พระพทุ ธศาสนากบั สตรี
(Buddhism and Women)
พระมหาณัฐพนั ธ์ สุทสฺสนวภิ าณ,ี ดร.
ป.ธ.๔, พธ.บ. (พระพทุ ธศาสนา) เกียรตนิ ิยมอันดบั ๑,
พธ.ม.(ปรัชญา), พธ.ด. (ปรัชญา)
พระพทุ ธศาสนากบั สตรี (Buddhism and Women)
ผ้เู ขยี น พระมหาณัฐพนั ธ์ สทุ สสฺ นวิภาณี, ดร.
ผ้ทู รงคณุ วุฒิกลนั่ กรองผลงานตาราวิชาการ (Peer review)
พระโสภณพฒั นบัณฑติ , รศ.ดร. มจร. วทิ ยาเขตขอนแก่น
พระมหาโยธนิ โยธโิ ก, รศ.ดร. มจร. วทิ ยาเขตขอนแก่น
ผศ.ดร. จรสั ลกี า มจร. วิทยาเขตขอนแก่น
ข้อมลู ทางบรรณานกุ รมของสานกั หอสมุดแหง่ ชาติ
National Library of Thailand Cataloging in Publication Data
พระมหาณฐั พนั ธ์ สทุ สฺสนวภิ าณี (หาญพงษ)์ .
พระพุทธศาสนากบั สตรี = Buddhism and women.-- ขอนแก่น : มหาวิทยาลยั มหา
จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วทิ ยาเขต ขอนแก่น, 2563.
294 หนา้ .
1. สตรีในพุทธศาสนา. I. ชอ่ื เรอื่ ง.
294.30924
ISBN 978-616-300-643-1
ลขิ สิทธติ์ าราเรียนเล่มนเ้ี ป็นของผเู้ ขียน ห้ามลอกเลยี นแบบใดๆ ทั้งสิ้น
นอกจากมีหนังสอื ขออนญุ าตเปน็ ลายลกั ษณ์อกั ษรเท่านัน้
พิมพ์คร้ังท่ี ๑ ๒๕๖๓
จานวนพมิ พ์ ๒๐๐ เล่ม
ราคาเลม่ ละ ๒๙๐ บาท
จดั พมิ พ์โดย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
๓๐ บ้านโคกศรี ตาบลโคกศรี อาเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
โทรศัพท์ ๐๔๓-๒๘๓-๕๔๖-๗, ๐๙๘ ๙๓๙ ๙๕๗๕
พมิ พท์ ่ี เอม่ี กอ๊ ปปี้ เซน็ เตอร์
ถนนเหล่านาดี ตาบลในเมือง อาเภอเมืองขอนแกน่ จงั หวัดขอนแกน่
โทรศพั ท์ ๐๔๓ ๐๓๖ ๘๕๔, ๐๙๕ ๐๑๐ ๑๓๙๕
คานา
พระพุทธศาสนาให้ความสาคัญกับบทบาทฐานะ ศักยภาพความเป็นอยู่ของสตรีเป็น
อย่างมาก เพราะสตรีน้ันมีส่วนสาคัญในการเผยแพร่พระพุทธศาสนามาตั้งแต่สมัยพุทธกาลจนถงึ
ปัจจบุ ัน หนงั สือพระพุทธศาสนากบั สตรีนี้มเี นอ้ื หาเกย่ี วกับความหมาย สถานภาพและบทบาทของ
สตรีก่อนพุทธกาล สตรีในสมัยพุทธกาล สตรีในฐานะภิกษุณีในพระพุทธศาสนา ฐานะของสตรีใน
สมัยก่อน-หลังพุทธกาล ศักยภาพของสตรีในพระพุทธศาสนา นักบวชสตรีในพระพุทธศาสนา
ความแตกต่างและความเท่าเทียมระหว่างสตรีกับบุรุษตามทัศนะของพุทธศาสนา และทัศนะ
วจิ ารณแ์ นวความคิดท่ีเหน็ วา่ สตรีดอ้ ยและเหนอื กว่าบรุ ษุ
หนังสือเล่มนี้ เหมาะแก่การศึกษาค้นคว้า และเป็นประโยชน์สาหรับผู้สนใจใฝ่เรียนรู้
แนวคิดทางพระพุทธศาสนาเกี่ยวกับสตรีเพื่อให้เห็นถึงคุณค่า ความสาคัญของสตรีที่เคยมีมาใน
อดตี และในยุคปจั จบุ ัน ซึ่งผเู้ ขียนไดร้ วบรวมไวใ้ นหนงั สือเลม่ นี้
ในการเขียนหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนได้อาศัยหนังสือพระไตรปิฎก ตาราวิชาการของ
ผู้ทรงคุณวุฒิ และจากคาแนะนาของผู้ร้หู ลายท่าน ทาให้การเขียนหนังสือเล่มน้สี าเร็จเป็นรปู เลม่
ด้วยดี จึงขอขอบพระคณุ ผ้ทู ี่เออ้ื เฟื้อให้ความชว่ ยเหลอื อนเุ คราะหเ์ ปน็ อย่างดไี ว้ ณ ทีน่ ้ดี ้วย
หนังสือเลม่ นี้ อาจมเี นอ้ื หาไมค่ รบถว้ นสมบรู ณ์ มีขอ้ บกพรอ่ งผิดพลาดบา้ ง ขอทา่ นผรู้ ไู้ ด้
โปรดเมตตาให้คาแนะนา เพ่ือความถกู ต้องสมบูรณ์ ผเู้ ขียนจะได้ปรบั ปรงุ แก้ไขสาหรับการพิมพ์ใน
ครัง้ ตอ่ ไป จกั เปน็ พระคณุ อย่างยง่ิ
พระมหาณัฐพันธ์ สุทสฺสนวภิ าณี ,ดร.
สารบญั
เรอ่ื ง หนา้
คานา ก
สารบญั ข
บทที่ ๑ ความหมาย สถานภาพและบทบาทของสตรกี ่อนพทุ ธกาล ๑
๑.๑ สถานภาพและบทบาทของสตรใี นอินเดยี ๑
๑.๒ สทิ ธิ หน้าทขี่ องสตรีอนิ เดีย ๙
๑.๓ กฎเกณฑ์ทางสังคมทมี่ ีผลกระทบตอ่ สตรีอินเดีย ๑๓
๑.๔ การยอมรบั ศักยภาพของสตรอี ินเดยี ๑๖
๑.๕ เสรภี าพและความเสมอภาคของสตรีในสงั คมอนิ เดยี ๑๗
๑.๖. การคมุ้ ครองสตรีในสังคมอนิ เดยี ๓๐
บทท่ี ๒ สตรีในสมยั พทุ ธกาล ๓๖
๒.๑ สถานภาพและบทบาทของสตรใี นพระพทุ ธศาสนา ๓๖
๒.๒ สิทธิ หน้าทแี่ ละความเสมอภาคของสตรใี นพระพุทธศาสนา ๕๒
๒.๓ แนวความคดิ เร่ืองการคมุ้ ครองสตรใี นพระพุทธศาสนา ๗๑
๒.๔ บทบาทและผลงานของสตรใี นพระพทุ ธศาสนา ๗๘
บทที่ ๓ สตรใี นฐานะภิกษุณใี นพระพทุ ธศาสนา ๘๑
๓.๑ บทบาทดา้ นการปกครองของภกิ ษณุ ีในสมยั พทุ ธกาล ๘๓
๓.๒ บทบาทด้านการเผยแผ่ธรรมของภิกษณุ ีในสมัยพทุ ธกาล ๘๘
๓.๓ บทบาทด้านการศึกษาของภกิ ษณุ ใี นสมัยพทุ ธกาล ๙๖
๓.๔ บทบาททางดา้ นธารงพระธรรมวนิ ัยของภิกษุณใี นสมัยพุทธกาล ๑๐๒
๓.๕ บทบาทดา้ นสงั คมสงเคราะหข์ องภกิ ษณุ ใี นสมัยพุทธกาล ๑๐๔
๓.๖ สรปุ สถานภาพและบทบาทของภิกษุณีในสมยั พุทธกาล ๑๐๗
บทที่ ๔ ฐานะของสตรีในสมัยกอ่ น-หลงั พทุ ธกาล ๑๑๐
๔.๑ สถานภาพของสตรใี นสงั คม ๑๑๐
๔.๒ สถานภาพของสตรีในทางศาสนา ๑๓๒
บทที่ ๕ ศกั ยภาพของสตรใี นพระพทุ ธศาสนา ๑๔๑
๕.๑ ความสามารถของสตรีโดยทวั่ ไป ๑๔๒
๕.๒ ศกั ยภาพในการบรรลุธรรม ๑๔๓
๕.๓ ศักยภาพในการบาเพ็ญประโยชน์และการเปน็ ผู้นาสงั คม ๑๔๘
๕.๔ เปรยี บเทยี บระหว่างศักยภาพของสตรกี บั ศกั ยภาพของบุรุษ ๑๕๐
๕.๕ ปญั หาการรือ้ ฟน้ื ของภิกษุณสี งฆใ์ นประเทศไทย ๑๕๑
บทท่ี ๖ นกั บวชสตรีในพระพุทธศาสนา ๑๖๐
๖.๑ เกณฑใ์ นการรับเขา้ สสู่ งั คมนกั บวชสาหรบั สตรี ๑๖๑
๖.๒ ข้อปฏบิ ตั ิและระเบียบสาหรับนักบวชสตรี ๑๗๙
๖.๓ สทิ ธิและการค้มุ ครองสาหรบั นักบวชสตรี ๑๙๗
๖.๔ บทบาทและผลงานของนกั บวชสตรี ๒๐๐
บทที่ ๗ ความแตกตา่ งและความเท่าเทียมระหวา่ งหญิงกบั ชาย
ตามทศั นะของพุทธศาสนา ๒๐๒
๗.๑ ธรรมชาติท่แี ตกตา่ งกันของมนษุ ย์ชายหญิง ๒๐๒
๗.๒ แนวความคิดในดา้ นที่เหน็ วา่ สตรีเท่าเทยี มบรุ ุษในทางศาสนา ๒๐๓
๗.๓ แนวความคดิ เก่ียวกบั สตรีในดา้ นท่ีเห็นว่าสตรีเท่าเทียมบุรุษ
๒๑๑
ในทางสังคม ๒๒๑
บทท่ี ๘ ทัศนะวิจารณแ์ นวความคดิ ทเ่ี หน็ วา่ สตรดี ้อยและเหนอื กว่าบรุ ษุ ๒๒๑
๒๓๓
๘.๑ แนวความคิดเกย่ี วกับสตรีในดา้ นทเ่ี หน็ ว่าสตรดี ้อยกว่าบุรุษ ๒๖๒
๘.๒ ความดอ้ ยกว่าของสตรใี นดา้ นท่เี กย่ี วกบั ศาสนา
๘.๓ ความด้อยกวา่ ของสตรใี นดา้ นทีเ่ กย่ี วกบั สังคม
บรรณานุกรม
ประวัติผเู้ ขียน
บทที่ ๑
ความหมาย สถานภาพและบทบาทของสตรกี ่อนพุทธกาล
๑.๑ ความหมายของสตรี
คาท่ีใช้เรียกแทนสตรีในพุทธปรัชญาเถรวาทน้ัน เมื่อศึกษาถึงคาศัพท์ที่เก่ียวข้องท่ีใช้
เรียกแทนสตรีจะเห็นได้ว่า มีศัพท์ท่ีใช้เรียกแทนสตรีอยู่หลายคาด้วยกัน ซึ่งคาเหล่าน้ี
สะท้อนใหเ้ ห็นทัศนะและท่าทขี องสงั คมมตี อ่ สตรีในลกั ษณะตา่ งๆ ดังน้ี
คาว่า สตรี ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายว่า สตรี ใช้เรียก
แทน มนษุ ยผ์ ้หู ญิง หรอื หญงิ ซึง่ เป็นเพศทตี่ รงข้ามกบั บรุษ๑
คาว่า สตรี ตามศัพท์ภาษาบาลี แสดงคาท่เี กย่ี วข้องกบั สตรไี ว้ ๑๕ คาคือ
(๑) อิตถฺ ี หมายถงึ หญิงผ้ปู รารถนาชาย
(๒) สมี นตฺ นิ ี หมายถงึ หญงิ ผู้ประกอบดว้ ยแสกผม
(๓) นารี หมายถงึ หญิงผู้เป็นของชายต้องคกู่ บั ชาย
(๔) ถี หมายถงึ หญิงผเู้ ปน็ ทีต่ ้งั แหง่ ครรภ์
(๕) วธู หมายถงึ หญงิ ผ้ผู กู สตั วโ์ ลกไว้ในตนดว้ ยกามคุณ๕
(๖) วนติ า หมายถึง หญงิ อันพวกบรุ ุษคบหา
(๗) องฺคณา หมายถงึ หญงิ ผไู้ ปส่ตู ระกลู สามี
(๘) ปมทา หมายถึง หญิงผู้มคี วามมัวเมารูปร่างแมจ้ ะขีเ้ หร่
(๙) กนฺตา หมายถึง หญงิ ผู้มีกริ ิยาน่ารัก
(๑๐) รมณี หมายถึง หญงิ ผู้บรรเทา (ความใคร่)
(๑๑) ทยติ า หมายถงึ หญงิ ผ้อู ันชายพึงดแู ลรกั ษา
๑ ราชบณั ฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔, (กรุงเทพมหานคร
: บริษทั นานมบี ๊คุ สพ์ บั ลเิ คชน่ั จํากดั , ๒๕๔๖), หน้า ๑๑๑๕.
(๑๒) อพลา หมายถงึ หญงิ ผมู้ กี าลงั กายนอ้ ย
(๑๓) มาตุคาม หมายถึง หญงิ ผเู้ ปน็ เหมือนมารดา
(๑๔) มหิลา, มเหลา หมายถึง หญิงผู้อันบุรษุ ควรให้เกียรติ
(๑๕) มาลินี หมายถึง ผู้หญิงเอาสริ ิ๒
จากความหมายตามรูปศัพท์ที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า การให้ความหมายของคาว่า สตรี
ในลักษณะต่างๆ ล้วนมาจากคาเรียก ท่ีสะท้อนมาจากหลากหลายมิติ โดยคาท่ีแสดงมี
ความหมาย ๒ นัย คือ บางคาแสดงเป็น การยกย่องให้เกียรติ แต่คาบางคาก็แสดงใน
มมุ มองที่ในด้านลบตอ่ สตรี ดงั น้ี
- ผ่านลักษณะทางกายภาพท่ีเห็น คือ หญิงผู้ประกอบด้วยแสกผม หญิงผู้เป็นท่ีต้ังแห่ง
ครรภ์
- ความรู้สกึ ทบี่ ุรุษมตี อ่ สตรี คอื หญงิ อันพวกบุรษุ คบหา หญงิ ผบู้ รรเทาความใคร่
- ลักษณะพฤตกิ รรมของสตรี คอื หญงิ ผู้มีกิรยิ านา่ รัก หญงิ ผูม้ ีกาลงั กายนอ้ ย
- ทา่ ทีคนในสังคมทม่ี ตี ่อสตรี คอื หญงิ ผไู้ ปสู่ตระกูลสามี หญิงผ้มู ีความมัวเมารูปร่าง
คัมภีร์อภิธานวรรณนา มีคาศพั ทท์ ี่เกี่ยวข้องกับสตรแี สดงไว้อยู่หลายคา ประกอบด้วย
๑) สตรีที่เป็นคู่สามีภรรยา ๒) สตรีที่มีระดู ๓) สตรีท่ีมีครรภ์ สตรีต้ังครรภ์ ๔) สตรีท่ี
เปน็ เพ่อื น เพ่ือนหญิง ๕) สตรีในตระกูลกษตั รยิ ์, ราชกุมาร,ี หญิงในราชตระกูล ๖) สตรี
ท่ีมีความแตกต่างจากสามัญ ผู้หญิง สวยงาม หญิงมีเสน่ห์, ผู้หญิงข้ีกลัว, ผู้หญิงตัณหา
จัด ๗) หญิงทอ่ี ยู่ในปฐมวยั เด็กหญิง สาวนอ้ ย ๘) หญงิ ท่ีมคี วามสาว หญงิ สาว ๙) หญงิ
ที่เป็นมเหสี ๑๐) หญิงท่ีเป็นนางสนม หญิงบาเรอ ๑๑) หญิงโสเภณี หญิงแพศยา หญิง
คณกิ า หญงิ งามเมือง นางวรรณทาสี ๑๒) หญงิ ไมด่ ี หญิงมชี ู้ ๑๓) หญิงทีป่ ระเสรฐิ ๑๔)
หญิงดี หญิงท่ีซ่ือสัตย์ต่อสามี ศรีภรรยา ๑๕) หญิงท่ีรักษาตระกูล ๑๖) หญิงหม้าย
๒ พระธรรมกิตติวงศ์, ศัพท์วิเคราะห์พจนานุกรมเพ่ือการศึกษาพุทธศาสน์. พ.ศ. ๒๕๕๐,
(กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์เล่ยี งเชยี ง, ๒๕๕๐), หนา้ ๖๕๕.
๑๗) หญิงหาสามีเอง ๑๘) หญิงท่ีมีบุตรแล้ว ๑๙) หญิงท่ีเป็นแม่ส่ือ ๒๐) หญิงรับใช้
๒๑) หญิงทีเ่ ป็นภรรยา แมบ่ ้าน๓
สรปุ ได้วา่ คาวา่ สตรี ใช้เรียกแทน มนุษยผ์ ู้หญงิ หรอื หญงิ ซ่งึ เปน็ เพศที่ตรงข้ามกบั บรุ ุษ
คาว่า สตรี มีลักษณะ คือ หญิงผู้ปรารถนาชาย หญิงผู้ประกอบด้วยแสกผม หญิงผู้เป็น
ของชายต้องคู่กับชาย หญิงผู้เป็นที่ตั้งแห่งครรภ์ หญิงผู้ผูกสัตว์โลกไว้ในตนดว้ ยกามคณุ
๕ มีรูป หญิงอันพวกบุรุษคบหา หญิงผู้ไปสู่ตระกูลสามี หญิงผู้มีความมัวเมารูปร่างแม้
จะข้ีเหร่ หญิงผู้มีกิริยาน่ารัก หญิงผู้บรรเทา (ความใคร่) หญิงผู้อันชายพึงดูแลรักษา
หญิงผมู้ ีกาลงั กายนอ้ ย หญงิ ผ้เู ป็นเหมือนมารดา หญิงผู้อนั บรุ ษุ ควรให้เกยี รติ หญิงผู้เอา
สิริ
๑.๒ สถานภาพและบทบาทของสตรีในอนิ เดีย
ในสมัยก่อนพุทธกาลน้ัน สตรีอินเดียผ่านการพัฒนาหลายข้ันตอน ในสมัย
พระเวทและสมัยอุปนิษัท สตรีชาวฮินดูก็ได้สร้างความสามารถทางปัญญาและความมี
เสรภี าพทางจติ วิญญาณ แตถ่ า้ ศึกษาโดยถ่องแท้แล้วก็จะเหน็ ว่า วรรณคดดี ังกล่าวแสดง
ถึงเสรภี าพของสตรีก็จริงแตม่ อี ยใู่ นขดี จากัดภายใต้กรอบของชีวติ ภายในครัวเรอื น ซ่งึ ก็
ยังอยู่ภายใต้การปกครองท่ีมีสามีเป็นใหญ่และยังคงผูกพันกับความรับผิดชอบภายใต้
ครัวเรอื น
สังคมอินเดียก่อนสมัยพุทธกาลยึดถือเรื่องของความเช่ือความศรัทธาใน
ศาสนาเป็นเรื่องสาคัญจาเป็นต่อการดารงชีวิต และศาสนาก็เป็นมาตรฐานวัดความมี
บทบาทในสังคมของคนอินเดีย เช่น ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา สตรีจะ
ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาไดก้ ็ต่อเมอื่ มีบรุ ษุ เปน็ ผู้แนะนา เปน็ ผู้กาหนด สว่ นสตรเี ป็น
๓ พระมหาสมปอง มทุ โิ ต, คัมภีร์อภธิ านวรรณนา พ.ศ. ๒๕๔๒, (กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์
ธรรมสภา, ๒๕๔๒), หน้า ๓๐๙-๓๒๕.
ผ้รู ว่ มปฏิบตั ิและอย่ใู นฐานะผู้ตาม๔ การไดร้ บั การยอมรับของสตรีในสังคมอนิ เดยี แทนท่ี
จะได้รับการพัฒนาตามกาลเวลา แต่ในบางยุคสถานะของสตรกี ลับยิ่งเลวร้ายเพราะถกู
กดให้ตา่ จากคัมภรี พ์ ราหมณ์ – ฮนิ ดู ทีม่ หี ลักฐานปรากฏว่าธรรมชาติของสตรไี ม่น่าไว้ใจ
ล่อลวงชายทุกประเภท ไม่สามารถคุ้มครองตัวเองได้ต้องอาศัยผู้อ่ืนเสมอ ถ้าครอบครวั
ใดได้ลูกผู้หญิงความเป็นอยู่ของครอบครัวจะต้องลาบากลงไปอีก เนื่องจากสตรีอินเดีย
ต้องเป็นฝ่ายไปหาสามี ทาให้ครอบครัวฝ่ายหญิงขาดทุนทรัพย์เป็นสินสอดขอฝ่ายชาย
แม้สตรีแต่งงานแลว้ ถ้าสามเี ธอตายไป เธอต้องกระโดดเขา้ กองไฟตายตามสามี
ดงั นั้นการเปล่ียนแปลงทางการเมอื ง ความเชอื่ ทางศาสนามคี วามเก่ยี วข้องกับ
การเปลี่ยนแปลงสถานะภาพของสตรที ั้งน้นั สตรที เี่ กดิ ในอินเดยี จึงต้องประสบกบั ความ
โชคร้าย ครอบครัวของชาวอินเดยี ดูเหมอื นจะไม่มใี ครอยากได้ลกู ผู้หญิงเลย เพราะมีแต่
เรื่องเสียเปรยี บ ถา้ ไดล้ กู ชายกจ็ ะเป็นแต่ฝ่ายได้ และลกู ชายยังช่วยไมใ่ ห้บิดาตกนรกขุม
ปุตตะ๕ เราจะสงั เกตเห็นไดว้ า่ ความเช่ือแบบเดมิ ของชาวอินเดยี สตรไี ม่สามารถทาอะไร
เป็นอิสระนอกเหนอื ไปจากกรอบความคิดทถี่ ูกกาหนดจากคมั ภีรศ์ าสนา
ในตานานสร้างโลก ตามท่ีปรากฏอยู่ในหนังสือวรรณคดีฉบับภาษาสันสกฤต
ได้กล่าวไวว้ ่า ภายหลังจากท่พี ระมหาพรหม ได้สรา้ งสรรพสัตวน์ านาชนิด รวมทั้งมนุษย์
ซ่ึงเป็นเพศของบุรุษข้ึนแล้ว ทรงเห็นว่า โลกของพระองค์จะแข็งกระด้างขาดความ
อ่อนโยนนุ่มนวลละมุนละไม ตลอดจนความอ่อนหวานแช่มช้อยแล้ว พระองค์จึงดาริท่ี
๔ปาริชาต นนทกานันท์, “แนวความคิดเกี่ยวกับสตรีในพุทธปรัชญา”, วิทยานิพนธ์
ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา , (บัณฑิตวิทยาลัย : จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๓), หน้า ๓๕.
๕ส. พลายน้อย, ผู้หญิงกับผู้ชาย, (กรุงเทพมหานคร : เฟ่ืองฟ้าพร้ินต้ิงจากัด, ๒๕๔๔),
หน้า ๕๓.
จะจัดสร้างส่ิงหน่ึงข้ึนมา เพื่อให้ตรงกัน ข้ามกับสิ่งที่พระองค์ได้จัดสร้างขึ้นแล้ว ดังน้ัน
พระองคจ์ ึงหยบิ เอาวัตถรุ วม ๒๒ ชนดิ ด้วยกนั ๖ คอื
๑. ความกลมกลอ่ มของดวงพระจนั ทร์
๒. ความคดเคี้ยวของเถาไม้เลือ้ ย
๓. ความเกาะเกี่ยวเลยี้ วรัดของเถาวลั ย์
๔. ความหวนั่ ไหวโอนเอนของยอดหญา้
๕. ความอ่อนไหวอ้อนแอ้นของใบออ้
๖. ความหอมหวนยียวนของมวลบปุ ผาชาติ
๗. ความแหลมคมของดวงตาสตั ว์มฤคี
๘. ความเบาบางของใบไม้นานาชนิด
๙. ความรุ่งโรจนแ์ จ่มจา้ ของดวงระวี
๑๐. นา้ ตาของมวลเมฆหมอก
๑๑. ความโบกพลิ้วของทิศทางลม
๑๒. ความต่นื ตกใจและใจเสาะของกระตา่ ย
๑๓. ความโอ่โออ้ วดของนกยงู
๑๔. ความนุม่ นม่ิ ของขนนกน้อย
๑๕. ความแขง็ แกรง่ ของเพชร
๑๖. ความหวานช่ืนของนา้ ผ้งึ
๑๗. ความดุรา้ ยของพยคั ฆ์
๑๔. ความร้อนระอขุ องเปลวไฟ
๑๙. ความเยอื กเยน็ ของหมิ ะ
๒๐. ความครวญครางของนกเขา
๖ นางรจนา. (นามแฝง), “กําเนิดสตรี" เพ่อื นใจ, ปี ท่ี ๒๓ ฉบับท่ี ๑-๕. (กรุงเทพฯ : มหาจฬุ าลง
กรณ ราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๔) หน้า ๑๕.
๒๑. ความพษิ รา้ ยตา่ งชนดิ ของอสรพษิ
๒๒. ความช่างพูดของนกกระจอก
เมอื่ พระองค์ได้มวลสารท้ัง ๒๒ ส่งิ ดงั กล่าวแล้ว นามาปั้นปลกุ เสกดว้ ยกฤตยา
คม สาเร็จลงเป็นรูปร่างของมนุษย์ พร้อมกันนั้นพระองค์ก็ได้นาเอาดวงใจบางส่วนของ
สัตว์ ๓ ชนิด คือ ดวงใจของราชสีห์ ดวงใจของสุนัข ดวงใจของวานร เป่าเสกเข้าไปใน
เรือนร่างของมนุษย์น้นั เพราะฉะนั้นในทีส่ ุดเรอื นร่างพร้อมด้วยหัวใจดังกล่าวจึงเกิดมา
เป็นมนุษย์มีภาวะและเพศเป็นสตรีหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อิตถีเพศ๗ คือ ผู้หญิงเรา
น่ีเอง
ในยุคดึกดาบรรพ์ประชาชนชาวอินเดียนับตั้งแต่พระราชาธิบดีลงมา จนถึง
ประชาราษฎร์ทั่วไป พากันยึดถือเป็นจารีตว่า ธรรมดาผู้หญิงสาวภายหลังจากแต่งงาน
แล้ว หากสามีตายลง หญิงผู้เป็นภรรยาน้ันจะต้องโดดเข้ากองไฟในเวลาที่เผาศพของ
สามี เพ่ือตายตามสามีไปด้วยเพราะฉะน้ันผู้หญิงผู้ปฏิบัติเช่นน้ัน จึงได้นามว่า “สตี”
หรือ “สตรี" แปลว่าผ้ยู อมตายไปกบั สามี
ยังมีอีกคาหนึ่งท่ีเรียกผู้หญิงว่า “สมร” ซึ่งก็คงแปลคานี้ว่า “ผู้ยอมตาย
ดว้ ยกัน”๘ ที่ กลา่ ววา่ หญิงที่ยอมตายดว้ ยการโดดเขา้ ไปในกองไฟเผาสามีเพอื่ ใหต้ ัวตาย
ไปกับสามีนั้น เพราะ ว่าประเพณีของชาวอินเดียมีข้อบังคับว่า หญิงหม้ายท่ีไร้สามีเสีย
แล้วย่อมเป็นทีร่ งั เกยี จของสังคม ทว่ั ไปในยคุ นัน้
คร้ันยุคต่อมา ภายในประเทศอินเดียมีความวิวัฒนาการ เพราะประชาชน
ไดร้ บั การศกึ ษาพร้อมทงั้ ได้ติดต่อกับโลกภายนอกมากขึ้น จึงพยายามเปล่ียนแปลงจารีต
ดังกล่าวมาเป็น ว่า หากหญิงใดภายหลังจากสามีตายลง หญิงน้ันจะต้องโกนผมบน
ศีรษะออกให้หมด ทั้งวัตถุ คือ เสื้อผ้าที่จะใช้นุ่งห่มประดับกาย จะต้องย้อมให้มีแต่
เฉพาะสีเหลืองเพียงสีเดียว แต่คร้ันกาลเวลาล่วงเลยมา จารีตดังกล่าวนี้ก็เส่ือมลง ไม่มี
ผู้ใดผู้หนึ่งจะยึดถือประพฤติปฏิบัติได้ ฉะนั้นบรรดานักปราชญ์ในอินเดียยุคต่อมาจึง
๗นางรจนา (นามแฝง), เรือ่ งเดียวกนั , หน้า ๑๖.
๘เรอื่ งเดียวกัน, หนา้ ๑๖.
แก้ไขจารีตพร้อมกับบัญญัติศัพท์ของคาว่า “สตรี” ลงในหนังสือ พจนานุกรมเสียใหม่
โดยให้ความหมายคาว่า “สตร”ี แปลวา่ ผ้รู ว่ มสุขร่วมทกุ ขก์ ับชายผ้เู ป็นสามีเท่านน้ั
อน่ึง คาว่า “สตรี” ท่ีกล่าวว่า ผู้มีจิตใจของสัตว์ ๓ ชนิดประกอบอยู่๙ คือ
ดวงใจของ ราชสีห์ ดวงใจของสุนัข และดวงใจของวานรน้ัน ท่านให้ความหมายของ
สภาวะและจิตใจหญิงไว้ดงั นี้
ธรรมดาของหญิงย่อมมีอานาจท่ีจะให้ชายเกิดความประหม่าเกรงกลัว
นบั ตัง้ แตว่ นิ าทีแรกที่ชายเร่ิมมีความสัมพันธ์รักใคร่กันกบั หญิงครง้ั แรก ภายหลังได้หญิง
นี้มาครอบครองโดยฉันเป็นสามีภรรยากันแล้ว อานาจความกร่ิงเกรงใจภรรยาก็ยัง
ปรากฏเกิดอยู่กับชายสามีตลอดไป นี้เป็นลักษณะดวงใจราชสีห์ ซึ่งเป็นท่ียาเกรงของ
บรรดาสตั ว์ทงั้ หลาย
สาหรับดวงใจของสุนัขน้ัน ธรรมชาติของหญิง หลังจากได้สมรสกับชายอยู่
ครอบครองเหย้าเรือนโดยสภาวะของสามีภรรยาแล้ว ดวงจิตของหญิงจะต้องยอม
สวามภิ ักด์ิจงรักอยู่กบั ชายผู้เป็นสามี ซอื่ สัตย์สุจริตตลอดไป เหมือนหนึ่งดวงใจของสุนัข
ผจู้ งรกั ภกั ดตี ่อเจา้ ของผู้ท่ไี ดเ้ ล้ียงดูมาฉะน้ัน
ส่วนดวงใจของวานรน้ัน ธรรมชาติของลิงย่อมมกี ิริยาอาการไม่สงบ มกั ดนิ้ รน
กลบั กลอกอยไู่ ปมา ท่านเปรียบเหมอื นน้าใจของหญิง เม่อื ไดร้ ับคาเยินยอจากชายแล้ว
มักแสดง อาการกิริยาหลุกหลิกให้ปรากฎ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมีจิตใจมักจะเข้าข้าง
ตัวเองเสมอ โดยมิได้คานึงถึงข้อเท็จจริงอันประกอบด้วยเหตุผล เพราะฉะนั้นจึงสมกบั
ภาษติ ของคนโบราณเราอยู่ขอ้ หนึง่ ความวา่
ธรรมดาผ้ชู ายจะตดั สนิ เรอ่ื งใดเร่ืองหน่ึง หรอื หลายเร่ืองมกั จะนาเหตุเข้ามาใช้
เป็นเคร่ืองประกอบการพิจารณาตัดสิน ส่วนผู้หญิงมักจะพิจารณาตัดสินใจทุกๆ เรื่อง
ดว้ ยความรัก เสมอไป
๙ เรื่องเดียวกนั , หน้า ๑๗.
เท่าท่ีกล่าวมานี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงกาเนิดสภาวะพร้อมทั้งสถานะ
ตลอดจนดวงจิตของสตรี ปรากฎทางกิรยิ าอาการตามโลกโวหารสมบัติ๑๐
ในสมัยอินเดียโบราณน้ัน ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมศาสนาใดๆ กาหนดให้สามี
ภรรยากระทาร่วมกัน โดยให้ภรรยาเป็นฝ่ายสนับสนุนสามี ศาสนาพราหมณ์ถือว่า
เพื่อให้เป็นท่ีม่ันใจ ได้ว่า วิญญาณของคนจะไปสู่สรวงสวรรค์ สามีภรรยาจะต้องมีบุตร
เพราะบุตรจะเป็นผู้ทาพิธีทางศาสนาให้กับวิญญาณของบิดา ข้อกาหนดดังกล่าวมี
อิทธิพลในการกดขี่ผู้หญิงอย่างยิ่ง เพราะนอกจากผู้หญิงจะมีหน้าที่ท้ังทางสังคมและ
ศาสนาทจ่ี ะตอ้ งแต่งงานแล้ว ผู้หญงิ ผ้เู ป็นภรรยาจะตอ้ งสามารถให้กาเนดิ บุตรด้วย หาก
เธอไม่สามารถทาหน้าที่นี้ได้สาเร็จท้ังเธอและสามีของเธอไม่ได้ไปสู่สวรรค์ แมใ้ นการทา
พธิ ีบชู ายญั เธอกไ็ ด้แตม่ ีส่วนร่วมในพธิ ีของสามเี ทา่ น้นั ๑๑
ในคัมภีร์อรรถศาสตร์ไม่ได้เน้นประเด็นเกี่ยวกับผู้หญิงโดยตรง และไม่ได้
กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวหลายแง่หลายมุม เช่น คัมภีร์พระไตรปิฎกหรือมานว
ธรรมศาสตร์ แต่ทวา่ แมป้ ระเดน็ ที่พดู ถึงจะจากัด ก็ได้แสดงแนวคดิ เดน่ ของเกาฏลิ ียะใน
เรือ่ งดงั กล่าว ซงึ่ เป็นแนวคิดทคี่ ่อนข้างให้สิทธเิ สรภี าพแก่ผู้หญิงคอ่ นข้างมาก เมอ่ื เทียบ
กับวัฒนธรรมฮินดโู บราณโดยส่วนรวม ความคิดเกี่ยวกับผู้หญิงปรากฏเป็นเรื่องซ่ึงแยก
ชัดเจนจากเรื่องอื่นๆ และเขียนไวโ้ ดยเฉพาะในเล่มที่สองถึงเลม่ ทสี่ ี่เข้าใจว่าเรือ่ งอน่ื ๆ ท่ี
มิได้นามาเขียนไว้ก็คือเรื่องท่ีเกาฏิลียะไม่มีความเห็นขัดแยง้ กับคัมภีร์และประเพณเี ดมิ
แม้บางเรือ่ งทน่ี ามาเขียนก็เห็นได้วา่ เกาฏิลียะไม่ได้เปลีย่ นแปลงหลกั ในศาสนาพราหมณ์
ดังที่ Ra๐๑๒ ไดก้ ลา่ วไว้วา่
๑๐เรอ่ื งเดยี วกนั , หน้า ๑๗.
๑๑ฉั ต ร สุ ม า ล ย์ ก บิ ล สิ ง ห์ , ก า ร ศึ ก ษ า เ ร่ื อ ง ผู้ ห ญิ ง ( ก รุ ง เ ท พ ม ห า น ค ร :
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, ๒๕๒๕), หนา้ ๔๒.
๑๒ปรีชา ช้างขวัญยืน, สตรีในคัมภีร์ตะวันออก, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์แห่ง
จฬุ าลงกรณ์ มหาวทิ ยาลยั , ๒๕๔๑), หน้า ๑๑๖.
“เกาฏิลียะเป็นผู้มีความเช่ือมั่นในทฤษฎีเก่ียวกับการสร้างโลกของศาสนา
พราหมณ์ และยึดม่ันในแบบสังคมของศาสนาและประเพณีพราหมณ์ อันประกอบด้วย
วรรณะสแี่ ละอาศรม”๑๓
คาพูดดังกล่าวมีหลักฐานท่ีเห็นได้ชัด เช่น ในการเสนอกฎหมายเกี่ยวกับ
ผู้หญิงน้ัน เราได้เริ่มต้นด้วยเรื่องการแต่งงานว่าเป็นสาเหตุแห่งการขัดแย้ง และพูดถึง
การพิจารณาของกฎหมายโดยเช่ือมโยงกับการแต่งงาน ๘ ประเภท ซ่ึงในคัมภีร์มานว
ธรรมศาสตร์ก็กล่าวถึง การท่ีกฎหมายเชื่อมโยงกับการแต่งงาน ๘ ประเภทนี้ แสดงว่า
เปน็ การแตง่ งานทเ่ี กดิ ขึ้นจริงในสงั คมนั้น กฎหมายจึงตอ้ งคลุมใหถ้ งึ เชน่ การวางยาแล้ว
ลักพาตัวไป หรือลักพาไปขณะกาลังหลับ ก็ถือเป็นการแต่งงานแบบที่เรียกว่า ไปศาจ
หรือปีศาจ ซ่งึ เปน็ แบบทไี่ ม่ถกู ตอ้ ง ไม่ดงี าม
การแต่งงาน ๘ ประเภทในคมั ภรี อ์ รรถศาสตร์มี ดงั นี้
การแตง่ งานเปน็ เหตแุ หง่ การขัดแย้ง
การยกให้ในการแตง่ งานของหญงิ สาวทป่ี ระดับประดาอยา่ งวิเศษ เรียกว่าการ
แต่งงานแบบพราหมะ
การร่วมกนั ทาหน้าทีอ่ นั ศกั ดสิ์ ทิ ธข์ิ องชายและหญิงเรียกว่าการแต่งงานแบบป
ราชาปตั ยะ
การยกให้ในการแต่งงานของสาวด้วยวัวคู่หนึ่ง เรียกว่าการแต่ง งานแบบ
อารศะ
การยกให้ในการแต่งงานของหญิงสาวแกน่ ักบวชผู้ทาพิธีพลีบชู า เรียกว่าการ
แตง่ งานแบบไทวะ
การแอบอยู่ร่วมกันเองโดยเต็มใจระหว่างหญิงสาวกับคนรักของเธอ เรียกว่า
การแต่งงานแบบคานธรวะ
การยกหญงิ สาวให้หลงั จากไดเ้ งนิ จานวนมากเรียกวา่ อาสุระ
๑๓M.V. Krishna Rao, Studies in Kautilya. (Delhi : Munshi Ram Manohar Lal.,
๑๙๕๘), pp. ๑. (อา้ งใน ปรีชา ชา้ งขวญั ยืน สตรีในคัมภีรต์ ะวนั ออก), หนา้ ๑๑๗.
การลกั พาหญงิ สาวเรียกว่าการแต่งงานแบบรากฺษสะ
การลักพาหญิงสาวขณะหลับหรือถูกวางยาเรียกว่าการแต่งงานแบบไปศา
จะ๑๔
การแต่งงาน ๘ ประเภทน้ีถ้าว่าโดยประเพณีแล้วการแต่งงานส่ีประเภทแรก
ถือว่าถูกต้อง ซึ่งถ้าว่าโดยหลักการในคัมภีร์มานวธรรมศาสตร์ ถือว่าการแต่งงานสี่
ประเภทแรกไม่มีเร่ืองเงินสินสอดเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ในสมัยเมารยะแม้การแต่งงานสี่
ประเภทแรกน้ีก็อาจมีการจ่ายเงินค่าสินสอด กล่าวคือมิได้เป็นไปตามหลักการจริงๆ
เกาฏิลียะจึงอ้างเอาการที่บิดามารดาฝ่ายหญิงได้รับเงินหรือไม่เป็นเครื่องกาหนดความ
พอใจหรือไม่พอใจของบิดามารดา และใช้เป็นหลักในการตัดสินความถูกผิดของการ
แต่งงานดังนี้
“การแต่งงานสี่อย่างแรกเป็นไปตามประเพณีโบราณ และถูกต้องเน่ืองจาก
บิดาฝ่ายหญงิ เหน็ ชอบด้วย ที่เหลือท้ังบิดามารดาหญิงตอ่ ตา้ น
เพราะบิดามารดาหญิงเป็นผู้ได้รับเงินที่เจ้าบ่าวจ่ายเพื่อแต่งงานกับบุตรสาว
ในกรณีทีบ่ ดิ าหรือมารดาเสียชีวิต ผู้ท่ียังมีชีวิตเป็นผู้ได้รับเงิน หากเสียชีวิตแล้วทงั้ คู่ ตัว
หญงิ สาวนนั้ ไดร้ ับเงิน
แตจ่ ะเปน็ การแต่งงานแบบใดกต็ ามนับว่าใช้ได้ ถ้าหากผูท้ ีเ่ กี่ยว ข้องพอใจ”๑๕
หลักการในข้อสามดังกล่าวข้างต้นยังมีข้อขัดแย้งในตัวเอง กล่าวคือ การ
แต่งงานแบบ อาสุระซ่ึงมีการเรียกร้องเงินจากเจ้าบ่าวก็น่าจะถือว่าเป็นการแต่งงาน
แบบที่บิดามารดาของฝ่ายหญิงยอม และเป็นแบบท่ีถูกต้องด้วยหากถือเอาเงินท่ีบิดา
มารดาได้รับเป็นเกณฑ์
นอกจากนี้ในข้อ ๑๓ ซ่ึงเกาฏิลียะแสดงความใจกว้างต่อผู้หญิง คือ แม้การ
แต่งงานแบบท่ีไม่ถูกประเพณีหากชายและหญิงพอใจก็ถือว่าเป็นการแต่งงานที่ใช้ได้ ข้อ
๑๔Kangle, อรรถศาสตร์, ๓.๒/๑๐-๑๓. (อ้างใน ปรีชา ช้างขวัญยืน, สตรีในคัมภีร์
ตะวันออก.), หนา้ ๑๑๙,
๑๕เรื่องเดยี วกัน.
นี้เห็นได้ว่าความยินยอมพร้อมใจของสาคัญกว่าวิธีการในการได้มาซงึ่ เจ้าสาว แม้พ่อแม่
ไม่พอใจหากตัวผู้หญิงน้นั พอใจกฎหมายก็ยอมรับ แต่ทั้งน้ีก็ต้องข้ึนกับกฎหมายในเรอื่ ง
อ่ืนด้วย เชน่ ผหู้ ญงิ ไมม่ สี ทิ ธินาทรัพยส์ ินของบดิ ามารดาตดิ ตัวไป และชายทร่ี ับผหู้ ญิงซึ่ง
ทาผิดเช่นน้ันมีความผิดฐานลักทรัพย์ แม้ไม่ผิดฐานพรากลูกสาว เพราะเธอบรรลุนิติ
ภาวะแลว้ กต็ าม
แต่การกาหนดเอาความพอใจน้ีก็อาจมีปญั หาเพราะผู้หญิงไม่ได้เรียนหนังสือ
และอายทุ บ่ี รรลนุ ิติภาวะนน้ั ตา่ มาก คือ
“ผหู้ ญงิ บรรลนุ ติ ภิ าวะเม่ืออายสุ ิบสองปี ซายสิบหกปี หากบรรลุนิตภิ าวะแล้ว
ปรากฏวา่ ไม่เช่อื ฟังผ้มู ีอานาจตามกฎหมาย ผหู้ ญงิ ถูกปรับ ๑๕ ปณะ ผชู้ ายถกู ปรับสอง
เท่า”๑๖
ความพอใจหรือไม่พอใจของผู้หญิงวัยน้ีจะนับว่าเป็นความพอใจของผู้ท่ีมี
ความคิดเป็นผู้ใหญพ่ อแล้วหรือไม่ ฮินดูออกจะพิจารณาความเปน็ ผู้ใหญ่จากสัญลกั ษณ์
ทางกายมากกว่า คอื ผูห้ ญงิ นัน้ ดจู ากการมีประจาเดือน และโดยทั่วไปอาจพบว่าผู้หญิง
อายุสิบสองปีมีประจาเดือนแล้ว ส่วนผู้ชายต้องเรียนหนังสือ ซ่ึงอาจเรียนจบเม่ืออายุ
ระหว่างสิบแปดปีถงึ สามสิบหกปีเพราะ
“หลกั สตู รการเรยี นพระเวทท้ังสามซึ่งต้องเรียนในบ้านของคุรุ คอื สามสิบหก
ปี ครงึ่ หนึ่งของจานวนน้ัน หน่งึ ในสขี่ องจานวนนนั้ หรือจนกว่าจะจบ”๑๗
“พราหมณ์ต้องใช้เวลาหนึ่งในสี่ของชีวิตอยู่กับคุรุ จึงแต่งงานและอยู่บ้านตน
ในชว่ งทสี่ องของชวี ติ ”๑๘
๑๖Kangle, อรรถศาสตร์, ๓.๓/๑-๒. (อ้างใน ปรีชา ช้างขวัญยืน, สตรีในคัมภีร์
ตะวันออก.), หน้า ๑๒๐.
๑๗Burnal, มานวธรรมศาสตร์, ๓/๑. (อ้างใน ปรีชา ช้างขวัญยืน สตรีในคัมภีร์
ตะวันออก.), หนา้ ๑๒๐.
๑๘Bunel, มาวนธรรมศาสตร์, ๔/๒. (อ้างใน ปรีชา ช้างขวัญยืน, สตรีในคัมภีร์
ตะวันออก.), หนา้ ๑๒๐.
ถา้ หลกั สตู รการเรียนเป็นเช่นนเ้ี วลาท่อี ยู่กับครูโดยเฉล่ียคงประมาณสิบแปดปี
สาหรับคนสติปัญญาค่อนข้างดี และอาจจะเร็วกว่าน้ันถ้าปญั ญาดี การกาหนดอายุชาย
ให้บรรลุนติ ภิ าวะเมอ่ื สิบหกปจี ึงน่าจะสมั พนั ธ์กับเวลาที่ตอ้ งอยใู่ นบ้านครแู ละมีความรู้ดี
พอสมควร อายุน้ีอาจนามาใช้กาหนดคนในวรรณะกษัตริย์และไวศยะ ซึ่งก็ต้องศึกษา
พระเวทเช่นกัน พึงสังเกตว่า คัมภีร์ต่างๆ ของอินเดียน้ันมุ่งพูดเร่ืองของวรรณะท่ีเป็น
ทวชิ าตทิ ้ังสามมากกว่าจะพูดถึงวรรณะศูทร
เม่ืออายุบรรลุนิติภาวะของผู้หญิงต่าเช่นน้ี ประกอบกับไม่มีการศึกษา๑๙
เพราะคงเป็นการลาบากที่จะไปอยู่กับครูซ่ึงเป็นผู้ชายด้วยแล้ว แม้ผู้หญิงจะโตทาง
ร่างกาย แต่ความคิดคงจะโตไม่พอ คาว่าความพอใจของทั้งสองฝ่ายจึงอาจมิได้มาจาก
ความคิดท่ีรอบคอบหรืออาจจะมาจากการถูกบงั คับขู่เขญ็ ก็ได้ ความใจกว้างของเกาฏลิ ี
ยะในท่ีนี้น่าจะเป็นประโยชน์ในกรณีท่ีผู้หญิงโตมากกว่านี้ และกรณีที่ผู้หญิงถูกบิดา
มารดาบังคบั ให้แต่งงานเม่ือตนไม่ได้ยินดี แตถ่ งึ กระนน้ั กน็ บั วา่ เกาฏิลยี ะไดค้ านึงถึงสิทธิ
และความร้สู กึ ของผหู้ ญิงมากกว่าผู้แตง่ คัมภีร์มานว ธรรมศาสตร์
๑.๓ สทิ ธิ หน้าทข่ี องสตรีอนิ เดีย
เรื่องสิทธิเป็นอีกเร่ืองหนึ่งซึ่งเกาฏิลียะได้แสดงความใจกว้างต่อผู้หญิงโดยได้
กาหนดสิทธใิ นดา้ นต่างๆ ทผ่ี ู้หญิงพงึ ไดร้ ับ แต่ก็มใิ ช่ว่าผหู้ ญงิ จะมีอสิ ระเต็มที่ โดยเฉพาะ
ในเรื่องเสรีภาพทางเพศท่ีผู้หญิงบางคนบางพวกในปัจจุบันเรียกร้อง เพราะเกาฏิลียะ
ไม่ได้ให้ความสาคัญแก่เรื่องเพศในแง่ที่เป็นความสนุกสนานทางกาย แต่สาคัญในแง่ท่ี
เกี่ยวขอ้ งกบั สถาบันครอบครัว ซึง่ เมื่อพิจารณาจากกฎต่างๆ ที่เกาฏิลียะกาหนดแล้ว จะ
เห็นการส่งเสริมครอบครัวแบบผัวเดียวเมียเดียวอย่างชัดเจน สิทธิในพรหมจรรย์เป็น
สิทธิพ้นื ฐานของเรอื่ งนี้
๑๙ปรชี า ชา้ งขวญั ยนื , สตรีในคมั ภรี ต์ ะวันออก, หน้า ๑๒๑.
สิทธิในพรหมจรรย์ ถ้าผู้หญิงไม่ให้ความสาคัญแก่พรหมจรรย์เพศกไ็ มใ่ ช่เร่อื ง
พิเศษท่ี กฎหมายจะต้องถือปฏิบัติให้แตกต่างไปจากอวัยวะอื่น กฎหมายเกี่ยวกับการ
ละเมิดทางเพศก็ไม่มีเหตุผลจะต้องกาหนดเป็นพิเศษกว่าการทาร้ายร่างกายอย่างอื่น
การทีผ่ ู้หญงิ ซงึ่ ตอ้ งการให้สังคมยอมรบั การมเี พศสมั พันธ์แบบเสรีแต่ต้องการใหล้ งโทษผู้
ขม่ ขืนกระทาชาเราดว้ ยอตั ราโทษสงู จงึ เปน็ เรือ่ งที่ไม่สมเหตุสมผล
เกาฏลิ ียะให้ความสาคัญแก่พรหมจรรย์ของผูห้ ญิง ดังนนั้ จึงมขี อ้ จากดั เสรภี าพ
ทาง เพศสัมพนั ธข์ องผูห้ ญงิ ไว้ดว้ ย เกาฏิลียะกาหนดว่า
“ผู้ใดทาลายพรหมจรรยข์ องหญิงวรรณะเดียวกัน หญิงนั้นยังไม่โตเป็นผใู้ หญ่
โทษตัดมือหรอื ปรับ ๔๐๐ ปณะ
หากหญงิ นั้นถงึ ตายผกู้ ระทาผิดตอ้ งโทษประหาร
ผู้ใดทาลายพรหมจรรย์หญงิ ที่เปน็ ผู้ใหญ่แล้ว โทษตัดน้ิวกลางหรือปรับ ๒๐๐
ปณะ
และยังต้องจา่ ยคา่ เสยี หายแก่บิดาหญงิ นั้นด้วย
ชายจักย่งุ เกีย่ วทางเพศกบั หญงิ โดยเธอไม่เตม็ ใจมิได้
ชายผู้ใดทาลายพรหมจรรย์หญิงโดยหญิงนั้นเต็มใจ ชายเสียค่า ปรับ ๕๕
ปณะ หญงิ เสยี ค่าปรบั กง่ึ หนง่ึ
ชายใดสวมรอยชายอ่ืนผู้จ่ายค่าสินสอดทองหม้ันแก่หญิงแล้ว โทษตัดมือหรอื
ปรับ ๔๐๐ ปณะ พร้อมท้งั ชดใช้ค่าสินสอดทองหมน้ั นั้น ดว้ ย”๒๐
เราจะเห็นได้ว่าการทาลายพรหมจรรย์หญิงไม่ว่าหญิงน้ันจะเต็มใจหรือไม่ก็
ตาม ถือเป็นความผิด หากไม่เต็มใจโทษรุนแรงถึงข้ันที่ชายจะต้องกลายเป็นคนพิการ
๒๐Kangle, อรรถศาสตร์, ๔.๑๒/๑-๗. (อ้างใน ปรีชา ช้างขวัญยืน, สตรีในคัมภีร์
ตะวนั ออก.), หนา้
๑๒๑.
และถูกประจานไปตลอดชีวิต หรือหากหญิงถึงแก่ชีวิต โทษก็หนักถึงขั้นประหารชีวิต
กล่าวคอื “โทษฆ่าผูห้ ญิงเทา่ กับโทษฆา่ พราหมณ์”๒๑
การลงโทษในเร่ืองนี้มิได้ลงโทษแก่ชายเท่าน้ันหากยังลงโทษแก่หญิงด้วย
เพ่ือให้หญิงรักษาพรหมจรรย์ของตน การลงโทษนี้รวมไปถึงผู้จัดการให้หญิงเสีย
พรหมจรรย์ และผ้กู ล่าว หาเท็จในเรอ่ื งดังกล่าวดว้ ย ยง่ิ ถ้าเป็นการกระทาท่ีเกิดขึ้นนอก
หม่บู า้ น ซงึ่ แสดงให้เหน็ เจตนาชัดเจนทีจ่ ะทาเรื่องดังกล่าวให้สาเร็จโดยไมม่ ีผ้รู ู้เห็น หรอื
โดยการฉดุ คร่าซง่ึ เปน็ การบังคับด้วยกาลัง และเปน็ การกระทาทอี่ ุกอาจด้วยแล้วโทษจะ
เพิ่มขนึ้ ดงั น้ี
เม่ือหญิงใดโดยการจัดการของหญิงอ่ืนยินยอมมอบกายแก่ชาย วรรณะและ
ชน้ั เดียวกัน จะถูกปรบั ๑๒ ปณะ ส่วนหญิงที่เปน็ ผูช้ ว่ ยจดั การ ถกู ปรับเปน็ สองเทา่
หญิงใดช่วยให้ชายมีเพศสัมพันธ์กับหญิง โดยเธอไม่เต็มใจจะต้องเสียค่าปรบั
๑๐๐ ปณะ พร้อมทงั้ ให้ค่าเสยี หายแกเ่ ธอจนพอใจ
หญิงใดโดยความยินยอมของตนเองมอบกายให้แก่ชาย จักต้องไปเป็นทาส
ของพระราชา
การร่วมประเวณีกับหญิงนั้นนอกหมู่บ้าน หรือการกล่าวหาเท็จในเร่ือง
ดังกลา่ ว มีโทษปรับเพิ่มเปน็ สองเทา่ ของโทษปกติ
ผู้ใดฉุดคร่าเอาหญิงไปดว้ ยกาลังมีโทษปรับ ๒๐๐ ปณะ หากหญิงน้ันมีเครอ่ื ง
ทองประดับตัวไปด้วยปรับโทษสูงสุด หากกลุ่มคนลักพาหญิง ไปแต่ละคนรับโทษตาม
กลา่ วข้างต้น
๒๑B.N. Luniya, Life and Culture In Ancient India. (Agra : Lakshmi ๓ Naain
Agarwal, ๑๙๘๒). pp. ๒๖๑ (อา้ งในปรชี า ชา้ งขวญั ยนื , สตรีในคัมภรี ์ตะวนั ออก.), หน้า ๑๒๒.
การท่ีเราจะเข้าใจสถานภาพของสตรี๒๒ ในทัศนะของพระพุทธศาสนาได้
กระจา่ งนัน้ กต็ ้องกลบั ไปดูสภาพสังคมอินเดียสมยั กอ่ นและหลังพทุ ธกาล คือสถานภาพ
ของสตรีในสงั คมพราหมณ์และฮนิ ดูกนั สักเล็กน้อย
ยุคพระเวท เราไม่ทราบอะไรมากนัก เพราะคัมภีร์พระเวทว่าด้วยการ
ประกอบพิธกี รรมทง้ั หมด ผู้ประกอบพิธีกรรมก็คือพราหมณผ์ ู้เชื่อว่าสตรีอินเดียยุคพระ
เวท ก็คงถูกกีดกันเรื่อง การศึกษาและการประกอบพิธีกรรมเช่นในปัจจุบนั นอกจากนี้
ศาสนาพราหมณ์ช่วงน้ีไม่มีแนว ความคิดเรื่องการออกบวชบาเพ็ญเนกขัมมบารมีเลย
สตรกี ค็ งไมม่ โี อกาสได้บวชด้วย
ยุคอุปนิษัท ยุคนี้ศาสนาพราหมณ์เริ่มเรียนอะไรๆ จากพระพุทธศาสนามาก
แมก้ ระทง่ั เร่ืองการออกบวชก็เริ่มปรากฏตวั ละครในคัมภรี ์อปุ นษิ ทั บางเร่อื ง พฤหทารัณ
ยกอุปนิษัท เล่าเรื่องการโต้วาที เร่ืองพรหมัน๒๓ หน้าพระที่น่ังของกษัตริย์ชนกระหว่าง
ท่านยชั ญวัลยกะและนกั บวชหญงิ ชอ่ื คารคี เปน็ ต้น
จากจุดนี้ เราก็ควรทราบต่อไปว่า อายุของอุปนิษัทน้ัน มิได้เก่าแก่เกินสมัย
พุทธกาล อยา่ งท่ีนักปรัชญาฮนิ ดูเข้าใจกัน อปุ นษิ ทั น้จี ดั เป็นวรรณกรรมทางปรัชญา คง
ได้รับอิทธิพลน้ีจากคาสอนของพระพุทธศาสนาหรือแนวคิดเร่ืองการออกบวชไปจาก
พทุ ธและเชนแน่นอน มเิ ชน่ น้นั ฐานะของสตรคี งไม่สูงส่งขนาดนี้
ยุคคัมภรี ์ธรรมศาสตร์ ตามท่ีทราบมาวรรณกรรมชุดน้ีมหี ลายฉบบั เรียกรวมๆ
กัน ว่า “ธรรมศาสตร์” ในจานวนนี้ คัมภีร์มนูธรรมศาสตร์หรือมนูสังหิตาซึ่งมีช่ือเสียง
โด่งดังและยอมรับว่าได้บรรจุคาสอนพื้นฐานของศาสนาฮินดูไว้ค่อนข้างสมบูรณ์ อายุ
ของมนูธรรมศาสตร์ คงหลังพทุ ธกาลอยา่ งน้อยๆ ก็สองรอ้ ยถึงส่ีร้อยปี
ในคัมภีร์นี้เอง ได้มีการกล่าวถึงสตรีในลักษณะไม่เท่าเทียมกันกับเพศชายไว้
มากมายเหลือเกนิ เช่น
๒๒พระศรีปริยัติโมลี (สมชัย กุสลจิตโต), สตรีในพระพุทธศาสนา (กรุงเทพมหานคร :
โรงพมิ พม์ หา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๒), หนา้ ๕๓-๕๖.
๒๓พระศรีปรยิ ัติโมลี (สมชยั กสุ ลจติ โต), สตรีในพระพทุ ธศสนา, อ้างแล้ว, หน้า ๕๔.
๑. สตรีไม่มสี ทิ ธใิ นการประกอบพิธกี รรมทางศาสนา
“สตรีไม่ควรประกอบพิธีกรรมประจาวันตามที่พระเวทระบุไว้ ถ้า
หล่อนประกอบ หล่อนจะต้องตกนรก”
๒. ธรรมชาติของผู้หญิงไมน่ า่ ไวใ้ จล่อลวงซายทุกประเภท
“มันเป็นธรรมชาติของผู้หญิง ที่ล่อลวงชายในโลกนี้ เพราะเหตุน้ัน
แมบ้ ณั ฑิตก็ไมป่ ลอดภยั เม่ือคบกับผู้หญงิ ”
๓. สตรไี ม่อาจดูแลตวั เองได้ ต้องมีเพศชายค้มุ ครองตลอดเวลา
“บิดาคุ้มครองหล่อนเมื่อเยาว์วัย สามีปกครองหล่อน (เมื่อเวลา
แต่งงาน) ยังสาวอยู่ เม่ือสามีตายลูกชายจะดูแลแทนตอนหล่อนแก่เฒ่า สตรีไม่อาจอยู่
ตามลาพงั ได”้
ด้วยอิทธิพลของคาสอนน้ี จึงเกิดมีประเพณีสตรีขึ้นในอนิ เดีย และหญิง
ม่ายแม้ยังสาวบางเผ่ายังคงปฏิบัติอยู่ กล่าวคือ เม่ือสามีตายก็จะถูกเกล้ียกล่อมให้โดด
เข้ากองไฟตายตามสามีไป โดยเชื่อวา่ จะไดบ้ ญุ กุศลมากคอื ได้ไปเกดิ ในสวรรค์
๔. ผูห้ ญิงไม่มีสทิ ธใิ นมรดกหรือมสี มบัติเปน็ ของตนเอง
“ภรรยา ลูกชาย และทาส ท้ังสามประเภทน้ี ไม่มีสมบัติเป็นของ
ตนเอง ทรัพย์สมบตั ทิ ่พี วกเขาหามาได้ ยอ่ มตกเป็นของผชู้ ายทเ่ี ขาอาศยั อยู่”
๕. ผู้ชายมีสิทธิจะเฆ่ียนตีผู้หญิงหรือแม้แต่สังหารเสีย ก็มีความผิดเพียง
เลก็ น้อย
“การด่ืมเหล้า การสังหารสตรี ศูทร แพทย์ กษัตริย์ และคนนอก
ศาสนาเป็นบาปเพียงเลก็ นอ้ ย”
เหล่าน้ีคือประกาศิตของท่านมนูปรากฏอยู่ในคัมภีร์มนูธรรมศาสตร์ที่
กาหนดสถาน ภาพของสตรีไว้ต่าท่ีสุด เพราะเหตุน้ีสตรีชาวอินเดียจึงทุกข์ยากมาก
นอกจากประเพณีสตรี ดงั กล่าวแลว้ พวกหล่อนยงั ต้องเป็นฝ่ายไปขอผู้ชายแต่งงานด้วย
การจา่ ยคา่ สนิ สอดแพงมาก บางรายผูช้ ายเรียกสินสอดเปน็ รถเก๋ง มอเตอรไ์ ซด์ เป็นต้น
สะใภบ้ างรายทาสญั ญาขอผ่อนสง่ สนิ สอด เมื่อมีเหตุจาเป็นจา่ ยไมท่ ันกาหนด ตอ้ งถูกแม่
ผัวและญาติพี่น้องผัวทุบตีทรมานอย่าง แสนสาหัสในปีหนึ่งๆ นับเป็นพัน เป็นหมืน่ ราย
บางรายถึงกบั เอานา้ มันกา๊ ดราดสา่ หรี แล้วเผาตายท้ังเปน็ กม็ าก แมจ้ ะถกู ทรมานอยา่ งนี้
หล่อนกจ็ ายอม เพราะมนูบอกวา่ สตรแี ตง่ งานแลว้ ขอหยา่ ไม่ไดเ้ ลย
“ไม่ว่าจะด้วยการขายหรือการบอกศาลาเลิกกัน ภรรยาก็ไม่อาจหย่า
ขาดจากสามีได”้
๑.๔ กฎเกณฑท์ างสงั คมทีม่ ีผลกระทบต่อสตรอี นิ เดีย
ในประวตั ศิ าสตร์อนิ เดยี นนั้ ผหู้ ญิงมกั จะผูกพนั อยูก่ บั ชวี ิตแห่งการมีครอบครัว
แม้มนูจะวาดภาพสตรีออกมาในเชิงป ฏิเสธทาให้เกิดกฏเกณฑ์และข้อห้ามต่า งๆ
มากมาย ท่ีจะจากัดขอบเขตของสตรีจนราวกับว่าสตรีมิได้มีความเป็นมนุษย์ในระดับ
เดยี วกบั ชาย
หญิงที่ไม่รักษาพรหมจรรย์ของตนมีโทษต้องไปเป็นทาสของพระราชาด้วย
หญิงที่เป็นทาสนี้บางส่วนคงเป็นทาสรับใช้กิจการต่างๆ และบางส่วนท่ีหน้าตาสวยงาม
คงเป็นนางคณิกา เพราะถือว่าเม่ือไม่รักพรหมจรรย์แล้วก็ให้มีหน้าท่ีรับใช้ทางเพศ
เสียเลย แต่หลักข้อนี้ก็ดูขัดกับการรับรองการแต่งงานแบบคานธารวะ ซ่ึงเกาฏิลียะ
กาหนดว่าถ้าสองฝ่ายพอใจกใ็ ช้ได้ หากไม่มีข้อกาหนดดังกล่าวแล้วโทษตามกฎข้อน้ีก็จะ
สอดคล้องกับเร่ืองความศักด์ิสิทธ์ิของพิธี แต่งงานตามหลักของฮินดู ซึ่งมีข้อกาหนดใน
รายละเอียดดงั นี้๒๔
“พธิ แี ตง่ งานหรือวิวาหะ ซง่ึ พบในศรุติอาจสรุปไดด้ ังนี้ เร่ิมด้วยการกาหนดวัน
ทาพิธีพิจารณาคุณสมบตั ิ เช่น วรรณะ ลักษณะทางกาย ชื่อ เป็นต้น ของชายและหญิง
พิธีเริ่มด้วยการส่งคนไปสู่ขอต่อบดิ าของฝ่ายหญิง เม่ือตกลงกันแล้วเจ้าบา่ วจะไปสูบ่ า้ น
พอ่ ตาโดยมขี บวนหญิงสาวนาไป เจ้าบ่าวจะไดร้ ับการต้อนรบั ดว้ ยพิธี อรฆย และมธุปรก
เจา้ บา่ วเจิมเจา้ สาวดว้ ยน้ามนั มอบเสอ้ื ผา้ ใหม่ ขนเม่น และกระจกแกเ่ ธอ พ่อเจ้าสาวจูง
๒๔ปรชี า ข้างขวญั ยนื , สตรใี นคัมภรี ต์ ะวันออก, หน้า ๑๒๓.
เธอมาใหแ้ กเ่ จา้ บา่ ว พ่ชี าย น้องชาย แม่ เจา้ สาวเทขา้ วเปลือกลงบนมอื ของทง้ั คทู่ ่ีจับกัน
อยู่ เจ้าสาวยืนบนหินก้อนหน่ึงเดินไปรอบกองไฟเจ็ดก้าว โดยเจ้าบ่าวจูงมือเธอ
(ปาณิครหณ) แตะไหล่ หัวใจ และสะดือของเธอ โปรยน้ารดเธอ เสื้อผ้าของท้ังคู่ถูกผูก
เข้าดว้ ยกัน หรอื อาจผกู มอื เข้าด้วยกัน นาของไหว้ไปไหว้ครู เจ้าสาวรอ้ งไห้ ต้ังขบวนนา
เจ้าสาวไปบ้านสามีโดยน่ังรถ ม้า หรือช้างไป เจ้าสาวถือไฟ ทาพิธีปัดรังควานไปตลอด
ทาง เธอก้าวเข้าประตูโดยไม่เหยียบธรณีประตู และนั่งลงบนหนังวัวสีแดง บนตักอุ้ม
เด็กซ่ึงเกิดจากผู้หญิงที่มีแต่ลูกชายและลูกทุกคนยังมีชีวิต บ่าวสาวกินอาหารซ่ึงสังเวย
เทพเจ้าแล้ว สามีชมิ กอ่ นแลว้ ใหภ้ รรยา หรืออาจจะเจมิ ซ่ึง กันและกนั แตะหัวใจของกัน
ด้วยอาหารอันเป็นเคร่ืองสังเวยก็ได้ ตอนเย็น มีการสวดมนต์บูชาดาวเหนือและดาว
อรุณธติ ซึ่งสามชี ีใ้ ห้ภรรยาดู
หลังพิธีแล้วพิจารณาพรหมจรรย์สามวันโดยเอาท่อนไม้วางคั่นระหว่างหมอน
วันที่ส่ีมีพิธีปัดรังควานขับไล่สิ่งเลวร้ายออกจากเจ้าสาว เครื่องสังเวยที่เหลือนามา
รวมกนั และใชเ้ จมิ ทว่ั รา่ งกายของเธอแมก้ ระท่ังปลายเลบ็ และปลายเส้นผม พธิ ที ง้ั หมดน้ี
มาจากการแต่งงานของสูรยเทพ วันท่ีห้าตามตาราของเพาทายนะ มีการทาพลีกรรมท่ี
ตน้ มะเดือซึง่ ตกแต่ง ด้วยของขวัญตามก่ิง๒๕
พิธีแต่งงานนี้ถือเป็นพิธีศักดิ์สิทธ์ิ ผู้มีสิทธิสาธยายมนตร์พิธีแต่งงานต้องเป็น
สาวพรหมจารีเท่าน้ัน จึงเท่ากับว่าผู้ที่ไม่ใช่สาวพรหมจารีไม่สามารถเข้าพิธีแต่งงาน
ศักดิ์สิทธ์ิน้ีได้ เม่ือผ่านพิธีน้ีแล้วก็ถือว่าเป็นสามีภรรยากันตลอดไป แม้แต่การหย่าร้างก็
ไมถ่ ือวา่ ทาใหข้ าดจากการเปน็ สามีภรรยากนั ผหู้ ญิงท่ีได้ผา่ นพธิ นี จ้ี ึงถอื วา่ เป็นผ้มู ีเกียรติ
ทง้ั ในด้านกฎหมาย สงั คม และศาสนา แม้ในอรรถศาสตรเ์ องก็กาหนดไว้ว่า๒๖
๒๕Louis Renou. Vedic India. (Calcutta : Susil Gupta Private Limited., ๑๙๕๗).
p. ๑๑๖-๑๑๗. (ข้างขวญั ยืน, สตรีมนคมั ภีรต์ ะวนั ออก) หน้า ๑๒๔.
๒๖ปรชี า ช้างขวัญยืน, สตรีในคมั ภีรต์ ะวันออก, หนา้ ๑๒๔.
“การแต่งงานอนั ศักดิ์สิทธ์ิ (๔ ประการแรก) จกั หย่ารา้ งมไิ ด้”๒๗
การแต่งงานอันศักด์ิสิทธ์ิน้จี ึงทาได้ครง้ั เดียว เม่ือสามีหรือภรรยาแต่งงานใหม่
ไมถ่ อื ว่าถูกต้องในแงศ่ าสนา และเมอื่ ประกอบเข้ากับกฎหมายท่ีมงุ่ รักษาความมั่นคงของ
ครอบครัวด้วยแล้ว การแต่งงานใหม่กม็ โี อกาสนอ้ ย แต่ท้ังน้ีเปน็ เร่ืองหลักการความเปน็
จริงของสังคมก็ยังเป็นเช่นเดิมคือผู้หญิงยังได้รับการปฏิบัติทเ่ี ลวกว่ามาตรฐานดังกล่าว
มาก
“ระบบสตีมีปฏิบตั ิกันในท้องท่บี างแห่งทางตะวนั ตกเฉียงเหนอื แต่ยังไมน่ ยิ ม
กันในทอ้ งทีส่ ่วนใหญ่ การมภี รรยาคนเดียวเปน็ แตก่ ฎ แต่คนรวยและชนชน้ั ปกครองเริ่ม
มีภรรยาหลายคน ความบริสุทธ์ิทางกายของผู้หญิง ถือเป็นเร่ืองสาคัญ จึงไม่สนับสนุน
การแต่งงานใหม่ของหญิงหม้าย การ หย่า รวมทั้งการแต่งงานกับภรรยาหม้ายของ
พช่ี ายหรอื นอ้ งชายของตน”๒๘
การไม่ทาตามกฏดังกล่าวนี้มีมากบ้างน้อยบ้างตามสภาพสังคม หากสังคมใด
ผู้หญิงมีการศึกษาดี กฎหมายเข้มงวดมากฐานะของผู้หญิงท่ีเป็นภรรยาคนแรกก็ดีข้ึน
แต่ถ้าผู้หญิงการศึกษาต่า แม้กฎหมายเข้มงวด การทาตามกฎหมายก็อาจมีอุปสรรค
แม้แต่การไปไหนมาไหนตามใจก็ถูกจากัดเพราะผู้หญิงที่ไม่ได้รับการศึกษาอาจถูก
หลอกลวงหรือเสียหายได้เมื่อออกไปนอกบ้าน ระบบห้ามผู้หญิงออกจากบ้านหรือ ปุ
รทห จึงเกิดข้ึน นอกจากน้ันการที่ไม่ได้รบั การศึกษาย่อมไม่อาจเข้ารว่ มสมาคมที่สาคญั
ได้ การออกนอกบา้ นจึงไมม่ คี วามจาเปน็ ไม่เป็นประโยชนเ์ ท่าอยทู่ างานในบา้ นและดูแล
อบรมลูก จึงเกิดเป็นเหตุผลให้ผู้หญิงต้องอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน และดูเป็นเร่ือง
สมเหตสุ มผลในสภาวะเช่นนัน้
๒๗Kangle, อรรถศาสตร์, ๓.๓/๑๙. (อ้างใน ปรีชา ช้างขวัญยืน, สตรีในคัมภีร์
ตะวันออก.), หน้า ๑๒๔,
๒๘L.P. Sharma, Ancient History of India. (New Delhi : Vikas Publishing House
Pvt. Ltd. ๑๙๘๑), p. ๑๓๙. (อ้างใน ปรชี า ชา้ งขวญั ยืน, สตรีในคมั ภรี ์ตะวันออก.), หน้า ๑๒๕.
ในสังคมอินเดียโบราณ สิทธิการเลือกคู่ของสตรี มีผู้หญิงฮินดูมีสิทธ์ิมากใน
เร่ืองนี้ ในเร่ืองการเลือกคู่ซ่ึงในยุคมหากาพย์มีเรื่องผู้หญิงเลือกสามีเอง เช่น กรณีของ
นางสีดาในรามายณะ ธรรมเนียมเช่นน้ีนิยมกันในหมู่กษัตริย์ซ่ึงเป็นวรรณะสูง หรือ
ต้องการให้ได้คู่ที่เหมาะสมแก่ฝ่ายหญิงมากท่ีสุด ในเม่ือเป็นผู้หญิงช้ันสูงย่อมเป็นของมี
คา่ สาหรับผชู้ าย และผู้ชายทม่ี ีคุณสมบัติดีต่างมาเสนอตัวให้เลือกหรือแข่งขนั กันเพื่อจะ
ได้มโี อกาสแต่งงานกับผหู้ ญงิ นัน้ กรณีเชน่ น้ี จะว่าผ้หู ญงิ มีฐานะตา่ ในด้านชีวติ คูไ่ มไ่ ด้เลย
ผิดกับสมัยปัจจุบันท่ีผู้หญิงอินเดียเป็นฝ่ายไปสู่ขอ ผู้ชายและฝ่ายชายกลับเป็นผู้เลือก
ผู้หญิง๒๙
เหตุผลอีกประการหนง่ึ ก็คือผู้ชายในสังคมทเี่ ป็นผถู้ ูกเลือกจะต้องประพฤติตัว
ให้ดีทาการงานอาชีพที่ผู้หญิงท่ีดีจึงจะเลือกผู้หญิงไม่ต้องมีอะไร เพียงแต่มีคุณสมบัติ
และรูปสมบัติ หรือมีอย่างใดอย่างหนึ่งก็มีสิทธิเลือกผู้ชายแล้ว ในอรรถศาสตร์แม้นาง
คณิกายงั มสี ทิ ธ์ิเลือกหลบั นอนกบั ผู้ชายเฉพาะที่เธอตอ้ งการ แต่ผู้ชายไม่มสี ทิ ธ์ิบังคับเธอ
ในสมัยปัจจบุ ันผู้หญงิ ฮนิ ดกู ลับเปน็ ฝา่ ยให้ผ้ชู ายเลือก เธอจึงต้องการศึกษาดี มที รัพยส์ ิน
เงินทองจึงจะมีโอกาสแต่งงานกับผู้ชายท่ีเธอปรารถนา ผู้ชายนั้นอาจม่ังมีหรือไม่ก็ตาม
เขาจะเป็นผู้เลอื กตามความตอ้ งการของเขา ผู้หญิงฮินดูจงึ มฐี านะตกต่าลงโดยนยั นี้๓๐
การท่ีผู้หญงิ ตอ้ งพ่ึงพ่อเมอ่ื เด็ก พึง่ สามเี ม่อื สาว พึง่ ลกู ชายเมอ่ื แกก่ อ็ าจตีความ
ว่าผู้หญิงต้องพึ่งผู้ชายตลอดกาล แต่ก็อาจตีความตรงข้ามได้ว่าการเก็บผู้หญิงไว้ในบา้ น
เป็นการพทิ กั ษร์ ักษาผู้หญิงเพราะนอกบ้านไม่ปลอดภัย สว่ นการที่ผชู้ ายต้องดูแลผู้หญิง
ตลอดชีวิต ก็แสดงถึงหน้าท่ีของผู้ชายท่จี ะไม่ปล่อยให้ผู้หญิงไปตกระกาลาบาก บางคน
อธิบายว่าสามี แปลว่า นาย หรือผู้ชายปกครองผู้หญิง แต่ก็อาจอธิบายว่า ภรรยา
แปลว่า ภาระ คือ ผู้ชายต้องคิดถึงผู้หญิง ต้องคอยดูแลรับภาระเลี้ยงดูผู้หญิง จะเลี่ยง
หนา้ ทีน่ ไี้ มไ่ ด้๓๑
๒๙เรื่องเดียวกัน, หนา้ ๑๒๕-๑๒๖.
๓๐เรอ่ื งเดยี วกนั , หน้า ๑๒๗.
๓๑เรอ่ื งเดียวกัน.
สังคมโบราณซ่ึงผู้หญิงมีสามีหลายคน หรือผู้หญิงมีบทบาทในการรบน่าจะมี
อย่มู าก เชน่ ทหารองครกั ษข์ องพระเจ้าจนั ทรคปุ ต์ กเ็ ป็นทหารหญิงชาวอะมาซอน การ
ที่สังคมดังกล่าว แทบไม่เหลืออยู่ในปัจจุบัน น่าจะกล่าวได้ว่าแม้ผู้หญิงก็ไม่เห็นด้วยกบั
สังคมเช่นน้ัน ทานองเดียวกับที่สังคมชายเป็นใหญ่ และชายมีภรรยาหลายคนก็ลดลง
เพราะผู้ชายเองก็ไม่เห็นดว้ ย
๑.๕ การยอมรับศักยภาพของสตรอี ินเดีย
การยอมรับศกั ยภาพของสตรอี นิ เดยี เปน็ ความเช่อื และการปฏิบตั ทิ างศาสนา
ของ สังคมอินเดียในสมัยก่อน สร้างภาระความรับผิดชอบทางสังคมและศาสนาแก่
ผู้หญิง ทาให้ผู้หญิงต้องแต่งงานและมีบุตร สังคมอินเดียนั้นให้ความสาคัญต่อระบบ
วรรณะเป็นอย่างย่ิงในมานวธรรมศาสตร์ระบุไว้ชัดเจน ให้ชายแต่งงานกับหญิงใน
วรรณะของตน
นักสิทธิสตรีในปัจจุบันมีความหวาดระแวงต่อการเห็นสตรีเป็นวัตถุทางเพศ
มาก จริงแล้วในสังคมตะวันตกที่ว่าผู้หญิงซึ่งต้องเก่ียวทางเพศกับผู้ชาย การเป็นวัตถุ
ทางเพศหรือไม่ควรพิจารณาดูว่าผู้ชายเห็นเธอเป็นวัตถุหรือเป็นภริยา ถ้าผู้ชายเห็น
ภรรยาเป็นวัตถุทางเพศจริงแล้ว ส่วนมากจะไม่เหลียวแลเพราะเป็นของซ้าซากจาเจ
ความรักเป็นสิ่งสาคัญสาหรับผู้ชายในกรณีน้ี แต่ความรักก็เป็นเร่ืองที่นักสิทธิสตรีไม่ให้
ความสนใจเท่าที่ควร
ในทางกลับกันอรรถศาสตร์ไดใ้ หส้ ทิ ธแิ กห่ ญิงบางประเภท คอื หญิงที่มลี กู ชาย
แล้ว หญิงโสด หรอื หญิงทต่ี ้องการอยู่ตัวคนเดียว หญิงทเ่ี ปน็ หมนั หญงิ ทม่ี ลี ูกแต่ลูกตาย
และหญิงท่ีพ้นวัยประจาเดือน ในกรณีเหล่านี้ชายจะยุ่งเก่ียวกับเธอโดยเธอไม่ต้องการ
ไม่ได้
ฐานะภายในครอบครัวของผู้เป็นภรรยาน้ันนับว่าต่า ไม่ได้รับเกียรติและการ
ยกย่องนับถือ ภรรยาต้องนบั ถือสามเี หมอื นเทวดา คอยปรนนบิ ัตริ บั ใชแ้ ละตกอยู่ภายใต้
บังคับบัญชาของสามี ทั้งพ่อแม่ญาติพี่น้องของสามีก็เป็นนายที่คอยส่ังให้ภรรยาต้อง
กระทาตามทกุ สง่ิ ไป โดยตวั ผู้เป็นภรรยาน้ันอาจได้รับสิทธิ์หรืออานาจเพยี งเล็กๆ นอ้ ยๆ
เท่าน้ันเกี่ยวกับการงานภายในบ้าน แต่จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมอ่ืนๆ ที่เป็น
สาธารณะ หากสามตี ายภรรยาผูเ้ ปน็ หมา้ ย ก็ต้องกลบั ไปอยูใ่ ต้บังคบั บญั ชาของบิดาหรือ
บุตรชาย สตรีในสมัยนี้จึงไม่มีค่ามีความหมาย หรือความสาคัญสาหรับสังคมเท่าไรนัก
นอกจากเป็นเพยี งสมบัติของบุรษุ สตรไี ม่ได้รับการยกยอ่ ง ไมไ่ ด้เปน็ เจา้ ของชีวิตเป็นตัว
ของตวั เอง หรือดารงชวี ิตตามท่ีตนต้องการเลย๓๒
๑.๖ เสรภี าพและความเสมอภาคของสตรีในสงั คมอินเดยี
เสรีภาพและความเสมอภาคของสตรีในสังคมอินเดีย จากการศึกษาพบว่า
การหย่ากับการแต่งงานใหม่ในอรรถศาสตร์ถือเป็นคนละเร่ือง เพราะในอรรถศาสตร์
ผูห้ ญิงไมจ่ าเปน็ ตอ้ งแต่งงานใหม่ แมอ้ ยใู่ นบา้ นสามี และการแตง่ งานใหม่กอ็ าจไดม้ าจาก
การหย่า อาจมาจากเหตอุ ืน่ เช่นกรณีสามีเป็นบุคคลสาบสูญก็ได้ การขาดจากความเป็น
สามีภรรยาอาจเกิดจากการที่ภรรยา เป็นฝ่ายทอดท้ิงสามีก็ได้ อรรถศาสตร์ให้สิทธ์ิแก่
ผ้หู ญงิ เรอ่ื งน้คี อ่ นขา้ งมาก เช่น
“หากสามีมีลักษณะร้าย หรือจากไปต่างเมอื งเป็นเวลานาน หรอื เป็นคนทรยศ
ตอ่ บ้านเกิดเมืองนอน ต่อพระราชา มีทา่ วา่ จะทาอนั ตรายภรรยาถึงชวี ิต ตกจากวรรณะ
เดิม สญู เสียสมรรถภาพ ภรรยาทอดท้งิ เขาได้”๓๓
หากชายใดปฏิเสธที่จะร่วมรักกับภรรยา หรือไปร่วมกับคนวรรณะเดียวกัน
หากแมพ้ ิสจู นไ์ ด้ด้วยสักขพี ยานหรือนกั สืบ จะต้องจ่ายคา่ ปรบั ๑๒ ปณะ
๓๒ปาริชาต นนทกานันท์, “แนวคามคิดเกี่ยวกับสตรีในพุทธปรัชญา". วิทยานิพนธ์
ปริญญา มหาบัณฑิต. ภาควิชาปรัชญา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๓), หนา้
๑๐.
๓๓Kangle, อรรถศาสตร์, ๓.๒/๔๔. (อ้างใน ปรีชา ช้างขวัญยืน, สตรีในคัมภีร์
ตะวนั ออก.), หนา้ ๑๓๖.
หญิงเกลยี ดสามจี ะเลิกรา้ งกับสามีโตยสามีไม่ยินยอมมิได้ ซายเองกเ็ ลิกรา้ งกับ
ภรรยาโดยเธอไมย่ นิ ยอมมไิ ดเ้ ชน่ กนั
หากต่างฝ่ายตา่ งเกลยี ดกันให้หย่าได้
ชายใดเห็นความผิดของภรรยา หากปรารถนาจกั หยา่ ให้คืนสิ่งทเ่ี ธอได้ในการ
แต่งงานแกเ่ ธอจงสิน้
หากหญิงใดเห็นความผิดของสามีปรารถนาจักหย่า พึงยอมละเว้นการ
เรียกรอ้ งทรพั ย์สนิ ของเธอ
การแต่งงานตามประเพณที ั้งสปี่ ระมาทแรกจกั หยา่ รา้ งมิได๓้ ๔
สิทธิในการแต่งงานใหม่ของหญิงตามท่ีกล่าวไว้ในคัมภีร์อรรถศาสตร์แบ่ง
ออกเป็นสองประเภท คือ สิทธิของหญิงซึ่งเพ่งิ แต่งงานใหมก่ ับสิทธิของหญงิ ซึ่งแต่งงาน
อยู่กินเป็นสามีภรรยากันเรียบร้อยแล้ว ท้ังสองกรณีเป็นเร่ืองเกี่ยวกับการจากไปของ
สามี ส่วนการแต่งงานใหม่ ในกรณีท่ีหย่าขาดจากสามีเดิมนั้นหากหญิงต้องการก็ทาได้
โดยไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับเวลา และแต่งงานได้ตามเงื่อนไขอื่นท่ีกาหนดไว้ในกฎหมาย
เช่น สามารถแต่งงานได้แม้กับคนเป็นโรค เรื้อน หรือเป็นบ้า หากเธอต้องการบุตรชาย
เป็นต้น
กรณีที่สามีเป็นพราหมณ์ และต้องไปเล่าเรียนต่างเมือง ระยะเวลาในการรอ
จะนานขึ้น เพราะการเรียนอาจไม่สาเร็จ จึงให้รอถึงสิบปี แต่ถ้ามีบุตรต้องรอสิบสองปี
เพราะไม่ต้องการให้เกิดปญั หาแก่เด็ก แต่ถ้าเป็นข้าราชสานักแล้วเธอต้องรอตลอดชีวติ
ข้อนคี้ งเป็นการใหค้ วามสาคัญแก่ราชการของพระเจ้าแผ่นดนิ คือ เมื่อสามไี ปราชการรัฐ
ก็ตอ้ งรกั ษาภรรยาไว้เพือ่ สามจี ะไดท้ าราชการโดยไม่ห่วง แตถ่ งึ กระน้ันกย็ ังเห็นแก่ผู้หญิง
ท่ีต้องรอสามี คือ ให้มีลูกกับชายวรรณะเดียวกับสามีเพ่ือสืบเช้ือสายของเธอไว้ได้ แต่
ทั้งหมดนี้ก็ยังขึน้ กับความสามารถท่จี ะครองชีพของ เธอเป็นหลัก คือ ถ้าการทาเชน่ น้ัน
ทาใหเ้ ธอลาบากและไมม่ ีญาติพี่นอ้ งของสามดี แู ล รฐั ก็อนญุ าตใหเ้ ธอแตง่ งานใหมไ่ ด้
๓๔Kangle, อรรถศาสตร์, ๓.๓/๑๒-๑๙. (อ้างใน ปรีชา ช้างขวัญยืน, สตรีในคัมภีร์
ตะวนั ออก.), หน้า ๑๓๗.
สิทธิในการแต่งงานใหม่ของหญิงซ่ึงเพิ่งแต่งงาน การท่ีภรรยาตอ้ งรอสามีเปน็
เวลานานดงั กลา่ วข้างตน้ อาจจะทาใหห้ ญงิ ลาบาก โดยเฉพาะผู้ทแ่ี ตง่ งานส่แี บบแรก ซง่ึ
มีข้อกาหนดว่าหย่าไม่ได้ จะทาให้ผู้หญิงไม่มีโอกาสมีลูกไปจนตลอดชีวิตได้ จึงมี
ขอ้ กาหนดสาหรบั ผ้หู ญิงทเี่ พง่ิ แตง่ งานไปจากกรณีทั่วไปดังนี้
“ภรรยาสาวซ่ึงแตง่ งานโดยการแต่งงานสีป่ ระเภทแรก สามีไปต่างเมือง และมี
ขา่ วพงึ รอเจด็ รอบของการมปี ระจาเดอื น เน่ืองจากเขามไิ ด้ประกาศว่าจะจากไป
แต่ถ้าเขาประกาศต้องรอปหี น่ึง เมื่อสามีไปต่างเมอื งแต่ไม่มีข่าวคราว ภรรยา
เขาพึงรอเป็นเวลาห้ารอบของการมีประจาเดือน แต่ถ้าสามีที่จากไปมีขา่ วคราว ภรรยา
พึงรอเขาเปน็ เวลาสบิ รอบเดือน
เมื่อสามีไปต่างเมืองและไม่มีขา่ วคราว ภรรยาจึงคอยเขาสามรอบเดือน หาก
ไดร้ ับเงนิ ค่าตัวแลว้ บางส่วน แตถ่ า้ มีข่าวคราวเธอตอ้ งคอยเขาเจ็ดรอบเดือน ภรรยาสาว
ซ่ึงได้รับเงินค่าตัวเต็มจานวนต้องรอสามีผู้จากไป และไม่มีข่าวคราวเป็นเวลาห้ารอบ
เดอื น แต่ถา้ เขามีขา่ วคราว เธอตอ้ งรอสบิ รอบเดอื น
หลังจากน้ันเธออาจแต่งงานกับใครก็ได้ท่ีเธอชอบด้วยการอนุญาตของผู้
พิพากษา
เพราะการละการร่วมประเวณีกับภรรยาหลังความสะอาดของเดือนแล้ว
นับเปน็ การละเมดิ หนา้ ท่ขี องตน
ในกรณีที่สามีจากไปต่างเมืองไปหนทางไกล ไปบาเพ็ญตนเป็นฤาษี หรือตาย
จากไป ภรรยาไม่มีบตุ รจักรอเขาเป็นเวลาเจ็ดรอบเดอื นหาก มีบุตรให้รอปีหน่ึง
หลังจากน้ันอาจแต่งงานกับนอ้ งชายสามี
ถ้าสามีเดิมมีพ่ีชายน้องชายหลายคน เธอจักแต่งงานกับคนท่ีมีอายุถัดไปจาก
สามีเดิม หรือมีคุณธรรมและสามารถคุ้มครองเธอหรือไม่ก็ คนที่อายุน้อยท่ีสุดและยัง
ไม่ไดแ้ ต่งงาน
หากสามที เ่ี ธอเสียไปไมม่ ีพช่ี ายน้องชาย เธออาจแตง่ งานกบั ใครสกั คนหน่ึงท่ีมี
โคตรเดยี วกับสามหี รอื ญาติเปน็ ตน้ วา่ ครอบครัวเดียวกัน
แต่ถ้ามีคนเช่นน้ันหลายคนให้เลือกแต่งงานเธอจักเลือกผู้ที่ใกล้ทีส่ ุดกับสามีที่
เธอเสียไป
หากหญิงละเมิดกฏดังกล่าวข้างต้นโดยแต่งงานใหม่กับคนที่ไม่ใช่ญาติพ่ีน้อง
ของสามีเธอ หญิงและชายผู้แต่งงานกัน ผู้ท่ียกเธอให้แต่งงาน ใหม่ และคนที่ยินยอม
ท้ังหลายจักต้องรับโทษฐานหนีตามชู้๓๕
เราจะเห็นได้ว่าแม้มีข้อห้ามการหย่าสาหรับผู้ทแ่ี ต่งงานส่ีแบบแรก ซึ่งถือเป็น
การแต่งงานที่ถูกหลักศาสนา แต่ก็เปิดโอกาสให้แก่ผู้หญิงที่เพ่ิงแต่งงานได้แต่งงานใหม่
ได้โดยการขออนุญาตจากผู้พิพากษา โดยเหตุผลท่ีสามีมิได้ทาหน้าที่ของตนเป็น
เวลานานเกนิ สมควรผดิ วิสัย ของผเู้ ปน็ สามีภรรยากนั ใหม่ๆ
ความไม่เท่าเทยี มกันนเ้ี ป็นความไม่เทา่ เทยี มกนั โดยกฎหมายรบั รอง แม้มขี อ้ ท่ี
แสดงวา่ รฐั ไมส่ นับสนุน คือ มกี ารปรับฐานละเมิด และรฐั มีความหว่ งใยภรรยาเดิม เรือ่ ง
น้ีถ้ามองในแง่ภรรยาเดิมจะรู้สึกว่าตกอยู่ในภาวะจายอม แต่ถ้ามองในแง่ภรรยาใหม่ก็
เหน็ ได้ว่าในระบบซ่ึงผู้หญิงไม่ได้ทางานหาเลี้ยงชีพเองน้ัน หากไม่ใหช้ ายมีภรรยาใหม่ได้
ผู้หญิงจานวนมากจะเดือดร้อน เรื่องความเป็นอย่กู ารมกี ารเล้ียงดูในฐานะภรรยาทาให้
ฐานะของผู้หญิงดขี น้ึ อยา่ งนอ้ ยกไ็ ม่ต้อง ขายตัว หรอื ถกู รงั แก๓๖
ในสังคมฮินดู ผู้หญิงแต่งงานเมื่ออายุน้อย ขาดการศึกษา และต้องไปอยู่ใน
บ้านผู้ชาย ผิดกับสังคมท่ีผู้ชายไปอยู่บ้านผู้หญิง หรือท้ังคู่แยกไปอยู่ต่างหาก ซ่ึงผู้หญิง
จะมีโอกาสท่ีจะเป็นอิสระได้มากกว่าเกาฏิลียะ แม้จะให้สิทธิแก่ผู้หญงิ มากข้ึน ก็ไม่อาจ
แก้การแต่งงานใหม่ของผู้ชายด้วยเหตุผลเรื่องการมีลูกชายได้ ส่วนผู้หญิงเร่ืองน้ีนามา
อ้างไม่ได้ นอกจากนั้นเกาฏิลียะยังเปิดทางให้ผู้ชายมีภรรยาใหม่ได้โดยเพียงแต่จ่ายค่า
ทดแทนและคา่ ปรับอกี ด้วย
๓๕Kangle, อรรถศาสตร์, ๓,๔/๓๑-๔๒. (ปรชี า ข้างขวัญยืน, สตรีในคมั ภรี ต์ ะวนั ออก.),
หนา้ ๑๔๐.
๓๖ปรชี า ช้างขวญั ยืน, สตรีในคัมภีรต์ ะวนั ออก, หนา้ ๑๔๒.
สภาพดังกล่าวทาให้เห็นได้ว่าเมืองเป็นท่ีปลอดภัยท่ีสุด หมู่บ้านปลอดภัย
รองลงมา เพราะยงั มีคนมาก ในบา้ นก็ปลอดภยั กวา่ นอกบา้ น เหตทุ ค่ี นจะออกนอกบ้าน
ก็เพ่ือทางานเป็นสาคัญ การอยนู่ อกบ้านจงึ เปน็ เวลาทผี่ ูค้ นลาบากตรากตราทาไร่นาหรือ
ค้าขายที่ท่ีสบายคือบ้าน ผิดกับปัจจุบันที่กิจกรรมนอกบ้านมีมากมาย จนกระทั่งบ้าน
กลายเป็นเพยี งท่อี าศยั นอน ความสขุ ในบ้านเปน็ อยา่ งไรแทบจะไม่มใี ครรู้จัก กิจกรรมใน
บ้าน เชน่ การทาอาหาร ทาความสะอาด หรือแม้แต่การเลยี้ งลกู กก็ ลายเป็นกิจกรรมที่
จ้างผู้อื่นทา จนในท่ีสุดเห็นเป็นความลาบากย่ิงกว่าท่ีจะ เป็นกิจกรรมท่ีภรรยาทาเพ่ือ
ความรักสามีและลูก ซ่ึงเป็นกิจกรรมที่ต้องการให้คนใกล้ตัวได้รับส่ิง ที่ดีท่ีสุดด้วยความ
เตม็ อกเต็มใจที่สุด และเงินทองที่สามหี ามาได้ ได้ใช้อยา่ งคุ้มค่าท่ีสดุ สภาพท่สี มยั โบราณ
นอกบ้านไม่มีอะไรกับสภาพปัจจุบนั ที่ในบา้ นไม่มีอะไร ทาให้คนปัจจุบนั มองคนโบราณ
วา่ กักขงั ผู้หญงิ และมองการไดอ้ อกไปนอกบา้ นว่าอสิ ระและได้ทาสิ่งท่มี ีคณุ ค่า แต่ถา้ เปน็
สมัยโบราณแล้วการอยู่ในบ้านเปน็ โอกาสให้ไมท่ าสิ่งที่มคี ุณค่า ส่วนการออกนอกบา้ นมี
แตค่ วามเสยี หาย ไมว่ า่ จะเป็นจากภยั ต่างๆ จากการแทะโลมของผู้ชายอน่ื ไปจนกระท่ัง
การใช้เวลาไปในทางนนิ ทาหรือเอาเรือ่ งในบ้านไปพูดนอกบ้าน เอาเร่อื งนอกบา้ นเข้ามา
ทาให้เกิดความยุ่งยากในบ้าน สุภาษิตโบราณ เช่น “ไปเรือนท่านอย่าน่ังนาน การเรือน
ตนเร่งคิด” หรือ “ไฟในอย่าเอาออก ไฟนอกอย่านาเข้า” จึงเป็นคาสอนเก่ียวกับวิธี
ปฏิบัติตนของคนดี การอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน ไม่ใช่การถูกกักขัง แต่เป็นชีวิตท่ีมี
ประโยชนส์ ูงสดุ ๓๗
การที่ผูห้ ญงิ แตง่ งานต้ังแตอ่ ายุน้อย การออกนอกบ้านจะเป็นเหตใุ ห้ถูกลอ่ ลวง
หรือบงั คบั ไปในทางทเี่ สียหายได้ บ้านเมืองกค็ งไมส่ ามารถดูแลหรอื ใหค้ วามปลอดภัยได้
มากนักแม้ สมัยนี้คนหายก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกวัน หากผู้หญิงไปถูกทาร้ายนอกบ้าน
หรือหลงทางไป หรือไปประสบอันตรายต่างๆ โอกาสที่จะได้รับความช่วยเหลือน้นั แทบ
๓๗เรือ่ งเดียวกัน, หนา้ ๑๕๓.
จะไม่มี แม้ในอรรถศาสตรเ์ องก็สะทอ้ นภาวะดังกล่าว จนถึงกับมีข้อกาหนดทค่ี ล้ายเปน็
รางวลั สาหรบั ผูช้ ่วยเหลอื ผ้หู ญิงที่ตกทกุ ข์ ไดย้ าก เช่น
“ชายช่วยหญิงจากข้าศึก หลงป่า น้าท่วม หรือถูกทอดทิ้งไว้ในป่า อดอยาก
หรือถูกทิ้งขว้างเหมือนตายแล้ว ในระหว่างที่ช่วยนั้นร่วมประเวณีกับเธอได้โดยถือว่า
เปน็ ความยินยอม
หากเปน็ หญงิ วรรณะสูงมีลูกและไม่เตม็ ใจ เธอจะไดร้ ับการปลดปล่อยเม่ือเสีย
คา่ ไถต่ ัว
หญิงได้รับความช่วยเหลือให้พ้นภัยโจร น้าท่วม ความอดอยาก หรือความ
หายนะของบ้านเมือง หรือพ้นจากการถูกทอดท้ิง หลงทางทิ้ง ขว้างไว้ในป่าดังคนตาย
แลว้ เมอ่ื ถูกนามาบ้านผูช้ ว่ ยเหลอื รว่ มประเวณกี บั เธอไดโ้ ดยถอื วา่ เธอยนิ ยอม
หญงิ ถกู ทางการเนรเทศหรือครอบครัวเนรเทศ หญงิ ช้ันสูงหญงิ ที่ ไมป่ รารถนา
ใหช้ ่วย หรอื หญงิ มบี ตุ ร ชายจะช่วยเพอ่ื ค่าไถ่ตวั หรือเพอื่ รา่ งกายเธอมิได้๓๘
ข้อห้ามเกี่ยวกับการออกนอกบ้านทีม่ ีการกาหนดโทษมักจะเปน็ การออกนอก
บ้านไปในระยะทางไกลๆ โดยไม่มีเหตุผล ไปในเวลาวิกาล หรือไปทาส่ิงที่เปน็ สัญญาณ
ทางเพศให้แก่ชายอ่ืน รวมทั้งการรับเอาของคนภายนอกเข้ามาในบ้าน ซึ่งอาจเปน็ ของ
กานัลจากชายอ่ืนก็ได้ กรณีหลังนี้แม้เป็นของของคนท่ีมีอาชีพขอทานก็ต้องห้ามเพราะ
หญิงนั้นอาจมีมลทนิ ดว้ ยคานนิ ทาของชาวบา้ นได้ การห้ามดังกล่าวมิใช่ห้ามเฉพาะฝา่ ย
ภรรยาตนเท่านน้ั หากภรรยาตนไปทาภรรยาผอู้ ื่นเข้าบา้ งก็มีความผิดดว้ ย เพราะทาให้
ผูท้ ่ีเป็นภรรยาผ้อู ่นื นั้นเกดิ มลทิน๓๙
อรรถศาสตร์กล่าวถึงหญิงท่ีขายตัวไว้ ๒ ประเภท คือ นางคณิกา
(Courtesan) ซึ่งใน ภาษาไทยบางครั้งแปลวา่ หญิงนครโสเภณี คือ เป็นหญิงขายตวั ท่ีรัฐ
แต่งตั้งและดูแลกับหญิงโสเภณี (Prostitute) ซ่ึงในอรรถศาสตร์เรียกว่า รูปาซิวา นาง
๓๘Kangle, อรรถศาสตร์, ๔.๑๒/๓๖-๔๐. (อ้างในปรีชา ซ้างขวัญยืน, สตรีในคัมภีร์
ตะวันออก.), หน้า ๑๔๔.
๓๙ปรชี า ช้างขวัญยืน, สตรีในคมั ภีรต์ ะวนั ออก. หนา้ ๑๔๔.
คณิกาน้ันมีรายได้จากเงินที่รัฐจ่ายให้ ส่วนหญิงโสเภณีต้องจ่ายเงินให้แก่รัฐ ดังท่ี
อรรถศาสตรก์ าหนดไวว้ ่า
“หญิงโสเภณีต้องจ่ายเงินเป็นสองเท่าของค่าตัวเธอให้แก่รัฐเป็นประจาทุก
เดือน”๔๐
การคุ้มครองลูกสาวของหญิงโสเภณี เพราะธรรมดาผู้ชายที่เที่ยวโสเภณีมัก
เป็นผู้มักมากในกามคณุ หญงิ โสเภณอี าจไม่มกี าลงั พอท่จี ะคุ้มครองลกู สาวของตนได้ ซ่งึ
อาจจะมีอาชพี โสเภณตี ามแมไ่ ปด้วย รัฐจึงกาหนดโทษในเร่อื งน้ไี วค้ อื
“ชายใดทาลายพรหมจรรยล์ กู สาวหญิงโสเภณนี อกจากเสยี ค่า ปรับ ๕๔ ปณะ
แล้วต้องจา่ ยคา่ เสยี หายแก่มารดาหญงิ นน้ั สิบหกเทา่ ของ รายไดแ้ ตล่ ะครัง้ ของเธอ”๔๑
โทษดังกล่าวนี้เปน็ โทษปรับในอตั ราปกติของการทาลายพรหมจรรยห์ ญิงโดย
หญิงเตม็ ใจและเปน็ กรณที ไ่ี ด้ระบวุ รรณะ ซึ่งนอกจากเสียคา่ ปรบั แล้วตอ้ งจา่ ยค่าเสียหาย
แก่บิดามารดาหญิงด้วย กรณีของหญิงท่ีเป็นโสเภณีคิดค่าเสียหายจากค่าตัวของเธอใน
การใหบ้ รกิ ารแต่ ละคร้งั เป็นเกณฑ์
นอกจากหญิงโสเภณแี ลว้ หญิงทาส และลูกสาวของทาสกไ็ ด้รับความคุม้ ครอง
เช่นกนั และยังไดร้ บั ความคุ้มครองยงิ่ กวา่ ดงั บทบัญญตั ิต่อไปนี้
“ชายใดทาลายพรหมจรรย์ลูกสาวทาสชายทาสหญิงของตนต้อง เสียค่าปรบั
๒๕ ปณะ แลว้ จึงตอ้ งจ่ายค่าตวั กบั ท้ังเครือ่ งเพชรนิลจินดาแก่ หญิงนัน้ จนพอด้วย
ชายใดร่วมประเวณีกับหญิงท่ีตกเป็นทาสเพ่ือหักค่าไถ่ตัว ถูกปรับ ๑๒ ปณะ
ทง้ั ต้องให้เสอื้ ผ้าอาภรณแ์ ละคา่ เลี้ยงดูแกเ่ ธอ”๔๒
๔๐Kangle, อรรถศาสตร์, ๒.๒๗ ๒๗. (อ้างใน ปรีชา ช้างขวัญยืน, สตรีในคัมภีร์
ตะวันออก.), หนา้ ๑๔๖.
๔๑Kangle, อรรถศาสตร์, ๔.๑๒/๒๖. (อ้างในปรีชา ช้างขวัญยืน, สตรีในคัมภีร์
ตะวันออก.), หน้า ๑๔๗.
๔๒Kangle, อรรกศาสตร์, ๔.๑๒ /๒๗-๒๘. (อ้างใน ปรีชา ข้างขวัญยืน, สตรีในคัมภีร์
ตะวันออก), หนา้ ๑๔๗.
หญิงโสเภณีที่ได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษ คือ นางคณิกา นางคณิกาได้มา
อย่างไรไม่ทราบทม่ี าชดั เจน แต่ในข้อความทกี่ ลา่ วถึงการคมุ้ ครองนางคณิกากล่าวไว้ว่า
“ผู้ดูแลนางคณิกาจึงแต่งตัวเด็กหญงิ ให้เป็นนางคณิกาด้วยเงิน ๑,๐๐๐ ปณะ
นางนั้นอาจมาจากครอบครัวนางคณิกาหรือไม่ก็ได้ โดยพิจารณาความงาม ความสาว
และศลิ ปะของเธอ
การให้ความคุ้มครองดูแลนางคณิกานี้ เป็นการดูแลเพ่ือพิทักษ์ผลประโยชน์
ของรฐั อีกทงั้ อาชีพดงั กล่าวเปน็ อาชีพขายผู้หญิงไมม่ ีเกยี รติแต่อย่างใด ถา้ เรามองอย่าง
คนปัจจุบัน ตัดสินเกียรติและความยกย่องอย่างสังคมปัจจุบันข้อนี้ก็เป็นจริง แต่ถ้า
เกยี รติเปน็ เร่ืองของสังคมแต่ละสังคม แต่ละยคุ สมัย และเป็นความรู้สึกของคนในสังคม
นั้น อาชีพนางคณิกาก็เป็นอาชีพท่ีมีเกียรติท้ังในสายตาของรัฐ และของคนท่ัวไป เป็น
อาชีพด้านความบันเทิงอย่างหนึ่งเช่นเดียวกันน้ี ได้ใช้เป็นมาตรฐานสาหรับผู้หญิงใน
อาชพี ประเภทเดยี วกัน และผหู้ ญิงทไี่ ม่บรสิ ทุ ธด์ิ ว้ ย ดงั บท บญั ญัตวิ า่
“กฏอย่างเดียวกันน้ีใช้กับนักแสดง คนรา คนร้อง นักดนตรี ตลก นักล้อ นัก
ระบาเชือก นักเล่นโยนของ นกั ขบั ลา คนจัดการค้าประเวณี และ หญิงไมบ่ รสิ ุทธ์ิ”๔๓
แ ม้ ว่ า เ ก า ฏิ ลี ย ะ จ ะ มี ใ จ ก ว้ า ง แ ล ะ ก า ห น ด ฐ า น ะ ข อ ง ผู้ ห ญิ ง ฮิ น ดู ใ ห้ ดี ขึ้ น
โดยเฉพาะผู้หญิงทั่วไปและผู้หญิงที่อยู่ในฐานะภรรยา แต่โดยส่วนรวมข้อจากัดของ
ผู้หญิงก็ยงั มีอย่มู ากโดยเฉพาะการพัฒนาทางสติปัญญา ซึง่ จะทาให้ผู้หญิงมีสว่ นเข้าไปมี
บทบาทในสังคมนั้นไม่อาจจะเปรียบเทียบกับพระพุทธเจ้าซึ่งทรงยอมรับว่าผู้ชาย กับ
ผู้หญิงมสี ติปญั ญาเท่าเทียมกนั ไดเ้ ลย ผู้หญงิ ในฐานะอ่นื เชน่ ฐานะแม่ เกาฏิยะไม่ไดน้ ามา
กล่าวเป็นเรื่องสาคัญเข้าใจว่าน่าจะไม่มีอะไรต่างจากความคิดเดิม เพราะในฐานะ
ดงั กลา่ วผู้หญงิ ได้รับความยกย่องสูงอยู่แลว้
ฉัตรสุมาลย์ กลิบสิงห์ ได้กล่าวว่า ตามประเพณีอินเดีย เมื่อแต่งงานแล้ว
ผู้หญิงต้องไปอย่บู า้ นผู้ชาย และทางานบา้ น ดูแลคนในครอบครัวของสามี ถา้ ครอบครัว
๔๓Kangle, อรรถศาสตร์, ๒, ๒๗/๒๕. (อ้างใน ปรีชา ช้างขวัญยืน, สตรีในคัมภีร์
ตะวันออก.), หนา้ ๑๕๒.
ผู้ชายมีฐานะดีผู้หญิงก็ไม่ต้องทางาน ซ่ึงถือว่าสามีน้ันได้เล้ียงดูภรรยาอย่างดี คือ ไม่ให้
ลาบาก สามีเช่นนี้เปน็ ท่พี ึงปรารถนาของหญิงทง้ั หลายและคงมีไม่มากนัก ดังนั้นแทนท่ี
ฝา่ ยชายจะไปสู่ขอฝ่ายหญิง ฝา่ ยหญิงกอ็ าจส่งแม่สื่อมาตดิ ต่อ เพราะผู้หญงิ แต่งงานเมื่อ
อายุน้อย พ่อแม่จึงเป็นห่วงมาก และต้องพยายามให้ลูกสาวได้ผู้ชายท่ีดี เพื่อจะดูแลลกู
แทนตัว ดังนั้นแม้ฝ่ายตัวแทนจะต้องเปน็ ผู้ ออกค่าใชจ้ ่าย และเสียเงินในการแต่งงานก็
คงยอม อาจมีข้อเสนอว่าถ้าเลือกลูกสาวตนแล้วจะรับภาระในเรื่องดังกล่าว ฝ่ายผู้ชาย
เองก็คงเลือกดูฐานะของผู้หญิงด้วยเช่นกัน ดังนั้นฝ่ายชายจึงเป็นฝ่ายเลือกรับการ
ทาบทามของผู้หญิง ธรรมเนียมเช่นน้ีอาจนาไปสู่การที่ผู้หญิงสู่ขอผู้ชายในท่ีสุด
ข้อสังเกตประการหน่ึงก็คือผู้หญิงที่ขอผู้ชายซึ่งฐานะดีน้ันเมื่อได้สามีแล้วก็ไม่ต้องทา
อะไร ท้ังยังได้เกียรติว่ามีสามีดี หรือสามีรักจนไม่ต้องทางาน มีข้าทาสบริวารให้ใชส้ อย
แม้ในคัมภีร์ไม่ มีเรื่องผูห้ ญิงสู่ขอผู้ชาย แต่กลับมีในทางปฏบิ ัติกด็ ้วยเหตุที่เปน็ วิธีการซึง่
ผู้หญิงมั่นใจได้ว่าตัวเองจะมชี ีวิตท่ีสุขสบาย และครอบครัวฝ่ายชายกค็ งยินดีว่าผู้หญงิ มี
ฐานะมีหนา้ มตี า และไม่ต้องพึ่งทรัพย์สมบตั ิของฝ่ายชาย ย่อมจะยอมรับได้มากกว่าการ
ท่ีผู้ชายไปสู่ขอผู้หญิงธรรมดาๆ มาเป็น ภรรยา เป็นที่ยอมรับกันว่า ผู้หญิงมีพลังทาง
เสริมสร้างและมีบทบาทสาคัญ แต่ก็ยังมีข้อจากัด ทางสังคมบางประการ เช่น การ
แตง่ งาน จากัดในชั้นวรรณะ ความรับผิดชอบต่อชวี ิตภายในบ้าน เป็นต้น๔๔
คาว่า สตี มาจาก อส แปลว่า เป็น คาว่า สต เป็นคานามเพศชาย หมายถึง
ความจริง ความซ่ือสัตว์ สตี เป็นคานามเพศหญิง หมายถึง หญิงดี หญิงผู้ซ่ือสัตย์ เม่ือ
เป็นช่ือเฉพาะเปน็ ชอื่ ธดิ าองคห์ นงึ่ ของพระทักษะ มคี าอธบิ ายเก่ียวกับคาว่า สตี ดงั นี้
“สตี ความจริง ธิดาองค์หนึ่งของพระทักษะ ภรรยาของพระภว วิษณุปราณ
กล่าวว่าเธอละร่างกายเสียเพราะไม่พอใจพระทักษะ และหลัง จากน้ันได้กลายเป็นธดิ า
๔๔ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์, มาดสตริในพระพุทธศาสนา, (กรุงเทพฯ : บริษัทสารมวลชน
จากดั , ๒๕๒๔), หน้า ๕.
ของหมิ วัน และเมนา และในรปู ดังกล่าวคือ เป็นอมุ า พระภวไดแ้ ตง่ งานกบั เธอใหม่ พระ
มเหศวรไดแ้ นะใหเ้ ธอไปบวงสรวง พระทกั ษะ คัมภีรป์ รุ าณะอื่นเล่าตา่ งกนั ไป”๔๕
“สตี ธดิ าของพระทกั ษะ มเหสขี องรุทธะ (คือศิวะ) คมั ภรี ์วษิ ณปุ ราณะ เลา่ ว่า
เธอละร่างกายเพราะโกรธพระทักษะ แล้วกลายเป็นธิดาของพระหิมวัตและเมนา พระ
ภวก็ได้แต่งงานกับอุมาซ่ึงก็คือองค์เดียวกับ มเหสีของพระองค์ (ศิวะ) มาแต่เดิม นาง
ตายหรือฆ่าตวั ตายเน่ืองจากทะเลาะกับสามแี ละบดิ า ในหนงั สอื เรือ่ ง กาลีขณั ฑะ ซ่งึ เปน็
งานร่นุ ใหม่ เลา่ วา่ เธอเขา้ กองไฟและกลายเป็นนางสติ”๔๖
แนวคิดจากรเองดังกล่าวอาจเป็นที่มาของพิธีสตีก็ได้ คาอธิบายอีกตอนหนึ่ง
ซึ่งปรากฏในศัพท์ ปีฐะ-สถานะ (Pitha-Sthana) กล่าวว่า “ปีฐะสถาน ที่นั่ง “ท่ีห้าสิบ
เอ็ดแห่งซึ่งตาม คัมภีร์ตันตระว่าพระศิวะแบกช้ินส่วนแขนขาที่กระจัดกระจายของสตี
มเหสีซ่ึงตายและถูกฉีกเป็นช้ินเล็กชิ้นน้อย หลังจากเธอฆ่าตัวตายในพิธีบวงสรวงพระ
ทักษะ”๔๗
ในงานเขียนของมอร์แกนได้เล่าถึงความเช่ือของลัทธิศักติเกี่ยวกับสถานท่ี
ศักดิ์สิทธ์ิของลัทธิดังกล่าว ซึ่งเก่ียวข้องกับเรื่องของนางสติ คือ ปีฐสถาน ๕๑ แห่ง ต่าง
ไปจากดอว์สนั คือ
“ชาวฮนิ ดโู ดยเฉพาะพวก ศากตฺ สฺ เชอื่ ในสถานท่ศี กั ดส์ิ ิทธ์ซิ ง่ึ เป็นของสทิ ธิศักติ
นิยมกันว่ามี ๕๑ แห่ง กระจัดกระจายอยู่ในแถบอินเดียภาค เหนือสถานที่ ๕๑ แห่งนี้
เก่ยี วโยงกบั เรื่องของนางสติ ซ่งึ เลือกพระศวิ ะเป็น สวามโี ดยท่ีบดิ าไม่เหน็ ด้วย เนอื่ งจาก
พระศวิ ะมีนสิ ยั แปลก และไมเ่ หมือนเทพอ่ืน คอื ชอบเดนิ รอบสถานท่ีทาศพหรอื ใช้เวลา
๔๕John Garrett, A Classical Dictionary of India. (Delhi : Oriental Publishers,
๑๘๗๐), p. ๕๖๕. (อา้ งใน ปรีชา ชา้ งขวญั ยืน, สตรีในคัมภีรต์ ะวนั ออก, หน้า ๑๕๔.
๔๖John Dowson. A Classical Dictionary of Hindu Mythology, (London:
Routledge & Kegan Paul Ltd., ๑๙๖๘), p. ๒๘๗. (อ้างใน ปรีชา ช้างขวัญยืน, สตรีในคัมภีร์
ตะวนั ออก.), หนา้ ๑๑๕๕.
๔๗Ibid. p. ๒๓๕. (อา้ งใน ปรชี า ชา้ งขวญั ยนื , สตรใี นคัมภรี ์ตะวนั ออก.), หนา้ ๑๕๕.
ฝึกโยคะ กายของพระองค์เปื้อนด้วยฝุ่นและขี้เถ้า เม่ือบิดานางสตีทาพิธีบูชาจึงไม่เชิญ
พระศิวะและนางสติ นางก็ไปเขา้ พิธจี งึ ถูกบดิ าฆ่าเสยี ทันที เม่ือพระศวิ ะทราบจงึ ยกพวก
มาทาลายพิธีและลงโทษบิดาของเธอ
พระศิวะทรงเสียพระทัยและทอ่ งไปทว่ั จกั รวาล ทรงลมื หนา้ ทข่ี อง เทวดาเสีย
ส้นิ ทรงแบกร่างของชายาไวบ้ นบ่า พระวิษณตุ ้องการใหพ้ ระองคค์ นื ส่สู ภาพปกติ จงึ ทรง
ใช้จักรตัดรา่ งของงานสตีกระจัดกระจายไปท่ัวอินเดีย สถานทีซ่ ่งึ ชิ้นสว่ นร่างของนางสติ
ไปตกจึงกลายเป็นสถานท่ีศักดิ์สิทธิ์ของนิกายศักติ พระศิวะจึงกลับมาทาหน้าท่ีสวรรค์
ต่อไป ต่อมาทรงถูกเทพกามะรบกวนการทาสมาธิ และทาให้รักนางอุมาธิดาของเทพหิ
มาลยะ และได้แตง่ งานกบั เธอ
ลัทธิศักติไม่แพร่หลายเท่านิกาย ไวษณวสฺ และ ไศวสฺ ศาสนสถานสาคัญอยู่
ภาคเหนือในรัฐเบงกอล ราชปตุ ะนะ และแหลมกถือวาร นอกจากนน้ั มีที่ กาลิฆาต ใกล้
กัลกตั ตา กามาขยาใกล้เคาหติ ในแคว้นอัสสัม ชวาลามุขในแควน้ ปัญจาบตะวันออก วิร
ชาในโอรสิ สา วนิ ธยวาสนิ ใี กล้มริ ชาปร ในอตุ ตรประเทศ๔๘
พิธีสติไมป่ รากฏว่าปฏบิ ตั กิ ันในสมยั ฤคเวทราวศตวรรษที่ ๑๖-๑๑ กอ่ นคริสต์
ศกั ราช ในสมยั ดงั กล่าวนกั ประวตั ิศาสตร์กล่าวตรงกันวา่ ผู้หญิงมีฐานะทางสงั คมดีแม้ว่า
ครอบครัวจะสืบสายทางฝ่ายชาย แต่ผู้หญิงก็สามารถเป็นหัวหน้าครอบครัวไ ด้ทา
พิธีกรรมร่วมกบั ผชู้ ายได้ และมีการศกึ ษาดี กล่าวคอื
“ครอบครัวเป็นแบบสืบสายทางฝ่ายชาย ผู้คนสวดขอมีบุตรชายมากๆ ไม่
ชอบให้มีบุตรหญิง แต่ถ้าเกิดมาแล้วก็ได้รับการเล้ียงดูอยา่ งดีเหมือนๆ กัน ผู้หญิงได้รับ
การศึกษา บางคนแต่งคาประพันธ์ได้และได้ฐานะสูงถึงเป็นนักปราชญ์ เช่น วิศววาร
โฆษะ และอปาลา หญิงแต่งงานเม่ือโตแล้ว มีท้ังแต่งด้วยความรักและแต่งเพราะเงิน
โดยปกติผู้ชายมีภรรยาคนเดียว การมีภรรยาหลายคนมีบ้าง แต่ไม่นิยมการมีสามหี ลาย
๔๘Kenneth W. Morgan. The Religion of the Hindus, (New York: The Ronald
Press Company, ๑๙๕๓), p.๗๐-๗๑. (อ้างใน ปรีชา ช้างขวัญยืน, สตรีในคัมภีร์ตะวันออก.),
หนา้ ๑๕๖.
คน หญิงหม้ายมสี ามใี หมไ่ ด้ ในสายตากฎหมายผู้หญงิ ไมต่ ้องขน้ึ กับผูช้ ายหรือญาติท่ีเป็น
ผู้ชาย คาว่า ทมฺปติ ใช้หมายถึง หัวหน้าครอบครัวจะเป็นชายหรือหญิงกไ็ ด้ ภรรยาร่วม
ทาพิธศี าสนากบั สามีและมฐี านะเปน็ ใหญใ่ นบ้าน ไม่มกี ารกีดกันผูห้ ญิง”๔๙
พิธีสตีเร่ิมแพร่หลายข้ึนหลังสมัยฤดเวทราวศตวรรษที่ ๑๑-๗ ก่อน
คริสต์ศักราช ซึ่ง สอดคล้องกับสภาพท่ีผู้หญิงได้รับการศึกษาน้อยลงเรื่อยๆ จนในทีส่ ุด
ผู้หญิงทั่วไปไม่ได้รับการศึกษาและฐานะของผู้หญิงก็ตกต่าลง แต่งงานตั้งแต่ยังเด็ก สิ่ง
เหลา่ นน้ี า่ จะเป็นสาเหตทุ ี่ทาให้ผู้หญิงดอ้ ยค่าลงจนถึงขั้นที่ต้องรบั เคราะหก์ รรมด้วยการ
เผาตัวเม่ือเป็นหม้าย แต่การเผาตัวน้ีคงไม่ได้ทากันในหมู่คนส่วนใหญ่ เพราะหากเป็น
เช่นน้ันกฎหมายเกี่ยวกับหญิงหม้ายซ่ึงระบุไว้ใน คัมภีร์ต่างๆ ย่อมจะไม่จาเป็น การท่ีมี
กฎหมายในเรอื่ งดงั กล่าวคอ่ นข้างละเอียดแสดงว่าคนทวั่ ไปไม่ได้ปฏบิ ตั กิ ันเป็นปกติ แม้
ในสมัยหลังฤคเวทหรือสมัยพระเวทตอนปลาย ซึ่งมีพิธีสติแล้วก็ปรากฏว่าผู้หญิงที่มี
ฐานะทางสังคมดีและได้รับการศึกษาดียังมีปรากฏอยู่แต่ก็อาจจากัดเฉพาะในหมู่ชน
ชั้นสูงเพราะในระยะเดียวกันนนี้ ักประวัติศาสตร์ก็ได้กล่าวถึงความตกํต่าของผู้หญิงด้วย
ดงั ทอ่ี คั ระเล่าไว้วา่
“ฐานะของผหู้ ญิงตกต่าลง จนถึงขนาดทก่ี าหนดฐานะและศกั ดิ์ศรีของหญิงไว้
ในกลุ่มเดียวกบั ลูกเต๋าและเหล้า ซ่ึงเป็นหน่ึงในสิ่งช่ัวท่ีสาคัญ ๓ ประการ (ไมตระยานิส
หิตา) ๓,๖.๓) รับมรดกก็ไม่ได้ การกินอยตู่ ้องพ่ึงบิดาหรือสามีการได้ลูกสาวถือเปน็ ทม่ี า
ของความทุกข์ร้อน ส่วนลูกชายเป็นท่ีปรารถนา เป็นผู้มาช่วยครอบครวั ผู้หญิงไม่ไดร้ ับ
อนุญาตใหเ้ ขา้ ไปในทป่ี ระชมุ ของเผา่ (สภา) ไม่มสี ่วนรว่ มในการปกครอง เกดิ ความนิยม
การมีภรรยาหลายคนและหญิงชัน้ สูงที่แต่งงานแล้วมักจะตอ้ งเดือดร้อนเพราะมี ภรรยา
อื่นๆ มาเป็นคู่แข่ง การมีพระราชินีหลายๆ องค์ เป็นส่ิงท่ีไม่น่าอิจฉา ก็เพราะเหตุนี้
มหิษีหรือภรรยาหลวง ซึ่งเป็นภรรยาทางการกับ ววาตะ (vavata) คือ ภรรยาท่ีทรง
๔๙Majumdar Raychandhuri and Datta. An Advance History of India, (New
York: St. Martin Press, ๑๙๖๗), p. ๓๐. (อ้างใน ปรีชา ข้างขวัญยืน, สตรีในคัมภีร์ตะวันออก.),
หนา้ ๑๕๗.
โปรด จะเป็นทร่ี กั และยกยอ่ ง สว่ นภรรยา อืน่ ๆ เชน่ ปรวิ ฤกฺติ (parivrikti) จะถกู ทอดทิ้ง
ศีลธรรมเกย่ี วกบั สามีภรรยาอยูใ่ นระดบั สงู ผูห้ ญงิ ยังเขา้ ร่วมทาพธิ ที างศาสนาได้ บางคน
ก็ได้รบั การศึกษาสูงจนได้มีส่วนสาคัญในการสนทนาทางปรัชญาในราชสานัก ในเกาศติ ิ
กิพรหมณะ นางปฤยสฺวดี (pathyasvati) ได้รับฉายาว่า สรัสวตี เทพแห่งความรู้ นาง
การกฺ ี นางพรหมวาทินผี ูม้ ีช่ือก็ได้สนทนาธรรมและปรัชญากับฤษี ยาญาวลกฺ ฺยะ ซ่งึ เป็นผู้
เยยี่ มยอดทางปัญญา ของสมัยนั้นเด็กผ้หู ญงิ เรียนฟอ้ นราและดนตรี
เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่งผู้หญิงก็ไม่ได้รับการศึกษา มีแนวโน้มท่ีการมีส่วน
ร่วมในพิธีศาสนาและสิทธิพิเศษของหญิงธรรมดาจะสิ้นสุดลงด้วย หน้าที่ในการทาพลี
บูชาซ่ึงภรรยาเคยทาได้ตามลาพังกก็ าหนดให้ผู้ชายทาแทน กฎการแต่งงานเข้มงวดขน้ึ
คนท่สี บื สายมาจากญาตขิ ้างพอ่ หรือขา้ งแม่เดียวกันแต่งงานกันไมไ่ ด้ แม้วา่ การแต่งงาน
ระหว่างคนในตระกลู เดยี วกันจะไมไ่ ด้ห้ามอย่างเปิดเผย แต่การแต่งงานระหว่างคนตา่ ง
ตระกูลก็นิยมมากว่าการแต่งงานมักจะทากันตั้งแต่วัยรุ่น การแต่งงานต้ังแต่วัยเด็กและ
เร่ืองพธิ สี ทมี่ ปี รากฏบา้ ง”๕๐
ในสมยั กอ่ นราชวงศ์เมารยะคอื ราวศตวรรษที่ ๗-๔ กอ่ นครสิ ต์ศักราช ปรากฏ
ว่า ฐานะของผู้หญิงตกต่าลงมาก แม้วาพิธีสท่ีจะไม่เป็นที่ยอมรับของนักกฎหมายแตว่ า่
ปฏบิ ัติกนั ในภาคตะวนั ตกเฉียงเหนอื
“นักเขียนกรีกได้เล่าเรื่องภรรยาหม้ายของแม่ทัพอินเดียผู้หญิงได้เข้ากองไฟ
ตายตามสามโี ดยเธอแตง่ ตัวสวยหรูราวกับวา่ กาลังจะเขา้ พิธีแต่งงาน”๕๑
๕๐B.N.Luniya.. Life and Culture in Ancient India. (Agra : Lakshmi - Narain
Agarwal. ๑๙๘๒). p. ๑๑๐. (อ้างใน ปรีชา ขา้ งขวญั ยืน, สตรีในคมั ภรี ์ตะวันออก.), หนา้ ๑๕๘.
๕๑Ibid., p. ๒๓๖. (อ้างใน ปรีชา ชา้ งขวัญยนื , สตรีในคัมภีร์ตะวนั ออก.), หน้า ๑๕๘
ในสมัยเมารยะราวศตวรรษท่ี ๔-๑ ก่อนคริสต์ศักราช แม้พิธีนี้จะนิยมทากัน
ในท้องที่บางแห่งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ก็ยังไม่นิยมแพร่หลายในท้องที่ส่วน
ใหญ่๕๒ เกาฏิลียะเองกไ็ มไ่ ดพ้ ูดถงึ เรอื่ งนเ้ี ลย
ในสมัยคุปตะราวคริสต์ศตวรรษท่ี ๔-๖ พิธีสตีได้รับความนิยมแม้ว่าจะจากัด
อยู่ในหมู่ชนชั้นสูงและทากันในท้องที่ไม่กี่แห่ง๕๓ ในสมัยพระเจ้าหรฺษวรฺธน ราว
คริสตศ์ ตวรรษท่ี ๗ พธิ ี สตเี ป็นเรื่องที่สนบั สนุนใหท้ าในสงั คมของชนชน้ั สงู
ในสมัยจกั วรรดิวิชัยนครราวคริสต์ศตวรรษท่ี ๑๖ พธิ ีสตเี ปน็ ประเพณที ี่ทากัน
เป็นปกติ๕๔ พิธีนีย้ ังทาสืบตอ่ กนั มาแม้ในสมยั ทม่ี สุ ลิมเข้าปกครองอนิ เดยี และแม้ในสมัย
น้ีผหู้ ญิงชน้ั สงู จะได้รับการศึกษาดี แต่พิธีสตี ีกป็ ฏบิ ตั ิกนั อย่างแพร่หลาย ตามคาบอกเล่า
ของอิบน์บาตตู ะห์ (ฝร่ังเรยี กอาวเี ซนนา) การเผาแม่หมา้ ยต้องไดร้ บั อนุญาตจากสุลต่าน
แห่งเดลฮี๕๕ และในสมัยโอรังเซฟ มีการห้ามทาพิธีสตีไว้ในหนังสือ คู่มือ (ธันวาคม
๑๖๖๓) แต่ชาวยุโรปที่เดินทางไปอินเดียสมัยนั้นกเ็ ล่าว่าข้อห้ามของราชสานักไมค่ ่อยมี
ใครสนใจ๕๖ พิธสี ตีคงปฏิบตั ิกนั เร่ือยมา
๕๒L.P. Sharma, Ancient History of India, (New Delhi : Vikas Publishing House,
PVT Ltd., ๑๙๘๑), p.๑๓๙. (อ้างใน ปรีชา ช้างขวัญยืน, สตรใี นคมั ภรี ต์ ะวันออก.), หน้า ๑๕๘.
๕๓Ibid. p. ๒๐๗. (อา้ งใน ปรชี า ช้างขวัญยืน, สตรีในคมั ภรี ต์ ะวนั ออก.), หนา้ ๑๕๙
๕๔Majumdar Raychandhuri and Datta, An Advance History of India, (New
York: St. Martin's Press, ๑๙๖๗), p. ๓๗๐. (อ้างใน ปรีชา ช้างขวัญยืน, สตรีในคัมภีร์
ตะวันออก.), หน้า ๑๕๙.
๕๕Ibid. p. ๓๙๓ (อา้ งใน ปรชี า ข้างขวัญยนื , สตรีในคัมภรี ต์ ะวนั ออก.), หน้า ๑๕๓.
๕๖Ibid. ๑๒, ๔๘๙ (อา้ งใน ปรชี า ชา้ งขวัญยนื , สตรใี นคัมภีร์ตะวนั ออก.), หนา้ ๑๕๓.
บุคคลสาคัญที่ได้เสนอให้ยกเลิกพิธีสตีคือ ราม โมฮัน รอย (Ram Mohun
Roy ๑๗๗๒-๑๘๘๓) ผู้ก่อตั้งพราหโมสมาชต่อต้านนักศาสนาฮินดูหัวเก่า และ
มิชชันนารีครสิ เตยี นใน สมยั นน้ั ๕๗
พิธีสตีอาจเป็นพิธีท่ีผู้หญิงส่วนหน่ึงของอินเดียยินดีปฏิบัติ แต่พิธีดังกล่าวก็
ไม่ได้รับการยอมรับจากทางการและจากนักกฎหมายอินเดียโบราณ ท้ังนักปราชญ์
อินเดีย และคนชาติอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับประเพณีดังกล่าว และเรื่องน้ีได้ทาให้เกิดการ
โจมตีว่าชาวฮินดูกดข่ีผู้หญิง และทาให้มองข้ามความคิดท่ีแท้ของฮินดู ซ่ึงไม่ได้ยอมรบั
ประเพณีของคนบางกลุ่มดังกล่าว เน่ืองจากความจริงที่ปรากฏว่า มีผู้ปฏิบัติตาม
ประเพณีเชน่ น้ัน ไดก้ ่อความรู้สกึ และอารมณ์ทร่ี ุนแรงจนปดิ กั้นมิให้ยอมรบั ความคิดของ
คนส่วนทไ่ี มไ่ ด้เหน็ ด้วยกบั ประเพณดี ังกล่าวไปดว้ ย
๑.๗ การคมุ้ ครองสตรีในสังคมอินเดยี
ในมนูธรรมศาสตร์รัฐใหค้ วามคุ้มครองแก่สตรที ัง้ ในเร่อื งช่อื เสยี งเกียรตยิ ศและ
ทรัพย์สิน ผู้ชายจะละเมิดเธอในเร่ืองทั้งสองน้ีมิได้ แม้กระท่ังผู้หญิงมีข้อบกพร่องจริง
หากผชู้ ายนาไป เปดิ เผยกต็ ้องถูกลงโทษ ดังนี้
“หากชายได้เปิดเผยข้อบกพร่องของหญิงซึ่งเดิมไม่มีใครรู้มาก่อน พระราชา
จงึ ปรับชายนน้ั เกา้ สบิ หกปณะ
ชายใดเมื่อไม่ชอบหญงิ สาว กล่าวคาติเตียนหญงิ นั้นว่าไม่ใช่หญงิ ต้องถูกปรับ
ห้ารอ้ ยปณะ หากไมส่ ามารถพิสจู นค์ วามบกพรอ่ งของเธอได้
ชายวรรณะเดยี วกบั หญิงทาให้หญิงเสยี ชือ่ โดยความพอใจของ หญงิ นัน้ เองไม่
ต้องถูกตดั นว้ิ แต่เพ่อื มิให้เกดิ เรอื่ งเชน่ นน้ั อกี พงึ ปรบั ชายน้ันสองรอ้ ยปณะ”๕๘
๕๗Kenneth W. Morgan. The Religion of the Hindus, (New York : The Ronald
Cornpany. Press ๑๙๕๓). p. ๔๓ (อ้างใน ปรีชา ข้างขวัญยืน, สตรีในคัมภีร์ตะวันออก), หน้า
๑๕๙.
๕๘Ibid. ๘/๓๖๘. (อา้ งใน ปรีชา ช้างขวญั ยืน สตรใี นคมั ภีรต์ ะวันออก.), หนา้ ๔๔.
ชายที่กล่าวติเตยี นหรือหมิ่นเกยี รติผหู้ ญงิ ไม่ว่าจะพิสูจน์ขอบกพรอ่ งได้หรือไม่
ก็ตาม ถือว่าทาให้ผู้หญิงเสื่อมเสีย เพราะไม่ว่าเธอจะบกพร่องจริงหรือไม่ก็เป็นเร่ือง
ส่วนตัวของเธอ ดังน้ันหากพิสูจน์ความจริงไม่ได้ต้องถูกปรับห้าร้อยปณะ และแม้พิสูจน์
ได้ก็คงเข้าขา่ ยเปดิ เผยขอ้ บกพร่อง ซงึ่ ต้องถูกปรบั เก้าสิบหกปณะ แมก้ ระทง่ั กรณีทหี่ ญิง
น้นั พอใจเม่อื ผู้ชายกระทาลว่ งเกินก็ถอื เป็นความเสยี หายของหญิง และเปน็ ตัวอย่างท่ีไม่
ดี แม้หญิงน้ันพอใจแต่ก็เป็นความเสียหายแก่ผู้หญิงโดยส่วนรวม หากเกิดเรื่องเช่นน้ัน
บ่อยๆ ก็กระทบกระเทือนศีลธรรมของรัฐ ชายจึงต้องถูกลงโทษปรับสองร้อยปณะ แต่
หากเป็นกรณีที่หญิงน้ันไม่พอใจจะต้องถูกลงโทษทางกายคือตัด น้ิวเป็นการประจาน
ด้วย
การคุ้มครองสตรีนั้นรัฐทาทั้งแก่สตรีทั่วไปและสตรีที่ตกอับ และได้รับความ
ทุกข์ในเรื่องต่างๆ กฎนี้เป็นกฏในระดับนโยบายของรัฐเป็นหลักซ่ึงพระราชาจะต้อง
ยึดถอื ปฏิบตั ิ โดย
“พระราชาจึงคุ้มครองสตรีผู้ถกู สามีทอดทิ้งเพราะไม่มบี ุตร หรือไม่มีบุตรชาย
สตรีไว้ครอบครัว สตรีผู้ยึดม่ันในคาสัตย์เกี่ยวกับการสมรส สตรีหม้ายหรือสตรีท่ี
เจบ็ ปว่ ย”๕๙
สตรีท่ีไมม่ ีผู้ดูแลไมว่ า่ วรรณะสูงหรือตา่ รฐั จะต้องคุ้มครองผูก้ ระทาผิดต่อหญิง
เหล่าน้ี เท่ากับรังแกหญิงที่ขาดที่พ่ึง รัฐเป็นที่พึ่งที่จะป้องกันหญิงเหล่านี้มิให้ถูกผู้ชาย
รังแก แม้ผู้ชายนั้นอยู่ในวรรณะสูงจะถือโอกาสเอาฐานะทางวรรณะเป็นอานาจรังแก
ผู้หญงิ ตามอาเภอใจไมไ่ ด้ ดงั บทบัญญตั ทิ ่วี า่
“หากพราหมณ์ร่วมประเวณีกับหญิงวรรณะกษัตริย์ก็ดี ไวศยะก็ดี โดยหญิง
นั้นไม่มีผู้ดูแล หรือร่วมประเวณีกับหญิงศูทร จักต้องถูกปรับห้าร้อยปณะ หากร่วม
ประเวณกี ับหญงิ จณั ฑาลจักตอ้ งถูกปรับหน่ึงพันปณะ”๖๐
๕๙Ibid. ๘/๒๘. (อ้างใน ปรีชา ขา้ งขวัญยนื , สตรีในคัมภีร์ตะวนั ออก.), หนา้ ๔๕.
๖๐Ibid., ๘/๓๘๕. (อา้ งใน ปรีชา ชา้ งขวัญยนื สตรใี นคมั ภรี ์ตะวันออก.), หนา้ ๔๕.
อาจมีผู้คิดว่า หญิงท่ีไม่มีผู้ดูแลคือหญิงท่ีออกจากครอบครัวซึ่งเป็นการผิด
ธรรมเนียมของหญิงทีด่ ี จึงนับเป็นหญิงต่าเทา่ กับศูทร บทบัญญัติข้อนี้น่าจะแสดงว่าไม่
ต้องการให้พราหมณ์ซึ่งวรรณะสูงเข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้หญิงท่ีไม่ดี แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น
ปล่อยให้ผู้หญิงเหล่านี้ถูกรังแกตามอาเภอใจโดยที่รัฐไม่ต้องเข้าไปยุ่งเก่ียวจะมีเป็นการ
ดกี ว่า หรือเพราะการทรี่ ฐั ไมค่ ้มุ ครองกย็ ่อมเปน็ การแสดงว่าเธอเหล่านั้นไร้คณุ ค่าอยู่แล้ว
นอกจากน้ันในเร่ืองวรรณะก็มิได้ห้ามชายวรรณะสูงแต่งงานกับหญิงวรรณะต่าอยู่แล้ว
จะห้ามก็แต่ชายวรรณะต่าแต่งงานกับหญิงวรรณะสูง การที่ชายวรรณะสูงแต่งงานกับ
หญิงวรรณะต่า มนูธรรมศาสตร์กล่าวแต่เพียงว่า ตระกูลของชายน้ันจะเสื่อมลงเท่านน้ั
ดังขอ้ ความตอ่ ไปนี้
“ชายทวชิ าตจิ ึงเลอื กแต่งงานกบั หญิงวรรณะเดียวกันเปน็ ปฐม แต่หากชายใด
โดยตัณหาเปน็ เหตุ ได้หญงิ วรรณะต่ากวา่ กน็ ับเป็นภรรยาได้
ชายทวชิ าตแิ ต่งงานกับหญิงไร้วรรณะ โดยความลุ่มหลง ย่อมนาพาตระกูลแล
ลกู หลานไปสู่สภาวะเป็นศูทรโดยเร็วเป็นแน่แท้
พราหมณ์เม่อื นาหญิงศูทรไปยงั เตียงของตน ยอ่ มก้าวไปสทู่ างต่า ย่ิงมบี ตุ รกับ
เธอ เขาย่อมพ้นจากสภาวะเปน็ พราหมณ์”๖๑
ขอ้ ความข้างต้นนีแ้ สดงให้เห็นวา่ ในสภาวะปกตชิ ายวรรณะสงู กบั หญงิ วรรณะ
ต่า หรือแม้แต่หญิงไม่มีวรรณะก็แต่งงานกันได้ กรณีท่ีมีข้อกาหนดโทษตามท่ีอภิปราย
มาแล้ว จึงน่าจะเป็นกรณีทผ่ี ู้หญิงถูกรังแกมากกว่า เพราะหากเป็นความสมยอมผู้หญงิ
จะไดฐ้ านะสูงขึ้นอยู่แล้ว คงไมเ่ ป็นคดไี ปถงึ ศาลจนต้องมีการปรับไหมกนั ขึ้นเปน็ แน่
การค้มุ ครองทรัพย์สินของหญงิ ตามทีร่ ะบไุ ว้ในมนูธรรมศาสตร์ ไดแ้ ก่
๖๑Ibid. ๓/๑๒,๑๕.๑๗. (อ้างใน ปรีชา ช้างขวัญยืน สตรีในคัมภีร์ตะวันออก.), หน้า
๔๖.
“สิ่งที่ได้จากพิธีแต่งงาน สิ่งที่ได้จากขบวนแห่เจ้าสาว สิ่งที่ได้รับในฐานะเป็น
เคร่ืองแสดงความเสน่หา สง่ิ ซึ่งไดจ้ ากพ่ชี าย มารดาและบดิ า เป็นสมบัติทกุ ประการของ
หญิง”๖๒
บทบัญญัติน้ีแสดงว่าหญิงมีสิทธิท่ีจะมีทรัพย์สมบัติเป็นของตน และมารดาก็
เป็นผู้มีทรัพย์ได้ จึงมีสิทธิ์มอบทรัพย์แก่บุตรสาวของตน ข้อที่ทาให้เห็นได้ชัดว่าสตรีมี
ทรัพย์ส่วนตัวได้จริงก็คือมีกฎหมายเก่ียวกับการท่ีผู้หญิงสามารถยกทรัพย์ของเธอเป็น
มรดกแกล่ กู หลานได้ ซ่งึ มีบทบัญญัตอิ ยู่หลายขอ้ ดังน้ี
“สิ่งซึ่งได้มาเป็นของขวญั หลังจากท่แี ตง่ งานแล้ว จากครอบครัวของสามีหรอื
จากญาตทิ ่ีเก่ียวดองกันของเธอ สงิ่ ซึ่งสามอี นั เปน็ ทร่ี ักใหแ้ ก่เธอยอ่ มตกเปน็ สมบัติแก่ลูก
ของเธอ หากเธอตายลงในขณะเมอื่ สามยี งั มชี ีวิต”๖๓
บทบัญญตั ินี้แสดงให้เห็นวา่ แม้กระทง่ั สามมี ชี ีวิตอยเู่ มือ่ เธอตาย ทรัพยข์ องเธอ
ก็ยังตกเป็นของลูกมิใช่ของสามี ซ่ึงแสดงให้เห็นสิทธิอันบริบูรณ์ในทรัพย์สินของเธอ
ย่งิ กว่าน้ันยงั มีขอ้ กาหนดเปน็ พเิ ศษให้สมบัติของแม่ตกเป็นของบุตรสาว และหากพ่อแม่
หญิง หญงิ น้นั ไม่มีบุตรชาย บุตรชายของบุตรสาวของเธอยังเปน็ ผู้มีสทิ ธไิ ด้รบั มรดกของ
บดิ าของเธอคอื มรดกของตาของเด็กน้นั ข้อบญั ญัตมิ ดี ังนี้
“สมบัติส่วนตัวของผู้เป็นมารดาพ่ึงตกแก่บุตรสาวและลูกชายของบุตรสาว
เทา่ น้ันท่ีมสี ิทธไิ ดร้ ับสมบัติท้งั หมดของตา หากตาตายโดยไมม่ บี ุตรชาย”๖๔
บทบัญญัติข้อนี้แสดงให้เห็นการสืบมรดกในสายของฝ่ายหญิง ซ่ึงลูกสาวได้
มรดกของแม่ แต่ก็มีบทบญั ญัติบางข้อท่ีขัดกนั โดยให้แบ่งมรดกของแม่แก่ลูกเท่าๆ กนั
คอื
“เม่อื มารดาตาย พนี่ ้องผู้ชายแมเ่ ดยี วกนั และพี่น้องผ้หู ญงิ ซงึ่ ยงั ไม่ ได้แตง่ งาน
ไดม้ รดกของแมเ่ ท่าๆ กัน
๖๒Ibid., ๔/๑๙๔. (อา้ งใน ปรีชา ชา้ งขวัญยนื , สตรีในคัมภรี ต์ ะวนั ออก.), หนา้ ๔๖.
๖๓Ibid. ๔/๑๙๕ (อา้ งใน ปรชี า ช้างขวัญยืน, สตรใี นคัมภีร์ตะวนั ออก.), หนา้ ๔๗.
๖๔Ibid, ๔/๑๓๐. (อา้ งใน ปรีชา ช้างขวญั ยืน. สตรใี นคัมภีร์ตะวันออก.). หนา้ ๔๗ .
หากพ่ีน้องผู้หญิงเหล่านี้มีลูกสาว ลูกสาวนั้นจึงได้สมบัติบางส่ิงของยาย ตาม
ศกั ดแ์ิ หง่ ฐานะของเธอ”๖๕
บทบัญญัติที่ยกมานี้แม่ให้มรดกแก่บุตรท้ังชายและหญิงเท่ากัน แต่ก็ยังมี
ข้อกาหนดเฉพาะ คือ หลานสาวมสี ว่ นไดม้ รดกของยายดว้ ย
แม้ผู้หญิงท่ีสามีตายอยู่กินกับผู้ชายในครอบครัวของสามี เธอก็ยังมีสิทธิโอน
มรดกของเธอใหล้ กู ชายท่เี กดิ กับผชู้ ายคนใหมน่ ้นั คอื
“หากหญิงใดสามีตายไปโดยไม่มีลูก มีลูกกับชายในครอบครัวเดียวกัน เธอ
ยอมโอนทรพั ยโ์ ดยท่ีได้รบั มรดกมาแกบ่ ตุ รชายนน้ั ”๖๖
การที่เธอมีสิทธิโอนมรดกไปให้แก่บุตรแสดงว่าสามีมไิ ด้มีสทิ ธิในทรัพย์สมบตั ิ
ของเธอ ยิง่ กวา่ นั้น
“แลหากขณะหญิงเหล่านี้ยงั มีชีวิต ญาติเอาทรัพยข์ องเธอไป พระราชาผู้ทรง
ความยตุ ิธรรมจงึ ลงโทษแก่ญาติน้นั ดจุ เดยี วกับที่ลงโทษ แกโ่ จร”๖๗
ข้อที่น่าประหลาดใจประการหนึ่งก็คือ มีบทบัญญัติข้อหนึ่งซึ่งขัดกับ
บทบญั ญตั ิท่กี ลา่ วมาแลว้ ทัง้ หมดอยา่ งชดั แจ้งวา่
“ภรรยา บุตร และทาส สามอย่างน้ีช่ือว่าไร้ทรัพย์สมบัติ ทรัพย์ใดท่ีบุคคล
เหลา่ นห้ี ามาไดต้ กเปน็ ของผูเ้ ป็นเจา้ ของ”๖๘
ความคุ้มครองโดยข้อบัญญัติยกย่องสตรี ที่มิให้สตรีถูกละเมิดในเร่ืองช่ือเสยี ง
และทรัพย์สมบัติน้ันเป็นแง่หนึ่ง แต่ลาพังแง่น้ันก็อาจเป็นเพียงการคุ้มครองสตรีเพ่ือ
ความสงบของสังคมเท่าน้ัน มนูธรรมศาสตร์มีบทบัญญัติในแง่ยกย่องสตรีซ่ึงเป็นการ
ยืนยนั อย่างชดั เจนว่าให้คณุ ค่าและความสาคญั แกส่ ตรี ดังนี้
๖๕Ibid., ๔/๑๙๒-๑๙๓ (ขา้ งใน ปรชี า ชา้ งนวัญยนื สตรีในคมั ภรี ์ตะวันออก.). หนา้ ๔๗.
๖๖Ibid., ๔/๑๙๐. (อา้ งใน ปรีชา ซ้างขวญั ยนื สตรีในคมั ภีร์ตะวันออก.), หนา้ ๔๘.
๖๗Ibid., ๔/๒๙. (อ้างใน ปรชี า ชา้ งขวัญยืน, สตรใี นคัมภีรต์ ะวันออก.), หนา้ ๔๘.
๖๘Ibid., ๔/๔๑๖. (อ้างใน ปรชี า ชา้ งขวญั ยนื , สตรใี นคมั ภรี ์ตะวันออก.) หน้า ๔๘.
“สตรีพงึ ไดร้ ับความยกย่องและได้รับเครื่องประดับจากบิดา พี่ชาย สามี และ
พ่ีเขย หากบคุ คลเหล่าน้นั หวงั ความเจรญิ
ท่ีใดสตรีได้รับความยกย่อง ที่น้ันเทพยดาย่อมยินดี ท่ีใดสตรีมิได้รับความยก
ย่อง ที่นนั้ พิธีกรรมทั้งปวงยอ่ มไร้ผล”๖๙
ข้อควมยกย่องสตรีท่ีกล่าวถึงนี้คล้ายกับท่ีปรากฏในหลักอปริหานิยธรรมอัน
เปน็ หลัก ปกครองทที่ าใหพ้ วกลจิ ฉวีสามารถรักษาบ้านเมอื งไว้ได้ เปน็ หลกั การทีร่ ัฐต้อง
ยดึ ถือมิใชเ่ ปน็ เพยี งมารยาทสังคม คากล่าวทวี่ ่า “พิธีกรรมยอ่ มไร้ผล” นัน้ มีความหมาย
มาก เพราะชาวอินเดียโบราณถือว่ากิจกรรมทุกอย่างของมนุษย์สาเร็จได้ด้วยพิธีกรรม
หากพิธีกรรมไร้ผลท้ังสังคมย่อมพบความหายนะ การกล่าวว่าหากไม่ยกย่องสตรีแล้ว
พิธีกรรมท้งั ปวงจะไรผ้ ล จงึ เปน็ การยนื ยันฐานะสตรวี ่าสูงและรัฐตอ้ งยกยอ่ งและปกป้อง
คมุ้ ครองอยา่ งดี
๑.๗ สรุป
๑. ความเช่ือเรอื่ ง ปตุ ตะ ทาใหท้ กุ ครอบครัวตอ้ งการมลี กู ชายมากกว่าลกู สาว
๒. ผ้ชู ายจงึ มีโอกาสแต่งงานได้หลายคร้ังด้วยเหตุข้อนี้ประการหนึ่ง แต่ผ้หู ญิง
อ้างเหตุข้อนี้ไม่ได้ แม้อ้างก็คงไม่มีผู้ชายรับเพราะหญิงดังกล่ าวอาจไม่มีลูกชาย
เชน่ เดยี วกับเม่ืออยกู่ บั สามเี ก่า
๓. ผู้หญิงจะเรียนหนังสือก็ไม่ได้เพราะต้องฝึกหัดงานบ้านท่ีจะปรนนิบัติสามี
และคนในครอบครัว กลายเปน็ ชีวติ ของแม่บา้ น ในทีส่ ดุ กไ็ มม่ ีความรู้แม้แตจ่ ะพิธศี าสนา
จงึ เข้าพิธไี ม่ได้
๔. ผหู้ ญงิ ในสงั คมฮนิ ดูจึงไมไ่ ดร้ ับความคมุ้ ครองจากครอบครวั ของตน ตอ้ งอยู่
ในความดูแลของสามีอย่างส้ินเชิง ผิดกับสังคมไทยที่ผู้หญิงมีพ่อแม่ดูแลผู้ชายจะข่มเหง
ไมไ่ ด้
๖๙Ibid. ๒/๕๕-๕๖. (อา้ งใน ปรชี า ชา้ งขวัญยืน สตรใี นคัมภีร์ตะวนั ออก.), หนา้ ๔๙.
๕. ผู้หญิงยากท่ีจะมีโอกาสได้มรดก เพราะบางที่ก็แยกไม่ได้ว่าเป็นของสามี
หรอื ของ ครอบครัว จะฟอ้ งรอ้ งถ้าหากกฎหมายให้โอกาสก็คงทาได้ยาก เพราะไม่มีใคร
เป็นพยานให้สักคนเดียว การท่ีมีกฎหมายบัญญัติไม่ให้หญิงรับมรดกจึงไม่แปลกเพราะ
ความจรงิ ทาได้ยาก จะมีก็แตส่ มบัตติ ดิ ตัวท่ีผชู้ ายให้ หรือของหมั้นทีม่ พี ยานอ่ืนรูเ้ หน็
จากหลักฐานดังกล่าว พบว่า ระบบการศึกษา การแต่งงาน ทรัพย์สิน และ
ระบบ ครอบครัว จึงเป็นข้อกาหนดและข้อที่จากัดในการออกกฎหมายคุ้มครองหญิง
ความเช่อื เร่ือง ปตุ ตะนบั เปน็ เรอื่ งพน้ื ฐานท่ีสาคัญท่ีสุดที่เข้ามากาหนดและเปล่ยี นฐานะ
ของผู้หญิงฮินดู ซึ่งค่อนข้างดีมาแต่เดิมให้ตกต่าลงเร่ือยๆ ย่ิงเร่ืองนี้เข้มงวดเพียงไร
ผหู้ ญงิ กย็ ง่ิ ตา่ ลงเพยี งนน้ั และต่าลงทกุ เร่ือง ไม่ว่าจะเปน็ โอกาสทางการศึกษา การมีสามี
ใหม่ การรบั มรดก ความเปน็ อยู่ในชวี ติ ประจาวนั จนถงึ ขน้ั ทเ่ี กดิ ประเพณีสตีทผ่ี ู้หญิงต้อง
เขา้ กองไฟตายตามสามไี ป
บทที่ ๒
สตรีในสมยั พทุ ธกาล
ในการที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยอมรับว่า ผู้หญิงก็มีศักยภาพท่ีจะ
บรรลุธรรมได้เท่าเทียมกับผู้ชาย เป็นจุดเด่นของพระพุทธศาสนา นับเป็นก้าวแรกของ
พระพุทธศาสนา คนท่ขี อบวชเปน็ พระแม่น้านาง ซ่งึ เคยเลย้ี งดูท่านมาเองเป็นคนท่ีท่าน
รักมาก มคี วามเมตตามาก เป็นท้งั แมแ่ ละเป็นทัง้ นา้ แล้วเป็นคนทเ่ี ลยี้ งมาด้วยตนเอง
นอกเหนือจากน้นั ยังเป็นพระราชนิ ีต้องมาเดนิ ดงขอบิณฑบาตอาหาร อาหาร
ท่ีได้จากการบิณฑบาตในอินเดีย ไม่เหมือนอาหารในบ้านเรา โดยมากจะเป็นพวกข้าว
แห้ง ข้าวผง ซึ่งดูแล้วไม่น่ากินเลย ลาบากยากแค้นท่ีสุด ลองนึกภาพดูว่า พระราชินี
จะต้องมาเดินดงแลว้ ดว้ ยความรู้สกึ ทส่ี มเดจ็ พระสัมมาสัมพทุ ธเจ้าทรงมีความเมตตาต่อ
พระแม่น้า ก็เลยไม่ต้องการให้บวช เพราะมันเป็นชีวิตท่ีลาบากมาก แต่กลับปรากฏว่า
พระแมน่ า้ นางได้ตามเสด็จข้ามหมูบ่ ้านมาและไมไ่ ดม้ าคนเดียว มากับข้าราชบริพารหญิง
ฝ่ายใน ๕๐๐ น่ีคอื ท่ีปรากฏในพระไตรปิฎก
เพราะฉะนั้นจึงเป็นข้อท่ีพระพุทธเจ้าทรงลังเล แต่ในที่สุด เม่ือทรงรับผู้หญิง
เข้ามาบวช ก็แปลว่าเมื่อถึงจุดนั้น ได้ทรงแก้ไขข้อลังเลต่างๆ ที่เป็นจุดที่ทรงให้
ความสาคัญแล้ว จึงใหผ้ ู้หญงิ บวช
๒.๑ สถานภาพและบทบาทของสตรใี นพระพุทธศาสนา
ภายหลังจากผู้หญิงบวชแล้ว ผู้หญิงมีความสามารถในการดารงชีวิตเป็น
นักบวช เป็นนักพรต ได้เท่าเทยี มผู้ชาย ความสามารถในการเปน็ ผู้สบื ศาสนาก็ทาได้เท่า
เทียมพระภิกษุ ว่าเลิศทางปัญญาเลิศในการสั่งสอน ก็ทรงยกย่องภิกษุณีเหมือนกันว่า