ก�ำหนดการเผยแพร่ DhวamารmสaาtรhวaชิsาAกcาaรdธeรmรiมc ทJoรuรrศnaนl์
ฉบบั ท่ี 1 มกราคม-มีนาคม
ฉบบั ที่ 2 เมษายน-มถิ นุ ายน ปีที่ 19 ฉบบั ที่ 2 ประจ�ำเดือน เมษายน - มถิ นุ ายน 2562
ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน Vol. 19 No. 2 (April -June 2019)
ฉบบั ท่ี 4 ตุลาคม-ธันวาคม
Publishing Schedule การพิจารณาคดั เลอื กบทความ
Number 1 (January-March) บทความแต่ละบทความที่ตีพิมพ์จะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการ
กล่ันกรองบทความวารสาร (Peer Review) 2 ท่านท่ีมีความเชี่ยวชาญ
Number 2 (April - June) ในสาขาวิชาท่ีเกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการ
Number 3 (July - September) ก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความ
Number 4 (October - December) ไมท่ ราบชอื่ หรอื ขอ้ มลู ของผเู้ ขยี นบทความและผเู้ ขยี นบทความไมท่ ราบชอ่ื
ผู้พจิ ารณาบทความ (Doubleblind Peer Review)
วัตถุประสงค์
1. เพ่ือส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยทาง Article Consideration
ครศุ าสตร์ ศกึ ษาศาสตร์ จติ วิทยา รัฐศาสตร์ รฐั ประศาสนศาสตร์ Each article will be published by a panel of two journalists with
และสหวิทยาการดา้ นมนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์
2. เพอื่ ใหบ้ รกิ ารวชิ าการเกย่ี วกบั การเสนอทางออกในการแกป้ ญั หา expertise in relevant fields. And get the editorial approval before
สงั คม publishing. The review is in the form of: The article’s Dabble Blind.
To comply with copyright law The author must sign the copy
Objective of the article submission form to the journal. In addition, the author
1. To promote and disseminate academic works and research must confirm that the original article submitted to it. Only one
publication in the Dhammathas academic journal. If the images
results in educational science, psychology, political science, or tables of other rs appearing in other publications are used. The
Public Administration and interdisci plinary studiesin the author must ask permission of the copyright owner. Include a book
humanities and social sciences. that has been approved by the editor before the article is published.
2. To provide academic services in solving social problems.
ที่ปรึกษา
พระราชปรยิ ัติกว,ี ศาสตราจารย์ ดร. มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
พระโสภณพัฒนบณั ฑติ , รองศาสตราจารย์ ดร. มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
ศาสตราจารย์ ดร.ประยงค์ แสนบรุ าณ มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น
ศาสตราจารย์ ดร.วัชระ งามจติ เจรญิ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.พชิ ญ์ พงษส์ วสั ดิ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั
Advisors
Prof. Dr. Phrarajapariyatikawee Mahachulalongkornrajavidyalaya University
Assoc. Prof. Dr. Phra Sophonphathanapundit Mahachulalongkornrajavidyalaya University
Prof. Dr. Prayong Seanburan KhonKaen University
Prof. Dr. Watchara Ngamchitcharoen Thammasat University
Asst. Prof. Dr. Pitch Pongsawat Chulalongkorn University
บรรณาธิการ / Editor
ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.สรุ พล พรมกลุ / Asst. Prof. Dr. Suraphon Promgun
ผู้ชว่ ยบรรณาธิการ / Editorial assistant
สารกิ า ไสวงาม / Sariga Sa-waingam
กองบรรณาธิการ มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย
พระครูสุธคี ัมภรี ญาณ ว.ิ , ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. มหาวทิ ยาลัยมหามกุฏราชวทิ ยาลัย
รองศาสตราจารย์ ดร.ภาสกร ดอกจันทร์ มหาวิทยาลัยขอนแกน่
รองศาสตราจารย์ ดร.กนกอร สมปราชญ์ มหาวทิ ยาลัยราชภฎั มหาสารคาม
รองศาสตราจารย์ ดร.สญั ญา เคณาภูมิ มหาวทิ ยาลัยกาฬสินธ์ุ
รองศาสตราจารย์ ดร.กตญั ญู แกว้ หานาม มหาวทิ ยาลัยราชภฏั พระนคร
รองศาสตราจารย์ ดร.อำ� พล บดุ ดาสาร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จกั รพรรณ วงศพ์ รพวัณ มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ชาญชัย ฮวดศร ี มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.วทิ ยา ทองด ี มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ประยรู แสงใส มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร.ธรี ะพงษ์ มีไธสง มหาวิทยาลัยหวั เฉยี วเฉลิมพระเกยี รติ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธรี โชติ เกดิ แก้ว มหาวิทยาลยั ราชภัฏเลย
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.สาคร พรหมโคตร มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เชียงใหม่
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.สญั ญา สะสอง
Editorial Board
Asst. Prof. Dr. Phrakhru Sudhikhambhirayan Mahachulalongkornrajavidyalaya University
Assoc. Prof. Dr. Pasakorn Dokchan Mahamakut Buddhist University
Assoc. Prof. Dr. Kanokorn Somprach KhonKaen University
Assoc. Prof. Dr. Sanya Kenaphoom Rajabhat Mahasarakham University
Assoc. Prof. Dr. Kathanyoo Kaewhanam Kalasin University
Assoc. Prof. Dr. Aompol Buddasarn Phranakhon Rajabhat University
Asst. Prof. Dr. Chakkapan Wongpornpavan Mahachulalongkornrajavidyalaya University
Asst. Prof. Dr. Chanchai Hudsri Mahachulalongkornrajavidyalaya University
Asst. Prof. Dr. Vitthaya Thongdee Mahachulalongkornrajavidyalaya University
Asst. Prof. Dr. Prayoon Saengsai Mahachulalongkornrajavidyalaya University
Asst. Prof. Dr. Theerapong Meethaisong Mahasarakham University
Asst. Prof. Dr. Teerachoot Kerdkaew Huachiew Chalermprakiet University
Asst. Prof. Dr. Sakorn Promkhot Loei Rajabhat University
Asst. Prof. Dr. Sanya Sasong Chiang Mai Rajabhat University
ผ้จู ดั การวารสาร / Journal Manager
มาริสา ไสวงาม / Marisa Sa-waingam
ออกแบบปก : สาริกา ไสวงาม
จ�ำนวนพิมพ์ : 500 เลม่
เจ้าของ : สำ� นักวิชาการ มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วิทยาเขตขอนแกน่
อาคาร 100 ปี สมเดจ็ พระพฒุ าจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร)
เลขท่ี 30 หมู่ 1 บา้ นโคกสี ตำ� บลโคกสี อ�ำเภอเมือง จงั หวัดขอนแก่น 40000
โทรศพั ท์ 0-4328-3546-7 (ต่อ 114) โทรสาร 0-4328-3399
http://www.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas E-mail: [email protected]
พิมพท์ ่ี : หา้ งหุน้ ส่วนจ�ำกดั ขอนแก่นการพิมพ์ 64-66 ถนนร่ืนรมย์ ตำ� บลในเมือง อำ� เภอเมอื ง จงั หวัดขอนแก่น 40000
โทรศพั ท์ 0-4322-1938 E-mail: [email protected]
คณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ (Peer Review)
ปที ่ี 19 ฉบบั ที่ 2 ประจำ� เดอื น เมษายน - มถิ นุ ายน 2562
ผทู้ รงคุณวุฒจิ ากภายใน
1. ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.บุรินทร์ ภู่สกุล มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
2. ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาญชัย ฮวดศรี มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย
3. ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ประยูร แสงใส มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั
4. ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ อนุสรณ์ นางทะราช มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย
5. อาจารย์ ดร.นเิ ทศ สน่ันนารี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ผูท้ รงคณุ วุฒิจากภายนอก
1. พระเมธาวนิ ยั รส, รองศาสตราจารย์ ดร. มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวทิ ยาลัย
2. รองศาสตราจารย์ ดร.สวุ ิญ รกั สตั ย ์ มหาวทิ ยาลยั มหามกุฏราชวทิ ยาลัย
3. รองศาสตราจารย์ ดร.สุพจน์ แสงเงิน มหาวิทยาลยั ราชภัฏพระนคร
4. รองศาสตราจารย์ ดร.วโิ รจน์ อินทนนท ์ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่
5. รองศาสตราจารย์ ดร.พรอัมรินทร์ พรหมเกดิ มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น
6. รองศาสตราจารย์ ดร.กนกอร สมปราชญ ์ มหาวิทยาลัยขอนแกน่
7. รองศาสตราจารย์ ดร.ภักดี โพธส์ิ งิ ห ์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏมหาสารคาม
8. รองศาสตราจารย์ ดร.ปิยะลกั ษณ์ โพธิวรรณ ์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั มหาสารคาม
9. รองศาสตราจารย์ ดร.สัญญา เคณาภมู ิ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั มหาสารคาม
10. รองศาสตราจารย์ ดร.ทนงศกั ดิ์ คมุ้ ไข่นำ�้ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สกลนคร
11. รองศาสตราจารย์ ดร.พชรวิทย์ จนั ทร์ศิริสริ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม
12. รองศาสตราจารย์ ดร.ศวิ ัช ศรีโภคางกลุ วทิ ยาลยั การปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแแก่น
13. รองศาสตราจารย์ สมนึก ปญั ญาสิงห ์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่
14. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วฒุ นิ ันท์ กันทะเตยี น มหาวิทยาลัยมหิดล
15. ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.สมปอง สวุ รรณภมู า มหาวิทยาลยั ราชภัฏชัยภูมิ
16. ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.เฉลิมขวัญ สิงห์วี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
17. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กงั สดาล เชาว์วัฒนกลุ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์
18. ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.รตั นะ ปญั ญาภา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
19. ผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.พฑุ ฒจักร สิทธ ิ มหาวิทยาลยั ราชภัฏสกลนคร
20. ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.ฉลอง พันธ์จันทร ์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม
21. ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.อภญิ ญวฒั น์ โพธ์สิ าน มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม
22. ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.ธีระพงษ์ มีโธสง มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม
23. ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.หอมหวล บัวระภา มหาวิทยาลัยขอนแกน่
24. ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.รดั เกลา้ เปรมประสทิ ธ์ิ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์
25. ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.หอมหวล บัวระภา มหาวิทยาลัยขอนแกน่
26. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กรรณกิ า ค�ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น
27. ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.วิเชยี ร แสนมี มหาวิทยาลัยขอนแกน่
28. ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.มาลนิ ี คุ้มสุภา มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่
คณะกรรมการกลน่ั กรองบทความวารสาร วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ (Peer Review)
ปีที่ 19 ฉบบั ที่ 2 ประจ�ำเดือน เมษายน - มิถนุ ายน 2562
ผ้ทู รงคณุ วุฒิจากภายนอก
29. ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.กนกอร บญุ มี มหาวทิ ยาลยั ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ
30. ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.สนุ ทร ปญั ญะพงษ์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏชัยภูมิ
31. ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.เกรยี งศักด์ิ โชควรกลุ มหาวิทยาลัยราชภัฏชยั ภมู ิ
32. ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.สมหวงั แกว้ สฟุ อง มหาวิทยาลยั เชียงใหม่
33. ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร.แสวง แสนบตุ ร มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่
34. ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ธรี ัตม์ แสงแก้ว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
35. ผชู้ ว่ ยศาสตราจารยพ์ เิ ศษ ดร.ทักษณิ าร์ ไกรราช มหาวทิ ยาลยั เวสเทิรน์
36. ผู้ช่วยศาสตราจารย์พเิ ศษ ดร.ธวลั รตั น์ แดงหาญ นักวชิ าการอิสระ
37. อาจารย์ ดร.ธรี ภัทร โคตรบรรเทา มหาวิทยาลัยภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ
38. อาจารย์ ดร.มนญู สอนโพนงาม มหาวิทยาลัยราชภัฏบรุ รี มั ย์
39. อาจารย์ ดร.ประชัน ชะชกิ ลุ มหาวทิ ยาลยั มหามกุฏราชวทิ ยาลัย
บรรณาธกิ ารแถลง
วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ฉบบั นี้ เปน็ ปีท่ี 19 ฉบบั ท่ี 2 บทความในวารสารฉบับนป้ี ระกอบด้วย บทความ
วจิ ยั บทความวชิ าการ และบทวจิ ารณห์ นงั สอื กลา่ วคอื บทความวจิ ยั 19 บทความ ไดแ้ ก่ 1) การขบั เคลอื่ นระบบสขุ ภาพ
โดยใช้ธรรมนูญสุขภาพชุมชนวิถีพุทธต�ำบลหนองตาไก้ อ�ำเภอโพธ์ิชัย จังหวัดร้อยเอ็ด 2) ผลสัมฤทธ์ิของการด�ำเนิน
โครงการหมบู่ า้ นรกั ษาศลี 5 ในตำ� บลหว้ ยทราย อำ� เภอสนั กำ� แพง จงั หวดั เชยี งใหม่ 3) การพฒั นารปู แบบการสอนคณุ ธรรม
และจรยิ ธรรมในระดบั อดุ มศกึ ษาไทย 4) การพฒั นาหลกั สตู รพฒั นาครใู นการจดั กจิ กรรมการเรยี นรภู้ าษาองั กฤษเพอื่ การ
ส่ือสารโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 5) แนวทางการวางแผนเชิงกลยุทธ์ในแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่น 6) แนวทาง
พฒั นาการฝกึ ประสบการณว์ ชิ าชพี ครขู องนกั ศกึ ษาสาขาวชิ าการสอนภาษาองั กฤษ คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหา
มกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา 7) การพัฒนาทักษะการวางแผนของผู้บริหารสถานศึกษาโดยใช้กีฬากอล์ฟเป็น
กจิ กรรมการฝกึ อบรม 8) ปัญหาการปฏบิ ตั ิงานของก�ำนันผู้ใหญบ่ า้ นในจงั หวัดขอนแกน่ 9) การมีส่วนรว่ มในการส่งเสริม
สขุ ภาพพระสงฆใ์ นเขตการปกครองคณะสงฆภ์ าค 9 10) การพฒั นาความฉลาดทางอารมณต์ ามหลกั ไตรสกิ ขาของนกั เรยี น
โรงเรยี นประถมศกึ ษาสังกดั สำ� นักงานเขตพื้นท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษาศรสี ะเกษ เขต 1 11) นวัตกรรมการเรยี นรเู้ รื่อง
พาณชิ ยอ์ เิ ลก็ ทรอนกิ สส์ ำ� หรบั ผปู้ ระกอบการสภาอตุ สาหกรรมจงั หวดั ขอนแกน่ 12) การพฒั นารปู แบบการเรยี นการสอน
ตามแนวพุทธวิธี เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะบัณฑิตท่ีพึงประสงค์ด้านคุณธรรมจริยธรรม 13) การส่งเสริมคุณธรรม
จริยธรรม และธรรมาภิบาลในการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอน
กลาง 14) ความคดิ เหน็ ของคนในท้องถ่นิ เกี่ยวกบั การจดั การสขุ ภาพชุมชน 15) ประสทิ ธผิ ลของเทศบาลตำ� บลหลงั ยก
ฐานะจากองค์การบริหารสว่ นตำ� บล ในเขตอ�ำเภอธวัชบุรี จงั หวัดร้อยเอด็ 16) รปู แบบและกระบวนการดแู ลผ้ปู ว่ ยระยะ
สุดท้ายตามแนวพระพทุ ธศาสนาของประชาชนในจังหวดั แพร่ 17) ผลของความแตกตา่ งระหวา่ งเพศและบุคลิกภาพทีม่ ี
ต่อรูปภาพและเสียงดิจิทัลที่เร้าอารมณ์ด้านความประทับใจในผู้ใหญ่ตอนต้น 18) การพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเท่ียว
ในชุมชนบ้านห้วยเตยอำ� เภอซ�ำสูงจงั หวัดขอนแก่น 19) กระบวนการพฒั นาเศรษฐกิจชุมชนของชุมชนในจงั หวดั พะเยา
บทความวิชาการมี 4 บทความคือ 1) การประยกุ ตใ์ ช้รูปแบบระบบสารสนเทศเพอ่ื การจัดการภาครฐั 2) การ
ศึกษาวิเคราะห์โลกปาลธรรม 3) การประยุกต์หลักอินทรียสังวรในการดำ� เนินชีวิต และ 4) การรักษาผู้ป่วยในคัมภีร์
พระวินัยปฎิ ก
และมีบทวจิ ารณห์ นังสอื 7 บทความคือ 1) 45 พรรษาของพระพทุ ธเจ้า 2) ความเข้าใจเร่ืองชวี ติ 3) แก่นพุทธ
ศาสน์ 4) นิพพานในชีวิตประจ�ำวัน 5) พระเจา้ ในภาษาธรรมของพทุ ธบริษทั 6) คนไทยกับปา่ และ 7) คมู่ อื ชีวิต
กองบรรณาธิการหวังเป็นอย่างย่ิงว่า ผู้อ่านจะได้ความรู้จากบทความวิชาการ บทความวิจัยตามท่ีปรากฏ
และน�ำไปประยกุ ต์ใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชน์ทางดา้ นการศึกษา ตลอดถึงการดำ� เนินชีวิตต่อไป
(ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.สรุ พล พรมกุล)
ทัศนะและข้อคิดเห็นของบทความในวารสารฉบับน้ี
เปน็ ของผูเ้ ขียนแตล่ ะทา่ น ไม่ถือเปน็ ทัศนะและความรับผดิ ชอบของกองบรรณาธิการ
สารบญั
บรรณาธกิ ารแถลง 1
บทความวจิ ยั : Research Article
13
การขบั เคล่ือนระบบสุขภาพ โดยใชธ้ รรมนญู สุขภาพชมุ ชนวิถพี ทุ ธ ต�ำบลหนองตาไก้ 25
อำ� เภอโพธิช์ ัย จังหวัดร้อยเอด็ 35
Driven Health System the Buddhist Community Health Advocate Nong Ta kai Sub-
district Pho Chai District Roi Et Province
พระโสภณพัฒนบณั ฑิต, ธวัลรัตน์ แดงหาญ และพระประเสรฐิ ศักดิ์ รตฺนญโณ
Phra Sophonpahatthanabundit, Thawalrat Daengharn
and Phra Prasertsak Ratanayano
ผลสมั ฤทธิข์ องการดำ� เนนิ โครงการหมูบ่ า้ นรักษาศีล 5 ในต�ำบลหว้ ยทราย อ�ำเภอสนั ก�ำแพง
จังหวัดเชยี งใหม่
The Achievement of Conducting the Project of Villages Observing the Five
Precepts in Huaysai Sub-district, Sankamphaeng District, Chiang Mai Province
โผน นามณี, พระครสู มุหธ์ นโชติ จริ ธมฺโม (เข่อื นเพชร) และทรงศักดิ์ พรมดี
Phon Namanee, Phrakrusamu Thanachot Ciradhammo (Khuenphet)
and Tongsakdi Promdee
การพฒั นารูปแบบการสอนคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมในระดับอุดมศึกษาไทย
Model Development of Moral and Ethics Teaching in Thai Higher Education
สุทธิชัย ยังสุข
Suttichai Yungsook
การพฒั นาหลักสตู รพฒั นาครูในการจดั กิจกรรมการเรยี นรภู้ าษาองั กฤษเพื่อการสือ่ สาร
โดยใชช้ ุมชนการเรยี นรูท้ างวชิ าชพี
The Course Development for Teacher in Learning English Activity for
Communication Through Professional Learning
ศรายทุ ธ สภุ ะโส และมนตรี วงษ์สะพาน
Sarayoot Supaso and Montree Wongsaphan
แนวทางการวางแผนเชิงกลยทุ ธ์ในแหลง่ ท่องเท่ยี วทอ้ งถ่ิน 49
Strategic Planning Approaches in Tourism Destinations
61
โกศล จนั ทรส์ มคอย 71
81
KosonJansomkhoi 91
แนวทางพัฒนาการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของนักศึกษาสาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ
คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหามกฏุ ราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตลา้ นนา
Developmental Approach to Professional Teacher Experience of Students
in English Teaching, Faculty of Education, Mahamakut Buddhist University,
Lanna Campus
อุเทน ลาพิงค์, ทิตตยิ า มัน่ ด,ี พิมภสั สร เด็ดขาด, เขมินทรา ตันธกิ ุล และสรวศิ พรมลี
Uten Larping, Thittiya Munde, Pimpatsorn Dedkhad, Kheminthra Tanthitkun
and Sorawit Phromlee
การพฒั นาทกั ษะการวางแผนของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาโดยใชก้ ฬี ากอลฟ์ เปน็ กจิ กรรมการฝกึ อบรม
The Planning Skill Development of School Principals Through Golf Activities
ไพบลู ย์ สุรารักษ์
Phaiboon Surarak
ปัญหาการปฏิบตั งิ านของก�ำนนั ผ้ใู หญ่บ้านในจงั หวดั ขอนแก่น
Problems in the Performance of Village Headmen in KhonKaen Province
พระนทิ ศั น์ วงศว์ งั เพมิ่ , ไพรชั พน้ื ชมภ,ู พระครสู ตุ วรธรรมกจิ , ปรชั ญา มโี นนทองมหาศาล
และชยพทั ธ์ ยางศรี
Phra Nitat Wongwangphoem, Phairat Phuenchomphoo,
Phrakhru Sutaworathammakit, Prucha Meenontongmahasan
and Chayapad Yangsri
การมีสว่ นรว่ มในการส่งเสริมสุขภาพพระสงฆใ์ นเขตการปกครองคณะสงฆภ์ าค 9
Participation in Health Promotion of Monks in Sangha Administrative Area,
Region 9
พระบุญเพง็ สิทธวิ งษา, ภวู นิดา คนุ ผลิน และกนกอร บญุ มี
Phra Boonpeng Sittivongsa, Poowanida Kunpalin and Kanokon Boonmee
การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ตามหลักไตรสิกขาของนักเรียน โรงเรียนประถมศึกษา 101
สงั กดั ส�ำนักงานเขตพ้นื ที่การศึกษาประถมศึกษาศรสี ะเกษ เขต 1 113
Development of Primary Student Emotional Quotient Based on Trisikkha 125
under the Srisaket Primary Educational Service Area Office 1 143
กญั ยพุ า สรรพศร,ี โสวทิ ย์ บำ� รงุ ภกั ด,ิ์ พระมหาดาวสยาม วชริ ปญโฺ ญ และหอมหวล บวั ระภา
Kanyupha Sappasri, SowitBamrungphak, Phramaha Doasayam Vajirapanno
and Homhuan Buarabha
นวัตกรรมการเรียนรู้เร่ืองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ส�ำหรับผู้ประกอบการสภาอุตสาหกรรม
จงั หวดั ขอนแก่น
Learning Innovation in Topic of E-Commerce for the Entrepreneurs of the
Federation of Thai Industries, Khon Kaen Chapter
พนั ธวุธ จันทรมงคล, วนั วสิ าข์ วรรณพพิ ัฒน์ และพลวชั ร์ จันทรมงคล
Phantawut Chantaramongkol, Wanwisa Wannapipat
and Pollawat Chantaramongkol
การพัฒนารปู แบบการเรยี นการสอนตามแนวพุทธวิธี เพือ่ เสรมิ สรา้ งคณุ ลักษณะบัณฑติ ท่ี
พึงประสงค์ด้านคณุ ธรรมจริยธรรม
The Development of Instructional Model according to Buddhist Principle to
Improve Desirable Characteristics of Graduate on Moral and Ethic
พระมหาประเสรฐิ สเุ มโธ (เพชรศร)ี , นริ ตุ ถึงนาค และชมพูนทุ เมฆเมอื งทอง
Phramaha Prasert Sumetho (Phetsri), Nirut Thungnark
and Chomphunut Makemuengthong
การส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลในการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กร
ปกครองสว่ นทอ้ งถิน่ ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือตอนกลาง
Promotion of Personnel’s Morality, Ethics and Good Governance for Their Work
Performance at Local Administrative Organization in the Northeastern Region
พระครกู ิตติวราทร (ทองปน้ั ), มัทนา พนั ทวี, ร่งุ นภา เวียงสงค,์ จริ าภรณ์ ผันสว่าง
และระพพี ฒั น์ หาญโสภา
Phrakru Kittiwaratorn (Thongpan), Mattana Phanthawee,
Rungnapa Weangsong, Jiraporn Phansawang and Rapeepat Hansopa
ความคิดเห็นของคนในท้องถน่ิ เกี่ยวกับการจัดการสขุ ภาพชุมชน 155
Local Views about Community Health Management 165
175
วนิ ยั ทองทัพ
Winai Thongtup 189
203
ประสิทธิผลของเทศบาลต�ำบลหลังยกฐานะจากองค์การบริหารส่วนต�ำบล ในเขตอ�ำเภอ 215
ธวัชบรุ ี จังหวัดร้อยเอ็ด
The Effectiveness of the Municipality after Granting Status from Sub-district
Administrative Organizations in Thawatchaburi District, Roi Et Province
สุรพงษ์ แสงเรณู และรจุ ิกร ฝากาบล
Surapong Sangranoo and Rujikorn Fakabon
รปู แบบและกระบวนการดแู ลผปู้ ว่ ยระยะสดุ ทา้ ยตามแนวพระพทุ ธศาสนาของประชาชนในจงั หวดั แพร่
The Model and Process of Caring for the End-of-Life Patients according to
the Buddhist Principles of People in Phrae Province
พระศักดธิ ชั สวํ โร (แสงธง)
Phra Sakdithat Saṃvaro (Sangtong)
ผลของความแตกตา่ งระหวา่ งเพศและบคุ ลกิ ภาพทม่ี ตี อ่ รปู ภาพและเสยี งดจิ ทิ ลั ทเ่ี รา้ อารมณ์
ดา้ นความประทบั ใจในผู้ใหญ่ตอนต้น
Effect of Gender and Personality Differences on Erotic Images and Digital
Sounds in Young Adults Impressions
ศภุ มาศ เพชรสมบตั ,ิ เสรี ชัดแชม้ , ภทั รวดี มากมี และศราวิน เทพสถิตย์ภรณ์
Supamas Pechsombat, Seree Chadcham, Pattrawadee Makmee
and Sarawin Thepsatitporn
การพัฒนาศกั ยภาพแหล่งทอ่ งเทีย่ วในชุมชนบา้ นห้วยเตย อ�ำเภอซ�ำสูง จังหวดั ขอนแก่น
The Development of Tourism Potential in Huai Toei Village, Sam Sung
District, KhonKaen
ปณิษฐา ตาค�ำ
Panisata Tarkam
กระบวนการพฒั นาเศรษฐกจิ ชมุ ชนของชุมชนในจงั หวดั พะเยา
Processes of Community Economic Development in Phayao, Thailand
ณวิญ เสริฐผล
Nawin Serthpol
บทความวชิ าการ : Academic Article 225
235
การประยกุ ต์ใช้รปู แบบระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการภาครฐั 245
Information System Form Application for Public Sector Management 257
267
พระราชสทิ ธเิ วที (วริ ตั ิ วโิ รจโน/วะสะศริ )ิ , พระมหาโชตนพิ ฐิ พนธ์ สทุ ธฺ จติ โฺ ต (ผลเจรญิ ),
สรุ ศกั ด์ิ ชะมารัมย์ และยุทธพล ทวะชาลี
Phra Ratsittivatee (Wirat Wirochano/Vasasiri), Surasak Chamaram,
Phramaha Chotniphitphon Sutthachitto (Phocharoen)
and Yuttapol Tavachalee
การศกึ ษาวเิ คราะหโ์ ลกปาลธรรม
An Analytical Study of Lokapaladhamma
พระมหาธนพจน์ ธมเฺ มสโก, พระครูภาวนาโพธิคณุ และจักรพรรณ วงศพ์ รพวณั
Phramaha Thanaphot Thammesako, Prakhru Bhavanabodhikun
and Chukkapan Wongpornpawan
การประยกุ ตห์ ลักอนิ ทรยี สงั วรในการดำ� เนินชีวิต
Applying the Principles of Restraint of the Senses with Living with the Lifestyle
พระมหาธนกร กตปญุ โญ (ดรกมลกานต)์ , พระมหามติ ร ฐติ ปญโฺ ญ และทกั ษณิ าร์ ไกรราช
Phramaha Tanakorn Katapouyo (Donkamonkan), Phramaha Mit Thitapañño
and Thaksina Krairach
การรักษาผู้ปว่ ยในคมั ภีรพ์ ระวนิ ัยปฎิ ก
Treatment of Patients According in Vinaya Pitaka
พระสราวุฒิ วสิ ารโท และพระมหามติ ร ฐติ ปญฺโญ
Phra Sarawut Wisarato and Phramaha Mit Thitapañño
ปกิณกะ : Miscellany
45 พรรษาของพระพทุ ธเจา้
45 years of Buddha
พระวรี ะชาติ ธีรสทิ โฺ ธ (เพ็งแจม่ ) และพระมหามติ ร ฐติ ปญฺโญ
Phra Weerachat Dhirasiddho (Pengjam) and Phramaha Mit Thitapañño
ความเข้าใจเรอ่ื งชวี ติ 277
Understanding of Life 285
295
พระณัฐกติ มหสิ สฺ โร (อนรุ ักษ์ตระกูล) และศิริโรจน์ นามเสนา 303
Phra Natthakit Mahissaro (Anuruktrakoon) and Sirirote Namesna 309
แก่นพุทธศาสน์ 321
Buddhist Teachings
ปญั ญา เสนภงู า และพระมหามิตร ฐิตปญโฺ ญ
Panya Senpoonga and Phramaha Mit Thitapañño
นพิ พานในชีวิตประจ�ำวัน
Nibbana in Everyday Life
อู่ทอง นามวงษ์ และพระมหามติ ร ฐิตปญโฺ ญ
U-thong Namwong and Phramaha Mit Thitapañño
พระเจ้าในภาษาธรรมของพทุ ธบรษิ ทั
The God in the Buddhist language of the Four Assemblies (Parisa)
พระนรินทร์ สีลเตโช และจรสั ลกี า
Phra Narin Silatacho and Jaras Leeka
คนไทยกบั ป่า
Thai People and Forest
พระแสงจนั ทร์ ฐิตสาโร (เหลก็ ศรี) และพระมหามติ ร ฐิตปญโฺ ญ
Phra Sangjun Thitasarro (Leksri) and Phramaha Mit Thitapañño
คมู่ อื ชวี ติ
Handbook of Life
พระอธกิ ารสายแพร กตปญุ โฺ ญ และพระมหามติ ร ฐติ ปญโฺ ญ
Phra Athikan Saipray Katapoonyo and Phramaha Mit Thitapañño
ภาคผนวก 333
334
กระบวนการพจิ ารณาบทความของวารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 345
คำ� แนะนำ� สำ� หรบั ผนู้ ิพนธ์บทความ 346
หนังสือขอเสนอบทความเพอื่ ลงตีพมิ พ์ในวารสารวิชาการธรรมทรรศน์
ใบสมัครเปน็ สมาชิกวารสารวชิ าการธรรมทรรศน์
การขบั เคล่ือนระบบสุขภาพ โดยใชธ้ รรมนญู สขุ ภาพชมุ ชนวิถพี ทุ ธ
ตำ� บลหนองตาไก้ อ�ำเภอโพธิ์ชยั จงั หวัดรอ้ ยเอด็ *
Driven Health System the Buddhist Community Health
Advocate Nong Ta kai Subdistrict Pho Chai District
Roi Et Province
พระโสภณพัฒนบัณฑิต, ธวัลรัตน์ แดงหาญ และพระประเสริฐศกั ด์ิ รตนฺ ญโณ
Phra Sophonpahatthanabundit, Thawalrat Daengharn and Phra Prasertsak Ratanayano
มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตขอนแกน่
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, KhonKaen Campus, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]
บทคดั ย่อ
การวจิ ยั ครงั้ นี้ มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ 1) ศกึ ษาบรบิ ทชมุ ชน 2) การดำ� เนนิ การจดั ทำ� ธรรมนญู สขุ ภาพ
วิถีพุทธ ต�ำบลหนองตาไก้ 3) เพ่ือศึกษาการด�ำเนินการขับเคล่ือนธรรมนูญสุขภาพวิถีพุทธ ต�ำบลหนอง
ตาไก้ 4) เพ่ือศึกษาผลการประเมินการด�ำเนินงานขับเคลื่อนธรรมนูญฯ และประเมินความพึงพอใจของ
ประชาชนตอ่ ธรรมนญู สขุ ภาพวิถีพทุ ธ ตำ� บลหนองตาไก้ เปน็ การวจิ ยั เชิงปฏบิ ตั กิ ารแบบมีสว่ นร่วม
ผลการวจิ ยั พบวา่ ดา้ นบรบิ ทชมุ ชน ตำ� บลหนองตาไก้ เปน็ ตำ� บลทมี่ ปี ระวตั คิ วามเปน็ มายาวนาน
กวา่ 100 ปี มีทนุ ทางสังคมท่ีหล่อหลอมดว้ ยพระพุทธศาสนา ผลจากกระแสโลกาภวิ ตั น์ ท�ำให้ความเปน็
อยขู่ องประชาชนเปลยี่ นไป ตา่ งคนตอ้ งออกไปทำ� มาหากนิ ตา่ งพน้ื ที่ ทำ� ใหเ้ ดก็ และคนชราตอ้ งดแู ลกนั เอง
ความสัมพันธ์ของคนในชุมชนลดลง ก่อให้เกิดปัญหาสังคมที่สลับซับซ้อนและปัญหาสุขภาพตามมา
การแก้ไขปัญหาจึงจ�ำเป็นต้องมีมาตรการทางสังคม เสริมมาตรการทางวิชาการและกฎหมายของภาครัฐ
โดยใชก้ ระบวนการแกป้ ญั หาแบบมสี ่วนร่วมอยา่ งจรงิ ใจ นำ� จุดแขง็ คอื วิถชี วี ิต ประเพณี และวฒั นธรรม
ของชุมชนวิถีพุทธมาปรับใช้ในการแก้ไขปัญหา ยกระดับก�ำหนดเป็นนโยบายสาธารณะหรือมาตรการ
ทางสังคมในรูปแบบธรรมนูญต�ำบลที่เรียกว่า “ธรรมนูญสุขภาพชุมชนวิถีพุทธ ต�ำบลหนองตาไก้”
ด้วยปรัชญาและแนวคิดที่ว่า “ชุมชนเข้มแข็งด้วยจิตอาสาบนพื้นฐานศีล 5 พัฒนาตามหลักเศรษฐกิจ
* ไดร้ บั บทความ: 22 สิงหาคม 2561; แกไ้ ขบทความ: 19 เมษายน 2562; ตอบรบั ตีพมิ พ:์ 5 มิถุนายน 2562
Received: August 22, 2018; Revised: April 19, 2019; Accepted: June 5, 2019
2 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
พอเพยี ง” เมอ่ื ผา่ นความเหน็ ชอบจากประชาชนแลว้ ประกาศใชก้ ารขบั เคลอ่ื นไปสกู่ ารปฏบิ ตั ทิ ำ� ในรปู แบบ
คณะกรรมการที่เป็นภาคีเครือข่าย ท้ังภาครัฐ เอกชน ประชาชน โดยอาศัยหลักการบริหารจัดการ
ที่ประสิทธิภาพ เชื่อมโยงกับแผนงานกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นและหน่วยงานต่างๆ
ท่ีเกี่ยวข้องท�ำให้มีผลงานแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีกลไกการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ
ผลการประเมนิ ความพงึ พอใจ ของประชาชนตอ่ ธรรมนูญฯ พบวา่ มีความพงึ พอใจอยู่ในระดบั มากถงึ มาก
ที่สุด
คำ� สำ� คญั : การขับเคล่อื น; ระบบสุขภาพ; ธรรมนญู สุขภาพชุมชนวถิ ีพุทธ
Abstract
This research aims: 1) to study the contexts of the community; 2) to create the
Buddhist Community Health Charter in Nong Ta Kai sub-district; 3) to drive the process
and determine the policies for the health management according to the Buddhist
Community Health Charter in Nong Ta Kai sub-district; 4) to evaluate the driving operation
and satisfaction of the people towards the Buddhist Community Health Charter in Nong
Ta Kai sub-district. It is a participatory operation research.
The research result: was the context of the community in Nong Ta Kai sub-
district which had a history of over 100 years. It was a social capital which was molded
by Buddhism. Due to the effects of globalization the lives of the people changed-people
have to go to various places to earn a living resulting in children and the elderly leaving
to take care of themselves. The communication of the people with in the community has
decreased. Giving rise to complex social problems and subsequent health problems in
order to solve these problems is social measures to be taken, academic and legal measures
of the public sector is enhanced by using the process of participatory problem-solving.
It should strengthen the way of life, tradition and culture towards the Buddhist community
in applying to solve problems and raise the level of public policy or social measures in
the form of a district statute called “The Buddhist Community Health Charter, Nong ta
kai sub-district” with the philosophy and concept that “strong community with volunteer
spirit based on the five precepts about development according to the principle of
sufficiency economy”. When approved by the public and announced, then implemented
ปีที่ 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 3
in the form of a committee that is a network partners in both the public and private
sectors based on the principles of effective management linking with local health
insurance fund plans and related agencies resulting in a concrete performance with a
systematic driving mechanism. The results of satisfaction assessment of the people
towards the charter found that satisfaction was at the high to highest level.
Keywords: Driving; Health System; Buddhist Community Health Charter
1. บทนำ� ได้มาซ่ึงนโยบายสาธารณะมากกว่าโดยกระบวน
การสร้างนโยบายสาธารณะท่ีดีต้องเกิดจากการมี
สุขภาพหรือสุขภาวะ หมายถึง สุขภาพ ส่วนร่วมจากทุกฝ่ายท่ีเกี่ยวข้องในสังคมเข้ามา
ทง้ั ทางกาย ทางจติ ทางสงั คม และทางปญั ญาหรอื ทำ� งานร่วมกนั กระบวนการนโยบายสาธารณะทด่ี ี
ทางจติ วญิ ญาณ ดงั นน้ั สขุ ภาพหรอื สขุ ภาวะจงึ เปน็ ควรประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบ 3 ประการคอื 1) เปน็
เร่ืองใหญ่ที่บูรณาการอยู่ในการพัฒนามนุษย์และ กระบวนการทางปญั ญา เปน็ การสร้างนโยบายบน
สังคมท้ังหมด ไม่ใช่เรื่องโรคภัยไข้เจ็บอย่างเดียว ฐานของความรู้ 2) เป็นกระบวนการทางสังคม
แตเ่ ปน็ well-being คอื การอยรู่ ว่ มกนั อยา่ งอยเู่ ยน็ ผมู้ สี ว่ นไดส้ ว่ นเสยี คอื สงั คม ควรไดม้ โี อกาสเขา้ มา
เป็นสุข จึงเป็นเร่ืองของทุกคน (Phra Paisal มสี ว่ นรว่ มเรยี นรู้ รว่ มกำ� หนด นโยบาย โดยทำ� เปน็
Visalo, 1992 : 23-46) การท่ีจะน�ำไปสู่ภาวะ กระบวนการที่เปดิ เผย โปรง่ ใส ทุกฝา่ ยเข้ารว่ มได้
ดังกล่าวได้ จ�ำเป็นต้องมีระบบสุขภาพชุมชนท่ี และ 3) เป็นกระบวนการทางศีลธรรมนโยบาย
เข้มแข็ง ซ่ึงหมาย ถึงชุมชนสามารถดูแลรักษา สาธารณะที่ดีต้องเป็นไปเพ่ือความถูกต้องดีงาม
สุขภาพด้วยตนเองมากท่ีสุด สามารถควบคุมโรค และเพื่อประโยชน์สุขของคนทั้งสังคม ไม่แฝงเร้น
และสรา้ งเสรมิ สขุ ภาพ มรี ะบบบรกิ ารทส่ี ามารถให้ เพ่ือประโยชน์เฉพาะตนหรือเฉพาะกลุ่ม (Vasee,
บริการที่จ�ำเป็นแก่ประชาชนท้ังมวลในชุมชน 2009 : 22)
ท้องถิ่นได้ (Vasee, 2009 : 20) การที่จะมีการ การด�ำเนินนโยบายสาธารณะต่างๆ ที่ให้
พัฒนาให้ประสบความส�ำเร็จตามความต้องการ ความส�ำคัญต่อสุขภาพ/สุขภาวะ จึงเรียกว่าเป็น
ของชุมชนนั้น จ�ำเป็นต้องมีการก�ำหนดทิศทาง นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพหรือนโยบาย
หรือแนวทางที่สังคมเห็นว่า ควรจะด�ำเนินการ สาธารณะทด่ี ี เปน็ การสรา้ งหลกั ประกนั ความมนั่ คง
ไปในทิศทางนั้น เรียกว่า นโยบายสาธารณะ ดา้ นสขุ ภาพอยา่ งหนง่ึ องคก์ ารอนามยั โลกใหค้ วาม
(Jindawatana, 2009 : 20) หัวใจส�ำคัญของ หมายของนโยบายสาธารณะท่เี อ้ือตอ่ สขุ ภาพไวว้ า่
นโยบายสาธารณะไม่ได้อยู่ท่ีค�ำประกาศหรือ คือ นโยบายสาธารณะที่แสดงความห่วงใยอย่าง
ข้อเขียนท่ีออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรหรือเป็น ชัดเจนในเร่ืองสุขภาพ พร้อมที่จะรับผิดชอบต่อ
ทางการแตอ่ ยทู่ ก่ี ระบวนการของการดำ� เนนิ การให้
4 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
ผลกระทบทางสขุ ภาพทอี่ าจเกดิ ขนึ้ จากนโยบายนนั้ ในการขับเคล่ือนระบบสุขภาพชุมชนที่เกิดจาก
ขณะเดียวกันก็เป็นนโยบายที่มุ่งสร้างเสริม ความตอ้ งการของประชาชน โดยเรมิ่ จากการรว่ มกนั
สงิ่ แวดลอ้ มทงั้ ทางสงั คมและกายภาพทเี่ ออ้ื ตอ่ การ คน้ หาปญั หา ประเดน็ ปญั หาสาธารณะ แลว้ จงึ รว่ ม
มชี วี ติ ทมี่ สี ขุ ภาพดี และมงุ่ ใหป้ ระชาชนมที างเลอื ก กันค้นหาแนวทางแก้ไขหรือหาทางร่วมกันในเชิง
สามารถเขา้ ถึงทางเลือกท่ีกอ่ ใหเ้ กิดสุขภาพดีได้ นโยบาย แล้วพัฒนามีการก�ำหนดวิสัยทัศน์และ
การจะทำ� ใหร้ ฐั บาล ราชการ องคก์ รปกครอง เป้าหมายร่วมกันแล้วจึงวางแผนร่วมกัน โดยเปิด
สว่ นทอ้ งถน่ิ ชมุ ชน และสงั คมภาคสว่ นตา่ งๆ สรา้ ง โอกาสใหท้ กุ ภาคสว่ นเขา้ มามสี ว่ นรว่ มใหเ้ กดิ ความ
นโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อการมีสุขภาพจ�ำเป็น เป็นธรรมตามวิถีพุทธ จากนั้นด�ำเนินการพัฒนา
ตอ้ งมกี ารสง่ เสรมิ สนบั สนนุ ใหเ้ กดิ สงิ่ ตา่ งๆ โดยตอ้ ง ตามธรรมนญู วถิ พี ทุ ธทส่ี รา้ งขนึ้ และมกี ารประเมนิ
ช่วยกันสร้างความตระหนักในคุณค่าของสุขภาพ ผลการด�ำเนินงาน เพ่ือที่จะขยายให้ครอบคลุม
ทมี่ คี วามหมายกวา้ งวา่ เปน็ เรอ่ื งของสขุ ภาวะทเี่ กดิ พ้ืนทใ่ี นระดบั อ�ำเภอ จังหวัดตอ่ ไป
ขึ้นได้ด้วยความรับผิดชอบของทุกฝ่ายในสังคม
ไม่ใช่เป็นเร่ืองแค่การป่วย-ไม่ป่วย และการได้รับ 2. วัตถุประสงคข์ องการวิจยั
บรกิ ารสาธารณสขุ เพยี งเทา่ นน้ั ซงึ่ ตรงนต้ี อ้ งอาศยั
กระบวนการทำ� งานรว่ มกบั กระบวนการแลกเปลย่ี น 1. เพอ่ื ศกึ ษาบรบิ ทชมุ ชนในการขบั เคลอื่ น
เรียนรู้ซ่ึงกันและกันอย่างต่อเน่ืองไม่มีที่ส้ินสุด และการจัดท�ำธรรมนูญสุขภาพวิถีพุทธ ต�ำบล
โดยทุกฝ่ายในสังคมต้องช่วยกันพัฒนาจิตส�ำนึก หนองตาไก้
เพอื่ เขา้ สกู่ ารเปน็ พลเมอื งทส่ี นใจเรอื่ งของสว่ นรวม 2. เพอ่ื ศกึ ษาการดำ� เนนิ การจดั ทำ� ธรรมนญู
และกระตือรือร้นเข้าร่วมคิด ร่วมสร้างนโยบาย สขุ ภาพวถิ พี ทุ ธ ตำ� บลหนองตาไก้ ตามกระบวนการ
สาธารณะเพ่ือพัฒนาสังคมสุขภาวะร่วมกัน โดยชุมชน
ซึ่งการด�ำเนินงานตามแนวทางดังกล่าวข้างต้น 3. เพ่ือศึกษาการด�ำเนินการขับเคลื่อน
ในปจั จบุ นั มกี ารดำ� เนนิ งานในรปู แบบของธรรมนญู กระบวนการก�ำหนดนโยบายการจัดการสุขภาพ
สุขภาพชุมชน ในบางพื้นที่ แต่ยังไม่ครอบคลุม ตามธรรมนูญสขุ ภาพวิถพี ทุ ธ ต�ำบลหนองตาไก้
อย่างเพยี งพอ 4. เพื่อศึกษาผลการประเมินผลการ
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น คณะผู้วิจัย ดำ� เนนิ งานของคณะกรรมการขบั เคลอื่ นธรรมนญู ฯ
จึงมีความสนใจท่ีจะศึกษาการขับเคลื่อนระบบ และความพึงพอใจของประชาชนต่อธรรมนูญ
สุขภาพ โดยใช้ธรรมนูญสุขภาพชุมชนวิถีพุทธที่ สุขภาพวิถีพทุ ธ ตำ� บลหนองตาไก้
ต�ำบลหนองตาไก้ ซ่ึงเป็นเขตรับผิดชอบของ
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต�ำบลหนองตาไก้ 3. วิธีด�ำเนนิ การวจิ ยั
อ�ำเภอโพธ์ิชัย จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อเป็นรูปแบบ
การวจิ ยั เรอ่ื งน้ี เปน็ การวจิ ยั เชงิ ปฏบิ ตั กิ าร
แบบมีส่วนร่วม เครื่องมือในการวิจัยและการเก็บ
ปที ่ี 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มถิ ุนายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 5
รวบรวมขอ้ มลู ประกอบดว้ ย การรวบรวมวเิ คราะห์ องค์การปกครองส่วนท้องถ่ิน การเลือกกลุ่ม
ขอ้ มลู จากเอกสาร ทางวชิ าการ ตำ� รา รายงานการ ตวั อย่างแบบเจาะจง 2) บุคลากรที่มสี ว่ นเกยี่ วขอ้ ง
วจิ ัย วารสาร และสงิ่ พมิ พต์ า่ งๆ จากกองสนับสนนุ ในการผลักดันนโยบายหมู่บ้าน ได้แก่ เจ้าหน้าท่ี
สุขภาพภาคประชาชน กรมสนับสนุนบริการ หน่วยงานผู้รับผิดชอบงานในต�ำบลหนองตาไก้
สุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข สถาบันวิจัยระบบ ท่ีมีส่วนส�ำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายกับการ
สาธารณสขุ มหาวทิ ยาลยั ศนู ยส์ าธารณสขุ มลู ฐาน ก�ำหนดการ ควบคุม และติดตามแนวทางในการ
สำ� นกั งานสาธารณสขุ จงั หวดั สำ� นกั งานสาธารณสขุ ด�ำเนินการในระดับพื้นท่ีชุมชน ต�ำบล เพ่ือเก็บ
อ�ำเภอ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต�ำบล ขอ้ มลู เพมิ่ เตมิ ในบางประเดน็ และ 3) การสมั ภาษณ์
โดยท�ำการจดั หมวดหมู่ เพื่อใช้เป็นขอ้ มลู ประกอบ ตัวแทนประชาชนในหมู่บ้าน ต�ำบลหนองตาไก้
การวิเคราะห์ และสงั เคราะห์ จำ� นวน 200 หลงั คาเรอื น (หมบู่ า้ นละ 20 หลงั คาเรอื น)
การส�ำรวจข้อมลู บรบิ ทชุมชน เพือ่ เรยี นรู้ โดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random
รว่ มกนั ของชมุ ชน ในการพฒั นาการจดั ทำ� ธรรมนญู Sampling) ส�ำหรับพ้ืนที่ในการวิจัย ทุกหมู่บ้าน
สุขภาพชุมชนวิถีพุทธ ซ่ึงต้องศึกษาข้อมูลจาก (10 หมู่บ้าน) ในต�ำบลหนองตาไก้ อ�ำเภอโพธ์ิชัย
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต�ำบล หนองตาไก้ จงั หวัดรอ้ ยเอ็ด
ผ้นู �ำชุมชน อบต. และผทู้ รงคุณวฒุ ิในตำ� บล
การสังเกต ตลอดจนการร่วมสนทนากลุ่ม 4. สรปุ ผลการวิจยั
ในการเก็บข้อมูล ผู้วิจัยได้ใช้วิธีการเลือกกลุ่ม
ตัวอย่างแบบเจาะจง ได้แก่ ภาคีเครือข่ายหลัก จากการศกึ ษา ผ้วู ิจัยสามารถสรปุ ผลการ
ต่างๆ ในชุมชน เช่น อาสาสมัครสาธารณสุข วิจัยตามวัตถปุ ระสงค์ดังน้ี
ผู้น�ำชุมชน แกนน�ำสุขภาพ เจ้าหน้าท่ีพัฒนาการ 1. ศึกษาบริบทชมุ ชน ต�ำบลหนองตาไก้
เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ครู องค์การปกครอง เป็นต�ำบลที่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า
ส่วนท้องถ่ิน ตัวแทนประชาชน ด้วยการสังเกต 100 ปี มีการแบ่งอ�ำนาจการปกครองเป็น 10
และเก็บข้อมูล ทุกคร้ังท่ีมีการประชุมหรือด�ำเนิน หมบู่ า้ น มีก�ำนัน ผใู้ หญ่บ้าน ซ่งึ ได้รบั การเลอื กตง้ั
กิจกรรม ในข้ันตอนต่างๆ ในต�ำบลหนองตาไก้ จากประชาชน และมอี บต.หนองตาไก้ มสี ำ� นกั งาน
โดยมีกระบวนการดงั น้ี ตง้ั อยูท่ ี่หมบู่ า้ นโคกนางามหมู่ 6 ต�ำบลหนองตาไก้
การสัมภาษณ์ ผู้วิจัยได้จัดกลุ่มตัวอย่าง มีทุนทางสังคมท่ีเข้มแข็ง มีสถานศึกษาระดับ
ในการเกบ็ ข้อมลู ดังน้ี 1) ภาคีเครอื ขา่ ยหลกั ต่างๆ พนื้ ฐาน ประชาชนสว่ นใหญน่ บั ถอื พระพทุ ธศาสนา
ในชมุ ชน เชน่ อาสาสมคั รสาธารณสุข ผูน้ �ำชมุ ชน มขี นบธรรมเนยี ม ประเพณที สี่ บื ทอดกนั มายาวนาน
แกนน�ำสุขภาพ เจ้าหน้าท่ีพัฒนาการ เจ้าหน้าที่ มีวัดจ�ำนวน 6 วัด ซ่งึ เป็นทีป่ ระกอบกจิ กรรมทาง
สาธารณสุข ครู ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ของ พระพุทธศาสนา เป็นท่ียึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจ
มีการรวมกลุ่มชาวบ้านเพื่อด�ำเนินกิจกรรมต่างๆ
6 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
เพอ่ื สนบั สนนุ อาชพี เศรษฐกจิ และกลมุ่ เพอื่ สขุ ภาพ โดยแต่ละครั้งรวบรวมข้อเสนอของประชาชน
วัฒนธรรม ผลจากการรวมกลุ่มนี้ท�ำให้ผลผลิต เพื่อน�ำมาปรับปรุงแก้ไข และจัดท�ำยกร่างฉบับ
ในการเกษตรของต�ำบลสูงข้ึน ท�ำให้ประชาชน สมบูรณ์ ซึ่งประกอบไปดว้ ย 18 หมวด 19 มาตรา
มเี ศรษฐกจิ ดขี น้ึ ในดา้ นสาธารณปู โภคมคี วามพรอ้ ม แจกจ่ายให้ทุกหลังคาเรือน เพ่ือพิจารณาลงมติ
เขา้ ถงึ ทกุ หมบู่ า้ น ดา้ นการสาธารณสขุ พบโรคทเ่ี ปน็ ต่อไป
ปัญหา 5 อันดับแรกคือโรคเบาหวาน ความดัน 3. ขบั เคลอ่ื นกระบวนการกำ� หนดนโยบาย
โลหิตสงู โรคไขเ้ ลอื ดออก มะเรง็ วัณโรคปอดและ การจัดการสุขภาพ ตามธรรมนูญสุขภาพชุมชน
ปัญหาระบบกล้ามเนื้อ ซึ่งจะต้องมีการพัฒนา วิถีพุทธ เม่ือการจัดท�ำธรรมนูญสุขภาพชุมชน
พฤติกรรมสุขภาพของประชาชนตอ่ ไป โดยจะได้มี วถิ พี ทุ ธ ตำ� บลหนองตาไกส้ ำ� เรจ็ ลงแลว้ กไ็ ดจ้ ดั พมิ พ์
การส�ำรวจสภาพปัญหาและความความต้องการ ฉบับจริงเพื่อแจกให้ทุกหน่วยงาน และทุกหลังคา
ของประชาชนในทกุ ดา้ น เพราะการมสี ขุ ภาพดนี นั้ เรือนในต�ำบลหนองตาไก้ โดยส�ำนักธรรมนูญได้
ต้องข้ึนอยู่กับการมีสุขภาพดี ทางกาย ทางด้าน จัดงานเปดิ ตัวที่เรียกวา่ Kick Off ซง่ึ เปน็ ก้าวแรก
จติ ใจ สังคม และจิตวญิ ญาณด้วย ทจ่ี ะนำ� นโยบาย หรอื กฎกตกิ าไปสกู่ ารปฏบิ ตั อิ ยา่ ง
2. การดำ� เนนิ การจดั ทำ� ธรรมนญู สขุ ภาพ มีส่วนร่วม โดยนายอ�ำเภอโพธ์ิชัยเป็นประธาน
ชุมชนวิถีพุทธ ต�ำบลหนองตาไก้ ได้จัดให้มีการ ในการเปิดงาน และแจกธรรมนูญสุขภาพชุมชน
ยกรา่ งธรรมนญู สขุ ภาพชมุ ชนวถิ พี ทุ ธ ตำ� บลหนอง วิถีพุทธ ต�ำบลหนองตาไก้ ให้กับประชาชน
ตาไก้ ตามกระบวนการ ดังน้ี อันดับแรกได้สร้าง ทุกหลังคาเรือน จากงานคร้ังน้ีท�ำให้ประชาชน
ความเข้าใจให้กับผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติ ผู้น�ำชุมชน มีความเข้าใจและต่ืนตัวท่ีจะใช้สิทธิตามธรรมนูญ
และสร้างความตื่นตัวโดยการศึกษาดูงานในพ้ืนท่ี สขุ ภาพชุมชนวถิ ีพทุ ธ ตำ� บลหนองตาไกอ้ ยา่ งถ้วน
ต้นแบบแล้วน�ำมาถอดบทเรียนเพื่อก�ำหนด หน้า จากน้ันมีการจัดท�ำแผนเพื่อเป็นแนวทาง
แนวทางตามบริบทของตน จากน้ันน�ำข้อมูล ในการปฏิบัติให้สอดคล้องตามแนวทางธรรมนูญ
มาประชุมภาคีเครือข่าย แต่งต้ังคณะกรรมการ สุขภาพชุมชนวิถีพุทธฯ โดยก�ำหนดแหล่งงบ
คณะท�ำงานขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพชุมชน ประมาณจากกองทุนสุขภาพต�ำบล และการระดม
วถิ ีพุทธ ตำ� บลหนองตาไก้ นอกจากน้นั ยังไดม้ ีการ ทรัพยากรเพื่อสนับสนุนส�ำนักธรรมนูญสุขภาพ
ทบทวนข้อมูลและสถานการณ์ในพื้นที่ มีการ ชุมชนวิถพี ทุ ธ ตำ� บลหนองตาไก้
วเิ คราะหจ์ ดั ลำ� ดบั ความสำ� คญั ของปญั หาและความ 4. การประเมนิ ผล
ตอ้ งการพฒั นาจากประชาชน จดั เวทปี ระชาคมเพอ่ื 4.1 การด�ำเนินงานขับเคลื่อนของ
ยกร่าง เม่ือยกร่างแล้วมีการแบ่งหน้าท่ีรับผิดชอบ คณะกรรมการ จากการประเมนิ พบวา่ มผี ลงาน
มีการก�ำหนดวิสัยทัศน์และตัวช้ีวัด จากนั้นจัดเวที แสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีกลไกการ
ประชาคมประชาคมเพอื่ รบั ฟงั ความคดิ เหน็ 3 ครง้ั ขบั เคลอื่ นอยา่ งเปน็ ระบบ ไดแ้ ก่ การบรหิ ารจดั การ
ปีที่ 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 7
ทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพ มแี ผนการดำ� เนนิ งาน มกี ฎกตกิ า ทำ� ความดโี ดยการมธี นาคารความดี อนั จะสง่ ผลให้
ทท่ี ำ� ใหท้ กุ คนสามารถปฏบิ ตั ไิ ดถ้ กู ตอ้ งเปน็ แนวทาง คนในชุมชนอยู่อย่างมีความสุขทั้งกาย และใจ
เดยี วกนั อยา่ งเปน็ ธรรม สง่ ผลใหก้ ารบรหิ ารจดั การ สง่ ผลดีตอ่ สุขภาพในทส่ี ดุ
งบประมาณเป็นไปอย่างถูกต้อง ท�ำให้การด�ำเนิน 4.2 ผลการประเมินความพึงพอใจ
งานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ เน่ืองจาก อบต. ของประชาชน ตอ่ การมธี รรมนญู ฯ จากการประเมนิ
และหนว่ ยงานทเี่ กยี่ วขอ้ งมกี รอบในการดำ� เนนิ งาน ความพึงพอใจของประชาชนต่อการมีธรรมนูญ
ทำ� ใหผ้ ปู้ ฏบิ ตั มิ คี วามมนั่ ใจ ปฏบิ ตั งิ านอยา่ งถกู ตอ้ ง สุขภาพชุมชน วิถีพุทธพบว่าประชาชนมีความ
โปร่งใสและเป็นธรรม ท้ังนี้โดยการมีส่วนร่วม พึงพอใจรอ้ ยละ 100.0 มีระดบั ของความพึงพอใจ
ของชุมชนที่จะร่วมตรวจสอบการด�ำเนินงานให้ มากทส่ี ดุ รอ้ ยละ 55.1 พอใจมากรอ้ ยละ 36.0 และ
เกิดการใช้ทรัพยากรท่ีมีอยู่อย่างจ�ำกัดให้เกิด พอใจปานกลางรอ้ ยละ 8.9 โดยมคี ะแนนเฉลยี่ 4.5
ประโยชน์อย่างสูงสุดต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง คะแนน (S.D. = 0) ได้แบ่งประเด็นของความ
แหลง่ งบประมาณทส่ี ำ� คญั คอื กองทนุ สขุ ภาพตำ� บล พงึ พอใจ ออกเปน็ 4 ดา้ น คอื ดา้ นเนอ้ื หา ดา้ นการ
เม่ือมีธรรมนูญพ้ืนท่ีฉบับน้ีก็มีส่วนท�ำให้กองทุน ดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชน ด้านสวัสดิการ
สุขภาพต�ำบลมีเครื่องมือท่ีใช้ก�ำกับการด�ำเนินงาน และสิทธิชุมชน และด้านศาสนาคุณธรรม
ได้อย่างโปร่งใส ยุติธรรม และมีมาตรฐานชัดเจน วฒั นธรรมและประเพณี พบวา่ ทกุ ประเดน็ มรี ะดบั
ด้านพลังการขับเคลื่อน พบว่า หน่วยงานที่ ความพึงพอใจในระดับมาก โดยเฉพาะด้านการ
เกย่ี วขอ้ งมกี ลไกของการดำ� เนนิ งานแบบบรู ณาการ ดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชนมีคะแนนเฉล่ีย
ทง้ั งบประมาณและภารกจิ ในบรรยากาศของการ ของระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด คือ
มีส่วนร่วมทั้งภาคีเครือข่ายภาครัฐ เอกชนและ 4.5 คะแนน
คนในชมุ ชนดว้ ย ทง้ั นเ้ี พราะการดำ� เนนิ งานสามารถ
แก้ปัญหาของชุมชนได้ตามความต้องการอย่าง 5. อภิปรายผลการวิจยั
ตรงจุด ในด้านหลักประกันสุขภาพและความ
ปลอดภยั ในชีวติ และทรัพยส์ นิ ทำ� ใหเ้ กดิ กฎกตกิ า จากการวิจัยเรื่อง การขับเคลื่อนระบบ
ขนบธรรมเนยี ม ประเพณี วฒั นธรรมท่ีชว่ ยยดึ โยง สุขภาพ โดยใช้ธรรมนูญสุขภาพชุมชนวิถีพุทธ
สังคมให้มีความเข้มแข็งม่ันคง ประชาชนทุกคน ต�ำบลหนองตาไก้ อ�ำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด
ยอมรับและปฏิบัติตามด้วยความจริงใจ ตามพันธ มีประเด็นท่นี ่าสนใจทีจ่ ะนำ� ไปสู่การอภปิ รายดงั นี้
สัญญา มีกลไกในการคุ้มครองสิทธิ์ของประชาชน 1. การดำ� เนนิ การจดั ทำ� ธรรมนญู สขุ ภาพ
กลมุ่ ตา่ งๆ ตง้ั แตเ่ กดิ จนตาย เชน่ การดแู ลพฒั นาการ วิถีพุทธ ต�ำบลหนองตาไก้ กระบวนการจัดท�ำ
เดก็ เลก็ กลมุ่ เยาวชน กลมุ่ สตรี และกลมุ่ ผสู้ ูงอายุ ธรรมนูญสุขภาพชุมชนวิถีพุทธ ต�ำบลหนองตาไก้
นอกจากน้ัน ยังมีกลไกของการส่งเสริมให้คน ไดด้ ำ� เนนิ การตามขน้ั ตอน ดงั นี้ 1) มกี ารสรา้ งความ
เขา้ ใจใหก้ บั ผบู้ รหิ ารและผนู้ ำ� ชมุ ชน 2) ประชมุ ภาคี
8 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
เครอื ขา่ ย จดั ตงั้ คณะกรรมการ คณะทำ� งานธรรมนญู ติดตามประเมินผลร่วมกับภาคีเครือข่ายแล้ว
สุขภาพต�ำบล 3) ทบทวนข้อมูลและสถานการณ์ ร่วมกันสร้างข้อตกลงก�ำหนดมาตรการให้ชุมชน
ในพนื้ ที่ วเิ คราะห์ขอ้ มูลจัดล�ำดบั ปญั หาและความ ทราบและยอมรับนำ� ไปปฏบิ ัติ
ต้องการการพัฒนาจากประชาชน 4) จัดท�ำเวที ส�ำหรับงานวิจัยเร่ืองการขับเคลื่อนระบบ
รับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพ่ือยกร่าง สุขภาพ โดยใช้ธรรมนูญสุขภาพชุมชนวิถีพุทธ
5) ยกร่าง คร้ังที่ 1 และแบ่งหน้าท่ีรับผิดชอบ ต�ำบลหนองตาไก้ จังหวัดร้อยเอ็ด ได้ด�ำเนินการ
กำ� หนดตวั ชวี้ ดั 6) จดั เวทปี ระชาคมรบั ฟงั ความคดิ ขับเคล่ือนในการจัดท�ำธรรมนูญ ทำ� ให้เกิดกระแส
เหน็ ของประชาชนเพอ่ื ปรบั ปรงุ ยกรา่ ง 7) รวบรวม ความตนื่ ตวั ของประชาชนในตำ� บล ทำ� ใหม้ สี ว่ นรว่ ม
ขอ้ เสนอจากเวทปี ระชาคมทกุ หมบู่ า้ น เพอื่ ปรบั ปรงุ ในการประชุม แสดงความคิดเห็น จนได้รับการ
แก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ 2 8) จัดเวทปี ระชาคมรับฟัง ยอมรับด้วยความภาคภูมิใจว่า ธรรมนูญที่ได้ฉบับ
ความคดิ เหน็ ของประชาชนเพอื่ ปรบั ปรงุ ยกรา่ งเปน็ น้ีเป็นของทุกคนในชุมชน ท�ำให้เกิดนโยบาย
ธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ 9) ประกาศใช้ธรรมนูญ สาธารณระดับชุมชนท่ีเกิดจากความเห็นร่วมกัน
สขุ ภาพชมุ ชนวถิ พี ทุ ธ ตำ� บลหนองตาไก้ จากขน้ั ตอน ของคนในชุมชน มีการประกาศเป็นกติกาหรือ
ในการดำ� เนินงาน พบวา่ การมีสว่ นรว่ มของชมุ ชน ข้อตกลงชุมชนขึ้นใช้กันเอง สร้างส�ำนึกแห่งความ
ภาคเี ครอื ข่ายเปน็ ปจั จัยที่สำ� คญั ท่ีสอดแทรกอยใู่ น เปน็ พลเมืองแบบมสี ว่ นร่วม จึงอาจกล่าวได้ว่าการ
ทกุ ขน้ั ตอนการดำ� เนนิ งาน สอดคลอ้ งกบั วสิ ทุ ธิ บญุ จดั ทำ� ธรรมนญู สขุ ภาพ จนสามารถประกาศใชเ้ ปน็
ญะโสภิต และนิรชา อัศวธีรากุล ที่ได้กล่าวใน เร่ืองท่ีท้าทายของชุมชนในต�ำบลหนองตาไก้
นโยบายสาธารณะ: เครอื่ งมอื การขบั เคลอ่ื นสขุ ภาพ ทจ่ี ะขับเคล่ือนในระดบั การปฏบิ ัติตอ่ ไป
ชมุ ชนวา่ การเรม่ิ ตน้ ของกระบวนการจะเร่ิมจาก 2. การดำ� เนนิ การขบั เคลอ่ื นกระบวนการ
ด้านใดก็ได้ แต่ต้องเชื่อมโยงดึงให้ทุกฝ่ายเข้ามา ก�ำหนดนโยบายการจัดการสุขภาพ ตามธรรมนูญ
มสี ว่ นรว่ มอยา่ งจรงิ จงั ไมใ่ ชม่ สี ว่ นรว่ มแบบพอเปน็ สขุ ภาพชมุ ชนวถิ พี ทุ ธ ตำ� บลหนองตาไก้ ในขน้ั ตอน
พธิ ี และรัชนี มิตกิตติ (Mitkitti, 2016 : 26-36) ของการขับเคลื่อนให้ด�ำเนินการตามแนวทางของ
ที่ได้ศึกษาเร่ืองการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ธรรมนญู สขุ ภาพชมุ ชนวถิ พี ทุ ธ คอื การประกาศเปดิ
เพ่อื สุขภาพโดยการมสี ่วนรว่ มของชุมชน: บทบาท ตัวอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นก้าวแรกในการน�ำ
ทท่ี า้ ทายของพยาบาลชมุ ชน ซงึ่ ไดข้ บั เคลอ่ื นโดยมี นโยบายหรือกฎกติกาที่ได้ท�ำร่วมกันน�ำไปการ
กระบวนการวิเคราะห์ทางเลือกไปสู่การสร้าง ปฏิบัติอย่างมีส่วนร่วม ซ่ึงเป็นส่ิงส�ำคัญเพราะ
นโยบายของชุมชนบนฐานข้อมูลความรู้ที่เก่ียวกับ ธรรมนูญสุขภาพชุมชนวิถีพุทธของต�ำบลหนอง
สุขภาพชุมชน มีการแลกเปล่ียนเรียนรู้ร่วมกัน ตาไก้ ไม่ใช่กฎหมายทจ่ี ะไปบังคับใคร แตเ่ ป็นส่ิงที่
โดยผ่านเวทีประชาคมให้ตัดสินใจร่วมกัน น�ำไป ทกุ คนสญั ญากบั ตวั เองไวว้ า่ จะปฏบิ ตั ติ าม หลงั จาก
ปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมมีปฏิทินการท�ำงานและ นน้ั จงึ ไดม้ กี ารกำ� หนดตวั ผรู้ บั ผดิ ชอบ กำ� หนดแหลง่
ปที ่ี 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มถิ นุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 9
งบประมาณ และการจดั ท�ำแผน หนว่ ยงานตา่ งได้ ท�ำงานรวดเร็วขึ้น สอดคล้องกับผลการวิจัย
ท�ำข้อตกลงร่วมกัน (MOU) ว่าการจัดท�ำแผนจะ ของสบื วงศ์ กาฬวงศ์ (Kanwong, 2012 : 62-82)
เป็นไปเพ่ือการสนับสนุนด้านสุขภาพพลานามัย ทไี่ ด้ศกึ ษาเรอื่ งการจัดการภาครฐั ยคุ ใหม่ในรฐั บาล
ของประชาชนและความมน่ั คงในชวี ติ และทรพั ยส์ นิ ทักษิณ: ความส�ำเร็จและล้มเหลว พบว่า การน�ำ
ในกระบวนการนเ้ี องไดเ้ กดิ กลไกการทำ� งานรว่ มกนั กระบวนการจัดการสมัยใหม่มาใช้ ส่งผลให้
แบบบูรณาการในต�ำบล ได้แก่ ภาครัฐ ท้องถ่ิน กระบวนการท�ำงานรวดเร็ว ผิดพลาดน้อยขณะ
และประชาชน ซ่ึงนับเป็นมิติใหม่ในการพัฒนา เดียวกัน ยังมุ่งผลลัพธ์ของการท�ำงานมากขึ้น
ทำ� ใหเ้ กดิ พลงั หนนุ เสรมิ ขบั เคลอื่ นการจดั การระบบ และสอดคล้องกับผลงานวิจัยของ Kaplan and
สุขภาพและกลไกการพัฒนาต�ำบล สามารถแก้ไข Norton (2005 : 1-18) ท่กี ล่าวว่า สาเหตหุ น่งึ ของ
ปัญหาในพ้ืนที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยหน่วย ความลม้ เหลวในการบรหิ ารยทุ ธศาสตรเ์ ปน็ ผลจาก
งานตา่ งๆ จะตอ้ งทำ� ความเขา้ ใจทจี่ ะมงุ่ เนน้ ผลงาน รปู แบบการบรหิ ารในแบบแยกสว่ น และมขี น้ั ตอน
ในการขับเคลื่อนการด�ำเนินงานให้เป็นไปตาม การทำ� งานแบบตา่ งคนต่างทำ�
แนวทางของธรรมนูญต�ำบลนี้ ซ่ึงต้องมีการปรับ 3. ผลการดำ� เนนิ งานของคณะกรรมการ
เปลี่ยนวัฒนธรรมการท�ำงาน ซ่ึงสอดคล้องกับ ขับเคลื่อน และความพึงพอใจของประชาชนต่อ
ทกั ษณิ ชินวตั ร (Chinnawat, 2003) ท่ีได้กลา่ วไว้ ธรรมนญู สขุ ภาพวถิ พี ทุ ธ ตำ� บลหนองตาไก้ การจดั
ที่สถาบันพระปกเกล้าเร่ืองการปรับเปล่ียน ท�ำธรรมนูญสุขภาพ จนสามารถประกาศใช้เป็น
วัฒนธรรมการท�ำงานได้แก่ วัฒนธรรมการมีใจ เร่ืองท่ีท้าทายของชุมชนน้ันๆ จะต้องอาศัยฝีมือ
บริการ การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมวิธีการท�ำงาน ในด้านการบริหารการขับเคล่ือนในประเด็นต่างๆ
รูปแบบใหม่ โดยการสร้างผลงานที่อยู่บนพ้ืนฐาน คือ ในด้านการบริหารจัดการแผนงาน โครงการ
ทางวัฒนธรรม คือ ทุกคนมุ่งความส�ำเร็จของงาน เมอื่ มสี ำ� นกั ธรรมนญู ตำ� บลแลว้ เกดิ บรรยากาศของ
เปน็ หลกั ยดึ ประชาชนเปน็ ศนู ยก์ ลาง การใหร้ างวลั การร่วมคิดร่วมท�ำ ท�ำให้การจัดท�ำแผนมีความ
และการลงโทษขึ้นอยู่กับผลงาน วัฒนธรรมการ ครอบคลมุ สามารถแกป้ ญั หาตามความตอ้ งการของ
ท�ำงานแบบไร้พรมแดน คอื ต่างหนว่ ยงานท�ำงาน ประชาชนได้อย่างเป็นองค์รวมทั้งในด้านสุขภาพ
ด้วยกันโดยยึดเป้าหมายคือประชาชนเป็นหลัก องค์รวม ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
ลดขอบเขตบทบาทของหน่วยงานลง มีการใช้ โดยมีกองทุนสุขภาพเป็นแหล่งสนับสนุนงบ
ทรัพยากรร่วมกัน ใช้ปัญญาร่วมกัน ช่วยกันคิด ประมาณ นอกจากนน้ั ยังมงี บประมาณสนับสนุน
ช่วยกันท�ำเพ่ือให้เกิดผลส�ำเร็จของงาน ท�ำให้เกิด จากหนว่ ยงานภาคเี ครอื ขา่ ย การบรจิ าคโดยชมุ ชน
บรรยากาศของการท�ำงานแบบช่วยเหลือกัน รว่ มจดั หางบประมาณเพมิ่ เตมิ ทกุ กลมุ่ วยั ไดร้ บั การ
คนละไมค้ นละมอื เพอื่ ประโยชนส์ ขุ ของประชาชน ดูแล ท�ำให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างมีกฎ มีกติกา
ลักษณะการท�ำงานจึงไม่เป็นทางการ เพ่ือให้การ ประชาชนถือปฏิบัติเกิดการเรียนรู้รักสามัคคี
10 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
น�ำความสุข สงบมาสู่คนในชุมชน เกิดกลไกการ ส่งเสรมิ อาชีพ การกฬี า การดูแลเดก็ และผูส้ ูงอายุ
คุ้มครองสิทธิของประชาชนในชุมชน และในขณะ ในชมุ ชนเปน็ ต้น
เดียวกันก็เกิดพลังขับเคลื่อนในพ้ืนที่ มีกลไกการ 1.2 ควรมีการปลูกฝังหลักการ
บรู ณาการระหว่างรฐั ทอ้ งถน่ิ ประชาชนในระดบั ท�ำงานและหลักการด�ำเนินชีวิตบนพ้ืนฐานพุทธ
ท้องถิ่น ประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้ โดยรัฐ ธรรมให้แก่เด็กและเยาวชนอย่างต่อเน่ืองและ
ใหก้ ารสนบั สนนุ สง่ เสรมิ รว่ มกนั จากการดำ� เนนิ งาน จริงจัง เพราะเด็กและเยาวชนจะเติบโตเป็นก�ำลัง
ที่มีประสิทธิภาพท�ำให้ประชาชนมีความพึงพอใจ ส�ำคัญชองชาติต่อไป เพ่ือความสุขสงบของสังคม
ต่อการมีธรรมนูญสุขภาพชุมชนวิถีพุทธ ต�ำบล และยงั เปน็ การจรรโลงพระพทุ ธศาสนาใหค้ งอยใู่ น
หนองไก้ในระดับมาก สอดคล้องกับรังสรรค์ สังคมอย่างย่ังยนื
โฉมยา (Chomeya, 2010 : 34) ได้กล่าวว่า สิ่งท่ี 1.3 ควรผลักดันให้มีการน�ำรูปแบบ
กระตนุ้ ใหเ้ กดิ ความรว่ มใจในการทำ� งาน คอื สภาพ การขับเคลื่อนธรรมนูญวิถีพุทธ ในระดับพ้ืนที่
ความตึงเครียดเดิม ความจ�ำเป็น ความปรารถนา ชุมชนบนฐานพุทธธรรมให้น�ำไปประยุกต์ใช้ใน
การไมไ่ ดร้ บั การตอบสนองความตอ้ งการ ทำ� ใหเ้ กดิ พน้ื ท่อี ่ืนๆ ตอ่ ไป
แรงผลักดันให้เกิดความพยายามที่จะท�ำงานให้ 2. ข้อเสนอแนะระดบั ปฏิบตั ิ
บรรลุเป้าหมาย เพ่ือสนองตอบความต้องการและ 2.1 พัฒนาศักยภาพและเสริมพลัง
ความเครียดที่เกิดข้ึนจากการไม่ได้รับการตอบ อำ� นาจแกช่ มุ ชน การพฒั นาศกั ยภาพเพม่ิ สมรรถนะ
สนองสอดคลอ้ งกบั วรเดช จนั ทรศร (Chuntarason, ด้วยการอบรมให้ความรู้ พาศึกษาดูงาน ชวนดู
2009 : 43-47) ได้กลา่ วถึงบทบาทของผเู้ กี่ยวข้อง ของจรงิ จากพนื้ ทที่ ปี่ ระสบความสำ� เรจ็ ทำ� ใหช้ มุ ชน
ทม่ี ผี ลตอ่ การผลกั ดนั ใหเ้ กดิ นโยบายนนั้ จะประสบ สนใจนำ� ขอ้ มลู มาคดิ วเิ คราะหแ์ ละตดั สนิ ใจรว่ มกนั
ความส�ำเร็จหรือล้มเหลว ได้แก่ ฝ่ายการเมือง เป็นการเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น เพื่อการแข่งขัน
ระบบราชการ ขา้ ราชการ ผรู้ บั บรกิ ารคอื ประชาชน ในดา้ นความเปน็ อยูแ่ ละเศรษฐกิจต่อไป
หรือผทู้ ไ่ี ด้รับผลประโยชน์จากนโยบาย 2.2 สร้างจิตศรัทธาและจิตส�ำนึก
ของพุทธศาสนกิ ชนใหป้ ฏิบตั ติ ามศลี 5 และขยาย
6. ข้อเสนอแนะ การจัดงานปลอดเหล้าและอบายมุขให้ครอบคลุม
ทกุ งาน โดยคณะกรรมการทำ� เป็นตวั อยา่ ง
1. ข้อเสนอแนะระดบั นโยบาย 2.3 สร้างกิจกรรมถ่ายทอดศิลปะ
1.1 ควรมกี ารสรา้ งและพฒั นาเครอื วัฒนธรรมจากผู้สูงอายุสู่ลูกหลาน เพ่ือเป็นการ
ข่ายการพัฒนาชุมชน และการดูแลสุขภาพให้ สรา้ งคณุ คา่ ใหก้ บั ผสู้ งู อายุ และรกั ษาศลิ ปวฒั นธรรม
ครอบคลุมทุกกลุ่มอายุอย่างต่อเน่ือง โดยการ ท้องถิน่ ใหย้ ง่ั ยืนเปน็ มรดกต่อไป
ส่งเสริมความรู้ต่างๆ เช่น การดูแลสุขภาพการ
ปีท่ี 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มถิ นุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 11
3. ข้อเสนอแนะในการทำ� วจิ ัยคร้งั ต่อไป 3.2 การศกึ ษาปจั จยั ของการจดั งาน
3.1 ควรศกึ ษาหามาตรการ กำ� หนด บญุ ปลอดสุราในชุมชน
เกณฑ์ค่าคะแนนความดี และการบริหารจัดการ 3.3 การศึกษาขยายผล ยกระดับ
ธนาคารความดีให้มีความม่นั คงและย่งั ยืน จากธรรมนญู ต�ำบลสู่ธรรมนญู ระดบั อำ� เภอ
References
Chantarasorn, W. (2009). Theory of Public Policy Implementation. Bangkok : Chaiyaphum
Graphic.
Chinnawat, T. (2003). Special Topic New Concept of Administration to King Prajadhipok's
Institute. Bangkok : n.p.
Chomeya, R. (2010). Psychology: The Basics of Understanding Human Behavior. 2nd Edition.
Mahasarakham : Mahasarakham University.
Jindawatana, A. (2009). Public Participatory Health Policy: A New Dimension of Health
Promotion. 4th Edition. Bangkok : Beyond Publishing Co., Ltd.
Kanwong, S. (2012). The New Public Management Thaksin's goverment: successful and
failure. Academic Journal Bangkok Thonburi University, 1(2), 62-82.
Kaplan, R. & Norton, D. (2005). Creating the Office of Strategy Management. Harvard
Business Review. Bangkok : n.p.
Mitkitti, R. (2016). Community-Engaged Implementation of Public Healthcare Policies: A
Challenging Role of Community Nurses. Journal of Nursing, 31(3), 26-36.
Pha Paisal Visalo. (1996). Health, Culture and Environment in Taweetong Hongviwat &
Phanchun Padubmook Behavioral Health Research Network Ministry of Public
Health. Bangkok : Komol Poomthong Foundation.
Wasee, P. (2009). New Development in Thailand: Local Strength. Bangkok : TQP.
ผลสัมฤทธ์ิของการด�ำเนนิ โครงการหมู่บ้านรกั ษาศีล 5
ในตำ� บลห้วยทราย อ�ำเภอสนั ก�ำแพง จงั หวดั เชียงใหม*่
The Achievement of Conducting the Project of Villages
Observing the Five Precepts in Huaysai Sub-district,
Sankamphaeng District, Chiang Mai Province
โผน นามณี, พระครูสมหุ ์ธนโชติ จิรธมฺโม (เข่อื นเพชร) และทรงศักดิ์ พรมดี
Phon Namanee, Phrakrusamu Thanachot Ciradhammo (Khuenphet) and Tongsakdi Promdee
มหาวิทยาลยั มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตล้านนา
Mahamakut Buddhist University, Lanna Campus, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]
บทคัดย่อ
การวิจัยคร้ังน้ี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับผลสัมฤทธิ์ของการด�ำเนินโครงการหมู่บ้าน
รกั ษาศลี 5 2) เพอ่ื หาความสมั พันธ์ของผลสัมฤทธิ์ในการด�ำเนนิ โครงการหมู่บ้านรกั ษาศลี 5 3) เพ่ือทราบ
ปญั หาและแนวทางพฒั นาการดำ� เนนิ โครงการดำ� เนนิ งานหมบู่ า้ นรกั ษาศลี 5 กลมุ่ ตวั อยา่ ง ไดแ้ ก่ ประชาชน
175 คน ด�ำเนนิ งานในเขตตำ� บลห้วยทรายทงั้ 8 หมู่บ้าน สถิติทใี่ ช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่ารอ้ ยละ
ค่าเฉล่ยี ค่าเบย่ี งเบนมาตรฐาน และคา่ ไคสแควร์
ผลการวิจัยพบว่า ระดับผลสัมฤทธิ์ของการด�ำเนินโครงการด้านท่ีมีค่าเฉล่ียจากมากที่สุด
ไปถึงน้อยทีส่ ดุ ไดแ้ ก่ 1) ดา้ นการขบั เคลอ่ื นดำ� เนนิ งาน: มกี ารจดั กจิ กรรมสรา้ งความปรองดองทกุ หมบู่ า้ น
ก�ำหนดให้มีบุคคลตัวอย่างน�ำการปฏิบัติในการรักษาศีล 5 ส่งเสริมให้ประชาชนประกอบอาชีพสุจริต
กำ� หนดแผนการสรา้ งพน้ื ทปี่ ลอดยาเสพตดิ 2) ดา้ นการประเมนิ และรายงานผล: หมบู่ า้ นรกั ษาศลี 5 ทต่ี ำ� บล
หว้ ยทรายมผี ลสมั ฤทธดิ์ ี ยดึ หลักคณุ ธรรม จริยธรรมทางจิตใจมากกว่าผลทางวัตถุ รายงานผลดำ� เนนิ การ
ตามปฏิทินปฏบิ ัติการเสมอ ให้มีผูเ้ อาใจใสต่ อ่ การรักษาศีลทุกหมบู่ ้าน 3) ด้านการแตง่ ตง้ั คณะกรรมการ
ด�ำเนินงาน: โครงการน้ีได้ต้ังพระสงั ฆาธกิ ารในตำ� บลเปน็ ทปี่ รกึ ษา กรรมการทกุ คนเขา้ ใจวตั ถปุ ระสงคข์ อง
โครงการรกั ษาศลี 5 เปน็ อยา่ งดี โดยคณะกรรมการทกุ คนได้รับคดั เลอื กมาแต่ละหมู่บ้าน ปจั จยั สว่ นบุคคล
* ได้รับบทความ: 19 เมษายน 2561; แก้ไขบทความ: 2 เมษายน 2562; ตอบรบั ตพี ิมพ:์ 29 เมษายน 2562
Received: April 19, 2018; Revised: April 2, 2019; Accepted: April 29, 2019
14 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
ได้แก่ เพศ อายุ รายได้ อาชพี และการศึกษาสูงสุดของประชากร มีความสมั พนั ธ์กบั ผลสมั ฤทธิ์ของการ
ดำ� เนนิ โครงการหมบู่ ้านรักษาศลี 5 ในต�ำบลหว้ ยทราย อ�ำเภอสันกำ� แพง จงั หวดั เชียงใหม่
ปญั หาและแนวทางพฒั นาการดำ� เนนิ โครงการ ดา้ นการแตง่ ตง้ั คณะกรรมการดำ� เนนิ งาน มปี ญั หา
ไมเ่ ขา้ ใจนโยบายดา้ นโครงสรา้ งพน้ื ฐานในการสง่ เสรมิ ศลิ ปวฒั นธรรมและประเพณอี นั ดงี าม ดา้ นการขบั เคลอื่ น
ดำ� เนินงาน มีปัญหาการวางแผนการสร้างพื้นท่ีปลอดยาเสพติด การส่งเสรมิ ให้ประชาชนปฏิบัติตนอยูใ่ น
เบญจธรรม ด้านการประเมินผลและรายงานผล ไม่มีการแก้ปัญหาท่ีเกิดข้ึนระหว่างปฏิบัติโครงการ
การแตง่ ตง้ั อนกุ รรมการตดิ ตามและประเมนิ ผลในระดบั หมบู่ า้ นลา่ ชา้ แนวทางในการพฒั นาดา้ นการแตง่ ตง้ั
คณะกรรมการด�ำเนินงาน ควรช้ีแจงวัตถุประสงค์ของโครงการให้เข้าใจตามนโยบาย มีการส่งเสริม
ศลิ ปวฒั นธรรมและประเพณอี นั ดงี าม ฝกึ ใหท้ กุ คนเปดิ ใจกวา้ งรบั ฟงั ความคดิ เหน็ ผอู้ น่ื ดา้ นการขบั เคลอ่ื น
ดำ� เนนิ งาน ควรกำ� หนดการสง่ เสรมิ ใหป้ ระชาชนมอี าชพี สจุ รติ กำ� หนดแผนการสรา้ งพน้ื ทป่ี ลอดยาเสพตดิ
ใหไ้ ด้ผล ดา้ นการประเมนิ ผลและรายงานผล มีการแก้ปญั หาท่เี กดิ ขึน้ ระหว่างปฏบิ ตั ิโครงการ การแตง่ ต้ัง
อนุกรรมการติดตามและประเมนิ ผล และการเสนอรายงานผลด�ำเนินการตามปฏทิ ินปฏิบตั ิการ
คำ� สำ� คัญ: ผลสมั ฤทธ์;ิ การดำ� เนนิ โครงการ; หมบู่ า้ นรกั ษาศลี 5
Abstract
The objectives of this research were 1) to study the achievement of conducting
the project of villages observing the five precepts, 2) to determine the relationship of
the achievement of conducting the project of villages observing the five precepts and 3)
to know the problems and development of conducting the project of villages observing
the five precepts. The sampling subjects were 175 people from all 8 villages in Huaysai
Sub-district. Tools for data collection were questionnaires; the research statistics included
frequency, percentage, mean, standard deviation, and Chi-square.
The results showed that: Personal factors including gender, age, income,
occupation and highest education of the population were correlated with the
achievement of conducting the project of villages observing the five precepts in Huaysai
sub-district, Sankamphaeng district, Chiang Mai province. Regarding problems and
Problems and guidelines for project development on the appointment of the operation
committee, there were the problems of less understanding of policy, basic structures in
the community and promotion of fine arts, cultures and traditions. On driving the
ปที ่ี 19 ฉบบั ท่ี 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 15
operation, there were problems of planning to create a drug-free area and promoting
people to behave in the 5 doctrines. On Evaluation and result report, there was no solution
the problem that occurred during the project implementation and the appointment of
sub-committee to monitor and evaluate the villages was delayed. Regarding the guideline
for the development on the operation committee appointment, there should be the
clarification of the purpose of the project to understand the policy and the promotion
of fine arts, cultures and tradition and everyone should be trained to be open-minded
and to listen to others’ opinions. On driving the operation, there should be disposal of
the promotion for people to have honest occupation and the plan to effectively create
the drug-free area. On evaluation and result report, there were the solution to problems
that arose during project implementation, the appointment of a committee to monitor
and evaluate the project and the report of implementation according to the calendar.
Keywords: The Achievement; Conducting the Project; Villages Observing the 5 Precepts
1. บทน�ำ จังหวัดเชียงใหม่ เพราะวา่ ต�ำบลห้วยทราย อ�ำเภอ
สันก�ำแพง จังหวัดเชียงใหม่น้ีชุมชนได้รักษาศีล 5
คณะสงฆโ์ ดยมหาเถรสมาคม ไดต้ ระหนกั เปน็ ประจำ� แตต่ า่ งคนตา่ งรกั ษาและเคยรวมตวั กนั
ถึงประโยชน์และความจ�ำเป็นของการประพฤติ รักษา
ศีล 5 มาโดยตลอด จึงได้มีมติให้ด�ำเนินโครงการ
หมู่บ้านรักษาศีล 5 ตามด�ำริที่เจ้าประคุณสมเด็จ 2. วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั
พระมหารัชมังคลาจารย์ได้ประทานโอวาทไว้ เม่ือ
วันที่ 17 พฤศจกิ ายน 2556 ความว่า “อนั ว่าศีล 5 1. เพื่อศึกษาระดับผลสัมฤทธิ์ของการ
เป็นการส�ำคัญของมนุษย์ เมื่อทุกคนมีศีล 5 ด้วย ด�ำเนินโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ในต�ำบลห้วย
กนั สงั คมนนั้ ๆ คอื ประชาชนยอ่ มจะอยเู่ ยน็ เปน็ สขุ ทราย อำ� เภอสนั ก�ำแพง จังหวดั เชยี งใหม่
เมอื่ เปน็ ไปได้ ขอใหช้ อื่ หมบู่ า้ นนนั้ วา่ หมบู่ า้ นรกั ษา 2. เพ่ือหาความสัมพันธ์ของผลสัมฤทธ์ิ
ศีล 5” ซ่ึงสอดคล้องกับนโยบายของคณะรักษา ในการดำ� เนนิ โครงการหมบู่ า้ นรกั ษาศลี 5 ในตำ� บล
ความสงบแหง่ ชาติ (คสช.) ทีม่ อบหมายภารกิจให้ หว้ ยทราย อำ� เภอสันกำ� แพง จังหวดั เชยี งใหม่
ส่วนราชการสร้างความปรองดองสมานฉันท์แก่ 3. เพื่อทราบปัญหาและแนวทางพัฒนา
ประชาชนในชาติ โดยกำ� หนดพนื้ ทเ่ี ปา้ หมายในการ การด�ำเนนิ โครงการด�ำเนินงานหม่บู า้ นรักษาศลี 5
ด�ำเนนิ การพร้อมกนั ทั้ง 76 จังหวดั ในเรือ่ งน้ี ผวู้ จิ ยั ในต�ำบลห้วยทราย อ�ำเภอสันก�ำแพง จังหวัด
ได้เลือกศึกษา ต�ำบลห้วยทราย อ�ำเภอสันก�ำแพง เชียงใหม่
16 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
3. วธิ ีด�ำเนินการวจิ ัย เสนอด้วยตารางแจกแจงความถี่ (Frequency)
รอ้ ยละ (Percentage) คา่ เฉลยี่ (Mean) คา่ เบย่ี งเบน
1. ประชากรท่ีศึกษา ได้แก่ ประชาชน มาตรฐาน (Standard Deviation) และคา่ Chi-
ที่เป็นคณะกรรมการด�ำเนินงานในเขตต�ำบล Square วิเคราะห์และน�ำเสนอผลการวิเคราะห์
หว้ ยทรายทั้ง 8 หมูบ่ า้ น อำ� เภอสนั กำ� แพง จังหวดั ดว้ ยตารางตามวิธีการทางสถิติ
เชียงใหม่ ท้ังหมด 320 คน ได้กลุ่มตัวอย่าง
โดยเปดิ ตารางของ Krejcie & Morgan (Sonthong, 4. สรุปผลการวจิ ัย
et al., 2018 : 221-232) ได้จ�ำนวน 175 คน
แล้วสุ่มตัวอย่างตามสัดส่วน (Propositional ผลสมั ฤทธขิ์ องการดำ� เนนิ โครงการหมบู่ า้ น
Allocation) จากจ�ำนวนประชาชนท่ีเป็นคณะ รักษาศีล 5 ในต�ำบลหว้ ยทราย อ�ำเภอสนั ก�ำแพง
กรรมการดำ� เนินงาน จังหวัดเชียงใหม่ โดยรวม 3 ด้าน แปลผลอยู่ใน
2. เครอื่ งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั ครง้ั นแี้ บง่ การ ระดับปานกลาง มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.47 และมี
ศกึ ษาออกเปน็ 2 ประเภท คอื ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.76 ตามล�ำดับ
2.1 การวจิ ยั เอกสาร (Documentary ด้านการแต่งตั้งคณะกรรมการด�ำเนินงาน อยู่ใน
Research) เป็นการศึกษาค้นคว้าและรวบรวม ระดบั ปานกลาง มีคา่ เฉลี่ยเท่ากบั 3.23 และสว่ น
แนวคดิ ทฤษฎี ผลการวจิ ยั ขอ้ มลู ตา่ งๆ ทางเอกสาร เบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.11 โครงการนี้ได้ต้ัง
ต�ำรา บทความ และวารสารทเ่ี ก่ียวขอ้ งกบั ปัญหา พระสังฆาธิการในต�ำบลเป็นท่ีปรึกษา รองลงมา
ผลกระทบของการด�ำเนินโครงการหมู่บ้านรักษา ได้แก่ กรรมการทุกคนเข้าใจวัตถุประสงค์ของ
ศลี 5 (Saikham, Kernchai and Phra Athikan โครงการรักษาศลี 5 เปน็ อยา่ งดี มคี ่าเฉลีย่ เทา่ กับ
Boonchuay Chotivangso, 2018 : 35-46) 3.52 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.73
2.2 การวิจัยภาคสนาม (Field ด้านการขับเคลื่อนด�ำเนินงาน อยู่ในระดับปาน
Research) เก็บข้อมูล โดยใช้แบบสอบถาม กลาง มคี า่ เฉลีย่ เทา่ กับ 3.60 และมสี ว่ นเบ่ยี งเบน
(Questionnaire) ในการด�ำเนินการเก็บรวบรวม มาตรฐานเทา่ กบั 0.81 ดำ� เนนิ การจดั กจิ กรรมสรา้ ง
ข้อมูลจากกลุ่มประชากรตัวอย่างที่ก�ำหนดไว้ใน ความปรองดองทุกหมบู่ ้าน มีคา่ เฉลยี่ เท่ากบั 3.67
แต่ละหมู่บ้านในเขตต�ำบลห้วยทราย อ�ำเภอ และมสี ว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐานเท่ากบั 0.83 รองลง
สันก�ำแพง จังหวดเชียงใหม่ ได้กลุ่มตัวอย่างจาก มา ได้แก่ ก�ำหนดให้มบี ุคคลตัวอยา่ งน�ำการปฏิบัติ
ประชากร จำ� นวน 175 คน ในการรักษาศีล 5 มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.86 และมี
3. การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยน�ำข้อมูล ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.91 ด้านการ
ที่ได้จากการตอบแบบสอบถามของผู้ตอบแบบ ประเมินผลและรายงานผล อยู่ในระดับปานกลาง
สอบถามมาประมวลผลขอ้ มลู วเิ คราะห์ โดยใชส้ ถติ ิ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.58 และมีส่วนเบี่ยงเบน
เชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ซึ่งน�ำมา มาตรฐานเทา่ กบั 0.67 โครงการหมูบ่ ้านรักษาศลี
ปีท่ี 19 ฉบบั ท่ี 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 17
5 ท่ีต�ำบลห้วยทรายนี้ มีผลสัมฤทธ์ิดี รองลงมา หมู่บ้านล่าช้าไม่รายงานผลด�ำเนินการตามปฏิทิน
ได้แก่ การยึดหลักคุณธรรม จริยธรรมทางจิตใจ ปฏิบัติการและการปฏิบัติงานไม่มีความสามัคคี
มากกว่าผลทางวัตถุ แนวทางในการพัฒนาด้านการแต่งตั้งคณะ
ปัจจยั ส่วนบุคคล ไดแ้ ก่ เพศ อายุ รายได้ กรรมการด�ำเนินงานควรชี้แจงวัตถุประสงค์ของ
อาชีพและการศึกษาสูงสุดของประชากร มีความ โครงการให้เข้าใจตามนโยบาย ควรรู้และเข้าใจ
สัมพันธ์กับผลสัมฤทธ์ิของการด�ำเนินโครงการ โครงสร้างพ้ืนฐานในชุมชน ควรส่งเสริมศิลป
หมู่บ้านรักษาศีล 5 ในต�ำบลห้วยทราย อ�ำเภอ วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงาม ควรน�ำเสนอ
สันก�ำแพง จังหวัดเชียงใหม่ โดยรวมท้ัง 3 ด้าน นโยบายดา้ นพระพทุ ธศาสนา ควรแตง่ ตง้ั ตวั บคุ คล
เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่ต้ังไว้ ส่วนด้าน ที่ท�ำงานจริง ควรสอนปรับความรู้วิธีท�ำงานทาง
สถานภาพของประชากร ไม่มีความสัมพันธ์กับ ศาสนา ควรแต่งต้ังบคุ คลทที่ �ำงานด้วยใจ ควรขจัด
ผลสัมฤทธ์ิของการด�ำเนินโครงการหมู่บ้านรักษา การแสวงหาผลประโยชน์ตนและควรขจัดการขัด
ศลี 5 ในตำ� บลหว้ ยทราย อำ� เภอสนั กำ� แพง จงั หวดั แยง้ กนั เองใหห้ มดไป ฝกึ ใหท้ กุ คนเปดิ ใจกวา้ งรบั ฟงั
เชียงใหม่ โดยรวมท้ัง 3 ด้าน ไม่เป็นไปตาม ความคิดเห็นผู้อื่น ด้านการขับเคล่ือนด�ำเนินงาน
สมมติฐานการวิจัยท่ตี งั้ ไว้ ควรกำ� หนดการสง่ เสริมใหป้ ระชาชนมีอาชพี สจุ รติ
ปัญหาและแนวทางพัฒนาการด�ำเนิน ควรใหป้ ระชาชนปฏิบัติตนอย่ใู นเบญจศลี ควรจดั
โครงการด�ำเนินงานหมู่บ้านรักษาศีล 5 ด้านการ กจิ กรรมสรา้ งความปรองดองทกุ หมบู่ า้ น ระยะตาม
แตง่ ตงั้ คณะกรรมการดำ� เนินงาน มีปัญหาไม่เข้าใจ แผนงานปกติควรจัดท�ำปฏิทินแผนการรักษาศีล
นโยบายด้านโครงสร้างพ้ืนฐานในชุมชน ในการ ตลอดโครงการ และควรกำ� หนดแผนการสรา้ งพน้ื ท่ี
ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงาม ปลอดยาเสพติดให้ได้ผล ด้านการประเมินผลและ
การวางตวั บคุ คลทเี่ หมาะสม ไมร่ วู้ ธิ ที ำ� งานทางดา้ น รายงานผล ทกุ คนควรเอาใจใส่ตอ่ การรกั ษาศีลทุก
ศาสนาและมกี ารทำ� งานหลายหนา้ ทใ่ี นวนั เดยี วกนั หมู่บ้าน กรรมการต้องช่วยแก้ปัญหาท่ีเกิดขึ้น
ดา้ นการขบั เคลอ่ื นดำ� เนนิ งาน มปี ญั หาการวางแผน ระหว่างปฏิบัติโครงการ ควรแต่งตั้งอนุกรรมการ
การสร้างพื้นที่ปลอดยาเสพติด การร่วมมือ ตดิ ตามและประเมนิ ผลในระดบั หมบู่ ้าน ควรเสนอ
ขับเคล่ือนการด�ำเนินงานทุกระดับส่วนราชการ รายงานผลด�ำเนินการตามปฏิทินปฏิบัติการ
ก า ร ส ่ ง เ ส ริ ม ใ ห ้ ป ร ะ ช า ช น ป ฏิ บั ติ ต น อ ยู ่ ใ น ควรแต่งตั้งตัวบุคคลที่ท�ำงานจริง ควรสอนเขียน
เบญจธรรม ด้านการประเมินผลและรายงานผล สรุปผลการติดตามและประเมินผลต่อคณะ
ทุกหม่บู า้ นไมเ่ อาใจใสต่ ่อการรกั ษาศีล ไม่มีการแก้ กรรมการทกุ ระดบั พยายามปฏบิ ตั งิ านใหป้ ระสาน
ปญั หาทเี่ กดิ ขนึ้ ระหวา่ งปฏบิ ตั โิ ครงการ การแตง่ ตงั้ สามัคคีในทุกหมู่บ้าน ควรแต่งต้ังอนุกรรมการ
อนุกรรมการติดตามและประเมินผลในระดับ ติดตามและประเมนิ ผล
18 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
5. อภปิ รายผลการวจิ ยั เท่ากับ 3.66 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ
1.20 ที่เปน็ เช่นนี้สามารถอภิปรายไดว้ า่ ประชากร
การวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับตัวแปรที่ ส่วนใหญ่ยังเห็นความจ�ำเป็นของพระสังฆาธิการ
ศึกษาพบว่า ผลสัมฤทธ์ิของการด�ำเนินโครงการ ในโครงการหมูบ่ า้ นรกั ษาศีล 5 ซงึ่ เป็นผู้น�ำทง้ั ฝ่าย
หมู่บ้านรักษาศีล 5 ในต�ำบลห้วยทราย อ�ำเภอ พระสงฆ์และฝ่ายคฤหัสถ์ว่า พระสังฆาธิการเป็น
สนั ก�ำแพง จงั หวดั เชยี งใหม่ โดยรวม 3 ด้านแปล ตัวอย่างในการปฏิบัติรักษาศีลและแนะน�ำกับ
ผลอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.47 ประชาชนท่ีเข้าโครงการรักษาศีล เมื่อผู้น�ำปฏิบัติ
ทเ่ี ปน็ เชน่ นส้ี ามารถอภปิ รายไดว้ า่ ประชากรสว่ นใหญ่ จักท�ำให้ลูกบ้านปฏิบัติตามด้วยและได้ประโยชน์
ยังเห็นความจ�ำเป็นและความส�ำคัญของโครงการ จากการรกั ษาศลี อยา่ งสมบรู ณ์ และอาจเปน็ เพราะวา่
หมบู่ า้ นรักษาศีล 5 วา่ โครงการนี้สามารถใหค้ วาม ผู้น�ำโครงการเน้นการด�ำเนินงานโดยการวางแผน
สงบร่มเย็นกับหมู่บ้านท่ีเข้าโครงการ เพราะการ การกำ� หนดวตั ถปุ ระสงค์ และหากลยทุ ธก์ ารดำ� เนนิ
รกั ษาศลี 5 ทำ� ใหผ้ รู้ กั ษาศลี มคี วามสงบ รม่ เยน็ และ งานแบบใหป้ ระชาชนมสี ว่ นรว่ มดว้ ย ซง่ึ สอดคลอ้ ง
มจี ิตใจสงบ อีกประการหนึง่ ไดร้ ู้ได้เห็นผู้น�ำทงั้ ฝา่ ย กับแนวคิดของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จ
พระสงฆแ์ ละฝา่ ยคฤหสั ถไ์ ดแ้ สดงออกถงึ การรกั ษา พระสังฆราช (Somdet Phra Nyanasamvara
ศีลให้เป็นตัวอย่าง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ (Supreme Patriarch), 2000 : 17) ทท่ี รงนิพนธ์
พระธรรมปิฎก (Phradhammapitaka (P.A. ประโยชน์การรักษาศีลว่า ภายหน้าท�ำให้คนอยู่
Payutto), 2002 : 239) จากพจนานุกรมพุทธ เป็นสุข ดังความตอนหนึ่งว่า “พระเจ้ากาลิงคะ
ศาสน์ ฉบับประชาชนท่ีให้ความหมายว่า ศีล คือ พรอ้ มทงั้ ประชาชนกพ็ ากนั รบั กรุ ธุ รรมนนั้ มาปฏบิ ตั ิ
ความประพฤติทางกายวาจา การรกั ษากาย วาจา คอื ตงั้ อยใู่ นศลี 5 ฝนกต็ กบรบิ รู ณ์ ภยั ทง้ั ปวงกส็ งบ
ให้เรยี บร้อย ขอ้ ปฏิบตั สิ �ำหรับควบคมุ กายวาจาให้ บ้านเมืองก็เกิดความผาสุกสมบูรณ์ ชาดกน้ีแสดง
ตั้งอยู่ในความดีงาม การรักษาตามปกติตามวินัย อานุภาพของศีล แม้ไม่เชื่อในอานุภาพเหนือ
การรักษาปกติมารยาทที่สะอาดปราศจากโทษ ธรรมดา แต่เม่ือคิดดูตามเหตุตามผลธรรมดานี้
ข้อปฏิบัติในการละเว้นความชั่ว ข้อปฏิบัติในการ ก็จะเห็นได้ว่า เมื่อพากันมีศีล คือ ไม่ท�ำร้ายกัน
ฝึกหัดกายวาจาให้ดียิ่งข้ึน ความสุจริตทางกาย ไมล่ กั ขโมยฉอ้ โกงกนั เปน็ ตน้ แลว้ พากนั มธี รรม คอื
วาจา โดยการแยกเป็นด้านต่างๆ ดังน้ี ประพฤตปิ ระโยชนเ์ กอื้ กลู กนั โดยทว่ั ไปแลว้ กจ็ ะเกดิ
1. ดา้ นการแตง่ ตงั้ คณะกรรมการดำ� เนนิ ความสขุ สมบรู ณ์แน่นอน” ศีลนน้ั ท่แี ท้ก็คือ มกี าร
งานโดยรวมอยใู่ นระดบั ปานกลาง มคี า่ เฉลย่ี เทา่ กบั เปน็ อยทู่ างกาย ทางวาจาเรยี บรอ้ ยปราศจากปญั หา
3.23 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.11 ปราศจากอุปสรรค คือ มีการเป็นอยดู่ ีนน่ั เอง ไมม่ ี
เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ย โทษเกิดข้ึนเนื่องมาจากการเป็นอยู่และสอดคล้อง
สูงสุดอันดับแรกได้แก่ ข้อท่ี 3 โครงการนี้ได้ตั้ง กับแนวคิดของทศพร ศิริสัมพันธ์ (Sirisampan,
พระสังฆาธิการในต�ำบลเป็นท่ีปรึกษามีค่าเฉล่ีย
ปที ่ี 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 19
2003 : 146) ท่ีกล่าวว่า การบริหารแบบมุ่งผล คำ� สอนทส่ี นบั สนนุ สง่ เสรมิ ใหก้ ารพฒั นากายและใจ
สัมฤทธ์ิ เป็นการบริหารท่ีเน้นการวางแผนการ ไดผ้ ลสมบรู ณม์ ากยงิ่ มาก ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั หลกั การ
ก�ำหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และกลยุทธ์การ และจุดมุ่งหมายตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ
ด�ำเนินงานแบบมีส่วนร่วมผู้บริหารในแต่ละระดับ สงั คมแห่งชาติทีม่ งุ่ เน้นในการพฒั นาคน เช่น การ
ขององคก์ ารตอ้ งยอมรบั และค�ำนงึ ถงึ ผลงาน ไมค่ บคนพาล การคบบณั ฑติ อนั เปน็ การสนบั สนนุ
2. ดา้ นการขบั เคลอื่ นดำ� เนนิ งานโดยรวม ส่งเสริมการพัฒนาให้ได้ผลมากย่ิงข้ึน ผลของการ
อยู่ในระดบั ปานกลาง มคี ่าเฉล่ยี เท่ากบั 3.60 และ พัฒนาตามหลักมงคลสูตรจะช่วยแก้ปัญหาราย
มสี ว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานเทา่ กบั .81 เมอื่ พจิ ารณา บคุ คล ปญั หาของครอบครวั ปญั หาของชมุ ชนและ
เปน็ รายดา้ นพบวา่ ดา้ นทมี่ คี า่ เฉลย่ี สงู สดุ อนั ดบั แรก สังคมใหเ้ กดิ ความสามัคคกี ัน รวมทง้ั เพิ่มศักยภาพ
ระยะเร่งดว่ น ได้แก่ ขอ้ ท่ี 5 โครงการนด้ี ำ� เนนิ การ ในการพัฒนาตนเองได้โดยใช้หลักการฝึกสิกขา 3
จัดกิจกรรมสร้างความปรองดองทุกหมู่บ้านมีค่า ประการหรือไตรศึกษา คือ สีลสิกขา จิตตสิกขา
เฉล่ียเท่ากับ 3.67 และมีส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และปญั ญาสกิ ขา วธิ กี ารฝกึ ศกึ ษาทง้ั หมดนี้ ไดม้ อี ยู่
เท่ากับ .83 ที่เป็นเช่นน้ีสามารถอภิปรายได้ว่า แลว้ อย่างครบถว้ นสมบูรณใ์ นมงคลสตู ร
ประชากรสว่ นใหญย่ งั เหน็ ความจำ� เปน็ ของความรกั 3. ด้านการประเมินผลและรายงานผล
ความสามัคคีกันหรือความปองดองของประชาชน โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.58
ในชาตเิ พราะจกั ทำ� ใหก้ ารดำ� เนนิ งานตา่ งๆ ราบรนื่ และมีส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ .67 เมื่อ
การขบั เคลอื่ นดำ� เนนิ งานใหร้ กั ษาศลี 5 ทกุ คนหรอื พจิ ารณาเปน็ รายดา้ นพบว่า ด้านทีม่ คี ่าเฉลีย่ สูงสุด
ทุกหมู่บ้านน้ีท�ำให้ทุกคนมีศีล มีธรรมะประจ�ำใจ อนั ดบั แรก ไดแ้ ก่ ขอ้ ที่ 10 โดยรวมโครงการหมบู่ า้ น
ซ่ึงส่งผลต่อการคิด การกระท�ำกิจกรรมต่างๆ รกั ษาศลี 5 ทต่ี ำ� บลหว้ ยทรายนี้ มผี ลสมั ฤทธดิ์ ี มคี า่
โดยเฉพาะความเปน็ มติ รทดี่ งี ามเหมอื นเปน็ ญาตกิ นั เฉลี่ยเท่ากับ 3.82 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ความปองดองจกั เกดิ ขน้ึ โดยอตั โนมตั ิ ซง่ึ สอดคลอ้ ง เท่ากับ 1.00 ที่เป็นเช่นนี้สามารถอภิปรายได้ว่า
กบั แนวคดิ ของ ชยั วฒั น์ อตั พฒั น์ (Attapat, 2003 ประชากรส่วนใหญ่ยังเห็นความจ�ำเป็นของการ
: 246) ที่อา้ งหลกั ธรรมชอื่ ทฏิ ฐธัมมกิ ตั ถประโยชน์ รักษาศีล 5โดยปกติประชาชนทุกหมู่บา้ นในตำ� บล
ข้อที่ 3 ว่าด้วยหลักกัลยาณมิตรคบคนดีเป็นมิตร น้ีจะยึดมั่นในพระพุทธศาสนา มีความรักใคร่
คือ รู้จักก�ำหนดบุคคลในถิ่นอาศัย เลือกเสวนา สามัคคีกันดี จะเห็นได้จากวันพระหรือวันส�ำคัญ
สำ� เหนียกศกึ ษาเย่ียงอย่างผู้ทรงคณุ มศี รทั ธา ศีล ทางพระพทุ ธศาสนา ชาวบา้ นจะจงู มอื ลกู หลานไป
จาคะ และปัญญา และยังสอดคล้องกับงานวิจัย ท�ำบุญ ไปร่วมกิจกรรมในวัดเสมอ พอมีโครงการ
ของจวน วรรณจนั ทร์ (Wanchan, 2006) ทไี่ ดว้ จิ ยั หมบู่ า้ นรกั ษาศลี 5 จงึ ไดแ้ สดงออกใหช้ าวโลกไดร้ บั
เร่ือง มงคลสูตร: หลักการพัฒนาชีวิตได้สรุปว่า รถู้ งึ พฤตกิ รรมของพวกตนซงึ่ สอดคลอ้ งกบั แนวคดิ
การปฏิบัติตามหลักค�ำสอนในมงคลสูตรเป็นหลัก ของชัยวัฒน์ อัตพัฒน์ (Attapat, 2003 : 246)
20 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
ที่กล่าวถึงพฤติกรรมท่ีดีของคนว่า มักจะท�ำ สมั ฤทธขิ์ องการดำ� เนนิ โครงการหมบู่ า้ นรกั ษาศลี 5
กิจกรรมสำ� เรจ็ ด้วยหลกั ธรรม คอื หลักอทิ ธบิ าท 4 ในต�ำบลห้วยทราย อ�ำเภอสันก�ำแพง จังหวัด
หรอื กฎแห่งความสำ� เรจ็ ดงั นี้ คือ 1) ฉนั ทะ ความ เชียงใหม่ โดยรวมท้ัง 3 ด้าน ไม่เป็นไปตาม
พึงพอใจ คือ ความต้องการที่จะท�ำ ใฝ่ใจท่ีจะท�ำ สมมตฐิ านการวจิ ยั ทต่ี งั้ ไว้ สอดคลอ้ งกบั แนวคดิ ของ
หรือมีใจรักท่ีจะท�ำสิ่งนั้น โดยมุ่งที่จะให้เกิดผลดี ประทวน สมบรู ณ์ (Somboon, 1995 : 46-50)
ย่ิงข้ึน 2) วิริยะ ความเพียร คือ ความขยันหม่ัน ทไี่ ดใ้ หแ้ นวความคดิ ไวว้ า่ “สมั ฤทธผิ ลในการทำ� งาน
ประกอบกิจการนั้นๆ ด้วยความเข้มแข็งอดทน หมายถึง สภาพท่ีเกิดข้ึนจากการใช้ความรู้ความ
ไม่ทอดธุระ ไม่ท้อถอยหรือไม่เลิกอุดมการณ์ สามารถ มกี ำ� ลงั ใจ มคี วามตงั้ ใจและกำ� ลงั ใจในการ
3) จิตตะ ความเอาใจฝักใฝ่ คือ ต้ังใจรับรู้ เอาใจ ท�ำงาน ซ่ึงสามารถวัดค่าของความส�ำเร็จได้
จดจ่อในสิ่งที่ท�ำ และ 4) วิมังสา ความไตร่ตรอง เม่อื เทยี บกับเปา้ หมายที่วางไว”้
คือ การใช้ปัญญาพิจารณาหาเหตุผลในส่ิงน้ัน ปัญหาและแนวทางพัฒนาการด�ำเนิน
และสอดคล้องกับแนวคิดของอารยา เดชภิมล โครงการด�ำเนินงานหมู่บ้านรักษาศีล 5 ด้านการ
(Dechphimon, 2003 : 132) ทกี่ ลา่ ววา่ การบรหิ าร แต่งต้ังคณะกรรมการด�ำเนินงาน มีปัญหาความ
มุ่งผลสัมฤทธิ์เกี่ยวข้องกับผลการผลิตหรือผลลัพธ์ ไม่เข้าใจนโยบายด้านโครงสร้างพ้ืนฐานในชุมชน/
ของงานดังกล่าวแล้วแต่ประเด็นส�ำคัญของการ ทอ้ งถน่ิ ในการสง่ เสรมิ ศลิ ปวฒั นธรรมและประเพณี
บริหารมุ่งผลสัมฤทธ์ิส่วนมาก จะเกี่ยวกับเทคนิค อันดีงาม การวางตัวบุคคลท่ีเหมาะสม ไม่รู้วิธี
และลักษณะขององค์การที่บริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ ท�ำงานทางด้านศาสนา และมีการท�ำงานหลาย
เชน่ 1) การวัดผลการปฏิบัตงิ าน (Performance หนา้ ทใ่ี นวนั เดยี วกนั ดา้ นการขบั เคลอื่ นดำ� เนนิ งาน
Measurement) 2) การเทยี บงาน (Benchmarking) มปี ญั หาการวางแผนการสรา้ งพน้ื ทปี่ ลอดยาเสพตดิ
3) คณุ ภาพการใหบ้ ริการ (Service Quality) 4) การรว่ มมอื ขบั เคลอ่ื นการดำ� เนนิ งานทกุ ระดบั สว่ น
การตรวจสอบการปฏิบัติงาน (Performance ราชการ การส่งเสริมให้ประชาชนปฏิบัติตนอยู่ใน
Auditing) และ 5) การประเมินโครงการ (Project เบญจธรรม การวางแผนการสร้างพ้ืนที่ปลอดยา
Evaluation) เสพตดิ ดา้ นการประเมนิ ผลและรายงานผล ปญั หา
ปัจจัยส่วนบุคคล ไดแ้ ก่ เพศ อายุ รายได้ ไมม่ ผี เู้ อาใจใสต่ อ่ การกรกั ษาศลี ทกุ หมบู่ า้ น ไมม่ กี าร
อาชีพและการศึกษาสูงสุดของประชากร มีความ แกป้ ญั หาทเ่ี กดิ ขน้ึ ระหวา่ งปฏบิ ตั โิ ครงการ การแตง่ ตงั้
สัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ของการด�ำเนินโครงการ อนุกรรมการติดตามและประเมินผลในระดับ
หมู่บ้านรักษาศีล 5 ในต�ำบลห้วยทราย อ�ำเภอ หมบู่ า้ นล่าชา้ ไมร่ ายงานผลด�ำเนินการตามปฏทิ นิ
สันก�ำแพง จังหวัดเชียงใหม่ โดยรวมทั้ง 3 ด้าน ปฏิบัติการ และการปฏิบัติงานไม่มีความสามัคคี
เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยท่ีต้ังไว้ ส่วนด้าน แนวทางในการพัฒนา ด้านการแต่งตั้งคณะ
สถานภาพของประชากร ไม่มีความสัมพันธ์กับผล กรรมการด�ำเนินงาน ควรช้ีแจงวัตถุประสงค์ของ
ปีที่ 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มถิ นุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 21
โครงการให้เข้าใจตามนโยบาย ควรรู้และเข้าใจ สรุปผลการติดตามและประเมินผลต่อคณะ
โครงสร้างพื้นฐานในชุมชน/ท้องถ่ิน ควรส่งเสริม กรรมการทกุ ระดบั พยายามปฏบิ ตั งิ านใหป้ ระสาน
ศลิ ปวฒั นธรรมและประเพณอี นั ดงี าม ควรนำ� เสนอ สามัคคีในทุกหมู่บ้าน ควรแต่งต้ังอนุกรรมการ
นโยบายด้านพระพุทธศาสนาควร มีการส่งเสริม ตดิ ตามและประเมนิ ผลในระดับหมบู่ า้ น
ศลิ ปวฒั นธรรมและประเพณอี นั ดงี ามประกอบการ
รกั ษาศลี ควรแตง่ ตง้ั ตวั บคุ คลทท่ี ำ� งานจรงิ ควรสอน 6. ข้อเสนอแนะ
ปรบั ความรวู้ ธิ ที ำ� งานทางศาสนา ควรแตง่ ตง้ั บคุ คล
ทที่ ำ� งานดว้ ยใจ ควรขจดั การแสวงหาผลประโยชน์ 1. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
ตนและควรขจัดการขัดแย้งกันเองให้หมดไป 1.1 ด้านการแต่งต้ังคณะกรรมการ
ฝึกให้ทุกคนเปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น ด�ำเนินการทางเทศบาลควรเลือกสรรคณะ
ซ่งึ สอดคลอ้ งกบั อารยา เดชภิมล (Dechphimon, กรรมการทส่ี ามารถทำ� งานรว่ มกนั แตล่ ะหมบู่ า้ นได้
2003 : 132) ที่ว่า การท�ำงานควรมีพันธะกิจ ซ่ึงมีเวลาเพียงพอกบั การด�ำเนินการ
วัตถุประสงค์ขององค์การชัดเจนเป็นรูปธรรม 1.2 ด้านการขับเคล่ือนการด�ำเนิน
โดยเน้นที่ผลผลิตและผลลัพธ์ ผู้บริหารทุกระดับ งานทางเทศบาลควรแสวงหาปัจจัยสนับสนุนเช่น
มีเป้าหมายท่ีชัดเจน เป้าหมายวัดได้อย่างเป็น เงินงบประมาณและของอุปโภคบริโภคให้กับผู้เข้า
รูปธรรม โดยมีตัวชี้วัดท่ีสามารถวัดได้ เจ้าหน้าท่ี รว่ มโครงการ
ทกุ คนรบั ผดิ ชอบตอ่ ผลงานไดท้ กี่ ำ� หนดไวต้ ามกำ� ลงั 1.3 ด้านการรายงานผลการด�ำเนิน
ความสามารถ ด้านการขับเคลื่อนด�ำเนินงาน งานทางเทศบาลควรเชิญผู้เชี่ยวชาญในการท�ำ
ควรก�ำหนดการส่งเสรมิ ให้ประชาชนมีอาชพี สจุ รติ รายงานมาอบรมใหค้ วามรแู้ กค่ ณะกรรมการดำ� เนนิ
ควรใหป้ ระชาชนปฏบิ ตั ิตนอยใู่ นเบญจศีล ควรจดั การที่ถูกต้องเป็นทางการ ไม่ใช่เขียนรายงาน
กจิ กรรมสรา้ งความปรองดองทกุ หมบู่ า้ น ระยะตาม โดยตา่ งคนตา่ งเขยี นและไมถ่ กู ตอ้ งกบั ระบบราชการ
แผนงานปกติควรจัดท�ำปฏิทินแผนการรักษาศีล 2. ขอ้ เสนอแนะเชงิ ปฏิบัติการ
ตลอดโครงการ และควรกำ� หนดแผนการสรา้ งพน้ื ท่ี 2.1 ด้านการแต่งตั้งคณะกรรมการ
ปลอดยาเสพติดให้ได้ผล ด้านการประเมินผลและ ดำ� เนนิ การ ผปู้ ฏบิ ตั กิ ารทางเทศบาลและของแตล่ ะ
รายงานผล ทุกคนควรเอาใจใส่ต่อการรักษาศีล หมู่บ้านควรประสานงานและปฏิบัติตามคณะ
ทุกหมู่บ้าน กรรมการต้องช่วยแก้ปัญหาท่ีเกิดขึ้น กรรมการอย่างสม�่ำเสมอ บุคคลอ่ืนเพียงรับฟัง
ระหว่างปฏิบัติโครงการ ควรแต่งตั้งอนุกรรมการ ความคิดเหน็ เทา่ นน้ั
ติดตามและประเมินผลในระดับหมู่บ้านโดยเร็ว 2.2 ด้านการขับเคล่ือนการด�ำเนิน
ควรเสนอรายงานผลดำ� เนนิ การตามปฏทิ นิ ปฏบิ ตั กิ าร งานผปู้ ฏบิ ตั กิ ารทางเทศบาลและของแตล่ ะหมบู่ า้ น
ควรแต่งต้ังตัวบุคคลท่ีท�ำงานจริง ควรสอนเขียน ควรด�ำเนินงานและปฏิบัติการท�ำงานตามคณะ
กรรมการอย่างสม่�ำเสมอพร้อมทั้งช่วยหาปัจจัย
22 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
สนับสนุนด้วย บุคคลอื่นเพียงรับฟังความคิดเห็น ประสงค์ในการด�ำเนินโครงการหมบู่ า้ นรกั ษาศลี 5
เทา่ น้ัน ในตำ� บลห้วยทราย
2.3 ด้านการรายงานผลการด�ำเนิน 3.2 ควรวิจัยเรื่อง ทัศนคติของ
งานผปู้ ฏบิ ตั กิ ารทางเทศบาลและของแตล่ ะหมบู่ า้ น ประชาชนทม่ี ตี อ่ การดำ� เนนิ โครงการหมบู่ า้ นรกั ษา
ควรควรเขยี นรายงานการปฏบิ ตั ติ ามคณะกรรมการ ศลี 5 ในตำ� บลหว้ ยทราย อำ� เภอสนั กำ� แพง จงั หวดั
แนะน�ำอย่างถูกต้องตามระบบราชการ บุคคลอื่น เชียงใหม่
เพยี งรับฟงั ความคดิ เหน็ เทา่ นัน้ 3.3 ควรวิจัยเร่ือง กลยุทธ์ในการ
3. ข้อเสนอแนะเพ่ือการวิจยั ประชาสมั พนั ธร์ ณรงคก์ ารดำ� เนนิ โครงการหมบู่ า้ น
3.1 ควรวิจัยเรื่องปัจจัยท่ีส่งผลด้าน รักษาศลี 5 ในตำ� บลห้วยทราย อ�ำเภอสันก�ำแพง
คุณสมบัติส่วนตัวของผู้เป็นคณะกรรมการท่ีพึง จังหวัดเชยี งใหม่
References
Attapat, C. (2003). Ethics. Eighth Edition. Bangkok : Ramkhamhaeng University.
Dechphimon, A. (2003). Administrative Problems of Sub-district Administration Organization:
A case study of Sub-district Administrative Organizations in, Warinchamrab District,
Ubonrachayhani Province. Master of Political Science. Graduate School : Mahasarakham
University.
Phradhammapitaka (P.A. Payutto). (2002). Dictionary of Buddhism. Bangkok : Suetawan
Co.,Ltd.
Saikham, S., Kernchai, N. and Phra Athikan Boonchuay Chotivangso. (2018). Operational
Assessment Methodology of Five Precepts Project in KhonKaen Province. Dhammathas
Academic Journal, 18(1), 35-46.
Sirisampan, T. (2000). Performance Management, A Collection of Academic Articles in 100
Years of Thai Public Administration. Department of Public Administration, Faculty
of Political Science. Bangkok : Culalongkorn University.
Somboon, P. (1995). Safety in Work. Bangkok : Charoenwit Printing.
Somdet Phra Nyanasamvara (Supreme Patriarch). (2000). How can Life be Happy. Third
Edition. Bangkok : Mahamakutvidyalaya Press.
ปที ี่ 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 23
Sonthong, S. (2018). A Model of Organizational Culture in Surindra Rajabhat University.
Dhammathas Academic Journal, 18(3), 221-221-232.
Wanchan, J. (2006). Mangalasutta: The Principles of Life Development. A Thematic
Paperfor the Degree of Master of Arts. Graduate School : Mahamakut Buddhist
University.
การพฒั นารูปแบบการสอนคณุ ธรรมและจรยิ ธรรม
ในระดบั อุดมศกึ ษาไทย*
Model Development of Moral and Ethics Teaching in Thai
Higher Education
สทุ ธชิ ัย ยังสขุ
Suttichai Yungsook
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลยั นเรศวร
Social Science Faculty of Naresuan University, Thailand
E-mail: [email protected]
บทคดั ยอ่
การวิจัยคร้ังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการสอนคุณธรรมและจริยธรรมในระดับ
อดุ มศกึ ษาไทย 2) เพอื่ เสนอแนวทางการพฒั นาศกั ยภาพผสู้ อนคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมในระดบั อดุ มศกึ ษาไทย
โดยใชร้ ะเบยี บวธิ วี จิ ยั เชงิ คณุ ภาพ เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู เบอื้ งตน้ (Secondary Data) จากการทบทวนเอกสาร
และข้อมูลภาคสนาม (Primary Data) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกต ในระดับปัจเจกบุคคล
และกลุ่มและสนทนากลุ่ม (Focus Group) กับผู้ให้ข้อมูลที่ส�ำคัญจ�ำนวน 27 รูป/คน ซ่ึงเป็นอาจารย์
ในมหาวทิ ยาลัย
ผลการวจิ ยั พบว่า
1. รปู แบบการสอนมี 5 รปู แบบ คอื แบบบรรยาย แบบสรา้ งสรรค์ แบบอรยิ สจั ส่ี แบบบวั พน้ นำ้�
และแบบผสมผสาน
2. แนวทางการพัฒนาศกั ยภาพผ้สู อนมี 5 แนวทาง คอื คณุ สมบตั ผิ สู้ อน หลักการท่วั ไป/ท่าที
การสอน วิธกี ารสอน/หลักการสอน อปุ กรณน์ วัตกรรมสื่อการสอนและจุดมุ่งหมายในการสอน
คำ� สำ� คญั : คณุ ธรรม; จรยิ ธรรม; รปู แบบการสอนคณุ ธรรมและจรยิ ธรรม
* ไดร้ บั บทความ: 26 กรกฎาคม 2561; แกไ้ ขบทความ: 2 เมษายน 2562; ตอบรบั ตพี ิมพ์: 30 เมษายน 2562
Received: July 26, 2018; Revised: April 2, 2019; Accepted: April 30, 2019
26 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
Abstract
The research objectives were: 1) to develop moral and ethical teaching patterns
in higher education of Thailand. 2) To propose the developing guideline the ability of
moral and ethical teachers in Thai higher Education. Qualitative methodology was used
this research. Secondary data was collected from the review of documents and field data
was collected by in-depth interviews and observations from the individual and group
interview and focus group with 27 key informants who were the teachers in the university.
The results were found:
1. There were 5 types of teaching patterns; the descriptive, the creative, the
Four Noble Truths, the lotus beyond the water and the transdisciplinary.
2. The developing guidelines for moral and ethical teachers were 5 items consisting
of the teacher qualities, the general principles/teaching attitudes, the teaching method/
teaching principles, the teaching tools and innovations and the teaching aims.
Keywords: Morality; Ethnics; Model of Moral and Ethical Teaching
1. บทนำ� ไม่บาดหมางซึ่งกันและกัน และท่ีส�ำคัญเพื่อให้
สังคมน้ันย่อมมีความเจริญรุ่งเรือง เพราะคนใน
ในปัจจุบันประเทศไทยประสบปัญหา สังคมนั้นย่อมมีจิตใจสูง มีความสะอาดและสว่าง
หลายอยา่ ง เชน่ ปญั หายาเสพตดิ ปญั หาอาชญากรรม ในจิตใจเม่ือจะท�ำส่ิงใดย่อมไม่ก่อให้เกิดความ
ปัญหาการว่างงาน ปัญหาการลักทรัพย์ ปัญหา เดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อ่ืน (Chotikpanich,
โสเภณี ปัญหาการท�ำแท้ง ปัญหาท้องก่อนแต่ง n.p.) คุณธรรมและจริยธรรมจึงมีความส�ำคัญต่อ
ปญั หาการคอรัปชัน่ ปญั หาการเดินขบวน เปน็ ตน้ การด�ำรงชีวิตของคนในสังคมอย่างมากและควร
ปัญหาเหล่าน้ีมีความสัมพันธ์กับปัญหาการขาด ประพฤติอย่างต่อเน่ือง (Intasara, 1998 and
คณุ ธรรมและจรยิ ธรรมทั้งทางตรงและทางอ้อม Kraphajan, 2001) ดังน้นั จงึ ควรมหี นว่ ยงานและ
คุณธรรมและจริยธรรมเป็นบรรทัดฐาน สถาบันที่ท�ำหน้าท่ีในการอบรมสั่งสอนในระดับสูง
ทางสังคม (Norms) ซึ่งเป็นกรอบหรือกฎเกณฑ์ ขน้ึ โดยตรง
ในการควบคุมพฤติกรรมหรือแบบแผนส�ำหรับ มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันอุดมศึกษาหรือ
ให้คนในสังคมได้ยึดถือปฏิบัติตาม เพื่อให้คน เปน็ สถาบนั การศกึ ษาสงู สดุ ทม่ี สี ว่ นในการทำ� หนา้ ท่ี
ในสังคมอยู่ร่วมกันเป็นปกติสุข ช่วยเหลือเอ้ือเฟื้อ ในการปลกู ฝงั ความรดู้ า้ นคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมให้
เผ่ือแผ่ซึ่งกันและกัน ไม่เกิดปัญหา ไม่ทะเลาะกัน
ปที ี่ 19 ฉบับท่ี 2 (เมษายน - มถิ นุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 27
กบั ผเู้ รยี นหรอื นกั ศกึ ษา (Promma and L., 2016) จริยธรรมในระดับอุดมศึกษาที่เหมาะสมควรเป็น
ซึ่งเป็นสถาบันท่ีมีการเรียนการสอนท้ังเพ่ือการ อย่างไร รูปแบบของสอนคุณธรรมและจริยธรรม
เลี้ยงชีพและการบ�ำเพ็ญประโยชน์ให้กับสังคม ในระดับอุดมศึกษาที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร
เพื่อให้บัณฑิตที่จบออกมาสามารถประกอบสัมมา และแนวทางการพัฒนาศักยภาพรูปแบบการสอน
อาชพี ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม คอื นอกจากมคี วามรคู้ วาม คณุ ธรรมและจรยิ ธรรมในระดบั อดุ มศกึ ษาควรเปน็
เช่ียวชาญในสาขาวิชาชีพแล้ว ยังต้องมีจริยธรรม อยา่ งไร
และมีวินัยในตนเองด้วย (Phoapoksatit, 1999)
ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั พระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ 2. วัตถุประสงคข์ องการวจิ ยั
พ.ศ. 2542 มาตรา 6 ทรี่ ะบคุ วามหมายและหลกั การ
ในการจดั ควรมกี ารศกึ ษาเพอ่ื พฒั นาคนไทยใหเ้ ปน็ 1. เพื่อพัฒนารูปแบบการสอนคุณธรรม
มนษุ ยท์ สี่ มบรู ณท์ ง้ั รา่ งกาย จติ ใจ สตปิ ญั ญา ความรู้ และจริยธรรมในระดับอุดมศกึ ษาศึกษาไทย
และคณุ ธรรมจรยิ ธรรม และวฒั นธรรมในการดำ� รง 2. เพอื่ เสนอแนวทางการพฒั นาศกั ยภาพ
ชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ผสู้ อนคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมในระดบั อดุ มศกึ ษาไทย
(Neamnak, et al., 2017) รวมทงั้ มาตรฐานการ
ศึกษาของชาติ พ.ศ. 2547 ยังมีอุดมการณ์ที่ส�ำคญั 3. วธิ ดี ำ� เนนิ การวจิ ัย
ในการจัดการศึกษาตลอดชีวิตและสร้างสังคมไทย
ใหเ้ ปน็ สังคมแห่งการเรยี นรู้ สามารถสร้างคุณภาพ การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ
ชวี ติ และสงั คมบรู ณาการ (Integration) ใหม้ คี วาม (Qualitative) เก็บข้อมูลในเบ้ืองต้นจากการ
สมดลุ ระหวา่ งปญั ญาธรรม คณุ ธรรมและวฒั นธรรม ทบทวนวรรณกรรมทเ่ี กย่ี วขอ้ งและขอ้ มลู ภาคสนาม
(Information and Technology Resource โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบมีโครงสร้างแนว
Centre, n.p.) หรือใหเ้ ป็นคนเกง่ ดี มีสขุ ค�ำถามน�ำ ทั้งในระดับปัจเจกบุคคลและกลุ่ม
อยา่ งไรกต็ าม ถงึ แมม้ หาวทิ ยาลยั มบี ทบาท (Group Interview) และการสนทนากล่มุ (Focus
สำ� คญั อยา่ งยง่ิ ตอ่ การถา่ ยทอดความรดู้ า้ นคณุ ธรรม Group) และการสงั เกตทงั้ แบบมสี ว่ นรว่ มและไมม่ ี
และจรยิ ธรรมใหก้ บั สมาชกิ ในสงั คม แตม่ หาวทิ ยาลยั ส่วนรว่ ม กับกลุ่มเป้าหมายหรือผ้ใู ห้ขอ้ มลู ซึ่งเปน็
มีจ�ำนวนมากและกระบวนการถ่ายทอดสืบทอด ผรู้ ทู้ สี่ ำ� คญั (Key Informants) จำ� นวน 27 รปู /คน
ความรู้ด้านคุณธรรมและจริยธรรมแตกต่างกัน ซึ่งเป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัย โดยก�ำหนด
ท�ำให้ผรู้ บั การถ่ายทอด มคี ุณธรรมไมเ่ ท่าเทียมกนั คณุ สมบตั ิ คอื 1) เปน็ อาจารยส์ อนวชิ าดา้ นศลี ธรรม
กลายเปน็ ความประพฤตทิ ไี่ มเ่ สมอกนั หรอื ทเ่ี รยี กวา่ และจรยิ ธรรมมาเป็นเวลาไมต่ ำ่� กวา่ 10 ปี 2) เปน็
“ศีลไม่เสมอกัน” ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีค�ำถามว่า ผู้ที่มีชื่อเสียงดีหรือไม่เคยประพฤติตนผิดร้ายแรง
กระบวนการถ่ายทอดความรู้ด้านคุณธรรมและ หรือขัดกับศีลธรรมและจริยธรรม 3) เป็นผู้ได้รับ
การยกย่องจากสังคมว่าเป็นผู้มีความรู้ความ
สามารถหรือเป็นปราชญ์ในวิชาชีพ หลังจากนั้น
28 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
จงึ นำ� ขอ้ มลู มาวเิ คราะห์ โดยพรรณนา (Descriptive) 1) การสอนแบบเนน้ การวจิ ยั 2) การสอนแบบการ
หรือวิเคราะห์เน้ือหา (Content Analysis) และ เน้นปัญหา 3) การสอนแบบการคิดวิจารณญาณ
น�ำเสนอตามความเปน็ จริงในรูปของการพรรณนา และ 4) การสอนแบบเนน้ การน�ำตนเอง
1.3 รูปแบบการสอนแบบอริยสัจ 4
4. สรปุ ผลการวจิ ยั (The Four Noble Truths teaching) เปน็ หลกั
ค�ำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ทรงใช้ในการเผยแพร่
ผู้วิจัยได้น�ำเสนอผลการวิจัยตาม พระพุทธศาสนา และทรงสอนในการตรัสรู้ด้วย
วัตถุประสงค์ดงั นี้ พระองคเ์ องด้วยหลกั การ 4 ประการ แล้วทรงน�ำ
1. รูปแบบการสอนคุณธรรมและ หลักการดังกล่าวไปสอนพุทธบริษัทได้รู้ตาม ถือ
จริยธรรมในระดับอุดมศึกษาศึกษาไทย จากการ เป็นหลักการสอนท่ีส�ำคัญที่สุดที่ผู้สอนคุณธรรม
ศึกษา พบว่า รปู แบบการสอนมีท้ังหมด 5 รูปแบบ และจริยธรรม จะตอ้ งนำ� ไปประยุกต์ใชใ่ นการสอน
เรียกว่า “ทฤษฎีปัญจมรรคการสอนคุณธรรม เพ่อื เกิดประโยชน์ให้กับผูเ้ รยี นตอ่ ไป
และจริยธรรม” (The five Makkas theory of 1.4 รูปแบบการสอนแบบบัวพ้นน้�ำ
moral and ethical teaching) ประกอบด้วย (The Lotus beyond the Water Teaching)
1.1 รูปแบบการสอนแบบบรรยาย มลี กั ษณะเหมอื นการสอนแบบบรรยายแตเ่ ปน็ การ
(The Descriptive Teaching) การสอนแบบ สอนที่ใหม่ส�ำหรับผู้ท่ีเริ่มสอน คุณธรรมและ
บรรยาย เป็นวิธีท่ีใช้สอนกันทั่วไปในทุกระดับช้ัน จรยิ ธรรม แต่ทแ่ี ท้จริงแลว้ การสอนแบบบวั พน้ น้�ำ
เป็นกรรมวิธีของผู้สอนให้ผู้เรียนได้เกิดความรู้ เป็นการสอนสอนคุณธรรมที่เก่าแก่มาพอสมควร
เป็นการสอนของครูอาจารย์ท่ีจ�ำเป็นต้องให้ตลอด เ พื่ อ ใ ห ้ ผู ้ เ รี ย น ไ ด ้ ศึ ก ษ า ท� ำ ค ว า ม เ ข ้ า ใ จ ต า ม
ส�ำหรับการสอนเป็นวิธีสอนท่ีส�ำคัญ และมีความ กระบวนการเรียนการสอนคุณธรรมและจริยธรรม
จ� ำ เ ป ็ น ท่ี ส� ำ คั ญ ท่ี สุ ด ต ้ อ ง ใ ช ้ เ ป ็ น อั น ดั บ แ ร ก 1.5 รปู แบบการสอนแบบผสมผสาน
ไม่สามารถหลีกเลย่ี งได้ เพราะการสอน “เปน็ การ (The Transdisciplinary Teaching) ผสู้ อนจะตอ้ ง
บอกประสบการณ์” ครูอาจารย์มีประสบการณ์ เลอื กทำ� ความเขา้ ใจผเู้ รยี น วา่ ผสู้ อนจะเลอื กวธิ สี อน
อะไรก็มาบอกลูกศิษย์ เพ่ือจะได้ท�ำความเข้าใจ แบบใดน�ำมาใช้สอนกับผู้เรียนท่ีจะเหมาะสมกับ
นำ� ไปใชต้ อ่ ไปได้ เกดิ การเปลย่ี นแปลงไปในทางทด่ี ี ผู้เรียนดี สอนแล้วจะได้ผลดี ผู้เรียนก็มีปัญญา
1.2 รปู แบบการสอนแบบสรา้ งสรรค์ ไม่เสมอกัน ท่ีเรียกว่าบัว 4 เหล่า การสอนแบบ
(The Creative Teaching) เปน็ การสอนทเ่ี นน้ การ ผสมผสาน แบ่งออกเป็น 5 แบบย่อย คือ 1)
พัฒนาผู้เรียนให้มีลักษณะเชิงสร้างสรรค์ เป็นการ รูปแบบการสอนแบบหลักไตรสิกขา 2) การสอน
สอนเพอื่ ใหผ้ เู้ รยี นทำ� การวจิ ยั ดว้ ยตนเองได้ ผเู้ รยี นรู้ แบบคณุ ค่าแท้-คุณค่าเทยี ม 3) การสอนแบบสาม
จกั การแกป้ ญั หา รจู้ กั คดิ วเิ คราะห์ แสวงหาคำ� ตอบ มติ ิ 4) การสอนแบบชคู วามดี และ 5) การสอนแบบ
ด้วยตนเองได้ประกอบด้วย 4 รูปแบบย่อย คือ
ปที ่ี 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มถิ นุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 29
ระดมสมอง ส�ำหรับรปู แบบการสอนทัง้ 5 รูปแบบ อย่างมีเหตุมีผลพอดีกับช่วงเวลา ไม่มากเกินไป
ดังกล่าว คอื (การสอนแบบบรรยาย การสอนแบบ ซ่ึงจะท�ำให้ผู้เรียนรู้สึกกดดัน ในขณะเดียวกัน
สร้างสรรค์ การสอนแบบอริยสัจ 4 การสอนแบบ พยายามสร้างบรรยากาศให้ผู้เรียนตื่นตัวอยู่ตลอด
บัวพ้นน�้ำและการสอนแบบผสมผสาน) มีขั้นตอน เวลาใชค้ ำ� สภุ าพและตงั้ ใจสอน 4) ลลี าการสอนตอ้ ง
การสอน 3 ขนั้ ตอน คอื ขน้ั เตรยี มการ ขนั้ ดำ� เนนิ การ มลี กั ษณะแจม่ แจง้ (สนั ทสั สนา) จงู ใจ (สมาทปทา)
และข้ันการประเมนิ เร้าหาญกล้า (สมุตเตชนา) และปลุกให้ร่าเริง
2. แนวทางการพัฒนาศักยภาพรูปแบบ (สมั ปหงั สนา) 5) การวดั ผลและประเมนิ ผลการสอน
ของผู้สอนคุณธรรมและจริยธรรมในระดับอุดม โดยวิเคราะห์ ก�ำหนดรู้บริบทของผู้เรียน ก�ำหนด
ศกึ ษาไทย จากการศึกษา 5 แนวทาง ดังนี้ เนอ้ื หาสาระทจ่ี ะสอน มขี น้ั ตอนการเลอื กเรอื่ งทจ่ี ะ
แนวทางที่ 1 คณุ สมบัติของผสู้ อน (The น�ำมาสอน รูปแบบการน�ำเสนอในการสอน เช่น
Teacher Qualities) บุคคลผู้ที่ได้รับการเคารพ การบรรยาย การสนทนา การตอบปญั หา ลดสว่ นเกนิ
ยกย่องและนบั ถอื ว่า “ครู” ยอ่ มมคี วามงามสมกบั เพ่ิมส่วนที่บกพร่อง การประเมิลผลการเรียนไดร้ บั
ความเป็นครู ผู้อยู่ในฐานเป็นคุรุฐานียบุคคล ผลประโยชน์เป็นแนวทาง สามารถไปประยุกต์ใช้
มีคุณสมบัติที่ปรากฏออกมาภายนอก ได้แก่ ในชวี ิตประวนั ได้ การตดิ ตามผล
บคุ ลกิ ภาพอยา่ งหนงึ่ และคณุ สมบตั ภิ ายใน อนั ไดแ้ ก่ แนวทางที่ 3 วิธีการสอน/หลักการสอน
คุณธรรมต่างๆ อย่างหน่ึง โดยแท้บุคลิกภาพหรือ (The Teaching Method/Teaching Principles)
ความงามอย่างครู ประกอบด้วย “ความงาม 4” ได้แก่ 1) ตรียมการสอน คือ เตรียมที่สอน
อยา่ งคือ งามรูป งามเสยี ง งามความประพฤติและ (อาวาสสัปปายะ) เตรียมสื่ออุปกรณ์การสอน
งามความรู้ (อาหารสปั ปายะ) เตรยี มคนสอน (ปคุ คลสปั ปายะ)
แนวทางที่ 2 หลกั การสอนทว่ั ไป/ทา่ ทกี าร เตรียมเร่ืองท่ีจะสอน (ธัมมสัปปายะ) เตรียม
สอน (The General Principles / Teaching กิจกรรม (อิริยาปถสัปปายะ) เตรียมส่ิงแวดล้อม
Attitudes) คือ 1) เตรียมการสอน เพ่ือให้เข้าใจ (อุตุสมั ปปายะ) และเตรยี มชุมชน (โคจรสัปปายะ)
เนื้อหา ขอบเขตและกฎเกณฑ์ของวิชาที่สอน 2) หลักการสอน ได้แก่ สอนร้จู กั (ปรยิ ัต)ิ สอนให้รู้
และเขา้ ใจผเู้ รียน 2) นำ� เข้าสบู่ ทเรยี น เพ่ือเป็นการ จรงิ (ปฏบิ ตั )ิ และสอนใหร้ แู้ จง้ (ปฏเิ วธ) 3) กลยทุ ธ์
โน้มน้าวหรือซักจูให้ผู้เรียนมีความสนในและ การสอน ได้แก่ การสอนตามลักษณะของผู้เรียน
เพลิดเพลินพร้อมท่ีจะเรียน 3) ด�ำเนินการการ หาเรื่องท่ีเหมาะสมกับ มีลักษณะจากรูปธรรมไป
โดยสอนจากสิ่งท่ีรู้เห็นเข้าใจง่ายหรือรู้เห็นเข้าใจ นามธรรม สอนจากง่ายไปยาก จากส่ิงท่ีรู้ไปสู่ส่ิง
อยู่แล้ว ไปหาส่ิงท่ีเห็นเข้าใจได้ยาก หรือยังไม่รู้ ท่ีไม่รู้ ยกอุทาหรณ์เปรียบเทียบ ใช้อุปมาอุปไทย
ไมเ่ ห็น ไมเ่ ข้าใจ จากง่ายไปหายาก อย่างต่อเนื่อง เล่านิทาน ใช้ส�ำนวนที่เหมาะสมและทันสมัย
มีประเด็นเช่ือมโยงกันอย่างชัดเจนให้ตรงเน้ือหา มีการลงโทษและให้รางวัล ใช้อุปกรณ์การสอน
30 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
สร้างบรรยากาศให้ปลอดโปร่ง ค�ำนึงถึงความ เลอื กคนเปน็ อบุ ายสำ� คญั ในการสอนเปน็ เรยี นรจู้ าก
แตกต่าง 4) วิธกี ารสอน โดยชใ้ี หช้ ดั (สันทสั สสนา) บทเรยี น กรณศี กึ ษา เหตกุ ารณต์ วั อยา่ ง การศกึ ษา
ชวนใหป้ ฏบิ ตั ิ (สมาทปนา) ปลกุ ใหร้ า่ เรงิ (สมตุ เตชนา) ดงู าน เปน็ ตน้ 7) การรจู้ กั จงั หวะและโอกาส ผสู้ อน
ให้เพลิดเพลงิ (สมั ปหังสนา) 5) ลีลาการสอน สอน จะต้องรู้จักใช้จังหวะและโอกาสให้เป็นประโยชน์
อย่างละมนุ ละม่อม (อทิ ธปิ าฎหิ าร) เขม้ งวดรุนแรง เมื่อยังไม่ถึงจังหวะ ไม่เป็นโอกาส เช่นผู้เรียนยัง
(อาเทสนาปาฏหิ ารยิ )์ และขอรอ้ งวงิ วอน (อนสุ าสนี ไมพ่ รอ้ ม ยงั ไมเ่ กดิ การเรยี น กต็ อ้ งมคี วามอดทนจะ
ปาฎิหารีย์) 6) ผลส�ำเร็จของการสอน ท�ำให้รู้ดี จับมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ไม่ปล่อยให้ผ่านเลยไป
(ญาตปรญิ ญา) มเี หตุผล (ตีรณปริญญา) หลดุ พน้ เสยี เปลา่ 8) ความยดื หยนุ่ ในการใชว้ ธิ กี าร ถา้ ผสู้ อน
อวิชชา (ปหานปริญญา) 7) ส่ือการสอนต้องมีท้ัง สอนอยา่ งไม่มีอตั ตา ตดั ตณั หา มานะ ทฏิ ฐิเสียได้
ภายในและภายนอก 8) ลกู ศษิ ยท์ ค่ี รสู อนตอ้ งหวั ไว ก็มุ่งไปยังผลส�ำเร็จในการเรียนรู้เป็นส�ำคัญ สุดแต่
ใจสู้ (อุคฆติตัญญ)ู รอดจู ังหวะ (วปิ จติ ัญญ)ู พอจะ จะใช้กลวิธีใดการสอนได้ผลดีที่สุด ก็จะท�ำในทาง
แนะนำ� ได้ (เนยยะ) และตำ�่ ตอ้ ยติดดนิ (ปทปรมะ) นน้ั ไมก่ ลวั จะเสยี เกยี รติ ไมก่ ลวั จะรสู้ กึ แพบ้ างคราว
(Loawlapha, 1999 : 129) และลกู ศษิ ยต์ อ้ งพหสู ตู เมื่อสมควรก็ยอมให้ผู้เรียนรู้สึกตัวว่าเขาเก่ง
คือ ฟงั ให้มาก (พหุสสุตา) จดให้มาก (ธตา) ปาก บางคราวสมควรขม่ กข็ ม่ บางคราวสมควรโอนออ่ น
ตอ้ งไว้ (วจสา ปรจิ ติ า) ใจตอ้ งคดิ (มนสานเุ ปกขตา) ผ่อนตามก็ยอมตาม สมควรขัดก็ขัดสมควรคล้อย
และไม่ปิดก้นั วิสยั ทศั น์ (ทิฏฐิยา สุปฏิวทิ ธา) ก็คล้อยสมควรตามก็ตาม สมควรปลอบก็ปลอบ
แนวทางที่ 4 อุปกรณ์นวัตกรรมส่ือการ 9) การลงโทษและใหร้ างวลั มคี ำ� สรรเสรญิ พระพทุ ธ
สอน (The Teaching Tools and Innovations) คณุ ทยี่ กยอ่ งมาแสดงขา้ งตน้ แลว้ วา่ “พระผมู้ พี ระภาค
โดยใชว้ ธิ กี าร 1) การยกอทุ าหรณแ์ ละการเลา่ นทิ าน ทรงฝึกอบรมชุมชนได้ดีถึงเพียงน้ี โดยไม่ต้องใช้
ประกอบเพอ่ื ใหเ้ ขา้ ใจไดง้ า่ ย ชดั เจน จำ� แมน่ เหน็ จรงิ อาชญา” (Mahachulalongkornrajavidyalaya,
และมีความเพลิดเพลิน 2) การเปรียบเทียบด้วย 1992 : 565) 10) กลวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ขอ้ อปุ มา อธบิ ายใหเ้ หน็ จากนามธรรมเปน็ รปู ธรรม โดยอาศยั ปฏิภาณ ประยุกตห์ ลัก วธิ ีการและกลวธิ ี
3) การใช้อุปกรณ์การสอน ให้เกิดวิธีการสอนท่ี ต่างๆ มาใช้ให้เหมาะสม
หลากหลาย เขา้ ใจความหมายไดถ้ กู ตอ้ ง เกย่ี วขอ้ ง แนวทางที่ 5 จดุ มง่ หมายในการสอน (The
กับเรอื่ งทีส่ อน 4) การทำ� เปน็ ตัวอย่าง เพ่ือให้เกดิ Teaching Aims) มี 2 อยา่ ง คอื 1) จดุ มง่ หมายใน
ความเช่ือในสิ่งที่ผู้สอนได้สอน สิ่งส�ำคัญคือสอน การสอนทางโลก เพอ่ื ใหม้ คี วามรู้ ความสามารถใน
อย่างทีผ่ ้สู อนเป็น สมดังสุภาษติ ที่วา่ “การกระทำ� การเลีย้ งชพี ตามความถนัดของผเู้ รยี น สามารถอยู่
มีค่ากว่าค�ำสอน” 5) การเล่นภาษา ซึ่งเป็นการ ในสังคมได้อย่างเหมาะสม พ่ึงตนเองได้และช่วย
แสดงถงึ โวหาร ถอ้ ยคำ� และความสวยงามของภาษา เหลอื สงั คม ประกอบดว้ ยเปน็ คนมคี วามรู้ ความจำ�
6) อุบายเลือกคนและปฏิบัติรายงานบุคคลการ (Knowledge and Perception) มีความเข้าใจ
ปที ่ี 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 31
(Comprehension) สามารถนำ� ไปใชห้ รอื ประยกุ ต์ ความสตปิ ญั ญา ทำ� ใหผ้ ้เู รยี นไมเ่ บ่อื กระตือรือรน้
ใช้ (Application) สามารถวิเคราะห์ (Analysis) และอยากเรียนรู้ตลอดเวลา ซ่ึงสอดคล้องกับงาน
สามารถสังเคราะห์ (Synthesis) และสามารถ วจิ ยั ของพระมหาปญั ญา แลน่ ปวิ ทพี่ บวา่ พระสอน
ประเมนิ คา่ (Evaluation) สง่ิ ทเ่ี รยี นไดอ้ ยา่ งเหมาะสม ศีลธรรมด�ำเนินการเรียนการสอนโดยใช้วิธีการ
ถกู ตอ้ งและเทยี่ งตรง จดุ มงุ่ หมายของการสอนทาง หลายวิธี ไดแ้ ก่ การสนทนาการบรรยายประกอบ
โลกยังเป็นเร่ืองของโลกีย์หรือคลุกคลีกับโลกหรือ สอื่ การเรยี นการสอน การทำ� กจิ กรรมกลมุ่ การเลา่
สงั คม 2) จดุ มง่ หมายในการสอนทางธรรมตามหลกั นิทาน นอกจากน้ียังสอดคล้องกับการวิจัยของ
พระพุทธศาสนา มีนัยยะของการประพฤติปฏิบัติ ธนสิทธิ์ คณฑา (Kanatha, 2008 : 43) พบว่า
ตนเป็นคนดแี ละมีเปา้ หมายสงู สดุ เปน็ โลกุตรธรรม ผลการศึกษาคณุ ธรรมจรยิ ธรรมของนกั ศึกษากลุ่ม
หรือธรรมของของอริยะบุคล โดยเน้นในเร่ือง (1) ตัวอย่างท่ีได้รับการจัดการเรียนแบบใฝ่รู้ (Active
การสอนมีความงาม (กลั ป์ยาณตา) คอื งามท้ังใน Learning) ด้วยเทคนิคท่ีหลากหลายอยู่ในระดับ
เบื้องต้น (อาทิกัลป์ยาณตา) ท่ามกลาง (มัชฌ ดีมากเน่ืองมาจากการจัดการเรียนแบบใฝ่รู้
กัลยาณตา) เบื้องปลาย (ปริโยสานกัลป์ยาณตา) ดว้ ยเทคนคิ ทห่ี ลากหลาย ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั หลกั การ
(2) การศกึ ษามคี วามเตม็ (ปรปิ ณุ ณตา) คอื ไมข่ าด จัดการเรียนรู้แบบใฝ่รู้ที่ว่า Active Learning
ไม่เกิน ไม่ลดและไม่ล้น (3) การศึกษามีความ ท�ำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้หรือเกิดการเปลี่ยนไป
สะอาด (ปรสิ ทุ ธตา) คอื สามารถกำ� จดั กเิ ลสได้ท้งั ในทางท่ีพึงประสงค์ท้ังด้านความรู้ ความเข้าใจ
อยา่ งหยาบ (ววิ ตี กิ กมกเิ ลส) อยา่ งกลาง (ปรยิ ฏุ ฐาน ทกั ษะและเจตคติ
กเิ ลส) และยา่ งละเอยี ด (อนสุ ยั กเิ ลส) (4) การศกึ ษา 2. แนวทางการพัฒนาศักยภาพของ
มผี ลเดยี ว คอื หลดุ พน้ (วมิ ตุ ต)ิ จากความโลภ โกรธ ผสู้ อน พบวา่ มคี วามหลากหลาย ไดแ้ ก่ การพฒั นา
และหลง ไม่ถูกอวิชชาครอบง�ำ (5) การศึกษามี คุณสมบัติของผู้สอน การพัฒนากระบวนการและ
ผสู้ ำ� เรจ็ การศกึ ษา (อเสขบคุ คล) หมายถงึ ผเู้ รยี นจบ วิธีการสอนท่ีหลากหลาย การใช้แนวทางและวิธี
แล้วไม่ต้องเรียนอะไรอีกแล้ว ท�ำงานประกอบ การสอนที่หลากหลาย ตลอดถึงการใช้อุปกรณ์
สมั มาชพี เลยี้ งดตู นเองครอบครวั และสงั คมอยา่ งมี หรอื สอื่ การเรยี นการสอนทห่ี ลากหลายและทนั สมยั
ความสขุ และมีการวัดผลแลประเมินผลอย่างต่อเน่ือง
สอดคล้องกับงานวิจัยของพระมหาสมศักด์ิ
5. อภิปรายผลการวิจัย ศรบี รบิ ูรณ์ ทกี่ ล่าวว่า ครูพระสอนศลี ธรรมมีความ
ต้องการพัฒนาสมรรถภาพการสอน โดยรวมและ
1. รูปแบบการสอนศีลธรรมและ รายด้านคือด้านเน้ือหาและหลักสูตรด้านการผลิต
จริยธรรม พบว่า มีความหลายผสมผสานกัน และการใช้ส่ือด้านการด�ำเนินการสอนด้านการ
ท้ังการบรรยาย การสรา้ งสรรค์ การเนน้ แกป้ ญั หา วัดผลประเมินผลและด้านคุณลักษณะและเจตคติ
(อรยิ สัจ 4) เน้นความยากและความง่ายตามระดับ
32 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
อยู่ในระดับมาก และสอดคล้องกับงานวิจัยของ เคารพยกยอ่ งใหเ้ ปน็ ผมู้ ีความรแู้ ละความประพฤติ
สเุ ทพ เชอ้ื สมุทร (Cheuasamutra, 2013 : 222) ทด่ี งี ามกอ่ นดำ� เนนิ การสอน เพอื่ เปน็ แบบอยา่ งหรอื
ด้านการผลิตและใช้ส่ือ พบว่า พระสอนศีลธรรม แม่พิมพท์ ด่ี ี
มกี ารพฒั นาตนเองอยา่ งตอ่ เนอื่ ง กอ่ นจดั การเรยี น 2. ขอ้ เสนอแนะในการท�ำวิจัยตอ่ ไป
การสอน มกี ารเตรยี มตวั กอ่ นสอนทกุ ครง้ั มกี ารจดั 2.1 ควรมีการวิจัยเชิงการติดตาม
ท�ำจัดสร้างสอ่ื สำ� หรับประกอบการสอน พฤตกิ รรมทางคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมของนสิ ติ หรอื
นักศึกษาทเ่ี รยี นจบการศึกษาไปแลว้
6. ขอ้ เสนอแนะ 2.2 ควรมีการวิจัยผลสัมฤทธิ์ของ
พฤตกิ รรมดา้ นคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมของนสิ ติ หรอื
1. ข้อเสนอแนะเชงิ นโยบาย นักศึกษาในแต่ละชั้นปีเพ่ือให้เห็นพัฒนาการ
1.1 ควรมีการบังคับให้มีการเรียน พฤติกรรมของนสิ ติ หรือนกั ศกึ ษาจากปีท่ี 1-5
การสอนคุณธรรมและจริยธรรมในสถาบันการ 2.3 ควรมีการวิจัยพฤติกรรมการ
ศึกษาทุกระดับ โดยประยุกต์ใช้ผลการวิจัยให้ ปฏิบัติตามคุณธรรมและจริยธรรมของครูและ
เหมาะสมตามระดับการศึกษา เช่น การพัฒนา อาจารยใ์ นเชงิ ลกึ และนำ� ผลสะทอ้ นกลบั ไปใหก้ บั ครู
หลกั สตู ร วธิ กี ารเรยี นการสอน สอ่ื การเรยี นการสอน และอาจารย์ได้ตระหนักถึงบทบาทของตนเองใน
1.2 ควรมกี ารพฒั นาคณุ สมบตั ผิ สู้ อน การเปน็ แมพ่ ิมพท์ ดี่ ีต่อไป
คุณธรรมและจริยธรรมให้เหมาะสมหรือเป็นท่ี
References
Chotikpanich, R. (n.p.). Ethics and Conduct for Teachers. Bangkok : Ramkhamhaeng University.
Chueasamut, S. (2013). Competency Development Model of Morality Teaching Monks in
Secondary Schools. Doctor of Philosophy Program in Educational Administration.
Graduate School : Sripatum University.
Information and Technology Resource Center. (n.p.). The National Educational Standards.
http://aritc.nsru.ac.th/qa/sar52/Reference/1-1.1-NSRU-AC-12.pdf (Accessed 20 June
2018).
Intasara, V. (1998). Buddhist Ethics. Bangkok : Thong Printing House.
Kanatha, T. (2008). A study a Active Learning Teaching for moral and Ethics Development
of the Students who Registered the course of Thai Graduate School. Philosophy
and Religion Branch. Graduate School : Nakhon Sawan Rajabhat University.
ปีที่ 19 ฉบับท่ี 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 33
Kraphajan, P. (2001). Morality, Ethics and Professional Conduct. Printed at Yellow Pages.
Bangkok : Sorghum Rice Publishers Co., Ltd.
Loawlapha, S. (1999). Buddhist Studies. Phra Nakhon Si Ayutthaya : Luon Perm Poon
Vanich Meditation Training Center.
Mahachulalongkornrajavidyalaya. (1992). Chulalongkorn Tripitaka. Bangkok : Mahachulalong
kornrajavidyalaya University Press.
Neamnak, P., et al. (2017). The Teaching Patterns Development to Promote the Ethics in
Self Discipline for Rajabhat University Students. http://research.kpru.ac.th/old/
Joumal_HSS/images/TGT/2554/pats2/7.pdf (Accessed 20 June 2018).
Phoapoksatit, S. (1999). General Psychology. Bangkok : Mac Printing.
Promma, K. & L. (2016). University Teachers, Life and Academic Achievement and Academic
Placement. Bangkok : Chulalongkorn University Press.
การพฒั นาหลกั สูตรพัฒนาครูในการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
ภาษาองั กฤษเพ่ือการสอื่ สาร โดยใชช้ ุมชนการเรียนรทู้ างวชิ าชีพ*
The Course Development for Teacher in Learning English
Activity for Communication Through Professional Learning
ศรายุทธ สภุ ะโส และมนตรี วงษ์สะพาน
Sarayoot Supaso and Montree Wongsaphan
มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม
Mahasarakham University, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]
บทคดั ย่อ
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานการพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมการ
เรยี นรู้ภาษาองั กฤษเพือ่ การส่อื สารโดยใช้ชุมชนการเรยี นรูท้ างวิชาชีพและ 2) พฒั นาหลกั สตู รการพฒั นา
ครูในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพ่ือการสื่อสารโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพขั้นตอน
การวจิ ยั แบง่ ออกเปน็ 2 ระยะ ระยะที่ 1 การศึกษาขอ้ มูลพนื้ ฐาน ระยะที่ 2 การสร้างหลกั สูตรพัฒนาครู
การศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั การพฒั นาหลกั สตู รภาษาองั กฤษเพอ่ื การสอ่ื สารโดยใชช้ มุ ชน
การเรยี นรทู้ างวชิ าชพี นำ� ขอ้ มลู พน้ื ฐานมาสงั เคราะหใ์ นการกำ� หนดรายละเอยี ดขององคป์ ระกอบหลกั สตู ร
ใหเ้ หมาะสมกบั ความตอ้ งการของครผู สู้ อน การศกึ ษาความตอ้ งการการออกแบบกจิ กรรมการเรยี นรภู้ าษา
อังกฤษเพื่อการส่ือสาร กับกลมุ่ ประชากรครผู ู้สอนภาษาอังกฤษ ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น ซง่ึ มีลักษณะ
เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณคา่ 5 ระดับ จำ� นวน 10 ข้อ การพฒั นาหลักสูตร นำ� ขอ้ มูล
พน้ื ฐานจากระยะที่ 1 มากำ� หนดองคป์ ระกอบของโครงรา่ งหลกั สตู รไดด้ งั นี้ หลกั การของหลกั สตู ร จดุ มงุ่ หมาย
ของหลกั สตู ร เนอ้ื หาของหลกั สตู ร กจิ กรรมของหลกั สตู ร การวดั และประเมนิ ผล แนวทางการใชห้ ลกั สตู ร
จากน้ันน�ำร่างหลักสูตรน�ำเสนออาจารย์ท่ีปรึกษาปรับปรุงแก้ไขตามค�ำแนะน�ำก่อนน�ำเสนอประเมินโดย
ผูเ้ ชีย่ วชาญทางดา้ นการพัฒนาหลักสูตร ดา้ นเนอื้ หา และด้านการวดั ประเมนิ ผล จ�ำนวน 5 คน เครื่องมอื
ที่ใชใ้ นการวจิ ยั คือ แบบประเมนิ ความเหมาะสมของโครงรา่ งหลกั สตู ร เป็นแบบมาตราสว่ นประมาณคา่
5 ระดบั สถติ ทิ ใี่ ช้ในการวิจยั เคราะหข์ อ้ มลู ได้แก่ ค่าเฉลีย่ และส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
* ไดร้ ับบทความ: 20 กรกฎาคม 2561; แก้ไขบทความ: 17 มิถุนายน 2562; ตอบรับตพี มิ พ:์ 18 มิถนุ ายน 2562
Received: July 20, 2018; Revised: June 17, 2019; Accepted: June 18, 2019
36 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
ผลการวจิ ยั พบว่า
1. หลักสตู รพฒั นาครู ประกอบดว้ ย เนอ้ื หาสาระการเรยี นรแู้ บง่ เปน็ 6 หนว่ ย ไดแ้ ก่ 1) การสรา้ ง
ชมุ ชนการเรยี นรทู้ างวชิ าชพี ครู 2) การออกแบบการเรยี นรภู้ าษาองั กฤษเพอ่ื การสื่อสาร 3) สื่อการเรียนรู้
ภาษาองั กฤษเพอ่ื การสอ่ื สาร 4) การจดั กจิ กรรมการเรยี นรภู้ าษาองั กฤษเพอ่ื การสอ่ื สาร 5) การนเิ ทศแบบ
เพือ่ นช่วยเพื่อน และ 6) การประเมนิ ผลและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
2. ผลการประเมินความเหมาะสมของหลักสูตรอยใู่ นระดับมาก
คำ� สำ� คญั : การพฒั นาหลกั สตู ร; การจดั การเรยี นรภู้ าษาองั กฤษเพอื่ การสอื่ สาร; การพฒั นาชมุ ชนการเรยี นรู้
ทางวชิ าชพี
Abstract
The purposes of this research were, 1) to study the foundation of teacher
development in learning English activity management for communication through professional
learning community, 2) to develop the curriculum for teacher in learning English activity
management for communication through professional learning community. The research
contained two phases, 1) the study of the basic data, 2) creating a curriculum for teacher
development. By study concerned documents and research. The researcher brought basic
data for synthesis in determining the details of course components to suit the needs of
teacher. Study the needs of teacher in learning English activity design for communication
with the secondary school teachers. The research tool was questionnaire rating scale 10
items concerned with curriculum development, brought the basic data from the first phase
to set curriculum components as follows: principles, aims, contents, activities measurement
and evaluation of curriculum and the guidelines for taking the course. Afterwards the
researcher brought the course draft present to the advisors, modified according to them.
The course draft assessed by five expert person in curriculum development, contents,
measurement and evaluation. The research tool was the suitable evaluation form of the
structure of syllabus. It was 5 rating scales statistics used in data analysis were mean and
standard deviation.
The results of research were found that:
1. The course for teacher development consists of 6 units content i.e. 1.1)
creating learning community in professional teacher, 1.2) designing communicative learning
ปที ่ี 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มถิ นุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 37
activity, 1.3) mediums for communicative language learning, 1.4) learning English activity
management for communication, 1.5) supervision as “friend helps friend”, 1.6) evaluation
and exchange the learning.
2. The result of evaluation on the course suitability was at high level.
Keywords: Course Development; Communicative Instruction; Professional Learning
Community Process
1. บทน�ำ ทเ่ี รมิ่ ตงั้ แตท่ กั ษะการฟงั การพดู การอา่ น การเขยี น
โดยผู้เรียนต้องได้รับการฝึกฝน ครูต้องบอก
ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลท่ีใช้ส่ือสาร จุดม่งุ หมายของการเรยี นจดั การ (Laping, 2017 :
กับชาวต่างชาติทั่วโลก เป็นเคร่ืองมือในการ 125-134) เรยี นโดยบรู ณาการทกั ษะทง้ั 4 เขา้ ดว้ ย
แสวงหาข้อมูลข่าวสารและความรู้เกือบทุกแขนง กันผู้เรยี นฝกึ ท�ำกจิ กรรมเสมอื นจรงิ เปน็ พฤติกรรม
ส�ำหรับการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการส่ือสารน้ัน ท่ีเกิดขึ้นจริงในชีวิตประจ�ำวันฝึกท�ำงานกลุ่มฝึก
จะเน้นการฟังพูดอ่านเขียนตามกรอบการประเมิน ความเป็นตัวของตัวเองมีความรับผิดชอบมีโอกาส
ของ CEFR ซงึ่ เปน็ การทดสอบการใชภ้ าษาเพอ่ื การ พดู แสดงความคดิ เหน็ ครู จงึ มบี ทบาทสำ� คญั ในการ
ส่อื สารในสถานการณ์ท่ีคลา้ ยชีวติ จรงิ แตจ่ ากการ จดั การเรียนรูใ้ ห้มีประสทิ ธิภาพ โดยมบี ทบาทเป็น
จัดกระบวนการเรียนการสอนของไทยท่ีผ่านมา ผู้เตรียมและจัดกิจกรรมภาษาอังกฤษเพื่อการ
จะเน้นไวยากรณ์เมื่อนักเรียนจบชั้นมัธยมศึกษา ส่ือสารให้ผู้เรียนมีโอกาสใช้ภาษาให้มากท่ีสุด
หรือจบมหาวิทยาลัย ก็ยังไม่สามารถสื่อสารได้ ครูเป็นเพียงผู้ก�ำกับรายการคอยให้ความสะดวก
จากการสังเคราะห์เอกสาร และงานวิจัยพบว่า ตลอด ให้ความช่วยเหลือเมื่อผู้เรียนต้องการ
การจัดการสอนครูจะเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้เป็น กระตนุ้ ใหก้ ำ� ลงั ใจชว่ ยเหลอื ผเู้ รยี นสามารถใชภ้ าษา
ส่วนมากนักเรียนจะเป็นฝ่ายรับความรู้จากคุณครู องั กฤษเพอื่ การสอื่ สารใหไ้ ดค้ วามหมายและถกู ตอ้ ง
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนหรือปฏิสัมพันธ์ ตามหลักไวยากรณ์ ครูต้องไม่ขัดจังหวะขณะท่ี
ระหวา่ งนักเรียนด้วยกนั เองมนี ้อย ซึ่งไมส่ อดคลอ้ ง ผู้เรียนก�ำลังใช้ภาษาถึงแม้ผู้เรียนจะใช้ภาษา
กับการศึกษาท่ีเน้นผู้เรียนเป็นส�ำคัญท่ีเน้นให้ ไม่ถูกต้องก็ตามครูผู้สอนต้องพยายามใช้ภาษา
นักเรียนรับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเรียนรู้แบบ องั กฤษเพอื่ การสอ่ื สารในหอ้ งเรยี นใหม้ ากทส่ี ดุ เปน็
รว่ มมอื ทส่ี อดคลอ้ งกบั การจดั การเรยี นรใู้ นศตวรรษ ผสู้ รา้ งบรรยากาศในหอ้ งเรยี นใหผ้ เู้ รยี นอยากเรยี น
ท่ี 21 (The English Institute, 2008 : 32-33) รู้และเป็นต้นแบบที่ดีสามารถและคล่องแคล่ว
ดว้ ยความสำ� คญั ของภาษาองั กฤษเพอ่ื การ ในการใช้ภาษาองั กฤษ (The English Institute,
สื่อสาร ดังน้ัน กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ก�ำหนด 2008 : 63-64)
นโยบายปรบั การสอนภาษาองั กฤษเพอ่ื การสอ่ื สาร