The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by koonome, 2021-07-30 02:49:16

หนังสือเรียน รายวิชาสังคมศึกษา สค 31001 ม.ปลาย

รายวิชาสังคมศึกษา สค 31001 ม.ปลาย

ห น้ า | 94

สมัยกอ นประวัติศาสตร พบหลกั ฐานเปน ซากเมืองโบราณ 2 แหง ในบริเวณลุมแมนํ้าสินธุ คือ เมือง
โมเฮนโจดาโร ทางตอนใตของประเทศปากีสถานเมืองอารบั ปา ในแควน ปน จาป ประเทศปากสี ถานในปจจบุ นั

สมัยประวัติศาสตร เร่ิมเมื่อมีการประดิษฐตัวอักษรข้ึนใช โดยชนเผาอินโด – อารยัน ซ่ึงต้ังถ่ินฐาน
บริเวณแมน้าํ คงคา แบงได 3 ยคุ

1. ประวัตศิ าสตรส มัยโบราณ เริ่มตัง้ แตกาํ เนิดตัวอกั ษร บรามิ ลปิ  สิ้นสดุ สมัยราชวงศคุปตะ เปนยุคที่
ศาสนาพราหมณ ฮนิ ดแู ละพุทธศาสนา ไดถ ือกําเนิดแลว

2. ประวตั ิศาสตรส มัยกลาง เรมิ่ ตงั้ แตร าชวงศคุปตะส้นิ สดุ ลง จนถึงราชวงศโมกลุ เขา ปกครองอนิ เดยี
3. ประวตั ิศาสตรส มยั ใหม เริม่ ตั้งแตราชวงศโ มกุลจนถงึ การไดร บั เอกราชจากองั กฤษ

อารยธรรมลมุ นาํ้ สินธุ ชาวอารยันไดสรางปรัชญาโบราณ เร่ิมจากคัมภีรพระเวทอันเปนแมแบบของ
ปรชั ญาเอเชยี โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉยี งใต วรรณกรรมท่ีสําคัญ ไดแก พระเวทอุปนษิ ัท มหากาพย มหา
ภารตะ มหากาพย รามายยะ ปุราณะ เปนตน กวีที่มีชื่อเสียงท่ีสุดมี กาลิทาสจากงานศกุณตลา ชัยเทพ
(กวรี าช) จากผลงานเรอื่ ง คีตโควนิ ทแ ละรพนิ ทรนาถ ฐากูร กวสี มยั ใหมจากวรรณกรรมเรื่อง “คีตาญชลี” ซึ่ง
ไดรับรางวลั โนเบล สาขาวรรณคดี

การแพรข ยายและการถา ยทอดอารยธรรมอินเดีย
อารยธรรมอินเดีย แพรขยายออกไปสูภูมิภาคตางๆ ทั่วทวีปเอเชียโดยผานทางการคา ศาสนา
การเมือง การทหารและไดผสมผสานเขา กบั อารยธรรมของแตล ะประเทศจนกลายเปน สวนหนึ่งของอารยธรรม
สงั คมน้นั ๆ
ในเอเชยี ตะวนั ออก พระพุทธศาสนามหายานของอินเดียมีอิทธิพลอยางลึกซ้ึงตอชาวจีนทั้งในฐานะ
ศาสนาสําคญั และในฐานะท่ีมีอิทธพิ ลตอการสรา งสรรคศ ิลปะของจีน
ภมู ภิ าคเอเชียกลาง อารยธรรมอนิ เดยี ทถี่ ายทอดใหเ ริม่ ตั้งแตคริสตศตวรรษท่ี 7 เมื่อพวกมสุ ลมิ อาหรบั
ซ่งึ มีอาํ นาจในตะวันออกกลาง นาํ วิทยาการหลายอยางของอินเดียไปใช ไดแก การแพทย คณิตศาสตร ดารา
ศาสตร เปนตน ขณะเดียวกันอินเดียก็รับอารยธรรมบางอยางท้ังของเปอรเซียและกรีก โดยเฉพาะดาน
ศิลปกรรม ประตมิ ากรรม เชน พระพุทธ รปู ศลิ ปะคนั ธาระซง่ึ เปนอิทธิพลจากกรีก สวนอิทธิพลของเปอรเซีย
ปรากฏในรปู การปกครอง สถาปตยกรรม เชน พระราชวัง การเจาะภเู ขาเปนถ้ําเพื่อสรา งศาสนสถาน
ภมู ิภาคทป่ี รากฏอทิ ธิพลของอินเดียมากท่สี ดุ คอื เอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต พอคา พราหมณและภิกษุ
สงฆชาวอินเดยี เดนิ ทางมาและนาํ อารยธรรมมาเผยแพร อารยธรรมท่ีปรากฏอยูมีแทบทุกดาน โดยเฉพาะใน
ดานศาสนา ความเช่ือ การปกครอง ศาสนาพราหมณ ฮินดูและพุทธ ไดหลอหลอมจนกลายเปนรากฐานสําคัญ
ทส่ี ดุ ของประเทศตา งๆ ในภูมภิ าคนี้

ห น้ า | 95

สว นท่ี 2 อารยธรรมของโลกตะวนั ตก หมายถึง ดินแดนแถบตะวันตกของทวปี เอเชยี รวมเอเชยี ไม
เนอรและทวปี แอฟริกา อยี ปิ ต เมโสโปเตเมยี กรกี และโรมัน

อารยธรรมอยี ปิ ต
อียิปตโบราณหรือไอยคุปต เปนหน่ึงในอารยธรรมท่ีเกาแกท่ีสุดในโลกแหงหน่ึง ตั้งอยูทาง
ตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา มีพ้ืนท่ีตั้งแตตอนกลางจนถึงปากแมน้ําไนล ปจจุบันเปนท่ีตั้งของ
ประเทศอียิปต อารยธรรมอียิปตโบราณเร่ิมข้ึนประมาณ 3150 ป กอนคริสตศักราช โดยการรวมอํานาจ
ทางการเมอื งของอียิปตตอนเหนอื และตอนใต ภายใตฟาโรหองคแรกแหงอียิปต และมีการพัฒนาอารยธรรม
เรื่อยมากวา 3000 ป ประวัติของอียิปตโบราณปรากฏข้ึนในชวงระยะเวลาหนึ่งหรือท่ีรูจักกันวา
“ราชอาณาจักร” มีการแบงยุคสมัยของอียิปตโบราณเปนราชอาณาจักร สวนมากแบงตามราชวงศท่ีขึ้นมา
ปกครองจนกระทัง่ ราชอาณาจักรสุดทายหรือที่รูจักกันในชื่อวา “ราชอาณาจักรใหม” อารยธรรมอียิปตอยู
ในชว งทม่ี ีการพฒั นาทนี่ อ ยมากและสว นมากลดลง ซึง่ เปนเวลาเดียวกนั ท่อี ียิปตพายแพตอการทําสงครามจาก
อํานาจของชาติอื่น จนกระทง่ั เมอ่ื กอ นครสิ ตศกั ราชก็เปนการส้ินสดุ อารยธรรมอียิปตโบราณลง เมื่อจักรวรรดิ
โรมันสามารถเอาชนะอยี ปิ ตแ ละจดั อียปิ ตเ ปน เพียงจงั หวดั หนึ่งในจกั รวรรดิโรมัน
อารยธรรมอยี ปิ ตพ ฒั นาการมาจากสภาพของลุม แมน ้าํ ไนล การควบคุมระบบชลประทาน การควบคุม
การผลิตพืชผลทางการเกษตร พรอมกับพัฒนาอารยธรรมทางสังคมและวัฒนธรรม พ้ืนที่ของอียิปตนั้น
ลอ มรอบดวยทะเลทรายเสมอื นปราการปอ งกนั การรุกรานจากศัตรูภายนอก นอกจากน้ียังมีการทําเหมืองแร
และอียปิ ตย งั เปนชนชาติแรกๆ ที่มีการพัฒนาการดว ยการเขยี น ประดษิ ฐต วั อกั ษรขนึ้ ใช การบรหิ ารอยี ิปตเ นน
ไปทางสงิ่ ปลูกสรางและการเกษตรกรรม พรอ มกันนนั้ ก็มกี ารพัฒนาการทางทหาร
อียิปตท่ีเสริมสรางความแข็งแกรงแกราชอาณาจักร โดยประชาชนจะใหความเคารพกษัตริยหรือ
ฟาโรหเสมือนหนึ่งเทพเจา ทําใหการบริหารราชการบานเมืองและการควบคุมอํานาจนั้นทําไดอยางมี
ประสิทธิภาพ

ชาวอยี ิปตโบราณไมไดเปน เพียงแตนกั เกษตรกรรมและนักสรา งสรรคอารยธรรมเทานั้น แตยังเปนนัก
คดิ นักปรชั ญา ไดม าซึ่งความรูใ นศาสตรต า งๆ มากมาย พัฒนาอารยธรรมกวา 3000ป ทั้งในดานคณิตศาสตร
เทคนิคการสรางพีระมิด วัด โอเบลิสก ตัวอักษรและเทคโนโลยีดานกระจก นอกจากนี้ยังมีการพัฒนา
ประสิทธิภาพทางดานการแพทย ระบบชลประทานและการเกษตรกรรม อียิปตท้ิงมรดกสุดทายแกอนุชนรุน
หลังไวคือ ศิลปะและสถาปตยกรรม ซ่ึงถูกคัดลอกนําไปใชท่ัวโลก อนุสรณ สถานท่ีตางๆ ในอียิปตตางดึงดูด
นักทอ งเทีย่ ว กวาหลายศตวรรษท่ผี านมา ปจ จบุ นั มีการคน พบวตั ถุใหมๆ ในอียปิ ตมากมายซ่ึงกําลังตรวจสอบ
ถึงประวัติความเปนมาเพื่อเปน หลกั ฐานใหแ กอารยธรรมอยี ิปต การสรา งสรรคอ ารยธรรมของชาวอียิปตโบราณ
เชน อกั ษรภาพ “เฮยี โรกริฟฟค” ถือวา เปนหลกั ฐานขอมลู ของแหลง อารยธรรมอนื่ ๆ “พีรามิด” ใชเปนสุสาน
เก็บพระศพของฟาโรห ซ่งึ ใชน ้าํ ยาอาบศพในรูปของมมั ม่ี ประติมากรรมรูปคนตัวเปนสิงหหมอบเฝาหนาพีรา
มดิ ถอื วา เปน ประติมากรรมที่ยิ่งใหญ

อารยธรรมเมโสโปเตเมยี

ห น้ า | 96

กาํ เนดิ ขนึ้ ในบริเวณลุมแมน าํ้ 2 สาย คอื แมน ้ําไทกรีสและแมนํ้ายูเฟรตีส ปจจุบันอยูในประเทศอิรัก
เปน แหลงอารยธรรมแหง แรกของโลก มนุษยในอารยธรรมน้ีมกั มองโลกในแงราย เพราะสภาพภูมิประเทศไม
เอื้อตอการดํารงชวี ิต ทาํ ใหเกรงกลัวเทพเจา คดิ วา ตนเองเปนทาสรบั ใชเ ทพเจา จงึ สรางเทวสถานใหใหญโตนา
เกรงขาม เปนสญั ลักษณท ่ีประทับของเทพเจา ตา งๆ มีชุมชนหลายเผา ตงั้ ถิ่นฐานในบริเวณน้ีท่ีสําคัญไดแก สุเม
เรียน อะมอไรต อัสซเี รยี น คาลเดยี และชนชาตอิ ืน่ ๆ

คนกลุมแรกทส่ี รางอารยธรรมเมโสโปเตเมยี ขน้ึ คือ สเุ มเรยี ผูคิดประดษิ ฐตัวอกั ษรขึ้นเปนครั้งแรกของ
โลก อารยธรรมทชี่ าวสเุ มเรียนสรา งขึ้นเปนพน้ื ฐานสําคัญของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย สถาปตยกรรม ซักกู
เรต็ ประดิษฐคันไถใชไถนา ตัวอักษร ศลิ ปกรรมอ่ืนๆ ตลอดจนทศั นคติตอ ชีวิตและเทพเจาเของชาวสเุ มเรียน
ไดดํารงอยูแ ละมีอทิ ธิพลอยูในลุมแมนาํ้ ทงั้ สองตลอดชวงสมัยโบราณ ชนชาติอะบอไรตแหงอาณาจักรบาบิโล
เนยี ไดประมวลกฎหมายขึน้ เปนครัง้ แรกคอื ประมวลกฎหมาย “ฮัมบูราบี” ชนชาติอัสซีเรียนสรางภาพสลัก
นูนและชนชาติเปอรเ ซยี เปนตนแบบสรา งถนนมาตรฐาน

อารยธรรมกรีก
อารยธรรมกรีกโบราณ ไดแก อารยธรรมนครรัฐกรีก คําวา กรีก เปนคําท่ีพวกโรมันใชเปนคร้ังแรก
โดยใชเ รยี กอารยธรรมเกา ตอนใตข องแหลมอตี าลี ซึง่ เจริญขึน้ บนแผน ดินกรีกในทวีปยุโรป และบริเวณชายฝง
ตะวันออกของทะเลเมดิเตอรเรเนียน ดานเอเชียไมเนอร ซึ่งในสมัยโบราณเรียกวา ไอโอเนีย (lonia) อารย
ธรรมที่เจรญิ ขนึ้ ในนครรัฐกรกี มศี ูนยกลางสาํ คญั ทน่ี ครรฐั เอเธนสแ ละนครรัฐสปารตา นครรัฐเอเธนส เปนแหลง
ความเจรญิ ในดานตางๆ ทงั้ ดา นการปกรอง เศรษฐกิจ สงั คม ศลิ ปะ วิทยาการดานตางๆ รวมท้ังปรัชญา สวน
นครรฐั สปารต าเจริญในลักษณะท่ีเปนรัฐทหารในรูปเผดจ็ การ มคี วามแข็งแกรง และเกรียงไกร เปนผูนําของรัฐ
อ่ืนๆ ในแงข องความมีระเบียบวินยั กลาหาญและเด็ดเด่ียว การศึกษาเกี่ยวกับอารยธรรมกรีกโบราณ จึงเปน
การศึกษาเรอ่ื งราวเกี่ยวกบั นครรฐั เอเธนสและนครรัฐสปารต า
ชาวกรีกเรยี กตัวเองวา เฮลีนส (Hellenes) เรียกบานเมืองของตนวา เฮลัส(Hellas) และเรียกอารย
ธรรมของตนวา อารยธรรมเฮเลนิค (Hellenic Civilization) (1) ชาวกรีกโบราณเปนชาวอินโตยูโรเปยนชาว
กรกี ตง้ั บา นเรอื นของตนเองอยทู างทศิ ตะวันออกเฉยี งใต ตรงปลายสดุ ของทวีปยุโรปตรงตําแหนงที่มาบรรจบ
กนั ของทวปี ยุโรป เอเชีย และแอฟรกิ า เปนตน เหตใุ หก รกี โบราณไดรับอทิ ธิพลความเจริญโดยตรงจากทงั้ อยี ิปต
และเอเชีย กรีกไดอาศัยอิทธิพลดังกลาวพัฒนาอารยธรรมของตนขึ้น โดยคงไว ซ่ึงลักษณะที่เปนของตนเอง
ชาวกรกี สมยั โบราณถอื วา ตนเองมีคุณลกั ษณะพเิ ศษบางอยางท่ีผิดกับชนชาติอื่นและมักจะเรียกชนชาติอ่ืนวา
บาเบเรยี น ซึง่ หมายความวาผูท่ีใชภาษาผดิ ไปจากภาษาของพวกกรกี
อารยธรรมกรีกรูจักกันในนามของอารยธรรมคลาสสิก สถาปตยกรรมท่ีเดนคือ วิหารพาเธนอน
ประตมิ ากรรมท่เี ดนทีส่ ดุ คือ รปู ปนเทพซอี สุ วรรณกรรมดเี ดน คอื อีเลยี ดและโอดิสต (I liad and Oelyssay)
ของโอเมอร
อารยธรรมโรมัน
อารยธรรมโรมันเปนอารยธรรมท่ีไดรับการถา ยทอดมาจากกรกี เพราะชาวโรมนั ไดร วมอาณาจกั รกรีก
และนําอารยธรรมกรีกมาเปนแบบแผนในการสรางสรรคใหเหมาะสมกับสภาพความเปนอยูของสังคมโรมัน

ห น้ า | 97

สถาปต ยกรรมที่เดน ไดแ ก วิหารพาเธนอน หลงั คารูปโมในกรงุ โรม โคลอสเซียม อัฒจนั ทรส าํ หรับดูกีฬาซึ่งจุผู
ดูไดถ ึง 4,500 คน วรรณกรรมทีเ่ ดน ทีส่ ดุ คือเร่อื ง อเี นียด (Aeneid) ของเวอรวิล

ห น้ า | 98

กิจกรรมเร่ืองท่ี 2 แหลงอารยธรรมโลก

กจิ กรรมท่ี 6 ใหศ ึกษาคน ควาและทํารายงานสง
ใหเปรียบเทยี บอารยธรรมของโลกตะวันออกและตะวันตก

กิจกรรมที่ 7 จงทําเครอ่ื งหมาย หนา คําตอบที่ถกู ตอ งทสี่ ุดเพยี งขอเดยี ว

1. ขอใดตรงกับความหมายของคาํ วาอารยธรรม
ก. สภาพโบราณ
ข. สภาพประวตั ศิ าสตร
ค. การถา ยทอดอดตี สูปจจุบนั
ง. สภาพท่พี นจากความปา เถ่อื น

2. อารยธรรมเมโสโปเตเมียกาํ เนดิ ในบรเิ วณลมุ แมน้าํ ใด
ก. แมนา้ํ ไททรสั และแมนํ้ายูเฟรตสี
ข. แมนํา้ ไทกรสี และแมนา้ํ สเุ มเรียน
ค. แมน ้ํายเู ฟรตสี และแมน ้ําสเุ มเรยี น
ง. แมนาํ้ ยเู ฟรตีสและแมนาํ้ อะมอไรต

3. ประวัตศิ าสตรข องจนี แบง เปน กีย่ ุค
ก. 3
ข. 4
ค. 5
ง. 6

4. โคลอสเซยี ม เปนสถาปต ยกรรมของอารยธรรมประเทศใด
ก. ฝรง่ั เศส
ข. อยี ปิ ต
ค. โรมัน
ง. กรีก

5. อารยธรรมของโลกตะวันออก มีรากฐานมาจากแหลงอารยธรรมประเทศอะไร
ก. จนี และกมั พูชา
ข. จีนและอนิ เดยี
ค. อินเดียและกัมพชู า
ง. จีนและประเทศไทย

ห น้ า | 99

เร่อื งที่ 3 ประวัติศาสตรช าตไิ ทย

ความเปนมาของดินแดนประเทศไทยในสมัยโบราณสวนใหญมาจากหลักฐานดานโบราณคดีและ
เอกสารประวัติศาสตรจีนโบราณและภาพถา ยทางอากาศและเหน็ ถึงทต่ี ั้งและสภาพของแหลงชุมชนโบราณใน
ประเทศไทย สภาพคนู า้ํ และคนั ดนิ ในแหลงโบราณคดีแตล ะแหง แสดงใหเห็นวา ชมุ ชนนน้ั ไดเ ร่มิ ตั้งถิ่นฐานอยาง
ถาวรแลว เชน ชุมชนบึงคอกชา ง จังหวดั อทุ ัยธานี มคี นู ํา้ และคันดนิ ลอมรอบถงึ 3 ชนั้ ดวยกัน ซ่ึงแสดงวาชุมชน
ดังกลาวมีประชากรตั้งถน่ิ ฐานอยอู ยางตอ เนอื่ ง และมปี ระชาชนเพิ่มมากขึ้นจนตองขยายเขตชมุ ชนออกไป

ดินแดนในประเทศไทยมีทั้งพัฒนามาจากอาณาจักรเดิมและมีการอพยพยายเขามาของกลุมคนพูด
ภาษาไทย – ลาวจากถ่ินบรรพบุรษุ ซ่งึ อยูต อนใตของประเทศจนี เดมิ เขา มายังดนิ แดนเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต
ราวครสิ ตศตวรรษที่ 10 รฐั ของชาวไทยมีความสาํ คญั ตามยุคสมัย ไดแก อาณาจักรโยนกเชียงแสน อาณาจักร
ลานนา อาณาจักรสโุ ขทยั อาณาจกั รอยุธยา และไดพฒั นามาเปนสมัยกรุงรัตนโกสินทร นับต้ังแต พ.ศ. 2325
เปนตน มา

อาณาจกั รสยามเผชิญกับการคกุ คามในสมัยยคุ ลา อาณานิคมของประเทศตะวันตก แตสยามสามารถ
รอดพนจากการถูกยึดครองโดยประเทศเจาอาณานิคมได และหลังจากการปฏิวัติเพื่อเปล่ียนแปลงระบบการ
ปกครอง ในป พ.ศ. 2475 ประเทศไทยยงั คงอยใู นชว งท่ปี กครองโดยรัฐบาลทหารเปนสวนใหญ จนกระท่ังอีก
60 ปถ ดั มา จึงไดม รี ะบบการเลอื กตงั้ ท่เี ปน ประชาธิปไตยอยางแทจรงิ

ประวัติศาสตรทม่ี กี ารคนพบในประเทศไทยท่เี กา แกท ี่สดุ คือทบ่ี า นเชียง โดยสิ่งของท่ีขุดพบมาจากใน
สมัยยุค 3,600 ปกอนคริสตศักราช โดยมีการพัฒนาเคร่ืองบรอนซ และมีการปลูกขาว รวมถึงการติดตอ
ระหวา งชมุ ชนและมีระบอบการปกครองขน้ึ

มีหลายทฤษฎีท่ีพยายามหาท่ีมาของชนชาติไทย ทฤษฎีดั้งเดิมเชื่อวาชาวไทยในสมัยกอนเคยมี
ถน่ิ อาศัยอยูข้นึ ไปทางตอนเหนอื ถงึ แถบเทือกเขาอัลไต จากนัน้ ไดมกี ารทยอยอพยพเคล่ือนยายลงมาทางใตสู
คาบสมุทรอินโดจนี หลายละลอกเปน เวลาตอเนอื่ งกนั หลายพนั ป โดยเช่ือวา เกิดจากการแสวงหาทรพั ยากรใหม
แตท ฤษฎนี ีข้ าดหลกั ฐานทางโบราณคดีทน่ี า เชอ่ื ถือได ในขณะเดยี วกันกม็ หี ลายทฤษฎีทอ่ี ธบิ ายวาเดมิ ชนชาตไิ ท
ไดอาศัยอยูเปนบริเวณกวางขวางในทางตอนใตของจีนจนถึงภาคเหนือของไทยและไดมีการอพยพลงใต
เรื่อยๆ เขามาอาศยั อยูในดนิ แดนคาบสมุทรอนิ โดจนี จากน้ันไดอ าศัยกระจัดกระจายปะปนกับกลุมชนดั้งเดิม
ในพ้ืนที่ โดยไมมีปญหามากนัก ซ่ึงอาจเนื่องดวยดินแดนคาบสมุทรอินโดจีนในชวงเวลาน้ันยังมีพ้ืนที่และ
ทรัพยากรธรรมชาติเปนจํานวนมาก ในขณะที่มีกลุมชนอาศัยอยูเบาบาง ปญหาการแยงชิงทรัพยากรจึงไม

ห น้ า | 100

รุนแรง รวมท้ังลักษณะนิสยั ของชาวไทยนนั้ เปนผูออ นนอ มและประนีประนอม ความสัมพันธระหวางชาวไทย
กลมุ ตางๆ อาจมีการติดตออยา งใกลชิดอยูบาง ในฐานะของผูมีภาษาวัฒนธรรมและท่ีมาอันเดียวกัน แตการ
รวมตัวเปนนิคมขนาดใหญหรือแวนแควนยังไมปรากฏ ในเวลาตอมาเมื่อมีชาวไทยอพยพลงมาอาศัยอยูใน
ดินแดนคาบสมุทรอนิ โดจีนเปนจํานวนมากขึน้ ชาวไทยจึงเร่มิ มบี ทบาทในภมู ิภาค แตก็ยงั คงจาํ กดั อยูเพียงการ
เปนกลุมอํานาจยอ ยๆ ภายใตอํานาจการปกครองของชาวมอญและขอมกระท่ังอํานาจของขอมในดินแดนที่
ราบลมุ แมน ํ้าเจา พระยาเรม่ิ ออ นกําลงั ลง กลมุ ชนทเี่ คยตกอยูภ ายใตอ ํานาจปกครองของขอม รวมท้ังกลุมของ
ชาวไทย

ในชวงตอมา มีการปกครองของหลายอาณาจักรในบริเวณที่เปนประเทศไทยในปจจุบัน ไดแก ชาว
มาเลย ชาวมอญ ชาวขอม โดยอาณาจักรที่สําคญั ไดแ ก อาณาจักรทวารวดีในตอนกลาง อาณาจักรศรีวิชัยใน
ตอนใต และอาณาจักรขอมซ่ึงมีศูนยกลางการปกครองท่ีนครวัด โดยคนไทยมีการอพยพมาจากดินแดนทาง
ตะวนั ตกเฉียงใตแ ละทางใตข องจนี ผา นทางประเทศลาว

ภาคกลาง
1. อาณาจักรทวารวดี
2. อาณาจักรละโว

ภาคใต
1. อาณาจกั รศรีวชิ ัย
2. อาณาจกั รตามพรลงิ ก

ภาคอสี าน
1. อาณาจักรฟูนาน
2. อาณาจกั รขอม
3. อาณาจกั รศรโี คตรบรู ณ

ภาคเหนอื
1. อาณาจักรหรภิ ุญชัย
2. อาณาจกั รโยนกเชียงแสน

ดนิ แดนในประเทศไทยมีทงั้ พฒั นามาจากอาณาจักรเดิมกอนหนานั้น เชน ละโว ศรีวิชัย ตามพรลิงก
ทวารวดี ฯลฯ อาณาจักรท่ีสําคญั ของไทยในชว งปลายพทุ ธศตวรรษท่ี 19 ถึงปจจบุ ัน ไดแก อาณาจักรสุโขทัย
อาณาจกั รอยุธยา กรุงธนบรุ ี และรัตนโกสินทร

กรุงธนบรุ ี พ.ศ. 2310 – 2325

หลังจากพระเจาตากสินไดกอบกูกรุงศรีอยุธยากลับคืนจากพมาไดแลว พระเจาตากสินทรงเห็นวา
กรุงศรอี ยธุ ยาถูกพมา เผาผลาญเสียหายมาก ยากท่ีจะฟนฟูใหเหมือนเดิม พระองคจึงยายเมืองหลวงมาอยูท่ี
กรุงธนบรุ ีแลว ปราบดาภเิ ษกข้ึนเปนกษัตริย ทรงพระนามวา “พระบรมราชาธิราชที่ 4” (แตประชาชนนิยม

ห น้ า | 101

เรียกวาสมเด็จพระเจาตากสินมหาราชหรือสมเด็จพระเจากรุงธนบุรี) ครองกรุงธนบุรีอยู 15 ป นับวา เปน
พระมหากษตั รยิ พระองคเ ดียวท่ปี กครองกรงุ ธนบรุ ี

สมเด็จพระเจาตากสนิ ทรงยายเมืองหลวงมาอยูท่ีกรุงธนบรุ ี เน่อื งจากสาเหตดุ งั ตอ ไปน้ี
1. กรงุ ศรีอยธุ ยาชํารุดเสียหายมากจนไมสามารถบูรณปฏิสังขรณใหดีเหมือนเดิมได กําลังร้ีพลของ
พระองคมีนอ ยจงึ ไมสามารถรักษากรงุ ศรีอยุธยาเปนเมืองใหญได
2. ทําเลท่ีตงั้ ของกรุงศรอี ยธุ ยาทําใหข าศกึ โจมตีไดงาย
3. ขา ศึกรเู สนทางการเขา ตกี รุงศรีอยธุ ยาดี
สวนสาเหตุท่ีพระเจา ตากสินทรงเลอื กกรุงธนบุรีเปนเมืองหลวงเน่ืองจากทําเลท่ีตั้งกรุงธนบุรีอยูใกล
ทะเล ถาเกิดมศี กึ มาแลวตง้ั รับไมไหวก็สามารถหลบหนไี ปตง้ั ม่นั ทางเรือไดก รงุ ธนบรุ ีเปน เมอื งเลก็ จึงเหมาะกับ
กาํ ลังคนท่มี อี ยพู อจะรักษาเมอื งไดกรงุ ธนบุรีมีปอมปราการทส่ี รางไว ต้ังแตส มยั กรงุ ศรอี ยธุ ยาหลงเหลืออยู ซ่ึง
พอจะใชเปน เคร่อื งปองกันเมอื งไดในระยะแรก

ดา นการปกครอง
หลังจากกรุงศรีอยุธยาเสียใหแกพมา เม่ือ พ.ศ. 2310 บานเมืองอยูในสภาพไมเรียบรอย มีการ
ปลนสะดมกันบอย ผูคนจึงหาผูคุมครองโดยรวมตัวกันเปนกลุมเรียกวาชุมนุม ชุมนุมใหญๆ ไดแก ชุมนุม
เจา พระยาพิษณุโลก ชมุ นมุ เจา พระฝาง ชุมนุมเจา พิมาย ชุมนุมเจานครศรีธรรมราช เปนตน สมเด็จพระเจา
ตากสนิ ทรงใชเ วลาภายใน 3 ป ยกกองทัพไปปราบชุมชนตางๆ ที่ต้ังตนเปนอิสระจนหมดส้ินสําหรับระเบียบ
การปกครองน้ัน พระองคทรงยึดถือและปฏิบัติตามระเบียบการปกครองแบบสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย
ตามท่สี มเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงวางระเบียบไว แตรัดกุมและมีความเด็ดขาดกวา คนไทยในสมัยน้ันจึง
นยิ มรับราชการทหาร เพราะถา ผใู ดมีความดีความชอบ ก็จะไดร บั การปูนบาํ เหนจ็ อยางรวดเร็ว
ลักษณะการปกครอง ในสว นกลางมตี าํ แหนงอคั รมหาเสนาบดี 2 ตาํ แหนง ไดแก
สมหุ นายก ควบคุมดแู ลหัวเมืองฝา ยเหนือ
สมหุ กลาโหม ควบคุมดแู ลหัวเมอื งฝา ยใต
นอกจากนี้ยังมีเสนาบดีอีก 4 ตําแหนง คือ เสนาบดีจตุสดมภ ไดแก เสนาบดีกรมเมือง (นครบาล)
เสนาบดกี รมวงั (ธรรมาธกิ รณ) เสนาบดกี รมคลัง (โกษาธิบดี) และเสนาบดกี รมนา (เกษตราธกิ าร)
สวนภมู ภิ าคแบง เปนหัวเมอื งช้นั ใน คอื เมอื งท่รี ายรอบพระนครและหวั เมืองชัน้ นอก คอื เมอื งท่ีอยูไ กล
พระนคร
ดานเศรษฐกิจและสังคม ตลอดระยะเวลาที่บานเมืองไมสงบ สภาพเศรษฐกิจตกต่ําลงอยางมาก
เพราะพลเมอื งไมเปนอนั ทาํ มาหากนิ เม่ือกูเ อกราชไดแ ลว ความอดอยากหิวโหยก็ยังคงมีอยู เปนเหตุใหมีโจร
ผูรา ยชกุ ชมุ และเกดิ โรคระบาด ผูคนลมตายเปนจํานวนมาก สภาพหัวเมืองตางๆ จึงเหมือนเมืองราง สมเด็จ
พระเจากรุงธนบุรีไดสละพระราชทรัพยซ้ือขาวสารราคาแพงจากพอคาตางเมืองเพ่ือนํามาแจกจายราษฎร
นอกจากนน้ั ไดพระราชทานเสื้อผา เคร่ืองนงุ หม ดว ย

ห น้ า | 102

สมัยกรุงธนบุรี ประชาชนทําการขุดทรัพยสมบัติจากแหลงซอนทรัพยในกรุงศรีอยุธยา
ซ่งึ ผูคนนาํ มาฝงซอนไว การขดุ แตล ะครงั้ ผูขุดจะไดท รพั ยส ินเงนิ ทองมากมาย แตก็ทําใหโบราณวัตถุถูกทําลาย
ลง

ดานศาสนา หลังจากทพี่ ระเจาตากสินขึ้นครองกรุงธนบุรีแลว พระองคจึงไดจัดระเบียบสังฆมณฑล
รวบรวมพระไตรปฎ กและบูรณปฏสิ งั ขรณว ัด

ดานวัฒนธรรมและศิลปกรรม สมเด็จพระเจา กรงุ ธนบุรีทรงพระราชนิพนธรามเกียรต์ิไว 4 ตอน
นอกจากนัน้ กม็ กี วีทีส่ ําคัญในสมยั นน้ั คือ หลวงสรวชิ ติ (หน) นายสวนมหาดเลก็ และพระยามหานุภาพ

ดา นศลิ ปกรรม เกิดศลิ ปกรรมหลายแขนง เชน นาฏกรรม จิตรกรรม และสถาปต ยกรรม

หลักฐานทางประวัตศิ าสตรก รงุ ธนบุรี
เนอื่ งจากสมยั กรงุ ธนบุรเี ปน ราชธานเี ปน ชวงระยะเวลาสน้ั ๆ และมีพระมหากษัตรยิ เพียงพระองคเ ดยี ว
(สมเด็จพระเจาตากสินมหาราชเสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 2325 พระชนมายุได 45 พรรษา) ดังนั้นหลักฐานที่
ปรากฏจงึ ไมม ากนัก ไดแ ก
1. บนั ทึกสว นเอกชน เชน จดหมายเหตคุ วามทรงจํากรมหลวงนรินทรเทวี
2. เอกสารไทยรวมสมัย ไดแก เอกสาราชการ เชน หมายรับสั่ง จดหมายเหตุรายงาน การเดินทัพ
จดหมายเหตโุ หร พระราชกําหนด และอีกประเภทหน่ึง คือ งานวรรณกรรมรวมสมัยอิงประวัติศาสตร เชน
คําโคลงยอพระเกยี รติพระเจากรุงธนบุรขี องนายสวนมหาดเล็ก นริ าศเมอื งกวางตุงของพระยามหานุภาพและ
สงั คีตยิ วงศ ของสมเดจ็ พระวนั รตั นว ดั พระเชตพุ น
3. พระราชพงศาวดารกรงุ ธนบรุ ี
4. เอกสารตางประเทศ ไดแก เอกสารจนี เอกสารประเทศเพ่ือนบา นและเอกสารตะวันตก

กรุงรัตนโกสนิ ทร พ.ศ. 2325 – ปจจุบนั

หลงั จากปราบดาภเิ ษกข้ึนเปนพระมหากษัตริย ในป พ.ศ. 2325 แลว สมเด็จเจาพระยามหากษัตริย
ศึกทรงใชพระนามวา “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก” และไดยายราชธานีจากกรุงธนบุรีขาม
แมน าํ้ เจาพระยามายังฝง ตรงขา ม และต้ังช่ือราชธานีใหมนี้วา “กรุงเทพมหานคร” พรอมๆ กับการสถาปนา
ราชวงศจ ักรีข้นึ มา โดยกาํ หนดในวนั ที่ 6 เมษายน ของทกุ ปเปนวันจกั รี

เหตุผลในการยายราชธานี

1. พระราชวังเดมิ ไมเ หมาะสมในแงยุทธศาสตร เพราะมีแมน ํ้าไหลผานกลางเมือง ยากแกการปองกัน
รักษา

2. ฝงตะวันออกของแมนํ้าเจาพระยามีชยั ภูมดิ ีกวา เพราะเปนดา นหัวแหลม มีลาํ น้ําเปน พรมแดนกวา
ครึง่

3. เขตพระราชวงั เดมิ ขยายไมได เพราะมวี ัดกระหนาบอยทู งั้ สองขาง ไดแก วดั แจง และวัดทายตลาด

ห น้ า | 103

ลกั ษณะของราชธานีใหม
ราชธานีใหมที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชโปรดฯ ใหสรางขึ้นไดทําพิธียกเสา
หลักเมอื ง เมอ่ื วนั ท่ี 21 เมษายน พ.ศ. 2325 การสรางราชธานีใหมนี้โปรดฯ ใหสรางเลียนแบบกรุงศรีอยุธยา
กลาวคอื กาํ หนดผงั เมอื งเปน 3 สว น
1. สวนทเ่ี ปนบรเิ วณพระบรมมหาราชวัง วงั หนา วดั พระศรรี ตั นศาสดาราม (วัดพระแกว ) ทุง พระเมรุ
และสถานทส่ี าํ คัญอน่ื ๆ มอี าณาบรเิ วณตงั้ แตร ิมฝง แมน า้ํ เจาพระยามาจนถึงคเู มอื งเดิม สมัยกรุงธนบรุ ี
2. สว นท่เี ปน บรเิ วณทอี่ ยอู าศัยภายในกาํ แพงเมือง เร่ิมต้ังแตคูเมืองเดิมไปทางทิศตะวันออกจนจดคู
เมืองท่ีขุดใหมหรือคลองรอบกรุง ประกอบดวย คลองบางลําพู และคลองโองอาง และเพ่ือสะดวกในการ
คมนาคม โปรดใหขุดคลองสองคลอง คือ คลองหลอด 1 และคลองหลอด 2 เช่ือมคูเมืองเกากับคูเมืองใหม
ติดตอถึงกัน ตามแนวคลองรอบกรุงน้ี ทรงสรางกําแพงเมือง ประตูเมืองและปอมปราการข้ึนโดยรอบ
นอกจากน้ียงั โปรดใหส รา งถนน สะพาน และสถานที่อื่นๆ ท่ีจําเปนราษฎรท่ีอาศัยอยูในสวนนี้ประกอบอาชีพ
คา ขายเปนหลกั
3. สวนท่ีเปนบริเวณที่อยูอาศัยนอกกําแพงเมือง มีบานเรือนตั้งอยูริมคลองรอบกรุง เปนหยอมๆ
กระจายกันออกไป คลองสาํ คญั ทโ่ี ปรดใหขดุ ขึ้น คือ คลองมหานาค ราษฎรในสวนนปี้ ระกอบอาชีพการเกษตร
และผลิตสนิ คา อตุ สาหกรรมทางชา งประเภทตางๆ
สําหรบั การสรางพระบรมมหาราชวังน้ัน นอกจากจะใหสรางปราสาทราชมณเฑียรแลว ยังโปรดให
สรา งวดั พระศรรี ัตนศาสดาราม (วัดพระแกว) ข้ึนภายในวงั ดว ย เหมือนวัดพระศรสี รรเพชญสมัยกรุงศรีอยุธยา
แลวใหอ ัญเชญิ พระแกวมรกตมาประดิษฐานเปนสิริมงคลแกกรุงเทพมหานคร และพระราชทานนามใหมวา
พระพทุ ธมหามณรี ัตนปฏิมากร สําหรบั พระนครเมือ่ สรา งเสร็จสมบรู ณใ นป พ.ศ. 2328 แลว จัดใหมีการสมโภช
และพระราชทานนามพระนครใหมวา กรงุ เทพมหานครบวรรตั นโกสินทร มหนิ ทรายุธยามหาดลิ ก ภพนพรัตน
ราชธานีบรุ รี มยอุดมราชนิเวชมหาสถาน อมรพิมานอวตาลสถติ สกั กะทศั ตยิ วิศนกุ รรมประสทิ ธแิ์ ตต อ มาในสมัย
รชั กาลท่ี 4 ทรงเปล่ียน จากบวรรตั นโกสนิ ทร เปน อมรรัตนโกสนิ ทร สบื มาจนปจจบุ นั

สภาพภมู ปิ ระเทศ
สภาพภมู ปิ ระเทศของกรงุ รตั นโกสิทรนนั้ ต้ังอยูบริเวณแหลมย่นื ลงไปในแมน าํ้ เจาพระยาฝงตะวันออก
มีแมน้ําเจาพระยาไหลผานลงมาจากทางเหนือผานทางตะวันตกและใตกอนที่จะมุงลงใตสูอาวไทย ทําใหดู
คลายกับกรุงศรีอยุธยา รัชกาลท่ี 1 โปรดเกลาใหขุดคูพระนครต้ังแตบางลําพูไปถึงวัดเลียบ ทําใหกรุง
รตั นโกสนิ ทรม ีสภาพเปน เกาะสองชน้ั คอื สวนทีเ่ ปน พระบรมมหาราชวังกบั สว นระหวา งคูเมืองธนบุรี (คลองคู
เมอื งเดิม) กับคูพระนครใหม ในขณะเดียวกันไดม กี ารสรางพระบรมมหาราชวงั แบบงา ยๆ เพือ่ ใชป ระกอบพระ
ราชพธิ ีบรมราชาภเิ ษก พอประกอบพิธีแลวจึงรื้อของเกา ออกและกอ อิฐถือปูน สวนกําแพงพระนครนั้น นําอิฐ
จากกรุงศรีอยุธยามาใชสรางและถือวามีชัยภูมิช้ันเยี่ยมในการปองกันศึกในสมัยนั้น คือ พมา เพราะไดมีน้ํา
เจา พระยาขวางทางตะวันตก อีกทั้งกรุงธนบรุ ีเดมิ ก็สามารถดดั แปลงเปน คายรับศึกได แตเหตุการณท่ีพมาเขา
เหยียบชานพระนครก็ไมเ คยเกดิ ขึ้นสักครงั้ เปนทส่ี งั เกตเหน็ ไดว า การสรางกรงุ รัตนโกสนิ ทรนน้ั เปนการลงหลัก

ห น้ า | 104

ปก ฐานของคนไทยอยา งเปนทางการหลังกรุงแตก เพราะมีการสรางปราสาทราชมณเฑยี รที่สวยสดงดงามจาก
สมยั ธนบุรี ท้งั ๆ ท่ขี ณะนน้ั เกดิ สงครามกบั พมา ครง้ั ใหญ

การขยายพระนคร
การขยายพระนครนั้นเริม่ ในรัชกาลที่ 4 เมือ่ มกี ารขุดคลองผดุงกรุงเกษมข้ึน พรอมสรางปอมแตไมมี
กําแพง นอกจากนั้นยังมีการตัดถนนเจริญกรุงและพระรามส่ีหรือสมัยน้ันเรียกถนนตรง ทําใหความเจริญ
ออกไปพรอมกบั ถนน กส็ รปุ ไดว าในรชั กาลที่ 4 เมอื งไดขยายออกไปทางตะวันออก ในรัชกาลที่ 5 ความเจริญ
ไดตามถนนราชดําเนนิ ไปทางเหนือพรอ มกับการสรา งพระราชวังดสุ ติ ขึ้น กําแพงเมืองตางๆ เร่ิมถูกร้ือ เน่ืองจาก
ความเจริญและศึกตา งๆ เรม่ิ ไมมแี ลว ความเจริญไดตามไปพรอมกับวังเจานายตางๆ นอกพระนคร ทุงตางๆ
กลายเปนเมอื ง ในสมยั รชั กาลท่ี 6 ไดเ กิดสะพานขามแมนํ้าเจาพระยาแหงแรก เปนสะพานขามทางรถไฟช่ือ
สะพานพระรามหก พอมาถึงรชั กาลท่ี 7 ฝงกรงุ ธนบุรีกับพระนครไดถูกเชื่อมโดยสะพานปฐมบรมราชานุสรณ
(สะพานพุทธ) ทาํ ใหประชาชนเกดิ ความสะดวกข้นึ มามากในการสัญจรเมือ่ เกดิ สงครามโลกครง้ั ที่สองในรชั กาล
ท่ี 8 พระนครถูกโจมตีทางอากาศจากฝายสัมพนั ธมติ รบอยคร้งั แตพ ระบรมมหาราชวงั ปลอดภัยเนื่องจากทาง
เสรไี ทยไดร ะบุพิกดั พระบรมมหาราชวงั มใิ หม ีการยงิ ระเบิด เม่ือสิน้ สงครามแลวพระนครเร่ิมพฒั นาแบบไมหยุด
เกดิ การรวมจงั หวดั ตา งๆ เขา เปนกรุงเทพมหานคร และไดเปนเขตปกครองพเิ ศษหน่ึงในสองแหงของประเทศ
ไทย
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศหลานภาลยั (รชั กาลที่ 2) เสดจ็ พระราชสมภพเมือ่ วนั ท่ี 24 กุมภาพันธ
พ.ศ. 2310 พระนามเดิมวา ฉิม เปนพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช
พระองคทรงใฝพ ระทยั ในศลิ ปวฒั นธรรมมาก ทั้งทางดา นวิจติ รศิลปแ ละวรรณคดีพระองคไดรับการยกยองวา
เปนกษัตริยผูเปนอัครศิลปน ทรงสรางและบูรณะวัดวาอารามจํานวนมาก ที่สําคัญที่สุดคือโปรดเกลาฯ ให
บูรณะ วัดสลักใกลพระราชวังเดิมฝงธนบุรี จนย่ิงใหญสวยสงากลายเปนวัดประจํารัชกาลของพระองคและ
พระราชทานนามวา “วัดอรุณราชวรารามมหาวิหาร” ความเปนศิลปนเอกของพระองคเห็นไดจากการที่
พระองคท รงแกะสลักบานประตูหนา วดั สุทัศนฯ ดวยพระองคเอง ผลงานอันวิจิตรช้ินน้ีปจจุบันเก็บรักษาไวท่ี
พิพธิ ภัณฑสถานแหงชาติกรงุ เทพฯ นอกจากฝพ ระหตั ถเ ชิงชางแลว รัชกาลที่ 2 ยงั ทรงพรอ มอัจฉริยภาพในทาง
กวดี วย พระราชนพิ นธชนิ้ สําคัญของพระองค บทละครเรือ่ ง อเิ หนา และรามเกยี รติ์
นอกจากทรงพระราชนพิ นธด วยพระองคเองแลว ยังไดชอื่ วาเปน องคอ ุปถัมภบรรดาศิลปนและกวีดวย
ยุคน้จี ึงเรียกไดวาเปน ยุคสมัยทีก่ วรี งุ เรอื งที่สุด กวเี อกที่ปรากฏในรชั กาลของพระองค คือ พระศรีสุนทรโวหาร
(ภ)ู ทค่ี นไทยทั่วๆ ไปเรยี กวา “สนุ ทรภ”ู
ในดานการตางประเทศ พระองคทรงไดเริ่มฟนฟูความสัมพันธกับประเทศตะวันตกใหม หลังจาก
หยุดชะงักไปตั้งแตสมยั สมเด็จพระนารายณมหาราช โดยมีพระบรมราชานุญาตใหโ ปรตุเกสเขามาต้ังสถานทูต
ไดเปนชาตแิ รก
พระบาทสมเด็จพระนง่ั เกลา เจา อยูหัว (รชั กาลที่ 3) เสดจ็ พระราชสมภพ เม่อื วันท่ี 31 มีนาคม พ.ศ.
2330 มีพระนามเดมิ วา พระองคเจาทบั เปน พระราชโอรสในพระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหลานภาลัยและเจา

ห น้ า | 105

จอมมารดาเรียบ เปนกษัตริยผูทรงเครงครัดในศาสนาพุทธ ชาวตะวันตกมักมองวาพระองคตึงและตอตาน
ศาสนาอ่ืน แมกระนั้นก็ทรงอนญุ าตใหม ิชชน่ั นารีจากอเมรกิ านาํ แพทยแ ผนตะวันตกเขามาเผยแพรได

ความจริงในสมัยรัชกาลท่ี 3 ประเทศสยามตองรับบรรดาทูตตางๆ จากชาติตะวนั ตกทเ่ี ขามาทาํ สญั ญา
ทางการคา บางแลว โดยเฉพาะการมาถงึ ของเซอรจ อหน เบารง่ิ จากอังกฤษทเ่ี ขามาทําสัญญาเบาริ่ง อันสงผล
อยางใหญหลวงตองานประเทศสยามในเวลาตอมา อยางไรก็ตามผลจากการเปดประเทศมาปรากฎอยาง
เดน ชัดในสมยั พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งทรงสนพระทัยในศิลปะวิทยาการของ
ตะวนั ตกมาก พระองคท รงศกึ ษาวิชาการตางๆ อยา งแตกฉาน ทรงเขา ใจภาษาบาลเี ปน อยา งดีตั้งแตครั้งท่ีออก
ผนวชเปนเวลาถึง 27 พรรษากอ นทรงข้ึนครองราชย สวนภาษาองั กฤษนั้นทรงไดเรียนกบั มชิ ชนั นารีจนสามารถ
ตรัสไดเปนอยางดี นอกจากนี้ยังมีความรูในวิทยาศาสตรแขนงตางๆ โดยเฉพาะดาราศาสตร ในยุคสมัยของ
พระองค ขนมธรรมเนียมตางๆ ในราชสาํ นกั ไดเ ปล่ียนไปมาก เชน การแตง กายเขาเฝาของขุนนาง ทรงใหสวม
เสื้อผา แบบตะวันตกแทนท่จี ะเปลอื ยทอนบนเชน สมัยกอน หรือยกเลกิ ประเพณีหมอบคลาน เปน ตน

สวนในดา นการศาสนาน้นั ทรงต้งั นิกายธรรมยตุ ขิ นึ้ มา ซงึ่ เปนการเร่มิ ตนการรวมอํานาจของคณะสงฆ
ซึง่ เคยกระจัดกระจายทว่ั ประเทศใหเขามาอยทู ี่สวนกลาง พระองคนับวาทรงเปนกษัตริยผูมีวิสัยทัศนยาวไกล
และทรงตระหนกั ถึงภัยจากลทั ธลิ าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ซึ่งในเวลานั้นเขายึดครองประเทศเพ่ือน
บานของสยามจนหมดสน้ิ แลว พระองคทรงมีพระราชดํารวิ า ความเขมแข็งแบบตะวนั ออกของสยามไมส ามารถ
ชวยใหป ระเทศรอดพน จากการตกเปนอาณานิคมได จงึ ทรงเนน ใหป ระเทศสยามพัฒนาใหท ันสมัยเพือ่ ลดความ
ขดั แยงกับชาติตะวนั ตก

ยคุ สมัยนี้กลาวไดวาประเทศสยามเร่ิมหันทิศทางไปสูตะวันตกแทนท่ีจะแข็งขืนอยางประเทศเพ่ือน
บา น ซึง่ ถึงที่สุดแลว ก็ไมอาจสูความไดเปรยี บทางเทคโนโลยขี องชาตติ ะวนั ตกไดใ นราชสํานักทรงจางครูฝรั่งมา
สอนภาษาใหแกพระราชโอรสและพระราชธิดา สวนภายนอกมีชาวตางประเทศจํานวนมากที่มาประกอบ
กิจการในเมืองสยาม สมัยน้ีมีหนังสือพิมพภาษาไทยออกมาเปนคร้ังแรก น่ันคือ บางกอกรีคอดเดอรของ
หมอบดั เลย

พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลท่ี 4) เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม
พ.ศ. 2347 เปนพระราชโอรสในพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลานภาลัย และสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรม
ราชินี มพี ระนามเดิมวา เจา ฟา มหามาลา เมอ่ื พระชมมายุได 9 พรรษา ไดรับสถาปนาเปนเจาฟามงกุฎมีพระ
ราชอนุชารวมพระราชมารดา คือ เจาฟาจุฬามณี ซ่ึงตอมาไดรับสถาปนาเปนพระบาทสมเด็จพระปนเกลา
เจาอยูหัว เมื่อพระชนมายุได 21 พรรษา ไดออกผนวชตามประเพณีและอยูในเพศบรรพชิต ตลอดรัชสมัย
รัชกาลที่ 3 เม่อื รัชกาลที่ 3 สวรรคตจึงไดลาสกิ ขามาข้นึ ครองราชยส มบตั ิ

ระหวางทีท่ รงผนวช ประทับอยทู ว่ี ัดมหาธาตุ แลวทรงยา ยไปอยวู ดั ราชาธิวาส (วัดสมอราย) พระองค
ไดทรงตั้งคณะสงฆ ช่ือ “คณะธรรมยุตินิกาย” ขึ้น ตอมาทรงยายไปอยูวัดบวรนิเวศวิหารไดรับแตงต้ังเปน
พระราชาคณะ และไดเ ปน เจาอาวาสวดั บวรนเิ วศองคแรก ทรงรอบรูภาษาบาลีและแตกฉานในพระไตรปฏก
นอกจากน้ัน ยังศึกษาภาษาลาติน และภาษาอังกฤษจนสามารถใชงานไดดี ในรัชสมัยของพระองค อังกฤษ
สหรฐั อเมรกิ า และฝรั่งเศส ตา งกส็ งทตู มาขอทาํ สนธิสัญญาในเร่ืองสิทธิสภาพนอกอาณาเขตใหแกคนในบังคับ

ห น้ า | 106

ของตน และสทิ ธกิ ารคาขายเสรี ตอ มาไทยไดทาํ สัญญาไมตรีกับประเทศนอรเวย เบลเย่ียมและอิตาลี และได
ทรงสง คณะทูตออกไปเจรญิ พระราชไมตรกี บั ตางประเทศ นบั เปน ครงั้ ท่สี องของไทย นับตอ จากสมยั สมเด็จพระ
นารายณมหาราช โดยไปยังประเทศองั กฤษ และฝร่ังเศส

ทรงจา งชาวยุโรปมารบั ราชการในไทย ในหนาท่ีลามแปลเอกสารตาํ รา ครฝู กวชิ าทางทหารและตาํ รวจ
และงานดา นการชา ง ทรงตง้ั โรงพิมพข องรัฐบาล ตง้ั โรงกษาปณเพื่อผลิตเงินเหรียญ แทนเงินพดดวงและเบ้ีย
หอยทใี่ ชอยูเดิม มีโรงสีไฟ โรงเลื่อยจักร เปดท่ีทําการศุลกากร ตัดถนนสายหลักๆ ไดแก ถนนบํารุงเมือง
ถนนเฟองนคร ถนนเจริญกรุง และถนนสีลม มีรถมาขึ้นใชคร้ังแรกขุดคลองผดุงกรุงเกษม คลองมหาสวัสด์ิ
คลองภาษเี จริญ คลองดําเนินสะดวก และคลองหวั ลําโพง

ดานการปกครอง ไดจัดต้ังตํารวจนครบาล ศาล แกไขกฎหมายใหทันสมัย ใหเสรีภาพในการนับถือ
ศาสนาดานศาสนา ไดสรา งวดั ราชประดษิ ฐ วดั มงกฎุ กษตั รยิ ารามและวัดปทุมวนาราม เปนตน ทรงเช่ียวชาญ
ทางโหราศาสตร สามารถคํานวณการเกิดจันทรุปราคา และสุริยุปราคาไดอยางแมนยํา ทรงคํานวณการเกิด
สุริยุปราคาหมดดวงในวันขึ้น 1 คํ่า เดือน 10 ป พ.ศ. 2411 ณ ตําบลหวากอ (คลองวาฬ) จังหวัด
ประจวบคีรขี นั ธ ไดอยางถูกตอ ง

พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา เจาอยหู ัว (รชั กาลท่ี 5) เสด็จพระราชสมภพเมอ่ื วนั ท่ี 20 กนั ยายน
พ.ศ. 2396 มีพระนามเดมิ วา เจา ฟาจฬุ าลงกรณ เปนพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว
และสมเด็จพระเทพศิรนิ ทรามาตย กอ นขึ้นครองราชยท รงดํารงพระยศเปน กรมขุนพินิตประชานาถ

พระองคไดทรงสรา งความเจรญิ รงุ เรอื งใหแ กประเทศนานปั การ ทรงบรหิ ารประเทศกาวหนา ทดั เทียม
นานาอารยประเทศ ทรงประกาศเลิกทาส ปรับปรุงระบบการศาล ต้ังกระทรวงยุติธรรม ปรับปรุงกฎหมาย
ตางๆ สง เสริมการศกึ ษาอยางกวา งขวางในหมูป ระชาชนทัว่ ไป ต้งั กระทรวงธรรมการ ตั้งโรงเรียนฝกหัดครู สง
นักเรียนไทยไปศกึ ษาในยโุ รป สรา งการรถไฟ โดยทรงเปด เสนทางเดินรถไฟสายกรุงเทพฯ ถึงนครราชสีมา เม่ือ
วนั ที่ 9 มนี าคม พ.ศ. 2421 สรา งโรงไฟฟาจัดใหมีการเดินรถรางขึ้นในกรุงเทพฯ จัดตั้งการ ไปรษณียโทรเลข
เมื่อ พ.ศ. 2421 สรา งระบบการประปา ฯลฯ

ดานการตางประเทศ ทรงมีวิสัยทัศนกวางไกลย่ิงนัก ไดทรงนําประเทศไทยใหรอดพนจากการเปน
เมืองขึ้นของชาติตะวันตกไดตลอดรอดฝง โดยดําเนินการผูกสัมพันธไมตรีกับประเทศมหาอํานาจเพ่ือคาน
อาํ นาจ พระองคไดเสดจ็ ประพาสยุโรป ถึงสองครั้ง ไดเสด็จเยือนประเทศ ฝรั่งเศส รัสเซีย เยอรมนี อังกฤษ
ออสเตรีย ฮังการี เบลเย่ียม อิตาลี สวีเดน และเดนมารก เมื่อป พ.ศ. 2440 ทรงแตงตั้งราชทูตไปประจํา
ประเทศตางๆ ในป พ.ศ. 2424 ไดแก อิตาลี เยอรมัน เนเธอรแลนด เบลเยี่ยม ออสเตรีย ฮังการี เดนมารก
สวเี ดน โปรตเุ กส นอรเ วย และสเปน อังกฤษ ในป พ.ศ. 2425 สหรฐั อเมรกิ าในป พ.ศ. 2427 รัสเซียในป พ.ศ.
2440 และญี่ปุนในป พ.ศ. 2442

พระองคท รงปกครองอาณาประชาราษฎร ใหเ ปนสุขรม เยน็ โปรดการเสด็จประพาสดวยตนเองเพ่ือให
ไดท รงทราบความเปน อยูท แ่ี ทจรงิ ของพสกนิกร ทรงสนพระทยั ในวิชาความรู และวทิ ยาการแขนงตาง ๆ อยาง
กวางขวาง และนาํ มาใชบ ริหารประเทศใหเ จรญิ รดุ หนาอยางรวดเร็ว พระองคจึงไดรับถวายพระราชสมัญญา
นามวา สมเด็จพระปยมหาราช

ห น้ า | 107

ดานการพระศาสนาทรงทํานบุ ํารงุ และจัดการใหเหมาะสมเจรญิ รุงเรอื ง ทรงสถาปนามหาจฬุ าลงกรณ
ราชวิทยาลัยขน้ึ ณ วัดมหาธาตุ และมหามงกุฎราชวิทยาลัยขึ้น ณ วัดบวรนิเวศวิหารเพื่อใหเปนสถานศึกษา
พระปริยัติธรรม และวิชาการช้ันสูง นอกจากนั้น ยังทรงสรางวัดเทพศิรินทราวาส และวัดเบญจมบพิตร ซึ่ง
นับวา เปนสถาปต ยกรรมที่งดงามยง่ิ แหง หน่ึงของกรงุ เทพฯ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลท่ี 6) เสด็จพระราชสมภพเม่ือวันที่ 1 มกราคม
พ.ศ. 2423 มพี ระนามเดิมวา สมเด็จเจา ฟามหาวชิราวธุ เปน พระราชโอรสในพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา
เจา อยูหัว และสมเดจ็ พระศรีพชั รินทราบรมราชินีนาถ ไดรับสถาปนาเปนสมเด็จเจาฟา กรมขุนเทพทวาราวดี
เม่อื พระชนมายุได 8 พรรษา เมื่อพระชนมายุได 11 พรรษา ไดเสด็จไปศึกษาวิชาการที่ประเทศอังกฤษ ทรง
ศึกษาในมหาวทิ ยาลยั ออกซฟอรด และศกึ ษาวิชาการทหารบกที่โรงเรียนนายรอยแซนดเฮิสต ไดรับสถาปนา
เปน สมเดจ็ พระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร เมือ่ ป พ.ศ. 2437

เสด็จกลับประเทศไทยแลว ทรงเขารับราชการในตําแหนงจเรทัพบก และทรงบัญชาการทหาร
มหาดเลก็ ดํารงพระยศพลเอก

เสดจ็ ขนึ้ ครองราชยสมบัติ เม่อื วนั ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 ไดทรงปรับปรุงดา นการศึกษาของไทย โปรด
ใหตราพระราชบัญญัติ ประถมศึกษา ใหเปน การศึกษาภาคบังคับ ทรงต้ังกระทรวงการทหารเรือ กองเสือปา
และกองลกู เสือ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ กรมศิลปากร โรงไฟฟาหลวงสามเสน คลังออมสิน กรมสถิติพยากรณ
กรมสรรพากร กรมตรวจเงินแผนดิน กรมมหาวิทยาลัย กรมรถไฟหลวง และเปดเดินรถไฟไปเชื่อมกับมลายู ตั้ง
สถานเสาวภาและกรมรางกฎหมาย ทรงเปล่ยี นการใชรตั นโกสนิ ทรศก (ร.ศ.) เปนพทุ ธศกั ราช (พ.ศ.)

พระองคไ ดท รงปลกู ฝง ความรักชาติใหเกิดขึ้นในหมูประชาชาวไทย ทรงเปนศิลปนและสงเสริมงาน
ประพันธเปน อยา งมาก ทรงเปน ผูน ําในการประพนั ธว รรณคดีไทย ท้ังท่ีเปนรอยแกวและรอยกรอง ทรงเขียน
หนงั สือทางดา นประวตั ศิ าสตร และดานการทหารไวเ ปน จํานวนมากประมาณถึง 200 เครื่อง พระองคจึงไดรับ
ถวายพระราชสมัญญานามวา สมเด็จพระมหาธีรราชเจา ทรงเปน นกั ปราชญทยี่ ิ่งใหญพ ระองคห นง่ึ ของไทย

การปกครองประเทศไดท รงเจริญรอยตามสมเด็จพระราชบิดา สานตองานที่ยังไมเสร็จสิ้นในรัชสมัย
ของพระองคไ ดเ กดิ สงครามโลกคร้งั ที่ 1 โดยมสี มรภมู อิ ยูในทวีปยุโรป ทรงตัดสินพระทัยประกาศสงครามกับ
เยอรมัน โดยเขารวมกับสัมพันธมิตรไดสงทหารไทยไปรวมรบ ณ ประเทศฝรั่งเศส ผลที่สุดไดเปนฝายชนะ
สงคราม ทาํ ใหไ ทยไดรบั การแกไขสนธิสัญญา ทไี่ ทยเสียเปรยี บตางประเทศไดเ ปนอันมาก

พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลท่ี 7) เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน
พ.ศ. 2436 มีพระนามเดิมวาสมเด็จเจาฟาประชาธิปกศักดิเดชน เปนพระราชโอรส พระองคเล็กของ
พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลาเจาอยูห วั และสมเดจ็ ศรพี ชั รนิ ทราบรมราชินีนาถไดรับสถาปนาเปนกรมขุน
สุโขทัยธรรมราชา เม่ือพระชนมายุได 12 พรรษา ไดเสด็จไปศึกษาวิชาการทหารบกที่ประเทศอังกฤษ และ
ฝรัง่ เศส สาํ เรจ็ การศกึ ษาแลว เสด็จกลบั ประเทศไทย เขา รับราชการท่ีกองพนั ทหารปนใหญท ี่ 1 รักษาพระองค
ในตาํ แหนง ผูบงั คบั กองรอ ย ตอมาไดร ับราชการในตาํ แหนงผบู งั คบั การโรงเรียนนายรอยทหารบกชั้นปฐม ปลดั
กรมเสนาธิการทหารบก ผูบัญชาการกองพลทหารบกท่ี 2 แลวไดทรงกรมเปนกรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา

ห น้ า | 108

เสดจ็ ขึ้นครองราชยสมบัติ เม่อื วนั ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 ในชวงเวลาท่ีเศรษฐกิจของประเทศ
และของโลกกาํ ลังทรุดหนัก อันเปนผลเน่ืองมาจากสงครามโลก ครั้งท่ี 1 ซ่ึงพระองคก็ไดทรงแกไขอยางเต็ม
พระกําลังความสามารถจนประเทศไทย ไดรอดพน จากวกิ ฤติการณนน้ั ได ในรัชสมัยของพระองค ไทยสามารถ
ติดตอ กบั นานาประเทศทางวทิ ยุ และโทรเลขไดโ ดยทว่ั ไปเปน คร้ังแรก ทรงพระราชทานนามหอสมุดแหงชาติ
พิมพพระไตรปฎกเลมใหม สรางโรงเรยี นวชริ าวุธวิทยาลยั เปด เดนิ รถไฟไปถึงชายแดนไทยตดิ ตอ กับเขมร แกไข
ระบบการจดั เกบ็ ภาษาอากรใหม ตั้งสถานวี ิทยกุ ระจายเสยี งแหง ประเทศไทยประกาศพระราชบัญญัติเงินตรา
และทรงตรากฎหมายอืน่ ๆ อีกเปน จํานวนมาก สรางสะพานพระปฐมบรมราชานุสรณ (สะพานพระพุทธยอดฟาฯ)
วนั ท่ี 24 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรไดปฏิวัติเปล่ียนแปลงการปกครองตอมาเมื่อวันท่ี 2 มีนาคม พ.ศ.
2477 พระองคไดต ดั สนิ พระทัยสละราชสมบัติ ตอมาไดเสด็จสวรรคต เม่ือวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 ณ
ประเทศองั กฤษ

พระราชหัตถเลขาท่ที รงลาออกจากราชบัลลังก มีความตอนหนึ่งวา “ขา พเจามีความเห็นใจทจ่ี ะสละ
อํานาจอันเปนของขาพเจาอยูเดิมใหแกราษฎรโดยทั่วไป แตขาพเจาไมยินยอมยกอํานาจท้ังหลายของ
ขา พเจา ใหแ กผ ใู ด คณะใดโดยเฉพาะ เพือ่ ใชอาํ นาจโดยสทิ ธขิ าดและโดยไมฟงเสียงอันแทจริงของประชา
ราษฎร”

พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) เสด็จพระราชสมภพ เม่ือวันที่
20 กันยายน 2468 ณ เมืองไฮเดลเบิรก ประเทศเยอรมัน ทรงเปนพระราชโอรสองคที่สองของสมเด็จพระมหิตลา
ธิเบศร อดลุ ยเดชวกิ รม บรมราชชนก และสมเด็จพระศรนี ครนิ ทราบรมราชชนนี

เมือ่ พระชนมายไุ ด 3 เดือน ไดตามเสด็จพระบรมราชชนกนาถและพระราชมารดา ไปประทับอยู ณ
ประเทศฝรง่ั เศสและสหรฐั อเมริกา จนพระชนมายุได 3 พรรษา จึงเสด็จกลับประเทศไทย เม่ือป พ.ศ. 2471
หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง สมเด็จพระราชชนนีไดนําเสด็จไปประทับอยู ณ เมืองโลซานน ประเทศ
สวิตเซอรแ ลนด เม่อื ป พ.ศ. 2476

เม่ือพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว ทรงสละราชสมบัติ เม่ือวันท่ี 2 มีนาคม พ.ศ. 2477
พระองคไดเสด็จข้ึนครองราชย เมื่อพระชนมายุได 10 พรรษา จึงตองมีคณะผูสําเร็จราชการแผนดินปฏิบัติ
หนา ทแ่ี ทนพระองค พระเจาวรวงศเธอ กรมหม่ืนอนุวรรตนจาตรุ งต เปนประธาน ตอมาพระองคเ จา อาทิตยท ิพ
อาภา เปน ประธาน

พระองคมีนาํ้ พระราชหฤทัยเปยมดวยพระเมตตากรณุ าในพสกนิกรโปรดการศึกษาการกีฬา การชาง
และการดนตรีไดเสด็จไปศึกษาตอ ณ ประเทศสวิตเซอรแลนดเมื่อสงครามโลกครั้งท่ี 2 สงบ ไดเสด็จนิวัติ
ประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2488 ผูสําเร็จราชการแทนพระองค จึงไดถวายราชกิจเพ่ือใหทรง
บรหิ ารโดยพระราชอาํ นาจ

เม่อื วนั ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ไดเกิดเหตุการณอันไมคาดฝน พระองคตองอาวุธปนเสด็จสวรรคต
ณ ที่น่ังบรมพมิ านในพระบรมมหาราชวัง ยังความเศรา สลด และความอาลัยรักจากพสกนกิ รเปนท่ีย่ิง

ห น้ า | 109

พระบาทสมเดจ็ พระเจา อยูหัวภมู ิพลอดุลยเดชมหาราช (รชั กาล ที่ 9) เสด็จพระราชสมภพ เมอ่ื วนั ท่ี
5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ณ มลรัฐแมซซาชูเซทส ประเทศสหรัฐอเมริกา เปนพระราชโอรส องคเล็กของสมเด็จ
พระมหติ ลาธิเบศรอดลุ ยเดชวิกรม บรมราชชนกและสมเดจ็ พระศรนี ครนิ ทราบรมราชชนนี เมื่อพระชนมายุได
1 พรรษา ไดเสด็จนิวัตสูประเทศไทยในป พ.ศ. 2471 ภายหลังจากที่สมเด็จพระราชบิดาเสด็จทิวงคตแลว
ไดเสด็จกลับไปประทับท่ีเมืองโลซานน ประเทศสวิตเซอรแลนด และเขารับการศึกษา ณ ที่นั้น เม่ือสมเด็จ
พระบรมเชษฐาธริ าช พระบาทสมเดจ็ พระเจาอยหู ัวอานันทมหิดลเสด็จสวรรคตเม่ือวันท่ี 13 มิถุนายน พ.ศ. 2489
ไดเสด็จข้ึนครองราชยสืบแทน เม่ือพระชนมายุได 19 พรรษา โดยมีผูสําเร็จราชการแทนพระองค แลวทรง
เสดจ็ ไปศกึ ษาตอในวิชานติ ิศาสตร ที่ประเทศสวติ เซอรแ ลนด

พระองคไดเสด็จนิวัติสูประเทศไทย เม่ือ ป พ.ศ. 2493 เพ่ือถวายพระเพลิงพระบรมศพ
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดลและไดทรงเขาพระราชพิธี อภิเษกสมรสกับสมเด็จพระนางเจา
สิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ ซ่ึงขณะนั้นดํารงพระยศ เปน ม.ร.ว.สิริกิต์ิ กิติยากร พระธิดาของพระวรวงศเธอ
กรมหม่นื จนั ทบุรสี รุ นาถ และไดป ระกาศพระบรมราชโองการสถาปนาเปน สมเด็จพระบรมราชินี

ไดม ีพระบรมราชาภิเษก เฉลิมพระปรมาภไิ ธยวา พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหา ภูมิพลอดุลยเดช
มหติ ลาธิเบศร รามาธบิ ดี จกั รนฤบดินทร สยามนิ ทราธริ าช บรมนาถบพิตร เมอ่ื วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493

ไดเสด็จกลับไปทรงศึกษาตอ ณ ประเทศสวิตเซอรแลนด เม่ือวันท่ี 5 มิถุนายน พ.ศ. 2493 จนถึงป
พ.ศ. 2494 จึงเสดจ็ นิวัตพิ ระนคร ไดเสด็จออกผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดารามเมื่อวันท่ี 22 ตุลาคม พ.ศ.
2499 แลว เสด็จประทับ ณ วัดบวรนเิ วศวหิ าร ระหวางที่ทรงผนวชสมเด็จพระนางเจาฯ พระบรมราชินี ทรง
เปนผสู าํ เรจ็ ราชการแทนพระองค จึงไดรบั โปรดเกลา ฯ ใหสถาปนาเปน สมเด็จพระนางเจาฯ พระบรมราชินนี าถ

พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว และสมเด็จพระนางเจาฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงบําเพ็ญพระราช
กรณยี กิจเปน เอนกประการแผไพศาลไปท่ัวท้งั ในประเทศและตา งประเทศ

ทรงเสดจ็ พระราชดําเนินเยือนตางประเทศทั้งในยุโรป เอเชีย และอเมริกา เพื่อเจริญพระราชไมตรี
อยางกวางขวาง ปรากฏพระเกียรตคิ ณุ อยางทไ่ี มเคยปรากฏมากอ น ดา นในประเทศทรงเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎร
ในชนบทที่อยูหางไกลเพ่ือรับทราบปญหาตางๆ โดยตรงและไดทรงริเริ่มโครงการตามพระราชดําริ เพื่อ
แกป ญหาเหลา น้ันพรอมทัง้ พฒั นาใหด ขี นึ้ เพือ่ ใหสามารถชว ยตนเองได

พระราชกรณียกิจของพระองค ท้ังในฐานะที่ทรงเปนพระประมุขของประเทศและในฐานะสวน
พระองคเปน ไปอยางไมหยดุ ยัง้ ทรงเต็มเปยมดวยทศพธิ ราชธรรม ทรงมพี ระอัจฉรยิ ภาพในดา นตางๆ ยากท่จี ะ
หาผเู สมอเหมือน ทรงมพี ระราชศรัทธาตั้งมั่น และแตกฉานในพระศาสนาและทรงถายทอดแกพสกนิกรของ
พระองคใ นทุกโอกาส ดงั เราจะไดพ บในพระบรมราโชวาทที่พระราชทานแกป ระชาชนในโอกาสตางๆ

การเปลยี่ นแปลงการปกครอง
ภายหลงั การปฏิรูปการปกครองและการปฏิรปู การศึกษาในรชั กาลที่ 5 พระองคไดม กี ระแสความคดิ ท่ี
จะใหป ระเทศไทยมีการเปลยี่ นแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสทิ ธิราชยม าเปน ระบอบการปกครอง
ทม่ี รี ฐั ธรรมนญู เปน กฎหมายสูงสดุ ในการปกครองประเทศ โดยมรี ฐั สภาเปน สถาบนั หลกั ทจี่ ะใหป ระชาชนมสี ว น

ห น้ า | 110

รวมในการปกครองมากขึ้นเปน ลาํ ดบั จนกระทงั่ ไดมีคณะนายทหารชุดกบฏ ร.ศ.130 ซ่ึงมคี วามคดิ ทป่ี ฏิบัติการ
ใหบรรลุความมุงหมายดงั กลาว แตไมทนั ลงมือกระทําการก็ถูกจบั ไดเ สยี กอนเมอื่ พ.ศ. 2454 ในตน รชั กาลที่ 6

อยา งไรกต็ าม เสียงเรียกรองใหมกี ารเปลยี่ นแปลงการปกครองก็ยังคงมีออกมาเปนระยะๆ ทางหนา
หนังสอื พิมพ แตยังไมผ ลตอการเปลย่ี นแปลงใดๆ มากนัก นอกจากการปรับตัวของรัฐบาลทางดานการเมือง
การปกครองใหท ันสมัยยง่ิ ข้นึ กวา เดิมเทานั้น แตก็ยังไมไดมีการประกาศใชรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดใน
การปกครองประเทศแตประการใด จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 7 ไดมีคณะผูกอการภายใตการนําของ
พ.อ.พระยาพหลพลพยหุ เสนา ซ่งึ ไดก อ การเปลยี่ นแปลงการปกครองเปน ผลสําเรจ็ ใน พ.ศ. 2475

ดงั นน้ั การเปลย่ี นแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 จงึ เปน การเปล่ยี นแปลงทางการเมืองที่สําคัญของ
ประวัติศาสตรช าตไิ ทย

สภาพการณโ ดยท่วั ไปของบา นเมืองกอนเกดิ การเปลยี่ นแปลงการปกครอง
สั ง ค ม ไ ท ย กํ า ลั ง อ ยู ใ น ช วง เ วล า ขอ ง ก า ร เ ป ล่ี ย น แ ป ล ง เ ข า สู คว า ม ทั น ส มั ย ต า ม แ บ บ ต ะ วั น ต ก

ในทกุ ๆ ดา น อันเปนผลสบื เนือ่ งมาจากการปฏิรูปแผนดินเขาสูความทันสมัยในรัชกาลท่ี 5 (พ.ศ. 2411 – 2453)
ความจรงิ แลว สงั คมไทยเร่ิมปรบั ตัวใหเ ขากับกระแสวฒั นธรรมตะวนั ตกมาตั้งแตส มยั รชั กาลที่ 4 ภายหลังไดทํา
สนธิสญั ญาบาวร่งิ กับองั กฤษใน พ.ศ. 2398 และกบั ประเทศอ่ืนๆ ในภาคพื้นยุโรปอีกหลายประเทศ และทรง
เปด รบั ประเพณีและวัฒนธรรมของตะวันตก เชน การจา งชาวตะวันตกใหเ ปนครูสอนภาษาอังกฤษแกพระราช
โอรสและพระราชธิดาในพระบรมมหาราชวงั การใหข าราชการสวมเสื้อเขา เฝา การอนุญาตใหช าวตา งประเทศ
เขา เฝาพรอมกบั ขุนนางขา ราชการไทยในงานพระบรมราชาภิเษก เปนตน

ในสมยั รชั กาลท่ี 5 ไดท รงดําเนนิ พระบรมราโชบายปลดปลอยไพรใหเปนอิสระและทรงประกาศเลิก
ทาสใหเปนไทแกตนเอง พรอมกันนั้นยังทรงปฏิรูปการศึกษาตามแบบตะวันตก เพื่อใหคนไทยทุกคนไดรับ
การศกึ ษาถึงขัน้ อา นออกเขยี นไดแ ละคดิ เลขเปน ไมวาจะเปนเจา นาย บุตรหลาน ขุนนาง หรือราษฎรสามญั ชน
ท่ีพนจากความเปนไพรหรือทาส ถาบุคคลใดมีสติปญญาเฉลียวฉลาดก็จะมีโอกาสเดินทางไปศึกษาตอยัง
ประเทศตะวันตกโดยพระบรมราชานุเคราะหจากผลการปฏิรูปการศึกษา ทําใหคนไทยบางกลุมท่ีไดรับ
การศึกษาตามแบบตะวันตก เริ่มรับเอากระแสความคิดเก่ียวกับการเมืองสมัยใหม ที่ยึดถือรัฐธรรมนูญเปน
กฎหมายสูงสดุ ในการปกครองประเทศมาจากตะวันตก และมีความปรารถนาทจี่ ะเห็นการเปล่ียนแปลง

สมัยรัชกาลที่ 5 ทรงปฏริ ปู ประเทศเขา สูค วามทนั สมยั สงั คมไทยกเ็ ร่ิมกา วเขาสคู วามมเี สรีในการแสดง
ความคิดเห็นมากข้นึ โดยเร่ิมเปด โอกาสส่อื มวลชนเสนอความคิดเห็นตอสาธารณชนไดคอนขางเสรี ดังน้ัน จึง
ปรากฏวา ส่อื มวลชนตางๆ เชน น.ส.พ. สยามประเทศ, ตลุ วภิ าคพจนกิจ, ศริ พิ จนภาค, จีนโนสยามวารศัพท ซ่ึง
ตพี ิมพจ าํ หนา ยในรัชกาลที่ 5 น.ส.พ. บางกอกเมอื ง ซง่ึ พิมพจ ําหนา ยในสมยั รชั กาลท่ี 6 และ น.ส.พ. สยามรีวิว
ซึ่งพมิ พจ ําหนา ยในสมยั รัชกาลท่ี 7 ไดเรียกรอ งและช้ีนาํ ใหม ีการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไปสูระบบ
รัฐสภา โดยมีรัฐธรรมนญู เปน หลักในการปกครองประเทศอยางตอเนอ่ื ง

อยางไรก็ตาม เนือ่ งจากการปลดปลอยไพรและทาสใหเปนอิสระในสมัยรัชกาลที่ 5 ไดผานพนไปได
เพียง 20 ปเ ศษ ดงั นนั้ สภาพสังคมสว นใหญใ นสมัยรชั กาลท่ี 7 กอ นท่จี ะเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึง

ห น้ า | 111

ยังตกอยูภายใตอิทธิพลของวัฒนธรรมในระบบเจาขุนมูลนาย นอกจากน้ีคนสวนนอยยังคงมีฐานะ สิทธิ
ผลประโยชนต า งๆ เหนอื คนไทยสวนใหญ คนสว นใหญมักมคี วามเหน็ คลอ ยตามความคิดที่สวนนอยซึ่งเปนชน
ช้ันนําของสังคมไทยชี้นํา ถาจะมีความขัดแยงในสังคมก็มักจะเปนความขัดแยงในทางความคิด และความ
ขดั แยง ในเชิงผลประโยชนในหมชู นชน้ั นาํ ของสงั คมทไ่ี ดร ับการศกึ ษาจากประเทศตะวนั ตกมากกวา จะเปน ความ
ขัดแยง ระหวา งชนชนั้ นาํ ของสังคมไทยกบั ราษฎรทว่ั ไป

สภาพการณทางการเมืองและการปกครองของไทยกําลังอยูในระยะปรับตัวเขาสูแบบแผนการ
ปกครองของตะวันตก เห็นไดจ ากพระบรมราโชบายของพระมหากษัตริยไทยทุกพระองค ภายหลังที่ไทยไดมี
การติดตอกับประเทศตะวันตกอยางกวางขวาง นับต้ังแตสมัยรับกาลที่ 4 – 7 สมัยรัชกาลท่ี 4 ยังไมไดทรง
ดาํ เนนิ นโยบายปรับปรงุ การปกครองใหเปน แบบตะวนั ตก แตก ท็ รงมีแนวพระราชดําริโนมเอียงไปในทางเสรี
นยิ ม เชน ประกาศใหเ จา นายและขา ราชการเลือกตงั้ ตาํ แหนง มหาราชครปู ุโรหิตและตําแหนงพระมหาราชครู
มหิธร อันเปนตําแหนง ตลุ าการท่วี า งลง แทนที่จะทรงแตงต้งั ผูพพิ ากษาตามพระราชอํานาจของพระองค และ
เปลีย่ นแปลงวธิ ถี วายนาํ้ พิพฒั นสตั ยาดว ยการท่พี ระองคท รงเสวยน้ําพิพัฒนสัตยารวมกับขุนนางขาราชการและ
ทรงปฏิญาณความซอื่ สัตยของพระองคต อขนุ นางขาราชการทง้ั ปวงดว ย

สมัยรัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปการเมืองการปกครองครั้งใหญ เพื่อใหการปกครองของไทยได
เจริญกาวหนาทัดเทียมกับชาติตะวันตก โดยจัดต้ัง สภาท่ีปรึกษาราชการแผนดิน (Council of State) และ
สภาที่ปรึกษาสวนพระองค (Privy Council) ใน พ.ศ. 2417 เพื่อถวายคําปรึกษาเกี่ยวกับการบริหารราชการ
แผน ดินในเรื่องตา งๆ ทพี่ ระองคข องคําปรกึ ษาไป นอกจากนพ้ี ระองคยังทรงปฏิรูปการปกครองทีส่ ําคญั คือ การ
จดั ตั้งกระทรวงแบบใหมจํานวน 12 กระทรวงขึ้นแทนจตุสดมภในสวนกลางและจัดระบบการปกครองหัวเมือง
ตา งๆ ในรูปมณฑลเทศาภิบาลในภูมิภาค โดยเร่ิมตั้งแต พ.ศ. 2435 เปนตนมา นอกจากนี้พระองคทรงริเริ่ม
ทดลองการจัดการปกครองทอ งถน่ิ ในรูปสุขาภิบาล จัดตั้ง รัฐมนตรีสภา เพื่อทําหนาท่ีตามกฎหมาย ใน พ.ศ.
2437 ตามแบบอยา งตะวนั ตก

สมัยรัชกาลท่ี 6 ทรงริเริ่มทดลองการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยการจัดตั้งดุสิตธานี เมือง
ประชาธิปไตยขึ้นในบริเวณพระราชวังดุสิต พ.ศ. 2461 เพ่ือทดลองฝกฝนใหบรรดาขาราชการไดทดลอง
ปกครองตนเองในนครดสุ ติ ธานี เหมือนกบั การจดั รปู แบบการปกครองทอ งถิน่ ทเี่ รียกวา “เทศบาล” นอกจากน้ี
ยงั ทรงจดั ต้ังกระทรวงขนึ้ มาใหมจ ากทม่ี ีอยูเดิม และยุบเลิกกระทรวงบางกระทรวงใหมีความทันสมัยมากขึ้น
โดยทรงจัดต้ังมณฑลเพิ่มขึ้นและทรงปรับปรุงการบริหารงานของมณฑลดวยการยุบรวมมณฑลเปนหนวย
ราชการที่เก่ียวกบั การปกครองเรียกวา มณฑลภาค เพ่ือใหก ารปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลมีความคลองตัว
มากขนึ้

สมัยรัชกาลท่ี 7 (พ.ศ. 2468 – 2475) ทรงเลง็ เหน็ ความจาํ เปน ทจ่ี ะตองเปลี่ยนแปลงการปกครองให
ทันสมยั และตอ งเตรยี มการใหพ รอมเพ่ิมมิใหเกดิ ความผดิ พลาดได โดยพระองคไดทรงจัดตั้งอภิรัฐมนตรีสภา
เพื่อเปนทีป่ รกึ ษาราชการแผน ดนิ พ.ศ. 2468 และทรงมอบหมายใหอภิรัฐมนตรีสภาวางระเบียบสําหรับจัดต้ัง
สภากรรมการองคมนตรี เพื่อเปน สภาทป่ี รกึ ษาสว นพระองคอ กี ดวย

ห น้ า | 112

นอกจากน้ีทรงมอบหมายใหอภิรัฐมนตรีวางรูปแบบการปกครองทองถ่ินในรูปเทศบาลดวยการ
แกไ ขปรับปรุงสุขาภบิ าลท่ีมีอยูใ หเปนเทศบาล แตไมมโี อกาสไดป ระกาศใช เพราะไดเกิดการเปล่ียนแปลงการ
ปกครองขึ้นกอน นอกจากนีย้ ังทรงโปรดเกลา ฯ ใหพ ระยาศรวี ิศาลวาจาและนายเรยม อนด บ.ี สตีเวนส ซ่ึงเปน
ท่ีปรึกษากระทรวงการตางประเทศชวยกันรางรัฐธรรมนูญ ตามกระแสพระราชดําริใน พ.ศ. 2474 มี
สาระสําคัญดังนี้

อาํ นาจนิตบิ ญั ญัตจิ ะมีการเลือกตั้งสมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรทางออ ม โดยมีสมาชกิ 2 ประเภท คือ มา
จากการเลอื กต้งั และการแตง ตงั้ สวนผูทม่ี ีสิทธสิ์ มัครเลอื กตง้ั จะตอ งมีอายไุ มต ํ่ากวา 30 ป มพี นื้ ฐานความรูอาน
ออกเขียนได สวนอํานาจบริหารใหพระมหากษัตริยทรงเลือกนายกรัฐมนตรี แตเนื่องจากอภิรัฐมนตรีมี
ความเหน็ ประชาชนยังไมพรอม ดังน้ันการประกาศใชรัฐธรรมนูญควรระงับไวชั่วคราว จนกระทั่งไดเกิดการ
เปล่ยี นแปลงการปกครองเสียกอนจงึ มิไดม กี ารประกาศใชแตอยา งใด

สาเหตุการเปลีย่ นแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475

1. ความเสื่อมของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย
การท่ีคณะนายทหารหนุมภายใตการนําของ ร.อ. ขุนทวยหาญพิทักษ (เหล็ง ศรีจันทร)
ไดวางแผนยึดอํานาจการปกครอง เพ่ือเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย
มาเปน ระบอบท่ีจาํ กดั พระราชอํานาจของพระมหากษตั รยิ ใหอ ยใู นฐานะประมขุ ของประเทศภายใตร ัฐธรรมนูญ
เมอ่ื พ.ศ. 2454 แตไ มป ระสบความสาํ เรจ็ เพราะถูกจับกมุ กอ นลงมือปฏิบตั งิ าน แสดงใหเหน็ ถงึ ความเส่ือมของ
ระบอบนอ้ี ยางเหน็ ไดชัด ขณะเดียวกันในสมัยรัชกาลที่ 6ไดมีการวิพากษวิจารณกันอยางกวางขวางเก่ียวกับ
การใชจา ยเงนิ งบประมาณทไ่ี มด ลุ กับรายรบั ทําใหมีการกลา วโจมตรี ฐั บาลวา ใชจ ายฟมุ เฟอยเกินไป คร้ังตอมา
ในสมัยรัชกาลที่ 7 พระองคก็ถูกโจมตีวาทรงตกอยูใตอิทธิพลของอภิรัฐมนตรีสภา ซ่ึงเปนสภาที่ปรึกษาที่
ประกอบดวยสมาชิกท่ีเปนพระบรมวงศานุวงศชั้นสูง และบรรดาพระราชวงศก็มีบทบาทในการบริหาร
บานเมืองมากเกินไป ควรจะใหบุคคลอื่นท่ีมีความสามารถเขามีสวนรวมในการบริหารบานเมืองดวย
ปรากฎการณดังกลาวสะทอนใหเห็นถึงความไมพอใจตอระบอบการปกครองท่ีมีพระมหากษัตริยอยูเหนือ
กฎหมาย ซงึ่ นับวันจะมปี ฏิกิรยิ าตอ ตานมากข้ึน

2. การไดร ับการศึกษาตามแนวความคิดตะวนั ตกของบรรดาชนชนั้ นาํ ในสังคมไทย
อิทธิพลจากการปฏิรูปการศึกษาในสมัยรัชกาลท่ี 5 ทําใหคนไทยสวนหน่ึงที่ไปศึกษายังประเทศ
ตะวันตก ไดรับอิทธิพลแนวคิดทางการเมืองสมัยใหม และนํากลับมาเผยแพรในประเทศไทย ทําใหคนไทย
บางสวนทีไ่ มไดไ ปศึกษาตอ ในตา งประเทศรับอทิ ธพิ ลแนวความคิดดังกลาวดวย อิทธิพลของปฏิรูปการศึกษาได
สงผลกระตุนใหเกิดความคิดในการเปล่ียนแปลงการปกครองมากข้ึน นับต้ังแตคณะเจานายและขาราชการ
เสนอคาํ กราบบงั คมทูลใหเปลี่ยนแปลงการปกครอง ใน พ.ศ. 2427 นักหนังสือพิมพอยางเทียนวรรณ (ต.ว.ส.
วัณณาโภ) ก.ศ.ร.กุหลาบ (ตรุษ ตฤษณานนท) ไดเรียกรองใหปกครองบานเมืองในระบบรัฐสภา เพื่อให
ประชาชนมีสวนรวมในการปกครองและยังไดกลาววิพากษวิจารณสังคม กระทบกระเทียบชนช้ันสูงท่ีทําตัว

ห น้ า | 113

ฟุง เฟอ ซงึ่ ตัวเทยี นวรรณเองก็ไดกราบบงั คมทลู ถวายโครงรางระบบการปกครองท่เี ปน ประชาธปิ ไตยแดร ชั กาล
ท่ี 5 ตอ มาในรัชกาลท่ี 6 กลุมกบฏ ร.ศ.130 ที่วางแผนยึดอาํ นาจการเปล่ยี นแปลงการปกครอง ก็เปนบุคคลท่ี
ไดรับการศึกษาแบบตะวันตกแตไมเคยไปศึกษาในตางประเทศ แตคณะผูกอการเปลี่ยนแปลงการครองใน
พ.ศ. 2475 เปนคณะบุคคลที่สวนใหญผานการศึกษามาจากประเทศตะวันตกแทบท้ังสิ้น แสดงใหเห็นถึง
อทิ ธพิ ลของความคิดในโลกตะวันตกท่ีมตี อ ชนช้ันผูน าํ ของไทยเปนอยา งย่ิง เม่ือคนเหลาน้ีเห็นความสําคัญของ
ระบอบประชาธิปไตยท่ีมีพระมหากษัตริยเปน ประมขุ การเปลย่ี นแปลงการปกครองจึงเกดิ ขนึ้

3. ความเคลอ่ื นไหวของบรรดาสือ่ มวลชน
สอ่ื มวลชนมีบทบาทในการกระตุนใหเกดิ ความตน่ื ตัวในการปกครองแบบใหมแ ละปฏิเสธระบบการ

ปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย เชน น.ส.พ.ตุลวิภาคพจนกิจ (พ.ศ. 2443 – 2449) น.ส.พ.ศิริพจนภาค
(พ.ศ. 2451) น.ส.พ.จีนโนสยามวารศัพท (พ.ศ. 2446 – 2450) น.ส.พ. บางกอกการเมือง (พ.ศ. 2464) น.ส.พ.
สยามรีวิว (พ.ศ. 2430) น.ส.พ. ไทยใหม (พ.ศ. 2474) ตางก็เรียกรองใหมีการปกครองในระบบรัฐสภาที่มี
รัฐธรรมนูญเปนหลักในการปกครองประเทศ โดยช้ีใหเห็นถึงความดีงามของระบอบประชาธิปไตยท่ีจะเปน
แรงผลักดันใหประชาชาติมีความเจริญกาวหนามากกวาท่ีเปนอยู ดังเชนที่ปรากฏเปนตัวอยางในหลายๆ
ประเทศท่ีมีการปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญ กระแสเรียกรองของสื่อมวลชนในสมัยนั้นไดมีสวนตอการ
สนับสนนุ ใหก ารดาํ เนนิ ของคณะผกู อการในอนั ทจี่ ะเปลี่ยนแปลงการปกครองบรรลผุ ลสาํ เรจ็ ไดเหมือนกัน

4. ความขดั แยงทางความคิดเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย
รัชกาลท่ี 7 ทรงเล็งเห็นความสําคัญของการมีรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครอง

ประเทศและทรงเตม็ พระทยั ทจ่ี ะสละพระราชอาํ นาจมาอยูภ ายใตรัฐธรรมนูญเม่ือถึงเวลาที่เหมาะสม แตเม่ือ
พระองคท รงมีกระแสรบั ส่ังใหพระยาศรีวิศาลวาจาและนายเรยมอนด บี.สตีเวนส รางรัฐธรรมนูญข้ึนมาเพื่อ
ประกาศใช พระองคไ ดท รงนําเร่ืองน้ไี ปปรกึ ษาอภริ ัฐมนตรีสภา แตอ ภริ ฐั มนตรสี ภากลับไมเห็นดวย โดยอางวา
ประชาชนยังขาดความพรอมและเกรงจะเปนผลเสียมากกวาผลดี ทั้งๆ ท่ีรัชกาลที่ 7 ทรงเห็นดวยกับการ
ประกาศใชร ัฐธรรมนูญ แตเ มือ่ อภริ ัฐมนตรีสภาคดั คา น พระองคจึงมีนํ้าพระทัยเปนประชาธิปไตยโดยทรงฟง
เสียงทดั ทานจากอภิรฐั มนตรีสภาสวนใหญ ดังนนั้ รัฐธรรมนูญจึงยังไมมีโอกาสไดรับการประกาศใช เปนผลให
คณะผูกอ การชิงลงมือทาํ การเปล่ียนแปลงการปกครองในวนั ท่ี 24 มิถุนายน 2475 ในท่ีสดุ

5. สถานการณค ลงั ของประเทศและการแกปญ หา
การคลังของประเทศเรม่ิ ประสบปญ หามาตัง้ แตสมัยรัชกาลท่ี 6 เพราะการผลิตขาวประสบความ

ลมเหลว เน่ืองจากเกิดภาวะนํ้าทวมและฝนแลงติดตอกันใน พ.ศ.2460 และ พ.ศ. 2462 ซึ่งกอใหเกิดผล
เสยี หายตอการผลิตขา วรนุ แรง ภายในประเทศกข็ าดแคลนขาวทีจ่ ะใชใ นการบริโภค และไมสามารถสงขาวไป
ขายยังตางประเทศได ทําใหรัฐขาดรายไดเปนจํานวนมาก รัฐบาลจึงตองจัดสรรเงินงบประมาณชวยเหลือ
ชาวนา ขาราชการ และผูประสบกับภาวะคาครองชีพท่ีสูงขึ้น มีท้ังรายจายอ่ืนๆ เพิ่มขึ้นจนเกินงบประมาณ
รายได ซ่ึงใน พ.ศ. 2466 งบประมาณขาดดุลถึง 18 ลานบาท นอกจากนี้รัฐบาลไดนําเอาเงินคงคลังท่ีเก็บ
สะสมไวอ อกมาใชจ า ยจนหมดสิ้น ในขณะที่งบประมาณรายไดต า่ํ รชั กาลท่ี 6 ทรงแกปญหาดวยการกูเงินจาก

ห น้ า | 114

ตางประเทศ เพ่อื ใหมีเงินเพียงพอกับงบประมาณรายจาย ทําใหเกิดเสียงวิพากษวิจารณวารัฐบาลใชจายเงิน
งบประมาณอยา งไมป ระหยดั ในขณะท่เี ศรษฐกจิ ของประเทศกาํ ลังคับขนั

ตอมาสมัยรัชกาลท่ี 7 ทรงดําเนินนโยบายตัดทอนรายจายของรัฐบาลลดจํานวนขาราชการใน
กระทรวงตางๆ ใหนอยลง และทรงยินยอมตัดทอนงบประมาณรายจายสวนพระองคใหนอยลง เม่ือ
พ.ศ. 2469 ทาํ ใหรัฐบาลมีรายไดเ พ่มิ ขนึ้ ปล ะ 3 ลานบาท แตเ นอ่ื งจากเศรษฐกิจของโลกเริ่มตกตํา่ มาเปน ลําดับ
ตัง้ แต พ.ศ. 2472 ทําใหมีผลกระทบตอประเทศไทยอยางไมมที างหลีกเล่ียง รัฐบาลตองตัดทอนรายจายอยาง
เขม งวดทีส่ ดุ รวมท้งั ปลดขา ราชการออกจากตําแหนงเปนอันมาก จดั การยุบมณฑลตางๆ ท่ัวประเทศ งดจาย
เบีย้ เล้ียงและเบ้ยี กันดารของขาราชการ รวมทง้ั การประกาศใหเ งินตราของไทยออกจากมาตรฐานทองคํา

พ.ศ. 2475 รัฐบาลไดประกาศเพ่ิมภาษีราษฎรโดยเฉพาะการเก็บภาษีเงินเดือนจากขาราชการ แต
มาตรการดงั กลา วก็ไมสามารถจะกอบกสู ถานการณคลังของประเทศไดกระเตอ้ื งขนึ้ ได จากปญหาเศรษฐกิจการ
คลงั ที่รฐั บาลไมส ามารถแกไขใหม สี ภาพเปน ปกติได ทําใหค ณะผูกอ การใชเ ปน ขอ อา งในการโจมตีประสทิ ธิภาพ
การบรหิ ารงานของรัฐบาล จนเปน เงอ่ื นไขใหค ณะผกู อการดําเนนิ การเปล่ยี นแปลงการปกครองเปน ผลสาํ เร็จ

กิจกรรม เรอื่ งที่ 3 ประวตั ศิ าสตรช าตไิ ทย

กิจกรรมที่ 8 ใหผูเรียนแบงกลุม 4 กลุม แตละกลุมศึกษาคนควาและทํารายงานสง
พรอ มกับนําเสนอ โดยมีหัวเร่ือง ดังนี้

กลมุ ท่ี 1 ประวัตคิ วามเปน มาของชาตไิ ทย ตั้งแตส มัยโบราณจนถงึ กรุงธนบุรี

กลมุ ท่ี 2 ประวตั ิความเปน มาของกรงุ รัตนโกสินทร

กลุม ท่ี 3 การเปล่ียนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475

กลุมท่ี 4 ใหวเิ คราะหส ถานการณป จจบุ ันของกรงุ เทพมหานครฯ วาแนวโนม
ประเทศไทยจะยายเมืองหลวงไปยังแหง ใหม หรือไม เพราะเหตุใด

ห น้ า | 115

เรอ่ื งท่ี 4 บุคคลสําคัญของไทยและของโลกในดานประวัติศาสตร

จากการศกึ ษาประวตั ิศาสตรไ ทยและของโลกทําใหเราไดทราบเรื่องราวและผลงานท่ีดํารงความเปน
เอกราช มวี ัฒนธรรมดา นตา งๆ ท่เี ปน เอกลกั ษณ และท่สี รา งคณุ คา ประโยชนส ิง่ ท่ีดีงามใหแ กมวลมนุษย ฉะน้ัน
อนุชนรุนหลังจะตองเอาใจใสดแู ลรกั ษามรดกตา งๆ เหลานีเ้ พอื่ ถา ยทอดสคู นรนุ หลังตอ ไป

บคุ คลสําคัญของไทยและของโลก

1. สมัยกรงุ สโุ ขทัย
1.1 พอขุนรามคําแหงมหาราช
พอขุนรามคําแหงมหาราช เปนพระราชโอรสของพอขุนศรีอนิ ทราทิตย (บางกลางทา ว) กับนางเสอื ง

มีพระนามเดมิ วา พระราม เมือ่ ชนมายุ 19 พรรษา ไดตามเสด็จพระบิดาไปในการสงครามระหวา งสุโขทยั กับ
เมืองฉอด ทรงชว ยพระบิดาทํายทุ ธหัตถีชนะขุนสามชน เจา เมืองฉอด พระบดิ าจงึ เฉลมิ พระนามใหเปน
“พระรามคาํ แหง”

พระราชกรณียกจิ ท่ีสําคญั
1. ทรงขยายอาณาเขตออกไปกวางขวางกวา รชั สมัยใดๆ และสรางความสัมพันธอันดีกับรัฐใกลเคียง
เชน พญาเมง็ รายแหงอาณาจักรลานนา พญางาํ เมอื งแหง แควน พะเยา พระเจา ฟา ร่ัวแหง อาณาจกั รมอญ
2. ทรงประดิษฐตัวอกั ษรไทยใน พ.ศ. 1826

ห น้ า | 116

3. ทรงสง เสรมิ การคา ทง้ั การคาภายในและการคาภายนอก เชน ใหงดเวนการเก็บจังกอบหรือภาษี
ดาน

4. ทรงบํารงุ ศาสนา เชน ใหนมิ นตพระสงฆน กิ ายเถรวาทแบบลังกาวงศจากนครศรีธรรมราชมาเปน
พระสงั ฆราช และริเร่ิมการนมิ นตพ ระสงฆมาแสดงธรรมในวนั พระ

5. ทรงดแู ลทุกขส ุขของราษฎรอยา งใกลช ดิ เชน ใหผ ูเดือดรอนมาสัน่ กระด่งิ ถวายฎีกาไดใหทายาทมี
สทิ ธิไดร บั มรดกจากพอแมท เ่ี สียชวี ิตไป เปน ตน

1.2 พระมหาธรรมราชาที่ 1
พญาลไิ ท หรอื พระยาลไิ ท หรือ พระศรีสุริยพงศร ามมหาธรรม-ราชาธริ าช หรือพระมหาธรรมราชา

ท่ี 1 ทรงเปนพระราชโอรสของพระยาเลอไทและพระราชนัดดา (หลานปู) ของพอขุนรามคําแหง ครองราชย
พ.ศ. 1890 แตไมทราบปส ้นิ สดุ รัชสมัยท่ีแนน อน สันนิษฐานวาอยูระหวาง พ.ศ. 1911 – 1966 พระมหาธรรม
ราชาท่ี 1 ทรงเปนแบบฉบับของกษัตริยในคติธรรมราชา ทรงปกครองบานเมืองและอาณาประชาราษฎรดวย
ทศพิธราชธรรม ทรงทํานุบํารงุ พระพทุ ธศาสนาใหเ จริญรุงเรืองจนสุโขทัยกลายเปนศนู ยกลางของพระพทุ ธศาสนา
และทรงปฏิบัติพระองคชักนําชนทั้งหลายใหพนทุกข หลักฐานสําคัญอีกชิ้นหนึ่งที่แสดงวาพระองคมีความรู
แตกฉานในพระไตรปฎกเปน อยา งดี ไดแก วรรณกรรมเรอื่ ง ไตรภูมพิ ระรว ง วรรณคดีชิ้นแรกของประเทศไทย
เมอื่ ป พ.ศ. 1888 ทที่ รงนพิ นธข ้ึนตั้งแตก อ นเสวยราชยห ลังจากทรงเปนรัชทายาทครองเมืองศรีสัชนาลัยอยู
8 ป จงึ เสดจ็ มาครองสุโขทัยเมื่อป พ.ศ. 1890 โดยตองใชกําลังทหารเขามายึดอํานาจเพราะที่สุโขทัย หลังส้ิน
รัชกาลพอ ขนุ งัวนําถมแลว เกิดการกบฏการสืบราชบลั ลังกไ มเปนไปตามครรลองครองธรรม

พระราชกรณยี กจิ ทส่ี าํ คัญ
1. การทํานุบํารุงพระพุทธศาสนาศูนยรวมจิตใจของคนในชาติ เพราะสุโขทัยหลัง รัชสมัยพอขุน
รามคําแหงมหาราชแลว บานเมืองแตกแยกแควนหลายแควนในราชอาณาจักรแยกตัวออกหางไป ไมอยูใน
บงั คับบญั ชาสุโขทัยตอ ไป
2. พญาลไิ ททรงคิดจะรวบรวมสโุ ขทยั ใหกลบั คืนดังเดมิ แตก ็ทรงทาํ ไมส าํ เร็จ นโยบายการปกครองที่
ใชศ าสนาเปน หลกั รวมความเปน ปกแผนจงึ เปนนโยบายหลักในรชั สมัยนี้
3. ทรงสรางเจดยี ทีน่ ครชุม (เมืองกาํ แพงเพชร) สรางพระพุทธชนิ ราชที่พษิ ณุโลก

ทรงออกผนวช เมือ พ.ศ. 1905 การท่ีทรงออกผนวช นับวาทําความมั่นคงใหพุทธศาสนามากขึ้น
ดงั กลา วแลว วา หลงั รชั สมยั พอ ขุนรามคาํ แหงมหาราชแลว บา นเมืองแตกแยกวงการสงฆเองก็แตกแยก แตละ
สาํ นกั แตล ะเมืองก็ปฏบิ ตั แิ ตกตา งกันออกไป เมื่อผนู าํ ทรงมีศรทั ธาแรงกลา ถึงขน้ั ออกบวช พสกนิกรท้ังหลายก็
คลอยตามหันมาเล่ือมใสตามแบบอยางพระองค กิตติศัพทของพระพุทธศาสนาในสุโขทัยจึงเล่ืองลือไปไกล
พระสงฆชั้นผูใหญหลายรูปไดออกไปเผยแพรธรรมใสแควนตางๆ เชน อโยธยา หลวงพระบาง เมืองนาน
พระเจา กือนา แหงลานนาไทย ไดน ิมนตพระสมณะเถระไปจากสโุ ขทัย เพื่อเผยแพรธ รรมในเมอื งเชยี งใหม

ห น้ า | 117

2. สมัยกรงุ ศรอี ยธุ ยา
2.1 สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ
สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ เปนพระราชโอรสของสมเด็จพระบรมราชาธิบดีที่ 2 (เจาสามพระยา)

กับพระราชธิดาของพระมหาธรรมราชาท่ี 2 แหงสุโขทัย พระองคจึงเปนเชื้อสายราชวงศสุพรรณบุรีและ
ราชวงศพ ระรว ง

พระรวง ทรงเปนพระมหากษัตริยท่ียิ่งใหญพระองคหนึ่งของอยุธยา ข้ึนเสวยราชยใ น พ.ศ. 1991
เสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 2031 ทรงอยใู นราชสมบัติ 40 ป นบั วา นานทีส่ ดุ

พระราชกรณยี กิจทส่ี ําคญั
1. การรวมอาณาจักรสุโขทัยเขากับอยุธยา เม่ือสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถข้ึนเสวยราชยใน พ.ศ.
1991 นน้ั ทางสโุ ขทยั ไมมพี ระมหาธรรมราชาปกครองแลว คงมีแตพ ระยายุทธิษเฐียร พระโอรสของพระมหา
ธรรมราชาที่ 4 ไดร บั แตง ตง้ั จากอยธุ ยาใหไปปกครองเมืองพิษณุโลก ถึง พ.ศ. 1994 พระยายุทธิษเฐียรไปเขา
กับพระเจา ตโิ ลกราชแหงลานนา พระราชมารดาของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถไดปกครองเมืองพิษณุโลก
ตอมาจนสิ้นพระชนมเมื่อ พ.ศ. 2006 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถไดเสด็จไปประทับที่พิษณุโลกและถือวา
อาณาจักรสโุ ขทัยถูกรวมเขากบั อาณาจกั รอยธุ ยานบั ตัง้ แตนนั้ เปน ตน มา
2.2 สมเดจ็ พระรามาธบิ ดที ี่ 2
สมเดจ็ พระรามาธิบดที ี่ 2 เปน พระราชโอรสของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถครองราชย พ.ศ. 2034
ถึง พ.ศ. 2072
ใน พ.ศ. 2054 โปรตุเกสไดเขามาตดิ ตอกบั กรงุ ศรอี ยธุ ยา นับเปนชาวตะวันตกชาติแรกที่เขามาเจริญ
สัมพันธไมตรีกบั ไทย ไทยจึงเริ่มเรียนรูศ ิลปวิทยาของชาวตะวันตก โดยเฉพาะดา นการทหาร ทําใหสมเด็จพระ
รามาธบิ ดที ี่ 2 ทรงพระราชนพิ นธตําราพชิ ยั -สงครามของไทยไดเปน คร้งั แรก นอกจากนท้ี รงใหท าํ สารบญั ชี คือ
การตรวจสอบจัดทําบัญชีไพรพลท้ังราชอาณาจักร นับเปนการสํารวจสํามะโนครัวครั้งแรก โดยทรงต้ังกรม
สรุ สั วดใี หมีหนา ทส่ี ํารวจและคุมบัญชีไพรพลทางดานศาสนา สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงสรางวัดพระศรี
สรรเพชญไ วใ นเขตพระราชฐาน และใหหลอพระศรีสรรเพชญ สงู 8 วา หมุ ทองคํา ไวในพระมหาวิหารของวัด
ดวย ในรชั สมัยน้ีอยุธยาและลานนายังเปนคูสงครามกันเชนเดิม เนื่องจากกษัตริยลานนา คือ พระเมืองแกว
(ครองราชย พ.ศ. 2038 – 2068) พยายามขยายอาณาเขตลงมาทางใต จนถึง พ.ศ. 2065 มกี ารตกลงเปนไมตรี
กัน สงครามจงึ ส้นิ สดุ ลง

ทางดานศาสนา
สมเด็จพระรามาธิบดที ่ี 2 ทรงสรา งวัดพระศรีสรรเพชญไ วในเขตพระราชฐานและใหหลอ พระศรีสรรเพชญ
สงู 8 วา หุมทองคาํ ไวในพระมหาวิหารของวัดดว ย ในรชั สมยั นี้อยธุ ยาและลา นนายงั เปนคูสงครามกันเชนเดิม
เนอ่ื งจากกษัตริยลานนา คอื พระเมืองแกว (ครองราชย พ.ศ. 2038 - 2068) พยายามขยายอาณาเขตลงมาทางใต
จนถงึ พ.ศ. 2065 มกี ารตกลงเปนไมตรีกัน สงครามจงึ ส้ินสดุ ลง
2.3 สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช

ห น้ า | 118

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เปนโอรสของสมเด็จพระมหาธรรมราชาในราชวงศสุโขทัยกับ
พระวิสุทธิกษัตริย พระราชธิดาของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ประสูติเม่ือ พ.ศ. 2098 ที่เมืองพิษณุโลกเมื่อ
พระชนมายไุ ด 9 พรรษา ทรงถูกสงไปเปนตัวประกนั ท่กี รงุ หงสาวดี เพราะพมายดึ เมืองพิษณุโลกได ทรงไดรับ
การเลีย้ งดใู นฐานะพระราชบุตรธรรมเปนเวลา 7 ป จน พ.ศ. 2112 กรงุ ศรอี ยธุ ยาเสียแกพมา พระมหาธรรมราชา
ไดร บั การสถาปนาขน้ึ เปนกษตั รยิ ข องกรงุ ศรอี ยธุ ยาในฐานะเมอื งขึ้นของกรุงหงสาวดี และอนุญาตใหพระนเรศวร
กลบั กรุงศรอี ยธุ ยา และไดร บั การสถาปนาใหเ ปน เจาเมืองพิษณุโลกและมีตําแหนงอุปราช ระหวางน้ันทรงทํา
สงครามกบั เขมรและพมา เพื่อปองกันอยุธยา พระเจาหงสาวดีเห็นดังนี้จึงคิดกําจัดพระนเรศวร แตพระองค
ทรงทราบจึงทรงประกาศอสิ รภาพทเี่ มอื งแครง รวมเวลาที่กรุงศรีอยุธยาตกอยภู ายใตก ารปกครองของพมาเปน
เวลา 15 ป หลังจากประกาศอสิ รภาพก็ทรงทําสงครามกับพมาหลายครั้ง และไดกวาดตอนผูคนจากหัวเมือง
ฝา ยเหนือมาไวเ ปนกาํ ลงั ไดมาก ตอ มาใน พ.ศ. 2133 สมเด็จพระธรรมราชาสวรรคต พระนเรศวรจึงเสด็จขึ้น
ครองราชยและทรงสถาปนาพระเอกาทศรถพระอนุชาขึ้นเปนพระมหาอุปราช พระราชภารกิจของพระองค
ไดแก การทาํ ศึกสงคราม โดยเฉพาะสงครามครงั้ สําคัญ คือ สงครามยุทธหัตถี ท่ีทรงรบกับพมาท่ีตําบลหนอง
สาหราย แมแตฝ ายแพก็ยงั ไดรบั การยกยองวา เปน นักรบแทห ลงั จากนัน้ ตลอดระยะเวลา 150 ป กรุงศรีอยธุ ยา
ไมถ ูกรกุ รานจากพมาอีก สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงขยายอาณาเขตออกไปอยางกวางขวางครอบคลุมทั้ง
ลานนา ลานชาง ไทยใหญ และกัมพูชา รวมถึงพมา คร้ังสุดทาย คือ การเดินทัพไปตีเมืองอังวะ ซึ่งพระองค
ประชวร และสวรรคตทเ่ี มืองหาง ใน พ.ศ. 2148 พระชนมายุได 50 พรรษา เสวยราชสมบัติได 15 ป สมเด็จ
พระนเรศวรมหาราช ทรงเปนวีรกษัตริยท่ีไดรับการจารึกไวในประวัติศาสตรในฐานะผูกอบกูเอกราชใหแก
กรุงศรีอยธุ ยา ประชาชนชาวไทยจึงยกยอ งพระองคใ หเ ปน มหาราช พระองคหนงึ่

พระราชกรณียกจิ ทส่ี าํ คัญ
1. การลดสวยและงดเก็บภาษอี ากรจากราษฎรเปนเวลา 3 ปเ ศษ
2. การประกาศใชกฎหมายพระราชกาํ หนดและกฎหมายเพ่มิ เติมลักษณะรบั ฟอ ง
3. การสงเสรมิ งานดานวรรณกรรม หนังสือท่ีแตงในสมัยนี้ เชน สมุทรโฆษคําฉันท โคลงทศรถสอน

พระราม โคลงพาล-ี สอนนอง โครงราชสวัสดิ์ เพลงพยากรณกรุงเกา เพลงยาวบางบท รวมถึงวรรณกรรมช้ิน
สาํ คัญ คอื โครงเฉลมิ พระเกยี รติสมเด็จพระนารายณนับเปน ยุคทองแหงวรรณกรรม ของไทยยคุ หนึง่

4. การทาํ ศกึ สงครามกับเชยี งใหมและพมา พ.ศ. 2203 และไดอัญเชิญพระพุทธสิหิงค ลงมาอยุธยา
ดวย

5. ดานความสมั พันธกบั ตางประเทศน้ัน เจรญิ รุงเรืองมาทัง้ ประเทศตะวันออก เชน จีน อินเดีย และ
ประเทศตะวันตกทีส่ าํ คญั ไดแ ก โปรตุเกส ฮอลนั ดา อังกฤษ และฝร่ังเศส ทั้งดานการเชื่อมสัมพันธไมตรีและ
การปอ งกันการคุมคามจากชาตติ างๆ เหลานจี้ ากพระราชกรณียกิจตางๆ ดังกลาว จึงทรงไดรับการยกยองวา
ทรงเปน มหาราช พระองคหน่ึง อีกท้ังในรัชสมัยของพระองคยังไดรับการยกยองวาเปนบุคคลสําคัญดาน
ศิลปวฒั นธรรมยคุ หนึ่งดวย สมเดจ็ พระนารายณม หาราชเสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 2231 ท่เี มอื งลพบุรี ราชธานีท่ี
สองทพ่ี ระองคโปรดเกลา ฯ ใหส รางข้ึน

ห น้ า | 119

3. สมัยกรงุ ธนบรุ ี

สมเด็จพระเจา ตากสนิ มหาราช มนี ามเดิมวา สิน ประสูติเมื่อวันท่ี 1 เมษายน พ.ศ. 2277 ในรัชสมัย
สมเดจ็ พระเจาอยหู วั บรมโกศ เปนบตุ รของนายไหฮอง และนางนกเอ้ียง เจาพระยาจักรีรับไปเปนบุตรบุญธรรม
ตอมาเขารบั ราชการจนไดต ําแหนง หลวงยกกระบตั รเมืองตาก และเปนเจาเมืองตากคร้ันเมื่อพมาลอมกรุงใน
พ.ศ. 2308 พระยาตากถกู เรยี กตวั เขา ปอ งกนั พระนครหลวง แตเกดิ ทอ ใจวา หากสกู บั พมาทีอ่ ยธุ ยาตองเสยี ชีวิต
โดยเปลาประโยชนเปนแน จึงพาทัพตีฝาหนีไปตั้งตัวท่ีจันทบูร (จันทรบุรี) พอถึงเดือนเมษายน
พ.ศ. 2310 กรงุ ศรีอยธุ ยา กเ็ สยี แกพมา แตห ลงั จากน้ัน 7 เดือน พระยาตากก็ไดยกทัพมาขับไลพมาออกจาก
กรุงศรีอยุธยา ไดทั้งหมด แตเห็นวากรุงศรีอยุธยาเสียหายมาก จึงสถาปนากรุงธนบุรีเปนเมืองหลวง และ
ประกอบพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นครองราชยใน พ.ศ. 2310 ทรงพระนามวา สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 แตคน
ทวั่ ไปนิยมออกพระนามวา สมเดจ็ พระเจา ตากสนิ พรอมทง้ั พระราชทานนามเมืองวา กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร
เหตุที่เลือกธนบุรีเปนเมืองหลวง เน่ืองจากทรงเห็นวาธนบุรีเปนเมืองเล็กปองกันรักษางายอยูใกลปากอาว
สะดวกแกการตดิ ตอ คา ขายกับตางชาติ และการลาํ เลยี งอาวธุ มเี สน ทางคมนาคมสะดวก โดยเฉพาะทางเรือมี
แมน ้าํ ค่นั กลาง เชนเดยี วกบั พษิ ณโุ ลกและสุพรรณบุรี เพ่ือจะไดใ ชก องทพั เรือสนับสนนุ การรบ และตง้ั อยไู มไกล
ศูนยก ลางเดิมมากนกั เปน แหลงรวมขวัญและกําลังใจของผคู น โดยอาศัยมผี ูน ําทเี่ ขม แข็ง

พระราชกรณยี กจิ ทีส่ ําคญั ที่สดุ
การรวบรวมบรรดาหวั เมอื งตางๆ เขาอยภู ายใตก ารปกครองเดยี วกนั เนอ่ื งจากมีคนพยายามตั้งตัวข้ึน
เปนผูนําในทองถ่ินตางๆ มากมาย เชน ชุมนุมเจาเมืองพิษณุโลก ชุมนุมเจาเมืองพิมาย ชุมนุมเจาเมือง
นครศรีธรรมราช เปน ตน ตลอดรชั กาลมีศึกสงครามเกดิ ขึ้นมากมาย ไดแก ศึกพมาที่บางกุง ศึกเมืองเขมร ศึก
เมอื งเชยี งใหม ศึกเมืองพิชัย ศึกบางแกว ศึกอะแซหวุนกี้ ศึกจําปาศักดิ์ ศึกเวียงจันทน ซึ่งพระเจากรุงธนบุรี
ไดร บั ชยั ชนะในการศกึ ษามาโดยตลอด ในสมยั กรงุ ธนบุรตี อนปลาย
4. สมยั กรงุ รตั นโกสนิ ทร

4.1 พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา จุฬาโลก
ในรชั สมัยสมเดจ็ พระเจา อยหู วั บรมโกศ เม่ือวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2279 พระบิดามีพระนามเดิมวา
ทองดี พระมารดาช่ือ หยก
เมอ่ื ทรงมพี ระชนั ษา 21 พรรษา ทรงผนวชเปน พระภิกษุ 3 เดือน เม่อื ลาสกิ ขาก็ทรงเขารบั ราชการ
ในแผน ดนิ สมเด็จพระเจา อุทมุ พร ครั้นถงึ แผน ดินสมเดจ็ พระเจา เอกทัศทรงไดรับตาํ แหนงเปนหลวงยกกระบัตร
ประจําเมืองราชบุรี พระองคทรงมีความชํานาญในการรบอยางย่ิง จึงไดรับพระราชทานปูนบําเหน็จความดี
ความชอบใหเลอ่ื นเปน พระราชวรินทร พระยาอภยั รณฤทธ์ิ พระยายมราชวาที่สมุหนายก เจาพระยาจักรี และ
ในทส่ี ุดไดเ ล่ือนเปนเจา พระยามหากษตั รย์ิศึก มเี ครื่องยศอยาง เจา ตางกรม เมอื่ ทรงตีไดเ วียงจนั ทร พระองคได
อญั เชิญพระพทุ ธมหามณรี ตั นปฎมิ ากร (พระแกวมรกต) จากเมืองเวียงจันทนมายังกรุงธนบุรีดวย ตอมาเกิด
เหตจุ ลาจล ขาราชการและประชาชนจึงอญั เชญิ เปน พระมหากษตั รยิ แ ทนสมเด็จพระเจา ตากสนิ มหาราช

ห น้ า | 120

พระราชกรณียกิจทส่ี าํ คัญ
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา จฬุ าโลกมหาราชทรงเปน ท้งั นักปกครองและนกั การทหารท่ียอดเยยี่ ม
ทรงแตง ตัง้ ใหเ จานายทเ่ี คยผานราชการทัพศึกมาทําหนาทช่ี ว ยในการปกครอง บานเมืองโปรดเกลาฯ
1. ใหชําระกฎหมายใหสอดคลอ งกบั ยุคสมัยของบานเมือง คือ กฎหมายตราสามดวง
2. รวมถงึ การชาํ ระพระพุทธศาสนาใหบรสิ ุทธิ์อันเปนเครือ่ งสง เสริมความมั่นคงของกรงุ รัตนโกสินทร
3. นอกจากนพี้ ระองคย งั คงทรงสง เสรมิ วฒั นธรรมของชาติ ทัง้ ดานวรรณกรรมที่ทรงแสดงพระปรีชา
สามารถในการประพนั ธ โดยพระราชนิพนธ บทละครเร่ืองรามเกียรต์ิ บทละครเร่ืองอุณรุท บทละเครื่อง
อเิ หนา บทละครเรือ่ งดาหลงั เพลงยาวรบพมาท่ที า ดนิ แดง นอกจากดานวรรณกรรมแลว พระบาทสมเด็จพระ
พุทธยอดฟา จุฬาโลกมหาราชยงั ทรงสงเสรมิ ศลิ ปะดา นสถาปต ยกรรม ประติมากรรม และนาฏกรรม
4. ภายหลังที่ครองกรุงรัตนโกสินทรเพียง 3 ป ไดเกิดศึกพมายกทัพมาตีเมืองไทย พระองคทรงจัด
กองทัพตอสูจนทัพพมาแตกพาย ยังความเปนเอกราชใหกับแผนดินไทยมาจนทุกวันนี้ พระบาทสมเด็จพระ
พทุ ธยอดฟาจฬุ าโลกมหาราชทรงเปนพระมหากษตั รยิ ทที่ รงมีพระมหากรุณาธคิ ุณอยา งลน พนตอพสกนิกรชาว
ไทย เปน มหาราชอีกพระองคหนึ่งในประวัติศาสตรไทย และทรงเปนปฐมบรมกษัตริยแหงราชจักรีวงศ ท่ี
ปกครองบา นเมอื งใหเ กดิ ความสงบสุขจวบจนปจจุบนั
4.2 พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจา อยูห ัว

พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูห ัว มีพระนามเดมิ วา สมเดจ็ พระเจาลูกยาเธอเจาฟามงกุฎ เปน
พระราชโอรสในพระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหลานภาลัย รัชกาลที่ 2 กับกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรม
ราชินี ทรงพระราชสมภาพเมอื่ วนั ท่ี 17 ตลุ าคม พ.ศ. 2347 ในรชั กาลพระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟาจฬุ าโลก
มหาราชเมื่อพระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลา นภาลยั จะเสด็จสวรรคตน้ัน พระองคมิไดตรัสมอบราชสมบัติใหแก
เจา นายพระองคใด ทีป่ ระชมุ พระบรมวงศานวุ งศและขุนนางผูใหญจ งึ ปรกึ ษายกราชสมบัติใหแกพระเจาลูกยา
เธอกรมหม่ืนเจษฎาบดนิ ทร ฝายเจา มงกุฎซงึ่ ทรงผนวชตามราชประเพณีกอนพระราชบิดาสวรรคตไมกี่วัน จึง
ไดด าํ รงอยใู นสมณเพศตอไปถงึ 26 พรรษา ทําใหพ ระองคมเี วลาทรงศึกษาวชิ าการตา งๆ อยา งมากมาย โดยเฉพาะ
ภาษาตา งประเทศ เปน เหตใุ หท รงทราบเหตกุ ารณโลกภายนอกอยา งกระจางแจง ทั้งยังไดเสด็จธุดงคจาริกไป
นมัสการปชู นียสถานตามหวั เมืองหา งไกลทีท่ าํ ใหทรงทราบสภาพความเปนอยขู องราษฎรเปน อยางดี

พระราชภารกจิ ที่สาํ คัญ
1. การทําสนธิสญั ญากับอังกฤษ เพอ่ื แลกกบั เอกราชของประเทศ ยอมใหต้ังสถานกงสุลมีสิทธิสภาพ
นอกราชอาณาเขต ยอมเลกิ ระบบการคา ผูกขาดเปนการคา เสรี เก็บภาษีขาเขาในอัตรารอยชกั สาม
2. ทรงปรบั ปรงุ การรักษาความมนั่ คงของประเทศ มกี ารตง้ั ขาหลวงปก ปน พระราชอาณาเขตชายแดน
ดา นตะวันตกรวมกบั อังกฤษ ทรงจางผูเชีย่ วชาญชาวยโุ รปมาสํารวจทําแผนที่พระราชอาณาเขตชายแดนดาน
ตะวันออก จางนายทหารยุโรปมาฝกสอนวชิ าทหารแบบใหม ทรงใหตอเรอื กลไฟข้นึ ใชหลายลาํ และผลจากการ
ทําสัญญากับอังกฤษทาํ ใหเศรษฐกิจเจริญรงุ เรืองมาก

ห น้ า | 121

3. พระองคจ ึงขยายพระนครออกไปทางทิศตะวันออก ไดมีการขุดคลองและสรางถนนขึ้นมากมาย
เชน คลองผดงุ กรงุ เกษม คลองภาษีเจริญ คลองดําเนนิ สะดวก ถนนเจริญกรุง ถนนบํารุงเมอื ง ถนนเฟอ งนคร

4. ไดเ กิดกจิ การแบบตะวันตกข้ึนหลายอยาง เชน ใชรถมาเดนิ ทาง มีตึกแบบฝรั่ง มีโรงสไี ฟ โรงเลอ่ื ยจกั ร
เปนตน นอกจากน้ียังมกี ารรบั ชาวตา งประเทศเขา มารบั ราชการ ออกหนงั สือราชกจิ จานุเบกษา ตั้งโรงกษาปณ
ฯลฯ

5. พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลาเจาอยูหัวไดพระราชทานเสรีภาพในการนับถือศาสนา เพราะทรง
เห็นวาไมม ีผลตอ กิจการแผนดนิ

6. พระองคไ ดทรงปญ ญตั ิกฎหมายขนึ้ เกอื บ 500 ฉบบั ซ่งึ เปน กฎหมายท่ีเต็มไปดว ยมนุษยธรรม
7. พระองคทรงเปนนักวิทยาศาสตร ทรงยอมรับวิชาการทางตะวันตกมาใช เชน การถายรูป การ
กอสราง และงานเครือ่ งจกั ร เปน ตน ท้ังยังทรงมีพระปรีชาสามารถในดานดาราศาสตร คือ ทรงคํานวณเวลา
เกดิ สุริยุปราคาหมดดวงในประเทศไทย ท่ีตําบลหวากอ แขวงเมืองประจวบคีรีขันธ ไดวาจะเกิดขึ้นวันที่ 18
สิงหาคม พ.ศ. 2411 เวลา 10.32 นาฬกิ า เวลาดวงอาทติ ยมืดเตม็ ดวง คือ 6 นาที 46 วนิ าที และเหตุการณได
เกดิ ขนึ้ จริงตามทที่ รงคํานวณไวทกุ ประการ
ในการเสดจ็ ไปทอดพระเนตรสุริยุปราคาคร้ังนั้นทําใหพระองคประชวรดวยไขสับสั่นอยางแรง และ
เสด็จสวรรคตเมื่อวนั ที่ 1 ตลุ าคม พ.ศ. 2411 สิรพิ ระชนมายุได 64 พรรษา รวมเวลาครองราชยไ ด 17 ปเ ศษ

4.3 พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลาเจาอยูหวั
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา เจา อยหู วั เปน พระราชโอรสในรชั กาลท่ี 4 และสมเดจ็ พระเทพศิริน-
ทราบรมราชินี พระราชสมภพเม่ือวันท่ี 20 กันยายน พ.ศ. 2396 มีพระนามเดิมวา สมเด็จพระเจาลูกยาเธอ
เจา ฟาจุฬาลงกรณ ทรงไดรบั การศึกษาข้นั ตน ในพระบรมมหาราชวงั เม่อื พระชนมายุ 13 พรรษา ทรงเปนกรม
ขุนพนิ ิตประชานาถ เสวยราชยเม่อื วนั ท่ี 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411
ขณะมีพระชนมพรรษาเพียง 15 พรรษา โดยมีเจาพระยาศรีสุริยวงศ (ชวง บุนนาค) เปนผูสําเร็จ
ราชการแผน ดิน จนถงึ พ.ศ. 2416 ทรงบรรลุนิตภิ าวะ พระชนมพรรษาครบ 20 พรรษา จึงมีพระราชพิธีบรม
ราชาภเิ ษกครงั้ ท่ี 2 ทรงครองราชยส มบตั ยิ าวนานถงึ 42 ป สวรรคตเม่อื วนั ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453

พระราชกรณียกจิ ทีส่ าํ คญั
เพ่ือใหไทยเจริญกาวหนาทัดเทียมอารยประเทศและรอดพนจากภัยจักรวรรดินิยมท่ีกําลังคุมคาม
ภมู ิภาคเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใตอยูขณะน้นั รชั กาลที่ 5 ทรงพัฒนาและปรบั ปรงุ ประเทศ ทุกดา น เชน

การปกครอง
ทรงปฏิรูปการปกครองใหมตามอยางตะวันตก แยกการปกครองออกเปน 3 สวน คือ การปกครอง
สวนกลาง แบง เปน กระทรวงตางๆ การปกครองสวนภมู ิภาคโดยระบบเทศาภิบาลและการปกครองสว นทองถน่ิ
ในรูปสขุ าภิบาล

กฎหมายและการศาล

ห น้ า | 122

ใหต ้งั กระทรวงยุติธรรมรบั ผิดชอบศาลยตุ ิธรรม เปนการแยกอาํ นาจตุลาการ ออกจากฝา ยบริหารเปน
ครั้งแรก ยกเลิกจารีตนครบาลท่ีใชวิธีโหดรายทารุณในการไตสวนคดีความ ต้ังโรงเรียนกฎหมายข้ึน และ
ประกาศใชป ระมวลกฎหมายลกั ษณะอาญาอันเปนประมวลกฎหมายฉบบั แรกของไทย การปรับปรุงกฎหมาย
และการศาลนเี้ ปน ลูท างที่ทําใหประเทศไทยสามารถแกปญหาสทิ ธิสภาพนอกอาณาเขตไดในภายหลงั

สังคมและวัฒนธรรม
ทรงยกเลิกระบบทาสและระบบไพร ใหประชาชนมีอิสระในการดํารงชีวิต ยกเลิกประเพณีท่ีลาสมัย
และรับเอาวฒั นธรรมตะวนั ตกเขา มา

การเงนิ การธนาคารและการคลงั
ผลจากการทาํ สนธิสญั ญาเบาวร งิ ในสมยั รัชกาลท่ี 4 ทําใหเ ศรษฐกจิ การคา ขยายตวั มีชาวตางประเทศ
เขา มาทาํ กจิ การในประเทศไทยมากขนึ้ รัชกาลท่ี 5 จึงใหออกใชธนบัตรและมีการกําหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่
แนนอนเปนคร้งั แรก ทรงอนุญาตใหธนาคารพาณชิ ยข องตา งประเทศเขา มาตงั้ สาขาและสนับสนนุ ใหคนไทยตั้ง
ธนาคารพาณชิ ยขึ้น ในดานการคลงั มีการจัดทํางบประมาณแผนดินเปนคร้ังแรก และปรับปรุงระบบจัดเก็บ
ภาษีอากรใหม ีประสทิ ธิภาพข้นึ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจา อยูหัว ทรงมีพระกรุณาธิคุณตอประชาชนชาวไทยและประเทศ
ไทยอยางใหญหลวง จงึ ทรงไดร ับพระราชสมญั ญาวา พระปยมหาราช อนั หมายถึงวา ทรงเปนทรี่ ักย่ิงของปวง
ชนชาวไทย และในโอกาสครบรอบ 150 พรรษาแหง วนั คลา ยวันพระราชสมภพ วันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2546
องคการศึกษาวทิ ยาศาสตรและวัฒนธรรมแหงสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ไดประกาศยกยองให
พระองคเปนบคุ คลสาํ คัญและมีผลงานดีเดน ของโลกทางสาขาการศึกษา วัฒนธรรม สงั คมศาสตร มนุษยวิทยา
การพฒั นาสงั คม และสื่อสาร

4.4 สมเด็จพระเจาบรมวงศเ ธอ กรมพระยาดาํ รงราชานภุ าพ
สมเดจ็ พระเจา บรมวงศเ ธอ กรมพระยาดํารงราชานภุ าพ เปนพระโอรสในรชั กาลที่ 4 กบั เจา จอมมารดาชุม
มีพระนามเดิมวา พระองคเจาดิศวรกุมาร ประสูติเม่ือวันท่ี 21 มิถุนายน พ.ศ. 2405 ทรงไดรับการศึกษา
เบื้องตน ในพระบรมมหาราชวัง ในสมัยรัชกาลท่ี 5 ไดร ับการสถาปนาเปนกรมหม่ืนดํารงราชานุภาพ แลวเลื่อน
เปนกรมหลวง ตอมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ไดเล่ือนข้ึนเปนกรมพระยา และเมื่อถึงสมัยรัชกาลท่ี 7 ไดรับการ
สถาปนาเปน สมเดจ็ พระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดาํ รงราชานุภาพ สมเด็จฯ กระพระยาดํารงราชานุภาพ
ทรงเปน กําลงั สําคญั ในการพัฒนาบานเมอื ง โดยเฉพาะการปฏริ ูปประเทศในสมยั รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิบัติหนาที่
ราชการดานความวริ ยิ ะอุตสาหะ มคี วามรอบรู มคี วามซอ่ื สัตย และจงรักภักดตี อพระมหากษัตรยิ ท กุ พระองค

กรณียกจิ ทีส่ าํ คญั

การศกึ ษา
ใน พ.ศ. 2423 ทรงไดรับแตงตั้งใหดํารงตําแหนงผูบังคับการกรมทหารมหาดเล็ก จึงเก่ียวของกับ
การศึกษามาตง้ั แตน้นั เน่อื งจากมีการตงั้ โรงเรียนทหารมหาดเล็กข้นึ ในกรมทหารมหาดเล็ก ตอมาเปล่ียนเปน

ห น้ า | 123

โรงเรยี นเรยี นพลเรอื น จนถงึ พ.ศ. 2433 ทรงเปนอธิบดกี รมศึกษาธิการและกํากับกรมธรรมการ จึงปรับปรุง
งานดานการศกึ ษาใหทันสมยั เชน กําหนดจดุ มงุ หมายทางการศึกษาใหส อดคลองกบั ความตอ งการของประเทศ
คือ ฝกคนเพื่อเขารบั ราชการกาํ หนดหลักสตู ร เวลาเรยี นใหเ ปนแบบสากล ทรงนิพนธแบบเรียนเร็วขึ้นใชเพ่ือ
สอนใหอานไดภายใน 3 เดือน มีการตรวจคัดเลือกหนังสือเรียน กําหนดแนวปฏิบัติราชการในกรมธรรมการ
และรเิ ร่มิ ขยายการศกึ ษาออกไปสูราษฎรสามัญชน เปน ตน

การปกครอง
ทรงตาํ แหนง เสนาบดกี ระทรวงมหาดไทยคนแรกเปนเวลานานถงึ 23 ป ตดิ ตอกันต้ังแต พ.ศ. 2435 –
2458 ทรงมีบทบาทสําคัญในการวางรากฐานระบบการบริหารราชการแผนดินสวนภูมิภาพในแนวใหม โดย
ยกเลิกการปกครองที่เรยี กวา ระบบกินเมือง ซง่ึ ใหอ ํานาจเจา เมืองมาก มาเปน การรวมเมืองใกลเ คยี งกนั ตง้ั เปน
มณฑล และสงขาหลวงเทศาภิบาลไปปกครองและจายเงินเดือนใหพอเล้ียงชีพ ระบบน้ีเปนระบบการรวม
อาํ นาจเขาสูศูนยก ลาง นอกจากนี้มกี ารต้งั หนว ยงานใหมข้ึนในกระทรวงมหาดไทย เพ่ือทําหนาที่ดูแลทุกขสุข
ราษฎร เชน กรมตํารวจ กรมปาไม กรมพยาบาล เปนตน ตลอดเวลาที่ทรงดูแลงานมหาดไทย ทรงให
ความสําคัญแกการตรวจราชการเปนอยางมาก เพราะตองการเห็นสภาพเปนอยูที่แทจริงของราษฎร ดูการ
ทํางานของขา ราชการ และเปนขวญั กําลังใจแกขา ราชการหวั เมอื งดว ย

งานพระนพิ นธ
ทรงนพิ นธง านดา นประวตั ศิ าสตรโ บราณคดี และศิลปวฒั นธรรมไวเปนจํานวนมาก ทรงใชวิธีสมัยใหม
ในการศึกษาคนควาประวัติศาสตรและโบราณคดี จนไดรับการยกยองวาเปนบิดาทางโบราณคดีและ
ประวตั ิศาสตรไ ทย สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดํารงราชานภุ าพทรงลาออกจากตาํ แหนง เสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย
เมื่อ พ.ศ. 2458 ในสมยั รชั กาลท่ี 6 เน่ืองจากมปี ญหาดานสุขภาพ แตตอ มาเสดจ็ กลับเขา รบั ราชการอกี ครั้ง ใน
ตําแหนงเสนาบดีมุรธาธร และเม่ือถึงสมัยรัชกาลท่ี 7 ทรงดํารงดําแหนงอภิรัฐมนตรี งานสําคัญอ่ืนๆ ที่ทรง
วางรากฐานไว ไดแ ก หอสมุดสําหรบั พระนคร และงานดานพิพธิ ภณั ฑแ ละหอจดหมายเหตุ สมเด็จฯ กรมพระ
ยาดาํ รงราชานุภาพสิน้ พระชนมเม่ือ พ.ศ. 2486 ทรงเปนตนราชสกุล ดิศกุล ใน พ.ศ. 2505 ยูเนสโกประกาศยก
ยองพระองคใหเปน ผมู ผี ลงานดีเดนทางดา นวัฒนธรรมระดับโลก นับเปน คนไทยคนแรกทไี่ ดร บั เกยี รติ

4.5 สมเด็จพระเจา บรมวงศเ ธอ เจา ฟา กรมพระยานรศิ รานวุ ดั ติวงศ
สมเด็จพระเจาบรมวงศเ ธอ เจา ฟา กรมพระยานริศรานวุ ดั ติวงศ เปนเจาฟา ผูท รงพระปรีชาสามารถใน
วชิ าการหลายแขนง ทรงเปนปราชญท างอักษรศาสตร ประวัติศาสตร ดนตรี และงานชาง พระองคมีพระนาม
เดมิ วา พระองคเ จา จติ รเจริญ เปน พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา เจาอยูหัว กับหมอมเจาหญิง
พรรณราย ประสตู ทิ ีต่ ําหนกั ในพระบรมมหาราชวัง เม่อื วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2406 ทรงไดรับการศึกษาขั้นตน
ที่โรงเรียนเตรียมทหาร จากนั้นผนวชเปนสามเณรอยูที่วัดบวรนิเวศวิหาร หลังจากน้ันทรงศึกษาวิชาการตางๆ

ห น้ า | 124

และราชประเพณี ครน้ั ลาผนวชแลว ทรงรับราชการในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวทรงมีพระ
สตปิ ญ ญารอบรู เปนท่วี างพระราชหฤทยั จนไดรับพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหเล่ือนพระอิสริยยศเปน พระเจา
นองยาเธอเจาฟากรมขุนนริศรานุวัดติวงศ ทรงรับราชการในตําแหนงสําคัญ อยูหลายหนวยงานเพ่ือ
วางรากฐานในการบรหิ ารราชการใหมน่ั คง ทงั้ กระทรวงโยธาธิการ กระทรวงพระคลงั และกระทรวงวัง

ใน พ.ศ. 2452 ทรงกราบบังคมลาออกจากราชการ เนอ่ื งจากประชวร ดว ยโรคพระหทัยโต ทรงปลูก
ตําหนักอยูท คี่ ลองเตย และเรียกตาํ หนักนี้วา บานปลายเนิน คร้ันเมื่อรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา
เจา อยหู ัว ทรงพระกรุณาโปรดเกลา ฯ ใหเ ล่ือนพระอสิ รยิ ยศเปน สมเดจ็ พระเจาบรมวงศเธอ เจา ฟากรมพระนริศ
รานวุ ัดติวงศ และโปรดเกลาฯ ใหทรงกลับเขา รบั ราชการอกี ครง้ั หนึง่ จนกระท่ังมกี ารเปล่ยี นแปลงการปกครอง
จงึ ทรงพนจากตําแหนง

ถงึ รัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระเจา อยูหวั อานนั ทมหดิ ล ทรงพระกรุณาโปรดเกลา ฯ ใหเลอ่ื นกรมข้ึนเปน
สมเดจ็ พระเจาบรมวงศเธอ เจาฟา กรมพระยานรศิ รานุวัดติวงศในบ้ันปลายพระชนมทรงประทับท่ีบานปลาย
เนนิ จนส้ินพระชนมล งเมอ่ื วันท่ี 10 มนี าคม พ.ศ. 2490 พระชนั ษา 83 ป ทรงเปนตน ราชสกลุ จติ รพงศ

สมเดจ็ ฯ เจาฟา กรมพระยานรศิ รานวุ ัดติวงศ ทรงมีพระปรีชาสามารถในงานชางหลายแขนง ไดทรง
งานออกแบบไวเปนจํานวนมาก ท้ังงานภาพเขียนในวรรณคดี ภาพประดับผนัง พระราชลัญจกรและตรา
สัญลักษณต างๆ ตาลปต ร ตลอดจนสถาปตยกรรม ซ่งึ เปนท่ีรูจักแพรหลาย เชน พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร
ดุสิตวนาราม พระอุโบสถวัดราชาธิวาส พระอโุ บสถวดั พระปฐมเจดยี  ฯลฯ ดวยพระปรีชาสามารถทางดานงาน
ชางนเี้ อง ทําใหทรงไดรบั พระสมัญญานามวา นายชางใหญแหง กรงุ สยาม

นอกจากนยี้ ังทรงพระปรีชาสามารถทางดา นดนตรี ทรงพระนิพนธเพลงเขมรไทรโยค เพลงตับนิทรา
ชาครติ เพลงตับจูลง ฯลฯ สว นดานวรรณกรรมทรงมลี ายพระหัตถโตตอบกับสมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุ
ภาพ ซ่ึงภายหลังไดกลายเปนเอกสารที่มีคุณคาดานประวัติศาสตรโบราณคดี ศิลปวัฒนธรรมประเพณีและ
อกั ษรศาสตร ที่รจู กั กนั ท่ัวไปในนาม สาสนสมเด็จ ความท่ีสมเด็จฯ เจาฟากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ ทรง
พระปรีชาสามารถในวิชาการหลายแขนง จึงมิไดเ ปน บคุ คลสําคัญของชาตไิ ทยเทา นั้น หากแตทรงเปนบุคคลท่ี
ชาวโลกพงึ รูจกั โดยใน พ.ศ. 2506 อันเปนวาระครบรอ ยปแ หง วันประสูติ ยูเนสโกไดประกาศใหพระองคเปน
บุคคลสําคัญของโลกพระองคห นงึ่

4.6 ขรัวอนิ โขง
ขรวั อนิ โขง เปน ชอ่ื เรียกพระอาจารยอิน ซงึ่ เปนจิตรกรในสมยั พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยหู ัว
ขรัวอินโขง เปน ชาวบางจาน จังหวดั เพชรบุรี บวชอยูจนตลอดชีวิตท่ีวัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) กรุงเทพฯ การท่ี
ทา นบวชมานานจึงเรียกวา ขรัว สวนคําวา โขง นั้นเกิดจากทานบวชเปนเณรอยูนานจนใครๆ พากันเรียกวา
อินโขง ซึ่งคาํ วา โขง หรือ โคง หมายถงึ ใหญหรอื โตเกินวยั นนั้ เอง
ขรัวอินโขง เปนชางเขียนไทยคนแรกที่มีความรูในการเขียนภาพทั้งแบบไทยที่นิยมเขียนกันมาแต
โบราณ และท้งั แบบตะวันตกดวย นบั เปน จติ รกรคนแรกของไทยทม่ี ีพฒั นาการเขียนรูปจิตรกรรมฝาผนัง โดย
การนําทฤษฎีการเขยี นภาพแบบสามมติ แิ บบตะวันตกเขามาเผยแพรในงานจิตรกรรมของไทยยุคน้ัน ภาพตางๆ
ท่ขี รวั อินโขงเขยี นจงึ มแี สง เงา มีความลกึ และเหมอื นจริง

ห น้ า | 125

ผลงานของขรัวอินโขง เปนที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา เจาอยหู วั มาก เคยโปรดเกลาฯ ให
เขียนรูปตางๆ ตามแนวตะวันตกไวที่พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ซ่ึงเปนภาพเขียนแรกๆ ของขรัวอินโขง
นอกจากน้ันมีภาพเหมอื นพงศาวดารกรงุ ศรอี ยธุ ยาทีห่ อพระราชกรมานสุ รณ

ภาพของขรวั อนิ โขงเทา ที่มีปรากฏหลักฐานและมกี ารกลา วอางถึง อาทิ ภาพเขียนชาดก เร่ืองพระยา
ชางเผอื ก ทผ่ี นงั พระอุโบสถ และภาพสภุ าษิตท่ีหนาตางพระอโุ บสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ภาพพงศาวดาร
กรงุ รตั นโกสินทรใ นหอพระราชพงศานสุ รณในพระบรมมหาราชวงั ภาพปรศิ นาธรรมทผ่ี นงั พระอุโบสถวัดบรม
นวิ าส ภาพพระบรมรปู รชั กาลที่ 4 ฯลฯ

ภาพเขียนจากฝมือขรัวอินโขงเหลาน้ี มีเอกลักษณเฉพาะตัว โดดเดน แปลกตา ใชสีเขมและสีออน
แตกตางจากงานจิตรกรรมท่ีเคยเขียนกันมาในยุคน้ัน ทําใหเกิดรูปแบบใหมของงานจิตรกรรมในสมัย
พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวที่เรียกกันวา จิตรกรรมสกุลชางขรัวอินโขงท่ีเปนตนกําเนิดของงาน
จติ รกรรมไทยในยุคตอๆ มา

4.7 สมเดจ็ พระศรนี ครินทราบรมราชชนนี
สมเด็จพระศรีนครนิ ทราบรมราชชนชี ทรงมีพระนามเดิมวา สังวาล ตะละภัฏ พระราชราชสมภพเม่ือ
วันอาทิตยท่ี 21 ตุลาคม พ.ศ. 2443 ทรงเปนบุตรคนท่ี 3 ในพระชนกชู และพระชนนีคํา ทรงมีพระภคินี และ
พระเชษฐา 2 คนซึ่งไดถงึ แกก รรมตั้งแตเยาวว ยั คงเหลือแตพระอนุชาออนกวาพระองค 2 ป คอื คุณถมยา
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีอภิเษกสมรสกับสมเด็จเจาฟาฯ กรมขุนสงขลานครินทรได
ประสตู พิ ระโอรสและพระธิดา ดังนี้
1. หมอ มเจา กลั ยาณวิ ฒั นามหิดล ภายหลังทรงไดรับการสถาปนาพระอิสริยศักดิ์ เปนสมเด็จพระเจา
พน่ี างเธอ เจาฟากลั ยาณวิ ัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครนิ ทร
2. หมอมเจาอานันทมหดิ ล (รชั กาลที่ 8)
3. พระวรวงศเธอพระองคเจา ภมู ิพลอดลุ ยเดช (รชั กาลท่ี 9)

พระราชกรณยี กิจทส่ี าํ คัญ

การแพทย พยาบาล การสาธารณสขุ และการศกึ ษา
สมเดจ็ ยาทรงจดั ต้งั หนว ยและมลู นิธทิ สี่ าํ คญั ข้นึ ดงั นี้
1. หนวยแพทยอาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) เปนหนวยแพทยอาสา
เคลื่อนท่ที ่ีเดนิ ไปในถิ่นทุรกันดาร ประกอบดว ย แพทย ทนั ตแพทย เภสัชกร พยาบาล เจาหนาท่ีสาธารณสุข
และสมาชิกสมทบอีกคณะหน่งึ ซึง่ ไมไ ดร ับสง่ิ ตอบแทนและเบีย้ เลย้ี ง เงินเดอื น
2. มูลนธิ ิขาเทยี ม จดั ตัง้ เม่อื 17 สงิ หาคม พ.ศ. 2535
3. มูลนธิ ิถนั ยรกั ษ ท่ีโรงพยาบาลศิริราช จดั ตั้งเมื่อเดอื นมีนาคม พ.ศ. 2538 เพอื่ ใชเปน สถานที่ตรวจ
วินจิ ฉยั เตานม

ห น้ า | 126

4. ทรงบรจิ าคเงนิ เพอ่ื สรา งโรงเรียนกวา 185 โรงเรียน และทรงรบั เอาโครงการของโรงเรียนตํารวจ
ตระเวนชายแดนไวใ นพระราชปู ถมั ภ

การอนรุ ักษธรรมชาติ และสง่ิ แวดลอ ม
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเปนพระราชวงศท่ีโปรดธรรมชาติมาก ทรงสรางพระ
ตาํ หนักดอยตงุ ขน้ึ บริเวณดอยตงุ เนื้อที่ 29 ไร 3 งาน ท่ีบานอกี อ ปา กลวย อําเภอแมฟา หลวง จังหวัดเชียงราย
ดว ยพระราชทรพั ยส วนพระองคเอง ในพนื้ ทีเ่ ชา ของกรมปา ไมเปน เวลานาน 30 ป มคี วามสงู กวา ระดับนํ้าทะเล
ประมาณ 1,000 เมตร โดยทรงเรียกพระตําหนักน้ีวา บานท่ีดอยตุง ทรงพัฒนาดอยตุง และสงเสริมงานให
ชาวเขาอกี ดว ย ดังน้ี
1. โครงการพฒั นาดอยตุง เม่อื ป พ.ศ. 2531
2. ทรงพระราชทานกลา ไมแกผูตามเสด็จ และทรงปลกู ปาดว ยพระองคเอง
3. ทรงนาํ เมล็ดกาแฟพนั ธอุ าราบิกา และไมด อกมาปลกู
4. โครงการขยายพันธโุ ดยวิธีเพาะเลย้ี งเน้ือเยอื่ หนอไมฝรงั่ กลวย กลว ยไม เหด็ หลินจอื สตรอเบอรร ่ี
5. จดั ตั้งศนู ยบ ําบัด และฟนฟูสมรรถภาพผตู ิดยาเสพตดิ ท่ีบานผาหมี ตําบลเวียงพางคํา อําเภอแมสาย
จังหวัดเชียงราย
จากพระราชอุตสาหะดงั กลา ว และโครงการทีย่ งั มิไดนําเสนอขึ้นมาขางตนนี้ ยอดดอยท่ีเคยหัวโลนดวย
การถางปา ทาํ ไรเ ลอ่ื นลอยปลกู ฝน จึงไดก ลบั กลายมาเปนดอยทเ่ี ต็มไปดวยปาไมต ามเดิม ดวยเหตนุ ้ี พระองค
จึงทรงไดรบั ขนานนามวา สมเดจ็ ยา แมฟาหลวงของชาวไทย
ในวันองั คารที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 สมเด็จพระศรนี ครินทราบรมราชชนนีทรงไดเสด็จสวรรคต
แตพ ระเกยี รติคณุ และพระมหากรณุ าธิคุณ ท่ีทรงปรารถนาใหชาวไทยมีความสุข ยังคงสถิตถาวรอยูในความ
ทรงจําของพสกนิกรท่ัวไทยตลอดกาล และในวันท่ี 21 ตุลาคม พ.ศ. 2543 เปนวันคลายวันพระราชสมภพ
ครบรอบ 100 ป องคการวิทยาศาสตรและวัฒนธรรมแหงสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ไดเฉลิมพระเกียรติ
ยกยอ งใหสมเด็จพระศรนี ครินทราบรมราชชนนที รงเปน “บคุ คลสําคัญของโลก”

4.8 พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช (รชั กาลที่ 9)
พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดชมหาราช พระราชโอรสพระองคเ ลก็ ในสมเดจ็ เจาฟา
มหิดลอดุลยเดช กรมขนุ สงขลานครนิ ทร และหมอมสงั วาล ประสูติ ณ โรงพยาบาลเมานทออเบรน เมืองเคม
บรดิ จ รัฐแมสสาซูเสตต ประเทศสหรัฐอเมริกา วันที่ 5 ธันวาคม 2570 ตรงกับวันจันทร เดือนอาย ข้ึน 12 ค่ํา
ปเถาะ เหตุท่ีประสูติท่ีอเมริกาเพราะขณะนั้นพระบรมราชนกเสด็จทรงศึกษาและปฏิบัติหนาที่ราชการใน
ตางประเทศ
ทรงเปนพระมหากษตั ริยร ัชกาลท่ี 9 แหง ราชวงศจักรี เสด็จขึ้นครองราชยต้ังแตวันที่ 9 มิถุนาย พ.ศ.
2489 จนถงึ ปจจุบนั ทรงพระสถานะเปนประมุขแหงรฐั ตามบทบัญญตั ิของรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย
พระองคทรงไดรับการถวายพระราชสมัญญาวา “สมเด็จพระภัทรมหาราช” ซ่ึงมีความหมายวา
“พระมหากษัตริยผูประเสริฐยิ่ง” ตอมาไดมีการถวายพระราชสมัญญาใหมวา “พระบาทสมเด็จพระ

ห น้ า | 127

เจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช” เมื่อ พ.ศ. 2530 และ “พระภูมิพลมหาราช” อนุโลมตามธรรมเนียม
เชน เดียวกบั พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลาเจา อยูหวั (รชั กาลที่ 5) ท่ีทรงไดร บั พระราชสมัญญาวา “พระปย
มหาราช” อนึ่ง ประชาชนท่ัวไปนิยมเรียกพระองควา “ในหลวง” คําดังกลาวคาดวายอมาจาก “ใน
(พระบรมมหาราชวัง) หลวง” บางก็วา เพ้ยี นมาจากคําวา “นายหลวง” ซึ่งแปลวา เจานายผเู ปน ใหญ

ทง้ั นี้ ทรงเปน พระมหากษตั รยิ ท่ีมพี ระชนมช พี อยูและทรงอยูในตําแหนง ยาวนานทส่ี ุดในโลก และเสวย
ราชยย าวนานทสี่ ุดในประวตั ศิ าสตรช าตไิ ทยดวยเชนกนั

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงหมั้นกับ ม.ร.ว. สิริกิติ์ เมื่อวันที่ 19
กรกฎาคม พ.ศ. 2492 เสด็จพระราชดําเนินนิวัตพระนครในปถัดมา โดยประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน
ตอมาวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวโปรดเกลาฯ ใหจัดการพระราชพิธี
ราชาภเิ ษกสมรสกบั หมอมราชวงศสิริกิต์ิ กิติยากร ณ พระตําหนักสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระ
พันวัสสาอัยยกิ าเจา ในวังสระปทุม ซึ่งในการพระราชพิธรี าชาภิเษกสมรสน้ี มีพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ
ใหส ถาปนาหมอมราชวงศหญิงสริ ิกิต์ิ กิตยิ ากร ข้ึนเปนสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493
ทรงพระกรณุ าโปรดเกลากระหมอ มใหตัง้ การพระราชพธิ ีบรมราชาภิเษกตามแบบอยางโบราณราชประเพณขี น้ึ
ณ พระทน่ี ่งั ไพศาลทักษิณเฉลมิ พระปรมาภไิ ธยตามท่ีจารกึ ในพระสพุ รรณบัฏวา พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทร
มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิวาส บรมนาถบพิตร
พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการวา “เราจะครองแผนดินโดยธรรม เพ่ือประโยชนสุขแหงมหาชนชาว
สยาม” และในโอกาสน้ี มีพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ ใหเฉลิมพระนามาภิไธย สมเด็จพระราชินีสิริกิต์ิ
เปน สมเด็จพระนางเจา สิรกิ ิต์ิ พระบรมราชนิ ี

ห น้ า | 128

พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดชและสมเดจ็ พระนางเจาสริ กิ ติ ิ์ พระบรมราชินีนาถมี
พระราชโอรส และพระราชธดิ าดวยกันสพี่ ระองคต ามลําดบั ดงั ตอไปน้ี

1. ทูลกระหมอ มหญิงอบุ ลรตั นราชกญั ญา สริ วิ ฒั นาพรรณวดี (พระนามเดมิ : สมเด็จพระเจา ลูกเธอ
เจา ฟาอบุ ลรัตนราชกญั ญา สริ วิ ัฒนาพรรณวดี ประสตู ิ 5 เมษายน 2494 สถานพยาบาล มงตชัวชี เมืองโลซาน
ประเทศสวิตเซอรแ ลนด) สมเดจ็ พระเจา ลกู เธอพระองคนไ้ี ดท รงลาออกจากฐานันดรศกั ด์ิแหง พระราชวงศ โดย
มีพระโอรสหนึ่งองคและพระธิดาสององค ท้ังนี้ คําวา “ทูลกระหมอมหญิง” เปนคําเรียกพระราชวงศที่มี
พระชนนีเปนสมเด็จพระบรมราชนิ ี

2. สมเด็จพระบรมโอรสาธริ าช เจาฟามหาวชริ าลงกรณ สยามมกฎราชกุมาร (พระนามเดมิ :
สมเดจ็ พระเจา ลกู ยาเธอ เจา ฟา วชิราลงกรณ บรมจกั รยาดศิ รสนั ตติวงศ เทเวศรธํารงสุบริบาล อภคิ ุณปู ระการ
มหิตตลาดุลเดช ภูมพิ ลนเรสวรางกรู กติ ติสิริสมบรู ณส วางควฒั น บรมขัตตยิ ราชกุมาร; ประสูติ: 28 กรกฎาคม
2495, พระทนี่ ่ังอมั พรสถาน)

3. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจาฟามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปยชาติ สยามบรมราช
กุมารี (พระนามเดิม: สมเด็จพระเจาลูกเธอ เจาฟาสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย; ประสูติ:
2 เมษายน 2498, พระทนี่ ่งั อมั พรสถาน)

4. สมเด็จพระเจา ลกู เธอ เจาฟาจุฬาภรณวลัยลักษณ อัครราชกุมารี (ประสูติ: 4 กรกฎาคม 2500,
พระท่นี ่งั อัมพรสถาน)

พระราชกรณยี กจิ พระราชนิพนธ และผลงานอน่ื โดยสังเขป
ทรงประกอบพระราชกรณยี กจิ ท่ีถึงพรอ มทง้ั ความบรสิ ทุ ธ์ิบรบิ ูรณ จึงเปนชวงเวลา 60 ป ท่ีพสกนิกร
ชาวไทยอยไู ดอยา งรมเย็นเปน สขุ ภายใตร มพระบารมี พระราชกรณยี กิจท้ังหลายท่พี ระองคท รงบาํ เพญ็ นบั เปน
พระมหากรุณาธิคุณอยางหาท่ีสุดไมไดที่พระองคทรงมีตอประเทศชาติและประชาชนชาวไทย ดังพระราช
กรณยี กจิ และพระราชนพิ นธ ดังน้ี
1. มลู นิธิชยั พฒั นา
2. มูลนิธิโครงการหลวง
3. โครงการสว นพระองคสวนจติ รลดา
4. โครงการหลวงอา งขาง
5. โครงการปลกู ปาถาวร
6. โครงการแกม ลิง
7. โครงการฝนหลวง
8. โครงการสารานกุ รมไทยสําหรับเยาวชน
9. โครงการแกลง ดนิ
10. กงั หันชัยพฒั นา
11. แนวพระราชดําริ ผลติ แกส โซออลใ นโครงการสวนพระองค (พ.ศ. 2528)

12. แนวพระราชดําริ เศรษฐกจิ พอเพยี ง ห น้ า | 129
13. เพลงพระราชนพิ นธ
14. พระสมเดจ็ จติ รลดา พระเกียรตยิ ศ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดลุ ยเดช ทรงไดร ับการทูลเกลา ฯ ถวายรางวลั และเกียรติยศ
ตางๆ มากมาย ทง้ั จากบุคคลและคณุ บคุ คลในประเทศและตางประเทศ อันเนื่องมาจากพระราชกรณียกิจและ
พระราชอัธยาศยั ในการแสวงหาความรู ทสี่ าํ คญั เปนตนวา

1. ประธานรัฐสภายุโรปและสมาชิกรวมกันทูลเกลาฯ ถวาย “เหรียญรัฐสภายุโรป”
(19 กรกฎาคม พ.ศ. 2519)

2. ประธานคณะกรรมมาธิการเพื่อสันติภาพของสมาคมอธิการบดีระหวางประเทศ ทูลเกลาฯ
ถวาย “รางวัลสันติภาพ” (9 กันยายน พ.ศ. 2529)

3. สถาบันเทคโนโลยแี หง เอเชยี ทลู เกลาฯ ถวาย “เหรียญทองเฉลิมพระเกยี รตคิ ณุ ในการนาํ ชนบท
ใหพฒั นา” (21 กรกฎาคม พ.ศ. 2530)

4. ผูอํานวยการใหญโ ครงการสง่ิ แวดลอ มแหงสหประชาชาติ (UNEP) ทูลเกลาฯถวาย “เหรียญทอง
ประกาศพระเกียรติคณุ ดานสงิ่ แวดลอม” (4 พฤจกิ ายน พ.ศ. 2535)

5. ผูอํานวยการใหญองคการอนามัยโลก (WHO) ทูลเกลาฯ ถวาย “เหรียญทองสาธารณสุขเพื่อ
มวลชน” (24 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2535)

6. คณะกรรมการสมาคมนิเวศวิทยาเชิงเคมีสากล (International Society of Chemical
Ecology) ทูลเกลาฯ ถวาย “เหรียญรางวัลเทิดพระเกียรติในการสงวนรักษาความหลายหลายทางชีวภาพ”
(26 มกราคม พ.ศ. 2536)

ห น้ า | 130

7. หัวหนาสาขาเกษตร ฝายวิชาการภูมิภาคเอเชียของธนาคารโลก ทูลเกลาฯ ถวาย “รางวัลหญา
แฝกชุบสํารดิ ” สดดุ ีพระเกียรติคณุ ในฐานะท่ีทรงเปนนักอนรุ กั ษด นิ และนํ้า (30 ตุลาคม พ.ศ. 2536)

8. ผูอํานวยการบริหารของยูเอ็นดีซีพี (UNDCP) แหงสหประชาชาติ ทูลเกลาฯ ถวาย “เหรียญ
ทองคาํ สดดุ พี ระเกียรตคิ ณุ ดานการปอ งกันแกไ ขปญ หายาเสพตดิ ” (12 ธนั วาคม พ.ศ. 2537)

9. องคก ารอาหารและเกษตรแหงสหประชาชาติ (FAO) ทูลเกลาฯ ถวาย “เหรียญสดุดีพระเกียรติ
คณุ ในดา นการพัฒนาการเกษตร” (6 ธนั วาคม พ.ศ. 2539)

10. สํานักงานโครงการพัฒนาแหงสหประชาชาติ (UNDP) ทูลเกลาฯ ถวาย “รางวัลความสําเร็จ
สงู สุดดา นการพฒั นามนษุ ย” จากการท่ไี ดท รงอุทศิ กาํ ลงั พระวรกายและทรงพระวิริยะอุตสาหะในการปฏิบัติ
พระราชกรณยี กิจนอยใหญนานัปการ เพ่ือยังประโยชนและความเจริญอยางย่ังยืนมาสูประชาชนชาวไทยท้ัง
ประเทศมาโดยตลอด (26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549)

11. ในป พ.ศ. 2550 องคการทรัพยสินทางปญญาโลก (World Intellectual Property
Organization-WIPO) แถลงขาวการทูลเกลาฯ ถวาย “เหรียญรางวัลผูนําโลกดานทรัพยสินทางปญญา”
(Global Leaders Award) โดยนายฟรานซิส เกอรรี่ ผูอํานวยการใหญเปนผูนําข้ึนทูลเกลาฯ ถวาย ณ
พระราชวงั ไกลกังวล ในวนั ท่ี 14 มกราคม 2552 เพอื่ เทิดพระเกียรตทิ ที่ รงมีบทบาทและผลดานทรัพยสินทาง
ปญ ญาท่ีโดดเดน ทัง้ นีพ้ ระองคท รงเปน ผูน าํ โลกคนแรกทีไ่ ดรบั การทลู เกลาฯ ถวายเหรียญรางวัลดังกลา ว

4.9 พระยากลั ยาณไมตรี (ดร.ฟรานซิส บี แซร) Dr. Francis Bowes Sayre
ดร.ฟรานซสิ บี.แซร เปน ชาวตะวนั ตกคนที่ 2 ที่ไดร ับพระราชทานบรรดาศกั ด์เิ ปน พระยากัลยาณไมตรี
ชาวตะวันตก คนแรกที่เปนพระยากัลยาณไมตรี มีนามเดิมวา เจนสไอเวอรสันเวสเตนการด (Jens Iverson
Westengard) เกดิ เม่ือ พ.ศ. 2428 ทม่ี ลรฐั เพนซลิ วาเนีย สหรฐั อเมรกิ าสําเรจ็ การศกึ ษาจากมหาวิทยาลัยฮาร
วารด เขามารับราชการในประเทศไทยในสมัยรัชกาลท่ี 5-6 โดยใน พ.ศ. 2446-2451 เปนผูชวยท่ีปรึกษา
ราชการแผน ดนิ หลงั จากน้นั เปน ทปี่ รกึ ษาราชการแผน ดินจนถึง พ.ศ. 2458 จึงกราบถวายบังคมลาออกกลับไป
สหรฐั อเมรกิ า เวสเตนการดไดรับพระราชทานบรรดาศกั ดิ์เปน พระยากลั ยาณไมตรเี มอ่ื พ.ศ. 2454
ดร.แซร มีบทบาทสําคัญในการปลดเปลื้องขอผูกพันตามสนธิสัญญาเบาวริงท่ีไทยทําไวกับประเทศ
องั กฤษในสมัยรัชกาลที่ 4 และสนธิสัญญาลกั ษณะเดียวกันที่ไทยทําไวกับประเทศอ่ืน ซึ่งฝายไทยเสียเปรียบ
มากในเร่อื งทค่ี นในบังคบั ตางชาตไิ มตองขน้ึ ศาลไทย และไทยจะเก็บภาษีจากตางประเทศเกินรอยละ 3 ไมได
ประเทศไทยพยายามหาทางแกไขสนธิสัญญาเสียเปรียบนี้มาโดยตลอด ต้ังแตสมัยรัชกาลท่ี 5 มาจนถึงสมัย
รัชกาลท่ี 6 ปรากฏวามีเพียง 2 ประเทศที่ยอมแกไขให โดยมีขอแมบางประการ ไดแก สหรัฐอเมริกาเปน
ประเทศแรกท่ยี อมแกไขใน พ.ศ. 2436 และญ่ีปนุ ยอมแกไขใน พ.ศ. 2466
เมื่อ ดร.แซร เขามาประเทศไทยแลว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงแตงตั้งใหเปน
ผูแทนประเทศไทยไปเจรจาขอแกไ ขสนธิสญั ญากบั ประเทศในยโุ รป ดร.แซร เริ่มออกเดินทางไปปฏิบัติงานใน
พ.ศ. 2467 การเจรจาเปนไปอยางยากลําบาก โดยเฉพาะอยางยิ่งการเจรจากับอังกฤษ และฝร่ังเศสซึ่งตางก็
พยายามรกั ษาผลประโยชนของตนเต็มท่ี แตเนื่องจาก ดร.แซร เปนผมู ีวิริยะอตุ สาหะ มีความสามารถทางการ

ห น้ า | 131

ทูต และมีความตั้งใจดีตอประเทศไทย ประกอบกับสถานภาพสวนตัวของ ดร.แซร ที่เปนบุตรเขยของ
ประธานาธิบดวี ูดโรว วิสสนั แหงสหรัฐอเมรกิ า จึงทาํ ใหการเจรจาประสพความสําเร็จ ประเทศในยุโรปที่ทํา
สนธิสัญญากับไทย ไดแก ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส เนเธอรแลนด สเปน โปรตุเกส เดนมารก สวีเดน อิตาลี
และเบลเยย่ี ม ยนิ ยอมแกสนธิสญั ญาใหเปนแบบเดียวกับท่ีสหรฐั อเมริกายอมแกให

ดร.แซร ถวายบังคมลาออกจากหนาทีก่ ลับไปสหรฐั อเมริกาใน พ.ศ. 2468 แตก็ยังยินดีที่จะชวยเหลือ
ประเทศไทย ดงั เชนใน พ.ศ. 2469 หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวทรงข้ึนครองราชยไดไม
นาน ดร.แซรไ ดถ วายคาํ แนะนําเก่ียวกบั สถานการณบ านเมือง และแนวทางแกปญหาตางๆ ตามท่ีทรงถามไป
และยงั ไดรา งรัฐธรรมนูญถวายใหท รงพจิ ารณาดว ย

จากคุณงามความดที ่ี ดร.แซร มีตอประเทศไทย จึงไดร ับพระราชทานบรรดาศักดิ์เปนพระยากัลยาณ
ไมตรี เมื่อ พ.ศ. 2470 และตอมาใน พ.ศ. 2511 รฐั บาลไทยไดต ง้ั ช่ือถนนขาง กระทรวงตางประเทศ (วังสราญ
รมย) วาถนนกลั ยาณไมตรี พระยากลั ยาณไมตรีถงึ แกอ นิจกรรมทปี่ ระเทศสหรัฐอเมริกาเม่อื พ.ศ. 2515

4.10 หมอบรดั เลย (Dr. Dan Beach Bradley)
ดร.แดน บีช แบรดเลย ชาวไทยเรียกกันวา หมอบรัดเลย หรือ ปลัดเล เปนชาวนิวยอรก ประเทศ
สหรัฐอเมริกา เกิดเมอ่ื พ.ศ. 2345 หมอบรัดเลยเดินทางเขามายังสยาม เม่ือ พ.ศ. 2378 โดยพักอาศัยอยูกับ
มิชชนั นารี ชอ่ื จอหนสนั ทีว่ ัดเกาะ เม่อื เขามาอยูเมืองไทย ในตอนแรกหมอบรดั เลยเ ปด โอสถศาลาข้ึนท่ีขางใต
วดั เกาะ รบั รกั ษาโรคใหแ กชาวบานแถวนัน้ พรอมท้ังสอนศาสนาคริสตใหแกชาวจีนท่ีอยูในเมืองไทย สวนซา
ราหภ รรยาของหมอเปน ครูสอนภาษาอังกฤษ
ตอ มาหมอบรัดเลยย ายไปอยแู ถวโบสถวัดซางตาครูส ขยายกิจการจากรับรกั ษาโรค เปน โรงพิมพ โดย
รบั พิมพหนงั สือเกี่ยวกับศาสนาคริสต แจกและพมิ พป ระกาศของทางราชการ เรื่อง หา มนําฝน เขามาในประเทศ
สยามเปนฉบับแรก จํานวน 9,000 แผน เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2382 อีกดวย กิจการโรงพิมพน้ีนับเปน
ประโยชนสาํ หรบั คนไทยมาก เอกสารทางประวัติศาสตรที่สําคัญซ่ึงคนรุนหลังไดศึกษาสวนหน่ึงก็มาจากโรง
พิมพข องหมอบรัดเลย นอกจากน้ีทานไดออกหนงั สือพิมพร ายปฉ บับหนึ่ง ชอ่ื วา บางกอกคาเลนเดอร (Bangkok
Galender) ตอมาไดออกหนังสือพิมพรายปกษอีกฉบับหน่ึงเม่ือ พ.ศ. 2387 ช่ือวา บางกอกรีคอรเดอร
(Bangkok Recorder) นอกจากหนงั สอื พมิ พแลวยงั ไดพ ิมพหนังสือเลมจาํ หนา ยอีกดวย เชน ไคเกก็ ไซฮ น่ั สาม
กก เลียดกก หองสิน ฯลฯ หนังสือของหมอบรัดเลยน้ันเปนท่ีรูจักแพรหลายในหมูขุนนางและราชสํานัก
โดยเฉพาะหนังสือพมิ พทลี่ งบทความแสดงความคดิ เหน็ อยางกวางขวาง
นอกจากงานดา นโรงพิมพที่หมอบรดั เลยเขามาบุกเบกิ และพฒั นาใหวงการส่ิงพิมพไทยแลว งานดาน
การแพทยและดานสาธารณสุขที่ทา นทาํ ไวก ็มไิ ดยิง่ หยอนไปกวา กนั หมอบรดั เลย นับเปน หมอฝรั่งคนแรกทไี่ ด
นาํ เอาหลกั วชิ าการแพทยสมัยใหมเขามาเผยแพรในเมืองไทย มีการผาตัดและชวยรักษาโรคตางๆ โดยใชยา
แผนใหม ซึ่งชวยใหค นไขห ายปวยอยางรวดเร็ว ทสี่ าํ คญั ท่ีสดุ คอื การปลกู ฝป องกันไขท รพิษ
ดวยคุณงานความดีท่ีหมอบรัดเลยมีตอแผนดินไทย พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว จึงได
พระราชทานพระบรมราชานุญาตใหพวกมิชชันนารี และหมอบรัดเลยเชาท่ีหลังปอมวิไชยประสิทธิ์อยูจนถึง

ห น้ า | 132

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจาอยูห วั จึงพระราชทานใหอ ยูโดยไมตอ งเสียคา เชาจนกระท่ังหมอบ
รัดเลยถึงแกกรรมเมื่อ พ.ศ. 2416 รวมอายไุ ด 71 ป

ห น้ า | 133

บคุ คลสาํ คญั ของประเทศไทยทอ่ี งคก ารศกึ ษา วทิ ยาศาสตร และวัฒนธรรมแหง

สหประชาชาติ (ยูเนสโก) ยกยอ ง

อนั ดบั ผูไดร ับยกยอง ยกยอง ยกยองเนอื่ งในวาระ
เมื่อวันท่ี

1. สมเดจ็ พระเจา บรมวงศเ ธอฯ 21 มถิ นุ ายน ฉลองวันประสูติ
กรมพระยาดาํ รงราชานุภาพ พ.ศ. 2505 ครบ 100 พรรษา

2. สมเดจ็ พระเจา บรมวงศเ ธอฯ 28 เมษายน ฉลองวนั ประสตู
กรมพระยานริศรานวุ ดั ติวงศ พ.ศ. 2506 ครบ 100 พรรษา

3. พระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลศิ หลา 24 กุมภาพนั ธ ฉลองวนั พระราชสมภพ
นภาลัย พ.ศ. 2511 ครบ 200 พรรษา

4. พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฏเกลา 1 มกราคม ฉลองวนั พระพระราช
สมภพครบ 100 พรรษา
เจาอยหู ัว พ.ศ. 2524

5. สนุ ทรภู 26 มิถุนายน ฉลองครบชาตกิ าล
พ.ศ. 2529 200 ป

6. พระยาอนุมานราชธน 14 ธันวาคม ฉลองครบชาติกาล 100 ป
พ.ศ. 2531

7. สมเดจ็ พระมหาสมณเจากรม 11 ธันวาคม ฉลองวันประสตู คิ รบ 200
พระปรมานุชติ ชโิ นรส พ.ศ. 2533 พรรษา

8. พระเจา วรวงศเ ธอกรมหมืน่ 25 สงิ หาคม ฉลองวนั ประสตู คิ รบ 100
นราธิปพงศป ระพนั ธ พ.ศ. 2534 พรรษา

9. สมเดจ็ พระมหิตลาธเิ บศร 1 มกราคม ฉลองวนั พระราชสมภพ
ครบ 100 พรรษา
อดุลยเดชวกิ รม พระบรมราชชนก พ.ศ. 2535

10. พระบาทสมเดจ็ พระเจาอยูหัวภมู ิ 9 มิถุนายน ฉลองสิรริ าชสมบตั ิครบ
50 ป
พลอดลุ ยเดช พ.ศ. 2539

11. สมเดจ็ พระศรนี ครนิ ทราบราชชนนี 11 พฤษภาคม ฉลองวนั พระราชสมภพ
พ.ศ. 2543 ครบ 100 พรรษา

ห น้ า | 134

อนั ดบั ผูไดรับยกยอ ง ยกยอ ง ยกยองเนอื่ งในวาระ
เมอื่ วนั ที่

12. นายปรีดี พนมยงค 20 กันยายน ฉลองครบชาตกิ าล 100 ป
พ.ศ. 2543

13. พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา 20 กันยายน ฉลองวนั พระราชสมภพ

เจา อยหู ัว พ.ศ. 2546 ครบ 150 พรรษา

14. หมอ มหลวงปน มาลากลุ 20 ตุลาคม ฉลองครบชาติกาล
พ.ศ. 2546 100 ป

15. พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา 18 ตุลาคม ฉลองวนั พระราชสมภพ
ครอบ 200 พรรษา
เจาอยหู ัว พ.ศ. 2547

16. นายกหุ ลาบ สายประดิษฐ 31 มนี าคม ฉลองครบชาตกิ าล
พ.ศ. 2548 100 ป

17. พุทธทาสภกิ ขุ 20 ตุลาคม ฉลองครบชาตกิ าล 100
พ.ศ. 2548 ป

18. พระเจาบรมวงศเ ธอฯ กรมหลวง 19 พฤศจกิ ายน ฉลองวนั ประสูตคิ รบ 200

วงศาธริ าชสนิท พ.ศ. 2550 พรรษา

กจิ กรรมที่ 9 เรอื่ ง บุคคลสําคญั ของไทยและของโลกดานประวัติศาสตร

ใหนกั ศกึ ษาแบง กลมุ 4 กลมุ แตละกลุมศึกษาคนควาและทํารายงานสง พรอมกับนําเสนอ โดยมีหัว
เรอื่ ง ดงั นี้

กลุมที่ 1 พระราชประวัตแิ ละพระราชกรณยี กจิ ที่สําคัญของ
พอ ขุนรามคําแหงมหาราช

กลมุ ที่ 2 พระราชประวตั ิและพระราชกรณียกิจทีส่ ําคัญของ
พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา เจา อยูหวั

กลมุ ท่ี 3 พระราชประวตั ิและพระราชกรณยี กิจที่สําคัญของ
สมเดจ็ พระศรีนครนิ ทราบรมราชชนนี

ห น้ า | 135

กลมุ ที่ 4 พระราชประวตั แิ ละพระราชกรณียกจิ ท่ีสําคญั ของ
พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช

ห น้ า | 136

เรื่องที่ 5 เหตกุ ารณส าํ คัญของโลกทม่ี ีผลตอปจ จบุ ัน

เหตุการณส าํ คัญที่มีผลกระทบตอการเปลยี่ นแปลงของโลกน้นั หมายถงึ เหตุการณสาํ คญั ทที่ าํ ใหโ ลกเกิด
การเปลย่ี นแปลงภายหลังสงครามสิ้นสุดลง ซึ่งพบวาสหประชาชาติสามารถยับย้ังการทําสงครามอาวุธไดใน
ระดับหน่ึง แตเม่ือสงครามอาวุธผานไปเหตุการณปจจุบันจะกลายเปนสงครามเศรษฐกิจ ชีวิตความเปนอยู
วัฒนธรรม จารีตประเพณี รวมถึงการเมืองการปกครองในปจจุบัน ซึ่งเหตุการณสําคัญในอดีตที่สงผลตอ
ปจ จบุ ันมดี งั นี้

1. สงครามโลกครง้ั ที่ 1 และ 2

สงครามโลกครง้ั ทีห่ น่งึ เปนสงครามความขดั แยง บนฐานการลาอาณานิคม ระหวางมหาอํานาจยุโรป
สองคาย คอื ฝา ยไตรพนั ธมติ ร (Triple Alliance) ซึ่งประกอบไปดวยเยอรมนี และอิตาลี กับฝายมหาอํานาจ
(Triple Entente) ประกอบไปดวยบริเตนใหญ ฝรั่งเศสและรัสเซีย เกิดข้ึนในชวง ค.ศ.1914-1918
(พ.ศ.2547-2461)

สาเหตุของสงครามโลกครัง้ ที่หนึง่ เกิดจากความขดั แยง ทางการเมืองของทวีปยุโรป โดยเปน จุดเรม่ิ ตน
ของการสิ้นสุดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยของยุโรป การส้ินสุดของจักรวรรดิออตโตมัน เปนตัวเรง
ปฏิกิรยิ าของการปฏวิ ัตริ ัสเซีย การพา ยแพของประเทศเยอรมนีในสงครามคร้งั น้ี สงผลใหเกิดลัทธิชาตินิยมข้ึน
ในประเทศ และเปนจุดเริ่มตน ของสงครามโลกครั้งที่สอง เมอ่ื พ.ศ.2482 (ค.ศ.1939)

ในชวงแรกของสงครามมหาอํานาจกลางเปนฝายไดเปรียบ แตหลังจากท่ีอเมริกาเขารวมกับฝาย
พันธมิตร พรอมกับสงอาวุธยุทโธปกรณและกําลังพลเกือบ 5 ลานคน ทําใหพันธมิตรกลับมาไดเปรียบและ
สามารถเอาชนะฝายมหาอาํ นาจกลางไดอ ยางเดด็ ขาด ในท่สี ุดเมื่อฝา ยมหาอาํ นาจกลางยอมแพและเซ็นตส ัญญา
สงบศึกเม่อื วันท่ี 11 พฤศจกิ ายน ค.ศ.1918 สงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งกินระยะเวลายาวนาน 4 ป 5 เดือน จึงยุติ
ลงอยา งเปนรูปธรรม

ผลกระทบ
หลังจากทสี่ หรัฐอเมริกาไดเ ขา รวมรบและประกาศศักดาในสงครามครั้งน้ี ทําใหสหรัฐอเมริกาไดกาว
เขามาเปนหนึ่งในมหาอาํ นาจโลกเสรบี นเวทีโลกเคียงคกู ับอังกฤษและฝรัง่ เศส รสั เซยี กลายเปน มหาอาํ นาจโลก
สังคมนิยม หลังจากเลนินทําการปฏิวัติยึดอํานาจ และตอมาเม่ือสามารถขยายอํานาจไปผนวกแควนตาง ๆ
มากขึ้น เชน ยเู ครน เบลารุส ฯลฯ จึงประกาศจดั ตั้งสหภาพโซเวียต (Union of Soviet Republics – USSR)
ในป ค.ศ.1922 เกิดการรางสนธิสัญญาแวรซาย (The treaty of Veraailles) โดยฝายชนะสงครามสําหรับ
เยอรมนี และสนธสิ ญั ญาสันติภาพอกี 4 ฉบบั สาํ หรบั พันธมติ รของเยอรมนี เพอ่ื ใหฝ ายผูแพย อมรบั ผิดในฐานะ
เปนผกู อ ใหเ กิดสงครามในสนธิสัญญาดังกลาว ฝายผูแพตองเสียคาปฏิกรรมสงคราม เสียดินแดนทั้งในยุโรป
และอาณานคิ ม ตอ งลดกาํ ลงั ทหาร อาวุธ และตอ งถกู พันธมติ รเขายดึ ครองดินแดนจนกวา จะปฏิบตั ติ ามเง่อื นไข
ของสนธสิ ัญญาเรียบรอ ย อยา งไรก็ตามดวยเหตุท่ีประเทศผูแพไมไดเขารวมในการรางสนธิสัญญา แตถูกบีบ
บังคับใหลงนามยอมรบั ขอ ตกลงของสนธสิ ญั ญา จึงกอ ใหเ กดิ ภาวะตึงเครียดขน้ึ เกดิ การกอตัวของลทั ธฟิ าสซสิ ต

ห น้ า | 137

ในอติ าลี นาซใี นเยอรมนั และเผดจ็ การทหารในญปี่ ุน ซ่งึ ทายสุดประเทศมหาอํานาจเผดจ็ การท้งั สามไดร วมมือ
เปน พนั ธมติ รระหวา งกัน เพือ่ ตอ ตานโลกเสรแี ละคอมมวิ นิสต เรยี กกันวา ฝา ยอกั ษะ (Axis) มีการจัดตั้งขึ้นเปน
องคกรกลางในการเจรจาไกลเกล่ียขอพิพาทระหวางประเทศ เปนความรวมมือระหวางประเทศ เพ่ือรักษา
ความม่ันคง ปลอดภัย และสันติภาพในโลก แตความพยายามดังกลาวก็ดูจะลมเหลว เพราะในป ค.ศ. 1939
ไดเ กดิ สงครามท่รี ุนแรงขึน้ อีกครง้ั นนั่ คือ สงครามโลกครง้ั ที่ 2 เปนความขดั แยงในวงกวาง ครอบคลุมทุกทวีป
และประเทศสวนใหญในโลก เริ่มตนในป พ.ศ.2482 (ค.ศ.1939) และดําเนินไปจนกระทั่งส้ินสุดในป พ.ศ.
2488 (ค.ศ.1945) ไดชือ่ วา เปนสงครามทม่ี ขี นาดใหญและทาํ ใหเกิดความสูญเสียครัง้ ใหญที่สุดในประวตั ิศาสตร
โลก

ตนเหตุที่แทจ ริงของสงครามคร้งั นี้ ยังเปนประเด็นที่ถกเถียงกันอยูไมวาจะเปนสนธิสัญญาแวรซายส
ภาวะเศรษฐกจิ ตกตา่ํ คร้งั ใหญ ความเปนชาตนิ ยิ ม การแยงชงิ อํานาจและตอ งการแบง ปนโลกใหมข องประเทศท่ี
เจริญตามมาทีหลังและกระแสนิยม เชนเดียวกับวันเร่ิมตนสงครามท่ีอาจเปนไปไดทั้งวันที่ 1 กันยายน พ.ศ.
2482 (ค.ศ.1939) ท่ีเยอรมันรุกรานโปแลนด, วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2480 (ค.ศ.1937) ท่ีญี่ปุนรุกราน
แมนจูเรีย บางคนกลา ววา สงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสงครามโลกคร้ังนี้เปนขอพิพาทเดียวกัน แตแยกกันดวย
“การหยุดยิง” การตอสูมขี ึ้นตั้งแตม หาสมุทรแอตแลนตกิ ยุโรปตะวนั ตกและตะวันออก ทะเลเมดิเตอรเ รเนียน
แอฟริกา ตะวันออกกลาง มหาสมุทรแปซิฟก เอเชียตะวันออกเฉียงใต และจีน สงครามในยุโรปสิ้นสุดเมื่อ
เยอรมนียอมจาํ นนในวันท่ี 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2488 (ค.ศ.1945) แตในเอเชียยังดําเนินตอไปจนกระท่ังญี่ปุน
ยอมจํานนในวันท่ี 15 สิงหาคม ปเ ดียวกัน คาดวา มีผูเสยี ชวี ติ ในสงครามคร้งั นร้ี าว 57 ลา นคน

2. สงครามเยน็

สงครามเย็น (อังกฤษ : Cold War) (พ.ศ.2490-2534 หรือ ค.ศ.1947-1991) เปนการตอสูกัน
ระหวางกลุมประเทศ 2 กลุม ที่มีอุดมการณทางการเมืองและระบบการเมืองตางกัน เกิดขึ้นในชวงหลัง
สงครามโลกครัง้ ทสี่ อง ฝา ยหนงึ่ คือสหภาพโซเวียต เรยี กวา คา ยตะวนั ออก ซึ่งปกครองดวยระบอบคอมมิวนสิ ต
อีกฝายหน่ึงคือ สหรัฐอเมริกาและกลุมพันธมิตร เรียกวา คายตะวันตก ซ่ึงปกครองดวยระบอบเสรี
ประชาธิปไตย

นโยบายตา งประเทศของสหรฐั อเมรกิ าและสหภาพโซเวยี ตในชวงเวลาดังกลาว คํานึงถึงสงครามเย็น
เปนหลัก นับจากป ค.ศ.1947 (พ.ศ.2490) จนกระทั่งการลมสลายของสหภาพโซเวียต ใน ค.ศ.1991
(พ.ศ.2534) สมยั เริม่ ตนสงครามเย็น นา จะอยูในสมัยวกิ ฤตการณทางการทูตในตอนกลางและปลาย ค.ศ.1947
เมอ่ื สหรัฐอเมริกากบั สหภาพโซเวียตเกิดขัดแยงเรื่องการจัดตั้งองคการสันติภาพในตุรกี ยุโรปตะวันออกและ
เยอรมนี

ความตึงเครียดเนอ่ื งจากการเผชญิ หนากันระหวา งอภิมหาอํานาจ แตยังไมมีการประกาศสงครามหรือ
ใชกําลังเปนสมัยลัทธิทรูแมน วันท่ี 12 มีนาคม คศ.1947 กับประกาศแผนการมารแชลล เพื่อฟนฟูบูรณะ

ห น้ า | 138

ยุโรปตะวันตก ซ่ึงไดรับความเสียหายจากสงครามโลกคร้ังที่สอง การขยายอิทธิพลของโซเวียตในยุโรป
ตะวันออกและการแบง แยกเยอรมนี

การวิจยั และพฒั นาโครงการทางการทหารทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญจํานวนมาก เกดิ ขึ้นในชวงเวลา
น้ีรวมถงึ การแขงขนั กนั สาํ รวจอวกาศ การจารกรรมและการสะสมอาวุธนวิ เคลียรด วยทั้งหมดนเ้ี ปน ไปเพือ่ แสดง
แสนยานภุ าพของฝา ยตน

3. สงครามเศรษฐกิจ

หากยอนไปเม่ืออดีตการเกิดข้ึนของสงครามจะเปนการแกงแยงชิงดินแดนและทรัพยากร เพราะ
สงครามในขณะน้ันจะเปนการขยายอาณาเขตออกไป โดยมิไดมุงหวังเพียงดินแดนเทานั้น แตยังมุงหวัง
ทรัพยากรในดินแดนอีกดวย ภายหลังสงครามโลกสิ้นสุดลง การแขงขันดานการคา ชีวิตความเปนอยู
เปลยี่ นแปลงไปกลางเปนสงครามเศรษฐกิจ การทาํ สงครามเศรษฐกจิ จะมกี ารใชว ฒั นธรรมเขาไปแทรกแซงเปน
การกลืนชาติดวย ที่เรียกวา “Crelization” หมายความวา เปนความพยายามยัดเยียดวัฒนธรรมของตนให
เปน สว นหนง่ึ ของวัฒนธรรมในชาตินั้น ๆ โดยครอบงําทําใหคนมีวิถีชีวิตตามแบบฉบับวัฒนธรรมของตนหรือ
รูสึกวา เหมอื นเปน วฒั นธรรมของตน เพราะวาวิถชี ีวติ จะมตี ัวสินคา เปน องคประกอบ

4. เหตกุ ารณโ ลกปจจบุ นั

หลักการเกิดสงครามโลกทั้งประเทศที่ชนะและแพสงครามตางก็เปนประเทศอุตสาหกรรมทําใหทุก
ประเทศตอ งฟนฟเู ศรษฐกิจในประเทศตน ในทส่ี ุดผลผลิตมีมากเกินความตองการจนกลายเปนสาเหตุเศรษฐกิจ
ตกตาํ่ ท่ัวโลกในป ค.ศ. 1929-1933

เหตุการณโ ลกปจจุบนั มีการแขงขันดานเศรษฐกิจสูงหรือการทําสงครามดานเศรษฐกิจทําใหวิถีชีวิต
ของชาวไทยไมวา จะเปนการดําเนินชวี ิตปจจบุ ัน การบริโภคคา นิยมเปลยี่ นแปลงไป เม่อื เรายอมรับวถิ ีชีวติ ใด ๆ
ก็ตาม วถิ ีชีวติ เหลานั้นยอมจะตองรองขอสินคาบางอยางเพื่อที่จะทําใหการดําเนินชีวิตเหลานั้นเดินตอไปได
เชน เม่อื เรายอมรับวิถีชีวิตดิจิทัล (Digital) เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส และ PC ก็จะกลายเปนสวนหนึ่งของวิถี
ชีวิตเรา ญ่ีปุนเปนชาตหิ นึง่ ทผ่ี ลติ เครือ่ งเสียงไดดี ซ่ึงการรองเพลงตามเนื้อรอ งทเ่ี รียกกันเปน ภาษาญีป่ ุนวา “คา
ราโอเกะ” เมอื่ เรายอมรบั วิธกี ารรองเพลงกันตามเนื้อเพลงท่ีเปน คาราโอเกะ ในท่ีสุดสินคาเก่ียวกับการรอง
เพลงคาราโอเกะแบบญป่ี นุ ก็จะขายดไี ปดว ย การรบั ประทานอาหารฟาสตฟ ูดตามแบบฉบับวัฒนธรรมอเมริกัน
หรือการยอมรับภาษาที่ใชใ นการสอื่ สารทางธุรกจิ ตอ งเปนภาษาองั กฤษ ภาษาจีน เปน ตน

การเกดิ ข้นึ ของกระแสวัฒนธรรมโลกจะทําใหบริษทั ยกั ษใหญระดับโลกสามารถผลิตสินคาดวยตนทุน
ต่ําทีข่ ายไดท ว่ั โลก ซ่งึ เปน การแสวงหาผลประโยชนขามชาติจากประเทศดอยพฒั นาหรอื การทําการคาโดยเสรี
จากบริษัทใหญ ซ่ึงมีตนทุนหรือกําลังทรัพยมากมาแขงขันธุรกิจในประเทศที่กําลังพัฒนาจะเห็นไดวาในยุค
เศรษฐกิจใหม มกี ารหลั่งไหลของวัฒนธรรมตางชาติเขามาในสังคมไทยอยางหนักจนทําใหรูสึกวาวัฒนธรรม
คา นิยม รปู แบบวถิ ีการดาํ เนินชวี ติ แบบไทยๆ กําลงั ถูกกลืนและถูกทําลายความเปนไทย ทําใหปฏิเสธไมไดวา
ปจจบุ นั วฒั นธรรม รปู แบบวถิ ีชวี ติ ตะวนั ตกหรือของตา งชาติกําลังมบี ทบาทตอ การดําเนนิ ชวี ติ ความเปน อยูของ
คนทกุ เพศทกุ วยั อยางไรก็ตาม แมว าระบบตลาดทุนนยิ มนจี้ ะมีการแขง ขันท่ีสง ผลดีตอผบู รโิ ภคในเรอื่ งคุณภาพ

ห น้ า | 139

ผลติ ภัณฑและรูปแบบของนวัตกรรม(Innovation) ก็ตาม แตก ็ทําใหสังคมไทยยุคใหมมีลักษณะเปนบริโภคนิยม
(Consumerism) และสงั คมมีความเสยี่ งตอ การถูกกลืนทางวฒั นธรรม ซง่ึ คนรุนใหมท ีจ่ ะเปนฟน เฟองกลไกทาง
สงั คมตอ ไปในอนาคตก็กาํ ลงั หลงใหลนิยมชมชอบกับความสุขจากส่ิงบันเทิงตางๆ ท่ีมากับกระแสโลกาภิวัฒน
และการเปด เสรีทางการคา

ในป ค.ศ.2508 (พ.ศ.2551) วันที่ 15 กันยายน 2551 บริษัทยักษใหญในสหรัฐอเมริกาประกาศภาวะ
ขาดทุนลม ทําใหส งผลกระทบตอ เศรษฐกิจโลกถดถอยจนถงึ ปจ จบุ ันป พ.ศ. 2552

ห น้ า | 140

กิจกรรมที่ 10 เรอื่ ง เหตุการณส ําคญั ของโลกทมี่ ีผลตอปจ จบุ ัน

1. ขอใดคอื สาเหตขุ องการเกดิ สงครามโลกครง้ั ที่ 1
ก. ความขัดแยงทางดานวัฒนธรรมของทวีปยุโรป
ข. ความขัดแยง ทางเศรษฐกิจของทวีปยโุ รป
ค. ความขดั แยง ทางการเมอื งของทวปี ยุโรป
ง. ถกู ทัง้ 3 ขอ

2. สงครามท่ีรุนแรงและทาํ ใหเกดิ ความสูญเสยี คร้ังใหญท ่ีสดุ ในประวตั ศิ าสตรโลกคือ
ก. สงครามโลกคร้งั ท่ี 1
ข. สงครามโลกครัง้ ที่ 2
ค. สงครามเศรษฐกิจ
ง. สงครามเย็น

3. สงครามในยโุ รปส้ินสุดลง แตในเอเซยี ยงั ตอ สกู ันอยจู นกระทั่งญีป่ นุ ประกาศยอมจํานนเมือ่
ก. 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2488
ข. 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2488
ค. 8 สงิ หาคม พ.ศ. 2488
ง. 15 สงิ หาคม พ.ศ. 2488

4. การแขงขันทางดา นเทคโนโลยีและสะสมอาวุธนิวเคลียร การสํารวจอวกาศ การจารกรรมตาง ๆ
เพือ่ แสดงแสนยานุภาพเกิดขน้ึ ในชวงไหน
ก. สงครามเยน็
ข. สงครามเศรษฐกจิ
ค. สงครามโลกคร้ังท่ี 2
ง. ถกู ทุกขอ

5. บริษทั ยกั ษใ หญข องสหรัฐอเมรกิ าประกาศภาวะขาดทนุ ลม ทาํ ใหเ กดิ ภาวะเศรษฐกิจทวั่ โลกถดถอย
เมื่อป พ.ศ. อะไร
ก. พ.ศ. 2552
ข. พ.ศ. 2551
ค. พ.ศ. 2550
ง. พ.ศ. 2548

ห น้ า | 141

เรือ่ งที่ 6 บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริยใ นการพัฒนาชาติไทย
บทบาทของสถาบนั พระมหากษตั ริยใ นการพฒั นาชาติไทย

สถาบันพระมหากษัตริย : กําเนิด ความหมาย แนวคิด สัญลกั ษณ และพฒั นาการ

ในคัมภีรพราหมณ กลาวถึงการแตงต้ังมนุษยคนแรกเปนกษัตริยและจักรพรรดิในการปกครอง
ประชาชน ซึ่งมีบางคัมภีรกลาววาพระพรหมทรงต้ังพระมนูเปนกษัตริยองคแรกข้ึนมาเพ่ือใหทําหนาที่แกไข
ปญหาการทะเลาะวิวาทของมนุษยที่แยงชิงขาวสาลีกันจนวุนวายจนยุติปญหาลงไดสําเร็จ ถือวาเปนการ
เรม่ิ ตน ของการมสี ถาบนั กษตั รยิ ใ นมนุษยโลกตามความเชื่อของพราหมณฮ นิ ดใู นอนิ เดีย

สถาบันพระมหากษัตริยไทย คือ 1 ใน 3 สถาบันสูงสุดของชาติท่ีเปนศูนยรวมจิตใจทําใหเกิดความ
ม่ันคงเปนเอกภาพของประชาชนชาวไทยเพราะพระมหากษัตริยทรงทําหนาท่ีเปนท้ังผูปกครองเขตแดน และ
คมุ ครองปอ งกันอาณาประชาราษฎรในฐานะของจอมทัพทําสงครามกับขา ศึกเพื่อปองกันดินแดนและเอกราช
ของชาตอิ าจเริม่ จากการเปน ผปู กครองเมอื งเลก็ เมืองนอ ยมากอ นเมื่อมีกาํ ลังแข็งแกรง มากขน้ึ จนสามารถผนวก
เมอื งอนื่ ๆ เขาดว ยกันแลว กต็ ั้งตนเปนประมุขยกฐานะขึ้นเปนพระมหากษัตริยปกครองเมืองศูนยกลาง และ
เมอื งบริวารในพระราชอาณาจักร

บนเสนทางแหงกาลเวลาสถาบันพระมหากษัตริยมีพัฒนาการจากรูปแบบการปกครองท่ีเรียบงาย
เสมอื นพอปกครองลกู หรอื การดแู ลบริวารในครอบครวั จนมีความสลบั ซับชอ นมากขึ้นดว ยเหตุผลของจาํ นวน
ประชากร หรือความกวางขวางของดินแดน และปจจัยดานตาง ๆ ของลักษณะทางสังคมและสภาพของ
เศรษฐกิจทต่ี อ งมกี ารกําหนดวิธีการในการควบคุมดแู ลอยางเปน ระบบเพอื่ ใหเ กดิ ความสงบปลอดภยั และเจริญ
มงั่ ค่งั ของอาณาจักรซึ่งมีสถาบนั พระมหากษัตริยท รงเปนศนู ยกลางของการปกครองนน้ั

สถาบนั พระมหากษัตริยป ระกอบดว ยคาํ ๒ คาํ คอื สถาบนั กบั พระมหากษัตริย คําวา สถาบันหมายถึง
ส่งิ ซึง่ คนในสวนรวมคอื สังคมจดั ตั้งใหม ขี ึน้ เพราะเห็นประโยชนว า มีความตอ งการและจาํ เปนแก วถิ ีชวี ิตของตน
เชน สถาบนั ชาติ สถาบนั การเงิน และสถาบันศาสนา เปนตน สถาบันเปนสิ่งสําคัญในสังคมเพราะมีหนาท่ียึด
เหนี่ยวคนในสังคมใหมีทิศทางดําเนินชีวิตไปในแบบเดียวกัน หรือมีความสุขเสมอกัน นอกจากน้ีสถาบันจะ
บังเกดิ ขน้ึ ไดดว ยคนในสังคมมีความเหน็ พอ งกันวา จาํ เปน ตองมีและสามารถอาํ นวยประโยชนใหบ งั เกิดได คาํ วา
พระมหากษตั ริยมีความหมายถึงพระเจาแผนดิน พระเจาอยูหัวเปนคําในภาษาสันสกฤติวา “กษฺตฺริย” หรือ
ภาษาบาลวี า “ขตั ติย” หมายถงึ คนในวรรณที่ 2 ในสังคมอินเดีย ซง่ึ มีอยู 4 วรรณะ คือ พราหมมณ กษัตริย
แพทย และศูทร หมายถึง ผูนําในการรบ ผูปองกันภัย หรือชาตินักรบ ซึ่ง เดิมหมายถึง บุคคลผูมีหนาท่ี
ปองกันขา ศึกหรือผเู ปนหัวหนาและยังเปนรากศพั ทเดียวกบั คําวา เกษตร
สถาบนั ชาติ สถาบนั ศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริยมีอยูคูกับแผนดินไทยตลอดมาควบคูกับการสถาปนา
อาณาจักรโบราณตา ง ๆ นบั ตง้ั แตพทุ ธศตวรรษ 12 ซึ่งพบหลักฐานท่ีเปนประเภทลายลักษณอักษรท่ีแสดงถึง
การมพี ระมหากษัตรยิ ของอาณาจกั รทวารวดี มเี มืองอทู องซึ่งปจจุบันเปนที่ตั้งอําเภออูทองจังหวัดสุพรรณบุรี
เปน เมืองสาํ คญั จากการคน พบเหรียญเงนิ ที่เมืองอทู องบนเหรียญปรากฏจารึกภาษาสันสกฤตวา “ศรีทวารวดี

ห น้ า | 142

ศวร ปุนยะ” แปลวา การบุญของผเู ปน ใหญแหงศรีทวารวดี เปนการยืนยันวามีสถาบันกษัตริยเกิดข้ึน ในขณะ
เริม่ ตนของยคุ ประวตั ศิ าสตรของดนิ แดนไทยและมีการคน พบตอ มาวาบา นเมอื งและอาณาจักรอน่ื ๆ ในดนิ แดน
ทีเ่ ปนชาตไิ ทยในปจ จุบนั นีล้ ว นปกครองดวยระบอบกษัตรยิ ทั้งสน้ิ

ตอมาในสมัยสุโขทัยสังคมไทยมีลกั ษณะเปน ครอบครัว โดยมีประมขุ เปนหัวหนาชมุ ชนทเี่ รียกวา “พอ
ขนุ ” การเกบ็ ผลประโยชนเขา รัฐอาจมนี อ ยดังทกี่ ลาวไวในศลิ าจารกึ สโุ ขทัยหลกั ที่ 1 วา “เจา เมอื ง บเอาจกอบ
ในไพรลทู าง” ซงึ่ หมายถึง การไมเ ก็บภาษีการคาและใหเ สรที างการคา ดังความวา “ใครจกั ใคร คา ชางคา ใคร
จกั ใครค ามา คา ใครจกั ใครค าเงอื น (เงิน) คา ทองคา ” แมก ารปกครองโดยสถาบันกษัตริยในสมัยสุโขทัยจะมีผู
กลาววามีวิถีสงบรมเย็นแตในช้ันหลังก็มีท้ังปจจัยภายใน คือ ความขัดแยงของเจานายที่เปนสมาชิกภายใน
สถาบนั และปจจัยภายนอก คอื การขยายอาํ นาจของลา นนาและกรงุ ศรีอยุธยาทาํ ใหส โุ ขทยั ท่ีเปนเสมือนรัฐกัน
ชนของสองอาณาจกั รตองตกอยูใ นภาวะสงครามและการแยงชงิ กันจนตองยอมผนวก เขากับกรุงศรีอยุธยาใน
ที่สดุ

กรุงศรีอยุธยาซ่ึงเปนรัฐที่เกิดจากการผนึกกําลังกันของสุพรรณบุรีและละโว ซ่ึงในอดีตเคยอยูใน
อิทธพิ ลของวัฒนธรรมเขมรมากอ น กรุงศรีอยธุ ยาจงึ รบั เอาคติของเทวราชาจากวัฒนธรรมเขมรมาใช ทําใหมี
คติความเช่ือบางสวนเปน การปกครองแบบฮินดขู องอินเดยี พระมหากษัตรยิ อ ยุธยาจึงเปน เสมอื นสมมุติเทพท่ี
อวตารหรือแบงภาคลงมาปราบยุคเข็ญในมนุษยโลก และเปนศูนยรวมของการปกครอง มีแนวคิดเก่ียวกับ
สถาบนั พระมหากษตั ริยท่ีเกดิ จากศาสนาพราหมณ ฮินดู ไดยกยองพระมหากษัตริยไวในฐานะของเทวดา ซึ่ง
เปรียบดังองคพระนารายณ หรือพระวิษณุอวตารลงมาปราบยุคเข็ญ ทําใหมีการสรางสัญลักษณแทนองค
พระมหากษัตรยิ  เมือ่ ประทบั หรอื เสด็จไปทต่ี า ง ๆ เปน ”ธงครฑุ ” อนั หมายถงึ พาหนะของพระนารายณ

ครุฑเปนพาหนะของพระนารายณ

ห น้ า | 143

เรือพระที่น่ังนารายณทรงสบุ รรณ
พระมหากษตั รยิ ทรงประทับในการประกอบพระราชพธิ ีตา ง ๆ ทางชลมารค

หรือแมแตห นาบนั ของพระอโุ บสถในพระอารามหลวงท่พี ระมหากษตั รยิ ท รงสรา งกจ็ ะจําหลกั หรือทาํ ลวดลาย
ปูนปน รปู นารายณท รงครุฑ เพอื่ แสดงถงึ ความเปนวัดทก่ี ษัตริยท รงสรา ง

พระนารายณท รงสุบรรณ (ครุฑ)
บนหนา บนั พระอโุ บสถและวหิ ารในพระอารามหลวง

ในดานพระราชอํานาจพระมหากษัตริย ก็ ทรงมีสิทธิขาดในการใชอํานาจท่ีเรียกวา
“สมบูรณาญาสิทธิราชย” ในการลงโทษลดโทษหรืออภัยโทษแกบุคคลในพระราชอาณาเขต และมี กฎ
มณเฑียรบาลทีจ่ ะตราข้นึ เพ่อื รกั ษาพระราชฐาน เพ่อื ถวายพระอภบิ าลปองกนั เภทภัย เพ่อื รักษาพระเกียรติยศ
และเปนกฎระเบียบในการปฏิบัตติ นตอองคพระมหากษตั รยิ และสมาชิกในสถาบันพระมหากษตั ริย ไดแก พระ
มเหสี พระราชโอรสธดิ า พระบรมวงศานวุ งศ แมแ ตบุคคลอน่ื ๆ ทอ่ี าศยั หรอื ทํางานอยูในพระราชฐาน มีการ
กําหนดคําราชาศพั ทขนึ้ เปนภาษาเฉพาะใชก ับพระมหากษตั รยิ หรือพระบรมวงศานวุ งศตามลาํ ดับชน้ั ซ่งึ คําราชา
ศัพทหลายคํามาจากภาษาเขมร เชนคําวา เสวย - กิน , พระแกล - หนาตาง , พระขนอง - หลัง การกําหนด


Click to View FlipBook Version