องค์น้ีเป็นเลิศทางรักษาพระวินัย องค์น้ีเป็นผู้เลิศทางปัญญา เป็นผู้เลิศทางระลึกชาติ
เปน็ ตน้ จะเห็นได้วา่ ภิกษแุ ละภิกษณุ ีนนั้ จะได้รับการยกยอ่ งเสมอภาคกัน
ในหมู่ของภิกษุณีสงฆ์น้ี จะเห็นได้ว่าบางรูปเทศน์ได้เก่งมาก ในบรรดาผู้ท่ีมา
เฝ้าจะไม่จากัดเฉพาะชาวบ้าน แต่จะมีทั้งพระราชาและมุขอามาตย์ท่ีมาฟังพระธรรม
เทศนา มีอยู่คร้ังหน่ึงซ่ึงพระราชาได้ไปต้ังคาถามธรรมะกับภิกษุณีและภิกษุณีได้อธิบาย
ธรรมะให้ฟังเสร็จสรรพแล้ว พระราชาพระองค์น้นั ก็ไปเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา้
ถามคาถามเดียวกัน ตั้งปัญหาถามอย่างเดียวกัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง
เหมือนกับทภ่ี ิกษุณีได้แสดงไว้ นี้ก็แสดงให้เห็นว่า ด้านสติปัญญานั้น ผู้หญิงเม่ือบวชเขา้
มาแลว้ ก็มคี วามกา้ วหน้าทัดเทยี มไม่มขี ้อด้อยอะไรเลย๗๐ ในประเดน็ น้ีบทบาทของสตรี
ในวินัยปิฎกนั้น ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในเร่ืองของนางภิกษุณี ซ่ึงมีการประพฤตปิ ฏิบตั ิ
ธรรมและมีการบรรลุมรรคผลเช่นเดียวกับบุรุษ “ใช่ว่าบุรุษ จะเป็นบัณฑิตในทุกสถาน
แม้สตรผี ูม้ ีปญั ญาดี ก็เป็นบัณฑิตในสถานที่ น้นั ๆ ได้เชน่ กัน”๗๑
สตรที ่ีมชี ือ่ ปรากฏในวรรณคดีบาลี มีประมาณ ๗๐๐ คน๗๒ แตล่ ะคนน้ันมิใช่มี
พฤติกรรมในสมัยพระพุทธเจา้ พระองคน์ ีเ้ ท่าน้นั แม้ในสมยั พระพุทธเจา้ พระองค์อ่ืนก็ยัง
มีพฤติกรรมเหมือนกัน ท่ีเรียกว่า “บุพกรรม” พฤติกรรมเหล่านั้นแสดงให้เห็น
วัฒนธรรม ประเพณี สิทธิหน้าท่ีต่างๆ ตลอดจนถึงอุปนิสัยใจคอของสตรีที่พบใน
หลักฐานอ้างอิง ดังกล่าว พฤติกรรมหรือบทบาทสตรีในวรรณคดีบาลีท่ีจะนามากล่าว
๗๐ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์, รศ.ดร., บทความพิเศษ, “สถานภาพและบทบาทภิกษุณีใน
ไตห้ วนั " เสยี งธรรม, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๗), หนา้ ๙.
๗๑ข.ุ อป. ๓๓/๓๑/๓๕๗.
๗๒สารวจจาก Dictionary of Pali Proper Names, ๒ Vols..ของ G.P'Malalasekera.
(อ้างใน เปรม นิมจันทร์, “บาทบาทสตรีในอินเดียวรรณคดีบาลี”, วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษร
ศาสตร์มหาบัณฑิต. แผนกวิชาภาษาตะวันออก บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
๒๕๒๑), หนา้ ๘.
นั้น จะแบง่ ออกเปน็ ฐานะหรอื หนา้ ท่ขี องความเปน็ ลกู ภรรยา สะใภ้ มารดา เป็นต้น๗๓
คือ
๒.๑.๑ สถานภาพและบทบาทของสตรีในฐานะลูก
เม่ือกล่าวถึงลูกผู้หญิงตามสายเลือดหรือตามท่ีนิยมนับถือกันในความคิดเห็น
ของคนอินเดียสมัยน้ันจัดลูกหรือบุตรเป็น ๓ ประเภท คือศิษย์ท่ีศึกษาเล่าเรียนศิลป
วิทยาการต่างๆ พานักอยใู่ นสานักอาจารย์ คอยปรนนิบตั ิพัดวีและรบั ใช้อาจารย์ อยกู่ นิ
กับอาจารย์เหมือนลูก มักจะพูดกันติดปากว่า “ลูกศิษย์” ลูกเหล่านี้มุ่งศึกษาหาความรู้
อันเป็นมรดกตกทอดมาจากอาจารย์อย่างเดียว มิได้มุ่งท่ีจะรับทรัพย์มรดกอันใดจาก
อาจารย์นเี้ รยี กว่า “อนั เตวาสกิ บตุ ร” ทารกทเ่ี ขาใหเ้ ลยี้ งดูต่างลูก หรอื ทารกทีข่ อเขามา
เล้ียงต่างลูก ไทยเรามักจะเรียก ว่า “บุตรบุญธรรม” ลูกประเภทน้ีมีฐานะหน้าท่ีและ
สิทธิเหมือนลูกตัว นี้เรียกว่า “ทินนกบุตร” และทารกท่ีถือกาเนิดเกิดมาจากสายเลือด
ของตน น้ีเรยี กว่า “อัตรชบุตร” ดงั ปรากฏใน ขทุ ทกนิกาย ชาดก วา่
ธรรมดาลกู มี ๓ ประเภท คอื
๑) ลกู ศษิ ย์
๒) ลกู บุญธรรม
๓) ลกู ในไส้
อยา่ งอื่นหามไี ม่๗๔
เมื่อนาบุตรท้ัง ๓ ประเภทนี้มาจาแนกออกไปตามระดับของความประพฤติ
ปฏิบัติ จัดเป็น ๓ ประเภทเหมือนกัน คือ ลูกที่ดีกว่าเลิศกว่าพ่อแม่ในทางประพฤติ
ปฏิบัติ เรียกว่า “อติชาตบุตร”๗๕ ลูกท่ีประพฤติปฏิบัติเสมอเหมือนพ่อแม่ ไม่มีอะไรดี
๗๓เปรม หมจันทร์, “บทบาทสตรีในอินเดียวรรณคดีบาลี”. วิทยานิพนธป์ ริญญาอักษร
ศาสตร์มหาบัณฑิต, แผนกวิชาภาษาตะวันออก บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
๒๕๒๑. หนา้ ๘.
๗๔ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๗/๒๘๓/๕๘๑.
๗๕ขุ.อติ .ิ (ไทย) ๒๕/๗๓-๗๔/๒๗๘.
วิเศษย่ิงข้ึนไปจากท่ีพ่อแม่ประพฤติปฏิบตั ิมา เรียกว่า “อนุชาตบุตร” และลูกที่มีความ
ประพฤติปฏิบัติเลวกล่าวพ่อแม่ เรียกว่า “อวชาตบุตร” ในที่น้ีจะกล่าวถึงเฉพาะ
สถานภาพของสตรีทเ่ี ปน็ อัตรชบตุ ร หรอื ลกู ตวั เท่านนั้ สตรีที่ดังกลา่ วนยี้ อ่ มมบี ทบาทใน
ฐานะที่เปน็ ลกู ไม่เหมาะสมหรือเหมาะสม นา่ นิยมชมชอบของปวงชน และน่ายดึ ถือเป็น
ทฏิ ฐานคุ ติได้
สตรีที่เป็นลูกในสมัยโน้นกับสมัยนี้มสี ิ่งที่ไม่แตกต่างกันเท่าไร น่ันคือการออ้ น
วอนขอร้องหรือรบเร้าเซ้าซี้พ่อแม่ให้ช่วยเหลือตนให้ได้มาซ่ึงส่ิงท่ีต้องการ หากไม่ได้ดัง
ประสงค์ หรอื พอ่ แมไ่ มย่ อมชว่ ยเหลือ กม็ องชีวติ ตัวมคี ่าน้อยกว่าส่งิ ที่ตนต้องการน้ันเสีย
อีก เป็นการตามใจตวั เองมากกว่าท่ีจะคานึงถึงความผิดถกู ชั่วดปี ระการใด เช่น นางภัท
ทากุณฑลเกสี๗๖ เป็นหญิงสาวแรกรุ่นดรุณี พ่อแม่รักหวงปานดวงใจให้หล่อนอยู่อาศัย
แต่ในห้องของปราสาทชั้นเจ็ด ให้คนใช้อยู่รับใช้ทากิจทุกอย่างสาหรับหล่อน วันหน่ึง
ขณะท่ีหล่อนยืนเย่ียมหน้าท่ีหน้าต่างอยู่มองไปเห็นลูกชายปุโรหิตาจารย์ของพระเจ้า
แผ่นดิน ที่ชาวเมืองเรียกชื่อเขาว่า “สัตตุกะ”๗๗ ถูกตารวจหลวงจับกุมนาไปประหาร
ชีวิต เพราะความผิดฐานปล้นสะดมคนเดินทางในหนทางเปล่ียวและในทันทีท่ีเห็นนั้น
หล่อนหลงรักเขา หากไม่ได้เขามาเป็นสามีก็จะไม่ขอมีชีวิตอยู่ต่อไป พ่อแม่รักหล่อน
หวังท่ีจะให้หล่อนมีชีวิตอยู่จึงติดสินบนตารวจหลวงให้ปล่อยสัตตุกะ แล้วนาเขามาให้
เป็นสามีหล่อน แต่ไม่นานหล่อนถูกสัตตุกะ ผู้ที่ละทิ้งนิสัยโจร ท่ีเห็นทรัพย์สมบัติมีค่า
กว่าชีวติ มนุษย์ไมไ่ ด้ หลอกใหป้ ระดบั ประดาดว้ ยส่ิงของอนั มีค่า และพาหล่อนไปบนเขา
ทิ้งโจรหมายใจจะฆ่าหล่อน แล้วนาเอาเครื่องประดับเหล่าน้ันไปเป็นของตน แต่ผล
สุดท้ายหลอ่ นล่อลวงสตั ตุกะให้หลงเชอื่ แล้วผลกั เขาตกเหวไปก่อน๗๘
ความเป็นลูกของสตรใี นครั้งน้นั วา่ มกั เอาความเปน็ ลูกมาออ้ นวอน วิงวอนขอ
ความช่วยเหลอื จากพ่อแม่ เปน็ ต้นเหตุใหพ้ อ่ แม่สมยอมทาผิดกฎหมายบ้านเมอื ง โดยตดิ
๗๖ข.ุ อป. (ไทย) ๓๓/๘/๓๓๔.
๗๗ขุ.อป. ๓๓/๒๖/๒๕๖.
๗๘ ข.ุ อป. (ไทย) ๓๓/๒๗-๓๕/๒๕๖-๓๕๗.
สินบนเจ้าหน้าที่เพ่ือความสุขความพอใจของลูก และยังสะท้อนให้เห็นถึงสังคมในสมัย
นั้น การตามใจลูก หวงแหนลูก ควบคุม จนกระท่ังลูกไม่เห็นโลกภายนอก ทาให้เกิด
อารมณเ์ ปลีย่ ว จิตใจม่งุ ไปสู่ฝ่ายต่าไดง้ ่าย
บทบาทที่สตรีแสดงออกในฐานะท่ีเป็นลูกมีทั้งฝ่ายที่ไม่น่านิยมชมชอบ เช่น
ตามใจตัวเอง แสดงความโง่เขลาเบาปญั ญาออกมาด้วยการกระทาสิ่งที่ ทาให้เกิดความ
เศร้าโศกเสียใจในภายหลัง และฝ่ายท่ีน่ายกย่องสรรเสริญ เช่น ละอายต่อการละเลย
วัฒนธรรม ประเพณี รักความเป็นพรหมจารี เช่ือฟังพ่อแม่ และรู้จักปฏิบัติตนตาม
ระเบียบประเพณีท่ีไม่ขัดต่อความนิยมของสังคมสมัยนั้น ทาให้มองเห็นจารีตประเพณี
ของ สตรที ีเ่ ปน็ ลกู ในคร้งั กระโนน้ ได้ชดั เจนยง่ิ ขน้ึ
๒.๑.๒ สถานภาพและบทบาทของสตรใี นฐานะภรรยา
คาว่า “ภรรยา” มาจากคาบาลวี า่ “ภรยิ า” หรือจากคาสนั สกฤตว่า “ภรรยา”
แล้วใหค้ วามหมายในภาษาไทยว่า “เมีย” ซ่งึ หมายถึง “หญิงทอี่ ย่กู นิ กับชายหรอื หญิงที่
เป็นคู่ครองของชาย”๗๙ ” ในวรรณคดบี าลีกล่าวถงึ สตรีท่ีบรุ ษุ นามาเป็นภรรยาหรอื เมีย
นนั้ มอี ยู่ ๒๐ จาพวก๘๐ คอื
๑. มาตรุ กขฺ ิตา หญงิ ที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดา ได้แก่ หญงิ ท่ีมี
มารดาคอยระวงั ควบคุม หา้ มปราม ใหอ้ ยูใ่ นอานาจ
๒. ปิตุรกฺขิตา หญิงท่ีอยู่ในความปกครองของบิดา ได้แก่ หญิงที่มีบิดา
คอยระวงั ควบคมุ หา้ มปราม ให้อยู่ในอานาจ
๓. มาตุปิตุรกฺขิตา หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาและบิดา
ไดแ้ ก่ หญิงที่มีมารดาบดิ าคอยระวัง ควบคมุ หา้ มปราม ให้อยใู่ นอานาจ
๔. ภาตุรกฺขิตา หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของพ่ีชายน้องชาย ได้แก่
หญิงทมี่ ี พช่ี ายน้องชายคอยระวงั ควบคมุ ห้ามปราม ให้อยูใ่ นอานาจ
๗๙ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕.
(กรุงเทพมหานคร : บรษิ ัท อักษรเจรญิ ทัศน์ อจท. จากัด, ๒๕๒๕), หนา้ ๖๕๖.
๘๐ว.ิ มหา. (ไทย) ๑/๓๐๔/๒๓๕-๒๓๖.
๕. ภคนีรกฺขิตา หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่สาวน้องสาว ได้แก่
หญงิ ท่ีมี พสี่ าวน้องสาวคอยระวัง ควบคุม หา้ มปราม ให้อยู่ในอานาจ
๖. ญาติรกฺขิตา หญิงท่ียังอยู่ในความปกครองของญาติ ได้แก่ หญิงท่ีมี
ญาตคิ อย ระวัง ควบคุม ห้ามปราบ ใหอ้ ย่ใู นอานาจ
๗. โคตุตรกฺขติ า หญงิ ท่ียังอยู่ในความปกครองของตระกูล ได้แก่ หญิงท่ี
มีบคุ คล รว่ มตระกลู คอยระวงั ควบคมุ หา้ มปราม ให้อยูใ่ นอานาจ
๘. ธมฺมรกฺขิตา หญิงท่ีมีธรรมคุ้มครอง ได้แก่ หญิงท่ีมีตระกูลประพฤติ
ธรรมรว่ มกันคอยระวัง ควบคุม หา้ มปราม ใหอ้ ยู่ในอานาจ
๙. สารกขฺ า หญิงทมี่ ีคหู่ มั้น ไดแ้ ก่ หญงิ ท่ถี ูกมน้ั หมายไว้ต้งั แตอ่ ยใู่ นครรภ์
โดยท่ีสุดกระทงั่ หญิงทชี่ ายสวมพวงดอกไม้ให้ด้วยกลา่ ววา่ “หญิงนเ้ี ปน็ ของเรา”
๑๐. สปริทณฺฑา หญิงท่ีมีกฎหมายคุ้มครอง ได้แก่ หญิงท่ีมีพระราชา
บางองคท์ รง กาหนดโทษไวว้ ่า “ชายทล่ี ่วงเกินหญิงคนน้ี ตอ้ งได้รับโทษเทา่ น้ี”
๑๑. ธนกฺกีตา ภรรยาสนิ ไถ่ ไดแ้ ก่ หญงิ ทขี่ ายเอาทรัพย์ซือ้ มาอยรู่ ่วมกัน
๑๒. ฉนฺทวาสินี ภรรยาท่ีอยู่ด้วยความพอใจ ได้แก่ หญิงอันเป็นท่ีรักซึ่ง
ชายครู่ ัก รับให้อยูร่ ว่ มกนั
๑๓. โภควาสินี ภรรยาท่ีอยู่เพราะสมบัติ ได้แก่ หญิงท่ีชายยกสมบัติให้
แลว้ อยู่ ร่วมกนั
๑๔. ปฏวาสินี ภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า ได้แก่ หญิงที่ชายมอบผ้าให้
แล้วอยรู่ ่วมกนั
๑๕. โอทปตฺตกนิ ี ภรรยาที่เขา้ พธิ ีสมรส ไดแ้ ก่ หญิงท่ชี ายจับมือจุ่มลงใน
ภาชนะน้าดว้ ยกันแลว้ อยู่รว่ มกนั
๑๖. โอภตจุมฺภฏา ภรรยาท่ีถูกแปลงเทริด ได้แก่ หญิงที่ชายถอดเทริด
ลงแล้วอยู่ ร่วมกนั
๑๗. ทาสี ภรรยาที่เป็นท้ังคนรับใช้เป็นทั้งภรรยา ได้แก่ หญิงที่เป็นท้ัง
ทาสเป็นทั้งภรรยา
๑๘. กมฺมการี ภรรยาทเ่ี ป็นท้งั ลกู จ้างเป็นทั้งภรรยา ได้แก่ หญงิ ท่ีเปน็ ทง้ั
ลกู จ้าง เป็นทงั้ ภรรยา
๑๙. ธชาหฎา ภรรยาท่ีเป็นหญิงเชลย ได้แก่ หญงิ ทถ่ี กู นามาเป็นเชลย
๒๐. มุหตุ ตฺ ิกา ภรรยาชว่ั คราว ไดแ้ ก่ หญงิ ท่อี ยู่รว่ มกันเป็นคร้งั คราว
หญิง ๒๐ จาพวกนี้ พระโบราณาจารย์เจ้าทั้งหลาย มีอาจารยผ์ รู้ จนาฎกี าวิมติ
วิโนทนี เป็นต้น กล่าวไว้ว่า เป็นอคมนียวัตถุสาหรับชาย คือ ชายไม่ควรประพฤติ
ล่วงเกินในหญิง ๒๐ จาพวกน้ี ถ้าประพฤติล่วงเกิน เป็นกาเมสมุ ิจฉาจาร ส่วนหญิงทา่ น
มิได้กาหนดอคมนียวัตถุไว้ การเป็นกาเมสุมิจฉาจารสาหรับหญิง ท่านถือเอาหญิง ๒๐
จาพวกน้ีเป็นเกณฑ์ คือ หญิง ๒ จาพวกข้างต้น ต้ังแต่ ๑ ถึง ๘ เป็นหญิงที่อยู่ในความ
ปกครองของผู้อ่นื ท้ังเปน็ หญิงสาวยังไม่มีสามดี ้วย แม้ประพฤติล่วงเกินกับชายอ่ืน ก็ไม่
เปน็ กาเมสมุ ิจฉาจาร เพราะไม่ได้ลว่ งเกนิ กรรมสิทธิ์ของใคร ถงึ แมจ้ ะมีผูป้ กครองๆ ท่าน
ก็ไม่มีกรรมสิทธิ์ ส่วนหญิง อีก ๑๒ จาพวกข้างปลาย คือ ตั้งแต่ ๙ ถึง ๒๐ ถ้าประพฤติ
ล่วงเกินกับชายอื่นย่อมเป็นกาเมสุมิจฉาจารโดยแท้ เพราะล่วงเกินกรรมสิทธิของสามี
ของตนช่ือวา่ เป็นการขโมยไปให้ ชายอน่ื
ในสตรี ๒๐ จาพวกนั้นมิใช่ว่าจะเป็นภรรยาหรือทาหน้าที่ของภรรยาได้
สมบูรณท์ กุ จาพวก ในพระไตรปฎิ กจัดภรรยาไว้ ๗ ประเภท๘๑ คอื
๑. ภรรยาดุจเพชฌฆาต คือ ภรรยาท่ีคิดประทุษร้าย ไม่เก้ือกูล
อนเุ คราะห์ ยินดีตอ่ ชายเหล่าอน่ื ดูหมิน่ สามเี ป็นหญิงที่เขาซ้ือมาดว้ ยทรัพย์ พยายามฆ่า
สามี
๒. ภรรยาดุจนางโจร คือ ภรรยาที่มุ่งจะยักยอกทรัพย์แม้มีจานวนน้อย
ทสี่ ามี ประกอบศิลปกรรม พาณิชยกรรม และกสิกรรมได้มา
๓. ภรรยาดุจนายหญิง คือ ภรรยาที่ไม่สนใจการงาน เกียจคร้าน กินจุ
หยาบคาย ดรุ า้ ย มกั พดู คาชว่ั หยาบ ข่มขู่สามผี ูข้ ยนั หมั่นเพยี ร
๘๑อง.สตตฺ ก. (ไทย) ๒๓/๖๓/๗๖-๗๘.
๔. ภรรยาดุจมารดา คือ ภรรยาท่ีเป็นผู้เกื้อกูลอนุเคราะห์ทุกเมื่อ คอย
รักษาทรพั ยท์ ่ีสามีหามาได้ไว้
๕. ภรรยาดุจพี่สาวน้องสาว คือ ภรรยาท่ีเป็นเหมือนพ่ีสาวน้องสาว มี
ความเคารพในสามขี องตน
๖. ภรรยาดุจเพ่ือน คือ ภรรยาเห็นที่สามีแล้วชื่นชมยินดี เหมือนเพ่ือน
เห็นเพื่อนผู้ จากไปนานแลว้ กลับมา เปน็ หญงิ มีตระกลู มศี ลี มวี ตั รปฏิบตั ิต่อสามี
๗. ภรรยาดุจทาสี คือ ภรรยาท่ีถูกสามีขู่จะฆ่าจะเฆ่ียนตี ก็ไมโ่ กรธ สงบ
เสงย่ี ม ไมค่ ดิ ขุ่นเคอื งสามี อดทนได้ ไมโ่ กรธ ประพฤตคิ ลอ้ ยตามอานาจสามี
ในบรรดาภรรยาทัง้ หลายประเภทต่างๆ นี้ ไม่ได้มีการกล่าวไว้อยา่ งชัดแจ้งวา่
ภรรยาประเภทใดดีท่ีสุด แต่จากเรื่องของนางสุชาดาในพระไตรปิฎกนั้น มีกล่าวไว้ว่า
นางต้องการเป็นทาสีภรรยา ซ่ึงอาจมีนัยหมายถึงว่าเป็นภรรยาประเภทที่ดีทสี่ ุด แต่ถ้า
จะพิจารณาจากกรณีอื่น เช่น นางอิสิทาสี๘๒ นางเป็นภริยาที่มีคุณสมบัติของภรรยา
หลายประเภทอยู่ในขณะเดยี วกนั คอื นางเปน็ ทัง้ มาตาภรรยา ภคินภี ริยา สขภี ริยา และ
ทาสีภริยา ก็น่าจะเป็นได้ว่าภรรยาท่ีมีคุณสมบตั ิเปน็ ภรรยาประเภทต่างๆ ประกอบกนั
น้นั เปน็ ภรรยาชนิดที่สามีต้องการมากที่สุด
ตามคาสอนนี้จะเห็นว่า ภรรยามิใช่เป็นเพียงทิศเบ้ืองหลังหรือผู้ตามเท่านั้น
แต่ควรจะเป็นเพื่อนท่ีดีหรือมิตรสนิทใจของสามีด้วย ในวัตถุสูตร พระผู้มีพระภาคได้
ตรัสไว้ว่า “ภรรยาเป็นเพื่อนที่ยอดเยี่ยมในโลกนี้..”๘๓ เพราะเม่ือพิจารณาดูลักษณะท่ี
สามบี ารงุ ภรรยา และภรรยาช่วยเหลือสามแี ลว้ มดี ้วยกันคนละ ๕ สถาน๘๔ เทา่ กัน ไม่มี
ใครได้เปรียบเสียเปรียบ ข้อทท่ี ัง้ สองฝา่ ยจะพึงตระหนัก ก็น่นั คอื “ไม่ประพฤตนิ อกใจ”
ซึ่งเป็นข้อประพฤติ ปฏิบัติที่ทั้งสองฝ่ายควรมีต่อกัน ย่อมแสดงให้เห็นถึงสังคมสมัยน้ัน
ว่า มีความละเอียดลออ สุขุมในการไม่ประพฤติผิดประเวณี และพรหมจรรย์เป็นอย่าง
๘๒ข.ุ เถร.ี (ไทย) ๒๖/๔๐๗/๔๗๙.
๘๓ส.ส. (ไทย) ๑๕/๔๕/๖๙.
๘๔ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๒๖๙/๒๐๔.
ย่ิง แม้คาสอนบางตอนในวรรณคดีบาลี ก็แสดงให้เห็นว่า การประพฤตินอกใจหรือผิด
ประเวณีนน้ั ทาให้โลกสับสนว่นุ วาย ดังที่กล่าวไวว้ ่า
“ถ้าสุกกธรรม ๒ ประการน้ีไม่คุ้มครองโลก ในมนุษยโลกนี้ก็จะไม่
ปรากฏ ให้รู้ว่า หญิงนเี้ ปน็ มารดา หญิงนีเ้ ป็นมารดา หญิงน้ีเป็นน้า หญงิ นเ้ี ปน็ ป้า หญิงน้ี
เป็นภรรยา ของอาจารย์หรือหญิงนี้เป็นภรรยาของครู มนุษย์โลกก็จะประพฤติสาส่อน
กันไปหมด เหมือนอย่างพวกแพะ แกะ ไก่ สกุ ร สนุ ัข และสนุ ขั จิ้งจอก ฉะนั้น
ภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะเหตุที่สุกกธรรม ๒ ประการน้ียังคุ้มครองรักษา
โลกอยู่ ฉะนั้นจึงยังปรากฏให้ว่า หญิงน้ีเป็นมารดา หญิงนี้เป็นน้า หญิงนี้เป็นปา้ หญิงนี้
เปน็ ภรรยาของอาจารย์ หรอื หญงิ น้ีเป็นภรรยาของครู”๘๕
คาสอนน้ีมุ่งที่จะให้ตระหนักในการไม่ประพฤติผิดประเพณีและพรหมจรรย์
ทง้ั ๆ ทส่ี ังคมนยิ มชมชอบในเรอ่ื งไมผ่ ดิ ประเวณแี ละพรหมจรรยก์ ันอย่างนั้น แต่สตรหี รือ
บุรุษบางคนยังจงใจฝ่าฝืน บางคนล่วงละเมิดเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ สตรีท่ีถูกอานาจ
กิเลสชักจูงจิตใจให้ประพฤตินอกใจสามี เป็นการล่วงละเมิดประเวณี และพรหมจรรย์
ด้วยเจตนาและจงใจ แต่สตรีท่ีประพฤติผิดเพราะความจาเป็นบังคับก็มี และมีสตรีบาง
พวกท่ีรังเกยี จสามี เพราะสามี ตกอยใู่ นฐานะ ๘ ประการ๘๖ คอื
๑. เพราะความเป็นคนจน
๒. เพราะความเปน็ คนป่วยกระเสาะกระแสะ
๓. เพราะความเป็นคนแกช่ รา
๔. เพราะความเปน็ นกั เลงสุรา
๕. เพราะความเป็นคนคนโง่เซอะ
๖. เพราะความเปน็ คนมวั เมาในกามคุณ
๗. เพราะคลอ้ ยตามกจิ การงานทงั้ ปวง
๔. เพราะหาทรพั ย์ท้งั ปวงเพม่ิ เติมไมไ่ ด้
๘๕ขุ.อติ ิ. (ไทย) ๒๕/๔๒/๒๖๔.
๘๖ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๘/๒๙๗/๙๕.
สตรีที่ไม่ประพฤติผิดประเวณีและพรหมจรรย์ เพียงแต่ไม่พอใจและดูหมิ่น
สามี เมอ่ื สามตี กอยูใ่ นภาวะ ๘ ประการนัน้ ประการใดประการหน่ึง ซ่ึงสงั คมสมยั นั้นไม่
ประณามเทา่ ไรนกั
ในพระพทุ ธศาสนาแบ่งสตรีไวเ้ ป็น ๕ ประเภท๘๗ คอื
๑. หญงิ ผมู้ ีผิวพรรณงดงามนกั
๒. หญิงท่ีชายหมมู่ ากรกั ใคร่
๓. หญงิ ผ้ฉู ลาดในการฟอ้ นราขับร้อง
๔. หญงิ ผู้เป็นภรรยาของชายอน่ื
๕. หญิงผคู้ บหาเพราะเหตแุ หง่ ทรพั ย์
บุรุษทุกคนไม่ควรทาตัวคุ้นเคยสนิทสนมกับหญิงทั้ง ๕ ประเภทนี้ให้มาก
เกนิ ไปนกั เพราะอาจพลาดหวงั เกิดโรคกาย หน่ายแหนงง่าย ประสบอันตราย ตกเปน็ ขี้
ปากชาวบ้าน และเสียทรพั ย์ไปอย่างไม่น่าจะเสยี
สรุปว่าบทบาทในความเป็นภรรยาของสตรีสมัยนั้นท่ีมีหลั กฐานปรากฏใน
เร่ืองราวต่างๆ รวมกล่าวได้ว่าทาการงานในหน้าท่ี มีความรักสามี รู้จักประพฤติปฏบิ ตั ิ
ต่อ สามีหรือมีความงามอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นเหตุทาให้ครอบครัวดาเนินไปตามปกติ
สขุ สว่ นทส่ี ามบี างคนอยกู่ บั สตรีเหลา่ นีไ้ ด้หรือไมน่ น้ั ข้นึ อยูก่ ับอธั ยาศัยของมนุษย์ปถุ ุชน
แต่ละคน ซ่ึงมีรสนิยมไม่เหมือนกัน ส่ิงสาคัญมีความบกพร่องหรือไม่ประการใด
โดยเฉพาะในหนา้ ที่การงาน และความประพฤตขิ องสตรเี ท่าน้นั
๒.๑.๓ สถานภาพและบทบาทของสตรีในฐานะสะใภ้
คนไทยมักมีทัศนะว่า สะใภ้กับแม่ผัวไม่ค่อยจะลงรอยกัน แต่ตามทัศนะท่ี
ปรากฏในวรรณคดีบาลี บางแห่งกล่าวถึงสะใภ้เกรงกลัวพ่อผัว ครั้งที่พระอานนทเถระ
กลา่ วแก่ภกิ ษทุ ัง้ หลาย ในมชั ฌมิ นิกาย มูลปณั ณาสก์วา่ “ถ้าอเุ บกขาอนั อาศยั กุศลธรรม
ยังดารงอยู่ไม่ได้ ภิกษุน้ันย่อมสลดหดหู่ใจ เพราะเหตุน้ันว่า ไม่เป็นลาภของเราหนอ
๘๗ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๗/๑๒/๒๕๔.
ลาภไม่มีแก่เราหนอ เราได้ไม่ดีแล้วหนอ การได้ด้วยดีไม่มีแก่เราหนอ ที่เราระลึกถึง
พระพทุ ธเจา้ ระลกึ ถงึ พระธรรม และระลึกถงึ พระสงฆอ์ ยู่อย่างนี้ อุเบกขาอันอาศัยกุศล
ธรรมยงั ดารงอยไู่ มไ่ ด้ เหมือนหญิงสะใภ้เหน็ พอ่ ผัวแล้วยอ่ มสลดหดหู่ใจ ฉะน้นั ๘๘
การเปรียบเทียบอย่างนีม้ ิใชน่ ามาใช้เฉพาะสตรีมนุษย์เทา่ นนั้ แมเ้ ทพธดิ าท่ีอยู่
ในสวรรค์ ก็เปรียบเทียบไว้เช่นเดียวกันดังที่กล่าวไว้ว่า “คร้ัน ท้าวสักกะจอมเทพและ
ท้าวเวสวัณ นิมนต์ท่านพระมหาโมคคัลลานะให้นาหน้าเข้าไปยังเวชยันตปราสาท พวก
เทพธิดาผู้บาเรอของท้าวสักกะเห็นท่านพระโมคคัลลานะมาแต่ไกล ก็เกรงกลัวละอาย
อยู่ จึงเข้าสู่ห้องเล็กของตนๆ ดุจหญิงสะใภ้เห็นพ่อผัวแล้วก็เกรงกลัว ละอายอยู่
ฉะน้ัน”๘๙ แต่บางแห่งกล่าวพ่อผัวเป็นห่วงหญิงสะใภ้ กลัวหญิงสะใภ้ลาบากยากไร้ได้
ทกุ ขต์ ่างๆ นานา
ดังมปี รากฏอยใู่ นชาดก ขทุ ทกนกิ ายวา่ พระมหาราชาเสด็จพระราชดาเนินไป
ทรงวงิ วอนพระสุณสิ าว่า “แม่มัทรี ผู้มีร่างกายอนั ชโลมจนั ทน์ เจา้ อย่าได้ทรงไว้ซึง่ ความ
หมักหมมด้วยละอองธลุ ีเลย เคยทรงผ้าแควน้ กาสี อย่าได้ทรงผ้าคากรองเลย การอยู่ใน
ปา่ เปน็ ความลาบาก เจ้าอย่าไดไ้ ปเลยนะ”๙๐ และวา่ “แม่มัทรี เมอ่ื เธออยใู่ นนคร ได้ยิน
เสียงสุนขั เหา่ หอนกส็ ะดงุ้ ตกใจบ่อยๆ เธอไปถึงปา่ เขาวงกตจักทาอย่างไร จะทาอันตราย
เธอ เธอจะทาอย่าง ไร เธอปรารถนาจะไปป่าใหญ่ทาไมเล่า๙๑ น่ีเฉพาะทัศนะใน
วรรณคดบี าลี กลา่ วเปรียบ เทยี บวา่ หญิงสะใภเ้ กรงกลวั ละอายต่อพ่อผวั แตใ่ นบางเร่ือง
หรอื บางนิทานกลา่ วแม่ผัวกับ สะใภไ้ ม่ลงรอยกนั
ในวรรณคดีบาลีท่ีกล่าวมานี้ แม่ผัวเป็นฝ่ายที่ประพฤติไม่เหมาะสมและน่า
ตาหนิ แต่ก็มีนิทานบางเรื่องในวรรณคดีบาลีที่กล่าวตาหนิสะใภ้ เช่น นางกัจจานี
๘๘ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๓๐๒/๒๖๔.
๘๙ม.มู. (ไทย) ๑๒/๓๙๓/๓๕๐.
๙๐ขุ.ชา. (ไทย) ๒๘/๑๘๑๙/๓๒๔.
๙๑ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๘/๑๘๓๒/๓๒๕.
ชาวเมอื งพาราณสี เป็นสตรชี ราที่ถูกหญิงสะใภข้ ับไล่จากบา้ น ตอ้ งออกจากบา้ นเทยี่ วระ
เหเร่ร่อนไปอาศยั ชาวบา้ นเล้ยี งชวี ติ ไปวันๆ ไดก้ ลา่ วกะทา้ วสกั กะวา่
“พราหมณ์ ข้าพเจา้ มน่ั ใจในข้อนี้วา่
ธรรมะไดต้ ายแลว้ ข้าพเจา้ ไมม่ คี วามสงสยั
เพราะเด๋ยี วนี้ คนชว่ั กลับเปน็ อยสู่ บายๆ๙๒
เหมอื นอย่างลกู สะใภ้ของข้าพเจา้ เปน็ หมัน
หล่อนทบุ ตี ขับไล่ขา้ พเจ้าแล้วคลอดบตุ ร
เดีย๋ วนหี้ ลอ่ นเป็นใหญ่ในตระกลู ท้ังหมด
สว่ นข้าพเจ้ากลบั ถกู ทอดทง้ิ อยู่อยา่ งเดยี วดาย”๙๓
จากเน้ือความที่กล่าวมา แสดงว่าระหว่างหญิงสะใภ้กับแม่ผัวตามทัศนะใน
วรรณคดีบาลี ก็ไม่แตกต่าง กับทัศนคติของคนไทยเท่าใดนัก เพราะคนไทยถือว่าสะใภ้
กบั แม่ผัว ลกู เขยกับพอ่ ตา สามคั คกี นั ไม่สนิทใจ
สตรีท่ีเป็นสะใภ้ของพ่อผัวแม่ผัว ปฏิบัติตัวให้เป็นท่ีรักใคร่ชอบพอของคน
เหลา่ นนั้ ยอ่ มทาได้ตามทธี่ นญชัยเศรษฐีกล่าวสอนนางวิสาขา กอ่ นทจี่ ะสง่ ตวั นางไปอยู่
กับพ่อผัวแม่ผัว ความว่า สตรีท่ีอยู่สกุลพ่อผัวแม่ผัวนั้นไม่ควรนาไฟข้างในออกไปข้าง
นอก ไม่ควรนาไฟข้างนอกเข้าไปข้างใน ควรให้แก่ผู้ท่ีให้เท่านั้น ไม่ควรให้แก่ผู้ท่ีไม่ให้
ควรให้แก่ผู้ที่ให้และไม่ ให้ ควรนั่งให้เป็นสุข ควรกินให้เป็นสุข ควรนอนให้เป็นสุข ควร
บูชาไฟ และควรเคารพเทวดาประจาบา้ น๙๔
โอวาทท้ัง ๑๐ ข้อน้ีธนญชัยเศรษฐีมุง่ ท่ีจะให้นางวิสาขาได้ประพฤติปฏิบัตติ ัว
เมอื่ อยกู่ ับพอ่ ผวั แม่ผวั คนไทยบางคนมักจะเตือนลูกหลานทีช่ อบนินทาว่าร้ายเพ่ือนบ้าน
ว่า “ไฟ ในอย่านาออก ไฟนอกอย่านาเข้า” พูดเตือนลูกหลานตามเค้าโอวาทของธนญ
ชัยเศรษฐีนี้เอง น่ีแสดงว่าวรรณคดีบาลียังมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของคนไทยอยู่ นาง
๙๒ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๗/๓/๑๘๓.
๙๓ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๗/๔/๑๘๓.
๙๔องฺ .เอกก. (ไทย) ๒๐/๒๕๘/๒๗.
วิสาขาธิดาธนญชัยเศรษฐี อาศัยอยู่บ้านพ่อแม่ผัว ปฏิบัติตามโอวาทบิดา ในตอนแรกๆ
พอ่ ผวั ไม่เข้าใจนางวสิ าขาหญิงสะใภ้ ถงึ กบั ขับไล่นางออกจากบ้าน แตน่ างสามารถทาให้
พ่อผัวรู้ และเข้าใจตัวนางได้ พ่อผัวนางคือมิคารเศรษฐี กลับยกย่องนางไว้ในฐานะ
มารดา นางจึงได้ชื่อเพิ่มข้ึนอีกว่า “วิสาขามิคารมารดา”๙๕ แปลว่า นางวิสาขาผู้เป็น
มารดาของมิคาระ
๒.๑.๔ สถานภาพและบทบาทของสตรใี นฐานะมารดา
คาว่า “มารดา” ได้แก่ “แม่”๙๖ หมายถึง หญงิ ในฐานะท่ีเป็นผใู้ ห้กาเนิดแกล่ ูก
หรือคาท่ีลูกเรียกผู้ให้กาเนิดตน๙๗ มารดาน้ันมีชื่อเรียกต่างๆ กัน ตามลักษณะแห่งการ
กระทาที่ปรากฏแก่สตรีผู้เป็นมารดา ดังที่โสณดาบสโพธิสัตว์ เมื่อจะประกาศว่ามารดา
มารดาเป็นผูท้ ากจิ ท่ีทาได้ยากทบ่ี คุ คลอ่ืนจะทาได้ จึงได้กลา่ วว่า
มารดาเมอ่ื หวังผลคือบตุ รจงึ นอบเทวดา
และไตถ่ ามถงึ ฤกษ์ ฤดู และปที งั้ หลาย๙๘
เมื่อมารดานน้ั มีระดู การตง้ั ครรภ์จึงมไี ด้
เพราะการต้งั ครรภน์ ้นั มารดาจงึ มีการแพท้ ้อง
เพราะเหตนุ ้ัน บณั ฑติ จึงเรยี กทา่ นวา่ สหุ ทา หญงิ ผมู้ ีใจด๙ี ๙
๙๕ ธ.อ. (ไทย) ๓/๖๒., องฺ.อ. (ไทย) ๑/๔๔๙.
๙๖ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕., หน้า
๗๑๖.
๙๗ เร่ืองเดียวกนั , หน้า ๗๒๗.
๙๘ ขุ.ชา. (ไทย) ๒๘/๑๖๕/๘๑., ใน ขุ.ชา.อ. (ไทย) ๘/๑๖๕/๙๕-๑๙๖ อธิบายว่า
มารดานอบน้อมเทวดา หมายถงึ ทาการนอบนอ้ มคือบนบานต่อเทวดาว่า “ขอลกู จงเกิดข้ึนแกเ่ รา”
ถามถงึ ฤกษ์ ฤดู และปที ้ังหลาย หมายถึง มารดาต้องการทราบวา่ บตุ รเกิดในฤกษ์ ฤดู และปีใด จะ
มีอายยุ นื อายุส้นั อย่างไร.
๙๙ ขุ.ชา. (ไทย) ๒๘/๑๖๖/๘๑., ใน ขุ.ชา.อ. (ไทย) ๘/๑๖๖/๑๙๖. อธิบายว่า เม่ือ
มารดานั้นมีระดู หมายถึง เม่ือต่อมเลือด (ไข่สุก) เกิดแล้ว ระดูไม่มาตามกาหนด มารดาได้ชื่อวา่
สหุ ทา หญงิ ผูม้ ใี จดี (เพราะในเวลานน้ั มารดาจะเกิดความรกั ในบุตรที่เกิดท้องของตน)
มารดาประคบั ประคองครรภ์อย่หู นึง่ ปหี รือหยอ่ นกว่าบ้าง
แลว้ จงึ คลอดบุตร เพราะเหตุน้นั มารดาน้ันจึงชือ่ ว่า
หญิงผ้ใู หก้ าเนิดบตุ ร เพราะเหตุน้นั บัณฑิตจงึ เรยี กท่านวา่
ชเนตตี หญงิ ผู้ยงั บุตรให้เกิด๑๐๐
เมื่อบุตรรอ้ งไห้ มารดาก็ปลอบโยนใหย้ ินดีได้
ดว้ ยน้านมบาง ด้วยการอ้ งเพลงกล่อมบา้ ง
ด้วยการกอดไว้แนบอกบ้าง
เพราเหตุนน้ั บัณฑติ จึงเรียกทา่ นวา่
โตเสนตี หญงิ ผู้ยงั บุตรให้ร่าเรงิ ยนิ ดี๑๐๑
จากน้ัน เม่ือลมแรงและแดดกล้า
มารดาก็กระทาความรักอย่างจับใจ
มองดูบตุ รผู้ยงั เปน็ เดก็ ออ่ นไรเ้ ดียงสาอยู่
เพราะเหตนุ ั้น บัณฑติ จงึ เรียกว่า
โปเสนตี หญงิ ผู้เลยี้ งดูบุตร๑๐๒
ทรพั ยอ์ ันใดท่ีเปน็ ทรพั ยข์ องมารดาก็ดี
เป็นทรพั ยข์ องบิดาก็ดี
แมท้ รพั ย์ท้งั ๒ มารดาก็คมุ้ ครองไวเ้ พ่อื บุตรนนั้
ด้วยหมายใจวา่ แม้ทรพั ยท์ ั้ง ๒ นีจ้ งึ เป็นของบตุ รของเรา๑๐๓
มารดาเม่อื ให้บตุ รสาเหนียกว่า
อย่างน้ีซลิ กู อย่างโน้นซลิ กู ยอ่ มลาบาก
และทราบว่าบตุ รของตนเมอ่ื ถงึ คราวหนมุ่
๑๐๐ ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๘/๑๖๗/๘๒.
๑๐๑ ขุ.ชา. (ไทย) ๒๘/๑๖๘/๘๒.
๑๐๒ ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๘/๑๖๙/๘๒.
๑๐๓ ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๘/๑๗๐/๘๒.
ลมุ่ หลงมวั เมาในภรรยาของผู้อืน่ อยจู่ นดึกตนื่ เทยี่ งคืน
ไมก่ ลบั มาในเวลาเย็น ก็ย่อมเดอื ดร้อน ด้วยประการฉะน้ี๑๐๔
เหล่าน้ีเรียกมารดาตามกิริยาอาการทมี่ ารดาอนเุ คราะห์บุตร ตามท่ีเห็นๆ กัน
อยู่ท่ัวไป เปน็ บทบาทของแม่ในฝา่ ยคดีโลก
ฝา่ ยคดธี รรม มารดามีสถานภาพเป็น ช่อื ว่า
มารดาและบิดาทงั้ หลายบัณฑติ วา่
๑. เปน็ พรหมของบตุ ร
๒. เปน็ บรุ พาจารยข์ องบตุ ร
๓. เป็นผคู้ วรของตอ้ นรับบชู าของบตุ ร
๔. เป็นผู้อนุเคราะห์หมสู่ ัตวค์ อื บตุ ร๑๐๕
เพราะเหตนุ ัน้ บณั ฑิตพึง่ นอบนอ้ มและพึงสกั การะ
มารดาและบดิ าท้งั ๒ นั้นดว้ ยขา้ วและนา้
ดว้ ยผ้านุ่งผ้าหม่ และท่นี อน ด้วยการอบตวั และอาบนา้ ให้
และด้วยการลา้ งเท้าท้งั ๒ ใหท้ ่าน๑๐๖
เพราะการบารุงมารดาและบดิ าทงั้ ๒ นั้น
บัณฑิตทั้งหลายจงึ สรรเสรญิ เขาในโลกนี้ท่ีเดยี ว
เขาตายไปแล้ว ยอ่ มบันเทิงในสวรรค์ ดงั นี้แล๑๐๗
ในมงคลสูตร ท่านกล่าวถงึ สถานภาพของมารดาเปรียบไว้ ๔ ประการ คอื
๑๐๔ ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๘/๑๗๑/๘๒.
๑๐๕ ข.ุ ซา. (ไทย) ๒๘/๑๘๑/๘๔., ใน ขุ.ชา.อ. (ไทย) ๘/๑๘๑/๑๙๗. อธบิ ายว่า มารดา
และบิดาเป็นพรหมของบุตร เพราะเป็นผู้เสมอด้วยพรหม คือ สูงสุด ประเสริฐสุดของบุตร เป็น
บุรพาจารย์ คือ เป็นอาจารย์คนแรกของบุตร เป็นผู้ควรของต้อนรับบูชา คือ สมควรแก่สักการะ
อย่างใดอยา่ งหนึ่งของบุตร.
๑๐๖ ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๘/๑๘๒/๘๒.
๑๐๗ ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๘/๑๘๒/๘๒.
๑. พรหม๑๐๘ ของบุตร เพราะท่านไม่ละท้ิงภาวนา ๔ ประการ๑๐๙ คือ
มารดามีเมตตาจิตคิดถึงลูกที่อยู่ในครรภ์ว่า เมื่อไรหนอ เราจะได้เห็นลูกน้อยท่ีไร้
โรคาพาธ มีกรุณาจิต ในเม่ือลกู คลอดออกมาเปน็ เดก็ อ่อนนอนหงายแบเบาะ ทุรนทุราย
มารดาสงสารช่วยเหลือทั้ง มดมิให้ไต่ท้ังไรก็มิให้ตอม ตามปกติมารดาไม่เคยใจร้ายต่อ
เรือดไร ยุง ริ้น ร่านเหล่านี้ แต่พอมารดามีลูกก็ใจร้ายต่อสัตว์เหล่าน้ี เพราะรักและ
สงสารลกู มมี ทุ ติ าจิตในเม่อื ลกู วงิ่ เล่นไปมาได้ อยใู่ นวยั ทน่ี ่ารกั มารดามองดลู กู ด้วยจิตใจ
ท่ีอ่อนไหว พลอยยินดีปรีดาในความสุขของลูก และมีอุเบกขาจิตในเม่ือลูกมีคู่ครองมี
เหย้ามีเรือน สามารถดาเนินชีวิตตามสมรรถภาพของตนได้ มารดาไม่ต้องพะวักพะวน
กับความเป็นอยู่ของลูก เพราะเหตุท่ีมารดามีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาต่อบุตร
มารดาจึงได้นามเช่นนี้
๒. บุรพเทพ๑๑๐ เพราะมารดาไม่คานึงถึงความผิดพลาดท่ีลูกทาแก่ตน
ตามปกติ ศรีษะมารดาใครจะกล้าแตะต้อง แต่ลูกน้อยชกต่อยตบตีเหมือนของเล่น
มารดาหาโกรธไม่ กลับยิ่งเพ่ิมความรกั ขึ้นอกี ปฏิบัติตนเพื่อประโยชน์สุขแก่ลกู โดยสว่ น
เดียว อานวยผลอันใหญ่หลวงแก่ลูกเหมือน วิสุทธิเทพ คือ พระขีณาสพ ไม่คานึงถึง
ความผิดท่คี นพาลทาแก่ตนมุ่งแตผ่ ลประโยชน์และความปลอดภยั แก่เขาถ่ายเดียวฉะนั้น
ลกู ได้รูจ้ กั เทพอ่ืนๆ เพราะอาศยั เทพคนแรก คอื แม่ ดังนน้ั แม่จึงได้ชอื่ ว่า บรุ พเทพ
๓. บุรพาจารย์๑๑๑ เพราะท่านสอนลูกให้ศึกษาว่า น่ังอย่างน้ีซิลูก ยืน
อย่างนั้นนะลูก ควรพูดอย่างน้ีกับพ่อ พี่ ป้า น้า อา เป็นต้น ครูอาจารย์อื่นๆ สอน
๑๐๘ มงคล. ๑/๒๙๔/๒๘๐-๒๘๑, อ้างใน เปรม หิมจันทร์, “บทบาทของสตรีในอินเดยี
ในวรรณคดบี าลี” วิทยานิพนธอ์ ักษรศาสตร์มหาบัณฑิต. หนา้ ๒๔.
๑๐๙ ธรรมขอ้ นี้ มีช่ือเรยี ก ๓ อยา่ งคอื ภาวนา อปั ปมัญญา และ พรหมวหิ าร
๑๑๐ มงคล. ๑/๒๙๔/๒๘๐-๒๘๑., อ้างใน เปรม หิมจันทร์ “บทบาทของสตรีในอินเดยี
ในวรรณคดีบาลี” วทิ ยานพิ นธอ์ กั ษรศาสตร์มหาบัณฑิต, หนา้ ๒๔.
๑๑๑ มงคล. ๑/๒๙๔/๒๘๐-๒๘๓., อ้างใน เปรม หิมจันทร์, “บทบาทของสตรีในอินเดีย
ในกรรณคดีบาลี”, วทิ ยานพิ นธอ์ กั ษรศาสตรม์ หาบัณฑติ , หนา้ ๒๔.
ศิลปวิทยาอย่าง อ่ืนให้ในภายหลังทั้งน้ัน เพราะท่านสอนลูกก่อนครูอาจารย์อื่นๆ จึงมี
ช่อื เรยี กอยา่ งน้ี
๔. โลกทสั เสตา๑๑๒ เพราะเป็นผู้แสดงโลกน้ีให้ลูกเห็นถ้าเม่ือวันที่ลูกเกิด
มา มารดาจับโยนไปในปา่ แม่นา้ ลาคลอง หรือเหวผา เป็นตน้ ลูกก็จะไม่ไดเ้ ห็นสิ่งต่างๆ
ตลอดถึงความตระการของโลกน้เี ลย แตเ่ พราะท่านไม่ทาอยา่ งนั้นด้วยเมตตาจติ เพราะ
อาศยั พฤตกิ รรมของมารดาลกู จึงได้เห็นโลกนชี้ ื่อเหลา่ นี้ใช้เรยี กมารดาในฝ่ายคดธี รรม
ตามกล่าวมาแล้ว สตรีท่ีปฏิบัติตามหน้าท่ีและถูกต้องตามความหมายของคา
ว่า “มารดา” คือ สตรีท่ีมีคุณลักษณะของมารดาสมบรู ณ์แบบ เป็นมารดาท่ีชาวโลกยก
ย่องและต้องการ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “มารดาและบิดามีอุปการะมากบารุงเลี้ยง
แสดงโลกนี้แก่ บุตรทั้งหลาย”๑๑๓ แล้วพระองค์ทรงย่อลงตรัสให้สั้นมีเพียง ๓ ประการ
อันแสดงว่าแม่ให้ทุกอย่างแก่ลูกจากคุณสมบัติทั้ง ๓ ประการนั้น สตรีที่เป็นแม่ย่อม
ประกอบด้วยองค์คุณของกัลยาณมิตร ๗ ประการ๑๑๔ อีกด้วย เพราะพระพุทธองค์ตรสั
ว่า “แม่เป็นมิตรสนิทใจในเรือน ของตน”๑๑๕ และมารดาน้ันยังนาไปเปรียบกับอะไร
หลายอย่างที่เป็นคุณประโยชน์แก่บุตร เช่น เป็นพรหม บุรพเทพ บุรพาจารย์ของบุตร
เป็นต้น แต่ในวรรณคดีบาลีไม่ปรากฏลักษณะท่มี ารดาให้โทษแก่ลกู มีเฉพาะแต่เมื่อลูก
ประพฤติผิดปฏิบตั ิผดิ ต่อมารดา ผลร้ายจะเกิดขน้ึ แก่ลูกด้วยอานาจอกุศลกรรมทีต่ นทา
ไว้เท่านั้น ดังน้ันพระพุทธองค์จึงตรัสว่า “มารดาเป็นอาหุไนยัคคี”๑๑๖ ของบุตรธิดา๑๑๗
๑๑๒ มงคล. ๑/๒๙๔/๒๘๐-๒๘๑., อ้างใน เปรม หิมจันทร์ “บทบาทของสตรีในอนิ เดยี
ในวรรณาบาลี”, วทิ ยานิพนธ์อกั ษรศาสตร์มหาบณั ฑิต, หนา้ ๒๕.
๑๑๓ องฺ.ทุก. (ไทย) ๒๐/๔/๖๑.
๑๑๔ วสิ ทุ ธิ. ๑/๑๒๓.
๑๑๕ ส.ส. (ไทย) ๑๕/๑๖๓/๕๐.
๑๑๖ แปลว่า “ไฟ คือ อาหุไนย ผู้ที่ควรเคารพบูชาเป็นเสมือนไฟตามเผาผลาญเม่ือผู้
เคารพบชู าปฏิบัตไิ ม่ถกู ต้อง” จดั เป็นไฟกองหนึ่งในไฟ ๗ กอง.
๑๑๗ อง.ฺ สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๔๔/๔๖-๔๗.
ทท่ี ่านเปรียบมารดาไวก้ บั ไฟ เพราะมารดาให้คุณอนันต์ หากบตุ รประพฤตดิ ีปฏิบัติชอบ
ต่อท่าน และให้โทษมหันต์หากบุตรประพฤติผิดต่อท่าน เสมือนไฟให้ คุณมากมายแก่
ผู้ใช้เป็น และให้โทษเหลือหลายแก่ผู้ใช้ไม่เป็นฉะน้ัน และโทษที่ลูกได้รับน้ันมิใช่เกดิ ขนึ้
จากการกระทาของมารดา แตเ่ กิดขึน้ จากการกระทาผิดของลกู เอง
ตามที่กล่าวมาน้ี แสดงถึงมารดารักบุตรปรารถนาบุตรตั้งแต่บุตรยังไม่มา
ปฏิสนธิ ด้วยเหตนุ ี้ พระพทุ ธองคเ์ ม่ือจะทรงแสดงคณุ สมบตั อิ ันเป็นสัญลักษณ์ของแม่ จงึ
รวมลกั ษณะทกุ ประการมารวมตรัสไวโ้ ดยยอ่ เพยี ง ๓ ประการ คือ
ประการแรก แมใ่ หช้ วี ติ แกล่ ูก ทะนถุ นอมประคับประคองชีวิตลูกตั้งแต่มาถือ
ปฏิสนธิ มิฉะนั้นเมื่อลูกคลอดมาแล้ว แม่ก็ประคบประหงมลูก โดยเอาชีวิตแม่เข้าแลก
เพ่ือปกป้องอันตรายต่างๆ ที่จะกล้ากรายเข้าไปทาร้ายชีวิตร่างกายลูก จึงเรียกว่า “อา
ปาทกา” แปลวา่ “ผใู้ หช้ ีวติ ”
ประการทส่ี อง แม่ให้รา่ งกายดว้ ยการที่แมย่ อมอดออมด้วยตนเอง เพ่ือให้ลกู มี
กนิ มใี ช้ ลักษณะน้ีเรยี กวา่ “โปสกา” แปลว่า “ผ้ใู ห้รา่ งกายดว้ ยการเล้ยี งดูรกั ษา”
ประการสุดทา้ ย แมใ่ หโ้ ลกนแ้ี ก่ลูก กลา่ วคอื ลูกจะมาเห็นโลกนี้ ไดศ้ ึกษาโลกนี้
ด้วยการท่ีแม่ไม่ทาลายลูกต้ังแต่มาสู่ครรภ์ หากแม่ใจร้ายทาลายชีวิตลูกแต่พอถือ
ปฏิสนธิ หรือยังเป็นชิ้นเนื้อหรือแรกคลอดออกมาที่ไหนเลยลูกจะได้มาเห็นความ
ตระการของโลกนี้เล่า ลักษณะเช่นน้ีเรียกว่า “อิมสฺส โลกสฺส ทสฺเสตา” แปลว่า “ผู้ให้
โลกนี้ ผู้แสดงโลกนี้แก่ลูก” เมื่อมาพิจารณาดูคุณลักษณะของแม่ทั้งสามประการนี้ จะ
เห็นได้ว่า “แม่ให้ทุกส่งิ ทุกอย่าง แก่ลกู ”
๒.๒ สทิ ธิ หน้าท่แี ละความเสมอภาคของสตรีในพระพุทธศาสนา
ในสมัยพุทธกาล๑๑๘ จากหลักฐานท่ีมีกล่าวถึงสตรีในคัมภีร์ต่างๆ ของ
พระพุทธศาสนาแสดงให้เห็นวา่ สถานภาพของสตรีผู้เปน็ ลกู น้นั ไดเ้ ปล่ียนแปลงไปในทาง
๑๑๘ ปาริชาต นนทกานนั ท์, “แนวความคดิ เกี่ยวกับสตรีในพุทธปรัชญา”, วิทยานพิ นธ์
ปริญญามหาบณั ฑติ , (บัณฑติ วิทยาลัย : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั , ๒๕๒๓), หน้า ๖.
ท่ีดขี ึ้นกวา่ แต่ก่อน คือ การถือกาเนดิ ของบุตรหญงิ น้ัน แม้จะไมม่ หี ลกั ฐานแสดงว่าได้รับ
การต้อนรับและเป็นท่ียินดี แต่ก็ไม่มีหลักฐานอันแสดงว่าการได้บุตรหญิงนั้นเป็นความ
เศร้า ความผดิ หวัง ของครอบครัว นอกจากนนั้ แลว้ กย็ ังไมม่ ีหลักฐานใดแสดงวา่ บตุ รชาย
ไดร้ ับการต้อนรับดกี วา่ อีกดว้ ย การมองบตุ รหญิงว่าเปน็ ความกังวล เคร่ืองถว่ ง เคร่อื งกีด
ขวาง ของบิดานั้นเร่ิมจะ หมดความสาคัญหรือแม้ยังคงมีอยู่ก็น้อยลงไปเป็นลาดับ
เพราะพุทธศาสนาไม่ได้ให้ความสาคัญต่อความเช่ือเรื่องพิธีกรรม ที่จาเป็นจะต้องมี
บุตรชายเป็นผู้ประกอบพิธีให้แก่บิดาผู้ล่วงลับอีกต่อไป บุตรชายหรือบุตรหญิง จึงไม่มี
ความแตกต่างกันในด้านการประกอบพิธีกรรมตามศาสนาและความเช่ือ เม่ือเป็นเชน่ น้ี
ค่าหรือความสาคัญของบุตรชายก็ลดน้อยลงไป และฐานะของบุตรหญิงก็ดีข้ึนโดย
ปริยาย และโดยทว่ั ไปการถอื กาเนิดข้ึนมาของเด็กชายเด็กหญิง ก็ไดร้ ับการตอ้ นรับและ
เป็นที่ยินดีดว้ ยกันในฐานะเป็นลูกโดยไม่ได้รังเกียจหรือคานงึ ถึงเพศ ดังน้ันในสมยั นี้เมือ่
กล่าวถึงลูกที่เป็นศูนย์รวมแห่งความรักความหวังของพ่อแม่ ก็หมายถึงท้ังลูกชายลูก
หญงิ ในนตั ถิปุตตสมสูตร กม็ ีกล่าวถึงบุตรโดยไมเ่ จาะจงเพศ เชน่
“ความรกั เสมอด้วยบุตรไมม่ ี...”๑๑๙
ดังเรือ่ งเกดิ ข้นึ ทีก่ รุงสาวัตถี คร้ังน้นั พระเจ้าปเสนทโิ กศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้
มีพระภาคถึงท่ีประทับถวายอภิวาทแลว้ ประทับน่งั ณ ที่สมควร ลาดับน้ัน บุรุษคนหน่ึง
เข้าไปเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศล ถึงที่ประทับแล้วกราบทูล ณ ที่ใกล้พระกรรณของพระ
เจ้า ปเสนทิโกศลว่า “ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท พระนางมัลลิกาเทวีประสู้
พระธิดาแล้ว” เม่ือราชบุรุษกราบทูลอยางน้ีแล้ว พระเจ้าปเสนทิโกศลกไ็ ม่ทรงเบกิ บาน
พระทยั
พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า “พระเจ้าปเสนทิโกศลไม่ทรงเบกิ บานพระทยั ”
จึงไดต้ รสั คาถาเหล่านใ้ี นเวลานั้นว่า
มหาบพิตรผเู้ ปน็ ใหญ่ยงิ่ กว่าปวงชน
๑๑๙ ส.ส. (ไทย) ๑๕/๑๓/๗.
แท้จรงิ แมห้ ญิงบางคนก็ยังดีกว่า
ขอพระองค์จงชบุ เลย้ี งไวเ้ ถิด
หญงิ ผมู้ ปี ญั ญา มีศีล บารงุ แม่ผวั พอ่ ผวั ดุจเทวดา
จงรักภกั ดตี ่อสามี ยังมอี ยู่
บรุ ุษทเี่ กิดจากหญิงนัน้ ยอ่ มเปน็ คนแกล้วกล้า เป็นใหญ่ในทศิ ได้
บุตรของภรรยาดีเชน่ นนั้ กค็ รองราชสมบัติ๑๒๐
แสดงให้เหน็ ว่าพระพุทธองค์ทรงเสนอทรรศนะใหม่ท่ีค้านกบั ทรรศนะเดิมโดย
เห็นว่าหญิง ชาย ก็มีความสามารถเสมอกัน บุคคลจะดีได้น้ันเพราะความรู้
ความสามารถ การกระทา ไม่ใช่ที่เพศ และด้วยเหตุน้ีพุทธปรัชญาจึงเห็นว่า บุตรหญงิ ก็
อาจดีกวา่ บตุ รชายได้
โดยท่ัวไปแม้การถอื กาเนิดของท้ังบุตรชายและบตุ รหญิงจะเป็นที่ยินดี แต่ก็มี
อยู่บางกรณีที่บุตรชายยังเป็นท่ีต้องการมากกว่าบุตรหญิง ดังเช่นกรณีของพระเจ้าป
เสนทซิ ึ่งพระองคเ์ ป็นกษัตริยอ์ นั อยู่ในฐานะท่ปี ระชาชนพลเมอื งต้องการหรอื คาดหวังว่า
จะต้องมีโอรส เพ่ือสืบเช้ือสายหรือราชบัลลังก์ ในกรณีเช่นนี้บุตรหญิงจะไม่ได้รับการ
ต้อนรับและเป็นท่ียินดีเท่าบุตรชาย ดังจะเห็นได้จากการที่พระเจ้าปเสนทิทรงแสดง
ความผิดหวังกับพระพุทธองค์ท่ีพระนางมัลลิกาประสูติพระราชธิดา แต่โดยท่ัวไปแล้วก็
ยงั กลา่ วไดว้ ่า ฐานะของหญงิ ทเี่ ป็น ลกู นัน้ ดีขน้ึ และได้รับการยอมรบั มากขน้ึ ๑๒๑
ในด้านฐานะของหญิงสาวในสมัยพุทธกาลก็จัดได้ว่าดีกว่าสมัยก่อนพุทธกาล
ซึ่งสตรีเปรียบเพียงวัตถุหรือสินค้าที่จะถูกประมูลในตลาดวิวาห์โดยไม่มีสิทธิเสรีภาพท่ี
จะจัดการกบั ชวี ิตของตนเลย หากพิจารณาตามหลักฐานในพระไตรปิฎกแลว้ จะเห็นว่า
มีกรณีทแ่ี สดงให้เห็นถึงการท่ีสตรไี ด้รับการอนญุ าตใหม้ ีเสรีภาพข้ึนบ้าง การแตง่ งานเร่ิม
ท่ีจะไมเ่ ป็น สงิ่ ที่จาเป็นสาหรับหญงิ สาว และการไมไ่ ด้แต่งงานกไ็ ม่ไดเ้ ป็นสงิ่ น่าอปั ยศอด
สเู ช่นท่เี คยถอื กัน แตผ่ ู้ท่เี ตม็ ใจแตง่ งานกย็ ังมอี ยมู่ าก หากสตรคี นใดต้องการแต่งงานก็ไม่
๑๒๐ ส.ส. (ไทย) ๑๕/๑๒๗/๑๕๐.
๑๒๑ ปารชิ าต นนทกานันท์, เรื่องเดียวกัน, หนา้ ๘.
จาเป็นต้องรีบแต่ง ต้ังแต่อายุยังน้อย และไม่จาเป็นต้องยอมรับชายท่ีบิดามารดาเลือก
ให้๑๒๒ แต่ผู้ท่ีเต็มใจแต่ง งานกับผู้ท่ีพ่อแม่เลือกให้ก็มีมากเช่น นางภัททกาปิลานี๑๒๓ ผู้
เปน็ ธดิ าของกบลิ พราหมณก์ ับนางสจุ ิมวดี และเป็นภรรยาของปปิ ผลายนะ พวกเจ้าหญงิ
และหญิงในตระกูลสูงศักด์ินั้นดูเหมือนจะมีสิทธ์ิมีเสียงในการเลือกชายผู้ที่จะเป็นสามี
มากกว่าหญงิ ในชนชัน้ ธรรมดา๑๒๔
นอกจากนั้นเมื่อพระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบบุคคลในฐานะต่างๆ ท่ีต้องมี
ความสมั พันธ์กนั กับทิศตา่ งๆ พระองค์ทรงจัดภรยิ าไว้เปน็ หนึ่งใน ๖ ทศิ นั้น คือ
๑. มารดาบดิ าเป็นทิศเบือ้ งหน้า
๒. บุตรภริยาเปน็ ทศิ เบื้องหลัง
๓. ครูอาจารยเ์ ป็นทศิ เบ้ืองขวา
๔. มติ รอามาตย์เปน็ ทิศเบ้อื งซ้าย
๕. สมณพราหมณ์เปน็ ทศิ เบอ้ื งบน
๖. ทาสและกรรมกรเป็นทศิ เบื้องตา่ ๑๒๕
หากพิจารณาตามนน้แี ล้วกจ็ ะเห็นว่าพระพุทธองคท์ รงให้ความสาคญั ต่อภริยา
เชน่ กัน แต่อยา่ งไรกต็ าม การพจิ ารณาเพียงว่าพระองคท์ รงจัดภริยาไว้เป็นทิศเบอ้ื งหลัง
แล้ว สรุปว่าทรงมีทรรศนะท่ีเห็นสตรีต่าต้อยด้อยกว่าบุรุษ เพราะเห็นภริยาเป็นเพียงผู้
ตามสามีนั้น อาจไมถ่ ูกตอ้ งนกั เพราะการพจิ ารณาน้ันน่าท่จี ะไดพ้ ิจารณาควบคไู่ ปกบั ข้อ
ทพ่ี ระองค์ทรง กลา่ วถงึ หนา้ ที่ของสามแี ละภริยาควบค่ไู ปด้วย
หน้าทขี่ องภรยิ า ๕ ประการท่ีพระพทุ ธองค์ไดก้ าหนดไว้คือ
๑๒๒ Horner.I.B., Women Under Primitive Buddhism. (London : George
Routledge & Sons Ltd., ๑๙๓๐), p., อา้ งใน ปาริชาต นนทกานันท์, “แนวความคิดเก่ียวกบั สตรี
ในพทุ ธปรชั ญา".) หนา้ ๙.
๑๒๓ ขุ.อป. (ไทย) ๓๓/๑๖๗/๒๗๑.
๑๒๔ ปาริชาต นนทกานนั ท์, เรือ่ งเดียวกัน, หน้า ๙.
๑๒๕ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๑๙๙/๑๖๙.
๑. จดั การงานดี
๒. สงเคราะห์คนข้างเคยี งของสามดี ี
๓. ไม่ประพฤตินอกใจ
๔. รักษาทรพั ย์ท่ีสามีหามาได้
๕. ขยัน ไมเ่ กียจคร้านในกิจการทงั้ ปวง๑๒๖
เม่อื พจิ ารณาหน้าทข่ี องภริยาแล้วจะเห็นที่ได้ว่าภริยาไมไ่ ด้เปน็ ผู้ทีอ่ ยใู่ ต้หรือผู้
ตามสามเี ท่านั้น แตภ่ ริยาเป็นผู้แบ่งเบาภาระ ดแู ลทกุ สิง่ ทุกอยา่ งในบา้ นให้เรยี บรอ้ ย คอื
หมายถึงว่าถ้าเป็นกิจการภายในบ้านแล้ว ภริยามีอานาจพอสมควรในการที่จะ
ดาเนินการ ซงึ่ กเ็ ปน็ การชีใ้ ห้เหน็ ถึงหน้าทแ่ี ละสิทธิในด้านนีอ้ ย่างชัดแจ้ง ดังนั้นภริยาจึง
ไม่ใช่แต่ผู้ตามเทา่ นั้น แต่เป็นผู้ช่วยเหลืออยู่ในฐานะเป็นมิตรสนทิ ของสามี ดังท่ีกล่าวไว้
ในวตั ถสุ ตู รว่า ภรยิ า เปน็ สหายอยา่ งย่งิ ๑๒๗
นอกจากนั้นยังกล่าวถึงภริยาว่าเป็นผู้ที่สมควรได้รับความไว้วางใจ เป็นผู้ที่
สามีจะขอความลับสุดยอดให้รู้ได้ ดังท่ีว่า “สามีควรเปิดเผยข้อความที่ควรติเตียน หรือ
ควร สรรเสริญ อนั เปน็ เนื้อความลบั แก่ภรยิ าผู้มีศลี ...”๑๒๘
เมื่อได้กาหนดหน้าทข่ี องภริยาแล้ว ก็ไดม้ ีการกล่าวกาหนดหน้าท่ีของสามีที่มี
ต่อภรยิ าไว้ ๕ สถาน คอื
๑. ยกยอ่ งวา่ เป็นภริยา
๒. ดว้ ยไมด่ หู ม่ิน
๓. ด้วยไมป่ ระพฤตินอกใจ
๔. ดว้ ยมอบความเป็นใหญ่ให้
๕. ดว้ ยใหเ้ ครือ่ งแต่งตัว๑๒๙
๑๒๖ ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๒o๑/๑๗๐.
๑๒๗ ส.ส. (ไทย) ๑๕/๑๖๕/๕๐.
๑๒๘ ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๗/๒๒๓๐/๔๒๗.
๑๒๙ ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๒๐๐/๑๗๐.
จากหน้าท่ี ๕ สถานของสามีน้ีก็สะท้อนให้เห็นเป้าหมายหรือทรรศนะของ
พทุ ธศาสนาในการที่จะให้สามีทะนุบารุงภริยาในขณะที่ภริยาก็อนเุ คราะหส์ ามี เปน็ การ
จัดความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสามีภริยาในลกั ษณะพึง่ พาอาศยั เกอื้ กูลซ่งึ กนั และกัน
อย่างไรก็ตาม ถ้าจะพิจารณาต่อไปอีกในข้อท่ีพระพุทธองค์ทรงกล่าวถึงพลัง
หรือกาลัง ๕ ของผเู้ ป็นภริยา คอื
๑. กาลังคือรปู
๒. กาลังคอื โภคะ
๓. กาลงั คอื ญาติ
๔. กาลังคอื บุตร
๕. กาลงั คอื ศลี ๑๓๐
โดยพระพุทธองค์ตรัสว่า สตรีใดถ้าประกอบด้วยกาลัง ๕ นี้ ก็จะสามารถอยู่
ในบ้าน ในครอบครวั ได้ด้วยความม่ันใจ และอาจมีอานาจบงั คับ ข่มข่ี ทั้งยังทาให้สามดี ี
ขึ้นได้ อันเป็นการแสดงถึงทรรศนะท่ีว่าสตรีก็สามารถมีอานาจเด็ดขาดครอบงาสามีได้
ดังนนั้ กรณที ่ภี ริยาจะเสมอเท่าสามหี รอื เหนอื กว่าสามกี ็ย่อมเปน็ ได้เช่นกัน
ในสมัยพุทธกาล สตรีม่ายที่เป็นพุทธศาสนิกไม่ต้องทนทกุ ข์และลาบากใจกับ
การเยย้ หยนั ภายหลังสูญเสยี สามี สภาพชวี ติ ของผเู้ ปน็ ภรยิ าอาจจะเปลย่ี นไป แตฐ่ านะ
ทางสังคมไมเ่ ปล่ียนมากนกั สตรมี ่ายไมไ่ ด้เปน็ บคุ คลผู้ถกู รังเกยี จว่าเป็นผ้นู าเคราะห์ร้าย
ประกอบกับพระพุทธศาสนาไม่ได้มีพิธีกรรมต่างๆ เช่น พิธีเกิด พิธีต้ังชื่อ แต่งงาน งาน
ศพ ตา่ งๆ อยา่ งของฮินดู การไมม่ ีพิธีกรรมในทางศาสนา กเ็ ป็นเหตุหนึ่งทท่ี าให้คนที่ถูก
สังคมรังเกียจบางพวกไม่ต้องถูกแยกหรือกีดกันออกจากกลุ่มท่ีประกอบพิธีกรรมทาง
ศาสนา หญงิ ขณะมสี ามกี ับเป็นมา่ ย ภายใตพ้ ระพทุ ธศาสนาจงึ ไมม่ ีผลในด้านน้ี
เมื่อกล่าวถึงสตรีในทัศนะของพระพุทธศาสนา อาจจะยังคลางแคลงใจอยู่ว่า
พระพุทธเจ้ายังเข้าข้างบุรุษอยู่ เพราะมีคาสอนให้พระภิกษุระวังต่อสตรีและมีคากล่าว
๑๓๐ ส.สฬ. (ไทย) ๑๘/๔๘๔/๒๘๑.
ว่า สตรี เป็นมลทินของพรหมจรรย์เป็นต้น แต่ในพระไตรปิฎก หลักฐานทาง
พระพทุ ธศาสนายืนยันไดว้ า่ สง่ิ ทพ่ี ระพทุ ธเจ้าประทานแกส่ ตรอี ินเดยี นน้ั มีคุณปู การมาก
อย่างที่ไม่เคยเกดิ มากอ่ นเลย ในประวัติศาสตร์ของประเทศนั้นหรือแมแ้ ตข่ องโลก
พระพุทธเจ้าจึงเป็นบุรุษคนแรกของโลกที่ลุกข้ึนมาต่อสู้เพ่ือสิทธิเสรีภาพของ
สตรี โดยการยืนยันว่า ตรัสรู้ธรรมมิได้ข้ึนอยู่กับเพศชายหรือหญิงเลย ดังนั้นพระพุทธ
องค์จึงทรงประทานอุปสมบทแก่สตรีชาวศากยวงศ์ ซึ่งนาโดยพระนางปชาบดีโคตมี
พระแม้นา้ จนถงึ พระภกิ ษุณีสงฆ์ขน้ึ ในโลก
เม่ือกลา่ วถงึ ปัญหาท่าทขี องพระพุทธศาสนาตอ่ สถานภาพของสตรมี ีอยู่ แสดง
ความคดิ เห็นแตกต่างกนั เปน็ สองกลุ่ม พวกแรกคอื ชาวพุทธท่ีคอ่ นข้างมั่นว่าคาสอนของ
พุทธศาสนาต่อเร่ืองต่างๆ รวมทั้งเร่ืองสถานภาพของสตรีน้ีด้วย เป็นคาสอนท่ีถูกต้อง
และสอดคล้องกับสามัญสานึกของคนสมัยใหม่ที่เป็นปัญญาชนคนเหล่านี้จะพยายาม
แสดงหลักฐานในคัมภีร์ให้เห็นว่าท่าทีของพระพุทธศาสนาต่อสถานภาพของสตรี เป็น
ทา่ ทีทีก่ ้าวหนา้ ให้เกยี รติและใหค้ วามสาคญั แก่ผู้หญงิ อยา่ งเสมอเหมอื นชาย๑๓๑
อีกพวกหน่ึง อาจเป็นชาวพุทธหรือไม่ก็ได้ คนเหล่านี้เชื่อว่า แม้ว่าในหลาย
เร่ืองทัศนะของพระพุทธศาสนาพูดจะก้าวหน้าท่ีเกินกว่าทัศนะทางสังคมของศาสนา
ร่วมสมัยเดียวกัน แต่ในเรื่องสถานภาพของสตรีดูเหมือนพระพุทธศาสนาจะไม่ต่างจาก
ศาสนาอ่ืนๆ ของอินเดียสมัยนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ศาสนาพราหมณ์ซึ่งเป็นต้น
กาเนิดหลักของค่านิยมทางสังคม และจารีตประเพณีของผู้คนในสมัยน้ัน พร้อมความ
เช่ือดังกล่าวคนเหล่าน้ีได้แสดงหลักฐานจานวนหนึ่งจากคัมภีร์พทุ ธศาสนาท่พี วกเขาคิด
วา่ สะทอ้ นทัศนะทล่ี ้าหลงั และกดขีส่ ตรขี องพทุ ธศาสนา๑๓๒
แง่ดีและแง่ร้ายเกี่ยวกับผู้หญิงในคาสอนของพระพุทธศาสนาในพระไตรปิฎก
มีข้อความท่ีกล่าวถึงผู้หญิงในแง่ร้ายอยู่หลายแห่ง คาว่า “แง่ร้าย” ในท่ีนี้มิได้
๑๓๑ สมภาร พรมทา, สตรีในทศั นะของพทุ ธศาสนา, บทความใน รม่ โพธิแ์ กว้ , (นนทบรุ ี
: พมิ พท์ ่กี ารพิมพ์ ๒๕๓๘, หน้า ๒๗.
๑๓๒เร่อื งเดียวกัน, หน้า ๒๗.
หมายความวา่ พระพทุ ธเจ้าจะทรงเหน็ วา่ ผู้หญิงเป็นเพศเลว แตท่ รงแสดงถงึ ผลร้ายที่มา
จากผู้หญิง ซึ่งได้แก่ธรรมชาติของผู้หญิงบ้าง นิสัยใจคอของผู้หญิงบางจาพวกบ้าง
ผลร้ายน้ีจะเกิดแก่บุรุษท่ีคบหากับผู้หญิง การยกข้อความในพระไตรปิฎกมากล่าวใน
หัวข้อน้เี ป็นการยกเฉพาะขอ้ มูลทีฝ่ า่ ยสตรนี ิยมอาจนามาโจมตพี ระพุทธศาสนา เพือ่ จะช้ี
วา่ ข้อความเหลา่ นั้นมจี ดุ ประสงคเ์ พ่อื จะกล่าวโจมตผี ู้หญงิ เป็นสาคญั
สตรีเป็นศัตรูของพรหมจรรย์ ครอบครัวเกิดขึ้นกเ็ พราะความสัมพนั ธ์ระหว่าง
ผชู้ ายกบั ผ้หู ญงิ การออกบวชเป็นการละหรือไมเ่ ขา้ ไปผกู พันกบั การมีชวี ิตครอบครัว แต่
ความพึงพอใจกันระหว่างผู้ชายกบั ผู้หญงิ น้ันเป็นของท่ีห้ามยากยงิ่ กว่าความพึงพอใจใน
เร่ืองอื่น และเมื่อพึงพอใจแล้วก็ถึงกับสละเร่ืองอื่นๆ เช่น ทรัพย์สินเงินทองและความ
ผูกพันอ่ืนๆ ได้ ดังน้ัน จึงกล่าวกันว่าสตรีเป็นศัตรขู องพรหมจรรย์ ทั้งน้ีมิได้หมายความ
วา่ ผูห้ ญงิ คอยจ้องทาลายพรหมจรรยข์ องพระ แต่หมายความว่าความเปน็ ผู้หญิงนน้ั เองมี
อิทธิพลชักจูงหรือ ครอบงาจิตใจของชายให้หลงใหลได้ การใกล้ชิดสตรีย่อมทาให้การ
ฝึกตนเพ่ือละราคะเปน็ ไปไดย้ าก
ในแง่น้ีผู้หญิงไม่ได้เปน็ ส่ิงนา่ รังเกียจ แต่ตรงข้ามความน่าพึงใจต่างหากท่เี ปน็
ศัตรูของ พรหมจรรย์ ความพึงพอใจทางเพศน้ีเป็นเรื่องของสัตว์โลกทั้งส้ินหาใช่เฉพาะ
มนุษย์ไม่ การท่ีบุรุษติดเน้ือต้องใจสตรีจึงเป็นธรรมดาโลก หาใช่ว่าผู้หญิงเป็นฝ่ายเลว
หรือผู้ชายดูหมิ่นผู้หญิงที่เป็นนส่ิงพึงปรารถนาของตนไม่ จะขอยกข้อความบางตอนมา
เปน็ ตัวอย่างดงั นี้
พอ่ นารทะ หญงิ ทงั้ หลายในโลกย่อมย่ายีชายผู้ประมาทแล้ว
พวกหล่อนย่อมชักจูงจิตของชายหน่มุ ไป
เหมือนลมพัดปุยนนุ่ ท่พี ลัดตกจากตน้
สภาพนนั้ บัณฑติ ทัง้ หลายกล่าวว่า
เป็นเหวสาหรบั พรหมจรรย์๑๓๓
๑๓๓ ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๗/๔)/๒๗๖.
ข้อความดังกล่าวน้ี หากอ่านโดยผิวเผินดูเหมือนเป็นการแสดงว่าหญิงจงใจ
ทาลายพรหมจรรย์ของผู้รักษาพรหมจรรย์ แต่ความท่ีเปรียบจะเห็นได้ว่าพรหมจรรย์
เป็นส่ิงที่เคลอื่ นไดง้ า่ ยเหมือนปยุ นนุ่ สว่ นธรรมชาติของผู้หญิงน้ันมีอานาจรุนแรงเหมือน
ลมย่อมจะทาให้ผู้ชายขาดจากพรหมจรรย์ได้ง่าย หากไม่ตัง้ จิตมนั่ ระมัดระวังตนใหด้ ี แม้
ผู้หญิงไม่ได้ต้ังใจจะครอบงาจิตใจบุรุษ ความหลงก็ทาให้บุรุษนั้นเองละทิ้งพรหมจรรย์
ดังเร่ืองหลานของพระจักขุบาลซ่ึงบวชเป็นสามเณรได้ยินเสียงหญิงร้องเพลง รู้สึกว่า
ไพเราะจับใจก็ตามเสียงน้ันไป พบเจ้าของเสียงเป็นหญงิ สาวกาลังเก็บฟืนอยู่ ก็เก้ียวพา
ราสีจนได้เสียกับหญิงน้ัน กรณีน้ีหญิงสาวไม่ได้เข้าไปก่อกวนการรักษาพรหมจรรย์แต่
เสน่ห์ของเสยี ง ทาให้สามเณรละท้ิงพรหมจรรย์ ทัง้ น้เี พราะ
“ดูกรภิกษุท้ังหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นรูปอ่ืนแม้อย่างหนึ่งที่จะครอบงา
จิตของบุรุษตงั้ อยู่เหมอื นรูปสตรีเลย ดูกรภิกษทุ ั้งหลายรูปสตรีย่อมครอบงาจิตของบุรุษ
ตง้ั อยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นเสียงอ่ืนแม้อย่างหนึ่งท่จี ะครอบงา
จิตของบุรุษต้ังอยู่เหมือนเสียงสตรีเลย ดูกรภิกษุทั้งหลายเสียงสตรีย่อมครอบงาจิตของ
บรุ ุษต้งั อยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นกลิ่นอ่ืนแม้อย่างหนึ่งทีจ่ ะครอบงา
จิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนกล่ินสตรีเลย ดูกรภิกษุทั้งหลายกลิ่นสตรีย่อมครอบงาจิตของ
บรุ ุษตงั้ อยู่
ดูกรภกิ ษทุ ั้งหลายเราย่อมไม่เล็งเหน็ รสอ่นื แม้อย่างหนึ่ง ทจี่ ะครอบงาจิต
ของบุรุษต้ังอยู่เหมือนรสสตรีเลย ดูกรภิกษุทั้งหลายรสสตรีย่อมครอบงาจิตของบุรุษ
ตั้งอยู่
ดูกรภิกษุท้ังหลายเราย่อมไม่เล็งเห็นโผฏฐพพะอื่นแม้อย่างหนึ่ง ท่ีจะ
ครอบงาจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนโผฏฐพพะของสตรีเลย ดูกรภิกษุท้ังหลายโผฏฐพพะ
สตรยี อ่ มครอบงาจิตของบุรษุ ตั้งอยู่”๑๓๔
“สตรีท้ังหลายย่อมผกู พนั บุรุษผู้ลมุ่ หลง
ดว้ ยการมองดู การหัวเราะ
การนุ่งห่มไม่เรยี บร้อย และการพดู อ่อนหวาน
มาตคุ ามนี้มใิ ช่จะผกู พนั เพยี งแค่นี้
แมต้ ายไปแล้วพองขนึ้ กย็ งั ผูกพนั ได้”๑๓๕
คากล่าวท่ีแสดงความเลวร้ายน่ากลัวของสตรีเพศมักจะปรากฏในชาดก ซึ่ง
บางเร่ืองกล่าวถึงความคิดในอดีต เป็นเร่ืองก่อนพุทธกาล และมักเป็นเร่ืองที่บุคคลใน
เร่อื งกลา่ ว และเม่อื พจิ ารณาพระไตรปิฎกท้ังหมดแลว้ กจ็ ะเห็นวา่ ไมไ่ ดม้ ีทรรศนะเช่นน้ัน
หากเป็นความคิดสาคัญของพระพุทธเจ้าก็คงจะตรัสในที่อื่นๆ ด้วย เหตุน้ีผู้สนใจ
พระไตรปิฎกบางทา่ นจึงเช่ือว่า ชาดกไม่ใชเ่ หตุการณ์ในอดีตของพระพุทธเจ้าจริงๆ เป็น
แต่ทรงนาเรื่องเก่าๆ ท่ีมีในอินเดียโบราณมาเล่าเทียบเพ่ือสอนธรรมะเท่านั้น หาก
ทรรศนะนเ้ี ปน็ จริงเรือ่ งทก่ี ลา่ วในชาดกก็เป็นของเดิมมใิ ชข่ องพระสมั มาสัมพทุ ธเจา้ และ
เป็นกรณเี ฉพาะของบุคคลในเรอื่ ง ไมใ่ ช่ของพระพทุ ธศาสนาโดยสว่ นรวม ดังตวั อยา่ งใน
ข้อความต่อไปนี้
๑. ไฟกินเปรยี ง
๒.ช้างสาร
๓. งเู หา่
๔. พระราชาผไู้ ด้รับ มูรธาภเิ ษกแล้ว
๕. หญิงทงั้ ปวง
๑๓๔ องฺ.เอกก. (ไทย) ๒๐/๒-๑๐/๑-๒.
๑๓๕ องฺ.ปญจก. (ไทย) ๒๒/๕๕/๖๔.
บุคคลท่ี ๕ เหล่านี้ นรชนพึงคบหาโดยความระมัดระวังเป็นนิตย์ เพราะว่า
ภาวะทเ่ี ปน็ จรงิ ของบุคคลเหล่านน้ั รู้ได้ยากนัก๑๓๖
นแ่ี น่ะ พญานก ทา่ นจงฟงั คาของขา้ พเจ้า
ผู้จะกล่าวถงึ สิง่ ๔ อยา่ ง ทไ่ี ม่รู้จักเต็มเหลา่ นี้ คอื
๑. ทะเล
๒. พราหมณ์
๓. พระราชา
๔. หญิง๑๓๗
...แต่หญงิ ถึงแม้จะพงึ มีสามคี นละ ๘ คน
ซ่งึ เปน็ คนแกลว้ กล้ามพี ลงั
สามารถนารสแหง่ ความใครท่ งั้ ปวงมาใหไ้ ด้
เธอก็ยงั คงทาความพอใจในชายคนที่ ๙
เพราะฉะนน้ั ช่ือช่อื วา่ ไมเ่ ตม็ เพราะยังพร่องอยู่๑๓๘
หญงิ ทงั้ ปวงกนิ ทุกอยา่ งเหมอื นเปลวไฟ
พัดพาเอาทุกสงิ่ ทุกอย่างไปเหมอื นแมน่ า้
เกาะเก่ยี วกบั เรยี วหนาม
ยอ่ มคบหาชายเพราะเหตุแห่งทรัพย์๑๓๙
ภาวะของหญงิ ทเี่ ป็นนางโจร
รมู้ าก หาความจริงได้ยาก
เปน็ การลาบากทจ่ี ะหยัง่ ร้เู หมือนรอยทางปลาในนา้ ๑๔๐
๑๓๖ ข.ุ ซา. (ไทย) ๒๗/๓๒๔/๑๐๑.
๑๓๗ ขุ.ชา. (ไทย) ๒๘/๓๔๐/๑๐๓.
๑๓๘ ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๔/๓๔๔/๑๐๓.
๑๓๙ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๘/๓๔๕/๑๐๓.
๑๔๐ ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๘/๓๕๗/๑๐๔.
หญิงทงั้ หลายเหลา่ นนั้ ไมร่ ู้จักพอ
พดู จาไพเราะออ่ นหวาน เตม็ ไดย้ าก
เหมอื นแม่น้าย่อมทาใหล้ ่มจม
ชายรู้แจ้งชดั แล้วพึงเวน้ เสียให้หา่ งไกล๑๔๑
หญงิ ทง้ั หลายยั่วยวนใหล้ ุ่มหลง
มีมายามาก ทาพรหมจรรย์ใหก้ าเรบิ
ย่อมทาให้ลม่ จมเสยี หาย
ชายรแู้ จง้ ชดั แล้วพึงเว้นเสียใหห้ า่ งไกล๑๔๒
กห็ ญงิ ท้ังหลายเหลา่ นั้นเข้าไปคบหาชายใด
ดว้ ยความพอใจหรอื ด้วยทรัพย์ก็ตาม
ก็ติดตามเผาผลาญชายนั้นโดยทันที
เหมือไฟปา่ เผาผลาญสถานที่ของตน๑๔๓
เม่ือพิจารณาตัวอย่างทั้งสองน้ีทาให้นึกถึงคาพังเพยของไทยท่ีว่า “ช้างสาร
งูเห่า ข้าเก่า เมียรัก” ทั้งส่ือย่างนี้ไม่ควรไว้ใจ แต่ก็มิใช่ว่าหญิงเป็นเช่นนี้เหมือนกัน
ท้ังหมด ตัวอย่างที่ยกมาน้ีก็เป็นคาพูดที่เกิดข้ึนจากบุคคลที่กล่าวถึงในชาดก คือ พระ
นางกัณหา ซึ่งเป็นพระชายาของเจ้าชายปาณฑพทั้ง ๕ แล้ว ก็ยังไม่คบชู้กับบุรุษเปล้ีย
คือชายพิการซึ่งเป็นคนรับใช้ พระนางอุรุงคเทวีชายาของเอฬกกกุมารคบชู้กับฉฟังค
กุมารและคนรับใช้ของฉพังคกมุ าร พระนางปงิ คยิ านีมเหสขี องพระเจ้าพรหมทัตก็เป็นชู้
กบั คนเล้ียงมา้ ชาดก เชน่ กุณาลชาดกและกุณฑรกิ ชาดกได้กล่าวถึงการนอกใจสามีของ
หญงิ ไวม้ าก เพราะเปน็ เร่อื งท่ีตง้ั ใจเล่าถงึ หญงิ ประเภทดังกล่าว
ในชาดกแม้จะกลา่ วถงึ หญิงชั่ว แตก่ ็กลา่ วถึงหญงิ ดดี ้วย แสดงว่ามไิ ดป้ ระณาม
หญิงทั่วไปหมดทุกคน เช่น พระนางมัทรีตามเสด็จพระเวสสันดรไปอยู่ป่าแทนที่จะอยู่
๑๔๑ ขุ.ชา. (ไทย) ๒๘/๓๔๘/๑๐๔.
๑๔๒ ขุ.ชา. (ไทย) ๒๘/๓๔๙/๑๐๔.
๑๔๓ ขุ.ชา. (ไทย) ๒๘/๓๕๐/๑๐๔.
สุขสบายในวัง นางจาปาภริยาอุปกาชีวกมีสามีเที่ยวเมาสุราเป็นอาจิณ แม้นางจะไม่
พอใจแกไ้ ม่ ประพฤตนิ อกใจสามี
นอกจากข้อความท่ีกล่าวตาหนิผู้หญิงแล้ว ซาดกยังมีข้อความที่กล่าวตาหนิ
ผชู้ าย เช่น
“ลูกรัก อสรพิษทมี่ ีพษิ รา้ ยแรงตวั ใด
ได้โผลข่ น้ึ จากปล่องมากัดเจ้า
วันน้ี อสรพิษตวั นนั้ และบดิ าของเจา้
ไมม่ คี วามแตกต่างกนั เลย
เพราะไม่ไดเ้ ป็นท่ีรกั ของแม่…”๑๔๔
“ไม่ควรวางใจในคนทาความชัว่
คนพูดเหลาะแหละ คนเห็นแกต่ ัว
แมค้ นที่สงบเกนิ ไปกไ็ มค่ วรวางใจ”๑๔๕
“เพราะว่ามคี นพวกหน่งึ เป็นเชน่ กบั โคกระหายน้า
เพยี งแตพ่ ดู เสยี ดสมี ติ ร แต่ไม่กระทาตามทีพ่ ดู ”๑๔๖
“ผู้ใดดแี ต่ประณมมือไหว้ พดู วกวน เปน็ มนุษยก์ ระพี้
ไม่มคี วามกตญั ญู ผู้นนั้ กไ็ มค่ วรน่งั ใกล้”๑๔๗
“อนึง่ ไมพ่ งึ วางใจสตรแี ละบุรุษผู้มีจติ แปรปรวน
แม้คนเปดิ เผยความสัมพันธ์มีประการตา่ งๆ เช่นนน้ั
กไ็ มค่ วรวางใจ”๑๔๘
ขอ้ ความทกี่ ล่าวรวมกนั ไปทัง้ บรุ ุษและสตรีก็มเี ช่น
๑๔๔ ขุ.ชา. (ไทย) ๒๗/๖๔/๒๒๐.
๑๔๕ ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๗/๑๐๔/๒๒๖.
๑๔๖ ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๗/๑๐๕/๒๒๗.
๑๔๗ ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๗/๑๐๖/๒๒๗.
๑๔๘ ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๗/๑๐๗/๒๒๗.
“คนแตง่ ตั้งหญงิ หรอื ชายผเู้ ปน็ นกั เลง
ใชจ้ า่ ยเงนิ ทองฟมุ่ เฟือย ไวใ้ นความเปน็ ใหญ่
น้ันเป็นทางแห่งความเส่ือม”๑๔๙
ผู้หญิงเป็นผู้น่ายกย่อง พระไตรปิฎกไม่ได้ตัดสินคนที่เพศ ดังนั้นเม่ือสามีมี
ข้อบกพร่องก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่จะถูกภรรยาดูหมิ่นเอาได้ สามีท่ีจะให้ภรรยายก
ย่องนับถือจะต้องเป็นสามีที่เพียบพร้อมด้วยความดี ชาดกได้กล่าวถึงเหตุท่ีภริยาจะดู
หมิ่นสามี เพราะความเป็นคนจน เพราะความเป็นคนป่วยกระเสาะกระแสะ เพราะ
ความเป็นคนแก่ชรา เพราะความเป็นนักเลงสุรา เพราะความเป็นคนโง่เซอะ เพราะ
ความเป็นคนมัวเมาในกามคณุ เพราะคล้ายตามในกจิ การงานทง้ั ปวง เพราะหาทรัพย์ทั้ง
ปวงเพม่ิ เติมไมไ่ ด้๑๕๐
เมื่อพิจารณาโดยภาพรวมพระพุทธศาสนามีได้มองผู้หญิงว่าดีหรือเลวโดย
ธรรมชาติ แม้ว่าผู้หญิงและผู้ชายจะมีธรรมชาติบางอยา่ งเปน็ ของตน แต่ก็เป็นคนดแี ละ
คนชั่วได้ทั้งสองเพศ สามารถอบรมตนใหเ้ ป็นคนดี ความแตกตา่ งในแง่การเปน็ คนดีหรือ
เลวจงึ สาคัญกวา่ และเปน็ ความแตกตา่ งของมนุษย์ มิใช่ของผหู้ ญิงหรอื ผ้ชู าย
นอกจากการกล่าวถงึ ผู้หญิงจะปรากฏทั้งแงด่ ีและแง่ร้ายแล้ว ฐานะผหู้ ญิงที่ว่า
ตา่ กว่าชายนน้ั ก็มใิ ช่ทุกกรณี แตข่ ้ึนกับฐานะทางสังคมและศาสนาด้วย ดงั นนั้ จงึ ปรากฏ
ขอ้ ความจานวนมากท่ียกยอ่ งผหู้ ญงิ ไวใ้ นฐานะอันสูง
ส่ิงที่น่าพิจารณาก็คือ ข้อความในพระไตรปิฎกส่วนท่ีดูหมิ่นผู้หญิงนั้นมักจะ
ปรากฏในชาดก เร่ืองชาดกนี้ว่ากันว่าเป็นเรื่องท่ีพระพุทธเจ้าทรงเล่าถึงการบาเพ็ญ
บารมขี อง พระองคใ์ นอดตี ชาติ และเรื่องในอดตี ชาตนิ ท้ี รงทราบดว้ ยบุพเพนิวาสานุสสติ
ญาณ ซ่งึ เปน็ การแสดงถงึ การบาเพญ็ เพยี รขน้ั สงู และทรงเป็นผู้สัง่ สมบารมมี ามาก
พระพุทธศาสนากับการยกฐานะผู้หญิง ผู้ท่ีพิจารณาพระพุทธศาสนาจาก
สภาพสังคมในปัจจุบันมักจะกล่าวโจมตีว่า พระพุทธศาสนากดข่ีผู้หญิง เช่น การที่ไม่
๑๔๙ ข.ุ ส.ุ (ไทย) ๒๕/๑๑๒/๓๕๗.
๑๕๐ ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๘/๒๙๗/๙๕.
ยอมให้ผหู้ ญงิ บวชตั้งแต่ต้น หรอื แม้ยอมให้ผู้หญิงบวชแล้วก็กาหนดศีลมากข้อกว่า และ
อยู่ในฐานะตอ้ งเคารพภิกษุ แม้ภกิ ษุณีจะแกพ่ รรษากว่ากต็ าม
ในสมัยพุทธกาลผู้หญิงอินเดียยังคงมีฐานะต่า ไม่ได้รับโอกาสให้ปรากฏตัวใน
ทีช่ มุ ชนและอย่เู คียงข้างบรุ ุษในงานสาธารณะ นอกจากนนั้ ยังมีอาชีพตา่ ๆ เช่น นางทาสี
นางรา และโสเภณี ภรรยายังมีฐานะเปน็ ทรัพย์ของสามแี ละสามฆี า่ ไดถ้ า้ ภรรยามีชู้
พระพุทธเจ้าทรงสอนแย้งศาสนาพราหมณ์ในเรื่องสาคัญๆ หลายเร่ือง เช่น
ทรงสอนเรื่องความเป็นพราหมณ์ว่าอยู่ที่กรรมคือการกระทามิใช่อยู่ท่ีชาติกาเนิด ๑๕๑
ทรงสอน เร่ืองการบูชายัญว่าเป็นสิ่งท่ีผิดที่กระทาโดยการฆ่า๑๕๒ ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้
นบั เปน็ หัวใจของ ศาสนาพราหมณ์ ดังน้ันการห้ามผู้หญิงไม่ให้ทาพิธีกรรมทางศาสนาซึ่ง
กาหนดไวใ้ นประเพณีของศาสนาพราหมณ์ หรือการที่ตอ้ งมลี กู ชายจึงจะได้ขน้ึ สวรรค์จึง
พลอยหมดความสาคญั ไปด้วย
ตามทรรศนะของพระพุทธศาสนา หญิงและชายในฐานะที่เป็นคนมีลักษณะ
สาคัญเช่นเดียวกัน ที่กล่าวว่าเช่นเดียวกันหรือเหมือนกันนี้ มิได้หมายความว่าทุกคน
เหมือนกันเช่นทั้งชายและหญิง มีทั้งคนโง่และฉลาด ชายฉลาดกว่าหญิงก็มี หญิงฉลาด
กว่าชายก็มี เพศไม่ได้เป็นสิ่งสาคัญในการทาให้คนเราแตกต่างกันในเร่ืองน้ี ลักษณะ
สาคญั ท่เี ปน็ ของทั้งชายและหญงิ ไดแ้ กเ่ ร่ืองตอ่ ไปน้ี๑๕๓
๑. ความเปน็ สังขตธรรมคือประกอบขึน้ ด้วยสว่ นประกอบต่างๆ และตก
อยู่ในกฎไตรลักษณ์ ทั้งชายและหญิงล้วนแต่ประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณ คือ เบญจขันธ์ เม่ือมีการประกอบข้ึนก็มีการเกิดการเปล่ียนแปลง และการ
แตกสลาย เช่น เดียวกับส่ิงต่างๆ ที่เป็นสังขตธรรม ความเปลี่ยนแปลงน้ีเป็นไปตาม
ลกั ษณะสามญั ๓ ประการ หรอื ไตรลักษณ์ คอื อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
๑๕๑ ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๕๖-๖๔/...
๑๕๒ ท.ี ส.ี (ไทย) ๙/๒๐๕-๒๐๖/...
๑๕๓ปรชี า ช้างขวญั ยืน, สตรีในคัมภีรต์ ะวันออก. หนา้ ๘๗.
ท้ังหญิงและชายเม่ือเกิดแล้วก็ต้องเปลี่ยนแปลง ไม่มีสภาวะใดคงที่เกิด
แล้วก็เข้าไปอยใู่ นสภาพแวดล้อมต่างๆ ต้องเปล่ยี นสภาพ ต้องทนตอ่ สภาพท้ังทีจ่ ะดารง
ตนและปรับตนเข้ากับสภาพต่างๆ ต้องแก่ ต้องเจ็บไข้ได้ป่วยท้ังทางกายทางใจและใน
ท่ีสุดต้องตาย ความแตกต่างระหว่างหญิงและชายโดยแท้แล้วไม่มีความหมายหรือ
ความสาคัญอะไรเลย เพราะตอ้ งมีความทุกข์ความเดอื ดร้อนเป็นชวี ติ อยู่เหมอื นๆ กัน
๒. ความท่ีต้องตกอยู่ในกฎแห่งกรรม คือ เกิดมาจากผลของกรรม ซึ่ง
หมายถึงสิ่งท่ีตนทาไว้ในอดีตชาติ เกิดแล้วก็ทากรรมใหม่ รับผลของกรรมในอดีตบ้าง
กรรมใหม่บา้ ง ไม่วา่ จะเป็นหญิงหรือชายก็เสมอภาคกนั ในฐานะทต่ี กอยู่ในกฎแห่งกรรม
ที่มาอ้างกันว่าหญิงดีกว่าชาย ชายดีกว่าหญิงนั้นเป็นภาพมายาเป็นเรื่องของคนท่ีไม่
สานึกตนว่าอยู่ในอานาจของกรรมและควรใช้เวลาทากรรมดีมากกว่า เพราะท่ีจริงแล้ว
การได้เปรียบเสียเปรียบไม่ใช่เรื่อง ระหว่างชายกับหญิง แต่เป็นเรื่องระหว่างคนไม่ว่า
ชายหรือหญิงหากเป็นคนช่ัวก็จะเอาเปรียบ โดยไม่เลือกว่าผู้ถูกเอาเปรียบเป็นชายเปน็
หญิง กล่าวคือ คนที่เอาเปรียบมิได้เอาเปรียบ เพราะอีกฝ่ายหน่ึงเป็นเพศอะไร แต่เอา
เปรยี บเพราะเหน็ วา่ สามารถเอาเปรยี บได้ทั้งหญิงและชายต่างกเ็ ป็นผู้เอาเปรียบและถูก
เอาเปรียบ คอื ทากรรมดกี รรมชัว่ ได้เหมอื นๆ กัน จะไปสู่ สคุ ตหรอื อบายภูมติ ามกรรมดี
กรรมชว่ั ก็ไดเ้ หมอื นๆ กนั สุดแต่กรรมที่ตนทา มไิ ด้จากดั เพศ ทงั้ น้เี พราะ
“เจา้ ไมไ่ ดท้ าความดที างกาย วาจา และใจ เพราะมัวประมาทอยเู่ อาเถิด
เราจะลงโทษเจ้าตามฐานะที่ประมาท ก็บาปกรรมน้ีน้ัน บิดา มารดา พ่ีชายน้องชาย
พี่สาวน้องสาว มิตร อามาตย์ ญาติสาโลหิต สมณพราหมณ์ เทวดา ไม่ได้ทาให้เจ้าเลย
เจา้ ทาเองแทๆ้ เจ้าน่นั เองตอ้ งรบั ผล ของบาปกรรมนน้ั ”๑๕๔
มนุษย์ไม่ว่าจะเกิดในชาติชัน้ วรรณะหรือเพศใด สามารถประกอบกรรม
ดแี ละรับผลของกรรมได้เช่นกนั สิ่งที่จะแยกคนวา่ ดหี รอื ช่วั กค็ อื การกระทาของคนนนั้ ๆ
๑๕๔ ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๒๖๔/๒๓๓.
กลา่ วโดยสรปุ พระพุทธศาสนาไมใ่ ห้ความสาคญั แกค่ วามเป็นหญงิ หรอื ชาย ไม่
เอาเพศเป็นเคร่ืองแบ่งฐานะ กรรมของแต่ละบุคคลน้ันเสมอกันทั้งชายและหญิง เช่น
ความมีปัญญา แต่ท้ังน้ีมิได้หมายความว่าพระพุทธศาสนาไม่เห็นความแตกต่างระหวา่ ง
ชายกับหญิง ความแตกต่างบางอย่างน้ันมีแน่นอน และเป็นสิ่งที่ทาให้ชายกับหญิงมี
ฐานะและบทบาททางสงั คมต่างกนั ด้วย
ความเท่าเทียมกันในทางศาสนา ศาสนาไม่แต่เพียงเห็นว่าผู้หญิงและผู้ชาย
เสมอภาคกันเท่าน้ัน ศาสนายังยกย่องผู้หญิงในฐานะต่างๆ ทางสังคม เช่น ในฐานะ
มารดาและภรรยา ในพระพทุ ธศาสนาผ้หู ญงิ ทมี่ ีบทบาทสาคัญและเป็นที่ยกยอ่ งวา่ ดีเด่น
ในกิจกรรมทางศาสนาอันถือเป็นกิจกรรมสาคัญสูงสุด ในแง่พัฒนาและการเข้าถึงฐานะ
สูงสุดคือการเป็น อริยบุคคล จุดมุ่งหมายของชีวิตไม่ใช่การบริโภควัตถุหรือการต่อส้กู ัน
ทางการเมือง แต่อยู่ท่ี การดาเนินชีวิตท่ีดีเพื่อให้จิตใจบริสุทธ์ิ ศาสนาจึงเป็นกิจกรรม
สาคญั สูงสดุ
การที่ผู้หญิงในพระพุทธศาสนาสามารถประกอบพิธีกรรมหรือทาบุญได้ตาม
ลาพังนับว่าเปน็ การให้อิสรภาพแกผ่ ู้หญิงอยา่ งมาก เพราะก่อนหน้าน้ันผู้หญิงในศาสนา
ฮินดู อยู่ในยคุ ตกต่าคอื มีฐานะเทียบเทา่ ศทู รและไมส่ ามารถประกอบพธิ กี รรมได้
พระพุทธเจ้ายังทรงให้ความสาคัญแก่ผู้หญิงยิ่งกว่านั้นอีก กล่าวคือ สังคม
อินเดียโบราณน้ันนับถือนักบวช ไม่ว่านิกายใด เน่ืองจากถือว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพ่ือความ
หลุดพ้น แม้แต่กษัตริยท์ ีเ่ คารพนกั บวช การท่พี ระพุทธเจ้าทรงอนญุ าตใหผ้ ู้หญิงบวชเป็น
ภิกษุณีนั้นนับเป็นการยกระดับผู้หญิงอย่างสูง และเป็นการยกย่องว่าผู้หญิงก็สามารถ
เข้าถึงความหลดุ พ้นได้เช่นเดยี วกบั ผู้ชาย
เม่ือทรงอนุญาตให้ผู้หญิงบวชแล้วปรากฏว่ามีผู้หญิงซ่ึงมาจากวรรณะต่างๆ
เขา้ มาบวชเปน็ จานวนมาก ตั้งแต่ตระกลู กษัตริย์ไปจนถงึ โสเภณีซึ่งแสดงใหเ้ ห็นว่าความ
หลุดพ้นน้ันไม่เกีย่ วกับวรรณะ ภิกษุณีจานวนไม่นอ้ ยมีความสามารถเข้าใจธรรมะได้เร็ว
และได้เป็นเอตทัคคะเสมอกับพระภิกษุ มีบทบาทในการเผยแผ่ธรรมะ เช่น ปฏาจารา
ภกิ ษณุ ี ถุลลนนั ทา ภกิ ษุณี ธรรมทินนาภกิ ษณุ ี
ผู้ ห ญิ ง ที่ มิ ไ ด้ บ ว ช เ ป็ น ภิ ก ษุ ณี ก็ ส า ม า ร ถ ศึ ก ษ า ธ ร ร ม ะ แ ล ะ เ ก้ื อ กู ล แ ก่
พระพุทธศาสนาได้โดยเปน็ อุบาสิกา ซึ่งเป็นหนึ่งในพุทธบริษัท ๔ คือ สามารถสร้างบุญ
กุศลได้ท้ังด้วยธรรมบูชา คือ การปฏิบัติธรรม และอามิสบูชาคือการถวายส่ิงของต่างๆ
เพอ่ื อปุ ถัมภภ์ ิกษุ และภิกษุณีให้ปฏบิ ัตธิ รรมไดโ้ ดยสะดวก ผหู้ ญงิ เหลา่ นเี้ ท่ากับช่วยเผย
แผ่ศาสนาโดยทางอ้อมเพราะทาให้คนใกล้ชิดเข้าใจและเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ยิ่ง
เป็นผู้หญิงสูงศักด์ิก็ยิ่งช่วยเหลือศาสนาได้มากท้ังกาลังทรัพย์และการนาข้าทาสบริวาร
ใหเ้ ข้ามารว่ มกิจกรรมทางศาสนา
อุบาสิกาบางคน เช่น นางวิสาขาบรรลุธรรมถึงขั้นเป็นพระโสดาบัน และมี
บทบาทในการทักท้วงและวิจารณก์ ารปฏิบัติตนของพระภิกษุ จนทาให้เกิดการบัญญัติ
วินัยบางขอ้ เหตกุ ารณท์ ่สี าคญั ซ่ึงแสดงว่า พระพุทธเจ้าทรงยกย่องนางมากก็คือ การให้
นางมีส่วนร่วมในการตัดสินอธิกรณ์ร่วมกับพระอุบาลี กรณีท่ีนางภิกษุณีมารดาท่าน
กมุ ารกัสสปะ ต้งั ครรภ์ขณะบวช ซึง่ นางไดช้ ่วยคานวณระยะเวลาจนทราบว่านางภิกษุณี
นนั้ ตง้ั ครรภ์มา กอ่ นบวช๑๕๕
ประเดน็ ท่ีวา่ ไมม่ ีผู้หญงิ เป็นศาสดานน้ั เปน็ ข้อเท็จจรงิ แต่มใิ ช่เปน็ เพราะผู้ชาย
กีดกันผู้หญิง เน่ืองจากไม่มีข้อห้ามใดๆ เช่นเดียวกับการท่ีผู้บริหารผู้หญิงมีน้อยกว่า
ผชู้ ายกม็ ิใชเ่ พราะถกู กีดกัน แตเ่ พราะความสามารถมากกวา่ เช่นเดยี วกับบางคนก็ไม่ได้
เป็นผู้บริหารเพราะความสามารถน้อยกว่าผู้ชายอื่นหรือผู้หญิง เป็นการแข่งขันระหวา่ ง
คน ไม่ใช่ระหว่างเพศ พระพุทธเจ้าแม้จะทรงเห็นว่าผู้หญิงสามารถบรรลุความหลุดพน้
ได้เช่นเดียวกับผู้ชาย แต่ก็ทรงอธิบายสาเหตุที่ทาให้สตรีไม่สามารถเป็นพระพุทธเจ้าได้
ดงั ทป่ี รากฏในพระ ไตรปิฎกว่า
“เป็นไปไม่ได้เลยท่ีสตรีจึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เป็นไป
ไดท้ ่ีบุรุษพงึ เปน็ พระอรหันตสัมมาสัมพทุ ธเจา้ ”๑๕๖
๑๕๕ ปรชี า ช้างขวัญยืน, สตรีในคัมภีรต์ ะวนั ออก, หนา้ ๙๐.
๑๕๖อง.ฺ เอกก. (ไทย) ๒๐/๒๗๙/๒๙.
“เป็นไปไม่ได้เลยท่ีสตรีซึง่ เปน็ พระเจ้าจักรพรรดิ แต่เป็นไปได้ทบี่ ุรุษ ซึ่ง
เปน็ พระเจ้าจักรพรรดิ”๑๕๗
“เป็นไปไม่ได้เลยท่ีสตีฟังครองความเป็นท้าวสักกะ ฯลฯ เป็นมาร ฯลฯ
เป็นพรหม แต่เป็นไปได้ที่บุรุษพึงครองความเป็นท้าวสักกะ ฯลฯ เป็น มาร ฯลฯ เป็น
พรหม”๑๕๘
ข้อความดังกล่าวพระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจน เหตุผลมิได้อยู่ท่ีว่าผู้หญิงไม่
สามารถบรรลุความหลุดพ้น แต่ถ้าพิจารณาตามพุทธประวัติจะเห็นได้ว่าการเป็นพระ
พุทธเจ้าน้ันจะต้องบาเพ็ญเพยี รดว้ ยตนเอง คน้ หาหนทางเอง ต้องแสวงหาครูบาอาจารย์
และปฏิบัตบิ าเพญ็ เพียรตามลาพัง สตรีเพศยอ่ มไมส่ ะดวกทจ่ี ะปฏบิ ัติเชน่ นนั้ เช่น การท่ี
ต้องเดินทางไปตามลาพัง หรือบาเพ็ญเพียรตามลาพังก็อาจถกู ทาร้ายหรอื ถูกนาไปขาย
เปน็ โสเภณี เพศของหญิงเป็นอุปสรรคอยูเ่ อง มใิ ช่เพราะความสามารถ ดังน้ันแม้ในกรณี
ภิกษุณีพระพุทธเจ้าก็ทรงห่วง ใยในเรื่องดังกล่าว จึงทรงบัญญัติพระวินัยมิให้ภิกษุณี
บาเพ็ญเพียรอย่ตู ามลาพังในป่า
ความเป็นผู้หญิงนั้นมิใช่ว่าจะต้องเป็นกันทุกชาติภพ หากผู้หญิงปรารถนาจะ
เป็น พระพุทธเจ้าก็สามารถกาหนดจิตมุ่งไปเกิดเป็นชายได้ ไม่ได้ปิดโอกาสเสียทีเดียว
และการท่จี ะเปน็ พระพทุ ธเจ้าได้ก็ต้องบาเพญ็ บารมีหลายชาติ มิใชจ่ ะเป็นไดโ้ ดยง่าย คง
จะมเี วลาพอมจี่ ะกาหนดจิตใหไ้ ปเกิดเปน็ ชายท่จี ะเปน็ พระพทุ ธเจา้ ได้
ประเด็นที่สองเรื่องถูกกีดกันโอกาสน้ันจะเห็นได้ว่า ศาสนาบางศาสนา เช่น
อิสลาม ผู้ชายหรือผู้หญิงก็ปฏิบัติธรรมได้ด้วยฐานะเท่ากัน เพราะอิสลามไม่มีนักบวช
ส่วนศาสนาพุทธแม้จะไม่ให้ผู้หญิงบวชในตอนแรกกด็ ้วยเหตุผลทางสังคม ซ่ึงจะต้องคิด
ให้รอบคอบเพื่อไม่ให้เสยี ประโยชน์สว่ นใหญ่ เนอื่ งจากศาสนาพุทธเพงิ่ จะตัง้ มัน่ ลงได้ แต่
ในทีส่ ดุ ผ้หู ญงิ ก็ได้รับโอกาสนนั้
๑๕๗ อง.ฺ เอกก. (ไทย) ๒๐/๒๘๐/๒๙.
๑๕๘ อง.ฺ เอกก. (ไทย) ๒๐/๒๘๑-๒๘๗๓/๒๙-๓๐.
ตามความเป็นจริงแล้ว การปฏิบัติตนเพ่ือบรรลุความหลุดพ้นไม่จาเป็นต้อง
บวช การมีฐานะเป็นนักบวชหรือไม่จึงไม่สาคัญ และเมื่อเป็นนักบวชแล้ว ไม่ว่าจะเป็น
ภิกษุหรือภิกษุณี การถือฐานะเช่นน้ันก็ต้องเลิกต้องละ เพราะเป็นเร่ืองของมิจฉาทิฏฐิ
และอติมานะ ผู้ท่ีวิพากษ์วิจารณ์ฐานะของภิกษุ ภิกษุณีว่าฝ่ายใดสูงฝ่ายใดต่านั้นเป็น
พวกท่ียังมีกิเลสมาก เช่นเดียวกับทพี่ ระไมไ่ ด้ถือว่าท่านฐานะสูง แต่ชาวบ้านนับถือพระ
เพราะทา่ นสละกเิ ลสมากกว่าตน จึงถือวา่ พระอยู่ในฐานะสงู กว่าตน
การกีดกันในเรื่องความหลุดพน้ ไม่มีในพระพุทธศาสนา ไม่วา่ ในคนกลมุ่ ใด ทุก
คนมีสิทธิปฏบิ ตั ิเท่ากัน แตก่ ารทนี่ ยิ มออกบวชกเ็ พราะการบวชทาให้พ้นจากชีวิตวุ่นวาย
ของชาวบ้าน และมีเวลาบาเพ็ญเพียรทางใจมากขึ้น หากบวชแล้วไม่ใช้เวลาในการ
บาเพญ็ เพียร กไ็ มเ่ กดิ ประโยชน์เพ่อื ความหลดุ พน้ ฐานะพระกไ็ มม่ คี ณุ ค่าพเิ ศษอะไรนัก
ความเท่าเทียมกันของผู้หญิงและผู้ชายท่ีวิพากษ์วิจารณ์กันมากในปัจจุบันก็
คอื ความเทา่ เทียมกนั ในเรื่องสทิ ธทิ างเศรษฐกจิ การเมืองและสังคม เพราะคนในสังคม
ปัจจบุ นั ไม่ได้รบั การสั่งสอนอบรมให้มคี วามเข้าใจและเหน็ ความสาคญั ของจิตใจ จงึ ไมม่ ี
กฎหมาย หรอื ระเบยี บใดๆ ทอี่ าศยั เรอื่ งน้เี ป็นพื้นฐาน มกั อ้างว่าเปน็ เร่อื งทว่ี ดั ไม่ได้ หรอื
เห็นไม่ชัดเจน ซงึ่ ทีจ่ รงิ การเหน็ ไม่ชัดเจนกเ็ พราะขาดการศกึ ษาและฝกึ ฝน การวัดไมไ่ ด้ก็
เพราะพยายามวัด แบบท่ีวัดวัตถุ การตัดมิติทางจิตใจออกไปทาให้คนเราตกอยู่ใต้
อิทธิพลการวัดเชิงปริมาณ เริ่มจากวัดความสาคัญของคนว่ามีรายได้เล้ียงตัวหรือไม่
ดังน้ันภรรยาที่ไม่มีรายได้จึงกลายเป็นคนอนาถาในสายตาของสังคม และสังคมก็ไม่ได้
ปกป้องเธอ เมื่อหย่าร้างก็ได้ค่าชดใช้เป็นจานวนเงินตายตัว แล้วก็ไม่ได้รับความเหลียว
แลในเร่ืองอ่ืน ถ้าผู้หญิงถูกข่มขืนก็ดูเหมือนว่าไม่ใคร่คิดถึงความรู้สึกของเธอแต่คิด
เหมือนกบั เปน็ การทาร้ายร่างกายอย่างหนง่ึ ความเทา่ เทยี มกันซึง่ ปราศจากมติ ิทางจิตใจ
นี้ทาให้วัดความเท่าเทยี มกนั เป็นเงินและวัตถุ มิติทางใจจึงใช้อ้างไม่ได้ แล้วในท่ีสุดกจ็ ะ
หมดความสาคญั
การอยู่ร่วมกันระหว่างชายหญิงตามทรรศนะของสตรีนิยมแบบสุดโต่ง
กลายเปน็ การแลกเปลยี่ นทางเพศมากกว่าความรกั แม้ชายหญิงจะยงั รกั กันอยู่ แต่สงั คม
ได้มองชีวิตคู่ไปในเชิงการแบ่งแบบหารสอง เงินสินสอดถูกตีความเป็นค่าตัวผู้หญิง การ
ให้สินสอดกลายเป็นการซ้ือขาย สังคมต่ืนเต้นกับคู่แต่งงานท่ีให้สินสอดกันมากๆ เมื่อ
ชีวิตคู่เป็นการแลกเปล่ียน ท้ังคู่จึงต้องคอยคิดถึงผลประโยชน์ และสิทธิที่ตนควรจะ
เรียกร้องมากกว่าจะคิดถึงหน้าท่ีท่ีตนจะให้แก่อีกฝ่ายหน่ึง วัตถุนิยมสมัยใหม่ได้ทาให้
ปรัชญาของคนปจั จุบันเปลี่ยนไป คือ รู้จักแต่ปรัชญาแห่งสิทธิและไม่เข้าใจปรัชญาแห่ง
หน้าทีข่ องศาสนาและสังคมสมยั กอ่ น ซง่ึ เป็นเรอื่ งสาคัญทีจ่ ะทาให้มนุษยอ์ ยูร่ ่วมกันด้วย
ความสุขอยา่ งแทจ้ รงิ
การเลี้ยงดูบุตรด้วยพรหมวิหาร ๔ ทาให้มารดาบิดามีฐานะเป็นพรหม การ
อบรมสงั่ สอนก่อนครูคนอืน่ ทาใหไ้ ด้ช่ือวา่ เป็นบรุ พาจารย์ เปน็ ครคู นแรก การปฏบิ ัติตน
เพื่อ ความสุขของลูก ให้อภัยเม่ือลูกทาผิดพลาดแก่ตนทาให้ได้ช่ือว่าเป็นบุรพเทพ
มารดาบิดาเปน็ ผมู้ ีอุปการะแกบ่ ุตรมาก คอื เปน็ ผู้ใหช้ วี ิตและเปน็ ผู้ดแู ลรักษาชีวติ ของลูก
อยา่ งเสียสละ จึงเปน็ ผทู้ ่ีบุตรควรเคารพบชู า คือ เปน็ อาหุเนยยบคุ คล พระพุทธองค์ทรง
สรรเสรญิ คุณมารดา บดิ าไวด้ ังน้ี
“การทาตอบแทนแก่ท่านทั้งสองเราไม่กล่าวว่าเป็นการทาได้โดยง่าย ท่านทง้ั
สองคือ มารดาและบิดา ถึงบุตรจะมีอายุ ๑๐๐ ปี มีชีวิตอยู่ ๑๐๐ ปี ประคับประคอง
มารดาด้วยบ่าขา้ งหน่ึง ประคับประคองบิดาด้วยบา่ ข้างหน่ึง ปฏิบัติท่านทั้งสองน้ันด้วย
การอบกล่ิน การนวด การให้อาบน้า และการบีบนวด และแม้ท่านทั้งสองน้ันจะถ่าย
อุจจาระและปัสสาวะลงบนบา่ ท้ังสองของเขาน่ันแล การกระทาอย่างนั้นยังไม่ช่ือว่าอัน
บุตรได้ทา หรือทาตอบแทนแก่มารดาและบิดาเลย ถึงบุตรจะสถาปนามารดาและบิดา
ไวใ้ นราชสมบตั ิซ่ึงเป็นเจ้าเหนอื หัวแห่งแผน่ ดินใหญ่ทีม่ ีรตั นะ ๗ ประการ มากมายน้ี การ
กระทาอย่างนัน้ ยังไมช่ อ่ื ว่าอันบุตรได้ทา หรอื ทาตอบแทนแก่มารดาและบดิ าเลย ขอ้ นน้ั
เพราะเหตุไร เพราะมารดาและบิดามีอุปการะมาก บารุงเล้ียง แสดงโลกนี้แก่บุตร
ท้ังหลาย
ส่วนบุตรคนใดให้มารดาและบิดาผู้ไม่มีศรัทธา สมาทาน ตั้งมั่น ดารงอยู่ใน
สัทธาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา) ให้มารดาและบิดา ผู้ทุศีล สมาทาน ตั้งม่ัน
ดารงอยู่ในสลี สมั ปทา (ความถึงพร้อมดว้ ยศลี ) ใหม้ ารดาและบดิ าผู้ตระหน่ี สมาทาน ตัง้
มั่น ดารงอยู่ในจาคสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยการเสียสละให้มารดาและบิดาผู้ไม่มี
ปญั ญาสมาทาน ตงั้ ม่นั ดารงอยูใ่ นปัญญาสมั ปทา (ความถึงพรอ้ มดว้ ยปญั ญา)
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล การกระทาอย่างนั้นชื่อว่าอันบุตรได้ทาและ ทาตอบ
แทนแกม่ ารดาและบดิ า”๑๕๙
เราจะเห็นได้ว่าผู้หญิงในฐานะมารดาน้ันมีฐานะท่ีควรแก่การยกย่องไม่ด้อย
กว่าบดิ า เหตทุ ีเ่ ป็นเชน่ นี้ก็เพราะในความเปน็ จริงแล้วในฐานะที่เป็นภรรยา ผู้หญิงกม็ ิได้
มคี ณุ ค่าด้อยไปกว่าชายซึ่งเปน็ สามีเลย การตคี วามจากปรชั ญาแห่งการเอาและความไม่
เข้าใจในความสัมพันธ์เชิงความรู้สึกหรือมิติแห่งจิตใจของบุคคล พิจารณาแต่เพียง
รูปแบบภายนอกท่ี ผู้หน่ึงเป็นคนหาเงินอีกผู้หน่ึงเป็นคนใช้เงิน ทาให้มองผู้หญิงต่ากว่า
ผู้ชายมากเกินไป คุณของมารดาบิดาก็เช่นกัน หากตีความว่าพ่อแม่เลี้ยงบุตรแล้วบุตร
เล้ียงตอบก็เป็นการแทนคุณกันหมด เหมือนการเป็นหนี้และการใช้หนี้ก็ย่อมแสดงว่า
ปราศจากความเข้าใจปรัชญาแห่งการให้ เช่นเดียวกับที่ฝร่ังไม่เข้าใจระบบครอบครัว
ของตะวันออกท่ีอยู่ร่วมกัน ให้ความอบอุ่นแก่กันต้ังแต่รุ่นทวดไปจนถึงเหลนว่าบุคคล
เหลา่ นมี้ ีความสมั พันธ์ทางจิตใจต่อกนั แน่นแฟน้ อยา่ งไร๑๖๐
ความสาคัญของผู้หญิงต่อสังคมในฐานะภรรยาและมารดา พระพุทธศาสนา
สอนให้สังคมให้ความสาคัญแก่ผู้หญิงย่อมแสดงว่าผู้หญิงจะต้องมีบทบาทท่ีสาคัญแก่
สังคมดว้ ย ในปจั จุบนั บทบาทของพลเมืองตอ่ สังคมนัน้ มกั อธบิ ายในเชิงเศรษฐกิจคือเป็น
ทรัพยากร หรือทจ่ี รงิ คอื แรงงานของสังคม และท่ีจรงิ ย่งิ กว่านั้นกค็ ือแรงงานของนายทุน
ผู้หญิงนักทางาน หรือที่ออกทางานนอกบ้าน ทางานสังคมจักมักจะได้รับความยกย่อง
จากสังคมมากกวา่ ผู้ หญงิ เป็นภรรยาและแม่ทีด่ ี
ผู้หญิงท่ีทางานนอกบ้านมักจะได้รับความยกย่องว่าทางานเท่าเทียมกับชาย
จงึ เหน็ วา่ เม่ือเปน็ เชน่ น้นั งานบ้านในฐานะภรรยาและมารดาก็ไม่จาเป็นต้องเปน็ งานของ
๑๕๙ องฺ.ทุก. (ไทย) ๒๐/๓๔/๖๑.
๑๖๐ ปรชี า ช้างขวญั ยืน, สตรีในคมั ภรี ์ตะวนั ออก, หน้า ๙๘.
ผู้หญิง เม่ือเป็นเช่นน้ีการเก่ียงกันทาหน้าที่ในบ้านในฐานะภรรยาและแม่ของลูกจึง
เกดิ ขึน้ และเมอื่ แมก่ ลายเป็นผู้ชาย เชน่ เดยี วกบั พ่อไปเสยี แลว้ ลกู ก็จะขาดความรักแบบ
ของแมซ่ ง่ึ เปน็ สิง่ สาคัญท่ีทาใหล้ กู มสี ุขภาพจติ ดี๑๖๑
ในปัจจุบันผู้หญิงโดยทั่วไปยังเข้าใจความสาคัญของความเป็นภรรยาและแม่
อยู่ แต่เธอต้องทางานหนักเพราะต้องทางานนอกบ้านด้วย เมื่ออยู่นอกบ้านเธอทางาน
สาคัญๆ เช่นเดียวกบั ชาย เมื่ออย่ใู นบ้านเธอทาหน้าทภี่ รรยาและแม่ ซ่ึงแตเ่ ดิมเปน็ งานท่ี
ฝ่ายชายยก ให้ภรรยาเป็นผู้จัดการ เพราะตนใช้เวลาทางานนอกบ้านเสียมาก ไม่รู้
รายละเอียดในบ้าน การแก้ปัญหาความเหน่ือยยากของผู้หญิงในกรณีเช่นน้ี ฝ่ายชาย
ควรจะปรับหนา้ ท่แี ละบทบาทชว่ ยภรรยาบา้ ง
๒.๓ แนวความคิดเรื่องการคมุ้ ครองสตรใี นพระพทุ ธศาสนา
การเสนอแนวความคิดเรอื่ งการค้มุ ครองสตรใี นพระไตรปิฎก นับว่าเปน็ ความ
พยายามสร้างสรรค์สตรี เป็นกิจกรรมท่ีน่าสนับสนุนและควรแก่การศึกษาอย่างย่ิง เรา
ต้องไม่ลืมว่าพระพุทธองค์ทรงมอบพระพุทธศาสนาไว้แก่บริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุ
บาลก อุบาสิกา เรียกว่า บุรุษและสตรีมีหุ้นส่วนความรับผิดชอบต่อพระศาสนาคนละ
ครง่ึ หรือเท่าๆ กนั ตราบใดทส่ี ตรียงั ขาดความรู้ทางศาสนาแล้ว ความเทา่ เทียมกนั ในทาง
สงั คมและจติ วิญญาณก็คงเกิดข้ึนไม่ได้มไี ยต้องพูดถึงเรือ่ งการเท่าเทียมกันทางการศึกษา
เศรษฐกิจและ ต่อจากน้ัน ปัญหาเร่ืองความมั่นคง โสเภณี โรคเอดส์ หรือแม้แต่อธิกรณ์
ระหว่างเจา้ กูกบั สกี า กจ็ ะเกดิ ตดิ ตามมาไม่สิน้ สุด
การศึกษาพระไตรปิฎกในแง่มุมของสตรี จะนาไปสู่ความเลื่อมใสศรัทธาใน
พระศาสนาด้วยสัทธาญาณสัมปยุต และปูทางสู่การมีชุมชนนักบวชสตรีหรอื การปฏบิ ัติ
ธรรมของสตรีอย่างจริงจังสังคมไทยจะได้สมญานามว่า เป็นเมืองพุทธ และศิวิไลได้สม
ภาคภูมิก็ต่อเมื่อสังคมไทยยกย่องให้เกียรติและเปิดโอกาสให้สตรีได้ศึกษาเล่าเรียนวชิ า
๑๖๑เร่อื งเดยี วกนั , หน้า ๑๐๐.
พระศาสนา ปฏิบัติธรรมและแสดงศักยภาพของตนให้เปน็ ประโยชน์แกต่ น สังคม และ
เป็นประโยชนต์ อ่ ประเทศชาติ โดยสว่ นรวมนนั่ เอง๑๖๒
บางครั้งผู้หญิงก็ผู้เป็นที่เตือนสติผู้ที่เป็นสามีได้เหมือนกัน ในขณะที่สามีเกิด
ความโมโห แม้แต่มหาบุรุษของโลกอย่างมหาตมคานธี ก็ยงั ได้สตเิ พราะเมีย คือครั้งหนึ่ง
ท่านลืมตัว โมโหสุดขีด ได้จับแขนภรรยาและเปิดประตูต้ังใจผลักเธออกไปนอกบ้าน
พลันน้าตาของภรรยาไหลอาบแก้ม และเธอพูดขึ้นว่า “เธอไม่มีความรู้สึกจะอายเลย
หรือ ฉันจะไปที่ไหน ได้บ้าง ก็เพราะฉันเป็นภรรยาของเธอ เธอคิดว่าฉันจะต้องทนมือ
ทนเท้าของเธอได้อย่างน้ัน หรือเพ่ือเห็นแก่สวรรค์ โปราดประพฤติตัวเสียใหม่และปิด
ประตเู สยี ”
คาพูดของคัสตูรไมผู้ภรรยานี้ ทาให้ท่านมหาตมคานธี รู้สึกละอายอย่าง
แท้จริงและปดิ ประตู ในเรื่องน้ี ท่านมหาตมคานธี ท่านก็ยอมรับว่า ท่านได้เรียนรู้ความ
ไม่รุนแรงจากภรรยาของท่าน เมื่อท่านพยายามบังคับภรรยาของท่านให้เป็นไปตาม
เจตนารมณ์ของท่าน การท่ีคัสตูรไมภรรยาของท่านขัดขวางไม่ยอมทาตามท่ีท่าน
ต้องการ และการมีความอดทนต่อการปฏิบัติการท่รี ุนแรงของสามี ในท่ีสุดท่านมหาตม
คานธี ก็เกิดความละอาย และยอมรับว่าภรรยาของท่านเป็นครูในเร่ืองความไม่
รุนแรง”๑๖๓
พระพทุ ธเจ้ายอมรับว่าสตรมี ีศักยภาพเท่าเทียมบรุ ุษ และยอมรับสตรีเข้าบวช
ใน พระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรกในระบบอารยธรรมโลก แต่ก็มีนักสตรีนิยมหลายท่าน
ยังแคลงใจเรื่องการตรัสถึงลักษณะลบของสตรีหรือมีข้อน่าตาหนิสตรีอยู่หลายแห่งใน
พระคมั ภีรข์ ้อความเหล่านีเ้ กดิ ขึน้ ไดอ้ ยางไร ผเู้ ขียนขอเสนอว่าอาจมาจากสาเหตตุ อ่ ไปน้ี
๑๖๒สมชยั กสุ ลจิตโต, พระมหา, “บทความพิเศษ การศึกษาพระไตรปิฎกในมติ ิของสตรี
นิยม”, พทุ ธจกั ร ๒๕๓๗. หนา้ ๓๐.
๑๖๓ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม ไทย-อินเดีย มหาตม คานธี, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์
มหามกฎุ ราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๗), หน้า ๘๗ (เรียบเรียงโดย รศ.ดร. ประเทือง ภูมภิ ทั ราคม)
๑. อาจจะมีขอ้ ความทานองเหยยี ดสตรขี องศาสนาพราหมณ์ฮินดู หลงหู
หลงตา แปลกปลอมเข้ามาปะปนอยพู่ ระคมั ภรี ์พระไตรปิฎกของเราอยูบ่ า้ ง
๒. เกิดจากพระธรรมเทศนา ท่ีพระพุทธองค์มุ่งประโยชน์แก่ผู้ฟังซึ่ง
พระภิกษบุ วช ใหม่ จงึ จาเปน็ ต้องเนน้ ลักษณะลบของหญงิ สาวทเี่ ธอยังหลงรกั อยู่ เพ่ือให้
เกิดความเบื่อหน่ายคลายกาหนัดและดารงพรหมจรรย์อยู่ได้ เช่น ตรัสว่า สตรีเป็น
มลทินของพรหมจรรย์ (อิตถฺ ี มล พรฺ หมฺ จริยสฺส)
๓. เกิดจากการศึกษาไม่ท่ัวถงึ อ่านพระคัมภีร์ไม่ตลอด พอเจอข้อความ
ทตี าหนิสตรที ่ีตนชอบใจก็เลือกหยิบยกมาอ้างกันจนแพร่หลาย แบบมองดา้ นเดียว เช่น
พระพุทธดารัสที่ว่า รูป เสียง กล่ิน รส สัมผัสของสตรี มีอานาจครอบงาจิตของบุรุษได้
เป็นอนั ดบั หนง่ึ ไมม่ สี ิ่งอืน่ เสมอเหมือน ผพู้ ูดมกั เน้นอยูเ่ พียงแงเ่ ดยี ว ซ่งึ ความจริงแลว้ มี
พระพุทธพจน์กล่าวตอ่ ไปอกี แงม่ ุมหน่ึงว่า แม้รูป เสยี ง กลนิ่ รส และสัมผัส ของบรุ ุษก็มี
พลังอานาจครอบงาจิต ของสตรีได้เฉกเช่นเดียวกนั แต่เรามักไม่กล่าวเน้นประเด็นหลัง
กนั นกั
๔. เกิดจากการศึกษาความหรอื ทัศนคติของผู้นามาใช้เอง เหมือนเราใส่
แว่นสีอะไรก็มักจะมองเห็นสิ่งรอบๆ ตัวเราเป็นสีน้ันไปด้วย วัวไม่ยอมกินฟางแห้ง
เจ้าของววั นาแว่นสเี ขยี วมาใส่ให้ ววั ก็เคย้ี วกนิ ฟางแห้งอยางเอร็ดอร่อย เหมือนโคลงโลก
นติ ิ บทหน่ึงทวี่ า่
เจ็ดวันเวน้ ดีดซ้อม ดนตรี
หา้ วันอกั ขระหน้ี เนิ่นชา้
สามวนั จากนารี เปน็ อ่นื
วนั หนงึ่ เวน้ ลา้ งหนา้ อบั เศรา้ หมองศรี
ถ้าผู้อ่านโคลงน้ี โดยเฉพาะท่อนท่ี ๓ เป็นผู้มีทัศนะเหยียดสตรีอยู่เป็น
ทุนเดิม ก็ต้องเข้าใจว่าสตรีหลายใจ เปล่ียนรักได้เร็ว เชื่อถือไม่ได้ แต่ถ้าผู้อ่านเป็นสตรี
หรือเป็นผู้มีปัญญาเพ่งพินิจก็จะเห็นว่าเป็นไปได้ทั้ง ๒ ทาง คือ ฝ่ายสตรีอาจเปล่ียนใจ
ง่าย เท่าๆ กับฝ่ายชายผู้จากไป แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว ฝ่ายผู้ชายย่อมมีเปอร์เซ็นต์การ
เปล่ียนใจได้มากกวา่ สตรี
ข้อความในพระไตรปิฎกอีกหลายแห่งซึ่งยกมาแสดงว่า ในบริบทของ
สังคมไทย ไม่มีปัญหาอีกแล้ว เช่น การท่ีสตรีแต่งงานแต่เด็กแล้วต้องไปสู่ตระกูลสามี
เพราะในสงั คมไทย สตรแี ตง่ งานเมื่อมีอายเุ ป็นผู้ใหญเ่ ตม็ ตวั แลว้ และมกั จะนาสามมี าอยู่
รว่ มกบั ครอบครัวของตน จึงไม่มีทกุ ขห์ รอื ปญั หาในเร่ืองการคลอดบุตร ก็แสดงถึงความ
เข้มแข็งของสตรี และการมีโอกาสได้รับประสบการณ์ความรักใคร่ของมารดาท่ีมีต่อลกู
นับเป็นความงดงามอีกประการหนึ่งของจิตใจสตรี ที่บุรุษเพศไม่มีโอกาสจะได้รับ
เชน่ นน้ั ๑๖๔
แนวความคิดเร่ืองการคุ้มครองของสตรีในพระพุทธศาสนาน้ันมีปรากฏไว้ใน
พระไตรปิฎกอย่างเด่นชัดในเร่ืองทิศหก การสงเคราะห์กันและกันตามหลักปฏิบัติคือผู้
เป็นสามี จะต้องปฏิบัติต่อภรรยา โดยยกย่องให้เกียรติสมฐานะท่ีเป็นภรรยา ไม่ดูหมิ่น
ภรรยา ไม่นอกใจ มอบความเป็นใหญใ่ นงานบา้ น และหาเคร่ืองแต่งตัวให้เป็นของขวัญ
ตามโอกาส
ผู้ที่เป็นหัวหน้าครอบครัว นอกจากจะปฏิบัติตามหลักธรรมอ่ืนๆ ท่ีกล่าวมา
ข้าง ตน้ แล้ว กต็ อ้ งร้วู า่ สตรีมีความทุกข์ จาเพาะตวั อย่างหนึ่งต่างหากจากผู้ชาย ซง่ึ สามี
จงึ เข้าใจและพึงปฏิบตั ดิ ้วยความเอาใจใสเ่ ห็นอกเหน็ ใจ คือ
๑. ผู้หญิงต้องจากหมู่ญาติมาอยู่กับตระกูลของสามีทั้งท่ียังเป็นเด็กสาว
สามคี วรให้ความอบอนุ่ ใจ
๒. ผู้หญิงมีระดู ซ่ึงบางคราวก่อปัญหาให้เกิดความแปรปรวนทั้งใจกาย
ฝ่ายชายควรเข้าใจ
๓. ผู้หญิงมีครรภ์ ซึ่งยามน้ันต้องการความเอาใจใส่บารุงกายใจเป็น
พเิ ศษ
๑๖๔สมชัย กสุ ลจิตโต พระมหา, บทความพิเศษ, อ้างแล้ว.
๔. ผู้หญิงคลอดบุตร ซึ่งเป็นคราวเจ็บปวดทกุ ขแ์ สนสาหัสและเสี่ยงชีวิต
มาก สามคี วรใส่ใจเหมือนเปน็ ทุกข์ของตน
๕. ผู้หญิงต้องคอยปรนเปรอเอาใจฝ่ายชาย ฝ่ายชายไม่ควรเอาแต่ใจตัว
จึงซาบซ้งึ ในความเอือ้ เฟ้ือและมนี ้าใจตอบแทน๑๖๕
ในความเป็นจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นอดีตหรืออนาคต สังคมกลับมองผู้หญิงและ
เด็กท่ีตกเป็นเหย่ือว่าเป็น “ผู้มีมลทิน” เรื่องท่ีเกิดข้ึนเป็นเร่ืองท่ีน่าอับอายเมื่อเธอลุก
ข้ึนมาเรียกร้องก็จะต้องเผชิญหน้ากับกระบวชี้การซกั ฟอกจากเจ้าหน้าท่ีของรัฐซ้าแลว้
ซ้าเล่า
เราคงนึกวาดภาพกันไว้ว่าสตรีในสังคมอินเดียยุคพุทธกาลคงจะเก็บตัวสงบ
เสงี่ยมอย่างที่พูดกันว่า “อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน” แต่จากการศึกษาตามคัมภีร์พุทธ
ศาสนาดู แล้วพบว่าการอย่กู ับเหย้าเฝ้ากบั เรือน ยังคงเป็นลกั ษณะดีและเดน่ ของสตรีใน
ยุคน้ัน คงจะเห็นได้จากคากล่าวยกย่องภรรยาที่ดีตอนหน่ึงว่า “จัดการดูแลบ้านเรือน
เรยี บร้อย”๑๖๖
ปัญหาของสตรีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีมากมายท่ีสาคัญที่สุดก็คือ ปัญหา
ความไม่เท่าเทียมกันกับเพศชาย (Inequality) ท้ังทางด้านเศรษฐกิจ ทางการศึกษา
ทางการ สังคมและแม้ในทางศาสนา มูลเหตุหลักของความไม่เท่าเทียมกันก็คือ
การศึกษาสตรีในสังคมตา่ งๆ
จากการจาแนกเนอื้ หาพระไตรปิฎกอย่างนก้ี พ็ อคงรบั กนั ได้ แต่ดูเหมอื นว่าจะ
กว้างขวางพอควร หาขอบเขตได้ยาก เพราะพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดบุคคล
จานวนมาก หลายระดับช้ัน เพศ วัย ต่างกาลเวลา สถานท่ี และเหตุการณ์ การสอนให้
พระภกิ ษุใหม่ม่นั คงในพระธรรมวนิ ยั บางครั้งอาจจาเปน็ ท่จี ะต้องพดู ถึงสตรที เ่ี ธอหลงรัก
ในแง่ลบไว้บา้ ง เพื่อทาให้จิตใจของเธอให้เบือ่ หน่ายคลายกาหนดั ลงและมศี รัทธารักษา
พรหมจรรยไ์ ดต้ อ่ ไป
๑๖๕ ส.สฬ. (ไทย) ๑๘/๔๖๒/๒๙๗.
๑๖๖ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๑๙๘-๒๐๔/๒๐๒-๒o๖.
อีกประการหน่ึงย่อมเป็นการยากที่จะจาแนกว่า ข้อความพระวินัยและพระ
สตู รตอนใดเพ่ิมเข้ามาใหม่ ดว้ ยอทิ ธิพลของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ขอ้ ความตอนใดเป็น
พุทธพจน์แท้ วิธีการปฏิบัติต่อสตรีเพศ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงตอบปัญหาพระอานนท์ตา
มทท่ีปรากฏอยู่ ในมหาปรินพิ พานสูตรว่า “ไม่ควรมองดูสตรี ถ้าจาเป็นต้องมองดูกอ็ ย่า
เจรจาด้วย ถ้ามีความ จาเป็นต้องเจรจาก็ให้มีสติคอยระวังอยู่เสมอ” น้ี ดร.บี.อาร์.
อมั เบดการ์ ปฏเิ สธว่ามิใช่พทุ ธพจนด์ ัง้ เดิม คงเพิ่มเขา้ มาใหม่ในสมยั สังคายนาครั้งใดคร้ัง
หนึ่งก็ได้ เพราะในทางพฤตินัยพระสงฆ์เองจะต้องเก่ียวข้องกับสตรีอยู่แล้ว เช่น การ
แสดงธรรมโปรดและการใหโ้ อวาทแก่ ภกิ ษณุ ีทกุ กึ่งเดือน
การท่พี ระพุทธองคส์ อนว่าสตรเี ปน็ ศัตรขู องพรหมจรรย์กแ็ ปลว่า เป็นศตั รขู อง
ผู้ต้องการหลุดพ้น แต่ถ้าเป็นเรื่องฆราวาสก็จะเห็นได้ว่า ทรงสอนเร่ืองครอบครัว สอน
หน้าท่ี ของสามี ภรรยา มารดา บุตร ไม่ได้เห็นว่าเป็นศัตรูแต่อย่างใด การท่ีทรงรับ
นิมนตข์ องนางคณกิ าก็ดี การยกยอ่ งสตรีที่มปี ัญญาก็ดี ย่อมแสดงวา่ มไิ ดร้ งั เกียจสตรี คา
ว่า ศัตรูในท่ีน้ัน หมายถึงอุปสรรค ไม่ได้แปลว่าผู้หญิงต้ังใจหรือคอยตามทาลาย
พรหมจรรย์ แต่เป็นการพูดถึงข้อเท็จจริงสองอย่างว่า พรหมจรรย์กับสตรีไปด้วยกัน
ไม่ได้ เมื่อพูดถึงสตรีท่ีจะบาเพ็ญเพียร บุรุษก็เป็นศัตรูของพรหมจรรย์เช่นกันกับเรื่อง
เหล่าน้ีจะนามาพิจารณาในลาดบั ตอ่ ไป
เร่ืองการยกย่องให้เกียรติสตรีเป็นประเพณีปฏิบัติกับในสังคมอินเดียโบราณ
ซึ่งเปน็ สงั คมฮนิ ดูอย่แู ลว้ เพราะเม่อื พระพุทธเจา้ ตรัสสอนอปริหานยิ ธรรมซึ่งเป็นธรรมท่ี
คุม้ ครองรฐั ของพวกวชั ชี ก็ได้กลา่ วถึง การไมข่ ม่ เหงสตรีไวเ้ ป็นเรือ่ งสาคญั เรอ่ื งหน่ึงคอื
“อานนท์ เธอไดย้ นิ ไหมว่า พวกเจา้ วชั ชไี ม่ฉุดคร่าขนื ใจกุลสตรี หรอื กุล
กุมารีให้อยู่ร่วมดว้ ย”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้ยินว่า พวกเจ้าวัชชีไม่ฉุดคร่า ขืน
ใจกุลสตรี หรอื กลุ กุมารีใหอ้ ย่รู ว่ มดว้ ย
“อานนท์ พวกเจ้าวัชชีพึงหวังได้แต่ความเจริญอย่างเดียว ไม่มีความ
เสือ่ มเลยตราบเท่าทีพ่ วกเจา้ วัชชยี งั ไมฉ่ ุดคร่าขนื ใจกุลสตรี หรอื กลุ กุมารีใหอ้ ยดู่ ว้ ย”๑๖๗
ผู้หญิงในฐานะมารดาน้ันจัดว่าเป็นฐานะที่ได้รับความยกย่องมาตั้งแต่ยคุ ของ
ศาสนาพราหมณ์ คือ ยุคก่อนพุทธกาล พระพุทธศาสนาถือว่าทั้งมารดาและบิดาเป็น
พรหมของบุตร เพราะเป็นผู้มีพรหมวิหาร ๔ ประการ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และ
อุเบกขา ธรรม ท้ัง ๔ ประการนี้แสดงให้เห็นว่า มารดาและบิดาเป็นผู้ให้ ไม่มีข้อใดท่ี
แสดงว่ามารดาบิดา ต้องการเอาอะไรจากลกู สมเดจ็ พระสัมมาสมั พุทธเจ้าทรงแสดงคุณ
ของมารดาบิดาวา่
“มารดาผู้อนุเคราะห์ประชา
ทา่ นเรยี กวา่ พรหม บุรพาจารย์ และอาหเุ นยบคุ คลของบุตรท้งั หลาย
เพราะเหตนุ ัน้ บัณฑิตพึงนมสั การ
และสักการะมารดาบิดานั้นด้วยข้าว น้า ผา้ ทีน่ อน
การอบกลนิ่ การใหอ้ าบน้า และการชาระเทา้
เพราะการปรนนบิ ัตมิ ารดาบิดานนั้ แล
บณั ฑติ ท้งั หลายจึงสรรเสรญิ เขาในโลกนเ้ี อง
เขาตายไปแล้วยอ่ มบันเทิงในสวรรค์”๑๖๘
การเลี้ยงดูบุตรด้วยพรหมวิหาร ๔ ทาให้มารดาบิดามีฐานะเป็นพรหม การ
อบรมสง่ั สอนกอ่ นครคู นอน่ื ทาใหไ้ ด้ช่ือวา่ เป็นบรุ พาจารย์ เปน็ ครูคนแรก การปฏบิ ตั ิตน
เพื่อ ความสุขของลูก ให้อภัยเม่ือลูกทาผิดพลาดแก่ตนทาให้ได้ชื่อว่าเป็นบุรพเทพ
มารดาบิดาเป็นผ้มู ีอุปการะแกบ่ ุตรมาก คือเป็นผู้ใหช้ วี ติ และเป็นผ้ดู ูแลรักษาชีวิตของลูก
อย่างเสียสละ จึงเป็นผู้ทีบ่ ตุ รควรเคารพบูชาคือ เป็นอาหเุ นยยบุคคล
เราจะเห็นได้ว่าผู้หญิงในฐานะมารดาน้ันมีฐานะท่ีควรแก่การยกย่องไม่ด้อย
กว่าบดิ า เหตุท่ีเปน็ เช่นน้กี ็เพราะในความเป็นจริงแล้วในฐานะที่เปน็ ภรรยา ผหู้ ญงิ กม็ ไิ ด้
๑๖๗ ท.ี มหา. (ไทย) ๑๐/๑๓๔/๖๗.
๑๖๘ องฺ.จตกุ กฺ . (ไทย) ๒๑/๖๗/๘๐.
มคี ุณคา่ ดอ้ ยไปกว่าชายซึ่งเป็นสามีเลย การตีความจากปรชั ญาแห่งการเอาและความไม่
เข้าใจใน ความสัมพันธ์เชิงความรู้สึกหรือมิติแห่งจิตใจของบุคคล พิจารณาแต่เพียง
รูปแบบภายนอกที่ ผู้หนึ่งเป็นคนหาเงินอีกผู้หนึ่งเป็นคนใช้เงิน ทาให้มองผู้หญิงต่ากว่า
ผู้ชายมากเกินไป คุณของมารดาบิดาก็เช่นกัน หากตีความว่าพ่อแม่เล้ียงบุตรแล้วบุตร
เล้ียงตอบก็เป็นการแทนคุณกันหมด เหมือนการเป็นหน้ีและการใช้หนี้ก็ย่อมแสดงว่า
ปราศจากความเข้าใจปรัชญาแห่งการให้ เช่นเดียวกับท่ีฝร่ังไม่เข้าใจระบบครอบครัว
ของตะวันออกท่ีอยู่ร่วมกัน ให้ความอบอุ่นแก่กันตั้งแต่รุ่นทวดไปจนถึงเหลนว่าบุคคล
เหล่าน้มี ีความสัมพนั ธ์ทางจิตใจต่อกนั แน่นแฟน้ อย่างไร
ผหู้ ญงิ ในฐานะสมาชกิ ของสังคม นกั สตรนี ิยมปจั จุบันซ่งึ วัดความมน่ั คงของคน
ดว้ ยฐานะการเงินเพราะการอยรู่ ่วมกนั ของคนทีเ่ ป็นวตั ถนุ ิยมในปจั จบุ นั มักจะพิจารณา
ทรัพย์สินเงนิ ทองเป็นหลักยิง่ กวา่ ความรกั ทีแ่ ท้จริง คนเหลา่ นจ้ี ึงมกั เข้าใจว่าการที่ผู้หญิง
เป็นผู้รับภาระในบ้านเป็นภาระ เป็นการถูกใช้งานเย่ียงทาส เพราะไม่ได้ค่าแรง เห็นว่า
ผู้หญิงเสียเปรียบเพราะต้องขึ้นกับสามี อันท่ีจริงในสังคมโบราณ ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย
หรือไทยก็ตาม คิดตรงข้าม คือ สามีต้องให้ภรรยาสบาย คือ ไม่ต้องไปทางานนอกบา้ น
ตนต้องเป็นผู้รับภาระเสียงเอง ภรรยาจึงเป็นภาระของสามีที่จะต้องเล้ียงดูถ้าเป็นชน
ช้ันสูงมีฐานะดีแล้วแม้ในบ้าน ภรรยาก็ไม่ต้องทาอะไรเพราะมีบ่าวไพร่ให้ใช้ ส่วน
ครอบครวั ชนช้นั ตา่ ผูห้ ญิงต้องประกอบ อาชพี ชว่ ยสามีก็เพราะความจาเป็นบังคับ
๒.๔ บทบาทและผลงานของสตรใี นพระพทุ ธศาสนา
บทบาทและผลงานของสตรีในพระพุทธศาสนา ในที่น้ีได้ศึกษาบทบาทและ
ผลงานของสตรีที่เป็นคฤหัสถ์ ที่มีผลงานเด่นเป็นที่รู้จักโดยท่ัวไป ยกมาเป็นอุทาหรณ์
เปน็ ตัวอย่างเชน่
๑) นางขุชชุตรา๑๖๙ เป็นบุคคลประเภท “ต้นคดปลายตรง” เลิศกว่า
อุบาสิกาท้งั หลายทางปัญญาเป็นผู้มพี หุสูต สามรถแสดงธรรมตามทีต่ นได้ฟังมาให้สตรี
๕๐๐ นางฟงั แล้วสาเรจ็ โสดาปัตติผลในคราวเดียวกัน
๒) นางสุชาดา๑๗๐ เป็นยอดของอุบาสิกาทั้งหลาย ผู้ถึงรัตนตรัยก่อน
เพราะนางได้ต้ังความปรารถนาไว้ในสมัยพระปทุมุตรพุทธเจ้านางเป็นธิดาของเสนนี
กุฎมพี เจ้าของที่ดินแห่งหมู่บ้านเสนานี ใกล้กับอุรุเวลาเสนานิคม นางสุชาดาได้นาข้า
มธุปายาสใส่ภาชนะทองคาไปถวายพระพุทธองค์ พระโคดมรบั ภาชนะอาหารแล้วเสด็จ
ไปยังฝั่งแม่น้า ทรงสรงน้า ที่ท่าสุปปติฏฐิต แล้วทรงเสวยพระกระยาหารนี้เป็นอาหาร
พอไป ๕๙ วัน สาหรับพระองค์ อาหารท่ีนางสุชาดาถวายนั้นเป็นอาหารสาคัญม้ือหน่ึง
ในบรรดาอาหารสาคญั ท่ีสุดในการ ถวายแดพ่ ระพทุ ธองค์๑๗๑
๓) นางวิสาขา๑๗๒ ยอดเยี่ยมกว่าอริยสาวิกาของพระพุทธองค์ในทาง
ถวายทาน (ทายิกาน อคฺค) นางเกิดในเมืองภัททิยะ แคว้นอังคะ เป็นโสดาบันบุคคล
ต้งั แตอ่ ายุ ๗ ขวบ นางตดิ ตามธนญั ชัยเศรษฐบี ดิ าไปอยู่เมอื งสาเกด นางสามารถกลับใจ
พ่อผัวซึ่งนับถือพวกนิครนถ์ (ศาสนาเชน) ให้หันมานับถือพระพุทธศาสนา พร ๘
ประการ คอื
(๑) ขอถวายผา้ อาบน้าฝนตลอดชวี ิต
(๒) ขอถวายภัตตาหารแดพ่ ระอาคนั ตุกะตลอดชวี ติ
(๓) ขอถวายภตั ตาหารเพือ่ พระทเ่ี ตรียมจะไปตลอดชวี ติ
(๔) ขอถวายภตั ตาหารเพอื่ พระอาพาธตลอดชีวติ
(๕) ขอถวายภัตตาหารเพื่อพระท่พี ยาบาลพระอาพาธตลอดชีวิต
(๖) ขอถวายยาสาหรบั พระอาพาธตลอดชีวติ
๑๖๙ ขุ.อป. (ไทย) ๓๓/๑๗๖/๓๙๑-๓๙๔.
๑๗๐ อง.ฺ เอก. (ไทย) ๒o/๑๕๒/๓๔.
๑๗๑ ชา.อ. (ไทย) ๑/๑๐๐-๑๑๑.
๑๗๒ อง.ฺ เอก. (ไทย) ๒๐/๑๕๒/๓๔.
(๗) ขอถวายยาคปู ระจาตลอดชีวติ
(๘) ขอถวายผา้ อาบนา้ แดภ่ กิ ษุณสี งฆ์ตลอดชีวติ
นางวิสาขาเคยนาผ้าเชด็ หน้าถวายพระพุทธเจ้าและพระพทุ ธองคท์ รงรับ
ในฐานะ เปน็ ทานพเิ ศษ อีกคร้งั หนง่ึ นางวสิ าขานาเอาหมอ้ น้า ไมก้ วาด และทเ่ี ช็ดเท้าทา
ด้วยดินเผาไปถวายแด่พระพุทธองค์ พระพุทธองค์ทรงรบั แต่หมอ้ นา้ กับไม้กวาด แต่ไม่
ทรงรบั หม้อนา้ ทท่ี าด้วยดินเผา นางวสิ าขามีลูกหลาน เหลน โหลนมากมาย เดินร่วมกับ
ลูกหลานเหล่านี้มองไม่ออกเลยว่า นางวิสาขาเป็นแม่ ย่า ยาย มองไปในฐานะเป็นพ่ี
เพราะนางประกอบดว้ ยลักษณะเบญจกัลยาณี ๕ ประการ คือ
(๑) เกสกลฺยาณ ผมงามประหน่ึงกาหางนกยูงราแพน เมื่อสยาย
ปลอ่ ยลงไปจดชายผา้ นงุ่ ปลายผมตวดั งอนขน้ึ
(๒) มสกลฺยาณ เน้ืองาม คือ เนื้อท่ีโคนฟัน (เหงือก) สีสวยปานผล
มะตูมสุก เรยี บสนทิ ดี
(๓) อฏฺฐิกลฺยาณ กระดกู งาม คอื ฟันขาวสะอาดเสมอเรยี บไม่ขรขุ ระ
งามเสมือนระเบียบเพชรที่เขายกวางเรียงกัน และเสมอเสมือนรอยจักรของสังข์ท่ีขัดดี
แล้ว
(๔) ฉวิกลยฺ าณ ผวิ งาม คอื ฉวีวรรณของสตรีดา ไมด่ ่างดว้ ย แมลงวนั
เป็นต้น ดาสนทิ น่าเสนห่ าประหนึ่งสีนลิ ุบล ฉวีวรรณของสตรีเหมือนดอกกรรณิการ์
๔) นางกาฬีอุบาสิกา ชาวกรรฆรกิ า เป็นเลิศในทางเลื่อมใสเพราะได้ยนิ
ไดฟ้ งั ตาม๑๗๓
๕) นางนกุลมาตาคหปตานี เป็นเลิศในทางเป็นผู้คุ้นเคยกับพระพุทธ
องค๑์ ๗๔
๑๗๓ เรอ่ื งเดียวกนั , หนา้ ๓๓.
๑๗๔ เรื่องเดยี วกนั .
๖) พระนางสามาวดี มเหสีของพระเจ้าอุเทน เป็นผู้ยอดเย่ียมในทาง
เจริญเมตตา๑๗๕
๗) นางสุปปวาสะโกลิยธีตา เป็นเลิศในทางถวายของอันประณีต คือ
ถวายทานอันมีรสเลศิ แกภ่ กิ ษุ๑๗๖
๘) นางสุปปยิ ะ เปน็ เลิศกว่าอบุ าสิกาทัง้ หลายในทางเปน็ ผู้พยาบาลภิกษุ
ไข้๑๗๗
๙) นางอุตตรานันทมารดา เป็นเลิศในการเจริญฌาน และรักษาศีล
อโุ บสถอย่างเครง่ ครดั ๑๗๘
สรุปได้ว่า บทบาทและผลงานของสตรีในฐานะเป็นอริยสาวิกานั้น บางอย่าง
สาเร็จมาจากกรรมเกา่ บางอยา่ งเปน็ พฤตกิ รรมทส่ี ตรีเหล่านี้ได้สร้างขน้ึ ในปจั จุบนั ชาติน้ี
เป็นที่น่าสังเกตอยู่ว่าวรรณคดีบาลีกล่าวอย่างมีเหตุผล แม้เหตุผลน้ันจะเป็นอดีตชาติ
หรือบุพกรรมก็ตาม แต่ไม่ทิง้ หลกั เหตุผล
๑๗๕ เร่ืองเดยี วกัน, หน้า ๓๒.
๑๗๖ เรือ่ งเดยี วกนั , หน้า ๓๓.
๑๗๗ เรอ่ื งเดยี วกนั .
๑๗๘ เรอ่ื งเดียวกัน.
บทที่ ๓
สตรใี นฐานะภิกษุณีในพระพทุ ธศาสนา
๓.๑ บทบาทของนางภิกษุณี
บทบาท หมายถึง การกระทาตามหน้าที่ท่ีกาหนดไว้ คือ การกระทาหน้าท่ี
ของตนอันมีคุณค่าหรือประโยชน์ที่มีอยู่ในตัวของมันอยู่แล้ว การทาหน้าที่นั้นต้องมี
ความสัมพนั ธ์กับบุคคลอ่ืน ผทู้ ่ีทาหน้าที่ของตนใหด้ กี เ็ ท่ากบั การแสดงบทบาท เช่น พระ
พทุ ธองค์ทรงไดร้ บั ความเคารพจากพทุ ธศาสนิกชน เพราะพระพทุ ธองคท์ รงทาหน้าที่ส่ัง
สอนต้ัง ๔๕ ป๑ี ๗๙ การสอนของพระพทุ ธองค์จึงเปน็ การกระทาตามบทบาท เพราะเป็น
การกระทาตามหนา้ ท่ี
การเข้ามาอุปสมบทของสตรีในพระธรรมวินัยไม่ได้แบง่ แยกความเป็นอยู่ ให้
ภิกษุณีที่มาจากวรรณะต่างๆ ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยโดยไมม่ ีข้อยกเว้น สตรีที่เข้ามา
อุปสมบทเป็นภิกษุณีจะต้องดารงชีวิตให้อยู่ในหลักธรรมวินัยข้อเดียวกัน สตรีทุกคนที่
เข้ามาสู่พระธรรมวินัยจะได้รบั การปฏิบตั ิเหมือนกันหมด คือทุกคนมีความเท่าเทียมกัน
สิ่งที่ทุกคนตกลงกันเม่ือเข้ามาสู่ธรรมวินัย คือ มีความเคารพในคาส่ังสอนของพระพทุ ธ
องค์ การดาเนินชีวิตของภิกษุณีจึงดาเนินไปตามพระธรรมวินัย ด้วยความสันโดษ ไม่มี
การประกอบอาชีพใดๆ เพื่อเปน็ การเลย้ี งชพี อยา่ งฆราวาสวิสัย การบริโภคเป็นไปเพื่อให้
ร่างกายมีกาลังเพื่อปฏิบัติตามคาสอนของพระพุทธองค์ ด้วยหลักปาริสุทธิศีล ๔
ประการตามหลกั พทุ ธบญั ญตั ิ คือ
๑) ปาฏิโมกขสังวรศีล คือ การสารวมในพระปาฏิโมกข์งดเว้นจากข้อท่ี
พระพทุ ธเจา้ ทรงหา้ ม และปฏิบัตติ ามทท่ี รงอนุญาต
๑๗๙คูณ โทขันธ์, พุทธศาสนากับชีวิตประจาวัน, (กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร์,
๒๕๓๗), หน้า ๑๔.