ห น้ า | 294
เรอ่ื งที่ 6 หลกั ธรรมาภบิ าล
ความหมายของหลักธรรมาภบิ าล
หลักธรรมาภบิ าล หมายถงึ แนวทางในการจัดระเบยี บเพอ่ื ใหสงั คมของประเทศ ท้ังภาครฐั ภาคธุรกิจ
เอกชนและภาคประชาชนสามารถอยรู วมกนั ไดอ ยางสงบสขุ โดยตั้งอยูในความถูกตองและเปน ธรรม
ปจ จบุ ันจงึ เห็นไดว า การบรหิ ารจดั การองคกรท้ังภาครัฐและเอกชนไดใหความสําคัญกับการนําหลัก
ธรรมาภบิ าลมาใชโดยเฉพาะเรอื่ งคณุ ธรรมเน่ืองจากพบวา มกี ารประสบกบั ภาวะวิกฤตอิ นั เกดิ จากการทุจริตที่
ระบาดออกไปอยางรวดเรว็ และกวา งขวาง มที ง้ั ความไมรับผิดชอบตอ สงั คมหรอื สว นรวมโดยคาํ นึงแตประโยชน
ของตนเองและพวกพอง อนั เปนการบรหิ ารจัดการท่ขี าดคุณธรรมและจริยธรรมอยางยง่ิ
ธรรมาภบิ าลในองคกรภาครัฐหรอการบริหารจดั หารทด่ี ีในภาครัฐ (Good Govermnance) จะชวย
กระตุนอยางมากตอการพัฒนาและขยายตวั ของจริยธรรมในทางธรุ กจิ ทง้ั น้เี พราะความสมั พนั ธร ะหวางภาครฐั
กบั ภาคเอกชนมีอยูอยางใกลชิด ภาครัฐในฐานะท่ีเปนผูควบคุมกติกาการดําเนินของเอกชนยอมมีผลตอการ
เสริมสรางการบริหารจัดการท่ีดีในวงการธุรกิจและการยึดมั่นในหลักคุณธรรมและจริยธรรม รวมทั้งความ
รับผิดชอบท่ธี ุรกิจมีตอสังคม ถาการควบคมุ ยอ หยอนหรอื หนว ยงานในภาครฐั มีสว นรูเ หน็ เปนใจกับการทุจริต
หรอื การเอารดั เอาเปรียบสังคมและผบู รโิ ภคของธุรกิจเอกชนหรือมีการรวมมือกันระหวางคนในภาครัฐกับใน
ภาคเอกชนเพ่ือแสวงหาผลประโยชนอ นั มชิ อบแลว จะเปน อุปสรรคซงึ่ ทาํ ใหการเสรมิ สรางจริยธรรมในการทํา
ธุรกิจเปน ไปไดล าํ บาก
หลักธรรมาภิบาล
หลักธรรมาภิบาลท่ีทุกคนไมวาจะเปนคนทํางานในหนวยงาน ภาครัฐหรือเอกชน ตองยึดมั่นหลัก
ธรรมาภบิ าล 6 ประการ เปน แนวทางในการปฏิบตั งิ าน ดงั น้ี
1. หลักนติ ิธรรม (The Rule of Law)
หลักนิติธรรม หมายถึง การปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ขอบังคับตางๆ โดยถือวาเปนการ
ปกครองภายใตกฎหมายมิใชตามอําเภอใจหรืออํานาจของตัวบุคคลจะตองคํานึงถึงความเปนธรรมและความ
ยตุ ิธรรม รวมทัง้ มคี วามรัดกมุ และรวดเร็วดว ย
2. หลกั คณุ ธรรม (Morality)
หลักคุณธรรม หมายถึง การยึดม่ันในความถูกตอง ดีงาม การสงเสริมใหบุคลากรพัฒนาตนเองไป
พรอมกัน เพื่อใหบ ุคลากรมคี วามซอ่ื สัตย จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบ วินัย ประกอบอาชีพสุจริต เปนนิสัย
ประจาํ ชาติ
3. หลกั ความโปรงใส (Accountability)
หลักความโปรงใส หมายถงึ ความโปรง ใส พอเทียบไดวามีความหมายตรงขามหรือเกือบตรงขามกับ
การทุจริต คอรรปั ชชน่ั โดยท่ีเรือ่ งทจุ ริต คอรร ัปชน่ั ใหมีความหมายในเชิงลบและความนาสะพรึงกลัวแฝงอยู
ความโปรงใสเปน คําศัพทท ี่ใหแ งม ุมในเชงิ บวกและใหค วามสนในเชิงสงบสขุ ประชาชนเขาถึงขอมูลขาวสารได
ห น้ า | 295
สะดวกและเขา ใจงายและมีกระบวนการใหป ระชาชนตรวจสอบความถกู ตองอยางชัดเจน ในการน้ีเพื่อเปนสิริ
มงคลแกบุคลากรท่ีปฏิบัติงานใหมีความโปรงใส ขออัญเชิญพระราชกระแสรับส่ังในองคพระบาทสมเด็จ
พระเจา อยูหัวภูมิพลอดลุ ยเดชมหาราชทไ่ี ดทรงมีพระราชกระแสรับส่ัง ไดแก ผูที่มีความสุจริตและบริสุทธ์ิใจ
แมจ ะมีความรนู อยก็ยอมทาํ ประโยชนใ หแ กสวนรวมไดมากกวาผูทมี่ ีความรู มาก แตไ มม คี วามสุจริต ไมมีความ
บรสิ ทุ ธใิ์ จ
4. หลกั การมสี ว นรว ม (Participation)
หลกั การมสี ว นรวม หมายถงึ การใหโ อกาสใหบุคลากรหรอื ผูมีสวนเก่ียวของเขามามีสวนรวมทางการ
บริหารจัดการเกี่ยวกับการตัดสินใจในเรื่องตางๆ เชน เปนคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการและหรือ
คณะทาํ งานโดยใหขอมูล ความคิดเห็น แนะนาํ ปรึกษา รว มวางแผนและรว มปฏิบตั ิ
5. หลักความรับผดิ ชอบ (Responsibility)
หลักความรับผิดชอบ หมายถึง การตระหนักในสิทธิและหนาท่ี ความสํานึกในความรับผิดชอบตอ
สังคม การใสใจปญหาการบริหารจัดการ การกระตือรือรนในการแกปญหาและเคารพในความคิดเห็นท่ี
แตกตาง รวมทัง้ ความกลา ที่จะยอมรบั ผลดีและผลเสียจากการกระทําของตนเอง
6. หลกั ความคุมคา (Cost-effectiveness or Economy)
หลกั ความคุม คา หมายถงึ การบริหารจัดการและทรัพยากรท่ีมีจํากัด เพื่อใหเกิดประโยชนสูงสุดแก
สว นรวม โดยรณรงคใ หบคุ ลากรมคี วามประหยัด ใชว สั ดอุ ุปกรณอยางคุมคาและรักษาทรัพยากรธรรมชาติให
สมบูรณย ่งั ยนื
แนวปฏิบตั ติ ามหลักธรรมาภบิ าล
แนวการปฏบิ ตั งิ านตามหลกั ธรรมาภิบาลที่นํามาเสนอตอไปนี้จะเปนหลักธรรมาภิบาลในภาครัฐ ซึ่ง
ผปู ฏบิ ตั ิงานในองคก รของรัฐ ควรมีแนวทางการทาํ งานดังน้ี
1. ยึดมั่นในวตั ถุประสงคขององคกรและผลผลิตทีจ่ ะสงมอบใหแกป ระชาชนและผูท่ีมารับบริการ
แนวการปฏิบัติ คอื
1) ตอ งมีความเขา ใจอยา งแจม แจงในวตั ถปุ ระสงคและผลผลติ ทตี่ ง้ั ใจจะทําให
2) ผรู ับไดผ ลผลิตที่มีคุณภาพเปนเลิศ
3) คุมคา กับภาษีทเ่ี สยี ใหแกรัฐบาล
2. ทาํ งานอยางมีประสิทธิภาพในหนาทแ่ี ละบทบาทของตน แนวการปฏบิ ัติ คอื
1) บคุ ลากรตองเขาใจในหนาทขี่ องผูบริหาร
2) เขาใจอยา งแจม ชดั ในความรบั ผิดชอบของผูใตบ งั คับบัญชาและผบู ริหาร
รวมทง้ั ตอ งมน่ั ใจวาทกุ คนปฏบิ ัติหนาทต่ี ามความรับผดิ ชอบของตน
3) มคี วามเขา ใจอยา งชัดเจนในความสมั พันธระหวางผูบรหิ ารกบั ประชาชน
ผูรบั บรกิ าร
3. สงเสริมคานิยมขององคกรและแสดงใหเห็นถึงคุณคาของธรรมาภิบาล โดยการปฏิบัติหรือ
พฤติกรรม แนวการปฏิบตั ิคือ
ห น้ า | 296
1) นาํ คานยิ มขององคก รมาใชป ฏบิ ตั ิ
2) ผบู รหิ ารองคกรประพฤติตนเปน ตวั อยางทีด่ ี
3) ผบู ริหารตดั สนิ และวินิจฉยั อยางโปรงใสและเปดเผย
4) บรหิ ารงานอยางมีประสิทธภิ าพ
4. มกี ารสื่อสารท่ดี ี มีการตัดสนิ ใจอยา งโปรง ใสและมีการบริหารความเสย่ี งทร่ี ัดกมุ แนวการปฏบิ ตั ิ
คอื
1) การตดั สนิ ใจทกุ คร้ัง ตอ งกระทําอยา งโปรงใสและยุตธิ รรม
2) ใชขอ มูลท่ดี ี รวมท้ังคาํ แนะนําและการสนับสนุน
3) ตองม่ันใจวามีระบบบริหารความเสยี่ งท่มี ปี ระสทิ ธิภาพอยูในระบบการทาํ งาน
5. พัฒนาศักยภาพและความสามารถของสวนบริหารจัดการอยางตอเน่ือง พรอมท้ังใหมี
ประสิทธภิ าพย่ิงข้ึน แนวการปฏบิ ตั ิ คือ
1) ตองม่ันใจวาผูไดเล่ือนตําแหนงขึ้นมาเปนผูบริหารจัดการน้ัน มีทักษะ ความรูและ
ประสบการณท ่ีจําเปนตอ งใชใ นหนา ท่นี ้นั ๆ
2) พฒั นาความสามารถของผูท่ีทําหนาท่ีในสวนบริหาร รวมท้ังมีการประเมินผลงานไมวาจะ
เปน รายบุคคลหรือเปน กลมุ กไ็ ด
3) มีความเชื่อมโยงในการทดแทนบุคลากรในสายบริหารจัดการเพ่ือความตอเนื่องในการ
ปฏบิ ัตงิ านขององคกร
6. เขา ถึงประชาชนและตอ งรับผดิ ชอบตอการทํางานและผลงานอยา งจรงิ จงั แนวการปฏิบตั ิ คอื
1) ตอ งมคี วามเขาใจถึงขอบเขตของความรบั ผดิ ชอบ
2) ริเร่ิมการวางแผนที่จะติดตอกับประชาชน เพ่ือใหทราบถึงหนาที่และความรับผิดชอบใน
ผลงานของตน
3) ริเร่มิ การแสดงออกถงึ ความรบั ผดิ ชอบตอบุคลากรภายในองคกร
4) ประสานงานกบั หนวยเหนือหรือผบู งั คับบญั ชาอยางใกลช ิด
ห น้ า | 297
กจิ กรรมท่ี 1
ใหผเู รยี นเขยี นเครอื่ งหมาย หนาขอความท่ีถูกตอง และเขียนเครื่องหมาย หนาขอความที่ผิด
แลวตรวจกบั เฉลยทายกจิ กรรม
.......... 1. หลักธรรมา ภิบาล เ ปนแน วทาง ในกา รจัดร ะเบี ยบเพ่ื อใหสั งคมของปร ะเท ศ
ทงั้ ภาครฐั ภาคธรุ กจิ และภาคประชาชนอยรู ว มกนั อยางสงบสขุ
.......... 2. กา รป ฏิบั ติ งา นโ ดย ยึ ดห ลัก นิติ ธรร มนั้ น ตอ งทํ า อะ ไร ดวย ตน เอ งอ ย าง ม่ัน ใ จ
อาจถกู ตองตามระเบียบหรอื ไมกไ็ ด
.......... 3. บุคคลใดก็ตามที่ยึดม่ันในความถูกตอง ดีงาม จริงใจ และขยัน ถือวาเปนผู
ยึดม่นั ในหลักความคมุ คา
.......... 4. “สมชาย” มักจะชวยทํากิจกรรมของชุมชนอยูเสมอ และเปนผูท่ียอมรับฟง
ความคิดเหน็ ของเพื่อนรวมงาน ถอื วา “สมชาย” เปน ผยู ดึ ม่นั ในหลกั การมสี วนรว ม
.......... 5. ในการทํากิจกรรมกลุมทุกครั้ง “นุน” จะเปนผูท่ีกลาออกความคิดเห็น และ
รับอาสาเปนผูดูแลการทํางาน ซ่ึงงานจะประสบความสําเร็จทุกคร้ัง ถือวา “นุน”
เปน ผยู ึดมน่ั ในหลกั ความโปรง ใส
กจิ กรรมที่ 2
คาํ สงั่ หากผูเรยี นไดท าํ งานเอกชนกบั บริษัทแหง หน่ึง ผูเรยี นมีแนวการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิ
บาลอยา งไร
แบบบันทกึ ผลการเรียนรู
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
กจิ กรรมท่ี 3
ห น้ า | 298
1. ใหผูเรียนศึกษาเรียนรูเพิ่มเติมเก่ียวกับเร่ืองการพัฒนาของระบอบประชาธิปไตย
ของประเทศตางๆ ในโลกจาก Internet เอกสารแบบเรียน ตําราตางๆ ตลอดจน
ศึกษาจากผรู ู
2. ใหผ ูเรียนทาํ แบบฝก หดั แลวตรวจเฉลยทายเรอ่ื ง
แบบฝก หดั
คําสัง่ ใหผเู รยี นเลือกคําตอบทถี่ กู ตอง แลว วงกลมลอมรอบตวั อักษรหนาขอ ความท่ีถกู ตอง
1. ประเทศใดบา งที่เปนจดุ เร่มิ ตนของการปกครองระบอบประชาธิปไตยใน “ยคุ โบราณ”
ก. ญ่ีปนุ จีน เกาหลี
ข. กรกี ซเี รยี อนิ เดยี
ค. กรีก เกาหลี จีน
ง. ไทย จนี ญี่ปนุ
2. ประเทศใดบางทีจ่ ดั อยูใ น “ยคุ กลาง” ของการพัฒนาการระบอบประชาธิปไตย
ก. ไทย จนี ญป่ี ุน
ข. กรีก ซเี รยี อินเดยี
ค. ยเุ ครน องั กฤษ สหพันธไ อโรโควอสิ
ง. องั กฤษ ฝร่ังเศส อเมริกา
3. “คอสแซค็ ” มคี วามเกีย่ วของกบั ประเทศยเู ครนอยา งไร
ก. เปน รัฐทางการทหารของยเู ครน
ข. เปนรฐั ท่ีปกครองโดยประชาชนของยูเครน
ค. เปน รฐั ที่ปกครองแบบประชาธิปไตย
ง. ไมมขี อใดถูก
4. รูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย “สหพันธไ อโรโควอสิ ” เปนแบบใด
ก. ราชาธปิ ไตย
ข. รฐั อสิ ระ
ค. อาณาธิปไตย
ง. ระบบชนเผา
5. ประเทศใดบา งทมี่ กี ารพัฒนาการระบอบประชาธิปไตยในชว ง
“ครสิ ตศตวรรษที่ 18 – 19”
ห น้ า | 299
ก. อินเดีย ซีเรยี เกาหลี
ข. สหรฐั อเมริกา ฝรั่งเศส นวิ ซีแลนด
ค. สหรัฐอเมริกา รสั เซยี องั กฤษ
ง. ไทย จีน ญป่ี นุ
6. ขอ ใดเปน การแสดงถงึ พฒั นาการการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยของฝรั่งเศส
ก. การทําสงครามในประเทศ
ข. การเขารวมสงครามโลกครัง้ ที่ 2
ค. ภายหลังการปฏิวตั ิ มีการเลือกต้ังสมชั ชาแหง ชาติฝรง่ั เศส
ง. การยดึ ครองอาณานิคมในยโุ รป
7. ในชว งปลายคริสตวรรษท่ี 19 ลกั ษณะของประชาธปิ ไตยของประเทศตางๆ
ในโลกเปนอยา งไร
ก. ประชาธปิ ไตยทเ่ี คารพเสยี งขางนอย
ข. ประชาธิปไตยทเี่ คารพเสียงขา งมาก
ค. ประชาชนไมสามารถแสดงความคิดเหน็ ได
ง. ไมม ีขอ ใดถูก
8. ภายหลังการส้ินสดุ ของสงครามโลกครั้งท่ี 2 เกิดเหตกุ ารณส าํ คัญเกย่ี วกับ
การเมอื งการปกครองของประเทศตางๆ ในโลกอยา งไร
ก. ทุกประเทศแพสงคราม
ข. กระแสการเปลีย่ นแปลงไปสูระบอกประชาธิปไตยในหลายประเทศ
ค. กระแสของระบอบประชาธิปไตยแพรข ยายไปยังแอฟริกาใต
ง. ขอ ข และ ค ถกู
9. ประเทศไทยเขา สูการปกครองระบอบประชาธิปไตยในรัชสมัยใด
ก. รัชกาลที่ 6
ข. รชั กาลท่ี 7
ค. รัชกาลท่ี 8
ง. รัชกาลที่ 9
10. ขอใดคอื รปู แบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย
ก. ประชาชนมสี ิทธเิ สรภี าพเทาเทยี มกัน
ข. พระมหากษตั รยิ ทรงเปนประมขุ ภายใตรฐั ธรรมนญู
ค. อํานาจอธิปไตยเปน ของปวงชนชาวไทย
ห น้ า | 300
ง. ถูกทุกขอ
แนวเฉลยกจิ กรรมที่ 1
ภูมศิ าสตรกายภาพ
กจิ กรรมท่ี 1.1 สภาพภมู ิศาสตรกายภาพ
1. ใหบ อกลกั ษณะภมู ปิ ระเทศและลักษณะเศรษฐกิจของประเทศไทยและทวปี ยุโรป
พ้ืนที่ ลกั ษณะภมู ิประเทศ ลักษณะเศรษฐกิจ
ห น้ า | 301
พน้ื ที่ ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ ลกั ษณะเศรษฐกิจ
ประเทศไทย ภาคเหนือมีเทือกเขาสูงทอดยาวนานในแนว มีการทําเกษตรกรรม ทํานา
เหนอื ใต ทม่ี รี าบลมุ สลับอยู เปนแหลงกําเนิด ทาํ ไร ทาํ สวนผลไม ยางพารา
แมน้ําสายสําคัญ คือ ปง วัง ยม นาน พื้นที่ ปาลม ปาไม และเลี้ยงสัตว
สองฝงน้ําอุดมสมบูรณ เหมาะแกการ อุ ต ส า ห ก ร ร ม เ ห มื อ ง แ ร
เพาะปลกู อุตสาหกรรมการแปรสภาพ
ภาคกลางเปนดินดอนสามเหลี่ยม ปากแมนํ้า ผลผลติ ทางการเกษตร ฯลฯ
เจาพระยาทเ่ี กิดการรวมตัวของแมน้าํ ปง วัง
ยม นา น
ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื มี ราบสูงท่ีมีราบลุม
แมน ้าํ ท่สี าํ คญั คือมลู และชี
ภาคตะวันออก มที ่ีราบใหญอ ยูทางตอนเหนือ
ตอนกลางมเี ทอื กเขาจนั ทบุรีของภาค มที ่ีราบ
แคบๆ ชายฝง ทะเล
ทวีปยโุ รป ตอนเหนือมเี ทือกเขาสงู และทร่ี าบชายฝง ทะเล มีการทําเกษตรกรรม ปลูก
ที่เวาแหวง และอาวลึกท่ีเรียกวาฟยอรด ขาวสาลีไรปศุสัตว เล้ียงสัตว
เน่ืองจากเกิดถกู ธารนา้ํ แข็งกดั เซาะ ควบคูกบั การปลูกพชื และเลยี้ ง
เขตที่ราบสูงตอนกลาง เชน แบล็กฟอเรสต สัตวแ บบเรรอน
ของเยอรมัน ที่ราบสูง โบฮีเมียเขตติดตอ การทําอุตสาหกรรมแรเหล็ก
เยอรมันนี้กับสาธารณรัฐเชค ที่ราบเมเซตา และถานหิน
ในเขตสเปน และโปรตเุ กส มีการทําประมง เพราะมี
เขตที่ราบตอนกลาง ตั้งแตชายฝงมหาสมุทร ชายฝงที่ยาวและเวาแหวง
แอตแลนติกไปถึง เทือกเขาอูราลในรัสเซีย และติดทะเลทัง้ 3 ดาน
ตะวันตกของฝรั่งเศสตอนใตของเบลเยี่ยม
เนเธอรแลนด เดนมารก ภาคเหนือของ
เยอรมันนีมีประชากรอาศัยอยูหนาแนน
เพราะมคี วามสาํ คญั ทางเศรษฐกิจ
เขตเทอื กเขาตอนใต มีเทือกเขาสูงทอดตวั ยาว
ต้งั แตต ะวนั ออกเฉียงใตของฝร่ังเศสผานสวิส
เยอรมนั นไี ปจนถึงทางเหนือของอิตาลี ยอด
เขามนี ํ้าแขง็ ปกคลุมเกอื บตลอดป
แนวตอบกจิ กรรม 1.1 สภาพภูมศิ าสตรก ายภาพ
2. ปจ จัยทีม่ อี ทิ ธิพลตอ ภมู ิอากาศของทวปี อเมรกิ าใต คือ
ห น้ า | 302
1. ละติจดู พ้ืนที่สวนใหญของทวีปครอบคลุมเขตอากาศรอน และประมาณ 1 ใน 3 ของพ้ืนที่
ทวปี เปน เขตอากาศแบบอบอนุ ภมู ภิ าคทางเหนอื ของทวปี จะมฤี ดกู าลที่ตรงขา มกับภมู ิภาคทางใต
2. ลมประจํา ไดแ ก
2.1 ลมคาตะวันออกเฉียงเหนือ พัดผานมหาสมุทรแอตแลนติกจึงนําความชุมชื่นเขาสูทวีป
บรเิ วณชายฝงตะวันออกเฉยี งเหนอื
2.2 ลมคาตะวันออกเฉียงใต พัดผานมหาสมุทรแอตแลนติกจึงนําความชุมช่ืนเขาสูทวีป
บริเวณชายฝง ตะวนั ออกเฉียงใต
2.3 ลมตะวันตกเฉียงเหนือ พัดผานมหาสมุทรแปซิฟกจึงนําความชุมชื่นเขาสูทวีปบริเวณ
ชายฝง ตะวันตกของทวีป ต้ังแตประมาณละตจิ ูด 40 องศาใตล งไป
3. ทิศทางของเทือกเขา ทวปี อเมริกาใตมเี ทอื กเขาสูงอยูทางตะวนั ตกของทวีป ดังนนั้ จงึ เปน สิง่ ที่
กั้นขวางอิทธพิ ลจากทะเลและมหาสมทุ ร ทําใหบ ริเวณที่ใกลเทอื กเขาคอนขางแหงแลง แตในทางตรงกันขาม
ชายฝง ดา นตะวนั ออกจะไดรับอทิ ธพิ ลจากทะเลอยางเต็มที่
4. กระแสนํ้า มี 3 สายทีส่ ําคญั คอื
4.1 กระแสนา้ํ อุนบราซิล ไหลเลยี บชายฝง ของประเทศบราซลิ
4.2 กระแสน้ําเยน็ ฟอลกแลนด ไหลเลียบชายฝง ประเทศอารเจนตนิ า
4.3 กระแสน้ําเยน็ เปรู (ฮัมโบลด) ไหลเลยี บชายฝงประเทศเปรแู ละชิลี
3. ปจจยั สาํ คัญที่ทําใหท วอี อสเตรเลยี มีสภาพภูมิอากาศทแ่ี ตกตางกัน
ปจจัยสาํ คญั ท่ที ําใหทวีปออสเตรเลียมภี ูมิอากาศตา งๆ กัน คอื ต้ังอยูในโซนรอนใตและอบอุนใต
มลี มประจําพดั ผา น ลักษณะภูมิประเทศและมกี ระแสน้าํ อุนและกระแสนา้ํ เหน็ ไหลผาน
แนวตอบกิจกรรมที่ 1.2 ลกั ษณะปรากฏการณทางธรรมชาตทิ ่ีสําคญั
และการปองกนั อันตราย
1. ปรากฏการณเ รือนกระจกคืออะไร
คําวา เรือนกระจก (greenhouse) หมายถึง อาณาบริเวณท่ีปดลอมดวยกระจกหรือวัสดุอื่น
ซงึ่ มีผลในการเกบ็ กักความรอ นไวภ ายใน ในประเทศเขตหนาวนิยมใชเรอื นกระจาํ ในการเพาะปลกู ตน ไมเพราะ
พลงั งานแสงอาทิตยสามารถผานเขาไปภายในไดแ ตค วามรอ นท่อี ยภู ายในจะถูกกักเกบ็ โดยกระจกไมใหสะทอน
หรือแผออกสูภายนอกไดทําใหอุณหภูมิของอากาศภายในอบอุนและเหมาะสมตอการเจริญเติบโตของพืช
แตกตา งจากภายนอกท่ยี งั หนาวเยน็ นักวทิ ยาศาสตรจงึ เปรียบเทยี บปรากฏการณ ที่ความรอนภายในโลกถูก
กับดักความรอนหรือกาซเรือนกระจก (Greenhouse agses) เก็บกักเอาไวไมใหสะทอนหรือแผออกสู
ภายนอกโลกวา เปน ปรากฏการณเ รือนกระจก
ห น้ า | 303
โลกของเราตามปกติมีกลไกควบคมุ ภมู อิ ากาศโดยธรรมชาตอิ ยแู ลว กระจกตามธรรมชาติของโลกคือ
กาซคารบ อนไดออกไซดและไอน้าํ ซ่ึงจะคอยควบคุมใหอ ณุ หภมู ิของโลกโดยเฉลี่ยมีคาประมาณ 15 °C และถา
หากในบรรยากาศไมม ีกระจกตามธรรมชาตอิ ุณหภมู ิของโลกจะลดลงเหลือเพียง -20°C มนษุ ยและพืชก็จะลม
ตายและโลกก็จะเขาสยู คุ นา้ํ แข็งอกี คร้ังหนึง่
2. ในฐานะที่ทานเปนสวนหนึ่งของประชากรโลกทานสามารถจะชวยปองกันและแกไขปญหา
ภาวะโลกรอ นไดอ ยางไรใหบอกมา 5 วธิ ี
1. อาบนาํ้ ดว ยฝก บัวจะชว ย ประหยดั วาการตกั นาํ้ อาบหรอื ใชอางอาบนาํ้ ถึงคร่ึงหน่ึงในเวลาเพียง
10 นาที และ ปดน้าํ ขณะแปรงฟน
2. ใชหลอดไฟตะเกียบ ประหยัดกวาหลอดธรรมดา 4 เทา ใชงานนานกวา
8 เทา แตล ะหลอดชวยลดการปลอยกาซคารบ อนไดออกไซด ได 4,500 กิโลกรัม หลอดไฟธรรมดาเปล่ียน
พลังงานนอยกวา 10% ไปเปนแสงไฟ สวนท่ีเหลือถูกเปลี่ยนไปเปนความรอน เทากับสูญพลังงานเปลาๆ
มากกวา 90%
3. ถอดปลั๊กเครือ่ งใชไ ฟฟา ทกุ ครั้งจากใชง าน
4. พกถุงผาแทนการใชถ งุ พลาสติก
5. เชค็ ลมยาง การขบั รถโดยท่ยี างมลี มนอ ย อาจทาํ ใหเปลอื งนา้ํ มัน
แนวตอบ กิจกรรมที่ 1.3 วธิ ใี ชเคร่อื งมอื ทางภมู ศิ าสตร
1. แผนที่ หมายถึง การแสดงลักษณะพื้นผิวโลกลงบนแผนราบ โดยการยอสวนและการใช
สญั ลักษณไ มวาเครือ่ งหมายหรือสี แทนสิ่งตา งๆ บนพ้ืนผวิ โลก แผนทีจ่ งึ ตางจากลกู โลกและแผนผัง
2. จงบอกประโยชนข องการใชแ ผนที่มา 5 ขอ
1. ประโยชนใ นการศึกษาลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ แผนท่ีจะทําใหผูศึกษาทราบวาพ้ืนที่ใดมีลักษณะ
ภูมปิ ระเทศแบบใดบาง
2. ประโยชนต อการศึกษาธรณวี ิทยา เพื่อใหท ราบความเปนมาของแหลงทรัพยากร ดิน หิน แร
ธาตุ
3. ประโยชนด านสมุทรศาสตรแ ละการประมง เพื่อใหท ราบสภาพแวดลอ มชายฝง ทะเล
4. ประโยชนดานทรัพยากรน้ํา รูขอมูลเก่ียวกับแมนํ้าและการไหล อางเก็บนํ้า ระบบการ
ชลประทาน
5. ประโยชนดานปา ไม เพอ่ื ใหทราบคุณลักษณะของปา ไมแ ละการเปลย่ี นแปลงพน้ื ท่ปี า ไม
3. ใหบอกวธิ ีการใชเข็มทศิ คูกบั การใชแผนทา พอสงั เขป
1. วางเขม็ ทิศใหเ ปนตามทิศจากจดุ เริ่มตน ไปยงั จดุ ท่ีจะไป
2. หมุนตวั เข็มทิศจนเสนเมอรเิ ดียนในแผนที่ขยายกบั แนว orienting lines
3. หมนุ แผนท่กี บั เข็มทิศไปดวยกนั จนกระทง่ั ปลายเขม็ แดงของเข็มทศิ ชี้ไปทีท่ ิศเหนอื
ห น้ า | 304
4. เดนิ ไปตามทศิ นน้ั โดยรกั ษาแนวไวใ หเขม็ ยังอยใู นแนวเดมิ ตลอด
ห น้ า | 305
แนวตอบ กจิ กรรมที่ 4
การทาํ ลายทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม
จงเลือกคาํ ตอบทถี่ กู ตองทส่ี ดุ เพียงคาํ ตอบเดียว
1. ข 2. ค 3. ง 4. ง
5. ก 6. ข 7. ง 8. ง
แนวเฉลยกจิ กรรมบทท่ี 2
เรอ่ื ง ประวตั ศิ าสตร
เรอ่ื งที่ 1 กิจกรรมท่ี 1
1. ค 2. ก 3. ง 4. ข 5. ง
เรอื่ งที่ 2 กิจกรรมท่ี 3
1. ค 2. ก 3. ข 4. ค 5. ค
เรื่องท่ี 5 กิจกรรมที่ 5
1. ค 2. ข 3. ง 4. ง 5. ข
เฉลยบทท่ี 4
การเมืองการปกครอง
1. ข 2. ค 3. ก 4. ง 5. ข
6. ค 7. ก 8. ง 9. ข 10. ง
ห น้ า | 306
บรรณานกุ รม
การศึกษาทางไกล, สถาบนั , กรมการศึกษานอกโรงเรยี น. 2546. ชดุ การเรียนทางไกล
ระดับมัธยมศึกษาตอนตน หมวดวชิ าพัฒนาสงั คมและชุมชน. กรุงเทพฯ :
โรงพมิ พครุ ุสภาลาดพราว.
โกเมน จริ ัฐกุล, รศ.ดร.และเสรี ลลี าลยั , รศ. หนังสอื เรยี น ส.504 สงั คมศกึ ษา ชัน้ มธั ยมศึกษา
ปท่ี 5. กรุงเทพฯ : ไทยวฒั นาพานิช จํากัด
คณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน กระทรวงศกึ ษาธิการ. (พ.ศ. 2553). หนังสอื เรยี น รายวิชาพ้นื ฐาน
ชนั้ มัธยมศกึ ษาปท่ี 4-6 เลม 1 ประวัติศาสตรไ ทย. กรุงเทพมหานคร : สกสค. ลาดพราว.
คิม ไชยแสนสขุ , รศ. และศันสนยี วรรณากรู . 2545. ชดุ ปฏิรปู การเรยี นรูหลักสูตรการศึกษา
ขั้นพืน้ ฐาน พ.ศ. 2544 กลุมสาระการเรียนรู สว นศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม
ชว งช้ันท่ี 4 สาระ 3 เศรษฐศาสตร. กรงุ เทพฯ : สํานักพมิ พป ระสานมิตร.
ญาดา ประภาพันธ. (2548). ระบบภาษีนายอากร. กรุงเทพมหานคร : บริษัทเคล็ดไทย จาํ กัด.
ดนยั ไชยโยธา. (2550). ประวัติศาสตรแ ละวฒั นธรรมไทย. กรุงเทพมหานคร : โอเดยี นสโตร
ธนาคารกรุงเทพ. ลักษณะไทย อิเลก็ ทรอนิกส. http://laksanathai.com.book two,/poois.aspx สบื คน
วันที่ 27 สิงหาคม 2557.
นามานุกรมพระมหากษตั รยิ ไ ทย กรงุ เทพ มลู นธิ ิสมเด็จพระเทพรตั นราชสดุ า. (2554). กรงุ เทพมหานคร :
ชุมนมุ สหกรณการเกษตรแหง ประเทศไทย จาํ กัด.
ประเวศ วะส.ี 2544. เศรษฐกิจพอเพยี งและประชาสงั คม : แนวทางผลิตฟน ฟเู ศรษฐกิจสังคม.
กรงุ เทพฯ : พมิ พด ี
ปย พร บุญเพญ็ . หลักเศรษฐศาสตร 3200–0101, 05-110-103. กรงุ เทพฯ :
บรษิ ัท บัณฑติ สาสน จาํ กัด. มปป.
พรรณิภา ศรสี ุข และผุดผอง ปติฐพร. พัฒนาสงั คมและชุมชน. กรงุ เทพ : บรษิ ทั บางกอก-
บคุ สแอนดมเี ดยี จาํ กัด. 2548.
พระราชพงศาวดารกรงุ เกา ฉบบั หลวงประเสรฐิ และประชมุ พงศาวดาร ภาคท่ี 63. (2545).
กรงุ เทพมหานคร : บริษัทดา นสทุ ธาการพมิ พ.
ไพฑรู ย พงศะบุตร และวนั ชยั ศริ ริ ัตน. หนังสอื เรยี นสงั คมศึกษา ส. 504 สงั คมศึกษา
ช้นั มธั ยมศึกษา ปท ี่ 5. กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ทั โรงพมิ พไทยวฒั นาพานชิ ย จาํ กดั 2537.
มานิต กิตติจูงจิต และสรุ พล เอีย่ มอทู รัพย, สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม.
กรงุ เทพฯ : แสงจนั ทรการพมิ พ, ปป.
วิไล ทรงโดม , พัฒนาสังคมและชมุ ชน. กรงุ เทพฯ : บรษิ ัท สามเจริญพาณิชย, 2548
ห น้ า | 307
ศลิ าจารกึ สโุ ขทยั หลกั ที่ 1 จารึกพอขนุ รามคําแหง. (2520). กรุงเทพมหานคร : หอสมุดแหง ชาติ
กรมศลิ ปากร.
ศภุ รัตน เกษมศรี ม.ร.ว.; พลตรี. การศึกษาประวตั ิศาสตรไ ทยเชงิ วเิ คราะห : สถาบันพระมหากษตั รยิ ใน
บรบิ ทสงั คมไทย ปาฐกถาชดุ “สิรนิ ธร” คร้งั ที่ 28. กรงุ เทพมหานคร : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลยั .
สมชาย ภคภาสนว วิ ฒั น. การรวมกลมุ ทางเศรษฐกจิ . วารสารเอเชียปริทศั น. ปท่ี 15 ฉบบั ที่ 1
(ประจําเดือนมกราคม –เมษายน 2537) : 1-7
สถาบนั การศกึ ษาทางไกล ชดุ การเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาสงั คมและชุมชน
ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 2548.
อภินันท จันตะนี. เอกสารคําสอนเศรษฐศาสตร มหภาค 1 . ภาคงิชาเศรษฐศาสตร
คณะวิทยาการจัดการ สถาบันราชภัฎพระนครศรอี ยธุ ยา. กรุงเทพฯ : พิทกั ษอักษร. 2541.
อภินนั ท จันตะนี และชัยยศ ผลวฒั นา. ระบบเศรษฐกจิ ไทยและการสหกรณ.
กรุงเทพฯ : สํานกั พมิ พพ ทิ กั ษอักษร. 2538.
http : //rirs3.royin.go.th/dictionary.asp
http://st. mengrai.ac.th/users/doremon/03_SURAPONG/09.htm
http://st. mengrai.ac.th/users/doremon/03_SURAPONG/20.htm
http://st. mengrai.ac.th/users/doremon/03_SURAPONG/05.htm
http://seas.art.tu.ac.th/6tula.htm
http://th.wikipedia.orq/wiki%EO%B8%9B%E0%B8%A3%E0%b8%B0%E0%...
http://www.thaigoodview.com/node/16621
http://www.parliament.go.th/parcy/889.0.htm
file://C:\DOCUME 1\ADMINI 1\LOCALS 1\Temp\1I2k4IKW.htm
http://dek-d.com/board/view.php?id = 663147
http://www.kr.ac.th/ebook/saiyud/b1.htm
http://www. Pathumthani.go.th/webkm/km. file / lefe –l – k .ppt#256,)
http://sujitwongtheg.com.book two,/poois.aspx เขาถึงวนั ท่ี 27 สิงหาคม 2557.
ห น้ า | 308
คณะผูจัดทํา
ทีป่ รกึ ษา บญุ เรือง เลขาธกิ าร กศน.
อมิ่ สวุ รรณ รองเลขาธิการ กศน.
1. นายประเสริฐ จาํ ป รองเลขาธิการ กศน.
2. ดร.ชยั ยศ แกว ไทรฮะ ที่ปรกึ ษาดานการพฒั นาหลกั สตู ร กศน.
3. นายวัชรินทร ตัณฑวุฑโฒ ผอู าํ นวยการกลุม พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี น
4. ดร.ทองอยู
5. นางรักขณา
ผเู ขยี นและเรยี บเรยี ง
1. นางสาวสุดใจ บุตรอากาศ สถาบนั กศน. ภาคเหนือ
2. นางสาวพมิ พาพร อนิ ทจักร สถาบนั กศน. ภาคเหนือ
3. นางดุษณี เหล่ียมพันธุ สถาบัน กศน. ภาคเหนือ
4. นางดวงทพิ ย แกว ประเสรฐิ สถาบัน กศน. ภาคเหนอื
5. นายนิพนธ ณ จนั ตา สถาบัน กศน. ภาคเหนือ
6. นางอุบลรตั น มโี ชค สถาบัน กศน. ภาคเหนือ
7. นางกรรณกิ าร ยศตอ้ื สถาบัน กศน. ภาคเหนือ
8. นางณิชากร เมตาภรณ สถาบัน กศน. ภาคเหนือ
ผบู รรณาธกิ ารและพัฒนาปรับปรุง
1. นางพรทพิ ย เข็มทอง กลมุ พฒั นาการศึกษานอกโรงเรยี น
2. นางสาวพิมพาพร อนิ ทจักร สถาบนั กศน. ภาคเหนือ
3. นางสาวสุรัตนา บรู ณะวิทย สถาบนั กศน. ภาคตะวนั ออก
4. นางสาวสุปรีดา แหลมหลกั สถาบนั กศน. ภาคตะวันออก
5. นางสาวสาลินี สมทบเจรญิ กุล สถาบนั กศน. ภาคตะวนั ออก
6. นายอดุ มศกั ด์ิ วรรณทวี สาํ นักงาน กศน. อ.โขงเจียม
7. นายเรอื งเวช แสงรัตนา สํานกั งาน กศน. ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื
8. นางพฒั นสดุ า สอนซื่อ ขาราชการบาํ นาญ
9. นางธญั ญาวดี เหลาพาณชิ ย ขาราชการบาํ นาญ
10. นางพรทิพย เขม็ ทอง กลมุ พฒั นาการศึกษานอกโรงเรยี น
11. นางสาววรรณพร ปท มานนท กลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรียน
12. นายเรอื งเดช แสงวฒั นา สถาบัน กศน. ภาคตะวนั นออกเฉยี งเหนอื
13. นางมยุรี สุวรรณาเจริญ สถาบัน กศน. ภาคใต
ห น้ า | 309
14. นางสาววาสนา บูรณาวิทย สถาบัน กศน. ภาคตะวนั ออก
15. นางสาววาสนา โกลยี วฒั นา สถาบนั การศึกษาทางไกล
16. นางธัญญาวดี เหลาพาณิชย ขา ราชการบํานาญ
17. นางพรทพิ ย เข็มทอง กลุมพฒั นาการศึกษานอกโรงเรยี น
ห น้ า | 310
คณะทาํ งาน มนั่ มะโน กลุมพฒั นาการศึกษานอกโรงเรยี น
ศรีรตั นศลิ ป กลมุ พฒั นาการศึกษานอกโรงเรียน
1. นายสรุ พงษ ปทมานนท กลุมพฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรยี น
2. นายศุภโชค กลุ ประดิษฐ กลุมพฒั นาการศึกษานอกโรงเรียน
3. นางสาววรรณพร เหลืองจิตวัฒนา กลุมพฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรยี น
4. นางสาวศริญญา
5. นางสาวเพชรนิ ทร
ผพู มิ พตนฉบับ คะเนสม กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรียน
เหลอื งจิตวฒั นา กลุมพฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรียน
1. นางปย วดี กววี งษพ ิพฒั น กลมุ พฒั นาการศึกษานอกโรงเรียน
2. นางเพชรนิ ทร ธรรมธิษา กลุมพฒั นาการศึกษานอกโรงเรยี น
3. นางสาวกรวรรณ บา นชี กลุมพฒั นาการศึกษานอกโรงเรยี น
4. นางสาวชาลนี ี
5. นางสาวอรศิ รา
ผอู อกแบบปก
นายศภุ โชค ศรีรตั นศิลป กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรยี น
ห น้ า | 311
คณะผูจดั ทํา
เนื้อหา เพิม่ เตมิ เรือ่ ง “บทบาทของสถาบนั พระมหากษตั ริยในการพฒั นาชาตไิ ทย”
ทป่ี รึกษา สกลุ ประดิษฐ เลขาธิการ กศน.
ทับสพุ รรณ รองเลขาธิการ กศน.
1. นายการุณ จําจด รองเลขาธกิ าร กศน.
2. นายชาญวิทย ภาคพรต ขา ราชการบาํ นาญ
3. นายสุรพงษ งามเขตต ผอู ํานวยการกลุมพฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรยี น
4. นางระววิ รรณ
5. นางศุทธินี
ผเู ขยี น เรยี บเรียง จากการประชมุ คร้งั ที่ 1
1. นายปณ ณพงศ ทา วอาจ สาํ นกั งาน กศน. จังหวัดสุโขทยั
กศน.อําเภอสวรรคโลก จงั หวดั สุโขทยั
2. นายจิรพงศ ผลนาค กศน.อาํ เภอบางแกว จงั หวดั พัทลงุ
กศน.อําเภอจะนะ จังหวดั สงขลา
3. นายวรวฒุ ิ จริยภัครดกิ ร กศน.อาํ เภอคลองหลวง จงั หวดั ปทุมธานี
กศน.อาํ เภอวังนอย จงั หวดั พระนครศรอี ยุธยา
4. นายรอ ศักด์ิ เหะเหรม็ โรงเรยี นสตรีวทิ ยา 2 ในพระอปุ ถมั ภ
สมเด็จพระศรนี ครนิ ทราบรมราชชนนี
5. นางสาวประภารสั ม พจนพมิ ล
6. นางสาววนั ทนา จะระ
7. นายรุจน หาเรอื นทรง
ผูเขยี น เรยี บเรียง และ บรรณาธกิ าร จากการประชมุ ครงั้ ที่ 2
1. นางอัมรา หันตรา ขา ราชการบาํ นาญ
2. นางนงลักษณ พรคาํ พลอย กศน.อําเภอเมอื ง จงั หวดั ชลบุรี
3. นายนิวัฒน หนางเกษม โรงเรยี นสตรเี ศรษฐบตุ รบําเพญ็
คณะทํางาน มน่ั มะโน กลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี น
1. นายสรุ พงษ ศรรี ตั นศิลป กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรยี น
2. นายศภุ โชค เพ็ชรสวา ง กลุมพัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรียน
3. นางสาวสุลาง อําไพศรี กลมุ พฒั นาการศึกษานอกโรงเรียน
4. นางสาวเบญ็ จวรรณ สงั ขพ ชิ ยั กลมุ พัฒนาการศึกษานอกโรงเรยี น
5. นางสาวชมพนู ท
ห น้ า | 312