ลว จะเกิดความ สมดุลอยูเสมอระหวา งผลู าและผูถูกลา แตถาถูกลาโดยมนุษย
ไมวา จะเปน การลาเพื่อเปน อาหาร เพ่อื การกฬี า หรอื เพ่อื อาชีพ สัตวปา จะลดลงจํานวนมาก
4. เน่ืองจากสารพิษ เม่ือเกษตรกรใชสารเคมีในการเพาะปลูก เชน ยาปราบศัตรูพืชจะทําใหเกิด
สารพษิ ตกคางในสง่ิ แวดลอม นอกจากน้กี ารสาธารณสุขบางครั้งจําเปนตองกาํ จดั หนู และแมลงเชน กนั สารเคมี
ท่ใี ชใ นกจิ กรรมตางๆ เหลาน้ี มีหลายชนดิ ท่ีมพี ษิ ตกคาง ซ่งึ สตั วป า จะไดรับพษิ ตามหว งโซอ าหาร ทาํ ใหสารพิษ
ห น้ า | 76
ไปสะสมในสตั วปามาก หากสารพิษมีจํานวนมากพออาจจะตายลงไดหรือมีผลตอลูกหลาน เชน รางกายไม
สมบูรณ ไมส มประกอบ ประสิทธิภาพการใหกําเนิด หลานเหลนตอไปมีจํากัดขึ้น ในท่ีสุดจะมีปริมาณลดลง
และสูญพันธุไป
5. การนาํ สัตวจ ากถน่ิ อื่นเขา มา ตวั อยางน้ียังปรากฏไมเ ดน ชดั ในประเทศไทย แตในบางประเทศจะพบ
ปญหาน้ี เชน การนําพงั พอนเขา ไปเพื่อกาํ จดั หนู ตอมาเมอ่ื หนูมจี าํ นวนลดลงพงั พอนกลับทําลายพืชผลที่ปลูก
ไวแ ทน เปน ตน
6. มลพิษทางอากาศ
ห น้ า | 77
“มลพิษทางอากาศ” มลพษิ ทางอากาศเปน ปญหาสาํ คญั ปญ หาหน่ึงที่เกิดข้ึนในเขตเมือง โดยเฉพาะ
กรงุ เทพมหานคร เนอ่ื งจากมลพษิ ทางอากาศกอใหเกิดผลกระทบดานสุขภาพอนามัย ไมวาจะเปนดานกลิ่น
ความราํ คาญ ตลอดจนผลกระทบตอสุขภาพท่ีเก่ยี วกับระบบการหายใจ หัวใจและปอด ดังน้ันการติดตามเฝา
ระวงั ปรมิ าณมลพษิ ในบรรยากาศจึงเปน ภารกจิ หนึง่ ม่มี คี วามสําคญั กรมควบคุมมลพิษเปน หนวยงานที่ทําการ
ตรวจวัดคณุ ภาพอากาศมาอยางตอ เนอื่ ง โดยทําการตรวจวดั มลพษิ ทางอากาศทีส่ ําคัญ ไดแก ฝุนละอองขนาด
เล็ก (ฝุนละอองขนาดไมเกิน 10 ไมครอน : PM-10) กาซซัลเฟอรไดออกไซด (SO2) สารตะกั่ว (Pb) กาซ
คารบอนมอนอกไซด (CO) ไนไตรเจนไดออกไซด (NO2) และกา ซโอโซน (O3)
สถานการณม ลพิษทางอากาศ
ผลจากการตรวจวดั คุณภาพอากาศในชว งเกือบ 20 ปทผ่ี า นมาก พบวา คณุ ภาพทางอากาศในประเทศ
ไทยมีคณุ ภาพดขี ้ึน โดยพจิ ารณาไดจากคา สงู สุดของความเขมขนของสารมลพิษสวนใหญอยูในเกณฑมาตรฐาน
ยกเวน ฝนุ ขนาดเล็ก และกา ซโอโซน ทัง้ นีก้ ารท่ีคณุ ภาพอากาศของประเทศไทยมคี ุณภาพดขี น้ึ มีสาเหตุมาจาก
การลดลงของปริมาณการใชเ ชอ้ื เพลงิ ในชวงวิกฤตเิ ศรษฐกิจ และอีกสวนหน่ึงมาจากมาตรการของรัฐที่มีสวน
ทาํ ใหมลพษิ ทางอากาศลดลง (ธนาคารโลก 2002) ซง่ึ ไดแก
การรณรงคใหใ ชรถจักรยานยนต 4 จังหวะแทนรถจักรยานยนต 2 จังหวะ เนือ่ งจากรถจักรยานยนต 2
จงั หวะเปน แหลง กําเนดิ สําคัญของการปลอยฝุนละออกสูบรรยากาศ การปรับเปลี่ยนมาใชรถจักรยานยนต 4
จงั หวะ จงึ จะชว ยใหมีการปลอ ยฝุนละอองสูบรรยากาศลดลง
การติดต้ังอุปกรณกําจัดสารซัลเฟอร (Desulfurization) ในโรงไฟฟาแมเมาะในป พ.ศ. 2535
เนือ่ งจากโรงไฟฟา แมเ มาะเปนโรงไฟฟาทใี่ ชถา นหนิ ลิกไนตเปนเชอื้ เพลงิ เปน แหลง กาํ เนิดสาํ คัญของการปลอย
กา ซซัลเฟอรไดออกไซด ดงั นนั้ การตดิ ตง้ั อุปกรณด งั กลาวทําใหปริมาณกาซซัลเฟอรไดออกไซดในบรรยากาศ
ลดลงอยางตอ เนอ่ื งจนอยูในระดบั ที่ตํา่ กวามาตรฐาน ต้งั แตมกี ารตดิ ต้ังอุปกรณก าํ จดั สารซลั เฟอร
การบงั คบั ใชอ ปุ กรณขจัดมลพษิ ในระบบไอเสียรถยนตประเภท Catalytic converter ในรถยนตใหม
ในป พ.ศ. 2536 เน่ืองจากยานยนตเปนแหลงกําเนิดกาซคารบอนมอนอกไซดที่สําคัญ สงผลใหระดับกาซ
คารบ อนมอนอกไซดล ดลงจนอยใู นระดบั ทีต่ ํ่ากวา มาตรฐาน
การลดปรมิ าณสารตะกวั่ ในนาํ้ มัน โดยในป พ.ศ. 2532 รัฐบาลไดมีมาตรการเริ่มลดปริมาณตะกั่วใน
นํา้ มันจาก 0.45 กรมั ตอลิตรใหเ หลอื 0.4 กรมั ตอลติ ร และในป พ.ศ. 2535 ไดลดลงมาเหลอื 0.15 กรัมตอ ลติ ร
จนกระทัง่ ปลายป พ.ศ. 2538 รัฐบาลไดย กเลกิ การใชน้ํามันเบนซินท่ีมีสารตะกั่ว ทําใหระดับสารตะกั่วลดลง
อยา งรวดเร็วจนอยูในระดับที่ต่ํากวามาตรฐาน
ฝุนละอองขนาดเล็ก และกาซโอโซน ยงั เปน สารมลพษิ ท่ีเปน ปญ หา ซง่ึ ถึงแมจะมแี นวโนม ลดลงเชนกัน
แตมลพิษทง้ั 2 ตวั ก็ยังสูงเกินมาตรฐาน ทั้งน้ีอาจเปนเพราะฝุนละอองมีแหลงกําเนิดหลากหลาย ทําใหการ
ออกมาตรการเพอื่ ลดฝุนละอองทําไดยาก โดยแหลงกําเนิดฝุนละอองที่สําคัญ ไดแก ยานพาหนะ ฝุนละออง
แขวนลอยคงคา งในถนน ฝนุ จากการกอสรา ง และอตุ สาหกรรม สําหรับในพน้ื ทีช่ นบท แหลง กําเนิดฝุนละออง
ท่ีสําคัญ คือ การเผาไหมในภาคเกษตร ขณะท่ีกาซโอโซนเปนสารพิษทุติยภูมิท่ีเกิดจากปฏิกิริยาระหวาง
ห น้ า | 78
สารประกอบอินทรียระเหยงาย (Volatile organic compound: VOC) และออกไซดของไนโตรเจน โดยมี
ความรอ นและแสงอาทิตยเปนตัวเรงปฏิกิริยา ทําใหกาซโอโซนมีปริมาณสูงสุดในชวงเที่ยงและบาย และถูก
กระแสลมพัดพาไปสะสมในบริเวณตางๆ ซึ่งจะเห็นไดวามปี จจยั หลายปจจัยท่ียากตอการควบคุมการเกิดของ
กาซโอโซน ทาํ ใหม าตรการตางๆ ท่ีกลา วมาของภาครัฐ ยังไมสามารถลดปริมาณกาซโอโซนลงใหอยูในเกณฑ
มาตรฐานได
มลพษิ ทางอากาศมีแหลงกาํ เนิดมลพิษและผลกระทบตอสุขภาพอนามัยและส่ิงแวดลอมแตกตาง
และรุนแรงตา งกันไป ทัง้ น้ีสามารถสรุปไดดงั ตารางท่ี 1
ตารางที่ 1 แหลงกาํ เนิดท่สี าํ คญั และผลกระทบของมลพษิ ทางอากาศ
มลพิษ แหลงกําเนิดท่สี าํ คัญ ผลกระทบ
ฝนุ ละออง การเผาไหมข องเครอื่ งยนตดีเซล PM-10 มผี ลกระทบตอ สุขภาพ
อนามยั ของคนอยา งสูงเพราะมขี นาด
ไมเ กนิ 10 ไมครอน (PM- ฝนุ ละออง แขวนลอยคงคางใน เล็กจงึ สามารถแทรกตัวเขา ไปในปอด
ได
10) ถนน ฝนุ จากการกอ สรา งและจาก
อตุ สาหกรรม
กา ชซลั เฟอร การเผาไหมเ ชื้อเพลงิ ท่มี ซี ลั เฟอร การสะสมของ SO2 จํานวนมาก
ไดออกไซด
(SO2 ) เปนองคประกอบ อาจทําใหเ ปน โรคหอบหดื หรอื มี
ซึ่งสว นใหญ คือ ถานหนิ และ ปญ หาเกี่ยวกบั ระบบทางเดิน
น้ํามนั และอาจเกิดจาก หายใจ นอกจากนก้ี ารรวมตัวกนั
กระบวนการทางอุตสาหกรรมบาง ระหวาง SO2 และ NO2 เปนสาเหตุ
ชนดิ สาํ คัญท่กี อ ใหเ กิดฝนกรด (acid
rain) ซง่ึ ทาํ ใหเกดิ ดนิ เปรย้ี ว และ
ทาํ ใหน ํ้าในแหลง นํ้าธรรมชาติตางๆ
มสี ภาพเปนกรด
ห น้ า | 79
มลพษิ แหลง กําเนดิ ท่ีสาํ คญั ผลกระทบ
สารตะกั่ว
(Pb) การเผาไหม alkyl lead ทผ่ี สมอยู สารตะกว่ั เปนสารอนั ตรายทสี่ งผล
กา ชคารบอนได ในนํ้ามนั เบนซิน ทําลายสมอง ไต โลหิต ระบบประสาท
ออกไซด
(CO) สว นกลาง และระบบสบื พันธุ โดยเดก็
ไนโตรเจนออกไซด ที่ไดรับสารตะก่วั ในระดบั สงู อาจมี
NO2
พัฒนาการรบั รูชา กวา ปกติ และ การ
กา ชโอโซน
O3 เจรญิ เตบิ โตลดลง
การเผาไหมข องนาํ้ มนั ท่ีไม CO จะเขาไปขัดขวางปริมาณกาซ
สมบรู ณ ออกซิเจน (O2) ที่รางกาย
จาํ เปนตองใช ดงั น้นั ผทู ่ีมอี าการโรค
ระบบหวั ใจ และหลอดเลือดจึงมี
ความเส่ยี งสงู จนอาจถงึ แกช วี ิตไดถ า
ไดรบั CO ในระดับสงู
การเผาไหมเ ช้ือเพลงิ ฟอสซลิ การรบั NO2 ในระดับตํ่าอาจทาํ ให
และยังมบี ทบาทสาํ คัญ ในการ คนท่ีมีโรคระบบทางเดนิ หายใจ มี
กอตัวของ O3 และฝุนละออง ความผดิ ปกตขิ องปอด และอาจเพม่ิ
การเจบ็ ปว ยของโรคระบบ ทางเดนิ
หายใจในเดก็ ขณะที่การรบั No2
เปนเวลานานอาจเพ่ิมความไวทจี่ ะ
ติดเชื้อโรคระบบทางเดนิ หายใจและ
ทําใหปอดมีความผดิ ปกติอยางถาวร
การทําปฏิกิริยาระหวาง O.3 อาจทําใหเกดิ อันตรายเฉียบพลนั
สารประกอบอินทรียร ะเหยงา ย ตอ สขุ ภาพ เชน ความระคายเคือง
(Volatileorganic compound: ตอสายตา จมูก คอ ทรวงอก หรือ
VOC) และออกไซดของ อาการไอ ปวดหัว นอกจากน้ียังอาจ
ไนโตรเจนโดยมคี วามรอนและ ทาํ ใหผ ลผลติ ทางการเกษตรต่ําลง
แสงอาทติ ยเ ปน ตัวเรงปฏกิ ริ ยิ า
ทีม่ า : ธนาคารโลก 2002.
ห น้ า | 80
กจิ กรรมบทท่ี 4 เร่ือง การทําลายทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอม
กิจกรรมท่ี 1 ผูเรียนคิดวาในชุมชนเกิดปญหาทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอมในดานใดบางให
เลือก 1 ปญหา แลววิเคราะหหาสาเหตุของการเกิดปญหาและหาสาเหตุของการเกิดปญหาและหาแนว
ทางแกไข
กิจกรรมท่ี 2 ใหผูเรียนศึกษาผลกระทบจากการสรางเขื่อนขนาดใหญตอการเปลี่ยนแปลงทาง
ธรรมชาติ และจดั ทํารายงาน
กิจกรรมท่ี 3 จงเลอื กคาํ ตอบท่ีถูกตองท่สี ุดเพียงคาํ ตอบเดยี ว
1. ปญหาการจราจรตดิ ขัดตามเมืองใหญๆ นอกจากจะทาํ ใหเ กิดผลเสียทางเศรษฐกิจแลว ยังจะทําให
เกดิ ผลเสยี ทางใดอีก
ก. ทาํ ใหค นฝา ฝนกฎหมาย ข. ทําใหสิ่งแวดลอมเปน พิษ
ค. ทาํ ใหร ถยนตเสอ่ื มสภาพเรว็ ง. ทาํ ใหสญู เสียเวลาไปโดยเปลาประโยชน
2. เราจะแกอากาศเปนพิษอยา งเชน ในกรงุ เทพฯ โดยวิธใี ดจึงจะดีทสี่ ดุ
ก. ลดจาํ นวนรถยนตลง ข. ไมส งเสียงดงั ในโรงภาพยนตร
ข. ปลูกตนไมใหมาก ง. ขยายเขตเมืองใหก วางออกไปอกี
3. การปองกันไมใ หเ กิดปญ หามลพษิ ควรปฏบิ ัติอยา งไร
ก. ไมสูบบหุ ร่ใี นทส่ี าธารณะ
ข. ไมสงเสยี งดังในโรงภาพยนตร
ค. ขา มถนนตรงทางมา ลายหรือสะพานลอย
ง. ตดิ ตั้งระบบปอ งกนั ไอเสียในรถยนต
4. ประเทศไทยขาดดลุ การคากบั ตา งประเทศ เพราะเหตใุ ด
ก. สนิ คามีจาํ นวนนอ ยกวา เปา หมาย
ข. ปรมิ าณการผลิตสนิ คา นอยลง
ค. ไมส นบั สนุนใหเ อกชนสงสนิ คาออก
ง. มูลคา ราคาสินคา สงออกนอยกวามูลคา สนิ คา นําเขา
5. สาเหตุอะไรทที่ าํ ใหฝนมีสภาพเปนกรด
ก. กา ซที่มีออกไซดเ ปน ตวั ประกอบ ข. ซลั เฟอรไ ดออกไซด
ข. ออกไซดข องไนโตรเจน ง. คารบอนมอนนอกไซด
6. มลภาวะเปน พิษท่เี กิดผลกระทบตอระบบนิเวศนหมายถงึ
ก. ออกซิเจนในอากาศมปี ริมาณเพิ่มข้ึน
ห น้ า | 81
ข. คารบอนไดออกไซดใ นอากาศมปี รมิ าณเพ่มิ ขึ้น
ค. ออกซิเจนในอากาศมปี รมิ าณเทา เดมิ
ง. คารบอนไดออกไซดในอากาศมปี รมิ าณนอ ยลง
7. ขอ ใดไมใ ชปญ หาการสน้ิ เปลอื งพลงั งานอันเกิดจากปญหาทรพั ยากรและ
สิง่ แวดลอ ม
ก. ปญ หาการขาดแคลนนํ้าใช ข. ปญหานาํ้ ทว มกรุงเทพฯ
ค. ปญ หาการจราจรตดิ ขดั ง. ปญ หาการศกึ ษา
8. ขอใดเปนการใชพ ลงั งานเพอื่ ปอ งกนั และแกไขปญหาทรพั ยากรและส่งิ แวดลอ ม
ก. การท้ิงขยะมูลฝอย ข. การปลอยน้าํ เสีย
ค. การคมุ กาํ เนดิ ของประชากร ง. การควบคมุ หรอื ปองกนั อากาศเสยี
เรื่องที่ 5 แนวทางการปอ งกนั แกไขปญหาการทําลาย
ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดลอม โดยประชาชน
ชุมชน องคกร ภาครัฐ ภาคเอกชน
แนวคิดในการอนุรกั ษท รพั ยากรธรรมชาติ
1. การอนุรกั ษทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง การรูจักใชทรัพยากรธรรมชาติอยางชาญฉลาด เพื่อให
เกดิ ประโยชนสูงสุดตอ ประชาชนโดยทัว่ ถงึ กนั ใชไ ดอ ยา งยาวนาน
2. การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติเก่ียวของกับประชาชนทุกคน รวมท้ังชุมชน องคกรภาครัฐและ
ภาคเอกชน
ห น้ า | 82
3. การอนุรักษหรือการจัดการทรัพยากร ตองคํานึงทรัพยากรอยางอ่ืนในเวลาเดียวกันดวย เพราะ
ทรัพยากรทุกอยา งมีสวนเกยี่ วของและสมั พันธกนั
4. ในการวางแผนการจัดการทรัพยากร ตองไมแยกมนุษยออกจากสภาพแวดลอม ทางสังคมหรือ
วัฒนธรรมหรอื สภาพแวดลอมตามธรรมชาติ
5. ผใู ชทรัพยากรธรรมชาตติ อ งตระหนักถึงความสาํ คญั ของทรัพยากรนัน้ ๆ และใชอยา งชาญฉลาด ให
เกิดผลดีกบั ทกุ ดาน
6. การอนรุ ักษทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอม นอกจากเพอื่ การกินดอี ยูดีแลวจาํ เปนตองอนุรักษ
เพอื่ ความสวยงามของธรรมชาตดิ ว ย
การอนุรกั ษป าไม
1. กําหนดนโยบายปา ไมแหง ชาติเพอื่ เปน แนวทางในการจดั การและพัฒนาปาไมในระยะยาว
2. การปลูกปาสงวน รวมทงั้ ทํานุบํารงุ ดูแล โดยใหประชาชน และชมุ ชนมสี ว นรวมในการรกั ษาดูแลปา ไม
3. สรางจิตสาํ นกึ ใหป ระชาชนทุกคนไดร ูค ณุ คา ของปา ไม และผลกระทบทเ่ี กิดจากการตดั ไมทาํ ลายปา
การอนุรกั ษท รพั ยากรดนิ เปนวธิ กี ารปองกนั เร่ิมแรกทด่ี ที ่ีสุด ท่ีจะทําใหมนษุ ยไดใชป ระโยชนของดิน
อยา งยาวนาน ซ่ึงสามารถทาํ ได ดังนี้
1. ปรับสภาพดนิ หรอื ปลกู พืชท่สี ามารถปองกนั การทะลาย การชะลา ง และการกดั เซาะ
2. ปกคลมุ ดนิ ใหพน จากการกระทบของฝนและลม
3. การไถพรวนดินใหถ ูกตอง
4. ใชประโยชนใหเหมาะสมกบั ลักษณะดนิ
การอนุรกั ษทรพั ยากรน้ํา วิธีการอนุรกั ษทรพั ยากรนํ้า สามารถแกไ ดที่ตวั ตน เหตุ ซ่งึ กค็ อื มนุษย
1. ไมท ง้ิ เศษขยะมลู ฝอย ส่งิ สกปรกโสโครก ลงไปในแมนํ้า ลําคลอง
2. ควรมมี าตรการหามไมใหโรงงานอตุ สาหกรรมทงิ้ นา้ํ เสยี ลงในแมน ้าํ
3. ประชาชนทุกชุมชน องคก รภาครัฐและเอกชนทุกหนว ยงาน ตอ งชว ยกันรกั ษาตน นาํ้ ลําธาร
การอนุรักษสัตวปา สัตวเปนทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถทําใหเพิ่มจํานวนมากขึ้นได แตถาหาก
สัตวป า ชนิดใดสูญพันธ ไปแลว จะไมสามารถสรางพันธุของสัตวปาชนิดน้ัน ข้ึนมา ไดอีก การอนุรักษสัตวปา
จึงควรมีหลกั ดงั น้ี
1. การใชก ฎหมายควบคุม เปน การอนุรักษส ตั วป าทางตรง มกี ารปอ งกนั และปราบปราม ผูกระทําผิด
พระราชบญั ญัตสิ งวน และคมุ ครองสตั วปาอยา งเขม งวด
2. การสงวนแหลงทีอ่ ยู อาศยั ของสัตวป า หมายถงึ การปองกนั รักษาปา ไม ทจ่ี ดั เปน เขตรักษาพนั ธุสตั ว
ปา เขตปา ในอุทยานแหง ชาติ เขตวนอทุ ยานตอ งมกี ารปองกนั บาํ รงุ รกั ษา และการปลกู พันธไุ มขน้ึ มาใหม
3. การเพาะพนั ธเุ พม่ิ เชน ตามสวนสัตวตางๆ เขตรักษาพันธุสัตวหลายแหง เล้ียงสัตวบางชนิดไวใน
กรงเพื่อเพาะพนั ธุเพ่มิ เม่ือมมี ากแออดั จงึ นาํ สตั วบ างชนิดไปปลอ ยไวใ นปา เปด ของอทุ ยานแหงชาติ
4. การคนควา วิจัยทางวิชาการ ถือไดวาเปนพื้นฐานของการจัดการสัตวปาใหมีจํานวนเพิ่มขึ้นใน
ระดบั ทพ่ี อเหมาะกับอาหารและท่หี ลบภัยในทองท่ีนั้นๆ
ห น้ า | 83
5. การใชประโยชนจ ากสตั วต ามหลกั การอนุรักษทรัพยากร โดยไมเ ก็บทรัพยากรไว รจู กั นําทรัพยากร
นั้นๆ มาใชใหเปนประโยชนมากที่สุด เชน จัดเปนแหลงเรียนรู จัดสถานท่ีชมสัตวปา จัดสวนสัตวใหเปนที่
พกั ผอ นหยอ นใจแกม นุษย เปนตน
การอนุรักษท รพั ยากรแรธาตุ
1. กาํ หนดแผนการใชทรพั ยากรแรเ พ่ือใหก ารบริหารทรัพยากรแรเ ปน ไปอยางตอ เน่ือง
2. วางแผนการนาํ แรม าใชป ระโยชนอ ยางมปี ระสทิ ธภิ าพ ไมท ําลายสงิ่ แวดลอ มตามธรรมชาติ
3. สง เสริมใหม ีการใชท รัพยากรแรใหมากท่สี ดุ และครบวงจร ตวั อยางคือมกี ารนําแรธาตุท่ีใชแลว มาใช
ใหมเชน เหลก็ รวมทง้ั ใหร ฐั เขา มามีบทบาทในการควบคมุ กลไกการผลติ
แนวทางแกไ ขปญ หาวกิ ฤตการณส งิ่ แวดลอ ม
ปญ หาสง่ิ แวดลอม เปนปญหาของทุกคนในสังคม เพราะจะมผี ลกระทบตอทกุ คนทอ่ี ยูรวมกนั ท้งั เรื่อง
มลพษิ ทางอากาศ ทางนา้ํ หรือขยะมูลฝอย โดยมีแนวทางการแกไ ข ดงั นี้
แนวทางการแกไ ขมลพิษทางอากาศ
มลพิษทางอากาศสวนใหญจะเกดิ ในชมุ ชนขนาดใหญ เนื่องจากมีประชากรอาศัยอยูมาก สาเหตุเกิด
จาก ควันพษิ จากรถยนต และจากโรงงานอุตสาหกรรม ซง่ึ มีแนวทางแกไขปญ หา ดงั ตอ ไปน้ี
1. จดั หาและพฒั นาระบบการตรวจคุณภาพในอากาศ ใหส ามารถวเิ คราะหปริมาณมลพิษทางอากาศ
ชนิดตา งๆ เพ่อื ประเมินคณุ ภาพในอากาศ
2. หาทางลดปรมิ าณสารมลพษิ ทางอากาศจากแหลงกําเนิด เพือ่ ใหส ามารถควบคุมและรักษาคุณภาพ
อากาศใหไ ดตามมาตรฐาน
3. กระตุนใหผ ใู ชรถยนตใหค วามสาํ คัญในการดแู ลรกั ษาเครอื่ งยนตใ หอยูในสภาพดเี พือ่ ลดควนั ดํา
4. ออกมาตรการตรวจสอบและตรวจจบั รถยนตที่มีควนั ดํา
5. รณรงคใ หผูข บั ข่ีรถยนตม ีวินยั และเคารพในกฎจราจร
แนวทางการแกไ ขมลพิษทางน้ํา
1. รณรงคใ หประชาชนใชนํา้ อยางประหยัด
2. มีการจัดการนาํ้ แบบบรู ณาการใหมปี ระสทิ ธภิ าพเพื่อเกิดประโยชนส ูงสดุ
3. มีมาตรการที่เขม งวดในการควบคุมน้ําทอ่ี อกจากโรงงานอุตสาหกรรม
4. ปรับปรุงทอนํ้าท้งิ ไมใหบ านเรือนทง้ิ น้ําใชแ ลว สูแมนา้ํ ลําคลอง
แนวทางการแกไขขยะมลู ฝอย
1. หลีกเลย่ี งการใชโ ฟมหรอื พลาสติก
2. ซอ มแซมแกไ ขเครอื่ งใชท ช่ี ํารดุ ใหนํากลับมาใชใหมแทนการท้ิงเปน ขยะ
3. ควรนาํ วัสดทุ ่ีใชแ ลว เชน กระดาษ แกว พลาสติก มาแปรรูปกลับมาใชไดใ หม
4. นําของที่ใชแ ลว บางชนิดมาดดั แปลงใชใ หมใหเกิดประโยชน
ห น้ า | 84
5. ควรแยกขยะตามประเภท เชน ขยะเปย ก ขยะแหง ขวดพลาสติก ฯลฯ
ในการปอ งกันแกไ ขปญหาการทําลายทรพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดลอ มน้นั ไมเ พยี งแตประชาชนทุก
คนเทาน้ัน แตช มุ ชน องคก รภาครัฐ และภาคเอกชนจะตองรว มมอื รวมใจกันเพ่ือการพัฒนาและการอนุรักษที่
ยั่งยืน
กิจกรรมที่ 4 แนวทางการปอ งกันแกไขปญ หาการทาํ ลายทรพั ยากรธรรมชาติและ
ส่ิงแวดลอม โดยประชาชน ชมุ ชน องคกรภาครัฐ ภาคเอกชน
1. เหตใุ ดจงึ กลา ววา “มนุษย” คอื ตวั การสําคญั ทเ่ี ปนผูทําลายทรพั ยากรธรรมชาติ และสิง่ แวดลอ ม
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
2. ในชุมชนท่ีผเู รียนอาศัยอยู มที รัพยากรชนิดใดมากที่สุด ผูเรียนจะมีวิธีชวยอนุรักษทรัพยากรชนิด
นน้ั ไดอยางอยางไรบาง
1. .....………………………………………………………………………………...........................................................
...........................................................................................................................................................................
2. ………………………………………………………………………………………………………………………………………....
...........................................................................................................................................................................
3. .....………………………………………………………………………………...........................................................
...........................................................................................................................................................................
4. ………………………………………………………………………………………………………………………………………....
...........................................................................................................................................................................
ห น้ า | 85
บทท่ี 2 ประวตั ิศาสตร
สาระการเรยี นรู
การศึกษาทางประวัติศาสตร เปนกระบวนการหรือข้ันตอนการศึกษา เรื่องราวของมนุษยใ นยุค
ตา งๆ เชน ความเปน อยู การปกครอง ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ทีเ่ ปน สภาพเหตกุ ารณในอดีตท่ีถูกบันทึก
ไวใหศ ึกษา ซง่ึ เหตกุ ารณเ หลา น้ีจะมีผลกระทบตอความคดิ ของมนุษยปจจบุ นั ทั้งดา นความเขาใจพลเมอื งชาติต
างๆ ความสาํ เร็จ ความประทบั ใจทม่ี ีคุณคา ของบรรพบรุ ษุ มาศกึ ษาใหเขาใจ สามารถนาํ ไปสรา งองคความรูใหม
ในทางประวตั ิศาสตรไ ด
ตวั ชวี้ ัด
1. อธิบายเหตุการณส าํ คญั ทางประวัติศาสตรข องประเทศตางๆ ในโลก
2. วเิ คราะหแ ละเปรยี บเทียบเหตกุ ารณส าํ คญั ทางประวตั ศิ าสตรของแตล ะประเทศในโลกที่มีผลกระ
ทบตอความเปลีย่ นแปลงของประเทศตางๆ ในโลก
3. วิเคราะหเหตุการณโ ลกปจจุบันและคาดคะเนเหตุการณท ี่อาจจะเกิดข้ึนกับประเทศตา งๆ ใน
อนาคต
ขอบขายเนือ้ หา
เรือ่ งที่ 1 การแบง ชวงเวลาและยคุ สมัยทางประวตั ศิ าสตร
เร่ืองที่ 2 แหลงอารยธรรมโลก
เร่ืองท่ี 3 ประวตั ศิ าสตรช าตไิ ทย
เรอ่ื งท่ี 4 บุคคลสาํ คญั ของไทยและของโลกในดา นประวตั ศิ าสตร
เรอื่ งที่ 5 เหตกุ ารณสําคัญของโลกที่มผี ลตอ ปจ จุบัน
เรื่องที่ 6 บทบาทของสถาบันพระมหากษัตรยิ ในการพัฒนาชาติไทย
ห น้ า | 86
เร่ืองท่ี 1 การแบงชว งเวลาและยุคสมยั ทางประวัติศาสตร
ยคุ สมัยประวัตศิ าสตรม ีความสําคญั ตอการศกึ ษาประวตั ิศาสตรเ น่อื งจากเปน การแบง ชวงเวลาในอดีต
อยางเปนระบบ โดยพิจารณาจากหลักฐานท่ีเหลืออยูในปจจุบัน ซ่ึงจะนําไปสูการวิเคราะหเหตุการณตางๆ
อยางมีเหตุผล โดยตระหนักถึงความสําคัญของความตอเนื่องของชวงเวลา จะทําใหการลําดับเปรียบเทียบ
เรื่องราวทางประวัตศิ าสตรม คี วามชัดเจนข้ึนตามเกณฑดังตอไปนี้
1. การแบง ชวงเวลา มีพ้นื ฐานมาจากยุคสมัยทางศาสนาแบง ออกเปน
(1) การแบงชวงเวลาตามประวัตศิ าสตรไทย ไดแก รตั นโกสินทรศ ก (ร.ศ.) จุลศักราช (จ.ศ.) และ
พุทธศกั ราช (พ.ศ.) ปจ จบุ นั ท่ีใชกันอยคู ือ พุทธศักราช (พ.ศ.) ซึ่งเปนศักราชในกลุมผูที่นับถือพระพุทธศาสนา
การนับปของพุทธศาสนา เร่ิมป พ.ศ.1 หลังจากท่ีพระพุทธเจาเสด็จดับขันธปรินิพพานแลว 1 ป คือปแรก
นับเปน พ.ศ. 0 เมื่อครบ 1 ป ของพุทธศาสนาจึงเริ่มนับ พ.ศ.1 โดยเริ่มใชต้ังแตสมัยสมเด็จพระนารายณ
มหาราช จนมาเปนทแี่ พรหลายและระบใุ ชอยา งเปน ทางการในสมยั พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว
(รชั กาลท่ี 6) ในปพ ทุ ธศกั ราช 2455 และบางครง้ั มีการแบง เปนทศวรรษ และศตวรรษ เชน พทุ ธศตวรรษที่ 25
คือ ป พ.ศ. 2500 เทา กับ คริสตศตวรรษที่ 20 คือ ป ค.ศ. 2000
(2) การแบงชวงเวลาตามประวัติศาสตรสากล ไดแก คริสตศักราช (ค.ศ.) เปนการนับเวลาทาง
ศกั ราชของผทู ่นี บั ถือคริสตท นี่ ิยมใชก นั มาทั่วโลก โดยครสิ ตศ กั ราชท่ี 1 เร่ิมนับต้ังแตปท่ีพระเยซูคริสตประสูติ
(ตรงกับ พ.ศ. 543 )และถอื ระยะเวลาที่อยูกอนครสิ ตศ กั ราชลงไปจะเรียกวา สมัยกอนคริสตศักราชหรือกอน
ครสิ ตกาล และฮิจเราะหศ กั ราช (ฮ.ศ.)เปนการนับเวลาทางศักราชของผูนับถือศาสนาอิสลามโดยท่ีอาศัยปท่ี
ทานนบีมูฮัมหมัดไดอพยพจากเมืองเมกกะไปยังเมืองมาดินา เปนปเร่ิมตนศักราชอิสลามซ่ึงตรงกับวันที่ 6
กรกฎาคม ค.ศ. 622
2. การแบงยุคสมยั ทางประวตั ิศาสตร
การแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรโดยการใชหลักเกณฑการพิจารณารูปแบบและลักษณะของ
หลกั ฐานที่เปนลายลักษณอักษรและไมเปนลายลักษณอักษร สามารถแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรเปนยุค
ตา งๆ ไดดงั นี้
ยุคกอนประวตั ิศาสตร
เปนชวงเวลาที่มนุษยยังไมรูจักการประดิษฐตัวอักษร แตมีความสามารถในการปรับตัวใหเขากับ
สง่ิ แวดลอ ม ส่ิงท่ีมนุษยสรา งขึ้นเพื่อใชประโยชนในชีวิตประจําวันและหลงเหลืออยู จึงเปนหลักฐานแสดงให
เห็นถงึ ววิ ฒั นาการในยคุ กอ นประศาสตร ซึง่ แบง ยอ ยออกไปตามลักษณะวัสดุท่ใี ชทําเครือ่ งมือเครื่องใชดงั นี้
1. ยคุ หิน เปนยคุ ทม่ี นุษยร ูจกั นาํ หินมาดดั แปลงเปน เครือ่ งมือเครอ่ื งใช โดยมีววิ ฒั นาการดังนี้
(1) ยุคหินเกา มนุษยนํากระดูกสัตว นําหินมากะเทาะทําเครื่องมืออยางหยาบๆ ยังคงใชชีวิต
เรร อ นยา ยทีอ่ ยตู ามฝงู สตั วท ่ลี าเปนอาหารโดยอาศัยอยูตามถ้าํ
(2) ยคุ หินกลาง มนษุ ยเริม่ รจู ักสรา งบา นเรอื นแทนการอยูถ้ํา เริ่มทําเกษตรและรูจักปนหมอไห
อยา งหยาบๆดว ยดินเหนียวตากแหง
ห น้ า | 87
(3) ยุคหินใหม มนษุ ยอ ยูเปน หลกั แหลง สามารถทาํ การเกษตรและผลิตอาหารไดเอง เคร่ืองมือ
เครือ่ งใชท ่ีทาํ จากหนิ มีการขัดเกลาใหแ หลมคม ทําเครื่องปน ดินเผามาใชใ นบานเรอื นได และเรมิ่ รูจักการนําเสน
ใยมาทอผา
2. ยุคโลหะ ในยุคน้ีมนุษยเริ่มทําเครื่องมือเครื่องใชจากโลหะแทนหินและกระดูกสัตว ยุคโลหะ
สามารถแบง ยอยไปไดอ ีก 2 ยคุ ตามลักษณะโลหะท่ีใชค ือ
(1) ยุคสําริด เครื่องมือเครื่องใชของมนุษยในยุคนี้ทําจากโลหะผสมระหวางทองแดงและดีบุก
เชน ขวาน หอก กาํ ไล เปนตน
(2) ยคุ เหล็ก เมอื่ มนุษยรูจักวิธีการถลุงเหลก็ จึงนํามาทาํ เคร่ืองมือเครื่องใชแ ละอาวุธ เชน ใบหอก
ขวาน มดี ซ่งึ จะมคี วามแขง็ แกรงทนทานกวา สาํ ริดมาก
ยุคประวตั ศิ าสตร
เปนชวงเวลาท่ีมนษุ ยร จู ักประดิษฐตัวอักษรและบันทึกไวบนวัสดุตางๆ เชน แผนหิน แผนดินเหนียว
แผน ผา ยุคประวัตศิ าสตรแบง ออกเปน ยคุ สมยั ตางๆ ดงั น้ี
1. สมยั โบราณ มนุษยเลิกใชชวี ติ แบบเรร อ นมาตง้ั ถ่นิ ฐานบานเรือนอยูรวมกัน สรางระเบียบวินัยใน
การอยรู ว มกันขึ้นจนเปนสงั คมที่มีความซับซอน อารายธรรมในสมัยน้ี ไดแก อารยธรรมเมโสโปเตเมีย อารย
ธรรมอียิปต อารายธรรมอินเดยี อารยธรรมจีนไปจนถงึ จักรวรรดิโรมนั ลม สลาย
2. สมัยกลาง เมือ่ จกั รวรรดิโรมันลม สลาย โดยการรุกรานของพวกเตอรก ศิลปะวิทยาการตางๆ จึง
หยดุ ชะงกั ไปดวย ยุคสมยั นี้จึงเรยี กอกี ชื่อหน่ึงวา ยคุ มดื
3. สมัยใหมหรือยุคฟนฟูศิลปะวิทยาการ นับวายุคน้ีเปนรากฐานของความเจริญทุกๆ ดานในยุค
ตอ มา ชว งเวลาของยุคนเ้ี ริ่มตัง้ แตก ารออกสาํ รวจดินแดนไปจนถึงสงครามโลกคร้ังที่ 1
4. สมยั ปจจบุ นั คอื ชวงเวลาต้ังแตย ตุ สิ งครามโลกครงั้ ที่ 1 เร่ือยมาจนถงึ ปจจุบัน
หลักเกณฑการแบง ยคุ สมยั ทางประวตั ิศาสตร มดี งั น้ี
1. การแบง ยคุ สมยั ทางประวตั ศิ าสตรส ากล
แบงตามความเจริญทางอารยธรรมมนุษย
แบง ตามการเริ่มตน ของเหตุการณส าํ คญั
แบง ตามชื่อจักรวรรดหิ รอื อาณาจักรท่ีสาํ คญั ท่ีเคยรุงเรอื ง
แบง ตามราชวงศท ป่ี กครองประเทศ
แบงตามการต้งั เมืองหลวง
2. การแบงยคุ สมยั ทางประวัตศิ าสตรไ ทย
สวนใหญยึดถือหลักเกณฑของประวัติศาสตรสากล แบงเปนสมัยกอนประวัติศาสตรไทยและสมัย
ประวัตศิ าสตรไ ทย
สมยั ประวัติศาสตรไทยแบงตาม
สมัยโบราณหรือสมยั กอ นสุโขทัย ตง้ั แต พ.ศ.1180 ถึง พ.ศ. 1792
ห น้ า | 88
สมยั สโุ ขทยั ตง้ั แต พ.ศ. 1792 ถึง พ.ศ. 2006
สมยั อยุธยา ตั้งแต พ.ศ. 1893 ถึง พ.ศ. 2310
สมัยธนบุรี ตง้ั แต พ.ศ. 2310 ถึง พ.ศ. 2325
สมยั รตั นโกสินทร ตงั้ แต พ.ศ. 2325 ถึงปจ จบุ นั
การเทียบยคุ สมยั สาํ คัญระหวา งประวัติศาสตรสากลกบั ไทย
ประวตั ิศาสตรสากล ประวตั ศิ าสตรไ ทย
สมยั โบราณ สมยั โบราณหรอื สมยั กอ นสโุ ขทยั
อารยธรรมเมโสโปเตเมยี อาณาจกั รลงั กาสุกะ
อารยธรรมอียปิ ต อาณาจกั รทวารวดี
อารยธรรมกรกี อาณาจักรโยนกเชียงแสน
อารยธรรมโรมนั อาณาจักรตามพรลงิ ค
สนิ้ สดุ สมยั โบราณ เม่อื ค.ศ.476 ( พ.ศ.1019 )
สมัยกลาง สมัยสุโขทัย
จักรวรรดโิ รมนั ตะวันออก สนิ้ สุด ค.ศ. 1453 สมยั อยุธยา
การสรางอาณาจกั รครสิ เตยี น
การปกครองในระบบฟว ดัล
การฟนฟูเมอื งและการคา
การฟนฟูศิลปะวิทยาการ
การคนพบทวปี อเมรกิ า
สมยั ใหม สมยั ธนบรุ ี
การสํารวจทางทะเล สมัยรตั นโกสนิ ทร
การปฏวิ ตั วิ ทิ ยาศาสตร
การปฏวิ ตั อิ ุตสาหกรรม
ห น้ า | 89
ประวตั ิศาสตรส ากล ประวัติศาสตรไ ทย
การปฏวิ ัติฝร่ังเศส พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพล
สงครามโลกคร้ังที1่ -2 อดุลยเดชมหาราช (2489 – ปจจุบนั )
สน้ิ สดุ สมยั ใหม ค.ศ. 1945
สมัยปจ จุบนั -รว มสมยั -ปจ จบุ นั
ยคุ สงครามเย็น
ยคุ เทคโนโลยกี ารสอ่ื สาร
ตวั อยา งเหตุการณส าํ คญั ทีแ่ สดงความสัมพนั ธและความตอ เนื่องของกาลเวลา
1. ประวัตศิ าสตรสากล
เหตุการณสาํ คัญในประวตั ิศาสตรส ากลนาํ มาเปนตัวอยางคือ ยุคจักรวรรดินิยมเกิดข้ึนมาจากปจจัย
หลายประการ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจและพลังทางสังคม ซ่ึงทําใหประเทศในทวีปยุโรปมีอํานาจเขมแข็ง มี
ความกาวหนา ทางเศรษฐกจิ มคี วามเจรญิ รงุ เรือง แตก ารมีอํานาจและความมนั่ คงดงั กลาวเกดิ ขึ้นมาเพราะการ
ปฏิวตั อิ ุตสาหกรรมและยคุ จกั รวรรดินยิ ม สน้ิ สุดเมอ่ื สงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งทําใหม หาอํานาจทงั้ หลายหยุดการ
ลา อาณานิคม แตอาณานคิ มทง้ั หลายทเี่ ปนอยกู ย็ งั คงเปน อาณานิคมตอ มาอกี หลายป หลายชาติ เริม่ เรยี กรอ งเอก
ราชและสว นใหญไ ดเอกราชคืนภายหลงั สงครามโลกครัง้ ท่ี 2
2. ประวตั ิศาสตรไทย
เหตกุ ารณส ําคญั ในประวตั ิศาสตรไทยท่ีนํามาเปน ตวั อยางคือ ยคุ การปรบั ปรุงประเทศอยูในชวง พ.ศ.
2394-2475 หรอื ในรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลาเจาอยูหัวถึงพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว
ระหวางน้มี ีการปรับปรงุ และปฏริ ปู ประเทศทกุ ดานทงั้ การปกครอง สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ฯลฯ
ห น้ า | 90
ห น้ า | 91
กจิ กรรมท่ี 5 เร่อื งท่ี 1 การแบง ชว งเวลาและยุคสมยั ทางประวตั ิศาสตร
จงทาํ เครือ่ งหมาย X หนา คาํ ตอบทถ่ี ูกตองทีส่ ุดเพยี งขอ เดียว
1. ความหมายของคาํ วา “ประวตั ศิ าสตร” ในขอ ใดถกู ตอ งทส่ี ดุ
ก. การกลา วถึงสภาพแวดลอ มทเ่ี ปลยี่ นแปลงไปตามกาลเวลา
ข. เปน เรอ่ื งของความคิดและการกระทําของมนษุ ย
ค. การบนั ทกึ เรอื่ งราวในอดตี อยางมหี ลกั ฐาน
ง. การเลาเรื่องราวในอดีตที่สบื คน มา
2. การศึกษาประวตั ศิ าสตร หมายถงึ ขอ ใด
ก. การหาหลักฐานซ่ึงนาํ ไปสูการวิเคราะหเ หตกุ ารณตางๆ อยางมเี หตผุ ล
ข. การศกึ ษาพฤติกรรมของ
ค. การใชว ธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร
ง. การใหขอ มลู จากแหลงตา งๆ
3. ประเทศไทยเริ่มใชปพ ทุ ธศกั ราชสมยั ใด
ก. พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา เจาอยหู วั
ข. พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลาเจา อยหู วั
ค. พระพทุ ธยอดฟาจุฬาโลก
ง. พระนารายณมหาราช
4. มนษุ ยรจู กั ประดษิ ฐต วั อักษรและบันทกึ ไวบนวสั ดุตางๆ ในยุคไหน
ก. ยคุ ประวัติศาสตรส ากล
ข. ยุคกอ นประวัติศาสตร
ค. ยุคประวตั ศิ าสตร
ง. ยคุ สงครามเย็น
5. การแบง ยคุ สมยั ทางประวตั ิศาสตรไทย
ก. สมยั ประวัตศิ าสตรสากล
ข. สมัยโบราณและสมยั กรงุ ธนบุรี
ค. สมยั อยธุ ยาและสมัยประวตั ิศาสตรไทย
ง. สมยั กอนประวตั ศิ าสตรไทยและสมัยประวัตศิ าสตรไทย
ห น้ า | 92
เร่ืองที่ 2 แหลง อารยธรรมโลก
ในยคุ กอนประวตั ิศาสตร มนุษยจ ะไมม ที ีอ่ ยูเปนหลักแหลง มีท่ีพักช่ัวคราวตามถ้ํา ตนไมใหญเพ่ือกัน
แดดกนั ฝนและปองกันสตั วร า ย การอพยพยายที่อยูข้ึนอยูกับแหลงอาหาร คือ ฝูงสัตว เม่ือสัตวอพยพไปตาม
ฤดูกาลตางๆ มนุษยกอ็ พยพตามไปดวย ตอ มาในยคุ หนิ มกี ารคิดคนการเพาะปลูก มนุษยตองรอการเก็บเก่ียว
พืชผล ทาํ ใหม นุษยตองอยูเปนหลกั แหลง และพฒั นาเปนชุมชน ในยุคตอมามนุษยประดิษฐตัวอักษรใชในการ
บันทึกเรือ่ งราว เมอ่ื มนษุ ยเริ่มรวมตัวกนั หนาแนนตามแหลงอดุ มสมบรู ณ ลมุ แมนา้ํ ตางๆ ของโลกจึงเกดิ การจดั
ระเบยี บในสังคม มกี ารแบงหนาที่ความรับผิดชอบรวมกัน จึงทําใหเกิดความชํานาญเฉพาะอยางข้ึน อันเปน
จุดกําเนิดของอารยธรรม ซ่ึงตรงกับภาษาอังกฤษวา “Civilization” มีความหมายวา สภาพท่ีพนจากความ
ปา เถ่ือน
อารยธรรมของมนษุ ยย คุ ประวตั ิศาสตร
พัฒนาการของมนษุ ยน น้ั มใิ ชเ ฉพาะลกั ษณะที่เห็นจากภายนอกเทาน้ัน พัฒนาการทางดานความคิด
ไดม กี ารปรับเปลีย่ นไปตามสภาพแวดลอมทางภมู ศิ าสตรแ ละสังคมที่เปล่ียนไปดวย พัฒนาการทางดานภาษา
การสรางสรรคง านศลิ ปะ และการพฒั นาวถิ กี ารดําเนินชวี ติ ในดา นตางๆ นําไปสูการเกิดอารยธรรม ซ่ึงตองใช
เวลาอันยาวนานและความเจริญทั้งหลายในปจ จุบนั ลว นสืบสายมาจากอารยธรรมโบราณ อารยธรรมของมนุษย
ในภมู ิภาคตา งๆ ของโลก แบง ออกเปน 2 สว น คอื
สวนท่ี 1 อารยธรรมของโลกตะวนั ออก สว นใหญม รี ากฐานมาจากแหลงอารยธรรมที่เกาแกของโลก
คอื จนี และอินเดีย
อารยธรรมจีน
ประเทศจนี เปนประเทศท่ีมีอารยธรรมยาวนานที่สุดประเทศหน่ึง โดยหลักฐานทางประวัติศาสตรที่
สามารถคนควาไดบง ช้ีวา อารยธรรมจีนมีอายุถึง 5,000 ป รากฐานท่ีสําคัญของอารยธรรมจีน คือ การสราง
ระบบภาษาเขยี นและการพฒั นาแนวคดิ ลทั ธิขงจือ้ เม่ือประมาณศตวรรษที่ 2 กอน ค.ศ. ประวัตศิ าสตรจ นี มีทั้ง
ชว งท่เี ปนปก แผนและแตกเปนหลายอาณาจกั รสลบั กนั ไป ในบางครั้งก็ถูกปกครองโดยชนชาติอื่น วัฒนธรรม
ของอารยธรรมจีนสมยั กอนประวตั ศิ าสตร มีแหลงอารยธรรมทีส่ าํ คญั 2 แหลง คอื
ลุมแมน้ําฮวงโห พบความเจริญท่ีเรียกวา วัฒนธรรมหยางเซา (Yang Shao Culture)
พบหลกั ฐานทเี่ ปน เคร่อื งปนดนิ เผามีลกั ษณะสาํ คัญคือ เครื่องปน ดินเผาเปนลายเขียนสี มักเปนลายเรขาคณิต
ห น้ า | 93
พืช นก สตั วต า งๆ และพบใบหนา มนุษย สที ใ่ี ชเ ปน สดี าํ หรอื สมี วงเขม นอกจากน้ียังมกี ารพมิ พล ายหรอื ขูดสลัก
ลายเปนรูปลายจักสาน ลายเชอื กทาบ
ลุมน้ําแยงซี (Yangtze) บริเวณมณฑลซานตุงพบ วัฒนธรรมหลงซาน (Long Shan Culture) พบ
หลกั ฐานทีเ่ ปน เครอื่ งปน ดนิ เผามลี กั ษณะสําคัญคอื เคร่อื งปน ดินเผามีเนอ้ื ละเอยี ดสดี ําขดั มันเงา คุณภาพดี เนอ้ื
บางและแกรง เปนภาชนะ 3 ขา
สมยั ประวัตศิ าสตรข องจนี แบงได 4 ยคุ
ประวัติศาสตรสมัยโบราณ เร่มิ ตั้งแตส มยั ราชวงศซ าง สนิ้ สุดสมัยราชวงศโ จว
ประวัตศิ าสตรส มัยจักรวรรดิ เรมิ่ ตง้ั แตสมัยราชวงศจ น๋ิ จนถึงปลายราชวงศซ ิง หรือเช็ง
ประวัตศิ าสตรส มยั ใหม เรม่ิ ปลายราชวงศเ ช็งจนถึงการปฏวิ ตั เิ ขาสูระบอบสังคมนยิ ม
ประวัติศาสตรรวมสมัย เร่ิมตั้งแตจีนปฏิวัติเปล่ียนแปลงการปกครองเขาสูระบอบสังคมนิยมหรือ
คอมมิวนิสตจนถึงปจ จุบนั
อารยธรรมจีนไดรบั อทิ ธิพลของศาสนาเตา หรือขงจ้อื สถาปตยกรรมท่ยี งิ่ ใหญเปน หน่ึงในส่งิ มหัศจรรย
ของโลก คอื “กําแพงเมืองจนี ” กวีท่สี าํ คัญคือ ซือหมาเชยี น ผลงานทสี่ าํ คัญคอื การบันทกึ ประวตั ศิ าสตรแ ละ
วรรณกรรมที่สําคัญ คอื สามกกและความรักในหอแดง
การถายทอดอารยธรรมจนี สูดนิ แดนตางๆ
อารยธรรมจนี แผขยายขอบขายออกไปอยางกวางขวาง ทั้งในเอเชียและยุโรปอันเปนผลมาจากการ
ตดิ ตอทางการฑูต การคา การศึกษา ตลอดจนการเผยแพรศาสนา อยา งไรกต็ ามลกั ษณะการถายทอดแตกตาง
กนั ออกไป ดินแดนที่เคยตกอยูภายใตการปกครองของจีนเปนเวลานาน เชน เกาหลีและเวียดนาม จะไดรับ
อารยธรรมจนี อยางสมบูรณ ท้ังในดานวัฒนธรรม การเมือง ขนมธรรมเนียมประเพณี การสรางสรรคและการ
แสดงออกทางศิลปะทั้งน้ีเพราะราชสํานักจีนจะเปนผูกําหนดนโยบายและบังคับใหประเทศท้ังสองรับ
วัฒนธรรมจีนโดยตรง
ในเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต อารยธรรมจีนไดร ับการยอมรบั ในขอบเขตจํากดั มากท่เี ห็นอยางชดั เจน คอื
การยอมรับระบบบรรณาการของจีน
ในเอเชียใต ประเทศท่ีแลกเปล่ียนวัฒนธรรมกับจีนอยางใกลชิด คือ อินเดีย พระพุทธศาสนา
มหายานของอนิ เดียแพรห ลายเขา มาในจีนจนกระทั่งเปน ศาสนาสาํ คญั ทีช่ าวจีนนับถือ นอกจากนศ้ี ิลปะอินเดีย
ยังมีอิทธิพลตอ การสรา งสรรคศ ิลปะบางอยางของจนี เชน ประตมิ ากรรมท่ีเปนพระพุทธรปู
สว นภูมิภาคเอเชยี กลางและตะวันออกกลางนัน้ เน่ืองจากบรเิ วณทีเ่ สน ทางการคา สานแพรไหมผาน
จงึ ทําหนาทเ่ี ปนสื่อกลางนาํ อารยธรรมตะวนั ตกและจีนมาพบกัน อารยธรรมจีนท่ีเผยแพรไป เชน การแพทย
การเลี้ยงไหม กระดาษ การพมิ พและดินปน เปนตน ซึ่งชาวอาหรบั จะนําไปเผยแพรแกช าวยุโรปอกี ตอ หนงึ่
อารยธรรมอินเดีย
อินเดยี เปนแหลงอารยธรรมท่ีเกาแกแหงหน่ึงของโลก บางทีเรียกวา แหลงอารยธรรมลุมแมนํ้าสินธุ
อาจแบง ยคุ สมัยทางประวัตศิ าสตรของอนิ เดียไดด ังนี้