188 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
References
Kumpol, S. (2012). The Holistic Health Care in the End of Life Patients by Participation
According to Buddhist Way in I-san Culture Context: The Case Study Urban area
in Khonkaen Province. Master of Art. Graduate School : Mahachulalongkornraj
avidyalaya University.
Kunavadhano, P. (2010). Effects of Buddhist Activities Emphasizing Buddhist Teaching
Concerning Kamma and afterlife on Grief of the Bereaved. Master of Art. Graduate
School : Mahachulalongkornrajavidyalaya University.
Laohawiboonkul, O. (2014). The Method of Buddhist Health Treatment in Integrated
Approach. Journal of Yanasangvorn Research Institute Mahamakut Buddhist
University, 5(2), 39-46.
Mahachulalongkornrajavidyalaya. (1996). Thai Tipitaka Version of Mahachulalongkornraj
avidyalaya. Bangkok : Mahachulalongkornrajavidyalaya University Press.
Morakot, P. (2013). The Adaptation of Family Caregivers with End-of-Life Care. Master of
Art. Graduate School : Mahachulalongkornrajavidyalaya University.
Nawjumpa, S. (2011). Buddhist Intergrated End-of-Life Care. Doctor of Philosophy. Graduate
School : Mahachulalongkornrajavidyalaya University.
Pewon, J. (2011). The Management of Holistic End-of-life Care for the end State cancer
Patients: A case Study WatKampramong, Sakonnakorn Province. Master of Art.
Graduate School : Mahachulalongkornrajavidyalaya University.
Phra Paisarn Visalo. (2013). The Last Phase of Helping Patients with Buddhist Methods.
20sted. Bangkok : Puttikha Network.
Saraban, S. (2018). Knowledge Management and Network of the Well-being Organizations
of the Elderly in Phayao. Dhammathas Academic Journal, 18(2), 177-188.
Zysk, Kenneth G, Utaiwittayarat. (2009). Asceticism and Healing in Ancient India : Medicine
in the Buddhist Monastery. 2nded. Bankok : Komolkeemtong.
ผลของความแตกต่างระหวา่ งเพศและบุคลกิ ภาพที่มตี อ่ รูปภาพ
และเสยี งดจิ ทิ ลั ทีเ่ รา้ อารมณด์ ้านความประทบั ใจในผใู้ หญต่ อนตน้ *
Effect of Gender and Personality Differences on Erotic
Images and Digital Sounds in Young Adults Impressions
ศุภมาศ เพชรสมบตั ,ิ เสรี ชดั แช้ม, ภัทรวดี มากมี และศราวิน เทพสถติ ย์ภรณ์
Supamas Pechsombat, Seree Chadcham, Pattrawadee Makmee and Sarawin Thepsatitporn
วิทยาลยั วทิ ยาการวิจยั และวทิ ยาการปัญญา มหาวิทยาลยั บูรพา
College of Research Methodology and Cognitive Science, Burapha University, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]
บทคัดย่อ
การวจิ ยั คร้ังน้ี มวี ัตถปุ ระสงคเ์ พอื่ ออกแบบกจิ กรรมการทดลองมองรูปภาพและฟงั เสยี งดจิ ิทัลที่
เรา้ อารมณด์ า้ นความประทบั ใจในผใู้ หญต่ อนตน้ และศกึ ษาอารมณด์ า้ นความประทบั ใจ ลกั ษณะพงึ พอใจ
และลกั ษณะไมพ่ งึ พอใจ ขณะมองรปู ภาพและฟงั เสยี งดจิ ทิ ลั ทเ่ี รา้ อารมณด์ า้ นความประทบั ใจ จำ� แนกตามเพศ
และ บคุ ลกิ ภาพ กลมุ่ ตวั อยา่ งเปน็ นสิ ติ ระดบั ปรญิ ญาตรี มหาวทิ ยาลยั บรู พา ปกี ารศกึ ษา 2560 จำ� นวน 80 คน เครอื่ ง
มอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั ประกอบดว้ ย กจิ กรรมการทดลองมองรปู ภาพและฟงั เสยี งดจิ ทิ ลั ทเี่ รา้ อารมณด์ า้ นความ
ประทบั ใจ และมาตรวดั อารมณค์ วามรสู้ กึ ดา้ นความประทบั ใจ วเิ คราะหข์ อ้ มลู ดว้ ยสถติ ิ Two-way ANOVA
ผลการวิจยั พบว่า
1. กจิ กรรมการทดลองมองรปู ภาพและฟงั เสยี งดจิ ทิ ลั ทเี่ รา้ อารมณด์ า้ นความประทบั ใจในผใู้ หญ่
ตอนตน้ ประกอบด้วย กจิ กรรม 2 ชุด ชุดละ 12 สง่ิ เร้า สิ่งเร้าละ 14.5 วนิ าที จ�ำแนกตามลักษณะอารมณ์
คอื ลักษณะพึงพอใจ และลักษณะไม่พึงพอใจ
2. ผใู้ หญต่ อนตน้ ทมี่ เี พศและบคุ ลกิ ภาพตา่ งกนั มอี ารมณด์ า้ นความประทบั ใจ ลกั ษณะพงึ พอใจ
แตกตา่ งกัน อย่างมนี ัยส�ำคญั ทางสถติ ิทรี่ ะดับ .05 ส่วนลักษณะไมพ่ ึงพอใจไมแ่ ตกต่างกนั
3. มปี ฏสิ มั พนั ธร์ ะหวา่ งเพศกบั บคุ ลกิ ภาพอยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .05 ขณะมองรปู ภาพ
และฟังเสยี งดิจทิ ัลท่เี รา้ อารมณด์ ้านความประทบั ใจ ลักษณะพงึ พอใจ และลักษณะไม่พึงพอใจ
คำ� ส�ำคัญ: อารมณ์ด้านความประทับใจ; มาตรวัดอารมณ์ความรูส้ กึ ; รูปภาพและเสียงดิจทิ ลั
* ได้รับบทความ: 11 พฤศจิกายน 2561; แกไ้ ขบทความ: 7 มนี าคม 2562; ตอบรบั ตีพิมพ:์ 15 พฤษภาคม 2562
Received: November 11, 2018; Revised: March 7, 2019; Accepted: May 15, 2019
190 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
Abstract
The purposes of this research were to design emotional valence of picture and
digitized sound task and then to study emotional valence, pleasurable and unpleasant
emotions classified by gender and personality. Participants were 80 undergraduate
students in the academic year 2017 at Burapha University. Research instruments included
the emotional valence picture and digitized sound task, and Self-Assessment Manikin
(SAM). Data were analyzed using a two-way analysis of variance.
The results showed that:
1. The task consisted of two blocks of pictures and digitized sounds: pleasurable
and unpleasant emotions. Each block contained 12 stimuli and each stimulus was
presented for 14.5 seconds.
2. Gender and personality differences significantly affected pleasurable emotion
(p<.05). However, the difference in unpleasant emotion was not found.
3. There was an interaction effect between genders and personalities on
emotional valence both in pleasurable and unpleasant emotions (p<.05).
Keywords: valence emotional; self-assessment manikin; pictures and digitized
1. บทนำ� อารมณค์ วามรสู้ กึ ทำ� ใหก้ อ่ เกดิ ปฏกิ ริ ยิ าดา้ นอารมณ์
และสง่ ผลแสดงออกทางพฤตกิ รรมของแตล่ ะบคุ คล
อารมณ์ (Emotion) เปน็ กระบวนการทาง ในลักษณะท่แี ตกต่างกนั Scherer (2001 : 695)
สมองที่ซับซ้อน เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นภายใน ได้อธิบายว่า อารมณ์ความรู้สึกเป็นการเกี่ยวพัน
อารมณม์ ผี ลตอ่ การแสดงออกของพฤตกิ รรมมนษุ ย์ ท่ีซับซ้อนประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลัก
ในแต่ละวันมนุษย์มีอารมณ์เกิดขึ้นมากมายโดยจะ ได้แก่ กระบวนการทางปัญญา (Cognition)
อยภู่ ายใตส้ ิ่งเรา้ (Stimulus) ท่ีมากระต้นุ ในสถาน ประสาทสรรี วทิ ยา (Neurophysiology) แรงจงู ใจ
การและช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ประกอบกับ (Motivation) การแสดงออก (Motor Expression)
ประสบการณ์ของบุคคลน้ัน อารมณ์เก่ียวข้องกับ และความรู้สึกภายใน (Subjective Feeling)
การท�ำงานของระบบประสาท ซ่ึงระบบประสาท อารมณจ์ งึ มคี วามสำ� คญั อยา่ งยง่ิ ตอ่ การดำ� เนนิ ชวี ติ
ที่มีประสิทธิภาพจะไวต่อการการรับรู้สิ่งเร้าท่ีมา ประจ�ำวันของมนุษย์ อารมณ์มีส่วนส�ำคัญในการ
กระตนุ้ เสน้ ใยประสาท เพอ่ื สง่ ผลสงิ่ ทกี่ ระตนุ้ ไปยงั กำ� หนดบคุ ลกิ ภาพ ลกั ษณะนสิ ยั แรงจงู ใจ พฤตกิ รรม
ระบบสมองไฮโปทาลามัส ซึ่งเป็นศูนย์กลางของ และการกระท�ำมีผลต่อความคิด ความรู้สึกการ
ระบบประสาท ทำ� หน้าทแ่ี ปลความหมายเกีย่ วกบั
ปีที่ 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มถิ นุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 191
เรยี นรู้ การตัดสนิ ใจ การแสดงออกทางพฤตกิ รรม affective picture database : GAPED (Dan-
เช่น สีหน้า วาจา ท่าทาง อารมณ์เปน็ เครื่องชี้วัด Glauser & Scherer, 2011) และการศกึ ษาอารมณ์
สภาวะสขุ ภาพจติ เปน็ สอื่ ใหผ้ อู้ นื่ เขา้ ใจสภาพตวั ตน ของคนต่างวัฒนธรรมโดยใช้ระบบรูปภาพท่ีส่ือ
ของบุคคล มีความส�ำคัญต่อสุขภาพร่างกาย ความหมายทางด้านอารมณ์ (IAPS) ของ Soares,
การด�ำรงชีพในแง่ทั้งสุขและทุกข์ รวมถึงการอยู่ et al. (2015) นอกจากนี้ยังมีการศึกษาการ
รอดของคนเรา โดยมคี วามสำ� คญั ตอ่ บคุ คล อารมณ์ ประมวลผลทางอารมณ์ของผู้ใหญ่โดยใช้ภาพจาก
ทที่ ำ� ใหเ้ กดิ ความสขุ อารมณด์ ี มคี วามเพลดิ เพลนิ ใจ ระบบรูปภาพ ท่ีสื่อความหมายทางอารมณ์ของ
ตืน่ ตัว กระฉบั กระเฉง ท�ำใหม้ ีสมาธิทำ� งานไดด้ ีขึน้ Kida and Hoshi (2016)
(Schultz, 2015) ซึ่งการศึกษาเก่ียวกับอารมณ์ รูปภาพ เป็นลักษณะของอวัจนภาษา
ความรสู้ กึ เปน็ สงิ่ จำ� เปน็ ทท่ี ำ� ใหเ้ ขา้ ใจถงึ พฤตกิ รรม เป็นภาษาสากล ท่ีมีคุณสมบัติพิเศษสามารถสื่อ
ของมนษุ ย์ได้เปน็ อย่างดี ความหมายได้ดีและรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเช้ือชาติ
รปู แบบของอารมณค์ วามรสู้ กึ จำ� แนกออก หรือภาษาใดกส็ ามารถรบั รแู้ ละเขา้ ใจได้ ชว่ ยสรา้ ง
เป็น 2 มิติ คือ อารมณ์ความรู้สึกทางบวก และ อารมณ์ความรู้สึกและแรงจูงใจ เป็นรูปแบบของ
อารมณค์ วามรสู้ กึ ทางลบ (Santrock, 2003 : 465) การส่ือสารที่ใช้ประสาทสัมผัสทางการมองเห็น
ทฤษฎที างอารมณ์ VAD Model ไดจ้ ำ� แนกอารมณ์ ผ่านกระบวนการทางสมอง ก่อให้เกิดความหมาย
ออกเปน็ 3 ดา้ นคอื 1) อารมณด์ า้ นความประทบั ใจ และมอี ทิ ธพิ ลตอ่ การรบั รู้ ความคดิ และยงั สามารถ
2) อารมณด์ า้ นการตน่ื ตวั และ 3) อารมณด์ า้ นการ ส่งผลให้บุคคลแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมา
มอี ทิ ธพิ ล ซงึ่ อารมณด์ า้ นความประทบั ใจ เปน็ หนง่ึ อยา่ งหลากหลาย (Machajdik & Hanbury, 2010
ในอารมณ์ 3 ประเภทท่ีได้รับความสนใจในการ : 83) ปัจจุบันมีการพัฒนาคลังภาพเพื่อศึกษา
ศึกษาอย่างกว้างขวาง เน่ืองจากสามารถน�ำไปใช้ เก่ียวกับอารมณ์ความรู้สึกในประเทศต่างๆ ข้ึน
ประโยชนใ์ นวงการตา่ งๆ เชน่ การแพทย์ การศกึ ษา เพื่อให้เหมาะกับบริบทของคนในประเทศน้ันๆ
ธุรกิจ การส่ือสารและโฆษณา การศึกษาเก่ียวกับ เช่น ฐานข้อมูลสื่อความหมายด้านอารมณ์ความ
อารมณ์จึงเป็นที่สนใจของนักวิชาการและนักวิจัย รู ้ สึ ก ใ น บ ริ บ ท ข อ ง ป ร ะ เ ท ศ ส วิ ต เ ซ อ ร ์ แ ล น ด ์
เป็นอย่างมาก มีการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ (Geneva Affective Picture Database: GAPED)
อารมณ์ (Emotional Science) ทีม่ งุ่ เนน้ การวจิ ัย (Dan-Glauser & Scherer, 2011)
เพ่ือประเมินการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับกลไกของ นอกจากรูปภาพแล้ว เสียงเป็นส่ิงเร้าท่ี
กระบวนการทางอารมณ์ การศึกษาโดยใชร้ ปู ภาพ สามารถสอื่ สารและมอี ทิ ธพิ ลตอ่ อารมณค์ วามรสู้ กึ
เป็นตัวกระตุ้นอารมณ์ด้านความประทับใจ ของบคุ คลทำ� ใหม้ นษุ ยเ์ กดิ จนิ ตนาการ ความทรงจำ�
ได้รับความนิยมค่อนข้างมาก เช่น การศึกษา การตัดสินใจและการแสดงออกของพฤติกรรม
อารมณ์ด้านความประทับใจจาก The Geneva จากการศึกษาระบบฐานข้อมูลเสียงดิจิทัลท่ีเป็น
192 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
เสียงสากลท่ีมีผลต่ออารมณ์ความรู้สึก คือ จะมกี ารตอบสนองตอ่ สงิ่ เรา้ ทแี่ ตกตา่ งกนั Cervone
International Affective Digital Sounds (IADS) and Pervin (2014 : 7) กล่าวว่า บคุ ลิกภาพเป็น
(Bradley & Lang, 1999) เป็นฐานข้อมูลเสียง โครงร่างของลักษณะแต่ละบุคคล ซ่ึงรวมลักษณะ
ดจิ ทิ ลั สากลทเ่ี ปน็ ตน้ แบบในการศกึ ษาเรอื่ งอารมณ์ ทกุ อยา่ งทีม่ องเห็นตัง้ แตส่ ภาพร่างกาย พฤติกรรม
ความรู้สึก ต่อมาได้มีการพัฒนาคลังข้อมูลเสียง ปฏกิ ริ ยิ าตา่ งๆ ทตี่ อบสนองตอ่ สงิ่ แวดลอ้ ม ความคดิ
ดจิ ทิ ลั ทเี่ ปน็ สากลขน้ึ เปน็ International Affective ทัศนคติ ความสนใจ เป็นต้น และเป็นตัวก�ำหนด
Digital Sounds (IADS-2) (Bradley & Lang, 2007) ลักษณะการปรับตัวของบุคคลต่อส่ิงแวดล้อมท่ี
โดยใช้แบบประเมินตนเอง (Self-assessment แตกต่างกันไปในแต่ละคน เช่น การศึกษาของ
manikin : SAM) Bradley & Lang (1994 : 49) Luo, et al. (2014) ไดศ้ กึ ษาบคุ ลกิ ภาพกบั คลน่ื
และ Viinikainen, Katsyri and Sams (2012) ไฟฟ้าสมองสัมพันธ์กับเหตุการณ์ ผลการศึกษา
ได้ศึกษาเสียงท่ีให้ความรู้สึกประทับใจ โดยใช้คลัง พบว่า กลุ่มท่ีมีบุคลิกภาพเชิงลบจะปรากฏคลื่น
เสยี งท่ีเป็นมาตรฐาน พบว่า มีการทำ� งานที่ชดั เจน ไฟฟ้าสมองสัมพนั ธ์กบั เหตุการณ์ที่ต�ำแหนง่ N170
เกดิ ขนึ้ บรเิ วณสมองสว่ น Amygdala, Dorsomedial (ปลายยอดคลื่นที่มีศักย์ไฟฟ้าเป็นลบ 170) และ
Prefrontal Cortex และ Ventromedial Prefrontal Early Posterior Negativity (EPN) สูงกวา่ กลุม่ ที่
Cortex การศึกษารูปภาพและเสียงดิจิทัลที่เร้า มีบุคลิกภาพเชิงบวกและแบบธรรมดาในส่วนของ
อารมณ์ด้านความประทับใจมีวิธีการที่หลากหลาย Late Positive Potential (LPP) ของกลุ่มที่มี
เชน่ 1) การวัดแบบการรายงานตนเอง 2) การวดั บุคลิกภาพเชิงบวกจะสูงกว่ากลุ่มท่ีมีบุคลิกภาพ
ทางประสาทสรรี วทิ ยา และ 3) การวดั ทางพฤตกิ รรม เชิงลบและแบบธรรมดา
(Shiota & Kalat, 2012 : 7-12) นอกจากบคุ ลกิ ภาพแลว้ ยงั มปี จั จยั ทสี่ ง่ ผล
การเกิดอารมณ์ด้านความประทับใจ ต่อการเกิดอารมณ์ด้านความประทับใจคือ เพศ
นอกจากสิ่งเร้าที่เป็นรูปภาพและเสียงแล้วยังมี ซงึ่ ลกั ษณะของเพศเปน็ อกี ปจั จยั ทสี่ ำ� คญั ทมี่ อี ทิ ธพิ ล
ปัจจัยอ่ืนๆ ที่ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกและการ ต่อการรับรู้หรือการเกิดอารมณ์ ความแตกต่าง
แสดงออกทางพฤติกรรม ได้แก่ บุคลิกภาพและ ระหว่างเพศชายและเพศหญิง มีผลต่อการแสดง
แตกต่างระหว่างเพศ เนื่องจากบุคลิกภาพของ ออกทางอารมณ์ จากการศึกษาของ Han, et al.
มนุษย์มีความสัมพันธ์กับอารมณ์ บุคคลที่มี (2008) ได้ศกึ ษาความแตกต่างระหวา่ งเพศในการ
บคุ ลกิ ภาพแตกตา่ งกนั จะมพี ฤตกิ รรมทแ่ี ตกตา่ งกนั รบั รอู้ ารมณ์ ผลปรากฏวา่ เพศหญงิ มกี ารตอบสนอง
ซึ่ ง บุ ค ลิ ก ภ า พ เ ป ็ น ค ว า ม แ ต ก ต ่ า ง ร ะ ห ว ่ า ง เร็วกว่าเพศชาย ในระดับพฤติกรรมแต่ในระดับ
คณุ ลกั ษณะเฉพาะตวั กบั ความรสู้ กึ ทางดา้ นอารมณ์ ระบบประสาท สมองของเพศชายบรเิ วณ Posterior
ของบุคคลมีความซับซ้อนมีลักษณะเด่นเฉพาะตัว Parietal Cortex มีการท�ำงานมากกว่าเพศหญิง
เป็นเอกลักษณ์ บุคคลที่มีบุคลิกภาพแตกต่างกัน และ Lungu, et al. (2015) ไดศ้ กึ ษาความแตกตา่ ง
ปีท่ี 19 ฉบบั ท่ี 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 193
ระหวา่ งเพศจากการมองรปู ภาพ เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชเ้ ปน็ สนิ คา้ และด้านธุรกจิ การทอ่ งเทย่ี ว สามารถนำ� ไป
รปู ภาพจากระบบคลงั รปู ภาพทสี่ อื่ ความหมายทาง ประยกุ ตใ์ ชเ้ พอื่ เพมิ่ ความสนใจและขยายโอกาสใน
ดา้ นอารมณ์ (International Affective Picture การขายสินคา้ และบริการเพ่ือประโยชนใ์ นวงกวา้ ง
System: IAPs) บันทึกขอ้ มลู โดยใช้ fMRI ผลการ ต่อไป
ศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่เป็นเพศหญิงจะให้
คะแนนรูปภาพไม่ประทับใจสูง และมีการท�ำงาน 2. วัตถปุ ระสงคข์ องการวิจยั
ของสมองในส่วนของ Right Amygdala เม่ือดู
รปู ภาพไม่ประทับใจ ดงั นั้น ความแตกต่างระหวา่ ง 1. เพื่อออกแบบกิจกรรมการทดลอง
เพศจึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งท่ีมีความส�ำคัญในการ มองรูปภาพและฟังเสียงดิจิทัลท่ีเร้าอารมณ์ด้าน
ศกึ ษาดา้ นอารมณค์ วามรสู้ ึกของบุคคล ความประทับใจในผใู้ หญต่ อนตน้
ด้วยเหตุผลและข้อมูลดังกล่าวจึงท�ำให้ 2. เพอื่ ศกึ ษาอารมณด์ า้ นความประทบั ใจ
ผู้วิจัยมีความสนใจท่ีจะศึกษาอารมณ์ด้านความ ในผูใ้ หญ่ตอนต้นในประเด็นดังนี้
ประทับใจ ทางด้านความแตกต่างของเพศและ 2.1 เปรียบเทียบอารมณ์ด้านความ
บคุ ลกิ ภาพ ในการวจิ ยั นใ้ี ชท้ ฤษฎบี คุ ลกิ ภาพหา้ องค์ ประทับใจ จำ� แนกตามเพศ
ประกอบที่ตามทฤษฎีของคอสตาและแมคเคร 2.2 เปรียบเทียบอารมณ์ด้านความ
(Costa & Mc Crae, 1992) โดยมุ่งเน้นศึกษา ประทับใจ จำ� แนกตามบุคลกิ ภาพ
บุคลิกภาพ 2 แบบ คือ บุคลิกภาพเปิดเผยและ 2.3 ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพศกับ
บุคลิกภาพกลางๆ เนื่องจากเป็นบุคลิกภาพของ บคุ ลิกภาพต่ออารมณด์ า้ นความประทบั ใจ
บุคคลส่วนมากท่ีมีอยู่ในสังคมไทยในปัจจุบันเมื่อ
ไดร้ บั การกระตนุ้ ดว้ ย สง่ิ เรา้ รปู ภาพและเสยี งดจิ ทิ ลั 3. วธิ ีดำ� เนินการวิจัย
2 ลกั ษณะ คือพึงพอใจและไมพ่ งึ พอใจ การศกึ ษา
น้ีจะได้องค์ความรู้และข้อมูลสารสนเทศทางด้าน 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่
อารมณ์ความประทับใจเพื่อน�ำไปประยุกต์เป็น นิสิตระดับปริญญาตรี ที่ก�ำลังศึกษาอยู่ใน
เคร่ืองมือวัดทางด้านวิทยาศาสตร์อารมณ์ใน มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี ปีการศึกษา
หลากหลายวงการอาชีพ ได้แก่ ด้านการแพทย์ 2560 จ�ำนวน 27,395 คน กลุ่มตัวอยา่ งเป็นนสิ ติ
พยาบาล สาธารณสขุ สามารถนำ� ไปใชใ้ นการบำ� บดั ระดับปริญญาตรี ท่กี �ำลังศึกษาอย่ใู นมหาวิทยาลัย
ฟื้นฟู พัฒนาทางด้านอารมณ์ ในด้านการศึกษา บูรพา จังหวัดชลบุรี ปีการศึกษา 2560 อายุ
สามารถนำ� ไปใชพ้ ฒั นาสอ่ื การเรยี นรแู้ ละนวตั กรรม ระหวา่ ง 20-25 ปี โดยแบง่ เปน็ เพศชายบคุ ลกิ ภาพ
การศกึ ษาเพอื่ พฒั นาศกั ยภาพของผเู้ รยี น นอกจากนี้ เปดิ เผย และบคุ ลกิ ภาพกลางๆ ประเภทละ 20 คน
ในด้านเศรษฐศาสตร์ ส่ือสารมวลชนการโฆษณา เพศหญงิ บคุ ลกิ ภาพเปดิ เผย และบคุ ลกิ ภาพกลางๆ
ประเภทละ 20 คน รวม 80 คน อาสาสมคั รเขา้ รว่ ม
การวิจัย คัดกรองคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่ก�ำหนด
194 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
มสี ขุ ภาพแขง็ แรง ไมม่ โี รคประจำ� ตวั มสี ตสิ มั ปชญั ญะ 4. การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ
สมบรู ณ์ มภี าวะการมองเหน็ ปกติ ไมม่ คี วามบกพรอ่ ง โดยน�ำไปศึกษาน�ำร่อง (Pilot Study) ปรากฏว่า
ในการรบั รสู้ ี การไดย้ นิ ปกติ มภี าวะสขุ ภาพจติ ปกติ กิจกรรมมีความเหมาะสมส�ำหรับน�ำมาใช้ในการ
ไม่มภี าวะซมึ เศร้า และยนิ ยอมเขา้ รว่ มวจิ ยั วิจัย ในระดับมากทีส่ ดุ (Mean = 4.46, S.D. =
2. ตวั แปรท่ีใชใ้ นการวจิ ยั ประกอบด้วย 0.21) และทดสอบความเชื่อม่ัน ด้วยวิธีการหา
ตวั แปรอสิ ระ คอื 1) เพศ จำ� แนกเปน็ เพศชาย และ สัมประสิทธ์ิอัลฟ่าของครอนบาค (Cronbach’s
เพศหญิง 2) บุคลิกภาพ จ�ำแนกเป็น บุคลิกภาพ Alpha Coefficient) มีระดับความเชื่อม่ัน =
เปดิ เผย และบคุ ลกิ ภาพกลางๆ ซ่งึ เปน็ บุคลกิ ภาพ 0.87
ที่ อ ยู ่ ร ะ ห ว ่ า ง บุ ค ลิ ก ภ า พ แ บ บ เ ป ิ ด เ ผ ย แ ล ะ 5. แบบแผนการทดลอง การวิจัยครั้งน้ี
บุคลิกภาพแบบเก็บตัว โดยใช้แบบประเมิน ใช้แบบแผนการทดลอง Between-Subjects
บคุ ลิกภาพ 5 องค์ประกอบ (The Revised NEO Approach 2 X 2 Factorial posttest Design
Personality Inventory: NEO PI-3) ตามทฤษฎี (Edmonds & Kennedy, 2017)
โมเดล OCEAN ของคอสตาและแมคเคร (Mc Crae 6. การเก็บรวบรวมข้อมูลน�ำรูปภาพ
& Costa, 2010) และตวั แปรตาม คอื อารมณด์ า้ น และเสียงดิจิทัล เข้าในโปรแกรมคอมพิวเตอร์
ความประทบั ใจ จ�ำแนกเป็น 2 ลักษณะอารมณค์ อื ใชโ้ ปรแกรม STIM2 ตามลำ� ดบั ดงั นี้ หนา้ จอปรากฏ
พงึ พอใจ และไมพ่ งึ พอใจ ค�ำช้ีแจง 15000 มิลลิวินาที จากน้ันเป็นจุดคงท่ี
3. เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย ประกอบ 2000 มิลลิวินาที รูปภาพและเสียง ลักษณะ
ด้วย 1) กิจกรรมการทดลองมองรูปภาพและ พึงพอใจ 6000 มิลลิวินาที ให้กลุ่มตัวอย่างมอง
ฟังเสียงดิจิทัลท่ีเร้าอารมณ์ด้านความประทับใจใน รูปภาพและฟังเสียงดิจิทัล และปรากฏมาตรวัด
ผใู้ หญต่ อนตน้ ประกอบดว้ ยรปู ภาพและเสยี งดจิ ทิ ลั อารมณค์ วามรสู้ กึ 5000 มลิ ลวิ นิ าทใี หก้ ลมุ่ ตวั อยา่ ง
ลกั ษณะละ 12 รูปภาพและเสียง ท่เี ปน็ สง่ิ เร้าทาง กดแปน้ ตวั เลข 1-9 เปน็ ลกั ษณะอารมณไ์ มพ่ งึ พอใจ
ประสาทสัมผัส 2 ทางได้แก่ทางตาและทางหู จาก - พึงพอใจ ตามล�ำดับ และปรากฏแบบน้ีจนครบ
คลงั รปู ภาพทสี่ อื่ ความหมายทางดา้ นอารมณค์ วาม 12 ชุด จากน้ันให้กลุ่มทดลองหลับตาและพัก
รู้สกึ ในบริบทของคนไทย (Sripornngam, et al., เป็นเวลา 5 นาที เมื่อครบก�ำหนดจึงด�ำเนินการ
2015) และคลังเสียงดิจิทัลท่ีส่งต่ออารมณ์ความ ทดลองตอ่ โดยการมองรูปภาพ และฟงั เสียงดจิ ิทลั
รู้สึกในบริบทของคนไทย (Phusuwan, et al., ท่ีมีลักษณะไม่พึงพอใจ 12 ชุด สุดท้ายหน้าจอ
2018) และ 2) มาตรวัดอารมณ์ความรู้สึก Self- คอมพิวเตอร์จะปรากฏค�ำว่า “จบการทดลอง
Assessment Manikin (SAM) ของ Bradley and ขอขอบคุณท่านที่ให้ความร่วมมือ” เพ่ือแสดงถึง
Lang (1999) ใช้วดั หลังจากปรากฏสง่ิ เร้ารปู ภาพ การจบการทดลอง ดังมีล�ำดับในการน�ำเสนอ
และเสยี งดิจทิ ัลในแตล่ ะชดุ รูปภาพและเสียงดจิ ิทลั ดังภาพท่ี 1
ปที ี่ 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 195
ภาพท่ี 1 ลำ� ดับในการน�ำเสนอรูปภาพและเสียงดิจทิ ัลที่เร้าอารมณด์ า้ นความประทับใจ
7. การวิเคราะห์ข้อมูล ค่าสถิติพื้นฐาน กลางๆ ดว้ ยสถติ ิ 2- way ANOVA
ได้แก่ จ�ำนวนรอ้ ยละ ค่าเฉลี่ย และสว่ นเบ่ียงเบน
มาตรฐาน วเิ คราะหค์ วามแปรปรวนของตวั แปรตาม 4. สรปุ ผลการวจิ ยั
คอื อารมณด์ ้านความประทบั ใจ ระหวา่ งเพศชาย
และเพศหญงิ บคุ ลิกภาพเปดิ เผย และบุคลกิ ภาพ การเปรียบเทียบค่าเฉล่ียและส่วนเบ่ียง
เบนมาตรฐานอารมณ์ด้านความประทบั ใจ
ตารางที่ 1 ค่าเฉลี่ยและสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐานของอารมณด์ า้ นความประทับใจ
เพศชาย เพศหญงิ
ลักษณะรูปภาพ บุคลกิ ภาพ บคุ ลกิ ภาพ บคุ ลกิ ภาพ บคุ ลกิ ภาพ
และเสียงดิจทิ ลั เปดิ เผย (n=20) กลางๆ (n=20) เปิดเผย (n=20) กลางๆ (n=20)
Mean S.D. Mean S.D. Mean S.D. Mean S.D.
พึงพอใจ 7.15 0.79 6.16 0.94 7.27 0.95 7.48 0.75
ไมพ่ งึ พอใจ 1.95 0.70 2.42 0.87 2.08 0.79 1.85 0.75
196 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
ตารางท่ี 1 แสดงคา่ เฉลยี่ และสว่ นเบยี่ งเบน ศึกษาพฤติกรรมจากมาตรวัดอารมณ์ความรู้สึก
มาตรฐานของอารมณ์ด้านความประทับใจการ ดา้ นความประทบั ใจ จำ� แนกตามเพศและบคุ ลกิ ภาพ
ตารางท่ี 2 การเปรยี บเทียบอารมณ์ด้านความประทบั ใจในลกั ษณะพงึ พอใจ
เพศ Test of Between-Subject Effects
บคุ ลกิ ภาพ SS df MS F p
เพศ* บคุ ลิกภาพ
10.33 1 10.33 13.79* <.05
3.03 1 3.03 4.05* <.05
7.35 1 7.35 9.81* <.05
ตารางที่ 2 แสดงว่า พบความแตกต่าง ลักษณะพึงพอใจ มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพศบุคลิก
ระหวา่ งเพศและบคุ ลกิ ภาพทม่ี ผี ลตอ่ การมองรปู ภาพ ภาพจากการมองรูปภาพและฟังเสียงดิจิทัลท่ีเร้า
ฟงั เสยี งดจิ ทิ ลั ทเี่ รา้ อารมณ์ ดา้ นความประทบั ใจใน อารมณด์ า้ นความประทบั ใจในลักษณะพงึ พอใจ
ตารางที่ 3 การเปรยี บเทียบอารมณด์ ้านความประทบั ใจในลักษณะไมพ่ ึงพอใจ
เพศ Test of Between-Subject Effects
บุคลิกภาพ SS df MS F p
เพศ* บุคลิกภาพ
0.97 1 0.97 1.57 .21
0.29 1 .029 0.47 .49
2.45 1 2.45 3.96* <.05
จากตารางที่ 3 มปี ฏิสมั พันธร์ ะหว่างเพศ ดจิ ทิ ลั ทเี่ รา้ อารมณด์ า้ นความประทบั ใจในลกั ษณะ
และบุคลิกภาพจากการมองรูปภาพและฟังเสียง ไมพ่ งึ พอใจ
5. อภิปรายผลการวจิ ัย 1. กิจกรรมการทดลองมองรูปภาพและ
ฟังเสียงดิจิทัลท่ีเร้าอารมณ์ด้านความประทับใจใน
ผลการศึกษาอารมณ์ดา้ นความประทบั ใจ ผใู้ หญต่ อนต้น ประกอบดว้ ย กจิ กรรม 2 ชดุ ชดุ ละ
ในผู้ใหญ่ตอนต้น ขณะมองรูปภาพและฟังเสียง 12 ส่ิงเร้า ส่ิงเร้าละ 14.5 วินาที จ�ำแนกตาม
ดิจิทัลท่ีเร้าอารมณ์ด้านความประทับใจ สรุปผล ลกั ษณะอารมณ์ คอื ลกั ษณะพงึ พอใจและลกั ษณะ
การวจิ ยั ตามวัตถปุ ระสงคด์ ังน้ี
ปที ี่ 19 ฉบับท่ี 2 (เมษายน - มถิ ุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 197
ไม่พงึ พอใจ นอกจากนี้งานวิจัยของ Yuan, et al. (2011)
2. ผลการเปรยี บเทยี บอารมณด์ า้ นความ ไดศ้ ึกษาเกี่ยวกบั อารมณ์ พบว่า อารมณท์ ีม่ ีความ
ประทบั ใจในผใู้ หญต่ อนตน้ ระหวา่ งเพศชายกบั เพศ สุขช่วยเพิ่มการประมวลผลสมองของการควบคุม
หญิงขณะมองรูปภาพและฟังเสียงดิจิทัลที่เร้า ความรู้ ซ่ึงท�ำให้สามารถสรุปได้ว่า เพศท่ีมีความ
อารมณด์ า้ นความประทบั ใจ มีดงั นี้ แตกตา่ งทำ� ใหก้ ารรบั รอู้ ารมณด์ า้ นความประทบั ใจ
2.1 ความแตกต่างระหว่างเพศมีผล ลกั ษณะพึงพอใจมคี วามแตกต่างกนั
ตอ่ การมองรปู ภาพและฟงั เสยี งดจิ ทิ ลั ทเ่ี รา้ อารมณ์ 2.2 ความแตกต่างระหว่างบุคลิก
ด้านความประทับใจ ลักษณะพึงพอใจอย่างมีนัย ภาพมีผลต่อการมองรูปภาพและฟังเสียงดิจิทัล
สำ� คัญทางสถิติท่ี .05 ทั้งนี้อาจเปน็ เพราะเพศชาย ทเี่ รา้ อารมณด์ า้ นความประทบั ใจ ลกั ษณะพงึ พอใจ
และเพศหญงิ ตอบสนองตอ่ สงิ่ เรา้ ในลกั ษณะทแ่ี ตก อย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติที่ .05 เนื่องจาก
ต่างกัน ซึ่งเพศหญิงจะรับรู้อารมณ์ด้านความ บุคลิกภาพที่ศึกษาในงานวิจัยน้ี คือ บุคลิกภาพ
ประทับใจ ในลักษณะพึงพอใจ ได้ดีกว่าเพศชาย แบบเปิดเผย ซึ่งมีพฤติกรรมที่ชอบสนุกจะมี
เนื่องจากเพศหญิงมีความละเอียดอ่อนและรับรู้ กจิ กรรมในการเข้าสังคมชอบการอยกู่ บั คนจำ� นวน
อารมณต์ อ่ สงิ่ เรา้ ดา้ นความประทบั ใจ ซงึ่ สอดคลอ้ ง มากใช้เวลากับบุคคลต่างๆ และบุคลิกภาพแบบ
กับงานวิจัยของ Sakaki, Niki and Mather กลางๆ ซ่ึงมีบุคลิกภาพท่ีปรับตัวเข้ากับผู้อ่ืนได้ดี
(2012) ทศี่ กึ ษาการตอบสนองตอ่ สง่ิ เรา้ ทมี่ ลี กั ษณะ อาจชอบเข้าสังคมหรืออยู่คนเดียวก็มีความสุขได้
ประทับใจ และส่ิงเร้าลักษณะไม่ประทับใจ พบว่า สามารถปรับเปล่ียนได้ในแต่ละสถานการณ์
เพศหญิงมีอารมณ์ตอบสนองต่อส่ิงเร้าสูงกว่าเพศ มีลักษณะนิสัยพ้ืนฐานที่มองโลกในแง่ดีเป็นมิตร
ชายและการศึกษาของ Whittle, et al. (2011) กับผู้อ่ืน ไว้วางใจสังคม กระตือรือร้น ชอบหาสิ่ง
ได้ศึกษาพบว่า เพศหญิงและเพศชายมีการรับรู้ กระตนุ้ กลา้ แสดงออก ทำ� ใหม้ โี อกาสไดป้ ระสบการณ์
อารมณ์ท่ีแตกต่างกันทั้งในการศึกษาระดับ ด้านอารมณ์ทางบวกจากสังคม ซ่ึงสอดคล้องกับ
พฤตกิ รรมและระดบั ประสาท ซงึ่ ในระดบั ประสาท งานวจิ ยั ของ De Young, et al. (2013) ศกึ ษาภาพ
พบว่า สมองของเพศหญิงบริเวณลิมบิก ได้แก่ รวมของบคุ ลกิ ภาพ 5 องคป์ ระกอบ วงกลมระหวา่ ง
อะมิกดาลา แอนทีเรยี รก์ ูเลทคอร์เท็กซ์ และทาลามสั บุคคล (Interpersonal Circumflex) ลักษณะ
มีการท�ำงานมากกวา่ เพศชาย ในขณะท่ีสมองของ ความเก่ียวข้องบุคลิกภาพแบบปรองดองและ
เพศชายบริเวณกลีบสมองส่วนหน้าผากและกลีบ บุคลิกภาพเปิดเผย เป็นสององค์ประกอบท่ี
สมองด้านข้าง มีการท�ำงานมากกว่าเพศหญิง เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของบุคคล การวิเคราะห์
ซ่ึงการท่ีเพศหญิงและเพศชายมีการรับรู้อารมณ์ องค์ประกอบผลจากการศึกษาพบว่า บุคลิกภาพ
แตกต่างกันอาจมาจากการประมวลผลอารมณ์ ในแต่ละองค์ประกอบจะมีสององค์ประกอบและ
ใ น ร ะ ดั บ ป ฐ ม ภู มิ แ ล ะ ทุ ติ ย ภู มิ ที่ แ ต ก ต ่ า ง กั น สัมพันธ์กัน และงานวิจัยของ Sharma and
198 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
Kumari (2017) วิจัยบทบาทความส�ำเร็จทาง พบว่า เพศชายที่มีบุคลิกภาพแบบคลุมเครือ
อารมณใ์ นการพฒั นาบคุ ลกิ ภาพของสตรวี ยั ทำ� งาน มีลักษณะของคล่ืนไฟฟ้าสมองขณะมองภาพที่มี
ในเขตเมอื ง ผลการวจิ ยั พบวา่ การเพม่ิ อารมณท์ าง ลักษณะไม่ประทับใจสูงกว่าขณะมองภาพที่มี
บ ว ก มี ค ว า ม สั ม พั น ธ ์ ท า ง บ ว ก ใ น ก า ร พั ฒ น า ลกั ษณะไมป่ ระทบั ใจทมี่ กี ารยบั ยง้ั อารมณแ์ ละเพศ
บุคลิกภาพ หรือการให้ส่ิงเร้าที่ส่งเสริมอารมณ์ ชายที่มีบุคลิกภาพแบบคลุมเครือ มีลักษณะของ
ทางบวกมีผลให้บุคลิกภาพพัฒนาขึ้น พบว่า คลื่นไฟฟ้าสมองขณะมองภาพท่ีมีลักษณะไม่
บุคลิกภาพเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่ออารมณ์ ประทับใจสูงกว่าขณะมองภาพท่ีมีลักษณะไม่
บุคคลที่มีบุคลิกภาพเปิดเผยจะมีอารมณ์ทาง ประทับใจที่มกี ารยับย้ังอารมณ ์
ด้านบวก ส่วนบุคคลท่ีบุคลิกภาพกลางๆ จะมี
อารมณ์ทางด้านลบ บุคคลท่ีมีบุคลิกภาพเปิดเผย 6. ข้อเสนอแนะ
จะมีความสุขมากกว่าบุคคลท่ีมีบุคลิกภาพกลางๆ
ทั้งในอารมณ์ปกติและอารมณ์ด้านบวก ซึ่งท�ำให้ จากผลการวิจัยคร้ังน้ีได้กิจกรรมการ
สามารถสรุปได้ว่า บุคลิกภาพท่ีมีความแตกต่าง ทดลองการมองรูปภาพและฟังเสียงดิจิทัลที่เร้า
ท�ำให้การรับรู้อารมณ์ด้านความประทับใจมีความ อารมณ์ด้านความประทับใจ และการวัดอารมณ์
แตกตา่ งกัน ด้านความประทับใจ ซึ่งท�ำให้ได้องค์ความรู้และ
2.3 มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพศกับ ขอ้ มลู สารสนเทศนำ� ไปประยกุ ตใ์ ชเ้ ปน็ เครอื่ งมอื วดั
บคุ ลกิ ภาพตอ่ อารมณด์ า้ นความประทบั ใจ ลกั ษณะ ทางวทิ ยาศาสตรอ์ ารมณ์ ซงึ่ ทางการศกึ ษาสามารถ
พงึ พอใจ และลักษณะไมพ่ งึ พอใจอย่างมนี ัยสำ� คญั น�ำไปใช้ในการสร้างส่ือ นวัตกรรมทางการศึกษา
ทางสถติ ทิ ่ี .05 ทงั้ นเ้ี นอื่ งจากลกั ษณะอารมณค์ วาม การกระตุ้นความสนใจในการจัดกิจกรรมการ
รู้สึกสามารถเกิดข้ึนได้จากการกระตุ้นของส่ิงเร้า เรียนรู้ เพ่ือพัฒนาศักยภาพผู้เรียน ส่วนสถาบัน
ความจ�ำรวมถึงประสบการณ์เดิม จากการศึกษา ทางด้านประสาทวิทยาศาสตร์ สามารถน�ำการวัด
ของ Lucas & Diener (2011) ได้ศึกษาผลของ อารมณ์ไปประกอบการวิจัย และการบริการ
บุคลิกภาพด้านความวิตกกังวล และความหุนหัน วิชาการ เพ่ือพัฒนาการรับรู้ทางอารมณ์ ทางการ
พลันแล่นที่มีต่ออารมณ์ความรู้สึกต่อรูปภาพด้าน แพทย์ สามารถน�ำกิจกรรมไปใช้ในจัดกิจกรรม
ความประทับใจ ผลการศกึ ษาพบวา่ กลมุ่ ตวั อยา่ ง บ�ำบัด การรักษาหรือ กระตุ้นอารมณ์ผู้ป่วย
ทเี่ ปน็ เพศหญงิ ทม่ี คี วามกงั วลสงู จะใหค้ ะแนนภาพ นอกจากนด้ี า้ นเศรษฐศาสตร์ วงการสอ่ื สารมวลชน
ทไี่ มพ่ งึ พอใจสงู และกลมุ่ ทม่ี บี คุ ลกิ ภาพหนุ หนั พลนั การโฆษณาสินค้า การท่องเที่ยวหรือธุรกิจบริการ
แล่นจะให้คะแนนภาพท่ีให้ความรู้สึกประทับใจสูง ก็สามารถน�ำไปประยุกต์ใช้เพ่ือเพ่ิมความสนใจ
Cai, et al. (2016) ไดศ้ กึ ษาความแตกตา่ งระหวา่ ง และขยายโอกาสในการขายสินค้าและบริการ
เพศและบุคลิกภาพจากการมองภาพจาก IAPS นอกจากน้ีควรศึกษากับกลุ่มตัวอย่างในช่วงวัยอ่ืน
หรอื บคุ ลกิ ภาพแบบอนื่ ๆ เพอื่ เปรยี บเทยี บอารมณ์
ปที ่ี 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 199
ของบคุ คลในกลมุ่ ทตี่ า่ งกนั หรอื นำ� สง่ิ เรา้ ในลกั ษณะ หรือน�ำข้อมูลเชิงพฤติกรรม และข้อมูลคลื่นไฟฟ้า
ที่แตกต่างกันมาใช้เพื่อเปรียบเทียบอารมณ์ ด้าน สมองมาเปรียบเทียบเพื่อศึกษาความสอดคล้อง
กระบวนการวิจัยควรมีการศึกษาคลื่นไฟฟ้าสมอง ในการศกึ ษาวิทยาศาสตรด์ า้ นอารมณต์ ่อไป
References
Bradley, M. M., & Lang, P. J. (1994). Measuring Emotion: the Self-assessment Manikin and
the Semantic Differential. Journal of behavior therapy and Experimental Psychiatry,
25(1), 49-59.
_______. (1999). The International Affective Digitized Sounds (IADS) Stimuli, Instruction
Manual and Affective Ratings: NIMH Center for the Study of Emotion and Attention.
Journal of Behavioral Therapy and Experimental Psychiatry, 25(-), 49-59.
_______. (2007). The International Affective Digitized Sounds (IADS-2): Affective Ratings
of Sounds and Instruction Manual. Gainesville, Florida : University of Florida.
Cai, A., et al. (2016). The Sex Differences in Regulating Unpleasant Emotion by Expressive
Suppression: Extraversion Matters. Frontiers in Psychology, 7(1), 1-11.
Cervone, D., & Pervin, L. A. (2014). Personality Psychology. (12 ed.). Hoboken, New Jersey
: Wiley & Sons, Inc.
Costa, P. T., & Mc Crae, R. R. (1992). Normal Personality Assessment in Clinical Practice:
The NEO Personality Inventory. Psychological Assessment, 4(1), 5-13.
Dan-Glauser, E. S., & Scherer, K. R. (2011). The Geneva Affective Picture Database (GAPED):
a new 730-picture Database Focusing on Valence and Normative Significance.
Behavior Research Methods, 43(2), 468-477.
De Young, et al. (2013). Unifying the aspects of the Big Five, the Interpersonal Circumplex,
and Trait Affiliation. J Pers, 81(5).
Edmonds, W. A., & Kennedy, T. D. (2017). An Applied Guide to Research Designs: Quantitative,
Qualitative, and Mixed Methods. (2nd). Thousand Oaks, California.
Han, S., et al. (2008). Neural Processing of threat cues in Social Environments. Human
brain mapping, 29(8), 945-957.
Kida, I., & Hoshi, Y. (2016). Right Ventrolateral Prefrontal Cortex Involvement in the Integration
of Emotional Processing: Parametric Mediation Analysis of fMRI. Neuroscience
Letters, 2016(615), 92-97.
200 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
Lucas, R. E., & Diener, E. D. (2001). Understanding Extraverts’ Enjoyment of Social Situations:
The Importance of Pleasantness. Journal of Personality and Social Psychology,
81(2), 343-356.
Lungu, O., et al. (2015). Sex Differences in Effective front o-limbic Connectivity During
Negative Emotion Processing. Psychoneuroendocrinology, 62(-), 180-188.
Luo, P., et al. (2014). Sex Differences in Affective Response to Different Intensity of Emotionally
Negative Stimuli: An event-related Potentials study. Neuroscience Letters, 578(-),
85-89.
Machajdik, J., & Hanbury, A. (2010). Affective Image Classification using features inspired
by Psychology and Art Theory. Paper Presented at the Proceedings of the 18th
ACM international conference on Multimedia.
Mc Crae, R. R., & Costa Jr, P. T. (2010). NEO Inventories: Professional manual. Lutz, Florida :
Psychological Assessment Resources.
Phusuwan, T., et al. (2018). Development of the Thai Affective Sound Bank System.
Research Methodology & Cognitive Science, 16(2).
Sakaki, M., Niki, K., & Mather, M. (2012). Beyond arousal and valence: The Importance of
the Biological Versus Social Relevance of Emotional Stimuli. Cognitive Affective
and Behavioral Neuroscience, 12(1), 115-139.
Santrock, J. W. (2003). Psychology: Essentials. Boston McGraw-Hill Boston.
Scherer, K. R., Schorr, A., & Johnstone, T. (2001). Appraisal Processes in Emotion: Theory,
Methods, Research. New York : Oxford University Press.
Schultz, W. (2015). Neuronal Reward and Decision Signals: from Theories to Data.
Physiological Reviews, 95(3), 853-951.
Sharma, M., & Kumari, R. (2017). Role of Emotion Competence in Personality Development
of Urban area Working Women. Kaav International Journal of Arts Humanities &
Social Sciences, 4(3), 21-24.
Shiota, M. N., & Kalat, J. W. (2012). Emotion. Belmont, California : Wadsworth.
Soares, A. P., et al. (2015). Adaptation of the International Affective Picture System (IAPS)
for european portuguese. Behavior Research Methods, 47(4), 1159-1177.
ปีท่ี 19 ฉบับท่ี 2 (เมษายน - มถิ นุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 201
Sripornngam, T., et al. (2015). Development of the Thai Affective Picture Bank System.
Research Methodology & Cognitive Science, 13(2), 57-69.
Viinikainen, M., Kätsyri, J., & Sams, M. (2012). Representation of Perceived Sound Valence
in the Human Brain. Human Brain Mapping, 33(10), 2295-2305.
Whittle, S., et al. (2011). Sex Differences in the Neural Correlates of Emotion: Evidence
from Neuroimaging. Biological Psychology, 87(3), 319-333.
Yuan, J., et al. (2011). Pleasant Mood Intensifies Brain Processing of Cognitive Control: ERP
Correlates. Biol Psychol, 87(1), 17-24.
การพัฒนาศักยภาพแหลง่ ท่องเที่ยวในชมุ ชนบ้านห้วยเตย
อำ� เภอซ�ำสูง จังหวดั ขอนแกน่ *
The Development of Tourism Potential in Huai Toei Village,
Sam Sung District, KhonKaen
ปณษิ ฐา ตาค�ำ
Panisata Tarkam
นกั วชิ าการอสิ ระ
Independent Scholar, Thailand
E-mail: [email protected]
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งน้ี มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาศักยภาพ และพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวในชุมชน
บา้ นหว้ ยเตย อำ� เภอซำ� สงู จงั หวดั ขอนแกน่ ใหม้ คี วามเหมาะสมกบั สภาพแวดลอ้ มทางวฒั นธรรมและการ
จดั การทอ่ งเทยี่ วอยา่ งยง่ั ยนื เปน็ การวจิ ยั เชงิ คณุ ภาพ โดยการศกึ ษาจากเอกสาร ขอ้ มลู จากการสมั ภาษณ์
และการสนทนากลุ่มเฉพาะ นำ� เสนอโดยพรรณนาวิธี
ผลการวจิ ัยพบวา่
1. ศกั ยภาพแหลง่ ทอ่ งเทย่ี วในชมุ ชนบา้ นหว้ ยเตย อำ� เภอซำ� สงู จงั หวดั ขอนแกน่ ดา้ นทรพั ยากร
ธรรมชาติ บ้านห้วยเตย มีทรัพยากรธรรมชาตทิ ่ีส�ำคญั คอื แหล่งน้�ำ ซงึ่ ถอื วา่ เป็นปจั จยั ทีส่ ่งผลตอ่ วถิ ีชวี ิต
ของคนในชุมชน ด้านองค์กรชุมชน องค์กรชุมชนและคนในชุมชนให้ความส�ำคัญกับการมีส่วนร่วม
ในกระบวนการพฒั นาชมุ ชนตง้ั แตก่ ระบวนการวางแผน การดำ� เนนิ งาน การประเมนิ และตรวจสอบอกี ครงั้
ผู้นำ� ของชมุ ชนมีวิสยั ทัศน์ ดา้ นการจดั การ ไม่เคยมีรูปแบบการจัดการแบบมีส่วนรว่ มโดยคนในชุมชนให้
ความสำ� คญั ท้ังในระดบั ท่ีเป็นทางการและไมเ่ ป็นทางการ ดา้ นการเรยี นรู้ มกี ารพัฒนาและริเริ่มแนวทาง
การพฒั นาทเี่ ปน็ ผลมาจากกระบวนการเรยี นรตู้ ามกระบวนการเรยี นรจู้ ากภายในและกระบวนการเรยี นรู้
จากภายนอก
* ไดร้ ับบทความ: 5 กมุ ภาพันธ์ 2562; แก้ไขบทความ: 19 เมษายน 2562; ตอบรับตพี มิ พ์: 3 พฤษภาคม 2562
Received: February 5, 2019; Revised: April 19, 2019; Accepted: May 3, 2019
204 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
2. การพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวในชุมชนบ้านห้วยเตย อ�ำเภอซ�ำสูง จังหวัดขอนแก่น
จำ� เปน็ ตอ้ งพฒั นาความพรอ้ มเพอ่ื รองรบั การจดั การทอ่ งเทย่ี วอยา่ งมอื อาชพี ใน 3 ดา้ นคอื ดา้ นการสอื่ สาร
กบั นกั ทอ่ งเทยี่ ว ดา้ นความพรอ้ มของแหลง่ ทรพั ยากรทอ่ งเทย่ี ว ดา้ นกจิ กรรมในอตุ สาหกรรมการทอ่ งเทย่ี ว
คำ� ส�ำคัญ: ศักยภาพ; การท่องเที่ยว; การพฒั นา
Abstract
This research aims to study the potential and potential development of tourism
in Huai Toei village, Sam Sung district, Khon Kaen province in order to create sustainable
suitability for the cultural environment and tourism management. It is a qualitative
research carried out by studying documents, data interviews and specific group
discussions. The obtained data were presented by the descriptive method.
The research found that:
1. The potential of tourism in community of Huai Toei village, Sam Sung district,
Khon Kaen province as to natural resources are: Huai Toei village has important natural
resources, the water source which is considered a factor affecting the way of life of people
in the community and community organization, people in the community pay more
attention to participation in the process of community development since the planning
of process, operations, assessment and inspection. Again, community leaders have a
vision for management; it never has a participatory management model by people in the
community by giving importance to both formal and informal levels. For learning, it has
developed and initiated development guidelines that are the result of the learning
process based on the internal learning process and external learning process.
2. For potential development of tourism in Huai Toei village, Sam Sung district,
Khon Kaen province, it needs to develop readiness to support professional management
of tourism in 3 parts: communication with tourists, availability of tourism resources and
activities in the tourism industry.
Keywords: potential; tourism; development
ปีท่ี 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 205
1. บทน�ำ ธรรมชาติ ท่องเท่ียวโบราณสถาน โบราณวัตถุ
การทอ่ งเทย่ี วสถานเรงิ รมย์ การทอ่ งเทยี่ วทางทะเล
การทอ่ งเทยี่ วนบั เปน็ อตุ สาหกรรมทเี่ จรญิ การท่องเที่ยวศิลปวัฒนธรรม ประเพณีและ
เติบโตและมีความส�ำคัญยิ่งต่อการพัฒนาทาง กิจกรรม ซึ่งการท่องเที่ยวแต่ละชนิดก็มีกลุ่ม
เศรษฐกจิ และสังคมของประเทศไทย จงึ ท�ำใหเ้ ห็น นักท่องเที่ยวที่แตกต่างกัน โดยปัจจุบันเพิ่มความ
ว่ารัฐบาลแต่ละยุค ควรมีนโยบายในการส่งเสริม ส�ำคัญของความย่ังยืนควบคู่ไปกับการด�ำเนิน
การทอ่ งเทยี่ วและใหก้ ารทอ่ งเทยี่ วเขา้ มามบี ทบาท ง า น ก า ร ต ล า ด ใ น แ บ บ เ ดิ ม เ พ ร า ะ ใ น อ ดี ต
ส�ำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างจริงจังเป็น อตุ สาหกรรมการทอ่ งเทยี่ วเนน้ จำ� นวนนกั ทอ่ งเทย่ี ว
ครงั้ แรกเมอื่ มกี ารบรรจแุ ผนพฒั นาการทอ่ งเทยี่ วไว้ เป็นเหตุท�ำให้ทรัพยากรการท่องเท่ียวถูกท�ำลาย
ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ จึงมีการปรับเปลี่ยนแนวคิดไปสู่การท่องเท่ียว
4 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีความต้องการที่จะ เ ชิ ง คุ ณ ภ า พ ห รื อ ก า ร ท ่ อ ง เ ท่ี ย ว แ บ บ ยั่ ง ยื น
ให้กิจกรรมด้านการท่องเท่ียวเป็นส่วนหนึ่งในการ (Lohachaiyakul, 2017 : 9)
สร้างงานสร้างรายได้และถ่ายเทความเจริญไปสู่ ในช่วงหลายปีท่ีผ่านมามีการส่งเสริมให้
ภมู ภิ าครวมถงึ เปน็ การอนรุ กั ษแ์ ละฟน้ื ฟทู รพั ยากร ชุมชนเป็นแหล่งท่องเท่ียว มีการขยายตัวอย่าง
ศิลปวัฒนธรรม ธรรมเนียมประเพณีท่ีดีงาม รวดเรว็ และมแี นวโน้มที่จะเติบโตขนึ้ อยา่ งต่อเนื่อง
ตลอดจนโบราณสถาน แหล่งท่องเท่ียวทาง เป็นเครือข่ายมากข้ึน ซ่ึงค�ำว่า “การท่องเที่ยว
ธรรมชาติ (Sangraksa, 2010) รายได้จากการ โดยชมุ ชน” (Community-Based Tourism) หรอื
ท่องเท่ียว จึงกลายเป็นรายได้อันดับหนึ่งเม่ือ “การท่องเท่ียวเชิงนิเวศ” (Ecotourism) หรือ
เปรียบเทียบกับรายได้จากการส่งสินค้าประเภท “การท่องเท่ียวเชิงอนุรักษ์” (Conservation
อื่นๆ รายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเท่ียวเป็น Tourism) ถูกน�ำมาใช้เพื่อเป็นสื่อการโฆษณา
รายได้ท่ีกระจายไปสู่ประชากรในวงกว้างเป็นการ ประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพพจน์ของการ
สร้างงานสร้างอาชีพแก่คนทุกประเภทท้ังทางตรง ท่องเท่ียว ซ่ึงการท่องเที่ยวโดยชุมชนมุ่งเน้นให้
และทางอ้อม ทางตรง ได้แก่ บริษัทน�ำเท่ียว ชมุ ชนเปน็ ศนู ยก์ ลางในการทำ� งาน คอื คนในชมุ ชน
โรงแรม ภัตตาคาร รา้ นขายของทรี่ ะลึก มัคคเุ ทศก์ เป็นหัวใจส�ำคัญของการจัดการท่องเท่ียวและ
ทางออ้ ม ไดแ้ ก่ การทำ� หตั ถกรรมพน้ื บา้ น เกษตรกร ไม่เพียงแต่ตอบสนองความต้องการของนัก
และผู้ใช้แรงงาน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมี ทอ่ งเทยี่ วเทา่ นนั้ แตย่ งั ไดเ้ นน้ ถงึ การสรา้ งศกั ยภาพ
บทบาทในการสร้างสรรค์ความเจริญไปยังภูมิภาค ของคนในท้องถ่ินให้ใช้ทักษะความรู้ความสามารถ
ตา่ งๆเนอ่ื งจากการลงทนุ ในอตุ สาหกรรมทอ่ งเทยี่ ว ของตนเขา้ มามสี ว่ นรว่ มในการจดั การทอ่ งเทยี่ วของ
มีผลในการกระจายรายได้สู่ท้องถ่ิน (Sirichot, ชมุ ชน เพอ่ื นำ� ไปสกู่ ารดแู ลรกั ษา ปกปอ้ งและฟน้ื ฟู
2013) ซงึ่ การทอ่ งเทย่ี วของประเทศไทยในปจั จบุ นั ทรัพยากรธรรมชาติให้มีความสมดุลกับภูมิปัญญา
ก็มีหลากหลายรูปแบบ เช่น การท่องเท่ียวแบบ
206 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม รวมทั้งการเก้ือกูล กิจกรรม ภูมิปัญญา วัฒนธรรมและผลิตภัณฑ์
ตอ่ เศรษฐกจิ ของชมุ ชนในอนาคต ชมุ ชน ในประเดน็ ทส่ี อดคลอ้ งกบั องคป์ ระกอบของ
ปัจจุบันมีนักท่องเท่ียวส่วนหนึ่งให้ความ การจัดการทอ่ งเทย่ี วโดยชุมชน (CBT) 4 ดา้ น คือ
สนใจการท่องเท่ียวเชิงวิถีชุมชน และการเรียนรู้ที่ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรม ด้าน
เป็นการเดินทางเพ่ือการศึกษาและแสวงหาคุณค่า องค์กรชุมชนด้านการจัดการ และด้านการเรียนรู้
ทางดา้ นวฒั นธรรม ประเพณี และวถิ ชี วี ติ กอปรกบั รวมถึงการศึกษาเก่ียวกับลักษณะกิจกรรมและ
รัฐบาลให้ความส�ำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ คุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ ส่ิงแวดล้อม
ฐานรากให้มีความเข้มแข็ง ลดความเหล่ือมล้�ำ วัฒนธรรมและผลิตภัณฑ์ภายในแหล่งท่องเท่ียว
รวมถงึ การแกไ้ ขปญั หาของประชาชน ทง้ั นแ้ี นวทาง ของชุมชน ทั้งน้ี เพื่อพัฒนาศักยภาพแหล่ง
การจดั การทอ่ งเทย่ี วแบบยง่ั ยนื ถกู กลา่ วถงึ มากขน้ึ ท่องเท่ียวในชุมชนบ้านห้วยเตย อ�ำเภอซ�ำสูง
โดยการจดั การทอ่ งเทยี่ วลกั ษณะนี้ ทำ� ใหเ้ กดิ ความ จังหวัดขอนแก่น ให้มีความเหมาะสมกับสภาพ
ตระหนกั ถงึ ความสำ� คญั ของชมุ ชนทอ้ งถน่ิ การดแู ล แวดลอ้ มและวัฒนธรรม อันจะน�ำไปสกู่ ารสง่ เสรมิ
เอาใจใส่สวัสดิการของผู้มีส่วนร่วมในการจัดการ การทอ่ งเทย่ี วเชงิ วถิ ชี มุ ชนทม่ี คี วามเชอื่ มโยงกบั การ
ท่องเที่ยว เพ่ือน�ำไปสู่การสร้างเศรษฐกิจฐานราก พฒั นาทางเศรษฐกจิ และสงั คมสืบตอ่ ไป
ของชุมชนจากกิจกรรมการท่องเท่ียวในชุมชน
(Swarbrooke, 1998) ซงึ่ เป็นไปตามแนวโน้มของ 2. วตั ถุประสงค์ของการวิจยั
การทอ่ งเทยี่ วในปจั จบุ นั จากกระแสความคดิ ในการ
ที่จะปรับกระบวนการและวิสัยทัศน์ด้านการ 1. เพอ่ื ศกึ ษาศกั ยภาพแหลง่ ทอ่ งเทย่ี วใน
ท่องเท่ียวเพ่ือให้เกิดการอนุรักษ์ทรัพยากร ชุมชนบา้ นหว้ ยเตย อำ� เภอซำ� สงู จงั หวัดขอนแกน่
ท่องเที่ยว สภาพแวดล้อมของชุมชนวัฒนธรรม 2. เพื่อพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเท่ียว
และทรัพยากรธรรมชาติ จึงเป็นเหตุให้มีการน�ำ ในชุมชนบ้านห้วยเตย อ�ำเภอซ�ำสูง จังหวัด
แนวคิดการพัฒนาท่ีย่ังยืนมาเชื่อมโยงกับการ ขอนแก่น ให้มีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม
จัดการท่องเท่ียวเพ่ือให้คนรุ่นหลังได้ใช้ประโยชน์ ทางวฒั นธรรมและการจดั การทอ่ งเทยี่ วอยา่ งยงั่ ยนื
ในการสร้างเสริมความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ
สงั คมและสนุ ทรยี ภาพในเอกลกั ษณท์ างวฒั นธรรม 3. วธิ ีด�ำเนินการวิจัย
ของชมุ ชนท้องถนิ่ (Chittaprapan, et al., 2013)
จากสถานการณ์ดังกล่าว คณะผู้วิจัย การวิจัยน้ี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ
จึงสนใจท่ีจะศึกษาถึงการพัฒนาศักยภาพแหล่ง (Phra Wisit Thitavisiddho, et al., 2017 : 25-
ท่องเท่ียวในชุมชนบ้านห้วยเตย อ�ำเภอซ�ำสูง 38) ซึ่งมีวธิ ดี �ำเนินการวจิ ัย ดังน้ี
จังหวดั ขอนแก่น ที่มีทรัพยากรท้ังทางด้านวถิ ีชีวติ 1. วิธีการศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร
(Documentary Sources) ศึกษาจากเอกสาร
ตา่ งๆ ทเี่ กยี่ วขอ้ ง ไดแ้ ก่ เอกสารทางวชิ าการ ตำ� รา
ปที ี่ 19 ฉบับท่ี 2 (เมษายน - มถิ ุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 207
บทความ วารสาร และงานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง เอกสาร ผู้วิจัยได้ใช้พลวัตของกลุ่มเป็นส่ิงกระตุ้นให้แต่ละ
จากสอ่ื อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ รวมถงึ เอกสารรายงานตา่ งๆ คนได้แสดงความคิดเห็นและทัศนะอย่างจริงใจ
ของเครอื ขา่ ยองค์กรและชุมชน ตามกรอบแนวคิด ในขณะที่ท�ำการสนทนา ซึ่งความคิดเห็นของ
ในการวจิ ยั คนหน่ึงสามารถช่วยกระตุ้นให้คนอื่นในกลุ่ม
2. วิธีการศึกษาโดยใช้เทคนิคการ อยากจะสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมถึง
สัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้ให้ อยากแสดงทัศนะและประสบการณ์ของตนเอง
ขอ้ มลู หลกั (Key Informants) จากผนู้ ำ� ชมุ ชนและ แลว้ นำ� ผลสรปุ วเิ คราะหม์ าสงั เคราะหเ์ ปน็ แนวทาง
พระสงฆ์ ด้วยการใช้แบบสัมภาษณ์ท่ีมีโครงสร้าง ทเี่ หมาะสมกบั การพฒั นาศกั ยภาพแหลง่ ทอ่ งเทยี่ ว
(Structured Interview) เปน็ การสมั ภาษณท์ ม่ี กี าร ในชุมชนบ้านห้วยเตย อ�ำเภอซ�ำสูง จังหวัด
วางแผนการสัมภาษณ์ไว้ก่อนล่วงหน้าอย่างเป็น ขอนแก่น ให้มีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม
ข้ันตอน แบบเข้มงวดพอประมาณ และข้อค�ำถาม ทางวฒั นธรรมและการจดั การทอ่ งเทยี่ วอยา่ งยงั่ ยนื
ในการสัมภาษณม์ ีโครงสรา้ งแบบหลวม (Loosely ในการใชเ้ ครอ่ื งมอื นจี้ ะใชภ้ ายหลงั ทผ่ี วู้ จิ ยั ไดท้ ำ� การ
Structure) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth เก็บขอ้ มูลเสร็จจากการสมั ภาษณเ์ ชิงลกึ
Interview) เป็นการสัมภาษณ์ที่ไม่มีการก�ำหนด
กฎเกณฑเ์ กยี่ วกบั คำ� ถามและลำ� ดบั ขนั้ ตอนของการ 4. สรปุ ผลการวิจัย
สัมภาษณ์ไว้ล่วงหน้า เป็นการพูดคุยสนทนาตาม
ธรรมชาติ (Naturalistic Inquiry) ซึ่งมีแนวคิด 1. ศกั ยภาพของแหลง่ ทอ่ งเทย่ี วในชมุ ชน
ในการศึกษาและแนวทางการสัมภาษณ์ท่ีสร้างขึ้น บา้ นห้วยเตย อำ� เภอซ�ำสงู จงั หวดั ขอนแก่น พบว่า
เพอื่ เกบ็ ขอ้ มลู ของผใู้ หข้ อ้ มลู หลกั ภายใตบ้ รรยากาศ ในหมู่บ้านห้วยเตยเป็นชุมชนที่แหล่งท่องเที่ยว
ของการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน เพื่อจะเก็บ ที่มีศักยภาพและสามารถพัฒนาให้มีศักยภาพ
ข้อมูลเก่ียวกับศักยภาพแหล่งท่องเท่ียวในชุมชน ในการจัดการท่องเท่ียวของชุมชน โดยหาก
บา้ นห้วยเตย พิจารณาจากองค์ประกอบของศักยภาพชุมชน
3. วิธีการศึกษาโดยใช้วิธีการสนทนา ใน 4 ด้าน ประกอบด้วย ดา้ นทรัพยากรธรรมชาติ
กลมุ่ เฉพาะ (Focus Group Discussion) เพอื่ รบั ฟงั และวฒั นธรรม ด้านองค์กรชุมชน ดา้ นการจดั การ
ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ หาลักษณะร่วม และด้านการเรยี นรู้ พบวา่
(Common Character) รวมถึงข้อสรุปร่วม 1.1 ด้านทรัพยากรธรรมชาติบ้าน
(Common Conclusion) จากกลุ่มผู้มีส่วนได้ หว้ ยเตย มที รพั ยากรธรรมชาตทิ ส่ี ำ� คญั คอื แหลง่ นำ�้
ส่วนเสียภายในชุมชน และเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยท่ีส่งผลต่อวิถีชีวิตของคนใน
ผู้เกี่ยวข้องกับชุมชน เพ่ือให้ตรงกับประเด็นท่ีจะ ชุมชน ท้ังเป็นแหล่งต้นน�้ำเพ่ือใช้ในการอุปโภค
ศึกษาวิจัยในคร้ังน้ี และการสนทนากลุ่มเฉพาะนี้ บริโภค และเปน็ แหล่งอาหาร โดยสง่ิ ทปี่ รากฏเหน็
ชัดจากการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
208 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
ของบ้านห้วยเตย ท�ำให้เกิดกลุ่มอาชีพปลูกผัก 1.4 ด้านการเรียนรู้ ภายใต้แนวคิด
ปลอดสารพษิ ทมี่ คี วามเขม้ แขง็ และเปน็ อาชพี สำ� คญั การพัฒนาศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวในชุมชน
อีกอาชีพหนึ่งของชุมชนบ้านห้วยเตยที่ได้ใช้ บ้านห้วยเตย มีการพัฒนาและริเริ่มแนวทางการ
ประโยชนจ์ ากฐานทรพั ยากรธรรมชาตขิ องชุมชน พัฒนาท่ีเป็นผลมาจากกระบวนการเรียนรู้ตาม
1.2 ด้านองค์กรชุมชน จุดเด่นของ กระบวนการเรียนรู้จากภายในและกระบวนการ
บ้านห้วยเตยคือองค์กรชุมชนและคนในชุมชนให้ เรยี นรจู้ ากภายนอก กระบวนการเรยี นรภู้ ายในเกดิ
ความสำ� คญั กบั การมสี ว่ นรว่ มในกระบวนการพฒั นา จากการทคี่ นในชมุ ชนสามารถวเิ คราะหบ์ รบิ ทของ
ชุมชนตั้งแต่กระบวนการวางแผน การด�ำเนินงาน ชมุ ชนทง้ั ทเ่ี ปน็ จดุ แขง็ จดุ ออ่ นและโอกาสของชมุ ชน
การประเมินและตรวจสอบ ผู้น�ำของชุมชนมี ที่จะสามารถพฒั นาชมุ ชนดว้ ยตนเอง เหตุการณ์ที่
วิสัยทัศน์และเป็นบุคคลที่มีมนุษยสัมพันธ์ท่ีดีต่อ มบี คุ คลหรอื หนว่ ยงานจากภายนอกเขา้ มาทำ� หนา้ ท่ี
การประสานงานเพ่ือสร้างเครือข่ายในการพัฒนา ในการกระตุ้นให้ชุมชนได้รู้จักการวิเคราะห์
บา้ นหว้ ยเตย อาทิ กลุ่มอาชพี ทอผ้าไหม กลมุ่ ทอ ศักยภาพของชุมชนตนเอ งซึ่งที่ผ่านมาก็มีหลาย
เสอ่ื กก กลมุ่ เครอื่ งจกั สาน กลมุ่ เกษตรกรผปู้ ลกู ผกั หน่วยงานหรือกลุ่มบุคคลเข้ามา เช่น ส�ำนักงาน
ปลอดสารพิษ กลุ่มแม่บ้านขนมไทย กลุ่มปลาส้ม พฒั นาชมุ ชนอำ� เภอซำ� สงู สำ� นกั งานการศกึ ษาตาม
ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพและมีโอกาสที่หากได้ อธั ยาศยั อำ� เภอซำ� สงู มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณ
รับการพัฒนาจะสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชน ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตขอนแกน่ เป็นต้น ส่วนการ
ได้เปน็ อยา่ งดี นอกจากนี้ โดยภาพรวมของชมุ ชน เรียนรู้จากภายนอก ซ่ึงเกิดการท่ีผู้น�ำชุมชน
บา้ นหว้ ยเตยทม่ี วี ฒั นธรรมชมุ ชนทอ่ี บอนุ่ ประชาชน ประชาชนชมุ ชนมโี อกาสไดไ้ ปศกึ ษาดงู านในสถานท่ี
ในชมุ ชนมอี ธั ยาศยั ไมตรที ด่ี ตี อ่ ผมู้ าเยอื น ซงึ่ จะเปน็ ต่างๆ ที่มีบริบทคล้ายคลึงกับบ้านห้วยเตยแต่มี
ปจั จัยเชอื่ มตอ่ การพฒั นาศักยภาพด้านการจดั การ กระบวนการในการพัฒนาให้มีศักยภาพต่อการ
ท่องเท่ยี วต่อไป พัฒนาชุมชนและสามารถยกระดับให้มีศักยภาพ
1.3 ดา้ นการจดั การ ไมเ่ คยมรี ปู แบบ ด้านการท่องเที่ยวได้ ซ่ึงท่ีผ่านมาบ้านห้วยเตย
การจดั การแบบมสี ว่ นรว่ มโดยคนในชมุ ชนใหค้ วาม ก็เป็นหน่ึงในหมู่บ้านที่ได้รับการส่งเสริมและสร้าง
สำ� คญั ทงั้ ในระดบั ทเ่ี ปน็ ทางการและไมเ่ ปน็ ทางการ กระบวนการเรียนรู้จากโครงการหมู่บ้าน OTOP
เป็นกระบวนการมีส่วนร่วมที่เกิดข้ึนในทุกกลุ่มวัย นวัตวถิ ี ของสำ� นักงานพัฒนาชุมชนอ�ำเภอซำ� สงู
กระบวนการวางแผนได้ก�ำหนดทิศทางการพัฒนา 2. การพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยว
การท่องเที่ยวของชุมชนเป็นสิ่งที่เกิดจากการท่ี ในชมุ ชนบา้ นหว้ ยเตย อำ� เภอซำ� สงู จงั หวดั ขอนแกน่
ชุมชนได้น�ำเอาปัจจัยด้านต่างๆ ที่มีอยู่ในชุมชน การจัดการท่องเที่ยวท่ีมีความเหมาะสมกับสภาพ
มาใชใ้ นการกำ� หนดทศิ ทางการพฒั นาหรอื เรยี กอกี แวดล้อมทางวัฒนธรรมและการจัดการท่องเที่ยว
อยา่ งหน่ึงวา่ การพัฒนาโดยใช้ชมุ ชนเปน็ ฐาน อยา่ งยง่ั ยนื ยดึ หลกั ของการทอ่ งเทย่ี วโดยชมุ ชนทมี่ ี
ปที ่ี 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 209
การจัดการท่องเท่ียวของชุมชนน้ันเกิดจาก 2.2 ด้านความพร้อมของแหล่ง
กระบวนการแบบมสี ว่ นรว่ ม และความตอ้ งการของ ทรพั ยากรทอ่ งเทยี่ ว ดา้ นความพรอ้ ม ดา้ นทรพั ยากร
ชมุ ชนในพน้ื ทอ่ี ยา่ งแทจ้ รงิ ชมุ ชนมสี ว่ นรว่ มในการ การท่องเที่ยวของชุมชนบ้านห้วยเตย แหล่ง
ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติ ร่วมรับผิดชอบ ท่องเท่ียวที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แหล่งท่องเท่ียว
และร่วมรับผลประโยชน์ท�ำให้เกิดทิศทางการ ทเ่ี กดิ จากมนษุ ยเ์ ปน็ ผสู้ รา้ ง ชมุ ชนควรพฒั นาแหลง่
พัฒนาการท่องเที่ยวในรูปแบบท่ีจะเกิดประโยชน์ ท่องเท่ียวที่มีอยู่ให้มีความพร้อม ท้ังด้านความ
กับชุมชนท้องถิ่นสูงสุด ซึ่งจากการวิเคราะห์แล้ว สะอาด ความสวยงาม ความสะดวก และความ
การจัดการท่องเที่ยวของชุมชนบ้านห้วยเตย ปลอดภัยต่อนักท่องเท่ียว เพ่ือสร้างความสุข
จะมีความสมบูรณ์สามารถดึงดูดและสร้างความ ความประทับใจ และความทรงจ�ำท่ีดีท�ำให้อยาก
ประทับใจให้กบั นกั ท่องเทย่ี วได้ จำ� เป็นต้องพฒั นา กลับมาเยือนอีกครั้งหรือบอกกล่าว บอกต่อ
ความพร้อมเพื่อรองรับการจัดการท่องเท่ียวอย่าง แนะน�ำกับผู้ท่ีรู้จักให้มาเยือน มาเรียนรู้และมา
มอื อาชีพ ใน 3 ดา้ นคอื สัมผัสชุมชนบ้านห้วยเตย การวิจัยครั้งน้ีผู้วิจัยได้
2.1 ดา้ นการสอื่ สารกบั นกั ทอ่ งเทย่ี ว ร่วมกับชุมชนออกแบบการสร้างศาลากลางน้�ำ
โ ด ย ผู ้ วิ จั ย ต ้ อ ง ก า ร เ น ้ น ท� ำ ค ว า ม เ ข ้ า ใ จ แ ล ะ ปรับปรุงทัศนียภาพ ณ บริเวณหนองตานา และ
ประชาสมั พนั ธก์ จิ กรรมดา้ นการทอ่ งเทย่ี วในชมุ ชน สภาพแวดลอ้ มภายในชมุ ชน
บ้านห้วยเตย โดยมีการน�ำอัตลักษณ์ และฐาน 2.3 ดา้ นกจิ กรรมในอตุ สาหกรรมการ
ทรัพยากรการท่องเที่ยวของบ้านห้วยเตยมา ท่องเท่ียว ถือได้ว่าเป็นส่ิงท่ีมีความสุขที่สนับสนุน
ประกอบการพัฒนาและจัดท�ำเคร่ืองมือในการ ให้กิจกรรมการท่องเที่ยวของชุมชนมีเสน่ห์ย่ิงขึ้น
สื่อสารส�ำหรับนักท่องเท่ียวจากงานวิจัย และได้มี โดยผวู้ จิ ยั ไดใ้ หค้ วามสำ� คญั ในการพฒั นากจิ กรรมท่ี
การจัดท�ำวีดีทัศน์ในการเผยแพร่กิจกรรมการ เป็นองค์ประกอบของอุตสาหกรรมการท่องเท่ียว
ทอ่ งเทยี่ วของบา้ นหว้ ยเตย การสรา้ งสญั ลกั ษณข์ อง ของชมุ ชนบ้านหว้ ยเตย ใน 4 ประเด็นคอื
ชมุ ชน ตราสนิ คา้ ในชมุ ชน เพอ่ื สอ่ื สารและเชญิ ชวน 2.3.1 มคั คเุ ทศกห์ รอื ผนู้ ำ� เทยี่ ว
นักทอ่ งเที่ยวใหเ้ ขา้ มาสัมผสั และเรียนรู้มนตเ์ สน่ห์ ชุมชนควรสร้างมัคคุเทศก์หรือผู้น�ำเที่ยวท่ีเป็น
ของวิถีชีวิตของชุมชนบ้านห้วยเตย นอกจากนี้ คนในชมุ ชนเอง เนอ่ื งจากจะเปน็ บคุ คลผทู้ ส่ี ามารถ
ยังมกี ารสรา้ งเอกสารเผยแพร่ ปา้ ยประชาสมั พนั ธ์ ให้ข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับการท่องเที่ยว
รวมถงึ การจดั ทำ� กจิ กรรมการออกรา้ นและเขา้ รว่ ม ของชุมชนบ้านห้วยเตยได้อย่างชัดเจนเป็น
จดั นทิ รรศการทส่ี ามารถสอดแทรกประชาสมั พนั ธ์ ธรรมชาติแก่นักท่องเที่ยว ดังน้ันจึงจ�ำเป็นต้องมี
การท่องเที่ยวของชุมชนบ้านห้วยเตย การวิจัย การพัฒนาสมรรถนะเพ่ือให้มีคุณสมบัติในการ
คร้ังนี้ผู้วิจัยได้ร่วมออกแบบโลโก้บ้าน และโลโก้ รองรบั การเปน็ มัคคเุ ทศก์และผนู้ �ำเทย่ี วของชุมชน
ผลติ ภณั ฑ์ เพ่ือให้การส่ือสารและถ่ายทอดเอกลักษณ์
210 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
อัตลักษณ์ของชุมชนบ้านห้วยเตย ให้กับนักท่อง เปน็ การใชท้ รพั ยากรในชมุ ชนเปน็ หลกั เพอ่ื เปน็ การ
เท่ียวได้เกิดความประทับใจและเข้าใจถึงบริบท กระจายรายไดใ้ หก้ บั คนในชมุ ชน ซง่ึ อาหารเปรยี บ
วัฒนธรรมประเพณี ภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของ เหมือนเครื่องมือในการส่ือสารทางวัฒนธรรมของ
คนในชมุ ชนบ้านห้วยเตย ชุมชนบ้านห้วยเตย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้อบรม
2.3.2 ทพี่ ัก เน่อื งจากบ้านหว้ ย ใหค้ วามรู้ แนะนำ� แลกเปลยี่ นเรยี นรกู้ ารจดั วางและ
เตยตงั้ อยใู่ นเขตอำ� เภอซำ� สงู ซง่ึ อยหู่ า่ งจากตวั เมอื ง ตกแต่งส�ำรับอาหาร การท�ำน้�ำสมุนไพร การท�ำ
ขอนแก่นประมาณ 40 กิโลเมตร ทีพ่ กั ท่ีเหมาะกบั ภาชนะจากวัสดุธรรมชาตใิ นชุมชน
การจัดการท่องเที่ยวของชุมชนซ่ึงมีลักษณะเป็น 2.3.4 ผลิตภัณฑ์และของท่ี
แบบโฮมสเตย์ จงึ เปน็ อกี ทางเลอื กทสี่ ามารถจดั การ ระลึก ชุมชนบ้านห้วยเตยมีผลิตภัณฑ์และของท่ี
ได้โดยชุมชน โดยที่พักแบบโฮมสเตย์ถือได้ว่าเป็น ระลึกหลากหลาย หากแตช่ ุมชนควรเพิม่ เตมิ เสน่ห์
ท่ีพักที่ท�ำให้นักท่องเท่ียวสามารถเรียนรู้วิถีชีวิต ของผลิตภัณฑ์และของท่ีระลึกที่มีอยู่ในชุมชนให้
สัมผัสธรรมชาติ ท�ำกิจกรรมร่วมกับคนในชุมชน บ่งบอกความเป็นบ้านห้วยเตยผ่านตราสัญลักษณ์
บา้ นหว้ ยเตยไดอ้ ยา่ งครบถว้ น หากแตค่ นในชมุ ชน ของสินค้า เพ่ิมเร่ืองราวความเป็นมาของสินค้า
ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาที่พักและต้อง กระบวนการผลิต วิธีการใช้ รวมท้ังควรออกแบบ
ตระหนักถึงความเป็นมาตรฐาน ความเหมาะสม และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ผ่านกระบวนการคิด
ความสะอาด ความสะดวกสบาย ความเปน็ สว่ นตวั อย่างสร้างสรรค์ เพ่ิมมูลค่าและสร้างอาชีพให้กับ
และการปฏบิ ตั ติ นเปน็ เจา้ บา้ นทดี่ ี มนี ำ�้ ใจ เออ้ื อาทร คนในชุมชนเพิ่มขึ้น ซึ่งผลิตภัณฑ์และของที่ระลึก
ประดุจญาติมิตรต่อนักท่องเที่ยว การวิจัยครั้งน้ี เหลา่ นกี้ เ็ ปน็ เสมอื นเครอ่ื งมอื ในการประชาสมั พนั ธ์
ผู้วิจัยได้อบรมเทคนิคการพับผ้า การตกแต่งผ้า การท่องเที่ยวของชุมชนบ้านห้วยเตยอีกทางหน่ึง
เพอ่ื ใชใ้ นที่พัก เช่นกัน การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้อบรม ให้ความรู้
2.3.3 อาหารและเครื่องด่ืม แนะน�ำแลกเปลี่ยนเรียนรู้การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์
ถือว่าเป็นเสน่ห์ของการท่องเท่ียวในชุมชนที่จะ ที่มอี ยู่ ประกอบด้วย การแปรรปู ผา้ จากผ้าผืนเป็น
สะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ อตั ลกั ษณ์ของชมุ ชน ของใช้ ของทร่ี ะลกึ การทำ� ชาจากใบหมอ่ น การทำ� /
โดยผวู้ จิ ยั ไดส้ รา้ งความเขา้ ใจเกย่ี วกบั การใหบ้ รกิ าร สานภาชนะจากไมไ้ ผ ่
อาหารและเครอื่ งดม่ื สำ� หรบั นกั ทอ่ งเทย่ี ว สง่ิ สำ� คญั
นอกจากการน�ำเสนออาหารท่ีเป็นเอกลักษณ์ 5. อภปิ รายผลการวิจยั
อัตลักษณ์ของชุมชนแล้วยังต้องเน้นความสะอาด
ถูกสุขลักษณะ ท้ังส่วนประกอบของอาหาร จากผลการศึกษาการพัฒนาศักยภาพ
ส่วนผสม และภาชนะหรือบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ต้อง แหลง่ ทอ่ งเทย่ี วในชมุ ชนบา้ นหว้ ยเตย อำ� เภอซำ� สงู
สะอาดปลอดภัย โดยเน้นให้อาหารและเคร่ืองดื่ม จังหวัดขอนแก่น มีประเด็นส�ำคัญที่ควรน�ำมา
อภิปรายผล ดังนี้
ปีที่ 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มถิ นุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 211
ศกั ยภาพของแหลง่ ทอ่ งเทยี่ วในชมุ ชนบา้ น การพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวใน
ห้วยเตย อ�ำเภอซ�ำสูง จังหวัดขอนแก่น พบว่า ชมุ ชน ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั ศลิ าวฒั น์ ชยั วงศ์ และคณะ
ในหมู่บ้านห้วยเตยเป็นชุมชนท่ีแหล่งท่องเท่ียวท่ีมี (Chaiwong, et al., 2017 : 91) ได้กล่าวไว้ว่า
ศักยภาพและสามารถพัฒนาให้มีศักยภาพในการ ส ภ า พ บ ริ บ ท ท า ง ก า ร ท ่ อ ง เ ที่ ย ว เ ชิ ง เ ก ษ ต ร
จัดการท่องเท่ียวของชุมชน โดยหากพิจารณา โดยพจิ ารณาถงึ ดา้ นการเขา้ ถงึ วา่ มเี สน้ ทางทอ่ี ำ� นวย
จากองค์ประกอบของศักยภาพชุมชนใน 4 ด้าน ความสะดวกให้สามารถเดินทางเข้าถึงแหล่ง
ประกอบดว้ ย ดา้ นทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละวฒั นธรรม ทอ่ งเทยี่ วได้ และมปี า้ ยบอกทางตามเสน้ ทางเขา้ ถงึ
ด้านองค์กรชุมชน ด้านการจัดการและด้านการ แหล่งท่องเท่ียว รวมถึงผลิตภัณฑ์ของชุมชน
เรียนรู้ โดยผลการวิจัยดังกล่าวสอดคล้องกับ ท่ีสามารถพัฒนาเป็นของฝากของที่ระลึกและ
ผลการวจิ ยั ของสมจนั ทร์ ศรปี รชั ยานนท์ และคณะ กิจกรรมทางการท่องเที่ยวท่ีน่าสนใจ ส�ำหรับการ
(Sriprajanont, et al., 2017 : 135-137) พบวา่ พัฒนายุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชิงเกษตรตาม
1) ทรัพยากรการพัฒนาทรัพยากรของวัดและ แนวทางปรชั ญาเศรษฐกจิ มกี ารกำ� หนดยทุ ธศาสตร์
ชุมชนจะต้องมีแหล่งท่องเท่ียวท่ีดีดึงดูดใจแก่ คือ ยุทธศาสตร์ความร่วมมือในการท่องเที่ยว
นักท่องเท่ียว ได้แก่ ประวัติศาสตร์ ความงดงาม เซิงเกษตรตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ภมู ทิ ศั น์ การอนรุ กั ษ์ การบรหิ าร ความสะดวกและ โดยชุมชนมีส่วนร่วม และยุทธศาสตร์การพัฒนา
ความปลอดภัย 2) บรหิ ารคน บคุ ลากรทอ่ี าศยั อยู่ สง่ิ อำ� นวยความสะดวกทางการทอ่ งเทยี่ วเชงิ เกษตร
ในชุมชนเป็นปัจจัยส�ำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพ ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยชุมชน
การท่องเท่ียว ประกอบด้วย บุคลากร ความรู้ มีส่วนร่วมในพื้นท่ี สอดคล้องกับพระมหาคาวี
จิตอาสาและระเบียบวนิ ัยขอ้ บังคบั 3) การจัดการ สร้อยสาคำ� และคณะ (Phra Maha Kawee Losa
เป็นการด�ำเนินงานหรือปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุ kham, et al., 2017 : 136) ไดก้ ลา่ วถงึ การสบื สาน
วตั ถปุ ระสงคต์ ามแนวทางทกี่ ำ� หนดไวใ้ นการพฒั นา อัตลักษณ์ไว้ในการการพัฒนาศักยภาพแหล่ง
ศกั ยภาพการทอ่ งเทยี่ วของวดั และชมุ ชนดำ� เนนิ ไป ท่องเท่ียวในชุมชนจะต้องประกอบด้วยปัจจัยที่
ตามแผนท่ีวางไว้และแนวทางที่จะถึงเป้าหมาย ส�ำคัญดังนี้ 1) การสร้างชาติ 2) การจัดการจาก
ได้อย่างถูกต้อง 4) กิจกรรมเชิงพุทธการพัฒนา ภายนอกและภายในประเทศ 3) แผนการจัดการ
ทยี่ งั่ ยนื ตามหลกั ทางพระพทุ ธศาสนาผา่ นกจิ กรรม การท่องเท่ยี ว การบูรณะ และพฒั นาพืน้ ท่ี 4) การ
เชิงพุทธ ด้านความเชื่อดั้งเดิมท่ีหล่อหลอม สร้างอาชีพ 5) สัญลักษณ์หรือโลโก้ 6) การ
คุณคา่ ทางศิลปะ วฒั นธรรม ขนบธรรมเนยี มและ ประชาสัมพันธ์ภาพถ่าย 7) ของท่ีระลึกและของ
ประเพณีอันดีงามของวัดและชุมชน ได้แก่ ประดับ และ 8) ความเช่อื ทางศาสนา
ความเชอ่ื วิถชี ีวิตชุมชน วฒั นธรรม ประเพณีและ การใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาท่ี
กิจกรรมวิถพี ุทธ เก้ือกูล ส่งเสริมสัมมาชีพ และเอื้อต่อการพัฒนา
212 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
ชมุ ชน มคี วามสอดคลอ้ งกบั พระราชสทิ ธเิ วที (Phra ในการออกแบบกิจกรรมการท่องเท่ียวส�ำหรับ
Ratsittivatee, 2017 : 101-102) ได้กลา่ วถึงหลกั นักท่องเท่ียวที่มีความเหมาะสมตามเพศและ
การในทางพระพุทธศาสนาไวว้ ่า มี 2 สว่ นคือ ส่วน ชว่ งวยั
ที่ 1 หลกั ธรรมทเ่ี กอื้ หนนุ สมั มาอาชวี ะ ประกอบดว้ ย 1.3 การพฒั นาผลติ ภณั ฑห์ รอื สนิ คา้
1) อริยมรรคมอี งค์ 8 2) ทฏิ ฐธัมมิกัตถะประโยชน์ ของชมุ ชนใหม้ คี วามหลากหลายแตย่ งั คงสอ่ื ใหเ้ หน็
หลักธรรมทสี่ ง่ เสริมสัมมาอาชวี ะ ประกอบดว้ ย 1) ถงึ เอกลักษณ์ อัตลักษณข์ องชมุ ชนบ้านหว้ ยเตย
สังคหวตั ถุ 4 2) ธรรมส�ำหรับคฤหสั ถใ์ นการครอง 1.4 จากการวจิ ยั ทำ� ใหเ้ หน็ วา่ ประชาชน
ชีวิตคือ ฆราวาสธรรม 4 ประการ 3) โภควิภาค ในชุมชนมีความกระตือรือร้นในการขับเคลื่อน
4 ส่วน ก่อให้เกิดสัมมาชีพในชุมชน ตลอดทั้งได้ สนับสนุนการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวของชุมชน
กล่าวถึงวิธีการส่งเสริมสัมมาชีพคือ ขั้นตอนการ ช่างจ�ำเป็นจะต้องพยายามกระตุ้นให้ประชาชน
ผลิต การมีส่วนร่วม และการตลาด นอกจากนั้น มีส่วนร่วมในกิจกรรมการท่องเท่ียวอย่างต่อเน่ือง
มีการพัฒนากระบวนการสร้างความเข้มแข็งด้วย และสร้างให้คนในชุมชนความรู้สึกว่าตัวเองเป็น
หลกั พุทธธรรม ซึ่งวสิ ิษฐ์พล กูลพรม (Kulphrom, เจ้าของและมีส่วนรว่ มในการพัฒนาให้มากยง่ิ ขึน้
2017) ไดก้ ลา่ วถงึ หลกั พทุ ธธรรมคอื จกั ร 4 ซง่ึ เปน็ 2. ขอ้ เสนอแนะในการวิจยั ครั้งต่อไป
ธรรมอนั นำ� ไปสคู่ วามเจรญิ รงุ่ เรอื ง ดจุ ลอ้ นำ� รถไปสู่ 2.1 ควรมีการศึกษารูปแบบการ
จุดหมายมีการประยุกต์ใช้เพื่อความเข้มแข็งของ พัฒนาและการจัดการท่องเท่ียวของชุมชนเพ่ือ
ชุมชนอยา่ งยั่งยืน สร้างความเขม้ แข็งและยง่ั ยนื
2.2 ควรมีการศึกษาแนวทางการ
6. ข้อเสนอแนะ พัฒนาระบบการตลาดและการประชาสัมพันธ์
เพอ่ื สนบั สนนุ การทอ่ งเทยี่ วของชมุ ชนบา้ นหว้ ยเตย
1. ขอ้ เสนอแนะในการนำ� ผลวิจัยไปใช้ ท่ีเช่ือมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวของจังหวัดและ
1.1 พัฒนาและต่อยอดความหลาก ภมู ภิ าค
หลายของกิจกรรมการท่องเท่ียวให้มีลักษณะเป็น 2.3 ควรมีการศึกษาเพื่อพัฒนา
เร่ืองราวที่สะท้อนเอกลักษณ์ของชุมชนบ้าน รูปแบบและกิจกรรมการจัดการท่องเที่ยวโดย
หว้ ยเตยมากขน้ึ ชุมชนไม่มีความหลากหลายและสร้างสรรค์ที่
1.2 สร้างกลไกหรือกระบวนการท่ี สามารถรองรบั นกั ทอ่ งเทย่ี วไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
มงุ่ เนน้ ใหเ้ กดิ การมสี ว่ นรว่ มของประชาชนในชมุ ชน
ปีที่ 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 213
References
Chaiwong, S., et al. (2017). Development of Agricultural tourism Strategies According to
the Sufficiency Economy Philosophy by Community Participation in the Area of
Lampang Province. Lampang : Mahachulalongkornrajavidyalaya University Lampang
Buddhist College
Chittaprapan, B., et al. (2013). Marine and Coastal tourism in Chumphon Province: Status,
Needs, Problems and Trends in Sustainable Tourism Development. Chiang Mai :
Maejo University.
Kulphrom, W. (2017). The Development of the Process of Strengthening the Community
in Accordance with the Buddhist Principles of Ton Thong Sub district Municipality
Mueang District, Lamphun Province. Lamphun : Mahachulalongkornrajavidyalaya
University Lamphun Buddhist College.
Lohachaiyakul, P. (2017). Tourist Attraction Management. http://www.etatjournal.com/
web/menu-read-web-etatjournal/menu-2012/menu-2012-apr-jun/449-22555-
travel (Accessed 27 October 2017).
Phra Maha Kawee LosaKham, et al. (2017). Identity and Tourism: A study of the use of
identity in cultural tourism of Phra Nakhon Wat Cambodia. Nakhon Phanom :
Mahachulalongkornrajavidyalaya University Nakhon Phanom Buddhist College
Phra Ratsittivatee. (2017). Promoting the Process of Life of Community Enterprises in
Phichit Province. Phichit : Mahachulalongkornrajavidyalaya University Academic
Resource Unit, Phichit Province.
Phra Wisit Thitavisiddho, et al. (2017). The Development of Tourist and Tourism Management
Potential of Buddhist with Public Consciousness in Chiang Mai. Dhammathas
Academic Journal, 17(3), 25-38.
Sangraksa, N. (2010). The Study of Cultural tourism Situation in Nakhon Pathom Province.
Nakhon Pathom Research Report : Faculty of Education Silpakorn University.
Sirichot, O. (2013). Service Marketing. Songkhla : Advertise art.
214 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
Sriprajanont, S., et al. (2017). Development of tourism Potential of Temples and Communities
in Lanna. Lampang : Mahachulalongkornrajavidyalaya University Lampang Buddhist
College.
Swarbrooke, J. (1998). Sustainable Tourism manage. Principal Lecturer in Tourism School
of Leisure and Food Management Sheffield Hallam University Sheffield, UK. Oxford
: Butterworth-Heinemann.
กระบวนการพฒั นาเศรษฐกจิ ชมุ ชนของชุมชนในจังหวดั พะเยา*
Processes of Community Economic Development in Phayao,
Thailand1
ณวิญ เสริฐผล
Nawin Serthpol
คณะรัฐศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยพะเยา
School of Political and Social Science of University of Phayao, Thailand
E-mail: [email protected]
บทคดั ยอ่
การวิจัยครั้งน้ี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนของชุมชุมชน
ในจังหวัดพะเยา เปน็ การวจิ ัยเชงิ คณุ ภาพ เกบ็ ข้อมลู โดยการสัมภาษณแ์ ละการสังเกตผู้รู้ จ�ำนวน 25 คน
โดยใช้แนวทางการสัมภาษณ์ ซ่ึงเป็นเครื่องมือการวิจัยท่ีผ่านการตรวจสอบความถูกต้องของเคร่ืองมือ
จากผู้เชย่ี วชาญ จำ� นวน 3 คน และผู้เก็บขอ้ มูล จ�ำนวน 10 คน เพื่อตรวจสอบความถูกตอ้ งของขอ้ มูล
ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการพัฒนาเศรษฐกจิ ชุมชน คือ 1) การเรยี นรปู้ ญั หา ความต้องการ
และส่งเสริมศักยภาพของตนเอง 2) การพัฒนากลุ่ม ผ่านการจุดประเด็น ก่อตั้ง วางแผน ด�ำเนินการ
รบั ผลประโยชนแ์ ละการรกั ษากลมุ่ 3) การระดมทนุ ผา่ นการคน้ หา ผลติ แบง่ ปนั รว่ มหนุ้ และขอสนบั สนนุ
4) กระบวนการทางเศรษฐกจิ คือ ผลิต บริโภค บรกิ าร กระจาย ออม และลงทนุ 5) การเรียนรขู้ องชุมชน
ผา่ นการรวมกลมุ่ เผชญิ ปญั หา ปราชญช์ าวบา้ น รบั การอบรมและแลกเปลย่ี นระหวา่ งเครอื ขา่ ย 6) การสรา้ ง
เครือขา่ ยชมุ ชน ผา่ นการติดตอ่ สื่อสาร ตดั สินใจรว่ มมอื วางแผนร่วมกนั แลกเปลย่ี นกจิ กรรม ระดมทนุ
และขอรบั การสนบั สนนุ 7) การส่งเสรมิ สวัสดกิ ารชมุ ชน คอื สวัสดกิ ารท่ัวไป สวสั ดกิ ารในภาวะฉุกเฉนิ
และสวัสดิการเพื่อการลงทุน
คำ� ส�ำคัญ: เศรษฐกจิ ชมุ ชน; การพ่งึ ตนเอง; การพฒั นาเศรษฐกิจชุมชน
* ไดร้ ับบทความ: 14 กมุ ภาพนั ธ์ 2562; แกไ้ ขบทความ: 26 เมษายน 2562; ตอบรับตพี ิมพ:์ 2 พฤษภาคม 2562
Received: February 14, 2019; Revised: April 26, 2019; Accepted: May 2, 2019
1 บทความนี้เป็นส่วนหน่ึงของงานวิจัยเรื่อง การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้วยภูมิปัญญาของชุมชนในจังหวัด
พะเยา ไดร้ ับทุนสนับสนนุ การท�ำวจิ ัยประจำ� ปงี บประมาณ 2562 มหาวทิ ยาลัยพะเยา
216 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
Abstract
The research objective is to study the processes of community economic development
in Phayao province of Thailand. The qualitative research was conducted by in-depth
interviewing with the 25 key informants as the individual and group. The interview guideline
was tested by 3 experts and 10 assistants to conduct the data.
The results were found that: processes of the community economic development
include; 1) learning the problems, need and self-empowerment, 2) group development,
through establishing, planning, operating, receiving benefits and group maintaining,
3) capitals mobilization though searching, producing, sharing, cooperating and supporting,
4) economic processes through production, consumption, service, distribution, saving and
investment, 5) community learning through grouping, facing the problems, local wisdom
informants, receiving the training and learning with the networks, 6) the creation of community
networks through connecting and communication, making decisions for cooperation,
planning, co-activities, capitals mobilization and request for supporting, 7) the promotion
of community welfare through common, emergency and investment welfare.
Keywords: Community Economic; Self-Reliance; Community Economic Development
1. บทน�ำ ชุมชนวางอยู่บนพ้ืนฐานศีลธรรมและคุณธรรมท่ีมี
การชว่ ยเหลอื เกอ้ื กลู แบง่ ปนั แจกจา่ ยและพอเพยี ง
เศรษฐกจิ ชมุ ชนเปน็ กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ (Danthanin, 1998 : 91-94 & Pongpit, 2005 :
ขนาดเลก็ ในระดบั ครวั เรอื นและชมุ ชน มกี ระบวนการ 116) เศรษฐกจิ ชมุ ชนจงึ เปน็ ตวั เชอื่ มความสมั พนั ธ์
ผลิตที่ไม่ยุ่งยากและไม่ซับซ้อน ชุมชนเป็นเจ้าของ ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ สัตว์ ธรรมชาติและ
เป็นผู้ผลิตและเป็นผู้บริโภคหลัก โดยใช้ทุนที่มีอยู่ สงิ่ เหนอื ธรรมชาตใิ หอ้ ยรู่ ว่ มกนั อยา่ งยง่ั ยนื ตลอดมา
ในชุมชน หากผลผลิตเหลือจึงน�ำไปกระจายใน อย่างไรก็ตาม นับต้ังแต่ประเทศไทย
รูปของการแบ่งปนั แลกเปล่ยี น และค้าขายโดยไม่ เปล่ียนมาพัฒนาภายใต้กระแสทุนนิยมอย่างเป็น
ได้หวังก�ำไร ลักษณะเศรษฐกิจชุมชนจึงวางอยู่บน รปู ธรรมตามแผนพฒั นาเศรษฐกจิ ในปี 2504 ทเ่ี นน้
พื้นฐานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงท่ีท�ำให้ชุมชน การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ท�ำให้วิถี
สามารถพ่ึงตนเองได้ เศรษฐกิจชมุ ชนจงึ มลี ักษณะ การผลติ ของชมุ ชนเปลย่ี นจากการผลติ เพอ่ื บรโิ ภค
กระจาย ไมก่ ระจุกตวั ไม่ผูกขาดเหมอื นเศรษฐกจิ เปน็ การผลติ เพ่อื ขายทห่ี วงั ก�ำไรเปน็ หลัก ส่งผลให้
ทนุ นยิ ม (Nartsupha, 2001 : 36) ทสี่ ำ� คญั เศรษฐกจิ
ปีท่ี 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 217
ชุมชนพึ่งพาภายนอกมากขึ้น ด้วยการท�ำเกษตร และพึ่งตนเองได้จนเป็นที่ยอมรับของสังคม เช่น
พันธ์สัญญาและการขายแรงงานให้กับนายทุน ชุมชนป่า หมู่ 4 และชุมชนน้�ำ หมู่ 8 (นามสมมุต)ิ
การพึ่งตนเองของชุมชนจึงลดลง ชุมชนขาดความ ทั้งสองชุมชนมีวิถีการผลิตแบบหนึ่งครัวเรือนสอง
เขม้ แขง็ และประสบปญั หาอยา่ งมาก เชน่ ปญั หา วิถีการผลิต ซ่ึงเป็นรูปแบบเศรษฐกิจท่ีมีความ
ความยากจน ภาวะหน้ีสิน สุขภาพเส่ือมโทรม เข้มแข็ง มั่นคง และเป็นทางรอดให้กับประเทศ
การพลัดพรากของสมาชิกในชุมชน ทรัพยากร (Petprasert, 1999 : 6; Wasi, 1999 : 12)
เส่ือมโทรมและการไร้ท่ีดินท�ำกิน เนื่องจากการ การวิจัยครั้งน้ี ผู้วจิ ยั ได้สังเคราะห์แนวคิด
ขายที่ดินเพ่ือน�ำเงินมาใช้หนี้หรือถูกนายทุนยึด การพฒั นาเศรษฐกจิ ชมุ ชนของมงคล ดา่ นธานนิ ทร์
จากการค�้ำประกัน (Donkwa, 2012 : 3-4 & (Danthanin, 1998) คณะอนกุ รรมการยทุ ธศาสตร์
Sriwichailamphan, 2015 : 8) ปัญหาเหล่านี้ เศรษฐกิจฐานราก (Sub-committee on Economic
ท�ำให้ระบบเศรษฐกิจของชุมชนอ่อนแอและยัง Foundation, 2016 : 41-43) และเสรี พงศ์พิศ
ส่งผลกระทบด้านลบต่อระบบเศรษฐกิจของ (Pongpit, 2005 : 116-119) มาเปน็ กรอบในการ
ประเทศในภาพรวม วิจยั โดยแบ่งออกเป็น 7 อย่าง คอื 1) การสะทอ้ น
พะเยาเป็นจังหวัดหน่ึงท่ีได้รับผลกระทบ ปัญหา 2) การพัฒนากลุ่ม 3) การระดมทุน
จากการพัฒนาเศรษฐกิจทุนนยิ ม ชมุ ชนเปล่ียนมา 4) กระบวนการทางเศรษฐกิจ 5) การเรียนรู้ของ
ผลิตเพื่อขายท่ีหวังก�ำไรเป็นหลัก จึงได้ท�ำเกษตร ชุมชน 6) การสรา้ งเครอื ข่ายชุมชน 7) การสง่ เสริม
แบบพันธะสัญญาหรือปลูกพืชตามความต้องการ สวัสดิการชุมชน ซ่ึงผลการวิจัยสามารถน�ำมาเป็น
ของนายทุน สง่ ผลให้ชุมชนพ่งึ พาภายนอกมากขน้ึ แนวทางให้หน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง เช่น เทศบาล
ชมุ ชนออ่ นแอ และพง่ึ ตนเองไมไ่ ด้ ในขณะทสี่ มาชกิ กรมพฒั นาชมุ ชน กรมการพฒั นาเศรษฐกจิ ในระดบั
ส่วนหน่ึงต้องออกจากชุมชนไปท�ำงานต่างจังหวัด ทอ้ งถนิ่ สามารถนำ� ไปกำ� หนดเปน็ โยบายการพฒั นา
ที่อยู่ห่างไกล ท�ำให้ครอบครัวขาดความอบอุ่น เศรษฐกิจของชมุ ชนได้
อยา่ งไรกต็ าม ชมุ ชนบางแหง่ สามารถปรบั ตวั เขา้ กบั
ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมได้อย่างเหมาะสม ท�ำให้ 2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย
ระบบเศรษฐกิจของชุมชนมีลักษณะเป็นคู่ขนาน
ระหว่างการผลิตเพ่ือการบริโภคและขายควบคู่กัน เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจ
ระบบเศรษฐกิจในชุมชนจึงมีความหลากหลาย ชมุ ชนของชุมชนในจังหวัดพะเยา
ทำ� ให้ลดความเสี่ยงจากการพ่งึ พาภายนอก ชมุ ชน
จงึ กลายมาเปน็ ผจู้ ดั การกจิ การในชมุ ชนดว้ ยตนเอง 3. วิธีดำ� เนนิ การวิจัย
โดยอาศัยภูมิปัญญาและทุนท่ีมีอยู่ในชุมชน
ท�ำให้ระบบเศรษฐกิจของชุมชนมีความเข้มแข็ง การวิจัยน้ีเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธี
การวิจัยแบบย้อนกลับ (Retrospective Study)
เพื่อพรรณนาถึงความส�ำเร็จของชุมชน หน่วยใน
218 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
การวิเคราะห์เป็นระดับครัวเรือนและชุมชน ทง้ั แบบมสี ว่ นรว่ มและไมม่ สี ว่ นรว่ ม และการสำ� รวจ
เกบ็ รวบรวมข้อมลู 2 สว่ น คือ 1) ขอ้ มลู ทุติยภูมิ (Survey) สภาพแวดล้อมของชุมชน โดยมีผู้เก็บ
(Secondary Data) โดยใช้แนวคิดการพัฒนา ข้อมูล 10 คน เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของ
เศรษฐกจิ ชมุ ชนของมงคล ดา่ นธานนิ ทร์ (Danthanin, ข้อมูล หลังจากนั้นจึงน�ำข้อมูลมาวิเคราะห์และ
1998) คณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เสนอข้อมูลโดยการพรรณนา (Descriptive)
ฐานราก (Sub-committee on Economic ตามความเปน็ จรงิ
Foundation, 2016 : 41-43) เสรี พงศ์พิศ
(Pongpit, 2005 : 116-119) เป็นกรอบแล้วนำ� มา 4. สรปุ ผลการวิจัย
สงั เคราะหเ์ ปน็ แนวทางการสมั ภาษณ์ ซงึ่ เปน็ เครอื่ ง
มือการวิจัยแบบก่ึงมีโครงสร้างแนวค�ำถาม ชุมชนท่ีศึกษาท้ังสองแห่งเป็นชุมชน
(Semi-structure) แล้วน�ำไปให้ผู้เชี่ยวชาญ กงึ่ เมอื งกง่ึ ชนบทอาชพี หลกั ของชมุ ชนคอื เกษตรกรรม
จำ� นวน 3 คน ตรวจสอบความถกู ตอ้ งของเครอ่ื งมอื โดยเฉพาะการท�ำนา ลกั ษณะเศรษฐกจิ ของชมุ ชน
ก่อนน�ำไปเก็บรวบรวมข้อมูล 2) ข้อมูลปฐมภูมิ มี 2 รูปแบบ คือ การผลิตเพื่อบริโภคและขาย
(Primary Data) เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ ควบคู่กัน กระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน
เชิงลกึ (In-depth Interview) เป็นรายบคุ คลและ มลี กั ษณะดังนี้
สัมภาษณ์กลุ่ม (Group Interview) จากผู้รู้หรือ 1. การเรียนรู้ปัญหา ความตอ้ งการและ
ผใู้ หข้ อ้ มลู ทสี่ ำ� คญั (Key informants) จำ� นวน 25 คน สง่ เสรมิ ศกั ยภาพของตนเอง เมอื่ เกดิ ปญั หา สมาชกิ
คือ ก�ำนนั 1 คน ผู้ใหญ่บ้าน 1 คน สมาชกิ เทศบาล ในชุมชนได้แก้ปัญหาร่วมกัน ผ่านการพูดคุย
3 คน สมาชิกองค์การบรหิ ารส่วนตำ� บล 4 ปราชญ์ ประชุมและท�ำร่วมกัน เป็นกระบวนการเรียนรู้
ชาวบ้าน 5 คน ภิกษุ 1 รูป และชาวบ้าน ในการแก้ปัญหาร่วมกัน โดยดึงเอาศักยภาพ
จำ� นวน 10 คน ซง่ึ ผใู้ หข้ อ้ มลู เหลา่ นม้ี คี ณุ สมบตั ติ าม ซ่ึงเป็นภูมิปัญญาของชุมชน เช่น ความสามารถ
ที่มีความน่าเช่ือถือและสามารถให้ข้อมูลได้ถูกต้อง ในการจกั สาน โดยนำ� เอาผกั ตบชวาทมี่ อี ยใู่ นชมุ ชน
ตามวตั ถปุ ระสงคก์ ารวจิ ัย คือ 1) เป็นสมาชิกของ มาจักสาน แปรรปู เป็นสนิ คา้ สง่ ออก สามารถสรา้ ง
ชมุ ชนและอาศยั อยใู่ นชมุ ชนมาเปน็ เวลาไมน่ อ้ ยกวา่ รายได้ให้กับชุมชนอย่างต่อเน่ือง ท�ำให้ชุมชน
30 ปี 2) มีความรู้ ความสามารถและทกั ษะในการ แก้ปัญหาเศรษฐกิจในระดับครัวเรือนและชุมชน
ประกอบอาชีพต่างๆ โดยได้รับการยอมรับจาก พรอ้ มกนั สง่ ผลใหป้ ญั หาการวา่ งงาน การไมม่ รี ายได้
สมาชิกในชุมชน 3) มีส่วนในการก�ำหนดทิศทาง การพนันและการติดสุราภายในชุมชนลดลง
การพัฒนาชุมชนหรือแผนชุมชน 4) เป็นสมาชิก นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ภายในชุมชนมีความ
ของกลุ่มด้านเศรษฐกิจในชุมชน นอกจากนี้ แน่นแฟ้นมากขึ้น ผู้สูงอายุมีโอกาสได้พบปะกัน
การเก็บรวมรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ใช้วิธีการสังเกต มากข้ึน ผู้สูงอายุไม่รู้สึกหว้าเหว่และไม่รู้สึกว่า
ถูกทอดทิ้ง ที่ส�ำคัญผู้สูงอายุกลายมาเป็นก�ำลัง
ปที ่ี 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 219
ส�ำคัญอีกครั้งในการสร้างรายได้ให้กับครอบครัว หือ้ จาวบา้ นเปิ้นอยบู่ อ่ ดาย ปออ้กู ันแล้วตอ่ มาก็ไป
และสามารถชว่ ยเหลอื ตนเองได้ การเรยี นรูใ้ นการ อูก้ บั เพ่อื นคนอืน่ จวนเปนิ้ มา กจ็ วนกนั มายะตวย
ดง่ึ ศกั ยภาพของสมาชกิ ในชมุ ชนออกมาและใชว้ สั ดุ กั๋น...” (สัมภาษณ์ 5/2/2562) 2) การก่อต้ัง
ท่ีมีอยู่ในชุมชน ท�ำให้ชุมชนสามารถแก้ปัญหา โดยเชิญชวนญาติพี่น้อง เพ่ือนบ้านท่ีมีความสนิท
ภายในชุมชนได้อย่างย่ังยืน เพราะนอกจากชุมชน มากมารวมกลมุ่ ตอ่ มาสมาชกิ คนอน่ื จงึ เขา้ รว่ มกลมุ่
มรี ายได้ ความสมั พนั ธด์ ขี นึ้ ยงั แกป้ ญั หาผกั ตบชวา 3) การวางแผนดำ� เนนิ งาน หลงั จากน้นั จงึ ประชมุ
ในกว๊านพะเยาได้ การเรียนรู้ในการแก้ปัญหา แบง่ งาน บางกลมุ่ มกี ารกำ� หนดโครงสรา้ งการบรหิ าร
โดยดึงเอาศักยภาพของสมาชิกในชุมชนออกมา งานในรูปของคณะกรรมการ เชน่ กลมุ่ ออมทรัพย์
จึงท�ำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้ กลมุ่ ผักตบชวา 4) การด�ำเนินงาน สมาชิกด�ำเนนิ
ดงั เชน่ นางทอง (นามสมมุต) เล่าว่า “...สมยั ก่อน งานตามหนา้ ทขี่ องตนอยา่ งเปน็ ระบบ เปน็ ขนั้ ตอน
มีปัญหาหนัก ข้เี หล้าขย้ี ามหี มดนา่ ก่า ปอ่ เฒา่ ปอ่ และสอดคล้องกันและช่วยเหลือกันตลอดเวลา
แกอ่ ยบู่ า้ นบอ่ ฮจู้ ะยะหยงั รายไดก้ บ่ อ่ มี กป็ ากนั กนิ๋ 5) การแบ่งปันผลประโยชน์ โดยแบ่งตามความ
เหล้า เลน่ ไฮโลพอ่ ง เลน่ ไพพ่ ่อง ย่ิงเลน่ ย่ิงเสยี่ งนกั สามารถของแตล่ ะคน 6) การรกั ษาและพฒั นากลมุ่
...ปอ้ หลวง แม่กำ� นัน เป้ินก็บอกว่า หมบู่ ้านเฮาจะ โดยรับสมาชิกเพ่ิม สมาชิกสามารถแสดงความคิด
เป็นจะอ้ีบ่อได้เน้อ อายเปิ้น ก่พอดีว่า บางคนเปิ้ เห็นได้อย่างอิสระและมีส่วนร่วมเสมอ กรณีกลุ่ม
นทำ� ผกั ตบจา้ ง เปน้ิ กเ็ ลยวา่ หอื้ เอามาฮอมกนั เปน้ิ ผักตบชวา มีการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ
จะเอาไปขายหื้อ ทุกวันนี้จาวบ้านเปิ้นก่เลยพอมี ได้มาตรฐานและสวยงามอย่างต่อเน่ือง ดังเช่น
รายได้พ่อง...” (สัมภาษณ์ 5/2/2562) นางอร (นามสมมตุ )ิ เลา่ วา่ “...มกี า๋ นพฒั นาเรอ่ื ยๆ
2. การพัฒนากลุ่มชุมชนมีกลุ่มหลาก มีคนมาสอนวิธีก๋านท�ำ ลวดลาย การออกแบบ
หลาย เชน่ กลมุ่ ออมทรพั ย์ กลมุ่ ทางสงั คม กลมุ่ เพอื่ น บอ่ ัน้ เราก็อย่บู ่ได้...” (สัมภาษณ์ 5/2/2562)
กลุ่มแรงงาน กลุ่มหาอาหาร กลุ่มเหล่านี้เกิดข้ึน 3. การระดมทุน ชุมชนระดมทุนผ่าน
และมีการพัฒนาอย่างต่อเน่ืองผ่านกระบวนการ กระบวนการทห่ี ลากหลาย ทงั้ จากสมาชกิ ในชมุ ชน
ดังน้ี 1) การจุดประเด็น เป็นการพูดคุยกันอย่าง และเครือข่าย ท้ังทุนในชุมชนและนอกชุมชน
ไมเ่ ป็นทางการระหว่างเพอ่ื น 2-3 คน แลว้ จึงบอก ทง้ั ทุนที่เป็นเงิน (Money) และทุนท่ีเปน็ ทรพั ย์สนิ
กลา่ วใหส้ มาชิกคนอน่ื ทราบ เช่น กลุม่ ผกั ตบชวาท่ี อ่ืน (Assets) ผ่านกระบวนการ ดงั น้ี 1) การคน้ หา
เกดิ จากความตอ้ งการแกป้ ญั หาและมกี ารพดู คยุ กนั วตั ถดุ บิ จากธรรมชาติ เชน่ การหา ปลา กงุ้ หอย
ระหว่างสมาชิกในชุมชนบางส่วนเท่านั้น ดังเช่น กบ เขียด ผักผลไม้ เห็ดและยาสมุนไพรที่มีอยู่ใน
นายอำ�่ (นามสมมุต)ิ เลา่ วา่ “...ก�ำแรกอกู้ ๋ัน มีปอ่ ชมุ ชน 2) การผลติ เชน่ การท�ำนา การปลูกผกั ผล
หลวง มปี ่อ มีเป้ือนแหม 2 คน ว่าจะยะจะไดหอ้ื ไม้ การเล้ียงสัตว์ การสานผักตบชวา การท�ำน้�ำ
บา้ นเฮามชี วี ติ ทด่ี ขี นึ้ หอื้ จาวบา้ นมงี านยะ บอ่ อยาก สมนุ ไพรจากดอกอญั ชนั และใบเตย การทำ� ข้าวตม้
220 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
หัวหงอก 3) การแบง่ ปัน ท้งั สิ่งของ อาหาร ความ สามารถทำ� ไดต้ อ้ งทำ� เอง ดงั เชน่ นายดี (นามสมมตุ )ิ
ร้แู ละแรงงาน 4) การรว่ มหุ้น เช่น กลุ่มออมทรัพย์ เลา่ ว่า “...ซอื่ กนิ วนั ละร้อย รอ้ ยกวา่ บาท ส่วนมาก
กองทุนหมู่บ้าน ออมทรัพย์สงเคราะห์ครัวเรือน ซ้ือมาท�ำกิ๋นกั๋นคนเดวที่บ้าน กิ๋นได้หลายมื้อ
กองทุนสวัสดิการชุมชน กลุ่มธนาคารข้าว กลุ่ม ถ้าเหลือวันต่อไปก็บ่ต้องซื้อแหม แต่ส่วนมากก็ไม่
ฌาปนกิจสงเคราะห์หมู่บ้าน ดังเช่นนายเมือง เหลอื ...” (สัมภาษณ์ 15/3/2562) 3) การบริการ
(นามสมมตุ )ิ เลา่ วา่ “...กจ่ วนกน๋ั ฮอม บอกว่า ฮอม เชน่ การซกั อบรดี การซอ่ มรถ การลา้ งรถ และบา้ น
แลว้ จะไดอ้ ะหยงั กำ� แรกจาวบา้ นบค่ อ่ ยเจอ่ื แตพ่ อ โฮมเสตย์ 4) การกระจาย อยใู่ นรปู ของการแบง่ กนั
เปิ้นหันว่าฮอมแล้วได้เงิน เลยพากันมาฮอมนัก การแลกเปลย่ี นและการซอื้ ขาย เชน่ ผลิตภณั ฑผ์ กั
ขน้ึ ...” (สมั ภาษณ์ 5/2/2562) 5) การขอสนบั สนนุ ตบชวา น�้ำสมุนไพรจากดอกอัญชัน น�้ำพริก
ชุมชนสามารถระดมทุนจากเครือข่ายเป็นประจ�ำ กว๋ ยเตยี๋ วและปง้ิ ไก่ 5) การออม รายไดบ้ างสว่ นชมุ ชน
ในรูปแบบการขอรับการสนับสนุน ดังเช่นนายมี ไดน้ �ำไปออมไวก้ ับสถาบนั การเงนิ แตเ่ ป็นการออม
(นามสมมตุ )ิ เลา่ วา่ “...มหี นว่ ยงานภายนอกใหก้ าร หลงั จากจา่ ยหนสี้ นิ แลว้ เทา่ นนั้ ดงั เชน่ นางแม (นาม
สนบั สนุนประจ�ำ บางครง้ั เทศบาล กศน. มาสอน สมมตุ )ิ เลา่ วา่ “...แมบ่ ม่ ี ไดม้ ากใ็ ชห้ นห้ี มด บางคน
ชาวบ้านท�ำผักตบชวา...” (สัมภาษณ์ 5/2/2562) ขายข้าวได้นัก เอาไปใช้หนี้ ถ้าเหลือค่อยไปฝาก
4. กระบวนการทางเศรษฐกิจ ถึงแม้ว่า ธนาคาร...” 6) การลงทุน ชมุ ชนลงทนุ เพมิ่ มากขน้ึ
ชุมชนเป็นชุมชนก่ึงเมืองกึ่งชนบท แต่วิถีการผลิต ท้ังในภาคเกษตร เชน่ ท�ำนาปลี ะ 2 ครง้ั ซอ้ื รถไถ
ของชุมชนยังคงอยู่ในภาคเกษตรเป็นหลัก มีทุน เดินตามเพ่ือลดการจ้าง บางครัวเรือนซื้อรถไถนั่ง
ท่ีหลากหลาย มีภูมิปัญญาที่โดดเด่นและมีผู้น�ำท่ี ขบั ทำ� ใหส้ ามารถรบั จา้ งไถนาได้ ปลกู ขา้ วโพดในฤดู
เข้มแข็ง จนสามารถสร้างระบบเศรษฐกิจชมุ ชนได้ แล้ง และการลงทุนนอกภาคเกษตร เช่น ขาย
อยา่ งเขม้ แขง็ และมน่ั คง กระบวนการทางเศรษฐกจิ อาหาร เสริมสวย ให้บริการบา้ นโฮมสเตยแ์ ละการ
ของชุมชนที่ส�ำคัญ คือ 1) การผลิต ท้ังในภาค ออมในกลมุ่ ออมทรพั ย์ กระบวนการทางเศรษฐกจิ
เกษตรและนอกภาคเกษตร เชน่ การทำ� นา การทำ� เหล่าน้ีท�ำให้ระบบเศรษฐกิจของชุมชนมีความ
ประมง การเล้ยี งสัตว์ การรับจ้าง การค้าขายและ หลากหลาย สมดลุ เข้มแข็งและพงึ่ ตนเองได้
การบริการ ดงั เช่น นางอ้ยุ (นามสมมตุ ิ) เล่าวา่ “... 5. การสรา้ งเครือข่ายชุมชน มเี ครอื ข่าย
ยะนาแลว้ ไปฮบั จ้าง บางคนยะอยใู่ นบ้าน บางคน ท่ีหลากหลายทั้งเครือข่ายในระดับปัจเจกบุคคล
ออกไปยะทีอ่ ื่น แตย่ ายบไ่ ด้ไป ยายยะน้ำ� พรกิ ขาย ชุมชนและหน่วยงานทง้ั รฐั และเอกชน ซ่งึ ชมุ ชนได้
เปอ้ื นบา้ งคนไปยะผกั ตบ..” (สมั ภาษณ์ 15/3/2562) ติดต่อและสร้างเครือข่ายเป็นประจ�ำ ท�ำให้ชุมชน
2) การบรโิ ภค โดยบรโิ ภคเฉพาะทจ่ี ำ� เปน็ ไมฟ่ มุ่ เฟอื ย และเครอื ข่ายมคี วามร่วมมอื กนั ช่วยเหลอื เกอ้ื กูล
ยืดอายเุ คร่ืองไม้ เครือ่ งมือยาวนาน เพื่อลดการซ้ือ อย่างดี ท�ำให้ชุมชนและเครือข่ายมีศักยภาพมาก
ใหม่ หากอ่ นซอื้ ซอื้ เฉพาะทจ่ี ำ� เปน็ ประหยดั อะไร ขึน้ ดังเชน่ นายมี (นามสมมตุ ิ) เลา่ ว่า “...มีกา๋ นติด
ปีท่ี 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 221
ตอ่ กบั เปอ่ื นบา้ นตลอดเวลา บางเตอื่ ไปฮว่ มงานบญุ ชุมชน ท�ำให้ได้พบปะกัน จึงเกิดการพูดคุยกัน
ประชุมฮ่วมกัน บ้านสันป่าม่วงถือว่าเป็นบ้าน เช่น การทำ� บุญ กิจกรรมพฒั นาชุมชน การประชมุ
เดียวกัน แต่แยกออกมาบ่ดาย กู้อย่างยังคงท�ำ 2) การเผชญิ ปญั หารว่ มกนั โดยประชมุ ปรกึ ษาและ
เหมือนตะก่อน....มีไปที่บ้านอื่นตวย ไปอบรม เรียนรู้ร่วมกันเสมอ ดังเช่นนายโอ๋ (นามสมมุติ)
บางเตอ่ื บา้ นเรากไ่ ปเปน็ วทิ ยากรหอื้ ...หนว่ ยงานอนื่ เล่าว่า “...บ้านน้ีบ่ค่อยมีปัญหา แต่ถ้ามีก่อู้กัน
มเี หมอื นกนั เทศบาลของบประมาณ จงั หวดั ใหเ้ อา ไปหาผใู้ หญ่ หาแมก่ ำ� นนั ปรกึ ษากนั๋ วา่ จะเอาหยงั ได
ของไปขาย...” (สมั ภาษณ์ 15/3/2562) การสร้าง จะแกห้ ยังได บางเตื่อกป่ ระชุม ปกติจะประชุมกัน
เครอื ขา่ ยของชุมชนผา่ นกระบวนการ ดังนี้ 1) การ ช่วงป๋ายเดือนหรือไม่ก่ต้นเดือน มีปัญหาอะไรก่อู้
ตดิ ตอ่ ส่ือสาร ทั้งท่ีเป็นทางการและไมเ่ ปน็ ทางการ กนั๋ ตอนนน้ั จบ...” (สมั ภาษณ์ 30/3/2562) 3) เรยี นรู้
พร้อมกับแสดงจุดประสงค์ในการติดต่อ 2) การ จากปราชญ์ชาวบ้าน ในชุมชนมีปราชญช์ าวบา้ นท่ี
ตัดสินใจร่วมมือ เมื่อทราบวัตถุประสงค์เรียบร้อย หลากหลาย ได้แก่ ด้านสมุนไพร ด้านการเกษตร
แล้ว เครือข่ายจึงตัดสินใจว่าจะร่วมมือหรือไม่ ด้านการรักษา ดา้ นประวัติศาสตร์ชมุ ชน ซ่ึงชมุ ชน
ดังเช่น นายไก่ (นามสมมตุ ิ) เลา่ วา่ “...เวลาไปขอ สามารถเรียนรู้ผ่านการพูดคุยกับปราชญ์ชาวบ้าน
ความฮว่ มมือ บางเตือ่ เขาให้ความฮ่วมมือ บางเตอื่ เป็นประจ�ำ 4) การฝึกอบรม ซึ่งมีหน่วยงาน
บห่ อื้ ความรว่ มมือ เฮากพ็ ยายามอธบิ ายว่า เฮาจะ ภายนอกมาให้ความรู้กับชุมชนเสมอ เช่น
ท�ำอะหยัง แต่ส่วนมากก็ให้ความฮ่วมมือดี...” อุตสาหกรรมจังหวัดพะเยา องค์การบริหารส่วน
3) การวางแผนรว่ มกนั โดยประชมุ ร่วมกนั ทัง้ สอง ตำ� บลสนั ปา่ มว่ ง เทศบาลตำ� บลสนั ปา่ มว่ ง สำ� นกั งาน
ฝา่ ย ระหวา่ งคณะกรรมการ 4) การแลกเปลยี่ นและ จัดหางานจังหวัดพะเยาและมหาวิทยาลัยพะเยา
ท�ำกิจกรรม เช่น การจักสานผลิตภัณฑ์ตบชวา ดงั เชน่ นายหลอด (นามสมมตุ )ิ เลา่ วา่ “...สมยั กอ่ น
ร่วมกัน การท�ำบุญประเพณีร่วมกัน การหาปลา แมช่ เี ขา้ มาสอนยะผกั ตบชวาหอื้ ชาวบา้ นเลยทำ� ได้
ร่วมกัน 5) การระดมทุนร่วมกัน โดยสนับสนุน แต่บ่ค่อยงาม ขายบ่ค่อยได้ ต่อมาก็มีหน่วยงาน
เงนิ ทนุ เครอื่ งมอื ความรแู้ ละแรงงานแกก่ นั และกนั พัฒนาชุมชน ช่วงหลังๆ มี กศน. เข้ามาสอนท�ำ
เสมอ 6) การขอรับการสนับสนุนจากภายนอก ลวดลายต่างๆ บางเต่ืออาจารย์จากมหาวิทยาลัย
ท�ำให้ชุมชนได้ติดต่อกับภายนอกอย่างต่อเนื่อง ก็มา...” (สัมภาษณ์ 30/3/2562) 5) การแลก
เป็นประจ�ำและชุมชนก็ได้ให้การสนับสนุนเครือ เปลย่ี นเรยี นรรู้ ะหวา่ งเครอื ขา่ ย โดยเฉพาะเครอื ขา่ ย
ขา่ ยเช่นเดียวกนั ผลิตภัณฑ์ผักตบชวา เช่น บ้านสันป่าม่วง หมู่ 5
6. การเรียนรู้ของชุมชน ชุมชนมีการ สันปา่ บง สนั ปูเ่ ลย บ้านทง่ิ ก้ิว
เรียนรู้ในรูปแบบที่หลากหลายผ่านกระบวนการ 7. การส่งเสริมสวัสดิการชุมชน ชุมชน
ดังน้ี 1) การพูดคยุ โดยทว่ั ไป ซึง่ สมาชกิ ในชมุ ชนได้ มีการส่งเสริมสวัสดิการท่ีหลากหลาย โดยเน้น
ใช้เวลาว่างจากการท�ำงานหรือเม่ือมีกิจกรรมใน สวัสดิการในรูปของออมทรัพย์ที่สามารถคืนก�ำไร
222 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
นำ� ไปลงทนุ และใชใ้ นยามฉกุ เฉนิ โดยแบง่ สวสั ดกิ าร กระบวนการผลิตภายในและภายนอกชุมชน
ออมทรพั ยเ์ ปน็ 2 ประเภท คอื 1) ออมทรพั ยท์ วั่ ไป ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจของชุมชนมีความสัมพันธ์
คอื กองทนุ ชว่ ยเหลอื สมาชกิ ตามวฏั จกั รชวี ติ ไดแ้ ก่ กับระบบเศรษฐกิจภายนอกอย่างแยกไม่ออก
กองทุนฌาปนกิจศพ เงินสงเคราะห์ กองทุน กลายเป็นระบบเศรษฐกิจแบบหนึ่งชุมชนสองวิถี
สวัสดิการชุมชน 2) กองทุนเงินออมหรือกองทุน การผลิต โดยสมาชิกส่วนหน่ึงยังคงท�ำหน้าที่ผลิต
เพื่อการลงทุน เป็นกองทุนกู้ยืมที่สมาชิกในชุมชน อยู่ในชุมชนท้ังในภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร
ไดร้ ว่ มกนั ออม เชน่ กองทนุ หมบู่ า้ น กลมุ่ ออมทรพั ย์ โดยอาศัยทุนท่ีส�ำคัญ คือ ทุนธรรมชาติ
ออมทรัพย์สงเคราะห์ครอบครัว ดังเช่น นายพร ทุนกายภาพ ทุนมนุษย์ ทุนทางสังคมและทุน
(นามสมมุติ) เล่าว่า “..มีกองทุนนัก บ่ว่าจะเป็น ดา้ นการเงนิ ทำ� ให้ชุมชนสามารถพฒั นาเศรษฐกิจ
กองทุนหมู่บ้าน กองทุนเงินล้าน เป็นกองทุนกู้ยืม ของชุมชน จนสามารถกระดับสู่การสร้างมูลค่า
หื้อจาวบ้านกู้ไปยะที่ตัวเก่าต้องการ ส้ินปี๋ปันผล ในระดับครัวเรือนและชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับ
ใครออมนักกไ่ ด้นกั ออมนอ้ ยก่ได้น้อย บางคนก้ไู ป งานวิจัยของล�ำแพน จอมเมือง และสุทธิพงษ์
ใช้จ่ายทั่วไป บางคนเอาไปลงทุน บ่สบายก็มากู้ วสโุ สภาพล (Jommuang & Wasusopon, 2003
ได้...” (สัมภาษณ์ 15/3/2562) นอกจากนี้ ชุมชน : 215-126) ที่พบว่า “การทอผา้ ไทลือ้ ” ไม่ได้เปน็
ยังส่งเสริมสวัสดิการด้านสุขภาพ โดยจัดหาสถาน เพียงกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้เท่านั้น แต่ยังเป็น
ทอี่ อกกำ� ลงั กายใหก้ บั สมาชกิ ในชมุ ชน และชกั ชวน ระดับภูมิปัญญาหรือวัฒนธรรมชุมชนด้ังเดิม
ให้ผู้สงอายุในชุมชนเข้ากลุ่มผลิตภัณฑ์ผักตบชวา ของชาวไทลื้อ จนถูกพัฒนาและยกระดับข้ึนมา
เพ่ือเปน็ ชอ่ งทางในการพ่ึงตนเองของผ้สู งู อายุ อย่างเป็นกระบวนการจนพัฒนาเป็น “ธุรกิจใน
สรุป ถึงแม้ชุมชนเป็นชุมชนกึ่งเมืองกึ่ง ครัวเรือนและรวมกันเป็นธุรกิจชุมชน” ในขณะที่
ชนบทท่ีได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเศรษฐกิจ สมาชิกบางส่วนท�ำหน้าท่ีผลิตนอกภาคเกษตร
ทุนนิยม จนท�ำให้ชุมชนประสบปัญหาหลายอย่าง อยู่นอกชุมชนท่ีให้การสนับสนุนครัวเรือนอย่าง
แตช่ มุ ชนสามารถเรยี นรปู้ ญั หาเหลา่ นน้ั จนสามารถ ตอ่ เนอื่ ง
สรา้ งความเขม้ แขง็ และพงึ่ ตนเอง โดยการประกอบ เพราะฉะนั้น ระบบเศรษฐกิจของชุมชน
อาชพี ทห่ี ลากหลาย เนน้ การใชท้ รพั ยากรและทนุ ที่ จึงมีความสัมพันธ์กบั คนสามกลุ่ม คอื กล่มุ สมาชกิ
มีอยใู่ นชมุ ชนเปน็ หลกั ที่อยู่ในชุมชน กลุ่มสมาชิกที่อยู่นอกชุมชนและ
เครือข่ายทางสังคม กลุ่มคนเหล่านี้กลายเป็นพลัง
5. อภิปรายผลการวิจัย ทุนทางสังคมท้ังภายในและภายนอกที่ส�ำคัญ
ท่ีช่วยผลักดันเศรษฐกิจของชุมชนให้ก้าวหน้า
ในปัจจุบันระบบเศรษฐกิจชุมชนไม่ได้ ซ่ึงสอดคล้องกับการวิจัยของวรวุฒิ โรมรัตนพันธ์
เกิดขึ้นภายใต้บริบทการผลิตภายในครัวเรือนและ และคณะ (Romrattanapan, et al., 2003 : 217-
ชุมชนเท่านั้น แต่เป็นการเสริมกันระหว่าง
ปีที่ 19 ฉบบั ท่ี 2 (เมษายน - มถิ ุนายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 223
218) ที่พบว่า ระบบเศรษฐกิจชุชนสามารถถูก ด้านเศรษฐกิจชุมชน ด้านสังคม ด้านทรัพยากร
ขับเคลื่อนโดยพลังทุนทางสังคม ได้แก่ ความ ธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม ด้านการมีส่วนร่วม
สัมพันธ์ ความไว้วางใจกัน ความเอื้ออาทรกัน ของประชาชน ด้านสุขภาพอนามัย ด้านระบบ
การพึ่งพาอาศัยกัน การช่วยเหลือเกื้อกูลกันและ สาธารณปู โภคและโครงสรา้ งพนื้ ฐาน และดา้ นอน่ื ๆ
การแบ่งปัน และพลังจากภายนอกชุมชน ได้แก่ ทชี่ มุ ชนเหน็ รว่ มกนั เปน็ สว่ นใหญ่ และยงั สอดคลอ้ ง
ความรู้ในการจดั การ ข้อมูลข่าวสารตา่ งๆ เงินทุน กับงานวิจัยของทวี วัชระเกียรติศักด์ิ (Watchara
ทีม่ าจากการช่วยเหลือจากภายนอก kiettisak, 2016 : 43-54) พบวา่ แนวทางและการ
กระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน ด�ำเนินการส่งเสริมการสร้างความเข้มแข็งทาง
ถูกจุดประกายข้ึนมาภายใต้สภาพปัญหา ความ เศรษฐกิจให้กับชุมชนโดยการพัฒนากลุ่มอาชีพ
ต้องการและศักยภาพของชุมชน ภายใต้ผู้น�ำ ตอ้ งสรา้ งทง้ั ภายในและภายนอกชมุ ชน โดยมปี จั จยั
ท่ีต้องการให้สมาชิกมีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต แหง่ ความส�ำเร็จ คือ ความรู้ การยอมรบั ศกั ด์ิศรี
ที่ดีขึ้น จึงได้ชวนสมาชิกในชุมชนมาพัฒนาระบบ ที่เท่าเทียมของภาคสี มาชกิ
เศรษฐกจิ ภายในชุมชนพรอ้ มกัน ซง่ึ สอดคล้องการ
วจิ ยั ของขวัญกมล ดอนขวา และคณะ (Donkwa, 6. ข้อเสนอแนะ
et al., 2012 : 189) ท่ีพบว่า ปัจจัยผลักดัน
เศรษฐกจิ ชมุ ชนในดา้ นการพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ย์ 1. หน่วยงานท่ีเก่ียวข้องในการพัฒนา
คือ ผู้น�ำสมาชิกกลุ่มและเจ้าหน้าท่ี โดยมีเงื่อนไข เศรษฐกจิ ชมุ ชน เช่น เทศบาล อบจ. ควรกระตุน้
หรือปัจจัยท้ังภายในและภายนอกท่ีท�ำให้เกิด ครวั เรอื นใหเ้ ขา้ รว่ มกลมุ่ เศรษฐกจิ ในชมุ ชนมากขนึ้
การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน คือ การเรียนรู้ปัญหา และหน่วยงานเหล่าน้ี ควรก�ำหนดนโยบาย
การพัฒนากลุ่ม การระดมทุน กระบวนการทาง สอดคล้องกับเศรษฐกิจชุมชน เช่น การลดหย่อน
เศรษฐกจิ การเรยี นรขู้ องชมุ ชน การสรา้ งเครอื ขา่ ย ภาษาท้องถิ่นส�ำหรับครัวเรือนที่ผลิตและจ�ำหน่าย
ชุมชนและการส่งเสริมสวัสดิการชุมชน เงื่อนไข สินค้าจากภูมิปัญญา ท่ีใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ
หรือปัจจัยเหล่านี้คลุมคุมมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และเป็นมติ รต่อสง่ิ แวดลอ้ ม
และส่ิงแวดล้อม ดังน้ัน กระบวนการพัฒนา 2. ถึงแม้ชุมชนเป็นตัวอย่างท่ีดีในการ
เศรษฐกิจของชุมชนจึงเป็นกระบวนการแก้ปัญหา พัฒนาเศรษฐกิจชุมชน แต่ระบบบัญชีของชุมชน
ในตัวเอง จึงท�ำให้ชุมชนสามารถด�ำรงอยู่ได้ ยังไม่ชัดเจน ควรมีการท�ำระบบบัญชีในระดับ
พึ่งตนเองได้และมีความเข้มแข็ง ซ่ึงสอดคล้องกับ ครวั เรอื นและชุมชนให้เปน็ ระบบชัดเจน
งานวจิ ยั ของสมใจ เภาดว้ ง และคณะ (Phaoduang, 3. เน่ืองจากหน่วยงานของรัฐคงยังมี
et al., 2015 : 15-26.) ทพี่ บว่า รปู แบบแนวทาง บทบาทส�ำคัญในฐานะเป็นผู้ก�ำหนดนโยบาย
การพฒั นาความเขม้ แขง็ ของเศรษฐกจิ ชมุ ชน ไดแ้ ก่ เศรษฐกิจ ดังน้ันควรมีการวิจัยแนวทางก�ำหนด
นโยบายเศรษฐกิจของชุมชนอยา่ งมีสว่ นรว่ ม
224 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
References
Danthanin, M. (1998). Community Economy should be Self-reliant in the System: Principles and
Practices. Complete Report of the Master Plan for Economic Development Society
and Environment. Lopburi : Soyell and Environmental Development Company.
Donkwa, K., et al. (2012). The Development of the Community’s Economy in the Northeast of
Thailand. Nakhon Ratchasima : Suranaree University of Technology Intellectual Repository.
Jommuang, L. & Wasusopon, S. (2003). Tai Lue Woven Cloth: Community Economy for
Self-Reliance. Bangkok : Creative Publishing Co., Ltd.
Nartsupha, C. (2001). Community Economic Concepts: Theoretical Proposals in Different
Social Contexts. Bangkok : Withithat.
Petprasert, N. (1999). Community Business: Possible Routes. Bangkok : Thailand Research Fund.
Phaoduang, S., et al. (2015). The Network Development to Strengthen Communities with
in the Municipality of Nakhon Pathom. Journal of Management Science Nakhon
Pathom Rajabhat University, 2(1), 15-26.
Pongpit, S. (2005). Base of thought: from the Master Plan to Community Enterprises.
Bangkok : Wisdom Publishing.
Romrattanapan, W., et al. (2003). Study of Social Capital as Factor of Production of Community
Economy. Thailand Research Fund (TRF). Bangkok : The Thailand Research Fund.
Sriwichailamphan, T. (2015). Community Economic Development. Chiang Mai : The Faculty
of Economics, Chiang Mai University.
Subcommittee on Economic Foundation Strategy. (2016). Development Promotion Guide
“Foundation economy”. Bangkok : Community Organization Development Institute
(Public Organization), Ministry of Social Development and Human Security.
Watcharakiettisak, T. (2016). Community Economic Strengthening by Developing Community
Enterprise Group at Tambonpolsongkram Administration, Nongsung district,
Nakonratchasima Province. Journal of Business Administration The Association of
Private Higher Education Institutions of Thailand, 5(1), 43-54.
Wasi, P. (1999). Sufficiency Economy and Civil Society The way to revive the Social
Economy. Bangkok : Villager Doctor.
การประยุกต์ใช้รูปแบบระบบสารสนเทศเพอื่ การจัดการภาครัฐ*
Information System Form Application
for Public Sector Management
พระราชสทิ ธิเวที (วิรัติ วิโรจโน/วะสะศิร)ิ , พระมหาโชตนิพิฐพนธ์ สทุ ธฺ จติ โฺ ต (ผลเจรญิ )1,
สรุ ศักดิ์ ชะมารัมย2์ และยทุ ธพล ทวะชาล3ี
Phra Ratsittivatee (Wirat Wirochano/Vasasiri), Phramaha Chotniphitphon Sutthachitto (Phocharoen),
Surasak Chamaram and Yuttapol Tavachalee
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย1
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏรอ้ ยเอด็ 2
นกั วิชาการอสิ ระ3
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Thailand
Roi Et Rajabhat University, Thailand
Independent Scholars, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]
บทคัดย่อ
ระบบสารสนเทศในปัจจุบันมีส่วนส�ำคัญอย่างมากต่อการสนับสนุนการด�ำเนินงานในด้านต่างๆ
ขององคก์ ารอยา่ งกวา้ งขวาง และมบี ทบาททสี่ ำ� คญั ตอ่ การบรหิ ารงานภาครฐั ในปจั จบุ นั ในอนั ทจ่ี ะสง่ มอบ
บรกิ ารสาธารณะไปยงั ประชาชนอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพและประสทิ ธผิ ล ดงั นนั้ บทความชน้ิ นจี้ งึ มวี ตั ถปุ ระสงค์
เพ่ือต้องการน�ำเสนอถึงรูปแบบของการประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศเพ่ือการจัดการภาครัฐปัจจุบัน ท้ังน้ี
เม่ือพิจารณารูปแบบของการประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศเพ่ือการจัดการในการส่งมอบบริการสาธารณะ
ปจั จบุ นั แลว้ พบวา่ มอี ยู่ 4 รปู แบบคอื การเผยแพรข่ อ้ มลู ขา่ วสาร (Publishing) หรอื การใหข้ อ้ มลู ขา่ วสาร
(Information) การใหบ้ รกิ ารแบบมปี ฏสิ มั พนั ธ์ (Interaction) การใหบ้ รกิ ารแบบเชงิ ธรุ กรรม (Transaction)
และการให้บริการแบบแปลงรูป (Transformation) โดยหน่วยงานภาครัฐของไทยได้มีการน�ำระบบ
สารสนเทศมาใช้ในรูปแบบท่ีเรียกว่า รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (Thailand e-Government)
เพือ่ การให้การส่งมอบบรกิ ารสาธารณะไปยังประชาชนเป็นไปอยา่ งรวดเรว็ และทัว่ ถงึ
คำ� สำ� คัญ: ระบบสารสนเทศ; ระบบสารสนเทศเพอื่ การจดั การภาครัฐ
* ไดร้ บั บทความ: 11 กุมภาพันธ์ 2562; แก้ไขบทความ: 8 พฤษภาคม 2562; ตอบรบั ตีพมิ พ์: 12 มถิ ุนายน 2562
Received: February 11, 2019; Revised: May 8, 2019; Accepted: June 12, 2019
226 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
Abstract
At present, information systems play an important role both in supporting the
various operations of the organization and in the current public administration in delivering
public services to the people efficiently and effectively. This article is intended to present
the current forms of information systems application for public management. When
considering the forms of information systems application for public management in the
delivery of public services, there are, currently, four forms: Publishing or Information,
Interaction, Transaction, and Transformation. The Thai government has introduced
information systems in a form called the Thailand e-Government to provide public
services to the public quickly and thoroughly.
Keywords: Information Systems; Information System for Public Management
1. บทนำ� สมยั ใหม่ โดยจะเขา้ มาบทมบี าทในการเปลย่ี นแปลง
พาราไดม์ของการท�ำงานแบบราชการเดิมหรือที่
กระแสความเปล่ียนแปลงของโลกนับวัน เรียกวา่ Traditional Bureaucratic Paradigm
ยิ่งทวีความรุนแรงและรวดเร็วมากขึ้นเร่ือยๆ ดังนั้น รูปแบบของการประยุกต์ใช้ระบบ
การเปลย่ี นแปลงครง้ั ยงิ่ ใหญท่ างเทคโนโลยสี อ่ื สาร สารสนเทศเพอื่ การจดั การภาครฐั โดยมเี นอ้ื หาของ
หรือที่นิยมเรยี กกันว่า อนิ เตอรเ์ น็ต เปรียบเสมอื น บทความที่ครอบคลุม 3 ส่วนอันประกอบไปด้วย
โลกไรพ้ รมแดน (Thongchaona, 2017 : 205-220) สว่ นแรกเปน็ แนวคดิ เกยี่ วกบั ระบบสารสนเทศและ
ได้ส่งผลกระทบต่อมวลมนุษยชาติเป็นอย่างมาก ระบบสารสนเทศเพ่ือการจัดการส่วนท่ีสองเป็น
โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ การทำ� ลายกำ� แพงหรอื พรมแดน รูปแบบการประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศเพ่ือการ
ของการติดต่อส่อื สารลงไป มนุษยใ์ นแตล่ ะซกี โลก จัดการภาครัฐ ส่วนท่ีสามกล่าวถึงการประยุกต์ใช้
สามารถติดต่อส่ือสารกันได้ภายในไม่กี่วินาทีการ ระบบสารสนเทศเพอ่ื การจดั การภาครฐั ในรูปแบบ
ถ่ายเทความรู้ วัฒนธรรม ทัศนคติ ค่านิยม การ ของรัฐบาลอิเลก็ ทรอนกิ สแ์ ห่งชาติ
เรยี นรู้ และพฤติกรรม รวมถงึ การตดิ ตอ่ ธุรกจิ และ
ทำ� กจิ กรรมตา่ งๆ รวดเรว็ มากขน้ึ (Boonlert, 2009 2. แนวคิดเก่ียวกับระบบสารสนเทศและ
: 109) ซงึ่ อลั เฟรด แธท๊ ไค โฮ (Alfred Tat-Kie Ho) ระบบสารสนเทศเพือ่ การจัดการ
แห่งมหาวิทยาลัยไอโอวา สหรัฐอเมริกาถึงกับได้
สะท้อนภาพให้เห็นว่า ระบบอินเตอร์เน็ตจะเป็น 1. แนวคิดเกี่ยวกับระบบสารสนเทศ
เคร่ืองมือส�ำคัญของการปฏิรูปการจัดการภาครัฐ แมว้ า่ ตามรปู ศพั ทแ์ ลว้ จะมคี วามแตกตา่ งกนั คอ่ นขา้ ง
ปีที่ 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 227
มากก็ตาม แต่ทว่าท้ัง 3 ค�ำก็มีความสัมพันธ์ การประมวลผล และยังไม่มีความหมายในการ
ซึ่งกันและกัน โดยข้อมูลจะเป็นพ้ืนฐานส�ำคัญให้ ใช้งานโดยผู้ใช้ ซ่ึงข้อมูลจะมีลักษณะที่เป็นตัวเลข
เกดิ สารสนเทศ ทง้ั นี้ข้อมูล สารสนเทศ และระบบ ตัวอกั ษร ภาพ และเสียง ขณะทคี่ ำ� ว่า สารสนเทศ
สารสนเทศดงั นี้ หรือ Information หมายถึง ข้อมูลท่ีผ่าน
1.1 ความหมายของข้อมูล (Data) กระบวนการจัดกระท�ำหรือประมวลผลอย่างเป็น
และสารสนเทศ (Information) ค�ำว่าข้อมูล ระบบ (Organized Data) ดว้ ยวธิ ีการต่างๆ
ซงึ่ ตรงกบั ภาษาองั กฤษวา่ Data นนั้ มคี วามหมายวา่ ดังน้ัน จึงอาจกล่าวได้ว่า การจะได้มา
ข้อเท็จจริงเก่ียวกับเร่ืองราวหรือเหตุการณ์ใด ซึ่งสารสนเทศจะต้องอิงอาศัยข้อมูลอย่างใกล้ชิด
เหตุการณห์ น่ึงหรอื หลายเหตกุ ารณ์ โดยยงั ไม่ผา่ น น่นั เอง
ภาพท่ี 1 แสดงความสมั พนั ธร์ ะหว่างข้อมูล (Data) และสารสนเทศ (Information)
1.2 ความหมายของระบบสารสนเทศ ความสมั พนั ธ์ จดั เกบ็ ขอ้ มลู อยา่ งเปน็ ระบบเพอื่ การ
ซ่งึ ตรงกับภาษาองั กฤษวา่ Information System สืบค้น 4) เครือข่ายหรือระบบการเชื่อมโยง
หรอื IS หมายถงึ ระบบซง่ึ ใชค้ อมพวิ เตอรท์ ำ� หนา้ ที่ คอมพวิ เตอร์ ท�ำหน้าทใี่ นการกระจายแลกเปลี่ยน
รวบรวม ประมวลผล จดั เกบ็ วเิ คราะห์ และกระจาย สารสนเทศ และทรัพยากรอ่ืนของระบบ 5)
สารสนเทศเพอื่ วตั ถปุ ระสงคท์ เี่ ฉพาะเจาะจง ระบบ กระบวนการประมวลผลหรือชุดค�ำสั่ง ท�ำหน้าท่ี
งานและระบบเอกสาร การป้อนข้อมูลเข้า (Input) ในการน�ำองค์ประกอบข้างต้นท้ังหมดมาประมวล
มขี อ้ มลู ออก (Output) และมกี ระบวนการประมวล ผลและแสดงผล และ 6) คน ซึ่งทำ� งานกบั ระบบ
ผลข้อมูล (Process) แต่ในอีกแง่หน่ึงระบบ ท�ำหน้าท่ีในการป้อนข้อมูลหรือใช้ข้อมูลที่ได้จาก
สารสนเทศในท่ีนี้จึงมีองค์ประกอบส�ำคัญดังนี้คือ การประมวลผล (Laohabutt, 2003 : 121) ในขณะ
1) ฮารด์ แวร์ หรอื ระบบคอมพวิ เตอรท์ กี่ ลา่ วขา้ งตน้ ท่ีพิเชษฐ์ สิทธิโชคสกุลชัย (Sittichoksakulchai,
ท�ำหน้าที่ในการป้อนและรับข้อมูลและสารสนเทศ 2011 : 6-7) ได้กล่าวสรุปว่า ระบบสารสนเทศ
ประมวลผลและจัดเก็บ รวมถึงการแสดงผลใน หมายถึง กระบวนการในการเก็บรวบรวมข้อมูล
รูปแบบท่มี นษุ ย์อ่านได้ 2) ซอฟต์แวรห์ รอื ชุดคำ� สั่ง ประมวลผลข้อมูล และสรุปผล เพ่ือให้กลายเป็น
หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งท�ำให้ฮาร์ดแวร์ สารสนเทศท่ีมีประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน ซ่ึงอาจ
ประมวลผลข้อมูลตามวัตถุประสงค์ขององค์การ ประมวลผลดว้ ยมอื (Manual System) และระบบ
3) ฐานข้อมูล หรือระบบการจัดการไฟล์ ตาราง คอมพิวเตอร์ (Computerized System) ดังน้ี
228 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
ภาพท่ี 2 ระบบสารสนเทศ (Information System)
สรปุ ไดว้ า่ ระบบสารสนเทศ (Information ส�ำคัญเป็นอย่างมากและเป็นส่ิงที่องค์การจะขาด
System) เป็นระบบที่แสดงความสัมพันธ์ของ เสยี มไิ ดใ้ นทางการบรหิ ารจดั การมกี ารใชร้ ะบบการ
องค์ประกอบต่างๆ ท่ีเก่ียวกับการจัดกระท�ำหรือ บริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource
ประมวลผลด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การกระจาย Management) และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
ขอ้ มลู การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ฯลฯ ซงึ่ อาจเปน็ การ (Human Resource Management) เพอ่ื ให้คน
ประมวลผลด้วยมือ (Manual System) หรอื ดว้ ย ท�ำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุผลตาม
ระบบคอมพิวเตอร์ (Computerized System) เปา้ หมายขององคก์ าร
เพื่อให้ได้สารสนเทศที่สามารถน�ำไปใช้ในการ 2.1.2 เงิน (Money) หมายถึง
สนับสนุนการตัดสินใจขององคก์ าร งบประมาณเงนิ กดู้ อกเบีย้ เงินคงคลัง ซึ่งเป็นปัจจัย
2. แนวคดิ ของระบบสารสนเทศเพอื่ การ ส�ำคัญท่ีจะช่วยสนับสนุนให้กิจกรรมต่างๆ ของ
จดั การ องคก์ ารดำ� เนนิ การต่อไปได้ด้วยดี
2.1 ความสัมพันธ์ระบบสารสนเทศ 2.1.3 วัสดอุ ุปกรณ์ (Material)
กับการบริหารจัดการ (Management) เป็น หมายถึงวัตถุดิบเครื่องจักรอุปกรณ์เทคโนโลยี
กระบวนการด�ำเนินการที่เก่ียวข้องกับการน�ำ ซงึ่ เปน็ ปัจจยั ทีส่ ำ� คัญไม่แพ้ปจั จัยอน่ื ๆ
ทรัพยากรตา่ งๆ มาใชใ้ ห้เกิดประโยชน์คุม้ ค่าสูงสุด 2.1.4 ก า ร บ ริ ห า ร จั ด ก า ร
เพอ่ื ใหบ้ รรลผุ ลตามเปา้ หมายของหนว่ ยงานรวมถงึ (Management) หมายถึง วิธีการบริหารจัดการ
สมาชกิ ทกุ คนทอ่ี ยภู่ ายในหนว่ ยงานนนั้ ๆ เมอื่ พจิ ารณา องค์การอาจเรียกว่า หน้าที่ของการจัดการก็ได้
ความหมายดงั กลา่ ว ทำ� ใหเ้ หน็ วา่ การบรหิ ารจดั การ ซง่ึ มอี ยหู่ ลายวธิ กี ารดว้ ยกนั โดยทวั่ ไปหนา้ ทท่ี างการ
จะประกอบไปดว้ ยทรพั ยากทางการบรหิ ารทส่ี ำ� คญั จัดการองค์การมี 4 ประการคือ 1) การวางแผน
อยู่ 4 ประการดงั นี้ (Chamaram, 2011 : 84) (Planning) ประกอบด้วยการก�ำหนดเป้าหมาย
2.1.1 คน (Man) หมายถึง คน (Goals) การกำ� หนดกลยุทธ์ (Strategy) และการ
ทุกคนที่อยู่ในองค์การซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีความ พัฒนาแผนย่อยเพื่อให้เกิดการประสานงาน
ปที ี่ 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 229
กิจกรรมต่างๆ 2) การจัดองค์การ (Organizing) การบนั ทกึ และประมวลขอ้ มลู ทเ่ี กดิ ขนึ้ จากธรุ กรรม
การจัดองค์การจะต้องมีการจัดบุคคลเข้าท�ำงาน การปฏิบัติงานประจ�ำ (Routine Transaction)
(Staffing) ซ่ึงเป็นกระบวนการที่เป็นทางการเพื่อ รวมถึงงานขั้นพ้ืนฐานขององค์การ โดยมุ่งจัดการ
ใหม้ น่ั ใจวา่ องคก์ ารมพี นกั งานทม่ี คี วามสามารถงาน ขอ้ มลู รายละเอยี ดทใ่ี ชใ้ นการดำ� เนนิ งานประจำ� วนั
ทุกระดับเพ่ือให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การทั้ง หรืองานขั้นพ้ืนฐานขององค์การ เพ่ือประโยชน์
ในระยะส้ันและระยะยาว 3) การน�ำ (Leading) ในการจัดการระดับต้นหรือระดับปฏิบัติการอย่าง
ประกอบด้วยการจูงใจผู้ใต้บังคับบัญชาการสั่งการ เปน็ ระบบ
การคัดเลือกช่องทางการสื่อสารที่มีประสิทธิผล ดังน้ัน ระบบสารสนเทศประมวลผล
ที่สดุ ตลอดจนการแกป้ ญั หาดว้ ยความขดั แยง้ และ รายการจึงเป็นระบบสารสนเทศพื้นฐานของ
4) การควบคุม (Controlling) เป็นกิจกรรมการ องค์การ เนื่องจากเป็นข้อมูลในระดับขั้นแรกสุด
ตดิ ตามผลและการแกไ้ ขปรบั ปรงุ สง่ิ ทจี่ าเปน็ เพอื่ ให้ จึงต้องมีความถูกต้อง ครบถ้วน เพ่ือเป็นข้อมูล
เกดิ ความเชอ่ื มน่ั วา่ งานบรรลผุ ลตามทไ่ี ดว้ างแผนไว้ พ้ืนฐานส�ำหรับการน�ำไปใช้ในการบริหารจัดการ
นอกจากนยี้ งั มแี นวคดิ อน่ื ๆ ทน่ี า่ สนใจ เชน่ แนวคดิ ในระดับที่สูงข้ันต่อไป โดยการประมวลผลข้อมูล
POSLC ซึ่งประกอบดว้ ย การวางแผน (Planning) ของ TPS จะมีลักษณะส�ำคัญอยู่อย่างน้อย 2
การจัดองค์การ (Organizing) การจัดบุคคลเข้า ประการคอื 1) การประมวลผลแบบแบทซ์ (Batch
ท�ำงาน (Staffing) การน�ำ (Leading) และการ Processing) จะเป็นการประมวลผลท่ีรายการ
ควบคมุ (Controlling) เปน็ ต้น ย่อยๆ จะถูกสะสมไว้ในช่วงเวลาหน่ึงเวลาใดแล้ว
2.2 ประเภทของระบบสารสนเทศ ท�ำการประมวลผลพร้อมกันเป็นระยะๆ การ
เพ่ือการจัดการ ระบบสารสนเทศเป็นกลไกส�ำคัญ ประมวลผลแบบน้ีจะไม่มีการโต้ตอบระหว่างผู้ใช้
ในการจัดการสารสนเทศในองค์การ เพ่ือให้เกิด กับเครื่องคอมพิวเตอร์ จึงเรียกอีกอย่างหน่ึงว่า
ประโยชน์ต่อการบริหารจัดการองค์การอย่างมี ระบบออฟไลน์ (Off-line System) ตัวอย่างเช่น
ประสิทธิภาพ เพม่ิ ขดี ความสามารถในการแขง่ ขัน การบันทึกเกรดของนักศึกษาในแต่ละภาคเรียน
ขององค์การภายใต้สภาพการณ์แข่งขันท่ีรุนแรง จนถงึ ภาคเรยี นสดุ ทา้ ยจงึ พมิ พใ์ บรบั รองเกรดเฉลย่ี
และรวดเร็ว ระบบสารสนเทศเพ่ือการจัดการ เป็นต้น และ 2) การประมวลผลแบบทันทีทันใด
น่ันเอง ประกอบด้วย 4ประเภท ดังนี้ (Real-time Processing) หรือการประมวลผล
2.2.1 ระบบสารสนเทศประมวล แบบออนไลน์ (Online Processing) จะเปน็ การ
ผลรายการ (Transaction Processing System: ประมวลผลแบบทันทีท่ีรายการย่อยนั้นๆ เกิดขึ้น
TPS) หรอื อาจเรยี กอกี อยา่ งหนงึ่ วา่ ระบบประมวล ตวั อย่างเช่น ระบบบรกิ าร ณ จดุ ขาย ระบบฝาก
ผลข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Data ถอนเงนิ ของธนาคาร ระบบการชำ� ระหนี้ ระบบการ
Processing : EDP) เปน็ ระบบสารสนเทศทเี่ กย่ี วกบั จองห้องพักโรงแรม ระบบยื่นแบบ-ช�ำระภาษี
230 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
ออนไลน์ (E-Filing) เป็นตน้ นำ� มาใชอ้ าจประกอบด้วยฐานข้อมูลตา่ งๆ ภายใน
2.2.2 ระบบสารสนเทศเพ่ือ ขององค์การ
การจัดท�ำรายงาน(Management Reporting 2.2.4 ร ะ บ บ ส า ร ส น เ ท ศ
System: MRS) เป็นระบบสารสนเทศเกี่ยวกับ สำ� นกั งาน (Office Information System : OIS)
การนำ� ขอ้ มลู จากระบบประมวลผลรายการมาสรปุ หรอื เรยี กอกี อยา่ งหนงึ่ วา่ ระบบสำ� นกั งานอตั โนมตั ิ
เปรียบเทียบ และจัดท�ำเป็นรายงานในรูปแบบ (Office Automation System : OAS) เปน็ ระบบ
ต่างๆ ตามเง่ือนไขที่ก�ำหนดไว้ หรือช่วยในการ สารสนเทศท่ีน�ำเอาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้
ตดั สนิ ใจทมี่ ลี กั ษณะโครงสรา้ งชดั เจน และเปน็ เรอ่ื ง เพอ่ื ใหก้ ารทำ� งานของผปู้ ฏบิ ตั งิ านและผบู้ รหิ ารเปน็
ท่ีทราบล่วงหนา้ รายงานจาก MRS จะมลี กั ษณะ ไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และถูกต้อง
ต่างๆที่ส�ำคัญคือ รายงานท่ีจัดท�ำเม่ือต้องการ ท้ังในด้านการจัดท�ำเอกสาร การจัดการข่าวสาร
(Demand reports) เพอื่ ใช้สนบั สนนุ การตดั สินใจ การทำ� งานรว่ มกนั หรอื ประชมุ ทางไกลการประมวล
ซง่ึ เปน็ รายงานทจี่ ดั เตรยี มรปู แบบรายงานลว่ งหนา้ ภาพ การจดั การสำ� นกั งาน โดยประกอบดว้ ยระบบ
และจะจัดท�ำเมื่อผู้บริหารต้องการเท่านั้นรายงาน งานตา่ งๆ ทที่ ำ� งานรว่ มกนั ผา่ นเครอื ขา่ ยคอมพวิ เตอร์
ที่ท�ำตามระยะเวลาก�ำหนด (Periodic Reports) ท้งั ภายในและภายนอกองค์การ
เช่น การจัดท�ำรายงานทกุ วนั ทกุ สัปดาห์ ทกุ เดอื น
เชน่ รายงานประจำ� ปขี องธนาคาร เป็นตน้ รายงาน 3. รปู แบบการประยกุ ตใ์ ชร้ ะบบสารสนเทศ
สรปุ (Summarized Reports) เปน็ การทำ� รายงาน เพือ่ การจัดการภาครฐั
ในภาพรวม เช่น จ�ำนวนนกั ศึกษาลงทะเบียนวชิ า
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับรัฐประศาสนศาสตร์ ในแง่ของการประยุกต์เอาระบบ
เป็นตน้ สารสนเทศเพ่ือการจัดการภาครัฐมาใช้งานใน
2.2.3 ระบบสารสนเทศเพอื่ การ ภาครัฐ กล่าวได้ว่า สามารถท่ีจะแบ่งออกเป็น
สนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Supporting 2 ประเภทคอื ประการแรกเปน็ การประยกุ ตร์ ะบบ
System: DSS) เปน็ ระบบสารสนเทศทมี่ งุ่ สนบั สนนุ สารสนเทศเพื่อการบริหารมาใช้เพื่อให้บริการ
การตัดสินใจของผู้บริหารในการวางแผน บริหาร ประชาชน (Front Office) ภายใต้ชื่อรัฐบาล
และแก้ไขปัญหา โดยใช้ตัวแบบหรือแบบจ�ำลอง อเิ ล็กทรอนิกส์
(Model) ทางคณติ ศาสตรแ์ ละสถติ ใิ นการวเิ คราะห์ 1. การเผยแพรข่ อ้ มลู ขา่ วสาร (Publishing)
ข้อมูล เพ่ือให้ผู้บริหารสามารถพิจารณาทางเลือก หรือการให้ข้อมูลข่าวสาร (Information) การที่
ที่ดีท่ีสุดและเหมาะสมที่สุดในสถานการณ์นั้นๆ หนว่ ยงานเผยแพร่สารสนเทศทีไ่ ด้รบั การจดั ล�ำดับ
ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้อย่าง ว่ามีความส�ำคัญให้แก่ประชาชน หรือภาคธุรกิจ
รวดเร็วและมีคุณภาพ ซ่ึงโดยท่ัวไปข้อมูลที่ DSS อยา่ งไรกต็ าม การบรกิ ารรปู แบบนจ้ี งึ เปน็ เพยี งการ
สอ่ื สารแบบทางเดยี ว (One-way Communication)
ปีที่ 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 231
เท่าน้ัน เช่น การบริการข้อมูลข่าวสารต่างๆ 4. การประยกุ ตใ์ ชร้ ะบบสารสนเทศเพอื่ การ
ผ่านเวบ็ ไซตข์ องหนว่ ยงานตา่ งๆ เปน็ ตน้ จัดการภาครัฐในรูปแบบของรัฐบาล
2. การให้บริการแบบมีปฏิสัมพันธ์ อเิ ล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (Thailand e-
(Interaction) การใหบ้ รกิ ารในรปู แบบการเผยแพร่ Government)
ข้อมูลข่าวสารนั้น มีจุดเด่นในการบริการท่ีต้องให้
สารสนเทศมีปริมาณมากและมีความหลากหลาย แนวคิดรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์เกิดขึ้นเม่ือ
แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อจ�ำกัดท่ีผู้รับบริการ ประเทศไทยไดเ้ ขา้ รว่ มขอ้ ตกลงดา้ นอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
ไม่สามารถที่จะแสดงความเห็นหรือความต้องการ ของอาเซยี น (e–ASEAN Agreement) ในวนั ที่ 28
โต้ตอบได้ ในการให้บริการแบบมีปฏิสัมพันธ์นั้น พฤศจิกายน 2542 โดยจุดประสงค์หลักของ
ผู้รับบริการสามารถให้ความเห็น เสนอแนะ ข้อตกลงด้านอิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียนคือ
ร้องขอ ร้องเรียน เพื่อให้ได้บริการที่ต้องการผ่าน การเสริมสร้างศักยภาพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
ระบบได้ ของภูมภิ าคอาเซยี น
3. การให้บริการแบบเชิงธุรกรรม 1. รูปแบบของรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์
(Transaction) การบริการแบบน้ีไม่ใช่การส่ง แหง่ ชาติ (Thailand e-Government) สำ� หรบั รปู แบบ
ผ่านสารสนเทศแต่เป็นการที่เกิดนิติสัมพันธ์ ของรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (Thailand
(Legal Binding) ระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการ e-Government) เพ่ือการให้การส่งมอบบริการ
ซึ่งบริการนี้จะมีลักษณะคล้ายกันกับพาณิช สาธารณะไปยังประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว
อิเล็กทรอนิกส์ แต่ได้รับการปรับใช้เทคโนโลยี และท่ัวถึงนั้น สามารถแบ่งออกเป็นภาพกว้างๆ
สารสนเทศเข้ากับเง่ือนไขการปฏิบัติงานภาครัฐ ไดจ้ ำ� นวน 4 รปู แบบด้วยกนั (Rakchatcharoen,
เท่าน้ัน บริการดังกล่าว เช่น การย่ืนแบบแสดง 2012 : 104)
รายได้และการช�ำระภาษีเงินได้ออนไลน์ของกรม 1.1 ก า ร น� ำ ร ะ บ บ เ ท ค โ น โ ล ยี
สรรพากรหรอื e-Revenue เป็นตน้ สารสนเทศเข้ามาช่วยในการบริหารงานระหว่าง
4. การให้บริการแบบแปลงรูป (Trans- รัฐบาลสู่หน่วยงานภาครัฐ หรือรัฐบาลของรัฐอื่น
formation) เป็นการบูรณาการงานบริการของ (Government to Governments: G2G) คอื การ
หน่วยงานภาครัฐและมีทางเลือกให้บริการตาม ท�ำธุรกรรมระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยกันเอง
ความตอ้ งการของประชาชน แทนทร่ี ะบบสมยั กอ่ น ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เพ่ือเป็นการ
ทีแ่ บ่งการให้บรกิ ารออกตามหนว่ ยงาน หน่วยงาน แลกเปล่ียนข้อมูลข่าวสารระหว่างกันและกัน เช่น
อาศัยเว็บกลางเช่ือมโยงระบบบริการทั้งหมดเข้า การร่วมมอื ในโครงการตา่ งๆ
ดว้ ยกัน 1.2 การน�ำระบบเทคโนโลยีสาร
สนเทศเขา้ มาชว่ ยในการบรหิ ารงานระหวา่ งรฐั บาล
232 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
สู่ประชาชน (Government to Citizens: G2C) เครอื ข่าย เปน็ ตน้
เป็นรูปแบบการท�ำงานของหน่วยงานภาครัฐเพื่อ 2. การสร้างรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์
บริการประชาชน เพือ่ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึง แหง่ ชาติ (Thailand e-Government) หลกั สำ� คญั
ข้อมูล และการบริการของภาครัฐได้ทุกสถานที่ ของการสร้างรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ
ประชาชนสามารถรับข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ (Thailand e-Government) คือ การน�ำบริการ
หรือส่งข้อมูลให้กับรัฐได้โดยผ่านระบบเทคโนโลยี ของภาครัฐไปสู่ประชาชนโดยใช้อิเล็กทรอนิกส์
สารสนเทศต่างๆ เปน็ สอ่ื ในการใหบ้ รกิ ารโดยหลกั การของ “ทเ่ี ดยี ว-
1.3 การน�ำระบบเทคโนโลยีสาร ทนั ใด-ทวั่ ไทย-ทกุ เวลา-ทว่ั ถงึ และเทา่ เทยี ม-โปรง่ ใส
สนเทศเขา้ มาชว่ ยในการบรหิ ารงานระหวา่ งรฐั บาล และเปน็ ธรรมาภบิ าล” ทเี่ ดยี ว หมายถงึ การพฒั นา
สู่บุคลากรในหน่วยงาน/องค์การ (Government รฐั บาลอเิ ลก็ ทรอนกิ สท์ ำ� ใหส้ ามารถสรา้ งทรี่ วบเวบ็
to Employees: G2E) คือการดำ� เนนิ งานระหว่าง (web portal) ที่สามารถบูรณาการบริการต่างๆ
หน่วยงานภาครัฐกับบุคลากรของรัฐเอง เพ่ือการ ทเี่ คยอยกู่ ระจดั กระจายมารวมอยทู่ เ่ี ดยี วกนั เพอื่ ให้
ติดต่อส่ือสารจากส่วนกลางไปสู่ผู้ปฏิบัติงาน ง่ายต่อประชาชนในการติดต่อท่ีจุดเดียวหรือ
ได้อย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันนี้ภาครัฐ หน้าต่างเดียวเพ่ือบริการเบ็ดเสร็จทันใด หมายถึง
ในหลายๆ ประเทศก็ได้เห็นความส�ำคัญในการน�ำ รายการอเิ ลก็ ทรอนกิ สส์ ามารถทำ� ไดแ้ ละมกี ารตอบ
เทคโนโลยีสารสนเทศมาเป็นสื่อกลางระหว่างรัฐ รับทันทีไม่ต้องเสียเวลารอคอยการตอบกลับ
กับบุคลากรของรัฐเอง เช่นการส่งจดหมายเวียน ทางเอกสารทำ� ใหง้ านตา่ งๆ ทต่ี อ้ งรอคำ� ตอบนานๆ
หรอื การประกาศตา่ งๆ เป็นตน้ สามารถได้รับค�ำตอบในทันทีทันใด ทั่วไทย
1.4 การน�ำระบบเทคโนโลยีสาร หมายถึง การใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตท�ำให้การ
สนเทศเขา้ มาชว่ ยในการบรหิ ารงานระหวา่ งรฐั บาล เช่ือมโยงประชาชนชาวไทยไม่ว่าอยู่ที่ไหนในโลก
สูอ่ งค์การธรุ กิจ (Government to businesses: สามารถใช้บริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ที่รัฐบาล
G2B) คือการท่ีภาครัฐต้องด�ำเนินธุรกรรมต่างๆ ไทยจัดบริการให้ได้การบริการต่างๆ ที่เคยต้องท�ำ
กับภาคเอกชน และในทางกลับกันซ่ึงอาจมีความ ในเวลาราชการสามารถท�ำได้ตามที่ประชาชน
สอดคล้องเกี่ยวข้องกับประชาชนกับรัฐหน่วยงาน สะดวกและพรอ้ มตลอดเวลาทกุ เวลาหมายถงึ
ภาคธุรกิจสามารถเข้าไปติดต่อขอข้อมูลผ่านสื่อ เน่ืองจากคอมพิวเตอร์แม่ข่ายและระบบ
เทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ ที่รัฐจัดเตรียมไว้ทั้งนี้ อนิ เทอรเ์ นต็ สามารถเปดิ ไดต้ ลอด 24 ชว่ั โมงทกุ วนั
รัฐกับภาคธุรกิจจะเพ่ิมส่วนของการซื้อขายแลก เช่นเดียวกับตู้เอทีเอ็ม (Automatic Teller
เปลี่ยนระหวา่ งกัน การให้ข้อมลู เพอื่ พจิ ารณากอ่ น Machine: ATM) ท่ัวถึงและเท่าเทียม หมายถึง
การท�ำธุรกิจ เช่นการจัดซ้ือจัดจ้างของภาครัฐ การใหบ้ รกิ ารรฐั บาลอเิ ลก็ ทรอนกิ สท์ ำ� ใหป้ ระชาชน
การยนื่ ซองประกวดราคา ยนื่ ซองประมลู ผา่ นระบบ และผู้ด้อยโอกาสจะได้มีโอกาสในการรับบริการ
ปีท่ี 19 ฉบับท่ี 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 233
โดยไม่ต้องเดินทางมาติดต่อท่ีส่วนกลางและ รวบรวมมาประมวลผลเป็นสารสนเทศเพ่ือ
ประชาชนทด่ี อ้ ยโอกาสสามารถรบั บรกิ ารทสี่ ะดวก สนบั สนนุ การวางแผนการประสานงาน การตดั สิน
สบายเช่นเดียวกับประชาชนในเมืองได้อย่าง ใจและการควบคุมให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้ง
เท่าเทียมกันและโปร่งใสและเป็นธรรมาภิบาล ประมวลผลสารสนเทศเพอื่ สนบั สนนุ การปฏบิ ตั กิ าร
หมายถึง การบริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ท�ำให้ ให้แก่ผู้ปฏิบัติงานเพื่อการวิเคราะห์และแก้ไข
การบริการของรัฐในหลายๆ เร่ืองท่ีเคยไม่โปร่งใส ปัญหาต่อไป โดยในปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐของ
เช่นการจัดซื้อจัดจ้างการเปิดรับสมัครข้าราชการ ไทยได้มีการน�ำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ใน
การประมูลก่อสร้างและอ่ืนๆ สามารถด�ำเนินการ รูปแบบท่ีเรียกว่า รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ
อยา่ งเปดิ เผยผา่ นระบบออนไลนท์ ม่ี ผี เู้ ขา้ รว่ มและรู้ (Thailand e-Government) เพอื่ การใหก้ ารสง่ มอบ
เห็นจำ� นวนมากเพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรม บริการสาธารณะไปยังประชาชนเป็นไปอย่าง
3. ข้อดีและข้อจ�ำกัดของรัฐบาล รวดเรว็ และทว่ั ถงึ ซง่ึ มอี ยู่ 4 รปู แบบคอื การบรหิ าร
อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ (Thailand e-Government) ไดแ้ ก่ งานระหวา่ งรฐั บาลสหู่ นว่ ยงานภาครฐั หรอื รฐั บาล
สร้างโอกาสให้ประชาชนได้เลือกใช้บริหารท่ี ของรัฐอ่ืน (Government to Governments:
หลากหลายผ่านอินเตอร์เน็ต ประชาชนได้รับ G2G) การบริหารงานระหว่างรัฐบาลสู่ประชาชน
บรกิ ารจากรฐั ทด่ี ขี นึ้ แมน่ ยำ� ขน้ึ สะดวกขนึ้ เสยี เวลา (Government to Citizens: G2C) การบรหิ ารงาน
กับรัฐน้อยลง เพราะมีช่องทางการบริการใหม่ๆ ระหว่างรัฐบาลสู่บุคลากรในหน่วยงาน /องค์การ
เกดิ ข้ึนในศนู ย์บริการทางโทรศพั ท์ (Call Center) (Government to Employees: G2E) และการ
บริการทางเว็บไซต์ การใช้อินเตอร์เน็ตผ่านมือถือ บริหารงานระหว่างรัฐบาลสู่องค์การธุรกิจ
(WAP) เปน็ ตน้ รฐั ใหข้ อ้ มลู กบั ประชาชนไดม้ ากขน้ึ (government to businesses: G2B) โดยท่ีหลกั
ลดช่องว่างและความเลื่อมล้�ำในการเข้าถึงข้อมูล ส�ำคัญของการสร้างรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์คือ
และบริการของรัฐ ลดความยุ่งยากของกฎเกณฑ์ การน�ำบริการของภาครัฐไปสู่ประชาชนโดยใช้
เพ่ิมความโปร่งใสในการท�ำงานและหากมีการน�ำ อเิ ลก็ ทรอนกิ สเ์ ปน็ สอื่ ในการใหบ้ รกิ ารโดยหลกั การ
ระบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (Thailand ของทเี่ ดยี ว-ทนั ใด-ทว่ั ไทย-ทกุ เวลา-ทว่ั ถงึ เทา่ เทยี ม-
e-Government) โปรง่ ใส และเป็นธรรมาภิบาล
นอกจากนั้น รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์
5. สรุป (e-Government) กม็ ขี ้อดีอยหู่ ลายประการ เชน่
สร้างโอกาสให้ประชาชนได้เลือกใช้บริหารท่ีหลาก
ระบบสารสนเทศเพ่ือการจัดการจะมี หลายผา่ นอนิ เตอรเ์ นต็ ประชาชนไดร้ บั บรกิ ารจาก
ความสมั พนั ธเ์ กย่ี วขอ้ งกบั การบรหิ ารจดั การตดั สนิ รัฐท่ีดีขึ้น แม่นย�ำข้ึน สะดวกขึ้นเสียเวลากับรัฐ
ใจของผู้บริหารในองค์การแต่ละระดับอย่างหลัก นอ้ ยลง เพราะมชี อ่ งทางการบรกิ ารใหม่ๆ เกดิ ข้นึ
เล่ียงไม่ได้ โดยจะมีการน�ำข้อมูลที่ได้จากการเก็บ
234 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
ในศนู ยบ์ รกิ ารทางโทรศพั ท์ (Call Center) บรกิ าร คือ ต้องลงทุนโครงสร้างพ้ืนฐานด้านไอทีต้องมี
ทางเวบ็ ไซต์ การใชอ้ ินเตอร์เนต็ ผ่านมอื ถือ (WAP) การตรวจสอบท่ีเข้มงวด และอาจเข้าไม่ถึงพ้ืนท่ี
เปน็ ตน้ แตก่ ม็ ขี อ้ เสยี อยหู่ ลายประการเชน่ เดยี วกนั หา่ งไกล
References
Boonlert, N. (2009). Influence of change: Challenges and Competitiveness of Quality
Human Resources. Journal of Modern Management, 8 (1), 109-199.
Chamaram, S. (2011). Factors Influencing the Success of Applying Good Governance in
Management of the Provincial Buddhism Office in the Region North East. Master
of Public Administration Thesis in Management Science. Graduate School :
Sukhothai Thammathirat University.
Laohabutt, W. (2003). Management Information System in the Office in the teaching
documents of the Office of Academic Administration Unit 10, page 115-153.
Nonthaburi : Sukhothai Thammathirat University.
Rakchatcharoen, K. (2012). Electronic state assessment model. Executive Journal, 3(32),
103-1010.
Sittichoksakulchai, P. (2011). Introduction to Information Systems and Information Technology
in the teaching materials, basic accounting and basic principles of information
systems, Unit 8, Page 1-58. Nonthaburi : Sukhothai Thammathirat University.
Thongchaona, W. (2017). Social Immunization with Social Network’s Media Literacy in
Buddhist Integration Approach in Case Study: Line. Dhammathas Academic Journal,
17(1), 205-220.
การศึกษาวิเคราะหโ์ ลกปาลธรรม*
An Analytical Study of Lokapaladhamma
พระมหาธนพจน์ ธมเฺ มสโก, พระครูภาวนาโพธิคุณ และจกั รพรรณ วงศ์พรพวัณ
Phramaha Thanaphot Thammesako, Prakhru Bhavanabodhikun
and Chukkapan Wongpornpawan
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตขอนแก่น
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, KhonKaen Campus, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]
บทคัดยอ่
บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาหลักธรรมส�ำหรับส�ำหรับคุ้มครองโลก เพราะว่ามนุษย์เป็น
สัตว์สังคมท่ีนิยมอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนเป็นชุมชน ตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ เมื่อชุมชนมีขนาด
ใหญ่ข้ึน ย่อมมีความต้องการปัจจัยสี่เพื่อการบริโภคเพิ่มข้ึน ตามจ�ำนวนของประชากร ท�ำให้เกิดปัญหา
ตามมา ทง้ั ปัญหาท่ีอยู่อาศยั และสถานทท่ี �ำมาหากนิ แบบใครเร็วกว่า มีก�ำลงั เขม้ แขง็ กว่ากจ็ ะไดม้ ากกวา่
หรือมีการแยง่ ชิงเอาจากคนทีอ่ ่อนแอกว่า บางคร้ังมกี ารลกั ขโมยกันขน้ึ จนเป็นปญั หาทผ่ี ปู้ กครองจ�ำเปน็
ต้องหาทางแก้ไข เพ่ือให้เกิดความสงบสุขของชุมชนน้ันๆ จึงได้น�ำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาช่วย
แกไ้ ขปญั หาดงั กลา่ ว ซงึ่ ผเู้ ขยี นเหน็ วา่ “โลกปาลรรม” หรอื “ธรรมคมุ้ ครองโลก” เปน็ หลกั ธรรมทเ่ี หมาะสม
ทจี่ ะนำ� มาเพอื่ ชว่ ยแกป้ ญั หานไ้ี ด้ โลกปาลธรรม ประกอบดว้ ย 1) หริ ิ แปลวา่ ความละอายแกใ่ จและละอาย
แกบ่ าปทจุ รติ ทง้ั ปวง ไม่กล้าท�ำบาปทง้ั ในทล่ี ับและที่แจง้ และ 2) โอตตัปปะ แปลว่า ความเกลงกลวั ตอ่
บาปทจุ รติ ทง้ั ปวง ไมก่ ลา้ กระทำ� บาปท�ำช่วั ทง้ั ในทลี่ ับและที่แจง้ และยังมชี ื่อวา่ เป็น “เทวธรรม” คอื ธรรม
เปน็ คุณเครื่องอยขู่ องเทวดาอีกด้วย ในเมื่อทกุ คนศกึ ษาจนเข้าใจ และปฏบิ ตั ติ ามโลกปาลธรรมแลว้ ชุมชน
น้นั ๆ ก็จะมคี วามสงบสุขรม่ เย็นตลอดไป
ค�ำสำ� คัญ: โลกปาลธรรม
* ได้รบั บทความ: 23 สิงหาคม 2560; แก้ไขบทความ: 19 เมษายน 2562; ตอบรบั ตพี ิมพ์: 27 พฤษภาคม 2562
Received: August 23, 2017; Revised: April 19, 2019; Accepted: May 27, 2019
236 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)
Abstract
This article is to study Dhamma to protect the world. Human beings are social
beings living together in a small and big communities. The bigger a community gets the more,
all beings want the four basic elements for consummation. Thus, there arise many problems
concerning the living and working place. The stronger one gets many things or takes things
from the weaker people. Sometimes there is a problem involving theft that the leader
must resolve to restore public happiness. Buddhist Dhamma helps people to resolve such
a problem. Here, the writer thinks that “Lokapaladhamma” or “Dhamma to protect the
world” is a proper principle to resolve this problem. Lokapaladhamma consists of (1) Hiri
(ashamedness of doing unwholesome deeds without doing them both in visible and
invisible places and (2) Ottappa (fear for all types of unwholesome deeds without doing
them both in visible and invisible places. This principle is also called “Devadhamma”
because it is a principle to make heaven of beings alive. When all persons understand
and follow this Dhamma, the community will be full of peace and happiness forever.
Keyword: Lokapaladhamma
1. บทน�ำ ความสงบสุข โดยพยายามแสวงหาสิ่งท่ีจะช่วย
ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในชุมชนให้เกิดความรัก
มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่มักนิยมอยู่รวมกัน สมคั รสมานสามคั คเี ปน็ นำ�้ หนง่ึ ใจเดยี วกนั ชว่ ยเหลอื
เป็นกลุ่ม เป็นชมุ ชน ทมี่ ีขนาดเลก็ จนถงึ ขนาดใหญ่ เก้ือกูลซ่ึงกันและกัน ร่วมมือกันพัฒนาเพื่อความ
เม่ือชุมชนมีขนาดใหญ่ขึ้น ความต้องการปัจจัยสี่ เจริญรุ่งเรืองเป็นปึกแผ่นม่ันคง โดยอาศัยหลัก
เพ่ือการบริโภคก็เพิ่มขึ้นตามจ�ำนวนของประชากร ค�ำสอนของศาสนา (Dhogbeuw, 2006 : 30)
เมอ่ื ประชากรเพม่ิ มากขน้ึ กเ็ กดิ ปญั หาการแกง่ แยง่ ส�ำหรับหลักค�ำสอนที่ท�ำให้มนุษย์อยู่ร่วม
กันขึ้นไม่ว่าจะเป็นอาหาร ท่ีอยู่อาศัยหรือสถานที่ กันสังคมอย่างมีความสงบสุขหรืออย่างปลอดภัย
ท�ำมาหากิน แบบใครเรว็ กวา่ ก็ได้มากกว่าถึงขนาด ต้องมีหลักประกันของการอยู่ร่วมกันในทาง
เกิดการลักขโมย ปล้นสะดมกันขึ้น ใครมีก�ำลัง พระพุทธศาสนา ก็มีหลักค�ำสอนส�ำหรับการอยู่
มากกว่าก็บังคับเอาจากผู้ท่ีอ่อนแอกว่าและมี รว่ มกนั อยา่ งมคี วามปลอดภยั ซง่ึ เรยี กวา่ โลกธรรม
นายทุนกว้านซื้อท่ีจนท�ำให้ท่ีท�ำกินของประชาชน หรือธรรมคุ้มครองโลก ซ่ึงมีอยู่ 2 ประการ คือ
ไม่เพียงพอ เกดิ เปน็ ปญั หาในวงสังคม จงึ เปน็ เหตุ หิริ ความละอายแกใ่ จ โอตตัปปะ ความเกรงกลวั
ให้ผู้ปกครองหรือผู้น�ำในชุมน้ันๆ คิดหาแนวทาง ตอ่ บาป
ในการแก้ไขปัญหาของชุมชนของตนเพื่อให้เกิด
ปที ่ี 19 ฉบับท่ี 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 237
2. เนอื้ หา ทสี่ น้ิ สดุ มนษุ ยเ์ ปน็ สตั วป์ ระเสรฐิ กวา่ สตั วท์ งั้ หลาย
จึงมีการแสวงหาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจเพ่ือให้ทุกคน
ธรรมมาโลกาจะรม่ เยน็ ถา้ ธรรมไมม่ าโลกา ประพฤติดีปฏิบัติชอบท�ำให้เกิดความสงบสุขใน
จะพินาศ ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่ามนุษย์มักอาศัยอยู่ ชุมชน สงั คมของตน จึงยึดเอาหลกั ปฏบิ ตั ิของลัทธิ
รวมกนั เปน็ สงั คม เมอื่ มาอยรู่ วมกนั เปน็ จำ� นวนมาก หรือศาสนาที่ตนเห็นว่าดีงามมาส่ังสอนเผยแผ่ให้
ย่อมมีปัญหาต่างๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหา คนในชมุ ชน สงั คมนบั ถอื ปฏบิ ตั ิ เพอื่ จะไดล้ ดปญั หา
เกยี่ วกบั ทอ่ี ยอู่ าศยั ปญั หาทที่ ำ� มาหากนิ เพราะมนษุ ย์ ความขัดแย้งหรือแก่งแย่งชิงดี เอารัดเอาเปรียบ
เราสว่ นมากชอบแสวงหาประโยชน์ หาความสะดวก ซงึ่ กนั และกนั ดงั จะเหน็ ไดจ้ ากการท่ี การสรา้ งบา้ น
สบายใส่ตน จนบางคร้ังอาจไปล�้ำสิทธิของผู้อ่ืน เมืองในสมัยโบราณ จึงมีการสร้างวัดวา อาราม
สร้างความเดือดรอ้ นให้คนอื่น โดยตง้ั ใจก็มี โดยไม่ ควบคกู่ นั ไป เพอื่ อาศยั พระสงฆผ์ ปู้ ระพฤตดิ ปี ฏบิ ตั ิ
ได้ต้ังใจก็มี เพราะว่าคนเราต่างคนต่างจิตต่างใจ ชอบท่ีคนในชุมชนให้ความเคารพนับถือช่วย
เช่น บางคนชอบใช้ก�ำลังใช้อ�ำนาจของตนท�ำร้าย แนะน�ำสั่งสอนให้คนในชุมชนน้ันๆ ประพฤติตน
ผู้อ่ืนรังแกคนท่ีอ่อนแอกว่า สร้างความเดือดร้อน ตามหลักธรรมของศาสนา เพ่ือความสงบสุขของ
ว่นุ วายให้กบั ชุมชน สังคม ไม่เว้นแตล่ ะวัน ปญั หา คนในชุมชน เป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของ
ดังกล่าวมานี้ยังมีปัญหาความแตกต่างระหว่าง ผู้ปกครองอีกทางหน่ึง ยิ่งถ้ามีพระภิกษุ ผู้ทรงภูมิ
บคุ คลอกี ดว้ ย เชน่ ปญั หาของผปู้ กครองถา้ ผปู้ กครอง ความรู้ท่ีประชาชนทั่วไปให้ความเคารพเล่ือมใส
ไม่มีศีลธรรม บ้าอ�ำนาจ ลุแก่อ�ำนาจ มักท�ำอะไร ย่ิงจะเกิดผลดีต่อการปกครองของผู้น�ำน้ันๆ
ตามใจตัวเอง โดยไม่เห็นใจผู้ใต้ปกครองก็เป็นอีก หลักธรรมท่ีเหมาะสมที่จะน�ำมาเป็นหลักในการ
สาเหตหุ นงึ่ ทจ่ี ะทำ� ใหส้ งั คมเดอื ดรอ้ นได้ และปญั หา ปฏิบัตนิ ัน้ ก็คอื “โลกปาลธรรม” คือธรรมคุ้มครอง
จากผใู้ ตป้ กครอง ถา้ ทกุ คนไมเ่ คารพกฎ กตกิ าหรอื โลก โลกปาลธรรม ประกอบดว้ ย หริ ิ และโอตตปั ปะ
ข้อบังคับของชุมชน สังคมก็จะสร้างปัญหาให้กับ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “เทว ธรรม” คือธรรม
สงั คม ชุมชนท้งั ส้นิ เป็นคุณเครื่องอยู่ของเทวดา โดยอาศัยพระเป็น
ด้วยเหตุนั้น จึงจ�ำเป็นที่ผู้ปกครองผู้หวัง ผชู้ ว่ ยสอนหลกั ธรรมในทางพระพทุ ธศาสนาแกค่ น
ความเจริญรงุ่ เรอื งของสงั คม ชุมชนของตนจะตอ้ ง ในชมุ ชนเพอ่ื ใหป้ ระพฤตดิ ปี ฏบิ ตั ชิ อบ ชว่ ยแกป้ ญั หา
หาวิธีการแก้ปัญหาท่ีเกิดขึ้น และผู้ใต้ปกครองจะ ท่ีเกิดข้ึนให้เกิดความสุขสงบร่มเย็น และช่วยให้
ต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาท่ีเกิดขึ้นร่วมกันจึงจะ การปกครองเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย
ทำ� ใหส้ งั คม ชมุ ชนเกดิ ความสงบสขุ รม่ เยน็ โดยการ (Thongmunwai, 2016 : 191-202)
สร้างความรัก ความสมัครสมานสามัคคีจึงจะแก้ หากมีผูก้ ล่าววา่ “ธรรมโลกบาล” ธรรมะ
ปญั หานน้ั ไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ และเกดิ ประสทิ ธผิ ล เครื่องคุ้มครองโลก คือ หิริ โอตัปปะ ไม่จ�ำเป็น
ถา้ สงั คมหรอื ชมุ ชนใดขาดหลกั ปฏบิ ตั ทิ ดี่ ยี อ่ มนำ� มา สำ� หรบั ในโลกปจั จบุ นั เพราะทกุ ประเทศมกี ฎหมาย
ซงึ่ ความเดอื ดรอ้ นวนุ่ วายตอ่ ชมุ ชน สงั คมนนั้ ๆ ไมม่ ี