ห น้ า | 94
สมัยกอ นประวัติศาสตร พบหลกั ฐานเปน ซากเมืองโบราณ 2 แหง ในบริเวณลุมแมนํ้าสินธุ คือ เมือง
โมเฮนโจดาโร ทางตอนใตของประเทศปากีสถานเมืองอารบั ปา ในแควน ปน จาป ประเทศปากสี ถานในปจจบุ นั
สมัยประวัติศาสตร เร่ิมเมื่อมีการประดิษฐตัวอักษรข้ึนใช โดยชนเผาอินโด – อารยัน ซ่ึงต้ังถ่ินฐาน
บริเวณแมน้าํ คงคา แบงได 3 ยคุ
1. ประวัตศิ าสตรส มัยโบราณ เริ่มตัง้ แตกาํ เนิดตัวอกั ษร บรามิ ลปิ สิ้นสดุ สมัยราชวงศคุปตะ เปนยุคที่
ศาสนาพราหมณ ฮนิ ดแู ละพุทธศาสนา ไดถ ือกําเนิดแลว
2. ประวตั ิศาสตรส มัยกลาง เรมิ่ ตงั้ แตร าชวงศคุปตะส้นิ สดุ ลง จนถึงราชวงศโมกลุ เขา ปกครองอนิ เดยี
3. ประวตั ิศาสตรส มยั ใหม เริม่ ตั้งแตราชวงศโ มกุลจนถงึ การไดร บั เอกราชจากองั กฤษ
อารยธรรมลมุ นาํ้ สินธุ ชาวอารยันไดสรางปรัชญาโบราณ เร่ิมจากคัมภีรพระเวทอันเปนแมแบบของ
ปรชั ญาเอเชยี โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉยี งใต วรรณกรรมท่ีสําคัญ ไดแก พระเวทอุปนษิ ัท มหากาพย มหา
ภารตะ มหากาพย รามายยะ ปุราณะ เปนตน กวีที่มีชื่อเสียงท่ีสุดมี กาลิทาสจากงานศกุณตลา ชัยเทพ
(กวรี าช) จากผลงานเรอื่ ง คีตโควนิ ทแ ละรพนิ ทรนาถ ฐากูร กวสี มยั ใหมจากวรรณกรรมเรื่อง “คีตาญชลี” ซึ่ง
ไดรับรางวลั โนเบล สาขาวรรณคดี
การแพรข ยายและการถา ยทอดอารยธรรมอินเดีย
อารยธรรมอินเดีย แพรขยายออกไปสูภูมิภาคตางๆ ทั่วทวีปเอเชียโดยผานทางการคา ศาสนา
การเมือง การทหารและไดผสมผสานเขา กบั อารยธรรมของแตล ะประเทศจนกลายเปน สวนหนึ่งของอารยธรรม
สงั คมน้นั ๆ
ในเอเชยี ตะวนั ออก พระพุทธศาสนามหายานของอินเดียมีอิทธิพลอยางลึกซ้ึงตอชาวจีนทั้งในฐานะ
ศาสนาสําคญั และในฐานะท่ีมีอิทธพิ ลตอการสรา งสรรคศ ิลปะของจีน
ภมู ภิ าคเอเชียกลาง อารยธรรมอนิ เดยี ทถี่ ายทอดใหเ ริม่ ตั้งแตคริสตศตวรรษท่ี 7 เมื่อพวกมสุ ลมิ อาหรบั
ซ่งึ มีอาํ นาจในตะวันออกกลาง นาํ วิทยาการหลายอยางของอินเดียไปใช ไดแก การแพทย คณิตศาสตร ดารา
ศาสตร เปนตน ขณะเดียวกันอินเดียก็รับอารยธรรมบางอยางท้ังของเปอรเซียและกรีก โดยเฉพาะดาน
ศิลปกรรม ประตมิ ากรรม เชน พระพุทธ รปู ศลิ ปะคนั ธาระซง่ึ เปนอิทธิพลจากกรีก สวนอิทธิพลของเปอรเซีย
ปรากฏในรปู การปกครอง สถาปตยกรรม เชน พระราชวัง การเจาะภเู ขาเปนถ้ําเพื่อสรา งศาสนสถาน
ภมู ิภาคทป่ี รากฏอทิ ธิพลของอินเดียมากท่สี ดุ คอื เอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต พอคา พราหมณและภิกษุ
สงฆชาวอินเดยี เดนิ ทางมาและนาํ อารยธรรมมาเผยแพร อารยธรรมท่ีปรากฏอยูมีแทบทุกดาน โดยเฉพาะใน
ดานศาสนา ความเช่ือ การปกครอง ศาสนาพราหมณ ฮินดูและพุทธ ไดหลอหลอมจนกลายเปนรากฐานสําคัญ
ทส่ี ดุ ของประเทศตา งๆ ในภูมภิ าคนี้
ห น้ า | 95
สว นท่ี 2 อารยธรรมของโลกตะวนั ตก หมายถึง ดินแดนแถบตะวันตกของทวปี เอเชยี รวมเอเชยี ไม
เนอรและทวปี แอฟริกา อยี ปิ ต เมโสโปเตเมยี กรกี และโรมัน
อารยธรรมอยี ปิ ต
อียิปตโบราณหรือไอยคุปต เปนหน่ึงในอารยธรรมท่ีเกาแกท่ีสุดในโลกแหงหน่ึง ตั้งอยูทาง
ตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา มีพ้ืนท่ีตั้งแตตอนกลางจนถึงปากแมน้ําไนล ปจจุบันเปนท่ีตั้งของ
ประเทศอียิปต อารยธรรมอียิปตโบราณเร่ิมข้ึนประมาณ 3150 ป กอนคริสตศักราช โดยการรวมอํานาจ
ทางการเมอื งของอียิปตตอนเหนอื และตอนใต ภายใตฟาโรหองคแรกแหงอียิปต และมีการพัฒนาอารยธรรม
เรื่อยมากวา 3000 ป ประวัติของอียิปตโบราณปรากฏข้ึนในชวงระยะเวลาหนึ่งหรือท่ีรูจักกันวา
“ราชอาณาจักร” มีการแบงยุคสมัยของอียิปตโบราณเปนราชอาณาจักร สวนมากแบงตามราชวงศท่ีขึ้นมา
ปกครองจนกระทัง่ ราชอาณาจักรสุดทายหรือที่รูจักกันในชื่อวา “ราชอาณาจักรใหม” อารยธรรมอียิปตอยู
ในชว งทม่ี ีการพฒั นาทนี่ อ ยมากและสว นมากลดลง ซึง่ เปนเวลาเดียวกนั ท่อี ียิปตพายแพตอการทําสงครามจาก
อํานาจของชาติอื่น จนกระทง่ั เมอ่ื กอ นครสิ ตศกั ราชก็เปนการส้ินสดุ อารยธรรมอียิปตโบราณลง เมื่อจักรวรรดิ
โรมันสามารถเอาชนะอยี ปิ ตแ ละจดั อียปิ ตเ ปน เพียงจงั หวดั หนึ่งในจกั รวรรดิโรมัน
อารยธรรมอยี ปิ ตพ ฒั นาการมาจากสภาพของลุม แมน ้าํ ไนล การควบคุมระบบชลประทาน การควบคุม
การผลิตพืชผลทางการเกษตร พรอมกับพัฒนาอารยธรรมทางสังคมและวัฒนธรรม พ้ืนที่ของอียิปตนั้น
ลอ มรอบดวยทะเลทรายเสมอื นปราการปอ งกนั การรุกรานจากศัตรูภายนอก นอกจากน้ียังมีการทําเหมืองแร
และอียปิ ตย งั เปนชนชาติแรกๆ ที่มีการพัฒนาการดว ยการเขยี น ประดษิ ฐต วั อกั ษรขนึ้ ใช การบรหิ ารอยี ิปตเ นน
ไปทางสงิ่ ปลูกสรางและการเกษตรกรรม พรอ มกันนนั้ ก็มกี ารพัฒนาการทางทหาร
อียิปตท่ีเสริมสรางความแข็งแกรงแกราชอาณาจักร โดยประชาชนจะใหความเคารพกษัตริยหรือ
ฟาโรหเสมือนหนึ่งเทพเจา ทําใหการบริหารราชการบานเมืองและการควบคุมอํานาจนั้นทําไดอยางมี
ประสิทธิภาพ
ชาวอยี ิปตโบราณไมไดเปน เพียงแตนกั เกษตรกรรมและนักสรา งสรรคอารยธรรมเทานั้น แตยังเปนนัก
คดิ นักปรชั ญา ไดม าซึ่งความรูใ นศาสตรต า งๆ มากมาย พัฒนาอารยธรรมกวา 3000ป ทั้งในดานคณิตศาสตร
เทคนิคการสรางพีระมิด วัด โอเบลิสก ตัวอักษรและเทคโนโลยีดานกระจก นอกจากนี้ยังมีการพัฒนา
ประสิทธิภาพทางดานการแพทย ระบบชลประทานและการเกษตรกรรม อียิปตท้ิงมรดกสุดทายแกอนุชนรุน
หลังไวคือ ศิลปะและสถาปตยกรรม ซ่ึงถูกคัดลอกนําไปใชท่ัวโลก อนุสรณ สถานท่ีตางๆ ในอียิปตตางดึงดูด
นักทอ งเทีย่ ว กวาหลายศตวรรษท่ผี านมา ปจ จบุ นั มีการคน พบวตั ถุใหมๆ ในอียปิ ตมากมายซ่ึงกําลังตรวจสอบ
ถึงประวัติความเปนมาเพื่อเปน หลกั ฐานใหแ กอารยธรรมอยี ิปต การสรา งสรรคอ ารยธรรมของชาวอียิปตโบราณ
เชน อกั ษรภาพ “เฮยี โรกริฟฟค” ถือวา เปนหลกั ฐานขอมลู ของแหลง อารยธรรมอนื่ ๆ “พีรามิด” ใชเปนสุสาน
เก็บพระศพของฟาโรห ซ่งึ ใชน ้าํ ยาอาบศพในรูปของมมั ม่ี ประติมากรรมรูปคนตัวเปนสิงหหมอบเฝาหนาพีรา
มดิ ถอื วา เปน ประติมากรรมที่ยิ่งใหญ
อารยธรรมเมโสโปเตเมยี
ห น้ า | 96
กาํ เนดิ ขนึ้ ในบริเวณลุมแมน าํ้ 2 สาย คอื แมน ้ําไทกรีสและแมนํ้ายูเฟรตีส ปจจุบันอยูในประเทศอิรัก
เปน แหลงอารยธรรมแหง แรกของโลก มนุษยในอารยธรรมน้ีมกั มองโลกในแงราย เพราะสภาพภูมิประเทศไม
เอื้อตอการดํารงชวี ิต ทาํ ใหเกรงกลัวเทพเจา คดิ วา ตนเองเปนทาสรบั ใชเ ทพเจา จงึ สรางเทวสถานใหใหญโตนา
เกรงขาม เปนสญั ลักษณท ่ีประทับของเทพเจา ตา งๆ มีชุมชนหลายเผา ตงั้ ถิ่นฐานในบริเวณน้ีท่ีสําคัญไดแก สุเม
เรียน อะมอไรต อัสซเี รยี น คาลเดยี และชนชาตอิ ืน่ ๆ
คนกลุมแรกทส่ี รางอารยธรรมเมโสโปเตเมยี ขน้ึ คือ สเุ มเรยี ผูคิดประดษิ ฐตัวอกั ษรขึ้นเปนครั้งแรกของ
โลก อารยธรรมทชี่ าวสเุ มเรียนสรา งขึ้นเปนพน้ื ฐานสําคัญของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย สถาปตยกรรม ซักกู
เรต็ ประดิษฐคันไถใชไถนา ตัวอักษร ศลิ ปกรรมอ่ืนๆ ตลอดจนทศั นคติตอ ชีวิตและเทพเจาเของชาวสเุ มเรียน
ไดดํารงอยูแ ละมีอทิ ธิพลอยูในลุมแมนาํ้ ทงั้ สองตลอดชวงสมัยโบราณ ชนชาติอะบอไรตแหงอาณาจักรบาบิโล
เนยี ไดประมวลกฎหมายขึน้ เปนครัง้ แรกคอื ประมวลกฎหมาย “ฮัมบูราบี” ชนชาติอัสซีเรียนสรางภาพสลัก
นูนและชนชาติเปอรเ ซยี เปนตนแบบสรา งถนนมาตรฐาน
อารยธรรมกรีก
อารยธรรมกรีกโบราณ ไดแก อารยธรรมนครรัฐกรีก คําวา กรีก เปนคําท่ีพวกโรมันใชเปนคร้ังแรก
โดยใชเ รยี กอารยธรรมเกา ตอนใตข องแหลมอตี าลี ซึง่ เจริญขึน้ บนแผน ดินกรีกในทวีปยุโรป และบริเวณชายฝง
ตะวันออกของทะเลเมดิเตอรเรเนียน ดานเอเชียไมเนอร ซึ่งในสมัยโบราณเรียกวา ไอโอเนีย (lonia) อารย
ธรรมที่เจรญิ ขนึ้ ในนครรัฐกรกี มศี ูนยกลางสาํ คญั ทน่ี ครรฐั เอเธนสแ ละนครรัฐสปารตา นครรัฐเอเธนส เปนแหลง
ความเจรญิ ในดานตางๆ ทงั้ ดา นการปกรอง เศรษฐกิจ สงั คม ศลิ ปะ วิทยาการดานตางๆ รวมท้ังปรัชญา สวน
นครรฐั สปารต าเจริญในลักษณะท่ีเปนรัฐทหารในรูปเผดจ็ การ มคี วามแข็งแกรง และเกรียงไกร เปนผูนําของรัฐ
อ่ืนๆ ในแงข องความมีระเบียบวินยั กลาหาญและเด็ดเด่ียว การศึกษาเกี่ยวกับอารยธรรมกรีกโบราณ จึงเปน
การศึกษาเรอ่ื งราวเกี่ยวกบั นครรฐั เอเธนสและนครรัฐสปารต า
ชาวกรีกเรยี กตัวเองวา เฮลีนส (Hellenes) เรียกบานเมืองของตนวา เฮลัส(Hellas) และเรียกอารย
ธรรมของตนวา อารยธรรมเฮเลนิค (Hellenic Civilization) (1) ชาวกรีกโบราณเปนชาวอินโตยูโรเปยนชาว
กรกี ตง้ั บา นเรอื นของตนเองอยทู างทศิ ตะวันออกเฉยี งใต ตรงปลายสดุ ของทวีปยุโรปตรงตําแหนงที่มาบรรจบ
กนั ของทวปี ยุโรป เอเชีย และแอฟรกิ า เปนตน เหตใุ หก รกี โบราณไดรับอทิ ธิพลความเจริญโดยตรงจากทงั้ อยี ิปต
และเอเชีย กรีกไดอาศัยอิทธิพลดังกลาวพัฒนาอารยธรรมของตนขึ้น โดยคงไว ซ่ึงลักษณะที่เปนของตนเอง
ชาวกรกี สมยั โบราณถอื วา ตนเองมีคุณลกั ษณะพเิ ศษบางอยางท่ีผิดกับชนชาติอื่นและมักจะเรียกชนชาติอ่ืนวา
บาเบเรยี น ซึง่ หมายความวาผูท่ีใชภาษาผดิ ไปจากภาษาของพวกกรกี
อารยธรรมกรีกรูจักกันในนามของอารยธรรมคลาสสิก สถาปตยกรรมท่ีเดนคือ วิหารพาเธนอน
ประตมิ ากรรมท่เี ดนทีส่ ดุ คือ รปู ปนเทพซอี สุ วรรณกรรมดเี ดน คอื อีเลยี ดและโอดิสต (I liad and Oelyssay)
ของโอเมอร
อารยธรรมโรมัน
อารยธรรมโรมันเปนอารยธรรมท่ีไดรับการถา ยทอดมาจากกรกี เพราะชาวโรมนั ไดร วมอาณาจกั รกรีก
และนําอารยธรรมกรีกมาเปนแบบแผนในการสรางสรรคใหเหมาะสมกับสภาพความเปนอยูของสังคมโรมัน
ห น้ า | 97
สถาปต ยกรรมที่เดน ไดแ ก วิหารพาเธนอน หลงั คารูปโมในกรงุ โรม โคลอสเซียม อัฒจนั ทรส าํ หรับดูกีฬาซึ่งจุผู
ดูไดถ ึง 4,500 คน วรรณกรรมทีเ่ ดน ทีส่ ดุ คือเร่อื ง อเี นียด (Aeneid) ของเวอรวิล
ห น้ า | 98
กิจกรรมเร่ืองท่ี 2 แหลงอารยธรรมโลก
กจิ กรรมท่ี 6 ใหศ ึกษาคน ควาและทํารายงานสง
ใหเปรียบเทยี บอารยธรรมของโลกตะวันออกและตะวันตก
กิจกรรมที่ 7 จงทําเครอ่ื งหมาย หนา คําตอบที่ถกู ตอ งทสี่ ุดเพยี งขอเดยี ว
1. ขอใดตรงกับความหมายของคาํ วาอารยธรรม
ก. สภาพโบราณ
ข. สภาพประวตั ศิ าสตร
ค. การถา ยทอดอดตี สูปจจุบนั
ง. สภาพท่พี นจากความปา เถ่อื น
2. อารยธรรมเมโสโปเตเมียกาํ เนดิ ในบรเิ วณลมุ แมน้าํ ใด
ก. แมนา้ํ ไททรสั และแมนํ้ายูเฟรตสี
ข. แมนํา้ ไทกรสี และแมนา้ํ สเุ มเรียน
ค. แมน ้ํายเู ฟรตสี และแมน ้ําสเุ มเรยี น
ง. แมนาํ้ ยเู ฟรตีสและแมนาํ้ อะมอไรต
3. ประวัตศิ าสตรข องจนี แบง เปน กีย่ ุค
ก. 3
ข. 4
ค. 5
ง. 6
4. โคลอสเซยี ม เปนสถาปต ยกรรมของอารยธรรมประเทศใด
ก. ฝรง่ั เศส
ข. อยี ปิ ต
ค. โรมัน
ง. กรีก
5. อารยธรรมของโลกตะวันออก มีรากฐานมาจากแหลงอารยธรรมประเทศอะไร
ก. จนี และกมั พูชา
ข. จีนและอนิ เดยี
ค. อินเดียและกัมพชู า
ง. จีนและประเทศไทย
ห น้ า | 99
เร่อื งที่ 3 ประวัติศาสตรช าตไิ ทย
ความเปนมาของดินแดนประเทศไทยในสมัยโบราณสวนใหญมาจากหลักฐานดานโบราณคดีและ
เอกสารประวัติศาสตรจีนโบราณและภาพถา ยทางอากาศและเหน็ ถึงทต่ี ั้งและสภาพของแหลงชุมชนโบราณใน
ประเทศไทย สภาพคนู า้ํ และคนั ดนิ ในแหลงโบราณคดีแตล ะแหง แสดงใหเห็นวา ชมุ ชนนน้ั ไดเ ร่มิ ตั้งถิ่นฐานอยาง
ถาวรแลว เชน ชุมชนบึงคอกชา ง จังหวดั อทุ ัยธานี มคี นู ํา้ และคันดนิ ลอมรอบถงึ 3 ชนั้ ดวยกัน ซ่ึงแสดงวาชุมชน
ดังกลาวมีประชากรตั้งถน่ิ ฐานอยอู ยางตอ เนอื่ ง และมปี ระชาชนเพิ่มมากขึ้นจนตองขยายเขตชมุ ชนออกไป
ดินแดนในประเทศไทยมีทั้งพัฒนามาจากอาณาจักรเดิมและมีการอพยพยายเขามาของกลุมคนพูด
ภาษาไทย – ลาวจากถ่ินบรรพบุรษุ ซ่งึ อยูต อนใตของประเทศจนี เดมิ เขา มายังดนิ แดนเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต
ราวครสิ ตศตวรรษที่ 10 รฐั ของชาวไทยมีความสาํ คญั ตามยุคสมัย ไดแก อาณาจักรโยนกเชียงแสน อาณาจักร
ลานนา อาณาจักรสโุ ขทยั อาณาจกั รอยุธยา และไดพฒั นามาเปนสมัยกรุงรัตนโกสินทร นับต้ังแต พ.ศ. 2325
เปนตน มา
อาณาจกั รสยามเผชิญกับการคกุ คามในสมัยยคุ ลา อาณานิคมของประเทศตะวันตก แตสยามสามารถ
รอดพนจากการถูกยึดครองโดยประเทศเจาอาณานิคมได และหลังจากการปฏิวัติเพื่อเปล่ียนแปลงระบบการ
ปกครอง ในป พ.ศ. 2475 ประเทศไทยยงั คงอยใู นชว งท่ปี กครองโดยรัฐบาลทหารเปนสวนใหญ จนกระท่ังอีก
60 ปถ ดั มา จึงไดม รี ะบบการเลอื กตงั้ ท่เี ปน ประชาธิปไตยอยางแทจรงิ
ประวัติศาสตรทม่ี กี ารคนพบในประเทศไทยท่เี กา แกท ี่สดุ คือทบ่ี า นเชียง โดยสิ่งของท่ีขุดพบมาจากใน
สมัยยุค 3,600 ปกอนคริสตศักราช โดยมีการพัฒนาเคร่ืองบรอนซ และมีการปลูกขาว รวมถึงการติดตอ
ระหวา งชมุ ชนและมีระบอบการปกครองขน้ึ
มีหลายทฤษฎีท่ีพยายามหาท่ีมาของชนชาติไทย ทฤษฎีดั้งเดิมเชื่อวาชาวไทยในสมัยกอนเคยมี
ถน่ิ อาศัยอยูข้นึ ไปทางตอนเหนอื ถงึ แถบเทือกเขาอัลไต จากนัน้ ไดมกี ารทยอยอพยพเคล่ือนยายลงมาทางใตสู
คาบสมุทรอินโดจนี หลายละลอกเปน เวลาตอเนอื่ งกนั หลายพนั ป โดยเช่ือวา เกิดจากการแสวงหาทรพั ยากรใหม
แตท ฤษฎนี ีข้ าดหลกั ฐานทางโบราณคดีทน่ี า เชอ่ื ถือได ในขณะเดยี วกันกม็ หี ลายทฤษฎีทอ่ี ธบิ ายวาเดมิ ชนชาตไิ ท
ไดอาศัยอยูเปนบริเวณกวางขวางในทางตอนใตของจีนจนถึงภาคเหนือของไทยและไดมีการอพยพลงใต
เรื่อยๆ เขามาอาศยั อยูในดนิ แดนคาบสมุทรอนิ โดจนี จากน้ันไดอ าศัยกระจัดกระจายปะปนกับกลุมชนดั้งเดิม
ในพ้ืนที่ โดยไมมีปญหามากนัก ซ่ึงอาจเนื่องดวยดินแดนคาบสมุทรอินโดจีนในชวงเวลาน้ันยังมีพ้ืนที่และ
ทรัพยากรธรรมชาติเปนจํานวนมาก ในขณะที่มีกลุมชนอาศัยอยูเบาบาง ปญหาการแยงชิงทรัพยากรจึงไม
ห น้ า | 100
รุนแรง รวมท้ังลักษณะนิสยั ของชาวไทยนนั้ เปนผูออ นนอ มและประนีประนอม ความสัมพันธระหวางชาวไทย
กลมุ ตางๆ อาจมีการติดตออยา งใกลชิดอยูบาง ในฐานะของผูมีภาษาวัฒนธรรมและท่ีมาอันเดียวกัน แตการ
รวมตัวเปนนิคมขนาดใหญหรือแวนแควนยังไมปรากฏ ในเวลาตอมาเมื่อมีชาวไทยอพยพลงมาอาศัยอยูใน
ดินแดนคาบสมุทรอนิ โดจีนเปนจํานวนมากขึน้ ชาวไทยจึงเร่มิ มบี ทบาทในภมู ิภาค แตก็ยงั คงจาํ กดั อยูเพียงการ
เปนกลุมอํานาจยอ ยๆ ภายใตอํานาจการปกครองของชาวมอญและขอมกระท่ังอํานาจของขอมในดินแดนที่
ราบลมุ แมน ํ้าเจา พระยาเรม่ิ ออ นกําลงั ลง กลมุ ชนทเี่ คยตกอยูภ ายใตอ ํานาจปกครองของขอม รวมท้ังกลุมของ
ชาวไทย
ในชวงตอมา มีการปกครองของหลายอาณาจักรในบริเวณที่เปนประเทศไทยในปจจุบัน ไดแก ชาว
มาเลย ชาวมอญ ชาวขอม โดยอาณาจักรที่สําคญั ไดแ ก อาณาจักรทวารวดีในตอนกลาง อาณาจักรศรีวิชัยใน
ตอนใต และอาณาจักรขอมซ่ึงมีศูนยกลางการปกครองท่ีนครวัด โดยคนไทยมีการอพยพมาจากดินแดนทาง
ตะวนั ตกเฉียงใตแ ละทางใตข องจนี ผา นทางประเทศลาว
ภาคกลาง
1. อาณาจักรทวารวดี
2. อาณาจักรละโว
ภาคใต
1. อาณาจกั รศรีวชิ ัย
2. อาณาจกั รตามพรลงิ ก
ภาคอสี าน
1. อาณาจักรฟูนาน
2. อาณาจกั รขอม
3. อาณาจกั รศรโี คตรบรู ณ
ภาคเหนอื
1. อาณาจักรหรภิ ุญชัย
2. อาณาจกั รโยนกเชียงแสน
ดนิ แดนในประเทศไทยมีทงั้ พฒั นามาจากอาณาจักรเดิมกอนหนานั้น เชน ละโว ศรีวิชัย ตามพรลิงก
ทวารวดี ฯลฯ อาณาจักรท่ีสําคญั ของไทยในชว งปลายพทุ ธศตวรรษท่ี 19 ถึงปจจบุ ัน ไดแก อาณาจักรสุโขทัย
อาณาจกั รอยุธยา กรุงธนบรุ ี และรัตนโกสินทร
กรุงธนบรุ ี พ.ศ. 2310 – 2325
หลังจากพระเจาตากสินไดกอบกูกรุงศรีอยุธยากลับคืนจากพมาไดแลว พระเจาตากสินทรงเห็นวา
กรุงศรอี ยธุ ยาถูกพมา เผาผลาญเสียหายมาก ยากท่ีจะฟนฟูใหเหมือนเดิม พระองคจึงยายเมืองหลวงมาอยูท่ี
กรุงธนบรุ ีแลว ปราบดาภเิ ษกข้ึนเปนกษัตริย ทรงพระนามวา “พระบรมราชาธิราชที่ 4” (แตประชาชนนิยม
ห น้ า | 101
เรียกวาสมเด็จพระเจาตากสินมหาราชหรือสมเด็จพระเจากรุงธนบุรี) ครองกรุงธนบุรีอยู 15 ป นับวา เปน
พระมหากษตั รยิ พระองคเ ดียวท่ปี กครองกรงุ ธนบรุ ี
สมเด็จพระเจาตากสนิ ทรงยายเมืองหลวงมาอยูท่ีกรุงธนบรุ ี เน่อื งจากสาเหตดุ งั ตอ ไปน้ี
1. กรงุ ศรีอยธุ ยาชํารุดเสียหายมากจนไมสามารถบูรณปฏิสังขรณใหดีเหมือนเดิมได กําลังร้ีพลของ
พระองคมีนอ ยจงึ ไมสามารถรักษากรงุ ศรีอยุธยาเปนเมืองใหญได
2. ทําเลท่ีตงั้ ของกรุงศรอี ยธุ ยาทําใหข าศกึ โจมตีไดงาย
3. ขา ศึกรเู สนทางการเขา ตกี รุงศรีอยธุ ยาดี
สวนสาเหตุท่ีพระเจา ตากสินทรงเลอื กกรุงธนบุรีเปนเมืองหลวงเน่ืองจากทําเลท่ีตั้งกรุงธนบุรีอยูใกล
ทะเล ถาเกิดมศี กึ มาแลวตง้ั รับไมไหวก็สามารถหลบหนไี ปตง้ั ม่นั ทางเรือไดก รงุ ธนบรุ ีเปน เมอื งเลก็ จึงเหมาะกับ
กาํ ลังคนท่มี อี ยพู อจะรักษาเมอื งไดกรงุ ธนบุรีมีปอมปราการทส่ี รางไว ต้ังแตส มยั กรงุ ศรอี ยธุ ยาหลงเหลืออยู ซ่ึง
พอจะใชเปน เคร่อื งปองกันเมอื งไดในระยะแรก
ดา นการปกครอง
หลังจากกรุงศรีอยุธยาเสียใหแกพมา เม่ือ พ.ศ. 2310 บานเมืองอยูในสภาพไมเรียบรอย มีการ
ปลนสะดมกันบอย ผูคนจึงหาผูคุมครองโดยรวมตัวกันเปนกลุมเรียกวาชุมนุม ชุมนุมใหญๆ ไดแก ชุมนุม
เจา พระยาพิษณุโลก ชมุ นมุ เจา พระฝาง ชุมนุมเจา พิมาย ชุมนุมเจานครศรีธรรมราช เปนตน สมเด็จพระเจา
ตากสนิ ทรงใชเ วลาภายใน 3 ป ยกกองทัพไปปราบชุมชนตางๆ ที่ต้ังตนเปนอิสระจนหมดส้ินสําหรับระเบียบ
การปกครองน้ัน พระองคทรงยึดถือและปฏิบัติตามระเบียบการปกครองแบบสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย
ตามท่สี มเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงวางระเบียบไว แตรัดกุมและมีความเด็ดขาดกวา คนไทยในสมัยน้ันจึง
นยิ มรับราชการทหาร เพราะถา ผใู ดมีความดีความชอบ ก็จะไดร บั การปูนบาํ เหนจ็ อยางรวดเร็ว
ลักษณะการปกครอง ในสว นกลางมตี าํ แหนงอคั รมหาเสนาบดี 2 ตาํ แหนง ไดแก
สมหุ นายก ควบคุมดแู ลหัวเมืองฝา ยเหนือ
สมหุ กลาโหม ควบคุมดแู ลหัวเมอื งฝา ยใต
นอกจากนี้ยังมีเสนาบดีอีก 4 ตําแหนง คือ เสนาบดีจตุสดมภ ไดแก เสนาบดีกรมเมือง (นครบาล)
เสนาบดกี รมวงั (ธรรมาธกิ รณ) เสนาบดกี รมคลัง (โกษาธิบดี) และเสนาบดกี รมนา (เกษตราธกิ าร)
สวนภมู ภิ าคแบง เปนหัวเมอื งช้นั ใน คอื เมอื งท่รี ายรอบพระนครและหวั เมืองชัน้ นอก คอื เมอื งท่ีอยูไ กล
พระนคร
ดานเศรษฐกิจและสังคม ตลอดระยะเวลาที่บานเมืองไมสงบ สภาพเศรษฐกิจตกต่ําลงอยางมาก
เพราะพลเมอื งไมเปนอนั ทาํ มาหากนิ เม่ือกูเ อกราชไดแ ลว ความอดอยากหิวโหยก็ยังคงมีอยู เปนเหตุใหมีโจร
ผูรา ยชกุ ชมุ และเกดิ โรคระบาด ผูคนลมตายเปนจํานวนมาก สภาพหัวเมืองตางๆ จึงเหมือนเมืองราง สมเด็จ
พระเจากรุงธนบุรีไดสละพระราชทรัพยซ้ือขาวสารราคาแพงจากพอคาตางเมืองเพ่ือนํามาแจกจายราษฎร
นอกจากนน้ั ไดพระราชทานเสื้อผา เคร่ืองนงุ หม ดว ย
ห น้ า | 102
สมัยกรุงธนบุรี ประชาชนทําการขุดทรัพยสมบัติจากแหลงซอนทรัพยในกรุงศรีอยุธยา
ซ่งึ ผูคนนาํ มาฝงซอนไว การขดุ แตล ะครงั้ ผูขุดจะไดท รพั ยส ินเงนิ ทองมากมาย แตก็ทําใหโบราณวัตถุถูกทําลาย
ลง
ดานศาสนา หลังจากทพี่ ระเจาตากสินขึ้นครองกรุงธนบุรีแลว พระองคจึงไดจัดระเบียบสังฆมณฑล
รวบรวมพระไตรปฎ กและบูรณปฏสิ งั ขรณว ัด
ดานวัฒนธรรมและศิลปกรรม สมเด็จพระเจา กรงุ ธนบุรีทรงพระราชนิพนธรามเกียรต์ิไว 4 ตอน
นอกจากนัน้ กม็ กี วีทีส่ ําคัญในสมยั นน้ั คือ หลวงสรวชิ ติ (หน) นายสวนมหาดเลก็ และพระยามหานุภาพ
ดา นศลิ ปกรรม เกิดศลิ ปกรรมหลายแขนง เชน นาฏกรรม จิตรกรรม และสถาปต ยกรรม
หลักฐานทางประวัตศิ าสตรก รงุ ธนบุรี
เนอื่ งจากสมยั กรงุ ธนบุรเี ปน ราชธานเี ปน ชวงระยะเวลาสน้ั ๆ และมีพระมหากษัตรยิ เพียงพระองคเ ดยี ว
(สมเด็จพระเจาตากสินมหาราชเสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 2325 พระชนมายุได 45 พรรษา) ดังนั้นหลักฐานที่
ปรากฏจงึ ไมม ากนัก ไดแ ก
1. บนั ทึกสว นเอกชน เชน จดหมายเหตคุ วามทรงจํากรมหลวงนรินทรเทวี
2. เอกสารไทยรวมสมัย ไดแก เอกสาราชการ เชน หมายรับสั่ง จดหมายเหตุรายงาน การเดินทัพ
จดหมายเหตโุ หร พระราชกําหนด และอีกประเภทหน่ึง คือ งานวรรณกรรมรวมสมัยอิงประวัติศาสตร เชน
คําโคลงยอพระเกยี รติพระเจากรุงธนบุรขี องนายสวนมหาดเล็ก นริ าศเมอื งกวางตุงของพระยามหานุภาพและ
สงั คีตยิ วงศ ของสมเดจ็ พระวนั รตั นว ดั พระเชตพุ น
3. พระราชพงศาวดารกรงุ ธนบรุ ี
4. เอกสารตางประเทศ ไดแก เอกสารจนี เอกสารประเทศเพ่ือนบา นและเอกสารตะวันตก
กรุงรัตนโกสนิ ทร พ.ศ. 2325 – ปจจุบนั
หลงั จากปราบดาภเิ ษกข้ึนเปนพระมหากษัตริย ในป พ.ศ. 2325 แลว สมเด็จเจาพระยามหากษัตริย
ศึกทรงใชพระนามวา “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก” และไดยายราชธานีจากกรุงธนบุรีขาม
แมน าํ้ เจาพระยามายังฝง ตรงขา ม และต้ังช่ือราชธานีใหมนี้วา “กรุงเทพมหานคร” พรอมๆ กับการสถาปนา
ราชวงศจ ักรีข้นึ มา โดยกาํ หนดในวนั ที่ 6 เมษายน ของทกุ ปเปนวันจกั รี
เหตุผลในการยายราชธานี
1. พระราชวังเดมิ ไมเ หมาะสมในแงยุทธศาสตร เพราะมีแมน ํ้าไหลผานกลางเมือง ยากแกการปองกัน
รักษา
2. ฝงตะวันออกของแมนํ้าเจาพระยามีชยั ภูมดิ ีกวา เพราะเปนดา นหัวแหลม มีลาํ น้ําเปน พรมแดนกวา
ครึง่
3. เขตพระราชวงั เดมิ ขยายไมได เพราะมวี ัดกระหนาบอยทู งั้ สองขาง ไดแก วดั แจง และวัดทายตลาด
ห น้ า | 103
ลกั ษณะของราชธานีใหม
ราชธานีใหมที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชโปรดฯ ใหสรางขึ้นไดทําพิธียกเสา
หลักเมอื ง เมอ่ื วนั ท่ี 21 เมษายน พ.ศ. 2325 การสรางราชธานีใหมนี้โปรดฯ ใหสรางเลียนแบบกรุงศรีอยุธยา
กลาวคอื กาํ หนดผงั เมอื งเปน 3 สว น
1. สวนทเ่ี ปนบรเิ วณพระบรมมหาราชวัง วงั หนา วดั พระศรรี ตั นศาสดาราม (วัดพระแกว ) ทุง พระเมรุ
และสถานทส่ี าํ คัญอน่ื ๆ มอี าณาบรเิ วณตงั้ แตร ิมฝง แมน า้ํ เจาพระยามาจนถึงคเู มอื งเดิม สมัยกรุงธนบรุ ี
2. สว นท่เี ปน บรเิ วณทอี่ ยอู าศัยภายในกาํ แพงเมือง เร่ิมต้ังแตคูเมืองเดิมไปทางทิศตะวันออกจนจดคู
เมืองท่ีขุดใหมหรือคลองรอบกรุง ประกอบดวย คลองบางลําพู และคลองโองอาง และเพ่ือสะดวกในการ
คมนาคม โปรดใหขุดคลองสองคลอง คือ คลองหลอด 1 และคลองหลอด 2 เช่ือมคูเมืองเกากับคูเมืองใหม
ติดตอถึงกัน ตามแนวคลองรอบกรุงน้ี ทรงสรางกําแพงเมือง ประตูเมืองและปอมปราการข้ึนโดยรอบ
นอกจากน้ียงั โปรดใหส รา งถนน สะพาน และสถานที่อื่นๆ ท่ีจําเปนราษฎรท่ีอาศัยอยูในสวนนี้ประกอบอาชีพ
คา ขายเปนหลกั
3. สวนท่ีเปนบริเวณที่อยูอาศัยนอกกําแพงเมือง มีบานเรือนตั้งอยูริมคลองรอบกรุง เปนหยอมๆ
กระจายกันออกไป คลองสาํ คญั ทโ่ี ปรดใหขดุ ขึ้น คือ คลองมหานาค ราษฎรในสวนนปี้ ระกอบอาชีพการเกษตร
และผลิตสนิ คา อตุ สาหกรรมทางชา งประเภทตางๆ
สําหรบั การสรางพระบรมมหาราชวังน้ัน นอกจากจะใหสรางปราสาทราชมณเฑียรแลว ยังโปรดให
สรา งวดั พระศรรี ัตนศาสดาราม (วัดพระแกว) ข้ึนภายในวงั ดว ย เหมือนวัดพระศรสี รรเพชญสมัยกรุงศรีอยุธยา
แลวใหอ ัญเชญิ พระแกวมรกตมาประดิษฐานเปนสิริมงคลแกกรุงเทพมหานคร และพระราชทานนามใหมวา
พระพทุ ธมหามณรี ัตนปฏิมากร สําหรบั พระนครเมือ่ สรา งเสร็จสมบรู ณใ นป พ.ศ. 2328 แลว จัดใหมีการสมโภช
และพระราชทานนามพระนครใหมวา กรงุ เทพมหานครบวรรตั นโกสินทร มหนิ ทรายุธยามหาดลิ ก ภพนพรัตน
ราชธานีบรุ รี มยอุดมราชนิเวชมหาสถาน อมรพิมานอวตาลสถติ สกั กะทศั ตยิ วิศนกุ รรมประสทิ ธแิ์ ตต อ มาในสมัย
รชั กาลท่ี 4 ทรงเปล่ียน จากบวรรตั นโกสนิ ทร เปน อมรรัตนโกสนิ ทร สบื มาจนปจจบุ นั
สภาพภมู ปิ ระเทศ
สภาพภมู ปิ ระเทศของกรงุ รตั นโกสิทรนนั้ ต้ังอยูบริเวณแหลมย่นื ลงไปในแมน าํ้ เจาพระยาฝงตะวันออก
มีแมน้ําเจาพระยาไหลผานลงมาจากทางเหนือผานทางตะวันตกและใตกอนที่จะมุงลงใตสูอาวไทย ทําใหดู
คลายกับกรุงศรีอยุธยา รัชกาลท่ี 1 โปรดเกลาใหขุดคูพระนครต้ังแตบางลําพูไปถึงวัดเลียบ ทําใหกรุง
รตั นโกสนิ ทรม ีสภาพเปน เกาะสองชน้ั คอื สวนทีเ่ ปน พระบรมมหาราชวังกบั สว นระหวา งคูเมืองธนบุรี (คลองคู
เมอื งเดิม) กับคูพระนครใหม ในขณะเดียวกันไดม กี ารสรางพระบรมมหาราชวงั แบบงา ยๆ เพือ่ ใชป ระกอบพระ
ราชพธิ ีบรมราชาภเิ ษก พอประกอบพิธีแลวจึงรื้อของเกา ออกและกอ อิฐถือปูน สวนกําแพงพระนครนั้น นําอิฐ
จากกรุงศรีอยุธยามาใชสรางและถือวามีชัยภูมิช้ันเยี่ยมในการปองกันศึกในสมัยนั้น คือ พมา เพราะไดมีน้ํา
เจา พระยาขวางทางตะวันตก อีกทั้งกรุงธนบรุ ีเดมิ ก็สามารถดดั แปลงเปน คายรับศึกได แตเหตุการณท่ีพมาเขา
เหยียบชานพระนครก็ไมเ คยเกดิ ขึ้นสักครงั้ เปนทส่ี งั เกตเหน็ ไดว า การสรางกรงุ รัตนโกสนิ ทรนน้ั เปนการลงหลัก
ห น้ า | 104
ปก ฐานของคนไทยอยา งเปนทางการหลังกรุงแตก เพราะมีการสรางปราสาทราชมณเฑยี รที่สวยสดงดงามจาก
สมยั ธนบุรี ท้งั ๆ ท่ขี ณะนน้ั เกดิ สงครามกบั พมา ครง้ั ใหญ
การขยายพระนคร
การขยายพระนครนั้นเริม่ ในรัชกาลที่ 4 เมือ่ มกี ารขุดคลองผดุงกรุงเกษมข้ึน พรอมสรางปอมแตไมมี
กําแพง นอกจากนั้นยังมีการตัดถนนเจริญกรุงและพระรามส่ีหรือสมัยน้ันเรียกถนนตรง ทําใหความเจริญ
ออกไปพรอมกบั ถนน กส็ รปุ ไดว าในรชั กาลที่ 4 เมอื งไดขยายออกไปทางตะวันออก ในรัชกาลที่ 5 ความเจริญ
ไดตามถนนราชดําเนนิ ไปทางเหนือพรอ มกับการสรา งพระราชวังดสุ ติ ขึ้น กําแพงเมืองตางๆ เร่ิมถูกร้ือ เน่ืองจาก
ความเจริญและศึกตา งๆ เรม่ิ ไมมแี ลว ความเจริญไดตามไปพรอมกับวังเจานายตางๆ นอกพระนคร ทุงตางๆ
กลายเปนเมอื ง ในสมยั รชั กาลท่ี 6 ไดเ กิดสะพานขามแมนํ้าเจาพระยาแหงแรก เปนสะพานขามทางรถไฟช่ือ
สะพานพระรามหก พอมาถึงรชั กาลท่ี 7 ฝงกรงุ ธนบุรีกับพระนครไดถูกเชื่อมโดยสะพานปฐมบรมราชานุสรณ
(สะพานพุทธ) ทาํ ใหประชาชนเกดิ ความสะดวกข้นึ มามากในการสัญจรเมือ่ เกดิ สงครามโลกครง้ั ที่สองในรชั กาล
ท่ี 8 พระนครถูกโจมตีทางอากาศจากฝายสัมพนั ธมติ รบอยคร้งั แตพ ระบรมมหาราชวงั ปลอดภัยเนื่องจากทาง
เสรไี ทยไดร ะบุพิกดั พระบรมมหาราชวงั มใิ หม ีการยงิ ระเบิด เม่ือสิน้ สงครามแลวพระนครเร่ิมพฒั นาแบบไมหยุด
เกดิ การรวมจงั หวดั ตา งๆ เขา เปนกรุงเทพมหานคร และไดเปนเขตปกครองพเิ ศษหน่ึงในสองแหงของประเทศ
ไทย
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศหลานภาลยั (รชั กาลที่ 2) เสดจ็ พระราชสมภพเมือ่ วนั ท่ี 24 กุมภาพันธ
พ.ศ. 2310 พระนามเดิมวา ฉิม เปนพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช
พระองคทรงใฝพ ระทยั ในศลิ ปวฒั นธรรมมาก ทั้งทางดา นวิจติ รศิลปแ ละวรรณคดีพระองคไดรับการยกยองวา
เปนกษัตริยผูเปนอัครศิลปน ทรงสรางและบูรณะวัดวาอารามจํานวนมาก ที่สําคัญที่สุดคือโปรดเกลาฯ ให
บูรณะ วัดสลักใกลพระราชวังเดิมฝงธนบุรี จนย่ิงใหญสวยสงากลายเปนวัดประจํารัชกาลของพระองคและ
พระราชทานนามวา “วัดอรุณราชวรารามมหาวิหาร” ความเปนศิลปนเอกของพระองคเห็นไดจากการที่
พระองคท รงแกะสลักบานประตูหนา วดั สุทัศนฯ ดวยพระองคเอง ผลงานอันวิจิตรช้ินน้ีปจจุบันเก็บรักษาไวท่ี
พิพธิ ภัณฑสถานแหงชาติกรงุ เทพฯ นอกจากฝพ ระหตั ถเ ชิงชางแลว รัชกาลที่ 2 ยงั ทรงพรอ มอัจฉริยภาพในทาง
กวดี วย พระราชนพิ นธชนิ้ สําคัญของพระองค บทละครเรือ่ ง อเิ หนา และรามเกยี รติ์
นอกจากทรงพระราชนพิ นธด วยพระองคเองแลว ยังไดชอื่ วาเปน องคอ ุปถัมภบรรดาศิลปนและกวีดวย
ยุคน้จี ึงเรียกไดวาเปน ยุคสมัยทีก่ วรี งุ เรอื งที่สุด กวเี อกที่ปรากฏในรชั กาลของพระองค คือ พระศรีสุนทรโวหาร
(ภ)ู ทค่ี นไทยทั่วๆ ไปเรยี กวา “สนุ ทรภ”ู
ในดานการตางประเทศ พระองคทรงไดเริ่มฟนฟูความสัมพันธกับประเทศตะวันตกใหม หลังจาก
หยุดชะงักไปตั้งแตสมยั สมเด็จพระนารายณมหาราช โดยมีพระบรมราชานุญาตใหโ ปรตุเกสเขามาต้ังสถานทูต
ไดเปนชาตแิ รก
พระบาทสมเด็จพระนง่ั เกลา เจา อยูหัว (รชั กาลที่ 3) เสดจ็ พระราชสมภพ เม่อื วันท่ี 31 มีนาคม พ.ศ.
2330 มีพระนามเดมิ วา พระองคเจาทบั เปน พระราชโอรสในพระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหลานภาลัยและเจา
ห น้ า | 105
จอมมารดาเรียบ เปนกษัตริยผูทรงเครงครัดในศาสนาพุทธ ชาวตะวันตกมักมองวาพระองคตึงและตอตาน
ศาสนาอ่ืน แมกระนั้นก็ทรงอนญุ าตใหม ิชชน่ั นารีจากอเมรกิ านาํ แพทยแ ผนตะวันตกเขามาเผยแพรได
ความจริงในสมัยรัชกาลท่ี 3 ประเทศสยามตองรับบรรดาทูตตางๆ จากชาติตะวนั ตกทเ่ี ขามาทาํ สญั ญา
ทางการคา บางแลว โดยเฉพาะการมาถงึ ของเซอรจ อหน เบารง่ิ จากอังกฤษทเ่ี ขามาทําสัญญาเบาริ่ง อันสงผล
อยางใหญหลวงตองานประเทศสยามในเวลาตอมา อยางไรก็ตามผลจากการเปดประเทศมาปรากฎอยาง
เดน ชัดในสมยั พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งทรงสนพระทัยในศิลปะวิทยาการของ
ตะวนั ตกมาก พระองคท รงศกึ ษาวิชาการตางๆ อยา งแตกฉาน ทรงเขา ใจภาษาบาลเี ปน อยา งดีตั้งแตครั้งท่ีออก
ผนวชเปนเวลาถึง 27 พรรษากอ นทรงข้ึนครองราชย สวนภาษาองั กฤษนั้นทรงไดเรียนกบั มชิ ชนั นารีจนสามารถ
ตรัสไดเปนอยางดี นอกจากนี้ยังมีความรูในวิทยาศาสตรแขนงตางๆ โดยเฉพาะดาราศาสตร ในยุคสมัยของ
พระองค ขนมธรรมเนียมตางๆ ในราชสาํ นกั ไดเ ปล่ียนไปมาก เชน การแตง กายเขาเฝาของขุนนาง ทรงใหสวม
เสื้อผา แบบตะวันตกแทนท่จี ะเปลอื ยทอนบนเชน สมัยกอน หรือยกเลกิ ประเพณีหมอบคลาน เปน ตน
สวนในดา นการศาสนาน้นั ทรงต้งั นิกายธรรมยตุ ขิ นึ้ มา ซงึ่ เปนการเร่มิ ตนการรวมอํานาจของคณะสงฆ
ซึง่ เคยกระจัดกระจายทว่ั ประเทศใหเขามาอยทู ี่สวนกลาง พระองคนับวาทรงเปนกษัตริยผูมีวิสัยทัศนยาวไกล
และทรงตระหนกั ถึงภัยจากลทั ธลิ าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ซึ่งในเวลานั้นเขายึดครองประเทศเพ่ือน
บานของสยามจนหมดสน้ิ แลว พระองคทรงมีพระราชดํารวิ า ความเขมแข็งแบบตะวนั ออกของสยามไมส ามารถ
ชวยใหป ระเทศรอดพน จากการตกเปนอาณานิคมได จงึ ทรงเนน ใหป ระเทศสยามพัฒนาใหท ันสมัยเพือ่ ลดความ
ขดั แยงกับชาติตะวนั ตก
ยคุ สมัยนี้กลาวไดวาประเทศสยามเร่ิมหันทิศทางไปสูตะวันตกแทนท่ีจะแข็งขืนอยางประเทศเพ่ือน
บา น ซึง่ ถึงที่สุดแลว ก็ไมอาจสูความไดเปรยี บทางเทคโนโลยขี องชาตติ ะวนั ตกไดใ นราชสํานักทรงจางครูฝรั่งมา
สอนภาษาใหแกพระราชโอรสและพระราชธิดา สวนภายนอกมีชาวตางประเทศจํานวนมากที่มาประกอบ
กิจการในเมืองสยาม สมัยน้ีมีหนังสือพิมพภาษาไทยออกมาเปนคร้ังแรก น่ันคือ บางกอกรีคอดเดอรของ
หมอบดั เลย
พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลท่ี 4) เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม
พ.ศ. 2347 เปนพระราชโอรสในพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลานภาลัย และสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรม
ราชินี มพี ระนามเดิมวา เจา ฟา มหามาลา เมอ่ื พระชมมายุได 9 พรรษา ไดรับสถาปนาเปนเจาฟามงกุฎมีพระ
ราชอนุชารวมพระราชมารดา คือ เจาฟาจุฬามณี ซ่ึงตอมาไดรับสถาปนาเปนพระบาทสมเด็จพระปนเกลา
เจาอยูหัว เมื่อพระชนมายุได 21 พรรษา ไดออกผนวชตามประเพณีและอยูในเพศบรรพชิต ตลอดรัชสมัย
รัชกาลที่ 3 เม่อื รัชกาลที่ 3 สวรรคตจึงไดลาสกิ ขามาข้นึ ครองราชยส มบตั ิ
ระหวางทีท่ รงผนวช ประทับอยทู ว่ี ัดมหาธาตุ แลวทรงยา ยไปอยวู ดั ราชาธิวาส (วัดสมอราย) พระองค
ไดทรงตั้งคณะสงฆ ช่ือ “คณะธรรมยุตินิกาย” ขึ้น ตอมาทรงยายไปอยูวัดบวรนิเวศวิหารไดรับแตงต้ังเปน
พระราชาคณะ และไดเ ปน เจาอาวาสวดั บวรนเิ วศองคแรก ทรงรอบรูภาษาบาลีและแตกฉานในพระไตรปฏก
นอกจากน้ัน ยังศึกษาภาษาลาติน และภาษาอังกฤษจนสามารถใชงานไดดี ในรัชสมัยของพระองค อังกฤษ
สหรฐั อเมรกิ า และฝรั่งเศส ตา งกส็ งทตู มาขอทาํ สนธิสัญญาในเร่ืองสิทธิสภาพนอกอาณาเขตใหแกคนในบังคับ
ห น้ า | 106
ของตน และสทิ ธกิ ารคาขายเสรี ตอ มาไทยไดทาํ สัญญาไมตรีกับประเทศนอรเวย เบลเย่ียมและอิตาลี และได
ทรงสง คณะทูตออกไปเจรญิ พระราชไมตรกี บั ตางประเทศ นบั เปน ครงั้ ท่สี องของไทย นับตอ จากสมยั สมเด็จพระ
นารายณมหาราช โดยไปยังประเทศองั กฤษ และฝร่ังเศส
ทรงจา งชาวยุโรปมารบั ราชการในไทย ในหนาท่ีลามแปลเอกสารตาํ รา ครฝู กวชิ าทางทหารและตาํ รวจ
และงานดา นการชา ง ทรงตง้ั โรงพิมพข องรัฐบาล ตง้ั โรงกษาปณเพื่อผลิตเงินเหรียญ แทนเงินพดดวงและเบ้ีย
หอยทใี่ ชอยูเดิม มีโรงสีไฟ โรงเลื่อยจักร เปดท่ีทําการศุลกากร ตัดถนนสายหลักๆ ไดแก ถนนบํารุงเมือง
ถนนเฟองนคร ถนนเจริญกรุง และถนนสีลม มีรถมาขึ้นใชคร้ังแรกขุดคลองผดุงกรุงเกษม คลองมหาสวัสด์ิ
คลองภาษเี จริญ คลองดําเนินสะดวก และคลองหวั ลําโพง
ดานการปกครอง ไดจัดต้ังตํารวจนครบาล ศาล แกไขกฎหมายใหทันสมัย ใหเสรีภาพในการนับถือ
ศาสนาดานศาสนา ไดสรา งวดั ราชประดษิ ฐ วดั มงกฎุ กษตั รยิ ารามและวัดปทุมวนาราม เปนตน ทรงเช่ียวชาญ
ทางโหราศาสตร สามารถคํานวณการเกิดจันทรุปราคา และสุริยุปราคาไดอยางแมนยํา ทรงคํานวณการเกิด
สุริยุปราคาหมดดวงในวันขึ้น 1 คํ่า เดือน 10 ป พ.ศ. 2411 ณ ตําบลหวากอ (คลองวาฬ) จังหวัด
ประจวบคีรขี นั ธ ไดอยางถูกตอ ง
พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา เจาอยหู ัว (รชั กาลท่ี 5) เสด็จพระราชสมภพเมอ่ื วนั ท่ี 20 กนั ยายน
พ.ศ. 2396 มีพระนามเดมิ วา เจา ฟาจฬุ าลงกรณ เปนพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว
และสมเด็จพระเทพศิรนิ ทรามาตย กอ นขึ้นครองราชยท รงดํารงพระยศเปน กรมขุนพินิตประชานาถ
พระองคไดทรงสรา งความเจรญิ รงุ เรอื งใหแ กประเทศนานปั การ ทรงบรหิ ารประเทศกาวหนา ทดั เทียม
นานาอารยประเทศ ทรงประกาศเลิกทาส ปรับปรุงระบบการศาล ต้ังกระทรวงยุติธรรม ปรับปรุงกฎหมาย
ตางๆ สง เสริมการศกึ ษาอยางกวา งขวางในหมูป ระชาชนทัว่ ไป ต้งั กระทรวงธรรมการ ตั้งโรงเรียนฝกหัดครู สง
นักเรียนไทยไปศกึ ษาในยโุ รป สรา งการรถไฟ โดยทรงเปด เสนทางเดินรถไฟสายกรุงเทพฯ ถึงนครราชสีมา เม่ือ
วนั ที่ 9 มนี าคม พ.ศ. 2421 สรา งโรงไฟฟาจัดใหมีการเดินรถรางขึ้นในกรุงเทพฯ จัดตั้งการ ไปรษณียโทรเลข
เมื่อ พ.ศ. 2421 สรา งระบบการประปา ฯลฯ
ดานการตางประเทศ ทรงมีวิสัยทัศนกวางไกลย่ิงนัก ไดทรงนําประเทศไทยใหรอดพนจากการเปน
เมืองขึ้นของชาติตะวันตกไดตลอดรอดฝง โดยดําเนินการผูกสัมพันธไมตรีกับประเทศมหาอํานาจเพ่ือคาน
อาํ นาจ พระองคไดเสดจ็ ประพาสยุโรป ถึงสองครั้ง ไดเสด็จเยือนประเทศ ฝรั่งเศส รัสเซีย เยอรมนี อังกฤษ
ออสเตรีย ฮังการี เบลเย่ียม อิตาลี สวีเดน และเดนมารก เมื่อป พ.ศ. 2440 ทรงแตงตั้งราชทูตไปประจํา
ประเทศตางๆ ในป พ.ศ. 2424 ไดแก อิตาลี เยอรมัน เนเธอรแลนด เบลเยี่ยม ออสเตรีย ฮังการี เดนมารก
สวเี ดน โปรตเุ กส นอรเ วย และสเปน อังกฤษ ในป พ.ศ. 2425 สหรฐั อเมรกิ าในป พ.ศ. 2427 รัสเซียในป พ.ศ.
2440 และญี่ปุนในป พ.ศ. 2442
พระองคท รงปกครองอาณาประชาราษฎร ใหเ ปนสุขรม เยน็ โปรดการเสด็จประพาสดวยตนเองเพ่ือให
ไดท รงทราบความเปน อยูท แ่ี ทจรงิ ของพสกนิกร ทรงสนพระทยั ในวิชาความรู และวทิ ยาการแขนงตาง ๆ อยาง
กวางขวาง และนาํ มาใชบ ริหารประเทศใหเ จรญิ รดุ หนาอยางรวดเร็ว พระองคจึงไดรับถวายพระราชสมัญญา
นามวา สมเด็จพระปยมหาราช
ห น้ า | 107
ดานการพระศาสนาทรงทํานบุ ํารงุ และจัดการใหเหมาะสมเจรญิ รุงเรอื ง ทรงสถาปนามหาจฬุ าลงกรณ
ราชวิทยาลัยขน้ึ ณ วัดมหาธาตุ และมหามงกุฎราชวิทยาลัยขึ้น ณ วัดบวรนิเวศวิหารเพื่อใหเปนสถานศึกษา
พระปริยัติธรรม และวิชาการช้ันสูง นอกจากนั้น ยังทรงสรางวัดเทพศิรินทราวาส และวัดเบญจมบพิตร ซึ่ง
นับวา เปนสถาปต ยกรรมที่งดงามยง่ิ แหง หน่ึงของกรงุ เทพฯ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลท่ี 6) เสด็จพระราชสมภพเม่ือวันที่ 1 มกราคม
พ.ศ. 2423 มพี ระนามเดิมวา สมเด็จเจา ฟามหาวชิราวธุ เปน พระราชโอรสในพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา
เจา อยูหัว และสมเดจ็ พระศรีพชั รินทราบรมราชินีนาถ ไดรับสถาปนาเปนสมเด็จเจาฟา กรมขุนเทพทวาราวดี
เม่อื พระชนมายุได 8 พรรษา เมื่อพระชนมายุได 11 พรรษา ไดเสด็จไปศึกษาวิชาการที่ประเทศอังกฤษ ทรง
ศึกษาในมหาวทิ ยาลยั ออกซฟอรด และศกึ ษาวิชาการทหารบกที่โรงเรียนนายรอยแซนดเฮิสต ไดรับสถาปนา
เปน สมเดจ็ พระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร เมือ่ ป พ.ศ. 2437
เสด็จกลับประเทศไทยแลว ทรงเขารับราชการในตําแหนงจเรทัพบก และทรงบัญชาการทหาร
มหาดเลก็ ดํารงพระยศพลเอก
เสดจ็ ขนึ้ ครองราชยสมบัติ เม่อื วนั ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 ไดทรงปรับปรุงดา นการศึกษาของไทย โปรด
ใหตราพระราชบัญญัติ ประถมศึกษา ใหเปน การศึกษาภาคบังคับ ทรงต้ังกระทรวงการทหารเรือ กองเสือปา
และกองลกู เสือ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ กรมศิลปากร โรงไฟฟาหลวงสามเสน คลังออมสิน กรมสถิติพยากรณ
กรมสรรพากร กรมตรวจเงินแผนดิน กรมมหาวิทยาลัย กรมรถไฟหลวง และเปดเดินรถไฟไปเชื่อมกับมลายู ตั้ง
สถานเสาวภาและกรมรางกฎหมาย ทรงเปล่ยี นการใชรตั นโกสนิ ทรศก (ร.ศ.) เปนพทุ ธศกั ราช (พ.ศ.)
พระองคไ ดท รงปลกู ฝง ความรักชาติใหเกิดขึ้นในหมูประชาชาวไทย ทรงเปนศิลปนและสงเสริมงาน
ประพันธเปน อยา งมาก ทรงเปน ผูน ําในการประพนั ธว รรณคดีไทย ท้ังท่ีเปนรอยแกวและรอยกรอง ทรงเขียน
หนงั สือทางดา นประวตั ศิ าสตร และดานการทหารไวเ ปน จํานวนมากประมาณถึง 200 เครื่อง พระองคจึงไดรับ
ถวายพระราชสมัญญานามวา สมเด็จพระมหาธีรราชเจา ทรงเปน นกั ปราชญทยี่ ิ่งใหญพ ระองคห นง่ึ ของไทย
การปกครองประเทศไดท รงเจริญรอยตามสมเด็จพระราชบิดา สานตองานที่ยังไมเสร็จสิ้นในรัชสมัย
ของพระองคไ ดเ กดิ สงครามโลกคร้งั ที่ 1 โดยมสี มรภมู อิ ยูในทวีปยุโรป ทรงตัดสินพระทัยประกาศสงครามกับ
เยอรมัน โดยเขารวมกับสัมพันธมิตรไดสงทหารไทยไปรวมรบ ณ ประเทศฝรั่งเศส ผลที่สุดไดเปนฝายชนะ
สงคราม ทาํ ใหไ ทยไดรบั การแกไขสนธิสัญญา ทไี่ ทยเสียเปรยี บตางประเทศไดเ ปนอันมาก
พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลท่ี 7) เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน
พ.ศ. 2436 มีพระนามเดิมวาสมเด็จเจาฟาประชาธิปกศักดิเดชน เปนพระราชโอรส พระองคเล็กของ
พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลาเจาอยูห วั และสมเดจ็ ศรพี ชั รนิ ทราบรมราชินีนาถไดรับสถาปนาเปนกรมขุน
สุโขทัยธรรมราชา เม่ือพระชนมายุได 12 พรรษา ไดเสด็จไปศึกษาวิชาการทหารบกที่ประเทศอังกฤษ และ
ฝรัง่ เศส สาํ เรจ็ การศกึ ษาแลว เสด็จกลบั ประเทศไทย เขา รับราชการท่ีกองพนั ทหารปนใหญท ี่ 1 รักษาพระองค
ในตาํ แหนง ผูบงั คบั กองรอ ย ตอมาไดร ับราชการในตาํ แหนงผบู งั คบั การโรงเรียนนายรอยทหารบกชั้นปฐม ปลดั
กรมเสนาธิการทหารบก ผูบัญชาการกองพลทหารบกท่ี 2 แลวไดทรงกรมเปนกรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา
ห น้ า | 108
เสดจ็ ขึ้นครองราชยสมบัติ เม่อื วนั ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 ในชวงเวลาท่ีเศรษฐกิจของประเทศ
และของโลกกาํ ลังทรุดหนัก อันเปนผลเน่ืองมาจากสงครามโลก ครั้งท่ี 1 ซ่ึงพระองคก็ไดทรงแกไขอยางเต็ม
พระกําลังความสามารถจนประเทศไทย ไดรอดพน จากวกิ ฤติการณนน้ั ได ในรัชสมัยของพระองค ไทยสามารถ
ติดตอ กบั นานาประเทศทางวทิ ยุ และโทรเลขไดโ ดยทว่ั ไปเปน คร้ังแรก ทรงพระราชทานนามหอสมุดแหงชาติ
พิมพพระไตรปฎกเลมใหม สรางโรงเรยี นวชริ าวุธวิทยาลยั เปด เดนิ รถไฟไปถึงชายแดนไทยตดิ ตอ กับเขมร แกไข
ระบบการจดั เกบ็ ภาษาอากรใหม ตั้งสถานวี ิทยกุ ระจายเสยี งแหง ประเทศไทยประกาศพระราชบัญญัติเงินตรา
และทรงตรากฎหมายอืน่ ๆ อีกเปน จํานวนมาก สรางสะพานพระปฐมบรมราชานุสรณ (สะพานพระพุทธยอดฟาฯ)
วนั ท่ี 24 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรไดปฏิวัติเปล่ียนแปลงการปกครองตอมาเมื่อวันท่ี 2 มีนาคม พ.ศ.
2477 พระองคไดต ดั สนิ พระทัยสละราชสมบัติ ตอมาไดเสด็จสวรรคต เม่ือวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 ณ
ประเทศองั กฤษ
พระราชหัตถเลขาท่ที รงลาออกจากราชบัลลังก มีความตอนหนึ่งวา “ขา พเจามีความเห็นใจทจ่ี ะสละ
อํานาจอันเปนของขาพเจาอยูเดิมใหแกราษฎรโดยทั่วไป แตขาพเจาไมยินยอมยกอํานาจท้ังหลายของ
ขา พเจา ใหแ กผ ใู ด คณะใดโดยเฉพาะ เพือ่ ใชอาํ นาจโดยสทิ ธขิ าดและโดยไมฟงเสียงอันแทจริงของประชา
ราษฎร”
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) เสด็จพระราชสมภพ เม่ือวันที่
20 กันยายน 2468 ณ เมืองไฮเดลเบิรก ประเทศเยอรมัน ทรงเปนพระราชโอรสองคที่สองของสมเด็จพระมหิตลา
ธิเบศร อดลุ ยเดชวกิ รม บรมราชชนก และสมเด็จพระศรนี ครนิ ทราบรมราชชนนี
เมือ่ พระชนมายไุ ด 3 เดือน ไดตามเสด็จพระบรมราชชนกนาถและพระราชมารดา ไปประทับอยู ณ
ประเทศฝรง่ั เศสและสหรฐั อเมริกา จนพระชนมายุได 3 พรรษา จึงเสด็จกลับประเทศไทย เม่ือป พ.ศ. 2471
หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง สมเด็จพระราชชนนีไดนําเสด็จไปประทับอยู ณ เมืองโลซานน ประเทศ
สวิตเซอรแ ลนด เม่อื ป พ.ศ. 2476
เม่ือพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว ทรงสละราชสมบัติ เม่ือวันท่ี 2 มีนาคม พ.ศ. 2477
พระองคไดเสด็จข้ึนครองราชย เมื่อพระชนมายุได 10 พรรษา จึงตองมีคณะผูสําเร็จราชการแผนดินปฏิบัติ
หนา ทแ่ี ทนพระองค พระเจาวรวงศเธอ กรมหม่ืนอนุวรรตนจาตรุ งต เปนประธาน ตอมาพระองคเ จา อาทิตยท ิพ
อาภา เปน ประธาน
พระองคมีนาํ้ พระราชหฤทัยเปยมดวยพระเมตตากรณุ าในพสกนิกรโปรดการศึกษาการกีฬา การชาง
และการดนตรีไดเสด็จไปศึกษาตอ ณ ประเทศสวิตเซอรแลนดเมื่อสงครามโลกครั้งท่ี 2 สงบ ไดเสด็จนิวัติ
ประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2488 ผูสําเร็จราชการแทนพระองค จึงไดถวายราชกิจเพ่ือใหทรง
บรหิ ารโดยพระราชอาํ นาจ
เม่อื วนั ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ไดเกิดเหตุการณอันไมคาดฝน พระองคตองอาวุธปนเสด็จสวรรคต
ณ ที่น่ังบรมพมิ านในพระบรมมหาราชวัง ยังความเศรา สลด และความอาลัยรักจากพสกนกิ รเปนท่ีย่ิง
ห น้ า | 109
พระบาทสมเดจ็ พระเจา อยูหัวภมู ิพลอดุลยเดชมหาราช (รชั กาล ที่ 9) เสด็จพระราชสมภพ เมอ่ื วนั ท่ี
5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ณ มลรัฐแมซซาชูเซทส ประเทศสหรัฐอเมริกา เปนพระราชโอรส องคเล็กของสมเด็จ
พระมหติ ลาธิเบศรอดลุ ยเดชวิกรม บรมราชชนกและสมเดจ็ พระศรนี ครนิ ทราบรมราชชนนี เมื่อพระชนมายุได
1 พรรษา ไดเสด็จนิวัตสูประเทศไทยในป พ.ศ. 2471 ภายหลังจากที่สมเด็จพระราชบิดาเสด็จทิวงคตแลว
ไดเสด็จกลับไปประทับท่ีเมืองโลซานน ประเทศสวิตเซอรแลนด และเขารับการศึกษา ณ ที่นั้น เม่ือสมเด็จ
พระบรมเชษฐาธริ าช พระบาทสมเดจ็ พระเจาอยหู ัวอานันทมหิดลเสด็จสวรรคตเม่ือวันท่ี 13 มิถุนายน พ.ศ. 2489
ไดเสด็จข้ึนครองราชยสืบแทน เม่ือพระชนมายุได 19 พรรษา โดยมีผูสําเร็จราชการแทนพระองค แลวทรง
เสดจ็ ไปศกึ ษาตอในวิชานติ ิศาสตร ที่ประเทศสวติ เซอรแ ลนด
พระองคไดเสด็จนิวัติสูประเทศไทย เม่ือ ป พ.ศ. 2493 เพ่ือถวายพระเพลิงพระบรมศพ
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดลและไดทรงเขาพระราชพิธี อภิเษกสมรสกับสมเด็จพระนางเจา
สิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ ซ่ึงขณะนั้นดํารงพระยศ เปน ม.ร.ว.สิริกิต์ิ กิติยากร พระธิดาของพระวรวงศเธอ
กรมหม่นื จนั ทบุรสี รุ นาถ และไดป ระกาศพระบรมราชโองการสถาปนาเปน สมเด็จพระบรมราชินี
ไดม ีพระบรมราชาภิเษก เฉลิมพระปรมาภไิ ธยวา พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหา ภูมิพลอดุลยเดช
มหติ ลาธิเบศร รามาธบิ ดี จกั รนฤบดินทร สยามนิ ทราธริ าช บรมนาถบพิตร เมอ่ื วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493
ไดเสด็จกลับไปทรงศึกษาตอ ณ ประเทศสวิตเซอรแลนด เม่ือวันท่ี 5 มิถุนายน พ.ศ. 2493 จนถึงป
พ.ศ. 2494 จึงเสดจ็ นิวัตพิ ระนคร ไดเสด็จออกผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดารามเมื่อวันท่ี 22 ตุลาคม พ.ศ.
2499 แลว เสด็จประทับ ณ วัดบวรนเิ วศวหิ าร ระหวางที่ทรงผนวชสมเด็จพระนางเจาฯ พระบรมราชินี ทรง
เปนผสู าํ เรจ็ ราชการแทนพระองค จึงไดรบั โปรดเกลา ฯ ใหสถาปนาเปน สมเด็จพระนางเจาฯ พระบรมราชินนี าถ
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว และสมเด็จพระนางเจาฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงบําเพ็ญพระราช
กรณยี กิจเปน เอนกประการแผไพศาลไปท่ัวท้งั ในประเทศและตา งประเทศ
ทรงเสดจ็ พระราชดําเนินเยือนตางประเทศทั้งในยุโรป เอเชีย และอเมริกา เพื่อเจริญพระราชไมตรี
อยางกวางขวาง ปรากฏพระเกียรตคิ ณุ อยางทไ่ี มเคยปรากฏมากอ น ดา นในประเทศทรงเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎร
ในชนบทที่อยูหางไกลเพ่ือรับทราบปญหาตางๆ โดยตรงและไดทรงริเริ่มโครงการตามพระราชดําริ เพื่อ
แกป ญหาเหลา น้ันพรอมทัง้ พฒั นาใหด ขี นึ้ เพือ่ ใหสามารถชว ยตนเองได
พระราชกรณียกิจของพระองค ท้ังในฐานะที่ทรงเปนพระประมุขของประเทศและในฐานะสวน
พระองคเปน ไปอยางไมหยดุ ยัง้ ทรงเต็มเปยมดวยทศพธิ ราชธรรม ทรงมพี ระอัจฉรยิ ภาพในดา นตางๆ ยากท่จี ะ
หาผเู สมอเหมือน ทรงมพี ระราชศรัทธาตั้งมั่น และแตกฉานในพระศาสนาและทรงถายทอดแกพสกนิกรของ
พระองคใ นทุกโอกาส ดงั เราจะไดพ บในพระบรมราโชวาทที่พระราชทานแกป ระชาชนในโอกาสตางๆ
การเปลยี่ นแปลงการปกครอง
ภายหลงั การปฏิรูปการปกครองและการปฏิรปู การศึกษาในรชั กาลที่ 5 พระองคไดม กี ระแสความคดิ ท่ี
จะใหป ระเทศไทยมีการเปลยี่ นแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสทิ ธิราชยม าเปน ระบอบการปกครอง
ทม่ี รี ฐั ธรรมนญู เปน กฎหมายสูงสดุ ในการปกครองประเทศ โดยมรี ฐั สภาเปน สถาบนั หลกั ทจี่ ะใหป ระชาชนมสี ว น
ห น้ า | 110
รวมในการปกครองมากขึ้นเปน ลาํ ดบั จนกระทงั่ ไดมีคณะนายทหารชุดกบฏ ร.ศ.130 ซ่ึงมคี วามคดิ ทป่ี ฏิบัติการ
ใหบรรลุความมุงหมายดงั กลาว แตไมทนั ลงมือกระทําการก็ถูกจบั ไดเ สยี กอนเมอื่ พ.ศ. 2454 ในตน รชั กาลที่ 6
อยา งไรกต็ าม เสียงเรียกรองใหมกี ารเปลยี่ นแปลงการปกครองก็ยังคงมีออกมาเปนระยะๆ ทางหนา
หนังสอื พิมพ แตยังไมผ ลตอการเปลย่ี นแปลงใดๆ มากนัก นอกจากการปรับตัวของรัฐบาลทางดานการเมือง
การปกครองใหท ันสมัยยง่ิ ข้นึ กวา เดิมเทานั้น แตก็ยังไมไดมีการประกาศใชรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดใน
การปกครองประเทศแตประการใด จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 7 ไดมีคณะผูกอการภายใตการนําของ
พ.อ.พระยาพหลพลพยหุ เสนา ซ่งึ ไดก อ การเปลยี่ นแปลงการปกครองเปน ผลสําเรจ็ ใน พ.ศ. 2475
ดงั นน้ั การเปลย่ี นแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 จงึ เปน การเปล่ยี นแปลงทางการเมืองที่สําคัญของ
ประวัติศาสตรช าตไิ ทย
สภาพการณโ ดยท่วั ไปของบา นเมืองกอนเกดิ การเปลยี่ นแปลงการปกครอง
สั ง ค ม ไ ท ย กํ า ลั ง อ ยู ใ น ช วง เ วล า ขอ ง ก า ร เ ป ล่ี ย น แ ป ล ง เ ข า สู คว า ม ทั น ส มั ย ต า ม แ บ บ ต ะ วั น ต ก
ในทกุ ๆ ดา น อันเปนผลสบื เนือ่ งมาจากการปฏิรูปแผนดินเขาสูความทันสมัยในรัชกาลท่ี 5 (พ.ศ. 2411 – 2453)
ความจรงิ แลว สงั คมไทยเร่ิมปรบั ตัวใหเ ขากับกระแสวฒั นธรรมตะวนั ตกมาตั้งแตส มยั รชั กาลที่ 4 ภายหลังไดทํา
สนธิสญั ญาบาวร่งิ กับองั กฤษใน พ.ศ. 2398 และกบั ประเทศอ่ืนๆ ในภาคพื้นยุโรปอีกหลายประเทศ และทรง
เปด รบั ประเพณีและวัฒนธรรมของตะวันตก เชน การจา งชาวตะวันตกใหเ ปนครูสอนภาษาอังกฤษแกพระราช
โอรสและพระราชธิดาในพระบรมมหาราชวงั การใหข าราชการสวมเสื้อเขา เฝา การอนุญาตใหช าวตา งประเทศ
เขา เฝาพรอมกบั ขุนนางขา ราชการไทยในงานพระบรมราชาภิเษก เปนตน
ในสมยั รชั กาลท่ี 5 ไดท รงดําเนนิ พระบรมราโชบายปลดปลอยไพรใหเปนอิสระและทรงประกาศเลิก
ทาสใหเปนไทแกตนเอง พรอมกันนั้นยังทรงปฏิรูปการศึกษาตามแบบตะวันตก เพื่อใหคนไทยทุกคนไดรับ
การศกึ ษาถึงขัน้ อา นออกเขยี นไดแ ละคดิ เลขเปน ไมวาจะเปนเจา นาย บุตรหลาน ขุนนาง หรือราษฎรสามญั ชน
ท่ีพนจากความเปนไพรหรือทาส ถาบุคคลใดมีสติปญญาเฉลียวฉลาดก็จะมีโอกาสเดินทางไปศึกษาตอยัง
ประเทศตะวันตกโดยพระบรมราชานุเคราะหจากผลการปฏิรูปการศึกษา ทําใหคนไทยบางกลุมท่ีไดรับ
การศึกษาตามแบบตะวันตก เริ่มรับเอากระแสความคิดเก่ียวกับการเมืองสมัยใหม ที่ยึดถือรัฐธรรมนูญเปน
กฎหมายสูงสดุ ในการปกครองประเทศมาจากตะวันตก และมีความปรารถนาทจี่ ะเห็นการเปล่ียนแปลง
สมัยรัชกาลที่ 5 ทรงปฏริ ปู ประเทศเขา สูค วามทนั สมยั สงั คมไทยกเ็ ร่ิมกา วเขาสคู วามมเี สรีในการแสดง
ความคิดเห็นมากข้นึ โดยเร่ิมเปด โอกาสส่อื มวลชนเสนอความคิดเห็นตอสาธารณชนไดคอนขางเสรี ดังน้ัน จึง
ปรากฏวา ส่อื มวลชนตางๆ เชน น.ส.พ. สยามประเทศ, ตลุ วภิ าคพจนกิจ, ศริ พิ จนภาค, จีนโนสยามวารศัพท ซ่ึง
ตพี ิมพจ าํ หนา ยในรัชกาลที่ 5 น.ส.พ. บางกอกเมอื ง ซง่ึ พิมพจ ําหนา ยในสมยั รชั กาลท่ี 6 และ น.ส.พ. สยามรีวิว
ซึ่งพมิ พจ ําหนา ยในสมยั รัชกาลท่ี 7 ไดเรียกรอ งและช้ีนาํ ใหม ีการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไปสูระบบ
รัฐสภา โดยมีรัฐธรรมนญู เปน หลักในการปกครองประเทศอยางตอเนอ่ื ง
อยางไรก็ตาม เนือ่ งจากการปลดปลอยไพรและทาสใหเปนอิสระในสมัยรัชกาลที่ 5 ไดผานพนไปได
เพียง 20 ปเ ศษ ดงั นนั้ สภาพสังคมสว นใหญใ นสมัยรชั กาลท่ี 7 กอ นท่จี ะเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึง
ห น้ า | 111
ยังตกอยูภายใตอิทธิพลของวัฒนธรรมในระบบเจาขุนมูลนาย นอกจากน้ีคนสวนนอยยังคงมีฐานะ สิทธิ
ผลประโยชนต า งๆ เหนอื คนไทยสวนใหญ คนสว นใหญมักมคี วามเหน็ คลอ ยตามความคิดที่สวนนอยซึ่งเปนชน
ช้ันนําของสังคมไทยชี้นํา ถาจะมีความขัดแยงในสังคมก็มักจะเปนความขัดแยงในทางความคิด และความ
ขดั แยง ในเชิงผลประโยชนในหมชู นชน้ั นาํ ของสงั คมทไ่ี ดร ับการศกึ ษาจากประเทศตะวนั ตกมากกวา จะเปน ความ
ขัดแยง ระหวา งชนชนั้ นาํ ของสังคมไทยกบั ราษฎรทว่ั ไป
สภาพการณทางการเมืองและการปกครองของไทยกําลังอยูในระยะปรับตัวเขาสูแบบแผนการ
ปกครองของตะวันตก เห็นไดจ ากพระบรมราโชบายของพระมหากษัตริยไทยทุกพระองค ภายหลังที่ไทยไดมี
การติดตอกับประเทศตะวันตกอยางกวางขวาง นับต้ังแตสมัยรับกาลที่ 4 – 7 สมัยรัชกาลท่ี 4 ยังไมไดทรง
ดาํ เนนิ นโยบายปรับปรงุ การปกครองใหเปน แบบตะวนั ตก แตก ท็ รงมีแนวพระราชดําริโนมเอียงไปในทางเสรี
นยิ ม เชน ประกาศใหเ จา นายและขา ราชการเลือกตงั้ ตาํ แหนง มหาราชครปู ุโรหิตและตําแหนงพระมหาราชครู
มหิธร อันเปนตําแหนง ตลุ าการท่วี า งลง แทนที่จะทรงแตงต้งั ผูพพิ ากษาตามพระราชอํานาจของพระองค และ
เปลีย่ นแปลงวธิ ถี วายนาํ้ พิพฒั นสตั ยาดว ยการท่พี ระองคท รงเสวยน้ําพิพัฒนสัตยารวมกับขุนนางขาราชการและ
ทรงปฏิญาณความซอื่ สัตยของพระองคต อขนุ นางขาราชการทง้ั ปวงดว ย
สมัยรัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปการเมืองการปกครองครั้งใหญ เพื่อใหการปกครองของไทยได
เจริญกาวหนาทัดเทียมกับชาติตะวันตก โดยจัดต้ัง สภาท่ีปรึกษาราชการแผนดิน (Council of State) และ
สภาที่ปรึกษาสวนพระองค (Privy Council) ใน พ.ศ. 2417 เพื่อถวายคําปรึกษาเกี่ยวกับการบริหารราชการ
แผน ดินในเรื่องตา งๆ ทพี่ ระองคข องคําปรกึ ษาไป นอกจากนพ้ี ระองคยังทรงปฏิรูปการปกครองทีส่ ําคญั คือ การ
จดั ตั้งกระทรวงแบบใหมจํานวน 12 กระทรวงขึ้นแทนจตุสดมภในสวนกลางและจัดระบบการปกครองหัวเมือง
ตา งๆ ในรูปมณฑลเทศาภิบาลในภูมิภาค โดยเร่ิมตั้งแต พ.ศ. 2435 เปนตนมา นอกจากนี้พระองคทรงริเริ่ม
ทดลองการจัดการปกครองทอ งถน่ิ ในรูปสุขาภิบาล จัดตั้ง รัฐมนตรีสภา เพื่อทําหนาท่ีตามกฎหมาย ใน พ.ศ.
2437 ตามแบบอยา งตะวนั ตก
สมัยรัชกาลท่ี 6 ทรงริเริ่มทดลองการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยการจัดตั้งดุสิตธานี เมือง
ประชาธิปไตยขึ้นในบริเวณพระราชวังดุสิต พ.ศ. 2461 เพ่ือทดลองฝกฝนใหบรรดาขาราชการไดทดลอง
ปกครองตนเองในนครดสุ ติ ธานี เหมือนกบั การจดั รปู แบบการปกครองทอ งถิน่ ทเี่ รียกวา “เทศบาล” นอกจากน้ี
ยงั ทรงจดั ต้ังกระทรวงขนึ้ มาใหมจ ากทม่ี ีอยูเดิม และยุบเลิกกระทรวงบางกระทรวงใหมีความทันสมัยมากขึ้น
โดยทรงจัดต้ังมณฑลเพิ่มขึ้นและทรงปรับปรุงการบริหารงานของมณฑลดวยการยุบรวมมณฑลเปนหนวย
ราชการที่เก่ียวกบั การปกครองเรียกวา มณฑลภาค เพ่ือใหก ารปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลมีความคลองตัว
มากขนึ้
สมัยรัชกาลท่ี 7 (พ.ศ. 2468 – 2475) ทรงเลง็ เหน็ ความจาํ เปน ทจ่ี ะตองเปลี่ยนแปลงการปกครองให
ทันสมยั และตอ งเตรยี มการใหพ รอมเพ่ิมมิใหเกดิ ความผดิ พลาดได โดยพระองคไดทรงจัดตั้งอภิรัฐมนตรีสภา
เพื่อเปนทีป่ รกึ ษาราชการแผน ดนิ พ.ศ. 2468 และทรงมอบหมายใหอภิรัฐมนตรีสภาวางระเบียบสําหรับจัดต้ัง
สภากรรมการองคมนตรี เพื่อเปน สภาทป่ี รกึ ษาสว นพระองคอ กี ดวย
ห น้ า | 112
นอกจากน้ีทรงมอบหมายใหอภิรัฐมนตรีวางรูปแบบการปกครองทองถ่ินในรูปเทศบาลดวยการ
แกไ ขปรับปรุงสุขาภบิ าลท่ีมีอยูใ หเปนเทศบาล แตไมมโี อกาสไดป ระกาศใช เพราะไดเกิดการเปล่ียนแปลงการ
ปกครองขึ้นกอน นอกจากนีย้ ังทรงโปรดเกลา ฯ ใหพ ระยาศรวี ิศาลวาจาและนายเรยม อนด บ.ี สตีเวนส ซ่ึงเปน
ท่ีปรึกษากระทรวงการตางประเทศชวยกันรางรัฐธรรมนูญ ตามกระแสพระราชดําริใน พ.ศ. 2474 มี
สาระสําคัญดังนี้
อาํ นาจนิตบิ ญั ญัตจิ ะมีการเลือกตั้งสมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรทางออ ม โดยมีสมาชกิ 2 ประเภท คือ มา
จากการเลอื กต้งั และการแตง ตงั้ สวนผูทม่ี ีสิทธสิ์ มัครเลอื กตง้ั จะตอ งมีอายไุ มต ํ่ากวา 30 ป มพี นื้ ฐานความรูอาน
ออกเขียนได สวนอํานาจบริหารใหพระมหากษัตริยทรงเลือกนายกรัฐมนตรี แตเนื่องจากอภิรัฐมนตรีมี
ความเหน็ ประชาชนยังไมพรอม ดังน้ันการประกาศใชรัฐธรรมนูญควรระงับไวชั่วคราว จนกระทั่งไดเกิดการ
เปล่ยี นแปลงการปกครองเสียกอนจงึ มิไดม กี ารประกาศใชแตอยา งใด
สาเหตุการเปลีย่ นแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475
1. ความเสื่อมของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย
การท่ีคณะนายทหารหนุมภายใตการนําของ ร.อ. ขุนทวยหาญพิทักษ (เหล็ง ศรีจันทร)
ไดวางแผนยึดอํานาจการปกครอง เพ่ือเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย
มาเปน ระบอบท่ีจาํ กดั พระราชอํานาจของพระมหากษตั รยิ ใหอ ยใู นฐานะประมขุ ของประเทศภายใตร ัฐธรรมนูญ
เมอ่ื พ.ศ. 2454 แตไ มป ระสบความสาํ เรจ็ เพราะถูกจับกมุ กอ นลงมือปฏิบตั งิ าน แสดงใหเหน็ ถงึ ความเส่ือมของ
ระบอบนอ้ี ยางเหน็ ไดชัด ขณะเดียวกันในสมัยรัชกาลที่ 6ไดมีการวิพากษวิจารณกันอยางกวางขวางเก่ียวกับ
การใชจา ยเงนิ งบประมาณทไ่ี มด ลุ กับรายรบั ทําใหมีการกลา วโจมตรี ฐั บาลวา ใชจ ายฟมุ เฟอยเกินไป คร้ังตอมา
ในสมัยรัชกาลที่ 7 พระองคก็ถูกโจมตีวาทรงตกอยูใตอิทธิพลของอภิรัฐมนตรีสภา ซ่ึงเปนสภาที่ปรึกษาที่
ประกอบดวยสมาชิกท่ีเปนพระบรมวงศานุวงศชั้นสูง และบรรดาพระราชวงศก็มีบทบาทในการบริหาร
บานเมืองมากเกินไป ควรจะใหบุคคลอื่นท่ีมีความสามารถเขามีสวนรวมในการบริหารบานเมืองดวย
ปรากฎการณดังกลาวสะทอนใหเห็นถึงความไมพอใจตอระบอบการปกครองท่ีมีพระมหากษัตริยอยูเหนือ
กฎหมาย ซงึ่ นับวันจะมปี ฏิกิรยิ าตอ ตานมากข้ึน
2. การไดร ับการศึกษาตามแนวความคิดตะวนั ตกของบรรดาชนชนั้ นาํ ในสังคมไทย
อิทธิพลจากการปฏิรูปการศึกษาในสมัยรัชกาลท่ี 5 ทําใหคนไทยสวนหน่ึงที่ไปศึกษายังประเทศ
ตะวันตก ไดรับอิทธิพลแนวคิดทางการเมืองสมัยใหม และนํากลับมาเผยแพรในประเทศไทย ทําใหคนไทย
บางสวนทีไ่ มไดไ ปศึกษาตอ ในตา งประเทศรับอทิ ธพิ ลแนวความคิดดังกลาวดวย อิทธิพลของปฏิรูปการศึกษาได
สงผลกระตุนใหเกิดความคิดในการเปล่ียนแปลงการปกครองมากข้ึน นับต้ังแตคณะเจานายและขาราชการ
เสนอคาํ กราบบงั คมทูลใหเปลี่ยนแปลงการปกครอง ใน พ.ศ. 2427 นักหนังสือพิมพอยางเทียนวรรณ (ต.ว.ส.
วัณณาโภ) ก.ศ.ร.กุหลาบ (ตรุษ ตฤษณานนท) ไดเรียกรองใหปกครองบานเมืองในระบบรัฐสภา เพื่อให
ประชาชนมีสวนรวมในการปกครองและยังไดกลาววิพากษวิจารณสังคม กระทบกระเทียบชนช้ันสูงท่ีทําตัว
ห น้ า | 113
ฟุง เฟอ ซงึ่ ตัวเทยี นวรรณเองก็ไดกราบบงั คมทลู ถวายโครงรางระบบการปกครองท่เี ปน ประชาธปิ ไตยแดร ชั กาล
ท่ี 5 ตอ มาในรัชกาลท่ี 6 กลุมกบฏ ร.ศ.130 ที่วางแผนยึดอาํ นาจการเปล่ยี นแปลงการปกครอง ก็เปนบุคคลท่ี
ไดรับการศึกษาแบบตะวันตกแตไมเคยไปศึกษาในตางประเทศ แตคณะผูกอการเปลี่ยนแปลงการครองใน
พ.ศ. 2475 เปนคณะบุคคลที่สวนใหญผานการศึกษามาจากประเทศตะวันตกแทบท้ังสิ้น แสดงใหเห็นถึง
อทิ ธพิ ลของความคิดในโลกตะวันตกท่ีมตี อ ชนช้ันผูน าํ ของไทยเปนอยา งย่ิง เม่ือคนเหลาน้ีเห็นความสําคัญของ
ระบอบประชาธิปไตยท่ีมีพระมหากษัตริยเปน ประมขุ การเปลย่ี นแปลงการปกครองจึงเกดิ ขนึ้
3. ความเคลอ่ื นไหวของบรรดาสือ่ มวลชน
สอ่ื มวลชนมีบทบาทในการกระตุนใหเกดิ ความตน่ื ตัวในการปกครองแบบใหมแ ละปฏิเสธระบบการ
ปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย เชน น.ส.พ.ตุลวิภาคพจนกิจ (พ.ศ. 2443 – 2449) น.ส.พ.ศิริพจนภาค
(พ.ศ. 2451) น.ส.พ.จีนโนสยามวารศัพท (พ.ศ. 2446 – 2450) น.ส.พ. บางกอกการเมือง (พ.ศ. 2464) น.ส.พ.
สยามรีวิว (พ.ศ. 2430) น.ส.พ. ไทยใหม (พ.ศ. 2474) ตางก็เรียกรองใหมีการปกครองในระบบรัฐสภาที่มี
รัฐธรรมนูญเปนหลักในการปกครองประเทศ โดยช้ีใหเห็นถึงความดีงามของระบอบประชาธิปไตยท่ีจะเปน
แรงผลักดันใหประชาชาติมีความเจริญกาวหนามากกวาท่ีเปนอยู ดังเชนที่ปรากฏเปนตัวอยางในหลายๆ
ประเทศท่ีมีการปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญ กระแสเรียกรองของสื่อมวลชนในสมัยนั้นไดมีสวนตอการ
สนับสนนุ ใหก ารดาํ เนนิ ของคณะผกู อการในอนั ทจี่ ะเปลี่ยนแปลงการปกครองบรรลผุ ลสาํ เรจ็ ไดเหมือนกัน
4. ความขดั แยงทางความคิดเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย
รัชกาลท่ี 7 ทรงเล็งเห็นความสําคัญของการมีรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครอง
ประเทศและทรงเตม็ พระทยั ทจ่ี ะสละพระราชอาํ นาจมาอยูภ ายใตรัฐธรรมนูญเม่ือถึงเวลาที่เหมาะสม แตเม่ือ
พระองคท รงมีกระแสรบั ส่ังใหพระยาศรีวิศาลวาจาและนายเรยมอนด บี.สตีเวนส รางรัฐธรรมนูญข้ึนมาเพื่อ
ประกาศใช พระองคไ ดท รงนําเร่ืองน้ไี ปปรกึ ษาอภริ ัฐมนตรีสภา แตอ ภริ ฐั มนตรสี ภากลับไมเห็นดวย โดยอางวา
ประชาชนยังขาดความพรอมและเกรงจะเปนผลเสียมากกวาผลดี ทั้งๆ ท่ีรัชกาลที่ 7 ทรงเห็นดวยกับการ
ประกาศใชร ัฐธรรมนูญ แตเ มือ่ อภริ ัฐมนตรีสภาคดั คา น พระองคจึงมีนํ้าพระทัยเปนประชาธิปไตยโดยทรงฟง
เสียงทดั ทานจากอภิรฐั มนตรีสภาสวนใหญ ดังนนั้ รัฐธรรมนูญจึงยังไมมีโอกาสไดรับการประกาศใช เปนผลให
คณะผูกอ การชิงลงมือทาํ การเปล่ียนแปลงการปกครองในวนั ท่ี 24 มิถุนายน 2475 ในท่ีสดุ
5. สถานการณค ลงั ของประเทศและการแกปญ หา
การคลังของประเทศเรม่ิ ประสบปญ หามาตัง้ แตสมัยรัชกาลท่ี 6 เพราะการผลิตขาวประสบความ
ลมเหลว เน่ืองจากเกิดภาวะนํ้าทวมและฝนแลงติดตอกันใน พ.ศ.2460 และ พ.ศ. 2462 ซึ่งกอใหเกิดผล
เสยี หายตอการผลิตขา วรนุ แรง ภายในประเทศกข็ าดแคลนขาวทีจ่ ะใชใ นการบริโภค และไมสามารถสงขาวไป
ขายยังตางประเทศได ทําใหรัฐขาดรายไดเปนจํานวนมาก รัฐบาลจึงตองจัดสรรเงินงบประมาณชวยเหลือ
ชาวนา ขาราชการ และผูประสบกับภาวะคาครองชีพท่ีสูงขึ้น มีท้ังรายจายอ่ืนๆ เพิ่มขึ้นจนเกินงบประมาณ
รายได ซ่ึงใน พ.ศ. 2466 งบประมาณขาดดุลถึง 18 ลานบาท นอกจากนี้รัฐบาลไดนําเอาเงินคงคลังท่ีเก็บ
สะสมไวอ อกมาใชจ า ยจนหมดสิ้น ในขณะที่งบประมาณรายไดต า่ํ รชั กาลท่ี 6 ทรงแกปญหาดวยการกูเงินจาก
ห น้ า | 114
ตางประเทศ เพ่อื ใหมีเงินเพียงพอกับงบประมาณรายจาย ทําใหเกิดเสียงวิพากษวิจารณวารัฐบาลใชจายเงิน
งบประมาณอยา งไมป ระหยดั ในขณะท่เี ศรษฐกจิ ของประเทศกาํ ลังคับขนั
ตอมาสมัยรัชกาลท่ี 7 ทรงดําเนินนโยบายตัดทอนรายจายของรัฐบาลลดจํานวนขาราชการใน
กระทรวงตางๆ ใหนอยลง และทรงยินยอมตัดทอนงบประมาณรายจายสวนพระองคใหนอยลง เม่ือ
พ.ศ. 2469 ทาํ ใหรัฐบาลมีรายไดเ พ่มิ ขนึ้ ปล ะ 3 ลานบาท แตเ นอ่ื งจากเศรษฐกิจของโลกเริ่มตกตํา่ มาเปน ลําดับ
ตัง้ แต พ.ศ. 2472 ทําใหมีผลกระทบตอประเทศไทยอยางไมมที างหลีกเล่ียง รัฐบาลตองตัดทอนรายจายอยาง
เขม งวดทีส่ ดุ รวมท้งั ปลดขา ราชการออกจากตําแหนงเปนอันมาก จดั การยุบมณฑลตางๆ ท่ัวประเทศ งดจาย
เบีย้ เล้ียงและเบ้ยี กันดารของขาราชการ รวมทง้ั การประกาศใหเ งินตราของไทยออกจากมาตรฐานทองคํา
พ.ศ. 2475 รัฐบาลไดประกาศเพ่ิมภาษีราษฎรโดยเฉพาะการเก็บภาษีเงินเดือนจากขาราชการ แต
มาตรการดงั กลา วก็ไมสามารถจะกอบกสู ถานการณคลังของประเทศไดกระเตอ้ื งขนึ้ ได จากปญหาเศรษฐกิจการ
คลงั ที่รฐั บาลไมส ามารถแกไขใหม สี ภาพเปน ปกติได ทําใหค ณะผูกอ การใชเ ปน ขอ อา งในการโจมตีประสทิ ธิภาพ
การบรหิ ารงานของรัฐบาล จนเปน เงอ่ื นไขใหค ณะผกู อการดําเนนิ การเปล่ยี นแปลงการปกครองเปน ผลสาํ เร็จ
กิจกรรม เรอื่ งที่ 3 ประวตั ศิ าสตรช าตไิ ทย
กิจกรรมที่ 8 ใหผูเรียนแบงกลุม 4 กลุม แตละกลุมศึกษาคนควาและทํารายงานสง
พรอ มกับนําเสนอ โดยมีหัวเร่ือง ดังนี้
กลมุ ท่ี 1 ประวัตคิ วามเปน มาของชาตไิ ทย ตั้งแตส มัยโบราณจนถงึ กรุงธนบุรี
กลมุ ท่ี 2 ประวตั ิความเปน มาของกรงุ รัตนโกสินทร
กลุม ท่ี 3 การเปล่ียนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475
กลุมท่ี 4 ใหวเิ คราะหส ถานการณป จจบุ ันของกรงุ เทพมหานครฯ วาแนวโนม
ประเทศไทยจะยายเมืองหลวงไปยังแหง ใหม หรือไม เพราะเหตุใด
ห น้ า | 115
เรอ่ื งท่ี 4 บุคคลสําคัญของไทยและของโลกในดานประวัติศาสตร
จากการศกึ ษาประวตั ิศาสตรไ ทยและของโลกทําใหเราไดทราบเรื่องราวและผลงานท่ีดํารงความเปน
เอกราช มวี ัฒนธรรมดา นตา งๆ ท่เี ปน เอกลกั ษณ และท่สี รา งคณุ คา ประโยชนส ิง่ ท่ีดีงามใหแ กมวลมนุษย ฉะน้ัน
อนุชนรุนหลังจะตองเอาใจใสดแู ลรกั ษามรดกตา งๆ เหลานีเ้ พอื่ ถา ยทอดสคู นรนุ หลังตอ ไป
บคุ คลสําคัญของไทยและของโลก
1. สมัยกรงุ สโุ ขทัย
1.1 พอขุนรามคําแหงมหาราช
พอขุนรามคําแหงมหาราช เปนพระราชโอรสของพอขุนศรีอนิ ทราทิตย (บางกลางทา ว) กับนางเสอื ง
มีพระนามเดมิ วา พระราม เมือ่ ชนมายุ 19 พรรษา ไดตามเสด็จพระบิดาไปในการสงครามระหวา งสุโขทยั กับ
เมืองฉอด ทรงชว ยพระบิดาทํายทุ ธหัตถีชนะขุนสามชน เจา เมืองฉอด พระบดิ าจงึ เฉลมิ พระนามใหเปน
“พระรามคาํ แหง”
พระราชกรณียกจิ ท่ีสําคญั
1. ทรงขยายอาณาเขตออกไปกวางขวางกวา รชั สมัยใดๆ และสรางความสัมพันธอันดีกับรัฐใกลเคียง
เชน พญาเมง็ รายแหงอาณาจักรลานนา พญางาํ เมอื งแหง แควน พะเยา พระเจา ฟา ร่ัวแหง อาณาจกั รมอญ
2. ทรงประดิษฐตัวอกั ษรไทยใน พ.ศ. 1826
ห น้ า | 116
3. ทรงสง เสรมิ การคา ทง้ั การคาภายในและการคาภายนอก เชน ใหงดเวนการเก็บจังกอบหรือภาษี
ดาน
4. ทรงบํารงุ ศาสนา เชน ใหนมิ นตพระสงฆน กิ ายเถรวาทแบบลังกาวงศจากนครศรีธรรมราชมาเปน
พระสงั ฆราช และริเร่ิมการนมิ นตพ ระสงฆมาแสดงธรรมในวนั พระ
5. ทรงดแู ลทุกขส ุขของราษฎรอยา งใกลช ดิ เชน ใหผ ูเดือดรอนมาสัน่ กระด่งิ ถวายฎีกาไดใหทายาทมี
สทิ ธิไดร บั มรดกจากพอแมท เ่ี สียชวี ิตไป เปน ตน
1.2 พระมหาธรรมราชาที่ 1
พญาลไิ ท หรอื พระยาลไิ ท หรือ พระศรีสุริยพงศร ามมหาธรรม-ราชาธริ าช หรือพระมหาธรรมราชา
ท่ี 1 ทรงเปนพระราชโอรสของพระยาเลอไทและพระราชนัดดา (หลานปู) ของพอขุนรามคําแหง ครองราชย
พ.ศ. 1890 แตไมทราบปส ้นิ สดุ รัชสมัยท่ีแนน อน สันนิษฐานวาอยูระหวาง พ.ศ. 1911 – 1966 พระมหาธรรม
ราชาท่ี 1 ทรงเปนแบบฉบับของกษัตริยในคติธรรมราชา ทรงปกครองบานเมืองและอาณาประชาราษฎรดวย
ทศพิธราชธรรม ทรงทํานุบํารงุ พระพทุ ธศาสนาใหเ จริญรุงเรืองจนสุโขทัยกลายเปนศนู ยกลางของพระพทุ ธศาสนา
และทรงปฏิบัติพระองคชักนําชนทั้งหลายใหพนทุกข หลักฐานสําคัญอีกชิ้นหนึ่งที่แสดงวาพระองคมีความรู
แตกฉานในพระไตรปฎกเปน อยา งดี ไดแก วรรณกรรมเรอื่ ง ไตรภูมพิ ระรว ง วรรณคดีชิ้นแรกของประเทศไทย
เมอื่ ป พ.ศ. 1888 ทที่ รงนพิ นธข ้ึนตั้งแตก อ นเสวยราชยห ลังจากทรงเปนรัชทายาทครองเมืองศรีสัชนาลัยอยู
8 ป จงึ เสดจ็ มาครองสุโขทัยเมื่อป พ.ศ. 1890 โดยตองใชกําลังทหารเขามายึดอํานาจเพราะที่สุโขทัย หลังส้ิน
รัชกาลพอ ขนุ งัวนําถมแลว เกิดการกบฏการสืบราชบลั ลังกไ มเปนไปตามครรลองครองธรรม
พระราชกรณยี กจิ ทส่ี าํ คัญ
1. การทํานุบํารุงพระพุทธศาสนาศูนยรวมจิตใจของคนในชาติ เพราะสุโขทัยหลัง รัชสมัยพอขุน
รามคําแหงมหาราชแลว บานเมืองแตกแยกแควนหลายแควนในราชอาณาจักรแยกตัวออกหางไป ไมอยูใน
บงั คับบญั ชาสุโขทัยตอ ไป
2. พญาลไิ ททรงคิดจะรวบรวมสโุ ขทยั ใหกลบั คืนดังเดมิ แตก ็ทรงทาํ ไมส าํ เร็จ นโยบายการปกครองที่
ใชศ าสนาเปน หลกั รวมความเปน ปกแผนจงึ เปนนโยบายหลักในรชั สมัยนี้
3. ทรงสรางเจดยี ทีน่ ครชุม (เมืองกาํ แพงเพชร) สรางพระพุทธชนิ ราชที่พษิ ณุโลก
ทรงออกผนวช เมือ พ.ศ. 1905 การท่ีทรงออกผนวช นับวาทําความมั่นคงใหพุทธศาสนามากขึ้น
ดงั กลา วแลว วา หลงั รชั สมยั พอ ขุนรามคาํ แหงมหาราชแลว บา นเมืองแตกแยกวงการสงฆเองก็แตกแยก แตละ
สาํ นกั แตล ะเมืองก็ปฏบิ ตั แิ ตกตา งกันออกไป เมื่อผนู าํ ทรงมีศรทั ธาแรงกลา ถึงขน้ั ออกบวช พสกนิกรท้ังหลายก็
คลอยตามหันมาเล่ือมใสตามแบบอยางพระองค กิตติศัพทของพระพุทธศาสนาในสุโขทัยจึงเล่ืองลือไปไกล
พระสงฆชั้นผูใหญหลายรูปไดออกไปเผยแพรธรรมใสแควนตางๆ เชน อโยธยา หลวงพระบาง เมืองนาน
พระเจา กือนา แหงลานนาไทย ไดน ิมนตพระสมณะเถระไปจากสโุ ขทัย เพื่อเผยแพรธ รรมในเมอื งเชยี งใหม
ห น้ า | 117
2. สมัยกรงุ ศรอี ยธุ ยา
2.1 สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ
สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ เปนพระราชโอรสของสมเด็จพระบรมราชาธิบดีที่ 2 (เจาสามพระยา)
กับพระราชธิดาของพระมหาธรรมราชาท่ี 2 แหงสุโขทัย พระองคจึงเปนเชื้อสายราชวงศสุพรรณบุรีและ
ราชวงศพ ระรว ง
พระรวง ทรงเปนพระมหากษัตริยท่ียิ่งใหญพระองคหนึ่งของอยุธยา ข้ึนเสวยราชยใ น พ.ศ. 1991
เสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 2031 ทรงอยใู นราชสมบัติ 40 ป นบั วา นานทีส่ ดุ
พระราชกรณยี กิจทส่ี ําคญั
1. การรวมอาณาจักรสุโขทัยเขากับอยุธยา เม่ือสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถข้ึนเสวยราชยใน พ.ศ.
1991 นน้ั ทางสโุ ขทยั ไมมพี ระมหาธรรมราชาปกครองแลว คงมีแตพ ระยายุทธิษเฐียร พระโอรสของพระมหา
ธรรมราชาที่ 4 ไดร บั แตง ตง้ั จากอยธุ ยาใหไปปกครองเมืองพิษณุโลก ถึง พ.ศ. 1994 พระยายุทธิษเฐียรไปเขา
กับพระเจา ตโิ ลกราชแหงลานนา พระราชมารดาของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถไดปกครองเมืองพิษณุโลก
ตอมาจนสิ้นพระชนมเมื่อ พ.ศ. 2006 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถไดเสด็จไปประทับที่พิษณุโลกและถือวา
อาณาจักรสโุ ขทัยถูกรวมเขากบั อาณาจกั รอยธุ ยานบั ตัง้ แตนนั้ เปน ตน มา
2.2 สมเดจ็ พระรามาธบิ ดที ี่ 2
สมเดจ็ พระรามาธิบดที ี่ 2 เปน พระราชโอรสของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถครองราชย พ.ศ. 2034
ถึง พ.ศ. 2072
ใน พ.ศ. 2054 โปรตุเกสไดเขามาตดิ ตอกบั กรงุ ศรอี ยธุ ยา นับเปนชาวตะวันตกชาติแรกที่เขามาเจริญ
สัมพันธไมตรีกบั ไทย ไทยจึงเริ่มเรียนรูศ ิลปวิทยาของชาวตะวันตก โดยเฉพาะดา นการทหาร ทําใหสมเด็จพระ
รามาธบิ ดที ี่ 2 ทรงพระราชนพิ นธตําราพชิ ยั -สงครามของไทยไดเปน คร้งั แรก นอกจากนท้ี รงใหท าํ สารบญั ชี คือ
การตรวจสอบจัดทําบัญชีไพรพลท้ังราชอาณาจักร นับเปนการสํารวจสํามะโนครัวครั้งแรก โดยทรงต้ังกรม
สรุ สั วดใี หมีหนา ทส่ี ํารวจและคุมบัญชีไพรพลทางดานศาสนา สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงสรางวัดพระศรี
สรรเพชญไ วใ นเขตพระราชฐาน และใหหลอพระศรีสรรเพชญ สงู 8 วา หมุ ทองคํา ไวในพระมหาวิหารของวัด
ดวย ในรชั สมัยน้ีอยุธยาและลานนายังเปนคูสงครามกันเชนเดิม เนื่องจากกษัตริยลานนา คือ พระเมืองแกว
(ครองราชย พ.ศ. 2038 – 2068) พยายามขยายอาณาเขตลงมาทางใต จนถึง พ.ศ. 2065 มกี ารตกลงเปนไมตรี
กัน สงครามจงึ ส้นิ สดุ ลง
ทางดานศาสนา
สมเด็จพระรามาธิบดที ่ี 2 ทรงสรา งวัดพระศรีสรรเพชญไ วในเขตพระราชฐานและใหหลอ พระศรีสรรเพชญ
สงู 8 วา หุมทองคาํ ไวในพระมหาวิหารของวัดดว ย ในรชั สมยั นี้อยธุ ยาและลา นนายงั เปนคูสงครามกันเชนเดิม
เนอ่ื งจากกษัตริยลานนา คอื พระเมืองแกว (ครองราชย พ.ศ. 2038 - 2068) พยายามขยายอาณาเขตลงมาทางใต
จนถงึ พ.ศ. 2065 มกี ารตกลงเปนไมตรีกัน สงครามจงึ ส้ินสดุ ลง
2.3 สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช
ห น้ า | 118
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เปนโอรสของสมเด็จพระมหาธรรมราชาในราชวงศสุโขทัยกับ
พระวิสุทธิกษัตริย พระราชธิดาของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ประสูติเม่ือ พ.ศ. 2098 ที่เมืองพิษณุโลกเมื่อ
พระชนมายไุ ด 9 พรรษา ทรงถูกสงไปเปนตัวประกนั ท่กี รงุ หงสาวดี เพราะพมายดึ เมืองพิษณุโลกได ทรงไดรับ
การเลีย้ งดใู นฐานะพระราชบุตรธรรมเปนเวลา 7 ป จน พ.ศ. 2112 กรงุ ศรอี ยธุ ยาเสียแกพมา พระมหาธรรมราชา
ไดร บั การสถาปนาขน้ึ เปนกษตั รยิ ข องกรงุ ศรอี ยธุ ยาในฐานะเมอื งขึ้นของกรุงหงสาวดี และอนุญาตใหพระนเรศวร
กลบั กรุงศรอี ยธุ ยา และไดร บั การสถาปนาใหเ ปน เจาเมืองพิษณุโลกและมีตําแหนงอุปราช ระหวางน้ันทรงทํา
สงครามกบั เขมรและพมา เพื่อปองกันอยุธยา พระเจาหงสาวดีเห็นดังนี้จึงคิดกําจัดพระนเรศวร แตพระองค
ทรงทราบจึงทรงประกาศอสิ รภาพทเี่ มอื งแครง รวมเวลาที่กรุงศรีอยุธยาตกอยภู ายใตก ารปกครองของพมาเปน
เวลา 15 ป หลังจากประกาศอสิ รภาพก็ทรงทําสงครามกับพมาหลายครั้ง และไดกวาดตอนผูคนจากหัวเมือง
ฝา ยเหนือมาไวเ ปนกาํ ลงั ไดมาก ตอ มาใน พ.ศ. 2133 สมเด็จพระธรรมราชาสวรรคต พระนเรศวรจึงเสด็จขึ้น
ครองราชยและทรงสถาปนาพระเอกาทศรถพระอนุชาขึ้นเปนพระมหาอุปราช พระราชภารกิจของพระองค
ไดแก การทาํ ศึกสงคราม โดยเฉพาะสงครามครงั้ สําคัญ คือ สงครามยุทธหัตถี ท่ีทรงรบกับพมาท่ีตําบลหนอง
สาหราย แมแตฝ ายแพก็ยงั ไดรบั การยกยองวา เปน นักรบแทห ลงั จากนัน้ ตลอดระยะเวลา 150 ป กรุงศรีอยธุ ยา
ไมถ ูกรกุ รานจากพมาอีก สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงขยายอาณาเขตออกไปอยางกวางขวางครอบคลุมทั้ง
ลานนา ลานชาง ไทยใหญ และกัมพูชา รวมถึงพมา คร้ังสุดทาย คือ การเดินทัพไปตีเมืองอังวะ ซึ่งพระองค
ประชวร และสวรรคตทเ่ี มืองหาง ใน พ.ศ. 2148 พระชนมายุได 50 พรรษา เสวยราชสมบัติได 15 ป สมเด็จ
พระนเรศวรมหาราช ทรงเปนวีรกษัตริยท่ีไดรับการจารึกไวในประวัติศาสตรในฐานะผูกอบกูเอกราชใหแก
กรุงศรีอยธุ ยา ประชาชนชาวไทยจึงยกยอ งพระองคใ หเ ปน มหาราช พระองคหนงึ่
พระราชกรณียกจิ ทส่ี าํ คัญ
1. การลดสวยและงดเก็บภาษอี ากรจากราษฎรเปนเวลา 3 ปเ ศษ
2. การประกาศใชกฎหมายพระราชกาํ หนดและกฎหมายเพ่มิ เติมลักษณะรบั ฟอ ง
3. การสงเสรมิ งานดานวรรณกรรม หนังสือท่ีแตงในสมัยนี้ เชน สมุทรโฆษคําฉันท โคลงทศรถสอน
พระราม โคลงพาล-ี สอนนอง โครงราชสวัสดิ์ เพลงพยากรณกรุงเกา เพลงยาวบางบท รวมถึงวรรณกรรมช้ิน
สาํ คัญ คอื โครงเฉลมิ พระเกยี รติสมเด็จพระนารายณนับเปน ยุคทองแหงวรรณกรรม ของไทยยคุ หนึง่
4. การทาํ ศกึ สงครามกับเชยี งใหมและพมา พ.ศ. 2203 และไดอัญเชิญพระพุทธสิหิงค ลงมาอยุธยา
ดวย
5. ดานความสมั พันธกบั ตางประเทศน้ัน เจรญิ รุงเรืองมาทัง้ ประเทศตะวันออก เชน จีน อินเดีย และ
ประเทศตะวันตกทีส่ าํ คญั ไดแ ก โปรตุเกส ฮอลนั ดา อังกฤษ และฝร่ังเศส ทั้งดานการเชื่อมสัมพันธไมตรีและ
การปอ งกันการคุมคามจากชาตติ างๆ เหลานจี้ ากพระราชกรณียกิจตางๆ ดังกลาว จึงทรงไดรับการยกยองวา
ทรงเปน มหาราช พระองคหน่ึง อีกท้ังในรัชสมัยของพระองคยังไดรับการยกยองวาเปนบุคคลสําคัญดาน
ศิลปวฒั นธรรมยคุ หนึ่งดวย สมเดจ็ พระนารายณม หาราชเสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 2231 ท่เี มอื งลพบุรี ราชธานีท่ี
สองทพ่ี ระองคโปรดเกลา ฯ ใหส รางข้ึน
ห น้ า | 119
3. สมัยกรงุ ธนบรุ ี
สมเด็จพระเจา ตากสนิ มหาราช มนี ามเดิมวา สิน ประสูติเมื่อวันท่ี 1 เมษายน พ.ศ. 2277 ในรัชสมัย
สมเดจ็ พระเจาอยหู วั บรมโกศ เปนบตุ รของนายไหฮอง และนางนกเอ้ียง เจาพระยาจักรีรับไปเปนบุตรบุญธรรม
ตอมาเขารบั ราชการจนไดต ําแหนง หลวงยกกระบตั รเมืองตาก และเปนเจาเมืองตากคร้ันเมื่อพมาลอมกรุงใน
พ.ศ. 2308 พระยาตากถกู เรยี กตวั เขา ปอ งกนั พระนครหลวง แตเกดิ ทอ ใจวา หากสกู บั พมาทีอ่ ยธุ ยาตองเสยี ชีวิต
โดยเปลาประโยชนเปนแน จึงพาทัพตีฝาหนีไปตั้งตัวท่ีจันทบูร (จันทรบุรี) พอถึงเดือนเมษายน
พ.ศ. 2310 กรงุ ศรีอยธุ ยา กเ็ สยี แกพมา แตห ลงั จากน้ัน 7 เดือน พระยาตากก็ไดยกทัพมาขับไลพมาออกจาก
กรุงศรีอยุธยา ไดทั้งหมด แตเห็นวากรุงศรีอยุธยาเสียหายมาก จึงสถาปนากรุงธนบุรีเปนเมืองหลวง และ
ประกอบพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นครองราชยใน พ.ศ. 2310 ทรงพระนามวา สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 แตคน
ทวั่ ไปนิยมออกพระนามวา สมเดจ็ พระเจา ตากสนิ พรอมทง้ั พระราชทานนามเมืองวา กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร
เหตุที่เลือกธนบุรีเปนเมืองหลวง เน่ืองจากทรงเห็นวาธนบุรีเปนเมืองเล็กปองกันรักษางายอยูใกลปากอาว
สะดวกแกการตดิ ตอ คา ขายกับตางชาติ และการลาํ เลยี งอาวธุ มเี สน ทางคมนาคมสะดวก โดยเฉพาะทางเรือมี
แมน ้าํ ค่นั กลาง เชนเดยี วกบั พษิ ณโุ ลกและสุพรรณบุรี เพ่ือจะไดใ ชก องทพั เรือสนับสนนุ การรบ และตง้ั อยไู มไกล
ศูนยก ลางเดิมมากนกั เปน แหลงรวมขวัญและกําลังใจของผคู น โดยอาศัยมผี ูน ําทเี่ ขม แข็ง
พระราชกรณยี กจิ ทีส่ ําคญั ที่สดุ
การรวบรวมบรรดาหวั เมอื งตางๆ เขาอยภู ายใตก ารปกครองเดยี วกนั เนอ่ื งจากมีคนพยายามตั้งตัวข้ึน
เปนผูนําในทองถ่ินตางๆ มากมาย เชน ชุมนุมเจาเมืองพิษณุโลก ชุมนุมเจาเมืองพิมาย ชุมนุมเจาเมือง
นครศรีธรรมราช เปน ตน ตลอดรชั กาลมีศึกสงครามเกดิ ขึ้นมากมาย ไดแก ศึกพมาที่บางกุง ศึกเมืองเขมร ศึก
เมอื งเชยี งใหม ศึกเมืองพิชัย ศึกบางแกว ศึกอะแซหวุนกี้ ศึกจําปาศักดิ์ ศึกเวียงจันทน ซึ่งพระเจากรุงธนบุรี
ไดร บั ชยั ชนะในการศกึ ษามาโดยตลอด ในสมยั กรงุ ธนบุรตี อนปลาย
4. สมยั กรงุ รตั นโกสนิ ทร
4.1 พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา จุฬาโลก
ในรชั สมัยสมเดจ็ พระเจา อยหู วั บรมโกศ เม่ือวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2279 พระบิดามีพระนามเดิมวา
ทองดี พระมารดาช่ือ หยก
เมอ่ื ทรงมพี ระชนั ษา 21 พรรษา ทรงผนวชเปน พระภิกษุ 3 เดือน เม่อื ลาสกิ ขาก็ทรงเขารบั ราชการ
ในแผน ดนิ สมเด็จพระเจา อุทมุ พร ครั้นถงึ แผน ดินสมเดจ็ พระเจา เอกทัศทรงไดรับตาํ แหนงเปนหลวงยกกระบัตร
ประจําเมืองราชบุรี พระองคทรงมีความชํานาญในการรบอยางย่ิง จึงไดรับพระราชทานปูนบําเหน็จความดี
ความชอบใหเลอ่ื นเปน พระราชวรินทร พระยาอภยั รณฤทธ์ิ พระยายมราชวาที่สมุหนายก เจาพระยาจักรี และ
ในทส่ี ุดไดเ ล่ือนเปนเจา พระยามหากษตั รย์ิศึก มเี ครื่องยศอยาง เจา ตางกรม เมอื่ ทรงตีไดเ วียงจนั ทร พระองคได
อญั เชิญพระพทุ ธมหามณรี ตั นปฎมิ ากร (พระแกวมรกต) จากเมืองเวียงจันทนมายังกรุงธนบุรีดวย ตอมาเกิด
เหตจุ ลาจล ขาราชการและประชาชนจึงอญั เชญิ เปน พระมหากษตั รยิ แ ทนสมเด็จพระเจา ตากสนิ มหาราช
ห น้ า | 120
พระราชกรณียกิจทส่ี าํ คัญ
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา จฬุ าโลกมหาราชทรงเปน ท้งั นักปกครองและนกั การทหารท่ียอดเยยี่ ม
ทรงแตง ตัง้ ใหเ จานายทเ่ี คยผานราชการทัพศึกมาทําหนาทช่ี ว ยในการปกครอง บานเมืองโปรดเกลาฯ
1. ใหชําระกฎหมายใหสอดคลอ งกบั ยุคสมัยของบานเมือง คือ กฎหมายตราสามดวง
2. รวมถงึ การชาํ ระพระพุทธศาสนาใหบรสิ ุทธิ์อันเปนเครือ่ งสง เสริมความมั่นคงของกรงุ รัตนโกสินทร
3. นอกจากนพี้ ระองคย งั คงทรงสง เสรมิ วฒั นธรรมของชาติ ทัง้ ดานวรรณกรรมที่ทรงแสดงพระปรีชา
สามารถในการประพนั ธ โดยพระราชนิพนธ บทละครเร่ืองรามเกียรต์ิ บทละครเร่ืองอุณรุท บทละเครื่อง
อเิ หนา บทละครเรือ่ งดาหลงั เพลงยาวรบพมาท่ที า ดนิ แดง นอกจากดานวรรณกรรมแลว พระบาทสมเด็จพระ
พุทธยอดฟา จุฬาโลกมหาราชยงั ทรงสงเสรมิ ศลิ ปะดา นสถาปต ยกรรม ประติมากรรม และนาฏกรรม
4. ภายหลังที่ครองกรุงรัตนโกสินทรเพียง 3 ป ไดเกิดศึกพมายกทัพมาตีเมืองไทย พระองคทรงจัด
กองทัพตอสูจนทัพพมาแตกพาย ยังความเปนเอกราชใหกับแผนดินไทยมาจนทุกวันนี้ พระบาทสมเด็จพระ
พทุ ธยอดฟาจฬุ าโลกมหาราชทรงเปนพระมหากษตั รยิ ทที่ รงมีพระมหากรุณาธคิ ุณอยา งลน พนตอพสกนิกรชาว
ไทย เปน มหาราชอีกพระองคหนึ่งในประวัติศาสตรไทย และทรงเปนปฐมบรมกษัตริยแหงราชจักรีวงศ ท่ี
ปกครองบา นเมอื งใหเ กดิ ความสงบสุขจวบจนปจจุบนั
4.2 พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจา อยูห ัว
พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูห ัว มีพระนามเดมิ วา สมเดจ็ พระเจาลูกยาเธอเจาฟามงกุฎ เปน
พระราชโอรสในพระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหลานภาลัย รัชกาลที่ 2 กับกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรม
ราชินี ทรงพระราชสมภาพเมอื่ วนั ท่ี 17 ตลุ าคม พ.ศ. 2347 ในรชั กาลพระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟาจฬุ าโลก
มหาราชเมื่อพระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลา นภาลยั จะเสด็จสวรรคตน้ัน พระองคมิไดตรัสมอบราชสมบัติใหแก
เจา นายพระองคใด ทีป่ ระชมุ พระบรมวงศานวุ งศและขุนนางผูใหญจ งึ ปรกึ ษายกราชสมบัติใหแกพระเจาลูกยา
เธอกรมหม่ืนเจษฎาบดนิ ทร ฝายเจา มงกุฎซงึ่ ทรงผนวชตามราชประเพณีกอนพระราชบิดาสวรรคตไมกี่วัน จึง
ไดด าํ รงอยใู นสมณเพศตอไปถงึ 26 พรรษา ทําใหพ ระองคมเี วลาทรงศึกษาวชิ าการตา งๆ อยา งมากมาย โดยเฉพาะ
ภาษาตา งประเทศ เปน เหตใุ หท รงทราบเหตกุ ารณโลกภายนอกอยา งกระจางแจง ทั้งยังไดเสด็จธุดงคจาริกไป
นมัสการปชู นียสถานตามหวั เมืองหา งไกลทีท่ าํ ใหทรงทราบสภาพความเปนอยขู องราษฎรเปน อยางดี
พระราชภารกจิ ที่สาํ คัญ
1. การทําสนธิสญั ญากับอังกฤษ เพอ่ื แลกกบั เอกราชของประเทศ ยอมใหต้ังสถานกงสุลมีสิทธิสภาพ
นอกราชอาณาเขต ยอมเลกิ ระบบการคา ผูกขาดเปนการคา เสรี เก็บภาษีขาเขาในอัตรารอยชกั สาม
2. ทรงปรบั ปรงุ การรักษาความมนั่ คงของประเทศ มกี ารตง้ั ขาหลวงปก ปน พระราชอาณาเขตชายแดน
ดา นตะวันตกรวมกบั อังกฤษ ทรงจางผูเชีย่ วชาญชาวยโุ รปมาสํารวจทําแผนที่พระราชอาณาเขตชายแดนดาน
ตะวันออก จางนายทหารยุโรปมาฝกสอนวชิ าทหารแบบใหม ทรงใหตอเรอื กลไฟข้นึ ใชหลายลาํ และผลจากการ
ทําสัญญากับอังกฤษทาํ ใหเศรษฐกิจเจริญรงุ เรืองมาก
ห น้ า | 121
3. พระองคจ ึงขยายพระนครออกไปทางทิศตะวันออก ไดมีการขุดคลองและสรางถนนขึ้นมากมาย
เชน คลองผดงุ กรงุ เกษม คลองภาษีเจริญ คลองดําเนนิ สะดวก ถนนเจริญกรุง ถนนบํารุงเมอื ง ถนนเฟอ งนคร
4. ไดเ กิดกจิ การแบบตะวันตกข้ึนหลายอยาง เชน ใชรถมาเดนิ ทาง มีตึกแบบฝรั่ง มีโรงสไี ฟ โรงเลอ่ื ยจกั ร
เปนตน นอกจากน้ียังมกี ารรบั ชาวตา งประเทศเขา มารบั ราชการ ออกหนงั สือราชกจิ จานุเบกษา ตั้งโรงกษาปณ
ฯลฯ
5. พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลาเจาอยูหัวไดพระราชทานเสรีภาพในการนับถือศาสนา เพราะทรง
เห็นวาไมม ีผลตอ กิจการแผนดนิ
6. พระองคไ ดทรงปญ ญตั ิกฎหมายขนึ้ เกอื บ 500 ฉบบั ซ่งึ เปน กฎหมายท่ีเต็มไปดว ยมนุษยธรรม
7. พระองคทรงเปนนักวิทยาศาสตร ทรงยอมรับวิชาการทางตะวันตกมาใช เชน การถายรูป การ
กอสราง และงานเครือ่ งจกั ร เปน ตน ท้ังยังทรงมีพระปรีชาสามารถในดานดาราศาสตร คือ ทรงคํานวณเวลา
เกดิ สุริยุปราคาหมดดวงในประเทศไทย ท่ีตําบลหวากอ แขวงเมืองประจวบคีรีขันธ ไดวาจะเกิดขึ้นวันที่ 18
สิงหาคม พ.ศ. 2411 เวลา 10.32 นาฬกิ า เวลาดวงอาทติ ยมืดเตม็ ดวง คือ 6 นาที 46 วนิ าที และเหตุการณได
เกดิ ขนึ้ จริงตามทที่ รงคํานวณไวทกุ ประการ
ในการเสดจ็ ไปทอดพระเนตรสุริยุปราคาคร้ังนั้นทําใหพระองคประชวรดวยไขสับสั่นอยางแรง และ
เสด็จสวรรคตเมื่อวนั ที่ 1 ตลุ าคม พ.ศ. 2411 สิรพิ ระชนมายุได 64 พรรษา รวมเวลาครองราชยไ ด 17 ปเ ศษ
4.3 พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลาเจาอยูหวั
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา เจา อยหู วั เปน พระราชโอรสในรชั กาลท่ี 4 และสมเดจ็ พระเทพศิริน-
ทราบรมราชินี พระราชสมภพเม่ือวันท่ี 20 กันยายน พ.ศ. 2396 มีพระนามเดิมวา สมเด็จพระเจาลูกยาเธอ
เจา ฟาจุฬาลงกรณ ทรงไดรบั การศึกษาข้นั ตน ในพระบรมมหาราชวงั เม่อื พระชนมายุ 13 พรรษา ทรงเปนกรม
ขุนพนิ ิตประชานาถ เสวยราชยเม่อื วนั ท่ี 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411
ขณะมีพระชนมพรรษาเพียง 15 พรรษา โดยมีเจาพระยาศรีสุริยวงศ (ชวง บุนนาค) เปนผูสําเร็จ
ราชการแผน ดิน จนถงึ พ.ศ. 2416 ทรงบรรลุนิตภิ าวะ พระชนมพรรษาครบ 20 พรรษา จึงมีพระราชพิธีบรม
ราชาภเิ ษกครงั้ ท่ี 2 ทรงครองราชยส มบตั ยิ าวนานถงึ 42 ป สวรรคตเม่อื วนั ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453
พระราชกรณียกจิ ทีส่ าํ คญั
เพ่ือใหไทยเจริญกาวหนาทัดเทียมอารยประเทศและรอดพนจากภัยจักรวรรดินิยมท่ีกําลังคุมคาม
ภมู ิภาคเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใตอยูขณะน้นั รชั กาลที่ 5 ทรงพัฒนาและปรบั ปรงุ ประเทศ ทุกดา น เชน
การปกครอง
ทรงปฏิรูปการปกครองใหมตามอยางตะวันตก แยกการปกครองออกเปน 3 สวน คือ การปกครอง
สวนกลาง แบง เปน กระทรวงตางๆ การปกครองสวนภมู ิภาคโดยระบบเทศาภิบาลและการปกครองสว นทองถน่ิ
ในรูปสขุ าภิบาล
กฎหมายและการศาล
ห น้ า | 122
ใหต ้งั กระทรวงยุติธรรมรบั ผิดชอบศาลยตุ ิธรรม เปนการแยกอาํ นาจตุลาการ ออกจากฝา ยบริหารเปน
ครั้งแรก ยกเลิกจารีตนครบาลท่ีใชวิธีโหดรายทารุณในการไตสวนคดีความ ต้ังโรงเรียนกฎหมายข้ึน และ
ประกาศใชป ระมวลกฎหมายลกั ษณะอาญาอันเปนประมวลกฎหมายฉบบั แรกของไทย การปรับปรุงกฎหมาย
และการศาลนเี้ ปน ลูท างที่ทําใหประเทศไทยสามารถแกปญหาสทิ ธิสภาพนอกอาณาเขตไดในภายหลงั
สังคมและวัฒนธรรม
ทรงยกเลิกระบบทาสและระบบไพร ใหประชาชนมีอิสระในการดํารงชีวิต ยกเลิกประเพณีท่ีลาสมัย
และรับเอาวฒั นธรรมตะวนั ตกเขา มา
การเงนิ การธนาคารและการคลงั
ผลจากการทาํ สนธิสญั ญาเบาวร งิ ในสมยั รัชกาลท่ี 4 ทําใหเ ศรษฐกจิ การคา ขยายตวั มีชาวตางประเทศ
เขา มาทาํ กจิ การในประเทศไทยมากขนึ้ รัชกาลท่ี 5 จึงใหออกใชธนบัตรและมีการกําหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่
แนนอนเปนคร้งั แรก ทรงอนุญาตใหธนาคารพาณชิ ยข องตา งประเทศเขา มาตงั้ สาขาและสนับสนนุ ใหคนไทยตั้ง
ธนาคารพาณชิ ยขึ้น ในดานการคลงั มีการจัดทํางบประมาณแผนดินเปนคร้ังแรก และปรับปรุงระบบจัดเก็บ
ภาษีอากรใหม ีประสทิ ธิภาพข้นึ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจา อยูหัว ทรงมีพระกรุณาธิคุณตอประชาชนชาวไทยและประเทศ
ไทยอยางใหญหลวง จงึ ทรงไดร ับพระราชสมญั ญาวา พระปยมหาราช อนั หมายถึงวา ทรงเปนทรี่ ักย่ิงของปวง
ชนชาวไทย และในโอกาสครบรอบ 150 พรรษาแหง วนั คลา ยวันพระราชสมภพ วันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2546
องคการศึกษาวทิ ยาศาสตรและวัฒนธรรมแหงสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ไดประกาศยกยองให
พระองคเปนบคุ คลสาํ คัญและมีผลงานดีเดน ของโลกทางสาขาการศึกษา วัฒนธรรม สงั คมศาสตร มนุษยวิทยา
การพฒั นาสงั คม และสื่อสาร
4.4 สมเด็จพระเจาบรมวงศเ ธอ กรมพระยาดาํ รงราชานภุ าพ
สมเดจ็ พระเจา บรมวงศเ ธอ กรมพระยาดํารงราชานภุ าพ เปนพระโอรสในรชั กาลที่ 4 กบั เจา จอมมารดาชุม
มีพระนามเดิมวา พระองคเจาดิศวรกุมาร ประสูติเม่ือวันท่ี 21 มิถุนายน พ.ศ. 2405 ทรงไดรับการศึกษา
เบื้องตน ในพระบรมมหาราชวัง ในสมัยรัชกาลท่ี 5 ไดร ับการสถาปนาเปนกรมหม่ืนดํารงราชานุภาพ แลวเลื่อน
เปนกรมหลวง ตอมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ไดเล่ือนข้ึนเปนกรมพระยา และเมื่อถึงสมัยรัชกาลท่ี 7 ไดรับการ
สถาปนาเปน สมเดจ็ พระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดาํ รงราชานุภาพ สมเด็จฯ กระพระยาดํารงราชานุภาพ
ทรงเปน กําลงั สําคญั ในการพัฒนาบานเมอื ง โดยเฉพาะการปฏริ ูปประเทศในสมยั รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิบัติหนาที่
ราชการดานความวริ ยิ ะอุตสาหะ มคี วามรอบรู มคี วามซอ่ื สัตย และจงรักภักดตี อพระมหากษัตรยิ ท กุ พระองค
กรณียกจิ ทีส่ าํ คญั
การศกึ ษา
ใน พ.ศ. 2423 ทรงไดรับแตงตั้งใหดํารงตําแหนงผูบังคับการกรมทหารมหาดเล็ก จึงเก่ียวของกับ
การศึกษามาตง้ั แตน้นั เน่อื งจากมีการตงั้ โรงเรียนทหารมหาดเล็กข้นึ ในกรมทหารมหาดเล็ก ตอมาเปล่ียนเปน
ห น้ า | 123
โรงเรยี นเรยี นพลเรอื น จนถงึ พ.ศ. 2433 ทรงเปนอธิบดกี รมศึกษาธิการและกํากับกรมธรรมการ จึงปรับปรุง
งานดานการศกึ ษาใหทันสมยั เชน กําหนดจดุ มงุ หมายทางการศึกษาใหส อดคลองกบั ความตอ งการของประเทศ
คือ ฝกคนเพื่อเขารบั ราชการกาํ หนดหลักสตู ร เวลาเรยี นใหเ ปนแบบสากล ทรงนิพนธแบบเรียนเร็วขึ้นใชเพ่ือ
สอนใหอานไดภายใน 3 เดือน มีการตรวจคัดเลือกหนังสือเรียน กําหนดแนวปฏิบัติราชการในกรมธรรมการ
และรเิ ร่มิ ขยายการศกึ ษาออกไปสูราษฎรสามัญชน เปน ตน
การปกครอง
ทรงตาํ แหนง เสนาบดกี ระทรวงมหาดไทยคนแรกเปนเวลานานถงึ 23 ป ตดิ ตอกันต้ังแต พ.ศ. 2435 –
2458 ทรงมีบทบาทสําคัญในการวางรากฐานระบบการบริหารราชการแผนดินสวนภูมิภาพในแนวใหม โดย
ยกเลิกการปกครองที่เรยี กวา ระบบกินเมือง ซง่ึ ใหอ ํานาจเจา เมืองมาก มาเปน การรวมเมืองใกลเ คยี งกนั ตง้ั เปน
มณฑล และสงขาหลวงเทศาภิบาลไปปกครองและจายเงินเดือนใหพอเล้ียงชีพ ระบบน้ีเปนระบบการรวม
อาํ นาจเขาสูศูนยก ลาง นอกจากนี้มกี ารต้งั หนว ยงานใหมข้ึนในกระทรวงมหาดไทย เพ่ือทําหนาที่ดูแลทุกขสุข
ราษฎร เชน กรมตํารวจ กรมปาไม กรมพยาบาล เปนตน ตลอดเวลาที่ทรงดูแลงานมหาดไทย ทรงให
ความสําคัญแกการตรวจราชการเปนอยางมาก เพราะตองการเห็นสภาพเปนอยูที่แทจริงของราษฎร ดูการ
ทํางานของขา ราชการ และเปนขวญั กําลังใจแกขา ราชการหวั เมอื งดว ย
งานพระนพิ นธ
ทรงนพิ นธง านดา นประวตั ศิ าสตรโ บราณคดี และศิลปวฒั นธรรมไวเปนจํานวนมาก ทรงใชวิธีสมัยใหม
ในการศึกษาคนควาประวัติศาสตรและโบราณคดี จนไดรับการยกยองวาเปนบิดาทางโบราณคดีและ
ประวตั ิศาสตรไ ทย สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดํารงราชานภุ าพทรงลาออกจากตาํ แหนง เสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย
เมื่อ พ.ศ. 2458 ในสมยั รชั กาลท่ี 6 เน่ืองจากมปี ญหาดานสุขภาพ แตตอ มาเสดจ็ กลับเขา รบั ราชการอกี ครั้ง ใน
ตําแหนงเสนาบดีมุรธาธร และเม่ือถึงสมัยรัชกาลท่ี 7 ทรงดํารงดําแหนงอภิรัฐมนตรี งานสําคัญอ่ืนๆ ที่ทรง
วางรากฐานไว ไดแ ก หอสมุดสําหรบั พระนคร และงานดานพิพธิ ภณั ฑแ ละหอจดหมายเหตุ สมเด็จฯ กรมพระ
ยาดาํ รงราชานุภาพสิน้ พระชนมเม่ือ พ.ศ. 2486 ทรงเปนตนราชสกุล ดิศกุล ใน พ.ศ. 2505 ยูเนสโกประกาศยก
ยองพระองคใหเปน ผมู ผี ลงานดีเดนทางดา นวัฒนธรรมระดับโลก นับเปน คนไทยคนแรกทไี่ ดร บั เกยี รติ
4.5 สมเด็จพระเจา บรมวงศเ ธอ เจา ฟา กรมพระยานรศิ รานวุ ดั ติวงศ
สมเด็จพระเจาบรมวงศเ ธอ เจา ฟา กรมพระยานริศรานวุ ดั ติวงศ เปนเจาฟา ผูท รงพระปรีชาสามารถใน
วชิ าการหลายแขนง ทรงเปนปราชญท างอักษรศาสตร ประวัติศาสตร ดนตรี และงานชาง พระองคมีพระนาม
เดมิ วา พระองคเ จา จติ รเจริญ เปน พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา เจาอยูหัว กับหมอมเจาหญิง
พรรณราย ประสตู ทิ ีต่ ําหนกั ในพระบรมมหาราชวัง เม่อื วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2406 ทรงไดรับการศึกษาขั้นตน
ที่โรงเรียนเตรียมทหาร จากนั้นผนวชเปนสามเณรอยูที่วัดบวรนิเวศวิหาร หลังจากน้ันทรงศึกษาวิชาการตางๆ
ห น้ า | 124
และราชประเพณี ครน้ั ลาผนวชแลว ทรงรับราชการในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวทรงมีพระ
สตปิ ญ ญารอบรู เปนท่วี างพระราชหฤทยั จนไดรับพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหเล่ือนพระอิสริยยศเปน พระเจา
นองยาเธอเจาฟากรมขุนนริศรานุวัดติวงศ ทรงรับราชการในตําแหนงสําคัญ อยูหลายหนวยงานเพ่ือ
วางรากฐานในการบรหิ ารราชการใหมน่ั คง ทงั้ กระทรวงโยธาธิการ กระทรวงพระคลงั และกระทรวงวัง
ใน พ.ศ. 2452 ทรงกราบบังคมลาออกจากราชการ เนอ่ื งจากประชวร ดว ยโรคพระหทัยโต ทรงปลูก
ตําหนักอยูท คี่ ลองเตย และเรียกตาํ หนักนี้วา บานปลายเนิน คร้ันเมื่อรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา
เจา อยหู ัว ทรงพระกรุณาโปรดเกลา ฯ ใหเ ล่ือนพระอสิ รยิ ยศเปน สมเดจ็ พระเจาบรมวงศเธอ เจา ฟากรมพระนริศ
รานวุ ัดติวงศ และโปรดเกลาฯ ใหทรงกลับเขา รบั ราชการอกี ครง้ั หนึง่ จนกระท่ังมกี ารเปล่ยี นแปลงการปกครอง
จงึ ทรงพนจากตําแหนง
ถงึ รัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระเจา อยูหวั อานนั ทมหดิ ล ทรงพระกรุณาโปรดเกลา ฯ ใหเลอ่ื นกรมข้ึนเปน
สมเดจ็ พระเจาบรมวงศเธอ เจาฟา กรมพระยานรศิ รานุวัดติวงศในบ้ันปลายพระชนมทรงประทับท่ีบานปลาย
เนนิ จนส้ินพระชนมล งเมอ่ื วันท่ี 10 มนี าคม พ.ศ. 2490 พระชนั ษา 83 ป ทรงเปนตน ราชสกลุ จติ รพงศ
สมเดจ็ ฯ เจาฟา กรมพระยานรศิ รานวุ ัดติวงศ ทรงมีพระปรีชาสามารถในงานชางหลายแขนง ไดทรง
งานออกแบบไวเปนจํานวนมาก ท้ังงานภาพเขียนในวรรณคดี ภาพประดับผนัง พระราชลัญจกรและตรา
สัญลักษณต างๆ ตาลปต ร ตลอดจนสถาปตยกรรม ซ่งึ เปนท่ีรูจักแพรหลาย เชน พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร
ดุสิตวนาราม พระอุโบสถวัดราชาธิวาส พระอโุ บสถวดั พระปฐมเจดยี ฯลฯ ดวยพระปรีชาสามารถทางดานงาน
ชางนเี้ อง ทําใหทรงไดรบั พระสมัญญานามวา นายชางใหญแหง กรงุ สยาม
นอกจากนยี้ ังทรงพระปรีชาสามารถทางดา นดนตรี ทรงพระนิพนธเพลงเขมรไทรโยค เพลงตับนิทรา
ชาครติ เพลงตับจูลง ฯลฯ สว นดานวรรณกรรมทรงมลี ายพระหัตถโตตอบกับสมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุ
ภาพ ซ่ึงภายหลังไดกลายเปนเอกสารที่มีคุณคาดานประวัติศาสตรโบราณคดี ศิลปวัฒนธรรมประเพณีและ
อกั ษรศาสตร ที่รจู กั กนั ท่ัวไปในนาม สาสนสมเด็จ ความท่ีสมเด็จฯ เจาฟากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ ทรง
พระปรีชาสามารถในวิชาการหลายแขนง จึงมิไดเ ปน บคุ คลสําคัญของชาตไิ ทยเทา นั้น หากแตทรงเปนบุคคลท่ี
ชาวโลกพงึ รูจกั โดยใน พ.ศ. 2506 อันเปนวาระครบรอ ยปแ หง วันประสูติ ยูเนสโกไดประกาศใหพระองคเปน
บุคคลสําคัญของโลกพระองคห นงึ่
4.6 ขรัวอนิ โขง
ขรวั อนิ โขง เปน ชอ่ื เรียกพระอาจารยอิน ซงึ่ เปนจิตรกรในสมยั พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยหู ัว
ขรัวอินโขง เปน ชาวบางจาน จังหวดั เพชรบุรี บวชอยูจนตลอดชีวิตท่ีวัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) กรุงเทพฯ การท่ี
ทา นบวชมานานจึงเรียกวา ขรัว สวนคําวา โขง นั้นเกิดจากทานบวชเปนเณรอยูนานจนใครๆ พากันเรียกวา
อินโขง ซึ่งคาํ วา โขง หรือ โคง หมายถงึ ใหญหรอื โตเกินวยั นนั้ เอง
ขรัวอินโขง เปนชางเขียนไทยคนแรกที่มีความรูในการเขียนภาพทั้งแบบไทยที่นิยมเขียนกันมาแต
โบราณ และท้งั แบบตะวันตกดวย นบั เปน จติ รกรคนแรกของไทยทม่ี ีพฒั นาการเขียนรูปจิตรกรรมฝาผนัง โดย
การนําทฤษฎีการเขยี นภาพแบบสามมติ แิ บบตะวันตกเขามาเผยแพรในงานจิตรกรรมของไทยยุคน้ัน ภาพตางๆ
ท่ขี รวั อินโขงเขยี นจงึ มแี สง เงา มีความลกึ และเหมอื นจริง
ห น้ า | 125
ผลงานของขรัวอินโขง เปนที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา เจาอยหู วั มาก เคยโปรดเกลาฯ ให
เขียนรูปตางๆ ตามแนวตะวันตกไวที่พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ซ่ึงเปนภาพเขียนแรกๆ ของขรัวอินโขง
นอกจากน้ันมีภาพเหมอื นพงศาวดารกรงุ ศรอี ยธุ ยาทีห่ อพระราชกรมานสุ รณ
ภาพของขรวั อนิ โขงเทา ที่มีปรากฏหลักฐานและมกี ารกลา วอางถึง อาทิ ภาพเขียนชาดก เร่ืองพระยา
ชางเผอื ก ทผ่ี นงั พระอุโบสถ และภาพสภุ าษิตท่ีหนาตางพระอโุ บสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ภาพพงศาวดาร
กรงุ รตั นโกสินทรใ นหอพระราชพงศานสุ รณในพระบรมมหาราชวงั ภาพปรศิ นาธรรมทผ่ี นงั พระอุโบสถวัดบรม
นวิ าส ภาพพระบรมรปู รชั กาลที่ 4 ฯลฯ
ภาพเขียนจากฝมือขรัวอินโขงเหลาน้ี มีเอกลักษณเฉพาะตัว โดดเดน แปลกตา ใชสีเขมและสีออน
แตกตางจากงานจิตรกรรมท่ีเคยเขียนกันมาในยุคน้ัน ทําใหเกิดรูปแบบใหมของงานจิตรกรรมในสมัย
พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวที่เรียกกันวา จิตรกรรมสกุลชางขรัวอินโขงท่ีเปนตนกําเนิดของงาน
จติ รกรรมไทยในยุคตอๆ มา
4.7 สมเดจ็ พระศรนี ครินทราบรมราชชนนี
สมเด็จพระศรีนครนิ ทราบรมราชชนชี ทรงมีพระนามเดิมวา สังวาล ตะละภัฏ พระราชราชสมภพเม่ือ
วันอาทิตยท่ี 21 ตุลาคม พ.ศ. 2443 ทรงเปนบุตรคนท่ี 3 ในพระชนกชู และพระชนนีคํา ทรงมีพระภคินี และ
พระเชษฐา 2 คนซึ่งไดถงึ แกก รรมตั้งแตเยาวว ยั คงเหลือแตพระอนุชาออนกวาพระองค 2 ป คอื คุณถมยา
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีอภิเษกสมรสกับสมเด็จเจาฟาฯ กรมขุนสงขลานครินทรได
ประสตู พิ ระโอรสและพระธิดา ดังนี้
1. หมอ มเจา กลั ยาณวิ ฒั นามหิดล ภายหลังทรงไดรับการสถาปนาพระอิสริยศักดิ์ เปนสมเด็จพระเจา
พน่ี างเธอ เจาฟากลั ยาณวิ ัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครนิ ทร
2. หมอมเจาอานันทมหดิ ล (รชั กาลที่ 8)
3. พระวรวงศเธอพระองคเจา ภมู ิพลอดลุ ยเดช (รชั กาลท่ี 9)
พระราชกรณยี กิจทส่ี าํ คัญ
การแพทย พยาบาล การสาธารณสขุ และการศกึ ษา
สมเดจ็ ยาทรงจดั ต้งั หนว ยและมลู นิธทิ สี่ าํ คญั ข้นึ ดงั นี้
1. หนวยแพทยอาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) เปนหนวยแพทยอาสา
เคลื่อนท่ที ่ีเดนิ ไปในถิ่นทุรกันดาร ประกอบดว ย แพทย ทนั ตแพทย เภสัชกร พยาบาล เจาหนาท่ีสาธารณสุข
และสมาชิกสมทบอีกคณะหน่งึ ซึง่ ไมไ ดร ับสง่ิ ตอบแทนและเบีย้ เลย้ี ง เงินเดอื น
2. มูลนธิ ิขาเทยี ม จดั ตัง้ เม่อื 17 สงิ หาคม พ.ศ. 2535
3. มูลนธิ ิถนั ยรกั ษ ท่ีโรงพยาบาลศิริราช จดั ตั้งเมื่อเดอื นมีนาคม พ.ศ. 2538 เพอื่ ใชเปน สถานที่ตรวจ
วินจิ ฉยั เตานม
ห น้ า | 126
4. ทรงบรจิ าคเงนิ เพอ่ื สรา งโรงเรียนกวา 185 โรงเรียน และทรงรบั เอาโครงการของโรงเรียนตํารวจ
ตระเวนชายแดนไวใ นพระราชปู ถมั ภ
การอนรุ ักษธรรมชาติ และสง่ิ แวดลอ ม
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเปนพระราชวงศท่ีโปรดธรรมชาติมาก ทรงสรางพระ
ตาํ หนักดอยตงุ ขน้ึ บริเวณดอยตงุ เนื้อที่ 29 ไร 3 งาน ท่ีบานอกี อ ปา กลวย อําเภอแมฟา หลวง จังหวัดเชียงราย
ดว ยพระราชทรพั ยส วนพระองคเอง ในพนื้ ทีเ่ ชา ของกรมปา ไมเปน เวลานาน 30 ป มคี วามสงู กวา ระดับนํ้าทะเล
ประมาณ 1,000 เมตร โดยทรงเรียกพระตําหนักน้ีวา บานท่ีดอยตุง ทรงพัฒนาดอยตุง และสงเสริมงานให
ชาวเขาอกี ดว ย ดังน้ี
1. โครงการพฒั นาดอยตุง เม่อื ป พ.ศ. 2531
2. ทรงพระราชทานกลา ไมแกผูตามเสด็จ และทรงปลกู ปาดว ยพระองคเอง
3. ทรงนาํ เมล็ดกาแฟพนั ธอุ าราบิกา และไมด อกมาปลกู
4. โครงการขยายพันธโุ ดยวิธีเพาะเลย้ี งเน้ือเยอื่ หนอไมฝรงั่ กลวย กลว ยไม เหด็ หลินจอื สตรอเบอรร ่ี
5. จดั ตั้งศนู ยบ ําบัด และฟนฟูสมรรถภาพผตู ิดยาเสพตดิ ท่ีบานผาหมี ตําบลเวียงพางคํา อําเภอแมสาย
จังหวัดเชียงราย
จากพระราชอุตสาหะดงั กลา ว และโครงการทีย่ งั มิไดนําเสนอขึ้นมาขางตนนี้ ยอดดอยท่ีเคยหัวโลนดวย
การถางปา ทาํ ไรเ ลอ่ื นลอยปลกู ฝน จึงไดก ลบั กลายมาเปนดอยทเ่ี ต็มไปดวยปาไมต ามเดิม ดวยเหตนุ ้ี พระองค
จึงทรงไดรบั ขนานนามวา สมเดจ็ ยา แมฟาหลวงของชาวไทย
ในวันองั คารที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 สมเด็จพระศรนี ครินทราบรมราชชนนีทรงไดเสด็จสวรรคต
แตพ ระเกยี รติคณุ และพระมหากรณุ าธิคุณ ท่ีทรงปรารถนาใหชาวไทยมีความสุข ยังคงสถิตถาวรอยูในความ
ทรงจําของพสกนิกรท่ัวไทยตลอดกาล และในวันท่ี 21 ตุลาคม พ.ศ. 2543 เปนวันคลายวันพระราชสมภพ
ครบรอบ 100 ป องคการวิทยาศาสตรและวัฒนธรรมแหงสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ไดเฉลิมพระเกียรติ
ยกยอ งใหสมเด็จพระศรนี ครินทราบรมราชชนนที รงเปน “บคุ คลสําคัญของโลก”
4.8 พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช (รชั กาลที่ 9)
พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดชมหาราช พระราชโอรสพระองคเ ลก็ ในสมเดจ็ เจาฟา
มหิดลอดุลยเดช กรมขนุ สงขลานครนิ ทร และหมอมสงั วาล ประสูติ ณ โรงพยาบาลเมานทออเบรน เมืองเคม
บรดิ จ รัฐแมสสาซูเสตต ประเทศสหรัฐอเมริกา วันที่ 5 ธันวาคม 2570 ตรงกับวันจันทร เดือนอาย ข้ึน 12 ค่ํา
ปเถาะ เหตุท่ีประสูติท่ีอเมริกาเพราะขณะนั้นพระบรมราชนกเสด็จทรงศึกษาและปฏิบัติหนาที่ราชการใน
ตางประเทศ
ทรงเปนพระมหากษตั ริยร ัชกาลท่ี 9 แหง ราชวงศจักรี เสด็จขึ้นครองราชยต้ังแตวันที่ 9 มิถุนาย พ.ศ.
2489 จนถงึ ปจจุบนั ทรงพระสถานะเปนประมุขแหงรฐั ตามบทบัญญตั ิของรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย
พระองคทรงไดรับการถวายพระราชสมัญญาวา “สมเด็จพระภัทรมหาราช” ซ่ึงมีความหมายวา
“พระมหากษัตริยผูประเสริฐยิ่ง” ตอมาไดมีการถวายพระราชสมัญญาใหมวา “พระบาทสมเด็จพระ
ห น้ า | 127
เจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช” เมื่อ พ.ศ. 2530 และ “พระภูมิพลมหาราช” อนุโลมตามธรรมเนียม
เชน เดียวกบั พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลาเจา อยูหวั (รชั กาลที่ 5) ท่ีทรงไดร บั พระราชสมัญญาวา “พระปย
มหาราช” อนึ่ง ประชาชนท่ัวไปนิยมเรียกพระองควา “ในหลวง” คําดังกลาวคาดวายอมาจาก “ใน
(พระบรมมหาราชวัง) หลวง” บางก็วา เพ้ยี นมาจากคําวา “นายหลวง” ซึ่งแปลวา เจานายผเู ปน ใหญ
ทง้ั นี้ ทรงเปน พระมหากษตั รยิ ท่ีมพี ระชนมช พี อยูและทรงอยูในตําแหนง ยาวนานทส่ี ุดในโลก และเสวย
ราชยย าวนานทสี่ ุดในประวตั ศิ าสตรช าตไิ ทยดวยเชนกนั
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงหมั้นกับ ม.ร.ว. สิริกิติ์ เมื่อวันที่ 19
กรกฎาคม พ.ศ. 2492 เสด็จพระราชดําเนินนิวัตพระนครในปถัดมา โดยประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน
ตอมาวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวโปรดเกลาฯ ใหจัดการพระราชพิธี
ราชาภเิ ษกสมรสกบั หมอมราชวงศสิริกิต์ิ กิติยากร ณ พระตําหนักสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระ
พันวัสสาอัยยกิ าเจา ในวังสระปทุม ซึ่งในการพระราชพิธรี าชาภิเษกสมรสน้ี มีพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ
ใหส ถาปนาหมอมราชวงศหญิงสริ ิกิต์ิ กิตยิ ากร ข้ึนเปนสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493
ทรงพระกรณุ าโปรดเกลากระหมอ มใหตัง้ การพระราชพธิ ีบรมราชาภิเษกตามแบบอยางโบราณราชประเพณขี น้ึ
ณ พระทน่ี ่งั ไพศาลทักษิณเฉลมิ พระปรมาภไิ ธยตามท่ีจารกึ ในพระสพุ รรณบัฏวา พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทร
มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิวาส บรมนาถบพิตร
พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการวา “เราจะครองแผนดินโดยธรรม เพ่ือประโยชนสุขแหงมหาชนชาว
สยาม” และในโอกาสน้ี มีพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ ใหเฉลิมพระนามาภิไธย สมเด็จพระราชินีสิริกิต์ิ
เปน สมเด็จพระนางเจา สิรกิ ิต์ิ พระบรมราชนิ ี
ห น้ า | 128
พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดชและสมเดจ็ พระนางเจาสริ กิ ติ ิ์ พระบรมราชินีนาถมี
พระราชโอรส และพระราชธดิ าดวยกันสพี่ ระองคต ามลําดบั ดงั ตอไปน้ี
1. ทูลกระหมอ มหญิงอบุ ลรตั นราชกญั ญา สริ วิ ฒั นาพรรณวดี (พระนามเดมิ : สมเด็จพระเจา ลูกเธอ
เจา ฟาอบุ ลรัตนราชกญั ญา สริ วิ ัฒนาพรรณวดี ประสตู ิ 5 เมษายน 2494 สถานพยาบาล มงตชัวชี เมืองโลซาน
ประเทศสวิตเซอรแ ลนด) สมเดจ็ พระเจา ลกู เธอพระองคนไ้ี ดท รงลาออกจากฐานันดรศกั ด์ิแหง พระราชวงศ โดย
มีพระโอรสหนึ่งองคและพระธิดาสององค ท้ังนี้ คําวา “ทูลกระหมอมหญิง” เปนคําเรียกพระราชวงศที่มี
พระชนนีเปนสมเด็จพระบรมราชนิ ี
2. สมเด็จพระบรมโอรสาธริ าช เจาฟามหาวชริ าลงกรณ สยามมกฎราชกุมาร (พระนามเดมิ :
สมเดจ็ พระเจา ลกู ยาเธอ เจา ฟา วชิราลงกรณ บรมจกั รยาดศิ รสนั ตติวงศ เทเวศรธํารงสุบริบาล อภคิ ุณปู ระการ
มหิตตลาดุลเดช ภูมพิ ลนเรสวรางกรู กติ ติสิริสมบรู ณส วางควฒั น บรมขัตตยิ ราชกุมาร; ประสูติ: 28 กรกฎาคม
2495, พระทนี่ ่ังอมั พรสถาน)
3. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจาฟามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปยชาติ สยามบรมราช
กุมารี (พระนามเดิม: สมเด็จพระเจาลูกเธอ เจาฟาสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย; ประสูติ:
2 เมษายน 2498, พระทนี่ ่งั อมั พรสถาน)
4. สมเด็จพระเจา ลกู เธอ เจาฟาจุฬาภรณวลัยลักษณ อัครราชกุมารี (ประสูติ: 4 กรกฎาคม 2500,
พระท่นี ่งั อัมพรสถาน)
พระราชกรณยี กจิ พระราชนิพนธ และผลงานอน่ื โดยสังเขป
ทรงประกอบพระราชกรณยี กจิ ท่ีถึงพรอ มทง้ั ความบรสิ ทุ ธ์ิบรบิ ูรณ จึงเปนชวงเวลา 60 ป ท่ีพสกนิกร
ชาวไทยอยไู ดอยา งรมเย็นเปน สขุ ภายใตร มพระบารมี พระราชกรณยี กิจท้ังหลายท่พี ระองคท รงบาํ เพญ็ นบั เปน
พระมหากรุณาธิคุณอยางหาท่ีสุดไมไดที่พระองคทรงมีตอประเทศชาติและประชาชนชาวไทย ดังพระราช
กรณยี กจิ และพระราชนพิ นธ ดังน้ี
1. มลู นิธิชยั พฒั นา
2. มูลนิธิโครงการหลวง
3. โครงการสว นพระองคสวนจติ รลดา
4. โครงการหลวงอา งขาง
5. โครงการปลกู ปาถาวร
6. โครงการแกม ลิง
7. โครงการฝนหลวง
8. โครงการสารานกุ รมไทยสําหรับเยาวชน
9. โครงการแกลง ดนิ
10. กงั หันชัยพฒั นา
11. แนวพระราชดําริ ผลติ แกส โซออลใ นโครงการสวนพระองค (พ.ศ. 2528)
12. แนวพระราชดําริ เศรษฐกจิ พอเพยี ง ห น้ า | 129
13. เพลงพระราชนพิ นธ
14. พระสมเดจ็ จติ รลดา พระเกียรตยิ ศ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดลุ ยเดช ทรงไดร ับการทูลเกลา ฯ ถวายรางวลั และเกียรติยศ
ตางๆ มากมาย ทง้ั จากบุคคลและคณุ บคุ คลในประเทศและตางประเทศ อันเนื่องมาจากพระราชกรณียกิจและ
พระราชอัธยาศยั ในการแสวงหาความรู ทสี่ าํ คญั เปนตนวา
1. ประธานรัฐสภายุโรปและสมาชิกรวมกันทูลเกลาฯ ถวาย “เหรียญรัฐสภายุโรป”
(19 กรกฎาคม พ.ศ. 2519)
2. ประธานคณะกรรมมาธิการเพื่อสันติภาพของสมาคมอธิการบดีระหวางประเทศ ทูลเกลาฯ
ถวาย “รางวัลสันติภาพ” (9 กันยายน พ.ศ. 2529)
3. สถาบันเทคโนโลยแี หง เอเชยี ทลู เกลาฯ ถวาย “เหรียญทองเฉลิมพระเกยี รตคิ ณุ ในการนาํ ชนบท
ใหพฒั นา” (21 กรกฎาคม พ.ศ. 2530)
4. ผูอํานวยการใหญโ ครงการสง่ิ แวดลอ มแหงสหประชาชาติ (UNEP) ทูลเกลาฯถวาย “เหรียญทอง
ประกาศพระเกียรติคณุ ดานสงิ่ แวดลอม” (4 พฤจกิ ายน พ.ศ. 2535)
5. ผูอํานวยการใหญองคการอนามัยโลก (WHO) ทูลเกลาฯ ถวาย “เหรียญทองสาธารณสุขเพื่อ
มวลชน” (24 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2535)
6. คณะกรรมการสมาคมนิเวศวิทยาเชิงเคมีสากล (International Society of Chemical
Ecology) ทูลเกลาฯ ถวาย “เหรียญรางวัลเทิดพระเกียรติในการสงวนรักษาความหลายหลายทางชีวภาพ”
(26 มกราคม พ.ศ. 2536)
ห น้ า | 130
7. หัวหนาสาขาเกษตร ฝายวิชาการภูมิภาคเอเชียของธนาคารโลก ทูลเกลาฯ ถวาย “รางวัลหญา
แฝกชุบสํารดิ ” สดดุ ีพระเกียรติคณุ ในฐานะท่ีทรงเปนนักอนรุ กั ษด นิ และนํ้า (30 ตุลาคม พ.ศ. 2536)
8. ผูอํานวยการบริหารของยูเอ็นดีซีพี (UNDCP) แหงสหประชาชาติ ทูลเกลาฯ ถวาย “เหรียญ
ทองคาํ สดดุ พี ระเกียรตคิ ณุ ดานการปอ งกันแกไ ขปญ หายาเสพตดิ ” (12 ธนั วาคม พ.ศ. 2537)
9. องคก ารอาหารและเกษตรแหงสหประชาชาติ (FAO) ทูลเกลาฯ ถวาย “เหรียญสดุดีพระเกียรติ
คณุ ในดา นการพัฒนาการเกษตร” (6 ธนั วาคม พ.ศ. 2539)
10. สํานักงานโครงการพัฒนาแหงสหประชาชาติ (UNDP) ทูลเกลาฯ ถวาย “รางวัลความสําเร็จ
สงู สุดดา นการพฒั นามนษุ ย” จากการท่ไี ดท รงอุทศิ กาํ ลงั พระวรกายและทรงพระวิริยะอุตสาหะในการปฏิบัติ
พระราชกรณยี กิจนอยใหญนานัปการ เพ่ือยังประโยชนและความเจริญอยางย่ังยืนมาสูประชาชนชาวไทยท้ัง
ประเทศมาโดยตลอด (26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549)
11. ในป พ.ศ. 2550 องคการทรัพยสินทางปญญาโลก (World Intellectual Property
Organization-WIPO) แถลงขาวการทูลเกลาฯ ถวาย “เหรียญรางวัลผูนําโลกดานทรัพยสินทางปญญา”
(Global Leaders Award) โดยนายฟรานซิส เกอรรี่ ผูอํานวยการใหญเปนผูนําข้ึนทูลเกลาฯ ถวาย ณ
พระราชวงั ไกลกังวล ในวนั ท่ี 14 มกราคม 2552 เพอื่ เทิดพระเกียรตทิ ที่ รงมีบทบาทและผลดานทรัพยสินทาง
ปญ ญาท่ีโดดเดน ทัง้ นีพ้ ระองคท รงเปน ผูน าํ โลกคนแรกทีไ่ ดรบั การทลู เกลาฯ ถวายเหรียญรางวัลดังกลา ว
4.9 พระยากลั ยาณไมตรี (ดร.ฟรานซิส บี แซร) Dr. Francis Bowes Sayre
ดร.ฟรานซสิ บี.แซร เปน ชาวตะวนั ตกคนที่ 2 ที่ไดร ับพระราชทานบรรดาศกั ด์เิ ปน พระยากัลยาณไมตรี
ชาวตะวันตก คนแรกที่เปนพระยากัลยาณไมตรี มีนามเดิมวา เจนสไอเวอรสันเวสเตนการด (Jens Iverson
Westengard) เกดิ เม่ือ พ.ศ. 2428 ทม่ี ลรฐั เพนซลิ วาเนีย สหรฐั อเมรกิ าสําเรจ็ การศกึ ษาจากมหาวิทยาลัยฮาร
วารด เขามารับราชการในประเทศไทยในสมัยรัชกาลท่ี 5-6 โดยใน พ.ศ. 2446-2451 เปนผูชวยท่ีปรึกษา
ราชการแผน ดนิ หลงั จากน้นั เปน ทปี่ รกึ ษาราชการแผน ดินจนถึง พ.ศ. 2458 จึงกราบถวายบังคมลาออกกลับไป
สหรฐั อเมรกิ า เวสเตนการดไดรับพระราชทานบรรดาศกั ดิ์เปน พระยากลั ยาณไมตรเี มอ่ื พ.ศ. 2454
ดร.แซร มีบทบาทสําคัญในการปลดเปลื้องขอผูกพันตามสนธิสัญญาเบาวริงท่ีไทยทําไวกับประเทศ
องั กฤษในสมัยรัชกาลที่ 4 และสนธิสัญญาลกั ษณะเดียวกันที่ไทยทําไวกับประเทศอ่ืน ซึ่งฝายไทยเสียเปรียบ
มากในเร่อื งทค่ี นในบังคบั ตางชาตไิ มตองขน้ึ ศาลไทย และไทยจะเก็บภาษีจากตางประเทศเกินรอยละ 3 ไมได
ประเทศไทยพยายามหาทางแกไขสนธิสัญญาเสียเปรียบนี้มาโดยตลอด ต้ังแตสมัยรัชกาลท่ี 5 มาจนถึงสมัย
รัชกาลท่ี 6 ปรากฏวามีเพียง 2 ประเทศที่ยอมแกไขให โดยมีขอแมบางประการ ไดแก สหรัฐอเมริกาเปน
ประเทศแรกท่ยี อมแกไขใน พ.ศ. 2436 และญ่ีปนุ ยอมแกไขใน พ.ศ. 2466
เมื่อ ดร.แซร เขามาประเทศไทยแลว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงแตงตั้งใหเปน
ผูแทนประเทศไทยไปเจรจาขอแกไ ขสนธิสญั ญากบั ประเทศในยโุ รป ดร.แซร เริ่มออกเดินทางไปปฏิบัติงานใน
พ.ศ. 2467 การเจรจาเปนไปอยางยากลําบาก โดยเฉพาะอยางยิ่งการเจรจากับอังกฤษ และฝร่ังเศสซึ่งตางก็
พยายามรกั ษาผลประโยชนของตนเต็มท่ี แตเนื่องจาก ดร.แซร เปนผมู ีวิริยะอตุ สาหะ มีความสามารถทางการ
ห น้ า | 131
ทูต และมีความตั้งใจดีตอประเทศไทย ประกอบกับสถานภาพสวนตัวของ ดร.แซร ที่เปนบุตรเขยของ
ประธานาธิบดวี ูดโรว วิสสนั แหงสหรัฐอเมรกิ า จึงทาํ ใหการเจรจาประสพความสําเร็จ ประเทศในยุโรปที่ทํา
สนธิสัญญากับไทย ไดแก ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส เนเธอรแลนด สเปน โปรตุเกส เดนมารก สวีเดน อิตาลี
และเบลเยย่ี ม ยนิ ยอมแกสนธิสญั ญาใหเปนแบบเดียวกับท่ีสหรฐั อเมริกายอมแกให
ดร.แซร ถวายบังคมลาออกจากหนาทีก่ ลับไปสหรฐั อเมริกาใน พ.ศ. 2468 แตก็ยังยินดีที่จะชวยเหลือ
ประเทศไทย ดงั เชนใน พ.ศ. 2469 หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวทรงข้ึนครองราชยไดไม
นาน ดร.แซรไ ดถ วายคาํ แนะนําเก่ียวกบั สถานการณบ านเมือง และแนวทางแกปญหาตางๆ ตามท่ีทรงถามไป
และยงั ไดรา งรัฐธรรมนูญถวายใหท รงพจิ ารณาดว ย
จากคุณงามความดที ่ี ดร.แซร มีตอประเทศไทย จึงไดร ับพระราชทานบรรดาศักดิ์เปนพระยากัลยาณ
ไมตรี เมื่อ พ.ศ. 2470 และตอมาใน พ.ศ. 2511 รฐั บาลไทยไดต ง้ั ช่ือถนนขาง กระทรวงตางประเทศ (วังสราญ
รมย) วาถนนกลั ยาณไมตรี พระยากลั ยาณไมตรีถงึ แกอ นิจกรรมทปี่ ระเทศสหรัฐอเมริกาเม่อื พ.ศ. 2515
4.10 หมอบรดั เลย (Dr. Dan Beach Bradley)
ดร.แดน บีช แบรดเลย ชาวไทยเรียกกันวา หมอบรัดเลย หรือ ปลัดเล เปนชาวนิวยอรก ประเทศ
สหรัฐอเมริกา เกิดเมอ่ื พ.ศ. 2345 หมอบรัดเลยเดินทางเขามายังสยาม เม่ือ พ.ศ. 2378 โดยพักอาศัยอยูกับ
มิชชนั นารี ชอ่ื จอหนสนั ทีว่ ัดเกาะ เม่อื เขามาอยูเมืองไทย ในตอนแรกหมอบรดั เลยเ ปด โอสถศาลาข้ึนท่ีขางใต
วดั เกาะ รบั รกั ษาโรคใหแ กชาวบานแถวนัน้ พรอมท้ังสอนศาสนาคริสตใหแกชาวจีนท่ีอยูในเมืองไทย สวนซา
ราหภ รรยาของหมอเปน ครูสอนภาษาอังกฤษ
ตอ มาหมอบรัดเลยย ายไปอยแู ถวโบสถวัดซางตาครูส ขยายกิจการจากรับรกั ษาโรค เปน โรงพิมพ โดย
รบั พิมพหนงั สือเกี่ยวกับศาสนาคริสต แจกและพมิ พป ระกาศของทางราชการ เรื่อง หา มนําฝน เขามาในประเทศ
สยามเปนฉบับแรก จํานวน 9,000 แผน เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2382 อีกดวย กิจการโรงพิมพน้ีนับเปน
ประโยชนสาํ หรบั คนไทยมาก เอกสารทางประวัติศาสตรที่สําคัญซ่ึงคนรุนหลังไดศึกษาสวนหน่ึงก็มาจากโรง
พิมพข องหมอบรัดเลย นอกจากน้ีทานไดออกหนงั สือพิมพร ายปฉ บับหนึ่ง ชอ่ื วา บางกอกคาเลนเดอร (Bangkok
Galender) ตอมาไดออกหนังสือพิมพรายปกษอีกฉบับหน่ึงเม่ือ พ.ศ. 2387 ช่ือวา บางกอกรีคอรเดอร
(Bangkok Recorder) นอกจากหนงั สอื พมิ พแลวยงั ไดพ ิมพหนังสือเลมจาํ หนา ยอีกดวย เชน ไคเกก็ ไซฮ น่ั สาม
กก เลียดกก หองสิน ฯลฯ หนังสือของหมอบรัดเลยน้ันเปนท่ีรูจักแพรหลายในหมูขุนนางและราชสํานัก
โดยเฉพาะหนังสือพมิ พทลี่ งบทความแสดงความคดิ เหน็ อยางกวางขวาง
นอกจากงานดา นโรงพิมพที่หมอบรดั เลยเขามาบุกเบกิ และพฒั นาใหวงการส่ิงพิมพไทยแลว งานดาน
การแพทยและดานสาธารณสุขที่ทา นทาํ ไวก ็มไิ ดยิง่ หยอนไปกวา กนั หมอบรดั เลย นับเปน หมอฝรั่งคนแรกทไี่ ด
นาํ เอาหลกั วชิ าการแพทยสมัยใหมเขามาเผยแพรในเมืองไทย มีการผาตัดและชวยรักษาโรคตางๆ โดยใชยา
แผนใหม ซึ่งชวยใหค นไขห ายปวยอยางรวดเร็ว ทสี่ าํ คญั ท่ีสดุ คอื การปลกู ฝป องกันไขท รพิษ
ดวยคุณงานความดีท่ีหมอบรัดเลยมีตอแผนดินไทย พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว จึงได
พระราชทานพระบรมราชานุญาตใหพวกมิชชันนารี และหมอบรัดเลยเชาท่ีหลังปอมวิไชยประสิทธิ์อยูจนถึง
ห น้ า | 132
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจาอยูห วั จึงพระราชทานใหอ ยูโดยไมตอ งเสียคา เชาจนกระท่ังหมอบ
รัดเลยถึงแกกรรมเมื่อ พ.ศ. 2416 รวมอายไุ ด 71 ป
ห น้ า | 133
บคุ คลสาํ คญั ของประเทศไทยทอ่ี งคก ารศกึ ษา วทิ ยาศาสตร และวัฒนธรรมแหง
สหประชาชาติ (ยูเนสโก) ยกยอ ง
อนั ดบั ผูไดร ับยกยอง ยกยอง ยกยองเนอื่ งในวาระ
เมื่อวันท่ี
1. สมเดจ็ พระเจา บรมวงศเ ธอฯ 21 มถิ นุ ายน ฉลองวันประสูติ
กรมพระยาดาํ รงราชานุภาพ พ.ศ. 2505 ครบ 100 พรรษา
2. สมเดจ็ พระเจา บรมวงศเ ธอฯ 28 เมษายน ฉลองวนั ประสตู
กรมพระยานริศรานวุ ดั ติวงศ พ.ศ. 2506 ครบ 100 พรรษา
3. พระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลศิ หลา 24 กุมภาพนั ธ ฉลองวนั พระราชสมภพ
นภาลัย พ.ศ. 2511 ครบ 200 พรรษา
4. พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฏเกลา 1 มกราคม ฉลองวนั พระพระราช
สมภพครบ 100 พรรษา
เจาอยหู ัว พ.ศ. 2524
5. สนุ ทรภู 26 มิถุนายน ฉลองครบชาตกิ าล
พ.ศ. 2529 200 ป
6. พระยาอนุมานราชธน 14 ธันวาคม ฉลองครบชาติกาล 100 ป
พ.ศ. 2531
7. สมเดจ็ พระมหาสมณเจากรม 11 ธันวาคม ฉลองวันประสตู คิ รบ 200
พระปรมานุชติ ชโิ นรส พ.ศ. 2533 พรรษา
8. พระเจา วรวงศเ ธอกรมหมืน่ 25 สงิ หาคม ฉลองวนั ประสตู คิ รบ 100
นราธิปพงศป ระพนั ธ พ.ศ. 2534 พรรษา
9. สมเดจ็ พระมหิตลาธเิ บศร 1 มกราคม ฉลองวนั พระราชสมภพ
ครบ 100 พรรษา
อดุลยเดชวกิ รม พระบรมราชชนก พ.ศ. 2535
10. พระบาทสมเดจ็ พระเจาอยูหัวภมู ิ 9 มิถุนายน ฉลองสิรริ าชสมบตั ิครบ
50 ป
พลอดลุ ยเดช พ.ศ. 2539
11. สมเดจ็ พระศรนี ครนิ ทราบราชชนนี 11 พฤษภาคม ฉลองวนั พระราชสมภพ
พ.ศ. 2543 ครบ 100 พรรษา
ห น้ า | 134
อนั ดบั ผูไดรับยกยอ ง ยกยอ ง ยกยองเนอื่ งในวาระ
เมอื่ วนั ที่
12. นายปรีดี พนมยงค 20 กันยายน ฉลองครบชาตกิ าล 100 ป
พ.ศ. 2543
13. พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา 20 กันยายน ฉลองวนั พระราชสมภพ
เจา อยหู ัว พ.ศ. 2546 ครบ 150 พรรษา
14. หมอ มหลวงปน มาลากลุ 20 ตุลาคม ฉลองครบชาติกาล
พ.ศ. 2546 100 ป
15. พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา 18 ตุลาคม ฉลองวนั พระราชสมภพ
ครอบ 200 พรรษา
เจาอยหู ัว พ.ศ. 2547
16. นายกหุ ลาบ สายประดิษฐ 31 มนี าคม ฉลองครบชาตกิ าล
พ.ศ. 2548 100 ป
17. พุทธทาสภกิ ขุ 20 ตุลาคม ฉลองครบชาตกิ าล 100
พ.ศ. 2548 ป
18. พระเจาบรมวงศเ ธอฯ กรมหลวง 19 พฤศจกิ ายน ฉลองวนั ประสูตคิ รบ 200
วงศาธริ าชสนิท พ.ศ. 2550 พรรษา
กจิ กรรมที่ 9 เรอื่ ง บุคคลสําคญั ของไทยและของโลกดานประวัติศาสตร
ใหนกั ศกึ ษาแบง กลมุ 4 กลมุ แตละกลุมศึกษาคนควาและทํารายงานสง พรอมกับนําเสนอ โดยมีหัว
เรอื่ ง ดงั นี้
กลุมที่ 1 พระราชประวัตแิ ละพระราชกรณยี กจิ ที่สําคัญของ
พอ ขุนรามคําแหงมหาราช
กลมุ ที่ 2 พระราชประวตั ิและพระราชกรณียกิจทีส่ ําคัญของ
พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา เจา อยูหวั
กลมุ ท่ี 3 พระราชประวตั ิและพระราชกรณยี กิจที่สําคัญของ
สมเดจ็ พระศรีนครนิ ทราบรมราชชนนี
ห น้ า | 135
กลมุ ที่ 4 พระราชประวตั แิ ละพระราชกรณียกจิ ท่ีสําคญั ของ
พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช
ห น้ า | 136
เรื่องที่ 5 เหตกุ ารณส าํ คัญของโลกทม่ี ีผลตอปจ จบุ ัน
เหตุการณส าํ คัญที่มีผลกระทบตอการเปลยี่ นแปลงของโลกน้นั หมายถงึ เหตุการณสาํ คญั ทที่ าํ ใหโ ลกเกิด
การเปลย่ี นแปลงภายหลังสงครามสิ้นสุดลง ซึ่งพบวาสหประชาชาติสามารถยับย้ังการทําสงครามอาวุธไดใน
ระดับหน่ึง แตเม่ือสงครามอาวุธผานไปเหตุการณปจจุบันจะกลายเปนสงครามเศรษฐกิจ ชีวิตความเปนอยู
วัฒนธรรม จารีตประเพณี รวมถึงการเมืองการปกครองในปจจุบัน ซึ่งเหตุการณสําคัญในอดีตที่สงผลตอ
ปจ จบุ ันมดี งั นี้
1. สงครามโลกครง้ั ที่ 1 และ 2
สงครามโลกครง้ั ทีห่ น่งึ เปนสงครามความขดั แยง บนฐานการลาอาณานิคม ระหวางมหาอํานาจยุโรป
สองคาย คอื ฝา ยไตรพนั ธมติ ร (Triple Alliance) ซึ่งประกอบไปดวยเยอรมนี และอิตาลี กับฝายมหาอํานาจ
(Triple Entente) ประกอบไปดวยบริเตนใหญ ฝรั่งเศสและรัสเซีย เกิดข้ึนในชวง ค.ศ.1914-1918
(พ.ศ.2547-2461)
สาเหตุของสงครามโลกครัง้ ที่หนึง่ เกิดจากความขดั แยง ทางการเมืองของทวีปยุโรป โดยเปน จุดเรม่ิ ตน
ของการสิ้นสุดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยของยุโรป การส้ินสุดของจักรวรรดิออตโตมัน เปนตัวเรง
ปฏิกิรยิ าของการปฏวิ ัตริ ัสเซีย การพา ยแพของประเทศเยอรมนีในสงครามคร้งั น้ี สงผลใหเกิดลัทธิชาตินิยมข้ึน
ในประเทศ และเปนจุดเริ่มตน ของสงครามโลกครั้งที่สอง เมอ่ื พ.ศ.2482 (ค.ศ.1939)
ในชวงแรกของสงครามมหาอํานาจกลางเปนฝายไดเปรียบ แตหลังจากท่ีอเมริกาเขารวมกับฝาย
พันธมิตร พรอมกับสงอาวุธยุทโธปกรณและกําลังพลเกือบ 5 ลานคน ทําใหพันธมิตรกลับมาไดเปรียบและ
สามารถเอาชนะฝายมหาอาํ นาจกลางไดอ ยางเดด็ ขาด ในท่สี ุดเมื่อฝา ยมหาอาํ นาจกลางยอมแพและเซ็นตส ัญญา
สงบศึกเม่อื วันท่ี 11 พฤศจกิ ายน ค.ศ.1918 สงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งกินระยะเวลายาวนาน 4 ป 5 เดือน จึงยุติ
ลงอยา งเปนรูปธรรม
ผลกระทบ
หลังจากทสี่ หรัฐอเมริกาไดเ ขา รวมรบและประกาศศักดาในสงครามครั้งน้ี ทําใหสหรัฐอเมริกาไดกาว
เขามาเปนหนึ่งในมหาอาํ นาจโลกเสรบี นเวทีโลกเคียงคกู ับอังกฤษและฝรัง่ เศส รสั เซยี กลายเปน มหาอาํ นาจโลก
สังคมนิยม หลังจากเลนินทําการปฏิวัติยึดอํานาจ และตอมาเม่ือสามารถขยายอํานาจไปผนวกแควนตาง ๆ
มากขึ้น เชน ยเู ครน เบลารุส ฯลฯ จึงประกาศจดั ตั้งสหภาพโซเวียต (Union of Soviet Republics – USSR)
ในป ค.ศ.1922 เกิดการรางสนธิสัญญาแวรซาย (The treaty of Veraailles) โดยฝายชนะสงครามสําหรับ
เยอรมนี และสนธสิ ญั ญาสันติภาพอกี 4 ฉบบั สาํ หรบั พันธมติ รของเยอรมนี เพอ่ื ใหฝ ายผูแพย อมรบั ผิดในฐานะ
เปนผกู อ ใหเ กิดสงครามในสนธิสัญญาดังกลาว ฝายผูแพตองเสียคาปฏิกรรมสงคราม เสียดินแดนทั้งในยุโรป
และอาณานคิ ม ตอ งลดกาํ ลงั ทหาร อาวุธ และตอ งถกู พันธมติ รเขายดึ ครองดินแดนจนกวา จะปฏิบตั ติ ามเง่อื นไข
ของสนธสิ ัญญาเรียบรอ ย อยา งไรก็ตามดวยเหตุท่ีประเทศผูแพไมไดเขารวมในการรางสนธิสัญญา แตถูกบีบ
บังคับใหลงนามยอมรบั ขอ ตกลงของสนธสิ ญั ญา จึงกอ ใหเ กดิ ภาวะตึงเครียดขน้ึ เกดิ การกอตัวของลทั ธฟิ าสซสิ ต
ห น้ า | 137
ในอติ าลี นาซใี นเยอรมนั และเผดจ็ การทหารในญปี่ ุน ซ่งึ ทายสุดประเทศมหาอํานาจเผดจ็ การท้งั สามไดร วมมือ
เปน พนั ธมติ รระหวา งกัน เพือ่ ตอ ตานโลกเสรแี ละคอมมวิ นิสต เรยี กกันวา ฝา ยอกั ษะ (Axis) มีการจัดตั้งขึ้นเปน
องคกรกลางในการเจรจาไกลเกล่ียขอพิพาทระหวางประเทศ เปนความรวมมือระหวางประเทศ เพ่ือรักษา
ความม่ันคง ปลอดภัย และสันติภาพในโลก แตความพยายามดังกลาวก็ดูจะลมเหลว เพราะในป ค.ศ. 1939
ไดเ กดิ สงครามท่รี ุนแรงขึน้ อีกครง้ั นนั่ คือ สงครามโลกครง้ั ที่ 2 เปนความขดั แยงในวงกวาง ครอบคลุมทุกทวีป
และประเทศสวนใหญในโลก เริ่มตนในป พ.ศ.2482 (ค.ศ.1939) และดําเนินไปจนกระทั่งส้ินสุดในป พ.ศ.
2488 (ค.ศ.1945) ไดชือ่ วา เปนสงครามทม่ี ขี นาดใหญและทาํ ใหเกิดความสูญเสียครัง้ ใหญที่สุดในประวตั ิศาสตร
โลก
ตนเหตุที่แทจ ริงของสงครามคร้งั นี้ ยังเปนประเด็นที่ถกเถียงกันอยูไมวาจะเปนสนธิสัญญาแวรซายส
ภาวะเศรษฐกจิ ตกตา่ํ คร้งั ใหญ ความเปนชาตนิ ยิ ม การแยงชงิ อํานาจและตอ งการแบง ปนโลกใหมข องประเทศท่ี
เจริญตามมาทีหลังและกระแสนิยม เชนเดียวกับวันเร่ิมตนสงครามท่ีอาจเปนไปไดทั้งวันที่ 1 กันยายน พ.ศ.
2482 (ค.ศ.1939) ท่ีเยอรมันรุกรานโปแลนด, วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2480 (ค.ศ.1937) ท่ีญี่ปุนรุกราน
แมนจูเรีย บางคนกลา ววา สงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสงครามโลกคร้ังนี้เปนขอพิพาทเดียวกัน แตแยกกันดวย
“การหยุดยิง” การตอสูมขี ึ้นตั้งแตม หาสมุทรแอตแลนตกิ ยุโรปตะวนั ตกและตะวันออก ทะเลเมดิเตอรเ รเนียน
แอฟริกา ตะวันออกกลาง มหาสมุทรแปซิฟก เอเชียตะวันออกเฉียงใต และจีน สงครามในยุโรปสิ้นสุดเมื่อ
เยอรมนียอมจาํ นนในวันท่ี 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2488 (ค.ศ.1945) แตในเอเชียยังดําเนินตอไปจนกระท่ังญี่ปุน
ยอมจํานนในวันท่ี 15 สิงหาคม ปเ ดียวกัน คาดวา มีผูเสยี ชวี ติ ในสงครามคร้งั นร้ี าว 57 ลา นคน
2. สงครามเยน็
สงครามเย็น (อังกฤษ : Cold War) (พ.ศ.2490-2534 หรือ ค.ศ.1947-1991) เปนการตอสูกัน
ระหวางกลุมประเทศ 2 กลุม ที่มีอุดมการณทางการเมืองและระบบการเมืองตางกัน เกิดขึ้นในชวงหลัง
สงครามโลกครัง้ ทสี่ อง ฝา ยหนงึ่ คือสหภาพโซเวียต เรยี กวา คา ยตะวนั ออก ซึ่งปกครองดวยระบอบคอมมิวนสิ ต
อีกฝายหน่ึงคือ สหรัฐอเมริกาและกลุมพันธมิตร เรียกวา คายตะวันตก ซ่ึงปกครองดวยระบอบเสรี
ประชาธิปไตย
นโยบายตา งประเทศของสหรฐั อเมรกิ าและสหภาพโซเวยี ตในชวงเวลาดังกลาว คํานึงถึงสงครามเย็น
เปนหลัก นับจากป ค.ศ.1947 (พ.ศ.2490) จนกระทั่งการลมสลายของสหภาพโซเวียต ใน ค.ศ.1991
(พ.ศ.2534) สมยั เริม่ ตนสงครามเย็น นา จะอยูในสมัยวกิ ฤตการณทางการทูตในตอนกลางและปลาย ค.ศ.1947
เมอ่ื สหรัฐอเมริกากบั สหภาพโซเวียตเกิดขัดแยงเรื่องการจัดตั้งองคการสันติภาพในตุรกี ยุโรปตะวันออกและ
เยอรมนี
ความตึงเครียดเนอ่ื งจากการเผชญิ หนากันระหวา งอภิมหาอํานาจ แตยังไมมีการประกาศสงครามหรือ
ใชกําลังเปนสมัยลัทธิทรูแมน วันท่ี 12 มีนาคม คศ.1947 กับประกาศแผนการมารแชลล เพื่อฟนฟูบูรณะ
ห น้ า | 138
ยุโรปตะวันตก ซ่ึงไดรับความเสียหายจากสงครามโลกคร้ังที่สอง การขยายอิทธิพลของโซเวียตในยุโรป
ตะวันออกและการแบง แยกเยอรมนี
การวิจยั และพฒั นาโครงการทางการทหารทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญจํานวนมาก เกดิ ขึ้นในชวงเวลา
น้ีรวมถงึ การแขงขนั กนั สาํ รวจอวกาศ การจารกรรมและการสะสมอาวุธนวิ เคลียรด วยทั้งหมดนเ้ี ปน ไปเพือ่ แสดง
แสนยานภุ าพของฝา ยตน
3. สงครามเศรษฐกิจ
หากยอนไปเม่ืออดีตการเกิดข้ึนของสงครามจะเปนการแกงแยงชิงดินแดนและทรัพยากร เพราะ
สงครามในขณะน้ันจะเปนการขยายอาณาเขตออกไป โดยมิไดมุงหวังเพียงดินแดนเทานั้น แตยังมุงหวัง
ทรัพยากรในดินแดนอีกดวย ภายหลังสงครามโลกสิ้นสุดลง การแขงขันดานการคา ชีวิตความเปนอยู
เปลยี่ นแปลงไปกลางเปนสงครามเศรษฐกิจ การทาํ สงครามเศรษฐกจิ จะมกี ารใชว ฒั นธรรมเขาไปแทรกแซงเปน
การกลืนชาติดวย ที่เรียกวา “Crelization” หมายความวา เปนความพยายามยัดเยียดวัฒนธรรมของตนให
เปน สว นหนง่ึ ของวัฒนธรรมในชาตินั้น ๆ โดยครอบงําทําใหคนมีวิถีชีวิตตามแบบฉบับวัฒนธรรมของตนหรือ
รูสึกวา เหมอื นเปน วฒั นธรรมของตน เพราะวาวิถชี ีวติ จะมตี ัวสินคา เปน องคประกอบ
4. เหตกุ ารณโ ลกปจจบุ นั
หลักการเกิดสงครามโลกทั้งประเทศที่ชนะและแพสงครามตางก็เปนประเทศอุตสาหกรรมทําใหทุก
ประเทศตอ งฟนฟเู ศรษฐกิจในประเทศตน ในทส่ี ุดผลผลิตมีมากเกินความตองการจนกลายเปนสาเหตุเศรษฐกิจ
ตกตาํ่ ท่ัวโลกในป ค.ศ. 1929-1933
เหตุการณโ ลกปจจุบนั มีการแขงขันดานเศรษฐกิจสูงหรือการทําสงครามดานเศรษฐกิจทําใหวิถีชีวิต
ของชาวไทยไมวา จะเปนการดําเนินชวี ิตปจจบุ ัน การบริโภคคา นิยมเปลยี่ นแปลงไป เม่อื เรายอมรับวถิ ีชีวติ ใด ๆ
ก็ตาม วถิ ีชีวติ เหลานั้นยอมจะตองรองขอสินคาบางอยางเพื่อที่จะทําใหการดําเนินชีวิตเหลานั้นเดินตอไปได
เชน เม่อื เรายอมรับวิถีชีวิตดิจิทัล (Digital) เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส และ PC ก็จะกลายเปนสวนหนึ่งของวิถี
ชีวิตเรา ญ่ีปุนเปนชาตหิ นึง่ ทผ่ี ลติ เครือ่ งเสียงไดดี ซ่ึงการรองเพลงตามเนื้อรอ งทเ่ี รียกกันเปน ภาษาญีป่ ุนวา “คา
ราโอเกะ” เมอื่ เรายอมรบั วิธกี ารรองเพลงกันตามเนื้อเพลงท่ีเปน คาราโอเกะ ในท่ีสุดสินคาเก่ียวกับการรอง
เพลงคาราโอเกะแบบญป่ี นุ ก็จะขายดไี ปดว ย การรบั ประทานอาหารฟาสตฟ ูดตามแบบฉบับวัฒนธรรมอเมริกัน
หรือการยอมรับภาษาที่ใชใ นการสอื่ สารทางธุรกจิ ตอ งเปนภาษาองั กฤษ ภาษาจีน เปน ตน
การเกดิ ข้นึ ของกระแสวัฒนธรรมโลกจะทําใหบริษทั ยกั ษใหญระดับโลกสามารถผลิตสินคาดวยตนทุน
ต่ําทีข่ ายไดท ว่ั โลก ซ่งึ เปน การแสวงหาผลประโยชนขามชาติจากประเทศดอยพฒั นาหรอื การทําการคาโดยเสรี
จากบริษัทใหญ ซ่ึงมีตนทุนหรือกําลังทรัพยมากมาแขงขันธุรกิจในประเทศที่กําลังพัฒนาจะเห็นไดวาในยุค
เศรษฐกิจใหม มกี ารหลั่งไหลของวัฒนธรรมตางชาติเขามาในสังคมไทยอยางหนักจนทําใหรูสึกวาวัฒนธรรม
คา นิยม รปู แบบวถิ ีการดาํ เนินชวี ติ แบบไทยๆ กําลงั ถูกกลืนและถูกทําลายความเปนไทย ทําใหปฏิเสธไมไดวา
ปจจบุ นั วฒั นธรรม รปู แบบวถิ ีชวี ติ ตะวนั ตกหรือของตา งชาติกําลังมบี ทบาทตอ การดําเนนิ ชวี ติ ความเปน อยูของ
คนทกุ เพศทกุ วยั อยางไรก็ตาม แมว าระบบตลาดทุนนยิ มนจี้ ะมีการแขง ขันท่ีสง ผลดีตอผบู รโิ ภคในเรอื่ งคุณภาพ
ห น้ า | 139
ผลติ ภัณฑและรูปแบบของนวัตกรรม(Innovation) ก็ตาม แตก ็ทําใหสังคมไทยยุคใหมมีลักษณะเปนบริโภคนิยม
(Consumerism) และสงั คมมีความเสยี่ งตอ การถูกกลืนทางวฒั นธรรม ซง่ึ คนรุนใหมท ีจ่ ะเปนฟน เฟองกลไกทาง
สงั คมตอ ไปในอนาคตก็กาํ ลงั หลงใหลนิยมชมชอบกับความสุขจากส่ิงบันเทิงตางๆ ท่ีมากับกระแสโลกาภิวัฒน
และการเปด เสรีทางการคา
ในป ค.ศ.2508 (พ.ศ.2551) วันที่ 15 กันยายน 2551 บริษัทยักษใหญในสหรัฐอเมริกาประกาศภาวะ
ขาดทุนลม ทําใหส งผลกระทบตอ เศรษฐกิจโลกถดถอยจนถงึ ปจ จบุ ันป พ.ศ. 2552
ห น้ า | 140
กิจกรรมที่ 10 เรอื่ ง เหตุการณส ําคญั ของโลกทมี่ ีผลตอปจ จบุ ัน
1. ขอใดคอื สาเหตขุ องการเกดิ สงครามโลกครง้ั ที่ 1
ก. ความขัดแยงทางดานวัฒนธรรมของทวีปยุโรป
ข. ความขัดแยง ทางเศรษฐกิจของทวีปยโุ รป
ค. ความขดั แยง ทางการเมอื งของทวปี ยุโรป
ง. ถกู ทัง้ 3 ขอ
2. สงครามท่ีรุนแรงและทาํ ใหเกดิ ความสูญเสยี คร้ังใหญท ่ีสดุ ในประวตั ศิ าสตรโลกคือ
ก. สงครามโลกคร้งั ท่ี 1
ข. สงครามโลกครัง้ ที่ 2
ค. สงครามเศรษฐกิจ
ง. สงครามเย็น
3. สงครามในยโุ รปส้ินสุดลง แตในเอเซยี ยงั ตอ สกู ันอยจู นกระทั่งญีป่ นุ ประกาศยอมจํานนเมือ่
ก. 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2488
ข. 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2488
ค. 8 สงิ หาคม พ.ศ. 2488
ง. 15 สงิ หาคม พ.ศ. 2488
4. การแขงขันทางดา นเทคโนโลยีและสะสมอาวุธนิวเคลียร การสํารวจอวกาศ การจารกรรมตาง ๆ
เพือ่ แสดงแสนยานุภาพเกิดขน้ึ ในชวงไหน
ก. สงครามเยน็
ข. สงครามเศรษฐกจิ
ค. สงครามโลกคร้ังท่ี 2
ง. ถกู ทุกขอ
5. บริษทั ยกั ษใ หญข องสหรัฐอเมรกิ าประกาศภาวะขาดทนุ ลม ทาํ ใหเ กดิ ภาวะเศรษฐกิจทวั่ โลกถดถอย
เมื่อป พ.ศ. อะไร
ก. พ.ศ. 2552
ข. พ.ศ. 2551
ค. พ.ศ. 2550
ง. พ.ศ. 2548
ห น้ า | 141
เรือ่ งที่ 6 บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริยใ นการพัฒนาชาติไทย
บทบาทของสถาบนั พระมหากษตั ริยใ นการพฒั นาชาติไทย
สถาบันพระมหากษัตริย : กําเนิด ความหมาย แนวคิด สัญลกั ษณ และพฒั นาการ
ในคัมภีรพราหมณ กลาวถึงการแตงต้ังมนุษยคนแรกเปนกษัตริยและจักรพรรดิในการปกครอง
ประชาชน ซึ่งมีบางคัมภีรกลาววาพระพรหมทรงต้ังพระมนูเปนกษัตริยองคแรกข้ึนมาเพ่ือใหทําหนาที่แกไข
ปญหาการทะเลาะวิวาทของมนุษยที่แยงชิงขาวสาลีกันจนวุนวายจนยุติปญหาลงไดสําเร็จ ถือวาเปนการ
เรม่ิ ตน ของการมสี ถาบนั กษตั รยิ ใ นมนุษยโลกตามความเชื่อของพราหมณฮ นิ ดใู นอนิ เดีย
สถาบันพระมหากษัตริยไทย คือ 1 ใน 3 สถาบันสูงสุดของชาติท่ีเปนศูนยรวมจิตใจทําใหเกิดความ
ม่ันคงเปนเอกภาพของประชาชนชาวไทยเพราะพระมหากษัตริยทรงทําหนาท่ีเปนท้ังผูปกครองเขตแดน และ
คมุ ครองปอ งกันอาณาประชาราษฎรในฐานะของจอมทัพทําสงครามกับขา ศึกเพื่อปองกันดินแดนและเอกราช
ของชาตอิ าจเริม่ จากการเปน ผปู กครองเมอื งเลก็ เมืองนอ ยมากอ นเมื่อมีกาํ ลังแข็งแกรง มากขน้ึ จนสามารถผนวก
เมอื งอนื่ ๆ เขาดว ยกันแลว กต็ ั้งตนเปนประมุขยกฐานะขึ้นเปนพระมหากษัตริยปกครองเมืองศูนยกลาง และ
เมอื งบริวารในพระราชอาณาจักร
บนเสนทางแหงกาลเวลาสถาบันพระมหากษัตริยมีพัฒนาการจากรูปแบบการปกครองท่ีเรียบงาย
เสมอื นพอปกครองลกู หรอื การดแู ลบริวารในครอบครวั จนมีความสลบั ซับชอ นมากขึ้นดว ยเหตุผลของจาํ นวน
ประชากร หรือความกวางขวางของดินแดน และปจจัยดานตาง ๆ ของลักษณะทางสังคมและสภาพของ
เศรษฐกิจทต่ี อ งมกี ารกําหนดวิธีการในการควบคุมดแู ลอยางเปน ระบบเพอื่ ใหเ กดิ ความสงบปลอดภยั และเจริญ
มงั่ ค่งั ของอาณาจักรซึ่งมีสถาบนั พระมหากษัตริยท รงเปนศนู ยกลางของการปกครองนน้ั
สถาบนั พระมหากษัตริยป ระกอบดว ยคาํ ๒ คาํ คอื สถาบนั กบั พระมหากษัตริย คําวา สถาบันหมายถึง
ส่งิ ซึง่ คนในสวนรวมคอื สังคมจดั ตั้งใหม ขี ึน้ เพราะเห็นประโยชนว า มีความตอ งการและจาํ เปนแก วถิ ีชวี ิตของตน
เชน สถาบนั ชาติ สถาบนั การเงิน และสถาบันศาสนา เปนตน สถาบันเปนสิ่งสําคัญในสังคมเพราะมีหนาท่ียึด
เหนี่ยวคนในสังคมใหมีทิศทางดําเนินชีวิตไปในแบบเดียวกัน หรือมีความสุขเสมอกัน นอกจากน้ีสถาบันจะ
บังเกดิ ขน้ึ ไดดว ยคนในสังคมมีความเหน็ พอ งกันวา จาํ เปน ตองมีและสามารถอาํ นวยประโยชนใหบ งั เกิดได คาํ วา
พระมหากษตั ริยมีความหมายถึงพระเจาแผนดิน พระเจาอยูหัวเปนคําในภาษาสันสกฤติวา “กษฺตฺริย” หรือ
ภาษาบาลวี า “ขตั ติย” หมายถงึ คนในวรรณที่ 2 ในสังคมอินเดีย ซง่ึ มีอยู 4 วรรณะ คือ พราหมมณ กษัตริย
แพทย และศูทร หมายถึง ผูนําในการรบ ผูปองกันภัย หรือชาตินักรบ ซึ่ง เดิมหมายถึง บุคคลผูมีหนาท่ี
ปองกันขา ศึกหรือผเู ปนหัวหนาและยังเปนรากศพั ทเดียวกบั คําวา เกษตร
สถาบนั ชาติ สถาบนั ศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริยมีอยูคูกับแผนดินไทยตลอดมาควบคูกับการสถาปนา
อาณาจักรโบราณตา ง ๆ นบั ตง้ั แตพทุ ธศตวรรษ 12 ซึ่งพบหลักฐานท่ีเปนประเภทลายลักษณอักษรท่ีแสดงถึง
การมพี ระมหากษัตรยิ ของอาณาจกั รทวารวดี มเี มืองอทู องซึ่งปจจุบันเปนที่ตั้งอําเภออูทองจังหวัดสุพรรณบุรี
เปน เมืองสาํ คญั จากการคน พบเหรียญเงนิ ที่เมืองอทู องบนเหรียญปรากฏจารึกภาษาสันสกฤตวา “ศรีทวารวดี
ห น้ า | 142
ศวร ปุนยะ” แปลวา การบุญของผเู ปน ใหญแหงศรีทวารวดี เปนการยืนยันวามีสถาบันกษัตริยเกิดข้ึน ในขณะ
เริม่ ตนของยคุ ประวตั ศิ าสตรของดนิ แดนไทยและมีการคน พบตอ มาวาบา นเมอื งและอาณาจักรอน่ื ๆ ในดนิ แดน
ทีเ่ ปนชาตไิ ทยในปจ จุบนั นีล้ ว นปกครองดวยระบอบกษัตรยิ ทั้งสน้ิ
ตอมาในสมัยสุโขทัยสังคมไทยมีลกั ษณะเปน ครอบครัว โดยมีประมขุ เปนหัวหนาชมุ ชนทเี่ รียกวา “พอ
ขนุ ” การเกบ็ ผลประโยชนเขา รัฐอาจมนี อ ยดังทกี่ ลาวไวในศลิ าจารกึ สโุ ขทัยหลกั ที่ 1 วา “เจา เมอื ง บเอาจกอบ
ในไพรลทู าง” ซงึ่ หมายถึง การไมเ ก็บภาษีการคาและใหเ สรที างการคา ดังความวา “ใครจกั ใคร คา ชางคา ใคร
จกั ใครค ามา คา ใครจกั ใครค าเงอื น (เงิน) คา ทองคา ” แมก ารปกครองโดยสถาบันกษัตริยในสมัยสุโขทัยจะมีผู
กลาววามีวิถีสงบรมเย็นแตในช้ันหลังก็มีท้ังปจจัยภายใน คือ ความขัดแยงของเจานายที่เปนสมาชิกภายใน
สถาบนั และปจจัยภายนอก คอื การขยายอาํ นาจของลา นนาและกรงุ ศรีอยุธยาทาํ ใหส โุ ขทยั ท่ีเปนเสมือนรัฐกัน
ชนของสองอาณาจกั รตองตกอยูใ นภาวะสงครามและการแยงชงิ กันจนตองยอมผนวก เขากับกรุงศรีอยุธยาใน
ที่สดุ
กรุงศรีอยุธยาซ่ึงเปนรัฐที่เกิดจากการผนึกกําลังกันของสุพรรณบุรีและละโว ซ่ึงในอดีตเคยอยูใน
อิทธพิ ลของวัฒนธรรมเขมรมากอ น กรุงศรีอยธุ ยาจงึ รบั เอาคติของเทวราชาจากวัฒนธรรมเขมรมาใช ทําใหมี
คติความเช่ือบางสวนเปน การปกครองแบบฮินดขู องอินเดยี พระมหากษัตรยิ อ ยุธยาจึงเปน เสมอื นสมมุติเทพท่ี
อวตารหรือแบงภาคลงมาปราบยุคเข็ญในมนุษยโลก และเปนศูนยรวมของการปกครอง มีแนวคิดเก่ียวกับ
สถาบนั พระมหากษตั ริยท่ีเกดิ จากศาสนาพราหมณ ฮินดู ไดยกยองพระมหากษัตริยไวในฐานะของเทวดา ซึ่ง
เปรียบดังองคพระนารายณ หรือพระวิษณุอวตารลงมาปราบยุคเข็ญ ทําใหมีการสรางสัญลักษณแทนองค
พระมหากษัตรยิ เมือ่ ประทบั หรอื เสด็จไปทต่ี า ง ๆ เปน ”ธงครฑุ ” อนั หมายถงึ พาหนะของพระนารายณ
ครุฑเปนพาหนะของพระนารายณ
ห น้ า | 143
เรือพระที่น่ังนารายณทรงสบุ รรณ
พระมหากษตั รยิ ทรงประทับในการประกอบพระราชพธิ ีตา ง ๆ ทางชลมารค
หรือแมแตห นาบนั ของพระอโุ บสถในพระอารามหลวงท่พี ระมหากษตั รยิ ท รงสรา งกจ็ ะจําหลกั หรือทาํ ลวดลาย
ปูนปน รปู นารายณท รงครุฑ เพอื่ แสดงถงึ ความเปนวัดทก่ี ษัตริยท รงสรา ง
พระนารายณท รงสุบรรณ (ครุฑ)
บนหนา บนั พระอโุ บสถและวหิ ารในพระอารามหลวง
ในดานพระราชอํานาจพระมหากษัตริย ก็ ทรงมีสิทธิขาดในการใชอํานาจท่ีเรียกวา
“สมบูรณาญาสิทธิราชย” ในการลงโทษลดโทษหรืออภัยโทษแกบุคคลในพระราชอาณาเขต และมี กฎ
มณเฑียรบาลทีจ่ ะตราข้นึ เพ่อื รกั ษาพระราชฐาน เพ่อื ถวายพระอภบิ าลปองกนั เภทภัย เพ่อื รักษาพระเกียรติยศ
และเปนกฎระเบียบในการปฏิบัตติ นตอองคพระมหากษตั รยิ และสมาชิกในสถาบันพระมหากษตั ริย ไดแก พระ
มเหสี พระราชโอรสธดิ า พระบรมวงศานวุ งศ แมแ ตบุคคลอน่ื ๆ ทอ่ี าศยั หรอื ทํางานอยูในพระราชฐาน มีการ
กําหนดคําราชาศพั ทขนึ้ เปนภาษาเฉพาะใชก ับพระมหากษตั รยิ หรือพระบรมวงศานวุ งศตามลาํ ดับชน้ั ซ่งึ คําราชา
ศัพทหลายคํามาจากภาษาเขมร เชนคําวา เสวย - กิน , พระแกล - หนาตาง , พระขนอง - หลัง การกําหนด