The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

พระพุทธศาสนากับสตรี

เสียก่อน จึงจะสามารถบวชได้ นอกจากนี้ธรรมข้อ ๒ นี้ยังมองได้ว่าเป็นการบัญญัตขิ น้ึ
เพือ่ มใิ ห้พทุ ธศาสนาถกู โจมตวี ่าทาให้เกิดความวนุ่ วายในชวี ติ ครอบครวั

๘.๒.๔ วนิ ยั บญั ญตั ิ ๓๑๑ ขอ้
เม่อื บวชแล้วภกิ ษุณียังมีเง่ือนไขพิเศษนอกเหนือไปจากภิกษุ คอื ต้องรกั ษาศีล
ถึง ๓๑๑ ข้อ ในขณะท่ีภิกษุถือปฏิบัติเพียง ๒๒๗ ข้อ โดยจากศีล ๓๑๑ ข้อ ในภิกขุณ
วภิ ังคน์ น้ั แบ่งออกเป็นหัวใจใหญ่ๆ ได้ ๗ ข้อ คือ

๑. ปาราชิกกัณฑ์ ว่าด้วยอาบัติปาราชิก คือ อาบัติที่ต้องเข้าแล้วทาให้
ขาดจากความเปน็ ภกิ ษณุ ี อาบัตนิ ้ีมี ๘ แตแ่ สดงไว้เพยี ง ๔ อีก ๔ อนโุ ลมตามของภกิ ษุ

๒. สัตตรสกัณฑ์ วา่ ด้วยอาบัตสิ งั ฆาทิเสส ๑๗ ข้อ อาบัตสิ งั ฆาทเิ สส สาา
หรับภิกษุ มี ๑๓ ขอ้ ใชไ้ ดแ้ กน่ างภกิ ษณุ เี พยี ง ๗ ขอ้ เป็นของนางภกิ ษณุ แี ทๆ้ เพียง ๑๐
ขอ้

๓. นิสสัคคิยกัณฑ์ ว่าด้วยอาบัติปาจิตตีย์ท่ีต้องสละสิ่งของ มี ๓๐ ข้อ
เท่ากับของภิกษุ แต่นาของภิกษุมาใช้เพียง ๑๘ ข้อ อีก ๑๒ ขอเป็นของนาวภิกษุณี
โดยตรง

๔. ปาจติ ติยกณั ฑ์ ว่าด้วยอาบตั ปิ าจิตตีย์ตามปรกติ ทีไ่ ม่ตอ้ งสละสิ่งของ
รวม ๑๖๖ ข้อ ในจานวนน้ี ท่ีเป็นของภิกษุณีโดยตรงมี ๙๖ ข้อ นาของภิกษุมาใช้ ๗๐
ขอ้ (๙๖ + ๗๐ = ๑๖๖) อาบตั ิ ปาจิตตยี ข์ องภกิ ษุมี ๙๒ ขอ้

๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์ ว่าด้วยอาบัติปาฏิเทสนียะ คือ อาบัติที่ควรแสดง
คืน รวม ๘ ข้อ ซ่ึงไม่ซ้ากับของภิกษุเลย อาบัติท่ีควรแสดงคืนของภิกษุณี ๔ ข้อ ท่ีน่า
สงั เกต คือ อาบตั ินข้ี องนาง ภิกษุณเี นื่องด้วยการขอของบริโภคท้งั ๘ ขอ้

๖. เสขิยกณั ฑ์ วา่ ดว้ ยระเบยี บมารยาททีต่ อ้ งศกึ ษารวม ๗๕ ข้อ เป็นการ
นาของภิกษุมาใช้ท้ัง ๗๕ ขอ้

๗. อธิกรณสมถะ วธิ รี ะงับอธิกรณ์มี ๗ ข้อ เหมือนภกิ ษุ๕๒๐

๕๒๐สุชีพ ปุญญานุภาพ, พระไตรปิฎกสาหรับประชาชน เล่ม ๒, (กรุงเทพมหานคร :
โรงพมิ พ์อักษรเจรญิ ทัศน์, ๒๕๐๒), หนา้ ๘๕-๘๗.

ทงั้ หมดน้ีสรปุ เป็นตาราง๕๒๑ ได้ดังน้ี

ช่ือ ของนางภกิ ษณุ ี นาของภกิ ษุมาใช้ รวม

ปาราชกิ ๔ ๔๘

สังฆาทิเสส ๑๐ ๗ ๑๗

นิสสัคคิยปาจิตตยี ์ ๑๒ ๑๘ ๓๐

ปาจิตตีย์ ๙๖ ๗๐ ๑๖๖

ปาฏเิ ทสนยี ะ ๘ - ๘

เสขยิ ะ - ๗๕ ๗๕

อธิกรณสมถะ - ๗ ๗

รวมทั้งส้ิน ๓๑๑

ในจานวนศีล ๓๑๑ ข้อนั้นเป็นของภิกษุณโดยเฉาะ ๑๓๐ ข้อ ส่วนอีก ๑๘๑

ข้อนั้น นามาจากศีลของภิกษุ โดยท่ี ๑๘๑ ข้อท่ีเหมือนกนั น้ันเลือกมาเฉพาะข้อท่ใี ช้กนั

ได้ท้ังภิกษุและภิกษุณี อันใดท่ีเป็นเฉพาะของภิกษุแท้ๆ ก็ไม่ นามาใช้สาหรับนาง

ภกิ ษณุ ี๕๒๒

ศีลของภิกษุณีมากและจุกจิกกว่าของภิกษุก็จริงอยู่ แต่การจะดูแต่เพียง

จานวนข้อของศลี แล้วตดั สนิ ลงความเห็นว่า ท่ีเปน็ เช่นนเ้ี พราะพระพทุ ธองคท์ รงลาเอียง

กาหนดให้ยากขึ้น สาหรับภกิ ษุณีน้นั จะเปน็ การไมถ่ ูกต้อง เพราะข้อบญั ญัติเหล่านี้ไม่ได้

เป็นขอ้ บญั ญตั ทิ ่ีกาหนดข้นึ แต่ แรกเรม่ิ หากแต่เป็นส่ิงทีท่ รงกาหนดข้นึ บังคับใช้หลังจาก

ท่ีมีเหตุการณ์อันจะนาความเสื่อมเสียมาสู่พระพุทธศาสนาหรือภายหลังมีผู้กระทาการ

อนั ไมส่ มควรแลว้ ทกุ กรณีไป บัญญตั ิบางขอ้ ทเี่ พม่ิ ขึน้ เป็นพิเศษสาหรับภิกษุณนี ้ันกระทา

โดยมีเหตุผล คือ เพ่ือสวัสดิภาพ ความปลอดภัยของภิกษุณีเองด้วย เพราะได้ปรากฏมี

เร่อื งต่างๆ ทไ่ี มด่ เี กดิ ข้นึ แกภ่ กิ ษณุ ี เช่น กรณีท่นี นั ทมานพข่มขน้ึ พระอุบลวณั ณาภกิ ษณุ ี

๕๒๑เรอ่ื งเดยี วกนั .
๕๒๒เรือ่ งเดยี วกัน.

“ในสมัยนั้นพระเถรีเที่ยวจาริกไปในชนบท ในกาลน้ันพระศาสดายังไม่ทรง
ห้ามการอยู่ป่าของพวกนางภิกษุณี คร้ังนั้นพวกมนุษย์ทากระท่อมต้ังเตียงกันม่านไว้ใน
ป่านนั้ แกพ่ ระเถรนี ้นั พระเถรีเขา้ ไปบิณฑบาตในกรงุ สาวัตถอี อกมาแล้ว นันทมานพมีจิต
ปฏิพัทธ์ิต้ังแต่คร้ังพระเถรียังเป็นคฤหัสถ์ เข้าไปในกระท่อมซ่อนอยู่ใต้เตียงเม่ือพระเถรี
มาแล้วกข็ ม่ ขนื ทากรรมตามทีป่ รารถนาแล้วหนีไป”๕๒๓

เหตุการณ์ทานองน้ีย่อมเป็นที่มาของวินัยที่จะบัญญัติข้ึนเพ่ือป้องกันและ
ค้มุ ครองภิกษณุ ี เชน่ บญั ญัติทห่ี า้ มไมใ่ หภ้ กิ ษุณีอยปู่ ่า๕๒๔

บญั ญตั ิทห่ี า้ มไม่ให้ภกิ ษุณอี ยคู่ นเดยี วในยามราตรี๕๒๕
บัญญัตหิ า้ มไมใ่ หเ้ ดนิ ปลีกไปจากคณะแตผ่ ู้เดียว เพราะปรากฏมเี รือ่ งภิกษุณีที่
ปวดอุจจาระ เดินลา้ หลงั ไป แลว้ ถูกขม่ ขืนใจ”๕๒๖
บญั ญตั ิห้ามไม่ให้ภกิ ษณุ อี าบนา้ ในทเี่ ปลยี่ วตามลาพงั ๕๒๗
บัญญัติห้ามภิกษุณีเข้าบ้าน ข้ามน้า ค้างคืนแต่ลาพังผู้เดียว เพราะมีเร่ือง
หลายเรอ่ื ง ทนี่ างภิกษณุ ีข้ามน้า นอนตามลาพังหรอื เดนิ ทางแตกหมแู่ ลว้ ถกู ขม่ ขนื ๕๒๘
บัญญัติห้ามไม่ให้จาพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุ๕๒๙ ซึ่งอาจทาให้ไม่ได้ฟัง
โอวาท ไม่ได้ทา กิจกรรมร่วมกัน เรียนร่วมกันและอีกส่วนหน่ึงก็เพ่ือป้องกันภัยอันเกิด
จากคนขม่ เหงรงั แก
ตัวอย่างบัญญัติเหล่าน้ีก็พอจะแสดงให้เห็นถึงว่าวินัยของภิกษุณีน้ันบางส่วน
บญั ญตั ิขึ้นเพื่อปอ้ งกันอนั ตรายอันจะเกดิ ข้นึ ทัง้ จากคนพาลและสตั ว์ร้าย ความจรงิ ทีต่ อ้ ง

๕๒๓ธ.อ. (ไทย) ๓/๒๑๕-๒๑๖.
๕๒๔ว.ิ จ.ู (ไทย) ๗/๕๙๗/๒๙๔.
๕๒๕ว.ิ ภกิ ฺขุณี. (ไทย) ๓/๔๒/๓๕-๓๖.
๕๒๖ว.ิ ภกิ ขฺ ุณี. (ไทย) ๓/๔๓/๓๖.
๕๒๗วิ.จู. (ไทย) ๗/๖๑๑-๖๑๒/๒๙๘.
๕๒๘สุชพี ปุญญานภุ าพ, พระไตรปิฎกสาหรบั ประชาชน เล่ม ๒, หน้า ๙๓
๕๒๙วิ.ป. (ไทย) ๘/๗๓๐/๒๔๔.

ยอมรับก็คือว่าสตรีและบุรุษมีความแข็งแรงทางร่างกายต่างกัน โดยธรรมชาติทางกาย
ของสตรีแล้วยากที่จะป้องกันตัว เองให้พ้นจากอันตรายได้เม่ือประสบภัย ประกอบกบั
สตรีก็เป็นเพศท่ีน่ารัก น่ายินดีสาหรับเพศตรงข้าม การอยู่หรือไปที่ใดตามลาพังจะเป็น
การเปิดโอกาสหรือย่ัวยุเพศตรงข้ามให้ประทุษร้าย ไดโ้ ดยไม่รูต้ ัว ดังกรณที ่ีมีภกิ ษุณีบาง
คนเป็นท่ปี รารถนาของชายท่จี ะรว่ มอภริ มย์ด้วย

นอกจากน้ันยงั มีเรอ่ื งปรากฏอยู่เสมอว่า ภิกษณุ ถี กู เบียดเบยี น กลั่นแกลง้ ด้วย
ประการต่างๆ เช่น กรณีท่ีภิกษุณีหลายรูปไปในที่ที่ ไม่ปลอดภัยกันโดยลาพังแล้วถูก
นักเลงประทุษร้าย พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีเดินทางโดยลาพังว่า “อน่ึง
ภกิ ษณุ ใี ด ไม่มีพวกเกวียนเปน็ เพอ่ื น เทย่ี วจารกิ ไปในสถานที่ซงึ่ รู้กันอยู่วา่ มรี งั เกียจ มีภัย
เฉพาะหนา้ ภายนอกรัฏฐะ เปน็ ปาจิตตีย์”๕๓๐

นอกจากความปลอดภัยและสวัสดิภาพของภิกษุณีแล้ว วินยั บางขอ้ ยงั บัญญัติ
ขึ้นเพ่ือรักษาผลประโยชนข์ องภิกษุณีเอง เช่น บัญญัติทห่ี า้ มมใิ ห้ภิกษใุ ช้ภกิ ษณุ ี ซกั หรือ
ยอ้ มผ้ารองนัง่ กเ็ พ่ือ ป้องกนั ไม่ใหภ้ ิกษณุ ีไปรับใช้ ปรนนบิ ตั ิ ทากจิ ธรุ ะของภกิ ษอุ ันจะดู
เป็นผลเสียแก่ภิกษุมี คือ ไม่มีเวลา ศกึ ษาหรือปฏบิ ัติธรรม และเพ่ือป้องกันไม่ให้ภิกษุณี
ถูกเอารัดเอาเปรียบหรือถูกเบียดเบียน อันเป็นการไม่ถูก ไม่ควร เพราะทั้งภิกษุและ
ภิกษุณีเป็นผู้เสมอกนั ด้วยศีล สิ่งเหล่าน้ีสะท้อนให้เห็นถึงความสนพระทัย เอาใจใส่ของ
พระพทุ ธองคท์ มี่ ีต่อภกิ ษุณใี นการทจี่ ะใหค้ วามเปน็ ธรรมแกท่ กุ ฝา่ ย

เร่ืองของอุตตระภิกษุณี๕๓๑ ผู้ชราภาพที่เที่ยวบิณฑบาตไป ได้บิณฑบาตแล้ว
เหน็ ภิกษุที่ เกียจคร้านไมย่ อมออกบณิ ฑบาตรูปหน่ึงในระหว่างทางก็ได้ถามโดยเอ้ือเฟื้อ
ด้วยบิณฑบาต เม่ือภิกษุนั้นไม่ห้ามรับเอา ภิกษุณีนั้นก็ถวายโดยท้ังหมด ภิกษุณีรูปน้ัน
ทาเช่นนี้ติดต่อกัน ๓ วัน ในวันที่ ๔ ภิกษุณีรูปน้ันไม่ได้ฉันอาหารมาหลายวันจึงเปน็ ลม
ล้มลง ความทราบถึงพระผู้มีพระภาค พระองค์จึงบัญญัติวินัย ห้ามไม่ให้ภิกษุรับบาตร
จากภกิ ษณุ ีเพ่อื เป็นการปอ้ งกนั และระงบั การเอารัดเอาเปรยี บภกิ ษุณขี องฝา่ ยภิกษุ

๕๓๐ว.ิ ภกิ ฺขุณ.ี (ไทย) ๓/๒๘๖/๒๒๑-๒๒๒.
๕๓๑ธ.อ. (ไทย) ๕/๑๕๔.

นอกเหนือจากที่กล่าวแล้ว วินัยบางข้อก็เป็นการบัญญัดขึ้นเพ่ือป้องกันการ
ครหานนิ ทา และปอ้ งกนั เหตุการณ์อนั จะนาความเสอ่ื มเสียมาส่พู ุทธศาสนา เชน่ บญั ญตั ิ
ห้ามภกิ ษณุ ียนื น่ังคยุ กับชายในที่มืด ลับหู ลบั ตา เป็นตน้

นอกจากน้ีก็มีวินัยอีกบางพวกท่ีบัญญัติข้ึนพิเศษตามความจาเป็นอัน
เก่ียวเนื่องกบั ธรรมชาติทางสรีระ หรอื นสิ ัยของหญิง เชน่

สกิ ขาบทท่ี ๗ จติ ตาคารวรรค ปาจิตติยกณั ฑ์ วา่ ดว้ ยการห้ามใช้ผ้าสาหรับผู้มี
ประจา เดือนเกิน ๓ วัน เพราะปรากฏมีภิกษุณีบางรูปใช้ผ้านุ่งสาหรับผู้มีประจาเดือน
แล้วไม่สละ คือ ไมซ่ กั แลว้ เฉลีย่ ให้ผอู้ ื่นใชบ้ ้าง

สิกขาบทที่ ๒ นัคควรรค ปาจิตตยี ก์ ัณฑ์ วา่ ดว้ ยการหา้ มทาผ้าอาบนา้ ยาวใหญ่
เกินประมาณ

สิกขาบทท่ี ๔ ลสุณวรรค ปาจิตตยิ กณั ฑ์ ว่าด้วยการห้ามใช้สิ่งท่ีทาด้วยยางไม่
ใส่ใน องค์กาเนดิ

สิกขาบทท่ี ๕ ลสุณวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ว่าด้วยการห้ามชาระลึกเกิน ๒ ข้อ
นิ้ว สิกขาบทที่ ๓ ฉตั ตุปาหนวรรค ปาจติ ติยกณั ฑ์ ว่าดว้ ยการห้ามใชผ้ ้าหยกั รั้ง

สิกขาบทที่ ๔ ฉัตตุปาหนวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ห้ามใช้เคร่ืองประดับกาย
สาหรับหญงิ เชน่ เคร่ืองประดับศรี ษะ คอ มือ เท้า สะเอว

สกิ ขาบทที่ ๕ ฉัตตุปาหนวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ห้ามอาบนา้ หอมและน้ามสี ี
สิกขาบทที่ ๖ ฉัตตุปาหนวรรค ปาจติ ตยิ กัณฑ์ หา้ มอาบนา้ ดว้ ยแปง้ งงาอบ
โดยสรุปแล้วศีลท่ีบัญญัติขึ้นสาหรับกิกษุณีนั้นมากกว่าของภิกษุ แต่เม่ือ
พิจารณาจาก หลายๆ ด้าน แล้ว จะเห็นว่าส่วนใหญ่เป็นการบัญญัติตามกาละ เทศะ
และเหตุแวดล้อม พระพุทธองค์ทรงบัญญัติข้ึนตามข้อเท็จจริง ตามสภาพทางร่างกาย
และจิตใจของสตรี โดยทางร่างกายน้ันสตรีแตกต่างจากบุรุษ ศีลบางข้อ จึงเก่ียวกับ
ธรรมชาติทางร่างกายของสตรีโดยเฉพาะ เช่น บัญญัติเก่ียวกับผ้าซับใน เป็นต้น อีก
ประการหนึ่งกาลังกายของสตรนี ั้นดอ้ ยกว่าบรุ ุษ ไมส่ ามารถปอ้ งกันตัวได้ดเี ท่าชาย จึงมี
การบัญญัติศีลบางข้อเพ่ิมเข้าไปเพื่อความปลอดภัยและสวัสดิภาพของภิกษุณีเอง ส่วน

ในด้านธรรมชาติของจิตใจ ลักษณะนิสัยหญิงน้ันมักอ่อนโยน หว่ันไหวง่าย จึงมักถูก
ครอบงาด้วยอารมณ์ และยิ่งเมื่อจาเป็นต้องอยู่ร่วมกนั เปน็ กลุ่มใหญ่ ก็อาจเกิดเรื่องราว
ยุ่งยากได้มากกว่าชาย บญั ญัติบางส่วนจึงเป็นไปเพ่ือป้องกนั ความไม่สงบในเรือ่ งเหล่านี้
ท่อี าจเกิดข้นึ ได้

ดังได้กล่าวมาแล้วว่าศีลส่วนใหญ่นั้นบัญญัติตามกาละเทศะ ดังนั้นเมื่อเวลา
ผ่านไป สังคมเปล่ียนไป ความนยิ มหรือความรังเกยี จเปล่ียนแปลงไป สกิ ขาบทบางขอ้ จึง
นา่ จะอยใู่ นประเภทท่ที รงอนุญาตไวก้ อ่ นปรนิ ิพพานว่า ถา้ จะถอนสกิ ขาบทเลก็ น้อยเสีย
กถ็ อนได้ นับวา่ พระพุทธองคท์ รงมองการณไ์ กลและเปิดทางใหก้ บั กาละและเทศะ ความ
เหมาะสมตามเวลาและสังคมเป็นอย่างดี

จากการพิจารณาข้อมูลข้างต้นก็จะเหน็ ว่า พทุ ธศาสนามีทรรศนะว่าสตรีนั้นมี
ส่วนที่ ด้อยกว่าบุรุษในบางอย่าง เช่น ในด้านกาลังกาย ความเข้มแข็งทางอารมณ์
ประกอบกับวัฒนธรรมประเพณีความเชอื่ โดยทั่วไปในสมยั น้ัน กเ็ ป็นไปในด้านที่เหน็ สตรี
อยู่ในฐานะต่ากว่าอยู่แล้ว ดังน้ัน การกาหนดสถานภาพของภิกษุณีจึงเป็นไปตาม
ข้อเท็จจริงทั้งสองนี้ คือ ภิกษุณีน้ันอยู่ในฐานะด้อยกวา่ และต้องขึ้นอยู่กบั ฝ่ายภิกษุสงฆ์
บ้าง เพื่อให้สอดคล้องกับธรรมชาติภาวะของสตรี และสอดคล้องกับสภาพสังคม โดย
ทรงคานึงถึงการทศี่ าสนาจะเปน็ ทีย่ อมรับของคนในขณะนน้ั อันจะเป็นสงิ่ ท่ีมีผลในการ
เผยแพร่ศาสนาด้วย การยกระดับสถานภาพของสตรจี ึงทาได้ในขอบเขตจากัด เปน็ การ
ประนีประนอมทาในลักษณะที่จะให้เป็นผลทั้ง ๒ อย่าง ดังน้ัน จึงเห็นว่าขณะที่การ
ยอมรับสตรีให้เข้าบวชนั้น เป็นการยกระดับสตรีอย่างมาก แต่บทบัญญัติเก่ียวกับศีล
หรือฐานะของภิกษุณีก็สะท้อนให้เห็นถึงฐานะท่ีด้อยกว่าโดยที่ภิกษุณีต้องข้ึนกับฝ่าย
ภกิ ษสุ งฆเ์ สยี ส่วนมาก ถึงแมว้ า่ ภายหลงั จะได้มีการลดหย่อน เปล่ียนแปลงไปในทางท่ีทา
ให้ภิกษุณีมีสิทธิ์ มีอิสระข้ึนและไม่ต้องข้นึ กับฝ่ายภิกษุสงฆ์มากนักก็ตาม แต่ด้วยวิธีการ
ประนีประนอมทีจ่ ะทาเพ่ือให้ผลดีเท่าท่ีจะทาได้แก่ทั้ง ๒ ด้าน คือ ทัง้ แกส่ ถานภาพของ
สตรี และการเผยแพร่พุทธศาสนา เพอ่ื จะชว่ ยให้มนุษย์พ้นทุกข์นัน้ จึงทาใหด้ ูเหมือนว่า

มีความขัดแย้งกันอยู่ในพุทธศาสนา แต่ความขัดแย้งน้ันก็สามารถท่ีจะเข้าใจได้ และ
อธิบายได้ดว้ ยเหตผุ ลดงั ท่ีกล่าวแล้ว

๘.๓ ความดอ้ ยกวา่ ของสตรีในดา้ นท่เี กย่ี วกบั สังคม
๘.๓.๑ ธรรมชาตแิ ห่งนสิ ัยของหญิง
ในด้านคดีโลก ในพระไตรปิฎกก็มีกล่าวไว้ถึงสตรีในแง่มุมต่างๆ ไม่น้อย โดย

กล่าวถึงสตรีว่าเป็นมลทินของพรหมจรรย์ มีพิษสงร้ายกาจดุจอสรพิษ เป็นคนหลายใจ
ไม่มีความสตั ย์ ไม่น่าวางใจ เปน็ ผเู้ ลวทราม มกั มากในทางโลกีย์ ไม่ร้จู กั พอ เป็นของรู้ได้
ยาก เห็นแก่ทรพั ยแ์ ละทาลายทรัพย์ มีมายา ไม่รู้จักคุณ ฯลฯ ซงึ่ จะไดพ้ จิ ารณาตอ่ ไปว่า
ทรรศนะเช่นนเี้ ป็นทรรศนะท่ีพทุ ธศาสนามตี ่อหญิงโดยท้งั หมดหรอื ไม่อยา่ งไร

บางแห่งในพระไตรปฏิ กล่าวถึงสตรีวา่ เป็นอปุ สรรคและเปน็ มลทนิ แห่งพรหม
จรรย์ ดังทว่ี ่า “หญิงในโลกยอ่ มยา่ ยบี ุรษุ ผ้ปู ระมาทแล้ว หญงิ เหลา่ นน้ั ย่อมจูงจิตบุรุษไป
เหมือนลมพัดปุยนุ่นท่ีหล่นจากต้นไม้ไปฉะน้ัน น่ีบัณฑิตกล่าวว่าเป็นเหวของ
พรหมจรรย์”๕๓๒

“หญิงเป็นมลทินของพรหมจรรย์ หมสู่ ัตวย์ อ่ มติดอยู่ในหญงิ ”๕๓๓
คากล่าวเหล่านี้แสดงว่าสตรีนั้นเป็นอุปสรรคต่อบุรุษในการบวช การบาเพ็ญ
พรต เพราะลักษณะธรรมชาติท้ังทางกายและทางนิสัยของหญิงน้ันเป็นท่ีจูงใจ เป็นท่ี
น่ายินดี น่ารักใคร ของชายสิ่งอ่ืนก็ยากท่ีจะทาให้จิตใจของผู้ที่ถือพรหมจรรย์น้ัน
หวน่ั ไหวได้เท่า พระพุทธองคก์ ็ได้ทรงตรสั ยืนยนั ถงึ ความจรงิ ขอ้ นวี้ ่า
“ภิกษุท้ังหลาย เรายอมไม่เล็งเห็นรูปอื่นแม้อย่างหน่ึง ที่จะครอบงาจิตของ
บุรษุ ต้ังอยเู่ หมอื นรูปสตรีเลย ภกิ ษุท้งั หลายรูปสตรีย่อมครอบงาจิตของบรุ ษุ ตั้งอยู่
ภิกษุท้ังหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นเสียงอ่ืนแม้อย่างหน่ึง ท่ีจะครอบงาจิตของ
บรุ ษุ ต้งั อยูเ่ หมือนเสยี งสตรเี ลย ภกิ ษทุ ้ังหลาย เสียงสตรยี อ่ มครอบงาจิตของบรุ ษุ ต้ังอยู่

๕๓๒ขุ.ชา. (ไทย) ๒๗/๑๗๗๑/๓๓๑.
๕๓๓ส.ส. (ไทย) ๑๕/๑๗๓/๕๒.

ภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นกล่ินอ่ืนแม้อย่างหน่ึง ที่จะครอบงาจิตของ
บรุ ุษ ต้ังอยู่เหมือนกล่นิ สตรีเลย ภิกษุท้ังหลายกล่ินสตรียอ่ มครอบงาจติ ของบุรษุ ต้ังอยู่

ภิกษทุ ัง้ หลาย เราย่อมไม่เลง็ เห็นรสอื่นแมอ้ ย่างหน่ึง ทจี่ ะครอบงาจติ ของบุรุษ
ต้ังอยเู่ หมือนรสสตรเี ลย ภกิ ษุทั้งหลาย รสสตรยี ่อมครอบงาจิตของบรุ ษุ ตงั้ อยู่

ภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นโผฏฐัพพะอ่ืนแม้อย่างหนึ่ง ที่จะครอบงาจติ
ของ ของบุรุษตั้งอยู่เหมือนโผฏฐัพพะของสตรีเลย ภิกษุทั้งหลาย โผฏฐัพพะสตรีย่อม
ครอบงาบรุ ุษต้ังอยู่๕๓๔

พระศาสดาทรงตระหนกั ดีถงึ ปรัชญาทางเพศว่า ไม่มีรปู ใดทจ่ี ะผูกมัดใจชายได้
เท่ากับรูปผู้หญิง พระองค์จึงทรงตักเตือนภิกษุทง้ั หลายอยู่เสมอว่า “ภิกษุทั้งหลาย เรา
ย่อมไม่เล็งเห็นรูปอ่ืนแม้อย่างหนึ่งท่ีครอบงาจิตของบุรุษตั้งอยู่ เหมือนรูปของสตรี
เลย”๕๓๕

เม่ือพิจารณาไปก็จะเห็นว่าเป็นเรื่องจิตวิทยาทางเพศท่ีตามปกติชายหญิงซึ่ง
เป็นเพศ ตรงข้ามยอ่ มดึงดูดกนั การกล่าวเตือนภิกษุเช่นน้ี ก็เปน็ การกล่าวในแงข่ องคนท่ี
ยังมีกิเลสว่าเป็นธรรมดาโลก ในระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย ถ้าชายไม่สนใจหญิง
ความสัมพันธ์ทางเพศก็คงไม่มี การอยู่ร่วมกันเป็นสามีภริยา เป็นครอบครัวก็จะไม่มี
มนุษย์ก็จะไม่มีการสืบต่อกันมาจนทุกวันนี้ พระองค์ก็ยอมรับว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา
สาหรบั ชายท่ยี ังมกี ิเลสว่ายอ่ มจะสนใจในรปู ของหญิงมาก และในบรรดารูปท้ังหลายจะ
ไม่มีรูปอะไรที่ดึงดูดจิตใจชายเหมือนกับรูปของหญิง ซึ่งมีอิทธิพลทาให้หลงใหลใฝ่ฝัน
ได๕้ ๓๖

นอกจากรูปแล้วก็ยังมีเสียงของสตรีท่ีสามารถจะผูกมัดใจชายได้ แม้เมื่อไม่
เห็นรูป เพียงได้ยินเสียงสตรีก็ยังอาจโน้มน้าวจิตใจชายได้ ในอรรถกถาธรรมบทมีเรื่อง

๕๓๔องฺ.เอก. (ไทย) ๒๐/๒-๗/๑-๒.
๕๓๕เรือ่ งเดียวกัน.
๕๓๖จานงค์ ทองประเสริฐ, ธรรมประยุกต์, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์รุ่งเรืองธรรม,
๒๕๑๖), หนา้ ๑๔.

ของพระจกั ขุบาล๕๓๗ ผู้เปน็ ภิกษุทีบ่ วชเมือ่ แก่ เม่ือบวชแลว้ ไมส่ ามารถเรียนฝา่ ยปริยตั ิได้

เพราะทางคนั ถธรุ ะตอ้ งใชเ้ วลามาก ทา่ นจงึ มงุ่ ทางวิปสั สนาธุระ ซง่ึ เป็นทางสายตรงและ

ไม่ต้องใช้เวลามาก ท่านไปเจริญกัมมัฏฐานในป่า โดยต้ังใจไว้อย่างเด็ดเด่ียวว่าตลอด

ระยะเวลา ๓ เดือน ในฤดูฝนจะไม่นอน ท่านถือปฏิบัติตามที่ต้ังใจอย่างเคร่งครดั ทาให้

นัยน์ตาเกิดอาพาธและบอด เม่ือออกพรรษาท่านให้ภิกษุช่วยไปบอกน้องชายให้ส่ง

หลานมารบั นอ้ งชายสง่ ลูกชายบวชเปน็ สามเณรมารับ ในระหว่างที่เดนิ ทางพาหลวงลุง

กลับ ได้ยินเสียงหญิงร้องเพลง รู้สึกว่าไพเราะจับใจ ต้องการไปดูเจ้าของเสียง จึงบอก

หลวงลงุ วา่ ปวดท้อง แลว้ ตามเสียงนน้ั ไป ก็พบหญิงสาวคนหนง่ึ กาลังเก็บฟืนอยู่ สามเณร

องค์น้ันก็เกี้ยวพาราสี จนในที่สุดได้เสียกับหญิงนั้น นี้ก็แสดงให้เห็นว่าแม้แต่เสียงของ

สตรนี ้นั กส็ ามารถครอบงาบรุ ุษจนทาใหส้ ามเณรต้องศลี ขาด

การเก่ียวข้องกับหญิงได้เห็น ได้ยิน ได้ฟังนั้นย่อมเป็นการรบกวนความสงบ

แห่งจติ และเป็นอันตรายแกพ่ รหมจรรย์ ดังปรากฏในเรอื่ งของพระวังคีสะวา่ “ในครง้ั ที่

ท่านพระวังคีสะอยู่ที่อัคคาฬวเจดีย์ เขตเมืองอาฬวีกับท่านพระนิโครธกัปปะผู้เป็น

อุปัชฌาย์ ท่านยังเป็นภิกษุบวชใหม่ ถูกทิ้งให้เฝ้าวิหาร คร้ังนั้นสตรีเป็นอันมาก ประดบั

ประดาร่างกายแล้วเข้าไปยังอารามเที่ยวดูที่อยู่ของ พวกภิกษุ คร้ังน้ันแลความกระสัน

ย่อมบงั เกดิ ขน้ึ ความกาหนดั ย่อมรบกวนจิตของท่านพระวังคสี ะ”๕๓๘

พุทธภาษติ บทหน่ึงกลา่ วไว้วา่

พล จนโฺ ท พล สรุ โิ ย พล สมณพราหฺมณา

พล เวลา สมทุ ฺทสฺส พลาติพลมิตถฺ โิ ย ฯ

อันแปลว่า

พระจันทร์ก็มีอิทธิพล พระอาทิตย์ก็มีอิทธิพล สมณพราหมณ์ก็อิทธิพล ฝ่ัง

สมุทรก็มีอิทธิพล แต่หญงิ ทง้ั หลายมีอทิ ธพิ ลยิง่ กว่าอิทธพิ ลเหลา่ น้นั ขน้ึ ไปอีก๕๓๙

๕๓๗ธ.อ. (ไทย) ๑/๒๑.
๕๓๘ส.ส. (ไทย) ๑๕/๗๒๗-๗๒๘/๒๕๘.
๕๓๙จานง ทองประเสริฐ, แผนการกู้อสิ รภาพของเจา้ ชายสทิ ธัตถะ, หน้า ๑๘.

ซ่ึงเป็นการยืนยันว่าสตรีนั้นย่อมมีอิทธิพลอยู่เหนือจิตใจของบุรุษ และไม่มี
อานาจใดๆ ในโลกที่จะมัดจิตใจของบรุ ษุ ไดเ้ ทา่ กบั อานาจของสตรี

การที่รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะของชายหญิงจะครอบงาซึ่งกันและกันนี้
อย่าว่า แตผ่ ู้ท่เี ป็นฆราวาสเลย แม้ผูท้ ่ีอยใู่ นเพศบรรพชิตและเป็นแม่ลกู กนั ก็ยังหนีไม่พ้น
จากอานาจดงึ ดูด ในทางธรรมชาตินี้ ดังมีเร่อื งในพระไตรปฏิ กว่า ทว่ี ัดเชตวัน เมืองสาวัต
ถี มารดาบวชเปน็ ภิกษณุ ี และบุตรบวชเป็นภกิ ษุ เมอื่ บวชแลว้ ทั้งสองก็พบกันอยู่เนืองๆ
มคี วามคลุกคลี ค้นุ เคยกันมากขนึ้ ไดช้ อ่ งแล้วจึงเสพเมถนุ ธรรมกนั ทั้งๆ ทยี่ ังไม่ได้สึก๕๔๐

ดังนนั้ อยา่ วา่ แตช่ ายหญงิ โดยทว่ั ไปเลย แม้ชายหญงิ ท่ีเปน็ มารดาเปน็ บตุ รกันก็
ยัง เป็นไปได้ท่ีจะมีความกาหนัดในกันและกัน ดังในพระไตรปิฎกมีกล่าวถึงเร่ืองภิกษุ
เสพเมถนุ ธรรมในมารดา ธดิ า พน่ี ้องหญงิ ภริยา๕๔๑ พระพทุ ธองคจ์ ึงตรัสวา่

“ภิกษุท้ังหลาย เราย่อมไม่พิจารณาเห็นรูปอื่นแม้รูปเดียว ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่ง
ความกาหนัด เป็นท่ีต้ังแห่งความรักใคร่ เป็นท่ีต้ังแห่งความมัวเมา เป็นท่ีตั้งแห่งความ
ผูกพัน เป็นที่ตัง้ แห่งความหมกมนุ่ กระทาอนั ตรายแก่การบรรลธุ รรม อนั เป็นแดนเกษม
จากโยคะ อันยอดเยี่ยม เหมือนรูปหญิงน้ีเลย สัตว์ท้ังหลายกาหนัดยินดี ใฝ่ใจ หมกม่นุ
พัวพันในรูปหญิง เป็นผู้อยู่ใต้อานาจรูปหญิง ย่อมเศร้าโศกตลอดกาลนาน... ภิกษุ
ท้ังหลาย หญิงเดินอยู่ก็ดี ยืนอยู่ก็ดี น่ังอยู่ก็ดี นอนอยู่ก็ดี นอนหลับแล้วก็ดี หัวเราะก็ดี
พดู อย่กู ด็ ี ขับรอ้ งอยกู่ ด็ ี รอ้ งไหอ้ ยกู่ ็ดี บวมขน้ึ ก็ดี ตายแลว้ ก็ดี ย่อมครอบงาจิตของบุรุษ
ได้ ภิกษุท้ังหลาย บุคคลเมื่อจะกล่าวสิ่งใดๆ จึงกล่าวโดยชอบวา่ บ่วงรวบรัดแห่งมาร ก็
พึงกลา่ วมาตุคามนน้ั แหละวา่ เป็นบว่ งรวบรดั แหง่ มารโดยชอบได้”๕๔๒

“บุคคลพึงสนทนาด้วยเพชฌฆาตก็ดี ด้วยปีศาจก็ดี พึงถูกต้องอสรพิษที่กัด
ตายก็ดี ก็ไม่ร้ายแรงเหมือนสนทนาสองต่อสองด้วยมาตุคามเลย พวกหญิงย่อมผูกพัน

๕๔๐อง.ฺ ปญจฺ ก. (ไทย) ๒๒/๕๕/๖๘.
๕๔๑ว.ิ มหา. (ไทย) ๑/๕๗-๖๐/๒๕๗-๒๕๘.
๕๔๒อง.ฺ ปญจฺ ก. (ไทย) ๒๒/๕๕/๙๗-๙๘.

ชายผู้ลุ่มหลงด้วยการมองดู การหัวเราะ การนุ่งห่ม ลับล่อ และการพูดอ่อนหวาน
มาตคุ ามนี้มิใช่ผกู พันเพยี งเทา่ น้ี แมบ้ วมขนึ้ ตายไปแล้ว กย็ งั ผูกพันชายได้”๕๔๓

“กามคุณ ๕ น้ี คือ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ อันเป็นที่ร่ืนรมณ์ใจ
ยอ่ ม ปรากฎในรปู หญงิ เหลา่ ชนผถู้ ูกหว้ งกามพัด ไม่กาหนดรู้กาม มงุ่ คติในกาลและภพ
น้อยภพใหญ่ในสงสาร ส่วนชนเหล่าใดกาหนดรู้กาม ไม่มีภัย แต่ท่ีไหนๆ เที่ยวไป ชน
เหล่าน้ัน บรรลถุ ึงความสิ้นอาสวะ ย่อมข้ามฝ่ังสงสารในโลกได้”๕๔๔

รูปของหญิงนัน้ เป็นท่ยี อมรับกันว่าครอบงาบุรุษได้ อยา่ ว่าแต่รูปทีย่ งั มีชีวิตอยู่
เลย แม้รูปท่ีปราศจากชีวิตแล้วก็ยังเป็นที่น่ารักใคร และครอบงาบุรุษได้ ดังกล่าวใน
พระไตรปิฎก ถึงการทภี่ กิ ษุเคล้าคลึงดว้ ยกายและเสพเมถนุ ธรรมกบั สตรีผ้ตู าย

“ก็โดยในสมัยน้ันแล ภิกษุรูปหน่ึงไปป่าช้า เห็นศพซึ่งยังไม่ถูกสัตว์กัด ได้เสพ
เมถุน ธรรมในศพนั้น... ก็โดยสมัยน้ันแล ภิกษุรูปหนึ่งไปป่าช้า เห็นศพซึ่งถูกสัตว์กัด
โดยมากไดเ้ สพเมถนุ ธรรมในศพน้ัน”๕๔๕

อานาจและอานุภาพของหญิงที่สามารถครอบงาชายและทาให้ชายขาดจาก
พรหมจรรย์นั้น ยนื ยนั ได้จากคากลา่ วทว่ี า่ “เมื่อนา้ ไมห่ ว่ันไหว ดาบสนี้มาได้ด้วยฤทธเิ์ อง
ครน้ั ถงึ ความ ระคนกับด้วยหญิง กจ็ มลงในหว้ งมหรรณพ ฯ”๕๔๖

ด้วยอานาจและอานุภาพของหญิงท่ีมีอทิ ธิพลอย่างมากต่อพรหมจรรย์นี้ พระ
พุทธองค์ จึงทรงตักเตือนให้เห็นโทษแห่งหญิงทั้งกาชับเสมอว่าให้หลีกเล่ียง และไม่
ประมาทในเรื่องนี้ “ธรรมดาว่าหญิงเหล่าน้ี เป็นผู้ยังบุรุษให้งงงวย มีมายามาก และยัง
พรหมจรรย์ให้กาเริบ ย่อมจะจมลงในอบาย บัณฑิต รู้ชัดอย่างนี้แล้ว พึงเว้นเสียให้
หา่ งไกล”๕๔๗

๕๔๓เรอ่ื งเดียวกัน.
๕๔๔เรอ่ื งเดียวกัน, หน้า ๖๘.
๕๔๕วิ.มหา. (ไทย) ๑/๖๓/๒๖๑.
๕๔๖ขุ.ชา. (ไทย) ๒๗/๓๘๘/๑๐๒.
๕๔๗เรอื่ งเดยี วกนั .

นอกจากน้ียังปรากฏมีเรื่องที่สตรียั่วยวน ชักจงภิกษุให้ขาดจากพรหมจรรย์
ครั้งเม่ือพระอนุรุทธ เดินทางไปพระนครสาวัตถี ได้ไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ณ เวลาเย็น
ในหมบู่ า้ นนั้นมีสตรผี หู้ นึ่งจดั เรือนพักสาหรับอาคันตุกะไว้ พระอนุรุทธขอพกั แรม นางก็
อนุญาต นางจัดเตียงท่ีมีอยู่ข้างในถวาย และนางก็ไปประดับตกแต่งร่างกายด้วยเครอื่ ง
หอม เขา้ ไปหาพระอนรุ ุทธแล้วกล่าวกบั ทา่ นว่า

“พระคณุ เจ้ามีรูปงามนกั น่าดู นา่ ชม ส่วนดิฉันกม็ ีรปู งามย่ิง นาดู น่าชม ทาง
ท่ีดีดิฉัน ควรจะเป็นภริยาของพระคุณเจ้า เมื่อนางพูดดังน้ี ท่านพระอนุรุทธ ไดน่ิงเสีย
แม้คร้ังท่ีสาม...ลาดับน้ันนางได้เปลื้องผ้าออก เดินบ้าง ยืนบ้าง น่ังบ้าง นอนบ้าง เบื้อง
หนา้ ท่าน”๕๔๘

เพราะเหตุท่ีสตรีเป็นอันตรายต่อพรหมจรรย์ ในการปฏิบัติต่อสตรี พระพุทธ
องค์จึงทรงแนะนาพระอานนท์ให้หลีกเล่ียงจากการติดต่อ ได้เห็น ได้ยิน ให้ระมัดระวัง
อยู่เสมอ หรือถ้าจาเป็นต้องติดต่อคบหาก็ให้กระทาอย่างมีสติ ไม่ให้คานึงถึงเร่ืองเพศ
คือ ถ้าเป็นหญิงรุ่นแม่ ก็ให้เห็นปฏิบัติต่อเยี่ยงแม่ ถ้าเป็นหญิงรุ่นพ่ี ก็ให้เห็นเป็นพ่ีสาว
ถ้าเป็นหญิงรุ่นน้องก็ให้เห็นเป็นน้องสาว คือ ให้จัดฐานะไว้ในทางที่จะไม่สามารถ
เกี่ยวข้องกันในทางเพศได้ และเพื่อเป็นการป้องกันส่ิงท่ีจะเป็นปัญหาตามมาจากความ
ใกลช้ ดิ ระหว่างสงฆ์ ๒ ฝา่ ย พระพุทธองค์จึงไดท้ รงบัญญัตวิ ินยั บางอย่างขึ้นเพ่ือให้สงฆ์มี
โอกาสติดต่อใกล้ชิดกับสตรีน้อยท่สี ุด เช่น มีการบัญญัติห้ามไม่ให้ภิกษุนอนร่วมชายคา
เดียวกับสตรี ไม่ให้เดินทางโดยลาพังกบั สตรีหรือไมใ่ ห้รบั สิ่งใดจากมอื ของสตรี ภิกษุถูก
ห้ามไม่ให้แตะต้องเส้ือผ้าเคร่ืองนุ่งห่มของสตรี หรือสัมผัสสตรี ไม่ให้กอดเด็กหญิงหรือ
อุ้มสตั ว์ตวั เมยี เม่อื แสดงธรรมหรอื สวดต่อหนา้ คฤหัสถช์ ายหญิง ภิกษจุ ะต้องไม่มองสตรี
เหลา่ น้ีเปน็ ตน้

๕๔๘วิ.มหา. (ไทย) ๒/๒๙๔/๓๕๘-๓๕๙.

สาหรับทางฝ่ายภิกษุณี การบัญญัติข้อห้ามก็เป็นไปในทานองเดียวกัน เช่น
ห้ามกาหนัดยินดีการจับต้องของบุรุษ ห้ามเก่ียวข้องนัดหมายกับบุรุษ ห้ามยืนหรือ
สนทนาสองตอ่ สองกับบุรษุ ในทมี่ ดื ในที่ลับ ในทแ่ี จ้งเปน็ ตน้

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะมีการกล่าวว่าสตรีเป็นมลทินหรือเป็นอันตรายต่อ
พรหม จรรย์ แต่สตรีก็ไม่ได้จัดเป็นอันตรายอย่างย่ิง ด้วยยังมีส่ิงอื่นทอ่ี าจยา่ ยีจิตใจของ
ภิกษุไดเ้ ชน่ กนั และอาจจะยา่ ยีไดม้ ากกวา่ ด้วย ดังมีกล่าวยืนยันไวว้ ่า

“ภิกษุท้ังหลาย มาตุคามคนเดียวย่อมไม่อาจย่ายีจิตของภิกษุรปู หนึ่งได้
แต่ลาภ สักการะ และชื่อเสียงย่อมอาจย่ายีจิตได้ ภิกษุทั้งหลาย ลาภ สักการะ และ
ช่ือเสียง ทารุณ ฯลฯ อย่างนี้แล”๕๔๙

ในบางแห่ง ก็กล่าวได้ว่าสิ่งอ่ืนก็เป็นอันตรายต่อพรหมจรรย์ได้ คือ สิ่งที่เป็น
อนั ตราย ตอ่ พรหมจรรย์นน้ั ไม่ไดม้ แี ตเ่ พียงสตรี แม้แต่ตวั จติ ของตนเองก็เปน็ อันตรายแก่
พรหมจรรย์ได้ “จิตเป็นธรรมชาติกลับกลอกเร็วนัก สักหน่อยจะเป็นอันตรายแก่
พรหมจรรยข์ องเราก็ได้”๕๕๐

ในประเด็นที่ว่าหญิงเป็นอนั ตรายต่อพรหมจรรย์นั้นก็จริงอยู่ แต่เมื่อพิจารณา
ไปแลว้ จะเหน็ วา่ ไมใ่ ช่แตเ่ ฉพาะรปู รส กล่ิน เสยี ง โผฏฐัพพะของหญิงจะครอบงาและ
เป็นอันตรายต่อพรหมจรรยข์ องชายแต่ฝ่ายเดียว หากแต่รูป รส กล่ิน เสียง โผฏฐัพพะ
ของชายก็เป็นอุปสรรค เป็นอันตรายต่อการประพฤติพรหมจรรย์ของหญิงเช่นกัน ดัง
ปรากฏในเรื่องภิกษุณีสุนทรีนันทาซ่ึงเสพเมถุนธรรม๕๕๑ และมีครรภ์๕๕๒ กับสฬาหะผู้
เป็นหลานของนางวิสาขามคิ ารตา ขณะทีน่ างยังเป็นภิกษณุ อี ยู่

ดังนั้นท้ังชายและหญิงต่างก็มีอานาจทจ่ี ะครอบงาซ่ึงกันและกันในท้ัง ๒ ฝ่าย
และต่างก็เป็นอันตรายตอ่ การประพฤติพรหมจรรยข์ องอีกฝ่ายหนงึ่ ด้วยกนั ท้ังนั้น ไม่ใช่

๕๔๙ส.น.ิ (ไทย) ๑๖/๕๖๖/๒๖๐.
๕๕๐วิ.มหา. (ไทย) ๔/๒๑๖/๒๘๙.
๕๕๑ว.ิ ภิกขฺ ณุ .ี (ไทย) ๓/๑/๓.
๕๕๒วิ.ภกิ ขฺ ณุ .ี (ไทย) ๓/๑๒/๑๐.

เฉพาะฝ่ายหญิงฝ่าย เดียวท่ีจะเป็นอันตรายต่อพรหมจรรย์ตามท่ีคนส่วนมากเข้าใจกัน
ในพระไตรปิฎกท่ีได้กล่าวยืนยัน แล้วถึงโทษของทั้งบุรุษและสตรีในการท่ีจะเป็น
อันตรายตอ่ การประพฤติพรหมจรรย์ ทั้งยงั กล่าวถึงการท่ีสตรแี ละบุรุษจะผูกใจเพศตรง
ข้ามไดด้ ้วยอาการ ๘ อยา่ งเหมอื นกนั คือด้วย

๑. รปู
๒. การยมิ้ แยม
๓. คาพูด
๔. เพลงขับ
๕. การร้องไห้
๖. อากัปปกริ ิยา
๗. ของกานัล
๘. การสัมผัส๕๕๓
ดังน้ันข้อที่ว่าหญิงเป็นมลทนิ แห่งพรหมจรรยน์ ั้นกจ็ ะเป็นจริงสาหรับชายดว้ ย
หากแต่ว่าในพระไตรปิฎกได้กล่าวโดยมุ่งเอาธรรมชาติของหญิงซ่ึงจะเปน็ อันตรายหรือ
เป็นศัตรูต่อการ ประพฤติพรหมจรรย์ของชายมากลา่ วไว้มากกว่า ซ่ึงก็อาจวินิจฉยั ได้ว่า
อาจเปน็ เพราะนกั บวชในพระพทุ ธศาสนานัน้ มีภกิ ษุกอ่ นภิกษณุ ี และก็เป็นภิกษสุ งฆ์เสีย
ส่วนมาก พุทธวจนะส่วนใหญ่ท่ีปรากฏในพระไตรปิฎกนน้ั ส่วนใหญ่จงึ เป็นการประทาน
แก่ภกิ ษุและกลา่ วถึงอันตรายของเพศหญิง อันจะมีตอ่ การประพฤติพรหมจรรย์ของชาย
ไว้มาก หากสงฆ์ในพระพุทธศาสนามีท้ังฝ่ายภิกษุและภิกษุณีมาพร้อมๆ กัน และมีฝ่าย
ละเท่าๆ กัน ก็น่าท่ีจะได้มีการกล่าวถึงท้ังอันตรายของท้ังหญิงและชายที่มีต่อเพศตรง
ข้ามในการถือเพศพรหมจรรย์ไวไ้ มม่ ากนอ้ ยตา่ งจากกนั เหมอื นทเ่ี ปน็ อยู่
ดังน้ันการที่ได้มีการกล่าวถึงอันตรายของสตรีในพระไตรปิฎกไว้บ่อยคร้ัง
มากกวา่ บุรุษนน้ั กอ็ าจจะถือไดต้ ามข้อวนิ ิจฉยั ท่กี ลา่ วแลว้ แต่ดว้ ยการที่ได้มกี ารกลา่ วถงึ

๕๕๓อง.ฺ อฏฺฐก. (ไทย) ๒๓/๑๐๗-๑๐๘/๑๗๔.

โทษของสตรีไว้มากแห่งและบ่อยครั้งกว่าภิกษุนี้ ก็มีผลต่อแนวความคิดเห็นของคน
โดยทั่วไปต่อสตรี คือทาให้คนส่วนใหญ่มักจะเห็นว่าอันตรายของสตรีต่อการประพฤติ
พรหมจรรยข์ องบรุ ุษนั้นร้ายแรงกว่า มีมากกวา่ ซึ่งตามความจริงแล้วก็เปน็ ไปในทานอง
เดียวกันกับอันตรายของบรุ ุษทม่ี ีต่อพรหมจรรย์ ของสตรีไม่ได้แตกต่างมากน้อยกว่ากัน
แต่อย่างใด

นอกเหนอื จากการเป็นมลทินแห่งพรหมจรรย์แล้ว สตรียังถกู มองวา่ เปน็ เพศท่ี
มคี วาม รา้ ยกาจเป็นพิษสง โดยเปรียบสตรีกับสัตว์ร้าย เชน่ “ราชสีหเ์ ป็นสัตว์ดุร้าย กนิ
เน้ือและเลือดเป็นอาหาร มีอาวุธ ๕ อยา่ ง เป็นสัตวห์ ยาบชา้ ยนิ ดใี นการเบยี ดเบียนสตั ว์
อื่น ข่มขี่สัตว์ท้ังหลายกินฉันใด หญิงทั้งหลายก็ฉันนั้น นรชนจึงไม่ควรวิสาสะกับสตรี
เหลา่ นนั้ ๕๕๔

“อาวธุ ของราชสีห์ ๕ อย่าง คอื ปาก เล็บเท้าหน้าทั้งสอง เล็บเทา้ หลังท้ังสอง
รวม เป็น ๕ สว่ น อาวุธของสตรี ๕ อย่างน้นั คือ รปู เสียง กล่ิน รส โผฏฐพั พะ”๕๕๕

“ไฟกินเปรยี งหน่ึง ช้างสารหน่ึง งูเห่าหนึ่ง พระเจา้ แผน่ ดินได้มุรธาภิเษกหน่ึง
หญิงทุกคนหน่ึง ทั้งห้านี้ คนพึงคบหาด้วยความระมัดระวังเป็นนิตย์ เพราะว่าส่ิงทั้งห้า
นั้น มีอัธยาศัย หรือมีความแน่นอนท่รี ู้ได้ยาก”๕๕๖

นอกจากนยี้ ังมีการเปรียบโทษ ๕ ประการ ของงเู ห่า คือ
๑. เป็นสัตว์ไมส่ ะอาด
๒. มีกลนิ่ เหมน็
๕. มคี วามน่ากลัวมาก
๔. มภี ัยเฉพาะหน้า
๕. มกั ประทุษร้ายมติ ร

๕๕๔ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๘/๓๐๐/๙๘.
๕๕๕เปรม หิมจันทร์, บทบาทของสตรีในอินเดียในวรรณคดีบาลี, หน้า ๑, อ้างถึงใน
อรรถกถาชาดก ๘/๓๖๑.
๕๕๖ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๗/๑๖๑๑/๓๐๗.

กับโทษ ๕ ประการในหญงิ คอื
๑. มักโกรธ
๒. มกั ผกู โกรธ
๓. มีพิษร้าย (มรี าคะจัด)
๔. มีสองล้ิน (เปน็ ผ้มู ีวาจาสอ่ เสยี ด)
๕. มักประทุษร้ายมิตร (มักประพฤตินอกใจสาม)ี ๕๕๗

อย่างไรก็ตามการเปรียบบุคคลกับสัตว์ร้ายนี้ ก็ไม่ได้มีแต่ฝ่ายสตรีเท่านั้น
หากแต่มี ในฝ่ายบุรุษด้วย ดังท่ีว่า “บุรุษผู้ไม่ประเสริฐจึงเป็นเหมือนงูในพกกัดเอา
นักปราชญ์ไม่พึงทาไมตรีกับบุรุษเช่นนั้น เพราะการสังคมกับบุรุษชั่ว นาทุกข์มาให้โดย
แท้”๕๕๘

ยิ่งกว่านี้โทษและความร้ายกาจของสตรีก็ได้มีบรรยายไว้ในกณุ าลชาดกอยา่ ง
มาก มาย โดยกล่าวว่าหญิงน้ันร้ายกว่าโจรท่ีมีดาบอยู่ในมือ ไม่ควรท่ีจะไปสนทนากับ
หญิงตวั ต่อตวั เพราะวา่ หญงิ น่ากลัวยง่ิ กว่าปีศาจ เปน็ อนั ตรายยิ่งกว่างูพษิ และ

“มีบทบาทเปน็ ผูย้ ่ายีจิตของโลก มอี าวุธคอื การเจรจาขับรอ้ งฟ้อนรา และอาจ
ฆ่าชาย ด้วยราคะและโทสะ ชายเม่ือตกอยู่ในอานาจหญิงแล้วย่อมไมรุ่งเรืองเหมือน
พระจนั ทรถ์ ูกราหจู บั ฉะนน้ั ”๕๕๙

บางแห่งกล่าวถงึ สตรีไปในทางเป็นผเู้ ลวทราม มกั มากในทางโลกยี ์
“ข้ึนช่ือว่าหญิงในโลกนี้เลวทราม เพราะหญิงเหล่าน้ีไม่มีเขตแดน มีแต่ความ
กาหนดั ยนิ ดี คึกคะนองไม่เลอื ก เหมือนกบั ไฟไหมไ้ ม่เลอื กฉะน้นั ”๕๖๐

๕๕๗องฺ.ปญจฺ ก. (ไทย) ๒๒/๒๒๙/๒๖๘.
๕๕๘ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๘/๖๓๒/๑๙๖.
๕๕๙เรื่องเดยี วกัน, ๒๘/๓๑๓/๑๐๙๘.
๕๖๐ข.ุ ชา. ๒๗/๖๑/๒๐.

“หญิงไม่ใช่ของบรุ ุษคนเดียวหรอื สองคน ย่อมต้อนรับทั่วไปเหมือนร้านตลาด
ผ้ใู ด สาคญั ซง่ึ หญิงเหลา่ นน้ั ว่าของเรา กเ็ ทา่ กับดกั ลมดว้ ยตาข่ายฉะนัน้ ๕๖๑

“ธรรมดาหญิงในโลกเป็นคนลามก ไม่มีเขตแดน กาหนักหนักทุกเมื่อและ
คะนอง กิน ไม่เลือกเหมือนเปลวไฟไหมเชื้อทุกอย่าง บุรุษช่ือว่าเป็นท่ีรักของหญิงไม่มี
ไมเ่ ปน็ ทร่ี ักก็ไม่มี เพราะหญิงท้ังหลายยอ่ มคบบรุ ษุ ไดท้ ง้ั ท่ีรัก ท้ังที่ไม่รัก”๕๖๒

นอกจากนน้ั หญิงยงั ถกู มองว่าเปน็ ผ้ไู ม่มคี วามสตั ย์ ไมน่ ่าไว้ใจ
“ข้ึนช่ือว่าหญิงท้ังหลาย ควรฆ่าเสียให้หมดเลย ความสัตย์ไม่มีในหญิง
ท้งั หลายๆ”๕๖๓ “ไม่ควรวิสาสะกับหญิงแม้จะมีลูก ๑๐ คนแล้ว ไม่ควรวิสาสะในหญิงที่
กระทาความ ยินดีให้ เป็นผู้ล่วงศีล ไม่สารวม ถึงแม้ภรรยาจะพึงเป็นผู้มีความรักแน่น
แฟ้น ก็ไม่ควรวางใจ เพราะว่าหญิงทั้งหลายเสมอกับท่าน้า หญิงทั้งหลายพึงฆ่าชายก็
ได”้ ๕๖๔
“หญิงทั้งปวงยอ่ มไมย่ นิ ดใี นเรอื นของตน”๕๖๕
“แม่น้าทั้งปวงมีทางคดเค้ียว และป่าท้ังปวงรกเรี้ยวด้วยต้นไม้ฉันใด หญิงทั้ง
ปวงเม่ือ ได้ช่อง (ที่ลับ) พึงกระทากรรมอันลามกฉันน้ัน ถ้าว่าพึงได้โอกาสที่ลบั หรือพึง
ได้ช่อง เช่นนั้น หญิงทั้งปวงพึงกระทากรรมอันลามกเป็นแน่ ไม่ได้ชายท่ีสมบูรณ์อื่น ก็
ย่อมทากบั คนเปลีย้ ในพวกนารที ห่ี ลายใจ เป็นผู้กระทาความย่วั ยวนแก่ชายทั้งหลายไม่
มีใครข่มขี่ได้ นารีเหล่าใดแม้จะทาให้พอใจโดยประการทั้งปวง ก็ไม่ควรวางใจในนารี
เหล่านั้น เพราะวา่ นารเี หล่าน้ันเสมอดว้ ยทา่ น้า”๕๖๖

๕๖๑เร่อื งเดียวกนั , ๒๗/๑๖๐๘/๓๐๗.
๕๖๒เรอื่ งเดยี วกัน, ๒๘/๓๑๑/๑๐๕.
๕๖๓ขุ.ชา. (ไทย) ๒๗/๒๓๕/๖๖.
๕๖๔ขุ.ชา. (ไทย) ๒๘/๓๑๑/๑๐๕.
๕๖๕เรื่องเดยี วกัน, ๒๘/๓๐๗/๑๐๓.
๕๖๖เรอ่ื งเดียวกัน, ๒๘/๓๐๖/๑๐๓.

คากล่าวเหล่านี้น่าจะเป็นการกล่าวติเตียนกรณีท่ีหญิงทาผิด ดังกรณีที่จะยก
มากล่าวต่อไปข้างล่างนี้ มากกว่าที่จะเป็นการหมายรวมถึงสตรีโดยท้ังหมดว่ามีอปุ นสิ ัย
เช่นน้ี ในพระไตรปฎิ ก มีเรื่องกล่าวถงึ สตรีทไี่ ม่ซอื่ สัตย์ มกั มากในกามอยไู่ มน่ ้อย เช่น

พระนางกัณหาเป็นชายาของเจ้าชายปาณฑพ ๕ คน คือ พระเจ้าอชั ชนุ ะ พระ
เจ้า นกุละ พระเจ้าภีมเสน พระเจ้ายุธิษฐิล พระเจ้าสหเทพ แต่ยังไม่เพียงพอ พระนาง
ยงั คบชกู้ บั บุรษุ เปล้ยี ซ่งึ เปน็ คนรบั ใชอ้ ีก๕๖๗

พระนางอรุ งคเทวี ชายาของเอฬกกุมาร ประพฤติอนาจารคบชกู้ ับฉฬังคกมุ าร
เสนาบดี และธนันตวาสผี ู้เปน็ คนรับใช้ฉฬงั คกุมาร๕๖๘

พระนางปิงคิยานี มเหสีของพระเจ้าพรหมทัตเป็นชู้กับคนเล้ียงม้าผู้อยู่
ใกล้ชิด๕๖๙

พระมารดาของพระเจ้าพรหมทตั ทรงทอดทิ้งพระเจ้าโกศลราช ไดท้ รงกระทา
กรรมอนั ลามกกบั พราหมณ์ช่ือปัญจาลจัณฑะ๕๗๐

ด้วยเหตุท่ีมีหญิงบางพวกท่ีประพฤติตนลามกเช่นนี้ จึงได้มีคากล่าวตาหนิ
ประณาม หญิงไว้มาก เช่น ในกุณฑริกชาดกมีกล่าวไว้ว่า “หญิงทุกคนย่อมไม่ยินดีใน
เรือนของตน ภรรยาได้ทอดทิ้งสามีผู้เช่นนั้นได้ เพราะไปพบเห็นบุรุษอ่ืนแม้เป็นง่อย
เปล้ยี ”๕๗๑

“หญิงจะไมป่ ระพฤตลิ ่วงบุรุษอืน่ นอกจากคนนั้นอีก มอี ยหู่ รือ”๕๗๒

๕๖๗เรื่องเดยี วกนั , ๒๘/๓๐๐/๙๗.
๕๖๘เรื่องเดียวกัน, ๒๘/๓๐๐/๙๘.
๕๖๙เร่ืองเดยี วกนั , ๒๘/๓๐๙/๑๐๓.
๕๗๐เรอื่ งเดยี วกนั , ๒๘/๓๐๐/๙๘.
๕๗๑ขุ.ชา. (ไทย) ๒๗/๖๖๓/๑๕๓.
๕๗๒เรอ่ื งเดยี วกัน.

“หญิงประดับประดาด้วยทองแก้วมณี และมุกดา ถึงจะมีคนสักการะและ
รักษาไว้ใน ตระกูลสามี ก็ยังประพฤตินอกใจสามี ทั้งหญิงท่ีอยู่ในทรวงอก ประพฤติ
นอกใจมานพ”๕๗๓

โดยเหตุท่ีมีหญิงบางพวกนอกใจ ประทุษร้ายต่อสามีโดยเจตนา จึงได้มีการ
กล่าวถงึ อาการท่ีหญิงประทุษร้ายต่อสามีไวว้ า่ มี ๒๕ ประการ คอื

๑. ยอ่ มพรรณนาการไปแรมคนื ของสามี
๒. ย่อมไม่ระลึกถึงสามีทไี่ ปแรมคนื
๓. ย่อมไม่ยินดกี ะสามีท่ีมาแลว้
๔. ย่อมกลา่ วโทษสามี ไม่กล่าวคณุ แหง่ สามี
๕. ยอ่ มประพฤติสง่ิ ท่ีไมเ่ ป็นประโยชนแ์ กส่ ามี
๖. ยอ่ มไมป่ ระพฤติสง่ิ ทเ่ี ป็นประโยชน์แก่สามี
๗. ยอ่ มกระทากิจทีไ่ ม่สมควรแก่สามี
๘. ย่อมไมก่ ระทากิจทสี่ มควรแก่สามี
๙. ย่อมคลุมหัวนอน
๑๐. นอนเบอื นหนา้ ไปทางอนื่
๑๑. ย่อมนอนพลิกกลับไปมา
๑๒. ย่อมทาวนุ่ วาย นอนถอนหายใจยาว
๑๓. ยอ่ มทาระทมทุกข์
๑๔. ย่อมไปอุจจาระปัสสาวะบอ่ ยๆ
๑๕. ยอ่ มประพฤติตรงกันข้าม
๑๖. ได้ยินเสียงชายอื่นยอมเง่ียหฟู งั
๑๗. ยอ่ มล้างผลาญทรัพย์
๑๘. ย่อมทอดสนทิ ชิดชอบกับชายผู้คุ้นเคย

๕๗๓ขุ.ชา. (ไทย) ๒๘/๓๑๓/๑๐๘-๑๐๙.

๑๙. ย่อมออกนอกบา้ นเสมอ
๒๐. ประพฤตผิ ดิ จากความดี
๒๑. ย่อมประพฤตินอกใจ ไม่เคารพในสามี
๒๒. มีใจประทษุ รา้ ย
๒๓. ยอ่ มยืนท่ปี ระตูเนอื งๆ
๒๔. ย่อมทาใหเ้ หน็ รักแร้ นม
๒๕. ยอ่ มไปเพ่งดทู ิศต่างๆ๕๗๔
ในบางแหง่ มีกล่าวถงึ ความมกั มาก ไมร่ จู้ กั พอของสตรีว่า
“หญิงไม่มีความพอ อ่อนโยน พูดเพราะ ให้เต็มได้ยาก เสมอแม่น้า ทาให้ล่ม
จม บคุ คลรดู้ งั น้ีแล้ว พงึ เว้นเสยี ให้ห่างไกล”๕๗๕
“ชื่อว่าความอยากได้โน่น อยากได้นี่ เขาเรียกกันว่าเป็นธรรมดาของหญิง
ทงั้ หลาย ในหม่มู นษุ ย์”๕๗๖
“มหาสมุทรหนึง่ พราหมณ์หน่ึง พระราชาหน่ึง หญงิ หน่งึ ส่อี ยา่ งน้ยี อ่ มไมเ่ ต็ม
แมน่ า้ สายใดสายหนงึ่ อาศยั แผ่นดิน ไหลไปสู่มหาสมทุ ร แม้น้าเหล่านัน้ ก็ยงั มหาสมุทรให้
เต็มไม่ได้ เพราะ ฉะนั้นมหาสมุทรช่ือว่าไม่เต็ม เพราะย่ังพร่อง ส่วนพราหมณ์ เรียนเวท
อันมีการบอกเปน็ ที่ห้าได้แล้ว ยังปรารถนาการเรียนย่ิงข้ึนไปอีก เพราะฉะน้ันพราหมณ์
จงึ ชอ่ื ว่าไม่เตม็ เพราะยังพรอ่ ง พระราชาทรงชนะแผน่ ดินทั้งหมด อันบริบูรณด์ ว้ ยรัตนะ
นบั ไมถ่ ว้ น พร้อมทั้งมหาสมุทรและภูเขาครอบครองอยู่ กย็ ังปรารถนามหาสมทุ รฝ่ังโน้น
อกี เพราะฉะนัน้ พระราชาจึงชื่อว่าไม่เต็ม เพราะยังพร่อง หญิงคนหนงึ่ ๆ มสี ามคี นละ ๘
คน สามีลว้ นเป็นคนแกล้วกลา้ มีกาลงั สามารถนามาซ่ึงกามรสทกุ อย่าง หญงิ ยงั กระทา
ความพอใจในชายคนที่ ๙ อีก เพราะฉะนั้น หญงิ จงึ ชอ่ื วา่ ไม่เต็ม เพราะยังพร่อง”๕๗๗

๕๗๔เร่อื งเดยี วกัน, ๒๘/๓๐๕/๑๐๑.
๕๗๕เรอ่ื งเดยี วกัน, ๒๘/๓๑๒/๑๐๗.
๕๗๖เรอ่ื งเดียวกัน, ๒๘/๘๙๔/๒๗๔.
๕๗๗เรอ่ื งเดยี วกัน, ๒๘/๓๑๒/๑๐๗.

คากล่าวนี้ถ้าจะพิจารณากันจรงิ ๆ แล้ว จะเห็นว่ากรณีน้ีเป็นกรณพี ิเศษ ไม่ใช่
กรณี ทวั่ ไป และเปน็ สุภาษิตที่ต้องการจะตักเตือนชายใหร้ ะมัดระวังสตรีประเภทนี้ โดย
เป็นการกล่าว เพ่ือต้องการจะเน้นหรือย้าอันตรายแห่งสตรี การกล่าวว่าสตรีสามารถมี
สามีได้อีก แม้คนที่ ๙ คนท่ี ๑๐ นั้นเป็นการเน้นความไม่รู้จักพอของหญิงมากกว่าที่จะ
หมายถึงเช่นนัน้ จริง ๆ ตามตวั อักษร

ในบางแห่งมีกล่าวถึงสตรีว่าเป็นผู้ย่ัวยวน หลายใจและรู้ได้ยากไม่ควรวางใจ
เช่น “บรรดานารีท้ังหลาย เป็นคนหลายใจ ไม่มีใครสามารถจะข่มได้ ทาความยั่วยวน
ให้แก่ชายทั้งหลาย ถ้าหากว่านารีท้ังหลายแม้จะทาให้เกิดความปีติได้ โดยประการท้ัง
ปวง ก็ไมค่ วรไวว้ างใจ เพราะวา่ นารที ง้ั หลายเปรยี บด้วยท่าน้า”๕๗๘

“ภาวะของหญิงท้ังหลายเป็นของรู้ได้ยาก เหมือนทางไปของปลาในน้า
ฉะนนั้ ”๕๗๙

นอกจากน้ีแล้ว สตรยี งั ถกู มองว่าเปน็ ผเู้ ห็นแก่ทรพั ย์ ดังทีว่ ่า
“หญงิ ร้วู ่าชายมั่งค่ัง มีทรัพยม์ าก ยอ่ มเขา้ ไปหาชาย.. ยอ่ มเกาะชายทมี่ ีจิตถูก
ราคะ ย้อม เหมือนเถาย่านทรายเกาะไมส้ าละในป่าฉะนน้ั ”๕๘๐
“หญิงทุกคนกินทุกอย่างเหมือนเปลวไฟ พาไปได้ทุกอย่างเหมือนแม่น้า
เหมือนกิง่ ไม่มีหนาม ยอ่ มละชายไปเพราะเหตุแห่งทรัพย์ ชายใดพงึ วางความรักทั้งหมด
ในหญงิ ชายนนั้ เหมือนดักลมดว้ ยตาขา่ ย เหมือนตักนา้ ใส่มหาสมุทรด้วยมือข้างเดยี ว จะ
พึงได้ยนิ แตเ่ สียงมอื ของตน”๕๘๑
“จิตของหญิงเหมือนจิตของวานร ลุ่มๆ ดอนๆ เหมือนเงาไม้ หัวใจของหญิง
ไหวไป ไหวมา เหมือนลอ้ รถที่กาลังหมนุ ... เหน็ ทรพั ย์ของบุรุษท่ีควรจะถือเอาได้เม่ือนั้น
ก็ใชว้ าจาออ่ นหวานชกั นาบรุ ษุ ไปได.้ .. ไมเ่ ห็นทรัพย์ของบรุ ษุ ทีค่ วรถอื เอาได้ เม่ือนนั้ ย่อม

๕๗๘ขุ.ชา. (ไทย) ๒๗/๖๖๒/๑๕๓.
๕๗๙เรื่องเดียวกัน, ๒๗/๖๔/๒๐.
๕๘๐ขุ.ชา. (ไทย) ๒๘/๓๑๓/๑๐๘.
๕๘๑เรื่องเดยี วกัน, ๒๘/๓๑๒/๑๐๗.

ละทิ้งบุรุษน้ันไป เหมือนคนข้ามฟากถึงฝั่งโนนแล้วละทิ้งแพไปฉะนั้น... หญิงทั้งหลาย
เสมอด้วยไฟกินเปรยี ง เปรยี บด้วยหวั งเู ห่า ยอ่ มเลือกคบแตบ่ ุรษุ ทม่ี ีทรพั ย์”๕๘๒

“หญิงทั้งหลายย่อมติดตามชายท่ีมีทรัพย์ ถงึ จะเปน็ คนเลย้ี งชา้ ง เลี้ยงม้า เลี้ยง
โค คน จณั ฑาล สปั เหรอ่ คนเหหยากเย่ือ ก็ชา่ ง หญงิ ท้ังหลายย่อมละทิ้งชายผูม้ ีตระกูล
แตไ่ ม่มอี ะไรเหมือนทรากศพ แตต่ ดิ ตามชายเชน่ น้ันได้ เพราะเหตแุ ห่งทรัพย์”๕๘๓

“หญิงมองเห็นทรัพย์ของบุรุษที่ควรจะถือเอาได้คราวนั้น ย่อมใช้วาจา
ออ่ นหวาน นาพาเอาบรุ ษุ นั้นไปเหมอื นชาวกมั โพชใชส้ าหรา่ ยลอ่ ม้าไปได้ ฉะนน้ั

คราวใดไม่มองเห็นทรัพย์ของบุรุษท่ีควรจะถือเอาได้... ย่อมละทิ้งบุรุษนั้นไป
เสีย เหมอื นบุคคลขา้ มฟากถงึ ฝั่งโน้นแลว้ กท็ ิ้งแพไปเสียฉะน้ัน”๕๘๔

ในข้อที่ว่าเห็นแกท่ รัพย์นี้ ถ้าจะมองกันอยา่ งยุติธรรมแล้วใชว่ ่าจะเป็นแตส่ ตรี
เท่าน้ัน มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่ว่าเพศใดก็มีความอยากได้ในทรัพย์ด้วยกันเกือบทั้งสิ้น ใน
พระไตรปิฎกได้กล่าวถึงการที่บุรุษมีความสัมพันธ์กับสตรี เพราะเห็นแก่ทรัพย์ไว้ด้วย
เช่นกันว่า “นักเลงหญิง... ไม่รจู้ ัก หาหรัพย์ ร่วมสังวาสกับหญิงหม้ายที่มีทรัพย์ คร้ันใช้
สอยทรพั ยข์ องหญงิ หมา้ ยน้นั หมดแลว้ ก็ทาลาย มติ รภาพไปหาหญิงอืน่ ตอ่ ไป”๕๘๕

ในบางแห่งมีกล่าวว่า หญิงเป็นผู้ทาลายทรัพย์ เช่น “หญิงไม่มีวินัย ไม่มีสังวร
ยินดีในน้าเมาและเน้ือสัตว์ ไม่สารวม ผลาญทรัพย์ท่ีบุรุษหามาได้โดยยากให้ฉิบ

“หญิงทั้งหลาย... ไม่ทาอะไรให้วิเศษเหมือนเขาเมรุมาศ ผลิตผลเป็นนิตย์
เหมือนต้นไม้มีพิษ หญิงทั้งหลายเป็นผู้กาสัตว์ไว้ในมือจนนับไม่ถ้วน ทาโภคสมบัติใน
เรือนใหพ้ นิ าศ”๕๘๗

๕๘๒เร่อื งเดียวกนั , ๒๘/๓๑๐/๑๐๔.
๕๘๓เรอ่ื งเดยี วกนั , ๒๘/๓๑๑/๑๐๖.
๕๘๔ขุ.ชา. (ไทย) ๒๗/๑๖๐๕-๑๖๐๖/๓๐๖.
๕๘๕เรือ่ งเดียวกัน, ๒๗/๑๖๗๑/๓๑๕-๓๑๖.
๕๘๖ข.ุ ชา. ๒๘/๓๑๓/๑๐๘.
๕๘๗เรื่องเดยี วกัน, ๒๘/๓๐๐/๙๙.

ในบางคร้ังก็มีกล่าวถงึ หญงิ วา่ เปน็ ผไู้ มร่ ูจ้ กั คุณ เมื่อไดช้ อ่ งกจ็ ะทรยศว่า
“ถ้าบุรุษจะพึงให้แผ่นดินอันเต็มไปด้วยทรัพย์น้ีแก่หญิงท่ีตนนับถือไซร้ หญิง
นั้นไดโ้ อกาสกจ็ ะพงึ ดหู ม่ินบุรุษน้นั ”๕๘๘
นอกจากน้ันหญงิ มกั จะถกู มองว่าเปน็ เพศท่เี ปน็ ไปตามอารมณ์ท่ีมาครอบงา มี
จติ ใจ หว่ันไหว เปลยี่ นใจง่าย โลเล ไมน่ ่าไวใ้ จ ดังทก่ี ล่าววา่
“หญิงเหล่าน้ันย่อมไม่รู้จักกิจที่ทาแล้ว และกิจที่ยังไม่ได้ทา... ไม่ใช่อารยชน
ก้าว ล่วงธรรมเสยี แล้ว ย่อมไปตามอานาจจิตของตนถา่ ยเดียว”
เมื่อมีอันตราย และเมื่อท่ีกิจเกิดข้ึน หญิงย่อมละทิ้งสามีน้ันแม้อยู่ร่วมกันมา
นาน เป็นที่รัก เป็นท่ีพอใจ เป็นผู้อนุเคราะห์ แม้เสมอด้วยชีวิต เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่
ไวว้ างใจหญิงท้ังหลาย”
ความจริง จิตของหญิงเหมือนกับจิตของลิง ลุ่มๆ ดอนๆ เหมือนกับเงาต้นไม้
หวั ใจ ของหญงิ ท้ังหลายไหวไปมา เหมือนลอ้ รถท่ีกาลงั หมนุ ไปฉะน้ัน”๕๘๙
ในพระไตรปิฎกปรากฏมเี รอ่ื งแสดงถึงความเปล่ยี นใจงา่ ย กลบั กลอกของหญิง
คอื “อบุ าสกคนหน่งึ ถามนางถุลลนันทาภิกษุณวี ่าตอ้ งการอะไร นางตอบวา่ ตอ้ งการเนย
ใส เขาจึงซือ้ เนยใสมาถวาย นางกลับบอกวา่ ไมต่ ้องการเนยใส แตต่ อ้ งการน้ามัน เขาจึง
เอาเนยใสไปคนื จะขอน้ามันมาแทน แตพ่ ่อคา้ ไมย่ อมใหค้ นื ”๕๙๐
“อุบาสกคนหน่ึงเอาเงิน ๑ กหาปณะฝากไว้ที่พ่อค้าในตลาดแล้วบอกกับนาง
ถุลลนนั ทาภกิ ษุณวี ่า ต้องการอะไรในราคานน้ั ให้ไปนามา นางใช้นางสิกขมานาผู้หน่ึงให้
ไปนาน้ามัน ราคา ๑ กหาปณะ คร้ันนามาแล้ว ส่ังเปล่ียนใหม่ว่าไม่ต้องการน้ามันแต่
ต้องการเนยใส นางสิกขมานานาน้ามันไปคืนจะขอเนยใสมา พ่อค้าไม่ยอมรับคืน”๕๙๑
พระพทุ ธองค์ทรงปรับอาบัตภิ ิกษณุ ีทีส่ ง่ั ซ้อื ของกลับกลอกเปล่ียนใจง่าย

๕๘๘เร่อื งเดยี วกัน, ๒๘/๓๑๑/๑๐๕.
๕๘๙ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๗/๑๖๐๒-๑๖๐๔/๓๐๖.
๕๙๐สชุ พี ปุญญานภุ าพ, พระไตรปิฎกสาหรับประชาชน เล่ม ๒, หนา้ ๑๐๐-๑๐๑.
๕๙๑เรือ่ งเดียวกัน.

ในบางแหง่ มีกล่าวถงึ มายาของหญงิ ว่า หญิงนน้ั มมี ายา ๔๐ ประการ คอื
๑. สะบัดสะบ้ิง
๒. โกง้ โค้งกม้ ลง
๓. กรีดกราย
๔. ชะมดชะม้อย
๕. เอาเลบ็ ดดี เลบ็
๖. เอาเทา้ เหยียบเท้า
๗. เอาไม้ขดี ดิน
๘. ชเู ด็กขึน้
๙. ลดเด็กลง
๑๐. เลน่ เอง
๑๑. ให้เด็กเลน่
๑๒. จูบเอง
๑๓. ใหเ้ ดก็ จูบ
๑๔. รับประทานเอง
๑๕. ให้เดก็ รบั ประทาน
๑๖. ใหข้ องเดก็
๑๗. ขอของเด็กคนื
๑๘. ลอ้ เลียนเด็ก
๑๙. พูดเสยี งดัง
๒๐. พดู ค่อย
๒๑. พูดคาเปิดเผย
๒๒. พดู คาลล้ี ับ
๒๓. ทานิมติ ด้วยการฟอ้ นรา ขบั รอ้ ง ประโคม ร้องไหก้ รีดกราย แต่งตัว
๒๔. ทาซิกซ้ี

๒๕. จ้องมองดู
๒๖. สน่ั สะเอว
๒๗. สายผา้ ท่ีปดิ ของลบั
๒๘. เลกิ ขา
๒๙. ปดิ ขา
๓๐. เปิดนมใหเ้ หน็
๓๑. เปิดรกั แรใ้ ห้เห็น
๓๒. เปดิ ทอ้ งน้อยใหเ้ หน็
๓๒. ขยบิ ตา
๓๔. ยักคิ้ว
๓๕. เม้มรมิ ฝีปาก
๓๖. แลบล้ิน
๓๗ . เปลื้องผ้า
๓๘. กลับน่งุ ผ้า
๓๙. สยายผม
๔๐. เกลา้ ผม๕๙๒
“หญิงเหล่านี้มีมารยาเหมือนพยับแดด เป็นเหตุแห่งความเศร้าโศก เป็นเหตุ
เกดิ โรคและอนั ตราย”๕๙๓
“หญิงเป็นเหมือนน้าวน มีมายามาก ทาพรหมจรรย์ให้กาเริบ ทาให้ล่มจม
บุคคลรู้ดังน้ีแลว้ พึงเว้นเสยี ใหห้ ่างไกล”๕๙๔

๕๙๒ขุ.ชา. (ไทย) ๒๘/๓๐๕/๑๐๑.
๕๙๓เรือ่ งเดียวกนั , ๒๘/๒๑๐/๗๐.
๕๙๔เรอ่ื งเดียวกนั , ๒๘/๓๑๒/๑๐๗.

นอกจากการกล่าวถึงโทษ และความไม่ดีของหญิงแล้ว ในบางแห่งยังมีการ
กล่าว ตาหนิผู้ท่ีตกอยูใ่ นอานาจหญิง ถูกหญิงครอบงาว่าย่อมจะถูกหญิงเบียดเบียน ทา
ให้ถงึ ซึ่งความเสื่อมว่า

“นรชนผู้มีปัญญาเคร่ืองพิจารณา และมีเดช มีมหาชนสักการะบูชา ถ้าตกอยู่
ในอานาจของหญิงแล้วย่อมจะไมร่ ุ่งเรอื งเหมือนพระจนั ทรถ์ กู ราหจู ับ... ส่วนผูท้ ่ีตกอยู่ใน
อานาจของหญิง ไมม่ ีอเุ บกขา ยอ่ มเข้าถึงความพนิ าศยง่ิ กวา่ นน้ั อกี ”๕๙๕

“บรุ ษุ ผตู้ กอยู่ในอานาจของหญงิ ย่อมถกู ตเิ ตียนทั้งในโลกน้ีและโลกหนา้ ผู้ตก
อยู่ในอานาจของหญงิ ย่อมเข้าถึงนรก เป็นที่เผาสัตว์ให้รุ่มรอ้ น และนรกอันมีปา่ ไม้งิ้ว มี
หนามแหลมดังหอกเหล็ก แล้วมาในกาเนิดสัตว์เดรัจฉาน ย่อมไม่พ้นจากวิสัยเปรตและ
อสุรกาย หญิงย่อมทาลายความเล่นหัว ความยินดี ความเพลิดเพลินอันเป็นทิพย์ และ
จักรพรรดิ์สมบัติในมนุษย์ของชายผู้ประมาทให้พินาศและยังทาชายนั้นให้ถึงทุคติอีก
ดว้ ย”๕๙๖

ท่ีกล่าวมาทั้งหมดนี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงความเลวร้าย น่ากลัวของสตรีเพศ
เปน็ ความ จริงท่ีวา่ มสี ตรบี างคน บางพวกทเี่ ป็นเช่นนน้ั จริง แตก่ ไ็ มไ่ ดห้ มายความว่า ถา้
เป็นสตรีแล้วจะต้องมีพฤติกรรมหรือธรรมชาติทางนิสัยที่เลวร้ายเช่นน้ีเหมือนกันหมด
สตรีน้ันมีมากถึงครึ่งโลกเช่นเดียวกับบุรษุ จึงเป็นธรรมดาที่ย่อมจะต้องมีทั้งที่ดีและเลว
เป็นการยากที่จะให้มีแต่สตรีที่ดีล้วน โดยไม่มีช่ัวปะปนเพราะตามธรรมดาโลกแล้ว ก็
ย่อมมีควบคู่กันไปตามท่ีว่าคนชั่วก็มีคนดีก็มาก ดังน้ันการจับเรื่องราวในพระ
ไตรปฏิ กหรอื พทุ ธวจนะบางตอนที่กล่าวถึงโทษ อันตรายและความผดิ ของสตรบี างกลุ่ม
บางพวกมาเป็นตัวแทนแล้วกล่าวตัดสินโดยสรุปรวมนั้นจะไม่เป็นการยุติธรรม ทั้งต่อ
สตรีและต่อคาสอนพุทธศาสนา เพราะพระไตรปิฎกและพระศาสดาก็มิได้กล่าวถึงสตรี
ในด้านท่ีไม่ดีแต่อย่างเดียว หากจะพิจารณาดูคาสอนบางตอน และชาดกบางเรื่องแล้ว
จะเหน็ ว่าไม่ไดม้ กี ารตาหนสิ ตรี หรือกลา่ วถงึ ความเลวร้ายของสตรีข้างเดียวหรอื แต่ส่วน

๕๙๕เร่ืองเดยี วกัน, ๒๘/๓๑๓/๑๐๙.
๕๙๖เรอื่ งเดียวกนั , ๒๘/๓๑๓/๑๐๙.

เดียว แต่ได้กล่าวถึงไว้ท้ังส่วนดแี ละส่วนเสีย และในบางคร้งั เม่ือกล่าวไปในทางไมด่ กี ็ได้
มีการพูดถึงไวท้ ้ังทางฝ่ายสตรีและบรุ ุษ ส่ิงหน่ึงที่จะยืนยนั ให้เห็นได้ถึงแนวความคิดเหน็
ในทางที่ดีท่ีพุทธศาสนามีต่อสตรีก็คือ เร่ืองราวของสตรีท่ีเป็นคนดี ประพฤติปฏิบัติ
ถูกต้อง บาเพ็ญตนเป็นที่น่านิยมชมชอบ เป็นประโยชน์ ต่อพ่อแม่ ครอบครัว ศาสนา
สังคม กม็ กี ลา่ วไวไ้ ม่น้อย ดงั จะขอยกมาเปน็ ตัวอย่างบา้ งเช่น

ก) นางเสคคุถูกพ่อต้องการสอนให้นางรู้จักเมถนุ ธรรมและจะทดลองใจ
นางว่า นางจะแก้ไขอย่างไรเม่ือตกอยู่ในเหตุการณ์คับขัน พ่อจึงพานางไปในป่า แสดง
ทาท่ามิดีมิร้าย กับนาง นางก็ตัดพ้อขอความเห็นใจว่า “คนที่พอจะเป็นท่ีพ่ึงของลูกได้
กลับมาทามิดมี ิรา้ ยเสียอย่างน้ี ลูกจะร่าไรใหใ้ ครมาเปน็ ทพี่ ่งึ เล่า”๕๙๗

ตามท้องเรื่องแล้วนางเสคคุค่อนข้างจะไร้เดียงสา แต่นางก็เคร่งครัดในการ
รกั ษา ความบรสิ ทุ ธ์ขิ องพรหมจรรย์ ซึ่งก็พอเป็นกรณที ีจ่ ะสะทอ้ นให้เห็นว่า ไม่ใชว่ า่ สตรี
ท้ังหมดจะมักมากในกาม โดยไม่ละอายต่อการประพฤติผิดวัฒนธรรมประเพณีสตรีใน
สมัยน้ันไปเสียหมด สตรีที่ยังรักหวงแหนพรหมจรรย์ และละอายต่อการกระทาผิด
ทานองคลองธรรมกม็ ีอยู่

ข) นางอบุ ลวรรณา๕๙๘ เป็นผอู้ ยูร่ ่วมสามีคนเดยี วกับลูกสาวโดยไม่รู้เร่ือง
มาก่อน แต่เมื่อนางทราบความจริงเข้าก็เกิดความละอาย เห็นความเลวร้ายของกาม
กิเลส เกดิ ความสลดใจจึงออกบวช เรื่องนีส้ ะทอ้ นใหเ้ ห็นไดเ้ หมือนกนั วา่ จิตใจของสตรีก็
ยงั มคี วามละอาย รจู้ กั ถูกรจู้ ักควร รูผ้ ดิ ชอบชวั่ ดี

ค) นางวสิ าขา๕๙๙ ธิดาของธนญชัยเศรษฐีชาวเมืองภทั ทิยะก็เปน็ ผู้รู้และ
ปฏิบัติตามประเพณีท่ีถือปฏิบัติกันในสมัยนั้น ในคร้ังที่นางรับหม้ันพวงมาลัยที่มิคาร
เศรษฐีให้ทาข้ึนแล้ว กไ็ ด้ บอกสาวใชใ้ หไ้ ปบา้ นนารถมารบั กลบั บา้ น เพราะเปน็ ประเพณี
ของชาวอินเดียขณะนั้นว่า สตรีท่ีรับหมั้นชายภายนอกบ้านถ้าเป็นลูกสาวของผู้ร่ารวย

๕๙๗ขุ.ชา. (ไทย) ๒๗/๒๘๓-๒๘๔/๗๗.
๕๙๘ข.ุ เถรี. (ไทย) ๒๖/๔๖๕/๔๗๖.
๕๙๙ว.ิ มหา. (ไทย) ๕/๑๕๓/๑๙๐-๑๙๕.

จะต้องกลับบ้านด้วยรถ ซ่ึงก็แสดงให้เห็นว่านางวิสาขาแม้เมื่อยังเด็ก ยังรุ่น ก็สนใจ
ประพฤติปฏิบตั ิตามธรรมเนียมประเพณที ่ีถือปฏิบัติกันในสังคม ย่ิงกว่านั้นนางวิสาขาน้ี
ยังเป็นผู้ท่ีเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา ได้อุปถัมภ์และทาคุณประโยชน์ไว้แก่
ศาสนาไมใ่ ช่นอ้ ย จนพระพุทธองค์ทรงยกย่องใหเ้ ปน็ เลศิ กวา่ อบุ าสิกาทั้งหลาย

ง) นางนันทา๖๐๐ เป็นผู้มีความจงรักภักดีต่อนนั ทกุมารผู้เป็นสามีในนาม
ท่ียังมิได้อยู่ร่วมกันเพราะนันทกุมารออกบวชเสียในวันทาพิธีวิวาหมงคลน้ัน นางก็ไม่
ยอมมีสามีใหม่ ยังรักษา ความบริสุทธิ์แห่งพรหมจรรย์ไว้ และภายหลังที่พระพุทธองค์
ทรงอนุญาตให้สตรีบวช นางก็ออกบวชและสาเร็จอรหัตตผล

จ) พระนางมทั รี๖๐๑ มเหสขี องพระเวสสนั ดร แมเ้ ปน็ นางกษัตริย์ แตเ่ มื่อ
พระเวส สันครถูกเนรเทศให้ไปอยู่ป่า พระนางก็มิได้ตัดช่องน้อยหาความสุขสบาย
ส่วนตัวอยู่ในวัง แต่มีความรัก ความภักดี ต้องการจะปรนนิบัติร่วมทุกข์ร่วมสุขจึงได้
ติดตามพระเวสสันดรดังท่ีพระนางกล่าวว่า “เกล้ากระหม่อมจักบวชติดตามพระสวามี
ไปทุกเม่ือ แม้เม่ือแผ่นดินยังไม่ทาลาย... เกล้ากระหม่อมฉันว่างเว้นพระเวสสันดรเสีย
แล้ว ไม่พึงปรารถนาแม้แผ่นดินอันมีสาครเป็นขอบเขต ทรงไว้ซ่ึงเคร่ืองปลื้มใจเป็นอัน
มาก บริบูรณ์ด้วยรัตนะต่างๆ เม่ือสามีตกทุกข์แล้ว หญิงเหล่าใดย่อมหวังความสุขเพื่อ
ตน หญงิ เหล่าน้นั เลวทรามหนอ หวั ใจของหญิงเหลา่ นัน้ เปน็ อย่างไรหนอ”๖๐๒

พระนางมทั รีจึงเสดจ็ ไปพร้อมพระเวสสนั ดรและพระโอรสคอยปรนนิบัติ
จัดหาทุกส่ิงให้พระเวสสันดร เรื่องนี้ก็เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงว่า สตรีใช่จะ
เลวร้ายเสมอไปทกุ คน สตรที ยี่ งั มใี จเดียว รัก ซือ่ สตั ย์ และภกั ดีต่อสามกี ็มอี ยู่ ดงั ปรากฏ
มกี ล่าวว่า

๖๐๐ธ.อ. (ไทย) ๑/๑๕๔.
๖๐๑ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๘/๑๐๙๑-๑๐๙๓/๓๓๓-๓๓๕.
๖๐๒เร่ืองเดยี วกัน, ๒๘/๑๐๙๓/๓๓๕.

ข้ึนช่อื วา่ หญงิ ใชว่ า่ จะประพฤติเส่ือมเสียเลวทรามไปเสยี ทั้งหมด หญิงที่

ดี ไม่ทอดทง้ิ สามี ร่วมทุกข์ รวมสุขกับสามีก็มี ดังที่ได้มีกล่าวในชาดกถงึ หญิงท่เี ป็นยอด

ภรรยา เชน่ พระนาง มัทรขี องพระเวสสันดรวา่

ยา ทลิทฺที ทลทิ ฺทสฺส อฑฺฒา อฑฒฺ สสฺ กติ ตฺ ิมา

สา หสิ ฺส ปรมา ภรยิ า สหริ ญฺญสสฺ อิตถฺ ิโย๖๐๓

“หญิงใดเม่ือสามีขัดสนก็ขัดสนด้วย เม่ือสามีมั่งคั่งก็พลอยเป็นผู้มั่ง

ค่งั มีชื่อเสยี งดว้ ย หญิงคนน้ันเป็นยอดภรรยา”๖๐๔

“หญิงมัง่ ค่ัง ผ้ทู รงเกยี รติ ย่อมร่วมสขุ ทกุ ขข์ องสามีทจี่ น หญงิ มง่ั คง่ั ผทู้ รง

เกียรติ ย่อมร่วมสุขทุกข์ของสามีที่มั่งคัง เทพเจ้าย่อมสรรเสริญหญิงน้ันแล เพราะเจ้า

หล่อนทากจิ ที่ทาไดย้ าก”๖๐๕

ฉ) นางมุตตา บิดาของโอฆาตกพราหมณ์ แห่งโกศลรัฐ ถูกบังคับให้

แต่งงานกบั พราหมณ์หลังค่อมพกิ าร นางไม่พอใจทจ่ี ะอยรู่ ่วมกบั สามีพกิ ารนั้น แตน่ างก็

ไม่ประพฤตนิ อกใจสามี แตเ่ สนอสามีใหอ้ นญุ าตใหน้ างออกบวช๖๐๖

ช) นางจาปา ภริยาอุปกาชีวก มีสามีที่เท่ียวเมาสุราเป็นอาจิณ ท้ังๆ ท่ี

นางไม่ พอใจและดูหมิน่ สามี แต่นางก็ไมป่ ระพฤตินอกใจสามี๖๐๗

ทั้งกรณีของนางมุมตาและนางจาปากสะท้อนให้เห็นวา่ แม้สามีจะเป็นผู้

บกพร่อง แต่สตรีก็ยังไม่ยอมประพฤติผิดประเวณีและพรหมจรรย์ ยังยึดถือประพฤติ

ปฏบิ ัติอยใู่ นกรอบของ ศีลธรรมประเพณี

ในการศกึ ษาหรอื ใหท้ ราบถึงแนวความคิดใดๆ นน้ั เหน็ ว่าเราจะจับเพียงวจนะ

บางอันมาสรุปเป็นส่วนรวมน้ันจะไม่เป็นการถูกต้องและยุติธรรมนัก แต่จาเป็นท่ีเรา

๖๐๓ปุ้ย แสงฉาย, โลกปรัชญา, หนา้ ๓๑๓.
๖๐๔ขุ.ชา. (ไทย) ๒๗/๕๘๑/๑๓๗.
๖๐๕ขุ.ชา. (ไทย) ๒๘/๑๐๙๓/๓๓๕.
๖๐๖ขุ.เถรี. (ไทย) ๒๖/๔๑๒/๔๔๕.
๖๐๗เรือ่ งเดียวกนั , ๒๖/๔๖๙/๔๘๕.

จะต้องมองโดยวงกว้าง พร้อมท้ังนาส่ิงอื่นท่ีเก่ียวข้องเข้ามาพิจารณาร่วมด้วย การท่ีจะ
เข้าใจปัญหาหรือทรรศนะที่พุทธศาสนามีต่อส่ิงต่างๆ อย่างถูกต้องน้ัน ผู้ที่ศึกษาควรที่
จะได้พจิ ารณาขอ้ มลู และปญั หาสิง่ แวดล้อมด้วย

ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ ได้ชี้และให้ข้อสังเกตว่า “ในพระสุตตันตปิฎกจะ
สังเกตเห็นว่าก่อนท่ีจะกล่าวถึงเน้ือหาสาระธรรมนั้น จะมีอารัมภบทส้ันๆ กล่าวถึงว่ามี
ธรรมเทศนาหรือพุทธดารัสในคร้ังนั้นๆ กล่าวแก่ผู้ใด ที่ไหน และด้วยเหตุใดจึงทาให้
พระพุทธเจ้าตรัสเช่นน้ัน อารัมภบทเช่นน้ีทาให้เราเข้าใจความหมายในพุทธดารัสน้นั ๆ
มากข้ึน โดยพจิ ารณาจากขอ้ มูลต่างๆ ประกอบเข้าดว้ ย”๖๐๘

ดังน้ันการที่จะสรุปทรรศนะทพ่ี ุทธศาสนามีต่อสตรโี ดยยกพุทธวจนะ หรือคา
กล่าว บางตอนที่กล่าวถึงอันตรายและการติเตียนสตรีมาเป็นข้อตัดสินท่ัวไปสาหรับ
แนวความคิดท่ีพุทธศาสนามีต่อสตรีโดยท่ัวไป โดยไม่พิจารณาสาเหตุ ข้อมูล
ส่วนประกอบอ่ืนๆ และหลักธรรมท่ีเกี่ยวข้องควบคู่ไปน้ันก็จะทาให้ได้ข้อสรุปหรือ
แนวความคิดท่ีตา่ งจากทเี่ ปน็ จริง ทัง้ ยงั ไม่เปน็ การยตุ ธิ รรมตอ่ พุทธศาสนา

การพิจารณา วิเคราะห์ถึงสถานภาพของสตรีตามทรรศนะของพุทธศาสนา
จาก หลักฐานท่ีมีอยใู่ นพระไตรปิฏกเป็นหลักน้นั มีข้อท่ีควรคานงึ ถงึ ในการพิจารณา คือ
การตัดสิน แนวความคิดในสมัยพุทธกาลจากบริบทแวดล้อม ข้อเท็จจริง และการมอง
จากสายตาในปัจจบุ ันน้ันย่อมจะเปน็ การไม่ถูกต้อง หากแต่ต้องพจิ ารณาพุทธวจนะหรือ
คากลา่ วนนั้ ๆ ในบรบิ ทของระยะเวลานั้น คอื คานึงถงึ สภาพของความเปน็ อย่ทู างสังคม
ความเช่ือ วัฒนธรรม ประเพณี และส่ิงอื่นๆ ท่ีเกี่ยวข้องเป็นที่มาของคากล่าว โอกาส
บุคคลที่กล่าวประกอบด้วย ย่ิงกว่านี้บางท่านยังเสนอข้อควรคานึงอีกประการหนึ่งไว้
ด้วยว่า พระไตรปิฎกน้นั เปน็ การทอ่ งจากนั มาของภิกษุ บางตอนที่กล่าวไว้เก่ียวกับสตรี
ที่ภิกษุเหล่านั้นเห็นว่าไม่สาคัญ ก็อาจจะละเลยไม่สนใจจดจา จึงเป็นไปได้ว่า

๖๐๘ฉตั รสุมาลย์ กบลิ สิงห,์ ภกิ ษุณยี งั มีอย่หู รือ, หนา้ ๗.

พระไตรปิฎกที่เรามีอยู่นี้จะมีการบดิ เบอื น คลาดเคลื่อนไปจากทรรศนะตั้งเดิมของพระ
พุทธองค์อยู่บ้าง ด้วยภิกษุบางองค์อาจจะไม่เห็นความสาคัญของประวัติศาสตร์ ยังมี
อคติ ไม่สามารถยอมรับความสามารถในบางด้านของสตรีเพศได้อย่างสนิทใจ เพราะ
การเปล่ียนแปลงทางความคิดน้ันต้องอาศัยเวลาและยากท่ีจะกระ ทาได้ในระยะเวลา
สั้นๆ

นอกจากนนั้ ในการพจิ ารณาแนวความคิดเกีย่ วกบั สตรนี น้ั ก็ไม่ควรมองข้ามข้อ
เท็จ จริงทว่ี ่าคนดีคนเลวนน้ั ย่อมมอี ยทู่ ่ัวไปในทุกภาษา ทกุ ชาตชิ น้ั วรรณะและทุกเพศทั้ง
ในสงั คมของฆราวาสและบรรพชิต เรื่องราวต่างๆ ของหญิงชายในพระไตรปิฎกก็มีท้ังที่
ดแี ละเลว การจะหยิบยกแต่เพียงตอนใดตอนหน่ึงมาพิจารณาแล้วสรปุ เปน็ ทรรศนะที่มี
ต่อส่วนรวมนั้นจะไม่เป็นการถูกต้อง ดังเช่นการยกพุทธวจนะบางตอนที่กล่าวถึง
อันตรายหรือการตาหนิสตรีมาใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่าพุทธศาสนาเห็นสตรีเป็นความ
เลวร้าย ฝักใฝ่แต่ในทางไม่ดี เป็นอันตรายต่อชายโดยไม่พิจารณาท้องเรื่องหรือส่ิงอื่น
ประกอบด้วย ก็จะทาให้เกิดการตัดสินท่ีผิด และได้ข้อสรุปท่ีเอนเอียง ไม่ถูกต้องตามท่ี
เป็นจริง เป็นคากล่าวที่ว่า “บุรุษอย่าดีใจว่า หญิงน้ีต้องการเรา อย่าเสียใจว่าหญิงนี้ไม่
ต้องการเรา อาการของหญิงเป็นของรู้ได้ยาก เปรียบเหมือนกับการไปของปลาในน้า
ฉะน้ัน”๖๐๙

การท่จี ะใช้คากลา่ วนห้ี มายรวมถึงหญิงท้ังหมดน้นั จะเป็นการถกู ตอ้ งยุตธิ รรม
หรือ ไม่ก็ควรท่ีจะได้พิจารณาถึงที่มาแห่งคากล่าวน้ี ซ่ึงในกรณีนเ้ี ป็นคากล่าวท่ีกล่าวใน
โอกาสที่ทิศาปาโมกข์โพธิสัตว์ถามศิษย์ว่าไปทามาหากินแล้วเพราะเหตุใดจึงหายไป ผู้
เป็นศิษย์ตอบอาจารย์ว่ามีความราคาญเร่ืองภริยาจึงไม่ได้มาหาพระอาจารย์ เพราะบาง
วันภรยิ าทาอาการรักใคร่ บางวนั แขง็ กระด้าง ทศิ าปาโมกขอ์ าจารย์เมื่อไดฟ้ ังก็รูท้ ันทีว่า
ภรยิ าของศษิ ยน์ นั้ นอกใจสามี จงึ บอกศิษย์วา่ ธรรมดาหญิงทนี่ อกใจสามีน้ันจะมกี ริ ิยา ๒
อย่าง คือ จะถ่อมตัว เหมือนทาสีในวนั ท่ไี ดน้ อกใจสมประสงค์ และจะแข็งกระด้างข่มขู่

๖๐๙ปุย้ แสงฉาย, โลกปรชั ญา, หนา้ ๔๕.

ในวนั ทีไ่ ม่ได้ประพฤตินอกใจ ทิศาปาโมกข์อาจารย์ จงึ กลา่ วสภุ าษิตท่ยี กมาน้แี ก่ศิษย์ว่า
“แม่น้า หนทาง โรงเหล้า ที่ประชุม บ่อน้าเป็นฉันใด หญิงทั้งหลายในโลกก็เป็นฉันน้ัน
บณั ฑติ ทัง้ หลายยอ่ มไม่โกรธแกห่ ญงิ ทง้ั หลายดงั นี้”๖๑๐

โดยทส่ี ุภาษติ น้ีหมายความว่า หญิงก็เป็นเหมอื นกบั แมน่ า้ หนทาง โรงเหลา้ ที่
ประชุม บ่อน้า คือ เป็นสาธารณะท่ัวไปของคนทุกหมู่ ทุกเหล่า เม่ือได้ทราบถึงโอกาส
และบุคคลผู้เป็นที่มาของคากล่าวน้ีแล้ว ก็พอจะสันนิษฐานได้ว่า ทิศาปาโมกข์คงไม่ได้
หมายความไปตรงๆ ตามตัวอักษร หากแต่เป็นการกล่าวในทานองเตือนสติปลอบใจวา่
ธรรมดาของหญิงเป็นเช่นนี้ ก็เพื่อให้ศิษย์ของตนนั้นคลายความโกรธ ไม่ทารุนแรง และ
ทาเพิกเฉยกับภริยาได้ คงจะไม่ได้เป็นการกล่าวแบบข้อเท็จจริงและติเตียนกล่าวโทษ
สตรีโดยท้ังหมด๖๑๑ แต่กล่าวโดยมีจุดประสงค์ให้ผู้เป็นศิษย์สามารถตัดใจ ระงับความ
โกรธให้ไดเ้ พ่อื ความสงบสขุ ของครอบครัว

ดงั จะยกอีกสกั คากล่าวหน่งึ มาพจิ ารณา คอื “ความสตั ย์ยากทจ่ี ะหาได้ในหญิง
โจรผู้มีเล่ห์เหลี่ยมมากมาย ความเป็นไปของหญิงทั้งหลายรู้ได้ยากเหมือนความเป็นไป
ของปลาในน้า ฉะนน้ั ”๖๑๒

คากล่าวนี้อยู่ในสัมพุลาชาดก ซ่ึงตามท้องเร่ืองแล้วโสตถิเสนกุมารนั้น
เดือดร้อน เพราะเป็นโรคเร้ือน ถูกเนรเทศออกจากเมืองมาอยู่ในปา่ พระนางสัมพุลาผู้
มเหสีก็ไม่ทอดท้ิง ตามมาปรนนิบัติพยาบาล เท่ียวแสวงหาอาหารให้ คร้ังหน่ึงพระนาง
ถูกยักษ์จับกเ็ ศร้าโศก ราพันว่าแม้ยักษ์จะกนิ นางเสีย นางก็ไม่มีความทุกข์ จะทุกข์อยกู่ ็
แต่ว่าพระโสตถิเสนกุมารจะทรงเคลือบแคลงเป็นอย่างอื่นไป เทพเจ้าท้าวโลกบาลเห็น
นางเป็นหญิงประเสริฐ สงบเสงี่ยม ปฏิบัติสามี จึงบอกให้ยักษ์ปล่อยตัวนาง เมื่อนาง
กลับมาพระโสตถิเสนผู้สวามีก็ตอ่ ว่าต่อขาน ว่าผอู้ ื่นคงเป็นที่รักของนางมากยิ่งกว่าสวามี
นางกท็ ลู ตามความจริงว่า นางถูกยักษ์จับไว้จะกินนางเสยี แตน่ างก็ไม่เปน็ ทกุ ข์กลัวยักษ์

๖๑๐ขุ.ชา. (ไทย) ๒๗/๖๕/๒๑.
๖๑๑ปุ้ย แสงฉาย, โลกปรชั ญา, หนา้ ๔๘-๕๐.
๖๑๒ขุ.ชา. (ไทย) ๒๗/๒๔๑๓/๔๗๖.

กิน แตท่ ุกข์ว่าพระสวามีจะเคลือบแคลงคดิ เป็นอนื่ ไป พระโสตถิเสนกุมารไม่ทรงเชื่อนาง
กลับตรสั วา่ นางดังที่ ยกมากลา่ วไวข้ ้างต้น ซ่งึ ก็สะทอ้ นใหเ้ หน็ ว่าในบางครั้งชายกเ็ ป็นไป
ตามอานาจของอารมณ์ ไร้เหตุผลด้วยเหมือนกัน จึงปรักปราและมองหญิงในแง่ร้ายไว้
ก่อน ทั้งๆ ท่ีหญิงผู้ภริยาก็รัก ซ่ือสัตย์ภักดีด้วยจริงใจ ท้ังนางสัมพุลาน้ันก็ไม่ได้หวังใน
ทรัพยส์ มบตั ิ แต่หวงั ในความรักจากสามี ดังจะเห็นไดจ้ ากคากลา่ วของนางทวี่ ่า

“ถ้าพระเจ้าโสตถิเสนะยกย่องหม่อมฉัน ดังท่ีหม่อมฉันเคยเที่ยวแสวงหา
ผลาผลในป่ามาเลี้ยงดูพระราชสวามีในกาลก่อนอีก ไม่ทรงดูหม่ินหม่อมฉันไชร้ จะ
ประเสริฐกว่าราชสมบัติในพระนครพาราณสีนี้ หญิงใดอยู่ในเรือนอันมีข้าวน้าไพบูลย์
ตกแต่งไว้เรียบร้อย มีเคร่ืองอาภรณ์อันวิจิตประดับประดา แม้จะเป็นผู้ถึงพร้อมด้วย
คุณสมบัติทุกอย่าง แต่ไม่เป็นที่รักของสามี คอยแต่ประหัตประหารความตายของหญิง
นน้ั ประเสริฐกว่าการอยคู่ รองเรอื น ถ้าแม่หญิงใดเป็นหญงิ เขญ็ ใจไร้เคร่อื งประดบั มีเสือ่
ลาแพนเป็นท่นี อน แต่เปน็ ที่รักของสามี หญิงน้ันประเสริฐเสียย่ิงกว่าหญิงผู้เพียบพร้อม
ด้วยคณุ สมบตั ทิ กุ อยา่ งแตไ่ ม่เป็นที่รกั ของสามี”๖๑๓

จากคากล่าวน้ีก็สะท้อนให้เห็นว่าหญิงไม่ได้มักได้แต่ทรัพย์ ดังที่คนส่วนมาก
เข้าใจ หรือเชื่อกันเสมอไป ดังนั้นในการพิจารณา สุภาษิต พุทธวจนะใดจึงควรจะได้
พิจารณาถึงท่ีมาและโอกาสทกี่ ล่าวด้วยวา่ เป็นการกล่าวแก่ใคร ในโอกาสใด เพราะเหตุ
ไร จึงกล่าวเช่นนั้น อย่างเช่นในกรณีสุภาษิตที่ทิศาปาโมกข์อาจารย์กล่าวแก่ศิษย์น้ัน
หากพิจารณาถือเอาความหมายตามข้อความแต่ประการเดียวโดยไม่ คานึงถึงข้อมูล
ส่ิงแวดลอ้ ม และส่ิงท่เี กี่ยวขอ้ งอน่ื ๆ ประกอบดว้ ยแล้ว ก็จะเปน็ การนาเอาคากลา่ วทเ่ี ป็น
การกล่าวตักเตือนให้สติในเร่ืองสตรีแก่ชายคนหนึ่ง เพื่อเป็นการปลอบใจนั้นไปสรุปวา่
เป็นแนวความคิดของพุทธศาสนาที่มีต่อสตรีโดยทั่วไป ซึ่งก็จะเป็นการไม่ยุติธรรมต่อ
พทุ ธศาสนา ท้ังยงั เปน็ การไดท้ รรศนะท่ไี มถ่ กู ต้องของพุทธศาสนาท่มี ตี อ่ ส่ิงใดส่ิงหน่ึง

๘.๓.๒ ความทุกขเ์ ฉพาะของสตรี ๕ ประการ

๖๑๓เรือ่ งเดียวกัน, ๒๗/๒๔๑๖/๔๗๗.

นอกเหนือจากธรรมชาติทางจิตใจ อุปนิสัยต่างๆ ของสตรีท่ีได้กล่าวมาแล้ว
สตรยี ังมสี ่ิงท่ตี ้องประสบนอกเหนอื ไปจากบุรษุ ๕ ประการ คือ

“มาตุคามในโลกนี้ เมื่อยังกาลังสาวไปสู่สกุลผัว เว้นจากญาติ อันน้ีเป็นความ
ทุกข์แผนกหนึง่ ของมาตุคามขอ้ ต้นท่ตี นจะตอ้ งเสวย เวน้ จากบุรุษ

อีกประการหนึ่ง มาตุคามมีระดู อันน้ีเป็นความทุกข์แผนกหนึ่งของมาตุคาม
ขอ้ ท่ี ๒ ที่ตนจะตอ้ งเสวยเว้นจากบรุ ษุ

อีกประการหนึ่ง มาตุคามมีครรภ์ อนั นีเ้ ปน็ ความทุกขแ์ ผนกหน่ึงของมาตุคาม
ขอ้ ท่ี ๓ ทต่ี นจะต้องเสวยเว้นจากบุรุษ

อีกประการหนึ่ง มาตุคามคลอดบุตร อันน้ีเป็นความทุกข์แผนกหน่ึงของ
มาตุคามข้อที่ ๔ ทตี่ นจะต้องเสวย เว้นจากบรุ ษุ

อีกประการหนงึ่ มาตุคามเขา้ ถึงความเปน็ หญงิ บาเรอของบรุ ษุ อันนเ้ี ปน็ ความ
ทุกข์แผนกหนง่ึ ของมาตุคามขอ้ ที่ ๕ ทต่ี นจะตอ้ งเสวยเวน้ จากบรุ ุษ”๖๑๔

หนึ่งในความทุกข์ ๕ ประการน้ัน เกิดจากธรรมเนียมประเพณีทีถ่ ือปฏิบัตกิ ัน
ในสงั คม ความทุกขอ์ กี ๓ ประการ เกิดจากธรรมชาติทางสรรี ะของเพศหญิง ทกุ ขอ์ กี ขอ้
หนง่ึ เป็นทุกขเ์ พราะหน้าทปี่ ระกอบกบั ธรรมชาติทางสรีระวิทยา ทกุ ข์ ๕ ประการนี้ สตรี
ต้องประสบนอกเหนือไปจากความทุกข์ต่างๆ ท่ีชายหญิงต้องประสบร่วมกันในฐานะ
เป็นสัตว์โลก แต่พระพุทธองค์ไมไ่ ด้กล่าวถึงทกุ ข์เฉพาะของสตรีเหล่าน้ีว่าเป็นลักษณะที่
ด้อยกว่าของสตรี ดังท่ีคนบางพวกเข้าใจกัน แต่พระองค์ทรงถือเป็นการน่าเห็นใจ
มากกว่าท่ีจะถือเป็นคุณสมบัติที่ด้อยกว่าของสตรี ดังจะเห็นได้จากกรณีท่ีพระศาสดา
ทรงมีความเมตตา สงสารในความเจ็บปวดของหญงิ จึงประทานพรแก่นางสุปปวาสา ผู้
ที่คลอดบุตรยาก ได้รับทุกข์เวทนามาก และเพราะพรที่พระพุทธองค์ทรงประทานนั้น
นางสุปปวาสาก็คลอดบตุ รได้โดยสะดวก

๖๑๔ส.ส. (ไทย) ๑๘/๔๖๒/๒๗๔๑.

อน่ึง การนาเอาทุกข์เฉพาะ ๕ ประการของสตรีมาประกอบการพิจารณาถึง
อัธยาศัย หรืออุปนิสัยของสตรีก็จะช่วยให้เข้าใจได้ถึงธรรมชาติทางนิสัยใจคอของหญิง
สาเหตุหน่ึงของนิสัยหรืออัธยาศัยของสตรีนั้นอาจจะเป็นเพราะธรรมชาติอันเป็น
ลักษณะนิสัยของหญิงเองโดยธรรมชาติ แต่เมื่อพิจารณาไปแล้ว นิสัยของหญิงนี้ก็น่าจะ
เก่ยี วโยงกบั ธรรมชาติทางสรรี ะ ซ่งึ หญงิ มแี ตกต่างและนอกเหนือไปจากชายอยบู่ ้าง เชน่
การท่ีหญิงต้องมีระดู มีครรภ์ คลอดบุตร สิ่งเหล่าน้ีล้วนมีส่วนในการทาให้เกิดความ
เจ็บปวด ความกลวั ความห่วง กงั วลใจดว้ ยกันทงั้ นัน้

ในอัธยาศัย ๘ ซึ่งกล่าวถึงอัธยาศัยประจาตัวบุคคล ๓ จาพวกน้ัน ได้กล่าวไว้
ว่าอัธยาศัยประจาตัวของสตรี คือ ความกลุ้มใจไม่เข้าเรื่อง๖๑๕ ซ่ึงถ้าจะสันนิษฐานดูก็
พอจะมีส่วนเป็นไปได้อยู่บ้างว่า ความแตกต่างและความทุกข์ทางกายท่ีหญิงมี
นอกเหนือจากชายน้ี จะเกี่ยวเนื่องกับธรรมชาติความเป็นไปทางด้านนิสัยของสตรีที่
กล่าวกันว่าชอบกลุ้มใจไมเ่ ข้าเรื่อง ซ่ึงถ้าจะดูกันตามข้อเท็จจริงแล้วกอ็ าจจะเปน็ เพราะ
สตรมี ีเร่อื งที่จะใหก้ ลุม้ นอกเหนือจากบรุ ุษดังได้กลา่ วแล้ว

คนโดยทวั่ ไป โดยเฉพาะบรุ ษุ เพศผูไ้ มเ่ คย และไมต่ อ้ งประสบกบั ทกุ ข์ ๕ นนั้ ก็
ย่อมจะไม่เข้าใจว่า เพราะเหตุไรสตรีจึงหวง กังวล กลัวและกลุ้มเกี่ยวกับส่ิงต่างๆ
มากมาย และก็เลยเห็นไปว่า ความกลุ้มความวิตกกังวลต่างๆ ของสตรีน้ันเป็นความ
กลุม้ ใจไมเ่ ข้าเรอ่ื งหรอื เปน็ อาการของวติ กจริต

เทา่ ทกี่ ล่าวมาส่วนมากเปน็ การตาหนิสตรี แตก่ ม็ ไิ ดห้ มายความว่าจะมแี ต่สตรี
เพศเท่านั้นที่ทาผิด หรือประพฤติไม่ถูกต้องพุทธวจนะและเรื่องราวต่างๆ ที่ปรากฏใน
พระไตรปิฎกน้ันส่วนใหญ่เป็นการประทานส่ังสอนแก่บรรดาภิกษุท่ีเป็นชาย คาสอน
ตา่ งๆ จึงหนกั ไปในทางบอกใหร้ ู้โทษและใหต้ ระหนักถึงอันตรายของหญงิ ตอ่ พรหมจรรย์
แต่ถงึ แม้จะเปน็ เชน่ น้ัน กป็ รากฏมกี ลา่ วตาหนบิ รุ ุษไว้ด้วย เชน่

“บุคคลไมพ่ ึงทาความสนิทสนมกับบรุ ุษชวั่ ช้า”๖๑๖

๖๑๕ทวชิ เปลง่ วทิ ยา, คบธรรม, (กรงุ เทพมหานคร : ม.ป.ท., ๒๕๑๕), หน้า ๖๑๓.
๖๑๖ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๗/๑๗๑/๕๔.

“ตั้งบุรุษหรือสตรีนักเลงสุรุ่ยสุร่ายไว้ในความเป็นใหญ่ นั้นคือทางแห่งความ
เส่ือม”๖๑๗

“มีบุรุษพวกหนึ่ง มีปกติเหมือนโคกระหายน้า ทาทีเหมือนจะกล้ากลืนมิตร
ด้วยวาจา แต่ไม่ใช่ด้วยการงาน ไม่ควรคุ้นเคยในคนเช่นนั้น บุรษุ พวกหน่ึง เป็นคนชูมือ
เปล่า พัวพันอยู่แต่ด้วยวาจา เป็นมนุษย์กระพี้ ไม่มีความกตัญญู ไม่ควรคุ้นเคยในคน
เชน่ นน้ั ”๖๑๘

ในบางแห่งก็มีท่ีสตรีกล่าวตาหนิบุรุษ เช่น ในมัณทิพยชาดก ว่า “ลูกรัก
อสรพิษท่ีออกจากโพรงกัดเจ้านั้นมีเดชมาก ไม่เป็นที่รักของแม่ในวันน้ีเลย อสรพิษน้ัน
กับบิดาของเจา้ ไมแ่ ปลกอะไรกันเลย”๖๑๙

ตามความคิดเห็นของอินเดียในครั้งนั้น สตรีจะถูกปฏิบัติต่อในลักษณะทีด่ อ้ ย
กว่า และมักเป็นท่ีดูหมิ่นของบุรุษอยู่เสมอ แต่ตามทรรศนะของพุทธศาสนาพอจะ
สะท้อนให้เห็นได้ว่า พุทธศาสนาตัดสินบุคคลท่ีการกระทา ค่าของบุคคลอยู่ที่การทา
หน้าท่ีของตนให้สมบูรณ์และคุณธรรม ไม่ได้อยู่ท่ีเพศ ดังจะเห็นได้ว่าในพระไตรปิฎกมี
กล่าวถงึ การท่หี ญงิ ผู้เปน็ ภริยาจะดูหมิน่ ชายผ้สู ามีไดด้ ว้ ยเหตุ ๘ ประการ คือ

๑. เพราะสามเี ป็นคนจน
๒. เพราะสามเี ปน็ คนเจบ็ กระเสาะกระแสะ
๓. เพราะสามเี ป็นคนแก่
๔. เพราะสามเี ป็นนักเลงสรุ า
๕. เพราะสามเี ป็นคนโง่
๖. เพราะสามเี ป็นคนมัวเมา
๗. เพราะสามีคล้อยตามในกิจทกุ อยา่ ง

๖๑๗ข.ุ สุ. (ไทย) ๒๕/๓๐๔/๓๑๙.
๖๑๘ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๗/๑๔๒๓-๑๔๒๔/๒๗๘-๒๗๙.
๖๑๙เรอ่ื งเดยี วกนั , ๒๗/๑๓๘๒/๒๗๒.

๘. เพราะสามไี มก่ อ่ ให้ทรัพยท์ ุกอย่างเกดิ ๖๒๐
เหตุเหล่านีส้ ะท้อนใหเ้ หน็ ว่าการจะเปน็ บุคคลทีน่ า่ นับถอื หรอื ไมน่ น้ั ไม่ได้อย่ทู ่ี
เพศ ฐานะ แต่ด้วยการมีคุณสมบัติ ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ มีความสามารถ แม้จะเป็น
ชาย แตถ่ ้าไมม่ คี ณุ สมบตั ิ ไมม่ คี วามสามารถกส็ มควรไดร้ ับการดหู มิ่มจากหญิงได้เชน่ กัน
ข. แนวความคดิ เก่ียวกบั สตรีในด้านทีเ่ ห็นวา่ สตรเี หนอื กวา่ บรุ ุษ
สาหรับสตรีในฐานะมารดานั้น พุทธศาสนาก็ให้ความสาคัญและยกย่องอยา่ ง
มาก ดังจะเห็นได้ว่าในระหว่างบิดา มารดาในฐานะผู้ให้กาเนิดบุตรนั้น พุทธศาสนา
ยอมรับ และยกย่องมารดาในเรื่องของความรัก ความผูกพัน ความเสียสละว่า มารดา
เป็นผู้กระทาได้ดีกว่าบิดา โดยในการกล่าวถึงหญิงและชายในฐานะบิดามารดาแล้ว
พทุ ธศาสนายกย่องว่า หญิงในฐานะมารดาว่ามีความยากลาบากมากกว่าชายผู้เป็นบิดา
ซึ่งอย่างน้อยความยากลาบากนั้นก็เป็น ๒ ประการ ในความทุกข์เฉพาะของสตรี ๕
ประการ๖๒๑ คือ การตั้งครรภ์และการคลอดบตุ ร
“สตรีผู้ยังบุตรให้เกิด ชื่อว่ามารดา บุรุษผู้ยังบุตรให้เกิดชื่อว่าบิดา บรรดา
มารดาบิดาเหล่าน้ัน มารดาเท่านั้น เปน็ ผูท้ ากิจที่ทาได้ยาก”๖๒๒
“บรรดามารดาบิดา มารดาเทา่ นนั้ มอี ปุ การะมากกว่า”๖๒๓
ในพระไตรปฎิ กปรากฏเรอื่ งของครอบครัวหนง่ึ ว่า
“ก็เมื่อทุพภิกขภัยเกิดแล้วในแคว้นอัลลกัปปะ ชายผู้หน่ึงช่ือว่า โกตุหลิก ไม่
อาจจะเปน็ อยู่ได้ จงึ พาภรรยาผูม้ บี ุตรออ่ นนามวา่ กาลจี ดั แจงเสบยี งออกไปแลว้ ดว้ ยมุ่ง
หมายว่าจะไปหากินทเ่ี มืองโกสัมพี... เมืองสามีภรรยาเดินไปอยู่ เม่ือเสบียงทางหมดสนิ้
แล้ว ถกู ความหวิ ครอบงาแล้ว ไม่สามารถจะนาเด็กไปได้ ครง้ั นนั้ สามจี ึงกล่าวกะภรรยา

๖๒๐ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๘/๓๐๓/๑๐๐.
๖๒๑ส.สฬา. (ไทย) ๑๘/๔๖๒/๒๗๔.
๖๒๒มงั คลตั ทีปนี, เรือ่ งเดยี วกนั , หน้า ๑๙๖.
๖๒๓เร่อื งเดยี วกัน, หน้า ๒๐๖.

วา่ หลอ่ นเรามชี วี ิตอยู่ก็จักได้ลูกอกี ทง้ิ เขาเสยี แล้วไปเถดิ ธรรมดาว่า ดวงใจของมารดา
อ่อนโยน เพราะฉะนัน้ นางจงึ พดู วา่ “ดฉิ ันไม่อาจทง้ิ ลกู ทยี่ งั มชี วี ิตอยูไ่ ด้ดอก”๖๒๔

เรื่องน้ีก็สะท้อนให้เห็นแนวความคิดในทางที่ว่าความรัก ความผูกพันระหว่าง
ผู้เป็นแม่กับลูกนั้น ดูจะแน่นแฟ้นลึกซ้ึงกว่าผู้เป็นพ่อ นอกจากน้ันบางเร่ืองใน
พระไตรปิฎกยังแสดงถึงความรักลูกห่วงลูกของแม่ไม่เฉพาะแต่ในชาติปัจจุบันเท่ าน้ัน
แต่ความรักของแม่ที่มีต่อลูกน้ันยังเก่ียวโยงกันในอดีต ปัจจุบัน และกระทั่งอนาคต ดัง
เรอ่ื ง

“มารดาลูกชายกฎุมพี เห็นเพ่ือนบ้านกู้เงินสามีไปพันกหาปณะ เมื่อสามีตาย
ไป เพื่อนบ้านยังไม่ใช้คืน ขณะท่ีนางป่วยอยู่ บอกให้ลูกชายไปทวงคืน นางตายลง ลูก
ชายเดินทางไปทวงหน้ี วิญญาณของมารดานิรมิตเป็นสุนัขจึงออกเดินสกัดหน้าลูกชาย
หลายคร้ัง เพอ่ื บอกเหตกุ ารณว์ ่าขา้ งหน้ามีโจรซุ่มอยู่”๖๒๕

บางเรื่องก็แสดงใหเ้ ห็นถงึ ความทีแ่ ม่รักลูก เช่น
“มารดาของโลสกติสสะ อดาเนินชีวิตอย่างลาบากยากเข็ญ เมื่อคลอดแล้ว
นางก็ยังหากินไม่พอ นางไม่ยอมทอดท้ิงลูกในไส้ นางเลี้ยงชีวิตอย่างฝืดเคือง ปล่อย
ทารกท่ีพอเดนิ ไดใ้ หเ้ ทย่ี วขอทาน ไดอ้ าหารมาไมพ่ อท่ีจะอ่มิ ทอ้ ง การอาบนา้ และตกแต่ง
ประดับร่างกายไม่เคยมีแก่ทารกน้ัน เขาเหมือนปีศาจคลุกฝุ่น แม้กระนั้นมารดายังไม่
ยอมไกลจากลกู ”๖๒๖
พุทธศาสนายอมรับว่า สตรีน้ันเหนือบุรุษอย่างแท้จริงในเรื่องความรักความ
ผกู พันอันแน่นแฟ้นตอ่ ผ้ทู ี่เปน็ สายเลือด และในการตอบแทนพระคุณของมารดาบิดาน้ัน
พุทธศาสนา ใช้คาว่า “มาตาปิตอุปถัมภ์” โดยใช้คาว่า มาตา ซึ่งหมายถึงมารดาน้ัน
นาหนา้ คาวา่ ปติ ุ ซง่ึ หมายถึงบิดา กจ็ ะเปน็ ข้อสงั เกตไดอ้ ย่างหน่ึงถึงการที่พทุ ธศาสนายก
ย่องให้ความสาคัญแก่สตรีผู้เป็นมารดามากกว่าบุรุษผู้เป็นบิดา ทั้งในการตอบแทนคณุ

๖๒๔ธ.อ. (ไทย) ๒/๑๑.
๖๒๕ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๘/๓๐๑/๑๐๙.
๖๒๖เร่ืองเดยี วกนั .

ผ้ใู หก้ าเนิดนน้ั พุทธศาสนากจ็ ัดว่าคุณของมารดานั้นยง่ิ ใหญก่ ว่า โดยอปุ มาให้มารดาอยู่
บนจะงอยบา่ ขวา ในขณะท่ีบิดาอยบู่ นจะงอยบ่าซา้ ย ดังทว่ี า่ “จะงอยบา่ ขา้ งขวาสาหรับ
มารดาเท่านั้น เป็นผู้อันบตุ รจะพึงตอบแทนโดยความเป็นประธาน”๖๒๗

บรรณานุกรม

คณะกรรมการกองตารามหามกุฏราชวิทยาลัย. พทุ ธศาสนสุภาษิต เล่ม ๓.
(กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกฏุ ราชวิทยาลัย), ๒๕๑๗.

๖๒๗มงั คลัตถทีปนี, เร่อื งเดียวกัน, หน้า ๒๐๖-๒๐๗.

คูณ โทขนั ธ์. พทุ ธศาสนากบั ชีวิตประจาวัน. (กรุงเทพมหานคร : โอเดยี นสโตร์),
๒๕๓๗.

เค.ศรี ธมั มานนั ทะ เขยี น. ม.กวีวงศ์ เรียบเรียง. สถานภาพสตรใี นพทุ ธศาสนา.
นิตยสารสมาธปิ ที ่ี ๗ ฉบบั ที่ ๗๔ พ.ศ. ๒๕๓๗.

จานงค์ ทองประเสรฐิ . แผนการกู้อิสรภาพของเจ้าชายสทิ ธัตถะ. (กรงุ เทพมหานคร :
โรงพิมพไ์ ทยสมั พันธ์), ๒๕๑๖.

_______. ธรรมประยุกต์. (กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์ร่งุ เรอื งธรรม), ๒๕๑๖.
เจือ สตะเวทนิ . วรรณคดีพทุ ธศาสนา. (กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พอ์ กั ษรสัมพนั ธ์),

๒๕๐๖.
ฉัตรสมุ าลย์ กบลิ สิงห์. การศกึ ษาเร่อื งผหู้ ญิง. (กรงุ เทพมหานคร :

มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์), ๒๕๒๕.
_______. สตรีในสมยั พุทธกาล. พิมพ์ครั้งที่ ๒. (กรงุ เทพมหานคร : เรอื นแก้วการ
พมิ พบ์ รษิ ทั ส่องศยาม จากดั ), ๒๕๔๕.
_______. มาดสตรีในพระพทุ ธศาสนา. (กรุงเทพมหานคร : บริษทั สารมวลชน จากดั ,

๒๕๒๔.
_______. บทความพิเศษ, “สถานภาพและบทบาทภกิ ษุณีในไตห้ วนั ”. เสยี งธรรม.

(กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พม์ หาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๗.
_______. ภิกษุณียังมอี ยหู่ รือ. (นครปฐม : โรงพิมพพ์ ระโพธิสัตว์), ๒๕๑๘.
ทวิช เปล่งวทิ ยา. คบธรรม. (กรุงเทพมหานคร : ม.ป.ท.), ๒๕๑๕.
นางรจนา. (นามแฝง), “กาเนดิ สตรี”. เพอื่ นใจ, ปที ่ี ๒๓ ฉบบั ท่ี ๑-๕.
(กรงุ เทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย), ๒๕๓๔.
บรรจบ บรรณรจุ .ิ ภิกษณุ ี : พุทธสาวิกาครั้งพทุ ธกาล. (กรุงเทพมหานคร :

มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย), ๒๕๓๙.

ปาริชาต นนทกานนั ท์. “แนวความคิดเกย่ี วกับสตรีในพุทธปรชั ญา”. วิทยานิพนธ์
ปรญิ ญาอกั ษรศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาปรชั ญา. (บัณฑติ วิทยาลัย :

จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั ), ๒๕๒๓.

ปิ่น มทุ กุ นั ต์. บณั ทึกธรรม. (กรงุ เทพมหานคร : พับลิเคช่ันเซนเตอร์), ๒๕๑๘.
ปรีชา ช้างขวัญยนื . สตรีในคมั ภีรต์ ะวนั ออก. (กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พแ์ หง่
จฬุ าลงกรณ์ มหาวิทยาลยั ), ๒๕๔๑.
_______. ความคดิ ทางการเมอื งในพระไตรปิฎก. (กรงุ เทพฯ : สานักพมิ พ์

จุฬาลงกรณ์ มหาวทิ ยาลยั ), ๒๕๓๘.
ปุ้ย แสงฉาย. โลกปัญญา. (กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์ลกู ส. ธรรมภักดี), ๒๕๑๐.
เปรม นิมจันทร์. “บาทบาทสตรีในอนิ เดียวรรณคดบี าลี”. วิทยานพิ นธ์ปรญิ ญาอักษร

ศาสตรม์ หาบัณฑติ . แผนกวชิ าภาษาตะวันออก. (บัณฑิตวิทยาลัย :
จฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั ), ๒๕๒๑.
ปัญญานันทะภกิ ข.ุ ทางสายกลาง. (กรงุ เทพมหานคร : สานกั พิมพเ์ กษมบรรณกจิ ),
๒๕๑๑.
พระเทพโมฬี. สพรหมสตุ ตคาถา แสดงคุณของแม่ เรีบยเรียงตามนยั เทศนาของ
สมเดจ็ พระพทุ ธโฆษาจารย์. (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพก์ รมแผนที่
ทหารบก), ๒๕๐๔.
พระมหาสังเวย ธมฺมเนตฺติโก. ภิกษุณกี บั การบรรลุอรหัตผล. (กรงุ เทพมหานคร :
โรงพิมพ์อกั ษรสมยั ), ๒๕๓๗.
พระราชวรมนุ ี (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตรฉ์ บับประมวลธรรม
(Dictionay of Buddhism). พมิ พ์คร้ังที่ ๔. (กรงุ เทพมหานคร :
มหาจุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั ), ๒๕๒๘.
_______. พจนานุกรมพทุ ธศาสตร์. (กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์มหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลยั ), ๒๕๑๘.

_______. พุทธธรรม ฉบบั ขยายความ. (กรงุ เทพมหานคร : มหาจฬุ าลงกรณราช
วทิ ยาลยั ), ๒๕๒๙.

พระศาสนโสภณ (แจ่ม). ธรรมสมบัติ หมวด ๑๒ : คาถาธรรมบทแปลมีเรอ่ื งปรารภ
นา. (ม.ป.ท.), ๒๕๒๑.

พระศรีปรยิ ัตโิ มลี (สมชัย กุสลจติ โต). สตรใี นพระพทุ ธศาสนา. (กรุงเทพมหานคร : โรง
พิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั ), ๒๕๔๒.

พระศรวี สิ ทุ ธวิ งศ์ (สาย ตลุ โย). ธรรมะบาบดั โรคใจ. (กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั ), ๒๕๑๐.

พรรณเพญ็ คุณวพานชิ กุล. ความรู้เบอ้ื งต้นเกยี่ วกับการเมืองการปกครอง.
พมิ พค์ รงั้ ท่ี ๔. (กรุงเทพมหานคร : พิศิฐก์ ารพิมพ์), ๒๕๔๑.

มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบบั มหาจุฬาลงกรณราช
วทิ ยาลยั . (กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั ), ๒๕๓๙.

_______. สมชัย กสุ ลจติ โต, พระมหา. “บทความพเิ ศษ การศึกษาพระไตรปฎิ กในมติ ิ
ของสตรีนยิ ม”. พุทธจกั ร ๒๕๓๗.

มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย. มงั คลตั ทีปนี เล่ม ๒ แปล. (กรงุ เทพมหานคร :
โรงพิมพ์มหามกุฏราชวทิ ยาลัย), ๒๕๑๒.

ราชบณั ฑิตยสถาน. พจนานกุ รม ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕.
(กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ทั อกั ษรเจรญิ ทศั น์ อจท. จากัด), ๒๕๒๕.

วนิดา ธนศุภานเุ วช. “มนษุ ยต์ ามทรรศนะของพทุ ธปรชั ญา”. วิทยานิพนธ์ปริญญา
มหาบัณฑติ . (บณั ฑิตวทิ ยาลยั : จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั ), ๒๕๒๓.

วิทย์ วศิ ทเวทย์. เสฐยี รพงษ์ วรรณปก. สังคมศกึ ษา รายวิชา ส ๐๑๑๓
พระพทุ ธศาสนา ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ ๓. (กรงุ เทพมหานคร : อักษรเจรญิ
ทัศน์), ๒๕๓๓.

ส. พลายนอ้ ย. ผ้หู ญิงกบั ผชู้ าย. (กรุงเทพมหานคร : เฟื่องฟ้าพรนิ้ ต้ิงจากดั ), ๒๕๔๔.
ส. ศวิ รักษ์. ปรัชญาการศึกษา. (กรุงเทพมหานคร :ไทยวฒั นาพานิช), ๒๕๒๒.

สง่า หล่อสาราญ. มหาสาวกิ าสมยั พทุ ธกาล. (กรุงเทพฯ : อักษรสยามการพมิ พ์),
๒๕๔๐.

เสฐยี รพงษ์ วรรณปก. พทุ ธศาสนา : ทรรศนะและวิจารณ์. (กรุงเทพมหานคร : พมิ พ์
มติชน), ๒๕๔๓.

สมัคร บุราวาส. พฒั นาการแห่งปรัชญาอนิ เดยี ปรชี าญาณของสิทธัตถะ เล่ม ๒.
(กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์รุ่งเรืองรตั น์), ๒๕๑๓.

สาโรช บัวศรี. “จรยิ ธรรม” สารานกุ รมศกึ ษาศาสตร์ เล่ม ๒. ๒๕๓๒.
สุชพี ปญุ ญานุภาพ. พระไตรปิฎกสาหรับประชาชน เลม่ ๒. (กรุงเทพมหานคร : โรง

พิมพ์อกั ษรเจรญิ ทศั น์), ๒๕๐๒.
สมเดจ็ พระญาณสังวร (สุวฑฒฺ โน). ๔๕ พรรษาของพระพทุ ธเจ้า. (กรุงเทพมหานคร :

โรงพมิ พม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย), ๒๕๒๙.
สมภาร พรมทา. สตรใี นทศั นะของพทุ ธศาสนา. บทความใน ร่มโพธิ์แก้ว. (นนทบุรี :

พิมพท์ ีก่ ารพิมพ์ ๒๕๓๘.
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาติ. พระราชบัญญัติการศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ.

๒๕๔๒. (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพค์ รุ สุ ภาลาดพรา้ ว), ๒๕๔๒.

อาพร หวังใจธรรม. “การศกึ ษาเปรยี บเทียบสถานภาพสตรีในพทุ ธศาสนาและอสิ ลาม
เฉพาะกรณชี าวไทยพทุ ธและสตรีชาวไทยมุสลิม”. วิทยานิพนธ.์ (บณั ฑิต
วทิ ยาลัย : มหาวิทยาลัยมหดิ ล), ๒๕๕๓.

Altekar. A.S.. The Pesition of Women in Hindu Civilization : From
Prehistoric Times to the Present Day. (Delhi : Motilal
Banarsidass), ๑๙๖๒.

Horner.I.B.. Women Under Primitive Buddhism. (London : George
Routledge & Sons Ltd.), ๑๙๓๐.

Indra. The Status of Women in Ancient India ๒d ed. (Banaras : Motilal
Banarasidass Oriental Publishers), ๑๙๕๕.



ชือ่ : พระมหาณฐั พันธ์ สุทสฺสนวิภาณี , ดร.
ภมู ิลาเนาเดิม อาจารย์ประจาหลักสูตรพทุ ธศาสตรบัณฑติ
อุปสมบท สาขาวิชาพระพทุ ธศาสนา
ประวัตกิ ารศึกษา มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตขอนแก่น

ประวตั กิ ารทางาน : บา้ นเลขที่ ๑๐๔/๒ หมทู่ ่ี ๑๓ บา้ นจอก ตาบลคอนสวรรค์
อาเภอคอนสวรรค์ จงั หวัดชัยภูมิ ๓๖๑๔๐

: เมือ่ วันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๒ ณ พทั ธสมี าวัดนเิ วศวิทยาราม
พระอปุ ัชฌาย์ : พระครูปริยตั สิ ารวมิ ล

: พ.ศ. ๒๕๔๔ จบชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๖
พ.ศ. ๒๕๕๕ จบนกั ธรรมช้นั เอก
พ.ศ. ๒๕๕๗ สอบไลไ่ ด้เปรยี ญธรรม ๓ ประโยค
พ.ศ. ๒๕๕๘ พุทธศาสตรบัณฑติ สาขาพระพทุ ธศาสนา
(เกยี รตินิยมอนั ดับ ๑)
พ.ศ. ๒๕๕๙ พทุ ธศาสตรมหาบัณฑติ สาขาปรชั ญา
พ.ศ. ๒๕๖๒ พุทธศาสตรดษุ ฎบี ัณฑติ สาขาปรชั ญา
พ.ศ. ๒๕๖๒ สอบไลไ่ ด้เปรยี ญธรรม ๔ ประโยค

: พ.ศ. ๒๕๕๔- ๒๕๕๘ เลขานุการเจา้ คณะตาบลหนองแสง
พ.ศ. ๒๕๕๘ เจ้าอาวาสวดั หนองบวั จงั หวัดอุดรธานี
พ.ศ. ๒๕๕๙ เปน็ เจ้าสานักศาสนศึกษาวัดหนองบัว
พ.ศ. ๒๕๖๐ เจ้าคณะตาบลนาดี เขต ๒
พ.ศ. ๒๕๖๐ เปน็ ผอู้ านวยการศูนย์ศึกษาพระพทุ ธศาสนาวัน
อาทติ ย์วดั สะอาดเรืองศรี
พ.ศ. ๒๕๖๐ เปน็ ผบู้ รหิ ารชุมชนคุณธรรมวัดสะอาดเรอื งศรี
กระทรวงวฒั นธรรม
พ.ศ. ๒๕๖๐ เป็นผูบ้ รหิ ารแหลง่ เรยี นรู้ทางวัฒนธรรมของชมุ ชน

วดั สะอาดเรอื งศรี กรมสง่ เสรมิ วัฒนธรรม
กระทรวงวฒั นธรรม
พ.ศ. ๒๕๖๑ เป็นเลขานกุ ารเจา้ คณะอาเภอหนองแสง
พ.ศ. ๒๕๖๒ อาจารย์ สาขาพระพุทธศาสนา
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ผลงานทางวชิ าการ

เอกสารประกอบการสอน : พระพุทธศาสนากบั สันตภิ าพ

หนังสอื : ชาดกศกึ ษา

พระพทุ ธศาสนากับสตรี

บทความทางวิชาการ : ๑. บทความวิชาการเรื่อง “ความงามของสตรีใน

พุทธปรัชญาเถรวาท” ในวารสารบัณฑิตศึกษามหาจุฬาขอนแก่น ปีที่ ๕ ฉบับท่ี ๒ ประจาเดือน

กรกฎาคม - ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ TCI กลุ่ม ๑ หน้า ๕๕ - ๖๔

๒. บทความวิชาการเร่ือง “แนวทางแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคมสงฆด์ ้วยระบบอุปถมั ภ์”

ในวารสาร JOURNAL มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด ปีท่ี ๙ ฉบับที่ ๑

มกราคม - มถิ นุ ายน ๒๕๖๓ TCI กลุม่ ๒

๓. บทความวชิ าการเรอ่ื ง “สารัตถะในการสะเดาะหเ์ คราะห์แกก้ รรมตามทศั นะพทุ ธปรชั ญา

เถรวาท” นาเสนอในงานการประชุมวิชาการและเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ ครั้งที่ ๒ ณ

มหาวิทยาลัยมหามกฎุ ราชวิทยาลยั วิทยาเขตร้อยเอด็ วันท่ี ๒๔ สงิ หาคม พ.ศ. ๒๕๖๒

๔. บทความวิชาการเร่ือง “ผ้าไหม ไทย-จีน ยุคก่อนประวัติศาสตร์ : คุณค่าความงามและ

สายสัมพันธ์” นาเสนอในงานการประชุมวิชาการและการเสนอผลงานวจิ ัยระดับชาติ ครั้งท่ี ๑ ณ

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด วันท่ี ๒๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ.

๒๕๖๒


Click to View FlipBook Version