ยืนยันในความสามารถของสตรี และฐานะที่เท่าเทียมกันของผู้เป็นบุตรชายและบุตร
หญิง
ดงั จะเห็นไดจ้ ากพทุ ธวจนะ ท่ีประทานแกพ่ ระเจ้าปเสนทิโกศลว่า บตุ รหญิงก็
อาจดีกว่าบุตรชายได้ เพราะพระพุทธองค์ทรงใช้การกระทาเป็นเครื่องตัดสินบุคคล
มากกว่าท่ีจะตัดสินโดยถือเพศชั้น วรรณะ ตามทรรศนะเก่า อีกท้ังการปฏิบัติของ
พระองค์ก็เป็นไปในทางที่ให้เกยี รตแิ ละยกระดับฐานะสตรีให้เท่าเทยี มบุรุษ
๗.๓.๒ สตรีในฐานะภริยา
ในเรอื่ งเก่ียวกับการครองเรอื นและครอบครวั แล้วพทุ ธศาสนากใ็ ห้ความสาคัญ
ไว้ไม่น้อย เพราะตระหนักถึงความสาคัญของครอบครัวต่อความสุขของคฤหัสถ์ และ
เพื่อให้การอยู่ร่วมกันของบุคคลในครอบครัวเดียวกนั เป็นไปอย่างสงบสุข พระพุทธองค์
ก็ได้วางแนวทางและหน้าท่ีสาหรับบุคคลในฐานะสามีภริยาพึงปฏิบัติต่อกัน โดยหน้าท่ี
๕ สถานของภรยิ า คือ
๑. จดั การงานดี
๒. สงเคราะหค์ นใกล้เคยี งของสามีดี
๓. ไม่ประพฤตนิ อกใจสามี
๔. รกั ษาทรัพยท์ ่สี ามีหามาได้
๕. ขยันไมเ่ กยี จคร้านในกิจการทง้ั ปวง๔๔๙
หน้าทีเ่ หลา่ นแ้ี สดงให้เห็นถึงการทภ่ี ริยาจะสงเคราะห์ชว่ ยเหลือสามี ตามพุทธ
มติแลว้ ภรยิ าไม่ใชเ่ คร่ืองเล่นของสามีและไม่ได้เป็นผู้ท่ีจาต้องแบกภาระ ทางานหนกั โดย
ไม่ได้รับความสุข ฐานะของสตรีผู้เป็นภริยาน้ันไม่ใช่เพียงหญิงที่บริการอานวยความ
สะดวก ความสุขให้แก่สามีและญาติทางสามี แต่หากเป็นสตรีผู้ที่สมควรได้รับการยก
ย่อง ปฏิบัติดีต่อ เพราะเธอเป็นผู้ช่วยเหลือ แบ่งเบาภาระของสามี เป็นคู่คิด เป็นมิตร
สนิทอย่างย่ิง คือ เป็นเพ่ือนร่วมชีวิต สถานภาพของภริยาจึงเปล่ียนจากระดับที่เป็น
๔๔๙ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๒๐๑/๑๗๐.
ทรัพย์สินสิทธ์ิขาดอยู่ภายใต้สามี เป็นผู้ด้อยกว่า มาเป็นผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุข และ
รบั ผิดชอบรว่ มกันในครัวเรอื น
นอกจากกาหนดหน้าที่ของภริยาแล้ว พระพุทธองค์ทรงกาหนดหน้าที่สามีที่
ต้องอนุเคราะห์ภรยิ าไว้ ๕ สถาน คือ
๑. ยกยอ่ งว่าเป็นภริยา
๒. ไมด่ ูหม่ิน
๓. ไม่ประพฤตินอกใจภริยา
๔. มอบความเป็นใหญ่ให้
๕. ให้เครือ่ งแตง่ ตัว๔๕๐
ท้ังข้อ ๑ และข้อ ๒ ท่ีกาหนดไว้น้ันเป็นการบอกถึงทรรศนะต่อสตรีท่ีเป็น
ภริยาโดยตรงว่า เป็นบุคคลผู้ควรได้รับการยอมรับ ยกย่องนับถือและเว้นจากการถูกดู
หม่ิน ส่วนข้อ ๓ นั้น เป็นการแสดงให้เห็นว่า พระพุทธองค์ทรงมองบุรุษและสตรีด้วย
สายตายุติธรรม ไม่ทรงลาเอียงโดยถือเพศ ทั้งชายและหญิงต้องอยู่ภายใต้กฏเกณฑ์
ศีลธรรมทางเพศในระดับเดียวกัน ครอบครัวจึงจะอยู่ได้โดยปกติสุข ไม่เกิดปัญหา
วุ่นวาย ภายใต้พุทธศาสนาบุรุษน้ัน ไม่ได้รับยกเว้นให้มีความสัมพันธ์ทางเพศเสรี
มากกว่าสตรี ดังที่คนส่วนใหญ่โดยทั่วไปหรือในสังคมไทยท้ังในโบราณกาลและปจั จุบนั
ตั้งข้อยกเวน้ ผอ่ นหนกั เป็นเบาใหไ้ ว้แก่ฝ่ายชาย โดยอ้างธรรมชาติแห่งการเปน็ บุรุษเพศ
แต่ซ้าเติมประณามการกระทาเช่นเดียวกันของสตรี ว่าเป็นความมักมาก ความส่าสอน
ทางเพศ โดยหญิงที่นอกใจสามีมักถูกมองกันว่าเป็นผู้ชั่วร้าย น่าตาหนิ แต่สาหรับชาย
แล้ว มันเป็นสิ่งท่ีเกือบจะเปน็ ทย่ี อมรับกันว่าไม่แปลกอะไรนัก ย่ิงกว่านั้นถ้าเป็นกรณีท่ี
ฝ่ายชายเป็นผู้นอกใจภริยาแล้วฝ่ายหญิงมักจะถูกมองว่าบกพร่องจน เป็นเหตุให้สามี
ต้องเป็นเช่นน้ัน ทรรศนะเช่นนี้นับว่าอยุติธรรม เพราะไม่ได้ใช้เกณฑ์เดียวกันในการ
ตัดสินเรื่องเดียวกัน พุทธศาสนาไม่ได้มีทรรศนะที่ลาเอียงเช่นนี้ แต่พุทธศาสนาเป็น
๔๕๐เร่ืองเดยี วกนั .
กลางแก่ท้ังฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย ดังจะเห็นได้จากการกาหนดข้อประพฤติปฏิบัติใน
ประการท่ี ๓ ให้เป็นอย่างเดียวกัน และคาดหวังให้ท้ังหญิงชายปฏิบัติอยู่ในมาตรฐาน
เดียวกนั ของศลี ธรรม คือ ให้มคี ุณธรรมเสมอกัน และถ้อยทถี ้อยอาศยั ยกยอ่ ง นบั ถอื ซึ่ง
กนั และกัน เพื่อความสงบสขุ ของครอบครวั
นอกจากนั้นทางพุทธศาสนายังถือว่าการประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องต่อภริยา
เป็นการกระทาท่ีดี เป็นหนึ่งในอุดมมงคล ๓๘ ประการ ของเหล่าเทวดาและมนุษย์ ใน
บาลอี รรถกถาจากในพระไตรปฎิ กมกี ล่าวไว้วา่ “ทารสฺส สคโห จทาเร”
ซึ่งแปลว่า บุคคลท่ีเป็นสามีสงเคราะห์ภรยิ าทงั้ หลาย จัดเปน็ มงคลที่จะนามา
ซ่ึงความเจริญ และความสุข๔๕๑ ส่วนผู้ที่ไม่สงเคราะห์และประพฤติผิดต่อสตรีผู้เป็น
ภรยิ านัน้ จัดเป็นอปั มงคลแห่งชีวติ และนามาซึ่งความเสอ่ื ม ดงั กล่าวไว้ว่า “นายเรือจ้าง
ทุบสารับ ถีบกริยา ลูกไหลตกลงยังแผ่นดิน เขาไม่อาจจะทาประโยชน์ให้เจริญข้ึนได้
เหมือนกับเน้อื ไม่อาจทาประโยชนใ์ ห้เจรญิ ได้ด้วยทองคาฉะน้ัน”๔๕๒
นอกจากการประพฤตปิ ฏบิ ัตถิ กู ตอ้ งตอ่ ภริยาแล้ว พุทธศาสนายังทรงคานึงถึง
การประพฤติปฏิบัติท่ีดีต่อสตรีโดยทั่วไปด้วย โดยทรงเห็นว่าการไม่ข่มเหงรังแก หรือดู
ถูกเหยียดหยามสตรีนั้นเป็นส่ิงจาเป็นสาหรับผู้ที่จะกระทาการต่างๆ คือ เป็นทางแห่ง
ความเจริญ ดังจะเห็นได้จากการท่ีพระองค์ตรัสแก่วัสสการพราหมณ์ในการจะทรง
พยากรณ์ถึงการไปปราบแคว้นอ่ืนโดยการถามถึงการท่ีกษัตริย์วัชชีประพฤติปฏิบัติ
เช่นใดในดา้ นต่างๆ ซ่งึ จดั เป็นอปริหานิยธรรม หนง่ึ ในเจ็ดข้อทีต่ รัสถาม คอื
“พวกเจ้าวัชชียังให้เกียรติ ไม่ดูหมิ่นเหยียดหยามสตรีอยู่หรือ”๔๕๓ การไม่ดู
หมิ่นและให้เกียรติสตรีน้ันเป็นการปฏิบัติอย่างหนึ่งท่ีจะ ทาให้บุคคลผู้ปฏิบัติพ้นจาก
ความเส่ือมและถึงซง่ึ ความเจรญิ ร่งุ เรือง
๔๕๑สมัคร บุราวาส, พัฒนาการแห่งปรัชญาอินเดียปรีชาญาณของสิทธัตถะ เล่ม ๒,
(กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์รุ่งเรอื งรัตน์, ๒๕๑๓), หนา้ ๑๗๒.
๔๕๒ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๗/๘๓๖/๑๘๕-๑๘๖.
๔๕๓องฺ.สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๒๐/๒๒.
๗.๓.๓ ภมู ิปญั ญาท่ีสตรีมเี สมอบรุ ษุ
นอกเหนือจากความเสมอภาคเท่าเทียมในด้านท่ีเกี่ยวกบั ฐานะหรือสถานภาพ
ในครอบครัวบางอย่างแล้ว พุทธศาสนาก็ยังเห็นว่าสตรีมีความเท่าเทียมในด้านภูมิ
ปัญญา สตรีไม่ได้เป็นเพศท่ีไร้ปัญญาแต่มีความเฉลียวฉลาดเยี่ยงบุรุษ ดังมีกล่าวยืนยัน
ถึงการยอมรับความเป็นผู้มีปัญญาของสตรีในวาระท่ีพระพุทธองค์ประทานโอวาทแก่
พระเจา้ ปเสนทิโกศลว่า “อติ ถปี ีหิ เอกจรยิ า เสยยา โปสชนาธิป เมธาวินี สีลวดี สสสุเท
วาปติพพตา ความวา่
“มหาราช ยังมีสตรีเป็นจานวนมากที่เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ มีเกียรติคุณยิ่งกว่าบุรษุ
เธอเป็นผู้เต็มไปด้วยความเฉลียวฉลาดปราดเปรื่อง เป็นผู้เต็มไปด้วยคุณธรรมอัน
ประเสรฐิ ปฏบิ ัติกิจตามโอวาทอย่างออ่ นน้อม และเปน็ พรหมจารีย์”๔๕๔
“ไม่ใช่ว่าบุรุษจะเป็นบัณฑิตในท่ีทั่วไป ถึงแม้ว่าสตรีซ่ึงเห็นแจ้งในสิ่งนั้นๆ ก็
เป็นบัณฑิตได้ ไม่ใช่บุรุษจะเป็นบัณฑิตในท่ีทั้งปวง ถึงแม้ว่าสตรีท่ีคิดเหตุผลได้โดยเร็ว
พลันกจ็ ดั วา่ เป็นบัณฑติ ไดเ้ หมือนกนั ”๔๕๕
เรื่องของนางสุลสาผู้หลงรักนายโจรสัตตุกะและติดสินบนอามาตย์ให้ปล่อย
โจรน้ันเสีย แล้วนางก็อยู่ร่วมกับนายโจรน้ัน ต่อมาโจรผู้นั้นต้องการคิดจะหนีและอยาก
ได้ทรัพย์สินของนาง จึงออกอุบายให้นางแต่งตัวประดับประดาอย่างสวยงามไปแก้บน
เทวดาที่บนยอดเขา โดยวางแผนไว้ว่าจะฆ่านางเสียท่ีน้ัน นางสุลสาก็ทาอุบายขอชีวิต
โดยแสดงความรักความนับถือนายโจร แม้เม่ือกาลังจะตาย โดยขอร้องให้นางได้กราบ
และกอดสามีให้สมรักก่อนตาย โจรตายใจยอมอนญุ าตตามที่ขอ นางกก็ ราบโจรน้ันแล้ว
๔๕๔ Rev. Jinarankara, “บทบาทของพุทธศาสนาที่มีต่อสตรี”, พุทธจักร, ปีท่ี ๖ (๖
มิถุนายน ๒๔๙๕) : ๑๙-๒๓, อ้างถึงใน วนิดา ธนศุภานุเวช, “มนุษย์ตามทรรศนะของพุทธ
ปรชั ญา”, หนา้ ๑๐๙.
๔๕๕ขุ.ชา. ๒๗/๑๑๔๑-๑๑๔๒/๒๓๔.
ไปยนื อยู่ขา้ งหลงั ผลักโจรนั้นตกเหวตาย เทวดาประจายอดเขาจึงกลา่ วถอ้ ยคาสรรเสริญ
ความสามารถ สติปญั ญา ของหญิงดงั ทย่ี กมากล่าวข้างต้น๔๕๖
๗.๔.๔ ดา้ นอน่ื ๆ
นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว ทางหน่ึงที่จะสะท้อนให้เห็นทรรศนะของพุทธ
ศาสนา เกี่ยวกับสตรไี ดก้ ็โดยการพจิ ารณาถึงสิ่งต่างๆ ท่ีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎก แม้บาง
อันอาจจะเป็นข้อปลีกย่อยเล็กน้อย แต่เม่ือพิจารณาข้อปลีกย่อยโดยมากน้ัน ก็พอจะ
สะท้อนให้เห็นภาพโดยส่วนรวมได้ ในชาดกนั้นมีกล่าวถึงเรื่องราวท่ีแสดงความเลวรา้ ย
ของทั้งชายและหญิง ซ่ึงก็เป็นการสะท้อนให้เห็นสภาพตามความเป็นจริงท่ีว่า มนุษย์ก็
ยอ่ มมีทัง้ ดีและทั่วปะปนกันไปทง้ั ชายหญิง การกลา่ วถงึ แตค่ วามเลวรา้ ยของฝา่ ยใดเพียง
ฝ่ายเดียวโดยไม่กล่าวถึงอีกฝ่ายหน่ึงน้ันจะเป็นการลาเอียงและบิดเบือนข้อเท็จจรงิ ซ่ึง
ในประเดน็ นไ้ี ม่ปรากฏในพทุ ธศาสนา
เจือ สตะเวทิน๔๕๗ กล่าวไว้ว่าในเร่ืองความเลวร้ายนี้ถ้าจะเปรียบ นางจิญจ
มาณวิกาเป็นดาวร้ายหรือตัวแทนความชั่วของฝ่ายหญิง พระเทวทัตก็จะเปรียบได้กับ
ตวั แทนความช่ัวร้ายทางฝา่ ยชาย
ตามเรื่องนางจิญจมาณวิกาเป็นสตรีรูปงามที่ถูกพวกเดียรถีย์ที่อิจฉาพระผู้มี
พระภาค ยยุ งใหน้ างไปกลา่ วโทษเพอ่ื ทาลายเกียรติคณุ ของพระพุทธองค์ นางก็ทาอุบาย
แกล้งเดินไปยงั วิหารที่พระพทุ ธองค์ประทับอย่ใู นตอนใกล้ค่า แลว้ แอบอยจู่ นถึงเวลาค่า
จงึ กลับไปยงั สานกั ของเดยี รถีย์ ตอ่ เม่ือเวลาใกลร้ งุ่ จึงกลับไปยังวิหาร แลว้ แกลง้ เดินออก
จากวหิ ารมา ในเวลาเชา้ ทาทวี ่าไดเ้ ข้าไปหลับนอนในที่นัน้ ตลอดคนื ผูใ้ ดพบเหน็ ถามไถ่
นางก็บอกว่าอยู่กับพระพุทธองค์ฉันท์สามีภริยา หลังจากนั้น ๓ - ๔ เดือน นางก็แกล้ง
ทาเป็นห้อง โดยเอาผ้าพันท้องให้เหมือนหญิงมีครรภ์ แล้วเที่ยวป่าวประกาศกับ
๔๕๖ปุ้ย แสงฉาย, โลกปัญญา, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพล์ ูก ส. ธรรมภักดี, ๒๕๑๐),
หน้า ๔๑๑-๔๑๗.
๔๕๗เจือ สตะเวทิน, วรรณคดีพุทธศาสนา, (กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์คลังวิทยา,
๒๕๐๖), หนา้ ๒๖๘.
ชาวเมือง เมื่อครบกาหนด ๘ เดือน นางเอาเชือกผูกท่อนไม้และผ้ารัดกับท้อง ทุบมือ
และเท้าให้บวม แล้วมายนื กลา่ วประจานพระพุทธองค์ขณะแสดงธรรม พรอ้ มทัง้ บรภิ าษ
ด้วยคาหยาบ การกระทาของนางเช่นน้ีทาให้เทวดาเดือดร้อน เทวดาจึงเนรมิตกายเป็น
หนูเข้าไปกัดเชือกท่ีถูกท่อนไม้จนขาด ไม้ตก ลงมา ชาวเมืองเห็นก็โกรธ บริภาษ ทุบตี
และนางก็ถกู แผน่ ดนิ สบู ในทสี่ ุด๔๕๘
สว่ นพระเทวทัตผ้เู ปน็ เชษฐาของพระนางพิมพาชายาของพระเจ้าสทิ ธตั ถะนั้น
เป็นผู้มีนิสัยอิจฉา อาฆาตมาดร้าย เป็นอันธพาล ทรงคบคิดกับพระเจ้าอชาตศัตรูจับ
พระเจ้าพิมพิสารขังจนสวรรคต เม่ือพระเทวทัตออกบวชก็ทาตัวเป็นปรปักษ์กับ
พระพุทธเจ้า ประกอบกรรมร้ายต่อพระองค์ เช่นใช้ควานไสช้างไปทาร้ายพระศาสดา
ขณะเสด็จไปสู่กรุงราชคฤห์ แต่ทาไม่สาเร็จเพราะช้างกลับยอมแพ้พระพุทธองค์ด้วย
อานาจบารมี อีกคร้ังหนึ่งพระเทวทัตกลิ้งหินเพื่อจะให้ทับพระพุทธองค์ให้ส้ินพระชนม์
แต่กเ็ พียงหอ้ เลือดเท่านัน้ ๔๕๙ พระเทวทัตน้จี ดั เป็นตัวแทนของฝ่ายชายทแ่ี สดงให้เห็นว่า
ไมใ่ ชแ่ ตส่ ตรีเทา่ นัน้ ท่จี ะประพฤตผิ ิด เลวทราม ชายก็มเี ชน่ กัน
ในด้านอื่นๆ ท่ีเป็นส่ิงละอันพันละน้อยในเร่ืองต่างๆ ก็มีท่ีกล่าวไว้ถึงทั้งหญิง
และชาย เป็นลักษณะท่ีเป็นท่ีชอบใจ ไม่ชอบใจของเพศตรงข้ามนั้น ก็ได้มีกล่าวถึง
ลักษณะหรือองคป์ ระกอบของท้ังใน ๒ ฝ่าย คือ
สตรีผปู้ ระกอบด้วยองค์ ๕ อนั จะไม่เปน็ ที่พอใจของบรุ ษุ คอื
๑. รปู ไมส่ วย
๒. ไม่มีโภคสมบัติ
๓. ไม่มีมารยาท
๔. เกยี จครา้ น
๕. ไมไ่ ดบ้ ตุ รเพอ่ื เขา๔๖๐
๔๕๘เรื่องเดียวกนั , หนา้ ๒๗๐-๒๗๑.
๔๕๙เรือ่ งเดียวกนั .
๔๖๐ส.สฬา. (ไทย) ๑๘/๔๕๘/๒๗๓.
และองค์ ๕ ที่จะทาให้บุรุษไม่เป็นทพี่ อใจของสตรีก็เปน็ ไปในทานองเดียวกัน
คอื
๑. รูปไม่สวย
๒. ไม่มโี ภคสมบัติ
๓. ไมม่ มี ารยาท
๔. เกียจครา้ น
๕. ไมไ่ ดบ้ ุตรเพ่ือเขา๔๖๑
นอกจากนีย้ งั มีองค์ ๕ ของสตรีอันจะเป็นที่พอใจของบรุ ษุ คือ
๑. รูปสวย
๒. มโี ภคสมบัติ
๓. มีมารยาท
๔. ขยนั ไมเ่ กียจครา้ น
๕. ไดบ้ ตุ รเพอื่ เขา๔๖๒
และองค์ ๕ ท่จี ะทาใหบ้ ุรุษเป็นท่ีพอใจของสตรีก็เหมือนกนั คือ
๑. รปู สวย
๒. มโี ภคสมบตั ิ
๓. มมี ารยาท
๔. ขยันไมเ่ กยี จครา้ น
๕. ไดบ้ ตุ รเพื่อเขา๔๖๓
การกาหนดคุณสมบัติของท้ังหญงิ และชายที่จะทาให้เป็นทีพ่ อใจและไม่พอใจ
ของเพศตรงขา้ มโดยใช้เกณฑเ์ ดียวกันน้ี ก็มีสว่ นสะทอ้ นให้เห็นถงึ การมองชายหญิงอย่าง
๔๖๑ส.สฬา. (ไทย) ๑๘/๔๖๐/๒๗๓.
๔๖๒ส.สฬา. (ไทย) ๑๘/๔๕๙/๒๗๓.
๔๖๓ส.สฬา. (ไทย) ๑๘/๔๖๑/๒๗๓.
เสมอภาคกัน อยู่ในระดับเดียวกัน โดยเน้นที่คุณสมบัติของบุคคลเป็นสาคัญในท้ัง ๒
ฝ่าย ไม่ได้ถอื ตามเพศ
นอกจากนี้แล้วในเร่ืองของอิทธิพลท่ีจะครอบงาเพศตรงข้ามพระพุทธองค์ก็
ทรงกล่าวไว้ในท้ัง ๒ ฝ่าย คือ ทั้งการท่ีชายจะครอบงาหญิงท่ีจะครอบงาชาย ว่าเป็นไป
ในทานองเดยี วกนั อีกดว้ ย ดงั ทว่ี า่
“ภิกษุท้ังหลาย เรายอมไม่เล็งเห็นรูปอ่ืนแม้อย่างหน่ึงที่จะครอบงาจิตของ
บุรุษตัง้ อยเู่ หมอื นรูปสตรเี ลย ภิกษทุ ้ังหลายรูปสตรยี ่อมครอบงาจิตของบุรุษตัง้ อยู่”
“ภิกษุทั้งหลาย เรายอมไม่เล็งเห็นเสียงอื่นแม้อย่างหน่ึงท่ีจะครอบงาจิตของ
บุรษุ ตั้งอยู่เหมือนเสยี งสตรีเลย ภิกษทุ ัง้ หลายเสียงสตรี ย่อมครอบงาจติ ของบรุ ษุ ”
“ภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นกลิ่นอื่นแม้อย่างหน่ึงที่จะครอบงาจิตของ
บุรษุ ตง้ั อยเู่ หมือนกล่นิ สตรีเลย ภิกษทุ ั้งหลาย กลิ่นสตรีย่อมครอบงาจิตของบุรุษตง้ั อยู่”
“ภิกษุท้ังหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นรสอื่นแม้อย่างหนึ่งที่จะครอบงาจิตของ
บุรุษ ตงั้ อย่เู หมอื นรสสตรีเลย ภิกษุท้ังหลาย รสสตรยี อ่ มครอบงาจติ ของบรุ ุษต้ังอยู่”
“ภิกษุทัง้ หลาย เราย่อมไม่เล็งเหน็ โผฏฐัพพะอื่นแม้อย่างหนึ่งท่จี ะครอบงาจิต
ของบุรษุ ต้ังอย่เู หมอื นโผฏฐพั พะของสตรเี ลย ภกิ ษุท้งั หลาย โผฏฐพั พะสตรยี ่อมครอบงา
จติ ของบุรษุ ตั้งอยู่”๔๖๔
“ภกิ ษุท้งั หลาย เรายอ่ มไมเ่ ล็งเห็นรูปอื่นแม้อย่างหนง่ึ ที่จะครอบงาจติ ของสตรี
ต้งั อยู่เหมอื นรปู บรุ ษุ ภกิ ษทุ ้ังหลาย รูปบรุ ษุ ย่อมครองงาจติ ของสตรีตง้ั อยู่”
“ภิกษุท้ังหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นเสียงอ่ืนแม้อย่างหนึ่งที่จะครอบงาจิตของ
สตรีตั้งอยเู่ หมอื นเสยี งบุรษุ เลย ภิกษุท้ังหลาย เสียงบรุ ษุ ยอ่ มครอบงาจิตของสตรีตง้ั อยู่”
“ภิกษุท้ังหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นกลิ่นอื่นแม้อย่างหน่ึงที่จะครอบงาจิตของ
สตรตี ัง้ อย่เู หมือนกลนิ่ บุรุษเลย ภิกษุท้ังหลาย กล่นิ บรุ ษุ ย่อมครอบงาจติ ของสตรีตง้ั อยู่”
๔๖๔อง.ฺ เอก. (ไทย) ๒๐/๒-๗/๑-๒.
“ภกิ ษทุ ัง้ หลาย เราย่อมไมเ่ ลง็ เหน็ รสอนื่ แมอ้ ย่างหน่ึงทีจ่ ะครอบงาจิตของสตรี
ตง้ั อยเู่ หมือนรสบุรษุ เลย ภกิ ษุทัง้ หลาย รสบรุ ษุ ยอ่ มครอบงาจติ ของสตรีตั้งอยู่”
ภิกษุท้ังหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นโผฏฐัพพะอ่ืนแม้อย่างหน่ึงที่จะครอบงาจิต
ของสตรีต้งั อย่เู หมอื นโผฏฐัพพะของบุรุษเลย ภิกษุทัง้ หลาย โผฏฐพั พะบุรุษยอ่ มครอบงา
จติ ของสตรตี ัง้ อยู่”๔๖๕
ที่กล่าวมาทั้งหมดในบทน้ีก็พอจะแสดงให้เห็นถึงทรรศนะของพุทธศาสนาได้
ว่า มนุษย์ชายหญิงนั้นแตกต่างกันโดยธรรมชาติ คือ รูปร่าง เคร่ืองหมาย นิสัย และ
กิริยาอาการ แต่ก็มีบางอย่างท่ีเหมือนกันโดยธรรมชาติ ในด้านที่เหมือนกันก็คือความ
เป็นสตั ว์โลกดว้ ยกัน โดยเฉพาะอย่างยง่ิ เป็นสัตวโ์ ลกประเภทเดียวกันท่ตี ้องอยภู่ ายใต้กฎ
ธรรมชาติเดียวกัน และโดยพ้ืนฐานแล้วมนุษย์ท้ังชายและหญิงต่างก็ประกอบข้ึนด้วย
ขันธ์ ๕ ความสุขความทุกข์ อันเนื่องมาจากขันธ์ ๕ ท่ีมนุษย์ต้องเผชิญอยู่โดยส่วนใหญ่
แล้วก็เป็นชนิดเดียวกัน มีลักษณะ คล้ายๆ กัน ในการหาทางท่ีจะให้พ้นทุกข์น้ันมนุษย์
ทกุ คนสามารถปฏบิ ตั แิ ละบรรลุถงึ เป้าหมายสูงสุด คอื ความหลดุ พน้ ได้เสมอกนั
นอกจากน้ันรสแห่งพระธรรม รสแห่งความสุขของการหลุดพ้นก็เป็นรสเดียว
เหมอื นกนั หมด อปุ มาเหมอื นกันนา้ ทะเลย่อมมรี สเดียว คอื รสเคม็ ดงั ที่วา่ “มหาสมุทร
มีรสเดียว คือ รสเค็มฉันใด ปหาราหะ ฉันน้ันก็เหมือนกัน ธรรมวินัยนี้มีรสเดียว คือ
วิมตุ ตริ ส”๔๖๖
กล่าวโดยสรุปพทุ ธศาสนาเหน็ ว่าสตรนี ัน้ เท่าเทียมบรุ ุษในบางด้าน โดยในทาง
ศาสนานั้นสตรีสามารถที่จะสาเร็จมรรคผลได้เช่นเดียวกับบุรุษ นอกจากนั้นสตรียังมี
ความสามารถในทางธรรมเชย่ี วชาญจนได้รับการแต่งตั้งใหเ้ ป็นเอตทัคคะ และเป็นตราชู
แห่งพทุ ธศาสนาเหมือนกับฝ่ายบุรษุ ส่วนในทางสังคมน้ัน สถานภาพของสตรีผู้เป็นบุตร
หญิง ภริยา ก็ดีข้ึนและโดยหลักใหญ่แล้วอาจจัดได้ว่าอยู่ในระดับเดียวกับบุตรชายและ
สามี แม้ว่าจะยังคงมีความแตกต่างหรือด้อยกว่าอยู่บ้างในส่วนเล็กน้อยปลีกย่อยกต็ าม
๔๖๕อง.ฺ เอก. (ไทย) ๒๐/๗-๑๑/๒.
๔๖๖องฺ.อฏฐฺ ก. (ไทย) ๒๓/๑๐๙/๑๗๙.
ส่วนในทางภูมิปัญญาน้ันพุทธศาสนายอมรับว่าสตรีก็รู้จักคิด ไตร่ตรอง พิจารณา และ
สามารถเปน็ บัณฑิตได้เยี่ยงบุรษุ
บทท่ี ๘
ทัศนะวจิ ารณแ์ นวความคดิ ที่เหน็ วา่ สตรีด้อยและเหนือกว่าบรุ ษุ
แนวความคิดในพุทธศาสนาท่ีมีต่อสตรีในด้านท่ีเห็นสตรีเท่าเทียมบุรุษ ก็ได้
กล่าวมาแล้ว ในบทนี้จะได้กล่าวถึงแนวความคิดในด้านที่เห็นว่าสตรีด้อยกว่า และ
เหนอื กว่าบุรุษ ซึ่งอาจจะเป็นการดอ้ ยกวา่ โดยแท้จรงิ โดยเขา้ ใจหลกั ฐานอย่างไมถ่ ูกต้อง
ไขว้เขว หรอื โดยอคติอยา่ งไรน้นั ก็จะพจิ ารณา และวเิ คราะห์กันในบทนี้
๘.๑ แนวความคิดเก่ยี วกับสตรีในด้านทเี่ ห็นวา่ สตรีดอ้ ยกว่าบุรุษ
การท่ีสตรีไม่สามารถเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ พระพุทธเจ้า พรหม ท้าวสักกะ
พญามาร
ดังได้กลา่ วแล้ววา่ หญงิ ก็มีโอกาสในการบรรลุธรรมในพุทธศาสนา คือ สามารถ
เข้าถึงนิพพานอันเป็นเป้าหมายสูงสุด หรือความสุขอย่างยิ่งได้เช่นเดียวกับชาย แต่บาง
แหง่ ในพระไตรปิฎกกลา่ วไว้ว่า “ภกิ ษทุ งั้ หลาย ข้อท่สี ตรีจะพงึ เป็นพระอรหนั ตสัมมาสัม
พุทธเจ้านั้นมิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสท่ีจะมีได้ ภิกษุท้ังหลาย แต่ข้อท่ีบุรุษจะพึงเป็นพระ
อรหันตสัมมาสมั พทุ ธเจ้านน้ั เป็นฐานะทีจ่ ะมไี ด้”
“ภกิ ษทุ ัง้ หลาย ขอ้ ทส่ี ตรจี ะพงึ เป็นพระเจ้าจกั รพรรดน์ิ น้ั มิใชฐ่ านะ มิใชโ่ อกาส
ทจี่ ะมไี ด้ ภกิ ษทุ งั้ หลาย แต่ข้อทีบ่ รุ ษุ จะพึงเป็นพระเจ้าจักรพรรดนิ ั้นเปน็ ฐานะทจ่ี ะมีได้”
“ภกิ ษทุ ้ังหลาย ข้อทีส่ ตรีจะพึงเป็นทา้ วสกั กะ ฯลฯ จะพงึ เป็นมาร ฯลฯ จะพึง
เป็นพรหม ฯลฯ นั้น มิใชฐานะ มิใช่โอกาสท่ีจะมีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุรุษจะพึง
เปน็ ท้าวสักกะ ฯลฯ จะพงึ เปน็ มาร ฯลฯ จะพงึ เป็นพรหมนน้ั เปน็ ฐานะทีจ่ ะมีได”้ ๔๖๗
๔๖๗องฺ.เอก. (ไทย) ๒๐/๑๖๔-๑๖๖/๓๕-๓๖.
ตามหลักฐานน้ีแสดงให้เห็นแนวความคิดของพุทธศาสนาว่าหญิงนั้นไม่
สามารถจะเป็นพระพุทธเจ้า พระเจ้าจักรพรรดิ์ ท้าวสักกะ พญามาร และพรหมได้ จึง
ควรนามาวิเคราะห์พิจารณาดูไปทีละประเด็นว่าทาไมจึงกล่าวเช่นนั้น พุทธศาสนามี
ความลาเอยี งเชน่ นั้นจริงหรือไม่ หรือวา่ การกล่าวเชน่ น้ีมีความหมายตื้นลกึ เพยี งใด และ
สามารถจะหาเหตผุ ลอธบิ าย แนวความคิดนีไ้ ดอ้ ยา่ งไร
ในประเด็นทวี่ ่าสตรีไม่สามารถจะเป็นพระพุทธเจ้าได้นนั้ จาเป็นต้องพิจารณา
ถึง ธรรม ๘ ประการ ที่จะทาให้เป็นพระพทุ ธเจา้ ได้ คอื
๑. ความเปน็ มนษุ ย์
๒. ความถงึ พรอ้ มดว้ ยเพศ (เป็นบรุ ุษเพศ)
๓. ความถึงพร้อมด้วยอุปนิสยั เปน็ เหตุสร้างกุศลไว้มาก
๔. การไดพ้ บเหน็ พระศาสดา
๕. ได้บรรพชา
๖. ความถึงพร้อมด้วยคณุ วิเศษ มไี ด้ฌานสมาบัติ เปน็ ต้น
๗. ความถึงพร้อมด้วยบุญญาภิสมภารอยา่ งยิ่งยวด เช่น ได้บาเพ็ญมหา
บริจาค ๕
๘. มฉี ันทะอันแรงกลา้ ในพระโพธิญาณ
เพราะธรรมสโมธาน ๘ ประการนี้ อภินิหารยอมสาเร็จได๔้ ๖๘
จากธรรม ๘ ประการทจี่ ะทาใหเ้ ป็นพระพุทธเจ้าได้น้นั ประการทสี่ องบ่งบอก
ถึงว่าผู้ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าจะต้องเป็นเพศชาย การกล่าวเช่นนี้ จะจัดเป็นการลาเอยี ง
โดยถือเพศได้หรือไม่ และจะหมายถึงว่าสตรีไม่มีโอกาสจะเป็นพระพุทธเจ้าได้เลยหรือ
สามารถมองได้ว่าการกล่าวว่าสตรีเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้นน่าจะหมายเอาเฉพาะชาติที่
เกิดเป็นเพศหญิงเท่านั้น แต่ถ้าเป็นกรณีท่บี ุคคลนั้นมีปฏญิ าณแน่วแน่แลว้ ไปเกิดใหมใ่ น
เพศของบุรุษ ก็น่าที่จะเป็นพระพทุ ธเจ้าได้เช่นกนั ดังมีหลักฐานปรากฏในพระไตรปิฎก
๔๖๘อรรถกถาอัฏฐสาลินี, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พอ์ าพลวทิ ยา, ๒๕๐๖), หนา้ ๘๗.
เรื่องนางโคปีกาที่ไม่พอใจในความเป็นสตรี จึงทาความดี ต้ังความปรารถนาเป็นบุรุษ
เมอ่ื นางตายไปจึงได้ไปเกดิ เปน็ โคปกเทวบุตร ผู้เป็นเทพบตุ รในสวรรคช์ ้ันดาวดงึ ส์
ดังท่ีว่า “ได้มีศากยธิดานามว่า โคปีกา เป็นคนเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระ
ธรรม พระสงฆ์ บาเพญ็ ศลี บริบรู ณ์ นางคลายจติ ในความเปน็ สตรี อบรมจติ ในความเป็น
บุรุษ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ถึงความอยู่รวมกับเทวดา
ชนั้ ดาวดงึ ส.์ .. พวกเทวดาในดาวดึงส์นน้ั รจู้ กั เธออยา่ งน้วี า่ โคปกเทวบุตร”๔๖๙
ในขทุ ทกนิกาย เถรคาถา กมีกลา่ วถงึ พระนางสิรมิ หามายา ซึง่ เมอื่ ทิวงคตแล้ว
ไปเกิดเป็นเทพบตุ รในสวรรคช์ น้ั ดุสติ ดังมเี น้อื ความว่า
“สมเด็จพระนางเจ้ามายา มเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะเป็นพระพุทธมารดา
ทรงบริหารพระองค์ผู้เป็นพระโพธิสัตว์มาด้วยพระครรภ์ เสด็จสวรรคตไปบันเทิงอยู่ใน
ไตรทพิ ย์ สมเดจ็ พระนางเจ้ามายาเทวีนนั้ คร้ันสวรรคตจุติจากโลกน้แี ลว้ ทรงพรัง่ พร้อม
ดว้ ยกามคุณอันเป็นทพิ ย์ มหี มู่นางฟ้าห้อมลอ้ มบนั เทงิ อย่ดู ว้ ยเบญจกามคณุ ”๔๗๐
นอกจากนนั้ กย็ งั มีกลา่ วไวว้ า่
“หญิงใดปรารถนาเป็นบุรุษทกุ ๆ ชาติไป ก็พงึ ยาเกรงสามี เหมือนนางเทพอัป
ษรเป็นบาทบรจิ ารกิ ายาเกรงพระอินทร์ฉะนน้ั ”๔๗๑
หลักฐานเหล่านี้ก็ยืนยันและแสดงให้เห็นว่าหญิงสามารถไปเกิดเป็นชายได้
ดงั น้นั หนทางที่สตรจี ะเป็นพระพุทธเจ้าน้นั ก็ไม่ได้ถูกปิดตายเสยี ทีเดยี ว การที่พระพุทธ
องคต์ รสั วา่ สตรจี ะเปน็ พระพุทธเจ้าน้ันมใิ ช่ฐานะ มิใชโ่ อกาสท่จี ะมีได้นัน้ นา่ จะหมายว่า
ในการปรารถนาพุทธภูมิและบาเพ็ญบารมีน้ัน การเป็นสตรีเพศย่อมไม่สะดวกต่อการ
บาเพ็ญบารมี มิใชเ่ พราะสตรไี มม่ ีความสามารถ แตน่ ่าจะเป็นการที่ทรงเล็งเหน็ ธรรมชาติ
นิสัยของสตรีซ่ึงจะเปน็ อุปสรรค เพราะธรรมชาติทางด้านจิตใจของสตรีนั้นอ่อนไหว ไม่
เข้มแข็ง มักถูกครอบงาด้วยอานาจอารมณ์ได้ง่าย และโดยธรรมชาติทางสรีระวิทยาอกี
๔๖๙ที.ม. (ไทย) ๑๐/๒๕๒/๒๔๑.
๔๗๐ข.ุ เถร. (ไทย) ๒๖/๓๗๐/๓๔๑-๓๔๒.
๔๗๑ขุ.ชา. (ไทย) ๒๘/๘๖๕/๒๖๖.
เช่นกัน สตรีมีความลาบากมากกว่าบุรุษในการบาเพ็ญบารมี อย่างเช่นเม่ือปฏิบัติธรรม
บาเพ็ญเพียรอยู่ในท่ีวิเวกแต่ลาพังผู้เดียว ก็อาจถูกรังแกข่มขืนได้ ดังกรณีของพระอบุ ล
วัณณาภิกษุณีทีถ่ ูกขม่ ขืน๔๗๒ ฉน้ันถ้าจะพิจารณาให้ดีแล้ว จะเห็นว่าการที่พระพุทธองค์
ตรัสเช่นนั้น คงมิได้หมายความว่าสตรีไม่สามารถเท่าบุรุษในการท่ีจะถึงพระโพธิญาณ
แต่คงหมายถึงว่าธรรมชาติของสตรีน้ันไม่อานวยต่อการบาเพ็ญบารมี และผู้ที่จะบรรลุ
พระสัมมาสัมโพธิญาณทั้งที่ยังมีเพศเป็นสตรีอยู่น้ันไม่มีทางจะเป็นไปได้ เพราะถ้าสตรี
ปรารถนาพุทธภูมิและปฏิบัติบาเพ็ญเพียรอย่างแน่วแน่แล้ว บุคคลนั้นยอมปรารถนาท่ี
จะพ้นจากเพศสตรีซึ่งไม่อานวยให้ถึงเป้าหมายสูงสุด และโดยความต้ังใจที่แน่วแน่น้ัน
ประกอบกับบารมีที่สะสมไว้มากขึ้นตามลาดับย่อมจะส่งให้ผู้น้ันพ้นจากสตรีเพศ โดย
เกิดใหม่ในเพศของบรุ ุษก่อนท่ีจะถึงชาติที่ตรัสรู้เป็นพระพทุ ธเจา้
อน่งึ การที่บางคนเกดิ เปน็ บุรุษ บางคนเกิดเปน็ สตรนี ้นั ในบางแหง่ กลา่ วไว้ว่า
เป็นเพราะผู้ที่เกิดเป็นหญิงน้ันประกอบกุศลกรรมอย่างอ่อนหรือในระดับต่ากว่าชาย
อย่างไรก็ตามเม่ือพิจารณาในแง่ของการประกอบบุญกุศลแล้ว ท้ังชายและหญิงก็มี
โอกาสทาไดเ้ ท่ากัน และในบางกรณีหญงิ ก็อาจจะมโี อกาสทาบุญมากกว่าชาย หรืออาจ
ทาบุญได้ดีกว่าชาย เพราะโดยธรรมชาติแล้วหญิงมักเป็นผู้มีศรัทธาเล่ือมใสในศาสนา
แรงกล้า และเคร่งครัดในศาสนามากกว่าชาย อีกท้ังกิจการงานที่หญิงคลุกคลีอยู่ก็
อานวยในการให้ทาบุญ และอุทิศตนเสียสละเพื่อศาสนา เช่น การตักบาตร เลี้ยงพระ
หญิงนนั้ โดยหน้าท่ีก็จดั การเกย่ี วกบั การบา้ น การครวั อยู่แล้ว จึงมีโอกาสมากกว่า เชน่ มี
โอกาสได้ตระเตรียม ประกอบอาหาร ตลอดจนได้ตักบาตรด้วยตนเองได้บ่อยกว่าชาย
เปน็ ตน้
ดังน้ันการท่ีบุคคลจะเกิดเป็นหญิงหรือชายนี้น่าจะอยู่ท่ีกุศลกรรม ประกอบ
กับอธิโมกข์หรือความน้อมใจไปในทางใดมากกว่า คือ ถ้าบุคคลมีแนวโน้มของจิตใจมี
ความเคยชิน ผูกพันอยู่กับความเป็นเพศหญิง ก็จะเกิดเป็นเพศหญิง ถ้ามีแนวโน้มของ
๔๗๒พระศาสนโสภณ (แจ่ม), ธรรมสมบตั ิ หมวด ๑๒ : คาถาธรรมบทแปลมเี รอ่ื งปรารภ
นา, (ม.ป.ท., ๒๕๒๑), หน้า ๕๔.
จติ ใจ มีความเคยชินผกู พนั อยู่กับความเป็นชาย กจ็ ะเกดิ เป็นชาย และหากใจเปน็ กลางๆ
ไม่มีแนวโน้มไปในทางใดเป็นพิเศษ เดิมอยู่ในสภาวะใดก็จะเป็นสภาวะน้ัน คือ ถ้าเดิม
เป็นเพศหญิงกจ็ ะยงั คงเกดิ เป็นเพศหญงิ และถ้าเดมิ เป็นชายก็จะยังคงเกิดเปน็ ชาย
ในกรณีที่เดิมบุคคลเกิดเป็นเพศหนึ่งแล้ว มีความปรารถนาท่ีจะเป็นอีกเพศ
หน่ึงน้ัน ก็ย่อม เป็นได้ หากประกอบกุศลและตั้งใจละจากเพศเดิม ดังมียืนยันในเร่ือง
ของนางโคปีกา ท่ีได้กล่าวแล้ว สาหรับบุคคลท่ีเกิดเป็นชายแต่พอใจในความเป็นสตรกี ็
จะเกิดเป็นหญงิ ไดใ้ นทานองเดียวกัน
บุคคลท่ีทาบุญกุศลไว้เท่ากัน แต่จะไปเกิดเป็นชายหรือหญิงน้ันแล้วแต่ความ
น้อมใจ อธิโมกข์หรือความน้อมใจน้ีสาคัญพอๆ กับการกระทาหรืออาจจะมากกว่าด้วย
ซ้าไป ดังพอจะเห็นได้จากเร่ืองที่เราเห็นๆ กันอยู่เสมอว่า บุคคลที่มีความต้ังใจ มีความ
ปรารถนาเช่นใด มักจะเป็นไปเช่นนั้น เช่น เด็กนักเรียนต้ังแต่อยู่ช้ันเล็กๆ มีความฝังใจ
อยากที่จะเป็นครู การเรียน ความสนใจของเขาก็มักจะมุ่งอยู่กับวิชาหรือส่ิงท่ีเกี่ยวขอ้ ง
กับวิชาครู เม่ือเรียน ชั้นมัธยมก็มักจะมีความโน้มใจเลือกแผนกศิลปะมากกว่าแผนก
วิทย์ เม่ือจะเข้ามหาวิทยาลัย ก็จะสอบเข้าครุศาสตร์ จนในที่สุดก็เป็นบัณฑิตในทางน้ี
จะเห็นว่าการกระทาน้ันสอดคล้องและเป็นไปตามเจตนาและความปรารถนาที่ตั้งไว้
หลักอธโิ มกข์ท่ีทาให้บุคคลเกิดเปน็ หญิงหรือชาย กเ็ ป็นไปในทานองเดียวกนั น้ี ในบรรดา
กรรม ๓ คือ กายกรรม มโนกรรม วจีกรรมนั้น ตามหลักพุทธศาสนาแล้ว มโนกรรมจะ
สาคัญที่สุด เพราะความคิดเป็นท่ีมาแห่งการกระทา ซ่ึงหลักน้ีก็สอดคลองกับหลัก
อธิโมกข์เปน็ อยา่ งดี
ในประเดน็ ทว่ี า่ สตรีจะพงึ เป็นพระเจา้ จกั รพรรด์นิ ั้นมใิ ชฐ่ านะ มิใชโ่ อกาสที่จะ
มีได้น้ัน พระอรรถกถาจารย์กล่าวว่า เพราะเพศของสตรีเป็นเพศต่า๔๗๓ ซ่ึงในประเด็นน้ี
มองได้ว่า น่าจะเป็นเพราะสาเหตุหรือเหตุผลอื่นมากกว่า ก่อนท่ีจะลงความเห็นว่า
๔๗๓อรรถกถา อังคตุ ตรนิกาย มโนรถปูรณี เล่ม ๑, หน้า ๕๐๙.
ทรรศนะน้เี ป็นการลาเอียง เหน็ สตรีด้อยกวา่ นนั้ ก็ควรจะได้พิจารณาถึงคุณสมบัติของผู้
ท่จี ะเปน็ พระเจ้าจกั รพรรดิ์ พรอ้ มทัง้ สภาพสงั คมในสมัยน้ันวา่ เปน็ เชน่ ไร
ในพาลบัณฑิตสูตร ได้กล่าวถึงคุณสมบัติของผู้ท่ีจะเป็นจักรพรรดิ์ว่าจะต้อง
ประกอบด้วยความสมั ฤทธิผล ๔ อย่าง คอื
๑. ทรงพระสริ โิ ฉม งดงาม นา่ ดู น่าเลื่อมใส ประกอบดว้ ยความงามแห่ง
พระ ฉวีวรรณอย่างยิง่
๒. ทรงพระชนมายยุ ืนนาน ทรงดารงอยู่นานเกนิ มนุษยอ์ น่ื
๓. มีพระโรคาพาธน้อย ไม่ทรงลาบาก ทรงประกอบด้วยพระเตโชธธาตุ
ย่อยพระ กระยาหารสม่าเสมอ ไมเ่ ยน็ นกั ไมร่ อ้ นนกั
๔. ย่อมทรงเปน็ ทีร่ ักใคร่ พอใจของพราหมณ์ คฤหบดีเหมือนบิดาเป็นที่
รักใครพ่ อใจของบุตรฉะน้ัน๔๗๔
เมอื่ พิจารณากนั ตามความเป็นจรงิ แลว้ สมั ฤทธิผล ๔ ประการนี้ สตรีก็น่าท่จี ะ
สาเรจ็ ไดท้ ้งั ส้นิ จึงจะขอเสนอใหพ้ จิ ารณาคุณสมบตั ิดา้ นอ่ืนๆ ประกอบด้วย
ในพระไตรปิฎกกลา่ วไวว้ ่าผู้ที่จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์จะต้องเป็นผู้มีอิสระใน
แผน่ ดิน มีอาณาเขตทวั่ ประเทศในทวปี ทงั้ ๔ คอื บุพพวิเทหหวีป ชมพทู วีป อปรโคยาน
ทวีป และอุตตรกรทุ วีป มอี าณาเขตจดมหาสมุทรท่ีล้อมทวปี ทัง้ ๔ เปน็ เขต มอี าณาจกั ร
อนั มนั่ คง และประกอบดว้ ยรัตนะ ๗ ประการ คอื
๑. จักรรัตนะ อันมลี ักษณะเหมือนล้อเกวียนแต่มซี ี่หน่ึงพนั มีเพลา และ
มีดุมเสร็จ ทุกสิ่งท่ีประกอบเป็นตัวจักรน้ันล้วนแต่รัตนะมีสีเหมือนแก้วอินทนิล จักร
รัตนะน้ีเลื่อนลอยมาเองในอากาศ
๒. หัตถีรัตนะ เป็นช้างใหญ่ เผือกตลอดตัว เป็นพระยาช้าง เลื่อนลอย
มาโดยทางอากาศ เมอ่ื ขึน้ ประทับบนคอคชสาร รับส่ังให้ช้างนน้ั ออกตรวจดทู ั่วมหาปฐพี
๔๗๔ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๔๙๗-๕๐๐/๒๘๒.
ถ้าช้างน้ันออกจากพระนครในเวลาเช้าตรู แม้ผู้เป็นจักรพรรด์ิจะเสด็จไปทั่วทุกทวีป ก็
สามารถจะกลับมาเสวยพระกระยาหารเช้าท่พี ระนครทนั
๕. อัสสรัตนะ เป็นม้าขาวปลอด ศรีษะดาเหมือนกา มีฤทธิ์เหาะได้ ม้า
นัน้ ไปได้ รวดเรว็ เทา่ กับพระยาช้างท่ีกลา่ วมาแลว้ น้นั
๔. มณีรัตนะ เป็นแก้วที่เจียระไนอย่างดีงามโชติช่วง มีแปดเหล่ียม มี
แสงสว่าง สวยงามมาก มณีแก้วนี้มีแสงสว่างแผ่ไปโยชน์หนึง่ โดยรอบ และสว่างเหมือน
พระอาทิตย์ในยามเช้า
๕. อิตถรี ัตนะ นางแก้วเป็นหญงิ รูปงาม น่ารกั นา่ เล่ือมใส ลักษณะไม่สูง
ไม่ต่านัก ไม่ผอม ไม่อ้วนนัก ไม่ดาไม่ขาวนัก ผิวพรรณงามมาก กล่ินกายหอม กล่ินปาก
หอม มีสัมผัสทางกายประหน่ึงเหมือนปุยนุ่นหรือฝ้าย เวลาหนาวร่างกายของนางก็จะ
อนุ่ เวลารอ้ นกายของนางก็จะเยน็ มีขอ้ ปฏบิ ตั ิเปน็ วัตตจริยาในพระสวามี ๕ ขอ้ คือ
๕.๑ ตนื่ กอ่ น
๕.๒ นอนทีหลัง
๕.๓ เฝา้ พึงรบั ใช้
๕.๔ ประพฤตถิ ูกใจสามี
๕.๕ ทลู ปราศรยั เปน็ ทโ่ี ปรดปรานต่อพระเจ้าจกั รพรรดิ นอกจากนนั้
นางยงั มคี วามภักดอี ยา่ งยิ่งต่อพระสวามี๔๗๕
อนึ่งการกล่าวถึงคุณวิเศษของนางแกว้ ท่วี ่ามีเนือ้ ทิพย์ เย็นได้ อุ่นได้
นี้ อาจไม่ได้หมายความตามตัวอกั ษร แต่อาจหมายถึงเนื้อทิพยไ์ ด้ด้วยการปฏิบัติหนา้ ที่
ของภริยาทด่ี ี คือยามร้อนใจ ทุกข์ใจก็ทาให้เยน็ ใจ ยามเกยี จคร้าน ท้อถอย เฉอ่ื ยชา ทา
ให้สามีเกิดความพากเพียร เข้มแข็ง ผู้ชายท่ีจะเป็นใหญ่เป็นโต มีหลักฐานม่ันคงนั้น
จาเปน็ ตอ้ งมภี รยิ าดีเพ่อื เป็นกาลังหนนุ ในการช่วยสรา้ งฐานะ ถ้าภริยาไมด่ กี ก็ ลับจะเป็น
เครื่องถ่วงสามีให้ลดต่าลง และเพราะเหตุท่ีฤดูร้อนเนื้อนางแก้วเย็น และฤดูหนาวเนื้อ
๔๗๕ม.อ.ุ (ไทย) ๑๔/๔๙๔/๒๘๑.
นางแก้วอุ่น ตามนัยที่ได้กล่าวแล้วพระเจ้าจักรพรรดิจึงมีความสุขอยู่กับนางแก้วทกุ ฤดู
และสามารถทาหนา้ ท่พี ระเจา้ จกั รพรรดผ์ิ ูค้ รองโลกได้
๕.๖ คหบดีรัตนะ ขุนคลังแก้วเป็นคนตาทิพย์ สามารถมองเห็น
ขุมทรัพย์ ได้ ท่ัวไป ทั้งในน้าและบนบก ทั้งท่ีมีเจ้าของและไม่มีเจ้าของ จะเข้าไปถวาย
ตัวรบั อาสาตอ่ พระเจา้ จักรพรรดิ์วา่ จะนาทรัพยม์ าถวายทกุ วถิ ีทาง
๕.๗ ปริณายกรัตนะ ขุนพลแก้วเป็นคนฉลาดเฉียบแหลม มีวิชารู้ใจ
และนิสยั ของคนอ่นื ได้ตลอดเวลา ราชบริพารของพระเจ้าจกั รพรรด์ิคนใดควรให้เข้าไป
ในที่ใกล้ คนใดควรใหห้ ลีกออกไป หรือควรใหห้ ยดุ อยู่ เปน็ ดุจพระเนตรพระกรรณ และ
พระทัยของจักรพรรดิ๔๗๖
ตามหลักธรรมเนียมประเพณีในสมัยน้ันแล้ว รัตนะ ๗ ประการ เป็นสิ่งที่ผู้ที่
จะเป็น จักรพรรด์พึงมี หากสตรีเป็นจักรพรรด์แล้วก็จะมีรัตนะได้ไม่ครบองค์ ๗ เพราะ
สตรีไม่สามารถจะมีนางแกว้ ได้ ดังนั้นสตรีจะไมม่ ีโอกาสมีรัตนะได้ครบ ๗ ตามหลักการ
หรือคุณสมบัติท่ีกาหนดไว้ ที่ว่าโอกาสท่ีจะเป็นจักรพรรดขิ์ องสตรีไม่มีจึงน่าจะเป็นตาม
นัยนี้
นอกจากน้ี ถ้าเราจะพิจารณาถึงบริบทสภาพของสังคม การเมือง ในสมัยน้ัน
ประกอบด้วย ก็อาจจะวินิจฉัยได้ถึงเหตุผลของการกล่าวเช่นนี้ ในครั้งนั้นการเป็น
จกั รพรรดจ์ิ ะไม่เปน็ โดยการสืบราชสนั ตติวงศ์อย่างเชน่ จกั รพรรด์ิของญปี่ นุ่ ในสมัยน้ี แต่
จะเป็นด้วยความสามารถส่วนบุคคลที่เป็นท่ยี อมรับกันในบรรดาประเทศต่างๆ ในสมัย
พุทธกาล การทาสงครามขยายอาณาเขต แผ่แสนยานุภาพนั้นกระทาโดยการใช้กาลัง
ทหาร ใช้อาวธุ เชน่ หอก ดาบ ธนู คอื เปน็ การรบแบบใช้กาลังกาย กาลงั อาวธุ ประกอบ
ความชานาญคลองแคล่วในการรบประจันหน้ากัน แบบถึงตัว ผู้เป็นจอมทัพต้องรอน
แรมจากบ้านจากเมือง นอนกลางดิน กินกลางทรายไปกับหมู่ทหาร ท้ังยังต้องอยู่แนว
๔๗๖พระธรรมทัศนาธร (วัดชนะสงคราม), “พระธรรมจักรพรรดิราชาธิราช”, ใน
อนุสรณ์งานนมัสการพระปรางค์และบวงสรวงดวงวญิ ญาณสมเด็จพระเจ้ากรงุ ธนบรุ ี (เจา้ ตากสิน),
ประจาปี พ.ศ. ๒๕๐๓ วดั อรณุ ราชวราราม, หนา้ ๑๗-๒๐.
หน้า เผชิญภยันอันตรายโดยตรงและก่อนใครอื่น และกษัตริย์ผู้ท่ีมีความเก่งกล้า
สามารถรบชนะจนแผ่อาณาเขตไปได้จดหาสมุทรทัง้ ๔ และประกอบดว้ ยรตั นะครบ ๗
ประการ เท่านั้นจึงจะได้รับยกยอ่ งให้เปน็ พระเจ้าจักรพรรด์ิ ถ้าพิจารณาตามที่ได้กล่าว
มานี้แล้วจะเห็นว่า ธรรมชาติของสตรีไม่อานวยให้กับการท่ีจะต้องปฏิบัติหน้าท่ีตาม
กาหนด เพอื่ ที่จะเปน็ พระเจ้าจักรพรรดิ์ โดยทางดา้ นสรรี ะวิทยา และสตรมี ีกาลังไม่เท่า
ชาย ท้ังการศึกสงคราม การต่อสู้นั้นก็ไม่ได้เป็นส่ิงที่สตรีได้รับการสอนหรือฝึกฝนให้
เรยี นรู้ งานของสตรใี นสมยั นัน้ เกยี่ วพนั อยู่แต่กับเร่ืองของกิจการบ้านเรอื น สตรไี ม่ได้รับ
อนุญาตหรือสนับสนุนให้ยุ่งเก่ียวกับกิจการภายนอก ซึ่งถือกันว่าเป็นหน้าท่ีของชาย
โดยเฉพาะ ยิ่งกวา่ นั้นการท่สี ตรมี ีความทกุ ขเ์ ฉพาะ ๕ อยา่ ง นอกเหนอื ไปจากบรุ ุษนั้นก็
มสี ว่ นเกยี่ วโยงอยู่ด้วย ความทุกขเ์ ฉพาะของสตรีที่สาคัญ ๒ ประการ คือ การทีส่ ตรีตอ้ ง
มีระดู ต้ังครรภ์ และคลอดบุตรน้ีก็มีส่วนที่ทาให้สตรีเปน็ ผู้ท่ีไม่เหมาะท่ีจะปฏิบัติหนา้ ท่ี
ดงั ท่กี ล่าวมาแล้วไดส้ ะดวกและดีเทา่ บุรษุ
ทางด้านจิตใจ สตรีก็มีลักษณะนิสัยที่ออนโยนหวั่นไหว ไม่ห้าวหาญและ
เขม้ แขง็ ว่องไว ไมช่ อบปืนผาหนา้ ไม้และรบพุ่งอย่างบุรุษ สภาพธรรมชาตทิ างจิตใจน้ีก็มี
ส่วนในการทาใหส้ ตรไี ม่เหมาะทจี่ ะเป็นพระเจ้าจกั รพรรด์ิ
ในพระไตรปิฎก ปรากฏพุทธดารัสของพระพทุ ธองคท์ ่ที รงตอบขอ้ ทูลถามของ
พระอานนท์ท่ีว่า อะไรเป็นเหตุให้หญิงนั่งในสภา ประกอบการงานใหญ่ๆ ไปนอกเมือง
ไปเกบ็ เงนิ ไกลๆ ไม่ไดว้ า่
“มาตุคามมกั โกรธ มกั รษิ ยา มคี วามตระหน่ี มีปัญญาทราม อานนท์ น้แี ลเปน็
เหตุ เปน็ ปจั จยั เครือ่ งใหม้ าตุคามนั่งในสภาไม่ได้ ประกอบการงานใหญๆ่ ไมไ่ ด้ ไปนอก
เมืองไมไ่ ด”้ ๔๗๗
ในกณั ฑนิ ชาดก มีกลา่ วว่า “เราติเตยี นบุรษุ ผู้มีลูกศรเป็นอาวธุ ยิงปล่อยไปเต็ม
กาลงั เราติเตียนชนบททีม่ หี ญงิ เปน็ ผู้นา”๔๗๘
๔๗๗องฺ.จตกุ กฺ . (ไทย) ๒๑/๘๐/๙๖.
๔๗๘ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๗/๑๓/๕.
คาว่าชนบท หมายถึง นอกเมือง ในข้อน้ีก็พอจะสันนิษฐานถึงเหตุผลได้ว่า
น่าจะเป็นเพราะนอกเมืองนั้นเป็นท่ีเปล่ียว การมีสตรีเป็นผู้นาในชนบทจึงอาจไม่
เหมาะสมในดา้ นท่วี ่า สตรยี ากทีจ่ ะค้มุ ครองตอ่ ส้ปู อ้ งกันเมอื งและผอู้ ยภู่ ายใต้คุ้มครองให้
พน้ จากภยั ตา่ งๆ ได้
จากท่ีกล่าวมาแล้วก็แสดงให้เห็นว่าทั้งธรรมชาติทางกายและใจของหญิงน้ัน
เป็นอุปสรรคต่อการงานใหญ่ๆ โดยเฉพาะอย่างย่ิงภารกิจของพระเจ้าจักรพรรดิ์นั้นก็
เป็นงานซึ่งยากและยิ่งใหญ่กว่าการงานใหญ่ๆ และการไปนอกเมืองมากนัก การได้
พิจารณาธรรมชาติของหญิง ประกอบกับสภาพของสังคมและหน้าที่ของพระเจ้า
จักรพรรด์ิแล้ว ก็พอจะเห็นได้ว่าการท่ีสตรีจะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ไม่ได้น้ันน่าจะเป็น
เพราะสาเหตตุ ่างๆ ดังไดก้ ลา่ วมาแล้ว มากกวา่ ทจี่ ะเป็นเพราะสตรีเป็นเพศต่า ดังที่พระ
อรรถกถาจารยก์ ลา่ วไว้
ในข้อท่ีว่าสตรีไม่อาจเป็นท้าวสักเทวราช พญามาร และพระพรหมนั้น ไม่มี
ผใู้ ดกลา่ วอธบิ ายไวว้ ่าเป็นเพราะเหตุไร แต่คากลา่ วเช่นนีก้ ็น่าจะต้องมีเหตุผลอยู่บา้ ง ซง่ึ
จะได้นามาวิเคราะห์ สันนษิ ฐานหาข้อวนิ ิจฉัยเท่าท่หี ลักฐานจะอานวย
ในประเด็นทวี่ ่าสตรีไมอ่ าจเปน็ ท้าวสกั กเทวราชนนั้ ในพระไตรปิฎกมกี ล่าวถึง
ขอ้ ปฏิบตั ทิ ่ีจะทาใหเ้ กดิ เปน็ ทา้ วสกั กเทวราชว่ามอี ยู่ ๗ ประการ คอื
๑. การเลยี้ งดูพอ่ แม่ตลอดชีวิต
๒. การออ่ นน้อมถอ่ มตนแก่ผูใ้ หญใ่ นตระกูลตลอดชวี ติ
๓. การพดู แต่วาจาอ่อนหวานตลอดชีวิต
๔. การไม่พูดสอ่ เสยี ดตลอดชีวติ
๕. การมีใจปราศจากความตระหน่ี ยินดีการเสียสละ พอใจในการให้
ทานตลอดชวี ิต
๖. การพูดแตค่ าสัตย์ตลอดชีวติ
๗. การไมพ่ ึงโกรธตลอดชวี ติ ๔๗๙
เมอื่ พจิ ารณาตามข้อปฏิบตั ินแ้ี ล้วก็ไม่เห็นวา่ มกี ารจากัดเพศและความสามารถ
แต่อย่างใด สตรีกน็ า่ ท่จี ะปฏบิ ตั วิ ตั รท้ัง ๗ นี้ได้ และกน็ ่าที่จะไดร้ ับผลในการปฏบิ ัติให้ได้
เกดิ เปน็ ทา้ วสักกเทวราชได้โดยไมม่ ขี อ้ กีดกันหรือข้อแมใ้ ดๆ
อย่างไรก็ตาม สิ่งหน่ึงท่ีควรต้องพิจารณาประกอบไปด้วยก็คือสภาพทาง
วัฒนธรรม ประเพณีของคนในสมยั นน้ั ประเพณอี ินเดยี อย่างหน่งึ อาจจะเปน็ ส่ิงกีดขวาง
หรือไม่เอื้ออานวย ต่อการให้สตรีสามารถทาวัตรปฏิบัติที่จะทาให้เป็นท้าวสักกเทวรา
ชได้ครบ ๗ ประการ เปรม หิมจันทร์ ได้ตั้งข้อสังเกตุท่ีน่าสนใจไว้ว่า ในเรื่องราวต่างๆ
ในพระไตรปิฎกนั้น เรามักจะพบคาว่า “เม่ือนางเจริญวัยไปสู่สกุลสามี”๔๘๐ อยู่เสมอๆ
แสดงว่าตามธรรมเนียมประเพณีในสมัยน้ัน สตรีที่มีสามีแล้ว จะไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ของ
ตน แตอ่ ยู่ในบ้านของสามี มีความใกลช้ ิดกบั ทางมารดาบิดาของสามี การอยู่ในบ้านฝา่ ย
สามี ผ้เู ปน็ ภริยากต้องคอยปรนนิบตั พิ อ่ แม่สามีมากกวา่ ท่ีจะปรนนิบัติอปุ ถัมภ์พ่อแมข่ อง
ตน สตรจี งึ ไม่ใครมีโอกาสทีจ่ ะบาเพ็ญ มาตาปติ ุอุปฐานธรรม ซงึ่ เป็นหน่ึงในวตั รบท ๗ ที่
บาเพ็ญแล้วจะได้ไปเกิดเป็นท้าวสักกราช ข้อสันนิษฐานนน้ี า่ จะเป็นเหตุผลของการท่ีว่า
สตรจี ะเปน็ ทา้ วสักกเทวราชไมไ่ ด้ประการหนึง่
ในประเด็นปัญหาที่ว่า สตรไี ม่อาจเปน็ พระพรหมได้นน้ั ยังไมค่ ้นพบคาอธิบาย
ทนี่ า่ พงึ พอใจ หรอื มีเหตผุ ลเพียงพอ บางตอนในพระไตรปิฎกกล่าวไวว้ ่าการเจรญิ เมตตา
นั้น จะทาใหเ้ ป็นพรหมได้ ดังมีเนอื้ ความว่า
“ภกิ ษุทัง้ หลาย เมตตาเจโตวิมุตนี้ อนั สตรีหรือบรุ ุษพึงเจรญิ แล ภกิ ษทุ ง้ั หลาย
กายน้ีมไิ ดม้ ีสว่ นอันสตรีหรอื บุรษุ จะพึง่ พาเอาไปได้ ภิกษุทั้งหลาย สตั ว์ผูม้ อี ันจะต้องตาย
เป็นสภาพนี้ เป็นผู้มีจิตเป็นเหตุ สัตว์นั้นยอมรู้อย่างนี้ว่า บาปกรรมไรๆ ของเรา อัน
กรชั กายน้ีทาแลว้ ในกาลกอ่ น บาปกรรมนนั้ ทัง้ หมดเปน็ กรรมอันเราพึงเสวยในอัตภาพนี้
จกั ไม่ติดตามไปดังน้ี ภิกษุทั้งหลาย เมตตาเจโตวมิ ตุ อิ นั ภกิ ษุผมู้ ีปญั ญา ผยู้ งั ไม่แทงตลอด
๔๗๙ส.ส. (ไทย) ๑๕/๙๐๖/๓๑๘.
๔๘๐เปรม หมิ จนั ทร,์ บทบาทของสตรีในอนิ เดียในวรรณคดบี าลี, หนา้ ๑๔๘.
วิมุติอันยิ่งในธรรมวินัยนี้อบรมแล้ว ด้วยประการอย่างน้ีแล ย่อมเป็นไปเพ่ือความเป็น
พระอนาคามี”๔๘๑
“ภิกษทุ ัง้ หลาย เม่ือเมตตาเจโตวิมตุ ตอิ ันบุคคลเสพแล้ว เจรญิ แล้ว ทาใหม้ าก
แล้ว ทาให้เป็นดุจยาน ทาให้เป็นท่ตี ั้ง ให้ตั้งม่ันโดยลาดับส่ังสมดแี ล้ว ปรารภด้วยดแี ล้ว
พงึ หวงั อานสิ งส์ ๑๑ ประการเปน็ ไฉน คอื
ยอ่ มหลับเปน็ สขุ หนึ่ง
ยอมตืน่ เป็นสขุ หนึ่ง
ย่อมไมฝ่ ันลามกหนงึ่
ย่อมเปน็ ทร่ี กั แห่งมนุษย์ท้ังหลายหน่ึง
ย่อมเป็นที่รกั แหง่ อมนษุ ยท์ งั้ หลายหนึง่
เทวดาทั้งหลายย่อมรกั ษาหนึง่
ไฟยาพิษหรือศาสตรายอมไมก่ ล้ากรายได้หน่ึง
จติ ย่อมตงั้ มัน่ โดยรวดเร็วหนง่ึ
สหี นา้ ยอ่ มผ่องใสหนง่ึ
เป็นผูไ้ ม่หลงใหลทากาละหน่งึ
เมอ่ื ไมแ่ ทงตลอดคุณอันยง่ิ ยอ่ มเป็นผ้เู ขา้ ถึงพรหมโลกหนงึ่ ๔๘๒
จากข้อความท่ียกมาน้ีแสดงว่าทงั้ หญิงและชายต่างก็เจริญเมตตาเจโตวมิ ุติได้
และการเจรญิ เมตตาน้นั ก็ทาให้เปน็ พรหมได้
ถ้าถือตามข้อความที่พระพุทธองค์ทรงตรัสแก่ภิกษุทั้งที่ยกมากล่าวน้ัน ทั้ง
บรุ ุษและสตรี เจรญิ เมตตาเจโตวิมุตกิ ็ย่อมนา่ จะเปน็ ผเู้ ขา้ ถงึ พรหมโลกไดเ้ หมอื นกนั
พระศรวี ิสทุ ธวิ งศ์ (สาย ตลุ โย) กลา่ วว่า “ผู้เจรญิ เมตตา เมอ่ื สิ้นชพี แล้ว ถา้ ยัง
ไม่บรรลุความเป็นอรหัต ก็ไปเกิดในพรหมโลก แต่ในพรหมโลกนน้ั ท่านพรรณนาว่า ผู้ที่
จะไปเกิดย่อมปรากฏเป็นเพศชาย ไม่มีเพศหญิงเลย ผู้เจริญเมตตาจะเป็นชายก็ตาม
๔๘๑องฺ.ทสก. (ไทย) ๒๔/๑๙๖/๓๑๑-๓๑๒.
๔๘๒องฺ.เอกาทสก. (ไทย) ๒๔/๒๒๒/๓๖๑.
หญงิ ก็ตาม เมอื่ ส้ินชพี แลว้ และยังไม่บรรลพุ ระอรหนั ต์ กไ็ ปเกดิ ในพรหมโลก เป็นพรหม
หมด แตเ่ ปน็ เพศชายทั้งสนิ้ ไมม่ ีเพศหญงิ เจอื ปนเลย”๔๘๓
เหตุที่สตรีไม่สามารถเป็นพรหมได้นั้นก็ออกจะเป็นเรื่องข้องใจไม่สามารถ
ทราบชัดได้ เพราะพระพุทธองค์กไ็ ม่ได้ทรงอธิบาย ใหเ้ หตผุ ลไว้ ทพี่ อทาไดก้ โ็ ดยวินิจฉัย
สนั นิษฐานกันเอง พระศรีวสิ ุทธิวงศ์ ได้วนิ จิ ฉยั ไวว้ ่า
“ท่ีว่าเพศหญิงไปเกิดในพรหมโลกไม่ได้นั้น ก็ด้วยเหตุว่า ในพรหมโลกผู้เป็น
พรหม ต้องมีหน้าถึง ๔ หน้า คือ หน้าเมตตา หน้ากรุณา หน้ามุทิตา หน้าอุเบกขา เพศ
ชายเป็นพรหมสี่หนาก็ไม่เป็นท่ียึดอัดอย่างใด แต่เพศหญิงได้ไปเกิดเป็นพรหมส่ีหน้า ก็
รู้สึกว่าจะลาบากหนักหนา และเป็นท่ีทรมานแสนสาหัส เพราะโดยปกติ หญิงมีเพียง
หนา้ เดยี ว เวลาจะไปไหนมาไหน บางคนก็ต้องใช้เวลาแต่งหน้าถึง ๒ ช่วั โมง เป็นการวน
วายโกลาหลอยู่ไม่น้อยแล้ว ถ้าไปถึง ๔ หน้าเข้า ก็ต้องใช้เวลาแต่งหน้ามากข้ึน และ
โกลาหลใหญ่ เช่น จะเดินทางไปต่างจังหวัดด้วยรถไฟแต่ ๖ โมงเช้า ก็ต้องตื่นขึ้น
แต่งหน้าต้ังแต่ ๔ ทุ่ม พอสว่างก็เสร็จพอดี ถ้าเป็นอย่างน้ันก็เป็นการลาบากแสนสาหสั
เพราะเหตุนี้กระมัง ในพรหมโลกจึงไม่มีเพศหญิงไปเกิด ข้อที่เพศหญิงไม่ปรากฏใน
พรหมโลกน้นั กน็ บั ว่าเป็นโชคดีอย่างทส่ี ดุ แลว้ ”๔๘๔
ซึ่งเราอาจไม่เห็นด้วยกับข้อวินิจฉัยหรือข้อสันนิษฐานท่ีกล่าวไว้โดยพระศรีวิ
สทุ ธิวงศ์ เพราะเห็นวา่ ข้อสนั นษิ ฐานเชน่ นไี้ ม่มีเหตุผลหรือความน่าจะเป็นไปได้ แตเ่ ปน็
การสะท้อนให้เห็น ทรรศนะของชายบางกลุ่มท่ีไม่มีความคิดในทางยอมรับความเสมอ
ภาคระหว่างเพศและยกย่องให้เกียรติสตรี การให้ข้อวินิจยจึงเป็นไปในทางท่ีจะทาให้
สตรีเพศดูเป็นส่ิงท่ีน่าหัวเราะ น่าขบขัน เป็นการแสดงความคิดแบบเยาะเย้ย ถากถาง
มากกว่าที่จะเป็นเหตุผลอันมีน้าหนักน่าเช่ือถือ ทั้งการท่ีว่าพรหมมี ๔ หน้า คือ หน้า
เมตตา หน้ากรุณา หน้ามุทิตา หน้าอุเบกขานั้น ผู้เขียนก็เห็นว่าเป็นการกล่าวอธิบาย
๔๘๓พระศรีวิสุทธิวงศ์ (สาย ตุลโย), ธรรมะบาบัดโรคใจ, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั , ๒๕๑๐), หน้า ๔๗-๔๘.
๔๘๔เร่อื งเดยี วกัน.
ธรรมหรอื คุณสมบตั ิ คุณธรรมของผเู้ ป็นพรหมเบบบคุ คลาธิษฐาน โดยทาใหเ้ ปน็ รปู ธรรม
มากขึ้นมากกว่าทีจ่ ะหมายถึงการมี ๔ หน้า ๘ ตาจริงๆ
สาหรับข้อวินิจฉัยท่ีว่า สตรีเป็นพระพรหมไม่ได้น้ัน เห็นว่าอาจเป็นไปใน
ทานองเดียวกันกับการที่สตรีจะเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ ตามนัยความหมายที่ว่าไม่เป็น
พรหมในสภาพของเพศหญิง แต่ไม่ได้หมายความว่า ปิดโอกาสตายเลยทีเดียว สตรีก็
สามารถเป็นพรหมได้โดยไปเกิดใหม่ และเป็นในลักษณะของเพศชาย ผู้ที่มีบุญบารมี มี
การปฏิบัติถึงขั้นแล้วก็ย่อมจะไปเกิดเป็นชายด้วยผลของบุญบารมีน้ันส่งผลอานวย
เพื่อให้สะดวกในการปฏิบัติให้บรรลุถึงจุดหมายปลายทาง ดังน้ัน ในการท่ีว่าหญิงเป็น
พระพรหมไม่ได้นั้นก็น่าจะเป็นตามนัยเหตุผลเดียวกันน้ี คือ ไม่ใช่หญิงเป็นไปได้เพราะ
หญิงก็สามารถเจริญเมตตาได้เช่นเดียวกันจึงสมควรท่ีจะได้รับผลเหมือนๆ กับชาย แต่
เมื่อถึงข้ันเป็นพรหมแล้วบุคคลน้ันจะเป็นในสภาพของเพศชาย คือ จะเป็นพรหมไม่ได้
ในชาติทีเ่ กดิ เป็นหญงิ แต่จะเป็นไดใ้ นสภาพของเพศขายหรอื ชาติทเี่ กิดเปน็ ชาย
ในประเด็นท่ีว่า สตรีจะเป็นพญามารไม่ได้น้ัน สืบค้นหาคุณสมบัติสาหรับผู้ท่ี
จะเปน็ พญามารไม่พบ แตก่ ว็ นิ จิ ฉัยว่า ที่พระพทุ ธองค์ทรงมีดารัสว่า สตรีไมส่ ามารถเป็น
พระพทุ ธเจา้ พระเจ้าจกั รพรรดิ์ พรหม ทา้ วสักกเทวราช พญามารไดน้ ้ัน เปน็ การแสดง
ถึงแนวความคิดในการปฏิเสธว่าสตรีจะขึ้นสรู่ ะดบั สูงสุดในดา้ นต่างๆ ทั้งในทางดีและไม่
ดีไม่ได้ ถ้าจะพิจารณาดูแล้วการขึ้นสู่ระดับสูงสุดในทางธรรมก็คือการเป็นพระพุทธเจ้า
การขึ้นสู่ระดับสูงสุดในทางโลกก็คือการเป็นพระเจ้าจักรพรรด์ิ ส่วนระดับสูงสุดในโลก
อ่นื เชน่ พรหมโลก ก็คอื การเปน็ พระพรหม และระดับสงู สุดในเทวโลกช้ันดาวดงึ ส์ก็คือ
การเป็นท้าวสักกเทวราช และท้ายสุดการอยู่ในระดับสูงสุดในโลกอ่ืน ในทางไม่ดีก็คือ
การเป็นพญามาร ซ่ึงเมื่อพจิ ารณาวิเคราะห์ดแู ล้วก็พอจะตีความได้ว่า เป็นการหมายถึง
การอยู่ในตาแหน่งสูงสุดในทางต่างๆ ไม่ได้มากกว่าท่ีจะหมายความตรงตามตัวอักษร
และท่ีมาของแนวความคิดน้ีก็น่าจะสันนิษฐานได้ว่าเป็นเพราะธรรมชาติแห่งนิสัยของ
หญิงซึ่งจะเป็นอุปสรรคมากกว่าอย่างอ่ืน นอกจากน้นั เหตผุ ลทีพ่ อจะอธิบายความคิดนี้
ก็เป็นท่เี ขา้ ใจได้ว่า จากสภาพสตรีที่อยใู่ นฐานะตกต่า ด้อยกว่าบรุ ษุ ทุกประการ แล้วถูก
ยกระดับขนึ้ มาให้เสมอภาคเทา่ เทียมกนั น้ันกน็ ับเป็นการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและ
การปฏิบตั อิ ยา่ งมากแล้ว ถา้ จะเปล่ียนโดยฉบั พลนั โดยเสนอให้สตรเี ปน็ ไดท้ กุ อยา่ งแม้ผู้
สงู สดุ ในด้านต่างๆ เลยนน้ั ก็จะเป็นท่ยี อมรับได้ยากของคนในสมัยนนั้ และความคิดน้ัน
ยงั จะเสี่ยงต่อการถกู ต่อต้าน คัดค้านของผู้ไมเ่ ห็นดว้ ยอกี
๘.๒ ความด้อยกวา่ ของสตรีในดา้ นทเี่ ก่ียวกบั ศาสนา
นอกจากเร่ืองที่สตรีไม่สามารถและไม่เหมาะสมท่ีจะเป็นผู้อยู่ในตาแหน่งที่
สาคัญๆ สูงสุดในด้านต่างๆ แล้ว อีกเรื่องหนึ่งท่นี ่าสนใจก็คือเร่อื งภกิ ษุณีในพุทธศาสนา
ซึ่งมีผู้แสดงความคิด ความเห็นต่างๆ กันไปท้ังในด้านความเป็นมาก่อนท่ีจะมี
พระราชทานอนุญาตให้สตรบี วช และในดา้ นสถานภาพของภกิ ษุณีเอง เห็นสมควรท่ีจะ
ไดพ้ ิจารณาดบู ทบาท และสถานภาพของภกิ ษุณวี ่าอยู่ในสภาพอย่างไรเมอ่ื เทยี บกับฝ่าย
ภกิ ษุสงฆ์
๘.๒.๑ การไม่ยอมให้สตรบี วชในพทุ ธศาสนาแตแ่ รก
ในพระไตรปิฎกกล่าวถึงที่มาหรือกาเนิดของภิกษุณีในพุทธศาสนาไว้ว่า เม่ือ
สมัยพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิโครธาราม กรุงกบิลพัสด์ุ แคว้นสักกะ พระนาง
มหาปชาบดโี คตมผี เู้ ปน็ พระนา้ นาง ทรงมพี ระประสงค์ท่จี ะบวชในพระพุทธศาสนา พระ
นางทรงทูลขอพระพทุ ธานญุ าตให้สตรีบวชในธรรมวินัยถงึ ๓ ครั้ง ๓ หน แต่พระองค์ก็
ทรงปฏิเสธเสียทุกคร้ัง พระนางมีความเสียพระทัยอย่างมากจึงปลงพระเกศานุ่งผ้าท่ี
ยอมด้วยนา้ ฝาดอย่างนกั บวช เดนิ ทางรอนแรมไปยังกรุงไพศาลีด้วยพระบาท พร้อมกับ
เจ้าหญิงศากยะและสตรีอีกจานวนหนึ่ง จนถึงป่ามหาวันในสภาพที่มอมแมม พระบาท
พองบวมขึ้นกันแสงอยู่ท่ีชุ้มประตูหน้าพระอารามท่ีพระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ พระ
อานนท์เห็นเข้าก็ทูลถามถึงต้นเหตุ เมื่อทราบเร่ือง พระอานนท์ก็รับปากจะไปช่วยทูล
ขอให้โปรดประทานพระอนุญาตให้สตรีบวช พระอานนท์ทูลขอ ถึง ๓ ครั้ง พระองค์ก็
ทรงปฏิเสธเสียท้ัง ๓ คร้ังว่า ขออย่าให้พระอานนท์ชอบใจขวนขวาย ให้มาตุคามออก
บวชเลย พระอานนท์ทูลถามถึงสาเหตุท่ีไม่ประทานบรรพชาแก่สตรีว่า เป็นเพราะสตรี
ปัญญานอ้ ยไมส่ ามารถจะตรสั รมู้ รรคผลได้เหมือนบรุ ษุ หรอื เพราะเหตุไร ถา้ สตรีบวชจะ
สามารถเข้าถงึ ธรรมได้หรอื ไม่ พระพุทธองค์ยอมรบั ว่าสตรกี ็มปี ญั ญาพอท่จี ะตรัสรู้มรรค
ผลได้เช่นเดียวกับบุรุษเหมือนกัน พระอานนท์ทูลถามว่าหากสตรีสามารถเสมอบุรุษ
เพราะเหตไุ รจึงไม่ประทานบรรพชาใหแ้ กส่ ตรเี พ่ือบรรลถุ ึงธรรมอนั ประเสริฐท่พี ระองค์มี
ไว้โปรดประทานแก่ชาวโลก และโดยเฉพาะอย่างย่ิงพระนางปชาบดีโคตมีซึ่งมีพระคุณ
ดุจพระมารดา พระผู้มีพระภาคทรงให้เหตุผลว่า ถ้าสตรีเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา
แล้วจะทาใหอ้ ายพุ ระศาสนาสน้ั เข้า
การที่พระพุทธองค์ไม่ทรงอนุญาตให้มีภิกษุณีสงฆ์ตั้งแต่แรกเริ่มประดิษฐาน
พระพุทธ ศาสนา และทรงไม่ประทานการบรรพชาใหแ้ กส่ ตรีเมื่อทูลขอพระพทุ ธานุญาต
ในคร้ังแรก แต่ทรงร้ังรอไว้ระยะหนึ่งและประทานให้มีภิกษุณีสงฆ์ได้หลังจากที่ได้มีการ
ทลู ขอถงึ ๓ ครั้ง ๓ ครา นัน้ ก็มีผ้ใู ห้เหตุผล ใหค้ วามเห็นวิจารณ์ต่างๆ กนั ไป จงึ ควรทีจ่ ะ
ไดพ้ ิจารณาถงึ เหตผุ ลที่ทาให้พระพทุ ธองค์ทรงทาเช่นนน้ั โดยละเอียด
ในประเด็นที่ว่าพระพุทธองค์ไม่ทรงอนุญาตให้ภิกษุณีแต่แรกน้ัน บางท่านให้
เหตุผล ว่า การมีสงฆ์ท้ัง ๒ ฝ่าย จะเป็นเหตุให้ถูกครหานนิ ทาได้ง่ายเพราะปญั หาตา่ งๆ
ที่จะเกิดตามมาภายหลังทั้งยังเป็นการเพ่ิมภาระให้แก่ภิกษุด้วย เพราะภิกษุณีปกครอง
ตวั เองไม่ได้๔๘๕ การอนญุ าตให้ภกิ ษณุ ีบวชจะเป็นการหาห่วง หากงั วลมาเพ่ิมใหแ้ ก่ภิกษุ
แต่ภายหลังที่ทรงอนุญาต เพราะได้พิจารณาถึงผลได้ท่ีจะมีมากกว่าผลเสียต่อพุทธ
ศาสนา
ในบางแห่งกล่าวว่าการที่พระพุทธองค์ไม่ทรงอนุญาตให้สตรีบวชแต่แรกนั้น
เพราะ พระองค์ไม่เต็มใจให้สตรีบวช หรือการให้บวชน้ันก็โดยอาการลังเล เป็นการ
ประทานอนุญาตอย่างเสียไม่ได้ ซ่ึงในประเด็นน้ีผู้เขียนมีความเห็นว่าไม่น่าที่จะเป็น
๔๘๕จานงค์ ทองประเสรฐิ , แผนการกู้อิสรภาพของเจ้าชายสทิ ธัตถะ, (กรุงเทพมหานคร
: โรงพมิ พ์ไทยสมั พนั ธ์, ๒๕๑๖), หน้า ๒๒๑.
เช่นนั้น การที่พระพุทธองค์ไม่ทรงอนุญาตในทันทีนั้น น่าจะมีเหตุผลบางประการอัน
สมควรจะได้มีการพจิ ารณาวเิ คราะหใ์ ห้ละเอียด
อินดรา๔๘๖ กล่าวถึงการท่ีสตรีเข้าบวชในพุทธศาสนาว่าเป็นการอนญุ าตอยา่ ง
ลังเลที่จะให้มีภิกษุณีสงฆ์ และการท่ีพระนางมหาปชาบดีโคตรมี ทรงขอร้องให้ยอมรบั
สตรี เข้าบวชนั้นอาจเป็นส่ิงแปลกใหม่สาหรับพระองค์ เพราะเป็นครั้งแรกที่สตรีได้ทูล
ขออนุญาตที่จะเข้าบวชในศาสนาด้วยตนเองโดยอิสระ พระพุทธองค์ทรงพิจารณาถึง
ปัญหาต่างๆ แต่ก็ยัง ไม่ทรงแน่ใจว่าสตรีจะสามารถดารงชีวิตอยู่ในศาสนาได้ จึงตรัส
ปฏิเสธในตอนแรกกบั พระนาง วา่ อยา่ พดู ขอใหส้ ตรลี ะทิ้งบ้านเรือนมาออกบวชเลย
อย่างไรก็ตามการที่พระพุทธองค์ตรัสเช่นนั้นคงไม่ได้หมายความว่า ไม่
ต้องการให้ สตรบี วชในพระพุทธศาสนา แตอ่ าจเป็นไปได้ว่า พระพทุ ธองค์ทรงพิจารณา
จากแง่ของศาสนา และสังคมว่าการอนุญาตให้สตรีสละเรือนมาบวชง่ายๆ นั้น จะ
กระทบกระเทอื นต่อสังคม เพราะชายท่ีเป็นสามีน้ันเปน็ ผู้ทีต่ ้องออกไปทางานนอกบา้ น
เป็นส่วนใหญ่ สตรีจึงเป็นผู้มีบทบาท มีภาระ ในการดูแลการกินอยู่หลับนอน ให้ความ
รักความอบอุ่นแก่คนในครอบครัว ถ้าขาดสตรีผู้เป็นแม่บ้านคอยดูแลแล้ว บ้านก็จะไม่
เป็นบ้านดังท่ีเคยเป็น ซึ่งอันนี้จะเป็นผลกระทบต่อพุทธศาสนาในหลายๆ ด้าน คือ คน
ท่วั ไปอาจจะไม่พอใจ ต่อตา้ นหรือโจมตีพทุ ธศาสนาว่าทาลายชีวติ ครอบครวั และถ้าเป็น
เช่นน้ันสงฆ์กย็ ากท่ีจะอยไู่ ด้ เพราะท้ังการดารงอยขู่ องพุทธศาสนาและสงฆ์ จาเป็นต้อง
ไดร้ บั การสนับสนุนจากสงั คมทางบ้าน ถ้าสงฆ์อยู่ไม่ได้ กเ็ ปน็ ไปไมไ่ ดท้ พี่ ุทธศาสนาจะแผ่
ขยายรุ่งเรืองได๔้ ๘๗
การท่ีพระพุทธองค์ไมท่ รงอนุญาตให้สตรบี วชในทันที การปฏิเสธในตอนแรก
และชะลอการอนุญาตน้ันจะแสดงถึงความไมเ่ ต็มพระทัยดังที่คนบางพวกเข้าใจกนั ก็หา
มิได้ ข้อสันนิษฐานที่อาจเป็นไปได้ประการหน่ึงก็คือว่า พระองค์อาจต้องการทดสอบ
๔๘๖Indra, The Status of Women in Ancient India, p ๒๑๒.
๔๘๗ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์, ภิกษุณียังมีอยู่หรือ, (นครปฐม : โรงพิมพ์พระโพธิสัตว์,
๒๕๑๘), หน้า ๑๘.
ความตัง้ พระทัยจริงและดูว่าพระมาตจุ ฉาจะต้องการบวชดว้ ยสาเหตุใด เพราะทรงเศร้า
โศกเบ่อื หนา่ ยในชีวติ หรอื เพราะศรทั ธา
โดยตามสภาพการณ์แล้วก็เป็นไปได้ว่าการที่พระนางเป็นม่ายน้ัน ทาให้เกิด
ความรู้สึกเบ่ือหน่ายในฆราวาสวิสัย เม่ือพระสวามีสวรรคตแล้ว พระนางอาจเห็นว่าตน
หมดซ่ึงศักด์ิศรีและอานาจ การไร้ที่พ่ึง ชาดท้ังพระสวามี ราชบุตร หมดความหวังที่จะ
ไดฝ้ ากพระชนมชพี ไวก้ บั ลกู หลาน เพราะเจา้ ชายสทิ ธัตถะพระโอรสเลยี้ ง เจา้ ชายนันทะ
พระโอรส และเจา้ ชายราหุลพระนัดดา ต่างกพ็ ากันออกบวชหมดแล้ว ทงั้ หมดนอี้ าจจะ
ทาให้พระนางเบ่ือหน่ายในชีวิตแต่ก็เปน็ ไปได้ว่า จากสภาพการณ์ท่ีเปล่ียนแปรไป จาก
การเป็นผู้ที่ทรงมีทุกอย่างบริบูรณ์กลายมาเป็นผู้ท่ีไม่มีอะไรเลยเช่นน้ีอาจจะทาให้พระ
นางพิจารณาถึงความไม่แน่นอน เห็นสิ่งต่างๆ เป็นอนิจจัง เกิดความเลื่อมใสในพุทธ
ศาสนาพอพระทัยในการประพฤติพรหมจรรย์เพื่อรับคาส่ังสอนธรรมโดยใกล้ชิด และ
การที่พระนางทูลขอบรรพชาโดยหวังที่จะอาศัยพุทธศาสนาเป็นท่ีพักทา งใจก็แสดงถึง
ความต้ังใจของพระนาง แต่การท่ีพระพุทธองค์ไม่ทรงประทานอนุญาตให้บวชในทันที
นัน้ ก็อาจมองไดว้ ่าเป็นการต้องการดูศรทั ธาและความตง้ั ใจจริงใหแ้ น่พระทัยเสยี ก่อน ถ้า
พระองค์จะทรงอนุญาตให้แต่คร้ังแรกท่ีทูลขอ ก็จะยากแก่การทราบถึงความเลื่อมใส
ต้ังใจจริงของพระนาง เพราะชีวิตของภิกษุณีอันต่างจากความสะดวกสบายที่พระนาง
เคยได้รบั อยู่ในวงั ด้วยประการท้ังปวง หากพระนางไม่ต้ังพระทัยจริง การตอ้ งบณิ ฑบาต
ยังชีพ และจาริกไปตามท่ีต่างๆ โดยไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งอยู่กับภยันอันตราย
รอบด้านน้ันก็ยากที่พระนางจะทนได้ ดังนั้นการ ปฏิเสธซ้ากันหลายๆ คร้ัง และการไม่
ทรงอนุญาตในทันทีนั้นก็เพื่อท่ีจะพิสูจน์และยนื ยันความตั้งใจจริง และความศรัทธาให้
ประจักษ์แจ้งชัด และเพ่ือท่ีจะย้าความต้ังใจของสตรีอีกครั้งหน่ึง พระพุทธองค์จึงทรง
ประทานครธุ รรม ๘ และถามถึงความสมัครใจในการทจ่ี ะยอมรับครธุ รรม
๘ นั้นกอ่ นบวช
จานงค์ ทองประเสริฐ๔๘๘ ได้เสนอข้อวินจิ ฉัยถึงเหตุผลที่นา่ เป็นไปได้อีกอยา่ ง
หนึ่งคือถา้ พระพทุ ธองค์จะใหพ้ ระนางปชาบดโี คตมีบวชง่ายๆ นัน้ จะเป็นการใหส้ ทิ ธ์ิแก่
พระนางง่ายๆ และการประทานอนุญาตในทันทีก็อาจจะทาให้ได้รับการติเตียนได้ว่า
ทรงอนุญาตเพราะเห็นแก่บุคคล คือเห็นแก่หน้าของพระนางผู้เป็นพระมาตุจฉา การที่
พระองค์กระทาเชน่ น้ีก็อาจเปน็ การปอ้ งกนั การถกู ตาหนิในด้านนี้ดว้ ยกเ็ ป็นได้
เหตุผลอีกประการหน่ึงที่จะอธิบายการไม่ทรงอนุญาตให้มีภิกษุณีแต่แรกน้ัน
ก็อาจ พิจารณาได้ในแง่ท่ีว่าพระพุทธศาสนาน้ันเพ่ิงจะประดิษฐาน ยังไม่ เป็นท่ี
แพร่หลายเท่าไรนกั ถ้าพระองคอ์ นญุ าตให้มีภิกษุแตแ่ รกเริ่ม พระพุทธศาสนาอาจจะไม่
เป็นที่ยอมรับและอาจจะทาให้ ประมุข ผู้ปกครองแว่นแคว้นต่างๆ ไม่พอใจ ไม่หันมา
เลอื่ มใสพระพทุ ธศาสนา และอาจต่อตา้ นเป็นปรปกั ษก์ ับพทุ ธศาสนาและกบั พระองค์ได้
เพราะการให้สตรีสละเรือนออกมาบวชน้ัน อาจจะถูกมองได้ว่าเป็นการทาลาย
วฒั นธรรมประเพณี ความเช่ือแตโ่ บราณโดยหมดสิ้น และถ้าเป็นเชน่ นั้นจริงมนั ก็จะเป็น
อุปสรรคต่อการเผยแพร่พระพุทธศาสนาไปยังเมืองต่างๆ อันจะมีผลกระทบกระเทือน
ต่อความต้งั ใจของพระองคท์ ีจ่ ะเผยแพร่ธรรมทที่ รงค้นพบเพือ่ ช่วยมนุษย์ทั้งหลายให้พ้น
จากความทุกข์ ยิ่งกว่าน้ันยังจะเป็นการเปิดโอกาสหรือเป็นจุดให้ศาสนาอื่นโจมตีพุทธ
ศาสนา ในแง่ของการเมืองได้ ซ่ึงพระองค์ก็คงไม่ต้องการเช่นน้ัน พระองค์อาจเห็นใจ
สตรีที่ต้องตกอยู่ในฐานะต่าต้อย ขาดเสรีภาพ แต่ก็ต้องทรงรอโอกาส จนกระทั่งเมื่อ
สามารถประกาศศาสนาให้กษัตริย์ของแว่นแคว้นต่างๆ เล่ือมใส ยอมรับนับถือศาสนา
และพุทธศาสนาเปน็ ท่ียอมรับของคนโดยท่ัวไปพอสมควร ซ่ึงจัดว่าเป็นการประดิษฐาน
พระพุทธศาสนาได้บ้างแล้ว พระองค์จึงทรงเร่ิมงานยกระดับฐานะของสตรีให้สูงขึ้น
กว่าเดิม โดยการยอมรับสติปัญญาความสามารถของสตรี ประทานอุปสมบทแก่สตรี
เพื่อท่ีว่างานการยกระดับฐานะของสตรีน้ันจะได้ไม่เป็นอุปสรรคหรือมีผลกระทบต่อ
๔๘๘จานงค์ ทองประเสรฐิ , แผนการกู้อิสรภาพของเจ้าชายสิทธตั ถะ, หน้า ๒๔๕.
เป้าหมายใหญ่ คอื การเผยแพร่ศาสนา ซง่ึ บางท่านได้วิจารณไ์ ว้ว่า งานนเ้ี ป็นงานท่ีเส่ียง
อนั ตรายที่สุดเพราะเทา่ กบั เป็นการพลิกประวัตศิ าสตร์โลกทีเดยี ว๔๘๙
อนึ่งการอนุญาตให้มีภิกษณุ ีนน้ั บางคนเหน็ ว่าเปน็ การอนุญาตโดยเหน็ แก่หน้า
ของผู้ ทลู ขอ และเป็นเพราะอบุ ายของพระอานนท์ คือ เหน็ วา่ เป็นการประทานใหอ้ ย่าง
เสียไม่ได้น้ันเอง ในข้อน้ีถ้าจะพิจารณาไปแล้วก็ไม่น่าท่ีจะเป็นเช่นนั้น เพราะแต่แรกที่
พระองค์ตรัสรู้ พระองค์ก็ทรงมีความต้ังพระทัยที่จะส่ังสอนธรรม และช่วยมนุษย์ทุกผู้
ทุกนามให้พน้ ทุกข์ เมอื่ พญามารทูลเชญิ ให้ปรนิ ิพพาน พระพุทธองคก์ ท็ รงปฏิเสธเพราะ
ยังไม่ได้ส่ังสอนพุทธบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ให้มีความรู้
ความสามารถจนอาจตอบโตข้ อกลา่ วหาของผูท้ ่ีเปน็ ปฏปิ ักษ์ ได้ เปน็ การแสดงใหเ้ ห็นว่า
พระพุทธองค์ทรงมีความตั้งพระทัยท่ีจะให้มีภิกษุณีมาแต่แรกแล้ว แต่ท่ี ไม่ประทาน
อนุญาตในทันทีพร้อมภิกษุก็ด้วยเหตุผลดังได้กล่าวแล้ว ไม่ใช่เพราะไม่เต็มใจหรือ
รังเกยี จโดยถือเพศ
นอกจากท่ีได้กล่าวมาทั้งหมดยังมีอีกส่ิงหน่ึงที่ควร นามาพิจารณา
ประกอบด้วยคือ ข้อที่พระพุทธองค์เองก็ทรงเป็นคนอินเดีย เมื่อ ๒๕ ศตวรรษมาแล้ว
ทรงถูกเลี้ยงดูอยู่ในวัฒนธรรม ประเพณีความเช่อื แบบเกา่ ๆ จึงอาจเป็นไปได้เหมือนกนั
ว่าพระองค์อาจจะมีความไม่แน่ใจต่อ ความคิดในเรื่องการให้มีภิกษุณีสงฆ์อยู่บ้าง
นอกจากนั้นก็ยงั ทรงต้องคานึงถึงความเกี่ยวข้องสมั พนั ธก์ ันในสงฆท์ งั้ ๒ ฝา่ ย ที่อาจเกิด
ปัญหาตามมาภายหลัง และจะทาให้เกิดการครหานินทาขึ้นได้ ยิ่งกว่าน้ันการยอมรับ
ของพวกคฤหัสถ์ในขณะน้ันก็เป็นส่ิงจาเป็น หากพระองค์บัญญัติกระทาในส่ิงท่ีผู้คนใน
สมัยนั้นไม่อาจยอมรับ และไม่สนับสนุนหรือต่อต้านแล้ว มันก็จะมีผลต่อการเผยแพร่
ศาสนา เพราะศาสนาจะอยู่ได้ก็จาต้องมีคฤหัสถ์ เป็นศาสนูปถัมภ์อย่างน้อยก็ในปัจจยั
๔ ท่ีสาคัญ และจาเป็นตอ่ การดารงอยู่ของสงฆ์
๔๘๙เรอื่ งเดียวกนั .
ปัญหาต่างๆ เหล่านี้เป็นส่ิงที่พระพุทธองค์ต้องทรงคานึงถึงและไม่อาจ
มองข้ามไปได้ พระองค์จึงไม่ทรงอนุญาตสิ่งใดง่ายๆ แต่จะทรงพิจารณาปัญหาทุกด้าน
จึงต้องใช้เวลาในการตัดสนิ ใจไตร่ตรองอยา่ งรอบคอบสักระยะเวลาหนง่ึ เพ่ือหาทางออก
และช่ังดูผลอันจะเกิดขึ้นหรอื ตามมาทั้งในทางบวกและทางลบ ดังนั้น การลังเลพระทัย
น้ันไม่ใช่ความไม่เต็มใจ หรือไม่แน่ใจในความสามารถหรือสติปัญญาของสตรี แต่เป็น
เพราะทรงคานึงถึงปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดข้ึนตามมาจากการมีภิกษุณี แต่เม่ือทรง
ไตร่ตรองแล้ว ก็คงตระหนักว่าการที่ศาสนาจะแพร่ขยายไปได้น้ัน จาเป็นต้องเป็นที่
น่าสนใจ น่าศรัทธา ดึงดูดท้ังชายและหญิง การจะจากัดวงศาสนาให้แต่บุรุษนั้น จะไม่
เป็นการดีนัก เพราะจานวนของสตรีก็มีคร่ึงหน่ึงเท่าๆ กับบุรุษทีเดียว อีกท้ังธรรมชาติ
ของหญิงโดยอุปนิสัยแล้ว ก็มักจะมีความศรัทธา เสียสละ อุปถัมภ์ศาสนา มากกว่าชาย
การมีภิกษุณีถึงแม้จะมีผลทางด้านลบอยู่บ้าง แต่ก็จะบังเกิดประโยชน์แก่พุทธศาสนา
และสงั คมมากกว่า
อย่างไรก็ดี แม้เมื่อพระพุทธองค์จะทรงยอมให้มีภิกษุณี แต่ก็ได้ตรัสเป็นพุทธ
ทานายไวแ้ ก่พระอานนทว์ า่
“อานนท์ ถ้าสตรีจักไม่ได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยท่ี
ตถาคต ประกาศแล้ว พรหมจรรย์ก็ยังจักตั้งอยู่ได้นาน สัทธรรมจะพึงดารงอยู่ได้ตลอด
พันปี ก็เพราะสตรีออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว
บัดน้ีพรหมจรรยจ์ ักไมต่ ง้ั อยูไ่ ดน้ าน สทั ธรรมจกั ตั้งอย่ไู ดเ้ พียง ๕๐๐ ปีเท่านัน้ ”
“อานนท์ สตรไี ด้ออกจากเรือนบวชเปน็ บรรพชิตในธรรมวนิ ยั ใด ธรรมวนิ ยั นนั้
เป็น พรหมจรรย์ไม่ตั้งอยู่ได้นาน เปรียบเหมือนตระกูลเหล่าใดเหล่าหนึ่งท่ีมีหญิงมาก
ชายน้อย ตระกูลเหล่าน้ันถูกพวกโจรผู้ลักทรัพย์กาจัดได้ง่าย อีกประการหนึ่ง เปรียบ
เหมือนหนอนขยอกที่ลงในนาข้าวสาลีท่ีสมบูรณ์ นาข้าวสาลีน้ันไม่ตั้งอยู่ได้นาน อีก
ประการหน่งึ เปรยี บเหมือนเพลยี้ ทลี่ งในไรอ่ ้อยทส่ี มบรู ณ์ ไร่ออ้ ยนน้ั ไมต่ ้ังอยไู่ ด้นาน”๔๙๐
๔๙๐วิ.จ.ู (ไทย) ๗/๕๑๘/๒๕๘-๒๕๙.
การท่ีพระองค์ทรงตรัสว่าถ้าสตรีบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัย สัทธรรมจัก
ต้ังอยู่ได้ เพียง ๕๐๐ ปีนั้น อาจเข้าใจได้ว่า หมายถึง อายุของพระพุทธศาสนาจะเป็น
เช่นน้ันตามตัวอักษร แต่เป็นคาอุปมาแสดงให้เห็นถึงว่าพุทธศาสนาจะอายุส้ันลงมาก
แต่ในประเด็นที่ว่าการ มีภิกษุณีจะทาให้พุทธศาสนาอายุสั้นน้ี ถ้าจะพิจารณากันจริงๆ
แล้ว ก็จะเห็นว่าพุทธศาสนาก็ต้ังมานานกว่า ๒๕๐๐ ปีแล้ว ท้ังยังมีหลักฐานปรากฏใน
พระไตรปิฎกที่กล่าวไว้ว่าพระสัทธรรมจะมีอายุถึง ๕๐๐๐ ปี เพราะฉะน้ันเมื่อถึงปี
๒๕๐๐ จงึ เรยี กกนั ว่าก่ึงพทุ ธกาล
ขอย้อนกลับไปพิจารณาพุทธดารัสท่ีว่าภกิ ษุณีทาให้ศาสนาอายุสนั้ ถ้าดูเพียง
ผิวเผินก็เหมือนว่าพระพุทธองค์จะทรงตาหนิสตรีว่าเป็นผู้บ่ันทอนอายุศาสนา ข้อ
วินิจฉัยที่อาจเป็นไปได้ก็คือว่า การที่พระองค์ตรัสเช่นนี้อาจเป็นเพราะทรงคานึงหรือ
เล็งเห็นผลในแง่เสียท่ีจะตามมาจากการอนุญาตให้สตรีบวช ถ้าจะพิจารณากันถึง
อุปนิสัยโดยท่ัวไปของสตรีแล้ว จะเห็นว่าสตรีนั้นจุกจิกมีเรื่องมากกว่าชายท้ังการกิน
การอยู่ โดยหน้าท่ีสตรีน้ันยุ่งเกี่ยวกับการครัว และโดยธรรมชาตแิ ล้วสตรีมักจะประณตี
ในเรื่องอาหารการกิน สตรีจึงมักมีความโน้มเอียงท่ีจะยังติดในรสอาหาร นี้ก็เป็นอย่าง
หนึ่งที่ไม่อานวยสาหรับการดารงชีวิตในเพศบรรพชิต ซ่ึงอยู่ได้ด้วยอาหารที่ได้จากการ
บรจิ าคทาน มเี ชน่ ไรก็ต้องบรโิ ภคเชน่ นั้น ไมส่ ามารถพิถีพิถนั หรอื เลอื กอาหารไดเ้ ลย
นอกจากนัน้ ในเรอื่ งทอ่ี ย่อู าศยั นกั บวชในพทุ ธศาสนาในสมัยแรกๆ น้นั ไมม่ ที ่ี
อยู่อาศัยเป็นที่ถาวร ท่ีพักก็แล้วแต่จะมีผู้บริจาคให้หรือตามแต่ปัจจัยท่ีจะหาได้ ซึ่ง
อาจจะเป็นวิหารสวยงามใหญ่โต หรืออาจสร้างด้วยดินเหนียว ใช้ใบไม้มุง หรือแม้แต่
อาศัยร่มไม้ใหญ่ ซ่ึงในสมัยแรกๆ เม่ือพุทธศาสนาแรกประดิษฐานและเริ่มมีภิกษุน้ัน
อายุพุทธศาสนาเพ่ิงจะได้ ๕ ปี ผู้เล่ือมใสศรัทธาท่ีจะสร้างท่ีพักสงฆ์ที่สะดวกสบาย
ใหญโ่ ตเหมือนอย่างที่นางวิสาขาถวายนั้นก็ยงั ไม่ใครมี ในระยะแรกของพุทธศาสนา สงฆ์
ก็ต้องรอนแรมเดนิ ทางไปประกาศเผยแพร่ พระพทุ ธศาสนาตามทีต่ า่ งๆ และต้องหาท่ีพัก
ตามแต่ที่จะหาได้ในระหว่างทาง โดยขอพักอาศัยกับชาวบา้ น อาศัยบ้านร้าง หรือร่มไม้
ใหญ่ ซึ่งสภาพเชน่ นี้ไม่เหมาะกบั สตรี เพราะสตรีน้นั ด้อยกว่าบรุ ุษในด้านกาลังกาย ยาก
ที่สตรีจะปกป้องตนเองให้พ้นภัยจากสิงสาราสัตว์หรือผู้ท่ีปองร้าย พระพุทธองค์คง
คานงึ ถงึ ในแงนี้ แตเ่ มื่อมีภกิ ษณุ แี ละต้องการจะแก้ปัญหาน้ีก็ไมอ่ าจให้ภกิ ษุณีพักอยู่ในที่
เดียวกับภิกษุได้ เพราะจะเป็นการไม่เหมาะสม ยิ่งกว่าน้ันสตรีก็ยังเป็นเพศท่ีดึงดูด
น่ายินดีสาหรับเพศชาย ดังปรากฏมีเร่ืองต่างๆ ที่แสดงว่าภิกษุณีถูกทาร้าย ข่มขืนอยู่
หลายคร้งั
เม่ือพิจารณาธรรมชาตินิสัยของสตรีก็จะเห็นว่าสตรีน้ันจุกจิกในเร่ืองต่างๆ
อาจเกิดมีปัญหาหรือเร่ืองทะเลาะวิวาทในการอยู่ร่วมกันมากกว่าภิกษุ อีกท้ังเม่ือ
พจิ ารณาธรรมชาตินสิ ยั ของทั้งหญิงและชาย การมที ง้ั ภกิ ษแุ ละภิกษุณนี ัน้ อาจจะทาให้มี
ปัญหาต่อการบาเพ็ญเพียรได้ เพราะธรรมดาชายหญิงน้ันย่อมดึงดูดกัน และเกิด
ความชอบใจผูกพันรักใคร่ พระพุทธองค์ทรงเล็งถึงธรรมชาติเพศคู่ของมนุษย์ การให้มี
สตรีมาบวชเป็นภกิ ษุณี ได้มีโอกาสอยูใ่ กล้ชดิ กับพระภิกษุสงฆน์ ัน้ ย่อมจะทาให้มโี อกาสท่ี
จะเกิดความสัมพันธ์ใกล้ชิด อันจะเป็นอุปสรรคและเป็นอันตรายต่อการศึกษาและ
ปฏบิ ัตธิ รรม ดังทีพ่ ระพทุ ธองค์ทรงตรัสวา่
“การเห็นมาตุคามเนืองๆ หนึ่ง เมื่อมีการเห็นย่อมมีการเกี่ยวข้องหน่ึง เมื่อมี
การ เกี่ยวข้องยอ่ มมีการคุ้นเคยหน่ึง เม่ือมกี ารคุ้นเคยย่อมมีจติ ใจจดจอ่ หน่ึง เมื่อมจี ิตใจ
จดจอ่ แล้ว พึงหวงั ผลขอ้ นี้ คอื เธอย่อมไมย่ ินดปี ระพฤตพิ รหมจรรย์ จักตอ้ งอาบตั ิท่เี ศร้า
หมอง หรือจกั บอกคนื สิกขาเพศหนงึ่ ๔๙๑
พระศาสดาได้ตรัสถึงอานาจที่ชายและหญิงจะครอบงาซง่ึ กันและกนั ว่า “ไม่มี
รูป รส กล่ิน เสียง โผฏฐัพพะใดจะมัดใจบุรุษได้เท่ากับ รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ
แห่งสตรเี ลย” “ไม่มีรูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะใดจะมัดใจ สตรไี ด้เท่ากับ รูป รส กลิ่น
เสียง โผฏฐัพพะแหง่ บุรุษเลย”๔๙๒
เป็นความจริงท่ีว่า ชาย หญิงทบี่ วชเป็นภกิ ษุ ภกิ ษุณนี ้นั ไดต้ ัดเรื่องท่ีเก่ียวข้อง
กับทาง โลก ในทางกาม ซ่ึงอยู่ท่ีการปฏิบัติเพอ่ื ความหลดุ พ้น แต่ไม่ใช่ทุกคนที่บวชแลว้
๔๙๑อง.ฺ ปญฺจก. (ไทย) ๒๒/๒๒๖/๒๖๖.
๔๙๒อง.ฺ เอก. (ไทย) ๒๐/๗-๑๑/๒.
จะถึงจุดหมาย ปลายทางได้เหมือนกันหมด มีภิกษุ ภิกษุณีบางท่านท่ีสาเร็จอรหันต์
บรรลุนพิ พาน แตก่ ็ยงั มีภกิ ษุ ภกิ ษุณอี กี เป็นจานวนมากที่ยังมกี ิเลส ยังมจี ิตใจเชน่ ปุถุชน
คนธรรมดาทั่วไป และยังต้องพยายาม ฝืนธรรมชาติของมนุษย์ ซ่ึงก็มีท้ังที่พยายามได้
สาเร็จ และทั้งที่ไม่สามารถฝืนกิเลสหรือความต้องการได้ ดังข้อความที่ปรากฏอยู่ใน
สังคีตสิ ูตร ความตอนหนึง่ ว่า
“ผู้มีอายุท้ังหลาย ภิกษุในพระธรรมวินยั น้ีเป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกาหนัด
ความ พอใจ ความรัก ความกระหาย ความกระวนกระวาย ความทะยานอยากในกาย
ท้ังหลาย ย่อมไม่น้อมไปเพ่ือความเพียร เพื่อความประกอบเนืองๆ เพ่ือความกระทา
เป็นไปตดิ ต่อ เพือ่ ความเพียรที่ตั้งม่ันน้ี เป็นความผกู พันแหง่ จติ ขอทีห่ นึง่ ”๔๙๓
เรื่องราวต่างๆ ในพระไตรปิฎกมีกล่าวแสดงถึงความยุ่งยากที่เกิดจากการอยู่
รว่ มกนั ของภิกษุ ภกิ ษณุ ี หรอื เรื่องของภิกษุ ภิกษณุ ที ่ีทาความผิดต่างๆ จนบางคร้ังก็ทา
ให้เป็นทีม่ าของการบัญญัติวนิ ัยต่างๆ เพ่มิ ข้นึ ดังจะยกมาเป็นตัวอย่างบา้ งเล็กน้อย เช่น
เรือ่ งของพระอุทายที ีย่ ังตัดกิเลสไม่ได้ ยังยินดใี นสตรี ดังมวี า่
พระอุทายีอยูใ่ นป่า วิหารของท่าน งดงาม น่าดู น่าชม มีห้องกลาง มีระเบียง
โดยรอบ เตียงต้ังฟกู หมอนจัดไวเ้ รยี บรอ้ ย น้ามัน น้าใช้ ตั้งไว้ดแี ล้ว บริเวณเตียนสะอาด
ประชาชน เป็นอันมากพากันมาชมวิหารของท่านพระอุทายี “มีพราหมณ์คนหนึ่งกับ
ภริยาไปชมวิหาร... ท่านพระอุทายีก็นาชม แล้วจับอวัยวะน้อยใหญ่ของพราหมณีนั้น
ไดร้ ับการติเตียนวา่ ปราศจากความเป็นสมณะ๔๙๔
หรอื เรื่องที่พระอุทายพี ูดเคาะมาตุคาม ดังมเี น้อื ความต่อไปน้ี
“ท่านพระอทุ ายีเชญิ สตรีให้ชมวหิ ารแล้ว กลา่ วมงุ่ วจั จมรรค ปัสสาวมรรคของ
สตรี เหล่าน้ัน ชมบ้าง ติบ้าง ขอบ้าง อ้อนวอนบ้าง ถามบ้าง ย้อนถามบ้าง บอกบ้าง
๔๙๓ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๒๙๗/๒๓๑-๒๓๒.
๔๙๔ว.ิ มหา. (ไทย) ๑/๓๗๕/๕๙๕.
สอนบา้ ง ดา่ บ้าง... เปน็ ทีโ่ พนทะนาวา่ พระอุทายพี ูดเคาะมาตคุ ามดว้ ยวาจาอนั ชว่ั หยาบ
จนภายหลงั พระพทุ ธองค์ไดท้ รงบญั ญัติเปน็ วินยั หา้ ม”๔๙๕
ในบางแห่งปรากฏเรื่องท่ีภิกษุณีบางองค์แกล้งทาอาพาธและขอร้องจะฟัง
ธรรมจาก พระอานนท์ เพราะภิกษุณีองค์นั้นมีใจปฏิพัทธ์ในพระอานนท์ ต้องการจะ
ยั่วยวนพระอานนท์ให้ คล้อยตาม แต่พระอานนท์รู้ทันและให้โอวาทแก่ภิกษุณี จน
ภกิ ษณุ ีองคน์ ้นั สานึกผดิ ๔๙๖
ในบางแห่งปรากฏเร่ืองภิกษุยุ่งเกี่ยวกับสตรีว่า... ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูป
หนึ่ง ถึงความเคล้าคลึงดว้ ยกายกับสตรีผ้หู ลับ”๔๙๗
การมีท้ังภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ทั้ง ๒ ฝ่าย ในพุทธศาสนานั้นจะมีส่วนใน
การทาให้สงฆ์ไม่ยินดีในการประพฤติพรหมจรรย์ พระพุทธองค์ทรงตระหนักถึงผลเสีย
ข้อน้ีและได้มีพุทธทานาย ไว้ว่า “อีกประการหน่ึงในอนาคต ภิกษุท้ังหลายจักเป็นผู้อยู่
คลุกคลีด้วยภิกษุณี นางสิกขมานา และ สมณุทเทส เม่ือมีการคลุกคลีด้วยภิกษุณี นาง
สิกขมานา และสมณุทเทส พึงหวังข้อน้ีได้ว่า เธอเหล่านั้นจักเป็นผู้ไม่ยินดีประพฤติ
พรหมจรรย์ จักต้องอาบัติเศร้าหมองบางอย่าง หรือจักบอกคืนสิกขาเวียนมาเพ่ือเป็น
คฤหสั ถ์ ภกิ ษุทั้งหลาย ภยั ในอนาคตข้อที่ ๔-๕ นี้ ซง่ึ ยงั ไมบ่ งั เกดิ ในบัดนี้ แตจ่ กั บงั เกิดใน
กาลตอ่ ไป ภยั นนั้ อันเธอทัง้ หลายพึงรไู้ ว้เฉพาะ ครน้ั แล้วจงึ พยายามเพือ่ ละภัยนน้ั ๔๙๘
ดว้ ยเหตนุ ีเ้ ม่อื พระพุทธองค์ทรงอนญุ าตให้สตรีบวชในพระธรรมวนิ ยั แล้ว แตก่ ็
ยังทรง มีความหนักพระทัยว่าพรหมจรรย์ จะไม่ยั่งยืนมั่นคง จึงได้ทรงล้อมร้ัวเอาไว้แต่
แรกโดยประทานครุธรรม ๘ ซ่ึงส่ิงเหล่านี้ก็เปรียบเหมือนเขื่อนหรือรั้วท่ีคอยป้องกัน
และประกันความมนั่ คงถาวรของหมูส่ งฆ์
๔๙๕ว.ิ มหา. (ไทย) ๑/๓๙๗/๖๒๑.
๔๙๖อง.ฺ จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/๑๕๙/๑๗๐-๑๗๒.
๔๙๗ว.ิ มหา. (ไทย) ๑/๓๘๙/๖๑๗.
๔๙๘อง.ฺ ปญฺจก. (ไทย) ๒๒/๘๐/๑๐๗.
การท่ีพระพุทธองค์ทรงคาดการณ์ถึงส่ิงอันจะเกิดขึ้นจากการมีสงฆ์ ๒ ฝ่ายนี้
อาจเป็น เหตุผลหนึ่งท่ีทาให้พระพุทธองค์ตรัสว่าการมีภิกษุณีจะทาให้อายุพุทธศาสนา
ส้ันลง หากจะพิจารณา ตามหลักโดยทั่วๆ ไปแล้ว ในสภาพการณ์ท่ีมีชนกลุ่มหนึ่ง
แบ่งเป็น ๒ พวก พวกหน่ึงเป็นผู้มาก่อน อีกพวกหน่ึงเป็นผู้มาทีหลัง เมื่ออยู่รวมกนั แลว้
ต่อมาเกิดเหตุการณ์ไม่ดี มีผลเสียหายขึ้น ฝ่ายท่ีจะถูกกล่าวโทษมักจะเป็นผู้มาทีหลัง
โดยฝ่ายหลังมีแนวโน้มท่ีจะถูกตาหนิว่าเป็นตัวปัญหาเพราะชนกลุ่มแรกนั้นสามารถอยู่
กันมากอ่ นแลว้ โดยไม่มปี ญั หา หรือจะมีบา้ งเลก็ น้อยไม่รนุ แรงนัก เมอื่ เกิดเหตุไมด่ ีขึ้นคา
ตาหนิจึงมักตกอยูก่ ับฝ่ายหลังว่ามาทาให้กลุ่มต้องมีอันเป็นไป ซึ่งอันนี้ก็เป็นข้อสังเกตท่ี
อาจจะเป็นข้อวินิจยถึงเหตุผลในการท่ีภิกษุณีถูกกล่าวว่าจะเป็นฝ่ายทาให้พรหมจรรย์
เส่ือมไป ซึ่งถ้าจะพิจารณากันจรงิ ๆ อย่างยุติธรรมแล้ว สิ่งใดก็ตามอันเกิดข้ึนกับสงฆท์ ง้ั
๒ ฝ่าย และเป็นความเศร้าหมองแห่งพรหมจรรย์น้ัน ก็ย่อมน่าจะผิดด้วยกันท้ัง ๒ ฝ่าย
เพราะการตบมือข้างเดียวน้ันไม่อาจจะดังได้ และหากจะมองไปมันก็ไม่ได้เปน็ ความชวั่
ร้ายของสตรีเพศ หากแต่เป็นเพราะความงาม ความน่ารักอันเป็นเสน่ห์ตามธรรมชาติ
ของสตรี และความออ่ นแอของบุรษุ เพศประกอบกันมากกว่า
เมื่อพจิ ารณาตามความเป็นจริงของหลักฐานที่ปรากฏแล้ว กจ็ ะเหน็ วา่ ภิกษุณี
ที่ก่อให้เกิดเร่ืองวุ่นวายในพุทธศาสนาก็มีบ้าง แต่ภิกษุณีก็ไม่ได้มีบทบาทในการทาให้
เกิดผลเสียหายแก่ พระพุทธศาสนาแต่ฝ่ายเดยี ว ดงั จะเห็นไดต้ ามที่ ฉัตรสมุ าลย์ กลา่ วไว้
วา่
“ไม่ปรากฏว่ามีสังฆเภทในภิกษุณีสงฆ์ ภิกษุณีที่ประพฤตินอกลู่นอกทางก็มี
อยู่บ้าง แต่เทียบกันแล้วก็ยังเป็นรองเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในหมู่ของภิกษุสงฆ์ สังฆ
เภททเ่ี กดิ ขึน้ ในหมู่ของภิกษุสงฆ์นนั้ ปรากฏแม้ในคร้ังพทุ ธกาล นบั ครั้งสาคัญได้ ๒ คร้ัง
ครั้งแรก คือ เรื่องราวที่พระเทวทัตทูลขอเป็นประธานคณะสงฆ์เสียเอง เสนอให้ภิกษุ
ต้องถอื วตั รอีก ๕ ข้อ แต่พระพทุ ธองค์ไม่ทรงเห็นดว้ ย เป็นเหตุใหพ้ ระเทวทัตแยกตนไป
ตัง้ คณะใหม่ สงั ฆเภท ครง้ั ที่ ๒ เกิดข้ึนทเี่ มืองโกสมั พเี น่อื งจากการพิพาทกันระหว่างสงฆ์
๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเป็นพระวินัยธร อีกฝ่ายหน่ึงเป็นพระธรรมกฎีกา...สังฆเภทคร้ังน้ันกิน
เวลานานจนกระทั่งชาวเมอื งโกสัมพีผู้ศรัทธาในองค์พระสัมมาสมั พุทธเจ้าเกิดความเบื่อ
หน่ายไม่พอใจ จึงพร้อมใจกันงดใส่บาตร เลิกทานุบารุงภิกษุสงฆ์ แห่งเมืองโกสัมพีโดย
สิ้นเชิง สังฆเภทท้ัง ๒ คร้ังที่กล่าวมาข้างต้นแสดงให้เห็นว่าต้นเหตุที่จะบ่ันทอนพระ
ศาสนามิได้อยู่ห่างไกล แต่เป็นภิกษุสงฆ์นั้นเองต่างหาก ภิกษุณีสงฆ์แม้จะมีเร่อื งวุ่นวาย
อยู่บ้าง แตก่ ็ไม่เคยมปี รากฏว่า จะกระทาการในข้ันรุนแรงที่จะเปน็ ผลกระทบกระเทือน
ตอ่ พระศาสนามากเท่าภกิ ษสุ งฆ์ ภกิ ษณุ สี งฆห์ าไดม้ สี ่วนเข้าไปยงุ่ เกย่ี วดว้ ยไม่๔๙๙
อน่ึงในการที่พระพุทธองค์ทรงยอมรับให้สตรีบวชได้นั้นก็ปรากฏว่าสตรีมี
ธรรมหรือวินัยที่จะต้องถือปฏิบัติยุ่งยากมากกว่า และแตกต่างไปกว่าชายที่บวชเป็น
ภิกษุ คือ ผ้ทู จ่ี ะบวชเป็น ภกิ ษณุ ีจะต้องยอมรบั ครุธรรม ๘ ขณะทผ่ี ทู้ จ่ี ะบวชเปน็ ภิกษไุ ม่
มี อันตรายิกธรรมหรือธรรมสาหรับขอบวชนั้นของภิกษุณีมีถึง ๒๔ ข้อ ในขณะที่ของ
ภกิ ษุมเี พียง ๑๕ ข้อ นอกจากนนั้ สตรีที่จะเป็นภกิ ษุณีจะตอ้ งผ่านการกระทาพิธบี วชจาก
ทัง้ ภกิ ษสุ งฆแ์ ละภิกษุณสี งฆจ์ งึ จะถือวา่ สมบูรณ์ แต่ภิกษุสงฆ์น้ันสามารถทาพธิ บี วชให้แก่
ภิกษุใหม่ไดเ้ อง และไมต่ อ้ งทาการขอแกภ่ ิกษุณี
๘.๒.๒ ครธุ รรม ๘
ในเรื่องความแตกต่างของกฎเกณฑ์ต่างๆ นี้ จะได้พิจารณาวิเคราะห์ วิจารณ์
เป็นเรื่องๆ ไป ในประเด็นท่ีเก่ียวกับครุธรรมนั้นพระพุทธองค์ตรัสแก่พระอานนท์ว่า
“อานนท์ บรุ ุษกนั้ ทานบแหง่ สระใหญ่ไวก้ ่อนเพอื่ ไม่ใหน้ ้าไหลไป แมฉ้ นั ใด เราบัญญัตคิ รุ
ธรรม ๘ ประการ แกภ่ กิ ษณุ ี เพื่อไมใ่ ห้ภิกษุณีละเมดิ ตลอดชวี ิต ฉนั น้นั เหมือนกนั ๕๐๐
ครุธรรม ๘ ประการนนั้ ประกอบดว้ ย
๑. ภิกษุณีอุปสมบทแล้ว ๑๐๐ ปี ต้องกราบไหว้ ลุกรับ ทาอัญชลีกรรม
สามีจิกรรม แก่ภิกษุที่อุปสมบทในวันน้ัน ธรรมแม้นี้ภิกษุณีต้องสักการะเคารพนับถือ
บชู า ไมล่ ะเมิดตลอดชวี ิต
๔๙๙ฉตั รสมุ าลย์ กบิลสงิ ห,์ ภิกษุณียงั มีอยหู่ รอื , หน้า ๓๙-๔๒.
๕๐๐ว.ิ จู. (ไทย) ๗/๕๑๘/๒๕๙.
๒. ภิกษณุ ีไม่พึงอยู่จาพรรษาในอาวาสทีไ่ มม่ ภี กิ ษุ ธรรมแมน้ ี้ ภิกษุณีต้อง
สักการะ เคารพ นบั ถือ บูชาไม่ละเมดิ ตลอดชวี ิต
๓. ภิกษุณีต้องหวังธรรม ๒ ประการ คือ ถามวันอุโบสถหน่ึง เข้าไปฟัง
ธรรมรับคาส่ังสอนจากภิกษุซ่ึงสงฆ์ได้มอบหมายหน้าที่ให้เป็นผู้ส่ังสอนทุกๆ ก่ึงเดือน
ธรรมแมน้ ้ี ภกิ ษุณตี อ้ ง สกั การะ เคารพ นับถอื บชู า ไม่ละเมดิ ตลอดชวี ติ
๔. ภิกษุณีอยู่จาพรรษาแล้ว ต้องปวารณาในสงฆ์ ๒ ฝ่าย โดยสถานท้ัง
๓ คือ โดย ได้เห็น โดยได้ยิน หรือโดยรังเกียจ ธรรมแม้น้ี ภิกษุณีต้องสักการะ เคารพ
นับถือ บูชา ไมล่ ะเมิดตลอดชีวติ
๕. ภิกษุณีต้องธรรมที่หนักแล้ว ต้องประพฤติปักขมานัตในสงฆ์ ๒ ฝ่าย
ธรรมแม้นี้ ภกิ ษุณตี ้องสักการะ เคารพ นับถือ บชู า ไม่ละเมิดตลอดชวี ติ
๖. ภิกษณุ ตี ้องแสวงหาอุปสัมปทาในสงฆ์ ๒ ฝา่ ย เพือ่ สกิ ขมานา สาหรบั
ผู้มีสิกขา อันศึกษาแล้วในธรรม ๖ ประการ ครบ ๒ ปีแล้ว ธรรมแม้น้ีภิกษุณีต้อง
สักการะ เคารพ นับถือ บชู า ไมล่ ะเมดิ ตลอดชวี ติ
๗. ภิกษุณีไม่พึงด่า บริภาษภิกษุ โดยปริยายอย่างใดอย่างหนึ่ง ธรรมแม้
น้ี ภกิ ษุณี ตอ้ งสกั การะ เคารพ นับถอื บูชา ไมล่ ะเมิดตลอดชีวิต
๘. ตง้ั แตว่ นั น้ีเป็นตน้ ไป ปดิ ทางไม่ให้ภิกษุณที ั้งหลายสอนภิกษุ เปิดทาง
ให้ภิกษุ ท้ังหลายสอนภิกษุณี ธรรมแม้น้ี ภิกษุณีต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่
ละเมดิ ตลอดชีวติ ๕๐๑
ครุธรรม ๘ ประการน้ี พระพทุ ธองคท์ รงบัญญตั ิแก่ภกิ ษุณสี งฆโ์ ดยเปน็ การวาง
เง่อื นไขพิเศษให้ภิกษณุ ีถอื ปฏบิ ตั เิ ป็นพิเศษนอกเหนือจากวนิ ยั ของสงฆ์ เปรยี บได้กบั การ
ล้อมรั้ว หรือสรา้ งทานบเสยี ช้ันหน่ึงก่อน เพ่ือคอยป้องกนั ทาหน้าท่ีไม่ให้ภกิ ษุณีเป็นเหตุ
ให้เกิดความเสอ่ื มแก่พระพุทธศาสนาไดง้ า่ ย
๕๐๑ว.ิ จู. (ไทย) ๗/๕๑๖/๒๕๖-๒๕๗.
ครุธรรมขอท่ี ๑ อันเกี่ยวกับการที่ภิกษุณีแม้บวชก่อนก็ต้องทาความเคารพ
ภิกษุแม้บวชใหม่ในวันนั้น ถ้าดูกันอย่างผิวเผินก็จะเห็นว่าเป็นความต้องการให้ภิกษุณี
นอบน้อมต่อภิกษุ แต่ อย่างเดียว ท้ังยังสะท้อนให้เห็นทรรศนะที่เห็นสตรีแม้ในเพศ
บรรพชิตเป็นผู้ที่ด้อยกว่า เพราะสาหรับภิกษุแล้ว ภิกษุท่ีบวชก่อนจะไม่ทาความเคารพ
ภิกษุผูบ้ วชภายหลงั โดยถอื ระบบอาวุโสด้วยการนบั พรรษาของการบรรพชามิใช่ถือ อายุ
ช้ัน วรรณะ สาหรับภิกษณุ ีการบญั ญตั กิ ฎน้ีดเู หมอื นจะเป็นการแบง่ ช้ันโดยถือเพศ ไมไ่ ด้
ถือหลักช่วงระยะเวลาของการบรรพชา สาหรับจัดลาดับอาวุโสเย่ียงภิกษุ ในประเดน็ นี้
ฝ่ายภิกษุณีสงฆ์เองก็รู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมท่ีไม่ได้ใช้หลักอาวุโสเช่นเดียวกับภิกษุ
เพราะในพระไตรปิฎกนั้นมีกล่าวไว้ว่า พระนางปชาบดีโคตมีได้ทูลขอพรจากพระพุทธ
องค์โดยผ่านทางพระอานนท์ให้อนุญาตการกราบไหว้ การลุกรับ การทาอัญชลีกรรม
สามีจกิ รรมแก่ภิกษุและภกิ ษณุ ตี ามลาดับผแู้ ก่ แตพ่ ระองคไ์ ม่ทรงประทานให้๕๐๒
ครุธรรมข้อนี้ดูไปแล้วก็เหมือนกับว่าขัดกับทรรศนะในพุทธศาสนาท่ีว่าชาย
ไม่ได้เกดิ มาเหนือกว่าหญงิ เพราะเพศ พุทธศาสนาตดั สนิ บุคคลด้วยคณุ ธรรมและกรรมที่
บคุ คลประพฤตปิ ฏิบัติ ถ้าตามหลกั นแ้ี ลว้ การทาความเคารพก็ควรจะเป็นการเคารพต่อ
ผทู้ ่ีทรงคุณธรรมทรงกุศลมากกว่า แตท่ พ่ี ระพุทธองค์ทรงบญั ญัติครุธรรมขอ้ ๑ ไว้เช่นนี้
อาจทรงมเี หตุผลอนื่ ท่ีเราควรจะต้องพิจารณาดว้ ย
ประการหนง่ึ กค็ อื ว่าครุธรรมข้อน้ีใช้ว่าภกิ ษณุ ีจะตอ้ งปฏิบัตทิ กุ กรณีไป เพราะ
ปรากฏมีข้อยกเว้นในพระไตรปิฎกท่ีกล่าวไว้ถึงกรณีที่ภิกษุจะไม่ได้รับการเคารพจาก
ภิกษุณี เช่น กรณีภิกษุนั้นประพฤติไม่เหมาะสม เช่น ภิกษุฉัพพัคคีย์สาดน้าโคลนใส่
ภกิ ษณุ ี๕๐๓ และแสดงกิรยิ าไม่สุภาพ หยอกเยา้ ภิกษุณี พระพทุ ธองคก์ ็ทรงตัดสินว่าภิกษุ
ที่กระทาเช่นนี้ ไม่สมควรได้รับการเคารพจากภิกษุณี ซ่ึงก็เป็นการแสดงและยืนยันให้
เห็นถึงการยังคงยึดหลักการกระทาของบุคคลเป็นสาคัญ และค่าของคนอยู่ที่การ
ประพฤติปฏิบัติ ไม่ใช่ทเ่ี พศหรอื ฐานะ
๕๐๒วิ.จู. (ไทย) ๗/๕๒๑/๒๖๐-๒๖๑.
๕๐๓วิ.จู. (ไทย) ๗/๕๓๓/๒๖๖.
อีกประการหนึ่งข้อวินิจฉัยที่อาจเป็นไปของบางท่านที่ว่าการท่ีพระองค์ทรง
บัญญัติเช่นน้ี ก็เพ่ือแสดงให้เห็นธรรมชาติของหญิงว่า หญิงเป็นเพศอ่อนโยน แม้เป็น
สงฆ์เสมอกันก็มิได้กระด้างตอเพศชาย แต่ยังคงรักษาความเป็นหญิงไว้แม้เมื่อถือ
พรหมจรรย์
อย่างไรก็ตาม ถา้ จะพิจารณาเฉพาะครธุ รรมขอท่ี ๑ นแี้ ลว้ ก็พอจะเห็นว่าพระ
พทุ ธ องคท์ รงมีทรรศนะไปในทางท่ีเห็นสตรีเปน็ เพศต่าต้อย ไม่สมควรได้รับการยกย่อง
จากบรุ ุษ แตก่ ารตดั สนิ สิ่งเหล่านี้โดยไม่พจิ ารณาถึงระเบียบประเพณีสภาพแวดลอ้ มทาง
สังคมสมัยน้ันจะไม่เป็นการถูกต้อง เราจาต้องพิจารณาถึงส่ิงเหล่าน้ีประกอบว่า ความ
เชื่อและความรู้สึกที่ว่าบุรุษเป็นเพศที่เหนือกว่าสตรีน้ันมีมาช้านาน จนฝังรากลึกอยู่ใน
ความรู้สึกของคนโดยทั่วไป แม้แต่ในสมัยปัจจุบันซงึ่ กาลเวลาล่วงเลยจากสมัยพทุ ธกาล
มาแล้วตง้ั ๒๕๐๐ ปเี ศษ และสงั คมมนษุ ย์กไ็ ดพ้ ัฒนามาแลว้ เปน็ อย่างมาก แต่ความรู้สึก
เช่นนีก้ ย็ งั มิไดห้ ายไปจากมนุษยชาติไมว่ ่าจะเป็นสงั คมตะวันตกหรอื ตะวันออก ครุธรรม
ข้อแรกน้ีก็เป็นการถืออนุโลมคล้อยตามความเชื่อที่มีมานมนาน เพื่อต้องการให้สังคม
สงฆ์ไม่ขัดกับสังคมทางโลกมากนัก อีกทั้งการทาความเคารพเช่นน้ัน ก็ถือเป็นมารยาท
ทางสงั คมมากกวา่ ที่จะเปน็ สงิ่ ท่แี สดงให้เหน็ ถึงความไรเ้ กียรตขิ องสตรี นอกจากนก้ี ารจะ
ให้ภกิ ษทุ าความเคารพภกิ ษณุ ีทแ่ี กพ่ รรษากวา่ น้นั จะเป็นการฝืนความเชอ่ื ความรู้สึกคน
ในขณะนั้นมากไป พระพุทธองค์ทรงยอมรับในความสามารถของสตรี และได้พยายาม
หาทางท่ีจะยกระดับสตรีในหลายๆ ทาง และทางสาคัญท่ีพระองค์ทรงทากค็ ือ อนุญาต
ให้สตรีเข้าบวชได้ แต่ในการพิจารณาก็ควรตระหนักว่านอกเหนือไปจากการยก
สถานภาพของสตรีน้ี พระองค์ก็มีสิ่งที่จะต้องทรงคานึงถึง คือ การเผยแพร่ศาสนาใน
ระยะแรกๆ ที่ทรงประดิษฐานพุทธศาสนา พระองค์จะต้องทรงคานึงถึงการทาให้คน
สว่ นใหญเ่ ลื่อมใส ยอมรับในศาสนาของพระองค์ ดังนัน้ ถึงพระองคจ์ ะทรงพยายามที่จะ
เปลยี่ นแปลงสถานภาพของสตรีให้ดขี ้ึน แตก่ ็ยังไมส่ ามารถเปลี่ยนได้โดยทั้งหมด เพราะ
ถา้ ทาเชน่ นั้นจะเปน็ การขัดต่อขนบธรรมเนยี มประเพณี ความเชอ่ื ในขณะนัน้ จนเกนิ ไป
อันจะมีผลเสียในด้านที่จะทาให้คนไม่ค่อยยอมรับพุทธศาสนาเท่าท่ีควร ส่ิงเหล่าน้ีอาจ
เป็นเหตุผลหน่ึงที่ทาให้พระพุทธองค์ต้องยังบัญญัติหลักหรือกฏให้สอดคล้องกับสภาพ
ความเชื่อ ความรู้สึกของคนในสมัยนั้นพอสมควร และแม้ว่าพระองค์จะไม่ทรงลาเอียง
โดยถือเพศ แต่ก็ยังไม่ทรงอยู่ในสภาพและโอกาสเหมาะท่ีจะยกระดับสตรีให้เท่าเทียม
กบั บรุ ุษโดยท้ังหมด
ขอ้ เทจ็ จริงอกี อย่างหน่งึ ท่ีไมค่ วรมองข้ามไปกค็ ือ การบญั ญตั พิ ระวนิ ยั ของพระ
พทุ ธองค์นนั้ ส่วนหนงึ่ ไดท้ รงบัญญัตอิ นุโลมตามสภาพแวดล้อมทางสังคมทเ่ี ป็นอยู่เฉพาะ
หน้า พระวินัยท่ีทรงบัญญัติแล้วจึงปรับปรุงได้ และเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพการณ์ท่ี
เปล่ียนไป ไม่ใช่เป็นความจริงนิรันดรอย่างพระธรรม การบัญญัติวินัยที่ขัดกับความ
เชื่อถือและความรู้สึกนึกคิดของสังคมโดยส้ินเชิง ย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่พระศาสนา
โดยส่วนเดียว ซ่ึงชาวพุทธคงไม่ปรารถนาท่ีจะให้ผู้ทรงเป็นสัพพัญญูอย่างพระพุทธเจ้า
ทรงกระทาเช่นนั้น
การบัญญัติครุธรรมข้อ ๑ สาหรับนางภิกษุณีเช่นนี้ นอกจากเหตุผล คือ เป็น
การล้อมรั้วป้องกันความเสื่อมสูญหายของพระศาสนาโดยเร็วดังที่ตรัสแก่พระอานนท์
แลว้ อีกเหตผุ ลหนงึ่ ก็คงจะอนุโลมตามความรู้สึกหรือความคดิ เห็นของสังคมสมยั นั้นด้วย
แม้การบัญญัติเช่นน้ีอาจเป็นข้อเสียหายให้พระองค์ถูกตาหนิว่าทรงกดขี่หรือไม่ยกย่อง
สตรี แต่พระองค์ก็จาต้องยอมถูกตาหนิเพื่อให้พระศาสนาสามารถแพร่หลายไปได้
โดยสะดวกเพ่ือประโยชน์ของเวไนยสัตว์ส่วนใหญ่ เข้าทานองยอมเสียสละประโยชน์
สว่ นน้อย เพ่ือรกั ษาประโยชน์ส่วนใหญไ่ ว้ ซง่ึ การปฏบิ ัตเิ ช่นนถ้ี ้าพจิ ารณาใหถ้ ่องแท้ก็จะ
เห็นว่าเข้ากับหลักคาสอนของพระองค์ที่ตรัสว่า “นรชน พึงสละทรัพย์ เพราะเหตุแห่ง
อวัยวะ เมื่อรักษาชีวิตพึงสละอวัยวะ เม่ือตามระลึกถึงธรรม พึงสละอวัยวะ ทรัพย์และ
แมช้ วี ิตเสียทุกอย่าง”๕๐๔
๕๐๔คณะกรรมการกองตารามหามกุฏราชวิทยาลัย, พุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๓,
(กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พม์ หามกฏุ ราชวิทยาลยั , ๒๕๑๗), หนา้ ๒๒.
ครุธรรมข้อ ๒ ซ่งึ ห้ามไมใ่ หภ้ ิกษณุ ีอย่ใู นอาวาสทไ่ี มม่ ภี กิ ษุ๕๐๕ น้ันไม่ได้บญั ญัติ
เป็นการ แยกพวก แต่เป็นการบัญญัติขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของภิกษุณีเอง คือ เพ่ือการ
เรียนการสอนธรรมะ จะได้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะตามวินัยแล้ว ภิกษุณี
จะต้องฟังคาส่ังสอนจากสงฆ์ทุกก่ึงเดือน โดยภิกษุผู้สอนน้ันจะเป็นผู้ท่ีมีความรู้
ความสามารถแตกฉานในหลกั ธรรมและวินัยของศาสนา ภิกษุณีจึงต้องอยู่ในอาวาสที่มี
ภิกษุ เพ่ือท้ังฟังธรรม และเพื่อให้ครบองค์ที่จะสามารถประพิธีกรรมได้ เนื่องจาก
พิธกี รรมของภกิ ษณุ ีนั้นต้องกระทาในสงฆท์ ้ัง ๒ ฝ่าย แตส่ าหรับภกิ ษุแล้ว ไม่จาเปน็ ต้อง
อยู่ในอาวาสท่ีมีภิกษุณี เพราะท้ังการฟังธรรมและการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
บางอย่างของภิกษุ ไม่ข้ึนต่อหรือไม่จาเป็นต้องให้ภิกษุณีรับรู้และไม่ต้องกระทาในสงฆ์
ทงั้ ๒ ฝ่าย
อีกประการหน่ึง กฏนี้ก็เป็นการบญั ญัตขิ ้ึนเพ่ือป้องกันภัยอนั จะเกดิ จากการท่ี
ภกิ ษณุ อี ยูแ่ ต่เพียงลาพังในท่ีเปล่ยี วหรืออยู่กนั เฉพาะหมู่ภกิ ษุท่ีซ่ึงไมอ่ าจต่อส้ปู ้องกันภัย
ทั้งจากสัตว์และคนผู้ปองร้าย ดังปรากฏมีเร่ืองของภิกษุณีนามว่าอุปบลวัณณา มาณพ
คนหน่ึงได้มีจิตปฏิพัทธิ์ต่อนาง มาเป็นเวลานาน แม้เม่ือบวชแล้วเขาก็คงยังหลงรักอยู่
เมื่อภิกษุณีอุปบลวัณณาบิณฑบาตเสร็จแล้วกลับเข้ากุฎี นั่งบนเตียง มาณพน้ันก็ปล้า
ประทุษรา้ ยนางจนสาเร็จประสงค์๕๐๖
ฉตั รสมุ าลย์ ได้ตัง้ ข้อสงั เกตุไว้ว่า ในกรณีปัญหาท่จี ะตง้ั ถามไดว้ ่า ทาไมต้องให้
ภกิ ษุสงฆป์ อ้ งกนั ภกิ ษณุ ีนั้น ควรจะตอ้ งพิจารณาถงึ สิ่งแวดลอ้ มในสมยั น้ันว่า วฒั นธรรม
อินเดีย เม่อื ๒๕๐๐ ปกี อ่ นนั้น ชาวอินเดียยงั เชอ่ื วา่ สตรีเพศเมอื่ เลก็ อยู่ก็ควรอยู่ในความ
คุ้มครองของบิดามารดา เมื่อแต่งงานแล้วก็อยู่ในความคุ้มครองของสามี และเมื่อแกต่ วั
ลงก็อยู่ในความคุ้มครองของลูกหลาน ความคิดท่ีว่าสตรีเมื่อออกบวชเป็นภิกษุณีแล้ว
๕๐๕ครุธรรมข้อน้ีเปรียบเหมือนกับปาจิตตีย์ข้อ ๕๖ ท่ีบัญญัติข้ึนหลังจากมีเรื่องว่า
ภกิ ษุณีบางองคก์ ลบั จากจาพรรษาจากนครสาวัตถี แตไ่ มไ่ ด้ฟังธรรมเพราะไม่มภี ิกษุอยใู่ นเมอื งน้นั
๕๐๖ว.ิ มหา. (ไทย) ๑/๕๕/๒๕๖.
ควรได้รับความคุ้มครองจากภิกษุก็เป็นไปโดยสอดคล้องกับความคิด วัฒนธรรม
ประเพณีหรอื ความเชอ่ื ในสมัยนั้น๕๐๗
ครุธรรมข้อ ๓ บัญญัติให้ภิกษุณีไปถามวันอุโบสถและไปฟังคาสั่งสอนจาก
ภิกษุทุกก่ึง เดือน๕๐๘ ในพุทธศาสนาการให้โอวาทและการสอนธรรมนั้นเป็นส่ิงสาคัญ
ทัง้ ผ้ทู ่ีจะแสดงธรรมนัน้ จะตอ้ งมีคุณสมบัตหิ รือองค์คณุ ๘ ที่กาหนดไว้ คอื
๑. เป็นผู้มีศีล คือ สารวมด้วยปาติโมกขสังวรศีลสมบูรณ์ ด้วยอาจาระ
และโคจรอยู่มีปรกตเิ ห็นภยั ในโทษเพียงเล็กนอ้ ย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย
๒. เป็นพหูสูต คือ ทรงสุตะ เป็นผู้สั่งสมสุตะธรรมเหล่าน้ันได้งามใน
เบ้ืองต้น งามในท่ามกลาง งามในทส่ี ุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทัง้ อรรถ ทงั้ พยัญชนะ
ครบบรบิ ูรณ์ บริสทุ ธธ์ิ รรมเห็นปานนนั้ อันภกิ ษุน้ันได้สดับมาก ทรงจาไว้ได้ คลอ่ งปากขึน้
ใจ แทงตลอดด้วยปัญญา
๓. พระปาติโมกข์ทั้งสองมาแล้วด้วยดีโดยพิสดารแก่ภิกษุนั้น คือ ภิกษุ
น้นั จาแนกไดด้ ี คลอ่ งแคลว่ ดี วินิจฉยั ได้เรียบรอ้ ยโดยสูตร โดยอนุพยญั ชนะ
๔. เป็นผมู้ วี าจาสละสลวย ชดั เจน
๕. เปน็ ทีน่ ิยมชมชอบของพวกภิกษุณีโดยมาก
๖. เปน็ ผู้สามารถกลา่ วสอนภกิ ษณุ ีได้
๗. เป็นผู้ไม่เคยล่วงครุธรรมกับสตรีผู้ครองกาสายะบวชเฉพาะพระผู้มี
พระภาค พระองค์น้ี และ
๘. มพี รรตได้ ๒๐ หรอื เกนิ ๒๐๕๐๙
นอกจากน้ีแล้ว พระพุทธองค์ยังได้ทรงกาหนดคุณสมบัติของสงฆ์ท่ีจะให้
โอวาท องค์ ต่างๆ ของผ้ทู ีไ่ ม่เหมาะสม ไมส่ มควรใหโ้ อวาทแกภ่ กิ ษณุ ี คอื
๕๐๗ฉตั รสมุ าลย์ กบิลสิงห์, ภิกษณุ ียงั มอี ยหู่ รือ, หน้า ๒๔.
๕๐๘ครุธรรมข้อนี้เปรียบเหมือนกับปาจิตตีย์ข้อ ๕๙ ที่บัญญัติขึ้นหลังจากมีเร่ืองว่า
ภกิ ษูณไี มใ่ คร่ไตถ่ ามวันอโุ บสถและฟงั ธรรมกบั ภกิ ษุ
๕๐๙วิ.มหา. (ไทย) ๒/๔๐๗/๔๖๓-๔๖๔.
๑. เปน็ อลัชชี
๒. เปน็ พาล
๓. ไมใ่ ช้ปกตัตตะ
๔. เป็นผู้พดู ประสงคใ์ หเ้ คล่อื นจากพรหมจรรย์
๕. หาใช่เป็นผพู้ ดู ประสงค์ให้ออกจากอาบตั ิไม่๕๑๐
องค์อนื่ ๆ ท่ีทาใหภ้ ิกษนุ ้ันเปน็ ผไู้ ม่พงึ ใหโ้ อวาท คอื
๑. เป็นผู้มคี วามประพฤตทิ างกายไม่บรสิ ทุ ธิ์
๒. เป็นผมู้ ีความประพฤตทิ างวาจาไม่บริสุทธ์ิ
๓. เป็นผ้มู อี าชวี ะไม่บรสิ ทุ ธิ์
๔. เปน็ ผเู้ ขลา ไม่ฉลาด
๕. ถูกซักเขา้ ไม่สามารถให้คาตอบข้อที่ซกั ถาม๕๑๑
นอกจากนี้ยงั มอี งคอ์ นื่ อีกที่ทาให้ภกิ ษนุ น้ั เป็นผไู้ ม่เหมาะสมทจ่ี ะให้โอวาท คือ
๑. เปน็ ผปู้ ระกอบด้วยอนาจารทางกาย
๒. เป็นผู้ประกอบด้วยอนาจารทางวาจา
๓. เป็นผู้ประกอบดว้ อนาจารทางกายและวาจา
๔. ดา่ บรภิ าษภกิ ษทุ ั้งหลาย
๕. คลกุ คลกี บั ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ดว้ ยการคลกุ คลีอนั ไม่สมควรอยู่๕๑๒
ขอ้ กาหนดคณุ สมบัติของผู้ที่จะแสดงธรรมน้ันชีใ้ หเ้ หน็ ว่า ภกิ ษุทจี่ ะแสดงธรรม
และให้ โอวาทแก่ภิกษุณีนั้น มิใช่ว่าจะเป็นใครก็ได้ แต่จะต้องเป็นผู้ท่ีมีคุณสมบัติต่างๆ
ครบถ้วน จึงจะจัดว่าเหมาะสม นับเปน็ การแสดงถงึ ความสนพระทัยในผลประโยชน์ของ
ฝ่ายภิกษณุ สี งฆ์ของพระพุทธองค์อยา่ งแทจ้ ริง
๕๑๐ว.ิ ป. (ไทย) ๘/๑๒๐๔/๕๓๖.
๕๑๑วิ.ป. (ไทย) ๘/๑๒๐๔/๕๓๗.
๕๑๒เรื่องเดียวกนั .
นอกเหนือจากคุณสมบัติของผู้แสดงธรรมแล้ว ยังมีบทบัญญัติอื่นๆ เก่ียวกับ
การแสดงธรรม คือ การแสดงธรรมน้ันจะต้องไม่แสดงในที่อยู่อาศัยของภิกษุณี และ
จะตอ้ งไม่เปน็ ในเวลา หลังอาทิตยต์ ก ซึง่ การบญั ญัตนิ เ้ี ป็นผลทม่ี ีกรณีที่มีการแสดงธรรม
ฟังธรรม กันจนเย็นค่า แล้วภิกษุณีจะกลบั เขา้ เมืองเต่ประตูเมอื งปดิ แล้วจึงพากันพักแรม
อยู่นอกเมือง รุ่งสายจึงเข้าเมืองได้ ประชาชนพากันเพ่งโทษ ติเตียนว่า ภิกษุณีเหล่าน้ี
กระทาเหมอื นไมใ่ ช่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ตา่ งวิพากษ์วิจารณ์ ติเตยี น พระศาสดาจึง
ทรงบญั ญตั กิ ารกลา่ วสอนภกิ ษุณีเม่ืออาทิตยอ์ สั ดงแล้ว เปน็ ปาจิตตีย์
ครธุ รรมข้อ ๔ เปน็ บทบญั ญัตทิ ตี่ อ่ เนอื่ งจากครธุ รรมขอ้ ๓ เป็นการว่าด้วยการ
ปวารณาในสงฆ์ทง้ั ๒ ฝ่าย โดยสถานท้งั ๓ คือ โดยไดเ้ หน็ โดยไดย้ ิน หรือโดยสงสัย การ
ปวารณาของภกิ ษุณจี ะตอ้ งทาในสงฆ์ทงั้ ๒ ฝ่าย แต่สาหรับภิกษนุ ั้นสามารถจะทาได้โดย
ลาพังฝ่ายเดียว แสดงให้เห็นว่า ภิกษุณีนั้นต้องขึ้นต่อภิกษุ แต่ถ้าจะพิจารณาในอีกแง่
หนง่ึ ก็อาจมองไดใ้ นแง่ท่ีวา่ ภิกษนุ ั้นยัง สทิ ธ์ิในการทจ่ี ะให้เรอ่ื งต่างๆ เปน็ ส่วนตวั ซ่ึงอนั นี้
อาจเป็นผลจากการท่ีฝ่ายบุรุษมีบางส่ิงท่ีไม่สมควรเปิดเผย โดยเฉพาะกับเพศตรงข้าม
ย่ิงกวา่ นั้นภกิ ษุบางองค์นัน้ ก็มีพฤติกรรมท่ีค่อนข้างจะเป็นท่ีลาบากใจแก่การรบั ฟังของ
สตรีเพศ ภิกษุเองก็จะรู้สึกกระดาก เก้อเขินที่จะกล่าวถึงความผิด หรือความคาดไม่ถึง
ในพฤติกรรมบางอย่างของภิกษุที่ยังเป็นปุถุชนบางองค์ ซึ่งก็มองได้ว่า การให้ภิกษุทา
ปวารณาในหมภู่ ิกษุสงฆน์ ั้นอาจจะเปน็ ความต้องการที่จะไม่ให้ภิกษุณีกระดาก เก้อเขิน
ท่ีจะต้องรับรู้พฤติกรรมบางอย่างของเพศตรงข้ามที่เป็นบรรพชิตด้วยกัน ส่วนทางฝ่าย
ภิกษุณีนั้นการผิดวินัยอาจมีบ้าง แต่โดยส่วนใหญ่แล้วไม่น่าอาย หรือเก้อเขินเป็นไป
อยา่ งทางฝ่ายภกิ ษุ จนไมส่ ามารถกล่าวในสงฆ์ทง้ั ๒ ฝ่ายได๕้ ๑๓
อยา่ งไรกต็ าม ตอ่ มาภายหลังได้มกี ารเปลี่ยนแปลงครุธรรมขอ้ น้ี โดยทีภ่ ิกษุณี
ได้รับ อนุญาตให้ปวารณากับภิกษุณีได้ด้วยเหตุผลเดียวกับท่ีทรงลดหย่อนบัญญัติบาง
ข้อ เช่น ให้ภกิ ษุณี แสดงปาฏโิ มกข์ รบั อาบัติ แสดงอาบตั ิ ทากรรม ยกกรรมได้๕๑๔
๕๑๓Horner.I.B., Women Under Primitive Buddhism, p ๑๓๕.
๕๑๔วิ.จ.ู (ไทย) ๗/๕๒๕,๕๒๗,๕๒๙,๕๓๑/๒๖๓-๒๖๕.
ครุธรรมข้อ ๕ ภิกษุณีต้องธรรมที่หนักแล้วต้องประพฤติปกั ขมานัตในสงฆ์ ๒
ฝ่าย ธรรมข้อน้ีภายหลังก็ได้มีการเปล่ียนแปลงลดหย่อนเช่นกัน ด้วยเหตุผลเดียวกับท่ี
ลดหย่อนให้ภิกษุณีแสดงปาฏิโมกข์ได้ ปรับอาบัติแก่ภิกษุณีได้ การลดหย่อนเหล่านี้
ถึงแม้จะเป็นด้วยอิทธิพลจากส่ิงภายนอกแต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มท่ีภิกษุณีจะ
แยกตัวเองและพยายามไม่ขึ้นต่อฝ่ายภิกษุสงฆ์มากนักในการปกครองกันภายในฝ่าย
ภิกษณุ สี งฆ์๕๑๕
ครุธรรมข้อ ๖ เม่ือสิกขมานา๕๑๖ ที่ประพฤติตามวินัยครบ ๒ ปีแล้ว จะ
อุปสมบทน้ันจะ ต้องขออนุญาตจากสงฆ์ทั้ง ๒ ฝ่าย ครุธรรมข้อนี้แสดงให้เห็นถึงข้อ
ปฏิบัติพิเศษสาหรับผู้ท่ีจะเป็น ภิกษุณี คือ ต้องเป็นสิกขมานาก่อน ๒ ปี โดยมี
จุดประสงค์เพื่ออบรมส่ังสอน ทั้งยังเป็นช่วงระยะเวลาที่จะทดลองดูว่า ผู้น้ันมีศรัทธา
ตั้งใจจริง อดทน สามารถปฏิบัติตามศีล และข้อบัญญัติที่ตั้งไว้จนสมควรได้รับการ
อุปสมบทเป็นภิกษุณีหรือไม่ เพราะการครองเพศบรรพชิตของสตรีนั้นมิใช่เป็นสิ่งท่ีจะ
ทาได้งา่ ย หากในช่วงเวลาดังกล่าวเกิดเปลยี่ นใจไมป่ ระสงคจ์ ะบวชก็มีเสรีภาพทจ่ี ะกลับ
ไปสู่การครองเรือนตามเดิมได้ แต่ที่สาคัญก็คือ สตรีต้องมีครรภ์ สตรีบางคนอาจแยก
หรือพลัดพรากจากสามีเพราะเหตุใดเหตุหน่ึงแล้วตัดสินใจออกบวชโดยไม่รู้ว่าตนเอง
กาลังตั้งครรภ์ ในช่วงเวลาที่เป็นนางสิกขมานาน้ี หากมีครรภ์ก็จะได้คลอดลูกเสียให้
เรียบรอ้ ย และกว่าจะครบ ๒ ปี ลูกกโ็ ตพอควรที่จะฝากให้คนอน่ื เล้ียงตอ่ ได้ หรือถ้าเมื่อ
มลี กู แลว้ เกิดเป็นภาระไม่อาจบวชได้ ก็จะไมเ่ ปน็ ปญั หาทจี่ ะกลับไปสู่ชีวิตการครองเรือน
ตามเดิม เรื่องนางภิกษุณีมารดาของพระกุมารกัสสปะท่ตี ั้งครรภ์ขณะเป็นภิกษุณี ดังได้
กล่าวมาแลว้ ก็สนบั สนุนเหตุผลท่ีทาให้เกิดครธุ รรมข้อนขี้ ้นึ
ฉะน้ันเม่ือพิจารณาโดยถ่องแท้จะเห็นได้ว่า ครุธรรมข้อน้ีบัญญัติขึ้นเพ่ือ
ประโยชน์ของสตรีเอง และเพื่อป้องกันความเสียหายหรือความยุ่งยากที่จะเกิดขึ้นแก่
ภกิ ษณุ ีสงฆ์และแก่พระศาสนาโดยส่วนรวม
๕๑๕ Horner.I.B., Women Under Primitive Buddhism, p ๑๓๗.
๕๑๖สขิ มานานี้มเี ฉพาะทางฝ่ายผ้ทู ่จี ะบวชเปน็ ภิกษุณีไมม่ ีสาหรบั ฝ่ายภิกษุ
ครุธรรมข้อ ๗ ห้ามมิให้ภิกษุณีบริภาษ ด่าภิกษุ การบัญญัตคิ รุธรรมข้อน้ขี น้ึ ก็
เพ่ือที่จะไม่ให้เกิดการทะเลาะวิวาทยุ่งยากข้ึนในหมูสงฆ์ เพราะพระองค์ก็ทรงบัญญัติ
เป็นวินัยอย่างเดียวกันนี้สาหรับภิกษุสงฆ์ด้วย ซ่ึงก็จัดได้ว่าเป็นการห้ามไว้ในสงฆ์ทั้ง ๒
ฝ่าย เพ่ือความสงบสุขของหมู่สงฆ์ อย่างไรก็ตามภิกษุณีอาจละเมิดครุธรรมข้อนี้ได้โดย
ไม่มีผิด ในกรณที ่ภี ิกษุน้ันพดู กลา่ วรา้ ยพระธรรมคาสง่ั สอน
ครุธรรมข้อ ๘ เป็นการกล่าวห้ามไม่ให้ภิกษุณีสอนภิกษุโดยที่ภิกษุจะสอน
ภิกษุณีได้ ซึ่งถ้าจะมองไปแล้วก็เป็นการทาให้สถานภาพของภิกษุณีอยู่ในฐานะที่ด้อย
กว่าและต้องขึ้นต่อภิกษุ แต่ถ้าจะวินิจฉัยถึงเหตุผลถึงการไม่ให้ภิกษุณีสอนภิกษุน้ันก็
พอจะเห็นได้ว่า ครธุ รรมนั้นพระพุทธองคบ์ ญั ญัตขิ นึ้ เม่ือจะทรงอนุญาตให้สตรีบวช กอ่ น
หน้าท่ีจะทรงยอมรับนี้ก็มีภิกษุสงฆ์เท่าน้ันท่ีรู้วินัย ข้อบัญญัติ และหลักธรรมต่างๆ ใน
พระพทุ ธศาสนา ภิกษุเปน็ ผทู้ ่บี รรพชามาก่อนท่จี ะมภี ิกษณุ ถี ึง ๕ ปี ผมู้ าใหมจ่ ึงสมควรที่
จะไดร้ บั การสั่งสอนธรรมจากผ้ทู ่ีมาก่อนและได้ศึกษามาแลว้ อย่างคล่องแคลว่ แตกฉาน
ไม่สมควรท่ีสตรีท่ีเป็นผู้เข้ามาบวชในภายหลังจะสอนผู้ท่ีเรียนรู้ และมีประสบการณ์
มากกว่าตนทั้งในด้านทฤษฎีและการปฏิบัติ ซึ่งครุธรรมข้อนี้ก็เป็นไปด้วยความถูกต้อง
และเหมาะสมกบั สภาพในขณะนั้น (เม่อื เรมิ่ มภี ิกษณุ ี)
อย่างไรก็ตามในระยะเวลาต่อมาที่ภิกษุณีได้บวช ได้ศึกษาธรรมจนเข้าใจ
ลึกซ้ึงและ สามารถเป็นอย่างดีแล้ว ภิกษุณีก็น่าจะได้รับอนุญาตให้สอนภิกษุได้ด้วย
ภกิ ษุณีนน้ั ก็เป็นผู้มีศลี เสมอ ภกิ ษุเชน่ กนั
ดังนั้นสาหรับครุธรรมข้อสุดท้ายน้ี ถ้ามองและตัดสินโดยถือสภาพการณ์ใน
เวลาน้นั ก็ นบั เปน็ สง่ิ ถูกต้องเหมาะสม แต่ถ้ามองตามสายตาและสภาพการณใ์ นปัจจุบัน
ก็อาจจะเป็นบญั ญัติท่ไี ม่ยตุ ิธรรมและยอมรบั ความสามารถของตรีเท่าไรนัก ก็ข้ึนอยู่กบั
การพจิ ารณาวา่ จะพจิ ารณาตามเหตกุ ารณ์ในเวลาใด
ในเร่ืองที่เกี่ยวกบั ครุธรรมนั้น ฉัตรสุมาลย์ ได้ให้ข้อสังเกตที่เห็นด้วย คือ การ
บัญญัตคิ รุธรรมขอ้ ๓ ข้อ ๗ และขอ้ ๘ นัน้ พระพุทธองคอ์ าจบญั ญตั ิขึน้ เพ่อื ทรงป้องกัน
ในข้อที่ว่า สตรีเพศไม่อาจตัดสินใจได้ดีพอ เพราะมักเป็นผู้ถูกครอบงาด้วยอารมณ์๕๑๗
อย่างไรก็ตามถ้าจะพิจารณาดูแล้วก็พอจะเห็นได้ว่าการบัญญัติครุธรรม ๘ และวินัยให้
ภิกษุณีถือปฏิบตั นิ อกเหนือไปจากภิกษุนน้ั เหมือนกบั จะเป็นการจงใจให้การเป็นภกิ ษุณี
นั้นยากเทา่ การเป็นภกิ ษุ เพ่ือท่ีวา่ สตรีท่ีจะมาบรรพชาจะไดต้ ัดสินใจให้แน่วแนเ่ สยี ก่อน
จากการพิจารณาครุธรรม ๘ และมีกรณียกเว้นในหลายๆ กรณี ท่ีภิกษุณีไม่
จาเป็น ต้องปฏิบัติตาม หรือมีการเปลี่ยนแปลงบัญญัติบางสิ่งเหล่าน้ี ล้วนแสดงให้เห็น
ว่าวินัยหรือบัญญัตินั้นข้ึนอยู่กับกาละเทศะ ขนบธรรมเนียมประเพณีด้วยเหมือนกัน
วินัยหรือบัญญัตติต่างๆ นั้น ไม่ได้เป็นเร่ืองตายตัว แต่สามารถมีข้อยกเว้นหรือมีการ
แก้ไขเปล่ียนแปลงให้เหมาะสมกับโอกาสและ ส่ิงแวดล้อมได้ การปฏิบัติตามกฎและ
วินยั อย่างเคร่งครัดโดยไม่คานึงถึงความมุ่งหมายของการบัญญัตกิ ฎนั้นขนึ้ มา แทนทกี่ ฎ
นั้นจะเปน็ เครอื่ งพยงุ ค้าจุน ก็อาจจะกลายเป็นโทษหรือเกิดผลขัดกบั ความมุ่งหมายของ
กฎนน้ั ก็เป็นได้
๘.๒.๓ อันตรายกิ ธรรม ๒๔
อน่งึ ในการทาพิธีขอบวชนัน้ ผขู้ อบวชจาตอ้ งขอรับอนั ตรายิกธรรมจากสงฆ์ ทัง้
๒ ฝ่าย อันตรายิกธรรมหรอื ธรรมสาหรับผู้บวชน้ัน ทางฝ่ายภิกษุณีมีข้อยุ่งยากมากกว่า
ภิกษุ คือ สาหรบั ภกิ ษุมี ๑๕ ขอ้ แต่ของภกิ ษณุ ีมีขอ้ เพิม่ เตมิ เข้ามาอกี เป็น ๒๔ ขอ้
อันตรายิกธรรม ๑๓ อันเป็นคาถามที่ถามผู้จะบวชเป็นภิกษุ ๑๓ ประการ
ได้แก่
๑. อาพาธเหน็ ปานน้ขี องเจา้ มีหรือคอื โรคเรอ้ื น
๒. อาพาธเห็นปานนี้ของเจา้ มีหรอื คอื โรคฝี
๓. อาพาธเห็นปานนข้ี องเจา้ มหี รือคอื โรคกลาก
๔. อาพาธเห็นปานน้ีของเจา้ มหี รือคอื โรคมองคร่อ
๕. อาพาะเหน็ ปานนีข้ องเจา้ มหี รือคือโรคลมบ้าหมู
๕๑๗ฉัตรสมุ าลย์ กบลิ สิงห์, ภกิ ษุณยี ังมอี ยูห่ รือ, หน้า ๒๔.
๖. เจา้ เป็นมนษุ ยห์ รอื
๗. เจ้าเป็นชายหรอื
๘. เจ้าเป็นไทหรอื
๙. เจ้าไม่มีหน้ีสินหรือ
๑๐. เจ้ามิใช่ราชภฏั หรือ
๑๑. มารดา บิดา อนุญาตแลว้ หรอื
๑๒. มีปคี รบ ๒๐ แล้วหรอื
๑๓. บาตร จวี ร ของเจา้ มีครบแลว้ หรือ
เจ้าชื่ออะไร
อปุ ัชฌาย์ของเจา้ ช่ืออะไร๕๑๘
สว่ นอนั ตรายิกธรรม ๒๔ อนั เป็นคาถามของผจู้ ะบวชเปน็ ภิกษุณีน้นั ไดแ้ ก่
๑. เธอมใิ ชผ่ ้ไู ม่มนี มิ ติ หรือ
๒. เธอมใิ ชผ่ ู้มสี กั แต่วา่ นมิ ิตหรอื
๓. เธอมิใชผ่ ู้ไมม่ ีโลหติ หรือ
๔. เธอมิใช่ผ้มู โี ลหิตเสมอหรือ
๕. เธอมใิ ห้ผูม้ ีผ้าขับในเสมอหรือ
๖. เธอมใิ ช่ผมู้ นี ้ามูตรกระปรบิ กระปรอยหรือ
๗. เธอมิใช่ผมู้ เี ดือยหรอื
๘. เธอมิใช่เปน็ หญงิ บัณเฑาะกห์ รือ
๙. เธอมใิ ช่เป็นหญงิ คล้ายชายหรือ
๑๐. เธอมใิ ชเ่ ปน็ หญงิ มมี รรคระคนกนั หรือ
๑๑. เพอื่ มิใช่เป็นหญิงสองเพศหรอื
๑๒. อาพาธเห็นปานนี้ของเธอมีหรือคอื โรคเรื้อน
๕๑๘วิ.มหา. (ไทย) ๔/๑๔๒/๑๘๑-๑๘๒.
๑๓. อาพาธเห็นปานนข้ี องเธอมีหรือคือโรคฝี
๑๔. อาพาธเห็นปานน้ขี องเธอมหี รอื คือโรคกลาก
๑๕. อาพาธเห็นปานนข้ี องเธอมหี รอื คือโรคมองครอ่
๑๖. อาพาธเหน็ ปานนข้ี องเธอมีหรือคือโรคลมบ้าหมู
๑๗. เธอเปน็ มนษุ ย์หรือ
๑๘. เธอเปน็ หญงิ หรอื
๑๙. เธอเปน็ ไทหรอื
๒๐. เธอไม่มหี นสี้ นิ หรือ
๒๑. เธอมิใช่ราชภฎั หรือ
๒๒. มารดา บิดา สามีอนญุ าตแลว้ หรอื
๒๕. มีปคี รบ ๒๐ แล้วหรือ
๒๔. บาตร จวี รของเธอครบแล้วหรือ
เธอช่ืออะไร
ปวตั ตนิ ขี องเธอชื่ออะไร๕๑๙
จากอนั ตรายิกธรรมของภิกษุณจี ะเห็นได้ว่าข้อ ๑ ถงึ ขอ้ ๑๑ เปน็ ขอ้ ทเี่ พม่ิ เตมิ
เข้ามา เปน็ พเิ ศษ คาถามส่วนท่ีเพม่ิ เข้ามาน้นั ส่วนใหญเ่ ปน็ คาถามเกย่ี วกบั ทางด้านสรีระ
ซึ่งหญิงมีแตกต่างและนอกเหนือไปจากชาย ซึ่งก็เป็นการสะท้อนให้เห็นบ้างเหมือนกัน
วา่ โดยธรรมชาตทิ างร่างกายแล้วสตรีมอี ปุ สรรคมากกว่าบุรุษ และจากคาถามที่กาหนด
นั้นก็สะท้อนให้เห็นทรรศนะของพุทธศาสนาว่า เพศหญิงนั้นเสียเปรียบในด้านร่างกาย
ด้วยมีเรื่องจุกจิกมากกว่าและยังอ่อนกาลังกว่า จาเป็นต้องได้รับการคุ้มครองจากผู้อ่ืน
อยเู่ สมอ ดงั ธรรมขอ้ ๒๒ ซ่งึ แสดงให้เห็นว่าสตรีจะอยใู่ นความปกครองของพ่อแม่เม่ือยัง
ไม่มีครอบครัว และเมื่อมีครอบครัวแล้วก็ตกอยู่ภายใต้ความคุ้มครองและครอบครอง
ของสามี จึงเป็นการจาเป็นท่ีผู้ขอบวชต้องได้รับอนุญาตจากผู้ที่ให้ความคุ้มครองตน
๕๑๙ว.ิ จ.ู (ไทย) ๗/๕๗๔/๒๗๙.