38 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
เป้าหมายการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ หรือชุมชนท่ีเน้นการมีข้อมูลย้อนกลับเน้นการสืบ
เพอื่ พฒั นาความสามารถทางการสอ่ื สาร ประกอบดว้ ย เสาะหาปัญหา เพ่อื ปรับปรงุ สภาพการณท์ ีเ่ ปน็ อยู่
1) ความสามารถด้านภาษาศาสตร์หรือไวยากรณ์ ด้วยการคิดอยา่ งเปน็ ภาพรวม (Holistic) ท้งั ในมิติ
นักเรียนจะต้องมีความเช่ียวชาญด้านกฎเกณฑ์ ความเป็นเหตุผลและการใช้ดุลยพินิจ ท้ังในเร่ือง
ของภาษาค�ำศัพท์รูปประโยคการออกเสียงการ ของความรู้และเรื่องของอ�ำนาจท่ีจะช่วยให้เกิดส่ิง
สะกดคำ� 2) ความสามารถทางภาษาสงั คมนกั เรยี น ใหม่ๆ ตลอดจนรูปแบบและหลักการใหม่ๆ ได้ถูก
จะต้องแยกแยะภาษาที่ใช้ในสังคมแตกต่างกัน รเิ รมิ่ พฒั นาขนึ้ ความรจู้ ะไมใ่ ชส่ งิ ทมี่ เี พอื่ การซมึ ซบั
ไดว้ า่ เปน็ ทางการหรอื ไมเ่ ปน็ ทางการใครพดู กบั ใคร หรือการสะสมเท่านั้น แต่จะเป็นส่ิงท่ีถูกท�ำให้เกิด
ระดับเสียงแบบใด และ 3) ความสัมพันธ์ของ ข้นึ มาใหม่ได้จากกระบวนการมปี ระสบการณ์ การ
ข้อความนักเรียนจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับวิธีของ คิดและการรับรู้ร่วมกันของสมาชิกในองค์กร
ความสัมพันธ์ระหว่างประโยค โดยใช้ความรู้ สมาชิกแต่ละรายจะกลายเป็นทรัพยากรความรู้
ทางไวยากรณ์และความสามารถในการเชื่อมโยง (Resource of Knowledge) ส�ำหรับบุคคลอ่ืนใน
ความหมายทางภาษาให้เข้ากันได้อย่างถูกต้อง องค์กร องค์กรเองก็จะเป็นตัวประสานของ
มีความเข้าใจและท�ำนายความข้างหน้าเกี่ยวกับ กระบวนการคิดและการเรียนรู้เหล่านั้นให้แพร่
รูปลกั ษณะของภาษาที่จะเกดิ ขึน้ ในบริบท และ 4) กระจายในวงกว้างออกไป (Ubben G.C. Hughes
ความสามารถด้านกลวิธีในการส่ือความหมาย L.W. Norris C. J., 2001)
นักเรียนจะต้องมีความสามารถในการปรับตัว หัวใจของการปฏิรูปการเรียนรู้ของ
เข้ากับสถานการณ์ ตลอดจนใชก้ ิรยิ าท่าทางสหี นา้ นักเรียน คือ เปล่ียนจากเรียนรู้จากฟังครูสอน
และน�้ำเสียงประกอบในการส่ือความหมาย มาเป็นเรียนรู้จากการลงมือท�ำ (Ministry of
(Donkeawbua, 2015 : 72-73) Education, 2008 : 19) ชุมชนการเรียนรู้แห่ง
ส�ำหรับองค์กรแห่งการเรียนรใู้ นชื่อชุมชน วิชาชีพคือเครื่องมือส�ำหรับให้ครูรวมตัวกันเป็น
แหง่ การเรยี นรู้ (Learning Communities) ถือวา่ ชมุ ชนทำ� หนา้ ทเ่ี ปน็ ผนู้ ำ� การเปลย่ี นแปลงครรู ว่ มกนั
เปน็ คำ� ทม่ี คี วามหมายอนั เดยี วกนั และใชแ้ ทนกนั ได้ ด�ำเนินการเพ่ือให้การปฏิรูปการเรียนรู้ด�ำเนิน
และกล่าววา่ ชุมชนแหง่ การเรยี นร้นู ้ัน จะเกีย่ วขอ้ ง คู่ขนานและเสริมแรงกัน ท้ังจากภายในและจาก
กบั เรอื่ งของความเจรญิ เตบิ โตกา้ วหนา้ เรอ่ื งของการ ภายนอกชมุ ชนการเรยี นรแู้ หง่ วชิ าชพี เปน็ เครอื่ งมอื
เปลย่ี นใหมใ่ นตวั เองอยา่ งตอ่ เนอื่ ง (Nuchoi, 2016 ใหค้ รเู ปน็ ผลู้ งมอื กระทำ� เปน็ “ประธาน” เพอื่ สรา้ ง
: 23-32) เรอ่ื งขององคก์ รหรือชุมชนทีไ่ ม่เคยอ่ิมตวั การเปลี่ยนแปลงให้แก่วงการศึกษาไม่ใช่ปล่อยให้
หรือชุมชนที่มีความตระหนักในตนเองอยู่เสมอใน ครเู ป็น “กรรม” (ผถู้ ูกกระทำ� ) อย่เู รือ่ ยไปหรือเปน็
อันท่ีจะเสาะแสวงหาความเป็นไปได้และโอกาส เคร่ืองมือปลดปล่อยครูออกจากความสัมพันธ์
ใหม่ๆ เพ่ือความเติบโตก้าวหน้า เรื่องขององค์กร เชงิ อำ� นาจสคู่ วามสมั พนั ธแ์ นวราบเพอ่ื รว่ มกนั สรา้ ง
ปที ่ี 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 39
การเปล่ียนแปลงให้แก่การศึกษา รวมทั้งสร้าง เปลี่ยนไปจากเป็นผู้ให้ก็จะเป็นผู้อ�ำนวยความ
การรวมตัวกันของครเู พ่อื ท�ำงานสรา้ งสรรค์ ได้แก่ สะดวกโดยมจี ดุ มงุ่ หมายรว่ มกนั สะทอ้ นผลรว่ มกนั
การน�ำประสบการณ์การจัดการเรียนรู้แบบโครง เพ่ือหาแนวทางให้ศิษย์จัดการความรู้กับจุดมุ่ง
งานและนวัตกรรมอื่นๆ ท่ีตนเองทดลองมาแลก หมายทว่ี างไว้ ดงั นั้นผู้วจิ ัยจึงนำ� แนวคดิ การพฒั นา
เปลย่ี นแบง่ ปนั กนั เกดิ การสรา้ งความรหู้ รอื ยกระดบั ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพมาเป็นกระบวนการ
ความรู้ในการท�ำหน้าที่ครูจากประสบการณ์ตรง พัฒนาครูและจัดท�ำเป็นหลักสูตรพัฒนาครูในการ
และจากการเทยี บเคยี งกบั ทฤษฎที ม่ี คี นศกึ ษาและ จดั กจิ กรรมการเรยี นรภู้ าษาองั กฤษเพอื่ การสอ่ื สาร
เผยแพร่ไว้ชุมชนการเรียนรู้แห่งวิชาชีพเป็นเครื่อง โดยใชช้ มุ ชนการเรยี นรทู้ างวชิ าชพี เพอื่ ใหค้ รมู คี วามรู้
มือน�ำเอาเกียรติภูมิของครูกลับคืนมาไม่ต้องรอให้ ความเข้าใจและสามารถพัฒนาการสอนภาษา
ใครหยบิ ยน่ื ใหแ้ ตท่ ำ� โดยลงมอื ทำ� ครแู ตล่ ะคนลงมอื องั กฤษเพอื่ การสอ่ื สารไดต้ ามเปา้ หมายของชาตติ อ่ ไป
ศึกษาทักษะเพื่อการด�ำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21
ทักษะการเรียนรู้ ทักษะการสอน การสอนแบบ 2. วตั ถุประสงค์ของการวิจยั
โครงงานและชุมชนการเรียนรู้แห่งวิชาชีพแล้ว
ลงมือท�ำแล้วทบทวนไตร่ตรองการเรียนรู้จากผล 1. เพอื่ ศกึ ษาขอ้ มลู พนื้ ฐานการพฒั นาครู
ที่เกิดเองและทบทวนร่วมกับเพ่ือนครูเกิดเป็น ในการจดั กจิ กรรมการเรยี นรภู้ าษาองั กฤษเพอ่ื การ
ชมุ ชนเรยี นรคู้ รเู พอ่ื ศษิ ย”์ ซง่ึ กค็ อื ชมุ ชนการเรยี นรู้ สื่อสารโดยใช้ชมุ ชน การเรยี นรู้ทางวิชาชพี
แหง่ วิชาชพี นนั่ เอง (Panich, 2008 : 84-85) 2. เพื่อพัฒนาหลักสูตรการพัฒนาครู
จากเหตุผลและความส�ำคัญดังกล่าว ในการจดั กจิ กรรมการเรยี นรภู้ าษาองั กฤษเพอื่ การ
ผวู้ จิ ยั จงึ นำ� แนวคดิ การพฒั นาชมุ ชนการเรยี นรทู้ าง ส่ือสารโดยใชช้ มุ ชน การเรยี นรู้ทางวชิ าชพี
วชิ าชพี มาเปน็ กระบวนการพฒั นาครแู ละจดั ทำ� เปน็
หลักสูตรพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3. วิธีดำ� เนนิ การวิจัย
ภาษาอังกฤษเพ่ือการสื่อสารโดยใช้ชุมชนการ
เรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อให้ครูมีความรู้ความเข้าใจ ประชากร ระยะท่ี 1 การศึกษาข้อมูล
และสามารถพัฒนาการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการ พนื้ ฐานและความตอ้ งการประชากร ไดแ้ ก่ ครผู รู้ บั
ส่อื สารไดต้ ามเป้าหมายของชาตติ อ่ ไป ผิดชอบกลุ่มสาระภาษาต่างประเทศในสังกัด
กลา่ วโดยสรปุ ชมุ ชนการเรยี นรทู้ างวชิ าชพี ส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษาเขต 25
เปน็ การทำ� งานรว่ มกนั ของผปู้ ระกอบวชิ าชพี คลา้ ย จาก 84 โรง จ�ำนวนครู 3,468 คน
กันไม่ว่าจะเป็นครูผู้บริหารนักการศึกษาซ่ึงต้อง กลมุ่ ตวั อย่าง ระยะท่ี 1 การศึกษาข้อมูล
วางแผนร่วมกันในการสร้างการเรียนรู้ให้นักเรียน พื้นฐานและความต้องการกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่
โดยก�ำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกันบทบาทของครูจะ ครูผู้รับผิดชอบกลุ่มสาระภาษาต่างประเทศใน
สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา
เขต 25 จำ� นวนครู 20 คน ไดม้ าโดยการเลือกแบบ
40 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
เจาะจง (Purposive Sampling) และระยะที่ 2 การวิจัยมีการด�ำเนินการวจิ ัยเปน็ 2 ระยะ ได้แก่
การพัฒนาหลักสูตร กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้ท�ำ ระยะที่ 1 การศึกษาข้อมูลพ้ืนฐานและ
หนา้ ทปี่ ระเมนิ โครงรา่ งหลกั สตู รพฒั นาครใู นครงั้ นี้ ความตอ้ งการแบง่ เป็น 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนท่ี 1
ประกอบด้วย ผเู้ ชี่ยวชาญดา้ นการพัฒนาหลักสตู ร การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการ
พัฒนาครูภาษาต่างประเทศ และด้านการวัดและ พฒั นาหลกั สตู รภาษาองั กฤษเพอื่ การสอ่ื สารโดยใช้
ประเมนิ ผล จำ� นวน 5 คน ชมุ ชนการเรยี นรทู้ างวชิ าชพี นำ� ขอ้ มลู มาสงั เคราะห์
เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ในการก�ำหนดรายละเอียดขององค์ประกอบ
แบบประเมนิ ความตอ้ งการ การจดั การเรยี นรภู้ าษา หลักสูตร ให้เหมาะสมกับความต้องการของครู
อังกฤษเพ่ือการสื่อสารข้อคาถามเก่ียวกับความ ผู้สอน ขั้นตอนท่ี 2 การศึกษาความต้องการการ
ต้องการการพัฒนาภาษาอังกฤษเพื่อการส่ือสาร ออกแบบกจิ กรรมการเรยี นรู้ภาษาอังกฤษเพอื่ การ
แบบประเมินความเหมาะสมของโครงร่างของ ส่ือสาร กับครูผู้รับผิดชอบกลุ่มสาระภาษาต่าง
หลกั สตู รพฒั นาครผู สู้ อนระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ ประเทศในสังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ในการจดั กจิ กรรมการเรยี นรภู้ าษาองั กฤษเพอ่ื การ มธั ยมศึกษาเขต 25 จ�ำนวนครู 20 คน
สอ่ื สาร โดยใชช้ มุ ชนการเรยี นรทู้ างวชิ าชพี เปน็ แบบ ระยะท่ี 2 การพัฒนาหลักสูตร โดยน�ำ
มาตราสว่ นประมาณคา่ 5 ระดับ ข้อมูลพื้นฐานจากระยะที่ 1 มาก�ำหนดโครงร่าง
การเก็บรวบข้อมูล ผู้วิจัยได้ด�ำเนินการ หลักสูตร ประกอบด้วย หลักการของหลักสูตร
ดังน้ี ระยะที่ 1 การศึกษาขอ้ มูลพ้ืนฐานและความ จุดมุ่งหมายของหลักสูตร เนื้อหาของหลักสูตร
ตอ้ งการ โดยผู้วจิ ัยขอหนังสอื จากบัณฑิตวิทยาลยั กิจกรรมของหลักสูตร การวัดและประเมินผล
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ถึงกลุ่มผู้ร่วมวิจัยและ แนวทางการใช้หลักสูตร จากน้ันน�ำร่างหลักสูตร
ลงพื้นท่ีแจกแบบสอบถามจริงกับกลุ่มผู้ร่วมวิจัย น�ำเสนออาจารย์ที่ปรึกษาปรับปรุงแก้ไขตาม
ด้วยตนเอง ระยะที่ 2 การพฒั นาหลักสตู ร ผู้วิจยั ค�ำแนะน�ำก่อนน�ำเสนอเสนอผู้เช่ียวชาญทางด้าน
ขอหนังสือจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย การพัฒนาหลักสูตร ด้านเน้ือหา และด้านการวัด
มหาสารคามถงึ ผเู้ชย่ี วชาญเพอ่ื ขอเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ประเมนิ ผล จำ� นวน 5 คน ประเมนิ ความเหมาะสม
ในการวิจัยและติดต่อผู้เช่ียวชาญเพื่อลงพ้ืนท่ีเก็บ
ข้อมลู จริงกบั ผู้เชี่ยวชาญดว้ ยตนเอง 4. สรปุ ผลการวจิ ยั
การวิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าเฉลี่ยและ
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานระดับการจัดการเรียนรู้ 1. ครมู คี วามตอ้ งการฝกึ อบรมและความ
ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของครูผู้สอนและ ตอ้ งการพฒั นาบคุ ลากรดา้ นการออกแบบกจิ กรรม
ประเมนิ ความเหมาะสมของโครงรา่ งพฒั นาหลกั สตู ร การเรยี นรภู้ าษาองั กฤษเพอื่ การสอ่ื สาร โดยรวมอยู่
พฒั นาครผู สู้ อนระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ ขน้ั ตอน ในระดบั มาก ( = 4.25, S.D. = 0.49) เมอ่ื พจิ ารณา
เปน็ รายขอ้
ปที ่ี 19 ฉบบั ท่ี 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 41
ตารางท่ี 1 ความตอ้ งการการฝกึ อบรมและการพัฒนาบคุ ลากรด้านการออกแบบกิจกรรมการเรยี นรู้
ความต้องการการฝึกอบรมและการพฒั นาบคุ ลากรดา้ นการ S.D. ระดบั
ออกแบบกจิ กรรมการเรียนรู้ ความตอ้ งการ
1. การสอนภาษาอังกฤษแนวคิดการจัดการเรยี นรู้แบบร่วมมือ 4.35 0.49 มาก
มาก
2. การจดั กจิ กรรมการเรยี นรตู้ ามแนวการสอน ภาษาองั กฤษเพอื่ การ 3.90 0.91
ส่อื สาร มาก
มาก
3. การพัฒนาสอ่ื 4.15 0.88 มาก
มาก
4. การออกแบบหน่วยการเรียนรู้ 4.45 0.69 มาก
มาก
5. การเขยี นแผนการจัดการเรียนรูภ้ าษาอังกฤษ 4.10 0.91 มาก
มาก
6. แนวการวดั ประเมินผลการเรยี นรู้ภาษาองั กฤษ 3.95 0.69 มาก
7. การฟงั ภาษาองั กฤษเพ่ือการสือ่ สาร 4.20 0.83
8. การพดู ภาษาอังกฤษเพื่อการส่ือสาร 4.55 0.66
9. การอ่านภาษาอังกฤษเพอื่ การสอ่ื สาร 4.35 0.67
10. การเขียนภาษาองั กฤษเพ่อื การส่ือสาร 4.45 0.69
รวม 4.25 0.49
2. หลกั สตู รพฒั นาครผู สู้ อนระดบั มธั ยม 2) การออกแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อการ
ศึกษาตอนต้น ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษา สื่อสาร 3) ส่ือการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อการ
องั กฤษ เพอื่ การสอื่ สารโดยใชช้ มุ ชนการเรยี นรทู้ าง ส่ือสาร 4) การจัดการเรยี นรภู้ าษาองั กฤษเพอ่ื การ
วชิ าชีพ ดังน้ี สื่อสาร 5) การนิเทศแบบเพอ่ื นชว่ ยเพอ่ื น 6) การ
2.1 หลักสูตรพัฒนาครูผู้สอนระดับ ประเมินผลและการแลกเปล่ียนเรียนรู้ 7) การ
มธั ยมศึกษาตอนต้น ในการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ ประเมนิ ผลหลักสูตร 8) สื่อ/แหล่งเรยี นรู้
ภาษาองั กฤษเพอ่ื การสอ่ื สารโดยใชช้ มุ ชนการเรยี น 2.2 ผลการประเมินความเหมาะสม
รทู้ างวชิ าชพี ประกอบดว้ ย 1) หลกั การและเหตผุ ล ของโครงร่างของหลักสูตรพัฒนาครูผู้สอนระดับ
2) จดุ มงุ่ หมายของหลกั สตู ร 3) โครงสรา้ งหลกั สตู ร มธั ยมศึกษาตอนตน้ ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
4) กิจกรรมการพัฒนา แบ่งเป็น 6 หน่วย ได้แก่ ภาษาองั กฤษเพอ่ื การสอ่ื สาร โดยใชช้ มุ ชนการเรยี น
1) การสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพครู รู้ทางวชิ าชพี
42 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
ตารางท่ี 2 ความเหมาะสมของโครงร่างของหลกั สตู รพัฒนาบุคลากรครผู สู้ อน
ความเหมาะสมของโครงร่างของหลักสตู ร S.D. ระดบั
พัฒนาบคุ ลากรครูผู้สอน ความเหมาะสม
1. แนวคดิ ในการพฒั นาหลักสูตร 3.86 1.07 มาก
1.1 มีความสมเหตสุ มผล 3.71 0.49 มาก
1.2 สอดคลอ้ งกับสภาพจริง 4.00 1.00 มาก
1.3 มคี วามจำ� เป็นต้องพัฒนาหลักสตู ร 3.86 0.18 มาก
รวม 3.86 0.90 มาก
2. หลกั การของหลักสตู ร 3.71 0.95 มาก
2.1 มคี วามเป็นไปได้ 3.86 1.07 มาก
2.2 การน�ำไปใชจ้ ริง 3.81 0.77 มาก
2.3 แนวคิดและทฤษฎีพน้ื ฐาน
3.71 0.49 มาก
รวม 4.29 0.95 มาก
3. จดุ หมายของหลักสตู ร 4.14 0.69 มาก
3.1 มีความชดั เจน 4.05 0.56 มาก
3.2 ครอบคลมุ
3.3 มคี วามเป็นไปได้ 4.57 0.79 มากท่ีสุด
4.43 0.79 มาก
รวม 4.00 0.58 มาก
4. โครงสร้างของหลักสูตร 4.33 0.51 มาก
4.1 เรยี งตามลำ� ดบั รูปแบบหลักสตู ร
4.2 สง่ เสริมให้บรรลุจดุ มงุ่ หมาย 4.86 0.38 มากที่สดุ
4.3 เหมาะสมกับผรู้ ับการพฒั นา 4.71 0.49 มากที่สดุ
4.29 0.76
รวม 4.62 0.36 มาก
5. กิจกรรมการพฒั นา มาก
5.1 เรยี งตามลำ� ดบั รปู แบบกจิ กรรม
5.2 สง่ เสรมิ ให้บรรลจุ ดุ มุ่งหมาย
5.3 เหมาะสมกบั ระยะเวลา
รวม
ปีที่ 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 43
ความเหมาะสมของโครงร่างของหลักสูตร S.D. ระดบั
พฒั นาบคุ ลากรครูผู้สอน ความเหมาะสม
6. การประเมนิ ผลหลกั สตู ร 4.43 0.79 มาก
6.1 ตรวจสอบการบรรลุจุดม่งุ หมายได้ 4.71 0.49 มากที่สุด
6.2 ครอบคลมุ สงิ่ ท่ีต้องการประเมนิ 4.71 0.49 มากทส่ี ุด
6.3 มคี วามเป็นไปได้ 4.62 0.36
มาก
รวม
7. สื่อ/แหล่งเรยี นรู้ 4.86 0.38 มากทีส่ ดุ
7.1 สนบั สนนุ ให้บรรลจุ ุดมุ่งหมาย 4.57 0.79 มากที่สุด
7.2 เหมาะกบั การนำ� ไปใช้ 4.43 0.79
7.3 เหมาะกบั ผู้เข้ารับการพฒั นา 4.62 0.23 มาก
4.27 0.30 มากทส่ี ดุ
รวม
โดยรวม มาก
5. อภิปรายผลการวจิ ัย ภาษาอังกฤษเพื่อการส่ือสารและการฟังภาษา
อังกฤษเพื่อการสื่อสารตามล�ำดับ ทั้งน้ีอาจเนื่อง
จากผลการวิจัยมีประเด็นส�ำคัญที่น�ำมา มาจากการที่ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัย
อภิปรายผล ดังน้ี ทเี่ กยี่ วขอ้ ง แลว้ นำ� ขอ้ มลู ทไ่ี ดม้ าใชอ้ อกแบบคำ� ถาม
1. ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐาน พบว่า เพ่ือประเมินความต้องการจ�ำเป็นและยกร่าง
ครูมีความต้องการฝึกอบรมและความต้องการ หลักสูตร มีการก�ำหนดประชากรและสุ่มกลุ่ม
พัฒนาบุคลากรด้านการออกแบบกิจกรรมการ ตัวอย่างอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นการศึกษาข้อมูล
เรยี นรู้ภาษาองั กฤษเพอื่ การสื่อสาร โดยรวมอยใู่ น พ้ืนฐานก่อนการพัฒนาหลักสูตรข้อมูลที่ได้มี
ระดับมาก เม่อื พจิ ารณาเป็นรายขอ้ พบวา่ มคี วาม คุณภาพและเป็นประโยชน์ต่อการยกร่างหลักสูตร
ต้องการอยู่ในระดับมากท่ีสุด 1 ข้อ คือ การพูด ท�ำให้ผู้วิจัยสามารถสรุปขอบข่ายของหลักสูตร
ภาษาอังกฤษเพื่อการส่ือสารอยู่ในระดับมากและ พัฒนาครูในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษา
มีความต้องการอยู่ในระดับมากจ�ำนวน 9 ข้อ องั กฤษเพอื่ การสอื่ สาร โดยใชช้ มุ ชนการเรยี นรทู้ าง
โดยมีค่าเฉล่ียมากท่ีสุด 3 ล�ำดับแรก ได้แก่ การ วิชาชีพ โดยมีความเห็นว่าการพัฒนาหลักสูตร
ออกแบบหนว่ ยการเรียนรู้ การเขียนภาษาอังกฤษ ต้องมีแนวคิดการพัฒนาบุคลากร แนวคิดการ
เพอื่ การสอื่ สาร รองลงมาคอื การสอนภาษาองั กฤษ จดั การเรยี นการเรยี นรภู้ าษาองั กฤษเพอื่ การสอื่ สาร
แนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ การอ่าน
44 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
โดยสัมภาษณ์ สอบถามความต้องการและความ รายด้านทุกด้านปฏิบัติอยู่ในระดับมาก โดยเรียง
จำ� เปน็ ในการพฒั นา ความคดิ เหน็ และขอ้ เสนอแนะ ลำ� ดบั ความตอ้ งการจ�ำเปน็ ได้แก่ 1) ด้านหลักสตู ร
จากผมู้ สี ว่ นเกย่ี วขอ้ งพบวา่ ครไู มส่ ามารถออกแบบ 2) ดา้ นการจัดการเรยี นการสอน และ 3) ด้านการ
กิจกรรมการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเพ่ือการ วัดและประเมินผลโดยมีด้านท่ีเป็นจุดแข็ง คือ
สื่อสารได้ ครูไม่ได้มีการแลกเปล่ียนเรียนรู้ ไม่ได้ การวัดและประเมินผลและด้านท่ีเป็นจุดอ่อน คือ
มกี ารชแี้ นะจากหนว่ ยงานทเ่ี กยี่ วขอ้ ง ทำ� ใหก้ ารจดั หลกั สูตร กบั การจัดการเรียนการสอน
กิจกรรมการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการ 2. หลกั สตู รพฒั นาครผู สู้ อนระดบั มธั ยม
ส่ือสาร ไม่ส่งผลต่อการสื่อสารภาษาอังกฤษของ ศึกษาตอนต้น ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษา
นักเรียน จึงมีความจ�ำเป็นที่จะต้องมีการจัดท�ำ อังกฤษเพื่อการสื่อสารโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทาง
หลักสูตรพัฒนาครู เพื่อส่งเสริมความสามารถ วิชาชีพ ประกอบด้วย 1) หลักการและเหตุผล
ในการจดั กจิ กรรมการเรยี นรภู้ าษาองั กฤษเพอ่ื การ 2) จดุ มงุ่ หมายของหลกั สตู ร 3) โครงสรา้ งหลกั สตู ร
สื่อสาร สอดคลอ้ งกับผลการวจิ ัยของมินตรา ลาย 4) กิจกรรมการพัฒนา แบ่งเป็น 6 หน่วย ได้แก่
สนทิ เสรีกุล (Laisanitserikun, 2014 : 392-406) 4.1) การสรา้ งชุมชนการเรยี นรทู้ างวชิ าชีพครู 4.2)
ได้วิจัยเรื่องกลยุทธ์การบริหารโรงเรียนสู่การเป็น การออกแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อการ
ชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพของโรงเรียนมัธยม สื่อสาร 4.3) สื่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพ่ือการ
ศกึ ษาในสหวทิ ยาเขตเบญจบรู พา กรงุ เทพมหานคร ส่ือสาร 4.4) การจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อ
พบว่า ด้านที่เป็นจุดอ่อนของโรงเรียนมัธยมศึกษา การส่ือสาร 4.5) การนิเทศแบบเพื่อนช่วยเพ่ือน
ในสหวิทยาเขตเบญจบูรพาคือหลักสูตรกับการ 4.6) การประเมินผลและการแลกเปล่ียนเรียนรู้
จดั การเรยี นการสอน และสอดคลอ้ งกบั ผลการวจิ ยั 5) การประเมินผลหลักสูตร 6) ส่ือ/แหล่งเรียนรู้
ของปิยพงษ์ สุเมตติกุล (Sumettikun, 2015 : ทั้งน้ีอาจเนื่องมาจากการที่ผู้วิจัยได้ศึกษาข้อมูล
392-406) ท่ีได้ศึกษาวิจัยเชิงพรรณนาสภาพ ขน้ั พน้ื ฐาน จากเอกสารและงานวจิ ยั ทงั้ ในและตา่ ง
ปัจจบุ ัน สภาพทพ่ี ึงประสงค์ ความต้องการจำ� เปน็ ประเทศ ท่ีตอบสนองความต้องการของครูอย่าง
วเิ คราะหจ์ ดุ แขง็ จดุ ออ่ น โอกาส ภาวะคกุ คามและ แท้จริง พร้อมท้ังข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ
พัฒนากลยุทธ์การบริหารโรงเรียนสู่การเป็นชุมชน ท�ำให้ได้แนวทางในการพัฒนาบุคลากร ท�ำให้ได้
แห่งการเรียนรู้วิชาชีพของโรงเรียนมัธยมศึกษา เคร่ืองมือเก็บข้อมูลที่มีคุณภาพ ข้อมูลที่ได้มี
ในสหวิทยาเขตเบญจบูรพากรุงเทพมหานคร คุณภาพและเป็นประโยชน์ต่อการยกร่างหลักสูตร
พบว่า สภาพปัจจุบันและสภาพท่ีพึงประสงค์ของ สอดคลอ้ งกบั แนวคดิ ของวชิ ยั วงศใ์ หญ่ (Wongyai,
การบรหิ ารโรงเรยี นสกู่ ารเปน็ ชมุ ชนแหง่ การเรยี นรู้ 2008 : 19-20) ที่ได้เสนอแนะว่าให้ใช้การตรวจ
วิชาชีพของโรงเรียนมัธยมศึกษาในสหวิทยาเขต สอบโดยใช้ผู้เช่ียวชาญ ด้านเนื้อหา ด้านหลักสูตร
เบญจบูรพา กรุงเทพมหานคร ภาพรวมและ ดา้ นจิตวทิ ยา ด้านการศึกษาและผูเ้ ชยี่ วชาญสาขา
ปีท่ี 19 ฉบบั ท่ี 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 45
ตา่ งๆ และสอดคล้องแนวคิดของบญุ เลี้ยง ทุมทอง สอดคล้องกับการวิจัยของสิวรี พิศุทธิ์สินธพ
(Thumthong, 2011 : 31) ท่ีได้เสนอแนะการ (Phisuthsinthop, 2011 : 115-127) ทไ่ี ด้ศกึ ษา
ข้ันตอนพัฒนาหลักสูตรไว้ คือ จัดท�ำระบบข้อมูล เร่ืองรูปแบบการพัฒนาชุมชมแห่งการเรียนรู้
พ้นื ฐาน การก�ำหนดความต้องการจ�ำเปน็ กำ� หนด เชิงวิชาชีพในสถาบันอุดมศึกษาคาทอลิก พบว่า
เป้าหมายหรือจดุ ประสงค์การเรียนรู้ การจัดท�ำคำ� ความเป็นไปได้ในการปฏิบัติจริงของรูปแบบการ
อธบิ ายรายวชิ าหรอื เนอ้ื หาและกจิ กรรม การจดั ทำ� พัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพในสถาบัน
แผนการสอน คมู่ อื และสอ่ื การปรบั ปรงุ และพฒั นา อุดมศึกษาคาทอลิกโดยรวมอยู่ในระดับมาก และ
และการน�ำไปทดลองใช้ ซ่ึงหลักสูตรท่ีพัฒนาขึ้น สอดคล้องกับผลการวิจัยของจุฬามาศ จันทร์ศรี
ไดผ้ า่ นกระบวนการศกึ ษาขอ้ มลู พนื้ ฐาน การสำ� รวจ สุคต และชมุ พล เลศิ รฐั การ (Chansrisukot, and
ความต้องการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อการ Lertrathakarn, 2014 :112-114) ที่ได้วิจัยการ
สื่อสาร จึงเป็นการจัดท�ำหลักสูตรท่ีสนองความ พัฒนารูปแบบการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้
ต้องการของครูอย่างแท้จริง ในการสนทนากลุ่ม วิชาชีพ: การใช้ Rtii Model พบว่า ครมู คี วามเหน็
ของครูท่ีมีประสบการณ์ทั้งในด้านการพัฒนา ว่า เปน็ รูปแบบที่มปี ระโยชนแ์ ละสามารถน�ำความ
หลกั สตู รและการเขา้ รว่ มพฒั นาครทู ำ� ใหไ้ ดแ้ นวทาง รทู้ ไ่ี ดจ้ ากการลงมอื ปฏบิ ตั แิ ละการแลกเปลยี่ นเรยี น
ในการพัฒนา ขอ้ เสนอแนะและการจัดท�ำเอกสาร รกู้ บั เพอ่ื นครแู ละนกั วชิ าการไปใชใ้ นการพฒั นาการ
ประกอบการพฒั นา ตลอดจนหลกั สตู รทพี่ ฒั นาขน้ึ สอนของตนและพัฒนานักเรียนได้จริง อีกทั้งเป็น
ผ่านการตรวจสอบและประเมินโครงร่างหลักสูตร เสมือนกับการท�ำงานตามหน้าท่ีปกติที่ท�ำให้ครู
จากผเู้ ชยี่ วชาญทไ่ี ดใ้ หข้ อ้ เสนอแนะและไดป้ รบั ปรงุ ไม่ต้องทิ้งชนั้ เรียนเพ่ือไปแสวงหาความรู้
แก้ไของค์ประกอบต่างๆ ของหลักสูตรได้อย่าง
สมบูรณ์ ท้ังในดา้ นเนือ้ หาและกจิ กรรมการพฒั นา 6. ข้อเสนอแนะ
จึงท�ำให้ได้หลักสูตรมี กิจกรรมท่ีท�ำงานเป็นกลุ่ม
มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การระดมสมอง 1. ข้อเสนอแนะในการน�ำผลวิจัยไปใช้
การอภปิ รายกลมุ่ การสะทอ้ นความคดิ เหน็ จากการ ดงั นี้
ปฏิบัติ การน�ำเสนอผลงาน ท�ำให้ครูเห็นแนวทาง ผลการวจิ ยั พบวา่ ครมู คี วามตอ้ งการ
และเกดิ การเรยี นรไู้ ดม้ ากขนึ้ ฝึกอบรมและความต้องการพัฒนาบุคลากรด้าน
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุง การออกแบบกิจกรรมการเรียนร้ภู าษาองั กฤษเพ่ือ
ในบางประเด็นของการประเมินและปรับปรุง การสอ่ื สาร โดยรวมอยใู่ นระดบั มาก ดงั นน้ั กอ่ นนำ�
หลกั สตู รกอ่ นนำ� ไปใช้ ผลการประเมนิ ความเหมาะ หลักสูตรพัฒนาครูไปใช้ควรมีการศึกษาความ
สมของแต่ละองค์ประกอบ มีความเหมาะสม ตอ้ งการอกี ครง้ั เพอื่ ใหท้ ราบความตอ้ งการ จดุ เนน้
ในระดับมากถึงมากท่ีสุด ซึ่งผลการวิจัยดังกล่าว ที่จ�ำเป็น ที่สอดคลอ้ งกับบริบทเชิงพื้นที่การปฏิบัติ
งานของครเู ช่น บรบิ ทด้านวัฒนธรรมองคก์ ร มีผล
46 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
กระทบต่อการสร้างลักษณะชุมชนการเรียนรู้ 2.1 ควรทำ� การศกึ ษาหลกั สตู รพฒั นา
ผจู้ ดั หลกั สตู รการพฒั นาครจู งึ ควรเตรยี มพรอ้ มกอ่ น ครใู นการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ ภาษาอังกฤษเพือ่
พัฒนาโดยการจัดกิจกรรม สร้างสัมพันธภาพที่ดี การสื่อสารโดยเป็นแหล่งเรยี นรู้ในท้องถ่ินและการ
ให้กับผู้เข้ารับการพัฒนาและเมือได้น�ำชุมชนการ พัฒนาอาชีพของนกั เรียนในทอ้ งถน่ิ ของตนเอง
เรยี นรทู้ างวชิ าชพี ไปใชใ้ นโรงเรยี น จะทำ� ใหค้ ณุ ภาพ 2.2 ควรมกี ารทำ� วจิ ยั ตอ่ เนอื่ งตดิ ตาม
การศกึ ษามคี ณุ ภาพทคี่ งทนมคี วามเปน็ ครมู อื อาชพี ผลในระยะยาว โดยตดิ ตามผลเปน็ ระยะ เพอื่ ศกึ ษา
2. ข้อเสนอแนะในการทำ� วิจัยคร้ังต่อไป ความคงทนของหลักสตู รพัฒนาครู
References
Chansrisukot, J. and Lertrathakarn, C. (2014). A model of Teaching. Mahasarkham : Rajabhat
Mahasarakham University Press.
Donkeawbua. (2015). Linguistics for to English Teacher. Bangkok : Chulalongkorn University
Press.
Laisanitserikun, M. (2014). Strategy of School Administration towards Professional Learning
Community of Secondary School in the Campus of Benja Burapha, Bangkok. Journal
of Educational Electronics, 9(3), 58-65.
Laping, U. (2017). Problems in Class of English for Buddhist Academic Purpose a Case
Study of Master Degree Students, Master of Arts Program in Buddhism and Philosophy
Mahamakut Buddhist University Lanna Campus Thailand. Dhammathas Academic
Journal, 17(1), 125-134.
Ministry of education. (2008). The core curriculum of basic education B.E. 2551. Bangkok
: The Agricultural Cooperative Federation of Thailand.
Nuchoi, A. (2016). The Development of Learning Community Leaders. Dhammathas
Academic Journal, 16(2), 23-32.
Panich, W. (2008). The way to Create Leering Teacher for Student. Bangkok : Tathata
Publication Co., Ltd.
Phisuthsinthop, S. (2011). The Model of Professional Learning Community Development
in Higher Educational Institute of Catholic. Thesis Dissertation in Education.
Graduate School : Vongchavalitkul University.
ปีท่ี 19 ฉบบั ท่ี 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 47
Sumettikun, P. (2015). Technology and Learning Media in the Leading Asia. Journal of
Chulalongkorn University Library, 60(1), 57-80.
The English Institute. (2008). Handbook of new English Learning Management Based on
the Framework Standard of Ability in English. The Common European Framework
of Reference for Language (CEFR) in the Primary Educational Level. Bangkok :
Office of the Basic Education Commission.
Thumthong, B. (2011). Local curriculum Development in the Secondary Level. Academic
Journal, 4(9), 28-32.
Ubben G.C. Hughes L.W. Norris C. J. (2001). The Principal; Creative Leadership for Effective
School. Boston : Allyn & Bacon.
Wongyai, W. (2008). Curriculum Development and Teaching in the New Dimension.
Bangkok : Thanesuankarnpim.
แนวทางการวางแผนเชงิ กลยทุ ธ์ในแหล่งท่องเท่ยี วทอ้ งถนิ่ *
Strategic Planning Approaches in Tourism Destinations
โกศล จันทรส์ มคอย
Koson Jansomkhoi
วทิ ยาลัยการปกครองทอ้ งถิ่น มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น
College of Local Administration, Khonkaen University, Thailand
E-mail: [email protected]
บทคัดยอ่
การวิจัยคร้ังน้ี มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาความพร้อมและหาแนวทางท่ีเหมาะสมในการวางแผน
เชงิ กลยุทธใ์ นแหลง่ ท่องเทีย่ วท้องถ่นิ มีกรอบแนวคิดในการศกึ ษา 2 ประเด็น คือ 1) ดา้ นความพร้อมของ
องค์การบริหารส่วนตำ� บลชยั พร ประกอบดว้ ย โครงสรา้ งองคก์ ร กระบวนการบรหิ ารจดั การภาครัฐและ
องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ (อปท.) ภาวะผนู้ ำ� และทศั นคตขิ องผบู้ รหิ ารทอ้ งถนิ่ และศกั ยภาพดา้ นการเงนิ
การคลังท้องถ่ิน โดยท�ำการสัมภาษณ์กับคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนต�ำบลชัยพร และผู้บริหาร
ภาครัฐ และ ด้านความพรอ้ มของชุมชนทอ้ งถิน่ ประกอบดว้ ย ทศั นคติ ความกระตอื รอื ร้นของประชาชน
รูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยท�ำการสอบถามกับผู้น�ำชุมชน ตัวแทนของครัวเรือนและ
2) แนวทางท่เี หมาะสมในการวางแผนเชิงกลยุทธก์ ารทอ่ งเทยี่ วทอ้ งถน่ิ
ผลการวิจัยพบว่า มีความพร้อมในด้านโครงสร้างการบริหารพร้อมกับหน่วยงานภาครัฐ
ในการจัดท�ำแผนเชิงกลยุทธ์ในแหล่งท่องเท่ียวท้องถ่ิน แต่ยังมีความจ�ำเป็นท่ีจะต้องพัฒนาศักยภาพ
และความสามารถทางการบรหิ ารเชงิ กลยทุ ธ์ และศกั ยภาพดา้ นการเงนิ การคลงั ดา้ นความพรอ้ มของชมุ ชน
พบวา่ ประชาชนมที ศั นคติ และมคี วามกระตอื รอื รน้ ทจ่ี ะเขา้ มามสี ว่ นรว่ มและกำ� หนดรปู แบบในการพงึ่ พา
ตนเองในแหล่งท่องเทยี่ วท้องถิน่ โดยคาดหวงั กบั คณะผบู้ รหิ ารองค์การบริหารสว่ นตำ� บลชัยพร จะต้องมี
ความสามารถในการบริหารเชิงกลยุทธ์ ท้ังด้านการจัดท�ำแผนกลยุทธ์ การน�ำแผนกลยุทธ์สู่การปฏิบัติ
และการประเมินผลกลยุทธ์ จึงจะท�ำให้แหล่งท่องเที่ยวท้องถ่ินมีความโดดเด่น เป็นรูปธรรม และยั่งยืน
ด้านแนวทางที่เหมาะสมในการวางแผนกลยุทธ์แหล่งท่องเท่ียวท้องถ่ิน ควรเริ่มต้นด้วยการพัฒนา
กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน การสร้างความต่ืนตัว และการสร้างความรู้ในการบริหารแหล่ง
* ได้รับบทความ: 10 กันยายน 2561; แกไ้ ขบทความ: 19 เมษายน 2562; ตอบรับตพี มิ พ:์ 12 มถิ ุนายน 2562
Received: September 10, 2018; Revised: April 19, 2019; Accepted: June 12, 2019
50 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
ทอ่ งเทยี่ วทอ้ งถนิ่ แกป่ ระชาชน ตามดว้ ยกระบวนการบรหิ ารเชงิ กลยทุ ธอ์ ยา่ งมอื อาชพี ตงั้ แต่ การวางแผน
กลยุทธ์ การน�ำแผนกลยุทธ์สู่การปฏิบัติ และการประเมินผลแผนเชิงกลยุทธ์ให้เป็นไปตามหลักวิชาการ
ด้านข้อเสนอแนะจากการศึกษาในครงั้ น้ี คือ 1) ตอ้ งมีการกำ� หนดนโยบายพัฒนาแหล่งท่องเทยี่ วท้องถ่ิน
ใหเ้ ปน็ รปู ธรรม 2) พฒั นาศกั ยภาพและความสามารถของผบู้ รหิ าร ประชาชน และเครอื ขา่ ยทป่ี รกึ ษา เขา้
มาร่วมวางแผนเชิงกลยุทธ์ในแหล่งท่องเท่ียวท้องถ่ิน และ 3) ท�ำการศึกษาความเป็นไปได้และประเมิน
โครงการ แลว้ จดั ทำ� เป็นแผนธุรกิจการทอ่ งเที่ยวทอ้ งถิน่
ค�ำส�ำคญั : การวางแผนเชิงกลยทุ ธ;์ แหลง่ ทอ่ งเทยี่ วท้องถน่ิ ; ความพรอ้ มของชมุ ชน
Abstract
This research had the objectives to study the readiness and guidelines for strategic
planning in local tourism destinations.The conceptual frameworks consist of the following:
(1) Readiness of the Chaiyaporn Tambon Administrative Organization (TAO) in terms of
the structure, public administration, local leadership, and attitudes capacity of local
administrators in local finance.Readiness of the community in terms of attitudes and
motivation of local residents, and models of local participation. Data were collected by
in-depth interviews with local administrators, community leaders and household heads.
(2) An essential component of this effort is local participation of the community.
This study found that: the TAO has the readiness in terms of management structure
to produce strategic plans for tourism destinations in the locality. However, there is still
a need to build capacity in strategic management and financing. This study found that
the community residents have positive attitudes and motivation to participate in the planning
activity to develop models of self-reliance in local tourism promotion. The expectation
is that the TAO has the capacity to play a leadership role in strategic plan development
and supporting implementation of the plan, including evaluation of outcomes. The goal
is a sustainable model of local tourism promotion. An essential component of this effort
is local participation of the community, backed up by strategic management, including
strategic planning, application of plans toward implementation, and evaluation of the
implementation and outcomes, using technical standard measurements. Based on this
study, the following recommendations are offered: (1) There needs to be a clear policy
ปที ่ี 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 51
to develop tourism destinations in the locality; (2) There needs to be capacity development
of local administrators, the community and advisory network to participate in the planning
process; and (3) There should be a feasibility study and evaluation of the project business
plan for local tourism.
Keywords: Strategic Planning; Local Attractions; Community Availability
1. บทนำ� ร่วมกัน การเสริมสร้างความเข้มแข็งของวงจร
เศรษฐกิจในชุมชนและการสร้างโอกาสให้กับพ้ืนที่
การวางแผนเชงิ กลยทุ ธใ์ นแหลง่ ทอ่ งเทยี่ ว และชมุ ชน รวมท้ังสร้างความเปน็ ตัวตนของชุมชน
ท้องถิ่นเป็นการวางแผนที่เป็นการก�ำหนดกรอบ ร่วมกัน เกิดอัตลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวในชุมชน
แผนผัง ทิศทาง โครงสร้างหรือแนวทางในการ การสร้างชื่อเสียงให้ชุมชนในด้านการท่องเที่ยว
ด�ำเนินงานของท้องถ่ินต่อการพัฒนาแหล่งท่อง เกิดความภาคภูมิใจของคนในชุมชนร่วมกัน
เทย่ี วทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ ในอนาคต เพอื่ แกป้ ญั หา อปุ สรรค (Phramaha Praphon Katasaro, 2017 : 99-114)
หรือข้อจ�ำกัดต่างๆ ในการพัฒนาแหล่งท่องเท่ียว เกิดมูลค่าเพ่ิมของทรัพยากรในพื้นท่ี การวางแผน
ระดับท้องถ่ินที่ยังมีปัญหาดังกล่าวในการพัฒนา เชิงกลยุทธ์ในแหล่งท่องเที่ยวท้องถ่ิน จึงเป็นการ
แหล่งท่องเที่ยว เช่น ข้อจ�ำกัดด้านวิสัยทัศน์และ สร้างเครื่องมือซึ่งเปรียบเสมือนเข็มทิศที่จะท�ำให้
นโยบายของผู้บริหารท้องถ่ิน ข้อจ�ำกัดด้านงบ ทราบถงึ ทศิ ทาง โครงสรา้ ง กรอบหรอื แผนผงั ทีจ่ ะ
ประมาณท้องถิ่น ข้อจ�ำกัดด้านความพร้อมของ น�ำชุมชน องค์กรไปสู่เป้าหมายทตี่ ้องการบรรลผุ ล
บุคลากรทอ้ งถน่ิ ข้อจ�ำกดั ดา้ นนโยบายการสง่ เสรมิ โดยอาจท�ำออกมาในลักษณะการวางแผนที่มีการ
พฒั นาการวางแผนการทอ่ งเทย่ี ว ข้อจ�ำกัดในการ ก�ำหนดเป้าหมาย พันธะกิจ วิสัยทัศน์ กลยุทธ์
สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ตลอดจนข้อ การวเิ คราะหส์ ภาพแวดลอ้ มทง้ั ภายในและภายนอก
จ�ำกัดในระเบียบการวางแผนพัฒนาของท้องถิ่นที่ องค์กร การน�ำแผนไปสู่การปฏิบัติ ตลอดจนการ
ไดก้ ำ� หนดไวช้ ดั เจนวา่ ตอ้ งวางแผนใหส้ อดคลอ้ งกบั ติดตามประเมินผล และการวางแผนเชิงกลยุทธ์
นโยบายของรัฐบาล จังหวัด กลุ่มจังหวัด อ�ำเภอ ในแหล่งท่องเที่ยวท้องถ่ินจะท�ำให้นักท่องเที่ยว
และหนังสือส่ังการต่างๆ ตามนโยบายของภาครัฐ ไดร้ บั การบรกิ ารทพี่ งึ พอใจและรสู้ กึ วา่ คมุ้ คา่ กบั การ
(Phra Wisit Thitavisiddho, 2017 : 25-38) เดินทางมาท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังเป็นการเปิด
นอกจากนี้ การวางแผนเชิงกลยุทธ์ใน แหล่งท่องเที่ยวส�ำหรับนักท่องเที่ยวรายใหม่และ
แหล่งท่องเท่ียวท้องถิ่นยังมีความส�ำคัญต่อพื้นที่ การกลบั มาเทย่ี วซำ�้ ของนกั ทอ่ งเทย่ี วรายเกา่ ชมุ ชน
และชุมชน กล่าวคือ ท�ำให้พื้นทหี่ รือชมุ ชนนั้นเกดิ สามารถต่อยอดโดยการสร้างอาชีพ สร้างรายได้
การพัฒนามีการใช้ประโยชน์ในพ้ืนที่ร่วมกันอย่าง ก่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ท้ังยังท�ำให้
สร้างสรรค์ มีการสร้างมูลค่าของแหล่งทรัพยากร
52 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
ประชาชนในชุมชนเกิดความภาคภูมิใจและ 2557-2560 ได้ก�ำหนดวิสัยทัศน์ของจังหวัด คือ
หวงแหน มจี ติ สำ� นกึ ในการอนรุ กั ษแ์ หลง่ ทรพั ยากร “สงั คมมัน่ คง เศรษฐกจิ มั่งคง่ั ทรพั ยากรธรรมชาติ
การทอ่ งเทีย่ วรว่ มกนั ขณะเดียวกันหากปราศจาก และส่ิงแวดล้อม สมดุลย่ังยืน” โดยได้ก�ำหนด
การวางแผนเชงิ กลยทุ ธท์ มี่ ปี ระสทิ ธภิ าพขาดความ ยุทธศาสตร์ที่เก่ียวข้องกับการท่องเที่ยวไว้ใน
ยืดหยุ่น ไม่สอดคล้องกับบริบทและสภาพการณ์ ยทุ ธศาสตรท์ ่ี 3 การพฒั นาการทอ่ งเทยี่ ว การจดั การ
ปัจจุบันและศักยภาพในแหล่งท่องเที่ยวของพ้ืนท่ี ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ มอยา่ งมคี ณุ ภาพ
อย่างแท้จริง ตลอดจนไม่สอดคล้องกับความ และยัง่ ยืน ดา้ นศกั ยภาพการท่องเท่ยี วของจังหวัด
ต้องการของประชาชน ก็จะท�ำให้การวางแผนนั้น มหี ลากหลาย มสี ถานทที่ อ่ งเทย่ี วทตี่ ดิ อนั ดบั สถาน
ขาดประสทิ ธภิ าพ ขาดความรว่ มมอื และการบรู ณา ท่ีท่องเท่ียวที่น่าไปเท่ียวในเว็บไซต์ของการ
การร่วมกัน การผลักดันให้แผนท่ีวางไว้บรรลุไปสู่ ท่องเท่ียวแห่งประเทศไทย และเป็นพ้ืนท่ีที่มี
เป้าหมายไดย้ อ่ มเปน็ เรื่องยาก ศักยภาพการท่องเที่ยว ท้ังทางนิเวศธรรมชาติ
ภายใต้แผนการท่องเท่ียวแห่งชาติ 20 ปี และทางวัฒนธรรม วิถีชีวิตชุมชน (Bungkan
ตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560-2579 Provincial Statistical Office, 2016)
ได้คาดการณ์ว่าภายในปี 2579 ประเทศไทยจะมี องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ� บลชยั พร ตงั้ อยทู่ าง
โอกาสมรี ายไดจ้ ากการทอ่ งเทย่ี วเพม่ิ สงู ถงึ 13 ลา้ น ทศิ ตะวนั ออกเฉียงใต้ หา่ งจากอ�ำเภอเมอื งบึงกาฬ
ลา้ นบาทจากนกั ทอ่ งเทยี่ วตา่ งชาติ และ 9 ลา้ นลา้ น 27 กิโลเมตร เป็นเมืองชายแดนติดกับแม่น้�ำโขง
บาทจากนักท่องเท่ียวภายในประเทศ อันเป็นผล และตรงขา้ มกบั เมอื งปากกะดงิ่ และแขวงบอรคิ ำ� ไช
สืบเนื่องจากการเติบโตของปัจจัยพ้ืนฐานด้านการ ของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน
ทอ่ งเทยี่ วทแ่ี ขง็ แรง และการพฒั นาดา้ นอปุ สงคก์ าร ลาว มแี หล่งทรัพยากรด้านการท่องเทย่ี ว ทง้ั อยใู่ น
รองรับการเติบโตด้านการท่องเที่ยวอย่างเพียงพอ พ้ืนที่และพื้นท่ีใกล้เคียง เช่น การท่องเท่ียวริม
(Ministry of Tourism and Sports, 2016) แม่น�ำ้ โขง แก่งสะดอก ซง่ึ เปน็ แก่งขนาดยาวขวาง
ซ่ึงภายใต้แผนดังกล่าวรัฐบาลได้ด�ำเนินนโยบายที่ กั้นแมน่ ้�ำโขง มแี หลง่ ทรพั ยากรธรรมชาติตามแนว
สนับสนุนส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นได้เพ่ิมศักยภาพ สันเขาภวู วั ภสู งิ ห์ ภูทอก ภูทอกน้อย ภูก่วิ มนี ำ้� ตก
แหล่งท่องเที่ยวของชุมชนตนเองการส่งเสริมการ ตาดชะแนน นำ�้ ตกตาดนกเขยี น นำ�้ ตกถำ้� ฝนุ่ นำ้� ตก
ท่องเทย่ี วในท้องถน่ิ ตามนโยบายรัฐบาล ตาดตาลก และถ้�ำต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีเข่ือน
จังหวัดบึงกาฬ เป็นจังหวัดที่ตั้งขึ้นใหม่ บังบาตร ซ่ึงเป็นเข่ือนก้ันล�ำน้�ำบังบาตรเป็นล�ำน้�ำ
เปน็ จงั หวดั ที่ 77 ของประเทศไทยมพี รมแดนตดิ กบั ท่ีไหลผ่านเป็นแนวคดโค้งไปตามแนวสันเขาภูวัว
ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ภสู งิ ห์ ไหลผา่ นหลายหมบู่ า้ นซงึ่ นอกจากจะกกั เกบ็
แบง่ การปกครองออกเปน็ 8 อำ� เภอ 53 ตำ� บล 615 นำ้� สำ� หรบั ใชใ้ นการเกษตรแลว้ ยงั สามารถพฒั นาให้
หมู่บ้าน ซึ่งภายใต้แผนพัฒนาจังหวัด 4 ปี พ.ศ. เป็นสถานท่ีท่องเที่ยวได้ อ่างเก็บน�้ำบ้านนาต้อง
ปที ี่ 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 53
ซึ่งมองเห็นวิวภูทอกได้โดดเด่น และงานประเพณี ในการบริหารพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่นการ
แข่งเรือยาว ซงึ่ จดั ขนึ้ ทุกปี งานสืบสานวัฒนธรรม เสนอโครงการตา่ งๆ ไมส่ อดคลอ้ งกบั ศกั ยภาพของ
ประเพณีท้องถิ่นต่างๆ และทรัพยากรด้าน ชุมชนอย่างแท้จริง มีการเสนอโครงการหรือแผน
วัฒนธรรมอน่ื ๆ เช่น วัดภโู ล้น ซ่งึ เปน็ วดั ท่มี องเห็น งานของชุมชนช้�ำช้อนกับปีที่ผ่านมาหลายๆ
ทิวทัศน์และทัศนียภาพล�ำห้วยบังบาตรและภูเขา โครงการ และส่วนมากจะเน้นหนักโครงการด้าน
รายรอบได้อย่างงดงาม วัดตาดชะแนน ซ่ึงติดกับ โครงสรา้ งพน้ื ฐานเปน็ หลกั การเสนอโครงการดา้ น
น้�ำตกตาดชะแนน เขตภูวัว ทรัพยากรแหล่งท่อง การส่งเสริมการท่องเท่ียวมีน้อยมาก หรือบางปี
เทย่ี วในชมุ ชนทอ้ งถน่ิ อนื่ ๆ อกี มากมายในเขตพน้ื ท่ี แทบจะไมม่ ชี มุ ชนทนี่ ำ� เสนอโครงการดา้ นทอ่ งเทย่ี ว
ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนา พ.ศ. ท้องถ่ินในแผนเลย ท�ำให้การวางแผนเชิงกลยุทธ์
2558 -2562 องค์การบริหารส่วนต�ำบลชัยพร แหล่งท่องเท่ียวขององค์การบริหารส่วนต�ำบลชัย
มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนา คือ “ชัยพรน่าอยู่ เชิดชู พรยังไม่สอดคล้องกับศักยภาพทางด้านการ
คณุ ธรรม เลิศล�ำ้ การศึกษา พัฒนาการเกษตรและ ท่องเที่ยวที่มีอยู่ และไม่ตอบสนองความต้องการ
การท่องเท่ียวเชิงอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ ในการพัฒนาแหล่งท่องเท่ียวของชุมชนได้
วัฒนธรรม ด้วยการน้อมน�ำแนวทางเศรษฐกิจ การพฒั นาดา้ นการทอ่ งเทยี่ วจงึ ไมป่ ระสบผลสำ� เรจ็
พอเพียงมาสู่สังคมอย่างยั่งยืน” ได้ก�ำหนด ได้เท่ากับศกั ยภาพการท่องเทย่ี วที่มีอย่างแท้จรงิ
ยุทธศาสตร์ท่ีเกี่ยวข้องกับการท่องเท่ียวไว้ใน ด้วยเหตุผลข้างต้น จึงเป็นเหตุให้ผู้วิจัย
ยุทธศาสตร์ที่ 5 การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ลงทุน สนใจท่ีจะศึกษาวิจัยการวางแผนเชิงกลยุทธ์แหล่ง
การเกษตร การทอ่ งเทยี่ วและการกฬี า เชอื่ มโยงกบั ท่องเที่ยวท้องถิ่น เพื่อเสาะแสวงหาแนวทางหรือ
ยทุ ธศาสตรก์ ารพัฒนาของจงั หวดั และกลุ่มจังหวดั รูปแบบใหม่ในการวางแผนพัฒนาด้านแหล่ง
ตามลำ� ดบั (Chaiyaporn Tambon Administrative ท่องเที่ยวให้กับท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Organization, 2015) อยา่ งไรกต็ าม แมจ้ ะมแี ผน ตลอดจนเป็นการค้นหาข้อเปรียบเทียบ ข้อดี
งานโครงการรวมถึงงบประมาณท่ีบรรจุไว้ในแผน ข้อด้อย ข้อแตกต่างในรูปแบบการวางแผนใน
พัฒนาท้องถ่ิน แต่ก็เป็นเพียงการบรรจุแผนงาน ปัจจุบันของท้องถ่นิ เพื่อให้ท้องถ่ินใช้เป็นแนวทาง
โครงการและงบประมาณตามระเบียบและข้อสั่ง ในการเพม่ิ ศกั ยภาพพฒั นาการวางแผนเชงิ กลยทุ ธ์
การต่างๆ จากภาครัฐเท่าน้ัน จากประสบการณ์ ในแหล่งท่องเท่ียวท้องถิ่นของชุมชนได้อย่าง
ในการจัดท�ำแผนพัฒนาของผู้วิจัยท่ีผ่านมาพบว่า สอดคล้องกับศักยภาพแหล่งท่องเท่ียวท่ีมีในพ้ืนที่
ประชาชนขาดการมีส่วนร่วมและความสามารถ สามารถตอบสนองความตอ้ งการของชมุ ชนทอ้ งถน่ิ
ใ น ก า ร น� ำ เ ส น อ แ ผ น ข อ ง ป ร ะ ช า ช น ยั ง ไ ม ่ มี ตลอดจนสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐต่างๆ
ประสทิ ธภิ าพและความรว่ มมอื เทา่ ทคี่ วร ประชาชน เพ่ือให้การวางแผนน้ันเกิดประโยชน์กับชุมชน
ในชมุ ชนยงั ไมเ่ ขา้ ใจ ขาดความตน่ื ตวั และขาดความรู้ ตลอดจนชุมชนใกลเ้ คียงอย่างยัง่ ยนื ต่อไป
54 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
2. วัตถุประสงคข์ องการวจิ ัย ทอ้ งถ่ินมากอ่ น
การเก็บข้อมูลของผู้ท�ำการวิจัยในคร้ังนี้
1. เพื่อศึกษาความพร้อมขององค์การ เร่ิมต้นด้วยการเก็บข้อมูลจากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ
บรหิ ารสว่ นตำ� บลชยั พรและความพรอ้ มของชมุ ชน ทั้ง 2 แหล่งข้อมูล เพ่ือเก็บข้อมูล ในช่วงเดือน
ในเขตต�ำบลชัยพรต่อการวางแผนเชิงกลยุทธ์การ มถิ ุนายน-กรกฎาคม พ.ศ. 2560 สว่ นแหลง่ ข้อมูล
ท่องเท่ยี วท้องถ่ิน ทุติยภูมิน้ันจะเริ่มต้นการเก็บข้อมูลจากการ
2. เพอื่ ศกึ ษาแนวทางทเ่ี หมาะสมในการ รวบรวม เอกสาร งานวิจัย และการทบทวน
วางแผนเชิงกลยุทธก์ ารทอ่ งเที่ยวท้องถิน่ วรรณกรรมต่างๆ เม่ือได้ข้อมูลครบถ้วนแล้ว
จงึ ทำ� การตรวจสอบขอ้ มลู ความครบถ้วนสมบูรณ์
3. วิธดี ำ� เนนิ การวิจยั ของข้อมูลเพอื่ น�ำขอ้ มลู มาท�ำการวเิ คราะห์ตอ่ ไป
เครื่องมือท่ีใช้ในการศึกษาของผู้ท�ำการ
การศกึ ษาครง้ั นเ้ี ปน็ การศกึ ษาเฉพาะกรณี วิจัยคือการใช้แบบสอบถาม ซึ่งมีประเด็นดังน้ี
(Case Study) ก�ำหนดพื้นท่ีในการศึกษาเฉพาะ ค�ำถามชุดท่ี 1เป็นกลุ่มคณะผู้บริหารท้องถ่ินและ
หมู่บ้านที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวในเขต ผนู้ �ำองคก์ รภาครฐั ซึ่งประกอบด้วย 5 สว่ น ไดแ้ ก่
องค์การบริหารส่วนต�ำบลชัยพร จ�ำนวน 10 สว่ นท่ี 1 ข้อมูลท่วั ไปของคณะผบู้ รหิ าร สว่ นที่ 2
หมูบ่ ้าน ได้แก่ หม่ทู ่ี 4 หมทู่ ี่ 5 หมูท่ ่ี 6 หมู่ท่ี 7 หมู่ ทัศนคติและความสามารถของผู้บริหารการจัดท�ำ
ท่ี 8 หมู่ท่ี 9 หมู่ที่ 10 หมูท่ ่ี 11 หมู่ที่ 12 และหมู่ แผนแหล่งท่องเที่ยวท้องถ่ิน ส่วนที่ 3 โครงสร้าง
ที่ 13 เนอ่ื งจากหมบู่ า้ นทงั้ 10 หมบู่ า้ นดงั กลา่ วเปน็ การบริหารและหน่วยงานที่รับผิดชอบขององค์กร
หมู่บ้านท่ีมีทรัพยากรด้านการท่องเท่ียวท่ีสามารถ ปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนที่ 4 ความพร้อมของ
พฒั นาส่งเสรมิ การท่องเท่ียวไดเ้ ปน็ อยา่ งดี องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินและความพร้อมของ
ในการศึกษาคร้ังน้ีผู้ศึกษาจะเลือกศึกษา ชุมชนในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินต่อการ
จากประชากรที่มีลักษณะตรงตามวัตถุประสงค์ท่ี วางแผนการทอ่ งเท่ียวท้องถิน่ และสว่ นที่ 5 ความ
จะศกึ ษา รวมถงึ การศกึ ษาประชากรทอ่ี ยใู่ กลเ้ คยี ง คิดเห็นอื่นๆ ต่อการวางแผนเชิงกลยุทธ์ในแหล่ง
โดยมีกลุ่มเป้าหมายแยกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) ทอ่ งเทย่ี วทอ้ งถน่ิ และคำ� ถามชดุ ท่ี 2 เปน็ กลมุ่ ผนู้ ำ�
กลุ่มผู้บริหารท้องถ่ินและผู้น�ำองค์กรภาครัฐ และประชาชนในชมุ ชนท้องถ่นิ ซึง่ ประกอบดว้ ย 5
จ�ำนวน 8 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง สว่ น ได้แก่ ส่วนท่ี 1 ขอ้ มูลทวั่ ไป ส่วนที่ 2 ทัศนคติ
(Purposive Sampling) และ 2) กลุ่มผู้น�ำและ ความกระตือรือร้นและการมีส่วนร่วมของ
ประชาชนในชุมชนท้องถิ่น จ�ำนวน 230 คน ประชาชนต่อการวางแผนเชิงกลยุทธ์ในแหล่ง
เป็นการคัดเลือกโดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย ท่องเท่ียวท้องถ่ิน ส่วนที่ 3 ความพร้อมของของ
(Simple Random Sampling) โดยเน้นครวั เรอื น ชุมชนในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินต่อการ
ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจปานกลาง และยากจน
รวมถึงครัวเรือนท่ีไม่ค่อยมีบทบาทในการวางแผน
ปีที่ 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 55
วางแผนการท่องเท่ียวท้องถ่ิน ส่วนท่ี 4 แนวทาง มีทัศนคติท่ีดีและมีความเข้าใจต่อแหล่งท่องเท่ียว
ที่เหมาะสมในการวางแผนกลยุทธ์ในแหล่งท่อง ท้องถิ่น ซ่ึงจะต้องมีการรวมกลุ่มเป็นเครือข่าย
เทีย่ วทอ้ งถิ่น และส่วนท่ี 5 ความคดิ เห็นด้านอืน่ ๆ ประชาคมหรือสมาคม ท�ำการวางแผนเชิงกลยุทธ์
ต่อการจัดการพัฒนาแหล่งท่องเท่ียวท้องถ่ินใน ด้วยการค้นหาความโดดเด่นที่เป็นความท้าทาย
ชุมชน และแตกตา่ งจากแหล่งท่องเท่ยี วอน่ื ๆ จึงจะเป็นท่ี
การวเิ คราะหข์ อ้ มลู นแ้ี บง่ ออกเปน็ 2 สว่ น ยอมรบั ของนกั ทอ่ งเทย่ี ว ความพรอ้ มดา้ นโครงสรา้ ง
คือ การวิเคราะห์ข้อมูลปฐมภูมิ โดยใช้ค่าการ การบริหารและหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่ที่การมี
วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา (Descriptive ผู้น�ำท่ีมีภาวะผู้น�ำเชิงกลยุทธ์น�ำพาเครือข่าย
Statistics) คอื คา่ รอ้ ยละ (Percentage) และค่า ประชาคมหรือสมาคม มาร่วมวางแผนเชิงกลยุทธ์
ความถีส่ ะสม (Frequency) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่า ในแหลง่ ทอ่ งเทย่ี วทอ้ งถน่ิ โดยองคก์ ารบรหิ ารสว่ น
เบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อมาวิเคราะห์สถิติออกมา ต�ำบลชัยพรเป็นผู้รับผิดชอบหลัก และต้องเพิ่ม
เปน็ ตารางและกราฟตอ่ ไป และการวเิ คราะหข์ อ้ มลู เครอื ขา่ ยการวางแผนทม่ี มี ากกวา่ เดมิ เชน่ หอการคา้
ทุติยภูมิ โดยวิเคราะห์เป็นสถิติพรรณนาเบื้องต้น จังหวัด สมาคม ชมรม บรษิ ทั น�ำเที่ยว เขา้ มารว่ ม
เชน่ คา่ รอ้ ยละ คา่ ความถสี่ ะสม คา่ เฉลยี่ คา่ เบย่ี งเบน วางแผนเชิงกลยุทธ์ ความพร้อมด้านงบประมาณ
มาตรฐาน เพ่ือมาวิเคราะห์สถิตอิ อกมาเป็นตาราง จะต้องเป็นขององค์การบริหารส่วนต�ำบลชัยพร
และกราฟ มีความพร้อมและสามารถระดมทุนจากสมาคม
ชมรม และเครือข่ายการทอ่ งเทยี่ ว
4. สรปุ ผลการวิจยั 1.2 ความพรอ้ มของชมุ ชนทม่ี แี หลง่
ท่องเที่ยวท้องถ่ิน ความพร้อมของชุมชนในการ
1. ด้านความพร้อมของชุมชนในต�ำบล วางแผนเชิงกลยุทธ์ในแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่น
ชัยพรในการวางแผนเชิงกลยุทธ์การท่องเท่ียว เปน็ การประเมนิ จากทศั นคตแิ ละความกระตอื รอื รน้
ทอ้ งถนิ่ ความพรอ้ มของชมุ ชนในตำ� บลชยั พรในการ รูปแบบการมีส่วนร่วม และการพ่ึงตนเอง พบว่า
วางแผนเชิงกลยทุ ธ์การท่องเท่ยี วทอ้ งถิ่น เปน็ การ ประชากรกลุ่มตัวอย่าง จ�ำนวน 230 คน เป็น
ประเมนิ ความพรอ้ มขององคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ� บล ตัวแทนประชาชนท่ีเป็นหัวหน้าครัวเรือนและ
ชัยพร และความพร้อมของชุมชนท่ีมีแหล่ง ตวั แทนครวั เรอื น ทมี่ บี ทบาทตอ่ การเปน็ ผนู้ ำ� ในการ
ท่องเทีย่ วท้องถน่ิ พบวา่ พัฒนาชุมชนด้านต่างๆ เกือบทุกคนมีความเข้าใจ
1.1 ความพรอ้ มขององคก์ ารบรหิ าร ในทศั นคตทิ ด่ี ี ความสำ� คญั และประโยชนต์ อ่ ชมุ ชน
ส่วนต�ำบลชัยพร โดยคณะผู้บริหารขององค์การ ท้องถิ่น และการวางแผนเชิงกลยุทธ์ในแหล่ง
บรหิ ารสว่ นตำ� บลและหนว่ ยงานทเี่ กย่ี วขอ้ ง จำ� นวน ทอ่ งเทย่ี วทอ้ งถนิ่ และไดใ้ หม้ มุ มองเพมิ่ เตมิ เกย่ี วกบั
8 คน ซ่ึงมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการ ปัญหาในการวางแผนของแหล่งท่องเท่ียวท้องถิ่น
วางแผนและบริหารแผนพัฒนาท้องถ่ินทุกคน
56 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
คอื ยงั ไมม่ กี ารกำ� หนดนโยบาย จดุ เนน้ และวสิ ยั ทศั น์ กว่าทเ่ี ปน็ มา
ต่อการพัฒนาแหล่งท่องเท่ียวท้องถิ่นอย่างเป็น 2. แนวทางท่ีเหมาะสมในการวางแผน
รูปธรรม ขาดงบประมาณในการพัฒนาและ เชงิ กลยทุ ธก์ ารทอ่ งเทย่ี วทอ้ งถน่ิ ผลการศกึ ษาของ
ประชาชนยงั ขาดความรทู้ จ่ี ะพฒั นาแหลง่ ทอ่ งเทยี่ ว คณะผู้บริหารและชุมชน ที่มีต่อการวางแผนเชิง
ให้เป็นรูปธรรม ประชาชนต้องการเครือข่ายจาก กลยุทธ์ในแหล่งท่องเทีย่ วท้องถน่ิ การแกไ้ ขปัญหา
ภายนอกมาร่วมพัฒนาแหล่งท่องเท่ียวในท้องถ่ิน และพฒั นาการทอ่ งเทยี่ วทสี่ อดคลอ้ งและเหมาะสม
โดยเฉพาะสมาคม ชมชน บริษัทน�ำเท่ียว กบั บรบิ ทของพนื้ ท่ี เปน็ ดงั นี้ ขน้ั ท่ี 1 จดั ทำ� ประชาคม
ซึ่งมีศักยภาพในการจูงใจนักท่องเท่ียวให้มาเท่ียว ชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อแหล่งท่องเที่ยว
มากยิ่งข้ึน โดยคาดหวังต่อองค์การบริหารส่วน ท้องถ่นิ ขน้ั ท่ี 2 ก�ำหนดใหม้ ีหน่วยงาน อาจจะเป็น
ต�ำบลชัยพรในการวางแผนเชิงกลยุทธ์ในแหล่ง ภาครัฐหรือเอกชน มาศึกษาความเป็นไปได้และ
ท่องเที่ยวท้องถ่ิน คือ 1) เข้ามามีส่วนร่วมในการ ประเมนิ โครงการกอ่ น ขน้ั ที่ 3 คณะผบู้ รหิ ารประชาชน
วางแผนเชิงกลยุทธ์ในแหล่งท่องเท่ียวท้องถิ่น 2) ในท้องถิ่น และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย น�ำเอาผลการ
แตง่ ต้ังกรรมการบริหารแหล่งทอ่ งเทยี่ วท้องถน่ิ 3) ศึกษาความเป็นไปได้มาจัดท�ำแผนเชิงกลยุทธ์
อบรมใหค้ วามรใู้ นการวางแผนเชงิ กลยทุ ธใ์ นแหลง่ ในแหล่งท่องเท่ียวท้องถิ่น และแผนปฏิบัติการ
ทอ่ งเทยี่ ว ทอ้ งถนิ่ 4) สนบั สนนุ งบประมาณใหต้ อ่ เนอื่ ง ข้ันท่ี 4 ด�ำเนินการตามแผนตามระยะ (Phase)
และยง่ั ยนื ที่ได้จากข้ันที่ 2 และข้ันท่ี 5 ก�ำหนดให้มีคณะ
ในดา้ นการมสี ว่ นรว่ ม สว่ นใหญอ่ ยากเขา้ มา กรรมการบริหาร กำ� กับ ตดิ ตาม และประเมินผล
มีส่วนร่วมในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวท้องถ่ิน การดำ� เนนิ งาน ผบู้ รหิ ารทกุ คน มคี วามเหน็ ตรงกนั
โดยอยากมี 1) แกนน�ำในชุมชนทีม่ ีวสิ ยั ทัศนน์ �ำพา ว่า การวัดและประเมินผลความส�ำเร็จของการ
ปฏบิ ตั ใิ นการวางแผนเชงิ กลยทุ ธใ์ นแหลง่ ทอ่ งเทยี่ ว วางแผนเชิงกลยุทธ์ในแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่น
ท้องถิน่ 2) ปลุกระดมใหป้ ระชาชนเห็นคณุ ค่าและ มีมุมมองทชี่ ดั เจนตงั้ แต่ ปจั จัยนำ� เขา้ กระบวนการ
หวงแหนแหล่งท่องเที่ยวท้องถ่ิน 3) ก�ำหนดเป็น และผลลพั ธ์ ดังน้ี
ธรรมนูญการท่องเทีย่ วทอ้ งถนิ่ และ 4) ประชาชน 2.1 ดา้ นปจั จัยน�ำเข้า พจิ ารณาจาก
ทุกคนทุกครัวเรือน ได้รับผลประโยชน์ทั้งทางตรง ระดบั ความสำ� เรจ็ ของการจดั ทำ� รายงานการศกึ ษา
และทางอ้อม รูปแบบการพ่ึงตนเองในการบริหาร ความเป็นไปได้ของแหล่งท่องเที่ยวท้องถ่ินระดับ
จดั การแหลง่ ทอ่ งเทยี่ วทอ้ งถนิ่ ควรตอ้ งมกี ารบรู ณา ความส�ำเร็จของการวางแผนเชิงกลยุทธ์ในแหล่ง
การระหว่างการปลุกจิตส�ำนึกของประชาชนใน ทอ่ งเที่ยวท้องถ่ิน และระดับความสำ� เรจ็ ของการมี
พื้นที่ให้ใช้วัฒนธรรมดั้งเดิมมาเป็นจุดเช่ือมกับวิธี ส่วนร่วมของประชาชน ภาคีเครือข่ายชุมชน
การและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ท่ีจะท�ำให้แหล่งท่อง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และความพร้อมของคณะ
เท่ยี วตอบสนองความต้องการกบั นกั ท่องเท่ยี วไดด้ ี กรรมการบรหิ าร
ปที ี่ 19 ฉบบั ท่ี 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 57
2.2 ด้านกระบวนการพิจารณาจาก ทอ้ งถนิ่ ทแี่ ตกตา่ งจากรปู แบบเดมิ ทเี่ คยดำ� เนนิ การ
ระดบั ความสำ� เรจ็ ของการพฒั นาโครงสรา้ งพนื้ ฐาน มานั้น ไม่ค่อยประสบความส�ำเร็จ เนื่องจากขาด
(ถนน ไฟฟ้า นำ้� ประปา ความปลอดภยั การกู้ชพี ความคล่องตัว วิธีการบริหารจัดการไม่ได้มี
เปน็ ตน้ ) รองรบั แหลง่ ทอ่ งเทย่ี วทอ้ งถน่ิ ระดบั ความ กระบวนการท่ีทันสมัย มีการวางแผนแบบเดิมๆ
ส�ำเร็จในการโฆษณาและประชาสัมพันธ์แหล่ง โดยภาพรวมหากประเมินแล้วก็อาจเป็นวิธีที่ด้อย
ท่องเที่ยวท้องถนิ่ อตั ราการเพมิ่ ขึน้ ของแหลง่ ทพ่ี กั ประสิทธิภาพ หากมีทางเลือกท่ีดีภายใต้กฎหมาย
ร้านอาหาร การค้าขายผลิตภัณฑ์ในชุมชน อัตรา ระเบียบของทางราชการและท้องถ่ิน การน�ำเอา
การเพ่ิมขึ้นของมัคคุเทศก์ท่องเท่ียวท้องถ่ินและ รูปแบบน้ีมาใช้เป็นแนวทางในการวางแผนเชิง
อตั ราการเพมิ่ ขน้ึ ของโปรแกรมการจดั ทวั รท์ อ่ งเทยี่ ว กลยุทธ์ในแหล่งท่องเที่ยวท้องถ่ินน่าจะเป็นวิธีท่ีดี
ท้องถน่ิ โดยชมุ ชน และเหมาะสมกวา่ แตจ่ ะตอ้ งมกี ารศกึ ษาความเปน็
2.3 ดา้ นผลลพั ธ์ พจิ ารณาจาก อตั รา ไปได้ (Feasibility Study) ในด้านศักยภาพและ
นักท่องเท่ียวเพ่ิมข้ึนท้ังนักท่องเท่ียวเก่าท่ีมาเที่ยว ความสามารถของผู้บริหาร เป็นผลการศึกษา
ประจำ� และมนี กั ทอ่ งเทยี่ วใหมเ่ พม่ิ ขน้ึ อตั ราการใช้ ท่ีน่าสนใจ ถึงแม้โดยรวมจะมีทัศนคติที่ดีต่อการ
จา่ ยในแหลง่ ทอ่ งเทยี่ วเพมิ่ ขนึ้ และอตั รารายไดข้ อง วางแผนเชิงกลยุทธ์ในแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่น
ประชาชนในชุมชนดีข้ึน ผลการศึกษาที่ได้ในด้าน การพัฒนาองค์ความรู้ในการบริหารเชิงกลยุทธ์
ความพร้อมขององค์การบริหารส่วนต�ำบลชัยพร จงึ มคี วามจำ� เปน็ มาก ตงั้ แตก่ ารวางแผนเชงิ กลยทุ ธ์
ได้มุมมองเชิงบริหารท่ีเป็นปัจจัยต่อความส�ำเร็จ การน�ำแผนกลยุทธ์สู่การปฏิบัติ และการประเมิน
ในการวางแผนเชิงกลยุทธ์ในแหล่งท่องเท่ียว ผลเชงิ กลยทุ ธ์ การพฒั นาองคค์ วามรอู้ ยา่ งตอ่ เนอื่ ง
ทอ้ งถน่ิ ทแ่ี ตกตา่ งจากเดมิ คอื 1) การบรหิ ารแหลง่ มีเครือข่ายท่ีปรึกษาจากภายนอก น่าจะเป็น
ท่องเท่ียวท้องถิ่นในรูปแบบคณะกรรมการบริหาร แนวทางในการท�ำให้แหล่งท่องเท่ียวท้องถิ่น
อาจเป็นการจัดตั้งเป็นประชาคมหรือสมาคม การบรหิ ารจดั การใหเ้ กดิ ความยง่ั ยนื ขณะเดยี วกนั
หรือวิสาหกิจ ในรูปแบบธุรกิจการท่องเที่ยว ด้านแหล่งงบประมาณ น่าจะเป็นผลต่อเนื่องจาก
2) ศกั ยภาพและความสามารถทางการบรหิ ารของ การพัฒนาศักยภาพ ความพร้อมทางการบริหาร
ผ้บู รหิ ารแหลง่ งบประมาณ และ 3) ความเปน็ หุน้ ของผู้บริหาร เพราะศักยภาพทางการบริหารของ
ส่วนของประชาชนในการจัดการแหล่งท่องเที่ยว ผนู้ ำ� จะสามารถประสานแผนงาน โครงการเพอ่ื หา
ท้องถิน่ แหลง่ งบประมาณมาสนบั สนนุ ไดม้ ากกวา่ ทเี่ ปน็ อยู่
รูปแบบธุรกิจการท่องเท่ียวในรูปชมรม เพราะงบประมาณขององค์การบริหารส่วนต�ำบล
หรือสมาคม หรือวิสาหกิจ เป็นผลที่ได้จากการ ชัยพร มีข้อจ�ำกัด ขณะเดียวกัน ก็น่าจะเป็นผู้น�ำ
ศึกษาเชิงโครงสร้างองค์กร และกระบวนการ ในการหาแหล่งทนุ จากภายนอกหรือระดมทนุ จาก
บริหารจัดการภาครัฐขององค์กรปกครองส่วน ประชาชน ตงั้ เปน็ กองทนุ ได้ ภาวะผนู้ �ำเชิงกลยทุ ธ์
58 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
(Strategic Leadership) จงึ เปน็ ประเด็นท่สี �ำคัญ รวมทง้ั นโยบายของรฐั บาล และกระทรวงมหาดไทย
ของคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำ� บลชัยพร ใหก้ ารสนบั สนนุ เชงิ นโยบายในดา้ นความเปน็ ไปได้
ที่จะต้องได้รับการพัฒนาความพร้อมของชุมชน ของงบประมาณ จึงน่าจะเป็นผลท่ีดีต่อการ
เป็นปัจจัยส�ำคัญอีกด้านหน่ึง ต่อการวางแผนเชิง สนับสนุนภายใต้แหล่งท่องเท่ียวท่ีคล้ายคลึงกัน
กลยทุ ธใ์ นแหลง่ ทอ่ งเทยี่ วทอ้ งถนิ่ โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ตามเส้นทางของแม่น้�ำโขงนั้น การเอาชนะความ
การแสดงให้เห็นและเป็นจุดยืนท้ังในด้านทัศนคติ ท้าทายจากภาวะคุกคาม (Threats) ให้แหล่ง
และความกระตือรือร้นท่ีจะเข้ามามีส่วนร่วมและ ท่องเที่ยวท้องถ่ิน ต�ำบลชัยพร มีความโดดเด่น
ก�ำหนดรูปแบบการพ่ึงตนเองในการสร้างและ เป็นท่ีนิยมของนักท่องเท่ียว จ�ำเป็นต้องอาศัยการ
พัฒนาแหล่งท่องเท่ียวท้องถ่ินให้เป็นรูปธรรม คิดวิเคราะห์อย่างมีชั้นเชิงทางกลยุทธ์ การให้มี
โดดเด่น ยั่งยืนมากกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต เครือข่ายที่ปรึกษาจากภายนอกเข้ามาช่วยในการ
ในประเด็นน้ีจึงนับได้ว่า เป็นความได้เปรียบท่ีมา ร่วมคิด วิเคราะห์ ออกแบบ ค้นหาความเป็น
จากจุดแข็ง (Strengths) ที่คณะผูบ้ รหิ ารองค์การ เอกลักษณ์ท่ีเฉพาะตัว (Branding Identity)
บริหารส่วนต�ำบลชัยพร จะต้องน�ำมาพิจารณาให้ จะท�ำให้พ้ืนท่ีต�ำบลชัยพร มีความเติบโตด้านการ
ความส�ำคัญโดยเร่งด่วน ขณะเดียวกันการมุ่งไปท่ี ท่องเที่ยวท้องถิ่นเร็วกว่าที่เป็นอยู่ เครือข่ายที่
การปรับปรงุ พัฒนาจุดอ่อน (Weaknesses) อยู่ 2 ปรึกษาด้านกลยุทธ์พัฒนาแหล่งท่องเท่ียวท้องถิ่น
ประเดน็ ดว้ ยกนั คอื การพฒั นาศกั ยภาพและความ จงึ มคี วามสำ� คญั มากไม่แพด้ ้านอน่ื ๆ ทีก่ ล่าวมา
สามารถทางการบริหารเชิงกลยุทธ์ของคณะ
ผู้บริหาร จะต้องมีการเข้าร่วมเรียนรู้และพัฒนา 5. ขอ้ เสนอแนะ
อย่างต่อเน่ืองในสถาบันหรือแหล่งการฝึกอบรม
ทมี่ คี วามรทู้ นั สมยั และจะตอ้ งพฒั นาศกั ยภาพและ การศกึ ษาแนวทางการวางแผนเชงิ กลยทุ ธ์
ความสามารถของประชาชนไปพร้อมๆ กันด้วย ในแหลง่ ทอ่ งเทยี่ วทอ้ งถนิ่ ขององคก์ ารบรหิ ารสว่ น
ในด้านการบริหารแหล่งท่องเท่ียวท้องถ่ินให้ยั่งยืน ต�ำบลชัยพร อ�ำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ
ที่จะท�ำให้เกิดเป็นมรดกของชุมชนต่อไป อีกด้าน ในคร้ังน้ี ได้มีข้อเสนแนะเพ่ือการพัฒนาแหล่ง
หนง่ึ จะตอ้ งมกี ารปรบั ปรงุ และพฒั นา คอื ตอ้ งมกี าร ท่องเท่ยี วทอ้ งถ่นิ ดังน้ี
วางแผนเชิงกลยุทธ์พัฒนาแหล่งท่องเท่ียวท้องถิ่น 1. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย องค์การ
แบบมืออาชีพท่ีเป็นแบบฉบับในการพึ่งพาตนเอง บรหิ ารสว่ นตำ� บลชยั พร ควรกำ� หนดแหลง่ ทอ่ งเทยี่ ว
ให้ได้ ภายใต้การมีความได้เปรียบจากโอกาส ทอ้ งถนิ่ ทม่ี ศี กั ยภาพสงู ใหเ้ ปน็ นโยบายการพฒั นา
(Opportunities) ท้ังจากองค์การบริหารส่วน แล้วผลักดันเข้าสู่แผนขององค์การบริหารส่วน
จังหวัดบึงกาฬ ส�ำนักงานการท่องเท่ียวและกีฬา จังหวดั บึงกาฬ และแผนพฒั นาจงั หวดั บึงกาฬ
จงั หวดั บงึ กาฬ และการทอ่ งเทยี่ วแหง่ ประเทศไทย 2. ข้อเสนอแนะเชิงการพัฒนา องคก์ าร
บริหารส่วนต�ำบลชัยพร จะต้องก�ำหนดประเด็น
ปีที่ 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มถิ ุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 59
การพัฒนา 3 ด้าน บรรจไุ ว้ในแผนพัฒนาองค์การ ในพื้นที่ต�ำบลชัยพร ควรมีการจัดท�ำโครงการ
บรหิ ารสว่ นตำ� บลชยั พร ดงั นี้ 1) หลกั สตู รการอบรม (Project) แลว้ ทำ� การศกึ ษาวจิ ยั ความเปน็ ไปไดแ้ ละ
นกั บรหิ ารเชงิ กลยทุ ธ์ สำ� หรบั ผบู้ รหิ าร 2) หลกั สตู ร ประเมินโครงการ (Project Feasibility Study
การอบรมการบรหิ ารแหลง่ ทอ่ งเทย่ี วทอ้ งถน่ิ สำ� หรบั and Appraisal) แล้วน�ำมาจัดท�ำเป็นแผนธุรกิจ
ประชาชน และ 3) แต่งตั้งเครือข่ายที่ปรึกษามา การท่องเท่ียว (Business Plan) ดังน้ี 1) ด้าน
ร่วมด�ำเนินการบริหารเชิงกลยุทธ์แหล่งท่องเท่ียว เศรษฐกิจหรอื การลงทุน 2) ดา้ นการเงนิ 3) ด้าน
ท้องถิ่น การตลาด 4) ด้านการบริหารจัดการ 5) ด้าน
3. ข้อเสนอแนะเชิงวิจัย ด้วยศักยภาพ เทคโนโลยี 6) ดา้ นกฎหมาย (7) ดา้ นสงั คม และ 8)
และความสามารถของแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่น ด้านสงิ่ แวดลอ้ ม
References
Bungkan Provincial Statistical Office. (2016). Provincail Statistical Report. BungKan : BungKan
Provincial statistical Office Publisher.
Chaiyaporn Tambon Administrative Organization. (2015). Three Year Development Plan
of Chaiyaporn Tambon Administrative Organization 2015-2017. BungKan : Chaiyaporn
Tambon Administrative Organization Publisher.
Ministry of Tourism and Sports. (2016). Road Map of Tourism Thailand twenty year. http://
www.thansettakij.content/79408 (Accessed 12 September 2016).
Phramaha Praphon Katasaro. (2017). Wooden Buddha Statue: the Value and Principle on
E-San People’s way of Life. Dhammathas Academic Journal, 17(2), 99-114.
Phra Wisit Thitavisiddho. (2017). The Development of Tourist and Tourism Management
Potential of Buddhist with Public Consciousness in Chiang Mai. Dhammathas
Academic Journal, 17(3), 25-38.
แนวทางพฒั นาการฝึกประสบการณ์วิชาชพี ครูของนักศึกษา
สาขาวิชาการสอนภาษาองั กฤษ คณะศกึ ษาศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตล้านนา*
Developmental Approach to Professional Teacher Experience
of Students in English Teaching, Faculty of Education,
Mahamakut Buddhist University, Lanna Campus
อเุ ทน ลาพิงค์, ทติ ติยา มนั่ ด,ี พิมภัสสร เดด็ ขาด, เขมินทรา ตนั ธกิ ลุ และสรวิศ พรมลี
Uten Larping, Thittiya Munde, Pimpatsorn Dedkhad,
Kheminthra Tanthikun and Sorawit Phromlee
มหาวิทยาลยั มหามกุฏราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตลา้ นนา
Mahamakut Buddhist University, Lanna Campus, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]
บทคดั ยอ่
การวจิ ยั ครงั้ นี้ มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื ศกึ ษากระบวนการแนวทางพฒั นากระบวนการฝกึ ประสบการณ์
วชิ าชพี ครขู องนกั ศกึ ษาฝกึ สอน สาขาวชิ าการสอนภาษาองั กฤษ คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ
ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตลา้ นนา กลมุ่ ตวั อยา่ งในการวจิ ยั ครงั้ น้ี เปน็ นกั ศกึ ษาสาขาวชิ าการสอนภาษาองั กฤษ
ภาคปกติที่ฝึกประสบการวิชาชีพครูในภาคต้นปีการศึกษา 2560 จ�ำนวน 101 คน ผู้บริหารโรงเรียน
ที่นักศึกษาฝึกปฏิบัติการสอน อาจารย์นิเทศ และครูพี่เลี้ยง รวมจ�ำนวน 9 คน เคร่ืองมือที่ใช้ในการ
เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู คอื แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถามสถิตทิ ีใ่ ช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ไดแ้ ก่ ค่าความถี่
ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน น�ำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบตารางประกอบ
บรรยาย
ผลการวิจยั พบวา่
1. แนวทางพฒั นาการฝกึ ประสบการณว์ ชิ าชพี ครขู องนกั ศกึ ษาสาขาวชิ าการสอนภาษาองั กฤษ
ในภาพรวม อยใู่ นระดบั มาก
* ได้รับบทความ: 30 สงิ หาคม 2561; แก้ไขบทความ: 22 กุมภาพันธ์ 2562; ตอบรับตีพมิ พ์: 30 เมษายน 2562
Received: August 30, 2018; Revised: February 22, 2019; Accepted: April 30, 2019
62 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
2. แนวทางพัฒนากระบวนการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของนักศึกษาฝึกสอน สาขาวิชา
การสอนภาษาองั กฤษ คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหามกุฏราชวิทยาลยั วิทยาเขตลา้ นนานักศึกษา
ควรทจี่ ะมคี วามรกั ความศรทั ธา และความภาคภมู ใิ จในอาชพี ครนู กั ศกึ ษาฝกึ สอนควรจะเตรยี มความพรอ้ ม
ในการสอนควรเตรยี มแผนการสอน อยา่ งนอ้ ยสง่ กอ่ น 1 อาทติ ย์ เพราะครพู เ่ี ลยี้ งจะไดต้ รวจความถกู ตอ้ ง
เตรียมสอ่ื การสอน และบนั ทึกผลการสอนอาจารยน์ ิเทศก์และครพู ี่เลย้ี ง ควรมีการพูดคุยกนั เพือ่ ทำ� ความ
เขา้ ใจให้ตรงกนั ในสว่ นของกฎเกณฑว์ ตั ถุประสงค์ และกระบวนการในการฝกึ สอนให้เปน็ ไปตามนโยบาย
ของมหาวิทยาลยั โรงเรียนทีน่ กั ศกึ ษาไปฝึกสอน ควรจะเป็นโรงเรียนทมี่ เี รยี นท้งั ช้นั ประถมและมัธยมดว้ ย
ค�ำสำ� คัญ: แนวทางพฒั นา; การฝกึ ประสบการณว์ ิชาชพี คร;ู นกั ศกึ ษาสาขาวชิ าการสอนภาษาอังกฤษ
Abstract
The objectives of this research were as follows: 1) to study processes and
approaches to improve teaching practice experience of student teachers. The sample
was 101 student teachers registered for their teaching practice experience through the
university’s regular course, 1st semester, and academic year 2017 and 9 educational staff
including the administrators, university supervisors and cooperating teachers. The tools
of data collection were interview and questionnaire. The statistics used for analyzing data
included frequency, percentage, mean and standard deviation. The results of data
analysis are depicted as table charts.
The findings were as follows:
1. The overall approaches improving teaching practice of student teachers
majoring in Teaching English are high.
2. The approaches to develop the processes of teaching practice of the student
teachers suggested that student teachers should be passionate, enthusiastic, and proud
of the teaching profession, the lesson plans should be completed prior to the next class
in order to have them reviewed, the university supervisors and cooperating teachers
should have a mutual agreement on the criteria for measurements and purposes of the
teaching materials and teaching records, and the processes of teaching practice should
correspond with the university policy, and the schools selecting should be made from
both elementary and secondary levels.
Keywords: Developmental; Professional Teacher Experience; Students in English Teaching
ปที ี่ 19 ฉบับท่ี 2 (เมษายน - มถิ ุนายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 63
1. บทน�ำ น้อยสองภาษา มีความรักในการใฝ่รู้และใฝ่เรียน
อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง มที กั ษะในการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ
การฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูเป็นส่วน มีความสามารถในการคิด การแก้ปัญหาและการ
หน่ึงของการเรียนการสอนในสถานศึกษาตาม เผชญิ สถานการณแ์ ละรูเ้ ทา่ ทันการเปลยี่ นแปลง
หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์ 3. เป็นครูดี เข้าใจธรรมชาติของผู้เรียน
เพื่อให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์ตรงมีความรู้ รัก เมตตา และกรุณาต่อผู้เรียนเป็นกัลยาณมิตร
ความชำ� นาญในการสอน และสามารถนำ� ความรไู้ ป กับผู้เรียนและบุคคลที่เกี่ยวข้องร่วมมือกับผู้อื่น
ใชใ้ นสถานการณจ์ รงิ สามารถแกป้ ญั หาเฉพาะหนา้ ได้ เพอ่ื พฒั นาผเู้ รยี นและสถานศกึ ษา มจี รยิ ธรรมแหง่
การปฏิบัติการสอนในสถาบันการศึกษานักศึกษา วชิ าชีพและสามารถทำ� งานร่วมกับผอู้ นื่ ได้ดี
ได้เรียนรู้การท�ำงานกับบุคลากรต่างๆ ได้พัฒนา 4. เป็นครูเก่ง เข้าถึงแก่นแท้ของการ
บคุ ลกิ ภาพและสมรรถภาพทางวชิ าชพี ภายใตก้ าร ศึกษาหรือการพัฒนาคน มีปรีชาสามารถในการ
ดแู ลชว่ ยเหลอื และรว่ มแนะนำ� ชอบรว่ มกนั ระหวา่ ง จดั การศกึ ษาและจดั การเรยี นรู้ รอบรแู้ ละเชยี่ วชาญ
ครพู ่เี ลีย้ ง และอาจารย์นเิ ทศก์ คณะศกึ ษาศาสตร์ ในสาขาวิชาท่ีตนถนัด ใฝ่สร้างสรรค์และวิจัย
การฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของ สามารถแก้ปัญหาผู้เรียนและการจัดการเรียนรู้ได้
นักศึกษาสาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ คณะ อย่างมีประสิทธิภาพ (Mahamakut Buddhist
ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย University, Lanna Campus, n.d. : 9)
วทิ ยาเขตลา้ นนา เปน็ การฝกึ ปฏบิ ตั งิ านทางวชิ าชพี ส�ำหรับการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู
ครูโดยมีวัตถุประสงค์ เพ่ือผลิตครูในมิติใหม่ท่ีเน้น สาขาวชิ าการสอนภาษาองั กฤษ คณะศกึ ษาศาสตร์
ผลลัพธ์การเรียนรู้ มีความสามารถในการจัดการ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขต
ศึกษาและการจัดการเรียนรู้ มีส่วนร่วมในการ ล้านนา ก็ย่อมมีปัญหาและอุปสรรคจากการส่ง
พัฒนาคนไทยให้เปน็ มนุษย์ที่สมบูรณ์ โดยก�ำหนด นักศึกษาไปฝึกสอนยังโรงเรียนต่างๆ โดยเห็นได้
ผลลัพธ์การเรียนรู้ให้บัณฑิตที่ส�ำเร็จการศึกษา จากนักศึกษากลับมาขอเปลี่ยนสถานท่ีฝึกสอน
ตามหลกั สูตรมีคุณสมบัติทพ่ี งึ ประสงค์ ดงั น้ี ส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับตัวนักศึกษาเอง
1. เปน็ คนดมี จี ดุ มงุ่ หมายของชวี ติ มหี ลกั แตอ่ ยา่ งไรกต็ ามปญั หาการฝกึ ประสบการณว์ ชาิ ชพี
การในการดำ� เนนิ ชวี ติ เขา้ ถงึ ความงามและความดี ยังขึ้นอยู่กับองค์ประกอบท่ีส�ำคัญอื่นๆ ด้วย เช่น
ของชีวิตมีพลังและความมุ่งม่ันในการพัฒนาคน ด้านการเตรยี มการสอน ดา้ นสือ่ การสอน ด้านการ
และพัฒนาความก้าวหน้าของส่วนรวม รักชุมชน ด�ำเนินการสอน ความพร้อมของนักศึกษา ด้าน
และท้องถิ่นและด�ำรงชีวิตอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นอย่าง ความพร้อมของนักเรียน ด้านอาจารย์นิเทศ ด้าน
มีความสขุ ครูพี่เล้ียง และด้านโรงเรียนท่ีฝึกประสบการณ์
2. เปน็ คนเกง่ มคี วามสามารถและทกั ษะ วิชาชีพ ดังน้ันผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาแนวทาง
ในการใช้ภาษาไทยและภาษาต่างประเทศอย่าง
64 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
พฒั นาการฝกึ ประสบการณว์ ชิ าชพี ครขู องนกั ศกึ ษา 2560 จ�ำนวน 135 คน ได้ก�ำหนดขนาดกลุ่ม
สาขาวชิ าการสอนภาษาองั กฤษ คณะศกึ ษาศาสตร์ ตวั อยา่ งโดยใชส้ ตู รของ Taro Yamane (Sincharu,
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขต 2007 : 49) โดยได้กลุ่มตัวอยา่ ง จำ� นวน 101 คน
ล้านนาเพ่ือสถาบันจะได้น�ำข้อมูลมาพัฒนา 2. เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัย เป็นแบบ
ปรับปรุงระบบการเรียนการสอน และกิจกรรม สัมภาษณ์และแบบสอบถามท่ีสร้างข้ึนจากการ
ต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น และเพ่ือให้สอดคล้องเกณฑ์ ศึกษาแนวทางพัฒนาการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ
มาตรฐานตามท่ีคุรุสภาก�ำหนด ประกอบด้วย ครูของนักศึกษาสาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ
มาตรฐานหลักสูตร มาตรฐานการผลิต มาตรฐาน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราช
บัณฑิตหรือมาตรฐานผู้ส�ำเร็จการศึกษา เพื่อให้ วิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา โดยข้อค�ำถามได้
เหมาะสมกับหลักสูตรวิชาชีพครูชั้นสูงตอ่ ไป ครอบคลมุ ถงึ วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั 2 ชุด ดังน้ี
2.1 ชุดที่ 1 เป็นแบบสอบถาม
2. วัตถุประสงคข์ องการวิจยั ประกอบดว้ ย 2 ตอน คอื ตอนท่ี 1 เปน็ แบบสอบถาม
ขอ้ มลู ทว่ั ไปเกย่ี วกบั ผตู้ อบแบบสอบถาม ไดแ้ ก่ เพศ
1. เพ่ือศึกษากระบวนการฝึกประสบ เกรดเฉลยี่ และตอนที่ 2 เปน็ แบบสอบถามลกั ษณะ
การณ์วิชาชีพครูของนักศึกษาฝึกสอน สาขา แบบปลายปดิ แบง่ เปน็ 5 ด้าน คือ 1) ดา้ นการเต
วิชาการสอนภาษาอังกฤษ คณะศึกษาศาสตร์ รียมการสอน 2) ดา้ นส่ือการสอน 3) ด้านอาจารย์
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขต นิเทศ 4) ด้านครพู ีเ่ ลีย้ ง และ 5) ด้านโรงเรียนทฝ่ี กึ
ล้านนา ประสบการณว์ ชิ าชพี ผวู้ จิ ยั ใชล้ กั ษณะคำ� ถามแบบ
2. เพ่ือศึกษาแนวทางพัฒนากระบวน มาตราส่วน 5 ระดับโดยใช้หลักมาตราวัดลิเกิร์ต
การฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของนักศึกษา (Likert Scale)
ฝกึ สอนสาขาวชิ าการสอนภาษาองั กฤษ คณะศกึ ษา 2.2 ชุดท่ี 2 เป็นการรวบรวมข้อมูล
ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย จากการสมั ภาษณ์ เก่ียวกับแนวทางพัฒนาการฝกึ
วทิ ยาเขตลา้ นนา ประสบการณว์ ชิ าชพี ครขู องนกั ศกึ ษาสาขาวชิ าการ
สอนภาษาองั กฤษ คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั
3. วิธีด�ำเนินการวจิ ัย มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตลา้ นนา จำ� นวน 9
คน ประกอบดว้ ย ผูบ้ ริหารโรงเรยี นทน่ี ักศึกษาฝึก
การวจิ ยั ครง้ั นี้ เปน็ การวจิ ยั แบบเชงิ ปรมิ าณ ปฏิบัติการสอน จ�ำนวน 3 คน อาจารย์นิเทศ
และคณุ ภาพ (Quantitative Research) มขี น้ั ตอน จ�ำนวน 3 คน และครูพีเ่ ลยี้ ง จ�ำนวน 3 คน
และวธิ ีการด�ำเนินการวิจัย ดังนี้ 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ด�ำเนินการตามขั้นตอน ดังน้ี 1) ผู้วิจัยติดต่อ
นกั ศกึ ษาสาขาวชิ าการสอนภาษาองั กฤษ ภาคปกติ
ทีฝ่ ึกประสบการวชิ าชีพครู ในภาคตน้ ปกี ารศึกษา
ปีท่ี 19 ฉบบั ท่ี 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 65
โรงเรียนท่ีนักศึกษาไปฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราช
เพื่อขออนุญาตเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิทยาลัย วิทยาเขตล้านนาใช้สถิติเชิงพรรณนา
2) ผู้วิจัยน�ำแบบสอบถามที่สร้างเสร็จเรียบร้อย (Descriptive Statistics) โดยใช้สถติ พิ น้ื ฐาน การ
แล้วไปเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างจากนักศึกษา หาค่าเฉล่ีย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ ภาคปกติท่ีฝึก (Standard Deviation) ตอนท่ี 3 ข้อมูลท่ไี ดจ้ าก
ประสบการณ์วิชาชีพครู ในภาคต้น ปีการศึกษา แบบสอบถามข้อเสนอแนะแนวทางพัฒนา
2560 จำ� นวน 101 คน โดยผวู้ จิ ยั นำ� ไปแจกเองและ กระบวนการฝกึ ประสบการณว์ ชิ าชพี ดา้ นการสอน
รับคืนดว้ ยตนเอง และ 3) ผ้วู จิ ยั เกบ็ ข้อมูลจากการ สาขาวชิ าการสอนภาษาองั กฤษ คณะศกึ ษาศาสตร์
สมั ภาษณผ์ บู้ รหิ ารโรงเรยี นทนี่ กั ศกึ ษาฝกึ ปฏบิ ตั กิ าร มหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตล้าน
สอน จำ� นวน 3 คน อาจารยน์ เิ ทศ จำ� นวน 3 คน นาแลว้ รวบรวมขอ้ มลู ตามประเดน็ นำ� มาเรยี บเรยี ง
และครพู เ่ี ลย้ี ง จำ� นวน 3 คน รวม 9 คน ดว้ ยตนเอง น�ำเสนอในรูปแบบการบรรยาย โดยการหาค่า
4. การวิเคราะห์ข้อมูลและประมวลผล ความถ่ี (Frequency) แลว้ น�ำเสนอแบบบรรยาย
ผวู้ จิ ยั นำ� ขอ้ มลู ทไ่ี ดจ้ ากการตอบแบบสอบถามของ 4.2 การสัมภาษณ์ การวิเคราะห์
นกั ศกึ ษาสาขาวชิ าการสอนภาษาองั กฤษ ภาคปกติ ขอ้ มลู ของงานวจิ ยั ในครง้ั นผี้ วู้ จิ ยั ไดร้ วบรวมแนวคดิ
ท่ีฝึกประสบการวิชาชีพครู ในภาคต้นปีการศึกษา จากการสัมภาษณ์ผู้บริหารโรงเรียนท่ีนักศึกษา
2560 มาประมวลผลขอ้ มลู วเิ คราะหโ์ ดยใชโ้ ปรแกรม ฝึกปฏิบัติการสอน จ�ำนวน 3 คน อาจารย์นิเทศ
คอมพวิ เตอรส์ ำ� เรจ็ รปู มาประมวลผลขอ้ มลู วเิ คราะห์ จำ� นวน 3 คน และครพู เ่ี ลย้ี ง จำ� นวน 3 คน เกยี่ วกบั
โดยใชส้ ถติ ิเชงิ พรรณนา (Descriptive Statistics) แนวทางการพฒั นาการฝกึ ประสบการณว์ ชิ าชพี ครู
ได้แก่ ค่าสถิติความถ่ี (Frequency) ค่าร้อยละ ของนกั ศกึ ษาสาขาวชิ าการสอนภาษาองั กฤษ คณะ
(Percentage) คา่ เฉลยี่ (Mean) และสว่ นเบย่ี งเบน ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
มาตรฐาน S.D. (Standard Deviation) เพอื่ นำ� ไป วทิ ยาเขตล้านนา แลว้ นำ� เสนอแบบบรรยาย
ใชว้ ิเคราะห์กับแบบสอบถามโดยมีข้นั ตอน ดงั นี้ 5. สถิติที่ใช้ในการวิจัยใช้สถิติเชิง
4.1 แบบสอบถาม ผู้วิจัยน�ำข้อมูล พรรณนา (Descriptive Statistics) การวเิ คราะห์
ท่ีรวบรวมได้มาวิเคราะห์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ขอ้ มูลพนื้ ฐานของกลุม่ ตวั อย่าง โดยใชส้ ถิติรอ้ ยละ
โปรแกรมสำ� เรจ็ รปู ดงั น้ี ตอนที่ 1 ปจั จยั สว่ นบคุ คล (Percentage) ค่าความถี่ (Frequency) ค่าเฉลยี่
ของผู้ที่ตอบแบบสอบถาม โดยใช้สถิติพ้ืนฐาน ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และใช้
หาคา่ ความถ่ี (Frequency) คา่ รอ้ ยละ (Percentage) รูปแบบบรรยายตามข้อมูลที่เก็บรวบรวมจากการ
ตอนที่ 2 ข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามเก่ียวกับ สัมภาษณ์ผู้บริหารโรงเรียนท่ีนักศึกษาฝึกปฏิบัติ
กระบวนการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของ การสอนอาจารยน์ ิเทศ และครพู ่ีเล้ียง รวม 9 คน
นั ก ศึ ก ษ า ส า ข า วิ ช า ก า ร ส อ น ภ า ษ า อั ง ก ฤ ษ เกี่ยวกับแนวทางพัฒนาการฝึกประสบการณ์
66 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
วิชาชีพครูของนักศึกษาสาขาวิชาการสอนภาษา ล้านนาแล้ว รวบรวมข้อมูลตามประเด็น น�ำมา
อังกฤษ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหามกฏุ เรียบเรยี งนำ� เสนอในรูปแบบการบรรยาย โดยการ
ราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา แล้วน�ำเสนอแบบ หาค่าความถี่ (Frequency)
บรรยาย 2. แบบสัมภาษณ์จากการสัมภาษณ์
สามารถสรปุ ไดว้ า่ การเตรยี มการสอนของนกั ศกึ ษา
4. สรุปผลการวจิ ยั ฝกึ ประสบการณว์ ชิ าชพี ครู ควรมลี กั ษณะมคี วามรู้
ในเนื้อหาวิชาท่ีจะน�ำไปใช้ในการสอนโดยตรง
1. ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม มีเทคนิคและทักษะด้านการสอนมีความรัก ความ
สว่ นใหญเ่ ปน็ เพศหญงิ จำ� นวน 80 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ ศรัทธา และความภาคภูมิใจในอาชีพครู รู้จักการ
79.2 รองลงมาคอื เพศชาย จำ� นวน 21 คน คดิ เปน็ สังเกตและมีส่วนร่วมงานในหน้าที่ครูตามสภาพท่ี
รอ้ ยละ 20.8 มเี กรดเฉลย่ี 2.01-3.00 จำ� นวน 52 คน เป็นจริง ควรส่งแผนพร้อมมีกิจกรรม มีส่ือที่เป็น
คิดเป็นร้อยละ 51.5 รองลงมาคือ มีเกรดเฉลี่ย บัตรค�ำศัพท์ให้นักเรียนมีกิจกรรม role play ให้
3.01-4.00 จำ� นวน 49 คน คดิ เป็นร้อยละ 48.5 นักเรียนมีความกล้าแสดงออก และควรเข้าร่วม
2. วิเคราะห์ข้อมูลเก่ียวกับแนวทาง ทุกกิจกรรม ช่วยสอนนักเรียนได้อย่างเต็มท่ีท้ังใน
พฒั นาการฝกึ ประสบการณว์ ชิ าชพี ครขู องนกั ศกึ ษา เชิงของการสอน การปฏิบัติตัว จรรยาบรรณ
สาขาวชิ าการสอนภาษาองั กฤษ คณะศกึ ษาศาสตร์ การร่วมงานกับผู้อื่นได้ ปัญหาที่พบกับนักศึกษา
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขต ฝึกสอน นักศึกษาเขียนแผนไม่ค่อยถูกต้อง
ลา้ นนา พบวา่ แนวทางพฒั นาการฝกึ ประสบการณ์ วัตถุประสงค์กับการประเมินไม่สอดคล้องกัน
วิชาชีพครูของนักศึกษาสาขาวิชาการสอนภาษา อาจารย์พี่เล้ียงให้ไปแก้ไข แต่บอกให้แก้ไขแผน
องั กฤษ ในภาพรวมอยใู่ นระดบั มาก ( =3.99, S.D. ก็เงียบหายไปบุคลิกภาพแรกๆ ไม่ค่อยดี แต่ก็
= 0.199) เม่ือพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้าน พยายามปรับปรุงมีกิจกรรมอะไร นักศึกษาก็ต้อง
อาจารย์นิเทศมีค่าเฉล่ียมากกว่าด้านอื่นๆ ( = เข้าร่วมเพื่อมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีโครงการต่างๆ
4.23, S.D. = 0.383) รองลงมาคือ ด้านการเตรียม ควรเตรียมมาให้พร้อมก่อนน�ำเสนอครูพ่ีเลี้ยง
การสอน ( = 4.19, S.D. = 0.262) ดา้ นสอ่ื การสอน มปี ญั หาเรอื่ งความมน่ั ใจ ความกลา้ พดู กลา้ ถามบาง
( = 4.14, S.D. = 0.3.17) ดา้ นครพู เ่ี ลยี้ ง ( = 4.13, ครั้งตัวนักศึกษาเองก็มีปัญหาส่วนตัวท�ำให้เป็น
S.D. = 0.404) และดา้ นโรงเรยี นทฝี่ กึ ประสบการณ์ อปุ สรรคกบั การสอนและยงั มเี รอ่ื งของวฒั นธรรมท่ี
วิชาชีพ ( = 2.95, S.D. = 0.377) ตามล�ำดับ แตกตา่ งกันของกลมุ่ ชนเผ่าทีเ่ ปน็ อุปสรรค
3. วเิ คราะหข์ อ้ มลู เพอ่ื เสนอแนะแนวทาง ด้านสื่อการเรียนการสอนที่นักศึกษา
พฒั นาการฝกึ ประสบการณว์ ชิ าชพี ครขู องนกั ศกึ ษา ฝึกสอนใช้เป็นเครื่องมือในการสอน ควรมีการ
สาขาวชิ าการสอนภาษาองั กฤษ คณะศกึ ษาศาสตร์ อบรมให้นักศึกษาฝึกสอนมีความรู้เก่ียวกับการ
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขต
ปีที่ 19 ฉบบั ท่ี 2 (เมษายน - มถิ ุนายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 67
สรา้ งสอ่ื กอ่ นสง่ ไปฝกึ ปฏบิ ตั กิ ารสอนในสถานศกึ ษา อุดมศึกษา ซึ่งก�ำหนดโดยคณะกรรมการบริหาร
เพ่ือให้มีความคิดริเริ่มในการพัฒนาสื่อการสอน หลักสูตร และควรพิจารณาโรงเรียนท่ีอยู่ไม่ไกล
ด้วยตนเอง เลือกสื่อให้ตรงกับเน้ือหา และวิธีการ เกินไป และควรเลือกโรงเรียนที่มีการเดินทาง
สอน ตอ้ งมกี ารจดั ลำ� ดบั ขน้ั ตอนการใชส้ อ่ื ใหเ้ หมาะ สะดวกเพอื่ ลดปญั หาตา่ งๆ ทตี่ ามมา เชน่ คา่ ใชจ้ า่ ย
และสอดคล้องกับกิจกรรมการเรียน เลือกสื่อท่ีมี ในการเดินทางและค่าครองชพี
เน้อื หาถูกต้อง ทันสมัย นา่ สนใจ และเป็นสอ่ื ท่ีจะ
ให้ผลต่อการเรียนการสอนมากที่สุดเหมาะสมกับ 5. อภิปรายผลการวจิ ยั
วยั ระดบั ชัน้ ความรู้ และประสบการณข์ องผู้เรียน
ปัญหาที่พบจากอาจารย์นิเทศก์นักศึกษา 1. การการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู
ฝึกสอนส่วนใหญ่เกิดจากการท่ีอาจารย์นิเทศก์กับ ของนักศึกษาสาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ
ครูพี่เลี้ยงไม่ได้พูดคุยกัน เพื่อท�ำความเข้าใจให้ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เม่ือพิจารณาเป็นราย
ตรงกันและอาจารย์นิเทศมีจ�ำนวนน้อยและการ ด้านพบว่า ด้านอาจารย์นิเทศมีค่าเฉลี่ยมากกว่า
เดนิ ทางของอาจารยน์ เิ ทศก์มคี วามลำ� บาก ด้านอื่นๆ รองลงมาคือ ด้านการเตรียมการสอน
ครูพ่ีเลี้ยงเป็นบุคคลท่ีมีบทบาทส�ำคัญ ด้านส่ือการสอน ด้านอาจารย์พี่เลี้ยง และด้าน
อยา่ งยงิ่ ตอ่ กระบวนการฝกึ ประสบการณว์ ชิ าชพี ครู โรงเรียนท่ีฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ที่เป็นเช่นนี้
เป็นผู้ใกล้ชิดกับนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ เนื่องจาก นักศึกษาเห็นว่าอาจารย์นิเทศน้ันเป็น
ครูมากกว่าบุคคลอื่นในด้านปัญหาอุปสรรคส่วน บุคคลที่มีบทบาทใกล้ชิดกับนักศึกษาในการให้
ใหญ่ท่ีพบเกี่ยวกับของครูพ่ีเล้ียงกับนักศึกษา ค�ำปรึกษา แนะน�ำ และข้อเสนอแนะ ตลอดจน
ฝึกสอน มาจากเร่ืองของการสื่อสาร และความ ความชว่ ยเหลอื ต่างๆ แกน่ กั ศึกษาจงึ ทำ� ให้ผลของ
สัมพันธ์ระหว่างบุคคล อีกทั้งยังเกิดจากการ การวิจัยในด้านน้ีออกมาอยู่ในระดับมากกว่าด้าน
ขาดนโยบาย แนวทาง และกระบวนการประเมิน อ่ืนและในส่วนของด้านการเตรียมการสอนการใช้
นกั ศกึ ษาฝึกสอนทชี่ ัดเจน สื่อการสอน และด้านครูพี่เลี้ยง ค่าแปลผลอยู่ใน
มหาวทิ ยาลยั ควรแนะนำ� นกั ศกึ ษาฝกึ สอน ระดบั มากเชน่ กนั เนอื่ งจากกอ่ นทนี่ กั ศกึ ษาจะออก
ให้ท�ำความเข้าใจกับทางโรงเรียนก่อนท่ีทาง ไปฝึกสอนทางมหาวิทยาลัยมีการอบรมการให้
มหาวิทยาลัยจะส่งตัวนักศึกษาไปฝึกสอนและ ความรู้กับนักศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับ
นักศึกษา ควรเลือกโรงเรียนเครือข่ายการจัดการ นักศึกษาทั้งความเข้าใจเรื่องหลักสูตร ซ่ึงจะน�ำมา
ศึกษาข้ันพ้ืนฐานที่มีคุณภาพ ทั้งกระบวนการ สกู่ ารเขยี นแผนการจัดการเรียนรู้ และการท�ำแฟม้
จัดการสอนและการบริหารที่เป็นที่เป็นแบบอย่าง สะสมผลงาน กอ่ นทจ่ี ะเรมิ่ ปฏบิ ตั กิ าร ตา่ งจากดา้ น
ทด่ี แี กน่ กั ศกึ ษาตามมาตรฐานครุ สุ ภา และโรงเรยี น ของโรงเรียนท่ีนักศึกษาไปฝึกสอน ซึ่งผลการแปล
ตามนโยบายของส�ำนักงานคณะกรรมการการ ผลออกมาอยู่ในระดับปานกลาง อาจเนื่องมาจาก
การเลือกโรงเรียนท่ีนักศึกษาจะไปฝึกสอนอยู่ห่าง
68 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
ไกลเกินไป การที่อาจารย์จะออกไปนิเทศก์นั้นมี และยังสอดคล้องกับงานวิจัยของพรรณราย
ความลำ� บาก เพราะนักศึกษาบางสว่ นกจ็ ะกลบั ไป เทียมทัน และอนุวัติ คูณแก้ว (Tiamtan and
ฝึกสอนท่ีภูมิล�ำเนาของตนเองและนักศึกษาส่วน Koongaew, 2011 : 7-16) ได้ศกึ ษาวจิ ัยเรอ่ื งการ
ใหญก่ จ็ ะเปน็ นกั ศกึ ษาทม่ี าจากชนเผา่ การเดนิ ทาง พัฒนารูปแบบการฝึกประสบการณ์วิชาชีพของ
ไปนิเทศก์จึงมีความยากล�ำบากสอดคล้องกับ นกั ศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เพชรบรู ณ์ พบวา่ 1)
แนวคดิ ของสจุ นิ ดา มว่ งมี (Muangmi, 2005) ทไี่ ด้ คณะตา่ งๆ ภายในมหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเพชรบรู ณ์
กลา่ ว ไวว้ า่ อาจารยน์ ิเทศเปน็ อาจารยป์ ระจำ� คณะ จะมีหน่วยฝึกประสบการณ์วิชาชีพ โดยท�ำหน้าท่ี
ศกึ ษาศาสตรข์ องมหาวทิ ยาลยั ทีส่ ง่ นกั ศึกษาออก จัดหาสถานที่ฝึกปฐมนิเทศก่อนฝึก จัดการนิเทศ
ฝกึ สอนและไดร้ บั แตง่ ตงั้ ใหท้ ำ� หนา้ ทน่ี เิ ทศนกั ศกึ ษา และสมั มนาหลงั ฝกึ สำ� หรบั ปญั หาทพี่ บ ไดแ้ ก่ แหลง่
ฝึกสอนและยังสอดคล้องกับ คณะศึกษาศาสตร์ ฝึกงานอยู่ไกล ไม่เพียงพอและการไม่ได้รับความ
มหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตลา้ นนา ร่วมมือจากสถานประกอบการนักศึกษาไม่มีความ
(Faculty of Education, Mahamakut Buddhist รู้และทักษะในการท�ำงานการนิเทศไม่ต่อเน่ือง 2)
University, Lanna Campus, n.d. : 30-32) ท่ี การฝึกประสบการณ์วิชาชีพของมหาวิทยาลัยใน
กล่าวว่าถึงอาจารย์นิเทศ ที่สถานศึกษาแต่งต้ังข้ึน ประเทศไทย มหี ลายรปู แบบ ขน้ึ อยกู่ บั ลกั ษณะของ
มานิเทศก์นักศึกษา ซึ่งสถานศึกษาหนึ่งจะใช้ วิชาชีพของแต่ละสาขา ได้แก่ รูปแบบการเรียน
อาจารยน์ เิ ทศกค์ นเดยี ว นเิ ทศทง้ั หนว่ ยกไ็ ด้ มหี นา้ สลับการท�ำงานสหกิจศึกษา การฝึกหลังเรียน
ท่ีคือ 1) ประสานงานระหว่างสถานศึกษากับ ทฤษฏีครบแลว้ ส�ำหรับปัญหาท่ีพบ ไดแ้ ก่ ไม่มีค่า
วิทยาลัยศาสนศาสตร์ล้านนา มหาวิทยาลัยมหา ตอบแทนในขณะฝึก นักศึกษาขาดทักษะในการ
มกุฏราชวิทยาลยั วิทยาเขตลา้ นนา ครพู เ่ี ลยี้ งและ ท�ำงาน และมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม รวมท้ังไม่
ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา 2) นเิ ทศงานในหนา้ ทคี่ รดู า้ น สามารถปรบั ตวั เขา้ กบั วฒั นธรรมองคก์ รไดส้ ว่ นการ
อนื่ ๆ ยกเวน้ งาน การเรียนการสอน ซ่ึงไดแ้ ก่ ดูแล ฝึกประสบการณ์วิชาชีพของมหาวิทยาลัยต่าง
ความรับผิดชอบในการปฏิบัติ นิเทศโครงการ ประเทศ พบวา่ มกี ารฝกึ ประสบการณว์ ชิ าชพี อยา่ ง
พัฒนาสถานศึกษา ตรวจแนะน�ำ Case Study เป็นระบบ โดยมีหน่วยงานประสานงาน เตรียม
ตรวจแนะน�ำการบันทึกการปฏิบัติงาน 3) ลง ความพร้อมนักศึกษาก่อนฝึก มีการประเมินอย่าง
รายการนเิ ทศทกุ ครัง้ ทที่ ำ� การนิเทศก์ 4) ประเมนิ ต่อเน่ืองและมีการสัมมนาหลังฝึก ส�ำหรับปัญหา
ผลการฝกึ ประสบการณข์ องนกั ศกึ ษาแตล่ ะคนตาม ไดแ้ ก่ นกั ศกึ ษาไมป่ ฏบิ ตั ติ ามกฎระเบยี บของสถาน
ระยะเวลา อาจารยน์ เิ ทศกท์ วั่ ไปจะประเมนิ 3 สว่ น ประกอบการท�ำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพนักศึกษา
ไดแ้ ก่ 1) แบบประเมนิ คณุ ลกั ษณะความเปน็ ครู 2) ไม่พัฒนาตนเอง และปัญหาทางด้านภาษาเมื่อไป
แบบประเมนิ โครงการ/กจิ กรรมพฒั นานกั ศกึ ษา 3) ฝึกงานท่ีไม่ใช่ประเทศของตนเอง 3) จากการ
แบบประเมนิ โครงการ/กจิ กรรมพฒั นาสถานศกึ ษา สังเคราะห์รูปแบบการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ
ปที ี่ 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 69
พบวา่ มี 2 รปู แบบ คือ แบบสหกิจศึกษาและแบบ สะสมผลงาน กอ่ นการจดั ทำ� แผนการจดั การเรยี นรู้
ทั่วไป ซึ่งจะเป็นรูปแบบที่มีความสอดคล้องความ นักศึกษาควรมีความเข้าใจหลักสูตร ทั้งในระดับ
ตอ่ เนื่องและสามารถน�ำไปสู่การปฏิบัตไิ ด้ ประถมศกึ ษาและมัธยมศึกษา ก่อนท่จี ะเรม่ิ ปฏิบตั ิ
2. แนวทางพัฒนาการฝึกประสบการณ์ การและการเตรียมการสอนของนักศึกษาฝึกสอน
วิชาชีพครูของนักศึกษาสาขาวิชาการสอนภาษา ควรมคี วามรใู้ นเนอื้ หาวชิ าทจ่ี ะนำ� ไปใชใ้ นการสอน
องั กฤษ คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหามกุฏ โดยตรงมเี ทคนคิ และทกั ษะดา้ นการสอนมคี วามรกั
ราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา คือ นักศึกษาควร ความศรัทธา และความภาคภูมิใจในอาชีพครู
ทจี่ ะมคี วามรัก ความศรทั ธา และความภาคภมู ิใจ การเลือกโรงเรียนท่ีจะใช้ในการฝึกสอนของ
ในอาชีพครูนักศึกษาฝึกสอนควรจะเตรียมความ นกั ศกึ ษาฝกึ สอน ควรมกี ารเลอื กโรงเรยี นเครอื ขา่ ย
พร้อมในการสอน ควรเตรียมแผนการสอน ก า ร จั ด ก า ร ศึ ก ษ า ข้ั น พื้ น ฐ า น ท่ี มี คุ ณ ภ า พ
อย่างนอ้ ยสง่ กอ่ น 1 อาทติ ย์ เพราะครพู ีเ่ ลยี้ งจะได้ ทงั้ กระบวนการจดั การสอนและการบรหิ ารทเี่ ปน็ ที่
ตรวจความถกู ตอ้ ง เตรยี มส่ือการสอน และบันทึก เปน็ แบบอยา่ งทด่ี แี กน่ กั ศกึ ษาตามมาตรฐานครุ สุ ภา
ผลการสอนครูพ่ีเลี้ยงไม่ควรกดดันนักศึกษาแต่ และโรงเรียนตามนโยบายของส�ำนักงานคณะ
ควรท่ีจะให้ค�ำแนะน�ำ ชี้แจงในข้อควรแก้ไข กรรมการการอุดมศึกษา ซ่ึงก�ำหนดโดยคณะ
พรอ้ มเสนอแนะแนวทางแก้ไขและอาจารย์นเิ ทศก์ กรรมการบรหิ ารหลักสตู ร
และครูพ่ีเล้ียงควรมีการพูดคุยกันเพื่อท�ำความ
เข้าใจให้ตรงกันในส่วนของกฎเกณฑ์วัตถุประสงค์ 6. ข้อเสนอแนะ
และกระบวนการในการฝึกสอนการเลือกโรงเรียน
ท่ีจะไปฝึกสอนนักศึกษาควรเลือกโรงเรียนที่อยู่ใน 1. ข้อเสนอแนะจากการวจิ ยั
เครือข่ายที่เข้าร่วมกับมหาวิทยาลัย และโรงเรียน 1.1 มหาวทิ ยาลยั ควรจดั การประชมุ
ทีม่ คี วามพรอ้ ม เช่น ผา่ นประเมนิ ของ สมศ. มีครู ระหว่างอาจารย์นิเทศก์ให้มีความเข้าใจตรงกันใน
พ่ีเล้ียงตรงเอกท่ีมีประสบการณ์ ซ่ึงสอดคล้องกับ ส่วนของวัตถุประสงค์ เกณฑ์ มาตรฐานรูปแบบ
การสัมภาษณ์ Banchoet Wimonsucharit กระบวนการทใี่ ชใ้ นการฝกึ สอนและการปฏบิ ตั กิ าร
กล่าวว่าแนวทางพัฒนาการฝึกประสบการณ์ นิเทศหลังการสอน ในวิชาการฝึกประสบการณ์
วชิ าชพี ครขู องนกั ศกึ ษา คอื กอ่ นทม่ี หาวทิ ยาลยั จะ วิชาชีพด้านการสอนรวมไปถึงข้อตกลง ในการใช้
ส่งตัวนักศึกษาออกไปฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ใบประเมินในการให้คะแนนนักศึกษาฝึกสอนด้วย
นั้นจะต้องมีการจัดอบรมให้ความรู้เพ่ือเตรียม เพ่ือเน้นย�้ำให้อาจารย์นิเทศก์ทุกท่านมีความเข้าใจ
ความพร้อมให้กับนักศึกษาท้ังความเข้าใจเร่ือง ตรงกันและมีแนวทางการปฏิบัติทส่ี อดคลอ้ งกัน
หลักสูตร ซึ่งจะน�ำมาสู่การเขียนแผนการจัดการ 1.2 มหาวิทยาลัยควรมีการจัด
เรียนรู้ การท�ำวิจัยในชั้นเรียน และการท�ำแฟ้ม ประชุมสัมมนาร่วมกันระหว่างครูพี่เล้ียงและ
อาจารย์นิเทศก์เพื่อสร้างความเข้าใจท่ีตรงกัน
70 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
ในเร่ืองของแนวทาง และกระบวนการประเมิน ในหลายๆ ด้านเพื่อให้ได้รายละเอียดในการน�ำมา
นักศึกษาฝกึ สอน ให้มีความชัดเจน ปรบั ปรงุ การพฒั นางานในดา้ นการฝกึ ประสบการณ์
1.3 มหาวิทยาลัยต้องให้ค�ำแนะน�ำ วิชาชีพครู
นักศึกษาฝึกสอนให้ท�ำความเข้าใจกับทางโรงเรียน 2.2 ควรท�ำการศึกษาเก่ียวกับ
ก่อนท่ีทางมหาวิทยาลัยจะส่งตัวนักศึกษาไปฝึก ประสิทธิภาพของการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู
ประสบการณ์วิชาชีพครู โดยมีการช้ีแจงระเบียบ ของนักศึกษาก่อนออกฝึกประสบการณ์ขณะฝึก
หนา้ ทีข่ องฝา่ ยตา่ งๆ ทีเ่ กยี่ วข้องอย่างชัดเจน ประสบการณ์และหลังฝกึ ประสบการณว์ ชิ าชีพครู
2. ขอ้ เสนอแนะเพอ่ื การวิจยั ครัง้ ต่อไป 2.3 ควรทำ� การศกึ ษาเกย่ี วกบั ปจั จยั
2.1 ควรทำ� การศกึ ษาเกยี่ วกบั ปญั หา ที่ส่งผลต่อการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของ
และอุปสรรคของการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู นกั ศึกษาฝกึ ประสบการณว์ ิชาชพี ครู
References
Bunyaratphan, S. (2003). Research Methodology for Public Administration. 7th ed. Bangkok
: Saosematham Press.
Mahamakut Buddhist University, Lanna Campus. (n.d). Teaching Practice in Educational
Institute 1 and 2 Manuals. Chiang Mai : Mahamakut Buddhist University, Lanna
Campus.
Muangmi, S. (2005). Roles and Responsibilities of a University Supervisor as Perceived by
Student Teachers, School Supervisors, and University Supervisors. Chonburi :
Burapha University.
Sincharu, T. (2007). Research and Statistic Analysis by SPSS. 7th ed. Bangkok : We Inter
Print Press.
Tiamtan, P. and Koongaew, A. (2011). Development of Professional Experience Program
Model for Student at Petchabun Rajabhat University. Phetchabun Rajabhat
Journal, 13(1), 7-16.
Wimonsucharit, B. (9 August, 2017). The Director of Chumchon Ban Mueang Ngai. Interview.
การพฒั นาทักษะการวางแผนของผ้บู ริหารสถานศึกษา
โดยใชก้ ีฬากอลฟ์ เป็นกิจกรรมการฝึกอบรม*
The Planning Skill Development of School Principals
Through Golf Activities
ไพบลู ย์ สรุ ารักษ์
Phaiboon Surarak
มหาวิทยาลยั ราชภัฏสกลนคร
Sakon Nakhon Rajabhat University, Thailand
E-mail: [email protected]
บทคดั ยอ่
การวิจัยครั้งน้ี มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) ศึกษาองค์ประกอบของทักษะการวางแผน ของผู้บริหาร
สถานศกึ ษา 2) พฒั นาหลกั สตู รฝกึ อบรมกฬี ากอลฟ์ เพอ่ื พฒั นาทกั ษะการวางแผนของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา
และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของหลักสูตรฝึกอบรมกีฬากอล์ฟ เพื่อพัฒนาทักษะการวางแผนของผู้บริหาร
สถานศึกษา การด�ำเนนิ การวจิ ยั แบง่ ออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การก�ำหนดกรอบความคิดการวิจัย
ประกอบด้วย 1) ศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ัยที่เกี่ยวขอ้ ง 2) สมั ภาษณผ์ ู้ทรงคณุ วุฒิ จ�ำนวน 12 คน ระยะ
ท่ี 2 การสร้างหลักสูตรฝึกอบรมกีฬากอล์ฟ เพื่อพัฒนาทักษะการวางแผนของผู้บริหารสถานศึกษา
และระยะที่ 3 การตรวจสอบหลกั สตู รฝึกอบรม ประกอบด้วย 1) ตรวจสอบร่างหลักสตู รโดยผูเ้ ชย่ี วชาญ
จ�ำนวน 5 คน โดยใช้วิธีการประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (Expert Group Discussion) เพ่ือประเมินความ
สอดคลอ้ งและความเหมาะสมขององคป์ ระกอบของหลกั สตู รฝกึ อบรม 2) ทดลองใชห้ ลกั สตู รฝกึ อบรมภาค
สนามกลุม่ ยอ่ ย 2 คน และกลมุ่ ใหญ่ 5 คน เพ่อื หาประสิทธิผลของหลกั สตู ร และ 3) ปรับปรงุ หลักสูตร
ฝึกอบรมให้มคี วามสมบูรณ์
ผลการวิจัยพบวา่
1. ทักษะการวางแผนของผู้บริหารสถานศึกษา มี 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การก�ำหนด
วตั ถปุ ระสงค์ 2) การกำ� หนดขอ้ สนั นษิ ฐานหรอื การพยากรณ์ 3) การสำ� รวจทรพั ยากร 4) การพจิ ารณาทางเลอื ก
และตดั สินใจเลือกทางเลือก 5) การกำ� หนดแผนปฏิบตั ิงานและปฏบิ ตั ิตามแผน และ 6) การประเมนิ ผล
* ไดร้ บั บทความ: 1 ธันวาคม 2561; แกไ้ ขบทความ: 12 กมุ ภาพนั ธ์ 2562; ตอบรับตพี ิมพ:์ 15 พฤษภาคม 2562
Received: December 1, 2018; Revised: February 12, 2019; Accepted: May 15, 2019
72 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
การปฏบิ ัติตามแผน
2. หลกั สตู รฝกึ อบรม ประกอบดว้ ย 3 องคป์ ระกอบ คอื 1) หลกั การและเหตผุ ล 2) จดุ มงุ่ หมาย
ของหลกั สูตร และ3) หน่วยการฝกึ อบรมและหวั ขอ้ ฝกึ อบรม โครงสร้างของหลกั สตู รฝึกอบรม มี 6 หนว่ ย
แตล่ ะหนว่ ย ประกอบด้วย จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม เนือ้ หาการฝึกอบรม สอื่ การเรยี น กจิ กรรมและวิธี
การฝกึ อบรม การประเมนิ ผลการฝกึ อบรม และประเมนิ ความสอดคลอ้ งและความเหมาะสมโดยผเู้ ชยี่ วชาญ
พบว่า หลักสูตรฝึกอบรมมีความสอดคล้องระดับสูง (ค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.60-1.00)
และมคี วามเหมาะสมอยู่ในระดบั มาก ( = 4.45)
3. การศึกษาประสิทธิผลของหลักสูตร พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่เข้ารับการฝึกอบรม
มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะการวางแผน หลังได้รับการฝึกอบรมสูงกว่าก่อนการฝึกอบรมอย่างมี
นัยส�ำคัญทางสถติ ทิ ีระดบั .05 และมคี า่ ดัชนีประสิทธิผล (E.I) เท่ากบั 0.70
ค�ำส�ำคญั : การพฒั นา; ทักษะการวางแผน; หลกั สตู รฝกึ อบรม
Abstract
The objectives of this study were 1) to study the components of planning skill;
2) to develop a golf training curriculum for planning skill development of school directors
and 3) to study the effectiveness of the developed curriculum. The study was divided
into 3 phases. The research conceptual framework was built in the first phase by
1) studying relevant documents and researches on the components of planning process
2) conducting an interview with 12 experts and professional golfers on the approaches
in building a golf training curriculum and on the components in golfing strategy and
tactics. The golf training curriculum was built in the second phase and the evaluation of
the developed curriculum was carried out in the third phase by 1) conducting an expert
group discussion by 5 experts to evaluate the appropriateness and congruence of the
developed curriculum 2) running an experimental implementation of the developed
curriculum with a small group of 2 persons and a larger group of 5 persons to determine
the effectiveness of the developed curriculum and 3) improving the developed curriculum
as well as related documents.
The findings are as follows:
1. Planning skill of school directors comprises 6 components, which are 1) objectives
setting; 2) presumption or prediction setting; 3) resource inventory; 4) choices consideration
ปีที่ 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มถิ ุนายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 73
and determination; 5) operational plan setting and implementation and 6) evaluation of
operational plan implementation.
2. The developed golf training curriculum for planning skill development of
school directors comprises 3 components, namely 1) rationale; 2) curriculum objectives
and 3) training unit and training topics. The structure of the training curriculum consists
of 6 units. Each unit consists of behavioural objectives, training content, instructional
media, training activities and process and training result evaluation. The evaluation by
experts shows that the developed training curriculum has the congruence at a high
level with IOC between 0.60 - 1.00 and the appropriateness at a high level with ( = 4.45).
3. On the effectiveness of the developed curriculum, it is found that the
participating school directors has a higher knowledge and understanding on planning skill
after the training than before the training with a statistical significance at .05 level and
shows the effectiveness index (E.I) at 0.70.
Keywords: Development; Planning Skill; Training Curriculum
1. บทน�ำ ถ้าปราศจากการวางแผนและการตัดสินใจที่ดีแล้ว
โอกาสท่ีจะท�ำงานให้มีประสิทธิผล ประสิทธิภาพ
การพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ยใ์ นองคก์ รอยา่ ง มีน้อยมาก การท�ำงานท่ีขาดการวางแผนท่ีดีเป็น
ยั่งยืนต้องเริ่มต้นด้วยการพัฒนาพฤติกรรมในการ สว่ นส�ำคญั ทที่ ำ� ใหไ้ ม่บรรลเุ ปา้ หมายทวี่ างไว้
ท�ำงาน เพราะพฤติกรรมการท�ำงานของบุคลากร ผู้บริหารควรสนใจและให้ความส�ำคัญกับ
แตล่ ะคนนน้ั มคี วามแตกต่างกันตามกระบวนการ การวางแผนอย่างจริงจัง สังคมไทยปัจจุบันอยู่
วางแผน การตดั สนิ ใจของแต่ละคน ซ่ึงจะส่งผลต่อ ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ท่ีมีผลกระทบต่อวิถี
ประสิทธิผล และประสิทธิภาพของการท�ำงาน ชีวิตความเป็นอยู่ของบุคคลในทุกๆ ด้าน ส่งผล
ในอนาคตได้ การวางแผนเป็นหลักส�ำคัญขั้นต้น ทำ� ใหเ้ กดิ ปญั หาตามมาคอื ผบู้ รหิ ารหรอื ผมู้ อี ำ� นาจ
ของกระบวนการบริหารเพราะแผนที่ดีจะช่วย ขาดคุณธรรมจริยธรรม ขาดระเบียบวินัยเห็นแก่
ให้การบริหารส�ำเร็จลุล่วงไปด้วยความราบรื่น ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม
สอดคล้องกับแนวคิดของณัฏฐพันธ์ เขจรนันนท์ ในสถานการณท์ โี่ ลกมกี ารเปลยี่ นแปลงตามกระแส
(Kecharananta, 2002 : 64) รูปแบบของแผน ของการพัฒนาและการแข่งขันส่งผลให้ผู้บริหาร
มหี ลายอยา่ งแตกตา่ งกนั แลว้ แตว่ ตั ถปุ ระสงคว์ า่ จะ สถานศึกษาทุกคนต้องเร่งศึกษาพัฒนาตนเอง
วางแผนขึ้นมาส�ำหรับภารกิจใดแผนงานเปรียบ ทง้ั ดา้ นการตดิ ตอ่ สอื่ สาร การนำ� เสนอขอ้ มลู ซงึ่ ตอ้ ง
เสมือนเข็มทิศช่วยช้ีช่องทางในการด�ำเนินงาน
74 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
ใช้การวางแผนการตัดสินใจที่ดีเป็นองค์ประกอบ เพราะการวางแผนและการตัดสินใจ จะแสดงให้
สำ� คญั เพอื่ ใหก้ ารบรหิ ารจดั การประสบความสำ� เรจ็ เหน็ ถงึ ภาวะผนู้ ำ� และความนา่ เชอื่ ถอื การวางแผนที่
ตามวัตถุประสงค์ สอดคล้องกับแนวคิดของธงชัย ดีถือเป็นองค์ประกอบท่ีส�ำคัญในความส�ำเร็จของ
สันติวงษ์ (Santiwong, 1997 : 24-29) กล่าววา่ บุคคลเกอื บทุกอาชพี
การวางแผนเป็นภารกิจหลักของผู้บริหารทุกคน กีฬากอล์ฟเป็นกีฬาท่ีเหมาะส�ำหรับนัก
ซ่ึงผู้บริหารแต่ละระดับจะต้องอาศัยการวางแผน บริหารเพราะผู้บริหารระดับสูง และระดับกลาง
เพอ่ื ประกอบการตดั สนิ ใจในการบรหิ ารงานเพอ่ื ให้ ส่วนใหญ่จะมีอายุมาก ซ่ึงสุขภาพร่างกายเร่ิม
ส�ำเร็จตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์อย่างมี เสอ่ื มถอย และกอลฟ์ เปน็ กฬี าทไี่ มห่ กั โหม เนน้ การ
ประสทิ ธิภาพ เดินมากกว่าการว่ิง สอดคล้องกับแนวคิดของ
การวางแผนเป็นกระบวนการบริหารงาน รงุ่ แกว้ แดง (Kaewdang, 1998 : 91) การเลน่ กอลฟ์
ที่สามารถขจัดปัญหาให้กับบุคคลหรือองค์กรได้ จะช่วยให้มีโอกาสได้สร้างความสัมพันธ์อันดีกับ
อย่างไรก็ตาม การวางแผนนั้นก็อาจจะไม่มี เครอื ขา่ ยสาขาอาชพี ตา่ งๆ ซงึ่ เปน็ ประโยชนใ์ นการ
ประสิทธิภาพถ้าเขียนไว้แล้วไม่น�ำออกมาปฏิบัติ ติดต่อประสานงาน ท้งั ในวงการธุรกจิ และราชการ
สอดคล้องกับแนวคิดของประชุม รอดประเสริฐ และกีฬากอล์ฟมีความสัมพันธ์สอดคล้องกับ
(Rodprasert, 1992 : 105-106) การวางแผนทดี่ ี กระบวนการบริหารที่ชัดเจนที่สุดคือ การบริหาร
น้ันต้องมีการน�ำไปใช้อย่างต่อเน่ืองและได้รับการ งานแบบวงจรการควบคุมคุณภาพของเดมิ่ง
ปรับปรุงแก้ไขในส่วนท่ีเป็นปัญหา อุปสรรค (Deming) ซ่ึงเป็นกระบวนการบริหารที่ประกอบ
การวางแผนจึงเป็นหน้าท่ีส�ำคัญของผู้บริหาร ด้วย 4 ข้ันตอน (Department of Academic
ประกอบด้วย การวางแผน การจัดการองค์กร Affairs, 2002 : 20-21) คอื 1) การวางแผน (Plan)
การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู การศกึ ษา และการกำ� หนด 2) การลงมือปฏิบัติ (Do) 3) การตรวจสอบ
วัตถุประสงค์ การก�ำหนดเป้าหมาย การสร้าง (Check) และ 4) การปรับปรุงแก้ไข (Action)
กลยุทธ์ และการตัดสินใจเลือกแนวทางปฏิบัติ หรือที่เรียกเป็นค�ำย่อว่า “PDCA” (Yurachai,
ที่เหมาะสมเพื่อให้กิจกรรมต่างๆ ด�ำเนินไปโดย Waroonroj and Chamarat, 2017 : 39-48) เชน่
ราบร่ืนมีประสิทธิภาพ และบรรลุวัตถุประสงค์ ในการตกี อลฟ์ 1 คร้งั จะต้องเริม่ ดว้ ยการวางแผน
โดยแผนที่ดีจะเป็นท้ังคู่มือและแนวทางปฏิบัติ คอื การศกึ ษาองคป์ ระกอบตา่ งๆ กอ่ น เมอื่ วางแผน
เพื่อให้บุคคลหรือองค์กรสามารถด�ำเนินการไปสู่ เสร็จแล้วก็ลงมือตีลูกกอล์ฟออกไป แล้วติดตาม
จุดมุ่งหมายที่ต้ังไว้ ในท�ำนองเดียวกันกับประคอง ตรวจสอบผลการดำ� เนินงานไดท้ ันที ถา้ ลูกไปตาม
รัศมีแก้ว (Rassameekaew, 2008 : 1) ปัจจัย ทิศทางและตรงกับเป้าหมายทีว่ างไว้ แสดงว่าการ
ส�ำคัญท่ีช่วยให้การบริหารงานเกิดประสิทธิผล ท�ำงานน้ันประสบความส�ำเร็จตามแผน แต่ถ้าไม่
คือการวางแผนและการตัดสินใจของผู้บริหาร เป็นไปตามแผนคร้ังต่อไปก็ปรับปรุงแก้ไขทั้งระยะ
ปีท่ี 19 ฉบบั ท่ี 2 (เมษายน - มถิ ุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 75
และทิศทางจะเห็นได้ว่า PDCA เกิดข้ึนในเสี้ยว ของกระบวนการวางแผนของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา
วินาที โดยวิธวี เิ คราะหเ์ อกสาร 2) สมั ภาษณ์ผทู้ รงคณุ วุฒิ
จากความเป็นมา และความส�ำคัญของ จำ� นวน 12 คน โดยการเลอื กแบบเจาะจง (Purposive
ปญั หาดงั กลา่ ว ผวู้ จิ ยั จงึ สนใจศกึ ษาเรอื่ งการพฒั นา Sampling) ประกอบดว้ ย นกั วชิ าการ ผอู้ ำ� นวยการ
ทกั ษะการวางแผนของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา โดยใช้ สำ� นกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษา ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา
หลักสูตรฝึกอบรมกีฬากอล์ฟ ท้ังน้ีเพื่อน�ำผลจาก ศกึ ษานเิ ทศก์ และครู โดยใช้แบบสัมภาษณแ์ บบมี
การวิจัยไปเป็นแนวทางในการส่งเสริมทักษะการ โครงสร้างเกี่ยวกับแนวทางการสร้างหลักสูตรฝึก
วางแผนของผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งจะท�ำให้ อบรมและกระบวนการวางแผนของการเลน่ กอลฟ์
สามารถบรหิ ารจดั การไดอ้ ย่างมีประสทิ ธภิ าพและ ระยะที่ 2 การสรา้ งหลกั สตู รฝกึ อบรมกฬี า
ประสิทธิผลส่งผลต่อตนเอง ครอบครัว โรงเรียน กอล์ฟ เพอ่ื พฒั นาทกั ษะการวางแผนของผบู้ ริหาร
ชมุ ชน สงั คม และประเทศชาตติ ่อไป สถานศกึ ษา การดำ� เนนิ การในระยะนเ้ี ปน็ การสรา้ ง
หลกั สตู รฝกึ อบรม พรอ้ มจดั ทำ� คมู่ อื การใชห้ ลกั สตู ร
2. วัตถุประสงคข์ องการวจิ ยั ดงั น้ี หลกั สตู รฝกึ อบรมกฬี ากอลฟ์ เพอ่ื พฒั นาทกั ษะ
การวางแผนของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา ประกอบดว้ ย
1. เพอื่ ศกึ ษาองคป์ ระกอบของทกั ษะการ 1) หลกั การและเหตผุ ล 2) จดุ มงุ่ หมายของหลกั สตู ร
วางแผนของผ้บู รหิ ารสถานศกึ ษา และ 3) หนว่ ยการฝกึ อบรมและหวั ขอ้ ของการฝกึ
2. เพ่ือพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมกีฬา อบรม (จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม เนอื้ หาของหลกั สตู ร
กอล์ฟเพื่อพัฒนาทักษะการวางแผนของผู้บริหาร ฝึกอบรมสื่อการเรียน กิจกรรม และวิธีฝึกอบรม
สถานศกึ ษา การประเมินผลผู้เข้าฝึกอบรม) เขียนเอกสาร
3. เพ่ือศึกษาประสิทธิผลของหลักสูตร หลักสูตรฝึกอบรม และจัดท�ำคู่มือการใช้หลักสูตร
ฝกึ อบรมกฬี ากอลฟ์ เพอื่ พฒั นาทกั ษะการวางแผน ฝึกอบรม
ของผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา ระยะท่ี 3 การตรวจสอบหลกั สตู รฝกึ อบรม
กีฬากอล์ฟ เพื่อพัฒนาทักษะการวางแผนของ
3. วิธดี ำ� เนนิ การวิจยั ผู้บริหารสถานศึกษา การตรวจสอบร่างหลักสูตร
โดยใช้ผู้เช่ียวชาญ เป็นการประเมินเพื่อศึกษา
การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยแบบ ข้อบกพร่องที่ควรปรับปรุงแก้ไขในด้านความ
ผสานวิธี (Mixed Methodologies) (Koenchai, เหมาะสมและความสอดคลอ้ งภายในองคป์ ระกอบ
2016 : 297-314) โดยแบ่งข้ันตอนด�ำเนินการวจิ ัย ตา่ งๆ ของหลกั สตู รดงั นี้ 1) ตรวจสอบรา่ งหลกั สตู ร
เป็น 3 ระยะ ดงั น้ี โดยผเู้ ช่ยี วชาญจำ� นวน 5 คน โดยใช้วธิ ีการประชุม
ระยะท่ี 1 การก�ำหนดกรอบความคิด กลุ่มผู้เช่ียวชาญ (Expert Group Discussion)
การวจิ ยั แบง่ ออกเปน็ 2 ขน้ั ตอนยอ่ ย คอื 1) ศกึ ษา
เอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบ
76 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
2) ทดลองใชห้ ลกั สตู รฝกึ อบรมภาคสนามกลมุ่ ยอ่ ย และเหตุผล จุดมุ่งหมายของหลักสูตรและหน่วย
2 คน และกลมุ่ ใหญ่ 5 คนเพ่ือหาประสทิ ธผิ ลของ การฝกึ อบรมและหวั ขอ้ ฝกึ อบรม (โดยแตล่ ะหนว่ ย
หลักสูตร และ 3) ปรบั ปรงุ หลักสตู ร ประกอบดว้ ย จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม เนอื้ หาการ
ฝึกอบรม ส่ือการเรยี น กิจกรรมการฝึกอบรมและ
4. สรปุ ผลการวิจยั การประเมนิ ผลผ้เู ข้าฝกึ อบรม) อกี ทง้ั กระบวนการ
สร้างหลักสูตรฝึกอบรมกีฬากอล์ฟ เพื่อพัฒนา
ผลการด�ำเนินการพัฒนาทักษะการ ทักษะการวางแผนของผู้บริหารสถานศึกษา คือ
วางแผนของผู้บริหารสถานศึกษา โดยใช้หลักสูตร การศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานส�ำหรับ
ฝกึ อบรมกีฬากอลฟ์ มีดงั น้ี สร้างหลักสูตร การสร้างหลักสูตรและจัดท�ำคู่มือ
1. ผลการศกึ ษาองคป์ ระกอบทกั ษะการ การใช้หลักสูตร การตรวจสอบประสิทธิผลของ
วางแผนของผู้บริหารสถานศึกษา โดยใช้หลักสูตร หลักสูตรและการปรับปรงุ หลักสตู ร
ฝกึ อบรมกฬี ากอลฟ์ ผลการศกึ ษาเอกสารและงาน 2. ผลการสร้างหลักสูตรฝึกอบรมกีฬา
วิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบของกระบวนการ กอล์ฟเพื่อพัฒนาทักษะการวางแผนของผู้บริหาร
วางแผนของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาและสอดคลอ้ งกบั สถานศึกษา
ผลสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า ทักษะการ 2.1 องค์ประกอบของหลักสูตรฝึก
วางแผนถือว่าเป็นพฤติกรรมที่ส�ำคัญที่ผู้บริหาร อบรม ประกอบดว้ ย 3 องคป์ ระกอบ ไดแ้ ก่ 1) หลกั
สถานศกึ ษาตอ้ งดำ� เนนิ การ เพอ่ื ใหไ้ ดผ้ ลทตี่ อ้ งการ การและเหตุผล 2) จุดมุ่งหมายของหลักสูตรและ
ในอนาคตโดยการตดั สนิ ใจล่วงหนา้ ในการเลอื กวธิ ี 3) หน่วยการฝึกอบรมและหัวข้อฝึกอบรม
ท�ำงานที่ดีที่สุด และมีประสิทธิภาพมากท่ีสุดให้ (โดยแต่ละหน่วย ประกอบด้วย จุดประสงค์เชิง
บรรลุผลตามเป้าหมายท่ีต้องการภายในเวลา พฤติกรรม เน้ือหาการฝึกอบรม ส่ือการเรียน
ท่ีก�ำหนดและเป็นกระบวนการที่ต้องด�ำเนินการ กจิ กรรมการฝกึ อบรม การประเมนิ ผลการฝกึ อบรม)
อย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นผู้บริหารต้องมีความรู้ความ 2.2 โครงสรา้ งของหลกั สตู รฝกึ อบรม
เข้าใจในการวางแผนการก�ำหนดเป้าหมายของ ประกอบดว้ ย 6 หนว่ ย คอื 1) การกำ� หนดวตั ถปุ ระสงค์
สถานศึกษา ซึ่งทักษะการวางแผนของผู้บริหาร 2) การก�ำหนดข้อสันนิษฐานหรือการพยากรณ์
สถานศกึ ษา มี 6 องคป์ ระกอบ ไดแ้ ก่ 1) การกำ� หนด 3) การสำ� รวจทรพั ยากร 4) การพจิ ารณาทางเลอื ก
วตั ถปุ ระสงค์ 2) การกำ� หนดขอ้ สนั นษิ ฐานหรอื การ และตัดสินใจเลือกทางเลือก 5) การก�ำหนด
พยากรณ์ 3) การสำ� รวจทรพั ยากร 4) การพจิ ารณา แผนปฏิบัติงานและการปฏิบัติตามแผน และ 6)
ทางเลอื กและตดั สนิ ใจเลอื กทางเลอื ก 5) การกำ� หนด การประเมินผลการปฏิบัติตามแผน ซ่ึงในแต่ละ
แผนปฏบิ ตั งิ านและปฏบิ ตั ติ ามแผน 6) การประเมนิ หน่วยและหัวข้อของการฝึกอบรมประกอบด้วย
ผลการปฏิบัติตามแผนในส่วนของหลักสูตรฝึก ส่วนต่างๆ ดังน้ีจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เนื้อหา
อบรมกีฬากอล์ฟ มี 3 องค์ประกอบ คือ หลักการ
ปที ี่ 19 ฉบับท่ี 2 (เมษายน - มถิ ุนายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 77
การฝกึ อบรม สอ่ื การเรียน กจิ กรรมและวธิ กี ารฝกึ ฝกึ อบรมกฬี ากอลฟ์ มที กั ษะกาวางแผน ผา่ นเกณฑ์
อบรม การประเมนิ ผลการฝกึ อบรม รอ้ ยละ 80 จ�ำนวน 5 คน
2.3 ผลการประเมินหลักสูตรฝึก 3.3 ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาทเ่ี ขา้ รบั การ
อบรม ผู้วิจัยน�ำหลักสูตรฝึกอบรมให้ผู้เช่ียวชาญ ฝึกอบรมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะการ
จ�ำนวน 5 ท่าน ประเมินความสอดคล้องและ วางแผน หลงั ไดร้ บั การฝกึ อบรมสงู กวา่ กอ่ นการฝกึ
ความเหมาะสม พบว่า หลักสูตรฝึกอบรมมีค่า อบรมอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติทีระดับ .05 และ
ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.60-1.00 หลักสูตรที่ผู้วิจัยพัฒนาข้ึนมีค่าดัชนีประสิทธิผล
แ ส ด ง ว ่ า ห ลั ก สู ต ร ฝ ึ ก อ บ ร ม มี ค ่ า ดั ช นี ค ว า ม (E.I) เทา่ กับ 0.70
สอดคล้องอยู่ในระดับสูงและหลักสูตรฝึกอบรม 3.4 การปรับปรุงหลักสูตรฝึกอบรม
โดยรวมมคี วามเหมาะสมอยใู่ นระดบั มาก มคี า่ เฉลย่ี ไดแ้ ก่ หลกั การและเหตผุ ลให้ชัดเจน ให้สะท้อนถงึ
( = 4.45) ความจำ� เปน็ ทต่ี อ้ งเสรมิ ทกั ษะกระบวนการวางแผน
2.4 ผลการน�ำหลักสูตรฝึกอบรมไป ของผู้บริหารสถานศึกษา อีกท้ังเพ่ิมแบบทดสอบ
ใช้ผ้บู ริหารสถานศกึ ษา จำ� นวน 2 คน ตรวจสอบ ก่อนและหลังฝึกอบรม และในแต่ละหน่วยการ
ก่อนน�ำไปทดลองใช้จริง พบว่า ผู้เข้ารับการฝึก เรียนรู้พรอ้ มเฉลย
อบรมให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี มีความเป็น
กัลยาณมิตร ปฏิบัติตามกระบวนการเรียนรู้ด้วย 5. อภิปรายผลการวิจยั
ความเอาใจใส่ และมีส่วนร่วมในการฝึกปฏิบัติ
ด้วยความเต็มใจ นอกจากน้ีมีข้อเสนอแนะว่า การวิจยั คร้ังนี้ ผวู้ จิ ัยอภิปรายผล ดงั นี้
ควรปรับปรุงแบบทดสอบก่อนและหลังอบรม 1. ผลศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่
โดยสลบั ขอ้ ค�ำถาม เกยี่ วขอ้ งกบั องคป์ ระกอบของกระบวนการวางแผน
3. ผลการศกึ ษาประสทิ ธผิ ลของหลกั สตู ร ของผู้บริหารสถานศึกษาและการสัมภาษณ์ผู้ทรง
ฝึกอบรมกีฬากอล์ฟเพื่อพัฒนาทักษะการวางแผน คณุ วฒุ ิ พบวา่ องคป์ ระกอบทกั ษะการวางแผนของ
ของผู้บริหารสถานศกึ ษา ผู้บริหารสถานศึกษา มี 6 องค์ประกอบ ได้แก่
3.1 ผลการตรวจสอบหลกั สตู รอบรม 1) การก�ำหนดวัตถุประสงค์ 2) การก�ำหนดข้อ
สรุปผลโดยรวมว่า เอกสารประกอบหลักสูตรฝึก สันนิษฐานหรือการพยากรณ์ 3) การส�ำรวจ
อบรมทม่ี คี วามเหมาะสม สอดคลอ้ งและสมั พนั ธก์ บั ทรัพยากร 4) การพจิ ารณาทางเลอื กและตัดสินใจ
โครงสร้างของหลักสตู รฝกึ อบรม เลือกทางเลือก 5) การกำ� หนดแผนปฏบิ ตั งิ านและ
3.2 ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาทเ่ี ขา้ รบั การ ปฏบิ ตั ติ ามแผน และ 6) การประเมนิ ผลการปฏบิ ตั ิ
ฝึกอบรมตามหลักสูตรการพัฒนาทักษะการ ตามแผนซงึ่ การวางแผนเปน็ เครอื่ งมอื สำ� คญั ในการ
วางแผนของผู้บริหารสถานศึกษา โดยใช้หลักสูตร ก�ำหนดทิศทางในการปฏิบัติงานซ่ึงสอดคล้องกับ
แนวคิดของ Dubrin (A. J., 1994 : 73-77)
78 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
ไดจ้ ำ� แนกกระบวนการวางแผนไว้ 7 ข้นั ตอน ดงั น้ี สงิ่ ทชี่ ว่ ยกำ� หนดแนวคดิ ระบบและความสอดคลอ้ ง
1) เรมิ่ ตน้ ดว้ ยการพิจารณาสถานการณ์ในปจั จุบัน ของเอกสารหลักสูตร ตลอดจนใช้เป็นแนวทางใน
2) ก�ำหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ 3) พิจารณา การวางแผนออกแบบหลักสูตรมีนักวิชาการกล่าว
สิ่งท่ีสามารถช่วยเหลือหรือเป็นอุปสรรคต่อการ ถึงองค์ประกอบของหลักสูตรประกอบด้วยส่วน
บรรลุวัตถุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ 4) พัฒนา ส�ำคัญ 4 ส่วน ได้แก่ วัตถุประสงค์ เน้ือหาสาระ
แผนปฏบิ ตั กิ ารเพอื่ ใหบ้ รรลเุ ปา้ หมาย วตั ถปุ ระสงค์ การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ การประเมินผล
5) ก�ำหนดงบประมาณ 6) ปฏิบัติตามแผน 7) สอดคล้องกับผลการวิจัยของบวร เทศารินทร์
การควบคุมแผนสอดคล้องกับผลการวิจัยของ (Taesarin, 2013 : 324-325) ไดศ้ กึ ษาการพฒั นา
แพรดาว สนองผนั (Sanongphan, 2014 : 146- หลักสูตรฝึกอบรมเพ่ือเสริมทักษะการบริหาร
149) ได้ศึกษาทักษะของผู้บริหารสถานศึกษา เชิงกลยุทธ์ในการพัฒนาสถานศึกษาสู่มาตรฐาน
ในศตวรรษท่ี 21 สังกัดส�ำนักงานเขตพื้นท่ีการ การศึกษาส�ำหรับผู้บริหารสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
ศึกษาประถมศกึ ษาอดุ รธานี เขต 3 พบว่า ทกั ษะ พบว่า หลักสูตรฝึกอบรมที่สร้างขึ้นประกอบด้วย
ด้านการวางแผน ในภาพรวมมีแนวโน้มเป็นไปได้ หลักการและเหตุผล เป้าหมายของหลักสูตร
ในระดับมากที่สุด และสามารถจัดล�ำดับความ จุดมุ่งหมายของหลักสูตร โครงสร้างของหลักสูตร
ส�ำคัญของภาระงานได้อย่างชัดเจน สามารถน�ำ ประกอบดว้ ย หนว่ ยการเรยี นรู้ 8 หนว่ ย กระบวนการ
แผนที่วางไว้ไปสู่การปฏิบัติและก่อให้เกิดผลดี ฝึกอบรม สื่อ วัสดุ อุปกรณ์ การประเมินผลและ
ทง้ั ในปัจจบุ ันและอนาคตได้อยา่ งแทจ้ ริง ค�ำอธิบายรายหน่วยการเรียนรู้ ซึ่งผู้เช่ียวชาญ
2. หลักสูตรฝึกอบรมกีฬากอล์ฟเพื่อ มคี วามคดิ เหน็ ตอ่ ความเหมาะสมขององคป์ ระกอบ
พฒั นาทกั ษะการวางแผนของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา ของหลักสูตรฝึกอบรม โดยรวมอยู่ในระดับมาก
พบว่า การฝึกอบรมเปน็ กระบวนการท่ีส�ำคญั และ และมคี า่ ดชั นคี วามสอดคลอ้ งขององคป์ ระกอบของ
จ�ำเป็นส�ำหรับหน่วยงานในการพัฒนาบุคลากร หลักสตู ร อยู่ระหวา่ ง 0.57-1.00
ซึ่งองค์ประกอบของหลักสูตรฝึกอบรมกีฬากอล์ฟ 3. ผลการศึกษาประสิทธิผลของ
มี 3 องค์ประกอบ คือ หลักการและเหตุผล หลกั สตู รฝกึ อบรมกฬี ากอลฟ์ เพอ่ื พฒั นาทกั ษะการ
จดุ มุ่งหมายของหลักสตู ร และหน่วยการฝึกอบรม วางแผนของผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา พบวา่ หลักสตู ร
และหวั ขอ้ ฝกึ อบรม (โดยแตล่ ะหนว่ ย ประกอบดว้ ย ฝึกอบรมมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.60-
จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เนื้อหาการฝึกอบรม 1.00 แสดงว่าหลักสูตรฝึกอบรมมีค่าดัชนีความ
สื่อการเรียน กิจกรรมการฝึกอบรม และการ สอดคลอ้ งอยใู่ นระดบั สงู และโดยรวมมคี วามเหมาะ
ประเมนิ ผลผเู้ ขา้ ฝกึ อบรม) ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั แนวคดิ สมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉล่ีย ( = 4.45)
ของ Tyler (R. W., 1970 : 462); Taba (H., 1962 ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของบวร เทศารินทร์
: 341) ได้น�ำเสนอองค์ประกอบของหลักสูตรเป็น (Taesarin, 2013) ได้ศึกษาการพัฒนาหลักสูตร
ปีท่ี 19 ฉบับท่ี 2 (เมษายน - มถิ ุนายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 79
ฝึกอบรมเพ่ือเสริมทักษะการบริหารเชิงกลยุทธ์ ของผู้บริหารสถานศึกษาทุกระดับ เพ่ือเพิ่มพูน
ในการพัฒนาสถานศึกษาสู่มาตรฐานการศึกษา ศักยภาพและความรู้ความสามารถของผู้บริหาร
ส�ำหรับผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า สถานศึกษา
ผลการทดลองใช้หลักสูตรฝึกอบรมมีค่าดัชนี 2. ข้อเสนอแนะเพื่อการน�ำผลการวิจัย
ประสิทธิผล (E.I.) เท่ากบั 0.6818 คา่ เฉลี่ยคะแนน ไปใช้
ผลสัมฤทธิ์หลังอบรมสูงกว่าก่อนอบรมอย่างมี 2.1 ในการฝึกอบรมตามหลักสูตร
นัยส�ำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เป็นไปตาม ควรมวี ิทยากรทม่ี คี วามรู้ ความสามารถและความ
สมมติฐานท่ีตั้งไว้ ผู้เข้ารับการอบรมเห็นว่า เชยี่ วชาญในเนือ้ หาเฉพาะ
หลักสตู รฝึกอบรมมคี วามเหมาะสม โดยรวมอยใู่ น 2.2 ควรเลือกเฉพาะเนื้อหาที่ส�ำคัญ
ระดบั มากทสี่ ดุ หลงั การอบรมผเู้ ขา้ รบั การฝกึ อบรม และจำ� เปน็ เท่านั้นมาก�ำหนดเปน็ โครงสร้างเนื้อหา
ได้น�ำการบริหารเชิงกลยุทธ์พัฒนาสถานศึกษา หลักสูตรฝึกอบรม
ไปปฏบิ ัติอย่ใู นระดับมาก 3. ข้อเสนอแนะจากการท�ำวิจัยในคร้ัง
ตอ่ ไป
6. ขอ้ เสนอแนะ 3.1 ควรมีการวิจัยปัจจัยท่ีส่งเสริม
ทกั ษะการวางแผน เพอ่ื พฒั นาสถานศกึ ษาสมู่ าตรฐาน
1. ข้อเสนอแนะเชงิ นโยบาย สากลของผบู้ ริหารสถานศกึ ษา
1.1 ผู้บริหารสถานศึกษา ควรได้รับ 3.2 ควรท�ำการศึกษาวิจัยเชิงลึก
การพัฒนาทักษะการวางแผน เพ่ือน�ำไปใช้ในการ ด้านรูปแบบการพัฒนาทักษะการวางแผนของ
วางแผนพฒั นาสถานศึกษาของตนเอง ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาทกุ สงั กดั เพอื่ ยนื ยนั ขอ้ คน้ พบ
1.2 ส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา ว่าเหมอื นหรือแตกต่างกนั อยา่ งไร
ควรมีการจัดฝึกอบรมพัฒนาทักษะการวางแผน
References
Department of Academic Affairs. (2002). Guidelines for Making School Curriculum. Bangkok
: Department of Academic Affairs.
Dubrin, A. J. (1994). Applying Psychology: Individual and Organizational Effectiveness.
New Jersey : Prentice-Hall.
Kaewdang, R. (1998). Golf for Executives. Bangkok : Matichon Printing House.
Kecharananta, N. (2002). Human Resources Management. Bangkok : SE-Education.
Koenchai, N. (2016). Mixed Research Methodology: The Third Research Methodology.
Dhammathas Academic Journal, 16(2), 297-314.
80 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
Rassameekaew, P. (2008). Administratos’ Leadership Traits in Quality Schools. Ph.D. Thesis.
Graduate School : Silpakorn University.
Rodprasert, P. (1992). Project Management. Bangkok : Netikul.
Sanongphan, P. (2014). 21st Century School Administrator Skills under the Office of
Udonthani Primary Educational Service Area 3. Thesis in Educational Administration.
Graduate School : KhonKaen University.
Santiwong, T. (1997). Consumer Behavior in Marketing. Bangkok : Thai WattanaPanit.
Taba, H. (1962). Curriculum Development: Theory and Practice. New York : Harcourt, Brace
and World.
Taesarin, B. (2013). The Development of a Training Curriculum on Strategic Management
Skill Enhancement for Basic Education School Administrators to Conform Their
Schools to the Educational Standard. Thesis in Educational Administration.
Graduate School : Nakhon Ratchasima Rajabhat University.
Tyler, R. W. (1970). Basic Principles of Curriculum and Instruction. Chicago : The University
of Chicago Press.
Yurachai, S., Waroonroj, J. and Chamarat, S. (2017). The Development of Participatory
Supervision in Small-Sized Schools under the KhonKaen Ofce of Primary Educational
Service Area 1. Dhammathas Academic Journal, 17(3), 39-48.
ปัญหาการปฏบิ ัติงานของกำ� นนั ผใู้ หญ่บา้ นในจงั หวดั ขอนแก่น*
Problems in the Performance of Village Headmen in
KhonKaen Province
พระนทิ ศั น์ วงศ์วังเพ่มิ , ไพรชั พืน้ ชมภ1ู ,
พระครสู ตุ วรธรรมกจิ , ปรชั ญา มีโนนทองมหาศาล และชยพทั ธ์ ยางศร2ี
Phra Nitat Wongwangphoem, Phairat Phuenchomphoo,
Phrakhru Sutaworathammakit, Prucha Meenontongmahasan and Chayapad Yangsri
มหาวทิ ยาลัยมหามกฎุ ราชวทิ ยาลยั 1
มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตขอนแก่น2
Mahamakut Buddhist University, Thailand
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, KhonKaen Campus, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]
บทคัดย่อ
การวิจยั ครัง้ น้ี มวี ัตถปุ ระสงคเ์ พอ่ื 1) ศึกษาปัญหาการปฏบิ ัติงานของกำ� นนั ผู้ใหญ่บ้านในจังหวดั
ขอนแก่น 2) เปรียบเทยี บปญั หาการปฏบิ ตั ิงานของก�ำนนั ผใู้ หญ่บ้านในจังหวัดขอนแก่น และ 3) ขอ้ เสนอ
แนะการปฏบิ ตั งิ านของกำ� นนั ผใู้ หญบ่ า้ นในจงั หวดั ขอนแกน่ ประชากรทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั ไดแ้ ก่ กำ� นนั จำ� นวน
189 คน และผูใ้ หญ่บา้ น จ�ำนวน 400 คน ท่ปี ฏบิ ตั งิ านในจงั หวดั ขอนแก่น ปงี บประมาณ 2560 เคร่อื งมือ
ท่ีใชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มูล คอื แบบสอบถามประเภทมาตราส่วนประมาณคา่ 5 ระดับ สถิตทิ ่ีใชใ้ นการ
วิเคราะหข์ ้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ คา่ เฉล่ยี ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน และใชส้ ถิติ t-test Independent
สำ� หรับทดสอบสมมติฐานการวิจยั
ผลการวจิ ยั พบว่า
1. ปญั หาการปฏบิ ตั งิ านของกำ� นนั ผใู้ หญบ่ า้ น โดยรวมพบวา่ อยใู่ นระดบั นอ้ ย เมอ่ื พจิ ารณาเปน็
รายดา้ น พบวา่ มปี ญั หาอยใู่ นระดบั นอ้ ย 4 ดา้ น และระดบั ปานกลาง 1 ดา้ น เรยี งลำ� ดบั ดา้ นทม่ี คี า่ คะแนน
เฉล่ียสูงสุดจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม รองลงมาคือ
ด้านการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพ และด้านการปกครองและรักษาความสงบเรียบร้อย ส่วนด้านท่ีมีค่า
* ไดร้ บั บทความ: 10 มีนาคม 2561; แก้ไขบทความ: 2 เมษายน 2562; ตอบรับตีพมิ พ์: 26 เมษายน 2562
Received: March 10, 2018; Revised: April 2, 2019; Accepted: April 26, 2019
82 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
คะแนนเฉล่ียตำ่� สดุ คือ ด้านการทะเบียน
2. ผลการเปรียบเทียบปัญหาการปฏิบัติงานของก�ำนันผู้ใหญ่บ้าน จ�ำแนกตามเพศ พบว่า
โดยรวมมปี ญั หาการปฏบิ ตั งิ านแตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั 0.05 (p ≤ 0.05) เมอื่ พจิ ารณา
เป็นรายดา้ น พบว่า มีความแตกตา่ งกันอยา่ งมนี ยั ส�ำคัญทางสถิตทิ รี่ ะดับ 0.05 (p ≤ 0.05) ทุกด้าน ไดแ้ ก่
ด้านการปกครองและรักษาความสงบเรียบร้อย ด้านการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพ ด้านการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดลอ้ ม ดา้ นการทะเบยี น และด้านการปอ้ งกนั ภัยฝา่ ยพลเรอื น สว่ นผลการ
เปรียบเทียบปัญหาการปฏิบัติงานของก�ำนันผู้ใหญ่บ้าน จ�ำแนกประสบการณ์การปฏิบัติหน้าท่ี พบว่า
โดยรวมมปี ญั หาการปฏบิ ตั งิ านแตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั 0.05 (p ≤ 0.05) เมอื่ พจิ ารณา
เป็นรายด้าน พบว่า มคี วามแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคญั ทางสถติ ทิ ีร่ ะดบั 0.05 (p ≤ 0.05) จำ� นวน 2 ด้าน
ได้แก่ ด้านการทะเบียน และด้านการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ผลการเปรียบเทียบปัญหาปฏิบัติงานของ
กำ� นนั ผใู้ หญบ่ า้ น จำ� แนกตามสถานภาพ พบวา่ โดยรวมมปี ญั หาการปฏบิ ตั งิ านแตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั
ทางสถติ ิทร่ี ะดบั 0.05 (p ≤ 0.05) เม่อื พจิ ารณาเปน็ รายดา้ น พบว่า มคี วามแตกต่างกันอยา่ งมนี ัยสำ� คัญ
ทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p ≤ 0.05) จ�ำนวน 2 ด้าน ได้แก่ ด้านการทะเบียนและด้านการป้องกันภัย
ฝา่ ยพลเรอื น
3. ข้อเสนอแนะการปฏิบัติงานของก�ำนันผู้ใหญ่บ้าน ได้แก่ ควรมีการประชาสัมพันธ์ข้อมูล
ขา่ วสารทางราชการใหป้ ระชาชนไดร้ บั ทราบกนั อยา่ งทว่ั ถงึ และควรปลกุ จติ สำ� นกึ ใหก้ บั ประชาชนมสี ว่ นรว่ ม
รับผิดชอบเพ่ือเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน และหน่วยงานภาครัฐควรลงมาเย่ียมตรวจราชการ
เพ่อื รบั ทราบปัญหาของชมุ ชน
ค�ำสำ� คัญ: ปฏิบัตงิ าน; ก�ำนนั ; ผูใ้ หญบ่ ้าน
Abstract
The objectives of this research are to study: 1) problems of the village headman's
performance in KhonKaen province; 2) to compare the problems of the village headman's
performance in KhonKaen province; 3) to present the suggestion of the performance of
the village headman in KhonKaen the population used in the research was 189 village
chiefs and 400 village headmen who worked in KhonKaen province in fiscal year 2017.
The tools used for data collection were a five rating scale questionnaire. Statistics used
in data analysis were: percentage, mean, standard deviation and t-test (independent)
statistics for testing hypotheses.
ปที ี่ 19 ฉบับท่ี 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 83
The research findings were as follows:
1. The overall performance of the village headman was found that it was at a
low level. Considering each aspect, it was found that the problems were at the low
level, 4 aspects and 1 medium level, respectively, namely natural resource and
environmental conservation, followed by career development and promotion and the
administration and order of peace. As for the aspect that has the lowest mean score was
the registration.
2. The results of the comparison of the operational problems of the village
headman, classified by sex, revealed that overall, there were different operational
problems with statistical significance level of 0.05 (p ≤ 0.05). Considered in each aspect,
there was a significant difference at the level of 0.05 (p ≤ 0.05) in all aspects, including
administration and order career development and promotion in the conservation of
natural resources, environment, registration and civil defense. As for the results of the
comparison of the performance problems of the village headman, the village headman
classified the experience of performing duties, in overall, there were different
operational problems with statistical significance at the level of 0.05 (p ≤ 0.05). Considered
in each aspect, there was a significant difference at the level of 0.05 (p ≤ 0.05) in 2
aspects: registration and the civil defense department. The results of the comparison of
the operational problems of the village headman classified by status showed that overall,
there were different operational problems with statistical significance at the level of 0.05
(p ≤ 0.05). Considered in each aspect, there was a significant difference at the level of
0.05 (p ≤ 0.05) in 2 aspects: registration and civil defense.
3. Suggestions for the performance of the village headman: there should be
public relations information for the public to be thoroughly informed and should
raise awareness for the public to be responsible for strengthening the community and
government agencies should come to visit and check the problems of the community.
Keywords: work performance; village headman; headman
84 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
1. บทนำ� เปน็ ผปู้ กครอง สว่ นตำ� บลจะมกี ำ� นนั เปน็ ผปู้ กครอง
ตามกฎหมายการจัดระเบียบการปกครอง คือ
การปกครองทอ้ งทเี่ ปน็ การจดั การปกครอง พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ พ.ศ.
ดินแดนหรือพ้ืนที่ของรัฐหรือของรัฐบาลกลาง 2457 มกี ารแก้ไขเพม่ิ เตมิ มาแล้วจ�ำนวน 10 ครง้ั
(Territorial Administration by State / และถือเอาพระราชบัญญัติลักษณะการปกครอง
Government) ซงึ่ มคี วามสำ� คญั และมคี วามจำ� เปน็ ทอ้ งท่ี (ฉบบั ท่ี 10) พ.ศ. 2542 เปน็ แนวทางในการ
ต่อการรักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อย ปฏิบตั ิงานจนถึงทกุ วันนี้ (Mektrairat, 2003)
(Law and Order) ของประเทศ การจัดการ กำ� นนั ผใู้ หญบ่ า้ น ซง่ึ เปน็ บคุ คลทป่ี ระชาชน
ป ก ค ร อ ง ท ้ อ ง ท่ี มี ลั ก ษ ณ ะ ต ่ า ง กั น ขึ้ น อ ยู ่ กั บ ให้ความเช่ือถือและมอบหมายความไว้วางใจ
รูปลักษณะของรัฐว่าประเทศนั้น เป็นรัฐเดี่ยว ให้เป็นตัวแทนของชุมชน มีบทบาทต่อชีวิต
(Unitary State) และขึน้ อยกู่ ับระดับของการรวม ความเป็นอยู่โดยทั่วไปของประชาชนในชุมชน
ศนู ยอ์ ำ� นาจ หากประเทศนนั้ ๆ มรี ะดบั การรวมศนู ย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เก่ียวกับการด�ำเนินชีวิตประจ�ำ
อ�ำนาจอย่างย่ิง การปกครองดินแดนหรือพื้นที่ วันของประชาชนในเรื่องต่างๆ เช่น การเจ็บป่วย
ของรัฐนั้นก็จะด�ำเนินการโดยเจ้าหน้าที่รัฐบาล การทำ� มาหากนิ การศกึ ษาของบตุ รหลานในชมุ ชน
กลางทงั้ สน้ิ หากมกี ารรวมอำ� นาจระดบั ปานกลาง หรอื หมบู่ า้ น ภยั อนั ตรายตา่ งๆ เชน่ นำ�้ ทว่ ม ภยั แลง้
เจ้าหน้าท่ีน้ันๆ จะเป็นราชการส่วนภูมิภาค พายฝุ น เปน็ ตน้ บทบาทหนา้ ทต่ี ามพระราชบญั ญตั ิ
อย่างกรณีประเทศไทย การปกครองท้องท่ีก็คือ ลักษณะการปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 และ
หน่วยการปกครองที่เรียกว่าต�ำบลและหมู่บ้าน พระราชบญั ญตั ลิ กั ษณะปกครองทอ้ งท่ี (ฉบบั ที่ 10)
(Mala, 2016) พ.ศ. 2542 ท่ีบังคับใช้มาจนถึงปัจจุบัน คือ
กำ� นนั ผใู้ หญบ่ า้ น เกดิ ขนึ้ ในสมยั พระบาท มีหน้าที่ในด้านการปกครองและรักษาความสงบ
สมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจ้าอยู่หวั ท่ไี ด้ทรงปฏริ ปู การ เรียบร้อย ด้านการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพ
ปกครองประเทศ โดยการรวมอ�ำนาจเข้าสู่เมือง ด ้ า น ก า ร อ นุ รั ก ษ ์ ท รั พ ย า ก ร ธ ร ร ม ช า ติ แ ล ะ
หลวงในปี พ.ศ. 2435 โดยมีวัตถุประสงค์ขณะนั้น สง่ิ แวดลอ้ ม ดา้ นการทะเบยี น และดา้ นการปอ้ งกนั
คือ การสร้างรัฐบาลกลางที่มีอ�ำนาจเพื่อท่ีจะได้ ฝา่ ยพลเรือน
วางนโยบายปฏิรูปประเทศชาติในด้านต่างๆ จังหวัดขอนแก่น แบ่งการปกครองออก
เพ่ือหลีกเลี่ยงจากการตกเป็นเมืองข้ึนของชาติ เปน็ 26 อำ� เภอ 199 ตำ� บล 2,331 หมบู่ า้ น มจี ำ� นวน
มหาอำ� นาจตะวันตก จึงจ�ำเป็นตอ้ งมกี ารปรบั ปรุง ประชากรทัง้ สน้ิ จ�ำนวน 1,792,079 คน และเปน็
เปล่ียนแปลงระบบการบริหารงานในการปกครอง ล�ำดับที่ 4 ของประเทศ ประชากรเกือบทั้งหมด
ส่วนท้องถิ่นใหม่ด้วย โดยมีต�ำบลและหมู่บ้าน ประกอบอาชพี เกษตรกรรมทส่ี รา้ งรายไดห้ ลกั ใหแ้ ก่
เป็นหน่วยการปกครองระดับล่าง ทั้งนี้หลายๆ ประชาชนในพน้ื ทเี่ ปน็ อยา่ งมาก แตป่ จั จบุ นั ประสบ
หมบู่ า้ นรวมกนั เปน็ ตำ� บล แตล่ ะหมบู่ า้ นมผี ใู้ หญบ่ า้ น
ปีท่ี 19 ฉบบั ท่ี 2 (เมษายน - มถิ นุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 85
กับปญั หาผลผลติ ทางการเกษตรตกตำ�่ ตน้ ทนุ การ 2. เพอ่ื เปรยี บเทยี บปญั หาการปฏบิ ตั งิ าน
ผลิตสูงขนึ้ ปญั หาสังคม เช่น ภาระหนสี้ ิน ปัญหา ของก�ำนนั ผู้ใหญ่บา้ นในจงั หวดั ขอนแก่น
การลักลอบเล่นการพนัน ปัญหาอาชญากรรมใน 3. เพอื่ ศกึ ษาขอ้ เสนอแนะการปฏบิ ตั งิ าน
พื้นที่เพ่ิมขึ้นอย่างต่อเนอื่ ง แมว้ ่ากำ� นนั ผใู้ หญบ่ า้ น ของกำ� นันผูใ้ หญบ่ ้านในจังหวดั ขอนแก่น
มสี ถานะผแู้ ทนของรฐั เปน็ สว่ นหนงึ่ ของโครงสรา้ ง
การบริหารราชการส่วนภูมิภาคท่ีมีจังหวัดและ 3. วิธดี �ำเนินการวจิ ัย
อ�ำเภอเป็นโครงสร้างส่วนบนอีกชั้นหนึ่ง ซ่ึงก�ำนัน
ผใู้ หญบ่ า้ นปฏบิ ตั งิ านอยใู่ นระดบั ลา่ งสดุ ของรฐั และ การวิจัยคร้ังนี้ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ
อยใู่ กลช้ ดิ กบั ประชาชนในทอ้ งทตี่ า่ งๆ โดยมหี นา้ ท่ี (Quantitative Research) ประชากรท่ีใช้ในการ
สำ� คญั คอื การชว่ ยเหลอื เรอ่ื งการประสานงานตา่ งๆ วจิ ัย ได้แก่ กำ� นนั จำ� นวน 189 คน และผู้ใหญ่บา้ น
ท้ังหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาค ได้แก่ อ�ำเภอ จำ� นวน 2,078 คน ทป่ี ฏบิ ตั งิ านในจงั หวดั ขอนแกน่
และหน่วยงานราชการระดับส่วนท้องถ่ิน ได้แก่ ปีงบประมาณ 2560 กล่มุ ตวั อย่างท่ีใชใ้ นการวิจยั
องค์การบริหารส่วนต�ำบล และเทศบาลต�ำบล ทเี่ ปน็ ตำ� แหนง่ กำ� นนั โดยเลอื กทงั้ หมด จำ� นวน 189
โดยมีหน้าที่ส�ำคัญคือ การช่วยเรื่องประสานงาน คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยที่เป็นต�ำแหน่ง
ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการประชุมในหมู่บ้านและการ ผู้ใหญ่บ้าน ก�ำหนดจากประชากรโดยค�ำนวณหา
แจ้งข่าวสารทางราชการให้ประชาชนรับทราบ ขนาดตัวอย่างจากสูตรทาโร ยามาเน่ (Somsak
ในขณะเดียวกันก�ำนันผู้ใหญ่บ้านก็มีสถานะและ and Jittdee, 2017 : 145-154) และใชก้ ารสมุ่
บทบาทการเป็นตัวแทนประชาชน เป็นผู้น�ำของ ตวั อยา่ ง (Random Sampling) ผวู้ จิ ยั ใชว้ ธิ กี ารสมุ่
ชุมชน เนื่องด้วยไม่มีสถานะเป็นข้าราชการของ ประชากรแบบสดั สว่ น (Proportional Sampling)
รัฐเต็มตัว อีกท้ังมิได้ท�ำงานให้แก่ทางราชการ กับประชากรท่ีเป็นเฉพาะต�ำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน
เต็มเวลา บทบาทและหน้าที่ดังกล่าวส่งผลให้ ให้กระจายไปตามจ�ำนวนประชากรท่ีเป็นเฉพาะ
ก�ำนันผู้ใหญ่บ้านมีหน้าที่ต้องดูแลทุกข์สุขของ ต�ำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ตามแต่ละอ�ำเภอ ได้จ�ำนวน
ประชาชนในดา้ นตา่ งๆ (Mala, 2016) 400 คน
จากสภาพการณ์ดังกล่าว ท�ำให้ผู้วิจัย เครอื่ งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั เปน็ แบบสอบถาม
มคี วามสนใจทจ่ี ะทำ� การศกึ ษาปญั หาการปฏบิ ตั งิ าน ประกอบดว้ ย 3 ตอน ตอนท่ี 1 เป็นแบบสอบถาม
ของกำ� นนั ผใู้ หญ่บา้ นในจงั หวัดขอนแก่น เกย่ี วกบั ขอ้ มลู บางประการของผตู้ อบแบบสอบถาม
ค�ำตอบมีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ
2. วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั (Check list) ตอนที่ 2 เปน็ แบบสอบถามเกีย่ วกับ
ปัญหาการปฏิบัติงานของก�ำนันผู้ใหญ่บ้านใน
1. เพื่อศึกษาปัญหาการปฏิบัติงานของ จังหวัดขอนแก่น ค�ำตอบมีลักษณะเป็นแบบ
กำ� นนั ผู้ใหญ่บ้านในจังหวัดขอนแก่น มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดบั (Rating Scale)
86 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
ตอนที่ 3 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อเสนอแนะ และ 3.86 ตามลำ� ดบั มรี ะดบั การศกึ ษามธั ยมศกึ ษา
เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของก�ำนันผู้ใหญ่บ้าน มากทส่ี ดุ คอื รอ้ ยละ 50 รองลงมาคอื ประถมศกึ ษา
ในจงั หวดั ขอนแกน่ เปน็ คำ� ถามแบบปลายเปดิ สถติ ิ รอ้ ยละ 35 ทเ่ี หลอื คอื ปรญิ ญาตรี อนปุ รญิ ญา/ปวส.
ทใี่ ชใ้ นการวเิ คราะหข์ อ้ มลู มดี งั นี้ 1) ขอ้ มลู ทไ่ี ดจ้ าก มอี ย่รู อ้ ยละ12.5 และ 2.5 ตามลำ� ดบั สว่ นระยะ
แบบสอบถามทเี่ ปน็ แบบตรวจสอบรายการ (Check เวลาการดำ� รงต�ำแหน่ง ไม่เกนิ 10 ปี รอ้ ยละ 62.5
list) ใช้หาค่าความถ่ี (Frequency) และร้อยละ และ 11 ปี ขึ้นไป มีอยู่รอ้ ยละ 37.7
(Percentage) 2) วเิ คราะห์ปัญหาการปฏบิ ตั ิงาน 2. ปัญหาการปฏิบัติงานของก�ำนัน
ของก�ำนันผู้ใหญ่บ้านในจังหวัดขอนแก่น โดยการ ผใู้ หญบ่ า้ นในจงั หวดั หนองขอนแกน่ ผลการศกึ ษา
ใช้การหาคา่ เฉลย่ี ( ) และสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน ปัญหาการปฏิบัติงานของก�ำนันผู้ใหญ่บ้านใน
(S.D.) แล้วแปลความหมายตามเกณฑ์ท่ีก�ำหนด จังหวัดหนองบัวล�ำภู โดยรวม พบว่า มีปญั หาการ
โดยพิจารณาจากขอบเขตของคะแนนเฉลี่ยที่ได้ ปฏบิ ตั งิ านอยใู่ นระดบั นอ้ ย ( = 2.43, S.D. = 0.64)
จากการแบบสอบถามผลที่ได้จากการแปลผล เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า มีปัญหาอยู่ใน
3) วเิ คราะหเ์ ปรยี บเทยี บปญั หาการปฏบิ ตั งิ านของ ระดับน้อย 4 ด้าน และระดับปานกลาง 1 ด้าน
ก�ำนันผู้ใหญ่บ้านในจังหวัดหนองบัวล�ำภู จ�ำแนก เรียงล�ำดับข้อท่ีมีค่าคะแนนเฉล่ียสูงสุดจากมาก
ตามสถานภาพ เพศ และระยะเวลาการด�ำรง ไปหานอ้ ย คอื ดา้ นการอนรุ กั ษท์ รพั ยากรธรรมชาติ
ต�ำแหน่งใช้สถิติทดสอบค่าที (Independent และสง่ิ แวดลอ้ ม ( = 2.66, S.D. = 0.70) รองลงมา
t-test) และ 4) ข้อมูลเก่ียวกับข้อเสนอแนะ คอื ด้านการพฒั นาและสง่ เสรมิ อาชพี ( = 2.55,
เก่ียวกับการปฏิบัติงานของก�ำนันผู้ใหญ่บ้านใน S.D. = 0.67) และดา้ นการปกครองและรกั ษาความ
จังหวัดหนองขอนแก่น ซ่ึงเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ สงบเรยี บร้อย ( = 2.47, S.D. = 0.70) สว่ นดา้ น
ใช้การวิเคราะห์เน้ือหา (Content Analysis) ท่ีมีค่าคะแนนเฉล่ียต่�ำสุด คือ ด้านการทะเบียน
จดั หมวดหมู่ และพรรณนาวเิ คราะห์ นำ� เสนอแบบ ( = 2.13, S.D. = 0.78)
บรรยายความเรยี ง (Chantavanich, 1990) 3. ผลการเปรยี บเทยี บปญั หาการปฏบิ ตั ิ
งานของก�ำนันผู้ใหญ่บ้านในจังหวัดขอนแก่น
4. สรุปผลการวิจยั จ�ำแนกตามสถานภาพระหว่างปัญหาการปฏิบัติ
งานของก�ำนันและผู้ใหญ่บ้าน พบว่า โดยรวม
1. ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า ปัญหาการปฏิบัติงานไม่แตกต่างกันอย่างมีนัย
สถานภาพผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เป็นชาย ส�ำคัญทางสถิติ เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า
รอ้ ยละ 58.75 สว่ นทเี่ หลอื เปน็ หญงิ รอ้ ยละ 41.25 มีปัญหาการปฏิบัติงานความแตกต่างกันอย่างมี
มีอายุระหวา่ ง 41-50 ปี ร้อยละ 50.93 รองลงมา นยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ รี่ ะดบั 0.05 (p ≤ 0.05) จำ� นวน
คอื อายุระหวา่ ง 51-60 ปี ร้อยละ 33.95 ทเ่ี หลือ 2 ด้าน ได้แก่ ด้านการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพ
มอี ายรุ ะหวา่ ง 15 และไมเ่ กนิ 30 ปี มอี ยรู่ อ้ ยละ 10
ปีที่ 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 87
และด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ เพอื่ การเกษตรสง่ ผลตอ่ สง่ิ แวดลอ้ มกอ่ ใหเ้ กดิ มลพษิ
สิง่ แวดลอ้ ม ทางแหล่งน้ำ� อากาศ และดนิ
ผลการเปรียบเทยี บปัญหาการปัญหางาน 4.3 ปัญหาการดูแลรักษาความสงบ
ของก�ำนันผู้ใหญ่บ้านในจังหวัดขอนแก่นจ�ำแนก เรียบร้อยในหมู่บ้าน เนื่องจากก�ำนันผู้ใหญ่บ้าน
ตามเพศ พบว่า โดยรวมมีปัญหาการปฏิบัติงาน ในเขตเทศบาลไม่มีอุปกรณ์เครื่องมือในการรักษา
แตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั 0.05 ความสงบเรยี บรอ้ ย
(p ≤ 0.05) เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า 4.4 ปัญหาการน�ำเยาวชนกลุ่มเส่ียง
มีปัญหาการปฏิบัติงานความแตกต่างกันอย่างมี เขา้ อบรมปลอดยาเสพตดิ เพราะถกู ผปู้ กครองของ
นัยส�ำคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 (p ≤ 0.05) เยาวชนหาว่าใส่ความบุตรหลาน โดยเฉพาะการ
ทุกด้าน ได้แก่ ด้านการปกครองและรักษาความ สง่ รายชอื่ หากลมุ่ เสย่ี ง เปน็ การเสย่ี งตอ่ การถกู ฟอ้ ง
สงบเรียบร้อย ด้านการพัฒนาและส่งเสริม จากผู้ปกครองเด็กและถูกข่มขู่คุกคามจากผู้ท่ีมี
อาชีพ ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ อิทธิพลในพน้ื ท่ี
สง่ิ แวดลอ้ ม ดา้ นการทะเบยี น และดา้ นการปอ้ งกนั 4.5 ปัญหาประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่
ภัยฝา่ ยพลเรอื น เข้าใจกฎหมาย
ผลการเปรยี บเทยี บปญั หาการปฏบิ ตั ิงาน 4.6 ปัญหาการแพร่ระบาดของยา
ของก�ำนันผู้ใหญ่บ้านในจังหวัดขอนแก่นจ�ำแนก เสพติดในชุมชน
ประสบการณ์การปฏิบัติงาน พบว่า โดยรวม 4.7 การช่วยเหลือเกษตรกรในการ
มปี ญั หาการปฏบิ ตั งิ านแตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั พฒั นาอาชพี และรายไดย้ งั ไมไ่ ดร้ บั ความชว่ ยเหลอื
ทางสถติ ทิ ี่ระดบั 0.05 (p ≤ 0.05) เม่ือพิจารณา สนบั สนนุ จากรัฐ โดยเฉพาะผู้ประสบภยั แล้ง
เปน็ รายดา้ น พบวา่ มปี ญั หาการปฏบิ ตั งิ านแตกตา่ ง
กนั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั 0.05(p≤0.05) 5. อภปิ รายผลการวิจยั
จ�ำนวน 2 ดา้ น ไดแ้ ก่ ด้านการทะเบยี น และด้าน
การปอ้ งกนั ภัยฝา่ ยพลเรือน 1. ปัญหาการปฏิบัติงานของก�ำนัน
4. ปัญหาและข้อเสนอแนะการปฏิบัติ ผู้ใหญ่บ้านในจังหวัดขอนแก่น โดยรวม พบว่า
งานของกำ� นันผูใ้ หญบ่ ้าน มีระดับอยู่ในระดับน้อย ท่ีเป็นเช่นน้ีอาจเน่ือง
4.1 ปัญหาเยาวชนจับกลุ่มม่ัวสุม มาจากการบรหิ ารงานหมบู่ า้ นและตำ� บล มหี นว่ ยงาน
การด่ืมสุราแล้วทะเลาะวิวาทกันก่อให้เกิดความ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ได้แก่ เทศบาล
รำ� คาญต่อเพอื่ นบ้านขา้ งเคยี ง ตำ� บล และองคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ� บล ไดแ้ บง่ เบาภาระ
4.2 ปัญหาภัยแล้งน้�ำเพื่อท�ำการ หนา้ ทขี่ องก�ำนนั ผใู้ หญ่บ้านท่กี ำ� หนดไวใ้ นพระราช
เกษตรไมเ่ พยี งพอและผลกระทบจากการใชส้ ารเคมี บัญญัติของแต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินและ
มีงบประมาณเป็นของตนเองไว้ส�ำหรับบริการและ