The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปีที่ 19 ฉบับที่ 2 เมษายน - มิถุนายน 2562

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วารสารธรรมทรรศน์

ปีที่ 19 ฉบับที่ 2 เมษายน - มิถุนายน 2562

238 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

ไว้คุ้มครองแล้ว จะควรแก้ค�ำกล่าวนั้นอย่างไร ในอรรถกถา ทฆี นิกา ปฏิกวรรค กล่าววา่
อันท่ีจริงการแก้ค�ำกล่าวหานั้น หากจะตามแก้กัน “หิริ จ โอตฺตปฺปญฺ จ” ได้แก่ความละอาย และ
จริงๆ จะไม่ต้องท�ำมาหากินอะไรกัน เพราะคน ความสะดงุ้ กลวั ทที่ า่ นแสงโดยละเอยี ดไวอ้ ยา่ งนวี้ า่
กล่าวหาชาติ ศาสนานั้นมมี ากและมที กุ ยุคทกุ สมยั ความละอายในสิ่งที่ควรละอาย และความสะดุ้ง
เสียด้วย (Phra Sophonkhanaphon, 1979 : กลัวในสิ่งที่ควรสะดุ้งกลัว อีกประการหน่ึงบรรดา
166) เมื่อทุกคนได้ศึกษาหลัก “โลกปาลธรรม” ธรรม 2 อยา่ งน้ี หริ มิ สี มฏุ ฐานจากภายใน โอตตปั ปะ
จนเข้าใจดีแล้วน้อมน�ำมาประพฤติปฏิบัติตาม มสี มฏุ ฐานจากภายนอก หริ มิ ตี นเปน็ ใหญ่ โอตตปั ปะ
ย่อมไม่กล้าท่ีจะกระท�ำบาปทุจริตทั้งในที่ลับและ มีโลกเป็นใหญ่ หิริตั้งข้ึนเพราะสภาวะ คือ ความ
ท่ีแจ้งในเม่ือทุกคนไม่กระท�ำความผิด ไม่กระท�ำ ละอายใจ โอตตปั ปะตงั้ ขนึ้ เพราะสภาวะ คอื ความกลวั
บาป (กรรมชั่ว) แล้ว สังคมก็จะอยู่อย่างสงบสุข ในคมั ภรี ว์ สิ ทุ ธมิ รรค ปรเิ ฉทที่ 9 กล่าวถงึ
ร่มเย็น ปราศจากการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน หิริและโอตตัปปะไว้ว่า ธรรมชาติใดย่อมละอาย
คนในสังคมก็จะอยู่กันด้วยความรัก ความเมตตา เพราะความประพฤติชั่ว มีกายทุจริต เป็นต้น
สงสาร เหน็ อกเหน็ ใจซงึ่ กนั และกนั คำ� วา่ “โลกปาล เหตุน้ัน ธรรมชาตินนั้ จึงช่ือวา่ “หิร”ิ ค�ำวา่ หิรนิ ั้น
ธรรม” คอื ธรรมคมุ้ ครองโลก เรยี กอกี อยา่ งหนงึ่ วา่ เป็นค�ำเรียกความละอาย ธรรมชาติใดย่อมกลัว
“เทวธรรม” แปลว่าธรรมเป็นคุณเครื่องอยู่ของ เพราะความประพฤติช่ัวเหล่าน้ันแหละ เหตุนั้น
เทวดา แสดงให้เห็นว่าแม้แต่เทวดาท้ังหลายก็ยัง ธรรมชาตนิ นั้ จงึ ชอื่ วา่ “โอตตปั ปะ” คำ� วา่ โอตตปั ปะ
ปฏิบตั ิตนอย่ใู น “โลกปาลธรรม” นี้ โลกปาลธรรม เป็นค�ำเรยี กความหวาดกลวั แตบ่ าป
แปลวา่ ธรรมเปน็ เครอ่ื งคมุ้ ครองโลก มี 2 ประการ คอื ลักษณะแห่งหิริโอตตัปปะ ในหิริ และ
1) หริ ิ แปลว่าความละอายแก่ใจ ละอายในการท่ี โอตตัปปะนั้น มีความเกลียดแต่บาปเป็นลักษณะ
จะกระท�ำบาปท้ังในท่ีลับและท่ีแจ้ง ธรรมชาติใด โอตตัปปะมีสะดุ้งกลัวแต่บาปเป็นลักษณะ หิริ
ยอ่ มละอาย เพราะความประพฤติช่ัว มีกายทจุ ริต มีความไม่ท�ำบาปท้ังหลาย โดยการละอายเป็นกิจ
เป็นต้น เหตุนั้น ธรรมชาติน้ันจึงช่ือว่า “หิริ” โอตตัปปะ มีการไม่ท�ำบาปท้ังหลาย โดยอาการ
ค�ำว่า หิริ น้ัน เป็นค�ำเรียกความละอายแต่บาป สะด้งุ กลัวเป็นกจิ อนึ่งกจิ ทั้งสองอยา่ งนั้น มีอนั หด
2) โอตตัปปะ แปลว่า ความเกรงกลัวต่อบาป กลับจากบาปโดยประการที่กล่าวแล้วน้ันเป็นผล
คือ ไม่กล้ากระท�ำบาปท้ังในที่ลับและที่แจ้ง มีความเคารพตน และเคารพผู้อ่ืน เป็นเหตุใกล้
ธรรมชาติใดย่อมกลัว เพราะความประพฤติช่ัว จริงอยู่ บุคคลท�ำตนให้เป็นท่ีเคารพ จึงละบาปได้
เหล่านั้นแหละ เหตุนั้น ธรรมเหล่าน้ันจึงช่ือว่า ด้วยความละอาย ดุจกุลพธู ท�ำคนอื่นให้เป็นที่
“โอตตัปปะ” ค�ำว่า โอตตัปปะน้ัน เป็นค�ำเรียก เคารพ จึงละบาปได้ ด้วยความสะดุ้งกลัวดุจหญิง
ความหวาดกลัวแต่บาปทุจริตทั้งปวง (Laaphai, แพศยา ฉะนั้น ก็แล ธรรม 2 ประการน้ีบัณฑิต
2016 : 75-92) พึงเห็นว่าเป็น “โลกปาลธรรม” (Somdej Phra

ปที ี่ 19 ฉบับท่ี 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 239

Phutthachan (Asasap Maha Tharen), 2003 : ฝกึ ฝน อบรมพฒั นาตน ไมด่ �ำรงตนอยใู่ นทาน ศลี
753) และในคัมภีร์วิสุทธิมรรค สีลนิเทศ ปริเฉท ภาวนา จะท�ำให้มีความเห็นแก่ตัว เพราะมีความ
ท่ี 1 กล่าวว่า วิญญูชนท้ังหลายรับรองกันว่า เห็นผิด การท�ำผิดหลักท้ังศีลและหลักธรรม
โอตตปั ปะและหิริ เปน็ ปทัฏฐานของศีลนั้น จริงอยู่ ทำ� ตนใหไ้ ดร้ บั ความลำ� บาก ทำ� สงั คมใหไ้ ดร้ บั ความ
ศีลนั้นมีความสะอาดกาย สะอาดวาจา ความ เดอื ดรอ้ น สว่ นสปั ปรุ สิ ชนทม่ี หี ริ โิ อตตปั ปะสมาทาน
สะอาดใจ เปน็ อาการปรากฏ ยอ่ มปรากฏดว้ ยภาวะ ธรรมอนั ขาวสะอาด เรยี กไดว้ า่ เปน็ คนมี “เทวธรรม”
อันสะอาด ย่อมถึงภาวะอันพึงถือเอาได้ ส่วน ในโลก
หิริ และโอตตัปปะ วิญญชู นทง้ั หลายรบั รองกนั ว่า
เป็นปทัฏฐานของศีลนั้น อธิบายว่า หิริและ 3. ลักษณะของหิริโอตตปั ปะ
โอตตัปปะเป็นเหตุใกล้ของศีล เป็นความจริง
เม่ือหิริโอตตัปปะมีอยู่ ศีลจึงเกิดข้ึนและด�ำรงอยู่ ในหริ แิ ละโอตตปั ปะนนั้ หริ มิ คี วามเกลยี ด
เม่ือหิริและโอตตัปปะไม่มี ศีลย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ แต่บาปเป็นลักษณะ โอตตัปปะมีความสะดุ้งกลัว
ตงั้ อยไู่ มไ่ ดเ้ ลยในการฝกึ ฝนพฒั นาตนของมนษุ ยน์ น้ั แต่บาปเปน็ ลกั ษณะ หิริมีความไม่ทำ� บาปทั้งหลาย
ต้องตั้งอยู่บนหลักไตรสิกขา คือ กายภาวนา โดยการละอายเป็นกิจ โอตตัปปะมีการไม่ท�ำบาป
การฝกึ ฝนพฒั นากาย จติ ตภาวนา ฝกึ ฝนพฒั นาจติ ท้ังหลายโดยอาการสะดุ้งกลัวเป็นกิจ อนึ่งทั้งสอง
และปัญญาภาวนา ฝึกฝนพัฒนาปัญญาท�ำให้ อย่างน้ันมีอันหดกลบั จากบาปโดยประการท่ีกล่าว
ด�ำเนินชีวิตในทางที่ดีงาม มีจิตใจละอายต่อบาป แล้วนน้ั เป็นผล มคี วามเคารพตน และความเคารพ
ทุจริต คอร์รับชั่น ไม่เอารัดเอาเปรียบเบียดเบียน ผู้อื่นเป็นเหตุใกล้ จริงอยู่บุคคลท�ำคนให้เป็นที่
ซึ่งกันละกัน และเกรงกลัวต่อผลของความชั่วร้าย เคารพจึงละบาปได้ด้วยความละอาย ดุจกุลพธู
รู้จักเว้นในสิ่งท่ีควรเว้น รู้จักละในส่ิงที่ควรละ ท�ำคนอื่นให้เป็นท่ีเคารพ จึงละบาปได้ ด้วยความ
ไม่มีพฤติกรรมส�ำส่อนทางเพศเหมือนเช่นสัตว์ สะดุ้งกลัว ดุจหญิงแพศยา ฉะน้ัน ก็แลธรรมสอง
ดิรัจฉานท่ัวไป ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ ญาติพี่น้อง ประการนี้บัณฑิตพึงเห็นว่าเป็น “โลกปาลธรรม
ของตนเอง ถา้ ไมม่ คี วามละอายและความเกรงกลวั “คำ� ว่า หริ ิ จ โอตฺตปปฺ ญฺ จ” ไดแ้ ก่ ความละอาย
ต่อบาปทุจริต มกี ายทุจรติ เปน็ ต้น เป็นคนเหน็ ผิด และความสะดุ้งกลัว ท่ีท่านแสดงโดยละเอียดไว้
เข้าสู่อบายได้โดยง่าย ดังพระผู้มีพระภาคเจ้า อย่างนี้ว่า “ความละอายด้วยส่ิงท่ีควรละอาย
ตรัสว่า บุคคลที่ละอายในสิ่งท่ีไม่ควรละอาย แ ล ะ ค ว ร ส ะ ดุ ้ ง ก ลั ว ใ น สิ่ ง ที่ ค ว ร ส ะ ดุ ้ ง ก ลั ว ”
และไม่ละอายในส่ิงที่ควรละอาย และเห็นสิ่งท่ี อีกประการหน่ึงบรรดาธรรมสองอย่างน้ี หิริ
ไม่ควรกลัวว่าควรกลัว และเห็นส่ิงท่ีควรกลัวว่า มีสมุฏฐานจากภายใน โอตตัปปะ มีสมุฏฐาน
ไม่ควรกลัว ได้ช่ือว่าเป็นผู้เห็นผิด จะไปบังเกิด จากภายนอก หิริมีตนเป็นใหญ่ โอตตัปปะมีโลก
ในทุคติภูมิ จะเห็นได้ว่า เม่ือมนุษย์เราถ้าไม่ได้ เปน็ ใหญ่ หริ ติ ง้ั ขน้ึ เพราะสภาวะ คอื ความละอายใจ
โอตตปั ปะตง้ั ขึน้ เพราะสภาวะ คอื ความกลัว

240 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

หิริโอตตัปปะ ยังมีช่ืออีกอย่างหนึ่งว่า พยายามหลีกหนใี ห้ไกล ไม่ใช่เกรงกลัวเฉยๆ แต่มี
“เทวธรรม” แปลว่า ธรรมเป็นคุณเคร่ืองเป็นอยู่ ใจรักอยากจะประพฤติแต่ในส่ิงที่ถูกต้องดีงาม
ของเทวดา เพราะเมอื่ คนเราประพฤตดิ ปี ฏบิ ตั ชิ อบ เกรงกลวั ไมอ่ ยากประพฤตใิ นสง่ิ ทผ่ี ดิ หลกั เทวธรรม
ตามธรรมดี ธรรมขาวกท็ ำ� ใหม้ คี วามบรสิ ทุ ธเิ์ หมอื น หริ โิ อตตปั ปะ จงึ มคี วามหมายวา่ มคี วามละอายบาป
กบั เทวดา ไมเ่ บยี ดเบยี นซงึ่ กนั และกนั โลกกจ็ ะสงบ รู้สึกกระดากใจไม่อยากท�ำผิด ไม่กล้าท�ำบาป
สุขจงึ เรียกธรรมนวี้ ่า “โลกปาลธรรม” ประพฤติช่ัวทั้งต่อหน้าและหลับหลัง ไม่พัวพันกับ
1. หิริ แปลว่า มีความละอายต่อบาป ทจุ รติ มจี ติ ใจสงู สง่ ไมห่ ลงระเรงิ ในสงิ่ ทย่ี วั่ ยวนใจให้
อกศุ ล ทางกาย คอื ไมฆ่ า่ สตั ว์ ไมล่ กั ทรพั ย์ ไมป่ ระพฤติ ใฝ่ต่�ำกระท�ำในสิ่งที่จะเป็นเหตุให้ได้รับความทุกข์
ผิดในกาม ทางวจี คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดค�ำหยาบ ทรมานอันจะท�ำให้เดือดร้อนร�ำคาญท้ังในท่ีลับ
ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ และทางมโน คือ และที่แจ้ง หิริและโอตตัปปะน้ัน นอกจากจะเป็น
ไม่คดิ ในทางท่ไี มด่ ี สรปุ คือ การไม่กระท�ำความช่วั “โลกปาลธรรม” และ “เทวธรรม” แล้ว ยังเป็น
ท้งั ปวงทัง้ ในทลี่ ับและทแ่ี จ้ง คุณธรรมท่ีเก้ือกูลแก่ผู้ปฏิบัติ เพ่ือการบรรลุ
2. โอตตปั ปะ แปลว่า มีความสะดงุ้ กลวั มรรคผลนิพพานอีกด้วย ดังที่ท่านกล่าวไว้ใน
ต่อบาปอกุศล ไมก่ ล้าท�ำบาปทั้งในที่ลบั และที่แจง้ “ไตรสกิ ขา” หรือข้อควรปฏิบัติ 3 ประการ ได้แก่
เม่ือทุกคนในสังคมมีธรรม จะท�ำให้สังคมน้ันเป็น 1) ศีลสกิ ขา การศกึ ษาในศีล หมายถงึ การปฏิบตั ิ
สังคมท่ีน่าอยู่ และกลายเป็นสังคมแห่งความสงบ ดี ประพฤติถูกต้องตามหลกั การทวั่ ไป ไม่ท�ำตนให้
สงั คมแหง่ ความสุข เรียกได้วา่ เปน็ สงั คมแหง่ ความ เดอื ดรอ้ น และไมท่ ำ� ใหผ้ อู้ นื่ เดอื ดรอ้ นดว้ ย เปน็ การ
ปลอดภัย ถ้าใครมาอยู่ก็รับประกันได้ว่ามีความ รกั ษากาย วาจา ใหเ้ ป็นปกติ ส�ำหรับผทู้ จี่ ะรกั ษา
ปลอดภัยในชีวิตและในทรัพย์สินแน่นอน ดังน้ัน ศีลให้หมดจดบริสุทธิ์ได้นั้นจะต้องเป็นผู้มีความ
พุทธองค์จึงตรัสว่า เป็นธรรมคุ้มครองโลกหรือ อดทน อดกลนั้ มคี วามละอายบาปทจุ รติ เกลงกลวั
รักษาให้มีความสขุ น่ันเอง ต่อการประพฤติทุจริตช่ัวร้าย คือ ผู้ท่ีตั้งอยู่ในหิริ
ความหมายเทวธรรม ท้ังในพระไตรปิฎก และโอตตปั ปะนน้ั เอง 2) สมาธสิ กิ ขา ศกึ ษาในเรอ่ื ง
อรรถกถา ฎกี า ปกรณแ์ ละฎกี าปกรณว์ เิ สส มคี วาม ของสมาธิ คือ การทำ� จติ ใจใหส้ งบ จากนวิ รณเ์ มอื่
หมายคล้ายคลึงกัน หมายถึง ธรรมส�ำหรับเทวดา มีศีลบริสุทธ์ิ จิตย่อมสงบไม่มีความวิตกกังวลใดๆ
ธรรมสำ� หรบั ทำ� บคุ คลใหเ้ ปน็ เทวดา คอื มหี ริ ิ ความ และ 3) ปัญญาสกิ ขา การศึกษาในเรอื่ งของปัญญา
ละอายตอ่ บาป ความละอายแกใ่ จ ความกระดากใจ เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว ย่อมเกิดปัญญาเคร่ืองหยั่งรู้
ความขวยใจ ทั้งที่อยู่ในที่ชมุ ชนหรอื อยูเ่ พยี งล�ำพัง ตามสภาพความเป็นจริง ท�ำให้จิตหลุดพ้นจาก
แตต่ นผเู้ ดยี ว ไมม่ ผี อู้ น่ื รเู้ หน็ กต็ าม กม็ คี วามละอาย อปุ กิเลสเรือ่ งเศร้าหมองท้งั หลายทั้งปวง
แกใ่ จ สว่ นโอตตปั ปะ คอื มคี วามเกรงกลวั ความชวั่ ในพระไตรปฎิ ก อรรถกถา องั คตุ ตรนกิ าย
เหมือนกลัวสัตว์ร้าย กลวั อสรพษิ ไม่อยากเข้าใกล้ สัตตกนิบาต มหาวรรค ที่ 7 พระพทุ ธองคท์ รงตรัส

ปที ่ี 19 ฉบบั ท่ี 2 (เมษายน - มถิ นุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 241

กับภิกษทุ ัง้ หลายว่า ภกิ ษทุ ้ังหลาย เมื่อไม่มีหริ ิและ ความสมบรู ณ์
โอตตัปปะ อินทรีย์สังวรของบุคคลผู้มีหิริและ ฉะนน้ั ใน ธมฺมปทคาถา ภาค 5 กลา่ วถงึ
โอตตัปปะวิบัติ ย่อมมีนิสัยถูกก�ำจัด เม่ือไม่มี คณุ เครอื่ งอยขู่ องเทวดาทม่ี หสิ สาสกมุ าร ไดต้ รสั กบั
อินทรีย์สังวร ศีลของผู้มีอินทรีย์สังวรวิบัติ ย่อมมี รากษสผู้รักษาสระโบกขรณีในปา่ หิมพานต์ทีไ่ ดร้ ับ
อปุ นสิ ยั ถกู กำ� จดั เมอื่ ไมม่ ศี ลี สมั มาสมาธขิ องบคุ คล พรจากท้าวเวสสวรรณให้สามารถจับกินมนุษย์
ผู้มีศีลวิบตั ิ ยอ่ มมอี ุปนิสยั ถูกกำ� จดั เมอื่ ไมม่ ีสมั มา ผู้ไม่รู้เทวธรรมได้ คือ มนุษย์ผู้ที่จะลงมาด่ืมน�้ำ
สมาธิ ยถาภูตญาณทัสสนะของบุคคลผู้มีสัมมา หรอื อาบนำ�้ ในสระแหง่ นไ้ี ด้ จะตอ้ งเปน็ ผรู้ เู้ ทวธรรม
สมาธิวิบัติ ย่อมมีนิสัยถูกก�ำจัด เมื่อไม่มียถาภูต เมอ่ื พระจนั ทกมุ าร ผไู้ มร่ เู้ ทวธรรม โดยตอบคำ� ถาม
ญาทัสสนะ นิพพิทา และวิราคะของบุคลคล ของรากษสว่า เทวธรรม คอื ทศิ ทัง้ ส่ี จงึ ถกู รากษส
ผู้มียถาภูตญาณทัสสนะวิบัติ ย่อมมีอุปนิสัย จบั ตวั ไปขงั ไวแ้ ละตอ่ มา เมอ่ื พระจนั ทกมุ ารไมก่ ลบั มา
ถูกก�ำจัด เมอ่ื ไมม่ ีนิพพทิ าและวิราคะ วมิ ตุ ติญาณ ซึ่งนานผิดปกติพระอาทิตย์กุมารผู้อนุชา จึงอาสา
ทัสสนะของบุคคลผู้มีนิพพิทาและวิราคะวิบัติ ออกติดตาม เมื่อไปถึงสระน้�ำก็ไม่ได้พิจารณาด้วย
ยอ่ มมอี ปุ นสิ ยั ถกู กำ� จดั ภกิ ษทุ ง้ั หลายเปรยี บเหมอื น ความกระหาย จึงรีบลงไปเพื่อจะดึ่มกินให้สบาย
ตน้ ไมม้ กี งิ่ และใบวบิ ตั ิ กะเทาะกด็ ี เปลอื กกด็ ี กระพ้ี รากษสแสดงตนออกมา ถามวา่ ท่านรจู้ กั เทวธรรม
กด็ ี แกน่ กด็ ีของตน้ ไม้นน้ั ย่อมไม่ถึงความบริบูรณ์ หรือไม่ พระอาทิตย์กุมารตอบว่า เทวธรรม ก็คือ
ฉะนั้น ภิกษุทั้งหลาย เมื่อมีหิริและโอตตัปปะ พระจันทร์และพระอาทิตย์ จึงถูกยักษ์จับไปขังไว้
อินทรีย์สังวรของบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยหิริและ อีกคน เมื่อมหิสสาสกุมาร รอพระอนุชาท้ังสอง
โอตตัปปะ ยอ่ มสมบูรณด์ ว้ ยอุปนิสัย เม่อื มอี นิ ทรีย์ ไม่กลับมา จึงออกติดตามหาพระอนุชาท้ังสอง
สังวร ศีลของบุคคลผู้บริบูรณ์ด้วยอินทรีย์สังวร เมื่อเดินทางถึงสระน�้ำ ได้พิจารณาดูแล้วเห็นว่า
ยอ่ มบรบิ รู ณด์ ว้ ยอปุ นสิ ยั เมอ่ื มศี ลี สมั มาสมาธขิ อง สระแห่งน้ีน่าจะมีผู้รักษาอยู่ ในขณะนั้นรากษส
บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีลย่อมบริบูรณ์ด้วยอุปนิสัย จึงแปลงร่างเป็นมนุษย์ออกมากล่าวทักทายว่า
เมื่อมีสัมมาสมาธิ ยถาภูตญาณทัสสนะของบุคคล ท่านผู้เจริญท่านเดินทางมาเหนื่อยๆ ท�ำไมท่าน
ผสู้ มบรู ณด์ ว้ ยสมั มาสมาธิ ยอ่ มบรบิ รู ณด์ ว้ ยอปุ นสิ ยั ไม่ลงไปด่ืมน�้ำให้ช่ืนใจ และช�ำระร่างกายให้เป็นที่
เม่ือมียถาภูตญาณทัสสนะ นิพพิทาและวิราคะ สบายเล่า มหิสสาสกุมารพิจารณาดูแล้วว่าบุรุษนี้
ของบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วย ยถาภูตญาณทัสสนะ คงไมใ่ ชม่ นษุ ยแ์ น่ จงึ ตรสั ถามวา่ ทา่ นเปน็ ใครกนั แน่
ยอ่ มบรบิ รู ณด์ ว้ ยอปุ นสิ ยั เมอ่ื มนี พิ พทิ าและวริ าคะ ท่านคงไม่ใช่มนุษย์ ท่านจับอนุชาของเราไว้ใช่ไหม
วมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะของบคุ คลสมบรู ณ์ ดว้ ยนพิ พทิ า รากษสตนนั้นตอบว่าใช่ เราจับทุกคนที่ไม่รู้
และวริ าคะ ยอ่ มบรบิ รู ณด์ ว้ ยอปุ นสิ ยั ภกิ ษทุ งั้ หลาย เทวธรรม ซึ่งเราได้รับพรจากท่านท้าวเวสสวรรณ
เปรยี บเหมอื นตน้ ไม้ มกี งิ่ และใบไมว่ บิ ตั ิ กะเทาะกด็ ี ให้เราสามารถจับมนุษย์ท่ีไม่รู้เทวธรรมท่ีลงมา
เปลอื กก็ดี กระพก้ี ด็ ี แกน่ กด็ ีของตน้ ไมน้ นั้ ย่อมถงึ ในสระนกี้ นิ เปน็ อาหารได้ ซงึ่ อนชุ าของทา่ นทง้ั สอง

242 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

ก็ไม่รู้เทวธรรม เราจึงจับไว้เป็นอาหาร แล้วท่านรู้ เสยี อยา่ เบยี ดเบยี นซง่ึ กนั และกนั อกี ตอ่ ไป เพราะมนั
เทวธรรมหรอื ไม่ เรารเู้ ทวธรรม ถ้าทา่ นรู้ทา่ นชว่ ย จะเปน็ บาปติดตวั ไปไม่มีท่สี นิ้ สุด จนรากษสตนน้ัน
แสดงแก่เราดว้ ย ถ้าทา่ นอยากฟงั ขอใหเ้ ราได้ชำ� ระ ตั้งตนอยู่ในเทวธรรม เลิกกินมนุษย์ มหิสสาส
รา่ งกายใหส้ ะอาดกอ่ น เชญิ ท่านเถิด ชำ� ระร่างกาย กมุ าร ไดช้ ว่ ยพระอนชุ าทง้ั สองทถี่ กู รากษสจบั ไวใ้ ห้
และดื่มน�้ำให้หายเหนื่อยก่อน มหิสสาสกุมาร รอดพ้นความตาย เพราะรู้เทวธรรม และทรงรับ
เมื่อช�ำระร่างกายเสร็จแล้วจึงประทับบนอาสนะท่ี รากษสตนนน้ั เขา้ ไปอยใู่ นพระนครดว้ ย สงเคราะห์
สมควรแลว้ กลา่ ววา่ “นกั ปราชญเ์ รยี กคนผถู้ งึ พรอ้ ม อนุเคราะห์ด้วยปัจจัยสี่ให้มีความสุขตลอดจนส้ิน
ด้วยหิริและโอตตัปปะ ตั้งม่ันดีแล้วในธรรมขาว อายุขัย (Mahamakutrajavidyalaya, 2013 :
เปน็ ผสู้ งบ เปน็ สตั บรุ ษุ ในโลกวา่ เปน็ ผทู้ รงเทวธรรม” 104-110)
เทวธรรม มี 2 ประการคอื
1. หิริ คือ ความละอายแกใ่ จ ละอายแก่ 4. สรุป
บาปทง้ั หลาย
2. โอตตปั ปะ คอื ความเกลงกลวั ตอ่ บาป สังคมใดมีการประพฤติปฏิบัติตามหลัก
ทุจรติ ไม่ท�ำบาปทุจรติ ท้งั ในทลี่ บั และทีแ่ จง้ โลกปาลธรรม หรือธรรมคุ้มคองโลกแล้วจะท�ำให้
เม่ือรากษสได้ฟัง ก็กล่าวว่า ท่านบัณฑิต สังคมน้ันอยู่กันอย่างมีความสุข ความเจริญ
ทา่ นรเู้ ทวธรรมจรงิ เราจะใหพ้ ระอนชุ าทา่ นหนง่ึ คน เพราะต่างคนต่างมีความละอายแก่ใจ จึงไม่กล้า
ให้ทา่ นเลือกเอา เราขอเลอื กเอาพระอาทิตย์กมุ าร กระบาปทั้งในที่ลับและท่ีแจ้ง มีความเกลงกลัว
ทา่ นบณั ฑติ ทา่ นเปน็ ผรู้ เู้ ทวธรรม แตท่ า่ นไมป่ ฏบิ ตั ิ ต่อบาปทุจริตทั้งหลาย จึงไม่กล้ากระท�ำบาป
ตามเทวธรรมเลย ทำ� ไมทา่ นไมเ่ ลอื กเอาจนั ทรก์ มุ าร กระท�ำผิดหลักธรรมค�ำสั่งสอนของพระศาสนา
มหิสสาสกุมาร ตอบว่า เราเป็นผู้รู้เทวธรรมและ เพราะมีความละอาย และความเกลงกลัวต่อ
ปฏบิ ตั ติ ามเทวธรรมโดยแท้ ถา้ เราเลอื กเอาพระจนั ทร์ ผลกรรมท่ีจะน�ำตนไปสู่ทุคติในสัมปรายภพ
กุมารเมื่อกลับไปถึงพระนคร ไปตรัสบอกใครๆ เพราะเขาเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ เช่ือเร่ืองบาปบุญ
ว่าพระอาทิตย์กุมารถูกยักษ์จับกินแล้วในป่า คุณโทษ ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ นรกมี
หมิ พานต์ จะมใี ครสกั กค่ี นทจ่ี ะเชอื่ ถอื เรา โดยเฉพาะ สวรรค์มี เมื่อทุกคนมีความละอายต่อบาปและ
พระมารดา และคนท้ังหลายก็จะหาว่าเราฆ่า เกรงกลัวต่อบาปทุจริตแล้ว ก็ไม่มีการเบียดเบียน
พระอนุชา เพ่ือจะหวังเอาราชสมบัติ รากษสได้ฟัง ซงึ่ กนั และกนั เมอื่ ไมม่ กี ารเบยี ดเบยี นซง่ึ กนั และกนั
จึงกล่าวตอบวา่ จรงิ ของท่าน ทา่ นบัณฑิต เราขอ แล้วไซร้ ชมุ ชน สงั คม ตลอดจนถึงโลกของเรากจ็ ะ
ยกพระอนุชาทั้งสองของทา่ นให้ทา่ น เกิดความสงบสุข ปราศจากการเบียดเบียนกัน
มหิสสาสกุมารได้กล่าวสั่งสอนให้รากษส เข่นฆ่าราวีเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกันแล้ว
ตนนั้นต้งั ตนอยใู่ นเทวธรรม ต่อไปใหเ้ ลกิ กนิ มนษุ ย์ ก็จะเปรียบเหมือนว่าตัวเราทุกคนเป็นเทวดา
เป็นที่รักใคร่ของเทวดาทั้งหลาย ของมนุษย์ท้ัง

ปีที่ 19 ฉบบั ท่ี 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 243

หลายและแม้แต่อมนุษย์ทั้งหลายด้วย จึงเป็น ตามโลกปาลธรรม หรือเทวธรรมน้ีกันทุกๆ คน
คุ ณ ธ ร ร ม ท่ี เ ห ม า ะ ส ม ที่ ม ว ล ม นุ ษ ย ์ ท้ั ง ห ล า ย โลกของเราก็จะน่าอยู่ยิ่งขึ้น ทุกคนมีความเป็นอยู่
ผ้ปู รารถนาความสงบสุข ความเจริญรงุ่ เรืองท้ังต่อ ที่สงบสุข ปราศจากการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน
ตนเอง ครอบครวั ชมุ ชน ประเทศชาติ ตลอดจน แมแ้ ตย่ กั ษ์ กย็ งั เลกิ กนิ มนษุ ยไ์ ดฉ้ นั ใด แลว้ ทำ� ไมคน
ชาวโลกท้ังมวล เราควรที่จะศึกษาให้เข้าใจแล้ว เราจึงจะน้อมน�ำโลกปาลธรรมมาประพฤติปฏิบัติ
นอ้ มนำ� มาปะพฤตปิ ฏบิ ตั ใิ หเ้ ปน็ นจิ เพอื่ ใหเ้ กดิ ความ กันไม่ได้ เราจะไม่มีความละอายต่ออมนุษย์กัน
สงบสุขร่มเย็น ปราศจากการเบียดเบียนอันจะก่อ หรือสมควรอย่างยิ่งที่จะชักชวนมวลหมู่ญาติมิตร
ให้เกิดความรักสมัครสมานสามัคคี มีความเป็น เพ่ือนสนิทมิตรสหายของเรามาร่วมกันปฏิบัติตาม
น�้ำหนึ่งใจเดียวกัน เปรียบประหนึ่งว่าทุกคนเป็น โลกปาลธรรม กันทุกท่านทุกคน โลกของเราก็จะ
ญาติพี่น้องกัน อยู่ในครอบครัวเดียวกัน ไม่มีการ กลายเป็นสวรรค์บนดินของคน เพระผลของการ
แบง่ ชนชนั้ วรรณะกนั เมอื่ เราทกุ คนรว่ มกนั ปฏบิ ตั ิ ปฏิบตั ิตาม “โลกปาลธรรม” หรือ “เทวธรรม”

References

Dhogbeuw, F. (2006). Comparative Religion. 3rd Edition. Bangkok : Art Publishing House.
Laaphai, S. (2016). An Application of Mahasatipatthana for Development The Life Quality

of Older Person. Dhammathas Academic Journal, 16(2), 75-92.
Mahamakutrajavidyalaya. (2013). Thammasatkatha, Region 5. Nakhon Pathom : Maha

makutrajavidyalaya.
Phra Sophonkhanaphon. (1979). Answer the Buddhist Problems 2. Published to be a

Buddhist shrine and Dhamma Tribute. Bangkok : n.p.
Somdej Phra Phutthachan (Asasap Maha Tharen). (2003). Wisit Makha Scripture. 4th

Edition. Bangkok : Prayoon Wong Printing Company Limited.
Thongmunwai, P. (2016). A Sila As a Basic Precepts of Humanity. Dhammathas Academic

Journal, 16(2), 191-202.



การประยุกต์หลักอินทรยี สังวรในการด�ำเนินชวี ิต*
Applying the Principles of Restraint of the Senses with

Living with the Lifestyle

พระมหาธนกร กตปุญโญ (ดรกมลกานต)์ , พระมหามิตร ฐิตปญโฺ ญ1 และทกั ษณิ าร์ ไกรราช2
Phramaha Tanakorn Katapouyo (Donkamonkan), Phramaha Mit Thitapañño
and Thaksina Krairach
มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตขอนแกน่ 1
คณะพยาบาลศาสตร์ บรุ ีรมั ย์ มหาวิทยาลัยเวสเทิรน์ 2
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, KhonKaen Campus, Thailand
Faculty of Nursing, Buriram, Western University, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคดั ย่อ

บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาการประยุกต์หลักอินทรียสังวรในการด�ำเนินชีวิต พบว่า
หลักอินทรียสังวรเป็นการฝึกให้มีสติ รู้เท่าทันอารมณ์ เพื่อไม่ให้เกิดความยินดียินร้าย เกิดความชอบใจ
และไม่ชอบใจ และสามารถตัดที่ท�ำให้ความชอบใจ และความไม่ชอบใจท่ีเกิดข้ึนให้ดับไปได้โดยรวดเร็ว
วธิ นี เี้ ปน็ การปอ้ งกนั ตง้ั แตข่ น้ั ตน้ ถงึ ทสี่ ดุ ทำ� ใหไ้ มเ่ กดิ บาปอกศุ ลไมเ่ กดิ ปญั หา และไมเ่ กดิ ทกุ ขต์ า่ งๆ ตดิ ตามมา
และการประยกุ ตอ์ นิ ทรยี สงั วรกบั การดำ� เนนิ ชวี ติ เรม่ิ ตน้ จากการสำ� รวจตา หู จมกู ลน้ิ กาย เพราะอนิ ทรยี
เป็นเหตใุ ห้เกิดกิเลส
การส�ำรวมอินทรียท�ำให้จิตเป็นสมาธิมีความตั้งม่ันดี จะท�ำกิจการงานใดๆ ก็ท�ำด้วยเหตุผล
งานสำ� เรจ็ ดว้ ยดหี รอื จะพจิ ารณาความจรงิ อะไรกแ็ จม่ ชดั เกดิ ประโยชนท์ งั้ ทางโลกและทางธรรม การจะมี
อินทรียสังวรได้นั้นจะต้องมีสติต้ังมั่น เตรียมพร้อมอยู่เสมอจึงต้องมีการฝึกอบรมไว้โดยการฝึกให้มีสติ
มคี วามรตู้ วั เปน็ พนื้ ฐานเอาไวแ้ ละมกี ารซอ้ มอยเู่ สมอๆ เมอ่ื มกี ารกระทบอารมณท์ างทวารทงั้ 6 การพฒั นา
อินทรียท้ัง 6 ให้มีคุณภาพน�ำมาใช้ประโยชน์น�ำความสงบสุขมาให้เรียกว่า อินทรียภาวนาผู้ที่มีอินทรีย
ทฝ่ี ึกดแี ล้ว ย่อมเป็นผทู้ ป่ี ลอดภัยจากบาปอกศุ ล และปลอดภยั จากทุกข์ทีจ่ ะเกิดมาจากกเิ ลส
คำ� ส�ำคัญ: การประยุกต;์ อนิ ทรยี สังวร; การดำ� เนินชีวิต

* ไดร้ ับบทความ: 6 กรกฎาคม 2561; แกไ้ ขบทความ: 25 มกราคม 2562; ตอบรบั ตพี มิ พ:์ 13 พฤษภาคม 2562
Received: July 6, 2018; Revised: January 25, 2019; Accepted: May 13, 2019

246 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

Abstract

Sense-control, it is a practice to be conscious. Emotional Intelligence To not be
harmed. Amuse and dislike and can cut that makes the pleasing. And the displeasure to go
out quickly. This is a protection from the beginning to the end does not cause sin no
harm. And do not come up with suffering and follow the application of sense-control
and Lifestyle. From the ear, nose, tongue, tongue, body because of sense cause of passion.
The sense-control is a good concentration. Will do any business. Does it for a
reason? The successor goodwill determines what the truth is clear. The world and the
right way to have sense-control, it must be conscious. Be prepared always, it must be
trained by training to have consciousness is a basic knowledge and practice is always.
When emotions effect on the 6 sense-door, 6 sense development, the quality is used to
bring peace to the called a sense development, people who practice well. It is safe from
sin and from the suffering that is born of passion.
Keywords: Application; Sense-Control; Lifestyle

1. บทน�ำ การด�ำเนิน ชีวิตธรรมดาจนถึงการเป็นผู้มีอิสระ
หลดุ พน้ หมดทกุ ขไ์ ปได้ โดยทา่ นไดอ้ ธบิ าย กระบวน
อินทรียสังวร เป็นค�ำสอนเชิงปฏิบัติที่ ธรรมทเี่ กดิ ขนึ้ ทง้ั ฝา่ ยทกุ ขก์ บั ฝา่ ยหมดทกุ ขใ์ หเ้ ขา้ ใจ
พระพุทธเจ้าทรงเน้นในกระบวนการฝึกฝนพัฒนา ไดโ้ ดยงา่ ย เมอ่ื มกี ารรบั รู้ อารมณจ์ นเกดิ ความรสู้ กึ
คนโดยเป็นหมวดธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ แล้วหากมีการปฏิบัติอย่างถูกต้องก็จะเป็นจุด
เป็นล�ำดับของการปฏิบัติถัดจากปาติโมกขสังวร เปลี่ยนท่ีส�ำคัญ ท่านจึงได้แนะน�ำการใช้อินทรีย์ท่ี
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) (Phra ถกู ตอ้ ง และแนะนำ� หลักโยนโิ สมนสิการ เพื่อใหใ้ ช้
Nonthanathorn Chuakhamhot, 2016 : 109- อินทรีย์ด้วยสติปัญญาจะได้เป็นไปฝ่ายออกจาก
120) ได้อธิบายค�ำสอนเร่ืองอินทรียสังวรในแง่ ทุกข์ (Phra Prom Khunaporn, 2003 : 64-65)
ของการใชอ้ นิ ทรยี ว์ า่ ในยคุ ปจั จบุ นั ทม่ี สี ง่ิ เรา้ เขา้ มา เรื่องน้ีจะมองในแง่มุมธรรมดาท่ีใช้ชีวิตกันอยู่
มากมาย การใช้อินทรีย์ไม่ถูกต้องใช้เพื่อเสพเสวย ทุกวันๆ ซ่งึ จะตอ้ งมกี ารเกี่ยวข้องกับเร่อื งตา่ งๆ ท่ีได้
อารมณ์เพื่อหาความสุขจากรูป เสียง กลิ่น รส รับรู้ทางตา หู จมูก ลน้ิ กาย และใจ เปน็ ประจ�ำอยู่
และสัมผัส อย่างนี้เป็นวงจรของความทุกข์และ แล้วเมื่อรับรู้แล้วบางอารมณ์มีอิทธิพลต่อจิตใจ
ท�ำให้เกิดปัญหาต่างๆ แต่หากใช้อินทรีย์อย่าง ก็เกิดเจตนาในการท�ำตอบสนอง ท้ังด้านความคิด
ถกู ตอ้ ง เปน็ ไปเพอื่ การศกึ ษากจ็ ะมปี ระโยชนต์ ง้ั แต่

ปที ่ี 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 247

ด้านการกระท�ำ ด้านคำ� พดู เปน็ สงิ่ ที่ทุกคนประสบ ในโลกนี้ และจะเกิดข้ึนอีกต่อไปไม่มีท่ีส้ินสุด
และมีปฏิกิริยาตอบสนองอยู่ทุกวัน หากเข้าใจให้ ความหมายอินทรียสังวร คําวา อินทรีย แปลวา
ลกึ ซ้งึ ลงไปแล้วการดำ� รงชวี ิตธรรมดาๆ ประจ�ำวนั ความเปน็ ใหญ่ สภาวธรรมทีเ่ ปน็ ใหญใ่ นกิจของตน
เป็นการฝึกฝนปฏิบัติธรรมท่ีสูงท่ีสุด หากเข้าใจ สภาวธรรมท่ีเป็นเจ้าของหนาท่ีอย่างหนึ่งๆ เชน
เรื่องน้ีให้ถูกต้องก็เป็นการฝึกฝนปฏิบัติธรรมเพื่อ ตาเปนใหญหรือเปนเจาของหนาท่ีในการเห็น
ความพน้ ทกุ ขใ์ นชวี ติ ประจำ� วันไปดว้ ย หูเป็นใหญ่หรือเป็นเจ้าของหนาที่ในการไดยิน
ดังน้ันชาวพุทธควรศึกษาเรียนรู้วิธีปฏิบัติ จมูกเปนใหญหรือเป็นเจ้าของหนาท่ีในการดม
ตามอนิ ทรยี สงั วร นำ� หลกั อนิ ทรยี สงั วรมาประยกุ ต์ ล้ินเปนใหญหรือเปนเจาของหนาที่ในการล้ิมรส
ใช้ในการด�ำเนินชีวิตได้ ในการคร้ังบทความครั้งนี้ (Mahachulalongkornrajavidyalaya University,
ผู้เขียนได้เสนอแนวทางการประยุกต์ใช้อินทรีย 1996)
สังวรในการด�ำเนินชีวิต โดยมีวัตถุประสงค์ คำ� วา่ “สงั วร” หมายถงึ การปดิ กน้ั ปอ้ งกนั
เพอ่ื ศกึ ษาวธิ ปี ฏบิ ตั ติ ามหลกั อนิ ทรยี สงั วร และการ ไม่ให้มีบาปอกุศลธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นในจิตเวลา
ประยุกตใ์ ช้หลักอินทรียสังวรในการดำ� เนินชวี ิต ทมี่ กี ารรบั รอู้ ารมณ์ทางทวารทั้ง 6 หรือ จะหมาย
ถึงการคุ้มครองการป้องกันรักษาจิตไม่ให้ถูกกิเลส
2. ความส�ำคัญของอินทรยี สงั วร ครอบง�ำ ซ่ึงท�ำได้โดยการฝึกให้มีสติระลึกรู้อยู่ใน
กายของตนเองให้มั่นคงไว้ เม่ือรับรู้อารมณ์แล้ว
อนิ ทรียส์ งั วร 6 นี้ เปน็ จดุ เร่ิมตน้ ของการ อารมณ์ก็จะไม่ฉุดจิตให้ ออกไปสนใจภายนอกไม่
พิจารณาในอารมณ์ที่มากระทบ รับรู้และท�ำให้มี หลงยนิ ดใี นอารมณท์ ี่ นา่ รกั ไมเ่ กลยี ดชงั ในอารมณ์
เรอ่ื งราวตา่ งๆ สืบต่อขยายแตกตัวกระจายออกไป ท่ีไม่น่ารักมีจิตที่ ไม่ถูกกิเลสครอบง�ำ ไม่หลงใหล
เรื่อยๆ จนดูเหมือนมีอะไรจนเต็มโลกแท้จริงเป็น ในรูป เสยี งและรู้วธิ ีการฝกึ ฝนให้หมดจดจากกเิ ลส
เพียงโลกในความ รู้สึกของแต่ละบุคคลที่ปรุงแต่ง ตา่ งๆ ดว้ ยการทำ� กรรมฐาน เปน็ การปอ้ งกนั ทตี่ น้ เหตุ
ต่อมาจากการรับรู้อารมณ์ทางทวารท้ัง 6 อาศัย (Phra Wisatchana Worpanno (Phongardit),
ตากระทบกับรูป เกิดการมองเห็นขึ้น เป็นการ 2016 191-202) สำ� หรับผูท้ ข่ี าดอนิ ทรยี ์สงั วรเมอ่ื
สมั ผสั ทางตา ต่อจากจุดน้ี ก็ท�ำให้เกดิ ความรู้สึกว่า มีการรับรู้อารมณ์ใดๆ แล้วก็จะเกิดความยินดี
มีผู้คน ผหู้ ญงิ ผ้ชู าย หมา แมว สวย ไม่สวย สูง ต่ำ� ยินร้าย ในอารมณ์นั้นตามความเคยชินอันจะเป็น
ดำ� ขาว ใหญ่ เลก็ เพม่ิ ขนึ้ มามากมายจากความไมม่ ี สาเหตุให้เกิดการกระท�ำ การพูด การคิด ไปตาม
อะไรเลยอาศัยตาก็มีโลกทางตาข้ึนมา โลกทางหู ก�ำลังของกิเลสน�ำไปสู่การแสวงหาและหลงยึดติด
โลกทางจมูก โลกทางล้ิน โลกทางกาย โลกทางใจ ในสงิ่ ท่คี ิดวา่ จะทำ� ใหเ้ กดิ ความพงึ พอใจเมอ่ื น�ำมา
กโ็ ดยทำ� นองเดยี วกนั โดยเฉพาะโลกทางใจยง่ิ แตก เสพบริโภคท�ำให้เกิดปัญหามากมายติดตามมา
ตัวมากมายมีความเชื่อความเห็นหลักวิชาปรัชญา ดังที่ปรากฏในปัจจุบันทางแยกส�ำคัญคือการมีสติ
แนวคิดทฤษฎีทัศนคติ อุดมคติเกิดข้ึนมามากมาย

248 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

ปิดกนั้ กเิ ลส ตงั้ แต่เรม่ิ ต้นกระบวนการรบั รอู้ ารมณ์ ท�ำงานของจิตพิจารณา ได้จากพระพุทธพจน์
ซ่ึงเป็นการใช้อินทรีย์อย่างสร้างสรรค์ เพ่ือการ โดยตรงเพราะอาศัยจักขุและรูป วิญญาณจักขุ
ศกึ ษาพฒั นาจิตใจใหด้ งี ามขน้ึ ในสังคมไทยปจั จุบัน จึงเกิดความประจวบแห่งธรรม 3 เป็นผัสสะ
ซ่ึงเต็มไปด้วยส่ิงย่ัวยวนใจมากมาย การฝึกฝน (Thongchaona, 2017 : 205-220) เพราะผสั สะ
พฒั นาอินทรียส์ ังวรจึงมคี วามจ�ำเป็นอย่างย่ิง เปน็ ปัจจยั เวทนาจึงเกิด เพราะเวทนาเป็น ปัจจัย
ตัณหาจงึ เกิด ทางทวารอน่ื กโ็ ดยท�ำนองเดียวกนั นี้
3. วธิ ีปฏิบัตติ ามหลักอนิ ทรียสังวร เป็นกระบวนการท�ำงานของจิตที่ก่อให้เกิดตัณหา
ความติดข้องความทะยานอยาก เร่ิมแรกมีการ
กระบวนการรับรู้อารมณ์ทางทวาร 6 กระทบกันของอายตนะภายในกับอาอารมณ์ต่อ
เนอื่ งจากอนิ ทรยี สงั วรเกย่ี วขอ้ งกบั การรบั รอู้ ารมณ์ จากนั้น ก็มีการปรุงแต่งที่สลับซับซ้อนไปตาม
ในทางทวารทงั้ 6 ถอื เปน็ ปจั จยั หลกั การเสพบรโิ ภค สัญญา ความนึกคิดปรุงแต่ง ดังพระพุทธพจน์ว่า
หรอื รบั รคู้ วามเปน็ ไปของโลก (Wongpornpavan, จกั ขวุ ญิ ญาณเกดิ ขน้ึ เพราะอาศยั จกั ขแุ ละรปู ารมณ์
et al., 2016 : 143-154) กอ่ นทจ่ี ะกล่าววิธกี าร ความประจวบกนั แหง่ ธรรมทง้ั 3 เปน็ ผสั สะ เพราะ
ปฏิบัติจะได้กล่าวถึงกระบวนรับรู้อารมณ์ เพื่อให้ ผสั สะเปน็ ปจั จยั เวทนาจงึ เกดิ บคุ คลเสวยอารมณใ์ ด
ทราบว่ากระบวนการรับรู้เป็นอย่างไร มีอุปกรณ์ ย่อมหมายรู้อารมณ์นั้น บุคคลหมายรู้อารมณ์ใด
ในการรบั รอู้ ะไรบา้ งสงิ่ ทถี่ กู รบั รอู้ ะไรบา้ งและทำ� ให้ ย่อมตรึกอารมณ์นั้น บุคคลตรึกอารมณ์ใดย่อมคิด
เกิดการรับรู้ได้อย่างไรบ้างช่วงไหนของกระบวน ปรุงแต่งอารมณ์น้ัน บุคคลคิดปรุงแต่งอารมณ์ใด
การรับรู้ที่เกิดการสังวรได้ เมื่อรู้เช่นน้ีแล้วจะ เพราะความคดิ ปรงุ แตง่ อารมณน์ นั้ เปน็ เหตแุ งต่ า่ งๆ
สามารถท�ำเหตุปัจจัยท่ีจะช่วยใน การฝึกฝนได้ แหง่ ปญั จะสญั ญายอ่ มครอบงำ� บรุ ษุ ในรปู ทง้ั หลาย
ถกู ตอ้ งขน้ึ เพราะทกุ สงิ่ ลว้ นไมม่ ตี วั ตน ไมอ่ าจบงั คบั ท่ีจะพึงรู้แจ้งทางตา ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ
ให้เป็นไปตามใจปรารถนาได้ล้วนเป็นไปตามเหตุ ปัจจุบัน โสตวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยโสตะ
ปัจจัย เม่ือรู้จักความจริงของสิ่งนั้นก็สามารถ และสัททารมณ์ มโนวิญญาณเกิดข้ึนเพราะอาศัย
ท�ำเหตปุ ัจจัยให้ สอดคล้องและเหมาะสมได้ มโน และธรรมารมณ์ (Mahachulalongkornraj
การปฏิบตั อิ ินทรียสงั วร คอื กระบวนการ avidyalaya University, 1996) การส�ำรวมใน
ทำ� งานของวิถีจิต ซ่ึงเปน็ จิตทคี่ ้นุ เคยกนั อย่ใู นชวี ติ อนิ ทรยี ท์ ง้ั หลายจะทำ� ใหจ้ ติ เปน็ สมาธมิ คี วามตง้ั มน่ั
ประจ�ำวัน เพราะถึงแม้ว่าจิตจะเป็นนามธรรม ดี จะทำ� กจิ การงานใดๆ กท็ ำ� ดว้ ยเหตผุ ล งานสำ� เรจ็
ไม่มีรูปร่าง ไม่มีสัณฐาน ไม่สามารถมองเห็นได้ ด้วยดีหรือจะพิจารณาความจริงอะไรก็แจ่มชัด
แต่ปรากฏการณ์ของจิตก็มีอยู่กับเราอย่างใกล้ชิด เกิดประโยชนท์ ัง้ ทางโลก และทางธรรม
การเห็นเป็นจิตท่ีเห็นการได้ยินเป็นจิตที่ได้ยิน การปฏิบัติและการพัฒนาอินทรียสังวร
การคิดนึกเป็นจิต คิดนึกเหล่าน้ีเป็นปรากฏการณ์ ตามท่ีพระพุทธเจ้าทรงสอนเอาไว้อินทรียสังวรใน
ของจติ ทเ่ี ราคนุ้ เคยกนั อยแู่ ลว้ ตวั อยา่ งกระบวนการ

ปีท่ี 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 249

พระธรรมวนิ ยั นกี้ บั ในคำ� สงั่ สอนอน่ื มคี วามแตกตา่ ง เหล่าน้นั ตามความเป็นจริงแล้ว จิตก็จะเปน็ กลาง
กนั การฝกึ ฝนพฒั นาอนทิ รยี นนั้ มตี ง้ั แตร่ ะดบั ปถุ ชุ น ตอ่ อารมณอ์ ภชิ ฌา และโทมนสั ไมส่ ามารถครอบงำ�
ที่เรมิ่ ฝึกอินทรยี ์สังวรของพระอรยิ เจ้า 3 ล�ำดับตน้ จิตได้
และอินทรีย์ท่ีได้รับการฝึกเรียบร้อยแล้วของพระ ดังนั้น การปฏิบัติอินทรียสังวรอันยอด
อรหันต์การปฏิบัติอินทรียสังวรในทางพระพุทธ เยี่ยมท่ีพระผู้มีพระภาคทรงมุ่งหมายอย่างแท้จริง
ศาสนาน้ันไม่ได้หมายถึง การปิดตาไม่ให้เห็น นน้ั คอื การเจรญิ วปิ สั สนา เพอื่ ใหเ้ หน็ ความจรงิ แลว้
การปิดหูไม่ให้ได้ยิน เป็นต้น ในข้ันต้น หมายถึง ปล่อยวางความความ เห็นผิดและความยึดม่ันถือ
การฝกึ ใหม้ สี ตเิ พอ่ื คอยควบคมุ จติ ใจ ควบคมุ ความ ม่ันที่มีต่อสิ่งน้ัน ไม่หลงปรุงแต่งไปตามอารมณ์ที่
รสู้ กึ ปอ้ งกนั ไมใ่ หบ้ าป อกศุ ลธรรมทง้ั หลายเกดิ ขนึ้ รับรู้เมื่อไม่หลงปรุงแต่งไปตามความชอบใจความ
เม่ือเกดิ การรับร้ทู างตา หู จมูก ลิน้ กาย ใจ ไม่ให้ ไม่ชอบใจก็ย่อมหมดไปอวิชชา คือ การไม่รู้ตาม
ถกู ชักจูง ไปในทางท่ถี ูกกเิ ลสครอบงำ� ซึ่งหากขาด ความเปน็ จรงิ ของสง่ิ ตา่ งๆ นั่นเอง เปน็ ต้นตอของ
อนิ ทรยี สงั วรจะเกดิ ความยนิ ดใี นอารมณท์ นี่ า่ พอใจ กเิ ลสทง้ั หลายทเี่ ขา้ มาครอบงำ� จติ ใจเมอื่ มกี ารรบั รู้
เกดิ ความยนิ รา้ ยในอารมณท์ ไี่ มน่ า่ พอใจอกศุ ลธรรม อารมณ์แม้ว่าในตอน เริ่มต้นของการปฏิบัติ
ต่างๆ ก็จะแตกตัวได้มากขึ้น เป็นการพอกพูน อินทรียสังวรจะมีการ รักษาศีลการคิดพิจารณา
ความโลภ ความโกรธ ความหลง อันจะน�ำความ ธรรมหมวดต่างๆ การท�ำสมาธิเจริญสมถภาวนา
ทกุ ขม์ าให้แก่ตนและบคุ คลอนื่ ในข้นั สูง เม่ือกลาย เพอ่ื ปรบั จติ ใหเ้ หมาะสมและทำ� ใหก้ เิ ลสไมค่ รอบงำ�
เป็นผู้เจริญอินทรีย์แล้วมีการพัฒนาอินทรีย์ให้ใช้ จิตแต่ก็เป็นการท�ำได้เพียงช่ัวคราว การเจริญ
การได้อย่างสมบูรณ์ แล้วมีความหมายถึงขั้น วิปัสสนาเท่าน้ันจะท�ำให้หมดกิเลสโดยส้ินเชิงเป็น
เป็นนายเหนือความรู้สึกต่างๆ ท่ีเกิดจากการรับรู้ วิธีการแก้ไขได้อย่างถาวร และสภาวธรรมท่ีท�ำให้
เหล่าน้ัน เน่ืองจากเกิดปัญญาเห็นตามความเป็น การพัฒนาอินทรียสังวรประสบความส�ำเร็จ คือ
จริงว่าสิ่งท้ังหลายเหล่านั้นไม่ใช่ตัวตนของเรา สติที่ฝึกไว้ดแี ล้วจะคอยรักษาจิตให้เปน็ กศุ ล เม่ือมี
และหมดความยดึ มนั่ ถอื มนั่ ไปตามลำ� ดบั จนกระทงั่ การรับรูอ้ ารมณ์ทางทวารทั้ง 6 ปิดกั้นไม่ใหอ้ กศุ ล
มีสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์เป็นพระอรหันต์ผู้อยู่ เข้ามาในจิตใจได้สติจึงอุปมาเหมือนกับนายประตู
เหนือโลกท่านรับรู้อารมณ์เหล่านั้นไปตามปกติ ท่ีคอยเฝ้าระวังรักษาไม่ให้มีผู้ร้าย เข้ามาภายใน
เหมือนคนท่ัวไปแต่จิตใจไม่เก่ียวข้องผูกพันไม่มี บา้ นไดซ้ ง่ึ หมายถงึ การมสี ตทิ ค่ี อยเฝา้ ระวงั รกั ษาจติ
กิเลสเกิดข้ึนอีกเลย และการปฏิบัติเพ่ือพัฒนา เมอ่ื รับรอู้ ารมณ์ทางทวารทัง้ 6 เชน่ น้เี ปน็ ลกั ษณะ
อินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิน้ กาย ใจ ทำ� โดยการ ของการมอี นิ ทรยี สงั วร (Mahamakutrajavidyalaya,
มสี ตริ เู้ ทา่ ทนั ปฏกิ ริ ยิ าของจติ ทมี่ ตี อ่ อารมณน์ นั้ คอื 1995)
รู้ถึงความชอบใจหรือไม่ชอบใจท่ีเกิดข้ึนในจิต อบุ ายและวธิ ปี ระกอบการฝกึ อนิ ทรยี สงั วร
ตามความเป็นจริง เมื่อรู้เท่าทันปฏิกิริยาในจิต อุบายและวิธีประกอบการฝึกอินทรียสังวรนั้นมี

250 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

มากมายเพราะคนมจี รติ อธั ยาศยั ตา่ งกนั วธิ ที เี่ หมาะ ปฏบิ ัติอนิ ทรียสังวรประสบความสำ� เรจ็ อารมณ์ใด
สมและได้ผลกบั แต่ละบุคคลไมเ่ หมอื นกนั ซึ่งผทู้ ่มี ี ท่ีรับรู้แล้วท�ำให้เกิดอกุศลมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ควร
ความสามารถรู้จริตอัธยาศัยที่สะสมมาของผู้ฝึกรู้ จะเขา้ ไปเสพอารมณ์นนั้ ส่วนอารมณ์ใดที่รับรแู้ ล้ว
ความแกค่ วามออ่ นของอนิ ทรยี ์ ในทน่ี จ้ี ะไดร้ วบรวม ท�ำให้เกิดกุศลมากขึ้น ควรจะเสพอารมณ์น้ัน
เทคนคิ การฝกึ ใหม้ อี นิ ทรยี สงั วร จากพระพทุ ธพจน์ เพื่อให้การปฏิบัติอินทรียสังวรประสบผลส�ำเร็จ
และคมั ภีรต์ ่างๆ มาแสดงพอเปน็ แนวทางดังนี้ คอื หากเสพแลว้ กศุ ลธรรมเสอ่ื มลงอกศุ ลธรรมเจรญิ
1. การปฏบิ ตั กิ รรมฐาน ขอ้ นเ้ี ปน็ วธิ ที จี่ ะ ข้ึนก็ไม่ควรเสพหากเสพแล้วอกุศลธรรม เส่ือมลง
ท�ำให้มีอินทรียสังวรอย่างสมบูรณ์ท่ีสุดเม่ือบุคคล กุศลธรรมเจริญขนึ้ ก็ควรเสพหากผู้ใดรู้และปฏิบัติ
ปฏิบัติกรรมฐานตามแนวท่ีพระพุทธเจ้าสอนไว้ ตามเช่นน้ีก็จะเป็นไป เพ่ือประโยชน์และความสุข
จนมีปัญญาเห็น ความจริงรู้แจ้งอริยสัจ มีวิชชา ตลอดกาลนาน
เกิดขึ้น ถอนความเห็นผิดและความยึดม่ันถือม่ัน 4. หลบหลีกอารมณ์เป็นวิธีการกันไว้ดี
ในส่ิงท้ังปวงได้แล้ว การใช้อินทรีย์ท้ัง 6 ก็ย่อม กว่าแก้เป็นการปฏิบัติด้วยความไม่ประมาทระวัง
เป็นการสังวรอยู่เองโดย (Mahachulalongkorn เอาไว้ก่อนจะท�ำให้การปฏิบัติประสบผลส�ำเร็จได้
rajavidyalaya University, 1996) เพราะหากประมาท เลินเล่อไปผิดพลาดเพียงครั้ง
2. ไม่ถือโดยนิมิตและอนุพยัญชนะการ เดียวอาจจะท�ำให้ต้องเสียใจในภายหลังหรือหาก
ที่จะไม่ติดในนิมิต และอนุพยัญชนะของอารมณ์ เป็นพระภิกษุก็อาจท�ำให้ต้องลาสิกขาออกมาเป็น
ได้น้ันจะต้องมีการฝึกฝนสติมาเป็นอย่างดีให้มีสติ คฤหสั ถ์ ความประสงคท์ จ่ี ะบวชมาเพอ่ื ปฏบิ ตั ธิ รรม
ว่องไวระลึกได้ทันท่วงทีเมื่อมีการรับรู้อารมณ์และ กไ็ มป่ ระสบความสำ� เรจ็ ระวงั เอาไวก้ อ่ น จงึ เปน็ การ
นำ� เอาปญั ญาความรตู้ า่ งๆ ทไ่ี ดส้ งั่ สมเอาไวจ้ ากการ ดกี วา่ ความประมาทนนั้ เปน็ ทางแหง่ ความตายและ
ศกึ ษา และปฏบิ ตั ธิ รรมมาช่วย ในการพจิ ารณาให้ ท�ำให้ประสบความเสอ่ื มประการตา่ งๆ
เห็นแจ่มแจ้งตามความเป็นจรงิ 5. เผชญิ หนา้ อย่างมีสติ หมายถึง ความ
3. เลอื กอารมณ์ คณุ ธรรมทงั้ หลายรวมทง้ั ระลึกได้ ความนึกได้ไมห่ ลงลืม ไมป่ ลอ่ ยใหใ้ จลอย
อนิ ทรยี สงั วรเปน็ สภาวธรรมอยา่ งหนง่ึ อยภู่ ายใตก้ ฎ สติมีความส�ำคัญในการกระท�ำทุกๆ อย่างท�ำให้
ไตรลักษณ์ คือ เป็นส่ิงท่ีด�ำรงอยู่เพียงชั่วคราว โอกาสทจ่ี ะเกดิ ความผดิ ลดลงได้ เมอ่ื มคี วามจำ� เปน็
เกิดเพราะเหตุปัจจัยเมื่อหมดเหตุปัจจัยก็ดับไป ตอ้ งเผชญิ หนา้ กบั อารมณอ์ ยา่ งหลกี เลยี่ งไมไ่ ดก้ ค็ วร
ไมส่ ามารถบงั คบั บญั ชาใหเ้ กดิ ตามความตอ้ งการได้ ตงั้ สตไิ วใ้ นแงม่ มุ ทถี่ กู ตอ้ ง เพอ่ื เปน็ การปอ้ งกนั กเิ ลส
การท่ีจะปฏิบัติอินทรียสังวร คือ เห็นรูปทางตา การต้ังสตเิ มอ่ื ตอ้ งเผชญิ หนา้ กับอารมณน์ ้ี เป็นการ
ได้ยินเสียงทางหู เป็นต้น แล้วไม่เกิดอกุศล คือ ปฏบิ ตั ติ ามแนวทพ่ี ระผมู้ พี ระภาคตรสั ตอบแกท่ า่ น
อภิชฌา และโทมนัสก็ต้องอาศัยเหตุท่ีเหมาะสม พระอานนท์ในเรื่องการปฏิบัติต่อสตรีท่ีว่าท่าน
การเลอื กอารมณก์ เ็ ปน็ เหตอุ ยา่ งหนงึ่ ทจี่ ะทำ� ใหก้ าร พระอานนท์ทลู ถามว่า “พวกขา้ พระองค์จะปฏบิ ัติ

ปีที่ 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 251

ต่อสตรีอยา่ งไร พระพทุ ธเจ้าขา้ ” พระผู้มีพระภาค ได้รับประโยชน์จากสิ่งนั้น ท�ำให้เกิดความรู้ความ
ตรัสตอบว่า “อย่าดู” “เม่ือจ�ำต้องดู จะปฏิบัติ เข้าใจทถี่ ูกตอ้ ง เม่ือมคี วามเขา้ ใจอยา่ งถูกตอ้ งก็จะ
อยา่ งไร พระพทุ ธเจา้ ขา้ “อยา่ พดู ดว้ ย” “เมอ่ื จำ� ตอ้ ง มีการปฏิบัติต่อส่ิงน้ันได้อย่างเหมาะสมไม่เกิดโทษ
พูดจะปฏิบัติอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า” “ต้องตั้ง ต่อตนเองและผู้อ่ืนจนเกิดปัญญาเห็นความจริง
สติไว้” (Mahachulalongkornrajavidyalaya โยนิโสมนสิการ ท�ำให้มีสติสัมปชัญญะ และ
University, 1996) อินทรียสังวรท่ีบริบูรณ์ได้ ดังพระพุทธพจน์ท่ีว่า|
6. เผชิญหน้าเอาชนะอารมณ์ ไม่ได้มุ่ง การคบสตั บรุ ษุ ทบี่ รบิ รู ณย์ อ่ มทำ� ใหก้ ารฟงั สทั ธรรม
หมายจัดการที่ตัวอารมณ์ เพราะตัวอารมณ์ท่ีรับรู้ บรบิ รู ณ์ การฟงั สทั ธรรมทบี่ รบิ รู ณย์ อ่ มทำ� ใหศ้ รทั ธา
น้ันเป็นสิ่งภายนอก ส่วนการปฏิบัติธรรมมุ่งการ บริบูรณ์ ศรัทธาที่บริบูรณ์ย่อมท�ำให้การมนสิการ
ขัดเกลา ปรับปรุง เปลยี่ นแปลง สภาวะ จิตใจเปน็ โดยแยบคายบรบิ รู ณ์ โยนโิ สมนสกิ ารโดยแยบคาย
ส่ิงที่อยู่ภายในการเอาชนะ อารมณ์ในที่นี้จึง ท่ีบริบูรณ์ ย่อมท�ำให้สติสัมปชัญญะบริบูรณ์
หมายถึง การท่ีประสบกับอารมณ์แล้วสามารถท่ี สติสัมปชัญญะท่ีบริบูรณ์ ย่อมท�ำให้ความส�ำรวม
จะวางจติ ได้อย่างถกู ต้องตอ่ อารมณน์ ้ัน อินทรยี บ์ ริบรู ณ์ (Ngamprakhon, 2016 : 33-44)
7. ปฏิบัติตามวินัยโดยเคร่งครัดวินัยท่ี 9. ปิดทวาร ในการฝึกตอนต้นนั้น
พระผูม้ พี ระภาคทรงบญั ญัติเอาไวน้ ัน้ เปน็ การวาง การปล่อยให้มีการเห็นการได้ยินเป็นต้นหรือให้จิต
กฎเกณฑ์อย่างเหมาะสมกับการที่จะท�ำ ให้จิตใจ เทยี่ วไปรบั รอู้ ารมณต์ า่ งๆ ไปตามปกติ อาจจะทำ� ให้
ก้าวหน้าไปในคุณธรรมเบ้ืองสูงได้โดยง่ายหาก การฝึกไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร เน่ืองจากมีความ
สามารถท่ีจะส�ำรวมระวังประพฤติปฏิบัติวินัย เคยชินของกเิ ลสอยมู่ าก พอตาเห็น หไู ดย้ ิน กเิ ลส
ที่พระองค์ทรงวางเอาไว้จะท�ำให้เป็นผู้ที่มีสติรู้ ก็เกิดขึ้นเข้าครอบง�ำจิตไปตามความเคยชินการ
เท่าทันความเหมาะสม และไม่เหมาะสมในการ หลบไปเพ่ือไม่ต้องเห็นไม่ต้องได้ยินส่ิงท่ีจะท�ำให้
กระท�ำการพูด เป็นการฝึกให้จิตมีอินทรียสังวร เกิดกิเลสก็เป็นการกระท�ำที่มีประโยชน์ผู้ฝึกสติ
ได้งา่ ยขน้ึ และเป็นส่วนเบอื้ งต้นทสี่ ำ� คญั ทจี่ ะท�ำให้ ตอนต้นๆ นั้น สติสัมปชัญญะยังไม่เขม้ แขง็ การจะ
มกี ารปฏบิ ัติอินทรยี สงั วร มพี ระวินัยของพระภิกษุ อวดเก่งกับกิเลสหรือท้าทายกิเลสเป็นเร่ือง
เปน็ อนั มากทชี่ ว่ ยใหเ้ กดิ อนิ ทรยี สงั วรเปน็ การฝกึ สติ ประมาทมากเกินไป กิเลสนั้นมีลูกเล่นแพรวพราว
ใหม้ กี ารสำ� รวม ระวงั ในการกระทำ� ทางกายทางวาจา มากผู้ปฏิบัติอาจจะรู้ไม่ทันเมื่อถูกกิเลส ครอบง�ำ
8. โยนโิ สมนสกิ าร หมายถงึ การใสใ่ จโดย ทำ� ใหท้ ำ� สงิ่ ทผี่ ดิ พลาดไดจ้ งึ ควรปดิ กนั้ ทวารเอาไวบ้ า้ ง
ถูกต้อง ถูกตามหลักการ ถูกกับเหตุผล ถูกอุบาย 10. สักแต่ว่ารู้ในขั้นการปฏิบัติอินทรีย
ถูกวิธีการ ถูกตรงตามท่ีมันเป็นจริง ถูกตามหลัก สงั วรทส่ี งู ยงิ่ ขนึ้ ไป ผทู้ มี่ สี ตปิ ญั ญามากสามารถทจ่ี ะ
การท่ีพระพุทธเจ้าสอนเอาไว้ รวมท้ังการรู้จักคิด เป็นเพียงแค่สักแต่ว่ารู้อารมณ์ที่ปรากฏทางทวาร
พิจารณารู้จักมองให้ถูกแง่มุมมองในมุมท่ีจะท�ำให้ ตา่ งๆ โดยไมใ่ สค่ วามคดิ เหน็ ทศั นคตกิ ารตดั สนิ ดชี ว่ั

252 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

ความจ�ำหมายเก่ียวกับสิ่งที่รับรู้น้ัน ท�ำให้ไม่เกิด 4. การประยุกต์หลักอินทรียสังวรในการ
ความหลงไปยึดวา่ เป็นสงิ่ น้นั สง่ิ น้ี เม่อื ไม่ไปหลงยดึ ด�ำเนนิ ชีวติ
กไ็ มเ่ กดิ กเิ ลสไมเ่ กดิ ทกุ ขผ์ ทู้ ป่ี รารถนาทจ่ี ะปฏบิ ตั ใิ ห้
ถึงท่ีสุดแห่งทุกข์จึงควรหม่ันฝึกฝนในเรื่อง การประยุกต์หลักอินทรียสังวรกับการ
อนิ ทรยี สงั วรใหม้ ากใหม้ สี ตสิ มั ปชญั ญะ จนสามารถ ด�ำเนินชีวิต คือ การใช้อินทรีย์ให้ถูกต้องต้ังแต่ต้น
เห็นสกั แตว่ า่ เหน็ เป็นตน้ โดยใชโ้ สตนิ ทรยี ฟ์ งั ผรู้ ู้ หรอื ใชจ้ กั ขนุ ทรยี ใ์ นการอา่ น
11. การตักเตือนตนเองการตักเตือน ให้เกิดความเข้าใจท�ำให้มีความเห็นถูกรู้ว่าอะไร
ตนเองน้ีคล้ายกับเรื่องโยนิโสมนสิการแต่เน้นในแง่ เป็นอะไร และจะปฏิบัติต่อส่ิงน้ันอย่างไรเป็นการ
ของการพจิ ารณาดว้ ยความรสู้ กึ ในจติ ใจของตนเอง ฝึกมนินทรีย์แล้วท�ำสมาธิภาวนา เพื่อฝึกฝนจิตให้
เพราะการพิจารณาด้วยความรู้สึกในจิตใจมีความ เปน็ จติ ทม่ี สี ตสิ มั ปชญั ญะ และสามารถนำ� ประยกุ ต์
ลึกซึ้งมากกว่าก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ กับการดำ� เนนิ ชีวิตได้ ดงั น้ี
เปน็ การเตอื นตนดว้ ยตนเอง 1. ทางตา เม่ือตาไดเ้ ห็นรูป หากเปน็ รปู
12. การทำ� กตกิ าบางอยา่ งในการฝกึ ใหจ้ ติ ทส่ี วยงามยว่ั ยวนใจ นา่ หลงใหล โดยเฉพาะเพศตรง
เกิดมีอินทรียสังวรในตอนต้นน้ัน นับว่าเป็นเร่ือง ข้ามก็ให้มีสติควบคุมอย่าไปสนใจในรายละเอียด
ยากเพราะธรรมชาติของจิตใจคนเราตามปกติท่ี ของรูปนั้นว่าสวยอย่างไรมีรายละเอียด ส่วนเว้า
ยังไม่ได้ฝึก มีลักษณะเหมือนลิงที่กระโดดไปมา ส่วนโค้งอย่างไร หากมีความพอใจหรือมีราคะ
ไม่หยุดอยู่กับท่ีมักจะไหลลงไปสู่ท่ีต่�ำเสมอการ เกิดขึน้ ให้อดทนอยา่ เขา้ ไปใกลช้ ิด อย่าพดู คยุ หรือ
กำ� หนดกตกิ าบางอยา่ งใหก้ บั ตนเอง หรอื มขี อ้ ตกลง จับต้องหากเห็นว่ามีกเิ ลสมากข้ึนให้ หลบหน้าจาก
ของกลุ่มท่ีไม่ขัดกับพระธรรมวินัย น�ำมาเป็นข้อ อารมณ์น้ันไปก่อนหากเห็นของสวยงามแต่ยัง
ส�ำหรับฝึกฝนก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์เหมือนกับการ ควบคมุ ตนเองได้ ไมม่ กี เิ ลส อะไรรนุ แรงนกั ใหม้ สี ติ
มีกฎกติกาส�ำหรับเด็กนักเรียนท่ีท�ำผิดหากท�ำผิดก็ เพ่งมองไปในทางเห็นของปฏิกูลเป็นของไม่สวย
ตอ้ งถกู ลงโทษ เม่อื ถกู ทำ� โทษเดก็ เกดิ การหลาบจำ� ไมง่ ามภายใน ประกอบไปดว้ ยของปฏกิ ลู มปี ระการ
และไม่ท�ำเช่นน้ันอีก จิตใจก็เช่นเดียวกันหากมี ต่างๆ เช่น ผม ขน เลบ็ ฟนั หนงั เนอื้ เอน็ กระดกู
ความผดิ พลาดเกดิ กเิ ลสขน้ึ ผปู้ ฏบิ ตั ใิ นตอนเรม่ิ ตน้ ฯลฯ น้ำ� เหลือง เลือด ไขข้อ มตู ร ตามแตจ่ ะนกึ ได้
ก็อาจจะมีกติกาส�ำหรับตนเอง เป็นการลงโทษจิต ใหท้ ำ� ตวั ดจุ คนตาดเี ปดิ ปากถงุ แลว้ เทออกกจ็ ะเหน็
บางอยา่ ง เพอ่ื ใหเ้ กดิ การเรยี นรู้ และการเขด็ หลาบ สิ่งต่างๆ ที่อยู่ในถุงได้ รูปท่ีว่าสวยงามน้ีก็เช่น
ที่จะไม่ท�ำเช่นน้ันอีก ในพระวินัยบัญญัติของพระ เดียวกัน เต็มไปด้วยของไม่สวยไม่งามแต่ฉาบทา
ภกิ ษกุ ม็ เี รอ่ื งใน ทำ� นองนแ้ี ตเ่ ปน็ ระเบยี บเพอื่ ใหห้ มู่ ลูบไล้ไว้ด้วยผิวท่ีลวงตา ภายนอกหรือมองให้เห็น
สงฆ์อยู่ด้วยกันด้วยความเรียบร้อยดีงาม และให้ผู้ โดยความเป็นส่วนประกอบของธาตุท้ัง 4 ธาตุดิน
กระทำ� ผิดสำ� รวมระวงั ในกาลต่อไป ธาตุน�้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม มองดูแล้วก็ไม่เห็นมีแก่น
สารอะไร หรอื เพง่ มองใหเ้ หน็ โทษในแงท่ ว่ี า่ รา่ งกาย

ปที ี่ 19 ฉบับท่ี 2 (เมษายน - มถิ นุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 253

นั้นเป็นดุจซากศพอีกไม่นานก็จะท้ิงคืนโลกไป อนิ ทรยี ค์ ือหูเอาไว้ได้
และให้มองลึกลงไปในแง่ของความจริงที่เป็น 3. ทางจมกู เมอื่ ไดด้ มกลนิ่ ใหม้ สี ติ ไมถ่ อื
ธรรมดาสามัญของสังขารทุกอย่าง ซ่ึงล้วนแต่ไม่ โดยรวบรัดว่า กลิ่นผู้หญิง กล่ินผู้ชาย กลิ่นหอม
เท่ียง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มีความแปรปรวนไป กลิน่ เหม็น กลน่ิ ฉนุ กล่ินเน่า เปน็ ต้น และไมย่ ดึ ถือ
เป็นธรรมดา คงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ความไม่มี โดยแยกแยะรายละเอียดเข้าไปสืบค้นว่ากลิ่น
แกน่ สารซึ่งซอ่ นอยู่ในรปู น้ัน นำ�้ หอม กล่ินดอกไม้ กลนิ่ นค้ี นเขานยิ มกัน กลิน่ น้ี
2. ทางหู เม่ือได้ฟังเสียงที่ไพเราะหรือ ของยี่ห้อน้ี กล่ินนี้ราคาแพง เป็นต้น พิจารณาให้
ไม่ไพเราะ ให้มีสติไม่ไปยึดถือเสียงน้ันโดยรวบรัด เห็นเป็นสักแต่ว่าเป็นกล่ินท่ีลอยมากระทบจมูก
คอื ไมผ่ กู ใจ วา่ เสยี งหญงิ เสยี งชาย เสยี งของคนรกั เทา่ นน้ั เปน็ สงิ่ ทไ่ี มม่ ตี วั ตน แมส้ ง่ิ ทเ่ี ปน็ ตน้ ตอใหเ้ กดิ
เสยี งของศตั รู เสยี งหมา เสยี งแมว เสยี ง กลอง เสยี ง กลิ่นน้ันก็ไม่มีตัวตน กล่ินนั้นจะมีตัวตนได้อย่างไร
ขลุ่ย เป็นต้น ไม่ถือโดยแยกแยะรายละเอียด คือ เป็นส่ิงที่เป็นไปตามกฎธรรมดาของธรรมชาติ คือ
ไมท่ ำ� การกำ� หนดเปน็ เสยี งชม เสียงด่า เสียงนนิ ทา เปน็ สง่ิ ไมเ่ ทย่ี ง เปน็ ทกุ ข์ เปน็ อนตั ตา มกี ลนิ่ เกดิ ขนึ้
เสียงเสยี ดสี เสยี งแดกดนั เปน็ ตน้ พิจารณาให้เห็น ตง้ั อยแู่ ลว้ กห็ ายไปแลว้ เทา่ นน้ั เมอื่ ไมย่ ดึ ตดิ ในนมิ ติ
เป็นสักแต่ว่าเสียงท่ีเคล่ือนท่ีมาตามอากาศเป็นสิ่ง และอนุพยัญชนะอย่างนี้ได้ ไม่ยินดีในกล่ินท่ีน่า
ท่ีไม่มีตัวตน แม้ผู้ที่กระท�ำให้เกิดเสียงน้ันก็ไม่มีตัว พอใจ ไมห่ งดุ หงดิ ในกลนิ่ ทไี่ มน่ า่ พอใจ ไมเ่ กดิ กเิ ลส
ตนเสียงนั้นจะมีตัวตนได้อย่างไร เป็นส่ิงที่เป็นไป ข้นึ ช่ือว่าส�ำรวมอินทรียค์ อื จมกู เอาไวไ้ ด้
ตามกฎธรรมดาของธรรมชาติ คือ เป็นสิ่งไม่เที่ยง 4. ทางลนิ้ เมอื่ ไดล้ ม้ิ รสใหม้ สี ตไิ มถ่ อื โดย
เป็นทกุ ข์ เป็นอนัตตามีเสยี งดังเกดิ ขน้ึ เสยี งตัง้ อยู่ รวบรัดวา่ รสของคาว ของหวาน เปร้ียว เคม็ ขม
แล้วเสียงกเ็ งียบไปแลว้ เท่านัน้ พงึ พจิ ารณาใหเ้ หน็ เผ็ด เป็นต้น และไม่ถือโดยแยกแยะรายละเอียด
วา่ ไมค่ วรใสใ่ จเสยี งดา่ หรอื เสยี งชมของคนทวั่ ไปนกั สืบค้นลงไปว่า รสพริก รสเกลือ รสน้�ำตาล รส
เพราะคนโดยท่ัวไปนั้นเป็นพวกท่ีขาดสติ หากเขา มะมว่ ง รสขนนุ เปน็ ตน้ หรอื ไมต่ อ้ งหารายละเอยี ด
ชอบเขากช็ ม เขาไมช่ อบเขากด็ า่ ไมไ่ ดม้ เี หตผุ ลหรอื ว่าที่รสเป็นเช่นน้ีเพราะส่ิงน้ันส่ิงน้ีมากเกินไปหรือ
ข้อเท็จจริงอะไรมากนัก ผู้ท่ีด่านั้นเป็นผู้ขาดสติ นอ้ ยเกนิ ไป รสนีป้ รุงโดยคนนน้ั คนน้ี มะมว่ งรสนี้
หากเราไปใส่ใจหรือโกรธตอบผู้ท่ีด่าน้ัน เราก็เป็น มาจากจังหวัดน้ี ขนุนรสนั้นมาจากจังหวัดนั้น
ผขู้ าดสตเิ สยี ยิง่ ไปกว่าเขานน้ั คนท่ัวไปไมม่ ีความรู้ เป็นต้น พิจารณาให้เห็นเป็นสักแต่ว่าเป็นรสท่ีมา
แจ้งเป็นผู้ที่หลงงมงาย อยู่กับโลกถูกกิเลสเกิดข้ึน กระทบล้ิน เท่านั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน แม้ส่ิงท่ี
ครอบง�ำแล้วก็พูดไร้สาระไปเรื่อยเปื่อยหากเรา เปน็ ต้นตอ ให้เกิดรสน้นั กไ็ มม่ ตี วั ตน รสนนั้ จะมตี ัว
เอาคำ� พดู ของคนเช่นน้ันมาเป็นจริงเป็นจงั เสยี แลว้ ตนได้อย่างไร เป็นส่ิงท่ีเป็นไปตามกฎธรรมดาของ
ก็นับว่าเรานั้นโง่มากเหลือเกิน เม่ือไม่ใส่ถึงเสียง ธรรมชาติ คอื เปน็ สง่ิ ไมเ่ ทย่ี ง เปน็ ทกุ ข์ เปน็ อนตั ตา
ต่างๆ อย่างนี้ได้ไม่หลงยินดียินร้ายช่ือว่าส�ำรวม มีรสเกิดข้ึนตั้งอยู่แล้วก็หายไปแล้วเท่าน้ัน

254 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

เมอื่ บรโิ ภคอาหารกไ็ มพ่ งึ บรโิ ภคไปตามความอยาก เปน็ เรอ่ื งเศรา้ โศกเรอื่ งรกั เรอื่ งเพลดิ เพลนิ เรอ่ื งนา่
พงึ พจิ ารณาอาหารนน้ั วา่ เปน็ สกั แตว่ า่ ธาตเุ ปน็ ของ กลวั เรอื่ งดี เรื่องเลวรา้ ย เป็นสุข เปน็ ทกุ ข์ เป็นตน้
ไม่สะอาด ร่างกายน้ีก็เป็นของไม่สะอาด เมื่อของ ไมถ่ อื โดยแยกแยกรายละเอยี ดตอ่ ไปวา่ เร่ืองนเ้ี กิด
ไม่สะอาดมารวมกันก็ยิ่งไม่สะอาดอย่างย่ิงแล้วก็ จากผนู้ นั้ ผนู้ ี้ เรอ่ื งนด้ี เี พราะอยา่ งนๆ้ี เรอ่ื งนเ้ี ลวรา้ ย
บริโภคพอสมควร ประมาณเพยี งเพอ่ื ยังอตั ภาพให้ เพราะอยา่ งนๆ้ี สขุ นส้ี บายดอี ยา่ งนๆี้ ทกุ ขไ์ มส่ บาย
เป็นไปได้ท�ำให้หายหิวกระหายร่างกายมีก�ำลังพอ อยา่ งน้ีๆ พจิ ารณาใหเ้ ห็นเป็นสกั แต่วา่ เปน็ อารมณ์
ทำ� ประโยชนต์ ่อไปได้ เมอ่ื ไม่ยดึ ติดในนมิ ิต และอนุ ท่ีใจรับรู้เท่านั้น เป็นส่ิงที่ไม่มีตัวตน เป็นสิ่งท่ีเป็น
พยัญชนะอย่างนี้ได้ ไม่ยินดีในรสที่น่าพอใจไม่ มายามาหลอกให้จิตหลงเท่านั้น เป็นสิ่งที่เป็นไป
หงุดหงิดในรสท่ีไม่น่าพอใจไม่เกิดกิเลสขึ้นช่ือว่า ตามกฎธรรมดาของธรรมชาติ คือ เป็นส่ิงไม่เที่ยง
สำ� รวมอินทรียค์ ือลิ้นเอาไวไ้ ด้ เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มีการเกิดปรากฏข้ึนแล้วก็
5. ทางกาย เมื่อได้รับสัมผัสทางผิวกาย หายไปแลว้ เท่านนั้ พงึ พิจารณาใหเ้ ห็นว่า สุข ทุกข์
ก็ไมถ่ ือโดยรวบรดั ว่าสมั ผัสนี้ เย็น รอ้ น อ่อน แขง็ สงบ ฟงุ้ ซา่ น เบอื่ เซง็ ฯลฯ ทจี่ ติ ไปรบั รเู้ ขา้ ลว้ นเปน็
นุ่มนวล เป็นตน้ ไมถ่ อื โดยแยกแยะรายละเอียดวา่ ส่ิงที่ แปรปรวนไปเป็นธรรมดา เป็นส่ิงที่เกิดเป็น
เป็นสัมผัสของหญิง ของชาย ของฟูก ของหมอน คร้งั ๆ เท่านั้น สุขกไ็ มเ่ ห็นตอ้ งดีใจอยากได้ เพราะ
และไม่ไปหารายละเอยี ดใหย้ ง่ิ ขนึ้ ไปวา่ สมั ผัสนมุ่ ๆ สกั หนอ่ ยกแ็ ปรปรวนเปน็ อยา่ งอน่ื ไป ทกุ ขก์ ไ็ มเ่ หน็
น้ีจากผ้าฝ้าย ที่น�ำมาจากท่ีนี่สัมผัสน้ีท�ำจากหนัง ต้องร้อนใจอะไรนัก เพราะสัก หน่อยก็แปรปรวน
สตั ว์ราคาแพง เปน็ ต้น พจิ ารณาใหเ้ หน็ เป็นสกั แต่ เป็นอย่างอื่นไปเช่นกนั ทกุ ๆ สภาวะทเ่ี กดิ ข้นึ ล้วน
ว่าเป็นสัมผัสท่ีกระทบกับผิวกายเท่านั้น เป็นสิ่ง เทา่ เทยี มกันอย่างนี้ การจะเทยี่ วแสวงหาสง่ิ ดีๆ ที่
ที่ไม่มีตัวตน แม้ส่ิงที่เป็นต้นตอ ให้เกิดสัมผัสนั้น ม่ันคงถาวรก็เป็นเร่ืองไร้เดียงสา การจะหาความ
ก็ไม่มีตัวตน สัมผัสนั้นจะมีตัวตนได้อย่างไรเป็นสิ่ง สงบตลอดกาลก็เป็นไปไม่ได้การจะบังคับควบคุม
ทเ่ี ปน็ ไปตามกฎธรรมดาของธรรมชาติ คือ เปน็ ส่งิ ใหไ้ ดด้ ังใจ ปรารถนาก็ไรส้ าร เมอื่ ไม่ยึดติดในนิมิต
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มีสัมผัส เกิดข้ึน และอนุพยัญชนะอย่างน้ีได้ไม่ยินดีในอารมณ์ที่
ตั้งอยู่แล้วก็หายไปแล้วเท่านั้น ไม่เกิดความ นา่ พอใจ ไมห่ งดุ หงดิ ในอารมณท์ ไ่ี มน่ า่ พอใจ ไมเ่ กดิ
ซาบซา่ นเพราะพอใจ ไมเ่ กดิ ความเรา่ รอ้ นเพราะไม่ กิเลสขึ้น ชือ่ ว่าสำ� รวมอินทรยี ์คอื ใจเอาไว้ได้
พอใจ เมื่อไม่ยึดติดในนิมิตและอนุพยัญชนะอย่าง ดงั นน้ั การสำ� รวมอนิ ทรยี 6 คอื ตา หู จมกู
นไี้ ดไ้ มย่ นิ ดใี นสมั ผสั ทนี่ า่ พอใจไมห่ งดุ หงดิ ใน สมั ผสั ลิ้น กาย ใจ ระวังไมใ หก ิเลสครอบง�ำจติ ใจในเวลา
ท่ีไม่น่าพอใจ ไมเ่ กดิ กเิ ลสขน้ึ ชอื่ วา่ สำ� รวมอนิ ทรยี ์ รบั รอู ารมณท างอนิ ทรยี ทงั้ 6 ทาํ ใหเ กดิ อนิ ทรยี สงั วร
คอื กายเอาไวไ้ ด้ อินทรียสังวร ทําใหเกิดศีล ศีล ทําใหเกิดสมาธิ
6. ทางใจ เมอื่ ใจรบั รธู้ รรมารมณ์ ใหม้ สี ติ สมาธิ ทาํ ใหเ กดิ ปญ ญาผมู อี นิ ทรยี สงั วรดี ศลี กย็ อ ม
ไม่ถือโดยรวบรัดคือไม่ยึดถือสิ่งที่รับรู้ทางใจว่านี่ บรสิ ุทธ์ิ ศีลบริสุทธ์ิ สมาธกิ เ็ กดิ ไดง าย

ปีท่ี 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 255

5. สรปุ กล่ินผชู้ าย กลิน่ หอม กลิน่ เหม็น กลนิ่ ฉนุ กลนิ่ เนา่
พิจารณาให้เห็นว่าเป็นกล่ินท่ีลอยมากระทบจมูก
อินทรียสังวรในพระพุทธศาสนานั้นไม่ได้ เทา่ นนั้ เปน็ สงิ่ ทไี่ มม่ ตี วั ตนไมย่ นิ ดใี นกลนิ่ ทนี่ า่ พอใจ
หา้ มการรบั รอู้ ารมณแ์ ตเ่ ปน็ การฝกึ ใหม้ สี ติ รเู้ ทา่ ทนั ไม่หงุดหงิดในกลิ่นท่ีไม่น่าพอใจ ไม่เกิดกิเลสข้ึน
อารมณ์ท้ัง 6 เม่ือรับรู้อารมณ์ใดๆ แล้วจะได้ไม่ ชื่อว่าส�ำรวมอินทรีย์คือหูเอาไว้ได้ ทางล้ิน เม่ือได้
เกิดความยินดี ยินร้ายหรือหากเกิดความชอบใจ ล้ิมรสให้มีสติไม่ถือโดยรวบรัดว่ารสของคาว ของ
ไมช่ อบใจข้ึนกส็ ามารถรู้ทนั และท�ำให้ความชอบใจ หวาน เปร้ยี ว เค็ม ขม เผด็ ไมย่ ินดใี นรสท่ีนา่ พอใจ
ความไม่ชอบใจท่ีเกิดขึ้นดับไปได้โดยรวดเร็ววิธีน้ี ไมห่ งดุ หงดิ ในรสทไ่ี มน่ า่ พอใจไมเ่ กดิ กเิ ลสขนึ้ ชอ่ื วา่
เปน็ การปอ้ งกนั ต้ังแตข่ นั้ ตน้ ที่สุดทำ� ใหไ้ ม่เกิดบาป ส�ำรวมอินทรีย์คือล้ินเอาไว้ได้ ทางกาย เม่ือได้รับ
อกศุ ลไมเ่ กดิ ปญั หา และไมเ่ กดิ ทกุ ขต์ า่ งๆ ตดิ ตามมา สัมผัสทางผิวกายก็ไม่ถือโดยรวบรัดว่าสัมผัสน้ีเย็น
อินทรีย์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นการพัฒนาที่ รอ้ น ออ่ น แขง็ นุม่ นวล ไมย่ ินดีในสัมผสั ที่น่าพอใจ
ยอดเย่ยี ม คอื เมอ่ื ตาเห็นรปู เป็นตน้ แลว้ เกิดความ ไม่หงุดหงิดในสัมผัสท่ีไม่น่าพอใจ ไม่เกิดกิเลสข้ึน
ชอบใจ เกดิ ความไมช่ อบใจ และเกดิ ทงั้ ความชอบใจ ช่ือว่าส�ำรวมอินทรีย์คือกายเอาไว้ได้และทางใจ
และความไม่ชอบใจก็รู้ชัดอย่างรวดเร็วเห็นว่าเป็น เมอื่ ใจรบั รธู้ รรมารมณ์ ใหม้ สี ตไิ มถ่ อื โดยรวบรดั คอื
ส่ิงที่หยาบความชอบและไม่ชอบดับไปจิตเป็น ไมย่ ดึ ถอื สงิ่ ทร่ี บั รทู้ างใจวา่ นเ่ี ปน็ เรอื่ งเศรา้ โศกเรอื่ ง
อุเบกขาได้อย่างรวดเร็ว เปรียบเหมือนคนตาดี รกั เรอื่ งเพลดิ เพลนิ เรอ่ื งนา่ กลวั เรอื่ งดเี รอื่ งเลวรา้ ย
กะพรบิ ตา สว่ นผู้ท่ีพฒั นาอนิ ทรยี ไ์ ด้เรยี บร้อยแล้ว เป็นสุขเป็นทุกข์ ไม่ยินดีในอารมณ์ท่ีน่าพอใจ
เป็นผู้ที่สามารถควบคุมอินทรีย์ได้สามารถใช้งาน ไม่หงุดหงิดในอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจไม่เกิดกิเลสขึ้น
ตามใจปรารถนา การประยกุ ตห์ ลกั อนิ ทรยี สงั วรใน ชอ่ื วา่ สำ� รวมอินทรีย์ คอื ใจเอาไวไ้ ด้
การดำ� เนนิ ชวี ติ ในปจั จบุ นั ไมว่ า่ จะในยคุ ไหนๆ ผคู้ น ดังน้ัน จุดเริ่มต้นของการศึกษาเรียนรู้ท่ี
ก็ต้องมีการประยุกต์หลักอินทรียสังวรกับการ แทจ้ รงิ ซงึ่ เปน็ การพฒั นาทถี่ กู ทางทำ� ใหเ้ กดิ ความ
ด�ำเนนิ ชีวิตในปจั จุบนั ผ่านทวารทงั้ 6 นัน้ ทางตา สุขสงบร่มเย็นท�ำให้แก้ปัญหาทุกอย่างได้อย่าง
มองให้เห็นวา่ รปู เปน็ ส่ิงท่มี องเหน็ ได้ทางตาเทา่ นน้ั แทจ้ รงิ นน้ั กเ็ ริ่มตน้ จากการใช้ตา หู จมูก ลิ้น กาย
ไม่ทำ� ในใจวา่ เปน็ หญงิ ชาย เด็ก ผูใ้ หญ่ สาว หนมุ่ และใจให้ถูกต้อง รู้จักส�ำรวมระวังเวลาเข้าไป
เรียกว่าไม่ยึดถือโดยนิมิตและไม่เพ่งเฉพาะเป็น เกย่ี วขอ้ งกบั สง่ิ ตา่ งๆ ใหม้ คี ณุ ภาพนำ� มาใชป้ ระโยชน์
สว่ นๆ วา่ สวยหรอื ไมส่ วยเปน็ ประโยชนห์ รอื ไมเ่ ปน็ น�ำความสงบสุขมาให้เรียกว่า อินทรียภาวนา คือ
ประโยชน์ ทางหู เมื่อได้ฟังเสียงท่ีไพเราะหรือไม่ ผู้ที่มีอินทรีย์ท่ีฝึกดีแล้ว ย่อมเป็นผู้ที่ปลอดภัยจาก
ไพเราะ ให้มีสติไม่ไปยึดถือเสียงนั้นโดยรวบรัด บาปอกุศล และปลอดภยั จากทุกขท์ จ่ี ะเกิดมาจาก
เมอ่ื ไมใ่ สถ่ งึ เสยี งตา่ งๆ อยา่ งนไ้ี ดไ้ มห่ ลงยนิ ดยี นิ รา้ ย กเิ ลสตา่ งๆ แมใ้ นยคุ สมยั ทมี่ เี รอื่ งราวมากมายอยา่ ง
ชอื่ วา่ สำ� รวมอนิ ทรยี ค์ อื หเู อาไวไ้ ด้ ทางจมกู เมอื่ ได้ ยุคปัจจุบันมีส่ิงยั่วยวนใจมาล่อมากมายหลัก
ดมกล่ินให้มีสติไม่ถือโดยรวบรัดว่ากล่ินผู้หญิง

256 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

อินทรียสังวรก็ยังใช้ได้เสมอเพราะเป็นการป้องกัน ไวต้ ้ังแต่ตน้

References

Mahachulalongkornrajavidyalaya University. (1996). Thai Tipitaka Version of Mahachulalong
kornrajavidyalaya. Bangkok : Mahachulalongkornrajavidyalaya University Press.

Mahamakutrajavidyalaya. (1995). Visutthimak. Bangkok : Mahamakutrajavidyalaya Press.
Ngamprakhon, S. (2016). Analysis of Buddha’s Methods on Educational Administration in

Theravada Buddhism. Dhammathas Academic Journal, 16(2), 33-44.
Phra Nonthanathorn Chuakhamhot. (2016). Model Administration and Strengthen Discipline

at Phrapariyattidhamma of Education Khon Kaen. Dhammathas Academic Journal,
16(3), 109-120.
Phra Prom Khunaporn (P.A. Prayutto). (2003). Buddhadhamma Revised and Expanded.
Bangkok : Mahachulalongkornrajavidyalaya University Press.
Phra Wisatchana Worpanno (Phongardit). (2016). An Analytical Study of the Idappaccayatā
Concept as a Law of Nature. Dhammathas Academic Journal, 16(3), 191-202.
Thongchaona, W. (2017). Social Immunization with Social Network’s Media Literacy in Buddhist
Integration Approach in Case Study: Line. Dhammathas Academic Journal, 17(1),
205-220.
Wongpornpavan, C., et al. (2016). The Intellectual Development in the way of Buddhist
Ethics of the Meditation Center of Probannontan Temple, Naimaung Sub-District,
Maung District, Khonkaen Province. Dhammathas Academic Journal, 16(3), 143-154.

การรกั ษาผปู้ ่วยในคมั ภีรพ์ ระวินยั ปิฎก*
Treatment of Patients According in Vinaya Pitaka

พระสราวฒุ ิ วิสารโท และพระมหามิตร ฐติ ปญฺโญ
Phra Sarawut Wisarato and Phramaha Mit Thitapañño
มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแกน่
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, KhonKaen Campus, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่

โรคในคมั ภรี พ์ ระวนิ ยั ปฎิ ก คอื โรคทางกาย โรคทางกายเกดิ จาก ความเจบ็ ปว่ ยทเ่ี กดิ ขนึ้ กบั รา่ งกาย
เชน่ มีอาการไข้ ตวั ร้อน ไอ จาม เปน็ ต้น และสามารถท�ำการรักษาใหห้ ายหรือบรรเทาได้ โดยการใช้ยา
ทั่วไปในการรักษาตามอาการของโรค การรักษาผู้ป่วยในคัมภีร์พระวินัยปิฎก มีดังน้ี การรักษาผู้ป่วย
ในคมั ภีรพ์ ระวินยั ปฎิ ก ประกอบดว้ ย การใชส้ มุนไพร การรักษาดว้ ยเทคนิคตา่ งๆ เช่น การผ่าตัด การใช้
ความรอ้ น การใชพ้ ลานภุ าพ และการใชอ้ าหาร เปน็ ตน้ ซงึ่ การรกั ษาผปู้ ว่ ยในคมั ภรี พ์ ระวนิ ยั ปฎิ ก เปน็ การ
รักษาโรคทางกายเท่านนั้ และการเข้าถึงพระนิพพานได้ คือ แนวทางการรกั ษาโรคทแ่ี ทจ้ ริง ไม่ต้องทนอยู่
ในสภาวะทกุ ขอ์ กี ตอ่ ไป และเปน็ เปา้ หมายสงู สดุ ในทางพระพทุ ธศาสนา คอื ละกเิ ลสจนหมดสน้ิ บรรลเุ ปน็
พระอรหันต์ ได้รบั ความสุขท่ีแท้จรงิ คือ พระนิพพาน
ค�ำส�ำคญั : การรกั ษาผูป้ ว่ ย; โรคทางกาย; พระวนิ ยั ปิฎก

Abstract

The disease in the Vinaya Pitaka is specified as physical disease: diseases that
occur on the body, such as fever, cough, sneezing, etc. The disease can be relieved by
curing the symptoms. Treatment of patients according to the Vinaya Pitaka is consists of
the following medicine: herbal medicine for healing, and various methods of treatment
such as ushers: operation, heat use. Attainment to nirvana, is to the real treatments as
people do not home to stay with pain and unhappiness. These are all the goals of

* ได้รบั บทความ: 23 กนั ยายน 2561; แกไ้ ขบทความ: 8 กมุ ภาพันธ์ 2562; ตอบรบั ตพี ิมพ์: 4 มิถุนายน 2562
Received: September 23, 2018; Revised: February 8, 2019; Accepted: June 4, 2019

258 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

Buddhism, and to have a life without defilement is the best to get true happiness.
Keywords: Treatments; Physical Disease; Vinaya Pitaka

1. บทนำ� ปรินิพพานเช่นกัน เร่ืองน้ีเป็นปกติธรรมดา ดังที่
พระองคต์ รสั วา่ “เรามคี วามแกเ่ ปน็ ธรรมดา ไมล่ ว่ ง
พระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงโรค 2 อย่าง พน้ ความแกไ ปได้ เรามคี วามเจบ็ เปน็ ธรรมดา ไมล ว่ ง
คอื โรคทางกายและโรคทางใจ มนษุ ย์จึงพยายาม พ้นความเจ็บไปได เรามีความตายเป็นธรรมดา
ที่จะแสวงหาวิธีการที่จะเอาชนะความเจ็บป่วย ไมล ว่ งพน้ ความตายไปได” (Mahachulalongkorn
ดว้ ยรปู แบบอนั หลากหลายแตกตา่ งกนั กเ็ พอ่ื ความ rajavidyalaya University, 1996)
มงุ่ หวงั จะใหต้ วั เองปลอดภยั จากการเจบ็ ปว่ ยทเ่ี ปน็ เป็นท่ียอมรับกันว่า พระพุทธศาสนา
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติหรือวิกฤตการณ์ที่เกิด เถรวาทเป็นแหล่งก�ำเนิดแห่งภูมิปัญญาตะวันออก
ขึ้นมาในลักษณะที่แตกต่างกัน ส่วนมากจะใช้วิธี ที่ส�ำคัญ เป็นบ่อเกิดแห่งองค์ความรูต่างๆ เฉพาะ
การทางธรรมชาติ เพราะเมื่อมีการเจ็บไข้ขึ้นมา องค์ความรูด้านการรักษาพยาบาลนั้นในช่วงต้น
กต็ อ้ งอาศยั ธรรมชาตบิ ำ� บดั คอื ยาสมนุ ไพร อาการ พุทธกาล ภิกษุสงฆ์ต้องรักษาพยาบาลกันเอง
ของโรคต่างๆ ทเ่ี กดิ การเจบ็ ปว่ ยขน้ึ มา โดยเฉพาะ ในเวลาเจบ็ ปว่ ย แสวงหายารกั ษา โรคจากญาตหิ รอื
อย่างย่ิง การรักษาโรคท่ีเกิดขึ้นในแต่ละบุคคล จากอุบาสกอุบาสิกาที่ออกปวารณาไว้ ซ่ึงไม่ได้รับ
ไม่ว่าจะเป็นยารับประทาน ยาทา ยาพอก ความ ความสะดวกเท่าท่ีควร พระพุทธเจ้าตรัสกับภิกษุ
เจ็บป่วยเมื่อเกิดแล้วย่อมบ่ันทอนท้ัง กายและใจ ทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไมมีมารดา
ท�ำให้สุขภาพทรุดโทรมลง เป็นอุปสรรคต่อการ ไมมีบิดาผู้คอยพยาบาล ถ้าไมพยาบาลกันเอง
ด�ำรงชีวิต เป็นปัญหาท่ีท�ำให้ มนุษย์ได้มีความ ในเวลาอาพาธ ใครเล่าจะคอยพยาบาลพวกเธอ
พยายามจะรกั ษาสขุ ภาพทางกายและใจใหแ้ ขง็ แรง ภิกษุท่ีจะพยาบาลเราจงพยาบาลภิกษุไข ภิกษุท่ี
ทำ� ใหร้ า่ งกายและจติ ใจมี ความสมบรู ณ์ กเ็ พอื่ ความ เป็นอุปชฌาย์อาจารย์กับภิกษุท่ีเป็นสัทธิวิหาริก
ผาสุกใหเ้ กิดขนึ้ แกร่ ่างกายและจติ ใจอยู่เสมอ อันเตวาสกิ พงึ พยาบาลกนั ในเวลาอาพาธ จนกวา่
พระพุทธศาสนาถือว่าความเจ็บป่วยเป็น จะหาย ถ้าไมม่ ีอปุ ช ฌายอาจารย์ สัทธิวิหารกิ และ
ปัญหาส�ำคัญของมนุษย์ เช่นเดียวกับปัญหาเร่ือง อนั เตวาสกิ ทจ่ี ะคอยพยาบาลกนั สงฆต์ อ้ งพยาบาล
ความเกิด ความแก่ และความตาย เพราะความ (Phrakhru Srikhunarak (Sakorn Srisuk), et al.,
เจ็บป่วยนั้นเป็นกระบวนการทางธรรมชาติอย่าง 2017 : 127-136)
หน่ึงของทุกชีวิต ด�ำเนินไปตามกฎของธรรมชาติ ในการเขียนบทความครั้งน้ี ผู้เขียนได้
ซ่ึงใครๆ ก็ไมอาจปฏิเสธได แม้แต่พระพุทธเจ้า นำ� เสนอโรค ประเภทของโรค และวธิ กี ารรกั ษาตาม
ผู้เป็นศาสดาเอกในโลก ทรงพ้นจากทุกข์ทั้งปวง หลกั พระวนิ ยั ในพระพทุ ธศาสนา ทง้ั นก้ี เ็ พอื่ ใหเ้ ปน็
พระองค์ทรงประชวรทางพระวรกายและดับขันธ

ปีท่ี 19 ฉบบั ท่ี 2 (เมษายน - มถิ ุนายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 259

อีกแนวทางหน่ึงท่ีจะเป็นทางเลือกให้กับสังคม ทรงอนุญาตการรักษาโดยการรมด้วยยาสมุนไพร
ต่อไป ต่างๆ ท่าน พระปิลินทวัจฉะ ไดอ้ าพาธเป็นโรคลม
ตามอวยั วะ (Mahachulalongkornrajavidyalaya
2. โรคในคัมภีรพ์ ระพทุ ธศาสนา University, 1996)
โรคทางตา ในพระไตรปิฎกไม่ได้อธิบาย
โรคในคมั ภรี พ์ ระวนิ ยั ปฎิ ก พระพทุ ธศาสนา อาการของโรคตาไวแ้ ตพ่ อจบั ใจความไดห้ นงึ่ พยางค์
ถือว่าความเจ็บป่วยเป็นปัญหาส�ำคัญของมนุษย์ คอื คำ� วา่ “ยาทาตาทเี่ กดิ จากกระแสนำ้� ” หมายความ
เช่นเดียวกับเรื่องความเกิด ความแก่ ความตาย ว่า การท่ีพระภิกษุลงสรงน้�ำที่ไม่สะอาด และน�้ำ
ความเจบ็ ปว่ ยนน้ั เปน็ กระบวนการทางธรรมชาตอิ ย่าง เขา้ ตากท็ ำ� ใหเ้ ปน็ โรคตาได้ (Mahachulalongkorn
หนึ่งของทุกชีวิตด�ำเนินไปตามกฎของธรรมชาติ rajavidyalaya University, 1996)
ซงึ่ ใครๆ กไ็ มอ่ าจปฏเิ สธได้ ในพระวนิ ยั ปฎิ กไดร้ ะบุ โรคผอมเหลืองหรือดีซ่าน โรคนี้ท�ำให้ผิว
โรคต่างๆ ไว้เชน่ กนั (Visayathibodee, n.d. : 15) พรรณซูบซีดท�ำให้ร่างกายซูบผอมมีผิวเหลือง
โรคทางกายในคมั ภรี พ์ ระวนิ ยั ปฎิ กพระพทุ ธ เบื่ออาหาร ท�ำให้เกิดอาการง่วงเหงาหาวนอน
ศาสนาไดจ้ ำ� แนกโรคทเ่ี กดิ กบั มนษุ ย์ ซงึ่ พอทจี่ ะสรปุ นานเข้าผิวจะด�ำ และมีตุ่มขึ้นตามร่างกายจะเกิด
รายละเอียดได้ดังนี้ โรคอมนุษย์เข้าสิง โรคหน่อ อาการคันอย่างมาก (หิดเปื่อย) ปัสสาวะเหลือง
ทเ่ี ทา้ โรคปวดรอ้ นศรี ษะ โรคลมตามอวยั วะ โรคลม (Mahachulalongkornrajavidyalaya University,
ขัดยอกตามขอ้ โรคลม โรคเทา้ แตกโรคฝี เน้ืองอก 1996)
แผลไม่งอก โรคท้องผูก โรคผอมเหลือง โรคโดน โรคปวดศรี ษะ โรคนเ้ี ปน็ โรคทเี่ กดิ ขนึ้ ไดก้ บั
ยาแฝด โรคงูพิษ โรคผดผ่ืนคัน โรคร้อนในกาย ทกุ คนและเกดิ กบั คนทกุ เพศทกุ วยั หนกั บา้ งเบาบา้ ง
โรคลมในท้อง โรคเน้ืองอกในล�ำไส้ โรคท้องร่วง แตบ่ างครงั้ กม็ อี าการเรอื้ รงั (Mahachulalongkorn
โรคปอด โรคลมชัก ฯลฯ (Mahachulalongkornr rajavidyalaya University, 1996)
ajavidyalaya University, 1996) เกิดการอาพาธเพราะอมนุษย์เข้าสิง คือ
อาการที่ผู้ป่วยแสดงท่าทางแปลกๆ ออกมาพูดจา
3. ประเภทของโรคทางกาย ไปตามทผี่ สี งั่ เชน่ ผปี ตู่ าทปี่ ระจำ� หมบู่ า้ นถา้ ลกู บา้ น
ท�ำผิดผีปู่ตาก็จะมาเข้าสิงจ�้ำ (ผู้ท�ำพิธีประจ�ำ
โรคลมเสยี ดยอกตามขอ้ คอื ลมในรา่ งกาย หมบู่ า้ นเกยี่ วกบั การบวงสรวงสงั เวย) และจะแสดง
เสยี ดยอกตามขอ้ พระปลิ นิ ทวจั ฉะอาพาธเปน็ โรคน้ี กิรยิ าอาการตา่ งๆ ออกมา มีทำ� เปน็ ปากบิด คอตก
พระพทุ ธองคท์ รงทราบ พระองคอ์ นญุ าตใหร้ ะบาย นำ�้ ลายไหล ตาขวาง มือเทา้ สั่น ล�ำตวั แข็งกระดา้ ง
โลหติ ออก (Mahachulalongkornrajavidyalaya นอนท�ำตัวบิดไปบิดมา กระเสือกกระสนท�ำให้
University, 1996) ผปู้ ว่ ยทรมานมาก ดงั ภกิ ษรุ ปู หนงึ่ ถกู อมนษุ ยเ์ ขา้ สงิ
โรคลมตามอวยั วะ โรคนเ้ี ปน็ อาการของลม
ทเี่ กดิ ตามอวยั วะต่างๆ ของร่างกาย พระพุทธองค์

260 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

ต้องฉันเนื้อดิบและเลือดสดจึงหายจากโรคน้ัน กต็ ้องรอให้ภกิ ษทุ ีม่ พี รรษามากกวา่ ถ่ายกอ่ น กลัน้
อมนษุ ย์ หมายถึง นาค ครฑุ ยักษ์ อสูร คนธรรพ์ อุจจาระจนเป็นลมสลบล้มลง พระพุทธองค์ทรง
ท้าวมหาราช พระอินทร์ พระพรหมและเทวดา อนญุ าตใหถ้ า่ ยอจุ จาระตามลำ� ดบั ทม่ี าถงึ ไดไ้ มต่ อ้ ง
(Phra Brahmagunabhorn (P.A. Payutto), เรียงตามล�ำดับอาวุโส (Mahachulalongkorn
2016 : 505) rajavidyalaya University, 1996)
โรคเพราะถูกยาแฝด เกิดการเจ็บป่วย การถูกเหลือบและยุงกัด เหลือบ ยุง
เพราะการดื่มน้�ำ หรือยาท่ีหญิงแม่เรือนท�ำขึ้นมา รวมท้ังแมลงอื่นๆ เช่น แมลงวัน สัตว์จ�ำพวกน้ี
เพื่อให้คนใดคนหนึ่งดื่มกินน�้ำนั้น แล้วจะได้ตกอยู่ ชอบบนิ ไตต่ อมและกดั กนิ ผวิ กาย (Mahachulalong
ในอ�ำนาจของตนเอง (Mahachulalongkorn kornrajavidyalaya University, 1996)
rajavidyalaya University, 1996) สรุป โรคทางกายสาเหตุมาจากส่ิงที่มา
โรคเกดิ จากความหนาว ความร้อน ทำ� ให้ กระทบเสียดแทง ทางร่างกายให้ได้รับความเจ็บ
คนเราอยู่ล�ำบากเพราะเกิดจากความหนาวทุกข์ ป่วย ความทุกข์ ความล�ำบาก นั้นอาจจะเป็น
ทั้งกายและใจ อาจท�ำให้เจ็บป่วย เป็นไข้ตัวร้อน โรคไข้ ความเจ็บ ความหนาวร้อน การบาดเจ็บ
หรือบางคนแพ้อากาศท�ำให้หายใจขัดเกิดอาการ เพราะถกู ของแขง็ และของมีคม ความหวิ กระหาย
หอบหืด เป็นหวัดเจ็บคอ ความหนาวความร้อน หรือการถูกแมลงสัตว์กัดต่อย ท�ำให้เกิดการบาด
ก็เป็นเหตุให้เกิดโรคได้ เพราะการปรับตัวของ เจบ็ ทุกข์ทรมาน เป็นตน้
ร่างกายคนเราตามฤดูกาลน้ัน อุณหภูมิในร่างกาย
เปล่ียนไม่ทันก็ท�ำให้เกิดการผิดปกติได้ ตั้งแต่ 4. แนวทางการรักษาโรค
อาการเล็กน้อยจนถึงเสียชีวิต ดังภิกษุรูปหนึ่งท่ี
ถกู ขงั อยใู่ นเรอื นไฟ ภกิ ษพุ วกหนง่ึ ตดิ ไฟ ใสฟ่ นื มาก หากจะประมวลเป็นแนวทางการรักษา
ปิดประตูแล้วน่ังที่ประตู ฝ่ายภิกษุผู้เป็นเถระ ของโรค กค็ งจะนบั ไดห้ ลายรอ้ ยพน้ ซงึ่ คงไมส่ ามารถ
ถกู ความรอ้ นแผดเผา จะออกกอ็ อกไมไ่ ด้ จงึ เปน็ ลม น�ำมาแจกแจงได้ทั้งหมด ดังนั้นจึงขอกล่าวถึง
สลบลม้ ลง (Mahachulalongkornrajavidyalaya เฉพาะวธิ ีการรักษา ตามความหลากหลายของโรค
University, 1996) สามารถสรุปได้ 2 วิธี คอื
โรคปวดอุจจาระปัสสาวะนั้น เป็นโรค การป้องกัน การดูแลป้องกันตัวเองจาก
อยา่ งหนงึ่ เพราะทำ� ใหร้ า่ งกายไดร้ บั ความเจบ็ ปวด โรคภยั ไขเ้ จบ็ ตา่ งๆ เรม่ิ ตง้ั แตก่ ารดำ� เนนิ ชวี ติ ประจำ�
เปน็ ทกุ ขเวทนาอยา่ งหนงึ่ แตก่ เ็ ปน็ อาการปกตขิ อง วนั ใหเ้ หมาะสม กระทง่ั ถงึ การจดั การสงิ่ แวดลอ้ มที่
รา่ งกายมนษุ ย์ บางครงั้ อาจทำ� ใหห้ มดสตไิ ปกม็ ี เชน่ เกี่ยวข้องให้เอื้อต่อการเกิดสุขภาวะ ในศีล 227
พระเถระรูปหนึ่งถ่ายอุจจาระในวัจกุฎีตามล�ำดับ ของภิกษุ หรือในอภสิ มาจาร ศลี เลก็ ๆ นอ้ ยๆ ท่ีไม่
พรรษา ภิกษุผู้นวกะทั้งหลายถึงก่อนปวดอุจจาระ รวมอยู่ใน 227 ข้อข้างต้น ก็มีบทบัญญัติหลาย
ประการที่เอ้ือต่อการนี้ เช่น การห้ามภิกษุถ่าย

ปที ่ี 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 261

อจุ จาระ ปสั สาวะ หรอื แมก้ ระทง่ั บว้ นนำ�้ ลายลงในนำ�้ บรรเทาโรคทร่ี มุ เรา้ ไดต้ ามความจำ� เปน็ และเหมาะ
การหา้ มใชม้ อื ทเี ปอ้ื นจบั ภาชนะใสน่ ำ�้ การอนญุ าต สมแก่โรคไวด้ งั น้ี
ใหใ้ ชเ้ นยใส เนยขน้ น�้ำมนั น้�ำผึง้ น้ำ� ออ้ ยประกอบ 1.1 เภสัช 5 ได้แก่ เนยใส เนยข้น
เป็นยา การอนุญาตให้ใช้ยาดองเพื่อขับถ่ายหรือ น้�ำมัน น�้ำผึ้ง น�้ำอ้อย ซ่ึงถือว่าเป็นได้ทั้งยาและมี
เพ่ือระบาย การดูแลความสะอาดของห้องสุขา คุณประโยชน์ทางโภชนาการท่ีพระพุทธเจ้าทรง
การอนญุ าตใหใ้ ชไ้ มช้ ำ� ระฟนั (แปรงสฟี นั ) การใชผ้ า้ อนุญาตให้ภิกษุท่ีอาพาธด้วยโรคผอมเหลือง
กรองน้�ำกรองก่อนด่ืม เป็นต้น เป็นตัวอย่างที่ ฉันอาหารไม่ได้ สามารถรับประเคนโดยเก็บไว้ฉัน
สะท้อนในเร่ืองของการดูแลป้องกันตัวเองให้ ได้นาน 7 วนั และใหฉ้ นั ไดต้ ลอดเวลา
ปลอดภัย จากโรคภัยไขเ้ จ็บเบอื้ งตน้ 1.2 น้�ำมันเหลวท่ีใช้เป็นยา ได้แก่
วธิ กี ารรกั ษา การลงมอื บำ� บดั ขจดั ปดั เปา่ มันเหลวหมี มันเหลวปลา มันเหลวปลาฉลาม
ความเจบ็ ไขไ้ ดป้ ว่ ยนนั้ ๆ ดว้ ยวธิ กี ารตา่ งๆ ความเจบ็ มันเหลวหมู มนั เหลวลา พระพุทธเจ้าทรงอนุญาต
ไขไ้ ดป้ ว่ ยของพระภกิ ษทุ ม่ี หี ลกั ฐานจารกึ ไวใ้ นคมั ภรี ์ ใหภ้ กิ ษผุ อู้ าพาธเปน็ ไขร้ บั ประเคนและฉนั ในเวลาที่
พระไตรปฎิ ก มที งั้ ระดบั ธรรมดา ระดบั ปานกลาง เจยี วเฉพาะในชว่ งกลางวนั และใชฉ้ นั ในเวลากลาง
ระดับรุนแรง การดูแลรักษาด้วยวิธีการนี้ บางครง้ั วันทีเ่ รียกวา่ ในเพลเท่านน้ั
อาศัยพระภิกษุดูแลกันเอง บางครั้งพระพุทธเจ้า 1.3 รากไมช้ นิดต่างๆ เปน็ ยา ไดแ้ ก่
ก็ลงมาดูแลด้วยพระองค์เอง บางคร้ังก็อาศัยหมอ ขิงสด ว่านน้ำ� วา่ นเปราะ อตุ พิด ขา่ แฝก แหว้ หมู
ชาวบ้านเขา้ มาชว่ ย ขนึ้ อยู่กบั สถานการณ์เวลานนั้ หรือรากไม้ท่ีเป็นยาชนิดอ่ืน ซ่ึงไม่ใช่ของเคียวของ
เรอ่ื งการแพทยย์ คุ ใหมใ่ นพทุ ธทศั น์ ไดร้ วม ฉนั ทรงอนญุ าตใหภ้ กิ ษอุ าพาธรบั ประเคนแลว้ เกบ็
ค�ำบรรยายในโอกาสต่างๆ ไว้หลายเร่ือง ซึ่งเป็น ไว้ได้ตลอดชีพ โดยให้ฉันได้เฉพาะเวลาท่ีมีเหตุ
เรื่องเก่ียวกับการแพทย์ แนวพุทธได้เปรียบเทียบ จ�ำเป็นเท่านั้น เม่ือไม่มีเหตุจ�ำเป็นภิกษุรูปใด
พระพทุ ธเจา้ เปน็ หมอทใ่ี หก้ ารรกั ษาโรคทงั้ ทางกาย ฉนั ต้องอาบัตทิ กุ กฎ
และทางใจใหค้ นพน้ จากกเิ ลสซงึ่ เปน็ เชอื้ โรค การใช้ 1.4 น้�ำฝาดต่างๆ ท่ีเป็นยา ได้แก่
วธิ ีการรักษาโรคอย่างอรยิ สจั 4 เป็นความสัมพนั ธ์ น้�ำฝาดสะเดา น้�ำฝาดโมกมนั น้ำ� ฝาดข้ีกา น�ำ้ ฝาด
ของกายและจติ ทเ่ี ปน็ สาเหตใุ หเ้ กดิ โรค และใหห้ าย บอระเพ็ด น�้ำฝากกระถินพิมานหรือน�้ำฝาดท่ีเป็น
จากโรค (Phra Dhammapitaka (P.A. Payutto), ยาชนิดอ่ืนท่ีมีอยู่ ซ่ึงไม่ใช่ของเค้ียวของฉันทรง
1999 : 157) อนุญาตใหภ้ กิ ษทุ ี่อาพาธ รบั ประเคนแลว้ เก็บไวไ้ ด้
1. การใช้สมุนไพรในการรักษาในครั้ง ตลอดชีพ โดยฉันได้เฉพาะมีเหตุจ�ำเป็นเท่านั้น
พทุ ธกาล เมอ่ื หมภู่ กิ ษสุ งฆเ์ กดิ อาพาธดว้ ยโรคตา่ งๆ เมอ่ื ไมม่ เี หตจุ ำ� เปน็ ภกิ ษรุ ปู ใดฉนั ตอ้ งอาบตั ทิ กุ กฎ
ข้ึนมา พบว่าพระพุทธเจ้าทรงมีอนุญาตให้ภิกษุ 1.5 ใบไมช้ นดิ ต่างๆ ทเี่ ปน็ ยา ได้แก่
ได้มีเครื่องยาต่างๆ ไว้ใช้ ส�ำหรับบ�ำบัดรักษาเพื่อ ในสะเดา ใบโมกมนั ใบขีก้ า ใบแมงลัก ใบฝ้ายหรือ

262 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

ใบไม้ที่เป็นยาชนิดอ่ืน ซ่ึงไม่ใช่ของเคียวของฉัน 1.10 ยาผงชนิดต่างๆ ที่เป็นยา
ทรงอนุญาตให้ภิกษุที่อาพาธ รับประเคนแล้วเก็บ ทรงอนุญาตให้ภิกษุที่อาพาธเป็นโรคฝีดาษ หิด
ไวไ้ ดต้ ลอดชพี โดยฉนั ไดเ้ ฉพาะมเี หตจุ ำ� เปน็ เทา่ นนั้ ตุ่มพุพอง ใช้ทาเพ่ือไม่ให้น�้ำเหลืองท่ีไหลเยิ้มออก
เมอ่ื ไมม่ เี หตจุ ำ� เปน็ ภกิ ษรุ ปู ใดฉนั ตอ้ งอาบตั ทิ กุ กฎ มาไปเกาะตดิ กบั จวี รและผวิ หนงั จนทำ� ใหแ้ กะออก
1.6 ผลไม้ชนิดตา่ งๆ ทเี่ ปน็ ยา ได้แก่ ล�ำบาก
ลูกพิลงั คะ ดปี ลี พรกิ สมอไทย สมอพิเพก มะขาม 1.11 มูลโค ดินเหนียว กากน้�ำย้อม
ปอ้ ม ผลโกศหรอื ผลไมท้ เี่ ปน็ ยาชนดิ อนื่ ซง่ึ ไมใ่ ชข่ อง ทรงอนญุ าตใหใ้ ช้ทากับกลิ่นตวั เอง
เคย้ี วของฉนั ทรงอนญุ าตใหภ้ กิ ษอุ าพาธรบั ประเคน 1.12 ยาทาตา ท่ีท�ำด้วยเคร่ืองปรุง
แล้วเก็บไว้ได้ตลอดชีพ โดยฉันได้เฉพาะมีเหตุ ตา่ งๆ เชน่ หรดาลกลบี ทอง เขมา่ ไฟ ทรงอนญุ าต
จ�ำเป็นเท่านั้น เม่ือไม่มีเหตุจ�ำเป็น ภิกษุรูปใดฉัน ให้ภิกษุท่ีเปน็ โรคตา ทายาทาตา ยาปา้ ยตา
ต้องอาบัติทุกกฎ 1.13 เครอ่ื งผสมยาตา ไดแ้ ก่ ไมจ้ นั ทร์
1.7 ยางไมช้ นดิ ตา่ งๆ ทเ่ี ปน็ ยา ไดแ้ ก่ กฤษณา กลมั พัก ใบเฉียง แห้วหมู ทรงอนญุ าตให้
หิงคุ ยางเคี่ยวจากหิงคุ ยางเค่ียวจากเปลือกหิงคุ ใช้ยาหยอดตา ยาป้ายตาที่ปรุงด้วยเคร่ืองปรุง
ยางจากยอดตน้ ตนั ตกะ ยางจากใบตน้ ตกะ ยางเคย่ี ว ดงั กลา่ วได้ สำ� หรบั รกั ษาโรคตา
จากต้นตกะ ก�ำยาน หรือยางท่ีเป็นยาชนิดอื่นท่ีมี 1.14 นำ�้ มนั ยานตั ถ์ุ และการสดู ควนั
อยู่ ซึ่งไม่ใช่ของเค้ยี วของฉนั ทรงอนุญาตใหภ้ กิ ษทุ ี่ โรคปวดร้อนท่ีศีรษะ ทรงอนุญาตน้�ำมันส�ำหรับ
อาพาธ รบั ประเคนแล้วเก็บไวไ้ ดต้ ลอดชีพ โดยฉัน โรคปวดศีรษะ เม่ือยังไม่หายอนุญาตให้นัตถุ์ยา
ได้เฉพาะมีเหตุจ�ำเป็นเท่าน้ัน เม่ือไม่มีเหตุจ�ำเป็น และสูดควันได้
ภิกษรุ ูปใดฉัน ต้องอาบตั ิทุกกฎ 1.15 น�้ำมันหุง และน�้ำเมาเจือด้วย
1.8 เกลือชนิดต่างๆ ทเี่ ปน็ ยา ไดแ้ ก่ นำ�้ มนั หงุ ทรงอนญุ าตใหฉ้ นั นำ้� มนั หงุ และนำ้� เมาเจอื
เกลอื สมุทร เกลือดำ� เกลอื สินเธาว์ เกลอื ดนิ โปรง่ ด้วยน�้ำมันหุงที่ไม่เกินขนาดได้ ส�ำหรับน�้ำมันหุงท่ี
เกลอื หุง หรือเกลือท่ีเป็นยาชนดิ อน่ื ที่มอี ยู่ ซ่งึ ไม่ใช่ เจือน้�ำเมาเกินขนาดทรงอนุญาตให้ใช้ทาเท่านั้น
ของเค้ียวของฉัน ทรงอนุญาตให้ภิกษุท่ีอาพาธรับ ภิกษุรูปใดด่ืม ต้องอาบัติตามธรรม (ปรับอาบัติ
ประเคนแล้วเก็บไว้ได้ตลอดชีพ โดยฉันได้เฉพาะ ปาจิตตีย์)
มีเหตุจ�ำเป็นเท่าน้ัน (Mahachulalongkorn 1.16 เขาสัตว์กอก ระบายโลหติ ออก
rajavidyalaya University, 1996) ทรงอนุญาตให้ใช้เขาสัตว์กอก ระบายโลหิตออก
1.9 เนอื้ ดบิ และเลอื ดสด ทรงอนญุ าต ส�ำหรบั แกโ้ รคลม ขัดยอกตามขอ้
ให้ภิกษุท่ีอาพาธด้วยโรคอมนุษย์เข้าสิงฉันเนื้อดิบ 1.17 ยาทาเทา้ ทรงอนญุ าตยาทาเทา้
และเลอื ดสดได้ (Mahachulalongkornrajavidya สำ� หรบั โรคเทา้ แตก และหากยงั ไมห่ ายทรงอนญุ าต
laya University, 1996) ใหป้ รุงน�ำ้ มนั ทาเทา้

ปที ่ี 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มถิ ุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 263

1.18 ยามหาวกิ ฏั ไดแ้ ก่ คถู มตู ร เถา้ 1.29 อุปกรณ์ส�ำหรับใช้ปรุงยาและ
ดิน ทรงอนญุ าตให้เจือนำ�้ ฉนั แกพ้ ษิ งู เก็บรักษา นอกจากสมุนไพรท่ีพระพุทธเจ้าทรง
1.19 น้�ำด่ืมเจือคูถ ทรงอนุญาตให้ อนุญาตให้ภิกษุใช้ท�ำการรักษา ดังกล่าวนี้แล้ว
เจือน�้ำฉนั แกพ้ ิษยา พระพุทธเจ้ายังทรงมี พุทธานุญาตให้ใช้อุปกรณ์
1.20 น�้ำละลายจากดินติดผาลไถ ตา่ งๆ สำ� หรับใช้ปรงุ ยา และเก็บรักษายาไว้ควบคู่
ทรงอนุญาตใหฉ้ นั แก้โรคเสน่หย์ าแฝด กนั ดว้ ยตามทมี่ กี ลา่ วไวใ้ นพระไตรปฎิ ก หมวดเภสชั
1.21 น้�ำด่างดิบ ทรงอนุญาตให้ฉัน ขนั ธกะ ดงั น้ี (Mahachulalongkornrajavidyalaya
แกโ้ รคผอมเหลือง University, 1996)
1.22 นำ้� สมอดองมตู รโค ทรงอนญุ าต เครอ่ื งรอ่ นยาผง และผา้ รอ่ นยา ครก สาก
ให้ฉันแกโ้ รคผอมเหลอื ง กลกั ยาตาและไมป้ า้ ยตา ภาชนะสำ� หรบั เกบ็ ไมป้ า้ ย
1.23 สมุนไพรหอม ทรงอนุญาตให้ ยาตา กลอ้ งยานัตถ์ุ กลอ้ งสดู ควนั ฝาปิดกล้องสดู
ลูบไล้สมนุ ไพรหอม สำ� หรบั แกโ้ รคผิวหนัง ควัน ชนิดที่ท�ำด้วยกระดูก ท�ำด้วยงา ท�ำด้วยเขา
1.24 ยาถา่ ย ทรงอนญุ าต สำ� หรบั แก้ ท�ำด้วยไม้อ้อ ทำ� ดว้ ยไมไ้ ผ่ ท�ำดว้ ยยางไม้ ทำ� ดว้ ย
โรคท้องผูก โลหะ ท�ำด้วยเปลือกสังข์ ลักจ่ันที่ท�ำด้วยโลหะ
1.25 ยาดองโลณโสวีรก (ยาท่ีปรุง ท�ำดว้ ยไม้ และทำ� ด้วยผลไมส้ ำ� หรบั บรรจนุ �ำ้ มันหงุ
ด้วยส่วนผสมนานาชนดิ ) ทรงอนญุ าตใหเ้ จอื นำ้� ด่มื อา่ งน้ำ� สำ� หรบั ใชใ้ สน่ ้ำ� ต้มใบไมช้ นิดต่างๆ ใหภ้ กิ ษุ
อย่างน�ำ้ ปานะแก้โรคลมในท้อง ใช้อาบหรือทารักษาโรคลม และเขาสัตว์ส�ำหรับ
1.26 เหงา้ บวั และรากบวั พระสารบี ตุ ร กรอกระบายโลหติ กระจกหรอื ภาชนะสำ� หรบั ตรวจ
ใช้ฉนั แก้โรครอ้ นในกาย ดูแผลบนใบหน้า ผ้ารัดเข่า ไม้แคะหูและของที่ใช้
1.27 กา้ นอบุ ลอบ พระพทุ ธเจา้ ไดร้ บั ห่อ ไม้บังเวียน กัปปิยภูมิ ในภูมิปัญญาชาวบ้าน
การปรงุ ถวายจากหมอชวี ก ใชส้ ดู สำ� หรบั แกโ้ รคการ ยาสมนุ ไพรพน้ื บ้าน ผูท้ ่ีจะต้องนำ� ยาสมนุ ไพรท่ีมา
หมักหมมสิง่ อันเปน็ โทษในร่างกาย รกั ษา นนั้ ควรมวี ธิ กี ารปรงุ ยาใหถ้ กู ตามตำ� รา มกี าร
1.28 กระเทียม ตามปกติพระองค์ เก็บรักษายา ไว้ในที่สมควร (Swing Boon Cher,
ทรงห้ามฉันกระเทียม เพราะส่งกลิ่นไปรบกวน 1991 : 21)
ผมู้ าฟงั ธรรมจนเปน็ เหตใุ หห้ า่ งเหนิ ตอ่ การฟงั ธรรม 2. การใช้อาหารในการรักษาอาหาร
แต่คร้ันทรงทราบว่า ภิกษุอาพาธด้วยโรคลม ประเภทต่างๆ ท่ีพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ใช้
เสียดท้อง ฉันกระเทียมแล้วหาย พระองค์จึง สำ� หรบั เปน็ ยา และเปน็ อาหารบำ� รงุ สขุ ภาพ ตามท่ี
ทรงอนุญาตให้ฉันเฉพาะยามอาพาธเท่าน้ัน ระบุไว้ ดังนี้ 1) อาหารประเภทน�้ำข้าวใส น�้ำต้ม
(Mahachulalongkornrajavidyalaya University, ถ่ัวเขียวไม่ข้น น้�ำต้มถ่ัวเขียวข้น น้�ำต้มเนื้อ
1996) พระพทุ ธเจา้ ทรงอนญุ าตใหภ้ กิ ษอุ าพาธทฉ่ี นั ยาถา่ ย

264 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

ใช้บ�ำรุงสุขภาพได้ และ 2) ข้าวยาคู เม่ือคร้ังท่ี ไฟสำ� หรบั อบตวั (Mahachulalongkornrajavidya
พระพุทธเจ้าทรงประชวรด้วยโรคลมในท้อง laya University, 1996)
พระอานนท์ได้ต้มข้าวยาคูถวาย ซึ่งปรุงด้วย จากการรกั ษาแพทยแ์ ผนโบราณความเปน็
ข้าวสาร ถั่วเขียว และงาบดถวาย คร้ันดื่มแล้ว มาอนั ยาวนาน มนษุ ยต์ า่ งกม็ วี ชิ าแพทยข์ องตนเอง
ทรงหายจากการประชวร นอกจากน้ี พระพุทธเจ้า แตกต่างกันไปตามแนวการแพทย์พ้ืนฐานของ
ยงั ทรงตรสั วา่ ขา้ วยาคเู ปน็ ยาและตรสั ถงึ ประโยชน์ แต่ละกลุ่มชน โดยไทยถือการรักษาโรคโดยอาศัย
ของขา้ วยาคูไว้ มี 5 ประการ คอื 1) บรรเทาความ ธรรมชาตบิ �ำบัด (Foundation for Thai Traditional
หวิ 2) บรรเทาความกระหาย 3) ทำ� ใหล้ มเดนิ คลอ่ ง Rehabilitation, 1992 : 5)
4) ช�ำระล�ำไส้ และ 5) ช่วยย่อยอาหาร (Maha 4. การใช้การผ่าตัดในการรักษาการ
chulalongkornrajavidyalaya University, 1996) ผา่ ตดั เปน็ กรรมวธิ ีการรกั ษาโรคท่ีนับว่าเป็นความ
การใช้ยาสมุนไพรประเภทอาหารเป็น กา้ วหนา้ ทส่ี ดุ ในสมยั พทุ ธกาล เชน่ การผา่ ตดั สมอง
ผลติ ภณั ฑห์ รอื ยาทสี่ ามารถกอ่ ใหเ้ กดิ การพงึ่ ตนเอง การผ่าตัดล�ำไส้ (Mahachulalongkornrajavid
ได้อีกระดับหน่ึง ปัจจุบันได้มีการผลิตและการใช้ yalaya University, 1996) ซ่ึงปรากฏอยู่ในหมู่
สมุนไพรส�ำเร็จรูปหลายชนิด เช่น กระเทียมสกัด เหล่าชาวราชคฤหัสถ์ใช้กัน แต่ส�ำหรับในหมู่สงฆ์
ขม้ินเป็นแคปซูล ยาแก้ไอมะแว้ง ยาระบาย พระพุทธเจ้าทรงมี พุทธานุญาตให้ภิกษุท�ำการ
มะขามแขกได้รับการผสมผสาน ให้มีการด�ำเนิน ผ่าตัดได้เฉพาะบางกรณีเท่าน้ัน กรรมวิธีต่างๆ
งานการแพทย์แผนไทย และสมุนไพรชุมชน ในการผา่ ตดั ในหมสู่ งฆท์ ม่ี กี ลา่ วไวใ้ นคมั ภรี พ์ ระวนิ ยั
(Capcharoen, 1994 : 1) ปิฎก มีดังน้ี
3. การใชค้ วามรอ้ นในการรกั ษาเมอ่ื ภกิ ษุ 4.1 การผ่าตัดฝี ภิกษุที่อาพาธด้วย
อาพาธด้วยโรคลมตามอวัยวะ พระพุทธเจ้าทรง โรคฝี พระพทุ ธเจา้ ทรงอนญุ าตใหท้ ำ� การผา่ ตดั ดว้ ย
มีพุทธานุญาต ให้ใช้ความร้อนตามกรรมวิธีแบบ กรรมวิธีต่างๆ ท่ีบอกไว้เพียงคร่าวๆ ดังนี้ ภิกษุ
ต่างๆ มาบ�ำบัดโรคได้ ดังนี้ทรงอนุญาตการเข้า อาพาธเป็นฝี ทรงอนุญาตการผ่าตัด ทรงอนุญาต
กระโจมรมเหง่ือ ภิกษุอาพาธด้วยโรคลมน้ัน น�้ำฝาด ทรงอนุญาตงาบด ทรงอนุญาตยาพอก
ยังไม่หาย ทรงอนุญาตการรมด้วยใบไม้ ภิกษุ ทรงอนุญาตผ้าพันแผล ทรงอนุญาตให้ชะด้วย
อาพาธด้วยโรคลมนน้ั ยงั ไมห่ ายดี ทรงอนญุ าตการ น�้ำแป้งเมล็ดผักกาด ส�ำหรับแผลคันและทรง
รมใหญ่ ภิกษุอาพาธด้วยโรคลมนั้นยังไม่หายอีก อนุญาตให้นม สำ� หรบั แผลชื้น (Mahachulalong
ทรงอนุญาตน้�ำต้มใบไม้ชนิดต่างๆ ใส่อ่างส�ำหรับ kornrajavidyalaya University, 1996)
อาบหรือแช่ได้ ภิกษุอาพาธจากการเป็นแผลช้ืน 4.2 การผา่ ตดั เนอ้ื งอก ภกิ ษทุ อี่ าพาธ
ทรงอนุญาตให้รมควัน และภิกษุที่มีร่างกายอ้วน เปน็ เนอ้ื งอกทยี่ นื่ ออกมา พระพทุ ธเจา้ ทรงอนญุ าต
และมีอาพาธมาก พระพุทธเจ้าทรง อนญุ าตเรอื น ให้ท�ำการผ่าตัดด้วยกรรมวิธีต่างๆ ดังน้ี ทรง

ปที ่ี 19 ฉบับท่ี 2 (เมษายน - มถิ ุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 265

อนญุ าตให้ตัดดว้ ยเกลือ ทรงอนญุ าตนำ�้ มันทาแผล นิมนต์พระพุทธเจ้ามาฉันภัตตาหารที่บ้านของนาง
ส�ำหรบั แผลไม่งอก และทรงอนุญาตผา้ เกา่ สำ� หรับ สุปปิยา จึงได้ทราบเร่ืองราวการไม่สบายของนาง
ซับน้�ำมันเพ่ือรักษาแผลทุกชนิดที่น�้ำมันไหลเย้ิม ในครง้ั นี้ จากนนั้ จงึ ทรงรบั สงั่ ใหน้ ำ� นางออกมา และ
(Mahachulalongkornrajavidyalaya University, พระองค์ทรงแสดง พลานุภาพรักษาแผลของนาง
1996) ให้หายเป็นปกติดังเดิม นางได้กล่าวสรรเสริญ
4.3 การผา่ ตดั รดิ สดี วงในครง้ั พทุ ธกาล พลานุภาพของพระพุทธเจ้าไว้ว่า น่าอัศจรรย์จริง
การผา่ ตดั รดิ สดี วงทวารไดเ้ คยปรากฏวา่ มภี กิ ษสุ งฆ์ หนอท่านผู้เจริญ ไม่เคยปรากฏ ท่านผู้เจริญ
ได้ให้หมอท�ำการผ่าตัดริดสีดวงทวารมาแล้วคร้ัน พระตถาคตทรงมฤี ทธมิ์ าก มอี านภุ าพมาก เพยี งได้
พระพุทธเจ้าทรงทราบจึงมีพุทธบัญญัติห้ามภิกษุ เห็นพระองค์เท่านัน้ แผลใหญก่ ลับหายเปน็ ปกติ
สงฆท์ ำ� การผา่ ตัดรดิ สีดวงทวาร หรือบีบรดิ สดี วงที่
มีขนาดประมาณ 2 นิ้วรอบๆ ท่ีแคบภิกษุรูปใด 5. สรปุ
ผา่ ตัดหรอื บีบริดสีดวง ตอ้ งอาบตั ิถลุ สัจจยั
พระพทุ ธองคแ์ มจ้ ะมรี ปู แบบในการรกั ษา โรคในคัมภีร์พระวินัยปิฎก เป็นโรคทาง
โรคต่างๆ หลายอย่างก็ตาม การรักษาโรคท่ีมี กายทมี่ สี าเหตมุ าจากสง่ิ ทม่ี าเสยี ดแทงทางรา่ งกาย
ขอบเขตจำ� กดั ของภกิ ษสุ งฆ์ พระองคท์ รงเหน็ วา่ คง ใหไ้ ดร้ บั ความเจบ็ ปว่ ย ความทกุ ข์ ความลำ� บากนน้ั
เป็นการไม่สมควรท่ีไปรบกวนคฤหัสถ์มากเกินไป อาจจะเป็น โรค ไข้ ความเจ็บ ความหนาวรอ้ นการ
และการรกั ษาโรคดว้ ยวิธีนม้ี ขี ้นั ตอนทยี่ ากล�ำบาก บาดเจ็บเพราะถูกของแข็งและของมีคม ความหิว
5. การใช้พลานุภาพในการรักษาด้วย กระหาย หรือการถูกแมลงสัตว์กัดต่อย ท�ำให้เกิด
พลานภุ าพ ถือวา่ เป็นอกี วิธีหนึง่ ท่พี ระพุทธเจ้าทรง ความเจ็บป่วยข้ึนกับร่างกาย อันเนื่องมาจากองค์
น�ำมาท�ำการรักษาโรค และมีกล่าวอยู่ในคัมภีร์ ประกอบของร่างกายที่ท�ำงานผิดปกติเกิดความ
พระวินัยปิฎกในตอนหนึ่ง มีอุบาสิกาช่ือสุปปิยา รู้สึกไม่สบาย หรือมีอาการผิดปกติท่ีแสดงออกมา
เปน็ ผมู้ ศี รทั ธาเลอ่ื มใสในพระพทุ ธศาสนา ครงั้ หนงึ่ ให้ปรากฏทางกาย
ขณะท่ีนางได้ไปเย่ียมไข้ภิกษุอาพาธรูปหน่ึง วิธีการรักษา การบาดเจ็บทุกข์ ทรมาน
ท่านอาพาธฉันยาถ่ายแล้วต้องการน�้ำต้มเนื้อ การรกั ษาประกอบดว้ ยการใชส้ มนุ ไพร ทงั้ ทไี่ ดจ้ าก
แต่ปรากฏว่าในครั้งนั้นนางไปหาซื้อเน้ือที่ตลาด พืชสัตว์ และแร่ธาตุการรักษาด้วยเทคนิคต่างๆ
ไม่ได้ นางจงึ ได้ตดั ชน้ิ เน้ือของตนเองนำ� ไปปรุงเป็น เชน่ การผ่าตดั การใชค้ วามรอ้ นในการรกั ษา การ
อาหารแทนเนอื้ สตั ว์ เพอ่ื ถวายแด่พระภกิ ษอุ าพาธ ใชพ้ ลานภุ าพในการรกั ษา และการใชอ้ าหารในการ
รูปน้ัน และหลังจากนั้นมานางได้เกิดล้มป่วยลง รกั ษา เปน็ การรักษาโรคตามอาการที่เกิดขน้ึ นอก
เมื่อสามีนางทราบถึงศรัทธาในการสละทานครั้งนี้ เหนือจากการใช้ยาสมุนไพร อันประกอบด้วยการ
ของนาง จึงพลอยยนิ ดตี ามไปด้วย และไดไ้ ปกราบ บริหารร่างกายด้วยการดัดกาย การนวดรักษา
อาการปวดเม่ือย มีการนึ่งและผิงไฟเพื่อปรับธาตุ

266 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

ทั้ง 4 ในร่างกาย ซึ่งการรักษาผู้ปว่ ยเปน็ การรกั ษา โรคทางกายเทา่ นน้ั

References

Capcharoen, P. (1994). Thai Massage for Health Officers. Summary of Workshop Reports.
Bangkok : Ministry of Public Health.

Foundation for Thai Traditional Rehabilitation. (1992). Traditional Thai Medicine. Bangkok
: Sam Charoenchai Panich.

Mahachulalongkornrajavidyalaya. (1996). Tripitaka. Bangkok : Mahachulalongkornrajavidya laya
University Press.

Phra Brahmagunabhorn (P.A. Payutto). (2016). Buddhist Dictionary Edition. Bangkok :
Publisher Pet & Home co., Ltd.

Phra Dhammapitaka (P.A. Payutto). (1999). New Age Medicine in Buddhism. Bangkok :
Tanthai Public Company Limited.

Phrakhru Srikhunarak (Sakorn Srisuk), et al. (2017). The Guideline of Buddhadhamma
Application on Birth Tradition of Bhanphue district Buddhists Udonthani Province.
Dhammathas Academic Journal, 17(2), 127-136.

Swing Boon Cher. (1991). Northeastern Traditional herbs. Ubon Ratchathani : Israeli Heritage
Publishing House.

Visayathibodee, C. (n.d.). Textbook. Bangkok : Textbook Development Project Thai Traditional
Medicine Foundation.

วิจารณ์หนงั สือ : Book Review
45 พรรษาของพระพุทธเจ้า*
45 years of Buddha

ผูเ้ ขียน: สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก
Author: Somdet Phra Nyanasamvara Somdet Phra Sangharajsakonmahasankkaprarinayok

พระวีระชาติ ธรี สิทฺโธ (เพง็ แจ่ม) และพระมหามติ ร ฐิตปญฺโญ
Phra Weerachat Dhirasiddho (Pengjam) and Phramaha Mit Thitapañño

มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, KhonKaen Campus, Thailand

Corresponding Author, E-mail: [email protected]

1. บทน�ำ ศาสนาโดยเฉพาะคมั ภรี พ์ ระไตรปฎิ กนนั้ ไมไ่ ดก้ ลา่ ว
ไว้อย่างต่อเนื่องต้ังแต่ต้นจนจบ และไม่ได้ล�ำดับ
หนังสือเรื่อง 45พรรษาของพระพุทธเจ้า กาลเวลาของเหตุการณ์ชัดเจนส�ำหรับน�ำมาใช้
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกล อบรมพระบวชใหม่วัดบวรนเิ วศวิหาร
มหาสงั ฆปรณิ ายก พระนามเดมิ เจรญิ คชวตั ร ฉายา ดังน้ัน ผู้วิจารณ์มีความประสงค์ที่เลือก
สวุ ฑฒฺ โน (3 ตุลาคม พ.ศ. 2456-24 ตลุ าคม พ.ศ. วิจารณ์หนังสือเร่ืองนี้ เพ่ือให้เห็นมุมมองของ
2556) สมเดจ็ พระสังฆราชพระองค์ท่ี 19 แห่งกรงุ ผู้เขียนหนังสือเร่ือง 45 พรรษาของพระพุทธเจ้า
รัตนโกสินทร์ สถติ ณวัดบวรนเิ วศราชวรวหิ ารทรง ซง่ึ เปน็ ผลงานทผี่ เู้ ขยี นไดก้ ลา่ วถงึ สภาพปญั หาของ
ดำ� รงตำ� แหนง่ เมอื่ พ.ศ. 2532 ไดท้ รงนพิ นธไ์ วต้ ง้ั แต่ พุทธบริษัทคนไทยเหินห่างจากพระพุทธพุทธ
ปี 2504ขณะทรงดำ� รงสมณศกั ดท์ิ ่ี พระสาสนโสภณ ศาสนา ในการเรียบเรียง 45 พรรษาของ
ไดน้ ำ� ความรเู้ กยี่ วกบั หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนา พระพุทธเจ้านั้น พระนิพนธ์เร่ืองน้ี นับเป็นการ
ไปตามล�ำดับเร่ืองราวที่เกิดขึ้นในพุทธประวัติเป็น เรียบเรียงพุทธประวัติแนวใหม่ที่ไม่ซ�้ำแบบใคร
ทำ� นองเลา่ เหตกุ ารณต์ า่ งๆ ทเ่ี กดิ ขนึ้ ในพระประวตั ิ โดยลักษณะเด่นเป็นเรื่องที่ให้ความรู้เกี่ยวกับ
ของพระพทุ ธเจา้ ไปตามลำ� ดบั ปี นบั แตพ่ ระพทุ ธเจา้ พระพุทธศาสนาอย่างกว้างขวางทั้งในแง่พุทธ
ตรสั รูเ้ ร่ิมประกาศค�ำสอน ไปจนถึงการนิพพาน ซง่ึ ประวัติและพระธรรมค�ำสอนในพระพุทธศาสนา
เรอ่ื งราวในพทุ ธประวตั ทิ ปี่ รากฏในคมั ภรี พ์ ระพทุ ธ

* ไดร้ บั บทความ: 19 มิถุนายน 2561; แก้ไขบทความ: 7 มนี าคม 2562; ตอบรบั ตีพมิ พ์: 13 มถิ ุนายน 2562
Received: June 19, 2018; Revised: March 7, 2019; Accepted: June 13, 2019

268 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

เพราะไดท้ รงประมวลความรทู้ งั้ จากคมั ภรี พ์ ระไตรปฎิ ก ผู้วิจารณ์เห็นว่า การจัดโครงสร้างของ
อรรถกถา และปกรณ์วิเสสต่างๆ ตลอดจนจาก หนังสือของผู้ประพันธ์มีความเหมาะสม ด้วยการ
ต�ำราอ่ืนๆ ที่เก่ียวข้องกับเร่ืองนั้นๆจึงนับเป็นการ แบ่งเนื้อหาที่ลงตัว ล�ำดับการน�ำเสนอเน้ือหาเป็น
ใ ห ้ ค ว า ม รู ้ เ รื่ อ ง พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า ห ล า ย ด ้ า น ล�ำดับน้ันตอนได้ชัดเจน โดยเร่ิมจากการจัดท�ำ
(Somdet Phra Nyanasamvara Somdet Phra สารบญั นำ� เนอ้ื เรอ่ื งใหญๆ่ เปน็ บทเรอื่ ง แลว้ เนอ้ื หา
Sangharajsakonmahasankkaprarinayok, ที่ย่อยละเอียดลงไปถึงระดับของเน้ือหาย่อยๆ
1996 : 1) และเพ่อื วจิ ารณเ์ นอ้ื หาสาระ ใหเ้ หน็ ถงึ ผู้ประพันธ์ก�ำหนดการเดินเร่ืองราวหรือเนื้อหา
คุณค่าของหนังสือในด้านต่างๆ ท้ังด้านโครงสร้าง ในแต่ละบทมีความสอดคล้อง เนื้อหามีความร้อย
ตลอดถึงการอธิบายเนื้อหาสาระของหนังสือและ รัด มีการสืบต่อเนื่องกันจากเรื่องแรกจนถึงเรื่อง
ประโยชน์ส�ำหรับผู้อ่านเพ่ือใช้เป็นคู่มือแห่งการ สุดท้าย และหนังสือเล่มนี้อธิบายประกอบเน้ือหา
ศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และการ ที่อยู่ในเรื่องที่มีความเข้าใจได้ยาก พร้อมกับ
ท�ำความเข้าใจให้ถูกต้องในกรณีพระคึกฤทธิ์ที่เกิด ยกตัวอย่าง บ่อยครั้งที่ผู้ประพันธ์น�ำเอาเน้ือหาที่
ขึน้ เป็นปญั หาของสงั คมในปจั จุบันนี้ สัมพันธ์กับเนื้อเรื่องที่ก�ำลังอธิบายอยู่มาท�ำความ
เข้าใจ เป็นการปูพ้ืนฐานความรู้ความเข้าใจแก่
2. โครงสร้างของหนังสอื ผอู้ า่ น ทำ� ใหผ้ วู้ จิ ารณเ์ หน็ ความมงุ่ มนั่ และความเปน็
นักวิชาการของผู้ประพันธ์ที่น�ำเสนอข้อมูลด้าน
หนงั สอื 45 พรรษาของพระพทุ ธเจา้ เลม่ น้ี พระไตรปฎิ ก
ได้รวมตีพิมพ์ข้ึนคร้ังแรกเมื่อ พ.ศ. 2510
ซึ่งเป็นการพิมพ์อย่างรีบด่วนจึงมีข้อผิดพลาดอยู่ 3. บทวจิ ารณ์
หลายประการ และพิมพ์คร้ังน้ัน มีเนื้อหาเพียง
พรรษา 9 โครงสรา้ งหนังสือแบง่ ออกเปน็ จ�ำนวน ผู้บวชท่ีประสงค์จะได้รับผลแห่งการบวช
9 บท 391 หนา้ ได้แก่ ตอนที่ 1 บทน�ำ ผูน้ พิ นธ์ จักต้องระลึกหรือส�ำนึกถึงความท่ีตนจะต้องรับผิด
ไดท้ รงอธบิ ายถงึ เรอื่ งของการบวช ตอนที่ 2 พรรษา ชอบในความล้มเหลว หรือความประสบผลส�ำเร็จ
ท่ี 1 ปา่ อสิ ิปตนมฤคทายวนั ใกล้กรุงพาราณสตี อน ในการบวชของตนด้วยตนเอง เพราะตนขอบวช
ที่ 3พรรษาที่ 2-3-4 พระเวฬวุ นั วหิ าร พระนครราชกฤห์ ด้วยความสมัครใจของตนเองเพ่ือเป็นเคร่ืองเตือน
ตอนที่ 4 พรรษาท5ี่ ปา่ มหาวนั นครเวสาลตี อนท่ี 5 ตนไมใ่ หเ้ ปน็ ผเู้ สยี หายในการปฏญิ าณตนตอ้ งระลกึ
พรรษาที่ 6 ณ มกลุ บรรพตตอนท่ี 6 พรรษาท่ี 7 ถึงข้อท่ีได้ท�ำพิธีขอบวชของตนในสถานที่อัน
ดาวดงึ สเ์ ทวโลกตอนท่ี 7 พรรษาท่ี 8 เภสกลาวนั ศักดิ์สิทธ์ิในโอกาสอันศักดิ์สิทธิ์ ในท่ามกลางหมู่
ใกล้เมืองสุงสุมารคีรี ตอนที่ 8 พรรษาที่ 9 คณะท่ีประชุมกันในนามของพระรัตนตรัยตนจะ
วัดโฆษติ าราม เมอื งโกสัมพี ตอนที่ 9 พรรษาท่ี 10 ตอ้ งมหี ริ แิ ละโอตตปั ปะตอ้ งบอกนสิ สยั 4 นก้ี เ็ พราะ
ปา่ รักขติ วัน ต�ำบลปารเิ ลยยกะ ว่าเมือ่ ออกจากบ้านจากเรือน มาเป็น อนาคารยิ ะ

ปที ่ี 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มถิ ุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 269

คือ คนไม่มีบ้านไม่มีเรือนก็ต้องเท่ียวขอเขา คือ ในทัศนของผู้วิจารณ์เห็นว่าหนังสือเร่ือง
เทย่ี วบณิ ฑบาตผา้ นงุ่ หม่ จะไดท้ ไ่ี หน กต็ อ้ งเทย่ี วเกบ็ “45 พรรษาของพระพุทธเจ้า” สมเด็จพระญาณ
เอาผ้าท่ีเขาทิ้ง เขาไม่ต้องการมาท�ำเป็นผ้านุ่งห่ม สังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
สำ� หรบั ตน ทอี่ ยอู่ าศยั จะอยทู่ ไ่ี หน บา้ นกไ็ มม่ โี ดยท่ี ท่านได้ทรงนิพนธ์เพื่อต้องการถ่ายทอดถึงพุทธ
สุดก็ต้องอยู่ตามโคนไม้ เมื่อเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยข้ึน ประวัติ หลักธรรม และแนวทางจดุ มงุ่ หมายสูงสดุ
จะไดห้ ยกู ยาทไ่ี หนเมอ่ื อยตู่ ามโคนไม้ กต็ อ้ งเกบ็ เอา ของพระพุทธศาสนาผู้วิจารณ์เห็นว่า การจัด
ผลไม้ที่เป็นยา มาท�ำเป็นยากันแก้ไข้ตามมีตามได้ โครงสร้างของหนังสือมีความเหมาะสม ด้วยการ
(Somdet Phra Nyanasamvara Somdet Phra แบ่งเน้ือหาท่ีลงตัว ล�ำดับการน�ำเสนอเนื้อหาเป็น
Sangharajsakonmahasankkaprarinayok, ล�ำดับขั้นตอนได้ชัดเจน โดยเริ่มจากการจัดท�ำ
1996 : 2) เพราะฉะน้ัน ผู้นิพนธ์ได้ทรงชี้ให้เห็น สารบญั นำ� เนอ้ื เรอ่ื งใหญม่ าเปน็ บทเรอื่ งแลว้ เนอื้ หา
ความส�ำคญั ของการถอื นสิ สัย 4 นี้ จึงเป็นสิง่ ทจี่ �ำ ท่ีย่อยละเอียดลงไปถึงระดับของเนื้อหาย่อยๆ
เปน็ จรงิ ๆ สำ� หรบั ผทู้ บ่ี วชตามความหมายดง้ั เดมิ นนั้ เรียงล�ำดับจากเร่ืองง่ายๆ สู่เรื่องที่ท�ำความเข้าใจ
คอื วา่ ออกมาเปน็ คนไมม่ บี า้ นไมม่ เี รอื น กต็ อ้ งอาศยั ยาก ซง่ึ ผเู้ ขยี นกำ� หนดการเดนิ เรอ่ื งราวหรอื เนอื้ หา
นสิ สยั 4 นี้เทา่ นั้น หมูข่ องภิกษุกเ็ รยี กวา่ พระสงฆ์ ในแต่ละบทให้มีความสอดคล้อง เนื้อหามีความ
เหมือนกันแต่เรียกว่าสมมติสงฆ์ สงฆ์โดยสมมติ ร้อยรัด มีการสืบต่อเนื่องกันจากเร่ืองแรกจนถึง
เพราะว่าเป็นภิกษุตามพระวินัยด้วยวิธีอุปสมบท เรื่องสุดท้าย และหนังสือเล่มนี้ยังมีภาคผนวกที่
รับรองกันว่าเป็นอุปสมบันหรือเป็นภิกษุขึ้น เมื่อ อธบิ ายประกอบเนอ้ื หาทอี่ ยใู่ นเรอ่ื งทมี่ คี วามเขา้ ใจ
ภิกษุหลายรูปมาประชุมกันกระท�ำกิจของสงฆ์ ได้ยาก อธิบายใหผ้ ้อู ่านได้ท�ำความเขา้ ใจให้ชัดเจน
กเ็ รียกวา่ สงฆ์กด็ วยพุทธบรษิ ทั 4 อัน ไดแก ภกิ ษุ ยิ่งข้ึนซึ่งเป็นผลงานทางวิชาการที่ดี กล่าวคือ
ภิกษุณี อุบาสกอุบสิกาหรือแบงเปน 2 ฝายคือ มีเน้ือหาสาระทางวิชาการ ที่มีลักษณะคุณภาพ
บรรพชติ (นกั บวช) กบั คฤหสั ถ (ผคู รองเรอื น) หรอื ๓องค์ประกอบร่วมด้วย คอื ก่อให้เกิดความรู้ใหม่
บรรพชิตกับฆราวาสหรือนักบวชกับทายกทายิกา มีการวิเคราะห์หรือสังเคราะห์ สามารถน�ำไปใช้
ยังมีความเคารพใน พระรัตนตรยั ปฏบิ ัตติ ามหลัก ประโยชน์ได้ ซึ่งเป็นจุดเด่นของหนังสือเล่มนี้
ไตรสิกขา ดงั พทุ ธพจนว า่ “เม่ือตถาคตปรนิ ิพพาน ทผี่ นู้ พิ นธไ์ ดว้ างโครงเรอ่ื งทเ่ี ปน็ เนอื้ หาเรอ่ื งนพิ พาน
ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกาในพระธรรม เพยี งเรอื่ งเดยี ว อา่ นจบในเลม่ เดยี ว ตลอดจนขนาด
วินัยยังมีความเคารพยําเกรงในพระศาสดาใน ของรูปเล่มท่ีกะทัดรัด ท�ำให้ขนาดของเล่มไม่ใหญ่
พระธรรมในพระสงฆ์ในสิกขาในกันและกันน้ี เกินไปเหมาะส�ำหรับการหยิบจับ สะดวกในการ
แลเปนเหตุเปนปจจัยใหพระสัทธรรมตั้งม่ันอยู่ พกพาไปอ่านได้ในทุกที่ ทุกเวลา เพื่อให้ผู้อ่าน
นาน” (Mahachulalongkornrajavidyalaya ติดตามอ่านเน้ือหาที่อัดแน่นอย่างได้อรรถรส
University, 1996) ที่ผนู้ ิพนธ์ได้เรียบเรยี งรอ้ ยรดั ไว้ภายในเล่ม เห็นได้

270 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

จากการเขยี นหนงั สอื เลม่ นเ้ี รม่ิ ดว้ ยการอธบิ ายเรอื่ ง และจติ พระพทุ ธองคจ์ งึ ทรงแสดงอรยิ สจั 4 คอื ทกุ ข์
ของการบวชจนไปสู่บทสุดท้ายผู้นิพนธ์ได้กล่าวถึง (มีความยากล�ำบากหรือมองตัวปัญหา) สมุทัย
การแยกนิกาย และต่อจากน้ันผู้นิพนธ์จึงได้พูดถึง (ความทุกข์น้ันมีสาเหตุให้เกิดหรือมองสาเหตุของ
ความสำ� คญั ตามลำ� ดบั ของเนอื้ หา ในการนพิ นธ์ 45 ปญั หา) นิโรธ (ความหมดสิ้นแห่งทกุ ข์หรือมองจุด
พรรษาของพระพุทธเจ้าน้ัน การนิพนธ์น้ีได้แสดง มุ่งหมายในการแก้ปัญหา) มรรค (วิถีทางอัน
ตัวอยา่ งโครงสร้างการนิพนธ์ไว้ชัดเจน ประเสริฐท่ีจะน�ำให้ถึงความดับทุกข์หรือลงมือ
พรรษาท่ี 1 ภายหลงั จากพระพทุ ธเจา้ ตรสั รู้ ปฏบิ ตั เิ พอื่ แกไ้ ขปญั หานน้ั ๆ) (Mahachulalongkorn
อนตุ ตรสมั มาสมั โพธญิ าณแลว้ พระองคท์ รงประทบั rajavidyalaya University, 1996) เมอ่ื ทรงเรยี ง
เสวยวมิ ุตตสิ ขุ คือ สขุ อนั เกดิ แต่ความหลดุ พน้ จาก ลำ� ดบั ของอรยิ สจั ทเ่ี ปน็ ความแปลกใหมส่ ำ� หรบั ทา่ น
กเิ ลสอาสวะ และปวงทกุ ข์ ณ รมิ ฝง่ั แมน่ ำ�้ เนรญั ชรา เหล่าน้ันล�ำดับข้ันตอนท่ีท�ำให้พระองค์ทรงตรัสรู้
เป็นเวลา 7 สัปดาห์จากน้ันพระพุทธเจ้าเสด็จ ตลอดถึงผลการตรัสรู้อันเป็นเป้าประสงค์ท้ังของ
ด�ำเนินจากโพธมณฑล ต�ำบลอุรุเวลาเสนานิคม พระพุทธเจ้าและของท่านทั้งห้า การบรรลุโสดา
แคว้นมคธ ไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้กรุง ปัตติผลที่ท่านใช้ค�ำว่า ดวงตาเห็นธรรมจึงเกิดขึ้น
พาราณสี แคว้นกาสีใช้เวลาเสด็จพุทธด�ำเนิน 11 แก่ท่านโกณฑัญญะ ท่านจึงได้ชื่อว่าเป็นพยานใน
วนั เสดจ็ ถงึ ปา่ อสิ ปิ ตนฤคทายวนั ในเวลาเยน็ วนั ขนึ้ การตรัสรูข้ องพระพุทธเจา้ วา่ ธรรมท่ีพระพุทธเจา้
14 ค่�ำเดือน 8 ปีระกาพระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงปฐม ทรงตรสั รมู้ านน้ั สามารถอำ� นวยใหเ้ กดิ ผลแกค่ นอนื่
เทศนาธมั มจกั กปั ปวตั นสตู ร (Mahachulalongkorn เ ช ่ น เ ดี ย ว กั บ ท่ี เ ค ย เ กิ ด ข้ึ น แ ก ่ พ ร ะ อ ง ค ์ จ น
rajavidyalaya University, 1996) แก่ท่าน พระพุทธเจ้าทรงเปล่งพระพุทธอุทานด้วยความ
ปัญจวัคคีย์นั้นเกิดจากพระญาณท่ีทรงมองเห็น โสมนัสในการได้ดวงตาเห็นธรรมของท่านโกณ
ท้ังอดีตกาลปัจจุบันและผลท่ีจะเกิดหลังจากการ ฑัญญะว่า “ผู้เจริญทั้งหลายโกณฑัญญะได้รู้แล้ว
แสดงธรรมจบลงเหตุในอดีต คือ การต้ังความ หนอผู้เจริญทั้งหลายโกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ”
ปรารถนาของท่านโกณฑัญญะที่ต้องการจะเป็น (Somdet Phra Nyanasamvara Somdet Phra
ปฐมสาวกของพระพุทธเจ้าอินทรีย์ 5 ประการมี Sangharajsakonmahasankkaprarinayok,
ศรัทธาวิริยะสติสมาธิปัญญาของท่านเหล่าน้ัน 1996 : 22) ดังนั้นค�ำว่า “อัญญาโกณฑัญญะ”
มีความพร้อมที่จะบรรลุธรรมได้ในห้วงเวลาน้ัน น้ีจึงได้เป็นชื่อของท่านพระโกณฑัญญะน่ันแล
ในขณะเดียวกันเม่ือทรงแสดงทางสายกลางก็ (Mahachulalongkornrajavidyalaya University,
สามารถกระตุ้นความสนใจที่จะท�ำให้การบรรลุ 1996) การสอนธรรมของพระพุทธเจ้าในพรรษา
ธรรมของท่านเหล่าน้ัน ที่มีมาตั้งแต่ต้นการเสนอ แรกจึงมีลักษณะเหมือนการวางยาแก่คนป่วยท่ีจะ
ทางสายกลางท่ีศึกษาปฏิบัติยังคงเก่ียวข้องอยู่กับ ต้องวางยาไปตามอาการสมุฏฐานของโรคในขณะ
กายและจติ เปน็ การพฒั นาหาประโยชนท์ ง้ั ทางกาย นนั้ ๆ ลำ� ดบั กอ่ นหลงั จงึ มคี วามจำ� เปน็ มากหลงั จาก

ปที ่ี 19 ฉบับท่ี 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 271

ทรงแสดงธรรมทยี่ ากตอ่ การทำ� ความเขา้ ใจแกท่ า่ น ตะวันตกเฉียงใต้ของพระนครราชกฤห์พระเจ้า
ปญั จวคั คยี แ์ ลว้ พอมาถงึ การแสดงธรรมแกท่ า่ นยสะ พิมพิสารกษัตริย์ผู้ครองพระนครและแคว้นมคธ
บิดามารดาอดีตภรรยาของท่านกลับแสดงไปตาม เข้าเฝ้าพร้อมด้วยข้าราชบริพารจ�ำนวนมากทรง
ล�ำดับจากทาน ศีล สวรรค์ โทษของกามและ สดบั พระธรรมเทศนา ไดธ้ รรมจกั ษจุ ากกริ ยิ าอาการ
อานิสงส์การออกจากกามเช่นเดียวกับท่ีทรงแสดง และถ้อยค�ำท�ำให้บริวารของพระเจ้าพิมพิสาร
แกท่ า่ นปญั จวคั คยี ท์ รงแสดงอรยิ สจั 4 สำ� หรบั ทา่ น ทั้งหมดเหล่านั้นหายสงสัยพร้อมท่ีจะฟังพระธรรม
ยสะถ้าจะน�ำเอาพระธรรมเทศนาท่ีทรงแสดงแก่ เทศนาพระพุทธเจ้าทรงแสดงอนุปุพพิกถา
ท่านปัญจวัคคีย์มาแสดงแก่ท่านยสะและบิดา (Mahachulalongkornrajavidyalaya University,
จะเกดิ ผลอะไรหรอื ไมก่ ค็ งไมเ่ กดิ ผลอะไรอกี เชน่ กนั 1996) และอรยิ สจั 4 เมอ่ื จบพระธรรมเทศนาพระ
เพราะท่านเหล่าน้ันเป็นฆราวาสไม่มีความคุ้นเคย เจ้าพิมพิสารพร้อมด้วยบริวาร 11 นหุตได้บรรลุ
กับหลักธรรมระดับท่ีทรงแสดงแก่ท่านปัญจวัคคีย์ โสดาปตั ตผิ ลสว่ นอกี 1 นหตุ ดำ� รงอยใู่ นไตรสรณคมน์
จากการทรงแสดงธรรมแกท่ า่ นปญั จวคั คยี ท์ า่ นยสะ (Somdet Phra Nyanasamvara Somdet Phra
และบิดาของท่านท�ำให้พบหลักการอีกหลาย Sangharajsakonmahasankkaprarinayok,
ประการในการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้า 1996 : 49) ประกาศตนเป็นพุทธมามกะพระเจา้
(Somdet Phra Nyanasamvara Somdet Phra พิมพิสารได้ทรงแสดงให้พระพุทธเจ้าทรงทราบถึง
Sangharajsakonmahasankkaprarinayok, ความปรารถนาของพระองค๕์ ประการไดส้ ำ� เรจ็ คอื
1996 : 5) 1) ปรารถนาให้พสกนิกรอภิเษกในราชสมบัติ
ในทศั นของผวู้ จิ ารณเ์ หน็ วา่ การทพ่ี ระองค์ 2) ปรารถนาใหพ้ ระพทุ ธเจา้ เสดจ็ มาสแู่ วน่ แควน้ 3)
ท่านน�ำเสนออย่างน้ีก็เพราะว่าพระองค์ท่านก�ำลัง ปรารถนาเข้าไปใกลพ้ ระพทุ ธเจ้า 4) ปรารถนาให้
นำ� เสนอใหเ้ หน็ ถงึ การประกาศหรอื เผยแผพ่ ระพทุ ธ พระพทุ ธเจ้าแสดงธรรมแก่พระองค์ 5) ปรารถนา
ศาสนาของพระพุทธเจ้าที่มีความบากบ่ันใน รู้ธรรมของพระพุทธจ้า (Mahachulalongkorn
ทา่ มกลางลทั ธคิ วามเชอื่ อน่ื ๆ วา่ การเผยแผน่ นั้ ไมใ่ ช่ rajavidyalaya University, 1996) เมื่อพระเจ้า
เรื่องง่าย แต่เป็นเรื่องท่ีจะต้องใช้ความเพียรและ พมิ พสิ ารไดท้ รงฟงั พระธรรมแลว้ เกดิ ความเลอ่ื มใส
การสร้างบารีในการที่จะน�ำคนเข้าสู่ความจริงใน ในพระรตั นตรยั ไดน้ มิ นตพ์ ระสงฆ์ ซง่ึ มพี ระพทุ ธเจา้
ท่านกลางความหลากหลายในความเชื่อและ เป็นประธานไปฉันภัตตาหารที่พระราชนิเวศน์
แนวทางปฏบิ ตั ขิ องลทั ธติ า่ งๆ ลว้ นแลว้ แตเ่ ปน็ การ พระองค์ได้ทรงถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้า
สรา้ งกำ� ลงั ใจกบั พทุ ธบรษิ ทั ทก่ี ำ� ลงั ทำ� หนา้ ทใี่ นการ พร้อมกับพระสงฆ์เม่ือเสร็จเรียบร้อยแล้วได้ทรง
เผยแผ่ ถวายพระราชอุทยานเวฬุวัน เพื่อเป็นที่อยู่ของ
พรรษาท่2ี -3-4 พระพทุ ธเจา้ ทรงเสดจ็ ไป พระสงฆ์ ซึ่งเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา
ระทับจ�ำพรรษาณ ลัฏฐิวัน สวนตาลหนุ่มอยู่ทิศ และเปน็ วดั ตน้ แบบในพระพทุ ธศาสนา

272 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

ในทศั นของผวู้ จิ ารณเ์ หน็ วา่ การทพ่ี ระองค์ บวชเป็นภิกษุณีด้วยวิธีรับคุรุธรรม 8 ประการ
ท่านได้กล่าวถึงแนวทางในการวางรากฐานของ ส่วนเจ้าหญิงศากยะท่ีตามมาท้ังหมดพระพุทธเจ้า
พระพทุ ธเจา้ ในดา้ นพระพทุ ธศาสนาตอ่ การเผยแผ่ ตรัสอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์อุปสมบทให้นอกจากการ
ในเมอื งใหญน่ น้ั นา่ จะเปน็ การวางรากฐานพระพทุ ธ ก�ำเนิดภิกษุณีแล้วเนื้อหาท่ีส�ำคัญท่ีอย่างหนึ่งคือ
ศาสนาใหม้ คี วามมน่ั คงในชมพทู วปี ทา่ นยงั ชใ้ี หเ้ หน็ ทรงแสดงหลกั วชิ ชา 3 ไดแ้ ก่ 1) ปพุ เพนวิ าสานสุ ติ
การวางรากฐานพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า ญาณ หมายถึง ความรู้ท่ีให้ระลึกชาติได้)
เป็นวางรากท่ีมีเป้าหมายท่ีชัดเจนและกลุ่มคน 2) จตุ ปู ปาตญาณ หมายถงึ ความรจู้ ตุ ติ ายและอบุ ตั ิ
ท่ีเหมาะสม ซ่ึงมุมมองนี้เป็นมุมมองท่ีค่อนข้างจะ เกิดของสัตว์ และ 3) อาสวักขยญาณหมายถึง
เป็นความจริงหรือไม่ก็เป็นมุมมองที่สร้างความ ความรู้ท่ีท�ำให้สิ้นอาสวะ (Mahachulalongkorn
เจรญิ ตอ่ พระพทุ ธศาสนาเปน็ อย่างมาก rajavidyalaya University, 1996)
พรรษาที่ 5 พระพทุ ธเจ้าทรงจำ� พรรษาที่ ในทัศนะของผู้วิจารณ์เห็นว่า พระองค์
กฏู าคาร ณ ปา่ มหาวนั นครเวสาลี (ไพศาล)ี ในกาล ท่านก�ำลังเสนอเรื่องการจัดกลุ่มคนไม่ว่าจะเป็น
นี้พระองค์ทรงเสด็จจากกูฏาคารไปโปรดพระพุทธ ภิกษุณีหรือภิกษุณีสงฆ์ ในอุดมคติของพระพุทธ
บิดาปรินิพานที่กรุงกบิลพัสดุ์และโปรดพระญาติ ศาสนา ท่ีพระพุทธเจ้าคาดหวังว่าจะเป็นอย่าง
ทั้งฝ่ายศากยวงศ์และโกลิยวงศ์ที่วิวาทเร่ืองแย่งน�้ำ ในอนาคต พระองคท์ า่ นไดอ้ ธบิ ายถงึ การทพ่ี ระพทุ ธ
ในแม่น้�ำโรหิณีเพ่ือการเกษตรกรรมโดยประทับที่ ทรงมีพุทธานุญาตให้มีภิกษุณีรูปแรกในพระพุทธ
นโิ ครธารามอนั เปน็ พระอารามทพี่ ระญาตทิ รงสรา้ ง ศาสนา (พระนางมหาปชาบดีโคตมี) โดยวิธีรับ
ถวายอยู่ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ พระนางมหาปชาบดี ครุ ุธรรม 8 ประการ ในคัมภีร์เถรวาทระบวุ า่ ต่อมา
โคตมีพระน้านางของพระพุทธเจ้าได้เข้าเฝ้าทูล ในภายหลังพระพุทธเจ้าได้ทรงอนุญาตวิธีการ
อนุญาตให้สตรีละเรือนออกบวชในพระธรรมวินัย อุปสมบทภิกษุณีให้มีรายละเอียดเพ่ิมมากข้ึน
พระบรมศาสดาตรสั หา้ มถงึ 3 ครง้ั (Somdet Phra จ น ศี ล ข อ ง พ ร ะ ภิ ก ษุ ณี มี ม า ก ก ว ่ า พ ร ะ ภิ ก ษุ
Nyanasamvara Somdet Phraangharajsa โดยพระภิกษุณมี ศี ีล 311 ขอ้ ในขณะทีพ่ ระภิกษุมี
konmahasankkaprarinayok, 1996 : 127) ต่อ ศีลเพียง 227 ขอ้ นั้น กเ็ พ่ือจะแสดงใหเ้ หน็ ว่าการ
มาพระพทุ ธเจา้ เสดจ็ ออกจากกรงุ กบลิ พสั ดก์ุ ลบั ไป ต้ังภิกษุณีสงฆ์ควบคู่กับภิกษุสงฆ์อาจเกิดข้อครหา
ประทับจ�ำพรรษาท่ีกูฏาคารป่ามหาวัน นครเวสลี ที่จะเป็นอันตรายร้ายแรงต่อการประพฤติ
คร้ันนี้พระนางมหาปชาบดีโคตรมี ถึงกับปลงผม พรหมจรรย์และพระพทุ ธศาสนาได้ จงึ เปน็ ต้องให้
นุ่งผ้ากาสายะเองออกเดินทางพร้อมด้วยเจ้าหญิง มคี วามแตกตา่ งตามอปุ กเิ ลสของประเภทคนนนั้ เอง
ศากยะ 500 องคม์ ายงั ปา่ มหาวนั ณ ท่ีนี้ พระบรม พรรษาที่ 6 ในพรรษานี้พระพุทธเจา้ ทรง
ศาสดาทรงอนญุ าตใหม้ ภี กิ ษณุ สี งฆข์ นึ้ เปน็ ครงั้ แรก ประทบั จำ� พรรษาทม่ี กลุ พรรพต (สนั นษิ ฐาวา่ ภเู ขา
โดยประทานอนุญาตให้พระนางมหาปชาบดีโคตมี นอี้ ยใู่ นแควน้ มคธหรอื แควน้ โกศล หรอื บรเิ วณใกล้

ปที ี่ 19 ฉบับท่ี 2 (เมษายน - มถิ ุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 273

เคียง) แต่ในปฐมสมโพธิกถาระบุว่า เสด็จไปสถิต นรกเหลา่ นนั้ มปี ระมาณ 10,000 โยชนท์ เี ดยี ว นรก
บนมกุลบรรพตทรงทรมานหมู่อสุรเทพยดาและ เหลา่ นี้พึงมี 3,600 ขุม โดยอำ� นาจการรวมท้ังหมด
มนุษย์ให้ละเสียพยศอันร้ายแล้วและให้เลื่อมใส อนง่ึ ในทิศท้งั 4 ของนรกท้ัง 8 ขุมเหล่าน้ี แตล่ ะ
ในพระพุทธศาสนาในพรรษานี้ พระพุทธเจ้าทรง ทศิ มยี มโลก (นรก) อยทู่ ศิ ละ 10 แหง่ ยมโลก (นรก)
เสด็จไปแสดงยมกปาฏิหาริย์ที่นครสาวัตถิคือ 10 เหล่านี้ คอื หม้อโลหะ (โลหกุมภีนรก) ปา่ ไม้งวิ้
การแสดงน้�ำคูก่ บั ไฟ เพือ่ สยบพวกเดียรถยี น์ กั บวช (ลิมพลีวันนรก) สัตว์ มีเล็บเป็นดาบ (อสินขนรก)
นอกศาสนาพุทธในที่สุดแห่งยมกปาฏิหาริย์ นำ�้ ทองแดง (ตามโพทกนรก) สวนเหลก็ แดง (อโย
ธรรมาภิสมัยได้มีแก่พุทธบรษิ ทั เพราะได้เหน็ และ คฬุ นรก) ภเู ขาเนอ้ื (ปสิ สปพั พตนรก) แม่นำ้� แกลบ
ได้ฟังธรรมเทศนาเป็นอเนกส่วน พรรษาที่ 7 (ถุสนทีนรก) แมน่ ำ้� เยน็ (สีตโลลติ นรก) หมา นรก
ทรงเสด็จจ�ำพรรษาดาวดึงส์เทวโลกทรงแสดง (สุนขนรก) แผน่ ศลิ ายนต์ (ยนั ตปาสาณนรก) อนึ่ง
มแี สดงธรรมท่ีแสดงนรกใหญท่ ั้ง 9 ขุม มนี รกเลก็ ในทิศแมท้ ้งั 4 ของมหานรก 8 ขมุ เหลา่ น้ี มียมราช
เป็นบริวารใน 4 ดา้ น ด้านละ 4 ขมุ รวม 16 ขมุ 4 ท่าน แม้อ�ำมาตยช์ ่ือสิริคตุ กม็ ีจ�ำนวน 4 ทา่ นเท่า
นรก ในไตรภมู พิ ระรว่ งเรยี กวา่ ฝงู นรกบา่ ว (Somdet กัน พยายมและ อ�ำมาตยส์ ริ ิคตุ พจิ ารณาเรอ่ื งควร
Phra Nyanasamvara Somdet Phra Sangharaj และไม่ควร ตัดสินไปตามกรรมเม่ือพระพุทธเจ้า
sakonmahasankkaprarinayok, 1996 : 143) แสดงยมกปาฏิหาริย์เสร็จส้ินแล้วพระบรมศาสดา
นรกอนั นา่ สะพรงึ กลวั นกั เปน็ แดนสยดสยอง 8 ขมุ เสด็จข้ึนเทวพิภพช้ันดาวดึงส์ทันที โดยทรงยก
เหล่าน้ี คือ สญั ชีวนรก กาฬสุตตนรก สงั ฆาตนรก พระบาทขวาขนึ้ จากจงกรมแกว้ กา้ วขนึ้ เหยยี บยอด
โรรวุ นรก มหาโรรวุ นรก ตาปนนรก มหาตาปนนรก ภูเขายุคันธรแล้วยกพระบาทซ้ายก้าวข้ึนเหยียบ
อเวจนี รก นรกเหลา่ น้ี 4 มมุ 4 ประตู จำ� แนกไวเ้ ปน็ ยอดเขาสิเนรุ ทรงประทับน่ังบนปัณฑุกัมพลศิลา
สดั สว่ น มกี ำ� แพงเหลก็ ลอ้ มโดยรอบ ถกู ครอบมดิ ชดิ อาสน์ภายใต้ร่มไม้ปาริชาตท้าวสักกะเทวราชจอม
ด้วยเหล็ก พ้ืนของนรกเหล่านั้นปูด้วยแผ่นเหล็ก ภพผู้ปกครองดาวดึงสเทวโลกสวรรค์ช้ันที่ 2
มไี ฟรงุ่ เรือง ประกอบด้วยความรอ้ นแผไ่ ปถงึ 100 ป่าสวรรค์ 6 ชั้น เสด็จขึ้นสู่สุสิตเทวพิภพสวรรค์
โยชนโ์ ดยรอบ ดำ� รงอยู่ในกาลท้งั ปวง เกลือ่ นกลน่ ชั้นท่ี 4 เข้าเฝ้าพระมหามายาเทพเจ้าผู้เป็น
ดว้ ยผมู้ กี รรมชว่ั แตล่ ะขมุ มอี สุ สทนรก 16 ขมุ อนงึ่ พระพทุ ธมารดา ทลู อญั เชญิ ใหเ้ สดจ็ ไปเผา้ พระบรม
ภายในของนรกเหล่านั้น โดยกว้าง โดยยาวและ ศาสดาตามพุทธประสงค์ พระพุทธเจ้าทรงแสดง
ส่วนสูง ปริมาณโดยรอบมีถึง 800 โยชน์ทีเดียว ธรรมโปรดพระพุทธมารดาตลอดสามเดือนเทพ
บัณฑิตพึงทราบอย่างน้ี แผ่นฝามี ส่วนหนา ยาดาในโลกธาตทุ ม่ี าประชมุ ฟงั ธรรมอยทู่ น่ี น้ั บรรลุ
ประมาณ 9 โยชน์ ขา้ งบนมีแผ่นกระเบ้อื งท�ำดว้ ย มรรคผลสุดท่ีจะประมาณส่วนพระมหามายา
เหลก็ แมข้ า้ งลา่ งกม็ พี นื้ เหลก็ ขนาดนนั้ โดยรอบกบั เทพเจา้ ผเู้ ปน็ พระพทุ ธมาดาไดท้ รงบรรลพุ ระโสดา
อุสสทนรกแต่ละขุมมีประมาณ 10,000 โยชน์ ปตั ติผลสมพระประสงคข์ องพระบรมศาสดา

274 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

ในทศั นของผวู้ จิ ารณเ์ หน็ วา่ พระองคท์ รงมี กันแม้พระพุทธเจ้าประทานโอวาทแล้วก็ยังด้ือดึง
พระประสงค์อย่างน้ีก็น่าจะมีการผสมผสานให้ ตกลงกันไม่ได้จนถึงกับแบ่งแยกกันท�ำอุโบสถ
กลมกลืนกันเพื่อให้ผู้ท่ีอยู่ศรัทธาเห็นความส�ำคัญ ฝ่ายหนึ่งท�ำอุโบสถท�ำสังฆกรรมภายในสีมาแต่อีก
ทั้งนรกและสวรรค์ที่เป็นสถานที่ และที่เป็นภาวะ ฝ่ายหน่ึงออกไปท�ำอุโบสถท�ำสังฆกรรมภายนอก
ทางจติ ใจ เพราะนรกและสวรรค์ทงั้ 2 สถานะเป็น สีมาภิกษุสงฆ์ได้เกิดการแตกแยกกันข้ันนี้เรียกว่า
เน้ือหาส่วนหน่ึงท่ีส�ำคัญของพระพุทธศาสนาใน “สงั ฆเภท” พรรษาที่ 10 พระพทุ ธเจา้ ทรงปลกี จาก
ฐานะเป็นปริยัติสัทธรรม แม้ว่านรกและสวรรค์ท่ี หมู่สงฆ์ผู้แตกแยกสร้างความวุ่นวายด้วยเหตุ
เป็นสถานทอี่ ยู่อาศยั จะไม่สามารถน�ำมาพิสูจนใ์ ห้ สังฆเภทพระบรมศาสดาเสด็จจากวัดโฆษิตาราม
เห็นประจักษ์ชัดได้ แต่เมื่อน�ำ มาศึกษาประกอบ กรุงโกสัมพี เสด็จไปยังแดนบ้านแห่งหนึ่งชื่อ
แล้ว ท�ำให้สามารถยืนยันได้อย่างสมเหตุสมผลว่า “ปาริเลยยกะ” อยู่ใกล้กรุงโกสัมพี พระพุทธเจ้า
นรกและสวรรค์ท่ีเป็นสถานที่ในชาติหน้ามีอยู่จริง เสดจ็ เขา้ ไปประทับณ รม่ ไมภ้ ัทรสาละพฤกษใ์ นปา่
ในฐานะเป็นองค์ประกอบของสงั สารวฎั รกั ขติ วนั ตำ� บลปารเิ ลยยกะ ทรงประทบั จำ� พรรษา
พรรษาท่ี 8 เมอ่ื พระพุทธเจ้าทรงเปิดโลก ท่ี 10 ดว้ ยความสงบสขุ โดยมพี ญาชา้ งปารเิ ลยยกะ
เสด็จลีลาลงจากดาวดึงสวรรค์ในท่ามกลางเทพ คอยบ�ำรุงดูแลพิทักษ์และรับใช้พระบรมศาสดา
ยาดาและพรหมเปน็ อนั มากมหาชนทง้ั หลายตา่ งแซ่ อย่างใกล้ชิด (Somdet Phra Nyanasamvara
ซ้องสาธุการเสียงสนั่นหว่ันไหว พระบรมศาสดา Somdet Phra Sangharajsakonmahasank
ทรงเสดจ็ ดำ� เนนิ สปู่ า่ ไมส่ เี สยี ดใกลเ้ มอื งสงุ สมุ ารครี ี kaprarinayok, 1996 : 365)
แควน้ ภคั คะ ทรงประทบั จ�ำพรรษาที่ 8 ณ ป่าไม้สี ในทัศนะของผู้วิจารณ์เห็นว่า การท่ี
เสียดเภสกลาวันในกาลนั้น มีสองสามีภรรยา พระองค์ท่านได้ช้ีแจงอย่างนี้ก็คงเป็นเพราะว่า
คฤหบดชี าวเมอื งสงุ สมุ ารครี มี นี ามวา่ นกุ ลุ ปติ าและ พระองคท์ รงอธบิ ายใหค้ วามแตกแยกแหง่ สงฆเ์ ปน็
ภรรยาเขา้ เฝา้ พรอ้ มกบั ชาวเมอื งคนอนื่ ๆ พระพทุ ธเจา้ ภั ย ร ้ า ย แ ร ง ต ่ อ ค ว า ม ม่ั น ค ง ข อ ง พ ร ะ ศ า ส น า
ทรงแสดงธรรมโปรดท้ังสองสามีภรรยาได้บรรลุ พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงโทษแห่งการท�ำลายสงฆ์
ธรรม (Somdet Phra Nyanasamvara Somdet ใหแ้ ตกแยกกนั วา่ เปน็ อนนั ตรยิ กรรมและทรงแสดง
Phra Sangharajsakonmahasankkaprarinayok, ว่า ความเส่ือมสูญแห่งพระศาสนาน้ันเกิดจากภัย
1996 : 337) พระพุทธเจ้าทรงประทับจ�ำพรรษา ภายในพระศาสนา คือ ความแตกแยกแห่งพุทธ
ที่วัดโฆษิตารามซึ่งเป็นวัดส�ำคัญในกรุงโกสัมพี บริษัท ความไม่รับผิดชอบต่อการพัฒนาศาสนา
นครหลวงของแคว้นวังสะ พระบรมศาสดาทรง ความไม่ผนึกก�ำลังกันปกป้องพระศาสนาของพุทธ
แสดงธรรมโปรดประชากรเป็นพุทธมามกะ บรษิ ัทเราเป็นปจั จัยทส่ี �ำคญั ท่สี ดุ และเพ่ือปอ้ งกัน
ปฏิญาณตนตั้งอยู่ในพระรัตนตรัยเป็นจ�ำนวนมาก ความแตกแยกแห่งคณะสงฆ์ พระพุทธเจ้าจึงทรง
แตใ่ นกาลนนั้ ภกิ ษสุ งฆใ์ นเมอื งโกสมั พเี กดิ แตกแยก ประทานโอวาทแก่พระภิกษุสงฆ์ให้ยึดธรรมวินัยท่ี

ปีที่ 19 ฉบบั ท่ี 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 275

พระองค์ทรงแสดงไว้ ได้ทรงบัญญัติไว้แล้วเป็น เล่มผู้วิจารณ์เชื่อว่าผู้นิพนธ์ต้องเป็นผู้ที่มีความ
ศาสดาแทนพระองค์ ในเมอื่ พระองคล์ ว่ งลบั ไปแลว้ อุตสาหะวิริยะอย่างสูงจึงสามารถผลิตหนังสือท่ีมี
เมอ่ื พระธรรมวนิ ยั ซงึ่ เปน็ ศาสดาแทนพระพทุ ธเจา้ เนื้อหาและค�ำอธิบายมากมายได้เช่นน้ีการเสด็จจ�ำ
ยังมั่นคงอยู่ พุทธบริษัทผู้เคารพในธรรมวินัย พรรษาของพระพุทธเจ้าในแต่ละแห่งนั้น ในคัมภีร์
ก็จะเป็นท่ีพ่ึงทางใจ จะประพฤติปฏิบัติถูกต้อง ชนั้ บาลี คอื พระไตรปฎิ กมไิ ดแ้ สดงไวช้ ดั เจน มเี พยี ง
จะมีความสามัคคี ร่วมกันป้องกันพิทักษ์รักษา บางแหง่ ทแ่ี สดงพอจบั ใจความไดว้ า่ เสดจ็ จำ� พรรษา
พระศาสนาใหด้ ำ� รงคงอยตู่ ลอดไป เมอ่ื พระพทุ ธเจา้ ไหนที่ไหนและทรงแสดงธรรมอะไรแกใ่ คร
เสด็จปรินิพพานไปแล้ว พระสงฆ์พุทธสาวกผู้เป็น หนงั สอื เรอ่ื ง 45 พรรษา ของพระพทุ ธเจา้
ศาสนทายาท จงึ ไดร้ ว่ มกนั ปอ้ งกนั พทิ กั ษร์ กั ษาพระ คืองานเขียนท่ีถ่ายทอดเร่ืองเก่ียวพุทธประวัติกับ
ศาสนาไว้ แต่ในสังคมสงฆ์ มีการบัญญัติพระวินัย จดุ มงุ่ หมายสงู สดุ ของพระพทุ ธศาสนา คอื ประโยชน์
เพ่ือใช้ปกครองสงฆ์ หรือใช้เป็นหลักปฏิบัติของ สูงสุดที่มนุษย์จะพึงได้ในชีวิตน้ี ที่เรียกว่า
พระภกิ ษุ แต่พระวินยั น้ัน เปน็ พุทธบญั ญัติทัง้ หมด “นพิ พาน” ตอ้ งมคี วามรู้ ความเขา้ ใจทถี่ กู ตอ้ ง และ
หาใช่สงฆ์หรือผู้แทนของสงฆ์เป็นผู้บัญญัติจุด อาศัยความต้ังใจจริง มีความพยายามอย่างยิ่งยวด
ประสงคใ์ นการบญั ญตั พิ ระวนิ ยั กเ็ พอื่ ใหส้ งฆอ์ ยรู่ ว่ ม ซ่ึงสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
กันด้วยดี พ้นจากมลทินจากกิเลสต่างๆ ท�ำให้ สกลมหาสังฆปริณายกได้เขียนเร่ืองนี้ด้วยการน�ำ
ประชาชนเกดิ ความเลอื่ มใสและเปน็ เครอื่ งสง่ เสรมิ เสนอเนื้อหาเป็นล�ำดับข้ันตอนที่ชัดเจน จากเรื่อง
การปฏบิ ัติธรรม ง่ายๆ สู่เรื่องท่ีท�ำความเข้าใจยาก ได้ก�ำหนดการ
เดนิ เรอื่ งราวหรอื เนอ้ื หาทม่ี คี วามสอดคลอ้ ง เนอ้ื หา
4. สรปุ ร้อยรัด สืบต่อเนื่องกันจากเร่ืองแรกจนถึงเร่ือง
สุดท้าย คือเร่ิมต้นจาก เรื่องการบวชในพระพุทธ
ประเดน็ ทเี่ ดน่ ของหนงั สอื เลม่ น้ี คอื เนอื้ หา ศาสนา ในแงข่ องตนเองผอู้ นื่ และสงั คม วธิ กี ารสรา้ ง
สาระทางวิชาการที่ก่อให้เกิดความรู้ใหม่มีการ ความสุขที่ต้องการและผลที่ตามมา กระบวนการ
วิเคราะห์ และเรียบเรียงเนื้อหา สามารถน�ำไปใช้ กอ่ ทกุ ข-์ ดบั ทกุ ข์ และจบทา้ ยเรอื่ งลงดว้ ยประโยชน์
ประโยชนไ์ ดผ้ ปู้ ระพนั ธไ์ ดว้ างโครงเรอื่ งทเี่ ปน็ เนอ้ื หา สงู สุดของชีวติ น้ี โดยใชค้ ำ� ส�ำนวน รูปประโยคและ
เรอ่ื งพทุ ธประวตั จิ ากพระไตรปฎิ ก ทงั้ ทเี่ ปน็ ประวตั ิ การเขียนบรรยายตลอดทั้งเล่ม เป็นการบรรยาย
และพฒั นาการ ให้ผู้อ่านทำ� ความเข้าใจ อา่ นจบใน ที่น�ำใจความส�ำคัญ ชี้ประเด็นเรื่องท่ีต้องการเน้น
เล่มเดียว ตลอดจนขนาดของรูปเล่มที่กะทัดรัด และอธิบายเพิ่มเติมหลากหลายในประเด็นย่อยๆ
ทำ� ใหข้ นาดของเลม่ ไมใ่ หญเ่ กนิ ไปเหมาะสำ� หรบั การ การใหค้ วามหมายทหี่ ลากหลายตลอดทงั้ การอปุ มา
หยิบจับ สะดวกในการพกพาไปอ่านได้ในทุกที่ เพอื่ ยกตวั อยา่ งเปรยี บเทยี บ และยกตวั อยา่ งนทิ าน
ทุกเวลาเพื่อให้ผู้อ่านติดตามอ่านเน้ือหาที่อัดแน่น ประกอบ โดยมีค�ำอธิบายสอดแทรกเป็นช่วงๆ
อยา่ งไดอ้ รรถรส ทผ่ี ปู้ ระพนั ธไ์ ดเ้ รยี บเรยี งไวภ้ ายใน

276 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

เพอื่ ใหผ้ อู้ า่ นได้เหน็ เปน็ รูปธรรมตาม ซ่ึงกไ็ ด้อ้างองิ ความสุขอันเป็นประโยชน์สูงสุดของชีวิตโดยมี
มาจากพระไตรปิฎกและอรรถกถาทุกคร้ัง ซ่ึงเป็น นิพพานเป็นแก่นสาร ผู้นิพนธ์ได้หยิบยื่นเน้ือหา
ประโยชน์อย่างย่ิงส�ำหรับผู้อ่านที่ยังไม่มีพ้ืนฐาน สาระอนั เป็นประโยชน์แก่ผอู้ า่ นโดยตรง หนังเล่มน้ี
ความรู้เรื่องความหมายของค�ำศัพท์ทางพระพุทธ ถือได้ว่าเป็นหนังสือที่สร้างศรัทธาให้เกิดข้ึนกับ
ศาสนา สามารถเข้าใจได้ง่ายและเข้าใจได้อย่าง ทุกคนท่ีได้อ่าน จึงเป็นหนังสือท่ีประชาชนน�ำไป
ลึกซง้ึ อกี ดว้ ย ศึกษาเป็นหนังสือที่ให้แนวคิดและมุมมองที่เป็น
หนังสือเร่ืองนี้ นอกจากมีเนื้อหาท่ีทรง ประโยชน์ที่ควรอ่าน และสามารถน�ำมาเป็นคู่มือ
คุณค่าแล้วยังเป็นหนังสื่อท่ีมีเน้ือหาสามารถสร้าง ในการดำ� เนนิ ชวี ติ ในปจั จบุ นั เพราะหนงั สอ่ื ไดช้ ที้ าง
แรงจูงใจแก่ผู้อ่านให้มีก�ำลังท่ีจะมุ่งม่ันพัฒนาตน ท่ีเข้าสู่ภาวะท่ีเป็นสุขแท้จริงท่ีไม่ต้องไขว่คว้าจาก
ในการตดั วงจรทกุ ขท์ ีเ่ กิดจากการไขว่คว้า มงุ่ สร้าง ภายนอกแตส่ ามารถคน้ หาในตวั เรากพ็ บความสขุ ได้

References

Mahachulalongkornrajavidyalaya University. (1996). Thai TripitakaMahachulalongkornraj
avidyalaya Edition. Bangkok : Mahachulalongkornrajavidyalaya Publishing House.

Somdet Phra Nyanasamvara Somdet Phra Sangharajsakonmahasankkaprarinayok. (1996).
45 years of Buddha. Bangkok : Mahamakut Buddhist University Press.

วิจารณ์หนงั สือ : Book Review
ความเข้าใจเรอ่ื งชีวติ *

Understanding of Life

ผู้เขยี น: สมเด็จพระญาณสังวร สมเดจ็ พระสงั ฆราช สกลมหาสังฆปรณิ ายก
Author: Somdej Phra Nyanasamvara Somdej Phra Sangharaja Sakalamahasanghaparinayaka

พระณฐั กติ มหิสสฺ โร (อนรุ กั ษ์ตระกลู ) และศิรโิ รจน์ นามเสนา
Phra Natthakit Mahissaro (Anuruktrakoon) and Sirirote Namesna

มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตนครสวรรค์
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Nakhonsawan Campus, Thailand

Corresponding Author, E-mail: [email protected]

1. บทนำ� เรอ่ื ง “ความเขา้ ใจเรอ่ื งชวี ติ ” โดยตพี ิมพท์ ี่จังหวัด
นครปฐม ส�ำนักพิมพ์สาละพิมพการเม่ือปี พ.ศ.
สมเดจ็ พระญาณสงั วร สมเดจ็ พระสงั ฆราช 2557 มจี ำ� นวน 112 หน้า ISBN 978-616-348-
สกลมหาสงั ฆปรณิ ายก พระนามเดมิ เจรญิ คชวตั ร 606
ฉายา สวุ ฑฒฺ โน เปน็ สมเดจ็ พระสงั ฆราช สกลมหา หนงั สอื เรอื่ ง ความเขา้ ใจเรอ่ื งชวี ติ เรมิ่ ตน้
สังฆปรณิ ายกพระองค์ท่ี 19 แห่งกรุงรตั นโกสินทร์ ด้วยค�ำน�ำ พระประวัติ สมเด็จพระญาณสังวร
สถติ ณ วดั บวรนเิ วศราชวรวหิ าร ทรงดำ� รงตำ� แหนง่ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
เม่อื พ.ศ. 2532 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปร ต่อไปเป็นเนื้อหา ซึ่งแบ่งหัวข้อตามสารบัญได้
มินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ถือเป็นสมเด็จพระ 12 หวั ข้อ ไดแ้ ก่ 1) วงจรชีวติ 2) เราเกดิ มาทำ� ไม
สงั ฆราชทม่ี พี ระชนั ษามากกวา่ สมเดจ็ พระสงั ฆราช 3) ภาพชีวิตของแต่ละคน 4) ชีวิตต้องการอะไร
ทุกพระองค์ในอดีตและเป็นพระองค์แรกของไทย 5) ศกึ ษาชวี ติ ทง้ั สองดา้ น 6) สงิ่ อนั เปน็ ทรี่ กั ของชวี ติ
ที่มีพระชันษา 100 ปี สิ้นพระชนม์เม่ือวันที่ 7) แง่คิดเก่ียวกับชีวิต 8) จุดหมายของชีวิต
24 ตุลาคม พ.ศ. 2556 ทรงนิพนธ์เร่ืองต่างๆ 9) พงึ่ ผิดท่ี ชวี ิตย่อมมภี ัย 10) ความสุขอย่ทู ไ่ี หน
ไว้เป็นอันมาก ท้ังท่ีเป็นประเภทต�ำรา ประเภท 11) เงื่อนไขของความสุข และ 12) สุจริตธรรม
พระธรรมเทศนา ประเภทงานแปลเป็นภาษา เหตุแหง่ ความสขุ ท่แี ทจ้ ริง
ตา่ งประเทศ และประเภททว่ั ไป หนงั สอื พระนพิ นธ์

* ไดร้ ับบทความ: 14 พฤศจกิ ายน 2561; แกไ้ ขบทความ: 9 กุมภาพันธ์ 2562; ตอบรับตพี มิ พ์: 6 มีนาคม 2562
Received: November 14, 2018; Revised: February 9, 2019; Accepted: March 6, 2019

278 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

ส�ำหรับเป้าหมายของหนังสือเร่ืองความ พระญาณสงั วร สมเดจ็ พระสงั ฆราช สกลมหาสังฆ
เข้าใจเร่ืองชีวิต ผู้นิพนธ์หนังสือต้องการอธิบาย ปรณิ ายก กลา่ วไดว้ า่ ทรงดำ� รงอยใู่ นฐานะพระสงั ฆ
หนทางทจี่ ะนำ� ไปสคู่ วามสขุ โดยการจดั เรยี งเนอื้ หา บิดรของพุทธบรษิ ทั ทั่วโลกโดยแท้
อยา่ งเปน็ ระบบ เพอ่ื ใหง้ า่ ยแกก่ ารศกึ ษาและนำ� มา ส่วนท่ี 3 เน้ือหาตามสารบัญผู้นิพนธ์ได้
ประพฤติปฏิบัติ อันจะก่อให้เกิดสติปัญญาในการ อธิบายถึงการสร้างความเข้าใจในชีวิต เพ่ือให้การ
แกไ้ ขปญั หาทเ่ี กดิ ขนึ้ ในชวี ติ โดยทมี่ กี ารดำ� เนนิ ชวี ติ ด�ำเนินชีวติ เปน็ ไปอยา่ งปกตสิ ุข
อยบู่ นความไมป่ ระมาท มคี ณุ ธรรมเปน็ หลกั ประจำ� ใจ
สามารถด�ำรงชวี ิตไดอ้ ย่างมคี วามสุขอย่างแทจ้ รงิ 3. เน้อื หาโดยยอ่
ดังน้ัน ผู้วิจารณ์มีความประสงค์เลือก
วิจารณ์หนังสือเล่มนี้ เพื่อศึกษาวิธีท่ีใช้ในการ แบง่ ตามหวั ข้อทั้งหมด 12 หัวขอ้
อธิบายเพ่ือความเข้าชีวิตตามรูปแบบของผู้นิพนธ์ 1. วงจรชีวิต กล่าวถึง ความเชื่อหลัง
ในแงม่ มุ ประเดน็ ตา่ งๆ ใหเ้ หน็ ถงึ จดุ เดน่ ของหนงั สอื ความตายทวี่ า่ ตายแลว้ เกดิ กบั ตายแลว้ สญู ซง่ึ หลกั
ที่มีความน่าสนใจอย่างมาก เพราะหนังสือเล่มน้ี ของความจริงในเรื่องน้ี ต้องอาศัยผรู้ ู้ คือ พระพทุ ธ
ควรค่าแก่การศึกษา อีกท้ังผู้ท่ีนิพนธ์ถือว่าเป็น องค์เท่าน้ันท่ีทรงแสดงไว้ โดยนัยของอริยสัจว่า
บคุ คลทไี่ ดร้ บั การยอมรบั ในวงการพระพทุ ธศาสนา ตราบใดทยี่ งั มตี ณั หา (ความอยาก) ก็มชี าติ (ความ
ซ่ึงจะได้น�ำองค์ความรู้ท่ีผู้นิพนธ์ไว้มาประยุกต์ใช้ เกดิ ) สิ้นตัณหาก็สน้ิ ชาติ (ไม่มกี ารเกิด)
ให้เกิดประโยชน์ต่อไป 2. เราเกิดมาท�ำไม กล่าวถึง เราเกิดมา
ด้วยตัณหา (ความอยาก) และกรรม เพ่ือสนอง
2. โครงสรา้ งของหนงั สือ ตัณหา และกรรมของตนเอง หากมคี วามสำ� นึกทดี่ ี
ย่อมมุ่งกระท�ำแต่กรรมดี เน่ืองด้วยร่างกายนี้เป็น
หนังสือเร่ือง ความเข้าใจเรื่องชีวิต ผลของกรรม และเปน็ ทตี่ ้ังของกิเลส จึงตอ้ งมกี าร
ประกอบด้วยทั้งหมด 3 ส่วนใหญ่ๆ ดังน้ี ควบคมุ ไมใ่ หต้ กอยภู่ ายใตอ้ ำ� นาจของกเิ ลสมี ราคะ
สว่ นท่ี 1 คำ� นำ� ในสว่ นน้ี กองบรรณาธกิ าร (ความตดิ ความยนิ ด)ี โทสะ (ความขัดเคือง) โมหะ
ไดจ้ ดั พมิ พข์ นึ้ เพอื่ ใหผ้ มู้ าถวายความเคารพพระศพ (ความหลงใหล) เปน็ ต้น
ไดม้ สี ง่ิ อนสุ รณ์ อนั เนอื่ งดว้ ยสมเดจ็ พระญาณสงั วร 3. ภาพชวี ิตของแต่ละคน กล่าวถงึ ชวี ิต
สมเดจ็ พระสงั ฆราช สกลมหาสงั ฆปรณิ ายก ไวเ้ ปน็ ไม่ได้มีความหมายแค่ความเป็นอยู่แห่งร่างกาย
ที่ระลึก แต่ยังหมายถึง ความสุข ความทุกข์ ความเจริญ
ส่วนท่ี 2 พระประวัติสมเด็จพระญาณ ความเส่ือม ท่ีเกิดข้ึนเป็นไปของแต่ละบุคคล
สังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสงั ฆปริณายก ซง่ึ ภาพของชวี ติ ถกู วาดฝนั ใหม้ จี ดุ หมายแตกตา่ งกนั
ในส่วนน้ีทางกองบรรณาธิการได้กล่าวถึงประวัติ ไป แตส่ ำ� หรบั ผรู้ ยู้ อ่ มไมป่ รารถนา หรอื ตอ้ งการชวี ติ
โดยย่อ พระกรณียกิจ พระเกียรติยศของสมเด็จ แบบคนจำ� นวนมาก

ปที ่ี 19 ฉบับท่ี 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 279

4. ชีวิตต้องการอะไร กล่าวถึงธรรมดา ข้ึนล้วนมาจากเหตุทั้งสิ้น คติทางพระพุทธศาสนา
ทว่ั ไปยอ่ มหลกี หนไี มพ่ น้ ความตอ้ งการในโลกธรรม แสดงถงึ เรอื่ งการทำ� ดี มี ในเรอ่ื งทาน ศลี การอบรม
(ธรรม คอื เรอ่ื งของโลก) ไดแ้ ก่ ลาภ ยศ สรรเสรญิ จติ และปญั ญา หากบคุ คลนนั้ ปรารถนาซง่ึ ความสขุ
สขุ สง่ิ เหลา่ นี้ลว้ นเป็นท่ีต้องการอยา่ งย่งิ แตท่ วา่ ยังมี นอกจากน้ีพระพุทธองค์ยังทรงแสดงถึงความ
ความเสอ่ื มลาภ ความเสอื่ มยศ นนิ ทา ทกุ ขเ์ ปน็ ของ เปลย่ี นแปลงทเี่ กดิ ขนึ้ ในโลกนซ้ี ง่ึ จะตอ้ งเปน็ ไป มใิ ช่
เคียงคู่ที่ทุกคนต้องประสบเช่นกัน พระพุทธองค์ เรื่องแปลก เพราะความเปล่ียนแปลงก็คือ ความ
ทรงใหพ้ จิ ารณาถงึ ความจรงิ ทวี่ า่ สขุ หรอื ทกุ ขท์ เี่ กดิ เกิด-ดับของส่ิงทั้งหลาย พระพุทธศาสนาพร้อมท่ี
ขึ้นแล้วกับเรา ส่ิงท่ีเกิดขึ้นน้ีเป็นของไม่เที่ยงเป็น จะแกไ้ ขปญั หาสำ� หรบั ทกุ คนขน้ึ อยกู่ บั วา่ บคุ คลนนั้
ทกุ ข์ เพราะมคี วามเปลยี่ นแปลงไป ความสงบยอ่ ม เขา้ ใจยอมรับความจริงหรอื ไม่
มขี ้ึนได้ 8. จุดหมายของชีวิต กล่าวถึง ความ
5. ศึกษาชวี ติ ทง้ั สองด้าน กลา่ วถึง ชวี ิต ปรารถนาที่เป็นไปของคนธรรมดาย่อมเป็นไปด้วย
ของแต่ละคนต้องประสบท้ังความสุข และความ อ�ำนาจของตัณหา คือ ความอยาก พระพุทธองค์
ทุกข์ด้วยกันท้ังสิ้น อันเน่ืองมาจากส่ิงอันเป็นท่ีรัก ทรงวางหลกั เกณฑข์ องชีวติ ไว้ 3 อยา่ ง 1) ทุชีวิต
การศึกษาท�ำความเข้าใจในความสุข และความ ชีวิตชั่วร้าย หมายถึง คนที่ใช้ชีวิตท�ำกรรมชั่วร้าย
ทกุ ขท์ เ่ี กดิ ขน้ึ ยอ่ มทำ� ใหเ้ หน็ กระบวนการแหง่ จติ ใจ 2) โมฆชวี ติ ชวี ติ วา่ งเปล่า หมายถึง คนทีป่ ล่อยให้
ท่ีก�ำลังเป็นไปด้วยอ�ำนาจของความผูกจิต (ความ ชวี ติ ลว่ งไปเปลา่ ปราศจากประโยชน์ 3) สชุ วี ติ ชวี ติ ดี
คดิ ) น�ำมาซ่งึ ความโศก ความกลวั เกิดจากความรกั หมายถงึ คนทใ่ี ชช้ วี ติ ประกอบกรรมทดี่ ที ชี่ อบตา่ งๆ
ความยนิ ดี ความใคร่ ความอยาก นน่ั เอง ชวี ติ ดเี มอื่ มมี ากๆ ขน้ึ จะกลายเปน็ ชวี ติ อนั อดุ ม คอื
6. สิ่งอันเป็นที่รักของชีวิต กล่าวถึง ชวี ิตอนั สูงสดุ ซงึ่ ประกอบด้วยความดี 4 ประการ
สง่ิ อันเปน็ ท่ีรักยงิ่ ของชวี ิต คอื ตนเอง ไม่มีส่งิ ใดท่ี 1) กรรม หมายถงึ การทำ� งานทเี่ ปน็ ประโยชนต์ า่ งๆ
จะเป็นท่ีรักยิ่งกว่า การเกิดมามีชีวิตก็มาด้วยตัว 2) วิชา หมายถึง ความรใู้ นศิลปวิทยา 3) ศีล หมายถงึ
เปล่า คร้ันตายไปก็ไปด้วยตัวเปล่า หาได้มีบุคคล ความประพฤตดิ ี และ 4) ธรรม หมายถงึ คณุ สมบตั ิ
หรือทรัพย์สมบัติติดตามตนไปได้ เว้นเสียแต่บุญ ท่ีดีในจิตใจ ชีวิตท่ีด�ำเนินไปเป็นเร่ืองของกรรมท้ัง
และบาปทตี่ นไดก้ ระทำ� ไว้ พระพทุ ธองคจ์ งึ ทรงสอน ส้ิน มที งั้ กรรมดี และกรรมชว่ั แตห่ ลักส�ำคญั เนน้ ท่ี
ใหร้ กั ษาตนใหด้ ี ประคบั ประคองไปในทางท่ถี กู การสร้างกรรมดีเพื่อให้เกิดข้ึนในจิตใจ คือจิตใจ
7. แง่คิดเก่ียวกับชีวิต กล่าวถึง คนเรา ตอ้ งประกอบดว้ ยสมั มาทฎิ ฐิ คอื ความเหน็ ชอบตรง
เมอ่ื ประสบกบั เหตกุ ารณอ์ นั เปน็ ทกุ ข์ กค็ วรมคี วาม ตามความเป็นจริง โดยอาศัยวิชาละอกุศลธรรม
ส�ำนกึ และประพฤติตนให้อย่ใู นขอบเขต โดยการ และวชิ าละความทกุ ขใ์ จ
มสี ตริ จู้ กั ตนตามความเปน็ จรงิ ไมห่ ลงตน ไมล่ ำ� เอยี ง 9. พ่ึงผิดที่ ชีวิตย่อมมีภัย กล่าวถึง
มีความรับผิดชอบในการกระท�ำของตน ผลที่เกิด ภยั ของชวี ติ มี 3 อยา่ ง 1) กเิ ลสภยั หมายถงึ มลู เหตุ

280 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

ใหป้ ระพฤติช่ัว 2) ทจุ รติ ภยั หมายถึง อกศุ ลทจุ รติ ว่า อธรรม เปน็ สง่ิ ท่คี วรเวน้ หลกั สจุ รติ ต้องมีธรรม
บาปกรรม และ 3) ทคุ ตภิ ยั หมายถึง ทางดำ� เนนิ ที่ ทีค่ วรประพฤตคิ วบคู่กันไป
ประกอบด้วยทุกขเ์ ดอื ดรอ้ น ทงั้ สามนเี้ ป็นเหตเุ ปน็ 11.1 ไมฆ่ า่ สตั วค์ วบคกู่ บั ความละอาย
ผลเกี่ยวเน่อื งกนั ไป คือ กิเลสเป็นเหตุให้ประกอบ ในการเบยี ดเบยี น การเอ็นดูขวนขวาย
ทจุ ริต ทุจริตกส็ ง่ ไปส่ทู คุ ติ เพราะการระลกึ ถงึ ทพี่ ่ึง 11.2 ไมล่ กั ทรพั ยค์ วบคกู่ บั การบรจิ าค
ในทางท่ีผิด แต่หากระลึกถึงพระรัตนตรัย อันมี การเออ้ื เฟือ้ การเฉลยี่ ความสุข
พระพทุ ธ พระธรรม และพระสงฆ์ เขา้ ใจหลกั ความ 11.3 ไมป่ ระพฤตผิ ดิ ในทางกามควบคู่
เปน็ จริงของชีวิต หลกั ของเหตุผล ย่อมประสบกับ กบั การไมค่ ิดนอกใจ การยดึ มน่ั ในประเพณี
ความสขุ 11.4 ไม่พูดปดควบคู่กับการมีปาก
10. ความสุขอย่ทู ี่ไหน กล่าวถงึ ความสุข ตรงกับใจ การไมม่ ีลับลมคมใน
มีท้ังความสุขทางกาย และความสุขทางใจ ซึ่งคน 11.5 ไมพ่ ดู สอ่ เสยี ดควบคกู่ บั การพดู
ธรรมดาสว่ นใหญม่ กั แสวงหาความสขุ จากสขุ สมบตั ิ ใหเ้ กิดความสมัครสมานสามคั คี
คือ อาศัยทรัพย์สมบัติภายนอก เคร่ืองอุปโภค 11.6 ไมพ่ ดู คำ� หยาบควบคกู่ บั การพดู
บริโภคต่างๆ ส�ำหรับผู้มีปัญญาควรพิจารณาว่า ออ่ นหวาน มีอัธยาศยั ออ่ นโยน
แท้จริงแล้ว อะไรเป็นเหตุของความสุข อะไรเป็น 11.7 ไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหลควบคู่
เหตขุ องความทกุ ข์ กับการพูดมีหลักฐานอ้างองิ มปี ระโยชน์
11. เง่ือนไขของความสขุ กลา่ วถงึ ปัจจัย 11.8 ไมโ่ ลภในทรพั ยส์ มบตั ขิ องผอู้ นื่
ภายนอกที่เปน็ อปุ กรณ์แหง่ ความสขุ อันได้แก่ เงิน ควบคูก่ ับ ความพอใจในทรัพย์ของตน
ทอง ยศ ชื่อเสียง เป็นต้น แต่สิ่งเหล่านี้เป็นของ 11.9 ไม่พยาบาทปองร้ายควบคู่กับ
ไม่ยั่งยืนเปล่ยี นแปลงอยูเ่ สมอ ซึ่งความเป็นจรงิ สุข ความมเี มตตา
ทกุ ขเ์ กดิ จากปจั จยั ภายใน ตอ้ งอาศยั หลกั ของสจุ รติ 11.10 มีความเห็นถูกควบคู่กับการ
แปลวา่ ความประพฤติดมี ีทง้ั ทางกาย วาจา และใจ ท�ำความเห็นใหต้ รง
เรยี กสนั้ ๆ วา่ ธรรม เปน็ สงิ่ ทค่ี วรกระทำ� เพอื่ ใหเ้ กดิ 12. สจุ รติ ธรรม เหตแุ หง่ ความสขุ ทแ่ี ทจ้ รงิ
ความสขุ ประกอบดว้ ย กายสจุ รติ 3 คือ ไมฆ่ า่ สัตว์ กล่าวถึงสุจริตธรรมอ�ำนวยผลให้เกิดเป็นความสุข
ไม่ลักทรพั ย์ ไมป่ ระพฤตผิ ิดในทางกาม วจีสุจรติ 4 ทจุ ริต ทุจรติ ธรรมอ�ำนวยผลใหเ้ กิดเป็นความทกุ ข์
คือ ไมพ่ ดู ปด ไมพ่ ูดสอ่ เสยี ด ไมพ่ ูดคำ� หยาบ ไมพ่ ดู นอกจากนี้ยงั ต้องอาศยั
เพ้อเจ้อเหลวไหล มโนสจุ รติ 3 คอื ไม่โลภในทรพั ย์ 12.1 เมตตา คอื ความรกั ใครป่ รารถนา
สมบตั ขิ องผอู้ น่ื ไมพ่ ยาบาทปองรา้ ย มคี วามเหน็ ถกู จะใหเ้ ปน็ สขุ
ส่วนตรงกันข้ามคือ หลักของทจุ รติ แปลวา่ ความ 12.2 มติ ร คอื ผมู้ เี มตตาปรารถนาสขุ
ประพฤตไิ ม่ดีทั้งทางกาย วาจา และใจ เรยี กสัน้ ๆ ประโยชนต์ อ่ กนั

ปที ี่ 19 ฉบบั ท่ี 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 281

12.3 ไมตรี คอื มีเมตตาปรารถนาดี แมจ้ ะเตม็ ไปดว้ ยศพั ทท์ างพระพทุ ธศาสนา อาจเปน็
ตอ่ กัน เพราะท่านศึกษาค�ำสอนทางพระพุทธศาสนามา
ท้ัง 3 หลักนี้ย่อมเป็นประโยชน์ทั้งต่อ เป็นเวลานาน ส�ำหรับผู้อ่านท่ีไม่มีพื้นฐานทาง
ตนเองและผู้อื่น เพราะเหตุนี้พระพุทธองค์ผู้ทรง พระพุทธศาสนามาพอสมควรมาอ่านหนังสือเล่มน้ี
ประกอบดว้ ย พระเมตตาไมตรี มมี ติ รภาพในสรรพ ยอ่ มตอ้ งใชเ้ วลาในการศกึ ษาทำ� ความเขา้ ใจเพมิ่ เตมิ
สัตว์ จึงทรงสั่งสอนอนุเคราะห์แก่สัตว์โลก แสดง เพ่ือขยายองค์วามรู้ทางด้านพระพุทธศาสนา
ความสุขอันแท้จริงไว้ โดยเกิดจากปัจจัยภายใน เสมือนว่าเป็นภาษาธรรม มีความละเอียดลึกซึ้ง
เรยี กวา่ หลกั ของสจุ รติ ธรรมเปน็ พนื้ ฐานทจี่ ะนำ� มา ซงึ่ ตา่ งจากภาษาคน ทคี่ นธรรมดาตา่ งเขา้ ใจกนั โดย
ซง่ึ ความสขุ แตไ่ มว่ า่ ความสขุ หรอื ความทกุ ขก์ ต็ าม ง่าย (Buddhadasa Bhikkhu, n.d. : 6-7) นบั เป็น
ย่อมจะต้องเกดิ ขึ้น สง่ิ งดงามในการเพม่ิ พนู ความรทู้ างธรรม และถงึ แม้
หนังสือเล่มนี้จะไม่มีการอ้างอิงเชิงอรรถตามแบบ
4. บทวิจารณ์ หนังสือวิชาการโดยท่ัวไป ซึ่งบางคร้ังก็ไม่จ�ำเป็น
เพราะผูน้ ิพนธถ์ อื ว่าเป็นผู้ท่ที รงภูมอิ ยแู่ ล้ว
จากการสรุปเน้ือความของหนังสื่อเร่ือง อยา่ งไรกต็ าม ถงึ แมห้ นงั สอื เลม่ นจ้ี ะเตม็ ไป
ความเข้าใจเรื่องชีวิตของสมเด็จพระญาณสังวร ดว้ ยภาษาธรรม และภาษาปราชญ์ เปน็ ภาษาเฉพาะ
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสงั ฆปรณิ ายก ทำ� ให้ ซึ่งต่างจากภาษาธรรมดาท่ัวไป แสดงถึงความมี
พบจดุ เด่นดังนี้ เสนห่ ข์ องหนงั สอื ทสี่ ามารถดำ� รงภาษาปราชญไ์ วไ้ ด้
จุดเด่นของหนังสอื นี้ คือ มีการจดั เน้ือหา อย่างเหมาะสม และงดงาม
เรียงไปตามล�ำดับ มีการสอดแทรกพุทธพจน์และ นอกจากจุดเด่น และจุดด้อยดังกล่าว
ยกตัวอย่างเรื่องประกอบ ท�ำให้ง่ายต่อการศึกษา ข้างต้นแล้ว หลังจากอ่านหนังสือน้ี ผู้วิจารณ์ยังมี
ทำ� ความเขา้ ใจ ทง้ั ยงั เปน็ เรอ่ื งทนี่ า่ สนใจ เพราะเหตุ แนวคิดที่สอดคล้อง และเห็นด้วยในประเด็นต่างๆ
ว่าเป็นการอธิบายความเก่ียวเน่ืองกับชีวิตของ มรี ายละเอียดดังนี ้
ทกุ คนซง่ึ เปน็ เรอื่ งของภายในตนเอง เปน็ หลกั ทที่ รง แนวคดิ ท่ีเห็นด้วย
คณุ คา่ อยา่ งยงิ่ อกี ทงั้ สอดแทรกหลกั ปฏบิ ตั อิ นั จะกอ่ ผู้วิจารณ์มีความคิดเห็นท่ีสอดคล้องกับ
ให้เกิดประโยชน์ท้ังต่อตนเอง และสังคม น�ำมาซ่ึง ผนู้ พิ นธห์ นงั สอื เรอ่ื งความเขา้ ใจเรอื่ งชวี ติ ในประเดน็
ความสุข เทียบเคียงกับหลักพุทธธรรม (Phra ได้แก่
Dhammapitaka (P.A. Payutto), 1995 : 6) 1. เห็นด้วยในประเด็นที่ว่า เราเกิดมา
ทเ่ี ป็นกระบวนการเข้าถึงสจั ธรรมความเป็นจริง ดว้ ยตัณหา และกรรม เพื่อสนองตัณหา และกรรม
นอกจากจุดเด่นแล้ว ข้อแนะน�ำส�ำหรับ ของตนเอง (Somdej Phra Nyanasamvara Somdej
หนงั สือนี้ คือ ผ้นู พิ นธม์ คี วามรู้ ความเชีย่ วชาญทาง Phra Sangharaja Sakalamahasanghaparinayaka,
พระพุทธศาสนาอยา่ งกวา้ งขวาง การอธิบายความ

282 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

2014 : 11) ทุกอย่างตอ้ งมเี หตมุ ีปจั จัย ส่ังสมอบรมบารมีมายังไม่พอ ท�ำให้อุปกาชีวก
ผวู้ จิ ารณม์ คี วามเหน็ สอดคลอ้ งกบั ขอ้ ความ ไม่สามารถบรรลุคุณธรรมใดๆ ไดเ้ ลย
ข้างต้น ตรงกับพระไตรปิฎก หลักของปฏิจจสมุ 3. เหน็ ดว้ ยในประเดน็ ทวี่ า่ ความสงบทาง
ปบาท (Tripitaka (Thai) 4/3/5) คือ ธรรมท่ีอาศัย จิตจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการพิจารณาเห็นความ
กนั เกดิ ขน้ึ พรอ้ ม (Phra Brahmagunabhorn (P.A. จริงของสิ่งนั้น จิตจะต้องไม่เกิดความยินดี-ยินร้าย
Payutto), 2010 : 252) แสดงให้เห็นว่าการเกิดมา ต่อสิ่งนั้นด้วย (Somdej Phra Nyanasamvara
นน้ั ตอ้ งอาศยั กระบวนการหลายอยา่ งทอ่ี งิ อาศยั กนั Somdej Phra Sangharaja Sakalamahasangh
2. เห็นด้วยในประเด็นที่ว่า พระพุทธ aparinayaka, 2014 : 29) ความสงบจึงมไี ด้
ศาสนาพร้อมทจ่ี ะชี้ทาง เพอ่ื แก้ปญั หาส�ำหรับทกุ ๆ ผวู้ จิ ารณม์ คี วามเหน็ สอดคลอ้ งกบั ขอ้ ความ
คนอยู่ทุกขณะ แต่เมื่อใครปิดประตูใจไม่รับธรรม ข้างตน้ ตรงกับพระไตรปฎิ กหลักของสติปัฏฐาน 4
พระพทุ ธศาสนากเ็ ขา้ ไปช่วยไม่ได้ (Somdej Phra (Tripitaka (Thai) 10/372-405/301-340) เปน็ การ
Nyanasamvara Somdej Phra Sangharaja สร้างวิถชี วี ติ ทปี่ กติ นั่นก็คอื ความสงบสุข โดยหลกั
Sakalamahasanghaparinayaka, 2014 : 55) สตปิ ฏั ฐานคอื การตงั้ สตกิ ำ� หนดพจิ ารณาสง่ิ ทง้ั หลาย
เปน็ เรื่องเฉพาะบคุ คล ใหร้ เู้ หน็ ตามความจรงิ (Phra Brahmagunabhorn
ผวู้ จิ ารณม์ คี วามเหน็ สอดคลอ้ งกบั ขอ้ ความ (P.A. Payutto), 2010 : 141)
ทวี่ า่ พระพทุ ธศาสนาพรอ้ มทจ่ี ะชท้ี างเพอ่ื แกป้ ญั หา หลังจากท่ีผู้วิจารณ์ได้อ่านพิจารณาอย่าง
ตรงกับพระไตรปิฎก ในคร้ันท่ีพระพุทธองค์ทรง ถ่ถี ว้ นแล้ว ไมม่ ีประเดน็ ใดท่ีเห็นขัดแยง้ กับผ้นู ิพนธ์
สั่งสอนสาวก 60 รูปแรก หลังจากท่ีบรรลุเป็น หนังสือเร่ืองความเข้าใจเรื่องชีวิตของสมเด็จ
พระอรหนั ตแ์ ลว้ ทรงตรสั กบั ภกิ ษทุ ง้ั หลายใจความ พระญาณสังวร สมเดจ็ พระสงั ฆราช สกลมหาสังฆ
ว่า “พวกเธอจงจาริกไป เพ่ือประโยชน์สุขแก่ชน ปริณายก เพราะผู้นพิ นธ์เปน็ บคุ คลท่ีประกอบด้วย
จ�ำนวนมาก เพ่ืออนุเคราะห์ชาวโลกเพ่ือประโยชน์ ภูมิรู้ ภูมิธรรมจนได้รับการยอมรับถือเป็นบุคคล
เก้ือกูลและความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์” ส�ำคัญ แต่ผู้วิจารณ์เห็นว่ามีประเด็นท่ีควรขยาย
(Tripitaka (Thai) 4/32/40) แสดงใหเ้ หน็ วา่ แนวคดิ ความ ซ่ึงจะเป็นประโยชน์ส�ำหรับผู้อ่านที่ก�ำลัง
ของพระพุทธองค์พร้อมจะช่วยเหลือเก้ือกูลแก่ ศกึ ษาธรรมะในประเดน็ ต่างๆ ไดแ้ ก่
สรรพสตั ว์ อกี ทงั้ ในขอ้ ความทวี่ า่ เมอื่ ใครปดิ ประตใู จ 1. เรื่องวงจรชีวิต ในหนังสือระบุไว้ว่า
พระพุทธศาสนาก็เข้าไปช่วยไม่ได้ ซงึ่ มีปรากฏเป็น การทำ� สมาธิจนได้ “ดวงตาชั้นใน” มองเหน็ ความ
ตัวอย่างในพระไตรปิฎก คือเร่ืองของอุปกาชีวก จรงิ ได้ด้วยตนเอง จงึ จะสิ้นสงสัย (Somdej Phra
(Tripitaka (Thai) 5/11/16-17) ถึงแม้จะได้พบ Nyanasamvara Somdej Phra Sangharaja
พระพทุ ธองคห์ ลงั จากตรสั รแู้ ลว้ เปน็ คนแรก แตด่ ว้ ย Sakalamahasanghaparinayaka, 2014 : 8)
ความทปี่ ระตใู จไมพ่ รอ้ มจะรบั ธรรม อาจเพราะการ ซ่ึงในหนังสือเล่มนี้ขาดการกล่าวถึงหลักของ

ปที ่ี 19 ฉบับท่ี 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 283

วปิ สั สนา เพราะในพระไตรปฎิ กระบวุ า่ เธอจงเจรญิ หนังสือเล่มน้ีสรุปรวบยอด แฝงนัยยะที่ลึกซ้ึง
ธรรม 2 ประการ คอื 1) สมถะ หมายถงึ การฝกึ จิต โดยหากผนู้ น้ั ละอกศุ ลธรรม ละความทกุ ข์ การเจรญิ
ให้สงบเป็นสมาธิ 2) วปิ ัสสนา หมายถงึ ความเห็น กศุ ลย่อมเกิดมีตามลำ� ดับ
แจง้ ใหย้ ่งิ ขึน้ ไปเถดิ ธรรม 2 ประการ คอื 1) สมถะ
2) วปิ สั สนานซี้ ง่ึ เธอเจรญิ ใหย้ ง่ิ ขนึ้ ไปแลว้ จกั เปน็ ไป 5. สรปุ
เพอื่ รแู้ จง้ ธรรมธาตหุ ลายประการ (Tripitaka (Thai)
13/198/235) และในคมั ภรี ว์ สิ ทุ ธมิ รรคระบวุ า่ การ หนังสือเรื่องความเข้าใจเร่ืองชีวิตของ
เจรญิ ปญั ญาภาวนา (วปิ สั สนา) ยอ่ มสำ� เรจ็ ในความ สมเดจ็ พระญาณสงั วร สมเดจ็ พระสงั ฆราชสกลมหา
เปน็ พระอรหนั ต์ (Somdej Phrabudhacan (Ac สังฆปริณายก เป็นงานนิพนธ์ที่มีรูปแบบการเรียง
Asabamahathera) (Trans), 2008) (ละสงั โยชน์ ล�ำดับไปตามเนื้อหาจากเบ้ืองต้น ไปท่ามกลาง
ไดห้ มดทั้ง 10 (Phra Brahmagunabhorn (P.A. และสเู่ บอื้ งปลาย กลา่ วคอื ประกอบดว้ ยคำ� นำ� พระ
Payutto), 2010 : 128) มี วจิ กิ จิ ฉา คอื ความสงสยั ประวัติสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
เป็นต้น) (Phra Brahmagunabhorn (P.A. Pay- สกลมหาสงั ฆปรณิ ายกในหนา้ ก-ฎ และเนอ้ื หาตาม
utto), 2010 : 243) แสดงให้เห็นว่าเมื่อผู้ศึกษา สารบัญ 1-87 อย่างไรก็ดีหนังสือน้ี ขาดบทสรุป
ต้องการทราบถึงการปฏิบัติจนส้ินความสงสัยตาม และบรรณานกุ รม ทำ� ใหย้ งั ไมเ่ กดิ ความสมบรู ณข์ อง
นัยของหนังสือเล่มนี้ ย่อมต้องมีการแสวงหาองค์ หนังสอื
ความรู้เพิ่มเติมจากคัมภีร์พระไตรปิฎก และคัมภีร์ ด้านเนื้อหาอธิบายถึงความจริงพ้ืนฐาน
อ่ืนๆ ทีส่ �ำคัญเพอื่ ให้เกดิ ความเขา้ ใจอยา่ งลกึ ซ้ึง ด้ังเดิมในเร่ืองของชีวิต แนวคิดของแต่ละชีวิต
2. วิชาละอกุศลธรรม และวิชาละความ มีความต้องการมีความปรารถนาท่ีแตกต่างกันไป
ทกุ ขใ์ จน้ี เปน็ วชิ าของพระพทุ ธองคท์ จี่ ะรกั ษาตวั ให้ อธิบายมุมมองทางพระพุทธศาสนา มีหลักในการ
รอดได้ ในพระไตรปิฎกระบุว่า การไม่ท�ำบาปท้ัง ศึกษา แล้วน้อมน�ำมาประพฤติปฏิบัติอย่างไร
ปวง การท�ำกุศลให้ถึงพร้อม การท�ำจิตของตนให้ จึงถือว่าถูกต้องตรงตามความเป็นจริง โดยอาศัย
ผ่องแผ้ว นี้คือค�ำส่ังสอนของพระพุทธเจ้าท้ังหลาย หลักธรรมที่ช่ือว่า สุจริตธรรมเป็นกระบวนการ
(Tripitaka (Thai) 10/90/50) แสดงการเทยี บเคยี ง ขบั เคลอื่ นในการสร้างความสุขใหเ้ กดิ ขน้ึ กบั ชีวิต
วชิ าละอกศุ ลธรรมคกู่ บั การไมท่ ำ� บาป วชิ าละความ กล่าวโดยสรุปได้ว่า หนังสือเรื่องความ
ทกุ ขใ์ จคกู่ บั การทำ� จติ ของตนใหผ้ อ่ งแผว้ ในสว่ นของ เข้าใจเรื่องชีวิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จ
การทำ� กศุ ล และในเรอ่ื ง กรรม-การใหผ้ ลระบวุ า่ การจะ พระสงั ฆราช สกลมหาสงั ฆปรณิ ายก มสี าระธรรมที่
ชว่ ย รกั ษาตวั เราได้ ต้องหมนั่ นกึ ถึงกุศลคือ ความดี ทรงคุณคา่ สำ� หรับทกุ คน เพราะเป็นเรอ่ื งพ้ืนฐานท่ี
อยเู่ นอื งนติ ย์ (Kittiwuttho Bhikkhu, 2014 : 156) ทุกคนจะต้องท�ำความเข้าใจ และยังเป็นคุณธรรม
แสดงว่า วิชาการเจริญกุศลก็ส�ำคัญแต่เนื่องด้วย พื้นฐานที่ทุกคนควรจะปฏิบัติเพื่อความสงบสุข
ทง้ั ตอ่ ตนเอง สงั คม และโลกน้ี

284 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

References

Buddhadasa Bhikkhu. (n.d.). People Language-Dhamma Language. Nonthaburi : S-R-
Printing-Mass Product Co.,Ltd.

Kittiwuttho Bhikkhu. (2014). Karma-Results. 4th ed. Bangkok : Sahadham mika Co.,Ltd.
Mahachulalongkornrajavidyalaya University. (1996). Thai Tripitaka on Maha chulalongkornr

ajavidyalaya University Version. Bangkok : Mahachula longkornrajavidyalaya
University Press.
Phra Brahmagunabhorn (Bhikkhu P.A. Payutto). (2010). Dictionary of Buddhism. 19th ed.
Nonthaburi : S-R-Printing-Mass Product Co.,Ltd.
Phra Dharmakosacarya (Buddhadasa Bhikkhu). (2006). Dhamma for People hate Temple.
Bangkok : Thammasapa Press.
Phra Dhammapitaka (P.A. Payutto). (1995). Buddhadhamma. 6th ed. Bangkok : Mahachula
longkornrajavidyalaya University Press.
Somdej Phrabudhacan (Ac Asabamahathera) (Trans). (2008). Visuddhimagga. 8th ed.
Bangkok : Thanapres Press.
Somdej Phra Nyanasamvara Somdej Phra Sangharaja Sakalamahasanghaparinayaka. (2014).
Understanding of Life. NakhonPathom : Salapim pakarn.

วิจารณ์หนงั สอื : Book Review
แกน่ พทุ ธศาสน*์

Buddhist Teachings

ผเู้ ขียน: พทุ ธทาสภิกขุ
Author: Buddhadasa Bhikkhu

ปัญญา เสนภูงา และพระมหามติ ร ฐติ ปญโฺ ญ
Panya Senpoonga and Phramaha Mit Thitapañño
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตขอนแก่น

Mahachulalongkornrajavidyalaya University, KhonKaen Campus, Thailand

Corresponding Author, E-mail: [email protected]

1. บทน�ำ อีกคร้ังหนึ่งเร่ือง “ความว่าง” อันเป็นใจความ
ส�ำคัญที่ควรสนใจมาก เราคงเคยได้ยินพุทธภาษิต
หนังสือเรื่อง แก่นพุทธศาสน์ ที่ผู้เขียน บทหนึ่งที่ว่า “นิพฺพานํ ปรมํสุญฺญํ” ซึ่งแปลว่า
สนใจและนำ� มาวจิ ารณต์ อ่ ไปนี้ เปน็ บนั ทกึ ปาฐกถา พระนิพพานเป็นความว่างอย่างย่ิง แต่ยังไม่ทราบ
ธรรมของทา่ นพทุ ธทาสภกิ ขุ ซงึ่ แสดงปาฐกถาธรรม ชดั วา่ วา่ งอยา่ งไร ความวา่ งอยทู่ ตี่ รงไหนถา้ ไดศ้ กึ ษา
แก่คณะนายแพทย์แห่งโรงพยาบาลศิริราช เร่ืองความว่างแล้วจะชัดเจนข้ึนและมองเห็นว่า
รว่ มดว้ ยนกั ศกึ ษาวชิ าแพทย์ ณ โรงพยาบาลศริ ริ าช “พระนิพพาน” เป็นสิ่งท่ีทุกคนอาจจะเข้าถึงได้
เมือ่ เดือนธันวาคม พ.ศ. 2504 ได้นิมนต์ท่านแสดง ในชีวิตนี้ ชาตินี้ก็ได้ ครั้งต่อมาท่านพูดถึงเรื่องวิธี
ปาฐกถาธรรม รวม 3 ครงั้ ปรากฏวา่ ขอ้ ความทที่ า่ น ปฏิบัติเพ่ือเป็นอยู่ด้วยความว่างเป็นการช้ีทางให้
แสดงในคร้ังน้ีก็คือใจความทั้งหมดของพระพุทธ เดนิ ตรงไปตามแนวทางน้ี เปน็ เรอ่ื งทช่ี าวโลกผหู้ มกมนุ่
ศาสนาอันเป็นเร่ืองย่อเอาแต่แก่นของพุทธธรรม ในการงานของตนเองเป็นส�ำคัญควรศึกษาน�ำมา
มากล่าวเหมือนกับบอกว่า สิ่งส�ำคัญท่ีชาวพุทธ ปฏิบัติในชีวิตประจ�ำวันได้ เพราะการปฏิบัติตน
ควรศึกษาควรปฏิบัติอยู่ท่ีตรงนี้เป็นการตัดปัญหา ตามวธิ เี พอื่ เปน็ อยดู่ ว้ ยความวา่ งจะชว่ ยใหอ้ ยอู่ ยา่ ง
ยงุ่ ยากมปี ระการตา่ งๆ ทเี่ ปน็ ขอ้ ถกเถยี งกนั ในเรอื่ ง สงบปอ้ งกนั โรคทางวญิ ญาณไดเ้ ปน็ อยา่ งดปี าฐกถา
หลักพุทธธรรมท่านน�ำพระพุทธด�ำรัสมาบอกให้ ทั้งสามครั้งน้ี เป็นท่ีพอใจของคณะนายแพทย์
ทราบวา่ ใจความแทๆ้ นนั้ คอื อะไร ตอ่ มาทา่ นแสดง

* ไดร้ บั บทความ: 11 ตลุ าคม 2561; แก้ไขบทความ: 12 กุมภาพันธ์ 2562; ตอบรบั ตีพิมพ:์ 21 พฤษภาคม 2562
Received: October 11, 2018; Revised: February 12, 2019; Accepted: May 21, 2019

286 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

เป็นอย่างมากจึงได้ถอดจากเครื่องอัดเสียงมาเป็น เนื้อหาในหนังสือแก่นพุทธศาสน์ท่าน
ตวั หนงั สอื อา่ นแลว้ กพ็ อใจใครจ่ ะใหไ้ ดอ้ า่ นกนั อยา่ ง พุทธทาสภิกขุ ได้ปาฐกถาธรรม 3 ครั้ง 3 เรื่อง
ทัว่ ถงึ คำ� การปาฐกถาธรรมครง้ั ท่ี 1 วา่ ดว้ ย เรอื่ ง ใจความ
ท้ังหมดของพระพุทธศาสนา ครงั้ ที่ 2 วา่ ด้วยเรือ่ ง
2. โครงสร้างและเน้ือหาของหนงั สือ ความวา่ ง และครัง้ ที่ 3 พดู ถงึ วธิ ปี ฏิบตั เิ พือ่ เป็นอยู่
ด้วยความว่าง ผู้เขียนได้สรุปออกมาให้เห็นแก่น
โครงสร้างของหนังสือแก่นพุทธศาสน์ ของเนื้อหาในแต่ละคร้ัง ดังนี้ การปาฐกถาธรรม
เป็นหนังสือที่ถอดออกจากค�ำปาฐกถาธรรมใน ครงั้ แรก เรอ่ื ง ใจความทงั้ หมดของพระพทุ ธศาสนา
โอกาสพเิ ศษของทา่ นพทุ ธทาสภกิ ขุ ณ ชมุ นมุ ศกึ ษา สรปุ สน้ั ๆ ไดว้ า่ หลกั พทุ ธศาสนามงุ่ เฉพาะไปทกี่ าร
พทุ ธธรรมโรงพยาบาลศริ ริ าชในอุปการะของคณะ ดับทุกข์ ทุกข์เกิดจากการยึดมน่ั ถือมน่ั ถ้าไม่มีการ
แพทย์ศาสตร์และศิริราชพยาบาล ซึ่งมีโครงสร้าง ยดึ มนั่ ถอื มนั่ กไ็ มม่ ที กุ ข์ การปาฐกถาธรรมครง้ั ที่ 2
ของการเขียนวิธีเขียน ภาษาที่ใชเ้ ขยี น และการจดั เร่ืองความว่าง สรุปส้ันๆ ได้ว่า เป็นเรื่องท้ังหมด
ล�ำดับเนื้อหาวิธีเขียน เป็นการเขียนโดยการถอด ของพทุ ธศาสนา ความว่าง หมายถงึ ความวา่ งจาก
ออกจากค�ำปาฐกถาธรรมแบบค�ำต่อค�ำไม่มีการ ความทกุ ข์ ความวา่ งจากกเิ ลสทเ่ี ปน็ เหตใุ หเ้ กดิ ทกุ ข์
อธบิ ายเพม่ิ เตมิ ขอ้ ความใดๆ อกี เลย แมแ้ ตเ่ ชงิ อรรถ และความว่างจากความรู้สึกว่า มีตัวเราของเรา
ต่างๆ ก็มิได้น�ำมาอ้างอิง ยกเว้นในกรณีที่ท่าน และการปาฐกถาธรรมคร้งั ที่ 3 หลกั ปฏิบตั ิในทาง
ได้กล่าวไปถึงท่ีมาของหัวข้อธรรมและเอกสาร พุทธศาสนาจึงสอนให้ละ ให้ท�ำลายความรู้สึก
ต่างๆ ในบางเรอ่ื ง ภาษาที่ใชเ้ ขียนเปน็ ภาษาแบบ ในการยึดมั่นถือมั่นเสียให้หมดให้เห็นสภาพเป็น
ความเรียงหรอื รอ้ ยแก้ว ศัพท์ท่ที า่ นพทุ ธทาสภิกขุ อนตั ตา คอื ความวา่ งจากตวั ตนของสงิ่ ทงั้ ปวงคำ� สอน
น�ำมาใช้เป็นศัพท์ที่ส่ือสารกับคนยุคปัจจุบัน เร่ืองความว่างหรืออนัตตา มีแต่ในพุทธศาสนา
ใหเ้ ขา้ ใจไดง้ ่าย เช่น ศัพท์วา่ “ตวั กูของก”ู เป็นตน้ เท่านั้นไมม่ ใี นศาสนาอื่น
การจัดล�ำดับเนื้อหาเป็นการจัดล�ำดับอย่างมี
ขนั้ ตอน จดั ลำ� ดบั เนอื้ หาจากงา่ ยไปหายาก นำ� เสนอ 3. เนือ้ หาการวิจารณ์
ใหเ้ ขา้ ใจไดง้ า่ ยและโครงสรา้ งของหนงั สอื แบง่ เปน็
3 ตอน คอื 1) ใจความทง้ั หมดของพระพทุ ธศาสนา ตามท่ีผู้วิจารณ์ได้ศึกษาหนังสือแก่นพุทธ
พูดถึงหัวใจของพุทธศาสนา คือ ส่ิงทั้งปวงไม่ควร ศาสน์ของท่านพุทธทาสภิกขุ เน้ือหาของหนังสือ
ยึดมั่นถือม่ัน 2) ความว่าง ว่าด้วยธรรมท่ีเป็น แบ่งออกเป็น 3 ประเด็น คือ ใจความท้ังหมด
ประโยชน์แก่ฆราวาส คือ เรื่องสุญญตา และ 3) ของพระพุทธศาสนา ความว่าง และวิธีปฏิบัติ
วิธีปฏิบัติเพ่ือเป็นอยู่ด้วยความว่าง พูดถึงวิธีการ เพอ่ื เป็นอยดู่ ว้ ยความวา่ ง รายละเอยี ดมีดงั น้ี
ปฏบิ ตั เิ พอ่ื ความวา่ งและผเู้ ขยี นจะไดน้ ำ� เสนอลำ� ดบั 1. ประเด็นแรก ใจความท้ังหมดของ
ต่อไป พระพุทธศาสนา ความหมายของผู้แต่งเร่ือง

ปที ี่ 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มถิ ุนายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 287

ใจความทง้ั หมดของพระพทุ ธศาสนาทา่ นพทุ ธทาส ทำ� ความเพยี รเพอื่ รชู้ ดั ตามความเปน็ จรงิ วา่ นท้ี กุ ข์
ภกิ ขตุ อ้ งการสอ่ื ถงึ ความเขา้ ใจว่า ใจความทัง้ หมด น้ีทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (Thai Tipitaka 19/
ของพระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงข้อสรุปความของ 1712/434)
หลักธรรม โดยหวังว่าเมื่อผู้ฟังจับใจความส�ำคัญ จดุ มงุ่ หมายของพทุ ธศาสนาทา่ นพทุ ธทาส
ได้แล้วก็จะสะดวกในการศึกษาออกไปได้อย่าง ภิกขุท่านอธิบายว่า จุดหมายที่แท้จริงของพุทธ
กว้างขวาง พระพุทธศาสนายากเกินกว่าจะศึกษา ศาสนา มงุ่ เฉพาะไปยงั ความดบั ทกุ ขเ์ ทา่ นน้ั ถา้ เปน็
หรือไม่ ท่านให้ข้อสังเกตว่า เน่ืองจากความรู้ทาง เรอื่ งทไี่ มเ่ ปน็ ไปเพอื่ ความดบั ทกุ ขพ์ ระพทุ ธเจา้ ทา่ น
พทุ ธศาสนาทไ่ี มใ่ ชห่ ลกั ขน้ั มลู ฐานมอี ยไู่ มน่ อ้ ยและ ทรงปฏิเสธไม่เกย่ี วขอ้ งด้วย เช่น เรื่องตายแล้วเกิด
จะพาใหศ้ าสนาค่อยๆ เขวไปทีละน้อยๆ จนกลาย หรือไม่ อะไรไปเกิด ฯลฯ เพราะสิ่งเหล่าน้ีไม่ได้
เป็นพุทธศาสนาใหม่ หรือกลายเป็นพุทธศาสนา มงุ่ ไปสกู่ ารดบั ทกุ ขเ์ หตผุ ลในคำ� สอนในพทุ ธศาสนา
เนอ้ื งอก ทงี่ อกออกไปเรอ่ื ยๆ เชน่ เรอื่ งประวตั ศิ าสตร์ เพ่ือมุ่งไปสู่การดับทุกข์นั้น ล้วนมีเหตุผลอยู่ใน
พทุ ธศาสนา พธิ รี ีตองต่างๆ เป็นต้น จึงทำ� ใหผ้ ู้ท่ยี งั ตัวเอง ซ่ึงทุกคนสามารถเห็นและเข้าใจได้ด้วย
จับใจความส�ำคัญของหลักธรรมไม่ได้สับสนและ ตนเองโดยไม่ต้องเช่ือตามใครอื่นหัวใจของพุทธ
รสู้ กึ วา่ พระพทุ ธศาสนาชา่ งมเี รอื่ งมากมายเกนิ กวา่ ศาสนา ทา่ นเกริน่ เก่ยี วกบั คำ� สอนทางพทุ ธศาสนา
ทจ่ี ะจำ� ไดเ้ ขา้ ใจหรอื นำ� ไปปฏบิ ตั ิ ในประเดน็ นที้ า่ น วา่ มเี รือ่ งส�ำคัญๆ และล้วนเปน็ สจั ธรรมหลายเรื่อง
เนน้ วา่ ทจี่ รงิ แลว้ หลกั พทุ ธศาสนาขนั้ มลู ฐาน มสี ว่ น เช่น เรอื่ ง อรยิ สจั 4 เร่ือง ไตรลักษณ์ เรอื่ ง การไม่
ที่เป็นหลักอยู่ไม่มาก ดังท่ีพระพุทธเจ้าได้เปรียบ ทำ� ความชวั่ ทำ� ดี และทำ� จติ ใหบ้ รสิ ทุ ธฯิ์ ลฯ อยา่ งไร
เทียบระหว่างใบไม้ทั้งป่ากับใบไม้ในก�ำมือของ ก็ตามในมุมมองของท่านเห็นว่าในพระบาลีมัชฌิม
พระองค์ว่า สงิ่ ท่พี ระองคต์ รสั รู้นนั้ มีมาก เปรียบได้ นิกายมีเรื่องหนึ่ง ท่ีชี้ชัดถึงหัวใจของพุทธศาสนา
กับใบไม้ท้ังป่า แต่เร่ืองท่ีจ�ำเป็นท่ีควรรู้ควรน�ำ คือ มผี ถู้ ามพระพุทธเจา้ วา่ พุทธวจนะทั้งหมดของ
มาสอน และน�ำมาปฏิบัติเพื่อดับทุกข์น้ันมีไม่มาก พระองค์ถ้าจะสรุปให้ส้ันๆ เพียงประโยคเดียวได้
เปรียบได้เท่ากับใบไม้ก�ำมือเดียว จากประเด็น หรอื ไม่ พระพทุ ธเจา้ ไดต้ อบสน้ั ๆ วา่ “สพเฺ พ ธมมฺ า
ดงั กลา่ ว ซง่ึ มอี ธบิ ายในพระไตรปฎิ กวา่ สงิ่ อะไรเลา่ นาลํ อภนิ เิ วสาย” ซง่ึ แปลไดว้ า่ “สง่ิ ทงั้ ปวงไมค่ วร
ทเี่ ราบอกแลว้ คอื เราไดบ้ อกวา่ นที้ กุ ข์ นที้ กุ ขสมทุ ยั ยดึ มั่นถอื มน่ั ” ท้ังนี้ พระพทุ ธเจา้ ได้ยำ้� ว่าถ้าใครได้
นที้ กุ ขนโิ รธ นท้ี กุ ขนโิ รธคามนิ ปี ฏปิ ทาเพราะเหตไุ ร ฟงั ขอ้ ความนก้ี ค็ อื ไดฟ้ งั ทงั้ หมดในพระพทุ ธศาสนา
เราจึงบอก เพราะสิ่งนี้มีประโยชน์ เป็นจุดเริ่มต้น ถ้าได้ปฏิบัติตามข้อน้ีก็คือ ได้ปฏิบัติทั้งหมด
แห่งพรหมจรรย์ เป็นไปเพื่อความเบ่ือหน่าย ในพระพทุ ธศาสนา ถา้ ไดร้ บั ผลจากการปฏบิ ตั ติ าม
เพอ่ื คลายกำ� หนัด เพอื่ ดับ เพื่อสงบระงับ เพ่อื รยู้ งิ่ ขอ้ นกี้ ็คือไดร้ บั ผลท้ังหมดในพระพทุ ธศาสนา ท่าน
เพ่ือตรัสรู้ เพ่ือนิพพานเพราะเหตุน้ัน เราจึงบอก พุทธทาสภิกขุเห็นว่าค�ำตอบน้ีของพระพุทธเจ้าได้
ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุน้ัน เธอทั้งหลายพึง รวมท้ังเร่ือง วิชาปฏิบัติ และผลของการปฏิบัติไว้


Click to View FlipBook Version