The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปีที่ 19 ฉบับที่ 2 เมษายน - มิถุนายน 2562

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วารสารธรรมทรรศน์

ปีที่ 19 ฉบับที่ 2 เมษายน - มิถุนายน 2562

288 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

อย่างครบถ้วนแล้วจึงถือได้ว่าเป็นหัวใจของพุทธ ทา่ นพทุ ธทาสภกิ ขไุ ดเ้ ชอ่ื มโยงกนั ระหวา่ ง
ศาสนา แพทย์กับพระพุทธเจ้าในการปาฐกถาธรรมครั้งนี้
ในพระไตรปฎิ กไดอ้ ธบิ ายไวว้ า่ พระพทุ ธเจา้ ท่านได้จุดประกายความคิดในเรื่องท่ีเก่ียวข้อง
ก็ตรัสพุทธพจน์น้ีข้ึนมาว่า ภิกษุได้สดับหลักการท่ี แพทยห์ รอื นกั ศกึ ษาแพทยด์ ว้ ย โดยกลา่ วถงึ โรคภยั
ว่า สพเฺ พ ธมฺมา นาลํ อภินเิ วสาย (Thai Tipitaka ไขเ้ จบ็ ในปจั จบุ นั วา่ โรคทางกาย (Physical Disease)
23/58/90) ธรรมท้ังปวงไม่อาจจะยึดมั่นถือมั่นได้ กับโรคทางจิต (Mental Disease) ซึ่งหมายถึง
เพราะเป็นอนิจจังทุกขังอนัตตาเมื่อรู้เข้าใจความ โรคทางจิตที่เก่ียวเนื่องกับร่างกาย โรคภัยไข้เจ็บ
จริงของมันก็จะไม่ยึดติดถือม่ันส่ิงใดในโลกจึงไม่ เชน่ น้ี เมอ่ื เปน็ โรคทางกายควรไปโรงพยาบาลทว่ั ไป
รา่ นรนเรา่ รอ้ นกจ็ ะสงบเยน็ นพิ พาน และพระธรรม แต่ถ้าเป็นโรคทางจิตก็ควรไปโรงพยาบาลที่รักษา
ปิฎก (ป.อ. ปยตุ โต) (Phra Dhammapidok (P.A. โรคจิตโดยตรง เช่น โรงพยาบาลบ้านสมเด็จฯ
Payutto) ได้อธบิ ายในประเด็นนี้ว่า เปน็ การสรุป เป็นต้น ทา่ นได้เชอ่ื มโยงไปถึงโรคภัยไขเ้ จ็บในสมยั
หัวใจของการปฏิบัติที่โยงไปหาตัวความจริงของ พุทธกาลว่ามี 2 ประเภทเช่นกนั คือ โรคทางกาย
ธรรมชาติหรือสภาวธรรมว่าส่ิงท้ังหลายหรือ กับโรคทางจิต แต่ความหมายของโรคทางจิตต่าง
ปรากฏการณ์ท้ังหลายทั้งปวงหรือสิ่งท่ีแวดล้อม กับปัจจุบัน คือ โรคทางจิตสมัยนั้น หมายถึง
ชีวิตของเราหรืออะไรก็ตามที่เราเกี่ยวข้องน้ีมันไม่ โรคทางความคดิ หรือทางกิเลสตณั หา และผู้ทีเ่ ป็น
ได้อยู่ใต้อ�ำนาจความปรารถนาของเราแต่มันเป็น แพทยร์ กั ษาโรคทางจติ กค็ อื พระพทุ ธเจา้ พระองค์
ไปตามกฎธรรมชาตเิ ปน็ ไปตามเหตปุ จั จยั หรอื มอี ยู่ จงึ ไดร้ ับสมญานามหนึ่งว่าเปน็ แพทย์ทางวญิ ญาณ
ด�ำรงอยู่ตามสภาวะของมันเพราะฉะนั้น เราจึงไม่ ดังน้ัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน
สามารถยึดม่ันถือมั่นมันได้เราจะต้องวางใจปฏิบัติ ท่านพุทธทาสภิกขุจึงขอบัญญัติค�ำใหม่ท่ีใช้เฉพาะ
ต่อมันให้ถกู ตอ้ ง ส�ำหรับศาสนาพุทธเท่านั้น โดยเปล่ียนจากค�ำ
หลกั การนเี้ ปน็ การโยงธรรมชาตหิ รอื ความ โรคทางจติ เปน็ โรคทางวิญญาณ เพ่อื แบง่ แยกคำ�
เป็นจริงของสิ่งทั้งหลายมาสู่ท่าทีปฏิบัติของมนุษย์ ให้แตกต่างกัน และตรงกับความหมายที่แท้จริง
ตอ่ สง่ิ เหลา่ นนั้ ซงึ่ รวมสาระสำ� คญั วา่ เราตอ้ งรทู้ นั วา่ โดยขอใช้ค�ำภาษาอังกฤษก�ำกับแยกไว้ให้ชัดเจน
ส่ิงเหล่าน้ีมันไม่เป็นไปตามใจปรารถนาของเรานะ ด้วยว่า Spiritual Disease ซ่ึงไม่ได้หมายถึง
มนั เปน็ ไปตามเหตปุ จั จยั ของมนั เราจะไปยดึ มน่ั ถอื วิญญาณภูตผีปีศาจ หรือการถูกผีสิง แต่หมายถึง
มั่นตามใจของเราไม่ได้แต่ต้องปฏิบัติด้วยปัญญา วิญญาณหรือจิตในส่วนลึกที่ถือได้ว่าเป็นโรคด้วย
คือด้วยความรู้เท่าทัน และให้ตรงตามเหตุปัจจัย อ�ำนาจของกิเลส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ อวิชชา
เพราะฉะนั้น หลักนี้ก็เป็นแง่มุมหนึ่งของการ (ความไม่รู้) และ มจิ ฉาทฎิ ฐิ (ความเห็นผิด)
ประมวลวิธีปฏิบัติ ทั้งหมดต่อส่ิงทั้งหลาย (Phra ท่านพุทธทาสภิกขุได้ให้ความหมายว่า
Dhammapidok (P.A. Payutto), 2011 : 11) โรคทางวิญญาณ หมายถึง โรคทางความคิดหรือ

ปที ี่ 19 ฉบบั ท่ี 2 (เมษายน - มถิ นุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 289

ทางกิเลสตัณหา และทุกคนต่างก็มีกิเลสตัณหา ความว่าง และความวุ่นของจิตแล้ว จะรู้สึกได้ว่า
จึงกล่าวได้ว่า ทุกคนในโลกนี้ล้วนเป็นโรคทาง แท้จริงแล้วเราก็มีช่วงเวลา “ว่าง” อยู่มากและ
วญิ ญาณ การขยายตวั ของโรคทางวญิ ญาณ ทา่ นยงั ความว่างท่ีมีอยู่เองน้ันเป็นนิพพานน้อยๆ หรือ
อธิบายว่า โรคน้ีมีเชื้ออยู่ที่ความรู้สึกในใจของเรา นพิ พานชมิ ลอง ซงึ่ เปน็ อยา่ งเดยี วกบั นพิ พานถาวร
ทุกคนวา่ ตวั เราว่าของเรา หรอื ตัวกูของกู แล้วกท็ ำ� เพียงแต่ว่ามันไม่ได้เกิดข้ึนอย่างถาวรและท่าน
ไปตามอำ� นาจแหง่ ความเหน็ แกต่ วั และตอ่ เนอื่ งเปน็ พุทธทาสภิกขุได้สรุปปิดท้ายการปาฐกถาธรรม
ความโลภ ความโกรธ และความหลง ท�ำให้เกิด โดยขอให้ทุกคนรู้จักโรคทั้งทางกาย ทางจิตและ
ความเดอื ดรอ้ นตอ่ ตวั เองและผอู้ นื่ เราตา่ งไดร้ บั เชอื้ ทางวิญญาณให้ครบถ้วนแล้วแก้ไขเยียวยาทุกโรค
(หมายถงึ อปุ าทาน หรอื ความยดึ มนั่ ถอื มนั่ ) เพมิ่ ขนึ้ ให้เป็นผไู้ ม่มีโรค และได้ช่อื ว่า อโรคยปรมา ลาภา
ทุกครง้ั ท่ีไดเ้ ห็นรปู ได้ฟังเสยี ง ไดด้ มกล่ิน ไดล้ ิ้มรส ที่แทจ้ ริง
ได้สัมผัสทางผิวหนัง ท่านได้ชี้แนะว่า หากสังเกต 2. ประเด็นท่ีสองความว่าง ท่านพุทธ
กจ็ ะเหน็ ไดด้ ว้ ยกนั ทกุ คนวา่ ความรสู้ กึ ยดึ มน่ั ถอื มน่ั ทาสภิกขุ ได้กล่าวถึง “ความว่าง” ว่าความว่าง
ในตวั กขู องกนู แี่ หละ่ คอื แมบ่ ทของกเิ ลส การรกั ษา เป็นเรื่องท่ีเข้าใจได้ยากท่ีสุดในบรรดาเรื่องของ
โรคทางวิญญาณ ท่านแนะน�ำว่า การทจ่ี ะหายจาก พุทธศาสนา เพราะเป็นหัวใจของพุทธศาสนา
โรคทางวิญญาณได้ จึงไม่ใช่เร่ืองที่จะเข้าใจได้ด้วยการเดาหรือคาด
โดยเดด็ ขาด คอื การวา่ งจากการยดึ ถอื ใน คะเนตามความเคยชนิ หรอื ตามกรยิ าอาการของคน
เรา ของเรา และมุ่งไปสู่ความว่างท่ีสุด (นิพพาน) ธรรมดา อยา่ งไรกต็ าม ทา่ นไดแ้ นะนำ� วธิ ที จ่ี ะเขา้ ใจ
ท่านได้ยกตัวอย่างวิธีการรักษาโรคทางวิญญาณไว้ ความว่างได้ง่ายขึ้นคือ ให้หม่ันศึกษา สังเกตและ
เพียง 3 วิธี พอให้เข้าใจได้ชัดขึ้นและเหมาะสม พจิ ารณาความรสู้ กึ ทง้ั ความสขุ และความทกุ ขต์ า่ งๆ
กับเวลาในการปาฐกถาธรรม คอื วิธีการตามหลัก ที่เกิดข้ึนในจิตใจตัวเอง เพราะเม่ือเราคอยสังเกต
ปฏิจฺจสมุปฺบาท วิธีการตามหลักไตรลักษณ์และ วา่ ความคดิ ทเี่ ดนิ ไปในทางใดแลว้ ทำ� ใหเ้ ราวา่ งจาก
วิธีการตามหลักขันธ์ 5 โดย ท่านได้อธิบายราย ความทุกข์แล้ว เราจะมีความรู้ดีที่สุดและมีความ
ละเอยี ดในการปฏบิ ตั ติ ามแตล่ ะวธิ ดี ว้ ย ซงึ่ แตล่ ะวธิ ี เคยชินในการที่จะรู้สึกหรือเข้าใจหรือเข้าถึงความ
จะไม่แตกต่างกัน คือ ให้หมั่นน�ำความรู้ในแต่ละ วา่ งจากความทกุ ขไ์ ดม้ ากขนึ้ ซง่ึ จะเปน็ ผลใหเ้ ขา้ ใจ
หลักมาพิจารณาไปเร่ือยๆ ว่าทุกอย่างเป็นเพียง เรอ่ื งธรรมไดด้ กี วา่ ผทู้ เี่ พยี งแตอ่ า่ นเทา่ นนั้ และทม่ี า
มายาไมม่ ตี วั ตนทแ่ี ทจ้ รงิ การพจิ ารณาเชน่ นบ้ี อ่ ยๆ ของเร่ืองความว่าง ท่านได้เล่าถึงที่มาของเรื่อง
จนเกิดความรู้สึกที่แท้จริงว่า ทุกอย่างไม่มีตัวตน ความว่าง ในสมยั พทุ ธกาลวา่ มาจากคนกลมุ่ หนึ่ง
จะเปน็ การตดั ตอนความยดึ มน่ั ถอื มน่ั ในเรอื่ งตวั ตน ขอรับธรรมท่ีจะเป็นประโยชน์สุขเกื้อกูลตลอดไป
ในทสี่ ดุ กจ็ ะสามารถเขา้ ถงึ ความวา่ งหรอื นพิ พานได้ พระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า สุญฺญตปฺปฏิสํยุตฺตา
โดยไมย่ าก ทา่ นใหข้ อ้ มลู วา่ หากหมน่ั สงั เกตในเรอ่ื ง โลกุตฺตรา ธมฺมา หมายความว่า ธรรมท่ีจะเป็น

290 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

ประโยชนส์ ุขเก้ือกูลตลอดไป คอื ธรรมท่ีอยู่เหนือ ศีล สมาธิ ปญั ญา มรรคผลไปจนถึงระดับสูงสุดคือ
วิสัยโลกที่เก่ียวกับสุญญตา ท่านพุทธทาสภิกขุ นพิ พาน เปน็ ตน้ นน่ั คือจติ ใจของเขากำ� ลงั วา่ งเข้า
อธิบายวา่ สญุ ญตา แปลว่า ความวา่ ง หมายถงึ ตวั ถึงความว่างจากกเิ ลสและทกุ ข์ทั้งปวงแล้ว
ความวา่ ง วา่ งจากความยดึ มน่ั วา่ ตวั เราหรอื ของเรา ทา่ นพทุ ธทาสภกิ ขไุ ดอ้ ธบิ ายวา่ ประโยชน์
ความวา่ ง หรอื สญุ ญตา ทา่ นเหน็ วา่ คำ� วา่ ความวา่ ง ของความวา่ ง ทา่ นไดย้ กตวั อยา่ งพทุ ธภาษติ ทก่ี ลา่ ว
หรือ สญุ ญตา มคี วามหมายมากมายหากไม่จ�ำกดั ถงึ ประโยชน์ของความวา่ งหลายอยา่ ง เช่น ถา้ ใคร
ขอบเขตใหช้ ดั เจนไวแ้ ตแ่ รก อาจจะเกดิ ความเขา้ ใจ เห็นโลกเป็นความว่างผู้นั้นจะมีอ�ำนาจเหนือความ
ไม่ตรงกันได้ ดังน้ัน ท่านจึงแจ้งว่าในการปาฐกถา ทกุ ข์ ความว่างอย่างย่งิ คือ นิพพาน นพิ พาน คือ
ธรรมครง้ั นี้ มงุ่ หมายเฉพาะความวา่ งจากความทกุ ข์ เครอ่ื งนำ� มาซงึ่ ความสขุ อยา่ งยงิ่ เปน็ ตน้ และความ
ความวา่ งจากกเิ ลสทเี่ ปน็ เหตใุ หเ้ กดิ ทกุ ข์ และความ สำ� คญั ของเรอื่ งความวา่ ง ทา่ นแจง้ วา่ พระพทุ ธเจา้
วา่ งจากความรสู้ กึ วา่ มตี วั เรา หรอื มขี องเราเทา่ นน้ั ได้ยืนยันว่าค�ำท่ีพระองค์กล่าวน้ัน ต้องหมายถึง
ท่านพุทธทาสภิกขุได้ย้อนความหมายลึกๆ ของ เรื่องความว่าง จะโดยตรงหรอื โดยอ้อมก็ตามไม่ได้
“หัวใจพุทธศาสนา” ไปถึงการปาฐกถาธรรม กล่าวถึงเรื่องอ่ืนเลย นอกจากนี้ ท่านยังให้ข้อมูล
ครั้งแรกท่ีท่านสรุปว่า หัวใจของพุทธศาสนา คือ ด้วยว่า ความว่างเป็นเร่ืองท่ีพระพุทธเจ้าให้ความ
คำ� กลา่ วของพระพทุ ธเจา้ ทว่ี า่ สัพเพ ธัมมา นาลัง สำ� คญั และสอนมากกวา่ เรอ่ื งอน่ื ใด เปน็ เรอื่ งทที่ ำ� ให้
อภินิเวสายะ ซึ่งแปลได้ว่า ธรรมท้ังหลายท้ังปวง พุทธศาสนาแตกต่างจากศาสนาอื่นอย่างชัดเจน
ไมค่ วรยึดมั่นถอื มั่นน้นั คราวน้ี ทา่ นไดข้ ยายความ เพราะไม่มีศาสนาหรือลัทธิอ่ืนใดสอนในเรื่องนี้
ใหเ้ ขา้ ใจชดั เจนขนึ้ วา่ สพั เพ ธมั มาหรอื สงิ่ ทงั้ หลาย นอกจากน้ีท่านยังยกตัวอย่างพุทธภาษิตเกี่ยวกับ
ทั้งปวงน้ัน หมายถึง ทุกอย่างท้ังท่ีไม่มีคุณค่าและ ความวา่ งเปน็ ระยะๆ หลายเรอื่ ง เพอื่ แสดงใหเ้ หน็ วา่
มคี ณุ คา่ สงู ในความรสู้ กึ ของแตล่ ะคน เชน่ ฝนุ่ ทไ่ี มม่ ี พระพุทธเจ้าให้ความส�ำคัญเร่ืองนี้มากรวมท้ัง
ราคา เพชรนิลจินดาราคาสูง กามารมณ์ กระท่ัง ได้อธิบายขยายความแต่ละเร่ืองค่อนข้างละเอียด
สงิ่ ทส่ี งู ไปกวา่ นน้ั คอื ธรรมปรยิ ตั ิ (พทุ ธพจนอ์ นั ควร เชน่ ความหมายของความวา่ ง อาการของความวา่ ง
จะเล่าเรียน) มรรค (ข้อปฏิบัติถึงการดับทุกข์) หลักปฏิบัติเก่ียวกับความว่าง กระบวนการก�ำจัด
ปฏเิ วธ (ผลของการปฏบิ ตั )ิ นพิ พาน ฯลฯ ไมว่ า่ อะไร ความยึดมนั่ ถือมน่ั นิพพาน เปน็ ตน้ รวมทั้งได้บอก
ก็ตามไม่ควรถูกยึดม่ันว่าเป็นตัวเราหรือของเรา เลา่ ถงึ เรอ่ื งธาตตุ า่ งๆ ซง่ึ เปน็ เรอื่ งทล่ี กึ ซง้ึ และเขา้ ใจ
นค่ี อื หวั ใจของพระพทุ ธศาสนา หวั ใจของพระพทุ ธ ได้ยากย่ิงกว่าความเข้าใจพื้นฐานในเรื่องความว่าง
ศาสนากับความว่างเกี่ยวข้องกันอย่างไร ท่าน อย่างละเอียดอีกดว้ ย
อธิบายว่า ในขณะใดที่จิตใจใครก็ตามไม่ยึดมั่นถือ ความว่างกับการรักษาโรคทางวิญญาณ
มน่ั ในสงิ่ ใดเลยนน้ั หมายถงึ วา่ เขาถงึ พรอ้ มในธรรม (Spiritual Disease) ท่านได้ย้อนกล่าวไปถึงการ
ทกุ ขอ้ ตงั้ แตร่ ะดบั ตน้ ไปจนถงึ ระดบั สงู สดุ เชน่ ทาน ปาฐกถาธรรมครั้งแรก ท่ีท่านได้เชื่อมโยงถึงการ

ปที ี่ 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 291

รกั ษาโรคตา่ งๆ วา่ หากเปน็ โรคทางกาย (Physical เพราะฉะน้ันค�ำสอนเร่ือง อนัตตาจึงมีแต่ในพุทธ
Disease) หรือ โรคทางจิต (Mental Disease) ศาสนาเทา่ นนั้ ไม่ปรากฏหรอื มใี นศาสนาอ่ืนๆ
ซง่ึ เกย่ี วขอ้ งกบั อวยั วะตา่ งในรา่ งกาย ตอ้ งไปรกั ษา สรุปท้ายการปาฐกถาธรรมท่านสรุปว่า
กับหมอทางกายและทางจิต แต่หากเป็นโรคทาง ความว่าง คือ เร่ืองท้ังหมดของพุทธศาสนาเป็น
วญิ ญาณ (Spiritual Disease) ทม่ี าจากใจทมี่ คี วาม ความรู้ เป็นการปฏิบัติและเป็นผลของการปฏิบัติ
โลภ ความโกรธ ความหลงหรอื อวชิ ชา ตอ้ งไปรกั ษา เมอื่ เขา้ ถงึ ความวา่ งไดก้ ห็ มดปญั หา ประเดน็ สำ� คญั
กับแพทย์ทางวิญญาณ ซ่ึงสมัยพุทธกาลหมายถึง คอื ตอ้ งจบั ความหมายทกุ อยา่ งใหถ้ กู ตอ้ งตามทท่ี า่ น
พระพุทธเจ้าและท่านรักษาโรคนี้ด้วยธรรม ได้ยกตัวอย่างและอธิบายไว้ค่อนข้างละเอียดแล้ว
ซึ่งความหมายโดยรวมก็หมายถึง ความว่างหรือ ไมใ่ ชต่ คี วามหมายตามความเคยชนิ ทา่ นจบลงดว้ ย
สุญญตา นั่นเอง ท่านขยายความวา่ ความว่างเปน็ การบอกวา่ ทา่ นมหี นา้ ทอี่ ธบิ ายไปตามขอ้ มลู ทม่ี อี ยู่
ทัง้ ยาแกโ้ รค และการหายจากโรค หมายความว่า แตก่ ารทำ� ความเขา้ ใจเรอื่ งความวา่ งและการปฏบิ ตั ิ
ความรแู้ ละการปฏบิ ตั จิ นทำ� ใหเ้ กดิ ความวา่ ง นน้ั คอื เป็นหนา้ ทข่ี องผู้ฟังแตล่ ะคน
ยาแก้โรค ส่วนความว่างจากความทุกข์หรือจาก 3. ประเดน็ ทสี่ ามปฏบิ ัติเพื่อเป็นอย่ดู ว้ ย
กเิ ลสที่ทำ� ใหเ้ กดิ โรค กค็ อื การหายจากโรคนั่นเอง ความว่าง ความวา่ งคอื อะไร ในการปาฐกถาธรรม
การเปรียบเทียบเรื่อง การยึดมั่นถือม่ัน ครงั้ ท่ี 3 ทา่ นพทุ ธทาส ภกิ ขุ ชแ้ี จงวา่ ความวา่ งหรอื
และความวา่ งกบั ศาสนาอน่ื นอกจากบรรยายเรอ่ื ง สุญญตา มีความหมายมากมายหากไม่จ�ำกัด
ความว่างในแง่มุมต่างๆ ค่อนข้างละเอียดแล้ว ขอบเขตใหช้ ดั เจนไวแ้ ตแ่ รกอาจจะเกดิ ความเขา้ ใจ
ท่านยังเช่ือมโยงเรื่องการยึดม่ันว่าตัวเราของเรา ไมต่ รงกนั ได้ ดังน้นั ทา่ นจงึ แจ้งว่า ในการบรรยาย
และความว่างกับศาสนาอื่น เพื่อให้เห็นความจริง คร้ังน้ัน มุ่งหมายเฉพาะ ความว่างจากความทุกข์
ในเรื่องน้ีได้ชัดเจนขึ้นว่า ในศาสนาอ่ืนเขามีตัวตน ความวา่ งจากกเิ ลสทเี่ ปน็ เหตใุ หเ้ กดิ ทกุ ข์ และความ
สำ� หรบั ใหย้ ดึ มน่ั ถอื มน่ั ดงั นน้ั เรอื่ งการยดึ มน่ั ถอื มน่ั ว่างจากความรูส้ กึ วา่ มีตวั เราหรอื มขี องเราเท่านัน้
ในตัวเราของเราจึงเป็นเร่ืองถูกต้องมีการสอนให้ ซงึ่ ผเู้ ขยี นพจิ ารณาแลว้ วา่ ทา่ นพทุ ธทาสภกิ ขไุ ดพ้ ดู
เข้าถึงสภาพความเป็นตัวเราให้ได้ แต่พุทธศาสนา เปน็ การเนน้ เฉพาะเรอ่ื ง จติ เพยี งอยา่ งเดยี วเทา่ นนั้
สอนตา่ งไปจากศาสนาอนื่ ๆ คอื สอนใหล้ ะความยดึ แต่ในการบรรยายครั้งนี้ท่านได้ขยายขอบเขตของ
ม่ันถือม่ันในตัวเราของเราและพุทธศาสนาสอนว่า ความหมาย โดยเนน้ ถึงความวา่ งใน 2 สิ่ง คอื 1)
การยึดม่นั วา่ ตัวเราของเราเปน็ กิเลส (สง่ิ ท่ีทำ� ให้ใจ สง่ิ ทง้ั ปวงหรอื ทกุ สงิ่ หมายความวา่ ทกุ สง่ิ ทง้ั ทเี่ ปน็
เศรา้ หมอง) เปน็ ความโง่ เปน็ ความหลง หลกั ปฏบิ ตั ิ รปู ธรรมและนามธรรม ต้งั แต่สิ่งทมี่ อี นุภาคเลก็ สดุ
ในทางพุทธศาสนา จึงสอนให้ละให้ท�ำลายความ เชน่ ฝนุ่ เพชรพลอย จติ ใจ ความนึกคดิ จนถงึ ทส่ี ดุ
รสู้ กึ ในการยดึ มน่ั ถอื มนั่ ฯ เสยี ใหห้ มด ใหเ้ หน็ สภาพ คือ นิพพาน ล้วนแต่ว่างจากความมีตัวตนและ
เป็นอนัตตาคือ ความว่างจากตัวตนของส่ิงท้ังปวง 2) จติ ทไี่ มย่ ดึ มนั่ ถอื มนั่ อะไร หมายความวา่ จติ เดมิ

292 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

นนั้ วา่ งจากความมตี วั ตน แตเ่ นอ่ื งจากจติ ถกู หอ่ หมุ้ หม่ันฝึกให้จิตใจน้อมไปในทางที่ไม่ยึดในถือม่ันใน
จากส่ิงปรุงแต่งที่ได้รับ เช่น เห็นรูป ได้ยินเสียง สงิ่ ใดอยา่ งแทจ้ รงิ เพอื่ วา่ เมอื่ ความตายมาถงึ ความ
ไดก้ ลนิ่ ไดล้ มิ้ รส และสมั ผสั ทางผวิ หนงั ฯลฯ จติ จงึ ร้สู ึกถงึ ความว่างจะไดก้ ลบั มาโดยเร็วทันการณ์
ไม่ว่าง เมื่อใดที่จิตปลดเปล้ืองความยึดม่ันถือมั่น สรุปท้ายท่านแนะน�ำว่า ควรมีการศึกษา
ในสง่ิ ท้งั ปวงไดท้ ้งั หมด คอื ปฏบิ ัติอย่าให้เกิดความ คดิ ปรึกษาหารอื กนั คุยกัน ในเร่ืองต่างๆ เก่ยี วกบั
รสู้ กึ วา่ มตี วั ตนในรา่ งกายนค้ี อื จติ กจ็ ะวา่ งไดด้ งั เดมิ ความวา่ งเปน็ ประจำ� เชน่ เดยี วกบั เรอ่ื งอน่ื ๆ เมอื่ เรา
การปฏิบัติที่จะไม่ให้เกิดความรู้สึกว่ามีตัวตน เขา้ ใจเรอื่ งความวา่ งและปฏบิ ตั อิ ยา่ งถกู ตอ้ ง โดยทำ�
ในรา่ งกายนี้ ทา่ นแนะนำ� วา่ ควรปฏบิ ตั ใิ น 3 โอกาส จติ ใจใหว้ า่ งจากความยดึ มนั่ ถอื มน่ั ในสงิ่ ทง้ั ปวงแลว้
คือในโอกาสปกติ ในโอกาสที่มีสงิ่ มากระทบตา หู จติ กจ็ ะเปน็ ความวา่ งเสยี เอง เปน็ ความดบั ไมเ่ หลอื
จมูก ล้ิน กายหรือผิวหนัง และในโอกาสที่ก�ำลัง แห่งตัวกู-ของกู ไม่มีการเกิดมาอีก ไม่มีความรู้สึก
จะตายการปฏิบัติในโอกาสปกติ ท่านเน้นว่า เป็นความเกิด เป็นตัวเรา-เป็นของเราข้ึนมาอีก
ควรปฏบิ ตั ใิ นลกั ษณะทเี่ ปน็ การศกึ ษานน่ั คอื ปฏบิ ตั ิ ไมน่ าน เรอ่ื งพวกนก้ี จ็ ะกลายเปน็ เรอ่ื งงา่ ยๆ แมแ้ ต่
เปน็ ประจำ� อยา่ งตอ่ เนอื่ งไปเรอื่ ยๆ โดยจะศกึ ษาเอง การบรรลุนิพพานตามที่ท่านได้บรรยายมาแล้ว
หรือถาม หรือปรึกษาหารือผู้อ่ืนก็ได้ เพื่อให้เห็น น่ีคือ วิธปี ฏิบตั เิ พ่อื ความว่าง
แจง้ ในเรอ่ื งตา่ งๆ เกยี่ วกบั ความวา่ งยง่ิ ๆ ขน้ึ ไป เชน่
สง่ิ ทง้ั ปวงวา่ งอยอู่ ยา่ งไร แลว้ จติ นจ้ี ะวา่ งไดอ้ ยา่ งไร 4. จุดเด่นของหนังสือ
จติ จะไมห่ ลงผดิ ในสงิ่ ทงั้ ปวงไดอ้ ยา่ งไร เปน็ ตน้ การ
ปฏิบัติในโอกาสที่มีส่ิงอื่นมีกระทบประสาทสัมผัส ในหนงั สือ แก่นพุทธศาสน์ ดังที่ผ้วู จิ ารณ์
เช่นรูป เสียง กล่ิน รส เป็นต้น ท่านแนะน�ำส้ันๆ ไดอ้ ธบิ ายมาขา้ งตน้ นน้ั ทา่ นพทุ ธทาสภกิ ขุ พยายาม
ตามที่เคยแนะน�ำในที่ต่างๆ หลายครั้งแล้วว่า ล้วงลึกไปถึงเจตนารมณ์ของผู้แสดงข้อความน้ันๆ
วธิ ปี ฏบิ ตั คิ อื เมอ่ื มผี สั สะ (การกระทบ) เกดิ ขน้ึ กใ็ ห้ ไว้โดยแยกแยะประเด็นออกมาอธิบายขยายความ
จิตหยุดอยู่แค่นั้นอย่าคิดปรุงแต่งจนเกิดความ ให้เห็นเป็นประจักษ์ชัดแล้ว ตามความหมาย
ยึดม่ันเป็น “ตัวกู ของกู” ขึ้นมา แต่ถ้าจิตยังไม่ อันแท้จรงิ ของหลกั ธรรม โดยหวังวา่ เม่ือผู้ฟงั จบั ใจ
สามารถหยดุ ปรงุ แตง่ ไดท้ นั ทที มี่ กี ารกระทบเกดิ ขนึ้ ความสำ� คัญได้แลว้ กจ็ ะสะดวกในการศึกษาออกไป
กป็ ลอ่ ยใหป้ รงุ ตอ่ ไปแลว้ ไปหยดุ ทเ่ี วทนา (หมายถงึ ได้อย่างกว้างขวาง เม่ือผู้ฟังมีความเข้าใจในหลัก
ความรสู้ ึกเชน่ พอใจ ไม่พอใจ ฯลฯ) อยา่ ปลอ่ ยให้ ธรรมแล้ว ท่านพุทธทาส ภิกขุ จะเน้นที่วิธีปฏิบัติ
คิดปรุงแต่งจนเกิดความยึดมั่นถือม่ันเป็น “ตัวกู โดยอธิบายความหมายของเรื่อง เช่น วิธีปฏิบัติ
ของกู” ขึ้นมาการปฏิบัติในโอกาสที่ก�ำลังจะตาย เพื่อเป็นอยู่ด้วยความว่างว่า หมายถึง การปฏิบัติ
ทา่ นแนะนำ� ว่า จะต้องอาศยั หลักท่วี ่า ดับไม่เหลอื เพื่อให้จิตว่างจากความรู้สึกว่ามีตัวตนหรือว่าเป็น
เอาดับไม่เหลือมาเป็นหลักโดยในเวลาปกติควร ของตนทุกลมหายใจเข้าออกต่อเนื่องตลอดเวลา
หรือกล่าวสั้นๆ อีกนยั หนึง่ ไดว้ า่ หมายถึง วิธีปฏิบตั ิ

ปีที่ 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มถิ ุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 293

อย่าให้เกิดความรู้สึกว่ามีตัวตนในร่างกายนี้การน�ำ ค�ำปาฐกถาธรรมในโอกาสในโอกาสพิเศษของท่าน
เสนอของท่านพุทธทาสภิกขุ มีเป้าหมายส�ำคัญคือ พุทธทาสภิกขุ ซึ่งเป็นการเขียนโดยการถอดออก
มุ่งให้เกิดปัญญาและแก้ข้อกังขาเป็นรูปแบบหนึ่ง จากคำ� ปาฐกถาธรรมแบบคำ� ตอ่ คำ� ไมม่ กี ารอธบิ าย
ของการรักษาคำ� สอนไวด้ ว้ ย เพ่ิมเติมข้อความใดๆ แม้แต่เชิงอรรถต่างๆ ก็มิได้
นำ� มาอา้ งองิ ยกเวน้ ในกรณที ที่ า่ นไดก้ ลา่ วไปถงึ ทม่ี า
5. สรุป ของหวั ขอ้ ธรรมและเอกสารตา่ งๆ ในบางเรอื่ ง ภาษา
ที่ใช้เขียน เป็นภาษาแบบความเรียงหรือร้อยแก้ว
หนังสือแก่นพุทธศาสน์ ได้รับรางวัลชนะ ศพั ทท์ ท่ี า่ นพทุ ธทาสภกิ ขนุ ำ� มาใชเ้ ปน็ ศพั ทท์ ส่ี อื่ สาร
เลิศประเภทหนังสือดีเด่นจากองค์การยูเนสโก กับคนยุคปัจจุบันให้เข้าใจได้ง่าย การจัดล�ำดับ
(UNESCO) แหง่ สหประชาชาติ ประจำ� ปี พ.ศ. 2508 เนื้อหาเป็นการจัดล�ำดับอย่างมีขั้นตอน จัดล�ำดับ
เป็นหนังสือท่ีแสดงแก่นค�ำสอนของพระพุทธเจ้า เนื้อหาจากง่ายไปหายากนำ� เสนอใหเ้ ขา้ ใจไดง้ ่าย
จุดมุ่งหมายของพระพุทธศาสนาและวิธีปฏิบัติ หากพิจารณาเน้ือหาของหนังสือแก่น
ตามหลักค�ำสอนทางพระพุทธศาสนาได้อย่างครบ พุทธศาสน์ ของท่านพุทธทาสภิกขุเร่ืองใจความ
ถ้วนและบริบูรณ์ ในขณะเดียวกันเป็นหนังสือท่ีให้ ท้ังหมดของพระพุทธศาสนา หลักพุทธศาสนา
โลกทศั นแ์ ละชวี ทศั นส์ ำ� หรบั มนษุ ยท์ ถ่ี กู ตอ้ งสมบรู ณ์ มุ่งเฉพาะไปที่ผลการดบั ทกุ ข์ และเหตุแหง่ ทุกข์คอื
แบบ คอื ใหม้ องโลกและชวี ติ ใหร้ เู้ หน็ ตามความเปน็ การยดึ ม่นั ถือม่นั เร่อื ง ความวา่ ง เป็นเร่อื งท้ังหมด
จริงแล้ววางท่าทีท่ีจะปฏิบัติต่อโลกและชีวิตให้ถูก ของพุทธศาสนา ความว่างจากกิเลสท่ีเป็นเหตุให้
ตอ้ ง มคี วามเปน็ อยใู่ นโลกนอ้ี ยา่ งมสี ตริ เู้ ทา่ ทนั ไมใ่ ห้ เกดิ ทกุ ข์ และหลกั ปฏบิ ตั ใิ นทางพทุ ธศาสนาจงึ สอน
ตกเป็นทาสของโลกามิสทั้งหลายที่คนจ�ำนวนมาก ให้ละให้ท�ำลายความรู้สกึ ในการยึดมนั่ ถือมน่ั ดบั ลง
ในโลกน้ียังเสพอย่างขาดสติอยู่ในขณะน้ี รูปแบบ เสียให้ไดโ้ ดยส้ินเชิง
หนังสือแก่นพุทธศาสน์เป็นหนังสือที่ถอดออกจาก

References

Buddhadasa Bhikkhu. (2011). Buddhist teachings. Bangkok : Dhammasapa Banlue Dhamma
Institution.

Mahachulalongkornrajavidyalaya. (1996). Thai Tipitaka, Series of Mahachulalongkornraja
vidyalaya. Bangkok : Mahachulalongkornrajavidyalaya Press.

Phra Dhammapitaka. (P.A. Payutto). (2011). The Essence of Buddhism and the Characteristics
of Buddhism. Bangkok : Religious Affairs Department Ministry of Culture.



วิจารณ์หนงั สือ : Book Review
นิพพานในชวี ิตประจ�ำวนั *
Nibbana in Everyday Life

ผเู้ ขียน: พทุ ธทาสภิกขุ
Author: Buddhadasa Bhikkhu

อูท่ อง นามวงษ์ และพระมหามติ ร ฐติ ปญฺโญ
U-thong Namwong and Phramaha Mit Thitapañño
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั วิทยาเขตขอนแก่น

Mahachulalongkornrajavidyalaya Univercity, KhonKaen Campus, Thailand

Corresponding Author, E-mail: [email protected]

1. บทน�ำ ได้รับความยอบรับในระดับสากลทั้งในตัวบุคคล
และผลงานหนงั สอื เรอื่ ง “นพิ พานในชวี ติ ประจำ� วนั ”
“นพิ พาน” เปา้ หมายสงู สุดของพระพทุ ธ เป็นอีกผลงานหน่ึงท่ียืนยันถึงความยึดมั่นชัดเจน
ศาสนา เป็นธรรมที่มีความละเอียดอ่อนอยากต่อ ในแนวคิดการตีความและการให้ความหมาย
การอธิบายในเกิดความเข้าใจ ดังน้ันตลอดระยะ นพิ พานของผเู้ ขยี นหนงั สอื เลม่ น้ี จงึ นา่ สนใจสำ� หรบั
เวลาท่ีผ่านมาจึงมีการพยายามอธิบายเรื่อง เลือกมาศึกษาเรยี นรู้ โดยกระบวนการเชงิ วพิ ากษ์
นิพพานกนั อย่างกวา้ งขวางหลากหลาย พระธรรม วิจารณ์ ทั้งในเรื่องวิธีการสร้างความเข้าใจในหลัก
โกศาจารย์ (พุทธทาสภิกข)ุ เปน็ อกี บุคคลหนึ่งที่ได้ ธรรมค�ำสอนของพระพุทธศาสนาและการค้นหา
ใหค้ วามกระจา่ งในเรอื่ งนพิ พาน ซง่ึ เปน็ แนวคดิ และ ข้อสรปุ ในความไมล่ งรอยดงั ที่กลา่ วมาตอ่ ไป
การอธิบายนิพพานท่ีท�ำให้เกิดกระแสการวิพากษ์
วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง และต่อเนื่องจากอดีต 2. บทวิจารณ์
มาถึงปัจจุบัน ไม่เว้นแม้แต่ในสื่อออนไลน์ถึงขั้น
กล่าวหาว่าผู้เขียนบิดเบือนหลักธรรมค�ำสอนของ 1. บทวจิ ารณ์ดา้ นโครงสร้างหนังสอื
พระพุทธเจ้า หนงั สอื เรอื่ ง “นพิ พานในชวี ติ ประจำ� วนั ”
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจคือ เป็นการรวบรวมบทความท่ีพระธรรมโกศาจารย์
ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์น้ัน ผู้เขียนกลับ (พทุ ธทาสภกิ ขุ) ไดแ้ สดงแก่บุคคลในสถานทตี่ ่างๆ

* ไดร้ บั บทความ: 19 กนั ยายน 2560; แก้ไขบทความ: 27 พฤษภาคม 2562; ตอบรับตพี ิมพ์: 21 มถิ นุ ายน 2562
Received: September 19, 2017; Revised: May 27, 2019; Accepted: June 21, 2019

296 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

ในช่วงปี พ.ศ. 2500-2520 โดยผู้จัดพิมพ์ได้ 2. บทวิจารณ์ด้านเนอ้ื หา
ออกแบบรปู เลม่ และใหช้ อ่ื หนงั สอื ใหมต่ ามเนอ้ื หา สาระส�ำคัญของหนังสือน้ีท่ีคาดว่า
ของแต่ละชุด ส�ำหรับในเล่มที่ชอ่ื “นพิ พานในชีวติ ผู้เขียนน่าจะให้ความส�ำคัญและต้องการสื่อถึง
ประจำ� วัน” น้ีมีเลข ISBN 9744537655 พิมพ์ครัง้ ผู้อ่านประกอบด้วยเรื่องหลักๆ โดยมีเน้ือหาและ
ที่ 1 ปี พ.ศ. 2548 ขนาด (กวา้ ง x สงู ) 145 x 210 ประเด็นท่ีน่าศึกษาเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการ
มลิ ลิเมตร จำ� นวน 392 หนา้ วจิ ารณด์ งั นี้
จากการพิจารณาการบรรณาธิกรหนังสือ 2.1 นิพพาน ในหนังสือเล่มน้ผี ้เู ขยี น
เล่มน้ี พบว่า การต้ังชื่อหนังสือ “นิพพานในชีวิต ได้อธิบายความหมายของนิพพานไว้หลายแห่ง
ประจำ� วนั ” ซง่ึ ตง้ั ขนึ้ โดยคณะผจู้ ดั พมิ พน์ น้ั เปน็ ชอ่ื ซึ่งต่างมีความหมายเหมือนกันหรือเป็นไปในทาง
ทส่ี รปุ เอาใจความส�ำคญั และส่ือถึงเจตนารมณ์ทผ่ี ู้ เดียวกนั ว่า “...ท่าน (พระพทุ ธเจ้า) เอาความท่จี ิต
เขยี นมกั จะใชเ้ ปน็ วธิ กี ารในการอธบิ ายเรอื่ งนพิ พาน สงบเยน็ เพราะไมม่ กี เิ ลสโดยสนิ้ เชงิ ไมย่ ดึ มน่ั ถอื มนั่
ในวาระโอกาสต่างๆ ว่า “นิพพานน้ันเป็นภาวะท่ี ส่ิงใดแลว้ กไ็ ม่เกิดกเิ ลศเลย และมีความเยน็ อยา่ งน้ี
เนอื่ งอยกู่ บั คนเรา ไมใ่ ชเ่ ปน็ สงิ่ ทเ่ี หลอื วสิ ยั อยนู่ อก เปน็ นิพพาน” (Buddhadhasa Bhikkhu, 2005 :
ฟ้าหิมพานต์” ส�ำหรับประเด็นการจัดโครงสร้าง 46) ซึ่งพบว่ามีความสอดคล้องเป็นไปตามหลัก
การน�ำเสนอเน้ือหาในแต่ละตอน พบว่าในส่วน ธรรมค�ำสอนของพุทธศาสนาท้ังในระดับท่ีเป็น
เน้ือหาคณะผู้จัดพิมพ์ได้แบ่งเน้ือหาออกเป็นช่วงๆ เอกสารช้ันปฐมภูมิที่ว่า “ภิกษุในธรรมวินัยน้ีเป็น
โดยการยกข้อความ (Quotation) หรือสร้างข้อ พระอรหนั ตขณี าสพ อยู่จบพรหมจรรย์แลว้ ท�ำกิจ
สรุปของเน้ือหา (Analytic Text) ของช่วงน้ันๆ ทคี่ วรทำ� เสรจ็ แลว้ ปลงภาระไดแ้ ลว้ บรรลปุ ระโยชน์
ขึ้นมาใหม่แล้วน�ำมาเขียนเป็นตัวเน้น เสมือนเป็น ตนโดยลำ� ดบั แล้ว สน้ิ ภวสังโยชน์แลว้ หลุดพ้นแลว้
หัวเร่ืองของช่วงน้ันๆ ท�ำให้บันทึกการบรรยาย เพราะรู้ชอบ เพราะอนิ ทรยี ์ 5 ทีย่ ังคงอยไู่ มด่ ับไป
ธรรมหรือการเทศน์ถูกแบ่งออกเป็นช่วงๆ ตอนๆ ภิกษุนั้นจึงประสบอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์
ซง่ึ รปู แบบดงั กลา่ วนอี้ าจชว่ ยใหผ้ อู้ า่ นเขา้ ใจเนอ้ื หา เสวยสุขและทุกข์อยู่ ภิกษุท้ังหลายความส้ินราคะ
หนงั สอื เลม่ นง้ี า่ ยขนึ้ แตข่ ณะเดยี วกนั กอ็ าจเปน็ การ ความสนิ้ โทสะ ความสน้ิ โมหะของภกิ ษนุ น้ั เราเรยี กวา่
ชน้ี ำ� ใหผ้ อู้ า่ นเกดิ การวเิ คราะหจ์ ดั หมวดหมู่ ตลอดจน สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ” และความหมายในมุม
การแบง่ แยกเนอื้ หาตามทผี่ จู้ ดั พมิ พอ์ อกแบบไวจ้ น มองแนวคิดของปราชญ์ด้านพระพุทธศาสนาท่ี
ทำ� ใหไ้ มเ่ หน็ ความหมายทเี่ ชอื่ มโยงเปน็ อนั เดยี วกนั ร่วมยุคสมัย “การดับอวิชชา ตัณหา อุปาทาน
หรอื ความทงั้ หมดของเนอื้ หา ตลอดจนอาจเปน็ การ น่ันแหละคือนิพพาน” (Phra Dhammapitaka
ท�ำให้สูญเสียอรรถรสของบทบรรยายหรือเทศน์ (P.A. Payutto), 2003 : 229) แตป่ ระเดน็ ทไี่ ด้รับ
จึงเปน็ การลดคณุ ค่าในเชิงประวตั ิศาสตร์ และการ การวพิ ากษ์วิจารณอ์ ยา่ งกวา้ งขวาง โดยเฉาะอยา่ ง
อนุรกั ษ์ต้นฉบับของเดิมของหนังสือเลม่ นีล้ งไป ยงิ่ ในแงค่ วามไมส่ อดคลอ้ งกบั หลกั ธรรมคำ� สอนเดมิ

ปที ่ี 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 297

คือการให้ความหมายและอธิบายถึงความเป็น จึงอาจสรุปได้ว่า แม้ในชีวิตประจ�ำวันก็น่าจะเกิด
และความมอี ยขู่ องภาวะนพิ พาน วา่ “...เปน็ อยดู่ ว้ ย ภาวะนพิ พานในระดบั ตำ�่ ๆ ของนิพพานขึ้นได้
ความว่างอย่างนั้นแหละคือนิพพาน ฉะน้ันเรา 3. เพราะหลกั ธรรมทพี่ ระพทุ ธองค์
ทุกคนแม้ที่น่ังอยู่ท่ีน้ี ก็ก�ำลังได้รับรสของนิพพาน ตรสั รนู้ นั้ เปน็ สงิ่ ทอ่ี ยเู่ หนอื ความสามารถของภาษา
เป็นการชิมลองน้อยๆ อยู่ในระดับหน่ึงทีเดียว...” มนุษย์ที่จะอธิบายได้ แต่เมื่อจ�ำเป็นต้องสื่อสาร
(Buddhadhasa Bhikkhu, 2005 : 91) ซง่ึ ตอ่ กรณี สู่บุคคลในสังคม จึงต้องใช้ภาษาที่คนในสังคมน้ัน
ดังกล่าวนี้เม่ือตรวจสอบในพระไตรปิฎกก็พบว่า สามารถเข้าใจได้ ดังนั้น ภาษาท่ใี ช้ในการส่อื สารนี้
ดูเหมือนมีความไม่สอดคล้องกันจริง เช่น “ธรรม จึงไม่ใช่ตัวธรรมจริงๆ แต่แค่เป็นเคร่ืองมือท่ีใช้
(รวมถงึ นพิ พาน) ทเ่ี รากลา่ วถงึ แลว้ นี้ ลกึ ซง้ึ เหน็ ยาก สอื่ สารใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจในธรรมเทา่ นนั้ อยา่ งคำ� วา่
หย่ังรู้ตามยาก สงบ ประณีต ตรรกหยั่งไม่ถึง นิพพานก็เป็นค�ำที่มีอยู่ก่อนแล้ว และต่อมา
ละเอียดอ่อน เป็นวิสัยที่บัณฑิตจะพึงทราบ” พระพุทธองค์น�ำค�ำน้ีมาใช้เพ่ือส่ือถึงภาวะธรรม
หรอื “ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั นเี้ ปน็ พระอรหนั ตขณี าสพ ทพ่ี ระองคต์ รสั รู้ เพื่อใหบ้ คุ คลใช้เทยี บเคียงใหเ้ กิด
อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ท�ำกิจท่ีควรท�ำเสร็จแล้ว... ความเข้าใจ “นิพพาน” ในระดับหน่ึงจากความ
เราเรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ” แต่เม่ือ หมายของค�ำท่ีใช้กันอยู่เดิมดังน้ัน “นิพพาน”
พจิ ารณาเนอื้ หาในหนงั สอื เลม่ นแ้ี ละจากการสบื คน้ ในภาษาคนจึงเป็นส่ิงท่ีเกี่ยวเน่ืองเช่ือมโยงกับ
ข้อมูลเพิ่มเติมจากเอกสารผลงานอ่ืนของผู้เขียน การด�ำเนินชีวติ ประจ�ำวันของคน
พบวา่ เหตทุ ผ่ี เู้ ขยี นยนื หยดั ในแนวคดิ และหลกั การ 4. การตีความ นิพพาน โดยเทียบ
เรื่อง “นิพพานในชีวิตประจ�ำวัน” น้ันอาจมีได้ เคียงความหมายนิพพานในรูปไวพจน์อ่ืนๆ พบใน
ดังน้ี หนังสือเล่มหนึ่งของผู้เขียนว่า “ผูศึกษาพึงสังเกต
1. การอ้างพุทธพจน์ที่ว่า “ความ ใหเหน็ วา คาํ วา สนั ทิฏฐกิ นพิ พานในท่นี ต่ี อ้ งหมาย
ทกุ ขก์ ด็ ี เหตใุ หเ้ กดิ ทกุ ขก์ ด็ ี ภาวะแหง่ ความดบั สนทิ ถึงความดับเย็น อันเปนผลจากปฐมฌานที่บุคคล
ของความทกุ ขค์ อื นพิ พานกด็ .ี ..ลว้ นมอี ยใู่ นรา่ งกาย นั้นรูสึกเสวยอยูน่ันเอง เป็นเครื่องแสดงใหเห็นวา
ท่ียาวประมาณวาหน่ึงนี้ พร้อมด้วยสัญญาและใจ ความดับเย็นอันเกิดจากปฐมฌานโดยเฉพาะคือ
(หมายถึงร่างกายท่ียังมีชีวิต)” (Buddhadhasa สมาบตั ทิ ุกระดบั มีชือ่ เรยี กวานิพพานได ไมจ ําเปน
Bhikkhu, 2005 : 43) จะตองหมายถึงอนุปาทิเสสนิพพานอยางเดียว
2. การอธิบายสภาวะของนิพพาน เทา น้นั คำ� ว่า“สนั ทฏิ ฐิกนิพพาน” นัน้ ใชไ ดเหมือน
โดยยกเอาค�ำอุปมาของพระพุทธเจ้า เร่ืองอุปมา คาํ วา “นโิ รธ” คอื เปน ความดบั เยน็ ทใี่ ชไ ดท งั้ ระบบ
มรรค ผล นพิ พาน กบั การเอาตวั รอดจากคนจมนำ้� สมมุตไิ ปจนถึงวิมุตติ (มใิ ชใชกรณีวิมุตตอิ ยา งเดียว
กับระดับอริยะบุคคลในพระพุทธศาสนาท�ำให้เห็น หรอื ในมมุ ประหารกเิ ลสเดด็ ขาดเพยี งอยา่ งเดยี ว)”
วา่ “นพิ พาน” นน้ั มไี ดห้ ลายระดบั จากนอ้ ยไปมาก (Buddhadhasa Bhikkhu, 2009 : 483)

298 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

5. ประเภทของนิพพาน “นิพพาน กลางหรืออริยมรรค มีองค์ 8” ในหนังสือเล่มนนี้ นั้
ธาตุ 2 อยา่ งเหลา่ นี้ พระผทู้ รงจกั ษผุ คู้ งท่ี ไมข่ นึ้ ตอ่ พบว่ามีทั้งการอธิบายโดยการเช่ือมโยงหลักธรรม
ส่ิงใด ได้ทรงประกอบไว้แล้ว (คือ) นิพพานธาตุ ตา่ งๆ สทู่ างสายกลางหรอื อรยิ มรรค มีองค์ 8 เชน่
อยา่ งหนง่ึ เปน็ ทฏิ ฐธิ มั มกิ ะ (มใี นปจั จบุ นั หรอื ทนั ตา ปฏจิ จสมปุ บาท โอวาทปาฏโิ มกข์ เปน็ ตน้ และแบบ
เห็น) ชอ่ื ว่า สอปุ าทเิ สส เพราะสิ้นตัณหาเคร่ืองนำ� อธิบายตวั ธรรมโดยตรง โดยเนน้ ประเดน็ การสร้าง
สภู่ พ สว่ นนพิ พานธาตอุ กี อยา่ งหนง่ึ เปน็ สมั ปรายกิ ะ ความเข้าใจท่ีถูกต้องต่อทางสายกลางว่า ไม่ใช่
(มีในเบ้ืองหน้าหรือเป็นของล้�ำ) เป็นภพทั้งหลาย หมายถึงครึ่งๆ กลางๆ แต่ทางสายกลางเป็น
ดบั ไปหมดส้ิน ช่ือวา่ อนุปาทิเสส” อริยมรรคมีองค์ 8 ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นทางสู่
จากขอ้ มลู ดงั กลา่ ว ทำ� ใหเ้ หน็ ความเชอื่ มโยง นพิ พาน เปน็ ตวั แทข้ องธรรมะ ตวั แทข้ องพระศาสนา
ความเป็นเหตุเป็นผลในการเสนอว่า นิพพานนั้น ทง้ั หมด เปน็ ตวั พรหมจรรยท์ งั้ หมด เปน็ การเนน้ ยำ้�
เป็นภาวะที่สามารถเกิดได้จริงในการด�ำเนินชีวิต ในจดุ ทมี่ กั จะมกี ารเขา้ ใจและใชค้ ำ� วา่ ทางสายกลาง
ประจ�ำวันของคนในสังคม โดยถ้าพิจารณาในเชิง คลาดเคลื่อนไป โดยเฉพาะการใช้เป็นข้ออ้างท่ีจะ
ทฤษฎีและกระบวนการสื่อสารแล้ว อาจมีความ ไม่ท�ำอะไรด้วยความมุ่งม่ัน ขยัน อดทน แต่กลับ
เป็นไปได้ท่ี “นิพพานในชีวิตประจ�ำวัน” น้ัน เลือกท�ำง่ายๆ สบายๆ ท�ำไม่ถึงที่สุดของเรื่องน้ัน
เปน็ เจตนาของผเู้ ขยี นเพอื่ การยว่ั ยุ ทา้ ทาย ใหค้ วาม แลว้ อา้ งวา่ เป็นสายกลาง
หวัง เสริมพลังคนในสังคม ให้น�ำหลักพระพุทธ ดังน้ัน โดยสรุปสารชุดน้ีมีจุดเด่น คือ
ศาสนามาใช้ในการด�ำเนินชวี ติ ประจำ� วนั โดยการชี้ การเชื่อมโยงหลักธรรมค�ำสอนกับวิถีการด�ำเนิน
ให้เห็นถึงประโยชน์ท่ีจะได้รับในเวลาอันใกล้หรือ ชวี ิตในสังคม ท�ำให้เห็นวา่ เมื่อมี “นิพพานในชีวติ
ได้ประโยชน์ทันทีท่ีลงมือปฏิบัติ ซึ่งน่าจะตรงกับ ประจำ� วนั ” กต็ อ้ งมี “ทางสนู่ พิ พาน (มรรค) ในชวี ติ
ความต้องการของคนในสังคมที่มักจะมีแนวคิดว่า ประจำ� วนั ” คกู่ นั ไปจงึ จะครบถว้ นสมบรู ณน์ อกจาก
เม่ือลงทุนท�ำอะไรลงไปย่อมต้องการเห็นผลใน นย้ี งั พบวา่ ในการส่อื สารเรอื่ งอริยมรรคมอี งค์ 8 นี้
สง่ิ ทท่ี ำ� อยา่ งรวดเรว็ แตข่ ณะเดยี วกนั วธิ กี ารนก้ี อ็ าจ ผเู้ ขยี นเลือกใชเ้ น้อื หาและวิธีการสอื่ สารทแี่ ตกตา่ ง
ท�ำให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านมุ่งสนใจไปที่ “ค�ำ” จนลืม หลากหลายกนั ออกไปตามเวลา สถานที่ และบคุ คล
ศกึ ษารายละเอยี ดทผ่ี เู้ ขยี นไดช้ แี้ จงไว้ ทำ� ใหไ้ มเ่ หน็ หรอื กลมุ่ ผฟู้ งั แสดงใหเ้ หน็ วา่ ผเู้ ขยี นใหค้ วามสำ� คญั
ถึงความเป็นท้ังหมดของสารท่ีผู้เขียนต้องการจะ ในเรื่องประสิทธิภาพของการส่ือสาร โดยมีการ
สื่อถึง จนในท่ีสุดจึงดูเหมือนผู้เขียนมีเจตนาท�ำให้ วิเคราะห์ผู้รับสารและบริบทการสื่อสารแล้ว
ผู้อ่านเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากหลักธรรม ออกแบบการน�ำเสนอสารที่มีความเฉพาะเจาะจง
คำ� สอนของพระพทุ ธองค์ กบั ลกั ษณะของบุคคล สถานที่ และเวลา นั้นๆ
2.2 วิธีปฏบิ ัตสิ ู่นิพพาน ในการสรา้ ง 2.3 มุมมองและวิธีปฏิบัติต่อปรากฏ
ความเขา้ ใจในแกน่ สาระเดยี วกนั คอื เรอื่ ง “ทางสาย การณ์ทางสังคมตามหลักมรรค ผล นิพพานการ

ปที ่ี 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 299

สร้างความเข้าใจ “นพิ พาน” กับ “การดำ� เนินชวี ิต ปรากฏการณท์ ี่นา่ สนใจดังนี้
ชีวิตประจ�ำวัน” เป็นเสมือนภารกิจหลักที่ผู้เขียน เรื่องการบวช ผู้เขียนต้องการส่ือถึงแก่น
ต้องท�ำเพื่อให้ผู้อ่านหรือผู้ฟังเกิดความเข้าใจตาม สาระสำ� คญั ของการบวชวา่ การบวชเปน็ การทำ� เพอ่ื
เจตนารมณ์ในการส่ือสารของตน โดยผู้เขียน ผอู้ นื่ เพอื่ สว่ นรวม เพอื่ ศาสนา และในระดบั ทสี่ งู ขนึ้
ใช้วิธีการวิเคราะห์เช่ือมโยงหลักธรรมค�ำสอนเรื่อง คือเพ่ือความว่าง จิตท่ีว่าง ว่างจากตัวกู ของกู
มรรค ผล นิพพานกบั เหตกุ ารณห์ รอื ปรากฏการณ์ ในท่ีสุด ดังนั้น ผู้บวชจึงต้องมีทั้งวินัยและธรรม
ตา่ งๆ ทางสงั คมเชน่ เทศกาลปใี หม่ การบวช การทำ� บญุ ไปพร้อมกนั ซ่ึงสอดคลอ้ งกับพระบาลที ีว่ ่า “ภิกษุ
การบ�ำรุงพระพุทธศาสนา เปน็ ต้น ซึง่ มปี ระเดน็ ที่ ทั้งหลาย ดังพรรณนามาฉะนี้ (เกย่ี วกบั การปฏิบัติ
น่าศึกษาเรียนรู้ในเชิงการวิจารณ์คือ การเลือก ของบรรพชิต ในลักษณะเปลือกหรือกระพ้ีของ
เหตุการณ์ที่น�ำมาเป็นฉากหลังของหัวข้อธรรมที่ พรหมจรรย์) พรหมจรรย์นี้จึงมิใช่มีลาภสักการะ
ต้องการน�ำเสนอน้ัน มีความทันสมัยเพราะแม้ และความสรรเสริญเป็นอานิสงส์ (ผลที่มุ่งหมาย)
ปัจจุบันซ่ึงผ่านมากว่าคร่ึงศตวรรษ ปรากฏการณ์ มิใช่มีความสมบูรณ์แห่งศีลเป็นอานิสงส์ มิใช่มี
ต่างๆ ดังกล่าว (ซึ่งเราถือว่าเป็นปัญหาสังคม) ความสมบูรณ์แห่งสมาธิเป็นอานิสงส์ มิใช่มีญาณ
ยงั คงมอี ยแู่ ละมแี นวโนม้ รนุ แรงขนึ้ ซง่ึ เปน็ การชใี้ ห้ ทสั สนะเปน็ อานิสงส์ แตพ่ รหมจรรย์น้ีมเี จโตวิมตุ ติ
เห็นว่าคนในสังคมยังมองและเข้าใจปรากฏการณ์ อันไมก่ ำ� เริบเป็นเป้าหมาย เป็นแกน่ เปน็ ท่ีสุด”
นั้นๆ แบบผิดๆ และยังคงปฏิบัติหรือจัดการกับ ดังน้ัน จะเห็นว่าสารชุดนี้นอกจากจะมี
ปรากฏการณด์ งั กลา่ วแบบผดิ ๆ อยา่ งตอ่ เนอื่ งตง้ั แต่ ความสอดคลอ้ งกบั หลกั ธรรมคำ� สอนแลว้ ยงั เขา้ ได้
อดตี ถึงปจั จุบัน และสามารถนำ� มาใชอ้ ธบิ ายปรากฏการณเ์ รอ่ื งการ
ส่วนความน่าสนใจในเชิงเนื้อหาพบว่า บวชในสงั คมปจั จบุ นั ซง่ึ มคี วามคลาดเคลอื่ นไปไกล
ผู้เขียนได้วิเคราะห์ปรากฏการณ์ต่างๆ ในวิถีชีวิต มากจากหลักธรรมค�ำสอน ทั้งในมิติของชาวบ้าน
ประจำ� วนั และชใ้ี หเ้ หน็ ตามทเี่ ปน็ เปน็ การแสดงวธิ ี พ่อ แม่ ญาติธรรม ท่ีมักจะติดอยู่กับข้ันพิธีกรรม
การปฏิบัติอริยะมรรคข้อท่ี 1 คือ สัมมาทิฏฐิต่อ ในขณะทีผ่ ู้บวชเองมักมีแนวโนม้ ท่ีจะติดหรือคิดว่า
สง่ิ ทมี่ ที เี่ ปน็ ในการดำ� เนนิ ชวี ติ ประจำ� วนั แลว้ เสนอ กจิ ของตนสำ� เรจ็ ทร่ี ะดบั วนิ ยั แตผ่ เู้ ขยี นชใ้ี หเ้ หน็ วา่
วิธีปฏิบัติท่ีถูกต้องเหมาะสมต่อปรากฏการณ์น้ันๆ วินัยเป็นเร่ืองส�ำคัญที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
ซงึ่ กค็ อื การประยกุ ตห์ ลกั อรยิ ะมรรคมอี งค์ 8 สกู่ าร แต่เป้าหมายสูงกว่าน้ันคือเรื่องธรรม เพราะวินัย
ด�ำเนินชีวิตประจ�ำวัน นั้นเอง สารชุดน้ีจึงเป็น ทั้งหลายล้วนมีอยู่และใช้ปฏิบัติเพ่ือบรรลุธรรม
เหมือนภาคปฏิบัติของหนังสือเล่มน้ี ท่ีท�ำหน้าที่ ท้ังเร่ืองวินัยและเรื่องธรรมจึงเป็นเร่ืองท่ีต้องถือ
นำ� พาผอู้ า่ นประยกุ ต์หลกั การ (ท่ผี ้เู ขยี นได้เสนอไว้ ปฏิบัตเิ ป็นปกติในชวี ติ ประจ�ำวนั ของการเปน็ พระ
ในส่วนต้น) สู่การปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างย่ิงการ เรื่องการบ�ำรุงศาสนา ผู้เขียนได้ชี้ให้เห็น
ปฏิบัติในการด�ำเนินชีวิตในสังคม โดยมีตัวอย่าง ลกั ษณะการบำ� รงุ ศาสนาในปจั จบุ นั ทคี่ นเรามกั จะ

300 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

มุ่งม่ันและพอใจเพียงแค่การท�ำบุญเล้ียงพระและ นิพพานในชีวติ ประจำ� วัน” ช้ใี หเ้ ห็นประโยชนเ์ ห็น
การบรจิ าคตา่ งๆ แลว้ รอรบั ผลบญุ น้ันเพราะถือว่า ผลที่เกิดในชาติน้ี เป็นผลที่สมเหตุสมผลกับเหตุ
ตนเองไดท้ ำ� สง่ิ ทด่ี คี รบถว้ นสมบรู ณแ์ ลว้ ซง่ึ ในความ ปัจจัยหรอื ส่งิ ทล่ี งมือ ลงทนุ ลงแรงกระท�ำ ซ่ึงกค็ ือ
เปน็ จรงิ สงิ่ ทท่ี ำ� นนั้ เปน็ เพยี งบางสว่ นของการบำ� รงุ การน�ำหลักธรรมค�ำสอนมาใช้ในการด�ำเนินชีวิต
ศาสนา เพราะตวั ศาสนานนั้ คอื การดบั ทกุ ข์ ดงั นน้ั ประจ�ำวันอย่างเป็นระบบและเป็นการทะนุบ�ำรุง
การบ�ำรุงศาสนาให้ถูกต้องจริงแล้ว ก็ต้องบ�ำรุงให้ ศาสนาท่ีครบถ้วนสมบูรณ์ อันจะส่งเสริมให้
เกิดความดับทุกข์ขึ้นมาจริงๆ หรือ บ�ำรุงศาสนา พระพทุ ธศาสนามั่นคงยง่ั ยืนคสู่ ังคมต่อไป
โดยการปฏิบัติธรรมที่มุ่งสู่ความดับทุกข์ นั่นเอง การท�ำบุญต้อนรับปีใหม่ ผู้เขียนได้ชี้ให้
ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของปราชญ์ร่วมสมัยอย่าง เห็นว่า เทศกาลปีใหม่นั้นกลายเป็นกระแสโลกที่
สตั ยา นารายนั โกเอน็ กา้ ทกี่ ลา่ ววา่ “แตล่ ะศาสนา กระทบต่อทุกคน โดยเฉพาะอย่างย่ิงในเชิง
จะปลอ่ ยใหค้ นมคี วามสขุ กบั พธิ กี รรม และประเพณี วัตถุนิยม เชิงการมอมเมาเพ่ือประโยชน์ทางธุรกิจ
ของพวกเขา แต่พวกเขาก็ไม่ควรหลงลืมแก่นท่ีอยู่ โดยท่ีดูเหมือนผู้คนเต็มใจและพอใจที่ตกอยู่ใน
ภายใน ถา้ เขาเหล่านนั้ ละเลยแก่นสารภายในและ กระแสนี้ จนลืมมองไปว่าแท้จริงแล้วปีใหม่มันแค่
ยังคงบอกว่า “ฉันเป็นศาสนิกชน เพราะว่าฉันท�ำ เร่ืองสมมุติข้ึนเท่าน้ัน แล้วเสนอวิธีปฏิบัติที่ถูกที่
พธิ กี รรมมาตลอด” เชน่ นแ้ี ลว้ กเ็ ทา่ กบั วา่ เขากำ� ลงั ควรวา่ ในโอกาสปใี หม่ ควรตอ้ งไดอ้ ะไรใหมเ่ พม่ิ ขนึ้
หลอกลวงตัวเองและหลอกคนอ่ืน” (Phramaha หรือเจริญขึน้ ความเจรญิ มันมาจากความเสยี สละ
Mit Thitapanno, 2017 : 51) ของคนที่ต้องการความเจริญ ดังน้ัน พุทธบริษัท
แนวคิดและมุมมองในเรื่องการบ�ำรุง ต้องถือเอาการเสร็จธุระแล้วเป็นเคร่ืองวัดปีใหม่
ศาสนาของผู้เขียนนั้น สามารถน�ำมาอธิบายได้แม้ ท�ำให้เป็นอิสระเหนือเวลา ไม่ถูกร้อยรัดด้วยเวลา
กับปรากฏการณ์ทางสังคมในปัจจุบันเช่น กรณี มนั จงึ เบาสบายเพราะขณะนกี้ เิ ลสตณั หามนั ระงบั ไป
ปรากฏการณ์การท�ำบุญไหว้พระในสถานท่ีต่างๆ ตวั กขู องกรู ะงบั ไป เพราะทำ� หนา้ ทขี่ องตนเสรจ็ แลว้
ท่ีก�ำลังเป็นกระแสหลักของสังคมแต่กลับพบว่า จะเห็นว่า เนื่องจากคนส่วนใหญ่ตกอยู่
คนในสังคมไม่ได้ปฏิบัติตามหลักธรรมค�ำสอนท่ี และได้รับผลกระทบจากกระแสวัฒนธรรมปีใหม่
แท้จริง ทั้งน้ีอาจเกิดจากความปรารถนาผลบุญ สาระในส่วนน้จี ึงเปน็ ธรรมท่ีสอดคลอ้ งกับ “กาล”
ในลักษณะปาฏหิ ารยิ ์ บนั ดาลเสก ทง้ั ในชาตนิ ้แี ละ สามารถท�ำให้ผู้ฟังผู้อ่านเข้าใจหลักธรรมในระดับ
ชาติหน้าจึงมีลักษณะการเลือกท�ำเฉพาะที่ท�ำง่าย ความรู้สึกได้ โดยเทียบเคียงกับประสบการณ์
ลงทนุ ลงแรงนอ้ ยแตห่ วงั ผลลพั ธส์ งู เนอ้ื หาสาระชดุ อารมณ์ ความรสู้ กึ ทเี่ กดิ ขน้ึ จรงิ ของตนเองขณะเมอ่ื
น้ีจึงเป็นการชี้ให้เห็นปัญหาและวิธีการท่ีเป็นไปได้ “เสร็จธุระ” และเห็นว่าแท้ท่ีจริงพระพุทธศาสนา
ในการแก้ไขในระดับฐานรากของปัญหาคือในตัว นน้ั ไม่ใชม่ ี เปน็ และทำ� ไดแ้ ค่เฉพาะการปฏบิ ตั ิตาม
ปัจเจกชน โดยใช้อุบายเชิงท้าทาย “มรรค ผล รปู แบบในวดั หรอื สถานทเ่ี ฉพาะเทา่ นนั้ แตส่ ามารถ

ปที ี่ 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 301

มี เปน็ และเกิดขึ้นไดใ้ นการดำ� เนินชวี ติ ประจำ� วนั ในชีวิตประจ�ำวัน” เล่มนี้จึงเป็นแนวคิดและวิธี
ไม่เว้นแม้แต่ช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองใน ปฏิบัติเพื่อการน�ำพุทธศาสนาประสานเข้ากับการ
เทศกาลปีใหม่ นน่ั เอง ด�ำเนินชีวิตของคนในสังคม ซ่ึงเป็นวิธีการสร้าง
คณุ คา่ ความสำ� คญั และความหยงั่ ยนื ของพระพทุ ธ
3. สรุป ศาสนาต่อสังคมมนุษย์ เป็นการเสนอแนวคิดและ
หลักการในการแก้ปัญหาเรื่องพระพุทธศาสนา
จากกระบวนการวิจารณ์พบว่าหนังเล่มน้ี ก�ำลังเลือนหายไปจากวิถีชีวิตของคนในสังคม
มคี วามโดดเดน่ นา่ สนใจ ควรคา่ แกก่ ารศกึ ษา ดงั น้ี ซง่ึ กำ� ลงั เปน็ กระแส และเรากำ� ลงั พยายามแกไ้ ขกนั
1. คุณค่าในเชิงประวัติศาสตร์และการ อยา่ งไรกต็ ามดว้ ยเหตทุ นี่ พิ พานทพ่ี ระพทุ ธ
อนุรักษ์ ด้วยเหตุท่ีแนวคิด หลักการและผลงาน องค์ตรัสรู้น้ัน เป็นสภาวธรรมที่อยู่เหนือความ
และโดยตวั ตนเองผเู้ ขยี นเองไดร้ บั การยอมรบั อยา่ ง สามารถของภาษาของมนุษย์ในการอธิบาย
กว้างขวางในระดับที่เป็นวิชาการทั้งในและต่าง เพอ่ื สรา้ งความเขา้ ใจ ดงั นนั้ เมอ่ื มกี ารนำ� ภาษาทใี่ ช้
ประเทศ ดังนั้นหนังสือเล่มนี้ซึ่งโดยเนื้อหาเสมือน ในการสอื่ สารปกตใิ นสงั คมมาใชอ้ ธบิ ายความหมาย
เป็นตัวแทน เป็นบทย่อของแนวคิด หลักการและ ของนิพพาน จึงเป็นไปได้มากท่ีจะเกิดความเห็น
ผลงานต่างๆ ของผู้เขียน จึงเป็นเอกสารท่ีควรค่า แย้งไม่ลงรอยกันในเชิงความคิด อันมีภาษาเป็น
แก่การอนรุ ักษ์ไว้ให้อยูค่ ู่สงั คมต่อไป พ้ืนฐาน เพราะภาษาและการใช้ภาษาเพ่ือสร้าง
2. คุณค่าในเชิงอรรถประโยชน์ถ้ามอง ความเข้าใจน้ัน จะเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา
คณุ คา่ ในเชงิ อรรถประโยชนแ์ ลว้ โดยเนอื้ หาทงั้ หมด สถานที่ และบุคคล และโดยสรุป ถ้าถอดความ
ของหนงั สอื เลม่ นห้ี รอื โดยเนอื้ หาบางตอนทผี่ เู้ ขยี น หวือหวาน่าสนใจทางภาษา ซึ่งถือว่าเป็นเทคนิค
ได้กลา่ วไว้ว่า เปา้ หมายสงู สุดของพระพุทธศาสนา ทางการส่ือสารที่ผู้เขียนน�ำมาใช้เพื่อประสิทธิภาพ
คือ นิพพาน และทางสนู่ พิ พาน ได้แก่ อรยิ มรรคมี ของการสื่อสารออกไป จะพบว่าแก่นสารของ
องค์ 8 ซึ่งกค็ ือทัง้ หมดของพรหมจรรย์หรือศาสนา “นิพพานในชีวิตประจ�ำวัน” ก็คือ “ความสุข
นี้แล้วข้อสรุปหน่ึงท่ีน่าจะสื่อถึงสาระเรื่องราว และวธิ กี ารสรา้ งความสขุ ในชวี ติ ประจำ� วนั โดยหลกั
ทั้งหมดของหนังสือเล่มนี้ก็คือ “พระพุทธศาสนา พระพทุ ธศาสนา” นน้ั เอง
กับการด�ำเนินชีวิตประจ�ำวัน” ดังน้ัน “นิพพาน

References

Buddhadhasa Bhikkhu. (2005). Nibbana in Everyday Life. Bangkok : Thammasapha &
Bunluentham Institution.

_______. (2009). Buddha Wajana 2 : Noble Truth from the Buddha's mouth (the beginning).
Bangkok : Buddhakos Foundation.

302 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

Phra Dhammapitaka (P.A. Payutto). (2003). Buddha-Dharma (Extended Edition). Bangkok :
Mahachulalongkornrajavidyalaya University.

Phramaha Mit Thitapanno. (2017). The Essence of Neo-Buddhist Movements in Contemporary
World. Khonkhen : Klangnana Vitthaya Press.

วจิ ารณห์ นงั สอื : Book Review
พระเจ้าในภาษาธรรมของพุทธบรษิ ัท*
The God in the Buddhist language of the Four Assemblies

(Parisa)

ผู้เขยี น: พทุ ธทาสภิกขุ
Author: Buddhadasa Bhikkhu

พระนรินทร์ สลี เตโช และจรัส ลกี า
Phra Narin Silatacho and Jaras Leeka
มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตขอนแกน่
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, KhonKaen Campus, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]

1. บทน�ำ เป็นภาษาที่มีความหมายอันบุคคลท่ัวไปเข้าใจ
ได้ง่าย เรยี กว่า ภาษาคน และภาษาธรรม ซึ่งเป็น
หนังสือเร่ืองพระเจ้าในภาษาธรรมของ ภาษาที่ใกล้ชิดหรือศึกษาเกี่ยวกับศาสนามาเป็น
พุทธบริษัทแต่งโดยพุทธทาสภิกขุมีเจตนารมณ์ อย่างดีจึงจะเข้าใจได้จริงๆ เรียกว่า ภาษาธรรม
เพ่ือส่ือให้รู้ถึงหลักค�ำสอนของศาสนาในศาสนา การตีความแบบภาษาคน ภาษาธรรมน้ีเป็นการ
ต่างๆ ท่ีปรากฏอยู่ในรูปแบบของภาษาธรรม ตคี วามทเี่ ปน็ รปู แบบเฉพาะของทา่ นพทุ ธทาสภกิ ขุ
ซึ่งศาสนิกชนท่ัวไปจะเข้าใจได้ยาก และตีความ ใช้การตีความภาษาคนภาษาธรรมในหนังสือเล่มน้ี
หมายค�ำสอนไปในทางที่ผิด ท่านพุทธทาสภิกขุ เป็นการตคี วามท่เี น้นไปทกี่ ารใหเ้ ข้าใจคำ� สอนของ
จงึ อธบิ ายถงึ ภาษาธรรมใหเ้ ปน็ ภาษาคน เพอ่ื ความ ศาสดาในศาสนานั้นในความหมายท่ีเป็นภาษา
เ ข ้ า ใ จ ใ น ห ลั ก ธ ร ร ม ข อ ง แ ต ่ ล ะ ศ า ส น า ห รื อ ธรรม เพอ่ื ใหเ้ ขา้ ใจในเจตนาของศาสดาของศาสนา
จดุ ประสงคข์ องคำ� สอนของแตล่ ะศาสนาใหต้ รงกนั นั้นๆ ท่ีเกิดข้ึนมาในโลกน้ีไปในทิศทางเดียวกัน
หนงั สอื นเี้ ปน็ การบรรยายในเชงิ การศกึ ษา เพอ่ื ใหโ้ ลกนเี้ กดิ สนั ตสิ ขุ เพราะเขา้ ใจในเจตนาจาก
เปรยี บเทยี บศาสนาทุกๆศาสนาในโลก โดยการใช้ คำ� สอนทเี่ ปน็ ของศาสดาของศาสนาตา่ งๆ ในโลกน้ี
การตีความค�ำสอนของศาสดาท่ีบันทึกไว้ในคัมภีร์ วา่ ทา่ นเหล่าน้นั อบุ ัตหิ รือเกิดข้ึนมาเพ่อื ความสงบ
ของศาสนาต่างๆ โดยแยกแยะภาษาเหล่าน้ันออก

* ได้รบั บทความ: 21 ธันวาคม 2561; แก้ไขบทความ: 8 มีนาคม 2562; ตอบรบั ตีพมิ พ์: 27 พฤษภาคม 2562
Received: December 21, 2018; Revised: March 8, 2019; Accepted: May 27, 2019

304 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

สุขหรือสันติภาพของโลกแล้ว จุดหมายสูงสุดของ ศาสนานนั้ เปน็ ผทู้ อ่ี บุ ตั ขิ นึ้ มาเพอื่ ทำ� ใหโ้ ลกสมบรู ณ์
ศาสนาท้ังหลายในโลกน้ีย่อมเป็นอย่างเดียวกันคือ คือการท�ำให้มนุษยชาติทุกหมู่เหล่าเป็นมนุษย์
เพอื่ ความหลดุ พน้ หรอื เพอ่ื ความรอดจากบาปถงึ แม้ ท่ีสมบูรณ์ และอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข โดยไม่ได้
จะใช้ค�ำหรือภาษาที่แตกต่างกัน แต่โดยใจความ เจาะจงวา่ จะมาทำ� ใหม้ นษุ ยเ์ ฉพาะกลมุ่ ใดกลมุ่ หนงึ่
หรือความหมายในภาษาธรรมแล้วย่อมเป็นสิ่ง ทุกคนท่ีปฏิบัติตามค�ำสอนของพระศาสดาของตน
เดียวกันคอื เพอื่ บรรลุความดอี ันสงู สุดนน้ั เอง สามารถทจี่ ะเขา้ ถงึ จดุ หมายสงู สดุ ได้ ในตอนที่ 1 นี้
จากที่กล่าวมาท้ังหมดน้ี ผู้วิจารณ์เห็นว่า ท่านก็ได้กล่าวถึงภาษาท่ีเป็นค�ำสอนของศาสดา
หนังสือเร่ืองพระเจ้าในภาษาธรรมของพุทธบริษัท ท้ังหลายว่าในค�ำสอนนั้นมีความหมายที่ซ่อนอยู่
โดยทา่ นพทุ ธทาสภกิ ขุ มเี นอื้ หาทน่ี า่ สนใจเปน็ อยา่ ง 2 ความหมาย คือความหมายที่คนท่ัวไปเข้าใจ
มากนั่นก็คือ แนวคิดที่จะให้โลกเกิดสันติสุขโดยมี ไดง้ า่ ย และภาษาที่เป็นภาษาธรรม ซงึ่ เป็นภาษาที่
ศาสนาท่ีเป็นศาสนาสากลน้ัน ท�ำหน้าที่เชื่อมโยง คนท่ัวไปเข้าใจได้ยาก เป็นภาษาที่บุคคลผู้สนใจ
ความคดิ ตา่ งๆ เขา้ หากนั ซงึ่ จะทำ� ใหค้ นในประเทศ และศึกษาในค�ำสอนอย่างจริงจัง จึงจะเข้าใจได้
ตา่ งๆ ของโลกอยรู่ วมกนั อยา่ งสนั ตสิ ขุ ดว้ ยคำ� สอน ง่ายๆ และความหมายทเี่ ปน็ ภาษาธรรมนี้จะท�ำให้
ทม่ี จี ดุ หมายสงู สดุ อยา่ งเดยี วกนั คอื การเขา้ ถงึ ความ ศาสนิกผู้ปฏิบัติตามได้ถูกทางและไปถึงจุดหมาย
ดีสูงสุด นั่นคือการรอดพ้นจากบาปกิเลสท้ังหลาย สงู สุดของตนๆ ได้
ด้วยค�ำสอนของศาสนาสากล ตอนท่ี 1 ใน 2 หวั ข้อขา้ งตน้ ที่ทา่ นพุทธ
ทาสได้บรรยายใน 2 ลักษณะ เป็นการบรรยาย
2. โครงสร้างเนอ้ื หา เพื่อปรับสภาพจิตใจของผู้ฟังท่ีเป็นศาสนิกของ
ศาสนาท้ัง 2 แบบ เพื่อที่จะน�ำเข้าสู่หัวข้อต่อไป
หนังสือเร่ือง พระเจ้าในภาษาธรรมของ ซ่ึงเป็นหัวข้อที่ส�ำคัญที่จะท�ำให้การท�ำความเข้าใจ
พทุ ธบรษิ ทั แบง่ เนอื้ หาออกเปน็ 3 ตอน ซง่ึ ผวู้ จิ ารณ์ เปน็ อนั ดีต่อกนั ระหวา่ งศาสนาประสบความสำ� เรจ็
ได้สรุปเนื้อหาของแต่ละตอนเพื่อให้เห็นถึง ได้ นนั่ คอื หวั ขอ้ ทว่ี า่ ดว้ ยเรอื่ งการผอ่ นสน้ั ผอ่ นยาว
โครงสร้างและแนวคิดในการน�ำเนื้อหาของแต่ละ ในที่นี้ท่านพุทธทาสหมายเอาการยอมรับการ
ตอนในหนังสือเล่มนี้ของท่านพุทธทาสภิกขุว่า ตคี วามในภาษาธรรม กลา่ วคอื การตีความค�ำสอน
มีความเหมาะสมและลงตัวอยา่ งไรบา้ ง ใดๆ ของแตล่ ะศาสนากใ็ หต้ คี วามไปเพอ่ื สามคั คกี นั
ตอนที่ 1 ว่าด้วยการท�ำความเข้าใจอันดี ของทุกๆ ศาสนา จากน้ันท่านก็ได้บรรยาย
ระหวา่ งศาสนา ตอนทห่ี นงึ่ นเี้ ปน็ การปรบั ทศั นะคติ ยกตัวอย่างการตีค�ำสอนภาษาในหัวข้อคริสต์
ของของศาสนาทงั้ สองเขา้ หากนั โดยทา่ นพทุ ธทาส ศาสนาในทัศนะของพุทธบริษัท เป็นการตีความ
ได้วางหัวข้อในการบรรยายไว้อย่างน่าสนใจและ หลักค�ำสอนของคริสต์ศาสนากับพระพุทธศาสนา
เหมาะสมท�ำให้ผู้ฟังเห็นตามและสนใจ โดยท่าน ในภาษาธรรมแล้วสรุปลงที่ความมีจุดหมายอัน
เรม่ิ ตน้ ดว้ ยการยกประวตั ขิ องพระศาสดาของแตล่ ะ

ปีท่ี 19 ฉบับท่ี 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 305

เดียวกันคือเพ่ือจุดหมายสูงสุดของมนุษย์คือการ ตอนนี้สรุปได้ว่า การท�ำความเข้าใจอันดีระหว่าง
รอดพน้ จากบาปเขา้ สดู่ นิ แดนของพระเจา้ หรอื พทุ ธ ศาสนา เปน็ สง่ิ ท่ีตอ้ งทำ� ในฐานะเปน็ สงิ่ ท่ีพระเจา้
ศาสนาเรียกว่า ความหลุดพ้นเข้าสู่พระนิพพาน ทรงประสงค์ ต้องมีการผ่อนสั้นผ่อนยาวแก่กัน
(Budhatas Bhikkhu, 1966 : 16-110) และกัน เพราะต่างฝ่ายต่างมีความรู้ท่ีไม่สมบูรณ์
ตอนท่ี 2 ว่าด้วยพระบิดา พระบุตร แมใ้ นศาสนาของตนๆ อยดู่ ว้ ยกันท้งั นัน้ เพราะเรา
พระวญิ ญาณ เป็นการอธบิ ายเปรยี บเทยี บถึงหลกั เรยี นตำ� รากนั มากเกนิ ไปกวา่ ทพี่ ระเจา้ ทา่ นตอ้ งการ
คำ� สอนของครสิ ตศ์ าสนาและพทุ ธศาสนา ดว้ ยการ เราไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติให้มากเท่าท่ีเราเรียน
ตคี วามภาษาคน ภาษาธรรม เพื่อความเขา้ ใจอนั ดี พระเจ้าในคริสตธรรมน้ัน คือ สิ่งท่ีเรียกว่า ธรรม
ตอ่ กนั โดยเรมิ่ ทห่ี วั ขอ้ พระเจา้ ในความหมายทวั่ ไป ใน 4 ความหมายในพระพุทธศาสนา มีอะไรครบ
ซ่ึงมีอยู่ด้วยกันทุกๆ ศาสนา เพราะเป็นส่ิงที่ต้อง บริบูรณ์อยู่ในส่ิงน้ี จนเราไม่จ�ำเป็นต้องไปสนใจ
อ้อนวอน และพูดโยงเขา้ หาพระเจ้าในภาษาธรรม กับส่งิ อื่นเลยกไ็ ด้ ถา้ ผ้ใู ดเขา้ ถึงสงิ่ ที่เรยี กว่า ธรรมนี้
ของพุทธบริษัท ซ่ึงก็คือหลักธรรมที่ส�ำคัญ เช่น แล้วผู้นั้นจะเป็นพุทธบริษัทที่ดี คริสเตียนท่ีดี
อวิชชาหรือตัณหาผู้สร้างผู้ปรุงแต่งให้เกิดมีข้ึน อสิ ลามกิ ทด่ี ี พรอ้ มกนั ในคราวเดยี วกนั การสรา้ งโลก
ซึ่งเป็นพระเจ้าในภาษาธรรมในความหมายของ การไถบ่ าป และผลสดุ ทา้ ยทีม่ นษุ ยจ์ ะพงึ ไดร้ ับน้ัน
พุทธบริษัท ซ่ึงพระเจ้าในท้ังสองศาสนามีท้ังใน ถ้าแปลความหมายออกมาเป็นภาษาธรรมตามวิธี
ระดบั ตำ�่ และระดบั สงู ในระดบั ตำ�่ เรยี กวา่ พระเจา้ ของพทุ ธบรษิ ทั แลว้ ไมม่ อี ะไรเหลอื อยสู่ ำ� หรบั ความ
ในความหมายของภาษาคน คอื พระเจา้ ท่มี ีรูปร่าง ขดั แยง้ กนั ในปญั หาระหวา่ งศาสนาเลย (Budhatas
ทีก่ ลา่ วไวใ้ นนยิ าย พระเจา้ ในระดับสงู คือ สภาวะท่ี Bhikkhu, 1966 : 201-224)
เปน็ กฎธรรมชาตใิ นคำ� สง่ั สอนของศาสนานน้ั ๆ สว่ น
พระเจ้าในฐานะเป็นพระบุตร คือ เป็นตัวของ 3. ทศั นะวจิ ารณ์
ศาสดาผปู้ ระกาศศาสนาหรอื คำ� สง่ั สอนทถ่ี อื วา่ เปน็
พระเจ้าในระดับสูงที่อยู่ในฐานะเป็นพระวิญาณ หนังสือพระเจ้าในภาษาธรรมของพุทธ
ซงึ่ พระเจา้ ในฐานะตา่ งนนั้ เปน็ พระเจา้ ในฐานะเปน็ บริษัท เป็นหนังสือที่จัดพิมพ์ข้ึนจากการปาฐกถา
ตีมูรติ เป็นสิ่งที่ต้องเคารพสูงสุดในศาสนา เช่น ธรรมของท่านพุทธทาสภิกขุ เป็นปาฐกถาธรรม
พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ในพระพุทธ ชุดทอมป์สันอนุสรณ์ ครั้งที่ 5 เนื้อหาของการ
ศาสนา (Budhatas Bhikkhu, 1966 : 111-200) ปาฐกถาครั้งน้ีคือ เพ่ือท�ำความเข้าใจกันระหว่าง
ตอนที่ 3 ว่าด้วยการไถ่บาปและการ ศาสนา โดยยกเอาพระพุทธศาสนาและศาสนา
ประสบความสำ� เรจ็ เปน็ ตอนสดุ ทา้ ยทา่ นพทุ ธทาส คริสต์เป็นตัวแทนของศาสนาท้ังหมดในโลกท่ีเป็น
ได้แบ่งหัวข้อในการปาฐกถาไว้ 2 หัวข้อ คือ อเทวนิยม ไม่มีพระเจ้า และเทวนิยม มีพระเจ้า
การไถ่บาป และผลสุดท้ายจากศาสนา เนอ้ื หาของ ในการศึกษาเปรียบเทียบเพ่ือท�ำความเข้าใจ
ระหวา่ งศาสนาทัง้ 2 แบบ ท่มี พี น้ื ฐานความเชอ่ื ท่ี

306 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การท่ีจะท�ำให้ศาสนา ถึงรายละเอยี ดในตอนที่ 2 และสรปุ ผลในตอนที่ 3
ท้ัง 2 ประเภทนี้มีความเข้าใจดีต่อกันได้น้ัน ท่าน ท�ำให้ผู้ฟังและผู้อ่านเข้าใจและคล้อยตาม เช่น
พุทธทาสได้ใช้วิธีการศึกษาเปรียบเทียบในค�ำสอน การตีความในหนังสือเล่มนี้คำ� ว่า พระเจ้าในความ
ท่ีเป็นแก่นของแต่ละศาสนาจากคัมภีร์ของศาสนา หมายทว่ั ไปทเี่ รยี กวา่ ภาษาคนนนั้ หมายถงึ เทวดา
ด้วยการตีความค�ำสอน ซง่ึ ท่านพุทธทาสได้ใชก้ าร ทมี่ อี ำ� นาจในการสรา้ ง ในการบนั ดาล ในการเนรมติ
ตคี วามแบบภาษาคน ภาษาธรรม และในการศกึ ษา ต่างๆ เรียกว่าพระเจ้า ส่วนในภาษาธรรมะนั้น
เปรียบเทียบท่านพุทธทาสได้เลือกคริสต์ศาสนา ค�ำว่าพระเจ้าหมายถึงอ�ำนาจลึกลับ ที่ไม่ต้องมี
ซ่ึงเป็นศาสนาแบบเทวนิยม และพระพุทธศาสนา ตัวคน ไม่เป็นเทวดา ไม่ต้องเป็นอะไรท้ังหมดแต่
ท่ีเป็นศาสนาแบบอเทวนิยมมาเป็นตัวแทนเพื่อ เป็นส่ิงที่เป็นธรรมชาติ เป็นนามธรรม เช่น กฎ
ศึกษาเปรียบเทียบ ส�ำหรับทัศนะการวิจารณ์นี้ ธรรมชาติ ท่ีบันดาลให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมาและ
ผวู้ ิจารณไ์ ดแ้ บง่ ประเดน็ ออกเป็น 3 ประเด็น ดังน้ี ควบคมุ สรรพสง่ิ และกฎธรรมชาตนิ ีเ้ องทมี่ อี �ำนาจ
1. วิธีการบรรยาย เปรียบเทียบเพื่อ เหนือสรรพส่ิง ในฐานะเป็นพระเจ้าในภาษาธรรม
ความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนาทั้งสองแบบของ จากการตีความหมายของค�ำว่าพระเจ้า
ทา่ น พทุ ธทาสในหนงั สอื เรอื่ งนท้ี า่ นไดใ้ ชว้ ธิ กี ารทาง ในภาษาคนทกี่ ลา่ วมาแลว้ นน้ั จะเหน็ ไดว้ า่ ไมม่ ที าง
ปรชั ญา มาวเิ คราะหแ์ ยกแยะ และยกตัวอยา่ งจาก เป็นไปได้เลยที่ศาสนาแบบเทวนิยมและอเทวนิยม
คัมภีร์ของทั้งสองศาสนามา เพื่อประกอบให้เห็น จะลงรอยกันได้ แต่ถ้าดูความหมายในภาษาธรรม
เปน็ ประเดน็ สำ� คัญ ทง้ั ในความหมายของภาษาคน และผู้ที่ได้ศึกษาเรียนรู้หรือคลุกคลีกับศาสนาจะ
และภาษาธรรมแลว้ นำ� ขอ้ มลู ทไ่ี ดจ้ ากการวเิ คราะห์ เข้าใจและยอมรับได้กับพระเจ้าในความหมายน้ี
มาสรปุ เปรยี บเทยี บความเหมอื นความตา่ งในแตล่ ะ เมื่อเป็นดังน้ีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของ
ประเดน็ ศาสนาทั้งหลาย ความเป็นสากลของศาสนาย่อม
2. เนอ้ื หา การวางโครงสรา้ งหรอื เนอ้ื หา เกิดข้ึนได้ และน�ำความสันติภาพมาสู่โลกแน่นอน
ในหนังสือพระเจ้าในภาษาธรรมของพุทธบริษัท นอกจากการตีความภาษาคน ภาษาธรรมตีความ
ของท่านพุทธทาส ผู้วิจารณ์เห็นด้วย เพราะ หมายของค�ำสอนแล้ว จุดเด่นอีกอย่างหน่ึงคือ
เป็นการวางเนื้อหาที่จะบรรยายได้อย่างเหมาะสม การวางโครงสร้างในการบรรยาย ตั้งแต่ตอนที่ 1
ซึ่งทา่ นพทุ ธทาสได้แบ่งเนอ้ื หาในการบรรยายออก เป็นการปูพ้ืนฐานเพื่อท�ำความเข้าใจเบื้องต้น
เปน็ 3 ตอนใหญๆ่ และในแต่ละตอนได้แบง่ หัวขอ้ กับผูฟ้ ังก่อน และตอนท่ี 2 กล็ งลึกในเนือ้ หาแบบ
ยอ่ ยๆ ไวอ้ ยา่ งชดั เจน ทำ� ใหก้ ารน�ำเสนอเน้อื หาใน แยกแยะเจาะลึกเป็นประเด็นๆ ไป และตอนที่ 3
แตล่ ะประเดน็ มคี วามละเอยี ด โดยเฉพาะตอนที่ 1 เป็นสรุปเน้ือหาท้ังหมดและส่ิงท่ีได้จากศาสนา
เป็นการ ปูพ้ืนฐานหรือปรับทัศนะคติเพ่ือความ สากลนี้ จากโครงสรา้ งในการบรรยายทำ� ใหเ้ ราเหน็
เขา้ ใจกันระหวา่ ง 2 ศาสนาแบบหยาบๆ ก่อนเข้า ถึงความรู้ความสามารถของผู้บรรยายได้เป็นอย่าง

ปีที่ 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มถิ ุนายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 307

ดีว่าท่านเป็นผู้มีความรู้ความสามารถแตกฉาน ไบเบิ้ล เป็นต้น น้ันเนื้อหาการบรรยายในหนังสือ
ในเรื่องศาสนาปรัชญา ซึ่งเป็นบุคคลท่ีหาได้ยาก พระเจ้าในภาษาธรรมของพุทธบริษัท ท่านพุทธ
มีคณุ ูปการตอ่ วงการศาสนาปรชั ญาเป็นอยา่ งยิง่ ทาสไดบ้ รรยายโดยใชว้ ธิ กี ารตคี วามภาษาคนภาษา
แนวคิดเรื่องศาสนาสากลท่ีท่านพุทธทาส ธรรมที่เป็นแบบเฉพาะของท่าน หนังสือเล่มนี้
น�ำเสนอนีเ้ ปน็ แนวคดิ ทด่ี ี เป็นแนวคิดเร่อื งศาสนา จึงเหมาะที่ทุกๆ คนจะมีไว้อ่านและศึกษา แต่จะ
ในอุดมคติ เป็นแนวคิดที่สามารถจะแก้ไขปัญหา เหมาะและง่ายส�ำหรับผู้ที่อยู่ในวงการศาสนา
ความขัดแย้งกันระหวา่ งศาสนาได้ แต่แนวคดิ เรอื่ ง ปรัชญาท่ีได้ศึกษาหลักค�ำสอนทางศาสนาและ
ศาสนาสากลหรอื ศาสนาในอดุ มคตกิ ย็ งั เปน็ แนวคดิ ปรัชญามาแล้วเป็นอย่างดี จึงจะเข้าใจในประเด็น
อยู่ ยังไม่เกิดข้ึน เพราะศาสนาท้ังหลายในโลกนี้ ทเ่ี ปน็ ภาษาเฉพาะทางศาสนาทเี่ รยี กวา่ ภาษาธรรม
ยังยึดมั่นในหลักความเชื่อหรือศรัทธาเฉพาะตน
ยังไม่มีการผ่อนส้ันผ่อนยาวต่อกันการตีความ 4. แนวคิดทางปรัชญา
คำ� สอนใดๆ ของแตล่ ะศาสนากย็ งั ตคี วามกนั ไปตาม
ความเชอ่ื ของเฉพาะศาสนาตน ไมไ่ ดต้ คี วามเพอื่ ให้ แนวคิดทางปรัชญาในหนังสือพระเจ้า
เกิดการเข้าใจและสามัคคีกัน ดังที่ท่านพุทธทาส ในภาษาธรรมของพุทธบริษัทน้ี ผู้วิจารณ์ได้แบ่ง
ไดเ้ สนอเป็นแนวคดิ ไว้ ประเดน็ ออกแนวคดิ ทางปรชั ญาออก ดังน้ี
3. สรุป จุดเด่นของหนังสือพระเจ้า 1. แนวคิดทางอภิปรัชญา แนวคิด
ในภาษาธรรมของพุทธบริษัท อยู่ท่ีแนวคิดท่ีจะ อภิปรัชญาเป็นอีกแนวคิดหน่ึงที่ส�ำคัญในหนังสือ
สรา้ งสนั ตภิ าพของโลกขน้ึ โดยมศี าสนาสากลเพยี ง เล่มน้ี ถือว่าเป็นเรื่องหลักอีกเร่ืองหนึ่งท่ีใช้ในการ
ศาสนาเดยี ว (ศาสนาในอดุ มคต)ิ เปน็ สอ่ื กลาง ทว่ี า่ ศึกษาเปรียบเทียบและประนีประนอมแนวความ
ศาสนาสากลเพียงศาสนาเดียวไม่ได้หมายความว่า คิดของทั้ง 2 สายเข้าหากัน ประเด็นอภิปรัชญา
มีเพียงศาสนาเดียวเท่านั้น แต่หมายถึงศาสนา ที่ท่านพุทธทาสได้น�ำมาศึกษาเปรียบเทียบคือ
ทุกศาสนามีหลักค�ำสอนที่เป็นแก่นหรือจุดหมาย เร่ืองพระเจ้าหรือพระเป็นเจ้า ผู้สร้างผู้บันดาล
ของศาสนาไปในแนวทางเดียวกัน ท�ำให้ศาสนิก ทกุ สง่ิ ทกุ อยา่ ง พระเจา้ ในภาษาคนความหมายของ
ของแต่ละศาสนาสามารถน�ำมาปฏิบัติในชีวิต ท่านพุทธทาสน้ันมีหลายระดับ เริ่มต้ังแต่เทวดา
ประจ�ำวันให้เกิดความสงบสุขและเข้าถึงจุดหมาย ท่ีท�ำให้สิ่งท่ีมีผู้มาอ้อนวอนน้ัน ให้ส�ำเร็จไปจนถึง
สูงสุดของชีวิตได้ การท่ีจะเข้าถึงแก่นของศาสนา เทพเจา้ สงู สดุ หรอื พระเจา้ สงู สดุ ซง่ึ เปน็ พระเจา้ ทม่ี ี
แต่ละศาสนาได้นัน้ ต้องใช้หลกั ศรัทธาในค�ำสอนที่ ร่างกายและจิตใจมีความรูสึกชอบไม่ชอบเหล่าน้ี
ถูกบันทึกไวในคัมภีร์ที่ถือเป็นเอกสารช้ันปฐมภูมิ เป็นพระเจา้ ในภาษาคน ทเ่ี ป็นแนวคิดของปรชั ญา
เชน่ พระพทุ ธศาสนาคอื พทุ ธพจนข์ องพระพทุ ธเจา้ และศาสนาแบบเทวนยิ มเชอ่ื ถอื และพวกอเทวนยิ ม
ในพระไตรปิฎก คริสต์ศาสนาค�ำสอนในคัมภีร์ ปฏิเสธ ถ้าพระเจ้าในความหมายน้กี เ็ ป็นไปไมไ่ ดท้ ่ี
ศาสนาทัง้ 2 แบบ จะประนปี ระนอมเขา้ หากันได้

308 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

นอกจากพระเจา้ ในความหมายของภาษาธรรม อนั และเข้าใจกันได้ง่ายเฉพาะคนในวงการศาสนา
เป็นพระเจ้าท่ีไม่มีรูปรางไม่มีอารมณ์ความรู้สึก เทา่ นั้น เรยี กวา่ ภาษาธรรม และอกี ตอนหนง่ึ ทา่ น
เพราะพระเจ้าคือ ธรรมะหรือค�ำสอนของแต่ละ กลา่ วถงึ ความรใู้ นทางศาสนานนั้ ความรทู้ แ่ี ทจ้ รงิ นน้ั
ศาสนา ธรรมะนั้นหมายถึงธรรมชาติหรือกฎ ต้องปฏิบัติจึงจะรู้จริง ดังท่ีท่านได้เปรียบเทียบ
ธรรมชาติ พระเจ้าในความหมายนี้จึงเป็นสิ่งที่ การศึกษาศาสนาของคนในสมัยพระพุทธเจ้าและ
สามารถท่ีจะยอมรับได้ ทั้งฝ่ายเทวนิยมและ พระเยซูคริสต์ยังมีชีวิตอยู่คนในสมัยน้ัน รับเอา
อเทวนยิ มน้ันเอง ค�ำสอนแค่ 2-3 อย่างไปแล้วลงมือปฏิบัติตาม
2. แนวคิดทางญาณวิทยา แนวคิด กส็ ามารถเขา้ ใจหรอื ดวงตาเหน็ ธรรมได้ ตา่ งกบั คน
ญาณวิทยาหรือเร่ืองความรู้ในหนังสือพระเจ้า สมัยนี้มีคัมภีร์มีต�ำราให้ศึกษาเยอะแยะมากมาย
ในภาษาธรรมของพุทธบริษัทน้ัน ท่านพุทธทาส แตค่ นทจี่ ะเขา้ ใจธรรมหรอื ไดต้ วงตาเหน็ ธรรมกลบั
ได้กล่าวไว้ในตอนทีว่ า่ ความรจู้ ากการศกึ ษาภาษา มนี อ้ ย เพราะไม่ไดล้ งมอื ปฏิบตั ิอยา่ งจรงิ จังนน้ั เอง
ในคมั ภรี น์ นั้ มอี ยู่ 2 ชนดิ คอื ภาษาทใี่ หค้ วามหมาย ทา่ นจงึ เปรยี บการศกึ ษาของคนสมยั นดี้ งั คนขน้ึ ตน้
แบบท่ัวไป เรยี กวา่ ภาษาคน และภาษาท่ใี หค้ วาม ไม่ลงมาจากทางปลาย ส่วนคนสมัยก่อนเข้าข้ึน
หมายในทางธรรมอันเป็นความหมายท่ีลึกซ้ึง ตน้ ไม้จากทางต้น

References

Buddhasa Bhikhhu. (2010). The God in the Buddhist Language of the Four Assemblies
(Parisa). Bankok : Dounthavan Press.

_______. (1966). Human Language and Dhamm Language. Bangkok : Company Printing.

วจิ ารณห์ นังสือ : Book Review
คนไทยกับป่า*

Thai People and Forest

ผู้เขียน: พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยตุ ฺโต)
Author: Phra Dhammapidok (P.A. Payutto)

พระแสงจันทร์ ฐติ สาโร (เหลก็ ศร)ี และพระมหามติ ร ฐติ ปญโฺ ญ
Phra Sangjun Thitasarro (Leksri) and Phramaha Mit Thitapañño

มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตขอนแกน่

Mahachulalongkornrajavidyalaya University, KhonKaen Campus, Thailand

Corresponding Author, E-mail: [email protected]

1. บทนำ� กันอย่างน่าสนใจ ผู้แต่งได้อธิบายถึงความเป็นมา
ของปา่ ในอดตี และพดู ถงึ สถานการณค์ นไทยกบั ปา่
หนงั สอื เรอ่ื ง คนไทยกบั ปา่ ทผี่ เู้ ขยี นสนใจ ในปจั จบุ นั วา่ มคี วามสมั พนั ธก์ นั อยา่ งไร และมองไป
และนำ� มาวจิ ารณต์ อ่ ไปน้ี เปน็ ผลงานของพระธรรม ถึงอนาคต เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าป่ามีความส�ำคัญ
ปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ล�ำดับที่ 83 จัดพิมพ์โดย ต่อการด�ำรงชีพ และมนุษย์มีความสัมพันธ์กับ
ศนู ยพ์ ฒั นาหนงั สอื กรมวชิ าการกระทรวงศกึ ษาธกิ าร ธรรมชาตติ อ้ งอิงอาศยั กัน เมื่อมนุษยใ์ ชท้ รัพยากร
โรงพิมพ์องค์การค้าคุรุสภา พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ธรรมชาติแบบขาดจิตส�ำนึกย่อมส่งผลกระทบ
2543 จ�ำนวนพมิ พ์ 100,000 เลม่ ฉบับทผี่ วู้ ิจารณ์ ธรรมชาติ ต่อตนเองและส่วนรวม และผู้แต่ง
นำ� มานเี้ ปน็ การตพี มิ พค์ รง้ั แรก เนอื่ งจากกระทรวง ได้น�ำเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาการท�ำลาย
ศึกษาธิการ พิจารณาเห็นวา่ เปน็ หนังสอื ทีม่ ีคณุ คา่ ป่าในการพัฒนาและการอนุรักษ์ท�ำให้ป่ายังอยู่
จึงได้จัดพิมพ์เป็นหนังสืออ่านเพิ่มเติมสังคมศึกษา ถาวรแบบอุดมสมบูรณ์ ธรรมชาติไม่เปล่ียนแปลง
สำ� หรบั ใชป้ ระกอบการเรยี นการสอน และอนญุ าต นับได้ว่าเป็นหนังสือที่มีคุณค่ายิ่ง ท้ังทางด้าน
ให้ใช้หนังสือน้ีในโรงเรียนได้ แต่งแบบร้อยแก้ว การศึกษา และการน�ำไปใช้ประโยชน์ในการด�ำรง
ความเรียง โดยเลือกใช้วัฒนธรรม ภาษา ส�ำนวน ชีวิต
ที่เกย่ี วกบั ป่าอ่านแล้วเขา้ ใจงา่ ย มีเนอื้ หาเชอ่ื มโยง

* ไดร้ บั บทความ: 28 มิถนุ ายน 2561; แก้ไขบทความ: 19 เมษายน 2562; ตอบรบั ตพี มิ พ:์ 4 มถิ นุ ายน 2562
Received: June 28, 2018; Revised: April 19, 2019; Accepted: June 4, 2019

310 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

2. โครงสรา้ งของหนังสอื บุคคล และการแก้ปัญหาเพ่ือประโยชน์แก่สังคม
คอื มีความร้สู ึกรบั ผดิ ชอบตอ่ สว่ นรวม และในการ
โครงสรา้ งเนอื้ หาของหนงั สอื คนไทยกบั ปา่ แก้ปัญหาน้ัน จะต้องเป็นการแก้ปัญหาอย่างเป็น
ท่ีผู้เขียนน�ำมาวิจารณ์ แบ่งออกเป็น 3 ตอน ล�ำดับขั้นตอน คือ 1) การแก้ปัญหาใน ระดับ
มรี ายละเอยี ด ดังน้ี พฤติกรรม คอื ท�ำอยา่ งไรจะให้มนุษย์มพี ฤติกรรม
ตอน 1 ไทยอดีตกับปา่ ผู้แตง่ ได้กล่าวถึง ที่ไม่ท�ำลายป่า แต่ให้มีพฤติกรรมท่ีอนุรักษ์ป่า
ความเป็นมาของป่ากับคน ในสมัยพุทธกาลและ หรือมีพฤติกรรมท่ีเอื้อต่อการอยู่ด้วยดีของป่า
วฒั นธรรมไทยทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั ปา่ ในอดตี วา่ เปน็ เรอ่ื ง 2) การแก้ปญั หาใน ระดบั จติ ใจ ตอ้ งประกอบด้วย
ระบบของการพ่ึงพาอาศัยกันมีความรู้สึกท่ีดีงาม จติ สำ� นกึ รบั ผดิ ชอบ ความเมตตา กรณุ า มที า่ ทขี อง
ตอ่ กนั ความรสู้ กึ ทด่ี งี ามเหลา่ น้ี ไดเ้ ลอื นรางหายไป จิตใจที่ช่ืนชมความงามของธรรมชาติ ความรู้สึก
พรอ้ มกบั การรบั เอาวฒั นธรรมใหมๆ่ เขา้ มาคนไทย เปน็ สขุ ในการอยกู่ บั ธรรมชาติ และ 3) การแกป้ ญั หา
ปัจจบุ นั นใ้ี ชส้ อยประโยชนจ์ ากธรรมชาติ แต่จะไม่ ในระดบั ปญั ญา เร่ิมตั้งแต่การมองเห็นเหตผุ ลหรือ
ค�ำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดแก่ธรรมชาติไม่ มองเหน็ ประโยชนใ์ นการทจ่ี ะมพี ฤตกิ รรมอยา่ งนนั้
คำ� นงึ ถงึ ประโยชน์ และความเสยี หายของสว่ นรวม และแนวทางในการแก้ปัญหาธรรมชาติแวดล้อม
ในระยะยาว ไม่มีความรู้สึกรับผิดชอบต่อสังคม เป็นข้ันๆ 3 ระดับจะต้องประสานกลมกลืนและ
หรอื ต่อส่วนรวม เก้อื กูลกันด้วยเพราะธรรมชาตอิ าศัยซ่งึ กนั และกนั
ตอน 2 ไทยปจั จบุ นั กบั ปา่ ผแู้ ตง่ ไดอ้ ธบิ าย
ถึงสภาพความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยปัจจุบัน 3. สาระส�ำคัญของหนงั สือ
กับป่า มองป่าเป็นเครื่องหมายของความล้าหลัง
หรอื การไมพ่ ฒั นา ซ่งึ ท�ำให้คนไทยตัดไมท้ ำ� ลายปา่ เน้ือหาในหนังสือนี้ ผู้วิจารณ์สรุปให้เห็น
กันมากมาย เพื่อสร้างความเจริญท่ีเรียกว่า สาระสำ� คัญของเนอื้ หาในแตล่ ะตอน ดงั นี้
การพัฒนา และแนวคิดเดิมของตะวันตก มอง ประเดน็ แรก ไทยอดตี กับปา่
มนษุ ยแ์ ยกออกจากธรรมชาติ ซงึ่ เปน็ ความคดิ ทผ่ี ดิ ผู้แต่งได้อธิบายให้เห็นว่า ในอดีตนั้น
การมฐี านแหง่ ความคดิ ทผ่ี ดิ มนษุ ยก์ ด็ ำ� เนนิ ชวี ติ ไป พระพุทธเจ้าทรงให้ความส�ำคัญกับป่าไม้ว่าการ
ในทางท่ีผิด ท�ำให้เกิดปัญหาแก่ชีวิตของตนเอง รักษาป่าเป็นการท�ำประโยชน์ให้กับส่วนรวมและ
สังคม และเกิดปัญหาแก่ธรรมชาติ เพราะจะต้อง มมี มุ มองในเรอ่ื งของปญั หาสงิ่ แวดลอ้ มวา่ มคี นไทย
ไปเบียดเบียนท�ำลายธรรมชาติเกิดผลกระทบต่อ ไม่มากที่ตระหนักในเรื่องน้ี จากประเด็นข้างต้น
มนษุ ย์ทง้ั สงั คมและธรรมชาติ จะเห็นได้ว่า แนวทางค�ำสอนพระพุทธองค์เน้นให้
ตอน 3 ไทยอนาคตกบั ปา่ ผแู้ ตง่ ไดน้ ำ� เสนอ พุทธสาวกด�ำเนินชีวิต และใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
หลักการท่ัวไปในการแก้ไขปัญหาส่ิงแวดล้อม คือ อย่างประโยชน์สูง ประหยัดสุด อันเป็นหลักการ
การแก้ปัญหาโดยเอื้อต่อประโยชน์ส่วนตัวของ ของการอนรุ กั ษท์ รพั ยากร มปี รากฏในพระวนิ ยั ปฎิ ก

ปีท่ี 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 311

(Thai Tipitaka 4/78/107) พระพทุ ธเจา้ พระองค์ น�ำไปสู่พิธีกรรมเกี่ยวกับป่ากลายเป็นวัฒนธรรม
ทรงเปน็ นกั สขุ อนามยั ชนั้ ยอด ทรงแนะนำ� ใหพ้ ระภกิ ษุ ประเพณีสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ในประเด็น
ทงั้ หลาย รกั ษาความสะอาด ทีอ่ ยู่ ทฉ่ี นั เพ่อื ไมใ่ ห้ ดังกล่าวน้ี บุญยงค์ เกศเทศ ได้กล่าวไว้ว่า สังคม
เปน็ แหลง่ เพาะเชอ้ื โรค พระพทุ ธองคท์ รงเนน้ เกย่ี วกบั ชนบทอสี านจะเครง่ ครดั ในขนบธรรมเนยี มประเพณี
ส่ิงแวดล้อมเป็นอย่างมาก ทั้งใกล้ตัวและไกลตัว พิธีกรรม เช่ือถือในเร่ืองบาปบุญ คุณโทษ ขวัญ
ทรงแนะนำ� ใหภ้ กิ ษไุ ดช้ ว่ ยปอ้ งกนั และรกั ษาความ วญิ ญาณ เทวดาอารักษ์ ตลอดจนผสี างนางไม้ โดย
สมดลุ สภาพแวดลอ้ มใกลต้ วั และระบบสงิ่ แวดลอ้ ม มีการเซ่นสรวง ดอนปู่ตา ตามฤดูกาล เพื่อสร้าง
รอบตัวทุกระบบ หากมีการสูญเสียความสมดุล ขวัญและก�ำลังใจหรือแก้ไขปัญหาชีวิตเปรียบ
ระบบเกิดข้ึนเมื่อใดก็จะก่อให้เกิดปัญหาขึ้นทันที เหมือนภูมิคุ้มกันภัยพิบัติท้ังหลายท้ังปวงมิให้มาก
และความสมั พนั ธข์ องคนไทยกบั ปา่ ในอดตี ธรรมชาติ ล�้ำกรายตนหรือครอบครัว ตลอดจนทุกชีวิตใน
ป่าไมก้ ็อยู่ตามธรรมดาของธรรมชาติ แต่มนุษยค์ ิด ชุมชน ซ่ึงความเช่ือดังกล่าวยังคงมีอ�ำนาจแฝงลึก
เอาเองวา่ ตนเองเปน็ เจา้ ของ เพอ่ื เขา้ ไปเปลยี่ นแปลง ในหว้ งสำ� นกึ ของชาวบา้ น แมจ้ ะขาดเหตผุ ลในการ
ธรรมชาตติ ามความตอ้ งการ โดยไมค่ ำ� นงึ ถงึ ผลกระทบ พิสูจน์ความจริงที่เป็นรูปธรรมก็ตาม เช่นเดียวกับ
กับสิ่งแวดล้อมที่จะตามมา จากมุมมองดังกล่าว ภาวดี ทะไกรราช ทเี่ หน็ วา่ การพง่ึ พาระหวา่ งคนกบั
มีผู้ได้ใหค้ วามคดิ เห็นว่า เม่อื มนุษย์จะพัฒนาส่งิ ใด ปา่ ดงั กลา่ ว กอ่ ใหเ้ กดิ ความเชอื่ วฒั นธรรมประเพณี
จะตอ้ งคำ� นงึ ถงึ ใหม้ ากทสี่ ดุ การพฒั นาจะตอ้ งไมใ้ ห้ และกิจกรรมที่แสดงออกถึง การรู้คุณค่าของ
กระทบระบบนิเวศสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติหรือ ทรัพยากรป่าไม้ การบวชป่าจึงเป็นอีกวิธีการท่ี
หากจะมีก็ให้น้อยที่สุด การพัฒนาโดยมุ่งทาง บ่งบอกถึงเจตนาของชุมชนที่จัดท�ำขึ้นและมีความ
เศรษฐกิจอย่างเดียว โดยไม่สนใจต่อส่ิงแวดล้อม สำ� คญั ตอ่ การ ดำ� รงชพี ของส่ิงมชี ีวิตในระบบนิเวศ
จะเปน็ การพฒั นาทย่ี งั่ ยนื ไปไมไ่ ดเ้ ลย เราจะตอ้ งเอา และส่ิงแวดล้อมโดยรวมของผืนป่า (Takrairac,
สิ่งแวดล้อมมาเป็นตัวควบคุมความเจริญทาง 2016)
เศรษฐกิจ หมายความว่า ให้เอาความเจริญทาง จากทก่ี ลา่ วขา้ งตน้ มคี วามสอดคลอ้ งกบั มมุ
เศรษฐกิจอยู่ภายใต้เง่ือนไขของการอนุรักษ์สภาพ มองของพุทธทาสภิกขุ ท่ีได้ให้ความส�ำคัญกับ
แวดล้อมหรือการเติบโตข้ึนโดยไม่รังแกธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะเป็น
(Seuasungnern, 2009 : 41) สงิ่ ท่ีเอ้อื อาศยั ซงึ่ กนั และกนั ทุกสง่ิ ทกุ อยา่ งจะต้อง
ผ้แู ตง่ อธิบายให้เห็นว่า วฒั นธรรมของคน อยเู่ ปน็ เพอื่ นกนั ตน้ ไม้ สตั วเ์ ดรจั ฉาน จะตอ้ งอยใู่ น
ไทยเกยี่ วขอ้ งกบั ปา่ ในอดตี นน้ั มคี วามเขา้ ใจความเชอ่ื ฐานะเป็นเพื่อนรว่ มสุขรว่ มทุกข์ เกดิ แก่ เจ็บ ตาย
วา่ ธรรมชาตทิ กุ อยา่ งตอ้ งพงึ่ พาอาศยั กนั การเกอ้ื กลู ดว้ ยกนั แมไ้ มม่ คี น ไมม่ มี นษุ ย์ ตน้ ไมย้ งั อยไู่ ดแ้ ตถ่ า้
และพึง่ พากันในระบบนิเวศ ซึง่ ในทางพุทธศาสนา ไมม่ ตี น้ ไมพ้ ฤกษชาตทิ งั้ หลาย คนจะอยไู่ มไ่ ดจ้ งึ ควร
คือ หลักปฏิจจสมุปบาท คติความเช่ือ ดังกล่าว รจู้ กั บญุ คณุ และตอ้ งบชู าบญุ คณุ ของตน้ ไม้ ซงึ่ เรยี ก

312 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

ว่า ศีลธรรมที่พึงประพฤติต่อโลก สัตว์เดรัจฉาน ตัวอย่างแห่งการเป็นเพ่ือนกับธรรมชาติ เพ่ือให้
หรือพฤกษชาติท้ังปวง ปัจจุบันเป็นวิกฤตการณ์ พุทธศาสนิกได้พึงระลึกถึง ถ้าเราปฏิบัติได้อย่างนี้
คนไร้ศีลธรรม มีแต่ท�ำลายป่า เม่ือท�ำลายป่าแล้ว แล้วจะท�ำให้เห็น และเกิดความรู้แจ้งเห็นจริง
ผลก็มาถึงคนเหล่าน้ีเอง เช่น ฝนตก โรคระบาด ในส่วนธรรมชาตินั้น จึงจะสามารถประพฤติอะไร
อาหารไม่มีจะกิน จะไม่อยู่ด้วยความเยือกเย็นสิ่ง ไดถ้ กู ตอ้ งและยงั มคี วามหมายอกี แงห่ นงึ่ วา่ เปน็ การ
เหลา่ นี้ เปน็ โทษทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ จากการทำ� ลายทรพั ยากร เสียสละและจะเป็นแนวทางให้ท�ำหน้าท่ีสูงสุดน้ัน
ธรรมชาติ (Buddhadasa Phikkku, 2011 : 105) ได้ถ้ามนุษย์มีความรู้สึกเกลียดธรรมชาติรักความ
ฉะนน้ั ปา่ ไมจ้ งึ มคี วามสำ� คญั ตอ่ การดำ� รงชพี สรา้ ง สวยงามในวัตถุที่สร้างขึ้นมา จะเป็นแนวทางแห่ง
ความสุขให้ทุกสรรพส่ิง แม้พระพุทธเจ้าก็ยังใช้ ความหายนะในที่สุด (Buddhadasa Phikkku,
ประโยชน์จากป่าในการบ�ำเพ็ญเพียร และมนุษย์ 1975 : 146)
ควรอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้โดยไม่เบียดเบียนกัน นอกจากนี้ผู้แต่งได้อธิบายให้เห็นว่า
จะเหน็ ไดว้ า่ ในอดตี พทุ ธศาสนกิ ชนรกั ปา่ เพราะปา่ คนไทยปัจจุบันน้ี มองเห็นประโยชน์ตนเป็นหลัก
คือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เก่ียวข้องกับพระพุทธเจ้า ไม่ค�ำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อส่วนรวมและ
พระพุทธเจ้า และศษิ ยข์ องพระองค์อาศัยอยใู่ นป่า ส่ิงเหล่าน้ีควรจะมีการแก้ไข เพ่ือไม่ให้เกิดความ
เพราะปา่ คอื ทีส่ งบ ชว่ ยท�ำให้รา่ งกายผ่อนคลาย เสียหายมากกว่านี้ ซึ่งสอดคล้องกับพุทธทาสภิกขุ
จติ ใจสงบ ปราศจากเสยี งรบกวนจากกจิ กรรมตา่ งๆ ไดก้ ลา่ ววา่ การพฒั นาตอ้ งมองผลกระทบสง่ิ แวดลอ้ ม
ของมนษุ ย์ ป่า คือ ทใี่ ชฝ้ กึ ตนเองให้รู้แจ้งเหน็ จรงิ ด้วยถ้าเราจะอนุรักษ์ระบบนิเวศหรือต้องการให้
เพื่อเอาชนะตณั หา เมอ่ื พระอาศยั อย่ใู นป่าท่านจะ นิเวศวิทยาคงอยู่ เพ่ือเอ้ือประโยชน์ต่อสรรพส่ิง
ช่วยสอนคนให้เข้าใจ และรู้คุณค่าของป่าเพื่อเขา ทง้ั มวล เราตอ้ งหนั กลบั เขา้ หาศลี ธรรมอยา่ งจรงิ จงั
จะได้ช่วยดูแลรักษาป่า ดังมีตัวอย่างท่ีปรากฏให้ ต้องใช้ทรัพยากรอย่างมีสติสัมปชัญญะ วัดต่างๆ
เห็นอยู่ท่ัวไปในลักษณะของวัดป่า ป่าวัฒนธรรม ในประเทศไทยจะต้องเป็นแบบอย่างของระบบ
ป่าชุนชนและป่าสาธารณะ เป็นต้น (Sekhiya นิเวศท่ีดี (Buddhadasa Phikku, 2011 : 109)
Dhamma Group, 1992) พระภิกษุสงฆ์เป็นเสมือนผู้ถือประทีปส่องทางชีวิต
ภมู ิหลังของคนไทย ในบรรยากาศแหง่ ป่า ซึ่งมีบทบาทท่ีเกี่ยวข้องกับการสร้างความสัมพันธ์
เขาล�ำเนาไพร ผู้แต่งอธิบายเห็นว่า ในอดีตน้ัน ระหวา่ ง คนกบั คน คนกับธรรมชาติ ด�ำเนนิ ชวี ติ ที่
วัฒนธรรมไทยได้พูดถึงเร่ืองคุณของต้นไม้ไว้มาก สอดคล้องกับระบบธรรมชาติมากท่ีสุด พระภิกษุ
และชี้ให้เห็นว่าคนในยุคสมัยน้ันมีการปลูกฝัง อาศยั ความบรสิ ทุ ธิ์ และการประพฤตปิ ฏบิ ตั ทิ ดี่ งี าม
จติ สำ� นกึ ทด่ี กี บั ปา่ แตป่ จั จบุ นั กลบั ตรงกนั ขา้ มและ เปน็ แบบอยา่ ง แนวสง่ั สอนประชาชนใหล้ ะเวน้ จาก
มีความยินดีกับส่ิงใหม่ๆ ท่ีเข้ามา จากที่กล่าวข้าง ความชวั่ ให้ตั้งอย่ใู นความดีด้วยจิตเมตตา โดยช้ีท่ี
ต้นมีผู้กล่าวไว้ว่า พระพุทธเจ้า ท่านมีชีวิตเป็น คุณโทษและประโยชน์แก่สังคม และแนะน�ำวิธี

ปที ี่ 19 ฉบับท่ี 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 313

ครองชวี ติ ใหไ้ ดร้ บั ผลดแี ละความสขุ ในการอนรุ กั ษ์ หนง่ึ คอื สงิ่ ใดไมเ่ หมาะสมสงิ่ นนั้ ตอ้ งพนิ าศไป ไมว่ า่
ธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม พระพทุ ธศาสนาไดใ้ ชว้ ธิ ี จะเปน็ อะไรกต็ าม คอื คนสตั วก์ ต็ อ้ งพนิ าศถา้ ทำ� ผดิ
การปลูกฝังจิตส�ำนึกให้เกิดขึ้น ตระหนักในคุณค่า กฎขอ้ น้ี อะไรทเี่ หมาะสมสงิ่ นน้ั อยู่ แตม่ แี งม่ มุ ทตี่ อ้ ง
ใหซ้ าบซง้ึ ในบาป บญุ คณุ โทษ แหง่ การกระทำ� ทผ่ี ดิ เอามาเปน็ ครวู า่ ทำ� เหมาะสมถกู ตอ้ งนน้ั ทำ� อยา่ งไร
และถูกตอ่ ธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดล้อม (Phramaha จึงมีอยู่ว่าไม่ขาดไม่เกินแล้วไม่สร้างปัญหาอันใหม่
Mit Thitapanyo, 2013 : 16) ข้ึนมา สาเหตุที่ธรรมชาติอยู่รอดได้มาจนทุกวันน้ี
ประเด็นทีส่ อง ไทยปัจจบุ นั กบั ปา่ เพราะอาศยั หลกั น้ี ฉะนน้ั การพฒั นาโดยธรรมชาติ
ผแู้ ต่งอธบิ ายถงึ ความสมั พันธ์ระหวา่ งคน อาศัยธรรมชาติเป็นครูจึงเป็นส่ิงที่ไม่ควรมองข้าม
ไทยปจั จบุ นั กบั ปา่ วา่ มนษุ ยม์ คี วามตอ้ งการทจี่ ะยดึ (Buddhadasa Phikkku, 2011 : 95) และการ
ครองธรรมชาตมิ าเปน็ ของตวั เอง โดยความเปน็ จรงิ พัฒนาในแนวทางดังกล่าวน้ีได้รับอิทธิพล มาจาก
แลว้ เปน็ ไปไมไ่ ด้ เพราะสงิ่ ทงั้ หลายเปน็ ของธรรมชาติ แนวคดิ เดมิ ของตะวนั ตก ทม่ี องมนษุ ยแ์ ยกตา่ งหาก
ย่อมเป็นไปตามกฎธรรมชาติเราจะไปบังคับมันไม่ จากธรรมชาติ โดยมนุษย์จะต้องเข้าไปยึดครอง
ไดบ้ งการมนั ไมไ่ ด้ ซง่ึ ในประเดน็ นมี้ คี วามสอดคลอ้ ง ธรรมชาติ และนำ� เอาวทิ ยาศาสตร์มาเป็นฐานของ
กบั แนวคดิ พทุ ธทาสภกิ ขไุ ดก้ ลา่ ววา่ ธรรมะเปน็ อนั การสรา้ งสรรคพ์ ฒั นาเทคโนโลยี เทคโนโลยจี งึ เปน็
หนึ่งอันเดียวกับนิเวศวิทยาเพราะธรรมะมีความ อุปกรณ์ส�ำคัญที่มีบทบาทใหญ่ ในกระบวนการ
เกย่ี วเนอ่ื งซง่ึ กนั และกนั ตณั หา คอื ความอยากของ พัฒนาอารยธรรมปัจจุบัน ที่อาศัยอุตสาหกรรม
มนุษย์นี้แหละท่ีเป็นตัวท�ำลายความสมดุลของ ซง่ึ ดำ� เนนิ ไปดว้ ยเทคโนโลยี จากประเดน็ ดงั กลา่ วนี้
ระบบนิเวศ ถ้าตัดความอยาก หรือควบคุมความ มีความสอดคล้องกับมุมมองท่ีว่า ในสังคมที่มีการ
อยาก อยา่ งมสี ติจะสามารถรักษาความสมดลุ ของ ครอบง�ำอย่างแน่นหนาโดยอารยธรรมตะวันตก
ระบบนิเวศไว้ได้ (Buddhadasa Phikkku, 2011 ซ่ึงเรียกว่าอุตสาหกรรมนิยม จะพบว่าผู้คนมีจิต
: 109) และในการพฒั นาเพอ่ื ใหเ้ กดิ ความเจรญิ นน้ั สำ� นกึ ตอ่ ธรรมชาติในลกั ษณะทร่ี ุนแรง ทำ� ลายลา้ ง
ผู้แต่งอธิบายให้เห็นว่า คนไทยมีความรู้สึกว่าป่า และเผาผลาญในสงั คมแบบนี้ ธรรมชาตจิ ะถกู ขดู รดี
เปน็ เครื่องหมายของความลา้ หลัง ซ่ึงทำ� ให้คนไทย หนกั เพอ่ื ประโยชนเ์ ฉพาะหนา้ ของมนษุ ย์ มลภาวะ
ตัดไม้ท�ำลายป่ากันมากมาย เพื่อสร้างความเจริญ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติความ
ที่เรียกว่าการพัฒนา มีความเห็นผิดเป็นชอบขาด ทรุดโทรมของชนบทและเมือง จึงเป็นปัญหาใหญ่
ความรู้ความเข้าใจไม่ดพี อ ท�ำให้การพฒั นาเปน็ ไป ซ่ึงส่งผลกระทบต่อสุขภาพชีวิตของมนุษย์อย่าง
อย่างขาดดุลยภาพ เมื่อขาดความรู้ความเข้าใจ นา่ วติ ก (Buddhadasa Phikkku, 2011 : 59)
กเ็ กดิ ปญั หาขน้ึ ในดา้ นอืน่ ๆ ตามติดมา ป่ามีความส�ำคัญในความหมายของคน
จากเหตผุ ลเร่อื งดงั กลา่ วน้ี พุทธทาสภกิ ขุ ผู้แต่งได้อธิบายว่า ความสัมพันธ์ของคนกับป่ามี
ไดอ้ ธบิ ายถงึ กฎของธรรมชาตมิ คี วามจรงิ อยปู่ ระการ 4 ประการ คอื เศรษฐกจิ สงั คม ระบบนเิ วศและใน

314 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

แง่ชีวิตจิตใจและการพัฒนามนุษย์ ป่าเป็นแหล่ง แวดล้อมตามธรรมชาติถกู ทำ� ลาย (Phra Methee
ของปัจจัยส่ี เมื่อสภาพแวดล้อมป่า ดิน และน�้ำ dhammaphorn (Prayoon Dhammacitto,
จะเป็นตัวก�ำหนดการด้ินรนปรับตัวของมนุษย์ท่ี 1995 : 9)
ทำ� ใหอ้ ารยธรรมนนั้ ๆ มลี กั ษณะเฉพาะตวั ทตี่ า่ งกนั แนวคดิ ทคี่ รอบงำ� อยเู่ หนอื อารยะธรรมยคุ
เม่ือป่า ดิน น�้ำเปลี่ยนไป วิถีชีวิตของมนุษย์ท่ี ปัจจุบัน ผู้แต่งอธิบายว่า มนุษย์แสวงหาความสุข
เก่ียวข้องก็เปลี่ยนไปด้วย ซึ่งสอดคล้องกับเกษม ทางวัตถุ และความสุขในทางพระพุทธศาสนานั้น
จันทร์แก้ว ท่ีมองว่าป่าธรรมชาติเป็นแหล่งสร้าง คือ เข้าถึงธรรมชาติ เป็นเรื่องของความจริงตาม
ปจั จัย 4 ใหก้ บั มนุษย์ แตใ่ นสมัยปจั จุบนั มนษุ ยไ์ ด้ ธรรมดาท่ีมีอยู่ เมื่อคนมีความสุขกับธรรมชาตแิ ล้ว
พัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ มาเพ่ือตอบสนองความ การที่จะต้องด้ินรนหาความสุข จากการหาวัตถุ
ตอ้ งการ แต่ขาดการคำ� นงึ ถึงผลกระทบทจี่ ะทำ� ให้ มาบ�ำรุงบ�ำเรอให้เต็มที่ ก็จะมีขอบเขตข้ึนมาทันที
เกิดปัญหาทางด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มันจะลดความรุนแรงลง คือ จะเกิดความพอดี
เส่อื มโทรม (Chankaew, 2010 : 12) มคี วามสมั พนั ธท์ ดี่ กี บั ธรรมชาติ ผแู้ ตง่ ไดน้ ำ� เสนอวา่
ในการที่จะอนุรักษ์ป่าได้ต้องขยายความ การจะแกป้ ญั หาใหส้ มั ฤทธต์ิ อ้ งปรบั เปลยี่ นแนวคดิ
คดิ ของคน ผ้แู ตง่ อธิบายในทางพระพุทธศาสนาให้ กันใหม่ มนุษย์จะต้องพัฒนาจิตใจของตนเอง
ความส�ำคัญของป่า คือ การเอาป่าและธรรมชาติ พัฒนาปัญญา สามารถเข้าถึงหรืออยู่ในภาวะท่ีดี
แวดล้อมมาเป็นปัจจัยเสริมในการพัฒนามนุษย์ ทสี่ ดุ ได้ โดยไมต่ อ้ งอาศยั สง่ิ จดั การภายนอก มนษุ ย์
ตลอดจนการพฒั นาปญั ญาใหร้ เู้ ขา้ ใจความจรงิ ของ จะต้องได้รับการพัฒนาให้มีดุลยภาพ แล้วก็จะ
ธรรมชาติ จนเข้าถึงสัจจะธรรม จากค�ำอธิบาย แกไ้ ขปญั หานไ้ี ด้ จะสามารถเขา้ ถงึ ธรรมชาตแิ ละมี
ดังกลา่ ว พระเมธีธรรมาภรณ (ประยรู ธมมฺ จติ โฺ ต) ความสุขจากธรรมชาติโดยตรง โดยไม่ต้องไป
ไดก้ ลา่ ววา่ ศาสนาโบราณชว่ ยให้ มนษุ ยอ์ ยู่ กลมกลนื เบียดเบียนธรรมชาติ ท้ังน้ีเพราะถ้าธรรมชาติอยู่
กับธรรมชาติ ไมท�ำลายย่�ำยีธรรมชาติ ปัจจุบัน ไม่ได้ ตนเองก็จะต้องดับสูญด้วย การแก้ปัญหา
มนษุ ยเ์ รมิ่ คดิ ทจ่ี ะเอาชนะธรรมชาตคิ วบคมุ ธรรมชาติ แคร่ กั ษาดลุ ยภาพในระบบนเิ วศทาง ดา้ นกายภาพ
แทนทจ่ี ะอยอู่ าศยั ใต้ อำ� นาจธรรมชาติ และคำ� สอน อยา่ งเดยี วไม่พอ ต้องมดี ลุ ยภาพใน ดา้ นจิตใจ คอื
ของศาสนาบางศาสนาว่าพระเจ้าสร้างโลกขึ้นมา ต้องให้มีความสุขของมนุษย์ในการสัมพันธ์กับ
เพื่อเป็นท่ีอยู่อาศัยของมนุษย์ สัตว์ทั้งหลายเป็น ธรรมชาติ ตลอดจนการเข้าถึงอิสรภาพท่ีแท้จริง
อาหารของมนษุ ย์ และมนษุ ยเ์ ปน็ เจา นายผปู้ กครอง ในท่ีสุดด้วย คือ ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับป่า
ตามหลักพระพุทธศาสนาแล้วส่ิงที่ส�ำคัญต่างๆ ในแง่คณุ คา่ ตอ่ ชวี ติ จติ ใจ และการพัฒนามนุษย์
ไมมีใครเป็นนายมีอ�ำนาจเหนือใครโดยไมพ่ึงพา จากความข้างต้น มีความสอดคล้องกับ
อาศยั กนั ส่งิ ตา่ งๆ อาศัยซึ่งกันและกนั เกดิ ขนึ้ และ แนวคิด อำ� นาจ วงศ์บณั ฑิต ท่เี ห็นว่า เหตผุ ลความ
ธรรมชาติต้องอาศัยมนุษย์ มนุษย์อยู่ไมไดถาส่ิง จ�ำเป็นท่ีมนุษย์ต้องอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

ปที ่ี 19 ฉบบั ท่ี 2 (เมษายน - มถิ ุนายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 315

และรักษาคุณภาพส่ิงแวดล้อม ก็เพื่อประโยชน์ ระดบั ความจรงิ สงู สดุ ไมไ่ ดม้ มี นษุ ย์ ดงั นนั้ การกลา่ ว
ในการรักษาระบบนิเวศน์ให้คงอยู่ แนวคดิ นถ้ี อื ว่า วา่ มนษุ ยเ์ ปน็ ศนู ยก์ ลางของโลกจงึ ไรส้ าระ โดยภาพ
มนุษย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบนิเวศน์ทั้งหมด รวมความมีอยู่ของทุกส่ิงเป็นไปได้ก็อิงอาศัยทุกสิ่ง
เท่านั้น และมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกน้ีมีความ ไม่มีส่ิงใดเลยทีมีอยู่โดยเป็นศูนย์กลางให้สิ่งอ่ืนเข้า
สัมพันธ์เกี่ยวข้องกันเสมอ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้อง มารบั ใช้ (Buddhadasa Phikkku, 2011 : 61)
พ่ึงพาอาศัยกัน ดังนั้น หากระบบนิเวศขาดสมดุล ประเดน็ ทสี่ าม : ไทยอนาคตกบั ปา่
มนุษย์ยอ่ มไดร้ ับความเดอื ดรอ้ นไปดว้ ย อาจกล่าว ผู้แต่งได้อธิบายถึงหลักการท่ัวไปในการ
ได้ว่าแนวคิดนี้ยึดถือ ทรัพยากรธรรมชาติและ แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมว่า การแก้ปัญหาจะต้อง
สงิ่ แวดลอ้ มเปน็ ศูนยก์ ลาง (Wongbanthit, 2007 สัมพันธ์กับการพัฒนาตัวคน ซึ่งจะเห็นได้ว่า
: 39) ปัจจุบันนี้มีการรณรงค์เพื่อพัฒนา และปลูกจิต
องค์รวมแห่งองค์ร่วมสามประสาน คือ สำ� นกึ คา่ นยิ มในการอนรุ กั ษส์ ง่ิ แวดลอ้ ม และผแู้ ตง่
ฐานของการพัฒนาท่ีย่ังยืน หมายถึง ระบบการ ได้น�ำเสนอแนวทางวิธีการแก้ไข เพ่ือให้บรรลุ
ดำ� รงอยู่ของมนษุ ย์ ซ่งึ ประกอบด้วย มนุษย์ สังคม เปา้ ประสงคเ์ พอื่ การอนรุ กั ษไ์ ว้ 3 ระดบั คอื 1) การ
และธรรมชาติ ผแู้ ตง่ ไดอ้ ธบิ ายใหเ้ หน็ วา่ การมฐี าน แก้ปัญหาระดับพฤติกรรม คือ ท�ำอย่างไรจะให้
แห่งความคิดท่ีผิด มนุษย์ก็ด�ำเนินชีวิตไปในทางท่ี มนษุ ยม์ พี ฤตกิ รรมทไ่ี มท่ ำ� ลายปา่ แตใ่ หม้ พี ฤตกิ รรม
ผดิ เมอื่ มกี ารพฒั นาทผ่ี ดิ กจ็ ะเกดิ ปญั หาแกช่ วี ติ ของ ทอี่ นรุ กั ษป์ า่ การแกป้ ญั หาพฤตกิ รรมดว้ ยการออก
ตนเอง แล้วก็เกิดปัญหาแก่สังคม จากประเด็น กฎกติกาเพื่อควบคุม คือ การออกกฎหมาย
ดงั กลา่ ว พทุ ธทาส ภกิ ขุ ไดก้ ลา่ วไวว้ า่ การมองโลก ระเบียบ ขอ้ บงั คับ กตกิ าของสงั คม และการสร้าง
แบบองค์รวม นอกจากสิ่งท่ีเรียกว่า มนุษย์หรือ พฤติกรรมเคยชนิ จากประเดน็ ดังกลา่ วข้างตน้ นัน้
ส่ิงต่างๆ ในโลกธรรมชาติจะเป็นการแบ่งแยก มีความสอดคล้องกับวิธีการน�ำเอาจารีต ประเพณี
โดยสมมติเท่านั้นแล้ว ความจริงที่ว่าสิ่งท่ีมีอยู่คือ วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมต่างๆ ตลอดจน
กระแสของความเปลี่ยนแปลงท่ีอิงอาศัยกันทาง ค่านิยมและบรรทัดฐานทางสังคม มาใช้เป็น
เหตุปัจจัย จนเป็นเครือข่ายที่แยกกันไม่ออกและ เครอื่ งมอื ในการอนรุ กั ษท์ รพั ยากรปา่ ไม้ เชน่ ถอื วา่
ไมม่ สี งิ่ ใดทส่ี ามารถมอี ยไู่ ดโ้ ดยไมอ่ งิ อาศยั สงิ่ อนื่ นนั้ ป่าช้า หอผี ขุนน้�ำ คือสถานที่ที่จะต้องอนุรักษ์
ท�ำให้โดยสาระแล้วโลกทัศน์ของพุทธปรัชญาเป็น ทรพั ยากรปา่ ไม้ หา้ มผใู้ ดเขา้ ไปบกุ รกุ หรอื ตดั ตน้ ไม้
โลกทศั นแ์ บบองคร์ วมทมี่ องวา่ ความเปลย่ี นแปลง มิฉะน้ันจะมีอันเป็นไป นอกจากน้ันยังมีพิธีกรรม
ไปในจุดใดจุดหน่ึง ย่อมมีผลต่อภาพรวมท้ังหมด ตา่ งๆ เชน่ การเขา้ รกุ ขมลู การบวชตน้ ไม้ การสบื ชะตา
โลกทัศน์องค์รวมกอปรกับการปฏิเสธตัวตนที่มี แม่น�้ำล�ำธาร เป็นต้น พิธีกรรมเหล่านี้เป็นการ
ทา่ ทตี ามมา และมนษุ ยไ์ มไ่ ดเ้ ปน็ ศนู ยก์ ลางของโลก เกอ้ื กลู การอนรุ กั ษท์ รพั ยากรธรรมชาตปิ า่ ไมไ้ ดเ้ ปน็
ทุกสง่ิ ในโลกมไิ ดม้ ีอย่เู พือ่ รบั ใช้มนุษย์ เน่อื งด้วยใน อย่างดี (Buddhadasa Phikkku, 2011 : 70)

316 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

2) การแกป้ ญั หาระดบั จติ ใจ โดยการสรา้ งคณุ ธรรม พ้นื ฐานพัฒนาไปถงึ ขนั้ สงู ขึน้ ไปได้ เชน่ เกิดความ
และความสุข องค์ประกอบของการแก้ปัญหา รู้สึกกตัญญูกตเวทีขึ้นแทนการกลัววิญญาณใน
ในระดบั จติ ใจนจ้ี ะตอ้ งมี จติ สำ� นกึ รบั ผดิ ชอบ ความ ธรรมชาติ ซ่ึงเป็นการพัฒนาจริยธรรมแห่งความ
เมตตา กรณุ า ทา่ ทขี องจติ ใจทชี่ นื่ ชมความงามของ กลัวไปสู่ความสุขความสงบ เม่ือมนุษย์พัฒนาได้
ธรรมชาติ ความรสู้ กึ เปน็ สขุ ในการอยกู่ บั ธรรมชาติ สมบรู ณท์ ้งั 3 ประการนี้แลว้ ก็จะสามารถอนรุ กั ษ์
ซ่ึงการแก้ปัญหาระดับจิตใจน้ีมีความคล้ายกัน ธรรมชาตใิ ห้คงอยอู่ ย่างถาวรยงั่ ยนื ได้
ม่ัน เสือสูงเนิน (Seuasungnern, 2009 : 109)
ได้กล่าวไว้ว่า การมีจิตส�ำนึกในเรื่องของความรับ 4. จดุ เด่นและข้อควรพจิ ารณา
ผิดชอบ ความเมตตากรุณาความรู้สึกซาบซ้ึงถึง
ความงามของธรรมชาติ ความรู้สึกชื่นชมยินดี 1. จุดเด่นของหนังสือ คนไทยกับป่า
เมอื่ ขาดสงิ่ หนงึ่ ไปกจ็ ะทำ� ใหข้ บวนการอกี สว่ นหนงึ่ ผแู้ ตง่ ไดอ้ ธบิ ายถงึ เรอ่ื งราวทเ่ี กยี่ วกบั ปา่ ไวอ้ ยา่ งครบ
สูญเสียความสมดุลจนอาจไม่สามารถตั้งอยู่ได้ ถว้ นสมบรู ณ์ จดุ เดน่ ของหนงั สอื เลม่ นแ้ี บง่ ออกเปน็
คุณธรรมเหล่าน้ีเมื่อเกิดขึ้นแล้วในจิตใจจะช่วย ดังนี้
แก้ไขพฤติกรรมทางกายได้ด้วย และ 3) การแก้ ตอนที่ 1 ไทยอดตี กบั ปา่ ผ้แู ต่งได้อธิบาย
ปญั หาระดับปัญญา การแก้ปญั หาในระดับปญั ญา ใหเ้ หน็ วฒั นธรรมของคนไทยเกย่ี วขอ้ งกบั ปา่ แตเ่ ดมิ
เร่ิมต้ังแต่การมองเห็นเหตุผลหรือมองเห็น น้ันมีคติกับธรรมชาติในทางที่ดีงามเป็นไปใน
ประโยชน์ในการที่จะมีพฤติกรรมอย่างน้ันว่าการ ลกั ษณะของการพงึ่ พาอาศยั กนั ปา่ จงึ มปี ระวตั ศิ าสตร์
กระท�ำอย่างนั้นมีคุณค่าความหมายหรือไม่ ความเป็นมาที่เก่ียวโยงถึงการด�ำรงชีวิตพื้นฐาน
เปน็ ประโยชน์ต่อตนเองและสงั คมอย่างไร ซึ่งมีผลท�ำให้มนุษย์ผูกพันอยู่กับธรรมชาติอย่าง
มุมมองของผู้แต่งเห็นว่า เม่ือเราบริโภค แนน่ แฟน้ แมช้ ่วงเวลาจะเปลีย่ นไป ปัจจยั ทางด้าน
ดว้ ยปญั ญาทำ� ใหม้ องเหน็ คณุ คา่ และประโยชนท์ แี่ ท้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เข้ามามีบทบาทใน
จริงแก่ชีวิตจากการบริโภคน้ัน เมื่อปัญญาเกิดขึ้น ชวี ติ ประจำ� วนั มากขน้ึ กต็ าม มนษุ ยย์ งั มคี วามจำ� เปน็
สงั คมกไ็ ม่ต้องเบียดเบียนแยง่ ชิงกนั มาก ธรรมชาติ ในการใช้ประโยชนจ์ ากทรัพยากรธรรมชาติ อกี ทง้ั
กค็ อ่ ยรอดจากการถกู ผลาญ แนวทางการแกป้ ญั หา ผู้แต่งได้น�ำหลักค�ำสอนทางพุทธศาสนาที่เป็นหลัก
ธรรมชาติแวดล้อมเป็นข้ันๆ 3 ระดับ คือ ระดับ ธรรมขั้นพ้ืนฐานของความเป็นมนุษย์มาอธิบาย
พฤตกิ รรม ระดบั จติ ใจ และระดบั ปญั ญา จากมมุ มอง โดยใช้ภาษาท่ีอ่านเข้าใจง่าย เพื่อให้ผู้ศึกษาได้
ดงั กลา่ วตรงกบั ม่นั เสอื สงู เนิน ที่เห็นว่าการอบรม ตระหนักถึงคุณค่าของป่า เช่น ความกตัญญู คือ
ใหม้ เี หตผุ ลจนมองเหน็ สง่ิ ตา่ งๆ วา่ มเี หตผุ ล อธบิ าย ความรู้คุณค่า รู้สึกดีต่อกันที่มิใช่มนุษย์ต่อมนุษย์
ทำ� ใหเ้ ขา้ ใจธรรมชาตไิ ดด้ ี แลว้ จะเกดิ การเปลยี่ นแปลง ดว้ ยกนั เทา่ นนั้ แตห่ มายรวมตอ่ สตั วแ์ ละพชื ทง้ั หลาย
ทางความคิดความรู้สึก จากการเปล่ียนแปลงข้ัน ดว้ ยการตระหนกั ถงึ ปญั หาและคณุ คา่ ของทรพั ยากร
ธรรมชาติ โดยการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิด

ปีที่ 19 ฉบบั ท่ี 2 (เมษายน - มถิ ุนายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 317

ประโยชน์สูงสุด ไม่ท�ำลายและช่วยกันดูแลรักษา ธรรมชาติให้เข้าถึงแก่นแท้ของธรรมชาติก็เป็น
ทรพั ยากรธรรมชาติ ใหค้ งความสมดลุ ในระบบนเิ วศ ส่ิงส�ำคัญ เพราะส่ิงท่ีจะช่วยให้ธรรมชาติกลับคืน
สงิ่ เหลา่ น้ี คอื ความเขา้ ใจในธรรมชาตเิ ปน็ เครอื่ งฝกึ จากสภาวะเสยี สมดุลได้ก็ คือ ความร้อู ยา่ งถูกตอ้ ง
ขัดเกลาจิต ท�ำให้มนุษย์มีจิตเมตตา มีทัศนคติ และจิตสำ� นึกของทกุ คน
ค่านยิ ม คุณธรรม จรยิ ธรรม ตอ่ สรรพส่ิงรอบตวั ที่ ตอนท่ี 3 ไทยอนาคตกับป่า ผู้แต่งได้น�ำ
เก้ือกูลให้ชีวิตด�ำรงอยู่ อันเป็นหลักส�ำคัญในการ เสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาการท�ำลายป่า
ดำ� เนนิ ชวี ติ ใหม้ คี วามเจรญิ รงุ่ เรอื ง เพราะทกุ ชวี ติ อยู่ โดยการปรบั เปลยี่ นพฤตกิ รรมทมี่ ตี อ่ ปา่ การปลกู ฝงั
ภายใตก้ ฎธรรมชาตอิ นั เดยี วกนั เปน็ เหตปุ จั จยั กนั กอ่ จติ สำ� นกึ ทด่ี ี และตระหนกั ถงึ คณุ คา่ ชว่ ยกนั รกั ษาปา่
ให้เกิดผลดี ท�ำให้มนุษย์กับธรรมชาติด�ำรงอยู่ร่วม และท่ีส�ำคัญ คือ การน�ำหลัก อิทัปปัจจยตา
กนั ไดอ้ ย่างย่ังยนื มาอธิบายถึงความสัมพันธ์กัน ว่าทุกส่ิงทุกอย่างที่
ตอนที่ 2 ไทยกับป่าในปัจจุบัน หาก อยู่รอบตัวมนษุ ย์ทง้ั ท่ีมีชวี ติ และไม่มีชีวิต มีอิทธพิ ล
พจิ ารณาเนื้อหาจะพบวา่ ผูแ้ ตง่ ได้อธบิ าย ถึงระบบ เกี่ยวโยงถึงกัน เป็นปัจจัยในการเก้ือหนุนซึ่งกัน
ความคิด ที่มาจากเร่ืองรากฐานทางความคิดที่ผิด และกัน เพราะเมื่อป่าถูกท�ำลาย ผลกระทบจาก
เรียกวา่ มจิ ฉาทิฏฐิ เม่อื มีความคดิ ท่ผี ดิ มนษุ ยก์ ็จะ ปัจจัยหนึ่งจะมีส่วนเสริมสร้างหรือท�ำลายอีกส่วน
คิดท�ำไปในทางท่ีผิด แล้วการพัฒนาจะด�ำเนินไป หน่ึง อย่างหลีกเล่ียงมิได้ สิ่งแวดล้อมเป็นวงจรท่ี
ในทางทผี่ ดิ เปน็ ปญั หาเกดิ ผลเสยี ไปหมด ตอ่ มนษุ ย์ เก่ียวข้องเชื่อมโยงกันไปท้ังระบบ เพียงแค่เรารู้จัก
และธรรมชาติ การมีความเข้าใจผิดตามความ การเชอื่ มโยงเราจะเขา้ ใจความเปน็ ไปของธรรมชาติ
เป็นจริง ซ่ึงตรงกันข้ามกับความเข้าใจถูกต้อง คือ จะเข้าใจเหตุผลทุกอย่าง และจะท�ำให้เราไม่อยาก
สมั มาทฏิ ฐิ การสรา้ งวธิ คี ดิ ใหถ้ กู ตอ้ งจงึ เปน็ สงิ่ สำ� คญั ท�ำลายมัน เพราะธรรมชาติ คือ จุดก�ำเนิดของ
คือ เข้าใจในสภาวะท่ีมันเป็นจริงท้ังหลายของการ ทุกสิ่งแม้กระท่ังตัวเรา ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ
ดำ� เนนิ การบนฐานของความจรงิ ตอ้ งกำ� หนดเอาวธิ ี และสง่ิ แวดลอ้ ม เปน็ ปรากฏการณท์ ก่ี อ่ ใหเ้ กดิ ความ
การใหส้ อดคลอ้ งกบั บรบิ ทของปญั หาทเ่ี กดิ ขน้ึ ใหไ้ ด้ เสยี หายตา่ งๆ ตามมาอย่างมากมาย มีผลต่อความ
ด้วยการรักษาความสมดุลของธรรมชาติ เพราะ เป็นอยู่ของมนุษย์และส่ิงมีชีวิตบนโลก ทั้งยัง
สรรพสิ่งบนโลกใบนี้ไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต เกี่ยวโยงถึงสภาพเศรษฐกิจและสังคม นอกจากน้ี
ต่างก็พยายามท่ีจะรักษาสมดุลเดิมไว้ให้ได้ ยังส่งผลให้เกิดมลพิษต่อส่ิงแวดล้อม ท่ีเป็นผลเสีย
แม้จะต้องปรับตัวเพื่อพยายามรักษาสมดุลเดิม โดยตรงต่อส่ิงมีชีวิต ซึ่งอาจท�ำให้เกิดการสูญเสีย
(Homeostasis) โดยการใชพ้ ฤตกิ รรม (Behavier) สงิ่ มชี วี ติ หรอื นำ� ไปสสู่ ภาวะทีพ่ ชื และสตั วบ์ างชนดิ
เพอ่ื อยรู่ ว่ มกบั สง่ิ แวดลอ้ มขณะนน้ั ใหไ้ ด้ ซงึ่ นอกจาก สูญพันธุ์ไปได้ การดูแลรักษาป่านั้นถือเป็นหน้าท่ี
มนุษย์จะต้องไม่สร้างภาระเพิ่มให้กับธรรมชาติ ของเราทุกคน ท่ีจะต้องเข้ามามสี ว่ นรว่ ม จงึ จำ� เป็น
โดยการช่วยรักษาสมดุลให้กับโลกแล้ว การศึกษา ต้องมีการจัดท�ำแนวทางและวิธีด�ำเนินการในการ

318 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

ป้องกัน ยับยัง้ ชะลอ และขัดขวาง การเกิดปญั หา จดุ ออ่ นของทรพั ยากรทเ่ี สอื่ มโทรม คอื เมอ่ื ชาวบา้ น
ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ ม ไม่มีส่วนร่วมในการดูแลรักษา การท�ำลายก็เป็น
2. ข้อควรพิจารณาหนังสือเรื่องคนไทย เรอื่ งงา่ ยสำ� หรบั เขา แตห่ ากเรามาปรบั เปลย่ี นใหค้ น
กับป่า มีเน้ือหาสาระท่ีเป็นประโยชน์ในด้านการ แต่ละพื้นท่ีได้น�ำเอาหลักความเชื่อที่เป็นวิถี
ให้ความรู้ ความเข้าใจเก่ียวกับป่า ที่ส�ำคัญคือ วฒั นธรรมของเขามาเปน็ เครอื่ งมอื เปลยี่ นวธิ คี ดิ ให้
ให้แนวคิดที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาความคิดและ ทรัพยากรเหล่านี้เป็นของเขา เขาก็จะช่วยกันดูแล
เจตคติที่ถูกต้องดีงามในอดีต ผู้คนสมัยนี้มีความ รักษา
แตกต่างกนั เรอื่ งส�ำนึกในทรัพยากรธรรมชาติและ
ส่ิงแวดล้อม เม่ือมาถึงยุคที่คนขาดความเกรงกลัว 5. สรปุ
ขาดสำ� นกึ มีเรือ่ งของผลประโยชน์ ในการปกปอ้ ง
ทรพั ยากร ตอ้ งการครอบครองและจดั สรรธรรมชาติ หนงั สอื คนไทยกบั ปา่ หากพจิ ารณาเนอ้ื หา
เพื่อสนองความต้องการสุขสบายของตน คนจึง ของหนังสือจะพบว่า ผู้แต่งได้ถ่ายทอดความจริง
ท�ำลายป่าจนก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมาย ของมนษุ ยว์ า่ มคี วามผกู พนั อยา่ งแนน่ แฟน้ จนไมอ่ าจ
ในท่ีสุดคนก็ต้องเป็นผู้รับสภาพปัญหาท่ีเกิดขึ้น จะแยกป่าออกจากวงจรชีวิต ซ่ึงปัจจุบันคนไทย
การแกไ้ ขปญั หาใหเ้ กดิ การอนรุ กั ษท์ ยี่ ง่ั ยนื มใิ ชเ่ พยี ง มีคติเก่ียวกับป่าท่ีเปลี่ยนไปจากเดิม คือ มนุษย์
การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมโดยใช้กฎหมายมา มีความรู้สึกว่าจะจัดการธรรมชาติอย่างไรก็ได้
ควบคมุ แตจ่ ะตอ้ งมจี ติ สำ� นกึ รบั ผดิ ชอบ และจะตอ้ ง โดยความจรงิ แล้วเป็นไปไมไ่ ด้ สิง่ ทั้งหลายเป็นของ
พฒั นาปัญญา ใหเ้ ขา้ ใจคุณคา่ ของปา่ มคี วามรบั ผดิ ธรรมชาติ มนั เปน็ ไปตามกฎธรรมชาติ มนั ไมไ่ ดเ้ ปน็
ชอบต่อส่วนรวมเห็นประโยชน์ของพฤติกรรมการ ไปตามความอยากของคน ย่ิงกว่าน้ันการด�ำเนิน
อนุรักษ์ป่า เข้าใจระบบปัจจัยสัมพันธ์ และรู้จัก เนอื้ เรอ่ื งทง้ั สามตอนน้ัน เป็นลกั ษณะของการสรา้ ง
ความพอดีในการบริโภค ย่ิงกว่าน้ันเม่ือเราอ่าน ความเชื่อมโยงของเนื้อหาในแต่ละตอนให้มีความ
หนังสือเล่มน้ีแล้ว ถ้าน�ำไปปฏิบัติจริงก็จะได้ สอดคลอ้ งถงึ กนั ได้ โดยเรมิ่ จากอดตี ถงึ ปจั จบุ นั และ
ประโยชนว์ า่ ในการพฒั นาและการอนรุ กั ษท์ ำ� ใหป้ า่ มองถึงผลกระทบท่ีจะเกิดข้ึนในอนาคต อีกท้ัง
ยงั อยอู่ ยา่ งอดุ มสมบรู ณแ์ ละธรรมชาตไิ มเ่ ปลย่ี นแปลง มีการน�ำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาการตัดไม้
และตระหนกั ถงึ การแกไ้ ขปญั หารว่ มกนั จะทำ� ใหเ้ กดิ ท�ำลายป่า โดยทุกฝ่ายจะต้องให้ความร่วมมือกัน
การอนุรักษ์อย่างยั่งยืน อีกอย่างต้องยอมรับว่า จึงจะท�ำให้การแก้ไขปัญหาน้ันประสบความส�ำเร็จ
การเอากฎหมาย หรอื นโยบายมาเปน็ เครอื่ งมอื คอื นับได้ว่าเป็นหนังสือท่ีมีคุณค่าย่ิงทั้งทางด้านการ
การฝืนความจริง หากไมใ่ หป้ ระชาชนหรอื ชาวบ้าน ศึกษาและการน�ำไปใช้ประโยชนใ์ นการดำ� รงชีวติ
ในพ้ืนที่มีส่วนในการรักษา เม่ือเกิดปัญหาก็ช้ีไปที่ ผเู้ ขยี นมคี วามเหน็ วา่ หนงั สอื คนไทยกบั ปา่
กฎหมายทั้งหมดไม่ได้ช้ีไปที่กฎชาวบ้าน ดังนั้น หากพิจารณาแล้ว พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต)
ได้น�ำเอาความเช่ือมาอธิบายตามกรอบความเช่ือ

ปีที่ 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 319

ด้ังเดิมของมนุษย์มีต่อธรรมชาติ และมนุษย์มีต่อ ปัญญาท่ีมาจากความเข้าใจสรรพส่ิง ซ่ึงจะต้องมา
สิง่ เหนอื ธรรมชาติ มาเป็นแนวทางทจ่ี ะทำ� ใหผ้ ูอ้ า่ น จากธรรมชาตเิ ปน็ ตวั บำ� บดั ในมมุ มองทางพระพทุ ธ
เข้าใจหลักค�ำสอนของพระพุทธศาสนา ในการ ศาสนา ป่าเป็นสถานท่ีเก้ือกูลให้เกิดการพัฒนาจิต
ด�ำเนินชีวิตและแก้ไขปัญหาอีกรูปแบบหน่ึง สง่ ผลตอ่ สตปิ ญั ญาในหลกั วนิ ยั พระพทุ ธศาสนาสอน
เนอื่ งจากวา่ ธรรมชาตไิ ดส้ อนใหม้ นษุ ยร์ จู้ กั สรรพสงิ่ ให้คนเคารพธรรมชาติ ถ้าเราเข้าถึงธรรมชาติก็จะ
ที่เกิดข้ึนมาในโลกนี้แบบอิงอาศัยกัน แต่การจะ เข้าถึงธรรมค�ำสั่งสอนของพุทธศาสนา ท�ำให้เรา
ปลดเปลอ้ื งตนเองออกจากความทกุ ขไ์ ดก้ ต็ อ้ งอาศยั เข้าใจในการใช้ปญั ญาแก้ไขปัญหาชวี ติ ได้

References

Buddhadasa Phikkku. (1975). Camp Dharma. Bangkok : Dharmathan Foundation.
Chankaew, S. (2010). Environmental Science. Bangkok : Kasetsart University.
Mahachulalongkornrajavidyalaya. (1996). Thai Tipitaka, Series of Mahachulalongkornraj

avidyalaya. Bangkok : Mahachulalongkornrajavidyalaya Press.
Phra Metheedhammaphorn (Prayoon Dhammacitto). (1995). Dharma and Environmental

Conservation. Bangkok : Mahachulalongkornrajavidya.
Phra Metheedhrammaporn (Prasar Janthasarro). (2011). Buddhadasa Phikkku Concept of

Conservation of Natural Resources and Environment. Bangkok : Mahachulalongkorn
rajavidya.
Phramaha Mit Thitapanyo. (2013). An Analytical Study Guidelines for Prevention and
Solve the Problem of Pollution on Buddhist View. Researcher Tittle. KhonKaen :
Mahachula longkornrajavidya.
Sekhiya Dhamma Group. (1998). The Priests with the Forest are Missing the Truth : Conclusions
of the Monks Dialogue on the Consistency Between Discipline and Law. Bangkok
: Medthay.
Seuasungnern, M. (2009). Buddhism and the Environment. Chachoengsao : The Modern
System Offset, Ltd.
Takrairac, P. (2015). Guidelines for Sustainable Forest Resource Management in Border.
Srisaket : Srisaket Rajabhat University.
Wongbanthit, U. (2007). Environmental Law. https://pttinternet.pttplc.com/green-
globe/2542/writing-01.html. (Accessed 5 April 2018).



วจิ ารณ์หนงั สอื : Book Review
คมู่ อื ชวี ิต*

Handbook of Life

ผเู้ ขียน: พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
Author: Phra Barhmagunabhorn (P.A. Payutto)

พระอธิการสายแพร กตปุญโฺ ญ และพระมหามิตร ฐิตปญโฺ ญ
Phra Athikan Saipray Katapoonyo and Phramaha Mit Thitapañño

มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตขอนแกน่

Mahachulalongkornrajavidyalaya University, KhonKaen Campus, Thailand

Corresponding Author, E-mail: [email protected]

1. บทน�ำ ชวี ติ คู่การดแู ลลกู และครอบครวั ความสขุ การทำ� บญุ
สมาธิภาวนา การท�ำใจรับความเจ็บปว่ ย การดูแล
คู่มอื ชวี ิต เขยี นโดย พระพรหมคณุ าภรณ์ ผู้ป่วย การทำ� ใจรับความตาย
(ป.อ. ปยตุ โฺ ต) เปน็ หนงั สอื จดั ทำ� ตามโครงการ “บวช
เรยี นชดุ น้ี ตวั กไ็ ดบ้ ญุ บญุ คณุ กไ็ ดต้ อบแทนพอ่ แม”่ 3. เน้ือหาโดยยอ่
วัตถุประสงค์เพ่ือจัดท�ำส่ือธรรมส�ำหรับพระสงฆ์
โดยเฉพาะภกิ ษบุ วชใหมต่ ลอดจนสามเณรและผสู้ นใจ การศกึ ษาผเู้ ขยี นไดก้ ลา่ วถงึ หลกั พระพทุ ธ
ทัว่ ไป เพอื่ ใหพ้ ระอาจารยท์ ่ีทำ� หนา้ ท่สี อนไดน้ �ำไป ศาสนาสอนไว้ที่เรียกว่า “หลักธรรมทั้งหลาย”
ศึกษาข้อมูลน�ำไปสั่งสอนแก่พระภิกษุ สามเณร การท่ีจะใช้ให้ได้ผลจริงก็ต้องจับหลักใหญ่ให้ได้
นักเรียน คฤหสั ถ์ เพอ่ื แกค้ วามเข้าใจผิด ความหลง คือ สกิ ขา 3 ภาวนา 4 คำ� วา่ สกิ ขา ผู้เขียนแปลว่า
งมงาย และเผยแผ่ค�ำสอนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศกึ ษา มรรค แปลวา่ ทางชวี ติ รวมความวา่ เมอ่ื สกิ ขา
มีท้ังหมดจ�ำนวน 229 หนา้ พิมพ์ครง้ั ที่ 33 มากข้ึน วิถีชีวิตของเราก็กลายเป็นมรรคมากข้ึน
(Phra Brahmagunabhon (P.A. Payutto), 2016)
2. โครงสร้างของหนังสือ ในเรอื่ งสกิ ขา 3 น้ี สอดคลอ้ งกบั เนอ้ื หาในพระไตรปฎิ ก
ปฐมสิกขัตตยสูตร ว่าด้วยไตรสิกขาพระสัมมาสัม
โครงสร้างของหนังสอื เลม่ นี้ มที ั้งหมด 11 พทุ ธเจา้ ตรสั วา่ “ภกิ ษทุ ง้ั หลาย สกิ ขา 3 ประการน้ี
เร่อื ง คือ การศึกษา การท�ำงาน การใช้เทคโนโลยี

* ไดร้ บั บทความ: 1 กนั ยายน 2561; แกไ้ ขบทความ: 12 กุมภาพันธ์ 2562; ตอบรบั ตีพิมพ์: 13 มิถนุ ายน 2562
Received: September 1, 2018; Revised: February 12, 2019; Accepted: June 13, 2019

322 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

คือ 1) อธิสีลสกิ ขา 2) อธจิ ิตตสิกขา 3) อธิปญั ญา กนั อยา่ งไรดีไดแ้ บ่งออกเป็น 3 ทัศนะ คือ แบบที่
สกิ ขา อธิสลี สิกขา เปน็ อย่างไร คือ ภกิ ษุในธรรม หนึง่ หาความสนกุ สนาน ใชช้ วี ติ สำ� เรงิ สำ� ราญกนั ให้
วินัยนี้ รู้ชดั ตามความเป็นจรงิ ว่า “นท้ี ุกข์ ฯลฯ นี้ เตม็ ท่ี แบบทส่ี อง คนเราเกดิ มาเพอ่ื ใชห้ นกี้ รรม แบบ
ทกุ ขนโิ รธคามนิ ปี ฏปิ ทา” น้ี เรยี กวา่ อธปิ ญั ญาสกิ ขา ทสี่ าม ถือหลกั พระพทุ ธศาสนา คือ คนเราเกิดมา
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย สิกขา 3 (Mahachulalongkornraj ควรท�ำความดีให้มาก และยังได้อธิบายในเน้ือหา
avidayalaya, 1996) ประการนแ้ี ล และสอดคลอ้ ง ของคำ� วา่ ความวเิ ศษของมนษุ ยอ์ ยทู่ ก่ี ารฝกึ การถงึ
กับเรอื่ ง ภาวนา 4 อยา่ ง คอื 1) เม่อื รแู้ จง้ ทุกขสัจ โพธิ คอื ตรสั รเู้ ปน็ พทุ ธ (Phra Brahmagunabhon
ด้วยการกำ� หนดรู้ ชอื่ วา่ เจริญ 2) เมอื่ รู้แจ้งสมทุ ย (P.A. Payutto), 2015 : 37-71) คำ� วา่ โพธิ สมั พนั ธ์
สจั ดว้ ยการละ ชอื่ วา่ เจรญิ 3) เมอ่ื รแู้ จง้ นโิ รธสจั ดว้ ย กับค�ำกล่าวของท่านพุทธทาสภิกขุใน หนังสือ
การทำ� ใหแ้ จง้ ชอื่ วา่ เจรญิ 4) เมอ่ื รแู้ จง้ มคั คสจั ดว้ ย เร่ืองหน้าที่ของมนุษย์ ได้ให้ความหมายของโพธิ
การเจริญ ชื่อว่าเจริญ เหล่าน้ี ช่ือว่า ภาวนา 4 แปลตามตัวหนังสือแปลว่า ความรู้ หมายถึง
(Mahachulalongkornrajavidayalaya, 1996) สตปิ ญั ญา และขยายความอกี ว่า มนษุ ยเ์ ป็นสัตวท์ ี่
ผู้ศึกษามีความเห็นว่า ในบทน้ีผู้เขียนได้ มีโพธิ คือ มีปัญญา มีสติปัญญา ประเด็นย่อยได้
กลา่ วถงึ หลักธรรมของพระพทุ ธเจ้าหลายขอ้ เช่น กล่าวถึง เรื่องงาน ทำ� งานเพอื่ อะไร? จดุ มุง่ หมาย
สิกขา 3 ภาวนา 4 มรรคมอี งค์ 8 การเปรียบเทียบ ของงานของตนหรือ จุดมุ่งหมายของงาน ท�ำงาน
ศีลของพระ 4 หมวด กบั ศลี 5 เปน็ การสอนเดก็ อย่างไร? จึงจะได้ความสุข? ผู้เขียนได้ลงราย
ใหไ้ ดค้ รบไตรสกิ ขา หากผอู้ า่ นเปน็ เดก็ อาจจะเขา้ ใจ ละเอียดในเรื่องงานว่างานเป็นกิจกรรมหลักของ
ยากสกั หนอ่ ย เพราะเปน็ บทแรกของหนงั สอื ซง่ึ จะ มนุษย์ โดยมองความหมายของงานว่า เป็นเครอ่ื ง
ท�ำให้ผู้อ่านล้มเลิกการอ่านไป ถ้าหากไม่มีพื้นฐาน มือหาเล้ียงชีพ ท�ำให้มีเงินมีทอง มีแรงจูงใจแบบ
ในการอ่านหนังสือธรรมะมาก่อน ข้อน�ำเสนอ มานะ และแรงจูงใจแบบศรัทธา และจะท�ำงาน
การนำ� หลกั ธรรมทไี่ มย่ ากเทา่ ไหรน่ กั มาเขยี นในบท อยา่ งไรใหม้ คี วามสขุ เพราะงานนน้ั จะเปน็ ของคกู่ นั
แรกกจ็ ะทำ� ใหผ้ อู้ า่ นอยากจะตดิ ตามในบทตอ่ ไปได้ กับความเครยี ด ผ้เู ขียนได้กลา่ วถึง ตอ้ งเปน็ คนทม่ี ี
ส่วนการยกตวั อยา่ งพฤติกรรมของเด็กที่ทำ� ในชวี ติ สภาพจิตท่ดี ี รวมท้งั การมคี วามสุขจากการท�ำงาน
ประจ�ำวัน เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ การดูทีวี การมองเห็นคุณค่าของงาน (Buddhadasa
การใชต้ าใชห้ ู ดเู ปน็ ฟงั เปน็ มาอธบิ ายเปรยี บเทยี บ Bhikku, 2016 : 17-18) มีความสอดคล้องกับ
กับหลักธรรมที่อ้างถึง สามารถท�ำให้เข้าใจ หนังสือจิตวิทยาเล่มเดียวจบ ความว่า “อารมณ์
ในเนื้อหาในแตล่ ะประเดน็ ไดเ้ ป็นอย่างดี สง่ ผลตอ่ เราทงั้ ดา้ นรา่ งกายและจติ ใจ การทำ� ความ
การท�ำงาน ผู้เขียนเปิดประเด็นว่า เข้าใจวิธีท�ำงานของอารมณ์ท�ำให้เราสามารถ
เกดิ มาแลว้ ควรใชช้ ีวติ อยา่ งไร? การเกิดคอื การที่ จัดการความวิตกกังวลและความเครียดได้อย่างมี
เราได้ชีวิตมา เม่ือเราได้ชีวิตมาแล้ว เราจะใช้ชีวิต ประสิทธภิ าพ (Hayes, 2016 : 38)

ปีที่ 19 ฉบับท่ี 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 323

ผู้ศึกษามีความเห็นว่า การกล่าวถึงการ เรื่องเก่ียวกับสัญญาณเตือนภัยจากเทคโนโลยี
ท�ำงานของมนุษย์เราเพื่ออะไร ผู้เขียนได้ชี้แนะ ภยั จากเทคโนโลยมี าสองตวั อยา่ งคอื การระเบดิ ของ
แนวทางในการทำ� งานโดยยดึ หลกั ธรรมตามคำ� สอน โรงงานพลังงานนิวเคลียร์ในเซอร์โนบิลในโซเวียต
ของพระพุทธองค์ว่า จุดหมายสูงสุดของชีวิต คือ รสั เซยี ซงึ่ ทำ� ใหเ้ กดิ ผลเสยี อยา่ งมาก เพราะมคี นตาย
ความเป็นอิสระโดยสมบูรณ์อยู่เหนือส่ิงทั้งปวง และส่งผลกระทบในระยะยาวมาก และอีกข่าว
แม้กระท่ังเรื่องงาน การบรรยายในบทนี้ ผู้เขียน ที่นับถอยหลังไปสักย่ีสิบปีก่อนเร่ืองยากล่อม
บรรยายใหเ้ หน็ ภาพการทำ� งานอยา่ งชดั เจน เปรยี บ ประสาทชนิดใหม่ท่ีบอกว่า ปลอดภัย ช่ือยาทิลิ
เสมือนการเขียนแผนท่ีชีวิตหรือเข็มทิศชี้ทางให้ โดไมด์เป็นยารักษาอาการกลุ้ม หรืออาการทาง
มนษุ ย์เดนิ โดยมจี ดุ หมาย 3 ทศั นะ และหลีกเล่ียง ประสาท เชน่ ปวดศรีษะ ไมเกรน เป็นต้น (Phra
การใช้ศัพท์ธรรมะท่ียากๆ จะใช้ภาษาแบบง่ายๆ Brahmagunabhon (P.A. Payutto), 2016 : 4)
เข้าใจไดง้ า่ ยในแต่ละขอ้ ปลกี ย่อย แตอ่ าจจะมีบาง ผู้ศึกษามีความเห็นว่า การเขียนในบทนี้
ประเด็น หากผู้อ่านอ่านแบบลวกๆ อาจจะไมเ่ ห็น ผู้เขียนได้เน้นความส�ำคัญของสถาบันครอบครัว
ภาพการท�ำงานอย่างชัดเจน ตามแผนที่ที่ผู้เขียน ในการดูแลเอาใจใส่ของพ่อแม่ซ่ึงเป็นครูอาจารย์
ต้องการจะสื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ ท้ายท่ีสุดผู้เขียน คนแรกของลูก ซึ่งจะต้องคอยสอดส่องดูแลบุตร
ก็ได้เนน้ ถึงเรอื่ งการหลดุ พน้ จากสิ่งทัง้ ปวงนัน่ เอง ในความปกครองของตนให้รู้จักผลดี ผลเสีย
การใช้เทคโนโลยี ผู้เขียนได้กล่าวถึง จากเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน ผู้เขียนใช้ภาษาแบบ
ประเด็นที่คนไทยยังใช้เทคโนโลยีแบบไม่ได้คุณค่า การเลา่ เรอ่ื ง และยกตวั อยา่ งเรอ่ื งของเดก็ ประกอบ
ในการพัฒนา มกี ารน�ำเทคโนโลยีมาใช้ 2 แบบ คือ เช่น เด็กที่ไม่สนใจการเรียนเท่าที่ควร ใช้ส่ือ
การใชเ้ พอื่ เสพ 70% กบั การใชเ้ พอื่ การศกึ ษาและ เทคโนโลยีเล่นเกมส์ต่างๆ แต่เป็นไปในทางเสริม
สรา้ งสรรค์ 30% การใชค้ อมพวิ เตอรใ์ นการทำ� งาน โมหะ ความหลงใหลในความฟ้งุ เฟ้อในส่ือยุคโลกา
การใช้คอมพิวเตอร์ หากใช้ให้เกิดปัญญาก็ไม่มี ภิวัตน์ด้านต่างๆ ในความเห็นของผู้ศึกษาเห็นว่า
ปัญหา แต่หากหลงใหลกับความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ในบทน้ีน่าจะเป็นท่ีน�ำเสนอเป็นบทแรกเพ่ือจะ
ก็จะเสริมแรงความใฝ่เสพเป็น การใช้เชิงเสพ กระตุ้นเร้าให้ผู้อ่านที่เป็นพ่อแม่สนใจท่ีจะหยิบ
บริโภคท่ีมีบทบาทท่ีเบ่ียงเบนไปในทางเสริมโมหะ หนงั สือเลม่ นข้ี น้ึ มาอ่าน และอ่านในบทตอ่ ๆ ไป
มากกว่าพัฒนาปัญญา ซึ่งพ่อแม่เป็นครูอาจารย์ ชีวิตคู่ บทนี้ผู้เขียนได้กล่าวถึง โอวาทวัน
คนแรก จะต้องน�ำเด็กเข้าสู่การพัฒนาท่ีถูกทาง มงคลสมรส การเริ่มต้นดี มงคลก็เกิดขึ้นทันที
(Phra Brahmagunabhon (P.A. Payutto), 2015 ประการแรก ค่สู มรสไดม้ าอยใู่ กล้ชดิ พระรัตนตรยั
: 75-98) สอดคล้องกับ หนังสือคนไทยสู่ยุคไอที ซง่ึ ในพธิ มี งคลสมรสนี้ ไดม้ พี ระพทุ ธรปู เปน็ ตวั แทน
กลา่ ววา่ “เทคโนโลยใี นหลายแงห่ ลายประการเพอื่ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ กลา่ วคอื มพี ระรตั นตรยั เปน็
ใหร้ ้ถู งึ ขอ้ ดแี ละขอ้ เสยี ของเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเปน็ ประธาน มีความรักความปรารถนาดีและเมตตา

324 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

ธรรมของผใู้ หญท่ มี่ ารว่ มงาน มคี วามพรอ้ มใจ ความ หลกั ธรรม 4 ประการดงั ไดก้ ลา่ วแลว้ เปรยี บเสมอื น
เปดิ ใจรบั ความผอ่ งใสในกายและใจของคบู่ า่ วสาว เป็นการบ�ำรุงต้นไม้แห่งชีวิตสมรสให้แข็งแรง
แลว้ กจ็ ะเปน็ สริ มิ งคลโดยสมบรู ณ์ เพราะความเปน็ งอกงาม (Phra Brahmagunabhon (P.A. Payutto),
สิริมงคลต้องเร่ิมต้นที่จิตใจก่อน ได้อธิบายอีกว่า 2015 : 91-98)
ตามหลักพระศาสนาแล้ว มงคลจดั ไดเ้ ป็น 2 อยา่ ง ผศู้ กึ ษามคี วามเหน็ วา่ ผเู้ ขยี นไดเ้ นน้ ความ
คอื 1) พธิ มี งคลหรอื มงคลพธิ ี 2) ธรรมมงคล (Phra ส�ำคัญของการครองเรือนของคฤหัสถ์ โดยใช้หลัก
Brahmagunabhon (P.A. Payutto), 2015 : 91- ฆราวาสธรรม การเขียนส�ำนวนแบบเรียบง่าย
98) ซงึ่ คำ� วา่ มงคลตามความหมายของ พจนานกุ รม ผู้อ่านสามารถเข้าใจในค�ำว่า พิธีมงคลและ
ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน ความหมายวา่ “สงิ่ ทจี่ ะนำ� ธรรมมงคล ซงึ่ ไดอ้ ธบิ ายความหมายของคำ� ทงั้ สอง
มาซึ่งความสุขความเจริญ ด้ายท่ีท�ำเป็นวงสวม อยา่ งไดเ้ ป็นอย่างดี ผู้เขียนไดย้ กตัวอย่างพรอ้ มท้ัง
ศีรษะเจ้าบ่าวเจ้าสาว พิธีท่ีจัดข้ึนเพ่ือให้เกิดความ ยกประเด็นของบุคคลผู้มาร่วมงานหลากหลาย
สุขความเจริญ” (Office of Royal Instiution, รูปแบบให้เห็นได้ชัดเจนว่า มีบุคคลท่ีมาร่วมงาน
2003 : 704) และอธบิ ายเรอ่ื งมงคลตอ่ ไปวา่ 1) พธิ ี มีก่ีกลุ่ม และกี่ประเภท ซ่ึงผู้เขียนได้อธิบายใน
มงคลหรอื มงคลพธิ ี หมายความวา่ เมอื่ มเี หตกุ ารณ์ แต่ละประเด็นท�ำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจใน
ส�ำคัญอย่างใดอย่างหนึ่ง เราก็จัดเป็นพิธีขึ้นเป็น ขนบธรรมเนียมประเพณีในพิธีมงคลให้เข้าใจได้
โอกาสให้คนท่ีเก่ียวข้องใกล้ชิดทั้งหลายได้มา อย่างละเอียด
ร่วมกนั พร้อมกัน มีความสามคั คีในพิธีนนั้ แลว้ จะ การดูแลลูกและครอบครัว ในบทน้ีมี
ไดอ้ วยชยั ใหพ้ ร 2) ธรรมมงคล มงคล คอื ธรรมะ ผู้กราบเรียนถามผู้เขียนในรูปแบบปุจฉา-วิสัชนา
คือ ความจริงความถูกต้องดีงาม ในที่น้ีหมายถึง สรปุ ในภาพรวม ดงั น้ี ปจุ ฉา: ถา้ เราท�ำหนา้ ที่เป็น
ความมจี ติ ใจเปน็ บญุ เปน็ กศุ ล และนกึ ถงึ สง่ิ ทด่ี งี าม พ่อแม่ต้องอบรมเลี้ยงดูลูก แล้วมีเกณฑ์การ
ท�ำจิตใจของเราให้ผ่องใส ทั้งความมีเมตตาธรรม พิจารณาอย่างไรว่า ลูกของเราเข้มแข็งพอท่ีจะไป
ของท่านทมี่ าร่วมพิธี ดังน้นั เม่อื ความดงี ามพร้อม เผชิญกับสังคมภายนอกได้ การดูแลครอบครัว
ในจติ ใจของแตล่ ะคนแลว้ เกดิ เปน็ ธรรมมงคลเสรมิ ต้องทำ� อย่างไร วิสชั นา: ดูทีก่ ารพัฒนา 4 ด้าน คือ
ให้มงคลพิธีเป็นพิธีที่สมบูรณ์ผู้เขียนได้ยกหลัก 1) การพฒั นาด้านกาย นอกจากดูสขุ ภาพทางกาย
ฆราวาสธรรม 4 ประการ ในการครองเรอื นของชวี ติ คู่ แล้วก็พิจารณาดูที่ความสัมพันธ์กับวัตถุ ส่ิงเสพ
คอื 1) สจั จะ คอื ความจรงิ 3 อยา่ ง ไดแ้ ก่ ความจรงิ ใจ บริโภคว่า เขาพัฒนาหรือยัง ไม่ตกเป็นทาสวัตถุ
จรงิ ด้วยวาจา และจริงการกระท�ำ 2) ทมะ แปลวา่ หมกมนุ่ มวั เมาอยา่ งนี้ 2) การพฒั นาดา้ นศลี ดคู วาม
ความฝึกฝนปรับปรุงตน 3) ขันติ แปลว่า ความ สัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ในสังคม รู้จักสงเคราะห์
อดทน 4) จาคะ แปลวา่ ความเสยี สละและยงั ไดส้ รปุ ช่วยเหลอื เกอื้ กลู ไหม 3) การพฒั นาดา้ นจิตใจดวู ่า
ในตอนท้ายบทว่า หากผู้ครองเรือนได้ปฏิบัติตาม มคี ณุ ธรรมความดี มเี มตตากรณุ า มคี วามกตญั ญไู หม

ปีท่ี 19 ฉบบั ท่ี 2 (เมษายน - มิถุนายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 325

4) การพฒั นาดา้ นปญั ญา ดวู า่ สามารถรบั รสู้ งิ่ ตา่ งๆ บรู พาจารยข์ องลกู คอื เปน็ ครอู าจารยค์ นแรกและ
ที่เกิดข้ึนตามความเป็นจริง รู้จักวิเคราะห์วิจัย เปน็ พระอรหนั ต์ของลกู
มีทัศนคติต่อเพ่ือนมนุษย์อย่างไร ในส่วนการดูแล ความสขุ ผูเ้ ขียนไดก้ ลา่ วถงึ ความสขุ คือ
ครอบครวั ให้มีคุณภาพชีวติ มี 4 ระดับ ด้านแรกคือ ช้ันท่ี 1 ความสุขจากการเสพวัตถุหรือสิ่งบ�ำรุง
เรอื่ งสขุ ภาพรา่ งกายมกี ำ� ลงั แขง็ แรง อายยุ นื ดา้ นที่ บ�ำเรอ ช้ันที่ 2 ความสุขศรทั ธาพระศาสนาในการ
สอง มีอาชีพสุจริต ด้านที่สาม มีสถานะในสังคม ท�ำความดี และในการบ�ำเพ็ญประโยชน์ (Phra
เป็นท่ียอมรับนับถือของสังคม ด้านท่ีสี่คือ Brahmagunabhon (P.A. Payutto), 2015 :
มคี รอบครวั อบอนุ่ ผาสกุ (Phra Brahmagunabhon 141-150) ในการทำ� ความดใี นชนั้ ท่ี 2 นี้ สอดคลอ้ ง
(P.A. Payutto), 2015 : 101-108) ในดา้ นคณุ ภาพ กบั หนงั สอื กรรมใครกำ� หนด 1 ความวา่ พระพทุ ธเจา้
ชวี ติ น้ี สมั พนั ธก์ บั หนงั สอื สาธารณสขุ ในพระไตรปฎิ ก ทรงสอนเรื่องปรุงแตง่ สุข สภาพจิต 5 อย่าง คือ 1)
บรู ณาการสู่สขุ ภาพดี ชีวมี ีสุข ความวา่ “องคก์ าร ปราโมทย์ ความร่าเริงเบิกบานใจ 2) ปีติ ความ
อนามัยโลก ได้ให้ความหมายของคุณภาพชีวิตว่า อิ่มใจ 3)ปัสสทั ธิ ความสงบเย็น ผ่อนคลายกายใจ
เป็นมโนทัศน์หลายมิติท่ีประสานการรับรู้ของ 4) ความสขุ ความโปร่งโล่งใจ 5) สมาธิ ภาวะที่จิต
บุคคลในด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ด้านระดบั บคุ คล อยูก่ บั สง่ิ ทตี่ อ้ งการ มนษุ ยจ์ งึ ควรจะตง้ั ใจว่าเราจะ
เปน็ อสิ ระไมต่ อ้ งพงึ่ พา ดา้ นความสมั พนั ธท์ างสงั คม เดนิ หนา้ ตอ่ ไปอกี สจู่ ดุ หมาย เพราะยังมสี ง่ิ ท่จี ะท�ำ
ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านความเชื่อส่วนบุคคลภายใต้ ชีวิตให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปอีก และด�ำเนินชีวิตตาม
วัฒนธรรมค่านิยม และเป้าหมายชีวิตของแต่ละ หลักพระธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะ
บุคคล” (Sudsook, 2011 : 67) ท�ำให้มีความร่มเยน็ เปน็ สขุ ตลอดกาล
ผู้ศึกษามีความเห็นว่า ในบทน้ีผู้เขียนได้ ผู้ศึกษามีความเห็นว่า ผู้เขียนได้กล่าวถึง
เนน้ ความสำ� คญั ของสถาบนั ครอบครวั เชน่ เดยี วกบั เร่ืองความสุข ซ่ึงได้อธิบายเร่ืองความสุขว่ามีกี่ช้ัน
บทท่ี 3 การเขยี นสำ� นวนในรปู แบบถามตอบ ปจุ ฉา แต่ละช้ันต้องท�ำอย่างไรบา้ ง โดยน�ำหลกั ธรรมของ
วิสัชนา สามารถเข้าใจได้ในแต่ละประเด็นค�ำถาม พระพุทธเจ้ามาอธิบายความให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่อง
โดยผเู้ ขยี นนำ� หลกั ธรรมมาปรบั เขา้ กบั คำ� ตอบแยก ความสุขได้ดีย่ิงขึ้น จะเห็นได้ว่า การเขียนของ
ประเด็นในการตอบค�ำถามของผู้ถาม ซึ่งมีหลาก ผู้เขียนจะเน้นหลักธรรมของพระพุทธเจ้ามาเขียน
หลายค�ำถามท่ีเกี่ยวข้องกับการน�ำหลักธรรมมาใช้ ใหส้ อดคลอ้ งกบั คำ� พดู แบบงา่ ยๆ ซง่ึ ผเู้ ขยี นตอ้ งการ
ในสถาบันครอบครวั ไมว่ ่าจะเปน็ ระหว่างพอ่ -แม-่ จะสอ่ื ใหผ้ อู้ า่ นไดซ้ มึ ซบั ในหลกั ธรรมคำ� สอนพรอ้ มๆ
ลูก หรือระหว่างพ่ีนอ้ ง ซ่งึ ผูเ้ ขียนได้เขยี นเพือ่ ตแี ผ่ กับการปฏบิ ตั ติ นเองในสังคมปจั จบุ ัน จะเน้นหนกั
สงั คมใหไ้ ดร้ บั รวู้ า่ ในสงั คมปจั จบุ นั ผคู้ นบางคนอาจ ทางดา้ นวตั ถมุ ากกวา่ ทางดา้ นจติ ใจ ในเบอื้ งตน้ เรา
จะขาดสำ� นกึ ในประเดน็ ทวี่ า่ พอ่ แมเ่ ปน็ พระพรหม กจ็ ะพบความสขุ จากการอา่ นบทนแ้ี ลว้ สามารถนำ�
เป็นผู้ให้ก�ำเนิดเป็นผู้สร้างชีวิตให้กับลูกเป็น ไปตอ่ ยอดในการปฏบิ ตั ใิ นขน้ั ตอนตอ่ ไปของการพบ

326 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

ความสุขได้ 3) อปราปรเจตนา ถวายไปแล้ว ระลึกเม่ือใดจติ ใจ
การทำ� บญุ ผเู้ ขยี นไดอ้ ธบิ ายแตล่ ะประเดน็ กเ็ อบิ อม่ิ ผอ่ งใสไดอ้ ธบิ ายใหเ้ ขา้ ใจอกี วา่ ถา้ ปฏคิ าหก
วา่ บญุ กศุ ลน้ี มที างทำ� ใหเ้ กดิ ไดม้ ากมาย พระพทุ ธเจา้ คือผู้รับ เป็นผู้มีศีล มีคุณธรรมความดี ก็เป็นบุญ
สอนไว้ว่า มีวิธีปฏิบัติหลายอย่างที่ท�ำให้เกิดบุญ มากขนึ้ ถา้ ปฏคิ าหกเปน็ คนไมม่ ศี ลี เรากไ็ ดบ้ ญุ นอ้ ย
กุศล เพราะค�ำว่าบุญเป็นค�ำส�ำคัญในพระพุทธ และไดส้ รปุ ในตอนทา้ ยบทยอ่ ยนวี้ า่ การใหเ้ ปน็ ทาน
ศาสนา และอาจมคี วามเขา้ ใจคำ� วา่ “บญุ ” แคบไป ทง้ั สน้ิ ไมว่ า่ จะถวายพระหรอื ใหแ้ กค่ ฤหสั ถช์ าวบา้ น
หรอื ผดิ เพยี้ นไป เชน่ เมอื่ เราพดู วา่ ไปทำ� บญุ ทำ� ทาน ใหท้ บทวนความหมายใหมว่ า่ 1) ไดบ้ ญุ ไมใ่ ชเ่ ฉพาะ
โยมก็นึกว่าท�ำบุญ คือ ถวายข้าวของแก่พระสงฆ์ ถวายแกพ่ ระ 2) บญุ ไมใ่ ชแ่ คท่ าน และประเดน็ ที่ 2
บญุ กเ็ ลยจะจำ� กดั อยแู่ คท่ าน คอื การให้ แลว้ กต็ อ้ ง ว่าให้ทานอย่างไร จึงจะได้ท�ำบุญอย่างสมบูรณ์
ถวายแกพ่ ระเทา่ น้นั จึงเรยี กว่า บญุ จึงผดิ เพ้ยี นไป (Phra Brahmagunabhon (P.A. Payutto), 2015
ในความหมายทวี่ า่ ทำ� บญุ คอื ถวายแกพ่ ระ ใหท้ าน : 153-173) การท�ำบุญท่านเรียกว่า บุญกิริยานี้
คือ ให้แก่คฤหัสถ์ชาวบ้าน เหมือนกับแยกกัน สมั พนั ธ์กับหนังสือท�ำบุญแกก้ รรม ความวา่ “ตาม
ระหวา่ งทำ� บญุ กบั ใหท้ าน เพราะวา่ ทานนน้ั เปน็ คำ� หลกั พทุ ธศาสนา มกี ารทำ� บญุ ดว้ ยกนั 10 วธิ ี เรยี กวา่
กลางๆ การถวายของแก่พระ ทเ่ี ราเรียกวา่ ทำ� บุญ บญุ กริ ยิ า 10 คอื 1) ทานมยั 2) สลี มยั 3) ภาวนามยั
น้ันเป็นภาษาบาลี จะเห็นชัดว่าท่านเรียกว่า ทาน 4) อปจายนมัย 5) ไวยามจั จมัย 6) ปตั ติทานมัย
ทง้ั นน้ั เชน่ ในแงท่ ่ี 1) การทำ� บญุ อยา่ งใหญท่ ม่ี กี าร 7) ปัตตานโุ มนามัย 8) ธรรมสวนมัย การฟังธรรม
ถวายของแกพ่ ระมากๆ เชน่ ถวายแกส่ งฆ์ กเ็ รยี กวา่ 9) ธรรมเทศนามยั 10) ทฐิ ฐชุ ุกรรม” หรอื เรยี กว่า
สังฆทาน ท�ำบุญทอดกฐิน ก็เรียกว่า กฐินทาน บญุ กริ ยิ าวตั ถุ ซงึ่ ผเู้ ขยี นไดอ้ ธบิ ายในเรอ่ื งบญุ กริ ยิ า
ทำ� บญุ ทอดผา้ ปา่ กเ็ ปน็ บงั สกุ ลุ จวี รทาน ไมว่ า่ ถวาย 10 ในความหมายเช่นเดียวกันกับ (Phra
อะไรก็เป็นทานท้ังนั้น ถวายสิ่งก่อสร้างในวัด Dhamasinghaburajarn, 2014 : 61-63)
จนถวายทั้งวัด ก็เรียกว่า เสนาสนทานหรือวิหาร ไดอ้ ธบิ ายในเรอ่ื ง บญุ กิรยิ าวัตถุ วา่ มี 3 อย่างคือ
ทาน ทานทง้ั นนั้ ในแงท่ ี่ 2) เกณฑว์ ดั ว่า บญุ มาก 1) ทาน การให้ เผอื่ แผ่ แบง่ ปนั 2) ศลี การประพฤติ
บุญน้อย เชน่ ในเรอ่ื งทานนี้ มีหลักส�ำหรับวดั ตาม สุจริต มีความสัมพันธ์ท่ีดีไม่เบียดเบียนกัน
เกณฑ์ ดังนี้ 1) ตัวผูใ้ ห้คือ ทายกทายกิ า มเี จตนา 3) ภาวนา ฝึกอบรมพัฒนาจิตใจ เจริญปัญญา
อยา่ งไร 2) ผู้รบั คือ ปฏิคาหก มีคุณความดแี คไ่ หน ตอนท้ายผู้เขียนสรุปว่า เวลาไปถวายทานที่วัด
3) วตั ถุ หรอื ของทใ่ี หค้ อื ไทยธรรม บรสิ ทุ ธิ์ สมควร ก็ต้องท�ำบุญให้ได้ครบท้ัง 3 อย่าง จึงจะเรียกว่า
เปน็ ประโยชนเ์ พยี งใด และไดอ้ ธบิ ายในเจตนาของ “ท�ำบุญ” ท่ีแท้จริง และได้อธิบายในความหมาย
การทานของเราได้ผลสมบูรณ์หรือไม่ เจตนาแยก ของค�ำว่า “บุญ” น้ันมาจากศัพท์ภาษาบาลีว่า
เป็น 3 อย่าง คือ 1) บุพเจตนา เจตนาก่อนให้ “ปญุ ญฺ ” ปญุ ญะ แปลวา่ ชำ� ระจติ ใหบ้ รสิ ทุ ธส์ิ ะอาด
2) มุญจนเจตนา ตั้งใจท�ำด้วยความจริงใจจริงจัง กำ� จดั สงิ่ เศรา้ หมองทเ่ี รยี กวา่ กเิ ลสทง้ั หลายออกไป

ปีท่ี 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 327

และในตอนท้ายบท ผู้เขียนยังได้อธิบายให้เข้าใจ สมาธิภาวนา ผู้เขียนได้ยกหวั ข้อว่า สมาธิ
คำ� วา่ อนุโมทนา กับค�ำว่า อเนสนา อนุโมทนา คือ แบบพุทธ ซ่ึงได้แสดงธรรม ณ วัดธัมมาราม
แสดงความพลอยยินดีกับโยมท่ีท�ำบุญ และสรุป นครชิคาโก พูดถึงฝรั่งสนใจพระพุทธศาสนาและ
เร่ืองบุญน้ี ต้องทำ� ให้ครบทัง้ 3 อย่างพร้อมกันเลย สนใจเรือ่ งสมาธิ และได้พดู ถึงคำ� ว่า สมาธิ โยมมกั
คือ ทาน ศลี ภาวนา ใชค้ ำ� วา่ บญุ ก็จบ จะนกึ ถงึ คำ� วา่ meditation แตค่ วามจรงิ ความหมาย
ผู้ศึกษามีความเห็นว่า ในบทน้ีผู้เขียน ไม่ใช่ตรงแท้ส�ำหรับสมาธิ ศัพท์ท่ีตรงกับค�ำว่า
ต้องการจะสอ่ื ความหมายของคำ� วา่ บญุ และทาน “สมาธิ” คือ concentration หมายความว่า
วา่ มคี วามเหมอื นกนั หรอื แตกตา่ งกนั อยา่ งไร ทำ� ให้ จติ ตอ้ งแนว่ แน่ (สำ� หรบั meditation มาใชก้ บั คำ� วา่
ผอู้ า่ นโดยเฉพาะผทู้ นี่ บั ถอื พทุ ธศาสนาไดเ้ ขา้ ใจและ ภาวนา ฝรงั่ จะใช้ development การใชศ้ พั ทเ์ หลา่
สามารถแยกแยะว่า บุญกับทาน เหมือนกันหรือ น้ียังไม่ลงตัวแน่นอน) ภาวนา แปลว่า การเจริญ
แตกตา่ งกนั จะเหน็ ไดว้ า่ ผเู้ ขยี นไดต้ รวจสอบความ หรือการท�ำใหเ้ พม่ิ พนู ขึ้นมา ในภาษาไทย ภาวนา
หมายของศัพท์ธรรมะแล้วจึงมาอธิบายให้ผู้อ่าน แปลวา่ เจรญิ เชน่ เจรญิ เมตตา เรยี ก ภาวนาเมตตา
เข้าใจโดย ยืนยันว่า “พอตรวจสอบด้วยหลัก เจริญสมาธิเรียกว่า สมาธิภาวนา เจริญวิปัสสนา
พระศาสนาแล้วไม่จริง เพราะว่า ทานนั้นเป็น เรียกว่า วิปัสสนาภาวนา และได้กล่าวถึงว่า
ค�ำกลางๆ การถวายของแก่พระ ที่เราเรียกว่า พระพทุ ธศาสนากลา่ วถงึ คณุ ลกั ษณะของจติ ทเ่ี ปน็
ทำ� บญุ นน้ั เปน็ ภาษาบาลี จะเหน็ ชดั วา่ ทา่ นเรยี กวา่ สมาธินี้ มีลกั ษณะส�ำคญั 3 ประการ คือ 1) จิตทีม่ ี
ทานท้งั น้ัน” เช่น การถวายของแกส่ งฆ์ ก็เรยี กว่า สมาธจิ ะเปน็ จติ ทมี่ กี ำ� ลงั เรยี กวา่ มพี ลงั มาก 2) จติ
สังฆทาน ท�ำบุญทอดกฐิน ก็เรียกว่า กฐินทาน สมาธิจะผ่องใสเหมือนน�้ำที่ใส เพราะมันน่ิงสงบ
ทำ� บญุ ทอดผา้ ปา่ กเ็ ปน็ บงั สกุ ลุ จวี รทาน ไมว่ า่ ถวาย ทำ� ใหม้ องเหน็ อะไรไดช้ ดั เจน ขอ้ นเี้ กอ้ื กลู ตอ่ ปญั ญา
อะไรก็เป็นทานทั้งน้ัน” ซ่ึงผู้เขียนก็ได้สรุปเพื่อให้ 3) ขอ้ ที่ 3 สบื เนอื่ งมาจากขอ้ ที่ 1 และคอื พอจิต
เข้าใจได้ง่ายว่า การท�ำบุญต้องประกอบไปด้วย ของเราสงบ ไม่มีอะไรวุ่นวาย จิตของเราก็ไม่
องค์ประกอบอะไรบ้าง เร่ิมต้ังแต่เจตนาของผู้ให้ กระสับกระส่าย ไม่วอกแวก มันก็สงบและได้
ผู้รับมีคุณความดีแค่ไหน และวัตถุทานหรือของที่ อธิบายถึง อย่างไหนเป็นคุณสมบัติท่ีพระพุทธเจ้า
ให้บริสุทธิ์ สมควร เป็นปะโยชน์ เพียงใด ต้องการให้เราใช้ 1) สมาธิเพื่อพลังจิตในข้อนี้
การท�ำบญุ ครบทงั้ 3 อยา่ งพร้อมก้นเลย คอื ทาน ผเู้ ขยี นไดพ้ ดู ถงึ เรอ่ื งฤทธ์ิ เรอื่ งปาฏหิ ารยิ ์ ซง่ึ อนิ เดยี
ศลี ภาวนา ก็จะไดอ้ านสิ งสแ์ ก่ตนเอง ซึ่งได้อธิบาย มีความช�ำนาญ เช่น พวกฤาษี ดาบส สมัยก่อน
และแจกแจงทุกประเด็น ท�ำให้ผู้อ่านเข้าใจ พุทธกาลไม่ใช่หลักที่พระพุทธศาสนาได้สอนไว้
โดยปราศจากขอ้ สงสยั สามารถนำ� ไปปรบั ใชใ้ นชวี ติ พระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญสมาธิในทางฤทธิ์เดช
ประจ�ำวัน และยังสามารถถ่ายทอดความเข้าใจน้ี ปาฏิหาริย์ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ปาฏิหาริย์มี
สูพ่ ทุ ธศาสนกิ ชนตอ่ ไปได้ดว้ ย 3 อย่างคือ 1) อทิ ธิปาฏหิ ารยิ ์ ปาฏหิ ารยิ ์คือ การ

328 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

แสดงฤทธ์ิได้ต่างๆ มากมาย เช่น เหาะเหินเดิน นนั้ ซงึ่ บางทเี ราเรยี กวา่ กรรมฐาน การเจรญิ กรรมฐาน
อากาศ เป็นตน้ 2) อาเทศนาปาฏหิ ารยิ ์ ปาฏิหาริย์ สายสมถะ เรยี กวา่ สมถภาวนา และวปิ สั สนา เรยี กวา่
คอื การทายใจได้ สามารถทายใจคนวา่ เขาคดิ อะไร วิปัสสนาภาวนา จะเห็นได้ว่า จุดหมายสูงสุดของ
หรือจิตใจมีสภาพอย่างไร 3) อนุสาสนีปาฏิหาริย์ ผเู้ ขยี นตอ้ งการใหผ้ อู้ า่ นได้ เขา้ ถงึ เขา้ ใจในหลกั การ
ปาฏหิ ารยิ ์ คอื การสง่ั สอนใหเ้ กดิ ปญั ญารคู้ วามจรงิ ของพุทธศาสนา เมื่อมีสมาธิแล้วก็สามารถเอา
ด้วยตัวของเขาเอง ปาฏิหาริย์ข้อที่ 3 เท่านั้น มาใช้งานทางปัญญาได้พินิจพิจารณาจนถึง
ทพี่ ระพทุ ธเจา้ สรรเสรญิ คอื การสอนใหเ้ กดิ ปญั ญา พระไตรลกั ษณ์ รคู้ วามเปน็ จรงิ ของสงิ่ ทงั้ หลายแลว้
ข้อเดียว (Phra Brahmagunabhon (P.A. จิตหลุดพ้นเป็นอิสระอันเป็นจุดหมายสูงสุดของ
Payutto), 2015 : 177-202) สัมพันธ์กับเรื่อง พุทธศาสนาในทีส่ ดุ
ปาฏิหาริย์ในหนังสือพระอรหันต์อยู่ไหน อ้างถึง การท�ำใจรับความเจ็บป่วย ผู้เขียนได้น�ำ
หลวงพ่อชา สุภัทโท ได้แสดงธรรม ในหัวข้อ พุทธพจน์ของพระพุทธองค์มาเป็นประเด็นส�ำคัญ
อยา่ เสยี เวลากบั ปาฏหิ ารยิ ว์ า่ “วนั หนงึ่ มคี นไปถาม สรปุ ไดว้ า่ “ถงึ กายจะปว่ ย แตใ่ จไมป่ ว่ ย” ใหก้ ำ� หนด
หลวงพอ่ วา่ “หลวงพอ่ ครบั เขาวา่ หลวงพอ่ เหาะได้ แนว่ แนอ่ ยูก่ บั คำ� ภาวนาว่า “พุทโธ” แปลว่า รตู้ ่นื
จรงิ หรอื ”... ทา่ นตอบ “เหาะไดม้ นั วเิ ศษตรงไหนโยม เบิกบาน ซึ่งสอดคล้องกับงานเขียนหนังสือธรรม
เม่ือวานอาตมาภาพเห็นแมงกุดจี่มันบินข้ามหัว รงุ่ อรุณ 4 ความว่า “พอเรมิ่ ท�ำสมาธเิ มอ่ื นกึ พทุ โธ
แมงกดุ จมี่ นั กเ็ หาะได้ มนั วเิ ศษตรงไหน” การเหาะ แลว้ อารมณต์ ง้ั มากมายกเ็ ปน็ อนั วา่ ถกู ขจดั ไปเหลอื
เหนิ เดนิ หาวตอ่ ใหท้ ำ� ไดก้ ไ็ มค่ วรพดู เพราะเปน็ การ แตพ่ ทุ โธอนั เดยี ว เหลอื อารมณเ์ ปน็ หนงึ่ เมอื่ จติ เปน็
อวดอตุ รมิ นสุ สธรรม ซงึ่ แปลวา่ “ธรรมอนั ประเสรฐิ สมาธิได้แล้วเราก็ได้พลังจิต” ผู้เขียนอธิบายต่อว่า
เลิศล�้ำล่วงสามัญวิสัยของมวลมนุษย์” ถ้าพระรูป พระพุทธเจ้าทรงรู้ความจริงของส่ิงท้ังหลาย
ไหนอวดว่ามีความสามารถพิเศษทางจิตในกรณีที่ รู้สังขาร รู้โลกและชีวิต...ไม่มีความลุ่มหลงมัวเมา
ไม่มีจริงอย่างท่ีอวดต้องอาบัติปาราชิกขาดจาก ยึดติด ก็มีแต่ความเบิกบาน ให้มีจิตใจเบิกบาน
ความเป็นพระทันที” (V. Vajiramedhi, 2013 : ผ่องใสอยู่ตลอดเวลา ดังน้ัน ก็จะป่วยแต่กาย
70-71) แต่ใจไม่ป่วยในที่สุด (Phra Brahmagunabhon
ผู้ศึกษามีความเห็นว่า ในบทน้ีผู้เขียน (P.A. Payutto), 2015 : 203-212)
ได้อ้างศัพท์ภาษาอังกฤษพร้อมอธิบายความหมาย ผู้ศึกษามีความเห็นว่า เป็นการเขียนที่
ของศพั ทร์ ะหวา่ ง meditation และ concentration แนะแนวทางว่า ในการท�ำสมาธิในชีวิตประจ�ำวัน
และไดอ้ ธบิ ายวา่ สว่ นมากคำ� วา่ สมาธิ ฝรงั่ จะใชค้ ำ� น้ันมปี ระโยชนม์ ากมาย เมอ่ื มีสมาธแิ ล้วกส็ ามารถ
วา่ concentration ทำ� ใหผ้ อู้ า่ นไดร้ บั ความรภู้ าษา เอามาใชง้ านไดใ้ นกรณเี จบ็ ปว่ ย โดยใหก้ ำ� หนดแนว่
อังกฤษและ ค�ำแปล การเขียนเขียนได้ลื่นไหล แน่อยู่กับค�ำภาวนาว่า “พุทโธ” แล้วก็ให้มีจิตใจ
สมั พนั ธก์ นั ไดด้ ี โดยไดอ้ ธบิ ายภาวนาหรอื การเจรญิ เบิกบานผ่องใสอยู่ตลอดเวลา ซ่ึงได้น�ำพุทธพจน์

ปที ี่ 19 ฉบับที่ 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 329

ของพระพทุ ธองคม์ าเปน็ แนวทางในการรกั ษาความ หลักกรรม และตระหนักในหลักกรรมของตนเอง
เจ็บป่วย โดยอธิบายแล้วเข้าใจได้ในวลีสั้นๆ ของ ดังน้ี 1) เมื่อเผชิญหน้ากับความตายของตนเอง
ผเู้ ขยี นว่า “ถงึ กายจะป่วย แตใ่ จไมป่ ว่ ย” 2) เมอื่ เกดิ เหตพุ ลดั พรากมผี ตู้ ายจากไป 3) ใหร้ เู้ ทา่
การดูแลผ้ปู ่วย ผูเ้ ขยี นไดก้ ล่าวถงึ ในยาม ทันว่า ชีวิตนี้ ตกอยู่ในอ�ำนาจของกฎธรรมชาติ
เจ็บไข้ได้ปว่ ย เรอื่ งของจิตส�ำคัญมาก ท้งั จติ ใจของ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของธรรมดา 4) ให้หย่ังรู้
ผปู้ ว่ ยและของญาติ ดา้ นการรกั ษาทางดา้ นรา่ งกาย สภาวะของสังขาร ท้ังรูปธรรมนามธรรมต่างอยู่
เปน็ ภาระของแพทยอ์ ยา่ งนอ้ ยเรากไ็ ดเ้ อาใจใสด่ แู ล ภายใต้กฎธรรมดาแห่งความไม่เท่ียง (Phra
ท่านไม่ได้ทอดทิ้งท่าน ถือว่า เราได้ท�ำหน้าท่ีของ Brahmagunabhon (P.A. Payutto), 2015 :
ตนเองอยา่ งดที ส่ี ดุ แลว้ (Phra Brahmagunabhon 221-229) ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั หนงั สอื มรรคาแหง่ ชวี ติ
(P.A. Payutto), 2015 : 213-220) สอดคล้องกับ ความว่า “วันสุดท้ายแห่งชีวิต เม่ือพระองค์จะ
เนื้อหาใน หนังสือสาธารณสุขในพระไตรปิฎก ปรนิ พิ พาน...ทา่ นกลา่ วถงึ ชวี ติ ของตนอยา่ งละเอยี ด
บูรณาการสู่สขุ ภาพดี ชีวมี ีสุข ความว่า “การฟ้นื ฟู เพื่อให้เป็นหลักฐานธรรมสอนใจมนุษย์ผู้ยัง
สมรรถภาพ เป็นการกระท�ำให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ ประมาทวา่ ...ในกาลก่อน ข้าพเจา้ ตายจากของภพ
อวัยวะต่างๆ ที่มีผลกระทบการเจ็บป่วยน้ันทาง มนษุ ยด์ ว้ ยโมหะ...ขา้ พเจา้ ตอ้ งเวยี นวา่ ยตายเกดิ ใน
รา่ งกาย หรอื ทางจติ ใจ และสามารถประกอบอาชพี อัตภาพอันสูงๆ ต่�ำๆ ด้วยประการฉะน้ี บัดนี้
และด�ำเนินวิถีชีวิตในสังคมได้ตามปกติดังเดิม” สถานภาพอันอุกฤษฎ์ท�ำให้ความเกิดไม่มีแก่
(Sudsook, 2011 : 39) ข้าพเจ้าแลว้ ขอท่านท้ังหลายทั้งหมดน้ี เม่อื ได้รบั
ผู้ศึกษามีความเห็นว่า ผู้เขียนได้เสนอ ฟงั เรอื่ งราวจนจบลง จงยงั ธรรมทเ่ี ปน็ กศุ ลทงั้ หลาย
แนะแนวทาง การดูแลคนป่วย เรื่องจิตใจส�ำคัญ ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด” (Phra
มาก การทำ� สมาธใิ นชวี ติ ประจำ� วนั มปี ระโยชนแ์ ละ Paisarn Visaro, 2010 : 236-237)
จะชว่ ยในดา้ นจติ ใจได้ ผดู้ แู ลไม่ตอ้ งห่วงหรอื กงั วล ผูศ้ กึ ษามีความเห็นวา่ เปน็ การเขยี นแบบ
มากจนเกินไป ช่วยให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลดีขึ้นได้ เตือนสติผู้อ่านว่า เมื่อมีการเจ็บป่วย ท้ายท่ีสุด
ซึ่งผู้เขียนอาจจะเขียนจากประสบการณ์ตรงที่ได้ มนุษย์เราหนีไม่พ้นจากความตายอันเป็นสัจจะ
พบเหน็ คนเจบ็ ปว่ ยโดยทว่ั ไปและในโรงพยาบาลจงึ ธรรมของชีวิต เน้นในเรื่องหลักกรรมและให้
ได้น�ำประสบการณ์น้ัน มาเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ดูแล ตระหนักในหลักกรรมของตนเอง อธิบายให้เห็น
ผปู้ ่วยได้ตระหนกั และน�ำไปปรับใช้กบั ตนเองได้ โดยชัดเจนอ้างหลักธรรมเรื่อง ไตรลักษณ์เกิดข้ึน
การท�ำใจรับความตาย ผู้เขียนเกร่ินน�ำ ดำ� รงอยแู่ ลว้ กด็ บั สลาย ทุกสง่ิ ทุกอยา่ งยอ่ มเปน็ ไป
ในเรอ่ื ง อยกู่ ส็ บาย ตายกเ็ ปน็ สขุ บรรยายวา่ เมอ่ื ยงั ตามกฎธรรมชาติ เป็นการเขียนแบบครูสอนศิษย์
เปน็ อยู่เรยี กวา่ มชี วี ติ เมอื่ ชวี ติ สนิ้ ไปเรยี กวา่ ความตาย โดยเน้นการปฏิบัติเพ่ือบรรลุธรรมหลุดพ้นจาก
เรียกง่ายๆ “เป็นกับตาย” ผู้เขียนได้เน้นในเร่ือง วัฏสงสาร

330 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April - June 2019)

4. สรปุ แตช่ ดั เจน หนงั สอื เลม่ นี้ เขยี นถงึ เรอ่ื งหลกั ธรรมเปน็
ส่วนใหญ่ แต่ผู้เขียนก็ได้อธิบายในแต่ละตอนไว้
จดุ เดน่ ของหนงั สือ เป็นหนังสอื สะดวกแก่ ครบถ้วนทุกประเด็น จึงไม่มีข้อน�ำเสนอในจุดน้ี
การพกพา ดา้ นเนอ้ื หาผเู้ ขยี นไดแ้ ยกแตล่ ะประเดน็ ซึ่งผู้อ่านสามารถน�ำหลักธรรมไปประยุกต์ใช้ของ
อย่างชัดเจน สารบัญไล่เรียงเป็นขั้นตอนอย่างเป็น ชีวิตมนุษย์ในการปฏิบัติเพ่ือให้หลุดพ้นเป็นอิสระ
ระบบ เชน่ การสอดแทรกเรอ่ื งธรรมะกบั การดำ� เนนิ จากสังสารวัฏ ดังช่ือของหนังสือที่ผู้เขียนจะส่ือว่า
ชีวิตของมนุษย์ การเขียนเชิงวิเคราะห์แบบธรรมะ เป็นคู่มือชีวิตท่ีใช้ในการด�ำเนินชีวิตของมนุษย์
กง่ึ วชิ าการ สามารถนำ� ไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประจำ� คณุ ปู การของหนังสือเล่มนีจ้ ะใหค้ �ำตอบได้อย่างดี
วันได้ กลา่ วไดว้ า่ เปน็ หนงั สอื ทมี่ รี ูปแบบเรยี บงา่ ย

References

Buddhadasa Bhikku. (2016). Human Duty. 12st Edition. Bangkok : Thai Quality Book Company
(2006) Limited.

Hayes, N. (2016). Psycology: One book end. Translated by Jatuporn Nutasarin. 1st Edition.
Nonthaburi : Think Beyond Book Company Limited.

Mahachulalongkornrajavidayalaya. (1996). Thai Tipitakas. Bangkok : Mahachulalongkorn
rajavidayalaya Printing house.

Office of Royal Institution. (2003). Dictionary of Royal Institution 2542 B.C. Bangkok :
Nanmeebooks Publication Company Limited.

Phra Brahmagunabhon (P.A. Payutto). (2016). The people to the IT era. 12th Edition. Bangkok
: Pat and home Publisher, 2016.

Phra Brahmagunabhon (P.A. Payutto). (2015). Hand book of Life. 33nd Edition. Bangkok :
Plidham Affiliated with Pet and Home Company Limited Publisher.

Phra Paisarn Visaro. (2010). The Path of Life. 3rd Edition. Bangkok : Prima Publishing Company
Limited.

Sudsook, U. (2011). Public Health in Thai Tipitakas integrated with good health and good
life. 2nd Edition. Nonthaburi : Theppratran Printing.

V. Vajiramedhi. (2013). Where is Buddhist Saint?. 1st Edition. Nonthaburi : Pran Publisher.





ปที ่ี 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มถิ ุนายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 333

กระบวนการพิจารณาบทความของวารสารวิชาการธรรมทรรศน์

มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วิทยาเขตขอนแก่น

334 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April -June 2019)

ค�ำแนะนำ� สำ� หรับผ้นู ิพนธบ์ ทความ

สถานทต่ี ิดต่อเกีย่ วกบั บทความ

ส�ำนกั วิชาการ มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั วิทยาเขตขอนแกน่
30 หมู่ 1 ตำ� บลโคกสี อำ� เภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40000
โทรศพั ท์ 043-283-546-7 (ตอ่ 114)

1. ส่วนประเภทของบทความทลี่ งตพี มิ พใ์ นวารสาร

วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ ตพี มิ พบ์ ทความประเภทต่างๆ ดังนี้
1.1 บทความพิเศษ บทความทางวิชาการพิเศษ ที่เสนอเนื้อหาความรู้วิชาการอย่างเข้มข้น
และผา่ นการอา่ นและพจิ ารณาจากผทู้ รงคณุ วฒุ ใิ นสาขาวชิ านนั้ ๆ มกี ลมุ่ เปา้ หมายเปน็ นกั วชิ าการในวงการ
วชิ าการ/วชิ าชีพ
1.2 บทความทางวิชาการ ทเ่ี สนอเนอ้ื หาความรู้ วิชาการ มกี ลมุ่ เปา้ หมายทเี่ ปน็ นิสติ นักศึกษา
หรอื ประชาชนท่วั ไป
1.3 บทความวิจยั (Research Article) ได้แก่ รายงานผลงานวิจัยใหมท่ ี่มีองค์ความรู้อนั เป็น
ประโยชน์ ซ่ึงไมเ่ คยตพี ิมพ์ในวารสารใดๆ มากอ่ น
1.4 บทความปรทิ รรศน์ (Review Article) เปน็ บทความทีร่ วบรวมความรู้จากต�ำรา หนังสอื
และวารสารใหม่ หรือจากผลงานและประสบการณ์ของผู้นิพนธ์มาเรียบเรียงขึ้น โดยมีการวิเคราะห์
สงั เคราะห์วจิ ารณ์เปรียบเทียบกัน
1.5 ปกิณกะ (Miscellany) ได้แก่บทความทบทวนความรู้ เร่ืองแปล ย่อความจากวารสาร
ต่างประเทศ การแสดงความคิดเห็น วิจารณ์ แนะน�ำเคร่ืองมือใหม่ ต�ำราหรือหนังสือใหม่ท่ีน่าสนใจ
หรือข่าวการประชุมทงั้ ระดับชาติและระดบั นานาชาติ
การสง่ บทความ
บทความที่จะตีพิมพ์ในวารสารวิชาการธรรมทรรศน์ ต้องส่งผ่านระบบลงทะเบียนออนไลน์
Website: http://www.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas และรอการตรวจสอบจาก
กองบรรณาธกิ าร

ปที ่ี 19 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มถิ ุนายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 335

การตรวจสอบบทความและพสิ ูจน์อักษร
ผู้นิพนธ์ควรตระหนักถึงความส�ำคัญในการเตรียมบทความให้ถูกต้องตามรูปแบบของบทความที่
วารสารก�ำหนด ตลอดจนตรวจสอบความถูกต้องแน่นอน พร้อมทั้งพิสูจน์อักษรก่อนที่จะส่งบทความนี้
ใหก้ บั บรรณาธกิ าร การเตรยี มบทความใหถ้ กู ตอ้ งตามขอ้ กำ� หนดของวารสารจะทำ� ใหก้ ารพจิ ารณาตพี มิ พ์
มีความรวดเร็วมากยิ่งข้ึน และทางกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธ์ิที่จะไม่พิจารณาบทความจนกว่าจะได้
แก้ไขให้ถูกต้องตามข้อกำ� หนดของวารสาร
การเตรียมบทความ
บทความตอ้ งเปน็ ตวั พมิ พด์ ดี โดยใชช้ ดุ แบบอกั ษร (font) ชนดิ ไทยสารบรรณ (TH Sarabun PSK)
ขนาดอกั ษร 16 จดั กน้ั หลงั ตรง และมรี ะยะหา่ งระหวา่ งบรรทดั หนงึ่ ชอ่ ง (Double Spacing) ตลอดเอกสาร
พมิ พห์ น้าเดยี วลงบนกระดาษ (A4) พิมพ์ให้ห่างจากขอบกระดาษ ดา้ นซ้าย และดา้ นขวา ขนาด 3.81ซม.
ดา้ นบน ขนาด 4.5 ซม. และด้านล่าง ขนาด 4.01 ซม. พร้อมใสห่ มายเลขหนา้ กำ� กบั ทางมมุ ขวาบน
ทกุ หน้า บทความไม่ควรยาวเกิน 12 หนา้ กระดาษพิมพ์ (A4) โดยนับรวมภาพประกอบและตาราง
การพจิ ารณาและคดั เลือกบทความ
บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกล่ันกรองบทความวารสาร
(Peer Review) 2 ท่าน ที่มีความเช่ียวชาญในสาขาวิชาท่ีเกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจาก
กองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อ
หรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double - blind
Peer Review)

2. สว่ นบทคดั ยอ่ (Abstract)

บทคัดย่อควรมีความยาวไม่เกนิ 350 ค�ำ โดยแยกต่างหากจากเน้ือเรอื่ ง บทความวจิ ัย/วชิ าการ
ต้องมีบทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งบทคัดย่อควรเขียนให้ได้ใจความทั้งหมดของเร่ือง
ไมต่ ้องอ้างอิงเอกสาร รปู ภาพ หรือตาราง และใหม้ ีเพยี ง 2 สว่ นเท่านน้ั คือ
1) วัตถปุ ระสงค์ ควรกล่าวถงึ จุดมงุ่ หมายของการศึกษา
2) ผลการวจิ ัยพบวา่ ควรประกอบดว้ ย ผลทไ่ี ด้รับจากการคน้ คว้า ศกึ ษา และผลของค่าสถิติ
(ในกรณีมกี ารวิเคราะห์)
3) ค�ำส�ำคัญ ควรมีค�ำส�ำคัญไม่เกิน 3 ค�ำ ท่ีครอบคลุมช่ือเรื่องท่ีศึกษาและจะปรากฏอยู่ใน
ส่วนทา้ ยของบทคัดยอ่ ทงั้ ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และค่นั ด้วยเครื่องหมายอัฒภาค (Semicolon) (;)

336 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 2 (April -June 2019)

3. สว่ นเนอื้ เรื่อง ควรประกอบด้วย

3.1 การเตรียมตน้ ฉบับส�ำหรับการเขียนบทความวิจัย ประกอบด้วย
3.1.1 บทน�ำ (Introduction) เป็นส่วนกล่าวน�ำโดยอาศัยการปริทรรศน์ (Review)
ข้อมูลจากรายงานวิจัย ความรู้ และหลักฐานต่างๆ จากหนังสือหรือวารสารท่ีเก่ียวข้องกับเร่ืองท่ีศึกษา
และกล่าวถงึ เหตุผลหรอื ความสำ� คัญของปัญหาในการศกึ ษาคร้ังน้ี
3.1.2 วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั (Research Objectives) เปน็ การกำ� หนดวตั ถปุ ระสงค์
หรอื จดุ มุ่งหมายของการวจิ ัย รวมถึงรวบรวมหลักการ วธิ ีการ โดยมรี ายละเอยี ดวา่ จะตอ้ งศึกษาอะไรบา้ ง
เพ่ือเป็นแนวทางในการวเิ คราะหข์ ้อมูล และเสนอผลการวจิ ยั ไดอ้ ยา่ งชัดเจน
3.1.3 วธิ ดี ำ� เนนิ การวจิ ยั (Methods) เปน็ การกำ� หนด วธิ กี าร กจิ กรรม รายละเอยี ดของ
การวจิ ยั การศกึ ษาประชากร และกล่มุ ตวั อย่างในการศกึ ษา และวิธีการศกึ ษา เครือ่ งมอื ทใี่ ชใ้ นการวิจยั
รวมท้งั สถิติทนี่ �ำมาใช้วเิ คราะหข์ ้อมลู
3.1.4 สรุปผลการวิจัย (Results) เป็นการแสดงผลท่ีได้จากการศึกษาและวิเคราะห์
ในขอ้ 3.1.2 ควรจำ� แนกผลออกเปน็ หมวดหมแู่ ละสมั พนั ธก์ บั วตั ถปุ ระสงคข์ องการศกึ ษา โดยการบรรยาย
ในเนอื้ เรอื่ งและแสดงรายละเอยี ดเพมิ่ เตมิ ดว้ ยภาพประกอบ ตาราง กราฟ หรอื แผนภมู ิ ตามความเหมาะสม
3.1.5 อภิปรายผลการวิจัย (Discussion) เป็นการน�ำข้อมูลที่ได้มาจากการวิเคราะห์
ของผนู้ พิ นธ์ นำ� มาเปรยี บเทยี บกบั ผลการวจิ ยั ของผอู้ นื่ เพอ่ื ใหม้ คี วามเขา้ ใจหรอื เกดิ ความรใู้ หมท่ เี่ กย่ี วขอ้ ง
กับงานวิจัยนั้น รวมท้ังข้อดี ข้อเสียของวิธีการศึกษา เสนอแนะความคิดเห็นใหม่ๆ ปัญหาและอุปสรรค
ต่างๆ ทีไ่ ดจ้ ากการศกึ ษาคร้งั นี้ เพอื่ เปน็ แนวทางทจ่ี ะน�ำไปประยุกตใ์ หเ้ กิดประโยชน์
3.1.6 ขอ้ เสนอแนะ (Suggestion) การแนะแนวการนำ� ผลการวจิ ยั ไปใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชนต์ อ่ ไป
3.1.7 กิตติกรรมประกาศ (ถ้ามี) (Acknowledgement) เป็นส่วนที่กล่าวขอบคุณ
ต่อองคก์ ร หนว่ ยงาน หรอื บุคคลทใี่ ห้ความช่วยเหลือรว่ มมอื ในการวจิ ยั รวมทง้ั แหล่งท่มี าของเงินทนุ วจิ ยั
และหมายเลขของทุนวิจยั
3.1.8 เอกสารอา้ งองิ (References) ใชร้ ปู แบบการอา้ งองิ แบบแทรกในเนอ้ื หาตามหลกั
เกณฑ์ APA (American Psychological Association) เป็นการอ้างอิงแหล่งท่ีมาของข้อความไว้ใน
เคร่ืองหมายวงเล็บ ( ) แทรกในเนื้อหา ซึ่งมีรูปแบบการเขียนอ้างอิงที่นิยมแพร่หลาย โดยมีกฎเกณฑ์
การอ้างอิงที่ออกแบบมา เพื่อให้ผู้ใช้มีความชัดเจนในการลงรายการงานเขียนต่างๆ ท่ีง่ายต่อการศึกษา
และการปฏิบตั ิ

ปที ี่ 19 ฉบับท่ี 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 337

3.2 การเตรยี มต้นฉบับส�ำหรับการเขียนบทความวิชาการ ประกอบด้วย
3.2.1 บทน�ำ (Introduction) เป็นส่วนกล่าวน�ำโดยอาศัยการปริทรรศน์ (Review)
ข้อมูลจากรายงานวิจัย ความรู้ และหลักฐานต่างๆ จากหนังสือหรือวารสารท่ีเกี่ยวข้องกับเร่ืองท่ีศึกษา
และกล่าวถึงเหตุผลหรือความส�ำคญั ของปญั หาในการศึกษาครง้ั
3.2.2 เนื้อหา (Content) เรื่องราวท่ีผู้เขียนต้องการจะให้ผู้อ่านได้รับทราบ เน้ือหาท่ีดี
ต้องมรี ายละเอยี ดที่ชัดเจนและนา่ สนใจ ทง้ั นข้ี นึ้ อยู่กับสมรรถภาพทางความคิดของผู้เขียนเป็นสำ� คญั
3.2.3 สรุป (Summarizing) เป็นวิธีการเขียนบทความท่ีผู้เขียนจะต้องเขียนให้เหลือ
เฉพาะสว่ นทม่ี คี วามสำ� คญั เปน็ การกลนั่ กรอง การรวบรวมหรอื การลดขอ้ ความใหเ้ หลอื สว่ นทส่ี ำ� คญั เทา่ นนั้
3.2.4 เอกสารอา้ งองิ (References) ใชร้ ปู แบบการอา้ งองิ แบบแทรกในเนอื้ หาตามหลกั
เกณฑ์ APA (American Psychological Association) เป็นการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อความไว้ใน
เคร่ืองหมายวงเล็บ ( ) แทรกในเนื้อหา ซึ่งมีรูปแบบการเขียนอ้างอิงที่นิยมแพร่หลาย โดยมีกฎเกณฑ์
การอ้างอิงท่ีออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้มีความชัดเจนในการลงรายการงานเขียนต่างๆ ท่ีง่ายต่อการศึกษา
และการปฏิบัต ิ
3.3 การเตรยี มต้นฉบับสำ� หรบั การเขยี นบทวจิ ารณ์หนังสือ ประกอบดว้ ย
3.3.1 ช่อื เร่ืองของหนงั สอื (Title) ให้ระบทุ ง้ั ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
3.3.2 ช่ือผเู้ ขียนหนงั สอื (Author) ให้ระบุช่อื เต็มท้งั ภาษาไทยและภาษาองั กฤษ พรอ้ ม
ระบสุ ถาบนั หรอื หนว่ ยงานที่ผูเ้ ขียนสงั กัด
3.3.3 ชื่อผวู้ ิจารณ์ (Name of Reviews) ให้ระบุชือ่ เต็มทงั้ ภาษาไทยและภาษาองั กฤษ
พร้อมระบุสถาบันหรอื หนว่ ยงานของทีผ่ ูว้ ิจารณ์สังกัด
3.3.4 เน้ือหาการวิจารณ์ (Reviews Content) ในการเขียนเกี่ยวกับหนังสือวิจารณ์
เนื้อเรื่องจะเป็นส่วนแสดงความคิดเห็นและรายละเอียดในการวิจารณ์ โดยน�ำเสนอเร่ืองราวจุดเด่น
จดุ บกพรอ่ งของเรอ่ื ง โดยทำ� การวิจารณ์หรือวิพากษอ์ ยา่ งมหี ลกั เกณฑแ์ ละเหตุผลตามหลกั วชิ าการ
3.3.5 สรปุ (Summarizing) เปน็ วิธีการเขยี นสรุปความคิดเหน็ ท้งั หมดที่วิจารณ์ รวมถึง
ให้ข้อคิดหรือข้อสังเกตท่ีเป็นประโยชน์ส�ำหรบั ผู้อ่าน
3.3.6 เอกสารอา้ งองิ (References) ใชร้ ปู แบบการอา้ งองิ แบบแทรกในเนอื้ หาตามหลกั
เกณฑ์ APA (American Psychological Association) เป็นการอ้างอิงแหล่งท่ีมาของข้อความไว้ใน
เคร่ืองหมายวงเล็บ ( ) แทรกในเนื้อหา ซึ่งมีรูปแบบการเขียนอ้างอิงท่ีนิยมแพร่หลาย โดยมีกฎเกณฑ์
การอ้างอิงท่ีออกแบบมาเพ่ือให้ผู้ใช้มีความชัดเจนในการลงรายการงานเขียนต่างๆ ท่ีง่ายต่อการศึกษา
และการปฏิบตั ิ


Click to View FlipBook Version