พทุ ธวธิ ีกับการสอนสงั คมศกึ ษา
(Buddha’s Method for Social Teaching)
โดย
พระวิเทศพรหมคุณ ดร.
รศ. ดร. สมชยั ศรีนอก
ดร. นเิ วศน์ วงศ์สุวรรณ
ครศุ าสตรมหาบัณฑติ
สาขาวิชาการสอนสังคมศกึ ษา
ภาควิชาหลักสตู รและการสอน
คณะครุศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั
๒๕๖๒
หนงั สือ พทุ ธวธิ ีกับการสอนสังคมศึกษา
Book: Buddha’s Method for Social Teaching
คณะผู้แตง่ : พระวิเทศพรหมคุณ ดร., รศ.ดร.สมชยั ศรนี อก,
ดร.นิเวศน์ วงศ์สวุ รรณ
คณะทปี่ รึกษา : พระสุวรรณเมธาภรณ์ ผศ. พระราชสุตาภรณ์ รศ.ดร.
รศ.ดร. สสมศักดิ์ บญุ ปู่
ผู้ทรงคณุ วฒุ ิตรวจสอบ : ศ.ดร.จานงค์ อดวิ ัฒนสทิ ธิ์, รศ.ดร. อนิ ถา ศิรวิ รรณ,
รศ.ดร. สทุ ธิพงษ์ ศรวี ชิ ยั
ศิลปะและการจัดรูปเล่ม : พระศักดา อคฺคปญฺโญ
พสิ จู นอ์ ักษร : ดร. นเิ วศน์ วงศ์สุวรรณ
พิมพ์ครง้ั ที่ 1 : พฤษภาคม 256๒
ราคา : 2๕0 บาท
ลขิ สทิ ธิ์ : ลขิ สทิ ธ์ิของ พระวิเทศพรหมคณุ ดร., รศ.ดร.สมชยั ศรีนอก,
ดร.นเิ วศน์ วงศส์ วุ รรณ
จานวนหน้า : 30๖ หน้า
ISBN : 978-616-485-956-2
พมิ พท่ี : บริษทั จรลั สนทิ วงศ์การพิมพ์ จากัด 219 ซอยเพชรเกษม
102/2 แขวงบางแคเหนอื เขตบางแค กรงุ เทพฯ 10160.
โทรศัพท์ 02-809-2281-3 โทรสาร.02-809-2284.
www.fast-books.com e-mail : [email protected]
คำนำ
หนังสือ พุทธวิธีกับการสอนสังคมศึกษา (Buddha’s Method for Social
Teaching) เล่มน้ี เป็นรายวิชาหนึ่งในหมวดของภาควิชาหลักสูตรและการสอน
สาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา ครุศาสตรมหาบัณฑิต คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหา
จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ท่ีกาหนดกรอบเนื้อหาให้ศึกษาตามหลักธรรมนูญการสอน
สังคมศึกษา ประกอบด้วยสาระสาคัญ เช่น ความรู้เบื้องต้นเก่ียวกับพุทธวิธีการสอน
สังคมศึกษา, หลักพุทธวิธีในการสอนสังคมศึกษา, หลักพุทธวิธีทั่วไปในการสอนสังคม
ศึกษา, การบริหารกลวิธีและอุบายวิธีประกอบการสอนสังคมศึกษา, พุทธวิธีการ
ประกาศคาสอนสังคมศึกษาสู่พุทธบริษัท, การสอนสังคมศึกษาตามแนวทาง
พระพุทธศาสนา, หลักธรรมทางพระพุทธศาสนากับการสอนสังคมศึกษา, พุทธธรรมใน
การสอนสังคมศึกษาเพื่อการอนุเคราะห์อย่างบูรณาการ, และตลอดถึงพุทธธรรมใน
พระไตรปิฎก อรรถกถาและคัมภีร์วรรณกรรมในพระพุทธศาสนา การอธิบายหลักพุทธ
ธรรมร่วมสมัย เพ่ือให้เกิดประโยชน์แก่นิสิตผู้ศึกษาค้นคว้า และพุทธศาสนิกชนทั่วไป
รายละเอียดท่ีปรากฏในบทเรียนหนังสือเล่มนี้ คณะผู้เขียนได้ทาการวิเคราะห์อย่างมี
เหตผุ ลและหลกั การ เท่าท่สี ามารถจะรวบรวมมาเป็นธรรมบรรณวทิ ยาการได้
คณะผู้เขียนหวังเปน็ อย่างยิ่งวา่ หนังสือเล่มนี้ จักอานวยประโยชน์ให้เกดิ กับผู้ที่
เกี่ยวข้องตามวัตถุประสงค์ของสถาบันพอสมควร จึงขอขอบคุณคณะผู้ให้การสนับสนุน
เจา้ ของผลงานท่ีได้อา้ งอิงไวใ้ นเชิงอรรถและบรรณนานุกรม ท่ีได้มีส่วนร่วมจดั ทาหนังสือ
เล่มนี้ให้สาเร็จสมบูรณ์เป็นเล่มได้ อนึ่ง หากยังมีข้อบกพร่องผิดพลาดกรณีใด ๆ ใน
หนังสือน้ีต้องขออภัยไว้ ณ ท่ีนี้ และถ้าหากจะมีความดีใดๆ เกิดขึ้น ขอให้คุณความดีน้ัน
จงอานวยเปน็ อิทธวิ ิบลู ย์ผลแกส่ รรพสัตว์ทว่ั ไปเทอญ.
คณะผจู้ ัดทา
พระวเิ ทศพรหมคณุ ดร.
รศ.ดร. สมชัย ศรีนอก
ดร. นิเวศน์ วงศ์สุวรรณ
สารบญั หนา้
คำนำ ๑
สำรบญั ๑
คำอธิบำยสญั ลกั ษณ์และอักษรย่อ ๒
บทท่ี ๑ ควำมรู้เบื้องตน้ เกย่ี วกับพทุ ธวิธีกำรสอนสังคมศึกษำ ๑๐
๑๓
ควำมนำ ๑๔
๑.๑ ความหมายและทฤษฎเี กย่ี วกบั พุทธวธิ ีในการสอนสงั คมศกึ ษา ๑๖
๑.๒ พุทธวิธีการวางแผนในการสอนสงั คมศกึ ษา ๑๙
๑.๓ พุทธวธิ ีการจัดองค์กรในการสอนสงั คมศกึ ษา ๒๐
๑.๔ พุทธวธิ ีการบริหารงานบคุ คลในการสอนสังคมศกึ ษา ๒๕
๑.๕ พทุ ธวธิ ีการอานวยการในการสอนสงั คมศึกษา ๒๖
๑.๖ พุทธวิธกี ารกากบั ดแู ลในการสอนสงั คมศึกษา ๒๖
๑.๗ สรปุ ทา้ ยบท ๒๗
๑.๘ คาถามท้ายบท ๓๒
บทที่ ๒ หลักกำรตำมพุทธวธิ ีในกำรสอนสังคมศกึ ษำ ๔๖
ควำมนำ ๔๙
๒.๑ ปรัชญาพ้ืนฐานในการสอนสงคมศกึ ษา ๕๗
๒.๒ พทุ ธวธิ ีกบั คณุ สมบตั ผิ ู้สอนสังคมศกึ ษา ๖๑
๒.๓ คุณลกั ษณะของผู้ท่ีทาการสอนสงั คมศึกษา ๖๒
๒.๔ หลักธรรมเพอื่ การบรหิ ารการสอนสังคมศึกษา ๖๓
๒.๕ การสอนสงั คมศึกษาต้องพัฒนาปญั ญา ๖๓
๒.๖ สรปุ ท้ายบท ๖๔
๒.๗ คาถามท้ายบท ๗๑
บทท่ี ๓ หลักพทุ ธวธิ ีท่ัวไปในกำรสอนสงั คมศกึ ษำ ๘๐
ควำมนำ ๘๒
๓.๑ พทุ ธวิธีเกย่ี วกบั เนื้อหาการสอนสงั คมศกึ ษา
๓.๒ พุทธวิธีลลี าในการสอนสงั คมศึกษา
๓.๓ พทุ ธวิธีกบั ความหมายการสอนสังคมศึกษา
๓.๔ พทุ ธวธิ ีกบั ทฤษฎีร่วมสมัยในการสอนสังคมศึกษา
๓.๕ พุทธวิธีการสอนสงั คมศึกษาแบบตา่ ง ๆ ๘๙
๓.๖ สรุปท้ายบท ๙๒
๓.๗ คาถามท้ายบท ๙๔
บทที่ ๔ กลวิธีและอุบำยวิธีประกอบในกำรสอนสังคมศกึ ษำ ๙๕
ควำมนำ ๙๕
๔.๑ การยกอุทาหรณ์ เล่านิทาน เปรียบเทียบในการสอนสังคมศึกษา ๙๕
๔.๒ การเลน่ คาภาษาและใช้คาในความหมายใหม่ ๙๘
๔.๓ การรจู้ กั จงั หวะโอกาสและยืดหยุ่นในการใชว้ ธิ กี ารสอนสังคมศึกษา ๑๐๐
๔.๔ กลวิธีบรหิ ารงานแบบแกป้ ญั หาเฉพาะหน้าในการสอนสังคมศึกษา ๑๐๔
๔.๕ กรณีศึกษาอาทิตตปริยายสูตรในการสอนสงั คมศึกษา ๑๐๘
๔.๖ สรุปท้ายบท ๑๒๕
๔.๗ คาถามทา้ ยบท ๑๒๗
บทที่ ๕ พุทธวิธกี ำรประกำศคำสอนสังคมศกึ ษำสู่พุทธบริษทั ๑๒๘
ควำมนำ ๑๒๘
๕.๑ ลักษณะสาคญั ของการสอนสงั คมศกึ ษาในโอวาทปาติโมกข์ ๑๒๙
๕.๒ พทุ ธวธิ กี บั ความเช่ือในการสอนสังคมศกึ ษา ๑๓๒
๕.๓ พุทธวิธกี ารตดั สินพระธรรมวินยั ในการสอนสงั คมศึกษา ๑๓๕
๕.๔ พุทธวิธีการสอนสังคมศึกษาในพทุ ธบริษัท ๑๓๘
๕.๕ พระวินยั ท่ที รงบัญญตั ิในการสอนสังคมศึกษาในองค์กรสงฆ์ ๑๔๔
๕.๖ สรุปทา้ ยบท ๑๕๓
๕.๗ คาถามทา้ ยบท ๑๕๕
บทที่ ๖ กำรสอนสงั คมศึกษำตำมแนวทำงพระพุทธศำสนำ ๑๕๖
ควำมนำ ๑๕๖
๖.๑ ปรชั ญาการสอนสังคมศึกษาในทศั นะทางพทุ ธศาสนา ๑๕๖
๖.๒ ความหมายของการสอนสงั คมศึกษาในทศั นะทางพทุ ธศาสนา ๑๕๙
๖.๓ จดุ ม่งุ หมายการสอนสงั คมศึกษาในทัศนะทางพทุ ธศาสนา ๑๖๔
๖.๔ องคป์ ระกอบของการสอนสังคมศกึ ษาในทัศนะทางพุทธศาสนา ๑๗๗
๖.๕ การจัดการสอนสังคมศึกษาในทศั นะทางพุทธศาสนา ๑๘๒
๖.๖ สรุปท้ายบท ๑๘๕
๖.๗ คาถามท้ายบท ๑๘๗
บทท่ี ๗ หลักธรรมทำงพระพุทธศำสนำกบั กำรสอนสงั คมศกึ ษำ ๑๘๘
ควำมนำ ๑๘๘
๗.๑ หลักแห่งศรทั ธาในการสอนสงั คมศึกษา ๑๘๙
๗.๒ ฆราวาสธรรม ๔ และอิทธบิ าท ๔ ๑๙๓
๗.๓ พละ ๔ และสังคหวัตถุ ๔ ๒๐๖
๗.๔ อปริหานิยธรรม ๗ และ อริยสัจ ๔ ๒๑๐
๗.๕ สาราณียธรรม ๖ ๒๑๕
๗.๖ สรปุ ทา้ ยบท ๒๑๙
๗.๗ คาถามท้ายบท ๒๒๑
บทที่ ๘ พระธรรมวินัยพุทธวิธีกำรสอนสงั คมศึกษำและกำรปกครอง ๒๒๒
ควำมนำ ๒๒๒
๘.๑ ความหมายและความจาเปน็ ท่ตี อ้ งมีพระวนิ ยั ๒๒๒
๘.๒ กระบวนการบัญญัตแิ ละการลงโทษตามพระวินัย ๒๒๕
๘.๓ การลงนิคหกรรมและการคุม้ ครองสถาบันสงฆ์ ๒๒๘
๘.๔ พุทธธรรมระดับครอบครัวในการสอนสังคมศึกษา ๒๓๕
๘.๕ พุทธธรรมระดับสงั คมและสังคมโลกในการสอนสังคมศึกษา ๒๔๓
๘.๖ สรปุ ท้ายบท ๒๕๒
๘.๗ คาถามท้ายบท ๒๕๔
บทท่ี ๙ พุทธธรรมกำรสอนสังคมศึกษำเพื่อกำรอนเุ ครำะหอ์ ย่ำงบูรณำกำร ๒๕๕
ควำมนำ ๒๕๕
๙.๑ พุทธธรรมการสอนสงั คมศกึ ษาทางเศรษฐกจิ ระดบั ปจั เจกชน ๒๕๕
๙.๒ พุทธธรรมการสอนสังคมศกึ ษาตามหลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง ๒๖๕
๙.๓ พทุ ธธรรมการสอนสงั คมศึกษาในปกครองแบบสามคั คีธรรม ๒๗๒
๙.๔ พุทธจริยาการสอนสังคมศกึ ษาเพอื่ อนุเคราะห์โลกอยา่ งบูรณาการ ๒๘๒
๙.๕ อุดมการณง์ านยิ่งใหญข่ องสัพพัญญบู ุคคล ๒๘๖
๙.๖ สรุปท้ายบท ๒๘๘
๙.๗ คาถามทา้ ยบท ๒๙๐
บรรณำนุกรม ๒๙๑
ประวัตคิ ณะผเู้ ขียน ๒๙๗
คำอธบิ ำยสัญลกั ษณแ์ ละอกั ษรยอ่
อกั ษรย่อในหนงั สือ เอกสารคาสอนอิทธิพลของภาษาบาลีที่มีต่อวัฒนธรรมไทย
เล่มน้ี อ้างจากพระไตรปิฎก ฉบับภาษาไทยของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๓๙ โดยได้กล่าวถึงแหล่งท่ีมา /
เลม่ / ข้อ / และหนา้ ตามลาดบั เช่น ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๐๕/๑๙๖ หมายถึง ทีฆนิกาย
ปาฏิกวรรค พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๑ ขอ้ ที่ ๓๐๕ หน้า ๑๙๖
พระสุตตันตปิฎก เอกนบิ าตชาดก (ภาษาไทย)
อติ ิวุตตก (ภาษาไทย)
ข.ุ ชา. (ไทย) ขทุ ทกนกิ าย อังคุตตรนิกาย (ภาษาไทย)
ข.ุ อิต.ิ (ไทย) ขุททกนิกาย อังคตุ ตรนิกาย (ภาษาไทย)
ข.ุ ชา.อ. (ไทย) ขุททกนิกายชาดก ปัญจกนบิ าต (ภาษาไทย)
ข.ุ ธอ. (ไทย) ขุททกนิกายธรรมบท จตุกกนบิ าต (ภาษาไทย)
องฺ.ปญจฺ ก.(ไทย) องั คุตตรนกิ าย ปาฏกิ วรรค (ภาษาไทย)
อง.ฺ จตกุ ฺก (ไทย) อังคุตตรนิกาย มหาวรรคปาลิ (ภาษาไทย)
ที.ปา. (ไทย) ทฆี กนกิ าย ติกฬกนบิ าต (ภาษาไทย)
ท.ี ม. (ไทย) ทฆี นกิ าย สัตตกนบิ าต (ภาษาไทย)
อง. ตกิ . (ไทย) องั คุตตรนกิ าย ทสกกนิบาต (ภาษาไทย)
องฺ.สตตฺ ก. (ไทย) อังคุตตรนิกาย เอกนบิ าตอฏฺฐกถาปาลิ (ภาษาไทย)
อง.ฺ ทสก. (ไทย) องั คตุ ตรนิกาย สีลขันธวรรคอรรถกถา (ภาษาไทย)
องฺ เอก.อ. (ไทย) องั คตุ ตรนกิ าย มหาวรรค (ภาษาไทย)
ท.ี สี.อ. (ไทย) ทฆี นิกาย มูลปัณณาส (ภาษาไทย)
ม.ม. (ไทย) มชั ฌิมนิกาย มหาวรรค (ภาษาไทย)
ม.ม.ู (ไทย) มัชฌินกิ าย มหาวรรค (ภาษาไทย)
ส.ม. (ไทย) สงฺยุตตฺ นิกาย มหาวรรค (ภาษาไทย)
วิ.ม. (ไทย) พระวนิ ยั ปฎิ ก
ว.ิ มหา. (ไทย) พระวนิ ยั ปฎิ ก
บทท่ี ๑
ความรู้เบอื้ งต้นเกี่ยวกับพทุ ธวิธีการสอนสังคมศึกษา
*********
ความนา
การสอนสังคมศึกษา ควรมีขอบข่ายของสังคมศึกษา และเป็นการบูรณาการ
ประสบการณ์และความรู้ท่ีเชือ่ มโยงความสัมพนั ธ์ระหวา่ งมนุษย์หรือการศึกษาเพ่ือความ
เป็นพลเมืองดี สังคมศาสตร์กับสังคมศึกษา กลุ่มวิชาสังคมศาสตร์ ประกอบด้วย
ภมู ิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สังคมวิทยา มานุษยวทิ ยา เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ จิตวิทยา
กลุ่มวิชาทางมนุษยศาสตร์ เป็นศาสตร์ท่ีมีการจัดระเบียบ และระบบ มีลาดับข้ันตอน
แสดงโครงสร้างของวิชา ซึ่งประกอบไปด้วยมโนทัศน์พ้ืนฐานและกระบวนการวิธี
การศึกษาหรือแสวงหาความรู้ในศาสตรน์ ้นั ๆ
จดุ ประสงค์ของการศึกษาเพื่อนาไปใช้ศึกษาโดยคิดได้ทั้งแบบคิดวิเคราะห์ คิด
เชิงโครงสร้าง คิด รวบยอด และคิดเพ่ือสังคม สามารถร่วมกันทางานเป็นทีม
เพราะฉะนั้นรูปแบบการเรียนการสอนจึงควรยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ฝึกฝน
กระบวนการคดิ กระบวนกาประชาธปิ ไตย รวมทั้งฝกึ ฝน คณุ ธรรมและจรยิ ธรรม สรา้ ง
ความสนใจเร่ืองที่จะเรียนในชั่วโมงด้วยการใช้สื่อ หรือเกม หรือกิจกรรมอ่ืนๆ เพ่ือให้
นักเรียนกระตือรือร้น สนใจที่จะเรียนในเน้ือเรื่องที่จะสอน เพราะถ้านักเรียนมีความ
สนใจเมื่อเริ่มแล้ว การเรียนย่อมต่อเน่ืองไปในทางท่ีดี เช่น จะสอนประวัติศาสตร์เรื่อง
การกู้เอกราชของพระเจ้าตากสิน ครูอาจใช้รูปภาพ หรืออัดเสียงจากละครโทรทัศน์มา
ใหฟ้ ัง เพื่อจะนาเข้าสู่การสอนเรื่องทจี่ ะเรียน
สังคมโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดเวลา กลุ่มสาระการเรียนรู้
สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ ว่ามนุษย์
ดารงชวี ิตอย่างไร ท้งั ในฐานะปจั เจกบุคคล และการอยู่รว่ มกันในสังคม การปรับตัวตาม
สภาพแวดล้อม การจัดการทรัพยากรท่ีมีอยู่อย่างจากัด นอกจากน้ี ยังช่วยให้ผู้เรียน
เข้าใจถึงการพัฒนา เปลี่ยนแปลงตามยุคสมยั กาลเวลา ตามเหตุปัจจัยต่างๆ ทาให้เกิด
ความเข้าใจในตนเอง และผู้อื่น มีความอดทน อดกลั้น ยอมรับในความแตกต่าง และมี
คุณธรรม สามารถนาความรู้ไปปรับใช้ในการดาเนินชีวิต เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติ
และสังคมโลก
ครูสอนวิชาสังคม ควรเลือกเหตุการณ์ที่เกิดข้ึนจริง หรือกาลังเกิดกับสังคม มา
เป็นตัวอย่างในการสอนวิชาสังคม นักเรียนจะได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงเหตุการณ์ของคน
ท่ัวไป มาเกร่ินนาเพ่ือโยงสัมพันธ์กับเรื่องที่สอน หรือนาเร่ืองท่ีเกิดข้ึน นามาอภิปราย
~๒~
รว่ มกัน เช่น การอดอาหารประท้วงร่างรัฐธรรมนูญเม่ือ พ.ศ. 2534 ของกลุ่มนักศึกษา
ประชาชน ครูจะใช้เร่ืองนี้กล่าวนาสนทนา เพื่อสอนเร่ืองรัฐธรรมนูญในระบอบ
ประชาธิปไตย หรือใช้ข่าวที่เกิดข้ึนเป็นเน้ือหาแล้วให้นักเรียนอภิปรายร่วมกัน โดย
กาหนดหวั ข้อให้ครอบคุลมเรื่องท่สี อน
๑.๑ ความหมายและทฤษฎีเกยี่ วกบั พทุ ธวธิ ีในการสอนสงั คมศึกษา
๑.๑.๑ ความหมายของการบรหิ ารการสอนสงั คมศึกษา
คาศัพท์ที่ใช้ในความหมายของการบริหารการสอนสังคมศึกษา มีอยู่สองคาคือ
"การบริหาร" (Administration) และ"การจัดการ" (Management)
การบริหารการสอนสังคมศึกษา มักจะใช้กับการบริหารกิจการสาธารณะหรือ
การบริหารราชการ ส่วนคาว่า การจัดการ ใช้กับการบริหารธุรกิจเอกชน เราจึงเรียกผู้ที่
ดารงตาแหน่งระดับบริหารในหน่วยงานราชการว่า "ผู้บริหาร" ในขณะท่ีบริษัท ห้างร้าน
ใช้เรยี กตาแหน่งเป็น "ผู้จดั การ" เน่ืองจากการศึกษาเป็นกิจการที่มุ่งประโยชนส์ าธารณะ
และจัดเป็นส่วนงานของทางราชการ จึงใช้เรียกช่ือผู้ดารงตาแหน่งดังกล่าวว่า "ผู้บริหาร
การศึกษา" หากปฏบิ ตั งิ านเปน็ หัวหนา้ ในสถานศึกษา เรยี กว่า "ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา"
ได้มีผู้ให้คาจากัดความหมายของ "การบริหารการสอนสังคมศึกษา " ในฐานะ
ท่เี ป็นกจิ กรรมชนดิ หน่ึง ดังต่อไปน้ี
๑. Peter F. Drucker: การบริหารการสอนสังคมศึกษา คือ ศิลปะในการ
ทางานทางสังคมใหบ้ รรลุเปา้ หมายร่วมกับผู้อ่นื
๒. Harold Kountze: การบรหิ ารการสอนสังคมศึกษา คือ การดาเนินงานทาง
สังคมให้บรรลุวัตถุประสงค์ท่ีกาหนดไว้ โดยการอาศัยคน เงิน วัตถุสิ่งของ เป็นปัจจัยใน
การปฏิบตั งิ าน
๓. Herbert A. Simon: การบริหารการสอนสังคมศึกษา คือ กิจกรรมท่ีบุคคล
ตงั้ แต่ ๒ คนขึ้นไปในสงั คม รว่ มมือกนั ดาเนนิ การให้บรรลวุ ัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหน่ึง
หรือหลายอยา่ งรว่ มกัน
๔. ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสะอ้าน และคณะ ได้สรุปสาระสาคัญของการ
บรหิ ารการสอนสังคมศกึ ษาไวด้ ังน้ี
๑) การบริหารการสอนสังคมศึกษาเป็นกิจกรรมของกลุ่มบุคคลต้ังแต่ ๒ คนขึ้น
ไป
~๓~
๒) การบริหารการสอนสังคมศึกษาเป็นการร่วมมือกันทากิจกรรม
๓) การบริหารการสอนสังคมศึกษาเป็นประโยชน์เพ่ือให้บรรลุวัตถุประสงค์
รว่ มกนั
๔) การบริหารการสอนสังคมศึกษาเป็นไปโดยการใช้กระบวนการ และ
ทรพั ยากรท่ีเหมาะสม
สาหรับการบริหารการสอนสังคมศึกษาในฐานะท่ีเป็นวิชาการสาขาหน่ึง มี
ลักษณะเป็นศาสตร์โดยสมบูรณ์อย่างสมเหตุสมผลในทุกยุคสมัยโดยกาลน้ัน ๆ
เช่นเดียวกับศาสตร์สาขาอ่ืน ๆ กล่าวคือ เป็นสาขาวิชาที่เกี่ยวโยงกับทุกศาสตร์และทุก
แขนงวิชา ที่มีการจัดระเบียบให้เป็นระบบของการสอนสังคมศึกษา มีองค์แห่งความรู้
หลักการ และทฤษฎี ที่เกิดจากการศึกษาค้นคว้า เชิงวิทยาศาสตร์ การบริหารการสอน
สังคมศึกษาจึงเป็นส่ิงที่นามาศึกษาเล่าเรียนกันได้โดยนาไปประยุกต์ใช้ สู่การปฏิบัติ ให้
เหมาะสมกับสถานการณ์และสิง่ แวดล้อม ซึ่งข้ึนอยูก่ ับความสามารถ ประสบการณ์ และ
บคุ ลิกภาพส่วนตัวของผู้บริหารการสอนสงั คมศึกษาแต่ละคน
จึงสรุปได้ว่า การบริหารการสอนสังคมศึกษา หมายถึง การใช้ท้ังศาสตร์และ
ศิลป์ของบุคคลตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไปเพื่อผู้คนในสังคม ร่วมมือกันดาเนินกิจกรรมหรืองาน
ให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ร่วมกัน โดยอาศัยกระบวนการ และทรัพยากรทางการ
บริหารการสอนสังคมศึกษาเป็นปัจจัยอย่างประหยัด และให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ผู้ บ ริ ห า ร ก า ร ส อ น สั ง ค ม ศึ ก ษ า จ ะ บ ริ ห า ร ง า น ใ ห้ เ กิ ด ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ แ ล ะ
ประสิทธิผลได้นั้นต้องมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องของทฤษฎีและหลักการบริหารที่
เก่ียวเนื่องกับสังคม เพื่อจะได้นาความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับการทางาน
สถานการณ์และส่ิงแวดล้อม จึงพูดได้ว่าผู้บริหารท่ีประสบความสาเร็จ คือ ผู้ที่สามารถ
ประยุกตเ์ อาศาสตรก์ ารบรหิ ารไปใชไ้ ด้อย่างมีศิลปะน่ันเอง
๑.๑.๒ ปัจจัยการบริหารทวั่ ไปเพื่อการสอนสงั คมศกึ ษา
ปจั จัยการบรหิ ารทีส่ าคญั คือ (4 Ms)
1) คน (Man)
2) เงิน (Money)
3) วัสดุหรือวตั ถดุ ิบ (Material)
4) วธิ ีปฏบิ ัติงาน (Method
~๔~
๑.๑.๓ ความสาคญั ของการบริหารการสอนสงั คมศกึ ษา
สังคมของมนุษย์ เป็นสังคมท่ีมีการรวมตัวเป็นกลุ่มหมู่เหล่า เป็นชุมชนขนาด
ต่างๆ ต้ังแต่หมู่บ้าน ตาบล เมือง และประเทศ จึงต้องมีการจัดระบบระเบียบของสังคม
เพื่อให้สามารถดาเนินกิจกรรมด้านต่าง ๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เพื่อความอยู่รอด
สงบสขุ และบังเกดิ ความก้าวหน้าในชุมชนเหล่านั้น จึงเปน็ สาเหตุให้เกิด "สถาบันสังคม"
และ "การบริหาร" ข้ึนมา สถาบันสังคมที่จัดตั้งข้ึน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว วัด โรงเรียน
และองค์กรอื่น ๆ ท้ังภาครัฐ และเอกชน จึงต้องอานวยความสะดวกหรือบริการเพื่อ
ประโยชน์สุขของสมาชิก และความเจริญของสังคม โดยดาเนินภารกิจตามที่สังคม
มอบหมาย ด้วยการจัดตั้ง "องค์การบริหาร" ที่เหมาะสมกับลักษณะของกิจกรรมนั้น ๆ
ดงั นน้ั สังคมกับองค์การบรหิ าร จึงเปน็ สง่ิ ที่ไม่อาจแยกจากกันได้ ดงั เช่น ศาสตราจารย์
วิลเลียม ซิฟฟิน (William S. Siffin) ได้กล่าวไว้ว่า "หากปราศจากองค์การบริหารแล้ว
สงั คมกจ็ ะไม่มี หากปราศจากสังคมแล้วมนษุ ยก์ ็ไม่อาจจะดารงชวี ิตอยู่ได"้ 1
๑.๑.๔ องค์ประกอบทัว่ ไปของภาวะผู้นาในการสอนสังคมศึกษา
ภาวะผู้นา (Leadership) หมายถึง กระบวนการใช้อิทธิพล เพื่อให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคน อันจะนาไปสู่การบรรลุเป้าหมาย ในสังคม
ผูน้ า (Leader) หมายถงึ บุคคลท่ไี ดร้ บั การแต่งตั้งหรือไดร้ บั การยกยอ่ งในสงั คม
ให้เป็นหัวหน้างาน ให้เป็นผู้ตัดสินใจ ใช้อานาจ จูงใจให้บุคคลปฏิบัติตามในสังคม
ผู้บริหารหรือผู้จัดการ (Manager) หมายถึง ผู้ท่ีแสดงบทบาทในการบริหารท่ี
เด่นชัด 5 ประการ คือ การวางแผน (Planning) การจัดองค์การ (Organizing) การจัด
คน (Staffing) การนา (Leading) และการควบคมุ (Controlling)
ผู้นาในสังคมบางคนอาจไม่ได้เป็นผู้บริหารแต่สามารถสร้างอิทธิพลต่อกลุ่มได้
และผู้บริหารบางคนก็ไม่ได้เป็นผู้นาเพราะเขาไม่สามารถสร้างอิทธิพลต่อกลุ่มให้แสดง
พฤติกรรมไปสู่เปา้ หมายได้
1 วิจิตร ศรีสะอา้ น และคณะ, .สงั คมกบั องค์การบรหิ าร. (นนทบุร:ี มหาวิทยาลยั สโุ ขทยั
ธรรมมาธริ าช, ๒๕๒๓) หนา้ ๔.
~๕~
ภาวะผู้นาในสังคมนั้นนั้น มีปัจจัยท่ีเป็นองค์ประกอบหลัก ๓ ปัจจัยอันได้แก่
๑. ผู้นา (Leader) หมายถึง ตัวบุคคลท่ีนากลุ่ม มีบุคลิกอุปนิสัย ลักษณะ
อย่างไร
๒. ผู้ตาม (Followers) หมายถึง บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่รับอิทธิพลมาจาก
ผู้นา
๓. สถานการณ์ (Situation) : หมายถึง เหตุการณ์และสภาพแวดล้อมต่าง ๆ
ทเ่ี กดิ ขึ้น
ปัจจัยท้ัง 3 ประการข้างต้นน้ีจะมีผลต่อรูปแบบของภาวะผู้นาที่แสดงออกมา
เปน็ ท่ที ราบกันแล้วว่าภาวะผนู้ าจะเกิดข้ึนเมือ่ บุคคลสรา้ งอิทธพิ ลอนั มีผลการกระทาหรือ
พฤติกรรม ความคิดจิตใจความรู้สึกทาให้บุคคลเกิดพฤติกรรมไปในทางท่ีผู้นาประสงค์
การสร้างอิทธิพลนั้นอาจออกมาได้ในหลายรูปแบบ อาทิ การข่มขู่ บังคับการจูงใจ การ
โน้มน้าวจิตใจ เปน็ ตน้
แต่จากการศึกษาพบว่าการให้อิทธิพลในทางลบ เช่นการบังคับนนั้ ไม่ก่อใหเ้ กิด
ผลดีในระยะยาวเพราะการบังคับข่มขนู่ ้ันเป็นการสร้างความกลัวและความกดดันในการ
ทางานอันจะก่อให้เกิดความไม่พงึ พอใจในการทางานได้
นอกจากนี้ ผู้นาต้องสามารถชักจูงใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชากล้าแสดงออก กล้า
เส่ียงอย่างมีเหตุผล ไม่กลัวในผลท่ีจะเกิดข้ึนเพราะหากกลัวหรือคิดแต่เพียงว่าจะเกิด
ผลเสยี จงึ ไมก่ ลา้ ทาการใด ๆ ผลงานกไ็ ม่อาจเกดิ ขน้ึ ได้เลย
ผนู้ าต้องพยายามเสริมสร้างบรรยากาศแห่งการสร้างสรรค์การมคี วามคิดริเริ่ม
ส่ิงแปลก ๆ ใหม่ ๆ เพราะปัญหาหนึ่ง ๆ น้ันมิใช่มีทางแก้ไขเพียงทางเดียว หากแต่มี
หลายวิธที ีจ่ ะแกไ้ ขซ่งึ ต้องอาศัยการรว่ มกนั คดิ ร่วมกนั ทา ค้นหาวิธีท่ีดที ี่สดุ
ในส่วนของผู้ตาม (Followers) ผู้นาต้องแสวงหาความเช่ือถือไว้ใจซ่ึงกันและ
กันระหวา่ งผนู้ ากับผตู้ าม
ผ้นู าต้องไว้ใจผตู้ ามโดยการให้อานาจบางส่วนในการดาเนินงานในการตัดสินใจ
และท่ีสาคัญคือตัวผู้นาต้องมีความตั้งใจจริงท่ีจะทางาน และรู้ให้มากกว่าสมาชิกในกลุ่ม
หรือผู้ตาม สามารถให้แนวทางและแกไ้ ขปญั หาต่าง ๆ ใหผ้ ตู้ ามหรือสมาชกิ ในกลุม่ ได้
ด้วยความสามารถดังกล่าวจะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ตามในการที่จะ
ปฏบิ ัติตาม ยกตัวอย่าง เชน่ ผู้จดั การทา่ นหนง่ึ เมื่อไดร้ บั ตาแหน่งใหม่ ๆ ผใู้ ตบ้ ังคับบัญชา
~๖~
มีความสงสัยในความสามารถว่าสามารถเข้าใจและให้คาปรึกษาแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาได้
หรือไมเ่ พราะผ้จู ัดการใหมท่ ่านน้ีมาจากธุรกิจท่ีแตกต่างกนั และไม่มคี วามรพู้ น้ื ฐานในงาน
ด้านนี้เลย
แต่หลังจากท่ีท่านผู้จัดการได้ใช้เวลาศึกษาเรียนรู้งานและสามารถใหค้ าปรึกษา
คาแนะนาที่ดีแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาได้ ผู้จัดการท่านน้ีก็เป็นที่ยอมรับและได้ความเชื่อถือ
ความเชอื่ มั่นจากผใู้ ตบ้ งั คับ บัญชาและทางานร่วมกนั ไดป้ ระสบความสาเรจ็ เปน็ อย่างดี
๑.๑.๗ ความแตกต่าง ระหวา่ ง ผู้บรหิ าร กบั ผนู้ า : Phillip Kotler
ผู้บรหิ าร ผู้นา
ทศิ ทางของ เนน้ วางแผน ควบคมุ งบประมาณ สร้างวิสยั ทศั น์ และวางกล
องค์กร
ดยู อดผลกาไร ยุทธ์
เน้นผลระยะสน้ั ดูภาพกว้าง มากกว่า กาไร
เน้นระยะยาว
การจัดการ จัดองค์กร และคนเขา้ ทางาน เน้นสรา้ งวฒั นธรรม
องค์กร สั่งการ และควบคุม ค่านิยม
สร้างกรอบ และอาณาจักร
ชว่ ยใหค้ นเตบิ โต และ
พฒั นา
ลดกรอบตา่ งๆ และลด
อาณาจักร
ความสัมพนั ธ์ เนน้ วัตถุ เน้นคน และการสรา้ ง
เนน้ อานาจตามตาแหน่ง แรงจงู ใจ
ปฏิบตั ติ ามนาย
เน้นอานาจส่วนบคุ คล
สอนงาน และเปน็ ผใู้ ห้ความ
สะดวกเปน็ ผู้ใหบ้ ริการ
~๗~
คุณลกั ษณะ ห่างเหนิ ใช้อารมณ์ รบั รู้ และเข้าใจผตู้ าม
เชื่อมั่นในตนเอง เปิดใจกวา้ ง รับฟัง
นกั พูด นักฟัง
เน้นการทาตาม เนน้ ความกลา้ และกระตุ้น
ผลลพั ธ์ ทาให้มั่นคง เปน็ ระเบยี บ และ ความกล้า
เนน้ ประสิทธิภาพ
สร้างการเปล่ียนแปลง โดย
เนน้ การเปลี่ยนแปลงองค์กร
จากลักษณะบุคคลท่ีเป็น รูปแบบผู้บริหาร และ รูปแบบผู้นา จะเห็นได้ว่า มี
พฤติกรรมของบุคคลของคนท่ีทางาน อาจจะมีวิถีในการดาเนินชีวิตในการทางาน มีท้ัง
สองแบบปะปนกัน จะมีส่วนมากกว่ากันไม่สามารถกาหนดได้ จากนั้นเราลองมีสังเกต
เพื่อนร่วมงานรอบข้างเป็นอย่างไรจะให้เราเข้าใจพฤติกรรมเพ่ือร่วมงานได้ดีขึ้น ส่วน
เรื่องผู้บังคับบัญชาจะต้องพิจารณาเอาเอง ถ้าเป็นแบบ ผู้บริหาร ลูกน้องทางานขอแรง
มากหน่อยและเสียก่อนการถูกตาหนิ ถ้าเป็นแบบ ผู้นา ลูกน้องก็ต้องออกแรงสมองมาก
หน่อย แต่ความคิดในชีวิตไม่ลูกน้องหรือผู้บังคับบัญชาท่ีแท้จริง เพราะทุกคนต้อง
ดารงชวี ติ อย่างผ้ทู ี่ประสบความสาเรจ็ และมีความสขุ ในการดารงชวี ิต
พทุ ธวิธีบริหารยึดหลักธรรมาธิปไตยเป็นสาคญั ด้วยเหตุผลที่ว่าผู้บริหารเองต้อง
ประพฤติธรรมและใช้ธรรมเป็นหลักในการบริหาร พุทธวิธีบริหารจึงไม่เป็นท้ังเป็น
อัตตาธิปไตย ผูบ้ ริหารท่ีเป็นอัตตาธิปไตยก็มักจะคานึงถึงผลประโยชน์ส่วนตนหรอื ความ
พอใจของตนเปน็ ทต่ี ้ังโดยยึดคติว่าถูกต้องคือถูกใจข้าพเจ้า ผ้บู รหิ ารประเภทนี้มักลงท้าย
ด้วยการเป็นเผด็จการ ส่วนผู้บริหารท่ีเป็นโลกาธิปไตยก็พยายามเอาใจทุกคนเพื่อให้
ตนเองอยู่ในตาแหน่งต่อไปได้ เขาพยายามทาให้ถูกใจทุกคนซึ่งก็เป็นเร่ืองท่ีเป็นไปไม่ได้
ผู้บริหารประเภทน้ีมักหนีปัญหา เม่ือมีปัญหาขัดแย้งเกิดข้ึนภายในองค์กรก็พยายาม
ลอยตัวหนีปัญหา ผบู้ รหิ ารทด่ี ตี ้องเป็นธรรมาธปิ ไตย
~๘~
การบริหารตามแนวคิดของพระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) 2 ได้ให้
ความชัดเจนถึงการบริหารตามแนวของพระพุทธศาสนาว่า พุทธวิธีบริหารยึดหลัก
ธรรมาธิปไตยเป็นสาคัญด้วยเหตุผลที่วา่ ผู้บริหารเองต้องประพฤติธรรมและใช้ธรรมเป็น
หลักในการบริหาร พุทธวิธีบริหารจึงไม่เป็นทั้งเป็นอัตตาธิปไตย ผู้บริหารที่เป็น
อตั ตาธิปไตยก็มกั จะคานึงถงึ ผลประโยชน์ส่วนตนหรือความพอใจของตนเป็นท่ีต้ังโดยยึด
คติว่าถูกต้องคือถูกใจข้าพเจ้า ผู้บริหารประเภทนี้มักลงท้ายด้วยการเป็นเผด็จการ ส่วน
ผู้บริหารที่เป็นโลกาธิปไตยก็พยายามเอาใจทุกคนเพื่อให้ตนเองอยู่ในตาแหน่งต่อไปได้
เขาพยายามทาให้ถูกใจทุกคนซึ่งก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ผู้บริหารประเภทน้ีมักหนี
ปญั หา เมอ่ื มปี ัญหาขัดแยง้ เกิดขึน้ ภายในองคก์ รก็พยายามลอยตวั หนปี ัญหา ผ้บู ริหารท่ีดี
ต้องเป็นธรรมาธิปไตย เขายึดถือคติว่าถูกต้องไม่จาเป็นต้องถูกใจข้าพเจ้าหรือต้องถูกใจ
ทุกคน เขากล้าตัดสินใจลงมือทาในส่ิงท่ีถูกต้องชอบธรรมโดยไม่ พยายามลอยตัวหนี
ปัญหา เขาถือคติว่าอานาจหน้าที่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบ เขายอมเสียสละ
ประโยชน์สุขส่วนตนเพ่ือประโยชน์สุขที่ย่ิงใหญ่กวา่ นั่นคือประโยชน์สุขส่วนรวม ดังพุทธ
พจน์ที่ว่า 3 “ถ้าเห็นว่าจะได้ประโยชน์สุขท่ียิ่งใหญ่เพราะสละประโยชน์สุขเล็กน้อย
บุคคลควรสละประโยชนส์ ขุ เล็กน้อยเพอ่ื เห็นแกป่ ระโยชน์สขุ ท่ยี ่ิงใหญ่”
ควรกล่าวไว้ในท่ีน้ีว่า ธรรมาธิปไตยไม่ใช่ระบอบการปกครอง แต่เป็นวิธีการ
ปกครองที่ถือธรรมเป็นใหญ่ ธรรมาธิปไตยใช้ได้กับการปกครองในระบบต่างๆ นั่นคือ
การปกครองไม่ว่าจะเป็นระบอบใดก็ถือว่าดีแท้ยังไม่ได้ถ้าไม่เป็นธรรมาธิปไตย แม้แต่
ประชาธิปไตยก็อาจจะกลายเปน็ เผด็จการโดยเสียงข้างมากถ้าไมเ่ ปน็ ธรรมาธิปไตย
ในระบอบการปกครองท่ีเป็นธรรมาธิปไตย ผู้บริหารสูงสุดต้องมีท้ังอัตตหิต
สมบัติคือยึดธรรมประจาใจและมีปรหิตปฏิบัติคือมุ่งบาเพ็ญประโยชน์สุขส่วนรวมเมื่อ
ผนู้ าประพฤตธิ รรมสงั คมสว่ นรวมกอ็ ย่เู ป็นสุข ดงั ท่พี ระพทุ ธเจ้าตรสั ไว้วา่ 4
“เมื่อฝูงโคข้ามฟากแม่น้า ถ้าโคผู้นาฝูงไปตรง โคเหล่าน้ันยอ่ มไปตรงท้ังหมดใน
เม่ือโคผู้นาฝูงไปตรง ในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน ผู้ใดได้รับสมมติให้เป็นผู้นา ถ้าผู้น้ัน
2 พระธรรมโกศาจารย์ (ประยรู ธมมฺ จิตฺโต) .พุทธวบี ริหาร. (กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๔๙) หนา้ ๑๕.
3 ดรู ายละเอยี ดใน, วิ.มหา. (ไทย) ๑/๑๘/๒๓.
4 ดูรายละเอียดใน, ม.มู. (ไทย) ๑๒/๓๕๒/๒๗๓.
~๙~
ประพฤติธรรม ประชาชนนอกนี้ย่อมประพฤติธรรมเหมือนกัน ประชาชนทั้งประเทศ
ย่อมอยู่เป็นสขุ ถา้ พระราชาทรงดารงอยู่ในธรรม”
การบริหาร หมายถึง การทางานให้สาเร็จ โดยอาศัยคนอื่น (Getting things
done through other people) เมื่อว่าตามคานิยามนี้ การบริหารในพระพุทธศาสนา
เร่ิมมีข้ึนอย่างเป็นรูปธรรมสองเดือน นับจากวันท่ีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ นั่นคือ วัน
อาสาฬหบูชา เมอ่ื พระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงพระธรรมเทศนาเป็นครั้งแรกแกพ่ ระปัญจวัคคยี ์
ซง่ึ ทาให้เกิดสังฆรัตนะขึ้น เมือมีพระสงั ฆรัตนะเป็นสมาชกิ ใหม่เกิดขึน้ ในพระพุทธศาสนา
อยา่ งนี้ พระพทุ ธเจา้ กต็ ้องบรหิ ารคณะสงฆ์
วิธีการท่ีพระพุทธเจ้าทรงใช้ในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ซ่ึงดารงสืบต่อมา
จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า ๒,๖๐๐ ปี เป็นข้อมูลให้เราได้ศึกษาเรื่องพุทธบริหาร
นอกจากนี้ยังมีพุทธพจน์ที่เกี่ยวเน่ืองกับการบริหารกระจายอยู่ในพระไตรปิฎก
การศกึ ษาพุทธพจน์เหล่านัน้ ก็จะทาให้ทราบถงึ พทุ ธวิธีการบรหิ าร
การศกึ ษาพทุ ธวธิ ีการบริหารในโอกาสนี้ ขอใหน้ ักศึกษาใช้หน้าที่ของนักบริหาร
เป็นกรอบในการพิจารณา หน้าท่ี (Function) ของนักบริหารร่วมสมัย มีอยู่ ๕ ประการ
ตามคายอ่ ในภาษาองั กฤษว่า POSDS ดงั น้ี
P คือ planning หมายถึง การวางแผน เป็นการกาหนดแนวทางดาเนินงานใน
ปัจจุบัน เพ่ือความสาเร็จที่จะตมมาในอนาคต ผู้บริหารท่ีดี ต้องมีวิสัยทัศน์เพื่อกาหนด
ทศิ ทางขององค์กร
O คือ organizing หมายถึง การจัดองค์กร เป็นการกาหนดโครงสร้าง
ความสัมพันธ์ของสมาชิกและสายบังคับบัญชาภายในองค์กร มีการแบ่งงานกันทาและ
การกระจายอานาจ
S คือ staffing หมายถึง งานบุคลากร เป็นการสรรหาบุคลากรใหม่ การพัฒนา
บุคลากรและการใชค้ นใหเ้ หมาะกับงาน (Put the right man on the right job)
D คือ Directing หมายถึง การอานวยการ เป็นการสื่อสารเพ่ือให้เกิดการ
ดาเนนิ การตามแผน ผู้บรหิ ารต้องมีมนษุ ยสัมพันธท์ ี่ดแี ละมีภาวะผู้นา
C คือ control หมายถึง การกากับดูแล เป็นการควบคุมคุณภาพของการ
ปฏิบัตงิ านภายในองคก์ รรวมทง้ั กระบวนการแก้ไขปัญหาภายในองค์กร
~ ๑๐ ~
เราจะพิจารณาพุทธวิธีการบริหารในประเด็นที่เก่ียวกับ การวางแผน การจัด
องค์กร การบริหารงานบคุ คล การอานวยการ และการกากบั ดแู ล
๑.๒ พุทธวิธีการวางแผนในการสอนสงั คมศกึ ษา
ความสืบเน่ือง เมื่อว่าตามคานิยามและหน้าท่ีของนักบริหารดังกล่าวมานี้ เรา
ต้องยอมรับว่า หลังจากตรัสรใู้ นวันเพ็ญกลางเดือน ๖ ซึ่งเป็นวันวิสาขบูชา พระพุทธเจ้า
ทรงประทับอยู่ตามลาพังพระองค์เดียว ในขั้นน้ียังไม่มีการบริหารในพระพุทธศาสนา
การบริหารเกิดข้ึน เมื่อมีสมาชิกใหม่เข้ามาในพระพุทธศาสนา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น
หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ ๒ เดือน นั่นคือ เม่ือพระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนา แก่
พระปัญจวัคคีย์ในวันอาสาฬหบูชา ท่านอัญญาโกณฑัญญะ ได้ด้วงตาเห็นธรรมแล้วขอ
บวชเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา พระพทุ ธเจ้าทรงประทานการอุปสมบทแก่
ท่านอัญญาโกณฑัญญะด้วยพุทธดารัสว่า “เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดี
แล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพอ่ื ทาทีส่ ุดแหง่ ทกุ ข์โดยชอบเถิด”
เราจะเห็นได้ว่าในพุทธดารัสนี้ มีการกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการอุปสมบทไว้
ชัดเจนว่า “เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทาท่ีสุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด” นั่นหมายถึง
ว่า มีการกาหนดวัตถุประสงค์ส่วนตัวเพ่ือให้สมาชิกใหม่ได้ปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน
พระพทุ ธเจ้าทรงประสงคใ์ ห้ผู้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนายดุ เป้าหมายเดยี วกนั คือ มุ่ง
ปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นทุกข์ ดังทีพ่ ระพุทธเจา้ ตรัสไว้ในโอกาสอ่ืนว่า พรหมจรรย์ (การ
บวช) น้ีไม่ได้มีไว้สาหรับแสวงหาลาภสักการะและคาสรรเสริญ ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อศีล
สมาธิ และปัญญาเท่าน้ัน แตม่ ีไวเ้ พื่อเจโตวิมุตตหิ รอื ความหลุดพ้นแหง่ จิต 5
ในพุทธวิธีเก่ียวกับวางแผนนี้ สิ่งท่ีสาคัญมากคือผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์
พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้บริหารต้องมีจักขุมา แปลว่า มีสายตาท่ียาวไกล คือมองการณ์ไกล
6 วิสัยทัศน์ช่วยให้ผ้บู ริหารสามารถวาดภาพจุดหมายปลายทางได้ชดั เจนและใชส้ ื่อสาร
ให้สมาชิกภายในองค์กรยอมรับและดาเนนิ ไปสจู่ ดุ หมายปลายทางนน้ั องคก์ รทง้ั หมดก็จะ
ถูกขับเคลอื่ นไปด้วยวิสัยทัศนน์ ้ี พระพุทธเจ้าทรงกาหนดจุดหมายปลายทางในพระพุทธ
ศาสนาไว้ว่า การประพฤติปฏิบัติธรรมทุกอย่างมีเป้าหมายสูงสุดท่ีจุดเดียวคือวิมุตติ
5 ดูรายละเอียดใน, ม. มู. (ไทย) ๑๒/๓๕๒/๗๓๔.
6 ดรู ายละเอยี ดใน, อง ตกิ . (ไทย) ๒๐/๔๕๙/๑๔๖.
~ ๑๑ ~
(ความหลุด พ้นทุกข์) ดังพุทธพจน์ท่ีว่า “เปรียบเหมือนมหาสมุทรมีรสเดียวคือรสเค็ม
ฉันใด ธรรมวินัยนกี้ ็มีรสเดียวคือวมิ ุตติรส ฉันนน้ั ” 7
การถือเอาความหลุดพ้นทุกข์เป็นวัตถุหระสงค์ส่วนตัวสาหรับสมาชิกทุกคนใน
พระพุทธศาสนาน้ีใช้ได้กับผู้ยังไม่บรรลุเป็นพระอรหันต์ แต่เม่ือสมาชิกนั้นเป็นพระ
อรหันต์ไดเ้ จโตวิมุตติ หลุดพ้นทุกข์แล้ววัตถุประสงค์ของเขาก็เปล่ียนไป นั่นคอื แทนที่จะ
ดาเนินชีวิตเพ่ือความหลุดพ้นทุกข์ส่วนตัว พระอรหันต์จะดาเนินชีวิตเพื่อช่วยคนอ่ืนให้
หลุดพ้นทุกข์ ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อพ้นพรรษาแรก มีภิกษุผู้สาเร็จเป็นพระอรหันต์ ๖๐ รูป
พระพุทธเจ้าทรงวางแฟนเพื่อประกาศพระศาสนาแล้วส่งพระสาวกเหล่าน้ันให้แยกย้าย
กนั ไปในทิศทางต่าง ๆ ด้วยพระดารัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราพ้นแล้วจากบ่วงท้ังปวง ทั้ง
ท่ีเป็นของทิพย์ ทั้งท่ีเป็นของมนุษย์ แม้พวกเธอก็พ้นแล้วจากบ่วงท้ังปวง ท้ังที่เป็นของ
ทิพย์ ทั้งท่ีเป็นของมนุษย์ เธอทั้งหลายจงเที่ยวจาริกไป เพื่อประโยชน์และความสุขแก่
ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์แก่ชาวโลก เพ่ือประโยชน์เก้ือกูลและความสุขแก่เทวดา
และมนุษย์ท้ังหลาย แต่อย่าไปทางเดียวกันสองรูป...แม้เราเองก็จะไปยังตาบลอุรุเวลา
เสนานคิ มเพือ่ แสดงธรรม”8
เน่ืองจากพระสงฆ์มีจานวนจากัด พระพุทธเจ้าจงึ ทรงบัญชาให้แต่ละรูปไปตาม
ลาพังคนเดียว ส่วนพระองค์เองทรงเลือกไปประกาศธรรมแก่เจ้าลัทธิในแคว้นมคธ คือ
ชฏิลสามพ่ีน้องท่ีตาบลอุรุเวลาเสนานิคม พระพุทธเข้าทรงใช้เวลา ๒ เดือนปราบพยศ
ชฏิลสามพี่น้องและบริวาร จนทาให้พวกเขาหันมาบวชเปน็ พระภิกษุในพระพุทธศาสนา
จากนั้น ได้เสด็จไปเทศน์โปรดพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นพระราชาแห่งแคว้นมคธ พระเจ้า
พิมพิสารและประชาชนชาวมคธพอเห็นว่าชฏิลสามพี่น้องท่ีพวกตนนับถือได้ยอมเป็น
สาวกของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็คลายทิฐิมานะหันมาต้ังใจฟังธรรม ในที่สุดก็ได้ดวงตาเห็น
ธรรมและหันมานับถือพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงใช้เวลาไม่นานนับจากวันตรัสรู้
ก็สามารถวางรากฐานพระพทุ ธศาสนาในแคว้นมคธ ซงึ่ เป็นหน่งึ ในแคว้นมหาอานาจสมัย
นน้ั น่เี ป็นผลจากการวางแผนประกาศพระศาสนาในเบอ้ื งต้นของพระพุทธเจา้
ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ประสบความสาเร็จในการประกาศพระศาสนา โดยที่หาผู้
7 ดูรายละเอยี ดใน, ว.ิ จลุ . (ไทย) ๗/๔๖๒/๒๙๑.
8 ดูรายละเอยี ดใน, ว.ิ มหา. (ไทย) ๑/๓๒/๓๙.
~ ๑๒ ~
บรรลุธรรมตามอย่างพระพุทธองค์ไม่ได้สักคนเดียว พระพุทธเจ้าก็เป็นเพียงพระปัจเจก
พุทธะ คือ ผู้ตรัสรู้เฉพาะตนที่ไม่สามารถสอนคนอื่นให้ตรัสรู้ตามได้ จึงไม่ใช่นักบริหาร
แต่เพราะเหตุท่ีพระพุทธเจ้าทรงสามารถสอนให้คนอื่นตรัสรู้ตามได้พระองค์จึงเป็นพระ
สัมมาสัมพุทธะผู้สามารถจัดต้ังองค์กรพระพุทธศาสนา และเป็นนักบริหารกิจการพระ
ศาสนา
ในการวางแผนเพื่อประกาศพระศาสนาดังกล่าวมาน้ัน พระพุทธเจ้าทรง
กาหนดวตั ถปุ ระสงค์สาหรับให้สมาชิกในองค์กรทกุ คนถือปฏบิ ัติเปน็ แบบเดียวกัน นน้ั คือ
ให้สมาชิกยึดความหลุดพ้นทุกข์ส่วนตัวหรือความหลุดพ้นทุกข์ของคนอ่ืนเป็นเป้าหมาย
ของการดาเนินชีวิต การปฏิบัติเพ่ือความหลุดพ้นทุกข์ส่วนตัว เรียกว่า อัตตหิตสมบัติ
การปฏิบตั ิเพอื่ ความหลุดพน้ ทกุ ข์ของคนอ่ืน เรียกวา่ ปรหิตปฏบิ ตั ิ
พระพทุ ธเจ้าทรงมที ง้ั อัตตหติ สมบัติทเ่ี กอดจากพระปัญญาคุณและปรหิตปฏบิ ัติ
ท่ีเกิดจากพระกรุณาคุณ จึงทรงวางรากฐานในการประกาศพระศาสนาด้วยการแสดง
โอวาทปาติโมกข์แกพ่ ระอรหนั ต์ ๑,๒๕๐ รูป ในวันมาฆบชู า หลงั จากตรัสรูไ้ ด้ ๙ เดือน
โอวาทปาติโมกข์ หมายถึง คาสอนท่ีเป็นหลักสาคัญในการเผยแผ่ใน
พระพุทธศาสนา ท่ีพระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระอรหันต์เพื่อให้ใช้เป็นแนวทางในการ
ดาเนินงานต่อไป ในโอวาทปาติโมกข์น้ี มีการกาหนดให้นิพพานหรือความหลุดพ้นทุกข์
เป็นเป้าหมายสูงสุดในการปฏิบัติธรรม แนวทางปฏิบัติธรรมให้ยึดหลัก ๓ ประการ คือ
ไม่ทาช่ัวท้ังปวง ทาดีให้ถึงพร้อม และทาจิตใจให้ผ่องใส นอกจากน้ียังกาหนดวิธีการ
ประกาศพระพุทธศาสนาวา่ ใหเ้ ผยแผ่พระพทุ ธศาสนาดว้ ยขนั ติหรอื ความอดทน ไมใ่ ห้ใช้
การว่าร้ายหรือการเข่นฆ่าประหัตประหาร เพ่ือบีบบังคับให้คนหันมานับถือ
พระพุทธศาสนา 9
ดว้ ยเหตุน้ี พระพุทธศาสนาจึงได้ชื่อว่าเป็นศาสนาแห่งสันติภาพจะเห็นได้ว่าใน
การวางแผนเพ่ือบริหารองค์กรของพระพุทธเจ้าน้ันมีการใช้วิสัยทัศน์กาหนดเป้าหมาย
วัตถุประสงค์ และพันธกิจขององค์กรคณะสงฆ์ไว้อย่างชัดเจน องค์กรพระพุทธศาสนา
เจริญเติบโตขึน้ มาได้เพราะผลจากวสิ ยั ทัศนข์ องพระพุทธเจา้
9 ดรู ายละเอียดใน, ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๒๔/๓๙.
~ ๑๓ ~
๑.๓ พุทธวิธีการจัดองค์กรในการสอนสังคมศึกษา
ในการรับสมาชิกใหม่เข้ามาบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาจะมรการ
กาหนดให้สมาชิกทุกคนเริ่มต้นจากศูนย์ น่ันคือ ไม่มีการอนุญาตให้นาชาติชั้นวรรณะ
หรือตาแหน่งหน้าท่ีในเพศฆราวาสเข้ามาในองค์กรคณะสงฆ์ ดังพุทธพจน์ที่ว่า “เปรียบ
เหมือนแมน่ า้ ใหญ่บางสายคือ แม่นา้ คงคา ยมนุ า อจริ วดี สรภู มหี ไหลถึงมหาสมทุ รแล้ว
ย่อมละนามและโคตรอันเดิมเสีย ถึงซ่ึงอันนับว่ามหาสมุทรเหมือนกันวรรณะ ๔ เหล่านี้
คอื กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ก็เช่นเดียวกันคือ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตใน
ธรรมวินัยท่ีตถาคตประกาศแล้วย่อมละช่ือและตระกูลเดิมเสีย ถึงซ่ึงอนั นับว่าสมณะเชื้อ
สายศากยบุตรเหมือนกัน”10
พุทธพจน์น้แี สดงให้เห็นวา่ ทกุ คนที่เขา้ มาบวชในพระพทุ ธศาสนาเปน็ พระภิกษุ
เสมอเหมือนกันหมด การอยู่ร่วมกันของคนท่ีเท่าเทียมกันนี้อาจก่อให้เกิดปัญหาในการ
บังคับบัญชาภายในองค์กร เพราะเหตุที่ว่าเมื่อสมาชิกถือตัวว่า เท่าเทียมกับคนอื่นก็จะ
ไม่มใี ครเช่ือฟังใครหรือยอมลงให้ใคร ดังที่พระพทุ ธเจ้าตรสั ไว้ว่า “การอย่รู ่วมกันของคน
ทีเ่ สทอกันนาทกุ ขม์ าให้ 11
ถ้าเป็นเช่นน้ันการบังคับบัญชาภายในองค์กรก็มีไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงทรง
กาหนดให้พระภิกษุต้องเคารพกันตามลาดับพรรษา ผู้บวชทีหลังต้องแสดงความเคารพ
ตอ่ ผ้บู วชก่อน เมื่อสาวกมจี านวนมากขึน้ พระพทุ ธเจา้ ทรงจัดองค์การในพระพทุ ธศาสนา
ออกเป็นพุทธบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในส่วนของภิกษุบริษัทและ
ภกิ ษณุ ีบริษทั พระพทุ ธเจ้าทรงมอบความเปน็ ใหญใ่ ห้แกค่ ณะสงฆ์ ดังจะเหน็ ไดจ้ ากการท่ี
ทรงกระจายอานายให้คณะสงฆ์ดาเนินการอุปสมบท เม่ือมีกิจจาธิกรณ์หรือกิจการที่
จะต้องทาร่วมกัน คณะสงฆ์สามารถบริหารจัดการเอง หรือเมื่อมีกรณีความขัดแย้ง
เกิดข้ึนในคณะสงฆ์ พระพุทธเจ้าก็ทรงมอบอานาจให้คณะสงฆ์เป็นผู้จัดการแก้ปัญหา
พระพุทธเจ้าทรงดารงตาแหน่งเป็นธรรมราชา คือผู้บริหารสูงสุดในองค์กร
พระพุทธศาสนา ดังพุทธพจน์ท่วี ่า “เราเป็นพระราชาน่ันคือเป็นธรรมราชาผู้ยอดเยี่ยม”
12
10 ดรู ายละเอียดใน, ว.ิ จลุ . (ไทย) ๗/๔๖๐/๒๙๐.
11 ดูรายละเอียดใน, ข.ุ ธ. (ไทย) ๒๕/๓๑/๕๔.
12 ดูรายละเอยี ดใน, ม.ม. (ไทย) ๑๓/๖๐๙/๕๕๔.
~ ๑๔ ~
พระพุทธเจ้าทรงแต่งตั้งพระสารบี ุตรให้เป็นพระธรรมเสนาบดี มฐี านะเป็นรอง
ประธานบริหาร อยู่ในลาดับถัดมาจากพระพุทธเจ้า และเป็นอัครสาวกฝ่ายขวา
รับผิดชอบ งานด้านวิชาการ พระโมคคัลลานะเป็นพระอัครสาวกฝ่ายซ้ายรับผิดชอบ
งานด้านบริหาร พระอานนท์เป็นเลขานุการส่วนพระองค์ และทรงแต่งตั้งสาวกทั้งฝ่าย
บรรพชติ และคฤหัสถ์เป็นเอตทัคคะ คือ ผู้ชานาญการท่ีรบั ภาระงานด้านต่าง ๆ เชน่ พระ
มหากสั สปะเปน็ ผชู้ านาญด้านธดุ งค์ พระปุณณะมันตานีบุตรเป็นผ้ชู านาญด้านการแสดง
ธรรม ภิกษุณีปฏาจาราเป็นผู้ชานาญด้านวินัย จิตตคหบดีเป็นผู้ชานาญด้านการแสดง
ธรรม 13
การแต่งต้ังเอตทัคคะนี้เป็นตัวอย่างของกระจายอานาจ และการใชค้ นให้เหมาะ
กับงานในพระพุทธศาสนา ประเพณีปฏิบัติในสมัยปัจจุบันที่พระมหากษัตริย์ทรง
พระราชทานสมณะศักดิ์แก่พระสงฆ์ผู้มีความชานาญในด้านต่าง ๆ ก็สอดคล้องกับการ
แต่งตั้งเอตทัคคะในคร้ังพุทธกาลนั่นเอง ส่วนการที่มหาวิทยาลัยทั้งหลายถวายปริญญา
กิตติมศักด์ิแก่พระสงฆ์ในสมัยปัจจุบันก็พออนุโ ลมให้เป็นการย กย่องพระเถระเป็น
เอตทัคคะในดา้ นตา่ ง ๆ ได้เหมือนกนั
๑.๔ พุทธวิธีการบรหิ ารงานบุคคลในการสอนสังคมศึกษา
การบรหิ ารงานบุคคลในพระพทุ ธศาสนา เร่ิมตั้งแต่การรับคนเขา้ มาบวช ที่ต้อง
มีการกลั่นกรองโดยคณะสงฆ์ พระพุทธเจ้าทรงมอบความเปน็ ใหญ่ให้คณะสงฆ์ในการให้
การอุปสมบทแก่กุลบุตรตามแบบบัญญัติติจตุตถกรรม พระสงฆ์ผู้เป็นประธานในพิธี
อุปสมบทเรียกว่าพระอุปัชฌาย์ การรับคนเข้ามาอุปสมบทต้องได้รับความเห็นชอบเป็น
เอกฉันทจ์ ากคณะสงฆท์ ี่ประชุมพรอ้ มกนั ในอโุ บสถที่ประกอบพิธีอุปสมบท
เม่ือบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาแล้ว พระบวชใหม่จะต้องได้รับการฝึกหัด
อบรมและการศึกษาเลา่ เรียนจากพระอุปัชฌาย์โดยอยู่ภายใต้การปกครองดูแลของท่าน
จนกว่าจะมีพรรษาครบ ๕ จึงเรียกว่านิสัยมุตตกะ คือผู้พ้นจากการพึ่งพาพระอุปัชฌาย์
ดังน้ันกระบวนการฝึกอบรมพระบวชใหม่จึงมีความจาเป็นอย่างยิ่งกระบวนการน้ี
ก่อให้เกิดระบบโรงเรียนในวัด ซ่ึงต่อมาได้พัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาที่
13 ดรู ายละเอยี ดใน, องฺ. เอกก. (ไทย) ๒๐/๑๔๖/๓๐.
~ ๑๕ ~
สาคญั ในอินเดยี เชน่ มหาวทิ ยาลยั นาลันทา
ระบบการศึกษาในพระพุทธศาสนาเป็นเคร่ืองมือทส่ี าคัญในการพัฒนาบุคลากร
ตราบใดที่บุคลากรนั้นยังไม่บรรลุเป็นพระอรหันต์เขาผู้นั้นต้องได้รับการศึกษาอบรม
ตลอดไป เรียกว่าเป็นเสขะ คือ ผู้ยังต้องศึกษา ต่อเมื่อสาเร็จการศึกษาเป็นพระอรหันต์
แล้วจงึ เรยี กว่าเป็นอเสขะ คอื ผู้ไมต่ ้องศึกษา
กระบวนการจัดการศึกษาในพระพุทธศาสนายึดหลักไตรสิกขาคือศีล สมาธิ
ปัญญา ซึ่งเป็นการฝึกอบรม (Training) ที่เน้นภาคปฏิบัติมากกว่าจะเป็นการเรียนการ
สอนในทางทฤษฎี ( Teaching) เมื่อกล่าว ใ นเชิงบริหารเราต้องยอมรับว่ า
พระพุทธศาสนาให้ความสาคัญแก่การจัดการศึกษาอบรมเพ่ือพัฒนาบุคลากรเป็นอย่าง
ยิ่ง ดว้ ยเหตุนี้ พระพทุ ธศาสนาจึงชื่อวา่ เปน็ ศาสนาแหง่ การศกึ ษา
การศึกษาอบรมในพระพุทธศาสนายึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางดังจะเห็นได้จาก
การจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับพัฒนาการและวุฒิภาวะของผู้เรียน โดยท่ี
พระพุทธเจ้าทรงเทยี บความพร้อมในการศกึ ษาเล่าเรยี นของบคุ คลเข้ากับบัวสี่เหล่า และ
ทรงจาแนกประเภทของบุคคลที่จะเข้ารับการศึกษาอบรมไปตามจริต ๖ และที่สาคัญ
มากก็คือ พระพุทธเจ้าทรงมุ่งให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติด้วยตนเองดังพุทธพจน์ท่ีว่า “ตุมฺ
เหหิ กิจฺจ อาตปฺปํ อกฺขาตาโร ตถาคตา เธอทั้งหลายต้องทาความเพียรเผากิเลสเอง
พระตถาคตเจ้าเปน็ แต่ผบู้ อกทาง” 14
บุคลากรที่ได้รับการพัฒนาแล้วก็จะได้รับการจัดสรรภาระหน้าท่ีให้ปฏิบัติงาน
ภายในองค์กรตามความรู้ความสามารถ ดังท่ีพระพุทธเจ้าทรงแต่งต้ังเป็นเอตทัคคะใน
ด้านตา่ ง ๆ ดังกล่าวมาแลว้
การบริหารงานบุคคลในพระพุทธศาสนามีระบบการให้รางวัลและการลงโทษ
ซ่ึงเทียบได้กับการใช้พระเดชพระคุณในสมัยปัจจุบันนั่นคือ ใครทาดีก็ควรได้รับการยก
ย่อง ใครทาผดิ ก็ควรได้รับการลงโทษดังพระบาลีที่ว่า “นิคฺคณฺเห นิคฺคหารห ปคฺคณฺเห
ปคฺคหารห ขม่ คนที่ควรข่ม ยกยอ่ งคนทีค่ วรยกยอ่ ง”15 เราจะเข้าใจระบบการให้รางวัล
และการลงโทษได้ดจี ากเรอ่ื งต่อไปน้ใี นเกสสี ูตร 16
14 ดูรายละเอยี ดใน, ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๓๐/๕๑.
15 ดูรายละเอียดใน, ขุ.ชา. (ไทย) ๒๗/๒๔๔๒/๕๓๑.
16 ดูรายละเอียดใน, องฺ.จตกุ ก. (ไทย) ๒๑/๑๑๑/๑๕๐.
~ ๑๖ ~
วันหนึ่ง สารถีผู้ฝึกม้าช่ือนายเกสีเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วทูลถามว่า
พระพุทธเจ้าทรงมีวิธีฝึกคนอย่างไร พระพุทธเจ้าทรงย้อนถามว่า นายเกสีมีวิธีฝึกม้า
อย่างไร นายเกสีกราบทูลว่า เขาใช้ ๓ วิธี คือ วิธนี ุ่มนวล วิธีรนุ แรง วิธีผสมผสาน คือ มี
ทั้งความนุม่ นวลและรนุ แรง
พระพทุ ธเจ้าตรสั ถามว่า ถา้ ใช้ ๓ วธิ แี ล้วไมไ่ ด้ผลจะทาอย่างไร
นายเกสีกราบทูลว่า ถ้าฝึกไม่ได้ผลก็ฆา่ ม้าท้ิงเสีย เพราะปล่อยไปก็ทาให้เสียชื่อ
สถาบันเกสวี ทิ ยา
พระพทุ ธเจ้าตรัสว่า พระองค์ทรงใช้ทั้ง ๓ วิธฝี ึกคนเหมือนกนั คือ ใช้วิธีนุม่ นวล
กบั คนท่ีควรใหก้ าลังใจ ใช้วิธีรนุ แรงกับคนท่ีควรตาหนหี ้ามปราม และใช้วิธผี สมผสานกับ
คนที่ควรยกยอ่ งเม่อื ถึงคราวตอ้ งยกย่องและตาหนิเมื่อถึงคราวต้องตาหนิ
นายเกสีทูลถามว่า ถ้าใช้ ๓ วิธีแลว้ ไมไ่ ดผ้ ลจะทาอยา่ งไร
พระพทุ ธเจา้ ตรัสวา่ ก็มีการฆา่ ทิง้ เหมือนกนั
นายเกสีทูลถามวา่ การฆา่ ไม่สมควรสาหรับสมณะมิใช้หรอื
พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่า ในวินัยของพระอริยเจ้า การฆ่าหมายถึงการเลิกว่า
กล่าวส่ังสอน คนที่พระพุทธเจ้าเลิกว่ากล่าวสั่งสอนย่อมหมดโอกาสเจริญเติบโตในทาง
ธรรม
๑.๕ พุทธวธิ ีการอานวยการในการสอนสงั คมศึกษา
การอานวยการให้เกิดการดาเนินงานในพระพุทธศาสนาต้องอาศัยภาวะผู้นา
เป็นสาคัญ ทั้งน้ีเพราะไม่มีระบบการใชก้ าลังบังคับให้ปฏบิ ัติตามผนู้ าในพระพุทธศาสนา
การท่ีสมาชิกจะทาตามคาส่ังของผู้บริหารหรือไม่จึงข้ึนอยู่กับภาวะผู้นาในผู้บริหารเป็น
สาคญั
อะไรคอื ความแตกต่างระหวา่ งผูบ้ ริหารกบั ผูน้ า
ผู้บริหาร คือ ผ้ทู ท่ี าให้คนอื่นทางานตามท่ผี ้บู รหิ ารต้องการ
ผนู้ า คอื ผทู้ ่ีทาให้คนอ่นื ต้องการทางานตามท่ผี นู้ าต้องการ
ดังน้ัน ผู้บริหารเชิงพุทธต้องมีภาวะผู้นา คือ มีความสามารถในการจูงใจให้คน
เกิดความตอ้ งการอยากปฏิบัติตามคาสั่งของผู้บริหาร
บุคคลท่ีจะเป็นผู้บริหารต้องมีคุณสมบัติสาคัญ ๒ ประการดังกล่าวมาแล้ว คือ
~ ๑๗ ~
อัตตหิตสมบัติ หมายถึงความเพียบพร้อมด้วยคุณสมบตั ิส่วนตัวท่ีเหมาะกับการเป็นผู้นา
และปรหติ ปฏบิ ตั ิ หมายถึงความมีนา้ ใจในการปฏิบตั งิ านเพ่ือส่วนรวมและองค์กรของตน
พระพุทธเจ้าทรงเพียบพร้อมด้วยอัตตหิตสมบัติและปรหิตสมบัติจึงสามารุใช้
ภาวะผู้นาบริหารกิจการพระพุทธศาสนาให้สาเร็จลุล่วงไปด้วยดี อัตตหิตสมบัติท่ีสาคัญ
ในการบริหารของพระพุทธเจ้าก็คือความสามารถในการสื่อสารกับคนทั่วไป ในการ
สื่อสารเพื่อการบริหารแต่ละครั้งพระพุทธเจ้าทรงใช้หลัก ๔ ส. 17 ซึ่งคาอธิบายเชิง
ประยกุ ต์เข้ากบั การบรหิ ารดงั ตอ่ ไปน้ี
๑. สันทัสสนา (แจ่มแจ้ง) หมายถึง อธิบายข้ันตอนของการดาเนินงานได้
อย่างชดั เจนแจ่มแจง้ ชว่ ยใหส้ มาชกิ ปฏิบตั ติ ามได้ง่าย
๒. สมาทปนา (จงู ใจ) หมายถึง อธิบายใหเ้ ข้าใจและเหน็ ชอบกับวิสัยทัศน์จน
เกดิ ศรัทธาและความรู้สกึ วา่ ต้องฝันใหไ้ กลและไปใหถ้ งึ
๓. สมุตเตชนา (แกล้วกล้า) หมายถึงปลุกใจให้เกิดความเช่อื ม่ันในตนเองและ
มีความกระตือรอื รน้ ในการดาเนินการไปส่เู ป้าหมาย
๔. สัมปหังสนา (ร่าเริง) หมายถึง สรา้ งบรรยากาศในการทางานร่วมกันแบบ
กลั ยาณมิตรซ่ึงจะส่งเสริมใหส้ มาชกิ มีความสุขในการงาน
ความสามารถในการจูงใจคนของพระพุทธเจ้า ตรงกับพระสมัญญาว่า ตถาคต
หมายถึง คนที่พูอย่างไรแล้วทาอย่างน้ัน 18 พระพุทธเจ้าทรงมีภาวะผู้นาสูงมากเพราะ
ทรงสอนให้รู้ (ยถาวาที) ทาให้ดู (ตถาการี) และอยู่ให้เห็น (ยถาวาที ตถาการี) ยิ่งไป
กว่าน้ัน การส่ังการแต่ละคร้ังของพระพุทธเจ้าเป็นท่ียอมรับได้ง่ายเพราะไม่ทรงใช้วิธี
เผด็จการ แต่ทรงใช้วิธีการแบบธรรมาธิปไตย ดังที่พระพุทธเจ้าทรงจาแนกแรงจูงใจใน
การทาความดี ซึง่ เรยี กวา่ อธปิ ไตย ๓ ประการ 19
๑. อัตตาธิปไตย การทาความดีเพราะยึดผลประโยชน์หรือความพอใจของตน
เป็นทีต่ ้งั
๒. โลกาธิปไตย การทาความดีเพราะต้องการให้ชาวโลกยกย่อง น่ันคือ ยึด
ทัศนะหรือคะแนนนยิ มจากคนอน่ื เปน็ ที่ตง้ั
17 ดรู ายละเอยี ดใน, ที.ส.ี (ไทย) /๑๔๙/๑๖๑.
18 ดรู ายละเอยี ดใน, ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๒๑๑/๒๕๕.
19 ดูรายละเอยี ดใน, อง.ฺ ตกิ . (ไทย) ๒๐/๔๗๙/๑๔๖.
~ ๑๘ ~
๓. ธรรมาธิปไตย การทาความดีเพ่ือความดี ทาหน้าที่เพื่อหน้าท่ี นั่นคือยึด
ธรรมคอื หน้าทเี่ ปน็ สาคญั
แม้พระพุทธเจ้าจะประกาศว่า พระองค์เป็นธรรมราชา แต่ก็ไม่ทรงใช้อานาจ
เบ็ดเสร็จโดยลาพังพระองค์เองตามแบบราชาธิปไตย ในสมัยนั้นพระพุทธเจ้าทรง
กระจายอานาจในการบริหารให้กับคณะสงฆ์ดังกล่าวมาแล้ว ทั้งนี้เพราะแรงจูงใจในการ
บริหารของพระพุทธเจ้าผู้หมดกิเลสแล้ว ย่อมไม่ใช่เพื่อความยิ่งใหญ่ส่วนพระองค์ การ
บริหารของพระพุทธเจ้าจึงไม่ใช่อัตตาธิปไตย นอกจากนี้ พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ทรงบริหาร
กิจการพระศาสนาไปตามคานินทา และสรรเสริญของชาวโลก การบริหารของพระองค์
จึงไม่ใช่โลกาธิปไตย พุทธวิธีบริหารเป็นธรรมาธิปไตย เพราะพระพุทธเจ้าทรงยึดธรรม
คือ หลักการสร้างประโยชน์สุขเพื่อประโยชน์ส่วนรวมเป็นสาคัญ ดังท่ีพระพุทธเจ้าตรัส
ถงึ หลกั การบรหิ ารของพระองค์ไวว้ า่
“พระตถาคตอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ทรงธรรม เป็นธรรมราชา ทรง
อาศัยธรรมสักการธรรม เคารพธรรม ยาเกรงธรรม มีธรรมเป็นธง มีธรรมเป็นตรา เป็น
ธรรมาธิปไตย ทรงจัดการรักษาป้องกนั และคมุ้ ครองท่ีเปน็ ธรรม”20
เพราะเหตุท่พี ระพุทธเจา้ ทรงยึดหลักธรรมาธิปไตยน่ีเอง จึงไม่มีการตั้งใครเป็น
ศาสดาสืบต่อจากพระพุทธองค์ ก่อนท่ีพระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระ
อานนท์ทูลถามว่า จะทรงต้ังใครเป็นศาสดาสืบต่อจากพระองค์หรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัส
ตอบว่า จะไม่ทรงตั้งใครเป็นศาสดาสืบต่อจากพระองค์ ท้ังน้ีเพราะทรงประสงค์จะให้
คณะสงฆ์ปกครองกันเองโดยยึดพระธรรมวินัยเป็นหลักในการปกครองดังท่ีพระพทุ ธเจ้า
ตรัสว่า “ธรรมและวินัยท่ีเราแสดงแล้วบัญญัติแล้วจะเป็นศาสดาของพวกเธอเมื่อเรา
ลว่ งลับไป”21
ภายหลังจากพระพทุ ธเจ้าปรินิพพานแลว้ ไม่นาน พระมหากัสสปะได้ปฏิบัตติ าม
พุทธพจน์น้ีโดยเรียกประชุมพระอรหันต์ ๕๐๐ รูป เพ่ือสังคายนาพระธรรมวินัยให้เป็น
หมวดหมู่สาหรับใช้เป็นหลักอ้างอิงในการบริหารกิจการพระศาสนา นับแต่นั้นมาการ
20 ดรู ายละเอียดใน, องฺ.ตกิ . (ไทย) ๒๐/๔๕๓/๑๓๙.
21 ดูรายละเอยี ดใน, ที.มหา. (ไทย) ๑๐/๑๗๗/๑๔๐.
~ ๑๙ ~
บริหารกิจการพระศาสนาก็ยึดพระธรรมวินัยในพระไตรปิฎกเป็นหลัก โดยมีคณะสงฆ์
เป็นองคก์ รบรหิ ารสูงสดุ สบื ตอ่ มาจนทุกวนั นี้
๑.๖ พุทธวิธีการกากับดูแลในการสอนสงั คมศกึ ษา
การกากับดูแลเป็นการควบคุมสมาชิกภายในองค์กรให้ปฏิบัติหน้าท่ีเพื่อบรรลุ
ผลตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ พระพุทธเจ้าทรงให้ความสาคัญแก่การกากับดูแลคณะสงฆ์
เป็นอย่างย่ิง ดังท่ีพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติพระวินัยเพ่ือให้พระสงฆ์ใช้เป็นมาตรฐาน
ควบคุมความประพฤติใหเ้ ป็นแบบเดียวกัน พระพทุ ธเจ้าทรงให้เหตผุ ลในการบัญญัติพระ
วินัยไว้ ๑๐ ประการ เช่น เพื่อความผาสุกแห่งคณะสงฆ์ เพ่ือข่มบุคคลผู้ไร้ยางอาย เพื่อ
ป้องกันไม่ให้เกิดความเส่ือมเสียทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพ่ือความม่ันคงแห่ง
พระพุทธศาสนา 22
การบัญญัติพระวินัยเป็นเคร่ืองช่วยให้พระสงฆ์มีวินัยในตนเองและมีเกณฑ์ใน
การประเมินตนเอง เม่ือเห็นว่าตนทาผิดพลาดไปจาก มาตรฐานความประพฤติท่ี
พระพทุ ธเจ้าทรงบญั ญัติไว้ และความผดิ พลาดน้ันไมร่ ้ายแรงถงึ ขนาดต้องถกู ขับออกจาก
หมู่คณะ หรือขาดจากความเป็นภิกษุพระสงฆ์แต่ละรูปจะสารภาพความผิดพลาดต่อ
เพ่อื นพระสงฆด์ ้วยกนั พธิ สี ารภาพเรยี กวา่ การแสดงอาบตั ซิ ึ่งลงทา้ ยด้วยคามั่นสญั ญาว่า
จะไม่ทาผิดอยา่ งนั้นอีกต่อไป (น ปุเนว กริสฺสามิ)
เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้พระสงฆ์ปฏิบัติตามพระวินัยที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว
พระพุทธเจ้าทรงกาหนดให้พระภิกษุนาศีลสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้เหล่านั้นมาสวดให้
กันและกันฟังทุกกึง่ เดอื นในวันพระ ๑๕ ค่า ประเพณีปฏิบัตนิ ี้เรียกว่าการสวดปาฏิโมกข์
ในตอนจบของศีลสิกขาบทแต่ละข้อ ผู้สวดก็จะถามท่ีประชุมสงฆ์ว่า “กจฺจิตถฺ ปริสุทฺธา
ท่านทงั้ หลายบริสทุ ธ์ใิ นศีลสกิ ขาบทนีแ้ ล้วหรอื ” 23
ยิ่งไปกว่าน้นั พระพุทธเข้ายงั ไดท้ รงบญั ญัตใิ ห้พระภกิ ษุทาการปวารณาตอ่ คณะ
สงฆ์ในวันออกพรรษา การปวารณาหมายถึง การอนุญาตให้ว่ากล่าวตักเตือนซ่ึงกันและ
กันด้วยคาว่า “ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอปวารณาต่อสงฆ์ เพราะเห็นก็ดี เพราะได้ยินก็ดี
เพราะสงสยั ก็ดี ขอท่านท้ังหลายจงอาศยั ความกรณุ าว่ากล่าวข้าพเจา้ เม่อื ข้าพเจ้าเหน็ ว่า
22 ดรู ายละเอยี ดใน, วินย. (ไทย) ๑/๒๐/๓๗.
23 ดรู ายละเอียดใน, ว.ิ มหา. (ไทย) ๑/๓๐๐/๒๒๐.
~ ๒๐ ~
ผิดพลาด ก็จักแกไ้ ขปรับปรงุ ตัวเอง” 24
ท้ังหมดที่กล่าวมานี้แสดงว่า พระพุทธเจ้าทรงกาหนดวิธีการในการกากับดูแล
เพ่ือให้พระสงฆ์มีวินัยในตนเอง มีการประเมินตนเองและมีการกระจายอานาจให้คณะ
สงฆ์กากับดูแลกันเองในกรณีที่เกิดข้อพิพาทขัดแย้ง ซึ่งเรียกว่าอธิกรณ์ข้ึนในองค์กรสงฆ์
อันเน่ืองมาจากพระสงฆ์บางรูปไม่ยอมรับการกากับดูแบน้ัน พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติวิธี
ระงับอธิกรณ์ซง่ึ เรียกวา่ อธิกรณสมถะ ๗ ประการ 25
สัมมุขาวินัย คือ วิธีระงับข้อพิพาทด้วยการท่ีคณะสงฆ์ประชุมพร้อมกัน
พิจารณาข้อกล่าวหาของฝ่ายโจทก์และคาแก้ต่างของฝ่ายจาเลยแล้วตัดสินโดยยึดหลัก
พระธรรมวินัย
เยภุยยสิกา คือ วิธีระงับข้อพิพาทโดยให้ที่ประชุมสงฆ์ออกเสียงช้ีขาด ฝ่ายท่ี
ไดร้ ับเสียงสนับสนนุ ขา้ งมากเป็นฝ่ายชนะ
ติณวัตถารกะ คือ วิธีระงับข้อพิพาทด้วยการประนีประนอมยอมความ โดยท่ี
คู่กรณีตกลงเลิกรากันไปไม่ต้องมีการชาระสะสางให้มากเร่ืองเหมือนเอาหญ้ามากลบทับ
ปญั หาไว้
กระบวนการกากบั ดแู ลความประพฤติของพระสงฆ์ที่พระพุทธเจ้าบญั ญัติไว้นั้น
เป็นหลักประกันความมั่นคงและความบริสุทธิ์ผุดผ่องของคณะสงฆ์ ดังที่พระพุทธเจ้า
ตรัสไว้ว่า “เปรียบเหมือนมหาสมทุ ร ไมร่ ่วมกับซากศพที่ตายแล้ว ซากศพที่ตายแล้วใดมี
อยู่ในมหาสมุทร มหาสมุทรจ่อมนาซากศพที่ตายแล้วนั้นไปสู่ฝ่ัง ซัดขึ้นบกโดยพลัน
บุคคลใดเป็นผู้ทุศีล มีธรรมลามก มีความประพฤติไม่สะอาด น่ารังเกียจ สงฆ์ย่อมไม่
ร่วมกับบุคคลน้ัน ย่อมประชุมกันยกเธอออกไปเสียโดยพลัน ถึงแม้เธอน่ังในท่ามกลาง
ภิกษสุ งฆก์ จ็ รงิ ถึงอย่างน้นั เธอชอ่ื วา่ ไกลจากสงฆ์และสงฆ์ก็ไกลจากเธอ” 26
๑.๗ สรปุ ทา้ ยบท
พทุ ธวิธีบริหารในการสอนสงคมศึกษา คือยึดหลักธรรมาธิปไตยเป็นสาคัญด้วย
เหตุผลท่ีว่า ผู้บริหารเองต้องประพฤติธรรมและใช้ธรรมเป็นหลักในการบริหาร พุทธวิธี
24 ดรู ายละเอียดใน, ว.ิ มหา. (ไทย) ๔/๒๒๖/๓๑๔.
25 ดรู ายละเอยี ดใน, วิ.มหา. (ไทย) ๒/๔๗๙/๕๗๑.
26 ดูรายละเอยี ดใน, วิ.จลุ . (ไทย) ๗/๔๕๙/๒๘๙.
~ ๒๑ ~
บรหิ ารจึงไมเ่ ป็นทัง้ อตั ตาธิปไตยและโลกาธปิ ไตย
ผู้บริหารท่ีเป็นอัตตาธิปไตยก็มักจะคานึงถึงผลประโยชน์ส่วนตนหรือความ
พอใจของตนเป็นทต่ี ั้งโดยยึดคติวา่ ถูกตอ้ งคือถูกใจข้าพเจ้า ผูบ้ รหิ ารประเภทนีม้ ักลงท้าย
ด้วยการเป็นเผดจ็ การ
ส่วนผู้บริหารที่เป็นโลกาธิปไตยก็พยายามเอาใจทุกคน เพ่ือให้ตนเองอยู่ในตา
แน่งต่อไปได้ เขาพยายามทาให้ถูกใจทุกคน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ผู้บริหาร
ประเภทนม้ี ักหนปี ัญหาเม่ือมปี ัญหาขดั แย้งเกิดขน้ึ ในองคก์ รก็พยายามลอยตัวหนีปัญหา
ผู้บริหารท่ีดีต้องเป็นธรรมาธิปไตย เขายึดถือคติว่า ถูกต้องไม่จาเป็นต้องถูกใจ
ข้าพเจ้าหรือต้องถูกใจทุกคน เขากล้าตัดสินใจลงมือทาในส่ิงที่ถูกต้องชอบธรรม โดยไม่
พยายามลอยตัวหนีปัญหา เขาถือคติว่า อานาจหน้าท่ีมาพร้อมกับความรับผิดชอบ เขา
ยอมเสียสละประโยชน์สุขส่วนตนเพ่ือประโยชน์สุขท่ีย่ิงใหญ่กว่า น่ันคือประโยชน์สุข
ส่วนรวม ดังพุทธพจน์ที่ว่า “ถ้าเห็นว่าจะได้ประโยชน์สุขที่ย่ิงใหญ่เพราะสละประโยชน์
สขุ เลก็ นอ้ ยบคุ คลควรสละประโยชน์สุขเล็กนอ้ ยเพ่อื เห็นแก่ประโยชน์สุขท่ียิ่งใหญ่” 27
ควรกล่าวไว้ในท่ีนี้ว่า ธรรมาธิปไตยไม่ใช่ระบอบการปกครองแต่เป็นวิธีการ
ปกครองที่ถอื ธรรมเป็นส่วนใหญ่ ธรรมาธปิ ไตยใช้ได้กบั การปกครองในระบอบตา่ ง ๆ นั่น
คอื การปกครองไมว่ ่าจะเปน็ ระบอบใดคอื ราชาธปิ ไตย คณาธปิ ไตย หรือประชาธิปไตยก็
ตามที ก็เป็นธรรมาธิปไตยได้ ถ้าผู้ปกครองในระบอบน้ันถือธรรมเป็นใหญ่ การปกครอง
ไมว่ ่าจะเป็นระบอบใดก็ถือว่าดีแท้ยังไม่ได้ ถ้าไมเ่ ป็นธรรมาธิปไตย แมแ้ ต่ประชาธิปไตยก็
อาจจะกลายเป็นเผดจ็ การโดยเสียงขา้ งมากถา้ ไม่เปน็ ธรรมาธิปไตย
ในระบอบการปกครองท่ีเป็นธรรมาธิปไตย ผู้บริหารสูงสุดต้องมีท้ังอัตตหิต
สมบัติคือยดึ ธรรมประจาใจและมีปรหิตปฏิบัติ คือ มุ่งบาเพ็ญประโยชน์สุขส่วนรวม เมื่อ
ผนู้ าประพฤตธิ รรมสังคมส่วนรวมก็อย่เู ป็นสขุ ดังท่ีพระพุทธเจา้ ตรัสไว้วา่
“เมื่อฝูงโคข้ามฟากแม่น้า ถ้าโคผู้นาฝูงไปตรง โคเหล่าน้ันย่อมไปตรงท้ังหมดใน
เมื่อโคผู้นาฝูงไปตรงในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน ผู้ใดได้รับสมมติให้เป็นผู้นาถ้าผู้น้ัน
ประพฤติธรรม ประชาชนนอกนี้ย่อมประพฤติธรรมเหมือนกัน ประชาชนทั้งประเทศ
27 ดรู ายละเอียดใน, ข.ุ ธ. (ไทย) ๒๕/๘/๙.
~ ๒๒ ~
ยอ่ มอยเู่ ปน็ สุข ถ้าพระราชาทรงดารงอยู่ในธรรม” 28
“ไม้สูงกว่าแม่ มักจะแพล้ มบน
คนสูงเกนิ คน มกั จะโค่นกลางคนั ”
ผนู้ าในหวั ใจคน
ผู้นาคือผู้ชักพาให้คนอ่ืนเคล่ือนไหวหรือกระทาการในทิศทางท่ีผู้นากาหนด
เป้าหมายไวห้ ลายคนมบี ทบาทเป็นผนู้ ากันอยู่แล้ว เช่นเป็นผ้นู าองค์กร ผู้นาสมาคม ผ้นู า
วัดและแม้กระท่งั หัวหนา้ ครอบครัวก็จัดวา่ เป็นผู้นา
ปัญหาของผ้นู าก็คือทาอย่างไรจะใหเ้ ป็นท่ียอมรับของผู้ตามเริ่มตั้งแต่หาทางให้
ได้รับการเลือกตั้งเข้าสู่ตาแน่งผู้นา เม่ือได้รับเลือกตั้งแล้วก็ยังได้รับความร่วมมือจาก
สมาชิกช่วยกันทางานและมีผลงานเป็นท่ีประจักษ์จนพร้อมที่จะได้รับเลือกตั้งให้กลับมา
ดารงตาแหน่งอกี ในสมัยหน้า
ผู้นาจะประสบความสาเร็จตามขั้นตอนดังกล่าวได้ก็ต้องมีธรรมะประจาใจ
ธรรมะข้อหนงึ่ สาหรับผู้นาก็คือนิวาตะหมายถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน คาวา่ นิวาตะแปล
ตามตวั อักษรว่าไขลมออก บางคนพอได้รับเลือกเป็นผู้นาหรอื เป็นกรรมการบอร์ดต่าง ๆ
ชกั กร่างหรือว่างท่าพองลมด้วยทิฐมิ านะวา่ ขา้ เป็นผนู้ าแลว้ นะ สวมหัวโขนแล้วใสป่ ระจา
ไม่เคยถอด ไปไหนก็ใส่หัวโขนข่มคนอ่ืน คนประเภทน้ีต้องไขลมออกบ้าง คือหัดถอด
หวั โขนออกบ้างแลว้ จะสบายขน้ึ
ผูน้ ามีสองประเภท คือ ๑) ผู้นาทนี่ ั่งอยู่บนหัวคน และ ๒) ผู้นาท่ีนั่งอยู่ในหัวใจ
คน ผู้นาท่ีสวมหัวโขนข่มคนอ่ืนตลอดเวลา จัดว่าเป็นผู้นาท่ีน่ังอยู่บนหัวคน ส่วนผู้นาที่
หัดถอดหัวโขนออกทาตัวเป็นกันเองมีนิวาตะคืออ่อนน้อมถ่อมตนจะเป็นผู้นาท่ีนั่งอยู่ใน
หวั ใจคน
ความอ่อนน้อมถ่อมตนของผู้นาไม่ใช่เป็นการแสดงถึงความอ่อนแอ ผู้นาท่ีนั่ง
อยู่ในหวั ใจคนจะเป็นคนท่ีแข็งแรงแต่ไมแ่ ข็งกระดา้ งอ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ
ความอ่อนน้อมถ่อมตนจะทาให้ผู้นาได้รับการยอมรับจากคนท่ัวไป เมื่อได้รับ
การยอมรับมากเท่าไร เขาก็มีอานาจเพิ่มเป็นเงาตามตัวมากข้ึนเท่านั้น ดังนั้น ผู้นาต้อง
วางตัวอ่อนน้อมถ่อมตนเหมือนกับแม่น้าแม่น้าย่ิงใหญ่เพราะวางตัวต่าจึงเป็นท่ีรองรับ
28 ดูรายละเอยี ดใน, อง.จตุกก. (ไทย) ๒๑/๗๐/๙๘.
~ ๒๓ ~
สายน้าจากลาธารระแหงห้วยคลองหนองบึง ถ้าแม่น้าอยู่สูงก็จะเล็กนิดเดียว แม่น้า
ย่ิงใหญ่เพราะวางตวั ต่าฉนั ใดผูน้ ายิ่งใหญเ่ พราะวางตัวออ่ นน้อมถ่อมตนฉันน้ัน
ในการวางตัวอ่อนน้อมถ่อมตนน้ัน บางคร้ังผู้นาต้องหัดเอาหูไปนาเอาตาไปไร่
ไม่โง่ก็ต้องทาเหมือนโง่ ไม่ใบ้ก็ต้องทาเหมือนใบ้ ดังท่ีสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสสมหา
เถร) นิพนธ์ไว้ว่า
โงไ่ มเ่ ป็นเปน็ ใหญ่ยากฝากให้คิด
ทางชวี ิตจะรงุ่ โรจน์โสตถิผล
ต้องรู้โง่ร้ฉู ลาดปราดเปร่อื งตน
โงส่ ิบหนดกี ว่าเบง่ เก่งเดีย๋ วเดยี ว
ผู้นาต้องรู้ว่าเมื่อไรต้องทาเป็นโง่เพ่ือระดมความคิดจากคนอ่ืน เมื่อคนอ่ืนได้
แสดงความคิดเห็นแล้ว เข้าจะรู้สึกว่าเร่ืองนั้นเป็นผลจากความคิดของเขาแล้วเขาจะให้
ความร่วมมืออยา่ งเตม็ ท่ี ถ้าเขารู้สกึ ว่าเป็นไอเดียของผู้นา เขาก็จะปล่อยใหผ้ ู้นาทาไปคน
เดียว
ผู้นาท่ีโดดเด่นบุกเดี่ยวไปคนเดียวอาจจะถูกโค่นลงได้ง่ายดาย เมื่อเผชิญศัตรู
คูแ่ ขง่ หลายฝ่ายมารุมล้อมเปิดศกึ รอบดา้ น ดังภาษิตที่ว่า “ไม้สงู กวา่ แมม่ ักแพ้ลมบน คน
สูงเกินคนมกั จะโค่นกลางคัน” การมบี ริวารมากช่วยตานทานศัตรูได้ดี ผ่อนหนักเป็นเบา
เหมอื นหม่ไู มท้ ีย่ นื เกาะกลุ่มกันไวส้ ามารพตา้ นแรงลมพายุได้
ผู้นาท่ีน่ังอยู่ในหัวใจคนจะมีศัตรูน้อย ถ้าจะมีบ้างก็เป็นพวกอิจฉาริษยาท่ีคอย
คิดเลื่อยขาเก้าอ้ี ซึ่งก็เป็นโลกธรรมคือธรรมดาของโลก ผู้นาต้องพยายามกาจัดศัตรูอย่า
ให้เหลือไว้กวนใจ ปราชญ์ทา่ นสอนว่าเศษ ๓ ชนิดต้องไม่เก็บเอาไว้เพราะจะลุกลามเป็น
ปัญหาใหญโ่ ตในภายหลังได้ นัน่ คอื ๑) เศษหน้ี ๒) เศษไฟ และ ๓) เศษศตั รู
ผู้นาต้องไม่เก็บศัตรูเอาไว้และผูกมิตรใหม่ตลอดเวลา เพราะภาษิตจีนสอนว่า
“มีมิตรห้าร้อยคน ยังนับว่าน้อยเกินไป มีศัตรูหนึ่งคนยังนับว่ามากเกินไป” เม่ือเก็บศัตรู
เอาไว้ไม่ได้ ผู้นาท่ีนั่งอยู่บนหัวคนนิยมกาจัดศัตรูด้วยความรุนแรง แต่เขาลืมไปว่า “เวร
ย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร” เมื่อทาลายศัตรูด้วยวิธีรุนแรงไปหน่ึงคนก็ทาให้ได้ศัตรู
ใหม่มาอีก ๑๐ คน พรรคพวกของศัตรูน่ันแหละที่จะรวมหัวกนั มาแก้แคน้ ประธานาธิบดี
อับราฮมั ลินคอลน์ มีวธิ ีกาจัดศตั รูที่ดกี ว่านนั้ ดงั มีเรือ่ งเล่าว่า
ครง้ั หน่งึ ในช่วงที่กาลังเกิดสงครามระหวา่ งฝ่ายเหนือกับฝา่ ยใต้ในสหรฐั อเมรกิ า
~ ๒๔ ~
ประธานาธิบดีลินคอล์นได้รับเชิญข้ึนกล่าวปราศรัยในงานเล้ียง ตอนหน่ึงลินคอล์น
กลา่ วถงึ ทหารฝ่ายใต้ว่าเปน็ เพียงคนอเมรกิ นั ทหี่ ลงผิดจงึ ไมใ่ ชศ่ ัตรูที่ต้องเขน่ ฆ่าใหส้ ้ินซาก
คุณยายคนหน่ึงมีเลือดรักชาติรุนแรงลุกขึ้นประท้วงประธานาธิบดีว่าไม่ควรใช้
คาแบบปรานพี วกศัตรูที่ถูกนั้นประธานาธิบดตี อ้ งคิดกาจดั ศัตรูใหส้ ้ินซาก
ประธานาธิบดีตอบว่า“คุณนายการที่ผมพูดถึงศัตรูในทางดีนั้นเป็นความ
พยายามทาศัตรูให้เป็นมิตร การทาศัตรูให้เป็นมิตรนั้นมิใช่เป็นวิธีท่ีทาลายศัตรูที่ดีที่สุด
ละหรอื ”
ผนู้ าท่ดี ตี ้องพยายามเปลย่ี นศัตรใู หเ้ ป็นมิตร
แตผ่ ู้นาบางคนถนดั แต่เรื่องเปลย่ี นมติ รใหเ้ ปน็ ศตั รู
ผูน้ าท่ดี ีตอ้ งสามารพนงั่ อยู่ในหัวใจของมติ รและพชิ ิตหัวใจของศัตรู
~ ๒๕ ~
๑.๘ คาถามทา้ ยบท
คาช้ีแจง: จงตอบคาถามทกี่ าหนดให้ ให้ไดใ้ จความทีส่ มบรู ณ์
๑. พุทธวธิ กี ารในการสอนสังคมศึกษา หมายถึงอะไร เกดิ ขึน้ ดว้ ยเหตุผลอยา่ งไร
อธิบาย?
๒. องคป์ ระกอบของการบรหิ ารงานในการสอนสังคมศกึ ษา คอื อะไร มีอะไรบา้ ง
อธบิ าย?
๓. พทุ ธวิธใี นการวางแผนการสอนสังคมศึกษา คืออะไร มีความเป็นมาอย่างไร อธิบาย?
๔. พระพทุ ธเจา้ ตรสั วา่ ผ้สู อนสังคมศึกษาที่ดีต้องมจี กั ขุมา หมายถึงอะไร อธบิ าย?
๕. พทุ ธวิธใี นการจดั องค์กร คืออะไร มีลักษณะและจาความเป็นอยา่ งไร อธิบาย?
๖. พุทธวิธีการบริหารงานบคุ คลในการสอนสงั คมศกึ ษา คืออะไร ใช้กับใครบา้ ง อธิบาย?
๗. ศาสนาแห่งการศึกษาในการสงั คมศึกษา หมายถงึ อะไร มีกระบวนการจดั อะไรบา้ ง
อธบิ าย?
๘. พระพทุ ธองค์ทรงบริหารงานบคุ คลในสงั คมดว้ ยวธิ ีอย่างไร เรยี กว่าอะไร อธบิ าย?
๙. พทุ ธวิธีการอานวยการในการสอนสังคมศกึ ษา คอื อะไร แตกต่างระหวา่ งผ้นู ากบั
ผู้บริหารอยา่ งไร อธิบาย?
๑๐. พทุ ธวธิ ีการกากบั ดูแลในการสอนสงั คมศึกษา คืออะไร จงยกตวั อยา่ ง อธิบาย?
*********
บทท่ี ๒ หลกั การตามพทุ ธวิธีในการสอนสังคมศกึ ษา
*********
ความนา
หลักการตามพุทธวิธีในการสอนสังคมศึกษา คือกรรมวิธีสาหรับเร้าให้ผู้เรียน
เกิดความรู้ ระดับต่าง ๆ ตั้งแต่ตาสุดถึงสูงสุด และรู้สัจจะระดับต่าง ๆ ต้ังแต่ สมมติ
สัจจะถึงอริยสัจจะเพือให้เขาได้เกิดการ เปลียนแปลงไปในทางดีการสอนสังคมศึกษาที
จะมีผลดีนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างเช่น สติปัญญาและความเอาใจ ใส่ของ
ผู้เรียนความรู้ความสามารถและความเอาใจใส่ของครูและวิธีการสอนทีดี จึงขอเสนอ
วธิ ีการสอนหลักการตามพุทธวิธีในการสอน ของพระพุทธเจ้ามาให้ทุกท่านพิจารณาเพือ
จะไดน้ าไปปรับปรงุ วิธีการสอนอย่างมปี ระสทิ ธิภาพตอ่ ไป
พระพุทธเจ้าทรงเป็นครูช้ันยอดพระองค์หนึง ในบรรดาคุณสมบัติของพระองค์
นั้น มีอยู่ 2 ประการที บอกถึงความเป็นครูโดยตรง คือ อนุตฺตโร ปุริสธมฺมสารถิ ทรง
เป็นสารถีผู้ฝึกคนทีไม่มีผู้เทียมเท่า สตฺถา เทว มนุสฺสาน เป็นครูของเทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย เพราะพระพุทธเจ้าสามารถสอนให้คนเกิดความรู้ถึงขั้นวิชชุญาณและสัมโพธิ
ญาณได้ด้วยการพูดธรรมดา และสามารถให้ผู้ฟัง รู้ถึงข้ันอริยสัจจะ และเกิดการ
เปลยี นแปลง ถึงข้ันจากปถุ ุชนเป็นอริยบคุ คลได้ซงึ ในสมัยปจั จุบันนหี้ าไม่ได้เสยี แล้ว ด้วย
เหตุผลทีพระองค์ทรงเป็น ครูชั้นยอดนี้เอง จงึ ทรงทางานประกาศคาสอนใหม่อย่างได้ผล
ในชัวระยะเวลาเพียง 8 เดือน ทีพระองค์ใช้หลักการตามพุทธวิธีในการสอนสังคมศึกษา
ในการเผยแพร่พระศาสนา สามารถทาให้คนเกิดความรู้ถึงขั้นโพธิญาณ กลายเป็นพระ
อริยบคุ คลถึง 1,250 องค์ และตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์นน้ั เอง พระพุทธศาสนา
ก็ตั้งเป็นหลักแหล่งลงอย่างมันคงในดินแดนแถบลุ่ม แม่น้าคงคาและต่อมากลายเป็น
ศาสนาทียิงใหญ่ของโลก การศึกษาคุณสมบัติ หลักการและวิธีการสอนในสังคมของ
พระพุทธเจ้า จึงเท่ากับเป็นการศึกษาวิธีสอนตามหลักพุทธศาสตร์ และเราอาจจะได้
หลักการบางอย่างเพือนามาประยุกต์ใช้ ในหลักการศึกษาของเราในปัจจุบันก็ได้
พระพุทธเจ้าทรงใชว้ ิธีสอนคน 3 วิธีด้วยกัน ทา่ นเรียกแต่ละวิธีว่า “ปาฏิหาริย์” แปลว่า
สิงน่าอัศจรรย์ หมายความว่า มีผลสาเร็จอย่างน่าอัศจรรย์ เพราะสามารถทาให้คนเกิด
ความรู้ถึงข้ันวิชชุญาณได้ และมีการ เปลียนแปลงไปได้ถึงข้ันเป็นพระอริยบุคคลวิธีสอน
ทัง้ 3 นั้นไดแ้ ก่ 1. อิทธิปาฏิหาริย์ การสอนด้วยการใช้ความสามารถพิเศษ เพือปราบ
คนรา้ ย ๆ ทไี ม่ยอมรับคาสอน ง่ายๆ ให้ส้นิ พยศ
~ ๒๗ ~
2. อาเทสนาปาฏิหาริย์ การสอนโดยวิธีดักใจ วิธีนี้พระองค์ทรงใช้กับบุคคล
ประเภท อุคฆฏิตัญญู และวิปจติ ญั ญู
3. อนุสาสนีปาฏิหาริย์ การสอนด้วยการบรรยายองค์เดียว หรือการบรรยาย
แบบโต้ตอบสนทนา พระองค์ทรงใช้วิธีน้ีกับคนประเภท เนยยะ วิธีสอนแบบ
อิทธิปาฏิหาริย์ คือการใช้ความสามารถพิเศษ พระพุทธองค์ทรงใช้กับบุคคลประเภท
ปทปรมะ ทีมลี ักษณะร้าย เป็นนักเลง หรือเป็นคนหัวแข็งไมเ่ ชอื ฟังใคร ๆ ง่าย อยากลอง
ดี เปน็ ตน้ 1
๒.๑ ปรชั ญาพนื้ ฐานในการสอนสงคมศกึ ษา
ความนา พทุ ธวิธีในการบริหารและการสอนสังคมศึกษา พระนามอย่างหนึ่งอง
พระพุทธเจ้า ท่ีปราชญ์ท้ังหลายได้ถวายขานนาม และพุทธศาสนิกชนนิยมกล่าวเรียก
เสมอ คือคาว่า พระบรมศาสดา หรือ พระบรมครู ซ่ึงแปลว่า พระศาสดาผู้ยอดเย่ียม
หรือ ผู้เปน็ ยอดของครู ในภาษาบาลีก็มีบทพุทธคุณถวายพระเกียรติว่า สตฺถา เทวมนุสฺ
สาน แปลว่า พระศาสดาของทวยเทพและมนุษย์ทั้งหลาย และมีคาเสริมพระคุณว่า
อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ แปลว่า เป็นสารถีที่ฝึกคนได้ไม่มีใครย่ิงกว่า พระนามเหล่าน้ี
สอ่ แสดงความหมายอยู่ในตัวว่า ปราชญ์และพุทธศาสนิกชนท้ังหลายเคารพบูชาและยก
ยอ่ งเทิดทูนพระองค์ ในฐานะทรงเป็นนกั การสอนท่ยี ิ่งใหญ่ทสี่ ุด ทรงมีพระปรีชาสามารถ
อย่างยอดเยี่ยมในการอบรมสั่งสอน และไดท้ รงประสบความสาเร็จในงานนีเ้ ปน็ อย่างดี
ความย่ิงใหญ่และพระปรีชาสามารถของพระพทุ ธเจา้ ในด้านการบริหารและการ
สอนสังคมน้ัน ถ้าจะพูดให้เห็นด้วยอาศัยประจักษ์พยานภายนอกก็เป็นเร่ืองไม่ยาก
เพราะเพยี งพจิ ารณาเผิน ๆ จากเหตผุ ลงา่ ย ๆ ต่อไปนี้ กจ็ ะนกึ ได้ทันที คือ
๑. พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติในยุคท่ีชมพูทวีปเป็นถ่ินนักปราชญ์ เป็นสังคมท่ีเต็ม
ไปด้วยศาสตราจารย์เจ้าลัทธิต่าง ๆ เป็นอันมาก แต่ละท่านล้วนมีชื่อเสียงและมี
ความสามารถในสังคมในขณะนั้น ผู้ที่มาเผชิญพระองค์นั้น มีทั้งมาดีและมาร้าย มีท้ังมา
แสวงหาความรู้ มาลองภูมิ และที่ต้องการมาข่มมาปราบ แต่พระองค์ก็สามารถประสบ
ชยั ชนะในการสอน จนมพี ระนามนาเดน่ มาถงึ ปจั จบุ นั
1 แสง จนั ทรง์ าม. วิธกี ารสอนของพระพุทธเจา้ . (กรุงเทพมหานคร: มหามกุฏราช
วทิ ยาลัยฯ, 2540) หน้า ๙.
~ ๒๘ ~
๒. คาสอนของพระองค์ ขัดแย้งกับคาสอนในศาสนาเดิม และแย้งกับความ
เช่ือถือความประพฤติปฏิบัติท่ีแพร่หลายอยู่ในสังคมสมัยน้ัน เช่น การทาลายความ
เชื่อถือเร่ืองวรรณะเป็นต้น ทรงจัดตั้งระบบคาสอนและความเช่ือถืออย่างใหม่ให้แก่
สงั คม การกระทาเช่นนีใ้ หเ้ ป็นท่ยี อมรับอยา่ งกว้างขวาง ยอ่ มเป็นงานท่ียากยง่ิ
๓. ขอบเขตงานสอนของพระองค์กว้างขวางมาก ท้ังโดยเทศะและระดับชนใน
สังคม ต้องเสด็จไปสั่งสอนในหลายถิ่นแคว้น พบคนทุกชนชั้นในสังคม ซ่ึงมีระดับความ
เป็นอยู่ ความเชื่อถือ การศึกษาอบรม นิสัยใจคอ และสติปัญญาแตกต่างกันทุกแบบทุก
ชนิด ทรงสามารถถอนคนเหล่านั้น ให้เข้าใจได้ และยอมเป็นศษิ ยข์ องพระองค์ นับต้ังแต่
พระมหากษตั รยิ ์ลงมาทีเดยี ว
๔. พระพุทธศาสนาทีเ่ จริญมาได้ตลอดเวลานับพัน ๆ ปี แพร่หลายเปน็ ที่นบั ถือ
อยู่ในประเทศต่าง ๆ และคณะสงฆ์ผู้สืบต่อพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นสถาบันใหญ่และ
สาคัญในสังคม ดังที่ปรากฏอยใู่ นปัจจุบัน เป็นผลงานยิ่งใหญ่ของพระองค์ ยืนยันถงึ พระ
ปรชี าสามารถอย่างประจักษช์ ดั โดยไมต่ ้องอธิบาย
ในเม่ือประจักษ์พยานภายนอกแสดงให้เห็นแล้วเช่นนี้ ย่อมชวนให้พิจารณา
สืบค้นต่อไปถึงเน้ือธรรมคาสอน หลักการสอน วิธีการสอน และการบริหารในการสอน
สังคมศึกษาของพระองคว์ า่ เปน็ อยา่ งไร ยิง่ ใหญ่และประเสริฐสมจรงิ เพยี งใด
เนื้อพระธรรมคาสอน หลักการสอน และวิธีการสอนทางสังคมของพระพุทธ
องค์น้ัน ปรากฏอยู่แล้วในพระไตรปิฎก และคัมภีร์อธิบายมีอรรถกถาเป็นต้นแล้ว แต่
คัมภีร์เหล่าน้ันมีเน้ือหามากมาย มีขนาดใหญ่โต 2 เกินกว่าจะสารวจเน้ือหารวบรวม
ความ นามาสรปุ แสดงให้ครอบคลุมทั้งหมดในเวลาอันสั้น โอกาสนีจ้ งึ ขอนามาเสนอเพียง
รปู ลักษณะท่ัวไปตรงตามหัวขอ้ คือเพยี งปรัชญาในการสอนสงั คมศึกษาเทา่ นน้ั
ปรัชญาพืน้ ฐานในการสอนสังคมศึกษา ก่อนท่ีจะกล่าวถึงหลักการบริหารงาน
การสอนและวิธีการสอนสังคมศึกษา สมควรกล่าวถึงปรัชญาท่ีเป็นพื้นฐานเสียก่อน
เพราะหลักการบริหารและการสอนสังคมย่อมดาเนินไป แต่จุดเร่ิมต้นตามแนวทางสู่
จุดมุ่งหมายตามท่ีปรัชญากาหนดให้ อย่างไรก็ดี เมื่อมองในแง่ปรัชญาทางการศึกษา
2 พระไตรปิฎกบาลอี ักษรไทย จานวน ๒๑, ๙๒๖ หน้า อรรถกถาและคัมภรี ์เฉพาะทีพมิ พ์
เป็นเลม่ แล้ว ๒๘, ๓๑๘ หน้า.
~ ๒๙ ~
พุทธธรรมก็เป็นเรื่องกว้างขวางมากอีก เพราะพุทธธรรมทั้งหมด เป็นเรื่องของระบบ
การศึกษาระบบหนึ่งนั่นเอง ในท่ีน้ี จึงขอนามาเสนอเฉพาะท่ีเก่ียวกับการสอนและการ
บริหารในการสอนสงั คมศกึ ษาพอสังเขป
ตามหลักพระพุทธศาสนาถือว่า ในการดารงชีวิตของมนุษย์น้ัน ความขัดข้อง
แปรปรวนทางสังคม ความเดือดร้อนลาบาก ความเจ็บปวด ความสูญเสีย ความพลัด
พราก และปญั หาชีวิตต่าง ๆ ซง่ึ ทางพุทธศาสนาเรียกรวมว่าความทุกข์น้ัน เป็นส่งิ ท่ีมีอยู่
มนุษย์จะต้องเข้าไปเก่ียวข้องและได้ประสบแน่นอน ไม่ว่ามนุษย์จะต้องการหรือไม่
ต้องการ จะยอมรบั วา่ มันมอี ยู่หรือไม่ยอมรับ หรอื แม้จะเบอื นหนา้ หนี อยา่ งไรกต็ าม เม่ือ
เป็นเช่นน้ีหากมนุษย์ต้องการมีชีวิตอยู่อย่างดีที่สุดในสังคม มนุษย์จะต้องยอมรับความ
จริงอันน้ี จะรับรู้สหู้ นา้ และพรอ้ มท่จี ะจดั การแก้ไขปัญหาที่เกดิ ขนึ้ ให้ดที ่สี ดุ
ชีวิตที่เป็นอยู่อย่างดีและมีความสุขท่ีสุดในสังคม คือ ชีวิตที่กล้ารับรู้ต่อปัญหา
ทุกอย่าง ต้ังทัศนคติที่ถูกต้องต่อปัญหาเหล่าน้ัน และจัดการแก้ไขด้วยวิธีที่ถูกต้อง การ
หลีกเล่ียงที่จะรับรู้ก็ดี การนึกวาดภาพให้เป็นอย่างที่ตนชอบก็ดี เป็นการปิดตาหรือ
หลอกตนเอง ไม่ช่วยให้พ้นจากความทุกข์ ไม่เป็นการแก้ปัญหา และให้ได้พบความสุข
อย่างแท้จริง อย่างน้อยก็เป็นการฝังเอาความกลัว ซึ่งเป็นเชื้อแห่งความทุกข์เข้าไว้ใน
จิตใจอย่างลึกซึ้ง ด้วยเหตุน้ี สิ่งที่พระพุทธศาสนาสอนเป็นข้อแรกก็คือ ความทุกข์ อัน
เป็นปัญหาท่ีมนุษย์พึงรับรู้และจัดการแก้ไขโดยถูกต้อง และถือว่าภารกิจของ
พระพุทธศาสนาและระบบการศึกษาของพระพุทธศาสนา ก็คือ การช่วยมนุษย์ให้
แกป้ ญั หาของตนไดใ้ นแง่ของการบรหิ าร
ความทุกข์ ความเดอื ดร้อน และปัญหาชวี ติ นานาประการของมนุษย์ในสังคมน้ัน
เกิดจากตัณหา คือ ความอยาก ความต้องการ ความเห็นแก่ตัว ซ่ึงทาให้มนษุ ย์มีทัศนคติ
ต่อสิ่งต่าง ๆ เคลื่อนคลาดจากท่ีมันเป็นจริง และเป็นไปในรูปต่าง ๆ กันตามระดับความ
อยาก และความยึดตนต่อสิ่งน้ัน ๆ เมื่อมีทัศคติท่ีเคล่ือนคลาดไป ก็ทาให้เกิดความ
ขัดแย้งขึ้นในตนเอง และความขัดแย้งระหว่างตนกับผู้อ่ืน แล้วปฏิบัติหรือจัดการกับสิ่ง
นั้น ๆ ด้วยอานาจความอยากและความยึดของตน คือ ไม่จัดการตามที่มันควรจะเป็น
โดยเหตุผลแท้ ๆ เม่ือเป็นเช่นนี้ ก็ย่อมเป็นการสร้างปัญหาให้เกิดขึ้น เกิดความขัดข้อง
ขดั แยง้ และความทุกข์ ท้ังแก่ตนเองและผู้อ่ืน ตามระดับของตัณหา และขอบเขตของ
เรอ่ื งที่ปฏิบัติ
~ ๓๐ ~
ตัณหาน้ัน เกิดจากความไม่รู้ ไม่เข้าใจ มองไม่เห็นส่ิงทั้งหลายตามท่ีมันเป็น มี
ทัศนคติต่อส่ิงท้ังหลายอย่างไม่ถูกต้อง ซ่ึงเรียกว่าอวิชชา จึงเป็นเหตุให้ไม่จัดการกับส่ิง
นั้น ๆ ตามท่ีมันควรจะเป็นโดยเหตุผลบริสุทธ์ิ การท่ีจะแก้ปัญหาหรือแก้ความทุกข์ จึง
ต้องกาจัดอวิชชา สร้างวิชชาให้เกิดขึ้น โดยนัยนี้ ภารกิจสาคัญของการบริหารและ
การศึกษาก็คือการฝึกอบรมบุคคลให้พัฒนาปัญญา ให้เกิดความรู้ความเข้าใจใน
ขอ้ เท็จจริงและสภาวะของส่ิงทั้งหลาย มีทัศนคติต่อส่งิ ทั้งหลายอย่างถูกต้อง ปฏิบัติและ
จัดการกับสิ่งทั้งหลายตามท่ีควรจะเป็น เพ่ือให้เกิดเป็นประโยชน์ตน คือ ความมีชีวิตอยู่
อย่างสาเร็จผลดีท่ีสุด มีจิตใจเป็นอิสระ มีสุขภาพจิตสมบูรณ์ และประโยชน์ผู้อื่น คือ
สามารถชว่ ยสรา้ งสรรคป์ ระโยชน์สุขแก่ชนทั้งหลายทีอ่ ย่รู ่วมกันเป็นสงั คมได้
จากข้อความที่กล่าวมา มีขอ้ กาหนดเพื่อการบริหารในการสอนสังคมศึกษาและ
การศึกษาควบคู่กันไป คือ
๑. ภารกิจสาคัญของการบริหารในการสอนสังคมศึกษาและการศึกษา ได้แก่
การชว่ ยให้บุคคลในสังคมมีทัศนคติท่ีถูกตอ้ ง คือ รู้จักมองส่ิงท้งั หลายตามทมี่ ันเป็น และ
สามารถจัดการกับสิ่งเหล่านั้นได้ตามท่ีควรจะเป็น ให้เกิดเป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและ
สงั คม ไม่ใหม้ องเห็นและจดั การสิง่ ทั้งหลายตามอานาจกเิ ลสตัณหา
๒. ทัศนคติท่ีถูกต้อง และความสามารถการจัดการดังกล่าวนั้น เกิดข้ึนได้ด้วย
การพัฒนาปัญญา และปัญญาเป็นความรู้ความเข้าใจที่เกิดข้ึนในตัวบุคคลน้ันเองเท่าน้ัน
ผอู้ นื่ จะนามายัดเยยี ดให้หรอื บังคับให้รับเขา้ ไวไ้ ม่ได้
๓. ในเม่ือปัญญาต้องเกิดจากความรู้ความเข้าใจท่ีพัฒนาขึ้นในตัวบุคคลเอง
ภารกิจของผู้สอนและให้การศึกษาท้ังหลาย จึงเป็นเพียงผู้ช้ีนาทางหรืออานวยโอกาส
ช่วยให้ผู้เรียนหรือผู้รับการศึกษาอบรม ดาเนินเข้าสู่ปัญญา สิ่งที่ดีที่สุดท่ีผู้สอนและ
ผู้บริหารที่ดีจะต้องทาก็คือ ต้ังใจช่วยเหลือ พยายามสรรหาอุบาย กลวิธี และอุปกรณ์
ต่าง ๆ ท่ีจะมาช่วยผู้เรียนให้เข้าถึงปัญญาอย่างได้ผลดีที่สุด อย่างท่ีสานวนบาลีว่า
กลั ยาณมิตร
๔. โดยเหตผุ ลเดียวกัน ในการบริหารและในระบบการศกึ ษาเช่นนี้ ผู้เรียนเป็นผู้
ทมี่ บี ทบาทสาคัญในฐานะเปน็ สร้างปญั ญาใหเ้ กิดแกต่ น จึงต้องเปน็ ผมู้ ีส่วนรว่ ม และเป็น
ผู้ได้ลงมือกระทาให้มากท่ีสุดเท่าที่จะช่วยให้ตัวเขาเกิดปัญญาน้ันข้ึนได้ และโดยนัยนี้
ความสามารถ ความถนัด อุปนสิ ยั ต่าง ๆ ของผูเ้ รียน จึงเปน็ สิง่ ที่ผู้สอนจะตอ้ งคานงึ อยา่ ง
~ ๓๑ ~
สาคัญ เพื่อจัดสภาพบริหารการเรียนและกลวิธีสอนต่าง ๆ เป็นต้นให้ผู้เรียน เรียนได้
อย่างได้ผลดที สี่ ุด
๕. ในเมื่อปัญญาเป็นเป็นของยัดเยียดให้รับเอาไม่ได้ การเรียนการสอนจึงต้อง
ใช้วธิ ีการแหง่ ปญั ญา คือ ผู้เรียนตอ้ งเปน็ อิสระในการใช้ความคดิ และในการทจี่ ะซักถาม
โต้ตอบสบื เสาะค้นหาความจริงต่าง ๆ ให้ไดร้ ับความรู้ความเข้าใจข้ึนในตน ในระบบการ
บริหารและการศึกษาแบบนี้ จึงมีการปฏิบัติอย่าง กาลามสูตร ไม่มีการบังคับให้เช่ือ
ความเช่ือหรือศรัทธาในระบบการศึกษานี้ หมายเพียงความเช่ือมั่นในหลักการ วิธีการ
และสมมตฐิ านต่าง ๆ ที่ตนได้ตงั้ ขน้ึ โดยมเี หตผุ ลเปน็ ฐานรองรบั อยา่ งเพยี งพอแล้ววา่ จะ
นาให้ดาเนินไปสู่จุดหมายได้อย่างแท้จริง และเป็นส่ิงท่ีจะพิสูจน์ได้ต่อไปตามลาดับใน
ระหวา่ งการดาเนินไปสเู่ ป้าหมายนน้ั
โดยการวางแนวทางการบริหารในการสอนสังคมศึกษาสรุปคู่เก่ียวกับการสอน
ดังน้ี 3
๑. ปัญญาเป็นสิ่งสรา้ งข้นึ ภายในตัวผู้เรียนเอง
๒. ผสู้ อนทาหน้าทเี่ ปน็ กัลยาณมิตร ช่วยช้ีนาทางการเรียน
๓. วิธีบริหาร วิธีสอน อุบาย และกลวิธีต่าง ๆ เป็นส่ือหรือเป็นเคร่ืองผ่อนแรง
การเรียนการสอนสงั คมศึกษา
๔. อิสรภาพในทางความคิดเป็นอปุ กรณส์ าคัญในการสรา้ งปญั ญา
อน่ึง โดยท่ีปัญญาเป็นสว่ นสาคัญย่ิงในระบบการบริหารในการสอนสังคมศึกษา
คู่กับการศึกษาท่ีนาเสนอมาแล้วน้ี จึงควรทาความเข้าใจเก่ียวกับเร่ืองปัญญา ที่มักแปล
กันว่า ความรู้ เพอ่ื กันความสับสนบ้างเล็กนอ้ ย กลา่ วคอื
ความรูใ้ นที่นี้ ควรแยกออกเปน็ ๒ ประเภท คือ
๑. สุตะ คือความรู้ที่เกิดจากการสดับตรับฟัง หรือ เล่าเรียน อ่าน รับถ่ายทอด
มาจากแหล่งความรู้อื่น การสัง่ สมความรูป้ ระเภทนไี้ ว้ไดม้ าก เรียกว่า พาหุสัจจะ แปลว่า
ความเป็นพหูสูต คือความเป็นผู้คงแก่เรียน หรือได้เรียนรู้มาก เป็นความรู้ประเภท
ประมวลหรือรวบรวมสิ่งอันจะพึงรู้ ทาตนให้เป็นคลังเก็บความรู้ ซึ่งถือว่าเป็นคุณสมบัติ
3 พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโฺ ต) .พุทธวิธีในการสอน. (กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์
กรมการศาสนา, ๒๕๔๕) หนา้ ๒๓-๒๕.
~ ๓๒ ~
ที่ดีของบุคคลอย่างหนง่ึ เป็นอุปกรณ์สาหรับนาไปใช้ทาประโยชน์ต่าง ๆ ได้มากแต่ไม่ถือ
เปน็ องค์ธรรมแกนในระบบการศกึ ษา
๒. ปญั ญา คือความรู้ประเภทเข้าใจสภาวะ รู้คิด รเู้ ลือก คัด วนิ ิจฉัย และรู้ทีจ่ ะ
บริหารจัดการ เป็นความรู้ประเภทที่มุ่งหมายและเป็นส่วนสาคัญในระบบการศึกษาน้ี
ปัญญาน้ีมีไวพจน์มากมาย เช่น ญาณ วิชฺชา ปริญฺญา ปฏิสมฺภิทา วิปสฺสนา สมฺมา
ทิฏฐฺ ิ เป็นตน้ ซง่ึ แสดงถงึ ความหมายในแงต่ ่าง ๆ และชัน้ ตา่ ง ๆ ของปญั ญานน่ั เอง
สิ่งที่ควรทาความเข้าใจอีกอย่างหนึ่งได้แก่ลักษณะงานสอน ซึ่งแตกต่างกันตาม
ประเภทวิชา อาจแยกได้เป็น ๒ ประเภท คือ วิชาประเภทช้ีแจงข้อเท็จจริง เช่น
ภมู ศิ าสตร์ และประวตั ิศาสตร์ เปน็ ต้น การสอนวิชาประเภทน้ี หลกั สาคัญอยูท่ ี่ทาใหเ้ กิด
ความเข้าใจในข้อเทจ็ จริง การสอนจึงมุ่งเพียงหาวิธีการใหผ้ ู้เรียนเข้าใจตามทีส่ อนให้เกิด
พาหุสจั จะเป็นใหญ่
ส่วนวิชาอีกประเภทหน่ึง ซึ่งเก่ียวด้วยคุณค่าในทางความประพฤติปฏิบัติ
โดยเฉพาะวิชาศีลธรรมและจริยธรรมท่ัวไป การสอนที่จะได้ผลดี นอกจากให้เกิดความ
เข้าใจแล้วจะต้องให้เกิดความรู้สึกมองเห็นคุณค่าความสาคัญ จนมีความเลื่อมใสศรัทธา
ที่จะนาไปประพฤติปฏิบัติด้วยสาหรับวิชาประเภทนี้ ผลสาเร็จอย่างหลังเป็นส่ิงท่ีสาคัญ
มาก และมกั ทาได้ยากกวา่ ผลสาเร็จอยา่ งแรก เพราะต้องการคุณสมบัตขิ ององค์ประกอบ
ในการสอนทุกส่วน นับแต่คุณสมบัติส่วนตัวของผู้สอนไปทีเดียว ย่ิงในการประดิษฐาน
พระพุทธศาสนาท่ีจะให้คนจานวนมากมายยอมรับด้วยวิธีการแห่งปัญญาด้วยแล้ว ก็ยิ่ง
เป็นเร่ืองสาคัญมาก ฉะน้ัน การบริหารและการพิจารณาหลักการสอนของพระพุทธเจ้า
จงึ จะเริม่ แต่คุณสมบัตขิ องผู้สอนไปเลยทเี ดยี ว
๒.๒ พุทธวิธีกับคณุ สมบตั ผิ สู้ อนสังคมศกึ ษา
เพือสนับสนุนพุทธวิธีกับคุณสมบัติผู้สอนสังคมศึกษา ในทีนี้จักนาเสนอตาม
แนวพุทธคุณ และเห็นควรแยกออกเป็น ๒ ส่วน คือ เป็นคุณสมบัติทีปรากฏออกมา
ภายนอก อนั ได้แก่ บุคลิกภาพอย่างหนึง และคณุ สมบัตภิ ายใน อันได้แก่คณุ ธรรมต่าง ๆ
อย่างหนึง ตามขอ้ ความขยาย ดงั ตอ่ ไปนี้
ก. บุคลิกภาพ ในด้านบุคลิกภาพการสอนสังคมศึกษา จะเห็นว่า พระพุทธเจ้า
ทรงมีพระลักษณะท้ังทางด้านความสง่างามแห่งพระวรกาย พระสุรเสียงทีโน้มนาจิตใจ
~ ๓๓ ~
และพระบุคลิกลักษณะอันควรแก่ศรัทธา ปสาทะ ทุกประการ ดังจะเห็นจากตัวอย่างที
ทราบกนั ทวั ไป และทบี ันทึกไว้ในคัมภรี ต์ า่ ง ๆ เชน่
๑. ทรงมีพระมหาบุรุษลักษณะ ๓๒ ประการ และอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ มี
พระวากายสง่างามอย่างทีมีผู้ชมว่า “พระสมณโคดม มีพระรูปงาม น่าดู น่าเลือมใส มี
พระฉววี รรณผดุ ผ่องยงิ นกั วรรณะและพระสรรี ะดจุ ดังพรหม น่าดนู ่าชมนักหนา”
๒. ทรงมีพระสุรเสียงไพเราะ และตรัสพระวาจาสุภาพ สละสลวย อย่างคาชม
ของจังกีพราหมณ์ทีว่า 4 “พระสมณโคดม มีพระวาจาไพเราะ รู้จักตรัสถ้อยคาได้งดงาม
มีพระวาจาสภุ าพ สละสลวย ไมม่ โี ทษ ยงั ผู้ฟงั ให้เข้าใจเน้ือความได้ชดั แจง้ ”และคาอุทาน
ของพราหมณ์ทีว่า “พระสุรเสียงทีเปล่งก้องจากพระโอษฐ์น้ัน ประกอบด้วยคุณลักษณะ
๘ ประการ คือ แจ่มใส ๑, ชัดเจน ๑, นุ่มนวล ๑, ชวนฟัง ๑, กลมกล่อม ๑, ไม่พร่า ๑,
ซึ้ง ๑, กังวาน ๑,” 5 หรือตามมหาบุรุษลักษณะว่า “มีพระสุรเสียงดุจพรหม ตรัสมี
สาเนยี งใสไพเราะ ดุจนกการเวก” 6
๓. ทรงมพี ระอากัปกิริยามารยาททุกอย่างทงี ดงามน่าเลือมใส เริมแต่คุณสมบัติ
ผดู้ ี และมารยาทอันเป็นทียอมรับของสังคม ตลอดจนพระบุคลิกลักษณะทีเป็นเสน่ห์ทุก
ประการ พร้อมไปด้วยความองอาจ ความสง่างาม ความสงบเยือกเย็น การแสดงธรรม
ของพระองค์ นอกจากแจ่มแจ้งดว้ ยสัจธรรมแล้ว ยงั กอ่ ให้เกิดความรู้สกึ เพรดิ เพลินสขุ ใจ
ชวนให้อยากใกลช้ ิดพระองค์อยู่ไมว่ าย อย่างคาชมของบุคคลตา่ ง ๆ เชน่
“นีท่านปิงคิยานี มองเห็นสารประโยชน์อันใด จึงเลือมใสในพระสมณโคดมถึง
เพียงน้ี”
“ท่านผู้เจริญ เปรียบเสมือนบุรุษผู้อิมในรสอันเลิศแล้ว ย่อมไม่ปรารถนารสอืน
ๆ ทีเลว ฉันใด บุคคลฟังธรรมของพระสมณโคดมพระองค์น้ัน โดยลักษณะใด ๆ จะโดย
สุตตะ โดยเคยยะ โดยไวยากรณ์ หรือโดยอัพภูตธรรมก็ดี ย่อมไม่ปรารถนาวาทะของ
สมณะเป็นอนั มากเหล่าอนื โดยลกั ษณะนั้น ๆ เลย ฉันนั้น
4 ดูรายละเอียดใน, จังกีสูตร, ม.ม. (ไทย) ๑๓/๖๕๐.
5 ดรู ายละเอยี ดใน, จงั กีสูตร, ม.ม. (ไทย) ๑๓/๖๕๐.
6 ดรู ายละเอียดใน, พรหมายสุ ตู ร, ม.ม. (ไทย) ๑๓/๕๘๙; ที.ม. ๑๐/๑๙๘, ๒๑๘.
~ ๓๔ ~
เปรียบเสมือนบุรุษผู้หิวและอ่อนเพลีย มาได้รวงผึ้งก็พึงล้ิมรส ย่อมได้รสแท้สน
ชมุ่ ชนื ฉันใด บุคคลฟงั ธรรมของพระสมณโคดมพระองค์นั้น ย่อมได้รบั ความดใี จ ปราบ
ปลมื้ ใจ ฉันนน้ั
เปรียบเหมือนบุรุษ ไดไ้ ม้จันทน์ เป็นจันทน์เหลอื งหรือจันทน์แดง จะสูดดมกลิน
ตรงทีใด จะเป็นราก ลาต้น หรือยอด ก็ย่อมได้กลินหอมสนิทเป็นกลินแท้ ฉันใด บุคคล
ฟงั ธรรมของท่านพระสมณโคดมพระองค์นน้ั กย็ อ่ มไดป้ ราโมทย์ ไดค้ วามโสมนสั ฉันน้นั
เปรียบเหมือนบุรุษอาพาธ เจ็บปวด เป็นไข้หนัก นายแพทย์ผู้ฉลาดพึงบาบัด
อาพาธเขาได้ฉับไว ฉันใด บุคคลฟังธรรมของท่านพระสมณโคดมพระองค์น้ันแล้ว ความ
โศกเศร้า ปริเวทนาการ ความทุกข์โทมนัสและความคับแค้นใจของเขาย่อมหมดไป ฉัน
น้ัน
เปรียบเสมือน สระน้าใหญ่มีน้าใสเย็นจืดสนิท น่าเจริญใจ มีท่าราบเรียบน่า
รนื รมย์ บุรุษผู้รอ้ นดว้ ยแสงแดดถูกแดดแผดเผา เหน็ดเหนือย หิวกระหาย เดินมาถึงเขา
ลงไปอาบ ดืม ในสระนา้ นน้ั พึงระงับความกระวนกระวาย ความเหนด็ เหนือย และความ
เร่ารอ้ นท้งั ปวงได้ฉันใด บคุ คลฟังธรรมของทา่ นพระโคดมพระองค์นั้นแล้ว ความกระวน
กระวาย ความเหน็ดเหนอื ยและความเร่ารอ้ นของเขาก็ย่อมระงบั ไปไดห้ มดสิ้นฉันน้นั ” 7
“ชนทั้งหลายทีท่านพระโคดม ทรงช้ีแจงให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ
ให้ร่าเริง ด้วยธรรมมีกถาแล้ว เมือลุกไปจากทีนังก็ยังเหลียวหลังกลับมามอง ด้วยไม่
อยากจะละจากไป” 8
ข. คุณธรรม พระพุทธคุณในแง่คุณธรรมมีมาก ไม่อาจแสดงได้ครบทุกนัย จึง
ขอเลอื กแสดงตามแนวพระพทุ ธคณุ ๓ คือ
๑. พระปัญญาคุณ พระปัญญาคุณทีเกียวข้องกับการบริหารและเกียวข้องกับ
งานสอนของพระพุทธองค์ ขอยกมาแสดง ๒ อย่าง คือ ทศพลญาณ และ ปฏิสัมภิทา
ญาณ
๑) ทศพลญาณ คือ พระญาณอันเป็นกาลังของพระตถาคต ทีทาให้พระองค์
สามารถบนั ลือสีหนาท ประกาศพระศาสนาได้มันคง จะแสดงความหมายทีเป็นพทุ ธคุณ
7 ดรู ายละเอยี ดใน, การณปาลสี ตู ร, อง.ฺ ปญจฺ ก. (ไทย) ๓๓/๑๙๔.
8 ดูรายละเอียดใน, พรหมายสุ ูตร, ม.ม. (ไทย) ๑๓/๕๘๙.
~ ๓๕ ~
แท้ กับความหมายทีผู้สอนทัวไปพึงนามาใช้ได้ พึงสรุปเป็นสองส่วน คือ ส่วนทีเป็น ทศ
พลญาณ และความหมายสว่ นทผี สู้ อนทัวไปพอจะปฏิบัตไิ ด้ ดังนี้
๑.๑) ฐานาฐานญาณ ปรีชาหยังรู้ฐานะและอฐานะ คือ รู้กฎธรรมชาติที
เกยี วกับขอบเขต และขีดข้ันของสงิ ท้งั หลายวา่ อะไรเป็นไปได้ อะไรเป็นไปไม่ได้ และแค่
ไหนเพียงไร โดยเฉพาะในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผล และกฎเกณฑ์เกณฑ์ทาง
จริยธรรมเกียวกับสมรรถวสิ ัยของบคุ คลซงึ จะได้รบั ผลกรรมทีดแี ละชัวตา่ ง ๆ กัน 9
โดยสรุป ความหมายสว่ นทผี ู้สอนทวั ไปพอจะนาไปปฏบิ ัตไิ ด้ คือ มีความรู้ความ
เข้าใจในเนื้อหา และขอบเขตของกฎเกณฑ์ และหลักการต่าง ๆ ทีเกียวข้องและทีจะ
นามาใชใ้ นการสอนอยา่ งชัดเจน ตลอดจนรขู้ ีดข้ันความสามารถของบุคคลทีมีพฒั นาการ
อย่ใู นระดบั ต่างๆ
๑.๒) กรรมวิปากญาณ ปรีชาหยังรู้ผลของกรรม สามารถกาหนดแยกการ
ให้ผลอย่างสลับซับซ้อนระหว่างกรรมดีกับกรรมชัวทีสัมพันธ์กับปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ
มองเห็นรายละเอยี ดและความสมั พนั ธภ์ ายใน กระบวรการก่อผลกรรมอย่างชัดเจน
โดยสรุป ความหมายส่วนทีผ้สู อนทวั ไปพอจะนาไปปฏบิ ตั ไิ ด้ คือ มีความรคู้ วาม
เข้าใจในกระบวนพฤตกิ รรมต่าง ๆ ของมนุษยเ์ ป็นอย่างดี
๑.๓) สัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ ปรีชาหยังรู้ข้อปฏิบัติทีจะนาไปส้คู ติท้ังปวง
(คอื สู่สคุ ติและทุคติหรือพ้นจากคติ) หรอื ปรีชาหยงั รูข้ ้อปฏบิ ัติทจี ะนาไปสู่อรรถประโยชน์
ทั้งปวง (จะเป็นทิฏฐธัมมิกกัตตถะ หรือสัมปรายิกัตถะ หรือปรมัตถะก็ตาม) รู้ว่าเมือ
ตอ้ งการเขา้ ส่จู ุดหมายใด จะตอ้ งทาอยา่ งไรบา้ ง มรี ายละเอยี ดวิธีปฏิบัติอย่างไร
โดยสรุป ความหมายส่วนทีผู้สอนทัวไปพอจะนาไปปฏิบัติได้ คือ รู้วิธีการและ
กลวิธปี ฏิบตั ติ า่ ง ๆ ทีจะนาเข้าสเู่ ป้าหมายทตี อ้ งการ
๑.๔) นานาธาตุญาณ ปรีชาหยังรู้สภาวะของโลกอันประกอบด้วยธาตุต่าง ๆ
เป็นอเนก รู้สภาวะของธรรมชาติท้ังฝ่ายอุปาทินนกสังขาร เช่น ในเรืองชีวิต ก็ทราบ
องค์ประกอบต่าง ๆ สภาวะขององค์ประกอบเหล่าน้ัน พร้อมท้ังหน้าทีของมัน เช่น การ
9 ดรู ายละเอียดใน, ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๑๖๖; องฺ.ทสก. ๒๔/๒๑; ดูรายละเอยี ดใน, อภิ.วิ.
(ไทย) ๓๕/๘๓๙-๘๔๘; ดูรายละเอยี ดใน, วภิ งฺค.อ. (ไทย) ๕๒๐,๕๕๐-๖๐๗.
~ ๓๖ ~
ปฏิบัติหน้าทีของขันธ์ อายตนะและธาตุต่าง ๆ ในกระบวรการรับรู้ เป็นต้น และรู้เหตุ
แหง่ ความแตกตา่ งกันของสิงทัง้ หลายเหลา่ น้ัน
โดยสรุป ความหมายส่วนทีผู้สอนทัวไปพอจะนาไปปฏิบัติได้ คือ มีความรู้ใน
วิชาสรีรวิทยา และจิตวิทยา อย่างน้อยให้ทราบองค์ประกอบต่าง ๆ และการปฏิบัติ
หน้าทีขององค์ประกอบเหล่าน้ัน ในกระบวนการเรียนรู้ของบุคคลและถ้าเป็นไปได้ควรมี
ความรู้ทัวไปอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในด้านทางวิทยาศาสตร์เพือรู้จักสภาวะของสิง
ทง้ั หลาย และมีทัศนคติทถี ูกต้องตอ่ สิงเหลา่ น้นั อันจะเปน็ เครอื งเพมิ พนู ประสิทธิภาพใน
การสอนให้ได้ผลดียงิ ขน้ึ
๑.๕) นานาธมิ ตุ ติกญาณ ปรีชาหยงั รอู้ ธิมตุ ิ (คือรู้อธั ยาศัย ความโน้มเอยี ง แนว
ความสนใจจากอปุ นิสัยภายใน ฯลฯ) ของสัตวท์ ง้ั หลาย ทเี ปน็ ไปตา่ ง ๆ กนั
โดยสรุป ความหมายส่วนทีผู้สอนทัวไปพอจะนาไปปฏิบัติได้ คือ รู้ความ
แตกต่างระหว่างบุคคลในด้านความโน้มเอียง แนวความสนใจ และความถนัดโดย
ธรรมชาติ
๑.๖) อินทรยิ ปโรปรยิ ัตตญาณ ปรชี าหยงั รูค้ วามยิงและหยอ่ นแห่งอนิ ทรียข์ อง
สัตวท์ ง้ั หมาย รูว้ า่ สตั ว์นัน้ ๆ มีแนวความคิด ความรู้ ความเขา้ ใจ แค่ไหนเพยี งใด มี
กเิ ลสมาก กิเลสน้อย มอี ินทรียอ์ อ่ นหรือแก่กล้า สอนงา่ ยหรอื สอนยาก มคี วามพร้อมที
จะเข้าสกู่ ารตรสั รูห้ รือไม่
โดยสรุป ความหมายส่วนทีผู้สอนทัวไปพอจะนาไปปฏิบัติได้ คือ รู้ความ
แตกต่างระหว่างบุคคลในดา้ นระดับสตปิ ญั ญา ความสามารถ พฒั นาการด้านตา่ ง ๆ และ
ความพร้อมทจี ะเรยี นรู้
๑.๗) ญานาทิสังกิเลสาทิญาณ ปรีชาหยังรู้เหตุทีจะทาให้ฌานวิโมกข์ และ
ญาณสมาบัติเสือมหรอื เจรญิ คลอ่ งแคลว่ จดั เจนหรอื กา้ วหน้ายิงข้นึ ไป
โดยสรุป ความหมายส่วนทีผู้สอนทัวไปพอจะนาไปปฏิบัติได้ คือ รู้ปัจจัยต่าง ๆ
ทีเป็นอุปสรรคถ่วง หรือส่งเสริมเพิมพูนผลสาเร็จของการเรียนรู้และการฝึกอบรมใน
ระดับต่าง ๆ กับรู้จักใช้เทคนิคต่าง ๆ เข้าแก้ไขหรือส่งเสริม นาการเรียนรู้และการ
ฝึกอบรมให้ดาเนนิ กา้ วหนา้ ไปด้วยดี
๑.๘) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ปรีชาหยังรู้การระลึกชาติภพในหนหลังของ
สรรพสตั วท์ ้ังหลายทีผา่ น ๆ มาจากอดีตชาตไิ ด้
~ ๓๗ ~
โดยสรุป ความหมายส่วนทผี ู้สอนทัวไปพอจะนาไปปฏิบตั ิได้ คือ รู้ประวัตพิ ื้นเพ
เดมิ และประสบการณใ์ นอดีตของผ้เู รียน
๑.๙) จุตูปปาตญาณ ปรีชาหยังรู้การจุติและอุบัติของสรรพสัตว์ท้ังหลายอัน
เป็นไปตามกรรม
โดยสรุป ความหมายส่วนทีผู้สอนทัวไปพอจะนาไปปฏิบัติได้ คือ พิจารณา
สังเกตดูผู้เรียนในขณะทีเขามีบทบาทอยู่ในชีวิตจริงภายในกลุ่มชนหรือสังคม สามารถ
รู้เท่าทัน และเข้าใจพฤติกรรมต่างๆ ทีเขาแสดงออกในขณะน้ัน ๆ ว่าเป็นผู้มีปัญหา
หรอื ไม่อยา่ งไร มองเหน็ สาเหตุแหง่ ปัญหานน้ั และพรอ้ มทีจะเขา้ ช่วยเหลือแกไ้ ขไดท้ นั ที
๑.๑๐) อาสวกั ขยญาณ ปรีชาหยังรูค้ วามสน้ิ ไปแหง่ อาสวะทั้งหลาย
โดยสรุป ความหมายส่วนท่ีผู้สอนท่ัวไปพอจะนาไปปฏิบัติได้ คือ รู้ชัด เข้าใจ
แจ่มแจ้ง และแน่ใจว่า ผลสัมฤทธิ์ที่เป็นจุดหมายน้ันคืออะไร เป็นอย่างไร และตนเอง
สามารถกระทาผลสัมฤทธนิ์ น้ั ใหเ้ กิดขนึ้ ได้จริงดว้ ย
๒) ปฏิสัมภิทาญาณ คือ ปัญญาแตกฉานในด้านต่าง ๆ ซ่ึงมีทั่วไปแก่พระ
มหาสาวกท้งั หลายดว้ ย ดงั นี้
๒.๑) อรรถปฏิสัมภิทา ความเข้าใจแจ่มแจ้งในความหมายของถ้อยคาหรือข้อ
ธรรมต่าง ๆ สามารถอธิบายแยกแยะออกไปได้โดยพิสดาร แม้นได้เห็นเหตุใด ๆ ก็
สามารถคิดเช่ือมโยงแยกแยะกระจายความคิดออกไปล่วงรู้ถึงผลต่าง ๆ ท่ีจะเกิดขึ้นได้
แปลสัน้ ๆ ว่า ปัญญาแตกฉานในอรรถ
๒.๒) ธรรมปฏิสัมภิทา ความเข้าใจแจ่มแจ้งในถ้อยคาหรือข้อธรรมต่าง ๆ
สามารถจับใจความ คาอธิบายโดยพิสดาร มาตั้งเป็นกระทู้หรือหัวข้อได้ เม่ือมองเห็น
ผลต่าง ๆ ที่ปรากฏก็สามารถสืบสาวกลับไปหาเหตุได้แปลส้ัน ๆ ว่า ปัญญาแตกฉานใน
ธรรม
๒.๓) นิรุตติปฏิสัมภิทา ความรู้แตกฉานในภาษา รู้ภาษาต่าง ๆ และรู้จักใช้
ถ้อยคาช้ีแจงแสดงอรรถและธรรมให้คนอ่ืนเข้าใจและเห็นตามได้ แปลสั้น ๆ ว่า ปัญญา
แตกฉานในนริ ุกติ
๒.๔) ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ความไม่มีไหวพริบ สามารถเข้าใจคิดเหตุผลได้
เหมาะสมทันการ และมีความรู้ความเข้าใจชัดในความรู้ต่าง ๆ ว่ามีแหล่งที่มา มี
~ ๓๘ ~
ประโยชน์อย่างไร สามรถเช่ือมโยงความรู้ทง้ั หลายเข้าด้วยกัน สร้างความคิดและเหตุผล
ขึ้นใหมไ่ ด้ แปลส้นั ๆ วา่ ปัญญาแตกฉานในปฏภิ าณ
๒. พระวิสุทธิคุณ ความบริสุทธิ์เป็นพระคุณสาคัญยิ่งเช่นกันท่ีจะทาให้
ประชาชนเช่ือถือและเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ความบริสุทธ์ิน้ีอาจมองได้จากลักษณะ
ต่าง ๆ ดงั น้ี
ก. พระองค์เอง เป็นผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นจากอาสวะกิเลสท้ังปวง ไม่กระทาความ
ชว่ั ทั้งทางกาย ทางวาขา และทางใจ ไมม่ เี หตุที่ใครจะยกข้นึ ตาหนไิ ด้
ข. ทรงทาได้อย่างที่สอน คือ สอนอย่างไร พระองค์เองก็ทรงประพฤติปฏิบัติ
อย่างน้ันด้วย อย่างพุทธพจน์ท่ีว่า ตถาคตพูดอย่างใดทาอย่างน้ัน จึงเป็นตัวอย่างที่ดี
และใหป้ ระชาชนเกิดความเชอื่ ม่นั ในคณุ คา่ ของคาสอนได้
ค. ทรงมีความบริสุทธิ์พระทยั ในการสอน ทรงสอนผู้อืน่ ด้วยมงุ่ หวังประโยชนแ์ ก่
เขาอย่างเดียว ไม่มีพระทัยเคลือบแฝงด้วยความหวังผลประโยชน์ส่วนตน หรืออามิส
ตอบแทนใด ๆ
พระวิสุทธิคุณเหล่าน้ี จะเห็นได้จากคาสรรเสริญของบุคคลต่าง ๆ ในสมัย
พุทธกาล เช่น
“ดูกรนาคิตะ ขออย่าให้เราต้องข้องเกี่ยวกับยศเลย และขออย่าให้ยศมา
เกี่ยวกับเราด้วย บุคคลผู้ใดไม่ได้โดยง่ายซ่ึงความสุขอันเกิดจากเนกขัมมะ ความสุขอัน
เกิดจากวิเวก ความสุขอันเกิดจากความสงบ ความสุขอันเกิดจากความตรัสรู้ เหมือน
อย่างท่ีเราได้บุคคลนั้นจึงจะยินดีความสุขแบบอาจม ความสุขท่ีเกิดจากการหลับและ
ความสุขทีเ่ กิดจากลาภสกั การะสรรเสรญิ ”10 จากคากลา่ วของพระสารีบตุ รว่า
“ทา่ นท้งั หลาย พระตถาคตมกี ายสมาจาร วจสี มาจาร มโนสมาจารบริสุทธ์ิ พระ
ตถาคตมิได้มีความประพฤติช่ัวทางกาย ทางวาจา ทางใจ ท่ีพระองค์จะต้องปกปิดรักษา
ไว้ โดยต้ังพระทัยว่า ขอคนอ่ืน ๆ อย่าได้รู้ถึงความประพฤติชั่วทางกาย ทางวาจา ทางใจ
ของเราเลย” 11
10 ดูรายละเอียดใน, นาคิตสูตร, อง.ฺ ฉกฺก. (ไทย) ๒๒/๓๑๓.
11 ดรู ายละเอยี ดใน, สงั คตี สิ ตู ร, ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๒๒๘.
~ ๓๙ ~
“ดูกรโมคคัลลานะ เราเป็นผู้มีศีลบริสุทธ์ิ จึงปฏิญญาณได้ว่าเป็นผู้บริสุทธ์ิ ศีล
ของเราบริสทุ ธ์ิ ผ่องแผ้ว ไม่เศร้าหมอง บรรดาสาวกไม่ต้องคอยรักษาเราโดยศีล และเรา
ก็ไม่ต้องคิดหวังให้สาวกช่วยรักษาเราโดยศีล เรามีอาชีวะบริสุทธ์ิ มีธรรมเทศนาบริสุทธ์ิ
มีไวยากรณ์บริสุทธิ์ มีญาณทัศนะบริสุทธ์ิ ไม่ต้องคิดหวังให้สาวกช่วยรักษา (คือช่วย
ระมัดระวงั ปกปิดความเสยี หายในเร่ืองเหล่านั้น)” 12
พวกภิกษุทั้งหลายเคยแสดงความรู้สึกของตนต่อพระผู้มีพระภาคในเร่ืองการ
ทรงสั่งสอนธรรมว่า
“ข้าแตพ่ ระองคผ์ ู้เจรญิ พวกข้าพระองค์ไม่มคี วามดาริในพระผู้มีพระภาคเลยว่า
พระสมณโคดมทรงแสดงธรรมเพราะเหตุ (ปรารถนา) จีวร บิณฑบาต เสนาสนะหรือ
เพราะเหตหุ วงั สขุ ในการได้เป้นอย่างนั้นอยา่ งน้ี”
“พวกข้าพระองค์มีความดาริในพระผูม้ ีพระภาคอย่างน้วี ่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ผ้ทู รงอนเุ คราะห์ ทรงปรารถนาประโยชนเ์ ก้อื กูล อาศยั ความกรุณา จึงทรงแสดงธรรม”
พระผู้มีพระภาคเจา้ จึงตรสั วา่
“ภิกษุท้ังหลาย เพราะการที่เธอท้ังหลายมคี วามดาริตอ่ เราอย่างน้ี ฉะนัน้ ธรรม
เหล่าใดที่เราแสดงแล้วแก่เธอทั้งหลาย เพ่ือความรู้ยิ่ง เธอท้ังปวงพึงพร้อมเพรียงกัน
บันเทิงใจ ไมว่ ิวาท ศกึ ษาอยูใ่ นธรรมเหลา่ นน้ั เถิด” 13
ในอุทมุ พรกิ สูตร พระพทุ ธเจ้าตรสั วา่
“พระผู้พระภาคเจ้านั้น เป็นพุทธะ (คือตรัสรู้แล้ว) เองแล้ว จึงทรงแสดงธรรม
เพอ่ื ความตรัสรู้ พระองค์เป็นผู้ฝึกเองแล้ว จึงทรงแสดงธรรมเพ่อื ความฝกึ พระองค์เป็นผู้
สงบระงับแล้ว จึงทรงแสดงธรรมเพื่อความสงบ พระองค์เป็นผู้ข้ามพ้นไปได้แล้ว จึงทรง
แสดงธรรมเพ่ือความขา้ มพ้น ทรงเปน็ ผดู้ ับเยน็ แล้ว จึงทรงแสดงธรรมเพื่อความดบั เย็น”
“เรากลา่ วดังน้วี ่า บรุ ุษผู้เปน็ วิญญูชน ไม่โออ้ วด ไม่มีมารยา เป็นคนตรง จงมา
เถิด เราจะสัง่ สอน เราจะแสดงธรรม เขาปฏิบัตอิ ย่างทไ่ี ด้รบั คาส่ังสอนแล้ว จักกระทาให้
สาเร็จซ่ึงประโยชน์อันยอดเย่ียม อันเป็นที่ปรารถนาของกุลบุตรผู้ออกบวช อันเป็น
จุดหมายแห่งพรหมจรรย์ได้ด้วยปัญญาอันย่ิงด้วยตนเอง ในปัจจุบันชาติน้ีเอง โดยใช้
12 ดูรายละเอยี ดใน, กกธุ สตู ร, องฺ. ปญจฺ ก. (ไทย) ๒๒/๑๐๐.
13 ดูรายละเอยี ดใน, ม.อ.ุ (ไทย) ๑๔/๔๒-๔๔.
~ ๔๐ ~
เวลา ๗ ปี ๖ ปี ๕ ปี ๔ ปี ๓ ปี ๒ ปี ปเี ดยี ว ๗ เดือน ๖ เดือน ๕ เดือน ๔-๓-๒-๑ เดอื น
กึ่งเดือน ๗ วนั เท่านั้น
“บางทีท่านอาจคิดว่า พระสมณโคดม ตรัสอย่างน้ี เพราะใคร่ได้ศิษย์ ข้อน้ัน
ท่านไมพ่ ึงเหน็ อย่างน้นั อาจารย์ผู้ใดของท่านเปน็ อย่างน้ี ขอใหผ้ ู้น้ันแหละคงเป็นอาจารย์
ของท่าน.... เรากล่าวอย่างนี้ เพราะใครได้ศิษย์ก็หาไม่ ตอ้ งการให้ท่านถอนตัวจากอุเทศ
ของตนก็หาไม่ ต้องการให้ท่านถอนตัวจากอาชีวะของท่านก็หาไม่ ตอ้ งการใหท้ ่านเขา้ ไป
ติดอยู่ในธรรมที่จัดว่าเป็นอกุศลตามลัทธิฝ่ายอาจารย์ของตนก็หาไม่ ต้องการให้ท่าน
เคล่ือนคลาดไปจากธรรมท่จี ัดว่าเปน็ กศุ ลตามลัทธฝิ า่ ยอาจารย์ของตนกห็ าไม่”
“หากแต่ว่า อกุศลธรรมท่ีทาให้เกิดความเศร้าหมองที่สร้างชาติสร้างภพ มีแต่
ความเร่าร้อนกระวนกระวาย ซ่ึงท่านยังละไม่ได้น้ันมีอยู่ เราแสดงธรรมก็เพื่อให้กาจัด
อกุศลเหล่าน้ีได้ เม่ือท่านปฏิบัติตามส่ิงที่เป็นเหตุก่อความเส่ือมเสียท้ังหลาย ก็จะถูก
กาจัดหมดไป และสิง่ ที่เสรมิ สร้างความถกู ต้องผ่องแผว้ กจ็ ะพฒั นายิ่ง ๆ ขนึ้ ท่านก็จักได้รู้
ยิ่งเห็นจริง ได้บรรลุความบริสุทธิ์แห่งปัญญา และความไพบูลย์ด้วยตนเอง เสียแต่ใน
ปัจจบุ นั ทีเดยี ว” 14
เมือครั้งท่านสีหะ เสนาบดแี ห่งแคว้นเวสาลี ผู้เป็นศษิ ย์นิครนถ์นาฏบุตร มาเฝ้า
ทูลถามปัญหาพระพุทธเจ้า และบังเกิดความเลื่อมใส กล่าวคาปฏิญาณตนเป็นอุบาสก
พระพทุ ธเจา้ ได้ตรัสเตอื นว่า
“ท่านจงใคร่ครวญให้ดีเสียก่อน การใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงทา เป็นความดี
สาหรบั คนผมู้ ีชื่อเสยี งอยา่ งท่าน”
ครั้นท่านเสนาบดียืนยันว่า เขาเล่ือมใสขอเป็นอุบาสกแน่นอนแล้ว พระองค์ได้
ตรสั อีกว่า
“ท่านสีหะ ตระกูลของท่านเป็นเสมือนบ่อน้าของนิครนถ์ทั้งหลายมาช้านาน
(ตอ่ ไปนี้) เมอื นคิ รนถม์ าหาทา่ นกพ็ ึงใส่ใจในเรื่องทจ่ี ะถวายบิณฑบาตด้วย” 15
อกี แหง่ หน่งึ วา่
14 ดรู ายละเอยี ดใน, ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๓๐-๓๑.
15 ดูรายละเอยี ดใน, วินย. (ไทย) ๕/๗๘; องฺ.อฏฐฺ ก. (ไทย) ๒๓/๑๐๒.