The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปีที่ 19 ฉบับที่ 2 เมษายน - มิถุนายน 2562

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วารสารธรรมทรรศน์

ปีที่ 19 ฉบับที่ 2 เมษายน - มิถุนายน 2562

14 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

จะประพฤติตรงแลว้ ยังต้องพัฒนาท่ีจิตใจ มีความ หรืออยู่ร่วมกับผู้อ่ืนท่ีมีวัฒนธรรมแตกต่างกันได้
จรงิ ใจด้วย อย่างมีความสุข สอดคล้องกับวิจิตร อาวะกุล
2.4 ผลการประเมินคุณลักษณะ (Awakun, 2007 : 12) ไดก้ ลา่ วไวว้ า่ ความสามารถ
บณั ฑติ ทพ่ี งึ ประสงคด์ า้ นการมมี นษุ ยสมั พนั ธ์ พบวา่ ในการทำ� ตวั ใหเ้ ขา้ กบั บคุ คลอนื่ ๆ ไดเ้ ปน็ สงิ่ ทสี่ ำ� คญั
ระดับคุณลักษณะบัณฑิตท่ีพึงประสงค์ของนิสิต ในการด�ำเนินชีวิตของคนเรา ผู้ที่ล้มเหลวในการ
วทิ ยาลยั สงฆบ์ รุ รี มั ย์ อยใู่ นระดบั มาก สอดคลอ้ งกบั ดำ� เนนิ ชวี ติ กค็ อื ผทู้ เ่ี ขา้ กบั คนอนื่ ไมไ่ ด้ แมบ้ คุ คลนนั้
ฐิติวสั ส์ สขุ ป้อม (Sukpom, 2014 : 69) ได้ศกึ ษา จะมีความรู้ความสามารถสูงสักเพียงใดก็ตาม
วจิ ยั เรอื่ ง การพฒั นารปู แบบการเรยี นการสอนตาม แตถ่ า้ ไมส่ ามารถนำ� ความรไู้ ปใชไ้ ด้ หรอื ไมส่ ามารถ
แนวพุทธวิธีเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะบัณฑิตที่ เข้ากับใครในสังคมได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่บุคคลนั้น
พึงประสงค์ด้านคุณธรรมจริยธรรมของนักศึกษา มอี ยไู่ มว่ า่ จะเปน็ ความรคู้ วามสามารถ รา่ งกายและ
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั จนั ทรเกษม พบวา่ คณุ ลกั ษณะ ชีวิต ก็จะไร้ค่าหมดความหมาย น�ำไปสู่ความ
บัณฑิตที่พึงประสงค์ด้านคุณธรรม จริยธรรม ลม้ เหลวของชีวติ ได้
ดา้ นความซ่ือตรง มีคา่ เฉลยี่ อยู่ในระดบั สงู ในการ 3. ผลการทดสอบสมมติฐานความ
ทดสอบสมมติฐานท่ี 1 คุณลักษณะบัณฑิตที่ แตกตา่ งของผเู้ รียน 2 กลุ่ม (t-test) โดยใช้เทคนคิ
พึงประสงค์ด้านคุณธรรม จริยธรรมของนักศึกษา สามเสา้ (Triangulation) ในการเกบ็ ข้อมลู (เพ่ือน
กลุ่มทดลองภายหลังได้รับการใช้รูปแบบการเรียน ตนเอง ผู้สอน) พบว่า ผูเ้ รยี นกลุม่ ทดลองและกลุ่ม
การสอนตามแนวพทุ ธวธิ ี และภายหลงั การตดิ ตาม ควบคุมมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ โดยรวม
ผลเพม่ิ ขนึ้ กวา่ กอ่ นการทดลองอยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทาง ไม่แตกต่างกัน ที่ระดับนัยส�ำคัญทางสถิติ .05
สถติ ทิ ่รี ะดับ .01 เมอื่ พิจารณารายด้าน พบวา่ ด้านความมรี ะเบยี บ
เหตุท่ีเป็นเช่นนี้เพราะว่า การมีมนุษย วนิ ยั ดา้ นความซอ่ื ตรง และดา้ นการมมี นษุ ยสมั พนั ธ์
สัมพันธ์ เป็นความสัมพันธ์ในทางสังคมระหว่าง มีคุณลักษณะบัณฑิตท่ีพึงประสงค์ โดยรวม
มนุษย์ ที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจอันดีต่อกัน ไม่แตกต่างกัน ที่ระดับนัยส�ำคัญทางสถิติ .05
เปน็ การอยรู่ ว่ มกนั ของมนษุ ยเ์ ปน็ หมเู่ ปน็ คณะหรอื มเี พยี งดา้ นความรบั ผดิ ชอบ ทม่ี คี ณุ ลกั ษณะบณั ฑติ
กลุ่มโดยมีการติดต่อสื่อสารกันระหว่างบุคคล ทพ่ี งึ ประสงคโ์ ดยรวมแตกตา่ งกนั ทรี่ ะดบั นยั สำ� คญั
ระหวา่ งกลมุ่ เพอื่ ใหท้ ราบความตอ้ งการของแตล่ ะ ทางสถติ ิ .05 ซง่ึ ฐติ วิ สั ส์ สขุ ปอ้ ม (Sukpom, 2014
บคุ คล หรอื กลมุ่ รวมไปถงึ วธิ กี ารจงู ใจ และประสาน : 69) ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง การพัฒนารูปแบบการ
ความต้องการของบุคคล และกลุ่มให้ผสมผสาน เรียนการสอนตามแนวพุทธวิธีเพ่ือเสริมสร้าง
กลมกลนื กนั ตามระบบท่สี งั คมตอ้ งการ เป็นคนที่มี คุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ด้านคุณธรรม
จิตใจที่เป็นผู้ให้ มีคุณธรรม เป็นมิตรกับทุกคน จริยธรรมของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏจันทร
ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเพ่ือนได้ ความสามารถท�ำงาน เกษม จากการศึกษาคุณลักษณะบัณฑิตท่ีพึง

ปีที่ 19 ฉบบั ท่ี 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 15

ประสงค์ ด้านคุณธรรม จริยธรรม พบว่า ในการ ซึ่งได้รับการจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ ตามหลัก
ทดสอบสมมติฐานท่ี 1 คุณลักษณะบัณฑิตที่ ปรัชญา ทฤษฎี หลักการ แนวคิด หรือความเชื่อ
พึงประสงค์ด้านคุณธรรม จริยธรรมของนักศึกษา ต่างๆ โดยประกอบด้วยกระบวนการหรือข้ันตอน
กลุ่มทดลองภายหลังได้รับการใช้รูปแบบการเรียน ส�ำคัญในการเรียนการสอน รวมท้ังวิธีสอนและ
การสอนตามแนวพทุ ธวธิ ี และภายหลงั การตดิ ตาม เทคนคิ การสอนต่างๆ ท่ีสามารถช่วยใหส้ ภาพการ
ผลเพม่ิ ขนึ้ กวา่ กอ่ นการทดลองอยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทาง เรียนการสอนนั้นเป็นไปตามทฤษฎี หลักการหรือ
สถิติท่ีระดับ .01 ในการทดสอบสมมติฐานท่ี 2 แนวคิดท่ียึดถือและได้รับการพิสูจน์ ทดสอบหรือ
คุณลักษณะบัณฑิตท่ีพึงประสงค์ด้านคุณธรรม ยอมรบั วา่ มปี ระสทิ ธภิ าพ สามารถใชเ้ ปน็ แบบแผน
จริยธรรมของนักศึกษากลุ่มทดลองภายหลังได้รับ ในการเรียนการสอนให้บรรลุวัตถุประสงค์เฉพาะ
การใช้รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวพุทธวิธี ของรูปแบบนนั้ ๆ
และภายหลงั การตดิ ตามผลเพมิ่ ขน้ึ กวา่ กลมุ่ ควบคมุ
ท่ีไม่ได้รับรูปแบบการเรียนการสอนอย่างมีนัย 6. ข้อเสนอแนะ
สำ� คญั ทางสถิติท่ีระดับ .01
เหตทุ เ่ี ปน็ เชน่ นเี้ พราะวา่ รปู แบบการเรยี น 1. ข้อเสนอแนะเพอ่ื น�ำผลการวจิ ัยไปใช้
การสอนมีความส�ำคัญในการส่งเสริมให้ผู้เรียน 1.1 แบบวัดคุณลักษณะบัณฑิตท่ี
รักการเรียน ตั้งใจเรียน และเกิดการเรียนรู้ขึ้น พึงประสงค์ด้านคุณธรรม จริยธรรม ควรมีการ
การเรียนของผู้เรยี นจะไปสูจ่ ุดหมายปลายทาง คือ ปรับปรุงเพ่ือใช้วัดกับนักศึกษาในระดับอื่นได้
ความส�ำเร็จในชีวิตหรือไม่เพียงใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่ โดยการหาค่าบรรทัดฐาน (Norm) และน�ำมา
กับการจัดการเรียนรทู้ ี่ดีของผสู้ อน หากผู้สอนรูจ้ กั พฒั นาตอ่ เนอ่ื งตลอดจนควรมศี กึ ษาเกยี่ วกบั บรบิ ท
เลือกใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ท่ีดีและเหมาะสมแล้ว และความใกล้เคียงเกี่ยวกับกลุ่มตัวอย่างให้เหมาะ
ย่อมจะมีผลดีต่อการเรียนของผู้เรียน รูปแบบการ กับแบบวัดฉบบั นี้
เรียนการสอนจึงเปรียบเหมือนพิมพ์เขียวส�ำหรับ 1.2 รูปแบบการเรียนการสอนตาม
การสอน พิมพ์เขียวจะบอกถึงล�ำดับ ข้ันตอนการ แนวพุทธวิธีเพ่ือเสริมสร้างคุณลักษณะบัณฑิตท่ี
เตรียมการ การจัดกิจกรรม และการประเมินผล พึงประสงค์ด้านคุณธรรม จริยธรรม สามารถ
ของการจดั กจิ กรรมหรอื ประสบการณก์ ารเรยี นรใู้ ห้ ประยกุ ตใ์ ชก้ บั นกั ศกึ ษาทกุ ชนั้ ปี แตค่ วรมกี ารศกึ ษา
กับผู้เรียน ตามเป้าหมาย หรือผลที่คาดว่าจะเกิด คมู่ อื เทคนคิ การนำ� เสนอ การสรปุ ประเดน็ ตดิ ตาม
ข้ึนของรูปแบบการเรียนการสอนนั้นๆ ซึ่งทิศนา ผลให้เกดิ ความรู้ ความเข้าใจกอ่ นนำ� ไปใช้
แขมมณี (Khammani, 2013 : 3-4) ไดก้ ลา่ วไวว้ ่า 1.3 ทุกสถาบันการศึกษาน�ำรูปแบบ
รปู แบบการเรียนการสอน คือ สภาพ ลกั ษณะของ การเรียนการสอนตามแนวพุทธวิธีไปใช้ในการ
การเรียนการสอนท่ีครอบคลมุ องค์ประกอบสำ� คัญ จัดการเรียนการสอน เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะ
ของบณั ฑติ ทพ่ี งึ ประสงคใ์ นดา้ นอนื่ ๆ ใหเ้ ปน็ ไปตาม

16 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

กรอบมาตรฐานคณุ วฒุ ริ ะดบั อดุ มศกึ ษาแหง่ ชาติ 2.3 ควรมกี ารตดิ ตามผลคณุ ลกั ษณะ
1.4 สถาบันอุดมศึกษาอาจก�ำหนด บัณฑิตท่ีพึงประสงค์ของนักศึกษาหลังการติดตาม
ตัวบ่งช้ีเพ่ิมเติม ให้สอดคล้องกับพันธกิจและ ผลแลว้ 3 เดอื น 6 เดอื น และ 1 ปี เพอ่ื ศกึ ษาความ
วตั ถปุ ระสงคข์ องสถาบนั หรอื กำ� หนดเปา้ หมายการ เปลยี่ นแปลงและการศกึ ษาความคงทขี่ องพฤตกิ รรม
ดำ� เนนิ งานทสี่ งู ขนึ้ เพอื่ การยกระดบั มาตรฐานของ ที่แสดงออกพร้อมทั้งหาข้อเสนอแนะวิธีการเรียน
ตนเอง โดยกำ� หนดไวใ้ นรายละเอยี ดของหลักสตู ร การสอนท่ีจะสามารถพัฒนาคุณลักษณะบัณฑิตที่
2. ขอ้ เสนอแนะการวิจยั คร้งั ตอ่ ไป พึงประสงค์ให้เกิดคุณลักษณะที่พึงประสงค์แบบ
2.1 ควรนำ� รปู แบบการเรยี นการสอน ย่งั ยืนตอ่ ไป
ตามแนวพุทธวิธีไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน 2.4 ควรแยกศึกษาคุณลักษณะ
เพอ่ื เสรมิ สรา้ งคณุ ลกั ษณะของบณั ฑติ ทพ่ี งึ ประสงค์ บัณฑิตท่ีพึงประสงค์เฉพาะด้านแบบเชิงลึก เช่น
ในด้านอื่นๆ ให้เป็นไปตามกรอบมาตรฐานคณุ วุฒิ ความซอื่ สตั ย์ ความรบั ผดิ ชอบ เนอ่ื งจากคณุ ลกั ษณะ
ระดับอุดมศึกษาแหง่ ชาติ เหล่านนี้ต้องอาศัยการบ่มเพาะและใช้เวลานาน
2.2 ควรพฒั นารปู แบบการเรยี นการ ในการฝกึ ฝน
สอนตามแนวพทุ ธวธิ ี ให้เป็นรปู แบบการเรยี นการ 2.5 ควรพัฒนาแบบวัดคุณลักษณะ
สอนท่ีมีมาตรฐาน ทุกสถาบันสามารถน�ำไปใช้ใน บัณฑิตท่ีพึงประสงค์ส�ำหรับนักศึกษาในระดับ
การจดั การเรยี นการสอนได้ เพอ่ื พฒั นาคณุ ภาพการ อดุ มศกึ ษารวมทงั้ การทำ� เกณฑป์ กตขิ องบรรทดั ฐาน
ศกึ ษาของชาติต่อไป (Norm) ใหช้ ดั เจน

References

Agsonsue, P. (2016). A Model of Public Mind Development on Integrated Buddhist for Junior
Secondary School Students in the Education Service Area Office 3. Dhammathas
Academic Journal, 16(2), 103-116.

Awakun, V. (2007). Training. Bangkok : Chulalongkorn University Book Center.
Khammani, T. (2012). Teaching Science: Knowledge for Effective Learning Process

Management. Bangkok : Sutthakarn Printing Center.
_______. (2015). Deciphering the Philosophy of Sethi Suay to Teaching thinking Processes.

Bangkok : V. Print (1991) Company Limited.
Nongrayom, A. (2016). The Model of Life Quality Development of Students at Learning

Institute for Everyone. Dhammathas Academic Journal, 16(3), 21-28.

ปที ่ี 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มถิ นุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 17

Office of the Higher Education Commission Ministry of Education. (2009). National Higher
Education Qualifications Framework and Guidelines for Implementation, Attachments
to the Announcement of the Higher Education Commission Re: Guidelines for
Compliance with the Higher Education Qualifications Framework. Bangkok : Office
of the Higher Education Commission Ministry of Education.

Office of the National Education Commission. (2003). Future Image and Characteristics
of Desirable Thai People. Bangkok : VTC Publishing.

Phra Phrom Kunaporn (P.A. Payutto). (2011). Buddhist Ethics for the Good Life. Bangkok
: Thammasapa.

_______. (2013). Buddhist Method of Teaching. Bangkok : Pim Suay Company Limited.
Pulanram, P., et al. (2017). The Organs Doing Work of Social Organization in the Strengthening

of Strong Communities. Dhammathas Academic Journal, 17(3), 245-256.
Suksom, T. (2014). Development of Teaching and Learning Model in Accordance with

Buddhist Approaches to Enhance Desirable Graduate Characteristics in Morality,
Ethics of the Students of Chandrakasem Rajabhat University. Kasem Bundit Journal,
15(1). 56-74.
Thanaworaphat, K. (2012). Desirable Graduate Qualifications for the Workplace Case Studies
of Graduates in English for Communication Faculty of Social Sciences and Liberal
Arts, North-Chiang Mai University. Research Report. Chiang Mai : Faculty of Social
Sciences and Arts North-Chiang Mai University.
Wattanachai, K. (2012). Integrity and Thai Social Values. (Special Lectures). Bangkok :
Moral Center (Public Organization).
Watthanabut, B. (2016). Human Capital Potential Development In 21st Century. Dhammathas
Academic Journal, 16(2), 163-176.



การสง่ เสริมคณุ ธรรม จรยิ ธรรม และธรรมาภิบาล
ในการปฏิบตั งิ านของบุคลากรองคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถิ่น

ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ตอนกลาง*
Promotion of Personnel’s Morality, Ethics and
Good Governance for Their Work Performance at Local
Administrative Organization in the Northeastern Region

พระครูกิตตวิ ราทร (ทองป้ัน), มทั นา พนั ทว,ี รุ่งนภา เวยี งสงค์,
จริ าภรณ์ ผนั สว่าง และระพีพฒั น์ หาญโสภา

Phrakru Kittiwaratorn (Thongpan), Mattana Phanthawee, Rungnapa Weangsong,
Jiraporn Phansawang and Rapeepat Hansopa
มหาวิทยาลยั มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตร้อยเอด็

Mahamakut Buddhist University, Roi Et Campus, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่

การวจิ ยั ครง้ั นี้ มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ ศกึ ษาคณุ ธรรม จรยิ ธรรม และธรรมาภบิ าลทใ่ี ชใ้ นการปฏบิ ตั งิ าน
ของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง และเพื่อศึกษาแนวทาง
การสง่ เสรมิ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม และธรรมาภบิ าลในการปฏบิ ตั งิ านของบคุ ลากรองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ตอนกลาง กลุม่ ตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจยั ไดแ้ ก่ นายกองคก์ ารบริหารส่วนต�ำบล
ปลดั องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ� บล และบคุ ลากรอน่ื ในสงั กดั องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ กระทรวงมหาดไทย
จำ� นวน 302 คน เครอื่ งมอื ทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั เปน็ แบบสอบถามมาตราสว่ นประมาณคา่ หา้ ระดบั มคี า่ ความเชอ่ื มน่ั
เทา่ กบั .87 สถิตทิ ใ่ี ชใ้ นการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ คา่ เฉลีย่ และส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบวา่
1. ความคิดเห็นต่อการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลในการปฏิบัติงานของ
บุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง พบว่า นายกองค์การบริหาร
ส่วนต�ำบล ปลัดองค์การบริหารส่วนต�ำบล และบุคลากรอ่ืน มีความเห็นเกี่ยวกับระดับความเหมาะสม

* ได้รบั บทความ: 1 มกราคม 2562; แกไ้ ขบทความ: 25 มีนาคม 2562; ตอบรับตพี มิ พ:์ 22 เมษายน 2562
Received: January 1, 2019; Revised: March 25, 2019; Accepted: April 22, 2019

2 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

และระดับการปฏิบัติ ด้านการสง่ เสรมิ คุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภบิ าล ดังน้ี ด้านคณุ ธรรม 5 ขอ้
ภาพรวมระดับมาก ( = 4.00 , S.D. = .047) ดา้ นจริยธรรม 9 ขอ้ ภาพรวมระดับมาก ( = 3.99,
S.D. = .052) และดา้ นธรรมาภิบาล 6 ขอ้ ภาพรวมระดับมาก ( = 3.76, S.D. = .93)
2. แนวทางการส่งเสรมิ คุณธรรม จรยิ ธรรม และธรรมาภบิ าล ประกอบดว้ ย 8 มาตรการ ไดแ้ ก่
1) การสง่ เสรมิ ใหผ้ บู้ รหิ ารองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ สรา้ งความรู้ และทศั นคติ 2) การใชม้ าตรการยกยอ่ ง
ใหร้ างวลั 3) การเป็นแบบอยา่ ง 4) การตัง้ ชมรมหรือสร้างเครือข่าย 5) การจดั กจิ กรรม 6) การประชา
สมั พนั ธ์ 7) การศึกษาดงู าน 8) การนำ� หลกั ธรรมหรอื คำ� สอนของพระพทุ ธศาสนามาประยุกต์
ค�ำสำ� คัญ: การสง่ เสรมิ ; คณุ ธรรม; จรยิ ธรรม; ธรรมาภิบาล; องคก์ รปกครองส่วนท้องถิน่

Abstract

The objectives of the research were: 1) to study the promotion of morality,
ethics and governance applied to performances of local administration organizations in
the central northeastern provinces; 2) to find out the guidelines for promotion of morality,
ethics and governance to be observed by the civil servants of the said organizations.
The samples comprised the presidents, permanent secretaries and staff members,
totally 302 in number, of the Subdistrict Administration Organizations in the areas as
mentioned. The research tool used to collect the data was the five-rating scale questionnaire,
with validity of .87. The data were analyzed by such statistical devices as percentage,
mean ( ) and standard deviation (S.D.).
The research results can be described as follows:
1. The civil servants’ attitude about the promotion of morality, ethics and
governance applied to performances of local administration organizations in the central
northeastern provinces was found, in an overall aspect, to exist at the ‘Much’ level, which
could be classified into individual aspects in the following respective order: Morality at
4.00 (S.D. = .047). ethics at 3.99 (S.D. = .052) and good governance at 3.76 (S.D. = .93).
2. The promotion of morality, ethics and governance applied to performances
of local administration organizations in the said areas was found to be divided into 8
measures as follows: 1) promotion of knowledge and positive attitude; 2) honoring and
rewarding; 3) prototyping of good example; 4) establishment of clubs and networks; 5)

ปีที่ 19 ฉบับท่ี 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 3

arrangement of related activities; 6) public relations; 7) observation of other organizations’
functions and 8) promotion of studying and practicing religious teachings.

Keywords: Promotion; Morality; Ethics; Good Governance; Local Administration Organization

1. บทน�ำ Representatives Assembly acting as the
National Reform Council, 2005)
คุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล สถานการณป์ ญั หาคณุ ธรรม จรยิ ธรรมของ
เปน็ บทบาททม่ี คี วามสำ� คญั ตอ่ หนว่ ยงานทงั้ ภาครฐั สังคมไทยในโครงสร้างส่วนบนทุกวันนี้ ชนช้ันน�ำ
และเอกชน (Soda, 2016 : 85-92) เป็นค่านยิ ม ในสังคมเส่ือมคุณธรรม จริยธรรมกันไปมาก
พื้นฐานหรือระบบคุณค่าส�ำหรับการยึดถือและ ไม่สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคมได้
ประพฤติปฏิบัติ เพื่อการอยู่ร่วมกันของสังคม เหมอื นอยา่ งแตก่ อ่ น ไมว่ า่ จะเปน็ ผบู้ รหิ ารประเทศ
จึงเป็นปัจจัยส�ำคัญของความม่ันคงผาสุกของ นกั การเมอื ง ข้าราชการ นกั วิชาการ พระนกั บวช
ประเทศชาติและประชาชนสังคมประเทศใด นกั ธรุ กจิ และสอื่ มวลชน จงึ ทำ� ใหก้ ารอบรมบม่ สอน
ผู้ปกครองและประชาชนมีคุณธรรม จริยธรรม คุณธรรม จริยธรรมแก่เด็กและเยาวชนท่ีเกิดข้ึน
การปกครองมีธรรมาภิบาลสังคมประเทศนั้น ภายในครอบครัวและในช้ันเรียนหมดความหมาย
จะเข้มแข็งประชาชนอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน ไปโดยสนิ้ เชงิ เพราะเมอื่ ผใู้ หญ่ และผนู้ ำ� ไมส่ ามารถ
ในทางตรงกันข้ามหากสังคมประเทศใดขาดเสีย เปน็ ตวั แบบทดี่ ี (Role Model) กท็ ำ� ใหก้ ระบวนการ
ซ่ึงคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลสังคม ปลูกฝังและกล่อมเกลาทางสังคมวัฒนธรรม
ประเทศนั้นย่อมอ่อนแอแตกแยก และอาจถึงข้ัน เกิดการบิดเบ้ียวไปหมด นอกจากน้ันนักการเมือง
ล่มสลายได้ ปัญหาด้านคุณธรรม จริยธรรม ข้าราชการระดับสูงและนักธุรกิจรวมหัวกัน
และธรรมาภิบาลในสังคมไทยได้สะสมตัวมา กอบโกยโกงกิน ทจุ ริตคอร์รปั ชันทกุ รูปแบบโดยใช้
ยาวนานและแผ่ขยายมากข้ึนอย่างต่อเน่ือง อ�ำนาจหน้าที่และการแจกจ่ายผลประโยชน์แบบ
จนปัญหาได้กระจายไปท่ัวทุกวงการและทุกระดับ ต่างตอบแทนทุจริตเชิงนโยบายและบริหารบ้าน
ขององคาพยพ ประเทศไทยต้องเผชิญกับ เมืองกลายเป็นระบบธุรกิจการลงทุนเป็นเสมือน
วิกฤตการณ์ความขัดแย้งแตกแยกของคนในชาติ อตุ สาหกรรมการเมอื งดว้ ยการวางแผนเขา้ มาลงทนุ
อย่างรุนแรงจนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในการยึดอ�ำนาจรัฐ เพื่อกอบโกยโกงกินอย่างเป็น
(คสช.) ตอ้ งเขา้ มาเพอ่ื แกป้ ญั หาการเมอื งและเขา้ สู่ ระบบแบบหน้าด้านๆ กล้าโกหกประชาชนแบบ
กระบวนการปฏริ ปู ครง้ั ใหญ่ ซ่ึงสาเหตหุ ลักมาจาก ซ่ึงหน้าท�ำในส่ิงชั่วร้ายจนหลายครั้งท่ีประชาชน
ความบกพร่อง ความเส่อื มทางคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ทนไม่ไหวลุกขึ้นมาขับไล่จนเกิดเป็นวิกฤตการณ์
และธรรมาภิบาลของผู้คนและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ทางการเมอื งทต่ี อ่ เน่ืองและยืดเยือ้ เร้ือรงั
(Office of Secretary-General to the

4 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

แนวโน้มของสถานการณ์ปัญหาคุณธรรม เห็นว่าปัญหาด้านคณุ ธรรม จริยธรรมทเ่ี ปน็ ปัญหา
จริยธรรมในสังคมไทยในหลายๆ ด้าน มีแนวโน้ม ใหญส่ ดุ ของสงั คมไทยในปจั จบุ นั มรี ายละเอยี ดดงั น้ี
รุนแรงและสะสมตัวมากขึ้นจนถึงขั้นวิกฤติ ร้อยละ 50.68 ความซื่อสัตย์สุจริต การทุจริต
ซึ่งสามารถพิจารณาได้จากสถิติข้อมูลรายงานผล คอรร์ ปั ชนั รอ้ ยละ 14.95 การเสยี สละแบง่ ปนั ขาด
การสำ� รวจและการวจิ ยั ทเี่ กยี่ วขอ้ ง ซงึ่ จะขอหยบิ ยก น้�ำใจเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม
มาเป็นตัวอย่างพอเป็นสังเขปดังน้ี คือ มีรายงาน รอ้ ยละ 112.47 ขาดความสามคั คปี รองดองรกั ใคร่
ระบปุ ญั หาการรกั ษาคณุ ธรรม จรยิ ธรรมในภาครฐั กลมเกลยี วเกดิ ความขัดแยง้ ในสงั คม รอ้ ยละ 7.99
คือ การใช้อ�ำนาจหน้าท่ีตามกฎหมายในทางท่ีผิด ขาดจิตส�ำนึกในเรื่องคุณธรรม จริยธรรมและ
หาประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้องและพบว่า ประพฤติผิดศีลธรรมอันดีงาม ร้อยละ 4.48
พฤติกรรมการท�ำงานของข้าราชการมีปัญหา ไม่รักษากฎหมายขาดระเบียบวินัยไม่เคารพสิทธิ
อยู่ในขั้นวิกฤต คือ ร้อยละ 45 ท�ำงานไปวันๆ ผู้อื่นขาดความรับผิดชอบต่อสังคม ร้อยละ1.20
ตามเวลาตามหน้าท่ีมีเพียงร้อยละ 29 เท่านั้น ไม่ละอายและเกรงกลัวต่อบาป ร้อยละ 7.75
ที่ท�ำงานด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเท และร้อยละ 17 อื่นๆ ขาดสติไม่รักษาขนบธรรมเนียมประเพณี
ไม่มีความผูกพันกับงานเลยสอดคล้องกับผล วัฒนธรรมไทย ไม่รู้จักการให้อภัยกันและกัน
การสำ� รวจของมหาวทิ ยาลยั หอการคา้ ไทยทพี่ บวา่ ขาดความอดทนอดกลั้น ไม่มีความยุติธรรม
ดชั นสี ถานการณค์ อรร์ ปั ชนั ปี 2557 สงู กวา่ ปี 2555 ใช้อ�ำนาจในทางทผ่ี ดิ ฯลฯ และประชาชนรอ้ ยละ
กลา่ วคือร้อยละ 78 ของผู้ประกอบการทีท่ ำ� ธรุ กจิ 91.21 เหน็ วา่ มคี วามสำ� คัญต้องสง่ เสรมิ คุณธรรม
กับภาครัฐต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะให้ข้าราชการเพ่ือให้ จริยธรรมในสังคมไทยเร่งด่วนมากถึงมากที่สุด
ได้สัญญา โดยร้อยละ 50.8 ต้องจา่ ยในอตั ราที่สูง แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงคิดว่าสถานศึกษาและ
ถึงร้อยละ 25-35 ของวงเงินในสัญญาขณะที่ปี องค์กรภาครัฐควรมีบทบาทหลักในการส่งเสริม
2555 มีเพียงร้อยละ 38.5 เท่าน้ัน ซึ่งหากมีการ คณุ ธรรม จรยิ ธรรมยงั ไมเ่ หน็ หรอื ไมใ่ หค้ วามสำ� คญั
คำ� นวณมลู คา่ เงนิ ใตโ้ ตะ๊ รอ้ ยละ 35 จะมมี ลู คา่ สงู ถงึ กบั บทบาทของตนเองหรอื องคก์ รภาคประชาชนใน
3.29 แสนล้านบาท ซง่ึ เท่ากบั ร้อยละ 13.75 ของ การรบั ผดิ ชอบตอ่ การแกไ้ ขปญั หาดงั กลา่ ว (Office
งบประมาณรายจ่ายหรือร้อยละ 2.63 ของ GDP of Secretary-General to the Representatives
ทีเดียวในขณะท่ีคะแนนความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล Assembly acting as the National Reform
ในการแก้ปญั หาการทจุ รติ มเี พียง 4.4 จากคะแนน Council, 2005)
เต็ม 10 และผู้ประกอบธุรกิจร้อยละ 74 ระบุว่า การละเลยต่อหน้าของบุคลากรที่ท�ำให้
การทุจริตรุนแรงกว่าปีท่ีผ่านมาและผลการส�ำรวจ ระบบการบริหารงานบุคคลอยู่ในช่วงของการ
ของศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ร่วมกับ เปล่ียนผ่าน ซึ่งมีทิศทางยังไม่ชัดเจนแน่นอน
นดิ า้ โพลในเดอื นมนี าคม 2557 ซง่ึ พบวา่ ประชาชน ประกอบกับมีผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่างๆ

ปที ี่ 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 5

จงึ สง่ ผลใหข้ า้ ราชการขาดความเชอ่ื มน่ั ในระบบการ การปฏบิ ตั งิ านขององคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ และ
บรหิ ารงานบคุ คล ซงึ่ เปน็ อปุ สรรคตอ่ การเสรมิ สรา้ ง ความเขม้ แขง็ ทางด้านคุณธรรม จริยธรรมและการ
ขวัญและก�ำลังใจในการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ ใช้หลักธรรมาภิบาลควบคู่กับการเจริญเติบโตของ
มีข้าราชการบางส่วนยังประสบกับปัญหาหนี้สิน สังคมตอ่ ไป
และปญั หาสว่ นตวั อน่ื ๆ รวมทงั้ มกี ารปฏบิ ตั งิ านอยู่
ในที่เดิมเป็นเวลานานๆ จึงท�ำให้มีข้าราชการบาง 2. วัตถุประสงคข์ องการวจิ ยั
สว่ นละเลยในเรอ่ื งคณุ ธรรมและจรยิ ธรรม กลา่ วคอื
มีพฤติกรรมในการปฏิบัติงานที่ไม่ยึดมั่นในผล 1. เพื่อศึกษาคุณธรรม จริยธรรมและ
ประโยชน์ของแผ่นดินหรือประชาชนส่วนรวม ธรรมาภิบาลที่ใช้ในการปฏิบัติงานของบุคลากร
ไมท่ มุ่ เทอยา่ งจรงิ จงั ในการปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ี แตอ่ ยา่ งไร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียง
ก็ตามความต้องการของข้าราชการส่วนใหญ่ เหนือตอนกลาง
ยงั ตอ้ งการมคี วามสามารถปฏบิ ตั งิ านใหส้ ำ� เรจ็ อยา่ ง 2. เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริม
มีเกยี รตแิ ละมีศักดิศ์ รี ได้รบั การปฏบิ ัติที่เท่าเทยี ม คณุ ธรรม จรยิ ธรรม และธรรมาภบิ าลในการปฏบิ ตั ิ
และเป็นธรรม คณะผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะ งานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
ท�ำการศึกษาแนวทางการส่งเสริมคุณธรรม ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือตอนกลาง
จริยธรรม และธรรมาภิบาลในการปฏิบัติงานของ
บุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินในภาคตะวัน 3. วธิ ีด�ำเนินการวิจัย
ออกเฉียงเหนือตอนกลางของประเทศไทย
โดยจะท�ำการศึกษากรณีองค์กรปกครองส่วน การวจิ ัยครั้งนี้ ผู้วจิ ัยไดก้ ำ� หนดประชากร
ท้องถ่ินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง ในพ้ืนทีภ่ าคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ตอนกลาง ได้แก
ด้วยเหตุที่ว่าเป็นเป็นภาคที่มีพ้ืนที่ขนาดใหญ่ท่ีสุด กาฬสนิ ธ์ุ ขอนแกน่ มหาสารคาม รอ้ ยเอด็ รวมทงั้ สนิ้
มีจ�ำนวนจังหวัดมากที่สุด มีจ�ำนวนประชากรมาก 463 แหง่ ผู้ให้ขอ้ มลู คอื นายกองคก์ ารบริหารส่วน
ท่สี ดุ เพื่อนำ� มาเปน็ แนวทางในการแกป้ ัญหา ตำ� บล จำ� นวน 463 คน ปลดั องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ� บล
ดังน้ัน จากสภาพปัญหาดังกล่าวคณะ จำ� นวน 463 คน และบคุ ลากรอนื่ จำ� นวน 463 คน
ผวู้ จิ ยั จงึ มคี วามสนใจทจี่ ะวจิ ยั เพอ่ื หาแนวทางการ รวมทง้ั สน้ิ 1,389 คน กลมุ่ ตวั อยา่ ง ท่ีใช้โดยใช้วิธี
ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล สุ่มแบบงา่ ยตามสดั สว่ นของประชากร Krejcie and
ในการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กรปกครอง Morgan (Phrakhru Thamtharachanyan, 2017
ส่วนท้องถิ่นซึ่งข้อมูลท่ีได้จะเป็นประโยชน์และ : 61-74) จ�ำนวนทั้งสิ้น 302 คน จ�ำแนกเป็น
จ�ำเป็นต่อการพัฒนาบุคลากรองค์กรปกครองส่วน นายกองคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ� บล จำ� นวน 100 คน
ท้องถ่ินให้มีขีดความสามารถในการยกระดับผล ปลัดองค์การบริหารส่วนต�ำบล จ�ำนวน 100 คน
และบคุ ลากรอนื่ ในสงั กดั องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่
กระทรวงมหาดไทย จำ� นวน 102 คน

6 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบ ได้แก่ มีข้ันตอนการปฏิบัติงาน แผนการท�ำงาน
ถามมาตราส่วนประมาณคา่ 5 ระดับ ซึ่งมคี า่ ความ และการมอบหมายงานอย่าง ชัดเจนโดยสามารถ
เชื่อม่นั เทา่ กับ .87 สถติ ทิ ีใ่ ช้ในการวเิ คราะห์ข้อมูล แจง้ ลำ� ดบั ขน้ั ตอนการปฏบิ ตั ิ ผปู้ ฏบิ ตั งิ านและระยะ
ไดแ้ ก่ รอ้ ยละ คา่ เฉลยี่ และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน เวลาใหแ้ กผ่ มู้ าตดิ ตอ่ ราชการไดท้ ราบ เพอื่ สามารถ
การเก็บข้อมูลวิจัย ผู้วิจัยได้ด�ำเนินการ ตรวจสอบและตดิ ตามได้ ( = 4.02, S.D. = . 833)
ดังน้ี 1) บันทึกเสนอสถาบันวิจัยญาณสังวร มกี ารตงั้ คณะทำ� งานหรอื คณะกรรมการทปี่ ระกอบดว้ ย
มหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั เพอ่ื ขอหนงั สอื ภาครฐั ภาคเอกชนและภาคประชาชน ในการตรวจ
ขอความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากจาก สอบการด�ำเนินงานของเจ้าหน้าท่ีและหน่วยงาน
องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินในภาคตะวันออก ( = 4.03, S.D. = .811) มกี ารเปดิ เผยขอ้ มลู ขา่ วสาร
เฉียงเหนือตอนกลาง 2) ด�ำเนินการแจก ท่ีเป็นประโยชน์อย่างตรงไปตรงมาด้วยภาษาท่ี
แบบสอบถามทางไปรษณีย์ และ 3) เก็บรวบรวม ชัดเจนและเขา้ ใจง่าย ( = 3.99, S.D. = .837)
แบบสอบถาม โดยผู้วิจัยไปรับเองบางส่วนและ 1.3 พงึ ใหบ้ รกิ ารดว้ ยความเสมอภาค
แนบซองส่งกลับทางไปรษณีย์มาท่ีมหาวิทยาลัย สะดวก รวดเร็ว มีอธั ยาศัยไมตรี โดยยดึ ประโยชน์
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตรอ้ ยเอ็ด ของประชาชนเปน็ หลกั ( = 4.01, S.D. = .030)
ได้แก่ การบริการท่ีเป็นมาตรฐานเดียวกันอย่าง
4. สรปุ ผลการวจิ ัย เสมอภาค ทว่ั ถงึ เปน็ ธรรม ( = 4.05, S.D. = .797)
การใหบ้ รกิ ารดว้ ยความสะดวก รวดเรว็ และตรงตอ่
1. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลความคิดเห็น เวลา ( = 4.01, S.D. = .821) การใหบ้ ริการดว้ ย
ดา้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรมตามมาตรฐานทางคณุ ธรรม ความเตม็ ใจ ยม้ิ แย้ม แจ่มใส และรักษาประโยชน์
และจรยิ ธรรมของขา้ ราชการ พนกั งาน และลกู จา้ ง แกผ่ มู้ ารบั บริการทกุ คน ( = 3.99, S.D. = .809)
ขององคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่ิน ประกอบดว้ ย 1.4 พงึ ปฏบิ ตั หิ นา้ ทโี่ ดยยดึ ผลสมั ฤทธ์ิ
1.1 พงึ ดำ� รงตนใหต้ ง้ั มน่ั อยใู่ นศลี ธรรม ของงานอยา่ งคมุ้ คา่ ( = 4.02, S.D. = .090) ไดแ้ ก่
ปฏิบตั ิหนา้ ท่ีด้วยความซ่อื สตั ย์ สุจรติ เสียสละและ การปฏบิ ตั หิ นา้ ทใี่ หแ้ ลว้ เสรจ็ ตามกำ� หนดและบรรลุ
มคี วามรับผิดชอบ ( = 3.99, S.D. = 0.35) ไดแ้ ก่ เป้าหมายทีว่ างไว้ ( = 4.12, S.D. = .798) การ
มกี ารปฏบิ ตั หิ นา้ ทอี่ ยา่ งตรงไปตรงมา โดยคำ� นงึ ถงึ ปฏบิ ตั หิ นา้ ทโ่ี ดยคำ� นงึ ถงึ ผลลพั ธแ์ ละผมู้ ารบั บรกิ าร
ประโยชนส์ ขุ ของประชาชน ( = 3.99, S.D. = .807) โดยอยู่ภายใต้ขอบเขตของระเบียบ กฎหมาย
การไมใ่ ชต้ ำ� แหนง่ หนา้ ทหี่ าผลประโยชน์ ( = 4.03, ( = 3.94, S.D. = .811) การใช้ทรพั ยากรอย่าง
S.D. = .835) มีความรบั ผดิ ชอบตอ่ ตำ� แหน่งหนา้ ที่ ประหยดั มปี ระสทิ ธิภาพ ประสิทธผิ ล และค้มุ คา่
( = 3.96, S.D. = .785) ท้ังในส่วนของการใช้เงินและใช้เวลา ( = 4.02,
1.2 พึงปฏิบัติหน้าท่ีอย่างเปิดเผย S.D. = .773)
โปรง่ ใส พรอ้ มใหต้ รวจสอบ ( = 4.01, S.D. = .020)

ปที ี่ 19 ฉบบั ท่ี 2 (เมษายน - มถิ นุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 7

1.5 พึงพัฒนาทักษะความรู้ความ เหนอื ตอนกลาง พบวา่ ความคดิ เหน็ ตอ่ การสง่ เสรมิ
สามารถและตนเองให้ทันสมยั อย่เู สมอ ( = 3.95, คณุ ธรรม จรยิ ธรรม และธรรมาภบิ าลในการปฏบิ ตั ิ
S.D. = .801) ได้แก่ การศึกษาหาความรทู้ ีท่ ันสมัย งานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภาค
ท่ีเป็นการพัฒนาทางวิชาการและพัฒนาจิตใจของ ตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง โดยรวมอยู่ใน
ตนเองอยเู่ สมอดว้ ยวธิ กี ารพฒั นารปู แบบตา่ งๆ เชน่ ระดับมาก ( = 3.76) เมือ่ พจิ ารณาเป็นรายดา้ น
การเขา้ รว่ ม อบรม ประชมุ สมั มนา และศกึ ษาดว้ ย ลำ� ดบั ตามคา่ เฉลย่ี จากมากไปหานอ้ ย คอื ดา้ นการ
ตนเอง เป็นต้น ( = 4.06, S.D. = .805) มสี ่วนรว่ ม ( = 3.82) ดา้ นหลกั ความรบั ผดิ ชอบ
มาตรฐานกลางทางจรยิ ธรรมของขา้ ราชการ ( = 3.81) ดา้ นหลกั นติ ธิ รรม ( = 3.79) ดา้ นหลกั
พนักงาน ลูกจ้าง ขององคก์ รปกครองส่วนท้องถิน่ ความโปร่งใส ( = 3.75) ด้านหลักความคุ้มค่า
( = 3.99, S.D. = .052) ไดแ้ ก่ 1) การยดึ มัน่ ใน ( = 3.72) และดา้ นหลกั คุณธรรม ( = 3.69)
คณุ ธรรมและจรยิ ธรรม ( = 4.01, S.D. = .794) 2.1 ด้านหลกั นติ ธิ รรม พบว่า ความ
2) การมจี ติ สำ� นกึ ทดี่ ี ซอื่ สตั ย์ สจุ รติ และรบั ผดิ ชอบ คิดเห็นต่อการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมและ
( = 3.90, S.D. = .848) 3) การยึดถอื ประโยชน์ ธรรมาภบิ าลในการปฏบิ ตั งิ านของบคุ ลากรองคก์ ร
ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตนและ ปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ตอน
ไมม่ ผี ลประโยชนท์ บั ซอ้ น ( = 3.97, S.D. = .808) กลาง โดยรวมอยใู่ นระดับมาก ( = 3.79) ข้อทีม่ ี
4) การยืนหยัดท�ำในส่ิงท่ีถูกต้องเป็นธรรมและ ค่าเฉล่ียมากท่ีสุด คือ องค์กรภาคประชาชนได้มี
ถกู กฎหมาย ( = 3.95, S.D. = .832) 5) การให้ ส่วนร่วมการแสดงความคิดเห็นในการออกข้อ
บรกิ ารแกป่ ระชาชนดว้ ยความรวดเรว็ มอี ธั ยาศยั ดี บังคับองค์การบริหารส่วนต�ำบล ( = 4.11)
ไม่เลือกปฏิบัติ ( = 4.01, S.D. = .786) 6) การให้ รองลงมาคือ น�ำเร่ืองร้องเรียนจากประชาชนแล้ว
ขอ้ มูลขา่ วสารแกป่ ระชาชนอยา่ งครบถ้วน ถกู ตอ้ ง นำ� ไปปรับปรงุ ต่อภาระงาน ( = 3.91) ส่วนขอ้ ทมี่ ี
และไมบ่ ดิ เบอื นขอ้ เทจ็ จรงิ ( = 4.01, S.D. = .849) ค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ ยึดหลักนิติศาสตร์และ
7) การมุ่งผลสัมฤทธ์ิของงานรักษามาตรฐาน รัฐศาสตร์ตอ่ การปฏบิ ัตงิ าน ( = 3.58)
มีคณุ ภาพ โปรง่ ใส และตรวจสอบได้ ( = 4.07, 2.2 ดา้ นหลักคุณธรรม พบวา่ ความ
S.D. = .804) 8) การยดึ มน่ั ในระบอบประชาธปิ ไตย คิดเห็นต่อการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมและ
อั น มี พ ร ะ ม ห า ก ษั ต ริ ย ์ ท ร ง เ ป ็ น พ ร ะ ป ร ะ มุ ข ธรรมาภบิ าลในการปฏบิ ตั งิ านของบคุ ลากรองคก์ ร
( = 4.00, S.D. = .801) 9) การยดึ มั่น ในหลัก ปกครองส่วนท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
จรรยาวชิ าชพี ขององคก์ ร ( = 4.00, S.D. = .047) ตอนกลางโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.69)
2. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลความคิดเห็น ขอ้ ท่ีมคี ่าเฉล่ยี มากทส่ี ดุ คอื นำ� หลกั ความเมตตาใน
ด้านธรรมาภิบาลในการปฏิบัติงานของบุคลากร การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ( = 3.87) รองลงมาคือ
องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินภาคตะวันออกเฉียง ปฏิบัติงานดว้ ยความเทย่ี งธรรม ( = 3.82) สว่ น

8 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

ข้อที่มีค่าเฉล่ียน้อยที่สุดคือ รับฟังเหตุผลและ เมอื่ พจิ ารณาเปน็ รายขอ้ ขอ้ ทม่ี คี า่ เฉลย่ี มากทส่ี ดุ คอื
ผลงานของบคุ คลอื่น ( = 3.51) ปฏิงานด้วยความเคร่งครัดถูกต้อง ( = 3.89)
2.3 ด้านหลักความโปร่งใส พบว่า รองลงมาคือ ปฏิบัติงานโดยค�ำนึงถึงผลประโยชน์
ความคิดเห็นต่อการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน ( = 3.87) สว่ นข้อทีม่ ี
และธรรมาภิบาลในการปฏิบัติงานของบุคลากร ค่าเฉลี่ยน้อยท่ีสุดคือ ปฏิบัติงานโดยค�ำนึงถึงผล
องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินภาคตะวันออกเฉียง กระทบตอ่ สงิ่ แวดลอ้ มกอ่ นการพฒั นาในเขตชมุ ชน
เหนอื ตอนกลาง โดยรวมอยใู่ นระดบั มาก ( = 3.75) ( = 3.67)
เมอื่ พจิ ารณาเปน็ รายขอ้ ขอ้ ทม่ี คี า่ เฉลย่ี มากทส่ี ดุ คอื 2.6 ด้านหลักความคุ้มค่า พบว่า
สง่ เอกสารสำ� คญั ทางราชการไดห้ นว่ ยงานทเ่ี กย่ี วขอ้ ง ความคิดเห็นต่อการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม
( = 3.91) รองลงมาคอื ประชาสมั พนั ธใ์ หป้ ระชาชน และธรรมาภิบาลในการปฏิบัติงานของบุคลากร
ทราบในการประชมุ สภาแตล่ ะครง้ั ( = 3.82) สว่ น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียง
ขอ้ ทม่ี คี า่ เฉลย่ี นอ้ ยทส่ี ดุ คอื เปดิ โอกาสใหป้ ระชาชน เหนอื ตอนกลางโดยรวมอยใู่ นระดบั มาก ( = 3.72)
สามรถขอข้อมูลขา่ วสารทางราชการ ( = 3.62) เมอื่ พจิ ารณาเปน็ รายขอ้ ขอ้ ทมี่ คี า่ เฉลย่ี มากทส่ี ดุ คอื
2.4 ดา้ นการมสี ว่ นรว่ ม พบวา่ ความ น�ำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการปฏิบัติงาน
คิดเห็นต่อการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมและ ( = 3.89) รองลงมาคอื ปฏิบตั ิหนา้ ที่ด้วยความ
ธรรมาภบิ าลในการปฏบิ ตั งิ านของบคุ ลากรองคก์ ร ยุติธรรม ( = 3.76) สว่ นขอ้ ทม่ี คี า่ เฉลยี่ น้อยทส่ี ุด
ปกครองส่วนท้องถ่ินภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือได้มีการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน
ตอนกลางโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.82) ( = 3.58)
เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ ข้อที่มีค่าเฉล่ียมากที่สุด 3. ข้อเสนอแนะแนวทางการส่งเสริม
คือเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมการจัดท�ำ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม และธรรมาภบิ าลในการปฏบิ ตั ิ
แผนพัฒนาสามปี ( = 4.02) รองลงมาคือ ให้ งานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ภาคประชาชนแสดงความคดิ เหน็ ตอ่ การปฏบิ ตั งิ าน ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ตอนกลาง มดี ังนี้
( = 3.96) สว่ นขอ้ ทม่ี คี า่ เฉลยี่ นอ้ ยทส่ี ดุ คอื ใหภ้ าค แนวทางด�ำเนินการเพื่อให้มาตรฐานทาง
ประชาชนมสี ่วนร่วมในการเปดิ คณะกรรมการเปดิ คุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล บังเกิดผล
สอบราคาและตรวจรับงาน ( = 3.65) ในทางปฏบิ ตั ิ ปจั จยั แหง่ ความสำ� เรจ็ ของมาตรฐาน
2.5 ด้านหลักความรับผิดชอบพบว่า ทางคณุ ธรรม จรยิ ธรรม และธรรมาภบิ าล นอกจาก
ความคิดเห็นต่อการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม การรว่ มคดิ รว่ มทำ� และรว่ มยอมรบั แลว้ การดำ� เนนิ
และธรรมาภิบาลในการปฏิบัติงานของบุคลากร การเพ่ือให้มาตรฐานทางคุณธรรม จริยธรรมและ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียง ธรรมาภิบาลบังเกิดผลในทางปฏิบัติได้อย่างเป็น
เหนอื ตอนกลางโดยรวมอยใู่ นระดบั มาก ( = 3.81) รปู ธรรมและย่งั ยนื การนำ� มาตรฐานทางคุณธรรม

ปีที่ 19 ฉบับท่ี 2 (เมษายน - มถิ นุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 9

จริยธรรม และธรรมาภิบาล มาก�ำหนดเป็น และจริยธรรม
มาตรการทางการบริหารขององค์กร เช่น การน�ำ 3.4 การต้งั ชมรมหรือสรา้ งเครือขา่ ย
มาตรฐานทางคณุ ธรรม จรยิ ธรรม และธรรมาภบิ าล เปน็ วธิ กี ารหนง่ึ ในการสรา้ งความรสู้ กึ รว่ มใหเ้ กดิ ขน้ึ
มาใช้ในกระบวนการสรรหาบุคคล การฝึกอบรม กบั เจา้ หนา้ ทใ่ี นหนว่ ยงาน ซง่ึ จะนำ� ไปสกู่ ารรว่ มมอื
พัฒนา การพิจารณาความดีความชอบ การเลื่อน ร่วมใจกันรณรงคใ์ ห้เกิดการถือปฏบิ ตั ิ
ตำ� แหนง่ และการสร้างวัฒนธรรมขององคก์ ร 3.5 การจัดกิจกรรมรณรงค์ คือ
3.1 ส่งเสริมให้ผู้บริหารองค์กร การจัดให้มีกิจกรรมที่เป็นตัวอย่างที่ดีในรูปแบบ
ปกครองส่วนท้องถน่ิ สรา้ งความรู้ และทศั นคติให้ ตา่ งๆ เชน่ ประกวดเจ้าหน้าท่หี รอื หนว่ ยงานดเี ด่น
แก่เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานทุกคนให้รับรู้และเข้าใจ โดยใช้หลักการปฏิบัติตามมาตรฐานทางคุณธรรม
อย่างแจ่มชัดว่าการประพฤติปฏิบัติตามกรอบของ และจรยิ ธรรมขององคก์ รเปน็ แนวพจิ ารณา เปน็ ตน้
มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของหน่วย ทั้งน้ี อาจจัดให้ประชาชนหรือบุคคลภายนอกเข้า
งานของตนเปน็ อยา่ งไร พฤตกิ รรมใดคอื พฤตกิ รรม มามสี ว่ นรว่ มในกจิ กรรมเหลา่ นน้ั เชน่ มสี ว่ นรว่ มใน
ทคี่ วรปฏบิ ตั ิ พฤตกิ รรมใดคอื พฤตกิ รรมทพี่ งึ ละเวน้ การคัดเลือกหรือตัดสิน จะท�ำให้เกิดพลังผลักดัน
3.2 การใชม้ าตรการยกยอ่ งใหร้ างวลั จากภายนอกไดอ้ กี สว่ นหน่งึ
แกผ่ ทู้ ปี่ ระพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นอยใู่ นกรอบของมาตรฐาน 3.6 การประชาสัมพนั ธ์ คือ เผยแพร่
ทางคุณธรรมและจริยธรรมจนเป็นท่ีประจักษ์ชัด ความรู้ ความเข้าใจ กระจายข่าวในรูปแบบของส่อื
อาจเป็นในรูปตัวเงินหรือมิใช่ตัวเงินก็ได้ เช่น การ ประเภทต่างๆ อย่างสม�่ำเสมอ เพ่ือให้เจ้าหน้าที่
ยกย่องชมเชยการมอบโล่ การประกาศเกียรติคุณ ในองค์กร ผรู้ บั บริการ ประชาชน และสังคมไดร้ ับ
การประกาศชอื่ ทางส่อื มวลชน เปน็ ต้น นอกจากนี้ ทราบมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม
มาตรการท่ีควรด�ำเนินการควบคู่ไปกับการยกย่อง ขององค์กร เช่น จัดท�ำโปสเตอร์ ติดประกาศ
ใหร้ างวลั คอื การไมส่ นบั สนนุ ผทู้ ไ่ี มป่ ระพฤตปิ ฏบิ ตั ิ ทำ� จดหมายขา่ ว แผน่ พับ วดี ทิ ศั น์ เปน็ ต้น
ต า ม ก ร อ บ ข อ ง ม า ต ร ฐ า น ท า ง คุ ณ ธ ร ร ม แ ล ะ 3.7 การศกึ ษาดงู าน คอื การศกึ ษาดู
จรยิ ธรรม เพอื่ แสดงใหเ้ หน็ ความแตกตา่ งและสรา้ ง งานจากหน่วยงานอื่นท่ีสามารถน�ำมาเป็นแบบ
ขวญั ก�ำลังใจให้แก่ผ้กู ระท�ำดี อย่างท่ีดีได้หรือการให้หน่วยงานอื่นมาดูงานของ
3.3 การเปน็ แบบอยา่ ง (Model) คอื หน่วยงาน จะเป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดความต้องการ
การน�ำตัวอย่างท่ีดีมาช้ีให้เห็น โดยจุดเน้นส�ำคัญ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการท�ำงานด้วยตัวของ
คอื ตัวผบู้ งั คับบัญชาทกุ ระดับจะตอ้ งใช้ภาวะผนู้ ำ� เจ้าหนา้ ที่เอง
ในการท�ำตวั เป็นแบบอยา่ งที่ดี สร้างศรทั ธาให้เกิด 3.8 น�ำหลักธรรมหรือค�ำสอนของ
ขนึ้ แกผ่ ใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชา และชกั นำ� ผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชา ศาสนาต่างๆ มาใช้กับข้าราชการ พนักงานและ
ไปสกู่ ารประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ ามมาตรฐานทางคณุ ธรรม ลกู จ้างขององคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ

10 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

5. อภิปรายผลการวิจัย ค่านิยมด้วยการมีจิตส�ำนึกท่ีดีในการปฏิบัติงาน
ประพฤติปฏิบตั ิตนเป็นแบบอย่างทีด่ แี ก่ประชาชน
จากข้อค้นพบท่ีได้จากการวิจัยเร่ืองการ สอดคล้องกบั ที่ Khanittha Sarnpimpa (2011)
ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลใน กล่าวว่า การรณรงค์ปลูกจิตส�ำนึกให้ข้าราชการ
การปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วน ป ฏิ บั ติ ต า ม ค ่ า นิ ย ม ห ลั ก ข อ ง ส ่ ว น ร า ช ก า ร
ท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง การปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบ ขั้นตอนของระบบ
พบประเดน็ ทีน่ า่ สนใจและน�ำมาอภปิ ราย ดงั นี้ ราชการให้เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ซ่ึงเป็น
ผลการวิจัยพบว่า การส่งเสริมคุณธรรม สาระส�ำคญั ท่ีควรพฒั นาอยา่ งต่อเนือ่ ง
จริยธรรม และธรรมาภิบาล ในการปฏบิ ัติงานของ ส�ำหรับด้านธรรมาภิบาล พบว่า อยู่ใน
บุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภาคตะวัน ระดบั มาก ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั แนวคดิ ของ Thomas G.
ออกเฉยี งเหนอื ตอนกลาง โดยรวมอยใู่ นระดบั มาก Weiss (2000) ได้อ้างถึงองค์กรความร่วมมือ
สอดคลอ้ งกบั Commission on the Local Human ระหวา่ งประเทศของญป่ี นุ่ - JICA กลา่ วถงึ ธรรมาภบิ าล
Resource Management Standards (2003) ใน Participatory Development and Good
เกย่ี วกบั มาตรฐานทางคณุ ธรรม และจรยิ ธรรมของ Governance Report of the Aid Study
ข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้างขององค์กร Committee (1995) ว่าเป็นรากฐานของการ
ปกครองส่วนท้องถิ่น และศูนย์ส่งเสริมจริยธรรม พัฒนาอย่างมีส่วนร่วม โดยก�ำหนดให้รัฐมีหน้าที่
Office of Civil Servants Commission (2007) ท่ีจะส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสร้างบรรยากาศ
และสืบเน่ืองจากการประชุมคณะรัฐมนตรีเม่ือ ใหเ้ กดิ กระบวนการมสี ว่ นรว่ มจะนำ� ไปสกู่ ารพฒั นา
วันที่ 26 สิงหาคม 2551 มีมตเิ ห็นชอบในหลักการ ทยี่ ง่ั ยนื พง่ึ ตนเองได้ และมคี วามยตุ ธิ รรมทางสงั คม
เกย่ี วกบั ยทุ ธศาสตรก์ ารสง่ เสรมิ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม สอดคล้องกับแนวคิด Dhirayut Boonmee
ในภาครัฐไว้ 5 ยุทธศาสตร์โดยยุทธศาสตร์ที่ 4 (1998) เปน็ ผทู้ อี่ ธบิ ายวา่ ธรรมาภบิ าลเปน็ กระบวน
การสง่ เสรมิ คณุ ธรรมในองคก์ ร เพอื่ เปน็ ตน้ แบบให้ ความสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างภาครัฐสังคมเอกชน
ข้าราชการได้เรียนร้แู ละปฏิบตั ิตาม โดยไดก้ ำ� หนด และประชาชน ซงึ่ ทำ� ใหก้ ารบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ
แนวทางการส่งเสริมพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม มีประสิทธิภาพมีคุณธรรมโปร่งใสตรวจสอบได้
และจรรยาข้าราชการและเจ้าหน้าท่ีของรัฐตาม และมีความร่วมมือของฝ่ายที่เกี่ยวข้องการสร้าง
กลมุ่ เปา้ หมายดว้ ยวธิ กี ารและรปู แบบทห่ี ลากหลาย ธรรมาภิบาลในสงั คมไทยตอ้ งปฏิรปู ระบบ 4 ส่วน
และด�ำเนินการอย่างต่อเน่ือง มีการวัดผลในเชิง คือ ปฏิรูปภาคราชการ ภาคธุรกิจเอกชนภาค
รปู ธรรม ดงั นั้นการพัฒนาบุคลากรในสงั กดั เพ่อื ให้ เศรษฐกจิ สงั คม และปฏริ ปู กฎหมาย สอดคลอ้ งกบั
ตระหนักรู้ถึงการสร้างจิตส�ำนึกให้มีคุณธรรม ที่ Saneh Juito (2012) ไดศ้ กึ ษาวจิ ยั เรอ่ื ง แนวทาง
จริยธรรม และปฏิบัติงานด้วยความซ่ือสัตย์สุจริต การพัฒนาธรรมาภิบาลขององค์กรปกครองส่วน
รวมทั้งมีการปรับเปล่ียนกระบวนทัศน์วัฒนธรรม

ปที ี่ 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มถิ ุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 11

ท้องถิ่นสู่ความเป็นเลิศมี 10 ประการ คือ หลัก 1.3 ควรปรับปรุงระบบการบริหาร
นิติธรรม หลักคุณธรรม หลักโปร่งใส หลักการมี งานบคุ คลใหเ้ ออ้ื ตอ่ การสง่ เสรมิ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม
ส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ หลักความคุ้มค่า โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม
หลกั พฒั นาทรพั ยากรมนษุ ย์ หลกั องคก์ ารแหง่ การ ในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของบุคลากร
เรยี นรู้ หลกั บรหิ ารจดั การหลกั เทคโนโลยสี ารสนเทศ และก�ำหนดช่องทางท่ีเปิดโอกาสให้ประชาชน
และการส่อื สาร เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการท�ำงาน
แนวทางการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ของบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
และธรรมาภิบาลในการปฏิบัติงานของบุคลากร ทกุ ระดับ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียง 1.4 ผู้บริหารควรได้น�ำกฎระเบียบ
เหนือตอนกลาง แนวทางด�ำเนินการเพ่ือให้ การบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
มาตรฐานทางคณุ ธรรม จรยิ ธรรม และธรรมาภบิ าล มาบังคับใช้ให้เป็นมาตรฐานขององค์กรเพื่อ
บังเกิดผลในทางปฏิบัติ อย่างเป็นรูปธรรมและ สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลด้านคุณธรรมที่ว่า
ยั่งยืน และน�ำมาใช้ในกระบวนการสรรหาบุคคล หลักคุณธรรม หมายถึง เป็นการยึดม่ันในความ
การฝกึ อบรมพฒั นา การพจิ ารณาความดคี วามชอบ ถูกต้องดีงามโดยรณรงค์ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐยึดถือ
การเลื่อนต�ำแหน่ง และการสร้างวัฒนธรรมของ หลกั นใ้ี นการปฏบิ ตั หิ นา้ ทเ่ี พอ่ื เปน็ ตวั อยา่ งแกส่ งั คม
องค์กร เป็นตน้ และส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาตนเอง
ไปพรอ้ มกนั เพอื่ ใหป้ ระชาชนมคี วามซอ่ื สตั ยจ์ รงิ ใจ
6. ข้อเสนอแนะ ขยันอดทนมีระเบียบวินัยประกอบอาชีพสุจริต
จนเป็นนสิ ัยประจำ� ตวั
1. ขอ้ เสนอแนะเชิงนโยบาย 2. ขอ้ เสนแนะสำ� หรบั การทำ� วจิ ยั ในครงั้
1.1 ผบู้ รหิ ารควรสง่ เสรมิ และพฒั นา ต่อไป
บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินทุกระดับ 2.1 ควรมีการศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับ
ให้มีคุณธรรม จริยธรรมประพฤติปฏิบัติตาม การส่งเสริมคุณธรรม จรยิ ธรรม และธรรมาภบิ าล
ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือนและจรรยา ทม่ี ปี ระสทิ ธิภาพ โดยองค์กรทางศาสนาเมอื่ น�ำมา
ข้าราชการ ใช้ในการบริหารงานที่จะช่วยสร้างสรรค์และ
1.2 ผบู้ รหิ ารควรสง่ เสรมิ ใหบ้ คุ ลากร ส่งเสรมิ องค์กรให้มศี กั ยภาพและประสิทธิภาพ
ขององคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ ทกุ ระดบั ประพฤติ 2.2 ควรมีการศึกษาความสัมพันธ์
ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีตามรอยพระยุคลบาท ของครอบครัวองค์กรทางศาสนาและสถานศึกษา
และสร้างผู้น�ำต้นแบบด้านคุณธรรม จริยธรรม ในการสง่ เสรมิ คณุ ธรรม จรยิ ธรรมทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ
และจรรยาข้าราชการ

12 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

References

Boonmee, D. (1998). The State of Dhamma, the Strategy for Renovation of Thailand.
Bangkok : Saithan Press.

Commission on the Local Human Resource Management Standards. (2018). A Notification
on Moral and Ethical Standards of Civil Servants, Personnel and Employees of
the Local Administration Department. http://www.local.moi.go.th/principle/interest
074601.pdf (Accessed 15 March 2018).

Ethical Promotion Center, Office of Civil Servants Commission. (2011). Creative Values for
Government Employees. Bangkok : Ethical Promotion Center, Office of Civil Servants
Commission.

Juito, S. (2012). A Model of Good Governance for the Best Practice of Local Administration
Organizations. Research Report. Nanthaburi : Sukhothai Dhammathirat University.

Office of Civil Servants Commission. (2007). Ethical Standards. Resolution Reached by
the Commissioners’ Meeting on 22 June 2000 to apply the Creative Values as
the Principal Guidelines for Prescribing the Moral and Ethical Standards for Local
Administration Organizations. https://www.ocsc.go.th/sites/default/files/attach-
ment/article/maatrthaanthaangcchriythrrm.pdf). (Accessed 15 March 2018).

Office of Secretary-General to the Representatives Assembly acting as the National Reform Council.
(2005). The National Reform Council Special Agenda II: Reform of Virtues, Ethics and
Governance. Bangkok : Office of Secretary-General to the Representatives Assembly.

Phrakhru Thamtharachanyan. (2017). The Strategy of Virtue-Morality Development for
Basic Education under Khonkaen Primary Educational Service Area Office 1. Dhammathas
Academic Journal, 17(2), 61-74.

Sarnpimpa, K. (2011). A Report on the Survey of Civil Servants’ Ethical Behaviors. Research
Report. Bangkok : Ethical Promotion Center, Institute of Civil Servants Development,
the Office of Civil Servants Commission.

Soda, K. (2016). Good Governance Based Administration of Pawainang sub-district Administrative
Organization, Banfang District, Khon Kaen Province. Dhammathas Academic Journal,
15(3), 85-92.

Thomas G. Weiss. (2000). Good Governance and Global: Conceptual and Actual Challenges.
London : Third World Quarterly.

ความคดิ เห็นของคนในทอ้ งถ่นิ เก่ยี วกับการจัดการสขุ ภาพชุมชน*
Local Views about Community Health Management

วินัย ทองทพั
Winai Thongtup
วิทยาลัยการปกครองท้องถน่ิ มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่
College of Local Administration, Khon Kaen University, Thailand
E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่

การวิจัยคร้ังน้ี มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาปัญหาและความพร้อมในการจัดการสุขภาพชุมชนและ
หาแนวทางการแก้ไขปญั หาและพัฒนารปู แบบในการจัดการสุขภาพชุมชนทอ้ งถน่ิ มีกรอบแนวคิดในการ
ศึกษาอยู่ 2 ประเด็นคือ 1) ความคิดเห็นต่อปัญหาและความพร้อมในการจัดการสุขภาพชุมชนท้องถิ่น
และ 2) หาแนวทางในการพฒั นารปู แบบการจดั การสขุ ภาพทอ้ งถน่ิ กลมุ่ เปา้ หมายในการศกึ ษาครง้ั นมี้ ี 2 กลมุ่
คือ 1) กลุ่มผู้น�ำในการบริหารท้องถ่ิน ได้แก่ คณะผู้บริหารเทศบาลต�ำบลพระลับ และโรงพยาบาล
ส่งเสริมสุขภาพต�ำบล 2) กลุ่มผู้น�ำในชุมชน ไดแ้ ก่ ผ้นู �ำในชุมชน และหัวหนา้ ครวั เรอื น
ผลการศึกษาพบว่า คณะผู้บริหารท้องถ่ินมีทัศนคติท่ีดีในการจัดการสุขภาพที่เป็น “รูปแบบ
ชุมชนท้องถ่ิน” มากกว่า “รูปแบบหมู่บ้าน” ในแต่ละชุมชนท้องถ่ิน ควรก�ำหนดให้มีการสรรหาและ
เลือกสรรผู้น�ำที่มีศักยภาพและความพร้อมมาเป็นแกนน�ำหลักในการจัดการสุขภาพโดยที่เทศบาลต�ำบล
พระลับ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำ� บลพระลับ เปน็ องคก์ รหลกั ในการสนับสนนุ งบประมาณและ
พัฒนาความรู้ ความสามารถให้แก่ผู้น�ำ และเครือข่ายในชุมชนท้องถิ่น ส่วนด้านความพร้อมของชุมชน
พบวา่ ชุมชนมีทศั นคติทด่ี มี ีความกระตอื รอื ร้นต่อ “รูปแบบชมุ ชนท้องถิ่น” และมีความพรอ้ มท่จี ะเข้ามา
มสี ่วนร่วมในกระบวนการจัดการสขุ ภาพในชุมชนทอ้ งถิน่ ทกุ ขัน้ ตอน
คำ� สำ� คัญ: ความคดิ เหน็ ; ทัศนคต;ิ การจัดการสุขภาพชมุ ชน

* ไดร้ ับบทความ: 10 กันยายน 2561; แกไ้ ขบทความ: 19 เมษายน 2562; ตอบรับตพี ิมพ:์ 3 พฤษภาคม 2562
Received: September 10, 2018; Revised: April 19, 2019; Accepted: May 3, 2019

156 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

Abstract

This research had the objective to study a model of health system management
in a local community setting. This study also provides guidelines for developing a model of
health system management. The guidelines have two dimensions: Readiness of the host
organization, including attitudes and capacity of managers, management structure,
responsible agency, and readiness of budget. Data we collected by interview with members
of the administrative board of the PralapTambon Municipality, staff of the local Tambon
Health Promotion Hospital, The Group of community leaders and representatives of local
households.
This study found that: the administrative board members had favorable attitudes
toward a community model approach to system management, rather than a village
model. There should be indigenous leaders from the locality to serve as the key peer
leaders in health system management. The Pralap Municipality and Hospital are the key
agencies for technical and budget support. The community resident data collection found
that there was favorable attitude and motivation to explore a model of health system
management in the local setting. There was eagerness to participate. Two models were
proposed: a common model to be applied in all target communities, and a locally-tailored
model for each community.
Keywords: Opinion; Attitude; Community Health Management

1. บทนำ� การพง่ึ ตนเอง ดว้ ยทรพั ยากรของชมุ ชนทอ้ งถน่ิ ของ
ตนเอง และการสนบั สนนุ จากภาคเี ครอื ขา่ ยสขุ ภาพ
การจัดการสุขภาพในชุมชนท้องถิ่นเป็น ทั้งจากองคก์ รปกครองส่วนท้องถนิ่ (อปท.) หนว่ ย
กลไกหนง่ึ ในการพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ ของประชาชน งานสาธารณสุขท่ีอยู่ในพ้ืนที่และภาคีเครือข่าย
ในชุมชนทอ้ งถนิ่ ให้มคี ุณภาพชีวติ ทีด่ ี ดา้ นสขุ ภาพ สุขภาพ เป็นการขับเคลื่อนเชิงนโยบายร่วมกัน
ซงึ่ เปน็ การจดั การทเ่ี นน้ การรวมกลมุ่ กนั ดแู ลสภาวะ โดยที่การจัดการสุขภาพในชุมชนท้องถ่ินในแต่ละ
สุขภาพแบบเครือข่ายความร่วมมือกับองค์การ แห่งนั้น จะต้องสอดคล้องกับปัญหาสุขภาพ
ต่างๆ ในชุมชน ต้ังแต่การค้นหาปัญหาสภาวะ (Health Problems) และความต้องการทางดา้ น
สุขภาพ การวางแผนแก้ไขปัญหาพัฒนาสภาวะ สขุ ภาพ (Health Needs) (Jaklang, Phosing and
สขุ ภาพ และการประเมนิ ผลสภาวะสขุ ภาพ ภายใต้

ปที ี่ 19 ฉบบั ท่ี 2 (เมษายน - มถิ นุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 157

Cgareonsiri, 2017 : 153-164) องคป์ ระกอบแต่ละด้าน (Nuban, 2017 : 75-85)
ปญั หาและความตอ้ งการดา้ นสขุ ภาพของ การปอ้ งกนั และควบคมุ โรคใหม้ คี วามสมดลุ กบั การ
ชมุ ชนทอ้ งถน่ิ ในแตล่ ะแหง่ จะมคี วามแตกตา่ งกนั ไป รักษาพยาบาลและการฟื้นฟูสุขภาพ จัดบริการ
ตามบรบิ ทของแตล่ ะพน้ื ทท่ี ม่ี กี ารเปลย่ี นแปลงปรบั สุขภาพแก่ประชาชนทุกกลุ่มวัยด้วยมาตรฐาน
ตัวตลอดเวลาและมีแนวโน้มซับซ้อนและยุ่งยาก เดียวกัน ครอบคลุมมาตรฐานทางการแพทย์และ
ในการแก้ไขปัญหามากข้ึนเรื่อยๆ ตามลักษณะ ทางสังคมท่ีมีต้นทุนท่ีเหมาะสม มุ่งหวังให้
เฉพาะของพ้ืนท่ี อาทเิ ชน่ พ้ืนทช่ี มุ ชนเมอื ง ชุมชน ประชาชนทกุ คนไดร้ บั บรกิ ารตามความจำ� เปน็ ดา้ น
ก่ึงเมือง ชุมชนชนบท ชุมชนเกษตรกรรม ชุมชน สุขภาพ โดยไม่คำ� นึงถึงฐานะทางเศรษฐกิจ สงั คม
อุตสาหกรรม ชุมชนแหล่งท่องเที่ยว ชุมชนที่ราบ และภมู ศิ าสตร์
ลุ่มน้�ำท่วมถึง ชุมชนพ้ืนที่สูง เป็นต้นปัญหาและ การจดั การสขุ ภาพในชมุ ชนทอ้ งถน่ิ ทม่ี กี า
ความต้องการดา้ นสขุ ภาพของแตล่ ะชมุ ชนทอ้ งถิ่น รบูรณาการด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนยัง
ล้วนแล้วแต่มีแนวโน้มของการเปล่ียนแปลงจาก ถือว่าเป็นแนวทางในการลดความเหล่ือมล้�ำทาง
ปจั จยั ของดา้ นประชากร (Demographic Trends) ดา้ นสขุ ภาพไดอ้ ยา่ งยงั่ ยนื นบั ไดว้ า่ เปน็ หวั ใจสำ� คญั
พฤติกรรมสุขภาพ (Health Behavioral Trends) ที่ต้องสร้างและพัฒนารูปแบบให้เหมาะสมกับ
สงั คมและเศรษฐกิจ (Socio-economic Trends) ลักษณะเฉพาะของบริบทพื้นที่ โดยที่รูปแบบท่ี
ส่ิงแวดล้อม (Environmental Trends) และ เหมาะสมจะพิจารณาได้จาก 1) ความพร้อมเชิง
ลกั ษณะเฉพาะทางระบาดวทิ ยา (Epidemiological องคก์ าร ไดแ้ ก่ ผูน้ ำ� ภาวะผู้นำ� และทศั นคติของ
Trends) (Valyaseree, et al., 1999) ทัง้ หมดน้ี ผู้บริหารท่ีอยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและ
เปน็ ตวั กำ� หนดระบบบรกิ ารสขุ ภาพทสี่ อดคลอ้ งกบั หนว่ ยงานสาธารณสขุ ในชมุ ชนทอ้ งถนิ่ นนั้ ๆ รวมทง้ั
สงั คมไทยทต่ี อ้ งมคี วามจำ� เพาะกบั บรบิ ทของสงั คม ยังต้องพิจารณาความพร้อมของโครงสร้างของ
ทมี่ กี ารเปลยี่ นแปลงอยตู่ ลอดเวลาเปน็ การสะทอ้ น ระบบสนับสนุนท้ังบุคลากรและงบประมาณ และ
ถึงคา่ นยิ มและความคาดหวังของสังคมน้ันๆ 2) เป็นทัศนคติของประชาชนในชุมชนท้องถิ่นต่อ
ผลลัพธ์ที่จะได้จากการบริหารจัดการ การดูแลเอาใจใส่สภาวะสุขภาพของตนเอง
สขุ ภาพของชมุ ชนทอ้ งถน่ิ และตามทส่ี งั คมคาดหวงั ครอบครัว และชุมชน นอกจากน้ี ยังรวมถึง
น้ัน จะต้องมีการผนึกก�ำลังให้เป็นภาคีเครือข่าย ประชาชนในชุมชนมีช่องทางหรือรูปแบบการเข้า
สุขภาพท่ีต้องด�ำเนินการร่วมกันท้ังภาครัฐ ภาค มามสี ว่ นรว่ มในการจดั การชมุ ชนทอ้ งถน่ิ ของตนเอง
เอกชน และภาคประชาสังคม มีการปรับบทบาท การจัดการสุขภาพของต�ำบลพระลับ
และภารกจิ ทม่ี จี ดุ มงุ่ หมายรว่ มกนั คอื การมสี ภาวะ อ�ำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ที่ผ่านมาพบว่า
สุขภาพที่ดีนั้น การจัดบริการสุขภาพควรเน้นไปที่ คณะผู้บริหารระดับสูงของเทศบาลต�ำบลพระลับ
การส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ กบั ผบู้ รหิ ารโรงพยาบาลสง่ เสรมิ สขุ ภาพตำ� บลพระลบั

158 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

(รพ.สต.พระลบั ) ยงั ไมม่ รี ปู แบบการจดั การสขุ ภาพ ปัจจุบัน จะมีบางส่วนที่รักษาแผนโบราณหรือ
ท่ีมีเป้าหมายร่วมกัน ขาดการวางแผนงานในการ สมุนไพร หากมีการเจ็บป่วยเล็กน้อยจะซื้อยา
แก้ไขปัญหา และพัฒนาสุขภาพในชุมชนท้องถิ่น รบั ประทานเองและไปรับบรกิ ารท่ี รพ.สต.พระลับ
รว่ มกนั ในสว่ นของผบู้ รหิ าร เทศบาลตำ� บลพระลบั หากเปน็ มากขนึ้ จะไปรกั ษาท่ี โรงพยาบาลขอนแกน่
ยงั คงใหค้ วามสำ� คญั กบั การจดั การสขุ ภาพคอ่ นขา้ ง และโรงพยาบาลเอกชน ส่วนการตรวจคัดกรอง
นอ้ ย เพราะขาดสารสนเทศสขุ ภาพ ขณะทผี่ บู้ รหิ าร ความเสีย่ งโรคเบาหวาน โรคความดนั โลหติ สูง โรค
และบุคลากรของ รพ.สต.พระลบั ก็มุง่ ท�ำงานเพือ่ มะเร็งปากมดลูก จะให้ความร่วมมือไม่มากเท่าที่
ตอบสนองกับตัวชี้วัดตามนโยบายการสาธารณสุข ควรบางสว่ นไปตรวจคดั กรองทโี่ รงพยาบาลเอกชน
ซงึ่ ทงั้ 2 องคก์ รยงั ขาดทศิ ทางและเปา้ หมายในการ และโรงพยาบาลของรฐั ขนาดใหญ่ บางสว่ นทำ� งาน
จดั การสุขภาพในชุมชนทอ้ งถิ่นร่วมกัน ตา่ งพนื้ ที่ และบางสว่ นไมใ่ ห้ความสนใจ ส่วนทมี่ า
ในขณะทป่ี ระชาชนของตำ� บลพระลบั ซง่ึ มี รบั บรกิ ารสว่ นใหญเ่ ปน็ กลมุ่ คนพน้ื เพดงั้ เดมิ กลมุ่ สงู
ทง้ั หมด 19 หมู่ 8,124 หลงั คาเรอื นจำ� นวน 22,182 อายุ กลุ่มอาสาสมัครประจ�ำหมู่บ้านมีการแบ่ง
คน (ขอ้ มลู ณ วนั ที่ 30 ก.ย. 2560) มที ั้งประชากร ละแวกดูแลด้านสุขภาพแก่ประชาชนเพียงเฉพาะ
ท่ีเป็นประชากรต�ำบลพระลับเอง และประชากร หมบู่ า้ นในพน้ื เพเดมิ และไมส่ ามารถไปดแู ลในกลมุ่
แฝงจากแหล่งอ่ืนมาพ�ำนักพักอาศัยอยู่ในพื้นท่ี บ้านจัดสรรและอาคารพานิชย์ได้ การด�ำเนินงาน
ท�ำให้ต�ำบลพระลับมีลักษณะเฉพาะท่ีหลากหลาย ค่อนข้างล�ำบากเพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่ค่อย
คือ ชุมชนเมือง ชุมชน กึ่งเมือง ชุมชนบ้านเช่า อยู่ในพ้ืนท่ี ต้องไปท�ำงานต่างพ้ืนที่ ส่วนใหญ่จะ
ชมุ ชนชนบท ชมุ ชนอตุ สาหกรรม เปน็ ตน้ ประชาชน หยุดงานวันอาทิตย์ถึงจะให้บริการดูแลสุขภาพ
สว่ นใหญย่ งั มที ศั นคตติ อ่ การดแู ลเอาใจสขุ ภาพของ ไดก้ ารแลกเปลยี่ นเรยี นรู้ โดยเจา้ หนา้ ทส่ี าธารณสขุ
ตนเองคอ่ นขา้ งตำ�่ เพราะตอ้ งเรง่ รบี ในการประกอบ และอาสาสมัครสาธารณสขุ ประจ�ำหมู่บ้าน (อสม.)
อาชีพ ช่องทางการรวมกลุ่มกันเพ่ือร่วมจัดการ อาจมวี ธิ กี ารทไ่ี มส่ อดคลอ้ งกบั บรบิ ทของชมุ ชนและ
สุขภาพค่อนขา้ งน้อย จะเข้ามามสี ่วนร่วมก็ต่อเม่อื ยงั ไมท่ ว่ั ถงึ ประชาชนสว่ นใหญร่ บั จา้ งนอกพนื้ ทจี่ ะ
ถูกกระตุ้นโดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจ�ำ ไม่สามารถรับข้อมูลข่าวสารช่วงเวลาที่เจ้าหน้าท่ี
หม่บู า้ น (อสม.) และบุคลากรของ รพ.สต.พระลบั เข้ามาให้ข้อมูลข่าวสารและความรู้รวมถึงการให้
เพียงเทา่ นนั้ บรกิ ารตรวจสุขภาพ
ภาวะสุขภาพในความคิดของชุมชนท้อง ปัญหาสุขภาพท่ีส�ำคัญอีกหน่ึงปัจจัยที่น�ำ
ถน่ิ ไมค่ อ่ ยสนใจเกย่ี วกบั เรอ่ื งสขุ ภาพ และการดแู ล ไปสู่ปัญหาสุขภาพของต�ำบลพระลับ เกิดจากการ
ตนเอง เชน่ การออกกำ� ลังกาย การหาอาหารท่ีถูก เปน็ ชมุ ชนก่ึงเมืองท�ำใหเ้ กดิ ความแออัด เกิดภาวะ
สุขลักษณะมารับประทานเวลาป่วยก็ไปหาหมอ เครียดจากการท�ำงานหารายได้การมีสถานท่ีพัก
ส่วนใหญ่ชาวบ้านมีความเช่ือในการรักษาแผน อาศัยในพ้ืนที่ท่ีต่างกันปัญหาสุขภาพอาจแตกต่าง

ปที ่ี 19 ฉบับท่ี 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 159

กนั เชน่ กลมุ่ อาคารพานชิ ยม์ ปี ญั หาดา้ นสงิ่ แวดลอ้ ม ดังนั้นการศึกษาความคิดเห็นต่อปัญหาและความ
เกย่ี วกบั มลพษิ ในอากาศ เชน่ เสยี ง และฝนุ่ ละออง พร้อมในการจัดการสุขภาพของชุมชนท้องถ่ินจะ
กลุ่มบ้านจัดสรร บ้านเช่ามีปัญหาด้านการรับ ทำ� ใหเ้ หน็ ถงึ ปญั หาและสาเหตใุ นเชงิ บรหิ ารจดั การ
ประทานอาหารตามรา้ น ตามศนู ยอ์ าหาร หรอื ตาม และนำ� ไปหาแนวทางในการพฒั นารปู แบบทเี่ หมาะ
สถานท่ีต่างๆ เพราะไม่มีเวลาประกอบอาหารรับ สมกับแต่ละชุมชนท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพและ
ประทานเอง ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา ประสทิ ธผิ ลตอ่ ไป
เพราะร้านอาหารบางร้านไม่ค�ำนึงถึงสุขภาพของ
ประชาชน วิธีการประกอบอาหารไม่ได้มาตรฐาน 2. วัตถุประสงคข์ องการวจิ ัย
ไมม่ คี วามสะอาด หรอื วตั ถดุ ิบไมส่ ะอาด ทำ� ให้เกิด
โรคที่เกิดจากการบริโภคอาหาร ส่งผลต่อสุขภาพ 1. เพอ่ื ศกึ ษาความคดิ เหน็ ตอ่ ปญั หาและ
ทไ่ี มส่ มบรู ณแ์ ขง็ แรง พฤตกิ รรมของบคุ คลบางกลมุ่ ความพร้อมในการจัดการสขุ ภาพชุมชนทอ้ งถนิ่
มีการด่ืมเหล้า และสูบบุหรี่ ก่อให้เกิดปัญหาทาง 2. เพอ่ื หาแนวทางในการพฒั นารปู แบบ
สังคมเนื่องจากเม่ือสุขภาพไม่ดี ก็ไม่สามารถ การจัดการสขุ ภาพของชมุ ชนท้องถนิ่
ประกอบอาชีพเล้ยี งตนเองและครอบครวั ได้
ซึ่งถ้าหากปล่อยให้วิธีการจัดการปัญหา 3. วธิ ดี ำ� เนินการวิจยั
สุขภาพเชิงองค์การและประชาชนตามที่กล่าวมา
ขา้ งตน้ จะส่งผลเสียทงั้ ในระยะยาวน่ันคอื ท้งั ในแง่ การศึกษาเรื่องความคิดเห็นของคนใน
ความไม่สามารถในการแก้ปัญหาและพัฒนา ทอ้ งถนิ่ เกย่ี วกบั การจดั การสขุ ภาพชมุ ชนของตำ� บล
สุขภาพของชุมชนท้องถ่ินร่วมกันของเทศบาล พระลับ อ�ำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ในครั้งน้ี
ต�ำบลพระลับ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ โดยมวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ ศกึ ษาความคดิ เหน็ ตอ่ ปญั หา
ต�ำบลพระลับ และประชาชนขาดการร่วมกลุ่มหา และความพรอ้ มในการจดั การสขุ ภาพชมุ ชนทอ้ งถนิ่
ช่องทางมาจัดการสุขภาพด้วยตนเอง ผลกระทบ และหาแนวทางในการพัฒนารูปแบบการจัดการ
ระยะยาวท่ีจะตามมา คือ การจัดการปัจจัยเสี่ยง สขุ ภาพของชมุ ชนทอ้ งถน่ิ กลมุ่ เปา้ หมายในการศกึ ษา
สุขภาพจะยงุ่ ยากซับซ้อนมากขน้ึ เรอื่ ยๆ จะเห็นได้ เปน็ 2 กลุ่ม ดังน้ี กลุ่มที่ 1 เปน็ กลุ่มคณะผูบ้ รหิ าร
ว่าการจัดการสุขภาพในชุมชนท้องถ่ินของต�ำบล ในการจัดการสุขภาพของชุมชนท้องถ่ินในต�ำบล
พระลับ อ�ำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ขึ้นอยู่กับ พระลับ อ�ำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่นโดยท�ำการ
ศกั ยภาพและความพรอ้ มของภาคเี ครอื ขา่ ยสขุ ภาพ เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จ�ำนวน
ของทอ้ งถนิ่ ทม่ี บี ทบาทในการบรหิ ารจดั การชมุ ชน 18 คน กลุ่มที่ 2 เป็นผู้น�ำในชุมชนท้องถิ่นและ
ท้องถ่นิ ในขณะเดยี วกนั กย็ งั ขนึ้ อยู่กับความพร้อม ประชาชน โดยทผ่ี นู้ ำ� ชมุ ชนทอ้ งถนิ่ จะเลอื กเจาะจง
ของประชาชนในแตล่ ะชุมชนท้องถน่ิ ด้วย (Purposive Sampling) จ�ำนวน 104 คน ในสว่ น
ของเคร่ืองมือที่ใช้ในการศึกษาในการด�ำเนินการ
ศึกษาในครั้งน้ี เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับแนวทาง

160 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

ในการพฒั นารปู แบบการจดั การสขุ ภาพของชมุ ชน อื่นๆ ต่อการจัดการสุขภาพในชุมชนท้องถิ่น
ทอ้ งถน่ิ เครอื่ งมอื ทใี่ ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู คอื จำ� นวน 2 ขอ้ และสว่ นท่ี 2 แบบสอบถามกลมุ่ ผนู้ ำ�
แบบสอบถาม โดยมขี อ้ คำ� ถามเก่ียวกบั ปัญหาและ และประชาชนในชุมชนท้องถิ่นตอนท่ี 1 เป็น
สาเหตุในการจัดการสุขภาพ และแนวทางในการ แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบ
พฒั นารปู แบบการจดั การสขุ ภาพของชมุ ชนทอ้ งถนิ่ แบบสัมภาษณ์ ได้แก่ เพศ อายุ ต�ำแหน่งหน้าที่
ต�ำบลพระลับ อ�ำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น การศกึ ษา รายได้ จำ� นวน 10 ขอ้ ตอนท่ี 2 เปน็ แบบ
แบ่งออกเป็น 2 สว่ น ดังนี้ สว่ นที่ 1 แบบสอบถาม สอบถามเกยี่ วกบั ปญั หาและสาเหตุ ในดา้ นทศั นคติ
กลุ่มเป้าหมายของคณะผู้บริหารต�ำบลพระลับ ความกระตือรือร้น และรูปแบบการมีส่วนร่วม
ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับขอ้ มลู พืน้ ฐาน จำ� นวน 7 ขอ้ ตอนที่ 3 เปน็ แบบสอบถามเกย่ี วกบั
ของผตู้ อบแบบสมั ภาษณ์ ไดแ้ ก่ เพศ อายุ ตำ� แหนง่ รูปแบบการมสี ่วนร่วมจ�ำนวน 3 ข้อ และตอนท่ี 4
หน้าที่ การศกึ ษา รายได้ จำ� นวน 7 ขอ้ ตอนท่ี 2 ขอ้ คดิ เหน็ อนื่ ๆ เกยี่ วกบั ปญั หาและสาเหตุ แนวทาง
เปน็ แบบสอบถามเกย่ี วกบั ปญั หาและสาเหตใุ นการ ในการพัฒนารูปแบบในการจัดการสุขภาพของ
จัดการสุขภาพของชุมชนท้องถ่ิน แบ่งออกเป็น 5 ชุมชนท้องถ่ินต�ำบลพระลับ อ�ำเภอเมือง จังหวัด
ด้าน คือ ด้านภาวะผู้น�ำและทัศนคติของผู้บริหาร ขอนแกน่ จ�ำนวน 3 ข้อ
ดา้ นโครงสรา้ งองคก์ รและกระบวนงาน ดา้ นศกั ยภาพ ผู้ศึกษาได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากการ
ทางด้านการเงินการคลัง ด้านทัศนคติและความ สัมภาษณ์ปัญหาและสาเหตุในการจัดการสุขภาพ
กระตอื รอื รน้ ของประชาชน และดา้ นรปู แบบการมี ของชุมชนท้องถ่ิน และแนวทางในการพัฒนา
ส่วนร่วมของประชาชนจ�ำนวน 12 ข้อ ตอนท่ี 3 รปู แบบการจดั การสขุ ภาพของชมุ ชนทอ้ งถนิ่ ผวู้ จิ ยั
เป็นแบบสอบถามเก่ียวกับแนวทางในการพัฒนา จะใชก้ ารวเิ คราะหข์ อ้ มลู เชงิ ปรมิ าณ และเชงิ คณุ ภาพ
รูปแบบการจัดการสุขภาพของชุมชนท้องถิ่น น�ำมาวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ ข้อมูลท่ัวไปของกลุ่ม
โดยกรอบของค�ำถามจะแบ่งออกเป็น 5 ด้าน คอื เปา้ หมายเปน็ ขอ้ มลู จากตอนท่ี 1 ของแบบสอบถาม
ด้านภาวะผู้น�ำและทัศนคติของผู้บริหาร ด้าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณา (Descriptive
โครงสร้างองค์กรและกระบวนงาน ด้านศักยภาพ Statistics) ไดแ้ ก่ ความถ่ี (Frequency) และรอ้ ยละ
ทางด้านการเงินการคลัง ด้านทัศนคติและความ (Percentage) ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาและ
กระตอื รอื รน้ ของประชาชน และดา้ นรปู แบบการมี สาเหตุในการจัดการสุขภาพของชุมชนท้องถ่ิน
ส่วนร่วมของประชาชน จ�ำนวน 6 ขอ้ และตอนท่ี ซงึ่ เปน็ ขอ้ มลู จากตอนที่ 2 ของแบบสอบถามวเิ คราะห์
4 ข้อคิดเห็นอ่ืนๆ เกี่ยวกับปัญหาและสาเหตุ ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณา (Descriptive
แนวทางในการพฒั นารปู แบบในการจดั การสขุ ภาพ Statistics) ได้แก่ ความถี่ (Frequency) ร้อยละ
ของชุมชนท้องถ่ินต�ำบลพระลับ อ�ำเภอเมือง (Percentage) คา่ เฉลยี่ (Mean) และสว่ นเบย่ี งเบน
จังหวดั ขอนแก่นจำ� นวน 5 ข้อ ตอนที่ 5 ขอ้ คิดเห็น มาตรฐาน และวิเคราะหข์ อ้ มูลเชิงคุณภาพ ซึ่งเป็น

ปีที่ 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 161

ข้อความท่ีได้จากการตอบแบบสอบถามด้วยการ ภายใต้การมีส่วนร่วมของประชาชนในรูปแบบ
วเิ คราะหเ์ นอ้ื หา สรปุ ตคี วาม บรรยายเชงิ วเิ คราะห์ ชมุ ชนท้องถิน่
และข้อมูลเก่ียวกับแนวทางในการพัฒนารูปแบบ การศึกษาในเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ
การจดั การสขุ ภาพของชมุ ชนทอ้ งถนิ่ ซง่ึ เปน็ ขอ้ มลู ศึกษาความคิดเห็นและความพร้อมในการจัดการ
จากตอนท่ี 3 ของแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูล สุขภาพชุมชนท้องถ่ิน แล้วท�ำการหาแนวทางใน
เชิงปริมาณ ด้วยสถิติพรรณา (Descriptive การพัฒนารูปแบบการจัดการสุขภาพในชุมชน
Statistics) ไดแ้ ก่ ความถ่ี (Frequency) ร้อยละ ทอ้ งถนิ่ โดยมกี รอบแนวคดิ ในการศกึ ษา คอื ความ
(Percentage) คา่ เฉลยี่ (Mean) และสว่ นเบยี่ งเบน พรอ้ มเชงิ องคก์ ารเปน็ การประเมนิ ไปทที่ ศั นคตแิ ละ
มาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพซึ่งเป็น ความสามารถของผู้บริหาร โครงสร้างการบริหาร
ข้อความที่ได้จากการตอบแบบสอบถามด้วยการ และหนว่ ยงานทร่ี บั ผดิ ชอบ และความพรอ้ มของงบ
วิเคราะห์เน้ือหา สรุปตีความและบรรยายเชิง ประมาณ ส่วนความพร้อมของชุมชน เป็นการ
วเิ คราะห์ ประเมนิ ไปทท่ี ศั นคตแิ ละความกระตอื รอื รน้ การมี
ส่วนร่วมของชุมชนและรูปแบบการพึ่งพาตนเอง
4. สรปุ ผลการวิจยั หนว่ ยงานในการวเิ คราะหแ์ ละพน้ื ทด่ี ำ� เนนิ การเปน็
ชมุ ชนทอ้ งถนิ่ ทอ่ี ยภู่ ายใตก้ ารปกครองของเทศบาล
การศึกษาความคิดเห็นของคนในท้องถ่ิน ต�ำบลพระลับ และเป็นพื้นท่ีรับผิดชอบของ
เกี่ยวกับการจัดการสุขภาพชุมชน ต�ำบลพระลับ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต�ำบลพระลับกลุ่ม
อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั ขอนแกน่ มจี ดุ กำ� เนดิ ทางความ เปา้ หมายในการศกึ ษา กำ� หนดเปน็ 2 กลมุ่ คอื กลมุ่
คดิ จากรปู แบบการจดั การสขุ ภาพแบบเดมิ เปน็ การ คณะผู้บริหาร ได้แก่ คณะผู้บริหารระดับสูง
ก�ำหนดนโยบายและแนวทางจากหน่วยงาน ในเทศบาลต�ำบลพระลับ และคณะผู้บริหารจาก
สาธารณสขุ องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ ทใ่ี ชป้ ระเดน็ หน่วยงานสาธารณสุข ในส�ำนักงานสาธารณสุข
ปัญหาและแนวทางการพัฒนาระดับประเทศ อำ� เภอเมอื ง และโรงพยาบาลสง่ เสรมิ สขุ ภาพตำ� บล
มาเป็นแนวทางจัดการเหมือนกันท้ังประเทศ พระลับ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสอบถามแบบ
ประกอบกับรูปแบบการน�ำไปปฏิบัติเป็นการใช้ เชงิ ปรมิ าณ และเชงิ คณุ ภาพ แลว้ นำ� มาประมวลผล
พื้นท่ีที่เป็นหมู่บ้านหรือชุมชนตามรูปแบบการ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา พร้อมกับ
ปกครอง ที่กระทรวงมหาดไทยก�ำหนด ทั้งท่ีใน การตีความ และบรรยายเชิงวิเคราะห์ในผลท่ีได้
หมบู่ า้ นหรอื ชมุ ชนมลี กั ษณะจำ� เพาะเจาะจง และมี จากการศึกษาครง้ั นี้ มี 2 สว่ น คือ ความคิดเห็นตอ่
ความหลากหลายทางดา้ นประชากร สงั คม วฒั นธรรม ปญั หาและความพรอ้ มในการจดั การสขุ ภาพชมุ ชน
ภูมิศาสตร์และสิ่งแวดล้อม การแก้ไขปัญหาและ ท้องถิ่น และหาแนวทางในการพัฒนารปู แบบการ
พัฒนาสุขภาพจึงมีความจ�ำเป็นท่ีจะใช้พื้นท่ีเป็น จัดการสขุ ภาพทอ้ งถน่ิ
ฐานในการวิเคราะห์และออกแบบแนวทางปฏิบัติ

162 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

ผลการศกึ ษาความคดิ เหน็ ตอ่ ปญั หาและความพรอ้ ม ในชมุ ชน 5) ผนู้ ำ� ในชมุ ชนทอ้ งถน่ิ มสี ว่ นรว่ มในการ
ในการจดั การสขุ ภาพชมุ ชนทอ้ งถน่ิ กลมุ่ เปา้ หมาย กำ� กบั และตดิ ตามความกา้ วหนา้ และ 6) ประชาชน
คือ เทศบาลต�ำบลพระลับ ส�ำนักงานสาธารณสุข ในชุมชนท้องถิ่นร่วมประเมินผลความส�ำเร็จและ
อำ� เภอเมอื ง และโรงพยาบาลสง่ เสรมิ สขุ ภาพตำ� บล สนบั สนุนงบประมาณตามลำ� ดบั ความสำ� คัญ
พระลับ คณะผู้บริหารทุกคนมีประสบการณ์ ในด้านโครงสร้างและหน่วยงานที่รับ
ทางการบรหิ ารตามโครงสรา้ งการบรหิ าร และเปน็ ผดิ ชอบในการจดั การสุขภาพ คอื แกนน�ำในชุมชน
คณะกรรมการบรหิ ารทงั้ ในหนว่ ยงานและโครงการ ทอ้ งถน่ิ รพ.สต.พระลบั และเทศบาลตำ� บลพระลบั
ต่างๆ ทด่ี �ำเนนิ การในชุมชนท้องถนิ่ คณะผบู้ รหิ าร จะตอ้ งเปน็ เจา้ ภาพหลัก และทง้ั 3 แกนนำ� จะตอ้ ง
เกอื บทกุ คน มที ัศนคตทิ ี่ดตี อ่ การแบ่งเป็น “ชุมชน กำ� หนดนโยบายสขุ ภาพชมุ ชนทที่ า้ ทาย โดยเทศบาล
ทอ้ งถนิ่ ” ซงึ่ ในตำ� บลพระลบั แบง่ ออกเปน็ 3 ชมุ ชน ต�ำบลพระลบั เป็นผูส้ นบั สนนุ งบประมาณและตาม
คอื ชมุ ชนทอ้ งถนิ่ ดงั้ เดมิ ชมุ ชนหมบู่ า้ นจดั สรรและ มาด้วยกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถ่ินและ
ชุมชนอาคารพาณิชย์ โดยให้มีการสรรหาผู้น�ำท่ีมี รพ.สต.พระลับ ต้องท�ำการฝึกอบรมรูปแบบการ
ทงั้ ภาวะผนู้ ำ� ความรคู้ วามสามารถ และมเี ครอื ขา่ ย เสนอของบประมาณ
มาเป็นผู้น�ำพาแก้ไขปัญหา และพัฒนาสุขภาพจะ ผลการศึกษาหาแนวทางในการพัฒนา
ได้ตรงและสอดคล้องกับความเป็นจริงของทั้ง 3 รปู แบบการจดั การสขุ ภาพทอ้ งถน่ิ พบวา่ สว่ นใหญ่
ชุมชนท้องถ่ิน คณะผู้บริหารเคยมีการก�ำหนด มที ศั นคตทิ ดี่ ตี อ่ ภาวะสขุ ภาพในการแบง่ ชมุ ชนเปน็
นโยบายสขุ ภาพ แตเ่ ปน็ การกำ� หนดในภาพรวมของ 3 ชุมชน คือ ชุมชนดั้งเดิม ชุมชนหมู่บ้านจัดสรร
ตำ� บลยงั ไมไ่ ดก้ ำ� หนดนโยบายใหเ้ จาะจงลงในแตล่ ะ และชุมชนอาคารพาณิชย์ ที่จะท�ำให้การหา
ชุมชนท้องถ่ิน และไม่ได้ก�ำหนดประเด็นนโยบาย แนวทางแกไ้ ขปญั หาและพฒั นาสขุ ภาพไดต้ รงและ
รว่ มกัน มีการประสานข้อมลู นดั หมายผนู้ ำ� ชุมชน สอดคล้องความเป็นจริง โดยที่แกนน�ำในชุมชน
เข้าประชุมเป็นบางคร้ังตามความต้องการของ รวมกลุ่มคิดหาแนวทางก่อนแล้วให้มีผู้น�ำมาน�ำพา
นโยบาย ซ่ึงคณะผู้บริหารก็คาดหวังอยากให้ผู้น�ำ แก้ไขปัญหาและพัฒนาสุขภาพชุมชน ประชาชน
และประชาชนจัดการสุขภาพด้วยตนเอง โดยทาง ส่วนใหญ่มีความพร้อมจะเข้ามามีส่วนร่วมในการ
เทศบาลตำ� บลพระลับ และรพ.สต.พระลบั จะเปน็ จดั การสขุ ภาพในชมุ ชนทอ้ งถนิ่ ตง้ั แตก่ ารรบั รปู้ จั จยั
พ่ีเล้ียงน�ำพาปฏิบัติตามข้ันตอนท่ีได้ร่วมตกลงไว้ เส่ียงและปัญหาสุขภาพ ท้ังท่ีอยู่ในตัวบุคคล
ได้แก่ 1) การวิเคราะห์ศักยภาพและความพร้อม ครอบครัว และชุมชน โดยที่คณะผู้บริหารจาก
ของผนู้ ำ� ในชมุ ชนทอ้ งถน่ิ เพอื่ การพฒั นา 2) วเิ คราะห์ เทศบาลตำ� บลพระลบั รพ.สต.พระลบั และแกนนำ�
ปญั หาและสาเหตขุ องปญั หาสขุ ภาพเชงิ ลกึ เบอ้ื งตน้ ในท้ัง 3 ชุมชนท้องถิ่นมีการก�ำหนดเป็นนโยบาย
3) ชุมชนท้องถิ่นวางแผนทั้งระยะยาว ระยะสั้น และพัฒนาให้เป็นต้นแบบทั้ง 3 ชุมชนๆ ละ 1
4) กำ� หนดตวั ชวี้ ดั ความสำ� เรจ็ ของแผนพฒั นาสขุ ภาพ ปัญหาได้ 3 รปู แบบ และส่วนทเี่ ปน็ ปญั หาร่วมกนั

ปีที่ 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 163

ทั้งต�ำบลให้ก�ำหนดเป็นนโยบายร่วมและพัฒนา ชมุ ชนทอ้ งถน่ิ ขณะเดยี วกนั กย็ งั ไมไ่ ดเ้ ตรยี มรปู แบบ
เหมอื นกนั ทง้ั 3 ชมุ ชน เปน็ รปู แบบของตำ� บลพระลบั การค้นหาและพัฒนาผู้น�ำ ซ่ึงจะเป็นแกนน�ำใน
1 รปู แบบ ในการเปน็ ตวั อยา่ งใหต้ ำ� บลอนื่ ๆ มาแลก ชมุ ชนทอ้ งถน่ิ ทจ่ี ะเปน็ กลไกหลกั ในการขบั เคลอื่ น
เปลย่ี นเรยี นรู้ พรอ้ มทง้ั ให้มีการแลกเปลีย่ นเรยี นรู้ การจดั การสขุ ภาพในแต่ละชุมชนท้องถ่ิน อยา่ งไร
ระหว่างชุมชนและมีการส่งเสริมให้มีการพัฒนา กด็ ีถึงแมว้ า่ คณะผู้บริหารท้งั 3 แหง่ มคี วามพร้อม
โดยเทศบาลตำ� บลพระลบั และโรงพยาบาลสง่ เสรมิ ดำ� เนนิ การในรปู แบบชมุ ชนทอ้ งถนิ่ ซง่ึ เปน็ แนวทาง
สขุ ภาพตำ� บลพระลบั เปน็ ผสู้ นับสนุนแรงจงู ใจ ใหมท่ ไ่ี ด้จากการศกึ ษา จ�ำเปน็ ตอ้ งมกี ารวิเคราะห์
และศกึ ษาความเปน็ ไปไดใ้ นมติ กิ ารกระจายอำ� นาจ
5. อภิปรายผลการวิจยั การจดั สรรงบประมาณท่แี ตกต่างจากรูปแบบเดิม
ผลทไี่ ดจ้ ากการศกึ ษาดา้ นความพรอ้ มของ
ผลการศึกษาความคิดเห็นของคนในท้อง ชุมชน ท�ำให้ได้รูปแบบการจัดการสุขภาพชุมชน
ถน่ิ เกยี่ วกบั การจดั การสขุ ภาพชมุ ชน ตำ� บลพระลบั ท้องถิ่นหลายด้าน คือ ทัศนคติและความ
อ�ำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ในด้านความพร้อม กระตือรือร้นของประชาชนต�ำบลพระลับ ซึ่งเป็น
เชิงองค์การทั้งทางด้านทัศนคติและความสามารถ พื้นที่เขตกึ่งเมืองยังมีมุมมองท่ีดี และความ
ของผู้บริหาร โครงสรา้ งการบรหิ ารและหน่วยงาน กระตือรือร้นท่ีจะมาดูแลชุมชนท้องถิ่นของตนเอง
ที่รับผิดชอบ รวมถึงความพร้อมของงบประมาณ ตัวแปรที่น่าสนใจ คือ การได้รู้ปัญหาสุขภาพที่
โดยรวมมีความพร้อมอยู่ในเกณฑ์ดี เน่ืองจาก หลายๆคน เผชญิ ปญั หาอยู่ โดยเฉพาะการเจบ็ ปว่ ย
ท้ังเทศบาลต�ำบลพระลับ โรงพยาบาลส่งเสริม ดว้ ยโรคเรือ้ รัง โรคติดเช้อื และปัญหาจากการเกดิ
สุขภาพต�ำบลพระลับ และภาคีเครือข่ายอื่นๆ อุบัติเหตุจากการจราจรทางบก กับรูปแบบการ
ตา่ งกม็ งุ่ ดำ� เนนิ การตามเปา้ หมายทตี่ อ้ งการ นนั้ คอื จัดการสุขภาพในชุมชนท้องถ่ินท่ีมีการแก้ปัญหา
การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น พฒั นารว่ มกนั ทงั้ 3 ชมุ ชนหรอื ทงั้ ตำ� บลกบั รปู แบบ
ในทุกๆ ด้าน หากพิจารณาการจัดการสุขภาพ การแกป้ ญั หาและพฒั นาสขุ ภาพทมี่ ลี กั ษณะเฉพาะ
ในชุมชนท้องถ่ินแล้วจะเห็นได้ว่า ในมุมมองของ ในแต่ละชุมชนท้องถ่ิน ในรูปแบบ “ธรรมนูญ
คณะผบู้ รหิ ารยงั ดำ� เนนิ การแกไ้ ขปญั หาและพฒั นา สขุ ภาพ” ที่สามารถนำ� ไปปฎบิ ัติได้
เป็นภาพรวม ต้ังแต่การท�ำแผนและการจัดสรร การท่ีประชาชนได้รับรู้ปัญหาสุขภาพทั้ง
งบประมาณตามหมู่บ้าน หรือชุมชนตามเขตการ ในระดบั บคุ คล และครัวเรือนอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง นับได้
ปกครองของกระทรวงมหาดไทย การจัดล�ำดับ ว่าเป็นจุดเร่ิมต้นในการปลุกกระแสการตื่นตัวต่อ
ความสำ� คญั ของปญั หาและการจดั สรรงบประมาณ การดูแลสุขภาพ ซ่ึงเป็นตัวกระตุ้นให้ประชาชน
ให้กับชุมชนท้องถิ่นยังไม่ได้ด�ำเนินการแต่อย่างใด เกดิ ความกระตอื รอื รน้ ทจี่ ะใสใ่ จในการดแู ลสขุ ภาพ
อาจจะเนื่องจากขาดรูปแบบและวิธีการที่ชัดเจน มากย่ิงขึ้น การคืนข้อมูลสุขภาพสู่ชุมชนจาก
ดังเช่น การจัดท�ำประชาคม และท�ำเป็นแผนจาก

164 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต�ำบลพระลับ และ 3 ฝา่ ย อนั ไดแ้ ก่ เทศบาลตำ� บลพระลบั โรงพยาบาล
เทศบาลตำ� บลพระลบั จึงเปน็ ความจำ� เป็นทต่ี อ้ งมี สง่ เสรมิ สขุ ภาพตำ� บลพระลบั แกนนำ� ในชมุ ชนทอ้ งถน่ิ
วิธีการก�ำหนดเนื้อหางานเชิงกลยุทธ์ (Content ร่วมจัดท�ำธรรมนูญสุขภาพที่เป็นรูปธรรมและ
Strategist) ข้อมูลเชิงสถิติท่ีประชาชนเข้าใจง่าย สามารถน�ำไปปฏิบัติได้จริง ในการจัดการสุขภาพ
ภายใต้การก�ำหนดกลยุทธ์การสร้างแรงบันดาลใจ ชมุ ชนทอ้ งถิ่นท้ัง 3 ชมุ ชน คอื ชมุ ชนด้งั เดมิ ชุมชน
โดยเทศบาลต�ำบลพระลับ เพื่อปลุกกระแสให้ บา้ นจัดสรร และชุมชนอาคารพาณชิ ย์
ประชาชนตน่ื ตวั ในขณะเดยี วกนั กพ็ รอ้ มทจ่ี ะคน้ หา 2. ขอ้ เสนอแนะเชงิ พฒั นา คณะกรรมการ
ผนู้ ำ� การเปลยี่ นแปลงในแตล่ ะชมุ ชนทอ้ งถน่ิ มารว่ ม รวมทง้ั 3 ฝา่ ย จากขอ้ เสนอแนะเชงิ นโยบาย ควรได้
ขับเคล่ือน ส่วนรูปแบบการแก้ปัญหาและพัฒนา รบั การพัฒนาศักยภาพและความสามารถทางการ
ทั้งที่เป็นปัญหารวม 3 ชุมชน และปัญหาเฉพาะ บรหิ าร ในการจดั การสขุ ภาพชมุ ชนทอ้ งถนิ่ อยา่ งนอ้ ย
เจาะจงของแต่ละชุมชนท้องถิ่น การท�ำประชาคม ปีละ 1 ครัง้ และคิดค้นหากลวิธกี ารสอ่ื สารเนือ้ หา
แล้วเอาไปจัดท�ำเป็นรูปแบบ ขั้นตอนการด�ำเนิน งานเชงิ กลยทุ ธ์ (Content Strategist) เพอื่ ปลกุ พลงั
การบรรจไุ วใ้ นแผนพฒั นาเทศบาลพรอ้ มกบั สอื่ สาร จากประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วม และเกิดความ
ใหป้ ระชาชนทราบก็จะเปน็ แนวทางท่เี หมาะสม กระตอื รือร้นอยา่ งตอ่ เนื่อง
3. ขอ้ เสนอแนะเชงิ วจิ ยั ควรทำ� การศกึ ษา
6. ขอ้ เสนอแนะ วิจัยเชิงปฏิบัติในการเปรียบเทียบจากรูปแบบการ
แกไ้ ขปญั หาและพฒั นาแบบแบง่ หมบู่ า้ นชมุ ชนตาม
1. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เทศบาล เขตการปกครองมาเปน็ ชมุ ชนท้องถิน่
ต�ำบลพระลับ เป็นเจ้าภาพหลักในการผนึกก�ำลัง

References

Jaklang, T., Phosing, P. and Cgareonsiri, W. (2017). The Policy of Health Behavioral Modifcation
Village and Diabetes Prevention and Control in case of Chum Phae District,
Khonkaen Province. Dhammathas Academic Journal, 17(3), 153-164.

Nuban, J. (2017). Knowledge, Attitude, Exercise Behavior and Physical Fitness of Physical
Education Officer in Khon Kaen Province. Dhammathas Academic Journal, 17(2),
75-85.

Valyaseree, A., et al. (1999). Model Health Service at Consistent with Thai Social on Two
centuries ahead. Nonthaburi : Komol Keamthong Foundation.

ประสทิ ธิผลของเทศบาลตำ� บลหลังยกฐานะจากองคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ� บล
ในเขตอำ� เภอธวชั บรุ ี จังหวัดรอ้ ยเอด็ *

The Effectiveness of the Municipality after Granting Status
from Sub-district Administrative Organizations
in Thawatchaburi District, Roi Et Province

สรุ พงษ์ แสงเรณู และรุจิกร ฝากาบล
Surapong Sangranoo and Rujikorn Fakabon
คณะนติ ริ ฐั ศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั ร้อยเอ็ด
Faculty of Law and Politics, Roi Et Rajabhat University, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาสถานภาพของเทศบาลต�ำบลท่ีได้รับการยกฐานะจาก
องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ� บล ศกึ ษาประสทิ ธผิ ลการดำ� เนนิ งานตามความคาดหวงั ของประชาชนตอ่ การบรหิ าร
งานของเทศบาลตำ� บลและศกึ ษาแนวทางในการบรหิ ารงานของเทศบาลตำ� บล โดยการวจิ ยั แบบผสานวธิ ี
การวิจัยเชิงปริมาณท่ีใช้แบบสอบถามเป็นเคร่ืองมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง และการ
วิจยั เชงิ คุณภาพใช้การสมั ภาษณ์เชิงลึกจากผใู้ หข้ ้อมูลหลัก แลว้ น�ำมาวิเคราะหเ์ ชิงพรรณนาและวเิ คราะห์
เน้ือหาโดยการสร้างขอ้ อุปนิสัยตามประเดน็ ทท่ี �ำการศกึ ษา
ผลการวิจัยพบว่า สถานภาพของเทศบาลต�ำบลท่ียกฐานะ โดยด้านการบริหารงานมีการ
เปลยี่ นแปลงการบรหิ ารจดั การตามอำ� นาจหนา้ ทข่ี องเทศบาล ประชาชนมสี ว่ นรว่ มในการจดั ทำ� แผนพฒั นา
สร้างการรับรู้นโยบายแผนการพัฒนาให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ตอบสนองความต้องการของ
ประชาชนไดอ้ ยา่ งเตม็ ที่ สว่ นประสทิ ธผิ ลการดำ� เนนิ งานตามความคาดหวงั ของประชาชน พบวา่ ดา้ นการ
บริหารงานมากที่สดุ คอื การบรหิ ารงานมคี วามโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ รองลงมาคอื ประชาชน
มสี ว่ นรว่ มในการวางแผนพฒั นาชมุ ชน ดา้ นการบรหิ ารงบประมาณ มากทส่ี ดุ คอื สง่ เสรมิ การลงทนุ เกย่ี วกบั
ร้านค้าชุมชนและการท่องเที่ยว รองลงมาคือ จัดสรรงบประมาณตามนโยบายท่ีได้เสนอต่อประชาชน

* ไดร้ ับบทความ: 11 กุมภาพนั ธ์ 2562; แกไ้ ขบทความ: 10 มิถุนายน 2562; ตอบรับตพี ิมพ์: 12 มิถนุ ายน 2562
Received: February 11, 2019; Revised: June 10, 2019; Accepted: June 12, 2019

166 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

ด้านการบริการสาธารณะ มากที่สุดคือ ส่งเสริมการจัดระเบียบชุมชนและรักษาความสงบเรียบร้อย
การปอ้ งกนั และบรรเทาสาธารณภยั รองลงมาคอื เปดิ โอกาสใหป้ ระชาชนมสี ว่ นรว่ มในการแสดงความคดิ เหน็
ส่วนแนวทางในการบริหารงานเทศบาลต�ำบลคือ ด้านการบริหารงานคือ จัดให้พนักงานและเจ้าหน้าที่
ทไ่ี ดร้ บั ความรคู้ วามเขา้ ใจเกยี่ วกบั การบรหิ ารงานและการใชอ้ ำ� นาจหนา้ ทอี่ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ แตง่ ตง้ั คณะ
กรรมการรกั ษาความสงบเพอ่ื ลดปญั หาความขดั แยง้ และนำ� ไปสกู่ ารเกดิ ความรนุ แรงในชมุ ชน สง่ เสรมิ ดา้ น
ศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณีการประกอบอาชีพเสริมในผู้ท่ีสนใจและมีรายได้น้อยเพื่อเพ่ิมรายได้ขึ้น
ด้านการบริหารงบประมาณมีแนวทางในการบริหารงานคือการวางแผนพัฒนาและจัดสรรงบประมาณ
ให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ประชาชนมีความรู้ความเข้าในแนวทางการบริหารงบประมาณ ชี้แจงรายรับ
รายจ่าย ให้ประชาชนได้รับทราบได้เข้าใจในการบริหารงานในแต่ละโครงการ การเรียกเก็บภาษีโดยมี
ตัวแทนประชาชนเข้าร่วมรบั ฟงั และด�ำเนินงาน
ค�ำสำ� คญั : สถานภาพ; เทศบาลตำ� บล; ยกฐานะ

Abstract

The objectives of the research are: to study the status of sub-district municipality
that have been granted status from the sub-district administrative organization; to study
the effectiveness of the operation as expected by the people towards administration of
sub-district municipality and to study guidelines for the administration of sub-district
municipality by integrating research using the mixed methods research: quantitative
research conducted by using questionnaires to collect data from a sample; qualitative research,
conducted by using in-depth interviews of key informants. The descriptive content by
creating the character on the issues to study was used to analyze the obtained data.
The research found that: the status of the municipality raised with the administration
of work and changes in management according to the authority of the municipality. The
people participate in the development plan, create awareness of policies, development
plans for transparency and monitor to fully meet the needs of the people. For the
effectiveness of operations according to the expectations of the people, it was found
that the most administrative aspect is the administration, transparency and can be
examined such as people participate in community development planning. For the
budget management is mostly to promote the investment in community shops and

ปที ่ี 19 ฉบับท่ี 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 167

tourism and then it was followed by the budget allocation according to the policy proposed
to the people. For the most public service is promotion of the community organization
and maintaining order and then followed by the opportunity for people to participate in
the comments. The guidelines for management of municipality for administration was
the arrange staffs and officers who gain knowledge and understanding about the
administration and use of authority effectively, appoint a peacekeeping committee to
reduce conflicts and violence in the community and promote arts and culture supplementary
occupation customs in those who are interested and have low income to increase their
income. For regarding budget management, the management approach is to plan,
develop and allocate budget clearly and concretely. The people have knowledge in the
budget management approach with pointing out the income and expenditure for the
public to know and understand in the management of each project. Collecting taxes was
carried out by having representatives of people in operation.
Keywords: Status; Sub-district Municipality; Granted Status

1. บทน�ำ องค์การบริหารส่วนต�ำบล เทศบาล และองค์การ
บรหิ ารสว่ นจงั หวดั สว่ นรปู แบบพเิ ศษ มี 2 ประเภท
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ คือเมืองพัทยา และกรุงเทพมหานคร ซ่ึงองค์กร
แผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซ่ึงได้บัญญัติไว้ในมาตรา 4 ปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละประเภทก็มีลักษณะ
กำ� หนดใหม้ กี ารจดั ระเบยี บบรหิ ารราชการไว้ กลา่ วคอื และจำ� นวนทแี่ ตกตา่ งกนั โดยองคก์ ารบริหารส่วน
ระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง ระเบยี บบรหิ าร ตำ� บล เปน็ องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ รปู แบบหนง่ึ
ราชการส่วนภูมิภาค และระเบียบบริหารราชการ ของไทยที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาต�ำบล
สว่ นทอ้ งถนิ่ และในสว่ นที่ 3 ของพระราชบญั ญตั ฯิ นี้ และองคก์ ารบรหิ ารส่วนต�ำบล พ.ศ. 2537 และมี
ในมาตรา 70 ก�ำหนดว่า ให้จัดระเบียบบริหาร จ�ำนวนมากที่สุด กระจายครอบคลุมพื้นท่ีในเขต
ราชการสว่ นทอ้ งถน่ิ กลา่ วคอื องคก์ ารบรหิ ารสว่ น พน้ื ทช่ี มุ ชนในเขตชนบทอนั เปน็ พนื้ ทสี่ ว่ นใหญข่ อง
จงั หวดั เทศบาล สขุ าภบิ าล ราชการสว่ นทอ้ งถน่ิ อน่ื ประเทศ ไดม้ โี อกาสเรยี นรกู้ ารแกไ้ ขปญั หาและการ
ตามที่มีกฎหมายก�ำหนด (Nitikraipot, 2003) สนองตอบความตอ้ งการของตนเอง องคก์ ารบรหิ าร
ซง่ึ ปจั จบุ นั องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ ในประเทศไทย ส่วนต�ำบลจึงเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
มีอยู่ 2 รูปแบบคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ที่ใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นท่ีชนบทมากท่ีสุด
รูปแบบท่ัวไป และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Yavaprabhas, 1997) ดงั นน้ั องคก์ ารบรหิ ารสว่ น
รปู แบบพเิ ศษ โดยรูปแบบท่วั ไป มี 3 ประเภทคือ

168 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

ต�ำบลจึงเป็นการปกครองท่ีแพร่หลายและใกล้ชิด จดั การพนื้ ทอ่ี ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ การเปลยี่ นแปลง
กับประชาชนมากที่สุด ทั้งในแง่ท่ีประชาชน โครงสร้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยวิธีการ
ในท้องถ่ินได้มีส่วนร่วมในการเลือกต้ังและมี จัดต้ังและเปลี่ยนแปลงฐานะองค์กรปกครองส่วน
ความใกล้ชิดกับผู้บริหารและสมาชิกสภาองค์การ ทอ้ งถน่ิ ยอ่ มทำ� ใหท้ อ้ งถนิ่ นน้ั มอี ำ� นาจหนา้ ทต่ี ลอด
บริหารส่วนต�ำบล และจากการท่ีองค์การบริหาร จนรายได้ท่ีจะน�ำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาความ
ส่วนต�ำบลได้รับมอบหมาย อ�ำนาจหน้าที่และ เดือดร้อนและตอบสนองความต้องการของ
ภารกิจท่ีเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับชีวิตประจ�ำและ ประชาชนในท้องถิ่น โดยการจัดท�ำบริการ
ความเป็นอยู่ของคนในท้องถ่ินโดยตรงแต่สภาพ สาธารณะใหแ้ กป่ ระชาชนได้มากขึน้
ความเป็นจริงในปัจจุบัน หลังจากที่มีพระราช จากประเด็นดังกล่าวส่งผลให้ช่วงเวลา
บัญญัติสภาต�ำบลและองค์การบริหารส่วนต�ำบล ท่ผี ่านมามอี งค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ โดยเฉพาะ
พ.ศ. 2537 ซ่ึงการแก้ไขปัญหาและการสนอง องค์การบริหารส่วนต�ำบลหลายแห่งได้มีการ
ตอบตอ่ ความตอ้ งการของชมุ ชนระดบั ตำ� บลกย็ งั ไม่ เปลี่ยนแปลงฐานะขององค์การบริหารส่วนต�ำบล
สามารถด�ำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและ เป็นเทศบาลต�ำบล ซ่ึงในเขตพื้นท่ีอ�ำเภอธวัชบุรี
ประสิทธิผลตามเจตนารมณ์ของกฎหมายได้อย่าง จังหวัดร้อยเอ็ด ปัจจุบันมีเทศบาลต�ำบล 5 แห่ง
แทจ้ รงิ (Khumkhrongyat, 2004) โดยมีที่มาจาก 2 ประเภท คือ เทศบาลต�ำบล
ปจั จบุ นั องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ ทม่ี อี ยู่ ทย่ี กฐานะจากสขุ าภบิ าล คอื เทศบาลตำ� บลธงธานี
หลายรปู แบบ หากมกี ารจัดลำ� ดับศักยภาพในการ และเทศบาลต�ำบลบา้ นนเิ วศน์ และเทศบาลต�ำบล
จัดบริการสาธารณะให้แก่ประชาชนตามอ�ำนาจ ที่มาจากการยกฐานะจากองค์การบริหารส่วน
หน้าท่ีจากขนาดเล็กไปขนาดใหญ่คือ องค์การ ต�ำบล คือ เทศบาลต�ำบลนิเวศน์ เทศบาลต�ำบล
บริหารส่วนต�ำบล เทศบาล องค์การบริหารส่วน มะอแึ ละเทศบาลตำ� บลอมุ่ เมา้ ซง่ึ ยกฐานะขน้ึ มายงั
จังหวัด เมืองพัทยา และกรุงเทพมหานคร ไม่ถึงสิบปี ดังน้ัน ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษา
ซ่ึงองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินที่มีขนาดเล็กย่อมมี สถานภาพของเทศบาลตำ� บลหลงั จากยกฐานะจาก
โอกาสท่ีจะพัฒนาประสิทธิภาพในการจัดบริการ องค์การบริหารส่วนต�ำบลในเขตอ�ำเภอธวัชบุรี
สาธารณะให้กับชุมชนท้องถิ่นของตนเองเพ่ิมข้ึน จังหวัดร้อยเอ็ดเท่านั้น เพ่ือให้ทราบประสิทธิผล
หากองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ มกี ารเปลย่ี นแปลง การดำ� เนนิ งานตามความคาดหวงั ของประชาชนตอ่
ทางดา้ นเศรษฐกจิ และสงั คมทเ่ี พม่ิ ขนึ้ ทง้ั การขยาย การบริหารงานของเทศบาลต�ำบลท่ีได้รับการยก
ตัวของชุมชน จ�ำนวนประชากรท่ีมคี วามหนาแน่น ฐานะจากองค์การบริหารสว่ นต�ำบล และแนวทาง
เพิ่มขึ้น การเติบโตของรายได้ขององค์กรปกครอง ในการบริหารงานของเทศบาลต�ำบลท่ีได้รับการ
สว่ นทอ้ งถนิ่ ยอ่ มสง่ ผลตอ่ ประสทิ ธภิ าพการบรหิ าร ยกฐานะในเขตอำ� เภอธวชั บรุ ี จงั หวดั รอ้ ยเอด็ ตอ่ ไป

ปีที่ 19 ฉบับท่ี 2 (เมษายน - มถิ ุนายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 169

2. วัตถปุ ระสงคข์ องการวิจยั ยดื หยนุ่ และกระทำ� ไดโ้ ดยงา่ ย และมคี วามตอ่ เนอื่ ง
ของค�ำถาม สามารถเจาะลึก การต้ังแนวค�ำถาม
1. เพื่อศึกษาสถานภาพของเทศบาล หลกั ไวก้ อ่ นลว่ งหนา้ เปน็ แบบกวา้ งๆ เพอื่ ใหม้ จี ดุ ยนื
ตำ� บลท่ไี ด้รบั การยกฐานะจากองคก์ ารบรหิ ารส่วน และประเด็นท่ีต้องสัมภาษณ์ ใช้ลักษณะค�ำถาม
ต�ำบล ในเขตอำ� เภอธวัชบุรี จังหวัดรอ้ ยเอด็ แบบปลายเปิด ไม่มีการก�ำหนดหรือเรียงล�ำดับ
2. ศกึ ษาประสทิ ธผิ ลการดำ� เนนิ งานตาม หัวข้อค�ำถาม แต่เป็นการสนทนาแบบธรรมชาติ
ความคาดหวงั ของประชาชนตอ่ การบรหิ ารงานของ และไมส่ รา้ งความอดึ อดั แกผ่ ถู้ กู ซกั ถาม เพอื่ ใหก้ ลมุ่
เทศบาลต�ำบลท่ีได้รับการยกฐานะจากองค์การ เปา้ หมายยอมรบั และใหค้ วามไวว้ างใจ และนำ� ไปสู่
บริหารส่วนต�ำบล ในเขตอ�ำเภอธวัชบุรี จังหวัด ขอ้ มูลทตี่ อ้ งการ จากนั้นน�ำขอ้ มูลความถี่ คา่ เฉลี่ย
รอ้ ยเอ็ด และการวิเคราะห์เนื้อหา โดยสร้างข้ออุปนัยตาม
3. ศกึ ษาแนวทางในการบรหิ ารงานของ ประเด็นที่ท�ำการศึกษา ตีความ สังเคราะห์ความ
เทศบาลต�ำบลท่ีได้รับการยกฐานะในเขตอ�ำเภอ และสรุปความ โดยใช้การพรรณนาเชื่อมโยงกัน
ธวัชบรุ ี จงั หวัดรอ้ ยเอ็ด ระหว่างข้อมูลเชงิ ปริมาณและเชงิ คุณภาพ

3. วธิ ดี ำ� เนนิ การวิจัย 4. สรปุ ผลการวิจยั

การศกึ ษาครงั้ น้ี ผวู้ จิ ยั ไดด้ ำ� เนนิ การศกึ ษา การวิจัยเร่ืองสถานภาพการบริหารงาน
วิจัยแบบผสานวิธี (Mix Method Research) ของเทศบาลตำ� บลทไี่ ดร้ บั การยกฐานะจากองคก์ าร
โดยวิธีการศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลจาก บรหิ ารสว่ นตำ� บลในเขตอำ� เภอธวชั บรุ ี จงั หวดั รอ้ ยเอด็
เอกสารท่ีเก่ียวข้องจากบทความ วารสาร สืบค้น ผลการวิจัยพบวา่
ข้อมูลจาก Internet และงานวิจัยท่ีมีผู้ศึกษาไว้ 1. สถานภาพของการบริหารงานของ
ในแง่มุมต่างๆ เพ่ือใช้เป็นกรอบแนวคิดในการ เทศบาลต�ำบลที่ยกฐานะเป็นเทศบาลต�ำบลในเขต
ศึกษาและน�ำมาก�ำหนดเป็นค�ำถามในการวิจัย อำ� เภอธวชั บุรี จงั หวัดร้อยเอ็ด มี 3 เทศบาล คอื
โดยการวิจัยเชิงปริมาณได้ใช้แบบสอบถามเป็น เทศบาลต�ำบลมะอึ เทศบาลต�ำบลอุ่มเม้าและ
เคร่ืองมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสุ่ม เทศบาลต�ำบลนิเวศน์ จากการวิจัยโดยการแบ่ง
ตัวอย่างจากประชากร โดยใช้การคำ� นวณจากสตู ร สถานภาพของเทศบาลต�ำบล 3 ด้านหลัก คือ
ของทาโร่ ยามาเน่ ไดก้ ลมุ่ ตวั อยา่ ง จำ� นวน 393 คน ด้านการบริหารงาน ด้านการบริหารงบประมาณ
และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และด้านการบริการสาธารณะ พบว่า สถานภาพ
จากผ้ใู ห้ข้อมูลหลกั จำ� นวน 15 คน โดยใชว้ ิธีเลอื ก ข อ ง เ ท ศ บ า ล ต� ำ บ ล ด ้ า น ก า ร บ ริ ห า ร ง า น คื อ
แบบเจาะจง (Purposive Sampling) และการ การบรหิ ารงานและการรบั ผดิ ชอบเพมิ่ มากขน้ึ เชน่
สัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง โดยการเตรียม เดยี วกบั อำ� นาจหนา้ ท่ี ความตอ้ งการของประชาชน
แนวคำ� ถามการสัมภาษณ์ไวล้ ่วงหน้า แตก่ ส็ ามารถ

170 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

ทเ่ี พม่ิ มากขน้ึ จงึ มกี ารจดั ทำ� แผนพฒั นา 3 ปี ขน้ึ มา พบว่า ความคาดหวังของประชาชนท่ีมีต่อการ
และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิด บริหารงานของเทศบาลมากท่ีสุด คือ การบรหิ าร
เห็นการวางแผนการบริหารจัดการอย่างเต็มท่ี งานทม่ี คี วามโปรง่ ใสและสามารถตรวจสอบไดม้ ีค่า
ซ่ึงเป็นการยึดเอาความคิดเห็นของประชาชน เฉลย่ี เทา่ กบั 3.26 รองลงมาคอื ประชาชนมสี ว่ นรว่ ม
เปน็ หลกั ดา้ นการบรหิ ารงบประมาณเมอื่ อตั ราสว่ น ในการว่างแผนการพัฒนาชุมชนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ
ของงบประมาณเพ่ิมมากขึ้นความต้องการก็เพ่ิม 3.22 ด้านการบริหารงบประมาณความคาดหวัง
มากขึ้นเช่นกัน จึงตอ้ งมีการจดั หมวดหมู่รายจา่ ยที่ ของประชาชน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากมีค่า
เปน็ รายจา่ ยประจำ� หรอื รายจา่ ยทว่ั ไป และการตงั้ เงนิ เฉลย่ี เทา่ กบั 3.13 เมือ่ พิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า
จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจ�ำปีเพ่ือสมดุลกับ ความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อการบริหารงบ
รายรับของเทศบาล การบริหารจึงต้องมีวินัย ประมาณของเทศบาลมากที่สุดคือ ส่งเสริมการ
ทางการคลังในการใช้จ่าย และต้องค�ำนึงถึงผล ลงทุนเก่ียวกับร้านค้าชุมชนและการท่องเที่ยว
ที่จะได้รับตามมาว่าเหมาะสมกับการท่ีได้จ่ายไป มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.26 รองลงมาคือ จัดสรรงบ
หรอื ไม่ การบรกิ ารสาธารณะในสว่ นของการบรกิ าร ประมาณตามนโยบายที่ได้เสนอต่อประชาชนมีค่า
สาธารณะเป็นจุดส�ำคัญในการตอบสนองความ เฉล่ยี เท่ากับ 3.20 ดา้ นการบริการสาธารณะความ
ต้องการของประชาชนเช่นเดียวกัน การบริการ คาดหวังของประชาชนโดยภาพร่วมอยู่ในระดับ
สาธารณะควรคำ� นงึ ถงึ ความตอ้ งการของประชาชน มาก มีคา่ เฉลีย่ เทา่ กบั 3.14 เมอ่ื พิจารณาเป็นราย
เป็นอันดบั แรก และพิจารณาว่ามคี วามจำ� เปน็ มาก ข้อ พบวา่ ความคาดหวงั ของประชาชนทีม่ ตี อ่ การ
นอ้ ยเพยี งใด ปจั จบุ นั งบประมาณทคี่ อ่ นขา้ งเพยี งพอ บริหารงบประมาณของเทศบาลมาก คือ ส่งเสริม
ต่อการจัดหาอุปกรณ์และสิ่งอ�ำนวยความสะดวก การจดั ระเบยี บชมุ ชนและรกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ย
การบริการจงึ เปน็ ไปในทางท่ีดีขึ้น สะดวก รวดเร็ว บรรเทาสาธารณภัยและช่วยเหลือผู้ประสบภัย
ยิ่งขึ้น พร้อมยังควบคุมและตอบสนองความ ในท้องถิ่น มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.25 รองลงมาคือ
ต้องการของประชาชนที่ตรงจุด การป้องกันการ ตอบสนองความต้องการของประชาชนต่อการให้
บรรเทาสาธารณภยั จงึ เปน็ ไปในทางทด่ี เี ปน็ สว่ นมาก บริการสาธารณมคี ่าเฉลีย่ เท่ากบั 3.17
2. ประสทิ ธผิ ลการดำ� เนนิ งานตามความ 3. แนวทางในการบริหารงานเทศบาล
คาดหวังของประชาชนต่อการบริหารงานของ ต�ำบล ซ่ึงแบ่งออกเป็น 3 ด้านคือ 1) ด้านการ
เทศบาลต�ำบลแบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือด้านการ บรหิ ารงานมแี นวทางในการบรหิ ารงาน ดงั นี้ จดั ให้
บรหิ ารงาน ดา้ นการบริหารงบประมาณ ดา้ นการ พนกั งานเขา้ รบั การอบรมเพม่ิ ความรู้ ความสามารถ
บรกิ ารสาธารณะ พบว่า ดา้ นการบรหิ ารงานความ เข้าใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้การปฏิบัติงาน
คาดหวังของประชาชน โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มีประสิทธิภาพ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการรักษา
มากมคี า่ เฉลยี่ เทา่ กบั 3.20 เมอ่ื พจิ ารณาเปน็ รายข้อ ความสงบเรียบร้อยเพ่ือลดปัญหาความขัดแย้ง

ปีท่ี 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 171

และการเกิดความรุนแรงในชุมชน ส่งเสริมศิลป ในประเด็นสถานภาพการบริหารงานของเทศบาล
วัฒนธรรม จารีตประเพณีท่ีมีมาแต่เดิมให้คงอยู่ ต�ำบล ท่ียกฐานะจากองค์การบริหารส่วนต�ำบล
ฝึกอบรมการประกอบวิชาชีพเสริมให้ผู้ที่สนใจ พบว่า ด้านการบรหิ ารงาน คอื มกี ารเปล่ยี นแปลง
และให้ผู้ที่มีรายได้น้อย ได้มีรายได้เพ่ิมมากข้ึน การบริหารจัดการตามอ�ำนาจหน้าท่ีของเทศบาล
2) ดา้ นการบรหิ ารงบประมาณมกี ารวางแผนพฒั นา ต�ำบล ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ
และจัดสรรงบประมาณที่ชัดเจน โปร่งใสสามารถ เพ่ิมมากขึ้น มีการจัดท�ำแผนพัฒนาเพื่อให้
ตรวจสอบไดพ้ รอ้ มควบคมุ การเบกิ จา่ ยงบประมาณ ประชาชนได้รับรู้นโยบายและแผนการพัฒนา
ตามแผนท่ีได้ก�ำหนดไว้ ชี้แจงรายรับ รายจ่าย ไดอ้ ยา่ งโปรง่ ใสและตรวจสอบไดส้ ามารถตอบสนอง
แนวทางในการบรหิ ารงบประมาณ ประชาชนมคี วามรู้ ต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างเต็มท่ี
ความเข้าใจในการบริหารงบประมาณ บุคลากร และแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับ
มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารงบ สนุ ทรชัย ชอบยศ, วรี ะวัฒน์ ปันนติ ามัย และอชั
ประมาณเพื่อให้เกิดความช�ำนาญงานและป้องกัน กรณ์ วงศ์ปรีดี (Chopyot, Punnitamai and
การผิดพลาดเก่ียวกับงบประมาณ 3) ด้านการ Wongpreedee, 2013 : 78-99) ทศ่ี กึ ษาผลกระทบ
บรกิ ารสาธารณะสามารถตอบสนองความตอ้ งการ จากการเปลยี่ นแปลงฐานะจากองคก์ ารบรหิ ารสว่ น
ของประชาชนในด้านต่างๆ พัฒนาโครงสร้าง ต�ำบลขึ้นเป็นเทศบาลต�ำบล พบว่า ภาพลักษณ์
พื้นฐาน มีการจัดต้ังกองอ�ำนวยการป้องกันและ ท่ีประชาชนมองเทศบาลต�ำบลคือเรื่องการพัฒนา
บรรเทาสาธารณภัย เพ่ือป้องกันปัญหาและรักษา พ้ืนท่ีที่ดีขึ้นกว่าท่ีเป็นอยู่ ซึ่งนับเป็นความมุ่งหวัง
ความสงบเรียบร้อยภายในชมุ ชน สง่ เสริมทางดา้ น สูงสุดของประชาชนในองค์การบริหารส่วนต�ำบล
การศกึ ษาจดั ตงั้ ศนู ยเ์ ดก็ เลก็ การศกึ ษาดา้ นพนื้ ฐาน ทขี่ อยกฐานะเปน็ เทศบาลตำ� บล แตโ่ ดยขอ้ เทจ็ จรงิ
เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชน ผู้ด้อยโอกาส เรื่องความเข้าใจในรูปแบบเทศบาลต�ำบลค่อนข้าง
ทางดา้ นการศกึ ษาไดร้ บั การศกึ ษาอยา่ งทว่ั ถงึ พรอ้ ม ท่ีจะจ�ำกัดพอสมควร ทั้งนี้ภายหลังเปลี่ยนแปลง
ทงั้ สง่ เสรมิ กจิ การพาณชิ ยข์ องกลมุ่ ผลู้ งทนุ ในระดบั ฐานะเป็นเทศบาลผลกระทบท่ีเกิดขึ้นด้านการจัด
ชุมชน สหกรณ์ ร้านค้า ภายในหมู่บ้าน และการ บริการสาธารณะคือ ประการแรกบทบาทหน้าที่
สง่ เสรมิ อาชพี ทางการเกษตร การปลกู ผกั เลย้ี งปลา ของเทศบาลต�ำบลไม่ได้ต่างจาก อบต. มากนัก
ของชุมชนใหม้ ีการพัฒนาต่อไปมากขน้ึ ซ่ึงเมื่อเปรียบเทียบอ�ำนาจหน้าท่ี ตามพระราช
บญั ญตั ิองคก์ ารบริหารส่วนต�ำบล พ.ศ. 2537 และ
5. อภิปรายผลการวจิ ยั พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2469 ภารกิจที่
เพ่ิมข้ึนของเทศบาลต�ำบล เมื่อได้รับการยกฐานะ
จากการศึกษาสถานภาพการบริหารงาน จาก อบต. เปน็ เทศบาลตำ� บลแลว้ หนา้ ทหี่ ลกั มเี พมิ่
ของเทศบาลต�ำบลที่ยกฐานะจากองค์การบริหาร เติมขึ้นเพียงสองเร่ืองเท่านั้น แต่เป็นเร่ืองที่
ส่วนต�ำบลในเขตอ�ำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด

172 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

ครอบคลุมวิถีชีวิตของประชาชน คือ การรักษา เทศบาลต�ำบลสามารถจัดบริการสาธารณะให้แก่
ความสงบเรยี บรอ้ ยของประชาชน และการจดั ใหม้ ี ประชาชนได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งข้ึน สามารถ
เคร่อื งใชใ้ นการดบั เพลงิ ซงึ่ ตอ้ งตีความในประเด็น ด�ำเนินงานเพื่อรองรับภารกิจท่ีเพ่ิมขึ้นได้จากการ
แรกวา่ การรกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ยตอ้ งทำ� อยา่ งไร บรหิ ารงบประมาณทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ สอดคลอ้ งกบั
บา้ ง โดยน่าจะมีความสอดคลอ้ งกบั บทบาทหนา้ ที่ ชนกร เถย่ี วสงั ข (Thewsang, 2014) โดยประชาชน
ของกำ� นนั ผใู้ หญ่บา้ น ซ่ึงพระราชบญั ญตั ิเทศบาล มีความคาดหวังอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติที่ 0.05
พ.ศ. 2496 (แกไ้ ขเพ่มิ เติมฉบบั ท่ี 12 พ.ศ. 2546) เมอื่ การยกฐานะเปน็ เทศบาลตำ� บลจะมคี วามคลอ่ งตวั
ก�ำหนดให้มีบทบาทส�ำคัญในด้านการรักษาความ ในการบริหารงานมากขึ้น มีความสามารถในการ
สงบเรียบรอ้ ย การอ�ำนวยความเปน็ ธรรมในสังคม ส่งเสริมการลงทุนทางด้านพาณิชยกรรมและการ
การสร้างความสมานฉันท์และความสามัคคีให้เกิด ทอ่ งเทย่ี ว ตลอดจนไดร้ บั จดั สรรงบประมาณจะรบั
ขนึ้ ในหมบู่ า้ น การประสานอำ� นวยความสะดวกแก่ เพม่ิ มากขนึ้ ดา้ นการบรกิ ารสาธารณะพบวา่ มกี าร
ราษฎรในการติดต่อขอรับบริการจากส่วนราชการ จัดระเบียบชุมชน แก้ไขปัญหาในชุมชนร่วมไปถึง
ต่างๆ เป็นต้น อย่างไรก็ตามกรณีเทศบาลต�ำบล ก า ร ส ่ ง เ ส ริ ม ศิ ล ป วั ฒ น ธ ร ร ม จ า รี ต ป ร ะ เ พ ณี
ก็จะเป็นงานป้องกันภยั ฝ่ายพลเรอื นและการระงับ ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ การพฒั นาในดา้ นสาธารณปู โภค
อัคคีภัย หรือโครงการอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่าย การบริหารประชาชนท่ีรวดเร็วและคลอบคลุม
พลเรอื นซง่ึ ปรากฏในแผนรักษาความสงบภายใน ทุกพื้นท่ีสามารถแก้ไขปัญหาและตอบสนองความ
ดา้ นการบรหิ ารงบประมาณ พบวา่ หลงั จาก ต้องการของประชาชนไดเ้ ปน็ อยา่ งดี
การยกฐานะเป็นเทศบาลต�ำบลท�ำให้ได้รับงบ จากการศึกษาในประเด็นความคาดหวัง
ประมาณเงนิ ภาษจี ดั สรรจากรฐั บาลตอ่ จำ� นวนของ ของประชาชน ต่อการบริหารงานของเทศบาล
ประชากรที่เพิ่มข้ึน ท�ำให้มีการพัฒนาและแก้ไข พบวา่ สว่ นใหญจ่ ะอยใู่ นระดบั มาก โดยเฉพาะดา้ น
ปญั หาไดอ้ ยา่ งตรงจดุ พฒั นาในดา้ นพน้ื ฐานในดา้ น การบรหิ ารงาน ประชาชนมคี วามคาดหวงั ในประเดน็
ตา่ งๆ พรอ้ มทง้ั สามารถตอบสนองตอ่ ความตอ้ งการ ของการบริหารงานทม่ี คี วามโปร่งใส และสามารถ
ของประชาชนได้อย่างดีอีกด้วย ซึ่งสอดคล้องกับ ตรวจสอบได้ ประชาชนมสี ว่ นรว่ มในการจดั ทำ� แผน
มยรุ ยี ์ กนั ธาทรพั ย์ (Kanthasaap, 2009) ประชาชน พฒั นาชมุ ชน การพฒั นาดา้ นโครงสรา้ งพนื้ ฐาน เชน่
มีความเห็นว่าเม่ือมีการยกฐานะขององค์การ การสรา้ งถนนในชมุ ชน การจดั ใหม้ ไี ฟฟา้ นำ้� ประปา
บริหารส่วนต�ำบลเป็นเทศบาลต�ำบลจะท�ำให้ ใชใ้ นหมบู่ า้ น ตอบสนองความตอ้ งการของประชาชน
สามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้มากขึ้น ในด้านต่างๆ ได้อย่างตรงจุด ส่วนความคาดหวัง
เนื่องจากจะมีงบประมาณในการพัฒนาท้องถิ่น ของประชาชนต่อการบริหารงบประมาณของ
เพ่ิมมากขึ้น เม่ือมีงบประมาณเพิ่มข้ึนก็จะท�ำให้ เทศบาลต�ำบล พบว่า อยู่ในระดับมากเช่นกัน

ปีท่ี 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มถิ นุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 173

ซง่ึ จากผลการศกึ ษาดงั กลา่ วขา้ งตน้ แสดงใหเ้ หน็ วา่ สว่ นต�ำบลและเทศบาลต�ำบล
ความคาดหวงั ของประชาชนตอ่ การบรหิ ารงานของ
เทศบาลต�ำบล เม่ือได้รับยกฐานะมีการสนับสนุน 6. ข้อเสนอแนะ
และสง่ เสรมิ การพฒั นาชมุ ชน ในดา้ นตา่ งๆ มากขน้ึ
และส่งผลกระทบเชิงบวกท่ีต่อเนื่องในระยะยาว 1. ข้อเสนอแนะในการนำ� ผลวิจัยไปใช้
ส�ำหรับชุมชน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะช่วย จากการศึกษาท�ำให้ทราบถึงสถานะ
แกไ้ ขหรอื บรรเทาปญั หาตา่ งๆ ทเี่ กดิ ขนึ้ รวมถงึ เปน็ ภาพของเทศบาลตำ� บล ทไี่ ดร้ บั การยกฐานะในดา้ น
แนวทางในการป้องกัน และปราบปรามปัญหาที่ ต่างๆ และทราบถึงความคาดหวังของประชาชน
อาจเกิดข้ึนได้ในอนาคตอีกด้วย ซึ่งสอดคล้องกับ ทม่ี ตี ่อการบริหารงานของเทศบาลต�ำบล ซ่ึงมีข้อ
การศึกษาของสุธางค์ สีเนหา (Srineha , 2009) เสนอแนะดงั นี้
ท�ำการศึกษาความพร้อมขององค์การบริหารส่วน 1.1 ควรมีการวางแผนจัดการต่างๆ
ต�ำบลเวียงตาล อ�ำเภอห้างฉัตร จังหวัดล�ำปาง เพื่อสร้างความพร้อมในด้านต่างๆ บุคลากรควรมี
ต่อการยกฐานะเป็นเทศบาลต�ำบล ผลการศึกษา การอบรม พัฒนาการใช้เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์
พบวา่ โดยภาพรวมแล้วองค์การบรหิ ารส่วนต�ำบล เทคโนโลยีสมัยใหม่ และควบคุมประเมินผลการ
หา้ งฉตั รมคี วามพรอ้ มตอ่ การยกฐานะเปน็ เทศบาล ปฏบิ ัติงานอยู่เสมอ
ตำ� บล ทงั้ ดา้ นงบประมาณ จำ� นวนประชากร สภาพ 1.2 เมื่อยกฐานะเป็นเทศบาลต�ำบล
ทางเศรษฐกิจ สังคม ที่ต้ัง ตลอดจนประชาชน จะมีงบประมาณที่เพิ่มมากขึ้นจากรัฐ เน่ืองจาก
ส่วนใหญ่มีความต้องการยกฐานะเป็นเทศบาล ฐานเงนิ ภาษจี ดั สรรตอ่ รายหวั ของประชากรทเ่ี พม่ิ
ต�ำบล เพ่ือให้มีประสิทธิภาพในการบริหารงาน ข้ึนควรจัดงบประมาณให้เป็นหมวดหมู่ให้ชัดเจน
มากขึ้นรวมถึงแตกต่างจากการวิจัยของยุพาภรณ์ เพื่อสะดวกในการบริหารงาน ตามความต้องการ
รกั ษาคณุ (Raksakhun, 2003) ทศ่ี กึ ษาทศั นะของ ทีแ่ ท้จริงของประชาชน
ประชาชนต่อการยกฐานะองค์การบริหารส่วน 2. ขอ้ เสนอแนะในการวิจยั ครงั้ ตอ่ ไป
ต�ำบลเป็นเทศบาลต�ำบล ซง่ึ พบวา่ ประชาชนส่วน 2.1 สอบถามความเข้าใจของ
ใหญ่ไม่แน่ใจเกี่ยวกับการยกฐานะเป็นเทศบาล ประชาชนเกยี่ วกบั อำ� นาจหนา้ ทขี่ องเทศบาลตำ� บล
ต�ำบล เนื่องจากความไม่แน่ใจในอ�ำนาจหน้าที่ เพ่ือจะได้ทราบว่าประชาชนมีความเข้าใจในการ
ของเทศบาลต�ำบล ที่มาของภาษีและงบประมาณ บรหิ ารงานของทอ้ งถนิ่ แบบเทศบาลหรอื ไม่ อยา่ งไร
วสิ ยั ทศั นใ์ นการทำ� งาน รวมทง้ั ความโปรง่ ใสในการ 2.2 ควรมีการศึกษาปัจจัยการยก
บริหารงาน โดยมีสาเหตุมาจากประชาชนขาด ฐานะเป็นเทศบาลตำ� บลดา้ นต่างๆ นอกเหนอื จาก
ความรู้ในบทบาทและหน้าที่ขององค์การบริหาร ท่ีผู้วิจัยท�ำการศึกษา เช่น ปัจจัยด้านส่ิงแวดล้อม
หรือบรบิ ททางสงั คม

174 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

References

Chopyot, S., Punnitamai, W. and Wongpreedee, A. (2013). The Sub-District Municipality:
the Impact of Status Changes from Tambon Administrative Organization (TAO).
Journal of Politics and Governance, 3(2), 78-99.

Kanthasaap, M. (2009). Community Residents' Expectations on Municipality's Organizational
Transformation: A Case Study of Sri Dong Yen Sub-District Administration Organization,
Chai PraKarn District, Chiang Mai Province. Thesis of Master of Public Administration.
Graduate School : Chiang Mai University.

Khumkhrongyat, A. (2004). The availability of Sub district Administrative Organization in
the collapse together to Upgrading is a Municipality. Bangkok : National Institute
of Development Administration.

Nitikraipot, S. (2003). Total Administrative Law. 6th. Bangkok : Thammasat University.
Raksakhun, Y. (2003). Public Attitudes Towards the Upgrading of District Administration

Organization to District Municipality: A Case Study of NongKhwai District Administration
Organization, Hang Dong District, Chiang Mai Province. Thesis of Master of Political
Economy. Graduate School : Chiang Mai University.
Srineha, S. (2009). The readiness of the Wiangtan Tambon administrative organization
Hangchat District Lampang Province to be upgraded to Tambon Municipality.
Thesis of Master of Arts (Political Science). Graduate School : Chiang Mai University.
Thewsang, C. (2014). The Expectation of the People towards the status of a distric's tambon
Administration Organization : A case study of tambon Banklongmuang Phitsanulok
Province. Thesis of Master of Public Administration. Graduate School : Pibulsongkram
Rajabhat University.
Yavaprabhas, S. (1997). The General Administration of Sub district Administrative Organization.
Bangkok : Committee of the Bureaucratic Practices.

รปู แบบและกระบวนการดแู ลผู้ปว่ ยระยะสุดท้าย
ตามแนวพระพุทธศาสนาของประชาชนในจงั หวดั แพร*่
The Model and Process of Caring for the End-of-Life Patients
according to the Buddhist Principles of People in Phrae Province

พระศักดธิ ชั สวํ โร (แสงธง)
Phra Sakdithat Saṃvaro (Sangtong)
มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตเชียงใหม่
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Chiang Mai Campus, Thailand
E-mail: [email protected]

บทคัดย่อ

การวิจัยคร้ังน้ี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดวิธีการการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายตามหลักการ
แพทย์แผนปัจจุบันและตามแนวพระพุทธศาสนา เพื่อพัฒนารูปแบบและกระบวนการดูแลผู้ป่วยระยะ
สดุ ทา้ ยตามแนวพระพทุ ธศาสนาของประชาชนในจงั หวดั แพร่ และเพอ่ื วเิ คราะหผ์ ลการพฒั นารปู แบบและ
กระบวนการดแู ลผ้ปู ่วยระยะสุดทา้ ยตามแนวพระพทุ ธศาสนาของประชาชนในจังหวัดแพร่ เป็นการวจิ ยั
เชงิ คณุ ภาพ ดว้ ยวธิ กี ารคน้ ควา้ เอกสาร และการสมั ภาษณ์ จากกลมุ่ ประชากร คอื พระสงฆใ์ นจงั หวดั แพร่
ผู้ป่วยระยะสุดท้าย ญาติผู้ป่วย แพทย์ และพยาบาลในโรงพยาบาลแพร่ จ�ำนวนท้ังส้ิน 18 รูป/คน
ผนวกกับสนทนากลุ่มย่อย ร่วมกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการ คือ การทดลองรูปแบบกับผู้ป่วยระยะสุดท้าย
ทผ่ี า่ นการคัดกรองตามกระบวนการ จ�ำนวน 7 ราย
ผลการวจิ ัยพบว่า
1. แนวคิดและวิธีดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายตามหลักการแพทย์แผนปัจจุบัน คือ ความมีเกียรติ
และศกั ดศ์ิ รขี องผปู้ ว่ ย วธิ กี ารทน่ี ำ� มาใชใ้ นการดแู ลรกั ษาจงึ เปน็ วธิ กี ารแบบประคบั ประคองชวี ติ ของผปู้ ว่ ย
ใหไ้ ปถึงอุดสน้ิ สดุ ของชวี ติ อยา่ งสงบที่เรียกว่า “การตายท่ีด”ี คือ การตายทีไ่ ดร้ ับดูแลในวาระสุดท้ายของ
ชีวิตทีม่ ่งุ บรรเทาอาการเจ็บปวดใหเ้ กดิ ขึ้นน้อยที่สุด และสอดคล้องกบั ความปรารถนาของผู้ป่วยและของ
สมาชิกในครอบครัว รวมถึงความปรารถนาในทางสังคม จิตใจ และปรัชญาความคิดที่ส�ำคัญของผู้ป่วย
อีกด้วย ส่วนแนวคิดและวิธีดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายตามแนวพระพุทธศาสนา คือ หลักการให้การดูแล

* ไดร้ บั บทความ: 4 มกราคม 2562; แก้ไขบทความ: 4 มถิ ุนายน 2562; ตอบรบั ตพี มิ พ์: 21 มิถุนายน 2562
Received: January 4, 2019; Revised: June 4, 2019; Accepted: June 21, 2019

176 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

ท้ังร่างกายและจิตใจและช่วยประคับประคองจิตใจของผู้ป่วยให้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ มีจิตผ่องแผ้ว
ในวาระสุดทา้ ยกอ่ นสิน้ ชวี ติ
2. ดา้ นรปู แบบและกระบวนการดแู ลผปู้ ว่ ยระยะสดุ ทา้ ยตามแนวพระพทุ ธศาสนาของประชาชน
ในจังหวัดแพร่ ซ่ึงได้พัฒนารูปแบบและกระบวนการมาจากแนวคิดและวิธีการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย
ตามหลกั การทางพระพทุ ธศาสนา โดยบรู ณาการกบั หลกั การทางการแพทยแ์ ผนปัจจบุ นั ของโรงพยาบาล
แพร่ที่ใช้รูปแบบการดูแลแบบประคับประคอง (Paliative care) ได้รูปแบบและกระบวนการดูแลแบบ
องคร์ วมใน 4 มติ ิ คอื ดา้ นกาย ใชห้ ลกั การจดั สปั ปายะ ผม ขน เลบ็ ฟนั หนงั ทอ่ี ยอู่ าศยั และสภาพแวดลอ้ ม
ใหเ้ หมาะสมกบั อาการและสภาพผปู้ ว่ ย รว่ มกบั การดแู ลรกั ษาตามหลกั การแพทยป์ จั จบุ นั ดา้ นจติ วญิ ญาณ
ใช้หลักการปฏบิ ัตติ ามความเชือ่ ความศรัทธาของผ้ปู ่วย ไดแ้ ก่ การถวายสังฆทาน การสวดมนตส์ ืบชะตา
ล้านนา การบายศรสี ขู่ วญั ผกู ข้อมือ และใช้หลักสมถะภาวนา การสวดมนตร์ ะลกึ ถงึ คุณของพระรัตนตรัย
อยา่ งสมำ�่ เสมอ ดา้ นสังคม ใช้หลกั การรบั ฟงั การสมั ผัส และการสร้างสมั พนั ธภาพทีด่ ีกบั คนในครอบครวั
และผู้ที่ท�ำหน้าท่ีดูแลผู้ป่วย และด้านจิตใจ ใช้หลักการรับฟังและการสัมผัสด้วยความรักความเมตตา
การสนทนาธรรม การแสดงธรรม และการเจรญิ วปิ สั สนาภาวนา
3. วิเคราะห์ผลการน�ำรูปแบบและกระบวนการไปทดลองใช้กับผู้ป่วยจ�ำนวน 7 รายที่เข้าร่วม
โครงการ พบว่า โดยภาพรวมผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดบรรเทาลง และมีสภาวะอารมณ์ดีข้ึน และพบว่า
ผู้ป่วยจ�ำนวน 1 รายเสียชีวิตไปด้วยอาการสงบ แพทย์ พยาบาล และญาติของผู้ป่วยมีความพึงพอใจ
ตอ่ การใช้รปู แบบ โดยภาพรวมอยใู่ นระดบั มาก (4.33)
คำ� สำ� คญั : รปู แบบและกระบวนการดูแลผ้ปู ว่ ยระยะสดุ ทา้ ย; พระพุทธศาสนา

Abstract

The purposes of this research were to study the concept and methods for the
End-of-Life care according to the modern medical principles and that of Buddhism, to
develop the model and process of End-of-Life care according to the Buddhist principles
of people in Phrae Province to analyze the results of the development of the model
and the process for the end-of-life care according to the Buddhist principles of the people
in Phrae Province. This is a qualitative research by means of researching documents and
interviews. The population group includes monks in Phrae province, end-of life patients,
relatives, doctors and nurses of Phrae hospital, a total of 18 persons .Combined with a
focus group discussion together with action research is a model experiment with end-of
life patients who have undergone 7 screening processes.

ปีท่ี 19 ฉบับท่ี 2 (เมษายน - มถิ ุนายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 177

The findings are that:
1. Regarding the concepts and methods of caring for patients at the end of their
life, the prominent principles of modern medical relates to the dignity of patients. The
method used in care is to support the lives of patients to reach the end of a peaceful
life called “good death or dying well”. Patients will be taken care of at the end of their
lives with the aim to relieve the pain to the utmost and in accordance with the wishes
of patients and their relatives, including the desire for social, psychological and
philosophical critical thinking of patients as well. The concept and method of caring for
patients at the end of life line according to Buddhism is the principle of caring for both
the body and mind and helping to support the mind of the patient to be completely
conscious to a deep mind in the last stage before death.
2. On the model and process of end-of-life care according to the Buddhist
principles of people in Phrae province, that was developed from patterns and processes
derived from concepts and methods of caring for end-of-life patients in accordance with
Buddhist principles integrating modern medical principles of Phrae hospital known as the
paliative care model. The model relates to the 4 dimensions of holistic care: on the
physical dimension, the suitable things have to be taken according his/her hair, nails,
teeth and skin, residential environments to match the patient’s symptoms and condition
according to the current medical principles. On the mental dimension: it utilizes
concentration, recalling the Triple Gem virtue, together with listening and touching the
patient with love and compassion. On the social dimension; it is acted with listening,
touching and promoting the good relationships with family members and those who take
care of patients. On the spiritual dimension, the principles in compliance with the patient’s
faith are obeyed such as, the offering of donations, praying for longer life according to
Lanna ceremony, the moral blessing, tieing the wrist with thread, Dharma conversation,
Dhamma talk, and the practicing insight meditation.
3. While analyzing the results of the development of the model and the process
of the end-of-life care with the 7 patients who were willing to participate in the project,
it was found that some symptoms of pain were relieved. The patients felt in a better
mood, reduce symptoms of irritability, were reduced, and they felt calmer. During the

178 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

research, unluckily it occurred that 1 patient had died of the symptoms albeit peacefully.
The doctors, nurses and relatives of the patients were satisfied with the overall Model.
The scale level was high (4.33).
Keywords: model and process of end-of-life care; Buddhism

1. บทนำ� วิทยาศาสตร์ผ่านการทดลอง จึงท�ำให้เกิดความ
เชื่อม่ันในเคร่ืองมือเหล่าน้ีมากย่ิงข้ึน จึงท�ำให้การ
การเกดิ การแก่ การเจบ็ และการตายนั้น แพทย์แผนปัจจุบันได้รับความเช่ือถือเพิ่มขึ้น
ถือเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ และสรรพ ประเทศต่างๆ ที่น�ำการแพทย์แผนปัจจุบันเข้ามา
สัตว์ท้ังหลายในโลกนี้ ถึงแม้ว่าจะพยายามอยาก จึงท้ิงภูมิปัญญาการแพทย์แบบด้ังเดิมของตนไป
เอาชนะธรรมชาตนิ ม้ี ากสกั เพยี งใดกต็ าม ยอ่ มมอิ าจ (Zysk, Kenneth G, and Utaiwittayarat, 2009
หลีกหนีกฎของธรรมชาติอันสมดุลน้ีไปได้ แต่ถึง : 25-30)
อยา่ งไร ความสำ� คญั ทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั การดแู ลสขุ ภาพ ปัจจุบันมีแนวโน้มว่า ประเทศไทยจะมี
และการรกั ษาอาการเจบ็ ปว่ ยดว้ ยโรคภยั ไขเ้ จบ็ นน้ั จำ� นวนผสู้ งู อายุ ทปี่ ว่ ยเรอ้ื รงั ระยะสดุ ทา้ ยและผปู้ ว่ ย
คือความมีศิลปะอย่างหนึ่งในการด�ำรงชีวิตของ มะเร็งท่ีเพิ่มสูงข้ึนในทุกกลุ่มอายุและทุกระบบ
มนุษย์ (Laohawiboonkul, 2014 : 39-46) ท�ำให้กลายเป็นภาระหนักของโรงพยาบาลในการ
เพื่อให้ช่วงระยะเวลาท่ีมีชีวิตอยู่น้ัน มีความสุขสม ให้บริการสุขภาพ ในขณะที่จ�ำนวนบุคลากรใน
ปรารถนาดง่ั ทตี่ วั เองต้องการ โรงพยาบาลของรัฐแทบทุกแห่งในขณะนี้ ล้วนอยู่
การรักษาพยาบาลของพระภิกษุน้ันมีผล ในสภาพขาดแคลน สภาพการณ์เช่นน้ี ท�ำให้การ
ตอ่ การเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา ดงั มปี รากฏหลกั ฐาน ดูแลอย่างเป็นองค์รวมจึงเป็นเรื่องท่ีเป็นไปได้ยาก
ในคัมภีร์พุทธศาสนามีการพัฒนาต้ังแต่สมัย และจำ� กดั และโรงพยาบาลสว่ นใหญข่ าดระบบหรอื
พทุ ธกาลการรกั ษาโรคกบั พระพทุ ธศาสนา มมี าโดย กลไกในการท�ำงานช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้าย
เป็นล�ำดับนับแต่พุทธกาลจนถึงปัจจุบัน สังคมให้ ทค่ี ำ� นงึ ถงึ คณุ ภาพชวี ติ ผปู้ ว่ ย จงึ ทำ� ใหก้ ระบวนการ
ความส�ำคัญต่อการรักษาสุขภาพตามแผนปัจจุบัน รักษามุ่งเนน้ ไปที่การดแู ลร่างกายเป็นหลกั ในขณะ
การรักษาสุขภาพจึงมุ่งเน้นรักษา (Treatment) ท่ีการดูแลด้านจิตใจและจิตวิญญาณยังเป็นเร่ือง
ไปที่กายภาพเป็นหลักเรียกว่า แพทย์เฉพาะทาง ของปัจเจกบคุ คล แพทย์ พยาบาล และเจา้ หนา้ ที่
(Specialization) มุ่งการรักษาสุขภาพทางกาย ท่ีเก่ียวข้องยังขาดความม่ันใจ พระสงฆ์ส่วนใหญ่
อย่างเป็นระบบระเบียบส�ำหรับผู้ป่วยเฉพาะโรค ขาดความเขา้ ใจในการชว่ ยเหลอื ผปู้ ว่ ยระยะสดุ ทา้ ย
และแบ่งบางส่วนของโรงพยาบาลเพ่ือรักษาผู้ป่วย และการท�ำงานเช่ือมโยงกับโรงพยาบาลหรือภาคี
ทมี่ อี าการไมร่ นุ แรงไวใ้ นลกั ษณะผปู้ ว่ ยนอก เครอื่ งมอื เครือขา่ ยอืน่ ๆ ในพื้นท่ี (Akinchano, 2013 : 3-5)
แพทย์ท้ังหลายที่สร้างขึ้นตามกระบวนการทาง

ปีที่ 19 ฉบบั ท่ี 2 (เมษายน - มถิ ุนายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 179

มิติการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายตามหลัก ตายอยา่ งสงบ ไม่ต่ืนตระหนก ทรุ นทุราย มีหลาย
พระพุทธศาสนา เปน็ การดูแลทใี่ หค้ วามสำ� คญั กับ สิ่งท่ีผู้อยู่รอบข้างสามารถท�ำได้เพ่ือให้ความช่วย
มิติแห่งความเป็นมนุษย์ หรือมิติแห่งการพัฒนา เหลือทางจิตใจแก่ผู้ป่วยเหล่าน้ี (Phra Paisarn
ศักยภาพมนุษย์จนถึงวินาทีสุดท้ายแห่งชีวิต Visalo, 2013 : 5-31)
โดยมุ่งดูแลชีวิตเป็นองค์รวมพร้อมกับการพัฒนา ผู้วิจัยเล็งเห็นถึงความส�ำคัญของการน�ำ
ศักยภาพของชีวิตความเป็นมนุษย์ในทุกด้าน กระบวนการทางพระพทุ ธศาสนาเขา้ มาปรบั ใชผ้ สม
ไม่วา่ จะเปน็ ชีวติ ทางดา้ นกาย ศลี หรอื สงั คม จติ ใจ ผสานไปพร้อมๆ กับการรักษาทางการแพทย์แผน
และปญั ญา มงุ่ ใหผ้ ปู้ ว่ ยเกดิ ความงอกงามตามหลกั ปัจจบุ นั โดยเฉพาะในมิติทางจิตใจและความเช่อื ที่
ไตรสิกขา (Thai Tipitaka 22/79/97-99, Thai เป็นบทบาทส�ำคัญของพระสงฆ์ตามแนวทางการ
Tipitaka 22/79/144-146) เผยแผ่พระพุทธศาสนา ผู้วิจัยจึงสนใจที่ศึกษา
พระไพศาล วิสาโล ได้กล่าวไว้ในหนังสือ รูปแบบและกระบวนการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย
เรื่อง “การช่วยเหลือทางจิตใจแก่ผู้ป่วยระยะ ตามแนวพระพุทธศาสนา เพื่อให้เป็นองค์ความรู้
สุดท้ายด้วยวิธีแบบพุทธ” ว่าผู้ป่วยระยะสุดท้าย และเป็นแนวทางในการช่วยเหลือทางจิตใจแก่
นอกจากจะต้องเผชิญกับความทุกข์ทางกายแล้ว ผู้ป่วยระยะสุดท้ายของประชาชนในจังหวัดแพร่
ยังมีความทุกข์ทางใจอีกด้วย ความทุกข์ประการ ให้สามารถเผชิญกับความตายและความสูญเสีย
หลังนี้ย่อมส่งผลให้อาการทางกายทรุดลงและ ไดอ้ ยา่ งสงบ ลดความวติ กกงั วล ทอ้ แท้ เศรา้ หมอง
ไม่สนองตอบต่อการรักษาหรือเยียวยาทางกาย ความทรมานด้านจิตใจ และยอมรับกฎแห่ง
อีกท้ังในท้ายท่ีสุดแล้วย่อมไม่อาจท�ำให้ผู้ป่วย ธรรมชาติได้อยา่ งแท้จรงิ
จากไปอย่างสงบได้ การจากไปอย่างสงบโดย
ไม่ทุรนทุรายหรือทุกข์ทรมานอย่างน้อยในทาง 2. วัตถปุ ระสงคข์ องการวิจยั
จิตใจนั้น เป็นส่ิงที่มีความส�ำคัญอย่างย่ิงต่อผู้ป่วย
และถือว่าความสงบในวาระสุดท้ายของชีวิตเป็น 1. เพื่อศึกษาแนวคิดวิธีการการดูแล
สง่ิ มคี า่ สงู สดุ ประการสดุ ทา้ ย ทมี่ นษุ ยท์ กุ คนควรจะ ผปู้ ว่ ยระยะสดุ ทา้ ยตามหลกั การแพทยแ์ ผนปจั จบุ นั
ได้ประสบก่อนละจากโลกน้ีไป ประสบการณ์ และแนวคดิ วธิ กี ารดแู ลผปู้ ว่ ยระยะสดุ ทา้ ยตามแนว
ดังกล่าวมิใช่เร่ืองสุดวิสัยส�ำหรับปุถุชนเลย มนุษย์ พระพุทธศาสนา
ทุกคนมีความสามารถท่ีจะเผชิญกับความตาย 2. เพ่ือพัฒนารูปแบบและกระบวนการ
อย่างสงบ หากการฝึกฝนมาดีพอหรือได้รับการ ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายตามแนวพระพุทธศาสนา
ตระเตรยี มชว่ ยเหลอื จากกลั ยาณมติ รผอู้ ยรู่ อบขา้ ง ของประชาชนในจงั หวดั แพร่
ไม่ว่าเปน็ ญาตมิ ติ ร แพทย์ พยาบาล ล้วนมีบทบาท 3. เพื่อวิเคราะห์ผลการพัฒนารูปแบบ
ในการช่วยให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายเผชิญกับความ และกระบวนการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายตามแนว
พระพทุ ธศาสนาของประชาชนในจังหวัดแพร่

180 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

3. วธิ ีด�ำเนินการวจิ ัย โรงพยาบาลแพร่ ท่ีเน้นกระบวนการดูแลแบบ
Palliative Care โดยการศกึ ษาจากข้อมูลเอกสาร
การวิจัยคร้ังน้ี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ และการสัมภาษณ์เชิงลึกถึงขั้นตอนและกระบวน
(Quantitative Research) (Saraban, 2018 : การในการปฏิบัติตามรูปแบบ แล้วน�ำข้อมูล
177-188) โดยการศึกษาภาคเอกสาร ร่วมกับการ มาวิเคราะห์และสังเคราะห์ และขั้นตอนท่ี 4
วจิ ยั เชงิ ปฏบิ ตั ิการ (Action Research) และการ การวิเคราะห์ข้อมูลการบูรณาการหลักการดูแล
ศึกษาภาคสนามโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยมี ผู้ป่วยระยะสุดท้ายตามแนวพระพุทธศาสนากับ
ขน้ั ตอนในการด�ำเนนิ การวจิ ยั ดงั ตอ่ ไปนี้ วิธีการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายตามหลักการแพทย์
1. การวิจัยเชิงคุณภาพ (Quantitative แผนปจั จบุ นั รวมไปถงึ ขอ้ มลู ทไ่ี ดจ้ ากการสมั ภาษณ์
Research) เปน็ การออกแบบการวจิ ยั โดยใชว้ ธิ กี าร เบ้ืองต้นในรูปแบบและกระบวนการดูแลผู้ป่วย
ศกึ ษาเชงิ คณุ ภาพ ประกอบดว้ ย การศกึ ษาเอกสาร ระยะสดุ ทา้ ยจากลมุ่ ผใู้ หข้ อ้ มลู สำ� คญั คอื พระสงฆ์
และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยแบ่งการศึกษาออก ผมู้ บี ทบาทและประสบการณใ์ นการดำ� เนนิ กจิ กรรม
เป็น 4 ข้ันตอนดังน้ี ข้ันตอนที่ 1 เป็นการศึกษา การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ได้ด�ำเนินการร่วมกับ
วเิ คราะห์การดแู ลผปู้ ว่ ยระยะสดุ ทา้ ยตามหลักการ โรงพยาบาลแพร่ เพอ่ื นำ� ผลมาสงั เคราะหเ์ พอ่ื สรา้ ง
แพทย์แผนปัจจุบันและวิธการดูแลผู้ป่วยระยะ และพัฒนารูปแบบและกระบวนการดูแลผู้ป่วย
สุดท้ายในพระพุทธศาสนา จากเอกสารปฐมภูมิ ระยะสุดท้ายตามแนวพระพุทธศาสนา จากน้ัน
และทุติยภูมิ เอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้องจาก ท�ำการจัดสนทนากลุ่มย่อยระดมความคิดร่วมกัน
วงการแพทย์ การพยาบาล ทมี่ คี วามรคู้ วามเชย่ี วชาญ เ พ่ื อ ศึ ก ษ า แ น ว คิ ด แ ล ะ ห า แ น ว ท า ง ร ่ ว ม กั น
ในการดแู ลผปู้ ว่ ยระยะสดุ ทา้ ย ขน้ั ตอนท่ี 2 เปน็ การ ในประเด็นท่ีเก่ียวข้องกับการพิจารณาจริยธรรม
ศกึ ษาวเิ คราะหก์ ารบรู ณาการหลกั การทางพระพทุ ธ ในดา้ นการแสดงบทบาท หนา้ ที่ ประสบการณก์ าร
ศาสนากับการดแู ลผู้ปว่ ยระยะสุดทา้ ย ซ่ึงเป็นการ ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ทั้งในคัมภีร์พระไตรปิฎก
ศกึ ษาจากพระไตรปฎิ กและคมั ภรี อ์ นื่ ทางพระพทุ ธ และในมิติการแพทย์สมัยใหม่ ในมิติสุขภาพ
ศาสนาท่ีเก่ียวข้อง เพ่ือต้องการศึกษาเนื้อหา การรักษาการเจบ็ ปว่ ย
เก่ียวกับมุมมองต่อชีวิต สาเหตุการเจ็บป่วยและ 2. การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action
การดูแลรักษาตามแนวทางของพระพุทธศาสนา Research) น�ำองค์ความรู้ท่ีได้จากการศึกษาภาค
และศึกษากรณีตัวอย่างพระพุทธองค์และพระ เอกสาร ท้ังรูปแบบและกระบวนการดูแลผู้ป่วย
สาวกที่ได้มีบทบาทในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ระยะสดุ ทา้ ยตามแนวพระพทุ ธศาสนา และรปู แบบ
ขั้นตอนท่ี 3 เป็นการศึกษาข้อมูลรูปแบบและ และกระบวนการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายของ
กระบวนการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายตามแนว โรงพยาบาลแพร่ มาทำ� การวิเคราะห์ข้อมลู เพื่อน�ำ
พระพุทธศาสนา และศึกษาข้อมูลรูปแบบและ มาเป็นกรอบในการสร้างและบูรณาการเป็น
ก ร ะ บ ว น ก า ร ดู แ ล ผู ้ ป ่ ว ย ร ะ ย ะ สุ ด ท ้ า ย ข อ ง

ปที ่ี 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มถิ นุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 181

รูปแบบการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายตามแนว ในสภาพดูดีจนกระทั่งวาระสุดท้ายแห่งชีวิต
พระพุทธศาสนาของประชาชนในจังหวัดแพร่ การเสียชีวิตอย่างมีเกียรติและศักดิศรีของผู้ป่วย
แล้วน�ำรูปแบบมาทดลองปฏิบัติจริงร่วมกับ จึงเป็นจุดหมายส�ำคัญที่สุด เนื่องจากผู้ป่วยระยะ
โรงพยาบาลแพร่การทดลองกับผู้ป่วยท่ีเข้าร่วม สดุ ทา้ ยไมส่ ามารถรกั ษาใหห้ ายได้ วธิ กี ารทน่ี ำ� มาใช้
โครงการจ�ำนวน 7 ราย โดยใชเ้ คร่ืองมือเปน็ แบบ ในการดแู ลรกั ษาจงึ เปน็ วธิ กี ารแบบประคบั ประคอง
ประเมินระดับผู้ป่วยท่ีได้รับการดูแลแบบประคับ ชีวติ ของผปู้ ว่ ยให้ไปถึงจุดสิน้ สุดของชีวติ อย่างสงบ
ประคองฉบับสวนดอก (PPS Adult Suandok) ท่ีเรียกว่า “การตายท่ีดี” หรือ “การตายอย่างมี
แบบประเมินและติดตามอาการต่างๆ ในผู้ป่วย ความสุข” (good death or dying well) คือ
ระยะ สุดท้าย ESAS (Edmonton Symptom การตายท่ีได้รับดูแลในวาระสุดท้ายของชีวิต
Assessment System) และแบบประเมนิ สภาวะ ท่ีมุ่งบรรเทาอาการเจ็บปวดให้เกิดข้ึนน้อยท่ีสุด
อารมณ์เศร้า (Thai Depression Inventory) และสอดคล้องกับความปรารถนาของผู้ป่วยและ
เ พ่ื อ วิ เ ค ร า ะ ห ์ ผ ล ก ่ อ น แ ล ะ ห ลั ง ก า ร ท ด ล อ ง ของสมาชิกในครอบครัว รวมถึงความปรารถนา
(Pre-test, Post-test) และวิเคราะห์ปัญหา ในทางสังคม จิตใจ และปรัชญาความคิดที่ส�ำคัญ
อุปสรรคต่างๆ เพ่ือน�ำมาพัฒนารูปแบบและ ของผ้ปู ่วยอกี ดว้ ย
กระบวนการทีพ่ ึงประสงคต์ ่อไป ส่วนแนวคิดและวิธีการดูแลผู้ป่วยระยะ
สุดท้าย คือ เป็นการดูแลที่ให้ความส�ำคัญกับมิติ
4. สรุปผลการวจิ ยั แห่งความเป็นมนุษย์ หรือมิติแห่งการพัฒนา
ศกั ยภาพมนษุ ยจ์ นถงึ วนิ าทสี ดุ ทา้ ยแหง่ ชวี ติ โดยมงุ่
1. ด้านแนวคิดและวิธีดูแลผู้ป่วยระยะ ดแู ลชวี ติ เปน็ องคร์ วมพรอ้ มกบั การพฒั นาศกั ยภาพ
สดุ ทา้ ยตามหลกั การแพทยแ์ ผนปจั จบุ นั คอื วธิ กี าร ของชีวิตความเป็นมนุษย์ในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น
ดูแลผู้ป่วยโดยค�ำนึงถึงความมีเกียรติและศักดิศรี ชวี ติ ทางดา้ นกาย ศีลหรอื สงั คม จติ ใจ และปัญญา
ของผปู้ ว่ ยกลา่ วคอื ผปู้ ว่ ยแมจ้ ะอยใู่ นอาการปว่ ยหนกั มุ่งให้ผู้ป่วยเกิดความงอกงามตามหลักไตรสิกขา
แตก่ ย็ งั มคี วามสำ� คญั ตนในฐานะเปน็ มนษุ ยค์ นหนงึ่ เป็นการดูแลท่ีมุ่งพัฒนาปัญญาให้รู้เท่าทันโลก
ท่ีมีสติปัญญา มีความรู้ มีความสามารถท่ีจะคิด และชีวิต มุ่งให้ช่วยให้ผู้ป่วยรู้เท่าทันความตาย
พูด และท�ำตามท่ีต้องการไต้ด้วยตนเอง ดังนั้น ไมห่ วาดหวนั่ พรน่ั พรงึ ตอ่ ความตาย พจิ ารณาเหน็ วา่
แม้ผู้ป่วยจะอยู่ในอาการป่วยหนัก แพทย์หรือ ความตายเป็นสัจธรรมของชีวิตท่ีทุกชีวิตไม่ต้อง
พยาบาลผู้รักษาก็ควรเอื้ออ�ำนวยให้ผู้ป่วยอยู่ใน เผชิญหนา้ ไมช่ า้ กเ็ รว็ ซ่งึ มหี ลักพจิ ารณาเน่ืองๆ ว่า
สภาพที่เหมือนว่ายังพอช่วยเหลือตัวเองได้ เช่น “เรามีความเกิดเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเกิด
ไมจ่ ดั สายยาง ใหเ้ ปน็ ระเบยี บจนดรู งุ รงั ไปหมดหรอื ไปได้ เรามคี วามแกเ่ ปน็ ธรรมดา ไมล่ ว่ งพน้ ความแก่
กระท�ำกับร่างกายของเขาโดยท่ีไม่รู้ว่าเขาพร้อมที่ ไปได้ เรามคี วามเจบ็ ไขเ้ ปน็ ธรรมดา ไมล่ ว่ งพน้ ความ
จะใหท้ ำ� อยา่ งนนั้ หรอื ไม่ สรปุ กค็ อื ควรใหผ้ ปู้ ว่ ยอยู่

182 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

เจ็บไขไ้ ปได้ เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพน้ ด้วยวิธีการท�ำกิจกรรมหรือประกอบพิธีกรรมตาม
ความตายไปได”้ หรอื ถอื เอาความตายเปน็ อารมณ์ หลักทางพระพุทธศาสนา และพิธีกรรมตามความ
กรรมฐานสดุ ทา้ ยกอ่ นทจี่ ะดบั จติ ทเ่ี รยี กวา่ มรณสั สติ เชื่อของท้องถิ่น เช่น กิจกรรมท�ำบุญด้วยการให้
คอื การระลกึ นกึ ถงึ ความตายเปน็ อารมณจ์ นจติ ตงั้ ทาน ถวายสังฆทาน หรอื ใหโ้ อกาสผู้ป่วยได้ทำ� บุญ
มั่นมีสติ ไม่กลัวต่อความตาย เม่ือน้ันเขาย่อมตาย ใส่บาตร โดยการนิมนต์พระสงฆ์มารับบิณฑบาต
อย่างสงบ เพ่ือเป็นการปรับจิตใจให้ผ่อนคลายจากความ
2. รูปแบบและกระบวนการดูแลผู้ป่วย เจบ็ ปวด เพราะเชอ่ื ในอานสิ งส์ และทำ� ใหเ้ กดิ ความ
ระยะสดุ ทา้ ยตามแนวพระพทุ ธศาสนาของประชาชน สบายใจว่าได้สั่งสมคุณงามความดี ตามวิถีของ
ในจงั หวดั แพร่ ซง่ึ ไดพ้ ฒั นารปู แบบแลกระบวนการ ชาวพุทธ และท�ำหน้าท่ีของชาวพุทธท่ีพึงกระท�ำ
มาจากแนวคิดและวิธีการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ตามโอกาสและความเหมาะสม หรือการนิมนต์
ตามหลักการทางพระพุทธศาสนา โดยบูรณาการ พระสงฆม์ าสวดเจรญิ พระพทุ ธมนต์ ทำ� พธิ สี บื ชะตา
กับหลักการทางการแพทย์แผนปัจจุบันของ ล้านนา ตามความเช่ือของชาวพุทธในภาคเหนือ
โรงพยาบาลแพร่ที่ใช้รูปแบบการดูแลแบบประคับ โดยพระสงฆ์จะสวดเจริญพระพุทธมนต์แบบ
ประคอง (Palliative Care) ได้รูปแบบและ เรียบง่าย ใช้บทสวดมนต์ที่มีความศักดิ์สิทธิตาม
กระบวนการดูแลแบบองค์รวมใน 4 มติ ิ คอื ความเช่ือ ในบทสวดมนต์เจ็ดต�ำนาน สิบสอง
2.1 รปู แบบการดแู ลดา้ นกาย เปน็ วธิ ี ตำ� นาน และบทสำ� คญั ๆ และการประกอบพธิ กี รรม
การและกระบวนการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ตามความเช่อื ดว้ ยการทำ� พิธีบายศรีสู่ขวญั ผกู ข้อ
ดา้ นกาย ได้แก่ การจัดระเบียบ ผม ขน เลบ็ ฟนั ไม้ข้อมือ เพื่อเป็นสิริมงคล เพื่อท�ำให้เกิดความ
หนงั เสอื้ ผ้า ทอ่ี ยู่อาศยั และสภาพแวดล้อม ใหเ้ กิด สบายใจ สร้างขวัญก�ำลังใจ เพราะเชื่อว่าจะได้รับ
สัปปายะและเอ้ือต่ออาการของผู้ป่วยตามหลัก ก�ำลังใจจากความจริงใจที่มอบให้ จึงท�ำให้ผู้ป่วย
พระพุทธศาสนา และพร้อมเข้าสู่ระบบการรักษา ผ่อนคลายความเครียดหรือความวิตกกังวลบาง
ตามอาการของแพทย์และพยาบาลตอ่ ไป อยา่ งออกไป
2.2 ด้านจิตวิญญาณ วิธีการและ 2.2.2 หลกั สมถภาวนาเปน็ การ
กระบวนการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายด้านจิต ปฏบิ ตั วิ ปิ สั สนากรรมฐานทง่ี า่ ยและเหมาะกบั ผปู้ ว่ ย
วิญญาณในเรื่องส่ิงยึดเหน่ียวที่สร้างความเข้มแข็ง มากทสี่ ดุ คอื การสวดมนต์ โดยจะกำ� หนดใหผ้ ปู้ ว่ ย
ความสัมพันธ์ภายในครอบครัว ความภาคูมิใจ สวดดว้ ยตนเองหรอื ใหผ้ อู้ นื่ สวดใหฟ้ งั กไ็ ด้ ขน้ึ อยกู่ บั
ความเช่อื ด้านศาสนาประเพณี ส่ิงค้างคาใจ ดงั นี้ ความต้องการและความเหมาะสมกับสัปปายะ
2.2.1 การเสรมิ สรา้ งขวญั กำ� ลงั แวดล้อมทางกายของผู้ป่วย หรือทางกายภาพ
ใจ ถอื วา่ เปน็ สงิ่ สำ� คญั ทเี่ ปน็ พน้ื ฐาน เพอ่ื ใหก้ ำ� ลงั ใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อตัวผู้ป่วยมีความเล่ือมใส
แก่ผู้ป่วยระยะสุดท้ายตามสิทธิพื้นฐานที่พึงมี ศรัทธาในพระรัตนตรัย หรือมีนิสัยชอบเข้าวัด

ปที ี่ 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มถิ ุนายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 183

ท�ำบุญ รักษาศีล สวดมนเจริญภาวนาอยู่เป็น ที่จะนำ� อจุ จาระ ปสั สาวะ เขฬะ (เสลด) หรอื ของ
เนืองนิดแล้ว วิธีนี้จะเป็นเครื่องมือที่เพิ่มการสร้าง อาเจยี น ออกไปเสยี 5) เปน็ ผสู้ ามารถทจี่ ะช้แี จงให้
ความเลอ่ื มใสศรัทธาไม่หวั่นไหว คนไข้เห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยการ
2.3 รูปแบบการดูแลด้านสังคมเป็น แสดงธรรมีกถาในกาลทกุ เม่อื
วิธีการและกระบวนการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย 2.4 ดา้ นจติ ใจ หรอื ดา้ นปญั ญา วธิ กี าร
ด้านสังคม ให้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีความ และกระบวนการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายด้านหรือ
เกอ้ื กลู เหน็ อกเหน็ ใจกนั ระหวา่ งผปู้ ว่ ยกบั ญาตมิ ติ ร ทางปญั ญา ให้เกดิ ความรคู้ วามเขา้ ใจโลกและชีวติ
ในฐานะเปน็ บดิ ามารดา บตุ รธดิ า สามภี รรยา ทอี่ ยู่ รเู้ ทา่ ทนั วา่ ทกุ อยา่ งเกดิ ขน้ึ ตงั้ อยู่ ดบั ไปตามธรรมชาติ
ในฐานะเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้ายกับผู้ดูแลรักษา เกดิ แกเ่ จบ็ ตายเปน็ เรอื่ งธรรมดา โดยสรา้ งบรรยากาศ
ดังนี้ ให้ผู้ป่วยได้คิด ให้ผู้ป่วยมีโอกาสฟังธรรมบรรยาย
2.3.1 การรบั ฟงั และการสมั ผสั และใหผ้ ปู้ ว่ ยมโี อกาสทำ� จติ ตภาวนาบางวาระโอกาส
ดว้ ยความรกั ความเขา้ ใจ การใหอ้ ภยั กนั การสนทนา เท่าที่สามารถจะทำ� ได้ ดงั นี้
ร่วมกันด้วยการเปิดใจรับฟังผู้ป่วย ให้โอกาสได้ 2.4.1 การรบั ฟงั และการสมั ผสั
แสดงความคิดเห็นหรือความคับข้องใจ กังวลใจ เปน็ การเปดิ โอกาสใหผ้ ปู้ ว่ ยไดร้ ะบายความรสู้ กึ บาง
ทส่ี งั่ สมไวใ้ หก้ บั บคุ คลในครอบครวั ญาตมิ ติ ร สหาย อยา่ งทอ่ี ดั อน้ั ตนั ใจ หรอื คา้ งคาใจมานาน ทำ� ใหเ้ กดิ
หากใช้วิธีการรับฟังพร้อมกับวิธีการสัมผัส อาจจะ ความเครียด อยากปลดปลอ่ ย หรอื ต้องการใหค้ น
เพ่ิมประสิทธิภาพของการสร้างขวัญและก�ำลังใจ รับฟังและเข้าใจตนเองมากขึ้น การน่ิงและรับฟัง
มากเปน็ ทวคี ณู ปัญหาบางอย่าง อาจน�ำไปสู่การเปิดใจและปล่อย
2.3.2 การสรา้ งสมั พนั ธภาพกบั วางได้มากขึ้น ดังน้ัน การับฟังผู้ป่วย จึงเป็นการ
ผู้ให้การดูแลผู้ป่วยให้เกิดขึ้นในระหว่างการดูแล เยียวยาทางจิตใจอีกทางหนึ่งก่อนที่จะมีโอกาสให้
รักษาผู้ป่วยระยะสุดท้าย ซ่ึงมีความเก่ียวข้องกับ รบั การรักษาดว้ ยวธิ อี นื่ ต่อไป
ผูท้ ี่ท�ำหนา้ ท่ีในการดแู ลผปู้ ่วยทั้ง แพทย์ พยาบาล 2.4.2 การแสดงธรรมและการ
พระสงฆ์หรือสหสาขาและญาติของผู้ป่วย การให้ สนทนาธรรม ผปู้ ว่ ยบางรายอาจตอ้ งการทำ� พธิ กี รรม
การดูแลด้วยความรักความเมตตา ตามหลัก บางอยา่ งทตี่ นเชอื่ และเคยกระทำ� มาตลอดในตอน
คุณสมบัติของผู้ดูแลท่ีดี 5 ประการ คือ 1) เป็น ทีย่ ังมีสขุ ภาพดี แตพ่ อเกดิ อาการเจ็บป่วยกม็ ิไดท้ ำ�
ผู้สามารถประกอบยา 2) รู้จักของแสลงและ กจิ ดงั ท่ีเคยทำ� เช่น การเขา้ วัดฟังพระธรรมเทศนา
ไมแ่ สลง หมายถงึ ทราบสง่ิ ทเี่ ปน็ สปั ปายะและสงิ่ ที่ หรอื การสนทนาธรรมกบั พระสงฆห์ รอื กลั ยาณมติ ร
ไม่เป็นสัปปายะต่อผู้ป่วย น�ำสิ่งท่ีไม่เป็นสัปปายะ ทเี่ คยเกย่ี วขอ้ งกนั มากอ่ น การฟงั ธรรมและสนทนา
ออกไป น�ำส่งิ ทีเ่ ป็นสปั ปายะเข้ามา 3) มีจติ เมตตา ธรรมในเรื่องท่ีอยากฟัง เป็นการพัฒนาจิตใจเพื่อ
พยาบาลไข้ ไม่เห็นแก่อามิส 4) เป็นผู้ไม่รังเกียจ คลายความกังวล และมุ่งถึงอานิสงส์ของการฟัง

184 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

ธรรมและการน�ำไปใช้ในขณะนั้น เพื่อท�ำให้เกิด นอกจากนี้ยังพบว่า ปัจจัยท่ีจะน�ำมาสู่
ความคิดปล่อยวางจากบางสิ่งบางอย่าง ท�ำให้จิต ความสำ� เรจ็ ในการใชร้ ปู แบบและวธิ กี ารดแู ลผปู้ ว่ ย
น้อมระลึกถึงพระรัตนตรัย คุณงามความดีต่างๆ ระยะสดุ ทา้ ยตามแนวพระพทุ ธศาสนา คอื การเนน้
และอานิสงส์แห่งการท�ำทานในธรรมนั้นก็ท�ำให้ บทบาทและหนา้ ทขี่ องผดู้ แู ล กลา่ วคอื ผทู้ ที่ ำ� หนา้ ท่ี
จิตใจคลายความกังวล มจี ติ ผอ่ งใสขึน้ ดูแลท้ังแพทย์ พยาบาล พระสงฆ์ และทมี สหสาขา
2.4.3 วิปัสสนาภาวนา การใช้ วชิ าชพี ควรมเี มตตากรณุ าเปน็ พน้ื ฐานชว่ ยประคบั
วปิ สั สนาภาวนาหรอื วปิ สั สนากรรมฐาน ถอื เปน็ การ ประคองจติ ใจของผปู้ ว่ ยใหส้ ะอาดสวา่ งสงบใหก้ าร
พัฒนาปัญญาขั้นสูงที่จะน�ำไปสู่การตายดีแบบ ดูแลทั้งร่างกายและจิตใจเพ่ือจุดมุ่งหมายท่ีจะให้
ขั้นสงู สดุ ตามแนวพระพทุ ธศาสนานั้นคือ นิพพาน ผปู้ ว่ ยมสี ตสิ มั ปชญั ญะสมบรู ณท์ ำ� ชวี ติ ใหม้ คี ณุ ภาพ
แต่การให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายในความเป็นจริงน้ัน มจี ติ ผอ่ งแผว้ ในวาระสดุ ทา้ ยกอ่ นสน้ิ ชวี ติ ไปสสู่ คุ ติ
อาจไม่ได้มีคุณสมบัติดีพอหรือไม่มีประสบการณ์ โลกสวรรค์และพระนิพพานท่ีเรียกว่า การตายดี
ส�ำหรับวิปัสสนา ซึ่งถือเป็นเรื่องยาก แต่การให้ และสมศกั ด์ิศรี
ผู้ป่วยก�ำหนดนั้นอาจพอท�ำได้ในบางวาระ
ซ่ึงอาจเกิดจากการเปิดใจ จากวิธีการดูแลรักษา 5. อภปิ รายผลการวิจยั
ท่ีมีผลต่อๆ มา แล้วท�ำให้จิตใจผู้ป่วยสงบมากขึ้น
สามารถยอมรับความจริงได้มากข้ึน และต้องการ ในการวจิ ยั นี้ เป็นการพัฒนารูปแบบและ
กำ� ลงั ใจในครง้ั สดุ ทา้ ยจากการทำ� ความดหี รอื ทำ� บญุ กระบวนการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายตามแนว
ท่ีมีอานิสงส์มาก ผู้ป่วยก็จะเกิดความเยือกเย็น พระพุทธศาสนาของประชาชนในจังหวัดแพร่
ผอ่ นคลายกงั วล และเชื่อว่าจากไปอยา่ งสงบ ซงึ่ เปน็ การพฒั นาจากการศกึ ษาแนวคดิ และวธิ กี าร
3. เม่ือวิเคราะห์ผลการน�ำรูปแบบและ ตามหลักการทางพระพุทธศาสนาบูรณาการกับ
กระบวนการไปทดลองใช้กบั ผ้ปู ่วย จ�ำนวน 7 ราย แนวคิดและวิธีการตามหลักการแพทย์ปัจจุบัน
ที่เข้าร่วมโครงการ พบว่า โดยภาพรวมผู้ป่วย แล้วน�ำมาทดลองใช้จริงกับผู้ป่วยระยะสุดท้าย
ที่เข้าร่วมโครงการ มีอาการเจ็บปวดบางอาการ ที่ผ่านการคัดกรองตามกระบวนการวิจัยและ
บรรเทาลง ผู้ปว่ ยมสี ภาวะอารมณ์ดีขนึ้ ลดอาการ วิเคราะห์ผลการพัฒนารูปแบบและกระบวนการ
หงดุ หงดิ คลายกังวล และสงบมากขน้ึ และพบวา่ ดูแลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ซ่ึงผู้วิจัย
ผ้ปู ว่ ย จำ� นวน 1 ราย ท่ีเสียชวี ิตไป มีอาการจากไป จะทำ� การอภปิ รายผลในสว่ นทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั รปู แบบ
อย่างสงบ แพทย์ พยาบาล และญาติของผู้ป่วย และวธิ กี ารดแู ลผปู้ ว่ ยระยสุ ดุ ทา้ ยตามแนวพระพทุ ธ
มีความพึงพอใจต่อการใช้รปู แบบ โดยภาพรวมอยู่ ศาสนาดงั มรี ายละเอยี ดต่อไปนี้
ในระดับมาก (4.33) 1. การพัฒนารูปแบบและกระบวนการ
ดูแลผู้ป่วยระยุสุดท้ายตามแนวพระพุทธศาสนา

ปีท่ี 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 185

พบว่า จุดมุ่งหมายของการพัฒนารูปแบบและ ทง้ั รา่ งกายและจติ ใจใหผ้ ปู้ ว่ ยมสี ตไิ มห่ ลงลมื มคี วาม
กระบวนการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายคือเพื่อจะ ส�ำราญแช่มช่ืนไม่ขุ่นมัวเพื่อไปสู่สุคติหลังจากตาย
พฒั นาศกั ยภาพในการบรหิ ารจดั การการดแู ลผปู้ ว่ ย และยังสอดคล้องกบั งานวจิ ัยของจรสั แสง ผิวออ่ น
ระยะสดุ ทา้ ย จนสามารถนำ� รปู แบบและกระบวนการ (Pewon, 2011) ทไี่ ดท้ ำ� การวจิ ยั เรอ่ื ง การจดั การ
ไปปรับใช้ในหน่วยงานเครือข่ายอื่นๆ ได้อย่างมี เพ่ือดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายแบบองค์รวม
ประสทิ ธภิ าพ ประเดน็ สำ� คัญอยทู่ ก่ี ารน�ำหลกั การ กรณีศึกษา วัดค�ำประมง จังหวัดสกลนคร พบว่า
ทางพระพทุ ธศาสนาคอื การใชว้ ธิ กี ารและหลกั พทุ ธ วิธีการดูแลจิตใจของผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย
ธรรมต่างๆ เช่น หลักโยนิโสมณสิการ หลักสมถะ มีหลกั พุทธธรรมใหญ่ 5 หลักธรรมทไี่ ด้ถูกกล่าวถงึ
กรรมฐาน วปิ สั สนากรรมฐาน อภณิ หปจั จเวกขณ์ 5 คอื 1) ไตรลกั ษณ์ 2) โยนโิ สมนสกิ าร 3) การพจิ ารณา
เป็นต้น มาบูรณาการเข้ากับรูปแบบวิธีการดูแล มรณานุสติ 4) การภาวนาโดยใช้อานาปานสติ
ผปู้ ว่ ยระยะสดุ ทา้ ยตามหลกั การแพทยแ์ ผนปจั จบุ นั 5) การอยกู่ บั โลกธรรม 8 โดยผา่ นทางกจิ กรรมตา่ งๆ
เพื่อเป็นการเอื้อต่อผู้ป่วยที่ส่วนใหญ่นับถือ ตามสภาพพื้นฐานของคนไข้และญาติคนไข้ท่ีมีพื้น
พระพุทธศาสนา หรือแม้กระทั่งในศาสนาอ่ืนอาจ ฐานความคิดความเชื่อ และทัศนคติที่แตกต่างกัน
น�ำไปประยุกต์ใช้ได้ตามความเชื่อของศาสนานั้นๆ ใชว้ ธิ กี ารดแู ลผปู้ ว่ ยโดยสอนเรมิ่ ตงั้ แตก่ ารปฏบิ ตั ติ น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการของการดูแล ท่ถี ูกตอ้ งของผูป้ ว่ ย ญาติผปู้ ่วย ปรบั สภาพจติ ใจที่
ผปู้ ว่ ยระยะสดุ ทา้ ยในมติ ทิ างกาย จติ สงั คม และจติ เศร้าหมอง ให้มีความสุขผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น
วญิ ญาณ ทจ่ี ะสามารถบรู ณาการทงั้ หลกั พทุ ธธรรม ดนตรีบำ� บัด สวดมนตร์ ่วมกนั สรา้ งมิตรภาพและ
และพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาตามความเช่ือ กำ� ลงั ใจรว่ มกนั ผา่ นความเปน็ อยใู่ นชวี ติ ประจำ� วนั
ของผู้ป่วย โดยมีจุดมุ่งหมายของการดูแลผู้ป่วย อยา่ งเกอื้ กลู ภายในวดั ประมง หลกั ธรรมทม่ี เี ทคนคิ
ระยะสดุ ทา้ ยใหจ้ ากไปอยา่ งสงบ หรอื ทเ่ี รยี กวา่ การ ในการสอนทำ� ใหผ้ ฟู้ งั ผอ่ นคลายทกุ ขจ์ ากความเจบ็
ตายดี สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของสวุ ภรณ์ แนวจำ� ปา ปว่ ยทางกายและใจ การฝกึ สมาธโิ ดยใชม้ รณานสุ ติ
(Nawjumpa, 2011) ทไ่ี ดว้ จิ ยั เรอื่ ง การดแู ลผปู้ ว่ ย รวมถงึ การเรยี นรคู้ วามจรงิ เชงิ ประจกั ษ์ คอื การรว่ ม
ระยะสุดท้ายใกล้ตายเชิงพุทธบูรณาการ พบว่า สวดมนต์ใหก้ ับคนไข้หนักทีใ่ กลเ้ สยี ชีวิต
รปู แบบในการดแู ลผปู้ ว่ ยระยะสดุ ทา้ ยนนั้ ควรมกี าร 2. วิเคราะห์ผลการพัฒนารูปแบบและ
พัฒนาแบบองคร์ วม จึงควรให้การดแู ลด้วยวธิ กี าร กระบวนการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายตามแนว
ที่หลากหลายคือให้การดูแลอย่างท่ัวถึงในทุกมิติ พระพุทธศาสนาของประชาชนในจังหวัดแพร่
ดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวมการดูแลประคับประคอง พบวา่ โดยภาพรวมการใชร้ ปู แบบและกระบวนการ
มิติด้านจิตใจเพื่อให้ผู้ป่วยมี “การตายดี” หรือ ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายตามแนวพระพุทธศาสนา
“การตายอย่างมีความสุข” ช่วยประคับประคอง มีการประยุกต์ใช้หลักธรรมเข้ามาบูรณาการใน
จิตใจของผู้ป่วยให้สะอาดสว่างสงบให้การดูแล ขนั้ ตอนของการดแู ลผปู้ ว่ ยในดา้ นกาย จติ ใจ สงั คม

186 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

และจิตวิญญาณ โดยเฉพาะทางด้านจิตวิญญาณ และหมอจบั เสน้ ทนี่ ำ� มาใชด้ แู ลผปู้ ว่ ยระยะสดุ ทา้ ย
มีการผสมผสานการปฏิบัติตามความเช่ือของชาว ให้บรรเทาความทุกข์ทรมานร่วมกับการดูแล
ล้านนาหรือชาวเหนือไปด้วย เช่น การถวาน สุขภาพองคร์ วมตามแนววถิ พี ุทธ เน้นการให้ธรรม
สงั ฆทาน การสวดมนต์สืบชะตา การบายศรสี ่ขู วญั โอสถใหผ้ ปู้ ว่ ยมคี วามเขา้ ใจเรอ่ื งธรรมชาตขิ องชวี ติ
ผูกข้อไม้ข้อมือ เป็นต้น ผู้ป่วยที่เข้าร่วมโครงการ และความตายตามกฎไตรลกั ษณ์ วเิ คราะหก์ ารเจบ็
มีสภาวะอารมณ์ อาการป่วยในเชิงบวก กล่าวคือ ป่วยตามหลักอริยสัจ 4 การพึ่งตนเองตามหลัก
ผู้ป่วยมีสภาวะอารมณ์ดีขึ้น ลดอาการหงุดหงิด ไตรสิกขาการเจริญสมถะ และวิปัสสนากรรมฐาน
คลายกังวล และสงบมากข้ึน และพบว่าผู้ป่วย ปรับสมดุลจิตใจให้มีสภาวะบริสุทธิ์เป็นสมาธิเกิด
จ�ำนวน 1 รายที่เสียชีวิตไป มีอาการจากไปอย่าง ปัญญารู้ส่ิงท้ังหลายตามความเป็นจริงปล่อยวาง
สงบ แพทย์ พยาบาล และญาติของผปู้ ว่ ยมีความ ทุกส่ิงและหลดุ พน้ จากกองทกุ ข์ทั้งปวง
พงึ พอใจตอ่ การใชร้ ปู แบบโดยภาพรวมอยใู่ นระดบั นอกจากน้ี พธิ กี รรมสวดมนตพ์ ระปรติ รยงั
มาก (4.33) สอดคล้องกับการวิจัยของสรัญญา เป็นอีกวิธีหนึ่งที่น�ำมาสร้างพลังศรัทธาศีลสมาธิ
กุมพล (Kumpol, 2012) ได้วิจัยเรื่อง การดูแล และปัญญาของผู้ป่วยจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
สุขภาพองค์รวมในผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบมีส่วน และยังสอดคล้องกับผลการวิจัยของพระปณต
ร่วมตามแนววิถีพุทธในบริบทวัฒนธรรมอีสาน: คุณวฑฺโฒ (Phra Panod Kunavadhano, 2010)
กรณศี กึ ษาพน้ื ทเี่ ขตเมอื งในจงั หวดั ขอนแกน่ พบวา่ ได้วิจัยเรื่อง ผลของกิจกรรมเชิงพุทธที่เน้นธรรมะ
ผู้ป่วยระยะสุดท้ายท่ีเข้าร่วมโครงการวิจัยมีปัญหา เร่ืองหลักกรรมและชีวิตหลังความตายต่อความ
ความต้องการด้านสุขภาพองค์รวมลดลงมีความ เศร้าโศก ของผู้เคยสูญเสียบุคคลอันเป็นท่ีรัก
ผาสกุ ทางจติ วญิ ญาณมากขนึ้ มกี ารตายทด่ี ตี ามหลกั พบว่า การศึกษาทบทวนหลักธรรมะเก่ียวกับการ
พระพุทธศาสนาผู้ป่วยและผู้ดูแลมีความพึงพอใจ เยียวยาและการพฒั นาผู้สูญเสยี พบวา่ อรยิ มรรค
ในบริการและเครือข่ายมีความพึงพอใจในการ มอี งค์ 8 หรอื ไตรสกิ ขา มกี ารพฒั นาปญั ญา ทำ� ลาย
ทำ� งานอนั เปน็ ผลสำ� เรจ็ ของโครงการวจิ ยั ผลสำ� เรจ็ อวิชชาเป็นต้น เป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อความพ้น
ของการศึกษาครั้งน้ี อาจเนื่องมาจากบริบท ทุกข์ สิ้นอาสวะ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความเศร้าโศก
วัฒนธรรมอีสานส่งผลให้คนในชุมชนมีวิถีชีวิตท่ี รวมทั้งการเจริญเมตตา การไม่ยึดถือในสิ่งอันเป็น
เรียบง่ายมีความรักและเอ้ืออาทรต่อกันดุจ ท่ีรักเป็นเหตุให้ความเศร้าโศกลดลงหรือไม่เกิดข้ึน
ญาติมิตรมีความเช่ือในสิ่งท่ีอยู่เหนือธรรมชาติ ประเด็นส�ำคัญคือการเยียวยาตามหลักพระพุทธ
มีการดูแลผู้ป่วยตามวิถีความเชื่อและการแพทย์ ศาสนา มิใช่เพียงการเยียวยาความเศร้าโศกที่เกิด
พ้นื บา้ น เชน่ การบนบานเจา้ ปูค่ รเู ยน็ การเซ่นไหว้ ขึ้นแล้วให้หมดไป หากแต่สามารถท�ำลายมูลเหตุ
ผีบรรพบุรุษ พิธีกรรมบ�ำบัดโรคของหมอธรรม ของความเศร้าโศก ท�ำให้ไม่เกิดความเศร้าโศกอีก
หมอเปา่ หมอบายศรสี ขู่ วญั หมอลำ� หมอสมนุ ไพร ตอ่ ไป คือการส้ินอาสวะ ดังน้ัน หากน�ำหลกั ปฏิบัติ

ปที ี่ 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มถิ ุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 187

นี้มาใช้ในการพัฒนาผู้สูญเสียก็ย่อมสามารถท�ำให้ เศร้าลดลง มีอาการคลายวิตกกังวลลดลงจากเดิม
ผู้สูญเสียมีวิธีการที่จะเยียวยา และป้องกันความ ในทกุ กรณขี องผปู้ ว่ ยทท่ี ำ� การศกึ ษา การบรู ณาการ
เศร้าโศกท่ีเกิดข้ึนแล้วให้ลดลง และท่ียังไม่เกิดขึ้น องค์ความรู้เพื่อน�ำพัฒนาต่อในโรงพยาบาลแพร่
มิให้เกิดขนึ้ ได้ จะสามารถช่วยท�ำให้การท�ำงานด้านศูนย์ประคอง
นอกจากนี้ ผลการศึกษายังสอดคลอ้ งกบั รกั ษ์มีประสิทธิผลมากขนึ้
ผลการวิจัยของเพญ็ ศิริ มรกต (Morakot, 2013) 1.2 ควรมีการสร้างความร่วมมือสห
ท่ีได้วิจัยเร่ือง การปรับตัวของญาติผู้ดูแลผู้ป่วย วิชาชีพกับองค์กรต่างๆ ในจังหวัดแพร่อย่างเป็น
ระยะสดุ ท้ายที่เจบ็ ปว่ ยด้วยโรคเรื้อรงั พบวา่ ญาติ รูปธรรม และมีแผนการถ่ายทอดองค์ความรู้ไปสู่
ผดู้ แู ล ผูป้ ว่ ยระยะสุดทา้ ยท่ีเจบ็ ป่วยดว้ ยโรคเรอื้ รัง การปฏิบัติเพ่ือขยายผลและรูปแบบที่พึงประสงค์
มีระดับคะแนนเฉลี่ยการปรับตัวในการดูแลผู้ป่วย ไปยังโรงพยาบาลในเขตอ�ำเภออ่ืนๆ และกระจาย
ระยะสุดท้ายท่ีเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง โดยรวมอยู่ ตามชุมชนให้กว้างขวางมากขน้ึ
ในระดับปานกลาง (M = 111.66, S.D. = 8.76) 1.3 ควรมกี ารสรา้ งความรว่ มมอื ทาง
และมคี ะแนนเฉลยี่ การ]ปรบั ตวั รายดา้ นอยใู่ นระดบั วิชาการด้านการแพทย์และวิชาการด้านพระพุทธ
ปานกลางเช่นกนั ได้แก่ดา้ นรา่ งกาย (M = 28.36, ศาสนารว่ มกนั ในมติ อิ น่ื ๆ ทจ่ี ะสามารถตอ่ ยอดหรอื
S.D. = 3.85) ด้านความรู้สึกต่อตนเอง (อัตมโน พฒั นารูปแบบและกระบวนการใหมๆ่ ในการดูแล
ทัศน)์ (M = 27.58, S.D. = 3.18) ดา้ นการแสดง ผู้ป่วยระยะสดุ ท้าย
บทบาทหนา้ ท่ี (M = 26.10, S.D. = 3.60) และดา้ น 1.4 การสร้างความร่วมมือและ
การพึ่งพาอาศยั ผู้อ่นื (M = 29.62, S.D. = 3.41) ประยกุ ต์รูปแบบกระบวนการกับศาสนาอ่นื ๆ ตาม
ความเช่อื ของผ้ปู ว่ ยท่ีมีความหลากหลาย
6. ข้อเสนอแนะ 2. ข้อเสนอแนะในการวจิ ยั ครั้งตอ่ ไป
2.1 ควรวจิ ยั เรอื่ ง การพฒั นารปู แบบ
จากการศึกษาและข้อค้นพบของงานวิจัย องค์กรเครือข่ายการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายตาม
ครั้งนี้ ผู้วิจัยสามารถสรุปเป็นข้อเสนอแนะใน แนวพระพทุ ธศาสนาในระดบั ภมู ภิ าคหรอื ในระดบั
2 ประเดน็ คือ ประเทศ
1. ข้อเสนอแนะในการนำ� ผลการวิจัยไป 2.2 ควรวิจัยเรื่อง การพัฒนาองค์
ปฏิบตั ิ ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยต่อผลส�ำเร็จต่อรูปแบบ
1.1 จากผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยท่ี และกระบวนการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายใน
ผ่านกระบวนการใช้รูปแบบการดูแลผู้ป่วยระยะ ประเทศไทย
สดุ ทา้ ยตามแนวพระพุทธศาสนา มสี ภาวะอารมณ์


Click to View FlipBook Version