๒. มารดามีกรุณาจิต เมื่อบุตรถือกาเนิดมามารดาก็ช่วยเหลือ ถนอม
เล้ยี งรกั ษา มกี รณุ าในบตุ ร
๓. มารดามีมุทิตาจิต ชื่นชมพลอยยินดีเม่ือบุตรเติบโต ได้รับความสุข
ความเจริญ ทางศิลปวิทยาการและยศศักด์ิ
๔. มารดามีอุเบกขาจิต เมื่อบุตรเจ็บไข้หรือเม่ือบุตรเติบโตต้ังตัวได้เปน็
หลักฐาน มคี ู่ครอง มีเหยา้ มีเรือน สามารถดาเนนิ ชวี ิตตามสมรรถภาพของตนได้ มารดา
ก็ไมว่ ิตกวจิ ารณ์ห่วงใจพะวักพะวนกับความเปน็ อยขู่ องถูก
“มารดาบิดาท้ังสองนั้น ท่านเรียกว่า พรหม เพราะท่านมีความประพฤติเช่น
กับพรหม เพราะได้พรหมวิหารในบุตรทั้งหลายครบ ๔ อย่าง ตามกาลด้วยประการ
ฉะนี้”๒๗๙
และดว้ ยคุณธรรมต่างๆ ของมารดา ท่านจงึ กลา่ วว่า
พรหฺ ฺมา มาตาปติ โร ปพุ พฺ าจริยาติ วจุ จฺ เร
อาหุเนยฺยา จ ปุตฺตาน ปชาย อนกุ มปฺ กา
ความว่า มารดาบิดาท่านกล่าวว่าเป็นพรหม เป็นบุรพาจารย์ และเป็นอาหุ
ไนยยบคุ คลของบตุ ร อนุเคราะห์ประชา คือ บตุ ร๒๘๐
“ภิกษุทั้งหลาย คาวา่ พรหม บรุ พาจารย์ บุรพเทพ อาหุไนยยบุคคลนี้ เปน็ ชอื่
ของมารดาและบิดา ข้อนัน้ เปน็ เพราะเหตไุ ร เพราะมารดาและบดิ าเปน็ ผมู้ ีอปุ การะมาก
เป็นผ้ปู ระคบประหงมเล้ียงดบู ตุ ร เป็นผ้แู สดงโลกนแ้ี กบ่ ตุ ร”๒๘๑
ด้วยเหตุท่ีมารดามีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ต่อบุตร มารดาจึงได้ชื่อว่า
เป็น พรหมของบุตร เพราะมารดาไม่คานึงถึงความผิดพลาดที่ลูกทาแก่ตน ปฏิบัติตน
๒๗๙มังคลัตทีปนี เล่ม ๒ แปล, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย,
๒๕๑๒), หน้า ๒๐๖-๒๐๗.
๒๘๐พระเทพโมฬี, สพรหมสุตตคาถา แสดงคุณของแม่ เรียบเรียงตามนยั เทศนาของ
สมเดจ็ พระพทุ ธโฆษาจารย์, (กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์กรมแผนท่ีทหารบก, ๒๕๐๔), หนา้ ๘.
๒๘๑อง.ฺ จตกุ ฺก. (ไทย) ๒๑/๖๓/๘๑.
เพ่ือประโยชน์สุขแก่ลูกโดยส่วนเดียว อานวยผลอันใหญ่หลวงแก่ลูก จึงเป็นบุรพเทพ
และเพราะลูกได้รู้จักเทพอ่ืนโดยเทพคนแรก คือ แม่ สอนให้ถูกศึกษา ให้ทาอย่างนั้น
อย่างน้ี อังน้ันจึงได้ช่ือว่า บุรพาจารย์ และเพราะมารดาเป็นผู้สอนลูก่อนครูอาจารย์ทง้ั
มวล แนะนาให้ลูกรู้จักส่ิงควรไปควร บาปบุญคุณโทษ ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์
ตลอดจนถงึ อ่นื ๆ อีก จึงเรยี กว่า โลกทสั เสตา ดว้ ยเป็นผูแ้ สดงโลกนีใ้ หล้ กู เหน็ ดว้ ยเหตุนี้
พระพทุ ธองค์จึงตรสั วา่ “มารดาบดิ ามีอุปการะมาก”๒๘๒
นอกเหนือจากพระคุณที่ได้ให้ชีวิต ให้ร่างกาย ให้โลกแก่ลูก ดังได้กล่าวแล้ว
มารดายงั เปน็ ผปู้ ระกอบด้วยคุณสมบตั ขิ องกลั ยาณมติ ร ๗ ประการ คอื
๑. น่ารัก ในฐานะเป็นท่ีสบายใจและสนิทสนม ชวนให้อยากเข้าไป
ปรกึ ษาไตถ่ าม
๒. มีน้าใจหนกั แนน่ นา่ เคารพ ในฐานะประพฤตสิ มควรแก่ฐานะ ให้เกิด
ความร้สู กึ อบอ่นุ ใจ เปน็ ทพ่ี งึ่ ได้และปลอดภยั
๓. มีภูมิรู้น่ายกย่อง ควรเอาอย่างในฐานะทรงคุณ คือ ความรู้และภูมิ
ปัญญาแท้จรงิ ทั้งเปน็ ผฝู้ ึกอบรมและปรบั ปรงุ ตนอย่เู สมอ
๔. รจู้ ักพดู รจู้ ักชี้แจงให้เขา้ ใจ รูว้ า่ เมื่อไรควรพูดอะไร คอยให้คาแนะนา
กล่าวตักเตอื น เป็นท่ีปรึกษาที่ดี
๕. อดทนต่อถอ้ ยคา คอื พรอ้ มที่จะรับฟงั คาปรึกษา ซกั ถามทกุ อยา่ งอยู่
เสมอ อดทนฟังได้ไม่รู้จักเบอื่
๖. กลา่ วชแี้ จงแถลงเร่ืองต่างๆ ที่ลึกซึ้งได้ สามารถท่ีจะอธิบายเรื่องยาก
ให้เขา้ ใจง่ายขน้ึ
๗. ไมแ่ นะนาในเรอ่ื งเหลวไหล หรอื ชกั จูงไปในทางเส่ือมเสยี ๒๘๓
พระพุทธองคจ์ งึ ตรัสวา่
๒๘๒องฺ.ทุก. (ไทย) ๒๐/๒๗๘/๗๑.
๒๘๓พระราชวรมุณี (ประยุทธ์ ปยุตโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์, (กรุงเทพมหานคร :
โรงพิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๑๘), หนา้ ๑๗๐.
มาตา มิตฺต สเก ฆเร
ความวา่ แม่เป็นมิตรสนิทในเรือนของตน๒๘๔
นอกจากนีแ้ ล้วตามทรรศนะในพทุ ธศาสนา มารดายังเป็นอาหุไนยยบุคคลของ
บุตร๒๘๕ เพราะบุคคลเกิดมาแต่มารดาบิดา มารดาบิดาเป็นผู้ท่ีบุตรควรจะนาส่ิงของมา
บูชาคุณ และเก้ือกูลอุดหนุนในด้านอื่นๆ พร้อมทั้งควรกราบไหว้ นอบน้อมนับถือด้วย
ความกตัญญูกตเวทีทั้งต่อหน้าและลับหลัง และเพราะมารดาให้คุณอนันต์ หากลูก
ประพฤติดีปฏิบัติชอบ และให้โทษใหญ่หลวงหากประพฤติผิดในท่าน มารดาจึงเปรียบ
ได้กับไฟ ผู้ท่ีถูกหรือทาร้ายมารดาบิดาจะไม่สามารถบรรลุธรรมได้ และการทาร้าย
มารดาบิดาถงึ แกช่ วี ิตนน้ั ในพุทธศาสนาจดั อยู่ในพวกอนนั ตริยกรรม ซง่ึ เปน็ กรรมที่หนกั
ทีส่ ุด การฆา่ มารดาเปรียบเท่ากบั การฆา่ พระอรหนั ต์หรอื ทาร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระ
โลหิต แสดงให้เห็นว่าสตรใี นฐานะมารดาผใู้ ห้กาเนิดบตุ รน้ัน อยใู่ นฐานะท่ีมคี วามสาคัญ
และได้รับการยกยอ่ งอย่างสูง
เนื่องจากมารดาบิดาเป็นผู้มีอุปการะมากดังได้กล่าวแล้ว ในทางพุทธศาสนา
จึงถือว่าบุตรนั้นไม่อาจตอบแทนคุณมารดาบิดาได้หมดสน้ิ ดังท่วี ่า
“ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าการกระทาตอบแทนไม่ได้ง่ายแก่ท่านทง้ั ๒ ท่าน
ท้ังสองคือใคร คอื มารา ๑ บิดา ๑ ภิกษุทั้งหลาย บุตรพงึ ประคับประคองมารดาดว้ ยบ่า
ข้างหน่ึง พึงประคับประคองบิดาด้วยบ่าข้างหน่ึง เขามีอายุ มีชีวิตอยู่ตลอดร้อยปี และ
เขาพงึ ปฏิบัตทิ า่ นท้ังสองนั้นด้วย การอบกลน่ิ การนวด การให้อาบน้า และการดดั และ
ท่านท้ังสองน้ัน ถึงถ่ายอุจจาระปัสสาวะบนบ่าท้ังสอง ของเขานั้นแหละ ภิกษุทั้งหลาย
การกระทาอยา่ งน้ัน ยังไมช่ อ่ื ว่าอันบุตรทาแล้ว หรอื ทาตอบแทนแลว้ แกม่ ารดาบิดาเลย
ภิกษุทั้งหลาย อนึ่งบุตรพึงสถาปนามารดาบิดาในราชสมบัติ อันเป็นอิสราธิปัตย์ใน
แผ่นดินใหญ่ อันมีรัตนะ ๖ ประการ มากหลายน้ี การกระทากจิ อย่างน้ันยังไม่ชื่อว่าอัน
๒๘๔ส.ส. (ไทย) ๑๕/๑๖๓/๑๕๐.
๒๘๕องฺ.สตตฺ ก. (ไทย) ๒๓/๔๔/๔๗.
บุตรทาแล้ว หรือทาตอบแทนแล้วแก่มารดาบิดาเลย ขอน้ันเพราะเหตุไร เพราะมารดา
บิดามอี ปุ การะมาก บารุงเลีย้ ง แสดงโลกนแ้ี กบ่ ุตรท้ังหลาย”๒๘๖
๔.๑.๕ สตรีในฐานะเป็นผปู้ ระกอบอาชพี
สถานภาพของสตรีในฐานะเป็นผู้ประกอบอาชีพท้ังในสมยั กอ่ นพุทธกาลและ
หลังพุทธกาลน้ันไม่มีกล่าวไว้มากนักในพระไตรปิฏก ในที่น้ีจะกล่าวถึงเฉพาะเท่าที่
พอจะหาหลักฐานได้จากพระไตรปฎิ ก และทม่ี ผี ู้กล่าวไว้บา้ งเปน็ หลักฐานจากแหล่งอน่ื
ทั้งในสมัยก่อนพุทธกาลและหลังพุทธกาล สตรีในวรรณะสูง และที่มีฐานะ
ค่อนข้างดี ไม่ยากจนนัก มักจะไม่ต้องประกอบอาชีพ และได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่
เม่อื มคี รอบครวั สามีก็เป็นผเู้ ลี้ยงดู เมอ่ื มอี ายุก็อาจได้บตุ รชายเปน็ ผเู้ ลี้ยงดู สตรีพวกนี้มกั
ไม่ต้องทางานนอกบ้าน แต่จะทางานในบ้านในฐานะเป็นลูกสาว ภริยา หรือมารดา ซึ่ง
เปล่ียนไปตามสภาพ แต่สตรีท่ียากจน อยู่ในวรรณะต่ามักอยู่ในสภาพที่ต้องช่วยตัวเอง
ตอ้ งเลย้ี งดูตนเองโดยมอี าชีพส่วนตัว สตรพี วกนี้มอี ิสระในทางการเงินพอสมควร สตรีที่
ประกอบอาชีพจัดว่ามีส่วนร่วมกับฝ่ายชายในการทามาหากิน สร้างผลิตผล จึงจัดเป็น
สว่ นหนง่ึ ของแรงงานท่ีสร้างสรร
ในพระไตรปิฎกกล่าวถึงสตรีท่ีมีอาชีพต่างๆ กัน เช่น นางกาลี๒๘๗ เป็น
อาศัยอยู่ในป่าช้า ทาหน้าที่เฝ้าป่าช้า และอาศัยรางวัลและเงินที่ได้จากการเผาศพเลีย้ ง
ชีพ นางลาชเทวธิดา๒๘๘ ทาไร่ข้าวสาลี และทาข้าวตอกขายเลี้ยงชีวิต สตรีบางคนเป็น
คนดูแลนาข้าว ไร่ฝ้าย บางคนเป็นนักกายกรรม และบางคนก็เป็นสาวใช้หรือทาสรับใช้
ในบ้าน เชน่ นางขุชชตุ ตรา๒๘๙ ดาเนินชีวิตโดยการเป็นสาวใช้ของพระนางสามาวดีมเหสี
ของพระเจ้าอุเทน
๒๘๖องฺ.ทุก. (ไทย) ๒๐/๒๗๘/๗๐.
๒๘๗ธ.อ. ๑/๙๖๓., ข.ุ เถร. (ไทย) ๒๖/๒๗๓/๒๘๕.
๒๘๘ธ.อ. (ไทย) ๕/๙.
๒๘๙อง.ฺ เอก. (ไทย) ๒๐/๑๕๒/๓๒.
นอกจากน้ีแล้วก็ยังมีสตรีท่ีมีอาชีพเป็นนักดนตรี นักฟ้อนราขับร้อง คอยเล่น
เครื่องดีดสีตเี ป่าให้ความเพลิดเพลนิ ดงั มกี ล่าวไว้ว่า เม่อื คร้ังพระพุทธองค์ทรงออกบวช
ภายในพระราชวังท่ีประทับได้บรรยายไว้ถึงบรรดาสตรีประจาราชสานักว่า พระเจ้า
สิทธัตถะอยู่ในแวดล้อมของสตรี และบรรดานักฟ้อนราสาวสวย คอยให้ความสุขความ
สนุกเพลดิ เพลนิ ท้ังวันทัง้ คนื
อาชพี อีกอยา่ งหนึ่งทม่ี ีมาช้านานในทุกแห่งกค็ อื อาชีพเป็นหญิงโสเภณี ในสมัย
พทุ ธกาลอาชีพนี้กย็ งั มอี ยู่ ดังมีหลกั ฐานว่า นางอฑั ฒกาสี๒๙๐ เกิดในตระกลู เศรษฐีแคว้น
กาสี มีรูปงามแต่มีอาชีพเป็นหญิงโสเภณี นางสิริมา๒๙๑ น้องสาวของหมอชีวกโกมารภจั
ท่ีคร้ังหน่ึงเคยรับจ้างนางอุตตราผู้เป็นภริยาของสุมนเศรษฐีไปทาหน้าท่ีภรรยาแทน ก็
เปน็ หญงิ โสเภณี
สิ่งที่น่าสังเกตุอย่างหนึ่งก็คือ อาชีพโสเภณีในกรั้งพุทธกาลนั้นมีทั้งที่เป็นโดย
ดาเนนิ รอยตามมารดา เชน่ นางสริ ิมานั้นก็เปน็ โดยสบื ต่อจากมารดาทเี่ ปน็ โสเภณี และท่ี
เป็นโดยได้รับการแต่งต้ัง เช่น นางอัมพปาลี เป็นผู้ที่มีความงามและ อุณสมบัติเป็นเลศิ
จนไดร้ ับแตง่ ต้ังจากบรรดาเจ้าชายและกษัตรยิ ์ลิจฉวีใหเ้ ป็นสตรีประจาราชสานัก การท่ี
หญิงโสเภณไี ด้รบั การแต่งตั้งอย่างสตรีประจาราชสานักนัน้ เพราะอาชีพนเ้ี ป็นอาชีพที่จัด
ได้ว่าถึงถูกชาวต่างถิ่นให้ความสนใจไปเทยี่ วหรือทาธุรกิจในเมืองน้ันมากข้ึน และทาให้
กลายเป็นเมืองที่มั่งคั่งสมบูรณ์ได้ ทั้งสตรีพวกน้ียังต้องเสียภาษีให้แก่บ้านเมืองอีกเป็น
จานวนไม่น้อย สตรีที่ประกอบอาชีพน้ีก็มีอยู่ท้งั ในกลุ่มของพวกเศรษฐี และในหญิงท่ีมี
ฐานะยากจน ประชาชนโดยท่ัวไปมองสตรีเหล่านใี้ นฐานะที่เป็นดอกไมป้ ระดบั เมอื ง แต่
ก็ยากท่ีจะกล่าวลงไปให้แน่ชัดได้ว่าหญิงเหล่านี้ได้รับการยกย่อง หรือทับถม ดูหมิ่น
เหยียดหยาม
สาหรับพุทธศาสนา การที่สตรีบางคนมีอาชีพเป็นหญิงโสเภณีเน้ีถือว่าเป็น
เพราะผลกรรมที่ได้กระทามา และเพราะความเชื่อในเร่ืองกรรมนี้ ส่วนหนึ่งจึงทาให้มี
๒๙๐ข.ุ อป. (ไทย) ๓๓/๑๗๗/๓๐๗.
๒๙๑ข.ุ วมิ าน. (ไทย) ๒๖/๑๖/๑๙-๒๓.
การยอมรับหรือเปิดโอกาสให้กับอาชีพน้ีพอสมควร พระพุทธองค์เองก็ไม่ทรงถือเอา
อาชีพมาเป็นเคร่ืองแบ่งชั้นระดับของบุคคล แต่ทรงใช้กรรมหรือการกระทาเป็นเครื่อง
จาแนกบคุ คล ดงั ทต่ี รสั ว่า
คนจะเลวหรือประเสริฐเพราะชาติกาเนิดก็หามิได้ แต่เลวหรือประเสริฐ
เพราะการกระทา
บุคคลไม่เป็นถ่อยเพราะชาติ ไม่เป็นพราหมณ์เพราะชาติ แต่เป็นคนถ่อย
เพราะกรรม เป็นพราหมณ์เพราะกรรม๒๙๒
ในพระไตรปิฎกปรากฏมีเร่ืองของนางอัมพปาลี ที่กราบทูลพระผู้มีพระภาค
พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ให้ไปรับภัตของนางในวันรุ่งข้ึน พระผู้มีพระภาคทรงรับโดย
ดุษณีภาพ กษัตริย์ลิจฉวี แห่งเมือง เวสาลีก็มาในเวลาไล่เล่ียกับนางแต่ภายหลัง
เล็กน้อย ก็จะมาทูลขอให้พระพุทธองค์ไปรับภัตเช่นกัน พวกเจ้าลิจฉวีจะขอถวายภัต
โดยให้ราคาแก่นางอัมพปาลี แสนหนึ่ง และขอให้พระพุทธองค์รับภัตของตน แต่พระ
พุทธองค์ทรงปฏิเสธเจ้าลจิ ฉวี เพราะได้ตรสั รบั ภตั ของนางอัมพปาลไี ว้กอ่ นแล้ว เร่อื งน้ีก็
สะท้อนให้เห็นถึงความยุติธรรมของพระพุทธองค์ว่าไม่ได้ถือรังเกียจฉาชีพของนางอัม
พปาลี แตป่ ฏบิ ตั ติ อ่ ทุกคนโดยเสมอภาค ตามหลักพุทธศาสนาแล้วการประกอบอาชีพท่ี
ดีหรือสันมาชีพ คือ การประกอบอาชีพท่ีบริสุทธ์ิ ถูกต้องตามทานองคลองธรรม เว้น
จากการทาร้ายเบียดเบียนผู้อื่น และถ้าถือตามหลักแล้วอาชีพโสเภณีก็น่าท่ีจะจัดเป็น
สมั มาชพี ได้ แมจ้ ะเปน็ อาชีพทไี่ มไ่ ด้รับเกยี รตใิ นสังคมก็ตาม
ตามหลักพุทธศาสนาเห็นว่าการท่ีบุคคลต้องมามีอาชีพนี้เพราะกรรมน้ัน ก็
ไม่ได้หมายถึงว่าผู้นั้นจะต้องตกอยู่ในสภาพนั้นตลอดไป มนุษย์เป็นผู้สร้างตัวเอง และ
สามารถจะเปล่ียนสภาพของตนให้ดีข้ึนหรือเลวลงไดด้ ้วยการกระทาของตน ดังนั้น ผู้ที่
ต้องการจะพ้นจากสภาพและอาชพี นีก้ ็สามารถจะทาได้โดยพยายามฝึกการทาแต่กรรม
ดี เพ่อื ลบลา้ งกรรมเก่า และพยายามปฏบิ ตั ดิ ียงิ่ ๆ ขน้ึ ไป ซง่ึ ถ้าปฏิบัติได้ถงึ ข้ันสูงแลว้ ก็ไม่
๒๙๒ข.ุ สุ. (ไทย) ๒๕/๓๐๖/๓๒๒.
เพียงแต่จะพ้นจากสภาพหรืออาชีพนี้เท่าน้ัน แม้แต่การบรรลุถึงความหลุดพ้นก็เป็นไป
ได้ สตรีท่ีมีอาชีพน้ีก็สามารถบวชในพระพุทธศาสนาและบรรลุนิพพานได้เหมือนๆ กับ
สตรีอ่ืนๆ เช่น นางอัฑฒกาสี ที่เคยเป็นโสเภณีมาก่อนแต่เมื่อบวชแล้วก็สามารถบรรลุ
อรหัตผลได้
สตรีท่ีมีอาชีพเป็นโสเภณีนอกจากจะมีบทบาทช่วยให้บ้านเมืองมั่งค่ังรุ่งเรือง
ดังได้กล่าวแล้ว ยังเป็นผู้ที่อุปถัมภ์พระพุทธศาสนาไม่น้อย ทั้งโดยอามิสบูชาและธรรม
บูชา เชน่ นางอมั พปาลี๒๙๓ ถวายสวนมะมว่ งใหเ้ ป็นอารามสาหรับภกิ ษสุ งฆ์ สตรบี างคน
กถ็ วายเป็นธรรมบชู า เชน่ พระอัฑฒกาสเี ถรี๒๙๔ พระวมิ ลาปุราณเถรี๒๙๕ เป็นตน้
โดยทั่วไปแล้ว กลา่ วสรปุ ได้วา่ ฐานะหรือสถานภาพของสตรีทปี่ ระกอบอาชีพ
ทั้งในสมัยก่อนและหลังพุทธกาลนั้นไม่ได้แตกต่างกันมากนัก เพราะผู้ที่มีอาชีพก็มี
เสรีภาพทางเศรษฐกิจ เป็นอิสระแก่ตัว เป็นตัวของตัวเองได้มากกว่าผู้ท่ีต้องอาศัยผ้อู ื่น
ยังชีพเสมอไป อีกท้ังอาชีพที่สตรีประกอบกันอยู่ก็เป็นอาชีพที่ไม่ต่างกันจากสมัยก่อน
พุทธกาลเท่าไรนัก
๔.๒ สถานภาพของสตรีในทางศาสนา
ในสมัยปัจจุบัน สถานภาพทางศาสนาอาจจะดูเป็นสิ่งไม่สาคัญนัก เพราะ
ศาสนาไม่ได้เป็นสิ่งสาคัญมากต้ังแต่ก่อน ในสมัยนี้สิทธิทางการเมืองและทรัพย์สินมี
ความสาคัญกว่า ซึ่งก็เป็นไปในลักษณะตรงกันข้ามกบั สมัยก่อน เพราะในสมัยนัน้ ฐานะ
ทางสังคมของบุคคลนั้นเกี่ยวเน่ืองกับการมีส่วนเก่ียวข้องในการปฏิ บัติพิธีกรรมท าง
๒๙๓ขุ.อป. (ไทย) ๓๓/๑๗๙/๓๐๙.
๒๙๔ขุ.เถรี. (ไทย) ๒๖/๔๒๓/๔๔๘., ข.ุ อป. (ไทย) ๓๓/๑๗๗/๓๐๗.
๒๙๕ขุ.เถร.ี (ไทย) ๒๖/๔๔๐/๔๕๕.
ศาสนา๒๙๖ ดังนั้น สิทธิและสถานภาพทางศาสนาของสตรีในสมัยพุทธกาลและก่อน
พทุ ธกาลจึงเป็นสิ่งที่สะท้อนใหเ้ หน็ ฐานะทางสงั คมของสตรไี ดเ้ ปน็ อยา่ งดี
ในสมัยแรกๆ รวมท้ังสมัยก่อนพุทธกาล ชายจะถือกีดกันหญิงออกจากการ
ประกอบ พิธีกรรมทางศาสนา เพราะหญิงถูกมองว่าเป็นสิ่งไม่สะอาดอันเนื่องจากระดู
ชายอนิ เดียเหน็ วา่ สตรี เปน็ ผไู้ ม่สมควรท่จี ะแตะตอ้ งในระหวา่ งท่ีมรี ะดู และสตรีในช่วงน้ี
ของเดือนก็จะเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์สาหรับการประกอบพิธีกรรมต่างๆ๒๙๗ ดังจะเห็นได้จาก
กฏในลักษณะท่ีเป็นข้อห้ามทางศาศนาท่ีให้แยกหญิงที่มีระดูออกไปต่างหากจ ากการ
ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
นอกเหนือจากการมีระดู การให้กาเนิดบตุ รยังเป็นหน้าที่พิเศษเฉพาะสาหรับ
หญิง ในช่วงของการต้ังครรภ์และคลอดบุตรน้ัน ก็เป็นระยะเวลาท่ีถือกันว่าหญิงไม่
บรสิ ุทธ์ิ นอกเหนอื ไปจากเวลานแ้ี ล้ว สตรเี ป็นผ้บู ริสุทธส์ิ าหรับการประกอบพธิ ีกรรมทาง
ศาสนา
ในยุคพระเวทนั้นสตรีมีสทิ ธใิ นทางศาสนาเช่นชาย๒๙๘ และหญงิ ได้รับอนุญาต
ให้ศึกษาคัมภีร์พระเวทได้ หญิงท่ีแต่งงานแล้วสามารถประกอบพิธีกรรมโดยลาพังได้
ดว้ ยตนเองเม่อื สามไี มอ่ ยู่ แต่ตามปกตแิ ล้วค่สู ามภี ริยาก็ยงั ตอ้ งกระทาพธิ รี ่วมกนั ในสมัย
น้ันถือกันว่าภริยาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสามีท้ังทางกายและวิญญาณ ดังนั้น ในเร่ือง
เกี่ยวกับศาสนาแล้ว สามีและภริยาจะมีความรับผิดชอบร่วมกัน มีส่วนได้ส่วนเสีย
ร่วมกัน สามไี มส่ ามารถจะไปสวรรคโ์ ดยลาพังได้ แต่จาเปน็ ตอ้ งไปกับผู้เป็นภรยิ า๒๙๙ ใน
การประกอบพิธีกรรมทางศาสนาน้ันสามีจะเป็นผู้นาและภรยิ าเป็นผู้ตามโดยไมม่ ีสทิ ธิ์มี
เสียงคัดค้านใดๆ พิธีกรรมจะนับว่าบริบูรณ์ไม่ได้หากพิธีนั้นไม่ได้กระทาโดยท้ัง ๒ ฝ่าย
๒๙๖Altekar. A.S., The Pesition of Women in Hindu Civilization : From
Prehistoric Times to the Present Day, p ๑๙๔.
๒๙๗Tbid., pp ๑๙๔-๑๙๕.
๒๙๘Tbid., p ๑๙๖.
๒๙๙Tbid., p ๑๙๗.
โดยท่ัวไปแล้วพิธีกรรมของสามีจะมีภริยาร่วมด้วย แต่ภริยาไม่สามารถแยกกระ ทา
พธิ ีกรรมทางศาสนาโดยเสรไี ด้
ตามความเชื่อถือในสมัยน้ัน บุตรชายเป็นส่ิงจาเป็นสาหรับการประกอบ
พิธีกรรมทางศาสนาซึง่ มีความสาคัญต่อความสุขในชีวิตหน้าของผู้เป็นบดิ า ดังน้ันกริยา
ผใู้ หก้ าเนิดบตุ รชายแกส่ ามีจึงมคี วามสาคญั ในทางศาสนาด้วยเช่นกนั
ในระยะต่อมา เป็นช่วงเวลาที่ชายอินเดยี มภี รยิ าที่ไม่ใช่คนอารยันซ่งึ ไดม้ าจาก
การชนะศกึ สงคราม โดยเชลยและภรยิ าเหล่านถี้ กู จัดไว้ในวรรณศทู ร จงึ เกดิ มบี ญั ญตั ิขึน้
ว่า ภริยาท่ีอยู่ในวรรณะเดียวกับสามีเท่าน้ันท่ีจะร่วมประกอบพิธีกรรมทางศาสนากับ
สามีได้ ภริยาท่ีอยู่ในวรรณศูทรหรือภริยาท่ีซ้อื มานั้นจะไมไ่ ด้รับสิทธิทางศาสนา๓๐๐ แต่
ต่อมาภายหลังยังได้มีการกาหนดมากขึ้นว่าสตรีท่ีรู้พระเวทดีเท่าน้ันจึงจะประกอบ
พิธีกรรมทางศาสนาได้
ในระยะตอ่ มา ราวปีกอ่ นครสิ ตศกั ราช ๕๐๐ ภรยิ าจะประกอบพิธกี รรรมทาง
ศาสนา ได้บ้างเล็กๆ น้อยๆ เม่อื สามีไมอ่ ยู่ ลกู ชาย พี่เขย นอ้ งเขย หรอื บรุ ุษเริ่มเข้ามามี
บทบาทในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาแทนสตรีมากขึ้น ภายหลังได้มีการ
เปลี่ยนแปลงข้ึนอีก โดยท่ีสตรีถูกจัดว่าเป็นพวกเดียวกับศูทรและไม่มีสิทธิประกอบ
พิธีกรรมทางศาสนา๓๐๑ ซง่ึ การเปลยี่ นแปลงนี้จะเป็นการกระทบกระเทือนต่อสถานภาพ
ของสตรีโดยตรง ทาใหส้ ถานภาพโดยทั่วไปของสตรใี นสังคมต่าลงอย่างมาก คือ สตรจี ะ
มีสถานภาพสิทธิเทียบเท่ากับพวกศูทร และได้รับการปฏิบัติต่อสตรีเยี่ยงคนในวรรณะ
ศูทร สตรีเริ่มถูกยกออกไปจากการศึกษาพระเวท ไม่ใช่เพราะต้องการทาให้สถานภาพ
ของสตรตี ่าลง แต่เป็นเพราะสตรตี ้องแตง่ งานตงั้ แต่อายุยงั น้อย๓๐๒ จึงไมม่ ีโอกาสได้เรยี น
มากดงั แตก่ อ่ น สง่ิ ต่างๆ เหลา่ นี้มผี ลโดยตรงต่อสถานภาพทางศาสนาและสังคมของสตรี
๓๐๐Ibid, p ๓๔๔-๓๔๕.
๓๐๑Ibid, p ๓๔๖.
๓๐๒Ibid, p ๓๔๗.
อินทรา๓๐๓ ได้สรปุ ไว้ว่า ฐานะทางศาสนาของสตรีในอินเดยี นนั้ ไม่ไดด้ ้อยและ
ตกตา่ เสมอไป ในแง่ท่ีว่าสตรียงั มสี ่วนในการประกอบพธิ กี รรมบ้าง ไม่ได้ถกู หา้ มโดยเด็ก
มากเหมือนอย่างสตรียุโรปในสมัยกลางที่ถูกลงความเห็นว่าศาสนาไม่มีความ จาเป็น
สาหรับสตรี เพราะสตรไี ม่มีวญิ ญาณ สตรีอินเดียยังไดร้ ับการปฏิบตั ิต่อ ในฐานะเปน็ ส่วน
หน่ึงของบุรุษ จุดมุ่งหมายทางวิญญาณหรือหลักชัยในทางศาสนาของสตรี จึงเชื่อมโยง
เกี่ยวข้องอยู่กับบุรุษ และการท่ีสตรีจะแยกออกเป็นตัวของตัวเองในเรื่อง เกี่ยวกับทาง
ศาสนากย็ ังไม่มปี รากฏ สตรเี ป็นผ้รู ว่ มกระทาพิธีกรรมในทางศาสนาโดยทีบ่ ุรษุ มบี ทบาท
ในการเปน็ ผู้นา ผกู้ าหนด สว่ นสตรเี ปน็ ผรู้ ว่ มปฏบิ ัติและอยใู่ นฐานะของผตู้ าม
ข้อที่น่าสังเกตอย่างหน่ึงเก่ียวกับสถานภาพทางศาสนาของสตรีในอินเดีย
ประการหน่ึงก็คือวา่ โดยทั่วไปแล้วสถานภาพหรือฐานะของบคุ คลมักจะพัฒนาขึ้นตาม
เวลา คือ เป็นไปในลักษณะท่ีดีขึน้ ตามลาดับตามยคุ ตามสมัย แต่สถานภาพทางศาสนา
ของสตรีอินเดียไม่ได้เป็นไปตามรูปแบบน้ี หากแต่เป็นไปในลักษณะท่ีดีมาก่อนและมา
ตกต่าลงในภายหลัง ท้งั นี้ก็โดยมีสิง่ อืน่ เข้ามาเกย่ี วขอ้ งด้วย เช่น สภาพการเปลี่ยนแปลง
ทางสังคม การเมือง ความเชื่อทางศาสนา ซึ่งการเปล่ียนแปลงในด้านเหล่านล้ี ้วนมสี ่วน
ในการเปลี่ยนแปลงสถานภาพของสตรดี ้วยทัง้ ส้ิน
ภายใต้พุทธศาสนา ฐานะทางศาสนาของสตรีเปล่ียนแปลงไปบ้าง โดยพุทธ
ศาสนาให้เสรีภาพในทางศาสนาแก่สตรี เพราะตามหลักพุทธศาสนาแล้ว ทั้งชายและ
หญิงมีเสรภี าพในการประกอบพธิ ีกรรมโดยอิสระ ไมจ่ าเป็นตอ้ งขึน้ ต่ออกี ฝ่ายหนึ่งดังแต่
ก่อน พระพทุ ธองค์กท็ รงอนุญาตให้สตรอี ุปสมบทในพุทธศาสนา และทรงยอมรับว่า ไม่
ว่าสตรีหรือบุรุษก็สามารถบรรลุธรรมช้ันสูงได้ ท่ีเคยเชื่อกันแต่เดิมว่าภริยาไม่สามารถ
แยกจากกันได้ในการประกอบกิธีกรรมนั้น ก็ไม่ได้เป็นท่ียอมรับหรือเช่ือกันในพุทธ
ศาสนา แตอ่ ย่างไรก็ตาม ความคิดแบบเก่าทวี่ ่าสามีภรยิ ามีสว่ นได้ส่วนเสยี รว่ มกนั ในทาง
๓๐๓Indra, The Status of Women in Ancient India, pp ๑๓๐-๑๓๑.
ศาสนา และภรยิ าจาต้องพ่งึ สามี และเปน็ ผ้ตู ามในทางศาสนาน้นั กอ็ าจจะมีหลงเหลือให้
เหน็ อยู่ บา้ งในหลักฐานทางพุทธศาสนา
กล่าวได้ว่าการอนุญาตให้สตรีบวชเป็นภิกษุณีในพุทธศาสนา น้ันเป็นการ
ยกระดับของสตรีขึ้นอย่างมาก ทั้งยังเป็นการยกสถานภาพของสตรีโดยตรงอีกด้วย
เพราะการยอมรับสตรเี ข้าในหมู่สงฆ์เป็นการเปิดโอกาสให้สตรนี บั ถอื ศาสนาและประกอ
บิธีกรรมทางศาสนาได้โดยเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องพึ่งหรือขึ้นอยู่กับผู้อ่ืน ในการที่จะ
เข้าถึงจุดหมายในทางศาสนา ภายใต้พุทธศาสนา สตรีได้รับการปลดปล่อยให้เป็นตัว
ของตัวเอง มอี สิ ระ เสรภี าพในการนับถอื ศาสนา มีเป้าหมายและวธิ กี ารปฏิบัติตนเพ่ือให้
บรรลุถึงจุดหมายได้ด้วยตนเอง โดยท่ีได้รับการยอมรับว่า สตรีก็มีโอกาสและสามารถท่ี
จะปฏบิ ตั ใิ ห้พน้ จากความทุกข์ และเข้าถึงนพิ พานอันเป็นความสุขอยา่ งยง่ิ ได้โดยอิสระ
สกรีท่ีเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนานั้นจัดได้เป็น ๒ พวก พวกหน่ึงคือ ภิกษุณี ซ่ึง
เป็นสตรที ่เี ล่ือมใสและอุปสมบทในพระพุทธศาสนา สว่ นอกี พวกหนึ่ง คือ อบุ าสกิ า เปน็
สตรที ี่รบั ปฏบิ ตั ิตามพระธรรมคาส่งั สอนโดยยังคงครองเรอื นอยู่
๔.๒.๑ สตรีในฐานะภิกษุณี
เมื่อพระพุทธองค์ทรงเปิดโอกาสใหส้ ตรเี ข้ามาเป็นสมาชิกในสงั ฆมณฑลแลว้ ก็
ปรากฏว่ามีสตรีเป็นจานวนไม่น้อยที่เขา้ มาบวช และมีบทบาทในพระพุทธศาสนา สตรี
ทีม่ าบวชเป็นภกิ ษุณนี ั้นไม่ไดม้ าจากชนชนั้ ใดชน้ั หนงึ่ แต่มาจากทกุ ช้นั วรรถนะของสังคม
เท่าที่ปรากฏในพระไตรปิฎก สตรีท่ีบวชน้ันมีทั้งท่ีมาจากตระกูกกษัตริย์ ขุนนาง
พราหมณ์ พ่อค้า ศูทร โสเภณี อันแสดงถึงการท่ีพุทธศาสนาเปิดกว้างสาหรับสตรี
โดยทั่วไป ทั้งยังเป็นการทาให้สตรีจากชั้นวรรณะต่างๆ นั้น มีความเสมอภาคเท่าเทียม
กันในพทุ ธสาสนา พระพทุ ธองค์ไมไ่ ดท้ รงแยกความแตกตา่ งระหวา่ งภกิ ษณุ เี ท่มี าจากชั้น
วรรณะ ระดับความเปน็ อยทู่ ่ตี ่างกัน ภายใตก้ ฎวนิ ัยท่ีกาหนดไว้ สตรีทเ่ี ขา้ มาบวชทุกคน
ต้องปฏิบัติตามวินัยเดียวกัน และจะได้รับการปฏิบัติต่อในฐานะเสมอกันหมด การให้
สตรีจากทุกระดับเข้ามาแสวงหาทางวิญญาณได้โดยเสรีน้ัน นับเป็นการสนับสนุน
ส่งเสริมเสรีภาพและความเปน็ ปัจเจกบุคคลของสตรี โดยตรง
ในด้านภูมิปัญญา ความรู้ ความสามารถแล้ว ก็เป็นท่ียอมรับกันว่าสตรีก็
สามารถเข้าใจธรรม บรรลุมรรคผล และแสดงธรรมได้ ภิกษุณีจานวนไม่น้อยมีความรู้
ความสามารถเขา้ ใจธรรมะไดอ้ ย่างรวดเร็ว ถ่องแท้ และทาคณุ ประโยชนแ์ ก่พุทธศาสนา
ไว้มาก ในด้านการเผยแพร่สั่งสอนธรรมะ เช่น ปฏาจาราภิกษุณี เขมาภิกษุณี ถุลลนัน
ทาภิกษุณี ภัททะกปิลานีภิกษุณี ธรรมทินนาภิกษุณี ซ่ึงล้วนแต่ชานาญธรรมในด้าน
ต่างๆ กนั นอกจากน้แี ลว้ พระพทุ ธองคย์ ังทรงยกย่องภกิ ษุณีหลายองคข์ ึ้นเป็นเอตทัคคะ
เสมอบุรุษ ในหลายๆ ด้าน ทั้งยังยกย่องภิกษณุ บี างองค์ให้เปน็ ตราของพุทธศาสนา เปน็
ตัวอยา่ งแก่ภิกษุณี อบุ าสก อุบาสกิ า หรอื แมแ้ กภ่ ิกษเุ องอกี ดว้ ย
๔.๒.๒ สตรใี นฐานะอบุ าสกิ า
สตรีท่ีเป็นอุบาสิกานี้ เป็นผู้ที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา แต่มิได้บรรพชา แม้
จะครองเรือนแต่ก็ประพฤติปฏิบัติ ดารงชีวิตอยู่ในศีลในธรรมและมีบทบาทในการ
อุปถัมภ์พระพุทธศาสนาไม่น้อยเช่นกัน เพราะสตรีเหล่านี้เลื่อมในปฏิบัติ สร้างความดี
โดยการให้๓๐๔ การบูชา และการสงเคราะห์ในหลายๆ ทาง ถึงแม้ว่าในบรรดาการให้
๓๐๔การให้มี ๒ อย่าง คอื
ก) อามสิ ทาน เป็นการให้สง่ิ ของ
ข) ธรรมทาน เป็นการให้ธรรม, ความรู้, คาํ สง่ั สอน
การบชู ามี ๒ อยา่ ง คอื
ก) อามสิ บชู า เป็นการบชู าด้วยสงิ่ ของ
ข) ธรรมบชู า เป็นการบชู าด้วยการปฏบิ ตั ติ าม
การสงเคราะห์มี ๒ อยา่ ง คอื
ก) อามสิ สงั คหะ เป็นการสงเคราะห์ด้วยสง่ิ ของ
ข) ธรรมสงั คหะ เป็นการสงเคราะห์ด้วยการแนะนํา
การบชู า การสงเคราะห์นนั้ พระพุทธองคจ์ ะไม่ทรงยกยอ่ ง อามสิ ทาน อามสิ บชู า อามสิ
สังคหะ เทา่ กับธรรมทาน ธรรมบูชา ธรรมสงั คหะ ดงั พุทธวจนะท่ีวา่
“อานนท์ ไม้สาละทั้งคู่ เผล็ดดอกบานสะพร่ังนอกฤดูกาล ร่วงหล่น โปรย
ปรายลงยังสรีระของตถาคตเพ่ือบชู า แม้ดอกมณฑารพอันเปน็ ของทิพย์ ก็ตกลงมาจาก
อากาศ ดอกมณฑารพเหล่านั้นร่วงหล่นโปรยปรายลงยังสรีระของตถาคตเพ่ือบูชา แม
จุณแห่งจันทน์อันเป็นของทิพย์ ก็ตกลงมาจากอากาศ จุณแห่งจันทน์เหล่านั้น ร่วงหล่น
โปรยปรายลงยังสรรี ะของตถาคตเพือ่ บูชา ดนตรีอันเปน็ ทพิ ยเ์ ล่ากป็ ระโคมอยู่ในอากาศ
เพื่อบูชาตถาคต แม้สังคีตอันเป็นทิพย์ก็เป็นไปในอากาศเพื่อบูชาตถาคต อานนท์
ตถาคตจะช่ือว่าอันบริษัทสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อมด้วยเคร่ืองสักการะ
ประมาณเท่าน้ีหามิได้ ผู้ใดแล จะเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก หรืออุบาสิกาก็ตาม เป็นผู้
ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตามธรรมอยู่ ผู้นั้นย่อมชื่อว่าสักการะ
เคารพ นับถอื บชู าตถาคตดว้ ยการบูชาอยา่ งยอด”๓๐๕ “การใหธ้ รรมเปน็ ทาน ยอ่ มชนะ
การให้ทั้งปวง”๓๐๖
พระผมู้ ีพระภาคมพี ระประสงคจ์ ะให้สาวก พุทธบรษิ ัทประกอบธรรมานุธรรม
ปฏิบัติมากกว่าให้วัตถุสิ่งของ อย่างไรก็ตามการให้ส่ิของก็ยังนับว่าสาคัญ เพราะการให้
อามิสทานนี้เป็นการช่วยให้สงฆ์ในพุทธศาสนาดาารงชีพอยไู่ ด้ หากขาดเสียซึ่งส่ิงน้ีแล้ว
พุทธศาสนาก็ยากทจ่ี ะต้งั อยู่ได้ การใหป้ จั จยั ๔ ทสี่ าคญั แก่ฝา่ ยสงฆ์ ทาให้ผูบ้ วชสามารถ
ตัดกังวลและปฏิบัติธรรมได้สะดวกข้ึน การให้น้ีเปรียบเหมือนให้ยานท่ีจะช่วยบุคคลให้
ถึงเป้าหมายได้ สตรีที่เป็นอุบาสิกาและอุปถัมภ์พุทธศาสนาด้วยประการต่างๆ นั้น มี
กล่าว ไว้ในพระไตรปิฎกเป็นจานวนไม่น้อย เช่น พระนางสามาวดี ถวายจีวรและ
บิณฑบาตแกพ่ ระอานนท์ และภิกษุ ๕๐๐ รปู อย่เู ปน็ กิจวตั ร๓๐๗
๓๐๕ที.มหา. (ไทย) ๑๐/๑๒๙/๓๓-๓๔.
๓๐๖ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๓๔/๕๒-๕๓.
๓๐๗ธ.อ. (ไทย) ๒/๘๐.
นางสิริมา๓๐๘ หลังจากเข้าถึงธรรมแล้ว นางก็ถวายบิณบาตด้วยการจับจ่าย
ทรพั ย์ ๑๖ กหาปณะทกุ วัน โดยถวายทานแก่ภิกษุทุกวนั วันละ ๘ รูป เสมอ
นางสุชาดา ถวายข้าวมธุปายาสแก่พระพุทธองค์ เป็นเหตุให้พระองค์ตรัสรู้
อนตุ ตรสมั มาสมั โพธิญาณ๓๐๙
นางอัมพปาลี ถวายสวนมะม่วงให้เป็นอารามสงฆ์ และถวายภัตแก่พระพุทธ
องค์ และภิกษุสาวก๓๑๐
นางโรหณิ ี น้องสาวของพระอนุรทุ ธเถระ สรา้ งศาลาที่ประชมุ สงฆถ์ วาย๓๑๑
อุบาสิกาท่ีทาให้คนหันมาเล่ือมใสพุทธศาสนาก็มีไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
สตรี ท่ีอยู่ในฐานะท่ีสูงศักดิ์หรือมั่งคั่งน้ัน มีผลต่อการเผยแพร่ศาสนาอย่างมาก เพราะ
การที่ผู้ที่มีอานาจอย่างกษัตริย์ หรือผู้ร่ารวยยอมรับพุทธศาสนาก็เท่ากับเป็นการทาให้
ข้าราชบริพารและคนที่อยู่ในแวดวงยอมรับและหันมาเลื่อมใ สพุทธศาสนาง่ายยิ่งข้ึน
นับเป็นการช่วยเผยแพร่พุทธศาสนาได้เป็นอย่างมาก เช่น กรณีของพระนางมัลลิกา
พระนางสามาวดี เปน็ ต้น
ในบรรดาอุบาสิกาทั้งหลาย ผู้ท่ีมีศรัทธาและอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาอย่าง
มากน้ัน คอื นางวิสาขา นางเปน็ ผมู้ คี วามสนใจสนับสนุน อุปถมั ภ์คา้ ชศู าสนา วัตถปุ จั จยั
ที่นางได้ถวายในพระศาสนานั้นมีมากมาย นางสร้างวัดบุพพาราม ราคา ๙ โกฏิ
กหาปณะ ถวายสงฆ์ สง่ิ ทน่ี างไดอ้ ปุ ถมั ภศ์ าสนาน้ันมีมากจนประมาณเปน็ ราคามไิ ด้ นาง
อังคาสภิกษุสงฆ์เป็นประจา ทุกวันๆ ละ ๕๐๐ รูป พร้อมทั้งยังขวนขวายให้ผู้อ่ืน เช่น
พ่อสามี แม่สามี และบริวาร หันมาเลื่อมใสในพุทธศาสนา นอกจากน้ีแล้วนางยังมี
บทบาทสาคญั ไมน่ อ้ ย ในการดารงไว้ซึง่ พระพทุ ธศาสนา
๓๐๘ธ.อ. (ไทย) ๕/๑๔๘.
๓๐๙ที.มหา. (ไทย) ๑๐/๑๒๖/๑๓๒.
๓๑๐ที.มหา. (ไทย) ๑๐/๙๒/๑๐๑.
๓๑๑ธ.อ. ๖/๒๔๘.
โดยนางได้รับความไวว้ างใจ เชือ่ ถอื จากพระพทุ ธองค์ ส่ิงใดที่ไมเ่ หมาะ ไมค่ วร
จะเป็นอันตรายหรือเป็นที่ครหาแก่ศาสนา นางก็ได้วิจารณ์ทักท้วง จนเป็นเหตุให้เกิด
การบัญญัติหรือเปล่ียนแปลงวินยั ต่างๆ ข้ึนก็หลายคร้ัง นอกจากน้ันนางวิสาขายงั ไดร้ ับ
ความไว้วางใจเป็นพิเศษกว่าคนอื่น เพราะนางเป็นผู้ใส่ใจ ดูแลภิกษุ ภิกษุอาพาธ และ
คอยตรวจตราดูส่ิงท่ีสงฆ์ขาดเหลอื อยู่มิได้ขาด ยงิ่ กวา่ นนั้ นางยังได้ อานวยความสะดวก
ทางความเป็นอยู่ให้ท้ังแก่ภิกษุ และภิกษุณี เช่น ถวายผ้าอาบน้า ผ้าเช็ดเท้า โอ่งน้า ไม้
กวาด ทีป่ ักดอกไม้ เปน็ ตน้
นอกจากน้ันนางยังได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์ ในการให้นางเป็นผู้มี
สว่ นในการตดั สนิ อธกิ รณร์ ่วมกบั พระอบุ าลใี นเรอื่ งทเ่ี กิดขนึ้ กบั มารดาของท่านพระกมุ าร
กัสสปะซ่ึงบวชเป็นภิกษุณี และตั้งครรภ์ในขณะเป็นภิกษุณี นางวิสาขาได้ตรวจและ
คานวณดูระยะเวลาที่ตั้งครรภ์กับระยะเวลาท่ีบวชจนทราบว่านางต้ังครรภ์ก่อนบวช
และประกาศความบริสุทธิ์ของภิกษุณีน้ันท่ามกลางบริษัท ๔ พระศาสดา ทรงตรัส
สรรเสริญนางวิสาขาว่าเป็นอัครทายิกา เป็นใหญ่กว่าบรรดาอุบาสิกาผู้อุดหนุน จุนเจือ
คณะสงฆ์ นอกจากน้แี ล้วนางวิสาขา ยงั ไดข้ อพระ ๘ ประการ๓๑๒ จากพระพุทธองค์ ซง่ึ
๓๑๒พร ๘ ประการนนั ้ คอื
๑. ขอถวายผ้าวสั สกิ สาฎกา (ผ้าอาบนํา้ ฝน) แก่ภิกษุสงฆ์ในเทศกาลเข้าพรรษา
๒. ขอถวายอาหารแก่ภกิ ษุที่มาสนู่ ครสาวตั ถี
๓. ขอถวายอาหารแก่ภกิ ษุที่เดนิ ทางไปจากนครสาวตั ถี
๔. ขอถวายอาหารแกภ่ ิกษุท่ีอาพาธ
๕. ขอถวายอาหารแก่ภิกษุท่ีปรนนบิ ตั ภิ กิ ษุอาพาธ
๖. ขอถวายยาแก่ภิกษุอาพาธ
๗. ขอถวายข้าวต้มแกผ่ ้ทู ่ีต้องการ
เปิดโอกาสให้นางได้ถวายทานมากยิ่งข้ึน คัมภีร์ต่างๆ ได้เอ่ยช่ือนางวิสาขาว่า เป็นผู้ที่มี
คุณสมบตั ิ ทีส่ ตรพี ึงมี เพื่อที่จะไดม้ อี านาจในโลกนี้ และมีทั้งอานาจและความสขุ ในโลก
หน้า
จากท่ีกล่าวมาแล้วก็พอจะสะท้อนให้เห็นว่า โดยส่วนรวมแล้วฐานะของสตรี
ไม่วา่ จะเป็นคฤหสั ถ์หรือบรรพชิตนั้นอยใู่ นระดบั ทส่ี ูงขนึ้ เมอ่ื เทยี บกบั สมยั ก่อนพุทธกาล
ไม่ว่าจะเป็นในด้านเสรีภาพส่วนบุคคล สถานภาพทางศาสนา การยอมรับสตรีเข้าบวช
ความสามารถในทางธรรม การได้มีส่วนช่วยเหลอื อปุ ถัมภ์ศาสนา เหล่าน้ีล้วนมีบทบาท
สาคัญในการช่วยยกระดับสถานภาพของสตรีในสังคมทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม
แม้ว่าในบางด้าน เช่น สิทธิในเร่ืองการครอบครองที่ดิน สิทธิทางกฎหมายการเมือง จะ
ไม่ได้มีการเปลย่ี นแปลงมากนกั กต็ าม แต่สงิ่ หน่งึ ที่จะตอ้ งคานึงถงึ ก็คือ การเปล่ยี นแปลง
ฐานะสถานภาพของสตรีไมไ่ ด้เป็นการเปลี่ยนแปลงโดยสมบรู ณแ์ บบ คอื เปลย่ี นในทุกท่ี
ทุกแห่ง และเป็นการเปล่ียนแปลงโดยท้ังหมดแบบถอนรากถอนโคน อย่างการ
เปลี่ยนแปลงทางการเมือง หากแต่เป็นการเปล่ียนแปลงทางความคิด ความเชื่อ ที่เป็น
แบบคอ่ ยเปน็ คอ่ ยไป
ดังน้ันจึงไม่น่าแปลกใจเลย ที่จะเห็นว่า แม้ในพระไตรปิฎกก็ยังมีบางตอนท่ี
กล่าวถึงสตรีตามทรรศนะแบบเก่าหลงเหลืออยู่ เช่นที่ว่า “หญิงเป็นสูงสุดแห่งภัณฑะ
ทั้งหลาย”๓๑๓ “ข้าพเจ้าจะให้บ้านส่วย ๕ ตาบล แก่ท่าน ทาสี ๑๐๐ คน โค ๗๐๐ ทอง
เนื้อดี ๑๐๐๐ แท่ง และภรรยาผู้พริ้มเพรา ๒ คน มีชาติ และตระกูลเสมอกันแก่
ทา่ น”๓๑๔
จากเนื้อความท่ีกล่าวมาสะท้อนให้เห็นถึงทรรศนะแบบเก่า ท่ีเห็นสตรีเป็น
สนิ ค้า เปน็ สมบตั ิของสามี ไมด่ ไี ปกว่าทรัพยใ์ นครวั เรอื น แสดงใหเ้ หน็ วา่ ทรรศนะเช่นนี้ก็
๘. ขอถวายผ้าอทุ กสาฎก (ผ้าอาบนํา้ ฝน) แก่นางภิกษุณี
๓๑๓ส.ส. (ไทย) ๑๕/๒๑๒/๖๐.
๓๑๔ขุ.เอก. (ไทย) ๒๗/๑๕๑๓/๒๙๔.
ยังคงมีอยู่บ้างในสมัยพุทธกาล ไม่เพียงแต่ในความคิดของคนท่ัวไป แม้แต่ในความคิด
ของพระพทุ ธองค์เองในบางครั้งก็ดู เหมือนว่าจะมีอยบู่ า้ งเหมอื นกันเป็นครัง้ คราว ซึ่งใน
ประเดน็ นี้ กอ็ าจจะเขา้ ใจได้ถ้าเราจะมองพระผูม้ พี ระภาคในฐานะเปน็ มนษุ ย์เชน่ เราๆ ท่ี
ได้รับอิทธิพลจากการเลี้ยงดู และความคิดแบบเก่าๆ แม้จะมีทรรศนะใหม่ท่ีก้าวหน้า
และยุติธรรม แต่ความคิดแบบเก่าก็อาจหลงเหลืออยบู่ า้ งในบางครั้ง นอกจากน้ันสิ่งทีด่ ู
เหมือนจะเป็นความขัดแย้งกันในความคิดของพระพุทธองค์ก็อาจจะเข้าใจได้ด้วยหลัก
ของพุทธศาสนา คือ หลักอนิจจัง ที่ว่าทุกอย่างเปล่ียนแปลงไปอยู่ตลอดเวลาไม่คงที่
แม้แต่ความคิดของพระพุทธองค์ ก็ย่อมตกอยู่ภายใต้หลักธรรมชาตินี้ด้วย จึงได้มีการ
เปลี่ยนแปลง ไม่หยุดน่ิงอย่คู งท่ีแตพ่ ัฒนาไปตามกาลเวลา
บทท่ี ๕
ศักยภาพของสตรีในพระพทุ ธศาสนา
พระพทุ ธศาสนาเกดิ ข้ึนทา่ มกลางสังคมอินเดยี ท่ีมที ัศนคติ ความเช่ือ ประเพณี
วัฒนธรรม วิถีชีวิตซึ่งได้รับการหล่อหลอมมาจากศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพราหมณ์จึง
เปน็ รากฐานของวฒั นธรรมอินเดีย และในวฒั นธรรมของอินเดยี น้ันถือวา่ ผู้ชายเป็นใหญ่
เป็นผู้นาครอบครัว เป็นผู้ต้องออกไปประกอบอาชีพเพ่ือหารายได้เข้าครอบครัว ส่วน
บทบาทของผู้หญิงเป็นผู้คอยดูแลความเรียบร้อยในครอบครัวและปรนนิบตั ิสามี ซึ่งไม่
ต่างอะไรกับผู้หญิงไทยในสมัยโบราณ พระพุทธศาสนาในฐานะเป็นสถาบันทางสังคม
สถาบันหนึ่งที่แทรกตัวอยู่ในสังคมอินเดียสมัยนั้น ได้เสนอรูปแบบการดาเนินชีวิตอีก
รปู แบบหนึง่ ต่อสาธารณชน เนอ่ื งจากพทุ ธศาสนาไมใ่ ช่สถาบนั ปกครองท่จี ะต้องมาดูแล
เรื่องปากท้องของประชาชน เป็นเพียงสถาบันศาสนาท่ีนาเสนอจริยธรรมเพื่อดาเนิน
ชีวิตที่ดีงามเท่านั้น ดังนั้นพุทธศาสนาจึงไม่มีหน้าที่ไปกาหนดบทบาทของประชาชนวา่
ต้องประกอบอาชีพอะไรต้องทางานท่ีไหนแต่พระพุทธศาสนาได้เสนอหลักธรรมเป็น
กลางๆ ท่ีสามารถนาไปประยุกต์ใช้ได้ทุกสาขาอาชีพ ทุกสถานท่ี และทุกกาลเวลา
เพื่อให้งานน้ันบรรลุผลสาเร็จประเด็นที่พุทธศาสนาให้ความสนใจ ไม่ได้อยู่ท่ีว่าจะ
ทางานที่ไหน นอกบ้านหรือในบ้าน แต่การทางานอย่างไรจึงจะประสบความสาเร็จ
ตา่ งหากเป็นประเด็นที่พระพทุ ธศาสนาให้ความสนใจ เพราะบทบาทของคนในสังคมแต่
ละยุคสมัยไม่เหมือนกันข้ึนอยู่กับเหตุปัจจัยที่แวดล้อมสังคมน้ันๆ อยู่ เช่น ประเพณี
วัฒนธรรม คา่ นิยม ความเช่ือ รวมทงั้ สภาพดินฟ้าอากาศ ถา้ พระพุทธศาสนาไปกาหนด
ว่าสตรี หรือบุรุษควรทางานตรงนั้นตรงน้ี ต่อมาค่านิยมของสังคมเปล่ียนไป คาสอนใน
พระพทุ ธศาสนายอ่ มลา้ สมยั ไปด้วย
ดังน้ันเรื่องการท่ีผู้หญิงจะทางานในบ้านหรือนอกบ้านจึงไม่ใช่ประเด็นท่ี
พระพุทธศาสนาให้ความสนใจเพราะเป็นเร่ืองของยุคสมัยและค่านิยมของสังคม
ประเด็นท่ใี ห้ความสนใจอยู่ท่ีว่าทาในบา้ นอย่างไร ทานอกบา้ นทาอยา่ งไร จึงจะบรรลผุ ล
สาเร็จ คาถามท่ีว่าพระพุทธศาสนามีท่าทีอย่างไรต่อผู้หญิงท่ีทางานนอกบ้านก็ตอบได้
สั้นๆ ว่า มีท่าที่เป็นกลางๆ ถ้าเขาทางานนอกบ้านหรือในบ้านอย่างเข้มแข็งด้วย
จรยิ ธรรมทางพระ พทุ ธศาสนาพระพุทธศาสนายกยอ่ งสรรเสริญ
๕.๑ ความสามารถของสตรโี ดยทัว่ ไป
ดังได้กล่าวมาแล้วว่า พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นท่ามกลางสภาพแวดล้อม
ทางวฒั น ธรรมของอินเดยี ที่ให้ความสาคญั แก่ผู้ชายในการเป็นผู้นาครอบครัว บทบาท
ในการทางาน นอกบ้านเพ่อื หารายได้เขา้ ครอบครัวจึงเป็นหนา้ ท่ีของผู้ชาย สว่ นผหู้ ญิงมี
หน้าท่ีดูแลความ เรียบร้อยในครอบครัว เช่น งานบ้านเลี้ยงดูบุตรธิดา ดูแลบิดามารดา
ของสามี งานดูแลครอบครัวเป็นงานที่มีความสาคัญไม่นอ้ ยกว่างานนอกบ้านเหมือนกัน
ในการสรา้ งครอบครวั ให้มคี วามเปน็ ปกึ แผ่น เมือ่ บทบาทของผู้คนในสังคมถกู หล่อหลอม
ใหเ้ ป็นมาอย่างนี้ พทุ ธศาสนาไมม่ ีสิทธ์ิที่จะไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้ สงิ่ ท่ีทาไดใ้ นขณะนั้น
คือ เสนอหลักธรรมเพ่อื ให้นาไป ปฏิบัตใิ นหนา้ ที่นนั้ ๆ ให้สมบูรณ์ทส่ี ุดเทา่ ที่จะทาได้
ดังท่ีพระพุทธศาสนานาเสนอหลักธรรม เรื่องทิศ ๖ เพ่ือให้ผู้หญิงที่ทางานใน
บ้าน นาไปปฏบิ ตั ิ ดังน้ี
๑. จัดการงานใหเ้ รยี บรอ้ ย
๒. สงเคราะห์ญาติมิตรทั้งสองฝ่ายดว้ ยดี
๓. ไม่นอกใจ
๔. รกั ษาทรพั ย์สมบัติท่สี ามหี ามาได้
๕. ขยนั ช่างจัดช่างทา เอางานทกุ อยา่ ง๓๑๕
สภาพของสังคมในปจั จบุ ันได้เปลย่ี นไปมาก บทบาทของคนในสังคมก็เปลี่ยน
ตามไปด้วย ผู้ชายออกไปทางานนอกบ้านคนเดียวไม่เพียงพอต่อการเล้ียงครอบครัว
๓๑๕ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๒๐๑/๒๐๔.
ความ จาเป็นทางเศรษฐกิจจึงมีส่วนผลักดันให้ผู้หญิงต้องออกไปทางานนอกบ้าน
ประกอบกบั ผู้ หญิงได้มีโอกาสศึกษาในระดับสูงๆ และได้พัฒนาตัวเองในทุกๆ ด้าน จึง
ทาให้ผู้หญิง ต้องการใช้ความรู้ความสามารถที่ตัวเองมีอยู่เพื่อรับใช้สังคมในวงกว้าง
พุทธศาสนาได้นา เสนอหลักธรรมทจ่ี ะทาให้ประสบความสาเรจ็ ในการทางาน ทสี่ ามารถ
นาไปใช้ไดท้ กุ กาละและเทศะและใชไ้ ด้โดยไม่จากัดเพศ คอื หลักอิทธิบาท ๔ ดังน้ี
๑. ฉันทะ มีใจรักในงาน
๒. วริ ิยะ พากเพียรทา
๓. จติ ตะ เอาจิตฝกั ใฝ่
๔. วมิ ังสา ใชป้ ญั ญาสอบสวน๓๑๖
ฉะน้ันจะเห็นได้ว่าผู้หญิงในพระพุทธศาสนานั้นมีความสามารถไมแ่ ตกต่างไป
กับ ผู้ชายเพราะความของผู้หญงิ น้ัน สามารถท่ีจะบรรลุธรรมได้เช่นเดียวกบั ผู้ชาย ดังมี
พระผมู้ ี พระภาคไดต้ รัสวา่
“ดูกรอานนท์ มาตุคามออกบวชจากเรือน ไม่มีเรือน ในพระธรรมวินัยนี้ ก็
เปน็ ผู้สามารถทาให้แจ้งโสดาปัตติผลบ้าง สกิทาคามิผลบา้ ง อนาคามผิ ลบา้ ง อรหตั ตผล
บ้าง”๓๑๗
๕.๒ ศักยภาพในการบรรลุธรรม
ผู้ท่ีพิจารณาพระพุทธศาสนาจากสภาพสังคมในปัจจุบันมักจะกล่าวโจม ตีว่า
พระ พุทธศาสนากดขีผ่ ู้หญิง ดงั จะเห็นไดจ้ ากการที่ไม่ยอมใหห้ ญิงบวชตั้งแต่ตน้ หรือแม้
ยอมให้ผู้ หญิงบวชแล้ว ก็กาหนดศลี มากข้อกว่าบรุ ุษและอยู่ในฐานะต้องเคารพภิกษุ แม้
ภกิ ษณุ จี ะแกพ่ รรษากวา่ ก็ตาม
๓๑๖ เร่ืองเดยี วกนั , หน้า ๒๖.
๓๑๗ ว.ิ จ.ู (ไทย) ๗/๔๐๒/๓๓๓.
จากการศึกษาค้นคว้าทาให้เราได้มีโอกาสได้รู้ว่าสถานภาพของสตรีก็มีความ
สามารถในการบรรลุธรรมได้ โดยทั่วไปแล้วสตรีทั้งหลายก็มุ่งบาเพ็ญเพียรปฏิบัติธรรม
ตาม ระเบียบทางศาสนาอันดีงามมีความสามารถเป็นเลิศในแง่ต่างๆ ได้เทียบเท่ากับ
บรุ ษุ ท่วั ไป
ผ้หู ญิงภายใต้พระพทุ ธศาสนาจงึ มอี สิ ระและพรอ้ มท่จี ะเขา้ ร่วมในกิจกรรมทาง
ศาสนาต่างๆ มากข้ึน พวกเขาพากเพียรให้ได้บรรลุอรหัตผล ลักษณะน้ีเป็นลักษณะ
ทั่วไป ของสังคมทางศาสนาของอินเดีย และพระพุทธศาสนาก็ไม่มีข้อยกเว้น พระ
สัมมาสมั พุทธเจา้ จึงทรงประกาศพระธรรมแก่ประชาชนท้งั ชายและหญงิ โดยท่วั ไป๓๑๘
เร่ืองสตรีได้รับความสนใจเป็นอันมาก การศึกษาเกี่ยวกับสตรีเท่าท่ีมีอยู่ใน
ปจั จุบัน มกั เป็นการศึกษาในแงค่ วามเสมอภาคระหว่างชายหญงิ โดยใชเ้ งื่อนไขทางสังคม
และเศรษฐกิจเป็นตัวกาหนดฐานะของสตรีและปรากฏว่าส่วนใหญ่ มักให้ข้อสรุปว่า
สตรียังไม่สามารถจะเข้าถึงฐานะเช่นเดียวกับบุรุษได้ เน่ืองจากหลักคาสอนทางศาสนา
ได้ปดิ กน้ั หนทางสาหรับสตร๓ี ๑๙
ด้วยเหตุผลดังกล่าวแล้วจึงเข้าใจได้ว่าทาไมศาสนาจึงไม่สนับสนนุ การลงโทษ
เท่ากับการสร้างสภาวะทางเศรษฐกจิ ให้มีและไม่สนับสนุนการลงโทษคนผิดเท่ากบั การ
ให้ ทานซ่ึงปอ้ งกันมิใหค้ นทาผิดนน่ั เพราะระหว่างสทิ ธิกบั ความเมตตา พระพุทธศาสนา
เลอื ก ความเมตตาเป็นหลกั เม่ือใช้หลักเมตตาไม่ได้ผลแลว้ จึงจะคานงึ ถึงหลกั ขอสิทธิซึ่ง
พระพุทธ ศาสนาถือเป็นเรอ่ื งรองและให้ความสาคัญนอ้ ยกวา่ เมตตา การพูดกนั ดว้ ยสทิ ธิ
๓๑๘ ฉัตรสมุ าลย์ กบิลสิงห์, มาดสตรีในพระพุทธศาสนา, (กรุงเทพฯ : บ.สารมวลชน จํากดั
๒๕๒๘), หน้า ๑.
๓๑๙ อําพร หวงั ใจธรรม, “การศกึ ษาเปรียบเทียบสถานภาพสตรีในพทุ ธศาสนาและอิสลามเฉพาะ
กรณีชาวไทยพทุ ธและสตรีชาวไทยมสุ ลมิ ”, วทิ ยานิพนธ์, (บณั ฑติ วทิ ยาลยั : มหาวทิ ยาลยั มหิดล, ๒๕๕๓),
หน้า ๗๙.
จะไม่ทาให้คนมีใจผูกพันกันและไม่ทาให้คนดีขึ้น แต่เมตตาสร้างคนให้ดีและคบหากัน
ดว้ ยน้าใสใจจริง เป็นเครือ่ งทาลายรัว้ กน้ั มนษุ ยซ์ ึง่ สิทธิสรา้ งขึ้น๓๒๐
ในปัจจุบัน ผู้หญิงมีฐานะทัดเทียมกับผู้ชายในการงานหลายด้าน เด็กผู้หญิง
และ ผู้ชายมีสิทธิทัดเทียมกันในการศึกษาท้ังในระดับโรงเรียนและระดับมหาวิทยลัย
ภายในครอบครัวของผู้หญิงก็เป็นท่ียอมรับโดยท่ัวไปในความเช่ือของพุทธศาสนานั้น
มารดาเป็นพระพรหมของบุตรด้วย ความเช่อื ดังกล่าวก็เป็นการช่วยยกฐานะของผู้หญิง
ขึ้นเช่นกนั
ในสังคม ผู้หญิงไทยมีบทบาทในวงการสังคมและไม่มีใครสามารถปฏิเสธ
ผลงาน ขององค์กรเหล่าน้ีได้ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ ก็
ทรงเป็นตัว อย่างอันดีในสังคมสงเคราะห์ทั้งหลายที่พระองค์ได้ทรงทุ่มเท เพื่อความกิน
ดีอยู่ดีของประชาชนท่ัวไป นอกจากนั้นผู้หญิงไทยก็มีความสามารถและได้รับตาแหน่ง
สาคัญๆ เช่นเป็นนายกรัฐมนตรี อธิการบดี คณบดี ผู้อานวยการ และผู้จัดการงาน
เอกชน๓๒๑ ในทางพระพุทธศาสนาไม่ ได้เลือกชั้นวรรณะหรือเลือกว่าชายหรือหญิงท่ี
สามารถบรรลธุ รรมหรือเป็นบณั ฑิตได้ สตรีสามารถเปน็ บณั ฑติ ได้เชน่ เดยี วกับบุรษุ ดังคา
ว่า “มิใช่ว่า บุรุษจะเป็นบัณฑิตในที่ทั่วไปก็หามิได้ ถึงสตรีท่ีมีปัญญาเห็นประจักษ์ใน
เหตกุ ารณ์น้ันๆ กเ็ ป็นบณั ฑิตได้๓๒๒ และใชว่ ่าในทท่ี ่ัวไป จะเปน็ บัณฑิตแตบ่ รุ ุษ ก็หามิได้
แมส้ ตรที ่คี ิดเหน็ เน้อื ความไดร้ วดเร็ว กเ็ ปน็ บณั ฑิตได้๓๒๓
๓๒๐ ปรีชา ซ้างขวญั ยืน, ความคิดทางการเมืองในพระไตรปิ ฎก, (กรุงเทพฯ : สํานกั พมิ พ์จุฬา
สงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , ๒๕๓๘), หน้า ๑๒๒ – ๑๒๕.
๓๒๑ ฉตั รสมุ าลย์ กบลิ สงิ ห์, มาตสตรีในพระพทุ ธศาสนา, หน้า ๙.
๓๒๒ อฏฺ .ชา. (ไทย) ๒๐๒.
๓๒๓ อฏ.ชา. (ไทย) ๒๘๒.
ฉะนั้นศักยภาพในการพัฒนาตนเองน้ัน สตรีย่อมมีความสามารถไม่ย่ิงหย่อน
น้อยกว่าบุรุษเพราะการที่สตรีถูกบีบค้ันหรือกาหนดให้อยู่ในกรอบมากเท่าใดย่อมเป็น
การให้สตรีเหล่าน้นั มีการพฒั นาตนเองเทา่ เทียมบรุ ษุ มากเท่านน้ั
พระพุทธศาสนาถือว่า สรรพสัตว์ท้ังปวงมคี วามเกดิ แก่ เจ็บ ตาย เหมือนกนั
หมด ซ่ึงมองว่ามันเป็นธรรมชาติ (สามัญลักษณะ) ที่ทุกส่ิงจะต้องได้รับเสมอเหมอื นกัน
กล่าวเฉพาะมนุษย์ที่เรียกว่า สตั วป์ ระเสรฐิ เพราะสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองให้
อยู่เหนือธรรมชาติได้ คือ การพัฒนาจิตวิญญาณของตนให้หลุดพ้นจากความทุกข์ที่
จะตอ้ งได้รบั เรอ่ื ยไปตราบใดที่ยังเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร มนษุ ย์ท่ีสามารถพัฒนา
จิตให้หมดกิเลสน้ัน เรียกว่า อริยบุคคล คือ บุคคลท่ีประเสริฐสุดกว่าบุคคลทั่วไป พุทธ
ศาสนาไม่ได้แบง่ ขั้น วรรณะ เพศ วัย ชาติ ศาสนาใดในการบรรลธุ รรม พระพุทธศาสนา
ถอื ว่ามนุษยท์ ุกคนมีศักยภาพทจ่ี ะพัฒนาจนหลุดพน้ จากความทุกข์ได้
ผู้หญิงในสมัยพุทธกาลหรือในสมัยปัจจบุ ัน ถือว่ามีบทบาทเทา่ เทียมกบั ผ้ชู าย
ใน การนับถือศาสนา การบาเพ็ญกุศลผลบุญ ตลอดจนการปฏิบัติธรรม เพราะฉะน้ัน
เม่ือผหู้ ญิงมสี ทิ ธเิ์ ท่าเทียมกับผู้ชายทกุ อย่าง ผหู้ ญงิ กม็ สี ิทธท์ิ ีจ่ ะบรรลธุ รรมไดต้ ามความรู้
ความสามารถท่ีตนปฏิบัติเพราะพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความจริง สามารถ
พิสูจน์ได้ทุกคนไม่ว่า เป็นหญิงหรือชาย เด็กหรือผู้ใหญ่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น นาง
วิสาขาเม่ืออายุได้ ๗ ขวบ พร้อมด้วยเพื่อนหญิง ๕๐๐ คน แวดล้อมด้วยทาสี ๕๐๐ คน
ไปต้อนรับพระศาสดา พระพุทธเจ้าได้แสดงธรรมให้เหมาะแก่พ้ืนเพอัธยาศัยของเด็ก
เมื่อจบเทศนาเด็กหญิงวิสาขา พร้อมกับบริวารท้ังหมดได้บรรลุโสดาปตั ติผลนางวิสาขา
ได้เปน็ พทุ ธสาวกิ าตัง้ แตว่ ันนั้นเปน็ ตน้ มา๓๒๔
ผหู้ ญงิ ท่เี ข้ามามาบวชในพระพทุ ธศาสนา เปน็ ภกิ ษุณีองค์แรกที่ไดบ้ รรลุธรรม
เป็นพระอรหันต์ คือ พระนางมหาปชาบดีโคตมี นอกจากนั้นก็มีศากยภิกษุณีทั้ง ๕๐๐
๓๒๔สง่า หลอ่ สําราญ, มหาสาวกิ าสมัยพุทธกาล, (กรุงเทพฯ : อักษรสยามการพิมพ์, ๒๕๔๐),
หน้า ๔๖.
สาเร็จเป็นพระอริยบุคคลตามสมควรแก่อุปนิสัย หลังจากได้ฟังพระธรรมเทศนาของ
พระนันทเถระ ซึ่งปรากฏในนันทโกวาทสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ พระเขมา
พระพุทธเจ้าทรงต้ังไว้ ในตาแหน่งเอตทัคคะว่าเป็นผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุณี ผู้มีปัญญา
มาก๓๒๕ ปฏาจาราภกิ ษณุ ี หลงั จากสญู เสียสามี ลูกทงั้ สอง บดิ ามารดาแล้ว กลายเป็นคน
บา้ ดว้ ยพุทธานุภาพ นางกลับได้สติ พระพทุ ธองค์ทรงเทศนาโปรดจนไดบ้ รรลโุ สดาปัตติ
ผล ภายหลังจึงขอบรรพชากับพระบรมศาสดา ต่อมาได้บรรลุพระอรหันต์พร้อมด้วย
ปฏสิ มั ภิทา ๔ และต้ังไว้ในตาแหน่ง เอตทัคคะวา่ เปน็ เลิศกวา่ ภกิ ษณุ ีผู้ทรงพระวินยั ๓๒๖
พระนางอุบลวรรณาเถรี ผู้เป็นธิดาของเศรษฐีเมืองสาวัตถี ผู้มีรูปโฉมงดงาม
เป็น ที่หมายปองของคนทั่วไป แต่ท่านเศรษฐีผู้บิดาส่งให้ไปบวชสานักของภิกษุณี เมื่อ
บวชได้ฟัง ธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วน้อมนามาปฏิบัติพิจารณาเห็นความไม่
เที่ยง ความเปน็ ทุกข์ และเปน็ อนตั ตาจนไดบ้ รรลพุ ระอรหนั ต์พรอ้ มดว้ ยปฏสิ ัมภิทา๓๒๗
ความคดิ ที่วา่ ผู้หญิงบรรลุธรรมได้หรอื ไม่นน้ั ในทางพระพทุ ธศาสนาไม่ได้แบ่ง
แยกแตป่ ระการใด ทงั้ นก้ี เ็ พราะว่าพระพุทธศาสนาเชื่อมนั่ ในศักยภาพของมนุษย์ทุกคน
ไมว่ ่าหญงิ หรอื ชาย และการบรรลธุ รรมก็ไม่ไดแ้ ตกต่างกันแต่ประการใด เหน็ ไดจ้ ากพระ
เถรีหลายองค์ที่ได้บรรลุพระอรหันต์พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา กล่าวได้ว่า พระพุทธศาสนา
ยอมรบั ในศักยภาพของผู้หญงิ ทสี่ ามารถบรรลุธรรมได้เหมือนกับผ้ชู ายทุกประการ
ตามหลักคาสอนฝ่ายเถรวาทไม่ยอมรับว่าผู้หญิงเป็นพระพุทธเจ้าได้ ในพระ
สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ กล่าวไว้ว่า สตรีไม่สามารถเป็นพระอรหันต
สมั มาสมั พุทธเจา้ พระเจ้าจกั รพรรดิ ทา้ วสกั กะมาร พรหม โดยระบุว่า “ยอ่ มรู้ชดั ว่า ข้อ
ทมี่ ิใช่ ฐานะ มใิ ชโ่ อกาส คือ สตรีจงึ เป็นพระอรหนั ตสัมมาสัมพุทธเจ้า นน่ั มิใชฐ่ านะทจี่ ะ
๓๒๕ เร่ืองเดียวกนั , หน้า ๓๔.
๓๒๖ เร่ืองเดยี วกนั , หน้า ๔๓.
๓๒๗ ฉตั รสมุ าลย์ กบลิ สงิ ห์, สตรีในสมัยพทุ ธกาล, หน้า ๑๘.
มีได้ และรู้ชัดว่าขอ้ ท่ีเปน็ ฐานะมไี ด้แล คือ บุรุษพึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น
เป็นท่ีมีได้”๓๒๘ ในส่วนของเถรวาทกล่าวโดยท่ัวไปแล้ว จะมีความเชื่ออย่างน้ัน ทั้งนี้
เพราะเถรวาทจะยึดถือเอาพระไตรปิฎกเป็นสาคญั เม่อื ไม่ไดก้ ลา่ วไว้ในพระไตรปิฎกก็มี
ความเช่ืออย่างนั้น ในความคิดของข้าพเจ้าคิดว่า เพราะธรรมชาติแล้วผู้ชายสามารถท่ี
จะเข้าใจในหลักธรรมะ และผู้ชายเป็นผู้ที่บาเพ็ญบารมีได้มากกว่าก็ได้ จึงยอมรับว่า
ผชู้ ายเทา่ นัน้ ท่ีกระทาได้ ซึ่งความจรงิ อาจจะไม่ใช่เสมอไป
ในนกิ ายมหายาน มีความคดิ ๒ ประเด็นด้วยกันคอื
๑. ในสุขาวดีวยหสูตร ในปณธิ านขอ้ ท่ี ๓๕ ใน ๔๘ ขอ้ ของพระอมิตาภะ
ทรงอธิษฐานว่าผู้หญิงที่เกิดในพุทธเกษตรของพระองค์จะเกิดเป็นชาย เพื่อจะได้บรรลุ
เป็นพระพุทธเจ้า ในข้อน้ีจะเห็นว่าผู้ที่จะบรรลุเปน็ พระพุทธเจ้าได้น้ันจะต้องเป็นผู้ชาย
จึงต้องบรรลุได้ ในปรัชญาปารมิตาหรือสัทธรรมปุณฑรีกสูตร กล่าวว่าผู้หญิงจะตรัสรู้
และเปล่ยี นเพศของตนจากหญงิ เปน็ ชายได้๓๒๙
๒. ในปรชั ญาศูนยตาและธรรมชาติของความเป็นพทุ ธะสามารถท่ีบรรลุ
เป็นพระพุทธเจ้าได้ ดังที่ปรากฏในวิมลเกียรตินิเทสสูตร และศรีมาลาเทวีสีหนาทสูตร
ประกาศว่า ผู้หญิงสามารถจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ ในสภาพที่เป็นอยู่คือเป็น
หญิง๓๓๐ ในสภาพสังคมปัจจุบันหรือในอดีตกาลที่ผ่านมาน้ัน ผู้หญิงได้รับการยอมรับ
อย่างแน่นอนว่าเป็นผู้สามารถ ในการท่ีจะกระทากิอย่างใดอย่างหน่ึงเยี่ยงบุรุษได้
ประวัติศาสตร์ได้จารึกในบางประเทศ เกี่ยวกับสตรีเปน็ ผู้กู้ชาติและได้รับยกยอ่ งว่าเปน็
วีรสตรี แม้แต่ในทางยุโรป ก็มีบางประเทศท่ีมีประธานาธิบดีเป็นสตรีและในประเทศ
ไ ท ย มี ส า นั ก แ ม่ ชี ห ล า ย ส า นั ก ที่ ช่ ว ย เ ห ลื อ สั ง ค ม โ ด ย น า ส ต รี ท่ี มี ปั ญ ห า ท่ี ไ ด้ รั บ
๓๒๘ ม.อ.ุ (ไทย) ๑๙/๒๔๕/๑๓๘.
๓๒๙ เรื่องเดยี วกนั , หน้า ๑๔๙.
๓๓๐ เร่ืองเดียวกนั .
กระทบกระเทือนทางจิตใจมากล่อมเกลาขัดเกลาด้วยธรรมะในทางพระพุทธศาสนา
เชน่ แมช่ ีสานกั เสถยี รธรรมสถาน เปน็ ต้น
นอกจากนี้ รัฐมนตรีในรัฐบาลไทยหลายคนก็เป็นผู้หญิงและมีบทบาทในการ
ช่วย เหลือสังคม โดยการเข้าไปเก่ียวข้องกับเยาวชนท่ีมีปัญหาเป็นต้น แม้กระท่ังใน
ปัจจุบันนี้ ผู้ หญิงยังมีบทบาทในการทาหน้าท่ีแทนบุรุษได้ เช่น การขับรถหรือการไป
ทางานนอกบ้าน การเป็นทหาร การเป็นตารวจ เป็นต้น จะเห็นได้ว่าศักยภาพของสตรี
น้นั ไมย่ ่งิ หย่อนไปกว่าบรุ ษุ เลย แม้แตก่ ารบรรลุธรรมทางพระพุทธศาสนา
๕.๓ ศักยภาพในการบาเพญ็ ประโยชนแ์ ละการเป็นผู้นาสังคม
ในพระพุทธศาสนาน้ัน สตรีและบรุ ษุ มีหน้าที่และบทบาททแี่ ตกต่างกนั ความ
แตกต่างกันน้ีได้ปรากฏอย่างชัดเจนในรูปแบบของบทบาทและหน้าที่แห่งการครอง
เรือน พระพุทธเจ้าได้ทรงแนะนาถึงหน้าท่ีและบทบาทของสตรีในฐานะภรรยาที่พึง
ปฏิบัตติ อ่ สามีไว้ ๕ ประการ คือ
๑. จัดงานบา้ นให้เรียบรอ้ ย
๒. สงเคราะหญ์ าติมติ รทัง้ สองฝา่ ยดว้ ยดี
๓. ไม่ประพฤตินอกใจ
๔. รกั ษาทรัพย์สมบตั ิท่ีสามีหามาได้
๕. ขยนั ไม่เกียจครา้ นในการงานทง้ั ปวง
ท้ังนี้ เพราะพระองค์ทรงตระหนักและทราบชัดว่า ความสงบสุขและความ
สามัคคีภายในครอบครัวนั้น ส่วนใหญ่ข้ึนอยู่กับสตรี และพระองค์ก็ไม่ได้ทรงแสดง
หน้าท่ีและบทบาทเฉพาะแต่สตรีเท่านั้น แม้หน้าที่และบทบาทของบุรุษในฐานะสามีที่
พึงปฏิบตั ติ ่อภรรยา พระองค์ก็ทรงแสดงไว้ด้วยหลัก ๕ ประการเชน่ กัน คอื
๑. ยกย่องให้เกียรติสมกับฐานะท่ีเปน็ ภรรยา
๒. ไม่ดูหมนิ่
๓. ไมป่ ระพฤตนิ อกใจ
๔. มอบความเปน็ ใหญ่ในงานบ้านให้
๕. หาเคร่อื งประดับมาให้เป็นของขวญั ตามโอกาส
จะเห็นได้ว่า พระพุทธศาสนามิได้ให้ความสาคัญเพียงเฉพาะหน้าท่ีและ
บทบาท ของบุรษุ เท่านนั้ แม้หน้าท่ีและบทบาทของสตรีก็ให้ความสาคัญเช่นกัน ดังทไ่ี ด้
แสดงข้างต้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหน้าท่ีและบทบาทของบุรุษและสตรีใน
พระพุทธศาสนาจะแตกต่างกัน แต่พระพุทธศาสนาก็ถือว่าสตรีและบุรุษมีความเสมอ
เหมือนกนั ในศกั ยภาพและสตปิ ญั ญา แหง่ การตรสั ร้ธู รรม เชน่
“ทางนั้นช่ือว่าเป็นทางสายกลาง ทิศนั้น ช่ือว่าเป็นทิศไม่มีภัย รถน้ันช่อื
ว่าเป็นรถไร้เสียงประกอบด้วยล้อคือธรรม มีหิริเป็นฝา มีสติเป็นเกราะกัน ธรรมรถนั้น
เราขอบอกวา่ มสี มั มาทิฏฐินาหน้า เปน็ สารถี บคุ คลใดมยี านเช่นนี้ จะเป็นสตรหี รอื บรุ ุษก็
ตาม เขายอ่ มใชย้ านนัน้ (ไป) สู่แดนนพิ พาน”๓๓๑
นอกเหนือจากน้ี พระพุทธเจ้ายังเป็นพระศาสดาพระองค์แรกท่ีได้ให้สตรีมี
โอกาส เท่าเทียมกับบุรุษในการพัฒนาจิต แม้ว่าพระองค์ได้ทรงช้ีให้เห็นถึงความน้อม
เอียงทางธรรมชาติ และข้อบกพร่องของสตรีไว้ก็ตาม แต่กระน้ันพระองค์ก็ทรงยอมรบั
ถึงความสามารถของสตรีพระองค์ได้ทรงปูทางอันจะนาไปสู่ชีวิตพรหมจรรย์๓๓๒ อย่าง
สมบรู ณ์ ใหแ้ กส่ ตรีอยา่ งแทจ้ รงิ สตรสี ามารถพฒั นาจิตและบรรลถุ งึ นิพพานไดม้ ากเท่าๆ
กับบุรุษ หลักฐานที่ยืนยันว่า สตรีสามารถพัฒนาจิตและบรรลุถึงนิพพานในครั้งสมัย
พทุ ธกาลก็คือ พระเถรหี รือภิกษุณี
กล่าวโดยสรุป พระพุทธศาสนาถือว่าสตรีและบุรุษมีหน้าที่และบทบาท
แตกต่าง กันไปตามธรรมชาติ เช่น สตรีมีหน้าที่และบทบาทในการเป็นภรรยา เป็น
มารดา เปน็ อุบาสกิ า ในขณะเดียวกันบุรุษก็มีหนา้ ที่และบทบาทในการเปน็ สามที ีด่ ี เปน็
๓๓๑ ส.ส. (ไทย) ๑๕/๑๔/๔๕.
๓๓๒ เค.ศรี ธมั มานนั ทะ เขียน, ม.กวีวงศ์ เรียบเรียง, สถานภาพสตรีในพุทธศาสนา, (นติ ยสาร
สมาธิปีที่ ๗ ฉบบั ท่ี ๗๔ พ.ศ. ๒๕๓๗), หน้า ๓๗.
บิดา และเป็นอุบาสกท่ีดีของพระศาสนา ทั้งสตรีและบุรุษต่างก็สามารถ บาเพ็ญ
ประโยชน์แก่สังคม พระศาสนา และประเทศชาติได้เท่าเทียมกันด้วยสถานภาพแห่ง
หน้าที่และบทบาทของตน
อน่ึง ความแตกต่างกันแห่งหน้าท่ีและบทบาทของสตรีและบุรุษนั้นเป็นเพียง
ความแตกต่างตามธรรมชาติเท่าน้ัน แต่มีส่ิงหนึ่งพระพุทธศาสนายอมรับในความ
เหมือนกัน น่ันคือ การบรรลุธรรมและความเป็นมนุษย์ ซ่ึงมีความเท่าเทียมกันทั้งสตรี
และบรุ ษุ
๕.๔ เปรียบเทยี บระหวา่ งศักยภาพของสตรกี ับศกั ยภาพของบรุ ษุ
ปรัชญาชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนาทาให้สตรีถูกกาหนดบทบาทให้อยู่ใน
ฐานะ เป็นผู้ให้ความอุปถัมภ์มากกว่าที่จะเข้ามาเป็นนักบวช วิถีชีวิตของสมณะต้อง
จาริกไปในโลกกว้าง ต้องอดทนต่อความลาบาก ต้องต่อสู้กับสภาพแวดล้อมที่ไม่
เอ้ืออานวย ข้อน้ีน่าจะเปน็ เหตุผลหนึ่งท่ีพระพทุ ธเจ้าไม่ทรงบวชใหส้ ตรีในยุคแรก
เหตุผลข้อต่อมา น่าจะเป็นเพราะพระพุทธองค์ไม่ประสงค์จะให้ภิกษุใกล้ชิด
กับ สตรีมากเกินไป ภิกษุสงฆ์กับภิกษุณีสงฆ์ แม้โดยหลักการแล้วจะพานักอยู่แยกกัน
เปน็ สดั ส่วน แตม่ ีกจิ กรรมหลายอยา่ งทตี่ ้องตดิ ต่อสัมพันธ์กนั มบี ทบญั ญตั ิแหง่ พระวินัย
หลายข้อท่ี สะท้อนพุทธประสงค์น้ี เช่น ภิกษุพูดเกี่ยวหญิง ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ภิกษุ
จบั ต้องกายหญงิ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ภิกษุนอนในท่มี ุงท่บี ังเดยี วกันกบั สตรีแม้คืนแรก
ตอ้ งอาบตั ปิ าจติ ตยี ์ เปน็ ต้น
พระพุทธเจ้าไม่ได้ให้เหตุผลอะไรในการตรัสห้ามพระนางมหาปชาบดีออก
บวช พระองค์เพียงแต่ตรัสว่า “อย่าเลย โคตมี เธออย่าชอบใจการท่มี าตุคาม (สตรี) ได้
ออกจาก เรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้เลย ” เหตุที่
พระพุทธเจ้าไม่ประสงค์จะให้สตรีบวชเป็นภิกษุณี เห็นได้ชัดเจนท่ีสุดคือเหตุผลทาง
กายภาพ
อานนท์ ธรรมวินัยท่มี มี าตุคามออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต จะไมต่ ้ังอยู่ได้
นาน เปรียบเหมือนตระกูลหน่ึงที่มีสตรีมาก มีบุรุษน้อยจะถูกโจรปล้นทรัพย์ทาร้ายได้
ง่าย๓๓๓
อย่างไรก็ตาม ในที่สุดพระพุทธเจา้ กท็ รงอนญุ าตให้สตรเี ข้ามาบวชเป็นภิกษุณี
ได้ เพราะทรงตระหนักถึงความจรงิ และทรงเหน็ ดว้ ยกับคากราบทลู ถามของพระอานนท์
ท่วี ่า มาตุคาม (สตร)ี ออกจากเรอื นบวชเปน็ บรรพชิตในพระธรรมวนิ ยั ทีต่ ถาคตประกาศ
ไว้ จะ สามารถทาให้แจ้งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตตผลได้
หรอื ไม่
พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า สามารถบรรลุได้๓๓๔ จะเห็นว่าเหตุผลทางกายภาพ
ดงั กล่าวไม่ใชป่ ระเด็นสาคัญท่ีสดุ แตเ่ ปน็ ประเด็นรองท่ีผ่อนผันได้ สตรจี งึ มโี อกาสได้รับ
การศึกษาพระพทุ ธศาสนาเหมือนกับบุรุษ ทั้งผู้ทเ่ี ข้ามาบวชเปน็ ภกิ ษณุ แี ละผู้ดาเนินชีวิต
คฤหัสถ์ทั่วไปประเด็นท่ีแสดงว่าพุทธบริษัทและศาสนิกของศาสนาอ่ืน มีโอกาสได้รับ
การศึกษาจากพระสงฆ์เหมือนกัน คือ พระพุทธดารัสว่า พวกเธอจงเท่ียวไปเพ่ือ
ประโยชน์สุขแกช่ นจานวนมาก เพ่อื อนุเคราะหช์ าวโลก
๕.๕ ปญั หาการรอ้ื ฟ้ืนของภกิ ษณุ สี งฆใ์ นประเทศไทย
คาว่า ภิกษุณี๓๓๕ มีปรากฏเป็นคร้ังแรกจากพระดารัสของพระพุทธเจ้าเอง
โดย พระองคต์ รสั วา่ “อานนท์ คราวตรสั ร้แู ลว้ ใหม่ๆ เราพกั อยู่ใตต้ น้ อชาลนโิ ครธ ริมฝง่ั
แมน่ า้ เนรญั ชรา ณ อรุ ุเวลาประเทศ คราวนัน้ มารผูม้ ีบาปได้เข้าไปหาเรา... แลว้ กลา่ วว่า
๓๓๓ ว.ิ จ.ู (ไทย) ๗/๔๐๒/๓๑๓, ๔๐๓/๓๐๑-๓๐๒.
๓๓๔ ว.ิ จ.ู (ไทย) ๗/๔๐๒/๓๑๕-๓๑๖.
๓๓๕ ร.ท. บรรจบ บรรณรุจิ, ภิกษุณี : พุทธสาวิกาครัง้ พุทธกาล, (กรุงเทพฯ : มหาจฬุ าลงกรณ
ราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๙), หน้า ๓.
ข้าแต่พระองค์ผู้เจรญิ ขอพระผมู้ ีพระภาคเจ้าจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตเจ้า
จงปรินิพพานในบัดนี้เถิด บัดนี้เป็นปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว... เราได้
กล่าวตอบว่า มารผูม้ ีบาป ตราบใดทีภ่ ิกษ.ุ .. ภกิ ษณุ .ี .. อบุ าสก อุบาสิกา ผ้เู ป็นสาวกของ
เรายังไม่เฉียบแหลม ไม่ได้รับคาแนะนา ไม่แกล้วกล้า ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ไม่
ปฏิบัติธรรมสมควรแกธ่ รรม ไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ของ
ตนแล้วยังบอกแสดง บัญญัติ เปิดเผย จาแนก ทาให้ง่ายไม่ได้ ยังแสดงธรรมที่มี
ปาฏิหาริย์ ข่มขู่คากล่าวให้ร้ายให้เรียบร้อยโดยชอบธรรมไม่ได้ ตราบนั้น เราจักยังไม่
ปรนิ พิ พาน”๓๓๖
จากพระดารัสที่พระพทุ ธเจ้าตรัสไว้เมื่อคราวตรัสรู้ใหม่ๆ น้ันแสดงว่า ภิกษุณี
จะ ต้องมีอย่างแน่นอน ในฐานะเป็นพระสาวิกาของพระพุทธเจ้าคู่กับพระภิกษุ
พระพุทธเจ้าทรงได้พระภิกษุเป็นพระสาวกต้ังแต่ตรัสรู้ได้พรรษาแรก ต่อมาหลังจาก
พรรษาท่ี ๕ กอ่ นย่างเข้าพรรษาท่ี ๖ ทรงไดพ้ ระภิกษณุ ีเปน็ พระสาวกิ า
ในพระวนิ ัยปฎิ ก ตอนว่าด้วยภกิ ขุขันธกะ๓๓๗ มกี ล่าวถงึ กาเนิดของพระภิกษุณี
ไว้ ว่า พระนางมหาปชาบดี พระนา้ นางของพระพทุ ธเจา้ ทรงมพี ระประสงคจ์ ะออกบวช
ในพระพุทธศาสนาเหมือนอย่างเจ้าชายศากยะผู้เป็นพระญาติ ที่พระนางได้
ทอดพระเนตรเห็นเม่ือคราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดพระประยูรญาติท่ีเมืองกบิล
พัสดุเปน็ ครง้ั แรก ดังน้นั เมื่อคราวทพี่ ระพุทธเจา้ เสดจ็ กลบั ไปเมืองกบิลพัสดอุ กี เปน็ คร้ังท่ี
๒ เพื่อทรงเยี่ยมพระอาการประชวรหนักของพระพุทธบิดา และประทับอยู่จนกระทั่ง
พระพุทธบิดานิพพาน หลังจากถวายพระเพลิงพระศพแล้ว พระพุทธเจ้ายังคงประทับ
อยู่ท่ีนิโคราธามอีกระยะหน่ึงเพ่ือทรงแสดงธรรมโปรดพระประยรู ญาติให้หายเศร้าโศก
ขณะประทบั อยู่ท่นี โิ ครธารามนัน้ พระนางมหาปชาบดีไดเ้ ขา้ ไปเฝ้าแล้วทลู ขอบวช
๓๓๖ ที.มหา. (ไทย) ๑๐/๑๗๔/๑๐๑.
๓๓๗ ว.ิ จู . (ไทย) ๗/๔๐๒-๔๐๔/๒๓๑–๒๓๗.
พระพุทธเจ้าทรงได้พระภิกษุเปน็ พระสาวกต้ังแต่ตรัสรู้ได้พรรษาแรกโดยทรง
แสดงธรรมโปรดกลุ่มพระปัญจวัคคีย์ให้ได้บรรลุอรหัตผลเป็นกลุ่มแรก อันเป็น
ระยะเวลาหลังตรัสรู้ได้ ๒ เดือนพอดี ต่อจากนั้นก็ทรงแสดงธรรมโปรดท่านอ่ืนๆ ให้ได้
บรรลุอรหัตผล อาทิ พระยสะ กลมุ่ พระภัททวัคคยี ์ ๓๐ รปู พระชฎลิ ๓ พน่ี ้อง และพระ
บริวาร ๑,๐๐๐ รูป พระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ และพระบริวาร ๒๕๐ รูป
จนกระทงั่ เกดิ มพี ระภกิ ษสุ งฆเ์ ป็นหมู่ใหญ่ ครัน้ ล่วงเข้าพรรษาท่ี ๕ กอ่ นย่างเขา้ พรรษาที่
๖ จึงทรงได้พระภกิ ษุณีเปน็ พระสาวกิ ารปู แรก คอื พระมหาปชาบดี
ในวันท่ีพระนางมหาปชาบดีได้บวชเป็นพระภิกษุณีรูปแรกนั้น พระพุทธเจ้า
ทรง รับสั่งให้พระภิกษุช่วยรับภาระอุปสมบท (บวช) เจ้าหญิงศากยะที่เหลือเป็นพระ
ภิกษุณีด้วย โดยตรสั ว่า “ภิกษทุ ั้งหลาย ตถาคตอนญุ าตใหพ้ ระภกิ ษอุ ุปสมบท (บวช) ให้
สตรเี ป็นพระ ภิกษณุ ีได้”
การท่ีพระนางมหาปชาบดีและเจ้าหญิงศากยะได้บวชเปน็ พระภิกษุณรี ูปแรก
และ กลุ่มแรกหลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ ๕ พรรษาน้ัน ถือว่าเป็นการก่อกาเนิดพระ
ภิกษุณีข้ึนในพระพุทธศาสนาแล้ว และต่อมาได้มีสตรีจานวนมากออกบวชเป็นพระ
ภิกษุณีตามจนกระท่ังเกิดมีพระภิกษุณีแพร่หลายจนกลายเป็นพระภิกษุณีสงฆ์หมู่ใหญ่
ในลกั ษณะเดยี วกันกบั พระภกิ ษุสงฆ์
พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า มาตุคามคือสตรีไม่พ่ึงบวชในพระธรรมวินัยนี้
พรหมจรรย์ คือพระศาสนาก็จะต้ังอยู่ตลอดกาลนาน สัทธรรมก็จะพ่ึงตั้งอยู่ตลอดกาล
พันปี แต่เพราะ มาตุคามบวชในพระธรรมวินัยนี้ พรหมจรรย์ก็ไม่ตั้งอยู่ตลอดกาลนาน
สัทธรรมจะตั้งอยู่ ตลอด ๕๐๐ ปีเทา่ นั้น เหมือนอย่างตระกูลทม่ี ีสตรีมาก มบี ุรุษนอ้ ย ก็
จะถูกทาลายได้ง่าย เหมือนอย่างโรคของต้นขาวชนิดหนึ่งที่เรียกว่าเพลี้ย เม่ือลงในนา
ข้าวสาลที ส่ี มบรู ณ์ นาข้าว สาลีนั้นกจ็ ะไมต่ ั้งอยูไ่ ดน้ าน หรือเหมอื นอย่างโรคทเ่ี กิดข้ึนแก่
ต้นอ้อย ที่ทาให้ต้นอ้อยเกิดสี แดงข้ึน ก็จะทาให้ไร่อ้อยต้ังอยู่ไม่ได้นาน แต่ว่าได้ทรง
บญั ญตั ิครุธรรม ๘ ประการแกภ่ กิ ษณุ ี ทัง้ หลาย ใหภ้ ิกษณุ ีทั้งหลายรับรกั ษาไวไ้ ม่ก้าวล่วง
ตลอดชีวิต เหมือนอย่างได้ทรงทาทานบ กันบ่อท่ีใหญ่ไว้ทุกด้านเพื่อไม่ให้น้าไหลออก
และเพอ่ื ปอ้ งกันนา้ ขา้ งนอกจะไหลเขา้ มามาก เกินไปดว้ ย๓๓๘
สมเด็จพระญาณสงั วร (สวุ ฑฒฺ โน) ได้กล่าววา่ หลกั ฐานในพระบาลีภิกขนุ ีขันธ์
กะตอนนี้ มีแห่งเดียวที่พยากรณ์เร่ืองศาสนาว่า ถา้ มาตุคามไม่เข้ามาบวช พรหมจรรย์ก็
จักตั้งอยู่นาน ท่านว่าพันปี แต่ว่าถ้าเข้ามาบวชก็จะเหลือเพียง ๕๐๐ ปี น่ีเป็นหลักฐาน
ชั้นบาลีในพระไตรปิฎกของเรา แต่วา่ ในช้นั อรรถกถาทา่ นไดม้ าแกไ้ ว้ว่า พระอรหนั ตท์ ่ีได้
ปฏิสัมภิทา ๔ จะมีอยู่ในระยะหนึ่งพันปีแรก พระอรหันต์ที่เป็นสุกขวิปัสสก คือว่าที่ได้
สาเร็จตัดกิเลสได้ แต่ว่าไม่ได้ปฏิสัมภิทา ๔ ไม่มีความแตกฉาน (สุกขวิปัสสก แปลว่า
เห็นแจ้งอย่างแห้งแล้ง น่ีจะมีอยู่ในระยะพันปที ่ี ๒ พระอนาคามีจะมีอยู่ในระยะพนั ปีท่ี
๓ พระสกทามีจะมีอยู่ในระยะ พันปีท่ี ๔ พระโสดาบันจะมีอยู่ระยะพันปีที่ ๕ ปฏิเวธ
สัทธรรม สัทธรรมคือ มรรค ผล นิพพาน จะต้ังอยู่ห้าพันปี ปริยัติสัทธรรม คือการเรียน
ให้รู้พระพุทธศาสนากจ็ ะต้ังอยเู่ ท่าน้ัน แต่ว่าเพศ คือ การทรงเคร่ืองหมายเปน็ บรรพชติ
ในรปู ใดรูปหนง่ึ นั้นจะมสี บื ไปอกี นาน๓๓๙
อีกแหง่ หนง่ึ ไดแ้ สดงอันตรธาน คอื เส่ือมสิน้ แหง่ พระศาสนาไว้ ๕ ไดแ้ ก่
๑. อธคิ มอันตรธาน ความเสื่อมส้นิ แห่งมรรคผลนพิ พาน
๒. ปฏปิ ตั ตอิ ันตรธาน ความเสอ่ื มสน้ิ แหง่ การปฏิบตั ิ
ความเส่ือมสิ้นแห่งมรรคผลนิพพานน้ัน หมายความว่า เม่ือไม่มีพระอรหันต์
เร่ือย มาจนถึงไม่มีพระโสดาบันเมื่อใด เม่ือนั้นก็ชื่อว่าเป็นความเส่ือมส้ินแห่งอธิคม คือ
มรรคผล นิพพาน ความเส่ือมสิ้นแห่งการปฏิบัติน้นั ในเบอ้ื งต้นก็เสื่อมส้ินการปฏิบัติเพื่อ
ฌานวิปัสสนา มรรคผลก่อน คือ ว่าบุคคลผู้ปฏิบัติไม่ได้มุ่งฌาน ไม่ได้มุ่งวิปัสสนา ไม่ได้
มุ่งผล เมื่อการปฏิบัติ ในด้านนี้เส่ือมลงไปแล้ว ก็เหลือแต่การปฏิบัติพระวินัย ในการ
๓๓๘ สมเด็จพระญาณสงั วร (สวุ ฑฺฒโน), ๔๕ พรรษาของพระพุทธเจ้า, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์
มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๒๙) หน้า ๒๔๗.
๓๓๙ เร่ืองเดยี วกนั , หน้า ๒๔๙.
ปฏิบัติพระวินัยน้ันข้อเล็กๆ ก็ เส่ือมไปก่อน คือไม่ใส่ใจในข้อปฏิบัติพระวินัยทเ่ี ป็นส่วน
เล็กน้อย ก็ขาดว่ินเร่ือยไปจนถึงเหลือ แต่ปาราชิก ๔ แปลว่ารักษาศีล ๕ คือ รักษาการ
เว้นปาราชกิ ๔ ข้อไว้ จนเม่อื ไม่รักษา สกิ ขาบทท้ัง ๔ ข้อน้ไี วเ้ ม่อื ใดด้วยกันทั้งหมด เม่ือ
นนั้ กเ็ ปน็ อนั วา่ ถงึ ความเสือ่ มสิ้นของการปฏิบตั ิ
๓. ปริยัติอันตรธาน ความเส่ือมส้ินของปริยัติ คือการเรียนพระศาสนา
เม่ือยังมีการเรียนพระศาสนา ยังมีการทรงจาอยู่มากบ้าง น้อยบ้าง ก็ยังไม่เส่ือมส้ิน จน
เมือ่ ใดไมม่ ใี คร ทรงจาพระพุทธศาสนาไวไ้ ด้
๔. ลิงคอนั ตรธาน ความเสอ่ื มส้ินแห่งเพศ คอื เมือ่ ยงั ทรงเพศอยู่ เพศกย็ ัง
ไมเ่ สอ่ื ม สน้ิ เม่อื ใดเปล่ยี นแปลงไปจนไม่เหลือเครือ่ งหมายท่เี ป็นเพศบรรพชิตไว้เลย
๕. ธาตุอนั ตรธาน ความเสอ่ื มสิ้นแห่งธาตุ หมายความว่า ความเส่ือมส้ิน
พระบรมสารีริกธาตุ ซ่ึงท่านพยากรณ์ว่าในอนาคตข้างหน้า โอกาสหนึ่งพระบรม
สารรี กิ ธาตกุ จ็ ะเสอื่ ม สิ้นไป
สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฒโน) ให้ทรรศนะเพ่ิมเติมว่า นี่เป็นเค้าของเร่ือง
ศาสนาอนั ตรธาน ความเส่อื มส้ินแห่งพระศาสนาท่มี ีแต่งกนั เปน็ หลักฐานในลังกา แต่ใน
ช้ัน บาลีก็มีพบเท่าที่อ้างมาข้างต้น ซึ่งท่านอธิบายว่า ที่ตรัสว่าพรหมจรรย์หรือว่า
สัทธรรมจะตั้ง อยู่พันปีน้ัน ก็หมายถึงว่าจะมีพระอรหันต์ท่ีเป็นผู้บรรลุปฏิสัมภิทา คือ
ความแตกฉานใน ปฏิสัมภิทาอยู่ตลอดพันปี ส่วน ๕๐๐ ปีน้ัน เม่ือพระพุทธเจ้าได้ทรง
บัญญตั ิครธุ รรมปอ้ งกันไว้ จึงไมเ่ ป็นไปดงั นน้ั ๓๔๐
ในปัจจบุ ัน มสี ตรีจานวนมากเกิดศรทั ธาปรารถนาจะออกบวชเป็นพระภิกษุณี
เหมือนอย่างสตรีในคร้ังพุทธกาล แต่เป็นท่ีน่าเสียดายว่า ในพระพุทธศาสนาฝ่ายนิกาย
เถรวาทอย่างในศรีลังกา เมียนมาร์ (พม่า) ไทย ลาว และเขมร ไม่มีพระภิกษุณีสืบสาย
เหลือ อยคู่ งมอี ย่แู ต่เฉพาะในฝา่ ยนกิ ายมหายาน ซ่งึ นับถอื กนั อยใู่ นใตห้ วัน ญ่ีปุ่น เกาหลี
๓๔๐ เรื่องเดยี วกนั , หน้า ๒๕๐.
ความจรงิ แลว้ ต้ังแต่ พ.ศ. ๒๓๘ เปน็ ตน้ มา๓๔๑ ถอื ว่าพระภกิ ษณุ ีสงฆ์ได้มั่นคง
และแพรห่ ลายอยใู่ นเกาะลงั กา และดูเหมอื นว่านอกจากอินเดียแล้วกม็ ใี นลังกาเท่านั้นที่
มี พระภิกษุณีสงฆ์อยู่ส่วนในประเทศอ่ืนๆ คือ เมียนมาร์ ไทย ลาว และ เขมร ไม่มี
จนกระทั่ง มาถึง พ.ศ. ๑๖๑๔ ได้เกิดสงครามแย่งชิงอานาจข้ันรุนแรงที่ลังกา ระหว่าง
ชนเผ่าสิงหลซ่ึงนับถือพระพุทธศาสนากับชนเผ่าทมิฬ ผลปรากฏว่าชนเผ่าทมิฬชนะได้
ครองอานาจและเบียดเบียนพระภิกษุสงฆ์จนกระทั่งแทบไม่มีพระภิกษุสงฆ์เหลอื อยู่เลย
เหตุการณ์ครั้งน้ัน ชวนให้สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นสาเหตุสาคัญที่ทาให้พระภิกษุณีสงฆ์
สูญสิ้นไปจากลังกา และสูญสิ้นไปจากพระพุทธศาสนาฝ่ายนิกายเถรวาท เพราะในครั้ง
น้ันพระภิกษุณีสงฆ์มีอยู่แต่เฉพาะในลังกาเท่าน้ัน ในประเทศอ่ืนๆ หรือแม้แต่ในอินเดีย
เอง ซ่ึงเป็นแหล่งกาเนิดของพระภิกษุณีสงฆ์ก็ไม่มเี หลืออยู่แล้ว ฉะน้ันเมื่อพระภิกษณุ ที ่ี
ลังกาสญู สิน้ ก็เป็นอนั สญู สน้ิ ทงั้ หมดไปโดยปรยิ าย
เมื่อเป็นเช่นน้ีแล้ว สตรีที่ปรารถนาจะออกบวชจะทาอย่างไร คาถามน้ี หาก
พิจารณาแลว้ จะเห็นคาตอบในหลายทางด้วยกัน คือ
ในประเทศศรีลังกา มีการอนุญาตให้สตรีบวชรักษาศีล ๑๐ เรียกว่า “ทสสีล
มาตา” (คุณแม่ผู้รักษาศีล ๑๐)
ในประเทศเมียนมาร์ มีการอนุญาตให้สตรีบวชนุ่งห่มชุดสีชมพูรักษาศีล ๘
เรยี ก วา่ “แหมต่ ีล่ ะ” แปลว่า “แมศ่ ลี ”
ในประเทศไทย มีการอนุญาตให้สตรีบวชนุ่งขาวห่มขาวรักษา ๘ หรือศีล
เรยี กวา่ “แม่ช”ี
ฉะนั้น ในประเทศต่างๆ ดังกล่าวมานี้ หากสตรีปรารถนาจะออกบวชก็
สามารถ ออกบวชด้วยวิธีบวชดังกล่าวมาน้ี ปัญหามีเพียงว่า สถานะของนักบวชสตรี
๓๔๑ บรรจบ บรรณรุจิ, ภิกษุณี : พทุ ธสาวกิ าครัง้ พุทธกาล, หน้า ๒๙๔.
ดังกล่าวน้ันจะได้รับการยอมรับจากสังคมมากน้อยแค่ไหน อันเป็นเรื่องท่ีผู้เก่ียวข้อง
จะต้องพจิ ารณา๓๔๒
พระศรปี ริยัติโมลี ให้ทรรศนะไว้วา่ ปญั หาเร่ืองการบวชสตรีเปน็ ภกิ ษณุ ี๓๔๓ ได้
เร่ิมคล่ีคลายไปในทางบวกย่ิงข้ึน เม่ือมีข่าวว่าคณะสงฆ์มหายานจากไต้หวันจะเป็น
เจ้าภาพ ใหญ่ให้การอุปถัมภ์พิธีการบวชท้ังหมด และที่สาคัญยิ่งกว่าน้ันก็คือ การ
อุปสมบทภิกษุณีครั้งนี้ เป็นการจัดขึ้นในระดับนานาชาติ ณ บริเวณสถานท่ีตรัสรู้ของ
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือ พุทธคยา ประเทศอินเดีย อันมีต้นพระศรีมหาโพธิ พระ
เจดียต์ รัสรเู้ ปน็ ประจักษพ์ ยานอกี ด้วย
การอุปสมบทสตรีเป็นพระภิกษุณีครั้งน้ีนบั เป็นครั้งประวัติศาสตร์ของวงการ
พระ พทุ ธศาสนาในอินเดยี เพราะว่า
ประการแรก เปน็ การบวชสตรีนานาชาติครัง้ ใหญแ่ ละครงั้ แรกในอนิ เดีย
ประการทีส่ อง ไดเ้ ลือกสถานที่ในการอุปสมบท ณ บรเิ วณพทุ ธคยาใตต้ ้นพระ
ศรีมหาโพธไิ ม้แห่งการตรสั รพู้ ระเจดียพ์ ุทธคยาและวดั จีน
ทั้งน้ี เพราะผูจ้ ดั การอุปถมั ภก์ ารบวชสตรีนานาชาตคิ รั้งนี้ ไดก้ ลา่ วช้แี จงกับสือ่
มวลชน ณ โรงแรมอโศก สนามบนิ เมอื งกลั กัตตาว่า “เดิมทภ่ี ิกษุณกี ถ็ อื กาเนดิ ในอินเดีย
แล้วก็แพร่ขยายไปสูศรีลังกา ประเทศจีนและประเทศอ่ืนๆ ตามลาดับ เป็นการนาพระ
ภิกษุณสี งฆ์ มาคืนอินเดยี ”๓๔๔
พิธีการบวชภิกษุณี ณ พุทธคยา จะทากัน ณ วัดจีนทางทิศเหนือของต้นพระ
ศรี มหาโพธิติดกับถนนไปทางวัดไทยพุทธคยา ส่วนพิธีรับศีลพระโพธิสัตว์จะทากัน ณ
๓๔๒ บรรจบ บรรณรุจิ, ภิกษุณี : พทุ ธสาวกิ าครัง้ พทุ ธกาล, หน้า ๒๙๔.
๓๔๓ พระศรีปริยตั โิ มลี (สมชยั กสุ ลจิตโต), สตรีในพระพุทธศาสนา, หน้า ๖๕
๓๔๔ เร่ืองเดียวกนั , หน้า ๖๖.
บริเวณใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ โดยจะเพ่ิมพิธีเตรียมบวชตั้งแต่วันท่ี ๑๕ กุมภาพันธ์ ไป
ส้นิ สุดเอาวันที่ ๒๓ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๕๑
พิธีการบวชภิกษุณีคร้ังประวัติศาสตร์น้ีจะดาเนินการโดยพระภิกษุจีน สังกัด
นิกายมหายาน คือ คณะวัดฝอกวงซาน (Fo Kuang shan) ซ่ึงมีสานักงานใหญ่อยเู่ มือง
เกาเซียงหรือเกาซุง (Laohsiung) ตอนใต้ของเกาะฟอร์โมซาหรือไต้หวัน อาจารย์ใหญ่
ของสานกั น้ี คอื ท่านชิงยุน (Hsing Yun) หรือท่านซงิ หวิน
นอกจากนี้ ผู้จัดการอุปสมบทคราวนี้ ซ่ึงเป็นฝ่ายมหายานแล้ว ก็ยังมีการ
นิมนต์ พระฝ่ายเถรวาทจากศรีลังกาและไทยไปร่วมด้วยหลายรูป เช่น ท่านวิปุลสาร
เถระ แห่งสมาคมมหาโพธิ ท่านวชริ ญาณ จากองั กฤษ เปน็ ต้น ส่วนพระทเิ บตกม็ ีนิมนต์
มาร่วมดว้ ยเพยี ง ๑ รูป
ระเบียบพิธกี ารบวช อาจจะกลา่ วไดว้ ่า การอุปสมบทพระภกิ ษณุ ี ณ พทุ ธคยา
คราวนี้ เปน็ การทาสงั ฆกรรมรว่ มกนั ระหวา่ งพระสงฆ์สองฝ่ายเปน็ ครั้งแรก สงฆ์สองฝ่าย
ในท่นี ้ี ก็หมายถึงฝ่ายเถรวาทและมหายาน (รวมเอาวัชรยานหรือทเิ บตเขา้ ดว้ ย) มิใช่สอง
ฝ่าย เฉพาะฝ่ายภิกษุสงฆ์กับภิกษุณีสงฆ์เท่าน้ัน ส่วนข้ันตอนการบวชก็มีถึงสามขัน้ ตอน
หรอื สาม ชว่ งดว้ ยกนั ๓๔๕ คอื
ชว่ งแรก จะให้นาค (ทง้ั ชายและหญงิ ) ผู้ประสงคจ์ ะบวช ขอบวชเปน็ สามเณรี
(รวมทัง้ สามเณร) รักษาศีล ๑๐ ก่อน จากนน้ั ฝึกอบรมตอ่ ไปอีก ๓-๔ วัน
ช่วงท่ีสอง ให้สามเณรีขอบวชเป็นภิกษุณีจากพระภิกษุสงฆ์ก่อน เป็นเร่ือง
ภิกษุณีสงฆ์จัดการบวชให้กันเอง นัยว่าไม่ทาตอนกลางคืนจากเที่ยงคืนไปเกือบๆ ใกล้
อรณุ จงึ บวชเสรจ็ จากน้ันจงึ เปน็ หนา้ ทข่ี องภิกษุสงฆ์ ทาหนา้ ท่ใี หบ้ วชอีกครัง้ หน่งึ
ขบวนการบวชของพระภิกษุสงฆ์นี้ ดาเนินการตามหลักวินัยของนิกายธรรม
คุป ตะ ซึ่งก็ไม่ต่างจากของเถรวาทนัก แปลกแต่ภาษาที่ใช้สวดญัตติจตุตถกัมมวาจาให้
ภาษาจีนเป็นหลัก และมีแปลเป็นอังกฤษ สิงหฬ ฮินดี เกาหลี ประกอบกันไป มีการ
๓๔๕ เร่ืองเดยี วกนั , หน้า ๗๐.
สมมติสีมาง่ายๆ ภายในอาคารหลังหน่ึงของวัดจีนพุทธคยานั้นมีท่านชิงยุนเป็นพระ
อุปัชฌาย์หลวงจีนอีกสององค์เป็นกรรมวาจารย์และอนุสาวนาจารย์ มีการสอบถาม
อันตรายิกธรรมก่อนแล้ว เร่ิมด้วยญัตติหนึ่งครั้งและอนุสาวนาสามครั้ง คล้ายฝ่ายเถร
วาทเราทากัน แต่ในพิธีบวชน้ีค่อนข้างจะไม่สนใจเรื่องรักษาหัตถบาสมากนัก นาคผู้
ประสงคจ์ ะบวชกเ็ ขา้ มาเป็นชดุ ใหญ่ๆ ชดุ หนง่ึ เปน็ กวา่ ๑๐ คนข้ึนไป
ช่วงที่สาม พระภิกษุณี (รวมทั้งภิกษุราวๆ ๑๕ รูป) ได้ประชุมร่วมกัน ณ
บริเวณ ต้นพระศรีมหาโพธิในวันต่อมา เพ่ือรับศีลพระโพธิสัตว์เพ่ิมเติมอีกศีลพระ
โพธิสัตวก์ ็มอี ยู่ ๕๘ ขอ้ เชน่ ถ้ามีคนเดือดร้อนมาขอความช่วยเหลือแล้วปฏสิ นธิถอื ว่าศีล
ขาด
ปญั หาเร่อื งพระวินยั ในการจดั การบวชภิกษณุ ี๓๔๖ ในประเด็นสาคัญๆ ดังน้ี
๑. การประชุมทาสังฆกรรมร่วมกันระหว่างพระภิกษุฝ่ายเถรวาทและ
มหายาน เปน็ ไปไดห้ รอื ไม่ในแง่พระวินัย โดยเฉพาะประเดน็ นานาสังวาส
๒. การอ้างว่า พระภิกษุณีสงฆ์ฝ่ายมหายานในไต้หวัน บวชสืบมาแต่
ภิกษุณีในศรีลังกา พิสูจน์ได้อย่างไรว่า ภิกษุณีวงศ์สืบทอดมาอย่างไม่ขาดสายจนถึง
ปัจจบุ นั
๓. การบวชภิกษุณีคราวน้ีดูเหมือนฝ่ายมหายานไม่พูดถึงนางสิกขมานา
ผ้หู ญงิ เตรยี มบวชถอื ศีล ๖ ข้อ ใหค้ รบสมบูรณ์ภายในสองปจี งึ จะมีสทิ ธิขอบวชเปน็ พระ
ภิกษุณีได้ แสดงว่าฝ่ายมหายานเลิกปฏิบัติตามครุธรรม ๘ ประการแล้วหรือไร ถ้า
มหายานทาได้ เถรวาทจะมีจุดยนื อย่างไร
๔. การสวดให้การอุปสมบทเป็นภาษาบาลีมคธให้ถูกต้องตามอักขรวิธี
เป็นองค์ประกอบสาคัญของการบวชขึ้น (สาเร็จ) หรือไม่ของเถรวาท ถ้าสวดไม่ชัดก็ถอื
ว่า กรรมวาจาบกพร่อง (กัมมวาจาวิบัติ) การประกอบพิธีการกเ็ ป็นโมฆะ แต่ในการบวช
คราวน้ี ฝา่ ยมหายานใช้ภาษาจนี เป็นหลักไมต่ ้องพูดถงึ อกั ขรวิธชี ดั เจนหรอื ไม่ อยา่ งน้ีเถร
๓๔๖ เรื่องเดียวกนั , หน้า ๗๒.
วาทจะยอมประนีประนอมได้หรือไม่ รวมไปถึงเร่ืองสีมา การรักษาหัตถบาสด้วย เถร
วาทจะยอมไดเ้ พียงใด
อนาคตของนักบวชสตรีไทย เม่ือหันกลับมาดูบรรยากาศของสังคมสตรีพุทธ
ไทย แล้วดูเหมือนว่าของเรายังล้าหลังศรีลังกาอยู่มาก เท่าท่ีทราบในศรีลังกามีสานัก
สงฆน์ กั บวช ถือศลี ๑๐ เรียกวา่ ทสศลี มาตา (คุณแมถ่ ือศีล ๑๐) อยู่มากมายท่ัวท้ังเกาะ
บางสานักใหญ่มี จานวนนักบวชหญิงนับร้อยนับพัน และแต่ละแห่งก็มีการศึกษา
ฝึกอบรมกันอยู่แล้ว เรียกว่าเขามีความพร้อมท่ีจะก้าวเดินไปสู่การเป็นนักบวชหญิงท่ี
สมบูรณ์หรือเป็นพระภิกษุณีพอสมควร ดังเช่น การบวชภิกษุณีท่ีพุทธคยาคราวนี้ มที ส
ศลี มาตาจากศรีลังกาไปขอบวชถึง ๒๒ รปู จานวนนีไ้ ด้รับการบวชแลว้ กส็ ามารถกลับไป
ศกึ ษาฝึกอบรมกันเองในศรลี ังกาไมต่ ้องไปฝกึ ถึงวดั ฝอกวงซานดงั ภิกษุณจี นี และชาตอิ น่ื
สตรีไทยเราก็มีความต่ืนตัวเร่ืองนี้เบาบางเหลือเกิน แม้จะมีเสียงพูดออกมา
บ้างก็ มีไม่กี่เสียงไมก่ ี่ทา่ น เสียงจึงค่อยๆ สังคมไม่ได้ยินชัด ประกอบกบั พระสงฆ์ไทย ผู้
เห็นความ สาคัญของในเร่ืองน้ี ก็ห่างเหินหรือแทบไม่มีเลยก็ว่าได้ แม้ในประวัติศาสตร์
จะมีสตรีไทยเคยบวชเปน็ สามเณรีและภิกษุณมี าแลว้ หรือในครั้งนกี้ ็มคี ณุ พศิ เพลนิ ไปขอ
บวชดว้ ยก็เปน็ เรื่องความประสงคส์ ว่ นตัว สังคมยังเจริญอเุ บกขาอยา่ งหนกั แนน่ บางครง้ั
ดเู หมือนไม่ยอมรับทราบเอาด้วยซ้าไป
ดังนั้น อนาคตของนักบวชสตรีพุทธไทยคงต้องใช้เวลาอีกพอสมควรอาจจะ
เป็น ๑๐-๒๐ ปีก็ได้ ทั้งน้ีขึ้นอยกู่ บั องค์ประกอบหรอื ตัวแปรหลายอย่างความกระตอื รืน
ร้นของสตรีไทย น่าจะเป็นปัจจัยหลัก ความบีบค้ันของปัญหาสังคม การที่สตรีไทยมี
การศกึ ษาดขี ึ้นและ ความเป็นโลกาภิวัตน์ สตรไี ทยเขา้ ไปมสี ว่ นรว่ มกิจกรรมพุทธศาสนา
ระดับโลกมากข้ึนเปน็ ต้น อาจเป็นตัวเร่งให้เกิดมีชุมชนสตรีนักบวชขน้ึ ในสยามประเทศ
ไดเ้ รว็ ย่ิงขึน้
ในขั้นตอนนี้ สตรีไทยคือครึ่งหน่ึงของประชากรไทย หรอื สตรีคอื ครึ่งหนึ่งของ
พล เมืองโลกน่าจะมีโอกาส มีทางเลือกในการดาเนินชีวิตของตน ถ้าพวกเธอจะดาเนนิ
ชีวิต เป็นนักบวชได้เช่นกับบุรุษแล้ว อาจจะเกิดผลดีมากมายตามมา ปัญหาต่างๆ ทั้ง
เรอื่ งโสเภณี โรค เอดส์ การขม่ ข้นึ การทรมานสตรี ฯลฯ คงจะเบาบางลงได้ พวกเราควร
ชว่ ยกนั วางหลักหรอื ปู ฐานเพอ่ื การนไี้ ว้ให้พร้อมด้วยการ
๑. รณรงค์ให้สตรีที่มีการศึกษาดี มีฐานะทางสังคมและครอบครัวดีมา
ศกึ ษาปฏบิ ตั ิใหม้ าก หรือข้นั สนใจจะใชช้ วี ติ นักบวชให้มาก
๒. เร่งปรับปรุง ขยายและต้ังสถาบันการศึกษาพระพุทธศาสนาแก่สตรี
ไทยให้กว้างขวางท่ัวถึงมากขึ้น เริ่มตั้งแต่สถาบันการศึกษาเพื่อแม่ชีไทย อาจ
ปรึกษาหารือกับคระผู้บริหารมหาวิทยาลัยสงฆ์เพื่อหาวิธีการที่ลัดขนึ้ และรวดเร็วยิง่ ขน้ึ
ได้
๓. จัดทาแผนงานบริหารและพัฒนาคณะแม่ชีไทย ทั้งในแง่องค์กร
งบประมาณ การศึกษา และการรับรองสถานะเป็นนักบวชให้ถูกต้อง เพื่อหนุนเน่ืองให้
แม่ชีไทยมบี ทบาทสร้างสรรค์สังคมต่อไป
ข้อเสนอแนะท้ัง ๓ น้ี คงเป็นเรื่องกว้างๆ ยังไม่ครอบคลุมนัก ถ้าจะให้ดีแล้ว
คง ต้องมีองค์กรหน่วยงานจัดประชุมพบปะกันเพื่อพูดคุยกันโดยละเอียดต่อไป
โดยเฉพาะการ ประชุมร่วมพระสงฆ์ แม่ชี สตรีชาวพุทธและผู้ปรารถนาดีทั่วๆ ไป ใน
ดา้ นสตรีไทย นา่ จะได้ เร่งพดู คยุ กันในระดบั ชาติหรือกล่มุ ยอ่ ยๆ เพื่อรเิ ริม่ ทาอะไรจรงิ จัง
เสียที ทั้งนีเ้ พ่ือปทู างไปสู่ การมสี ังคมนกั บวชสตรีสมบรู ณ์ ดงั พทุ ธศาสนาในประเทศอื่น
เช่น ไต้หวนั เกาหลี ศรีลังกา
ความม่นั คงของพระพทุ ธศาสนานน้ั พระพทุ ธองค์ฝากไวก้ ับพุทธบรษิ ัท ๔ ใน ฐานะชาว
พุทธท่ีดี คงไมอ่ าจจะเอาตัวรอดไปเพยี งลาพงั แล้วปลอ่ ยให้ผูอ้ ืน่ โดยเฉพาะพลเมอื ง คร่ึง
ประเทศหรือคร่ึงโลกต้องล้าหลัง ขาดการพัฒนา และจมปลักอยู่กับกองทุกข์ประสบ
ปัญหานานาประการได้เพราะมิใช่พวกเธอเท่าน้ัน แม้พวกเราท้ังหมดหรือ
พระพุทธศาสนา โดยรวมกส็ ญู เสยี ประโยชนอ์ นั มหาศาลไปอยา่ งน่าเสียดาย
บทที่ ๖
นักบวชสตรใี นพระพุทธศาสนา
ประเพณีโบราณของชาวอินเดียอย่างหนึ่งคงได้แก่ การบวช ซึ่งถือว่าในช่วง
ชีวิตของบุคคลคนหน่ึงท่ีเกิดในวรรณะสูง ๓ วรรณะ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์
จะต้องไดด้ ารงชีวิตให้ ครบ ๔ ข้ันเรียกวา่ อาศรม ๔ ไดแ้ ก่
๑. ระยะถือพรหมจรรย์ เรียกวา่ พรหมจารี
๒. ระยะครองเรือน เรยี กวา่ คฤหัสถ์
๓. ระยะออกไปอยู่ป่า เรียกวา่ วานปรัสถ์
๔. ระยะสละสมบัติออกบวช เรียกว่า สนั ยาสี
การประพฤติตามหลักอาศรม ๔ นี้ จะมุ่งเพียงฝ่ายชายเท่านั้น ฝ่ายหญิงน้ีได้
ถูกห้ามศกึ ษาพระเวท ซึง่ ถือวา่ เปน็ คมั ภีร์สาคญั จงึ ทาใหส้ ตรไี มม่ ีโอกาสออกบวช แตใ่ น
พระพทุ ธศาสนาไม่ได้ปดิ โอกาสเช่นน้ัน
พระราชวรมุนี กล่าวถึงสิทธิของสตรีสมัยนั้นกับพระพุทธศาสนาในด้าน
การศกึ ษาว่า หากยกเอาผลงานและพระจริยาของพระพทุ ธเจ้าขน้ึ เปน็ หลกั พิจารณา จะ
มองเห็นแนวทางการบาเพ็ญพุทธกิจหลายอย่าง เช่น ทรงพยายามล้มล้างความเชื่อถือ
งมงายในเร่ืองพิธีกรรมอันเหลวไหลต่างๆ โดยการบูชายัญ ด้วยการสอนย้าถึงผล
เสียหายและความไร้ผลของพธิ กี รรมเหล่านน้ั ทัง้ น้เี พราะยญั พธิ ีเหล่านนั้ ทาให้คนมัวแต่
คิดหวังพ่ึงเหตุปัจจัยในภายนอก อย่างหนึ่งทาให้คนกระหายทะยานและคิดหมกมุ่นใน
ผลประโยชน์ทางวัตถุเพ่ิมพูนความเห็นแก่ตน ไม่คานึงถึงความทุกข์ยากเดือดร้อนของ
เพ่ือนมนุษย์และสัตว์ อย่างหนึ่งทาให้คนคิดหวังแต่เร่ืองอนาคต จนไม่คิดปรับปรุง
ปัจจบุ นั อย่างหนึ่ง แลว้ กลับทรงสอนหลกั การให้ทาน ใหเ้ สยี สละแบ่งปันและสงเคราะห์
กันในสงั คม
ส่ิงต่อไปที่ทรงพยายามสอนหักล้าง คือ ระบบความเชื่อถือเร่ืองวรรณะ ท่ี
นาเอาชาติกาเนิดมาเป็นขีดข้ันจากัดสิทธิและโอกาสทั้งในทางสังคมและทางจิตใจของ
มนุษย์ ทรงตั้งคณะสงฆ์ท่ีเปิดรับคนจากทุกวรรณะ ให้เข้าสู่ความเสมอภาคกัน ทรงให้
สิทธิแก่สตรีท่ีจะได้รับประโยชน์จากพุทธธรรม เข้าถึงจุดหมายสูงสุดที่พุทธธรรมจะให้
เข้าถึงได้เชน่ เดียวกบั บรุ ุษ แม้ว่าการให้สทิ ธินี้จะต้องทรง กระทาด้วยความหนกั พระทัย
และดว้ ยความระมัดระวังอยา่ งยงิ่ ท่จี ะเตรยี มการวางรปู ให้ สภาพการณ์ไดส้ ทิ ธิของสตรี
นี้ดารงอยู่ด้วยดใี นสภาพสังคมสมยั นน้ั เพราะสทิ ธขิ องสตรีในการศกึ ษาอบรมทางจิตใจ
ได้ถูกศาสนาพระเวทค่อยๆ จากดั แคบเขา้ มาจนปดิ ตายแล้วในสมยั นนั้ ๓๔๗
๖.๑ เกณฑ์ในการรับเขา้ สูส่ งั คมนักบวชสาหรับสตรี
การบาเพ็ญกรณียกิจทั้งของพระพุทธเจ้าและของสาวก มีวัตถุประสงค์และ
ขอบเขตอย่างกว้างขวาง ดังพระพุทธพจน์ต้ังแต่ครั้งแรกที่ส่งสาวกออกประกาศพระ
ศาสนาวา่
“ภิกษุท้ังหลาย เราพ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของ
มนุษย์ แม้พวกเธอก็พ้นแล้วจากบ่วงท้ังปวง ทั้งเป็นของทิพย์ ท้ังที่เป็นของมนุษย์ ภิกษุ
ท้ังหลาย พวกเธอจงจาริกไป เพ่ือประโยชน์สุขแก่ชนจานวนมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาว
โลก เพื่อประโยชน์เก้ือกูลและความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์ อย่าไปโดยทางเดียวกัน
สองรูป จงแสดงธรรมมีความงามในเบ้ืองต้น มีความงามในท่ามกลาง และมีความงาม
ในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมท้ังอรรถและพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน
สัตว์ทั้งหลายที่มีธุลีในตาน้อย มีอยู่ ย่อมเส่ือเพราะไม่ได้ฟังธรรม จักมีผู้รู้ธรรม ภิกษุ
ทั้งหลาย แม้เราก็จกั ไปยงั ตาบลอุรุเวลาเสนานิคมเพื่อแสดงธรรม”๓๔๘
๖.๑.๑ วิธอี ุปสมบทในพระพทุ ธศาสนา ๘ วธิ ี
๓๔๗พระราชวรมุนี (ประยทุ ธ์ ปยตุ โต), พุทธธรรม ฉบับขยายความ, (กรุงเทพฯ : มหา
จฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๒๙). หน้า ๗.
๓๔๘วิ.มหา. (ไทย) ๔/๓๒/๒๗.
การออกบวชในสงั คมอินเดยี โบราณ หลังจากครองชวี ิตฆราวาส ผู้คนทมี่ งุ่ หวัง
ความพ้นทุกข์ก็จะนิยมสละโลกออกบวชเป็นนักบวชประเภทต่างๆ ตามความประสงค์
อาทิ บวชเป็นฤาษี บวชเป็นอาชีวก บวชเป็นนิครนถ์ บวชเป็นปริพาชก คร้ันถึงสมัย
พุทธกาล หลังจากที่พระพุทธเจ้าประดิษฐานพระพุทธศาสนาขึ้นแล้ว ได้มีผู้คนจากทุก
วรรณะออกบวชเป็นสาวกของพระองค์ ผ้คู นที่ออกบวชน้นั นอกจากผู้ชายแล้วยังมีสตรี
จานวนมากออกบวชเป็นพระภิกษุณีด้วยสาเหตุที่แตกต่างกัน แต่มีจุดมุ่งหมายอย่าง
เดียวกัน คือ แสวงหาความพ้นทุกข์๓๔๙ พระพุทธศาสนาถือว่าการบวชเปน็ ความดี การ
บวชคอื ทางออกจากทุกข์ท่เี กดิ ขึน้ และเปน็ หนทางไมใ่ ห้ความทกุ ขใ์ หมเ่ กิดขึน้ อกี ๓๕๐
นักบวชในพระพุทธศาสนา เรียกว่า ภิกษุ มีการดาเนินชีวิตคล้ายกับนักบวช
ประเภทสันยาสี คือ มีความเป็นอยู่เรยี บง่าย นักบวชต้องปลงผมและหนวดเคราเกลย้ี ง
เกลา นงุ่ ห่มผ้ายอ้ มน้าฝาดนอนบนเตียงไม้หรือแคร่เที่ยวภกิ ขาจารเล้ยี งชวี ิต๓๕๑ บรโิ ภค
อาหารเพียง เพื่อเลี้ยงร่างกาย ให้มีกาลังอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ การดาเนินชีวิตต้อง
อาศยั ชาวบา้ น นกั บวชไม่สามารถเสาะหาสง่ิ หนง่ึ ส่ิงใดไดต้ ามความตอ้ งการ เม่ือต้องการ
ร้อนจะได้ของเย็น ต้องการของเย็นจะได้ของร้อน ชีวิตนักบวชเป็นชีวิตที่ฝืดเคือง๓๕๒
การบวชเป็นส่ิงกระทาได้ยาก๓๕๓ แม้บวชแล้วความยินดีก็เป็นสิ่งท่ีกระทาได้ยาก การ
บวชเปน็ เรื่องฝนื กระแสโลก๓๕๔
๓๔๙บรรจบ บรรณรุจิ, ภิกษุณี : พุทธสาวกิ าครัง้ พุทธกาล, (กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณ์ราช
วทิ ยาลยั , ๒๕๓๙), หน้า ๒๗๓,
๓๕๐สํ.ส. (ไทย) ๑๕/๑๗๑/๑๖๓., ว.ิ ม. (ไทย) ๔/๒๖/๒๕.
๓๕๑ธ.อ. (ไทย) ๑/๑๒๖.
๓๕๒ธ.อ. (ไทย) ๓/๑๗๖.
๓๕๓ธ.อ. (ไทย) ๗/๑๐๙.
๓๕๔ ขุ.อิติ. (ไทย) ๒๕/๑๐๙/๓๒๘.
วธิ ีอุปสมบทในพระพุทธศาสนา หมายถงึ การให้กุลบตุ รบวชเปน็ ภิกษุ หรือให้
กลุ ธดิ าบวชเปน็ ภกิ ษุณี วิธีอุปสมบทพระพุทธศาสนา มี ๘ วิธี๓๕๕ ได้แก่
๑. เอหิภิกขุอุปสัมปทา วิธีนี้พระพุทธเจ้าทรงเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้
โดยพระองคท์ รงเปล่งพระวาจาว่า เธอจงเปน็ ภกิ ษมุ าเถิด เพยี งเท่าน้ีกช็ ือ่ วา่ ได้บวชแลว้
๒. ติสรณคมนูปสัมปทา วิธีน้ีทรงมีพระพุทธานุญาตให้พระสาวกจัดทา
คร้ังต้นพุทธกาลซึ่งเวลานั้นคณะสงฆ์ยงั ไม่ใหญ่นัก ให้พระสาวกต่างรูปต่างเป็นพระอปุ ัi
ฌาย์ บวชให้กุลบุตรผ้ปู ระสงคจ์ ะบวชตอ่ มาเปล่ียนวิธนี ้ใี หเ้ ป็นการบวชสามเณร
๓. ญัตติจตุตถกัมมอุปสัมปทา วิธีนี้ทรงมีพระพุทธานุญาตให้สงฆ์ คือ
ภิกษุต้ังแต่ ๔ รูปขึ้นไป ร่วมกันทาพิธีบวชให้กุลบุตรผู้ประสงค์จะบวช และเป็นวิธีที่ใช้
สบื มาจนทุกวันน้ี
๔. โอวาทปฏคิ คหนปู สัมปทา วธิ นี ี้ทรงกระทาโดยการประทานโอวาทให้
กุลบุตรผู้ประสงค์จะบวชไปปฏิบัติ วิธีน้ีพระพุทธเจ้าประทานเป็นวิธีอุปสมบทของพระ
มหากสั สปะเพยี งผู้เดยี ว
๕. ปัญหาพยากรณปู สมั ปทา วธิ นี ีพ้ ระพุทธเจา้ ทรงทาด้วยการใหก้ ุลบตุ ร
ผู้ประสงค์ จะบวชตอบปัญหาท่พี ระองคต์ รสั ถาม เมือ่ ตอบปัญหาไดก้ เ็ ป็นอันวา่ บวชแล้ว
วิธีน้ีเปน็ วธิ ที ่ีทรงอนญุ าตแก่โสปากสามเณร
๖. ครุธรรมปฏิคคหณูปสัมปทา วิธีน้ีพระพุทธเจ้าทรงทาด้วยการให้ผู้
ประสงค์จะบวชรับครุธรรม ๘ ประการ เป็นวิธีท่ีทรงอนุญาตให้เป็นการอุปสมบทของ
พระนางมหาปชาบดีโคตมี
๗. อฏั ฐวาจิกาอุปสมั ปทา วิธีนี้เปน็ วธิ บี วชของภิกษุณี หมายถึง การบวช
ตอ้ งกล่าววาจา ๘ ครง้ั คือ ทาญตั ตจิ ตตุ ถกมั มวาจา ๒ ครง้ั ฝ่ายละ ๔ ครงั้ คอื จากฝา่ ย
ภิกษุสงฆ์ ๑ ครง้ั ฝา่ ยภกิ ษุณสี งฆ์ ๑ ครง้ั
๓๕๕พระมหาสงั เวย ธมฺมเนตฺตโิ ก, ภิกษุณีกับการบรรลุอรหัตผล, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์อกั ษร
สมยั , ๒๕๓๗), หน้า ๕๓.
๘. ทูเตนอุปสัมปทา วิธีน้ีพระพุทธเจา้ ทรงทาด้วยการให้ผู้แทนพระองค์
ไปบวชแก่ผู้ท่ีประสงค์จะบวช เป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงอนญุ าตให้เปน็ การให้อปุ สมบท
ของนางคณกิ าช่ืออฑั ฒกาสี๓๕๖
๖.๑.๒ วธิ อี ุปสมบทเป็นภกิ ษุณี
ในวิธีอปุ สมบท ๘ วธิ นี ัน้ วิธีบวชของภิกษณุ มี ี ๓ วธิ ี คือ
๑. วิธีอุปสมบทแบบครุธัมมปฏิคคหนูปสัมปทา พระพุทธเจ้าทรง
อนุญาตให้เป็นการอุปสมบทแก่พระนางมหาปชาบดีโคตมี มีปรากฏในภิกขุขันธกะว่า
สมัยน้ัน พระผมู้ ีพระภาคประทับอยู่ ณ นิโครธาราม กรงุ กบิลพัสดุ แคว้นสักกะ คร้งั นั้น
พระนางปชาบดีโคตมี เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นถึงแล้วได้ถวาย
อภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้วยืนอยู่ ณ ทส่ี มควร พระนางมหาปชาบดโี คตมีผู้ยืนอยู่ ณ ที่
สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ ว่า “ขอประทานวโรกาส มาตุคามพึงได้ออก
จากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินยั ที่พระตถาคตประกาศไว้ พระพทุ ธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามว่า “อย่าเลย โคตมี เธออย่าชอบใจการที่
มาตุคามไดอ้ อกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยท่ตี ถาคตประกาศไวเ้ ลย”
แมค้ รง้ั ท่ี ๒ ฯลฯ
แม้คร้ังที่ ๓ พระนางมหาปชาบดโี คตมีกราบทลู วา่ “ขอประทานวโรกาส
มาตุคาม จึงได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศไว้
พระพทุ ธเจา้ ขา้ ”
พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามว่า “อย่าเลย โคตมี เธออย่าชอบใจการที่
มาตคุ ามไดอ้ อกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินยั ท่ีตถาคตประกาศไวเ้ ลย”
ลาดับนั้น พระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงดาริว่า “พระผู้มีภาคไม่ทรง
อนุญาตให้ มาตุคามออกจากเรือนบวชเปน็ บรรพชติ ในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรง
๓๕๖ ว.ิ อ. ๑/๔๕/๒๕๔.
ประกาศไว้” ทรงเป็นทุกข์เสียพระทัย น้าพระเนตรนองพระพักตร์ กันแสงอยู่พลาง
ถวายอภิวาทพระผมู้ ีภาค ทรงทาประทักษิณแล้วเสดจ็ กลบั ไป
คร้นั พระผู้มีภาคประทบั อย่ใู นกรงุ กบิลพัสดุ ตามพระอัธยาศัยแล้วเสด็จ
จาริกไปจากกรุงเวสาลี เสด็จจาริกไปโดยลาดับ จนถึงกรุงเวสาลี ทราบว่าพระผู้มีพระ
ภาคประทับอยู่ ณ กูฎาคารสาลา ป่ามหาวัน ในกรุงเวสาลีน้ัน
คราวนัน้ พระนางมหาปชาบดีโคตมีปลงพระเกศา ทรงนุ่งหม่ ผ้ากาสายะ
พร้อมด้วยนางศากิลยานีจานวนมาก เสด็จไปทางกรุงเวสาลี เสด็จเข้าไปยังกูฎาคารสา
ลา ป่ามหาวัน เขตกรุงเวสาลี โดยลาดับ เวลาน้ัน พระนางมหาปชาบดีโคตมี พระบาท
ระบม พระวรกายเปรอะเป้ือนฝนุ่ ธลุ ี เป็นทุกข์ เสียพระทัย น้าพระเนตรนองพระพักตร์
ประทับยืนกันแสงอยู่ทีซ่ ้มุ ประตูช้ันนอก
ท่านพระอานนท์เห็นพระนางมหาปชาบดีโคตมีพระบาทระบม พระ
วรกายเปรอะเป้อื นฝุ่นธุลี เป็นทุกข์เสียพระทัย น้าพระเนตรนองพระพักตร์ ประทบั ยนื
กันแสงอยู่ที่ซุ้มประตู ช้ันนอก จึงถามดังน้ีว่า “โคตมี เพราะเหตุไร พระองค์จึงมีพระ
บาทระบม พระวรกายเปรอะเป้ือนฝุ่นธุลี เป็นทุกข์เสียพระทัย น้าพระเนตรนองพระ
พักตร์ ประทบั ยนื กนั แสงอยทู่ ่ซี ้มุ ประตู ชนั้ นอก”
พระนางตรัสตอบว่า “ท่านอานนท์ พระผู้มีพระภาคไม่ทรงอนุญาตให้
มาตุคามออกจากเรือนบวชเปน็ บรรพชติ ในพระธรรมวินยั ทีพ่ ระตถาคตทรงประกาศไว้”
ท่านพระอานนท์กล่าวว่า “โคตมี ถ้าเช่นน้ัน ขอพระองค์จงรออยู่ท่ีนี่
สักครู่ จนกว่า อาตมาจะทูลขอพระผู้มีพระภาคให้มาตุคามได้ออกจากเรือนบวชเป็น
บรรพชติ ในพระธรรม วินยั ท่ีพระตถาคตทรงประกาศไว้”
ครั้นนัน้ ท่านพระอานนท์เขา้ ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครนั้ ถึง
แลว้ ได้ ถวายอภิวาทพระผมู้ พี ระภาคแล้วน่ัง ณ ท่สี มควร ทา่ นพระอานนท์ผู้นง่ั อยู่ ณ ท่ี
สมควรไดก้ ราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “พระพุทธเจ้าขา้ พระนางมหาปชาบดีโคตมี
มีพระบาทระบม พระวรกายเปรอะเปอื้ นฝนุ่ ธุลี เป็นทกุ ข์ เสยี พระทยั นา้ พระเนตรนอง
พระพกั ตร์ ประทับยนื กนั แสงอย่ทู ี่ซมุ้ ประตชู ้ันนอกด้วยคดิ ว่า “พระผู้มีพระภาคไม่ทรง
อนุญาตให้มาตุคามออกบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยท่ีพระตถาคตทรงประกาศ
ไว”้ ขอประทานวโรกาส ขอมาตคุ าม พงึ ได้ออกจากเรอื นบวชเป็นบรรพซิตในพระธรรม
วนิ ัยที่พระตถาคตทรงประกาศไวด้ ว้ ยเถดิ พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามว่า “อย่าเลย อานนท์ เธออย่าชอบใจการท่ี
มาตคุ ามออกจากเรอื นบวชเป็นบรรพชติ ในธรรมวินยั ทตี่ ถาคตประกาศไวเ้ ลย”
แม้คร้ังที่ ๒ ท่านพระอานนท์ก็ได้กราบทูลกับพระผู้มีพระภาคว่า “ขอ
ประทาน วโรกาส ขอมาตุคาม จึงได้ออกจากเรือนบวชเปน็ บรรพชติ ในพระธรรมวินยั ที่
พระตถาคตทรง ประกาศไวด้ ว้ ยเถิด พระพทุ ธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามว่า “อย่าเลย อานนท์ เธออย่าชอบใจการท่ี
มาตุคามออกจากเรอื นบวชเป็นบรรพชติ ในธรรมวนิ ยั ท่ตี ถาคตประกาศไวเ้ ลย”
แม้คร้ังที่ ๓ ท่านพระอานนท์ก็ได้กราบทูลกับพระผู้มีพระภาคว่า “ขอ
ประทาน วโรกาส ขอมาตุคามพึงได้ออกจากเรือนบวชเปน็ บรรพชิตในพระธรรมวินัยที่
พระตถาคตทรง ประกาศไวด้ ้วยเถดิ พระพทุ ธเจา้ ข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามว่า “อย่าเลย อานนท์ เธออย่าชอบใจการที่
มาตคุ ามออกจากเรอื นบวชเปน็ บรรพชิตในธรรมวนิ ยั ท่ตี ถาคตประกาศไวเ้ ลย”
ลาดับนั้น ท่านพระอานนท์คิดว่า “พระผู้มีพระภาคไม่ทรงอนุญาตให้
มาตุคามออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชติ ในพระธรรมวินัยท่พี ระองคท์ รงประกาศไว้ อย่า
กระนั้นเลย เราจึงทูลขอพระองค์ให้มาตุคามออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระ
ธรรมวินัยท่พี ระตถาคตทรงประกาศไว้ด้วยอบุ ายบางอยา่ ง”
คร้ันน้ัน ท่านอานนท์ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “มาตุคามออก
จากเรือน บวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยท่ีพระตถาคตทรงประกาศไว้ จะสามารถ
ทาให้แจ้งโสดาปัตติผล สกิทาคามิผล อนาคามิผล หรือ อรหัตนผลได้หรือไม่
พระพทุ ธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อานนท์ มาตุคามออกจากเรือนบวชเปน็
บรรพชติ ในธรรมวนิ ัยทีต่ ถาคตทรงประกาศไว้ สามารถทาใหแ้ จง้ โสดาปตั ติผล สกทิ าคา
มผิ ล อนาคามผิ ล หรอื อรหตั ตผลได้”
ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า “ถ้ามาตุคามออกจากเรือนบวชเป็น
บรรพชติ ในพระ ธรรมวนิ ัยทีพ่ ระตถาคตทรงประกาศไว้ สามารถทาให้แจ้งโสดาปัตติผล
สกิทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตตผลได้ พระนางมหาปชาบดีโคตมผู้เป็นพระ
มาตุจฉาของพระผมู้ ีพระภาค ทรงมีอุปการะมาก เคยประคับประคองดแู ลถวายเกษียร
ธาร (น้านม) เมื่อพระชนนีสวรรคต ได้ให้พระผู้มีพระภาคดื่มเกษียรธาร ขอประทาน
วโรกาส ขอมาตุคาม พึงได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยท่ีพระ
ตถาคตประกาศไวแ้ ลว้ ด้วยเถดิ พระพทุ ธเจ้าข้า”๓๕๗
การอุปสมบทด้วยวิธีรับครุธรรม ๘ ข้อ ไม่มีข้ันตอนยุ่งยาก เพียงแต่ให้
สตรีท่ี ต้องการอุปสมบทยอมรบั วา่ จะปฏิบัตติ ามครุธรรม ๘ ข้ออยา่ งเคร่งครดั จนตลอด
ชวี ิต กเ็ ปน็ อนั วา่ ได้อปุ สมบทเปน็ ภกิ ษณุ ีในพระพุทธศาสนา วิธีนี้เปน็ วิธีอุปสมบทสตรีใน
ระยะแรก โดยพระพุทธเจา้ ประทานโอวาทหรอื ครุธรรม ๘ ขอ้ คอื พระพุทธเจ้าทรงเป็น
พระอปุ ชั ฌาย์
๒. วิธีอุปสมบทแบบติสรณคมนูปสัมปทา คือ วิธีบวชแบบให้ผู้จะบวช
เปล่งวาจาขอถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่พ่ึง ต่อพระภิกษุรูปใดรูป
หนง่ึ
วิธบี วชแบบนี้ มวี ธิ ีปฏบิ ตั ิ คอื ผ้จู ะบวชไดป้ ลงผมและห่มผา้ กาสาวพัสตร์
เรียบร้อยแล้วเข้าไปหาพระภิกษุ กราบเทา้ แลว้ ประนมมือเปลง่ วาจาของถึงพระพุทธเจ้า
พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นทพ่ี ึ่ง ๓ ครง้ั ดงั น้ี
ข้าพเจ้าขอถงึ พระพุทธเจา้ เปน็ ทพ่ี ่ึง
ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นที่พ่ึง
๓๕๗ ว.ิ จ.ู (ไทย) ๗/๔๐๒/๒๓๑-๒๓๓.
ข้าพเจา้ ขอถงึ พระสงฆเ์ ป็นท่ีพง่ึ
วิธีบวชแบบนี้ สันนิษฐานว่า พระพุทธเจ้าได้ทรงอนุญาตให้พระภิกษุ
นาไปใช้บวช บรรดาเจา้ หญิงศากยะผู้เป็นบริวารของพระมหาปชาบดี และผเู้ ป็นบริวาร
ของพระยโสธรา และสันนิษฐานว่า น่าจะจบลงด้วยการท่ีพระภิกษุน้ันได้สอนให้ผู้บวช
รบั ครธุ รรม ๘ ประการ ไปปฏิบตั ิดว้ ย
เช่ือว่า โดยการบวชด้วยวิธีบวชแบบนี้ จึงทาให้พระภิกษุณีมีจานวน
เพมิ่ ขนึ้ อย่าง รวดเรว็ จนกระทัง่ กลายเป็นพระภกิ ษณุ สี งฆ์หมู่ใหญ่
๓. วิธีอุปสมบทแบบญัตติจตุตถกัมมูปสัมปทา คือ วิธีบวชแบบให้ต้ัง
ญัตติ ๑ ครงั้ และสวดประกาศ ๓ คร้ัง ต่อหน้าพระภกิ ษุสงฆ์ต้งั แต่ ๕ รปู ขึน้ ไป
วธิ ีแบบน้ี มวี ธิ ปี ฏบิ ัติ คอื
(๑) ถามอันตรายกิ ธรรม ตามท่มี สี ตรมี าบวชเป็นพระภิกษุณีมากขึ้น
จนกระทัง่ ทาให้เกดิ มีพระภิกษณุ ีสงฆ์หมใู่ หญ่ ซง่ึ ปรากฏวา่ พระภกิ ษุณเี หลา่ นน้ั มที ้ังผู้มี
คุณสมบัติครบถ้วน และผู้ที่มีคุณสมบัติบกพร่อง พระภิกษุณีรูปที่จัดว่ามีคุณสมบัติ
บกพร่อง นั่นคือ เป็นผู้ไม่มีเครื่องหมายเพศบ้าง สักแต่ว่ามีเครื่องหมายเพศบ้าง ไม่มี
ประจาเดือนบ้าง มีประจาเดือนไม่หยุดบ้าง ใช้ผ้าซับเสมอบ้าง เป็นคนไหลซึมบ้าง มี
เดือย เปน็ บัณเฑาะกห์ ญิงบา้ ง มีลักษณะคล้ายชายบ้าง มที วารหนกั ทวารเบาติดกันบ้าง
มสี องเพศ (อุภโตพยัญชนก) บา้ ง ฯลฯ
ภกิ ษทุ งั้ หลายจึงนาเร่ืองนไ้ี ปกราบทลู พระผมู้ ีพระภาคให้ทรงทราบ
พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สอบถาม
อนั ตรายกิ ธรรม ๒๔ ประการกับสตรผี จู้ ะอปุ สมบท
ภิกษทุ ั้งหลาย จงึ สอบถามอย่างนี้
เธอไม่ใช่ผู้ไม่มีเครื่องหมายเพศหรอื ไมใ่ ช่สักแตว่ ่ามีเคร่อื งหมายเพศ
หรือ ไมใ่ ช่ผู้ไมม่ ีประจาเดอื นหรือ ไมใ่ ช่ผูม้ ปี ระจาเดือนไมห่ ยุดหรอื ไม่ใช่ผใู้ ชผ้ ้าซับเสมอ
หรือ ไม่ใช่คนไหลซึมหรือ ไม่ใช่ผู้มีเดือยหรือ ไม่ใช่เป็นบัณเฑาะก์หญิงหรือ ไม่ใช่ผู้ มี
ลักษณะคล้ายชายหรือ ไม่ใช่ผู้มีทวารหนักทวารเบาติดกันหรือ ไม่ใช่คนสองเพศหรือ
เธอมีโรคเหล่านี้หรือไม่ คือ โรคเร้ือน โรคฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ โรงลมบ้าหมู่ เธอ
เป็นมนษุ ยห์ รือ เธอเปน็ หญิงหรือ เธอเปน็ ไทหรือ เธอไม่มีหน้ีสินหรือ เธอไม่เปน็ ราชภัฏ
หรือ มารดาบิดาหรือสามีอนุญาตแล้วหรือ มีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์แล้วหรือ เธอมี
บาตรและจวี รครบแล้วหรอื เธอชือ่ อะไร ปวัตตนิ ี ของเธอชอ่ื อะไร”๓๕๘
สมัยน้ันภิกษุ ภิกษุทั้งหลายกาลังถามอันตรายกธรรมของภิกษุณี
ทงั้ หลาย สตรี อปุ สมั ปทา (ผู้มุง่ จะอปุ สมบท) ยอ่ มกระดากอายเก้อเขิน ไมส่ ามารถตอบ
ได้
พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สตรี
อุปสัมปทาเปกขา ผู้อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธ์ิในภิกษุณีสงฆ์แล้ว ไป
อุปสมบทในฝา่ ยภกิ ษุสงฆ์ ได้”๓๕๙
(๒) สอนซ้อม ตามที่พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้มีการถาม
อันตรายิกธรรมใน ฝ่ายพระภิกษุณีสงฆ์น้ัน พระภิกษุณีสงฆ์ได้ปฏิบัติตามพระพุทธา
นุญาต แต่เน่ืองจากยังมิได้มีการสอนซ้อมกันมาก่อน ผู้จะบวชจึงรู้สึกกระดากอายไม่
กล้าตอบคาถามในท่ามกลางพระภิกษุณีสงฆ์ พระภิกษุณีสงฆ์แจ้งเร่ืองดังกล่าวให้
พระภกิ ษุสงฆ์ทราบ และพระภกิ ษุสงฆ์ ได้นาความไปกราบทลู พระผู้มีพระภาค พระผู้มี
พระภาคจึงทรงแนะนาให้พระภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่งได้สอนซ้อมผู้จะบวชนอกที่ประชุม
พระภกิ ษุณสี งฆก์ ่อนแลว้ จึงถามอย่างเปน็ ทางการ ในท่ปี ระชุมพระภิกษณุ ีสงฆ์ ครั้นแล้ว
พระผู้มพี ระภาคทรงแนะนาวธิ ีสอนซ้อมให้ ดงั นี้
ก. ต้องให้ผู้จะบวชรู้ก่อนว่าพระภิกษุณีรูปใดเป็นอุปัชฌาย์ของ
ตน
ข. จากนัน้ จึงบอกให้ร้จู ักบาตรและจวี รวา่
นี้คือ บาตรของเธอ
๓๕๘ ว.ิ จ.ู (ไทย) ๗/๔๒๓/๒๕๕.
๓๕๙ ผ้จู ะเป็นภกิ ษุณีต้องบวชจากสงฆ์ ๒ ฝ่ าย คอื ฝ่ ายภิกษุณีสงฆ์และฝ่ ายภิกษุสงฆ์
นค้ี ือ ผา้ สงั ฆาฏิ (ผ้าพบั ซ้อนเปน็ ชั้น ใชห้ ม่ กนั หนาว)
นี้คอื ผา้ อุตตราสงค์ (จีวร)
นค้ี อื ผา้ อนั ตรวาสก (สบง)
นค้ี ือ ผ้ารัดอก
นี้คอื ผา้ อาบนา้
ค. จากน้ัน จึงบอกให้ออกไปยืนอยู่ท่ีมุมหน่ึงนอกที่ประชุมพระ
ภกิ ษณุ ีสงฆ์ เพ่ือรอคอยพระภิกษณุ ีรปู ท่ีทาหน้าท่ีสอนซอ้ ม
เคยมีพระภิกษุณีบางรูป ไม่มีความรู้ ไม่มีความสามารถไปทาหนา้ ที่
สอนซ้อม ทาให้ผู้ที่จะบวชไม่สามารถตอบคาถามได้ในที่ประชุมพระภิกษุณีสงฆ์ ต่อมา
พระพุทธเจ้าจึงทรงแนะนาให้พระภิกษุณีสงฆ์ช่วยกันเลือกพระภิกษุณีรูปที่จะไป ทา
หนา้ ท่สี อนซอ้ ม เมือ่ มีพระภิกษุณีรับทาหน้าที่สอนซอ้ มแล้ว ก็ใหป้ ระกาศให้พระภิกษุณี
สงฆ์ทราบอย่างเป็นทางการในที่ประชุมพระภิกษุณีสงฆ์ โดยให้พระภิกษุณีรูปท่ีรับ
หนา้ ท่ีสอนซอ้ มประกาศเอง หรือให้พระภกิ ษณุ รี ปู อน่ื ประกาศใหก้ ไ็ ด้
ประกาศเอง พระพทุ ธเจ้าทรงประกาศให้พระภิกษณุ ีรปู น้ันประกาศ
ดว้ ยญตั ติ กรรวาจา คาประกาศใหท้ ราบว่า
“แม่เจ้า เจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า หญิงชื่อน้ีเป็นอุปสัมปทาเปก
ขา (ผู้ขอบวช) ของแมเ่ จา้ ชื่อนี้ ถา้ ความพร่ังพร้อมของสงฆ์ถงึ ท่ีแลว้ ขา้ พเจ้าจึงสอนซอ้ ม
หญงิ ชือ่ นี้”
ผู้อ่ืนประกาศให้ผู้อ่ืน พระพุทธเจ้าทรงแนะนาให้พระภิกษุณีสงฆ์ ผู้
ฉลาด สามารถประกาศด้วยญตั ตกิ รรมวาจาว่า
“แม่เจ้า เจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า หญิงช่ือนี้เป็นอุปสัมปทาเปก
ขา (ผขู้ อบวช) ของแมเ่ จ้าชอ่ื น้ี ถา้ ความพร่ังพร้อมของสงฆถ์ งึ ท่ีแลว้ ภกิ ษุณชี ือ่ นี้ พึงสอน
ซ้อมหญงิ ชอ่ื น้ี
จากน้ัน พระภิกษุณีผู้ได้รับคัดเลือกให้ทาหน้าท่ีสอนซ้อม จึงเข้าไป
หาหญงิ ผจู้ ะ บวชซึ่งยนื คอยอยแู่ ล้วกลา่ วอย่างน้ีว่า