88 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
จัดท�ำบริการสาธารณะให้แก่ประชาชน ดังน้ัน 4) ความต้องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติบ่งช้ีถึง
จึงส่งผลให้การปฏิบัติงานของก�ำนันผู้ใหญ่บ้าน ความเจรญิ เตบิ โตทางเศรษฐกจิ และความเจรญิ ของ
ไมป่ ระสบปญั หาการปฏบิ ตั งิ านมากนกั เมอื่ พจิ ารณา มนุษย์ และ 5) มีความส�ำคัญต่อเศรษฐกิจ
เปน็ รายดา้ นพบวา่ มปี ญั หาอยใู่ นระดบั นอ้ ย 4 ดา้ น ท้ังทางตรง เช่น ทรัพยากรพลังงานหรือโดยอ้อม
และระดับปานกลาง 1 ด้าน เรียงล�ำดับข้อที่มีค่า เช่น เปน็ สถานที่ท่องเทย่ี วพักผ่อนหยอ่ นใจ
คะแนนเฉลยี่ สงู สดุ จากมากไปหานอ้ ย คอื ดา้ นการ 2. ผลการเปรยี บเทยี บปญั หาการปฏบิ ตั ิ
อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม หน้าที่ของก�ำนันผู้ใหญ่บ้านในจังหวัดขอนแก่น
สอดคล้องกับผลการศึกษาของศิริพงษ์ ศรีงาม จำ� แนกตามเพศ พบวา่ โดยรวมมปี ญั หาการปฏบิ ตั ิ
(Sringarm, 2011) ได้ทำ� การศึกษาความคาดหวงั งานแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติท่ีระดับ
ของผู้น�ำครัวเรือนต่อการปฏิบัติหน้าท่ีของก�ำนัน 0.05 (p ≤ 0.05) เม่อื พิจารณาเปน็ รายด้าน พบว่า
ผู้ใหญ่บ้าน ต�ำบลสมัน อ�ำเภอมะขาม จังหวัด มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติที่
จันทบุรี ผลการศกึ ษาพบว่า 1) ความคาดหวังของ ระดบั 0.05 (p ≤ 0.05) ทกุ ดา้ น ได้แก่ ดา้ นการ
ผู้น�ำครัวเรือนต่อการปฏิบัติหน้าท่ีของก�ำนัน ปกครองและรักษาความสงบเรียบร้อย ด้านการ
ผู้ใหญ่บ้าน ด้านการปกครองและรักษาความสงบ พัฒนาและส่งเสริมอาชีพ ด้านการอนุรักษ์
เรียบร้อย มีความคาดหวังอยู่ในระดับน้อย ท้ังน้ี ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านการ
สอดคลอ้ งตามแนวคดิ ของชยั ศรี ธาราสวสั ดพ์ิ พิ ฒั น์ ทะเบียน และด้านการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน
(Tarasawatpipat, 2005) ไดอ้ ธบิ ายวา่ การอนรุ กั ษ์ สอดคล้องกับงานวิจัยของธนภัทร เอ่ียมรอด
ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม มคี วามสำ� คญั (Aiamrod, 2013) ได้ศกึ ษาเร่ือง ประสทิ ธผิ ลการ
คือ เป็นส่ิงท่ีเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ไม่ว่าจะเป็น ปฏิบัติหน้าท่ีของก�ำนันและผู้ใหญ่บ้านในเขต
ทางตรงและทางออ้ มและเปน็ สงิ่ ทเ่ี กดิ ขน้ึ เอง ดงั นนั้ จังหวัดชัยนาท พบว่า เพศกับประสิทธิผลการ
ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมจึงมีความ ปฏิบัติหน้าท่ีของก�ำนันและผู้ใหญ่บ้านในเขต
ส�ำคัญต่อชุมชนในด้านต่างๆ ดังน้ี 1) ทรัพยากร จังหวัดชัยนาท แตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทาง
ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นแหล่งปัจจัยในการ สถิติทร่ี ะดับ 0.05 และผลการเปรยี บเทียบปญั หา
ด�ำรงชีวิตต่อคนในชมุ ชน คือ เป็นแหล่งท่ีอย่อู าศัย การปัญหางานของก�ำนันผู้ใหญ่บ้านในจังหวัด
เปน็ แหลง่ วตั ถดุ บิ ในการกอ่ สรา้ งทอ่ี ยอู่ าศยั สงิ่ ปลกู ขอนแก่นจ�ำแนกตามระยะเวลาการด�ำรงต�ำแหน่ง
สร้างตา่ งๆ เป็นแหล่งท่ีมาของยารักษาโรค 2) เพ่ือ พบว่า โดยรวมมีปัญหาการปฏิบัติหน้าที่แตกต่าง
เป็นแหล่งในการด�ำรงชีวิตของมนุษย์และเป็นส่ิงที่ กันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p ≤
มนุษย์และสัตว์ขาดไม่ได้ 3) เป็นแหล่งปัจจัยท่ี 0.05) เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีความ
ส�ำคัญในการผลิตหรือเป็นวัตถุดิบในกระบวนการ แตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ รี่ ะดบั 0.05
ผลติ ของอุตสาหกรรม เชน่ พลงั งานจากธรรมชาติ (p ≤ 0.05) จำ� นวน 2 ดา้ น ไดแ้ ก่ ดา้ นการทะเบยี น
ปที ี่ 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 89
และดา้ นการปอ้ งกนั ภัยฝ่ายพลเรอื น ซงึ่ สอดคล้อง 1.1 ควรมีการประชาสัมพันธ์ข้อมูล
กบั ผลการศกึ ษาของนรนิ ทร์ อุ่นเรือน (Ounruen, ข่าวสารทางราชการให้ประชาชนได้รับทราบกัน
2006) ได้ศึกษาเร่ือง การศึกษาการปฏิบัติหน้าท่ี อยา่ งทว่ั ถึง
ของก�ำนันผู้ใหญ่บ้านในด้านการรักษาความสงบ 1.2 ควรปลกุ จติ สำ� นกึ ใหก้ บั ประชาชน
เรียบร้อยในพ้ืนที่อ�ำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบชุมชนเพ่ือเสริมสร้าง
พบว่า ระยะการด�ำรงต�ำแหน่ง ของการปฏิบัติ ความเข้มแข็งให้กับชุมชน และหน่วยงานภาครัฐ
หนา้ ท่ขี องก�ำนันผ้ใู หญ่บ้านในด้านการรกั ษาความ ควรลงมาเย่ียมตรวจราชการเพ่ือรับทราบปัญหา
สงบเรียบร้อยในพ้ืนที่อ�ำเภอพนัสนิคม จังหวัด ของชุมชน
ชลบรุ ี แตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ รี่ ะดบั 1.3 ควรใหฝ้ า่ ยปกครองระดบั อำ� เภอ
0.05 ทเ่ี ปน็ เชน่ นอี้ าจเปน็ เพราะวา่ กำ� นนั ผใู้ หญบ่ า้ น อ�ำนวยความสะดวกและให้ความช่วยเหลือการ
ท่ีเป็นเพศชายมีความคล่องตัวในการปฏิบัติหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่ของก�ำนันผู้ใหญ่บ้านในน�ำเยาวชน
มากกว่าก�ำนันผู้ใหญ่บ้านที่เป็นเพศหญิง เช่น กลุ่มเสี่ยงเข้าอบรมปลอดยาเสพติด เน่ืองจากถูก
งานรักษาความสงบเรียบร้อยภายในหมู่บ้าน ผู้ปกครองของเยาวชนกล่าวหาใส่ความลูกหลาน
การปอ้ งกันและปราบปรามยาเสพติด งานปอ้ งกัน โดยเฉพาะการสง่ รายชอื่ หากลมุ่ เสย่ี ง เปน็ การเสยี่ ง
ภยั ฝ่ายพลเรือน เปน็ ต้น ภารกิจหนา้ ทเี่ หลา่ นี้ตอ้ ง ต่อการถกู ฟอ้ งจากผปู้ กครองเดก็
เปน็ เพศชายนา่ จะเกดิ ความคลอ่ งตวั มากกวา่ กำ� นนั 2. ข้อเสนอแนะส�ำหรับการวิจัยครั้ง
ผ้ใู หญบ่ ้านทเี่ ป็นเพศหญิง ตอ่ ไป
2.1 ควรมีการศึกษาปัจจัยทาง
6. ขอ้ เสนอแนะ จิตวิทยาที่มีอิทธิผลต่อการปฏิบัติงานของก�ำนัน
ผูใ้ หญ่บา้ น
1. ข้อเสนอแนะจากผลการวิจยั 2.2 ควรมีการศึกษาการปฏิบัติงาน
จากผลการวจิ ยั ปัญหาการปฏิบัติงานของ รว่ มกนั ระหวา่ งกำ� นนั ผใู้ หญบ่ า้ นกบั องคก์ รปกครอง
ก�ำนันผู้ใหญ่บ้านในจังหวัดขอนแก่น ผู้วิจัยได้ให้ สว่ นท้องถิ่น
ข้อเสนอแนะจากผลการวจิ ัยดังน้ี
References
Aiamrod, T. (2013). Effectiveness of the duties of Kamnan and village headman in Chai
Nat Province. Master of Public Administration Thesis. Graduate School : Sukhothai
Thammathirat Open University.
Chantavanich, S. (1990). The Qualitative Research. Bangkok : Chulalongkorn University
Printing House.
90 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
Mala, T. (2016). The existence of Kam-nan and Poo-yai-ban in the Contexts of Local
Decentralization: Case study from Pathum Thani and Phranakorn Sri Ayuthaya
Province. Report Reseach. Pathum Thani : Valaya Alongkorn Rajabhat University
under the Royal Patronage.
Mektrairat, N. (2006). Roles and Duties of Sub-district Chiefs and Village Headmen and
Local Government. Bangkok : Office of the Council of State, Office of the Prime
Minister.
Ounruen, N. (2006). The study of the duty of the village headman in Peacekeeping
Completed in Phanat Nikhom District Chonburi Province. Special Problems in Public
Administration Degree Master's Degree. Graduate School : Burapha University.
Somsak, S. and Jittdee, S. (2017). Administration of KhonKaen Local Administrative
Organizations, with General Public Participation for Transparency. Dhammathas
Academic Journal, 17(3), 145-154.
Sringarm, S. (2011). Expectation of Family Leaders towards Duty Performance of Sub-
district Chief and Village Headmen, Chaman Sub-district, Makham District, Chan
Buri. Thesis for the Master of Arts in Social Sciences for Development. Graduate
School : Rambhai Barni Rajabhat University
Tarasawatpipat, C. (2005). Development of Model of Waste Oil Recycling to Diesel.
Bangkok : Environmental Science, Suan Sunandha Rajabhat University.
การมีสว่ นร่วมในการสง่ เสรมิ สขุ ภาพพระสงฆ์
ในเขตการปกครองคณะสงฆภ์ าค 9*
Participation in Health Promotion of Monks in Sangha
Administrative Area, Region 9
พระบุญเพง็ สทิ ธวิ งษา, ภวู นดิ า คนุ ผลิน และกนกอร บุญมี
Phra Boonpeng Sittivongsa, Poowanida Kunpalin and Kanokon Boonmee
มหาวทิ ยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
North Eastern University, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้ มวี ตั ถุประสงคเ์ พือ่ 1) ศกึ ษาสภาพการมีส่วนรว่ ม 2) วิเคราะห์ปัจจัยท่ีมีอิทธพิ ล
ต่อการมีส่วนร่วม และ 3) เพื่อน�ำเสนอรูปแบบการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ในเขตการ
ปกครองคณะสงฆภ์ าค 9 ขอ้ มลู ทใี่ ช้ในการวจิ ยั ได้มาจากแบบสอบถามพระสงฆ์ จ�ำนวน 390 รปู โดยใช้
การสุ่มแบบหลายข้ันตอน และแบบสัมภาษณ์ตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องการส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์
ทง้ั ภาครัฐและเอกชน จำ� นวน 44 คน/รปู สถิติท่ีใช้ในการวิจยั ไดแ้ ก่ จำ� นวน ร้อยละ ค่าเฉล่ยี สว่ นเบย่ี ง
เบนมาตรฐาน และสหสัมพนั ธ์ถดถอยพหุคูณแบบสเตป็ ไวซ์
ผลการวจิ ัยพบวา่
1. การมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ อยู่ในระดับปานกลางท้ัง 3 ด้าน ได้แก่
ดา้ นการกำ� หนดนโยบายการส่งเสริมสขุ ภาพ ด้านการนำ� นโยบายการส่งเสรมิ สขุ ภาพไปปฏบิ ตั ิ และดา้ น
การประเมินนโยบายการส่งเสริมสุขภาพ ส�ำหรับปัจจัยส่งเสริมการมีส่วนร่วม อยู่ในระดับปานกลาง
ทั้ง 7 ด้าน ไดแ้ ก่ ดา้ นการมสี ่วนรว่ มของชุมชน ด้านบทบาทเถรสมาคม ด้านบทบาทท้องถ่ิน ดา้ นบทบาท
พระสังฆาธิการช้ันปกครอง ด้านความช่วยเหลือจากเครือข่ายภาคีการสนับสนุนจากภาครัฐ และด้าน
บทบาทของเจา้ อาวาส
2. ปจั จยั ทม่ี อี ทิ ธพิ ลตอ่ การมสี ว่ นรว่ มในการสง่ เสรมิ สขุ ภาพพระสงฆ์ พบวา่ 1) ดา้ นการมสี ว่ นรว่ ม
ในการก�ำหนดนโยบายการสง่ เสริมสขุ ภาพ ประกอบด้วย ความชว่ ยเหลือจากเครือข่ายภาคี (X2) บทบาท
* ไดร้ ับบทความ: 3 มกราคม 2562; แกไ้ ขบทความ: 8 กุมภาพนั ธ์ 2562; ตอบรบั ตพี ิมพ:์ 5 มิถุนายน 2562
Received: January 3, 2019; Revised: February 8, 2019; Accepted: June 5, 2019
92 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
กพารระมสสีัง่วฆนาธร่วิกมารในชกั้นาปรกสคง่ รเสอรงมิ ส(Xขุ 7ภ) าแพลพะระกสางรฆม์ีสได่วนร้ อ้รย่วลมะขอ8ง.1ช0ุมชอนย่า(งXม1ีน) ยั โสดำ�ยคทัญั้งท3่รี ะปดัจบั จั.ย0ส5า2ม)ารดถา้ ทน�ำกนารามยี
สกว่ารนมรีสว่ ม่วนในรก่วามรขนอำ� งนชโุมยชบนาย(สXง่1เ)สแรมิละสขุ บภทาพบไาปทปทฏ้อบิงถตั ิ่นิ ปร(Xะ6ก)อโบดดยว้ ทยั้งค3วาปมัจชจว่ ยัยเดหังลกอืลจ่าาวกสเาคมราอื รขถา่ ทย�ำภนาาคยี ก(Xา2ร)
น�ำนโยบายส่งเสริมสุขภาพไปปฏิบัติได้ร้อยละ 10.20 อย่างมีนัยส�ำคัญท่ีระดับ .05 และ 3) ด้านการมี
สว่ นรว่ มในการประเมนิ นโยบายการสง่ เสรมิ สขุ ภาพ ประกอบดว้ ย การมสี ว่ นรว่ มของชมุ ชน (X1) บทบาท
ทไจดาอ้ ้รกง้อเถคยิ่นรลือ(ะXข96า่ )0ยบ.ภ6ทา0บคอีา(ยทX่าพ2ง)รมโะดนี สยัยังทสฆ�ำัง้าคธ5ัญิกปาทรจั ่รี ชจะนั้ ัยดปดับกังก.ค0ลร5อ่าวงส(าXม7)าภรถาทวะำ� ผน้นูายำ� ขกอารงปเจร้าะอเามวินานสโย(Xบ4า)ยแกลาะรคส่งวเาสมรชิมว่ สยขุ เหภลาพือ
3. รูปแบบการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ในเขตการปกครองคณะสงฆ์ภาค 9
ประกอบดว้ ย การตรวจสอบและปรบั ปรงุ ใหม่ การวางแผนพฒั นา การจดั การความรว่ มมอื และการประเมนิ
ประสทิ ธภิ าพ
คำ� ส�ำคัญ: การมีสว่ นรว่ ม; การส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ;์ เขตปกครองคณะสงฆภ์ าค 9
Abstract
The objectives of this research were: 1) to study the conditions of participation;
2) to analyze the influencing factors toward participation; 3) to present the participatory
model in health promotion of monks in Sangha administrative area, region 9 as appropriate
participatory model. Data were drawn from a set of 390 questionnaires in Sangha
administrative area, region 9, with multi-stage random sampling technique, and 44
interview forms or representatives of government and private agencies relating terms of
monks’ health promotion. The following statistics were analyzed as follows: frequency,
percentage, mean, standard deviation and Stepwise-multiple regression correlation.
Research results found that:
1. The conditions of participation of monks in health promotion were at moderate
level in 3 aspects, namely setting health promotion policy, implementing health promotion
policy, and evaluating health promotion policy. Moreover, all 7 health promotion factors
were at the moderate level, such as the participation of the community, the role of the
Sangha Supreme Council of Thailand, local roles, the role of the Sangha Supreme Council
ปีที่ 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 93
of Thailand, helping from the network, Government supporting, and leadership of abbots.
2. As crucial factors as to the participation in monks’ health promotion, it revealed
that (1) Participation in setting the health promotion policy, consisted of assisting from
the networks (X2), the role of the Sangha Supreme Council of Thailand (X7), and
community participation (X1), all 3 aspects could predict the participation in setting the
health promotion policy at 8.10 percent and at the .05 level of significance; (2) Participation
in implementing the health promotion policy, consisted of assisting from networks (tXh2e),
pcoamrtimcipuantiitoynpinartimicipplaetmioenn(tXin1g), and local rporloems o(Xti6o),ntphoelsiecy3atas1p0e.2c0tspceorcueldntparneddicatt the
the health
.05 level of significance; (3) Participation in evaluating the health promotion policy,
consisted of community participation (X1), local roles (X6), the role of the Sangha Supreme
Council of Thailands (X7), the role of the abbots (X4), and assisting from the networks (X2),
these 5 aspects could predict the participation in evaluating the health promotion
policy at 90.60 percent and at the .05 level of significance.
3. Participation model in health promotion of monks in Sangha administrative
area, region 9, it consisted of participation, review and renovation, development planning,
cooperation management and performance evaluation.
Keywords: Participation; Health Promotion of Monks; Sangha Administrative Area Region 9
1. บทนำ� นโยบายขององค์การอนามัยโลก ที่ส่งเสริมให้
ประชาชนมคี วามรเู้ รอ่ื งการสาธารณสขุ ขนั้ พน้ื ฐาน
องค์การอนามัยโลกได้พิจารณาถึงปัญหา และการดูแลสุขภาพตัวเองและครอบครัวได้ด้วย
สุขภาพอนามัยของประชากรโลกแล้ว พบว่า การมสี ว่ นรว่ มการดำ� เนนิ งานทกุ ภาคสว่ (Buathet,
มคี วามแตกตา่ งดา้ นสขุ ภาพระหวา่ งประเทศพฒั นา 2010)
แล้วกับประเทศก�ำลังพัฒนา ส�ำหรับประเทศไทย พุทธศาสนาอยู่คู่กับคนไทยมายาวนาน
ในปี พ.ศ. 2559 ส�ำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจ โดยมีพระสงฆ์เป็นสื่อกลางในการน�ำพระธรรม
และสังคมแห่งชาติ ได้ก�ำหนดตัวช้ีวัดความเป็น ค�ำส่ังสอนไปสู่การปฏิบัติ (Phramaha Praphat
พื้นฐานเพื่อการบรรลุการมีสุขภาพดีถ้วนหน้า Parichano (Kaewketphong), 2017 : 179-192)
ตามแนวคิดของรัฐบาลด้วยปรัชญาที่ว่า การดูแล จากการส�ำรวจ พระสงฆ์ในประเทศไทย พบว่า
สุขภาพท่ีดี มีความมั่นคง มั่งค่ังและยังยืน พระสงฆ์ที่มีภาวะเจ็บป่วย จ�ำนวน 27,588 รูป
(Sabaiying, et al., 2016) ซ่ึงสอดคล้องกับ
94 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
หรือคิดเป็นร้อยละ 30.6 ปี 2559 ในพื้นท่ี 4 ส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ ข้อมูลที่ได้จะเป็นข้อมูล
จงั หวดั คือ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม และ สำ� คญั ทส่ี ามารถนำ� มาใชเ้ ปน็ แนวทางในการสง่ เสรมิ
ร้อยเอ็ด โรคที่พบมากท่ีสุด คือ กระเพาะอาหาร สุขภาพพระสงฆ์ ในเขตปกครองภาค 9 และภาค
ลำ� ไสอ้ กั เสบ (Taearak, 2017) โดยสาเหตขุ องการ อ่ืนๆ ให้มีประสิทธิภาพ ซ่ึงจะส่งผลให้สุขภาพ
เกิดโรคส่วนใหญ่มาจากปัญหาการบริโภคไม่ถูก พระสงฆท์ ดี่ ีขน้ึ ต่อไป
หลักโภชนาการเป็นปัญหาสุขภาพพระสงฆ์ที่จะ
ต้องเรง่ แกไ้ ข 2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย
กระทรวงสาธารณะสุขได้ก�ำหนดแนว
นโยบายในการส่งเสริมสุขภาพ คือการมีส่วนร่วม 1. เพอื่ ศกึ ษาสภาพการมสี ว่ นรว่ มในการ
การด�ำเนินงานทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นชุมชน ส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ในเขตการปกครองคณะ
ภาคีเครือข่ายท้องถ่ินรวมถึงหน่วยงานอื่นๆ สงฆภ์ าค 9
ทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั การจดั การสขุ ภาพ (Buathet, 2010) 2. เพอื่ วเิ คราะหป์ จั จยั ทม่ี อี ทิ ธพิ ลตอ่ การ
ในประเทศกำ� ลงั พฒั นาการมสี ว่ นรว่ มในการสง่ เสรมิ มีส่วนร่วมส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ในเขตการ
สขุ ภาพขน้ั พน้ื ฐาน ควรไดร้ บั การพฒั นาภายใตก้ าร ปกครองคณะสงฆ์ภาค 9
มีส่วนร่วมของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนท้ัง 7 3. เพ่ือน�ำเสนอรูปแบบการมีส่วนร่วม
ประเดน็ ดว้ ยกนั คอื การมสี ว่ นรว่ มของชมุ ชน การมี ส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ในเขตการปกครองคณะ
สว่ นรว่ มของภาคเี ครอื ขา่ ย บทบาท ของเถรสมาคม สงฆ์ภาค 9
บทบาทของเจ้าอาวาส การสนับสนุนจากภาครัฐ
บทบาทท้องถ่ินและบทบาทพระสังฆาธิการชั้น 3. วธิ ีดำ� เนินการวจิ ยั
ปกครอง (Siribamrungwong, 2016)
จากการศึกษาปัญหาสุขภาพพระสงฆ์ใน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน
ประเทศไทย ปัญหาสุขภาพพระสงฆ์ในเขตการ (Mixed Method) (Koenchai, 2016 : 297-314)
ปกครองคณะสงฆ์ภาค 9 ดังกลา่ ว การดำ� เนินการ โดยการวจิ ยั เชงิ ปรมิ าณและเชงิ คณุ ภาพ ขอ้ มลู ทน่ี ำ�
ส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ตามนโยบายในธรรมนูญ มาศึกษาได้มาจากเคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยคือ
สุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ พ.ศ 2560 การน�ำ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์การวิจัยที่มี
นโยบายไปปฏิบัติ ล้วนต้องการความร่วมมือของ คุณภาพ โดยการตรวจสอบความตรง (Validity)
ทุกภาคส่วนท่ีเก่ียวข้องท้ังหน่วยงานของรัฐและ จากผทู้ รงคณุ วฒุ ิ มคี า่ สมั ประสทิ ธคิ์ วามสอดคลอ้ ง
เอกชน ดังน้ัน ผ้วู จิ ัยจงึ มคี วามสนใจท่ศี ึกษาสภาพ รวมท้งั ฉบบั เป็น 1.00 และมีคา่ สมั ประสทิ ธิค์ วาม
การมสี ่วนรว่ ม ปัจจยั ทมี่ ีอิทธพิ ลต่อการมีสว่ นรว่ ม เทย่ี งแบบอลั ฟา่ (Alpha-reliability Coefficient)
สง่ เสรมิ สขุ ภาพพระสงฆ์ และรปู แบบการมสี ว่ นรว่ ม เป็น 0.884) ข้อมูลท้ังหมดถูกน�ำไปวิเคราะห์ด้วย
โปรแกรมการค�ำนวณค่าสถิติส�ำเร็จรูปด้วย
คอมพวิ เตอร์ แบ่งเปน็ 4 ตอน คือ
ปีที่ 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มถิ ุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 95
ตอนที่ 1 สถานภาพผู้ตอบแบบสอบถาม สนทนากลมุ่ (Focus Group Discussion) ผ้วู จิ ยั
คา่ สถติ ิทใ่ี ช้คือ จำ� นวน และรอ้ ยละ ไดป้ รบั แกไ้ ขตามคำ� แนะนำ� ของผทู้ รงคณุ วฒุ แิ ละนำ�
ตอนท่ี 2 สภาพทว่ั ไปการมสี ว่ นรว่ มในการ ไปเขียนในรายงานวจิ ยั ฉบบั สมบรู ณ์ตอ่ ไป
สง่ เสรมิ สขุ ภาพ คา่ สถติ ทิ ใี่ ชค้ อื คา่ เฉลยี่ สว่ นเบยี่ งเบน
มาตรฐาน โดยมีเกณฑ์การแปลความหมาย 4. สรปุ ผลการวจิ ยั
Srisaaud (2002) ดังนี้ คา่ เฉลี่ย 4.51-5.00 หมาย
ถึง การมีส่วนร่วมอยู่ในระดับสูงท่ีสุด ค่าเฉล่ีย 1. สภาพทวั่ ไปของการมสี ว่ นรว่ มสง่ เสรมิ
3.51-4.50 หมายถึง การมสี ่วนร่วมอย่ใู นระดบั สงู สุขภาพพระสงฆ์ในเขตการปกครองคณะสงฆ์
ค่าเฉลย่ี 2.51-3.50 หมายถงึ การมสี ่วนรว่ มอย่ใู น ภาค 9 โดยรวมอยใู่ นระดบั ปานกลาง เมอ่ื พจิ ารณา
ระดบั ปานกลาง คา่ เฉลยี่ 1.51-2.50 หมายถงึ การ เป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับปานกลางทั้ง
มีส่วนรว่ มอยใู่ นระดบั ต�่ำ และค่าเฉลย่ี 1.00-1.50 3 ด้าน คือ ด้านการมีส่วนร่วมในการประเมิน
หมายถึง การมีสว่ นรว่ มอยู่ในระดับต่�ำที่สดุ นโยบายการส่งเสริมสุขภาพ ด้านการมีส่วนร่วม
ตอนท่ี 3 ปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อการมี ในการน�ำนโยบายการส่งเสริมสุขภาพไปปฏิบัติ
ส่วนร่วมส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ วิเคราะห์โดยใช้ และด้านการมีส่วนร่วมก�ำหนดนโยบายการ
สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ถดถอยพหุคูณแบบ ส่งเสริมสุขภาพ สภาพท่ัวไปของปัจจัยส่งเสริม
สเต็ปไวซ์ (Stepwise-Multiple Regression สุขภาพพระสงฆ์ในเขตการปกครองคณะสงฆ์
Correlation Coefficient) ภาค 9 พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง
ตอนที่ 4 พัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วม เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับ
ส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ในเขตการปกครองคณะ ปานกลาง ทง้ั 7 ด้าน คอื ด้านการมสี ว่ นร่วมของ
สงฆภ์ าค 9 นำ� ผลทไี่ ดจ้ ากการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ในตอน ชมุ ชน ดา้ นบทบาทเถรสมาคม ดา้ นบทบาททอ้ งถนิ่
ท่ี 3 และผลจากการสมั ภาษณผ์ ทู้ เ่ี กย่ี วขอ้ ง จำ� นวน ดา้ นบทบาทพระสงั ฆาธกิ ารชน้ั ปกครอง ดา้ นความ
44 คน/รูป ไปพัฒนารูปแบบในเบ้ืองต้น ส่วนใน ช่วยเหลือจากเครือข่ายภาคี การสนับสนุนจาก
ข้ันต่อไปได้น�ำไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิ จ�ำนวน 15 คน ภาครัฐ ด้านบทบาทของเจา้ อาวาส
ช่วยกันวิพากษ์และให้ข้อเสนอแนะเพื่อปรับ 2. ปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อการส่งเสริม
รูปแบบให้เหมาะสมและเป็นรูปธรรม โดยการจัด สุขภาพพระสงฆ์ในเขตการปกครองคณะสงฆ์
ภาค 9 สรปุ ไดด้ งั ตารางท่ี 1
96 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
ตารางท่ี 1 สรุปผลการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ถดถอยพหุคูณแบบสเต็ปไวซ์การมีส่วนร่วมในการส่งเสริม
สขุ ภาพพระสงฆใ์ นเขตการปกครองคณะสงฆภ์ าค 9
Dep.V Indep.V R2 F Reg.Coefficient t-value Sig.
B Beta
1. การมีส่วนร่วมใน • ความช่วยเหลือจากเครอื 0.0810 4.79* 0.322 0.281 3.99* .000
การก�ำหนดนโยบาย ข่ายภาคี (X2)
การส่งเสริมสุขภาพ • บทบาทพระสังฆาธิการ 0.213 0.147 2.72* .007
(Y1) ช• มั้นสีปว่กนครรว่ อมงข(อXง7ช) มุ ชน (X1) -0.249 -0.186 -2.46* .014
2. การมีส่วนร่วมใน • ความช่วยเหลือจากเครือ 0.1020 6.17* 0.240 0.323 4.64* .000
การนำ� นโยบายสง่ เสรมิ ข• ่ากยาภรมาคสี ี่ว(นXร2)ว่ มของชุมชน
สขุ ภาพไปปฏบิ ัติ (Y2) (•Xบ1)ทบาทท้องถ่นิ (X6) 0.193 0.223 2.98* .003
-0.177 -0.268 -2.63* .009
3. การมีส่วนร่วมใน • การมสี ่วนร่วมของชุมชน 0.9060 523.06* 0.670 0.716 29.52* .000
การประเมินนโยบาย (X1)
การสง่ เสรมิ สขุ ภาพ (Y3) • บทบาทท้องถนิ่ (X6) 0.172 0.241 7.30* .000
0.134 0.131 7.60* .000
• บทบาทพระสังฆาธิการ
•ชน้ั บปทกบคารทองขอ(Xง7เ)จ้าอาวาส
-0.031 -0.052 -3.29* .001
(X4) 0.037 0.046 2.04* .042
• ความชว่ ยเหลอื จากเครือ
ขา่ ยภาคี (X2)
* P < .05
2.1 การมีส่วนร่วมในการก�ำหนด ท�ำนายการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพ
ตนรโยงบจาากยกคารวสาง่มเชส่วรมิยสเหขุ ลภือาจพา(กYเ1ค) รไดือร้ขบั ่าอยทิภธาพิคลี (ทXา2ง) พระสงฆ์ ไดร้ ้อยละ 8.10 อย่างมนี ยั สำ� คัญท่รี ะดับ
บทบาทพระสงั ฆาธกิ ารช้นั ปกครอง (X7) และ การ .05 สามารถเขียนสมการพยากรณ์ในรูปคะแนน
มีส่วนร่วมของชุมชน (X1) โดยท้ัง 3 ปจั จัยสามารถ มาตรฐาน ได้ดังน้ี Y1 = 0.281X2 + 0.147X7 -
0.186X1
ปที ่ี 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 97
2.2 การมสี ว่ นรว่ มในการนำ� นโยบาย Education (2002) ได้แก่ 1) การตรวจสอบและ
สจสงา่่วเกนสรรค่วมิ วมสาขขุมอภชงา่วชพยุมเไหชปนลปือฏ(จXบิ า1ตั ก)ิ (เแYคล2ร)ะือไบขดท่าร้ ยบับภอาทาทิ คทธีพิอ้(Xลงถ2ท)น่ิากงา(ตXรร6มง)ี ปรบั ปรงุ ใหม่ 2) การวางแผนพฒั นา 3) การจดั การ
โดยท้ัง 3 ปัจจัยดังกล่าวสามารถท�ำนายการ ความร่วมมือ และ 4) การประเมินประสิทธิภาพ
น�ำนโยบายส่งเสริมสุขภาพไปปฏิบัติได้ร้อยละ
10.20 อย่างมีนยั สำ� คญั ทีร่ ะดับ .05 สามารถเขยี น 5. อภิปรายผลการวิจยั
ส=ม0ก.3าร2พ3Xย า2ก+ร2ณ0.3.ใ์2 น2กร3าปู Xรค1มะ-ีสแ0่วน.น2น6รม8่วาXมต6ใรนฐากนารไปดด้ระงั นเม้ี Yิน2
นโยบายการสง่ เสรมิ สขุ ภาพ ไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากทาง 1. สภาพท่ัวไปในการมีส่วนร่วมส่งเสริม
ตรงจาก การมี ส่วนร่วมของชุมชน (X1) บทบาท สุขภาพพระสงฆ์ในเขตการปกครองคณะสงฆ์ภาค
ทสจ(Xาา้อ7กม)งเบาถคริ่นทรถบือท(าขX�ำท่า6นขย)าอภบยงาทเกคจาบาี้ รอ(าXปทา2วรพ)าะรสโเะดม(สยXินังท4น)ฆ้ังโแายลธ5บะิกาคาปยวรัจกาชจมา้ันัยชรปดสว่ กังย่งกคเเหสลรลรอ่าิมอืวง 9 อยใู่ นระดบั ปานกลางท้ัง 3 ดา้ น ได้แก่ ดา้ นการ
สขุ ภาพ ได้ร้อยละ 90.60 อยา่ งมีนัยส�ำคัญที่ระดบั ประเมินนโยบายการส่งเสริมสุขภาพ ด้านการน�ำ
.05 สามารถเขียนสมการพยากรณ์ในรูปคะแนน นโยบายการส่งเสริมสุขภาพไปปฏิบัติ ด้านการ
ม0 .า1ต3ร1ฐXา7น3-. ไ0ด.ร0้ดปู5ังแน2บX้ี Yบ43ก+า=0รม.00สี .47ว่ 61นX6ร2Xว่ ม1 ส+ง่ เส0ร.2มิ 4ส1ขุ Xภ6าพ+ กำ� หนดนโยบายการส่งเสรมิ สขุ ภาพ ซงึ่ สอดคล้อง
พระสงฆใ์ นเขตการปกครองคณะสงฆภ์ าค 9 ผวู้ จิ ยั กบั งานวจิ ยั ของนธิ พิ งศ์ ศรเี บญจมาศ (Sribenjamat,
พัฒนามาจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติและ 2011) ได้ท�ำวิจัยเร่ือง แบบจําลองเชิงสาเหตุ
ผลการสมั ภาษณ์ ผา่ นการวพิ ากษข์ องผทู้ รงคณุ วฒุ ิ พฤตกิ รรมสรา้ งเสรมิ สขุ ภาพของบคุ ลากรสาธารณสขุ
15 คน มีตัวแปรทง้ั หมด 19 ตัวแปร ถูกนำ� ไปจดั จังหวัดเพชรบูรณ์ พบว่า การมีส่วนร่วมในการ
ท�ำเป็นรูปแบบเพื่อน�ำไปสู่การประยุกต์ใช้และ ประเมินนโยบายการส่งเสริมสุขภาพ บทบาท
เนน้ ไปสกู่ ารปฏบิ ตั ิ จำ� แนกตามเงอื่ นไขตามมมุ มอง ในการขับเคลื่อนนโยบายการดูแลส่งเสริมสุขภาพ
การมีส่วนร่วมในการพัฒนา โดยปรับปรุงจาก พระสงฆ์และให้ชุมชนประเมินผล อยู่ในระดับ
แนวทางของ Bureau of Higher Education and ปานกลางเชน่ กนั
Ministry of University Affairs, Ministry of 2. ปัจจัยการส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์
ในเขตการปกครองคณะสงฆภ์ าค 9 พบวา่ โดยรวม
อยูใ่ นระดับปานกลางทัง้ 7 ด้าน ได้แก่ ดา้ นการมี
ส่วนร่วมของชุมชน ด้านบทบาทเถรสมาคม
ด้านบทบาทท้องถ่ิน ด้านบทบาทพระสังฆาธิการ
ชน้ั ปกครอง ดา้ นความชว่ ยเหลอื จากเครอื ขา่ ยภาคี
ดา้ นการสนบั สนนุ จากภาครฐั และดา้ นบทบาทของ
เจ้าอาวาส ซงึ่ สอดคล้องกบั แนวคิดของเกรียงศกั ด์ิ
เจริญวงศ์ศักดิ์ (Chareonwongsak, 2000)
ท่ีว่าการที่ปัจเจกบุคคล องค์กร หน่วยงานหรือ
สถาบันใดๆ ได้ตกลงที่จะประสานเช่ือมโยงหากัน
98 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
ภายใตว้ ตั ถปุ ระสงคห์ รอื ขอ้ ตกลงอยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ ของเดชา บวั เทศ (Buathet, 2010) ไดศ้ กึ ษาวทิ ยา
ร่วมกันอย่างเป็นระบบโดยกลุ่มเครือข่ายจะต้อง นิพนธ์เร่ืองสุขภาพพระสงฆ์รูปแบบการดูแล
แสดงออกเป็นการลงมือกระท�ำกิจกรรมร่วมกัน สุขภาพองค์รวม โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนใน
ทำ� นองเดยี วกบั ผลนิ ภจู่ รญู (Poocharoen, 1992) ภาคกลางตอนบน พบวา่ รปู แบบการดแู ลสขุ ภาพ
ให้ความเห็นว่า ความร่วมมือระหว่างกันสามารถ พระสงฆ์องค์รวมโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน
แยกไดอ้ อกเป็น 3 ระดบั ใหญ่ คอื 1) ความร่วมมอื ในภาคกลาง ตอนบน ปัจจบุ ันมีการมสี ่วนร่วมของ
ระหว่างกันระดับบุคคล 2) ความร่วมมือระหว่าง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ องค์กรปกครองส่วน
กนั ระดับหนว่ ยงานภายในองค์กรเดียวกัน และ 3) ท้องถน่ิ ชมุ ชน หนว่ ยงานภาครัฐ วัดและคณะสงฆ์
ความร่วมมอื ระหวา่ งกันระดบั องค์การกบั องคก์ ร ส�ำนักงานพุทธศาสนา กิจกรรมส�ำคัญ ได้แก่
3. ปจั จยั ทม่ี อี ทิ ธพิ ลตอ่ การมสี ว่ นรว่ มใน การด�ำเนินงานแบบมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่
การส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ในเขตการปกครอง เก่ียวข้องกับการตรวจสุขภาพพระสงฆ์ และการ
คณะสงฆภ์ าค 9 พบวา่ ปจั จยั ทม่ี อี ำ� นาจการทำ� นาย ส่งเสริมให้พระสงฆ์และวัดมีการด�ำเนินกิจกรรม
สงู สดุ คอื ดา้ นบทบาทเถรสมาคม ซงึ่ อาจเปน็ เพราะ การส่งเสริมสุขภาพให้พระสงฆ์มีการดูแลสุขภาพ
วา่ มหาเถรสมาคม เปน็ องคก์ รทร่ี บั ผดิ ชอบโดยตรง พลานามยั ทแี่ ขง็ แรงสามารถดำ� รงชวี ติ ประจำ� วนั ได้
เกี่ยวกับการปกครองคณะสงฆ์ ซึ่งสอดคล้องกับ
Sangha Act (1992) บัญญตั ไิ วว้ ่า มหาเถรสมาคม 6. ขอ้ เสนอแนะ
มีอ�ำนาจตรากฎมหาเถรสมาคม ออกข้อบังคับ
วางระเบยี บออกคำ� สงั่ สอดคลอ้ งกบั พระครสู วุ ธิ าน 1. ขอ้ เสนอแนะเชงิ นโยบาย
พฒั นบณั ฑติ (Phrakru Suwithanpattanabundit, 1.1 ผู้บริหารหรือผู้ที่เกี่ยวข้องจาก
2014) ไดท้ �ำวิจัยเรอ่ื ง การพัฒนารูปแบบการดแู ล ทุกภาคส่วนควรมีส่วนร่วมในการก�ำหนดนโยบาย
สุขภาพองค์รวมของพระสงฆ์ในจังหวัดขอนแก่น สาธารณะเก่ียวกับการส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์
พบว่ารูปแบบท่ีได้จะเน้นการมีส่วนร่วมของเครือข่าย ก�ำหนดรูปแบบการขับเคล่ือนนโยบายสาธารณะ
โดยต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของเครือข่าย มีการ เก่ียวกับการส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์และการ
ก�ำหนดบทบาทหน้าท่ีของภาคีเครือข่ายในการ ปฏบิ ตั หิ นา้ ทเี่ ปน็ ภาคเี ครอื ขา่ ย
ดำ� เนนิ งาน การสง่ เสรมิ สนบั สนนุ และพฒั นาองคก์ ร 1.2 องค์กรปกครองท้องถ่ินและ
คณะสงฆ์ และเครอื ขา่ ยพระสงฆน์ กั พฒั นาการดแู ล ชุมชน มีส่วนร่วมในการปฏิบัติให้ความร่วมมือ
สขุ ภาพตนเองและพระสงฆใ์ นพน้ื ทร่ี บั ผดิ ชอบและ ประสานงานแกท่ กุ ฝา่ ย โดยคำ� นงึ ถงึ สทิ ธเิ ทา่ เทยี ม
ก�ำหนดรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์โดย กันระหวา่ งพระสงฆ์กับบคุ คลธรรมดา
การมสี ว่ นรว่ มระหวา่ งหนว่ ยงานภาครฐั ผนู้ ำ� ชมุ ชน 2. ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ
การน�ำนโยบายไปปฏิบัติ ซ่งึ สอดคล้องกับงานวิจัย 2.1 ดา้ นการมสี ว่ นรว่ มในการกำ� หนด
นโยบายการสง่ เสรมิ สขุ ภาพ ผบู้ รหิ ารควรมสี ว่ นรว่ ม
ปีท่ี 19 ฉบบั ท่ี 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 99
ในการก�ำหนดนโยบายท่ีมแี ผนแม่บทอย่างชัดเจน 2.3 ดา้ นการมสี ว่ นรว่ มในการประเมนิ
2.2 ด้านการมีส่วนร่วมในการน�ำ ผลนโยบายการส่งเสริมสุขภาพ ควรก�ำหนดให้
นโยบายการส่งเสริมสุขภาพไปปฏิบัติ เจ้าหน้าท่ี สาธารณสุขอ�ำเภอ หรือผู้อ�ำนวยการโรงพยาบาล
ในองค์กรภาครัฐได้มีส่วนในการปฏิบัติหน้าที่ สง่ เสรมิ สขุ ภาพตำ� บลเปน็ รองประธาน โดยรว่ มกบั
โดยยึดหลักความเอาใจใส่ ติดตามในการท�ำงาน ชุมชน และพระสงฆ์ในโครงสร้างคณะกรรมการ
รว่ มกนั การปฏบิ ตั หิ นา้ ทต่ี า่ งๆ และพฒั นาบคุ ลากร มีบทบาทในการประเมินผลนโยบายการส่งเสริม
ภาครฐั ใหส้ ามารถใชท้ รพั ยากรอย่างคุ้มคา่ สขุ ภาพพระสงฆ์อยา่ งจรงิ จัง
References
Buathet, D. (2010). Buddhist Monk Health: A Model of Take care of Holistic health by
Participation of Community in the Upper Central Part. Ph.D. Desertion in Cultural
Programme. Graduate School : Manasrakham University.
Bureau of Higher Education and Ministry of University Affairs, Ministry of Education. (2002).
Learning Kits Self-set of Academic Research Community. Bangkok : SR Printing.
Chareonwongsak, K. (2000). Looking forward to dream: Vision Thailand 2017. Bangkok :
Success Media.
Koenchai, N. (2016). Mixed Research Methodology: The Third Research Methodology.
Dhammathas Academic Journal, 16(2), 297-314.
National Buddhism Office in the Buddhist Temple. National Buddhism Office in the Buddhist
Temple. http://www.onab.go.th/category/rule/rule-rule/ (Accessed 11 December
2017).
Phrakru Suwithanpattanabundit. (2014). Model Development of Take Care Holistic Health
of Monk in KhonKaen Province Emphasised on Network Participation. KhonKaen
: MahachulalongkornRajavidyalaya University KhonKaen Campus.
Phramaha Praphat Parichano (Kaewketphong). (2017). Buddhist Cure Method with Dhamma
Treatment to take care of Good Health. Dhammathas Academic Journal, 17(1),
179-192.
Poocharoen, P. (1992). New Modern Management New Conception Management in Creating
and Dynamic Development for Competition. Bangkok : AEK Pimthai.
100 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
Sabaiying, W., et al. (2016). Psychology for Life. Bangkok : Sukhothaithammathirat Open
University Press.
Sangha Act. (1992). Wikisource. https://th.wikisource.org/ (Accessed 4 January 2019).
Siribamrungwong, P. (2016). A Model of Promotion of Avoidance Behaviour to consume
Alcohol of Rajabhat Ratanakosin’s Student Group. Ph.D. Dissertation in the
Regional Development Strategy. Graduate School : Manasrakham University.
Sribenjamat, N. (2011). A Causal model of Behavior to Promote Health of Public Health
Personnel. Ph.D. Dissertation in Environment Studies. Graduate School : Manasrakham
University.
Srisa-ad, B. (2002). Foundation of Research. Bangkok : Suwiriyasarn Printing Modern.
Taearak, P. (2017). Role of decentralization to the public as a whole, local administrative
organizations. file:/C:/Users/User/Downloads/Fulltext%232_277260.pdf
(Accessed 4 January 2019).
การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ตามหลกั ไตรสิกขาของนักเรยี น
โรงเรียนประถมศกึ ษา สังกดั ส�ำนกั งานเขตพน้ื ท่ีการศึกษา
ประถมศกึ ษาศรีสะเกษ เขต 1*
Development of Primary Student Emotional Quotient Based
on Trisikkha under the Srisaket Primary Educational Service
Area Office 1
กัญยุพา สรรพศร,ี โสวิทย์ บำ� รงุ ภักด์ิ, พระมหาดาวสยาม วชิรปญโฺ ญ1 และหอมหวล บวั ระภา2
Kanyupha Sappasri, Sowit Bamrungphak, Phramaha Doasayam Vajirapanno
and Homhuan Buarabha
มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตขอนแกน่ 1
มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ 2
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, KhonKaen Campus, Thailand
KhonKaen University, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]
บทคดั ย่อ
การวิจัยครั้งน้ี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอารมณ์และหลักไตรสิกขาในพระพุทธศาสนา 2)
เพื่อวิเคราะห์ความฉลาดทางอารมณต์ ามหลกั ไตรสิกขา และ 3) เพื่อพัฒนาความฉลาดทางอารมณต์ าม
หลกั ไตรสกิ ขาของนกั เรยี นโรงเรยี นประถมศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาศรสี ะเกษ
เขต 1 กลุ่มประชากรเป้าหมายเป็นนักเรียนที่ได้มาจากการประเมินความฉลาดทางอารมณ์ ที่มีระดับ
คะแนนที (T-Score Norms) ต�ำ่ กวา่ 49 ลงมา จำ� นวน 45 คน ในปกี ารศึกษา 2559 ซงึ่ ได้มาแบบเจาะจง
เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) กิจกรรมพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ด้านศีล ด้านสมาธิ
และดา้ นปญั ญา 2) แบบประเมนิ ความฉลาดทางอารมณ์ ของเดก็ อายุ 6-11 ปี ของกรมสขุ ภาพจติ สถิตทิ ี่ใช้
ในการวิจยั ได้แก่ คา่ เฉลย่ี และรอ้ ยละแลว้ น�ำเสนอผลการวิจยั ด้วยการวเิ คราะหเ์ ชิงพรรณา
* ได้รบั บทความ: 14 สงิ หาคม 2561; แก้ไขบทความ: 2 เมษายน 2562; ตอบรับตพี ิมพ์: 30 เมษายน 2562
Received: August 14, 2018; Revised: April 2, 2019; Accepted: April 30, 2019
102 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
ผลการวิจยั พบว่า อารมณ์ หมายถงึ ขอมลู ทางประสาทสมั ผัส (Sense Data) หรือวตั ถุแหงการ
รับรทู างตา หู จมกู ลิ้น กาย ใจ ทสี่ ่งผลตอ่ พฤติกรรม และการตอบสนองตอ สิ่งเรา ตา งๆ ท่ผี า นเขา มาทาง
ประสาทสมั ผสั หรอื ทเ่ี รยี กวา่ “อายตนะภายนอก” สง่ ผลตอ่ ลกั ษณะของเวทนาหรอื ความรสู้ กึ ตอ่ การกระ
ทบสมั ผัสจากอารมณ์หรือสิง่ เร้าภายนอกส่วนไตรสิกขา แปลวา่ สิกขา 3 หมายถงึ ข้อสำ� หรับศึกษาการ
ศึกษาขอ้ ปฏิบัติทพ่ี งึ ศึกษา การฝึกฝนอบรมตน 3 อยา่ งคอื อธสิ ีลสกิ ขา คือ ศกึ ษาเรื่องศลี อบรมปฏิบัติให้
ถูกตอ้ งดงี าม อธิจติ ตสิกขา คอื ศกึ ษาเรือ่ งจิต อบรมจติ ใหส้ งบมัน่ คงเปน็ สมาธิและอธิปญั ญาสิกขา ศึกษา
เรอื่ งปญั ญาอบรมตนใหเ้ กดิ ปญั ญาแจม่ แจ้ง
การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ตามหลักไตรสิกขา คือ การพัฒนากระบวนการรับรู้อารมณ์
มี 5 ขน้ั ตอนดงั น้ี 1) ขนั้ ผัสสะ หมายถึง การกระทบ การถกู ตอ้ งท่ใี ห้เกดิ ความรู้สึก เปน็ ความประจวบกนั
แหง่ สามสงิ่ คือ อายตนะภายในอายตนะภายนอกและวิญญาณ 2) เวทนา คอื การเสวยอารมณ์ความรูส้ กึ
ท่ีเกิดข้ึนจากการผัสสะ 3) ขั้นจดจ�ำข้อมูลได้แก่ สัญญาเป็นขั้นท่ีเกิดการรู้จ�ำในสิ่งที่มากระทบสัมผัส
การจำ� ไดห้ มายรใู้ นอารมณล์ กั ษณะตา่ งๆ 4) ขนั้ ปรงุ แตง่ อารมณ์ (เวทนา) ไดแ้ ก่ สงั ขาร หมายถงึ การนกึ คดิ
ทางใจ เปน็ พลงั หรอื แรงขับปรุงแตง่ จติ ใหค้ ิดดี คิดชวั่ หรือเป็นกลางๆ ไม่ดี ไมช่ วั่ เป็นขนั้ ทข่ี อ้ มลู จะถกู
ส่งไปวเิ คราะห์ทส่ี ่วนของความจำ� หมาย (สัญญา) เมอื่ รู้วา่ เป็นอะไร จติ จะสรา้ งเจตสิกขนึ้ มารบั ผสั สะน้นั
ในรูปของความรู้สึก เมื่อเกิดความรู้สึกก็จะเกิดการปรุงแต่งเป็นกิเลสตัณหาต่อไป 5) ขั้นวิเคราะห์และ
สังเคราะห์อารมณ์ เป็นการที่จิตบูรณาการข้อมูลความรู้ที่ได้รับท้ังหมดจากทุกภาคส่วนของความรู้ที่เกิด
ขนึ้ จากการรบั รแู้ ละแหลง่ ของการเรยี นรตู้ า่ งๆ แลว้ สง่ ผลใหจ้ ติ สงั เคราะหก์ ารรบั รทู้ เี่ กดิ ขน้ึ ตามความเขา้ ใจ
ผลการพฒั นาความฉลาดทางอารมณต์ ามหลกั ไตรสกิ ขาของนกั เรยี น โรงเรยี นประถมศกึ ษาสงั กดั
สำ� นกั งานเขตพื้นที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาศรสี ะเกษ เขต 1 ได้แก่ ผลการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์
ด้านศีลส่งผลให้นักเรียน มีระเบียบวินัย ส�ำรวมกายและวาจา ไม่เบียดเบียนผู้อ่ืน มีสัมมาคาระ มีจิต
สาธารณะชว่ ยเหลอื ผอู้ น่ื มคี วามพรอ้ มในการเรยี น มคี วามรบั ผดิ ชอบตอ่ หนา้ ทที่ ไ่ี ดร้ บั มอบหมาย สามารถ
ปฏิบัติหน้าท่ีด้วยตนเองโดยไม่ต้องมีครูมาก�ำกับดูแล ผลการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ด้านสมาธิ
นักเรียนมีสมาธิดีขนึ้ น่งิ ไม่วอกแวก มีความเพียรพยามยามในการทำ� งานเพิ่มขึ้น ตั้งใจเรยี นมีสมาธใิ นการ
เรยี น มคี วามเขม้ แขง็ ทางอารมณ์ ทำ� งานทคี่ รมู อบหมายไดถ้ กู ตอ้ งและสง่ ทนั ตามกำ� หนดเวลา สว่ นผลการ
พัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ดา้ นปญั ญา นักเรยี นมีความตงั้ ใจในการเรยี นและมที ักษะในการคดิ เพิม่ ขนึ้
มคี ณุ ลกั ษณะทพี่ งึ ประสงคด์ ขี น้ึ ทกุ ขอ้ และยงั พบวา่ ผลการทดสอบระดบั ชาตขิ น้ั พนื้ ฐาน (O-NET) ในปกี าร
ศึกษา 2559 สูงขึ้นทุกรายวิชา รายวิชาที่มีคะแนนพัฒนามากท่ีสุด คือ วิชาภาษาไทย คะแนนพัฒนา
เท่ากับ 18.53 รองลงมาคอื รายวิชาภาษาอังกฤษ คะแนนพฒั นา เท่ากับ 12.64 และรายวชิ าทีค่ ะแนน
พฒั นาตำ�่ สดุ คอื รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ เทา่ กบั 1.19 และผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นระดบั โรงเรยี นกส็ งู ขน้ึ เชน่ กนั
ค�ำสำ� คัญ: อารมณ;์ ไตรสิกขา; ความฉลาดทางอารมณ์
ปีที่ 19 ฉบบั ท่ี 2 (เมษายน - มถิ ุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 103
Abstract
The purposes of this study were 1) to study the emotional quotient (EQ) and
Trisikkha principle of Buddhism; 2) to analyse the development of emotional quotient
based on Trisikkha; 3) to present the development of primary student emotional quotient
based on Trisikkha under the Srisaket primary educational service area office 1. The
population targets were the forty-five students who were investigated the emotional
quotient at T-Score Norms less than 49 (n = 45). The specific tools of this research were
composed of 1) activities in the development of emotional quotient of the canon, con-
centration and wisdom; 2) the emotional quotient evalution form in 6-11 years old student
of the department of mental health, ministry of public health. The data were analysed
by using means, standard deviation and percentage, then they were presented by the
descriptive analysis.
The results of research were as follows: Emotional quotient (EQ) and principle
of Trisikkha in Buddhism mention that the emotion means information of sense data or
objectives of sensation at eyes, ears, nose, tongue, body and mind. Those are influenced
to their behaviors, that show and respond to stimulus via sense or outer courtyard
(Sense-fields) in Buddhism. It had the effects tocharacteristics of suffering (Wethnā) or
the co-operative feeling to response from emotion or external stimuli to behaviors and
sensation. Trisikkha means three sikkha that mention to topic of the study, the practice
of those topics and self-practices of three topics. There are Adhisila-Sikkha that they study
of canon (Sil), good practice to Adhicitta-Sikkha (study about mind, practice mind to peace
and sustain to the high level of concentration and Adhipañña-Sikkha (study of self wisdom
and develop self practice in good maner). The development of emotion quotient following
principle of Trisikkha are the process of sensation in emotion. There are five steps; 1)
Perception or Phạss'a of three objects that they are internal sense-fields (Ajjhattikāyanata),
external sense-fields (Bhāhirāyatana) and spiratual (Consuosuness) 2) Suffering or Wethnā
of perception of emotion after the contaction of Phạss'a 3) San-ya or memory of the information
that it follows from suffering. This step is the accumulation of learning. 4) The modification
of emotion or suffers (Wethnā) that is Sạngkhār, means thinking in mind. It has the power
104 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
that can motivate the mind to good thinking (Wholesome), bad thinking (Unwholesome)
and not good, not bad thinking (the indetermunate). This step is analyzed and modified
information from memory or perception to craving or needs. 5) Analyzed and synthesized
emotion is the last step of collection all information from all sensation to develop into wisdom
or Pạnỵā. The effects of development of primary student emotional quotient based on the
threefold traning under the Srisaket Primary Educational Service area office Ishowed the
development of emotional quotient in canon (the preecpts). The students had good behaviors
in keeping their disciplines, speaking, mind, responsibilities, charities and complete in
learning and maturation in their emotion. Finally, they showed the development in wisdom
(Pạnỵā). They had good development of intentions and skills in thinking. They also
developed the good characteristics of all purpose objectives in learning. The examination
of Ordinary National Educational Test (O-NET) at year 2016 in the primary students showed
high scores in all subjects and increased the efficiency in their studies and learning.
Keywords: Emotion; Trisikkha; Emotional Quotient
1. บทน�ำ วยั เดก็ ไปจนถงึ อายุ 50 กวา่ ปี โดยมจี ดุ สงู สดุ ในชว่ ง
อายุระหวา่ ง 45-55 ปี (Punnitamai, 1999 : 5)
ความฉลาดทางอารมณ์เป็นองค์ประกอบ ในทางพระพุทธศาสนาความฉลาดทาง
ส�ำคัญที่ท�ำให้เกิดความส�ำเร็จ เกิดความราบรื่น อารมณ์ หมายถงึ ความฉลาดทางจิต หลักธรรมที่
ทั้งในชีวิตส่วนตัวและการท�ำงาน (Goleman, น�ำมาพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ คือ หลัก
1995 : 20) บุคคลท่ีมีความฉลาดทางอารมณ์สูง ไตรสกิ ขา ซงึ่ ประกอบดว้ ย ศลี สมาธิ ปญั ญา อธศิ ลี
มกั จะเปน็ ผทู้ แ่ี สวงหาความสขุ และคน้ พบความสขุ สิกขา เพื่อให้เกิดเจตคติเป็นมิติด้านสังคมเป็นข้อ
ได้ไม่ยากนัก เมื่อมีความขัดแย้งหรือมีความ ฝึกหัดอบรมทางด้านกาย วาจา ความประพฤติ
คบั ขอ้ งใจกส็ ามารถแกไ้ ขความขดั แยง้ ทงั้ ของตนเอง ระเบียบวินัยให้มีกายสุจริตเป็นที่ตั้งท�ำให้เป็น
และบุคคลรอบข้างได้อย่างมีสติและเหมาะสม ผปู้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั ทิ มี่ กี ารแสดงออกทดี่ ี อธจิ ติ สกิ ขา
(Prasertsuk, 2001 : 63-64) ความฉลาดทาง เป็นมิติด้านจิตใจอารมณ์การปลูกฝังด้านคุณธรรม
อารมณ์นา่ จะเปน็ ตวั สง่ เสรมิ ความสำ� เรจ็ และเปน็ สรา้ งเสรมิ สขุ ภาพจติ และการรจู้ กั ใชค้ วามสามารถ
ความสามารถที่จะท�ำให้บุคคลท�ำงานหรือใช้ชีวิต ในกระบวนการสมาธิที่ถูกต้องที่เรียกว่า สัมมา
อยรู่ ว่ มกับผู้อื่นได้อยา่ งมคี วามสุข (Chuavanlee, สมาธิเป็นเหตุท่ีให้เกิดผลคือ ปัญญา จะเห็นว่า
1999 : 37) และ Bar On ได้แสดงความเชื่อว่า พระพุทธศาสนาให้ความสำ� คัญกบั ความฉลาดทาง
ความฉลาดทางอารมณ์สามารถพัฒนาได้ตั้งแต่
ปีที่ 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 105
อารมณแ์ ละยงั กอ่ ใหเ้ กดิ ความฉลาดทางปญั ญาดว้ ย อารมณ์ต่างๆ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันชีวิต ให้ด�ำเนิน
หมายความว่า เม่ือมีอารมณ์ท่ีดีย่อมมีปัญญามีสติ ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข ซึ่งประชากรไทย
คดิ ในทางสรา้ งสรรคแ์ ละกอ่ ใหเ้ กดิ ความสขุ ตามมา ส่วนมากนับถือศาสนาพุทธ มีหลักพุทธธรรม
(Phra Cherdpong Yatintharo, 2017 : 151-161) โดยเฉพาะหลกั ไตรสกิ ขา เปน็ หลกั ธรรมทสี่ ำ� คญั ตอ่
จากผลการสำ� รวจความฉลาดทางอารมณ์ การพฒั นามนษุ ยท์ บ่ี รู ณาการทง้ั ดา้ นจติ ใจ พฤตกิ รรม
เดก็ นกั เรยี นไทย อายุ 6-11 ปี ระดบั ประเทศเมอื่ ปี และปัญญา เป็นการพัฒนามนษุ ยท์ ั้งภายนอกและ
พ.ศ. 2554 พบวา่ มคี ะแนนความฉลาดทางอารมณ์ ภายใน เนน้ การลงมอื ปฏิบตั ิ ดว้ ยตนเองและมกี าร
เฉลี่ยระดับประเทศจัดอยู่ในระดับต่�ำกว่าเกณฑ์ เจริญสมาธิ ท�ำให้ใจบริสุทธิ์ พัฒนาไปสู่ความเป็น
ปกติ (45.12) และเด็กนกั เรียนกลมุ่ น้มี ีจดุ ออ่ นท้งั มนุษย์ที่สมบูรณเ์ กิดคณุ ค่าต่อตนเองและสงั คม
3 องคป์ ระกอบใหญ่ คอื ดี เกง่ สขุ กรงุ เทพมหานคร
และ 4 ภาค มคี ะแนนความฉลาดทางอารมณ์ เฉลยี่ 2. วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั
จัดอยู่ระดับต�่ำกว่าเกณฑ์ปกติเช่นกัน และเมื่อ
เปรยี บเทยี บระยะ 3 ปี ผลรวมของคะแนนดบิ ความ 1. เพ่ือศึกษาอารมณ์และหลักไตรสิกขา
ฉลาดทางอารมณ์ กลมุ่ อายุ 6-11 ปี ไดม้ าจากแบบ ในพระพทุ ธศาสนา
ทดสอบทมี่ โี ครงสรา้ งเดยี วกนั แตผ่ ปู้ ระเมนิ ตา่ งกนั 2. เพอ่ื วเิ คราะหค์ วามฉลาดทางอารมณ์
คอื ปี 2554 และปี 2550 พอ่ แมผ่ ปู้ กครองประเมนิ ตามหลกั ไตรสิกขา
ส่วนปี 2554 ครูเป็นผปู้ ระเมนิ แต่ได้ปรับคะแนน 3. เพื่อพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์
ในมาตรฐานเดยี วกนั พบวา่ คะแนนดบิ ความฉลาด ตามหลักไตรสิกขาของนักเรียนโรงเรียนประถม
ทางอารมณม์ คี า่ 186.42, 179.58 สภาพสงั คมไทย ศึกษา สังกัดส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถม
ในปัจจุบันพบว่า เด็ก ในวัยเรียนมีพฤติกรรม ศกึ ษาศรีสะเกษ เขต 1
ที่ไม่พึงประสงคต์ ่างๆ เชน่ ติดเกมส์ มีโลกส่วนตัว
สงู พดู เสยี งดงั พดู คำ� หยาบ แกลง้ เพอื่ น เลน่ รนุ แรง 3. วิธดี �ำเนินการวิจัย
อยู่ไม่น่ิง ไม่มีสมาธิในการเรียนและการท�ำงาน
ไม่ส่งการบ้าน ขาดวินัย ขาดความรับผิดชอบ การวิจัยครั้งนี้ เป็นวิจัยเชิงคุณภาพและ
ไมม่ คี วามอดทน ไมร่ จู้ กั การรอคอย ซงึ่ ปญั หาเหลา่ น้ี เชงิ ปรมิ าณ โดยวิธวี ิจยั เอกสารและเกบ็ ข้อมลู ภาค
มแี นวโนม้ สูงขึน้ สนาม โดยมขี ั้นตอนการปฏิบัติ ดังน้ี
ความฉลาดทางอารมณ์ จึงมีความส�ำคัญ 1. ข้นั ตอนการรวบรวมข้อมูล
อย่างย่ิงต่อการด�ำเนินชีวิตของมนุษย์ ให้เป็นไป 1.1 รวบรวมข้อมูลเบ้ืองต้นจากงาน
อย่างปกติสุข หากมีการปลูกฝังและพัฒนาความ เอกสาร (Documentary Research) โดยรวบรวม
ฉลาดทางอารมณต์ งั้ แตว่ ยั เดก็ ใหซ้ มึ ซบั เรยี นรรู้ บั รู้ เอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กยี่ วขอ้ ง จำ� แนกเปน็ 2 กลมุ่
คือ เอกสารขนั้ ปฐมภมู ิ (Primary Source) ไดแ้ ก่
พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราช
106 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
วิทยาลัย และเอกสาร ข้ันทุติยภูมิ (Secondary เหนี่ยวจิต ส่ิงที่ยึดดึงจิตไว้ในทางพุทธศาสนา
Source) ได้แก่ หนังสือ ต�ำรา เอกสารงานวิจัย อารมณ์ หมายถึง ส่ิงที่จิตไปเกาะเก่ียวอยู่แล้ว
วิทยานิพนธ์วารสาร บทความและงานเขียนอ่ืนๆ ยึดจิตไว้ อารมณ์ คือ สิ่งที่ถูกจิตรู้มี 6 อย่าง คือ
ท่ีเกีย่ วขอ้ ง รปู เสยี ง กลิน่ รส โผฏฐัพพะ และธรรมมีชือ่ เรียก
1.2 การวิจัยเชิงส�ำรวจ (Surway โดยเฉพาะวา่ รปู ารมณ์ สทั ทารมณ์ คนั ธารมณ์ รสา
Research) ดำ� เนนิ การดงั นี้ 1) ประเมนิ ความฉลาด รมณโ์ ผฏฐพั พารมณ์ ธรรมารมณ์ ตามลำ� ดบั แตจ่ ติ
ทางอารมณ์ โดยใช้แบบประเมินความฉลาดทาง คือ ผู้รู้อารมณ์หรือธาตุรู้ (วิญญาณธาตุ) เกิดจาก
อารมณ์เด็ก อายุ 6-11 ปีของกรมสุขภาพจิต ธาตุ 4 ดนิ (ปฐวธี าต)ุ นำ�้ (อาโปธาต)ุ ลม (วาโยธาต)ุ
เพ่ือให้ได้กลุ่มประชากรเป้าหมายท่ีมีคะแนนที ไฟ (เตโชธาต)ุ จิต เข้ามาอาศัย ในรูปขนั ธ์ๆ มีชอ่ ง
(T-Score Norms) ของความฉลาดทางอารมณ์ต่ำ� ทางรับอารมณ์ 5 ช่อง คอื ตา หู จมกู ล้ิน กายรบั
กว่า 49 ลงมา และ 2) ด�ำเนินการพัฒนาความ อารมณ์ช้ันนอก (รูป เสียง กล่ิน รส กายสัมผัส)
ฉลาดทางอารมณ์ตามหลักไตรสิกขาของนักเรียน เปน็ คูเ่ รยี งตามลำ� ดบั
เพ่ือตอบวตั ถุประสงคข์ องการวิจัย อารมณ์เป็นสิ่งท่ีถูกรู้โดยจิต จิตจึงเป็น
2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ธรรมชาติที่รู้ “อารมณ์” อารมณ์ทั้ง 6 เกิดดับ
กิจกรรมพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ตามหลัก แปรปรวนเปลย่ี นแปลงไปตลอดเวลา เราไมส่ ามารถ
ไตรสกิ ขา และแบบประเมนิ ความฉลาดทางอารมณ์ บังคับให้เป็นไปอย่างที่ต้องการได้เพราะอารมณ์
ของกรมสุขภาพจติ ท้งั หลายเกดิ ดบั เป็นอนิจจัง ทกุ ขัง อนตั ตา แตถ่ า้
3. ข้ันตอนการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ จะพิจารณาให้ละเอียดลงไปแล้ว อารมณ์ท้ัง 6
1) รวบรวมขอ้ มลู ทไ่ี ดจ้ ากการประเมนิ 2) วเิ คราะห์ ก็ท�ำหน้าที่ของเขาอยู่อย่างนั้น คือ เกิดขึ้นและ
สังเคราะห์ข้อมูล จัดประเภท แล้วน�ำข้อมูลเหล่า ดับไปเป็นธรรมชาติ แต่จิตจะเป็นตัวรับอารมณ์
น้ันมาตีความตามบริบทต่างๆ ให้สอดคล้องและ แล้วไปปรงุ แต่งวา่ ดีหรอื ไม่ดี ชอบหรือไมช่ อบ คือ
เ ห ม า ะ ส ม แ ก ่ เ น้ื อ ห า ข อ ง ก า ร วิ จั ย แ ล ะ ต า ม ไป “ให้คา่ ” กับอารมณต์ า่ งๆ ทัง้ ๆ ทีอ่ ารมณน์ ั้นๆ
วัตถปุ ระสงคท์ ีต่ ้งั ไว้ 3) สรุป วิเคราะห์ สงั เคราะห์ ดับไปแลว้ หรือยังมาไมถ่ ึง
ข้อมูลท่ีได้ศึกษามาจัดท�ำรูปแบบรายงานการวิจัย ไตรสิกขา พระพุทธศาสนาได้ให้ความ
เชงิ พรรณนาวิเคราะห์ (Descriptive Analysis) สำ� คญั กบั หลกั ของไตรสิกขาเปน็ อยา่ งมาก คอื เปน็
หลักธรรมส�ำหรับฝึกมนุษย์ ให้เป็นผู้มีความ
4. สรปุ ผลการวจิ ยั ประพฤติดี มีจิตใจดี มีปัญญาดี เป็นหลักธรรมท่ี
พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนภิกษุบ่อยท่ีสุด เป็นการ
ผลการวจิ ยั สรปุ ได้ 3 ประการ คอื ศึกษาข้อปฏิบัติที่พึงศึกษาการฝึกฝนอบรมตน
1. อารมณแ์ ละหลกั ไตรสกิ ขาในพระพทุ ธ ในเรื่องท่ีพึงศึกษา 3 ด้านคือ ด้านศีล ด้านสมาธิ
ศาสนาสรปุ ความไดด้ งั นี้ อารมณ์ หมายถงึ สง่ิ หนว่ ง
ปีท่ี 19 ฉบบั ท่ี 2 (เมษายน - มถิ นุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 107
และด้านปัญญา ธรรมะท่ีเป็นอุปกรณ์หรือวิธีการ การกระทำ� สิง่ ตา่ งๆ 3) มีการเกิดดับอย่ตู ลอดเน่อื ง
ปฏิบัติ คือ มชั ฌมิ าปฏปิ ทาหรืออริยมรรคมอี งค์ 8 กันไม่ขาดสายเป็นอาการที่ปรากฏ 4) เป็นเหตุให้
คือ 1) สัมมาทิฐิความเห็นชอบหรือความเข้าใจ เกิดรูปนามจิตท่ีเป็นสาเหตุหรือเป็นบ่อเกิดของ
ถกู ตอ้ ง 2) สมั มาสงั กัปปะความด�ำรชิ อบ 3) สมั มา อารมณ์ (เวทนา) ต่างจากช่องทางแห่งการรับ
วาจาเจรจาชอบ 4) สัมมากัมมนั ตะ การงานชอบ อารมณ์ คอื ตา หู จมกู ลิน้ กาย ใจ จิตจะสามารถ
5) สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ 6) สัมมาวายามะ ออกมารับรู้อารมณ์ได้นั้น ต้องอาศัยอายตนะ
พยายามชอบ 7) สัมมาสติ ระลึกชอบ 8) สัมมา ภายในเปน็ เครอ่ื งมอื ในการทำ� งานหรอื เปน็ สอื่ กลาง
สมาธิต้ังใจมั่นชอบท้ัง 8 ประการน้ัน “มรรค” ในการสมั ผสั โลกภายนอก ซง่ึ ในการรบั รขู้ องมนษุ ย์
เปน็ แนวทางหรอื หลกั การทจี่ ะตอ้ งปฏบิ ตั คิ วบคกู่ นั จิตมีหน้าท่ีในการรับรู้ข้อมูลท่ีไปกระทบกับส่ิงเร้า
ไปเป็นกระบวนการ มิใช่ยกขึ้นมาท�ำทีละอย่างๆ ภายนอกหรอื อายตนะภายนอก และขอ้ มูลทีไ่ ด้รับ
หากแตต่ อ้ งประสานกลมกลนื กนั เกย่ี วขอ้ งสมั พนั ธ์ จะถกู นำ� เขา้ สกู่ ระบวนการวเิ คราะหแ์ ละสงั เคราะห์
เป็นเน้ือเดียวกันดุจเกลียวเชือกเกลียวฟั่นเข้าเป็น ภายในโดยกระบวนการทำ� งานของจติ ทส่ี นองตอบ
เชือกเส้นเดียวต้ังแต่ต้นจนปลายเชอื ก ตอ่ ผลของสภาวะการกระตนุ้ จากสงิ่ เรา้ ภายนอกอนั
2. การวเิ คราะหค์ วามฉลาดทางอารมณ์ มีผลต่อการประมวลผลของจติ
ตามหลกั ไตรสกิ ขา สรปุ ความไดว้ า่ ความฉลาดทาง กระบวนการรับรู้อารมณ์ในพุทธศาสนา
อารมณ์ตรงกับค�ำภาษาอังกฤษว่า Emotional เป็นกระบวนการรับรู้ของจิต ซึ่งมีความสัมพันธ์
Quotient หรือ EQ หมายถึง ความมีไหวพริบ เชอื่ มโยงตอ่ กนั กบั ขนั ธ์ 5 รปู ขนั ธเ์ ปน็ สว่ นของกาย
ในการเก่ียวข้องสัมพันธ์กับผู้คนความสามารถใน ส่วนนามขันธ์เป็นส่วนของจิตชีวิตจะต้องมีองค์
การเข้าถึงความรู้สึกและภาวะอารมณ์ของตน ประกอบท้ังสองประกอบกัน จึงจะเป็นชีวิตทั้งคู่
จ�ำแนกและรู้เท่าทันอารมณ์ เกิดจากการสัมผัส ทำ� งานเปน็ ไปอยา่ งสอดคลอ้ งและกลมกลนื เปน็ อนั
การเรยี นรขู้ องผสั สะทง้ั 6 อาศยั การรบั รโู้ ดยผรู้ ู้ คอื หน่ึงอันเดียวกัน จิตต้องอาศัยกายในการท�ำงาน
จิต การรับรู้ของจิต เป็นกระบวนการรวบรวม โดยผา่ นประสาทวตั ถทุ ัง้ 5 คือ จกั ขุวตั ถุ โสตวตั ถุ
เรียบเรียง ประมวลผล วิเคราะห์และสังเคราะห์ ฆานวัตถุ ชิวหาวัตถุ กายวัตถุ ในการรับรู้โลก
ข้อมูลของจิตที่เกิดการกระทบจากประสาทสัมผัส ภายนอก คือ อารมณ์ที่มากระทบสัมผัส ได้แก่
ทงั้ 6 ทงั้ ลกั ษณะทางกายภาพและนามธรรมจติ คอื รูป รส กลิน่ เสยี ง และส่งิ ตอ้ งกาย
ธรรมชาตชิ นดิ หนง่ึ ซงึ่ รอู้ ารมณ์ และสง่ิ ทถ่ี กู จติ รนู้ นั้ กระบวนการรบั ร้อู ารมณ์มี 5 ข้นั ดงั นี้ 1
เปน็ อารมณเ์ มอ่ื อารมณเ์ กดิ ขน้ึ จติ จงึ จะเกดิ และเมอื่ ข้ันผสั สะ หมายถึง สมั ผัส การกระทบ การถกู ตอ้ ง
อารมณ์ดับลงจิตก็ดับตามไปด้วยเสมอจิตน้ันมี ทใี่ หเ้ กดิ ความรสู้ กึ ผสั สะเปน็ ความประจวบกนั แหง่
ธรรมชาติเป็นลักษณะพิเศษอยู่ 4 ประการ คือ สามสงิ่ คือ อายตนะภายใน (ตา หู จมกู ล้นิ กาย
1) มีการรับรู้อารมณ์อยู่เสมอ 2) เป็นประธานใน ใจ) อายตนะภายนอก (รปู เสยี ง กลนิ่ รส โผฏฐพั พะ
108 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
ธรรมารมณ์) และวิญญาณๆ คือ ความรู้แจ้งทาง ปรโตโฆสะ 2) จินตมยปัญญาความรู้เกิดจาก
อารมณ์ 2) เวทนาคอื การเสวยอารมณ์ความรู้สกึ ความคดิ ใครค่ รวญ พิจารณาหาเหตผุ ล วเิ คราะห์
ทเี่ กดิ ขนึ้ จากการผสั สะเปน็ เพยี งความรสู้ กึ ทพ่ี งึ เกดิ สังเคราะห์ เรียกอีกอย่างว่า โยนิโสมนสิการ 3)
ขึ้นเป็นธรรมดา อาจเป็นความรู้สึกชนิดถูกใจ ภาวนามยปัญญา ความรทู้ ่ไี ดจ้ ากการลงมือปฏบิ ตั ิ
ชอบใจ สบายใจ สบายกายหรือไม่ชอบใจ ไม่ถกู ใจ เกิดจากการพัฒนาหรือเกิดจากประสบการณ์ตรง
ไม่สบายใจ ไม่สบายกายหรือเฉยๆ อันขึ้นอยู่กับ อันเกิดจากสัญญาบริสุทธิ์และสัญญาพิเศษ
สัญญาความจำ� ไดห้ มายรู้ 3) ขน้ั จดจ�ำข้อมลู ไดแ้ ก่ ซึ่งอาศัยพื้นฐาน คือ พุทธิปัญญาอันมีมาโดย
สญั ญาเปน็ ขน้ั ทสี่ บื เนอ่ื งมาจากเวทนาเปน็ ขนั้ ทเี่ กดิ สัญชาตญาณการเกิดขึ้นของปัญญาจะเกิดข้ึนได้
การรู้จ�ำในส่ิงที่มากระทบสัมผัส การจ�ำได้หมายรู้ กต็ อ้ งผา่ นทกั ษะในการรบั รู้ การเรยี นรู้ การเกดิ ขน้ึ
ในอารมณ์ลักษณะต่างๆ ในกระบวนการสัญญานี้ ของปญั ญากค็ อื พฒั นาการของการรบั รู้ เรยี นรแู้ ละ
ถือเป็นข้ันตอนการเก็บรวบรวมสะสมข้อมูลของ ท�ำความเข้าใจอย่างถูกต้องตามความเป็นจริงของ
การเรียนรู้ 4) ขัน้ ปรุงแตง่ อารมณ์ (เวทนา) ไดแ้ ก่ ธรรมชาติ ความรู้ที่ถูกต้องก่อเกิดเป็นปัญญา
สังขาร หมายถึง การนึกคิดทางใจ เป็นพลังหรือ ซ่ึงจะต้องผ่านกระบวนการพัฒนาความรู้และ
แรงขบั ปรุงแต่งจติ ให้คิดดี (กุศล) คดิ ชั่ว (อกศุ ล) ความคิดและน�ำไปสูค่ วามเขา้ ใจที่ถูกตอ้ งต่อไป
หรือเปน็ กลางๆ ไม่ดี ไมช่ ่วั (อัพยากฤต) เปน็ ขนั้ ท่ี พระพทุ ธศาสนาไดใ้ หค้ วามสำ� คญั กบั หลกั
ข้อมูลจะถูกส่งไปวิเคราะห์ที่ส่วนของความจ�ำ ของไตรสิกขาเป็นอย่างมากคือ เป็นหลักธรรม
(สญั ญา) เมอ่ื รวู้ า่ เปน็ อะไร จติ จะสรา้ งเจตสกิ ขนึ้ มา สำ� หรบั ฝกึ มนษุ ย์ ใหเ้ ปน็ ผมู้ คี วามประพฤตดิ ี มจี ติ ใจ
รบั ผสั สะนนั้ ในรปู ของความรสู้ กึ เมอ่ื เกดิ ความรสู้ กึ ดี มปี ญั ญาดี เปน็ หลกั ธรรม ทพ่ี ระพทุ ธองคไ์ ดต้ รสั
ก็จะเกิดการปรุงแตง่ เปน็ กิเลส ตณั หาตอ่ ไป 5) ขน้ั สอนภิกษุบ่อยท่ีสุด เป็นการศึกษาข้อปฏิบัติท่ีพึง
วิเคราะห์และสังเคราะห์อารมณ์เป็นการท่ีจิต ศึกษาการฝกึ ฝนอบรมตน 3 ด้านคือ ดา้ นศลี ดา้ น
บรู ณาการขอ้ มลู ความรทู้ ไ่ี ดร้ บั ทง้ั หมดจากทกุ ภาค สมาธแิ ละดา้ นปญั ญา ธรรมะทเี่ ปน็ อปุ กรณห์ รอื วธิ ี
สว่ นของความรทู้ เ่ี กดิ ขนึ้ จากการรบั รแู้ ละแหลง่ ของ การปฏิบัติ คือ มัชฌิมาปฏิปทา หรืออริยมรรคมี
การเรยี นรูต้ ่างๆ ความรทู้ ีไ่ ดจ้ ากการวิเคราะห์และ องค์ 8 “มรรค” เปน็ แนวทางหรอื หลกั การทจี่ ะตอ้ ง
สังเคราะห์จะข้ึนอยู่กับอิทธิพลของปัจจัยปรุงแต่ง ปฏิบัติควบคู่กันไปเป็นกระบวนการ มิใช่ยกข้ึนมา
จติ ให้คิดดี ชั่ว หรอื เปน็ กลางๆ ปัจจัยตา่ งๆ เหล่านี้ ท�ำทีละอย่างๆหากแต่ต้องประสานกลมกลืนกัน
จะส่งผลให้จิตสังเคราะห์การรับรู้ที่เกิดขึ้นตาม เก่ียวข้องสัมพันธ์เป็นเน้ือเดียวกันดุจเกลียวเชือก
ความเขา้ ใจและกอ่ เกดิ เปน็ ปญั ญา 3 ดงั น้ี 1) สตุ มย เกลียวฟั่นเขา้ เปน็ เชือกเสน้ เดียวต้งั แตต่ ้นจนปลาย
ปัญญา ความรู้ท่ีเกิดจากฟัง การศึกษาเล่าเรียน เชือก โดยมีขนั้ ตอนในการปฏบิ ตั ิ ดังน้ี
การอ่านจากต�ำราคัมภีร์ที่น่าเชื่อถือตลอดถึงการ 2.1 อธศิ ลี สกิ ขา (สัมมาวาจา สมั มา
รับการถ่ายทอดจากผู้ที่น่าเช่ือถือ ที่เรียกว่า กัมมันตะ สัมมาอาชีวะ อธศิ ีลสิกขา) การควบคุม
ปีท่ี 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 109
พฤตกิ รรม เนน้ ไปทก่ี ารฝกึ ฝนอบรมความประพฤติ สัมมาอาชวี ะ อธศิ ลี สกิ ขา) ใหอ้ ยู่ในสภาพทพี่ รอ้ ม
ทางกายทางวาจาอย่างจริงจังอาศัยความรู้ความ และเออื้ ตอ่ การพฒั นาสงู ขนึ้ จากนนั้ จงึ ฝกึ ฝนอบรม
เขา้ ใจพอเปน็ พน้ื ฐานเทา่ นนั้ เมอ่ื ศลี ถกู ตอ้ งสมบรู ณ์ จติ ใจ(สมั มาวายามะสมั มาสติสมั มาสมาธิอธจิ ติ สกิ ขา)
แล้วก็ก้าวเข้าไปสู่การฝึกฝนอบรมจิตใจอันเป็นขั้น ซึ่งเป็นชั้นภายในละเอียดกว่าให้ได้ผลดีต่อไปใน
ประณตี ยง่ิ ขนึ้ จนถงึ ระดบั สดุ ทา้ ย คอื ทำ� ปญั ญาให้ ระหวา่ งท่ีอบรมตามขั้นตอนตา่ งๆ นี้ องคป์ ระกอบ
แก่กล้าจนสามารถพ้นจากตัณหาอุปาทานระบบนี้ แต่ละอยา่ งๆ จะคอ่ ยๆ พฒั นาตัวมันเอง และเสรมิ
นยิ มทำ� กนั ทว่ั ไปเรยี กตดิ ปากวา่ ศลี -สมาธ-ิ ปญั ญา” หรือเกื้อหนุนข้ันตอนน้ันๆ ให้เพิ่มพูนและชัดเจน
อาจเป็นเพราะว่าการควบคุมพฤติกรรมทางกาย ย่ิงขึ้นเช่นองค์ประกอบทางปัญญาในขณะท่ี
วาจาเห็นได้ง่ายและท�ำได้ง่ายกว่าการท่ีจะเร่ิมต้น ผู้ปฏิบัติฝึกฝนอบรมข้ันศีลหรือขั้นจิต ตัวปัญญา
พัฒนาจิตหรือปัญญาก็ได้จึงเป็นที่นิยมแพร่หลาย ความรู้ความเขา้ ใจ ซงึ่ เป็นพืน้ ฐานเดิมนนั้ จะค่อยๆ
(Thongchawna, et al., 2017 : 203-210) พฒั นาแกก่ ลา้ ขน้ึ ชดั เจนขน้ึ เกอื้ หนนุ ใหอ้ งคป์ ระกอบ
2.2 อธิจิตสิกขา (สัมมาวายามะ ทางด้านศีลและด้านจิตถูกต้องสมบูรณ์ขึ้น อาศัย
สมั มาสติ สมั มาสมาธิ อธจิ ิตสิกขา) การฝกึ ฝนจติ ศีลและจิตทีส่ มบรู ณน์ ้ันเอง ปญั ญานน้ั กจ็ ะพฒั นา
หรอื สมาธิ อาศยั ความรคู้ วามเขา้ ใจพอเปน็ พน้ื ฐาน ถึงขั้นรู้แจ้งเห็นจริงท�ำจิตให้หลุดพ้นจากอาสวะ
เทา่ นนั้ แลว้ เรม่ิ ฝกึ อบรมจติ อยา่ งเขม้ งวดในระหวา่ ง กิเลสท้ังปวงเป็นอันส้ินสุดกระบวนการฝึกอบรม
นั้นองค์ประกอบแต่ละอย่างๆ จะค่อยเกิดข้ึนและ (Phrakhru Thamtharachanyan, 2017 : 61-74)
เสริมเติมเต็มให้แก่กัน จิตเป็นสมาธิแน่วแน่ใส 3. การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์
สะอาดพฤติกรรมหรือศีลก็จะเกิดขึ้นเอง เมื่อศีล ตามหลักไตรสิกขาของนักเรียนโรงเรียนประถม
สมาธิพัฒนาข้ึนเร่ือยๆ ปัญญาความรู้ความเข้าใจ ศึกษาสังกัดส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถม
ซ่งึ เป็นพนื้ ฐานเดิมอยู่แล้วจะคอ่ ยๆ พัฒนาแก่กล้า ศกึ ษาศรสี ะเกษ เขต 1 สรุปได้ดงั นี้
ชดั เจนขน้ึ เกอื้ หนนุ ใหอ้ งคป์ ระกอบทางดา้ นศลี และ 3.1 การพัฒนาความฉลาดทาง
สมาธิถูกต้องสมบูรณ์ยิ่งขึ้นอาศัยศีลและจิตที่ อารมณ์ด้านศีล ศีล เป็นเรื่องของการฝึกในด้าน
สมบรู ณป์ ญั ญากจ็ ะสามารถรแู้ จง้ เหน็ จรงิ ทำ� อาสวะ พฤติกรรม โดยเฉพาะพฤติกรรมความเคยชิน
ให้หมดไปไดใ้ นท่สี ดุ เครื่องมือท่ีใช้ในการฝึกศีล คือวินัย วินัยเป็นจุด
2.3 อธปิ ญั ญาสกิ ขา (สมั มาทฐิ ิ สมั มา เรม่ิ ตน้ ในกระบวนการศกึ ษาและการพฒั นามนษุ ย์
สังกัปปะ อธปิ ัญญาสิกขา) ความรู้ความเข้าใจและ เพราะวนิ ยั เปน็ ตวั การจดั เตรยี มชวี ติ ใหอ้ ยใู่ นสภาพ
ความคดิ จะตอ้ งมคี วามเขา้ ใจ หรอื ความเชอ่ื ทถ่ี กู ตอ้ ง ที่เอ้ือต่อการพัฒนา โดยจัดระเบียบความเป็นอยู่
ตรงแนวทางก่อน เมื่อมีพ้ืนฐานความเช่ือความ การด�ำเนินชีวิตและการอยู่ร่วมกันในสังคม
เข้าใจที่ถูกต้องแล้วค่อยขยายไปที่การควบคุม ให้เหมาะกับการพัฒนาและให้เอ้ือโอกาสในการที่
พฤตกิ รรมทางกาย วาจา (สมั มาวาจา สมั มากมั มนั ตะ จะพัฒนา
110 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
ข้ันตอนในการพัฒนาความฉลาดทาง และนักเรียนได้รับรางวัลเหรียญทองระดับจังหวัด
อารมณด์ ้านศลี ดา้ นประกวดมารยาทไทย และผา่ นการสอบธรรมะ
3.1.1 สง่ เสรมิ ดา้ นวนิ ยั ไดแ้ ก่ สนามหลวงจนได้รับ เกียรติบัตรนักธรรมตรี
กจิ กรรม ก) มาโรงเรยี นทนั เวลา (ข) สง่ การบา้ นตรง จ�ำนวน 10 คน นกั ธรรมโท จ�ำนวน 10 คน และ
เวลา ค) เดนิ แถวในการเขา้ กจิ กรรมตา่ งๆ เชน่ เดนิ นกั ธรรมเอก จ�ำนวน 14 คน
แถวเขา้ ชน้ั เรียน เดินแถวไปโรงอาหาร ง) เขา้ แถว 3.2 การพัฒนาความฉลาดทาง
รับนม รับอาหาร ส่งงานครู รับของจากครู จ) อารมณ์ด้านสมาธิ การมีสมาธิที่ดี เกิดจากการ
รับผิดชอบทาความสะอาดเขตพ้ืนที่ของนักเรียน ฝึกฝนเป็นประจ�ำ เมื่อเด็กท�ำได้ เด็กจะรู้จักการ
แต่ละคนฝึกพัฒนาด้านวินัยและความรับผิดชอบ รวบรวมจติ ใจ และสามารถควบคมุ อารมณ์ตนเอง
ฉ) ปฏิบัติหน้าที่เวรประจ�ำวันในการท�ำความ และความต้องการของตัวเอง ท�ำจิตใจให้สงบ
สะอาดหอ้ งเรียน ห้องสมุด หอ้ งสุขา หอ้ งประชมุ มใี จจดจอ่ กบั สง่ิ ทท่ี ำ� และทำ� ไดต้ อ่ เนอื่ ง กจิ กรรมที่
โรงอาหาร และห้องพกั ครู ใช้คือ การฝึกสมาธิเพื่อให้เด็กมีสมาธิในการเรียน
3.1.2 ส่งเสริมด้านคุณธรรม หรอื มสี มาธใิ นการทำ� กจิ กรรมตา่ งๆ มากขน้ึ และมี
ไดแ้ กก่ จิ กรรม ก) เขา้ คา่ ยคณุ ธรรม ข) จดั การเรยี น จิตใจทีส่ งบ
รู้สาระพระพทุ ธศาสนา ค) แข่งขนั การตอบปัญหา กจิ กรรมทใ่ี ชค้ ือ 1) การนัง่ สมาธิ 2) กำ� -
ธรรมะ ง) นิทานคุณธรรม จ) ศึกษาแหล่งเรียนรู้ แบมือ 3) ศนู ย์ - สอง - หา้ สบิ 4) นบั 1-10 5)
ด้านพุทธศาสนา ฉ) สอบธรรมะสนามหลวง ช) ครู จีบ L 6) โป้ง ก้อย 7) แตะจมูก แตะหู 8) แตะหู
พระสอนศลี ธรรม สปั ดาหล์ ะ 2 วนั ซ) รายการเสยี ง จากการพฒั นาใหน้ กั เรยี นฝกึ สมาธิ โดยให้
ตามสายเพลงส่งเสริมคุณธรรม ฌ) โครงงาน ครเู ลอื กใช้กิจกรรมฝึกสมาธิคร้งั ละ 1 กิจกรรมต่อ
คุณธรรม ญ) สวดมนต์ไหว้พระตอนเช้าและก่อน การฝกึ 1 ครั้ง จาก 8 กิจกรรมขา้ งต้น ตามความ
เลิกเรยี น ฎ) สวดมนตท์ กุ วนั ศกุ ร์ ฏ) ร่วมกิจกรรม เหมาะสม โดยใหน้ กั เรยี นฝกึ กจิ กรรมกอ่ นเรม่ิ เรยี น
วันสำ� คัญทางพทุ ธศาสนา จากการพัฒนาความ วิชาแรกของภาคเช้าและภาคบ่ายทุกวัน หรอื ตาม
ฉลาดทางอารมณด์ า้ นศลี ตลอดปกี ารศกึ ษา 2559 ดลุ ยพนิ จิ ของครู ใชเ้ วลาประมาณ 5-10 นาที ตลอด
ส่งผลให้นักเรียนมีระเบียบวินัย ส�ำรวมกายและ ปีการศึกษา 2559 ผลที่เกิดขึ้นกับนักเรียน คือ
วาจา ไม่เบียดเบียนผู้อ่ืน มีสัมมาคาระ มีจิต นักเรียนน่ิงไม่วอกแวก มีความเพียรพยามยาม
สาธารณะชว่ ยเหลอื ผอู้ น่ื มคี วามพรอ้ มในการเรยี น ในการทำ� งานเพมิ่ ขนึ้ ตงั้ ใจเรยี น มสี มาธใิ นการเรยี น
มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ท่ีได้รับมอบหมาย มคี วามเขม้ แข็งทางอารมณ์ ท�ำงานทคี่ รมู อบหมาย
สามารถปฏบิ ตั หิ นา้ ทด่ี ว้ ยตนเองโดยไมต่ อ้ งมคี รมู า ไดถ้ ูกตอ้ ง และส่งทันตามก�ำหนดเวลา
ก�ำกับดูแล นอกนั้นแล้วยังส่งผลให้โรงเรียนได้รับ 3.3 การพัฒนาความฉลาดทาง
รางวลั ตา่ งๆ ดังน้ี โรงเรียนศีล 5 โรงเรยี นวิถพี ทุ ธ อารมณด์ ้านปญั ญา ในขณะทผี่ ูป้ ฏบิ ตั ฝิ กึ ฝนอบรม
ปที ่ี 19 ฉบบั ท่ี 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 111
ข้ันศีลหรือข้ันจิต ตัวปัญญาความรู้ความเข้าใจ คือ รายวิชาวิทยาศาสตร์ เท่ากับ 1.19 และ
ซ่ึงเป็นพ้ืนฐานเดิมน้ันจะค่อยๆ พัฒนาแก่กล้าขึ้น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับโรงเรียนก็สูงข้ึน
ชดั เจนขนึ้ เกอ้ื หนนุ ใหอ้ งคป์ ระกอบทางดา้ นศลี และ เช่นกัน
ด้านจิตถูกต้องสมบูรณ์ขึ้น คืออาศัยศีลและจิต
ท่ีสมบูรณ์น้ันเอง ปัญญาก็จะพัฒนาถึงข้ันรู้แจ้ง 5. ขอ้ เสนอแนะ
เห็นจริงดังผลการประเมินความฉลาดทางอารมณ์
ของนกั เรยี นต้งั แต่ระดบั ชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 1-6 1. ขอ้ เสนอแนะในการน�ำผลวิจยั ไปใช้
นักเรียนต้ังแต่ระดับชั้นประถมศึกษา น�ำองค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยเสนอ
ปที ี่ 1-6 กลมุ่ ทตี่ อ้ งไดร้ บั การพฒั นาจำ� นวน 45 คน แนะให้หน่วยงานทางการศึกษาและผู้ปกครอง
เมอื่ ผา่ นกระบวนการพฒั นาความฉลาดทางอารมณ์ รับทราบข้อมูลพ้ืนฐานเก่ียวกับระดับความฉลาด
ตามหลักไตรสิกขา พบว่า มีคะแนนความฉลาด ทางอารมณ์ของนักเรียนแต่ละด้าน และจัดสรร
ทางอารมณ์อยู่ในเกณฑ์ดีมีคะแนนต้ังแต่ 51.33 เวลาส�ำหรับการแก้ไขและส่งเสริมพัฒนาระดับ
ขนึ้ ไป เปน็ กลมุ่ ทค่ี วรสง่ เสรมิ และรกั ษาคณุ ลกั ษณะ ความฉลาดทางอารมณใ์ นดา้ นตา่ งๆ อยา่ งเหมาะสม
นี้ให้คงไว้ นอกจากผลการประเมินความฉลาด และทำ� อยา่ งสมำ่� เสมอตอ่ เนอื่ ง และควรจดั กจิ กรรม
ทางอารมณแ์ ลว้ ยงั พบวา่ ผลการทดสอบระดบั ชาติ เผยแพร่ความรู้ ข้อมูลองค์ประกอบด้านย่อยๆ
ข้ันพื้นฐาน (O-NET) ปีการศึกษา 2559 สูงข้ึน ของความฉลาดทางอารมณ์เพ่ือหาแนวทางพัฒนา
ทุกรายวิชา รายวิชาที่มีคะแนนพัฒนามากท่ีสุด ให้ถูกตอ้ งเหมาะสม
คือ วชิ าภาษาไทย คะแนนพฒั นา เทา่ กบั 18.53 2. ขอ้ เสนอแนะการทำ� วจิ ัยคร้งั ต่อไป
รองลงมา คอื รายวชิ าภาษาองั กฤษ คะแนนพฒั นา ควรน�ำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไป
เท่ากับ 12.64 และรายวิชาที่คะแนนพัฒนาต่ำ� สุด ใช้เพอ่ื พัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ ใหเ้ หมาะสม
กับบรบิ ทของสถานศึกษาใหม้ ากข้ึน
References
Chuavanlee, W. (1999). Development of Emotional Intelligence for Success in Work.
Journal of Behavioral Sciences, 5(1).
Goleman, D. (1995). Emotional Intelligence: Why it can matter more than IQ. New York
: Bantam Books.
Mahachulalongkornrajavidyalaya University. (1996). Thai Tripitaka. Bangkok : Mahachulalong
kornrajavidyalaya Printing.
Phra Cherdpong Yatintharo. (2017). Guidelines for the Management of Basic Instruction
on the Basis of Performance. Dhammathas Academic Journal, 17(2), 151-161.
112 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
Phrakhru Thamtharachanyan. (2017). The Strategy of Virtue-Morality Development for Basic
Education under Khonkaen Primary Educational Service Area Office 1. Dhammathas
Academic Journal, 17(2), 61-74.
Prasertsuk, T. (2001). EQ Student Development curriculum for Advisor. Bangkok : Advisory
Council of Thailand.
Punnitamai, W. (1999). Emotional Intelligence (EQ): The Index of Happiness and Success
of Life. 2th edition. Bangkok : Expernet.
Thongchawna, W., et al. (2017). A Guideline for Developing Buddhadhamma-Based life
Quality of Civil Servants in Phichit Province. Dhammathas Academic Journal, 17(3),
203-210.
นวตั กรรมการเรียนรเู้ ร่อื งพาณชิ ย์อิเล็กทรอนิกส์
สำ� หรับผ้ปู ระกอบการสภาอตุ สาหกรรมจังหวดั ขอนแก่น*
Learning Innovation in Topic of E-Commerce for the
Entrepreneurs of the Federation of Thai Industries,
Khon Kaen Chapter
พันธวุธ จันทรมงคล, วันวิสาข์ วรรณพพิ ัฒน์ และพลวัชร์ จันทรมงคล
Phantawut Chantaramongkol, Wanwisa Wannapipat and Pollawat Chantaramongkol
มหาวิทยาลยั ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ
North Eastern University, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]
บทคดั ย่อ
การวิจัยคร้ังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้เร่ืองพาณิชย์
อเิ ลก็ ทรอนกิ สส์ ำ� หรบั ผปู้ ระกอบการสภาอตุ สาหกรรมจงั หวดั ขอนแกน่ 2) ศกึ ษาผลสมั ฤทธกิ์ ารเรยี นรดู้ ว้ ย
นวตั กรรมส�ำหรับผปู้ ระกอบการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแกน่ 3) ศกึ ษาความคิดเหน็ ของผ้ปู ระกอบ
การสภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น รูปแบบการวิจัย คือ การวิจัยเชิงพัฒนา (Developmental
Research) ซ่ึงประกอบด้วย 1) ระยะที่ 1 พัฒนาโมเดล 2) ระยะที่ 2 ทดสอบความตรงของโมเดล
และ 3) ระยะที่ 3 การใชโ้ มเดล กลมุ่ ตวั อยา่ งทใ่ี ช้ คอื ผปู้ ระกอบการของสภาอตุ สาหกรรมจงั หวดั ขอนแกน่
จ�ำนวน 35 ทา่ น เคร่อื งมือที่ใช้ คือ แบบบนั ทกึ สำ� หรับการตรวจสอบและวเิ คราะห์เอกสาร แบบส�ำรวจ
ความคดิ เหน็ ผใู้ ช้ แบบประเมนิ นวตั กรรม นวตั กรรมการเรยี นรเู้ รอื่ งพาณชิ ยอ์ เิ ลก็ ทรอนกิ สส์ ำ� หรบั ผปู้ ระกอบการ
สภาอุตสาหกรรมจังหวดั ขอนแก่น แบบวัดผลสมั ฤทธ์กิ ารเรยี นรู้ แบบสัมภาษณค์ วามคดิ เห็น แบบบันทึก
การใชน้ วตั กรรม การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ประกอบดว้ ย การทบทวนวรรณกรรม การสงั เคราะหก์ รอบแนวคดิ
เชงิ ทฤษฎแี ละกรอบการออกแบบพฒั นานวตั กรรมทผี่ า่ นการตรวจสอบความตรงภายในและภายนอกของ
นวตั กรรม การจดั การเรยี นรโู้ ดยใชน้ วตั กรรมและสรปุ ผลผลสมั ฤทธแิ์ ละความคดิ เหน็ ผใู้ ชจ้ ากการสมั ภาษณ์
ความคดิ เหน็ ของผปู้ ระกอบการฯ วเิ คราะหค์ วามคดิ เหน็ โดยการบรรยายเชงิ วเิ คราะหแ์ ละสรปุ ตคี วามจาก
* ไดร้ ับบทความ: 2 สิงหาคม 2561; แก้ไขบทความ: 11 กมุ ภาพนั ธ์ 2562; ตอบรบั ตพี มิ พ์: 14 กมุ ภาพันธ์ 2562
Received: August 2, 2018; Revised: February 11, 2019; Accepted: February 14, 2019
114 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
การสำ� รวจความคิดเหน็ และการสมั ภาษณเ์ ชงิ ลึกเปน็ คา่ ร้อยละ และคา่ เฉลี่ย
ผลการวจิ ยั พบว่า
1. การออกแบบและพัฒนานวัตกรรมประกอบด้วย 1) คลังความรู้ 2) E-commerce webs
3) หอ้ งสภากาแฟ 4) โคช้ 5) Task & Test และผลการประเมนิ ประสทิ ธภิ าพนวตั กรรม พบวา่ การประเมนิ
ดา้ นผลผลติ ของดา้ นเนอื้ หา ดา้ นการออกแบบ และดา้ นการประเมนิ ผลมคี วามเหมาะสม การประเมนิ ดา้ น
ความคดิ เหน็ ของผูป้ ระกอบการฯ พบวา่ ช่วยส่งเสริมการเรียนร้เู รื่องพาณิชยอ์ เิ ลก็ ทรอนกิ สด์ ว้ ยตนเอง
2. ผลสมั ฤทธก์ิ ารเรยี นรดู้ ว้ ยนวตั กรรมสำ� หรบั ผปู้ ระกอบการสภาอตุ สาหกรรมจงั หวดั ขอนแกน่
พบว่า คะแนนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ท่ีกำ� หนด
3. ความคดิ เหน็ ของผปู้ ระกอบการสภาอตุ สาหกรรมจงั หวดั ขอนแกน่ พบวา่ ผปู้ ระกอบการสภา
อุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่นมีความพึงพอใจต่อนวัตกรรมการเรียนรู้เร่ืองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ส�ำหรับ
ผปู้ ระกอบการสภาอตุ สาหกรรมจังหวดั ขอนแก่น อกี ทั้งผู้ประกอบการสภาอุตสาหกรรมจงั หวัดขอนแก่น
ต้องการให้พัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ในเนื้อหาอ่ืนๆ เพ่ือส่งเสริมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้มาก
ขึ้นตอ่ ไป
คำ� สำ� คญั : นวตั กรรมการเรยี นร;ู้ พาณชิ ยอ์ เิ ลก็ ทรอนกิ ส;์ ผปู้ ระกอบการสภาอตุ สาหกรรมจงั หวดั ขอนแกน่
Abstract
This study was purposed to 1) design and develop the Learning Innovation in
Topic of E-Commerce for the Entrepreneur of the Federation of Thai Industries, Khon Kaen
Chapter 2) study learning achievement based on innovation using and 3) study opinions
of the entrepreneurs of the Federation of Thai Industries, Khon Kaen Chapter. The
Developmental Research was employed in 3 phases as 1) Model Development
2) Model Validation and 3) Model Use. The sample group were 35 entrepreneurs of the
Federation of Thai Industries, Khon Kaen Chapter. The research instruments were recording
form, opinion recording form, innovation evaluation form, the innovation, learning
achievement test, and interviewing form. The data was collected by literature review
and synthesized into conceptual and designing frameworks. The internal and external
validations were also examined. The data of learning achievement was also examined
which entrepreneurs’ opinion was collected from the interview and analyzed by descriptive
analysis and interpreted in forms of percentage and mean.
ปีท่ี 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มถิ ุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 115
The results of the study were found that:
1. The innovation design consisted of 1) Knowledge Bank base 2) E-Commerce
Webs base 3) Coffeehouse Forum base 4) Coach base and 5) Task & Test base which its
efficiency assessment was found that the innovation content, design, and evaluation
were appropriate and enhanced self-learning.
2. Learning achievement score was higher than 70% of standard.
3. Entrepreneurs’ opinion towards the innovation was revealed that they felt
satisfaction and suggested to develop in various kinds of content.
Keywords: Learning Innovation; E-Commerce; Entrepreneurs of the Federation of Thai
Industries; Khon Kaen Chapter
1. บทนำ� และบริการ โดยน�ำเสนอข้อมูลเก่ียวกับสินค้า
หรือบริการผ่านทางช่องทางเว็บไซต์หรือเว็บเพจ
ในยุคปัจจุบัน สังคมไทยเป็นสังคมท่ี ในการจดั จำ� หนา่ ยสนิ คา้ เปน็ การเพม่ิ กระบวนการ
เปลยี่ นแปลงอยา่ งรวดเรว็ เปน็ สงั คมเศรษฐกจิ ฐาน ทางธุรกิจ ลดค่าใช้จ่าย ลดเวลาท่ีสูญเสียไป
ความรู้ (Knowledge Based Society) (Singhasi, เพิ่มประสิทธิภาพในการด�ำเนินธุรกิจ ดังนั้น
2014) ความเจรญิ กา้ วหนา้ ของเทคโนโลยที พี่ ฒั นา การท�ำการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ จึงมีความแพร่
ต่อเนื่องมาหลายศตวรรษ ท�ำให้มนุษย์ปัจจุบัน หลายและมีความส�ำคัญมากขึ้น ในปัจจุบัน
สามารถสอื่ สารและเข้าถงึ ขอ้ มลู ตา่ งๆ ได้พรอ้ มกัน ผปู้ ระกอบการทางธรุ กจิ ใหค้ วามสนใจในการสรา้ ง
ท่ัวโลกโดยไรข้ ีดจ�ำกัด ข่าวสารสารสนเทศทเ่ี ขา้ มา เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ เพื่อเป็นการโฆษณาและเพิ่ม
ในชอ่ งทางทห่ี ลากหลาย สง่ ผลใหบ้ รโิ ภคสารสนเทศ เปน็ ชอ่ งทางการจำ� หนา่ ยสนิ คา้ และบรกิ ารมากขนึ้
ไดอ้ ยา่ งสะดวกสบาย รวมไปถงึ การคา้ ขายทำ� ธรุ กรรม ซึง่ เป็นประโยชนค์ อื 1) เพม่ิ ประสิทธภิ าพพาณชิ ย์
ผ่านทางช่องทางออนไลน์ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) ช่วยเพ่ิม
หรืออีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) คือการค้าขาย ประสิทธิภาพการด�ำเนินธุรกิจ ใช้ระบบข้อมูล
ผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ท�ำธุรกรรมหรือ รว่ มกนั ในการบรหิ ารสนิ คา้ คงคลงั การขนสง่ สนิ คา้
ธุรกิจผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบ และช่วยเพิ่มความคุ้มค่าในการลงทุนให้กับ
ข้อความเสียงและภาพ รวมถึงการขายสินค้าและ ผู้ประกอบการ 2) ตอบสนองเพื่อการแข่งขันได้
บริการด้วยส่ืออิเล็กทรอนิกส์หรือการขนส่ง ภายในระยะเวลาอันสั้น ผู้ประกอบการต้อง
ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเน้ือหาข้อมูลแบบดิจิตอล หรือ จดั เตรยี มความพรอ้ มในทกุ ดา้ น ชอ่ งทางการตดิ ตอ่
อีคอมเมิร์ซ ในปัจจุบันเป็นการผสมผสาน สอื่ สารกบั ลกู คา้ ทสี่ ะดวกและรวดเรว็ จดั วางสนิ คา้
เทคโนโลยีกับอินเตอร์เน็ต ในการจ�ำหน่ายสินค้า
116 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
หน้าร้านบนเว็บไซต์ท่ีง่ายต่อการใช้งานคุณภาพ สภาอุตสาหกรรมเองเป็นองค์กรไม่แสวง
สนิ คา้ และราคาเหมาะสมเปรยี บเทยี บได้ และสง่ มอบ หากำ� ไร ทเ่ี ปน็ ตวั แทนของภาคอตุ สาหกรรมเอกชน
สินค้าถึงมือลูกค้าได้ตามระยะเวลาที่ได้แจ้งไว้ มีวัตถุประสงค์การด�ำเนินการ เพ่ือประสาน
รวมถงึ วธิ กี ารอนื่ ๆ ทสี่ รา้ งความแตกตา่ ง เหนอื กวา่ นโยบายภาครัฐกับเอกชนส่งเสริมและพัฒนาการ
คู่แข่งขัน เพื่อให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจสูงสุด ประกอบอุตสาหกรรม อยู่ภายใต้การก�ำกับดูแล
3)ใหบ้ รกิ ารไดต้ ลอด24ชวั่ โมงพาณชิ ยอ์ เิ ลก็ ทรอนกิ ส์ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมตาม
ช่วยอ�ำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในการค้นหา พระราชบญั ญตั สิ ภาอตุ สาหกรรมแหง่ ประเทศไทย
ข้อมูลของสินค้า เปรียบเทียบราคา ส่ังซ้ือสินค้า พ.ศ. 2530 มีอ�ำนาจหน้าที่ คือ เป็นตัวแทนของ
และบรกิ ารได้ตลอดเวลา 4) ควบคมุ และการสร้าง ผปู้ ระกอบอตุ สาหกรรมภาคเอกชน ในการประสาน
ปฏิสัมพันธ์ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ช่วยให้ลูกค้า นโยบายและด�ำเนินการกับรัฐ ส่งเสริมและ
สามารถค้นหาสนิ ค้า เปรยี บเทยี บสินคา้ และราคา พฒั นาการประกอบอตุ สาหกรรม ศกึ ษาและหาทาง
ติดต่อสื่อสาร ยกเลิกการส่ังซ้ือได้ด้วยตนเอง แก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการประกอบอุตสาหกรรม
โดยการโต้ตอบด้วยตนเองไม่มีอิทธิพลของผู้ขาย พัฒนาเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรม ส่งเสริม
5) สรา้ งร้านค้าเสมอื นจรงิ พาณิชยอ์ ิเลก็ ทรอนกิ ส์ นักอุตสาหกรรม และเป็นแหล่งกลางส�ำหรับ
ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุน ด้านร้านค้า นักอุตสาหกรรม นอกจากน้ียังร่วมให้ค�ำปรึกษา
ท�ำให้ลูกค้าประหยัดเวลาในการเดินทางมาซ้ือ และเปน็ กรรมการในคณะกรรมการรว่ มภาครฐั บาล
สนิ คา้ และบรกิ าร 6) ติดตามพฤตกิ รรมของลูกค้า และเอกชนเพ่ือแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ซึ่งสภา
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ช่วยติดตามประวัติของ อตุ สาหกรรมจงั หวดั ขอนแกน่ เปน็ สภาอตุ สาหกรรม
ลกู คา้ ทม่ี าใชบ้ รกิ าร คน้ หาและตดิ ตามขอ้ มลู สนิ คา้ ท่ีด�ำเนนิ การมาจดั ตั้งเม่อื ปี พ.ศ. 2527 เปน็ สาขา
และบริการที่ลูกค้าได้เข้าชมภายในเว็บไซต์ เช่น ท่ี 2 ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
ระยะเวลาในการเข้าชมเว็บไซต์ สินค้าและบริการ มี บ ท บ า ท ใ น ก า ร พั ฒ น า ท่ี ส� ำ คั ญ ข อ ง จั ง ห วั ด
ที่สนใจและทัศนคติ ท�ำให้ผู้ประกอบการสามารถ ขอนแก่น เป็นการร่วมด�ำเนินของภาคเอกชน
ตอบสนองลกู คา้ ไดต้ รงความตอ้ งการมากทส่ี ดุ และ หรือภาคธุรกิจในการร่วมก�ำหนดนโยบาย จัดต้ัง
น�ำข้อมูลมาบริหารลูกค้าสัมพันธ์ได้ 7) พาณิชย์ หน่วยธุรกิจที่มีบทบาทในการพัฒนาจังหวัด
อิเล็กทรอนิกส์ เป็นเคร่ืองมือเชิงกลยุทธ์ส�ำหรับ ขอนแก่น เช่น รถไฟฟ้ารางคู่ รถแทรมในเมือง
ผปู้ ระกอบการทตี่ อ้ งการใชเ้ พมิ่ ชอ่ งทางการคา้ ผา่ น การจดั พนื้ ทโี่ ซนเศรษฐกจิ โซนสเี ขยี ว โซนอตุ สาหกรรม
ระบบเครือข่าย ได้แก่ เครือข่ายอินเทอร์เน็ต และเข้าสู่การแข่งขันและความร่วมมือในระดับ
อินทราเน็ต เอ็กซ์ทราเน็ต หรือเครือข่ายไร้สาย อาเซียน มีนักธุรกิจจากหลายชาติหลายภาษา
ชว่ ยอำ� นวยความสะดวกแกล่ กู คา้ ในการตดิ ตอ่ การ ต้องการร่วมธุรกิจในจังหวัดขอนแก่น และด�ำเนิน
ทำ� ธรุ กรรมตา่ งๆ ไดอ้ ยา่ งทว่ั ถงึ (Boonkasem, 2013) ธุรกิจในรูปแบบต่างๆ ทั้งหน้าร้านและออนไลน์
ปที ี่ 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 117
มจี ดุ มงุ่ หมายทจ่ี ะเขา้ ไปมสี ว่ นรว่ ม ในการสนบั สนนุ 3. เพอื่ ศกึ ษาความคดิ เหน็ ของผปู้ ระกอบ
กิจกรรมอันเป็นสาธารณประโยชน์และสาธารณ การสภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น ท่ีมีต่อ
กศุ ล เชน่ นโยบายดา้ นการคมนาคม ขนสง่ สาธารณะ นวัตกรรมการเรียนรู้เรื่องพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
ดา้ นเศรษฐกิจ ด้านการศกึ ษาและสังคม ดา้ นการ ส�ำหรับผู้ประกอบการสภาอุตสาหกรรมจังหวัด
สาธารณสขุ โดยมีเป้าหมายหลกั มุ่งสรา้ ง จังหวัด ขอนแกน่
ขอนแก่น ให้พร้อมในการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ประชากร กลุ่มธุรกิจที่ร่วมเป็นคณะกรรมการ 3. วิธดี �ำเนนิ การวิจัย
บ ริ ห า ร ส ภ า อุ ต ส า ห ก ร ร ม จั ง ห วั ด ข อ น แ ก ่ น
จงึ ประกอบไปดว้ ยหลายกลุ่มธรุ กจิ ทตี่ ่างพยายาม 1. ประชากรและกลุ่มเป้าหมาย แบ่ง
ที่ก้าวทันโลกในการประกอบธุรกิจผ่านทาง ออกเป็น 3 ระยะวิจัย ดังต่อไปน้ี 1) ระยะการ
ออนไลน์ เช่น หจก.สหชัย อลูมิน่มั อัลลอย โรงงาน พฒั นานวตั กรรม คอื ผเู้ ชย่ี วชาญตรวจสอบคณุ ภาพ
พัฒนาการเกษตรขอนแก่น จ�ำกัด บริษัท เค.ซี. ของนวัตกรรมการเรียนรู้ผู้ออกแบบและผู้พัฒนา
รุ่งเรืองการเกษตร จ�ำกัด บริษัทขอนแก่นแหอวน นวัตกรรมฯ 2) ระยะการตรวจสอบความตรง
จ�ำกัด โรงพยาบาลกรุงเทพขอนแก่น จากที่กล่าว นวตั กรรม คอื ผปู้ ระกอบการของสภาอตุ สาหกรรม
มาขา้ งตน้ คณะผวู้ จิ ยั จงึ ตระนกั ถงึ ความสำ� คญั ของ จงั หวดั ขอนแกน่ จำ� นวน 10 ทา่ น เลอื กโดยการสมุ่
การออกแบบและพัฒนานวตั กรรมการเรียนรเู้ รอื่ ง ตวั อยา่ งแบบเจาะจง ผเู้ ชยี่ วชาญตรวจสอบคณุ ภาพ
พาณชิ ยอ์ ิเล็กทรอนิกส์ ส�ำหรับผูป้ ระกอบการสภา ของนวตั กรรมฯ และ 3) ระยะการใชน้ วัตกรรมคอื
อตุ สาหกรรมขอนแกน่ สามารถนำ� ไปใชเ้ ป็นโมเดล ผปู้ ระกอบการของสภาอตุ สาหกรรมจงั หวดั ขอนแกน่
หรือแนวทางในการด�ำเนินธุรกิจทางพาณิชย์ จ�ำนวน 10 ท่าน เลือกโดยการสุ่มตัวอย่างแบบ
อิเล็กทรอนิกส์ ซ่ึงจะน�ำไปสู่การพัฒนาจังหวัด เจาะจง ผเู้ ชยี่ วชาญตรวจสอบคณุ ภาพของนวตั กรรม
ขอนแก่นให้เศรษฐกจิ มคี วามเจรญิ เตบิ โตตอ่ ไป การเรียนรู้ ผู้ออกแบบโมเดลฯ 1 ท่าน ผู้พัฒนา
โมเดลฯ และผู้สอน
2. วตั ถุประสงค์ของการวจิ ัย 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในแต่ละ
ระยะวิจัย ดงั รายละเอยี ดต่อไปน้ี
1. เพ่ือออกแบบและพัฒนานวัตกรรม 2.1 ระยะการพัฒนานวัตกรรม
การเรียนรู้เรื่องพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ส�ำหรับ ได้แก่ แบบบันทึกส�ำหรับการตรวจสอบและ
ผูป้ ระกอบการสภาอตุ สาหกรรมจังหวดั ขอนแก่น วิเคราะห์เอกสาร แบบส�ำรวจความคิดเห็น
2. เพ่ือศึกษาผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้ของ ผู้ประกอบการฯ แบบส�ำรวจคุณลักษณะผู้ใช้
การเรียนด้วยนวัตกรรมการเรียนรู้เร่ืองพาณิชย์ แบบประเมนิ นวตั กรรมฯ
อิเล็กทรอนิกส์ ส�ำหรับผู้ประกอบการสภา 2.2 ระยะการตรวจสอบความตรง
อตุ สาหกรรมจงั หวดั ขอนแกน่ นวตั กรรม ไดแ้ ก่ นวตั กรรมการเรยี นรเู้ รอ่ื งพาณชิ ย์
118 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
อิ เ ล็ ก ท ร อ นิ ก ส ์ ส� ำ ห รั บ ผู ้ ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส ภ า ศึกษาความคดิ เหน็ ผใู้ ชเ้ กย่ี วกับนวัตกรรม
อุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น แบบประเมิน 3.3 ระยะการใชน้ วตั กรรม ผลประเมนิ
นวัตกรรม ใช้ส�ำหรับตรวจสอบคุณภาพของ ความตรงในแต่ละด้านถูกน�ำมาแก้ไขคุณภาพของ
นวัตกรรม แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบ นวตั กรรมการเรยี นรฯู้ นำ� นวตั กรรมมาจดั การเรยี นรู้
สัมภาษณ์ความคิดเห็นผู้ใชเ้ ก่ียวกบั นวัตกรรมฯ แบ่งผู้ใช้ออกเป็นกลุ่มย่อยให้เรียนรู้ด้วยนวัตกรรม
2.3 ระยะการใช้นวัตกรรม ได้แก่ การเรยี นรู้ กลุม่ ผู้วิจัยเปน็ โค้ชทช่ี ว่ ยช้แี นะ กระตุน้
นวัตกรรมการเรียนรู้เร่ืองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ให้ผู้เรียนเรียนรู้ ค้นคว้าสารสนเทศ สรุปบทเรียน
ส�ำหรับผู้ประกอบการสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ร่วมกันระหว่างผู้วิจัยและผู้เรียนในท้ายช่ัวโมง
ขอนแก่น แบบบันทกึ การใช้ แบบสมั ภาษณ์ความ ผู้ใช้ท�ำแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและ
คดิ เหน็ ผใู้ ชเ้ กย่ี วกบั นวตั กรรมฯ แบบวดั ผลสมั ฤทธิ์ สัมภาษณผ์ ู้เรียนเพอื่ ศกึ ษาความคิดเหน็
การเรียนรู้ 4. การวเิ คราะห์ขอ้ มลู
3. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล 4.1 ระยะการพัฒนานวัตกรรม
3.1 ระยะการพัฒนานวัตกรรม กรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีและกรอบแนวคิดในการ
โดยศึกษาและวิเคราะห์วรรณกรรม เอกสาร ออกแบบ วิเคราะห์โดยการบรรยายเชิงวิเคราะห์
วเิ คราะห์ หลกั การทฤษฎี และงานวจิ ยั เกยี่ วกบั การ และสรุปตีความจากข้อมูลหลักการ ทฤษฎี
ออกแบบท สงั เคราะหก์ รอบแนวคดิ รวมทงั้ ผลการ ที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเอกสารและการวิเคราะห์
วิเคราะห์บริบทจริงของปัจจัยแวดล้อม ศึกษา เอกสาร และจากข้อมลู ทีบ่ นั ทึกในแบบบนั ทกึ การ
สภาพบริบทการเรียนรู้ของผู้เรียน สังเคราะห์ ตรวจสอบเอกสาร วิเคราะห์สภาพบริบทเก่ียวกับ
กรอบแนวคิดการออกแบบนวัตกรรมฯความ การเรยี นของผเู้ รยี นโดยใชก้ ารบรรยายเชงิ วเิ คราะห์
สอดคลอ้ งองคป์ ระกอบทงั้ หมด ออกแบบและสรา้ ง และสรุปตีความ วิเคราะห์ข้อมูลการออกแบบ
นวตั กรรมฯ วพิ ากษอ์ งคป์ ระกอบนวัตกรรมฯ โมเดลฯ โดยการบรรยายเชิงวิเคราะห์และสรุป
3.2 ระยะการตรวจสอบความตรง ตีความ วิเคราะห์การประเมินของผู้เชี่ยวชาญ
นวตั กรรม-ผเู้ ชย่ี วชาญตรวจสอบคณุ ภาพความตรง เกย่ี วกบั การออกแบบนวตั กรรมฯ โดยการบรรยาย
ของนวัตกรรม ด้านการออกแบบ ด้านนวัตกรรม เชิงวิเคราะห์และสรุปตีความจากข้อมูลที่ได้จาก
การเรียนรู้ฯ และเนื้อหา น�ำนวัตกรรมมาจัดการ การประเมิน ของผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ ด้านเนื้อหา
เรยี นรู้ แบง่ ผใู้ ชอ้ อกเปน็ กลมุ่ ยอ่ ย ใหผ้ ใู้ ชเ้ รยี นรดู้ ว้ ย ด้านสือ่ และด้านการออกแบบ
นวตั กรรมฯ กลมุ่ ผวู้ จิ ยั เปน็ โคช้ ทช่ี ว่ ยชแี้ นะ กระตนุ้ 4.2 ระยะการตรวจสอบความตรง
ให้ผู้เรียนเรียนรู้ ค้นคว้าสารสนเทศ และให้ความ นวัตกรรม การตรวจสอบความตรงภายในจาก
ชว่ ยเหลอื สรปุ การเรยี นรรู้ ว่ มกนั ทา้ ยชวั่ โมง วดั ผล ข้อมูลท่ีได้จากการประเมินนวัตกรรม ในด้านการ
สัมฤทธิ์ทางการเรียน และสัมภาษณ์ผู้เรียนเพ่ือ ออกแบบ และด้านส่ือบนเครือข่าย ใช้วิธีการ
ปีที่ 19 ฉบบั ท่ี 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 119
วิเคราะห์ข้อมูลโดยการบรรยายเชิงวิเคราะห์และ ส�ำหรับผู้ประกอบการสภาอุตสาหกรรมจังหวัด
สรปุ ตีความ ขอนแก่น พบว่า องค์ประกอบของนวัตกรรม
4.3 ระยะการใชน้ วตั กรรม วเิ คราะห์ ประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบทส่ี ำ� คญั คอื 1) คลงั ความ
การเรียนรู้ด้วยนวัตกรรม โดยการบรรยายเชิง รู้ 2) E-commerce Webs 3) หอ้ งสภากาแฟ 4)
วเิ คราะหแ์ ละสรปุ ตคี วาม จากขอ้ มลู การบนั ทกึ การ โคช้ 5) Task & Test จากพนื้ ฐานดา้ นจติ วทิ ยาการ
ใช้โมเดล และการสัมภาษณ์เชิงลึกเกี่ยวกับการใช้ เรียนรู้ (Learning Psychological Base) ได้แก่
โมเดลของผเู้ รยี น วเิ คราะหผ์ ลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ทฤษฎีกลุ่มพุทธิปัญญา
โดยใช้สถิตเิ ชงิ บรรยาย คือ คา่ รอ้ ยละ ค่าเฉลยี่ ( ) นยิ ม ไดแ้ ก่ การเรยี นรอู้ ยา่ งมคี วามหมาย การเรยี น
จากแบบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน วิเคราะห์ รู้ร่วมกัน การประมวลสารสนเทศ พ้ืนฐานด้าน
ความคดิ เหน็ ของผปู้ ระกอบการฯ โดยการบรรยาย ศาสตร์การสอน (Pedagogies Base) คือ SOI
เชงิ วเิ คราะหแ์ ละสรปุ ตคี วาม จากขอ้ มลู การสำ� รวจ Model พ้ืนฐานด้านทฤษฎีส่ือ (Media Theory
ค ว า ม คิ ด เ ห็ น แ ล ะ จ า ก ก า ร สั ม ภ า ษ ณ ์ เ ชิ ง ลึ ก Base) พื้นฐานด้านเทคโนโลยี (Technologies
ความคิดเห็นผใู้ ชเ้ กย่ี วกับนวตั กรรมฯ Base) ไดแ้ ก่ ระบบสญั ลกั ษณข์ องสอ่ื และการเรยี น
รู้บนเครือข่าย พ้ืนฐานด้านบริบท (Contextual
4. สรุปผลการวิจัย Base) คือ ผู้ประกอบการสภาอุตสาหกรรม
ขอนแก่น จากข้อค้นพบดังกล่าวเป็นพ้ืนฐานการ
1. ผลของการออกแบบและพัฒนา ออกแบบนวตั กรรมดงั ตอ่ ไปน้ี
นวัตกรรมการเรียนรู้เร่ืองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
ภาพท่ี 1 หน้าหลกั นวตั กรรมฯ ภาพที่ 2 หน้าคลังความรู้
120 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
ภาพที่ 3 หนา้ E-Commerce Webs ภาพท่ี 4 หน้าสภากาแฟ
ภาพท่ี 5 หนา้ โค้ช ภาพที่ 6 หนา้ Task & Test
ประสิทธิภาพของนวัตกรรม แนวคิดการ ขอนแก่น พบว่า คะแนนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70
ประเมินของสุมาลี ชัยเจรญิ (Chaijaroen , 2009) ที่กำ� หนด
ซ่ึงพบว่าการประเมินด้านผลผลิตของด้านเนื้อหา 3. ผลสำ� รวจความคดิ เหน็ ของผปู้ ระกอบ
ดา้ นการออกแบบ และดา้ นการประเมนิ ผลมคี วาม การสภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่นท่ีมีต่อ
เหมาะสม การประเมินด้านความคิดเห็นของ นวัตกรรมการเรียนรู้เร่ืองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
ผู้ประกอบการฯ พบว่า ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ ส�ำหรับผู้ประกอบการสภาอุตสาหกรรมจังหวัด
เรื่องพาณชิ ย์อิเลคทรอนิกส์ดว้ ยตนเอง ขอนแกน่ พบว่า ผู้ประกอบการสภาอุตสาหกรรม
2. ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของการเรียน จังหวัดขอนแก่นมีความพึงพอใจต่อนวัตกรรม
ดว้ ยนวตั กรรมการเรยี นรเู้ รอื่ งพาณชิ ยอ์ เิ ลก็ ทรอนกิ ส์ การเรียนรู้เรื่องพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ส�ำหรับ
ส�ำหรับผู้ประกอบการสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ผู้ประกอบการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น
ปที ี่ 19 ฉบบั ท่ี 2 (เมษายน - มถิ นุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 121
อีกทั้งผู้ประกอบการสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ออกแบบนวตั กรรมการเรยี นรู้ วางแผนและดำ� เนนิ
ขอนแก่นต้องการให้พัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ การพัฒนาการเรียนรู้ ตรวจสอบ ทดลองและ
ในเนื้อหาอื่นๆ เพ่ือส่งเสริมพัฒนาศักยภาพ พัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ และสรุปและประเมิน
ผ้ปู ระกอบการใหม้ ากข้ึนต่อไป ผลการเรียนรู้ 2) ทฤษฏีประมวลสารสนเทศ
การประมวลสารสนเทศของผู้ประกอบการฯ
5. อภิปรายผลการวจิ ัย ประกอบดว้ ย 3 กระบวนการคอื การบันทึกผัสสะ
ท่ีผู้ใช้รับประสาทสัมผัสจากตาในการเห็นเน้ือเรื่อง
จากการออกและพัฒนานวัตกรรมการ รูปภาพ วีดีโอ จากหูที่ได้ยินการอธิบายการใช้
เรียนรู้เร่ืองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ส�ำหรับ เครอื่ งมอื ของนวตั กรรม การจำ� ในความจำ� ระยะสน้ั
ผู้ประกอบการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น ท่ีผู้ประกอบการฯ จ�ำวิธีการออกแบบเครื่องมือ
พบว่ามีองค์ประกอบท่ีส�ำคัญ คือ 1) คลังความรู้ พาณชิ ยอ์ เิ ลค็ ทรอนคิ สโ์ ดยการทำ� ซำ้� ลองออกแบบ
2) E-commerce webs 3) หอ้ งสภากาแฟ 4) โคช้ ลองใช้เครือ่ งมือซ้ำ� ๆ แต่ก็สามารถจดจำ� ขั้นตอนได้
5) Task & Test ซึ่งคุณภาพการออกแบบและ เพยี ง 6-8 ขนั้ ตอน และการจำ� ในความจำ� ระยะยาว
พัฒนานวัตกรรมฯ มีประสิทธิภาพครบทุกด้าน ท่ีผู้ใช้ได้น�ำข้อมูลของธุรกิจตนเองมาออกแบบ
ทำ� ใหผ้ ปู้ ระกอบการฯสามารถสรา้ งรา้ นคา้ ออนไลน์ ประยุกต์และพัฒนาเครื่องมือ การพาณิชย์
ของตนเองได้ อิเล็กทรอนิกส์ เช่น น�ำสินค้าของตนเองมาลอง
การออกแบบนวตั กรรมนม้ี คี วามสอดคลอ้ ง ท�ำเฟซบุคแฟนเพจ ทำ� ใหส้ ามารถเชอ่ื มโยงความรู้
กับพ้ืนฐาน หลักการ ทฤษฎีและกรอบแนวคิด ใหม่คือการออกแบบเคร่ืองมือลงสู่บริบทความรู้
การออกแบบดา้ นสอื่ บนเครอื ขา่ ย มคี วามเหมาะสม เดิมอย่างมีความหมาย 3) หลักการ SOI Model
น่าสนใจ น�ำเสนอเน้ือหาเปน็ ภาพ ภาพเคลือ่ นไหว ที่ปรากฏว่าการเลือกสารสนเทศที่เกี่ยวข้อง
เหมาะสมและสอดคล้องกับเนื้อหา ช่วยในการ (Selecting) สามารถส่งเสริมการเลือกข้อมูลที่
ทำ� ความเขา้ ใจ ดา้ นการออกแบบนวตั กรรม พบว่า เกี่ยวข้องโดยใช้เทคนิคหัวเรื่อง ตัวเอียง ตัวพิมพ์
การออกแบบทุกองค์ประกอบ มีความเหมาะสม หนา ขนาดตัวอักษร สี เครอ่ื งหมายหนา้ ข้อความ
สอดคลอ้ งกบั หลกั การทฤษฎี โดย 1) การออกแบบ ลูกศร ไอคอน การขีดเสน้ ใต้ การยอ่ หน้า การท�ำ
การเรียนรู้เรื่องพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ส�ำหรับ ซำ้� การจดั หมวดหมขู่ องขอ้ มลู ทไี่ ดร้ บั (Organizing)
ผู้ประกอบการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น โ ด ย จั ด ห ม ว ด ห มู ่ ส า ร ส น เ ท ศ ที่ เ ก่ี ย ว ข ้ อ ง
ประกอบดว้ ย 1) หลกั การออกแบบนวัตกรรม คอื เน้นสารสนเทศที่ส�ำคัญ จัดจ�ำแนกโครงสร้าง
สรา้ งกรอบแนวคดิ ในการพฒั นาวเิ คราะหห์ ลกั สตู ร การยกตวั อยา่ ง การสรปุ หลกั การ การนำ� เสนอดว้ ย
การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ก�ำหนดวัตถุประสงค์การ ภาพกราฟกิ และการบรณู าการสารสนเทศทเี่ ขา้ มา
เรียนรู้ ก�ำหนดคุณลักษณะนวัตกรรมการเรียนรู้ (Integrating) โดยน�ำเสนอสถานการณ์การ
ส�ำรวจทรัพยากรการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้
122 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
ออกแบบใหเ้ ชอ่ื มโยงนำ� ขอ้ มลู ของตนเองลงสเู่ ครอื่ ง ท่ีได้ลงมือออกแบบร้านค้าออนไลน์ด้วยตัวเอง
มือใหม่ท่ีเป็นความรู้ใหม่ เกิดการเข้ารหัสของ รู้สึกชอบมากเพราะสนุก ได้ลงมือออกแบบด้วย
ส่ิงสร้างขึ้นแทนความรู้ในหน่วยความจ�ำขณะ ตัวเอง ข้อมูลสินค้าร้านค้าของตัวเอง รู้สึกว่ามี
ทำ� งานและถกู จดั เกบ็ ในความจำ� ระยะยาวเพอ่ื เกบ็ ประโยชน์ ชว่ ยใหเ้ ขา้ ใจและสามารถออกแบบดแู ล
ไว้อย่างคงทนถาวร ท�ำให้สามารถน�ำมาออกแบบ ร้านค้าออนไลน์ของตัวเองได้ครับ” จากดังกล่าว
ร้านค้าออนไลน์ของตนเองได้ และค่าคะแนนท่ีได้ ข้างตน้ สนับสนุนแนวคดิ ของ Chaijaroen, et al.
จากแบบวดั ผลสัมฤทธม์ิ ีค่าสงู ขน้ึ ด้วย (2009) ; Khanjug (2004), Wattanachai (2010);
นอกจากน้ี องค์ประกอบของนวัตกรรมฯ Samat and Chaijaroen (2012); Chaijaroen,
ทป่ี ระกอบไปดว้ ย 1) คลงั ความรู้ 2) E-commerce Khanjug (2008)
webs 3) หอ้ งสภากาแฟ 4) โค้ช 5) Task & Test ในการออกแบบสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้
ช่วยในการเรียนรู้เร่ืองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพ่ือส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยโมเดลหรือ
ส�ำหรับผู้ประกอบการสภาอุตสาหกรรมจังหวัด นวัตกรรม โดยอาศัยพื้นฐานของทฤษฎีการเรยี นรู้
ขอนแก่น โดยออกแบบให้ผู้ประกอบการฯ ตามแนวคอนสตรคั ตวิ สิ ต์ พทุ ธปิ ญั ญาการออกแบบ
ได้สงั เกตภาพ เคลอื่ นไหว กราฟ แผนภูมทิ ม่ี คี วาม ตามหลกั การ SOI Model ระบบสญั ลกั ษณข์ องสอ่ื
สั ม พั น ธ ์ ส อ ด ค ล ้ อ ง กั บ เ น้ื อ ห า เ รื่ อ ง พ า ณิ ช ย ์ และการออกแบบส่ิงแวดล้อมการเรียนรู้บน
อิเล็กทรอนิกส์ และให้ได้ยินเสียงที่มาจากวีดีโอ เครอื ขา่ ยทมี่ คี วามสอดคลอ้ งสนบั สนนุ กระบวนการ
ที่เป็นเรื่องราว ประสบการณ์ท่ีใกล้เคียงกับบริบท เรียนรู้และสร้างความรู้ด้วยตนเอง ผ่านการ
ของผปู้ ระกอบการฯ รวมถงึ ไดศ้ กึ ษาและทดลองใช้ ปฏสิ มั พนั ธท์ างสงั คม โดยการเรยี นรผู้ า่ นนวตั กรรม
เคร่ืองมือการออกแบบร้านค้าออนไลน์ ได้ฝึก ที่มีพ้ืนฐานมาจากการเรียนรู้ท่ีผู้เรียนเป็นผู้สร้าง
ใช้งานจริง และออกแบบกับผลิตภัณฑ์สินค้า ส่ิงแทนความรู้ด้วยตนเอง โดยสร้างส่ิงท่ีเรียกว่า
รา้ นคา้ จรงิ ของตนเองใหส้ ามารถเขา้ ใจเรอ่ื งพาณชิ ย์ Mental Representations จากสื่อที่เรียนรู้ใช้
อิเล็กทรอนิกส์และสร้างผลงานร้านค้าออนไลน์ ประโยชน์จาก แหล่งทรัพยากร การเรียนรู้ต่างๆ
ของตนเอง ดังตัวอย่างหลักฐานเชิงประจักษ์ท่ีได้ โดยผ่านระบบเครือข่าย ท�ำให้ผู้ประกอบการฯ
จากการสัมภาษณ์ตัวแทนผู้ประกอบการบริษัท สามารถเรียนรู้เร่ืองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และ
สหชัยอลูมิน่ัมอัลลอยว่า “ในนวัตกรรมมีภาพ พัฒนาร้านคา้ ออนไลน์ของตนเองได้
เคล่ือนไหว การใช้สีบนหัวข้อต่างๆ ภาพหรือ เป็นการเพ่ิมขีดสามารถของทรัพยากร
ตัวอักษรเคล่ือนไหวท�ำให้ทราบว่าเนื้อหาส่วนใด มนุษย์ของประเทศในด้านทักษะทางคอมพิวเตอร์
ท่ีส�ำคัญ” “วีดีโอท�ำให้เข้าใจวิธีการมากกว่าการ และเทคโนโลยี อนั จะนำ� ไปสกู่ ารเพมิ่ ความสามารถ
อา่ นจากเอกสารแบบเดมิ ” หรอื ตวั แทนผปู้ ระกอบ ในการแข่งขันและร่วมมือระดับชาติและสากล
การบริษัทเจดีพูลส์ขอนแก่นว่า “ที่ส�ำคัญเม่ือคร้ัง ซงึ่ นวตั กรรมการเรยี นรเู้ รอ่ื งพาณชิ ยอ์ เิ ลก็ ทรอนกิ ส์
ปีท่ี 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 123
ส�ำหรับผู้ประกอบการสภาอุตสาหกรรมจังหวัด 6. ข้อเสนอแนะ
ขอนแกน่ ทพ่ี ฒั นาบนพนื้ ฐานของหลกั การออกแบบ
บนทฤษฎีประมวลสารสนเทศและหลักการ SOI 1. ข้อเสนอแนะเพ่ือน�ำผลการวจิ ัยไปใช้
ท�ำให้เป็นนวัตกรรมการเรียนรู้ที่ผู้ประกอบการ การน�ำรูปแบบของภารกิจและการทดสอบ (Task
สามารถลงมือเรียนรู้ได้ด้วยตนเองผ่านแหล่งการ and Test) ไปใช้ในการฝึกท�ำซ้�ำประเมินผล
เรียนท่ีออกแบบจัดให้ ได้ท�ำแบบทดสอบ สามารถปรบั เพมิ่ ในรปู แบบอน่ื ๆ เชน่ เฟซบคุ แฟนเพจ
เ พ่ื อ วั ด ค ว า ม รู ้ แ ล ะ มี โ ค ้ ช ที่ ค อ ย ชี้ แ น ะ ป รั บ 2. ข้อเสนอแนะเพ่ือการวิจัยคร้ังต่อไป
กรอบแนวคิดให้สามารถเรียนรู้เรื่องพาณิชย์ สามารถออกแบบการเรยี นรพู้ าณชิ ยอ์ เิ ลก็ ทรอนกิ ส์
อิเล็กทรอนิกส์ และนำ� ไปประยกุ ต์ใช้ได้จริง ในเน้ือหาบริบทอ่ืนเพ่ือความหลากหลายและ
ประโยชนท์ างการศกึ ษา เชน่ เรอ่ื ง การตลาดดจิ ทิ ลั
References
Boonkasem, A. (2013). A Simulation of time and costing for E-commerce Activities of
Schools under the Information Technology foundation Thailand. https://www.
semanticscholar.org paper/A-simulation- of-time-and-costing-for-E-commerce-of-
U-Thai-Aunhathaweesup/29ad1a16bfee50881ea179eb3ae0c149e8863772
(Accessed 30 April 2018).
Chaijaroen, S. (2009). Educational Technology: Principles to Practice. Khon Kaen : Klungnana
wittaya
Khanjug, I. (2004). The Effect of Web-Based Learning Environments Developed Based on
Constructivism: Open Learning Environments (CLEs) of the Graduate Students in
Educational Technology. Thesis for Master Degree. Graduate School : Khon Kaen
University).
Khanjug, I., et al. (2008). Learning Efficiency of the Learner with Brain Learning Innovation.
Research Report. Khon Kaen : Research Grants by Khon Kaen University.
Samat, C. and Chaijaroen, S. (2012). Design and Development of Constructivist Multimedia
Learning Environment to enhance Computer Skills for Computer Education Learners.
Procedia-Social and Behavioral Sciences, 46, 3000-3005.
Singhasi, K. (2014). Higher Education in ASEAN, Patterns, Trends, and Future Directions.
Lampang Rajabhat University Journal, 2 (2), 13-23.
124 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
Wattanachai, S. (2010). Design and Development of Constructivist Web-Based Learning
Environment Model to Foster Problem Solving and Transfer of Learning. Academic
Services Journal, 21 (3), 46-67.
การพัฒนารปู แบบการเรยี นการสอนตามแนวพุทธวธิ ี
เพอ่ื เสรมิ สรา้ งคณุ ลักษณะบัณฑิตท่ีพึงประสงคด์ ้านคุณธรรมจรยิ ธรรม*
The Development of Instructional Model according to Buddhist
Principle to Improve Desirable Characteristics of Graduate on
Moral and Ethic
พระมหาประเสรฐิ สเุ มโธ (เพชรศรี), นิรตุ ถึงนาค และชมพูนทุ เมฆเมอื งทอง
Phramaha Prasert Sumetho (Phetsri), Nirut Thungnark
and Chomphunut Makemuengthong
มหาวิทยาลัยราชภฎั มหาสารคาม
Rajabhat Maha Sarakham University, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]
บทคดั ย่อ
การวจิ ยั ครงั้ นี้ มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ พฒั นารปู แบบการเรยี นการสอนตามแนวพทุ ธวธิ เี พอื่ เสรมิ สรา้ ง
คุณลักษณะบัณฑิตท่ีพึงประสงค์ด้านคุณธรรมจริยธรรม และเพ่ือประเมินประสิทธิผลของการใช้รูปแบบ
การเรยี นการสอนตามแนวพทุ ธวธิ ี เพอ่ื เสรมิ สรา้ งคณุ ลกั ษณะของบณั ฑติ ทพี่ งึ ประสงคข์ องนสิ ติ วทิ ยาลยั สงฆ์
บรุ รี มั ย์ กลมุ่ เปา้ หมายทศี่ กึ ษาในการวจิ ยั ครงั้ น้ี เปน็ นสิ ติ วทิ ยาลยั สงฆบ์ รุ รี มั ย์ ชนั้ ปที ี่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2560
ในรายวชิ าใดวชิ าหนงึ่ โดยใชว้ ธิ เี ลอื กแบบเจาะจง (Purposive Sampling) สถติ ใิ นการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ใชส้ ถติ ิ
เชงิ พรรณนา (Descriptive Statistics) เพือ่ วเิ คราะห์ข้อมลู โดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน สถติ ทิ ใ่ี ชใ้ นการทดสอบสมมตฐิ าน ใชก้ ารทดสอบโดยการทดสอบความแตกตา่ งของผเู้ รยี น 2 กลมุ่
ผลการวิจัยพบวา่
1. จากการศึกษาแนวคิดรูปแบบการเรียนการสอนตามแนวพุทธวิธี สามารถพัฒนารูปแบบ
การเรยี นการสอนตามแนวพุทธวธิ ี เรยี กวา่ การจัดการเรยี นรแู้ บบไตรสกิ ขา 3 อยา่ ง คือ 1) อธิสีลสกิ ขา
2) อธจิ ติ ตสิกขา และ 3) อธิปญั ญาสกิ ขา
* ไดร้ ับบทความ: 27 มิถนุ ายน 2561; แกไ้ ขบทความ: 19 เมษายน 2562; ตอบรบั ตีพิมพ์: 10 พฤษภาคม 2562
Received: June 27, 2018; Revised: April 19, 2019; Accepted: May 10, 2019
2 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
2. ผลการประเมนิ คณุ ลกั ษณะบณั ฑติ ทพี่ งึ ประสงคด์ า้ นคณุ ธรรมจรยิ ธรรมของนสิ ติ วทิ ยาลยั สงฆ์
บรุ รี มั ยท์ ง้ั 4 ดา้ น อยใู่ นระดบั มาก เมอื่ พจิ ารณาเปน็ รายดา้ น พบวา่ ดา้ นความรบั ผดิ ชอบ มคี า่ เฉลยี่ สงู สดุ
รองลงมาไดแ้ ก่ ดา้ นความมรี ะเบยี บวนิ ยั สว่ นดา้ นทมี่ คี า่ เฉลยี่ นอ้ ยทส่ี ดุ ไดแ้ ก่ ดา้ นความซอ่ื ตรง รองลงมา
ไดแ้ ก่ ด้านการมมี นุษยสัมพนั ธ์ ตามลำ� ดับ ซง่ึ อย่ใู นระดบั มากทกุ ดา้ น
3. จากการทดสอบสมมตฐิ านความแตกตา่ งของผเู้ รยี น 2 กลมุ่ (t-test) โดยใช้เทคนคิ สามเสา้
(Triangulation) ในการเกบ็ ข้อมลู (เพอ่ื น ตนเอง ผ้สู อน) ผลการวิจยั พบวา่ ผเู้ รยี นกลุ่มทดลองและกลมุ่
ควบคมุ มคี ณุ ลกั ษณะทพี่ งึ ประสงคโ์ ดยรวมไมแ่ ตกตา่ งกนั เมอ่ื พจิ ารณารายดา้ น พบวา่ ดา้ นความมรี ะเบยี บ
วนิ ยั ดา้ นความซอ่ื ตรง และดา้ นการมมี นษุ ยสมั พนั ธ์ มคี ณุ ลกั ษณะบณั ฑติ ทพี่ งึ ประสงคโ์ ดยรวมไมแ่ ตกตา่ งกนั
มเี พียงดา้ นความรบั ผดิ ชอบ โดยรวมแตกต่างกนั ทร่ี ะดบั นัยสำ� คัญทางสถติ ิ .05
ค�ำสำ� คัญ: รปู แบบการเรยี นการสอน; แนวพุทธวธิ ;ี คุณลักษณะบัณฑิตท่ีพงึ ประสงค์
Abstract
This research is aimed at developing a teaching model based on Buddhist
approaches to enhance desirable graduate characteristics in morality, ethics and to
evaluate the effectiveness of using the instructional model according to Buddhist
approaches to enhance desirable characteristics of graduates of Buriram Buddhist college
students. The target groups studied in this research were Buriram monks college students,
1st year, academic year 2017, in one course. By using the purposive sampling method.
Statistics for data analysis Use descriptive statistics to analyze data by using percentage,
mean and standard deviation statistics used to test hypotheses, using tests by testing
the differences of 2 groups of learners.
The research found that:
1. From the study of the concept of teaching and learning model according to
the Buddhist method, it can develop the teaching model according to the Buddhist way,
called the three -fold learning management, namely 1) presumption 2), spiritual thinking
and 3) wisdom.
2. The results of the evaluation of desirable graduate characteristics in morality,
ethics of the Buriram Buddhist college students were in all 4 areas at a high level When
considering each aspect, it was found that responsibility had the highest mean followed
ปที ี่ 19 ฉบับท่ี 2 (เมษายน - มถิ นุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 3
by discipline, the least average aspect is honesty. followed by in relation to human
relations, respectively, which was at a high level in all aspects.
3. Based on the hypothesis testing of two groups of students (t-test) using the
triangular technique (triangulation) for data collection (friends, self-instructors) the
students in the experimental group and the control group had different desirable
characteristics. When considering each aspect, it was found that the discipline Honesty
and human relations There is a different degree of desirable graduate characteristics.
Only the responsibility overall, different at the statistical significance level of .05.
Keywords: Buddhist Teaching; Learning Styles; Desirable Graduate Characteristics
1. บทนำ� หลายด้านที่สั่งสมมานานท่ามกลางสถานการณ์
โลกท่ีเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและเช่ือมโยงกันใกล้ชิด
คุณธรรมจริยธรรมนับว่าเป็นข้อปฏิบัติ มากข้ึน (Pulanram, et al., 2017 : 245-256)
พ้ืนฐานที่ส�ำคัญของคนทุกคนและทุกวิชาชีพเป็น การแขง่ ขนั ดา้ นเศรษฐกจิ จะเขม้ ขน้ มากขน้ึ
ค่านิยมท่ีดีงาม คุณลักษณะท่ีดีงาม (Agsonsue, สังคมโลกจะมีความเชื่อมโยงใกล้ชิดกันเป็นสภาพ
2016 : 103-116) หากบคุ คลใดหรอื วชิ าชพี ใดไมม่ ี ไรพ้ รมแดนการพฒั นาเทคโนโลยจี ะมกี ารเปลย่ี นแปลง
คุณธรรมจริยธรรมเป็นหลักยึดเบื้องต้นแล้วก็ยาก อยา่ งรวดเรว็ และจะกระทบชวี ติ ความเปน็ อยใู่ นสงั คม
ท่ีจะก้าวไปสู่ความส�ำเร็จแห่งตนและแห่งวิชาชีพ และการด�ำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างมาก
นน้ั ๆ ทยี่ ง่ิ ไปกวา่ นน้ั กค็ อื การขาดคณุ ธรรมจรยิ ธรรม ซ่ึงการพัฒนาดังกล่าวจะเห็นได้ว่าไม่ได้ค�ำนึงถึง
ท้ังในส่วนบุคคลและในวิชาชีพ อาจมีผลร้ายต่อ ความส�ำคัญของการพัฒนาทางด้านจิตใจและ
ตนเอง สงั คม และวงการวชิ าชพี ในอนาคตไดอ้ กี ดว้ ย คุณธรรมจริยธรรมของคนในสังคมให้เด่นชัด
ดงั จะพบเหน็ ไดจ้ ากการเกดิ วกิ ฤตศิ รทั ธาในวชิ าชพี อาจจะก่อใหเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติได้
หลายแขนงในปัจจุบัน ท้ังวงการวิชาชีพครู แพทย์ เกิดปัญหาต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต
ตำ� รวจ ทหาร นกั การเมอื งการปกครอง จงึ มคี ำ� กลา่ ว และเปน็ ทมี่ าของปญั หาสงั คม ซง่ึ นบั วนั จะทวคี วาม
ว่าเราไม่สามารถสร้างครูดีบนพื้นฐานของคนไม่ดี รุนแรงย่ิงข้ึน โดยเฉพาะในกลุ่มนิสิตนักศึกษาเป็น
และไม่สามารถสร้างแพทย์ ต�ำรวจ ทหารและ พลังส�ำคัญในอนาคตของประเทศก็สะท้อนปัญหา
นักการเมืองที่ดี ถ้าบุคคลเหล่าน้ันมีพ้ืนฐานทาง ดังกล่าวอย่างน่าเป็นห่วง จึงจ�ำเป็นอย่างยิ่งและ
นิสัยและความประพฤติที่ไม่ดี ซ่ึงการพัฒนา เปน็ หนา้ ทขี่ องคนไทยทกุ คนทตี่ อ้ งรว่ มกนั แสวงหา
ประเทศไทยในชว่ งแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คม แนวทางแกไ้ ขปญั หา เพอ่ื สรา้ งบคุ ลากรของประเทศ
แหง่ ชาติ ฉบบั ที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) อยใู่ นหว้ ง ทมี่ คี วามพรอ้ มทงั้ ดา้ นปญั ญา ความรู้ และคณุ ธรรม
เวลาของการปฏิรูปประเทศ เพ่ือแก้ปัญหาพนื้ ฐาน
4 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
จรยิ ธรรมอนั เพอื่ ใหต้ ระหนกั รบั รู้ เรยี นรู้ อนั กอ่ ให้ 2) เพ่ือพัฒนา คนไทยให้เป็นพลเมืองดี
เกดิ ประโยชนท์ ง้ั สว่ นตวั สว่ นรวมและประเทศชาติ มีคุณลักษณะทักษะและสมรรถนะที่สอดคล้องกับ
ควบคู่กันไป (Nongrayom, 2016 : 21-28) บทบญั ญตั ขิ องรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย
คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ พระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ และยทุ ธศาสตร์
สังคมแห่งชาติ จึงก�ำหนดวัตถุประสงค์ของการ ชาติ 3) เพ่ือพฒั นาสงั คมไทยใหเ้ ปน็ สังคมแห่งการ
พัฒนาประเทศในระยะแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ เรียนรู้ และคุณธรรม จริยธรรม รู้รักสามัคคีและ
สงั คมแหง่ ชาติ ฉบบั ที่ 12 ขอ้ ทห่ี นง่ึ ความวา่ เพอ่ื วาง ร่วมมือผนึกก�ำลังมุ่งสู่การพัฒนาประเทศอย่าง
รากฐานให้คนไทยเป็นคนที่สมบูรณ์ มีคุณธรรม ย่ังยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
จรยิ ธรรม มรี ะเบยี บวนิ ยั คา่ นยิ มทดี่ ี มจี ติ สาธารณะ และ 4) เพอ่ื นำ� ประเทศไทยกา้ วขา้ มกบั ดกั ประเทศ
และมีความสุข โดยมีสุขภาวะและสุขภาพที่ดี ท่ีมีรายได้ปานกลางและความเหล่ือมล�้ำภายใน
ครอบครัวอบอุ่น ตลอดจนเป็นคนเก่งที่มีทักษะ ประเทศลดลง ซ่ึงทิศนา แขมมณี (Khammani,
ความรู้ความสามารถและพัฒนาตนเองได้ต่อเน่ือง 2015 : 11) ไดก้ ล่าวไว้วา่ การให้ความสำ� คญั กับ
ตลอดชวี ิต โดยมีเป้าหมายใหค้ นไทยมคี ณุ ลกั ษณะ การพฒั นาคนให้มีคณุ ภาพ (Quality of People)
เป็นคนไทยที่สมบูรณ์ มีวินัย มีทัศนคติและ โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้มีคุณธรรมก�ำกับความรู้
พฤติกรรมตามบรรทัดฐานที่ดีของสังคม มีความ ในการด�ำเนินชีวิตสามารถท�ำให้เกิดวิถีการพัฒนา
เปน็ พลเมืองตนื่ รู้ มคี วามสามารถในการปรบั ตวั ได้ สู่ความยั่งยืนได้ เพราะคนที่มีคุณภาพจะสามารถ
อย่างรู้เท่าทันสถานการณ์ มีความรับผิดชอบและ ใช้สติปัญญาในทางท่ีถูกต้อง เป็นเหตุเป็นผล
ท�ำประโยชน์ต่อส่วนรวม มีสุขภาพกายและใจที่ดี และใส่ใจ เรียนรู้ คิดคน้ ปรับปรงุ วธิ ีการ แนวทาง
มีความเจริญงอกงามทางจิตวิญญาณมีวิถีชีวิตท่ี ในการจัดการทรพั ยากรต่างๆ ให้เหมาะสม สมดุล
พอเพยี ง มคี วามเปน็ ไทย เพ่อื เปน็ การดำ� เนินตาม และป้องกนั แกไ้ ขขอ้ บกพร่อง เพ่ือให้เกดิ ผลดขี นึ้
แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ ฉบบั ที่ 12 เร่ือยๆ ทั้งต่อตนเองและสังคมโดยรวม ในขณะ
ส�ำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาจึงได้ก�ำหนด เดียวกันซึ่งในท่ีสุดก็จะน�ำไปสู่การพัฒนาท่ียั่งยืน
วิสัยทัศน์ (Vision) ไว้ว่า คนไทยทุกคนได้รับการ น่ันเอง ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องจัดการศึกษา
ศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ ด�ำรง เ พ่ื อ พั ฒ น า ค น ไ ท ย ใ ห ้ เ ป ็ น ม นุ ษ ย ์ ท่ี ส ม บู ร ณ ์
ชวี ิตอยา่ งเป็นสุข (Watthanabut, 2016 : 163- ทง้ั ร่างกาย จติ ใจ สติปญั ญา ความรู้ และคณุ ธรรม
176) สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ มจี รยิ ธรรมและวฒั นธรรมในการดำ� รงชวี ติ สามารถ
พอเพียงและการเปล่ียนแปลงของโลกศตวรรษที่ อยรู่ ว่ มกบั ผอู้ น่ื ไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ นอกจากนที้ ศิ นา
21 โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษา 4 แขมมณี (Khammani, 2012 : 226) ไดก้ ลา่ วไวว้ า่
ประการ คอื 1) เพอื่ พัฒนาระบบและกระบวนการ การศกึ ษาถอื เปน็ รากฐาน ส�ำคัญในการพัฒนาคน
จัดการศึกษาที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ กระบวนการจัดการศึกษามีความส�ำคัญในการ
ปีท่ี 19 ฉบับท่ี 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 5
พฒั นาผเู้ รยี นทงั้ ดา้ นพทุ ธพิ สิ ยั จติ พสิ ยั และทกั ษะ แห่งชาติ ไว้ว่า ผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวังให้บัณฑิต
พิสัย ซ่ึงกระบวนการจัดการศึกษาที่ดีจะช่วย มอี ยา่ งนอ้ ย 5 ดา้ น คอื 1) ดา้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรม
หล่อหลอมให้ผู้เรียนมีความสมบูรณ์พร้อมด้วย 2) ด้านความรู้ 3) ด้านทักษะทางปัญญา 4) ดา้ น
ความรู้ คุณธรรม จริยธรรม และมีคุณลักษณะ ทกั ษะความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งบคุ คล ความรบั ผดิ ชอบ
อันพึงประสงค์ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ 5) ด้านทกั ษะการวิเคราะห์เชิงตวั เลข การสอื่ สาร
ห ลั ก สู ต ร ก า ร ศึ ก ษ า มี บ ท บ า ท ส� ำ คั ญ ต ่ อ ก า ร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (Office of the
แก้ปัญหาสังคมและการพัฒนาประเทศ จึงควรมี Higher Education Commission, 2009 : 6)
การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมท่ีพึง จากการศึกษาผลการพัฒนาการศึกษา
ประสงค์ให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชนของ ของประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ. 2552-2559
ประเทศ อนั จะชว่ ยใหเ้ กดิ การพฒั นาจติ ใจและปรบั ของส�ำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา พบว่า
เปลี่ยนพฤติกรรมให้เป็นไปในทางท่ีเหมาะสม ไทยประสบความส�ำเร็จในหลายด้าน และมีอีก
ซึ่งจะก่อให้เกิดสันตสิ ุขในสังคมไดอ้ ย่างแท้จรงิ หลายดา้ นยงั เปน็ ปญั หาทตี่ อ้ งไดร้ บั การพฒั นาอยา่ ง
ดังนั้น การพัฒนาเจตคติ การเสริมสร้าง เร่งด่วนในระยะต่อไป โดยเฉพาะดา้ นคุณภาพการ
คณุ ธรรม จรยิ ธรรม ซงึ่ เหน็ ไดจ้ ากการจดั การศกึ ษา ศึกษาผลการพัฒนายังไม่เป็นท่ีน่าพึงพอใจ
ในลักษณะของกระบวนการเรียนการสอนในการ เน่ืองจากผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนระดับการศึกษา
เสรมิ สรา้ งคณุ ธรรม จรยิ ธรรมเอาไวอ้ ยา่ งเปน็ ระบบ ขน้ั พน้ื ฐานมคี ะแนนตำ�่ กวา่ คา่ เฉลยี่ มาก และตำ่� กวา่
เริ่มจากความมุ่งหมายและหลักการ แนวทางการ หลายประเทศในแถบเอเชยี สว่ นประเดน็ คณุ ธรรม
จัดการศึกษา การจัดกระบวนการเรียนรู้ สาระ จริยธรรมของเด็กและเยาวชนยังต้องมีการพัฒนา
ส�ำคัญของหลักสูตร และการประเมินผลโดยได้ เพ่ิมขึ้น ผู้เรียนมีสมรรถนะหรือคุณลักษณะอื่นๆ
บัญญัติประเด็นดังกล่าวเอาไว้ในแต่ละมาตราของ ที่ไม่ตรงตามความต้องการของสถานประกอบการ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ท�ำให้มีผู้ว่างงานอยู่จ�ำนวนมาก จึงจ�ำเป็นต้องให้
และแกไ้ ขเพมิ่ เตมิ (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2545 สอดคลอ้ ง ความสำ� คญั กบั การพฒั นาผเู้ รยี นและกำ� ลงั แรงงาน
กับมาตรฐานการศึกษาชาติได้ก�ำหนดคุณลักษณะ ที่มีทักษะ และคุณลักษณะท่ีพร้อมเพื่อตอบสนอง
ของคนไทยทพ่ี ึงประสงค์ ในข้อท่ี 1 ด้านคณุ ธรรม ต่อความต้องการของภาคส่วนต่างๆ (Office of
จิตสาธารณะ และจิตส�ำนึกในความเป็นพลเมือง the Education Council, 2017)
ไทยและพลโลก โดยก�ำหนดว่าคนไทยต้องมีการ ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจท่ีจะศึกษา
ด�ำเนินชีวิตโดยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต การพฒั นารปู แบบการเรยี นการสอนตามแนวพทุ ธ
(Office of the Education Commission, 2003 วิธีเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะบัณฑิตท่ีพึงประสงค์
: 3) และส�ำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา ด้านคุณธรรมจริยธรรมของนิสิตวิทยาลัยสงฆ์
ได้ก�ำหนดกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา บุรรี ัมย์
6 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
2. วัตถปุ ระสงคข์ องการวิจยั เอกสาร บทความ งานวจิ ยั ตา่ งๆ 3) การสมั ภาษณ์
ในการวิจัยในคร้ังนี้ เป็นการสมั ภาษณแ์ บบไม่เป็น
1. เพ่ือพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน ทางการ โดยใช้วิธีการสนทนาซักถามแลกเปล่ียน
ตามแนวพุทธวิธีเพ่ือเสริมสร้างคุณลักษณะบัณฑิต ความคิดเห็นกับประธานหลักสูตร และคณาจารย์
ที่พงึ ประสงคด์ ้านคุณธรรมจรยิ ธรรม ประจำ� หลกั สตู ร ถงึ สภาพปญั หาและความตอ้ งการ
2. เพื่อประเมินประสิทธิผลของการใช้ การจดั การศกึ ษาดา้ นการผลติ บณั ฑติ ใหเ้ ปน็ ไปตาม
รปู แบบการเรยี นการสอนตามแนวพทุ ธวธิ เี พอ่ื เสรมิ กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ
สรา้ งคณุ ลักษณะของบณั ฑิตท่ีพงึ ประสงค์ ซึ่งเป็นเครื่องมือในการน�ำนโยบายท่ีปรากฏใน
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติเก่ียวกับ
3. วธิ ีด�ำเนินการวิจัย มาตรฐานการศึกษาของชาติในส่วนของมาตรฐาน
การอดุ มศกึ ษาไปสกู่ ารปฏบิ ตั ใิ นสถาบนั อดุ มศกึ ษา
การวิจัยคร้ังนี้ แบ่งการศึกษาออกเป็น อย่างเป็นรูปธรรม และคณะกรรมการประเมิน
3 ระยะ คอื 1) การสงั เคราะหร์ ปู แบบการเรยี นการ คณุ ภาพการศกึ ษาภายในประจำ� ปกี ารศกึ ษา 2559
สอน 2) การทดลองใช้และศึกษาประสิทธิผลของ สมั ภาษณป์ ระธานหลกั สตู ร และคณาจารยป์ ระจำ�
รูปแบบการเรียนการสอน และ 3) ประเมิน หลักสูตร ถึงสภาพปัญหาและความต้องการการ
ประสิทธิผลของการใช้รูปแบบการเรียนการสอน จัดการศึกษาด้านการผลติ บัณฑติ และ 4) สนทนา
โดยมขี นั้ ตอนการศึกษา ดังนี้ กลมุ่ ยอ่ ย (Focus Group) เปน็ กจิ กรรมทม่ี ลี กั ษณะ
ระยะท่ี 1 การสงั เคราะหร์ ปู แบบการเรยี น ของการแลกเปล่ียนความคิดเห็น การแสดงความ
การสอน คิดเห็นอย่างอิสระเสรีของผู้ท่ีมีส่วนได้ส่วนเสีย
1. ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลพ้ืนฐาน ได้แก่ อย่างแท้จริง ในการน้ีผูว้ ิจยั ไดส้ นทนากลุ่มยอ่ ยกับ
1) ศึกษาสภาพปัญหา ความต้องการ ท�ำการ ประธานหลักสูตร และคณาจารย์ประจ�ำหลักสูตร
แยกแยะข้อมูลพ้ืนฐานออกเป็นส่วนย่อยท่ีมีความ ในแตล่ ะสาขาวชิ าของวทิ ยาลยั สงฆบ์ รุ รี มั ย์ แบบไม่
สัมพันธ์กัน เพ่ือท�ำความเข้าใจแต่ละส่วนให้แจ่ม เป็นทางการ แลว้ นำ� ข้อมลู มาวเิ คราะห์ สงั เคราะห์
แจ้ง รวมทง้ั การสบื ค้นความสมั พันธ์ของส่วนตา่ งๆ และสรุปเป็นข้อมูลพ้ืนฐานในการก�ำหนดองค์
เพ่ือดูว่าส่วนประกอบปลีกย่อยน้ันสามารถเข้ากัน ประกอบของรูปแบบการเรียนการสอนตามแนว
ไดห้ รือไม่ สัมพนั ธ์เก่ียวเนอ่ื งกันอย่างไร ซึง่ จะช่วย พทุ ธวิธี
ให้เกิดความเข้าใจต่อส่ิงหนึ่งส่ิงใดอย่างแท้จริง 2. สงั เคราะห์ กำ� หนดองคป์ ระกอบของ
กระทั่งสังเคราะห์มาเป็นร่างรูปแบบการเรียนการ รปู แบบการเรยี นการสอนตามแนวพทุ ธวธิ นี ำ� ขอ้ มลู
สอนตามแนวพุทธวิธี 2) ศึกษาเอกสารแนวคิด มาวเิ คราะห์ สงั เคราะห์ และสรปุ เปน็ ขอ้ มลู พนื้ ฐาน
ทฤษฎี และงานวจิ ยั ท่ีเกยี่ วข้อง ดังน้ี ก) การเรียน ในการก�ำหนดองค์ประกอบของรูปแบบการเรียน
การสอนตามแนวพทุ ธวธิ ี ข) การพฒั นารปู แบบการ
เรยี นการสอนตามแนวพทุ ธวธิ ี ค) ศึกษาจากต�ำรา
ปีที่ 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 7
การสอนตามแนวพุทธวิธี โดยศึกษารูปแบบการ ไปทดลองใชก้ บั กลมุ่ เปา้ หมายทศี่ กึ ษาในรายวชิ าใด
เรียนการสอนจากนักวิชาการ จนได้รูปแบบการ วิชาหน่ึง ในการวิจัยคร้ังน้ีเป็นนิสิตวิทยาลัยสงฆ์
เรียนการสอนตามแนวพทุ ธวิธี บรุ รี มั ย์ มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั
3. จัดท�ำเอกสารร่างรูปแบบการเรียน ชั้นปที ่ี 1 ปีการศึกษา 2560 โดยแบ่งกลมุ่ ตัวอย่าง
การสอนตามแนวพุทธวิธี การพัฒนารูปแบบการ ทที่ ดลองเป็น 2 กลุ่มคอื กล่มุ ทดลอง ได้แก่ นิสิตท่ี
เรยี น การสอน ผวู้ จิ ยั ไดศ้ กึ ษาเอกสาร แนวคดิ ทฤษฏี ศกึ ษาอยใู่ นชนั้ ปที ่ี 1 สาขาวชิ ารฐั ศาสตรภ์ าคสมทบ
และงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับการพัฒนารูปแบบการ (เสาร-์ อาทติ ย)์ ภาคการศกึ ษาที่ 2/2560 จำ� นวน
เรยี นการสอน โดยศกึ ษารปู แบบการเรยี นการสอน 1 หอ้ งเรยี น จำ� นวน 34 รปู /คน และกล่มุ ควบคมุ
จากนักวิชาการด้านการเรียนการสอน จนได้ร่าง ได้แก่ นิสิตท่ีศึกษาอยู่ในช้ันปีท่ี 1 สาขาวิชา
รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวพุทธวธิ ี พระพทุ ธศาสนา ภาคการศกึ ษาท่ี 2/2560 จำ� นวน
4. ตรวจสอบคุณภาพเบื้องต้นของ 1 ห้องเรียน จ�ำนวน 31 รูป
รปู แบบ โดยผเู้ ชยี่ วชาญ จำ� นวน 7 คน สนทนากลมุ่ ระยะที่ 3 ประเมินประสทิ ธผิ ลของการใช้
(Focus Group) จนได้รูปแบบการเรียนการสอน รปู แบบการเรยี นการสอน การประเมนิ รปู แบบการ
ตามแนวพทุ ธวธิ ที พี่ ฒั นาขนึ้ มา แลว้ นำ� รปู แบบการ เรียนการสอนตามแนวพุทธวิธีเพ่ือเสริมสร้าง
เรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น น�ำมาตรวจสอบความ คุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ด้านคุณธรรม
ถกู ตอ้ ง ความเหมาะสม และภาษาทใ่ี ชต้ ามคำ� แนะนำ� จริยธรรม เก็บข้อมูลจากประชากรกลุ่มเป้าหมาย
ของผเู้ ชยี่ วชาญ โดยใชเ้ ทคนคิ สามเสา้ (Triangulation) ในการเกบ็
ระยะที่ 2 การทดลองใช้และศึกษา ข้อมูล (เพ่ือน ตนเอง ผู้สอน) โดยใช้วิธีสังเกต
ประสทิ ธผิ ลของรูปแบบการเรียนการสอน ประเมิน และสัมภาษณ์
1. การวางแผน จัดการเรียนการสอน
ทดลองใชร้ ูปแบบการเรียนการสอน โดยใช้วธิ วี ิจยั 4. สรปุ ผลการวิจัย
และพัฒนา การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental
Research) เปน็ กระบวนการคน้ หาความรคู้ วามจรงิ จากการศึกษารูปแบบการเรียนการสอน
โดยใช้วิธีการทางวทิ ยาศาสตร์แบบหนง่ึ ตามแนวพทุ ธวิธี และนำ� รปู แบบดังกล่าวมาพัฒนา
2. นำ� รปู แบบการเรยี นการสอนไปทดลอง เป็นรูปแบบการเรียนการสอนตามแนวพุทธวิธี
ใช้กับกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม เม่ือปรับปรุง สามารถสรุปผลการศกึ ษา ดงั นี้
แก้ไขรูปแบบการเรียนการสอนตามแนวพุทธวิธี 1. การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน
เพ่ือเสริมสร้างคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ ตามแนวพุทธวิธี จากการศึกษาเอกสารและงาน
ด้านคุณธรรมจริยธรรม ตามที่ผู้เชี่ยวชาญแนะน�ำ วิจัยท่ีเก่ียวข้อง สามารถพัฒนารูปแบบการเรียน
แล้วน�ำรูปแบบการเรียนการสอนตามแนวพุทธวิธี การสอนตามแนวพทุ ธวธิ ี เรยี กวา่ การจดั การเรยี น
รู้แบบไตรสิกขา หมายถึง การศึกษาข้อปฏิบัติที่
8 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
พงึ ศกึ ษา พงึ ฝกึ ฝนอบรมตนในเรอ่ื งทพ่ี งึ ศกึ ษาหรอื ตลอดทง้ั การรจู้ กั ตนเอง มแี รงจงู ใจ สามารถตดั สนิ
หลักการพัฒนาชีวิตให้ประสบความส�ำเร็จเป็นคน ใจแก้ปัญหาและแสดงออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สมบรู ณแ์ บบตามแนวพทุ ธ 3 อย่าง คอื ทีด่ กี บั ผู้อน่ื
1.1 อธิสีลสิกขา ข้อปฏิบัติส�ำหรับ 2. ผลการประเมินประสิทธิผลของการ
ฝึกอบรมในทางความประพฤติอย่างสูง กล่าวคือ ใช้รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวพุทธวิธีจาก
กระบวนการจดั การเรยี นการสอนใหผ้ เู้ รยี นสามารถ การประเมินประสิทธิผลของการใช้รูปแบบการ
ควบคุมอารมณ์และความต้องการตนเองให้อยู่ใน เรียนการสอนตามแนวพุทธวิธี เพื่อเสริมสร้าง
ภาวะปกติ มีระเบยี บวนิ ยั พูดความจรงิ (พดู สงิ่ ท่ี คณุ ลักษณะของบัณฑติ ท่พี งึ ประสงค์ ผูว้ จิ ัยไดเ้ กบ็
เป็นประโยชน์) ด�ำรงตนและปฏิบัติกิจกรรมด้วย รวบรวมขอ้ มลู การวิจยั จากนิสิตชน้ั ปีท่ี 1 วิทยาลัย
ความซ่ือสตั ยส์ ุจริต มคี วามขยันหม่นั เพยี ร ท�ำงาน สงฆบ์ รุ รี มั ย์ ภาคการศกึ ษาที่ 2/2560 โดยใชว้ ธิ กี าร
ไม่ค่ังค้าง ปฏิบัติกิจกรรมอย่างเป็นระบบข้ันตอน เลือกกลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย แบบเจาะจง
ตลอดทัง้ ช่วยเหลือเกื้อกูล รจู้ กั เห็นใจผูอ้ ืน่ มคี วาม (Purposive Sampling) ในรายวิชาใดวิชาหนึ่ง
รบั ผดิ ชอบต่อตนเองและสว่ นรว่ ม แสดงออกมาให้ ซึ่งแบ่งกลุ่มตัวอย่างที่ทดลองเป็น 2 กลุ่ม คือ 1)
เห็นถึงความเป็นคนท่ีมีวนิ ยั กลุ่มทดลอง ได้แก่ นิสิตท่ีศึกษาอยู่ในช้ันปีที่ 1
1.2 อธจิ ติ ตสกิ ขา ขอ้ ปฏบิ ตั สิ ำ� หรบั ฝกึ สาขาวิชารัฐศาสตร์ ภาคสมทบ ภาคการศึกษาท่ี
หดั อบรมจติ เพอื่ ใหเ้ กดิ คณุ ธรรม เชน่ สมาธอิ ยา่ งสงู 2/2560 2) กลุม่ ควบคุม ไดแ้ ก่ นสิ ิตทีศ่ กึ ษาอย่ใู น
กล่าวคือ กระบวนการจัดการเรียนการสอนให้ ชนั้ ปที ี่ 1 สาขาวชิ าพระพทุ ธศาสนา ภาคการศกึ ษา
ผ้เู รียนมคี วามมุ่งมัน่ ในจิตใจ มีความเพยี รพยายาม ท่ี 2/2560 ผลการวจิ ยั พบว่า
มีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา มีจิตใจจดจ่อ (การต้ังม่ัน 2.1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบ
แหง่ จติ ) มใี จรกั ในสง่ิ ทที่ ำ� มกี ารพจิ ารณาไตรต่ รอง ประเมิน พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็น
ใคร่ครวญงานที่ท�ำอยู่ทุกเม่ือ ตลอดท้ังมีความ บรรพชิต คดิ เป็นร้อยละ 64.60 นิสิตส่วนใหญ่เปน็
พร้อมทางคุณธรรม มีคุณภาพจิต สมรรถภาพจิต เพศชาย คิดเปน็ รอ้ ยละ 92.70 และนสิ ติ สว่ นมาก
และสุขภาพจิตที่ดี มีความสามารถในการด�ำเนิน มีอายมุ ากกวา่ 50 ปี คดิ เป็นร้อยละ 47.90
ชีวิตอยา่ งมีสขุ 2.2 ประเมนิ คณุ ลกั ษณะบณั ฑติ ทพ่ี งึ
1.3 อธปิ ญั ญาสกิ ขา ขอ้ ปฏบิ ตั สิ ำ� หรบั ประสงคด์ า้ นคณุ ธรรมจรยิ ธรรม ของนสิ ติ วทิ ยาลยั
ฝึกอบรมปัญญา เพ่ือให้เกิดความรู้แจ้งอย่างสูง สงฆ์บุรีรัมย์ พบว่า ระดับคุณลักษณะบัณฑิตท่ีพึง
กล่าวคือ กระบวนการจัดการเรียนการสอนให้ ประสงคข์ องนสิ ิตวทิ ยาลัยสงฆ์บุรีรมั ย์ อยใู่ นระดับ
ผู้เรียนมีความสามารถคิดวิเคราะห์ วิเคราะห์เหตุ มากทุกด้าน เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า
ปัจจัยท่ีท�ำให้เกิดผลลัพธ์ ใช้ความรู้ท่ีมีให้เกิด คุณลักษณะบัณฑิตท่ีพึงประสงค์ด้านที่มีค่าเฉลี่ย
ประโยชน์ ท�ำงานเต็มความสามารถและไม่ยึดติด สูงสุด ได้แก่ ดา้ นความรบั ผดิ ชอบ รองลงมา ไดแ้ ก่
ปีที่ 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มถิ นุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 9
ดา้ นความมรี ะเบยี บวนิ ยั สว่ นดา้ นทมี่ คี า่ เฉลยี่ นอ้ ย และยดึ หลกั ประชาธปิ ไตย อยใู่ นระดบั มาก สว่ นขอ้
ที่สดุ ได้แก่ ด้านความซอ่ื ตรง รองลงมาไดแ้ ก่ ดา้ น ทม่ี คี า่ เฉลยี่ นอ้ ยทส่ี ดุ ไดแ้ ก่ รจู้ กั กำ� หนดบรรทดั ฐาน
การมมี นษุ ยสมั พนั ธ์ ตามลำ� ดบั ซงึ่ อยใู่ นระดบั มาก แห่งความพอเหมาะพอดีในการครองชีวิตได้อย่าง
ทุกด้าน ท้ังน้ีพบว่า ระดับคุณลักษณะบัณฑิตท่ี เหมาะสม รองลงมาไดแ้ ก่ มวี ธิ แี ละกระบวนการใน
พึงประสงค์ โดยภาพรวมอยู่ในระดบั มาก เมื่อแยก การเรยี นรู้ ซง่ึ สามารถนำ� ไปใชใ้ นการพฒั นาตนเอง
เปน็ รายด้าน สรปุ ผลการวิจัยได้ ดังนี้ และวิชาชีพได้อย่างเหมาะสม ซ่ึงอยู่ในระดับมาก
2.2.1 คุณลักษณะบัณฑิตท่ีพึง ทัง้ น้พี บวา่ ระดับคณุ ลักษณะบณั ฑิตทพ่ี ึงประสงค์
ประสงค์ด้านความรับผิดชอบ พบว่า อยู่ในระดับ ของนสิ ติ ดา้ นความมรี ะเบยี บวนิ ยั อยใู่ นระดบั มาก
มาก เมอ่ื พจิ ารณาเปน็ รายขอ้ พบวา่ ขอ้ ทมี่ คี า่ เฉลย่ี ท่สี ุด 1 ข้อ อยู่ในระดับมาก 9 ข้อ ในภาพรวมอยู่
สงู สดุ ไดแ้ ก่ มกี ารตง้ั ใจ มงุ่ มน่ั ในการศกึ ษาเลา่ เรยี น ในระดบั มาก
กระทงั่ สำ� เรจ็ การศกึ ษา รองลงมาไดแ้ ก่ ยอมรบั ผล 2.2.3 คุณลักษณะบัณฑิตท่ีพึง
ที่ตนเองกระท�ำทั้งที่ส�ำเร็จและไม่ส�ำเร็จโดยไม่ ประสงค์ ดา้ นความซ่ือตรง พบวา่ อยู่ในระดบั มาก
กลา่ วโทษผ้อู ่ืน ตามลำ� ดบั ซึง่ อยู่ในระดบั มากท่ีสุด เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ย
ส่วนข้อท่ีมีค่าเฉล่ียน้อยท่ีสุด ได้แก่ มีคุณธรรม สูงสุด ได้แก่ มีความซ่ือสัตย์ต่อตนเองและผู้อ่ืน
จริยธรรมในการด�ำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ โดยไม่มีการลอกข้อสอบ รองลงมาได้แก่ มีความ
รองลงมา ได้แก่ มีความรับผิดชอบในวิชาชีพรวม ซ่ือสัตย์สุจรติ มีน�้ำใจนักกีฬา และมที ศั นคติท่ีดีตอ่
ถึงเข้าใจถึงบริบททางสังคมของวิชาชีพในแต่ละ วชิ าชีพ ตามลำ� ดับ ซึง่ อยู่ในระดบั มาก สว่ นขอ้ ที่มี
สาขาต้ังแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซ่ึงอยู่ในระดับมาก คา่ เฉลย่ี นอ้ ยทสี่ ดุ ไดแ้ ก่ มกี ารอา้ งองิ ทกุ ครงั้ เมอื่ นำ�
ทง้ั น้พี บวา่ ระดับคุณลักษณะบณั ฑิตทพ่ี งึ ประสงค์ ผลงานของผู้อนื่ มาใชใ้ นรายงาน หรือวิจัย คา่ เฉล่ีย
ของนสิ ติ วทิ ยาลยั สงฆบ์ รุ รี มั ย์ ดา้ นความรบั ผดิ ชอบ รองลงมาไดแ้ ก่ เขา้ ใจและซาบซง้ึ ในวฒั นธรรมไทย
อยใู่ นระดบั มากทส่ี ดุ 3 ข้อ อย่ใู นระดับมาก 7 ขอ้ ตระหนักในคุณค่าของระบบคุณธรรม จริยธรรม
แตใ่ นภาพรวมอยใู่ นระดับมาก เสียสละและซ่ือสัตย์สุจริต ตามล�ำดับ ซึ่งอยู่ใน
2.2.2 คุณลักษณะบัณฑิตที่ ระดบั มาก ท้งั น้พี บว่า ระดับคณุ ลักษณะบัณฑติ ท่ี
พึงประสงค์ ดา้ นความมรี ะเบียบวินัย พบว่า ระดบั พึงประสงค์ของนิสิตวิทยาลัยสงฆ์บุรีรัมย์ ด้าน
คณุ ลกั ษณะบณั ฑติ ทพี่ งึ ประสงคข์ องนสิ ติ วทิ ยาลยั ความซอื่ ตรง อยู่ในระดับมากทกุ ข้อ โดยภาพรวม
สงฆ์บุรีรัมย์ อยู่ในระดับมาก เม่ือพิจารณาเป็น ก็อยู่ในระดับมาก
รายข้อ พบว่า ขอ้ ทมี่ คี า่ เฉลย่ี สงู สดุ ไดแ้ ก่ ยอมรับ 2.2.4 คุณลักษณะบัณฑิตท่ี
ในระเบียบของวิทยาลัยฯ และระเบียบ ข้อบังคับ พงึ ประสงค์ ดา้ นการมีมนุษยสัมพันธ์ พบวา่ อย่ใู น
ของสังคม อยู่ในระดับมากท่ีสุด รองลงมา ได้แก่ ระดบั มาก เมอ่ื พจิ ารณาเปน็ รายข้อ พบวา่ ข้อทม่ี ี
ยอมรบั ฟงั ความคดิ เหน็ ของผอู้ นื่ เคารพในขอ้ ตกลง ค่าเฉล่ียสูงสุด ได้แก่ ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความ
10 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
เสมอภาค รองลงมา ไดแ้ ก่ แสดงพฤตกิ รรมยกยอ่ ง 1. การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน
ยินดี เม่ือบุคคลอ่ืนปฏิบัติสิ่งท่ีดีงาม ตามล�ำดับ ตามแนวพทุ ธวธิ ี เพอ่ื เสรมิ สรา้ งคณุ ลกั ษณะบณั ฑติ
สว่ นขอ้ ทม่ี คี า่ เฉลยี่ นอ้ ยทสี่ ดุ ไดแ้ ก่ มนี ำ�้ ใจชว่ ยเหลอื ท่ีพึงประสงค์ด้านคุณธรรมจริยธรรม ผู้วิจัยศึกษา
ผอู้ ื่นโดยไมต่ อ้ งรอ้ งขอ รองลงมา ได้แก่ มคี วามรบั พุทธวิธีการสอนตามแนวคิดของพระพรหมคุณา
ผดิ ชอบตอ่ สงั คมและมจี ติ อาสา มงุ่ ทำ� ประโยชนต์ อ่ ภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) และน�ำรูปแบบดังกล่าวมา
สงั คม และมจี ติ ใจทเ่ี ปน็ ผใู้ หก้ บั สว่ นรวม มคี ณุ ธรรม พฒั นาเปน็ รปู แบบการเรยี นการสอนตามแนวพทุ ธ
เป็นมิตรกับทุกคน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเพ่ือนได้ วิธีสามารถสรุปรูปแบบการเรียนการสอนตามแนว
ค่าเฉลีย่ ตามล�ำดับ ซง่ึ อยูใ่ นระดับมาก ท้งั น้ีพบว่า พุทธวิธี ได้ดงั นี้
ระดับคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ของนิสิต รูปแบบการเรียนการสอนแบบไตรสิกขา
วทิ ยาลยั สงฆบ์ รุ รี มั ย์ ดา้ นการมมี นษุ ยสมั พนั ธอ์ ยใู่ น หมายถงึ การศึกษาขอ้ ปฏบิ ัตทิ ่ีพึงศกึ ษา พึงฝึกฝน
ระดบั มากทกุ ขอ้ โดยภาพรวมกอ็ ยใู่ นระดับมาก อบรมตนในเรื่องท่ีพึงศึกษาหรือหลักการพัฒนา
3. ผลการทดสอบสมมติฐานความ ชวี ติ ใหป้ ระสบความสำ� เรจ็ เปน็ คนสมบรู ณแ์ บบตาม
แตกต่างของผู้เรียน จากการทดสอบสมมติฐาน แนวพทุ ธ 3 อยา่ ง คอื 1) อธิสีลสกิ ขา 2) อธิจิตต
ความแตกต่างของผู้เรียน 2 กลุ่ม โดย t-test สิกขา และ 3) อธิปัญญาสิกขา จากการตรวจ
(Independent) พบว่า ผู้เรียนกลุ่มทดลองและ รปู แบบการเรยี นการสอนตามแนวพทุ ธวธิ เี พอื่ เสรมิ
กลมุ่ ควบคุมมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ โดยรวม สรา้ งคณุ ลกั ษณะบณั ฑติ ทพี่ งึ ประสงคด์ า้ นคณุ ธรรม
ไม่แตกต่างกัน ที่ระดับนัยส�ำคัญทางสถิติ .05 จริยธรรม โดยผู้เช่ียวชาญด้านการพัฒนารูปแบบ
เมอื่ พจิ ารณารายด้าน พบวา่ ดา้ นความมีระเบยี บ การเรียนการสอน โดยภาพรวมอยู่ในระดับดี
วนิ ยั ดา้ นความซอื่ ตรง และดา้ นการมมี นษุ ยสมั พนั ธ์ สามารถน�ำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน
มีคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ โดยรวม เพ่ือเสริมสร้างคุณลักษณะบัณฑิตท่ีพึงประสงค์
ไม่แตกต่าง กันท่ีระดับนัยส�ำคัญทางสถิติ .05 ดา้ นคณุ ธรรมจรยิ ธรรมได้ เหตทุ เี่ ปน็ เชน่ นเี้ พราะวา่
มเี พยี งดา้ นความรบั ผดิ ชอบ ทมี่ คี ณุ ลกั ษณะบณั ฑติ ไตรสิกขาเป็นหลักและกระบวนการเรียนรู้ทาง
ทพ่ี งึ ประสงค์ โดยรวมแตกตา่ งกนั ทร่ี ะดบั นยั สำ� คญั พระพุทธศาสนาเพ่ือให้บุคคลได้พบความรู้ด้วย
ทางสถิติ .05 ตนเอง โดยการเรยี นร้จู ากการสัมผัส และสัมพันธ์
กบั สง่ิ แวดลอ้ ม ปญั หา และสถานการณต์ า่ งๆ จนมี
5. อภิปรายผลการวิจยั ความช�ำนาญในการแก้ปัญหารอบตัวท่ีเกิดข้ึนใน
สังคมปัจจุบัน สามารถด�ำเนินชีวิตที่ดีได้ตาม
การวจิ ยั เรอื่ ง การพฒั นารปู แบบการเรยี น อริยมรรค มคี วามพออยู่ พอกนิ พอประมาณและ
การสอนตามแนวพทุ ธวธิ เี พอื่ เสรมิ สรา้ งคณุ ลกั ษณะ พร้อมท่ีจะปรับตัวเองให้เหมาะสมกับเหตุการณ์
บัณฑิตท่ีพึงประสงค์ด้านคุณธรรมจริยธรรม ในอนาคต สอดคล้องกับพระพรหมคุณาภรณ์
สามารถอภิปรายผลการวจิ ัย ไดด้ งั น้ี
ปีท่ี 19 ฉบบั ท่ี 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 11
(ป. อ. ปยตุ ฺโต) (Phra Phrom Kunaporn, (P.A. เหตุท่ีเป็นเช่นนี้เพราะว่า ทุกภาคส่วนใน
Payutto), 2008 : 46-48) ไดก้ ลา่ วไวว้ า่ การฝกึ ฝน สังคมไม่ว่าจะเป็นสถาบันครอบครัว สถาบันการ
และพัฒนามนุษย์นั้น ทางพุทธศาสนาจัดวางเป็น ศึกษา สถาบันการเมือง สถาบันศาสนา สถาบัน
หลักเรียกว่า ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา สอื่ มวลชน รวมทงั้ สถาบนั วชิ าชพี ตา่ งๆ ตา่ งรว่ มมอื
ซ่ึงถือว่าเป็นระบบการศึกษาท�ำให้คนพัฒนาอย่าง กันท�ำบทบาทหน้าท่ีของตนเองในการสรรค์สร้าง
มีบูรณาการและให้มนุษย์เป็นองค์รวมที่พัฒนา คณุ ธรรมจรยิ ธรรมทด่ี งี ามใหเ้ กดิ ขน้ึ ในสงั คม เพราะ
อยา่ งมีดลุ ยภาพ คณุ ธรรมจรยิ ธรรมนบั ว่า เป็นพื้นฐานทส่ี �ำคญั ของ
2. ผลการประเมินประสิทธิผลของการ คนทกุ คนและทกุ วชิ าชพี หากบคุ คลใดหรอื วชิ าชพี
ใช้รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวพุทธวิธี ใดไมม่ ีคณุ ธรรมจริยธรรมเป็นหลกั ยดึ เบือ้ งต้นแล้ว
เพอ่ื เสรมิ สรา้ งคณุ ลกั ษณะของบณั ฑติ ทพ่ี งึ ประสงค์ ก็ยากที่จะก้าวไปสู่ความส�ำเร็จแห่งตนและแห่ง
ของนิสิตวิทยาลัยสงฆ์บุรีรัมย์ พบว่า การศึกษา วิชาชีพนั้นๆ ท่ียิ่งกว่าน้ันก็คือ การขาดคุณธรรม
คุณลักษณะบัณฑิตท่ีพึงประสงค์ด้านคุณธรรม จริยธรรมทั้งในส่วนบุคคลและในวิชาชีพ อาจมี
จริยธรรมของนสิ ติ ทั้ง 4 ดา้ น พบวา่ ระดบั ผลการ ผลร้ายต่อตนเอง สังคมและวงการวิชาชีพใน
ประเมินคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ด้าน อนาคตได้อีกด้วย สอดคล้องกับส�ำนักงานคณะ
คณุ ธรรมจรยิ ธรรมของนสิ ติ วทิ ยาลยั สงฆ์ ทง้ั 4 ดา้ น กรรมการการอุดมศึกษา (Office of the Higher
อยู่ในระดับมากทุกด้าน สอดคล้องกับฐิติวัสส์ Education Commission, 2009 : 6) ท่ีกำ� หนด
สุขป้อม (Sukpom, 2014 : 57) ไดศ้ กึ ษาวิจยั เรือ่ ง กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ
การพฒั นารปู แบบการเรยี นการสอนตามแนวพทุ ธ ไวว้ า่ ผลการเรยี นรทู้ คี่ าดหวงั ใหบ้ ณั ฑติ มี อยา่ งนอ้ ย
วิธีเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะบัณฑิตท่ีพึงประสงค์ 5 ด้าน โดยเฉพาะด้านคุณธรรม จริยธรรม
ด้านคุณธรรมจริยธรรมของนักศึกษามหาวิทยาลัย ซ่ึงก�ำหนดไว้ว่า คุณธรรม จริยธรรม หมายถึง
ราชภัฏจนั ทรเกษม ผลการวิจยั พบวา่ คณุ ลกั ษณะ การพัฒนานิสัยในการประพฤติอย่างมีคุณธรรม
บัณฑิตท่ีพึงประสงค์ด้านคุณธรรม จริยธรรมของ จริยธรรม และด้วยความรับผิดชอบท้ังในส่วนตน
นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษมท่ีเป็น และส่วนรวม ความสามารถในการปรับวิถีชีวิต
กลุ่มตัวอย่าง มีค่าเฉล่ียโดยรวมอยู่ในระดับสูง ในความขัดแย้งทางค่านิยม การพัฒนานิสัยและ
สว่ นคณุ ลกั ษณะบณั ฑติ ทพ่ี งึ ประสงคด์ า้ นคณุ ธรรม การปฏิบัติตนตามศีลธรรม ทั้งในเร่ืองส่วนตัวและ
จริยธรรม ด้านความรับผิดชอบ ความมีระเบียบ สงั คม
วินัย และความกตัญญูกตเวที มีค่าเฉล่ียอยู่ใน เม่ือพิจารณาผลการประเมินคุณลักษณะ
ระดบั สงู สว่ นความซอื่ ตรง ดา้ นการมมี นษุ ยสมั พนั ธ์ บัณฑิตที่พึงประสงค์ด้านคุณธรรมจริยธรรม ของ
และด้านการมีจรรยาบรรณต่อวิชาชีพ มีค่าเฉลี่ย นิสิตวิทยาลัยสงฆ์บุรีรัมย์ เป็นรายด้านสามารถ
อยใู่ นระดบั ปานกลาง อภปิ รายผลได้ดงั น้ี
12 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
2.1 ผลการประเมนิ คณุ ลกั ษณะบณั ฑติ ปัญหาความวุ่นวายท่ีสังคมกําลังประสบอยู่ใน
ที่พึงประสงค์ด้านความรับผิดชอบ พบว่า ระดับ ปจั จบุ นั คงไมเ่ กดิ ขนึ้ สอดคลอ้ งงานวจิ ยั ของกฤตยา
คณุ ลกั ษณะบณั ฑติ ทพี่ งึ ประสงคข์ องนสิ ติ วทิ ยาลยั ฐานุวรภัทร์ (Thanaworaphat, 2012 : 51)
สงฆบ์ รุ ีรัมย์ อยใู่ นระดบั มาก สอดคลอ้ งกบั ฐติ วิ ัสส์ ไดศ้ กึ ษาวจิ ยั เรอ่ื ง คณุ ลกั ษณะบณั ฑติ ทพ่ี งึ ประสงค์
สขุ ปอ้ ม (Sukpom, 2014 : 69) ได้ศกึ ษาวิจยั เร่อื ง สำ� หรบั สถานประกอบการ กรณศี กึ ษา บณั ฑติ สาขา
การพฒั นารปู แบบการเรยี นการสอนตามแนวพทุ ธ วชิ าภาษาองั กฤษเพอ่ื การสอ่ื สาร คณะสงั คมศาสตร์
วิธีเพ่ือเสริมสร้างคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ และศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่
ด้านคุณธรรมจริยธรรมของนักศึกษามหาวิทยาลัย พบวา่ สถานประกอบการมคี วามตอ้ งการคณุ ลกั ษณะ
ราชภฏั จนั ทรเกษม พบวา่ คณุ ลกั ษณะบณั ฑติ ทพ่ี งึ บัณฑิตที่พึงประสงค์ในด้านมีระเบียบวินัยตรงต่อ
ประสงคด์ า้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ดา้ นความรบั ผดิ ชอบ เวลา มคี วามรบั ผดิ ชอบตอ่ ตนเอง วชิ าชพี และสงั คม
มีคา่ เฉลยี่ อยใู่ นระดับสูง ในการทดสอบสมมติฐาน อยู่ในระดบั มาก โดยมคี ่าเฉลี่ย 4.43
ที่ 1 คณุ ลกั ษณะบณั ฑติ ทพ่ี งึ ประสงคด์ า้ นคณุ ธรรม 2.2 ผลการประเมินคุณลักษณะ
จริยธรรมของนักศึกษากลุ่มทดลองภายหลังได้รับ บัณฑิตที่พึงประสงค์ด้านความมีระเบียบวินัย พบ
การใช้รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวพุทธวิธี วา่ ระดบั คณุ ลกั ษณะบณั ฑติ ทพี่ งึ ประสงคข์ องนสิ ติ
และภายหลังการติดตามผลเพิ่มข้ึนกว่าก่อนการ วิทยาลัยสงฆ์บุรีรัมย์ อยู่ในระดับมาก สอดคล้อง
ทดลองอยา่ งมีนยั สำ� คญั ทางสถิตทิ ร่ี ะดับ .01 งานวจิ ยั ของฐติ วิ ัสส์ สุขป้อม (Sukpom, 2014 :
เหตทุ เี่ ปน็ เชน่ นเี้ พราะวา่ ความรบั ผดิ ชอบ 69) ไดศ้ กึ ษาวจิ ยั เรอื่ ง การพฒั นารปู แบบการเรยี น
เป็นคุณสมบัติท่ีดีอย่างหน่ึงที่จ�ำเป็นอย่างย่ิงท่ี การสอนตามแนวพทุ ธวธิ เี พอ่ื เสรมิ สรา้ งคณุ ลกั ษณะ
วิทยาลัยสงฆ์บุรีรัมย์มุ่งเน้นปลูกฝังให้แก่นิสิตเพื่อ บัณฑิตท่ีพึงประสงค์ด้านคุณธรรมจริยธรรมของ
ให้เป็นไปตามพันธกิจของมหาวิทยาลัย ดังน้ัน นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม พบว่า
ความรบั ผดิ ชอบจงึ เปน็ กลไกทส่ี ำ� คญั ในการผลกั ดนั คุณลักษณะบัณฑิตท่ีพึงประสงค์ด้านคุณธรรม
ใหน้ สิ ติ มคี วามเอาใจใสจ่ ดจอ่ ตง้ั ใจ มงุ่ มนั่ ตอ่ หนา้ ท่ี จรยิ ธรรม ดา้ นความมรี ะเบยี บวนิ ยั มคี า่ เฉลยี่ อยใู่ น
การงาน การศกึ ษาเลา่ เรยี น การเปน็ อยขู่ องตนเอง ระดบั สงู ในการทดสอบสมมตฐิ านที่ 1 คณุ ลกั ษณะ
และผู้อยู่ในความดูแลตลอดจนสังคมอย่างเต็ม บัณฑิตที่พึงประสงค์ด้านคุณธรรม จริยธรรมของ
ความสามารถด้วยความผูกพัน เพ่ือให้บรรลุผล นักศึกษากลุ่มทดลองภายหลังได้รับการใช้รูปแบบ
ส�ำเรจ็ ตามความมุ่งหมายในเวลาทกี่ �ำหนด ยอมรับ การเรียนการสอนตามแนวพุทธวิธี และภายหลัง
ผลการกระท�ำทั้งผลดีและผลเสียที่เกิดขึ้นรวมท้ัง การติดตามผลเพิ่มข้ึนกว่าก่อนการทดลองอย่างมี
ปรับปรุงการปฏิบัติให้ดีข้ึนด้วย จะช่วยให้สมาชิก นัยสำ� คัญทางสถติ ิท่ีระดบั .01
ในสังคมสามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข เหตุที่เป็นเช่นน้ีเพราะว่า การมีระเบียบ
หากสมาชกิ ทกุ คนในสงั คมเปน็ ผทู้ มี่ คี วามรบั ผดิ ชอบ วินยั เคารพในขอ้ ตกลง การเชอื่ ฟงั และปฏิบัติตาม
ปีท่ี 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 13
ระเบียบแบบแผนขององค์การ ท�ำให้ผู้รักษาเป็น การพฒั นารปู แบบการเรยี นการสอนตามแนวพทุ ธ
คนดี เป็นเครื่องมือปกป้องความเส่ือมเสียเป็น วิธีเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์
เคร่ืองมือวัดความดีของคน ใครจะเป็นคนดีหรือ ด้านคุณธรรมจริยธรรมของนักศึกษามหาวิทยาลัย
คนเลว ดีมาก ดนี อ้ ย ไม่มอี ะไรเปน็ เครื่องมอื วัดได้ ราชภฏั จนั ทรเกษม พบวา่ คณุ ลกั ษณะบณั ฑติ ทพ่ี งึ
อย่างแม่นย�ำเท่ากับการสังเกตวินัยของผู้นั้นว่า ประสงคด์ า้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ดา้ นความซอื่ ตรง
เครง่ ครดั ในวนิ ยั ของตนเองเพยี งใด ดงั ทพ่ี ระพรหม มีค่าเฉลย่ี อยู่ในระดบั สงู ในการทดสอบสมมตฐิ าน
คณุ าภรณ์ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) (Phra Phrom Kunaporn, ที่ 1 คณุ ลกั ษณะบณั ฑติ ทพี่ งึ ประสงคด์ า้ นคณุ ธรรม
(P.A. Payutto), 2011 : 1) ได้กลา่ วว่า พระสงฆ์ จริยธรรมของนักศึกษากลุ่มทดลองภายหลังได้รับ
มวี นิ ยั ของพระภกิ ษทุ จี่ ะตอ้ งประพฤตใิ หเ้ ปน็ ผมู้ ศี ลี การใช้รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวพุทธวิธี
ชาวพุทธทั่วไปก็มีวินัยของคฤหัสถ์ท่ีต้องปฏิบัติให้ และภายหลังการติดตามผลเพิ่มขึ้นกว่าก่อนการ
เป็นมาตรฐาน ชาวพุทธจะต้องด�ำเนินชีวิตท่ีดีงาม ทดลองอยา่ งมนี ยั ส�ำคญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .01
และร่วมสร้างสรรค์สังคมให้เจริญม่ันคงตามหลัก เหตุที่เป็นเช่นน้ีเพราะว่า การที่บุคคลใน
วนิ ยั ของคฤหสั ถ์ คหิ วิ นิ ยั คอื วนิ ยั ของคฤหสั ถ์ หรอื สังคมมีความประพฤติตรง ไม่เอนเอียง ไม่คดโกง
วนิ ยั ชาวบา้ นนี้ เปน็ คำ� สอนเดมิ ทพี่ ระพทุ ธเจา้ ตรสั มีความม่ันคงอยู่ในศีลธรรม มีความซ่ือสัตย์ต่อ
แสดง เป็นหลักฐานท่ีบ่งชี้ด้วยว่าชาวพุทธฝ่าย ตนเองและผู้อ่ืน มีความสุจริตทางกาย ทางวาจา
คฤหสั ถก์ ็มขี อ้ ปฏบิ ตั ิ ที่เป็นแบบแผนแห่งชีวติ และ และทางใจ ซง่ึ ความซอื่ สตั ยน์ จี้ ะไมท่ ำ� ใหบ้ คุ คลรอบ
ชุมชนหรือสังคมของตน ซึ่งในปัจจุบันนี้ สังคมย่ิง ข้างของเราเดือดร้อน และจะน�ำพามาซึ่งความ
เส่ือมถอยจากวิถีแห่งความเจิญงอกงาม และก้าว เจริญของบ้านเมือง ความซื่อสัตย์เป็นคุณธรรมที่
ลึกลงไปในปลักหล่มแห่งอบายมากยง่ิ ขึน้ ถา้ จะให้ จ�ำเป็นต่อทุกสังคม ไม่ว่าจะเป็นความซ่ือสัตย์ใน
สงั คมมอี นาคตทคี่ วรหวงั กถ็ งึ เวลาทจี่ ะลกุ ขนึ้ มาเรง่ ระดับไหนก็ตาม จะต้องมีการปลูกฝังหรือสอน
รอื้ ฟน้ื หลกั คหิ วิ นิ ยั ขนึ้ มา ใหเ้ ปน็ แบบแผนแหง่ ชวี ติ เยาวชนร่นุ หลงั ให้ประพฤตปิ ฏิบัติ ทัง้ น้ีเพราะหาก
และสังคมชาวพุทธ ถ้าคนไทยต้ังตนอยู่ในคิหิวินัย คนในสังคมขาดคุณธรรมข้อน้ีเม่ือใด สังคมก็จะ
ก็มั่นใจได้ว่าสังคมไทยจะไม่เพียงฟื้นตัวข้ึนจาก วนุ่ วาย ไมส่ งบ คนจะเอารดั เอาเปรยี บกนั และเหน็
วิกฤตเท่าน้ัน แต่จะก้าวหน้าไปในวิวัฒน์ได้อย่าง แก่ตวั มากขน้ึ จนก่อให้เกดิ ปัญหาอ่นื ๆ ตามมาอีก
แน่นอน มากมาย ดงั พุทธภาษิตบทหนงึ่ กลา่ วไวว้ ่า สจฺเจน
2.3 ผลการประเมินคุณลักษณะ กิตฺตี ปปฺโปติ แปลว่า คนเราจะบรรลุถงึ เกยี รตไิ ด้
บณั ฑติ ทพ่ี งึ ประสงคด์ า้ นความซอ่ื ตรง พบวา่ ระดบั เพราะความสัตย์ ซึ่งสอดคล้องกับเกษม วัฒนชัย
คณุ ลกั ษณะบณั ฑติ ทพ่ี งึ ประสงคข์ องนสิ ติ วทิ ยาลยั (Wattanachai, 2012 : 6) ไดก้ ลา่ วไวว้ ่า ซ่ือตรง
สงฆ์บุรีรมั ย์ อยใู่ นระดบั มาก สอดคลอ้ งกบั ฐิติวสั ส์ คือ ส่ิงที่ประพฤติออกมาให้ปรากฏ แล้วสังคม
สุขปอ้ ม (Sukpom, 2014 : 69) ไดศ้ กึ ษาวิจยั เรอ่ื ง ตัดสินว่าตรงหรือไม่ตรง แต่ถ้าซ่ือสัตย์ นอกจาก