The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

พระพุทธศาสนากับสตรี

๒) อนิ ทรยี สังวรศีล คือ การสารวมอินทรีย์ ๖ อนั ไดแ้ ก่ อายตนะภายใน
๖ มี ตา หู จมกู ลน้ิ กาย ใจ ไม่ใหย้ ินดยี นิ ร้ายกับส่ิงทไี่ ปสมั ผัส เมอื่ ได้เห็นรปู ไดย้ นิ เสียง
ได้ดมกลน่ิ ได้ลิม้ รส ได้สมั ผสั และไดร้ ับอารมณต์ ่างๆ

๓) อาชีวปาริสุทธิศีล คือ การเล้ียงชีวิตในทางท่ีชอบท่ีควรแก่สมณะ ไม่
หลอกลวงผอู้ ่ืนเลยี้ งชวี ิต

๔) ปัจจัยสันนิสิตศีล คือ พิจารณาก่อนจึงใช้สอยปัจจัยสี่ คือ จีวร
บิณฑบาต เสนาสนะและคลิ านเภสชั ไมบ่ รโิ ภคดว้ ยตัณหา

ระเบียบทางสรรี ะร่างกายของภิกษุณีก็เหมือนกบั ภิกษุ คือ ปลงผมให้สั้นหรือ
ไม่ให้ยาวเกิน ๒ น้ิว ตัดเล็บให้สั้น ไม่ประดับตกแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ของหอม ท่ีอยู่
อาศัยก็อยู่ไม่ห่างจากเมือง และอยู่ในเขตที่ภิกษุจาพรรษาเพราะภิกษุณีจะได้มีผู้ดูแล
เพ่ือไม่ให้เกิดอันตรายแก่พรหมจรรย์ของ ภิกษุณีผู้อยู่ในธรรมวินัย เน่ืองจากสตรีมี
อันตรายต่อการดาเนนิ ชวี ิตรอบดา้ น ดังกรณขี องนาง อุบลวรรณาเถรีถกู ขม่ ขืน ในคราว
ไปเจริญสมณธรรมท่ีป่าอันธวัน จึงเป็นเหตุให้พระพุทธองค์ทรงเห็นอันตรายอันจะเกิด
แกส่ ตรผี เู้ ข้ามาสู่ธรรมวนิ ัยให้อยใู่ นสถานทป่ี ลอดภัย และบัญญัตหิ ้ามภกิ ษุณอี ยู่ป่าตั้งแต่
นัน้ เปน็ ต้นมา

ภิกษุณีสงฆ์เป็นอีกบริษัทหน่ึงท่ีเกิดขึ้นมาภายหลังบริษัทอื่น ด้วยความเพียร
พยามยามของพระนางมหาปชาบดีโคตมีได้ทูลขอให้พระพุทธองคท์ รงอนญุ าตสตรบี วช
เป็นภิกษุณี เม่ือมองดูภาระกิจในการเผยแผ่พุทธศาสนาของภิกษุณีอย่างผิวเผิน
เหมือนว่าภิกษุณีไมม่ ีบทบาทอะไร เพราะภิกษุณีไม่อาจเดินทางตามลาพังอยา่ งภกิ ษุได้
แต่สตรีท่ีเข้ามาอุปสมบทแล้วได้มีอิทธิพลทางจิตวิญญาณต่อสตรีอินเดีย แสดงออกใน
รูปแบบของวัฒนธรรม เช่น สตรีสามารถประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้โดยไม่ต้อง
พ่ึงพาบุรุษ และสามารถพัฒนาปัญญาของตนเองให้บรรลุคุณธรรมชั้นสูงได้ ในด้าน
ความรู้ ความสามารถของภิกษุณีก็เป็นท่ียอมรับกันว่ามีภิกษุณีหลายรูปได้ทา
คุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาในด้านทางต่างๆ ไว้มาก เช่น พระนางมหาปชาบดี
โคตรมีภิกษุณี พระปฏาจาราภิกษุณี พระนางเขมาภิกษุณี เป็นต้น ล้วนเป็นผู้ชานาญ

พระธรรมวินัย และได้รับการยกย่องในเอตทัคคะในด้านต่างๆ จากพระพุทธองค์
เหมือนกับภิกษุสงฆ์ ภิกษุณีบางรูปถึงกับเป็นตัวอย่างแก่ภิกษุณีท้ังหลายทางด้านการ
ปฏิบตั ิ บทบาทของภกิ ษณุ ีสงฆท์ มี่ ีตอ่ พระพทุ ธศาสนาจึงมีความสาคัญตอ่ ประชาชน ทา
ให้ธรรมของพระพุทธองคใ์ ดเ้ ปน็ ท่ีเข้าใจ เกดิ ความศรทั ธาแกผ่ ไู้ ดย้ ินได้ฟัง การทาหน้าที่
ของภกิ ษณุ ใี นธรรมวนิ ยั เหมอื นกบั ภกิ ษุไมม่ ีความแตกต่างกันเลย

ดังนน้ั การศกึ ษาบทบาทของภิกษณุ ีในสมัยพทุ ธกาลแต่ละรูปนนั้ ไดท้ าหนา้ ที่
ของตนเองหลายด้านด้วยกนั ในการศึกษาวเิ คราะห์บทบาทของภกิ ษณุ ีในสมัยพทุ ธกาล
จะกลา่ วถึงเฉพาะบทบาททป่ี รากฏเด่นชัดเท่านน้ั เพราะภกิ ษณุ ีแต่ละรูปมีความชานาญ
ไมเ่ หมอื นกนั ทีจ่ ะกลา่ วถึงบทบาทในด้านตา่ งๆ ของภิกษุณกี ็มบี ทบาทดงั น้ี

๓.๑.๑ บทบาทด้านการปกครองของภิกษณุ ีในสมัยพทุ ธกาล
การปกครอง หมายถึง ดูแล คุ้มครอง ระวังรักษา บริหาร ตามหน้าท่ีๆ ได้รับ
มอบหมาย เพลโต้ กล่าวว่า การปกครองที่ดีก่อให้เกิดความยุติธรรมข้ึนในสังคม ๑๘๐
ลกั ษณะการปกครองของภิกษุณี
มีลกั ษณะดงั นี้

๑) ดแู ลความเป็นอยู่ของอนั เตวาสนิ ีให้อยใู่ นธรรมวนิ ัย
๒) ระวังปกปอ้ งภกิ ษุณมี ใิ หเ้ กดิ อันตรายจากภัยคุกคาม
๓) แสดงความเปน็ ผู้นาในการรกั ษาธรรมวินัย
บทบาทด้านการปกครองของภิกษุณีในสมัยพุทธกาล มีการปกครองให้อยู่ใน
กรอบ คือ ธรรมวินัย หรือยังมีข้อสงสัยกก็ ราบทลู ถามพระพทุ ธองค์เพ่ือให้ทรายถึงแนว
ปฏบิ ัติทีแ่ นช่ ัด กรณเี หตุภกิ ษเุ มืองโกสัมพกี อ่ ความทะเลาะ
การปกครองในคมั ภรี ์พระพทุ ธศาสนาเรียกการปกครองว่า อธเิ ตยยะ แปลว่า
การคุ้มครองทีย่ ิ่งใหญ่ การปกครองมลี กั ษณะการปกครอง ๓ วธิ ี คือ

๑๘๐ พรรณเพ็ญ คุณวพานิชกุล, ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง, พิมพ์
ครัง้ ที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร : พิศิฐก์ ารพิมพ์, ๒๕๔๑), หน้า ๒.

๑) อัตตาธิปไตย ความถือตนเป็นใหญ่ มีลักษณะของผู้ใช้ความคิดของ
ตนเอง บริหารตนเอง หรือบริหารหมู่คณะ ด้วยยึดความคิดของตนเองเป็นหลักอย่าง
เดียว

๒. โลกาธิปไตย ความมีโลกเป็นใหญ่ มีลักษณะการบริหารตนเองหรือ
บรหิ ารหมู่คณะด้วยยึดถอื ความเห็นของคนอน่ื เปน็ หลัก

๓. ธมั มาธิปไตย ความมธี รรมเปน็ ใหญ่ มลี ักษณะการบริหารตนเองและ
หมคู่ ณะดว้ ยยดึ ความเหน็ ท่ถี ูกต้องเป็นหลัก๑๘๑

สรุปว่า ทงั้ การปกครองระบบอัตตาธปิ ไตยและโลกาธิปไตยจะมีความสุขหรือ
ประโยชน์แก่คนหมู่มากได้กต็ ้องอาศัยหลักธัมมาธิปไตย เพราะหลักระบบธัมมาธิปไตย
สามารถอยู่ไดใ้ นระบบการปกครองท้งั สอง

จากการค้นคว้าเกีย่ วกับบทบาทด้านการปกครองของภิกษุณีในสมัยพุทธกาล
ที่มีปรากฏในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่พอสรุปให้เห็นบทบาทด้านการปกครองที่
ปรากฏเดน่ ชดั ดงั ตอ่ ไปนี้

๑) บทบาทดา้ นการปกครองของพระนางมหาปชาบดีโคตมภี ิกษณุ ี
บทบาทดา้ นการปกครอง (Administrative Role) พระนางมหาปชาบดี
โคตรมี ได้แสดงภาวะของความเป็นผู้นา คือ กรณีภิกษุชาวเมืองโกสัมพีก่อความ
บาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาท ทาความเอ้ือฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ พระนาง
มหาปชาบดีโคตมีได้มบี ทบาทสาคัญในการมีส่วนร่วมในการทูลขอถามพระพุทธองคถ์ ึง
อุบายและวิธีการปฏิบัติต่อภิกษุชาวเมืองโกสัมพี๑๘๒ เพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดต่อ
แนวทางปฏบิ ัตอิ ยา่ งถูกต้องในพระธรรมวินัย และเพื่อใหเ้ กดิ สังฆสามัคคีคือความพร้อม
เพยี งกันของคณะสงฆ์ ดงั พระพุทธพจนท์ ี่ตรัสว่า ความพร้อมเพยี งกันของคณะสงฆ์เป็น
ความสุข การทูลแนวทางปฏิบัติของพระนางมหาปชาบดีโคตมี จึงเป็นแนวท างที่
ก่อให้เกิดความสุขแก่คนส่วนมาก ท้ังฝ่ายภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ โดยการยึดความ

๑๘๑ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๒๒๘/๒๐๑.
๑๘๒ว.ิ มหา. (ไทย) ๕/๒๕๔/๓๑๕.

ถกู ต้องตามพระธรรมวินัยท่ีพระพทุ ธองค์ทรงตรสั ไว้ คอื ใหภ้ ิกษุณีสงฆร์ ับฟังโอวาทจาก
ฝา่ ยภิกษุสงฆท์ ีเ่ ปน็ ธรรมวาที หรอื ฝ่ายทีย่ ึดความถกู ตอ้ งตามพระธรรมวินัย

บทบาทน้จี ึงเป็นหนา้ ทีข่ องพระนางมหาปชาบดโี คตมีในฐานะที่พระนางเป็นผู้
อาวโุ ส คอื พระนางได้ตัดสนิ ใจทลู ถามข้อปฏบิ ัติ ในความรับผิดชอบต่อพระธรรมวินัยท่ี
เหน็ ตวั อย่างได้ชัดเจน และเปน็ การแสดงหน้าที่ของศาสนิกควรเอาเป็นแบบอย่างให้ทุก
คนควรยึดเอาความความถูกต้องตามธรรมวินัย ไม่ให้เอาความรู้สึกมาเป็นตัวตัดสินใน
แนวทางการปฏิบัติ ใหท้ ุกคนเคารพกฎในการตดั สิน เมื่อมอี ธกิ รณเ์ กิดจึงน่าจะเป็นแนว
ทางแก้ไขข้อสงสยั ได้ บทบาทนต้ี รงนข้ี องพระนางมหาปชาบดีโคตมีถอื ไดว้ า่ เปน็ บทบาท
การปกครอง ท่ีมีความสาคัญอีกบทบาทหนึ่งในศาสนาที่นางได้ปฏิบัติหน้าท่ีของตนใน
ฐานะเปน็ ภกิ ษณุ รี ูปแรกในพุทธศาสนา

๒) บทบาทดา้ นการปกครองของพระนางเขมาภกิ ษณุ ี
บทบาทด้านการปกครอง พระนางเขมาภิกษุณีเป็นตัวแบบอย่างของ
ภกิ ษณุ รี ูปอนื่ ในการปฏบิ ัติตามคาส่ังสอนของพระพทุ ธองค์ เน่อื งจากพระพุทธองค์ทรง
ส่ังสอนให้ภิกษุณีทั้งหลายยึดเอาแบบอย่างพระนางเขมาภิกษุณีและพระ นาง
อุบลวรรณาภิกษุณีให้เป็นมาตรฐานของเหล่าภิกษุณีในพระพุทธศาสนา๑๘๓ ในที่นี้มิได้
กล่าวถึงพระนางอุบลวรรณาภิกษุณีเพราะทั้งสองน่าจะความคล้ายคลึงกัน เนื่องจาก
พระนางเขมาภิกษุณีและพระนางอุบลวรรณาภิกษุณีต่างก็เป็นตราชูมาตรฐานภิกษุณี
สาวิกา คุณสมบัติของภิกษุณีท่ีเป็นแบบอย่างนั้นจะต้องทาประโยชน์เกื้อกูลแก่ตนเอง
และคนอ่ืน ซ่ึงมีคุณลักษณะดงั ตอ่ ไปนี้

๑) เปน็ ผู้ปฏิบัติดี หมายถงึ ผปู้ ฏิบตั ิไปตามทางสายกลาง คือ ปฏบิ ตั ิ
ไปตามคาสั่งสอนของพระพุทธองค์ ซึ่งภิกษุณีจะต้องเคารพในศีล ๓๑๑ ข้อ ด้วยการ
ปฏิบัตไิ ม่หยอ่ นเกินไป ไม่ตึงเครยี ดเกินไป ดาเนนิ ไปตามทางสายกลาง

๑๘๓องฺ.ทกุ . (ไทย) ๒๐/๓๗๖/๙๘.

๒) เป็นผู้ปฏิบัติตรง คือ ปฏิบัติไปตามทางสายกลาง ไม่หลอกลวง
ผู้อืน่ เลย้ี งชีพ เปน็ ผสู้ ันโดษด้วยปจั จยั ๔ ตามมตี ามได้ รกั ษาศีลทั้งในทล่ี บั และทแี่ จ้ง

๓) เป็นผู้ปฏิบัติถูกทาง หมายถึง ผู้ปฏิบัติเพ่ือความรู้ในธรรม เพ่ือ
ออกจากทกุ ข์ ให้กิเลสออกไปจากจิตใจ

๔) เป็นผู้ปฏิบัติสมควร หมายถึง ผู้ปฏิบัติน่าเคารพนับถือ ควรแก่
การกราบไหว้ มเี หตุผลในความถูกตอ้ งตามธรรมเนียม ประเพณี

๕) เป็นผู้ควรแก่ของคานับ หมายถึง ภิกษุณีท่ีประพฤติในพระธรรม
วินยั ควรรบั ของทเี่ ขานามาถวาย

๖) เป็นผู้ควรแก่การต้อนรับ หมายถึง ผู้ปฏิบัติดีงามในเบ้ืองต้น
ท่ามกลาง และท่ีสดุ

๗) เป็นผู้ควรแก่การทาบุญ หมายถึง ผู้ท่ีสมควรได้รับเคร่ืองไทย
ธรรมทเ่ี ขานามาถวายซงึ่ ได้แก่ ปัจจัย ๔

๘) เปน็ ผูค้ วรแก่การกราบไหว้ หมายถึง ผทู้ ีม่ ีคณุ ธรรมสูงเพราะท่าน
ปฏบิ ัติตามพระธรรมวินยั ทาใหผ้ ู้ทาความเคารพกราบไหว้แลว้ มคี วามสขุ

๙) เป็นผู้ปลูกฝังและเผยแผ่ความดีงามเป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของ
โลก คือ ท่านมีคุณประโยชน์แก่ผู้บริจาค ท่านรับส่ิงที่เขาบริจาคแล้ว ผู้ให้จะได้รับ
อานิสงส์มาก คือ มีความสุขใจ เพราะได้ทาบุญกับนาบุญอันยอดเย่ียม คือ พระ
อริยบุคคล ได้แก่ พระโสดาปตั ติผลจนถงึ พระอรหตั ผล๑๘๔

พระนางเขมาภิกษุณี เป็นภิกษุณีอีกรูปหน่ึงในจานวนอริยสาวิกาของ
พระพุทธองค์ท่ีได้รับเอตทัคคะเป็นเลิศกว่าภิกษุณีทงั้ หลายฝ่ายมีปัญญา และพระพุทธ
องค์ก็ทรงตรัสว่า “ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก”๑๘๕ การได้รับการยกย่องทางมีปัญญา
มากก็แสดงว่าความสามารถของพระเขมาภิกษุณีก็ไม่ต่างจากปัญญาพระสารีบุตร
เพราะการแสดงธรรม การอภิปรายธรรม ของเขมาภิกษุณีก็เหมือนกับพระสารีบุตร

๑๘๔ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๙๕/๔๒.
๑๘๕ส.ส. (ไทย) ๑๕/๒๑๘/๖๒.

แสดงแก่ภิกษุ ความมีปัญญาของมนุษย์จึงไม่มีกาแพงก้ันที่สามารถจะรู้ธรรมได้
เหมือนกัน เสรีภาพทางความคิดหาเหตุผลจึงเกิดจากปัญญาของมนุษย์ บทบาทของ
ความเป็นผู้เลิศทางปัญญาของพระนางเขมาจึงมีความสาคัญต่อการใช้เป็นมาตรฐาน
ทางความคิดของสตรที ี่มาบวชเปน็ ภกิ ษุณีในพระพุทธศาสนา

๓) บทบาทด้านการปกครองของพระนางภัททกัจจานาภิกษุณีหรือ
พระนางยโสธราภิกษณุ ี

บทบาทดา้ นการปกครอง พระภัททากจั จานาภกิ ษณุ ีเปน็ เลิศกว่าภิกษุณี
ท้ังหลายในทางมีมหาภิญญา คือ รู้ได้มาก๑๘๖ พระนางได้ทาหน้าท่ีของความเป็นผู้นา
คือ พระนางเป็นหัวหน้าภิกษุณีหนึ่งหม่ืนรูปกล่าวคาถาหน้าพระพักตร์พระพุทธองค์ว่า
“หม่อมฉันทั้งหลายได้สละเรือนแล้วออกบวช ยังไม่ทันถึงคร่ึงเดือนก็ได้ถึงแล้วซึ่งความ
ดับทุกข์ด้วยกัน หม่อมฉันท้ังหลายได้ข้าว น้า ผ้า เสนาสนะ และสรรพปัจจัยที่พวก
ทายกทายิกานาเข้ามาสักการะบูชาเสมอ หม่อมฉันท้ังหลายเผากิเลสทั้งหลายแล้ว กิจ
ในพระพุทธศาสนาหม่อมฉันท้งั หลายทาเสร็จแลว้ ”๑๘๗

นอกจากน้ีพระนางภัททากัจจานาภิกษุณียังเป็นผู้นาภิกษุณี ๑๘,๐๐๐ รูป
กล่าวคาถาหน้าพระพักตร์พระพุทธองค์ว่า “ยโสธรานารีแสดงอุปการะท้ังภายในราช
ฐาน และแก่พวกเจ้าในพระนคร มีอุปการะท้ังในยามสุขและในยามทุกข์ เป็นผู้บอก
ประโยชน์ให้และทาความอนุเคราะห์ ควรประพฤติธรรมให้เป็นสุจริต ไม่ควรประพฤติ
ธรรมให้เป็นทุจริต เพราะว่าบุคคลผู้ประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุขท้ังในโลกนี้และโลก
หน้า”๑๘๘ บทบาทในการเป็นผู้นาไม่ใช่มีเพียงตอนออกบวชเป็นภิกษุณีเท่านั้น แม้ใน
ตอนครองเพศฆราวาสพระภัททากัจจานาภิกษุณีได้พาสตรีผู้เปน็ บรวิ ารจานวนหน่งึ พนั
คนได้ออกบวชในสานักของภิกษุณีสงฆ์ การทาประโยชน์ของพระนางจึงเป็นการทาท่ี

๑๘๖อง.ฺ เอก. (ไทย) ๒๐/๑๕๐/๓๑.
๑๘๗ขุ.อป. (ไทย) ๓๓/๑๖๙/๒๘๕-๒๘๖.
๑๘๘ขุ.อป. (ไทย) ๓๓/๑๗๐/๒๙๐.

ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างใหญ่หลวง คือ ช่วยตัวเองให้พ้นทุกข์แล้ว และยังช่วยให้ผู้อื่น
พน้ ทุกข์ดว้ ย

๔) สรุปบทบาทดา้ นการปกครอง
บทบาทดา้ นการปกครองของภิกษณุ ีในสมัยพทุ ธกาล พอสรปุ ประเดน็ ได้
ดงั น้ี

๑) ด้านเป็นผู้นา
๒) ด้านเป็นผู้ระงับอธกิ รณ์
๓) ด้านเป็นแบบอยา่ งท่ีดี
บทบาทของภกิ ษุณีด้านเปน็ ผูน้ ามี ๒ รปู คอื
๑) พระนางมหาประชาบดโี คตมี มบี ทบาทในเรือ่ ง ทูลถามขอ้ ปฏบิ ัติ
ให้เหลา่ ภิกษุณเี กดิ ความเข้าใจถูกต้องกรณีภิกษเุ มอื งโกสัมพีก่อการทะเลาะ
๒) พระนางภัททากัจจานาภิกษุณีหรือพระนางยโสธราภิกษุณี มี
บทบาทในเรื่องการเป็นหัวหน้าภิกษุณีหนึ่งหม่ืนรูปและภิกษุณีอีกอีกหนึ่งหม่ืนแปดพัน
รูปกล่าวถึงการออกบวชและการกระทากิจในพระพุทธศาสนาหน้าพระพักตร์พระพทุ ธ
องค์
บทบาทของภิกษุณีด้านเป็นผู้ระงับอธิกรณ์มี ๑ รูป คือ พระนางมหาป
ชาบดโี คตมี มีบทบาทในเร่ือง พาภิกษุณที ง้ั หลายเลือกฟงั ธรรม สนทนาธรรมกับภิกษุณี
ฝ่ายที่ปฏิบัติถกู ตอ้ งตามธรรมวินยั ซึง่ กเ็ ท่ากบั ไมเ่ ห็นดว้ ยกับภิกษฝุ า่ ยท่ีปฏิบัติไมถ่ ูกต้อง
ตามธรรมวินยั
บทบาทของภิกษุณีด้านเป็นแบบอย่างท่ีดีมี ๑ รูป คือ พระนางเขมา
ภิกษุณีมีบทบาทในเรื่อง เป็นแบบอย่างปฏิบัติตามคาสอนของพระพุทธองค์๑๘๙ พระ
นางเขมาภกิ ษุณีเป็นมาตราฐานของภกิ ษณุ ีทั้งหลายท่ีควรถือเอาเป็นแบบอย่าง๑๙๐

๑๘๙ข.ุ เถรี. (ไทย) ๒๖/๔๕๓/๔๖๔.
๑๙๐องฺ.ทุ. (ไทย) ๒๐/๓๗๕/๙๘.

ส่วนภิกษุณีที่บทบาทด้านการปกครองไม่ปรากฏเด่นชัดมี ๙ รูปได้แก่
พระนางปฏาจาราภิกษุณี พระนางธัมมทินนาภิกษุณี พระนางรูปนันทภิกษุณี พระนาง
โสณาภิกษุณี พระนางสกุลาภกิ ษณุ ี พระนางกณุ ฑลเกสาภกิ ษุณี พระนางภัททากจั จานา
ภกิ ษุณี พระนางกิสาโคตมีภิกษุณี พระนางสงิ คาลมาตาภกิ ษณุ ี

๓.๑.๒ บทบาทด้านการเผยแผธ่ รรมของภกิ ษุณใี นสมยั พทุ ธกาล
การเผยแผ่ หมายถึง ทาให้ขยายออกไป ขยายออกไป ลักษณะการเผยแผ่ มี
หลักอยู่ ๓ ประการ คือ

๑) สอนศาสนิกให้รู้ยิ่งเห็นจริงในหลักธรรมด้วยตนเอง (ไม่ผูกขาด
ความรู้)

๒) สอนมีเหตุผลที่ผู้ฟังอาจตรองเห็นจริงได้แนะนาให้ผู้ฟังใช้ปัญญาค้น
คิดหาเหตุผลในคาสอน (ไม่ผกู ขาดความคิด)

๓) สอนมีเหตุผล คือผู้ปฏิบัติตามย่อมได้ผลตามที่สอนนั้นด้วยตนเอง
(ไม่ผกู ขาดผล)๑๙๑

หลักการเผยแผ่ หมายถึง ชาวพุทธเมื่อมีโอกาสก็น่าจะเผยแผ่ศาสนาของเรา
เองให้คนอ่นื ไดร้ บั รู้ เขาจะนบั ถือหรอื ไมน่ บั ถอื ก็แลว้ แต่เขา ในส่วนของเราน้ันเมื่อเห็นว่า
หลักคาสอนพระพุทธศาสนาดีมปี ระโยชน์กน็ า่ จะเผยแผ่ไปยังผ้อู ่ืน ซึ่งอาจเปน็ ประโยชน์
แก่เขาบ้างไม่มากก็น้อย๑๙๒ ในการเผยแผ่ธรรมของภิกษุณีในสมัยพุทธกาลได้มีวิธีการ
เผยแผ่เหมือนฝ่ายภกิ ษุ แต่ภิกษุณีมีขอบเขตของการเผยแผ่ตรงทไ่ี มส่ ามารถเดินทางไป
เผยแผ่ธรรมได้ตามลาพัง และการห้ามในครุธรรม ๘ ที่ไม่ให้ภิกษุณีสอนภิกษุให้ภิกษุ
สอนภกิ ษุณไี ด้ฝ่ายเดยี ว

๑๙๑ป่ิน มุทกุ ันต์, บัณทึกธรรม, (กรงุ เทพมหานคร : พับลิเคช่ันเซนเตอร์, ๒๕๑๘), หนา้
๕๕.

๑๙๒วิทย์ วิศทเวทย์, เสฐียรพงษ์ วรรณปก, สังคมศึกษา รายวิชา ส ๐๑๑๓
พระพุทธศาสนาช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี ๓, (กรงุ เทพมหานคร : อักษรเจริญทัศน์, ๒๕๓๓), หน้า ๗๖.

จากการศึกษาบทบาทด้านการเผยแผ่ธรรมของภิกษุณีในสมัยพุทธกาลที่มี
ปรากฏในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่พอสรุปให้เห็นบทบาทด้านการเผยแผ่ธรรมท่ี
ปรากฏเดน่ ชดั ดังต่อไปนี้

๑) บทบาทด้านการเผยแผ่ธรรมของพระนางมหาปชาบดีโคตมี
ภิกษณุ ี

บทบาทด้านการเผยแผ่ธรรม (Buddhism dissemination Role) พระนาง
มหาปชาบดีโคตมีภิกษณุ ไี ดม้ ีบทบาทสาคัญในการทูลขอให้พระพทุ ธองคท์ รงอนญุ าตให้
สตรีบวชในพระธรรมวินัย คือพระนางเป็นผู้บุกเบิกให้สตรีได้ออกบวชในพระพุทธ
ศาสนา เหน็ ไดจ้ ากการที่นางทูลขออปุ สมบทจากพระพทุ ธองค์ท่ีเมืองกบลิ พัสด์ุ แม้พระ
พุทธองคจ์ ะทรงปฏิเสธถึงสามครั้ง พระนางกไ็ ม่ได้ละความพยายามยงั คงมีปณิธานอย่าง
แน่วแน่ว่าจะบวชให้ได้ จนในท่ีสุดพระพุทธองค์ก็ทรงอนญุ าตให้สตรีออกบวช จากการ
กราบทูลของพระอานนท์ที่กราบทูลว่า “สตรีออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ในพระ
ธรรมวนิ ัยทพ่ี ระตถาคตประกาศแลว้ สามารถบรรลุธรรมวเิ ศษได้หรอื ไม่” พระพทุ ธองค์
ตรัสว่า ดูกอ่ นอานนท์ “สตรอี อกจากเรอื นบวชเปน็ บรรพชิต ในพระธรรมวนิ ยั ที่ตถาคต
ประกาศแล้วสามารถบรรลุคุณธรรมวิเศษได้”๑๙๓ ความสาเร็จในการทูลขอให้สตรีออก
บวชเป็นความจริงได้ ก็เน่ืองจากพระนางมหาปชาบดีโคตมีและเหล่านางสากิยานี
จานวน ๕๐๐ นาง มีความประสงค์ที่จะอุปสมบทบวชเป็นภิกษุณี ถ้าพระนางมหาปชา
บดีโคตมีไมไ่ ดต้ ิดตามพระพทุ ธองคไ์ ปยงั เมอื งเวสาลที ลู ขอการบวช การอปุ สมบทภิกษณุ ี
คงจะไมม่ ี และก็จะไมเ่ กดิ ภิกษุณบี ริษัทขึน้

บทบาทของพระนางมหาปชาบดีโคตมีตรงนีจ้ ึงมีความสาคัญในการเผย
แผ่ศาสนาด้วยการให้ทุกคนสามารถเข้ามาปฏิบัติธรรมเท่าเทียมกัน โดยมิได้แบ่งช้ัน
วรรณะ นอกจากพระนางจะมีบทบาทในการเป็นผ้ขู วานขวายให้สตรีออกบวชแล้ว พระ
นางมหาปชาบดีโคตมียังได้รับการแต่งตั้งเป็นนางปวัตตินี (อุปัชฌาย์ฝ่ายภิกษุณีสงฆ์)

๑๙๓วิ.จลุ . (ไทย) ๗/๕๑๓/๒๕๕.

นางได้เป็นนางปวัตตินีบวชภิกษุณีหลายรูป เช่น พระมุตตาภิกษุณี พระทันติกาภิกษณุ ี
พระคุตตาภิกษุณี พระปุณณาภิกษุณี การเผยแผ่ของพระนางมหาปชาบดีโคตมียังเป็น
การช่วยให้สตรีเป็นหม้ายหนจี ากความกดดนั ทางสังคม ออกบวช เพราะความเป็นหม้าย
เปน็ ความเผ็ดร้อนในโลก๑๙๔ เพราะวัฒนธรรมอนิ เดียโบราณถือว่าเกยี รตขิ องสตรีอยู่กับ
การได้รับการคุ้มครองอย่างดีจากบิดามารดา การได้แต่งงานการมีบุตรและได้รับการ
คมุ้ ครองจากบตุ ร กรณีท่แี ต่งงานแล้วถกู หย่าร้าง คา่ หรอื เกียรตยิ ศจะลดลงเรอ่ื ยๆ๑๙๕

๒) บทบาทดา้ นการเผยแผธ่ รรมของพระนางเขมาภิกษณุ ี
บทบาทด้านการเผยแผ่ธรรม พระนางเขมาภิกษุณีได้เทศนาสั่งสอนให้
คนที่เป็นมิจฉาทิฐิ (มีความเห็นผิด) ที่มีความเชื่อว่า การไหว้หมู่ดาว การบูชาไฟ เป็น
หนทางนาไปส่สู ุคติ พระนางเขมาภิกษณุ ีได้สอนคนที่เปน็ มิจฉาทฐิ ิดว้ ยการปฏบิ ัตติ ัวเอง
ให้แบบอย่างว่า อาตมาไหว้พระพุทธองค์เท่านั้นก็ได้หลุดพ้นจากความทุกท้ังปวง๑๙๖
และนางเปน็ ผฉู้ ลาดในทางและไมใ่ ช่ทาง หมายถึง ทางแหง่ ทุคติ ทางแหง่ สุคติ และทาง
แห่งพระนพิ พาน ทางแห่งทคุ ติ คือ การยึดถอื ด้วยอานาจมิจฉาทฐิ ิมีติเตียนพระอริยเจ้า
เปน็ ต้น เมื่อตายไปย่อมเข้าถงึ อบายทุคติ นรก
ทางแห่งสุคติ หมายถึง ทางท่ียึดถือการกระทาด้วยอานาจสัมมาทิฐิ มี
ความเห็นถูกต้องตามคาส่ังสอนของพระพุทธองค์ ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นต้น เมื่อ
ตายไปย่อมเข้าถงึ สุคติ โลกสวรรค์๑๙๗
ทางแห่งพระนิพพาน หมายถึง การดับกิเลสและกองทุกข์ เป็น
จุดมุง่ หมายสงู สุด เปน็ ความจรงิ สงู สุด ในพระพุทธศาสนา การปฏบิ ตั ิธรรมของแต่ละคน

๑๙๔ข.ุ ช. (ไทย) ๒๘/๑๐๙๓/๒๐๒.
๑๙๕(วารสารพทุ ธศาสนศ์ ึกษา จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย ๒๕๔๗;๑๑(๒) : ๘๓)
๑๙๖ขุ.เถร.ี (ไทย) ๒๖/๔๕๓/๔๖๓.
๑๙๗อง.ฺ ทสก. (ไทย) ๒๔/๓๐/๕๒.

ก็เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายสูงสุดที่สามารถรู้เห็นด้วยการเจริญวิปัสสนา คือ การบรรลุ
นิพพาน๑๙๘

การเผยแผ่ศาสนาของพระนางเขมาภิกษุณีจึงมีประโยชน์แก่ผู้สนใจ ที่
ทาให้ผู้ฟังธรรมของพระนางมีเหตุผล มีความเห็นถูกต้อง และเข้าใจหลักธรรมของพระ
พุทธองค์

๓) บทบาทดา้ นการเผยแผ่ธรรมของพระนางอุบลวรรณาภิกษุณี
บทบาททางด้านการเผยแผ่ธรรม พระนางอุบลวรรณาภิกษุณีเป็นอัคร
สาวิกาฝ่ายซ้าย ได้รับเอตทัคคะในทางเป็นผู้มีฤทธ์ิมากเหมือนกับพระมหาโมคคัลลา
นะ๑๙๙ พระนางอุบลวรรณาภิกษุณีได้ทาประโยชน์ในการเผยแผ่ศาสนาเหมือนกับพระ
นางเขมาภิกษุณีดังท่ีพระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุท้ังหลาย นางภิกษุณีผู้มี
ศรทั ธา เมือ่ ปรารถนา ควรปรารถนาว่าเราจงเป็นเชน่ พระนางเขมาภกิ ษณุ แี ละพระนาง
อุบลวรรณาภิกษุณีเพราะพระนางเขมาภิกษุณีและอุบลวรรณาภิกษุณีเป็นตราชู
มาตรฐานของภิกษุณีสาวิกาในศาสนาของเรา๒๐๐ ในเหตุการณ์นี้ที่พระอุบลวรรณา
ภิกษุณีถูกนันทมาณพข่มขืนนั้น ท่านมิได้ปกปิดเรื่องเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว ได้บอกเรื่อง
ถูกข่มขืนแก่ภิกษุณีสงฆ์เพื่อความกระจ่างชัดในธรรมวินัย ถึงแม้ภิกษุณีสงฆ์ยังสงสัยว่า
นางยังมีความยินดีในกามอยู่หรือ? และเป็นการสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นแก่ภิกษุณี
สงฆ์ในการรวมทาสังฆกรรมมี การทาอุโบสถกรรม เป็นต้น เพราะในตอนแรกเหล่า
ภกิ ษุณสี งฆ์ต่างไมย่ อมใหพ้ ระนางอบุ ลวรรณาภกิ ษุณเี ข้ารวมทาสังฆกรรม หลงั จากที่ได้
ฟงั พระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์ ว่า ภิกษุณีไมย่ ินดี ไมม่ เี จตนา ไมเ่ ปน็ อาบัติ เหล่า
ภิกษุณีจึงได้อนุญาตให้พระพระอุบลวรรณาภิกษุณีเข้าร่วมสังฆกรรม และยังเป็นเหตุ
แรกที่พระพุทธองค์ทรงเห็นอันตรายจะเกิดแก่ภิกษุณีท่ีอาศัยอยู่ในป่า จึงทรงห้าม

๑๙๘ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๗/๑๑๘๘/๑๓๙.
๑๙๙องฺ.เอก. (ไทย) ๒๐/๑๕๐/๓๐.
๒๐๐องฺ.ทกุ . (ไทย) ๒๐/๓๗๖/๙๘.

ภิกษุณีไม่ให้อยู่ในป่า ให้อาศัยอยูใ่ นเขตทม่ี ีภิกษุจาพรรษาหรืออาศัยใกล้อยูใ่ กล้เมอื งใน
รศั มี ๒,๐๐๐ เมตร๒๐๑

๔) บทบาทดา้ นการเผยแผธ่ รรมของพระนางปฏาจาราภกิ ษุณี
บทบาททางด้านการเผยแผ่และเป็นนางปวัตตินี พระนางปฏาจารา
ภิกษุณีเป็นสาวิกาของพระพุทธองค์ท่ีได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศกว่าภิกษุณีท้ังหลาย
ฝ่ายทรงพระวนิ ัย๒๐๒ เหมือนกับพระอุบาลี แต่บทบาททางพระวนิ ยั ในการตดั สินอธกิ รณ์
ต่างๆ ของพระนางปฏาจาราภิกษุณีมิได้มีหลักฐานปรากฏ เน่ืองจากการตัดสินอธิกรณ์
ในสงฆพ์ ระอบุ าลีทาดีอยู่แล้วพระนางจึงมิไดม้ ีส่วนตัดสนิ อธิกรณ์ หากพจิ ารณาเกี่ยวกับ
บทบาททางวินัยแล้วภิกษุณีทุกรูปก็ต้องอย่ใู นกรอบของวินยั ความเป็นผู้เลิศทางนี้ของ
พระนางน่าจะเป็นผู้มีความจาพระวินยั และเคร่งครดั ในพระวินัย เพราะการดาเนินชวี ติ
ของบรรพชิตในศาสนาก็ต้องเคารพกฎ คือ วินัยมีศีล ๓๑๑ ข้อ การรักษาวินัยของ
นางปฏาจาราภกิ ษณุ ีจึงนา่ จะมีความชานาญกว่าภกิ ษุณีรูปอ่นื จนนางได้รับเอตทัคคะใน
ด้านน้ี
ในฐานะการเป็นนางปวัตตินี พระนางได้อุปสมบทแกส่ ตรหี ลายคนบวช
เป็นนางภิกษุณี เช่น พระนางอุตตมา และพระนางอุตตรา และได้กล่าวสอนพระนาง
อุตตมาภิกษุณี ด้วยการให้พิจารณาให้เข้าใจในเรื่องขันธ์ อายตนะ และธาตุ พระนาง
อุตตมาปฏิบัติตามโอวาทของนางปวัตตินีจนได้บรรลุอรหัตผล๒๐๓ ส่วนพระนางอุตตรา
ภกิ ษุณีนั้น พระนางปฏาจาราภกิ ษุณีผเู้ ปน็ อุปัชฌาย์ไดก้ ลา่ วสอนว่า “ทา่ นลา้ งเท้าเข้าไป
เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานตั้งจิตไว้ให้มีอารมณ์เดียว พิจารณาสังขารทั้งหลายโดยความ
เปน็ ของไมเ่ ท่ียง แปรปรวน และความเปน็ ของมิใช่ตัวตน พระนางกไ็ ด้เข้ากุฏิเรมิ่ ปฏิบัติ

๒๐๑วิ.มหา. (ไทย) ๑/๕๕/๒๕๖.
๒๐๒ขุ.อป. (ไทย) ๓๓/๑๖๐/๒๔๙.
๒๐๓ข.ุ เถร.ี (ไทย) ๒๖/๔๓๑/๔๕๐.

ตามคาสอนของนางปวัตตินี ต้ังแต่เวลาพลบค่าและสามารถทาความหลุดพ้นจากกิเลส
ทงั้ ปวง ไดบ้ รรลวุ ิชชา ๓ ไดแ้ ก่๒๐๔

๑) ปุพเพนวิ าสานสิ สติญาณ ความรู้ทีใ่ ห้ระลกึ ชาตไิ ด้
๒) จตุ ูปปาตญาณ ความร้จู ุติและอบุ ตั ิของสัตวท์ ั้งหลาย
๓) อาสวกั ขยญาณ ความรู้ทที่ าอาสวะให้สน้ิ
ภกิ ษณุ ีประมาณ ๓๐ รูป ไดเ้ ขา้ ไปในสานักของพระนางปฏาจาราภกิ ษุณี
เพ่ือรับฟังคาแนะนาของพระนางซ่ึงพระนางได้แนะนาภิกษุณีเหล่านั้นว่า ท่านท้ังหลาย
จงรีบล้างเท้าแล้วจงเข้าไปนั่ง จงทาใจให้สงบตามคาส่ังสอนของพระพุทธองค์ ภิกษุณี
จานวน ๓๐ รปู ได้พากนั ปฏิบัตติ ามคาแนะนาของพระนางจนได้บรรลุอรหตั ผล และพา
กนั เขา้ ไปกราบเทา้ พระนางปฏาจาราภิกษณุ ี เหมือนกบั เทวดาลอ้ มรอบพระอนิ ทร์๒๐๕
ประสบการณ์ชีวิตของนางท่ีได้ประสบกับความทุกข์อย่างใหญ่หลวงท่ี
เสียบิดามารดา สามี และบุตรช่วยสนับสนุนให้ท่านได้สอนธรรมะอย่างได้ผล ภิกษุณี
หลายรูปเมื่อเกดิ ปญั หาในการปฏิบัติธรรม จึงนิยมพากันไปหาท่านแล้วเล่าปัญหาให้ฟัง
นางกไ็ ดแ้ สดงธรรมให้ภิกษุณที ่ีเข้ามารับฟงั โอวาทในสานักของนาง เมอื่ ภิกษณุ ีเหล่าน้ัน
นาคาสอนของนางไปปฏิบัติตามก็สามารถแกป้ ัญหาที่ตนเองประสบได้
บทบาทของพระนางปฏาจาราภิกษุณีท่ีพระนางได้สั่งสอนภิกษุณี และ
เป็นนางปวัตตินี บวชให้สตรีจึงมีความสาคัญและเป็นประโยชน์แก่พระศาสนา และ
ชีวประวัติของนางเมื่อได้ศึกษาแล้วก็จะเป็นกาลังใจให้ผู้ประสบความทุกข์ได้ต่อสู้กับ
ปัญหา ไมท่ อ้ ถอยตอ่ อุปสรรคทเ่ี กดิ ขึ้นในชวี ติ
๕) บทบาทดา้ นการเผยแผ่ธรรมของพระนางธมั มทินนาภกิ ษุณี
บทบาทด้านเผยแผ่ธรรม พระนางธัมมทินนาภิกษุณีเป็นเลิศกว่าภิกษุ
ทัง้ หลายในทางเป็นธรรมกถกึ ๒๐๖ พระนางได้อธบิ ายธรรมให้วสิ าขอุบาสกผู้เป็นสามีของ

๒๐๔ข.ุ เถร.ี (ไทย) ๒๖/๔๕๙/๔๖๘.
๒๐๕ขุ.เถรี. (ไทย) ๒๖/๔๔๙/๔๖๐.

๒๐๖ อง.ฺ เอก.๒๐/๑๕๐/๓๑

นางเอง เน่ืองจากวิสาขอุบาสกฟังธรรมของพระพุทธองค์จนได้บรรลุอนาคามิผล เห็น
พระนางธัมมทินนาภิกษุณีกลับมาเมืองราชคฤห์เลยคิดว่า พระนางธัมมทินนาภิกษุณี
ต้องการลาสิกขาจึงเข้าไปหาพระนางธัมมทินนาภิกษุณีแล้วถามปัญหาในโสดาปัตติ
มรรคกับพระนางธัมมทินนาภิกษุณีพระนางอธิบายให้วิสาขอุบาสกได้อย่างง่ายดาย
แสดงให้ถึงความสามารถในด้านการอธบิ ายธรรมของพระนาง

วิสาขอุบาสกจึงได้ถามปัญหาในมรรคผลที่ตนยังไม่ได้บรรลุพระนางก็
ตอบได้ และห้ามวิสาขอุบาสกว่าอย่าได้ถามปัญหาเกินความรู้ของตนเลย เมื่อท่านไม่รู้
ความจริงก็จะไม่เช่ือ ถึงจะตอบปัญหาของท่านอย่างละเอียดท่านก็ไม่รู้ ท่านจึงแนะนา
ให้วิสาขอุบาสกไปถามพระพุทธองค์ วิสาขอุบาสกเม่ือทูลถามปัญหากับพระพุทธองค์
พระพทุ ธองค์กต็ รัสว่า “แม้เรากจ็ ะแก้ปัญหาเหมือนอย่างธัมมทนิ นา”๒๐๗

ปัญหาที่ธัมมทินนาเฉลยแก่วิสาขอุบาสกมีหัวข้อธรรมอาทิ ขันธ์ ๕,
ตัณหา ๓, มรรค ๘, อุปาทานขันธ์, สังขาร ๓, ผัสสะ ๓, เวทนา ๓, อวิชชา, วิชชา,
วมิ ตุ ต,ิ นพิ พาน เปน็ ตน้

หวั ข้อธรรมดงั ทก่ี ล่าวมานี้พระนางธัมมทนิ นาได้สนทนากบั วิสาขอุบาสก
มีปรากฏใน จุลลเจทัลลสูตร๒๐๘ บทบาททางด้านในการแสดงธรรมจึงได้มีประโยชนแ์ ก่
ผรู้ บั ฟัง เพราะผูท้ ่ีจะเข้าใจธรรมอย่างลกึ ซ้ึงและแกป้ ญั หาธรรมอย่างพระนางธัมมทินนา
คงจะหาไดย้ าก ผทู้ จ่ี ะแสดงธรรมแก่ผู้อ่นื น้ันจะต้องเปน็ ผู้มีปญั ญา เฉลียวฉลาด สามารถ
ทรงจาธรรมเป็นอยา่ งดี และพระพุทธองค์ทรงตรัสถึงพระนางธัมมทินนาภิกษุณีว่า เรา
ไมเ่ หน็ ภิกษุณีรูปอื่น ผ้เู ป็นธรรมกถึกเหมอื นธรรมทนิ นาภิกษุณี๒๐๙

๖) บทบาทดา้ นการเผยแผ่ธรรมของพระนางสิงคาลมาตาภกิ ษุณี

๒๐๗ม.มู. (ไทย) ๑๒/๕๑๓/๓๔๑.
๒๐๘ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๕๐๕-๕๑๓/๕๔๗-๕๕๕.

๒๐๙ขุ.อป. (ไทย) ๓๓/ ๑๖๓/๒๖๐.

บทบาทดา้ นมคี วามศรัทธาในพระพทุ ธองค์ พระสิงคาลมาตาภกิ ษณุ ีเป็น
เลิศกว่า ภิกษุณีทั้งหลายผู้หลุดพ้นจากกิเลสด้วยศรัทธา (สทฺธาวิมุตตา)๒๑๐ ศรัทธา
หมายถึง ความเชื่อท่ีประกอบด้วยเหตุผล มีความม่ันใจในความจริงความดีงามของการ
ทาความดี พระนางสิงคาลมาตาภิกษุณีก็เปน็ อีกรูปหน่ึงทม่ี ีความศรัทธาเลื่อมใสในพระ
สิริรูปสมบัติของพระพุทธองค์ พระพุทธศาสนาถือว่าผู้จะเกิดความเชื่อ ความเลื่อมใส
ในโลกถือเอาคุณสมบัติต่างๆ กันเป็นเคร่ืองทาให้เกิดศรัทธา เรียกว่า ประมาณ ๔
ได้แก่๒๑๑

๑) รูปัปปมาณิกา ผู้ถือเอาประมาณในรูป บุคคลที่มองเห็นรูปร่าง
สวยงามจงึ ชอบใจเลือ่ มใสนอ้ มใจที่จะเชือ่ ถือ

๒) โฆสัปปมาณิกา ผู้ถือประมาณในเสียง บุคคลได้ยินเสียงพูดจาท่ี
ไพเราะ จงึ ชอบใจเล่อื มใสนอ้ มใจท่จี ะเชอ่ื ถอื

๓) ลูขัปปมาณิกา ผู้ถือประมาณในความคร่าหรือเศร้าหมอง บุคคล
ทมี่ องเหน็ เครื่องใช้ความเปน็ อยูท่ ่ีเศร้าหมอง มีจวี ร สงั ฆาฎิ ครา่ ๆ เปน็ ต้น เชน่ เห็นพระ
กสิ าโคตมภี ิกษณุ ีใช้ผ้าเศร้าหมอง จงึ ชอบใจเลื่อมใสนอ้ มใจทจ่ี ะเชอื่ ถอื

๔) ธัมมัปปมาณิกา ผู้ถือประมาณในธรรม บุคคลท่ีพิจารณาด้วย
ปญั ญาเห็นการปฏิบัตดิ ี ปฏบิ ัตชิ อบ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา จงึ ชอบใจเลอื่ มใสนอ้ มใจที่จะ
เชื่อถือ

ความศรัทธาในพระสิรริ ปู สมบัติของพระพทุ ธองค์ที่มีตอ่ พระนางสิงคาล
มาตาภิกษุณีก็เหมือนกับพระวักกลิผู้เป็นสาวกฝ่ายภิกษุสงฆ์ การแสดงความศรัทธาจึง
เปน็ อีกบทบาทหน่ึงของแบบอยา่ งแกป่ ระชาชนท่ีทาใหเ้ กดิ ความเคารพในพระพทุ ธ พระ
ธรรม พระสงฆ์ และนาไปสู่การศึกษาให้เกดิ ความเข้าใจในหลักธรรมได้ เพราะบุคคลมี
นิสยั ทแ่ี ตกตา่ งกัน ความมีศรัทธาของพระสิงคาลมาตาภิกษณุ ีจึงเปน็ อีกวิธีการหน่ึงที่จะ

๒๑๐องฺ.เอก. (ไทย) ๒๐/๑๕๐/๓๑.
๒๑๑องฺ.จตุตกฺ . (ไทย) ๒๑/๖๕/๙๓.

ทาให้เกิดความศรัทธาในศาสนา และสามารถทาความเชือ่ ในหลักคาสอนพิจารณาดว้ ย
เหตุผล เข้าถงึ ความหลดุ พน้ จากความทุกข์เหมอื นพระสิงคาลมาตาภิกษณุ ีได้

๗) สรปุ บทบาทดา้ นการแผยเผ่ธรรม
บทบาทด้านการเผยแผ่ของภิกษุณีในสมัยพุทธกาลพอสรุปประเด็นได้
ดงั นี้

๑) ด้านการสอนธรรมและเปน็ นางปวตั ตนิ ี
๒) ดา้ นการสอนทท่ี าตวั เป็นแบบอยา่ ง
บทบาทของภกิ ษุณีดา้ นสอนธรรมและเป็นนางปวตั ตนิ ีมี ๓ รปู คอื
๑) พระนางมหาปชาบดีโคตมี มีบทบาทในเรื่องเปน็ ผ้ขู วานขวายให้
สตรีออกบวชและเปน็ นางปวัตตนิ บี วชภกิ ษณุ หี ลายรปู
๒) พระนางปฏาจาราภิกษุณี มีบทบาทในเรื่องกล่าวสอนภิกษุณีให้
พจิ ารณาขันธ์ อายนะ และธาตุ และกล่าวสอนภิกษุณีจนบรรลุอรหัตผล
๓) พระนางธัมมทินนาภิกษุณี มีบทบาทในเร่ืองอธิบายธรรมให้วิ
สาขอบุ าสกให้เกดิ ความเขา้ ใจ
บทบาทของภกิ ษณุ ีดา้ นทาตวั เป็นแบบอยา่ งมี ๓ รูป คอื
๑) พระนางเขมาภิกษุณี มีบทบาทในเร่ืองสอนคนท่ีเป็นมิจฉาทิฏฐิ
ดว้ ยการปฏบิ ตั ิตัวเองให้เปน็ แบบอยา่ งดว้ ยการระลกึ ถึงพระรตั นตรยั
๒) พระนางอุบลวรรณาภิกษุณี มีบทบาทในเรอ่ื งการไม่ปกปิดกรณี
ถกู นันทมาณพขม่ ขนื เพอ่ื ใหภ้ กิ ษุณสี งฆ์เกดิ ความกระจ่างชัดในธรรมวนิ ยั
๓) พระนางสิงคาลมาตาภิกษุณี มีบทบาทในเร่ืองการมีศรัทธาช้ี
นาไปสู่ความเข้าใจธรรม
ส่วนภิกษุณีท่ีมีบทบาทด้านการเผยแผ่ไม่ปรากฏเด่นชัดมี ๗ รูป ได้แก่
พระนางรูปนันทาภิกษุณี พระนางโสณาภิกษุณี พระนางสกุลาภิกษุณี พระนางกุณฑล
เกสาภิกษุณี พระนางภัททากาปิลานีภิกษุณี พระนางภัททากัจจานาภิกษุณี พระนางกิ
สาโคตมภี กิ ษุณี

๓.๑.๓ บทบาทด้านการศกึ ษาของภกิ ษุณใี นสมัยพทุ ธกาล
การศึกษา หมายความว่า กระบวนการเรียนรู้เพ่ือความเจริญงอกงามของ
บุคคลและสังคมโดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึกฝน และการอบรม๒๑๒ สตรีเม่ือได้รับ
การอุปสมบทเป็นภิกษุณีแล้วมีหน้าที่พึงกระทาในพระพุทธศาสนา คือ การเรียนรู้
ฝกึ ฝนมีลักษณะการเรยี นรู้ ๒ ลกั ษณะ คือ

๑) คนั ถธุระ ธุระฝา่ ยคมั ภรี ์ คอื การศกึ ษาเล่าเรียนธรรมวนิ ยั
๒) วิปัสสนาธุระ ธุระฝ่ายเจริญวิปัสสนา คือ การบาเพ็ญภาวนาซ่ึง
รวมทัง้ สมถะด้วย เรยี กรวมเขา้ ในวิปัสสนาโดยฐานเปน็ ส่วนคลมุ ยอด๒๑๓
เป็นที่น่าสังเกตวา่ การศึกษาของภิกษุณีในสมัยพทุ ธกาลไม่มีระบวุ ่าภิกษณุ ีรปู
ใดมอี ุปกรณ์การเรยี น เชน่ สมดุ ปากกา ดนิ สอ มแี ต่บรขิ ารสาหรับดารงชพี ภิกษณุ ีจะมี
วิธีเรียนอย่างไร การเรียนในสมัยน้ันใช้ระบบการเรียนแบบ มุขปาฐะ (mouth to
mouth) หมายถึง ระบบการถ่ายทอดโดยการท่อง คือ ฟังจากครูแล้วท่องจาข้ึนใจ
กรรมวธิ ใี นการเรียนอย่างนีผ้ ู้เรียนจะต้องใชป้ ระสาทสัมผัสที่สาคญั คือ หู สาหรบั ใครฟัง
มากจาไดม้ าก เรยี กว่า พหุสูต๒๑๔

๒๑๒ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๔๒, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพค์ ุรสุ ภาลาดพรา้ ว, ๒๕๔๒), หน้า ๒.

๒๑๓พระราชวรมุนี (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม
(Dictionay of Buddhism), พิมพ์ครั้งท่ี ๔, (กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั ,
๒๕๒๘), หน้า ๗๖.

๒๑๔เสฐียรพงษ์ วรรณปก, พุทธศาสนา : ทรรศนะและวิจารณ์, (กรุงเทพมหานคร :
พิมพม์ ตชิ น, ๒๕๔๓), หน้า ๘๗.

ผูเ้ รยี นรูท้ ฤษฎีและการปฏิบัติ ภิกษณุ รี ู้ว่าตนบวชตอนอายุมากก็ตอ้ งรบี เจริญ
วิปัสสนาธุระ เพ่ือความไม่ประมาทในเวลา จะได้กาจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไป กรณี
พระนางโสณาภิกษุณีบวชตอนอายุมาก นางไม่ประมาททาความเพียรจนได้สาเร็จเป็น
อรหันต์

จากการศึกษาบทบาทด้านการศึกษาของภกิ ษณุ ใี นสมัยพทุ ธกาลทม่ี ีปรากฏใน
พระไตรปิฎกและอรรถกถาท่ีพอสรุปให้เห็นบทบ าท ด้านกา รศึกษาท่ีปรากฏเ ด่น ชัด
ดังต่อไปน้ี

๑) บทบาทดา้ นการศึกษาของพระนางอบุ ลวรรณาภิกษุณี
บทบาทด้านการศึกษา ภิกษุณีอันเตวาสินี (ภิกษุณีผู้ขออยู่ร่วมสานัก)
ของพระนางอุบลวรรณาภิกษุณี เรียนวินัยอยู่ ๗ ปี ก็ไม่สามารถทรงจาได้ ภิกษุณีก็ไม่
สามารถติดตามพระพุทธองค์ไปทุกหนทกุ แห่งได้ เพ่ือจะรับโอวาทจากพระพุทธองคจ์ ึง
ไม่สะดวกในการแสดงอาบัติ พระพุทธองค์จึงทรงอนุญาตให้ภิกษุณีกล่าวสอนวินัยแก่
อันเตวาสินีได้ พระนางอุบลวรรณาภิกษุณีก็ได้เปน็ ผู้กล่าวสอนวินัย และวิธีแสดงอาบัติ
แก่อันเตวาสิวาสินี ทาให้ภิกษุณีไม่ต้องเดินติดตามพระพุทธองค์ไปทุกหนทุกแห่ง
บทบาทของการใหก้ ารศกึ ษาวินัยของนางพระอบุ ลวรรณาภิกษุณี ทาให้เหน็ ประโยชน์ที่
เกิดขึ้นของผู้อยู่ประพฤติพรหมจรรย์ของสตรี คือ มีความปลอดภัย มีความสะดวก
เพราะสภาวะทางสรีระของสตรีมีรอบเดือนทาให้โลหิตเปรอะเป้ือนเครื่องนุ่งห่ม
ก่อให้เกิดความราคาญแก่ตัวเองและผู้อ่ืนแล้วยงั จะเป็นการทาลายศรัทธาให้น้อยลงไป
และภิกษุณียังมีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัย เพราะบ่อยครั้งภิกษุณีถูกคุกคามจาก
บุรษุ บา้ ง จากโจรบา้ ง การส่งั สอนอนั เตวาสนิ อี ยู่ภายในสานกั จงึ เป็นแนวทางท่แี ก้ปัญหา
เหล่านี้ให้บรรเทาเบาบางลดลงได้
๒) บทบาทดา้ นการศกึ ษาของพระนางรปู นันทาภิกษณุ ี

บทบาททางด้านให้การศึกษา พระนางรูปนันทาภิกษุณี เป็นเลิศกว่า
ภิกษุณีท้ังหลายผู้ยินดีในฌาน๒๑๕ พระนางรูปนันทาได้ให้การศึกษาแก่เพ่ือนภิกษุณี
ทั้งหลาย มีการให้คาปรึกษาในการปฏิบัติธรรมของภิกษุณีทั้งหลายผู้ยินดีในฌาน อัน
ได้แก่ ฌาน ๔ คือ

(๑) ปฐมฌาน มีองค์ ๕ คอื วิตก วิจาร ปติ ิ สุข เอกัคคตา
(๒) ทตุ ยิ ฌาน มอี งค์ ๓ คือ ปติ ิ สขุ เอกัคคตา
(๓) ตตยิ ฌาน มอี งค์ ๒ คือ สุข เอกัคคตา
(๔) จตตุ ถฌาน มีองค์ ๒ คอื อุเบกขา เอกัคคตา๒๑๖
ในขณะท่ีภิกษุณีรูปอ่ืนยินดีในฌาน พระนางรูปนันทาภิกษุณีเป็น
ผ้สู าเรจ็ ธรุ ะ ระหว่างภกิ ษณุ ที ง้ั หลายผูย้ ินดีในฌาน พระนางรปู นนั ทาภกิ ษณุ อี าสารับเอา
ภาระธุระของเพื่อนภิกษุณีทั้งหลาย มีการทากิจวัตรแทนเพื่อนภิกษุณีด้วยกัน บทบาท
ของพระนางในด้านนีแ้ สดงถึงความมีน้าใจ เออ้ื เฟื้อ เสยี สละตอ่ สหธรรมกิ ทีจ่ ะกอ่ ให้เกิด
ความมีสามัคคีในหมู่ภิกษุณีสงฆ์ เม่ือเรามองดูที่การทาประโยชน์ของพระนางรูปนันทา
ในการให้คาปรึกษา ช่วยเหลือเพื่อนภิกษุณีด้วยกันแสดงว่าความเป็นผู้มีคุณสมบัติใน
ด้านเป็นผยู้ นิ ดใี นฌานของพระนาง สามารถทาประโยชนแ์ กผ่ ูอ้ ื่นดว้ ยการให้ความรู้เร่ือง
ฌานจงึ เป็นคณุ สมบัติท่มี อี ยู่ของพระนางรปู นนั ทาอยแู่ ล้ว
๓) บทบาทด้านการศึกษาของพระนางกุณฑลเกสาภกิ ษณุ ี
บทบาททางด้านการศึกษา พระนางกณุ ฑลเกสาภิกษุณีเป็นเลศิ กว่าภิกษุ
ทงั้ หลายในทางตรสั รไู้ ด้เรว็ พลัน๒๑๗ ในพระไตรปฎิ กไดก้ ล่าวถึงการใชป้ ัญญาของนางใน
ตอนเปน็ ฆราวาส พระนางกุณฑลเกสาภิกษุณีใช้ปัญญาในการเอาตวั รอดมาได้ จากการ
ที่สามีผู้มีนิสัยโจรได้หลอกนางไปฆ่าเพื่อชิงเอาทรัพย์สมบัติ แต่พระนางมีความรู้เท่าทัน
สามีท่นี สิ ัยโจรสามารถฆ่าสามีนสิ ัยโจรในทีน่ ้นั การใชป้ ญั ญาของพระนางตอนนีส้ ามารถ

๒๑๕องฺ.เอก. (ไทย) ๒๐/๑๕๐/๓๑.
๒๑๖ ม.มู.๑๒/๑๐๒/๗๒
๒๑๗องฺ.เอก. (ไทย) ๒๐/๑๕๐/๓๐.

นามาเป็นความรู้แก้ไขปัญหาที่เกิดข้ึนเร็วพลัน แก่ผู้ประสบปัญหาเช่นนี้ได้ ประวัติของ
พระนางจึงเป็นแนวทางการใชป้ ัญญาแกป้ ัญหากับประสบการณช์ วี ิต

เม่อื นางได้อุปสมบทแลว้ ได้เห็นนา้ ล้างเทา้ ไหลไป พระนางได้พจิ ารณาถึง
ความเกดิ ขึน้ และความดบั ของขันธ์ ๕ เหมอื นกับนา้ ล้างเทา้ จิตของพระนางกไ็ ด้หลุดพ้น
จากกิเลสดังนั้นเราจึงเห็นว่ามนุษย์จะดาเนินชีวิตจะขาดปัญญาไปไม่ได้ เพราะปัญญา
เป็นประธานในการพจิ ารณาว่าอะไรดีไมด่ ี อะไรถูก อะไรไมถ่ ูก ผมู้ ีปญั ญาย่อมปกครอง
ตนได๒้ ๑๘

หลักการใช้ปญั ญาของพระนางจงึ น่าจะเปน็ บทบาทอีกบทบาทหน่ึงที่จะ
เปน็ ประโยชนเ์ พราะในทศั นพทุ ธปรชั ญาก็มีความคิดว่า มนุษย์เป็นสัตว์มีเหตุผล ปญั ญา
ความร้จู ะเกดิ ขึ้นไดก้ ต็ อ้ งอาศัยการคิด การจะคิดดว้ ยเหตผุ ลกจ็ ะตอ้ งคิดด้วยปัญญาท่ีได้
เรยี นรมู้ า ปญั ญาจึงมไี ด้ทงั้ บรุ ุษและสตรีความแตกต่างของมนุษย์จะแตกต่างกนั ก็เพราะ
ความรู้ท่ีได้อบรมมาไม่เหมือนกัน ด้วยเหตุที่พระนางมปี ัญญาไหวพริบเร็วพระพุทธองค์
จึงได้ทรงยกยอ่ งพระนางว่าเปน็ เลิศกวา่ ภกิ ษทุ ั้งหลายฝา่ ยขปิ ปาภิญญา๒๑๙

๔) บทบาทด้านการศกึ ษาของพระนางภทั ทกาปลิ านภี ิกษุณี
บทบาทด้านการศึกษา พระนางภัททากาปิลานีภิกษุณีเป็นเลิศกว่า
ภิกษุณีท้ังหลาย ในทางด้านเป็นผู้ระลึกชาติก่อนๆ ได้ (บุพเพนิวาสญาณ) นางได้กล่าว
ส่ังสอนภิกษุณีในสานักของพระนางหลายรูป พระนางได้แนะนานางถุลลนันทาภิกษุณี
ให้ปฏิบัติตามธรรมวินัย ไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง แต่พระนางถุลลนันทาภิกษุณีก็มิได้
ปฏิบัติตามคาแนะนาของพระนาง กลับเป็นภิกษุณีทีต่ ้องอาบตั แิ ละถูกปรับอาบตั หิ ลาย
ขอ้
ในคราวหนึ่งอันเตวาสินีของพระนางภัททกาปิลานีภิกษุณีทะเลาะกับ
ภิกษุณีท้ังหลายแล้ว หนีไปโดยมิได้บอกกล่าวใคร พระนางได้ส่ังให้เพ่ือนภิกษุณีไปติด
ตามที่บ้านญาติของนางภิกษุณีรูปทห่ี ายไปนั้น อาศัยเหตุดังกลา่ วนพี้ ระพุทธองค์จึงทรง

๒๑๘ส.ส. (ไทย) ๑๕/๑๗๕/๕๒.
๒๑๙ขุ.อป. (ไทย) ๓๓/๑๖๑/๒๕๔.

บัญญัติสิกขาบทว่า ภิกษุณีไปในละแวกบ้านผู้เดียวต้องอาบัติสังฆาทิเสส๒๒๐ บทบาท
ของพระนางภัททกาปลิ านภี ิกษุณีแสดงใหเ้ หน็ ว่าพระนางไมไ่ ด้เพียงพร่าสอนอนั เตวาสินี
ใหป้ ฏิบตั ติ ามคาสอนของพระพทุ ธองค์เท่านัน้ แต่พระนางยงั แสดงความห่วงใยต่ออันเต
วาสินซี ง่ึ อาจเกดิ อันตรายในระหว่างเดินทางได้ พระนางจึงให้เพื่อนภิกษุณีติดตามอันเต
วาสนิ ขี องนาง ความรับผิดชอบของนางในฐานะท่ีเป็นภกิ ษุณีในพุทธศาสนา จงึ ถือได้ว่า
ได้ทาประโยชน์ทั้งแก่ตนเอง คือ พระนางได้เจริญวิปัสสนากรรมฐานจนได้บรรลุพระ
อรหัตผลเป็นผู้ชานาญในบุพเพนิวาสญาณ และทาประโยชน์ต่อผู้อ่ืน คือ พระนางได้
กล่าวสั่งสอนอนั เตวาสนิ ีหลายรูป เชน่ พระนางถุลลนันทาภิกษุณี เปน็ ตน้

๕) บทบาทด้านศึกษาของพระนางภัททกัจจานาภิกษุณีหรอื พระนาง
ยโสธราภกิ ษณุ ี

บทบาททางด้านการศึกษา พระนางภัททากัจจานาภิก ษุณีมี
ความสามารถเป็นพิเศษในการสอนธรรมแก่ภิกษุณีและฆราวาสท่ีเล่ือมใส เพราะพระ
นางสามารถตรวจสอบความสามารถของแต่ละคน และแนะนาผู้ปฏิบัติให้ปฏิบัติอย่าง
เห็นผลตามแนวท่ีได้รับการฝึกมา ความเป็นผู้มีอภิญญาของพระนางจึงประสบ
ความสาเร็จในการอบรมสั่งสอนแก่ผู้ปฏิบัติจิตภาวนา ในสานักของพระนางเป็นอย่าง
มาก๒๒๑ บทบาทในด้านการศึกษาของพระนางจึงเป็นการให้ความรู้แก่ภิกษุณี และ
ฆราวาสได้ปฏิบตั ไิ ด้ถกู ต้องตามหลักธรรมวินัย

๖) บทบาทดา้ นการศกึ ษาของพระนางกิสาโคตมภี กิ ษุณี
บทบาททางด้านการศึกษา พระนางกิสาโคตมภี ิกษณุ ีเปน็ เลิศกวา่ ภิกษุณี
ท้งั หลายในด้านทรงจีวรเศรา้ หมอง๒๒๒ เน่อื งจากว่าพระกิสาโคตมีภิกษณุ ที าเป็นตวั อย่าง

๒๒๐ว.ิ ภิกฺขุนี. (ไทย) ๓/๔๐/๒๑.
๒๒๑ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์, สตรีในสมัยพุทธกาล, พิมพ์คร้ังที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร :
เรือนแกว้ การพมิ พบ์ ริษัทส่องศยาม จากดั , ๒๕๔๕), หน้า ๑๐.
๒๒๒องฺ.เอก (ไทย) ๒๐/๑๕๐/๓๑.

ทาเป็นแบบอย่างของภิกษุณีด้วยการเป็นผู้สันโดษด้วยปัจจัย ๔ ประกอบกับด้วยพระ
นางมีคุณลักษณะชอบนาเศษผ้า จากกองหยากเยือบ้าง จากป่าช้าบ้าง จากถนนบ้าง
เอามาทาเป็นสังฆาฏิและจีวร๒๒๓ การกระทาของนางจึงเป็นการสอนแบบปฏิบัติ
(Pragmatic) คอื การสอนแบบเป็นทาตัวเองให้เป็นแบบอย่างที่ดี ไมใ่ ช่มีแต่ทฤษฎี การ
สอนแบบเป็นตวั อยา่ งที่ดจี ึงถอื ได้ว่าเปน็ การสอนทีด่ ที ่ีสดุ

ในด้านการแสดงความเคารพต่อพระพุทธองค์ พระนางกิสาโคตมีแมจ้ ะ
ได้บรรลุธรรมแลว้ พระนางได้เหาะมาทางอากาศมาเฝ้าพระพุทธองค์ ขณะนนั้ ท้าวสกั กะ
คอื พระอนิ ทร์ กาลังเข้าเฝ้าพระพุทธองค์จงึ กราบทูลพระพทุ ธองค์ว่า ภิกษณุ รี ปู นั้น ช่ือ
อะไร พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า ภิกษุณีรูปน่ัน ช่ือ พระนางกิสาโคตรมีเป็นธิดาของ
อาตมา หมายถึง เป็นลูกในธรรม คือ เป็นภิกษุณีในจานวนของพุทธบริษัท ๔ ได้แก่
ภกิ ษุ ภกิ ษณุ ี อุบาสก อบุ าสิกา

บทบาทในทางด้านการศึกษาของพระนางกิสาโคตมีภิกษุณี เป็นสาเหตุ
ให้ภกิ ษณุ ที ้ังหลายไดถ้ ือเอาเปน็ แบบอย่างในการดาเนนิ ชีวิตแบบบรรพชิต เพราะวา่ การ
จะเลือกแนวทางปฏิบัติตามน้ัน หากไม่มีรูปแบบการปฏิบัติท่ีดี อาจทาให้ผู้ปฏิบัติเกิด
ความสงสัยไม่แน่ใจว่าควรจะเลือกเอาแนวปฏิบัติรูปแบบใด พระนางกิสาโคตมีภิกษุณี
จึงถือว่าเป็นภิกษุณีอีกรูปหน่ึงที่น่าเอาเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติที่ถูกต้องตามธรรม
วินัยบทบาทดา้ นการศึกษาของภกิ ษุณใี นสมยั พุทธกาล คาว่า การศกึ ษา มีนักวชิ าการได้
ใหแ้ นวคิด เชน่

๑) การศกึ ษา หมายถงึ ความเจรญิ งอกงาม ผู้เรยี นจะไดง้ อกงามข้ึน
ตามความตอ้ งการของตนเองและสังคม๒๒๔

๒๒๓ข.ุ อป. (ไทย) ๓๓/๑๖๒/๒๕๘.
๒๒๔สาโรช บวั ศรี, “จริยธรรม” สารานกุ รมศึกษาศาสตร์ เล่ม ๒, ๒๕๓๒, หน้า ๓-๖.

๒) การศึกษา หมายถึง การถา่ ยทอดความรู้ ทกั ษะและทศั นคตอิ นั มี
คุณคา่ เพ่ือจดุ ประสงคใ์ นบัน้ ปลาย๒๒๕

แต่ในสมัยพุทธกาลได้ให้คาจากดั ความด้านการศึกษาไว้ว่า เราท้ังหลาย
พึงศึกษาอย่างนี้ว่า จะครอบงาย่ายลี าภและมติ รช่ัว๒๒๖ หมายถึง การทารายตัณหามิให้
เกิดและการไม่คบคนช่ัวเป็นมิตร พระพุทธองค์ตรัสถึงการศึกษาอีกว่า ดูกรโคตมี ท่าน
พงึ ศึกษาธรรมเหล่านี้เปน็ ไปเพอ่ื คลายกาหนัด ไม่เป็นไปเพอื่ ความกาหนัด เป็นไปเพอื่ ไม่
ประกอบสตั ว์ไวไ้ มเ่ ป็นไปเพ่อื ไม่ประกอบสตั วไ์ ว้ เป็นไปเพอื่ ไม่สั่งสมกิเลส ไม่เป็นไปเพ่ือ
ไม่สั่งสมกิเลส เป็นไปเพ่ือความเป็นผู้มักน้อย ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักมาก เป็นไป
เพื่อสันโดษ ไม่เป็นไปเพ่ือไม่สันโดษ เป็นไปเพ่ือความสงัด ไม่เป็นไปเพ่ือความคลุกคลี
ดว้ ยหมคู่ ณะ เปน็ ไปเพือ่ ปรารถนาความเพียร ไม่เป็นไปเพอ่ื ความเกียจคร้าน เป็นไปเพือ่
ความเป็นคนเลี้ยงง่าย ไม่เป็นไปเพื่อความเลี้ยงยาก ดูกรโคตมี ท่านพึงทรงจาไว้โดย
อย่างหนงึ่ ว่า น้ีเปน็ ธรรมวินัย เปน็ คาสอนของพระศาสดา๒๒๗

๗) สรุปได้ว่าบทบาทดา้ นการศึกษามคี วามหมายดง้ั นี้
๑) ด้านการสอนวนิ ัย
๒) ด้านใชค้ าปรึกษา
๓) ด้านใหก้ ารศึกษาแบบประสบการณ์ตรง

บทบาทของภกิ ษุณีในด้านการสอนวนิ ยั มี ๒ รูป คอื
๑) พระนางอุบลวรรณนาภกิ ษุณใี นเรื่องสอนวธิ ีแสดงอาบัติแก่อันเต

วาสินี

หนา้ ๖. ๒๒๕ ส. ศิวรักษ์, ปรัชญาการศึกษา, (กรุงเทพมหานคร :ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๒๒),

๒๒๖อง.ฺ อฏฺฐ. (ไทย) ๒๓/๙๘/๑๔๗.
๒๒๗องฺ.อฏฐฺ . (ไทย) ๒๓/๑๔๓/๒๕๖.

๒) พระนางภัททกาภิกษุณี ในเร่ืองสอนภิกษุณใี นสานกั และแนะนา
พระนางถุลนันทาภกิ ษณุ ใี ห้ปฏิบัติตามธรรมวนิ ัย

บทบาทดา้ นให้คาปรกึ ษามี ๒ รูป คือ
๑) พระนางรูปนนั ทาภกิ ษณุ ี ในเรื่องใหค้ าปรกึ ษาในการปฏิบัติธรรม

ของภิกษณุ ีท้งั หลายผู้ยินดีในฌาน
๒) พระนางกัททากจั จาภิกษณุ ีหรอื ยโสธราภิกษุณี ในเร่ืองแนะนาผู้

ปฏิบัติจิตภาวนาให้ปฏิบัติเห็นผล เนื่องจากพระนางสามารถตรวจความสามารถของผู้
ปฏิบัติจติ ภาวนา

บทบาทดา้ นใหก้ ารศกึ ษาแบบประสบการณต์ รง มี ๒ รูป คือ
๑) พระนางกุลฑลเกสาภิกษุณี ในเรื่องใช้ปัญญาแก้ปัญหาชีวิตจาก

การเอาตัวรอดท่ีสามีโจรหลวกไปฆ่าชงิ เอาทรพั ย์สมบัติ
๒) พระนางกิสาโคตมี ในเร่ืองการให้การศึกษาแบบปฏิบัติเป็น

แบบอยา่ งส่วนภิกษุณที ีบ่ ทบาทด้านการศึกษาไม่ปรากฏเด่นชดั มี ๗ รูป ไดแ้ ก่ พระนาง
มหาปชาบดีโคตมี พระนางเขมาภิกษุณี พระนางปฏาจาราภิกษุณี พระนางธัมมทินนา
ภกิ ษุณี พระนางโสณาภิกษุณี พระนางสกลุ าณภี กิ ษุณี พระนางสิงคาลมาตาภิกษณุ ี

๓.๑.๔ บทบาททางดา้ นธารงพระธรรมวนิ ัยของภิกษณุ ีในสมัยพทุ ธกาล
ธารง หมายถึง ทรงไว้ ชูไว้ ลักษณะของภิกษุณีผู้ธารงพระวินัยเพื่อให้
สอดคลอ้ งกบั เวลาสถานทแี่ ละส่ิงแวดล้อม ดงั นน้ั ในสมยั พทุ ธกาลเราจึงไดเ้ หน็ พระพุทธ
องค์ทรงแก้ไขบทบัญญตั ิ เพ่ือใหเ้ กดิ ความมรี ะเบียบเรยี บรอ้ ยข้ึน บทบาทดา้ นธารงธรรม
มีลักษณะดงั นี้

๑) เมื่อมีข้อสงสัยในธรรมวินัยก็ทูลถามให้เกดิ ความชัดเจนแล้วจึงนาไป
ปฏิบตั ิ

๒) ถ้ารู้ว่าประพฤติอย่างน้ีต่อไปจะผิดธรรมวินัยก็ป้องกันก่อนที่จะเกิด
การประพฤติผิด

๓) รกั ษาธรรมวินยั ให้ถูกตอ้ งตามบทบัญญัติ

จากการศึกษาบทบาทด้านธารงพระธรรมวินัยของภิกษุณใี นสมยั พุทธกาลท่ีมี
ปรากฏในพระไตรปิฎกและอรรถกถาพอสรุปให้เห็นบทบาทด้านธารงพระธรรมวินัยท่ี
ปรากฏเด่นชัด ดังต่อไปนี้

๑) บทบาทด้านการธารงพระธรรมวินยั ของพระนางมหาปชาบดโี คต
มภี กิ ษณุ ี

บทบาทด้านธารงพระธรรมวินยั พระมหาปชาบดีโคตมีมีบทบาทสาคญั
ในการทูลขอให้พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้ภิกษุณีชาระร่างกายด้วยน้าเป็นนิจ อัน
เน่ืองมาจากมาตุคามมีกลิ่นตัวเหม็น และทูลพรให้พระพุทธองค์ทรงแก้ไขพระพุทธ
บัญญัติ อันเนื่องมาจากท่ีพระพุทธองค์ทรงบัญญัติครุธรรม ๘ ประการ ข้อท่ีพระพุทธ
องค์ทรงบัญญัติว่า ภิกษุณีแม้บวชมาต้ัง ๑๐๐ พรรษา ก็ต้องแสดงความเคารพต่อภิกษุ
แม้พ่ึงบวชในวันนั้นด้วยการกราบไหว้ การลุกข้ึนต้อนรับ การทาอัญชลีกรรม
สามีจิกรรม ซ่ึงการทูลขอของพระนางมีจุดประสงค์ให้พระพุทธองค์ทรงแก้ไขพุทธ
บัญญัติข้อนี้ด้วยการให้ภิกษุ และภิกษุณี กราบไหว้ ลุกขึ้นต้อนรับ อัญชลีกรรม
สามจี กิ รรม ตามลาดับผู้บวชกอ่ นหลงั ไมใ่ ชใ่ หภ้ กิ ษณุ ีแสดงความเคารพฝ่ายเดียว

การทูลขอของพระมหาปชาบดีโคตมีแสดงให้เห็นว่า นางมคี วามเสยี สละ
และรับผิดชอบต่อการปฏิบัติตามตามพุทธบัญญัติ มีความกล้าใช้สิทธิทูลขอพรให้พระ
พทุ ธองค์ทรงปรับปรุงแกไ้ ขพทุ ธบัญญตั ิ ถงึ แมว้ ่าการทูลขอของพระนางมหาปชาบดีโคต
มจี ะไมไ่ ด้รบั การอนุญาตจากพระพทุ ธองค์ และทรงบญั ญตั ิสกิ ขาบทเก่ียวกบั เร่ืองนีว้ า่ “
ดกู รภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภกิ ษไุ ม่พงึ กราบไหว้ การลกุ รบั อญั ชลกี รรม สามีจิกรรม แกม่ าตคุ าม
รูปใดทา ต้องอาบัติทุกกฎ”๒๒๘ แต่การทาหน้าที่ของผู้เป็นสาวิกาผู้รู้ธรรมก่อนใครของ
นาง แสดงให้เห็นบทบาทถึงความรับผิดชอบในขอ้ ปฏิบัติท่พี ระพุทธองค์ทรงบัญญัตใิ ห้
ภิกษณุ ีทุกรูปปฏิบัติตามอยา่ งเคร่งครัด และเป็นแบบอย่างของผ้ทู เ่ี ป็นผ้นู าท่มี คี วามกล้า

๒๒๘ว.ิ จลุ . (ไทย) ๗/๕๒๑/๒๖๑.

เรียกร้องความถูกตอ้ ง และก่อให้เกิดผลดีแก่ภกิ ษุณีเพราะได้แนวทางในการปฏิบตั ิและ
ขจัดความสงสัยในการปฏบิ ตั อิ อกไป

๒) บทบาทดา้ นการธารงธรรมวินยั ของพระนางโสณาภกิ ษุณี
บทบาททางด้านการธารงธรรมวินัย พระนางโสณาภิกษุณีเป็นเลิศกว่า
ภกิ ษณุ ีทง้ั หลายทางด้านเปน็ ผปู้ รารภความเพียร๒๒๙ ชีวิตฆราวาสพระนางอยู่กินกับสามี
มบี ตุ รดว้ ยกัน ๑๐ คน เมื่อถงึ วัยชราจึงได้ออกบวชในสานักของภิกษุณีสงฆ์ เดมิ ท่านชื่อ
ว่าโสณา แต่เนื่องจากพระนางเป็นผู้มีบุตรมากจึงได้ชื่อว่า พหุปุตติกาโสณา การทา
หน้าท่ีของพระนางในการใช้ชีวิตแบบบรรพชิต เท่าที่ปรากฏในพระไตรปิฎก คือ พระ
นางได้ทาประโยชน์แก่เพ่ือนภิกษุณีด้วยการต้มน้าร้อนเตรียมไว้สาหรับภิกษุณีสงฆ์ใน
ครั้งท่ีพระนางประกอบความเพียรและอดโทษให้แก่เหล่าภิกษุณีผู้ไม่รู้คิดล่วงเกินพระ
นาง๒๓๐
บทบาทของพระนางโสณาภิกษุณีในศาสนาไม่มีปรากฏชัด แต่ถ้าหาก
เราพิจารณาตามความเป็นจริงแล้วภิกษณุ ที กุ รปู ก็มีส่วนในการประกอบภาระกิจในพระ
ศาสนา มกี ารสร้างเสนาสนะ โรงเกบ็ ของ และบอ่ น้า เปน็ ต้น ดงั ม่ีพระพทุ ธองค์ทรงตรัส
ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุณีในศาสนาน้ีได้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์”๒๓๑ สตรีท่ีเข้ามา
บวชในพระพุทธศาสนาจึงต้องทาหน้าท่ี คือ ประกาศศาสนา และ รักษาธรรมวินัย
เหมือนกันหมด
๓) สรปุ บทบาทของนางภกิ ษณุ ดี ้านการธารงธรรมวินัย
บทบาทของภกิ ษุณใี นสมยั พุทธกาลด้านธารงธรรมวนิ ัยพอสรุปออกเป็น
ประเดน็ ต่างๆ ได้ดังน้ี

๑) ดา้ นทูลขอแก้ไขพระบญั ญตั ิ
๒) ด้านปอ้ งกนั เพอ่ื นภกิ ษณุ ไี ม่ให้ละเมดิ อาบัติ

๒๒๙อง.ฺ เอก. (ไทย) ๒๐/๑๕๐/๓๑.
๒๓๐ข.ุ เถรี. (ไทย) ๒๖/๔๔๖/๔๕๙, ขุ.อป. (ไทย) ๓๓/๑๖๖/๒๗๐.
๒๓๑วิ.ม. (ไทย) ๔/๒๑๐/๒๗๕.

บทบาทด้านการทูลขอแก้ไขพระบัญญัติมี ๑ รูป คือ พระนางมหาปชา
บดีโคตมี ในเรื่องทูลขอให้พระพุทธองค์อนุญาตให้สตรีอาบน้า และทูลขอให้ภิกษุและ
ภกิ ษณุ ที าความเคารพตามอายพุ รรษา

บทบาทดา้ นการป้องกันเพอ่ื นภิกษณุ ไี มใ่ หล้ ะเมิดอาบัติมี ๑ รปู คอื พระ
นางโสณาภิกษุณี ในเรอื่ งทากจิ วัตรให้เรียบร้อยกอ่ นเพ่ือนภกิ ษุณผี ู้ไม่รู้จะกลา่ วตาหนิ

ส่วนภิกษุณีที่มีบทบาทด้านธารงพระธรรมวินัยปรากฏไม่เด่นชัดมี ๑๑
รูป ได้แก่ พระนางเขมาภิกษุณี พระนางอุบลวรรณาภิกษุณี พระนางปฏาจาราภิกษุณี
พระนางธมั มทินนาภิกษุณี พระนางรูปนันทภิกษณุ ี พระนางโสณาภิกษุณี พระนางสกลุ า
ภิกษุณี พระนางกุณฑลเกสาภิกษุณี พระนางภัททากัจจานาภิกษุณี พระนางกิสาโคตมี
ภิกษณุ ี พระนางสิงคาลมาตาภกิ ษณุ ี

๓.๑.๕ บทบาทด้านสงั คมสงเคราะหข์ องภิกษณุ ใี นสมยั พทุ ธกาล
สงเคราะห์ หมายถึง การช่วยเหลือ การอุดหนุน ลักษณะการสงเคราะห์ของ
ภิกษุณีที่ปรากฏในพระไตรปิฎกมีวิธีการสงเคราะห์ด้วยการให้การบวช อาหาร น้า
นอกเหนือจากน้ียังมีการให้การสงเคราะห์ด้วยการแสดงธรรม เพราะการให้ธรรมชนะ
การให้ทั้งปวง๒๓๒ และสอนวิชาความรู้ในพระพุทธศาสนาตลอดจนให้ได้รับการ
สงเคราะห์สูงสุด คือ การบรรลุธรรม ซึ่งถือว่าเป็นการให้การสงเคราะห์ที่มีค่ามากกว่า
การให้วัตถุ ส่งิ ของ เพราะวัตถุเหล่านี้มนั จะมีค่าก็ตอ่ เม่ือเราไดใ้ ช้มัน
จากการศึกษาบทบาทด้านสังคมสงเคราะห์ของภิกษุณีในสมัยพุทธกาลที่มี
ปรากฏในพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่พอสรุปให้เห็นบทบาทด้านสังคมสงเคราะห์ที่
ปรากฏเดน่ ชดั ดังต่อไปน้ี

๑) บทบาทด้านสังคมสงเคราะห์ของพระนางโสณาภิกษณุ ี
บทบาทด้านการสงเคราะห์ พระนางโสณาภิกษุณีหลังจากที่ได้บรรลุ
อรหันต์แล้ว พระนางพิจารณาเห็นบรรดานางภิกษุณีที่ส่ังให้พระนางต้มน้าร้อนกลัว

๒๓๒ข.ุ ธ. (ไทย) ๒๕/๒๔/๕๒-๕๓.

ภกิ ษุณเี หลา่ นนั้ จะกลา่ วลว่ งเกนิ ดูหมิ่นพระนางแลว้ จะทาให้เกิดบาปแกภ่ กิ ษณุ ีผู้ไม่รู้ว่า
พระนางได้บรรลุอรหัตผลแล้ว จึงได้อธิษฐานเตโชธาตุบรรดาลให้น้าร้อนอุ่นขึ้นทันที
เพ่ือป้องกันการกล่าวโทษแก่พระนางและไม่ให้อกุศลเกิดขึ้นแก่ผู้ท่ีไม่รู้เป็นการป้องกนั
ความเสื่อมที่อาจจะเกิดขึ้นจากความไม่เข้าใจ การแก้ปัญหาที่เราสามารถมองเห็น
ปัญหาอยู่จึงแก้ไขไดแ้ ละเป็นการแกป้ ญั หาทีจ่ ะทาไมใ่ ห้เกดิ ปญั หาในภายหลังได้

๒) บทบาทด้านสังคมสงเคราะห์ของพระนางปฏาจาราภกิ ษุณี
บทบาทด้านสังคมสงเคราะห์ พระนางปฏาจาราภิกษุณีได้ทาการ
สงเคราะห์ภิกษุณี ๓๐ รูป ท่ีอยู่ในสานักของท่าน และภิกษุณีอีก ๕๐๐ รูป ให้ได้รับฟัง
ธรรมเทศนาของท่าน การใหข้ องพระนางถอื วา่ เหนือส่ิงทัง้ ปวงดังพทุ ธพจน์ว่า สพฺพทาน
ธมฺมทาน ชินาติ การให้ธรรมชนะการให้ท้ังปวง ในด้านวัตถุพระนางได้สงเคราะห์ ข้าว
น้าแก่นางจันทาเป็นประจาทุกวัน และยังสงเคราะห์ให้นางจันทาได้รับประโยชน์สูงสุด
ด้วยการให้บวชเป็นภิกษุณี แนะนาพระนางจันทาภิกษุณีให้ปฏิบัติธรรมจนบรรลุเป็น
พระอรหัตผล๒๓๓
บทบาทในด้านการทาการสงเคราะห์ของนางจึงมีความสาคัญ ต่อผู้เข้า
มาปฏิบัติธรรม เพราะผู้จะทาความเพียรน้ันร่างกายกับจิตต้องสัมพันธ์กัน ร่างกายก็
ต้องการอาหารเพ่ือมีกาลังในการประกอบความเพียร การประกอบความเพียรกเ็ พ่อื ให้
จติ สงบจากกเิ ลสทจ่ี ะเขา้ มาทาใหจ้ ติ ไม่สงบเกิดความวนุ่ วาย
การทาหนา้ ที่ของพระนางในฐานะเปน็ ภกิ ษณุ ีไดช้ ่วยประกาศธรรมะของ
พระพุทธองค์ แก่ประชาชนเพ่ือให้เกิดความศรัทธาและความเข้าใจในพระพุทธศาสนา
บทบาทของพระนางปฏาจาราภิกษุณีจึงได้มีความสาคัญต่อศาสนาเพราะพระนางเป็น
ภิกษุณีที่ทาหน้าที่ในฐานะนางปวัตตินี และผู้ทรงพระวินัย เพราะเป็นการทาหน้าที่ใน
ฐานะของนางภกิ ษณุ ีผู้ออกจากเรอื นบวชแล้วในศาสนา

๒๓๓ข.ุ เถร.ี (ไทย) ๒๖/๔๕๐/๔๖๐-๔๖๑.

บทบาทดา้ นสังคมสงเคราะห์ของภกิ ษุณีในสมัยพุทธกาลมีนกั ปราชญ์ได้
ให้ความหมายไว้ คือ สังคมสงเคราะห์ หมายถึง การให้ความช่วยเหลือดูแลผู้อื่นด้วย
ความเมตตาความกรณุ า๒๓๔

๓) สรปุ บทบาทดา้ นสงั คมสงเคราะห์
บทบาทของภิกษุณมี ีบทบาทด้านสงั คมสงเคราะห์พอสรปุ ไดเ้ ปน็ ๒ ดา้ น
คือ

๑) ด้านสงเคราะห์ดว้ ยการใหธ้ รรม
๒) ด้านสงเคราะหด์ ้วยการให้วตั ถุ สิ่งของ
บทบาทด้านสงเคราะหด์ ว้ ยให้ธรรมมี ๒ รูป คือ
๑) พระนางโสณาภกิ ษุณี ในเรอื่ งอธฐิ านเตโชธาตุให้น้าร้อน ป้องกนั
เพ่อื นภกิ ษุณีกล่าวลว่ งเกนิ เพือ่ มใิ หเ้ กดิ บาปแก่ภิกษณุ ีผไู้ ม่รู้
๒) พระนางปฏาจาราภิกษุณี ในเร่ืองสงเคราะห์ภิกษุณีในสานัก
และภกิ ษุณอี กี ๕๐๐ รูป จนได้บรรลอุ รหตั ผล
บทบาทด้านสงเคราะห์ด้วยการใหว้ ัตถุ สิ่งของมี ๑ รูป คอื พระนางปฏา
จาราภิกษณุ ี ในเร่อื งสงเคราะห์ ขา้ ว นา้ แก่นางจนั ทาเป็นประจาทุกวัน
ส่วนภิกษุณีที่ไม่มีบทบาทด้านสังคมสงเคราะห์ปรากฏเด่นชัดมี ๑๑ รูป
ไดแ้ ก่ พระนางมหาปชาบดโี คตมี พระนางเขมาภกิ ษุณี พระนางอบุ ลวรรณาภิกษุณี พระ
นางธัมมทินนาภิกษุณี พระนางรูปนันทภิกษุณี พระนางสกุลาภิกษุณี พระนางกุณฑล
เกสาภกิ ษณุ ี พระนางภทั ทกาปลิ านีภิกษุณี พระนางภัททากจั จานาภกิ ษณุ ี พระนางกิสา
โคตมภี กิ ษุณี พระนางสิงคาลมาตาภิกษุณี
การศึกษาบทบาทของภิกษุณีในสมัยพุทธกาลพบว่าภิกษุณีทุกรูปได้ทา
หน้าท่ีของตนและต่อสังคมได้เป็นอย่างดี และเป็นยอมรับการยกยองจากพระพุทธองค์

๒๓๔พระราชวรมุนี (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม
(Dictionay of Buddhism), พิมพ์ครง้ั ท่ี ๔, (กรุงเทพมหานคร : มหาจฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย,
๒๕๒๘), หน้า ๔๐๕.

ใหไ้ ดร้ ับตาแหน่งเอตทัคคะในด้านต่างๆ ในจานวนภกิ ษุณีทไ่ี ดร้ ับเอตทคั คะ ๑๓ รูป เว้น
แต่พระนางสกุลาภิกษุณีไม่มีบทบาทอะไรเท่าท่ีปรากฏในพระไตรปิฎก และอรรถกถา
พอสรุปได้ว่า พระสกุลาภิกษุณีเป็นธิดาพราหมณ์ ผู้มีทรัพย์และข้าวเปลือกมากมายใน
เมือง พาราณสี นางได้ฟังธรรมจากภิกษุรูปหน่ึงแล้วพอใจในการบวช จึงสละทรัพย์
สมบัติออกบวชไม่นานก็ได้บรรลุอรหัตผล เป็นผู้ชานาญในฤทธ์ิและทิพโสต พระพุทธ
องค์จึงทรงตั้งพระนางสกุลาภิกษุณีในตาแหน่งเอตทัคคะว่า สกุลาภิกษุณีเป็นเลิศกว่า
ภิกษุณที ั้งหลาย ฝา่ ยผมู้ จี กั ษุทพิ ย์๒๓๕ แตห่ ลกั ฐานในพระไตรปฎิ กปรากฏวา่ พระนางสกุ
ลาภิกษุณีไม่มีบทบาทอะไรนอกการบาเพ็ญสมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐานจน
สาเรจ็ เป็นพระอรหันต์ เปน็ ผูเ้ ลศิ ทาง
ดา้ นจักษทุ พิ ย์

ในสงั คมอินเดยี การออกบวชเปน็ ภกิ ษุณจี ะเปน็ วธิ ีการหนง่ึ ท่ที าใหส้ ตรีได้
มีบทบาทในสังคมและเป็นท่ียอมรับของสังคม ทาให้มองเห็นภาพของความเสมอภาค
ด้านความสามารถของสตรีสู่สายตาในสังคมปจั จุบัน แม้ปริบทของระยะเวลานน้ั ความ
เช่ือ วัฒนธรรมประเพณีของอินเดีย จะเป็นขอบเขตให้กระทาตามแนวความคิดยัง
ประสบกับปญั หาอย่บู ้างท่จี ะก่อความยุติธรรมให้เกิดขนึ้ ในสังคม

๓.๑.๖ สรุปสถานภาพและบทบาทของภกิ ษณุ ใี นสมยั พทุ ธกาล
จากการศึกษาสถานภาพและบทบาทของภิกษณุ ีในสมัยพุทธกาลพอสรปุ ได้ว่า
สตรีในอินเดียก่อนพุทธศาสนายังไม่ได้อุบัติน้ัน สตรียังไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม
เชน่ สตรไี ม่มสี ทิ ธิประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้ตามลาพัง แตเ่ มื่อพุทธศาสนาอุบัติขึ้น
สตรีได้มีบทบาทหน้าท่ีในศาสนา เนื่องจากศาสนาพุทธเป็นทางเลือกใหม่ท่ีทาให้สตรี
ได้รับอิสระทางความคิด ที่จะออกบวชหาทางหลุดพ้น และทาประโยชน์ต่อสังคม
โดยรวมซึ่งถือได้ว่าคาสอนของพระพุทธองค์ได้ส่งเสริมที่จะยกระดับสตรีให้ดีกว่าเดิม
เพราะในสังคมอินเดียผู้มีบทบาททางศาสนาก็เทา่ กับว่ามีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของคน

๒๓๕องฺ.เอก (ไทย) ๒๐/๑๕๐/๓๑, ขุ.เถรี. (ไทย) ๒๖/๔๔๕/๔๕๘, ขุ.อป. (ไทย) ๓๓/
๑๖๔/๒๖๔.

ในสงั คม พร้อมทัง้ พุทธศาสนาส่งเสรมิ ให้สตรที าหน้าที่ในศาสนาเหมอื นบุรุษ ซง่ึ คา่ นิยม
ความเช่ือ เกี่ยวกับสตรีแบบเก่าคิดว่า สตรีไม่สามารถอยู่อย่างอิสระได้ ต้องพ่ึงบิดา
มารดา สามี บุตร เสมอไปน้ัน เป็นความเชื่อดั่งเดิมของคนอินเดียในการประกอบ
พิธีกรรมทางศาสนาท่ีสตรจี ะตอ้ งพ่ึงพาผ้อู นื่ ทาให้สตรีไมม่ ีส่วนในการประกอบพิธีกรรม
ในศาสนาของคนอินเดีย ซ่ึงถือได้ว่าบทบาทในศาสนาเป็นตัวกาหนดสถานะความ
เปน็ อยูข่ องสตรี เชน่ ความเชือ่ ทวี่ ่าสตรีที่มีบุตรก็จะช่วยให้บรรพบุรุษข้ึนสวรรค์พ้นจาก
นรกขุมท่ีช่ือว่า ปุตตะ ได้ แต่พุทธศาสนาถือว่าบุคคลจะไปสวรรค์นรกก็ด้วยกรรมของ
ตนที่กระทา และตอ้ งรับผิดชอบในส่ิงทต่ี นกระทาไม่ได้ขึ้นตอ่ บุคคลอ่ืน

เม่ือพระนางมหาปชาบดีโคตมีทูลขออนุญาตให้พระพุทธองค์อนุญาต การ
อุปสมบทให้สตรีด้วยเหตุผลว่ามนุษย์ทุกคนไม่ว่าบุรุษหรือสตรี สามารถบรรลุธรรมได้
เหมือนกัน การอนุญาตให้สตรีบวชเป็นภิกษุณี เป็นการช่วยให้สตรีได้แสดง
ความสามารถของตนให้เป็นท่ียอมรับของสังคม และช่วยเหลือสตรีท่ีเป็นหญิงหม้าย
ไม่ให้ถูกดูถูกเหยียดหยาม จานวนสตรีที่เป็นหม้ายเมื่อได้มาบวชเป็นภิกษุณีแล้วก็ได้ทา
ประโยชน์แก่พระศาสนา พระพุทธองค์ก็ทรงยกย่องบรรดาภิกษุณีเหล่านี้ในความเป็น
เลิศทางด้านต่างๆ เช่น พระมหาปชาบดีโคตมีภิกษุณี แสดงว่าปัญญาของสตรีถ้าได้รับ
การศึกษาเหมือนบรุ ุษในทางโลกและทางธรรมแลว้ กส็ ามารถให้ปญั ญาไตร่ตรองรับรู้ได้
แบบเดียวกับบุรุษ หากจะแตกต่างกันระหว่างชายและหญิงที่คนส่วนใหญ่เห็นว่าบุรุษ
และสตรีจะมีความแตกต่างทางสรีระ ความแตกต่างทางด้านสรีระก็มิได้ทาให้ฝ่ายใด
ฝ่ายหนึ่งด้อยกว่าเหนือกว่าฝ่ายใด เพราะแต่ละฝ่ายก็ต้องทาตามสภาวะธรรมชาติของ
ตนเอง เช่น ในสภาวะของการมีครอบครัวฝ่ายหญิงก็ต้องดูแลให้ความอบอุ่นแก่ บุตร
ธิดา ท้งั หญงิ และชายจงึ ตอ้ งพงึ พาอาศยั กนั และกนั การบวชภกิ ษุณีก็เปน็ การสร้างความ
สมดุล กรณีที่หญิงหม้ายอยู่ในสถานะที่ได้สูญสิ้นครอบครัวออกไปจากชีวิตแล้ว ความ
เบื่อหน่ายในชีวิตสตรีเหล่าน้ีก็เป็นทางเลือกท่ีสตรีจะหาทางพ้นจากความทุกข์ได้ โดย
การหาทางออกก็คือ การเข้ามาบวชเป็นภิกษุณีปฏิบัติตามหนทางอริยมรรค ท่ีพุทธ
ศาสนาได้เตรียมไวส้ าหรับคนท่ีมีความตอ้ งการพ้นจากความทกุ ข์

การบวชของสตรีในตอนแรกๆ ก็ไม่ได้มีความคาดหวังว่าจะมีบทบาทอะไร
ในทางศาสนา ก็เพ่ือจะได้ศึกษาธรรมของพระพุทธองค์ แต่การบวชของสตรีกม็ ีเงื่อนไข
คือ การปฏบิ ัติตามธรรมวนิ ัยทีม่ ีครธุ รรม ๘ ประการ ความมบี ทบาทก็ไดเ้ กิดขึ้นด้วยการ
ปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธองค์ เพราะหลักธรรมของพระพุทธองค์มีเพ่ือ
ประโยชน์ของมหาชน ดังน้ันสตรีที่เข้ามาในธรรมวินยั แล้วสามารถทาหน้าที่ของตนเอง
และให้เปน็ ประโยชนแ์ ก่ผอู้ ื่นโดยอัตโนมัติ การศกึ ษาบทบาทของภกิ ษุณใี นสมยั พุทธกาล
ได้ศึกษาวิเคราะห์จากประวัติและเอตทัคคะของภิกษุณีที่ปรากฏในพระไตรปิฎกและ
อรรถกถา บทบาทของภิกษุณีที่ศึกษาได้วางโครงสร้างในแบบประจักษ์ (empirical)
เพื่อชี้เป็นแนวทางให้เห็นถึงการปฏิบัติของภิกษุณีอันก่อให้เกิดบทบาทที่เด่นชัดใน
ศาสนา ด้านการปกครอง ด้านการเผยแผ่ ด้านการศึกษา ด้านการก่อสร้าง ด้านการ
สังคมสงเคราะห์ เพราะการทาหน้าทข่ี องความเปน็ ภิกษุณีทเี่ ข้ามาสู่ธรรมวินัย ไม่ได้ขดั
กับบทบัญญัติของพระพุทธองค์ หากแต่หลักธรรมของพระพุทธองค์ได้ช่วยส่งเสริมให้
สตรใี นฐานะภกิ ษณุ ไี ด้ทากิจของตนเอง และของผู้อ่นื ได้อย่างเตม็ ความสามารถและเป็น
ท่ียอมรบั ของสังคมโดยรวมได้เป็นอย่างดี

บทท่ี ๔

ฐานะของสตรีในสมยั ก่อน-หลงั พุทธกาล

ฐานะของสตรีในสมัยก่อนพุทธกาลและหลังพุทธกาลนั้น ถึงแม้จะไม่ได้
แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ก็นับได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงและแตกต่างกนั อยู่บ้าง ในบทนี้
จะกล่าวถึงฐานะหรือสถานภาพของสตรีโดยทั่วไป คือ สตรีทุกช้ัน วรรณะ อายุ ทั้งใน
สมัยก่อนพุทธกาลและสมัยพุทธกาล เพื่อที่จะเปรียบเทียบให้เห็นความเหมือน ความ
แตกตา่ ง และแสดงถงึ บทบาทของพุทธศาสนาท่ีมีส่วนในการเปลยี่ นแปลงฐานะของสตรี
ให้ดีข้ึน โดยในการกล่าวถึงสถานภาพของสตรีน้ันจะแบ่งกล่าวเป็น ๒ ประเด็น คือ
สถานภาพของสตรีในสังคม ซ่ึงเป็นการกล่าวถึงสตรีในฐานะที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ
ครอบครวั คอื กล่าวถงึ สตรใี นฐานะบุตร ภรยิ า มารดา หญงิ หม้าย และสตรที ปี่ ระกอบ
อาชีพ อกี ประเดน็ หนงึ่ จะพูดถงึ สถานภาพของสตรีในทางธรรมหรือทางศาสนา

๔.๑ สถานภาพของสตรใี นสังคม
๔.๑.๑ สตรีในฐานะบตุ ร
ท่านปัญญานันทะภิกขุ ได้กล่าวบรรยายสภาพของสตรีในสมัยก่อนพุทธกาล

ไวว้ ่า “...ฐานะของผ้หู ญิงยงิ่ ลาบากใหญ่ ผูห้ ญงิ เปน็ แคเ่ พียงพนั ธะของครอบครวั เปน็ ลูก
ที่เกดิ มาทาความขายหน้าแกพ่ อ่ แม่ถ่ายเดียว ส่วนลูกชายมฐี านะ ชว่ ยพ่อใหพ้ ้นจากนรก
ขมุ ทีช่ ือ่ ว่า ปุตตะ แตล่ ูกหญิงชว่ ยไม่ได้ เม่อื โตเปน็ สาวก็ถกู เกบ็ ไว้ภายในบ้าน เปน็ บคุ คล
ผู้ท่ีจะนาไปประมูลขายในตลาดวิวาห์เท่าน้ัน เสรีภาพของหญิงไม่มีเลยด้วยประการทงั้
ปวง นีเ้ ปน็ สังคมของอินเดียกอ่ นพทุ ธกาล...”๒๓๖

๒๓๖ปัญญานันทะภกิ ขุ, ทางสายกลาง, (กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพเ์ กษมบรรณกจิ ,
๒๕๑๑), หน้า ๒๔๖.

ในสมัยพุทธกาล บุตรหญิงเป็นภาระ เป็นความกังวลของพ่อแม่ เพราะหาก
เมือ่ ถงึ เวลาอันควรแลว้ หญงิ ใดท่พี ่อแม่ไม่สามารถหาคู่ครอง จดั การแตง่ งานให้ได้ กจ็ ะ
เป็นความอับอายของวงศ์ตระกูล โดยในสมัยน้ันถือกันว่า หน้าที่ของหญิงสาวก็คือการ
แตง่ งานมคี รอบครวั ดังน้นั หญงิ ใดทไ่ี ม่สามารถหาชายที่จะมาเป็นสามีไดจ้ งึ เป็นท่ีเพ่งเล็ง
เป็นท่ีดูหม่ินดูแคลนของสังคม การมีบุตรหญิงจึงเป็นความกงั วลและความทุกข์ของพอ่
แม่ ย่ิงกว่านั้นบุตรหญิงก็ไม่สามารถช่วยบิดาให้พ้นจากนรกปุตตะได้ เพราะตาม
ประเพณีฮินดูท่ีเช่ือถือกัน บุตรชายเท่านั้นที่จะประกอบพิธีกรรมให้กับบิดาที่ล่วงลบั ไป
การประกอบพธิ ีกรรมภายหลังบดิ าเสียชีวิตน้ี ชาวอินเดียกอ่ นพุทธกาลถอื เป็นส่ิงสาคัญ
มาก เพราะหมายถึงการที่ผตู้ ายจะได้รบั ความสขุ ในชีวติ หน้า ความเช่ือในเรือ่ งนม้ี ีความ
เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกบั การแต่งงาน เพราะชายท่ีแต่งงานต่างก็มีจุดหมายอย่ทู ี่การได้
บุตรชาย ไว้ช่วยให้ตนรอดพ้นจากนรกท่ีชื่อว่าปตุ ตะ และช่วยให้ตนได้ไปสวรรค์ ดังน้ัน
การแต่งงานจึงมีเป้าหมาย คือ การได้บุตรชาย โดยสตรีที่เป็นภรรยาน้ันเป็นเพียงวิธี
(means) ซ่ึงจะทาใหไ้ ดม้ าซงึ่ บุตรชายเทา่ นัน้

ในสมัยพทุ ธกาล จากหลักฐานทมี่ กี ลา่ วถึงสตรใี นคัมภรี ต์ ่างๆ ของพทุ ธศาสนา
แสดงให้เห็นว่าสถานภาพของสตรีผู้เป็นลูกน้ันได้เปล่ียนแปลงไปในทางท่ีดีขึ้นกว่าแต่
ก่อน ก็คือการถือกาเนดิ ของบุตรหญิงน้ัน แม้จะไม่มีหลักฐานแสดงว่าได้รับการตอ้ นรบั
และเป็นท่ียินดี แต่ก็ไม่มีหลักฐานอันแสดงว่า การได้บุตรหญิงน้นั เป็นความเศร้า ความ
ผิดหวังของครอบครัว นอกจากน้ันแล้วก็ยังไม่มีหลักฐานใดแสดงว่าบุตรชายได้รับการ
ต้อนรับดีกว่าอีกด้วย การมองบุตรหญิงว่าเป็นความกังวล เครื่องถ่วง เครื่องกีดขวาง
ของบิดาน้ัน เร่ิมจะหมดความสาคัญ หรือแม้ยังคงมีอยู่ก็น้อยลงไปเป็นลาดับ เพราะ
พุทธศาสนาไมไ่ ดใ้ ห้ความสาคญั ตอ่ ความเช่อื เร่อื งพธิ ีกรรมท่ีจาเปน็ จะต้องมีบตุ รชายเป็น
ผู้ประกอบพิธี ให้แก่บิดาผู้ล่วงลับอีกต่อไป บุตรชายหรือบุตรหญิงจึงไมม่ ีความแตกต่าง
กันในด้านการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและความเช่ือ เม่ือเป็นเช่นน้ีค่าหรือ
ความสาคัญของบตุ รชายกล็ ดน้อยลงไป และฐานะของบุตรหญงิ ก็ดขี ึ้นโดยปริยาย และ
โดยทั่วไปการถือกาเนิดข้ึนของเด็กชาย เด็กหญิงก็ได้รับการต้อนรับและเป็นท่ียินดี

ด้วยกันในฐานะเป็นลูก โดยไม่ได้รังเกียจหรือทานึงถึงเพศ ดังนั้นในสมัยนี้เม่ือกล่าวถึง
ถูกที่เป็นศูนย์รวมแห่งความรัก ความหวังของพ่อแม่ ก็หมายถึงทั้งลูกชาย ลูกหญิง ใน
พระไตรปิฎกกม็ ีการกล่าวถึงบุตรโดยไม่เจาะจงเพศ ดังขอ้ ความในนัตถปิ ตุ ตสมสตู ร ว่า

“ความรักเสมอดว้ ยความรกั บตุ รไม่มี”๒๓๗
พระพทุ ธองคเ์ องกท็ รงเสนอทรรศนะใหมเ่ ม่ือครั้งที่พระเจ้าปเสนทิ แหง่ แคว้น
โกศลทรงผิดหวัง ไม่พอพระทัยท่ีพระนางมัลลิกาประสูติพระราชธิดา โดยตรัสกับพระ
เจา้ ปเสนทิ วา่
“มหาบพิตรผู้เป็นใหญ่ยิ่งกว่าปวงชน แท้จริงแม้สตรีบางคนก็เป็นผู้ประเสริฐ
พระองค์จงชุบเลยี้ งไว้ สตรีทีม่ ปี ัญญา มีศีล ปฏิบัตแิ ม่ผวั พ่อผัวดังเทวดา จงรักสามี บุรษุ
ท่เี กดิ จากสตรีนั้นยอ่ มเป็นคนแกล้วกลา้ เป็นเจ้าแห่งทิศได้ บตุ รของภริยาท่ดี เี ช่นนั้น แม้
ราชสมบตั กิ ค็ รอบครองได้”๒๓๘
แสดงให้เห็นว่าพระพุทธองค์ทรงเสนอทรรศนะใหม่ที่ค้านกับทรรศนะเดิม
โดยเห็นว่า หญิง ชาย ก็มีความสามารถเสมอกัน บุคคลจะดีได้น้ันเพราะความรู้
ความสามารถ การกระทา ไม่ใช่ที่เพศ และด้วยเหตุน้ีพุทธศาสนาจึงเห็นว่า บุตรหญิงก็
อาจดกี วา่ บุตรชายได้
เรื่องราวตา่ งๆ ในพระไตรปิฎกและอรรถกถากส็ ะทอ้ นให้เห็นทรรศนะของคน
โดยท่ัวไปที่มีต่อสตรีในฐานะบุตรบ้างเช่นกัน เช่นเร่ืองของมหาสุวรรณ๒๓๙ กุฎุมพีแห่ง
กรงุ สาวตั ถี เป็นผู้ม่งั มดี ้วยทรัพย์สมบตั ิ แต่ไม่มีบตุ ร จึงวงิ วอนขอบตุ รจากเทพแห่งต้นไม้
ใหญ่ โดยกล่าวว่าถา้ ตนได้บตุ ร ไม่วา่ จะบตุ รชายหรือธิดา กจ็ ะทาการสักการะใหญ่ถวาย
มหาสุวรรณไม่ได้มีความรังเกียจบุตรหญิง หรือลาเอียงบุตรชาย ขอเพียงให้เป็นลูกก็
พอใจ จะเป็นเพศใดก็ได้ การท่ีมหาสุวรรถเมีความคิดเช่นนี้ ก็พอจะสะท้อนให้เห็นถึง
ทรรศนะใหม่ท่ีแตกต่างไปจากทรรศนะเก่าของฮินดู ถึงแม้ ในกรณีน้ีเรายงั ไมอ่ าจกล่าว

๒๓๗ส.ส. (ไทย) ๑๕/๒๘/๙.
๒๓๘ส.ส. (ไทย) ๑๕/๓๗๗/๑๒๑.
๒๓๙ธ.อ. (ไทย) ๑/๓-๔. (ธมั มปทฏั ฐกถา)

ได้อย่างเตม็ ทวี่ ่ามหาสวุ รรณไดร้ บั อทิ ธิพลจากพุทธศาสนา เพราะขณะนน้ั มหาสวุ รรณยัง
เป็นบุคคลนอกพุทธศาสนาอยใู่ นเวลานัน้ ก็ตาม

ในด้านของการขอเด็กมาเล้ียงเป็นบุตร ในสมัยนั้นไม่ปรากฏว่ามีการขอ
เด็กชาย แต่การขอเด็กหญิงมาเล้ียงเป็นบุตรน้ัน เป็นท่ียอมรับและกระทากันบ้าง ซึ่งก็
แสดงถึงการยอมรับบุตรหญิง ดังมีปรากฏในเรื่องท่ีนางโสมาวตี ได้รับการอุปถัมภ์ค้าชู
จากครอบครัวมิตตา๒๔๐ หรือกรณีท่ีกษัตริย์พระองค์หนึ่งได้ขอนางกาณา๒๔๑ มาเล้ียง
และทรงตั้งไวใ้ นตาแหน่งพระราชธดิ าองคใ์ หญ่

โดยท่ัวไปแม้การถอื กาเนิดของทั้งบุตรชายและบุตรหญงิ จะเป็นทย่ี ินดี แต่ก็มี
อยู่บางกรณีท่ีบุตรชายยังเป็นที่ต้องการมากกว่าบุตรหญิง ดังเช่น กรณีของพระเจ้าป
เสนทิ ซ่ึงพระองค์เป็นกษัตริย์อันอยู่ในฐานะที่ประชาชนพลเมืองต้องการหรือคาดหวัง
ว่าจะต้องมีโอรสเพ่ือสืบเชื้อสายหรือราชบลั ลังก์ ในกรณีเช่นน้ีบุตรหญิงจะไม่ได้รับการ
ต้อนรับเละเป็นที่ยินดีเท่าบุตรชาย ดังจะเห็นได้จากการท่ีพระเจ้าปเสนทิทรงแสดง
ความผดิ หวัง กบั พระพุทธองคท์ พี่ ระนางมัลลิกาประสูตรพระราชธิดา แตโ่ ดยท่ัวไปแล้ว
ก็ยงั กลา่ วไดว้ ่า ฐานะของหญงิ ทีเ่ ปน็ ลกู นั้นดีข้ึนและได้รบั การยอมรบั มากขึ้น

ในด้านฐานะของหญิงสาวในสมัยพุทธกาลก็จัดได้ว่าดีกว่าสมัยก่อนพุทธกาล
ซ่ึงสตรี เปรียบเทียงวัตถุหรือสนิ ค้าทีจ่ ะถูกประมูลในตลาดวิวาห์โดยไม่มีสิทธิเสรภี าพที่
จะจดั การกับชีวิตของตนเลย หากพิจารณาจากหลักฐานในพระไตรปิฎกแลว้ จะเห็นว่ามี
กรณที ีแ่ สดงใหเ้ ห็นถึงการทีส่ ตรีไดร้ บั การอนุญาตให้มีเสรีภาพขน้ึ บา้ ง การแตง่ งานเร่ิมท่ี
จะไมเ่ ป็นสง่ิ ท่ีจาเป็นสาหรบั หญิงสาว และการไม่ได้แต่งงานกไ็ ม่ได้เป็นสิ่งนา่ อปั ยศอดสู
เชน่ ที่เคยถือกนั แตผ่ ้ทู เ่ี ต็มใจแต่งงานก็ยังมีอยมู่ าก หากสตรี คนใดตอ้ งการแตง่ งาน กไ็ ม่
จาเป็นต้องรีบแต่งตั้งแต่อายุยังน้อย และไม่จาเป็นต้องยอมรับชายที่บิดามารดาเลือก

๒๔๐Indra, The Status of Women in Ancient India ๒d ed, (Banaras : Motilal
Banarasidass Oriental Publishers, ๑๙๕๕), p ๑๘๖.

๒๔๑ธ.อ. (ไทย) ๔/๖๓.

ให้๒๔๒ แต่ผู้ท่ีเต็มใจแต่งงานกับผู้ท่ีพ่อแม่เลือกให้ก็มีมาก เช่น นางภัททกปิลานี๒๔๓ ผู้
เปน็ ธดิ าของกบลิ พราหมณก์ บั นางสุจิมวดี และเปน็ ภรรยาของปปิ ผลายนะ พวกเจา้ หญงิ
และหญิงในตระกูลสูงศักดิ์น้ันดูเหมือนจะมีสิทธิ์มีเสียงในการเลือกชายผู้ท่ีจะเป็นสามี
มากกว่าหญิงในชนชัน้ ธรรมดา

นอกจากน้นั การท่ีพุทธศาสนาอนญุ าตให้สตรีบวชนัน้ ก็เป็นการเปิดทางใหม่
ให้กับสตรี อันอาจเป็นได้ท้ังทางหนีจากความทุกข์ยากทางโลก และเป็นทางเลือก
สาหรับผู้ท่ีต้องการแสวงหาความพน้ ทกุ ข์ ดังมีสตรีบางพวกท่ีมาบวชเพราะต้องการหนี
ความทุกขย์ ากตรากตราในกิจการงานภายในบ้าน ดังกรณนี างกสี าโคตมี ทีเ่ ม่ือบวชแล้ว
ก็ราพันถึงความลาบากของการอยู่ในครอบครัวด้วยการเปน็ ภริยาและมารดา และการ
บวชก็เป็นทางเลอื กของสตรโี สดอกี หลายๆ คน ท่ตี อ้ งการจะหลกี เลีย่ งการแต่งงาน และ
แสวงหาสิ่งทีต่ นต้องการ เช่น กรณีของอโนปมาเถรี๒๔๔ และสุเมธาเถรี๒๔๕ เป็นตน้

๔.๑.๒ สตรใี นฐานะภรยิ า
ครั้งก่อนยุทธกาล ภริยาอยู่ในฐานะด้อยด้วยประการท้งั ปวง ภริยาต้องแสดง
ความภักดีต่อบุรุษเย่ียงทาส และถ้าจะความสาคัญอยู่บ้างก็ในฐานะท่ีเป็นผู้ให้กาเนิด
บุตรชาย ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของสามีในการแต่งงาน ภริยาท่ีไม่สามารถให้บุตรชายแก่
สามไี ด้ น้นั ก็เปน็ เหตผุ ลเพียงพอทจี่ ะทาใหฝ้ ่ายสามีไปมภี รยิ าใหมไ่ ด้
ฐานะภายในครอบครวั ของผู้เปน็ ภริยาน้นั นบั ว่าตา่ ไมไ่ ด้รบั เกยี รติและการยก
ย่องนับถือ ภริยาต้องนับถือสามีเหมือนเทวดา คอยปรนนิบัติรับใช้และตกอยู่ภายใต้
บังคับบัญชาของสามี ท้ังพ่อแม่ญาติพ่ีน้องของสามีก็เป็นนายท่ีคอยสั่งให้ภริยาต้อง
กระทาตามทุกส่ิงไป โดยตัวผู้เป็นภริยานั้นอาจได้รับสิทธิ์หรืออานาจเพียงเล็กๆ น้อยๆ

๒๔๒Horner.I.B., Women Under Primitive Buddhism, (London : George
Routledge & Sons Ltd., ๑๙๓๐), p ๓.

๒๔๓ข.ุ อป. (ไทย) ๓๓/๑๖๗/๔๗๕.
๒๔๔ข.ุ เถรี. (ไทย) ๒๖/๔๕๕/๔๖๔.
๒๔๕ข.ุ เถร.ี (ไทย) ๒๖/๔๗๔/๕๐๘.

เท่าน้ัน เกี่ยวกับกิจการงานภายในบา้ น๒๔๖ แต่จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมอื่นๆ ที่
เป็นสาธารณะ หากสามีตายภริยาผู้เป็นหม้ายก็ต้องกลับไปอยู่ใต้บังคับบัญชาของบิดา
หรือบุตรชาย สตรีในสมัยนจ้ี ึงไม่มีค่า มีความหมายหรือความสาคัญสาหรับสังคมเทา่ ไร
นัก นอกจากเป็นเพียงสมบัติของบุรุษ สตรีไม่ได้รับการยกย่อง ไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิต
เป็นตวั ของตวั เอง หรอื ดารงชีวติ ตามท่ตี นเองต้องการเลย

ในสมัยนั้นการแต่งงานเป็นส่ิงที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะการแต่งงาน
เป็นสิ่งจาเป็นสาหรับสตรี ท้ังในทางศาสนาและในทางสังคม โดยทางศาสนาถือว่าไม่มี
ผ้ใู ดจะไปสวรรค์ไดต้ ามลาพัง แตต่ อ้ งไปกับชายหรอื หญิงท่ีเป็นสามีหรือภริยาที่ประกอบ
พิธกี รรมรว่ มกนั ๒๔๗ และในทางสงั คมความสาคัญของสตรจี ะมอี ย่บู ้างก็ในฐานะของผู้ให้
กาเนดิ บุตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุตรชาย แตใ่ นสมัยพทุ ธกาลการแต่งงานเริ่มเปลยี่ นจาก
ความจาเป็นเป็นความสมัครใจ และเป็นสิ่งท่ีสามารถเลือกได้ ทั้งในทางศาสนาก็ถือว่า
การจะได้ไปสวรรคห์ รือไม่น้ันไม่ได้อยู่ท่ีการมีสามี ภริยา และบุตรชายหรือไม่ แต่ขึ้นอยู่
กับกรรมดี กรรมช่ัวของแต่ละบุคคล ซึ่งไม่ข้ึนอยู่กบั ผู้ใด และไม่มีใครสามารถทาใหใ้ คร
ไปสวรรค์ได้ นอกจากการประพฤติปฏิบัติชอบด้วยตนเอง

นอกจากน้ัน ในสมัยพุทธกาลความคิดในเร่ืองการแต่งงานเปลี่ยนไปจาก
ประเพณีความเชื่อถือเดิม ที่จาเป็นต้องมีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และการ
ฉลองอย่างเอิกเกริก ภายใต้พุทธศาสนา การแต่งงานจะไม่มีพิธีกรรมเก่ียวกับสิ่ง
ศักด์ิสิทธิ์ แต่ได้กลายเป็นเรื่องของการเมือง การบ้าน ไม่ใช่เรื่องของศาสนา อย่างไรก็
ตาม แม้ว่าความคิดในเรื่องการแต่งงานจะเปล่ียนแปลงไปบ้าง แต่พิธีกรรมแบบฮินดูก็
ยังคงมีกระทากันอยู่ และยังอยู่ในความคิด ในใจของคนโดยทั่วไป จึงพอจะสรุปได้ว่า
การเปลี่ยนแปลงทางความคิด การปฏิบัติในเรื่องการแต่งงานนั้นมีอยู่บา้ ง แต่ส่วนใหญ่

๒๔๖Indra, The Status of Women in Ancient India, p ๒๔๑.
๒๔๗Altekar. A.S., The Pesition of Women in Hindu Civilization : From
Prehistoric Times to the Present Day, (Delhi : Motilal Banarsidass, ๑๙๖๒), p ๑๙๗.

แล้วยังคงตามหลักเดิมอยู่ คือ โดยทางการปฏิบัติแล้วยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปโดย
สน้ิ เชิง

โ ด ย ท่ั ว ไ ป ก า ร แ ต่ ง ง า น ใ น ส มั ย พุ ท ธ ก า ก เ ป็ น แ บ บ ผั ว เ ดี ย ว เ มี ย เ ดี ย ว
(monogamy) แต่ชายท่ีมีภริยาหลายคน (polygamy) ก็มีปรากฏอยู่โดยไม่ได้รับการ
ตาหนิประณาม เพราะทรรศนะของคนในสมัยนั้นเกยี่ วกับเรอ่ื งนี้ไมไ่ ด้กาหนดไว้ตายตัว
แต่ข้ึนอยู่กับฐานะ สภาพบุคลล และปัจจัย สาหรับกษัตริย์ผู้ท่ีมีฐานะดี มี
ยศฐาบรรดาศักดิ์ ก็มักจะมีภริยาหลายคน โดยเป็นท่ีรู้และยอมรับกันท่ัวไป เพราะพวก
นอ้ี ยใู่ นฐานะท่จี ะเลี้ยงดภู รยิ าเหลา่ น้ันได้ เชน่ พระเจ้าอเุ ทนมีมเหสี ๒ องค์ คือ พระนาง
สามาวดี และพระนางมาคันทิยา๒๔๘ และก็นยางกรณีที่เป็นกรพิเศษ คือ มีภริยาเป็น
จานวนรอ้ ย เชน่ พระเจ้าอชาตศัตรู มีสนมถงึ ๕๐๐ คน๒๔๙ และพระเจา้ สรุ จิ ิ มพี ระราช
เทวถี งึ ๑๖,๐๐๐ คน๒๕๐ แตโ่ ดยทว่ั ไปแลว้ สามีจะมีภรยิ าเพียงคนเดยี ว อยา่ งไรก็ตามก็มี
ปรากฏวา่ คนในระดบั ฐานะธรรมดา ก็อาจมีภรยิ าหลายคน สิง่ หนึง่ ท่ีทาให้ชายนยิ มการ
มีภริยามาก คือ ค่านิยมที่ว่าการมีภรยิ าหลายๆ คนนั้นเป็นการแสดงความสามารถทาง
เพศ แสดงถึงฐานะท่ีม่ังค่ัง จึงสามารถเล้ียงดูสตรีได้หลายคน ในสภาพเช่นน้ี สตรีไร้
ศกั ด์ศิ รี เพราะอยู่เพอื่ เป็นสมบัติในปกครองของผู้อน่ื และเป็นส่งิ ประดบั บารมี ของบรุ ษุ
เทา่ น้นั

ในพระไตรปฎิ กกลา่ วถงึ ภรยิ าไวว้ ่ามอี ยู่ ๑๐ จาพวก๒๕๑ คอื
๑. ภริยาสนิ ไถ่
๒. ภรยิ าที่อย่ดู ว้ ยความเต็มใจ
๓. ภริยาท่ีอยู่เพราะสมบตั ิ
๔. ภริยาที่อยเู่ พราะแผ่นผา้

๒๔๘ธ.อ. (ไทย) ๒/๑.
๒๔๙ที.ส.ี (ไทย) ๙/๙๒/๕๖.
๒๕๐ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๗/๑๙๔๔/๓๖๐.
๒๕๑วิ.มหา. (ไทย) ๑/๓๐๓/๓๔๕.

๕. ภริยาทเี่ ข้าพิธสี มรส
๖. ภริยาทถี่ กู ปลงเทริด
๗. ภรยิ าท่เี ป็นทง้ั คนรับใช้เป็นท้ังภรยิ า
๘. ภริยาที่เป็นทง้ั ลกู จ้างเปน็ ทงั้ ภริยา
๙. ภรยิ าที่เปน็ เชลย
๑๐. ภริยาชัว่ คราว
นอกจากนั้นยังได้จัดภรยิ าไวเ้ ป็น ๗ ประเภท๒๕๒ คือ
๑. วธกาภรยิ า ได้แก่ ภรยิ าท่ีเหมือนเพชฌฆาต ไม่ทาประโยชน์แก่ สามี
ดูหมน่ิ สามี เป็นข้าศกึ แก่สามี คือ คิดประทุษรา้ ยแกส่ ามอี ยมู่ ไิ ดข้ าด
๒. โจรภี ริยา ได้แก่ ภรยิ าเสมอดว้ ยโจร คือ เปน็ โจรคอยผลาญทรัพย์ ลกั
ขา้ วของของสามี
๓. วัยยาภริยา ได้แก่ ภริยาท่ีเสมอด้วยนาย ไม่ทางาน เกียจคร้าน คอย
ขม่ ข่สี ามใี หอ้ ยู่ในอานาจ
๔. มาตาภรยิ า ได้แก่ ภริยาเสมอด้วยแม่ คอื รักสามดี งั มารดารกั บุตร ไม่
ทาความเดือดร้อนใหเ้ กิดแกส่ ามี รักษาทรัพยท์ ่ีสามหี ามาได้
๕. ภคินีภริยา ได้แก่ ภริยาเสมอด้วยพี่สาว น้องสาว คือ เคารพนับถือ
สามเี สมือนน้องสาวเคารพพี่
๖. ทาสีภริยา ได้แก่ ภริยาเสมอด้วยทาสี ท้ังเกรงกลัวและทง้ั รัก เคารพ
นับถือ และอยูใ่ ต้อานาจของสามี
๗. สขีภริยา ได้แก่ ภริยาราวกับเพ่ือน ถือเป็นผู้ซื้อสัตย์ต่อสามี มิได้
หน่ายหนีทงิ้ จากกนั
ในบรรดาภริยาประเภทต่างๆ นี้ ไม่ได้มีการกล่าวไว้อย่างชัดแจ้งว่า ภริยา
ประเภทใดดีท่ีสุด แต่จากเรื่องของนางสุชาดาในพระไตรปิฎกน้ัน มีกล่าวไว้ว่านาง

๒๕๒อง.ฺ สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๖๐/๘๗-๘๘.

ต้องการเป็นทาสีภริยา ซ่ึงอาจมีนัยหมายความว่าเป็นภริยาประเภทท่ีดีท่ีสุด แต่ถ้าจะ
พิจารณาจากกรณีอื่น เช่น นางอิสิทาสี๒๕๓ นางเป็นภริยาที่มีคุณสมบัติของภริยาหลาย
ประเภทอยู่ในขณะเดียวกัน คือ นางเป็นท้ังมาตาภริยา ภคิมีภริยา สขีภริยา และทาสี
ภริยา ก็น่าจะเป็นได้ว่าภริยาที่มีคุณสมบัติเปน็ ภริยาประเภทต่างๆ ประกอบกันนั้นเป็น
ภรยิ าชนิดทส่ี ามตี ้องการมากที่สุด

ตามทรรศนะในพทุ ธศาสนา ฐานะของภรยิ าก็คงมีความสาคัญอยมู่ าก เพราะ
ในปัญหาธรรมทก่ี ลา่ วถามถึงการปฏิบตั ิต่อบุคคลทถ่ี อื ว่าสาคัญน้ัน กล่าวถึงการปฏิบัติที่
ถูกต้องต่อภริยาด้วย เช่น เร่ืองที่พระเจ้าอังคติราช แห่งกรุงมิถิลา เวทาหรัฐ ทรงต้ัง
ปัญหาธรรมว่า บุคคลนั้นควรปฏิบัติต่อ บิดา มารดา บุตร ภริยา วุฒิบุคคล สมณะ
พราหมณ์อย่างไร จึงจะเรียกว่าผู้น้ันประพฤติตนอยู่ในธรรม๒๕๔ นั้นเป็นการสะท้อนให้
เห็นว่า การประพฤติถูกต้อง ในภริยาน้ันจัดเป็นธรรมข้อหน่ึงที่บุคคลควรปฏิบัติ ยิ่งไป
กว่าน้ันการสงเคราะห์ภริยานั้นยังจัดเปน็ หน่ึงในอุดมมงคลของเทวดาและมนุษย์ทพ่ี ระ
พุทธองคท์ รงกลา่ วถึง๒๕๕

นอกจากน้ันเม่ือพระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบบุคคลในฐานะต่างๆ ที่ต้องมี
ความสมั พันธก์ นั กบั ทศิ ต่างๆ ๖ ทิศ พระองค์ทรงจัดภรยิ าไวเ้ ป็นหน่งึ ใน ๖ ทิศนน้ั คอื

๑. มารดาบิดาเปน็ ทศิ เบื้องหน้า
๒. บตุ รภรยิ าเป็นทศิ เบือ้ งหลงั
๓. ครูอาจารยเ์ ปน็ ทศิ เบ้อื งขวา
๔. มติ รอามาตย์เป็นทิศเบ้ืองซ้าย
๕. สมณพราหมณเ์ ปน็ ทิศเบ้อื งบน

๒๕๓ขุ.เถรี. (ไทย) ๒๖/๔๗๓/๕๐๑.
๒๕๔เจอื สตะเวทนิ , วรรณคดพี ทุ ธศาสนา, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์อกั ษรสมั พนั ธ์,
๒๕๐๖), หนา้ ๑๕๕.
๒๕๕ข.ุ ขุ. (ไทย) ๒๕/๖/๓.

๖. ทาสและกรรมกรเป็นทิศเบือ้ งตา่ ๒๕๖
ถ้าพิจารณาตามนี้แล้วก็จะเห็นว่าพระพุทธองค์ทรงให้ความ สาคัญแก่ภริยา
เชน่ กัน แต่อยา่ งไรกต็ าม การพจิ ารณาเพียงว่าพระองค์ทรงจัดภรยิ าไว้เปน็ ทิศเบื้องหลัง
แล้วสรุปว่าทรงมีทรรศนะท่ีเห็นสตรีต่าต้อยกว่าบุรุษ เพราะเห็นภริยาเป็นเพียงผู้ตาม
สามีน้นั อาจไมถ่ ูกตอ้ งนกั เพราะการพจิ ารณาน้นั ควรท่จี ะไดพ้ ิจารณาควบคู่ไปกับข้อท่ี
พระองค์ทรงกล่าวถงึ หน้าทขี่ องสามแี ละภรยิ าควบค่ไู ปด้วย
หน้าทีข่ องภริยา ๕ ประการ ทพี่ ระพทุ ธองคไ์ ด้กาหนดไว้ คอื

๑. จัดการงานดี
๒. สงเคราะห์คนข้างเคียงของสามี
๕. ไมป่ ระพฤตนิ อกใจ
๔. รกั ษาทรพั ยท์ ีส่ ามีหามาได้
๕. ขยัน ไมเ่ กียจคร้านในกิจการท้ังปวง๒๕๗
เม่ือพิจารณาหน้าที่ของภริยาแล้ว จะเห็นได้ว่าภริยาไม่ได้เป็นผู้ท่อี ยู่ใต้หรือผู้
ตามสามเี ท่าน้ัน แต่ภรยิ าเป็นผ้แู บ่งเบาภาระ ดแู ลทุกสิ่งทกุ อยา่ งในบา้ นให้เรียบร้อย คอื
หมายถึงว่าถ้าเป็นกิจการภายในบ้านแล้ว ภริยามีอานาจพอสมควรในการท่ีจะ
ดาเนนิ การ ซงึ่ กเ็ ปน็ การช้ใี หเ้ หน็ ถึงหนา้ ทีแ่ ละสิทธิในด้านน้ีอย่างชัดแจง้ ดงั นั้น ภรยิ าจึง
ไม่ใช่แต่ผู้ตามเทา่ น้ัน แต่เป็นผู้ช่วยเหลืออยู่ในฐานะเปน็ มิตรสนทิ ของสามี ดังท่ีกล่าวไว้
ในวัตถุสตู ร ความว่า “ภริยาเปน็ สหายอย่างยง่ิ ”๒๕๘
นอกจากน้ันยังกล่าวถึงภริยาว่าเป็นผู้ท่ีสมควรได้รับความไว้วางใจ เป็นผู้ท่ี
สามีจะบอกความลบั สุดยอดให้รไู้ ด้ ดงั ทว่ี ่า “สามคี วรเปดิ เผยขอ้ ความทค่ี วรติเตียน หรอื
ควรสรรเสริญ อันเปน็ เนอื้ ความลบั แก่ภรยิ าผู้มศี ลี ...”๒๕๙

๒๕๖ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๑๙๙/๑๖๙.
๒๕๗ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๒๐๑/๑๐๗.
๒๕๘สงฺ.ส. (ไทย) ๑๕/๑๖๕/๕๐.
๒๕๙ขุ.ชา. (ไทย) ๒๗/๒๒๓๐/๔๒๗.

เมื่อได้กาหนดหน้าท่ขี องภริยาแล้ว ก็ได้มีการกล่าวกาหนดหน้าท่ีของสามที ีม่ ี
ตอ่ ภรยิ าไว้ ๕ สถาน คือ

๑. ยกย่องว่าเป็นภริยา
๒. ดว้ ยไม่ดหู มนิ่
๓. ดว้ ยไม่ประพฤตนิ อกใจ
๔. ดว้ ยมอบความเป็นใหญใ่ ห้
๕. ดว้ ยใหเ้ ครอ่ื งแตง่ ตวั ๒๖๐
จากหน้าท่ี ๕ สถานของสามีนี้ก็สะท้อนให้เห็นเป้าหมาย หรือทรรศนะของ
พทุ ธศาสนา ในการทจ่ี ะใหส้ ามที ะนุบารงุ ภริยาในขณะทภี่ รยิ าก็อนุเคราะห์สามี เป็นการ
จัดความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสามภี รยิ า ในลกั ษณะพึ่งพาอาศยั เก้อื กูล ซง่ึ กันและกัน
ข้อที่น่าสังเกต คือ การกาหนดหน้าที่ของท้ังสามีและภริยานั้น มี ๕ สถาน
เท่าๆ กันทั้ง ๒ ฝ่าย โดยเฉพาะข้อที่ ๓ ท่ีว่าไม่ประพฤตินอกใจน้ัน เป็นข้อท่ีเหมือนกนั
ทั้งทางฝ่ายสามแี ละภริยา โดยถือเป็นขอปฏิบัติที่ทง้ั ๒ ฝ่ายควรมีต่อกนั ๒๖๑ เพ่ือจะเป็น
การระงับ หรือตัดช่องทางต้นเหตุท่ีจะเป็นปัญหาวุ่นวายในครอบครัว การที่จะให้ฝ่าย
หญิงกระทาหนา้ ท่ีของตนโดยสมบูรณ์ โดยอีกฝา่ ยหนงึ่ เอาเปรยี บ หรอื บกพร่องในหนา้ ที่
ของตนนั้นจะไม่เป็นการยุติธรรม การกาหนดขอศีลธรรมทางเพศไว้อย่างเดียวกันท้ัง
หญิงชาย และไม่ทรงให้ข้อยกเว้น ลาเอียงแก่ชาย ในเรื่องความสาส่อน หรือความไม่
สารวมทางเพศนัน้ เป็นการแสดงใหเ้ ห็นถึงทรรศนะของพระพุทธศาสนาทยี่ ุตธิ รรมเสมอ
ภาคแกท่ ้ังชาย และหญิง ผู้เป็นสามภี ริยา
โดยส่วนรวมและโดยสรปุ แล้วกล่าวไดว้ า่ ฐานะของสตรผี ูเ้ ปน็ ภรยิ านัน้ ดขี ึ้น แต่
ภริยาก็ยังเป็นผู้ที่ต้องได้รับการคุ้มครองจากสามีซึ่งก็คล้อยตามความคิดเห็นของสังคม
อินเดียในสมัยน้ัน แต่ต่างกันที่ว่า ภายใต้พุทธศาสนาภริยามีเสรีภาพที่จะทาตามความ

๒๖๐ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๒๐๐/๑๗๐.
๒๖๑เปรม หิมจันทร์, “บทบาทของสตรีในอินเดียในวรรณคดีบาลี”, วิทยานิพนธ์
มหาบัณฑิต, (บณั ฑติ วทิ ยาลยั : จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย, ๒๕๒๑), หน้า ๑๓.

ต้องการของตนข้ึนบ้าง เช่น กรณีของนางอุตตราที่จ้างนางสิริมา๒๖๒ มาดูแลสามี ทา
หน้าท่ีแทนตนเป็นเวลาคร่ึงเดอื น เพื่อท่ีนางจะไดม้ ีเวลาตระเตรียมปัจจัยที่จะถวายภิกษุ
สงฆ์และฟังธรรม นอกจากนั้นภริยาในสมัยพุทธกาลไม่ได้เป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาหรือ
เป็นผู้ปรนนิบัติรับใช้สามี ญาติสามีอย่างไม่มีข้อแม้ แต่เป็นผู้ได้รับการยกย่องหรือ
ยกระดับขึ้นเป็นผู้ช่วยเหลือสามี เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุขและดูแลผลประโยชน์ของ
สามี พุทธศาสนาจึงยกย่องให้ความสาคัญแก่ภริยาในฐานะผู้ดูแลกิจการภายใน
ครอบครวั โดยมอบความเปน็ ใหญใ่ นครัวเรอื นให้ จึงจดั ไดว้ ่าภริยาไดร้ ับการยกยอ่ ง โดย
ยงั มีสามีเปน็ ผมู้ ีอานาจเดด็ ขาดอยใู่ นครอบครัว ความคิดในดา้ นที่เนน้ ถึงความด้อยหรือ
สถานภาพที่ตกต่าของสตรีน้ันเร่ิมจะลดน้อยลงไป แต่ความคิดแบบเก่าๆ ก็ยังคงมี
หลงเหลอื อย่บู ้าง เช่น ความคดิ ทีว่ ่า ภริยาตอ้ งเกรงกลัว ปรนนบิ ตั อิ ทุ ิศตนเพอื่ สามีอย่าง
ไมม่ ขี ้อแม้ ดงั ท่วี ่า

“.....ภริยาทีป่ รนนิบัตดิ ปี ระเสริฐสุดกวา่ ภรยิ าท้งั หลาย”๒๖๓
“.....สุภาพสตรผี ้มู ปี รีชา ย่อมไมด่ ูหมน่ิ สามีผหู้ มัน่ เพียร ขวนขวายอยเู่ ป็นนิตย์
เลี้ยงตนอยู่ทุกเม่ือ ให้ความปรารถนาท้ังปวง ไม่ยังสามีให้ขุ่นเคืองด้วยถ้อยคา แสดง
ความหึงหวง และย่อมบูชาผู้ท่ีเคารพท้ังปวงของสามี เป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้าน
สงเคราะห์คนข้างเคียงของสามี ประพฤติเป็นท่ีพอใจของสามี รักษาทรัพย์ท่ีสามีหามา
ได”้ ๒๖๔
“.....ภรยิ าใดยอ่ มไมก่ ลวั เกรงสามี ภริยานั้นไมช่ ่ือวา่ เปน็ ภริยา”๒๖๕
อยา่ งไรกต็ าม ถ้าจะพิจารณาต่อไปอกี ในขอ้ ทพ่ี ระพทุ ธองค์ทรงกลา่ วถึง พลงั
๕ หรอื กาลงั ๕ ขวงผเู้ ปน็ ภริยา คือ

๑. กาลังคอื รปู

๒๖๒ธ.อ. (ไทย) ๖/๒๖๖-๒๖๗.
๒๖๓สง.ฺ ส. (ไทย) ๑๕/๓๑/๑๐.
๒๖๔องฺ.อฏฺฐก. (ไทย) ๒๓/๑๓๗/๑๓๘.
๒๖๕ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๘/๓๙๓/๑๒๖.

๒. กาลังคอื โภคะ
๓. กาลังคือญาติ
๔. กาลังคือบุตร
๕. กาลงั คือศลี ๒๖๖
โดยพระพุทธองค์ตรัสว่า สตรีใดถ้าประกอบด้วยกาลัง ๕ น้ี ก็จะสามารถอยู่
ในบา้ น ใน ครอบครัวได้ด้วยความม่ันใจ และอาจมอี านาจ บงั คบั ขมขี่ ท้งั ยงั ทาให้สามี
ดีขน้ึ ได้ อันเปน็ การแสดงถงึ ทรรศนะที่ว่าสตรีก็สามารถมอี านาจเดด็ ขาด ครอบงาสามีได้
ดังนั้น กรณที ่ีภริยาจะเสมอเทา่ สามีหรอื เหนือกว่าสามกี ็ยอ่ มเป็นได้เช่นกัน
ทางหนึง่ ท่พี อจะแสดงให้เหน็ ถึงอานาจของภริยาในครอบครัวกไ็ ด้แก่ การได้มี
ส่วนในการตัดสินเก่ียวกับอนาคตของลูก เช่น กรณีท่ีอนาถบิณฑิกะปรึกษากับภรรยา
ก่อนที่จะรับคาของอุคคเศรษฐี ที่ขอนางจูฬสุภัททาผู้เป็นบุตรสาวของตนให้กับ
บุตรชาย๒๖๗ ก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงการมองสตรีในฐานะบุคคล และแสดงถึงความ
เชอ่ื ในความสามารถในการตดั สินใจของผูเ้ ป็นภรยิ า
นอกจากน้ัน ในการที่ผู้เป็นบุตรจะอุปสมบท การได้รับอนุญาตจากมารดา
บิดา เป็นส่ิงจาเป็น ซ่ึงหมายถึงว่าจาเป็นต้องมีการปรึกษาบอกกล่าว ขออนุญาต และ
ได้รับความยินยอมจากบิดามารดาก่อน แสดงให้เห็นถึงการท่ีสตรีผู้เป็นภริยาและผู้ให้
กาเนิดบุตรน้ันได้รับการยกย่อง โดยการที่เธอมีอานาจ มีสิทธิ์มีเสียงในการตัดสินใจ
เทา่ กับสามี ในเร่ืองเกีย่ วกบั อนาคตของบตุ ร อนั เปน็ การแสดงออกใหเ้ ห็นว่าพุทธศาสนา
ยอมรับว่า สตรีไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้กาเนิดบุตรเท่านั้น และสตรียังเป็นผู้มีความสามารถ
ในการคิด ในการตัดสินใจ ซึ่งนับได้ว่าเปน็ การยอมรับที่ทาให้ความคิดหรือทรรศนะทีม่ ี
ต่อสตรีก้าวไปข้างหน้าจากระดับของการเป็นเพียงภริยาท่ีเป็นสมบัติ สิทธิ์ขาดของสามี
มาเป็นระดับของผู้ท่ีเป็นคู่คิด เป็นแม่ของลูกที่มีความสามารถในทางสติปัญญา ได้รับ

๒๖๖ส.สฬา. (ไทย) ๑๘/๔๘๔/๒๘๑.
๒๖๗Horner.I.B., Women Under Primitive Buddhism, p ๕๓.

การเชื่อถือ และเป็นการเปล่ียนจากการให้ฝ่ายสามีถืออานาจเด็ดขาดมาเป็นการมี
อานาจร่วมกันในครัวเรือน

ในด้านสิทธิทางทรัพย์สินของผู้เป็นภริยาน้ัน เท่าที่ปรากฏหลักฐานใน
พระไตรปิฎก ดูเหมือนว่าจะไม่มกี ฎเกณฑ์ตายตัวลงไปว่าเปน็ เช่นไร แต่ก็มีกรณที ี่สตรีผู้
เปน็ ภรยิ านั้น มีส่วนในทรัพย์สนิ หรอื มสี ว่ นจดั การในทรัพย์ เช่น กรณขี องนางภทั ทากปิ
ลานี ซ่ึงมีกล่าวไว้ว่า เมื่อจะออกบวชน้ันนางได้ยกทรัพย์สินมากมายให้แก่ญาติ๒๖๘ อัน
แสดงถึงการท่ีสตรีมีส่วนในการครอบครองทรัพย์ หรือในกรณีของบิดาของนางสุนทรี
เมื่อจะละชีวิตคฤหัสถ์นั้น ผู้สามีได้ยกทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้ภริยา แต่ผู้เป็นภริยาก็
ต้องการบวชตามสามี จึงได้ยกทรัพย์นน้ั ให้กบั นางสนุ ทรีผู้เปน็ บตุ ร๒๖๙ หรือในกรณีของ
ท่านรัฏฐปาละ๒๗๐ ผู้ซ่ึงบวชเป็นภิกษุแล้ว แต่บิดามารดายังพยายามใช้ทรัพย์สมบัติล่อ
ใจให้สึก โดยบอกแก่ท่านว่าจะยกทรัพย์สมบัติทั้งส่วนที่เป็นของพ่อ ส่วนที่เป็นของแม่
และของปู่ให้แก่ท่าน ทั้งหมดน้ีแสดงให้เห็นว่าสตรี ในฐานะภริยา มารดาในสมัย
พุทธกาลมีสิทธิ์ในทรัพย์สมบัติในครัวเรือน และมีสิทธ์ิในการสืบต่อมรดก นอกจากนั้น
กรณีที่นางวิสาข าใ ช้จ่ ายท รัพ ย์อย่ า งม ากม าย ม ห าศ า ลในก า รอุป ถั มภ์ ท านุ บ า รุ ง
พระพุทธศาสนานั้นกแ็ สดงถึงการที่สตรีสามารถสบื ตอ่ ทรัพย์สมบตั ิ และมสี ิทธใิ์ นทรัพย์
มรดกของตนโดยไมต่ ้องตกอยใู่ ต้การควบคุมของสามี

๔.๑.๓ สตรีในฐานะหญิงมา่ ย
ในสมัยก่อนพุทธกาล สตรีผู้เป็นม่ายน้ันจะมีสภาพทางสังคมตกต่าลง โดย
กลายเป็นผู้ถูกสังคมรังเกียจว่าเป็นจัณฑาล ถูกนินทาว่าร้ายว่าเป็นตัวนาโชคร้าย และ
ถกู หา้ มไมใ่ หเ้ ข้ารว่ มในพธิ ีต่างๆ หญิงมา่ ย จดั เป็นผ้ไู ร้ความหมาย สังคมไมย่ กยอ่ ง ภรยิ า
นั้นเป็นสมบัติอย่ภู ายใต้สิทธิ์ขาดของสามี เมื่อสามีตายผู้เป็นภริยาก็ไม่มีสิทธ์ิจัดการกับ
ชีวิตของตนเอง แต่ต้องกลบั ไปอยูก่ ับบิดาหรอื บุตรชาย ชวี ติ ไมม่ ีเสรีภาพและตอ้ งตกอยู่

๒๖๘ข.ุ เถร.ี (ไทย) ๒๖/๔๓๘/๔๕๔.
๒๖๙ขุ. เถร.ี (ไทย) ๒๖/๔๗๐/๔๘๙-๔๙๐.
๒๗๐ข.ุ เถร. (ไทย) ๒๖/๓๘๘/๓๗๒-๓๗๓.

ในอาณัติครอบครองของผู้อื่นเสมอไป โดยท่ีตนไม่มีสิทธ์ิจัดการกับชีวิตตามที่ต้องการ
ในบางแห่งสตรีม่าย ไม่มีสิทธิ์แม้กระทง่ั จะมีชีวิตอยู่ เพราะตามประเพณีแล้วภริยาต้อง
ตายตามสามีผู้เป็นเจ้าของชีวิตไปด้วย โดยการเผาตัวตายตามสามีในวันท่ีเผาศพสามี
พิธสี ตี (Sati) นีถ้ ือเปน็ การแสดงความภกั ดีตอ่ ผ้เู ป็นสามี

ในสมัยพุทธกาล สตรีม่ายที่เป็นพุทธศาสนิกไม่ต้องทนทกุ ข์และลาบากใจกับ
การเย้ยหยัน ภายหลังสญู เสยี สามี สภาพชวี ติ ของผูเ้ ปน็ ภรยิ าอาจจะเปลย่ี นไป แตฐ่ านะ
ทางสังคมไม่เปล่ียนมากนัก สตรีม่าย ไม่ได้เป็นบุคคลผู้ถูกรังเกียจว่าเป็นผู้นาเคราะห์
ร้าย ประกอบกบั ศาสนาพุทธไม่ได้มีพิธกี รรมต่างๆ เช่น พิธีเกิด พิธีต้ังชื่อ แต่งงาน งาน
ศพ และอ่ืนๆ อย่างของฮินดู การไม่มีพิธีกรรมในทางศาสนา เป็นเหตุหน่ึงที่ทาให้คนที่
ถูกสังคมรังเกียจบางพวกไม่ต้องถูกแยก หรือกีดกันออกจากกลุ่มที่ประกอบพิธีกรรม
ทางศาสนา สภาพของหญิงขณะมีสามีกบั เป็นม่าม ภายใต้พุทธศาสนาจึงไม่มีผลในดา้ น
น้ี

สว่ นในเรื่องพิธสี ตีนัน้ พุทธศาสนาจะต้องคัดคา้ นกบั หลักการน้ีแนน่ อน เพราะ
พุทธศาสนาไม่เห็นด้วยกับการทาชีวิตให้ตกล่วงไป ไม่ว่าจะเป็นส่ิงมีชีวิตชนิดใด และ
พทุ ธศาสนาไม่ยอมรับการทาบญุ หรอื เสียสละโดยการพรากชีวติ ไม่วา่ จะของตนเอง ผอู้ น่ื
หรอื แมแ้ ต่สตั วอ์ นื่ เพราะมนั ขัดกับหลกั ศลี ธรรมข้อที่ใหล้ ะเว้นจากการฆา่ สัตว์ตัดชวี ิต

ในด้านสิทธทิ างทรัพยส์ นิ พอจะเหน็ ได้จากหลกั ฐานทางศาสนาวา่ สตรีมา่ ย มี
สิทธิท์ ่จี ะได้รับมรดกหรือจัดการกับทรพั ย์สนิ ในครอบครัว โดยทท่ี รพั ยน์ ัน้ ไม่จาเป็นต้อง
ตกแก่ญาติท่ีเป็นชาย แต่สามารถที่จะเป็นของสตรีผู้เป็นภริยาได้ เช่น กรณีของนาง
ธรรมทินนา๒๗๑ ที่เป็นม่ายเพราะสามอี อกบวช ผู้เป็นสามีได้เสนอท่ีจะยกทรัพย์ทั้งหมด
ให้ใช้เท่าท่ีนางต้องการ แต่นางไม่รับ กรณีนี้ก็เป็นกุญแจชี้ให้เห็นถึงฐานะของสตรีม่าย
ในการทจี่ ะเป็นผรู้ ับทรพั ย์หรอื มรดกโดยถูกกฎหมาย

๒๗๑ Horner.I.B., Women Under Primitive Buddhism. P ๗๕.

ในทางโลก พุทธศาสนายอมรับให้หญิงม่าย มีชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีในฐานะ
เป็นบคุ คลโดยมีเสรีภาพทจ่ี ะจัดการกบั ชีวิตพอควร และสาหรบั ผ้ทู ีไ่ ม่สนใจความสุขทาง
โลกอีกต่อไป การเข้าบวชในพุทธศาสนาก็ยังเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งสาหรับสตรี
เหล่าน้ัน เพราะพุทธศาสนาเปิดโอกาสให้บวชได้ทั้งชายและหญิง ที่โสดและแต่งงาน
แล้ว

๔.๑.๔ สตรใี นฐานะมารดา
สตรีในฐานะมารดาในสมัยก่อนพุทธกาลและหลังพุทธกาลน้ันอาจจะไม่
แตกต่างกันมากนัก โดยท่ัวไปแล้วสตรีในฐานะมารดานี้จัดว่าดีกว่าสตรีในฐานะอ่ืนๆ
ทั้งหมด แม้เม่ือก่อนพุทธกาลสตรีในฐานะมารดาก็จัดว่าได้รับการยอมรับนับถือ แมจ้ ะ
ไม่มากเท่าและเห็นได้ชัดเท่าในสมัยพุทธกาล แต่ก็กล่าวได้ว่า ไม่ได้เปล่ียนแปลงจน
แตกต่างกนั มากนัก นอกจากวา่ การให้กาเนดิ บุตรชายจะเป็นการทาใหฐ้ านะของสตรีท้ัง
ในด้านการเปน็ ภรยิ า และมารดาดีขึ้นอย่างมากในสมัยก่อนพทุ ธกาล
ถ้าจะเปรียบเทียบบทบาทของพุทธศาสนาในการเปล่ียนแปลงและยกระดับ
ฐานะของสตรีให้ดีขึ้นแล้ว ก็อาจกล่าวได้ว่าพุทธศาสนามีส่วนหรือบทบาทในการ
ยกระดับสถานภาพของสตรีในฐานะมารดาน้อยกว่า หรอื เหน็ ไดไ้ มช่ ัดเท่ากับบทบาทใน
การยกสภานภาพของสตรใี นฐานะอื่น เพราะในฐานะของมารดาแล้ว สตรีมีความสาคัญ
มาตลอดกาล แม้จะไม่มีพทุ ธศาสนา หรือพุทธศาสนาไม่ไดม้ บี ทบาทในการยกระดับสตรี
เราก็ยังอาจกล่าวได้ว่า สตรีในฐานะมารดาหรือผู้ให้กาเนิดบุตรนั้น เป็นฐานะที่ได้รับ
ความนับถือ และความสาคัญมาช้านานแล้ว และหากพุทธศาสนาจะมีส่วนในการ
เปล่ียนแปลงฐานะของสตรีผูเ้ ปน็ มารดาแลว้ ก็เป็นการเปล่ียนแปลงท่ีไม่ชัดแจ้งมากนกั
เพราะในกรณีน้ีพุทธศาสนาก็ยังคงถือตามท่ีเคยประพฤติปฏิบัติกันมา ไม่ได้ปฏิวัติ
ปฏริ ปู อะไรใหม่ เพียงแตไ่ ดเ้ น้นความสาคัญของสตรีผูเ้ ปน็ มารดาใหเ้ หน็ เดน่ ชัดข้นึ

ฮอร์เนอร์๒๗๒ ได้เสนอแนะให้พิจารณากรณีของนางกีสาโคตมี ซ่ึงเมื่อนาง
แตง่ งานนางกถ็ ูกใครตอ่ ใครเรยี กว่าเปน็ ลูกไมม่ ีพ่อไม่มีแม่ เพอ่ื นบ้านปฏิบัตติ อ่ นางอย่าง
ถูถูกเหยียดหยาม แต่เมื่อนางให้กาเนิดบตุ รชาย ผู้คนโดยทั่วไปจึงยอมรับและให้เกยี รติ
นาง ซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนจากฐานะหนึ่งไปสู่ฐานะหนง่ึ ที่ดีขึ้น โดยการเปล่ียน
จากฐานะของภริยาไปเป็นมารดาผู้ให้กาเนิดบุตรชาย ซ่ึงก็เป็นไปตามธรรมเนียม
ประเพณีที่เป็นไปในขณะนั้น พุทธศาสนาไม่ได้ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงความคิด หรือธรรม
เนียมความเปน็ ไปในดา้ นนี้ แตก่ ไ็ ม่ไดก้ ลา่ วสนบั สนุนเช่นกนั การทพี่ ุทธศาสนาไมไ่ ด้เน้น
การ เปล่ยี นแปลงในฐานะของมารดามากนักน้ี อาจจะเปน็ เพราะเห็นว่าดอี ยู่พอสมควร
แล้ว และอาจจะมองได้ในแง่ทีว่ ่าพุทธศาสนายอมรับและยกย่องความสาคัญในด้านอน่ื
ของสตรีที่นอกเหนือไปจากการเปน็ ผู้ให้กาเนดิ บตุ รแตเ่ พยี งอยา่ งเดียวดว้ ย

ความสาคัญของสตรีในฐานะเป็นแม่นั้นพอจะเห็นได้จากการที่คนอินเดียใน
สมัยน้ันได้กาหนดหนา้ ที่ของบุตรไว้ว่าจะต้องบารุงเล้ียงดูมารดาบิดา ในพระไตรปิฎกก็
ได้กล่าวถึงหน้าท่ีของบุตรต่อมารดาบิดา อันจัดเป็นความรับผิดชอบที่สาคัญของผู้เป็น
บตุ รพึงปฏิบัติ ๕ สถาน คือ

๑. ทา่ นเล้ยี งเรามาแลว้ ควรเล้ียงทา่ นตอบ
๒. ช่วยรบั ทากิจการงานของทา่ น
๓. ช่วยดารงวงศ์สกลุ ไว้
๔. ประพฤติตนให้เหมาะสม สมควรเปน็ ผรู้ บั ทรัพย์มรดก
๕. เม่ือท่านลว่ งลบั ไปแลว้ ทาบุญอทุ ศิ ส่วนกุศลให้ท่าน๒๗๓
ตามทรรศนะทางพุทธศาสนา หน้าที่เหล่าน้ีจัดเป็นการตอบแทนคุณผู้ให้
กาเนดิ การไม่ปฏิบัตติ ่อพอ่ แมต่ ามหน้าท่ขี องบุตรน้นั พระพุทธองคว์ า่ เปน็ ทางของความ
เส่ือม และผู้น้ันเม่ือตายไปย่อมเข้าถึงนรก “คนผู้สามารถ แต่ไม่เล้ียงมารดาหรือบิดาผู้

๒๗๒Horner.I.B., Women Under Primitive Buddhism. P ๙๐.
๒๗๓ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๑๙๙/๑๖๙.

แก่เฒ่า ผ่านวัยหนุ่มสาวไปแล้ว พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย”๒๗๔ “คนใดผู้สามารถ แต่ไม่เล้ียง
มารดาหรอื บิดาผแู้ ก่เฒา่ ผา่ นวัยหนุ่มสาวไปแลว้ ขอ้ นัน้ เปน็ ทางของคนเสือ่ ม”๒๗๕

บุตรผู้อันมารดาเล้ียงดูมาแล้วด้วยความยากลาบากอย่างน้ี ไม่ชบารุงมารดา
บุตรน้ันช่ือว่าประพฤติผิดในมารดา ยอมเข้าถึงนรก บุตรผู้อันบิดาเล้ียงมาด้วยความ
ลาบากอย่างนี้ ไม่บารุงบิดา บุตรน้ันชื่อวา่ ประพฤติผิดในบิดา ย่อมเข้าถึงนรก... เพราะ
ไมบ่ ารงุ มารดา แม้ทรพั ย์ที่เกิดแก่บุตรทั้งหลายผปู้ รารถนาทรัพย์ ย่อมฉิบหาย หรือบุตร
นัน้ ย่อมเขา้ ถึงความยากแคน้ ๒๗๖

นอกจากน้ัน การบารุงเล้ียงดูมารดาบิดาน้ันยังจัดเป็นหนึ่งในอุดมมงคลของ
เทวดาและมนุษย์ จัดเป็นหนึ่งในคุณสมบัติหรือคุณธรรมของคนดี ทั้งยังเป็นคุณธรรม
สาคัญข้อหนึ่งสาหรับผู้ที่จะเป็นเทพอีกด้วย ดังท่ีว่า “การตอบแทนคุณมารดานั้น
นอกจากจะเป็นหน้าท่ีสาคัญ ท่ีบุตรพึงกระทาแล้ว ยังเป็นการกระทาท่ีจะนาผลดมี าสู่ผู้
ปฏบิ ตั ิด้วย”๒๗๗ คอื เปน็ การยังใหเ้ กดิ ประโยชนแ์ ละเกิดสุข ทั้งยงั ทาใหผ้ ปู้ ฏบิ ัติเปน็ ทย่ี ก
ยอ่ งสรรเสรญิ ของคนโดยทวั่ ไป “เพราะเหตุท่ีบุตรผเู้ ปน็ บัณฑิต ได้บารุงบาเรอในมารดา
และบดิ า บณั ฑิตทัง้ หลายยอ่ มสรรเสรญิ เขา คร้ันเขาละจากโลกน้ไี ปแล้ว ยอ่ มบนั เทงิ ใน
โลกสวรรค์”๒๗๘

ในการเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของบุคคลกับทิศต่างๆ น้ัน บิดามารดา
เปรียบกับทิศเบือ้ งหน้า เพราะบิดามารดาเป็นผู้มีพระคุณย่ิง เป็นผู้มาก่อนจึงควรได้รบั
ความสาคัญเป็นอันดับแรก ในทางพุทธศาสนาถือกันว่า มารดาบิดาเป็น “พรหม” ของ
บุตร เพราะทา่ นเปน็ ผู้มีธรรม ๔ ประการ คือ

๑. มารดามเี มตตาจิต รกั ใคร่ในบตุ ร แม้เมอ่ื อยใู่ นครรภ์

๒๗๔ขุ.ส.ุ (ไทย) ๒๕/๓๐๕/๓๒๑.
๒๗๕ขุ.สุ. (ไทย) ๒๕/๓๐๔/๓๑๗.
๒๗๖ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๘/๑๖๒/๕๕-๕๖.
๒๗๗อง.ฺ จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/๖๓/๘๑.
๒๗๘เรอ่ื งเดียวกนั .


Click to View FlipBook Version