เธอช่ือนี้ เธอจงฟังนะ น้ีเป็นกาลสัตย์ กาลจริง ของเธอ เมื่อถูกถาม
ในท่ามกลาง สงฆ์ ถึงส่ิงอันเกิดแล้วมีอยู่ จึงบอกว่ามี ไม่มี จึงบอกว่าไม่มี เธออย่า
กระดาก เธออย่าเกอ้ เขนิ พระภกิ ษุณที ั้งหลาย จักถามเธอ อยา่ งน้ี
เธอไม่ใชผ่ ูไ้ มม่ เี ครื่องหมายเพศหรือ ไม่ใช่สักแตว่ ่ามเี ครอื่ งหมายเพศ
หรือ ไม่ใช่ผู้ ไม่มีประจาเดือนหรือ ไม่ใช่ผู้มีประจาเดือนไม่หยุดหรือ ฯลฯ เธอชื่ออะไร
ปวตั ตินขี องเธอชื่ออะไร
เคยมีพระภิกษุณีผู้ทาหน้าที่สอนซ้อมแล้วกลับมาท่ีประชุมพระ
ภิกษุณีสงฆ์พร้อม กันกับหญิงผู้จะบวช พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต แต่ทรงแนะนาให้
พระภิกษุณีผู้ทาหน้าท่ี สอนซ้อมมากอ่ นแล้วประกาศให้พระภิกษุณีสงฆท์ ราบด้วยญัตติ
กรรมวาจา(คาประกาศให้ ทราบ) ว่า
“แม่จา เจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟงั ข้าพเจ้า หญงิ ช่อื นเี้ ป็นอุปสมั ปทาเปกขา
ของแม่เจ้า ช่ือว่านี้ เธออันข้าพเจ้าสอนซ้อมแล้ว ถ้าความพร่ังพร้อมของสงฆ์ถึงท่ีแล้ว
เธอชอ่ื นี้ พ่ึงมา”
๔. เปล่งคาขออุปสมบท จากนั้นพระภิกษุณีรูปที่ทาหน้าที่สอนซ้อม ซึ่ง
บัดน้ีกลับมาประกาศให้พระภิกษุณีสงฆ์ทราบแล้ว จึงเรียกผู้จะบวชซึ่งบัดนี้ยังยืนอยู่
นอกท่ีประชุมให้เข้ามา โดยให้เธอห่มผ้าเฉวียงบ่า ให้ไหว้พระภิกษุณีทั้งหลาย ให้น่ัง
กระโหยง่ ประนมมือ เปลง่ คาขออปุ สมบท (บวชเปน็ พระภิกษณุ ี) ว่า
แม่เจ้า ดิฉันขออุปสมบทต่อสงฆ์ สงฆ์โปรดช่วยอนุเคราะห์ยกดิฉันข้ึน
เกิด
แมเ่ จา้ ดิฉนั ขออุปสมบทตอ่ สงฆ์ เป็นครงั้ ท่ี ๒ สงฆโ์ ปรดชว่ ยอนเุ คราะห์
ยกดิฉันข้ึนเถิด
แมเ่ จา้ ดฉิ นั ขออปุ สมบทต่อสงฆ์ เปน็ คร้งั ที่ ๓ สงฆ์โปรดช่วยอนุเคราะห์
ยกดิฉนั ขน้ึ เถิด
คาแต่งตงั้ ตนเพื่อถามอันตรายกิ ธรรม
ภกิ ษณุ ีผ้ฉู ลาดสามารถพงึ ประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญตั ตกิ รรมวาจาวา่
แม่เจ้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อน้ีเป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้า
ชื่อนี้ ถา้ สงฆพ์ ร้อมกันแลว้ ข้าพเจา้ จงึ ถามอนั ตรายกิ ธรรมกับผมู้ ชี ่อื นี้ดังนี้
แน่ะผมู้ ีช่อื นี้ เธอฟงั นะ นี้เป็นกาลสัตย์ กาลจรงิ ของเธอ เราจะถามถึงส่ิง
ที่เกิดสิ่ง ท่ีมี จึงบอกว่า “มี” ไม่มีก็จึงบอกว่า “ไม่มี” เธอไม่ใช่ผู้ไม่มีเคร่ืองหมายเพศ
หรอื เธอไมใ่ ช่ลกั แตว่ า่ มเี คร่ืองหมายเพศหรือ ฯลฯ เธอชื่ออะไร ปวตั ตินขี องเธอช่อื อะไร
ญัตติจตุตถกรรมอุปสมั ปทา
ภิกษุณีผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติ จตุตถ
กรรมวาจาวา่
แม่เจ้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อน้ีเป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้า
ชอ่ื น้ี บริสทุ ธ์จิ ากอนั ตรายกิ ธรรม เธอมบี าตรและจวี รครบแลว้ ผมู้ ีช่อื นอี้ ปุ สมบทตอ่ สงฆ์
มีแม่เจา้ ชอ่ื น้ีเปน็ ปวัตตนี ถ้าสงฆ์พรอ้ มกันแล้ว สงฆ์พงึ ให้ผู้มีช่อื น้อี ปุ สมบทมแี ม่เจา้ ช่ือนี้
เปน็ ปวัตตนี นเ่ี ปน็ ญตั ติ
แม่เจ้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีช่ือน้ีเป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้า
ช่ือน้ี บริสุทธิ์จากอันตรายิกธรรมท้ังหลาย เธอมีบาตรและจีวรครบแล้ว ผู้มีชื่อนี้ขอ
อุปสมบทต่อ สงฆ์มีแม่เจ้าช่อน้ีเป็นปวัตตินี สงฆ์ให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบทมีแม่เจ้าชื่อนี้มีแม่
เจ้าช่ือนเ้ี ปน็ ปวตั ตนิ ี แมเ่ จ้ารปู ใดเหน็ ดว้ ยกับการให้ผูม้ ชี อื่ น้ีอปุ สมบทมีแม่เจ้าช่อื น้ีเป็นป
วัตตินี แม่เจา้ รูปนั้นพงึ ถึง แมเ่ จ้ารูปใดไมเ่ หน็ ด้วย แม่เจา้ รูปนัน้ จงึ ทักท้วง
แม้ครัง้ ที่ ๒ ขา้ พเจา้ ก็กล่าวความน้ี ฯลฯ
แม้ครั้งท่ี ๓ ข้าพเจ้าก็กล่าวความน้ี แม่เจ้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีช่ือ
น้ีเป็น อุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อน้ี บริสุทธ์ิจากอันตรายิกธรรมทั้งหลาย เธอมี
บาตรและจีวรครบแล้ว ผมู้ ชี ่อื น้ขี ออุปสมบทตอ่ สงฆ์มีแม่เจ้าชื่อนี้เปน็ ปวัตตินี สงฆใ์ ห้ผู้มี
ชื่อนี้อุปสมบทมีแม่ เจ้าชื่อน้ีเป็นปวัตตินี แม่เจ้ารูปใดเห็นด้วยกับการให้ผู้มีชื่อนี้
อปุ สมบทมแี มเ่ จา้ ช่ือน้ีเปน็ ปวตั ติ นีแม่เจ้ารูปน้ันจงึ นิง่ แม่เจ้ารปู ใดไมเ่ หน็ ด้วย แมเ่ จ้ารปู
นน้ั จึงทักทว้ ง
ผู้มีช่ือนี้ สงฆ์ให้อุปสมบทแล้วมีแม่เจ้าชื่อน้ีเป็นปวัตตินี สงฆ์เห็นด้วย
เพราะฉะนนั้ จึงน่ิง ข้าพเจ้าขอถือความนิ่งนน้ั เปน็ มติอยา่ งน้ี
หลังจากนั้น ภิกษุณีจึงพาเธอเข้ไปหาภิกษุสงฆ์ ให้ห่มอุตตราสงฆ์เฉวียง
บ่าข้างหนึ่งให้กราบเท้าภิกษุทั้งหลาย แล้วให้น่ังกระโหย่ง ประนมมือ ให้กล่าวคาขอ
อุปสมบทว่า
คาขออุปสมบทต่อภิกษสุ งฆ์
พระคุณเจ้าทั้งหลาย ดิฉันชื่อน้ีเป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้
อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝา่ ยเดียว บริสุทธิ์แล้วในภิกษุณสี งฆ์ พระคุณเจ้าทั้งหลาย ดิฉันขอ
อุปสมบทต่อสงฆ์ สงฆโ์ ปรดอนเุ คราะหย์ กดฉิ นั ข้ึนด้วยเถิด
พระคุณเจ้าทั้งหลาย ดิฉันช่ือนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าช่ือนี้
อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดยี ว บริสุทธ์ิแล้วในภิกษุณีสงฆ์ พระคุณเจ้าทั้งหลาย ดิฉันขอ
อปุ สมบทตอ่ สงฆ์ เป็นครง้ั ที่ ๒ ขอสงฆ์โปรดอนเุ คราะห์ยกดิฉนั ขึน้ เถดิ
พระคุณเจ้าทั้งหลาย ดิฉันช่ือน้ีเป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าช่ือน้ี
อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์แล้วในภิกษุณสี งฆ์ พระคุณเจ้าทั้งหลาย ดิฉันขอ
อปุ สมบทตอ่ สงฆ์ เปน็ ครั้งท่ี ๓ ขอสงฆ์โปรดอนเุ คราะห์ยกดฉิ ันขนึ้ เถดิ
ญัตตจิ ตุตถกรรมอุปสัมปทา
ภิกษุผฉู้ ลาดพงึ ประกาศใหส้ งฆท์ ราบดว้ ยญตั ติจตตุ ถกรรมวาจาวา่
ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจา้ ผู้มีช่ือน้ีเป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่
เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธ์ิในภิกษุณีสงฆ์ ผู้มีช่ือน้ีขออุปสมบทตอ่
สงฆม์ ีแม่เจ้าช่อื น้ีเปน็ ปวัตตินี ถา้ สงฆพ์ รอ้ มกันแลว้ จึงให้ผูม้ ีชอ่ื น้ีอปุ สมบทมีแม่เจ้าชื่อนี้
เปน็ ปวัตตนี นเ่ี ปน็ ญตั ติ
ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่
เจ้าชื่อน้ี อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์ในภิกษุณีสงฆ์ ผู้มีชื่อนี้ขออุปสมบทต่อ
สงฆ์มีแม่เจ้าชื่อน้ีเป็น ปวัตตินี สงฆ์ให้ผู้มีช่ือนี้อุปสมบทมีแม่เจาช่ือน้ีเป็นปวัตตนี ท่าน
รูปใดเห็นด้วยกับการให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบทมีแม่เจ้าช่ือนี้เป็นปวัตตินี ท่านรูปนั้นจึงน่ิง
ทา่ นรูปใดไมเ่ หน็ ด้วย ท่านรปู นน้ั พึงทกั ทว้ ง
แม้ครงั้ ที่ ๒ ข้าพเจ้ากก็ ล่าวความน้ี ฯลฯ
แมค้ รั้งท่ี ๓ ข้าพเจ้ากก็ ล่าวความน้ี ท่านผเู้ จรญิ ขอสงฆจ์ งฟังข้าพเจ้า ผู้
มีชื่อน้ีเป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าช่ือนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธ์ิใน
ภิกษุณีสงฆ์ ผู้มีชื่อน้ีขออุปสมบทต่อสงฆ์มีแม่เจ้าช่ือน้ีเป็นปวัตตินี สงฆ์ให้ผู้มีชื่อน้ี
อุปสมบทมีแม่เจา้ ชื่อนี้ เป็นปวัตตนี ท่านรูปใดเห็นด้วยกบั การให้ผู้มีช่ือนี้อุปสมบทมีแม่
เจา้ ชื่อนเ้ี ปน็ ปวัตตนี ทา่ นรปู นั้นจงึ นิ่ง ท่านรปู ใดไม่เห็นด้วย ทา่ นรูปน้ันจงึ ทักทว้ ง
ผู้มีช่ือน้ี สงฆ์ให้อุปสมบทแล้วมีแม่เจ้าชื่อน้ีเป็นปวัตตินี สงฆ์เห็นด้วย
เพราะฉะน้ันจึงน่ิง ข้าพเจ้าขอถือความนิ่งนนั้ เปน็ มตอิ ยา่ งน้ี๓๖๐
เม่ือจบการสวดญัตติจตุตถกัมมวาจา อุปสัมปทาเปกขาก็ได้ชือ่ ว่าสาเรจ็
เปน็ องค์ ภิกษุณี ตามพระพทุ ธบัญญตั ทิ ุกอยา่ ง จากนั้นจงึ วดั เงาแดด บอกฤดู บอกส่วน
แห่งวัน บอกจานวนสงฆ์ทรี่ ่วมประชมุ เพือ่ ให้รู้ว่าการอปุ สมบทเสรจ็ เรยี บร้อยขณะท่ีเงา
แดดอยู่ระยะเทา่ ใด อยู่ในฤดไู หน อย่ใู นส่วนแห่งวันคอื เชา้ สาย บา่ ย และเพอ่ื รู้จานวน
สงฆ์ท่ีประชุมให้ อุปสมบท ต่อจากนน้ั สงฆ์พงึ มอบให้ภิกษณุ ีทีพ่ ามานั้นบอกอนศุ าสน์คือ
หลกั สาคญั ที่ภกิ ษุณี ผู้บวชใหมจ่ ะตอ้ งเรยี นรู้ เรยี กว่า นสิ ัย และ อกรณียกิจ
ดังพระพุทธานุญาตว่า พึงบอกนิสัย ๓ อย่าง๓๖๑ และอกรณียกิจ ๘
อยา่ ง แกภ่ ิกษุณนี ้ี นิสัย ได้แก่ ส่งิ ทภ่ี กิ ษณุ จี ะตอ้ งยดึ ถอื เป็นแนวปฏิบัติ มี ๓ อยา่ งคอื
๑. บรรพชิตต้องอาศัยโภชนะ คือ อาหารท่ีหามาได้ด้วยลาแข้ง จึง
อตุ สาหะในข้อนต้ี ลอดชวี ิต
๒. บรรพชติ ต้องอาศัยผ้าบงั สุกุลจีวร จึงอตุ สาหะในขอ้ นต้ี ลอดชวี ิต
๓๖๐ ว.ิ จ.ู (ไทย) ๗/๔๒๕/๒๖๐.
๓๖๑นิสยั ๓ คือ (๑) เที่ยวบณิ ฑบาต (๒) ถือผ้าบงั สกุ ลุ (๓) ฉนั ยาดองด้วยนํา้ มตู รเน่า พระผ้มู ีพระ
ภาคทรงห้ามภิกษุณีอย่ปู ่ า ภกิ ษุณีจึงไมต่ ้องถือนิสสยั ข้อวา่ “อยโู่ คนไม้”
๓. บรรพชิตต้องอาศัยน้ามูตรเน่า พึงทาอุตสาหะในขอ้ นี้ตลอดชีวิต
อกรณยี กจิ ไดแ้ ก่ กิจทบี่ รรพชติ ไม่พงึ ทา มี ๘ อยา่ งคือ
๑. ไม่พึงเสพเมถนุ คือ การร่วมประเวณี
๒. ไม่พงึ ถอื เอาส่ิงของที่เจ้าของเขาไมใ่ ห้
๓. ไม่พึงทาลายชวี ิตมนุษยใ์ หต้ กล่วงไป
๔. ไมพ่ งึ พดู อวดอตุ ริมนุสธรรมทไ่ี ม่มใี นตน
๕. ไม่พงึ มีความกาหนดั ยินดใี นการลบู คลาจบั ตอ้ ง
๖. หากรู้ว่าภกิ ษณุ รี ปู ใดเปน็ อาบัตปิ าราชิก ต้องโจทดว้ ยตนเองหรือ
บอกแกห่ มู่คณะ
๗. ไมพ่ ึงประพฤตติ ามภกิ ษุ ขับออกจากพระธรรมวินัย
๘. ไม่พึ่งมีความกาหนัดยินดีกับบุรุษผู้มีความกาหนัดยินดี เช่น จับ
มือ จบั ชายผา้ ยืนด้วยกนั สนทนาดว้ ยกัน เข้าสู่ที่มุงบัง ทอดกายแก่บุรุษนน้ั
๓. วธิ บี วชแบบทเู ตนอุปสัมปทา คอื วธิ ีบวชแบบผ่านทางทตู ๓๖๒ โดยให้
พระภิกษุณรี ูปใดรูปหนึง่ ทฉี่ ลาดสามารถทาหน้าท่ีเป็นทูตรบั เรอ่ื งของผู้บวชจากฝา่ ยพระ
ภิกษุณีสงฆ์แล้วไปแจ้งขอบวชต่อพระภิกษุสงฆ์ มีเพียงพระอัฑฒกาสีขาวแคว้นกาสรูป
เดยี วเทา่ น้ัน ท่ีได้บวชด้วยวธิ ีบวชแบบนี้
วิธีบวชแบบนี้ มีวิธีปฏิบัติ คือ ให้พระภิกษุณีผู้ฉลาดสามารถ ซึ่งได้รับ
มอบหมาย ให้เป็นทูตเข้าไปหาพระภิกษุสงฆ์แล้วห่มผ้าเฉวียงบ่า ไหว้เท้าพระภิกษุ
ทงั้ หลาย นั่งกระโหยง่ ประนมมอื กลา่ วขึ้นวา่
“พระคุณเจ้าทั้งหลาย ผู้มีชื่อน้ีเป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าช่ือนี้
อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธ์ิในภิกษุณีสงฆ์ เธอมาไม่ได้เพราะมีอันตราย
บางอย่าง พระคุณเจ้าทั้งหลาย ผู้มีช่ือน้ีขออุปสมบทต่อสงฆ์ พระคุณเจ้าท้ังหลาย ขอ
สงฆโ์ ปรดอนเุ คราะห์ยก เธอขนึ้ เถดิ
๓๖๒ บรรจบ บรรณรุจ,ิ ภิกษุณี : พุทธสาวกิ าครัง้ พุทธกาล, เร่ืองเดียวกนั , หน้า ๒๘๘-๒๘๙.
พระคุณเจ้าท้ังหลาย ผู้มีช่ือน้ีเป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าช่ือน้ี
อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์ในภิกษุณีสงฆ์ เธอมาไม่ได้เพราะมีอันตราย
บางอย่าง พระคุณเจ้าทั้งหลาย แม้คร้ังที่ ๒ ผู้มีชื่อน้ีขออุปสมบทต่อสงฆ์ พระคุณเจ้า
ทงั้ หลาย ขอสงฆโ์ ปรด อนุเคราะห์ยกเธอขน้ึ เถิด
พระคุณเจ้าท้ังหลาย ผู้มีชื่อน้ีเป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าช่ือนี้
อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์ในภิกษุณีสงฆ์ เธอมาไม่ได้เพราะมีอันตราย
บางอย่าง พระคุณเจ้าท้ังหลาย แม้ครั้งที่ ๓ ผู้มีชื่อน้ีขออุปสมบทต่อสงฆ์ พระคุณเจ้า
ท้ังหลาย ขอสงฆ์โปรด อนุเคราะหย์ กเธอขน้ึ เถิด
พระภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถ
กรรมวาจาว่า
ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีช่ือนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่
เจ้าช่ือนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธ์ิในภิกษุณีสงฆ์ เธอมาไม่ได้เพราะมี
อันตรายบางอย่าง ผู้มีช่ือน้ีขออุปสมบทต่อสงฆ์มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี ถ้าสงฆ์พร้อม
แล้ว จงึ ใหผ้ ู้มชี อ่ื นี้ อุปสมบทมแี มเ่ จา้ ช่ือนเี้ ป็นปวตั ตนี น่เี ปน็ ญตั ติ
ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจา้ ผู้มีช่ือนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่
เจ้าช่ือนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์ในภิกษุณีสงฆ์ เธอมาไม่ได้เพราะมี
อันตรายบางอย่าง ผู้มีชื่อน้ีจึงขออุปสมบทต่อสงฆ์มีแม่เจ้าชื่อน้ีเป็นปวัตตินี สงฆ์ให้ผู้มี
ช่ือนี้อุปสมบทมแี ม่เจ้าชื่อ นี้เป็นปวัตตินี ท่านรูปใดเห็นด้วยกับการอปุ สมบทของผมู้ ีชื่อ
นี้มีแม่เจ้าช่ือน้ีเป็นปวัตตินี ท่าน รูปน้ันจึงน่ิง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย ท่านรูปน้ันพึง
ทกั ท้วง
แมค้ ร้งั ท่ี ๒ ขา้ พเจ้ากก็ ล่าวความน้ี ฯลฯ
แมค้ รัง้ ที่ ๓ ขา้ พเจ้าก็กลา่ วความนี้ว่า ท่านผเู้ จริญ ขอสงฆ์จงฟงั ข้าพเจ้า
ผมู้ ชี ่อื นเี้ ป็นอปุ สมั ปทาเปกขาของแม่เจ้าช่ือน้ี อปุ สมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดยี ว บริสุทธใิ์ น
ภกิ ษณุ ี สงฆ์ เธอมาไมไ่ ด้เพราะมีอันตรายบางอย่าง ผ้มู ชี ่ือน้จี งึ ขออปุ สมบทตอ่ สงฆ์มีแม่
เจ้าชื่อนี้ เป็นปวัตตินี สงฆ์ให้ผู้มีชื่อน้ีอุปสมบทมีแม่เจ้าชื่อน้ีเป็นปวัตตินี ท่านรูปใดเห็น
ด้วยกับการ อปุ สมบทของผมู้ ีชอ่ื นี้มีแม่เจ้าชือ่ นี้เปน็ ปวตั ตนิ ี ท่านรปู นั้นจึงน่งิ ทา่ นรปู ใด
ไม่เหน็ ดว้ ย ท่านรปู นั้นพึงทักท้วง
ผู้มีช่ือน้ี สงฆ์ให้อุปสมบทแล้วมีแม่เจ้าชื่อน้ีเป็นปวัตตนี สงฆ์เห็นด้วย
เพราะฉะนน้ั จงึ นงิ่ ข้าพเจ้าขอถือความนง่ิ นั้นเป็นมตอิ ยา่ งน้ี
ขณะนน้ั แหละพงึ วดั เงาแด บอกประมาณฤดู สว่ นแห่งวนั บอกสังคีติ ส่ัง
ภิกษณุ ี ทั้งหลายว่า “พวกเธอพึ่งบอกนสิ ยั ๓ และอกรณยี กิจ ๘ แกภ่ กิ ษุ”๓๖๓
๖.๑.๓ วิธีบรรพชาเป็นสามเณร
สตรีผู้ปรารถนาจะเขา้ มาขอบวชในพระพทุ ธศาสนา แตม่ อี ายุยงั ไม่ครบ ๒๐ ปี
พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้บวชเป็นสามเณรีเหมือนอย่างที่ทรงอนุญาตให้บุรุษผู้มีอายุ
ยังไม่ ครบ ๒๐ ปี บวชเปน็ สามเณร การบรรพชาเป็นสามเณรหญงิ เรียกว่า สามเณรี
วิธีบวชแบบน้ี มีวิธีปฏิบัติ คือ ให้ผู้ขอบวชโกนศีรษะ ห่มผ้าเฉวียงบ่า เข้าไป
กราบ เทา้ พระภกิ ษณุ ีสงฆ์แล้วน่ังกระโหย่งประนมมือ กลา่ วคาขอถงึ พระรัตนตรัยเป็นที่
พึ่ง ๓ ครง้ั ดงั นี้
ข้าพเจา้ ขอถงึ พระพทุ ธเจ้าเป็นทพ่ี ึ่ง
ข้าพเจา้ ขอถงึ พระธรรมเปน็ ท่พี ง่ึ
ขา้ พเจา้ ขอถงึ พระสงฆ์เป็นที่พงึ่
ขา้ พเจา้ ขอถึงพระพทุ ธเจ้าเป็นท่ีพง่ึ แมค้ ร้ังที่ ๒
ขา้ พเจ้าขอถงึ พระธรรมเปน็ ทพ่ี ง่ึ แมค้ รั้งท่ี ๒
ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆเ์ ปน็ ทพ่ี ่งึ แม้ครัง้ ท่ี ๒
ขา้ พเจา้ ขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นท่ีพ่งึ แม้ครง้ั ที่ ๓
ข้าพเจา้ ขอถึงพระธรรมเปน็ ทพ่ี ง่ึ แมค้ ร้งั ท่ี ๓
ข้าพเจา้ ขอถงึ พระสงฆเ์ ปน็ ท่ีพึ่ง แมค้ รัง้ ที่ ๓๓๖๔
๓๖๓ว.ิ จ.ู (ไทย) ๗/๔๓o/๒๖๔-๒๖๕.
๓๖๔ ข.ุ ข.ุ (ไทย) ๒๕/๑/๑.
จากนน้ั จึงใหก้ ลา่ วคาขอสมาทานสิกขาบท ๑๐ (ศลี ๑๐) ว่า
๑. ขา้ พเจา้ ขอสมาทานสกิ ขาบท คอื เจตนางดเวน้ จากการฆา่ สตั ว์
๒. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการถือเอาวัตถุ
ส่งิ ของท่เี จา้ ของไมไ่ ด้ให้
๓. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการประพฤติ
กรรมอนั มิใชพ่ รหมจรรย์
๔. ข้าพเจา้ ขอสมาทานสิกขาบท คอื เจตนางดเวน้ จากการพดู เท็จ
๕. ขา้ พเจา้ ขอสมาทานสกิ ขาบท คอื เจตนางดเว้นจากการดืม่ น้าเมา คอื
สุราและเมรัยอนั เปน็ เหตแุ หง่ ความประมาท
๖. ข้าพเจ้าขอสมาทานสกิ ขาบท คอื เจตนางดเวน้ จากการบรโิ ภคอาหาร
ในเวลาวิกาล๓๖๕
๗. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการฟ้อนรา ขับ
ร้อง บรรเลงดนตรี และดูการละเลน่ อนั เปน็ ข้าศึกต่อกุศล
๘. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการทัดทรง
ประดบั ตกแตง่ ร่างกายด้วยดอกไม้ ของหอมและเครอ่ื งลูบไล้๓๖๖
๙. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการนอนบนท่ี
นอนสงู และทน่ี อนใหญ่
๑๐. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนงดเว้นจากการรับทองและ
เงนิ ๓๖๗
๓๖๕เวลาวกิ าล ในที่นีห้ มายถึงเวลาท่ีเลยเที่ยงวนั ไป ใน ข.ุ ข.ุ อ. (ไทย) ๒/๒๗.
๓๖๖ รายละเอียดใน สารตถฺ .ฎีกา. (ไทย) ๓/๑๐๖/๓๐๘.
๓๖๗ ข.ุ ข.ุ (ไทย) ๒๕/๒/๒.
สิกขาบท ๑๐ ข้อ เป็นการปฏิบัติข้ันมูลฐาน เตรียมตัวสามเณรีไว้เพื่อปฏิบัติ
อย่างเคร่งครัดย่ิงข้ึน เป็นการทดสอบจิตใจและความอดทนในระยะแรกของสตรีผู้
ปรารถนา จะบวชเปน็ ภกิ ษุณี เพอื่ ใหเ้ คยชนิ กบั วถิ ีชวี ิตของนักบวชต่อไป
๖.๑.๔ วิธีบรรพชาเปน็ สิกขมานา
การบวชเป็นสิกขมานา คือ การบวชในข้ันต่อจากการบวชเป็นสามเณรี
หมายความว่า เม่ือบวชเป็นสามเณรีจนกระทั่งอายุได้ ๑๘ ปีแล้ว เพ่ือให้สามเณรได้
ปฏิบัติเคร่งครัด ย่ิงข้ึนอีก พระพุทธเจ้าจึงทรงกาหนดให้สามเณรน้ันถือบวชอีกข้ันหนงึ่
ก่อนบวชเป็นพระภิกษุณี การบวชข้ันน้ีเรียกว่า “สิกขมานา” แปลว่า “นางผู้กาลัง
ศึกษา” หมายถึงว่าสามเณรีนั้นกาลังรักษาสิกขมานา ๖ ข้อ ในจานวน ๑๐ ข้อน้ัน
เคร่งครัดยิ่งข้ึนอีก โดยจะล่วงละเมิดข้อ ใดข้อหน่ึงไม่ได้ ตลอดระยะเวลา ๒ ปีน้ัน และ
ภายใน ๒ ปีน้ัน หากสามเณรีล่วงละเมิดข้อใดข้อหนึ่ง ท่านจะต้องกลับมาเร่ิมต้น
สมาทานรกั ษาใหม่
วิธีบวชข้ันน้ี มีวิธีปฏิบัติ คือ ให้สามเณรีห่มผ้าเฉวียงบ่าเข้าไปหาพระภิกษุณี
สงฆ์ ไหว้เท้าพระภิกษุณีสงฆ์แล้วน่ังกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวขอสิกขาสมมติ คือ
ความตกลง ยินยอมของพระภกิ ษณุ ีสงฆท์ ่ีจะให้เธอผมู้ ีอายุ ๑๘ ปี เร่มิ รกั ษาสิกขาบท ๖
ข้ออย่างเคร่งครัด ตลอด ๒ ปี ก่อนจะได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุณีต่อไป ต่อหน้าพระ
ภกิ ษุณสี งฆว์ ่า
“แม่เจ้า ดฉิ ันช่ือน้ี เป็นกุมารขี องแมเ่ จา้ ชื่อน้มี ีอายุครบ ๑๘ ปี ขอสกิ ขาสมมติ
ธรรม ๖ ข้อเป็นเวลา ๒ ปีตอ่ สงฆ์”๓๖๘
พึงขอแมค้ ร้ังท่ี ๒ พึงขอแม้คร้งั ท่ี ๓
พระภิกษุณีผู้ฉลาดสามารถจะประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกัมมวาจา
วา่
๓๖๘ ว.ิ ภกิ ขนุ ี. (ไทย) ๓/๑๑๒๔/๑๘๘.
“แมเ่ จ้า ขอสงฆ์จงฟงั ขา้ พเจ้า กมุ ารีชอื่ น้ขี องแมเ่ จ้าชือ่ น้มี ีอายุ ๑๘ ปีขอสกิ ขา
สมมติธรรม ๖ ขอ้ เปน็ เวลา ๒ ปตี ่อสงฆ์ ถา้ สงฆ์พรอ้ มแล้ว จงึ ใหส้ กิ ขาสมมตธิ รรม ๖ ขอ้
เปน็ เวลา ๒ ปแี กห่ ญงิ สาวผูม้ อี ายุ ๑๘ ปี น้เี ปน็ ญัตติ
แม่เจ้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า กุมารีน้ีช่ือน้ีของแม่เจ้าชื่อนี้มีอายุ ๑๘ ปีขอ
สิกขา สมมติในธรรม ๖ ขอ้ เปน็ เวลา ๒ ปตี อ่ สงฆ์ สงฆ์ให้สกิ ขาสมมติในธรรม ๖ ข้อเปน็
เวลา ๒ ปี แก่กมุ ารชี อื่ นี้มอี ายุ ๑๘ ปี แม่เจา้ รูปใดเห็นดว้ ยกับการให้สกิ ขาสมมตใิ นธรรม
๖ ข้อเป็นเวลา ๒ ปีแก่กุมารีชื่อน้ีมีอายุ ๑๘ ปี แม่เจ้ารูปนั้นจึงนิ่ง แม่เจ้ารูปใดไม่เห็น
ด้วย แมเ่ จ้ารปู นัน้ จึง ทักทว้ ง
สิกขาสมมติในธรรม ๖ ข้อเป็นเวลา ๒ ปี สงฆ์ให้แล้วแก่กุมารีช่ือนมี้ ีอายุ ๑๘
ปี สงฆ์เหน็ ด้วย เพราะฉะนั้นจงึ นิ่ง ขา้ พเจา้ ขอถอื ความน่งิ นั้นเปน็ มตอิ ยา่ งน้ี๓๖๙
พึงบอกกุมารมี อี ายุ ๑๘ ปนี นั้ “เธอจงกล่าวอยา่ งนี้วา่
๑. ดฉิ ันขอสมาทานงดเวน้ จากการฆา่ สตั ว์ โดยไม่ลว่ งละเมดิ ตลอด ๒ ปี
๒. ดิฉันขอสมาทานงดเว้นจากการถือเอาของท่ีเจ้าของมิได้ให้ โดยไม่
ลว่ งละเมิด ตลอด ๒ ปี
๓. ดิฉนั ขอสมาทานงดเวน้ จากพฤติกรรมอันมิใช่พรหมจรรย์ โดยไม่ล่วง
ละเมดิ ตลอด ๒ ปี
๔. ดิฉนั ขอสมาทานงดเว้นจากการพูดเทจ็ โดยไมล่ ่วงละเมดิ ตลอด ๒ ปี
๕. ดิฉันขอสมาทานงดเว้นจากนา้ เมาคือสุราและเมรัย อันเป็นที่ต้ังแห่ง
ความ ประมาท โดยไม่ล่วงละเมิดตลอด ๒ ปี
๖. ดิฉันขอสมาทานงดเว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล โดยไม่
ลว่ งละเมดิ ตลอด ๒ ป๓ี ๗๐
๓๖๙ ว.ิ ภิกขนุ ี. (ไทย) ๓/๑๑๒๕/๑๘๘-๑๘๙.
๓๗๐ว.ิ ภกิ ขนุ ี. (ไทย) ๓/๑๐๗๙/๑๗๑.
ต่อมาได้มีสตรีอายุ ๑๒ ปีคนหนึ่งมาขอบวชเป็นสามเณรี พระพุทธเจ้าทรง
พิจารณาเห็นว่า ท่านเคยมีสามีมาแล้วจึงมีวุฒิภาวะและศักยภาพพอท่ีจะคุ้มครองดูแล
ตนได้เหมือนผู้ใหญ่ ดังนั้นหลังจากบวชเป็นสามเณรีแล้วจึงทรงอนุญาตให้ท่านขอบวช
เปน็ สกิ ขมานา โดยแนะนาใหท้ า่ นห่มผ้าเฉวียงบ่าเข้าไปหาพระภกิ ษณุ ีสงฆ์ ไหว้เทา้ พระ
ภกิ ษณุ ี สงฆ์ น่ังกระโหย่ง ประนมมอื กล่าวคาขอสกิ ขาสมมติ ๓ ครง้ั ว่า
ขา้ แต่แมเ่ จา้ ข้าพเจ้าชอ่ื ย่างนี้ มีอายุ ๑๒ ปี ขอสิกขาสมมตธิ รรม ๖ ขอ้ ตลอด
๒ ปตี ่อสงฆ์
ต่อจากนั้น พระภิกษุณีผู้ฉลาดสามารถจะประกาศท่ามกลางสงฆ์ด้วยญัตติ
จตุตถกรรมวาจาว่า
แม่เจา้ เจ้าขา้ ขอสงฆ์จงฟงั ข้าพเจา้ สามเณรีชอื่ ยา่ งนี้ เปน็ สามเณรีของแม่เจ้า
ช่ือน้ี มอี ายุครบ ๑๒ ปีบรบิ รู ณ์ ขอสิกขาสมมตธิ รรม ๖ ข้อ ตลอด ๒ ปีต่อสงฆ์ หากสงฆ์
มีความพร้อมพรั่ง จงให้สิกขาสมมติธรรม ๖ ข้อ ตลอด ๒ ปี แก่สามเณรีชื่อนี้ ผู้มีอายุ
๑๒ ปี บรบิ ูรณ์ นี้เป็นวาจาประกาศให้สงฆ์ทราบ
แมเ่ จ้า เจา้ ข้า ขอสงฆจ์ งฟงั ข้าพเจ้า สามเณรีชอื่ ยา่ งนี้ เปน็ สามเณรีของแม่เจ้า
ชื่อนี้ มีอายุครบ ๑๒ ปีบริบูรณ์ ขอสิกขาสมมติธรรม ๖ ข้อ ตลอด ๒ ปีต่อสงฆ์ สงฆ์ให้
สิกขา สมมติธรรม ๖ ข้อ ตลอด ๒ ปี แก่สามเณรีชื่อน้ี ผู้มีอายุ ๑๒ ปี แม่เจ้ารูปใด
เห็นชอบกับการให้ สิกขาสมมติธรรม ๖ ข้อ ตลอด ๒ ปี แก่สามเณรีผู้มีอายุ ๑๒ ปี จง
นิ่ง แม่เจา้ รูปใดไม่เห็นชอบ จงทักทว้ ง
สตรีที่อายุเกิน ๒๐ ปีแล้ว ก็ต้องบวชเป็นสามเณรีและสิกขมานากอ่ น แล้วจึง
บวชเป็นพระภกิ ษุณี
การรับสตรีเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาดังกล่าวมาน้ี แสดงให้เห็นว่า
พระพุทธเจ้าทรงพระมหากรุณาหาทางบวชให้สตรีท่ีเข้ามาบวชได้อยางเหมาะสมและ
สงา่ ผา่ เผยเช่น เดียวกบั ทีท่ รงพระมหากรณุ าตอ่ บุรษุ
รวมความว่า ตามวิธีการบวชแบบญัตติจตุตถกัมมูปสัมปทา ซ่ึงใช้อยู่ใน
ปจั จุบันน้ันสาหรับพระภกิ ษุมี ๒ ขนั้ ตอน คือ บวชเป็นสามเณรแลว้ จงึ บวชเป็นพระภิกษุ
ส่วนพระภิกษุณีมี ๓ ข้ันตอน คือ บวชเป็นสามเณรีและสิกขมานา แล้วจึงบวชเป็นพระ
ภกิ ษุณี
๖.๒ ข้อปฏิบตั แิ ละระเบยี บสาหรบั นกั บวชสตรี
เม่อื พระพุทธเจ้าทรงรบั ผู้หญงิ เข้าบวชในพระพทุ ธศาสนาแล้ว ทรงกาหนดข้อ
ปฏิบัติและระเบียบสาหรับนักบวช พระองค์ทรงบัญญัติข้อปฏิบัติหรือระเบียบต่างๆ
ดังน้ี
๖.๒.๑ อนธุ รรม ๖ ข้อของสกิ ขมานา
สตรีท่ีต้องการบวชเป็นภิกษณุ ีจะต้องเป็นนางสกิ ขมานา ๒ ปี ถอื อนธุ รรม ๖
ขอ้ คอื
๑. เวน้ จากฆ่าสตั ว์
๒. เวน้ จากลกั ฉ้อส่ิงทเ่ี จ้าของเขาไม่ได้ให้
๓. เว้นจากประพฤติผดิ ในกาม
๔. เวน้ จากเจรจาคาเท็จล่อลวงผู้อ่ืน
๕. เวน้ จากดืม่ สุราเมรยั อันเปน็ เหตทุ ีต่ งั้ แห่งความประมาท
๖. เว้นจากบริโภคอาหาร ต้ังแต่เวลาอาทติ ย์เทย่ี งแล้วไปจนถึงเวลาอรุณ
ขนึ้ มาใหม่ อย่างเคร่งคดั ถา้ บกพรอ่ งข้อใดขอ้ หนงึ่ จะตอ้ งเรม่ิ ตน้ ใหม่
๖.๒.๒ ศีลของสามเณรี
สตรที ต่ี ้องการบวชเปน็ สาเณรตี ้องถือสกิ ขาบทหรือศลี ๑๐ ขอ้
๑. ขา้ พเจา้ ขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการฆ่าสัตว์
๒. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการถือเอาวัตถุ
สง่ิ ของที่เจา้ ของไมไ่ ดใ้ ห้
๓. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการประพฤติ
กรรมอันมใิ ชพ่ รหมจรรย์
๔. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ
๕. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการดื่มน้าเมา คอื
สรุ าและเมรยั อนั เปน็ เหตแุ หง่ ความประมาท
๖. ข้าพเจา้ ขอสมาทานสกิ ขาบท คือเจตนางดเว้นจากการบรโิ ภคอาหาร
ในเวลาวิกาล๓๗๑
๗. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการฟ้อนรา ขับ
รอ้ ง บรรเลงดนตรี และดกู ารละเล่นอนั เปน็ ข้าศึกต่อกุศล
๘. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการทัดทรง
ประดบั ตกแตง่ รา่ งกายดว้ ยดอกไม้ ของหอมและเคร่อื งลูบไล้๓๗๒
๙. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการนอนบนท่ี
นอน สูงและทีน่ อนใหญ่
๑๐. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนงดเว้นจากการรับทองและ
เงิน๓๗๓
๖.๒.๓ ครุธรรมของภกิ ษุณี
สตรบี วชเปน็ ภิกษณุ ตี ้องถือครุธรรม ๘ ประการ อย่างเครง่ ครัด คอื
๑. นางภิกษุณีแม้บวชแล้ว ๑๐๐ ปี ต้องอภิวาท การลุกขึ้นต้อนรับ
อัญชลีกรรม และสามีจิกรรม แก่ภิกษุผู้บวชในวันน้ัน นี้เป็นธรรมที่นางภิกษุณีจึง
สกั การะ เคารพ นบั ถือ บูชา ไมก่ า้ วล่วงจนตลอดชวี ติ
๒. นางภิกษุณีไม่พึงจาพรรษาในอาวาสท่ีไม่มีภิกษุ นี้เป็นธรรมท่ีนาง
ภิกษณุ ีจึงสกั การะ เคารพนับถือ บูชา ไม่กา้ วล่วงจนตลอดชวี ติ
๓๗๑ เวลาวกิ าล ในที่นีห้ มายถึงเวลาท่ีเลยเท่ียงวนั ไป ใน ข.ุ ข.ุ อ. (ไทย) ๒/๒๗.
๓๗๒ รายละเอียดใน สารตฺถ.ฎีกา. (ไทย) ๓/๑๐๖/๓๐๘.
๓๗๓ ข.ุ ข.ุ (ไทย) ๒๕/๒/๒.
๓. นางภิกษุณีพึงหวังธรรม ๒ อย่างจากภิกษุสงฆ์ทุกก่ึงเดือน คือ การ
ถามวันอุโบสถ กับการเข้าไปหา เพื่อรับโอวาท นี้เป็นธรรมท่ีนางภิกษุณีพึงสักการะ
เคารพ นบั ถือ บูชา ไมก่ ้าวล่วงจนตลอดชีวติ
๔. นางภิกษุณีจาพรรษาแล้ว พึงปวารณาในสงฆ์ ๒ ฝ่าย ด้วยฐานะ ๓
คือ ด้วยได้เห็น หรือ ด้วยได้ฟัง หรือ ด้วยนึกรังเกียจ นี้เป็นธรรมที่นางภิกษุณีพึง
สักการะ เคารพนับถอื บูชา ไม่กา้ วล่วงจนตลอดชีวติ
๕. นางภิกษุณีต้องครุธรรม (ต้องอาบัติสังฆาทิเสส) พึงประพฤติมานตั ต์
ตลอดปักษ์ในสงฆ์ ๒ ฝ่าย นี้เป็นธรรมที่นางภิกษุณีพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่
กา้ วล่วงจนตลอดชีวติ
๖. นางสิกขมานา ต้องศึกษาสิกขมานาในอนธุ รรม ๖ ประการตลอด ๒
ปีแล้ว จึงควรแสวงหาอุปสมบทในสงฆ์ ๒ ฝ่าย (คือก่อนจะบวชเป็นนางภิกษุณี จะต้อง
เป็นนางสกิ ขมานา ๒ ปรี ะหวา่ ง ๒ ปีต้องรกั ษาศีล ๖ ขอ้ ขาดไม่ได้ ศลี ๖ ข้อ คอื ศีล ๕
และเพิ่มข้อท่ี ๖ อันได้แก่การเว้นบริโภคอาหารในเวลาวิกาล) นี้เป็นธรรมท่ีนางภิกษณุ ี
พึงสกั การะ เคารพ นับถอื บชู า ไม่ก้าวลว่ งตลอดชีวิต
๗. นางภิกษุณี ไม่พึงด่า ไม่พึงบริภาษด้วยปริยายใดๆ นี้เป็นธรรมทนี่ าง
ภิกษณุ ีจึงสักการะ เคารพบชู า ไม่ก้าวล่วงจนตลอดชวี ิต
๘. จาเติมแต่วันนี้ไป ห้ามนางภิกษุณีว่ากล่าวส่ังสอนภิกษุ ไม่ห้าม ภิกษุ
กล่าวสั่งสอนนางภิกษุณี น้ีเป็นธรรมท่ีนางภิกษุณีพึงสักการะ นับถือเคารพบูชาไม่ก้าว
ลว่ งจนตลอดชวี ติ ๓๗๔
เหตผุ ลท่พี ระพทุ ธเจ้าทรงวางกฎเกณฑ์ไวเ้ ช่นนกี้ ็เพราะ
๑. เพ่ือคัดเลือกและทดสอบสตรีผู้ปรารถนาจะบวช ว่าจะมีจิตใจ
เข้มแข็งจริงจัง เพียงใด เม่ือเข้ามาบวชแล้วจะสามารถอดทนความทุกข์ยาก ตลอดจน
๓๗๔ เรอื่ งเดยี วกัน, หนา้ ๗๘.
ข้อปฏิบัติอ่ืนๆ ได้หรือไม่ เพราะทรงตระหนักดีถึงสภาวะจิตของสตรวี ่ามคี วามอ่อนไหว
และอดทนต่อความลาบาก ไดย้ าก
๒. เพื่อฝึกฝนอบรมผู้ท่ีจะเข้ามาเปน็ ภิกษุณใี ห้มีความร้ขู ้ันมูลฐาน จะได้
มีความ เฉลียวฉลาด เมื่อได้อุปสมบทเป็นภิกษุณีแล้ว เพราะในช่วงเปน็ สิกขมานา ๒ ปี
ต้องอยู่ใกล้ชิดกับภิกษุณีอ่ืนๆ จึงเป็นการเรียนรู้สมณจริยาและข้อวัตรปฏิบัติอย่างอ่ืน
ดว้ ย
๓. เพอ่ื ปอ้ งกนั สตรีครรภห์ รือมบี ตุ รอ่อนยังดมื่ นมอยเู่ ข้ามาอุปสมบท จะ
ได้ไมต่ อ้ งคลอดและเล้ียงดบู ตุ รในระหว่างเปน็ ภกิ ษุณี ซงึ่ จะเห็นชอ่ งทางใหป้ ระชาชนว่า
กล่าวติเตียนได้ว่ามีสามี หรือประพฤติไม่เหมาะสมกับความเป็นสมณะ อันเป็นสาเหตุ
แห่งความ เสื่อมเสียในพระพทุ ธศาสนา
๔. เพอ่ื ใหภ้ ิกษณุ เี กิดความหวงแหนในความเป็นสมณะของตนเอง จะได้
ไม่ตอ้ ง ประพฤติเสียหายอันเปน็ อันตรายต่อเพศพรหมจรรย์ ซ่งึ เปน็ สงิ่ ทไ่ี ดม้ าดว้ ยความ
ยากลาบาก เพราะธรรมดาส่ิงทไี่ ดม้ ายากย่อมจะมีคุณคา่ สูง
๕. เพ่ือป้องกันมใิ ห้สตรีเข้ามาอปุ สมบทมากจนเกินไป ทง้ั ยังป้องกนั การ
ปลอม แปลงเขา้ มาบวชอีกดว้ ย๓๗๕
๖.๒.๔ ศลี ๓๑๑ ของภกิ ษณุ ี
ในพระวินัยปฎิ กเลม่ ๓ คือ ภกิ ขุนีวิภังค์๓๗๖ ว่าดว้ ยบทบัญญตั ิของภกิ ษุณีสงฆ์
ใน ปาราชิกกัณฑ์ สังฆาทิเสสกัณฑ์ นิสสัคคิยกัณฑ์ ปาจิตติยกัณฑ์ ปาฏิเทสนียกัณฑ์
เสขิยกัณฑ์ และอธิกรณ์สมถะ รวมเป็น ๓๑๑ สิกขาบท โดยปรับโทษสถานหนักแก่
๓๗๕เสมอ บุญมา, ภิกษุณีในพระพุทธศาสนา, สํานกั งานคณะกรรมการวิจยั แห่งชาติ ปี ที่ ๑๓
เล่มท่ี ๑ มกราคม-มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๔., อ้างใน พระมหาสังเวย ธมฺมเนตฺติโก, ภิกษุณีกับการบรรลุ
อรหตั ผล, หน้า ๖๕.
๓๗๖ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พระไตรปิ ฎกภาษาไทย, (กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์มหาจุฬาลง
กรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๙), หน้า ๗.
ภิกษณุ ีผ้ลู ่วงละเมดิ บทบญั ญัตใิ นปาราชกิ กณั ฑแ์ ละสังฆาทเิ สสกณั ฑ์ และปรบั โทษสถาน
เบาแก่ภิกษุณีผู้ล่วงละเมิดบทบัญญัตใิ นกณั ฑ์ ท่ีเหลอื เปน็ บทบัญญัติที่ภิกษณุ ีสงฆจ์ ะตอ้ ง
สวดในท่ปี ระชุมสงฆท์ ุกครงึ่ เดือนเหมือนกับทภี่ ิกษุสงฆส์ วดภิกขปุ าตโิ มกข์
บทบญั ญัตขิ องภกิ ษุณี มี ๒ กลมุ่ คอื
๑. อสาธารณบัญญัติ หรือ เอกโตบัญญัติ บทบัญญัติท่ีพระผู้มีพระภาค
ทรง ปรารภภิกษุณีสงฆ์บัญญัติไว้เฉพาะสาหรับภิกษุณีสงฆ์ฝ่ายเดียว ๑๓๐ สิกขาบท
ภกิ ษุสงฆ์ ไม่ต้องรักษา
๒. สาธารณบญั ญตั ิ หรือ อภุ โตบัญญตั ิ บทบัญญัตทิ พ่ี ระผมู้ ีพระภาคทรง
ปรารภภิกษุสงฆ์บัญญัติไว้ ซ่ึงภิกษุสงฆ์พึงรักษาและภิกษุณีสงฆ์พึงรักษาด้วย ๑๘๑
สกิ ขาบท
พระวินัยปิฎก เล่ม ๓ คือ ภิกขุนีวิภังค์นี้ แสดงไว้เฉพาะอสาธารณบัญญัติ
๑๓๐ สิกขาบทเท่านั้น โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น ๗ กัณฑ์ มีเนื้อหาโดยสังเขปและ
ประเด็นทน่ี า่ สนใจ ดังนี้
๑. ปาราชิกกัณฑ์ ตอนว่าดว้ ยปาราชกิ ๔ สิกขาบท
คาว่า ปาราชิก เป็นช่ือธรรมคืออาบัติปาราชิก แปลว่า ทาให้พ่ายแพ้
เป็นช่ือบุคคลผู้ต้องอาบัติปาราชิก แปลว่า ผู้พ่ายแพ้ บทบัญญัติในปาราชิกกัณฑ์ ปรับ
โทษสถานหนักแก่ภิกษุณีผู้ล่วงละเมิด จัดเป็นครุกาบัติคืออาบัติหนัก ภิกษุณีผู้ล่วง
ละเมิดย่อมขาดจากความเป็นภิกษุณีทันที ต้องสละสมณเพศและไม่ได้รับอนุญาตให้
บวชเป็นภิกษุณีอีก อาบัติปาราชิกจัดเป็นทุฎฐุลลาบัติคืออาบัติช่ัวหยาบ เป็นอนวเส
สาบตั ิ คือ อาบัติไมม่ ีส่วนเหลือ และเป็นอเตกจิ ฉา คอื แก้ไขไมไ่ ด้๓๗๗
ปาราชกิ ของภิกษณุ ีสงฆแ์ บง่ เปน็ ๒ ส่วน คือ
๑. อสาธารณปาราชิก เป็นสิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคทรงปรารภ
ภิกษุณสี งฆ์บญั ญัติไว้เฉพาะสาหรับภิกษณุ สี งฆ์
๓๗๗เร่ืองเดยี วกนั , หน้า ๘.
๒. สาธารณปาราชิก เป็นสิกขาบทท่ีพระผู้มีพระภาคทรงปรารภภิกษุ
สงฆ์ บัญญัตไิ ว้ซ่ึงภกิ ษณุ สี งฆพ์ ึงรกั ษาดว้ ย
ในภกิ ขุนีวิภังคน์ ี้ แสดงไวเ้ ฉพาะอสาธารณปาราชิก ๔ สกิ ขาบท สว่ นสา
ธารณปาราชิก ๕ สกิ ขาบท อนุโลมตามของภกิ ษุ
อสาธารณปาราชกิ ๔ สกิ ขาบท ได้แก่ ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ วา่ ด้วยการ
ยินดีการจับตอ้ งของชายท่บี ริเวณเหนอื เข่าขึน้ ไป
ภิกษณุ ีผู้กาหนัดยินดีการจับตอ้ ง การลูบคลา การจบั การตอ้ ง หรือการ
บีบ ของชายผู้กาหนัด บริเวณใต้รากขวัญลงมา เหนือเข่าข้ึนไป ต้องอาบัติปาราชิก ชื่อ
ว่า อพุ ภชาณุมณั ฑลกิ า
ปาราชกิ สิกขาบทท่ี ๒ วา่ ด้วยการปกปิดโทษ
ภิกษณุ ีรอู้ ยปู่ กปดิ โทษของภิกษณุ ผี ู้ตอ้ งอาบัตปิ าราชิก ไมโ่ จทดว้ ยตนเอง
ไมบ่ อกแก่คณะ ต้องอาบัตปิ าราชกิ ช่อื ว่าวัชชปฏิจฉาทกิ า
ปาราชิกสิกขาบทท่ี ๓ ว่าด้วยการประพฤติตามภิกษุท่ีถูกสงฆ์ลงอุก
เขปนยี กรรม
ภิกษุณีประพฤติตามภิกษุท่ีถูกสงฆ์พร้อมเพรียงกันลงอุกเขปนียกรรม
แล้วและสงฆ์ยงั ไมร่ บั กลับเข้าหมู่ ยังไม่มสี ิทธ์อิ ยรู่ ่วมกับสงฆ์ ตอ้ งอาบัติปาราชิกชอื่ ว่าอุก
จิตตานวุ ัตตกิ า
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยวัตถุ ๘ มีการยินดีการจับต้องมือของชาย
เปน็ ตน้
ภิกษุณีผู้กาหนัดยินดีการจับมือ การท่ีชายผู้กาหนัดจับมุมสังฆาฏิ ยืน
เคียงคู่ กัน สนทนากัน ไปท่ีนัดหมาย ยินดีการท่ีชายมาหา เดินตามชายเข้าไปสู่ที่ลับ
หรือน้อม กายเข้าไปหาเพื่อคลุกคลีกันเพ่ือจะเสพอสัทธรรมคือการถูกต้องกาย เม่ือ
กระทาครบท้งั ๘ อย่างนี้ ตอ้ งอาบตั ิปาราชิกช่ือว่าอฏั ฐวตั ถุกา๓๗๘
๓๗๘ เร่ืองเดยี วกนั , หน้า ๙.
สาธารณปาราชิกอีก ๔ สิกขาบท ไดแ้ ก่
ปาราชกิ สิกขาบทท่ี ๑ วา่ ดว้ ยการเสพเมถุนธรรม
ภิกษุณีเสพเมถุนธรรมด้วยความพอใจ โดยที่สุดกับสัตว์ดิรัจฉานตัวผู้
เป็น ปาราชิก หาสงั วาสมิได้
ปาราชิกสกิ ขาบทท่ี ๒ ว่าด้วยการถือเอาสิง่ ของที่เจา้ ของไม่ได้ให้
ภิกษุณีถือเอาทรัพย์ท่ีเจ้าของมิได้ให้ โดยส่วนแห่งจิตคิดจะลักจาก
หมู่บา้ นก็ ตาม จากปา่ กต็ าม มมี ลู คา่ เทา่ กับอตั ราโทษที่พระราชาทั้งหลายจบั โจรได้แล้ว
ประหาร้าง จองจาบ้าง เนรเทศบ้าง บริภาษว่า เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นคนพาล เจ้าเป็นคน
หลง เจ้าเป็นขโมย เพราะถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของมิได้ให้เช่นใด ภิกษุณีผู้ถือเอาทรัพย์ ท่ี
เจ้าของมไิ ดใ้ ห้เช่น นนั้ ย่อมเป็นปาราชกิ หาสังวาสมิได้
ปาราชิกสกิ ขาบทที่ ๒ วา่ ดว้ ยการพรากกายมนษุ ย์
ภิกษุณีจงใจพรากกายมนุษย์จากชีวิตหรือแสวงหาศัสตราอันจะพราก
กายมนุษย์ นั้น กล่าวพรรณนาคุณแห่งความตายหรือชักชวนเพอ่ื ให้ตายวา่ ท่านผู้เจรญิ
จะมีชวี ิตอย่างลาบากยากเข็ญนไ้ี ปทาไม ท่านตายเสยี ดกี วา่ เธอมจี ิตใจดารอิ ย่างน้ี กล่าว
พรรณนาคุณแห่งความตายหรือชักชวนเพื่อความตายโดยประการต่างๆ ย่อม เป็น
ปาราชิก หาสงั วาสมิได้๓๗๙
ปาราชิกสกิ ขาบทท่ี ๔ ว่าด้วยการกล่าวอวดอตุ ตริมนสุ สธรรม
ภิกษุณีไม่รู้ยิ่งกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมอันเป็นญาณทัสสนะที่
ประเสริฐอันสามารถให้น้อมเข้ามาในตนว่า ข้าพเจ้ารู้อย่างนี้ เห็นอย่างน้ี ต่อจากน้ัน
ผใู้ ดผหู้ น่ึงโจทก็ ตามไม่โจทก็ตาม เธอต้องอาบัติแลว้ หวังความบริสทุ ธจิ์ ึงกล่าวอย่างนี้ว่า
แม่เจ้า ดิฉันไม่รู้ อย่างนั้น ได้กล่าวว่ารู้ ไม่เห็นอย่างนั้น ได้กล่าวว่าเห็น ดิฉันกล่าวคาไร้
ประโยชน์ เปน็ คา เทจ็ เวน้ ไว้แต่สาคัญวา่ ได้บรรลุ ยอ่ มเปน็ ปาราชกิ หาสังวาสมิได้๓๘๐
๓๗๙ เร่ืองเดียวกนั , หน้า ๙.
๓๘๐ เร่ืองเดยี วกนั , หน้า ๑๐.
เปรียบเทียบปาราชิกกัณฑ์ของภิกษุณีสงฆ์ กับ ปาราชิกกัณฑ์ของภิกษุ
สงฆ์
สาธารณปาราชิก ๔ สิกขาบทของภิกษุณีสงฆ์ เน้ือหาสาระในหลักการ
เหมือน กับของภิกษุสงฆ์ ส่วนที่ต่างกันเปน็ เพียงรายละเอียดของปาราชิกสิกขาบทท่ี ๑
ท่ีมี ความพสิ ดารและเนอื้ หาบางประเดน็ ไม่เหมอื นกนั ๓๘๑
ปาราชกิ สิกขาบทที่ ๑ ของภิกษณุ สี งฆ์ ความวา่
“ภิกษุณีใดเสพเมถุนธรรมด้วยความพอใจ โดยท่ีสุดแม้กับสัตว์ดิรัจฉาน
ตวั ผู้ ภกิ ษณุ นี น้ั เป็นปาราชกิ หาสงั วาสมไิ ด้”
ปาราชิกสกิ ขาบทท่ี ๑ ของภิกษุสงฆ์ ความว่า
“ภิกษุใดถึงพร้อมด้วยสิกขาและสาชีพของภิกษุทั้งหลาย ไม่บอกคืน
สิกขา ไม่เปิดเผยความท้อแท้ เสพเมถุนธรรม โดยที่สุดแม้กับสัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย ภิกษุ
น้ัน เป็น ปาราชิก หาสังวาสมิได้”
ประเด็นที่ควรศึกษาต่อมาก็คือ อสาธารณปาราชิกของภิกษุณีสงฆ์
ดังกล่าวมานน้ั มขี ้อความที่เปน็ ชื่อเฉพาะประจาอยู่ในแตล่ ะสิกขาบท
สิกขาบทท่ี ๑ ช่ือว่า อุพภชาณุมัณฑลิกา (ผู้ยินดีการจับต้องบริเวณ
เหนือเขา่ )
สกิ ขาบทท่ี ๒ ชือ่ วา่ วชั ชปฏจิ ฉาทิกา (ผปู้ กปิดโทษ)
สิกขาบทที่ ๓ ชื่อว่า อุกขิตตานุวัตติกา (ผู้ประพฤติตามภิกษุณีทถี่ กู สงฆ์
ลงอุกเขปนยี กรรม)
สกิ ขาบทท่ี ๔ ชอื่ ว่า (อัฏฐวตั ถกุ า (ผู้ล่วงละเมิดวัตถุ ๘)
ช่อื เฉพาะของสกิ ขาบทเหล่าน้ี แม้จะปรากฏอยู่ในแตล่ ะสิกขาบท ก็ไมไ่ ด้
ยกขน้ึ เป็นช่อื ของสิกขาบทดังกล่าวแล้วแต่เป็นชอ่ื ของภกิ ษุณีผู้ต้องอาบัตปิ าราชิกเพราะ
ล่วงละเมดิ สกิ ขาบทนัน้ ๆ
๓๘๑ เร่ืองเดยี วกนั , หน้า ๑๐.
๒. สงั ฆาทเิ สสกณั ฑ์ ตอนว่าดว้ ยสังฆาทเิ สส ๑๗ สิกขาบท
สังฆาทิเสส แปลว่า หมวดอาบัติท่ีต้องอาศัยสงฆ์ในกรรมเบ้ืองต้นและ
กรรมท่ีเหลือ หมายความว่า วิธีการจะออกจากอาบัติน้ีต้องอาศัยสงฆ์ตั้งแต่ต้นไปจน
ตลอด
สังฆาทิเสสเป็นชื่อธรรมคืออาบัติสังฆาทิเสส และเป็นชื่อสิกขาบทใน
สังฆาทิเสสกัณฑ์น้ี บทบัญญัติในสังฆาทิเสสกัณฑ์ปรับโทษสถานหนักแก่ภิกษุณีผู้ล่วง
ละเมิดรองลงมาจากปาราชกิ จัดเปน็ ครกุ าบตั ิ คอื อาบตั หิ นกั เป็นทฏุ ฐลลาบตั ิ คืออาบตั ิ
ช่ัวหยาบ เปน็ สาวเสสาบตั ิ คอื อาบัตมิ ีสว่ นเหลือ และเปน็ สเตกิจฉา คือยงั พอแก้ไขได้
สังฆาทิเสสของภิกษณุ ีสงฆ์ ๑๗ สิกขาบท๓๘๒ แบง่ เปน็ ๒ ส่วน คือ
๑. อสาธารณสงั ฆาทิเสส เป็นสกิ ขาบททพ่ี ระผ้มู พี ระภาคทรงปรารภ
ภกิ ษุณีสงฆ์ บัญญัติไวเ้ ฉพาะสาหรับภิกษุณสี งฆ์
๒. สาธารณสังฆาทิเสส เป็นสิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคทรงปรารภ
ภกิ ษสุ งฆ์ บัญญตั ไิ วซ้ ่งึ ภิกษุณีสงฆ์พึงรักษาด้วย
ในภิกขุนีวิภังค์นี้ แสดงไว้เฉพาะอสาธารณสังฆาทิเสส ๑๐ สิกขาบท
ส่วน สาธารณสงั ฆาทเิ สสอกี ๗ สกิ ขาบทอนโุ ลมตามสกิ ขาบทของภกิ ษุ
อสาธารณสงั ฆาทเิ สส ๑๐ สกิ ขาบท ไดแ้ ก่
สังฆาทเิ สสสกิ ขาบทท่ี ๑ วา่ ด้วยการกอ่ คดพี พิ าท
ภิกษุณีก่อคดพี พิ าทกับคหบดี บตุ รคหบดี ทาส กรรมกร โดยที่สดุ แมก้ ับ
สมณ ปริพาชก ต้องอาบตั ิสังฆาทเิ สสชือ่ ปฐมาปตั ติกะ นสิ สารณยี ะ
สังฆาทิเสสสิกขาบทท่ี ๒ วา่ ดว้ ยการบวชให้สตรีผูเ้ ป็นโจร
ภิกษุณีรู้อยู่ บวชให้สตรีที่เป็นโจร เป็นนักโทษประหาร โดยไม่บอกแก่
พระราชา สงฆ์ คณะ สมาคม หรือกลุ่มชนให้ทราบ ต้องอาบัติสังฆาทิเสสชอื่ ปฐมาปตั ติ
กะ นิสสาร ณียะ เว้นไวแ้ ต่บวชใหส้ ตรีทส่ี มควร
๓๘๒ เร่ืองเดยี วกนั , หน้า ๑๑.
สังฆาทิเสสสิกขาบทท่ี ๓ ว่าด้วยการไปสู่ละแวกหมู่บ้านตามลาพังเป็น
ต้น
ภิกษุณีไปสู่ละแวกหมู่บ้าน ข้ามฝ่ังแม่น้า ออกไปอยู่พักแรม หรือเดิน
ปลีกจากคณะไปรูปเดียว ตอ้ งอาบัตสิ ังฆาทเิ สสชอ่ื ปฐมาปตั ตกิ ะ นสิ สารณยี ะ
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการเรียกภิกษุณีท่ีสงฆ์ลงอุกเขปนียก
รรม แลว้ เขา้ หมู่
ภิกษุณไี ม่บอกการกสงฆ์ ไม่รับรูฉ้ ันทะของคณะ เรยี กภกิ ษณุ ีทีถ่ กู สงฆ์ลง
อุก เขปนียกรรมแล้วโดยธรรม โดยวนิ ัย โดยสตั ถศุ าสนเ์ ขา้ หมู่ ต้องอาบัตสิ งั ฆาทิเสส ชอ่ื
ปฐมา ปัตตกิ ะ นิสสารณียะ
สงั ฆาทเิ สสสิกขาบท ๕ วา่ ด้วยการรับโภชนะจากมือชายผู้กาหนัด
ภกิ ษณุ ีผู้กาหนดั รบั ของเคยี้ วของฉันจากมือชายผู้กาหนัดดว้ ยมือของตน
แลว้ เค้ยี วหรอื ฉัน ตอ้ งอาบัติสังฆาทเิ สสชอื่ ปฐมาปัตตกิ ะ นสิ สารณียะ
สงั ฆาทเิ สสสิกขาบทที่ ๖ ว่าดว้ ยการส่งเสริมภิกษุณใี ห้รับโภชนะจากมือ
ชายผู้กาหนัด
ภิกษุณีส่งเสริมภิกษุณีอื่นให้รับของเค้ียวของฉันจากมือชายผู้กาหนัด
โดยกลา่ ววา่ “แมเ่ จ้า ชายผ้นู ั้นจะกาหนดหรือไมก่ ็ตาม ก็ทาอะไรท่านไม่ได้ เขาถวายส่ิง
ใดไม่ว่า จะเป็นของเคี้ยวหรือของฉัน นิมนต์รับแล้วเคี้ยวหรือฉันเถิด” ต้องอาบัติ
สังฆาทิเสส ชื่อปฐมา ปัตตกิ ะ นสิ สารณียะ๓๘๓
สังฆาทิเสสสกิ ขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการบอกคนื พระรตั นตรยั
ภิกษุณีโกรธ ไม่พอใจ บอกคืนพระรัตนตรัย และจะไปเข้ารีตเดียรถีย์
ภิกษณุ ี อน่ื ห้ามไม่ฟัง ยังยนื ยนั อยูอ่ ยา่ งนัน้ จนสงฆ์สวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครัง้ ตอ้ งอาบตั ิ
สังฆาทเิ สสชื่อยาวตติยกะ นสิ สารณยี ะ
๓๘๓ เรื่องเดยี วกนั , หน้า ๑๓.
สงั ฆาทเิ สสสกิ ขาบทที่ ๘ วา่ ด้วยภกิ ษุณโี กรธเพราะถกู ตัดสินให้แพ้คดีใน
อธิกรณ์ ภิกษุณีถูกตัดสินให้แพ้คดีในอธิกรณ์ โกรธ ไม่พอใจ กล่าวหาสงฆ์ว่าลาเอียง
เพราะชอบเป็นต้น ภิกษุณีอ่ืนห้ามไม่ฟัง ยังยืนยันอยู่อย่างนั้นจนสงฆ์สวดสมนุภาสน์
ครบ ๓ คร้งั ต้องอาบตั ิสงั ฆาทิเสสชอื่ ยาวตตยิ กะ นิสสารณยี ะ
สงั ฆาทเิ สสสกิ ขาบทที่ ๙ วา่ ด้วยภกิ ษุณีมีความประพฤตเิ ลวทราม
ภิกษุณีอยู่คลุกคลีกัน มีความประพฤติ มีกิตติศัพท์ มีช่ือเสียงเลวทราม
มัก เบียดเบียนสงฆ์ ปกปิดโทษของกันและกัน ภิกษุณีอ่ืนห้ามไม่ฟัง ยังยืนยันอยู่อย่าง
นั้นจน สงฆ์สวดสมนุภาสน์ครบ ๓ คร้ัง ต้องอาบัติสังฆาทิเสสช่ือยาวตติยกะ นิสสารณี
ยะ
สังฆาทเิ สสสกิ ขาบทที่ ๑๐ ว่าดว้ ยการยยุ งให้ภิกษุณปี ระพฤติเลวทราม
ภิกษุณียุยงให้ภิกษุณีอื่นอยู่คลุกคลีกัน โดยกล่าวว่า “แม่เจ้าท้ังหลาย
ภิกษุณี เหลา่ อื่นอย่คู ลกุ คลีกนั มีความประพฤติ มกี ิตตศิ พั ท์ มีชอื่ เสียงเลวทราม
ก็มีอยู่ แต่สงฆ์ไม่ว่ากล่าวตักเตือนพวกนั้น คอยแต่จะว่ากล่าวตักเตือน
พวก ท่าน” ภกิ ษุณอี ่ืนห้ามไม่ฟัง ยงั ยืนยันยุยงอยู่อย่างนน้ั จนสงฆ์สวดสมนุภาสนค์ รบ ๓
คร้งั ต้องอาบตั ิสังฆาทิเสสซอื้ ยาวตติยกะ นสิ สารณียะ
สาธารณสงั ฆาทเิ สส ๗ สิกขาบท ได้แก่
๑. สญั จริตตสกิ ขาบท วา่ ดว้ ยการซักส่ือ ภิกษณุ ีทาหน้าทีช่ กั สื่อบอก
ความประสงค์ของชายแก่หญิงหรือความประสงค์ของหญิงแก่ชายเพ่ือให้เป็นภรรยา
หรือเปน็ ชรู้ กั โดยทส่ี ดุ แมเ้ พอ่ื ให้อยู่ร่วมกนั ชั่วคราว ตอ้ ง อาบตั ิสังฆาทิเสสชอ่ื ปฐมาปัตติ
กะ นสิ สารณยี ะ๓๘๔
๒. ปฐมทุฏฐโทสสกิ ขาบท วา่ ด้วยภิกษุณขี ัดเคืองมโี ทสะข้อที่ ๑
ภิกษุณีขัดเคือง มีโทสะ ไม่แช่มช่ืน ใส่ความภิกษุณีอ่ืนด้วยอาบัติ
ปาราชกิ ไม่มี มูล ต้องอาบัตสิ ังฆาทิเสสชอ่ื ปฐมาปตั ตกิ ะ นสิ สารณยี ะ
๓๘๔ เรื่องเดียวกนั , หน้า ๑๔.
๓. ทุตยิ ทุฏฐโทสสกิ ขาบท ว่าด้วยภิกษณุ ขี ดั เคืองมีโทสะข้อที่ ๒
ภิกษุณีขัดเคือง มีโทสะ ไม่แช่มช่ืน พยายามหาเร่ืองใส่ความภิกษณุ ี
อ่นื ดว้ ย อาบตั ิปาราชกิ ทีไ่ มม่ มี ูล ต้องอาบัติสงั ฆาทิเสสชื่อปฐมาปัตติกะ นสิ สารณียะ
๔. สังฆเภทสิกขาบท วา่ ดว้ ยการทาสงฆ์ให้แตกกนั
ภิกษุณีเพียรพยายามทาสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันให้แตกแยก ภิกษุณี
ท้งั หลายว่า กล่าวตกั เตอื นก็ไม่ยอมเชื่อฟัง สงฆ์จึงสวดสมนุภาสน์ ถ้าเธอสละพฤติกรรม
นั้นได้ ขณะท่ี สงฆ์สวดสมนุภาสน์กว่าจะครบ ๓ ครั้ง น่ันเป็นการดี แต่ถ้าเธอยืนยัน
ประพฤตอิ ย่อู ยา่ งนนั้ จนสงฆส์ วดสมนุภาสน์ตักเตอื นครบ ๓ ครัง้ ตอ้ งอาบตั สิ งั ฆาทิเสส
ช่ือยาวตตยิ กะ นสิ สารณียะ
๕. สังฆเภทานุวัตตกสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุณีประพฤติตามกล่าว
สนับสนุน ภิกษุณีผู้ทาลายสงฆ์ ภิกษุณีเป็นพรรคพวกสนับสนุนภิกษุณีที่ทาสงฆ์ให้
แตกแยกกัน ภิกษณุ ที ้ังหลายวา่ กล่าวตกั เตือนกไ็ ม่ยอมเชือ่ ฟัง สงฆ์จงึ สวดสมนุภาสน์ ถ้า
เธอสละ พฤติกรรมน้ันได้ ขณะที่สงฆ์สวดสมนุภาสน์กว่าจะครบ ๓ คร้ัง น่ันเป็นการดี
แต่ถ้าเธอยืน ยันประพฤติอยู่อย่างน้ันจนสงฆ์สวดสมนุภาสน์ตักเตือนครบ ๓ ครั้ง ต้อง
อาบตั สิ ังฆาทเิ สส ช่อื ยาวตติยกะ นิสสารณยี ะ
๖. ทพุ พจสกิ ขาบท ว่าดว้ ยภิกษณุ เี ปน็ คนวา่ ยาก
ภิกษุณีประพฤติตนเปน็ คนว่ายากสอนยาก ภิกษุณที ัง้ หลายว่ากล่าว
ตักเตือนก็ ไม่ยอมเช่ือฟัง สงฆ์จึงสวดสมนุภาสน์ ถ้าเธอสละพฤติกรรมนัน้ ได้ขณะทีส่ งฆ์
สวดสมนุภาสน์กว่าจะครบ ๓ คร้ัง น่ันเป็นการดี แต่ถ้าเธอยืนยันประพฤติอยู่อย่างนั้น
จนสงฆ์ สวดสมนุภาสน์ตักเตือนครบ ๓ คร้ัง ต้องอาบัติสังฆาทิเสสชื่อยาวตติยกะ นิ
สสารณียะ๓๘๕
๗. กลุ ทูสกสกิ ขาบท วา่ ดว้ ยภกิ ษณุ ีผู้ประทษุ ร้ายตระกลู
๓๘๕เรื่องเดยี วกนั , หน้า ๑๕.
ภิกษุณีประทุษร้ายตระกูลคือประจบคฤหัสถ์ สงฆ์ไล่ออกจากวัด
กลับติเตียน สงฆ์ ภิกษุณีทั้งหลายว่ากล่าวตักเตือนก็ไม่ยอมเช่ือฟัง สงฆ์จึงสวดสมนุ
ภาสน์ ถ้าเธอสละ พฤติกรรมน้ันได้ขณะที่สงฆ์สวดสมนุภาสน์กว่าจะครบ ๒ ครั้ง น่ัน
เป็นการดี แต่ถ้าเธอยืน ยันประพฤติอยู่อย่างนน้ั จนสงฆ์สวดสมนุภาสน์ตักเตือนครบ ๓
ครั้ง ตอ้ งอาบตั สิ งั ฆาทเิ สส ชอ่ื ยาวตติยกะ นิสสารณยี ะ
ภิกษุณีผู้ลว่ งละเมิดสกิ ขาบทใดสกิ ขาบทหนึ่งบรรดา ๑๗ สิกขาบทนี้
ต้องอาบัติ สังฆาทิเสสแล้ว ต้องขอปักขมานัตต่อสงฆ์ท่ีมีจานวน ๔ รูปเป็นอย่างน้อย
ภายใน วิหาร สีมาหรือขัณฑสีมา แล้วประพฤติปักขมานัตเป็นเวลา ๑๕ ราตรี โดยไม่
ตอ้ งอย่ปู ริวาสกรรม แม้จะปกปิดอาบตั ไิ วห้ รือไมไ่ ดป้ กปิดไว้กต็ าม
เปรียบเทียบสังฆาทิเสสกัณฑข์ องภกิ ษุณสี งฆก์ บั สงั ฆาทเิ สสกณั ฑ์ของภิกษสุ งฆ์
สังฆาทิเสสกัณฑ์ของภิกษุณีสงฆ์มี ๑๗ สิกขาบท แต่แสดงไว้ในพระวนิ ยั ปฎิ ก
เลม่ ๑ ภกิ ขนุ ีวิภังค์นี้เฉพาะอสาธารณสงั ฆาทเิ สส ๑๐ สิกขาบท
สังฆาทิเสสของภิกษุณีสงฆ์มีการแบ่งกลุ่มอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอสาธารณ
สังฆาทเิ สสท่ีแสดงไว้ในภกิ ขนุ ีวภิ ังค์นี้ แบ่งเปน็ ๒ กลุม่ คือ
๑. ตั้งแต่สิกขาบทที่ ๑ - ๖ ช่ือว่า ปฐมาปัตติกะ นิสสารนียะ ภิกษุณีผู้
ล่วง ละเมิดบทบัญญัติในกลุ่มนี้ ต้องอาบัติสังฆาทิเสสในขณะที่ล่วงละเมิด และต้องถูก
ขับออก จากหมู่
๒. ต้ังแต่สิกขาบทที่ ๗ - ๑๐ ชื่อว่า ยาวตติยกะ นิสสารณียะ ภิกษุณีผู้
ล่วง
ละเมิดบทบัญญัติในกลุ่มนี้ ต้องอาบัติสังฆาทิเสสต่อเมื่อยังยืนยันอยู่จนสงฆ์สวด สมนุ
ภาสน์ครบ ๓ ครง้ั และต้องถูกขับออกจากหมู่๓๘๖
ส่วนสาธารณสังฆาทิเสสอีก ๗ สิกขาบทท่ีอนุโลมตามสิกขาบทของภิกษุนั้น
เม่ือพิจารณาตามเน้ือความแล้ว ก็สามารถแบ่งได้เป็น ๒ กลุ่มเช่นกัน คือ ต้ังแต่
๓๘๖ เร่ืองเดียวกนั , หน้า ๙.
สิกขาบท ท่ี ๑ - ๓ ช่อื ว่า ปฐมาปัตติกะ นิสสารณยี ะ ตั้งแตส่ ึกขาบทที่ ๔ - ๗ ชอื่ วา่ ยาว
ตติยกะ นิสสารณียะ น่ีเป็นข้อแตกต่างกันระหว่างสังฆาทิเสสของภิกษุณีสงฆ์กับ ภิกษุ
สงฆ์
คาวา่ “นสิ สารณียะ” เปน็ ชื่ออาบตั ิสังฆาทเิ สสทแี่ ปลว่า ทาใหถ้ ูกขบั ออกจาก
หมู่ น้ันไม่ได้หมายถึงว่าถูกขับไล่ออกจากสานัก ห้ามไม่ให้อยู่ในสานักนั้นต่อไป แต่
หมายถึงถูก ขับออกให้ไปประพฤติปักขมานัตอยู่นับราตรี ๑๕ ราตรี งดการอยู่ร่วมกับ
สงฆ์ช่วั คราว เมือ่ ทาถกู ต้องตามกระบวนการแลว้ กส็ ามารถกลบั เขา้ มาสู่
ความต่างกันระหว่างสังฆาทิเสสกัณฑ์ของภิกษุณีสงฆ์กับของภิกษุสงฆ์ท่ี
ชัดเจน ประการต่อมา คือ เร่ืองการอยู่กรรมเพ่ือให้พ้นจากอาบัติสังฆาทิเสส ภิกษุณีผู้
ต้องอาบัติ สังฆาทิเสสแล้วประสงค์จะพ้นจากอาบัติ เพียงแต่ขอปักขมานัดต่อภิกษุณี
สงฆ์ ประพฤติ มานัต ๑๕ ราตรีแล้วก็สามารถขออัพภานต่อภิกษุณีสงฆ์ได้ ส่วนภิกษุผู้
ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แล้ว รู้ว่าเป็นอาบัติ รู้ว่าตัวเองยังไม่ได้อยู่กรรม ไม่มีอุปสรรค
อนั ตราย อยู่ในวิสยั ท่ีจะแกไ้ ข ได้ แตป่ กปดิ ไว้ ประสงคจ์ ะพ้นจากอาบตั ิ ตอ้ งอยู่
ปริวาสเท่าจานวนวันที่ปกปิดอาบัติไว้ ต่อจากนั้น ต้องประพฤติมานัตอีก ๖
ราตรี แลว้ จงึ สามารถขออัพภานตอ่ ภกิ ษสุ งฆ์ได้๓๘๗
๓. นิสสคั คยิ กัณฑ์ ตอนวา่ ดว้ ยนสิ สัคคิยปาจิตตยี ์
นิสสัคคิยปาจิตติย์ของภิกษุณีแบ่งเปน็ ๒ ส่วน คือ (๑) อสาธารณบัญญัติ (๒)
สาธารณบญั ญัติ ในภกิ ขนุ วี ิภงั คน์ ้ี แสดงไวเ้ ฉพาะอสาธารณบญั ญัติ
อสาธารณบญั ญตั ิ
ปัตตวรรค ๑๒ สิกขาบท
ทีช่ ่อื วา่ ปตั ตวรรค เพราะตั้งตามความแห่งสิกขาบทที่ ๑ ในวรรคนี้ บาตรท่ีมี
พุทธานุญาตใหภ้ ิกษณุ ใี ชน้ ัน้ มีชนดิ และขนาดเชน่ เดียวกันกับบาตรของภิกษุ
๓๘๗ กงฺขา.อ. (ไทย) ๑๗๔-๑๗๙.
ปตั ตวรรค ๑๒ สิกขาบทนพี้ ระผู้มีพระภาคทรงบัญญตั ไิ วใ้ นเม่ือเกิดเร่ืองที่ไม่ดี
งามข้ึนในสงฆ์ ปรบั อาบตั นิ ิสสคั คิยปาจิตตีย์แกภ่ กิ ษณุ ีผูก้ ระทาอนั เปน็ การลว่ งละเมิด
สาธารณบัญญัติ
จีวรวรรค หมวดว่าด้วยจวี ร
ที่ช่ือว่า จีวรวรรค เพราะตั้งตามความแห่งสิกขาบทในวรรคนี้ทั้ง ๔ สิกขาบท
ที่ ว่าด้วยจีวรทั้งหมด และเป็นสาธารณสิกขาบทท้ังหมด พระผู้มีพระภาคทรงปรารภ
ภิกษุ สงฆ์บัญญัติไว้ในเมื่อเกิดเร่ืองท่ไี ม่ดีงามข้ึนซ่งึ ภิกษุณีสงฆพ์ ึงรักษาด้วย ปรับอาบตั ิ
นิสสัคคิย ปาจติ ตยี ์แก่ภิกษณุ ผี ูก้ ระทาอันเปน็ การล่วงละเมดิ
ชาตรูปรชตวรรค หมวดว่าด้วยทองและเงนิ
ทช่ี อ่ื วา่ “ชาตรูปรชตวรรค” เพราะตั้งตามความแห่งสิกขาบทท่ี ๑ ว่าด้วยการ
รับทองและเงินหรือยินดีทองและเงินท่เี ขาเก็บไว้ให้ และเป็นสาธารณสิกขาบทท้ังหมด
มีเน้ือ ความเหมือนกับสิกขาบทในโกสิยวรรคบ้าง ปัตตวรรคบ้างของภิกษุสงฆ์ พระผ้มู ี
พระภาคทรงปรารภภกิ ษุสงฆ์บญั ญัติไวใ้ นเมือ่ เกดิ เรอ่ื งที่ไม่ดงี ามขนึ้ ในสงฆ์ เปน็ บญั ญตั ทิ ี่
ภิกษุณีต้องรักษาด้วย ปรับอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุณีผู้กระทาอันเป็นการล่วง
ละเมิด
ชาตรูปรชตวรรค ๑๐ สิกขาบท ส่วนนิสสัคคิยกัณฑ์ของภิกษุสงฆ์
ประกอบด้วย จวี รวรรค โกสยิ วรรค และปัตตวรรค และมวี รรคละ ๑๐ สิกขาบท
๔. ปาจิตติยกณั ฑ์ ตอนว่าด้วยอาบัติปาจติ ตียล์ ว้ น
คาว่า ปาจติ ตีย์ แปลวา่ ทากุศลจิตกล่าวคอื กุศลธรรมของผู้จงใจตอ้ งอาบัติให้
ตกไป โดยสรปุ กค็ อื ทาจติ ใหต้ กไป และจติ ท่ถี ูกทาใหต้ กไปน้ัน ย่อมพลาดจากอริยมรรค
หรือทาอริยมรรคให้เสียไป และปาจิตตีย์นี้เป็นเหตุให้จิตลุ่มหลง๓๘๘ เป็นชื่ออาบัติ
หมายถึง อาบัติปาจิตตีย์ซึ่งเป็นลหุกาบัติ คือ อาบัติเบา และเป็นสเตกิจฉา คือ ยังพอ
แก้ไขได้ เมื่อ ภิกษุณีต้องเข้าแล้ว สามารถพ้นได้ด้วยการ แสดงอาบัติต่อหน้าสงฆ์ คณะ
๓๘๘ว.ิ อ. (ไทย) ๓/๓๓๙/๔๘๕.
หรือบุคคลก็ได้ เป็นช่ือบทบัญญัติ ๑๖๖ สิกขาบท มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สุทธิก
ปาจิตตยี ์ แปลวา่ ปาจติ ตียล์ ว้ น
ปาจติ ตียข์ องภิกษุณแี บง่ เป็น ๒ ส่วน คือ
๑) อสาธารณบญั ญัติ
๒) สาธารณบญั ญัติ
ในภิกขุนวี ิภงั ค์แสดงไวแ้ ต่อสาธารณบัญญตั ิ
ปาจิตตยี กัณฑ์ แบ่งเป็น ๑๖ วรรค คอื
อสาธารณบญั ญตั ิ
๑. ลสณุ วรรค หมวดว่าด้วยกระเทียม
ที่ชื่อว่า “ลสุณวรรค” เพราะตั้งตามความแห่งสิกขาบทท่ี ๑ คาว่า
“ลสุณะ" แปลว่า กระเทียม หมายเอาเฉพาะกระเทียมท่ีปลูกอยู่ในแคว้นมคธ ชื่อว่า
“มาคธิกะ” เป็น กระเทียมที่มีลักษณะต่างจากกระเทยี มพันธอุ์ ื่น คือหนึ่งต้นมีหลายหัว
ติดกันเป็นพวง๓๘๙ ลสุณวรรค ๑๐ สิกขาบทน้ีพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในเมื่อเกิด
เร่ืองทีไ่ ม่ดีงามขน้ึ ในสงฆ์ ปรบั อาบัติปาจิตตียแ์ ก่ภิกษณุ ผี กู้ ระทาอันเปน็ การลว่ งละเมิด
๒. อันธการวรรค หมวดว่าดว้ ยความมดื
ที่ช่ือว่า “อันธการวรรค” เพราะตั้งตามความแห่งสิกขาบทที่ ๑ คาว่า
“อันธการ” แปลว่า ความมดื หมายเอาความมืดทเ่ี กิดขนึ้ ในเมือ่ อาทติ ยต์ กแลว้
อันธการวรรค ๑๐ สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในเมื่อเกิด
เรอื่ งท่ีไมด่ งี ามขึ้นในสงฆ์ ปรบั อาบัติปาจติ ตยี ์แก่ภกิ ษุณีผู้กระทาอันเปน็ การลว่ งละเมดิ
๓. นคั ควรรค หมวดว่าด้วยการเปลอื ยกาย
นคั ควรรค ๑๐ สกิ ขาบทนีพ้ ระผ้มู พี ระภาคทรงบัญญัติไวใ้ นเม่ือเกดิ เร่ือง
ที่ไม่ดีงามขึ้นในสงฆ์ ปรับอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุณีผู้กระทาอันเป็นการล่วง
ละเมดิ
๓๘๙ว.ิ อ. (ไทย) ๒/๓๙๓-๗๙๕/๔๘๘.
๔. ตวุ ัฏฏวรรค หมวดวา่ ด้วยการนอนรว่ มกัน
ตุวัฏฏวรรค ๑๐ สิกขาบทน้ีพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในเมื่อเกิด
เรือ่ งที่ไม่ดีงามขน้ึ ในสงฆ์ ปรบั อาบัตปิ าจติ ตยี แ์ กภ่ ิกษณุ ีผ้กู ระทาอันเปน็ การล่วงละเมดิ
๕. จติ ตาคารวรรค หมวดว่าดว้ ยหอจิตรกรรม
จิตตาคารวรรค ๑๐ สกิ ขาบทน้พี ระผ้มู ีพระภาคทรงบญั ญัตไิ ว้ในเม่ือเกิด
เรือ่ งทไ่ี ม่ดงี ามข้ึนในสงฆป์ รบั อาบตั ปิ าจติ ตยี ์แก่ภิกษุณผี กู้ ระทาอันเปน็ การล่วงละเมดิ
๖. อารามวรรค หมวตวา่ ดว้ ยอาราม
อารามวรรค ๑๐ สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในเมื่อเกิด
เรื่องทไี่ มด่ ีงามขึ้นในสงฆ์ ปรบั อาบตั ิปาจิตตยี แ์ ก่ภกิ ษณุ ีผูก้ ระทาอันเปน็ การล่วงละเมดิ
๗. คพั ภนิ วี รรค หมวดวา่ ด้วยสตรมี ีครรภ์
คัพภินีวรรค ๑๐ สิกขาบทน้ีพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในเมื่อเกิด
เรอื่ งทีไ่ มด่ ีงามขน้ึ ในสงฆ์ ปรบั อาบตั ปิ าจติ ตีย์แกภ่ กิ ษุณผี ู้กระทาอันเป็นการลว่ งละเมิด
๘. กุมารีภตู วรรค หมวดว่าดว้ ยกุมารี
กุมารีภูตวรรค ๑๓ สิกขาบทน้ีพระผู้มีพระภาคทรงบัญญตั ิไว้ในเม่ือเกดิ
เร่ืองทีไ่ ม่ดงี ามขน้ึ ในสงฆ์ ปรบั อาบัติปาจิตตียแ์ กภ่ กิ ษุณีผกู้ ระทาอนั เปน็ การล่วงละเมิด
๙. ฉัตตปุ าหนวรรค หมวดว่าด้วยร่มและรองเท้า
ฉัตตุปาหนวรรค ๑๓ สิกขาบทน้ีพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในเมื่อ
เกิดเร่ือง ที่ไม่ดีงามข้ึนในสงฆ์ ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุณีผู้กระทาอันเป็นการล่วง
ละเมดิ
สาธารณบัญญตั ิ
๑๐. มุสาวาทวรรค ๑๐ สิกขาบท
มุสาวาทวรรค ๑๐ สิกขาบท เป็นสาธารณสิกขาบทท้ังหมด จึงไม่ได้
แสดงไว้ในภิกขุนีวิภังค์นี้ มีเนื้อหาเหมือนกับสิกขาบทในมุสาวรรคของภิกษุสงฆ์เป็น
ส่วนมาก
๑๑. ภูตคามวรรค ๑๐ สิกขาบท
ภูตคามวรรค ๑๐ สกิ ขาบท เปน็ สาธารณสิกขาบททั้งหมด จึงไม่ได้แสดง
ไว้ในภิกขุนีวิภังค์น้ี มีเน้ือความเหมือนกับภูตคามวรรคของภิกษุสงฆ์ ไม่มีการเปลี่ยน
สาระสาคญั ในประเดน็ ต่างๆ มากนัก
๑๒. โภชนวรรค ๑๐ สกิ ขาบท
โภชนวรรค ๑๐ สิกขาบท เป็นสาธารณสิกขาบทท้ังหมด จึงไม่ได้แสดง
ไว้ใน ภิกขุนีวิภังค์น้ี มีเนื้อความเหมือนกับโภชนวรรคบ้าง เหมือนกับอเจลกวรรคบ้าง
ของภิกษุสงฆ์
๑๓. จาริตตวรรค ๑๐ สิกขาบท
จาริตตวรรค ๑๐ สกิ ขาบท เป็นสาธารณสกิ ขาบทท้ังหมด จงึ ไม่ไดแ้ สดง
ไว้ใน ภิกขุนวี ิภังคน์ ี้ มเี นอ้ื ความเหมอื นกบั อเจลกวรรคบ้าง เหมอื นกบั สรุ าปานวรรคบ้าง
ของภิกษสุ งฆ์
๑๔. โชติวรรค ๑๐ สิกขาบท
โชติวรรค ๑๐ สิกขาบท เป็นสาธารณสิกขาบททงั้ หมด จึงไม่ได้แสดงไว้
ใน ภิกขุนีวิภังค์น้ี มีเน้ือความเหมือนกับสุราปานวรรคบ้าง เหมือนกับสัปปาณกวรร
คบา้ งของ ภกิ ษุสงฆ์
๑๕. ทิฏฐวิ รรค ๑๐ สกิ ขาบท
ทิฏฐวิ รรค ๑๐ สิกขาบท เป็นสาธารณสกิ ขาบททั้งหมด จึงไมไ่ ด้แสดงไว้
ใน ภิกขุนีวิภังค์นี้ มีเนื้อความเหมือนกับสัปปาณกวรรคบ้าง เหมือนกับสหธรรมิกวรรค
บ้าง ของ ภิกษสุ งฆ์
๑๖. ธรรมิกวรรค ๑๐ สิกขาบท
ธรรมิกวรรค ๑๐ สิกขาบท เป็นสาธารณสิกขาบทท้ังหมด จึงไมไ่ ด้แสดง
ไวใ้ น ภกิ ขุนวี ิภังคน์ ้ี มีเนื้อความเหมอื นกบั สหธรรมิกวรรคบ้าง เหมือนกบั รตนวรรคบ้าง
ของภกิ ษุสงฆ์
๕. ปาฏิเทสนยี กณั ฑ์ ตอนวา่ ดว้ ยปาฏิเทสนยี ะ
คาว่า ปาฏิเทสนียะ แปลว่า พึงแสดงคืน เป็นชื่ออาบัติที่ภิกษุณีผู้ล่วงละเมิด
พงึ แสดงคนื ๓๙๐ เป็นลหกุ าบตั ิคอื อาบตั ิเบา เปน็ สเตกจิ ฉา คือ ยังแกไ้ ขได้ และเป็นสาวเส
สาบัติ คืออาบัติที่มีส่วนเหลือ ปาฏิเทสนียะของภิกษุณี เป็นอสาธารณบัญญัติ มี ๘
สิกขาบท พระผู้มีพระภาคทรงปรารภภกิ ษุณีสงฆบ์ ัญญัติไว้ในเมื่อเกิดเร่อื งท่ีไม่ดีงามขึน้
ในสงฆ์ ปรับอาบตั ปิ าฏิเทสนยี ะแก่ภิกษณุ ีผ้กู ระทาอนั เป็นการล่วงละเมดิ
๖. เสขยิ กณั ฑ์ ตอนวา่ ด้วยเสขยิ ะ ๗๕ สกิ ขาบท
คาว่า เสขิยะ แปลว่า ข้อท่ีควรสาเหนียกหรือควรเอาใจใส่ศึกษา เป็นช่ือ
สิกขาบทท่วี า่ ดว้ ยเรอื่ งกิรยิ ามารยาท การวางกริ ิยาทา่ ทางของภกิ ษณุ ี ไมไ่ ด้เปน็ ชื่ออาบัติ
ภิกษุณีไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งเสขิยะ ต้องอาบัติทุกกฏทุกสิกขาบท เสขิยกัณฑ์
แบ่งเป็น ๗ วรรค เสขิยะ ๗๕ เป็นสาธารณสิกขาบททั้งหมด เนื้อความของแต่ละ
สกิ ขาบท มนี ัยดังทไี่ ดแ้ สดงไว้แล้วในเสขยิ กัณฑ์ของภกิ ษุสงฆ์
๗. อธิกรณสมถะ ว่าด้วยวิธีระงับอธิกรณ์ อธิกรณสมถะ แปลว่า ธรรมเคร่ือง
ระงับอธิกรณ์ หรือวธิ กี ารเพอื่ ระงับอธกิ รณ์ อธิกรณสมถะ มี ๗ ประการ ไดแ้ ก่
๑. สัมมุขาวินัย ระงับในที่พร้อมหน้าสงฆ์ พร้อมหน้าบุคคล พร้อมหน้า
วตั ถุ และพรอ้ มหนา้ ธรรม
๒. สตวิ นิ ัย ระงับโดยประกาศสมมตใิ หว้ า่ เป็นพระอรยิ ะผู้มีสตสิ มบูรณ์
๓. อมฬู หวินัย ระงบั โดยยกประโยชนใ์ ห้ว่าต้องอาบัตใิ นขณะเปน็ บ้า
๔. ปฏญิ ญาตกรณะ ระงับตามคารับของจาเลย
๕. เยภยุ ยสิกา ระงับตามเสยี งข้างมาก
๖. ตสั สปาปยิ สิกา ระงบั โดยการลงโทษแก่ผู้ทาผิด
๗. ตณิ วัตถารกะ ระงับโดยการประนปี ระนอม
วธิ รี ะงบั อธิกรณ์ อธิกรณ์มี ๔ ประการ คือ
๓๙๐ ว.ิ อ. (ไทย) ๓/๓๓๙/๔๘๕.
(๑) วิวาทาธิกรณ์ การเถียงกันเกยี่ วกับพระธรรมวนิ ัยวา่ น้เี ป็นพระธรรม
วินยั ที่พระพุทธเจา้ ตรสั ไว้ นี้ไม่ใชพ่ ระธรรมวินยั ทพ่ี ระพทุ ธเจ้าตรสั ไวเ้ ป็นต้น
(๒) อนวุ าทาธิกรณ์ เรือ่ งการกลา่ วหา ใสค่ วาม โจทกัน ดว้ ยอาบตั ิต่าง ๆ
เชน่ ภกิ ษุรูปน้รี ปู น้นั ต้องอาบตั ิน้ี ประพฤตอิ ยา่ งน้ี มีความผิด อย่างน้ี
(๓) อาปัตตาธิกรณ์ เร่ืองการต้องอาบัติ การปรับอาบัติ และการแก้ตัว
ให้ พน้ จากอาบัติ
(๔) กิจจาธิกรณ์ กิจธุระต่าง ๆ ท่ีสงฆ์จะต้องทา เช่น การสวดพระ
ปาตโิ มกข์ การอุปสมบท๓๙๑
๑. ววิ าทาธิกรณ์ ระงับด้วยสมั มุขาวนิ ัย และเยภุยยสิกา
๒. อนวุ าทาธิกรณ์ ระงบั ดว้ ยสัมมุขาวนิ ัย สติวินัย อมฬู หวนิ ยั และตสั สปาปยิ สิ
กา
๓. อาปัตตาธกิ รณ์ ระงบั ด้วยสมั มขุ าวินัย ปฏิญญาตกรณะและติณวตั ถารกะ
๔. กิจจาธกิ รณ์ ระงบั ดว้ ยสัมมขุ าวนิ ัย๓๙๒
ลาดับเน้ือหาของปาราชิกกัณฑ์ สังฆาทิเสสกัณฑ์ นิสสัคคิยกัณฑ์ ปาจิตติย
กณั ฑ์ ปาฏิเทสนียกัณฑ์ เสขิยกณั ฑ์ ดงั กลา่ วมา ดาเนนิ ไปในลักษณะเดียวกนั ดงั น้ี
๑. ต้นบัญญัติ เล่าเร่ืองภิกษุณีผู้เป็นอาทิกัมมิกะ คือผู้ประพฤติเสียหาย
ใน กรณนี น้ั ๆ เป็นรายแรกทีพ่ ระพุทธเจ้าทรงยกขน้ึ เปน็ ต้นเหตุเพอื่ การบญั ญัตสิ กิ ขาบท
เช่น ภิกษุณีสุนทรีนันทายินดีการถูกต้องกายกับนายสาฬหะ เป็นเหตุให้ทรงบัญญัติ
ปาราชิก สิกขาบท ห้ามภกิ ษุณผี ู้กาหนดถูกตอ้ งกายกับชายผู้กาหนัด
๒. พระบัญญัติ คือสิกขาบทท่ีพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเป็นข้อห้ามมิให้
ภิกษุณีล่วงละเมิด มีบทกาหนดโทษหรือปรับอาบัติผู้ล่วงละเมิด ถ้าเป็นการบัญญัติ
๓๙๑ ว.ิ ป. (ไทย) ๘/๒๗๕/๒๑๐., ว.ิ อ. (ไทย) ๓/๓๒๕/๔๖๕., กงฺขา.อ. (ไทย) ๓๓๖-๓๓๗.
๓๙๒ กงฺขา.อ. (ไทย) ๓๓๘-๓๓๙.
สิกขาบท ใน คร้ังแรก เรียกว่า มูลบัญญัติ เช่น มูลบัญญัติของปาจิตตีย์สิกขาบทที่ ๑
แหง่ อารามวรรค วา่ “กภ็ ิกษณุ ใี ดเขา้ ไปสู่อารามโดยไม่บอก ตอ้ งอาบตั ิปาจิตตยี ์”
๓. อนาปัตติวาร ว่าด้วยข้อยกเว้นสาหรับภิกษุณีผู้ล่วงละเมิดสิกขาบท
โดยไม่ต้องอาบัติ เช่น ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการถกู ต้องกายกบั ชายผู้กาหนดั มี
ขอ้ ยก เวน้ ไม่ปรบั อาบัติแก่ภกิ ษุผู้ถูกต้องกายกบั ชายผู้กาหนัด ในกรณตี ่อไปน้ี
(๑) ภิกษุณีผไู้ ม่จงใจ
(๒) ภิกษณุ ผี ูเ้ ผลอสติ
(๓) ภิกษุณีผไู้ มร่ ู้
(๔) ภิกษณุ ผี ูไ้ มม่ ี ความยนิ ดี
(๕) ภิกษุณผี ้วู ิกลจริต
(๖) ภกิ ษณุ ีผู้มจี ิตฟงุ้ ซ่าน
(๗) ภกิ ษุณีผกู้ ระสบั กระสา่ ย เพราะเวทนา
(๘) ภิกษุณตี ้นบญั ญัต๓ิ ๙๓
๖.๓ สิทธแิ ละการคมุ้ ครองสาหรบั นกั บวชสตรี
ในสมัยพุทธกาล ผู้หญิงท่ีอยู่ในครอบครวั มฐี านะไม่ดีก็ต้องทางานชว่ ยสามีหา
เล้ยี งลกู และตอ้ งทางานบา้ นและดูแลลกู ในทางตรงข้ามกไ็ ม่ปรากฏวา่ พระพุทธเจ้าทรง
ห้ามผู้ชายทางานบ้านและดูแลลูก จะเห็นได้ว่าการเป็น พรหม เป็นบุรพาจารย์ บุรพ
เทพ และอาหุเนยยบุคคลนั้น เป็นทั้งมารดาและบิดา บิดาก็สอนและอบรมบุตรในส่วน
ของความเป็นชาย ศิลปวิทยาการตา่ งๆ อยา่ งผชู้ าย มารดากอ็ บรมในส่วนของความเป็น
หญิง ทง้ั ชายและหญิงมีฐานะเท่าเทียมกัน ลูกตอ้ งการท้ังบิดาและมารดา ไมใ่ ช่ตอ้ งการ
คนเพศชายและเพศหญิงท่ีออกจากบ้านไปหาเงินมาให้ใช้อย่างเดียว ซึ่งก็เห็นกันใน
๓๙๓ มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , พระไตรปิ ฎกภาษาไทย, อ้างแล้ว, หน้า ๔๙. ดใู น สกิ ขาบท
๓๑๑ ข้อของภิกษุณีในภาคผนวก.
ปัจจุบันว่าครอบครัวประเภทน้ีเป็นครอบครัวทล่ี ูกมักจะกลายเปน็ เด็กมีปัญหาหรือเสยี
คน เพราะลกู ขาดส่ิงท่เี ขาไมอ่ าจจะเอาเงินไปซือ้ หาจากท่ใี ดได้
เมื่อพระเจ้าปเสนทิ พระราชาแห่งแคว้นโกศลทรงเสียพระทัยท่ีพระนาง
มลั ลกิ า ประสูตรพระราชธดิ านั้น พระพุทธเจา้ ทรงเตอื นสติว่า
“มหาบพติ รผูเ้ ปน็ ใหญย่ ่ิงกวา่ ปวงชน
แทจ้ ริง แม้หญิงบางคนก็ยงั ดกี วา่
ขอพระองค์จงชุบเล้ยี งไวเ้ ถิด
หญิงผมู้ ปี ัญญา มศี ลี บารงุ แม่ผัวพอ่ ผัวดจุ เทวดา
จงรกั ภกั ดีต่อสามี ยังมอี ยู่
บรุ ุษทีเ่ กดิ จากหญงิ นนั้ ย่อมแกลว้ กล้า เปน็ ใหญ่ในทศิ ใต้
บตุ รของภริยาดเี ช่นนนั้ กค็ รองราชสมบัตไิ ด้๓๙๔
พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่า บุตรท่ีดีย่อมต้องมาจากมารดาท่ีดี นอกจากบิดา
ฉลาด แล้วหากมารดาฉลาดด้วยก็ย่ิงมีโอกาสท่ีบุตรจะฉลาด ดังน้ันพลเมืองของรัฐจะมี
คุณภาพได้ มใิ ชอ่ ยู่ที่ผ้ชู ายเท่านัน้ แต่ผู้ชายตอ้ งมผี ู้หญิงทีด่ ีเปน็ ภรรยายด้วยและการเป็น
ภรรยาท่ีดีก็คือ อบรมเล้ียงดูบุตรดี ไม่ใช่เป็นนักทางานหรือเป็นแรงงานท่ีดี หากผู้หญิง
ละหน้าที่ภรรยาและมารดาท่ีดีเสียแล้ว ทรัพยากรที่ดีของมนุษย์จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย
สังคมจึงต้องให้ความสาคัญ แก่หน้าที่ภรรยาและแม่ ด้วยเหตุดังกล่าวพระพุทธเจ้าจึง
ทรงสอนใหย้ กยอ่ งผู้หญิง ไม่ให้ดู หม่นิ ผู้หญงิ เพราะหากผหู้ ญิงไม่มีความภมู ิใจในหน้าท่ี
ของตน ไม่เห็นว่าฐานะของตนสาคัญ แล้วย่อมจะทาหน้าท่ีภรรยาและแม่อย่างดีไม่ได้
พลเมืองของบ้านเมืองน้ันก็จะไมม่ ีคุณภาพ และถ้าผู้หญิงท้ิงบทบาทภรรยาและแมแ่ ลว้
ผู้หญิงที่เป็นลูกซึ่งขาดการอบรมดูแลจากแม่ก็จะยิ่งไม่รู้จักหน้าท่ีของตนและกลายเป็น
แรงงานของนายทุนไปอยา่ งสมบูรณ์ ระบบการเลี้ยงลูก ก็จะกลายเป็นการจ้างคนเล้ยี ง
ซ่ึงไม่มีความรู้สึกว่าตัวเป็นแม่และผู้ที่ตัวเล้ียงเป็นลูก การเลี้ยงจะเป็นงานท่ีทาแลกเงิน
๓๙๔ส.ํ ส. (ไทย) ๑๕/๑๒๗/๑๐๒.
ไม่ใช่ความรกั ความผูกพัน ความห่วงใยและปรารถนาดีต่อลกู อยา่ งความรักของแม่ และ
เมือ่ เปน็ เช่นนน้ั ครอบครัวกไ็ ม่มีความหมายอีกตอ่ ไป การไมร่ จู้ กั ความรกั กจ็ ะเกดิ ขึ้นแก่
คนและแต่ละคน แก่คนในครอบครัวเดียวกัน คนเช่นนี้จะรู้จักรักสังคม รักชาติได้
อย่างไร การมงุ่ ใช้ผ้หู ญิงเป็นแรงงาน จึงเป็นการกดขีผ่ ู้หญิงและทาลายชาติ สว่ นการยก
ย่องผู้หญิงที่เป็นภรรยาและแม่ที่ดีเป็นหนทางสาคัญท่ีจะให้ชาติรุ่งเรือง ความกลัวว่า
ผู้ชายจะถือเอาการยกย่องผู้หญิงเป็นอุบายให้ผู้หญิงอยู่ใต้อานาจนั้น ไม่ควรคิดเพราะ
อาจ จะจา้ งคนทางานไดด้ ้วยราคาถูกกว่า ซึ่งเขาจะเปน็ นายไดอ้ ยา่ งสมบูรณ์ไมต่ ้องคอย
เกรงใจ เหมอื นภรรยาตน หากความเป็นภรรยามคี วามเพยี งเปน็ คนู่ อนและคนรับใช้แล้ว
เหตุใดผู้ชายจะต้องทนอยู่กับภรรยาคนเดียว ซึ่งอาจทางานสู้คนรับใช้ไม่ได้ ผู้หญิงก็
เชน่ กนั หากคิดว่า การเปน็ ภรรยาคือการเป็นทาสแล้วกไ็ ม่จาเป็นต้องเป็นภรรยา เพราะ
การไมเ่ ปน็ ภรรยาไม่ทาใหอ้ ดตาย ไมเ่ หมอื นกบั การทตี่ ้องเป็นทาสนายทุน ซึ่งอาจจะอด
ตายได้ ถา้ ไม่ทางานกบั เขา
เหตุที่ผู้หญิงบวชในเป็นภิกษุณีไม่ได้ในปัจจุบัน การที่ผู้หญิงไม่มีโอกาสบวช
เป็น ภิกษุณีในสมัยปจั จบุ นั ซึง่ มาจากสาเหตุทางประวัตศิ าสตร์ของพระพุทธศาสนาฝ่าย
เถรวาท ที่ทาให้การบวชภิกษุณีต้องขาดตอนลงและไม่มีภิกษุณีทีจ่ ะทาหน้าท่ีอุปชั ฌาย์
อันเป็นเงือ่ น ไขจาเป็นของการบวชภิกษุณีนน้ั ได้ทาใหน้ กั สตรีนิยมอ้างเหตุเลยไปถงึ เรื่อง
ในสมัยพุทธกาล ท่ีพระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้สตรีบวชต์แต่ต้น แม้ทูลขอก็ไม่ทรง
อนุญาตง่ายๆ ว่าพระ พุทธองค์ทรงกีดกันสตรี ไม่ให้ความเสมอภาคกับบุรุษประการ
หน่ึง
ประการท่ีสอง แม้บวชแล้วก็ต้องถือศีลมากกว่าคือถือศีลถึง ๓๑๑ ข้อ ส่วน
พระ ภิกษุถือศีลเพียง ๒๒๗ ข้อ เม่ือดูจากตัวเลขแล้วเท่ากับไม่สนับสนุนให้ผู้หญิงบวช
เพราะมขี อ้ บังคบั มากกว่า
ประการที่สาม การท่ีไม่มีการบวชภิกษุณีในปัจจุบันทาให้ผู้หญิงขาดสถาบัน
ทางศาสนาของตนเอง มีแต่ภิกษุซึ่งเป็นสถาบันของผู้ชาย นับเป็นความเหล่ือมล้าที่
ผู้หญิงขาดสิทธิในการบวช แม่ชีก็มีฐานะเพียงอุบาสิกาถือศีล ๘ ไม่เป็นที่นับถือเพราะ
ศลี นอ้ ยกวา่ พระสงฆ์ หากบวชภิกษณุ ไี ดผ้ ้หู ญิงจะมฐี านะเท่าเทยี มกบั ผูช้ ายในแง่สงั คม
ข้อน้ีนักสตรนี ยิ มมกั สรุปเอางา่ ยๆ ว่า พระพทุ ธเจ้าทรงกีดกันผ้หู ญิง แต่การให้
ผู้ หญงิ ออกบวชในสภาพสงั คมสมัยน้ัน กอ็ าจเปน็ ทย่ี งุ่ ยากดงั นี้
๑) ในแง่ธรรมชาติ ผู้หญิงกับผู้ชายเมื่ออยู่ใกล้กัน หากยังไม่เป็นผู้บรรลุ
ความหลุดพ้น ก็อาจจะเกิดความวุ่นวายในเร่ืองสัมพันธ์ทางชู้สาว หรือเกิดการล่วง
ละเมิดทางเพศได้ง่าย ทาให้การปฏิบัติธรรมเป็นไปได้ยาก ความวุ่นวายน้ันอาจจะ
กระทบไปยังสังคมสงฆ์ โดยส่วนรวมเกิดความเสียหายทั้งในแง่การปฏิบัติธรรม การ
เผยแพร่ธรรมซึ่งจะต้องเอาคุณความดีเป็นตัวนา และเกิดความเสียหายในสายตาของ
สังคม
๒) ในแง่กฎหมาย กฎหมายที่เกีย่ วผู้หญิงตามท่ีไดก้ ล่าวแล้วในคัมภีร์มนู
ธรรมศาสตร์มีหลายข้อที่อาจจะทาให้เกิดเป็นคดีความได้หากพระพุทธเจ้าทรงอนุญาต
ให้ผู้หญิงบวช เพราะเท่ากับเป็นการชักจูงให้ผู้หญิงออกจากบ้าน ผู้ท่ีเก่ียวข้องหรือสามี
ของผหู้ ญิงนัน้ อาจฟ้องร้องได้
๓) แง่สังคม การทาผิดกฎหมายย่อมเส่ือมเสียในสายตาของสังคม
นอกจากน้ัน ฐานะของผู้หญิงในช่วงพุทธกาลเร่ิมต่าลงกว่าในสมัยพระเวทและมหา
กาพยถ์ ึงกบั ไม่สามารถทาพธิ ีศาสนาอย่างอิสระได้ นอกจากเปน็ ศาสนาท้องถ่ิน เช่นการ
บูชาเทวดาทั่วๆ ไป ดังน้ันเมื่อเป็นนักบวชก็ยากท่ีจะให้ผู้ชายยอมรับฐานะได้ เพราะ
ฐานะนกั บวชสูงมาก ผชู้ าย เหน็ วา่ ฐานะของผู้หญิงต่ากวา่ นอกจากไม่เคารพแล้วอาจจะ
ลว่ งละเมิดทางเพศไดด้ ว้ ยเหตุความเปน็ ไม่เคารพน้นั
๔) แง่ร่างกายผู้หญิง ผู้หญิงมีความลาบากทางกายมากกว่าผู้ชาย
ร่างกายท่ี อ่อนแอจะทาให้ทนความลาบากตรากตราได้ยาก เมื่อเป็นข้อกาหนดว่า
ภกิ ษุณตี อ้ งจาริกไป เชน่ เดยี วกบั ภกิ ษุ กอ็ าจทาใหภ้ กิ ษณุ ที เี่ คร่งเจบ็ ปว่ ยเสยี ชวี ิต เป็นข้อ
ครหาว่าทาให้ผู้หญิง ลาบากซ่ึงขัดกับวัฒนธรรมอินเดียท่ีต้องให้ผู้หญิงอยู่สบายในบ้าน
หากเกิดความลาบากแต่ไม่ถึงเจ็บปว่ ยกอ็ าจท้อถอยและปฏิบัติธรรมไม่เคร่ง อาจจะมีผู้
ขอสึก การบวชๆ สึกๆ จะทา ใหเ้ ห็นวา่ นกั บวชลัทธินไ้ี มเ่ คร่ง ผู้คนก็ขาดศรัทธา
๖.๔ บทบาทและผลงานของนกั บวชสตรี
นอกเหนือจากการรับรองความเสมอภาคระหว่างสตรีและบุรุษโดยการทรง
อนุญาตให้สตรีบวช การจัดให้มีพุทธบริษัทให้มีพุทธบริษัท ๔ ฝ่าย การไม่จากัดเพศ
ในทาง ธรรมปฏิบัติและการบรรลุนิพพานแล้ว ในการแต่งต้ังผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ มี
ความสามารถ พิเศษ ทเ่ี รียกว่าเอตทคั คะในดา้ นต่างๆ น้ัน พระพุทธองค์ก็ไมท่ รงแต่งต้ัง
เฉพาะฝ่ายชายแต่ ทรงยอมรับในความสามารถของหญิงท่มี ีเสมอชาย และยกย่องสตรี
ทง้ั ท่เี ป็นอุบาสกิ าและ ภิกษณุ ีให้เป็นเอตทัคคะเชน่ เดียวกับชายในหลายๆ ด้าน ดังท่ที รง
ยกย่อง
มหาปชาบดีโคตมีภิกษุณีเลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาทั้งหลายของเราผู้เป็น
รัตตญั ญู๓๙๕ เขมาภิกษณุ ีเลศิ กว่าภิกษุณีสาวกิ าทง้ั หลายของเรา ผู้มปี ัญญามาก๓๙๖
อุบลวรรณาเลิศกวา่ ภกิ ษณุ สี าวิกาทงั้ หลายของเรา ผมู้ ีฤทธ์มิ าก๓๙๗
ปฏาจาราภกิ ษุณีเลศิ กว่าภิกษุณสี าวิกาทั้งหลายของเรา ผทู้ รงวินยั ๓๙๘
ธรรมทินนาเลิศกวา่ ภิกษณุ สี าวกิ าทงั้ หลายของเรา ผู้เป็นธรรมิกถึก๓๙๙
๓๙๕ องฺ.เอกก. (ไทย) ๒๐/๒๓๕/๒๖.
๓๙๖ องฺ.เอกก. (ไทย) ๒๐/๒๓๖/๒๖.
๓๙๗ องฺ.เอกก. (ไทย) ๒๐/๒๓๗/๒๖.
๓๙๘ องฺ.เอกก. (ไทย) ๒o/๒๓๘/๒๖.
๓๙๙ องฺ.เอกก. (ไทย) ๒๐/๒๓๙/๒๖.
นนั ทาเลิศกวา่ ภกิ ษุณสี าวกิ าทงั้ หลายของเรา ผยู้ นิ ดใี นฌาน๔๐๐
โสณาเลิศกวา่ ภิกษณุ ีสาวิกาทงั้ หลายของเรา ผปู้ รารภความเพยี ร๔๐๑
สกลุ าเลิศกวา่ ภกิ ษณุ ีสาวกิ าทง้ั หลายของเรา ผมู้ ีตาทิพย์๔๐๒
ภทั ทากุณฑลเกสาเลศิ กวา่ ภกิ ษณุ สี าวิกาทงั้ หลายของเรา ผ้รู แู้ จ้งได้เรว็ ๔๐๓
ภัททกาปิลานีเลศิ กว่าภกิ ษณุ ีสาวิกาทัง้ หลายของเรา ผู้ระลกึ ชาตไิ ด้๔๐๔
ภัททากัจจานาเถรีเลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาท้ังหลายของเรา ผู้บรรลุอภิญญา
ใหญ่๔๐๕
กสิ าโคตมีเลศิ กว่าภกิ ษุณีสาวกิ าทงั้ หลายของเรา ผทู้ รงจีวรเศรา้ หมอง๔๐๖
สิงคาลมาตาเลิศกวา่ ภิกษุณที ง้ั หลายของเรา ผู้หลดุ พน้ ดว้ ยศรัทธา๔๐๗
อน่ึง ทั้งภิกษุณี และอุบาสิกาที่เป็นเอตทัคคะน้ีก่อนท่ีจะมาเป็นผู้มี
ความสามารถ ในทางต่างๆ ได้ ก็ต้องมีการได้สร้างสมบุญบารมี ประพฤติดีทั้งทางกาย
วาจา ใจ มาแลว้ เปน็ อยา่ งมาก และการทส่ี ตรีเหล่าน้ีสามารถกระทาได้จนถึงขน้ั ท่ีได้รับ
การแตง่ ตัง้ ให้เปน็ เอตทคั คะนี้ก็แสงดวา่ สตรีมีความสามารถไม่แพ้บุรษุ เลย
๔๐๐ องฺ.เอกก. (ไทย) ๒๐/๒๔๐/๒๖.
๔๐๑ องฺ.เอกก. (ไทย) ๒๐/๒๔๑/๒๖.
๔๐๒ องฺ.เอกก. (ไทย) ๒๐/๒๔๒/๒๖.
๔๐๓ องฺ.เอกก. (ไทย) ๒๐/๒๔๓/๒๖.
๔๐๔ องฺ.เอกก. (ไทย) ๒o/๒๔๔/๒๖.
๔๐๕ องฺ.เอกก. (ไทย) ๒๐/๒๔๕/๒๖.
๔๐๖ องฺ.เอกก. (ไทย) ๒๐/๒๔๖/๒๖.
๔๐๗ องฺ.เอกก. (ไทย) ๒o/๒๔๗/๒๖.
ใ น บ า ง แ ห่ ง มี ห ลั ก ฐ า น ป ร า ก ฏ ถึ ง ก า ร ที่ พ ร ะ พุ ท ธ อ ง ค์ ย ก ย่ อ ง ย อ ม รั บ
ความสามารถ ของสตรีในระดับที่เสมอกับบุรษุ เช่น ในคร้ังท่ีนางวิสาขาถามธรรมจาก
ธรรมทินนาภิกษุณี แล้วช่ืนชมในความสามารถของธรรมทินนาภิกษุณี และได้เข้าเฝ้า
พระศาสดาทูลเรื่องท่ีได้ สนทนาธรรมกับภิกษุณีรูปนั้นให้ทรงทราบ พระพุทธองค์ตรัส
ว่า “ดูกรวิสาขะ ธรรมทินนา ภิกษุณีเป็นบัณฑิตมีปัญญามาก แม้หากท่านพึงสอบถาม
เน้ือความน้ันกะเรา แม้เราก็พึง พยากรณ์เนื้อความน้ัน เหมือนท่ีธรรมทินนาภิกษุณี
พยากรณ์แลว้ ”๔๐๘
สรุปกล่าวได้ว่าในทางศาสนาแล้ว การท่ีพระพุทธศาสนาให้สิทธ์ิแก่หญิงชาย
เสมอกันในการประพฤติปฏิบัติ เพื่อบรรลุถึงจุดหมายสูงสุดคือนิพพาน การแบ่งพุทธ
บริษัท เป็น ๔ พวก การจัดให้มีเอตทัคคะในพุทธบริษัททั้ง ๔ ฝ่าย และตั้งผู้เป็น
มาตรฐานหรือตราชูของพระพุทธศาสนาไว้ในพุทธบริษัททั้ง ๔ น้ัน เป็นการแสดงออก
ถึงการยอมรับสถานภาพของหญิงชายว่าเสมอกัน นับได้ว่าเป็นการยอมรับใน
ความสามารถ และมองสตรีด้วยความยุติธรรม โดยไม่ได้แบ่งขีดขั้นสติปัญญา
ความสามารถระหว่างเพศ
จากการพิจารณาเร่ืองราว หลักฐานต่าง ๆ ในพระไตรปิฎกน้ันได้สะท้อนให้
เห็น ได้อย่างมากว่า พระพุทธองค์มีทรรศนะที่เสรีเมื่อเทียบกับผู้นาของศาสนาอ่ืนๆ
ในขณะน้ัน โดยทพี่ ระองค์ไม่ได้ถือว่าสตรีเปน็ เพศที่ออ่ นแอ ไม่มีความสามารถและด้อย
กว่าบุรุษดังท่ีเช่ือกันในเวลาน้ัน พระองค์ทรงปฏิบัติต่อสตรีเช่นเดียวกับบุรุษ โดยทรง
มองว่ามนุษย์ทุกคนเท่ากนั ในความเป็นสัตว์โลกประเภทเดียวกนั เป็นผู้ที่ร่วมทุกข์ เกิด
แก่ เจ็บ ตายดว้ ยกนั ย่ิงกวา่ นน้ั ความเมตตากรณุ าท่ีพระองค์ทรงมีตอ่ สัตว์โลกก็แผ่กว้าง
ไปกวา่ มนษุ ย์ โดยการกลา่ วถงึ สัตวโ์ ลกนนั้ พระองคไ์ มไ่ ด้แยกแม้สตั ว์หรือคน แต่ทรงมอง
ด้วยทรรศนะทว่ี า่ พระองคต์ อ้ งการจะชว่ ยสตั ว์โลกทั้งหมดใหพ้ น้ ทกุ ขไ์ ม่เฉพาะแต่มนุษย์
ชายหญิงเท่าน้ัน เมื่อพิจารณาในแง่นี้แล้วก็จะย่ิงเห็นว่าตามทรรศนะทางพุทธศาสนา
๔๐๘ ม.ม.ู ๑๒/๕๑๓/๔๕๗.
แล้ว สตรที ม่ี อี งค์ประกอบพื้นฐานทางกาย (ขันธ์ ๕) ปญั ญา วิญญาณ และความสามารถ
เยี่ยงบุรุษนั้นไม่ควรจะได้รับการปฏิบัติต่อสตรีในฐานะท่ีด้อยกว่า พระพุทธองค์ก็ทรง
แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างโดยการปฏิบัติต่อสตรีอย่างยุติธรรม เช่นทรงให้สิทธิแก่บุรุษ
สตรี เสมอกันในการฟงั ธรรม และในการแสดงธรรมน้ัน คาสอนท่ีพระองค์ทรงประทาน
นั้นก็เป็นคาสอนอย่างเดียวกันในท้ัง ๒ ฝ่าย ไม่มีการแบ่งว่า ธรรมชนิดใดจะต้องแสดง
แก่เพศใดฝ่ายใด แต่สิ่งที่พระองค์ทรงคานึงถึงน้ันจะเป็นไปใน ทางพิจารณาปัญญา
ความสามารถของผู้ฟังว่าจะรับหรือสามารถเข้าใจได้หรือไม่มากกว่า พระองค์จึงมี
วิธีการท่ีจะแสดงธรรมกับผู้มีระดับปัญญา อุปนิสัยต่างกันด้วยวิธีต่างๆ กัน การท่ีพระ
ศาสดาทรงให้สิทธิ เสรีภาพ ทางศาสนาในการเข้าเป็นสมาชิกในสังฆมณฑล และ ทรง
ประทานธรรมแก่ทั้งหญิงชาย ทรงเมตตาและปฏิบัติต่อทั้งชายและหญิงอย่างยุติธรรม
เสมอภาคนัน้ ถ้าพจิ ารณาโดยลกึ ซึ้งแล้วจะเห็นว่าเป็นความสาเร็จหรือเป็นการยกระดับ
ของ สตรีที่สาคัญอยา่ งหน่ึง ภายใต้ความเชื่อถือดงั้ เดิมและภายใต้ศาสนาตา่ ง ๆ ในสมัย
น้ันสตรี ได้สูญเสียสถานภาพ เสรีภาพ หรือความเป็นปัจเจกบุคคลในทางศาสนาดังได้
กลา่ วมาแลว้ ในบทกอ่ น
บทท่ี ๗
ความแตกต่างและความเท่าเทียม
ระหวา่ งหญิงกบั ชายตามทัศนะของพุทธศาสนา
ตามทรรศนะทางพุทธปรัชญา มนุษย์ในสถานภาพธรรมชาติ สามารถแบ่ง
ประเภทออกได้เป็น ๔ ลักษณะ๔๐๙ คือ แบง่ ตามเพศ แบง่ ตามปัญญา แบง่ ตามจรติ และ
แบ่งตามคุณธรรม ในหัวข้อน้ีจะพิจารณาเฉพาะทรรศนะของพุทธศาสนาที่มีต่อมนุษย์
โดยแบง่ ตามเพศ
๗.๑ ธรรมชาตทิ แี่ ตกต่างกันของมนุษย์ชายหญิง
ตามพุทธคติแล้วชายและหญิงน้ันแตกต่างกัน โดยเป็นความแตกต่างกันท้ัง
ในทางร่างกายและในทางจิตใจ ขุนสรรพกิจโกศล ได้กล่าวถึงส่ิงที่แสดงให้เห็นถึงความ
แตกต่างระหว่างหญิงและชายไว้ว่า มีรูปร่างลักษณะ ปรากฏการณ์หรือสภาพความ
เป็นอยู่ นสิ ยั และกริ ิยาอาการ
รูป ที่แสดงให้รสู้ ภาพหญิงและชายแบ่งออกเปน็ ๒ ประเภท คือ
๑. อิตถภี าวรปู รปู ทีแ่ สดงใหร้ ูส้ ภาพหญงิ ซ่งึ มี
สภาพของหญงิ เป็นลกั ษณะ อิตฺถีภาว ลกขฺ ณ
มปี รากฏการณ์ของหญิงเป็นกจิ อิตฺถตี ปิ กาสน รส
มอี าการของหญงิ เป็นตน้ เปน็ ผล อิตฺถีลิงคฺ าทนี การณภาว
ปจฺจุปฎฺฐาน
มีมหาภตู รปู ท้งั ๔ เปน็ เหตุใกล้ จตุมหาภูต ปทฎฐฺ าน
๒. ปรุ สิ ภาวรปู รูปที่แสดงให้รู้สภาพชาย ซ่งึ มี
๔๐๙วนดิ า ธนศุภานุเวช, “มนษุ ย์ตามทรรศนะของพุทธปรัชญา”, วิทยานพิ นธ์ปรญิ ญา
มหาบัณฑิต, (บัณฑิตวทิ ยาลยั : จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย, ๒๕๒๓), หนา้ ๙๔.
สภาพของขายเป็นลกั ษณะ ปรุ ิสภาว ลกฺขณ
มปี รากฏการณ์ของชายเป็นกจิ ปุริโสติปกาสน รส
มีอาการของชายเป็นต้นเปน็ ผล ปุรสิ ลิงคฺ าทีน การณภาว
ปจจฺ ปุ ฏฺฐาน
มีมหาภตู รูปทัง้ ๔ เปน็ เหตใุ กล้ จตุมหาภูต ปทฏฐฺ าน๔๑๐
สงิ่ ทีแ่ สดงใหเ้ ห็นถงึ ความแตกต่างระหว่างหญิงชายมี ๔ ประการ คอื
๑. ลิงฺค รูปร่างสัณฐานท่ีบอกเพศอันมีมาแต่กาเนิดซ่ึงจะปรากฏต้ังแต่
เมื่อคลอดออกมา
๒. นมิ ติ ตฺ เครื่องหมายหรือสภาพความเป็นอยู่ เครือ่ งหมายน้ัน หมายถึง
ส่ิงท่ีปรากฏต่อมา สาหรับหญิงอกก็เร่ิมโตขึ้น สาหรับชายก็มีหนวดมีเครา ส่วนสภาพ
ความเป็นอยู่นั้น หญงิ กช็ อบเยบ็ ปกั ถักร้อย เข้าครวั ชายก็ชอบตอ่ ยตี ยงิ ปนื ผาหน้าไม้
๓. กุตฺต หมายถึง นิสัย คือ ความประพฤติท่ีเคยชิน หญิงก็นุ่มนวล
ออ่ นโยน เรียบรอ้ ย สว่ นชายก็ห้าวหาญ เข้มแขง็ ว่องไว
๔. อากัปฺป กิริยาอาการหญิงก็แช่มช้อย เอียงอาย ชายก็องอาจ เด็ด
เดี่ยว๔๑๑
เมือ่ พุทธศาสนาเหน็ ว่าหญิงชายมีความแตกต่างกันท้ังร่างกายและจิตใจเช่นนี้
อาจวิเคราะห์สถานภาพของหญิงว่ามีความเท่าเทียม หรือไม่เท่าเทียมกันเพราะความ
แตกต่างนั้นในด้านใดบ้างหรือไม่ โดยในการพิจารณาจะแยกกล่าวเป็น ๒ ด้าน คือ
ทางดา้ นคดโี ลกอันเก่ยี วโยงกับสถานภาพในทางสงั คม และทางด้านคดธี รรมอนั เกย่ี วโยง
กับสถานภาพทางศาสนา
๔๑๐สรรพกิจโกศล, ขุน, คู่มือการศึกษารูปสังคหวิภาค พระอภิธรรมมัตถสังคหะ
ปรจิ เฉทท่ี ๖, (กรงุ เทพมหานคร : คณะธรรมสากจั ฉา วดั มหาธาต,ุ ๒๕๑๘), อ้างถึงใน วนิดา ธนศุ
ภานเุ วช, “มนษุ ย์ตามทรรศนะของพุทธปรัชญา”, หน้า ๙๕.
๔๑๑เรอ่ื งเดียวกนั , หน้า ๙๕-๙๖.
๗.๒ แนวความคิดในดา้ นทเ่ี ห็นวา่ สตรีเท่าเทยี มบรุ ุษในทางศาสนา
๗.๒.๑ สตรีสามารถทีจ่ ะสาเรจ็ มรรคผลไดเ้ ช่นเดยี วกับบรุ ษุ
ในด้านทเ่ี กีย่ วกบั ศาสนา พทุ ธศาสนามีแนวความคิดไปในทางทยี่ อมรบั ว่าสตรี
เท่าเทียมบุรุษ “ในเร่ืองของการสร้างสมคุณงามความดีและในการอบรมฝึกฝน
คุณลกั ษณะอนั ประเสรฐิ นั้นท้งั ผู้หญิงและผู้ชายมีทางท่จี ะเปน็ ไปไดท้ ัดเทียมกนั ”๔๑๒
คือในการประพฤติดีและได้รับผลจากการกระทาน้ัน เป็นสิ่งที่ทกุ คนสามารถ
ทาไดเ้ สมอกันโดยไม่จากัดเพศ ทง้ั บรุ ุษเพศและสตรีเพศ ตา่ งก็มีโอกาสเสมอกนั ในการที่
จะเป็นคนดี มีเสรีภาพในทางปัญญาเสมอกันในการท่ีจะคิดพิจารณาให้เข้าใจถึงธรรม
ความเป็นไปของกฎธรรมชาติที่ครอบคลุมโลก และมีสิทธิเสมอกันในการท่ีจะถึงความ
หลุดพ้น พุทธศาสนาไม่ได้จากัดเพศของผู้ท่ีจะได้รับผลจากการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ดัง
ทีว่ า่
“ทางน้ันชื่อว่าเป็นทางตรง ทิศนั้นช่ือว่าไม่มีภัย รถชื่อว่าไม่มีเสียงดัง
ประกอบด้วยล้อคือธรรม หิริเป็นฝาของรถน้ัน สติเป็นเกราะกันของรถนั้น เรากล่าว
ธรรม มีสัมมาทิฏฐินาหน้าว่าเป็นสารถี ยานชนิดนี้มีอยู่แก่ผู้ใด จะเป็นหญิงหรือชายก็
ตาม เขา (ยอ่ มไป) ในสานักพระนพิ พานดว้ ยยานนี้แหละ”๔๑๓
ภิกษุท้ังหลาย ก็ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหน่ึงย่อมเจริญ ย่อมทาให้มากซ่ึง
ธรรม ๕ ประการ ภกิ ษหุ รอื ภกิ ษณุ รี ูปนน้ั พึงหวงั ได้ผล ๒ ประการ อย่างใดอยา่ งหนึง่ คอื
อรหัตผล หรอื เมอื่ มีอุปาทานขันธเ์ หลืออยู่ เปน็ พระอนาคามใี นปัจจบุ ันนี้เทียว๔๑๔
พระพุทธพจน์ดังกล่าวน้ี แสดงว่าในทางธรรมปฏิบัติน้ัน พุทธศาสนาใช้สิทธิ์
แก่หญิงชายเท่ากัน นิพพานก็ไม่ได้สงวนไว้สาหรับมนษุ ย์เพศใดเพศหนง่ึ โดยเฉพาะ ทุก
๔๑๒Rev. Jinarankara, “บทบาทของพุทธศาสนาท่ีมีต่อสตรี”, พุทธจักร, ปีที่ ๖ (๖
มิถุนายน ๒๔๙๕) : ๑๙-๒๓, อ้างถึงใน วนิดา ธนศุภานุเวช, “มนุษย์ตามทรรศนะของพุทธ
ปรัชญา”, หน้า ๑๑๐.
๔๑๓ส.ส. (ไทย) ๑๕/๑๔๔/๔๓.
๔๑๔อง.ฺ ปญฺจก. (ไทย) ๒๒/๖๗/๘๓.
คนสามารถตั้งความปรารถนาและปฏิบัติเพ่ือให้เข้าถึงได้ ในทางธรรมการแยกความ
แตกต่างระหวา่ งเพศจะไม่มีอกี ตอ่ ไป
ในการศึกษาธรรมจากพระพุทธองค์นั้น สตรีก็ได้เป็นพระอริยบุคคลชั้น
โสดาบัน สกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์เป็นจานวนไม่น้อย เช่น พระสุภา
ชีวกัมพวนิกาภิกษุณี๔๑๕ พระเสลาเถรี๔๑๖ พระโสมาเถรี๔๑๗ พระเมธาเถรี๔๑๘ พระสีหา
เถรี๔๑๙ พระปัญจทีปทายิกาเถรี๔๒๐ เป็นต้น นอกจากนี้แล้วสตรีในเพศฆราวาสท่ีสาเรจ็
ธรรมก็มีอยู่ เช่น ภริยาของนายพรานกุกกุฏมิตร บรรลุโสดาปัตติผลตั้งแต่เม่ือเป็น
เดก็ หญงิ ๔๒๑ นางวิสาขา บรรลโุ สดาปัตติผลตงั้ แตอ่ ายุ ๗ ขวบ๔๒๒
ในเร่ืองนางสามาวดี ในคราวที่พระราชอุทยานของพระเจ้าอุเทนถูกไฟไหม้
หญิง ๕๐๐ คน ซึ่งมีพระนางสามาวดีเป็นประมุขทากาละ พวกภิกษุได้ถามถึงคติของ
อุบาสิกา ท่ีทากาละเหล่าน้ัน พระพุทธองค์ทรงตอบว่า “ภิกษุทั้งหลาย ในอุบาสิกา
เหลา่ นี้ อบุ าสิกาที่เป็นโสดาบันก็มี เป็นสกทาคามกี ็มี เป็นอนาคามินกี ม็ ี อบุ าสกิ าทัง้ หมด
นัน้ ไมเ่ ปน็ ผู้ไร้ผลทากาละดอก”๔๒๓
สิ่งเหล่านกี้ ็เปน็ เครื่องยนื ยันแล้วว่าในทางธรรมแลว้ สตรกี ็สามารถ ไม่แพบ้ ุรุษ
เหมือนกัน และการที่พุทธศาสนาถือว่าการบรรลุธรรมข้ันสูงไม่จากัดเพศนั้น ก็สะท้อน
ใหเ้ ห็น วา่ พุทธศาสนายกยอ่ ง ยอมรับความสามารถของสตรเี พศมานานแล้ว
๔๑๕ขุ.เถร.ี (ไทย) ๒๖/๔๗๒/๔๙๓.
๔๑๖เร่ืองเดียวกนั ๒๖/๔๓๖/๔๕๒.
๔๑๗ส.ส. (ไทย) ๑๕/๕๒๗/๑๘๑.
๔๑๘ข.ุ เถรี. (ไทย) ๒๖/๔๗๔/๕๐๗., ข.ุ อป. (ไทย) ๓๓/๑๔๑/๒๕๔-๒๕๖.
๔๑๙ข.ุ เถรี. (ไทย) ๒๖/๔๔๑/๔๕๖.
๔๒๐ขุ.อป. (ไทย) ๓๓/๑๕๕/๒๑๐.
๔๒๑ธ.อ. (ไทย) ๕/๓๘.
๔๒๒ธ.อ. (ไทย) ๓/๗๓.
๔๒๓ธ.อ. (ไทย) ๒/๘๓.
๗.๒.๒ การจัดแบ่งพุทธบริษทั เป็น ๔ ฝ่าย
ในพุทธศาสนาได้มีการแบ่งผู้ท่ีนับถือศาสนาไว้เป็น ๔ ฝ่าย คือ ภิกษุ ภิกษุณี
อุบาสก อุบาสิกา การจัดแบ่งท่ีให้มีทั้งฝ่ายสาวก คือ ภิกษุ กับอุบาสก และให้มีท้ังฝ่าย
สาวิกา คือภกิ ษณุ ี กับอบุ าสิกาเหมือนๆ กันนี้ กแ็ สดงใหเ้ ห็นความยุตธิ รรม และความคิด
ในการยอมรับสถานภาพของหญิงชายโดยเท่าเทียมกัน ไม่ได้ลาเอียงในเพศใดเพศหนงึ่
นอกจากนี้แล้วพทุ ธบริษทั ๔ ก็ตอ้ งตกอยูภ่ ายใตก้ ฏวินัยเดยี วกัน คือ ถ้าเป็นฝ่ายคฤหัสถ์
ท้ังอุบาสก อมุ าสกิ ากม็ ีบญั ญัติท่ตี อ้ งถือปฏิบตั เิ หมอื นๆ กัน ทางฝ่ายบรรพชิตก็เป็นไปใน
ทานองเดยี วกนั
ตามหลักฐานในพระไตรปิฎกนั้นก็ได้มีพุทธวจนะที่แสดงว่าพระพุทธองค์ให้
ความสาคัญแก่พุทธบริษัท ๔ เสมอกัน ทั้งยังทรงเห็นความสาคัญของทุกฝ่าย ดังมี
เนอ้ื ความ วา่
“ภิกษุทงั้ หลาย บุคคล ๔ จาพวกนเี้ ปน็ ผเู้ ฉียบแหลม ได้รับแนะนาดแี ล้ว เป็น
ผู้แกล้วกล้า เป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรม ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม ย่อมยังหมู่ให้งาม
๔ จาพวกเป็นไฉน ภิกษุท้ังหลาย คือ ภิกษุ ๑ ภิกษุณี ๑ อุบาสก ๑ อุบาสิกา ๑ ภิกษุ
ทั้งหลาย บุคคล ๔ จาพวกนี้แลเป็นผู้เฉียบแหลม ได้รับแนะนาดีแล้ว เป็นผู้แกล้วกล้า
เปน็ พหูสูต เปน็ ผูท้ รงธรรม ปฏิบตั ิธรรมสมควรแก่ธรรม ยอ่ มยังหมใู่ ห้งาม๔๒๔
แสดงว่าบุคคล ๔ จาพวกนี้มีความสาคัญเสมอกันต่อพุทธศาสนา การ
ประพฤติปฏิบัติดีของบุคคลเหล่าน้ีจัดเป็นอาภรณ์เป็นประโยชน์แก่สังคม และการ
ประพฤติมิชอบของเขาก็จะเป็นภัยแก่สังคมเช่นกัน ความรับผิดชอบของพุทธบริษทั ๔
ที่มีต่อสังคมทางโลกและทางธรรมน้ันเป็นไปโดยเสมอกัน และการกระทาชอบมิชอบ
ของพุทธบริษัท ๔ นี้ จะมีผลดีผลร้ายต่อการคงอยู่หรือการส้ินไปของศาสนาโดยเสมอ
กัน
๔๒๔อง.ฺ จตุกกฺ . (ไทย) ๒๑/๗/๘.
นอกจากนน้ั ในพุทธบรษิ ัท ๔ ฝา่ ยน้ี พระพทุ ธองค์ยงั ทรงแต่งตั้งบุคคลในทุกๆ
ฝา่ ย ใหเ้ ป็นมาตรฐานหรอื ตราชขู องพุทธศาสนาโดยเท่าเทียมกนั ดังมีกลา่ วว่า
ภิกษทุ ัง้ หลาย ภิกษผุ ูม้ ีศรัทธาเม่ือออ้ นวอนโดยชอบ จงึ ออ้ นวอนอย่างน้วี ่า ขอ
เราจงเปน็ เชน่ พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะเถิด ภกิ ษุท้งั หลาย ภิกษสุ ารบี ุตรและ
ภิกษุโมคคลั ลานะนเ้ี ปน็ ตราชมู าตรฐานของภิกษสุ าวกของเรา
ภิกษุทง้ั หลาย นางภกิ ษณุ ีผ้มู ีศรทั ธาเมอื่ ออ้ นวอนโดยชอบ ซงึ่ ออ้ นวอนอย่างนี้
ว่า ขอเราจงเป็นเช่นภิกษุณีเขมา และอุบลวัณณาเถิด ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเขมา และ
ภกิ ษณุ ีอบุ ลวณั ณานีเ้ ป็นตราชูมาตรฐานของภิกษุณีสาวกของเรา
ภิกษทุ งั้ หลาย อุบาสกผู้มศี รทั ธา เมื่อออ้ นวอนโดยขอบ จงึ ออ้ นวอนอยา่ งนี้ว่า
ขอเราจงเป็นเช่นจติ ตคฤหบดี และหัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวีเถิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย
จิตตคฤหบดีและหัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวีนี้ เป็นตราชูมาตรฐานของอุบาสกสาวก
ของเรา
ภิกษุทั้งหลาย อุบาสิกาผู้มีศรัทธา เมื่ออ้อนวอนโดยชอบ จึงอ้อนวอนอย่างน้ี
ว่าขอเราจงเป็นเช่น อุบาสิกาขุชชุตตระ และนางเวฬุกัณฏกีนันทมารดาเถิด ภิกษุ
ท้ังหลาย อุบาสิกขุชชุตตระ และนางเวฬุกัณฏกีนันทมารดาน้ี เป็นตราชูมาตรฐานของ
อุบาสกิ าสาวิกาของเรา๔๒๕
๗.๒.๓ เอตทัคคะในฝา่ ยภกิ ษณุ แี ละอบุ าสิกา
นอกเหนือจากการรับรองความเสมอภาคระหว่างสตรีและบุรุษโดยการทรง
อนุญาตให้สตรบี วช การจัดให้มีพุทธบริษัท ๔ ฝ่าย การไม่จากัดเพศในทางธรรมปฏิบตั ิ
และการบรรลุนิพพานแล้ว ในการแต่งตั้งผู้ท่ีมีความเชย่ี วชาญ มีความสามารถพิเศษ ที่
เรียกว่าเอตทัคคะในด้านต่างๆ นั้น พระพุทธองค์ก็ไม่ไม่ทรงแต่งต้ังเฉพาะฝ่ายชายแต่
ทรงยอมรับ ในความสามารถของหญิงที่มเี สมอชาย และยกย่องสตรี ทั้งท่ีเป็นอุบาสิกา
และภิกษุณีใหเ้ ปน็ เอตทัคคะเชน่ เดียวกับชายในหลายๆ ด้าน
๔๒๕องฺ.ทกุ . (ไทย) ๒๐/๓๗๕/๙๘.
ดังท่ีทรงยกย่องพระเขมาภิกษุณี ผู้สาเร็จอรหัตผลต้ังแต่ยงั ครองเพศฆราวาส
ให้เป็นอัครสาวิกา ฝ่ายขวา เป็นเอตทัคคะในทางมีปัญญามากเยีย่ งพระสารบี ุตร ทั้งยัง
ตั้งพระเขมาภิกษุณี ไว้เป็นยอดสตรีที่ใครๆ พึงเอาอย่าง อีกท้ังยังจัดไว้ให้เป็นยอดแห่ง
ภิกษุณที งั้ ปวง๔๒๖
พระอุบลวณั ณาภิกษุณี เป็นอคั รสาวกิ าฝ่ายซ้าย เป็นเอตทคั คะในทางเป็นผู้มี
ฤทธ์ิมากเสมอดว้ ยพระมหาโมคคัลลานะ๔๒๗
พระปฏาจาราภิกษุณี เป็นเอตทัคคะ ในทางทรงพระวินัยเช่นเดียวกับพระอุ
บาลี๔๒๘
พระนันทาภิกษุณี เป็นเลิศกว่าภิกษุท้ังหลายในทางเพ่งฌาน บาเพ็ญสมาธิ
ภาวนา๔๒๙
พระโสณาภิกษณุ ี เปน็ เลิศกวา่ ภิกษุท้ังหลายในทางเป็นผมู้ คี วามเพียร๔๓๐
พระภทั ทากปิลานภี ิกษณุ ี เปน็ เอตทัคคะในทางเป็นผู้ระลึกชาตกิ อ่ นๆ ได้๔๓๑
พระภัททากัจจานาเถรี เป็นเลิศกวา่ ภิกษุณีทง้ั หลายในทางมีมหาภญิ ญา คอื รู้
ไดม้ ากมายดุจดังพระสารบี ุตร๔๓๒
พระสิคาลมาตาภกิ ษุณี เปน็ เลิศกวา่ ภิกษณุ ที ้ังหลายในทางบรรลุคณุ วเิ ศษด้วย
ศรัทธา เปน็ เอตทคั คะในทางศรัทธา๔๓๓
๔๒๖อง.ฺ เอก. (ไทย) ๒๐/๑๕๐/๓๐.
๔๒๗เรื่องเดยี วกนั .
๔๒๘เรื่องเดยี วกัน.
๔๒๙เรือ่ งเดียวกัน, หนา้ ๓๑.
๔๓๐เรือ่ งเดยี วกนั .
๔๓๑เรื่องเดยี วกัน.
๔๓๒เรอ่ื งเดียวกัน.
๔๓๓เรื่องเดียวกัน.
พระกสี าโคตมภี ิกษุณี เปน็ เย่ียมกว่าภกิ ษณุ ีอื่นในทางทรงจีวรเศร้าหมอง๔๓๔
พระมหาปชาบดีโคตมีภิกษุณี เป็นเลิศกว่าภิกษุณีท้ังหลายในทางมี
ประสบการณ์มาก (รตั ตญั ญู)๔๓๕
พระธัมมทินนาภิกษุณี เป็นเลิศกว่าภิกษุณีท้ังหลายทางแสดงธรรม
เชน่ เดียวกับพระ มหากัจจายนะ๔๓๖
พระสกุลาภิกษุณี เป็นเลศิ กวา่ ภิกษณุ ที ั้งหลายในทางเปน็ ผมู้ ที ิพยจักษุ๔๓๗
พระภัททากุณฑลเกสาภิกษุณี เป็นเลิศกว่าภิกษุณีท้ังหลายในทางตรัสรู้ใน
ฉบั พลนั คล่องแคล่วในทางอภญิ ญา๔๓๘
นอกเหนือจากภิกษุณีท่ีเป็นเอตทัคคะแล้ว พระพุทธองค์ยังทรงยกย่อง
อุบาสิกาหลายคนขนึ้ เปน็ เอตทคั คะในดา้ นตา่ งๆ ได้แก่
นางขุชชุตตรา ให้เป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายทางเป็นผู้มีพหูสูต แสดง
ธรรมใหส้ ตรี ๕๐๐ คน ฟงั และบรรจุโสดาปตั ติผลในคราวเดยี วกัน๔๓๙
นางกาติยานี เป็นผู้เลิศในด้านมีศรัทธา แม้จะได้ข่าวโจรปล้นบ้าน นางก็ไม่
ร้อนใจ แตร่ อจนกระทง้ั ฟังพระภกิ ษุแสดงธรรมจบถึงกลบั ๔๔๐
นางสชุ าดา ธดิ าของเสนานกี ุฎุมพี เป็นเลศิ ในดา้ นเป็นสตรีทีถ่ งึ สรณะสามกอ่ น
และอาหารทน่ี างถวายพระพุทธองค์กจ็ ดั เปน็ อาหารสาคัญมอ้ื หนงึ่ ๔๔๑
๔๓๔เรอื่ งเดียวกัน.
๔๓๕เรอ่ื งเดยี วกัน, หนา้ ๓๐.
๔๓๖เร่ืองเดียวกนั , หน้า ๓๑.
๔๓๗เรอ่ื งเดยี วกนั .
๔๓๘เรือ่ งเดียวกนั .
๔๓๙เรอื่ งเดยี วกัน, หน้า ๓๒.
๔๔๐เร่อื งเดยี วกัน, หน้า ๓๓.
๔๔๑เรอื่ งเดียวกนั , หนา้ ๓๒.
นางกาฬีอุบาสิกาชาวกรรฆริกา เป็นเลิศในทางเลื่อมใสเพราะได้ยนิ ได้ฟงั ตาม
นางวิสาขาเป็นเลิศในทางถวายทาน๔๔๒
นางนกลุ มาตาคหปตานี เป็นเลศิ ในทางเปน็ ผู้คนุ้ เคยกับพระพุทธองค์๔๔๓
พระนางสามาวดี มเหสีของพระเจ้าอุเทนเป็นผู้ยอดเย่ียมในทางเจริญ
เมตตา๔๔๔
นางสุปปวาสะโกลิยธีตา เป็นเลิศในทางถวายของอันประณีต คือ ถวายทาน
อนั มีรสเลศิ แกภ่ กิ ษุ๔๔๕
นางสปุ ปยิ ะ เป็นเลศิ กว่าอุบาสกิ าท้ังหลายในทางเปน็ ผู้พยาบาลภิกษุไข้๔๔๖
นางอุตตรานันทมารดา เป็นเลิศในการเจริญฌานและรักษาศีลอุโบสถอย่าง
เคร่งครดั ๔๔๗
อนึ่ง ทั้งภิกษุณีและอุบาสิกาท่ีเป็นเอตทัคคะน้ีก่อนท่ีจะมาเป็นผู้มี
ความสามารถเปน็ เลิศในทางต่างๆ ได้ ก็ตอ้ งมีการได้สร้างสมบญุ บารมี ประพฤตปิ ฏิบัติ
ดีทั้งทางกาย วาจา ใจ มาแล้วเป็นอย่างมาก และการที่สตรีเหล่านี้สามารถกระทาได้
จนถึงข้ันได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเอตทัคคะน้ีก็แสดงว่า สตรีมีความสามารถใม่แพ้บุรุษ
เลย
ในบางแห่งมีหลักฐานปรากฏถึงการที่พระพุทธองค์ทรงยกย่องยอมรับ
ความสามารถของสตรีในระดับท่ีเสมอกับบุรุษ เช่น ในครั้งท่ีนางวิสาขาถามธรรมจาก
ธรรมทินนาภิกษุณีแล้วช่ืนชมในความสามารถของธรรมทินนาภิกษุณี และได้เข้าเฝ้า
พระศาสดาทลู เรือ่ งที่ได้สนทนาธรรมกับภิกษณุ ีรูปนั้นให้ทรงทราบ พระพุทธองคต์ รัสว่า
๔๔๒เรื่องเดยี วกัน, หน้า ๓๓.
๔๔๓เรอื่ งเดียวกนั , หน้า ๓๒.
๔๔๔เรื่องเดียวกนั , หนา้ ๓๒.
๔๔๕เรอ่ื งเดยี วกนั .
๔๔๖เรอ่ื งเดยี วกัน.
๔๔๗เรอ่ื งเดียวกนั .
“วสิ าขะ ธรรมทินนาภิกษุณเี ป็นบณั ฑติ มีปญั ญามาก แม้หากทา่ นพึงสอบถามเน้ือความ
น้ันกะเรา แม้เราก็พึงพยากรณ์เน้ือความนั้น เหมือนที่ธรรมทินนาภิกษุณีพยากรณ์
แล้ว”๔๔๘
สรุปกล่าวได้ว่าในทางศาสนาแล้ว การทพ่ี ทุ ธศาสนาให้สทิ ธ์แิ ก่หญิงชายเสมอ
กันในการประพฤติปฏบิ ัติ เพ่อื บรรลถุ งึ จุดหมายสูงสดุ คือ นิพพาน การแบ่งพทุ ธบริษัท
เปน็ ๔ พวก การจัดให้มีเอตทัคคะในพทุ ธบรษิ ัททั้ง ๔ ฝ่าย และตัง้ ผู้เป็นมาตรฐานหรือ
ตราชูของพุทธศาสนาไว้ในพุทธบริษัทท้ัง ๔ นั้น เป็นการแสดงออกถึงการยอมรับ
สถานภาพของหญิงชายว่าเสมอกัน นับได้ว่าเป็นการยอมรับในความสามารถ และมอง
สตรีดว้ ยความยุตธิ รรม โดยไม่ไดแ้ บง่ ขีดขน้ั สตปิ ญั ญาความสามารถระหว่างเพศ
จากการพิจารณาเร่ืองราว หลักฐานต่างๆ ในพระไตรปิฎกน้ันได้สะท้อนให้
เห็นได้อย่างมากว่า พระพุทธองค์ทรงมีทรรศนะท่ีเสรีเม่ือเทียบกับผู้นาของศาสนาอนื่ ๆ
ในขณะนน้ั โดยทพี่ ระองคไ์ ม่ไดถ้ ือวา่ สตรีเป็นเพศท่ีออ่ นแอ ไม่มีความสามารถ และดอ้ ย
กว่าบุรุษดังที่เช่ือกันในเวลาน้ัน พระองค์ทรงปฏิบัติต่อสตรีเช่นเดียวกับบุรุษ โดยทรง
มองว่ามนุษย์ทุกคนเท่ากนั ในความเปน็ สัตวโ์ ลกประเภทเดียวกัน เป็นผู้ที่ร่วมทุกข์ เกิด
แก่ เจ็บ ตายดว้ ยกัน ยง่ิ กวา่ นน้ั ความเมตตากรุณาท่ีพระองค์ทรงมีตอ่ สัตว์โลกก็แผ่กว้าง
ไปกว่ามนษุ ย์ โดยการกลา่ วถงึ สัตว์โลกนั้นพระองค์ไม่ได้แยกแม้สตั ว์หรือคน แต่ทรงมอง
ดว้ ยทรรศนะทว่ี า่ พระองคต์ อ้ งการจะช่วยสตั วโ์ ลกทงั้ หมดใหพ้ ้นทกุ ขไ์ มเ่ ฉพาะแต่มนุษย์
ชายหญิงเท่านั้น เมื่อพิจารณาในแง่นี้แล้วก็จะย่ิงเห็นว่าตามทรรศนะทางพุทธศาสนา
แลว้ สตรที ่ีมอี งค์ประกอบพื้นฐานทางกาย (ขันธ์ ๕) ปัญญา วญิ ญาณ และความสามารถ
เยยี่ งบรุ ุษนนั้ ไม่ควรจะได้รบั การปฏิบัตติ ่อในฐานะทีด่ ้อยกว่า พระพุทธองค์ก็ทรงแสดง
ให้เห็นเป็นตัวอย่างโดยการปฏิบัติต่อสตรีอย่างยุติธรรม เช่นทรงให้สิทธิแก่บุรุษ สตรี
เสมอกันในการฟังธรรม และในการแสดงธรรมนั้น คาสอนที่พระองค์ทรงประทานน้ันก็
เป็นคาสอนอยา่ งเดียวกันในทั้ง ๒ ฝา่ ย ไม่มีการแบง่ ว่าธรรมชนิดใดจะต้องแสดงแก่เพศ
๔๔๘๑๒/๕๑๓/๔๕๗.
ใดฝ่ายใด แต่สิ่งที่พระองค์ทรงคานึงถึงน้ันจะเป็นไปในทางพิจารณาปัญญา
ความสามารถของผู้ฟังว่าจะรับหรือสามารถเข้าใจได้หรือไม่มากกว่า พระองค์จึงมี
วิธกี ารทีจ่ ะแสดงธรรมกับผมู้ ีระดบั ปัญญา อุปนิสยั ต่างกันด้วยวธิ ีต่างๆ กัน
การท่พี ระศาสดาทรงใหส้ ทิ ธเิ สรภี าพทางศาสนา ในการเข้าเปน็ สมาชกิ ในสังฆ
มณฑล และทรงประทานธรรมแก่ทง้ั หญิงชาย ทรงเมตตาและปฏิบัติต่อท้ังชายและหญิง
อย่างยตุ ิธรรมเสมอภาคนัน้ ถา้ พจิ ารณาโดยลึกซึ้งแลว้ จะเหน็ วา่ เป็นความสาเรจ็ หรอื เป็น
การยกระดับของสตรีท่ีสาคัญอยา่ งหนง่ึ เพราะในบางชว่ งของระยะเวลาที่ผา่ นมาภายใต้
ความเช่ือถือดั้งเดิมและภายใต้ศาสนาต่างๆ ในสมัยนั้นสตรีได้สูญเสียสถานภาพ
เสรีภาพ หรือ ความเป็นปัจจกบุคคลในทางศาสนา ดังได้กล่าวโดยละเอียดมาแล้วใน
หวั ขอ้ กอ่ น
๗.๓ แนวความคดิ เกยี่ วกับสตรีในด้านทเ่ี ห็นว่าสตรเี ทา่ เทียมบุรษุ ในทางสังคม
ในด้านท่ีเกี่ยวกับทางสังคม สิ่งท่ีเปลี่ยนแปลงไปในทางท่ีดีขึ้น เสมอภาคเท่า
เทยี มข้ึน กค็ อื สถานภาพของสตรใี นฐานะเป็นบตุ ร ภริยา
๗.๓.๑ สตรใี นฐานะบุตร
ได้กล่าวมาบ้างแล้ววา่ ส่ิงหน่ึงที่เกี่ยวข้องกบั ฐานะของสตรีผู้เป็นลูกก็คือ การ
ท่ีพุทธศาสนาเห็นว่าทุกคนสามารถถึงความหลุดพ้นได้ แม้กระท่ังผู้ที่ไม่มีบุตรชายท่ีจะ
ประกอบพธิ กี รรมให้ภายหลังตายไปแลว้ ถา้ บุคคลนัน้ ประพฤติดี ปฏบิ ตั ิชอบ มชี ีวติ ท่ีบริ
สุทธิ์ การที่พุทธศาสนาถือหลักกฎแห่งกรรม เน้นการปฏิบัติด้วยตนเองเพื่อความสขุ ใน
โลกหน้าน้ี ก็เท่ากับเป็นการไม่สนบั สนนุ และคัดค้านความคิดความเชื่อของพวกฮินดู ท่ี
ถือว่าชายใดท่ไี มม่ ลี ูกหลานท่ีเป็นชายประกอบพิธีกรรมให้เม่ือตายไปแลว้ จะตอ้ งตกนรก
คนอินเดยี ในสมยั ก่อนพุทธกาลจึงให้ความสาคญั แกเ่ ดก็ ชายมากกว่าเด็กหญิง ความเช่ือ
นี้ได้เปล่ียนแปลงไป ภายใต้พุทธศาสนาเพราะตามหลักแล้วพุทธศาสนาไม่มีการแยก
ความแตกต่างระหว่างเด็กชายเด็กหญิงว่าเพศใดจะดีกว่า อีกท้ังพระพุทธองค์เองกท็ รง