The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by koonome, 2021-07-30 02:49:16

หนังสือเรียน รายวิชาสังคมศึกษา สค 31001 ม.ปลาย

รายวิชาสังคมศึกษา สค 31001 ม.ปลาย

ห น้ า | 244

2. หนาทข่ี องธนาคารกลาง
2.1 เปน ผูออกธนบตั ร เพ่ือควบคุมปริมาณธนบัตรท่ีใชหมุนเวียนใหพอดีกับความตองการของ

ธุรกิจและประชาชนท่วั ไป
2.2 เปนผูควบคุมเงินสดของธนาคารพาณิชย โดยมีอํานาจกําหนดเพิ่มหรือลดจํานวนเงินสด

สาํ รองเงินฝากของธนาคารพาณชิ ย เพือ่ ใหธนาคารกลางสามารถกาํ หนดปรมิ าณเงนิ ฝากและการสรา งเงินฝาก
ของธนาคารพาณิชยได

2.3 เปน ธนาคารของธนาคารพาณิชย ธนาคารกลางจะรับฝากเงินจากธนาคารพาณิชยเปนผูให
ธนาคารพาณิชยก ูย ืมแหลงสุดทาย และรับหักบญั ชรี ะหวางธนาคาร

2.4 เปนนายธนาคารของรฐั บาล ธนาคารกลางจะถือบญั ชเี งินฝากของรัฐบาลใหรัฐบาลกูยืมเละ
เปนตัวแทนทางการเงินของรัฐบาล

3. ธนาคารแหงประเทศไทย
3.1 ประวตั คิ วามเปน มา
ธนาคารแหง ประเทศไทยเปนธนาคารกลางของประเทศไทยเร่ิมตนจากรัฐบาลไทยไดริเริ่มจัดตั้ง

สาํ นักงานธนาคารชาติไทยขน้ึ เม่ือวนั ท่ี 24 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2483 สํานักงานนีป้ ระกอบธุรกิจของธนาคารกลาง
เฉพาะบางประเภทเทาน้ันเพราะยังไมมีฐานะเปนธนาคารกลางโดยสมบรู ณ ตอ มาเมือ่ วนั ท่ี 10 ธันวาคม พ.ศ.
2548 รัฐบาลไดจดั ตั้งธนาคารกลางขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารแหงประเทศ พ.ศ. 2548 โดยไดรับทุน
ดําเนนิ งานจากรัฐบาล 20 ลานบาท รวมทรัพยสินที่โอนมาจากสํานักงานธนาคารแหงประเทศไทย 13.5
ลานบาท

3.2 หนาที่ของธนาคารแหง ประเทศไทย
1) ออกและพิมพธนบัตร ธนาคารแหงประเทศไทยมีอํานาจตามกฎหมายท่ีจะออกธนบัตร

รัฐบาลภายใตเงื่อนไข 2 ประการ คือ ออกธนบัตรใหมแทนธนบัตรเทาที่ชํารุดเสียหาย และเมื่อไดรับทุน
สาํ รองเงินตราเพิ่มขึ้น

2) เก็บรักษาทนุ สํารองเงนิ ตรา ในการออกธนบตั รใหมของธนาคารแหงประเทศไทยกฎหมาย
กาํ หนดใหม ีทนุ สาํ รองเงินตรา ประกอบดวย ทองคํา หลักทรัพยแ ละเงนิ ตราตางประเทศไมต่าํ กวารอยละ 60
ของจํานวนธนบัตรทพ่ี ิมพออกใช

3) เปนธนาคารของธนาคารพาณิชย และคอยกํากบั ดูแล ธนาคารแหงประเทศไทยใหบริการ
แกธนาคารพาณิชยใ นลกั ษณะเดียวกับทธี่ นาคารพาณชิ ยด ูแลลกู คา คอื

3.1 รกั ษาบญั ชีเงนิ ฝากของธนาคารพาณชิ ย
3.2 เปนสํานักงานกลางในการหักบญั ชีระหวา งธนาคาร
3.3 เปน ผูใหก แู หลงสุดทาย
3.4 เปนศูนยก ลางการโอนเงิน

ห น้ า | 245

4) เปน ธนาคารของรฐั บาล ธนาคารแหงประเทศไทยรกั ษาบญั ชเี งนิ ฝากของหนวยงานรฐั บาลและ
รฐั วิสาหกิจ ซ้ือขายเงินตราตางประเทศใหรัฐบาล และใหร ฐั บาล รฐั วสิ าหกจิ กยู ืมโดนมีหลกั ทรพั ย

5) รักษาเสถียรภาพของเงินตรา เปน บทบาทหนาทที่ สี่ ําคัญทส่ี ดุ ของธนาคารแหงประเทศไทยใน
การรกั ษาเสถียรภาพของเงนิ ตราโดยการใชมาตรการตางๆ ควบคมุ เปรมิ าณเงนิ ของประเทศใหอยูใ นปริมาณที่
เหมาะสม

สรุป

ธนาคารกลางเปนสถาบันการเงนิ ท่สี วนใหญเ ปนของรัฐทาํ หนา ท่เี ปนศูนยกลางควบคุมการเครดิตและ

ระบบการเงินประเทศไทยคอื ธนาคารแหงประเทศไทย

ธนาคารพาณชิ ย

1. ความหมายของธนาคารพาณิชย
ธนาคารพาณิชย หมายถึง ธนาคารที่ไดรับอนุญาตใหประกอบการธนาคารพาณิชยและหมายรวม
ตลอดถึงสาจาของธนาคารตางประเทศท่ีไดร บั อนุญาตใหประกอบการธนาคารพาณิชย โดยการประกอบธุรกิจ
ประเภทรับฝากเงนิ ท่ตี อ งจายเมือ่ ทวงถามหรอื เมอื่ สนิ้ ระยะเวลาอันกาํ หนดไว และใชประโยชนเงินน้ันในทาง
หนังสอื หลายทาง เชน

1. ใหก ยู มื
2. ซอ้ื ขายหรือเก็บเงินตามตว๋ั แลกเงนิ หรอื ตราสารเปลี่ยนมืออนื่ ใด
3. ซอ้ื หรือขายเงินปรวิ รรตตา งประเทศ
2. หนา ท่ขี องธนาคารพาณชิ ย มดี ังนี้
2.1 หนา ทใี่ นดา นการใหบรกิ ารทางการเงนิ ไดแก

1) การรบั ฝากเงิน เงินท่รี บั ฝากจะมปี ระเภทเงนิ ฝากกระแสรายวนั เงินฝากประจํา และเงนิ
ฝากออมทรพั ย

2) การโอน หมายถงึ การสง เงินภายในทองถิน่ ระหวางเมอื งหรือระหวางประเทศโดยการ
ใชดราฟ หรือผานระบบออนไลน

3) การเรียกเกบ็ เงนิ หมายถงึ การเรยี กเกบ็ เงนิ ตามเชค็ ตั๋วแลกเงนิ ท่ีครบกําหนดเวลา
4) การใหเ ชา หบี นริ ภยั คอื การใหเชา หองที่มีความมั่นคงปลอดภยั เพ่ือเก็บทรพั ยส นิ
5) การเปน ทรัสตี หมายถึง การทําหนาทีพ่ ทิ ักษทรัพยสิน และผลประโยชนของบุคคลอื่น
หรอื รบั จดั การผลประโยชนของผทู ่ีมที รพั ยสนิ มาก และไมมเี วลาดูแลทรัพยสินของตนเองได
6) การซอ้ื ขายเงนิ ตราตา งประเทศ หมายถงึ การซ้อื ขายแลกเปลย่ี นเงินตราตางประเทศ

2.2 หนา ท่ีเกย่ี วกบั การใหกยู มื และสรา งเงินฝาก

ห น้ า | 246

1) การใหก ยู ืมของธนาคารพาณิชย ธนาคารพาณิชยรับฝากเงินจากประชาชน แลวนํามาให
กูยมื 3 วิธีดวยกัน คือ

1.1) ใหกยู ืมเปน ตัวเงนิ โดยตรง
1.2) ใหเ บิกเงนิ เกินบัญชี
1.3) รบั ซ้ือตวั๋ แลกเงิน
2) การสรางเงินฝากของธนาคารพาณิชย เมื่อมีลูกคานําเงินมาฝากเรียกวา เงินฝากข้ันที่ 1
ธนาคารจะเอาไปใหผอู น่ื กูย มื โดยเปดบัญชเี งนิ ฝากในนามของผูกู เรียกวา เงินฝากขั้นที่ 2 โดยมอบเช็คให
เพอ่ื ไปเขยี นสง่ั จา ยตามวงเงินทก่ี ู เงินฝากของธนาคารจึงเพิ่มขนึ้ โดยธนาคารไมจ าํ เปน ตองมลี กู คา นําเงนิ สดเขา
มาใหมเ สมอ เปน เงินฝากที่เกดิ จากการแปลงหนี้ของผกู ใู หอ ยูในรูปบญั ชเี งนิ ฝาก

สรปุ

ธนาคารพาณิชย คือ สถาบันการเงนิ ทไี่ ดร ับอนญุ าตใหร บั ฝากเงนิ ใหก ูยมื ซอ้ื ขายหรอื เรียกเกบ็ เงนิ
ตามตว๋ั แลกเงนิ ซอื้ หรือขายเงนิ ปริวรรตตา งประเทศ เปน สถาบันการเงนิ ทีใ่ หญท ีส่ ดุ ในประเทศไทย

ห น้ า | 247

แบบฝกหดั ทายบทเรื่องที่ 5 สถาบนั การเงนิ และการเงนิ การคลงั การธนาคาร

คาํ สั่ง เม่ือผูเรียนศกึ ษาเรือ่ งสถาบนั การเงนิ และการเงนิ การคลงั จบแลว ใหทาํ แบบฝก หดั ตอไปนี้ โดยเขียนใน
สมุดบนั ทึกกจิ กรรมเรียนรู

แบบฝก หัดที่ 1 ใหผูเรยี นศกึ ษาวิเคราะหแ ละจบั คขู อความทีก่ ําหนดใหต อ ไปน้ี โดยใหมคี วามสมั พันธกัน

..............1. เหรยี ญกษาปณ ก. เงนิ ฝากท่ีส่งั จายโดยใชเชค็
..............2. ธนบัตร ข. ข. รัชกาลท่ี 4
..............3. เงนิ ฝากกระแสรายวัน ค. รชั กาลที่ 5
..............4. เงนิ พดดว ง ง. เริ่มใชส มยั สุโขทยั
..............5. เริ่มใชธนบตั รเปน ชาตแิ รก จ. ธนาคารแหง ประเทศไทย
..............6. เลิกใชเ งินพดดวง ฉ. กรมธนารกั ษ
..............7. เริ่มใชเ งนิ โลหะ ช. เงินโลหะ
..............8. เร่มิ ผลิตธนบัตรในประเทศไทย ซ. อียปิ ต
..............9. หนว ยงานท่ีผลติ ธนบตั ร ฌ. จนี
............10. หนว ยงานทผ่ี ลิตเหรียญกษาปณ ญ. เงินกระดาษ

แบบฝก หัดที่ 2 ใหผ เู รียนบอกหนา ที่ของสถาบนั การเงนิ ตอไปนี้
1. ธนาคารออมสิน
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
2. บรษิ ทั เงนิ ทนุ
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
3. บรษิ ทั หลกั ทรพั ย
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
4. บรรษัทเงนิ ทุนอุตสาหกรรมแหง ประเทศไทย
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................

ห น้ า | 248

5. บริษัทประกันภัย
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
6. โรงรบั จํานํา
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
7. บรษิ ทั เครดิตฟองซเิ อร
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
8. สหกรณออมทรพั ย
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
9. ธนาคารอาคารสงเคราะห
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
10. ธนาคารเพอ่ื การเกษตรและสหกรณการเกษตร
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................

แบบฝก หัดท่ี 3 ใหผ ูเรยี นสรุปเรือ่ งตอไปน้ี
1. ความหมายของเศรษฐกิจภาครฐั บาล
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
2. ความสําคัญของเศรษฐกิจภาครฐั บาล
.............................................................................................................................................................

.............................................................................................................................................................

3. ความหมายของงบประมาณแผน ดนิ

.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
4. ขั้นตอนการจดั ทํางบประมาณแผนดนิ

ห น้ า | 249

.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
5. หนว ยงานรบั ผดิ ชอบในการจดั ทาํ งบประมาณแผนดิน
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
6. งบประมาณแผน ดนิ ในปปจจุบัน
.............................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

เรอื่ งที่ 6 ความสัมพนั ธแ ละผลกระทบทางเศรษฐกิจระหวา งประเทศ
กับภูมภิ าคตางๆ ท่ัวโลก

เศรษฐกิจระหวางประเทศ คือ การซื้อขายแลกเปล่ียนสินคาและบริการระหวางประเทศ ซ่ึง
ประกอบดวย การคาระหวางประเทศ การชําระเงินระหวางประเทศ การรวมมือทางเศรษฐกิจระหวาง
ประเทศ

1. การคาระหวา งประเทศ (International Trade)
การคาระหวางประเทศ (International Trade) หมายถึง การนําสินคาและบริการจากประเทศ

หน่งึ แลกเปลย่ี นกับอีกประเทศหนงึ่
1.1 ปจจยั ทท่ี ําใหเ กิดการขยายตวั ทางการคาระหวางประเทศ
1) ความแตกตา งของทรพั ยากรและปจ จยั การผลติ เชน ราคาของวัตถุดิบ คุณภาพแรงงาน

การใหบ ริการ
2) ความแตกตางของลกั ษณะทางกายภาพ เชน ภมู ิประเทศ ภมู ิอากาศ ทําใหผลผลิตที่ได

แตกตา งกัน
3) ความแตกตา งในความสามารถทางการผลติ เชน เทคโนโลยี ตนทุนการผลิต
4) การสนบั สนุนจากภาครฐั บาลและกฎหมายทเ่ี อ้อื ตอ การลงทุน
5) โครงสรางทางเศรษฐกจิ ของประเทศ

1.2 ประโยชนของการคาระหวา งประเทศ
1) แตละประเทศมีสนิ คา ครบตามตอ งการ
2) การผลิตสนิ คา ในประเทศตา งๆ จะมกี ารแขง ขันทางดานคณุ ภาพและประสิทธิภาพ

ห น้ า | 250

3) การกระจายผลผลติ ไปสผู บู รโิ ภคอยา งกวางขวาง เปน การจดั สรรทรัพยากรของโลกที่มีอยู
อยา งจํากัด ใหส ามารถสนองความตอ งการของประชากรโลกอยางท่วั ถงึ

4) เกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การขยายตัวของการผลิต การจางงาน การถายทอด
เทคโนโลยี การผลิตระหวางประเทศ เกิดความรูความชํานาญเฉพาะอยาง มีโอกาสพัฒนาประเทศตนให
ทดั เทียมกนั ได

5) การผลิตสินคาเปนการผลิตเพ่ือการคาหรือมีเศรษฐกิจแบบการคา ประเทศท่ีทําการซื้อ
ขายสินคาระหวางกันเรียกวา ประเทศคูคา สินคาที่นํามาจากตางประเทศเพ่ือเขามาจําหนาย เรียกวา
สินคา เขา (Import) สวนสนิ คา ทผ่ี ลิตไดน ําสง ออกไปจําหนา ยในตา งประเทศ เรียกวา สินคา ออก (Export)

1.3 นโยบายการคาระหวางประเทศ (Trade Policy) เปนแนวทางปฏิบัติทางการคากับ
ประเทศตางๆ ซ่ึงมักกําหนดขึ้นเพื่อรักษาผลประโยชนทางเศรษฐกิจของประชาชน แบงเปน 2 ลักษณะ
คอื

1) นโยบายการคาแบบเสรีมักใชวธิ ีการ ดังน้ี
1. ไมมกี ารเก็บภาษีคุมกนั คือไมต้ังกําหนดกําแพงภาษีขาเขา ไมเ ก็บคา พรเี มยี่ ม
2. ไมใ หส ทิ ธิทางการคาแกป ระเทศหน่งึ ประเทศใด
3. หลักการแบงงานทาํ กนั เลอื กผลติ เฉพาะสนิ คาทตี่ นถนดั ทําใหต นทนุ การผลติ ตํ่าสนิ คา

มคี ุณภาพ เกดิ ประโยชนท งั้ ผูผลติ และผูบรโิ ภค
4. ไมมีขอ จาํ กดั ทางการคา คือ ไมม กี ารกําหนดโควตาสนิ คา

ปจจุบันประเทศตา งๆ ยกเลิกนโยบายการคา แบบเสรี เนอื่ งจากประเทศเกษตรกรรมจะเสียเปรียบ
ประเทศอตุ สาหกรรม ทําใหเกดิ ภาวะปญ หาขาดดุลการคา เงินทองรั่วไหลไปประเทศอ่นื มากและสถานการณ
ทางการเมอื งโลกเปลีย่ นไป จงึ มกี ารกีดกันทางการคา ซึ่งกันและกัน

2) นโยบายการคา แบบคมุ กนั (Protective Policy) เปน นโยบายการคาทจี่ าํ กัดสนิ คา เขาท่ี
จะมาแขงขันกับสินคาท่ีผลิตไดในประเทศ นโยบายน้ีมีวัตถุประสงคเพ่ือคุมครองการผลิตภายในประเทศ
ประเทศท่ีใชนโยบายการคาแบบคุมกนั มักใชว ธิ ีการ ดงั น้ี

1. การตงั้ กําแพงภาษี กาํ หนดอตั ราภาษสี ินคา เขา ใหสงู กวาชาติ เก็บภาษหี ลายอตั รา
2. กําหนดปริมาณการนาํ เขาหรอื การสงออกสนิ คา บางชนดิ (โควตา)
3. หา มนําเขาหรอื สงออกสนิ คาบางชนดิ เชน หามสงออกสตั วปา
4. การใหเ งนิ อุดหนุน เชน ใหเ งนิ อุดหนุนแกผ ูผ ลิตในประเทศหรอื ผสู งออกสนิ คาบางชนิด
ลดภาษีสง ออกหรอื ใหความสะดวกดานสินเช่ือ
1.4 นโยบายการคา ตางประเทศของไทย
พ้นื ท่ีทางเศรษฐกิจของไทย คือ เกษตรกรรม เพื่อไมใหเกิดการเสียเปรียบดุลการคา จึงใช
นโยบายการคาตางประเทศแบบคุมกัน ดงั นี้

ห น้ า | 251

1) ใชนโยบายการคาแบบคุมกัน นําเอามาตรการตางๆ มาใช เชน ตั้งกําแพงภาษี การ
กําหนดปริมาณการนําเขาสินคา การลดภาษีสงออก เพื่อคุมครองอุตสาหกรรมและการผลิตสินคา
ภายในประเทศ

2) ใหเอกชนมีบทบาททางการคามากท่ีสุด รัฐบาลสงเสริมใหเอกชนดําเนินการสงออก
มีสินคา บางอยา งที่รัฐเปน ผดู ําเนนิ การสงออก เชน ขา ว ขาวโพด น้าํ ตาล เปน ตน

3) ใชระบบภาษศี ุลกากรพกิ ดั อตั ราเดี่ยว หรือพกิ ัดอัตราซอ น สนิ คา นําเขาจากประเทศใดก็
ตาม รัฐเก็บภาษาศุลกากรในอัตราเดียวกัน ไมใหสิทธิหรือกีดกันประเทศใดเปนพิเศษ ท่ีเปนเชนนี้เพราะ
ประเทศไทยเปนสมาชกิ องคการคาโลก (World Trade Organization หรอื WTO)

ปริมาณการคา ระหวางประเทศ คิดจากมลู คา ของสินคา ออกและมูลคาของสินคาเขารวมกันปริมาณ
การคาระหวางประเทศจะแตกตา งกันไป ตามสภาพเศรษฐกิจและนโยบายการคาของประเทศน้ันๆ ประเทศ
พัฒนาแลว มีปรมิ าณการคา ระหวา งประเทศสูงกวาประเทศกําลงั พัฒนา

1.5 ดลุ การคาระหวางประเทศ
ดุลการคา (Balance of Trade) คือ การเปรียบเทียบมูลคาสินคาออกกับมูลคาสินคาใน

เวลา 1 ป ดลุ การคา มี 3 ลกั ษณะ คอื
ดลุ การคาเกนิ ดลุ = มูลคา สนิ คาออก มากกวา มลู คาสินคาเขา
ดุลการคา สมดลุ = มูลคา สนิ คาออก เทา กบั มูลคา สินคาเขา
ดุลการคาขาดดลุ = มลู คาสนิ คาออก นอยกวา มูลคาสนิ คาเขา

แตขณะเดียวกันประเทศไทยรวมจัดต้ัง เขตการคาเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area
หรือ AFTA) มีขอตกลงจัดเก็บภาษาสินคาเขาจากประเทศสมาชิก AFTA ต่ํากวารอยละ 0-5 เทานั้น
ประเทศสมาชิก AFTA ทัง้ 10 ประเทศจะเกบ็ ภาษใี นอตั ราเทา กันทง้ั หมดในอตั ราทีต่ ํ่ากวา WTO

1.6 ดุลการคาของไทย
ดุลการคาประเทศไทยมีลักษณะขาดดุลมาตลอด นับตั้งแต พ.ศ. 2495 เปนตนมา เนื่องจาก

สินคาเขาสวนใหญเปนสินคาอุตสาหกรรมเชน เครื่องจักรไฟฟา เคร่ืองจักรใชในอุตสาหกรรม เคมีภัณฑ
แผงวงจรไฟฟา และน้ํามันดิบเปนจํานวนมากมาพัฒนาประเทศ สวนสินคาออกเปนผลิตภัณฑดาน
เกษตรกรรมซึ่งมีมูลคานอยกวาสินคาทุน จึงทําใหขาดดุลการคาต้ังแต ป 2541 เปนตนมาปริมาณการคา
ขยายตัวสงู ข้ึนเร่อื ยๆ ประเทศไทยเรม่ิ ดุลการคาเกินดุล ประเทศคูคาสําคัญของไทย คือ ญ่ีปุน สหรัฐอเมริกา
ประชาคมยโุ รป (EC) และประเทศในกลมุ อาเซยี น

1.7 ปญ หาการคาระหวา งประเทศของไทย
ปริมาณการคาระหวางประเทศของไทย มีอัตราขยายตัวสูงมาก ขณะเดียวกันก็ประสบปญหา

สาํ คัญ 3 ประการ คอื
1) ลัทธกิ ีดกันทางการคา ของประเทศคคู าทสี่ าํ คัญ เชน การต้ังกาํ แพงภาษีขาเขา ยกเลิกการให

สิทธพิ ิเศษทางการคา (GSP) แกสนิ คา ไทย กฎหมายลขิ สทิ ธทิ์ างปญ ญา
2) ตลาดการคาในตางประเทศยงั ไมก วา งขวาง

ห น้ า | 252

3) การแขงขนั แยงตลาดของประเทศคูแขง ไทยมีคูแขงสินคาการเกษตรในตลาดโลกหลายราย
โดยเฉพาะสินคา ขา ว

4) ขอ ผูกพนั ทีต่ องปฏิบตั ิตามกฎขอบงั คับของแกตต (GATT) คอื ขอตกลงท่วั ไปวา ดวยภาษีศุลกากร
และการคา ของประเทศสมาชิก

5) การขาดดุลการคา แนวทางแกไข คือ ปรับปรุงคุณภาพสินคาและราคา แลวขยายตลาดและ
ปริมาณสงออก ในขณะเดียวกันตองพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศพรอมๆ กับจํากัดการนําเขาสินคา
ตา งประเทศท่ีฟุม เฟอย

การเงนิ ระหวางประเทศ (International Finance)
การเงินระหวางประเทศเปน การแสดงความสมั พันธดา นการเงินระหวางประเทศหนึ่งกับอกี ประเทศ
หนง่ึ อันสบื เนื่องมาจากการคาขายระหวา งประเทศ การกยู ืมเงนิ และการชําระหน้ี การลงทนุ ระหวา งประเทศ
และการชวยเหลอื กนั ระหวางประเทศ
2.1 การแลกเปลี่ยนเงนิ ตราตา งประเทศ (Foreign Exchange)
การแลกเปลี่ยนเงินตราตางประเทศ คือ การเปรียบเทียบราคาของเงินตราประเทศหน่ึงกับ
เงนิ ตราของอีกประเทศหน่ึง โดยทั่วไปมักเทียบคาเงินตราของประเทศตนกับเงินดอลลารสหรัฐ การท่ีตอง
แลกเปลีย่ นเงนิ ตราตา งประเทศเพราะมีการดาํ เนนิ ธุรกจิ การคา ระหวางประเทศ แตล ะประเทศมีหนวยเงินตรา
ไมเหมอื นกนั จงึ ตอ งกาํ หนดอตั ราแลกเปลี่ยน เงินตราที่ไดร ับการยอมรบั ใหเ ปน สอื่ ในการแลกเลยี่ น คือ เงิน
ดอลลารสหรฐั เงินเยน เงินยโู ร
ธนาคารกลางเปน ผกู ําหนดอัตราแลกเปลย่ี น โดยเทียบคาเงินของตนกับทองคําหรือเงินตราสกุล
อ่ืน ภายใตเง่อื นไขท่ีกองทุนการเงินระหวางประเทศ (IMF) กาํ หนด
2.2 ดุลการชาํ ระเงินระหวา งประเทศ (Balance of Payment)
ดุลการชาํ ระเงินระหวางประเทศ หมายถึง รายการแสดงยอดรายรับและรายจายของประเทศที่
เกดิ จากการทํากจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ระหวา งประเทศในระยะเวลา 1 ป
ดุลการชาํ ระเงนิ ระหวา งประเทศ ประกอบดว ย 3 สว นใหญๆ คอื
1) บัญชีเดนิ สะพัด เปน บญั ชีแสดงดลุ การคา ดุลบริการ
2) บญั ชที ุนเคล่ือนยา ย เปน บัญชีแสดงการนําเงนิ ไปลงทนุ ระหวา งประเทศท้งั ภาครฐั และเอกชน
3) บัญชีทนุ สาํ รองระหวา งประเทศ เปนบัญชีท่ีแสดงการเปลี่ยนแปลงจํานวนเงินสํารองระหวาง
ประเทศในแตล ะป
ทนุ สํารองระหวางประเทศ คอื ทรพั ยสนิ ของประเทศท่เี ก็บไวในรูปของเงนิ สกุลตางประเทศและ
ทองคาํ แทง
4) บัญชเี งนิ โอนและบรจิ าค เปน เงนิ ไดเ ปลาหรอื เงินบรจิ าคระหวา งประเทศ
ดลุ การชําระเงินมี 3 ลักษณะ คอื
ดลุ การชําระเงินขาดดลุ คอื รายรบั ตํา่ กวา รายจา ย
ดุลการชาํ ระเงนิ เกนิ ดุล คอื รายรบั สงู กวา รายจาย

ห น้ า | 253

ดุลการชาํ ระเงนิ สมดุล คือ รายรับเทากับรายจาย

ดุลการชาํ ระเงิน = รายรบั ทง้ั หมดท่ไี ดจากตา งประเทศ - รายจา ยท้ังหมดทจ่ี ายไปตางประเทศ

ขอแตกตางระหวา งดุลการคากับดลุ การชําระเงนิ
1) ดุลการคา เปรียบเทียบเฉพาะ มูลคาสินคาออกกับมูลคาสินคาเขาเทาน้ัน
ดุลการชําระเงิน เปรียบเทียบเฉพาะรายรับกับรายจายที่เกิดจากการติดตอกับ

ตา งประเทศทุกดา น
2) ดลุ การคา เปนสวนหน่ึงของบัญชีดลุ การชําระเงิน

2.3 ภาวะดลุ การชาํ ระเงนิ ของไทย
แมดุลการคาของประเทศจะขาดดุลมาตลอด แตประเทศไทยไมขาดดุลการชําระเงิน ปใด
ดุลการชําระเงนิ เกินดุลเกิดผลดี ทาํ ใหป ระเทศมี “ทุนสํารองระหวา งประเทศ” เพ่ิมสูงข้ึน
ป 2540 ดลุ การชาํ ระเงนิ ขาดดุล เพราะดึงทนุ สํารองมาใช จนเกิดวกิ ฤตกิ ารเงิน
ป 2541 ดุลการคา เริ่มเกนิ กลุ เน่อื งจากการลดอัตราแลกเปลยี่ นเงนิ ตราระหวา งประเทศลดการ
นําเขาสนิ คาทุนและวัตถดุ บิ นับจากป 2541 นี้ไป ไทยยงั คงมดี ลุ การคา เกนิ ดลุ แตเร่ิมเกนิ ดลุ ลดลง

3. การลงทนุ ระหวางประเทศ (International Investment)

การลงทุนระหวางประเทศ หมายถงึ การทร่ี ฐั บาลหรือเอกชนของประเทศหนึ่งนําเงนิ ไปลงทุนดาํ เนิน
ธุรกิจเพอื่ แสวงหากาํ ไรในอีกประเทศหน่งึ ปจจุบนั การลงทุนระหวา งประเทศสวนใหญอ ยูใ นรูปการดําเนินงาน
โดยวสิ าหกิจ และมีสถาบันการเงินเอกชนเปนผจู ดั หาเงินทุนสําหรบั โครงการตางๆ

3.1 สาเหตขุ องการลงทนุ ระหวางประเทศ
1) ลดตน ทนุ การนาํ เขา วัตถดุ ิบ
2) ลดตน ทนุ แรงงานตํ่า
3) ขยายตลาด โดยตัง้ โรงงานผลิตเพอื่ ตอบสนองความตองการตลาดมากขนึ้
4) ไดร ับสทิ ธพิ ิเศษทางภาษี

ประเทศกาํ ลังพฒั นามคี วามเหมาะสมมากตอ การลงทุน
ผลดีของการลงทนุ ระหวา งประเทศ คอื ทําใหการคา ระหวางประเทศขยายตัว เศรษฐกิจภายในประเทศ
ดขี ึน้ และมีความกาวหนาทางเทคโนโลยี
3.2 การลงทนุ ของตา งประเทศในประเทศไทย

รัฐบาลสนบั สนนุ และสง เสรมิ การลงทุนของตา งประเทศ และจดั ต้ังสาํ นักงานคณะกรรมการ
สงเสริมการลงทุน (Board of Investment หรือ BOI) เพื่อทําหนาท่ีสนับสนุนการลงทุนโดยใหสิทธิพิเศษ
ตางๆ แกผูลงทุน เชน ลดหยอ นภาษีศลุ กากรสนิ คา สงออกและนําเขาวัตถุดิบ หรือตั้งกําแพงภาษีสินคาจาก

ห น้ า | 254

ตา งประเทศ เพือ่ คมุ ครองอตุ สาหกรรมท่ีผลติ ไดใ นประเทศไทย ประเทศไทยไดรับความชว ยเหลอื ทางเศรษฐกจิ
จากประเทศญป่ี ุน และสหรัฐอเมริกาเปน สวนใหญ

แบบฝก หดั ทายบทเรอ่ื งท่ี 6 เร่ือง ความสัมพันธและผลกระทบทางเศรษฐกิจระหวางประเทศกับภูมิภาค
ตา งๆ ท่วั โลก

คาํ สัง่ เม่ือผูเรียนศึกษาเร่ือง ความสัมพันธและผลกระทบทางเศรษฐกิจระหวางประเทศกับ
ภมู ิภาคตางๆ ท่วั โลก จบแลว ใหทําแบบฝกหดั ตอไปนี้ โดยเขยี นในสมดุ บันทึกกิจกรรมเรยี นรู

แบบฝกหัดที่ 1 ใหผเู รยี นอานขอความตอ ไปน้ี แลว ตอบคาํ ถามที่กําหนดให

เรื่องที่ 1
การคาระหวา งประเทศ หมายถงึ การซื้อขายแลกเปลี่ยนสินคาและบริการระหวางประเทศหน่ึงกับ

อีกประเทศหน่งึ อาจกระทําโดยรฐั บาลหรือเอกชนก็ได ปจจบุ นั ประเทศตางๆ สว นมากมักมีการติดตอซื้อขาย
กนั เน่ืองจากแตละประเทศมที รัพยากรธรรมชาติ สภาพของดินฟาอากาศ และความชาํ นาญในการผลติ สินคา
แตกตา งกัน สรปุ ไดว า ปจ จัยทกี่ อใหเ กิดการคาระหวางประเทศคือ

1. ความแตกตา งในเรือ่ งทัพยากรธรรมชาติ ไดแก พลังงาน แรธาตุ ปาไม ความอุดมสมบูรณของ
ดินในแตล ะประเทศในโลกแตกตา งกัน ประเทศท่มี ีทรพั ยากรอุดมสมบูรณ ยอ มมีโอกาสสงู ทจ่ี ะนําทรัพยากร
มาผลติ เปน สนิ คา และบริการ

2. ความแตกตา งในดา นลกั ษณะภมู ิประเทศและภูมิอากาศ จึงผลติ สนิ คาไดแตกตางกนั
3. ความแตกตางในเรื่องความชํานาญการในการผลิต เพราะแตละประเทศมีความกาวหนาทาง
เทคโนโลยแี ตกตางกนั ประชากรของแตล ะประเทศมีความรู ความชํานาญแตกตางกัน เชน สวิตเซอรแลนด
มคี วามชํานาในการผลติ นาฬกิ า เปน ตน

ใหผเู รียนตอบคําถามตอ ไปน้ี โดยเติมคําตอบลงในชองวา ง
1. การคาระหวา งประเทศ หมายถงึ .............................................................
2. การดําเนินกจิ กรรมในดา นการคาระหวางประเทศสามารถดําเนินการโดย ................................
........................................................................................................................................................................
3. สาเหตุทท่ี าํ ใหเกดิ การคา ระหวา งประเทศ ไดแก ........................................................................
........................................................................................................................................................................
4. ประเทศไทยเปน ประเทศทผ่ี ลติ ขาวไดมาก เนื่องจาก................................................................
.......................................................................................................................................................................

เร่อื งที่ 2

ห น้ า | 255

การท่ีประเทศใดจะผลิตสินคาอะไรมากนอยเทาใดนั้นข้ึนอยูกับปจจัยและความเหมาะสมหลายๆ
ประการดังกลาวแลว ไมม ีประเทศใดสามารถผลิตสินคาท่ีประชาชนตองการไดหมดทุกอยาง ประเทศตางๆ
จงึ นาํ สนิ คาของตนมาแลกเปลีย่ นกนั ดงั นนั้ การคาระหวางประเทศจึงกอใหเ กดิ ประโยชน ดงั น้ี

1. สินคาใดท่ีผลิตในประเทศเราไมได เราสามารถท่ีจะซ้ือสินคาจากประเทศอื่นได ทําใหมีสินคา
สนองความตองการของเราไดมากข้นึ

2. สนิ คาทผ่ี ลติ ไดใ นประเทศแตมีตนทนุ ในการผลติ สูง ประเทศเราควรเลือกผลิตสินคา ท่ีมีตนทุนการ
ผลิตตา่ํ แลวสง ไปขายแลกเปล่ยี น เราจะไดส นิ คาคณุ ภาพดแี ละราคาถกู กวาท่จี ะผลิตเอง

3. กอ ใหเ กดิ ความรูความชาํ นาญในการผลิตเฉพาะอยางตามความถนัด ทาํ ใหเกดิ แรงจงู ใจที่จะคดิ คนั
เทคนิคการผลติ ใหมคี ณุ ภาพมากขึ้น

4. ชว ยใหประเทศกําลังพัฒนาไดแบบอยางการผลิตท่ีทันสมัย สามารถนําทรัพยากรที่มีอยูมาใชใน
การผลิตเพอื่ สงออกมากขึ้น

5. ชวยใหประเทศกําลังพัฒนารูจักใชเทคโนโลยีจากประเทศที่พัฒนาแลวมาพัฒนาประเทศให
เจริญกา วหนาขึ้น

ใหผเู รียนตอบคําถามตอไปนี้ โดยเตมิ คําตอบลงในชอ งวางตอไปน้ี
1. ในการผลติ สนิ คา ถาตนทนุ ในการผลิตในประเทศสูง ควรแกป ญ หาโดย…………………………

................................................................................................................................................
2. ประเทศกาํ ลงั พัฒนาไดแ บบอยางในการผลิตสนิ คาจาก..........................................................

................................................................................................................................................
3. การคาระหวางประเทศชวยใหเ ศรษฐกิจขยายตัวเพราะ ........................................................

................................................................................................................................................

เร่ืองท่ี 3
นโยบายการคาระหวางประเทศ เปนนโยบายที่ประเทศหน่ึงประเทศใดนําไปใชในการคาระหวาง

ประเทศแบง ออกเปน 2 แบบ คอื
1. นโยบายการคาเสรี เปนนโยบายท่ีสงเสริมใหประเทศอื่นนําสินคามาขายอยางเสรีปราศจาก

ขอจํากดั ใดๆ ประเทศที่ใชน โยบายการคาเสรจี ะตอ งปฏบิ ตั ิตามเงื่อนไขตอไปน้ี
1.1ตองผลิตสนิ คาที่มปี ระสิทธิภาพสูง หรือมีความชํานาญในการผลิตสงู
1.2ตองไมเกบ็ ภาษี หรอื เก็บนอ ยทสี่ ุดเพือ่ ไมใ หเ กิดความแตกตางในการผลติ สินคา
1.3 ไมม กี ารแบงแยก หรอื ใหอภิสทิ ธ์แิ กป ระเทศใดประเทศหนึ่ง

2. นโยบายการคาแบบคุมกัน เปนนโยบายที่รัฐบาลจะใชเคร่ืองมือตางๆ เพื่อจํากัดการนําเขาและ
สงเสริมการสง ออก

ห น้ า | 256

เรอ่ื งท่ี 7การรวมกลุมทางเศรษฐกจิ

ความเปนมาและองคป ระกอบ
การคาระหวา งประเทศเกิดข้ึนเนื่องจากการทีโ่ ลกไดถกู แบงออกเปน ประเทศ แตละประเทศตางผลิต
สนิ คา หรอื บริการแตกตางกนั เมอื่ แตละประเทศตางเกิดความตองการที่จะแลกเปลี่ยนสินคาและบริการที่ตน
ผลิต ไดเปน จํานวนมากสนิ คา และบริการท่ีตนผลิตไดนอยหรือผลิตไมไดเลยกับประเทศอื่น ประกอบกับการ
คมนาคมไปมาหาสกู ันสะดวก การคา ระหวา งประเทศจงึ เกิดขึ้น
การทแ่ี ตละประเทศผลติ สินคา หรือบรกิ ารไดแตกตา งกันเปนเพราะสาเหตุตอไปน้ี
1. แตละประเทศตางมลี กั ษณะทต่ี ้งั ตางกัน ลักษณะท่ตี ง้ั ของบางประเทศเอ้ืออํานวยใหเกิดการผลิต
สินคาหรือบริการ เชน ประเทศท่ีมีชายฝงทะเลก็จะมีอุตสาหกรรมตอเรือเพ่ือขนสงเสริมหรือการใหการ
บรกิ ารขนถา ยสนิ คาโดนใชท า เรอื น้ําลกึ บางประเทศมีภมู ปิ ระเทศงดงาม
2. จะมีอตุ สาหกรรมการทองเที่ยวเกดิ ขึ้น แตละประเทศมีแรธาตุซ่ึงเปนทรพั ยากรธรรมชาติมากนอย
ตา งกนั เชน สวีเดนมีเหลก็ เยอรมันมถี านหนิ เวเนซูเอลาและตะวันออกกลางมีนํ้ามนั แอฟริกาใตมที องคํา
และยเู รเนียม ประเทศเหลาน้กี จ็ ะนําแรธาตุขึ้นมาใชแ ละสงเปน สนิ คาออก
3. แตล ะประเทศมีลักษณะดินฟาอากาศทแ่ี ตกตา งกนั เชน สหรัฐอเมริกาและแคนาดาประเทศท่ีอยใู น
เขตอบอุนสามารถปลกู ขาวสาลไี ด ไทยอยูในเขตมรสุมสามารถปลูกขาวได บราซิลเปนประเทศในเขตศูนย
สูตรสามารถปลกู กาแฟได จากการท่พี ชื ผลสามารถข้ึนไดดี ตามสภาพดินฟาอากาศแตละชนิดดังกลาวทําให
แตละประเทศสามารถผลิตพืชผลชนิดน้ันไดเปนจํานวนมากเมอ่ื มเี หลอื กส็ ามารถสงเปนสนิ คาออก
นอกจากน้ียังมีทฤษฎียืนยันวา “ถาทุกประเทศแบงงานผลิตสินคาและบริการตามที่ตนถนัดหรือเม่ือ
เปรียบเทียบแลวไดเปรยี บจะทําใหมผี ลผลิตเกิดข้นึ มากกวาตางคนตา งผลติ ”

ดุลการคาและดุลการชําระเงิน
ในการทําการคาระหวา งประเทศน้ัน ประเทศหนึง่ ๆ ยอมตองบนั ทึกรายการที่เกิดขึ้น เพราะจะทําให
ไดทราบผลการตดิ ตอ คาขายกับตางประเทศ รายการคา กับตางประเทศนีอ้ าจบันทึกอยูใน 2 รูปแบบ ดวยกัน
คอื ดุลการคาและดลุ การชาํ ระเงิน
ดุลการคา (Balance of Trade) ไดแก การเปรยี บเทียบมูลคาของสินคาท่ปี ระเทศหนึ่งสงออกขาย
(Export) ใหป ระเทศอนื่ ๆ กบั มูลคาของสินคาท่ีประเทศน้ันสั่งซื้อเขามาจําหนายวามากนอยตางกันเทาไรใน
ระยะ 1 ป เพ่อื เปรยี บเทียบวาตนไดเปรียบหรอื เสียเปรยี บ
ตวั อยา งเชน ประเทศไทยสง สนิ คา ออกหลายประเภทไปขายสง ประเทศญี่ปุน สิงคโปร และอีกหลาย
ประเทศ มีมูลคารวมกัน 589,813 ลานบาท ในป พ.ศ. 2533 และในปเดียวกันก็ไดสั่งสินคาเขาจาก
ประเทศตางๆ มีมูลคา 844,448 ลานบาท เม่ือนํามาเปรียบเทียบกันจะทําใหทราบไดวาไดเปรียบหรือ
เสยี เปรยี บดลุ การคา ในการเปรียบเทียบนีอ้ าจแบงออกไดเปน 3 ประเภท คือ

ห น้ า | 257

1. ดลุ การคาไดเปรียบ หรือเกินดลุ ไดแกการที่ประเทศหนึ่งสงสินคาไปขายยังตางประเทศมีมูลคา
มากกวา ส่งั สนิ คาเขามาอุปโภคบรโิ ภค

2. ดุลการคาเสียเปรียบ หรือขาดดุล ไดแก การที่ประเทศหน่ึงสงสินคาไปขายยังตางประเทศ มี
มูลคานอ ยกวาท่ีสง่ั สนิ คา เขา มาอปุ โภคบรโิ ภค

3. ดุลการคาสมดุล ไมไ ดเปรียบเสียเทียบกัน หรือเทากันมีผลลบเปนศูนยกลาวคือมูลคาสินคาเขา
เทากับมูลคาสนิ คาสง ออก

โดยทั่วไปการใชดุลการเพียงอยางเดียวอาจไมทําใหทราบฐานะท่ีแทจริงของประเทศไดกลาวคือ
ดุลการคาทีเ่ สียเปรยี บน้ัน อาจไมเ ปน ผลเสียใดๆ ตอ ประเทศกไ็ ด เนื่องจากบันทึกเที่ยวกับดุลการคานั้นจะไม
รวมถึงการนาํ เขาสนิ คา บางชนดิ ทีไ่ มตอ งชําระเปนเงนิ ตราตา งประเทศก็ไดเน่ืองมาจากสนิ คาชนดิ นัน้ จะมาจาก
การบริจาคชวยเหลอื ถานาํ เอารายการน้ีมาหักออกอาจทําใหดุลการคาลดลงหรือการคิดราคาสินคาเขาและ
สนิ คาออกตางกัน กลา วคอื ขณะทสี่ ินคา เขารวมมลู คา ขนสง และการประกันภยั แตสินคาออกไมไดรวมไว หรือ
การสง่ั สินคาประเภททนุ เชน เครอื่ งจักรกลเขา มาทาํ การผลิตสินคา ดเู หมอื นวาจะทาํ ใหเ สยี เปรียบดลุ การคา
กจ็ รงิ แตใ นระยะยาวแลว เมือ่ มีการผลติ สนิ คา เพือ่ การสง ออก โดยสินคานั้นอาจทําใหไดเปรียบดุลการคาใน
ระยะยาว

ประเทศที่ดุลการคาไดเปรียบถือวาภาวะเศรษฐกิจของประเทศน้ันเจริญ แตอาจจะไมเปนผลดีตอ
เศรษฐกจิ เสมอไป เชน เมื่อไดรับเงินตราตางประเทศ ธนาคารกลางสามารถเพ่ิมปริมาณเงินในทองตลาด
ไดม าก พอ คา สามารถแลกเงนิ ตราตา งประเทศมาเปน เงินในประเทศไดมาก เมื่อปริมาณเงินในทองตลาดมาก
อาจเกดิ ภาวะเงินเฟอ หรือการทป่ี ระเทศใด ประเทศหนง่ึ ไดเปรียบดุลการคากับประเทศอื่นติดตอกันหลายป
จะทําใหประเทศคูคาไมสามารถมีเงินมาซื้อสินคาหรือชําระเงินได ยอมเปนผลเสียตออุตสาหกรรม
ภายในประเทศ ดังนนั้ นกั คดิ ทางเศรษฐศาสตรจึงเห็นวาไมค วรเปรยี บเทยี บเฉพาะราย การสนิ คา เทาน้ัน จึง
จะทาํ ใหท ราบสภาวะเศรษฐกจิ ทแ่ี ทจ รงิ ของประเทศ แตควรมีรายการอ่นื ๆ เขามาแสดงเปรียบเทยี บดวยและ
รายการอ่ืนๆ ท่ีแสดงเปรียบเทยี บนั้นแตล ะประเทศจะแสดงไวใ นรูปของดุลชาํ ระเงินระหวา งประเทศ

ดุลการชําระเงินระหวางประเทศ คือสถิติในรูปบัญชีแสดงรายรับ (หรือ credit = +)
ทปี่ ระเทศหน่ึงไดรับจากตางประเทศ และรายจาย (หรือ debit = - ) ที่ประเทศนั้นจายแกตางประเทศใน
รอบ 1 ป นาํ มาเปรียบเทียบกัน เพอื่ ทราบตนไดเปรยี บหรอื เสียเปรยี บ โดยปกตดิ ุลการชาํ ระเงินจะประกอบ
ไปดว ย

1. บญั ชดี ุลการคา
2. บญั ชดี ุลบรกิ าร
3. บญั ชีดลุ บรจิ าค
4. บญั ชีทนุ หรอื บญั ชีเงนิ ทนุ
5. บัญชีการเคลอื่ นยา ยเงินทนุ ของระบบการเงนิ
6. จํานวนไมป ระจกั ษห รอื คาคลาดเคลอ่ื นสทุ ธิ

ห น้ า | 258

จากบัญชีดุลชําระเงินท้ัง 6 ชนิดน้ี บัญชีดุลการคา บัญชีดุลบริการ และบัญชีดุลบริจาค เรียก
รวมกันวา บัญชีเดินสะพัด (Current Account) เปนบัญชีแสดงถึงการแลกเปลี่ยนเงินระหวางประเทศ
เฉพาะสวนทเี่ ปนผลติ ภัณฑ (สนิ คา และบรกิ าร) เทา นนั้ แตไ มม รี ายการแสดงการเคลอื่ นยา ยทรัพยสินหรือทุน
ซงึ่ ดลุ การชาํ ระเงนิ จะพิจารณาจาก

ดุลการชาํ ระเงิน = ดลุ บัญชีเดนิ สะพัด + ดลุ บัญชีทนุ + จํานวนไมประจักษ
ซึ่งจะแสดงผลอยใู น 3 ลักษณะ คอื ถา ยอดรายรับมากวา รายจาย เรียกวา ดุลการชําระเงินเกินดุล
ถายอดรายรบั นอ ยกวา ยอดรายจา ยเรยี กวาดลุ การชําระเงนิ ขาดดุล และถายอดรายรบั หรอื รายจายเทากันหรอื
เปน ศนู ยเ รยี นกวาดลุ การชาํ ระเงนิ สมดลุ

อัตราแลกเปล่ยี นเงนิ ตราตางประเทศ
เงินตราตางประเทศ หมายถึง เงินตราของประเทศอ่ืนซ่ึงอยูในความครอบครองของรัฐบาลหรือ
เอกชนของประเทศใดประเทศหน่งึ ตวั อยา งเชน เงินตราตางประเทศในทัศนะของเอกชนและรฐั บาลไทยกค็ ือ
เงิน ดอลลาร มารค เยน ปอนด เปนตน สวนเงินบาทเปนเงินที่ออกโดยรัฐบาลไทย ถือเปนเงินตรา
ตางประเทศทัศนะของรัฐบาลและเอกชนของประเทศอน่ื นอกจากประเทศไทย เงินตราของประเทศตางๆ แต
ละหนวยจะมีอํานาจซ้ือแตกตางกันไปตามคาของเงินในแตละประเทศ ซึ่งคาของเงินแตละประเทศจะถูก
กาํ หนดไวใ นรูปของอัตราแลกเปล่ียนเงนิ ตราระหวางประเทศ
อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหวางประเทศมีความสัมพันธอยางใกลชิดกับการคาระหวางประเทศ
เพราะอัตราแลกเปลีย่ น หมายถึง ราคาของเงนิ ตราสกลุ หนึ่งเม่ือเปรยี บเทยี บกบั เงินตราของสกุลอนื่ ๆ อัตรา
แลกเปล่ียนเปนราคาท่ีสําคัญเมื่อเทียบกับราคาสินคาโดยท่ัวไป ท้ังน้ี เพราะอัตราแลกเปลี่ยนจะเปนตัว
เช่ือมโยงของราคาสินคาของประเทศตางๆ หากเราไมทราบอัตราแลกเปล่ียนจะทําใหเราไมสามารถ
เปรียบเทยี บราคาสินคาระหวา งประเทศได และเมอ่ื อัตราแลกเปล่ียน ราคาสินคาทุกชนิดในตางประเทศ ซ่ึง
คดิ เปน เงินตราของประเทศใดประเทศหนึง่ จะเปล่ียนไปดว ย ตวั อยางเชน อตั ราแลกเปลีย่ นระหวางปอนดกับ
บาทเปน 1 ปอนดตอ 45 บาท เสื้อขนสัตวต วั หนึง่ มรี าคา 20 ปอนดในประเทศอังกฤษจะมี ราคา 900 บาท
ในประเทศไทย แตถ า ประเทศองั กฤษลดคา เงินปอนดเปน 1 ปอนดเทากับ 35 บาท เสื้อขนสัตวตัวเดิมจะมี
ราคาในประเทศไทยเพยี ง 700 บาท เทานั้น โดยตั้งขอสมมติในชน้ั นว้ี าราคาเส้ือขนสัตว?ในอังกฤษไมเปลี่ยน
แตในทางปฏิบัติจริง เม่ืออังกฤษลดคาเงินปอนด ราคาสินคาในอังกฤษจะเปลี่ยนจากระดับเดิมและราคา
เปรียบเทียบระหวางเงินบาทกับเงินปอนดจะเปลี่ยนไป ดังน้ันราคาสินคาท่ีสั่งจากประเทศไทยไปประเทศ
อังกฤษจะเปล่ียนไปเชนกัน กลาวคือ ที่อัตราแลกเปล่ียนเดิมทีเงิน 1 ปอนดมีคาเทากับ 45 บาทนั้น ถา
ประเทศองั กฤษตองการซ้ือรองเทาซ่ึงมรี าคา 450 บาทจากประเทศไทย อังกฤษจะตองจายเงนิ 10 ปอนด แต
เมอื่ อตั ราแลกเปลย่ี นเงนิ ตราเปลย่ี นไปเปน 1 ปอนดม ีคา เทา กับ 35 บาท จะทําใหองั กฤษตอ งจายคารองเทา
คูเดียวกันถึง 12.8 ปอนด ดังน้ันจึงกลาวไดวาอัตราแลกเปลี่ยนเปนปจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลตอสินคาเขาและ
สนิ คาออกของประเทศ ตลอดจนการดําเนินกจิ กรรมทางเศรษฐกิจของประเทศอีกดวย ฉะน้ันประเทศตางๆ
จงึ พยายามหาวธิ ีรว มกันในการกาํ หนดอตั ราแลกเปล่ียนทีเ่ หมาะสม

ห น้ า | 259

ผลจากการรว มกลมุ ทางเศรษฐกิจ
การรวมกลุมเศรษฐกิจ (Regional Economic integration) หมายถึง การท่ีประเทศมากวา 1
ประเทศขนึ้ ไปมารวมกนั อยางเปนทางการ (Official integration) เพอื่ เชือ่ มเศรษฐกจิ ของภูมิภาคเดียวกนั
การท่ีประเทศในภูมิภาคเดียวกันมารวมตัวกันนั้น เพราะประสบปญหาทางการคานานาประการ
โดยเฉพาะปญหาการขาดดลุ การคา ซึ่งมีสาเหตุมาจากการไรประสิทธิภาพในการผลิตและความไมม่ันคงใน
สนิ คา ที่เปนวตั ถุดบิ ท่ีใชในการผลติ จงึ เกดิ มกี ารรวมกลมุ กันเพอ่ื การผลิตและขยายตลาดและมีการทําสัญญา
ตา งๆ เพ่อื แกปญ หาเฉพาะเรอ่ื ง
การรวมกลุม เศรษฐกิจมหี ลายประเภท แตม ีลักษณะเหมือนกันอยูประการหนึ่งคือ “การใชกําแพงภาษี
กีดกนั สินคาจากประเทศนอกกลุม สมาชกิ และใหม ีสิทธพิ เิ ศษในการนําเขา สินคาจากประเทศสมาชิกในกลุม”
การรวมกลมุ จึงมลี กั ษณะของการคาแบบเสรี และการคา คมุ กนั อยใู นตวั ซ่งึ สามารถแบง ออกเปน ประเภทไดด งั น้ี
1. เขตปลอดภาษี (Free Trade) เปน การวมกลุม ประเทศทงี่ ายทส่ี ดุ คือประเทศสมาชิกจะยกเวน การ
เก็บภาษีขาเขาระหวางกันเอง โดยที่แตจะประเทศสมาชิกมีอิสระเต็มที่ในการต้ังอัตราภาษีเรียกเก็บจาก
ประเทศนอกกลมุ เชน เขตการคาเสรีแปซิฟค (Pacific Free Trade Area : PAFTA) เขตการคาเสรีลาติน
อเมริกา (Latin Amereac Free Trade: LAFTA) การรวมกลุมประเทศในลักษณะนี้มักจะมีปญหา
เน่อื งมาจากการที่แตละประเทศสมาชกิ มีระดับการพัฒนาทีแ่ ตกตางกนั และการตงั้ อัตราภาษีสําหรบั ประเทศ
นอกกลมุ มคี วามแตกตางกนั ทาํ ใหป ระเทศคูคาสามารถเลือกคากบั ประเทศสมาชิกทตี่ ง้ั อตั ราภาษีไวต่ํา
2. สหภาพศลุ กากร (Custom Union) เปนการรวมกลุม เหมือนเขตปลอดภาษี แตมีขอตกลงเร่ือง
การต้ังกําแพงภาษีรวมกันเพ่ือเก็บจากประเทศนอกกลุม แตมักจะมีปญหาคืออัตราภาษีที่รวมกันตั้งใหมถา
แตกตา งจากเดมิ มากจะมีผลกระทบตออัตราภาษีเดิมท่เี กบ็ ภายในประเทศและสงผลกระทบถึงราคาสินคาใน
ประเทศ
3. ตลาดรว ม (Common Market) มลี กั ษณะเหมือนสหภาพศลุ กากรทกุ ประการ แตเ พิ่มเง่ือนไขวา
ไมเ พียงแตสนิ คา เทานัน้ ทีส่ ามารถเคลื่อนยา ยไดโดยเสรรี ะหวา งประเทศสมาชิกแตไมวาจะเปนการเคล่ือนยาย
ทุน แรงงาน สามารถทาํ ไดโดยเสรี การต้ังตลาดรวมจําเปนตองมีนโยบายหลายๆ ดานที่ประสานกัน เชน
การเก็บภาษรี ายได นโยบายการเงินภายใน นโยบายการคา ตลอดจนกฎหมายตา งๆ
4. สหภาพเศรษฐกิจ (Economic Union) เปน การรวมกลมุ กนั อยา งสมบูรณแ บบสมาชิกอยูภ ายใต
นโยบายเดียวกัน ใชเ งนิ ตราสกลุ เดยี วกนั และอยภู ายใตอ าณาจักรเศรษฐกิจเดยี วกนั

กลุม ทางเศรษฐกิจท่ีสําคัญมดี ังนี้
1. กลุมประชาคมยโุ รป (European Community : EC) เกิดจากการรวมตัวกนั ของประเทศสมาชกิ
ในยุโรป 12 ประเทศ ไดแก อังกฤษ เดนมารก ไอรแลนด กรีซ สเปน โปรตุเกส ฝร่ังเศส เยอรมันนี
อิตาลี เบลเยียม เนเธอรแลนด และลักแซมเบิรก ปจจุบันประชาคมยุโรปมีสภาพเปนสภาพศุลกากร
กลาวคือมีขอ กําหนดใหป ระเทศสมาชกิ ยกเลกิ การเกบ็ ภาษีขาเขา การควบคุมสนิ คาเขา และสนิ คา ออกระหวา ง
ประเทศสมาชกิ และไดม กี ารดําเนนิ นโยบายและมาตรการทางการคา กบั ประเทศนอกประชาคมรวมกัน โดย
ใชระบบประกนั คาราผลิตผลเกษตรแบบเดียวกัน และใชงบประมาณสวนกลางของประชาคมยุโรปเขาสูการ

ห น้ า | 260

เปนตลาดรวมตั้งแตป 2535 และคาดวาในป 2539 จะรวมตัวกันเปนสหภาพเศรษฐกิจและการเงิน
(Economic and Monetary Union) ซง่ึ จะมกี ารใชเงนิ ตราในสกลุ เดยี วกนั

2. สมาคมการคาเสรีแหงยุโรป (European Free Trade Association) มีสมาชิกในปจจุบัน 7
ประเทศ คือ นอรเวย สวีเดน ออสเตรีย สวเี ดน ออสเตรีย สวิซเซอรแลนด ไอแลนด ฟนแลนด และลิก
เตนสไตน มีวัตถุประสงคการกอต้ังเปนเขตการคาเสรีมากกวาเปนสหภาพศุลกากร ในป 2527 กลุม
ประเทศนี้ไดเคยแถลงการณ รว มมือกันจัดตั้งเปนเขตเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Area : EEA)
โดยมีวัตถุประสงคเ พือ่ ขยายความรวมมอื ระหวางกลมุ ประเทศทง้ั สองสว น ข้ันตอนในการจดั ตงั้ ยังไมไดกาํ หนด
ไวชัดเจน จนกระทั่งป 2532 กลุมประเทศสแกนดิเนเวียวิตกวาการเปนตลาดเดียวของประเทศสมาชิก
ประชาคมยุโรปอาจสงผลกระทบตอการคาระหวางประเทศของตน จึงไมมีความประสงคจะกอตั้งเขต
เศรษฐกิจยุโรป แตป ระชาชนยโุ รปยังใหก ารสนบั สนนุ เน่อื งจากสมาคมการคา เสรแี หง ยุโรปเปนตลาดสนิ คาที่
สาํ คัญ และใหญท ่ีสุดของประชาคมยุโปจงั ไดมีการจดั ตง้ั อยา งเปนทางการและมีการใหส ัตยาบนั รวมกัน โดยมี
ผลบังคบั ตัง้ แต วนั ที่ มกราคม 2536 เปนตน ไป

3. ขอตกลงการคา เสรีอเมริกาเหนือ (North American Free Trade Agreement : NAFTA) มี
ประเทศสมาชิกในปจจุบัน 3 ประเทศ ไดแก สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก มีวัตถุประสงคเพ่ือ
ยกเลกิ การกดี กนั ทางการคา และการลงทนุ ระหวา งประเทศสมาชกิ ทง้ั สามและเพอื่ สรางเขตการคาเสรที ย่ี อมรับ
การคมุ ครองสิทธิในทรัพยสนิ ทางปญ ญา

4. กลุมประเทศอาเซียน ประกอบไปดวยประเทศสมาชิก 10 ประเทศ คือ ไทย สิงคโปร
มาเลเซยี อนิ โดนเี ซยี ฟล ิปปน ส บรูไน เวยี ดนาม ลาว กัมพูชา และเมียนมาร มวี ตั ถุประสงคใ นการวมตัว
กันในครัง้ แรก คอื การแบง งานกันผลติ สินคา เพอื่ ลดความซ้ําซอนในการผลิต และสรางอาํ นาจตอรองทางการ
คาภายหลังไดมีขอเสนอใหจัดตั้งเขตการคาเสรีอาเซียน (Asean Free Trade Agreement : AFTA) มี
วตั ถปุ ระสงคเพื่อใหป ระเทศสมาชิกคอ ยๆ ยกเลกิ หรอื ลดภาษีศุลกากร สาํ หรบั สนิ คา สวนใหญท ค่ี าขายกันอยู
ใหเหลอื รอยละ 5 ภายในระยะเวลา 15 ป เชอ่ื วา จะทาํ ใหก ารคาและการลงทุนของกลมุ อาเซยี นขยายตัวมากขึ้น

ประเทศไทยไดรว มมอื ทางเศรษฐกจิ กับประเทศอื่นๆ อยางกวางขวาง และไดเขารวมเปน สมาชิก
ขององคกรระหวา งประเทศ หลายองคกรดังน้ี

กลุมอาเซียน หรือสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต (Association of Southeast
Asian Nations : ASEAN) ประกอบดวย 6 ประเทศ ไดแก อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟลิปปนส สิงคโปร
บรูไน และไทย สาํ นกั งานใหญต ง้ั อยทู เ่ี มอื งจาการต า ประเทศอินโดนเี ซีย

องคก รน้มี วี ัตถปุ ระสงค เพ่อื สงเสริมความรว มมือทางเศรษฐกิจ วิทยศาสตร และ เทคโนโลยี สังคม และ
วฒั นธรรม ตลอดจน การเมอื งระหวางประเทศสมาชกิ

จากการกอ ต้งั กลมุ อาเซียน มาตง้ั แต พ.ศ. 2510 มาถงึ ปจ จบุ นั ประเทศสมาชิกอาเซียน มีการขยายตวั
ทางเศรษฐกิจอยา งรวดเร็ว โครงสรา งทางเศรษฐกจิ ก็เปลี่ยนแปลงจากภาคเกษตร ไปสูภาค อตุ สาหรรมมาก
ขึน้ สง ผลใหป ระเทศสมาชกิ ประสบปญหาทั้งทางดาน การขาดดลุ การคา การเพม่ิ อตั ราคาจา งแรงงาน และ
การขาดแคลน การบรกิ ารพ้นื ฐาน

ห น้ า | 261

กลุมเอเปค (Asia – Pacific Economic Cooperation : APEC) กอต้ังขึ้นเม่ือ พ.ศ. 2532 มี สมาชิก
12 ประเทศ ไดแก สหรัฐอเมรกิ า เกาหลใี ต สิงคโปร ฟล ิปปน ส นิวซีแลนด มาเลเซีย ญ่ีปุน อินโดนีเซีย
แคนาดา บรไู น ออสเตรเลยี และไทย

องคก รนี้วตั ถุประสงคเ พื่อสง เสริมความรว มมือในการแกป ญหารว มกัน สงเสรมิ การคาเสรีตลอดจนการ
ปรับปรงุ แบบแผนการตดิ ตอการคา ระหวา งกัน และเพอ่ื ต้ังรับการรวมตัวเปน ตลาดเดยี วกนั ระหวา งประเทศ
สมาชิก

คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ และสังคมสําหรับเอเชียและแปซิฟก (Economic and Social
Commission for Asia and Pacific : ESCAP)

องคกรนี้เปน องคก รทจ่ี ดั ตัง้ ขึ้นโดยองคก ารสหประชาชาติ มวี ัตถปุ ระสงคเ พ่อื สง เสรมิ ความรวมมอื ในการ
พัฒนาดานเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศสมาชิกที่อยูในเอเชีย และแปซิฟก รวมท้ังประเทศไทยดวย
ESCAP เปนองคกรที่ขยายมาจากคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจแหงเอเชีย และตะวันออกไกล (Economic
Commission for Asia and the Far East : ECAFE) ซง่ึ จัดตงั้ ขึน้ เมอื่ พ.ศ. 2490 และ ใน พ.ศ. 2517
ไดข ยายมาเปน ESCAP ท้ังนี้เพื่อใหครอบคลุมประเทศในพ้ืนท่ีเอเชีย และแปซิฟกทั้งหมด ประเทศที่เปน
สมาชิกจะไดรับความชวยเหลือในการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคม สํานักงานตั้งอยูท่ี กรุงเทพมหานคร
ประเทศไทย

ขอตกลงทั่วไปดวยภาษีศุลกากรและการคา (General Agreement on Tariffs and Trade :
GATT) กอ ตง้ั เมอื่ วนั ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2409 มีประเทศสมาชกิ เกือบท่ัวโลก ประเทศไทย เขาเปนสมาชิก
เมือ่ วนั ท่ี 20 พฤศจิกายน 2525 องคก รนี้มวี ตั ถุประสงคเพอื่ สงเสรมิ ระบบการคา เสรี แบะสง เสรมิ สมั พันธภาพ
ทางการคา และเศรษฐกิจระหวางประเทศ โดยทุกประเทศสมาชิกตอง ปฏิบัติตามกฎระเบียบของ GATT
ประเทศไทยไดรับการสงเสริมดานการขยายตัวทางการคา ความเสียเปรียบดานการเจรจาการคาระหวาง
ประเทศกับมหาอํานาจทางเศรษฐกิจลดลงไปมาก

ความสัมพนั ธระหวา งเศรษฐกิจของไทยกบั กลมุ เศรษฐกิจโลก

ประเทศไทยเปนประเทศท่เี ปน ประเทศสมาชกิ ในขอตกลงเขตการคาเสรีอาเซียน ซึ่งมีวัตถุประสงค
ของการรวมกลุมคลายกับการรวมกลุมของประเทศในภูมิภาคอ่ืนๆ คือ การยกเลิกกําแพงภาษีท่ีมีระหวาง
ประเทศสมาชกิ และกําหนดมาตรการทางเศรษฐกิจอ่ืนๆ รวมกัน เชน การผลิตสินคาบริการ การกําหนด
อัตราภาษีศุลกากร ในขณะเดียวกันก็สรางกําแพงภาษีเพื่อสกัดสินคาทีมาจากนอกเขต ในขณะเดียวกัน
ประเทศไทยกส็ ังกัดอยูในกลุม “ขอตกลงทั่วไปวาดวยภาษีศุลกากรและสินคา (General Agreement on
Tariff and Trade : GATT) ซง่ึ เปนองคกรท่ีเกี่ยวของกับการปฏิบัติทางการคาของโลก ซึ่งประเทศไทยมี
พนั ธะสัญญาทีจ่ ะตอ งปฏบิ ตั ิตามขอตกลงเหลา นั้น เชน การสง เริมการคา แบบเสรีการลดอัตราภาษนี ําเขา การ
ถือหลักการที่ไมใหมีการกีดกันทางการคาแตกตางกันตามประเทศคูคา การคุมครองสิทธิในทรัพยสินทาง
ปญ ญา เปน ตน ซ่ึงมขี อ ตกลงบางอยางกเ็ ปน ส่งิ ที่ขดั กบั การคาภายในประเทศ เชน การยอมรบั ในขอ ตกลงวา

ห น้ า | 262

ดว ยการคมุ ครองสทิ ธทิ างปญญา แตก ารประกอบธุรกจิ ในประเทศไทยหลายประเภทมีลักษณะละเมดิ สิทธทิ าง
ปญญา

เนอ่ื งจากการทแ่ี ตล ะประเทศตา งรวมตัวกันเปนเขตเศรษฐกิจในลักษณะตางๆ กันประกอบกิจกรรม
ทางเศรษฐกิจจะดาํ เนินการเฉพาะภายในกลุม ในขณะเดียวกันก็มนี โยบายกีดกันสินคา จากภายนอกกลุม ทํา
ใหเปน การยากท่ปี ระเทศไทยจะหาตลาดทางการคา ประเทศไทยจึงตองดําเนินนโยบายทางการคาโดยการ
เจรจาทางการคากับประเทศคคู า โดยตรงเพื่อรกั ษาตลาดทางการคา ในขณะเดียวกันก็พยายามหาทางขยาย
ตลาดไปสูภูมภิ าคท่ยี งั มีการรวมกลมุ ทางเศรษฐกิจทไี่ มคอยเขมแข็งนัก เชน ตลาดยโุ รปตะวนั ออก

แบบฝกหัดทายบทเรื่องท่ี 7

คําชแี้ จง เมอ่ื ศกึ ษาบทน้แี ลว ใหน กั ศกึ ษาคน ควา และตอบคาํ ถามตอ ไปนี้
1. ในระดบั ชมุ ชน มคี วามเก่ียวเนือ่ งอยา งไรกบั ระบบเศรษฐกิจของประเทศ
2. จากสภาวการณเศรษฐกจิ ปจ จุบัน ประชาชนไดรับผลกระทบอยางไร
ใหย กตัวอยางประกอบ 2- 3 อยา ง
3. การกีดกนั ทางการคาของประเทศคแู ขง มีอะไรบา ง
4. อะไรบา งท่คี นไทยควรปรบั ตัวในการทาํ ธรุ กิจกบั ตา งชาติ

ห น้ า | 263

บทท่ี 4 การเมืองการปกครอง

สาระสําคญั

การศึกษาเรอ่ื งการเมืองการปกครอง นอกจากผเู รียนจะไดเรียนรูถึงการปกครองระบอบประชาธิปไตย
และการปกครองระบอบเผด็จการของประเทศตางๆ ในโลกแลว ยังไดรูและเขาใจถึงพฒั นาการของประเทศ
ตาง ๆ นบั ตัง้ แตยุคโบราณ ยุคกลาง ชวงคริสตว รรษ ที่ 18, 19 และ 20 โดยจะทราบวาจุดเริ่มตนของระบอบ
ประชาธปิ ไตยมีความเปน มาอยา งไร และประชาธปิ ไตยของประเทศตาง ๆ รวมทั้งประเทศไทยเปนอยา งไรบาง
นอกจากนี้ผูเรียนยังไดเรียนรูถ ึงเหตุการณสําคัญทางการเมืองการปกครองของประเทศไทยและของโลกวา
เหตุการณห รอื สถานการณท างการเมอื ง นน้ั สง ผลกระทบตอ สงั คมไทยและสงั คมโลกอยา งไร รวมทั้งผูเ รียนจะได
ศึกษาเรียนรูถ ึง หลักธรรมมาภิบาลและแนวปฏิบัติตามหลักธรรมมาภิบาลเปน อยางไร เพ่ือการนําไปสูก าร
ปฏิบัติตนเองผูเรียนอยางถูกตอง และเหมาะสมตอไป

ตวั ชี้วัด

1. รูและเขาใจระบอบการเมืองการปกครองตา ง ๆ ทใ่ี ชอ ยปู จจุบัน
2. ตระหนกั และเหน็ คุณคาการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย
3. รูแ ละเขาใจผลท่ีเกิดจากการเปล่ียนแปลงทางการเมืองการปกครองของประเทศไทย

จากอดตี
4. รแู ละเขาใจผลทเี่ กดิ จากการเปลีย่ นแปลงทางการเมืองการปกครองของโลก
5. ตระหนักและเห็นคณุ คา ของหลกั ธรรมาภิบาลและนําไปปฏบิ ัตใิ นชีวิตจรงิ ได

ขอบขายเน้อื หา

เรอ่ื งท่ี 1 การปกครองระบอบประชาธิปไตย
เรื่องท่ี 2 การปกครองระบอบเผดจ็ การ
เรื่องที่ 3 พัฒนาการของระบบประชาธิปไตยของประเทศตา ง ๆ ในโลก
เร่อื งที่ 4 เหตกุ ารณส ําคัญทางการเมอื ง การปกครองของประเทศไทย
เรือ่ งท่ี 5 เหตกุ ารณสาํ คัญทางการเมอื ง การปกครองของโลกท่ีสง ผลกระทบ

ตอ ประเทศไทย
เรอ่ื งที่ 6 หลักธรรมาภิบาล

ห น้ า | 264

เร่อื งท่ี 1 การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย

1. ระบอบประชาธิปไตย
คําวา “ประชาธิปไตย” เปนคําไทยที่บัญญัติข้ึน ใหมีความหมายตรงกับคําภาษาอังกฤษวา
Democracy หมายถึง อํานาจของประชาชน
คําวา “ประชา” แปลวา ประชาชน
คาํ วา “อธปิ ไตย” แปลวา ความเปน ใหญ
สรปุ วา คําวา “ประชาธิปไตย” หมายถึง การปกครองท่ีประชาชนมีอํานาจสูงสุดในการปกครอง
ประเทศ
ดังนัน้ “การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย” จงึ หมายถึง ระบอบการปกครองซง่ึ ประชาชนมีอาํ นาจ
สูงสุด โดยจะเห็นวา การปกครองระบอบประชาธิปไตยในปจจุบันน้ันจะแยกออกเปน 2 แบบ คือ ระบอบ
ประชาธิปไตยแบบมีพระมหากษัตรยิ เ ปน ประมุข กับระบอบประชาธปิ ไตยแบบมปี ระธานาธบิ ดเี ปน ประมขุ
ระบอบประชาธิปไตยมีความเช่ือวา มนุษยเปนสัตวประเสริฐ มีความคิด ความเฉลี่ยวฉลาดและ
สติปญญาท่จี ะปกครองตนเองได สามารถใชเหตุผลในการแกไขปญหาของตนเอง และสังคมได ดังนั้นการ
ปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยจงึ เปน วธิ กี ารท่ปี ระชาชนมโี อกาสไดเลือกสรรคนท่ีเหมาะสมเขาไปทําหนาท่ี
ในการบริหารประเทศแทนตน อันเปนหนทางที่ดีท่ีสุด การปฏิวัติรัฐประหาร การใชวิธีรุนแรง การ
ปราบปรามเขนฆา เพื่อใหไดมาซ่ึงอํานาจในการปกครองถือเปนวิธีการที่ดูหมิ่นเหยียดหยามและทําความ
ทําลายความเปน มนษุ ยของประชาชนอยา งย่ิง

2. หลักการของระบอบประชาธปิ ไตย
ระบอบประชาธิปไตยจะม่ันคงหรือไมน้ันข้ึนอยูกับรัฐบาลและประชาชนวาจะยึดมั่นในหลักการ

ของระบอบประชาธปิ ไตยมากนอยเพยี งใด ซ่งึ หลักการของระบอบประชาธิปไตยมีดงั น้ี
2.1 หลักความเสมอภาค
หลักความเสมอภาค หมายถงึ ทกุ คนไมวา ฐานะจะเปนอยางไร มสี ตปิ ญญาหรอื ความสามารถ

มากนอยแตกตางกัน หรือแมมีผิวพรรณแตกตางกัน แตทุกคนมีความเปนมนุษยอยางเทาเทียมกัน ซึ่งหลัก
ความเสมอภาคแบง เปน 4 ลกั ษณะ ดงั นี้

1) ความเสมอภาคทางกฎหมาย หมายความวา ทุกคนมีความเทาเทียมกันทางกฎหมาย
รัฐบาลจะออกกฎหมายเพ่ือคุมครองใครคนใดคนหน่ึงไมได เมื่อมีใครกระทําผิดก็จะตองถูกกฎหมายลงโทษ
เทา เทยี มกนั

2) ความเสมอภาคทางการเมือง หมายความวา ทกุ คนมีความเทา เทยี มกนั ในทางการเมือง
การปกครอง เชน ทุกคนมีสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกต้ังเทากันคือคนละ 1 เสียง มีสิทธิตั้งพรรคทาง

ห น้ า | 265

การเมือง มีสิทธิลงสมัครรับเลือกต้ัง มีสิทธ์ิตั้งกลุมทางการเมือง มีสิทธิแสดงความคิดเห็นทางการเมือง
เปน ตน

3) ความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ หมายความวา ประชาชนมีสิทธิในการประกอบอาชีพ
ทางเศรษฐกิจ และสามารถครอบครองหรือไดรับประโยชนจากกิจการที่ตนทําไปอยางเต็มท่ี รัฐบาลจะตอง
เปนผูนําทรัพยากรภายในประเทศมาใชและจัดสรรผลประโยชนเหลาน้ันสูประชาชนอยางท่ัวถึง โดยการ
กระจายความเจรญิ ไปสูสว นตางๆ ของประเทศ

4) ความเสมอภาคในดานโอกาส หมายความวา ความเทา เทียมกันท่ีจะไดรับโอกาสในการ
พัฒนาตนเอง เชน โอกาสทางการศึกษา (ความเทาเทียมกันในการสอบเขามหาวิทยาลัย) การประกอบ
อาชีพ การสรา งฐานะทางเศรษฐกิจ

2.2 หลักสทิ ธิเสรภี าพและหนา ท่ี
สทิ ธิ หมายถงึ อาํ นาจหรือผลประโยชนข องบุคคลทกี่ ฎหมายใหค วามคุมครองบุคคลอ่ืนและละเมิด
ลว งเกิน หรือกระทําการใดๆ ทีก่ ระทบกระเทือนตอ สิทธขิ องบุคคลอนื่ ไมไ ด
เสรีภาพ หมายถึง ความมีอิสระในการกระทําของบุคคล การกระทําน้ันตองไมขัดตอกฎหมาย
หรอื ไมละเมดิ สิทธขิ องผูอ น่ื เชน มีเสรีภาพในการเขียนแสดงความคดิ เหน็ แตถ า ไปละเมดิ สทิ ธิของผูอ่ืน โดย
การเขียนโจมตซี ่งึ ขาดพยานหลกั ฐาน เชนนผี้ ทู ่ีไดรบั ความเสยี หายกม็ ีสทิ ธิทีจ่ ะปกปองชือ่ เสยี งของตนเอง ดว ย
การฟอ งรองไดหรอื เรามเี สรีภาพทจี่ ะเปด วทิ ยภุ ายในบา นเรอื น แตถาเปดเสยี งดงั เกินไปจนรบกวนผูอื่น เชนน้ี
ถือวา เปนการละเมิดสิทธขิ องผอู ่ืน เปน ตน
หนา ที่ หมายถงึ ภาระหรือความรบั ผิดชอบที่บุคคลจะตอ งปฏิบัตติ ามกฎหมาย
สิทธแิ ละเสรภี าพเปน รากฐานทส่ี าํ คัญในการปกครองประชาธปิ ไตย ประเทศใดใหส ิทธิและเสรภี าพกบั
ประชาชนมาก ประเทศนั้นก็มีประชาธิปไตยมาก ในทางกลับกันถาประเทศใดจํากัดสิทธิและเสรีภาพของ
ประชาชน แสดงวาประเทศนัน้ ไมเ ปนประชาธิปไตย
สทิ ธแิ ละเสรีภาพขั้นพ้นื ฐานของประชาชนทรี่ ัฐบาลจะตองใหการรบั รองไดแก
1) สิทธิและเสรีภาพสวนบุคคล เปนสิทธิเสรีภาพที่ทุกคนพึงมีในฐานะท่ีเกิดมาเปนมนุษย ไดแก
สิทธิและเสรภี าพในการไดร บั การคมุ ครองทงั้ ทางรา งกายและทรพั ยส นิ จากรฐั สทิ ธแิ ละเสรีภาพในการประกอบ
อาชพี สจุ ริต สทิ ธแิ ละเสรีภาพในการเลอื กท่ีอยู หากรัฐบาลหรือบุคคลใดกระทําการละเมิดตอสิทธิและเสรีภาพ
ของบุคคลอนื่ ถอื วา เปน ความผิด
2) สิทธิและเสรีภาพทางการเมือง เปนสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ท่ีจะเขามามีสวนรวมใน
กจิ กรรมทางการเมอื งการปกครอง และกิจการตางๆ ของรัฐ เชน สิทธิทางการเมืองระหวางเพศหญิงและชาย
มเี ทาเทียมกัน ประชาชนมีสทิ ธิออกเสียงเลือกตัง้ รบั เลอื กต้ัง ตั้งพรรคการเมือง แตตองอยูภายใตกฎหมายและ
ระเบยี บอันดงี ามของประเทศ
3) สิทธแิ ละเสรีภาพทางเศรษฐกจิ ประชาชนมเี สรีภาพในการเลอื กประกอบอาชพี มสี ิทธิเปนเจาของ
ทรพั ยสนิ ท่หี ามาดว ยความสจุ ริต มสี ทิ ธิที่จะไดรบั คาจา งแรงงานท่ีเปน ธรรม เปนตน

ห น้ า | 266

รฐั บาลจะตองไมล ะเมดิ สทิ ธแิ ละเสรภี าพของประชาชน ยกเวนในกรณีสงครามหรือเพื่อรักษาความ
ม่นั คงของชาติ การรกั ษาความสงบเรยี บรอ ย การคมุ ครองผลประโยชนข องสว นรวม การรกั ษาศีลธรรมอันดี
งามของประชาชนและการสรา งสรรคค วามเปนธรรมใหกับสังคมเทา นั้น

2.3 หลกั นติ ิธรรม
กฎหมายเปน กฎเกณฑกติกาท่ที ุกคนจะตองปฏิบัติตน ดงั นั้น สทิ ธิ เสรภี าพและความเสมอภาคใดๆ
จะเปน จริงไมไ ดหากขาดกฎหมายท่เี ปนหลกั ประกันคุมครองประชาชนเพราะเมอ่ื ไมม ีกฎหมาย แตล ะคนกอ็ าจ
ทําตามความพอใจของตน ทําใหเ กิดการละเมดิ สิทธแิ ละเสรภี าพข้นึ ได

2.4 หลกั การยอมรบั เสยี งสว นมาก
การอยูร วมกันของคนหมมู าก ยอมมคี วามขดั แยงหรือความเหน็ ไมตรงกัน ตดิ ตามมา ปญ หา

ความขัดแยง บางอยา งท่เี กยี่ วของกับความถูกผดิ สามารกใชกฎหมาย ระเบียบของสังคมหรือกฎศีลธรรมมา
ตดั สนิ ได แตค วามขัดแยงบางอยางไมเก่ียวของกับความถูกผิด เปนความขัดแยงของสวนรวมท่ีตองการทํา
สิง่ ตา งๆ ใหด ีขน้ึ ดังนน้ั จึงตองอภปิ รายถกเถยี งกัน แตละฝา ยช้ีแจงเหตผุ ล จากนน้ั จึงลงมติเลือกสิ่งที่ดีที่สุด
ขอ เสนอใดท่ีเปน เสยี งขา งมาก กค็ ือวาเปนมติของคนสว นใหญ ซึ่งทกุ คนตองนํามตินไ้ี ปปฏบิ ัติ

3. ประเภทของประชาธปิ ไตย
การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย แบงออกเปน 2 ประเภท คอื
3.1 ประชาธิปไตยโดยทางตรง เปน วธิ ีการทีป่ ระชาชนทุกคนมีสวนรวมในการปกครองโดยตรง

เหมาะกับรัฐท่มี ีประชากรไมม าก เชน นครรัฐกรีกโบราณ ใหป ระชาชนทุกคนรวมกันพิจารณาตัดสินปญหา
แตว ธิ ีการนี้ไมเ หมาะสมกบั รฐั ทมี่ ปี ระชากรเปน จํานวนมาก ประชาธปิ ไตย โดยทางออมจงึ ถูกนาํ มาใชกับรัฐที่มี
ประชากรเปนจํานวนมาก

3.2 ประชาธิปไตยโดยทางออม เนอื่ งจากจาํ นวนประชากรของแตละประเทศมีจํานวนมหาศาล
ดังนั้นการใหประชาธิปไตยทางตรง จึงไมสามารถกระทําได ประเทศตางๆ ทั่วโลกไดใชวิธีประชาธิปไตย
ทางออม ซ่งึ กค็ ือการเลอื กตวั แทนเขาไปทําหนาทแ่ี ทนประชาชน การใชอํานาจอธิปไตยของประชาชนจะใช
ผา นตวั แทน ซ่ึงไดแก อาํ นาจนิตกิ ับบญั ญัติคือรฐั สภา อํานาจบรหิ ารคือรัฐบาล อาํ นาจตลุ าการคือศาล

4. ขอดีและขอเสียของระบอบประชาธิปไตย

4.1 ขอดขี องระบอบประชาธปิ ไตย
1) ทําใหป ระชาชนยึดหลกั การที่ถูกตอ ง ชอบธรรม มรี ะเบยี บวนิ ยั รจู ักประสาน ผลประโยชน

รวมกันของคนภายในชาติ เสริมสรา งจรยิ ธรรม คุณธรรม ความถูกตอ งดีงามกอ ใหเกิดความเรยี บรอยสงบสขุ
ความเจรญิ งอกงาม ขวญั กาํ ลังใจ ศกั ดิ์ศรี และความภาคภูมใิ จในการเปน เจาของประเทศอยา งแทจ ริง

2) การปกครองระบอบประชาธิปไตย เปนการปกครองที่ประชาชนทุกคนมีสวนในการ
ปกครองตนเอง เปน เจา ของอาํ นาจสูงสดุ ของประเทศคืออํานาจอธิปไตย จงึ ทําใหการปกครองมีเสถียรภาพ

3) ประชาชนมีสทิ ธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคเทาเทยี มกนั

ห น้ า | 267

4) เปนการปกครองทปี่ ฏบิ ัติตามมตขิ องเสยี งสวนมาก ขณะเดียวกันก็เคารพเสียงสวนนอย
โดยตงั้ อยบู นหลักการของประโยชนส วนรวม ความถูกตอง และตอ งไมล ะเมดิ สทิ ธิและเสรภี าพของผอู ืน่

5) ชว ยแกไ ขปญ หาความขัดแยงภายในหมูประชาชน ระหวา งรัฐกับประชาชน หรือระหวาง
รฐั กับรัฐ โดยอาศัยกฎหมายทก่ี ําหนดขึ้นเปน กตกิ า หรอื ใชการอภิปรายลงมติเพ่ือหาขอสรุป

4.2 ขอเสยี ของระบอบประชาธิปไตย
1) ประชาชนสรา งความวุนวาย เพราะไมเขาใจสิทธิ เสรีภาพและหนาท่ีของตนเองมักใช

สิทธเิ สรภี าพเกนิ ขอบเขต เชน ประชาชนปด ถนนเพราะไมพอใจราคาพืชผลตกตํา่
2) ผแู ทนราษฎรสรางผลงานในเฉพาะทอ งถ่นิ ของตน แตไมสนใจปญ หาประเทศชาติเทาท่ีควร
3) ประชาชนไมเ ขา ใจระบอบประชาธปิ ไตย ขาดสํานึกของประชาธปิ ไตย จึงเกิดการขายเสียง
4) รฐั บาลทีม่ ีเสยี งขา งมากในรัฐสภา อาจใชความไดเ ปรียบนจี้ นกลายเปนระบอบคณาธิปไตยได
5) ประชาชนเกิดความเบื่อหนาย เพราะเมื่อเลือกตั้งไปแลวผูแทนขาดความจริงใจตอ

ประเทศชาติ
6) ในระหวางการหาเสียง อาจเกิดการสาดโคลนทําใหประชาชนเกิดความเบื่อหนายได

เชน กนั
7) คา ใชจา ยสงู เน่ืองจากระบอบประชาธปิ ไตยจะตอ งทําการเลอื กตง้ั ผแู ทนราษฎรท่วั ประเทศ

ซงึ่ การเลือกต้ังแตละครัง้ จะตองเสียคาใชจายเปนจาํ นวนมาก และเมอ่ื ไดผ ูแทนเหลาน้มี าแลว กต็ องมคี าใชจา ย
ดานเงินเดือนดวย

8) กอใหเ กิดความลาชาในการตัดสินใจ การปกครองระบอบประชาธิปไตยจําเปนตองใช
การอภิปราย แลกเปล่ียนความคิดเห็น ปรึกษาหารือ ถกเถียงปญหาและลงมติ ซ่ึงแตละขั้นตอนจะตองใช
เวลานาน

9) การปกครองระบอบประชาธิปไตย เปนการปกครองท่ีประชาชนปกครองตนเองเปน
ระบอบการปกครองที่ดแี ตใ ชย าก เพราะประชาชนจะตอ งมีความรคู วามเขาใจถึงระบอบประชาธิปไตย ดังน้ัน
ในทางปฏิบตั ปิ ระเทศทส่ี ามารถใชก ารปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอยา งไดผล จึงเปนประเทศท่ีประชาชนมี
การศกึ ษาสูงหรือไดม ีการปพู ื้นฐานการศึกษา

กิจกรรม
ใหผ เู รียนตอบคําถามตอ ไปนแ้ี ลว บันทึกคาํ ตอบลงในแบบบันทกึ ผลการเรยี นรู
เร่อื ง การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย
1. จงอธิบายความหมายของคําวาการปกครองระบอบประชาธิปไตย
2. จงเปรียบเทียบขอ ดแี ละขอเสียของการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย
3. ผเู รยี นมสี ว นรวมในกิจกรรมทางการเมืองตามระบอบประชาธปิ ไตยในเรอื่ งใดบาง

ห น้ า | 268

ห น้ า | 269

แบบบนั ทึกผลการเรียนรู

เรอื่ ง การปกครองระบอบประชาธิปไตย

1. การปกครองระบอบประชาธิปไตย หมายถงึ ………………………………………………………………………
....................................................................................………………………………………………………………………………
……………….…………………………………………………………………………………………………………………………………………

2. เปรยี บเทยี บขอดแี ละขอเสยี ของระบอบประชาธิปไตย

ขอ ดี ขอ เสยี

3. การมีสวนรวมในกิจกรรมทางการเมอื งตามระบอบประชาธปิ ไตย
………………………………………………………………………………………………………….………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………….……………………………………
…………………………………………………………………….……………………………………………………………………………………
…………………….…………………………………………………………………………………………………………………………………..

ห น้ า | 270

เรอื่ งท่ี 2 การปกครองระบอบเผดจ็ การ

1. ความหมายของการปกครองระบอบเผดจ็ การ
การปกครองระบอบเผด็จการ หมายถึง การปกครองที่ใหความสําคัญแกอํานาจรัฐและผูปกครอง

อาํ นาจรฐั จะอยูเ หนอื เสรีภาพของบุคคล คณะบคุ คลเดีย่ ว หรือพรรคการเมอื งเดย่ี ว โดยจะถือประโยชนของรัฐ
มากกวา ของประชาชน

การปกครองระบอบเผดจ็ การมลี กั ษณะแตกตางจากประชาธิปไตย เพราะระบอบเผด็จการมุงให
ประชาชนมีสวนรวม “นอยที่สุด” หรือ “ไมมี” เลย อีกทั้งยังไมตองการใหมีฝายคานแตตองการใหมีการ
ปฏิบัติตามอยางเต็มท่ี เพราะถือวาฝายคานเปนศัตรูหรืออุปสรรคของชาติ ระบอบเผด็จการเปนระบอบ
การเมอื งการปกครองทีม่ ีมาชา นานแลว และไดวิวัฒนาการไปตามกาลเวลา ซ่ึงผูนําประเทศตางๆ มีการนํา
ระบอบเผดจ็ การมาปรับปรุงเพอื่ ใหสอดคลองกับสถานการณทันสมยั และนา เลือ่ มใส เพื่อใหเ ปน ทย่ี อมรบั ของ
ประชาชน

2. หลกั การปกครองระบอบเผดจ็ การ
2.1 ยึดหลกั รวมอาํ นาจการปกครองไวท่สี ว นกลางของประเทศ ใหอ ํานาจอยูใ นมอื ผูนําเตม็ ที่
2.2 ยึดหลักการใชกําลัง การบังคับและความรุนแรงเพื่อควบคุมประชาชนใหปฏิบัติตามความ

ตองการของผนู ํา
2.3 ประชาชนตอ งเช่อื ฟงและปฏิบตั ติ ามผนู าํ อยางเครงครัด ไมมีสิทธิโตแยงในนโยบายหลักการ

ของรฐั ได
2.4 สรา งความรสู กึ ไมม ัน่ คงในชีวติ ใหแ กประชาชน จนประชาชนเกิดความหวั่นวิตกเกรงกลัวอัน

ทําใหอ ํานาจรัฐเขม็ เขง็
2.5 ไมส นบั สนุนใหป ระชาชนเขา มามสี วนรวมทางการเมอื งการปกครองของประเทศ
2.6 จํากดั สทิ ธภิ าพของประชาชนท้งั ดา นเศรษฐกจิ สังคมและการเมอื ง
2.7 ยดึ หลกั ความม่นั คง ปลอดภัยของรัฐเปนสําคัญ ยกยองอํานาจและความสําคัญของรัฐเหนือ

เสรีภาพของประชาชน
2.8 การใหความสาํ คัญตอการศกึ ษาความมัน่ คงของอํานาจรฐั ชาติและผูนาํ
2.9 ผูน ําหรอื คณะผนู าํ มกั จะดํารงตาํ แหนงอยนู าน อาจนานตลอดชีวิต
2.10 ระบอบเผด็จการอาจอนุญาตใหมีการเลือกตั้งหรือมีรัฐธรรมนูญ โดยรัฐสภาจะตองออก

กฎหมายทรี่ ฐั บาลเผด็จการเห็นสมควรเทา นนั้ รฐั สภาไมมีสทิ ธลิ งมตไิ มไววางใจรฐั บาลอาํ นาจของศาลมีจํากัด
ไมม ีสทิ ธิทจี่ ะพจิ ารณาคดที างการเมือง หรอื พจิ ารณาไดแตต อ งอยภู ายใตการกาํ กับดแู ลของรฐั บาลเผดจ็ การ

3. ประเภทของการปกครองระบอบเผดจ็ การ
การปกครองระบอบเผดจ็ การแบงออกเปน 2 ประเภท ไดแ ก
3.1 ระบอบเผดจ็ การอํานาจนยิ ม (Authoritarianism)

ห น้ า | 271

ลักษณะสําคญั ของระบอบเผด็จการอํานาจนยิ มคือ อาํ นาจการปกครองจะผกู ขาดอยูใ นมือของคน
กลมุ เดยี ว คอื รฐั บาลและจะจํากัดสิทธิเสรีภาพทางการเมืองของประชาชน เชน หามประชาชนวิจารณการ
ทํางานของรฐั บาล หา มแสดงความคดิ เห็นที่เปน ปรปก ษกับรัฐบาล หามเผยแพรบทความดานประชาธิปไตย
หามชมุ ชนประทว งรฐั บาล สรปุ กค็ อื หา มทํากจิ กรรมการเมืองทกุ กิจกรรม

แตสิ่งท่รี ะบอบเผด็จการอํานาจนิยมยังสามารถใหเสรีภาพกับประชาชน คือ ดานเศรษฐกิจและ
สังคม ไดแก

1) ประชาชนมเี สรภี าพท่ีจะเลือกนบั ถอื ศาสนา
2) มเี สรีภาพในการดํารงชีวติ สวนตัว
3) มีสทิ ธใิ นครอบครัว
4) สามารถกอ ต้งั กลุมเศรษฐกิจและสงั คมได เชน จัดต้งั สมาพนั ธ และ
สมาคมตา งๆ ทไี่ มเกีย่ วขอ งกบั การเมือง
5) มเี สรีภาพในทางเศรษฐกิจ เชน เศรษฐกิจ เชน สามารถเลือกประกอบอาชีพได เปน
ตน หากกิจกรรมใดคุมคามตอเสถียรภาพของรัฐบาลก็จะถูกหา ม
ระบอบเผดจ็ การอํานาจนยิ มแบง ออกเปน 2 ลักษณะ คือ เผด็จการอํานาจนิยมทหารและ
ระบอบเผดจ็ การฟาสซสิ ต
3.1.1 ระบอบเผด็จการทหาร
ระบอบเผด็จการทหาร เปน ระบอบท่ีผูนาํ ฝา ยทหารเปนผูใชอํานาจเผด็จการปกครองประเทศ
โดยตรง โดยใชกฎอัยการศกึ หรือรัฐธรรมนญู เผด็จการท่ีรัฐบาลหรือคณะของคนสรางข้ึนเพื่อใชเปนเคร่ืองมือ
การลิดรอนสิทธเิ สรีภาพทางการเมอื งของประชาชนและเปน เคร่อื งมือในการปกครองของประเทศ
รฐั บาลเผด็จการทหารของทุกประเทศมกั จะใชว ธิ ีเดียวกันในการคุมอํานาจกลาวคือ ในชวงท่ี
ประเทศไดรับภัยคุมคามจากคอมมิวนิสต หรือมีภัยคุมคามดานความม่ันคง หรือเกิดความระส่ําระสาย
ภายในประเทศ หรืออยใู นภาวะสงคราม ฯลฯ ผนู ําฝา ยทหารจะใชชวงจังหวะดังกลาวทําการยึดอํานาจ โดย
ฝายผนู าํ ทหารมกั จะใหคาํ สญั ญาวา เมอื่ ประเทศคืนสภู าวะปกตกิ จ็ ะคืนอาํ นาจการปกครองหรืออํานาจอธิปไตย
ใหป ระชาชนดังเดมิ แตเม่ือเวลาผา นพนไปก็จะยังคงอยใู นอํานาจโดยอา งวา สถานการณดานความม่ันคงยังไม
เปนท่ไี วว างใจ จนกระทง่ั ประชาชนหมดความอดทนตอระบอบเผด็จการ จึงทําการเรียกรอง เดินขบวน ใน
ที่สุดก็สามารถโคนลมระบอบเผด็จการทหารได ตัวอยางการเรียกรองประชาธิปไตยของประชาชนเชน ใน
ประเทศไทย คอื เหตกุ ารณว ันมหาวิปโยคหรือ วันท่ี14 – 16 ตุลาคม 2516 เหตุการณนองเลือดวันท่ี 6 ตุลาคม
2519 เหตุการณนองเลือด 17 พฤษภาคม 2535 เหตุการณท่ีเกิดขึ้นในประเทศฟลิปปนสเพื่อเรียกรอง
ประชาธิปไตยจากประธานาธิบดีมารกอส จนประธานาธบิ ดมี ารก อสตองหนีไปตา งประเทศ เปน ตน
3.1.2 ระบอบเผด็จการฟาสซิสต
ระบอบเผดจ็ การฟาสซิสต เปน ระบอบเผด็จการที่ไดรับการสนับสนุนจากกลุมนักธุรกิจและ
กองทัพ มชี ื่อสทิ ธิทางการเมอื งวา “ลทิ ธฟิ าสซิสม” เกิดขนึ้ ครงั้ แรกในประเทศอิตาลีชวงหลังสงครามโลกคร้ัง

ห น้ า | 272

ท่ี 1 โดยมีผูนําคือมสุ โสลินใี นสมัยป พ.ศ. 2473 – 2486 ตอมาไดประสานสอดคลองกับขบวนการทางการเมือง
ของเยอรมัน น่ันคอื “ขบวนการนาซี” ซง่ึ มีฮิตเลอร เปนผนู ําในสมยั ป พ.ศ. 2476 – 2488

แมวาเผด็จการนาซีจะมีหลกั การคลา ยคลึงกบั ฟาสซิสต แตหลักการชาตนิ ยิ มของเผด็จการนาซี
จะรนุ แรงกวา เผดจ็ การฟาสซิสต กลา วคือ เผด็จการนาซมี ีความเชื่อวา มนษุ ยแ ตละชาติพันธุมีความสามารถ
ตางกนั ชนชาติเยอรมันเปนชาติพันธุที่เข็มแข็งฉลาดท่ีสุด จึงสมควรที่จะเปนปกครองโลก รวมท้ังการโยน
ความผดิ ของทกุ ปญ หา เชน ปญ หาเศรษฐกจิ ตกตํ่า ตวั การสาํ คัญที่กัดกรอนเศรษฐกจิ ของเยอรมัน ฯลฯ ไป
ใหชาวยวิ เปนแพะรับบาป ชาวยวิ นับพนั นับหม่ืนคนจงึ ตองสญู เสียชีวติ เพราะลัทธชิ าตนิ ิยมของนาซี

ระบอบเผดจ็ การฟาสซิสต จะมีนโยบายการขยายอาณาเขตเปนจักรวรรดินิยมดังจะเห็นได
จากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไดม กี ารประชมุ ของสหประชาชาติ ซึ่งทุกชาติท่ีประชุมตางเห็นตองตองกันวา
ลัทธจิ ักรวรรดินยิ มเปน ตัวการสาํ คญั ทก่ี อ ใหเ กดิ สงครามโลกทงั้ 2 ครง้ั ดังน้นั ประเทศองั กฤษ ฝรงั่ เศส เนเธอรแลนด
และสเปน จึงปลดปลอยประเทศในอาณานิคมของตน เชน มาเลเซีย อินเดีย พมา เวียดนาม กัมพูชา
ลาว อินโดนเี ซีย ฯลฯ พรอ มกันนีป้ ระเทศเยอรมันก็ถกู แบงออกเปน 2 สว นคือเยอรมันตะวันออกมีรัสเซีย
เปน ผูควบคุม และเยอรมันตะวันตกมสี หรฐั อเมริกาเปน ผคู วบคุม ญีป่ นุ ถกู สหรฐั อเมรกิ าเปน ผคู วบคมุ ทําใหล ัทธิ
เผดจ็ การฟาสซิสตซ ึ่งเปนลทั ธิจักรวรรดนิ ยิ มสญู ส้นิ ไป

3.2 ระบอบเผดจ็ การเบด็ เสรจ็ นยิ ม (Totalitarianism)
ประชาชนถูกจํากัดสิทธิเสรีภาพทุกดาน คือ ท้ังดานการเมืองการปกครองเศรษฐกิจ และสังคม
รวมทั้งถกู ควบคุมในดา นวถิ ีชวี ิตความเปน อยู การศึกษา มีการลงโทษผูแสดงตัวเปนปฏิปกษตอรัฐบาลอยาง
รุนแรง
กลา วคอื ระบอบเผด็จการเบด็ เสรจ็ นยิ ม ไมเ พียงควบคมุ ประชาชนในดา นการเมอื ง เชน หา มการ
แสดงความคิดเห็น การรวมกลุม การชมุ ชนทเ่ี ปนปฏปิ ก ษก ับรฐั บาล ยงั ควบคมุ ทงั้ ดา นเศรษฐกิจและสงั คมอกี
ดวย เชน ศาสนา (สอนวาศาสนาเปน สิง่ งมงาย) วัฒนธรรมและการศกึ ษา (รฐั หรือคอมมูนจะทําหนาท่ีชวย
พอ แมในการเลย้ี งดูเด็กในชว งท่ีพอแมไปทาํ งานและจะสอนใหเ ด็กรบั ใชสังคม ซง่ึ หมายถึงชนช้นั กรรมาชพี หรอื
ชนชั้นกรรมกร การศึกษาในระดับสูงก็ยังคงเนนการรับใชชนช้ันกรรมาชีพ) หรือแมแตการประกอบอาชีพ
การพกั ผอ นหยอนใจ ทุกอยา งทาํ เพื่อชนช้ันกรรมาชพี ทง้ั สนิ้ ระบอบเผด็จการประเภทนเี้ ขาไปควบคุมทัง้ ทาง
การเมอื ง เศรษฐกิจสงั คม รวมท้ังความคดิ จติ สํานึกของคนในสังคม
4. ความเชอ่ื ของระบอบเผดจ็ การ
การปกครองระบอบเผดจ็ การไมวาจะเปนประเภทใด มคี วามเช่ือดังน้ี
4.1 รัฐหรอื พรรคที่ปกครองรัฐเปนผูท่ีสามารถนําความผาสุกมาสูประชาชนอยางแทจริง ฉะน้ัน
ประชาชนจงึ ตองเหน็ คณุ คา ของรฐั และตอ งใหค วามชวยเหลือกจิ การของรฐั ทุกประการ
4.2 จุดหมายของรัฐ ความตอ งการของพรรคถอื เปน วตั ถุประสงคสาํ คัญประการแรกสทิ ธเิ สรภี าพ
ของประชาชนไมม คี วามสําคัญเทากบั ความตอ งการของพรรคหรือรัฐ
4.3 เชอื่ วา รัฐหรือพรรคมีอํานาจ มีฐานะเหนือประชาชนทั่วไป

ห น้ า | 273

4.4 ประชาชนยอ มเกดิ มาเพอื่ เปน เครื่องมือรัฐ และมีหนาทีป่ ระการเดียว คอื ใหความรวมมือตอรัฐ
เช่ือฟง รัฐ เพื่อใหร ัฐไดบรรลุถงึ วตั ถปุ ระสงคทกี่ ําหนดไว

4.5 รัฐหรือพรรคทปี่ กครองรฐั ควรจะอาํ นาจ มสี ทิ ธิ ประชาชนมีหนา ท่เี พยี งอยางเดียว
5. ขอดีและขอ เสียของการปกครองระบอบเผด็จการ

5.1 ขอ ดีของการปกครองระบอบเผด็จการ
1) สามารถตัดสินปญหาตางๆ ไดรวดเร็ววาระบออบประชาธิปไตย เพราะไมตองรอผล

ประชมุ
2) การแกปญหาบางอยาง สามารถทาํ ไดดีกวาระบอบประชาธิปไตย เชน การปราบการ

จลาจล การกอการรายหรอื ปญหาที่เปนภัยตอ สงั คม เพราะสามารถใชว ิธีการท่รี ุนแรงและเฉยี บขาดกวา
3) สามารถแกปญหาวกิ ฤตหรอื เหตกุ ารณฉกุ เฉินไดอยางรวดเร็ว
4) มกี ําลังกองพนั และอาวุธเขม แขง็ เปน ท่ียาํ เกรงของประเทศเพ่อื นบา น
5) มสี วนใหเ กิดความเจรญิ กาวหนา ในการพฒั นาประเทศดา นตางๆ โดยเฉพาะดานเศรษฐกจิ
6) มสี วนกอใหเกิดการปกครองที่มปี ระสทิ ธิภาพเพราะมกี ารใชอ าํ นาจบงั คับโดยเดด็ ขาดและ

รวดเร็วทนั ทีทันใด ทําใหขาราชการของรัฐมีความกระตือรอื รน

5.2 ขอเสียของการปกครองระบอบเผดจ็ การ
1) เปน การลิดรอนสิทธิและเสรีภาพข้ันพ้ืนฐานของประชาชน ซ่ึงเปนส่ิงที่สําคัญที่สุดของ

การเมอื งการปกครอง
2) เปนการปกครองของคนกลมุ นอ ย จงึ ทาํ ใหเกดิ คงวามผิดพลาดในการทํางานไดงา ย
3) มุงผลประโยชนเฉพาะกลุม หรือพรรคพวกของตน
4) จาํ กดั และขัดขวางสิทธเิ สรภี าพของประชาชนเปน การละเมดิ สิทธิมนษุ ยชน
5) สกัดก้ันมใิ หผ มู คี วามสามารถเขามามีสว นรว มในการสรางสรรคความเจริญกาวหนาของ

ประเทศ
6) บานเมอื งไมส งบสขุ มผี ูต อตา นดา นใชกาํ ลังอาวธุ เขา ตอ สูกบั รัฐบาล
7) ผูปกครองอาจเหลิงอํานาจหรือปลอยใหพรรคพวกบริวารเขามาแสวงหาผลประโยชน

สว นตวั โดยไมสจุ ริต
8) เปด ชองใหม หาอาํ นาจเขามาแทรกแซงได
9) กอ ใหเกิดการนองเลอื ดตดิ ตามมาในภายหลงั เพราะประชาชนยอมตองเรียกรองอํานาจ

อธปิ ไตยกลบั คนื
10) นําประเทศไปสูความหายะ เชน ฮิตเลอร มุสโสลินี และนายพลโตโจ นําประเทศ

เยอรมนั อิตาลีและญป่ี ุนเขา สูสงครามโลกคร้ังที่ 2 และแพสงครามในที่สดุ

ห น้ า | 274

กจิ กรรม
ใหผูเ รียนตอบคําถามตอไปนีแ้ ลว บันทึกผลการเรียนรู
เรื่อง การปกครองระบอบเผด็จการ
1. จงสรุปหลกั การของการปกครองระบอบเผดจ็ การมาสัก 3 ขอ
2. จงเปรยี บเทยี บขอดีและขอ เสียของการปกครองระบอบเผดจ็ การ

ห น้ า | 275

แบบบันทึกผลการเรยี นรู
เรื่อง การปกครองระบอบเผดจ็ การ

1. สรปุ หลกั การของการปกครองระบอบเผด็จการ 3 ขอ
1.1. ………………………………………………………………………………………………………………………………..

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
1.2. ………………………………………………………………………………………………………………………………..

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
1.3 ………………………………………………………………………………………………………………………………..

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

2. เปรียบเทยี บขอดแี ละขอ เสยี ของระบอบเผด็จการ

ขอดี ขอเสีย

ห น้ า | 276

เรื่องท่ี 3พฒั นาการของระบอบประชาธิปไตยของประเทศตา งๆ
ในโลก

1. จดุ เริม่ ตน ของระบอบประชาธปิ ไตย “ยุคโบราณ” มหี ลายประเทศ เชน
1.1 ประเทศกรกี
ระบอบประชาธปิ ไตย มจี ดุ เรม่ิ ตน เกิดข้นึ ณ นครรัฐกรีกโบราณ ในชวงครสิ ตศ ตวรรษท่ี 5 ซ่ึง

เปน “ยุคโบราณ” หรือบางที่ เรียกวา “ยุคกรีซโบราณ” โดยในยุคน้ี ถือวาเปนการปกครองระบอบ
ประชาธปิ ไตย “โดยทางตรง” ซึ่งแตเ ดิมนน้ั มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบ “เอเธนส” กลาวคอื

1. มกี ารคดั เลอื กพลเมอื งธรรมดาจาํ นวนมาก เขาสูร ะบบรฐั บาล และศาล
2. มีการชมุ นมุ ของพลเมืองทกุ ชนชัน้ โดยชายชาวเอเธนสท กุ คนจะไดร บั อนุญาตใหอภิปราย
และลงคะแนนเสียง ในสมัชชาได แตคําวา “พลเมือง” น้ันไมรวมไปถึง “ผูหญิง” และ “ทาส” ซ่ึงจาก
จาํ นวนประชาชนผูอยอู าศัยกวา 250,000 คน จะมีผไู ดร บั สถานการณเปน “พลเมือง” เพียง 30,000 คน
เทา น้นั และคนท่จี ะไปปรากฏตวั ในสมชั ชาประชาชนเพียง 5,000 คนเทา นั้น
1.2 ประเทศซีเรยี
ประเทศซเี รียในยคุ โบราณเปน เพยี งเกาะช่ือ “เกาะอารวัด” ไดถูกกอตั้งขึ้นเมื่อ คริสตสหัสวรรษที่
2 กอ นคริสตกาลโดยชาว “ฟนิเซียน” ซึง่ ถูกนับวา เปน ตัวอยางของประชาชาธิปไตยท่ีพบในโลก เนื่องจาก
ประชาชนจะถืออาํ นาจ “อธิปไตย” ของตนเอง
1.3 ประเทศอนิ เดีย
ประเทศอนิ เดีย เปนอีกประเทศหนึ่งซ่ึงมีการพิจารณาไดวามีการปกครองระบอบประชาธิปไตย
โดยการปกครองของ “เวสาลี” (ปจจุบนั คอื รัฐพหิ าร” นับเปนรฐั บาลแรกของโลก แตอยา งไรก็ตามกย็ ังมี
เสียงคัดคานวา “เวสาล”ี นาจะเปน การปกครอง แบบ “คณาธิปไตย” มากกวา
1.4 สาธารณรฐั โรมนั
สวนสาธารณรัฐโรมันนั้น ก็มีการสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตย เชนมีการออก
กฎหมาย แตก ็ไมเปนประชาธปิ ไตยอยา งสมบูรณ เน่ืองจากชาวโรมนั มกี ารเลือกผูแทนเขาสูสภาก็จริง แตไม
รวมถึงสตรี ทาส และคนตางดา วทมี่ ีมากจาํ นวนมหาศาล
2. ยคุ กลาง
ในชวงยคุ กลาง ไดม รี ูปแบบหลายอยางท่ีเกยี่ วของกบั การเลือกตั้งหรือสมัชชา ถึงแมวาบอยคร้ัง
จะเปด โอกาสใหก ับประชาชนเพยี งสวนนอ ยเทา นัน้ อยา งเชน เครือจักรภพโปแลนด – ลิทวั เนีย ในนครรัฐเวนิช
ชวงอิตาลียุคกลาง รัฐในไทรอลเยอรมัน และสวิตเซอรแลนด รวมไปถึงนครพอคาอิสระซะไก ในชวง
ครสิ ตศตวรรษท่ี 16 ในญี่ปุน เน่ืองจากการปกครองรูปแบบตางๆ ที่กลาวมาน้ันประชาชนมีสวนรวมเพียง
สว นนอยเทานัน้ จึงมักจะถกู จัดวา เปน คณาธปิ ไตยมากกวา และดินแดนยุโรปในสมัยนน้ั ยงั คงปกครองภายใต
นกั บวชและขนุ นางในยุคศกั ดนิ าเปน สวนมาก

ห น้ า | 277

อยางไรก็ตามในชวง “ยุคกลาง” รูปแบบการปกครองของหลายประเทศก็มีลักษณะใกลเคียงกัน
“ระบอบประชาธปิ ไตย” แตก ็ยงั เปน ประชาธปิ ไตยท่ีไมส มบรู ณ เชน

2.1 ระบบกลุมสาธารณรัฐคอสแซ็คในยูเครน (คริสตศักราช 16 – 17) มีการเปดโอกาสให
ผูแ ทนจากตําบลตา งๆ เลือกตําแหนงสงู สดุ ซ่ึงเรยี กวา “เฮด็ มัน” (Hetman) แตเนื่องจากสาธารณรัฐคอสแซ็ค
เปน รัฐทางการทหารอยางเตม็ ตวั จึงทําใหก ารเลอื ก “เฮด็ มนั ” จํากัดอยเู ฉพาะผูรับราชการทหารคอสแท็ค
เทา นน้ั

2.2 ประเทศอังกฤษ (ค.ศ. 1265) แมจะมีการจัดต้ังรัฐสภาพที่มาจากการเลือกตั้งก็จริง แต
ขนึ้ อยูกบั ความพงึ พอใจของกษัตริย มากกวาเสียงของประชาชน ดังนั้นภายหลังจากมีการปฏิบัติ ในป ค.ศ.
1688 และมีการบังคับใชพระราชบัญญัติสิทธิในป ค.ศ. 1689 ทําใหประชาชนมีสิทธิในการเลือกสมาชิก
รัฐสภาเพ่มิ มากข้ึนทลี ะนอย จนกระท่ังกษตั รยิ เ ปนประมุขแตเพียงในนามเทา นน้ั

2.3 สหพันธไอโรโควอิส (Inqeeois Confederacy) รูปแบบประชาธิปไตยของสหพันธไอโร
โควอสิ ปรากฏ ในแบบการปกครอง “ระบบชนเผา” ซ่ึงผูท่ีจะสามารถเปนผูนําไดตองมาจาก สมาชิกเพศ
ชายของ “ชนเผา ” เทา นั้น

3. คริสตศ ตวรรษท่ี 18 – 19
ในชวงครสิ ตศตวรรษท่ี 18 -19 ก็ไดเห็นพฒั นาการของระบอบประชาธิปไตยชัดเจนขึ้น สมบูรณ

ขน้ึ กวา ยคุ กลาง หลายประเทศ ถงึ แมว า จะเปนประชาธปิ ไตยท่ีเคารพเสยี งสว นนอยกต็ าม เชน
3.1 ประเทศสหรัฐอเมริกา (ค.ศ. 1788) แมวาจะไมมคี ําจาํ กดั ความของคําวาประชาธิปไตย แต

วา เหลาผูกอตัง้ สหรัฐอเมรกิ าไดกาํ หนดรากฐานของแนวปฏิบตั ขิ องอเมรกิ ันเกย่ี วกับเสรภี าพและความเทา เทยี ม
ใหก ับบุรษุ เจา ของทด่ี ินผิวขาว รัฐธรรมนูญแหงสหรัฐอเมริกา ซึ่งมผี ลบงั คบั ใชต งั้ แตป  ค.ศ. 1788 เปนตนมา
ไดก ําหนดใหม รี ฐั บาลทม่ี าจากการเลือกต้ัง รวมไปถงึ การปกปอ งสิทธแิ ละเสรภี าพของประชาชน

3.2 ประเทศฝรั่งเศส (ค.ศ. 1789) ในป ค.ศ. 1789 ภายหลังจากการปฏิวัติฝร่ังเศส ไดมีการ
ประกาศใชค ําประกาศวาดว ยสทิ ธิมนุษยชนและสทิ ธพิ ลเมือง และมกี ารเลอื กตงั้ สมัชชาแหง ชาติฝรั่งเศส โดย
บรุ ุษทุกคน แตก็มอี ายุไมยนื ยาวนกั

3.3 ประเทศนวิ ซแี ลนด (ค.ศ. 1867) แนวซีแลนดไ ดใหสิทธิการเลอื กต้งั กบั ชาวเมารีพื้นเมืองใน
ป ค.ศ. 1867 ชายผิวขาวในป พ.ศ. 1876 และผูหญิงในป ค.ศ. 1893 ซ่งึ นับเปน ประเทศแรกที่ใหสิทธิการ
เลือกตั้งกบั พลเมืองทัง้ หมด แตส ตรียังไมไดร ับอนญุ าตใหสมคั รรบั เลือกตั้งไดจนกระทงั่ ป ค.ศ. 1910

สรุป

ในชวงปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ประชาธิปไตยที่เคารพเสียงขางนอยยังคงมีอายุส้ัน และหลาย
ประเทศมักจะกลา วอางวา ตนไดใหสิทธกิ ารเลอื กตง้ั กับพลเมอื งทัง้ หมดแลว

ห น้ า | 278

4. ชวงคริสตศ ตวรรษท่ี 20
4.1 ในชวงครสิ ตศตวรรษที่ 20 ไดมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองเปนระบอบประชาธิปไตย

ท่ีเคารพสิทธขิ องเสียงขา งนอ ยจํานวนมาก จนทาํ ใหเ กิด “กระแสประชาธิปไตย” ซ่ึงประสบความสําเร็จใน
หลายพ้นื ทข่ี องโลก ซี่งมกั เปนผลมาจากสงคราม การปฏวิ ตั ิ การปลดปลอยอาณานิคม และสภาพแวดลอม
ทางเศรษฐกจิ และศาสนา

ภายหลังจากการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งท่ีหน่ึง และการลมสลายของจักรวรรดิออสเตรีย–
ฮงั การี และจกั วรรดิออตโตมนั ทาํ ใหเกดิ รัฐชาติจาํ นวนมากในทวปี ยุโรป ซึง่ สวนใหญมกี ารปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตย ในชว งคริสตทศวรรษ 1920 ระบอบประชาธิปไตยไดมีการเจริญขึ้น แตผลของภาวะเศรษฐกิจ
ตกตาํ่ ครงั้ ใหญ ไดทาํ ใหค วามเจรญิ ดังกลา วหยุดชะงักลง และประเทศในแถบยุโรป ละตินอเมริกา และเอเชีย
ไดเ ปลี่ยนแปลงรูปแบบไปสกู ารปกครองในระบอบเผด็จการมากขึ้น ทําใหเกิดเปนสิทธิฟาสซิสต ในนาซีเยอรมนี
อิตาลี สเปนและโปรตุเกส รวมไปถึงรัฐเผด็จการในแถบคาบสมุทรบอลติก คาบสมุทรบอลขาน บราซิล
ควิ บา สาธารณรฐั จีนและญี่ปนุ เปนตน

ภายหลังจากการสนิ้ สดุ ของสงครามโลกครง้ั ท่สี อง ทาํ ใหเ กิดผลกระทบในดานตรงกันขามในทวีป
ยุโรปตะวนั ตก ความสําเรจ็ ในการสรางระบอบประชาธปิ ไตยในออสเตรยี อิตาลี และญี่ปนุ สมัยยดึ ครอง ซึง่ ได
เปนตน แบบของทฤษฎกี ารเปล่ียนแปลงระบอบการปกครอง อยา งไรก็ตาม กลุมประเทศในยุโรปตะวันออก
รวมไปถึงเขตยึดครองของโซเวียตในเยอรมันนี ซึง่ ถูกบังคับใหมีการเปล่ียนแปลงไปสูการปกครองในระบอบ
คอมมิวนสิ ตตามคายตะวันออก หลังจากการส้นิ สุดของสงครามโลกครังท่ีสองยังสงผลใหเกิดการปลดปลอย
อาณานิคม และประเทศเอกราชใหมสวนใหญจะสนับสนุนใหมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และ
อนิ เดยี ไดกลายมาเปนประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยท่ีมีจํานวนประชากรมากที่สุดในโลก และ
ดําเนนิ ตอไปอยา งไมห ยุดย้งั ในชวงหน่ึงทศวรรษภายหลังสงครามโลกครั้งท่ีสอง ชาติตะวันตกท่ีปกครองใน
ระบอบประชาธปิ ไตยสว นใหญไ ดมรี ะบบเศรษฐกิจแบบผสม และดาํ เนินการตามรปู แบบรฐั สวัสดิการ สะทอน
ใหเห็นถึงความสอดคลองกันระหวางราษฎรกับพรรคการเมืองในชวงคริสตทศวรรษ 1950 และ 1960
เศรษฐกิจทั้งในกลุมประเทศตะวันตกและกลุมประเทศคอมมิวนิสต ในภายหลังเศรษฐกิจที่อยูภายใตการ
ควบคุมของรัฐบาลไดลดลง เม่ือถึงป ค.ศ.1960 รัฐชาติสวนใหญไดมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
ถึงแมว า ประชากรสวนใหญของโลกจะยงั คงมกี ารจัดการเลือกตง้ั แบบตบตา และการปกครองในรูปแบบอ่นื ๆ อยู

กระแสของการเปลี่ยนแปลงไปสูระบอบประชาธิปไตย นําไปสูความเจริญกาวหนาของรูปแบบ
ประชาธิปไตยทเ่ี คารพสทิ ธขิ องเสยี งขางนอยในหลายรัฐชาติ เริ่มจากสเปน โปรตเุ กส ในป ค.ศ. 1974 รวมไป
ถงึ อีกหลายประเทศในทวปี อเมรกิ าใต เม่อื ถึงปลายคริสตทศวรรษ 1970 และตนคริสตทศวรรษ 1980 ซึ่งได
เปลย่ี นแปลงมาจากระบอบเผดจ็ การทหาร มาเปนรัฐบาลพลเรอื น ตามดวยประเทศในเอเชียตะวันออกและ
เอเชียใต ระหวางชวงตนถึงกลางคริสตทศวรรษ 1980 และเน่ืองจากความเสื่อมถอยทางเศรษฐกิจของ
สหภาพโซเวยี ต รวมไปถงึ ความขดั แยงภายในทําใหส หภาพโซเวียตลมสลาย และนําไปสจู ุดส้นิ สดุ ของสงครามเยน็
ตามมาดว ยการเปล่ยี นแปลงระบอบการปกครองภายในกลมุ ประเทศยุโรปตะวันออกในคายตะวนั ออกเดิม

ห น้ า | 279

นอกเหนอื จากนนั้ กระแสของระบอบประชาธิปไตย ไดแพรขยายไปถึงบางสวนของทวีปแอฟริกา
ในชวงคริสตทศวรรษ 1990 โดยเฉพาะอยางย่ิงในแอฟริกาใต ความพยายามบางประการในการ
เปล่ยี นแปลงระบอบการปกครองยังพบเหน็ อยใู นอินโดนีเซยี ยูโกสลาเวยี ยูเครน เลบานอนและครี ก ีซสถาน

4.2 ระบอบประชาธปิ ไตยในประเทศไทย
ประเทศไทยไดเขาสูการปกครองระบอบประชาธิปไตยอยางเปนทางการในป พ.ศ. 2475 สมัย
รชั กาลที่ 7 โดยมเี หตกุ ารณส าํ คญั ที่แสดงถงึ ความพยายามที่จะพฒั นาประชาธปิ ไตยอยางแทจริง ดังนี้

1) เหตุการณสมัยประชาธิปไตย พ.ศ. 2475 – 2535 (สมัยรัชกาลที่ 7 – กอน 14
ตุลาคม 2516) รูปแบบการปกครองสมัยรชั กาลท่ี 6 -7 ยังคงยึดรูปแบบการปกครองสมัยรัชกาลที่ 5 มีการ
ปรับปรงุ แกไ ขบา งเพยี งเล็กนอย ท้ัง 2 พระองคไดตระหนักถึงการเปล่ียนแปลงการปกครองท่ีคงจะมีขึ้นใน
ภายขางหนา สมัยรัชกาลท่ี 6 ไดมีการจัดตั้ง “ดุสิตธานี” ใหเปนนครจําลองในการปกครองแบบ
ประชาธิปไตย จนเมื่อวันท่ี 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 หลังจากท่ีรัชกาลที่ 7 ทรงครองราชยได 7 ป คณะ
ผกู อการซงึ่ เรียกตวั เองวา “คณะราษฎร” ประกอบดวยทหารบก ทหารเรือและพลเรือน จํานวน 99 คน
ไดทําการยึดอํานาจ และเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราช หรือ “ราชาธิปไตย” มา
เปนระบบการปกครองแบบ “ประชาธิปไตย” และไดอัญเชิญรัชกาลที่ 7 ข้ึน เปนกษัตริยภายใต
รัฐธรรมนูญ นับไดว า รชั กาลที่ 7 ทรงเปน กษัตริยอ งคแรกในระบอบประชาธปิ ไตย

2) มูลเหตขุ องการเปล่ียนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
1. ภาวะเศรษฐกจิ ตกตํ่าท่วั โลก หลังสงครามโลก รฐั บาลตอ งการลดรายจาย โดยปลดขาราชการ
บางสว นออก ผถู ูกปลดไมพอใจ
2. ผูท่ีไปเรียนจากตางประเทศเมื่อกลับมาแลวตองการเปลี่ยนแปลงประเทศใหทันสมัย
เหมอื นประเทศทเ่ี จริญแลว
3. ความเหลือ่ มลาํ้ ตา่ํ สงู ระหวางขา ราชการและประชาชน จึงตองการสทิ ธเิ สมอภาคกัน
4. ระบบสมบูรณาญาสทิ ธิราชยไ มส ามารถแกป ญหาพนื้ ฐานชีวติ ของราษฎรได

3) ลักษณะการปกครองหลังเปล่ยี นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
1. พระมหากษัตริยทรงเปน ประมขุ ภายใตรฐั ธรรมนูญ
2. รัฐธรรมนูญเปน กฎหมายสงู สุดในการปกครองประเทศ
3. อาํ นาจอธิปไตย เปน ของปวงชนชาวไทยและเปนอํานาจสูงสุดในการปกครองประเทศ
4. ประชาชนใชอํานาจอธิปไตยผา นทางรัฐสภา รัฐบาลและศาล
5. ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพเทา เทียมกัน
6. ประชาชนเลอื กตัวแทนในการบริหารประเทศ ซง่ึ เรยี กวา รฐั บาล หรอื คณะรฐั มนตรี
7. ในการบริหารราชการแผน ดิน แบงเปน 3 สวนคอื
1) การปกครองสวนกลาง แบงเปน กระทรวง ทบวง กรมตา งๆ

ห น้ า | 280

2) การปกครองสวนภมู ภิ าค แบงเปน จังหวดั และอําเภอ
3) การปกครองสวนทองถิ่นแบงเปนองคการบริหารสวนจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาล
และองคก ารบริหารสว นตาํ บล
การเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยเปนไปอยางสงบไมรุนแรงเหมือนบางประเทศอยางไรก็ตาม
ลกั ษณะการเมืองการปกครองมไิ ดเปนประชาธปิ ไตยโดยสมบรู ณ อาํ นาจบางสวนตกอยูกับผูนําทางการเมือง
หรือผูบรหิ ารประเทศ มีการขัดแยงกันในดานนโยบายมีการแยงชิงผลประโยชน เปนเหตุใหเกิดการปฏิวัติ
รัฐประหารข้ึนหลายครั้งระบบการปกครองของไทย จึงมีลักษณะกลับไปกลับมาระหวางประชาธิปไตยกับ
คณาธิปไตย (การปกครองโดยคณะปฏิวัติ)

4. ประชาธิปไตย หลัง 14 ตลุ าคม 2516
จอมพลถนอม กิตติขจร ไดข้นึ เปนนายกรัฐมนตรี เมอื่ ป 2511 หลงั มกี ารประกาศใชรฐั ธรรมแหง

ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2511 ซง่ึ ใชเวลารางถงึ 10 ป แตหลังจากบริหารประเทศมาเพียง 3 ปเศษ
จอมพลถนอม กิตติขจร และคณะไดทําการปฏิวัติตนเองและลมเลิก รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เม่ือวันที่ 17
พฤศจิกายน 2514 และไดเ ขา ควบคุมการบริหารประเทศ ในฐานะหัวหนาคณะปฏิวัติ การบริหารประเทศ
โดยคณะปฏวิ ตั ิ ซ่ึงนําโดย จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร และ พ.อ.ณรงค กิตติขจร
หรือกลุม ถนอม ประภาส – ณรงค ถูกมองวาเปนการทําการปฏิวัติเพ่ือผลประโยชนของตนเองและกลุม
มกี ารคอรร ัปชั่นเกดิ ข้นึ มากมายในท่สี ดุ นสิ ติ นักศกึ ษา และประชาชนไดรว มกนั เรียกรองรัฐธรรมนูญและขับ
ไลรัฐบาล จนนําไปสูเหตุการณนองเลือดในวันท่ี 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งเรียกเปน “วันมหาวิปโยค” และ
ในท่ีสุดจอมพลถนอม กิตติขจร และคณะตองลาออกจากตําแหนงและเดินทางออกนอกประเทศภายหลัง
เหตกุ ารณ 14 ตุลาคม 2516

นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ไดขึ้นเปนนายกรัฐมนตรีระยะหนึ่งในระยะน้ีถือวาเปนการตื่นตัวในทาง
ประชาธิปไตยอยางมาก มีการเรียกรองสิทธิเสรีภาพมากขึ้น มีการจัดหยุดงาน (Strife) มีการแสดงออก
ในทางเสรภี าพดานการพูด การเขยี น จํานวนหนงั สือพิมพไดมีออกจําหนายมากข้ึน มีกลุมพลังทางการเมือง
เกดิ ข้นึ มากมาย มีการเดนิ ขบวน เพ่ือเรียกรอ งสิทธิและผลประโยชนหลายคร้ังเหตุการณเหลานี้ไดสรางความ
เบ่ือหนายใหกับประชาชนเรื่อยมา อีกท้ังคุณภาพของผูแทนราษฎรไมดีไปกวาเดิม นิสิตนักศึกษาไดเขาไป
ยุง เก่ยี วในเหตุการณว นุ วายตา งๆ

จนในทสี่ ุดเกดิ วกิ ฤตกิ ารณน องเลือด 6 ตุลาคม 2519 ทหารในนาม “คณะปฏิรปู การปกครองแผนดิน”
ไดเขายึดอํานาจจากรัฐบาล ม.ร.ว. เสนีย ปราโมช และคณะปฏิรูปการปกครองแผนดินไดแตงตั้ง
นายธานินทร กรัยวิเชยี ร เปน นายกรัฐมนตรี นายธานนิ ทร กรัยวิเชียร บรหิ ารประเทศมาไดเ พยี ง 1 ป

คณะปฏิรปู ฯ ไดย ึดอาํ นาจอกี ครัง้ หน่ึง และครั้งหลังนี้ไดแตงต้ังพลเอก เกรียงศักด์ิ ชมะนันท เปน
นายกรัฐมนตรี พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันท เปนนายกรัฐมนตรีถึงวันท่ี 29 กุมภาพันธ 2523 จึงได
ลาออกจากตําแหนง

ห น้ า | 281

พลเอกเปรม ติณสูลานนท ไดข้ึนเปนนายกรัฐมนตรีตอจาก พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท ดํารง
ตําแหนงมาจนถึงวนั ที่ 4 สงิ หาคม 2531 รวมระยะเวลา 8 ปเศษ ไดมีการปรับปรุงคณะรัฐบาลหลายครั้ง
ในระหวา งดํารงตําแหนง มผี พู ยายามทาํ การรัฐประหารถึง 2 คร้ัง แตไมสําเร็จสมัย พลเอกเปรม ติณสูลานนท
ไดช่ือวาเปนหัวเล้ียวหัวตอที่สําคัญ ทางดานการเมืองการปกครองมีการพัฒนาโครงสรางทางการเมือง
ใหเขม แข็งรวมถงึ การพฒั นาโครงสรา งทางดานเศรษฐกจิ และสงั คมของประเทศใหกาวหนาดวย

พลเอกชาติชาย ชุณหะวัน ไดข้ึนเปนนายกรัฐมนตรี ตอจากพอเอกเปรม ติณสูลานนท เม่ือวันท่ี
4 สิงหาคม 2531 และถอื ไดว า เปนคณะรฐั มนตรีท่ีมาจากการเลอื กตง้ั ซ่ึงเปน ความชอบธรรมในกระบวนการ
บรหิ ารตามระบอบประชาธปิ ไตย

รฐั บาลพลเอกชาตชิ าย ชุณหะวณั ไดถ ูกคณะทหารซงึ่ เรยี กตนเองวา คณะรักษาความสงบเรียบรอย
แหงชาติทําการยึดอํานาจ เมอ่ื วนั ท่ี 23 กมุ ภาพนั ธ 2534 และไดแตงต้ังให นายอานันท ปนยารชุน เปน
นายกรฐั มนตรี

คณะรฐั บาลของนายอนันท ปนยารชนุ ทาํ การบริหารประเทศมาไดป เ ศษจงึ พน จากตาํ แหนงไปเมอ่ื มี
รฐั บาลชุดใหมนําโดย พลเอกสจุ ินดา คราประยรู เปน นายกรัฐมนตรี

รฐั บาลโดยพลเอก สุจนิ ดา คราประยรู ไมไดผ านการเลอื กต้งั จงึ ถกู ตอตานจากพรรคการเมอื งบางพรรค
นิสิตนักศกึ ษาและประชาชนบางกลุม จนนําไปสเู หตกุ ารณ “พฤษภาทมิฬ” เมือ่ วันที่ 15 – 17 พฤษภาคม 2535
ในทส่ี ุด พลเอกสจุ นิ ดา คราประยูรไดล าออกจากตําแหนง

นายอานนั ท ปน ยารชุน ไดก ลบั มาเปน นายกรฐั มนตรีอกี ครั้งหนง่ึ โดยมีเปาหมายสําคัญท่ีการยุบสภา
เพ่ือเลือกต้ังใหมและเม่ืออยูในตําแหนงไดประมาณ 3 เดือนเศษ จึงไดทําการยุบสภา เม่ือมีการเลือกต้ังใหม
นายชวน หลกี ภยั ไดเปนนายกรัฐมนตรี ต้งั แตว นั ท่ี 23 กันยายน 2535 เปนตนมา

5. ประชาธปิ ไตยกับการมีสว นรว มในประเทศไทย
การเปด โอกาสใหประชาชนไดมีสวนรวมในทางการเมือง เปนพัฒนาการมีสวนรวมในทางการเมือง
ไทยแบบพหุนิยม (Pluralism) หรือเปนแนวความคิดที่เคารพความแตกตาง (Difference) และความ
หลากหลาย (Diversity) ในมติ ิตา งๆ ของผคู นในสงั คมตงั้ แตก ารเมอื ง ชีวติ ทางสงั คม และวัฒนธรรม (ธรี ยุทธ บุญมี,
2543) อนั เปน การสงเสรมิ ใหประชาชนไดม สี ว นรวมในการผลักดันหรอื การพัฒนาทางการเมอื ง เศรษฐกิจ และ
สังคม กอใหชุมชนเขมแข็ง หรือท่ีเรียกวา “ประชาสังคม” ในปจจุบัน ท้ังนี้ ไดมีการนําเสนอแนวความคิด
เร่ืองพหุนิยมกันมาต้ังแตยุคแหงการตอสูเพ่ือประชาธิปไตย 14 ตุลาคม 2516 แตชวงนั้นอุดมการณ
ประชาธปิ ไตยไดเลือนหายไป โดยมแี นวความคดิ เก่ียวกับสังคมนิยมมาแทนที่
จนกระทั้งทศวรรษท่ีผา นมา (นับจากเหตุการณพ ฤษภา 2535) เปนชวงหัวเลยี้ วหัวตอของการปฏริ ปู
การเมอื งไทย ประชาชนนักการเมือง นักวิชาการ ส่ือมวลชน องคกรเอกชน และสภารางรัฐธรรมนูญ ไดให
ความสําคญั กบั “การมสี วนรวมในทางการเมือง” (Political Participation) มากเปนพิเศษ จนดูเหมือนวา
จะเปนคําที่มีความหมายย่ิงใหญ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 นับตั้งแตกรอบ
เบ้ืองตนของรา งรัฐธรรมนญู เจตจํานงของสภารางรฐั ธรรมนญู สาระสาํ คญั ของรัฐธรรมนญู จงึ ลว นแตมีผลให
ประชาชนไดมสี ว นรวมในทางการเมืองทกุ ระดบั ในกระบวนทางการเมอื งมากย่งิ ขนึ้ และยงั ไดข ยายการรับรอง

ห น้ า | 282

สิทธิข้ันพื้นฐาน (Basic Rights or Fundamental Rights) สิทธิในการแสดงความคิดเห็น โดยการพูด
การเขยี น การพิมพ การโฆษณา และการส่ือความหมาย โดยวิธีอนื่ เปน ตน และสทิ ธิของพลเมือง (Citizen’s
Rights) เชน สทิ ธิออกเสยี งเลอื กตงั้ และสมัครรบั เลอื กตัง้ เสรีภาพในการรวมกันเปนพรรคการเมอื ง เปน ตน
เพอื่ เอ้ือประโยชนต อ การมสี ว นรวมในทางการเมืองของประชาชน

ตามเจตนารมณของรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช 2540 น้ัน นับเปนคุณูปการ
อนั ย่ิงใหญของการปฏิรูปการเมือง มีผลใหประชาชนมีชองทางเขามีสวนรวมในทางการเมือง ในทุกมิติแหง
กระบวนการทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยทัง้ ในแนวราบ (รูปแบบหรอื วธิ ีการ) และแนวตัง้
(ขอบเขตหรือจาํ นวนของประชาชนผมู ีสทิ ธสิ ว นรวมในทางการเมอื ง) โดยบญั ญตั ิไวช ัดเจนในหมวด 5 แนวนโยบาย
พื้นฐานแหงรัฐ มาตรา 76 ดังนี้

“มาตรา 76 รัฐตองสงเสริมและสนบั สนนุ การมีสว นรว มของประชาชนในการกําหนดนโยบาย การ
ตัดสนิ ใจทางการเมอื ง การวางแผนพฒั นาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม รวมท้ังการตรวจสอบการใช
อํานาจรัฐทุกระดบั ”

นอกจากนั้น บทบญั ญตั ิแหงรัฐธรรมฉบับใหมอีกหลายมาตามก็ไดเปดโอกาสใหประชาชนมีสวน
รว มในทางการเมอื งอยา งเปนรูปแบบเดน ชัดอยางทไ่ี มเ คยปรากฏมากอนในรัฐธรรมนูญท้ัง 15 ฉบับที่ประเทศ
ไทยเคยใชม า สทิ ธิมีสวนรวมในทางการเมืองของประชาชนตามรฐั ธรรมนูญฉบับใหมจงึ ไดเปด กวางขึ้นท้ังดาน
รปู แบบ หรือวธิ กี ารของการสว นรวมในทางการเมืองของประชาชน และขอบเขตกลุมหรือจํานวนของประชาชน
ผูมีสิทธิสวนรวมในทางการเมือง กอใหเกิด “ระบอบประชาธิปไตยแบบมีสวนรวม” (Participatory
Democracy) และสราง “ระบบพหกุ ารเมอื ง” (Plural Politics) ทน่ี ําไปสู “การเมืองภาคประชาชน”

สรุป

จนถึงปจ จุบนั น้ี ทวั่ โลกไดมีประเทศท่ีปกครองในระบอบประชาธิปไตย จํานวน 123 ประเทศ (ค.ศ.
2007) และกําลังมจี ํานวนเพ่ิมข้ึนเร่ือยๆ ซ่ึงไดมีการคาดเดากันวา กระแสดังกลาวจะเกิดขึ้นตอไปในอนาคต
ท่ีซ่ึงประชาธิปไตยท่ีเคารพสิทธิของเสียงขางนอยจะกลายเปนมาตรฐานสากลสําหรับสังคมมนุษยชาติ
สมมุติฐานดังกลาวเปนหัวใจหลักของทฤษฎี “จุดส้ินสุดของประวัติศาสตร” โดยฟรานซิส ฟุกุยะมะ
ซงึ่ ทฤษฎดี งั กลาวเปนการวพิ ากษว ิจารณบ รรดาผทู ่ีเกรงกลวั วาจะมวี วิ ัฒนาการของประชาธปิ ไตยท่ีเคารพสิทธิ
ของเสยี งขางนอ ยไปยังยุคหลังประชาธิปไตย และผูทช่ี ีใ้ หเห็นถึงประชาธิปไตยไมเสรี

เรอ่ื งท่ี 4 เหตุการณส ําคัญทางการเมอื งการปกครองของประเทศไทย

ห น้ า | 283

ประเทศไทยแมจ ะมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขและมี
นายกรฐั มนตรเี ปนหวั หนา สงู สุดของรฐั บาลมาตั้งแตป พทุ ธศักราช 2475 แลวกต็ าม ยงั พบวามีเหตกุ ารณสําคญั
ทางการเมืองการปกครองของประเทศไทยตอ มา โดยมที ้ังการกบฏปฏิวัติและรัฐประหาร ซึง่ ลว นแตเปน การใช
กําลังอํานาจที่ไมถูกตองตามรัฐธรรมนูญเขายึดอํานาจทั้งสิ้น นอกจากน้ียังพบวาการใชกําลังอํานาจมี
ความหมายแตกตางกันออกไป กลาวคอื บางครั้งเปน “การปฏวิ ัต”ิ เพอื่ ไลนักการเมอื งท่ีคดโกงออกไปเทานั้น
หรือบางคร้ังหากกลมุ ทต่ี อ งการยดึ อํานาจทางการเมืองแตทาํ ไมสําเร็จก็จะถูกเรียกวา “กบฏ” แตถาสามารถ
ยดึ อํานาจทางการเมอื งสาํ เร็จ มกี ารเปล่ยี นแปลง แตยังคงใชร ฐั ธรรมนญู ฉบับเกาหรือใชรัฐธรรมนูญฉบับใหม
เพ่ือใหมกี ารเลือกตง้ั ในระยะเวลาท่ไี มนานนกั กจ็ ะเรยี กการกระทาํ คร้ังนี้วา “รัฐประหาร” ซง่ึ บางครงั้ ก็มกี ารให
ความหมายผิดจากการกระทําคร้ังนวี้ า เปน “การปฏิวตั ”ิ ก็คอื การใชอ าํ นาจ การยดึ อาํ นาจทางการเมือง แลว
ทําการเปลี่ยนแปลงผูน าํ การปกครอง ซ่งึ แทจ รงิ แลวการเปลย่ี นแปลงรฐั บาลบอยครั้งท่ีเกิดข้ึนในประเทศไทย
มาจาก “การแยง ชงิ อาํ นาจ” ของกลุม ท่มี ีอํานาจอยางไรกต็ ามเหตุการณสําคัญทางการเมอื งการปกครองของ
ประเทศไทยภายหลงั ปพทุ ธศักราช 2475 มดี ังนี้

1. กบฏบวรเดช พ.ศ. 2476
ผนู ําการเปลี่ยนแปลง คือ พลเอกพระวรวงศเธอ พระองคเจาบวรเดชและพระยาศรีสิทธิสงคราม

(ถ่นิ ทา ราม)
สาเหตุของการเปลยี่ นแปลง คือ เพอ่ื ลม ลางการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยและนาํ ประเทศกลับ

สกู ารปกครองระบอบสมบูรณาญาสทิ ธริ าช
ผลการของการเปลย่ี นแปลง คอื การปฏิวัติคร้ังน้ีลมเหลว ฝายกบฏถูกฝายรัฐบาลปราบปรามได

สาํ เรจ็
2. การรัฐประหาร พ.ศ. 2490
ผูนําการเปล่ียนแปลง คือ พนั เอกหลวงกาจสงครามและพลโทผิน ชณุ หะวนั
สาเหตุของการเปลีย่ นแปลง กรณสี วรรคตของรัชกาลท่ี 8 และปญหาการฉอราษฎรบ ังหลวง
ผลของการเปล่ยี นแปลง ทําใหจอมพล ป.พบิ ูลสงครามกลับมามีบทบาททางการเมืองอีกคร้ัง และ

กลุมซอยราชครูมีบทบาทสาํ คัญทางการเมอื งมากขึ้น ความสัมพนั ธระหวา งไทยกบั สหรฐั อเมริกาแนนแฟนมาก
3. การรฐั ประหาร พ.ศ. 2501
ผนู าํ การเปลย่ี นแปลง คอื จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต
สาเหตุของการเปล่ยี นแปลง อางสาเหตจุ ากภยั คุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต
ผลของการเปล่ียนแปลง ทาํ ใหประเทศไทยเขาสรู ะบอบเผดจ็ การอํานาจนยิ ม
4. วนั มหาวปิ โยค 14 ตลุ าคม พ.ศ. 2516
ผนู าํ การเปลย่ี นแปลง คอื ประชาชน นิสติ นักศึกษา
สาเหตขุ องการเปลีย่ นแปลง เพ่อื ตอตานเผด็จการทหารท่ีครอบงําและลิดรอนสิทธ์ิเสรีภาพทาง

การเมืองของประชาชน

ห น้ า | 284

ผลของการเปลย่ี นแปลง ประเทศไทยเขา สูระบอบประชาธปิ ไตยอยางสมบรู ณ ประชาชนมีเสรภี าพ
ในการแสดงออกทางการเมืองอยางกวางขวาง และมีการประกาศใชรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2517 (ท่ีถือวามีความ
เปนประชาธิปไตยมากที่สดุ ฉบบั หนงึ่ )

5. เหตกุ ารณ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519
ผูน ําการเปลีย่ นแปลง คือ พลเรือเอกสงดั ชะลออยู
สาเหตุของการเปลี่ยนแปลง อางวานสิ ิตนกั ศึกษาทีเ่ ปน ผนู ําการเปลยี่ นแปลงทางการเมืองในวันท่ี

14 ต.ค. 2516 ไดรบั การสนบั สนุนจากคอมมิวนสิ ต
ผลของการเปลี่ยนแปลง ระบอบประชาธปิ ไตยถูกลมลางและกลับไปสกู ารปกครองแบบเผด็จการ

อํานาจนยิ มอีกครัง้ สภาพการเมืองขาดเสถยี รภาพและเกิดความแตกแยกอยางรนุ แรง
6. การรัฐประหาร พ.ศ. 2520
ผนู ําการเปลย่ี นแปลง คอื พลเรือเอกสงัด ชะลออยู
สาเหตุการเปล่ียนแปลง การคัดคานนโยบายแบบขวาจัดของนายธานินทร กรัยวิเชียร

(เผดจ็ การโดยพลเรือน)
ผลของการเปล่ียนแปลง มีการประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2521 พลเอกเกรียงศักด์ิ

ชมะนนั ทแ ละพลเอกเปรม ติณสลู านนท เปนนายกรฐั มนตรีคนตอมา
7. การรฐั ประหาร พ.ศ. 2534 (รสช.)
ผนู าํ การเปลี่ยนแปลง คือ พลเอกสุนทร คงสมพงษ, พลเอกสุจินดา คราประยูร, พลอากาศเอก

เกษตร โรจนนิล
สาเหตุของการเปลีย่ นแปลง การฉอราษฎรบงั หลวงของคณะรฐั บาลทม่ี ีพลเอกชาตชิ าย ชุณหะวัณ

เปน นายกรฐั มนตรี
ผลของการเปลี่ยนแปลง นายอานันท ปน ยารชุน ไดร บั การแตง ตง้ั ใหเปนนายกรัฐมนตรี

8. เหตกุ ารณพ ฤษภาทมฬิ (17 – 19 พ.ค. 2535)
ผนู าํ การเปลย่ี นแปลง คอื ประชาชนท่ัวไป นักเรยี น นกั ศึกษา
สาเหตุของการเปลี่ยนแปลง นักศึกษา ประชาชน และนกั การเมอื งบางกลุม รว มกนั ตอตานการเขา

ดํารงตาํ แหนงผูนําของพลเอกสุจินดา คราประยรู
ผลของการเปล่ียนแปลง เกิดเหตุการณนองเลือดอีกครั้ง และนายอานันท ปนยารชุนกลับเขามา

ดาํ รงตําแหนง นายกฯ อกี วาระหนึ่ง

กบฏ 12 ครั้ง – ปฏิวตั ิ 1 ครงั้ – รัฐประหาร 8 ครง้ั

การเปล่ียนแปลงทางการเมอื งไมว า จะเปนการเปลีย่ นรฐั บาลหรือคณะผูปกครองหรือการเปลี่ยนกตกิ า
การปกครองหรือรัฐธรรมนูญยอมเปนส่ิงที่เกิดข้ึนไดในทุกประเทศปกติรัฐธรรมนูญของแตละประเทศยอม
กาํ หนดวธิ ีการเปลี่ยนแปลงไว เชน ใหม กี ารเลือกตั้งทั่วไปทุก 4 ป หรือ 5 ป หรือเลือกประธานาธิบดีทุก 4 ป

ห น้ า | 285

หรอื 6 ป เพอื่ ใหโอกาสประชาชนตัดสินใจวา จะใหบ ุคคลใดหรือกลุมพรรคการเมืองใดไดเปนผูปกครอง และ
กําหนดวธิ กี ารเปลย่ี นแปลงหลกั การหรอื สาระของรัฐธรรมนญู หรอื แมกระทัง่ สรา งรัฐธรรมนญู ใหมแ ทนฉบับเดมิ

การเปล่ียนแปลงตามกระบวนการดังกลาวขางตนถือวาเปนการเปลี่ยนแปลงโดยสันติวิธีและเปน
วิถีทางทถี่ กู ตองตามกฎหมาย อยา งไรกต็ าม การเปลยี่ นแปลงอกี วิธหี นง่ึ ทีถ่ อื วา เปนวิธกี ารรนุ แรงและไมถูกตอ ง
ตามกฎหมาย นั่นก็คือ การใชกําลังเขาขมขู เชน ใชกองกําลังติดอาวุธเขายึดอํานาจจากรัฐบาลเดิมไล
คณะรัฐมนตรีออกไปและตั้งคณะรัฐมนตรใี หม โดยกลุมของคนท่ียึดอาํ นาจเขามาแทนที่หรอื ยกเลิกรัฐธรรมนูญ
ฉบับเดมิ แลว รางรฐั ธรรมนูญฉบับใหม วางกฎและกตกิ าตามทกี่ ลุม ผมู ีอํานาจปรารถนา โดยปกติคณะหรือกลุม
บคุ คลทีจ่ ะเขามาเปลีย่ นแปลงดวยวธิ นี ้ี จะตองมกี องกาํ ลังตดิ อาวธุ เขาปฏิบัตกิ าร มิฉะน้ันแลว ก็ยากที่จะสําเร็จ
และถึงมีกาํ ลังก็ไมอ าจไมส ําเรจ็ เสมอไปเพราะมอี งคประกอบการสนบั สนุนหรือตอ ตานจากประชาชนเขา มาเปน
ปจ จยั ประกอบดว ย

ปญหาท่ีเกิดขน้ึ กบั ประเทศท่ีไมมีเสถียรภาพทางการเมืองก็คือวา การเปล่ียนรัฐบาลหรือผูปกครอง
ประเทศมกั ไมเปนไปตามกตกิ า หรอื ระเบยี บแบบแผนโดยสันติวธิ ี ตรงกนั ขา มมักเกดิ การแยง ชงิ อาํ นาจดวยการ
ใชกําลังอยเู นืองๆ ไมว าจะเปน ไปในรูปของการจลาจลกบฏ ปฏิวัติหรือรัฐประหารความหมายของคําเหลาน้ี
เหมือนกันในแงท ่วี าเปน การใชก าํ ลังอาวธุ ยึดอาํ นาจทางการเมอื ง แตม คี วามหมายตางกนั ในดานผลของการใช
กําลังความรุนแรงนั้น หากทําการไมสําเร็จจะถูก เรียกวา กบฏจลาจล (rebellion) ถาการยึดอํานาจน้ัน
สมั ฤทธิผล และเปลีย่ นเพียงรฐั บาลเรยี กวา รฐั ประหาร (coupd etat) แตถ า รัฐบาลใหมไ ดทาํ การเปล่ยี นแปลง
มลู ฐานะระบอบการปกครอง กน็ บั วาเปน การปฏวิ ตั ิ

ในการเมอื งไทยคาํ วา ปฏวิ ัติ กบั รฐั ประหารมักใชปะปนกัน แลวแตผูยึดอํานาจไดน ้นั จะเรียกตัวเองวา
อะไร เทาที่ผานมามกั นิยมใชค าํ วา ปฏวิ ตั เิ พราะเปน คาํ ทดี่ ูขงึ ขังนา เกรงขามเพ่ือความสะดวกในการธํารงไวซ่ึง
อํานาจท่ีไดม านนั้ ทง้ั ทโี่ ดยเนอื้ แทแลว นบั แตม ีการเปลย่ี นแปลงการปกครอง 24 มถิ ุนายน 2475 ซ่งึ อาจถือได
วาเปนการปฏิวัติที่แทจริงคร้ังเดียวท่ีเกิดข้ึนในประเทศไทย การยึดอํานาจโดยวิธีการใชกําลังคร้ังตอๆ มา
ในทางรัฐศาสตรถือวาเปนเพียงการรัฐประหารเทานั้น เพราะผูยึดอํานาจไดนั้นไมไดทําการเปล่ียนแปลง
หลกั การมลู ฐานของระบอบการปกครองเลย

ดังน้นั เพ่ือใหส อดคลองกับพฤติกรรมทางการเมืองและมใิ หสบั สนกบั การใชช ื่อเรียกตวั เองของคณะที่
ทาํ การยึดอาํ นาจท้ังหลาย อาจสรุปความหมายแคบ ๆ โดยเฉพาะเจาะจงสําหรบั คาํ วา ปฏิวัติ และรัฐประหาร
ในบรรยากาศการเมืองไทย เปนดังนี้ คือ

“ปฏิวตั ”ิ หมายถึง การยึดอํานาจโดยวิธีการท่ีไมถูกตองตามรัฐธรรมนูญ ยกเลิกรัฐธรรมนูญท่ีใชอยู
อาจมีหรือไมมีการประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับใหม และรัฐบาลใหมไดทําการเปลี่ยนแปลงฐานะระบอบการ
ปกครอง เชน เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย เปนระบอบประชาธิปไตยหรือ
คอมมวิ นสิ ต ฯลฯ

สวน “รัฐประหาร” หมายถึง การยึดอํานาจโดยวิธีการที่ไมถูกตองตามรัฐธรรมนูญ แตยังคงใช
รัฐธรรมนูญฉบับเกาตอ ไป หรอื ประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับใหม เพ่ือใหมีการเลือกต้ังเกิดข้ึนในระยะเวลาไม
นานนกั

ห น้ า | 286

ในประเทศไทย ถอื ไดวา มกี ารปฏิวตั เิ กดิ ขึ้นครั้งแรกและคร้งั เดียว คือ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง
2547 โดยคณะราษฎร จากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปนระบอบประชาธิปไตย และมีการกบฏเกิดข้ึน
12 ครั้ง และรัฐประหาร 8 ครั้ง ดังนี้

กบฏ 12 ครั้ง
1. กบฏ ร.ศ. 130
2. กบฏบวรเดช (11 ตลุ าคม 2476)
3. กบฏนายสบิ (3 สิงหาคม 2478)
4. กบฏพระยาทรงสุรเดช หรือกบฏ 18 ศพ (29 มกราคม 2482)
5. กบฏเสนาธิการ (1 ตลุ าคม 2491)
6. กบฏแบง แยกดนิ แดน (พ.ย. 2491)
7. กบฏวังหลวง (26 กมุ ภาพนั ธ 2492)
8. กบฏแมนฮัตตัน (29 มิถุนายน 2494)

9. กบฏสันติภาพ (8 พฤศจกิ ายน 2497)
10. กบฏ 26 มีนาคม 2520
11. กบฏยงั เตอรก (1- 3 เมษายน 2524)
12. กบฏทหารนอกราชการ (9 กนั ยายน 2528)

รฐั ประหาร 8 คร้งั
1. พ.อ.พระยาพหลฯ ทําการรัฐประหาร (20 มิ.ย. 2476)
2. พล.ท.ผนิ ชุณหะวัณ และคณะนายทหารบก ทาํ การรัฐประหาร (8 พ.ย. 2490)
3. จอมพล ป.พบิ ูลสงคราม ทําการรัฐประหาร (29 พ.ย. 2494)
4. จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต ทาํ การรัฐประหาร (16 กนั ยายน 2500)
5. จอมพลถนอม กติ ติขจร ทาํ การรัฐประหาร (20 ตลุ าคม 2501)
6. จอมพลถนอม กติ ตขิ จร ทําการรัฐประหาร (17 พฤศจิกายน 2514)
7. พล.ร.อ. สงดั ชะลออยู ทาํ การรฐั ประหาร (20 ตลุ าคม 2520)
8. พล.อ. สุนทร คงสมพงษ ทาํ การรัฐประหาร (23 กุมภาพันธ 2534)
9. คณะปฏิรปู การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษัตริยเปนประมุขทําการ
รัฐประหาร (19 กนั ยายน 2549)

ห น้ า | 287

กจิ กรรม

ใหผูเรียนตอบคําถามตอไปน้ี แลวบันทึกผลการเรียนรูลงในแบบบันทึกผลการเรียนรู
เร่ือง เหตุการณท ีส่ ําคญั ทางการเมืองการปกครองของไทย
1. ใหผูเรียนสรุปเหตุการณทางการเมืองการปกครองของประเทศไทยในชวงป 2475 จนถึง

ป 2550 ทผี่ ูเ รยี นเหน็ วาเปนเหตกุ ารณร ฐั ประหารเทา นน้ั
2. ใหผูเรียนวิเคราะหเหตุการณทางการเมืองของไทยในปจจุบัน (ป 2551 – 2552) วาเปนอยางไร

เพยี งสน้ั ๆ

ห น้ า | 288

แบบบันทึกผลการเรยี นรู
เร่ือง เหตกุ ารณส ําคญั ทางการเมอื งการปกครองของ

1. สรุปเหตุการณส าํ คญั ทางการเมอื งของไทยระหวางป พ.ศ. 2475 – 2549 เฉพาะเหตุการณท ่เี ปน
รัฐประหาร
.........................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................

2. วิเคราะหเ หตกุ ารณทางการเมอื งของไทยในปจ จุบัน (ป 2551 – 2552)
.........................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................

ห น้ า | 289

เรือ่ งท่ี 5เหตกุ ารณสาํ คัญทางการเมอื งการปกครองของโลก
ท่ีสง ผลกระทบตอ ประเทศไทย

เหตุการณสําคัญทางการเมืองการปกครองของโลก นับเปนมูลเหตุใหญที่ทําใหสังคมไทยเกิดการ
เปลีย่ นแปลง โดยเฉพาะอยางยิ่งสงผลกระทบตอการเมืองการปกครองและเศรษฐกิจของประเทศไทยอยาง
หลกี เล่ียงไมไ ด ซ่งึ เหตุการณส ําคญั ตา งๆ ทเี่ กิดขนึ้ ในชวงศตวรรษท่ี 20 (ค.ศ. 1900 – 2000) ดงั นี้

1. สงครามโลกครั้งท่ี 1 (ค.ศ. 1914 – 1918)
สงครามโลกครงั้ ที่ 1 เพ่ิมความขดั แยงระดบั โลกทเ่ี กิดขึน้ ตั้งแต ค.ศ. 1914 ระหวางฝายสัมพันธมิตร
และฝา ยมหาอํานาจกลาง ซ่ึงไมเคยปรากฏสงครามขนาดใหญทม่ี ีทหารหรือสมรภูมิที่เก่ียวของมากขนาดน้ีมา
กอ น นับยคุ สมยั แหง ความหายนะ โดยสาเหตขุ องการเกดิ สงครามครงั้ นี้ เกดิ จากความขัดแยงทางการเมอื งของ
ทวีปยุโรป ซึ่งเปนจุดเริ่มตนของการสิ้นสุดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยของยุโรปและการสิ้นสุดของ
“จักรวรรดอิ อตโตมัน” อันเปน ตน เหตุของการปฏวิ ัตริ ัสเซีย
นอกจากนี้การพา ยแพข องประเทศเยอรมนใี นสงครามคร้ังน้ี สง ผลใหเ กดิ ลทั ธิชาตินิยมข้ึนในประเทศ
อนั เปน จดุ เริม่ ตน ของสงครามโลกครัง้ ท่ี 5 (ค.ศ. 1939)
2. สงครามโลกคร้ังที่ 2 (ค.ศ. 1939 – 1945)
สงครามโลกคร้ังท่อี ุบัติข้ึนอีกคร้ังในเดือนกันยายน ค.ศ. 1939 นับเปนการประลองความย่ิงใหญอีก
ครง้ั ระหวา งเยอรมันและองั กฤษเพียง 1 ป เยอรมนั กส็ ามารถยึดครองยโุ รปไวเ กือบทงั้ ทวีปอังกฤษตองสูญเสีย
อํานาจโดยสิน้ เชงิ สงครามคร้ังนี้ไมเ พยี งแตเกดิ ขน้ึ ในยุโรปเทาน้ัน ทางดา นเอเชียญี่ปุนไดเขายึดครองประเทศ
ตาง ๆ โดยไดบ ุกยดึ จีนแผน ดินใหญแ ละดินแดนตา งๆ ในเอเชยี ตะวนั ตะวันออกเฉยี งใตส งผลใหส หรฐั ฯ เขารวม
สงครามในคร้งั นอ้ี กี สงครามเริม่ ทวีความรุนแรงขึ้นเม่ือเยอรมนั ไดบกุ โจมตี สหภาพโซเวยี ตและเขายึดครองได
เกือบทง้ั หมด สว นญ่ีปนุ เองก็โจมตกี องทพั เรอื ของสหรฐั ฯ ท่ีเพริลฮาเบอร ทําใหสหรัฐฯ ใชมาตรการเด็ดขาด
โจมตีญ่ปี ุน ซง่ึ จบลงดว ยการทง้ิ ระเบิดประมณู 2 ลกู ทเ่ี มืองฮิโรชิมาและนางาซากิ กลาวโดยสรุปไดวาการทํา
สงครามคร้ังน้ีเปนสงครามระหวา ง 2 ฝาย คือ สหรัฐฯ กับญี่ปนุ เพอ่ื ครอบครองเอเชยี และระหวางเยอรมันกับ
สหภาพโซเวยี ต เพ่อื แยงชิงความเปน ใหญในยุโรป
ผลกระทบของสงครามโลกท้ัง 2 คร้งั มผี ลกระทบหลายดาน ซ่ึงสรุปไดด งั น้ี
ประการแรก อาณานิคมของยุโรปเร่มิ ไดร บั อิสรภาพมากข้ึนเพราะผลของสงครามนั้น ทั้งผูแพและผู
ชนะในยุโรปตางก็หมดกาํ ลัง ไมวากําลังทรัพยหรือกําลังคน ประเทศอยูในสภาพบอบชํ้า จึงไมมีพลังตอตาน

ห น้ า | 290

กระแสการด้ินรนแหงเสรีภาพของประเทศอาณานิคมไดอีก อังกฤษ ฝรั่งเศสตางตองผอนปรนตามกระแส
ตอ ตา นของประเทศอาณานคิ ม

ประการท่สี อง ผลพวงจากสงครามท้ัง 2 คร้ังน้ี กอใหเกิดลัทธิคอมมิวนิสตในสหภาพโซเวียต ซึ่งเริ่ม
ตัง้ แตสงครามโลกครง้ั ท่ีแรก จนกระทงั่ เมือ่ ส้ินสดุ สงครามโลกครงั้ ที่ 2 แลวลัทธิคอมมิวนิสตในสหภาพโซเวยี ตก็
ยังอยแู ละเตบิ โตขึ้นเรอ่ื ยๆ ทัง้ ในทวีปยุโรปและเอเชยี จึงกลาวไดวาผลของสงครามโลก คร้งั ที่ 2 ทาํ ใหโลกตอง
พบปญ หาท่ีรา ยแรงกวา เดมิ เพราะเมื่อลัทธินาซีในเยอรมันลมสลายไปเน่ืองจากแพสงคราม ยุโรปกลางและ
ยุโรปตะวันออกตองอยูใตอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสตจนหมดส้ิน โดยมีผูนําคือ สหภาพโซเวียต ในท่ีสุด
สหภาพโซเวียตจงึ กาวขึ้นมาเปน ประเทศมหาอาํ นาจแทนเยอรมันและมีความมุงหวังจะเปนจาวโลกใหได แต
สหภาพโซเวยี ตกต็ องพบคแู ขงทีส่ าํ คญั ทีม่ ีแนวความคิดทีแ่ ตกตางกัน คือ สหรฐั อเมรกิ ากลาวโดยสรุป สงคราม
ท้ัง 2 ครั้งไดเปล่ียนยุโรปจากการเปนผูนําของโลก กลายมาเปนยุโรปตองตกอยูภายใตอิทธิพลของสหภาพ
โซเวยี ตของฝา ยสหรฐั อเมรกิ า นับเปน การเปล่ยี นโฉมหนา ครัง้ สําคัญของประวตั ศิ าสตรโ ลกและลัทธิลาอาณานิคม
ของยุโรปท่ีเจริญ ต้ังแตกอนศตวรรษท่ี 20 อันยาวนานก็ถึงจุดอวสานไปดวย หากจะสรุปรวมๆ เมื่อ
สงครามโลกครัง้ ท่ี 2 ยตุ ิลง สถานการณโลกไดเปล่ียนแปลงคร้ังใหญ คือ ยุโรปไมไดครอบครองแอฟริกาและ
เอเชียตอไป อํานาจโลกข้ึนอยูกับ 2 ประเทศ คือ สหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกา ความขัดแยงทาง
อุดมการณทางการเมอื งของประเทศมหาอํานาจท้งั สองหลังสงครามโลกคร้ังท่ี 2 ไดนําไปสูเหตุการณสงคราม
เยน็

3. สงครามเย็น
สงครามเย็น คือ การตอ สูร ะหวา งคายประชาธิปไตยกับคา ยคอมมิวนสิ ต เปนการทาํ สงครามกันโดย
ปราศจากเสียงปนหรือการเขนฆา อันเปนผลสืบเน่ืองจากการขยายอิทธิพลทางดานอุดมการณทางการเมือง
ของสองคา ย ตา งฝายตางกแ็ สวงหาพรรครวมอุดมการณท้ัง 2 คายตางใชยุทธวิธีตางๆ ที่จะดึงประเทศตางๆ
ทั่วโลกมาเปนฝายตนใหไ ด ไมวาจะเปน การโฆษณา ประชาสัมพันธ การชวยเหลือทางดา นเศรษฐกิจ การเมือง
หรืออาวุธยุทโธปกรณตา งๆ แกป ระเทศในโลกทสี่ ามแมจะมีประเทศเลก็ ๆ จะรวมตัวเปน กลุม “ผูไมฝกใฝฝายใด”
ก็ตามก็ไมสงผลกระทบตอประเทศมหาอํานาจท้ังสองลดการแขงขันกัน สหรัฐอเมริกาซ่ึงเปนประเทศท่ีมี
เศรษฐกจิ ที่ดมี ากเพราะไมไดรับผลจากสงครามมากนักและสามารถขายอาวุธใหกับชาติพันธมิตร ซึ่งตางจาก
สหภาพโซเวียตทีม่ ีอํานาจมาก แตส ภาพเศรษฐกจิ ตกตํ่า เน่ืองจากทําสงครามกบั เยอรมัน อยา งไรกต็ ามสหภาพ
โซเวียตก็ยังมีอุดมการณท่ีแนวแนที่จะแพรอิทธิพลทางคอมมิวนิสตใหกวางขวางเพ่ือครองโลก โดยสหภาพ
โซเวยี ตมองวา เมื่อยุโรปตะวนั ออกเปน บรวิ ารของตนแลว
4. การสน้ิ สดุ ของสงครามเยน็ และการเปลย่ี นแปลงทางอาํ นาจในโลก
ความเปล่ียนแปลงในชวงป ค.ศ. 1989 – 1990 มีความสําคัญอยางย่ิงในแงของความสัมพันธทาง
อาํ นาจ ท้ังในระดับโลกและภูมิภาค ในทางประวัติศาสตร กลาวไดวาการส้ินสุดของทศวรรษ 1980 เปนการ
ส้ินสุดของยุคสมัยหนึ่งทีเดียว นั่นคือ ยุคสมัยที่รูจักกันทั่วไปวา “สงครามเย็น” อันเปนความขัดแยงหรือ
ปรปก ษท างอดุ มการณระหวา งทุนนยิ มและคอมมิวนสิ ต สงครามเยน็ เรมิ่ กอ ตวั ตง้ั แตระหวา งสงครามโลกครั้งที่
2 ระหวางรัสเซียและพันธมิตรตะวันตกทั้งๆ ท่ียังอยูในระหวางการรวมมือตอตานนาซีและมาแตกแยก

ห น้ า | 291

กลายเปนการเผชิญหนาระหวาง “ตะวันออก” และ “ตะวันตก” อยางชัดเจน ประมาณป ค.ศ. 1946 –
1947 คําประกาศของสตาลิน ในป ค.ศ. 1946 เรียกระดมพลังในชาติเพื่อเตรียมการเผชิญหนากับฝาย
ตะวนั ตก (ความจริงจดุ มุงหมายในทางปฏิวัติ นาจะเพ่ือฟนฟูบูรณะและพัฒนาประเทศอยางเรงรัด) นับเปน
การ “ประกาศสงครามเย็น” โดยฝายคอมมวิ นิสตแ ละการประกาศ “หลักการทรูแมน” ในปตอมาก็นับเปน
การ “ประกาศสงครามเย็น” ของฝายตะวันตก การลมสลายของระบอบปกครองคอมมิวนิสตในยุโรป
ตะวนั ออกและความเปลยี่ นแปลงในรัสเซียที่เปน แมแบบของระบบปกครองแบบน้ีที่ส่ันคลอน ไมเพียงแตการ
ผูกขาดอํานาจของพรรคคอมมิวนิสตรัสเซีย แตรวมไปถึง “จักรวรรดิ” รัสเซียเลยทีเดียว ซ่ึงสงผลกระทบ
สําคัญย่ิงตอความสัมพันธทางอํานาจในโลก ในชวงตอระหวางป ค.ศ. 1989 – 1990 นักสังเกตการณทาง
การเมืองบางคนระบอุ ยา งไมลงั เลยวา “โลกไดเ ปลีย่ นไปแลวในชว งเวลาเพยี งหน่ึงป”

5. การเมืองโลกสสู ังคมไทย
จดุ เปลี่ยนแปลงท่สี าํ คญั ทนี่ ําสสู งั คมไทยในยุคปจจุบัน กลาวไดวาเหตุการณสําคัญก็คือการลมสลาย
ของสหภาพโซเวียต ในป ค.ศ. 1997 อดีตสหภาพโซเวียตเปนประเทศท่ีมีดินแดนกวางใหญ มีอาณาเขต
ครอบคลุมทั้งในทวีปยุโรปและทวีปเอเชีย นอกจากน้ีสหภาพโซเวียตยังมีบทบาทในการเปนผูนําของโลก
คอมมิวนิสตดว ยการขยายตัวของลทั ธคิ อมมวิ นสิ ตแ ละปญหาในสหภาพโซเวียต เร่ิมจากการเปลี่ยนแปลงครั้ง
แรกในการปฏวิ ัติ เมือ่ เดือนตลุ าคม ค.ศ. 1917 โดยเลนินผูซ ่ึงนาํ สหภาพโซเวียตเขา สคู วามเปน คอมมิวนิสตแ ละ
ทาํ ใหโลกแบง ออกเปน 2 ฝา ย คือ ฝา ยลัทธิคอมมิวนิสตโดยมีแกนนํา คือ สหภาพโซเวียตและฝายโลกเสรีนํา
โดยสหรัฐอเมริกา การกระทําดังกลาวก็มีอาจจะลุลวงไปไดดวยดี ในชวงเวลาดังกลาวน้ันโลกจึงเต็มไปดวย
ความวุน วาย ตอมาเม่ือถึงชวงปลายศตวรรษท่ี 20 ประเทศมหาอํานาจท้ัง 2 ตองประสบกับปญหาทางดาน
เศรษฐกิจอันเน่ืองมาจากการสนับสนุนประเทศตางๆ ในคายของตนท้ังทางดานอาวุธยุทโธปกรณ ทุน
เทคโนโลยตี า งๆ จนลืมผลกระทบที่จะมมี าสปู ระเทศ นอกจากนี้ ประเทศตางๆ เหลานั้นเร่ิมจะมีอิสระในการ
ดําเนินนโยบายภายในประเทศและคาํ นึงผลประโยชนหลกั ของตนมากข้ึน ดงั นัน้ ประเทศมหาอาํ นาจท้ังสองจงึ
ไดต กลงเจรจาจํากดั อาวุธยุทธศาสตรขน้ึ ทําใหส ถานการณโ ลกเร่มิ คลค่ี ลายลง การเปลี่ยนแปลงครงั้ ท่ีสองของ
สหภาพโซเวียตที่สงผลกระทบท่วั โลกและทําใหสหภาพโซเวียตตอ งลม สลายน้ัน ก็คอื การปรบั เปล่ยี นนโยบาย
บริหารประเทศแบบใหมของนายมิดาฮิล กอรบาซอฟ ประธานาธิบดีของสหภาพโซเวียต ซึ่งไดใชนโยบาย
เปเรสทอยกา กลาสนอสต ซงึ่ มสี าระสําคญั อยทู ่กี ารปฏริ ปู โครงสรา งทางการเมือง การขจดั ความเฉ่ือยชา การ
คอรัปช่ันของเจาหนาท่ีพรรคและยังรวมถงึ การเปดโอกาสใหม ีประชาธปิ ไตยในการรับขาวสารขอมูลน้ัน ไดทํา
ใหเกิดความวนุ วายในสหภาพโซเวียต ทาํ ใหผ นู ําคอมมิวนิสตไมไววางใจผูนํา และนําไปสูการปฏิวัติท่ีลมเหลว
การหมดอาํ นาจของพรรคคอมมวิ นสิ ต ประเทศบริวารของสหภาพโซเวียตในยุโรปตะวันออกตางแยกตัวเปน
อสิ ระและทายที่สดุ รัฐตางๆ ในสหภาพโซเวียตตางแยกตัวเปนประเทศอิสระปกครองตนเอง สงผลใหสหภาพ
โซเวียตถึงการลมสลายและดุลอํานาจ
6. เกดิ ขบวนการนักศึกษาเปน ปรากฏการณระดบั โลก ในชว งสงครามโลก ทั้ง 2 ครงั้
ขบวนการนักศึกษานี้ไดเกิดขึ้นจากแนวความคิด “การปฏิบัติวัฒนธรรม” ในเชิงการปลดปลอย
ตนเองเปน รปู แบบของการตอตา นสถาบันเดิม หรือการปลดปลอ ยตนเองจากวัฒนธรรมเกา สรา งวฒั นธรรมใหม

ห น้ า | 292

ดังจะเห็นไดจากความนิยม “เพลงร็อค” “กางเกงยีน” “บุปผาชน” “ซายใหม” โดยความคิดท่ีเกิดกับ
นักศึกษาน้ีไมเพียงเกิดกับนักศึกษาของสหรัฐ ยุโรปตะวันตก ญ่ีปุนเทาน้ัน แตยังเขามาสูนักศึกษาไทยดวย
โดยเฉพาะอยา งย่งิ ในชวงสงครามเวียดนามนักศึกษาไทยมีสวนรว มในขบวนการตอ ตา นสงครามเปน อยา งมาก

ขบวนการนักศกึ ษาโลกกลายเปน พลงั ทางสงั คมและการเมอื งสาํ คัญโดยเฉพาะในการประทวงใหญข อง
นักศึกษาฝรงั่ เศส (ค.ศ. 1968) ทที่ าํ ใหเ มืองปารีส และอีกหลายเมืองของฝร่ังเศสกลายเปนอัมพาต และในป
เดียวกัน การประทวงของนักศึกษาอเมริกันก็ทําใหนายลินคอน จอหนสัน ไมกลาลงสมัครรับเลือกตั้งเปน
ประธานาธบิ ดีของสหรฐั สมยั ที่ 2

สาํ หรบั ประเทศไทยนั้น กระแสความคดิ ท่ปี ลดปลอ ยและขบวนการนกั ศึกษาไดเกดิ ขึ้น อันเปนผลมาจาก
ระยะชวงเวลาอันยาวนานของการเมอื งโลก โดยในชว ง 14 ตุลาคม 2516 เกิดขบวนการนักศึกษาประทวงตอตาน
ระบอบถนอม – ประภาส – ณรงค จนนักศึกษาตองถูกรัฐทําลายชีวิตไปกวา 70 คน แตในที่สุดก็สามารถไล
ถนอม – ประภาส และณรงคได

สรุปไดวา ขบวนการนักศึกษาไทย ชวง พ.ศ. 2516 – 2519 นับเปนสวนหน่ึงของ “ชวงระยะเวลา
ยาว” ของการเมืองไทยกวา 100 ป ในขณะเดยี วกันก็เปน สวนหน่ึงของ “ชวงเวลาระยะยาว” ของการเมือง
โลกกวา 2 ศตวรรษ โดยมาพรอมและทนั กับระยะเวลาของการปลดปลอ ย และเปล่ียนแปลงของโลกครึ่งหลัง
ของศตวรรษท่ี 20 ซ่ึงหลงั จากน้ันเพียงไมก ปี่  เม่ือถงึ ศตวรรษ 1980 ทุกอยางก็เปลี่ยนแปลงไปโดยส้ินเชิง โดย
สหภาพโซเวียตและระบบสงั คมนิยมไดลมสลาย เศรษฐกจิ ตลาดและโลกาภิวตั นกเ็ ติบโตมาแทนท่ี ซงึ่ เช่ือกนั วา
จะมีความกาวหนา ไปพรอ มกบั “ความพินาศของอดตี ” และ “การส้ินสดุ ของประวตั ศิ าสตรท างการเมือง”

กจิ กรรมที่ 1
ใหผ เู รียนเขยี นเคร่ืองหมาย หนา ขอ ความท่ีถูกตอ งและเขียนเครอ่ื งหมาย หนา ขอความท่เี ห็นวาผิด
................... 1. เมืองฮิโรชิมาและเมืองนาวาซากิ เปนเมืองของประเทศญี่ปุนท่ีถูกระเบิด

ปรมาณูในชวงสงครามโลกครงั้ ที่ 2
................... 2. ผลกระทบจากการเกิดสงครามโลกคร้ังที่ 2 ท่ีมีตอสหภาพโซเวียต คือ ไดรับความเจริญ

เตบิ โตทางเศรษฐกจิ
................... 3. สงครามเยน็ คือ การตอ สูร ะหวา งคา ยประชาธิปไตยและคายคอมมวิ นสิ ต
................... 4. ลัทธินาซีเปนลัทธขิ องประเทศรัสเซีย
................... 5. ในชว งสงครามเยน็ ยโุ รปตะวันออกปกครองระบอบประชาธิปไตย
................... 6. สังคมไทยไดร ับผลกระทบจากเหตุการณก ารลมสลายของสหภาพโซเวยี ต ในป ค.ศ. 1997
................... 7. “ขบวนการนักศกึ ษาโลก” เกดิ ข้นึ จากแนวความคิด “การปฏิบตั ิวฒั นธรรม”
................... 8. นักศึกษาไทยมีสวนรวมในขบวนการตอตา นสงครามเย็น
................... 9. ในป ค.ศ. 1968 เกิด “ขบวนการนักศึกษา” ประทว งในประเทศฝรั่งเศสและสหรฐั อเมรกิ า

ห น้ า | 293

...................10. “ขบวนการนกั ศึกษาไทย” ไดเ กิดขน้ึ อนั เปน ผลมาจาก “การเมืองโลก” ในชวง 14
ตุลาคม 2520

เฉลย 5. 
1.  2.  3.  4.  10. 

6.  7.  8.  9. 

กจิ กรรมท่ี 2
ใหผูเรียนศึกษาขอมูลเก่ียวกับเหตุการณสําคัญทางการเมืองของโลกชวงสงครามโลกคร้ังที่ 1 และ
สงครามโลกครัง้ ท่ี 2 ตลอดจนเหตกุ ารณป ฏิวัตทิ างการเมืองของประเทศตา งๆ จาก Internet


Click to View FlipBook Version