The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by koonome, 2021-07-30 02:49:16

หนังสือเรียน รายวิชาสังคมศึกษา สค 31001 ม.ปลาย

รายวิชาสังคมศึกษา สค 31001 ม.ปลาย

ห น้ า | 294

เรอ่ื งที่ 6 หลกั ธรรมาภบิ าล

ความหมายของหลักธรรมาภบิ าล
หลักธรรมาภบิ าล หมายถงึ แนวทางในการจัดระเบยี บเพอ่ื ใหสงั คมของประเทศ ท้ังภาครฐั ภาคธุรกิจ

เอกชนและภาคประชาชนสามารถอยรู วมกนั ไดอ ยางสงบสขุ โดยตั้งอยูในความถูกตองและเปน ธรรม
ปจ จบุ ันจงึ เห็นไดว า การบรหิ ารจดั การองคกรท้ังภาครัฐและเอกชนไดใหความสําคัญกับการนําหลัก

ธรรมาภบิ าลมาใชโดยเฉพาะเรอื่ งคณุ ธรรมเน่ืองจากพบวา มกี ารประสบกบั ภาวะวิกฤตอิ นั เกดิ จากการทุจริตที่
ระบาดออกไปอยางรวดเรว็ และกวา งขวาง มที ง้ั ความไมรับผิดชอบตอ สงั คมหรอื สว นรวมโดยคาํ นึงแตประโยชน
ของตนเองและพวกพอง อนั เปนการบรหิ ารจัดการท่ขี าดคุณธรรมและจริยธรรมอยางยง่ิ

ธรรมาภบิ าลในองคกรภาครัฐหรอการบริหารจดั หารทด่ี ีในภาครัฐ (Good Govermnance) จะชวย
กระตุนอยางมากตอการพัฒนาและขยายตวั ของจริยธรรมในทางธรุ กจิ ทง้ั น้เี พราะความสมั พนั ธร ะหวางภาครฐั
กบั ภาคเอกชนมีอยูอยางใกลชิด ภาครัฐในฐานะท่ีเปนผูควบคุมกติกาการดําเนินของเอกชนยอมมีผลตอการ
เสริมสรางการบริหารจัดการท่ีดีในวงการธุรกิจและการยึดมั่นในหลักคุณธรรมและจริยธรรม รวมทั้งความ
รับผิดชอบท่ธี ุรกิจมีตอสังคม ถาการควบคมุ ยอ หยอนหรอื หนว ยงานในภาครฐั มีสว นรูเ หน็ เปนใจกับการทุจริต
หรอื การเอารดั เอาเปรียบสังคมและผบู รโิ ภคของธุรกิจเอกชนหรือมีการรวมมือกันระหวางคนในภาครัฐกับใน
ภาคเอกชนเพ่ือแสวงหาผลประโยชนอ นั มชิ อบแลว จะเปน อุปสรรคซงึ่ ทาํ ใหการเสรมิ สรางจริยธรรมในการทํา
ธุรกิจเปน ไปไดล าํ บาก

หลักธรรมาภิบาล
หลักธรรมาภิบาลท่ีทุกคนไมวาจะเปนคนทํางานในหนวยงาน ภาครัฐหรือเอกชน ตองยึดมั่นหลัก
ธรรมาภบิ าล 6 ประการ เปน แนวทางในการปฏิบตั งิ าน ดงั น้ี
1. หลักนติ ิธรรม (The Rule of Law)
หลักนิติธรรม หมายถึง การปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ขอบังคับตางๆ โดยถือวาเปนการ
ปกครองภายใตกฎหมายมิใชตามอําเภอใจหรืออํานาจของตัวบุคคลจะตองคํานึงถึงความเปนธรรมและความ
ยตุ ิธรรม รวมทัง้ มคี วามรัดกมุ และรวดเร็วดว ย
2. หลกั คณุ ธรรม (Morality)
หลักคุณธรรม หมายถึง การยึดม่ันในความถูกตอง ดีงาม การสงเสริมใหบุคลากรพัฒนาตนเองไป
พรอมกัน เพื่อใหบ ุคลากรมคี วามซอ่ื สัตย จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบ วินัย ประกอบอาชีพสุจริต เปนนิสัย
ประจาํ ชาติ
3. หลกั ความโปรงใส (Accountability)
หลักความโปรงใส หมายถงึ ความโปรง ใส พอเทียบไดวามีความหมายตรงขามหรือเกือบตรงขามกับ
การทุจริต คอรรปั ชชน่ั โดยท่ีเรือ่ งทจุ ริต คอรร ัปชน่ั ใหมีความหมายในเชิงลบและความนาสะพรึงกลัวแฝงอยู
ความโปรงใสเปน คําศัพทท ี่ใหแ งม ุมในเชงิ บวกและใหค วามสนในเชิงสงบสขุ ประชาชนเขาถึงขอมูลขาวสารได

ห น้ า | 295

สะดวกและเขา ใจงายและมีกระบวนการใหป ระชาชนตรวจสอบความถกู ตองอยางชัดเจน ในการน้ีเพื่อเปนสิริ
มงคลแกบุคลากรท่ีปฏิบัติงานใหมีความโปรงใส ขออัญเชิญพระราชกระแสรับส่ังในองคพระบาทสมเด็จ
พระเจา อยูหัวภูมิพลอดลุ ยเดชมหาราชทไ่ี ดทรงมีพระราชกระแสรับส่ัง ไดแก ผูที่มีความสุจริตและบริสุทธ์ิใจ
แมจ ะมีความรนู อยก็ยอมทาํ ประโยชนใ หแ กสวนรวมไดมากกวาผูทมี่ ีความรู มาก แตไ มม คี วามสุจริต ไมมีความ
บรสิ ทุ ธใิ์ จ

4. หลกั การมสี ว นรว ม (Participation)
หลกั การมสี ว นรวม หมายถงึ การใหโ อกาสใหบุคลากรหรอื ผูมีสวนเก่ียวของเขามามีสวนรวมทางการ
บริหารจัดการเกี่ยวกับการตัดสินใจในเรื่องตางๆ เชน เปนคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการและหรือ
คณะทาํ งานโดยใหขอมูล ความคิดเห็น แนะนาํ ปรึกษา รว มวางแผนและรว มปฏิบตั ิ
5. หลักความรับผดิ ชอบ (Responsibility)
หลักความรับผิดชอบ หมายถึง การตระหนักในสิทธิและหนาท่ี ความสํานึกในความรับผิดชอบตอ
สังคม การใสใจปญหาการบริหารจัดการ การกระตือรือรนในการแกปญหาและเคารพในความคิดเห็นท่ี
แตกตาง รวมทัง้ ความกลา ที่จะยอมรบั ผลดีและผลเสียจากการกระทําของตนเอง
6. หลกั ความคุมคา (Cost-effectiveness or Economy)
หลกั ความคุม คา หมายถงึ การบริหารจัดการและทรัพยากรท่ีมีจํากัด เพื่อใหเกิดประโยชนสูงสุดแก
สว นรวม โดยรณรงคใ หบคุ ลากรมคี วามประหยัด ใชว สั ดอุ ุปกรณอยางคุมคาและรักษาทรัพยากรธรรมชาติให
สมบูรณย ่งั ยนื

แนวปฏิบตั ติ ามหลักธรรมาภบิ าล
แนวการปฏบิ ตั งิ านตามหลกั ธรรมาภิบาลที่นํามาเสนอตอไปนี้จะเปนหลักธรรมาภิบาลในภาครัฐ ซึ่ง
ผปู ฏบิ ตั ิงานในองคก รของรัฐ ควรมีแนวทางการทาํ งานดังน้ี

1. ยึดมั่นในวตั ถุประสงคขององคกรและผลผลิตทีจ่ ะสงมอบใหแกป ระชาชนและผูท่ีมารับบริการ
แนวการปฏิบัติ คอื

1) ตอ งมีความเขา ใจอยา งแจม แจงในวตั ถปุ ระสงคและผลผลติ ทตี่ ง้ั ใจจะทําให
2) ผรู ับไดผ ลผลิตที่มีคุณภาพเปนเลิศ
3) คุมคา กับภาษีทเ่ี สยี ใหแกรัฐบาล
2. ทาํ งานอยางมีประสิทธิภาพในหนาทแ่ี ละบทบาทของตน แนวการปฏบิ ัติ คอื
1) บคุ ลากรตองเขาใจในหนาทขี่ องผูบริหาร
2) เขาใจอยา งแจม ชดั ในความรบั ผิดชอบของผูใตบ งั คับบัญชาและผบู ริหาร

รวมทง้ั ตอ งมน่ั ใจวาทกุ คนปฏบิ ัติหนาทต่ี ามความรับผดิ ชอบของตน
3) มคี วามเขา ใจอยา งชัดเจนในความสมั พันธระหวางผูบรหิ ารกบั ประชาชน

ผูรบั บรกิ าร
3. สงเสริมคานิยมขององคกรและแสดงใหเห็นถึงคุณคาของธรรมาภิบาล โดยการปฏิบัติหรือ
พฤติกรรม แนวการปฏิบตั ิคือ

ห น้ า | 296

1) นาํ คานยิ มขององคก รมาใชป ฏบิ ตั ิ
2) ผบู รหิ ารองคกรประพฤติตนเปน ตวั อยางทีด่ ี
3) ผบู ริหารตดั สนิ และวินิจฉยั อยางโปรงใสและเปดเผย
4) บรหิ ารงานอยางมีประสิทธภิ าพ
4. มกี ารสื่อสารท่ดี ี มีการตัดสนิ ใจอยา งโปรง ใสและมีการบริหารความเสย่ี งทร่ี ัดกมุ แนวการปฏบิ ตั ิ
คอื
1) การตดั สนิ ใจทกุ คร้ัง ตอ งกระทําอยา งโปรงใสและยุตธิ รรม
2) ใชขอ มูลท่ดี ี รวมท้ังคาํ แนะนําและการสนับสนุน
3) ตองม่ันใจวามีระบบบริหารความเสยี่ งท่มี ปี ระสทิ ธิภาพอยูในระบบการทาํ งาน
5. พัฒนาศักยภาพและความสามารถของสวนบริหารจัดการอยางตอเน่ือง พรอมท้ังใหมี
ประสิทธภิ าพย่ิงข้ึน แนวการปฏบิ ตั ิ คือ
1) ตองม่ันใจวาผูไดเล่ือนตําแหนงขึ้นมาเปนผูบริหารจัดการน้ัน มีทักษะ ความรูและ
ประสบการณท ่ีจําเปนตอ งใชใ นหนา ท่นี ้นั ๆ
2) พฒั นาความสามารถของผูท่ีทําหนาท่ีในสวนบริหาร รวมท้ังมีการประเมินผลงานไมวาจะ
เปน รายบุคคลหรือเปน กลมุ กไ็ ด
3) มีความเชื่อมโยงในการทดแทนบุคลากรในสายบริหารจัดการเพ่ือความตอเนื่องในการ
ปฏบิ ัตงิ านขององคกร
6. เขา ถึงประชาชนและตอ งรับผดิ ชอบตอการทํางานและผลงานอยา งจรงิ จงั แนวการปฏิบตั ิ คอื
1) ตอ งมคี วามเขาใจถึงขอบเขตของความรบั ผดิ ชอบ
2) ริเร่ิมการวางแผนที่จะติดตอกับประชาชน เพ่ือใหทราบถึงหนาที่และความรับผิดชอบใน
ผลงานของตน
3) ริเร่มิ การแสดงออกถงึ ความรบั ผดิ ชอบตอบุคลากรภายในองคกร
4) ประสานงานกบั หนวยเหนือหรือผบู งั คับบญั ชาอยางใกลช ิด

ห น้ า | 297

กจิ กรรมท่ี 1
ใหผเู รยี นเขยี นเครอื่ งหมาย หนาขอความท่ีถูกตอง และเขียนเครื่องหมาย หนาขอความที่ผิด

แลวตรวจกบั เฉลยทายกจิ กรรม
.......... 1. หลักธรรมา ภิบาล เ ปนแน วทาง ในกา รจัดร ะเบี ยบเพ่ื อใหสั งคมของปร ะเท ศ

ทงั้ ภาครฐั ภาคธรุ กจิ และภาคประชาชนอยรู ว มกนั อยางสงบสขุ
.......... 2. กา รป ฏิบั ติ งา นโ ดย ยึ ดห ลัก นิติ ธรร มนั้ น ตอ งทํ า อะ ไร ดวย ตน เอ งอ ย าง ม่ัน ใ จ

อาจถกู ตองตามระเบียบหรอื ไมกไ็ ด
.......... 3. บุคคลใดก็ตามที่ยึดม่ันในความถูกตอง ดีงาม จริงใจ และขยัน ถือวาเปนผู

ยึดม่นั ในหลักความคมุ คา
.......... 4. “สมชาย” มักจะชวยทํากิจกรรมของชุมชนอยูเสมอ และเปนผูท่ียอมรับฟง

ความคิดเหน็ ของเพื่อนรวมงาน ถอื วา “สมชาย” เปน ผยู ดึ ม่นั ในหลกั การมสี วนรว ม
.......... 5. ในการทํากิจกรรมกลุมทุกครั้ง “นุน” จะเปนผูท่ีกลาออกความคิดเห็น และ

รับอาสาเปนผูดูแลการทํางาน ซ่ึงงานจะประสบความสําเร็จทุกคร้ัง ถือวา “นุน”
เปน ผยู ึดมน่ั ในหลกั ความโปรง ใส

กจิ กรรมที่ 2

คาํ สงั่ หากผูเรยี นไดท าํ งานเอกชนกบั บริษัทแหง หน่ึง ผูเรยี นมีแนวการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิ
บาลอยา งไร

แบบบันทกึ ผลการเรียนรู

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

กจิ กรรมท่ี 3

ห น้ า | 298

1. ใหผูเรียนศึกษาเรียนรูเพิ่มเติมเก่ียวกับเร่ืองการพัฒนาของระบอบประชาธิปไตย
ของประเทศตางๆ ในโลกจาก Internet เอกสารแบบเรียน ตําราตางๆ ตลอดจน
ศึกษาจากผรู ู

2. ใหผ ูเรียนทาํ แบบฝก หดั แลวตรวจเฉลยทายเรอ่ื ง

แบบฝก หดั

คําสัง่ ใหผเู รยี นเลือกคําตอบทถี่ กู ตอง แลว วงกลมลอมรอบตวั อักษรหนาขอ ความท่ีถกู ตอง
1. ประเทศใดบา งที่เปนจดุ เร่มิ ตนของการปกครองระบอบประชาธิปไตยใน “ยคุ โบราณ”
ก. ญ่ีปนุ จีน เกาหลี
ข. กรกี ซเี รยี อนิ เดยี
ค. กรีก เกาหลี จีน
ง. ไทย จนี ญี่ปนุ
2. ประเทศใดบางทีจ่ ดั อยูใ น “ยคุ กลาง” ของการพัฒนาการระบอบประชาธิปไตย
ก. ไทย จนี ญป่ี ุน
ข. กรีก ซเี รยี อินเดยี
ค. ยเุ ครน องั กฤษ สหพันธไ อโรโควอสิ
ง. องั กฤษ ฝร่ังเศส อเมริกา
3. “คอสแซค็ ” มคี วามเกีย่ วของกบั ประเทศยเู ครนอยา งไร
ก. เปน รัฐทางการทหารของยเู ครน
ข. เปนรฐั ท่ีปกครองโดยประชาชนของยูเครน
ค. เปน รฐั ที่ปกครองแบบประชาธิปไตย
ง. ไมมขี อใดถูก
4. รูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย “สหพันธไ อโรโควอสิ ” เปนแบบใด
ก. ราชาธปิ ไตย
ข. รฐั อสิ ระ
ค. อาณาธิปไตย
ง. ระบบชนเผา
5. ประเทศใดบา งทมี่ กี ารพัฒนาการระบอบประชาธิปไตยในชว ง
“ครสิ ตศตวรรษที่ 18 – 19”

ห น้ า | 299

ก. อินเดีย ซีเรยี เกาหลี
ข. สหรฐั อเมริกา ฝรั่งเศส นวิ ซีแลนด
ค. สหรัฐอเมริกา รสั เซยี องั กฤษ
ง. ไทย จีน ญป่ี นุ
6. ขอ ใดเปน การแสดงถงึ พฒั นาการการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยของฝรั่งเศส
ก. การทําสงครามในประเทศ
ข. การเขารวมสงครามโลกครัง้ ที่ 2
ค. ภายหลังการปฏิวตั ิ มีการเลือกต้ังสมชั ชาแหง ชาติฝรง่ั เศส
ง. การยดึ ครองอาณานิคมในยโุ รป

7. ในชว งปลายคริสตวรรษท่ี 19 ลกั ษณะของประชาธปิ ไตยของประเทศตางๆ
ในโลกเปนอยา งไร
ก. ประชาธปิ ไตยทเ่ี คารพเสยี งขางนอย
ข. ประชาธิปไตยทเี่ คารพเสียงขา งมาก
ค. ประชาชนไมสามารถแสดงความคิดเหน็ ได
ง. ไมม ีขอ ใดถูก

8. ภายหลังการส้ินสดุ ของสงครามโลกครั้งท่ี 2 เกิดเหตกุ ารณส าํ คัญเกย่ี วกับ
การเมอื งการปกครองของประเทศตางๆ ในโลกอยา งไร
ก. ทุกประเทศแพสงคราม
ข. กระแสการเปลีย่ นแปลงไปสูระบอกประชาธิปไตยในหลายประเทศ
ค. กระแสของระบอบประชาธิปไตยแพรข ยายไปยังแอฟริกาใต
ง. ขอ ข และ ค ถกู

9. ประเทศไทยเขา สูการปกครองระบอบประชาธิปไตยในรัชสมัยใด
ก. รัชกาลที่ 6
ข. รชั กาลท่ี 7
ค. รัชกาลท่ี 8
ง. รัชกาลที่ 9

10. ขอใดคอื รปู แบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย
ก. ประชาชนมสี ิทธเิ สรภี าพเทาเทยี มกัน
ข. พระมหากษตั รยิ ทรงเปนประมขุ ภายใตรฐั ธรรมนญู
ค. อํานาจอธิปไตยเปน ของปวงชนชาวไทย

ห น้ า | 300

ง. ถูกทุกขอ

แนวเฉลยกจิ กรรมที่ 1
ภูมศิ าสตรกายภาพ

กจิ กรรมท่ี 1.1 สภาพภมู ิศาสตรกายภาพ
1. ใหบ อกลกั ษณะภมู ปิ ระเทศและลักษณะเศรษฐกิจของประเทศไทยและทวปี ยุโรป

พ้ืนที่ ลกั ษณะภมู ิประเทศ ลักษณะเศรษฐกิจ

ห น้ า | 301

พน้ื ที่ ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ ลกั ษณะเศรษฐกิจ

ประเทศไทย ภาคเหนือมีเทือกเขาสูงทอดยาวนานในแนว มีการทําเกษตรกรรม ทํานา

เหนอื ใต ทม่ี รี าบลมุ สลับอยู เปนแหลงกําเนิด ทาํ ไร ทาํ สวนผลไม ยางพารา

แมน้ําสายสําคัญ คือ ปง วัง ยม นาน พื้นที่ ปาลม ปาไม และเลี้ยงสัตว

สองฝงน้ําอุดมสมบูรณ เหมาะแกการ อุ ต ส า ห ก ร ร ม เ ห มื อ ง แ ร

เพาะปลกู อุตสาหกรรมการแปรสภาพ

ภาคกลางเปนดินดอนสามเหลี่ยม ปากแมนํ้า ผลผลติ ทางการเกษตร ฯลฯ

เจาพระยาทเ่ี กิดการรวมตัวของแมน้าํ ปง วัง

ยม นา น

ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื มี ราบสูงท่ีมีราบลุม

แมน ้าํ ท่สี าํ คญั คือมลู และชี

ภาคตะวันออก มที ่ีราบใหญอ ยูทางตอนเหนือ

ตอนกลางมเี ทอื กเขาจนั ทบุรีของภาค มที ่ีราบ

แคบๆ ชายฝง ทะเล

ทวีปยโุ รป ตอนเหนือมเี ทือกเขาสงู และทร่ี าบชายฝง ทะเล มีการทําเกษตรกรรม ปลูก

ที่เวาแหวง และอาวลึกท่ีเรียกวาฟยอรด ขาวสาลีไรปศุสัตว เล้ียงสัตว

เน่ืองจากเกิดถกู ธารนา้ํ แข็งกดั เซาะ ควบคูกบั การปลูกพชื และเลยี้ ง

เขตที่ราบสูงตอนกลาง เชน แบล็กฟอเรสต สัตวแ บบเรรอน

ของเยอรมัน ที่ราบสูง โบฮีเมียเขตติดตอ การทําอุตสาหกรรมแรเหล็ก

เยอรมันนี้กับสาธารณรัฐเชค ที่ราบเมเซตา และถานหิน

ในเขตสเปน และโปรตเุ กส มีการทําประมง เพราะมี

เขตที่ราบตอนกลาง ตั้งแตชายฝงมหาสมุทร ชายฝงที่ยาวและเวาแหวง

แอตแลนติกไปถึง เทือกเขาอูราลในรัสเซีย และติดทะเลทัง้ 3 ดาน

ตะวันตกของฝรั่งเศสตอนใตของเบลเยี่ยม

เนเธอรแลนด เดนมารก ภาคเหนือของ

เยอรมันนีมีประชากรอาศัยอยูหนาแนน

เพราะมคี วามสาํ คญั ทางเศรษฐกิจ

เขตเทอื กเขาตอนใต มีเทือกเขาสูงทอดตวั ยาว

ต้งั แตต ะวนั ออกเฉียงใตของฝร่ังเศสผานสวิส

เยอรมนั นไี ปจนถึงทางเหนือของอิตาลี ยอด

เขามนี ํ้าแขง็ ปกคลุมเกอื บตลอดป

แนวตอบกจิ กรรม 1.1 สภาพภูมศิ าสตรก ายภาพ

2. ปจ จัยทีม่ อี ทิ ธิพลตอ ภมู ิอากาศของทวปี อเมรกิ าใต คือ

ห น้ า | 302

1. ละติจดู พ้ืนที่สวนใหญของทวีปครอบคลุมเขตอากาศรอน และประมาณ 1 ใน 3 ของพ้ืนที่
ทวปี เปน เขตอากาศแบบอบอนุ ภมู ภิ าคทางเหนอื ของทวปี จะมฤี ดกู าลที่ตรงขา มกับภมู ิภาคทางใต

2. ลมประจํา ไดแ ก
2.1 ลมคาตะวันออกเฉียงเหนือ พัดผานมหาสมุทรแอตแลนติกจึงนําความชุมชื่นเขาสูทวีป

บรเิ วณชายฝงตะวันออกเฉยี งเหนอื
2.2 ลมคาตะวันออกเฉียงใต พัดผานมหาสมุทรแอตแลนติกจึงนําความชุมช่ืนเขาสูทวีป

บริเวณชายฝง ตะวนั ออกเฉียงใต
2.3 ลมตะวันตกเฉียงเหนือ พัดผานมหาสมุทรแปซิฟกจึงนําความชุมชื่นเขาสูทวีปบริเวณ

ชายฝง ตะวันตกของทวีป ต้ังแตประมาณละตจิ ูด 40 องศาใตล งไป
3. ทิศทางของเทือกเขา ทวปี อเมริกาใตมเี ทอื กเขาสูงอยูทางตะวนั ตกของทวีป ดังนนั้ จงึ เปน สิง่ ที่

กั้นขวางอิทธพิ ลจากทะเลและมหาสมทุ ร ทําใหบ ริเวณที่ใกลเทอื กเขาคอนขางแหงแลง แตในทางตรงกันขาม
ชายฝง ดา นตะวนั ออกจะไดรับอทิ ธพิ ลจากทะเลอยางเต็มที่

4. กระแสนํ้า มี 3 สายทีส่ ําคญั คอื
4.1 กระแสนา้ํ อุนบราซิล ไหลเลยี บชายฝง ของประเทศบราซลิ
4.2 กระแสน้ําเยน็ ฟอลกแลนด ไหลเลียบชายฝง ประเทศอารเจนตนิ า

4.3 กระแสน้ําเยน็ เปรู (ฮัมโบลด) ไหลเลยี บชายฝงประเทศเปรแู ละชิลี

3. ปจจยั สาํ คัญที่ทําใหท วอี อสเตรเลยี มีสภาพภูมิอากาศทแ่ี ตกตางกัน
ปจจัยสาํ คญั ท่ที ําใหทวีปออสเตรเลียมภี ูมิอากาศตา งๆ กัน คอื ต้ังอยูในโซนรอนใตและอบอุนใต

มลี มประจําพดั ผา น ลักษณะภูมิประเทศและมกี ระแสน้าํ อุนและกระแสนา้ํ เหน็ ไหลผาน

แนวตอบกิจกรรมที่ 1.2 ลกั ษณะปรากฏการณทางธรรมชาตทิ ่ีสําคญั
และการปองกนั อันตราย

1. ปรากฏการณเ รือนกระจกคืออะไร
คําวา เรือนกระจก (greenhouse) หมายถึง อาณาบริเวณท่ีปดลอมดวยกระจกหรือวัสดุอื่น

ซงึ่ มีผลในการเกบ็ กักความรอ นไวภ ายใน ในประเทศเขตหนาวนิยมใชเรอื นกระจาํ ในการเพาะปลกู ตน ไมเพราะ
พลงั งานแสงอาทิตยสามารถผานเขาไปภายในไดแ ตค วามรอ นท่อี ยภู ายในจะถูกกักเกบ็ โดยกระจกไมใหสะทอน
หรือแผออกสูภายนอกไดทําใหอุณหภูมิของอากาศภายในอบอุนและเหมาะสมตอการเจริญเติบโตของพืช
แตกตา งจากภายนอกท่ยี งั หนาวเยน็ นักวทิ ยาศาสตรจงึ เปรียบเทยี บปรากฏการณ ที่ความรอนภายในโลกถูก
กับดักความรอนหรือกาซเรือนกระจก (Greenhouse agses) เก็บกักเอาไวไมใหสะทอนหรือแผออกสู
ภายนอกโลกวา เปน ปรากฏการณเ รือนกระจก

ห น้ า | 303

โลกของเราตามปกติมีกลไกควบคมุ ภมู อิ ากาศโดยธรรมชาตอิ ยแู ลว กระจกตามธรรมชาติของโลกคือ
กาซคารบ อนไดออกไซดและไอน้าํ ซ่ึงจะคอยควบคุมใหอ ณุ หภมู ิของโลกโดยเฉลี่ยมีคาประมาณ 15 °C และถา
หากในบรรยากาศไมม ีกระจกตามธรรมชาตอิ ุณหภมู ิของโลกจะลดลงเหลือเพียง -20°C มนษุ ยและพืชก็จะลม
ตายและโลกก็จะเขาสยู คุ นา้ํ แข็งอกี คร้ังหนึง่

2. ในฐานะที่ทานเปนสวนหนึ่งของประชากรโลกทานสามารถจะชวยปองกันและแกไขปญหา
ภาวะโลกรอ นไดอ ยางไรใหบอกมา 5 วธิ ี

1. อาบนาํ้ ดว ยฝก บัวจะชว ย ประหยดั วาการตกั นาํ้ อาบหรอื ใชอางอาบนาํ้ ถึงคร่ึงหน่ึงในเวลาเพียง
10 นาที และ ปดน้าํ ขณะแปรงฟน

2. ใชหลอดไฟตะเกียบ ประหยัดกวาหลอดธรรมดา 4 เทา ใชงานนานกวา
8 เทา แตล ะหลอดชวยลดการปลอยกาซคารบ อนไดออกไซด ได 4,500 กิโลกรัม หลอดไฟธรรมดาเปล่ียน
พลังงานนอยกวา 10% ไปเปนแสงไฟ สวนท่ีเหลือถูกเปลี่ยนไปเปนความรอน เทากับสูญพลังงานเปลาๆ
มากกวา 90%

3. ถอดปลั๊กเครือ่ งใชไ ฟฟา ทกุ ครั้งจากใชง าน
4. พกถุงผาแทนการใชถ งุ พลาสติก
5. เชค็ ลมยาง การขบั รถโดยท่ยี างมลี มนอ ย อาจทาํ ใหเปลอื งนา้ํ มัน

แนวตอบ กิจกรรมที่ 1.3 วธิ ใี ชเคร่อื งมอื ทางภมู ศิ าสตร
1. แผนที่ หมายถึง การแสดงลักษณะพื้นผิวโลกลงบนแผนราบ โดยการยอสวนและการใช

สญั ลักษณไ มวาเครือ่ งหมายหรือสี แทนสิ่งตา งๆ บนพ้ืนผวิ โลก แผนทีจ่ งึ ตางจากลกู โลกและแผนผัง
2. จงบอกประโยชนข องการใชแ ผนที่มา 5 ขอ
1. ประโยชนใ นการศึกษาลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ แผนท่ีจะทําใหผูศึกษาทราบวาพ้ืนที่ใดมีลักษณะ

ภูมปิ ระเทศแบบใดบาง
2. ประโยชนต อการศึกษาธรณวี ิทยา เพื่อใหท ราบความเปนมาของแหลงทรัพยากร ดิน หิน แร

ธาตุ
3. ประโยชนด านสมุทรศาสตรแ ละการประมง เพื่อใหท ราบสภาพแวดลอ มชายฝง ทะเล
4. ประโยชนดานทรัพยากรน้ํา รูขอมูลเก่ียวกับแมนํ้าและการไหล อางเก็บนํ้า ระบบการ

ชลประทาน
5. ประโยชนดานปา ไม เพอ่ื ใหทราบคุณลักษณะของปา ไมแ ละการเปลย่ี นแปลงพน้ื ท่ปี า ไม

3. ใหบอกวธิ ีการใชเข็มทศิ คูกบั การใชแผนทา พอสงั เขป
1. วางเขม็ ทิศใหเ ปนตามทิศจากจดุ เริ่มตน ไปยงั จดุ ท่ีจะไป
2. หมุนตวั เข็มทิศจนเสนเมอรเิ ดียนในแผนที่ขยายกบั แนว orienting lines
3. หมนุ แผนท่กี บั เข็มทิศไปดวยกนั จนกระทง่ั ปลายเขม็ แดงของเข็มทศิ ชี้ไปทีท่ ิศเหนอื

ห น้ า | 304

4. เดนิ ไปตามทศิ นน้ั โดยรกั ษาแนวไวใ หเขม็ ยังอยใู นแนวเดมิ ตลอด

ห น้ า | 305

แนวตอบ กจิ กรรมที่ 4
การทาํ ลายทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม

จงเลือกคาํ ตอบทถี่ กู ตองทส่ี ดุ เพียงคาํ ตอบเดียว

1. ข 2. ค 3. ง 4. ง
5. ก 6. ข 7. ง 8. ง

แนวเฉลยกจิ กรรมบทท่ี 2
เรอ่ื ง ประวตั ศิ าสตร

เรอ่ื งที่ 1 กิจกรรมท่ี 1
1. ค 2. ก 3. ง 4. ข 5. ง

เรอื่ งที่ 2 กิจกรรมท่ี 3
1. ค 2. ก 3. ข 4. ค 5. ค

เรื่องท่ี 5 กิจกรรมที่ 5
1. ค 2. ข 3. ง 4. ง 5. ข

เฉลยบทท่ี 4
การเมืองการปกครอง

1. ข 2. ค 3. ก 4. ง 5. ข
6. ค 7. ก 8. ง 9. ข 10. ง

ห น้ า | 306

บรรณานกุ รม

การศึกษาทางไกล, สถาบนั , กรมการศึกษานอกโรงเรยี น. 2546. ชดุ การเรียนทางไกล
ระดับมัธยมศึกษาตอนตน หมวดวชิ าพัฒนาสงั คมและชุมชน. กรุงเทพฯ :
โรงพมิ พครุ ุสภาลาดพราว.

โกเมน จริ ัฐกุล, รศ.ดร.และเสรี ลลี าลยั , รศ. หนังสอื เรยี น ส.504 สงั คมศกึ ษา ชัน้ มธั ยมศึกษา
ปท่ี 5. กรุงเทพฯ : ไทยวฒั นาพานิช จํากัด

คณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน กระทรวงศกึ ษาธิการ. (พ.ศ. 2553). หนังสอื เรยี น รายวิชาพ้นื ฐาน
ชนั้ มัธยมศกึ ษาปท่ี 4-6 เลม 1 ประวัติศาสตรไ ทย. กรุงเทพมหานคร : สกสค. ลาดพราว.

คิม ไชยแสนสขุ , รศ. และศันสนยี  วรรณากรู . 2545. ชดุ ปฏิรปู การเรยี นรูหลักสูตรการศึกษา
ขั้นพืน้ ฐาน พ.ศ. 2544 กลุมสาระการเรียนรู สว นศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม
ชว งช้ันท่ี 4 สาระ 3 เศรษฐศาสตร. กรงุ เทพฯ : สํานักพมิ พป ระสานมิตร.

ญาดา ประภาพันธ. (2548). ระบบภาษีนายอากร. กรุงเทพมหานคร : บริษัทเคล็ดไทย จาํ กัด.
ดนยั ไชยโยธา. (2550). ประวัติศาสตรแ ละวฒั นธรรมไทย. กรุงเทพมหานคร : โอเดยี นสโตร
ธนาคารกรุงเทพ. ลักษณะไทย อิเลก็ ทรอนิกส. http://laksanathai.com.book two,/poois.aspx สบื คน

วันที่ 27 สิงหาคม 2557.
นามานุกรมพระมหากษตั รยิ ไ ทย กรงุ เทพ มลู นธิ ิสมเด็จพระเทพรตั นราชสดุ า. (2554). กรงุ เทพมหานคร :

ชุมนมุ สหกรณการเกษตรแหง ประเทศไทย จาํ กัด.
ประเวศ วะส.ี 2544. เศรษฐกิจพอเพยี งและประชาสงั คม : แนวทางผลิตฟน ฟเู ศรษฐกิจสังคม.

กรงุ เทพฯ : พมิ พด ี
ปย พร บุญเพญ็ . หลักเศรษฐศาสตร 3200–0101, 05-110-103. กรงุ เทพฯ :

บรษิ ัท บัณฑติ สาสน จาํ กัด. มปป.
พรรณิภา ศรสี ุข และผุดผอง ปติฐพร. พัฒนาสงั คมและชุมชน. กรงุ เทพ : บรษิ ทั บางกอก-

บคุ สแอนดมเี ดยี จาํ กัด. 2548.
พระราชพงศาวดารกรงุ เกา ฉบบั หลวงประเสรฐิ และประชมุ พงศาวดาร ภาคท่ี 63. (2545).

กรงุ เทพมหานคร : บริษัทดา นสทุ ธาการพมิ พ.
ไพฑรู ย พงศะบุตร และวนั ชยั ศริ ริ ัตน. หนังสอื เรยี นสงั คมศึกษา ส. 504 สงั คมศึกษา

ช้นั มธั ยมศึกษา ปท ี่ 5. กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ทั โรงพมิ พไทยวฒั นาพานชิ ย จาํ กดั 2537.
มานิต กิตติจูงจิต และสรุ พล เอีย่ มอทู รัพย, สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม.

กรงุ เทพฯ : แสงจนั ทรการพมิ พ, ปป.
วิไล ทรงโดม , พัฒนาสังคมและชมุ ชน. กรงุ เทพฯ : บรษิ ัท สามเจริญพาณิชย, 2548

ห น้ า | 307

ศลิ าจารกึ สโุ ขทยั หลกั ที่ 1 จารึกพอขนุ รามคําแหง. (2520). กรุงเทพมหานคร : หอสมุดแหง ชาติ
กรมศลิ ปากร.

ศภุ รัตน เกษมศรี ม.ร.ว.; พลตรี. การศึกษาประวตั ิศาสตรไ ทยเชงิ วเิ คราะห : สถาบันพระมหากษตั รยิ ใน
บรบิ ทสงั คมไทย ปาฐกถาชดุ “สิรนิ ธร” คร้งั ที่ 28. กรงุ เทพมหานคร : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลยั .

สมชาย ภคภาสนว วิ ฒั น. การรวมกลมุ ทางเศรษฐกจิ . วารสารเอเชียปริทศั น. ปท่ี 15 ฉบบั ที่ 1
(ประจําเดือนมกราคม –เมษายน 2537) : 1-7

สถาบนั การศกึ ษาทางไกล ชดุ การเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาสงั คมและชุมชน
ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 2548.

อภินันท จันตะนี. เอกสารคําสอนเศรษฐศาสตร มหภาค 1 . ภาคงิชาเศรษฐศาสตร
คณะวิทยาการจัดการ สถาบันราชภัฎพระนครศรอี ยธุ ยา. กรุงเทพฯ : พิทกั ษอักษร. 2541.

อภินนั ท จันตะนี และชัยยศ ผลวฒั นา. ระบบเศรษฐกจิ ไทยและการสหกรณ.
กรุงเทพฯ : สํานกั พมิ พพ ทิ กั ษอักษร. 2538.

http : //rirs3.royin.go.th/dictionary.asp
http://st. mengrai.ac.th/users/doremon/03_SURAPONG/09.htm
http://st. mengrai.ac.th/users/doremon/03_SURAPONG/20.htm
http://st. mengrai.ac.th/users/doremon/03_SURAPONG/05.htm
http://seas.art.tu.ac.th/6tula.htm
http://th.wikipedia.orq/wiki%EO%B8%9B%E0%B8%A3%E0%b8%B0%E0%...
http://www.thaigoodview.com/node/16621
http://www.parliament.go.th/parcy/889.0.htm
file://C:\DOCUME 1\ADMINI 1\LOCALS 1\Temp\1I2k4IKW.htm
http://dek-d.com/board/view.php?id = 663147
http://www.kr.ac.th/ebook/saiyud/b1.htm
http://www. Pathumthani.go.th/webkm/km. file / lefe –l – k .ppt#256,)
http://sujitwongtheg.com.book two,/poois.aspx เขาถึงวนั ท่ี 27 สิงหาคม 2557.

ห น้ า | 308

คณะผูจัดทํา

ทีป่ รกึ ษา บญุ เรือง เลขาธกิ าร กศน.
อมิ่ สวุ รรณ รองเลขาธิการ กศน.
1. นายประเสริฐ จาํ ป รองเลขาธิการ กศน.
2. ดร.ชยั ยศ แกว ไทรฮะ ที่ปรกึ ษาดานการพฒั นาหลกั สตู ร กศน.
3. นายวัชรินทร ตัณฑวุฑโฒ ผอู าํ นวยการกลุม พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี น
4. ดร.ทองอยู
5. นางรักขณา

ผเู ขยี นและเรยี บเรยี ง

1. นางสาวสุดใจ บุตรอากาศ สถาบนั กศน. ภาคเหนือ
2. นางสาวพมิ พาพร อนิ ทจักร สถาบนั กศน. ภาคเหนือ
3. นางดุษณี เหล่ียมพันธุ สถาบัน กศน. ภาคเหนือ
4. นางดวงทพิ ย แกว ประเสรฐิ สถาบัน กศน. ภาคเหนอื
5. นายนิพนธ ณ จนั ตา สถาบัน กศน. ภาคเหนือ
6. นางอุบลรตั น มโี ชค สถาบัน กศน. ภาคเหนือ
7. นางกรรณกิ าร ยศตอ้ื สถาบัน กศน. ภาคเหนือ
8. นางณิชากร เมตาภรณ สถาบัน กศน. ภาคเหนือ

ผบู รรณาธกิ ารและพัฒนาปรับปรุง

1. นางพรทพิ ย เข็มทอง กลมุ พฒั นาการศึกษานอกโรงเรยี น
2. นางสาวพิมพาพร อนิ ทจักร สถาบนั กศน. ภาคเหนือ
3. นางสาวสุรัตนา บรู ณะวิทย สถาบนั กศน. ภาคตะวนั ออก
4. นางสาวสุปรีดา แหลมหลกั สถาบนั กศน. ภาคตะวันออก
5. นางสาวสาลินี สมทบเจรญิ กุล สถาบนั กศน. ภาคตะวนั ออก
6. นายอดุ มศกั ด์ิ วรรณทวี สาํ นักงาน กศน. อ.โขงเจียม
7. นายเรอื งเวช แสงรัตนา สํานกั งาน กศน. ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื
8. นางพฒั นสดุ า สอนซื่อ ขาราชการบาํ นาญ
9. นางธญั ญาวดี เหลาพาณชิ ย ขาราชการบาํ นาญ
10. นางพรทิพย เขม็ ทอง กลมุ พฒั นาการศึกษานอกโรงเรยี น
11. นางสาววรรณพร ปท มานนท กลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรียน
12. นายเรอื งเดช แสงวฒั นา สถาบัน กศน. ภาคตะวนั นออกเฉยี งเหนอื
13. นางมยุรี สุวรรณาเจริญ สถาบัน กศน. ภาคใต

ห น้ า | 309

14. นางสาววาสนา บูรณาวิทย สถาบัน กศน. ภาคตะวนั ออก
15. นางสาววาสนา โกลยี วฒั นา สถาบนั การศึกษาทางไกล
16. นางธัญญาวดี เหลาพาณิชย ขา ราชการบํานาญ
17. นางพรทพิ ย เข็มทอง กลุมพฒั นาการศึกษานอกโรงเรยี น

ห น้ า | 310

คณะทาํ งาน มนั่ มะโน กลุมพฒั นาการศึกษานอกโรงเรยี น
ศรีรตั นศลิ ป กลมุ พฒั นาการศึกษานอกโรงเรียน
1. นายสรุ พงษ ปทมานนท กลุมพฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรยี น
2. นายศุภโชค กลุ ประดิษฐ กลุมพฒั นาการศึกษานอกโรงเรียน
3. นางสาววรรณพร เหลืองจิตวัฒนา กลุมพฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรยี น
4. นางสาวศริญญา
5. นางสาวเพชรนิ ทร

ผพู มิ พตนฉบับ คะเนสม กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรียน
เหลอื งจิตวฒั นา กลุมพฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรียน
1. นางปย วดี กววี งษพ ิพฒั น กลมุ พฒั นาการศึกษานอกโรงเรียน
2. นางเพชรนิ ทร ธรรมธิษา กลุมพฒั นาการศึกษานอกโรงเรยี น
3. นางสาวกรวรรณ บา นชี กลุมพฒั นาการศึกษานอกโรงเรยี น
4. นางสาวชาลนี ี
5. นางสาวอรศิ รา

ผอู อกแบบปก

นายศภุ โชค ศรีรตั นศิลป กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรยี น

ห น้ า | 311

คณะผูจดั ทํา

เนื้อหา เพิม่ เตมิ เรือ่ ง “บทบาทของสถาบนั พระมหากษตั ริยในการพฒั นาชาตไิ ทย”

ทป่ี รึกษา สกลุ ประดิษฐ เลขาธิการ กศน.
ทับสพุ รรณ รองเลขาธิการ กศน.
1. นายการุณ จําจด รองเลขาธกิ าร กศน.
2. นายชาญวิทย ภาคพรต ขา ราชการบาํ นาญ
3. นายสุรพงษ งามเขตต ผอู ํานวยการกลุมพฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรยี น
4. นางระววิ รรณ
5. นางศุทธินี

ผเู ขยี น เรยี บเรียง จากการประชมุ คร้งั ที่ 1

1. นายปณ ณพงศ ทา วอาจ สาํ นกั งาน กศน. จังหวัดสุโขทยั
กศน.อําเภอสวรรคโลก จงั หวดั สุโขทยั
2. นายจิรพงศ ผลนาค กศน.อาํ เภอบางแกว จงั หวดั พัทลงุ
กศน.อําเภอจะนะ จังหวดั สงขลา
3. นายวรวฒุ ิ จริยภัครดกิ ร กศน.อาํ เภอคลองหลวง จงั หวดั ปทุมธานี
กศน.อาํ เภอวังนอย จงั หวดั พระนครศรอี ยุธยา
4. นายรอ ศักด์ิ เหะเหรม็ โรงเรยี นสตรีวทิ ยา 2 ในพระอปุ ถมั ภ
สมเด็จพระศรนี ครนิ ทราบรมราชชนนี
5. นางสาวประภารสั ม พจนพมิ ล

6. นางสาววนั ทนา จะระ

7. นายรุจน หาเรอื นทรง

ผูเขยี น เรยี บเรียง และ บรรณาธกิ าร จากการประชมุ ครงั้ ที่ 2

1. นางอัมรา หันตรา ขา ราชการบาํ นาญ

2. นางนงลักษณ พรคาํ พลอย กศน.อําเภอเมอื ง จงั หวดั ชลบุรี

3. นายนิวัฒน หนางเกษม โรงเรยี นสตรเี ศรษฐบตุ รบําเพญ็

คณะทํางาน มน่ั มะโน กลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี น
1. นายสรุ พงษ ศรรี ตั นศิลป กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรยี น
2. นายศภุ โชค เพ็ชรสวา ง กลุมพัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรียน
3. นางสาวสุลาง อําไพศรี กลมุ พฒั นาการศึกษานอกโรงเรียน
4. นางสาวเบญ็ จวรรณ สงั ขพ ชิ ยั กลมุ พัฒนาการศึกษานอกโรงเรยี น
5. นางสาวชมพนู ท

ห น้ า | 312


Click to View FlipBook Version