ห น้ า | 244
2. หนาทข่ี องธนาคารกลาง
2.1 เปน ผูออกธนบตั ร เพ่ือควบคุมปริมาณธนบัตรท่ีใชหมุนเวียนใหพอดีกับความตองการของ
ธุรกิจและประชาชนท่วั ไป
2.2 เปนผูควบคุมเงินสดของธนาคารพาณิชย โดยมีอํานาจกําหนดเพิ่มหรือลดจํานวนเงินสด
สาํ รองเงินฝากของธนาคารพาณชิ ย เพือ่ ใหธนาคารกลางสามารถกาํ หนดปรมิ าณเงนิ ฝากและการสรา งเงินฝาก
ของธนาคารพาณิชยได
2.3 เปน ธนาคารของธนาคารพาณิชย ธนาคารกลางจะรับฝากเงินจากธนาคารพาณิชยเปนผูให
ธนาคารพาณิชยก ูย ืมแหลงสุดทาย และรับหักบญั ชรี ะหวางธนาคาร
2.4 เปนนายธนาคารของรฐั บาล ธนาคารกลางจะถือบญั ชเี งินฝากของรัฐบาลใหรัฐบาลกูยืมเละ
เปนตัวแทนทางการเงินของรัฐบาล
3. ธนาคารแหงประเทศไทย
3.1 ประวตั คิ วามเปน มา
ธนาคารแหง ประเทศไทยเปนธนาคารกลางของประเทศไทยเร่ิมตนจากรัฐบาลไทยไดริเริ่มจัดตั้ง
สาํ นักงานธนาคารชาติไทยขน้ึ เม่ือวนั ท่ี 24 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2483 สํานักงานนีป้ ระกอบธุรกิจของธนาคารกลาง
เฉพาะบางประเภทเทาน้ันเพราะยังไมมีฐานะเปนธนาคารกลางโดยสมบรู ณ ตอ มาเมือ่ วนั ท่ี 10 ธันวาคม พ.ศ.
2548 รัฐบาลไดจดั ตั้งธนาคารกลางขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารแหงประเทศ พ.ศ. 2548 โดยไดรับทุน
ดําเนนิ งานจากรัฐบาล 20 ลานบาท รวมทรัพยสินที่โอนมาจากสํานักงานธนาคารแหงประเทศไทย 13.5
ลานบาท
3.2 หนาที่ของธนาคารแหง ประเทศไทย
1) ออกและพิมพธนบัตร ธนาคารแหงประเทศไทยมีอํานาจตามกฎหมายท่ีจะออกธนบัตร
รัฐบาลภายใตเงื่อนไข 2 ประการ คือ ออกธนบัตรใหมแทนธนบัตรเทาที่ชํารุดเสียหาย และเมื่อไดรับทุน
สาํ รองเงินตราเพิ่มขึ้น
2) เก็บรักษาทนุ สํารองเงนิ ตรา ในการออกธนบตั รใหมของธนาคารแหงประเทศไทยกฎหมาย
กาํ หนดใหม ีทนุ สาํ รองเงินตรา ประกอบดวย ทองคํา หลักทรัพยแ ละเงนิ ตราตางประเทศไมต่าํ กวารอยละ 60
ของจํานวนธนบัตรทพ่ี ิมพออกใช
3) เปนธนาคารของธนาคารพาณิชย และคอยกํากบั ดูแล ธนาคารแหงประเทศไทยใหบริการ
แกธนาคารพาณิชยใ นลกั ษณะเดียวกับทธี่ นาคารพาณชิ ยด ูแลลกู คา คอื
3.1 รกั ษาบญั ชีเงนิ ฝากของธนาคารพาณชิ ย
3.2 เปนสํานักงานกลางในการหักบญั ชีระหวา งธนาคาร
3.3 เปน ผูใหก แู หลงสุดทาย
3.4 เปนศูนยก ลางการโอนเงิน
ห น้ า | 245
4) เปน ธนาคารของรฐั บาล ธนาคารแหงประเทศไทยรกั ษาบญั ชเี งนิ ฝากของหนวยงานรฐั บาลและ
รฐั วิสาหกิจ ซ้ือขายเงินตราตางประเทศใหรัฐบาล และใหร ฐั บาล รฐั วสิ าหกจิ กยู ืมโดนมีหลกั ทรพั ย
5) รักษาเสถียรภาพของเงินตรา เปน บทบาทหนาทที่ สี่ ําคัญทส่ี ดุ ของธนาคารแหงประเทศไทยใน
การรกั ษาเสถียรภาพของเงนิ ตราโดยการใชมาตรการตางๆ ควบคมุ เปรมิ าณเงนิ ของประเทศใหอยูใ นปริมาณที่
เหมาะสม
สรุป
ธนาคารกลางเปนสถาบันการเงนิ ท่สี วนใหญเ ปนของรัฐทาํ หนา ท่เี ปนศูนยกลางควบคุมการเครดิตและ
ระบบการเงินประเทศไทยคอื ธนาคารแหงประเทศไทย
ธนาคารพาณชิ ย
1. ความหมายของธนาคารพาณิชย
ธนาคารพาณิชย หมายถึง ธนาคารที่ไดรับอนุญาตใหประกอบการธนาคารพาณิชยและหมายรวม
ตลอดถึงสาจาของธนาคารตางประเทศท่ีไดร บั อนุญาตใหประกอบการธนาคารพาณิชย โดยการประกอบธุรกิจ
ประเภทรับฝากเงนิ ท่ตี อ งจายเมือ่ ทวงถามหรอื เมอื่ สนิ้ ระยะเวลาอันกาํ หนดไว และใชประโยชนเงินน้ันในทาง
หนังสอื หลายทาง เชน
1. ใหก ยู มื
2. ซอ้ื ขายหรือเก็บเงินตามตว๋ั แลกเงนิ หรอื ตราสารเปลี่ยนมืออนื่ ใด
3. ซอ้ื หรือขายเงินปรวิ รรตตา งประเทศ
2. หนา ท่ขี องธนาคารพาณชิ ย มดี ังนี้
2.1 หนา ทใี่ นดา นการใหบรกิ ารทางการเงนิ ไดแก
1) การรบั ฝากเงิน เงินท่รี บั ฝากจะมปี ระเภทเงนิ ฝากกระแสรายวนั เงินฝากประจํา และเงนิ
ฝากออมทรพั ย
2) การโอน หมายถงึ การสง เงินภายในทองถิน่ ระหวางเมอื งหรือระหวางประเทศโดยการ
ใชดราฟ หรือผานระบบออนไลน
3) การเรียกเกบ็ เงนิ หมายถงึ การเรยี กเกบ็ เงนิ ตามเชค็ ตั๋วแลกเงนิ ท่ีครบกําหนดเวลา
4) การใหเ ชา หบี นริ ภยั คอื การใหเชา หองที่มีความมั่นคงปลอดภยั เพ่ือเก็บทรพั ยส นิ
5) การเปน ทรัสตี หมายถึง การทําหนาทีพ่ ทิ ักษทรัพยสิน และผลประโยชนของบุคคลอื่น
หรอื รบั จดั การผลประโยชนของผทู ่ีมที รพั ยสนิ มาก และไมมเี วลาดูแลทรัพยสินของตนเองได
6) การซอ้ื ขายเงนิ ตราตา งประเทศ หมายถงึ การซ้อื ขายแลกเปลย่ี นเงินตราตางประเทศ
2.2 หนา ท่ีเกย่ี วกบั การใหกยู มื และสรา งเงินฝาก
ห น้ า | 246
1) การใหก ยู ืมของธนาคารพาณิชย ธนาคารพาณิชยรับฝากเงินจากประชาชน แลวนํามาให
กูยมื 3 วิธีดวยกัน คือ
1.1) ใหกยู ืมเปน ตัวเงนิ โดยตรง
1.2) ใหเ บิกเงนิ เกินบัญชี
1.3) รบั ซ้ือตวั๋ แลกเงิน
2) การสรางเงินฝากของธนาคารพาณิชย เมื่อมีลูกคานําเงินมาฝากเรียกวา เงินฝากข้ันที่ 1
ธนาคารจะเอาไปใหผอู น่ื กูย มื โดยเปดบัญชเี งนิ ฝากในนามของผูกู เรียกวา เงินฝากขั้นที่ 2 โดยมอบเช็คให
เพอ่ื ไปเขยี นสง่ั จา ยตามวงเงินทก่ี ู เงินฝากของธนาคารจึงเพิ่มขนึ้ โดยธนาคารไมจ าํ เปน ตองมลี กู คา นําเงนิ สดเขา
มาใหมเ สมอ เปน เงินฝากที่เกดิ จากการแปลงหนี้ของผกู ใู หอ ยูในรูปบญั ชเี งนิ ฝาก
สรปุ
ธนาคารพาณิชย คือ สถาบันการเงนิ ทไี่ ดร ับอนญุ าตใหร บั ฝากเงนิ ใหก ูยมื ซอ้ื ขายหรอื เรียกเกบ็ เงนิ
ตามตว๋ั แลกเงนิ ซอื้ หรือขายเงนิ ปริวรรตตา งประเทศ เปน สถาบันการเงนิ ทีใ่ หญท ีส่ ดุ ในประเทศไทย
ห น้ า | 247
แบบฝกหดั ทายบทเรื่องที่ 5 สถาบนั การเงนิ และการเงนิ การคลงั การธนาคาร
คาํ สั่ง เม่ือผูเรียนศกึ ษาเรือ่ งสถาบนั การเงนิ และการเงนิ การคลงั จบแลว ใหทาํ แบบฝก หดั ตอไปนี้ โดยเขียนใน
สมุดบนั ทึกกจิ กรรมเรียนรู
แบบฝก หัดที่ 1 ใหผูเรยี นศกึ ษาวิเคราะหแ ละจบั คขู อความทีก่ ําหนดใหต อ ไปน้ี โดยใหมคี วามสมั พันธกัน
..............1. เหรยี ญกษาปณ ก. เงนิ ฝากท่ีส่งั จายโดยใชเชค็
..............2. ธนบัตร ข. ข. รัชกาลท่ี 4
..............3. เงนิ ฝากกระแสรายวัน ค. รชั กาลที่ 5
..............4. เงนิ พดดว ง ง. เริ่มใชส มยั สุโขทยั
..............5. เริ่มใชธนบตั รเปน ชาตแิ รก จ. ธนาคารแหง ประเทศไทย
..............6. เลิกใชเ งินพดดวง ฉ. กรมธนารกั ษ
..............7. เริ่มใชเ งนิ โลหะ ช. เงินโลหะ
..............8. เร่มิ ผลิตธนบัตรในประเทศไทย ซ. อียปิ ต
..............9. หนว ยงานท่ีผลติ ธนบตั ร ฌ. จนี
............10. หนว ยงานทผ่ี ลิตเหรียญกษาปณ ญ. เงินกระดาษ
แบบฝก หัดที่ 2 ใหผ เู รียนบอกหนา ที่ของสถาบนั การเงนิ ตอไปนี้
1. ธนาคารออมสิน
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
2. บรษิ ทั เงนิ ทนุ
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
3. บรษิ ทั หลกั ทรพั ย
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
4. บรรษัทเงนิ ทุนอุตสาหกรรมแหง ประเทศไทย
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
ห น้ า | 248
5. บริษัทประกันภัย
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
6. โรงรบั จํานํา
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
7. บรษิ ทั เครดิตฟองซเิ อร
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
8. สหกรณออมทรพั ย
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
9. ธนาคารอาคารสงเคราะห
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
10. ธนาคารเพอ่ื การเกษตรและสหกรณการเกษตร
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
แบบฝก หัดท่ี 3 ใหผ ูเรยี นสรุปเรือ่ งตอไปน้ี
1. ความหมายของเศรษฐกิจภาครฐั บาล
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
2. ความสําคัญของเศรษฐกิจภาครฐั บาล
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
3. ความหมายของงบประมาณแผน ดนิ
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
4. ขั้นตอนการจดั ทํางบประมาณแผนดนิ
ห น้ า | 249
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
5. หนว ยงานรบั ผดิ ชอบในการจดั ทาํ งบประมาณแผนดิน
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
6. งบประมาณแผน ดนิ ในปปจจุบัน
.............................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
เรอื่ งที่ 6 ความสัมพนั ธแ ละผลกระทบทางเศรษฐกิจระหวา งประเทศ
กับภูมภิ าคตางๆ ท่ัวโลก
เศรษฐกิจระหวางประเทศ คือ การซื้อขายแลกเปล่ียนสินคาและบริการระหวางประเทศ ซ่ึง
ประกอบดวย การคาระหวางประเทศ การชําระเงินระหวางประเทศ การรวมมือทางเศรษฐกิจระหวาง
ประเทศ
1. การคาระหวา งประเทศ (International Trade)
การคาระหวางประเทศ (International Trade) หมายถึง การนําสินคาและบริการจากประเทศ
หน่งึ แลกเปลย่ี นกับอีกประเทศหนงึ่
1.1 ปจจยั ทท่ี ําใหเ กิดการขยายตวั ทางการคาระหวางประเทศ
1) ความแตกตา งของทรพั ยากรและปจ จยั การผลติ เชน ราคาของวัตถุดิบ คุณภาพแรงงาน
การใหบ ริการ
2) ความแตกตางของลกั ษณะทางกายภาพ เชน ภมู ิประเทศ ภมู ิอากาศ ทําใหผลผลิตที่ได
แตกตา งกัน
3) ความแตกตา งในความสามารถทางการผลติ เชน เทคโนโลยี ตนทุนการผลิต
4) การสนบั สนุนจากภาครฐั บาลและกฎหมายทเ่ี อ้อื ตอ การลงทุน
5) โครงสรางทางเศรษฐกจิ ของประเทศ
1.2 ประโยชนของการคาระหวา งประเทศ
1) แตละประเทศมีสนิ คา ครบตามตอ งการ
2) การผลิตสนิ คา ในประเทศตา งๆ จะมกี ารแขง ขันทางดานคณุ ภาพและประสิทธิภาพ
ห น้ า | 250
3) การกระจายผลผลติ ไปสผู บู รโิ ภคอยา งกวางขวาง เปน การจดั สรรทรัพยากรของโลกที่มีอยู
อยา งจํากัด ใหส ามารถสนองความตอ งการของประชากรโลกอยางท่วั ถงึ
4) เกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การขยายตัวของการผลิต การจางงาน การถายทอด
เทคโนโลยี การผลิตระหวางประเทศ เกิดความรูความชํานาญเฉพาะอยาง มีโอกาสพัฒนาประเทศตนให
ทดั เทียมกนั ได
5) การผลิตสินคาเปนการผลิตเพ่ือการคาหรือมีเศรษฐกิจแบบการคา ประเทศท่ีทําการซื้อ
ขายสินคาระหวางกันเรียกวา ประเทศคูคา สินคาที่นํามาจากตางประเทศเพ่ือเขามาจําหนาย เรียกวา
สินคา เขา (Import) สวนสนิ คา ทผ่ี ลิตไดน ําสง ออกไปจําหนา ยในตา งประเทศ เรียกวา สินคา ออก (Export)
1.3 นโยบายการคาระหวางประเทศ (Trade Policy) เปนแนวทางปฏิบัติทางการคากับ
ประเทศตางๆ ซ่ึงมักกําหนดขึ้นเพื่อรักษาผลประโยชนทางเศรษฐกิจของประชาชน แบงเปน 2 ลักษณะ
คอื
1) นโยบายการคาแบบเสรีมักใชวธิ ีการ ดังน้ี
1. ไมมกี ารเก็บภาษีคุมกนั คือไมต้ังกําหนดกําแพงภาษีขาเขา ไมเ ก็บคา พรเี มยี่ ม
2. ไมใ หส ทิ ธิทางการคาแกป ระเทศหน่งึ ประเทศใด
3. หลักการแบงงานทาํ กนั เลอื กผลติ เฉพาะสนิ คาทตี่ นถนดั ทําใหต นทนุ การผลติ ตํ่าสนิ คา
มคี ุณภาพ เกดิ ประโยชนท งั้ ผูผลติ และผูบรโิ ภค
4. ไมมีขอ จาํ กดั ทางการคา คือ ไมม กี ารกําหนดโควตาสนิ คา
ปจจุบันประเทศตา งๆ ยกเลิกนโยบายการคา แบบเสรี เนอื่ งจากประเทศเกษตรกรรมจะเสียเปรียบ
ประเทศอตุ สาหกรรม ทําใหเกดิ ภาวะปญ หาขาดดุลการคา เงินทองรั่วไหลไปประเทศอ่นื มากและสถานการณ
ทางการเมอื งโลกเปลีย่ นไป จงึ มกี ารกีดกันทางการคา ซึ่งกันและกัน
2) นโยบายการคา แบบคมุ กนั (Protective Policy) เปน นโยบายการคาทจี่ าํ กัดสนิ คา เขาท่ี
จะมาแขงขันกับสินคาท่ีผลิตไดในประเทศ นโยบายน้ีมีวัตถุประสงคเพ่ือคุมครองการผลิตภายในประเทศ
ประเทศท่ีใชนโยบายการคาแบบคุมกนั มักใชว ธิ ีการ ดงั น้ี
1. การตงั้ กําแพงภาษี กาํ หนดอตั ราภาษสี ินคา เขา ใหสงู กวาชาติ เก็บภาษหี ลายอตั รา
2. กําหนดปริมาณการนาํ เขาหรอื การสงออกสนิ คา บางชนดิ (โควตา)
3. หา มนําเขาหรอื สงออกสนิ คาบางชนดิ เชน หามสงออกสตั วปา
4. การใหเ งนิ อุดหนุน เชน ใหเ งนิ อุดหนุนแกผ ูผ ลิตในประเทศหรอื ผสู งออกสนิ คาบางชนิด
ลดภาษีสง ออกหรอื ใหความสะดวกดานสินเช่ือ
1.4 นโยบายการคา ตางประเทศของไทย
พ้นื ท่ีทางเศรษฐกิจของไทย คือ เกษตรกรรม เพื่อไมใหเกิดการเสียเปรียบดุลการคา จึงใช
นโยบายการคาตางประเทศแบบคุมกัน ดงั นี้
ห น้ า | 251
1) ใชนโยบายการคาแบบคุมกัน นําเอามาตรการตางๆ มาใช เชน ตั้งกําแพงภาษี การ
กําหนดปริมาณการนําเขาสินคา การลดภาษีสงออก เพื่อคุมครองอุตสาหกรรมและการผลิตสินคา
ภายในประเทศ
2) ใหเอกชนมีบทบาททางการคามากท่ีสุด รัฐบาลสงเสริมใหเอกชนดําเนินการสงออก
มีสินคา บางอยา งที่รัฐเปน ผดู ําเนนิ การสงออก เชน ขา ว ขาวโพด น้าํ ตาล เปน ตน
3) ใชระบบภาษศี ุลกากรพกิ ดั อตั ราเดี่ยว หรือพกิ ัดอัตราซอ น สนิ คา นําเขาจากประเทศใดก็
ตาม รัฐเก็บภาษาศุลกากรในอัตราเดียวกัน ไมใหสิทธิหรือกีดกันประเทศใดเปนพิเศษ ท่ีเปนเชนนี้เพราะ
ประเทศไทยเปนสมาชกิ องคการคาโลก (World Trade Organization หรอื WTO)
ปริมาณการคา ระหวางประเทศ คิดจากมลู คา ของสินคา ออกและมูลคาของสินคาเขารวมกันปริมาณ
การคาระหวางประเทศจะแตกตา งกันไป ตามสภาพเศรษฐกิจและนโยบายการคาของประเทศน้ันๆ ประเทศ
พัฒนาแลว มีปรมิ าณการคา ระหวา งประเทศสูงกวาประเทศกําลงั พัฒนา
1.5 ดลุ การคาระหวางประเทศ
ดุลการคา (Balance of Trade) คือ การเปรียบเทียบมูลคาสินคาออกกับมูลคาสินคาใน
เวลา 1 ป ดลุ การคา มี 3 ลกั ษณะ คอื
ดลุ การคาเกนิ ดลุ = มูลคา สนิ คาออก มากกวา มลู คาสินคาเขา
ดุลการคา สมดลุ = มูลคา สนิ คาออก เทา กบั มูลคา สินคาเขา
ดุลการคาขาดดลุ = มลู คาสนิ คาออก นอยกวา มูลคาสนิ คาเขา
แตขณะเดียวกันประเทศไทยรวมจัดต้ัง เขตการคาเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area
หรือ AFTA) มีขอตกลงจัดเก็บภาษาสินคาเขาจากประเทศสมาชิก AFTA ต่ํากวารอยละ 0-5 เทานั้น
ประเทศสมาชิก AFTA ทัง้ 10 ประเทศจะเกบ็ ภาษใี นอตั ราเทา กันทง้ั หมดในอตั ราทีต่ ํ่ากวา WTO
1.6 ดุลการคาของไทย
ดุลการคาประเทศไทยมีลักษณะขาดดุลมาตลอด นับตั้งแต พ.ศ. 2495 เปนตนมา เนื่องจาก
สินคาเขาสวนใหญเปนสินคาอุตสาหกรรมเชน เครื่องจักรไฟฟา เคร่ืองจักรใชในอุตสาหกรรม เคมีภัณฑ
แผงวงจรไฟฟา และน้ํามันดิบเปนจํานวนมากมาพัฒนาประเทศ สวนสินคาออกเปนผลิตภัณฑดาน
เกษตรกรรมซึ่งมีมูลคานอยกวาสินคาทุน จึงทําใหขาดดุลการคาต้ังแต ป 2541 เปนตนมาปริมาณการคา
ขยายตัวสงู ข้ึนเร่อื ยๆ ประเทศไทยเรม่ิ ดุลการคาเกินดุล ประเทศคูคาสําคัญของไทย คือ ญ่ีปุน สหรัฐอเมริกา
ประชาคมยโุ รป (EC) และประเทศในกลมุ อาเซยี น
1.7 ปญ หาการคาระหวา งประเทศของไทย
ปริมาณการคาระหวางประเทศของไทย มีอัตราขยายตัวสูงมาก ขณะเดียวกันก็ประสบปญหา
สาํ คัญ 3 ประการ คอื
1) ลัทธกิ ีดกันทางการคา ของประเทศคคู าทสี่ าํ คัญ เชน การต้ังกาํ แพงภาษีขาเขา ยกเลิกการให
สิทธพิ ิเศษทางการคา (GSP) แกสนิ คา ไทย กฎหมายลขิ สทิ ธทิ์ างปญ ญา
2) ตลาดการคาในตางประเทศยงั ไมก วา งขวาง
ห น้ า | 252
3) การแขงขนั แยงตลาดของประเทศคูแขง ไทยมีคูแขงสินคาการเกษตรในตลาดโลกหลายราย
โดยเฉพาะสินคา ขา ว
4) ขอ ผูกพนั ทีต่ องปฏิบตั ิตามกฎขอบงั คับของแกตต (GATT) คอื ขอตกลงท่วั ไปวา ดวยภาษีศุลกากร
และการคา ของประเทศสมาชิก
5) การขาดดุลการคา แนวทางแกไข คือ ปรับปรุงคุณภาพสินคาและราคา แลวขยายตลาดและ
ปริมาณสงออก ในขณะเดียวกันตองพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศพรอมๆ กับจํากัดการนําเขาสินคา
ตา งประเทศท่ีฟุม เฟอย
การเงนิ ระหวางประเทศ (International Finance)
การเงินระหวางประเทศเปน การแสดงความสมั พันธดา นการเงินระหวางประเทศหนึ่งกับอกี ประเทศ
หนง่ึ อันสบื เนื่องมาจากการคาขายระหวา งประเทศ การกยู ืมเงนิ และการชําระหน้ี การลงทนุ ระหวา งประเทศ
และการชวยเหลอื กนั ระหวางประเทศ
2.1 การแลกเปลี่ยนเงนิ ตราตา งประเทศ (Foreign Exchange)
การแลกเปลี่ยนเงินตราตางประเทศ คือ การเปรียบเทียบราคาของเงินตราประเทศหน่ึงกับ
เงนิ ตราของอีกประเทศหน่ึง โดยทั่วไปมักเทียบคาเงินตราของประเทศตนกับเงินดอลลารสหรัฐ การท่ีตอง
แลกเปลีย่ นเงนิ ตราตา งประเทศเพราะมีการดาํ เนนิ ธุรกจิ การคา ระหวางประเทศ แตล ะประเทศมีหนวยเงินตรา
ไมเหมอื นกนั จงึ ตอ งกาํ หนดอตั ราแลกเปลี่ยน เงินตราที่ไดร ับการยอมรบั ใหเ ปน สอื่ ในการแลกเลยี่ น คือ เงิน
ดอลลารสหรฐั เงินเยน เงินยโู ร
ธนาคารกลางเปน ผกู ําหนดอัตราแลกเปลย่ี น โดยเทียบคาเงินของตนกับทองคําหรือเงินตราสกุล
อ่ืน ภายใตเง่อื นไขท่ีกองทุนการเงินระหวางประเทศ (IMF) กาํ หนด
2.2 ดุลการชาํ ระเงินระหวา งประเทศ (Balance of Payment)
ดุลการชาํ ระเงินระหวางประเทศ หมายถึง รายการแสดงยอดรายรับและรายจายของประเทศที่
เกดิ จากการทํากจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ระหวา งประเทศในระยะเวลา 1 ป
ดุลการชาํ ระเงนิ ระหวา งประเทศ ประกอบดว ย 3 สว นใหญๆ คอื
1) บัญชีเดนิ สะพัด เปน บญั ชีแสดงดลุ การคา ดุลบริการ
2) บญั ชที ุนเคล่ือนยา ย เปน บัญชีแสดงการนําเงนิ ไปลงทนุ ระหวา งประเทศท้งั ภาครฐั และเอกชน
3) บัญชีทนุ สาํ รองระหวา งประเทศ เปนบัญชีท่ีแสดงการเปลี่ยนแปลงจํานวนเงินสํารองระหวาง
ประเทศในแตล ะป
ทนุ สํารองระหวางประเทศ คอื ทรพั ยสนิ ของประเทศท่เี ก็บไวในรูปของเงนิ สกุลตางประเทศและ
ทองคาํ แทง
4) บัญชเี งนิ โอนและบรจิ าค เปน เงนิ ไดเ ปลาหรอื เงินบรจิ าคระหวา งประเทศ
ดลุ การชําระเงินมี 3 ลักษณะ คอื
ดลุ การชําระเงินขาดดลุ คอื รายรบั ตํา่ กวา รายจา ย
ดุลการชาํ ระเงนิ เกนิ ดุล คอื รายรบั สงู กวา รายจาย
ห น้ า | 253
ดุลการชาํ ระเงนิ สมดุล คือ รายรับเทากับรายจาย
ดุลการชาํ ระเงิน = รายรบั ทง้ั หมดท่ไี ดจากตา งประเทศ - รายจา ยท้ังหมดทจ่ี ายไปตางประเทศ
ขอแตกตางระหวา งดุลการคากับดลุ การชําระเงนิ
1) ดุลการคา เปรียบเทียบเฉพาะ มูลคาสินคาออกกับมูลคาสินคาเขาเทาน้ัน
ดุลการชําระเงิน เปรียบเทียบเฉพาะรายรับกับรายจายที่เกิดจากการติดตอกับ
ตา งประเทศทุกดา น
2) ดลุ การคา เปนสวนหน่ึงของบัญชีดลุ การชําระเงิน
2.3 ภาวะดลุ การชาํ ระเงนิ ของไทย
แมดุลการคาของประเทศจะขาดดุลมาตลอด แตประเทศไทยไมขาดดุลการชําระเงิน ปใด
ดุลการชําระเงนิ เกินดุลเกิดผลดี ทาํ ใหป ระเทศมี “ทุนสํารองระหวา งประเทศ” เพ่ิมสูงข้ึน
ป 2540 ดลุ การชาํ ระเงนิ ขาดดุล เพราะดึงทนุ สํารองมาใช จนเกิดวกิ ฤตกิ ารเงิน
ป 2541 ดุลการคา เริ่มเกนิ กลุ เน่อื งจากการลดอัตราแลกเปลยี่ นเงนิ ตราระหวา งประเทศลดการ
นําเขาสนิ คาทุนและวัตถดุ บิ นับจากป 2541 นี้ไป ไทยยงั คงมดี ลุ การคา เกนิ ดลุ แตเร่ิมเกนิ ดลุ ลดลง
3. การลงทนุ ระหวางประเทศ (International Investment)
การลงทุนระหวางประเทศ หมายถงึ การทร่ี ฐั บาลหรือเอกชนของประเทศหนึ่งนําเงนิ ไปลงทุนดาํ เนิน
ธุรกิจเพอื่ แสวงหากาํ ไรในอีกประเทศหน่งึ ปจจุบนั การลงทุนระหวา งประเทศสวนใหญอ ยูใ นรูปการดําเนินงาน
โดยวสิ าหกิจ และมีสถาบันการเงินเอกชนเปนผจู ดั หาเงินทุนสําหรบั โครงการตางๆ
3.1 สาเหตขุ องการลงทนุ ระหวางประเทศ
1) ลดตน ทนุ การนาํ เขา วัตถดุ ิบ
2) ลดตน ทนุ แรงงานตํ่า
3) ขยายตลาด โดยตัง้ โรงงานผลิตเพอื่ ตอบสนองความตองการตลาดมากขนึ้
4) ไดร ับสทิ ธพิ ิเศษทางภาษี
ประเทศกาํ ลังพฒั นามคี วามเหมาะสมมากตอ การลงทุน
ผลดีของการลงทนุ ระหวา งประเทศ คอื ทําใหการคา ระหวางประเทศขยายตัว เศรษฐกิจภายในประเทศ
ดขี ึน้ และมีความกาวหนาทางเทคโนโลยี
3.2 การลงทนุ ของตา งประเทศในประเทศไทย
รัฐบาลสนบั สนนุ และสง เสรมิ การลงทุนของตา งประเทศ และจดั ต้ังสาํ นักงานคณะกรรมการ
สงเสริมการลงทุน (Board of Investment หรือ BOI) เพื่อทําหนาท่ีสนับสนุนการลงทุนโดยใหสิทธิพิเศษ
ตางๆ แกผูลงทุน เชน ลดหยอ นภาษีศลุ กากรสนิ คา สงออกและนําเขาวัตถุดิบ หรือตั้งกําแพงภาษีสินคาจาก
ห น้ า | 254
ตา งประเทศ เพือ่ คมุ ครองอตุ สาหกรรมท่ีผลติ ไดใ นประเทศไทย ประเทศไทยไดรับความชว ยเหลอื ทางเศรษฐกจิ
จากประเทศญป่ี ุน และสหรัฐอเมริกาเปน สวนใหญ
แบบฝก หดั ทายบทเรอ่ื งท่ี 6 เร่ือง ความสัมพันธและผลกระทบทางเศรษฐกิจระหวางประเทศกับภูมิภาค
ตา งๆ ท่วั โลก
คาํ สัง่ เม่ือผูเรียนศึกษาเร่ือง ความสัมพันธและผลกระทบทางเศรษฐกิจระหวางประเทศกับ
ภมู ิภาคตางๆ ท่วั โลก จบแลว ใหทําแบบฝกหดั ตอไปนี้ โดยเขยี นในสมดุ บันทึกกิจกรรมเรยี นรู
แบบฝกหัดที่ 1 ใหผเู รยี นอานขอความตอ ไปน้ี แลว ตอบคาํ ถามที่กําหนดให
เรื่องที่ 1
การคาระหวา งประเทศ หมายถงึ การซื้อขายแลกเปลี่ยนสินคาและบริการระหวางประเทศหน่ึงกับ
อีกประเทศหน่งึ อาจกระทําโดยรฐั บาลหรือเอกชนก็ได ปจจบุ นั ประเทศตางๆ สว นมากมักมีการติดตอซื้อขาย
กนั เน่ืองจากแตละประเทศมที รัพยากรธรรมชาติ สภาพของดินฟาอากาศ และความชาํ นาญในการผลติ สินคา
แตกตา งกัน สรปุ ไดว า ปจ จัยทกี่ อใหเ กิดการคาระหวางประเทศคือ
1. ความแตกตา งในเรือ่ งทัพยากรธรรมชาติ ไดแก พลังงาน แรธาตุ ปาไม ความอุดมสมบูรณของ
ดินในแตล ะประเทศในโลกแตกตา งกัน ประเทศท่มี ีทรพั ยากรอุดมสมบูรณ ยอ มมีโอกาสสงู ทจ่ี ะนําทรัพยากร
มาผลติ เปน สนิ คา และบริการ
2. ความแตกตา งในดา นลกั ษณะภมู ิประเทศและภูมิอากาศ จึงผลติ สนิ คาไดแตกตางกนั
3. ความแตกตางในเรื่องความชํานาญการในการผลิต เพราะแตละประเทศมีความกาวหนาทาง
เทคโนโลยแี ตกตางกนั ประชากรของแตล ะประเทศมีความรู ความชํานาญแตกตางกัน เชน สวิตเซอรแลนด
มคี วามชํานาในการผลติ นาฬกิ า เปน ตน
ใหผเู รียนตอบคําถามตอ ไปน้ี โดยเติมคําตอบลงในชองวา ง
1. การคาระหวา งประเทศ หมายถงึ .............................................................
2. การดําเนินกจิ กรรมในดา นการคาระหวางประเทศสามารถดําเนินการโดย ................................
........................................................................................................................................................................
3. สาเหตุทท่ี าํ ใหเกดิ การคา ระหวา งประเทศ ไดแก ........................................................................
........................................................................................................................................................................
4. ประเทศไทยเปน ประเทศทผ่ี ลติ ขาวไดมาก เนื่องจาก................................................................
.......................................................................................................................................................................
เร่อื งที่ 2
ห น้ า | 255
การท่ีประเทศใดจะผลิตสินคาอะไรมากนอยเทาใดนั้นข้ึนอยูกับปจจัยและความเหมาะสมหลายๆ
ประการดังกลาวแลว ไมม ีประเทศใดสามารถผลิตสินคาท่ีประชาชนตองการไดหมดทุกอยาง ประเทศตางๆ
จงึ นาํ สนิ คาของตนมาแลกเปลีย่ นกนั ดงั นนั้ การคาระหวางประเทศจึงกอใหเ กดิ ประโยชน ดงั น้ี
1. สินคาใดท่ีผลิตในประเทศเราไมได เราสามารถท่ีจะซ้ือสินคาจากประเทศอื่นได ทําใหมีสินคา
สนองความตองการของเราไดมากข้นึ
2. สนิ คาทผ่ี ลติ ไดใ นประเทศแตมีตนทนุ ในการผลติ สูง ประเทศเราควรเลือกผลิตสินคา ท่ีมีตนทุนการ
ผลิตตา่ํ แลวสง ไปขายแลกเปล่ยี น เราจะไดส นิ คาคณุ ภาพดแี ละราคาถกู กวาท่จี ะผลิตเอง
3. กอ ใหเ กดิ ความรูความชาํ นาญในการผลิตเฉพาะอยางตามความถนัด ทาํ ใหเกดิ แรงจงู ใจที่จะคดิ คนั
เทคนิคการผลติ ใหมคี ณุ ภาพมากขึ้น
4. ชว ยใหประเทศกําลังพัฒนาไดแบบอยางการผลิตท่ีทันสมัย สามารถนําทรัพยากรที่มีอยูมาใชใน
การผลิตเพอื่ สงออกมากขึ้น
5. ชวยใหประเทศกําลังพัฒนารูจักใชเทคโนโลยีจากประเทศที่พัฒนาแลวมาพัฒนาประเทศให
เจริญกา วหนาขึ้น
ใหผเู รียนตอบคําถามตอไปนี้ โดยเตมิ คําตอบลงในชอ งวางตอไปน้ี
1. ในการผลติ สนิ คา ถาตนทนุ ในการผลิตในประเทศสูง ควรแกป ญ หาโดย…………………………
................................................................................................................................................
2. ประเทศกาํ ลงั พัฒนาไดแ บบอยางในการผลิตสนิ คาจาก..........................................................
................................................................................................................................................
3. การคาระหวางประเทศชวยใหเ ศรษฐกิจขยายตัวเพราะ ........................................................
................................................................................................................................................
เร่ืองท่ี 3
นโยบายการคาระหวางประเทศ เปนนโยบายที่ประเทศหน่ึงประเทศใดนําไปใชในการคาระหวาง
ประเทศแบง ออกเปน 2 แบบ คอื
1. นโยบายการคาเสรี เปนนโยบายท่ีสงเสริมใหประเทศอื่นนําสินคามาขายอยางเสรีปราศจาก
ขอจํากดั ใดๆ ประเทศที่ใชน โยบายการคาเสรจี ะตอ งปฏบิ ตั ิตามเงื่อนไขตอไปน้ี
1.1ตองผลิตสนิ คาที่มปี ระสิทธิภาพสูง หรือมีความชํานาญในการผลิตสงู
1.2ตองไมเกบ็ ภาษี หรอื เก็บนอ ยทสี่ ุดเพือ่ ไมใ หเ กิดความแตกตางในการผลติ สินคา
1.3 ไมม กี ารแบงแยก หรอื ใหอภิสทิ ธ์แิ กป ระเทศใดประเทศหนึ่ง
2. นโยบายการคาแบบคุมกัน เปนนโยบายที่รัฐบาลจะใชเคร่ืองมือตางๆ เพื่อจํากัดการนําเขาและ
สงเสริมการสง ออก
ห น้ า | 256
เรอ่ื งท่ี 7การรวมกลุมทางเศรษฐกจิ
ความเปนมาและองคป ระกอบ
การคาระหวา งประเทศเกิดข้ึนเนื่องจากการทีโ่ ลกไดถกู แบงออกเปน ประเทศ แตละประเทศตางผลิต
สนิ คา หรอื บริการแตกตางกนั เมอื่ แตละประเทศตางเกิดความตองการที่จะแลกเปลี่ยนสินคาและบริการที่ตน
ผลิต ไดเปน จํานวนมากสนิ คา และบริการท่ีตนผลิตไดนอยหรือผลิตไมไดเลยกับประเทศอื่น ประกอบกับการ
คมนาคมไปมาหาสกู ันสะดวก การคา ระหวา งประเทศจงึ เกิดขึ้น
การทแ่ี ตละประเทศผลติ สินคา หรือบรกิ ารไดแตกตา งกันเปนเพราะสาเหตุตอไปน้ี
1. แตละประเทศตางมลี กั ษณะทต่ี ้งั ตางกัน ลักษณะท่ตี ง้ั ของบางประเทศเอ้ืออํานวยใหเกิดการผลิต
สินคาหรือบริการ เชน ประเทศท่ีมีชายฝงทะเลก็จะมีอุตสาหกรรมตอเรือเพ่ือขนสงเสริมหรือการใหการ
บรกิ ารขนถา ยสนิ คาโดนใชท า เรอื น้ําลกึ บางประเทศมีภมู ปิ ระเทศงดงาม
2. จะมีอตุ สาหกรรมการทองเที่ยวเกดิ ขึ้น แตละประเทศมีแรธาตุซ่ึงเปนทรพั ยากรธรรมชาติมากนอย
ตา งกนั เชน สวีเดนมีเหลก็ เยอรมันมถี านหนิ เวเนซูเอลาและตะวันออกกลางมีนํ้ามนั แอฟริกาใตมที องคํา
และยเู รเนียม ประเทศเหลาน้กี จ็ ะนําแรธาตุขึ้นมาใชแ ละสงเปน สนิ คาออก
3. แตล ะประเทศมีลักษณะดินฟาอากาศทแ่ี ตกตา งกนั เชน สหรัฐอเมริกาและแคนาดาประเทศท่ีอยใู น
เขตอบอุนสามารถปลกู ขาวสาลไี ด ไทยอยูในเขตมรสุมสามารถปลูกขาวได บราซิลเปนประเทศในเขตศูนย
สูตรสามารถปลกู กาแฟได จากการท่พี ชื ผลสามารถข้ึนไดดี ตามสภาพดินฟาอากาศแตละชนิดดังกลาวทําให
แตละประเทศสามารถผลิตพืชผลชนิดน้ันไดเปนจํานวนมากเมอ่ื มเี หลอื กส็ ามารถสงเปนสนิ คาออก
นอกจากน้ียังมีทฤษฎียืนยันวา “ถาทุกประเทศแบงงานผลิตสินคาและบริการตามที่ตนถนัดหรือเม่ือ
เปรียบเทียบแลวไดเปรยี บจะทําใหมผี ลผลิตเกิดข้นึ มากกวาตางคนตา งผลติ ”
ดุลการคาและดุลการชําระเงิน
ในการทําการคาระหวา งประเทศน้ัน ประเทศหนึง่ ๆ ยอมตองบนั ทึกรายการที่เกิดขึ้น เพราะจะทําให
ไดทราบผลการตดิ ตอ คาขายกับตางประเทศ รายการคา กับตางประเทศนีอ้ าจบันทึกอยูใน 2 รูปแบบ ดวยกัน
คอื ดุลการคาและดลุ การชาํ ระเงิน
ดุลการคา (Balance of Trade) ไดแก การเปรยี บเทียบมูลคาของสินคาท่ปี ระเทศหนึ่งสงออกขาย
(Export) ใหป ระเทศอนื่ ๆ กบั มูลคาของสินคาท่ีประเทศน้ันสั่งซื้อเขามาจําหนายวามากนอยตางกันเทาไรใน
ระยะ 1 ป เพ่อื เปรยี บเทียบวาตนไดเปรียบหรอื เสียเปรยี บ
ตวั อยา งเชน ประเทศไทยสง สนิ คา ออกหลายประเภทไปขายสง ประเทศญี่ปุน สิงคโปร และอีกหลาย
ประเทศ มีมูลคารวมกัน 589,813 ลานบาท ในป พ.ศ. 2533 และในปเดียวกันก็ไดสั่งสินคาเขาจาก
ประเทศตางๆ มีมูลคา 844,448 ลานบาท เม่ือนํามาเปรียบเทียบกันจะทําใหทราบไดวาไดเปรียบหรือ
เสยี เปรยี บดลุ การคา ในการเปรียบเทียบนีอ้ าจแบงออกไดเปน 3 ประเภท คือ
ห น้ า | 257
1. ดลุ การคาไดเปรียบ หรือเกินดลุ ไดแกการที่ประเทศหนึ่งสงสินคาไปขายยังตางประเทศมีมูลคา
มากกวา ส่งั สนิ คาเขามาอุปโภคบรโิ ภค
2. ดุลการคาเสียเปรียบ หรือขาดดุล ไดแก การที่ประเทศหน่ึงสงสินคาไปขายยังตางประเทศ มี
มูลคานอ ยกวาท่ีสง่ั สนิ คา เขา มาอปุ โภคบรโิ ภค
3. ดุลการคาสมดุล ไมไ ดเปรียบเสียเทียบกัน หรือเทากันมีผลลบเปนศูนยกลาวคือมูลคาสินคาเขา
เทากับมูลคาสนิ คาสง ออก
โดยทั่วไปการใชดุลการเพียงอยางเดียวอาจไมทําใหทราบฐานะท่ีแทจริงของประเทศไดกลาวคือ
ดุลการคาทีเ่ สียเปรยี บน้ัน อาจไมเ ปน ผลเสียใดๆ ตอ ประเทศกไ็ ด เนื่องจากบันทึกเที่ยวกับดุลการคานั้นจะไม
รวมถึงการนาํ เขาสนิ คา บางชนดิ ทีไ่ มตอ งชําระเปนเงนิ ตราตา งประเทศก็ไดเน่ืองมาจากสนิ คาชนดิ นัน้ จะมาจาก
การบริจาคชวยเหลอื ถานาํ เอารายการน้ีมาหักออกอาจทําใหดุลการคาลดลงหรือการคิดราคาสินคาเขาและ
สนิ คาออกตางกัน กลา วคอื ขณะทสี่ ินคา เขารวมมลู คา ขนสง และการประกันภยั แตสินคาออกไมไดรวมไว หรือ
การสง่ั สินคาประเภททนุ เชน เครอื่ งจักรกลเขา มาทาํ การผลิตสินคา ดเู หมอื นวาจะทาํ ใหเ สยี เปรียบดลุ การคา
กจ็ รงิ แตใ นระยะยาวแลว เมือ่ มีการผลติ สนิ คา เพือ่ การสง ออก โดยสินคานั้นอาจทําใหไดเปรียบดุลการคาใน
ระยะยาว
ประเทศที่ดุลการคาไดเปรียบถือวาภาวะเศรษฐกิจของประเทศน้ันเจริญ แตอาจจะไมเปนผลดีตอ
เศรษฐกจิ เสมอไป เชน เมื่อไดรับเงินตราตางประเทศ ธนาคารกลางสามารถเพ่ิมปริมาณเงินในทองตลาด
ไดม าก พอ คา สามารถแลกเงนิ ตราตา งประเทศมาเปน เงินในประเทศไดมาก เมื่อปริมาณเงินในทองตลาดมาก
อาจเกดิ ภาวะเงินเฟอ หรือการทป่ี ระเทศใด ประเทศหนง่ึ ไดเปรียบดุลการคากับประเทศอื่นติดตอกันหลายป
จะทําใหประเทศคูคาไมสามารถมีเงินมาซื้อสินคาหรือชําระเงินได ยอมเปนผลเสียตออุตสาหกรรม
ภายในประเทศ ดังนนั้ นกั คดิ ทางเศรษฐศาสตรจึงเห็นวาไมค วรเปรยี บเทยี บเฉพาะราย การสนิ คา เทาน้ัน จึง
จะทาํ ใหท ราบสภาวะเศรษฐกจิ ทแ่ี ทจ รงิ ของประเทศ แตควรมีรายการอ่นื ๆ เขามาแสดงเปรียบเทยี บดวยและ
รายการอ่ืนๆ ท่ีแสดงเปรียบเทยี บนั้นแตล ะประเทศจะแสดงไวใ นรูปของดุลชาํ ระเงินระหวา งประเทศ
ดุลการชําระเงินระหวางประเทศ คือสถิติในรูปบัญชีแสดงรายรับ (หรือ credit = +)
ทปี่ ระเทศหน่ึงไดรับจากตางประเทศ และรายจาย (หรือ debit = - ) ที่ประเทศนั้นจายแกตางประเทศใน
รอบ 1 ป นาํ มาเปรียบเทียบกัน เพอื่ ทราบตนไดเปรยี บหรอื เสียเปรยี บ โดยปกตดิ ุลการชาํ ระเงินจะประกอบ
ไปดว ย
1. บญั ชดี ุลการคา
2. บญั ชดี ุลบรกิ าร
3. บญั ชีดลุ บรจิ าค
4. บญั ชีทนุ หรอื บญั ชีเงนิ ทนุ
5. บัญชีการเคลอื่ นยา ยเงินทนุ ของระบบการเงนิ
6. จํานวนไมป ระจกั ษห รอื คาคลาดเคลอ่ื นสทุ ธิ
ห น้ า | 258
จากบัญชีดุลชําระเงินท้ัง 6 ชนิดน้ี บัญชีดุลการคา บัญชีดุลบริการ และบัญชีดุลบริจาค เรียก
รวมกันวา บัญชีเดินสะพัด (Current Account) เปนบัญชีแสดงถึงการแลกเปลี่ยนเงินระหวางประเทศ
เฉพาะสวนทเี่ ปนผลติ ภัณฑ (สนิ คา และบรกิ าร) เทา นนั้ แตไ มม รี ายการแสดงการเคลอื่ นยา ยทรัพยสินหรือทุน
ซงึ่ ดลุ การชาํ ระเงนิ จะพิจารณาจาก
ดุลการชาํ ระเงิน = ดลุ บัญชีเดนิ สะพัด + ดลุ บัญชีทนุ + จํานวนไมประจักษ
ซึ่งจะแสดงผลอยใู น 3 ลักษณะ คอื ถา ยอดรายรับมากวา รายจาย เรียกวา ดุลการชําระเงินเกินดุล
ถายอดรายรบั นอ ยกวา ยอดรายจา ยเรยี กวาดลุ การชําระเงนิ ขาดดุล และถายอดรายรบั หรอื รายจายเทากันหรอื
เปน ศนู ยเ รยี นกวาดลุ การชาํ ระเงนิ สมดลุ
อัตราแลกเปล่ยี นเงนิ ตราตางประเทศ
เงินตราตางประเทศ หมายถึง เงินตราของประเทศอ่ืนซ่ึงอยูในความครอบครองของรัฐบาลหรือ
เอกชนของประเทศใดประเทศหน่งึ ตวั อยา งเชน เงินตราตางประเทศในทัศนะของเอกชนและรฐั บาลไทยกค็ ือ
เงิน ดอลลาร มารค เยน ปอนด เปนตน สวนเงินบาทเปนเงินที่ออกโดยรัฐบาลไทย ถือเปนเงินตรา
ตางประเทศทัศนะของรัฐบาลและเอกชนของประเทศอน่ื นอกจากประเทศไทย เงินตราของประเทศตางๆ แต
ละหนวยจะมีอํานาจซ้ือแตกตางกันไปตามคาของเงินในแตละประเทศ ซึ่งคาของเงินแตละประเทศจะถูก
กาํ หนดไวใ นรูปของอัตราแลกเปล่ียนเงนิ ตราระหวางประเทศ
อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหวางประเทศมีความสัมพันธอยางใกลชิดกับการคาระหวางประเทศ
เพราะอัตราแลกเปลีย่ น หมายถึง ราคาของเงนิ ตราสกลุ หนึ่งเม่ือเปรยี บเทยี บกบั เงินตราของสกุลอนื่ ๆ อัตรา
แลกเปล่ียนเปนราคาท่ีสําคัญเมื่อเทียบกับราคาสินคาโดยท่ัวไป ท้ังน้ี เพราะอัตราแลกเปลี่ยนจะเปนตัว
เช่ือมโยงของราคาสินคาของประเทศตางๆ หากเราไมทราบอัตราแลกเปล่ียนจะทําใหเราไมสามารถ
เปรียบเทยี บราคาสินคาระหวา งประเทศได และเมอ่ื อัตราแลกเปล่ียน ราคาสินคาทุกชนิดในตางประเทศ ซ่ึง
คดิ เปน เงินตราของประเทศใดประเทศหนึง่ จะเปล่ียนไปดว ย ตวั อยางเชน อตั ราแลกเปลีย่ นระหวางปอนดกับ
บาทเปน 1 ปอนดตอ 45 บาท เสื้อขนสัตวต วั หนึง่ มรี าคา 20 ปอนดในประเทศอังกฤษจะมี ราคา 900 บาท
ในประเทศไทย แตถ า ประเทศองั กฤษลดคา เงินปอนดเปน 1 ปอนดเทากับ 35 บาท เสื้อขนสัตวตัวเดิมจะมี
ราคาในประเทศไทยเพยี ง 700 บาท เทานั้น โดยตั้งขอสมมติในชน้ั นว้ี าราคาเส้ือขนสัตว?ในอังกฤษไมเปลี่ยน
แตในทางปฏิบัติจริง เม่ืออังกฤษลดคาเงินปอนด ราคาสินคาในอังกฤษจะเปลี่ยนจากระดับเดิมและราคา
เปรียบเทียบระหวางเงินบาทกับเงินปอนดจะเปลี่ยนไป ดังน้ันราคาสินคาท่ีสั่งจากประเทศไทยไปประเทศ
อังกฤษจะเปล่ียนไปเชนกัน กลาวคือ ที่อัตราแลกเปล่ียนเดิมทีเงิน 1 ปอนดมีคาเทากับ 45 บาทนั้น ถา
ประเทศองั กฤษตองการซ้ือรองเทาซ่ึงมรี าคา 450 บาทจากประเทศไทย อังกฤษจะตองจายเงนิ 10 ปอนด แต
เมอื่ อตั ราแลกเปลย่ี นเงนิ ตราเปลย่ี นไปเปน 1 ปอนดม ีคา เทา กับ 35 บาท จะทําใหองั กฤษตอ งจายคารองเทา
คูเดียวกันถึง 12.8 ปอนด ดังน้ันจึงกลาวไดวาอัตราแลกเปลี่ยนเปนปจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลตอสินคาเขาและ
สนิ คาออกของประเทศ ตลอดจนการดําเนินกจิ กรรมทางเศรษฐกิจของประเทศอีกดวย ฉะน้ันประเทศตางๆ
จงึ พยายามหาวธิ ีรว มกันในการกาํ หนดอตั ราแลกเปล่ียนทีเ่ หมาะสม
ห น้ า | 259
ผลจากการรว มกลมุ ทางเศรษฐกิจ
การรวมกลุมเศรษฐกิจ (Regional Economic integration) หมายถึง การท่ีประเทศมากวา 1
ประเทศขนึ้ ไปมารวมกนั อยางเปนทางการ (Official integration) เพอื่ เชือ่ มเศรษฐกจิ ของภูมิภาคเดียวกนั
การท่ีประเทศในภูมิภาคเดียวกันมารวมตัวกันนั้น เพราะประสบปญหาทางการคานานาประการ
โดยเฉพาะปญหาการขาดดลุ การคา ซึ่งมีสาเหตุมาจากการไรประสิทธิภาพในการผลิตและความไมม่ันคงใน
สนิ คา ที่เปนวตั ถุดบิ ท่ีใชในการผลติ จงึ เกดิ มกี ารรวมกลมุ กันเพอ่ื การผลิตและขยายตลาดและมีการทําสัญญา
ตา งๆ เพ่อื แกปญ หาเฉพาะเรอ่ื ง
การรวมกลุม เศรษฐกิจมหี ลายประเภท แตม ีลักษณะเหมือนกันอยูประการหนึ่งคือ “การใชกําแพงภาษี
กีดกนั สินคาจากประเทศนอกกลุม สมาชกิ และใหม ีสิทธพิ เิ ศษในการนําเขา สินคาจากประเทศสมาชิกในกลุม”
การรวมกลมุ จึงมลี กั ษณะของการคาแบบเสรี และการคา คมุ กนั อยใู นตวั ซ่งึ สามารถแบง ออกเปน ประเภทไดด งั น้ี
1. เขตปลอดภาษี (Free Trade) เปน การวมกลุม ประเทศทงี่ ายทส่ี ดุ คือประเทศสมาชิกจะยกเวน การ
เก็บภาษีขาเขาระหวางกันเอง โดยที่แตจะประเทศสมาชิกมีอิสระเต็มที่ในการต้ังอัตราภาษีเรียกเก็บจาก
ประเทศนอกกลมุ เชน เขตการคาเสรีแปซิฟค (Pacific Free Trade Area : PAFTA) เขตการคาเสรีลาติน
อเมริกา (Latin Amereac Free Trade: LAFTA) การรวมกลุมประเทศในลักษณะนี้มักจะมีปญหา
เน่อื งมาจากการที่แตละประเทศสมาชกิ มีระดับการพัฒนาทีแ่ ตกตางกนั และการตงั้ อัตราภาษีสําหรบั ประเทศ
นอกกลมุ มคี วามแตกตางกนั ทาํ ใหป ระเทศคูคาสามารถเลือกคากบั ประเทศสมาชิกทตี่ ง้ั อตั ราภาษีไวต่ํา
2. สหภาพศลุ กากร (Custom Union) เปนการรวมกลุม เหมือนเขตปลอดภาษี แตมีขอตกลงเร่ือง
การต้ังกําแพงภาษีรวมกันเพ่ือเก็บจากประเทศนอกกลุม แตมักจะมีปญหาคืออัตราภาษีที่รวมกันตั้งใหมถา
แตกตา งจากเดมิ มากจะมีผลกระทบตออัตราภาษีเดิมท่เี กบ็ ภายในประเทศและสงผลกระทบถึงราคาสินคาใน
ประเทศ
3. ตลาดรว ม (Common Market) มลี กั ษณะเหมือนสหภาพศลุ กากรทกุ ประการ แตเ พิ่มเง่ือนไขวา
ไมเ พียงแตสนิ คา เทานัน้ ทีส่ ามารถเคลื่อนยา ยไดโดยเสรรี ะหวา งประเทศสมาชิกแตไมวาจะเปนการเคล่ือนยาย
ทุน แรงงาน สามารถทาํ ไดโดยเสรี การต้ังตลาดรวมจําเปนตองมีนโยบายหลายๆ ดานที่ประสานกัน เชน
การเก็บภาษรี ายได นโยบายการเงินภายใน นโยบายการคา ตลอดจนกฎหมายตา งๆ
4. สหภาพเศรษฐกิจ (Economic Union) เปน การรวมกลมุ กนั อยา งสมบูรณแ บบสมาชิกอยูภ ายใต
นโยบายเดียวกัน ใชเ งนิ ตราสกลุ เดยี วกนั และอยภู ายใตอ าณาจักรเศรษฐกิจเดยี วกนั
กลุม ทางเศรษฐกิจท่ีสําคัญมดี ังนี้
1. กลุมประชาคมยโุ รป (European Community : EC) เกิดจากการรวมตัวกนั ของประเทศสมาชกิ
ในยุโรป 12 ประเทศ ไดแก อังกฤษ เดนมารก ไอรแลนด กรีซ สเปน โปรตุเกส ฝร่ังเศส เยอรมันนี
อิตาลี เบลเยียม เนเธอรแลนด และลักแซมเบิรก ปจจุบันประชาคมยุโรปมีสภาพเปนสภาพศุลกากร
กลาวคือมีขอ กําหนดใหป ระเทศสมาชกิ ยกเลกิ การเกบ็ ภาษีขาเขา การควบคุมสนิ คาเขา และสนิ คา ออกระหวา ง
ประเทศสมาชกิ และไดม กี ารดําเนนิ นโยบายและมาตรการทางการคา กบั ประเทศนอกประชาคมรวมกัน โดย
ใชระบบประกนั คาราผลิตผลเกษตรแบบเดียวกัน และใชงบประมาณสวนกลางของประชาคมยุโรปเขาสูการ
ห น้ า | 260
เปนตลาดรวมตั้งแตป 2535 และคาดวาในป 2539 จะรวมตัวกันเปนสหภาพเศรษฐกิจและการเงิน
(Economic and Monetary Union) ซง่ึ จะมกี ารใชเงนิ ตราในสกลุ เดยี วกนั
2. สมาคมการคาเสรีแหงยุโรป (European Free Trade Association) มีสมาชิกในปจจุบัน 7
ประเทศ คือ นอรเวย สวีเดน ออสเตรีย สวเี ดน ออสเตรีย สวิซเซอรแลนด ไอแลนด ฟนแลนด และลิก
เตนสไตน มีวัตถุประสงคการกอต้ังเปนเขตการคาเสรีมากกวาเปนสหภาพศุลกากร ในป 2527 กลุม
ประเทศนี้ไดเคยแถลงการณ รว มมือกันจัดตั้งเปนเขตเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Area : EEA)
โดยมีวัตถุประสงคเ พือ่ ขยายความรวมมอื ระหวางกลมุ ประเทศทง้ั สองสว น ข้ันตอนในการจดั ตงั้ ยังไมไดกาํ หนด
ไวชัดเจน จนกระทั่งป 2532 กลุมประเทศสแกนดิเนเวียวิตกวาการเปนตลาดเดียวของประเทศสมาชิก
ประชาคมยุโรปอาจสงผลกระทบตอการคาระหวางประเทศของตน จึงไมมีความประสงคจะกอตั้งเขต
เศรษฐกิจยุโรป แตป ระชาชนยโุ รปยังใหก ารสนบั สนนุ เน่อื งจากสมาคมการคา เสรแี หง ยุโรปเปนตลาดสนิ คาที่
สาํ คัญ และใหญท ่ีสุดของประชาคมยุโปจงั ไดมีการจดั ตง้ั อยา งเปนทางการและมีการใหส ัตยาบนั รวมกัน โดยมี
ผลบังคบั ตัง้ แต วนั ที่ มกราคม 2536 เปนตน ไป
3. ขอตกลงการคา เสรีอเมริกาเหนือ (North American Free Trade Agreement : NAFTA) มี
ประเทศสมาชิกในปจจุบัน 3 ประเทศ ไดแก สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก มีวัตถุประสงคเพ่ือ
ยกเลกิ การกดี กนั ทางการคา และการลงทนุ ระหวา งประเทศสมาชกิ ทง้ั สามและเพอื่ สรางเขตการคาเสรที ย่ี อมรับ
การคมุ ครองสิทธิในทรัพยสนิ ทางปญ ญา
4. กลุมประเทศอาเซียน ประกอบไปดวยประเทศสมาชิก 10 ประเทศ คือ ไทย สิงคโปร
มาเลเซยี อนิ โดนเี ซยี ฟล ิปปน ส บรูไน เวยี ดนาม ลาว กัมพูชา และเมียนมาร มวี ตั ถุประสงคใ นการวมตัว
กันในครัง้ แรก คอื การแบง งานกันผลติ สินคา เพอื่ ลดความซ้ําซอนในการผลิต และสรางอาํ นาจตอรองทางการ
คาภายหลังไดมีขอเสนอใหจัดตั้งเขตการคาเสรีอาเซียน (Asean Free Trade Agreement : AFTA) มี
วตั ถปุ ระสงคเพื่อใหป ระเทศสมาชิกคอ ยๆ ยกเลกิ หรอื ลดภาษีศุลกากร สาํ หรบั สนิ คา สวนใหญท ค่ี าขายกันอยู
ใหเหลอื รอยละ 5 ภายในระยะเวลา 15 ป เชอ่ื วา จะทาํ ใหก ารคาและการลงทุนของกลมุ อาเซยี นขยายตัวมากขึ้น
ประเทศไทยไดรว มมอื ทางเศรษฐกจิ กับประเทศอื่นๆ อยางกวางขวาง และไดเขารวมเปน สมาชิก
ขององคกรระหวา งประเทศ หลายองคกรดังน้ี
กลุมอาเซียน หรือสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต (Association of Southeast
Asian Nations : ASEAN) ประกอบดวย 6 ประเทศ ไดแก อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟลิปปนส สิงคโปร
บรูไน และไทย สาํ นกั งานใหญต ง้ั อยทู เ่ี มอื งจาการต า ประเทศอินโดนเี ซีย
องคก รน้มี วี ัตถปุ ระสงค เพ่อื สงเสริมความรว มมือทางเศรษฐกิจ วิทยศาสตร และ เทคโนโลยี สังคม และ
วฒั นธรรม ตลอดจน การเมอื งระหวางประเทศสมาชกิ
จากการกอ ต้งั กลมุ อาเซียน มาตง้ั แต พ.ศ. 2510 มาถงึ ปจ จบุ นั ประเทศสมาชิกอาเซียน มีการขยายตวั
ทางเศรษฐกิจอยา งรวดเร็ว โครงสรา งทางเศรษฐกจิ ก็เปลี่ยนแปลงจากภาคเกษตร ไปสูภาค อตุ สาหรรมมาก
ขึน้ สง ผลใหป ระเทศสมาชกิ ประสบปญหาทั้งทางดาน การขาดดลุ การคา การเพม่ิ อตั ราคาจา งแรงงาน และ
การขาดแคลน การบรกิ ารพ้นื ฐาน
ห น้ า | 261
กลุมเอเปค (Asia – Pacific Economic Cooperation : APEC) กอต้ังขึ้นเม่ือ พ.ศ. 2532 มี สมาชิก
12 ประเทศ ไดแก สหรัฐอเมรกิ า เกาหลใี ต สิงคโปร ฟล ิปปน ส นิวซีแลนด มาเลเซีย ญ่ีปุน อินโดนีเซีย
แคนาดา บรไู น ออสเตรเลยี และไทย
องคก รนี้วตั ถุประสงคเ พื่อสง เสริมความรว มมือในการแกป ญหารว มกัน สงเสรมิ การคาเสรีตลอดจนการ
ปรับปรงุ แบบแผนการตดิ ตอการคา ระหวา งกัน และเพอ่ื ต้ังรับการรวมตัวเปน ตลาดเดยี วกนั ระหวา งประเทศ
สมาชิก
คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ และสังคมสําหรับเอเชียและแปซิฟก (Economic and Social
Commission for Asia and Pacific : ESCAP)
องคกรนี้เปน องคก รทจ่ี ดั ตัง้ ขึ้นโดยองคก ารสหประชาชาติ มวี ัตถปุ ระสงคเ พ่อื สง เสรมิ ความรวมมอื ในการ
พัฒนาดานเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศสมาชิกที่อยูในเอเชีย และแปซิฟก รวมท้ังประเทศไทยดวย
ESCAP เปนองคกรที่ขยายมาจากคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจแหงเอเชีย และตะวันออกไกล (Economic
Commission for Asia and the Far East : ECAFE) ซง่ึ จัดตงั้ ขึน้ เมอื่ พ.ศ. 2490 และ ใน พ.ศ. 2517
ไดข ยายมาเปน ESCAP ท้ังนี้เพื่อใหครอบคลุมประเทศในพ้ืนท่ีเอเชีย และแปซิฟกทั้งหมด ประเทศที่เปน
สมาชิกจะไดรับความชวยเหลือในการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคม สํานักงานตั้งอยูท่ี กรุงเทพมหานคร
ประเทศไทย
ขอตกลงทั่วไปดวยภาษีศุลกากรและการคา (General Agreement on Tariffs and Trade :
GATT) กอ ตง้ั เมอื่ วนั ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2409 มีประเทศสมาชกิ เกือบท่ัวโลก ประเทศไทย เขาเปนสมาชิก
เมือ่ วนั ท่ี 20 พฤศจิกายน 2525 องคก รนี้มวี ตั ถุประสงคเพอื่ สงเสรมิ ระบบการคา เสรี แบะสง เสรมิ สมั พันธภาพ
ทางการคา และเศรษฐกิจระหวางประเทศ โดยทุกประเทศสมาชิกตอง ปฏิบัติตามกฎระเบียบของ GATT
ประเทศไทยไดรับการสงเสริมดานการขยายตัวทางการคา ความเสียเปรียบดานการเจรจาการคาระหวาง
ประเทศกับมหาอํานาจทางเศรษฐกิจลดลงไปมาก
ความสัมพนั ธระหวา งเศรษฐกิจของไทยกบั กลมุ เศรษฐกิจโลก
ประเทศไทยเปนประเทศท่เี ปน ประเทศสมาชกิ ในขอตกลงเขตการคาเสรีอาเซียน ซึ่งมีวัตถุประสงค
ของการรวมกลุมคลายกับการรวมกลุมของประเทศในภูมิภาคอ่ืนๆ คือ การยกเลิกกําแพงภาษีท่ีมีระหวาง
ประเทศสมาชกิ และกําหนดมาตรการทางเศรษฐกิจอ่ืนๆ รวมกัน เชน การผลิตสินคาบริการ การกําหนด
อัตราภาษีศุลกากร ในขณะเดียวกันก็สรางกําแพงภาษีเพื่อสกัดสินคาทีมาจากนอกเขต ในขณะเดียวกัน
ประเทศไทยกส็ ังกัดอยูในกลุม “ขอตกลงทั่วไปวาดวยภาษีศุลกากรและสินคา (General Agreement on
Tariff and Trade : GATT) ซง่ึ เปนองคกรท่ีเกี่ยวของกับการปฏิบัติทางการคาของโลก ซึ่งประเทศไทยมี
พนั ธะสัญญาทีจ่ ะตอ งปฏบิ ตั ิตามขอตกลงเหลา นั้น เชน การสง เริมการคา แบบเสรีการลดอัตราภาษนี ําเขา การ
ถือหลักการที่ไมใหมีการกีดกันทางการคาแตกตางกันตามประเทศคูคา การคุมครองสิทธิในทรัพยสินทาง
ปญ ญา เปน ตน ซ่ึงมขี อ ตกลงบางอยางกเ็ ปน ส่งิ ที่ขดั กบั การคาภายในประเทศ เชน การยอมรบั ในขอ ตกลงวา
ห น้ า | 262
ดว ยการคมุ ครองสทิ ธทิ างปญญา แตก ารประกอบธุรกจิ ในประเทศไทยหลายประเภทมีลักษณะละเมดิ สิทธทิ าง
ปญญา
เนอ่ื งจากการทแ่ี ตล ะประเทศตา งรวมตัวกันเปนเขตเศรษฐกิจในลักษณะตางๆ กันประกอบกิจกรรม
ทางเศรษฐกิจจะดาํ เนินการเฉพาะภายในกลุม ในขณะเดียวกันก็มนี โยบายกีดกันสินคา จากภายนอกกลุม ทํา
ใหเปน การยากท่ปี ระเทศไทยจะหาตลาดทางการคา ประเทศไทยจึงตองดําเนินนโยบายทางการคาโดยการ
เจรจาทางการคากับประเทศคคู า โดยตรงเพื่อรกั ษาตลาดทางการคา ในขณะเดียวกันก็พยายามหาทางขยาย
ตลาดไปสูภูมภิ าคท่ยี งั มีการรวมกลมุ ทางเศรษฐกิจทไี่ มคอยเขมแข็งนัก เชน ตลาดยโุ รปตะวนั ออก
แบบฝกหัดทายบทเรื่องท่ี 7
คําชแี้ จง เมอ่ื ศกึ ษาบทน้แี ลว ใหน กั ศกึ ษาคน ควา และตอบคาํ ถามตอ ไปนี้
1. ในระดบั ชมุ ชน มคี วามเก่ียวเนือ่ งอยา งไรกบั ระบบเศรษฐกิจของประเทศ
2. จากสภาวการณเศรษฐกจิ ปจ จุบัน ประชาชนไดรับผลกระทบอยางไร
ใหย กตัวอยางประกอบ 2- 3 อยา ง
3. การกีดกนั ทางการคาของประเทศคแู ขง มีอะไรบา ง
4. อะไรบา งท่คี นไทยควรปรบั ตัวในการทาํ ธรุ กิจกบั ตา งชาติ
ห น้ า | 263
บทท่ี 4 การเมืองการปกครอง
สาระสําคญั
การศึกษาเรอ่ื งการเมืองการปกครอง นอกจากผเู รียนจะไดเรียนรูถึงการปกครองระบอบประชาธิปไตย
และการปกครองระบอบเผด็จการของประเทศตางๆ ในโลกแลว ยังไดรูและเขาใจถึงพฒั นาการของประเทศ
ตาง ๆ นบั ตัง้ แตยุคโบราณ ยุคกลาง ชวงคริสตว รรษ ที่ 18, 19 และ 20 โดยจะทราบวาจุดเริ่มตนของระบอบ
ประชาธปิ ไตยมีความเปน มาอยา งไร และประชาธปิ ไตยของประเทศตาง ๆ รวมทั้งประเทศไทยเปนอยา งไรบาง
นอกจากนี้ผูเรียนยังไดเรียนรูถ ึงเหตุการณสําคัญทางการเมืองการปกครองของประเทศไทยและของโลกวา
เหตุการณห รอื สถานการณท างการเมอื ง นน้ั สง ผลกระทบตอ สงั คมไทยและสงั คมโลกอยา งไร รวมทั้งผูเ รียนจะได
ศึกษาเรียนรูถ ึง หลักธรรมมาภิบาลและแนวปฏิบัติตามหลักธรรมมาภิบาลเปน อยางไร เพ่ือการนําไปสูก าร
ปฏิบัติตนเองผูเรียนอยางถูกตอง และเหมาะสมตอไป
ตวั ชี้วัด
1. รูและเขาใจระบอบการเมืองการปกครองตา ง ๆ ทใ่ี ชอ ยปู จจุบัน
2. ตระหนกั และเหน็ คุณคาการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย
3. รูแ ละเขาใจผลท่ีเกิดจากการเปล่ียนแปลงทางการเมืองการปกครองของประเทศไทย
จากอดตี
4. รแู ละเขาใจผลทเี่ กดิ จากการเปลีย่ นแปลงทางการเมืองการปกครองของโลก
5. ตระหนักและเห็นคณุ คา ของหลกั ธรรมาภิบาลและนําไปปฏบิ ัตใิ นชีวิตจรงิ ได
ขอบขายเน้อื หา
เรอ่ื งท่ี 1 การปกครองระบอบประชาธิปไตย
เรื่องท่ี 2 การปกครองระบอบเผดจ็ การ
เรื่องที่ 3 พัฒนาการของระบบประชาธิปไตยของประเทศตา ง ๆ ในโลก
เร่อื งที่ 4 เหตกุ ารณส ําคัญทางการเมอื ง การปกครองของประเทศไทย
เรือ่ งท่ี 5 เหตกุ ารณสาํ คัญทางการเมอื ง การปกครองของโลกท่ีสง ผลกระทบ
ตอ ประเทศไทย
เรอ่ื งที่ 6 หลักธรรมาภิบาล
ห น้ า | 264
เร่อื งท่ี 1 การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย
1. ระบอบประชาธิปไตย
คําวา “ประชาธิปไตย” เปนคําไทยที่บัญญัติข้ึน ใหมีความหมายตรงกับคําภาษาอังกฤษวา
Democracy หมายถึง อํานาจของประชาชน
คําวา “ประชา” แปลวา ประชาชน
คาํ วา “อธปิ ไตย” แปลวา ความเปน ใหญ
สรปุ วา คําวา “ประชาธิปไตย” หมายถึง การปกครองท่ีประชาชนมีอํานาจสูงสุดในการปกครอง
ประเทศ
ดังนัน้ “การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย” จงึ หมายถึง ระบอบการปกครองซง่ึ ประชาชนมีอาํ นาจ
สูงสุด โดยจะเห็นวา การปกครองระบอบประชาธิปไตยในปจจุบันน้ันจะแยกออกเปน 2 แบบ คือ ระบอบ
ประชาธิปไตยแบบมีพระมหากษัตรยิ เ ปน ประมุข กับระบอบประชาธปิ ไตยแบบมปี ระธานาธบิ ดเี ปน ประมขุ
ระบอบประชาธิปไตยมีความเช่ือวา มนุษยเปนสัตวประเสริฐ มีความคิด ความเฉลี่ยวฉลาดและ
สติปญญาท่จี ะปกครองตนเองได สามารถใชเหตุผลในการแกไขปญหาของตนเอง และสังคมได ดังนั้นการ
ปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยจงึ เปน วธิ กี ารท่ปี ระชาชนมโี อกาสไดเลือกสรรคนท่ีเหมาะสมเขาไปทําหนาท่ี
ในการบริหารประเทศแทนตน อันเปนหนทางที่ดีท่ีสุด การปฏิวัติรัฐประหาร การใชวิธีรุนแรง การ
ปราบปรามเขนฆา เพื่อใหไดมาซ่ึงอํานาจในการปกครองถือเปนวิธีการที่ดูหมิ่นเหยียดหยามและทําความ
ทําลายความเปน มนษุ ยของประชาชนอยา งย่ิง
2. หลักการของระบอบประชาธปิ ไตย
ระบอบประชาธิปไตยจะม่ันคงหรือไมน้ันข้ึนอยูกับรัฐบาลและประชาชนวาจะยึดมั่นในหลักการ
ของระบอบประชาธปิ ไตยมากนอยเพยี งใด ซ่งึ หลักการของระบอบประชาธิปไตยมีดงั น้ี
2.1 หลักความเสมอภาค
หลักความเสมอภาค หมายถงึ ทกุ คนไมวา ฐานะจะเปนอยางไร มสี ตปิ ญญาหรอื ความสามารถ
มากนอยแตกตางกัน หรือแมมีผิวพรรณแตกตางกัน แตทุกคนมีความเปนมนุษยอยางเทาเทียมกัน ซึ่งหลัก
ความเสมอภาคแบง เปน 4 ลกั ษณะ ดงั นี้
1) ความเสมอภาคทางกฎหมาย หมายความวา ทุกคนมีความเทาเทียมกันทางกฎหมาย
รัฐบาลจะออกกฎหมายเพ่ือคุมครองใครคนใดคนหน่ึงไมได เมื่อมีใครกระทําผิดก็จะตองถูกกฎหมายลงโทษ
เทา เทยี มกนั
2) ความเสมอภาคทางการเมือง หมายความวา ทกุ คนมีความเทา เทยี มกนั ในทางการเมือง
การปกครอง เชน ทุกคนมีสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกต้ังเทากันคือคนละ 1 เสียง มีสิทธิตั้งพรรคทาง
ห น้ า | 265
การเมือง มีสิทธิลงสมัครรับเลือกต้ัง มีสิทธ์ิตั้งกลุมทางการเมือง มีสิทธิแสดงความคิดเห็นทางการเมือง
เปน ตน
3) ความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ หมายความวา ประชาชนมีสิทธิในการประกอบอาชีพ
ทางเศรษฐกิจ และสามารถครอบครองหรือไดรับประโยชนจากกิจการที่ตนทําไปอยางเต็มท่ี รัฐบาลจะตอง
เปนผูนําทรัพยากรภายในประเทศมาใชและจัดสรรผลประโยชนเหลาน้ันสูประชาชนอยางท่ัวถึง โดยการ
กระจายความเจรญิ ไปสูสว นตางๆ ของประเทศ
4) ความเสมอภาคในดานโอกาส หมายความวา ความเทา เทียมกันท่ีจะไดรับโอกาสในการ
พัฒนาตนเอง เชน โอกาสทางการศึกษา (ความเทาเทียมกันในการสอบเขามหาวิทยาลัย) การประกอบ
อาชีพ การสรา งฐานะทางเศรษฐกิจ
2.2 หลักสทิ ธิเสรภี าพและหนา ท่ี
สทิ ธิ หมายถงึ อาํ นาจหรือผลประโยชนข องบุคคลทกี่ ฎหมายใหค วามคุมครองบุคคลอ่ืนและละเมิด
ลว งเกิน หรือกระทําการใดๆ ทีก่ ระทบกระเทือนตอ สิทธขิ องบุคคลอนื่ ไมไ ด
เสรีภาพ หมายถึง ความมีอิสระในการกระทําของบุคคล การกระทําน้ันตองไมขัดตอกฎหมาย
หรอื ไมละเมดิ สิทธขิ องผูอ น่ื เชน มีเสรีภาพในการเขียนแสดงความคดิ เหน็ แตถ า ไปละเมดิ สทิ ธิของผูอ่ืน โดย
การเขียนโจมตซี ่งึ ขาดพยานหลกั ฐาน เชนนผี้ ทู ่ีไดรบั ความเสยี หายกม็ ีสทิ ธิทีจ่ ะปกปองชือ่ เสยี งของตนเอง ดว ย
การฟอ งรองไดหรอื เรามเี สรีภาพทจี่ ะเปด วทิ ยภุ ายในบา นเรอื น แตถาเปดเสยี งดงั เกินไปจนรบกวนผูอื่น เชนน้ี
ถือวา เปนการละเมิดสิทธขิ องผอู ่ืน เปน ตน
หนา ที่ หมายถงึ ภาระหรือความรบั ผิดชอบที่บุคคลจะตอ งปฏิบัตติ ามกฎหมาย
สิทธแิ ละเสรภี าพเปน รากฐานทส่ี าํ คัญในการปกครองประชาธปิ ไตย ประเทศใดใหส ิทธิและเสรภี าพกบั
ประชาชนมาก ประเทศนั้นก็มีประชาธิปไตยมาก ในทางกลับกันถาประเทศใดจํากัดสิทธิและเสรีภาพของ
ประชาชน แสดงวาประเทศนัน้ ไมเ ปนประชาธิปไตย
สทิ ธแิ ละเสรีภาพขั้นพ้นื ฐานของประชาชนทรี่ ัฐบาลจะตองใหการรบั รองไดแก
1) สิทธิและเสรีภาพสวนบุคคล เปนสิทธิเสรีภาพที่ทุกคนพึงมีในฐานะท่ีเกิดมาเปนมนุษย ไดแก
สิทธิและเสรภี าพในการไดร บั การคมุ ครองทงั้ ทางรา งกายและทรพั ยส นิ จากรฐั สทิ ธแิ ละเสรีภาพในการประกอบ
อาชพี สจุ ริต สทิ ธแิ ละเสรีภาพในการเลอื กท่ีอยู หากรัฐบาลหรือบุคคลใดกระทําการละเมิดตอสิทธิและเสรีภาพ
ของบุคคลอนื่ ถอื วา เปน ความผิด
2) สิทธิและเสรีภาพทางการเมือง เปนสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ท่ีจะเขามามีสวนรวมใน
กจิ กรรมทางการเมอื งการปกครอง และกิจการตางๆ ของรัฐ เชน สิทธิทางการเมืองระหวางเพศหญิงและชาย
มเี ทาเทียมกัน ประชาชนมีสทิ ธิออกเสียงเลือกตัง้ รบั เลอื กต้ัง ตั้งพรรคการเมือง แตตองอยูภายใตกฎหมายและ
ระเบยี บอันดงี ามของประเทศ
3) สิทธแิ ละเสรีภาพทางเศรษฐกจิ ประชาชนมเี สรีภาพในการเลอื กประกอบอาชพี มสี ิทธิเปนเจาของ
ทรพั ยสนิ ท่หี ามาดว ยความสจุ ริต มสี ทิ ธิที่จะไดรบั คาจา งแรงงานท่ีเปน ธรรม เปนตน
ห น้ า | 266
รฐั บาลจะตองไมล ะเมดิ สทิ ธแิ ละเสรภี าพของประชาชน ยกเวนในกรณีสงครามหรือเพื่อรักษาความ
ม่นั คงของชาติ การรกั ษาความสงบเรยี บรอ ย การคมุ ครองผลประโยชนข องสว นรวม การรกั ษาศีลธรรมอันดี
งามของประชาชนและการสรา งสรรคค วามเปนธรรมใหกับสังคมเทา นั้น
2.3 หลกั นติ ิธรรม
กฎหมายเปน กฎเกณฑกติกาท่ที ุกคนจะตองปฏิบัติตน ดงั นั้น สทิ ธิ เสรภี าพและความเสมอภาคใดๆ
จะเปน จริงไมไ ดหากขาดกฎหมายท่เี ปนหลกั ประกันคุมครองประชาชนเพราะเมอ่ื ไมม ีกฎหมาย แตล ะคนกอ็ าจ
ทําตามความพอใจของตน ทําใหเ กิดการละเมดิ สิทธแิ ละเสรภี าพข้นึ ได
2.4 หลกั การยอมรบั เสยี งสว นมาก
การอยูร วมกันของคนหมมู าก ยอมมคี วามขดั แยงหรือความเหน็ ไมตรงกัน ตดิ ตามมา ปญ หา
ความขัดแยง บางอยา งท่เี กยี่ วของกับความถูกผดิ สามารกใชกฎหมาย ระเบียบของสังคมหรือกฎศีลธรรมมา
ตดั สนิ ได แตค วามขัดแยงบางอยางไมเก่ียวของกับความถูกผิด เปนความขัดแยงของสวนรวมท่ีตองการทํา
สิง่ ตา งๆ ใหด ีขน้ึ ดังนน้ั จึงตองอภปิ รายถกเถยี งกัน แตละฝา ยช้ีแจงเหตผุ ล จากนน้ั จึงลงมติเลือกสิ่งที่ดีที่สุด
ขอ เสนอใดท่ีเปน เสยี งขา งมาก กค็ ือวาเปนมติของคนสว นใหญ ซึ่งทกุ คนตองนํามตินไ้ี ปปฏบิ ัติ
3. ประเภทของประชาธปิ ไตย
การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย แบงออกเปน 2 ประเภท คอื
3.1 ประชาธิปไตยโดยทางตรง เปน วธิ ีการทีป่ ระชาชนทุกคนมีสวนรวมในการปกครองโดยตรง
เหมาะกับรัฐท่มี ีประชากรไมม าก เชน นครรัฐกรีกโบราณ ใหป ระชาชนทุกคนรวมกันพิจารณาตัดสินปญหา
แตว ธิ ีการนี้ไมเ หมาะสมกบั รฐั ทมี่ ปี ระชากรเปน จํานวนมาก ประชาธปิ ไตย โดยทางออมจงึ ถูกนาํ มาใชกับรัฐที่มี
ประชากรเปนจํานวนมาก
3.2 ประชาธิปไตยโดยทางออม เนอื่ งจากจาํ นวนประชากรของแตละประเทศมีจํานวนมหาศาล
ดังนั้นการใหประชาธิปไตยทางตรง จึงไมสามารถกระทําได ประเทศตางๆ ทั่วโลกไดใชวิธีประชาธิปไตย
ทางออม ซ่งึ กค็ ือการเลอื กตวั แทนเขาไปทําหนาทแ่ี ทนประชาชน การใชอํานาจอธิปไตยของประชาชนจะใช
ผา นตวั แทน ซ่ึงไดแก อาํ นาจนิตกิ ับบญั ญัติคือรฐั สภา อํานาจบรหิ ารคือรัฐบาล อาํ นาจตลุ าการคือศาล
4. ขอดีและขอเสียของระบอบประชาธิปไตย
4.1 ขอดขี องระบอบประชาธปิ ไตย
1) ทําใหป ระชาชนยึดหลกั การที่ถูกตอ ง ชอบธรรม มรี ะเบยี บวนิ ยั รจู ักประสาน ผลประโยชน
รวมกันของคนภายในชาติ เสริมสรา งจรยิ ธรรม คุณธรรม ความถูกตอ งดีงามกอ ใหเกิดความเรยี บรอยสงบสขุ
ความเจรญิ งอกงาม ขวญั กาํ ลังใจ ศกั ดิ์ศรี และความภาคภูมใิ จในการเปน เจาของประเทศอยา งแทจ ริง
2) การปกครองระบอบประชาธิปไตย เปนการปกครองที่ประชาชนทุกคนมีสวนในการ
ปกครองตนเอง เปน เจา ของอาํ นาจสูงสดุ ของประเทศคืออํานาจอธิปไตย จงึ ทําใหการปกครองมีเสถียรภาพ
3) ประชาชนมีสทิ ธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคเทาเทยี มกนั
ห น้ า | 267
4) เปนการปกครองทปี่ ฏบิ ัติตามมตขิ องเสยี งสวนมาก ขณะเดียวกันก็เคารพเสียงสวนนอย
โดยตงั้ อยบู นหลักการของประโยชนส วนรวม ความถูกตอง และตอ งไมล ะเมดิ สทิ ธิและเสรภี าพของผอู ืน่
5) ชว ยแกไ ขปญ หาความขัดแยงภายในหมูประชาชน ระหวา งรัฐกับประชาชน หรือระหวาง
รฐั กับรัฐ โดยอาศัยกฎหมายทก่ี ําหนดขึ้นเปน กตกิ า หรอื ใชการอภิปรายลงมติเพ่ือหาขอสรุป
4.2 ขอเสยี ของระบอบประชาธิปไตย
1) ประชาชนสรา งความวุนวาย เพราะไมเขาใจสิทธิ เสรีภาพและหนาท่ีของตนเองมักใช
สิทธเิ สรภี าพเกนิ ขอบเขต เชน ประชาชนปด ถนนเพราะไมพอใจราคาพืชผลตกตํา่
2) ผแู ทนราษฎรสรางผลงานในเฉพาะทอ งถ่นิ ของตน แตไมสนใจปญ หาประเทศชาติเทาท่ีควร
3) ประชาชนไมเ ขา ใจระบอบประชาธปิ ไตย ขาดสํานึกของประชาธปิ ไตย จึงเกิดการขายเสียง
4) รฐั บาลทีม่ ีเสยี งขา งมากในรัฐสภา อาจใชความไดเ ปรียบนจี้ นกลายเปนระบอบคณาธิปไตยได
5) ประชาชนเกิดความเบื่อหนาย เพราะเมื่อเลือกตั้งไปแลวผูแทนขาดความจริงใจตอ
ประเทศชาติ
6) ในระหวางการหาเสียง อาจเกิดการสาดโคลนทําใหประชาชนเกิดความเบื่อหนายได
เชน กนั
7) คา ใชจา ยสงู เน่ืองจากระบอบประชาธปิ ไตยจะตอ งทําการเลอื กตง้ั ผแู ทนราษฎรท่วั ประเทศ
ซงึ่ การเลือกต้ังแตละครัง้ จะตองเสียคาใชจายเปนจาํ นวนมาก และเมอ่ื ไดผ ูแทนเหลาน้มี าแลว กต็ องมคี าใชจา ย
ดานเงินเดือนดวย
8) กอใหเ กิดความลาชาในการตัดสินใจ การปกครองระบอบประชาธิปไตยจําเปนตองใช
การอภิปราย แลกเปล่ียนความคิดเห็น ปรึกษาหารือ ถกเถียงปญหาและลงมติ ซ่ึงแตละขั้นตอนจะตองใช
เวลานาน
9) การปกครองระบอบประชาธิปไตย เปนการปกครองท่ีประชาชนปกครองตนเองเปน
ระบอบการปกครองที่ดแี ตใ ชย าก เพราะประชาชนจะตอ งมีความรคู วามเขาใจถึงระบอบประชาธิปไตย ดังน้ัน
ในทางปฏิบตั ปิ ระเทศทส่ี ามารถใชก ารปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอยา งไดผล จึงเปนประเทศท่ีประชาชนมี
การศกึ ษาสูงหรือไดม ีการปพู ื้นฐานการศึกษา
กิจกรรม
ใหผ เู รียนตอบคําถามตอ ไปนแ้ี ลว บันทึกคาํ ตอบลงในแบบบันทกึ ผลการเรยี นรู
เร่อื ง การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย
1. จงอธิบายความหมายของคําวาการปกครองระบอบประชาธิปไตย
2. จงเปรียบเทียบขอ ดแี ละขอเสียของการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย
3. ผเู รยี นมสี ว นรวมในกิจกรรมทางการเมืองตามระบอบประชาธปิ ไตยในเรอื่ งใดบาง
ห น้ า | 268
ห น้ า | 269
แบบบนั ทึกผลการเรียนรู
เรอื่ ง การปกครองระบอบประชาธิปไตย
1. การปกครองระบอบประชาธิปไตย หมายถงึ ………………………………………………………………………
....................................................................................………………………………………………………………………………
……………….…………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. เปรยี บเทยี บขอดแี ละขอเสยี ของระบอบประชาธิปไตย
ขอ ดี ขอ เสยี
3. การมีสวนรวมในกิจกรรมทางการเมอื งตามระบอบประชาธปิ ไตย
………………………………………………………………………………………………………….………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………….……………………………………
…………………………………………………………………….……………………………………………………………………………………
…………………….…………………………………………………………………………………………………………………………………..
ห น้ า | 270
เรอื่ งท่ี 2 การปกครองระบอบเผดจ็ การ
1. ความหมายของการปกครองระบอบเผดจ็ การ
การปกครองระบอบเผด็จการ หมายถึง การปกครองที่ใหความสําคัญแกอํานาจรัฐและผูปกครอง
อาํ นาจรฐั จะอยูเ หนอื เสรีภาพของบุคคล คณะบคุ คลเดีย่ ว หรือพรรคการเมอื งเดย่ี ว โดยจะถือประโยชนของรัฐ
มากกวา ของประชาชน
การปกครองระบอบเผดจ็ การมลี กั ษณะแตกตางจากประชาธิปไตย เพราะระบอบเผด็จการมุงให
ประชาชนมีสวนรวม “นอยที่สุด” หรือ “ไมมี” เลย อีกทั้งยังไมตองการใหมีฝายคานแตตองการใหมีการ
ปฏิบัติตามอยางเต็มท่ี เพราะถือวาฝายคานเปนศัตรูหรืออุปสรรคของชาติ ระบอบเผด็จการเปนระบอบ
การเมอื งการปกครองทีม่ ีมาชา นานแลว และไดวิวัฒนาการไปตามกาลเวลา ซ่ึงผูนําประเทศตางๆ มีการนํา
ระบอบเผดจ็ การมาปรับปรุงเพอื่ ใหสอดคลองกับสถานการณทันสมยั และนา เลือ่ มใส เพื่อใหเ ปน ทย่ี อมรบั ของ
ประชาชน
2. หลกั การปกครองระบอบเผดจ็ การ
2.1 ยึดหลกั รวมอาํ นาจการปกครองไวท่สี ว นกลางของประเทศ ใหอ ํานาจอยูใ นมอื ผูนําเตม็ ที่
2.2 ยึดหลักการใชกําลัง การบังคับและความรุนแรงเพื่อควบคุมประชาชนใหปฏิบัติตามความ
ตองการของผนู ํา
2.3 ประชาชนตอ งเช่อื ฟงและปฏิบตั ติ ามผนู าํ อยางเครงครัด ไมมีสิทธิโตแยงในนโยบายหลักการ
ของรฐั ได
2.4 สรา งความรสู กึ ไมม ัน่ คงในชีวติ ใหแ กประชาชน จนประชาชนเกิดความหวั่นวิตกเกรงกลัวอัน
ทําใหอ ํานาจรัฐเขม็ เขง็
2.5 ไมส นบั สนุนใหป ระชาชนเขา มามสี วนรวมทางการเมอื งการปกครองของประเทศ
2.6 จํากดั สทิ ธภิ าพของประชาชนท้งั ดา นเศรษฐกจิ สังคมและการเมอื ง
2.7 ยดึ หลกั ความม่นั คง ปลอดภัยของรัฐเปนสําคัญ ยกยองอํานาจและความสําคัญของรัฐเหนือ
เสรีภาพของประชาชน
2.8 การใหความสาํ คัญตอการศกึ ษาความมัน่ คงของอํานาจรฐั ชาติและผูนาํ
2.9 ผูน ําหรอื คณะผนู าํ มกั จะดํารงตาํ แหนงอยนู าน อาจนานตลอดชีวิต
2.10 ระบอบเผด็จการอาจอนุญาตใหมีการเลือกตั้งหรือมีรัฐธรรมนูญ โดยรัฐสภาจะตองออก
กฎหมายทรี่ ฐั บาลเผด็จการเห็นสมควรเทา นนั้ รฐั สภาไมมีสทิ ธลิ งมตไิ มไววางใจรฐั บาลอาํ นาจของศาลมีจํากัด
ไมม ีสทิ ธิทจี่ ะพจิ ารณาคดที างการเมือง หรอื พจิ ารณาไดแตต อ งอยภู ายใตการกาํ กับดแู ลของรฐั บาลเผดจ็ การ
3. ประเภทของการปกครองระบอบเผดจ็ การ
การปกครองระบอบเผดจ็ การแบงออกเปน 2 ประเภท ไดแ ก
3.1 ระบอบเผดจ็ การอํานาจนยิ ม (Authoritarianism)
ห น้ า | 271
ลักษณะสําคญั ของระบอบเผด็จการอํานาจนยิ มคือ อาํ นาจการปกครองจะผกู ขาดอยูใ นมือของคน
กลมุ เดยี ว คอื รฐั บาลและจะจํากัดสิทธิเสรีภาพทางการเมืองของประชาชน เชน หามประชาชนวิจารณการ
ทํางานของรฐั บาล หา มแสดงความคดิ เห็นที่เปน ปรปก ษกับรัฐบาล หามเผยแพรบทความดานประชาธิปไตย
หามชมุ ชนประทว งรฐั บาล สรปุ กค็ อื หา มทํากจิ กรรมการเมืองทกุ กิจกรรม
แตสิ่งท่รี ะบอบเผด็จการอํานาจนิยมยังสามารถใหเสรีภาพกับประชาชน คือ ดานเศรษฐกิจและ
สังคม ไดแก
1) ประชาชนมเี สรภี าพท่ีจะเลือกนบั ถอื ศาสนา
2) มเี สรีภาพในการดํารงชีวติ สวนตัว
3) มีสทิ ธใิ นครอบครัว
4) สามารถกอ ต้งั กลุมเศรษฐกิจและสงั คมได เชน จัดต้งั สมาพนั ธ และ
สมาคมตา งๆ ทไี่ มเกีย่ วขอ งกบั การเมือง
5) มเี สรีภาพในทางเศรษฐกิจ เชน เศรษฐกิจ เชน สามารถเลือกประกอบอาชีพได เปน
ตน หากกิจกรรมใดคุมคามตอเสถียรภาพของรัฐบาลก็จะถูกหา ม
ระบอบเผดจ็ การอํานาจนยิ มแบง ออกเปน 2 ลักษณะ คือ เผด็จการอํานาจนิยมทหารและ
ระบอบเผดจ็ การฟาสซสิ ต
3.1.1 ระบอบเผด็จการทหาร
ระบอบเผด็จการทหาร เปน ระบอบท่ีผูนาํ ฝา ยทหารเปนผูใชอํานาจเผด็จการปกครองประเทศ
โดยตรง โดยใชกฎอัยการศกึ หรือรัฐธรรมนญู เผด็จการท่ีรัฐบาลหรือคณะของคนสรางข้ึนเพื่อใชเปนเคร่ืองมือ
การลิดรอนสิทธเิ สรีภาพทางการเมอื งของประชาชนและเปน เคร่อื งมือในการปกครองของประเทศ
รฐั บาลเผด็จการทหารของทุกประเทศมกั จะใชว ธิ ีเดียวกันในการคุมอํานาจกลาวคือ ในชวงท่ี
ประเทศไดรับภัยคุมคามจากคอมมิวนิสต หรือมีภัยคุมคามดานความม่ันคง หรือเกิดความระส่ําระสาย
ภายในประเทศ หรืออยใู นภาวะสงคราม ฯลฯ ผนู ําฝา ยทหารจะใชชวงจังหวะดังกลาวทําการยึดอํานาจ โดย
ฝายผนู าํ ทหารมกั จะใหคาํ สญั ญาวา เมอื่ ประเทศคืนสภู าวะปกตกิ จ็ ะคืนอาํ นาจการปกครองหรืออํานาจอธิปไตย
ใหป ระชาชนดังเดมิ แตเม่ือเวลาผา นพนไปก็จะยังคงอยใู นอํานาจโดยอา งวา สถานการณดานความม่ันคงยังไม
เปนท่ไี วว างใจ จนกระทง่ั ประชาชนหมดความอดทนตอระบอบเผด็จการ จึงทําการเรียกรอง เดินขบวน ใน
ที่สุดก็สามารถโคนลมระบอบเผด็จการทหารได ตัวอยางการเรียกรองประชาธิปไตยของประชาชนเชน ใน
ประเทศไทย คอื เหตกุ ารณว ันมหาวิปโยคหรือ วันท่ี14 – 16 ตุลาคม 2516 เหตุการณนองเลือดวันท่ี 6 ตุลาคม
2519 เหตุการณนองเลือด 17 พฤษภาคม 2535 เหตุการณท่ีเกิดขึ้นในประเทศฟลิปปนสเพื่อเรียกรอง
ประชาธิปไตยจากประธานาธิบดีมารกอส จนประธานาธบิ ดมี ารก อสตองหนีไปตา งประเทศ เปน ตน
3.1.2 ระบอบเผด็จการฟาสซิสต
ระบอบเผดจ็ การฟาสซิสต เปน ระบอบเผด็จการที่ไดรับการสนับสนุนจากกลุมนักธุรกิจและ
กองทัพ มชี ื่อสทิ ธิทางการเมอื งวา “ลทิ ธฟิ าสซิสม” เกิดขนึ้ ครงั้ แรกในประเทศอิตาลีชวงหลังสงครามโลกคร้ัง
ห น้ า | 272
ท่ี 1 โดยมีผูนําคือมสุ โสลินใี นสมัยป พ.ศ. 2473 – 2486 ตอมาไดประสานสอดคลองกับขบวนการทางการเมือง
ของเยอรมัน น่ันคอื “ขบวนการนาซี” ซง่ึ มีฮิตเลอร เปนผนู ําในสมยั ป พ.ศ. 2476 – 2488
แมวาเผด็จการนาซีจะมีหลกั การคลา ยคลึงกบั ฟาสซิสต แตหลักการชาตนิ ยิ มของเผด็จการนาซี
จะรนุ แรงกวา เผดจ็ การฟาสซิสต กลา วคือ เผด็จการนาซมี ีความเชื่อวา มนษุ ยแ ตละชาติพันธุมีความสามารถ
ตางกนั ชนชาติเยอรมันเปนชาติพันธุที่เข็มแข็งฉลาดท่ีสุด จึงสมควรที่จะเปนปกครองโลก รวมท้ังการโยน
ความผดิ ของทกุ ปญ หา เชน ปญ หาเศรษฐกจิ ตกตํ่า ตวั การสาํ คัญที่กัดกรอนเศรษฐกจิ ของเยอรมัน ฯลฯ ไป
ใหชาวยวิ เปนแพะรับบาป ชาวยวิ นับพนั นับหม่ืนคนจงึ ตองสญู เสียชีวติ เพราะลัทธชิ าตนิ ิยมของนาซี
ระบอบเผดจ็ การฟาสซิสต จะมีนโยบายการขยายอาณาเขตเปนจักรวรรดินิยมดังจะเห็นได
จากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไดม กี ารประชมุ ของสหประชาชาติ ซึ่งทุกชาติท่ีประชุมตางเห็นตองตองกันวา
ลัทธจิ ักรวรรดินยิ มเปน ตัวการสาํ คญั ทก่ี อ ใหเ กดิ สงครามโลกทงั้ 2 ครง้ั ดังน้นั ประเทศองั กฤษ ฝรงั่ เศส เนเธอรแลนด
และสเปน จึงปลดปลอยประเทศในอาณานิคมของตน เชน มาเลเซีย อินเดีย พมา เวียดนาม กัมพูชา
ลาว อินโดนเี ซีย ฯลฯ พรอ มกันนีป้ ระเทศเยอรมันก็ถกู แบงออกเปน 2 สว นคือเยอรมันตะวันออกมีรัสเซีย
เปน ผูควบคุม และเยอรมันตะวันตกมสี หรฐั อเมริกาเปน ผคู วบคุม ญีป่ นุ ถกู สหรฐั อเมรกิ าเปน ผคู วบคมุ ทําใหล ัทธิ
เผดจ็ การฟาสซิสตซ ึ่งเปนลทั ธิจักรวรรดนิ ยิ มสญู ส้นิ ไป
3.2 ระบอบเผดจ็ การเบด็ เสรจ็ นยิ ม (Totalitarianism)
ประชาชนถูกจํากัดสิทธิเสรีภาพทุกดาน คือ ท้ังดานการเมืองการปกครองเศรษฐกิจ และสังคม
รวมทั้งถกู ควบคุมในดา นวถิ ีชวี ิตความเปน อยู การศึกษา มีการลงโทษผูแสดงตัวเปนปฏิปกษตอรัฐบาลอยาง
รุนแรง
กลา วคอื ระบอบเผด็จการเบด็ เสรจ็ นยิ ม ไมเ พียงควบคมุ ประชาชนในดา นการเมอื ง เชน หา มการ
แสดงความคิดเห็น การรวมกลุม การชมุ ชนทเ่ี ปนปฏปิ ก ษก ับรฐั บาล ยงั ควบคมุ ทงั้ ดา นเศรษฐกิจและสงั คมอกี
ดวย เชน ศาสนา (สอนวาศาสนาเปน สิง่ งมงาย) วัฒนธรรมและการศกึ ษา (รฐั หรือคอมมูนจะทําหนาท่ีชวย
พอ แมในการเลย้ี งดูเด็กในชว งท่ีพอแมไปทาํ งานและจะสอนใหเ ด็กรบั ใชสังคม ซง่ึ หมายถึงชนช้นั กรรมาชพี หรอื
ชนชั้นกรรมกร การศึกษาในระดับสูงก็ยังคงเนนการรับใชชนช้ันกรรมาชีพ) หรือแมแตการประกอบอาชีพ
การพกั ผอ นหยอนใจ ทุกอยา งทาํ เพื่อชนช้ันกรรมาชพี ทง้ั สนิ้ ระบอบเผด็จการประเภทนเี้ ขาไปควบคุมทัง้ ทาง
การเมอื ง เศรษฐกิจสงั คม รวมท้ังความคดิ จติ สํานึกของคนในสังคม
4. ความเชอ่ื ของระบอบเผดจ็ การ
การปกครองระบอบเผดจ็ การไมวาจะเปนประเภทใด มคี วามเช่ือดังน้ี
4.1 รัฐหรอื พรรคที่ปกครองรัฐเปนผูท่ีสามารถนําความผาสุกมาสูประชาชนอยางแทจริง ฉะน้ัน
ประชาชนจงึ ตองเหน็ คณุ คา ของรฐั และตอ งใหค วามชวยเหลือกจิ การของรฐั ทุกประการ
4.2 จุดหมายของรัฐ ความตอ งการของพรรคถอื เปน วตั ถุประสงคสาํ คัญประการแรกสทิ ธเิ สรภี าพ
ของประชาชนไมม คี วามสําคัญเทากบั ความตอ งการของพรรคหรือรัฐ
4.3 เชอื่ วา รัฐหรือพรรคมีอํานาจ มีฐานะเหนือประชาชนทั่วไป
ห น้ า | 273
4.4 ประชาชนยอ มเกดิ มาเพอื่ เปน เครื่องมือรัฐ และมีหนาทีป่ ระการเดียว คอื ใหความรวมมือตอรัฐ
เช่ือฟง รัฐ เพื่อใหร ัฐไดบรรลุถงึ วตั ถปุ ระสงคทกี่ ําหนดไว
4.5 รัฐหรือพรรคทปี่ กครองรฐั ควรจะอาํ นาจ มสี ทิ ธิ ประชาชนมีหนา ท่เี พยี งอยางเดียว
5. ขอดีและขอ เสียของการปกครองระบอบเผด็จการ
5.1 ขอ ดีของการปกครองระบอบเผด็จการ
1) สามารถตัดสินปญหาตางๆ ไดรวดเร็ววาระบออบประชาธิปไตย เพราะไมตองรอผล
ประชมุ
2) การแกปญหาบางอยาง สามารถทาํ ไดดีกวาระบอบประชาธิปไตย เชน การปราบการ
จลาจล การกอการรายหรอื ปญหาที่เปนภัยตอ สงั คม เพราะสามารถใชว ิธีการท่รี ุนแรงและเฉยี บขาดกวา
3) สามารถแกปญหาวกิ ฤตหรอื เหตกุ ารณฉกุ เฉินไดอยางรวดเร็ว
4) มกี ําลังกองพนั และอาวุธเขม แขง็ เปน ท่ียาํ เกรงของประเทศเพ่อื นบา น
5) มสี วนใหเ กิดความเจรญิ กาวหนา ในการพฒั นาประเทศดา นตางๆ โดยเฉพาะดานเศรษฐกจิ
6) มสี วนกอใหเกิดการปกครองที่มปี ระสทิ ธิภาพเพราะมกี ารใชอ าํ นาจบงั คับโดยเดด็ ขาดและ
รวดเร็วทนั ทีทันใด ทําใหขาราชการของรัฐมีความกระตือรอื รน
5.2 ขอเสียของการปกครองระบอบเผดจ็ การ
1) เปน การลิดรอนสิทธิและเสรีภาพข้ันพ้ืนฐานของประชาชน ซ่ึงเปนส่ิงที่สําคัญที่สุดของ
การเมอื งการปกครอง
2) เปนการปกครองของคนกลมุ นอ ย จงึ ทาํ ใหเกดิ คงวามผิดพลาดในการทํางานไดงา ย
3) มุงผลประโยชนเฉพาะกลุม หรือพรรคพวกของตน
4) จาํ กดั และขัดขวางสิทธเิ สรภี าพของประชาชนเปน การละเมดิ สิทธิมนษุ ยชน
5) สกัดก้ันมใิ หผ มู คี วามสามารถเขามามีสว นรว มในการสรางสรรคความเจริญกาวหนาของ
ประเทศ
6) บานเมอื งไมส งบสขุ มผี ูต อตา นดา นใชกาํ ลังอาวธุ เขา ตอ สูกบั รัฐบาล
7) ผูปกครองอาจเหลิงอํานาจหรือปลอยใหพรรคพวกบริวารเขามาแสวงหาผลประโยชน
สว นตวั โดยไมสจุ ริต
8) เปด ชองใหม หาอาํ นาจเขามาแทรกแซงได
9) กอ ใหเกิดการนองเลอื ดตดิ ตามมาในภายหลงั เพราะประชาชนยอมตองเรียกรองอํานาจ
อธปิ ไตยกลบั คนื
10) นําประเทศไปสูความหายะ เชน ฮิตเลอร มุสโสลินี และนายพลโตโจ นําประเทศ
เยอรมนั อิตาลีและญป่ี ุนเขา สูสงครามโลกคร้ังที่ 2 และแพสงครามในที่สดุ
ห น้ า | 274
กจิ กรรม
ใหผูเ รียนตอบคําถามตอไปนีแ้ ลว บันทึกผลการเรียนรู
เรื่อง การปกครองระบอบเผด็จการ
1. จงสรุปหลกั การของการปกครองระบอบเผดจ็ การมาสัก 3 ขอ
2. จงเปรยี บเทยี บขอดีและขอ เสียของการปกครองระบอบเผดจ็ การ
ห น้ า | 275
แบบบันทึกผลการเรยี นรู
เรื่อง การปกครองระบอบเผดจ็ การ
1. สรปุ หลกั การของการปกครองระบอบเผด็จการ 3 ขอ
1.1. ………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
1.2. ………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
1.3 ………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. เปรียบเทยี บขอดแี ละขอ เสยี ของระบอบเผด็จการ
ขอดี ขอเสีย
ห น้ า | 276
เรื่องท่ี 3พฒั นาการของระบอบประชาธิปไตยของประเทศตา งๆ
ในโลก
1. จดุ เริม่ ตน ของระบอบประชาธปิ ไตย “ยุคโบราณ” มหี ลายประเทศ เชน
1.1 ประเทศกรกี
ระบอบประชาธปิ ไตย มจี ดุ เรม่ิ ตน เกิดข้นึ ณ นครรัฐกรีกโบราณ ในชวงครสิ ตศ ตวรรษท่ี 5 ซ่ึง
เปน “ยุคโบราณ” หรือบางที่ เรียกวา “ยุคกรีซโบราณ” โดยในยุคน้ี ถือวาเปนการปกครองระบอบ
ประชาธปิ ไตย “โดยทางตรง” ซึ่งแตเ ดิมนน้ั มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบ “เอเธนส” กลาวคอื
1. มกี ารคดั เลอื กพลเมอื งธรรมดาจาํ นวนมาก เขาสูร ะบบรฐั บาล และศาล
2. มีการชมุ นมุ ของพลเมืองทกุ ชนชัน้ โดยชายชาวเอเธนสท กุ คนจะไดร บั อนุญาตใหอภิปราย
และลงคะแนนเสียง ในสมัชชาได แตคําวา “พลเมือง” น้ันไมรวมไปถึง “ผูหญิง” และ “ทาส” ซ่ึงจาก
จาํ นวนประชาชนผูอยอู าศัยกวา 250,000 คน จะมีผไู ดร บั สถานการณเปน “พลเมือง” เพียง 30,000 คน
เทา น้นั และคนท่จี ะไปปรากฏตวั ในสมชั ชาประชาชนเพียง 5,000 คนเทา นั้น
1.2 ประเทศซีเรยี
ประเทศซเี รียในยคุ โบราณเปน เพยี งเกาะช่ือ “เกาะอารวัด” ไดถูกกอตั้งขึ้นเมื่อ คริสตสหัสวรรษที่
2 กอ นคริสตกาลโดยชาว “ฟนิเซียน” ซึง่ ถูกนับวา เปน ตัวอยางของประชาชาธิปไตยท่ีพบในโลก เนื่องจาก
ประชาชนจะถืออาํ นาจ “อธิปไตย” ของตนเอง
1.3 ประเทศอนิ เดีย
ประเทศอนิ เดีย เปนอีกประเทศหนึ่งซ่ึงมีการพิจารณาไดวามีการปกครองระบอบประชาธิปไตย
โดยการปกครองของ “เวสาลี” (ปจจุบนั คอื รัฐพหิ าร” นับเปนรฐั บาลแรกของโลก แตอยา งไรก็ตามกย็ ังมี
เสียงคัดคานวา “เวสาล”ี นาจะเปน การปกครอง แบบ “คณาธิปไตย” มากกวา
1.4 สาธารณรฐั โรมนั
สวนสาธารณรัฐโรมันนั้น ก็มีการสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตย เชนมีการออก
กฎหมาย แตก ็ไมเปนประชาธปิ ไตยอยา งสมบูรณ เน่ืองจากชาวโรมนั มกี ารเลือกผูแทนเขาสูสภาก็จริง แตไม
รวมถึงสตรี ทาส และคนตางดา วทมี่ ีมากจาํ นวนมหาศาล
2. ยคุ กลาง
ในชวงยคุ กลาง ไดม รี ูปแบบหลายอยางท่ีเกยี่ วของกบั การเลือกตั้งหรือสมัชชา ถึงแมวาบอยคร้ัง
จะเปด โอกาสใหก ับประชาชนเพยี งสวนนอ ยเทา นัน้ อยา งเชน เครือจักรภพโปแลนด – ลิทวั เนีย ในนครรัฐเวนิช
ชวงอิตาลียุคกลาง รัฐในไทรอลเยอรมัน และสวิตเซอรแลนด รวมไปถึงนครพอคาอิสระซะไก ในชวง
ครสิ ตศตวรรษท่ี 16 ในญี่ปุน เน่ืองจากการปกครองรูปแบบตางๆ ที่กลาวมาน้ันประชาชนมีสวนรวมเพียง
สว นนอยเทานัน้ จึงมักจะถกู จัดวา เปน คณาธปิ ไตยมากกวา และดินแดนยุโรปในสมัยนน้ั ยงั คงปกครองภายใต
นกั บวชและขนุ นางในยุคศกั ดนิ าเปน สวนมาก
ห น้ า | 277
อยางไรก็ตามในชวง “ยุคกลาง” รูปแบบการปกครองของหลายประเทศก็มีลักษณะใกลเคียงกัน
“ระบอบประชาธปิ ไตย” แตก ็ยงั เปน ประชาธปิ ไตยท่ีไมส มบรู ณ เชน
2.1 ระบบกลุมสาธารณรัฐคอสแซ็คในยูเครน (คริสตศักราช 16 – 17) มีการเปดโอกาสให
ผูแ ทนจากตําบลตา งๆ เลือกตําแหนงสงู สดุ ซ่ึงเรยี กวา “เฮด็ มัน” (Hetman) แตเนื่องจากสาธารณรัฐคอสแซ็ค
เปน รัฐทางการทหารอยางเตม็ ตวั จึงทําใหก ารเลอื ก “เฮด็ มนั ” จํากัดอยเู ฉพาะผูรับราชการทหารคอสแท็ค
เทา นน้ั
2.2 ประเทศอังกฤษ (ค.ศ. 1265) แมจะมีการจัดต้ังรัฐสภาพที่มาจากการเลือกตั้งก็จริง แต
ขนึ้ อยูกบั ความพงึ พอใจของกษัตริย มากกวาเสียงของประชาชน ดังนั้นภายหลังจากมีการปฏิบัติ ในป ค.ศ.
1688 และมีการบังคับใชพระราชบัญญัติสิทธิในป ค.ศ. 1689 ทําใหประชาชนมีสิทธิในการเลือกสมาชิก
รัฐสภาเพ่มิ มากข้ึนทลี ะนอย จนกระท่ังกษตั รยิ เ ปนประมุขแตเพียงในนามเทา นน้ั
2.3 สหพันธไอโรโควอิส (Inqeeois Confederacy) รูปแบบประชาธิปไตยของสหพันธไอโร
โควอสิ ปรากฏ ในแบบการปกครอง “ระบบชนเผา” ซ่ึงผูท่ีจะสามารถเปนผูนําไดตองมาจาก สมาชิกเพศ
ชายของ “ชนเผา ” เทา นั้น
3. คริสตศ ตวรรษท่ี 18 – 19
ในชวงครสิ ตศตวรรษท่ี 18 -19 ก็ไดเห็นพฒั นาการของระบอบประชาธิปไตยชัดเจนขึ้น สมบูรณ
ขน้ึ กวา ยคุ กลาง หลายประเทศ ถงึ แมว า จะเปนประชาธปิ ไตยท่ีเคารพเสยี งสว นนอยกต็ าม เชน
3.1 ประเทศสหรัฐอเมริกา (ค.ศ. 1788) แมวาจะไมมคี ําจาํ กดั ความของคําวาประชาธิปไตย แต
วา เหลาผูกอตัง้ สหรัฐอเมรกิ าไดกาํ หนดรากฐานของแนวปฏิบตั ขิ องอเมรกิ ันเกย่ี วกับเสรภี าพและความเทา เทยี ม
ใหก ับบุรษุ เจา ของทด่ี ินผิวขาว รัฐธรรมนูญแหงสหรัฐอเมริกา ซึ่งมผี ลบงั คบั ใชต งั้ แตป ค.ศ. 1788 เปนตนมา
ไดก ําหนดใหม รี ฐั บาลทม่ี าจากการเลือกต้ัง รวมไปถงึ การปกปอ งสิทธแิ ละเสรภี าพของประชาชน
3.2 ประเทศฝรั่งเศส (ค.ศ. 1789) ในป ค.ศ. 1789 ภายหลังจากการปฏิวัติฝร่ังเศส ไดมีการ
ประกาศใชค ําประกาศวาดว ยสทิ ธิมนุษยชนและสทิ ธพิ ลเมือง และมกี ารเลอื กตงั้ สมัชชาแหง ชาติฝรั่งเศส โดย
บรุ ุษทุกคน แตก็มอี ายุไมยนื ยาวนกั
3.3 ประเทศนวิ ซแี ลนด (ค.ศ. 1867) แนวซีแลนดไ ดใหสิทธิการเลอื กต้งั กบั ชาวเมารีพื้นเมืองใน
ป ค.ศ. 1867 ชายผิวขาวในป พ.ศ. 1876 และผูหญิงในป ค.ศ. 1893 ซ่งึ นับเปน ประเทศแรกที่ใหสิทธิการ
เลือกตั้งกบั พลเมืองทัง้ หมด แตส ตรียังไมไดร ับอนญุ าตใหสมคั รรบั เลือกตั้งไดจนกระทงั่ ป ค.ศ. 1910
สรุป
ในชวงปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ประชาธิปไตยที่เคารพเสียงขางนอยยังคงมีอายุส้ัน และหลาย
ประเทศมักจะกลา วอางวา ตนไดใหสิทธกิ ารเลอื กตง้ั กับพลเมอื งทัง้ หมดแลว
ห น้ า | 278
4. ชวงคริสตศ ตวรรษท่ี 20
4.1 ในชวงครสิ ตศตวรรษที่ 20 ไดมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองเปนระบอบประชาธิปไตย
ท่ีเคารพสิทธขิ องเสียงขา งนอ ยจํานวนมาก จนทาํ ใหเ กิด “กระแสประชาธิปไตย” ซ่ึงประสบความสําเร็จใน
หลายพ้นื ทข่ี องโลก ซี่งมกั เปนผลมาจากสงคราม การปฏวิ ตั ิ การปลดปลอยอาณานิคม และสภาพแวดลอม
ทางเศรษฐกจิ และศาสนา
ภายหลังจากการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งท่ีหน่ึง และการลมสลายของจักรวรรดิออสเตรีย–
ฮงั การี และจกั วรรดิออตโตมนั ทาํ ใหเกดิ รัฐชาติจาํ นวนมากในทวปี ยุโรป ซึง่ สวนใหญมกี ารปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตย ในชว งคริสตทศวรรษ 1920 ระบอบประชาธิปไตยไดมีการเจริญขึ้น แตผลของภาวะเศรษฐกิจ
ตกตาํ่ ครงั้ ใหญ ไดทาํ ใหค วามเจรญิ ดังกลา วหยุดชะงักลง และประเทศในแถบยุโรป ละตินอเมริกา และเอเชีย
ไดเ ปลี่ยนแปลงรูปแบบไปสกู ารปกครองในระบอบเผด็จการมากขึ้น ทําใหเกิดเปนสิทธิฟาสซิสต ในนาซีเยอรมนี
อิตาลี สเปนและโปรตุเกส รวมไปถึงรัฐเผด็จการในแถบคาบสมุทรบอลติก คาบสมุทรบอลขาน บราซิล
ควิ บา สาธารณรฐั จีนและญี่ปนุ เปนตน
ภายหลังจากการสนิ้ สดุ ของสงครามโลกครง้ั ท่สี อง ทาํ ใหเ กิดผลกระทบในดานตรงกันขามในทวีป
ยุโรปตะวนั ตก ความสําเรจ็ ในการสรางระบอบประชาธปิ ไตยในออสเตรยี อิตาลี และญี่ปนุ สมัยยดึ ครอง ซึง่ ได
เปนตน แบบของทฤษฎกี ารเปล่ียนแปลงระบอบการปกครอง อยา งไรก็ตาม กลุมประเทศในยุโรปตะวันออก
รวมไปถึงเขตยึดครองของโซเวียตในเยอรมันนี ซึง่ ถูกบังคับใหมีการเปล่ียนแปลงไปสูการปกครองในระบอบ
คอมมิวนสิ ตตามคายตะวันออก หลังจากการส้นิ สุดของสงครามโลกครังท่ีสองยังสงผลใหเกิดการปลดปลอย
อาณานิคม และประเทศเอกราชใหมสวนใหญจะสนับสนุนใหมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และ
อนิ เดยี ไดกลายมาเปนประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยท่ีมีจํานวนประชากรมากที่สุดในโลก และ
ดําเนนิ ตอไปอยา งไมห ยุดย้งั ในชวงหน่ึงทศวรรษภายหลังสงครามโลกครั้งท่ีสอง ชาติตะวันตกท่ีปกครองใน
ระบอบประชาธปิ ไตยสว นใหญไ ดมรี ะบบเศรษฐกิจแบบผสม และดาํ เนินการตามรปู แบบรฐั สวัสดิการ สะทอน
ใหเห็นถึงความสอดคลองกันระหวางราษฎรกับพรรคการเมืองในชวงคริสตทศวรรษ 1950 และ 1960
เศรษฐกิจทั้งในกลุมประเทศตะวันตกและกลุมประเทศคอมมิวนิสต ในภายหลังเศรษฐกิจที่อยูภายใตการ
ควบคุมของรัฐบาลไดลดลง เม่ือถึงป ค.ศ.1960 รัฐชาติสวนใหญไดมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
ถึงแมว า ประชากรสวนใหญของโลกจะยงั คงมกี ารจัดการเลือกตง้ั แบบตบตา และการปกครองในรูปแบบอ่นื ๆ อยู
กระแสของการเปลี่ยนแปลงไปสูระบอบประชาธิปไตย นําไปสูความเจริญกาวหนาของรูปแบบ
ประชาธิปไตยทเ่ี คารพสทิ ธขิ องเสยี งขางนอยในหลายรัฐชาติ เริ่มจากสเปน โปรตเุ กส ในป ค.ศ. 1974 รวมไป
ถงึ อีกหลายประเทศในทวปี อเมรกิ าใต เม่อื ถึงปลายคริสตทศวรรษ 1970 และตนคริสตทศวรรษ 1980 ซึ่งได
เปลย่ี นแปลงมาจากระบอบเผดจ็ การทหาร มาเปนรัฐบาลพลเรอื น ตามดวยประเทศในเอเชียตะวันออกและ
เอเชียใต ระหวางชวงตนถึงกลางคริสตทศวรรษ 1980 และเน่ืองจากความเสื่อมถอยทางเศรษฐกิจของ
สหภาพโซเวยี ต รวมไปถงึ ความขดั แยงภายในทําใหส หภาพโซเวียตลมสลาย และนําไปสจู ุดส้นิ สดุ ของสงครามเยน็
ตามมาดว ยการเปล่ยี นแปลงระบอบการปกครองภายในกลมุ ประเทศยุโรปตะวันออกในคายตะวนั ออกเดิม
ห น้ า | 279
นอกเหนอื จากนนั้ กระแสของระบอบประชาธิปไตย ไดแพรขยายไปถึงบางสวนของทวีปแอฟริกา
ในชวงคริสตทศวรรษ 1990 โดยเฉพาะอยางย่ิงในแอฟริกาใต ความพยายามบางประการในการ
เปล่ยี นแปลงระบอบการปกครองยังพบเหน็ อยใู นอินโดนีเซยี ยูโกสลาเวยี ยูเครน เลบานอนและครี ก ีซสถาน
4.2 ระบอบประชาธปิ ไตยในประเทศไทย
ประเทศไทยไดเขาสูการปกครองระบอบประชาธิปไตยอยางเปนทางการในป พ.ศ. 2475 สมัย
รชั กาลที่ 7 โดยมเี หตกุ ารณส าํ คญั ที่แสดงถงึ ความพยายามที่จะพฒั นาประชาธปิ ไตยอยางแทจริง ดังนี้
1) เหตุการณสมัยประชาธิปไตย พ.ศ. 2475 – 2535 (สมัยรัชกาลที่ 7 – กอน 14
ตุลาคม 2516) รูปแบบการปกครองสมัยรชั กาลท่ี 6 -7 ยังคงยึดรูปแบบการปกครองสมัยรัชกาลที่ 5 มีการ
ปรับปรงุ แกไ ขบา งเพยี งเล็กนอย ท้ัง 2 พระองคไดตระหนักถึงการเปล่ียนแปลงการปกครองท่ีคงจะมีขึ้นใน
ภายขางหนา สมัยรัชกาลท่ี 6 ไดมีการจัดตั้ง “ดุสิตธานี” ใหเปนนครจําลองในการปกครองแบบ
ประชาธิปไตย จนเมื่อวันท่ี 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 หลังจากท่ีรัชกาลที่ 7 ทรงครองราชยได 7 ป คณะ
ผกู อการซงึ่ เรียกตวั เองวา “คณะราษฎร” ประกอบดวยทหารบก ทหารเรือและพลเรือน จํานวน 99 คน
ไดทําการยึดอํานาจ และเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราช หรือ “ราชาธิปไตย” มา
เปนระบบการปกครองแบบ “ประชาธิปไตย” และไดอัญเชิญรัชกาลที่ 7 ข้ึน เปนกษัตริยภายใต
รัฐธรรมนูญ นับไดว า รชั กาลที่ 7 ทรงเปน กษัตริยอ งคแรกในระบอบประชาธปิ ไตย
2) มูลเหตขุ องการเปล่ียนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
1. ภาวะเศรษฐกจิ ตกตํ่าท่วั โลก หลังสงครามโลก รฐั บาลตอ งการลดรายจาย โดยปลดขาราชการ
บางสว นออก ผถู ูกปลดไมพอใจ
2. ผูท่ีไปเรียนจากตางประเทศเมื่อกลับมาแลวตองการเปลี่ยนแปลงประเทศใหทันสมัย
เหมอื นประเทศทเ่ี จริญแลว
3. ความเหลือ่ มลาํ้ ตา่ํ สงู ระหวางขา ราชการและประชาชน จึงตองการสทิ ธเิ สมอภาคกัน
4. ระบบสมบูรณาญาสทิ ธิราชยไ มส ามารถแกป ญหาพนื้ ฐานชีวติ ของราษฎรได
3) ลักษณะการปกครองหลังเปล่ยี นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
1. พระมหากษัตริยทรงเปน ประมขุ ภายใตรฐั ธรรมนูญ
2. รัฐธรรมนูญเปน กฎหมายสงู สุดในการปกครองประเทศ
3. อาํ นาจอธิปไตย เปน ของปวงชนชาวไทยและเปนอํานาจสูงสุดในการปกครองประเทศ
4. ประชาชนใชอํานาจอธิปไตยผา นทางรัฐสภา รัฐบาลและศาล
5. ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพเทา เทียมกัน
6. ประชาชนเลอื กตัวแทนในการบริหารประเทศ ซง่ึ เรยี กวา รฐั บาล หรอื คณะรฐั มนตรี
7. ในการบริหารราชการแผน ดิน แบงเปน 3 สวนคอื
1) การปกครองสวนกลาง แบงเปน กระทรวง ทบวง กรมตา งๆ
ห น้ า | 280
2) การปกครองสวนภมู ภิ าค แบงเปน จังหวดั และอําเภอ
3) การปกครองสวนทองถิ่นแบงเปนองคการบริหารสวนจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาล
และองคก ารบริหารสว นตาํ บล
การเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยเปนไปอยางสงบไมรุนแรงเหมือนบางประเทศอยางไรก็ตาม
ลกั ษณะการเมืองการปกครองมไิ ดเปนประชาธปิ ไตยโดยสมบรู ณ อาํ นาจบางสวนตกอยูกับผูนําทางการเมือง
หรือผูบรหิ ารประเทศ มีการขัดแยงกันในดานนโยบายมีการแยงชิงผลประโยชน เปนเหตุใหเกิดการปฏิวัติ
รัฐประหารข้ึนหลายครั้งระบบการปกครองของไทย จึงมีลักษณะกลับไปกลับมาระหวางประชาธิปไตยกับ
คณาธิปไตย (การปกครองโดยคณะปฏิวัติ)
4. ประชาธิปไตย หลัง 14 ตลุ าคม 2516
จอมพลถนอม กิตติขจร ไดข้นึ เปนนายกรัฐมนตรี เมอื่ ป 2511 หลงั มกี ารประกาศใชรฐั ธรรมแหง
ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2511 ซง่ึ ใชเวลารางถงึ 10 ป แตหลังจากบริหารประเทศมาเพียง 3 ปเศษ
จอมพลถนอม กิตติขจร และคณะไดทําการปฏิวัติตนเองและลมเลิก รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เม่ือวันที่ 17
พฤศจิกายน 2514 และไดเ ขา ควบคุมการบริหารประเทศ ในฐานะหัวหนาคณะปฏิวัติ การบริหารประเทศ
โดยคณะปฏวิ ตั ิ ซ่ึงนําโดย จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร และ พ.อ.ณรงค กิตติขจร
หรือกลุม ถนอม ประภาส – ณรงค ถูกมองวาเปนการทําการปฏิวัติเพ่ือผลประโยชนของตนเองและกลุม
มกี ารคอรร ัปชั่นเกดิ ข้นึ มากมายในท่สี ดุ นสิ ติ นักศกึ ษา และประชาชนไดรว มกนั เรียกรองรัฐธรรมนูญและขับ
ไลรัฐบาล จนนําไปสูเหตุการณนองเลือดในวันท่ี 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งเรียกเปน “วันมหาวิปโยค” และ
ในท่ีสุดจอมพลถนอม กิตติขจร และคณะตองลาออกจากตําแหนงและเดินทางออกนอกประเทศภายหลัง
เหตกุ ารณ 14 ตุลาคม 2516
นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ไดขึ้นเปนนายกรัฐมนตรีระยะหนึ่งในระยะน้ีถือวาเปนการตื่นตัวในทาง
ประชาธิปไตยอยางมาก มีการเรียกรองสิทธิเสรีภาพมากขึ้น มีการจัดหยุดงาน (Strife) มีการแสดงออก
ในทางเสรภี าพดานการพูด การเขยี น จํานวนหนงั สือพิมพไดมีออกจําหนายมากข้ึน มีกลุมพลังทางการเมือง
เกดิ ข้นึ มากมาย มีการเดนิ ขบวน เพ่ือเรียกรอ งสิทธิและผลประโยชนหลายคร้ังเหตุการณเหลานี้ไดสรางความ
เบ่ือหนายใหกับประชาชนเรื่อยมา อีกท้ังคุณภาพของผูแทนราษฎรไมดีไปกวาเดิม นิสิตนักศึกษาไดเขาไป
ยุง เก่ยี วในเหตุการณว นุ วายตา งๆ
จนในทสี่ ุดเกดิ วกิ ฤตกิ ารณน องเลือด 6 ตุลาคม 2519 ทหารในนาม “คณะปฏิรปู การปกครองแผนดิน”
ไดเขายึดอํานาจจากรัฐบาล ม.ร.ว. เสนีย ปราโมช และคณะปฏิรูปการปกครองแผนดินไดแตงตั้ง
นายธานินทร กรัยวิเชยี ร เปน นายกรัฐมนตรี นายธานนิ ทร กรัยวิเชียร บรหิ ารประเทศมาไดเ พยี ง 1 ป
คณะปฏิรปู ฯ ไดย ึดอาํ นาจอกี ครัง้ หน่ึง และครั้งหลังนี้ไดแตงต้ังพลเอก เกรียงศักด์ิ ชมะนันท เปน
นายกรัฐมนตรี พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันท เปนนายกรัฐมนตรีถึงวันท่ี 29 กุมภาพันธ 2523 จึงได
ลาออกจากตําแหนง
ห น้ า | 281
พลเอกเปรม ติณสูลานนท ไดข้ึนเปนนายกรัฐมนตรีตอจาก พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท ดํารง
ตําแหนงมาจนถึงวนั ที่ 4 สงิ หาคม 2531 รวมระยะเวลา 8 ปเศษ ไดมีการปรับปรุงคณะรัฐบาลหลายครั้ง
ในระหวา งดํารงตําแหนง มผี พู ยายามทาํ การรัฐประหารถึง 2 คร้ัง แตไมสําเร็จสมัย พลเอกเปรม ติณสูลานนท
ไดช่ือวาเปนหัวเล้ียวหัวตอที่สําคัญ ทางดานการเมืองการปกครองมีการพัฒนาโครงสรางทางการเมือง
ใหเขม แข็งรวมถงึ การพฒั นาโครงสรา งทางดานเศรษฐกจิ และสงั คมของประเทศใหกาวหนาดวย
พลเอกชาติชาย ชุณหะวัน ไดข้ึนเปนนายกรัฐมนตรี ตอจากพอเอกเปรม ติณสูลานนท เม่ือวันท่ี
4 สิงหาคม 2531 และถอื ไดว า เปนคณะรฐั มนตรีท่ีมาจากการเลอื กตง้ั ซ่ึงเปน ความชอบธรรมในกระบวนการ
บรหิ ารตามระบอบประชาธปิ ไตย
รฐั บาลพลเอกชาตชิ าย ชุณหะวณั ไดถ ูกคณะทหารซงึ่ เรยี กตนเองวา คณะรักษาความสงบเรียบรอย
แหงชาติทําการยึดอํานาจ เมอ่ื วนั ท่ี 23 กมุ ภาพนั ธ 2534 และไดแตงต้ังให นายอานันท ปนยารชุน เปน
นายกรฐั มนตรี
คณะรฐั บาลของนายอนันท ปนยารชนุ ทาํ การบริหารประเทศมาไดป เ ศษจงึ พน จากตาํ แหนงไปเมอ่ื มี
รฐั บาลชุดใหมนําโดย พลเอกสจุ ินดา คราประยรู เปน นายกรัฐมนตรี
รฐั บาลโดยพลเอก สุจนิ ดา คราประยรู ไมไดผ านการเลอื กต้งั จงึ ถกู ตอตานจากพรรคการเมอื งบางพรรค
นิสิตนักศกึ ษาและประชาชนบางกลุม จนนําไปสเู หตกุ ารณ “พฤษภาทมิฬ” เมือ่ วันที่ 15 – 17 พฤษภาคม 2535
ในทส่ี ุด พลเอกสจุ นิ ดา คราประยูรไดล าออกจากตําแหนง
นายอานนั ท ปน ยารชุน ไดก ลบั มาเปน นายกรฐั มนตรีอกี ครั้งหนง่ึ โดยมีเปาหมายสําคัญท่ีการยุบสภา
เพ่ือเลือกต้ังใหมและเม่ืออยูในตําแหนงไดประมาณ 3 เดือนเศษ จึงไดทําการยุบสภา เม่ือมีการเลือกต้ังใหม
นายชวน หลกี ภยั ไดเปนนายกรัฐมนตรี ต้งั แตว นั ท่ี 23 กันยายน 2535 เปนตนมา
5. ประชาธปิ ไตยกับการมีสว นรว มในประเทศไทย
การเปด โอกาสใหประชาชนไดมีสวนรวมในทางการเมือง เปนพัฒนาการมีสวนรวมในทางการเมือง
ไทยแบบพหุนิยม (Pluralism) หรือเปนแนวความคิดที่เคารพความแตกตาง (Difference) และความ
หลากหลาย (Diversity) ในมติ ิตา งๆ ของผคู นในสงั คมตงั้ แตก ารเมอื ง ชีวติ ทางสงั คม และวัฒนธรรม (ธรี ยุทธ บุญมี,
2543) อนั เปน การสงเสรมิ ใหประชาชนไดม สี ว นรวมในการผลักดันหรอื การพัฒนาทางการเมอื ง เศรษฐกิจ และ
สังคม กอใหชุมชนเขมแข็ง หรือท่ีเรียกวา “ประชาสังคม” ในปจจุบัน ท้ังนี้ ไดมีการนําเสนอแนวความคิด
เร่ืองพหุนิยมกันมาต้ังแตยุคแหงการตอสูเพ่ือประชาธิปไตย 14 ตุลาคม 2516 แตชวงนั้นอุดมการณ
ประชาธปิ ไตยไดเลือนหายไป โดยมแี นวความคดิ เก่ียวกับสังคมนิยมมาแทนที่
จนกระทั้งทศวรรษท่ีผา นมา (นับจากเหตุการณพ ฤษภา 2535) เปนชวงหัวเลยี้ วหัวตอของการปฏริ ปู
การเมอื งไทย ประชาชนนักการเมือง นักวิชาการ ส่ือมวลชน องคกรเอกชน และสภารางรัฐธรรมนูญ ไดให
ความสําคญั กบั “การมสี วนรวมในทางการเมือง” (Political Participation) มากเปนพิเศษ จนดูเหมือนวา
จะเปนคําที่มีความหมายย่ิงใหญ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 นับตั้งแตกรอบ
เบ้ืองตนของรา งรัฐธรรมนญู เจตจํานงของสภารางรฐั ธรรมนญู สาระสาํ คญั ของรัฐธรรมนญู จงึ ลว นแตมีผลให
ประชาชนไดมสี ว นรวมในทางการเมืองทกุ ระดบั ในกระบวนทางการเมอื งมากย่งิ ขนึ้ และยงั ไดข ยายการรับรอง
ห น้ า | 282
สิทธิข้ันพื้นฐาน (Basic Rights or Fundamental Rights) สิทธิในการแสดงความคิดเห็น โดยการพูด
การเขยี น การพิมพ การโฆษณา และการส่ือความหมาย โดยวิธีอนื่ เปน ตน และสทิ ธิของพลเมือง (Citizen’s
Rights) เชน สทิ ธิออกเสยี งเลอื กตงั้ และสมัครรบั เลอื กตัง้ เสรีภาพในการรวมกันเปนพรรคการเมอื ง เปน ตน
เพอื่ เอ้ือประโยชนต อ การมสี ว นรวมในทางการเมืองของประชาชน
ตามเจตนารมณของรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช 2540 น้ัน นับเปนคุณูปการ
อนั ย่ิงใหญของการปฏิรูปการเมือง มีผลใหประชาชนมีชองทางเขามีสวนรวมในทางการเมือง ในทุกมิติแหง
กระบวนการทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยทัง้ ในแนวราบ (รูปแบบหรอื วธิ ีการ) และแนวตัง้
(ขอบเขตหรือจาํ นวนของประชาชนผมู ีสทิ ธสิ ว นรวมในทางการเมอื ง) โดยบญั ญตั ิไวช ัดเจนในหมวด 5 แนวนโยบาย
พื้นฐานแหงรัฐ มาตรา 76 ดังนี้
“มาตรา 76 รัฐตองสงเสริมและสนบั สนนุ การมีสว นรว มของประชาชนในการกําหนดนโยบาย การ
ตัดสนิ ใจทางการเมอื ง การวางแผนพฒั นาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม รวมท้ังการตรวจสอบการใช
อํานาจรัฐทุกระดบั ”
นอกจากนั้น บทบญั ญตั ิแหงรัฐธรรมฉบับใหมอีกหลายมาตามก็ไดเปดโอกาสใหประชาชนมีสวน
รว มในทางการเมอื งอยา งเปนรูปแบบเดน ชัดอยางทไ่ี มเ คยปรากฏมากอนในรัฐธรรมนูญท้ัง 15 ฉบับที่ประเทศ
ไทยเคยใชม า สทิ ธิมีสวนรวมในทางการเมืองของประชาชนตามรฐั ธรรมนูญฉบับใหมจงึ ไดเปด กวางขึ้นท้ังดาน
รปู แบบ หรือวธิ กี ารของการสว นรวมในทางการเมืองของประชาชน และขอบเขตกลุมหรือจํานวนของประชาชน
ผูมีสิทธิสวนรวมในทางการเมือง กอใหเกิด “ระบอบประชาธิปไตยแบบมีสวนรวม” (Participatory
Democracy) และสราง “ระบบพหกุ ารเมอื ง” (Plural Politics) ทน่ี ําไปสู “การเมืองภาคประชาชน”
สรุป
จนถึงปจ จุบนั น้ี ทวั่ โลกไดมีประเทศท่ีปกครองในระบอบประชาธิปไตย จํานวน 123 ประเทศ (ค.ศ.
2007) และกําลังมจี ํานวนเพ่ิมข้ึนเร่ือยๆ ซ่ึงไดมีการคาดเดากันวา กระแสดังกลาวจะเกิดขึ้นตอไปในอนาคต
ท่ีซ่ึงประชาธิปไตยท่ีเคารพสิทธิของเสียงขางนอยจะกลายเปนมาตรฐานสากลสําหรับสังคมมนุษยชาติ
สมมุติฐานดังกลาวเปนหัวใจหลักของทฤษฎี “จุดส้ินสุดของประวัติศาสตร” โดยฟรานซิส ฟุกุยะมะ
ซงึ่ ทฤษฎดี งั กลาวเปนการวพิ ากษว ิจารณบ รรดาผทู ่ีเกรงกลวั วาจะมวี วิ ัฒนาการของประชาธปิ ไตยท่ีเคารพสิทธิ
ของเสยี งขางนอ ยไปยังยุคหลังประชาธิปไตย และผูทช่ี ีใ้ หเห็นถึงประชาธิปไตยไมเสรี
เรอ่ื งท่ี 4 เหตุการณส ําคัญทางการเมอื งการปกครองของประเทศไทย
ห น้ า | 283
ประเทศไทยแมจ ะมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขและมี
นายกรฐั มนตรเี ปนหวั หนา สงู สุดของรฐั บาลมาตั้งแตป พทุ ธศักราช 2475 แลวกต็ าม ยงั พบวามีเหตกุ ารณสําคญั
ทางการเมืองการปกครองของประเทศไทยตอ มา โดยมที ้ังการกบฏปฏิวัติและรัฐประหาร ซึง่ ลว นแตเปน การใช
กําลังอํานาจที่ไมถูกตองตามรัฐธรรมนูญเขายึดอํานาจทั้งสิ้น นอกจากน้ียังพบวาการใชกําลังอํานาจมี
ความหมายแตกตางกันออกไป กลาวคอื บางครั้งเปน “การปฏวิ ัต”ิ เพอื่ ไลนักการเมอื งท่ีคดโกงออกไปเทานั้น
หรือบางคร้ังหากกลมุ ทต่ี อ งการยดึ อํานาจทางการเมืองแตทาํ ไมสําเร็จก็จะถูกเรียกวา “กบฏ” แตถาสามารถ
ยดึ อํานาจทางการเมอื งสาํ เร็จ มกี ารเปล่ยี นแปลง แตยังคงใชร ฐั ธรรมนญู ฉบับเกาหรือใชรัฐธรรมนูญฉบับใหม
เพ่ือใหมกี ารเลือกตง้ั ในระยะเวลาท่ไี มนานนกั กจ็ ะเรยี กการกระทาํ คร้ังนี้วา “รัฐประหาร” ซง่ึ บางครงั้ ก็มกี ารให
ความหมายผิดจากการกระทําคร้ังนวี้ า เปน “การปฏิวตั ”ิ ก็คอื การใชอ าํ นาจ การยดึ อาํ นาจทางการเมือง แลว
ทําการเปลี่ยนแปลงผูน าํ การปกครอง ซ่งึ แทจ รงิ แลวการเปลย่ี นแปลงรฐั บาลบอยครั้งท่ีเกิดข้ึนในประเทศไทย
มาจาก “การแยง ชงิ อาํ นาจ” ของกลุม ท่มี ีอํานาจอยางไรกต็ ามเหตุการณสําคัญทางการเมอื งการปกครองของ
ประเทศไทยภายหลงั ปพทุ ธศักราช 2475 มดี ังนี้
1. กบฏบวรเดช พ.ศ. 2476
ผนู ําการเปลี่ยนแปลง คือ พลเอกพระวรวงศเธอ พระองคเจาบวรเดชและพระยาศรีสิทธิสงคราม
(ถ่นิ ทา ราม)
สาเหตุของการเปลยี่ นแปลง คือ เพอ่ื ลม ลางการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยและนาํ ประเทศกลับ
สกู ารปกครองระบอบสมบูรณาญาสทิ ธริ าช
ผลการของการเปลย่ี นแปลง คอื การปฏิวัติคร้ังน้ีลมเหลว ฝายกบฏถูกฝายรัฐบาลปราบปรามได
สาํ เรจ็
2. การรัฐประหาร พ.ศ. 2490
ผูนําการเปล่ียนแปลง คือ พนั เอกหลวงกาจสงครามและพลโทผิน ชณุ หะวนั
สาเหตุของการเปลีย่ นแปลง กรณสี วรรคตของรัชกาลท่ี 8 และปญหาการฉอราษฎรบ ังหลวง
ผลของการเปล่ยี นแปลง ทําใหจอมพล ป.พบิ ูลสงครามกลับมามีบทบาททางการเมืองอีกคร้ัง และ
กลุมซอยราชครูมีบทบาทสาํ คัญทางการเมอื งมากขึ้น ความสัมพนั ธระหวา งไทยกบั สหรฐั อเมริกาแนนแฟนมาก
3. การรฐั ประหาร พ.ศ. 2501
ผนู าํ การเปลย่ี นแปลง คอื จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต
สาเหตุของการเปล่ยี นแปลง อางสาเหตจุ ากภยั คุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต
ผลของการเปล่ียนแปลง ทาํ ใหประเทศไทยเขาสรู ะบอบเผดจ็ การอํานาจนยิ ม
4. วนั มหาวปิ โยค 14 ตลุ าคม พ.ศ. 2516
ผนู าํ การเปลย่ี นแปลง คอื ประชาชน นิสติ นักศึกษา
สาเหตขุ องการเปลีย่ นแปลง เพ่อื ตอตานเผด็จการทหารท่ีครอบงําและลิดรอนสิทธ์ิเสรีภาพทาง
การเมืองของประชาชน
ห น้ า | 284
ผลของการเปลย่ี นแปลง ประเทศไทยเขา สูระบอบประชาธปิ ไตยอยางสมบรู ณ ประชาชนมีเสรภี าพ
ในการแสดงออกทางการเมืองอยางกวางขวาง และมีการประกาศใชรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2517 (ท่ีถือวามีความ
เปนประชาธิปไตยมากที่สดุ ฉบบั หนงึ่ )
5. เหตกุ ารณ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519
ผูน ําการเปลีย่ นแปลง คือ พลเรือเอกสงดั ชะลออยู
สาเหตุของการเปลี่ยนแปลง อางวานสิ ิตนกั ศึกษาทีเ่ ปน ผนู ําการเปลยี่ นแปลงทางการเมืองในวันท่ี
14 ต.ค. 2516 ไดรบั การสนบั สนุนจากคอมมิวนสิ ต
ผลของการเปลี่ยนแปลง ระบอบประชาธปิ ไตยถูกลมลางและกลับไปสกู ารปกครองแบบเผด็จการ
อํานาจนยิ มอีกครัง้ สภาพการเมืองขาดเสถยี รภาพและเกิดความแตกแยกอยางรนุ แรง
6. การรัฐประหาร พ.ศ. 2520
ผนู ําการเปลย่ี นแปลง คอื พลเรือเอกสงัด ชะลออยู
สาเหตุการเปล่ียนแปลง การคัดคานนโยบายแบบขวาจัดของนายธานินทร กรัยวิเชียร
(เผดจ็ การโดยพลเรือน)
ผลของการเปล่ียนแปลง มีการประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2521 พลเอกเกรียงศักด์ิ
ชมะนนั ทแ ละพลเอกเปรม ติณสลู านนท เปนนายกรฐั มนตรีคนตอมา
7. การรฐั ประหาร พ.ศ. 2534 (รสช.)
ผนู าํ การเปลี่ยนแปลง คือ พลเอกสุนทร คงสมพงษ, พลเอกสุจินดา คราประยูร, พลอากาศเอก
เกษตร โรจนนิล
สาเหตุของการเปลีย่ นแปลง การฉอราษฎรบงั หลวงของคณะรฐั บาลทม่ี ีพลเอกชาตชิ าย ชุณหะวัณ
เปน นายกรฐั มนตรี
ผลของการเปลี่ยนแปลง นายอานันท ปน ยารชุน ไดร บั การแตง ตง้ั ใหเปนนายกรัฐมนตรี
8. เหตกุ ารณพ ฤษภาทมฬิ (17 – 19 พ.ค. 2535)
ผนู าํ การเปลย่ี นแปลง คอื ประชาชนท่ัวไป นักเรยี น นกั ศึกษา
สาเหตุของการเปลี่ยนแปลง นักศึกษา ประชาชน และนกั การเมอื งบางกลุม รว มกนั ตอตานการเขา
ดํารงตาํ แหนงผูนําของพลเอกสุจินดา คราประยรู
ผลของการเปล่ียนแปลง เกิดเหตุการณนองเลือดอีกครั้ง และนายอานันท ปนยารชุนกลับเขามา
ดาํ รงตําแหนง นายกฯ อกี วาระหนึ่ง
กบฏ 12 ครั้ง – ปฏิวตั ิ 1 ครงั้ – รัฐประหาร 8 ครง้ั
การเปล่ียนแปลงทางการเมอื งไมว า จะเปนการเปลีย่ นรฐั บาลหรือคณะผูปกครองหรือการเปลี่ยนกตกิ า
การปกครองหรือรัฐธรรมนูญยอมเปนส่ิงที่เกิดข้ึนไดในทุกประเทศปกติรัฐธรรมนูญของแตละประเทศยอม
กาํ หนดวธิ ีการเปลี่ยนแปลงไว เชน ใหม กี ารเลือกตั้งทั่วไปทุก 4 ป หรือ 5 ป หรือเลือกประธานาธิบดีทุก 4 ป
ห น้ า | 285
หรอื 6 ป เพอื่ ใหโอกาสประชาชนตัดสินใจวา จะใหบ ุคคลใดหรือกลุมพรรคการเมืองใดไดเปนผูปกครอง และ
กําหนดวธิ กี ารเปลย่ี นแปลงหลกั การหรอื สาระของรัฐธรรมนญู หรอื แมกระทัง่ สรา งรัฐธรรมนญู ใหมแ ทนฉบับเดมิ
การเปล่ียนแปลงตามกระบวนการดังกลาวขางตนถือวาเปนการเปลี่ยนแปลงโดยสันติวิธีและเปน
วิถีทางทถี่ กู ตองตามกฎหมาย อยา งไรกต็ าม การเปลยี่ นแปลงอกี วิธหี นง่ึ ทีถ่ อื วา เปนวิธกี ารรนุ แรงและไมถูกตอ ง
ตามกฎหมาย นั่นก็คือ การใชกําลังเขาขมขู เชน ใชกองกําลังติดอาวุธเขายึดอํานาจจากรัฐบาลเดิมไล
คณะรัฐมนตรีออกไปและตั้งคณะรัฐมนตรใี หม โดยกลุมของคนท่ียึดอาํ นาจเขามาแทนที่หรอื ยกเลิกรัฐธรรมนูญ
ฉบับเดมิ แลว รางรฐั ธรรมนูญฉบับใหม วางกฎและกตกิ าตามทกี่ ลุม ผมู ีอํานาจปรารถนา โดยปกติคณะหรือกลุม
บคุ คลทีจ่ ะเขามาเปลีย่ นแปลงดวยวธิ นี ้ี จะตองมกี องกาํ ลังตดิ อาวธุ เขาปฏิบัตกิ าร มิฉะน้ันแลว ก็ยากที่จะสําเร็จ
และถึงมีกาํ ลังก็ไมอ าจไมส ําเรจ็ เสมอไปเพราะมอี งคประกอบการสนบั สนุนหรือตอ ตานจากประชาชนเขา มาเปน
ปจ จยั ประกอบดว ย
ปญหาท่ีเกิดขน้ึ กบั ประเทศท่ีไมมีเสถียรภาพทางการเมืองก็คือวา การเปล่ียนรัฐบาลหรือผูปกครอง
ประเทศมกั ไมเปนไปตามกตกิ า หรอื ระเบยี บแบบแผนโดยสันติวธิ ี ตรงกนั ขา มมักเกดิ การแยง ชงิ อาํ นาจดวยการ
ใชกําลังอยเู นืองๆ ไมว าจะเปน ไปในรูปของการจลาจลกบฏ ปฏิวัติหรือรัฐประหารความหมายของคําเหลาน้ี
เหมือนกันในแงท ่วี าเปน การใชก าํ ลังอาวธุ ยึดอาํ นาจทางการเมอื ง แตม คี วามหมายตางกนั ในดานผลของการใช
กําลังความรุนแรงนั้น หากทําการไมสําเร็จจะถูก เรียกวา กบฏจลาจล (rebellion) ถาการยึดอํานาจน้ัน
สมั ฤทธิผล และเปลีย่ นเพียงรฐั บาลเรยี กวา รฐั ประหาร (coupd etat) แตถ า รัฐบาลใหมไ ดทาํ การเปล่ยี นแปลง
มลู ฐานะระบอบการปกครอง กน็ บั วาเปน การปฏวิ ตั ิ
ในการเมอื งไทยคาํ วา ปฏวิ ัติ กบั รฐั ประหารมักใชปะปนกัน แลวแตผูยึดอํานาจไดน ้นั จะเรียกตัวเองวา
อะไร เทาที่ผานมามกั นิยมใชค าํ วา ปฏวิ ตั เิ พราะเปน คาํ ทดี่ ูขงึ ขังนา เกรงขามเพ่ือความสะดวกในการธํารงไวซ่ึง
อํานาจท่ีไดม านนั้ ทง้ั ทโี่ ดยเนอื้ แทแลว นบั แตม ีการเปลย่ี นแปลงการปกครอง 24 มถิ ุนายน 2475 ซ่งึ อาจถือได
วาเปนการปฏิวัติที่แทจริงคร้ังเดียวท่ีเกิดข้ึนในประเทศไทย การยึดอํานาจโดยวิธีการใชกําลังคร้ังตอๆ มา
ในทางรัฐศาสตรถือวาเปนเพียงการรัฐประหารเทานั้น เพราะผูยึดอํานาจไดนั้นไมไดทําการเปล่ียนแปลง
หลกั การมลู ฐานของระบอบการปกครองเลย
ดังน้นั เพ่ือใหส อดคลองกับพฤติกรรมทางการเมืองและมใิ หสบั สนกบั การใชช ื่อเรียกตวั เองของคณะที่
ทาํ การยึดอาํ นาจท้ังหลาย อาจสรุปความหมายแคบ ๆ โดยเฉพาะเจาะจงสําหรบั คาํ วา ปฏิวัติ และรัฐประหาร
ในบรรยากาศการเมืองไทย เปนดังนี้ คือ
“ปฏิวตั ”ิ หมายถึง การยึดอํานาจโดยวิธีการท่ีไมถูกตองตามรัฐธรรมนูญ ยกเลิกรัฐธรรมนูญท่ีใชอยู
อาจมีหรือไมมีการประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับใหม และรัฐบาลใหมไดทําการเปลี่ยนแปลงฐานะระบอบการ
ปกครอง เชน เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย เปนระบอบประชาธิปไตยหรือ
คอมมวิ นสิ ต ฯลฯ
สวน “รัฐประหาร” หมายถึง การยึดอํานาจโดยวิธีการที่ไมถูกตองตามรัฐธรรมนูญ แตยังคงใช
รัฐธรรมนูญฉบับเกาตอ ไป หรอื ประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับใหม เพ่ือใหมีการเลือกต้ังเกิดข้ึนในระยะเวลาไม
นานนกั
ห น้ า | 286
ในประเทศไทย ถอื ไดวา มกี ารปฏิวตั เิ กดิ ขึ้นครั้งแรกและคร้งั เดียว คือ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง
2547 โดยคณะราษฎร จากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปนระบอบประชาธิปไตย และมีการกบฏเกิดข้ึน
12 ครั้ง และรัฐประหาร 8 ครั้ง ดังนี้
กบฏ 12 ครั้ง
1. กบฏ ร.ศ. 130
2. กบฏบวรเดช (11 ตลุ าคม 2476)
3. กบฏนายสบิ (3 สิงหาคม 2478)
4. กบฏพระยาทรงสุรเดช หรือกบฏ 18 ศพ (29 มกราคม 2482)
5. กบฏเสนาธิการ (1 ตลุ าคม 2491)
6. กบฏแบง แยกดนิ แดน (พ.ย. 2491)
7. กบฏวังหลวง (26 กมุ ภาพนั ธ 2492)
8. กบฏแมนฮัตตัน (29 มิถุนายน 2494)
9. กบฏสันติภาพ (8 พฤศจกิ ายน 2497)
10. กบฏ 26 มีนาคม 2520
11. กบฏยงั เตอรก (1- 3 เมษายน 2524)
12. กบฏทหารนอกราชการ (9 กนั ยายน 2528)
รฐั ประหาร 8 คร้งั
1. พ.อ.พระยาพหลฯ ทําการรัฐประหาร (20 มิ.ย. 2476)
2. พล.ท.ผนิ ชุณหะวัณ และคณะนายทหารบก ทาํ การรัฐประหาร (8 พ.ย. 2490)
3. จอมพล ป.พบิ ูลสงคราม ทําการรัฐประหาร (29 พ.ย. 2494)
4. จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต ทาํ การรัฐประหาร (16 กนั ยายน 2500)
5. จอมพลถนอม กติ ติขจร ทาํ การรัฐประหาร (20 ตลุ าคม 2501)
6. จอมพลถนอม กติ ตขิ จร ทําการรัฐประหาร (17 พฤศจิกายน 2514)
7. พล.ร.อ. สงดั ชะลออยู ทาํ การรฐั ประหาร (20 ตลุ าคม 2520)
8. พล.อ. สุนทร คงสมพงษ ทาํ การรัฐประหาร (23 กุมภาพันธ 2534)
9. คณะปฏิรปู การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษัตริยเปนประมุขทําการ
รัฐประหาร (19 กนั ยายน 2549)
ห น้ า | 287
กจิ กรรม
ใหผูเรียนตอบคําถามตอไปน้ี แลวบันทึกผลการเรียนรูลงในแบบบันทึกผลการเรียนรู
เร่ือง เหตุการณท ีส่ ําคญั ทางการเมืองการปกครองของไทย
1. ใหผูเรียนสรุปเหตุการณทางการเมืองการปกครองของประเทศไทยในชวงป 2475 จนถึง
ป 2550 ทผี่ ูเ รยี นเหน็ วาเปนเหตกุ ารณร ฐั ประหารเทา นน้ั
2. ใหผูเรียนวิเคราะหเหตุการณทางการเมืองของไทยในปจจุบัน (ป 2551 – 2552) วาเปนอยางไร
เพยี งสน้ั ๆ
ห น้ า | 288
แบบบันทึกผลการเรยี นรู
เร่ือง เหตกุ ารณส ําคญั ทางการเมอื งการปกครองของ
1. สรุปเหตุการณส าํ คญั ทางการเมอื งของไทยระหวางป พ.ศ. 2475 – 2549 เฉพาะเหตุการณท ่เี ปน
รัฐประหาร
.........................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
2. วิเคราะหเ หตกุ ารณทางการเมอื งของไทยในปจ จุบัน (ป 2551 – 2552)
.........................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................
ห น้ า | 289
เรือ่ งท่ี 5เหตกุ ารณสาํ คัญทางการเมอื งการปกครองของโลก
ท่ีสง ผลกระทบตอ ประเทศไทย
เหตุการณสําคัญทางการเมืองการปกครองของโลก นับเปนมูลเหตุใหญที่ทําใหสังคมไทยเกิดการ
เปลีย่ นแปลง โดยเฉพาะอยางยิ่งสงผลกระทบตอการเมืองการปกครองและเศรษฐกิจของประเทศไทยอยาง
หลกี เล่ียงไมไ ด ซ่งึ เหตุการณส ําคญั ตา งๆ ทเี่ กิดขนึ้ ในชวงศตวรรษท่ี 20 (ค.ศ. 1900 – 2000) ดงั นี้
1. สงครามโลกครั้งท่ี 1 (ค.ศ. 1914 – 1918)
สงครามโลกครงั้ ที่ 1 เพ่ิมความขดั แยงระดบั โลกทเ่ี กิดขึน้ ตั้งแต ค.ศ. 1914 ระหวางฝายสัมพันธมิตร
และฝา ยมหาอํานาจกลาง ซ่ึงไมเคยปรากฏสงครามขนาดใหญทม่ี ีทหารหรือสมรภูมิที่เก่ียวของมากขนาดน้ีมา
กอ น นับยคุ สมยั แหง ความหายนะ โดยสาเหตขุ องการเกดิ สงครามครงั้ นี้ เกดิ จากความขัดแยงทางการเมอื งของ
ทวีปยุโรป ซึ่งเปนจุดเริ่มตนของการสิ้นสุดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยของยุโรปและการสิ้นสุดของ
“จักรวรรดอิ อตโตมัน” อันเปน ตน เหตุของการปฏวิ ัตริ ัสเซีย
นอกจากนี้การพา ยแพข องประเทศเยอรมนใี นสงครามคร้ังน้ี สง ผลใหเ กดิ ลทั ธิชาตินิยมข้ึนในประเทศ
อนั เปน จดุ เริม่ ตน ของสงครามโลกครัง้ ท่ี 5 (ค.ศ. 1939)
2. สงครามโลกคร้ังที่ 2 (ค.ศ. 1939 – 1945)
สงครามโลกคร้ังท่อี ุบัติข้ึนอีกคร้ังในเดือนกันยายน ค.ศ. 1939 นับเปนการประลองความย่ิงใหญอีก
ครง้ั ระหวา งเยอรมันและองั กฤษเพียง 1 ป เยอรมนั กส็ ามารถยึดครองยโุ รปไวเ กือบทงั้ ทวีปอังกฤษตองสูญเสีย
อํานาจโดยสิน้ เชงิ สงครามคร้ังนี้ไมเ พยี งแตเกดิ ขน้ึ ในยุโรปเทาน้ัน ทางดา นเอเชียญี่ปุนไดเขายึดครองประเทศ
ตาง ๆ โดยไดบ ุกยดึ จีนแผน ดินใหญแ ละดินแดนตา งๆ ในเอเชยี ตะวนั ตะวันออกเฉยี งใตส งผลใหส หรฐั ฯ เขารวม
สงครามในคร้งั นอ้ี กี สงครามเริม่ ทวีความรุนแรงขึ้นเม่ือเยอรมนั ไดบกุ โจมตี สหภาพโซเวยี ตและเขายึดครองได
เกือบทง้ั หมด สว นญ่ีปนุ เองก็โจมตกี องทพั เรอื ของสหรฐั ฯ ท่ีเพริลฮาเบอร ทําใหสหรัฐฯ ใชมาตรการเด็ดขาด
โจมตีญ่ปี ุน ซง่ึ จบลงดว ยการทง้ิ ระเบิดประมณู 2 ลกู ทเ่ี มืองฮิโรชิมาและนางาซากิ กลาวโดยสรุปไดวาการทํา
สงครามคร้ังน้ีเปนสงครามระหวา ง 2 ฝาย คือ สหรัฐฯ กับญี่ปนุ เพอ่ื ครอบครองเอเชยี และระหวางเยอรมันกับ
สหภาพโซเวยี ต เพ่อื แยงชิงความเปน ใหญในยุโรป
ผลกระทบของสงครามโลกท้ัง 2 คร้งั มผี ลกระทบหลายดาน ซ่ึงสรุปไดด งั น้ี
ประการแรก อาณานิคมของยุโรปเร่มิ ไดร บั อิสรภาพมากข้ึนเพราะผลของสงครามนั้น ทั้งผูแพและผู
ชนะในยุโรปตางก็หมดกาํ ลัง ไมวากําลังทรัพยหรือกําลังคน ประเทศอยูในสภาพบอบชํ้า จึงไมมีพลังตอตาน
ห น้ า | 290
กระแสการด้ินรนแหงเสรีภาพของประเทศอาณานิคมไดอีก อังกฤษ ฝรั่งเศสตางตองผอนปรนตามกระแส
ตอ ตา นของประเทศอาณานคิ ม
ประการท่สี อง ผลพวงจากสงครามท้ัง 2 คร้ังน้ี กอใหเกิดลัทธิคอมมิวนิสตในสหภาพโซเวียต ซึ่งเริ่ม
ตัง้ แตสงครามโลกครง้ั ท่ีแรก จนกระทงั่ เมือ่ ส้ินสดุ สงครามโลกครงั้ ที่ 2 แลวลัทธิคอมมิวนิสตในสหภาพโซเวยี ตก็
ยังอยแู ละเตบิ โตขึ้นเรอ่ื ยๆ ทัง้ ในทวีปยุโรปและเอเชยี จึงกลาวไดวาผลของสงครามโลก คร้งั ที่ 2 ทาํ ใหโลกตอง
พบปญ หาท่ีรา ยแรงกวา เดมิ เพราะเมื่อลัทธินาซีในเยอรมันลมสลายไปเน่ืองจากแพสงคราม ยุโรปกลางและ
ยุโรปตะวันออกตองอยูใตอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสตจนหมดส้ิน โดยมีผูนําคือ สหภาพโซเวียต ในท่ีสุด
สหภาพโซเวียตจงึ กาวขึ้นมาเปน ประเทศมหาอาํ นาจแทนเยอรมันและมีความมุงหวังจะเปนจาวโลกใหได แต
สหภาพโซเวยี ตกต็ องพบคแู ขงทีส่ าํ คญั ทีม่ ีแนวความคิดทีแ่ ตกตางกัน คือ สหรฐั อเมรกิ ากลาวโดยสรุป สงคราม
ท้ัง 2 ครั้งไดเปล่ียนยุโรปจากการเปนผูนําของโลก กลายมาเปนยุโรปตองตกอยูภายใตอิทธิพลของสหภาพ
โซเวยี ตของฝา ยสหรฐั อเมรกิ า นับเปน การเปล่ยี นโฉมหนา ครัง้ สําคัญของประวตั ศิ าสตรโ ลกและลัทธิลาอาณานิคม
ของยุโรปท่ีเจริญ ต้ังแตกอนศตวรรษท่ี 20 อันยาวนานก็ถึงจุดอวสานไปดวย หากจะสรุปรวมๆ เมื่อ
สงครามโลกครัง้ ท่ี 2 ยตุ ิลง สถานการณโลกไดเปล่ียนแปลงคร้ังใหญ คือ ยุโรปไมไดครอบครองแอฟริกาและ
เอเชียตอไป อํานาจโลกข้ึนอยูกับ 2 ประเทศ คือ สหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกา ความขัดแยงทาง
อุดมการณทางการเมอื งของประเทศมหาอํานาจท้งั สองหลังสงครามโลกคร้ังท่ี 2 ไดนําไปสูเหตุการณสงคราม
เยน็
3. สงครามเย็น
สงครามเย็น คือ การตอ สูร ะหวา งคายประชาธิปไตยกับคา ยคอมมิวนสิ ต เปนการทาํ สงครามกันโดย
ปราศจากเสียงปนหรือการเขนฆา อันเปนผลสืบเน่ืองจากการขยายอิทธิพลทางดานอุดมการณทางการเมือง
ของสองคา ย ตา งฝายตางกแ็ สวงหาพรรครวมอุดมการณท้ัง 2 คายตางใชยุทธวิธีตางๆ ที่จะดึงประเทศตางๆ
ทั่วโลกมาเปนฝายตนใหไ ด ไมวาจะเปน การโฆษณา ประชาสัมพันธ การชวยเหลือทางดา นเศรษฐกิจ การเมือง
หรืออาวุธยุทโธปกรณตา งๆ แกป ระเทศในโลกทสี่ ามแมจะมีประเทศเลก็ ๆ จะรวมตัวเปน กลุม “ผูไมฝกใฝฝายใด”
ก็ตามก็ไมสงผลกระทบตอประเทศมหาอํานาจท้ังสองลดการแขงขันกัน สหรัฐอเมริกาซ่ึงเปนประเทศท่ีมี
เศรษฐกจิ ที่ดมี ากเพราะไมไดรับผลจากสงครามมากนักและสามารถขายอาวุธใหกับชาติพันธมิตร ซึ่งตางจาก
สหภาพโซเวียตทีม่ ีอํานาจมาก แตส ภาพเศรษฐกจิ ตกตํ่า เน่ืองจากทําสงครามกบั เยอรมัน อยา งไรกต็ ามสหภาพ
โซเวียตก็ยังมีอุดมการณท่ีแนวแนที่จะแพรอิทธิพลทางคอมมิวนิสตใหกวางขวางเพ่ือครองโลก โดยสหภาพ
โซเวยี ตมองวา เมื่อยุโรปตะวนั ออกเปน บรวิ ารของตนแลว
4. การสน้ิ สดุ ของสงครามเยน็ และการเปลย่ี นแปลงทางอาํ นาจในโลก
ความเปล่ียนแปลงในชวงป ค.ศ. 1989 – 1990 มีความสําคัญอยางย่ิงในแงของความสัมพันธทาง
อาํ นาจ ท้ังในระดับโลกและภูมิภาค ในทางประวัติศาสตร กลาวไดวาการส้ินสุดของทศวรรษ 1980 เปนการ
ส้ินสุดของยุคสมัยหนึ่งทีเดียว นั่นคือ ยุคสมัยที่รูจักกันทั่วไปวา “สงครามเย็น” อันเปนความขัดแยงหรือ
ปรปก ษท างอดุ มการณระหวา งทุนนยิ มและคอมมิวนสิ ต สงครามเยน็ เรมิ่ กอ ตวั ตง้ั แตระหวา งสงครามโลกครั้งที่
2 ระหวางรัสเซียและพันธมิตรตะวันตกทั้งๆ ท่ียังอยูในระหวางการรวมมือตอตานนาซีและมาแตกแยก
ห น้ า | 291
กลายเปนการเผชิญหนาระหวาง “ตะวันออก” และ “ตะวันตก” อยางชัดเจน ประมาณป ค.ศ. 1946 –
1947 คําประกาศของสตาลิน ในป ค.ศ. 1946 เรียกระดมพลังในชาติเพื่อเตรียมการเผชิญหนากับฝาย
ตะวนั ตก (ความจริงจดุ มุงหมายในทางปฏิวัติ นาจะเพ่ือฟนฟูบูรณะและพัฒนาประเทศอยางเรงรัด) นับเปน
การ “ประกาศสงครามเย็น” โดยฝายคอมมวิ นิสตแ ละการประกาศ “หลักการทรูแมน” ในปตอมาก็นับเปน
การ “ประกาศสงครามเย็น” ของฝายตะวันตก การลมสลายของระบอบปกครองคอมมิวนิสตในยุโรป
ตะวนั ออกและความเปลยี่ นแปลงในรัสเซียที่เปน แมแบบของระบบปกครองแบบน้ีที่ส่ันคลอน ไมเพียงแตการ
ผูกขาดอํานาจของพรรคคอมมิวนิสตรัสเซีย แตรวมไปถึง “จักรวรรดิ” รัสเซียเลยทีเดียว ซ่ึงสงผลกระทบ
สําคัญย่ิงตอความสัมพันธทางอํานาจในโลก ในชวงตอระหวางป ค.ศ. 1989 – 1990 นักสังเกตการณทาง
การเมืองบางคนระบอุ ยา งไมลงั เลยวา “โลกไดเ ปลีย่ นไปแลวในชว งเวลาเพยี งหน่ึงป”
5. การเมืองโลกสสู ังคมไทย
จดุ เปลี่ยนแปลงท่สี าํ คญั ทนี่ ําสสู งั คมไทยในยุคปจจุบัน กลาวไดวาเหตุการณสําคัญก็คือการลมสลาย
ของสหภาพโซเวียต ในป ค.ศ. 1997 อดีตสหภาพโซเวียตเปนประเทศท่ีมีดินแดนกวางใหญ มีอาณาเขต
ครอบคลุมทั้งในทวีปยุโรปและทวีปเอเชีย นอกจากน้ีสหภาพโซเวียตยังมีบทบาทในการเปนผูนําของโลก
คอมมิวนิสตดว ยการขยายตัวของลทั ธคิ อมมวิ นสิ ตแ ละปญหาในสหภาพโซเวียต เร่ิมจากการเปลี่ยนแปลงครั้ง
แรกในการปฏวิ ัติ เมือ่ เดือนตลุ าคม ค.ศ. 1917 โดยเลนินผูซ ่ึงนาํ สหภาพโซเวียตเขา สคู วามเปน คอมมิวนิสตแ ละ
ทาํ ใหโลกแบง ออกเปน 2 ฝา ย คือ ฝา ยลัทธิคอมมิวนิสตโดยมีแกนนํา คือ สหภาพโซเวียตและฝายโลกเสรีนํา
โดยสหรัฐอเมริกา การกระทําดังกลาวก็มีอาจจะลุลวงไปไดดวยดี ในชวงเวลาดังกลาวน้ันโลกจึงเต็มไปดวย
ความวุน วาย ตอมาเม่ือถึงชวงปลายศตวรรษท่ี 20 ประเทศมหาอํานาจท้ัง 2 ตองประสบกับปญหาทางดาน
เศรษฐกิจอันเน่ืองมาจากการสนับสนุนประเทศตางๆ ในคายของตนท้ังทางดานอาวุธยุทโธปกรณ ทุน
เทคโนโลยตี า งๆ จนลืมผลกระทบที่จะมมี าสปู ระเทศ นอกจากนี้ ประเทศตางๆ เหลานั้นเร่ิมจะมีอิสระในการ
ดําเนินนโยบายภายในประเทศและคาํ นึงผลประโยชนหลกั ของตนมากข้ึน ดงั นัน้ ประเทศมหาอาํ นาจท้ังสองจงึ
ไดต กลงเจรจาจํากดั อาวุธยุทธศาสตรขน้ึ ทําใหส ถานการณโ ลกเร่มิ คลค่ี ลายลง การเปลี่ยนแปลงครงั้ ท่ีสองของ
สหภาพโซเวียตที่สงผลกระทบท่วั โลกและทําใหสหภาพโซเวียตตอ งลม สลายน้ัน ก็คอื การปรบั เปล่ยี นนโยบาย
บริหารประเทศแบบใหมของนายมิดาฮิล กอรบาซอฟ ประธานาธิบดีของสหภาพโซเวียต ซึ่งไดใชนโยบาย
เปเรสทอยกา กลาสนอสต ซงึ่ มสี าระสําคญั อยทู ่กี ารปฏริ ปู โครงสรา งทางการเมือง การขจดั ความเฉ่ือยชา การ
คอรัปช่ันของเจาหนาท่ีพรรคและยังรวมถงึ การเปดโอกาสใหม ีประชาธปิ ไตยในการรับขาวสารขอมูลน้ัน ไดทํา
ใหเกิดความวนุ วายในสหภาพโซเวียต ทาํ ใหผ นู ําคอมมิวนิสตไมไววางใจผูนํา และนําไปสูการปฏิวัติท่ีลมเหลว
การหมดอาํ นาจของพรรคคอมมวิ นสิ ต ประเทศบริวารของสหภาพโซเวียตในยุโรปตะวันออกตางแยกตัวเปน
อสิ ระและทายที่สดุ รัฐตางๆ ในสหภาพโซเวียตตางแยกตัวเปนประเทศอิสระปกครองตนเอง สงผลใหสหภาพ
โซเวียตถึงการลมสลายและดุลอํานาจ
6. เกดิ ขบวนการนักศึกษาเปน ปรากฏการณระดบั โลก ในชว งสงครามโลก ทั้ง 2 ครงั้
ขบวนการนักศึกษานี้ไดเกิดขึ้นจากแนวความคิด “การปฏิบัติวัฒนธรรม” ในเชิงการปลดปลอย
ตนเองเปน รปู แบบของการตอตา นสถาบันเดิม หรือการปลดปลอ ยตนเองจากวัฒนธรรมเกา สรา งวฒั นธรรมใหม
ห น้ า | 292
ดังจะเห็นไดจากความนิยม “เพลงร็อค” “กางเกงยีน” “บุปผาชน” “ซายใหม” โดยความคิดท่ีเกิดกับ
นักศึกษาน้ีไมเพียงเกิดกับนักศึกษาของสหรัฐ ยุโรปตะวันตก ญ่ีปุนเทาน้ัน แตยังเขามาสูนักศึกษาไทยดวย
โดยเฉพาะอยา งย่งิ ในชวงสงครามเวียดนามนักศึกษาไทยมีสวนรว มในขบวนการตอ ตา นสงครามเปน อยา งมาก
ขบวนการนักศกึ ษาโลกกลายเปน พลงั ทางสงั คมและการเมอื งสาํ คัญโดยเฉพาะในการประทวงใหญข อง
นักศึกษาฝรงั่ เศส (ค.ศ. 1968) ทที่ าํ ใหเ มืองปารีส และอีกหลายเมืองของฝร่ังเศสกลายเปนอัมพาต และในป
เดียวกัน การประทวงของนักศึกษาอเมริกันก็ทําใหนายลินคอน จอหนสัน ไมกลาลงสมัครรับเลือกตั้งเปน
ประธานาธบิ ดีของสหรฐั สมยั ที่ 2
สาํ หรบั ประเทศไทยนั้น กระแสความคดิ ท่ปี ลดปลอ ยและขบวนการนกั ศึกษาไดเกดิ ขึ้น อันเปนผลมาจาก
ระยะชวงเวลาอันยาวนานของการเมอื งโลก โดยในชว ง 14 ตุลาคม 2516 เกิดขบวนการนักศึกษาประทวงตอตาน
ระบอบถนอม – ประภาส – ณรงค จนนักศึกษาตองถูกรัฐทําลายชีวิตไปกวา 70 คน แตในที่สุดก็สามารถไล
ถนอม – ประภาส และณรงคได
สรุปไดวา ขบวนการนักศึกษาไทย ชวง พ.ศ. 2516 – 2519 นับเปนสวนหน่ึงของ “ชวงระยะเวลา
ยาว” ของการเมืองไทยกวา 100 ป ในขณะเดยี วกันก็เปน สวนหน่ึงของ “ชวงเวลาระยะยาว” ของการเมือง
โลกกวา 2 ศตวรรษ โดยมาพรอมและทนั กับระยะเวลาของการปลดปลอ ย และเปล่ียนแปลงของโลกครึ่งหลัง
ของศตวรรษท่ี 20 ซ่ึงหลงั จากน้ันเพียงไมก ปี่ เม่ือถงึ ศตวรรษ 1980 ทุกอยางก็เปลี่ยนแปลงไปโดยส้ินเชิง โดย
สหภาพโซเวียตและระบบสงั คมนิยมไดลมสลาย เศรษฐกจิ ตลาดและโลกาภิวตั นกเ็ ติบโตมาแทนท่ี ซงึ่ เช่ือกนั วา
จะมีความกาวหนา ไปพรอ มกบั “ความพินาศของอดตี ” และ “การส้ินสดุ ของประวตั ศิ าสตรท างการเมือง”
กจิ กรรมที่ 1
ใหผ เู รียนเขยี นเคร่ืองหมาย หนา ขอ ความท่ีถูกตอ งและเขียนเครอ่ื งหมาย หนา ขอความท่เี ห็นวาผิด
................... 1. เมืองฮิโรชิมาและเมืองนาวาซากิ เปนเมืองของประเทศญี่ปุนท่ีถูกระเบิด
ปรมาณูในชวงสงครามโลกครงั้ ที่ 2
................... 2. ผลกระทบจากการเกิดสงครามโลกคร้ังที่ 2 ท่ีมีตอสหภาพโซเวียต คือ ไดรับความเจริญ
เตบิ โตทางเศรษฐกจิ
................... 3. สงครามเยน็ คือ การตอ สูร ะหวา งคา ยประชาธิปไตยและคายคอมมวิ นสิ ต
................... 4. ลัทธินาซีเปนลัทธขิ องประเทศรัสเซีย
................... 5. ในชว งสงครามเยน็ ยโุ รปตะวันออกปกครองระบอบประชาธิปไตย
................... 6. สังคมไทยไดร ับผลกระทบจากเหตุการณก ารลมสลายของสหภาพโซเวยี ต ในป ค.ศ. 1997
................... 7. “ขบวนการนักศกึ ษาโลก” เกดิ ข้นึ จากแนวความคิด “การปฏิบตั ิวฒั นธรรม”
................... 8. นักศึกษาไทยมีสวนรวมในขบวนการตอตา นสงครามเย็น
................... 9. ในป ค.ศ. 1968 เกิด “ขบวนการนักศึกษา” ประทว งในประเทศฝรั่งเศสและสหรฐั อเมรกิ า
ห น้ า | 293
...................10. “ขบวนการนกั ศึกษาไทย” ไดเ กิดขน้ึ อนั เปน ผลมาจาก “การเมืองโลก” ในชวง 14
ตุลาคม 2520
เฉลย 5.
1. 2. 3. 4. 10.
6. 7. 8. 9.
กจิ กรรมท่ี 2
ใหผูเรียนศึกษาขอมูลเก่ียวกับเหตุการณสําคัญทางการเมืองของโลกชวงสงครามโลกคร้ังที่ 1 และ
สงครามโลกครัง้ ท่ี 2 ตลอดจนเหตกุ ารณป ฏิวัตทิ างการเมืองของประเทศตา งๆ จาก Internet