~ ๔๑ ~
“ภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าบุคคลเหล่าอ่ืนจะด่าคาบริภาษ โกรธเบียดเบียน กระทบ
กระเทียบตถาคตในการประกาศจตุราริยสัจนั้น ตถาคตก็ไม่มีความอาฆาต ไม่มีความ
โทมนัส ไม่มีจิตยินร้าย, ถ้าว่าชนเหล่าอ่ืนจะสักการะเคารพ นับถือบูชาตถาคต ในการ
ประกาศจตุราริยสจั นั้น ตถาคตก็ไมด่ ีใจ ไม่เกิดโสมนัส ไม่มใี จเยอ่ หยิ่งในสักการะเป็นต้น
เหลา่ นนัน้ ” 16
นอกจากทรงพระคุณน้ีเองแล้ว ยังสอนสอนภิกษสุ าวกไว้ด้วยว่า
“ภิกษุท้ังหลาย ธรรมเทศนาของภิกษุเช่นไร ไม่บริสุทธ์ิ ธรรมเทศนาของภิกษุ
เชน่ ไร บริสทุ ธิ์”
“ภิกษุรูปใดมีความคิดว่า ขอให้ท่านทั้งหลายฟังธรรมของเรา ครั้นฟังแล้วพึง
เลือมใสธรรม ขอให้คนท้ังหลายทีเลือมใสแล้ว แสดงอาการของผู้เลือมใสแก่เรา ธรรม
เทศนาของภกิ ษเุ ช่นน้ี ไมบ่ ริสุทธิ์”
“ภิกษุรูปใด มีความคิดว่า พระธรรมน้ีเป็นของตรัสไว้ดีแล้ว เป็นสันทิฏฐิกะ
เป็นอกาลิกะ เป็นโอปนยิกะ วิญญูชนพึงรู้ประจักษ์จาเพาะตน ขอให้ชนท้ังหลายฟัง
ธรรมของเรา ครั้นฟังแล้วขอใหเ้ ขาเข้าใจธรรม คร้ันเขา้ ใจชดั แลว้ ขอใหป้ ฏบิ ตั ใิ ห้ไดอ้ ยา่ ง
นัน้ ดังน้ี แล้วแสดงธรรมแก่คนอืน โดยเหตุทีธรรมน้ันเป็นของดีของถูกต้อง โดยเหตุทีมี
ความการุณย์ โดยเหตุทีมีความเอเอ็นดู แสดงด้วยอาศัยความอนุเคราะห์ธรรมเทศนา
ของภกิ ษุทัง้ หลายเชน่ นี้ ชอื วา่ บริสุทธ์ิ” 17
๓. พระกรุณาคุณ อาศัยพระมหากรุณาธิคุณ พระพุทธเจ้าจึงได้เสด็จออก
ประกาศพระศาสนา โปรดสรรพสัตว์ ทาให้พระคุณ ๒ อย่างแรก คือ พระปัญญาคุณ
และ พระวิสุทธิคุณ เป็นทีปรากฏ และเป็นประโยชน์แก่ชาวโลกอย่างแท้จริง เสด็จไป
ช่วยเหลอื แนะนาสงั สอนมนษุ ย์ท้งั ทีเปน็ กล่มุ ชนและทีเปน็ รายบุคคล โดยไม่เห็นแก่ความ
เหนือยยากลาบากของพระองค์เอง พระมหากรณุ าธิคุณเหล่านี้ พึงเหน็ ตามคาสรรเสริญ
และคณุ ธรรมอนื ๆ ทีแสดงออก เช่น
“พระสมณโคดม ไม่ทรงดาริเพือเบียดเบียนพระองค์เอง ไม่ทรงดาริเพือ
เบียดเบียนผู้อืน ไม่ทรงดาริเพือเบียดเบียนทั้งสองฝ่าย ทรงดารแิ ต่สงิ ทีเป็นประโยชน์แก่
16 ดูรายละเอยี ดใน, ม.มู. (ไทย) ๑๒/๒๘๖.
17 ดรู ายละเอยี ดใน, ส.นิ. (ไทย) ๑๖/๔๗๒-๓.
~ ๔๒ ~
พระองค์ สิงทีเป็นประโยชน์แก่ผู้อืน สิงทีเป็นประโยชน์ท้ังสองฝ่าย และสิงทีเป็น
ประโยชนแ์ กช่ าวโลกท้ังปวง” 18
“พึงทราบการวางสติ ๓ ประการ ทีพระอริยเจ้าปฏิบัติ ซึงเมือปฏิบัติแล้ว จึง
ควรเป็นศาสดาสงั สอนหมชู่ น...
๑. ภิกษุท้ังหลาย ศาสดาเป็นผู้อนุเคราะห์ แสวงประโยชน์เก้ือกูล อาศัยเมตตา
จึงแสดงธรรมแก่สาวกท้ังหลายว่า สิงนี้จะให้ประโยชน์เกื้อกูลแก่พวกเธอ สิงนี้จะให้
ความสุขแก่พวกเธอ แตเ่ หล่าสาวกของพระศาสดาน้ัน ย่อมไม่ต้งั ใจฟัง ไม่เงียโสตลงสดับ
ไม่ตั้งจิตรับรู้ และประพฤติหลีกเลียงคาสอนของศาสดา ในกรณีน้ัน ตถาคตได้มีความ
ยินดีก็หาไม่ จะได้บังเกิดความพึงพอใจก็หาไม่ ท้ังจะได้ขัดเคืองขุ่นมัวก็หาไม่ ย่อมมี
สตสิ ัมปชญั ญะดารงอย่.ู ..
๒. อีกประการหนึง เหล่าสาวกของพระศาสดานั้น บางพวกก็ไม่ได้ตัง้ ใจฟงั บาง
พวกย่อมตั้งใจฟัง เงียโสตลงสดับ ต้ังจิตรับรู้ ไม่ประพฤติเคลือนคลาดจากคาสอนของ
ศาสดา ในกรณีน้ัน ตถาคตจะได้มีความยินดีก็หาไม่ จะได้บังเกิดความพึงพอใจก็หาไม่
จะได้มีความไม่พอใจก็หาไม่ จะได้บังเกิดความไม่พอใจก็หาไม่ ตัดได้ทั้งความพอใจและ
ความไมพ่ อใจทัง้ สองอยา่ ง เปน็ ผูอ้ เุ บกขา คงมีสติสมั ปชญั ญะอยู่...
๓. อีกประการหนึง เหล่าสาวกของพระศาสดาน้ันท้ังหมด ยอ่ มตั้งใจฟัง เงียโสต
ลงสดับ ต้ังจิตรับรู้ ไม่ประพฤติเคลือนคลาดจากคาสอนของศาสดา ในกรณีน้ัน ตถาคต
ยอ่ มเป็นผู้ชนื ชม บังเกดิ ความพึงพอใจ แต่ก็หากระหยิมเหิมใจไม่ ยังคงมีสติสัมปชัญญะ
ดารงอยู่” 19
จากข้อความตอนน้ี พึงสังเกตด้วยว่า ความกรุณาทีแสดงออกอย่างได้ผลดีน้ัน
ต้องอาศัยมีอุเบกขา และมีสติสัมปชัญญะเข้าประกอบด้วย ในกรณีต่าง ๆ และในกรณี
น้ัน ๆ จะต้องเข้าใจความหมายของอุเบกขาให้ถูกต้องด้วย นอกจากนี้ ความกรุณาที
แสดงออกในทางการอบรมสังสอน ย่อมเป็นส่วนประกอบสาคัญให้เกิดคุณลักษณะของ
ผูส้ อนอยา่ งทเี รยี กว่า องคค์ ณุ ของกลั ยาณมติ ร ซงึ มี ๗ ประการ ดงั ตอ่ ไปนี้
๑. ปโิ ย – น่ารกั ในฐานะเป็นทีวางใจและสนทิ สนม
18 ดรู ายละเอียดใน, พรหมายุสตู ร, ม.ม. (ไทย) ๑๓/๕๘๙.
19 ดรู ายละเอียดใน, สฬายตนวภิ ังคสูตร, ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๖๓๖.
~ ๔๓ ~
๒. ครุ – น่าเคารพหนักแน่น ในฐานะให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นใจ เป็นทีพึงได้
และปลอดภยั
๓. ภาวนโี ย – น่ายกย่อง ในฐานะทรงคุณคอื ความรแู้ ละภูมิปญั ญาแทจ้ ริง
๔. วตฺตา –รู้จักพูด คอยใหค้ าแนะนาวา่ กลา่ วตักเตือน เป็นทีปรกึ ษาทีดี
๕. วจนกฺขโม – อดทนต่อถ้อยคา พร้อมทีจะรับฟังคาซักถามต่าง ๆ อยู่เสมอ
และสามารถรบั ได้ดว้ ยความอดทนไมเ่ บอื
๖. คมฺภรี ญจฺ กถ กตฺตา – กล่าวชแ้ี จงแถลงเรืองตา่ ง ๆ ทลี ึกซง้ึ ได้
๗. โน จฏฺฐาเน นโิ ยชเย – ไม่ชักจงู ไปในทางทเี สือมเสีย 20
พึงสังเกตไว้ ณ ทีน้ีด้วยว่า พระพุทธศาสนาถือว่า ความสัมพันธ์ของผู้สอนทีมี
ต่อผู้เรียนน้ัน อยู่ในฐานะเป็นกัลยาณมิตร คือ เป็นผู้ช่วยเหลือแนะนาผู้เรียนให้ดาเนิน
กา้ วหนา้ ไปในมรรคแห่งการฝกึ อบรม 21
พระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า ทีพระองค์ทรงอนุเคราะห์ชาวโลกนั้น
แสดงออกในพุทธกิจประจาวันหรือกิจประจาวันของพระองค์ ซึงเห็นได้ชัดว่า วันเวลาที
ผ่านไปแต่ละวันนน้ั เป็นไปเพอื ประโยชน์ของคนอนื ๆ ทั้งน้ัน และให้เห็นการรจู้ ักทางาน
เปน็ เวลาของพระมหาบุรษุ พทุ ธกจิ ประจาวันนั้น แบง่ ออกเปน็ ๕ ดังน้ี
๑. ปุเรภัตตกจิ พุทธกิจภาคเช้าหรอื ภาคก่อนอาหาร ได้แก่ ทรงตืนพระบรรทม
แต่เช้า เสด็จออกบิณฑบาต เสวยแล้ว ทรงแสดงธรรมโปรดประชาชนในทีนั้น ๆ เสด็จ
กลับพระวหิ าร รอให้พระสงฆ์ฉนั เสรจ็ แลว้ เสดจ็ เข้าพระคนั ธกฎุ ี
๒. ปัจฉาภัตตกิจ พุทธกิจภาคบ่ายหรือหลังอาหาร ระยะที ๑ เสด็จออกจาก
พระคันธกุฎี ทรงโอวาทภิกษุสงฆ์ เสร็จแล้วพระสงฆ์แยกย้ายกันไปปฏิบัติธรรมในทีต่าง
ๆ พระองค์เสด็จเข้าพระคนั ธกฎุ ี อาจทรงบรรทมเล็กน้อยแลว้ ถึงระยะที ๒ ทรงพจิ ารณา
ตรวจดูความเป็นไปของชาวโลก ระยะที ๓ ประชาชนในถินน้ันมาประชุมในธรรมสภา
ทรงแสดงธรรมโปรด
20 ดูรายละเอียดใน, สขสตู ร, องฺ.สตตฺ ก. (ไทย) ๒๓/๓๔.
21 ดูรายละเอยี ดใน, สขสตู ร, องฺ.สตตฺ ก. (ไทย) (ข.ุ ธ. (ไทย) ๒๕/๓๐) และเรืองทีทรงชีแ้ จง
แกพ่ รามหณ์วา่ พระองค์เปน็ เพยี งผูช้ ีท้ างใน ม.อ.ุ (ไทย) ๑๔/๑๐๑ ด้วย. องคค์ ุณท้ัง ๗ นี้ เปน็
คณุ ลกั ษณะทผี สู้ อนหรอื ครผู ู้มคี วามกรุณาโดยทวั ไปจะมไี ด้ ไม่จากัดเฉพาะพระพุทธเจา้ เท่านั้น
~ ๔๔ ~
๓. ปุริมยาม พุทธกิจยามที ๑ (ของราตรี) หลังพุทธกิจภาคกลางวันแล้ว อาจ
ทรงสนานแล้วปลีกพระองค์อยู่เงียบ ๆ พักหนึง จากน้ันพระภิกษุสงฆ์มาเฝ้า ทูลถาม
ปัญหาบ้าง ขอกรรมฐานบ้าง ขอให้ทรงแสดงธรรมบ้าง ทรงใช้เวลาตลอดยามแรกน้ี
สนองความประสงค์ของพระสงฆ์
๔. มัชฌิมายาม พุทธกิจในมัชฌิมยาม เมือพระสงฆ์แยกย้ายไปแล้ว ทรงใช้
เวลาทีสองตอบปัญหาพวกเทพทั้งหลายทีมาเฝ้า
๕. ปัจฉิมยาม พุทธกิจในปัจฉิมยาม ทรงแบ่งเป็น ๓ ระยะ ระยะแรก เสด็จ
ดาเนินจงกรมเพือให้พระวรกายได้ผ่อนคลาย ระยะที ๒ เสด็จเข้าพระคันธกุฎี ทรง
บรรทมสีหไสยาสน์ อย่างมีพระสติสัมปชัญญะ ระยะที ๓ เสด็จประทับนังพิจารณา
สอดส่องเลือกสรรว่า ในวันต่อไปมีบุคคลผู้ใดทีควรเสด็จไปโปรดโดยเฉพาะเป็นพิเศษ
เมือทรงกาหนดพระทัยไว้แลว้ กจ็ ะเสด็จไปโปรดในภาคพทุ ธกิจที ๑ คอื ปุเรภตั ตกจิ 22
การทรงให้ความสนพระทัยช่วยเหลือโปรดบุคคลผู้สมควร เป็นส่วนเฉพาะ
บุคคล ๆ เช่นน้ี ผู้ทีได้รับการโปรดอาจเป็นคนช้ันสูง ช้ันตา เป็นเด็ก เป็นผู้ใหญ่ ก็ได้
ท้ังส้ิน เช่น เสด็จไปโปรดสิงคาลมาณพผู้ไหว้ทิศ 23 เสด็จไปโปรดเด็กชายมัฏฐกุณฑลีที
กาลังนอนเจ็บหนัก24 เป็นต้น นอกจากนี้ ยังทรงเอาพระทัยใส่ในความความเป็นอยู่
ทุกข์ สุข ของพระภิกษุสงฆท์ ัวไป เช่น เสด็จไปเยียมภิกษุป่วย25 และพยาบาลภิกษุป่วย
22 ดูรายละเอียดใน, ที.อ. (ไทย) ๑/๖๑: ส.อ. (ไทย) ๑/๒๘๕; ดูรายละเอียดใน, องฺ.อ.
(ไทย) ๑/๖๖; ดูรายละเอียดใน, สุตต.อ. (ไทย) ๑/๑๖๖ ท่านแบ่งพุทธกิจไว้เพียง ๒ อย่างคือ ปุเร
ภตั ตกจิ กบั ปจั ฉาภตั ตกจิ โดยรวมเอาพุทธกจิ ที ๓-๔-๕ เขา้ ไว้ในปจั ฉาภตั ตกิจดว้ ย; ในสวดมนตฉ์ บับ
หลวง ทา่ นแต่งเป็นคาถาไวเ้ พอื จาง่ายวา่ ;-
ปุพพฺ ณเฺ ห ปิณฑฺ ปาตญฺจ สายณฺเห ธมฺมเทสน
ปโทเส ภกิ ขฺ ุโอวาท อฑฒฺ รตเฺ ต เทวปญฺหน
ปจฺจูเสว คเต กาเล ภพฺพาภพฺเพ วิโลกน.
เช้าเสด็จไปบิณฑบาต บ่ายทรงแสดงธรรม คาประทานโอวาทแก่ภิกษุ กลางคืนตอบปัญหาเทวดา
เวลาจวนสวา่ งตรวจดผู ้ทู ีควรและยังไมค่ วรตรสั ร.ู้
23 ดรู ายละเอยี ดใน, สิงคาลสูตร, ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๑๗๒-๒๐๖.
24 ดรู ายละเอยี ดใน, ธมั มปทฏั ฐกถา ภาค ๑.
25 ดรู ายละเอยี ดใน, ส.ข. (ไทย) ๑๗/๒๑๕-๒๑๘; ส.สฬ. (ไทย) ๑๘/๘๘, ๙๐; อง.ฺ ฉกฺก.
(ไทย) ๒๒/๓๒๗.
~ ๔๕ ~
ไข้ทีไม่มีคนพยาบาลด้วยพระองค์เอง26 ความกรุณาเช่นนี้ เป็นเหตุนาความเลือมใส
ศรัทธา เป็นประโยชน์ในการสอน ทรงสอนคนได้โดยไม่ต้องใช้อานาจบังคับ ไม่ต้องใช้
การลงโทษ และทรงได้รับความเคารพบูชาสูงสุดด้วยความจริงใจ ยกตัวอย่างให้เห็นได้
ชัดเจนจากดารัสของพระเจ้าประเสนทิโกศล กษัตริย์แห่งแคว้นโกศล ทีเสด็จมาเฝ้า
แสดงความเลอื มใสศรัทธาอย่างสูงสดุ ในฐานะพระพุทธเจา้ และทลู ไว้ มคี วามตอนหนงึ วา่
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อีกประการหนึง หม่อมฉันเป็นขัตติยราช ได้รับมูลราภิ
เษกแล้ว ย่อมสามารถสังฆ่าคนทีควรฆ่าได้ จะให้ริบคนทีควรริบได้ จะให้เนรเทศคนที
ควรเนรเทศก็ได้ เมือหม่อมฉันนังอยู่ในทีวินิจฉัยความ ก็ยังมีคนพูดสอดข้ึนในระหว่าง
บ้าง...แต่หม่อมฉัน ได้เห็นภิกษุท้ังหลายในธรรมวินัยน้ี ในสมัยใด พระผู้มีพระภาคทรง
แสดงธรรมแก่ทีประชมุ คนหลายรอ้ ยในทีประชุมนั้น สาวกของพระผู้มีพระภาคไม่มเี สียง
ไอเสียงจามเลย...
“หม่อมฉัน เกิดความคิดขึ้นมาว่า น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยมีมาก่อน พระผู้มีพระ
ภาคทรงฝึกอบรมชุมชนได้ดีถงึ เพียงนี้โดยไม่ต้องใชอ้ าญา (อานาจบังคับการลงโทษ) โดย
ไม่ต้องใช้ศาสตรา หม่อมฉันไม่เคยเห็นชุมชนอืนทีฝึกได้ดีอาย่างนี้นอกจากธรรมวินัยนี้
แมข้ อ้ น้ีก็เป็นความเลอื มใสในธรรมในพระผู้มีพระภาคเจ้าของหม่อมฉัน...”
“อีกประการหนงึ ช่างไม้ ๒ คน คนหนึงชืออิสทิ ันตะ คนหนึงชือปุราณะ กินอยู่
ของหม่อมฉัน ใช้ยวนยานของหม่อมฉัน หม่อมฉันให้เครืองเลี้ยงชีพแก่เขา ให้ยศแก่เขา
แตถ่ งึ กระน้ัน เขาจะไดแ้ สดงความเคารพนบนอบในหม่อมฉนั เหมือนในพระผู้มีพระภาค
กห็ าไม่
“เรืองเคยมี คราวเมือหม่อมฉันยกกองทัพออกไป คิดจะทดสอบช่างไม้อิสิทัน
ตะและช่างไม้ปุราณะน้ีดู จึงเข้าพักอยู่ในทีพักอาศัยอันคับแคบแห่งหนึง โอ ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ คราวนั้น นายช่างเหล่านน้ีใช้เวลากล่าวธรรมกนั จนดึก ได้ทราบว่า พระ
ผู้มีพระภาคประทับอยู่ทิศใด เขาก็หันศีรษะไปทางทิศน้ัน นอนเหยียดเท้ามาทางหม่อม
ฉัน
“หม่อมฉันมีความคิดว่า น่าอศั จรรย์แท้ ไม่เคยมีมาก่อนเลย นายชา่ งเหลา่ นี้ กิน
อยู่ของเรา... ถึงกระน้ันเขาจะได้มีความเคารพนบนอบในเรา เหมือนในพระผมู้ ีพระภาค
26 ดรู ายละเอยี ดใน, วนิ ย. (ไทย) ๕/๑๖๖.
~ ๔๖ ~
เจ้าก็หาไม่ คนท้ังสองนี้ คงจะได้รู้สิงทีเป็นคุณความดีวเิ ศษยงิ กว่าเดิมในศาสนาของพระ
ผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์น้ัน เป็นแน่ ก็เป็นความเลือมใสในธรรมในพระผู้มีพระภาค
เจ้าของหมอ่ มฉนั ” 27
ในทีนี้ จะขอสรปุ พระคุณสมบตั ทิ คี วรสงั เกตไว้ ดังน้ี
๑. ทรงสอนสงิ ทีจรงิ และเปน็ ประโยชน์แกผ่ ูฟ้ งั
๒. ทรงรแู้ ละเข้าใจสงิ ทีสอนอยา่ งถอ่ งแทส้ มบูรณ์
๓. ทรงสอนด้วยเมตตา มุ่งประโยชน์แก่ผู้รับคาสอนเป็นทีต้ัง ไม่หวัง
ผลตอบแทน
๔. ทรงทาได้จริงอย่างทีสอน เปน็ ตวั อย่างทีดี
๕. ทรงมีบุคลิกภาพโน้มน้าวจิตใจให้เข้าใกล้ชิดสนิทสนมและพึงพอใจได้
ความสุข
๖. ทรงมหี ลักการสอนและวีการสอนยอดเยียม ดงั หวั ขอ้ ต่อไป
๒.๓ คณุ ลักษณะของผ้ทู ที่ าการสอนสงั คมศึกษา
ผูท้ ีทาการสอนสังคมศึกษาต้องบริหารและจะทาหน้าทีสาเร็จลุล่วงไปด้วยดี ถ้า
มีคณุ ลกั ษณะ ๓ ประการ ดังทพี ระพทุ ธเจา้ ตรสั ไว้ใน ทตุ ยิ ปาปณิกสตู ร 28
๑. จักขุมา หมายถึง มีปัญญามองการณ์ไกล เช่น ถ้าเป็นพ่อค้าหรือนักธุรกิจ
ตอ้ งรู้ว่าสินค้าทีไหนได้ราคาถกู แล้วนาไปขายทีไหนจึงได้ราคาแพง ในสมยั นี้ต้องรู้ว่าหุ้น
จะขึ้นหรือตก ถ้าเป็นนักบริหารทัวไปต้องสามารถวางแผนและฉลาดในการใช้คน
คุณลักษณะข้อแรกน้ีตรงกับภาษาอังกฤษว่า Conceptual Skill คือ ความชานาญใน
การใชค้ วามคดิ
๒. วิธูโร หมายถึง จัดการธุระได้ดี มีความเชียวชาญเฉพาะด้าน เช่น พ่อค้า
เพชรต้องดูออกว่าเป็นเพชรแท้หรือเพชรเทียมแพทย์หัวหน้าคณะผ่าตัดต้องเชียวชาญ
การผ่าตัด คุณลักษณะทีสองนี้ตรงกับคาว่า Technical Skill คือ ความชานาญด้าน
เทคนคิ
27 ดูรายละเอยี ดใน, ธรรมเจตยิ สูตร, ม.ม. (ไทย) ๑๗/๕๖๕, ๕๖๘.
28 ดรู ายละเอยี ดใน, อง. ปญจฺ ก. (ไทย) ๒๒/๕๓, ๕๖
~ ๔๗ ~
๓. นิสสยสัมปันโน หมายถึง พึงพาอาศัยคนอืนได้ เพราะเป็นคนมีมนุษย
สัมพันธ์ดี เช่น พ่อค้าเดินทางไปค้าขายต่างเมืองก็มีเพือนพ่อค้าในเมืองน้ันๆ ให้ทีพัก
อาศัยหรือให้กู้ยืมเงิน เพราะมี เครดิตดี นักบริหารทีดีต้องผูกใจคนไว้ได้ คุณลักษณะที
สามนส้ี าคัญมาก “นกไม่มีขน คนไมม่ ีเพือน ขึ้นสู่ทีสงู ไม่ได้” ข้อนี้ตรงกบั คาวา่ Human
Relation Skill คอื ความชานาญดา้ นมนษุ ยสมั พันธ์
คุณลักษณะทั้งสามประการมีความสาคัญมากน้อยต่างกันนันขึ้นอยู่กับระดั บ
ของนกั บริหาร ถ้าเป็นนกั บรหิ ารระดับสูงทีต้องรับผิดชอบในการวางแผนและควบคุมคน
จานวนมาก คุณลักษณะข้อที ๑ และข้อที ๓ สาคัญมาก สว่ นข้อที ๒ มีความสาคัญน้อย
เพราะเขาสามารถใชผ้ ูใ้ ตบ้ งั คบั บญั ชาทมี ีความชานาญเฉพาะดา้ นได้
สาหรับนักบริหารระดับกลาง คุณลักษณะทั้งสามข้อมคี วามสาคญั พอ ๆกัน นัน
คือ เขาต้องมีความชานาญเฉพาะด้าน และมนุษยสัมพันธ์ทีดีต่อเพือนร่วมงานและ
ผู้ใต้บังคับบัญชา ในขณะเดียวกันเขาต้องมีปัญญาทีมองภาพก้างและไกล เพือเตรียมตัง
สาหรับข้ึนเป็นนักบริหารระดับสูง นักบริหารระดับกลางบางคนไม่ได้เตรียมตัวให้พร้อม
ในด้านสติปัญญา เมือสูงขึ้นก็ถูกผู้ใต้บังคับบัญชานินทาว่า “โง่แล้วยังขยัน” เหมือนกับ
ภาษิตองั กฤษทวี ่า “สญั ชาติลิงยงิ ปีนสูงข้นึ ไปเท่าไร คนก็ร้วู ่าเป็นลิงมากขน้ึ เทา่ นนั้ ”
สาหรับนักบริหารระดับต้นทีต้องลงมือปฏิบัติงานร่วมกับพนักงานหรือ
ผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิดน้ัน คุณลักษณะข้อที ๒ และที ๓ คือ ความชานาญเฉพาะ
ด้าน และมนุษยสัมพันธ์สาคัญมากแต่กระนั้นเขาก็ต้องพัฒนาคุณลักษณะข้อที ๑ คือ
ปญั ญาเอาไว้เพือเตรียมเลอื นระดบั กลางต่อไป
ขงจ้อื เตอื นว่า “อย่าห่วงวา่ ใครไมร่ ูว้ ่าท่านเก่ง หรือมีความสามารถ จงหว่ งแตว่ ่า
สักวันหนึงเมือคนเขายกย่องหรือเลือนตาแหน่งท่าน ท่านมีความเก่งและความสามารถ
สมกับทเี ขายกย่องหรือเลือนตาแหน่งท่านหรือเปลา่
วิธีการบริหาร นอกจากนักบริหารทีดีจะต้องมีคุณลักษณะทั้งสามประการ
ดังกล่าวมาแล้ว สไตล์หรือวิธีการบริหารก็เป็นปัจจัยสาคัญในการสร้างความสาเร็จหรือ
ความล้มเหลวในการบริหาร นักบริหารทีมีคุณลักษณะทั้งสามประการ อาจใช้วิธีการ
~ ๔๘ ~
บริหารงานทีตนเคยชิน วีการบริหารต่าง ๆ พอสรุปได้เป็น ๓ ประการ ตามนัยแห่ง
อธปิ ไตยสตู ร 29 ดังนี้
๑. อัตตาธปิ ไตย หมายถึง การถอื ตนเองเป็นใหญ่
นักบริหารทีเป็นอัตตาธิปไตย ถือตนเองเป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจ เขา
เชือมันตนเองสูงมาก คิดว่าตัวเองฉลาดกว่าใคร จึงไม่รับฟังความคิดเห็นของใคร เขาไม่
อดทนต่อการวพิ ากษ์วิจารณ์ เขานิยมใช้พระเดชมากกว่าพระคณุ เมอื บริหารงานนาน ๆ
ไปจะไม่มีใครกลา้ คดั ค้านหรือทัดทาน ลงท้ายนักบริหารประเภทนมี้ ักเป็นเผดจ็ การ
วิธีการบรหิ ารแบบนท้ี าให้ได้งานแต่เสียคน นันคืองานเสร็จเร็วทันใจนักบริหาร
แต่ไม่ถูกใจคนร่วมงาน เขาผูกใจคนไม่ได้ เขาได้ความสาเร็จของงานแต่เสียเรืองการ
ตรองใจคน
๒. โลกาธปิ ไตย หมายถึง การถอื คนเปน็ ใหญ่
นักบริหารประเภทน้ี มีวิธีการทางานทีตรงกันข้ามกับประเภทแรกนันคือ นัก
บริหารแบบโลกาธิปไตย ไม่มีจุดยืนเป็นของตัวเอง เขาขาดความเชือมันในตนเอง ไม่
สามารถตัดสินใจอะไร ถ้านังเป็นประธานอยู่ในทีประชุมเขาจะฟังทุกฝ่ายก็จริง แต่เมือ
ฝ่ายตา่ ง ๆ พูดขัดแยง้ กนั เขาจะไมต่ ัดสินชี้ขาด แต่เปดิ โอกาสให้ทุกฝ่ายทุ่มเถยี งทะเลาะ
กันเอง ใครเสนอความคิดอะไรมาเขาเห็นคล้อยตามด้วย จนไม่ยอมตัดสินใจเด็ดขาดลง
ไปวา่ ฝ่ายไหนถูกหรือผิด ในทสี ุดลูกน้องต้องวิงเตน้ เขา้ หานกั บริหารประเภทนี้อยูเ่ รือยไป
ผลลงเอยด้วยลูกน้องตีกันเอง เพราะนักบริหารไม่ยอมวินิจฉัยช้ีขาดว่าจะทาตาม
ขอ้ เสนอของใคร
นักบริหารประเภทนี้ได้คนแต่เสียงาน นันคือทุกคนชอบเขา เพราะเขาเป็นคน
อ่อนไม่เคยตาหนิใคร ลูกน้องจะทางานหรือท้ิงงานก็ได้ เขาไม่กล้าลงโทษ เขาสุภาพกับ
ทุกคน แตอ่ งคก์ รว่นุ วายไรร้ ะเบียบและไม่มีผลงาน
๓. ธรรมาธปิ ไตย หมายถงึ การถอื ธรรมหรอื หลกั การเปน็ ใหญ่
นักบริหารประเภทนี้ ยึดเอาความสาเร็จของงานเป็นทีตั้งเพือทางานให้สาเร็จ
เขายนิ ดีรับฟังคาแนะนาจากทุกฝ่าย ซึงรวมทงั้ คนทีไม่ชอบเขาเป็นส่วนตัว เขาแยกเรือง
งานออกจากความขดั แยง้ สว่ นตัว เขายอมโง่เพือศึกษาความรจู้ ากผเู้ ชียวชาญ
29 ดรู ายละเอยี ดใน, ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๒๒๘/๒๓๑ ; ๒๐/๘๙๕/๑๘๗.
~ ๔๙ ~
ดงั ทีสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ตสิ ฺสมหาเถร) นพิ นธ์ไว้วา่
โง่ไมเ่ ปน็ เป็นใหญย่ าก ฝากใหค้ ิด
ทางชวี ติ จะรงุ่ โรจน์ โสตถผิ ล
ตอ้ งรู้โง่ รู้ฉลาด ปราดเปรอื งตน
โง่สบิ หนดกี วา่ เบง่ เกง่ เดยี๋ วเดยี ว
นักบริหารประเภทนี้เดินทางสายกลาง คือใช้ท้ังพระเดชและพระคุณ ใครทาดี
ต้องใหร้ างวลั ใครทาชวั ต้องลงโทษ ดังพระพุทธพจน์ทีวา่
นคิ คฺ ณเห นคิ คฺ หารห การาบคนทีควรการาบ
ปคฺคณเฺ ห ปคคฺ หารห ยกย่องคนทคี วรยอยอ่ ง 30
การบริหารในการสอนสังคมศึกษาเช่นน้ี ทาให้ได้ทั้งคนและงาน นันคือ งาน
สาเร็จเพราะทุกคนมีโอกาสแสดงความสามารถ นักบริหารจะเปิดโอกาสให้คนทีตนไม่
ชอบไดท้ างานด้วย ถ้าเขาคนนั้นมฝี ีมือ ดังกรณีของพระเดชพระคณุ พระธรรมมหาวีรานุ
วัตร * อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง ใช้ทุกฝ่ายทางานให้ท่าน ซึงรวมถึงกลุ่มคนที
วิพากษ์วิจารณ์ท่าน ท่านกล่าวว่า “ใครจะด่าว่าเราบ้างก็ไม่เป็นไร ข้อสาคัญขอให้เขา
ทางานให้เรากแ็ ล้วกนั ”
๒.๔ หลกั ธรรมเพือ่ การบริหารการสอนสงั คมศกึ ษา
วธิ ีบริหารงานในการสอนสังคมศึกษาทีดี คือ ธรรมาธิปไตยทีใช้ท้ังพระเดชและ
พระคุณ ซึงทาให้ได้ท้ังน้าใจคนและผลของงาน นักบริหารแบบธรรมาธิปไตย ยึดธรรม
เป็นหลักในการบรหิ าร เขามีธรรมทีเรียกว่า พละ ๕ ประการ 31 อยูใ่ นใจ คือ
๑) ปญั ญาพละ กาลงั ความรู้หรอื ความลาด
๒) วริ ยิ พละ กาลงั แหง่ ความเพียร
๓) อนวชั พละ กาลงั การงานทีไมม่ ีโทษหรอื ความสุจริต
๔) สังคหพละ กาลงั การสงเคราะห์ หรือมนุษยสมั พนั ธ์
30 ดูรายละเอยี ดใน, ขุ.ชา. (ไทย) ๒๗/๒๔๔๒/๕๓๑.
* อดตี เจา้ อาวาสวัดไรข่ ิง ดารงสมณศักดห์ิ ลังสดุ ในราชทนิ นามที พระอบุ าลคี ณุ ูปมาจารย์
31 ดรู ายละเอยี ดใน, องฺ. นวก. (ไทย) ๒๓/๕/๓๙๒.
~ ๕๐ ~
พละหรือกาลังแห่งคุณธรรมท้ัง ๔ ประการน้ี ช่วยทาให้นักบริหารปฏิบัติหน้าที
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ นักบริหารจะสามารถวางแผน จัดองค์การ แต่งต้ัง
บุคลากรอานวยการ และควบคุมได้ดีต้องมีความฉลาด ขยัน สุจริต และมนุษยสัมพันธ์
ยิงเขามีคุณธรรมทั้ง ๔ ข้อน้ีเพิมมากขึ้นเท่าใด ก็ยิงทางานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
เท่าน้ัน ตรงกันข้าม ถ้านักบริหารคนใดขาดคณุ ธรรมท้ัง ๔ ประการ แม้เพยี งบางขอ้ เขา
ก็เปน็ นักบรหิ ารทดี ีไมไ่ ด้
นักบริหารในการสอนสังคมศึกษาต้องเป็นคนทีฉลาดรอบรู้และขยันขันแข็ง
เรืองนี้เข้าใจได้ง่ายว่าเพราะเหตุใด คนโง่และเกียจคร้านเป็นนักบริหารเมือใด ก็พา
องคก์ รลม่ จมเมือนน้ั
บางคนมีทั้งความฉลาดและความขยัน แต่เขาก็ไม่ได้รับการเลือนตาแหน่งเป็น
นักบริหาร เมือสอบถามแล้วก็ได้รับคาอธิบายจากผู้ใหญ่ว่า “คนคนน้ีอะไร ๆ ก็ดีหรอก
เสียอยู่อยา่ งเดียวคือเลว เขาเป็นคนทีฉลาดและขยัน แตฉ่ ลาดโกงและขยนั โกง”
ดังนั้น นักบริหารในการสอนสังคมศึกษาทีดีต้องมีความฉลาด ความขยัน และ
ความสจุ ริต บางคนมีคณุ ธรรมทั้งสามประการ คอื เป็นคนฉลาด ขยนั และสจุ รติ แตเ่ ขาก็
ไม่ไดร้ บั การเลือนตาแหน่งเป็นนักบริหารเมือสอบถามแลว้ ก็ได้รบั คาอธบิ ายว่า “คนคนนี้
เป็นคนดีจริง แต่คงเป็นคนดีทีโลกไม่ต้องการ เพราะเขาถือตัวว่าฉลาดกว่าคนอืน จึงได้
เทยี ววิพากษ์วจิ ารณ์ชาวบ้าน ขยนั ก่อศตั รูทวั ไป เขาเป็นคนทีพูดไม่เขา้ หูคนและคอ่ นข้าง
จะแล้งน้าใจ” นีแสดงว่า คนคนนขี้ าดมนษุ ยส์ มั พันธ์ จึงทางานรว่ มกบั คนอืนไมไ่ ด้
เหตุน้ัน นักบริหารในการสอนสังคมศึกษาทีเก่งและดี ต้องมีพละหรือกาลัง
ภายใน ๔ ประการ คอื ความฉลาด ความขยัน ความสุจรติ และมนษุ ยสัมพนั ธ์
นกั บริหารในการสอนสังคมศึกษา ต้องหมันพจิ ารณาตรวจสอบตนเองว่า มีพละ
ครบท้ัง ๔ ข้อหรือไม่ หากพบว่าตนขาดพละข้อใด ต้องพัฒนาข้อน้ัน แม้พละท้ัง ๔ ข้อ
จะมีความสาคญั เทา่ เทียมกนั แต่พละข้อที ๔ คือ สังคหพละ จะสาคัญมาก เนืองจากนัก
บริหารทางานใหส้ าเร็จโดยอาศัยคนอืน ดังน้ัน นักบริหารจะเสียเรืองมนุษยสัมพนั ธไ์ ม่ได้
นโปเลยี นมหาราช กลา่ ววา่
การจะเป็นใหญ่ ทา่ นต้องมี ๒ สงิ คอื
๑) มศี ัตรูทกี ลา้ แขง็ ทีสดุ และ
๒) มมี ิตรทีซือสตั ย์ทสี ุด
~ ๕๑ ~
เพือจะข้ึนสูง ท่านจะต้องผ่านด่านอันตรายให้ได้ นันคือต้องเอาชนะอุปสรรค
หรอื ศัตรูทีกล้าแขง็ เสยี ก่อน ทา่ นจึงจะเปน็ ผู้ยงิ ใหญ่ แต่ท่านจะเอาชนะอปุ สรรคหรือศตั รู
ไม่ได้ ถ้าท่านไม่มีกัลยาณมิตรทีซือสัตย์ทีสุดไว้คอยช่วยเหลือท่าน ท่านจะมีมิตรเช่นน้ัน
ได้กด็ ว้ ย “สงั คหพละ”
ต่อไปน้ี เราจะพิจารณาความหมายของพละแต่ละข้อ และวิธีพัฒนาพละ
สาหรับนักบริหาร
๑. ปัญญาพละ : กาลังแห่งความรอบรู้ หมายถึง กาลังแห่งความรอบรู้ ความรู้
มีหลายระดับ บางคนเห็นคาว่า “ปัญญาพละ” ก็สะกดและอ่านได้ แต่ไม่รู้ความหมาย
ของคา ในกรรีน้ีความรู้แค่อ่านออกจัดเป็นความรูร้ ะดับ “สัญญา” คือ ความจาไดห้ มาย
รู้ เมือตาเห็นภาพ การรับรู้ภาพจัดเป็นรูปสัญญา เมือหูได้ยินเสียง การรับรู้เสียงจัดเป็น
สัททสัญญา ฯลฯ สัญญา (Perception) จึงเปน็ การรับรเู้ ฉพาะส่วน คือ เห็นแคไ่ หน รับรู้
แค่น้ัน ได้ยินแค่ไหน เข้าใจแค่น้ัน ฯลฯ แต่ปัญญารู้มากกว่านั้น เพราะปัญญาเป็นความ
รอบรู้ เช่น บางคนพอเห็นคาว่า “ปัญญาพละ” ก็อธิบายได้ว่า หมายความว่าอย่างไร
และจะพัฒนาข้ึนได้ด้วยวธิ ีไหน ความรขู้ องเขาจดั เป็นปัญญา คือ รู้มากกวา่ ทเี หน็ เข้าใจ
มากกว่าทีได้ยิน เช่น เด็กของเราไม่สบายเราจับตัวเด็ก ก็รู้ตัวว่าเด็กตัวร้อนจึงพาไปหา
หมอ พอหมอจับตัวเด็กตรวจดูอาการเท่านั้น หมอรู้ว่าเด็กป่วยเป็นโรคอะไร และสังยา
รักษาโรคได้ ความรู้ของเราว่าเด็กตัวร้อนเป็นความรู้ระดับสัญญา ส่วนความรู้ของหมอ
เป็นความรูร้ ะดับปัญญา
นักบริหารในการสอนสังคมศึกษาต้องมีปัญญา คือ ความรอบรู้เกียวกับงานใน
หนา้ ทีและบคุ คลทีเกียวข้อง โดยสรุปนักบริหารต้องทาหน้าทีบรหิ ารตน บริหารคน และ
บริหารงาน ดังนั้น เขาต้องมีความรอบรู้เกียวกับตนเอง คนอืน และงานในความ
รบั ผิดชอบนั้น คอื นกั บรหิ ารมีความรู้ ๓ เรือง ได้แก่ รตู้ น รคู้ น และรงู้ าน
ก. รู้ตน หมายความว่า นักบริหารต้องรู้จักความเด่นและความด้อยของตนเอง
การรู้ความเดน่ กเ็ พอื ทางานทีเหมาะกบั ความสามารถของตน ตามปกตนิ ักบริหารมักมอง
เป็นความผิดพลาดของลกู น้องไดง้ า่ ย แต่มองข้ามความผดิ พลาดของตน
ดังพุทธพจน์ทีว่า “ความผิดพลาดของคนอืนเห็นได้ง่าย แต่ความผิดพลาดของ
ตนเองเห็นได้ยาก”
~ ๕๒ ~
เมือนักบริหารทางานผิดพลาด ลูกน้องไม่กล้าบอกหรือแนะนา ดังน้ัน นัก
บริหารต้องหัดมองตนและตักเตือนตนเอง ดังพุทะพจน์ทีว่า “อตฺตนา โจทยตฺตาน จง
เตือนตนด้วยตนเอง” เช่น ถ้านักบรหิ ารสังการหลายครั้ง แต่ลูกน้องไม่เข้าใจ นักบริหาร
ก็อย่าด่วนตาหนิลูกน้องว่าโง่เง่า บางทีตัวเราเองอาจสังการไม่ชัดเจนก็เป็นได้ ดังภาษิต
อทุ านธรรมทีวา่
“ถ้าพดู ไป เขาไมร่ ู้ อย่าข่เู ขา
วา่ โง่เงา่ งมเงาะ เซอะหนกั หนา
ตัวของเรา ทาไม ไม่โกรธา
ว่าพูดจา ใหเ้ ขา ไมเ่ ขา้ ใจ”
การทีนักบริหาร มักมองไม่เห็นความผิดพลาดของตนนั้น เป็นเรืองธรรมดา
เพราะวนั หนงึ ๆ ดวงตาของเรามีไว้สาหรับมองด้านนอก มันไม่ได้มองตวั เราเอง เวลาคน
อืนทาผิดพลาดเราจึงเห็นทันที แต่เวลาเราทาผิดพลาดเองกลับมองมาเห็น ดังน้ัน เพือ
สารวจตนเอง นักบรหิ ารต้องหัดมองด้านใน คือ เจริญวิปสั สนา ซงึ แปลเป็นภาษาองั กฤษ
ว่า Insight คอื มองดา้ นในนันเอง วิปัสสนากรรมฐานเนน้ เรอื งการเจริญสติ พิจารณากาย
เวทนา จติ และธรรม หรือความดแี ละความชัวในใจของเรา
โลกภายนอก กวา้ งไกล ใครใครรู้
โลกภายใน ลกึ ซึ้งอยู่ ร้บู ้างไหม
จะมองโลก ภายนอก มองออกไป
จะมองโลก ภายใน ให้มองตน
ข. รู้คน หมายถึง ความรอบรู้เกียวกับคนร่วมงาน นักบริหารในการสอนสังคม
ศึกษาต้องรู้ว่าใครมีความสามารถในด้านใด เพือจะได้ใช้คนให้เหมาะกับงาน
นอกจากนั้น นักบริหารต้องรู้จักจริตของคนร่วมงาน เพือใช้งานทีเหมาะสมกับจริตของ
เขา
จรติ ไดแ้ ก่ คนทปี ระพฤติบางอยา่ งเคยชนิ จนเป็นนสิ ยั จรติ จงึ หมายถงึ ประเภท
นสิ ยั ของคนมี ๖ แบบด้วยกนั คือ 32
32 ดรู ายละเอียดใน, ขุ.ม. (ไทย) ๒๙/๗๒๗/๔๓๕.
~ ๕๓ ~
๑) ราคจริต คือ พวกรักสวยรักงาม มักทาอะไรประณีตเรียบร้อยและใจเย็น
คนพวกนชี้ อบทางานทตี ้องใชค้ วามละเอยี ดประณีต
๒) โทสจริต คือ พวกใจรอ้ น ชอบความเรว็ และมกั หงุดหงดิ งา่ ยถ้าถูกขัดใจ คน
พวกนช้ี อบทางานทตี ้องใชค้ วามรวดเรว็
๓) โมหจริต คือ พวกเขลาซึม ขาดความกระตือรือร้นทางานอืดอาด เฉือยชา
ชอบหลับในทีทางานเปน็ ประจา
๔) สัทธาจริต คือ พวกเชือง่าย เวลามีข่าวเรืองแปลกแต่จริง เชือหรือไม่พวกน้ี
จะเชือกอ่ นใคร ตนพวกนี้ถ้าชอบใครจะทางานให้เต็มที
๕) พุทธิจรติ คอื พวกใฝ่รู้ เป็นคนช่างสงสัย รักการศกึ ษาหาความรู้ มักตอ้ งการ
รายละเอยี ดมากกวา่ คนอืน คนพวกน้ีถนัดทางานด้านวิชาการ
๖) วิตกจริต คือ พวกช่างกงั วล เป็นคนไม่กล้าตัดสินใจมักปลอ่ ยเรอื งค้างไว้เป็น
เวลานาน โดยไม่ยอมลงนาม หรือดาเนินการอย่างใดอย่างหนึง ถ้าเราต้องการคนใส่
เบรคให้กับการตัดสนิ ใจของเราบ้าง ลองปรกึ ษาคนพวกนี้
คนจริตใด เราก็พอทางานร่วมกันกับพวกเขาได้ พวกทีนักบริหารต้องระวังให้
มากคือ วกิ ลจรติ ทแี ฝงเขา้ มาในองคก์ าร
ค. รงู้ าน หมายถึง ความรอบรู้เกียวกับงานในความรับผิดชอบเพือประโยชน์ใน
การวางแผนบรรจุบุคลากร อานวยการและติดตามประเมินผล ความรู้เรืองงานมี ๒
ลักษณะ คือ รู้เทา่ และรทู้ ัน
“รู้เท่า” คือ ความรู้รอบด้านเกียวกับงานว่า มีข้ันตอนอย่างไร และมีส่วน
เกียวข้องกับคนอืน ๆ อย่างไร และยังหมายถึงความรู้เท่าถึงการณ์ในเมือเห็นเหตุแล้ว
คาดว่าผลอะไรจะตามมา แล้วเตรียมการป้องกันไว้ เหมือนคนขับรถลงจากภูเขาทีเขา
ชินกับเส้นทางว่า ทีใดมีเหวหรือเป็นทางโค้งอันตราย แล้วขับอย่างระมัดระวังเมือถึงที
นนั้ ความร้เู ท่าจงึ ชว่ ยใหม้ กี ารป้องกนั ไว้ก่อน
“รู้ทัน” หมายถึง ความรู้เท่าทันสถานการณ์ เมือเกิดปัญหาขึ้นก็สามารถ
แก้ปัญหาเฉพาะหนา้ ได้ดี ดังกรณีของคนทีขับรถลงจากภูเขา แล้วรถเบรคแตก เมือเจอ
กับสภาพปัญหาเช่นน้ัน เขาตัดสินใจฉับพลันว่าจะทาอย่างไร นันเป็นความรู้ทันเพือ
แก้ปัญหาเฉพาะหน้า
~ ๕๔ ~
ความรูเ้ กียวกบั งานจงึ ได้แก่ ความรู้เท่าและความรู้ทัน รู้เทา่ เอาไว้ป้องกนั รู้ทัน
เอาไว้แกไ้ ข
๒. วิริยพละ : กาลังความเพียร หมายถึง กาลังความเพียรหรือความขยัน คนมี
ความขยันต้องมีกาลังใจเข้มแข็ง อาจกล่าวได้ว่า วิริยพละก็คือกาลังใจนังเอง กาลังใจ
ต้องมาคกู่ บั กาลังปัญญาเสมอ
คนมีกาลังใจ แต่ไม่มีกาลังปัญญาจะเป็นคนบ้าบิน คนมีกาลังปัญญาแต่ขาด
กาลังใจจะเป็นคนขลาด คนทีมีทั้งกาลังใจและกาลังปัญญาจึงเป็นคนกล้าหาญ นัก
บริหารทมี ีกาลงั ปัญญาแตข่ าดกาลงั ใจ มักถอื นโยบายหลบภยั หนีปัญหา
นักบริหารในการสอนสังคมศึกษาทีดีต้องเป็นคนกล้าตัดสินใจ กล้าได้กล้าเสีย
ไม่กลัวความยากลาบากทีรอคอยอยู่เบื้องหน้า เขาจะถือคติทีว่า “ล้มเพราะเดินไป
ข้างหน้าดีกว่ายืนเตะท่าอยู่กับที” ใครทีไม่ก้าวเดินไปข้างหน้า จะกลายเป็นคนล้าหลัง
เพราะคนอืน ๆ ได้แซงขึ้นหน้าไปหมด นักบริหารต้องกล้าลองผิดลองถูก ถ้าทาผิดพลาด
ก็ถอื ว่าเป็นครู ใครทถี นอมตวั จนไม่กล้าทาอะไรเลย จดั เป็นคนขลาด เขาควรฟังคาเตือน
ของ นโปเลียนมหาราชทีวา่
“คนทไี มท่ าอะไรผดิ คือคนทไี มท่ าอะไรเลย”
ผู้ทาการใหญ่ย่อมต้องเจออุปสรรค เหมือนต้นไม้สูงใหญ่มักจะเจอลมแรง นัก
บริหารในการสอนสังคมศึกษาต้องกล้าจับโครงการใหญ่หรืองานใหญ่ ถือคติว่า “คน
สร้างงาน งานก็สรา้ งคน” ถา้ ขยันทางานยาก ๆ ความชานาญก็จะตามมา คนทีผ่านร้อน
ผ่านหนาวมามาก จะฉลาดและแกร่งข้ึน ดังน้ัน นักบริหารจะต้องไม่หลบเลียงหน้าทีที
ลาบากยากเย็น ถือภาษิตทีว่า “ว่าวสูงขึ้นได้เพราะมีลมต้าน คนจะสูงเพราะเผชิญ
อุปสรรค” พระพุทะเจ้ายังต้องรบกับมารก่อนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ดังคากล่าวทีว่า
“มารไมม่ ี บารมไี ม่แก่” ไมม่ คี วามสาเรจ็ อันใดทีไดม้ าโดยไมต่ อ้ งลงทนุ ลงแรง
๓. อนวัชพละ : กาลังแห่งการงานทีไม่มีโทษ หมายถึง นักบริหารในการสอน
สังคมศึกษาต้องปฏิบัติหน้าทีด้วยความซือสัตย์สุจริต ดังพุทธพจน์ทีว่า “ธมฺมญฺจเร
สุจริต บุคคลควรประพฤติธรรม (หน้าที) ใหส้ จุ รติ
ชีวิตคนเราเปรียบเสมือนเรือหรือนาวา ชีวิตทีแล่นไปในท้องมหาสมุทร เรือ
ส่วนมากอัปปางก่อนถึงจุดหมาย เพราะมีรูรัวให้น้าทะเลไหลเข้าข้างใน เรือจึงจมอย่าง
~ ๕๕ ~
รวดเร็ว เหมือนกับนักบริหารหลายคนเสียอนาคตเพราะถูกจับได้ว่าทุจรติ ต่อหนา้ ที หรือ
มีประวัตดิ ่างพร้อย เพราะนาวาชีวิตของพวกเขามรี ูรวั
อนึงรูรัวของชีวิตเช่นนี้ พระท่านเรียกว่า อบายมุข แปลว่า ทางแห่งความเสือม
นักบริหารหลายคนเสียอนาคตเพราะถูกผีอบายมุขเข้าสิง นักบริหารต้องหลีกเว้น
อบายมขุ
พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนทีติดอบายมุข หากประสงค์ทีจะถอนตัวออกมา ต้องใช้
วธิ ที ้ังสองของช้างตดิ หลม่ ดังนี้
๑) เขาจะต้องช่วยตัวเองก่อนด้วย โยนิโสมนสิการ คือการคิดถึงโทษภัยของ
อบายมุข และอธิษฐานจิตว่าจะตอ้ งเลกิ อบายมุขให้จงได้
๒) เมืออธิษฐานจิตแน่วแน่แล้ว เขาต้องขอรับความช่วยเหลือจากกัลยาณมิตร
เช่น ขอรับการบาบัดรักษาด้วยยาจากแพทย์ ในกรณีของคนติดยาเสพติด ขอคาแนะนา
จากพระสงฆ์ หรอื การปลกุ ปลอบใหก้ าลงั ใจจากสมาชิกในครอบครวั
นักบริหารในการสอนสังคมศึกษาทีปลอดอบายมุขจะไม่มีรูรัวในชีวิต และไม่มี
ความจาเป็นทีเขาจะต้องทุจริตคอรัปชัน เมือตนเองเป็นคนซือมือสะอาด เขาย่อม
สามารถควบคุมคนอืนให้สุจริตต่อหน้าที นักบริหารทีมีแผลเต็มตัวจะไม่กล้าตาหนิหรือ
ลงโทษใคร เข้าทานองทีวา่ “ไกเ่ หน็ ตนี งู งูเหน็ นมไก่”
เหตุน้ัน นักบริหารต้องถนอมตัวไว้อย่าให้มีประวัติด่างพร้อยด้วยการรักษาศีล
๕ และหลกี เว้นอบายมขุ นักบริหารผปู้ ระพฤติธรรม ดารงมันในความสุจริตเชน่ น้ัน ยอ่ ม
เป็นแบบอย่างทีดีสาหรับผู้ร่วมงาน เมือมีผู้นาทีดี คนดีอืน ๆ ในองค์กรย่อมมีกาลังใจ
และคนชัวก็ไม่กล้าทาชัว นักบริหารในการสอนสังคมศึกษาผู้สุจริต ย่อมเป็นทีเคารพยา
เกรงของคนร่วมงานก็จริง แต่เขาจะนังอยู่ในหัวใจของคนร่วมงานไมไ่ ด้ ขา้ ขาดกาลังที ๔
คอื สังคหพละ
๔. สังคหพละ : กาลังแห่งการสงเคราะห์ หรือมนุษยสัมพันธ์ซึงเป็นธรรมที
สาคัญมากสาหรับนักบริหารในการสอนสังคมศึกษา ถ้านักบริหารบกพร่องเรืองมนุษย
สมั พันธ์ กจ็ ะไม่มีคนมาชว่ ยทางาน เมอื ไม่มีใครชว่ ยทางานเขากเ็ ป็นนกั บรหิ ารไมไ่ ด้
พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนหลักการสร้างมนุษยสัมพันธ์ไว้ เรียกว่า สังคหวัตถุ
หมายถึง วิธีผูกใจคน พระองค์ตรัสว่า รถม้าแล่นไปได้เพราะมีลิมสลักคอยตรึง
ส่วนประกอบต่าง ๆ ของรถม้าเข้าด้วยกันฉันใด คนในสังคมก็ฉันนั้น คือทาหน้าทีเป็น
~ ๕๖ ~
กาวใจเชือมประสานคนท้ังหลายเข้าด้วยกัน ลิมสลักดังกล่าวนั้นคือ สังคหวัตถุ ๔
ประการ ไดแ้ ก่ 33
๑) ทาน หมายถึง การให้ (โอบอ้มอารี) นักบริหารทีดีต้องมีน้าใจ รู้จัก
เอ้ือเฟ้ือเผือแผ่ ให้ทานแก่เพือนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชา การให้ทานจะช่วยผูกใจ
คนอืนไว้ได้ ดังพุทธพจน์ทีว่า “ทโท คนฺถมิตฺตาตานิ ผู้ให้ย่อมผูกใจมิตรไว้ได้” และนัก
บรหิ ารอาจใหท้ านได้ ๓ วิธี คอื
ก. อามิสทาน หมายถึง การให้สิงของเพือนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชา
โดยเฉพาะการใหเ้ พอื ผกู ใจน้สี าคัญมาก ในยามทีเขาตกตามคี วามเดือดร้อน
ข. วิทยาทาน คือ ธรรมทาน หมายถึง การให้คาแนะนาหรือสอนวิธีทางานที
ถกู ต้อง รวมถงึ การจัดหลกั สูตรพฒั นาบคุ ลากรหรอื ส่งไปศึกษาดูงาน
ค. อภัยทาน หมายถึง การให้อภัยเมือเกิดข้อผิดพลาดในการทางาน หรือ
ล่วงเกินซึงกันและกัน การให้อภัยไม่ทาให้ผู้ให้ต้องสูญเสียอะไร เป็นการลงทุนราคาถูก
แตไ่ ดผ้ ลตอบแทนราคาสงู นันคอื มิตรภาพกลับคืนมา
๒) ปิยวาจา หมายถึง การพูดถ้อยคาออ่ นหวาน (วจีไพเราะ) นักบริหารทีดี จะ
รู้จักผูกใจคนด้วยคาพูดอ่อนหวาน คาพูดหยาบกระด้างผูกใจใครไม่ได้ ตามปกติคนเรา
จะมัดสิงของต้องใช้ของอ่อน เช่น เชือก หรือลวดมัด ในทานองเดียวกันเราจะมัดใจคน
ได้กด็ ้วยถอ้ ยคาอ่อนหวาน
๓) อัตถจริยา หมายถึง การทาตัวให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อืน ตรงกับคาพังเพย
ทีว่า “อยู่บ้านท่านอย่านิงดูดาย ป้ันวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น” นักบริหารทีดีต้องทา
อตั ถจริยาไดห้ ลาย ๆ วธิ ี เช่น บริการช่วยเหลือเขายามเจ็บปว่ ย หรือเปน็ ประธานในงาน
พิธขี องผู้ใต้บังคบั บญั ชา
๔) สมานัตตา หมายถึง การวางตัวสมาเสมอ (วางตนพอดี) เมือนักบริหารไม่
ทอดท้ิงผู้ร่วมงานท้ังหลาย เขาจึงจะสามารถสร้างทีมงานขึ้นมาได้ นันคือถือคติทีว่า “มี
ทุกข์ร่วมทุกข์ มีสุขร่วมเสพ” นักบริหารทีดี ต้องกล้ารับผิดชอบในผลของการตัดสินใจ
ของตน ถา้ ผลเสียตกมาถึงผู้ปฏบิ ัติตามคาสงั ของตน นกั บริหารต้องออกมาปกปอ้ ง ไม่ใช่
หนีเอาตวั รอดตามลาพงั
33 ดรู ายละเอยี ดใน, องฺ.จตุกกฺ . (ไทย) ๒๑/๓๒/๔๔.
~ ๕๗ ~
๒.๕ การสอนสงั คมศกึ ษาต้องพฒั นาปญั ญา
ปัญญา คือ ความรู้ตน รู้คน และรู้งาน เป็นสิงสาคัญในการบริหารในการสอน
สังคมศึกษา นักบริหารต้องพัฒนาปัญญาอยู่เสมอ ด้วยวิธีพัฒนาปัญญา ๓ ประการ 34
ดังนี้
๒.๕.๑ สุตมยปัญญา หมายถึง ความรอบร้ทู ีเกิดจากสุตะ คอื การรับข้อมลู จาก
แหล่งต่าง ๆ คนทีมีปัญญาประเภทนี้ต้องเป็นคนอ่านมากและฟังมาก ใครทีจดจา
เรืองราวทีอา่ นและฟงั แลว้ ได้มากมาย เรียกวา่ พหสู ตู
นักบริหารในการสอนสังคมศึกษา ต้องพัฒนาปัญญาข้ันสุตะอยู่เสมอ นันคือ
เกาะติดสถานการณ์ ด้วยการขยันอ่านหนังสือ ใช้ข้อมูลจากงานวิจัย และฟังคาแนะนา
ของวิทยากรหรือผู้เชียวชาญ ก่อนสังการแต่ละคร้ัง นักบริหารต้องมีข้อมูลพร้อมเพือ
ประกอบการตัดสินใจ
นกั บริหารในการสอนสังคมศึกษาควรมีใจกว้าง รับฟังความคิดเห็นทีเสนอแนะ
จากทุกฝ่าย เขาไม่ควรปิดใจตวั เองไม่รับข้อมูลใหม่ เพราะหลงผิดคิดว่าตัวเองรู้ดีอยู่แล้ว
เขาควรยึดแนวปฏิบัติของโสคราตีส ผู้กล่าวว่า “หนึงเดียวทีข้าพเจ้ารู้ คือรู้วา่ ข้าพเจ้าไม่
รู้” เมอื รูต้ ัววา่ ขาดความรู้ในเรืองใด โสคราตีส ก็ศกึ ษาหาความร้ใู นเรอื งนัน้ ๆ
พระพุทธเจ้าเสนอคาสอนในทานองเดยี วกัน เมอื พระองคต์ รัสว่า “คนโง่ (พาล)
ทรี ตู้ ัวเองวา่ เป็นคนโง่ ยังพอเปน็ คนฉลาด (บณั ฑติ ) ไดบ้ า้ ง แต่คนโงท่ สี าคัญผิดคิดวา่ เป็น
คนฉลาด จดั เปน็ คนโง่แท้ ๆ”
ดังนั้น นักบริหารในการสอนสังคมศึกษาต้องรู้จักแกล้งทาโง่ เพือศึกษาหา
ความรู้จากผู้เชียวชาญ ดังภาษิตทีวา่ “หัดนิงเป็นบ้าง หัดโง่เป็นบ้าง หัดแพ้เปน็ บ้าง นัน
แหละ ท่านกาลงั ชนะ และกาลงั ฉลาดขน้ึ ”
เวลาศึกษาความรู้เรืองใหม่ นักบริหารในการสอนสังคมศึกษาต้องเก็บความรู้
เก่าใส่ล้ินชักสมองไว้ชัวคราว อย่างให้เรอื งเก่าครอบงาความคิด กลายเปน็ อคติบังตาเสีย
จนไม่ยอมรับข้อมูลใหม่ หรือไม่ยอมรับปรับเปลียนความคิดให้ทันเหตุการณ์ นันคือต้อง
มี ยถาภูตญาณทัสสนะ หมายถึง ความรู้เห็นตามความเป็นจริง นักบริหารต้องรู้จักคน
ตามทีเขาเป็น ไม่ใช่ว่าชอบใคร หลงใคร ก็ปกป้องคนนั้น ท้ัง ๆ ทีเขาทาผิดมหันต์หรือ
34 ดูรายละเอียดใน, ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๒๒๘/๒๓๑.
~ ๕๘ ~
เกลียดใคร ก็ตาหนิคนนั้น ทั้ง ๆ ทีเขาไม่ได้ทาผิดอะไรเลย นักบริหารต้องมองคนตามที
เปน็ จรงิ ด้วยการถอดแว่นสือออกจากปัญญาจกั ษุ
อคติหรือความลาเอียง เปรียบเสมอนแว่นสีทีเราสวมใส่ ซึงกาหนดให้เรามอง
โลกไปตามสีของแว่น เราไม่สามารถมองเห็นสิงต่าง ๆ ตามทีเป็นจริง คนทีสวมแว่นสี
เขียวจะมองเห็นทุกสิงเป็นสีเขียว คนทีสวมแว่นสีแดงจะมองเห็นทุกสิงเป็นสีแดง สีที
แท้จริง คืออะไรเขาไม่มที างทางทราบ อคติทวี ่าน้นั มี ๔ ประการ คือ 35
๑) ฉันทาคติ (ลาเอียงเพราะชอบ) ถ้าเราชอบใครไม่ว่าเขาจะพูดหรือทาอะไร
เราเหน็ กบั เขาไปเสยี ทุกอย่าง
๒) โทสาคติ (ลาเอียงเพราะชัง) ถ้าเราชังใครไม่ว่าเขาจะพูดหรือทาอะไร เรา
ร้สู กึ ขวางหูขวางตาไปหมด
๓) โมหาคติ (ลาเอียงเพราะหลง) ถ้าเราขาดข้อมูลในเรืองใดพอมีคนให้ข้อมูล
เทจ็ ในเรอื งน้ัน เรามกั เชอื เขาและตดั สนิ ในผิดพลาดได้งา่ ย
๔) ภยาคติ (ลาเอียงเพราะกลัว) ถ้าผู้มีอานาจสังให้เราพูดหรือทาสิงทีขัดกับ
ความรูส้ กึ ของเรา บางคร้งั เราจาเป็นต้องทาตามเพราะความกลวั ภัย
นักบริหารทีดีต้องมีความยุติธรรมในหัวใจ เขาตัดสินคนตามทีเป็นจริง เพราะ
เขาไม่ยอมให้อคติท้ัง ๔ ประการ มาเป็นม่านบังตา เขาจะทาอย่างน้ันได้ก็ต่อเมือรู้จัก
วิเคราะห์วิจารณเ์ รอื งทเี ห็นหรือไดย้ นิ ดว้ ยจินตามยปญั ญา
๒.๕.๒ จินตามยปัญญา หมายถึง ความรอบรู้ทีเกิดจากการคิดวิเคราะห์ข้อมูล
ทีเรารับมาจากการฟังหรือการอ่าน สุตมยปัญญา เปรียบเสมือนการรับประทานอาหาร
ในขั้นตักใสป่ าก
จินตามยปัญญา เปรียบเสมือนการเคี้ยวอาหารให้ละเอียดแล้วกลืนลงไป คน
บางคนฟงั เรืองอะไรแล้วเชือทันทีโดยไม่ทันพิจารณา เหมือนกับกับคนทกี ลืนอาหารโดย
ไม่ทันได้เคี้ยว การพินิจพิจารณาไตร่ตรองเรืองทีฟังหรืออ่าน รวมถึงการตรวจสอบ
แหล่งข่าว แหลง่ ข้อมูล หรือหนังสืออ้างอิง เหล่าน้ีเป็นกระบวนการของจินตามยปัญญา
คนบางคนจดจาเรืองราวต่าง ๆ ได้มาก แต่วิเคราะห์ไม่เป็น บางคนท่อง
35 ดรู ายละเอียดใน, ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๑๗๖/๑๙๖.
~ ๕๙ ~
กฎหมายได้ทุกมาตรา แต่ไม่สามารถตีความตามกฎหมายเหล่าน้ันได้ คนเหล่าน้ีขาด
จินตามยปญั า คนทมี ีจนิ ตามยปญั ญา ไดแ้ ก่ คนทคี ดิ เปน็ ตามแบบโยนโิ สมนสิการ
โยนิโส แปลว่า ถกู ตอ้ ง แยบคาย
มนสิการ แปลว่า ทาไว้ในใจหรือการคดิ
ดังน้ัน โยนิโสมนสิการจึงหมายถึง การทาไว้ในใจโดยแยบคาย หรือการคิดเป็น
ถกู ต้องตรงตามความเป็นจรงิ ได้วา่
“สิบปากว่าไมเ่ ทา่ หนงึ ตาเห็น
สิบตาเห็นไมเ่ ท่าหนงึ มือคลา
สิบมอื คลาไม่เทา่ หนึงทาไว้ในใจ”
คาว่า “ทาไว้ในใจ” คือ โยนิโสมนสิการ การคิดแบบโยนิโสมนสิการ สรุปได้ ๔
วิธี คือ
๑) อุปายมนสกิ าร (คิดถกู วธิ ี) หมายถงึ การคดิ ทอี าศัยวิธีการ (Methodology)
อันสอดคล้องกับเรืองทีศึกษา เช่นเดียวกับการทาวิจัยต้องมีระเบียบวิธีวิจัยทีเหมาะสม
หากใช้วธิ วี จิ ัยผดิ กจ็ ะไม่ได้ความจริงในเรืองน้นั
การตรวจสอบความจริงบางเรืองต้องใช้วิธีอุปนัย (Induction) บางเรืองต้องใช้
วธิ ีนิรนัย (Deduction) แต่บางเรืองต้องใช้ประสบการณ์ตรงเป็นเครืองตรวจสอบยืนยัน
ความจริง เช่น พระพุทธเจ้าทรงค้นพบว่า การทรมานตนหรือทุกข์กิริยาไม่ใช่วิธีบาเพ็ญ
เพียรทีถูกต้อง เมือพระองค์ทรงหันมาใช้วิธีบาเพ็ญเพียรทางจิต จึงตรัสรู้เป็น
พระพทุ ธเจ้า
๒) ปถมนสิการ (คิดมีระเบียบ) หมายถึง การคิดทีดาเนินตามขั้นตอนของ
วธิ ีการคิดน้ัน ๆ ไม่มีการลดั ขน้ั ตอน หรือดว่ นสรุปเกนิ ขอ้ มูลทไี ดม้ า
การด่วนสรุป จัดเป็นเหตุผลวิบัติ (Fallacy) ประการหนึงดังกรณีทีเราหยิบผล
ส้มผลหนึงมาชิม เมือผลส้มนั้นเปร้ียว เราก็ด่วนสรุปว่า ส้มทีเหลือในลังท้ังหมดเปร้ียว
นอกจากน้ันการคิดต้องดาเนินตรงทางไปสู่เป้าหมาย โดยไม่มีการฟุ้งซ่านออกนอกทาง
นันคือ นักบริหารต้องมีสมาธิในการคิด บางค้นกาลังค้นคว้าข้อมูลเพือทาวิจัยเรืองน้า
ท่วมอยู่ดี ๆ เมือพบข้อมูลทีน่าสนใจเกียวกับเรืองภัยแล้ง ก็ลืมจุดมุ่งหมายเดิม เขาไป
เสียเวลาซงึ ออกนอกทางไปเลย คนนไี้ มม่ ีปถมนสกิ าร
~ ๖๐ ~
๓) การณมนสิการ (คิดมีเหตุผล) หมายถึง การคิดจากเหตุโดยงไปหาผล
(ธัมมัญญุตา) และการคิดจากผลสาวกลับไปหาเหตุ (อัตตัญญุตา) และการคิดแบบนี้จะ
ทาให้นักบริหารเป็นคนรู้เท่าทันเหตุการณ์ เมือจะสังการณ์แต่ละคร้ังต้องคาดได้ว่า ผล
อะไรจะตามมา หรือเมือเห็นความผิดปกติเกิดข้ึนในองค์การ ต้องสามารถบอกได้ว่ามา
จากสาเหตอุ ะไร นอกจากนั้นนกั บรหิ ารไม่กลัวความล้มเหลว อันทจี รงิ ความลม้ เหลวไม่มี
สิงทีเรียกว่าเป็นความล้มเหลว แท้ทีจริง คือวิบากหรือผลของกรรมทีไม่ดี ถ้าเราอยาก
ประสบความสาเร็จครั้งต่อไป เราต้องทากรรมคือเหตุทีดี แล้ววิบากหรือผลทีดีก็จะ
ตามมา
๔) อุปปาทมนสิการ (คิดเป็นกุศล) หมายถึง การคิดแง่สร้างสรรค์ (Creative
thinking) คือคิดให้มีความหวัง และได้กาลังใจในการทางาน เมือเห็นหรือได้ยินอะไรก็
เกบ็ มาปรบั ใชป้ ระโยชน์ในหนว่ ยงานของตน ดังทีขงจ้อื กล่าว่า
“เมือข้าพเจ้าเห็นคนสองคนเดินสวนทางมา คนหนึงเป็นคนดี อีกคนหนึงเป็น
คนเลว คนท้ังสองเป็นครูของข้าพเจ้าได้เท่ากัน เมือเห็นคนดี ข้าพเจ้าพยายามเออย่าง
เขา”
๒.๕.๓ ภาวนามยปัญญา หมายถึง ความรอบรู้ทีเกิดโดยประสบการณ์จาก
ภาคปฏิบัติ หรือการลงมือทาจริง ๆ สุตมยปัญญา ทาให้นักบริหารได้ข้อมูลใหม่ จิน
ตามยปัญญา ทาให้ได้ความคิดทีดี ส่วนภาวนามยปัญญา ทาให้มีผลงานเปน็ รปู ธรรม
นักบริหารบางคน มีความรู้และความคิดดี แต่ไม่มีผลงาน เพราะไม่ยอมลงมือ
ทาตามความคิด ส่วนบางคนมีความรู้ดี แต่ไม่สามารถนาความรู้ออกมาใช้ทันท่วงที คน
เหล่าน้ีขาดความชานาญในการปฏิบัติ ดังคากล่าวทีว่า “มีเงินให้เขากู้ มีความรู้อยู่ใน
ตารา” เมือเกิดความจาเป็นก็เรียกความรู้นั้นมาใช้ไม่ได้ ดังน้ัน ภาวนามยปัญญา จึงมี
ความสาคัญในการบริหาร เพราะเป็นความรอบรู้แปรงทฤษฎีสู่ภาคปฏิบัติ ดังกรณี
ต่อไปน้ี
เมอื พระเจ้าจันทรคปุ ต์ผู้ก่อต้งั ราชวงศ์เมารยะของอินเดีย ยกทพั มาตเี มอื งหลวง
ของกษัตริย์เชื้อสานกรีก ผู้ปกครองภาคเหนือของอินเดียนั้น ปรากฏว่ากองทัพของพระ
เจ้าจันทรคุปต์ประสบความปราชัย พระเจ้าจันทรคุปต์หนีเอาชีวิตรอด ไปซ่อนพระองค์
ด้านหลังกระท่อมชาวนาในหมู่บ้านแห่งหนึง ขณะทีหลบซ่อนอยู่น้ันพระองค์ได้ยินเสียง
เด็กร้อง และแม่ของเด็กได้กล่าวกับเด็กด้วยเสียงอันดังว่า “เจ้าโง่ ขนมเบื้องยังร้อนอยู่
~ ๖๑ ~
เจ้ากัดกินมันตรงกลางได้อย่างไร ปากเจ้าก็พองหมดหรอก เจ้าควรกัดกินขนมเบื้องที
รอ้ น โดยเรมิ จากมุมรอบ ๆ กอ่ นมใิ ชห่ รอื ”
เมือได้ยินคาพูดประโยคน้ี พระเจ้าจันทรคุปต์ได้ความคิดว่า พระองค์เองก็ไม่
ต่างจากเด็กคนนั้น การยกทัพมาตีเมืองหลวงในขณะทีข้าศึกยังเข้มแข็ง ก็มีลักษณะการ
เหมือนกับการกัดกินขนมเบ้ืองร้อน ๆ ทีตรงกลาง พระองค์จึงประสบความพ่ายแพ้
ดงั น้ัน พระเจ้าจันทรคุปตจ์ ึงคิดเปลยี นยุทะวีใหม่ โดยใช้ยุทธการ “ป่าล้อมเมอื ง” คอื นา
ทพั ยดึ เมอื งเล็กรอบนอกให้ได้ก่อนทีจะบกุ ตีเมอื งหลวง เชน่ เดียวกบั การเรมิ กินขนมเบอื้ ง
จากมุมโดยรอบมาก่อน ในทีสุดพระองค์ก็ได้ประสบชัยชนะเพราะใช้ยุทธวิธีนี้ ซึงเกิด
จากการได้ยินคาด่าเด็กของหญิงชาวบ้านคนหนึง ในกรณีน้ีพระเจ้าจันทรคุปต์ได้ทั้ง
ปัญญาสามประการ คือ ได้สุตมยปัญญา จากการฟังคาพูดของหญิงชาวนา ได้จินตามย
ปัญญาจากนาคาพูดน้ันมาไตร่ตรอง จนค้นพบยุทธวิธใี หม่ และได้ภาวนามยปัญญา จาก
การแปรงยุทธวีการในสนามรบ
นักบริหารในการสอนสังคมศึกษาบางคนมีความคิดแปลกใหม่ดี แต่ไม่ยอมนา
ความคดิ น้ันไปปฏิบัติ เขาจงึ ไม่มีภาวนามยปญั ญา ทีเป็นเช่นนนั้ เพราะเขาขาดกาลังใจไป
ปฏบิ ตั ิ
๒.๖ สรปุ ท้ายบท
นักบริหารในการสอนสังคมศึกษาทีดีต้องมีความฉลาด ความขยัน และความ
สจุ ริต บางคนมีคุณธรรมทง้ั สามประการ คอื เป็นคนฉลาด ขยันและสุจริต แต่เขาก็ไม่ได้
รับการเลือนตาแหน่งเป็นนักบริหารเมือสอบถามแล้วก็ได้รับคาอธิบายว่า “คนคนนี้เป็น
คนดีจริง แต่คงเป็นคนดีทโี ลกไม่ต้องการ เพราะเขาถอื ตัววา่ ฉลาดกว่าคนอืน จึงได้เทียว
วิพากษ์วิจารณ์ชาวบ้าน ขยันก่อศัตรูทัวไป เขาเป็นคนทีพูดไม่เข้าหูคนและค่อนข้างจะ
แล้งน้าใจ” นีแสดงว่า คนคนน้ีขาดมนุษย์สัมพันธ์ จึงทางานร่วมกับคนอืนไม่ได้ นัก
บริหารในการสอนสงั คมศึกษาทีดีต้องเปน็ คนกล้าตัดสินใจ กล้าได้กล้าเสีย ไม่กลัวความ
ยากลาบากทีรอคอยอยู่เบื้องหน้า เขาจะถือคติทีว่า “ล้มเพราะเดินไปข้างหน้าดีกว่ายืน
เตะท่าอยู่กับที” ใครทีไม่ก้าวเดนิ ไปข้างหน้า จะกลายเป็นคนล้าหลัง เพราะคนอืน ๆ ได้
แซงข้ึนหนา้ ไปหมด นักบริหารต้องกล้าลองผิดลองถูก ถ้าทาผิดพลาดกถ็ ือว่าเปน็ ครู ใคร
ทถี นอมตัวจนไมก่ ล้าทาอะไรเลย จัดเปน็ คนขลาด
~ ๖๒ ~
๒.๗ คาถามทา้ ยบท
คาชีแ้ จง: จงตอบคาถามทีกาหนดให้ ใหไ้ ดใ้ จความทีสมบรู ณ์
๑. ปรัชญาพนื้ ฐานในการสอนสังคมศึกษา หมายถึงอะไร อธบิ าย?
๒. ความรู้ตามหลกั ปรชั ญาในการสอนสังคมศึกษา คืออะไร แบง่ ออกได้เปน็ กปี ระเภท
อธบิ าย?
๓. พทุ ธวธิ ีกบั คณุ สมบัติผูส้ อนสังคมศึกษา คืออะไร ประกอบดว้ ยอะไรบ้าง อธบิ าย?
๔. คณุ ธรรมในพทุ ธคุณในการสอนสังคมศกึ ษา คืออะไร มีอะไรบ้าง อธบิ าย?
๕. คณุ ธรรมการสอนสังคมศึกษาทเี ป็นองค์คุณของกัลยาณมติ ร คอื อะไร อธบิ าย?
๖. คณุ ลักษณะทเี หมาะสมของนกั สอนสังคมศึกษาทีดี คืออะไร มีอะไรบา้ ง อธิบาย?
๗. ตามหลกั พทุ ธวธิ ีนกั สอนสังคมศึกษาทีดี มกี ีประเภท อะไรบ้าง อธบิ าย?
๘. หลกั ธรรมเพือการบรหิ ารการสอนสังคมศึกษาทีดี คืออะไร มีอะไรบา้ ง อธบิ าย?
๙. พุทธวธิ ีในการสอนสังคมศึกษาแบบจูงใจคน คืออะไร มีอะไรบ้าง อธิบาย?
๑๐. นกั สอนสังคมศึกษาต้องพฒั นาปัญญา คืออะไร มีอะไรบ้าง อธิบาย?
*********
บทที่ ๓ หลกั พุทธวธิ กี ับการสอนสังคมศึกษาทว่ั ไป
*********
ความนา
ก่อนจะพดู ถึงหลกั พทุ ธวิธีทวั่ ไปในการสอนสังคมศึกษา สมควรกลา่ วถึง ปรชั ญา
ที่เป็นพื้นฐานแห่งการเรียนการสอนเสียก่อน เพราะหลักการสอนทางสังคมย่อมดําเนิน
ไป พุทธวิธีในการสอนสังคมศึกษา จากจุดเร่ิม ตามแนวทาง และสู่จุดหมายตามท่ี
ปรัชญากําหนดให้
อย่างไรก็ดี เมื่อมองในแง่ปรัชญาการสอนทางสังคมศึกษาแล้ว พุทธธรรมหรือ
พุทธวิธีทั่วไปในการสอนสังคมศึกษาก็เป็นเร่ือง กว้างขวางมากอีก เพราะพุทธธรรม
ท้ังหมด เปน็ เรื่องของระบบการศึกษาในสังคมระบบหนง่ึ นั่นเอง ในที่น้ี จึงขอนํามากล่าว
เฉพาะที่เกี่ยวกับ การสอนแต่สั้นๆ ตามหลักการพระพุทธศาสนาถือว่า ในการดํารงชีวิต
ของมนุษย์นั้น ย่อมต้องเผชิญกับความขัดข้องปรวนแปร ความเดือดร้อนลําบาก ความ
เจ็บปวด ความสูญเสีย ความพลัดพราก และปัญหาชีวิตต่างๆ ซ่ึงทางพุทธศาสนาเรียก
รวมว่าความทุกข์นัน้ เป็นสิ่งที่มีอยู่ ทม่ี นษุ ย์จะต้องเข้าไปเกย่ี วขอ้ งและได้ประสบแนน่ อน
ไม่ว่ามนุษย์จะต้องการหรือไม่ต้องการ จะยอมรับว่ามันมีอยู่หรือไม่ยอมรับ หรือแม้จะ
เบือนหน้าหนี อย่างไรก็ตาม เม่ือเป็นเช่นนี้หากมนุษย์ต้องการมีชีวิตอยู่อย่างดีที่สุด
มนุษย์จะต้องยอมรับความจริงอันน้ี จะรับรู้สู้หน้า และ พร้อมที่จะจัดการแก้ไขปัญหาที่
เกิดข้ึนในการอยู่ในสังคมให้ดีที่สุด ชีวิตที่เป็นอยู่อย่างดีและมีความสุขที่สุด คือ ชีวิตที่
กล้ารับรู้ ต่อปัญหาทุกอย่าง ตั้งทัศนคติท่ีถูกต้องต่อปัญหาเหล่าน้ัน และจัดการแก้ไข
ด้วยวิธีท่ีถูกต้อง การหลีกเลี่ยงที่จะรับรู้ก็ดี การนึกวาดภาพให้เป็นอย่างท่ีตนชอบก็ดี
เป็นการปิดตาหรือหลอกตนเอง ไม่ช่วยให้พ้นจากความทุกข์ ไม่เป็นการแก้ปัญหา และ
ให้ได้พบกับความสุขใด ๆ อย่างแท้จริง อย่างน้อยก็เป็นการฝังเอาความกลัว ซ่ึงเป็นเช้ือ
แห่งความทุกข์เข้าไวใ้ นจติ ใจอย่างลึกซ้ึง ด้วยเหตนุ ้ีส่ิงที่พระพทุ ธศาสนาสอนเป็นข้อแรก
ก็คือ ความทุกข์ อันเป็นปัญหาท่ีมนุษย์พึงรับรู้และจัดการแก้ไขโดยถูกต้อง และถือว่า
ภารกิจของพระพุทธศาสนาและระบบการศกึ ษาของพระพุทธศาสนากค็ ือการชว่ ยมนุษย์
ในสังคมให้แก้ปัญหาของตนเองได้ แก้ความทุกข์ ความเดือดร้อน และปัญหาชีวิต
นานาประการได้ 1
1 พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป. อ. ปยุตโฺ ต) .พุทธวิธกี ารสอน. (กรงุ เทพมหานคร: บรษิ ทั พิมพ์
สวย จาํ กัด, ๒๕๕๖.) หนา้ ๔๔.
~ ๖๔ ~
๓.๑ พทุ ธวิธีเก่ียวกับเน้อื หาการสอนสงั คมศกึ ษา
ในเร่ืองหลักทั่วไปของการสอนสังคมศึกษานี้ จักขอแบ่งออกเป็น ๓ หมวด คือ
เป็นข้อที่ควรคํานึงต่าง ๆ เกี่ยวกับเน้ือหาเร่ืองที่สอนพวกหน่ึง เก่ียวกับตัวผู้เรียนพวก
หนง่ึ และทเี่ กีย่ วกับตวั การสอนเองพวกหนึ่ง และจกั แสดงเพียงโดยสรปุ ดังน้ี
ก. วธิ บี ริหารเกย่ี วกบั เน้ือหาหรือเร่อื งท่ีสอน
๑. สอนจากสิ่งท่ีรู้เห็นเข้าใจง่ายหรือรู้เห็นเข้าใจอยู่แล้ว ไปหาส่ิงท่ีเข้าใจได้ยาก
หรือยังไม่รไู้ ม่เหน็ ไมเ่ ข้าใจ ตวั อย่างท่ีเห็นชดั คอื อริยสัจจ์ ซงึ่ ทรงเริม่ สอนจากความทกุ ข์
ความเดือดร้อน ปัญหาชีวิตที่คนมองเห็นและประสบอยู่โดยธรรมดา รู้เห็นประจักษ์กัน
อยู่ทกุ คนแล้ว ตอ่ จากนั้นจงึ สาวหาสาเหตทุ ี่ยากลกึ ซง้ึ และทางแก้ไขตอ่ ไป
๒. สอนเน้ือเร่ืองท่ีค่อยลุ่มลึกยากลงไปตามลําดบั ชั้น และความต่อเน่ืองกันเป็น
สายลงไป อย่างที่เรียกว่า สอนเป็นอนุบุพพิกถา ตัวอย่างก็คือ อนุบุพพิกถา ไตรสิกขา
พทุ ธโอวาท ๓ เปน็ ตน้
๓. ถ้าสิ่งทีส่ อนเป็นสิ่งทแ่ี สดงได้ ก็สอนดว้ ยของจริง ให้ผเู้ รียนไดด้ ู ได้เหน็ ได้ฟัง
เอง อย่างท่ีเรียกว่าประสบการณ์ตรง เช่น ทรงสอนพระนันทะท่ีคิดถึงคู้รักคนงาม ด้วย
การทรงพาไปชมนางฟ้า นางอัปสรเทพธิดา ให้เห็นกับตา เร่ืองอาจารย์ทิศาปาโมกข์ให้
หมอชีวกทดสอบตัวเอง 2 หรืออย่างที่ทรงให้พระเพ่งดูความเปล่ียนแปลงของดอกบัว
เปน็ ต้น
๔. สอนตรงเน้อื หา ตรงเรื่อง คุมอยู่ในเรือ่ ง มีจุด ไม่วกวน ไม่ไขว้เขว ไมอ่ อก
นอกเร่ืองโดยไม่มีอะไรเกีย่ วข้องในเนื้อหา
๕. สอนมเี หตุผล ตรองตามเหน็ จริงได้ อยา่ งที่เรยี กว่า สนทิ านํ
๖. สอนเท่าท่ีจําเป็นพอดีสําหรับให้เกิดความเข้าใจ ให้การเรียนรู้ได้ผล ไม่ใช่
สอนเท่าท่ีตนรู้ หรือสอนแสดงภูมิว่าผู้สอนมีความรู้มากเหมือนอย่างท่ีพระพุทธเจ้าเมือ
ประทับอยู่ในป่าประดู่ลายใกล้เมืองโกสัมพี ได้ทรงหยิบใบไม้ประดู่ลายเล็กน้อยใส่กํา
พระหัตถ์ แล้วตรัสถามภิกษุท้ังหลายว่า ใบประดู่ลายในพระหัตถ์กับในป่า ไหนจะ
มากกว่ากัน ภิกษุท้ังหลายกราบทูลว่า ในป่ามากกว่า จึงตรัสว่า สิ่งที่พระองค์ตรัสรู้แต่
มิได้ทรงสอน เหมือนใบประดู่ลายในป่า ส่วนที่ทรงส่ังสอนน้อยเหมือนใบประดู่ลายใน
2 ดรู ายละเอียดใน, ส.ํ ม. (ไทย) ๑๙/๑๗๑๒.
~ ๖๕ ~
พระหัตถ์ และตรัสแสดงเหตุผลในการที่มิได้ทรงสอนท้ังหมดเท่าท่ีตรัสรู้ว่า เพราะสิ่ง
เหล่าน้ันไม่เป็นประโยชน์ มิใช่หลักการดําเนินชีวิตอันประเสริฐ ไม่ช่วยให้เกิดความรู้
ความถูกตอ้ งท่ีนาํ ไปสจู่ ดุ หมาย คอื นพิ พานได้ 3
๗. สอนส่ิงท่ีมีความหมาย ควรที่เขาจะเรียนรู้และเข้าใจ เป็นประโยชน์แก่ตัว
เขาเอง อย่างพุทธพจน์ที่ว่า พระองค์ทรงมีพระเมตตาหวังประโยชน์แก่สัตว์ท้ังหลาย จึง
ตรสั พระวาจาตามหลัก ๖ ประการ คือ
๑) คาํ พูดใดท่ีไม่จริง ไม่ถูกต้อง, ไม่เป็นประโยชน์, ไม่เปน็ ท่ีรกั ที่ชอบใจของผู้อื่น
จะไมท่ รงตรัสสอน
๒) คําพูดใดท่ีจริง ถูกต้อง, แต่ไม่เป็นประโยชน์. ไม่เป็นที่รักท่ีชอบใจของผู้อื่น
จะไมท่ รงตรสั
๓) คําพูดใดทจี่ ริง ถูกต้อง, เป็นประโยชน์, ไม่เป็นทรี่ ักทีช่ อบใจของผู้อืน่ จะทรง
เลือกกาลตรสั
๔) คาํ พูดใดท่ไี มจ่ ริง ไม่ถูกต้อง, ไม่เป็นประโยชน์, ถึงเปน็ ที่รักที่ชอบใจของผ้อู ่ืน
จะไมท่ รงตรสั
๕) คําพูดใดที่จริง ถูกต้อง, แต่ไม่เป็นประโยชน์, ถึงเป็นที่รักท่ีชอบใจของผู้อ่ืน
จะไม่ทรงตรัส
๖) คําพดู ใดท้ังจรงิ ถูกต้อง, เปน็ ประโยชน์, เป็นท่ีรักทชี่ อบใจของคนอืน่ จะทรง
เลือกกาลตรสั 4
ข. วธิ บี รหิ ารเกยี่ วกับตวั ผู้เรยี น
๑. รู้ คํานึงถึง และสอนให้เหมาะตามความแตกต่างระหว่างบุคคล อย่างในทศ
พลญาณ ข้อ ๕ ข้อ ๖ ที่อธิบายมาแลว้ เช่น คํานงึ ถึงจริต ๖ อันได้แก่ ราคจริต โทสจริต
โมห จริต ศรัทธาจริต พุทธิจริต และวิตกจริต 5 และรู้ระดับความสามารถของบุคคล
อย่างที่พระพุทธเจ้าไดท้ รงพิจารณาเมือกอ่ นเสดจ็ ออกประกาศพระศาสนาว่า
“เหล่าสัตว์ท่ีมีธุลีในดวงตาน้อยก็มี ที่มีกิเลสในดวงตามากก็มี ท่ีมีอินทรีย์แก่
กล้าก็มี ท่ีมีอินทรีย์อ่อนก็มี ที่มีอาการดีก็มี มีอาการทรามก็มี ที่จะสอนให้รู้ได้ง่ายก็มี ที่
3 ดรู ายละเอียดใน, สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๑๗๑๒.
4 ดูรายละเอยี ดใน, ม.ม. (ไทย) ๑๗/๙๔, เทยี บ ที.ปา. ๑๑/๑๑๙.
5 ดรู ายละเอยี ดใน, วสิ ทุ ธิมรรค ปรเิ ฉทท่ี ๓.
~ ๖๖ ~
จะสอนให้รู้ได้ยากก็มี บางพวกที่ตระหนักถึงโทษภัยในปรโลกอยู่ก็มี ท้ังนี้อุปมาเหมือน
ดังในกออบุ ลกอประทุม หรอื กอบณุ ฑริก” 6
ต่อจากน้ันได้ทรงยกดอกบัว ๓ เหล่า ข้ึนมาเปรียบ ในท่ีน้ีจักนําไปเทียบกับ
บุคคล ๔ ประเภท ท่พี ระองคต์ รัสไวใ้ นที่อ่ืน ดงั น้ี
ก. บุคคลผู้รู้เข้าใจได้ฉับพลัน แต่พอยกหัวข้อขึ้นแสดงเท่านั้น เรียกว่า
อคุ ฆฏติ ัญญู เทียบกับบวั พ้นน้ํา แต่พอรับสัมผัสรัศมตี ะวนั กจ็ ะบานได้ ณ วันนน้ั
ข. บุคคลผู้สามารถรู้เข้าใจได้ ต่อเม่ือท่านอธิบายความพิสดารออกไป เรียกว่า
วปิ จิตัญญู เทยี บกับบวั ปร่มิ น้าํ จักบานตอ่ ในวันรงุ่ ขึ้น
ค. บุคคลผู้พอจะหาทางค่อยช้ีแจงแนะนาํ ใช้วิธีการยักเย้ืองให้เข้าใจได้ต่อ ๆ ไป
เรียกวา่ ไนยยะ เทยี บกับบวั งามใต้พืน้ น้ําจกั บานได้ในวนั ต่อ ๆ ไป 7
ง. บุคคลผู้อัปปัญา มีดวงตามืดมิด ยังไม่อาจให้บรรลุคุณวิเศษได้ในชาตินี้
เรยี กว่า ปทปรมะ* เทียบกบั บัวจมใต้น้ํา ซ่ึงน่าจักเป็นภักษาแห่งปลาและเต่า 8 ๒. ปรับ
วีสอนผ่อนให้เหมาะกับบุคคล แม้สอนเรื่องเดียวกัน แต่ต่างบุคคล อาจใช้ต่างวิธี ข้อน้ี
เกีย่ วโยงตอ่ เน่ืองมาจากข้อที่ ๑
๒. นอกจากคํานงึ ถึงความแตกตา่ งระหว่างบุคคลแล้ว ผู้สอนยังจะต้องคํานึงถึง
ความพร้อม ความสุกงอม ความแก่รอบแห่งอินทรีย์หรือญาณ ที่บาลีเรียกว่า ปริปากะ
ของผู้เรียนแต่ละบุคคลเป็นราย ๆ ไปด้วย ว่าในแต่ละคราว หรือเม่ือถึงเวลาน้ัน ๆ เขา
ควรจะได้เรียนอะไร และเรียนได้แค่ไหนเพียงไร หรือสิ่งที่ต้องการให้เขารู้นั้นควรให้เขา
6 ดูรายละเอยี ดใน, วินย. (ไทย) ๔/๙.
* หมายเหตุ พึงสังเกตวา่ ปทปรมะ นั้นมิไดห้ มายความวา่ สอนไมไ่ ดเ้ ลยทีเดียว แต่
หมายถงึ บุคคลทช่ี ว่ ยได้อย่างมากเพยี งให้รู้พยญั ชนะ แต่ไม่อาจเขา้ ใจอรรถ เปน็ ผทู้ ี่
พระพุทธศาสนาไมท่ อดทิ้งเพราะถอื ว่าแม้เขาจะไมส่ ามารถบรรลธุ รรมได้ในชาตินี้ แต่
ก็ยังเป็นการสงั่ สอนอบรมเพือ่ ประโยชน์ในอนาคตตอ่ ไป จึงควรต้องช่วยใหด้ ที ส่ี ุด
เท่าทจ่ี ะช่วยได้.
~ ๖๗ ~
เรียนได้หรือยัง เร่ืองน้จี ะเหน็ ได้ชัดในพทุ ธวิธีการสอนว่า พระพุทธเจา้ ทรงคอยพิจารณา
ปริปากะของบคุ คล เช่น
คราวหนึง่ พระพุทธเจ้าประทับหลีกเรน้ อย่ใู นท่ีสงดั ทรงดาํ รวิ ่า
“ธรรมเครื่องบ่มวิมุตติของราหุลสุกงอมดีแล้ว ถ้ากระไรเราพึงช่วยชักนําเธอใน
การกาํ จดั อาสวะให้ย่ิงขึน้ ไปอีก” ดังน้ี
ครั้นเมื่อเสด็จไปบิณฑบาต เสวยเสร็จแล้วจึงตรัสชวนพระราหุลให้โดยเสด็จไป
พักผ่อนกลางวันในป่าอันธวัน เมือถึงโคนไม้แห่งหน่ึง ก็ได้ประทับนั่งลงและสอนธรรม
ด้วยวิธสี นทนา วนั น้ันพระราหุลกไ็ ดบ้ รรลอุ รหัตตผล
อกี เรอื่ งหนึง่ เม่อื คราวประทับอยู่ ๒ องค์ กับพระเมฆิยะ ณ จาลิกบรรพต พระ
เมฆิยะทูลลาไปบิณฑบาตในหมู่บา้ นชันตุคาม ในระหว่างทางกลับจากบิณฑบาตมาถึงฝั่ง
ลําน้ํากิมิกาฬา ท่านได้เห็นสถานที่ในป่าอัมพวันน่าร่ืนรมย์ เกิดความคิดว่าเป็นสถานที่
เหมาะสมแก่การบําเพ็ญเพียร ครั้นกลับถึงจาลิกบรรพต จึงเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้ากราบ
ทูลขออนญุ าตลาไปบาํ เพ็ญเพียร ณ ป่าริมฝั่งน้ําน้ัน พระพุทธองค์ทรงทราบวา่ ญาณของ
พระเมฆิยะยังไม่สุกงอมพอท่ีจะไปบําเพ็ญอยู่ผู้เดียว ให้เกิดผลสําเร็จก้าวหน้าข้ึนไปได้
แต่กจ็ ะทรงให้พระเมฆิยะได้บทเรยี น จงึ มิได้ทรงห้ามทเี ดยี ว แต่ทรงทัดทานว่า “รอก่อน
เถิดเมฆิยะ เราอยู่คนเดียว เธอจงรอจนกว่าจะมีภิกษุรูปอื่นมาเสียก่อน” การท่ีตรัสดังนี้
ก็เพ่ือให้รู้สึกว่า พระองค์มีพระทัยเยื่อใยเมตตาต่อพระเมฆิยะอยู่ เป็นแรงคอยโน้มน้าว
เมือพระเมฆิยะมีเหตุขัดข้องอะไรขึ้นจะได้กลับมาเฝ้าพระองค์ ครั้งพระเมฆิยะทูล
คะยน้ั คะยอ พระองคก์ ็ทรงอนุญาต
ฝ่ายพระเมฆิยะ เมือไปอยู่ที่ป่าอัมพวันผู้เดียวแล้ว ต่อมาก็เกิดมีอกุศลวิตกข้ึน
เพราะญาณของตนเองไม่แก่กล้าสุกงอม ไม่สามารถแก้ไขได้ จึงกลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้า
และกราบทลู ใหท้ รงทราบ พระองคจ์ ึงตรัสสอนเร่ืองธรรม ๕ อย่าง ท่ีชว่ ยใหเ้ กิดปรปิ ากะ
แกเ่ จโตวมิ ตุ ติ ท่ียังไม่แกก่ ล้า ธรรมเหล่านี้คอื ความมีกัลยาณมติ ร ๑ ความมศี ลี ๑ การมี
โอกาสได้ยินได้ฟัง ได้ร่วมสนทนาอย่างสะดวกสบายในเรื่องต่าง ๆ ที่ช่วยชําระจิตใจให้
ปลอดโปร่งผอ่ งใส เช่น เรื่องความเพียร ศีล สมาธิ ปัญญา วมิ ุตติ เป็นต้น ๑ การบาํ เพ็ญ
เพียรสร้างกุศลธรรมอย่างหนักแน่นจริงจัง ๑ และความมีปัญญา ๑ โดยเฉพาะทรงเน้น
~ ๖๘ ~
ว่า ความมีกัลยาณมิตรน้ันเป็นพ้ืนเบ้ืองต้นอันสําคัญที่จะช่วยให้ได้ทั้งศีล ให้ได้ทั้งเรื่องท่ี
ดงี าม ให้ไดบ้ าํ เพ็ญเพียร และให้ได้ปญั ญา 9
เป็นอันว่า ขณะน้ันพระเมฆิยะยังไม่มีปริปากะ ยังไม่พร้อมที่จะออกไปบําเพ็ญ
เพียรอย่างทตี่ นประสงค์ ยงั ตอ้ งพงึ่ อาศัยกลั ยาณมิตรอยู่
๓. สอนโดยให้ผู้เรียนลงมือทําด้วยตนเอง ซึ่งจะช่วยให้เกิดความรู้ความเข้าใจ
ชัดเจน แมน่ ยาํ และได้ผลจริง เช่น ทรงสอนพระจฬู ปนั ถกผู้โง่เขลา ด้วยการให้นําผ้าขาว
ไปลกู คลํา เป็นต้น
๔. การสอนดําเนินไปในรูปท่ีให้รู้สกึ วา่ ผู้เรยี นกบั ผู้สอนมบี ทบาทร่วมกนั ในการ
แสวงหาความจริง ใหม้ ีการแสดงความคิดเห็น โต้ตอบเสรี หลักนี้เป็นข้อสําคัญในวธิ ีการ
แห่งปญั ญา ซึ่งตอ้ งการอสิ รภาพในทางความคดิ และโดยวิธนี ้เี มอ่ื เข้าถงึ ความจริง ผ้เู รยี น
ก็จะรู้สึกวา่ ตนได้มองเห็นความจริงด้วยตนเอง และมีความชัดเจนมัน่ ใจ หลักนี้เป็นหลัก
ท่ีพระพุทธเจ้าทรงใช้เป็นประจํา และมักมาในรูปการถามตอบ ซึ่งอาจแยกลักษณะการ
สอนแบบนไี้ ดเ้ ป็น
ก. ล่อให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็นของตนออกมา ชี้ข้อคิดให้แก่เขา ส่งเสริมให้
เขาคิด และให้ผู้เรียนเป็นผู้วินิจฉัยความรู้น้ันเอง ผู้สอนเป็นเพียงผู้นําช้ีช่องทางเข้าสู่
ความรู้ ในการน้ีผ้สู อนมกั กลายเปน็ ผู้ถามปญั หาแทนท่จี ะเป็นผู้ตอบ
ข. มีการแสดงความคิดเห็น โต้ตอบอย่างเสรี แต่มุ่งหาความรู้ ไม่ใช่มุ่งแสดงภูมิ
หรอื ขม่ กนั
๕. เอาใจใส่บุคคลท่ีควรได้รับความสนใจพิเศษเป็นระยะ ๆ ไป ตามควรแก่
กาลเทศะและเหตุการณ์ เช่น ชาวนาคนหนึ่งต้ังใจไว้แต่กลางคืนว่าจะไปฟังพุทธเทศนา
บงั เอิญวัวหาย ไปตามได้แล้วรีบมา แต่กว่าจะได้มาก็ช้ามาก คิดว่าทันฟังท้ายหน่อยก็ยัง
ดี ไปถึงวัดปรากฏว่า พระพุทธเจ้ายังทรงประทับรออยู่น่ิง ๆ ไม่เร่ิมแสดง ย่ิงกว่านั้น
ยังให้จัดอาหารให้เขารับประทานจนอ่ิมสบาย แล้วจึงทรงเริ่มแสดงธรรม หรือเร่ือง
เด็กหญิงชาวบ้านลูกช่างหูกคนหนึ่งอยากฟังธรรม แต่มีงานม้วนกรอด้ายเร่งอยู่ เมือทํา
เสร็จจึงเดินจากบา้ นเอามว้ นด้ายไปส่งบิดาท่ีโรงทอ ผา่ นโรงธรรมกแ็ วะหน่อยหนึ่ง นง่ั อยู่
แถวหลังสุดของท่ีประชุม พระพุทธองค์ก็ยังทรงหันไปเอาพระทัยใส่ รับส่ังให้เข้าไปน่ัง
9 ดรู ายละเอยี ดใน, องฺ.นวก. (ไทย) ๒๓/๒๐๗; ข.ุ อ.ุ (ไทย) ๒๕/๘๕-๘๙.
~ ๖๙ ~
ใกล้ ๆ ทักทายปราศรัยและสนทนาให้เกียรติ ให้เด็กนั้นพูดแสดงความเห็นในท่ีประชุม
และทรงเทศนาให้เดก็ นน้ั ไดร้ ับประโยชนจ์ ากการมาฟังธรรม
๖. ช่วยเหลือเอาใจใส่คนท่ีด้อย ที่มีปัญหา เช่น เร่ืองพระจูฬปันถกที่กล่าวแล้ว
เป็นตน้
ค. วธิ ีบรหิ ารเกยี่ วกบั ตัวการสอน
๑. ในการสอนน้ัน การเร่ิมต้นเป็นจุดสาํ คัญมากอย่างหนึ่ง การเร่ิมต้นที่ดีมีส่วน
ช่วยให้การสอนสําเร็จผลดีเป็นอย่างมาก อย่างน้อยก็เป็นเครื่องดึงความสนใจ และ
นาํ เขา้ สเู่ นือ้ หาได้ พระพุทธเจ้าทรงมวี ธิ เี ริม่ ต้นท่นี ่าสนใจมาก โดยปกติพระองค์จะไม่ทรง
เรม่ิ สอนด้วยการเข้าสเู่ น้อื หาธรรมทีเดียว แต่จะทรงเร่ิมสนทนากบั ผู้ทรงพบหรือผู้มาเฝ้า
ด้วยเร่ืองท่ีเขารู้เข้าใจดี หรือสนใจอยู่ เช่น เมื่อทรงสนทนากับควาญช้าง ก็ทรงเริ่ม
สนทนาด้วยเรื่องวิธีฝึกช้าง พบชาวนาก็สนทนาเร่ืองการทํานา พบพราหมณ์ก็สนทนา
เรื่องไตรเพท หรือเรื่องธรรมของพราหมณ์ บางทีก็ทรงจี้จุดสนใจ หรือเหมือนสะกิดให้
สะดุ้งเป็นการปลุกเร้าความสนใจ เช่น เมื่อเทศนาโปรดชฎิลผูบ้ ูชาไฟ ทรงเร่ิมต้นด้วยคํา
ว่า อะไร ๆ ร้อนลุกเป็นไฟหมดแล้ว ต่อจากนั้นจึงถามและอธิบายต่อไปว่าอะไรร้อน
อะไรลุกเป็นไฟ นําเข้าสู่ธรรมะ บางทีก็ใช้เร่ืองท่ีเขาสนใจหรือท่ีเขารู้นั่นเอง เป็นข้อ
สนทนาไปโดยตลอด แตแ่ ทรกความหมายทางธรรมเข้าไวใ้ ห้
๒. สร้างบรรยากาศในการสอนให้ปลอดโปร่ง เพลิดเพลิน ไม่ให้ตึงเครียด ไม่ให้
เกิดความอึดอัดใจ และให้เกียรติแก่ผู้เรียน ให้เขามีความภูมิใจในตัวเขา เช่น เมื่อ
พราหมณโ์ สณทณั ฑะ กับคณะไปเฝา้ ท่านโสณทณั ฑะครนุ่ คิดวิตกอยูใ่ นใจว่า
“ถ้าเราถามปัญหาออกไป หากพระองค์ตรัสว่า พราหมณ์ ปัญหาข้อนี้ท่านไม่
ควรถามอยา่ งนี้ ท่ีประชุมก็หมิ่นเราได้ ถ้าพระสมณโคดมจะพึงตรสั ถามปญั หาเรา ถ้าแม้
เราตอบไม่ถูกพระทัย หากพระองค์ตรัสว่า พราหมณ์ ปัญหาข้อนี้ ท่านไม่ควรตอบอย่าง
นี้ ท่ถี กู ควรแก้อยา่ งน้ี ท่ีประชมุ ก็จักหมน่ิ เราได้ ถา้ กระไรขอใหพ้ ระสมณโคดมถามปัญหา
เราในเร่ืองไตรเพทอันเป็นคําสอนของอาจารย์เราเถิด เราจะตอบให้ถูกพระทัยทีเดียว”
พระพุทะเจา้ ทรงทายใจพราหมณ์ได้ ทรงดํารวิ า่
“โสณทัณฑะน้ีลําบากใจอยู่ ถ้ากระไร เราพึงถามปัญหาเขาในเรื่องไตรเพทอัน
เป็นคําสอนของอาจารยฝ์ า่ ยเขาเองเถิด”
~ ๗๐ ~
แล้วพระองค์ได้ตรัสถามถึงคุณสมบัติของพราหมณ์ ทําให้พราหมณ์นั้นสบายใจ
และรู้สึกภูมิใจท่ีจะสนทนาต่อไปในเร่ืองซ่ึงตัวเขาเองถือว่า เขารู้ชํานาญอยู่เป็นพิเศษ
และพระองค์ก็ทรงสามารถชักนําพราหมณ์นั้นเข้าสู่ธรรมของพระองค์ได้ ด้วยการคอย
ทรงทรงเลือกป้อนคําถามต่าง ๆ กะพราหมณ์น้นั แล้วคอยสนบั สนนุ คําตอบของเขาต้อน
เข้าสู่แนวที่พระองค์ทรงพระประสงค์ 10 หรือเม่ือพบนิโครธปริพาชก ก็ทรงเปิดโอกาส
เชิญใหเ้ ขาถามพระองคด์ ้วยปญั หาเก่ียวกบั ลทั ธิฝา่ ยเขาทีเดียว 11
๓. สอนมุ่งเนอ้ื หา มงุ่ ใหเ้ กิดความรูค้ วามเข้าใจในสง่ิ ทีส่ อนเป็นสาํ คัญ ไม่กระทบ
ตนเองและผู้อื่น ไม่มุ่งยกตน ไม่มุ่งเสียดสีใคร ๆ 12 ในสมัยพุทธกาล แม้เมื่อมีผู้มาทูล
ถามเร่ืองคําสอนของเจ้าลทั ธิต่าง ๆ ว่า ของคนใดผิดคนใดถูก พระองค์ก็จะไม่ทรงตดั สิน
แต่จะทรงแสดงหลักธรรมให้เขาฟัง คือให้เขาคิดพิจารณาตัดสินเอาด้วยตนเอง เช่น
คราวหนึ่ง พราหมณ์ ๒ คน เข้าไปเฝ้าทูลถามว่า ท่านปูรณกัสสป เจ้าลัทธิหน่ึง กับท่าน
นิครนถนาฏบุตร อีกเจ้าลัทธิหนึ่ง ต่างก็ปฏิญาณว่าตนเป็นผู้ที่รู้ที่สุดด้วยกัน วาทะเป็น
ปฏิปักษ์กนั ใครจริง ใครเท็จ พระพทุ ธเจ้าตรัสตอบว่า
“อย่าเลยพราหมณ์ ข้อที่ท้ังสองนี้ต่างพูดอวดรู้ มีวาทะเป็นปฏิปักษ์กันน้ัน ใคร
จะจรงิ ใครจะเท็จ พักไวเ้ ถิด เราจกั แสดงธรรมใหท้ า่ นทัง้ สองฟัง ขอให้ท่านตั้งใจฟังเถดิ ”
13
เรื่องนี้มีปรากฏหลายแห่งในพระไตรปิฎก (๗๑) เช่น ม.มู. ๑๒/๓๕๓. แม้เมื่อ
แสดงธรรมตามปกติในที่ประชุมสาวก ก็ไม่ทรงยกยอ และไม่ทรงรุกรานที่ประชุม ทรง
ชแี้ จงใหร้ ู้เข้าใจชดั เจนไปตามธรรม 14
๔. สอนโดยเคารพ คือ ตั้งใจสอน ทําจริง ด้วยความรสู้ ึกว่าเป็นสง่ิ มีคา่ มองเห็น
ความสําคัญของผู้เรียน และงานสั่งสอนนั้นไม่ใช่สักว่าทํา หรือเห็นผู้เรียนโง่เขลา หรือ
เหน็ เป็นชน้ั ตา่ํ ๆ อยา่ งพระพทุ ธจรยิ าว่า
10 ดรู ายละเอียดใน, ท.ี สี. (ไทย) ๙/๑๘๔-๑๙๔.
11 ดูรายละเอียดใน, ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๒๒.
12 เปน็ องค์คุณอย่างหน่งึ ของธรรมกถึก อง.ฺ ปญจฺ ก. (ไทย) ๒๒/๑๕๙.
13 ดูรายละเอียดใน, องฺ.นวก. (ไทย) ๒๓/๒๔๒.
14 ดูรายละเอียดใน, ม.ม. (ไทย) ๑๓/๕๘๙.
~ ๗๑ ~
“ภิกษุท้ังหลาย ถ้าแม้ตถาคตจะแสดงธรรมแก่ภิกษุทงั้ หลาย ตถาคตย่อมแสดง
โดยเคารพ ไมแ่ สดงโดยไม่เคารพ ถา้ แมจ้ ะแสดงแก่ภกิ ษุณี แก่อุบาสกอุบาสิกา แกป่ ถุ ุชน
ทั้งหลาย โดยท่ีสุดแม้แก่คนขอทานและพรานนกก็ย่อมแสดงโดยเคารพ หาแสดงโดย
ขาดความเคารพไม่” 15
๕. ใช้ภาษาสุภาพ นุม่ นวล ไมห่ ยาบคาย ชวนให้สบายใจ สละสลวย เข้าใจง่าย
อย่างที่วา่
“พระสมณโคดม มีพระดํารัสไพเราะ รู้จักตรัสถ้อยคําได้งดงาม มีพระวาจา
สภุ าพ สละสลวย ไมม่ โี ทษ ยังผฟู้ งั ให้เข้าใจเนอื้ ความไดช้ ดั แจ้ง” 16
ก่อนจบตอนนี้ ขอนําพุทธพจน์แห่งหน่ึง ที่ตรัสสอนภิกษุผู้แสดงธรรม เรียกกัน
ว่า องค์แหง่ ธรรมกถกึ มาแสดงไว้ ดังนี้
“อานนท์ การแสดงธรรมให้คนอ่ืนฟัง มใิ ช่สงิ่ ที่กระทําได้ง่าย ผแู้ สดงธรรมให้คน
อ่นื ฟงั พงึ ตง้ั ธรรม ๕ อยา่ งไว้ในใจ คือ
๑. เราจักกล่าวชแ้ี จงไปตามลําดบั
๒. เราจักกลา่ วช้ีแจงยกเหตุผลมาแสดงใหเ้ ข้าใจ
๓. เราจกั แสดงด้วยอาศัยเมตตา
๔. เราจักไมแ่ สดงดว้ ยเห็นแก่อามิส
๕. เราจกั แสดงธรรมไปโดยไมก่ ระทบตนและผู้อน่ื 17
๓.๒ พุทธวิธีลลี าในการสอนสงั คมศึกษา
นอกจากพุทธกจิ ประจาํ วันท่ที รงบําเพญ็ ในฐานพระพทุ ธเจา้ แล้ว พุทธวธิ ีบรหิ าร
การสอนหมวดธรรมใด แก่กลมุ่ ผู้รับร้ใู ด ๆ ของพระพุทธองค์ จัดเป็นอกาลิโกหรืออกาลิก
ธรรม คือไมอ่ ิงกับการเวลา (ฤกษ์ยาม) ทั้งไมล่ ้าสมัยและกไ็ ม่ลํ้าสมัย แต่ กลับทันสมัยอยู่
เสมอ เม่ือมองกว้าง ๆ พุทธวิธีบริหารการสอนของพระพุทธเจ้าแต่ละครั้ง จะดําเนินไป
จนถึงผลสําเรจ็ โดยมคี ุณลักษณะซ่ึงเรียกได้ว่า เปน็ ลีลาในการสอน ๔ อยา่ ง ดังน้ี
๑. สนั ทสั สนา อธิบายให้เหน็ ชัดเจนแจม่ แจ้ง เหมือนจูงมือไปดูใหเ้ หน็ กับตา
15 ดรู ายละเอยี ดใน, อง.ฺ ปญฺจก. (ไทย) ๒๒/๙๙.
16 ดูรายละเอียดใน, ม.ม. (ไทย) ๑๓/๖๕๐.
17 ดรู ายละเอยี ดใน, องฺ. ปญจฺ ก. (ไทย) ๒๒/๑๕๙.
~ ๗๒ ~
๒. สมาทปนา ชกั จงู ใจให้เห็นจรงิ ด้วยชวนใจใหค้ ลอ้ ยตาม จนต้องยอมรับ
และนาํ ไปปฏบิ ัติ
๓. สมุตเตชนา เราใจใหแ้ กล้วกล้า บังเกิดกําลงั ใจ ปลกุ ใจให้มีอุตสาหะแข็งขนั
ม่นั ใจว่าจะทาํ ให้สาํ เร็จได้ ไม่หว่ันระย่อตอ่ ความเหน่ือยยาก
๔. สัมปหังสนา ชโลมใจให้แช่มชื่น ร่าเริง เบิกบาน ฟังไมเ่ บื่อ และเป่ียมด้วย
ความหวงั เพราะมองเหน็ คณุ ประโยชนท์ ตี่ นจะพงึ ไดร้ ับจากการปฏิบตั ิ
อาจผกู เปน็ คําสน้ั สนั้ ๆ ไดว้ า่ บริหารการสอนแบบ แจ่มแจ้ง จูงใจ
หาญกล้า รา่ เริง หรอื ชีช้ ัด เชญิ ชวน คึกคกั เบิกบาน
การบรู ณาการองค์ประกอบของทฤษฎีการสอนแบบพหปุ ัญญา
การศึกษาคือการเปิดโลกกว้างให้กับผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียน และเพื่อบูรณาการเข้ากับ
ศาสตร์สมัยใหม่ท่ีมีนักนักการศึกษา นักทฤษฎีหลาย ๆ ท่านในที่ท่ีน้ีขอยกตัวอย่างท่าน
หนึ่งมาประกอบ คอื การด์ เนอร์ ได้เสนอวา่ เชาวน์ปญั ญาของบุคคลไว้ ๘ ดา้ น โดย พงษ์
ศกั ดิ์ แป้นแกว้ ไดน้ ํามาอธบิ ายไวอ้ ยา่ งละเอียดดงั น้ี
๑) สติปญั ญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence)
สตปิ ัญญาด้านภาษา เปน็ ความสามารถในการเลอื กใช้ถ้อยคําภาษาท่ีแสดงออก
ในการสื่อความหมาย โดยมสี มองส่วน Brocals Area ซงึ่ เป็นสมองส่วนหน้า ควบคมุ การ
เรียบเรียงประโยคออกมาเปน็ ประโยคทสี่ อ่ื ความตามหลักภาษา หากสมองส่วนนอ้ี าจจะ
ทาํ ให้สอื่ สารกบั ผู้อน่ื ไม่รเู้ รื่อง แตย่ งั ฟังหรืออ่านส่งิ ตา่ งๆ แล้วเข้าใจได้อยู่
ลักษณะสําคัญของบคุ คลที่มีสติปัญญาดา้ นภาษา
- เปน็ บคุ คลท่เี หน็ คณุ ค่าของหนงั สือ ชอบอา่ นหนังสือแล้วพดู หรือเล่าในสิ่งที่อ่าน
- มคี วามจาํ ดใี นชื่อตา่ งๆ สถานที่ วนั เดือน ปี หรือส่ิงเล็กๆ น้อยๆ ท่พี บ
- สามารถนึกคดิ ถอ้ ยคาํ ต่างๆ ในใจได้กอ่ นที่จะพูดหรอื อ่านสิ่งเหล่าน้ัน
- ส่อื สารกบั ผู้อ่นื โดยใชภ้ าษาไดเ้ ป็นอยา่ งดี
- สนุกสนานกับการเล่นเกมที่เก่ียวกับการใช้คํา (อักษรไขว้ ต่อคํา) การพูดคํา
สัมผสั (การแตง่ คําประพนั ธ/์ กลอนสด) การเล่นคาํ ผวน
- เป็นผูม้ ีความสามารถดา้ นการเขยี น สะกดคําได้อยา่ งถูกตอ้ ง ใช้คําศัพท์ตา่ งๆ ได้
อย่างดี
- มีความสามารถในการเรียนรู้ภาษาอ่นื ได้อยา่ งดี
~ ๗๓ ~
- มีความพยายามท่ีจะพัฒนาการใช้ภาษาของตนเอง จะสามารถสร้างคําทั้งใน
การพดู และการเขียนในรปู แบบใหม่ได้อย่างสมาํ่ เสมอ
- เป็นคนรักการอ่าน การเขียน การเล่าเรื่อง แต่งคําประพันธ์ โต้วาที เล่าขําขัน
ร่วมอภปิ รายแสดงความคดิ เหน็ ตา่ งๆ
- ชอบเรยี นวิชาภาษาไทย ภาษาตา่ งประเทศ ประวตั ศิ าสตร์ มากกว่าคณติ ศาสตร์
วทิ ยาศาสตร์
- มีความสนใจในอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาเช่น กวี นักพูด นักเขียน นัก
กฎหมาย เป็นตน้
- มีทกั ษะทางภาษาที่มีประสทิ ธิภาพท้ังการฟัง พดู อ่าน และเขียน 18
๒) สติปัญญาในการใช้เหตุผลเชิงตรรกะและคณิตศาสตร์ (Logical–
Mathematical Intelligence)
สติปญั ญาในด้านการใช้เหตุผลเชงิ ตรรกะและคณติ ศาสตร์ และดา้ นภาษาที่กล่าว
ไปข้างต้น มักจะถือว่าเป็นสติปัญญาขั้นทั่วไปของมนุษย์ มักจะวัดผ่านแบบทดสอบต่าง
ๆ เชาวน์ปัญญาในด้านน้ีมีสมองส่วนควบคุมกลไกในการแก้ปัญหาในการใช้เหตุผลเชิง
ตรรกะ และการคํานวณทางคณิตศาสตร์ การ์ดเนอร์กล่าวถึงสติปัญญาในด้านน้ีว่า มี
องค์ประกอบ ๓ ด้าน คอื
๑. ด้านการคิดคํานวณทางคณติ ศาสตร์ (Mathematics)
๒. ดา้ นวทิ ยาศาสตร์ (Science)
๓. ดา้ นการใชเ้ หตุผลเชงิ ตรรกะ (Logic)
ลั ก ษ ณ ะ สํ า คั ญ ข อ ง บุ ค ค ล ท่ี มี ส ติ ปั ญ ญ า ใ น ก า ร ใ ช้ เ ห ตุ ผ ล เ ชิ ง ต ร ร ก ะ แ ล ะ
คณติ ศาสตร์
- เขา้ ใจสิ่งตา่ งๆ และบทบาทของส่ิงเหลา่ นน้ั ตามสภาพท่เี ปน็ อย่ใู นส่ิงแวดลอ้ ม
- เข้าใจในเร่ืองจํานวน ตัวเลข และมีทักษะในการคิดคํานวณ เช่น การประมาณ
ค่า การทํานายค่าทางสถิติ การแสดงผลข้อมลู โดยกราฟแบบตา่ งๆ รวมทั้งรู้จักใช้เทคนิค
ในการแกป้ ัญหาเกยี่ วกบั คณิตศาสตร์
18 ทิศนา แขมมณ,ี ศาสตรก์ ารสอน, (สํานกั พมิ พแ์ ห่งจฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย, พิมพ์
ครั้งท่ี ๑๔, ๒๕๕๔,) หนา้ ๗๗.
~ ๗๔ ~
- มีทกั ษะในการแกป้ ัญหาโดยพิจารณาเหตุและผล (Critical Thinking)
- เข้าใจรูปแบบและความสัมพันธ์ของส่ิงต่างๆ โดยรู้จักใช้สัญลักษณ์ที่เป็น
รูปธรรมเพือ่ แสดงในสง่ิ ทเ่ี ป็นนามธรรม สามารถอธิบายเรอ่ื งมโนมติในเร่ืองต่างๆ ได้
- มีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) รู้จักรวบรวมข้อมูล
ตั้งสมมตฐิ าน ตรวจสอบสมมติฐาน และลงขอ้ สรุปเพื่อแก้ปัญหาท่ีพบได้
- ชอบศึกษาหรือเรียนในวิชาที่ซับซอ้ น เช่น แคลคูลสั วทิ ยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์
เปน็ ตน้
- ชอบในอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการคํานวณ การใช้เหตุผล และวิทยาศาสตร์ เช่น
นักบญั ชี นกั วิทยาศาสตร์ นกั คอมพิวเตอร์ นักกฎหมาย และวิศวกร
- มีความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ในเชิงวิทยาศาสตร์ ชอบศึกษากลไกการทํางานของ
อปุ กรณ์เครอื่ งใชต้ า่ งๆ 19
๓) สติปัญญาด้านการเคลื่อนไหวร่างกายและกล้ามเน้ือ ( Bodily –
Kinesthetic Intelligence)
สติปัญญาในด้านนี้ เป็นความสามารถในการใช้ส่วนของร่างกายเพ่ือการ
แสดงออก สร้างสรรค์ หรือสื่อสารกับผ้อู ่ืนได้อยา่ งคล่องแคล่ว ผูท้ ี่มเี ชาวน์ปัญญาในดา้ น
น้ีจะมีสมองส่วนท่ีเรียกว่า Cortex โดยสมองส่วนหนึ่งจะเป็นหลักในการควบคุมการ
เคลือ่ นไหวของร่างกาย อีกด้านหนงึ่ ไขว้กนั (ขวาควบคุมซา้ ย ซ้ายควบคุมขวา) คนท่ีถนัด
ขวาจะมกี ารพฒั นาทีช่ ัดเจนมาต้ังแตเ่ ดก็
ลกั ษณะสําคัญของบุคคลทีม่ สี ติปญั ญาด้านการเคลอ่ื นไหวร่างกายและกลา้ มเนอ้ื
- ชอบสํารวจสภาพแวดลอ้ ม วัตถุตา่ งๆ โดยการสัมผัส จบั ต้อง เคลือ่ นไหวในสิ่งท่ี
ตอ้ งการเรียนรู้
- เรียนรู้ได้ดีเม่ือได้เข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรง จดจําได้ดีในสิ่งที่ลงมือปฏิบัติ
มากกว่าฟัง หรือสงั เกตเพียงอย่างเดียว
- ชอบเรียนในส่งิ ท่ีเปน็ รูปธรรม เช่น ทศั นศึกษา แบบจาํ ลองสิ่งตา่ งๆ เลน่ บทบาท
สมมติ เกม การออกกาํ ลงั กาย
19 เรอื่ งเดยี วกัน, หน้า ๘๗.
~ ๗๕ ~
- แสดงทักษะในการทํางานท่ีมีการเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว มีความ
สามารถดา้ นกฬี า เป็นนกั กฬี า
- รับร้แู ละตอบรับกับสภาพแวดล้อมตา่ งๆ โดยระบบทางกายภาพ
- มีทักษะทางการแสดง กีฬา เต้นรํา เย็บปักถักร้อย แกะสลัก ดนตรี เช่น
keyboard
- ประดิษฐ์คิดค้นวิธีใหม่ๆ ท่ีใช้ทักษะทางร่างกาย เช่น ออกแบบท่าทาง การ
เตน้ ราํ คิดกฬี าใหม่ๆ หรือกิจกรรมทางกายภาพดา้ นอ่ืนๆ
- มีลักษณะที่เป็นคนที่ชอบเคล่ือนไหว คล่องแคล่ว และสนุกกับการอยู่กลางแจ้ง
มากกวา่ ในรม่ ไมช่ อบนั่งนิ่งเป็นเวลานานๆ
- ชอบทํางานต่างๆ ท่ีใช้มือ ชอบส่งิ ของท่ีจะนํามาสร้างหรือประดิษฐเ์ ป็นส่ิงตา่ งๆ
ได้
- ชอบแยกแยะส่ิงต่างๆ เพื่อสํารวจส่วนประกอบต่างๆ และสามารถประกอบ
เขา้ รปู เหมอื นเดมิ ได้
- สนใจในวชิ าชีพที่เกี่ยวกับการกฬี า เตน้ รํา ศัลยแพทย์ ชา่ งกอ่ สร้าง นักประดิษฐ์
เป็นต้น 20
๔ ) ส ติ ปั ญ ญ า ด้ า น ก า ร ม อ ง เ ห็ น แ ล ะ มิ ติ สั ม พั น ธ์ ( Visual/Spatial
Intelligence)
เชาวน์ปญั ญาด้านนี้ถกู ควบคุมโดยสมองซีกขวา และแสดงออกทางความสามารถ
ด้านศิลปะ การวาดภาพ การสร้างภาพ การคิดเป็นภาพ การเห็นรายละเอียด การใช้สี
การสร้างสรรค์งานต่าง ๆ และมักจะเป็นผู้มองเห็นวิธีแก้ปัญหาในมโนภาพ เชาวน์
ปัญญาในด้านน้ีเป็นเชาวน์ปัญญาที่มนุษย์มีมาแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เพราะมนุษย์
วาดภาพเพอ่ื สื่อสารความหมายมาตั้งแต่สมยั น้นั
ลักษณะสําคัญของบุคคลท่ีมีสติปัญญาด้านการมองเห็นและมิตสิ มั พันธ์
- ชอบมองและสังเกตรายละเอียดของสิ่งต่างๆ ที่พบเห็นได้ดี ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง
ลักษณะสี
20 เรอื่ งเดียวกนั , หน้า ๘๗.
~ ๗๖ ~
- บอกตําแหน่งและทิศทางของวัตถุส่ิงของต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว คล่องแคล่ว
และถกู ตอ้ ง
- สามารถอธิบายรายละเอียดของภาพหรอื แผนผังตา่ งๆ ไดเ้ ปน็ อย่างดี
- ชอบการเขียนภาพ วาดภาพ ประดิษฐ์วัตถุสิ่งของ ทั้งงานป้ันและงานฝีมือตา่ งๆ
ทเ่ี ก่ียวขอ้ งกบั งานทัศนศิลป์
- ชอบเล่นเกมท่เี กย่ี วกับการสรา้ งภาพหรือจนิ ตนาการในใจ เชน่ หมากรุก หมาก
ฮอส อักษรไขว้ ภาพต่อ (Jigsaw) เปน็ ต้น
- เขยี นแผนผงั แสดงตําแหน่งที่ตั้งของส่งิ ต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง
- มีความสนใจในการประกอบอาชีพเก่ียวกับศิลปะ เช่น นักถ่ายรูป วิศวกร นัก
ออกแบบ จิตรกร รวมทั้งนักบนิ สถาปนกิ
- สรา้ งสรรคผ์ ลงานแปลกใหมเ่ กีย่ วกับงานศลิ ปเ์ สมอ
- มีมุมมองในส่ิงต่างๆ ท่ีแตกต่างไปจากคนอ่ืน (New perspective) รวมท้ัง
มองเห็นในสิ่งที่ซ่อนหรือแฝงอยู่โดยท่ีคนอื่นอาจไม่เห็นหรือไม่เข้าใจ เช่น การมองภาพ
ศิลปะ 21
๕) สตปิ ญั ญาดา้ นดนตรี (Musical Intelligence)
เชาวน์ปัญญาด้านนี้ถูกควบคุมโดยสมองซีกขวาตอนบน บุคคลที่มีสติปัญญา
ทางด้านน้ี จะแสดงออกทางความสามารถในด้านจังหวะ การร้องเพลง การฟังเพลงและ
ดนตรี การแต่งเพลง การเต้น และมีความไวต่อการรับรู้เสียงและจังหวะต่างๆ โดยที่
บางครั้งอาจดูเหมือนไม่มีความสามารถ เช่น เล่นเปียโนได้ แต่ไม่สามารถเล่นเคร่ือง
ดนตรีอ่ืนๆ ได้ หรือ บางคร้ังในการเรียนทฤษฎีดนตรี อาจจะสอบตก แต่ร้องเพลงได้
ไพเราะ เปน็ ต้น
ลกั ษณะสําคญั ของบุคคลที่มสี ติปัญญาด้านดนตรี
- เป็นผู้มคี วามสขุ สนุกสนานกบั การฟังเพลงจากวิทยุ เทป ซีดี
- ชอบเคาะมือ เคาะเทา้ เปน็ จังหวะหรือ ผวิ ปาก ฮมั เพลง ในขณะทํางาน
- รจู้ ักทว่ งทํานอง จังหวะ ลลี าของเพลงตา่ งๆ มากมาย
- ร้องเพลงได้ไพเราะหรอื เลน่ ดนตรตี ่าง ๆ เกง่
21 เรอ่ื งเดียวกัน, หนา้ ๘๗.
~ ๗๗ ~
- มีท่วงที จังหวะ และลีลาในการพูดหรือเคล่ือนไหว ที่แสดงออกทานดนตรี
ไดอ้ ยา่ งเดน่ ชดั
- ชอบร้องเพลงคลอตามขณะเปิดเพลง ชอบการแสดงดนตรี (Concert) ชอบ
เล่นเครื่องดนตรีประเภทตา่ งๆ
- ชอบสะสมข้อมูลต่างๆ เก่ียวกับดนตรี เช่น เทปเพลง เน้ือเพลง ซีดี วีดีโอ
เพลง เครื่องดนตรตี า่ งๆ เป็นตน้
- สนใจฟงั เสียงดนตรี หรือเสียงอ่นื ๆ รอบๆ ตวั และพยายามหาโอกาสในการ
ฟงั สามารถคดิ ประกอบกบั เสยี งดนตรี หรือเสียงธรรมชาติอ่ืนๆ ไดอ้ ย่างรวดเรว็
- สามารถฟังและตอบรับกับเสียงต่างๆ รอบตัว แล้วเรียบเรียงเสียงประสาน
ใหอ้ ย่ใู นรปู แบบทมี่ ีความหมายได้
- สามารถพัฒนาตนเองให้มีความสามารถในการร้องเพลงหรือเล่นดนตรีได้ดี
ท้งั การร้องเด่ยี ว หรือกับคนอน่ื ๆ ได้
- มีความสนใจในอาชีพท่ีเกี่ยวกับดนตรี เช่น นักร้อง นักดนตรี ครูสอนดนตรี
คนทําเครอ่ื งดนตรี นกั แต่งเพลง ผู้อํานวยเพลง เปน็ ต้น 22
๖) สติปัญญาดา้ นการเข้ากับผอู้ น่ื (Interpersonal Intelligence)
เชาวป์ ัญญาด้านนี้ถูกควบคุมโดยสมองส่วนหน้า หากสมองด้านนี้ถูกทําลายจะทํา
ให้เกิดปัญหาในการเข้าสังคม ความสามารถท่ีแสดงออกทางด้านน้ี เห็นได้จากการ
ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น การทํางานกับผู้อื่น การเข้าใจและเคารพผู้อื่น การแก้ปัญหาความ
ขัดแย้ง และการจัดระเบียบ ผู้มีความสามารถทางด้านนี้ มักเป็นผู้ที่มีความไวต่อ
ความรู้สึกและความตอ้ งการของผู้อื่น
ลกั ษณะสาํ คญั ของบุคคลทม่ี สี ตปิ ญั ญาดา้ นการเขา้ กับผอู้ ืน่
- มีความสัมพนั ธ์กบั ครอบครวั และชอบปฏิสัมพนั ธ์กับผู้อืน่
- สรา้ งและรักษาความสัมพันธ์อันดีกับผ้อู นื่ ในสังคม
- พยายามใช้วิธที ่หี ลากหลายเพ่ือเขา้ ไปมสี ว่ นสมั พนั ธก์ ับผ้อู ่ืน
- รับรู้และเข้าใจความรู้สึก ความคิด แรงจูงใจ พฤติกรรม และวิถีชีวิต ความ
เปน็ อยูข่ องผู้อน่ื
22 เร่ืองเดยี วกัน, หนา้ ๘๗.
~ ๗๘ ~
- เขา้ มามสี ่วนร่วมในการทํางานกับผู้อ่ืน และสามารถรบั บทบาทหลายอย่างที่
เหมาะสมตั้งแต่ผู้นําจนถงึ ผูต้ ามกล่มุ
- มีความสามารถโน้มน้าว ชักจูง ในการแสดงความคิดเห็น หรือการกระทํา
ของผู้อ่ืน
- มีความเข้าใจและส่ือสารกับผอู้ ื่นไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพ ทง้ั ด้วยวาจาและไม่
ใชว้ าจา
- ปรับพฤติกรรมเข้ากับสภาพแวดล้อมหรือกลุ่มคนทแี่ ตกต่าง หรือจากข้อมูล
ย้อนกลบั ทไี่ ด้จากผ้อู ่ืนได้
- รบั รู้ความคดิ ท่ีหลากหลายในเรอ่ื งทีเ่ กย่ี วกับสังคม หรือการเมืองต่างๆ ได้
- สนใจพฒั นากระบวนการหรอื รูปแบบต่างๆ ทางสังคม
- ชอบการปรึกษาหารือในปัญหาต่างๆ กับผู้อื่น มากกว่าท่ีจะแก้ปัญหาด้วย
ตนเอง
- มีเพ่ือนมาก โดยเฉพาะทีส่ นทิ สนมมากๆ อย่างนอ้ ยทีส่ ุด ๓ คน
- ชอบคยุ สนุกกบั การได้เขา้ สงั คม พบปะผคู้ น
- ชอบการเล่นเกม กฬี า ท่ีมีลักษณะการเล่นเปน็ กลุม่
- อาสาสมคั รที่จะร่วมทาํ งานกบั ผอู้ นื่ ในเร่ืองใหมๆ่ เสมอ
- แสดงความสามารถในการเปน็ ผู้นาํ หาเพอ่ื นๆ ร่วมปฏบิ ตั งิ านอยู่ตลอดเวลา
- เป็นสมาชิกของชมรม องค์กร หรือคณะกรรมการต่างๆ ที่มีความ
คลอ่ งแคล่วและกระตือรอื ร้น
- มกั เป็นผู้ที่มีผ้ขู อคาํ ปรึกษาหรอื ขอคําแนะนาํ ตา่ งๆ
- แสดงความสนใจในอาชีพที่เกย่ี วกับความสัมพันธก์ ับผูอ้ ่ืน เช่น นักการ เมือง
ผู้นําทางศาสนา ครู นักแนะแนว นักประชาสัมพันธ์ พิธีกร นักนิเทศศาสตร์ นักสังคม
สงเคราะห์ เปน็ ตน้ 23
๗) ส ติ ปั ญ ญ า ด้ า น ก า ร รู้ จั ก แ ล ะ เ ข้ า ใ จ ต น เ อ ง ( Intrapersonal
Intelligence)
23 เรอื่ งเดยี วกนั , หนา้ ๘๗.
~ ๗๙ ~
บคุ คลที่สามารถในการเข้าใจตนเอง มักเป็นคนทชี่ อบคิด พิจารณาไตร่ตรอง มอง
ตนเอง และทําความเข้าใจถึงความรู้สึกและพฤติกรรมของตนเอง มักเป็นคนที่ม่ันคงใน
ความคิดความเชื่อต่าง ๆ จะทําอะไรมักต้องการเวลาในการคิดไตร่ตรอง และชอบท่ีจะ
คิดคนเดียว ชอบความเงียบสงบ สติปัญญาทางด้านนี้ มักเกิดร่วมกับสติปัญญาด้านอื่น
มีลักษณะเปน็ ปฏิสัมพนั ธ์ระหว่างเชาวป์ ัญญา อย่างน้อย ๒ ด้านขึ้นไป ผทู้ ี่ไม่มีสตปิ ัญญา
ในด้านนี้ มกั จะมบี คุ ลกิ เฉอื่ ยชา เช่ืองช้า ไมย่ นิ ดียนิ รา้ ยและเศรา้ ซมึ
ลกั ษณะสําคัญของบคุ คลที่มีสติปญั ญาด้านการร้จู ักและเขา้ ใจตนเอง
- มกี ารแสดงออกทางอารมณ์อยา่ งเหมาะสมและมีขอบเขต
- แสดงความคดิ เห็นและความรู้สกึ ในเร่อื งต่างๆ อย่างพอเหมาะ
- มเี ปา้ หมายในการดําเนินชวี ิตทแ่ี น่นอนและในรปู แบบท่ถี กู ต้อง
- ทํางานได้ดว้ ยตนเอง
- มีพฒั นาการในด้านการเรียนรแู้ ละบคุ ลิกภาพ
- สามารถทําความเข้าใจในสิ่งต่างๆ ทีเ่ ป็นประสบการณ์ของชีวิตเพื่อนํามาใช้
ในการปรบั ปรงุ แก้ไขและพัฒนาตนเองใหด้ ีขึ้น
- เข้าใจถึงความสําคัญของตัวเองท่ีมีอิทธิพลหรือมีบทบาทและความสัมพันธ์
ต่อบุคคลอน่ื 24
๘) ส ติ ปั ญ ญ า ด้ า น ก า ร เ ป็ น นั ก ธ ร ร ม ช า ติ วิ ท ย า ( Nationalism
Intelligence)
เชาวน์ปัญญาในด้านนี้ การ์ดเนอร์ได้เพ่ิมหลังจากท่ีตีพิมพ์หนังสือ “Frames of
Mind : The Theory of Multiple Intelligences” แล้ว แต่ก็ได้กล่าวถึงลักษณะของ
เชาวน์ปัญญาเหล่านี้ในภายหลังว่า เชาวน์ปัญญาด้านน้ีเป็นความสามารถในการสังเกต
สิง่ แวดล้อมทางธรรมชาติ การจําแนกแยกแยะ จดั หมวดหมู่ สิ่งต่าง ๆ รอบตวั บคุ คลท่ีมี
ความสามารถทางน้ี มักเป็นผู้รักธรรมชาติ เข้าใจธรรมชาติ ตระหนักในความสาํ คัญของ
ส่งิ แวดลอ้ มรอบตวั และมกั จะชอบและสนใจสตั ว์ ชอบเลีย้ งสัตว์เลีย้ ง เปน็ ตน้
ลักษณะสาํ คัญของบคุ คลท่มี สี ติปญั ญาดา้ นการรจู้ ักและเขา้ ใจตนเอง
- เป็นคนชอบสตั ว์ ชอบเลีย้ งสัตว์
24 เรอ่ื งเดยี วกนั , หนา้ ๘๗.
~ ๘๐ ~
- สนใจสงิ่ แวดล้อม ธรรมชาตริ อบตัว
- สนใจความเป็นไปในสังคมรอบตัว ชอบศึกษาเรื่องราวของมนุษย์ การ
ดาํ รงชวี ิต จติ วทิ ยา
- คิดถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อ
ส่งิ แวดล้อม
- เข้าใจธรรมชาติของพืชและสัตว์ได้เป็นอย่างดี รู้จักช่ือต้นไม้ ดอกไม้หลาย
ชนิด
- ไวต่อความรูส้ ึก การเปล่ียนแปลงของดิน ฟา้ อากาศ
- สามารถปรบั ตัวเข้ากบั ส่ิงแวดล้อมไดด้ ี
- มคี วามรู้เรื่องดวงดาว จกั รวาล สนใจววิ ัฒนาการของสง่ิ มีชีวิต 25
๓.๓ พทุ ธวธิ ีกบั ความหมายของการสอนสงั คมศึกษา
การประยุกตท์ ฤษฎีการสอนแบบพหุปัญญากับการสอนในช้นั เรยี น
การมองและเข้าใจเชาว์ปัญญาในความ หมายท่ีตา่ งกัน ย่อมก่อให้เกิดการกระทํา
ท่แี ตกต่างกัน ทฤษฎพี หุปัญญา ไดข้ ยายขอบเขตของความหมายของคําว่าปญั ญาออกไป
อยา่ งกวา้ งขวางมากขึ้นจากเดมิ สง่ ผลใหก้ ารจดั การเรียนการสอนขยายขอบเขตไปอย่าง
กว้างขวางเช่นกัน แนวทางการนําทฤษฎีพหุปัญญามาใช้ในการเรียนการสอนมี
หลากหลายดังน้ี
๑. เนื่องจากผ้เู รียนแตล่ ะคนมีเชาวน์ปัญญาแต่ละด้านไม่เหมือนกนั ดงั นัน้ ในการ
จัดการเรียนการสอนควรมีกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย ท่ีสามารถส่งเสริมเชาวน์
ปัญญาหลายๆ ด้าน มิใช่มุ่งพัฒนาแต่เพียงเชาวน์ปัญญาด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น ดังเช่น
ในอดีต เรามักจะมีการเน้นการพัฒนาด้านภาษาและด้านคณิตศาสตร์หรือด้านการใช้
เหตุผลเชิงตรรกะ อันเป็นการพัฒนาสมองซีกซ้ายเป็นหลัก ทําให้ผู้เรียนไม่มีโอกาส
พัฒนาเชาวน์ปัญญาด้านอื่น ๆ เท่าท่ีควร โดยเฉพาะอย่างย่ิง ผู้เรียนที่มีเชาวน์ปัญญา
ดา้ นอืน่ สูง จะขาดโอกาสทีจ่ ะเรียนรแู้ ละพัฒนาในด้านท่ีตนมคี วามสามารถหรือถนัดเป็น
พเิ ศษ การจัดกิจกรรมท่ีสง่ เสริมพัฒนาการของสตปิ ัญญาหลาย ๆ ด้าน จะช่วยให้ผเู้ รยี น
ทุกคนมีโอกาสที่จะพัฒนาตนเองอย่างรอบด้าน พร้อมทั้งช่วยส่งเสริมอัจฉริยภาพหรือ
ความสามารถเฉพาะตนของผูเ้ รยี นไปในตวั
25 เรอื่ งเดียวกนั , หน้า ๘๗.
~ ๘๑ ~
๒. เน่ืองจากผู้เรียนมีระดับพัฒนาการในเชาวน์ปัญญาแต่ละด้านไม่เท่ากัน ดังนั้น
จึงจําเป็นที่จะต้องจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับข้ันพัฒนาการในแต่ละด้านของ
ผู้เรียน ตัว อย่างเช่น เด็กท่ีมีเชาวน์ปัญญาด้านดนตรีสูงจะพัฒนาปัญญาด้านดนตรีของ
ตนไปอย่างรวดเร็ว ต่างจากเด็กคนอ่นื ๆ ดังน้นั การจัดกจิ กรรมการเรียนการสอน เดก็ ท่ี
มีขั้นพัฒนาการด้านใดด้านหนึ่งสูง ควรต้องแตกต่างไปจากเด็กที่มีข้ันพัฒนาการในด้าน
นั้นต่ํากว่า
๓. เน่ืองจากผู้เรียนแต่ละคนมีเชาวน์ปัญญาแต่ละด้านไม่เหมือนกัน การ
ผสมผสานของความสามารถด้านต่าง ๆ ท่ีมีอยู่ไม่เท่ากันน้ี ทําให้เกิดเป็นเอกลักษณ์
(Uniqueness) หรือลักษณะเฉพาะของแต่ละคนซึ่งไม่เหมือนกัน หรืออีกนัยหนึ่ง
เอกลักษณ์ของแต่ละบุคคลทําให้แต่ละคนแตกต่างกัน และความแตกต่างท่ีหลากหลาย
(Diversity) นี้ สามารถนํามาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม ดังนนั้ กระบวนการคิดที่ว่า
คนนี้โง่ หรือเก่งกว่าคนน้ันคนนี้จึงควรจะเปล่ียนไป การสอนควรเน้นการส่งเสริมความ
เป็นเอกลักษณ์ของผู้เรียน ครูควรสอนโดยเน้นให้ผู้เรียนค้นหาเอกลักษณ์ของตน
ภาคภูมใิ จในเอกลักษณ์ของตนเอง และเคารพในเอกลักษณ์ของผู้อน่ื รวมทง้ั เหน็ คุณค่า
และเรียนรู้ที่จะใช้ความแตกต่างของแต่ละบุคคลให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เช่นน้ี
ผู้เรียนก็จะเรียนรู้อย่างมีความสุข มีทัศนคติท่ีดีต่อตนเอง เห็นคุณค่าในตนเอง ใน
ขณะเดยี วกันกม็ คี วามเคารพในผู้อืน่ และอย่รู ่วมกันอย่างเกื้อกูลกนั
๔. ระบบการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ควรจะต้องมีการปรับเปล่ียนไปจาก
แนวคิดเดิมท่ีใช้การทดสอบเพ่ือวัดความสามารถทางเชาวน์ปัญญาเพียงด้านใดดา้ นหนึ่ง
เท่าน้ัน และที่สําคัญคือ ไม่สัมพันธ์กับบริบทท่ีแท้จริงท่ีใช้ความสามารถน้ัน ๆ ตามปกติ
วิธีการประเมินผลการเรียนการสอนท่ีดี ควรมีการประเมินหลาย ๆ ด้าน และในแต่ละ
ด้านควรเป็นการประเมินในสภาพการณ์ของปัญหาท่ีสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยอปุ กรณ์ที่
สัมพันธ์กับเชาวน์ปัญญาด้านน้ัน ๆ การประเมินจะต้องครอบคลุมความสามารถในการ
แก้ปัญหา หรือการสร้างสรรค์ผลงานโดยใช้อุปกรณ์ท่ีสัมพันธ์กับเชาวน์ปัญญาด้านน้ัน
อีกวิธหี น่งึ คอื การให้เรียนอยูใ่ นสภาพการณ์ที่ซับซอ้ นซึ่งต้องใช้สติปัญญาหลายดา้ น หรือ
การให้อุปกรณ์ซ่ึงสัมพันธ์กับเชาวน์ปญั ญาหลาย ๆ ด้าน และสังเกตดูวา่ ผู้เรียนเลือกใช้
เชาวน์ปัญญาด้านใด หรือศึกษาและใช้อุปกรณ์ซึ่งสัมพันธ์กับเชาวน์ปัญญาด้านใด มาก
เพยี งไร 26
26 ทศิ นา แขมมณ,ี ศาสตร์การสอน, (สาํ นักพมิ พแ์ ห่งจฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั , พมิ พค์ รงั้
ที่ ๑๔, ๒๕๕๔) หนา้ ๘๙.
~ ๘๒ ~
๓.๔ พทุ ธวิธีกบั ทฤษฏกี ารสอนร่วมสมยั ในการสอนสงั คมศึกษา
ความหมายของทฤษฎีการสอน หมายถึง การพัฒนารอบด้านของชีวิตผู้
ศึกษา มีองค์ประกอบ มีปัจจัย และกระบวนการท่ีหลากหลาย มีพลังขับเคลื่อนที่
เชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างผสมกลมกลืน ได้สัดส่วนสมดุลกัน เกิดความสมบูรณ์ของชีวิต
และสังคม และถ้าเป็นระดับอุดม ศึกษา ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต คือรายวิชาใน
หมวดศึกษาทั่วไปทั้งหมด ซึ่งมีจุดมุ่งหมายของการเรียนของการเรียนวิชาศึกษาท่ัวไป
เพื่อมุ่งให้ผู้เรียนมีความรู้เก่ียวกับตนเอง และความสัมพันธ์ของตนเองกับสังคม ได้แก่
ครอบครวั ชุมชน ชาติ และสังคมโลก เปน็ ตน้ ซ่งึ จะมคี วามเชอ่ื มโยงในหวั ข้อต่อไป
อนึ่ง ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นสิ่งท่ีจัดเป็นอริยทรัพย์ คือ ทรัพย์อัน
ประเสริฐที่จะเป็นสมบัติติดตัวผู้ที่ได้ศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปตลอดชีวิต และมี
ความหมายครอบคลมุ ถงึ ขน้ั ตอนตอ่ ไปนี้ คอื
๑. การรับรู้ (Reception) หมายถึง การที่ผู้คน “รับ” เอาข้อมูลข่าวสารและ
องค์ความรู้ต่าง ๆ จากแหล่งความรู้ที่หลากหลาย ซึ่งรวมท้ังแหล่งความรู้จากครูผู้สอน
ดว้ ย
๒. การเข้าใจ (Comprehension) หมายถึง การที่ผู้เรียนสามารถมองเห็น
ถึงความหมายและการเชอื่ มโยงสัมพนั ธ์กันของสง่ิ ตา่ ง ๆ ท่ตี นเองรบั รู้จากแหล่งความรู้ท่ี
หลากหลาย ในระดับที่สามารถอธบิ ายเชิงเหตุผลได้
๓. การปรับเปลี่ยน (Transformation) หมายถึง ระดับของการเรียนรู้ที่
แท้จริง ได้แก่ การเปล่ียนแปลงด้านวิธีคิด(Conceptualization) หมายถึง การ
เปลี่ยนแปลงระบบ คุณคา่ (Values) และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Behavior) ในสิง่ ท่ี
ไดร้ บั รู้ และมคี วามเขา้ ใจแล้วเปน็ อย่างดี
ลักษณะของผู้เรียนท่ีดี ควรประกอบด้วยคุณสมบัติและความพร้อมเหมาะสมท่ี
สนับสนุนให้เกดิ องค์ความรู้ต่าง ๆ ไดแ้ ก่
๑. เกดิ จากกระบวนการทส่ี ร้างความเข้าใจ การนิยามและใหค้ วามหมายกับส่ิง
ทไ่ี ดร้ บั รูม้ า
๒. ต้ังอยู่บนพ้ืนฐานของส่ิงท่ีรู้อยู่ก่อนแล้ว และจะมีกระบวนการเช่ือมโยง
ระหวา่ งความรกู้ บั ความรใู้ หม่
๓. เกิดจากการมีปฏิสัมพันธก์ บั คนอ่ืน
~ ๘๓ ~
๔. ผเู้ รียนสามารถกําหนดขน้ั ตอนการเรียน และวิธีการเรียนรดู้ ้วยตนเอง
๕. ผู้เรียนมีความชัดเจนในเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ของการเรียน และ
เปา้ หมายของการเรียนนนั้ มีความหมายกบั ผเู้ รยี น
๖. มีการเช่อื มโยงระหว่างส่งิ ท่เี รยี นกับชีวติ จริง
การเรยี นรู้ที่แทจ้ รงิ และถาวรมีองค์ประกอบ ดงั น้ี
๑. มกี ารรบั รู้ คือการแสวงหา และรับขอ้ มูล ข้อความจากประสาทสัมผัสตา่ ง ๆ
คือ รูป รส กล่ิน เสียง สัมผัส เช่น การอ่านหนังสือ การดูโทรทัศน์ การทดลองลงมือ
ปฏบิ ตั ิ การฟงั จากผอู้ ่นื การชมิ รส และการดมกลน่ิ เปน็ ต้น
๒. มีการบูรณาการความรู้ เป็นการนําข้อมูล ข่าวสารความรู้ใหม่ ๆ ที่ได้
สัมผัสมาผสมผสานเชื่อมโยงกับประสบการณ์ หรือโครงสร้างของความรู้เดิม เพื่อขยาย
หรือสร้างความรู้ใหม่ เช่น การอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การสร้างแผนที่
ความคิด การเขียน การบรรยายหรืออธิบายความรู้ เปน็ ตน้
๓. มกี ารประยกุ ตใ์ ช้ คอื การนําความรู้มาใช้ในการดาํ รงชวี ิต หรอื การแก้ปญั หา
ในการทํางาน
ดงั นั้น ทักษะการจดั การเพ่ือใหเ้ กิดการเรียนรู้ทีแ่ ท้จริงและถาวรนั้น จะต้องจดั ให้
ครบองค์ประกอบทั้ง ๓ ส่วน ดังกล่าวมาข้างต้น เพ่ือเป็นการเช่ือมโยงความรู้สู่การ
ปฏิบตั ิจรงิ ในวิถีชีวิต
ก. วิธกี ารเรียนรู้ของบุคคล ตอนที่ ๑
วิธีการเรียนรู้ของมนุษย์ทั่วไป มีการพัฒนาสืบเน่ืองมาโดยลําดับในสังคมหมู่
มนุษย์ที่ชาญฉลาดกว่าสิ่งมีชีวิตใด ๆ บนโลกใบนี้ มีการสังเกต จดจํา นําไปถ่ายทอด
จากรุ่นสู่รุ่น และมีที่มาตามแหล่งอ้างอิงหลายประการ เช่น ตามหลักทาง
พระพทุ ธศาสนา วิธกี ารเรียนรู้ของมนษุ ย์มี ๓ ทาง คอื
- จินตมยปัญญา ได้แก่ ปัญญา หรือความรู้อย่างละเอียดลึกซ้ึงท่ีได้มาจากการ
ใช้ปัญญาคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ การคิดพิจารณาหาเหตุและผล เป็นปัจจัยสอดคล้อง
กนั ไป
- สุตมยปญั ญา ไดแ้ ก่ ปัญญา หรือความรู้ใด ๆ ที่เกดิ มาจากการฟัง การเลา่ เรยี น
ดงั บทภาษิตที่ว่า “สสู สฺ สู ลภเต ปญญฺ แปลว่า ฟงั ดว้ ยดีย่อมได้ปัญญา”
~ ๘๔ ~
- ภาวนามยปัญญา ได้แก่ ปัญญา หรือความรู้ท่ีเกิดจากการหม่ันอบรม ครุ่นคิด
ทบ ทวน และลงมือปฏิบตั ิ
อน่ึง มีข้อมูลจากการศึกษาค้นคว้าในประเทศเยอรมัน พบว่า มนุษย์มีการเรียนรู้
จากระบบตา่ ง ๆ ของรา่ งกายมากท่ีสุดถึงน้อยทสี่ ุด ดงั นี้
ร้อยละ ๘๓ เรยี นรจู้ ากการด,ู เห็น
ร้อยละ ๑๑ เรียนร้จู ากการดม
ร้อยละ ๑๐ เรียนรจู้ ากการฟัง
รอ้ ยละ ๒ เรียนรจู้ ากการสมั ผสั
ร้อยละ ๑ เรยี นรู้จากการชมิ
จากผลการศึกษาค้นคว้าดังกล่าวจะเห็นได้ว่า มนุษย์มีการเรียนรู้ด้วยตามาก
ที่สดุ เพราะฉะนัน้ คนทส่ี ามารถสรา้ งภาพทเ่ี กิดจากความคิดของตนเองให้ผู้อ่นื เห็นและ
เข้าใจภาพน้ันได้จะได้เปรียบ เพราะคนเห็นภาพนั้นก็จะจําความคิดนั้นได้นาน แต่ผล
การรบั รู้หรอื เรยี นรนู้ ้นั จะคงทนถาวรหรอื ไม่น้ัน อยู่ท่ีวธิ กี ารไดม้ าซง่ึ ความรนู้ ั้น ๆ
ในการเรียนรู้ของบุคคลเราน้ัน จะเกิดข้ึนตั้งแต่เร่ิมมีชีวิต และเป็นที่รู้กัน
โดยท่ัวไปว่า การเรียนรู้ต่างๆ ได้ดีท่ีสุดน้ัน จะต้องลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง หรือถ้าเป็น
การเรียนรู้โดยประสบ การณ์ตรง ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัย เร่ือง ประสิทธิภาพของ
การเรียนรู้ของบุคคลดว้ ยวธิ ตี ่าง ๆ ดังน้ี
พฤติกรรมการเรียนรู้ ประสิทธผิ ลในการเรียนรู้ (ร้อยละ)
ไดอ้ ่าน ๑๐
ไดย้ นิ ๒๐
ได้เหน็ ๓๐
๕๐
ได้เห็นและได้ยิน ๗๐
ไดพ้ ดู ๙๐
ได้พูดและไดท้ ํา
ตารางภาพท่ี ๑
~ ๘๕ ~
จากผลการวจิ ยั ข้อมลู ดังกล่าว คงเปน็ ข้อคิดท่ีจะชว่ ยให้ทกั ษะการจัดการเรยี นรู้
การออกแบบจัดการเรียนรู้ โดยคาํ นงึ ถึงกิจกรรม สอ่ื และวิธีการที่สอดคล้องกับความ
สนใจ พฤตกิ รรมการเรยี นรู้ และประสิทธิภาพท่ีเกดิ จากการเรียนรู้
ข. วธิ กี ารเรยี นรขู้ องบุคคล ตอนที่ ๒
เป็นอีกวิธีการหนึ่ง ในการเรียนรู้ของมนษุ ย์ทั่วไป มีที่มาตามแหล่งอ้างอิงเชิงสถิติ
ข้อมูลด้านกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีเกิดจากการสัมผัส การมีส่วนร่วมในกิจกรรม และการ
นาํ ไปประยุกต์ใชใ้ นชวี ติ หลายประการ ดังน้ี
อ่ำน ๑๐
ฟั%ง (๒๐%)
เห็น (๒๓ %)
อภิปรำย ( ๕๕ %)
กิจกรรม / ประสบกำรณ์ (๗๕ %)
นำไปใชใ้ นชีวติ ประจำวนั วนั / สอนผอู้ ่ืน ๙๕ %(95%)
ตารางภาพท่ี ๒
จากตารางกรวยข้อมูลและประสบการณ์ดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ทักษะการ
รับรู้ของคนเราจากการอ่าน การฟัง และการมองเห็นน้ัน อัตราร้อยละของความคงทน
อยู่ในระดับที่ตํ่าและใกล้เคียงกัน ดังน้ัน ในการวางแผนการจัดกิจกรรมเพื่อให้เกิดการ
เรียนรู้ใด ๆ จะต้องมีการวางแผนกิจกรรมน้ัน ๆ เพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาสได้เรียนรู้โดย
วิธีการอภิปราย ซ่ึงจะทําให้ความรู้ท่ีได้จากการอภิปรายนั้น มีความคงทนถึงร้อยละ ๕๕
และถ้ามีกิจกรรมใด ๆ ให้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมประสบการณ์ตรงหรือการค้นพบ สร้าง
ความรู้ด้วยตนเอง ก็จะทําให้ความรู้ท่ีได้รับคงทนถึงร้อยละ ๗๕ แต่ถ้าส่งเสริมหรือมี
~ ๘๖ ~
กิจกรรมให้ผู้เรียนนําความรู้นั้นไปใช้ในชีวิตประจําวัน หรือนําไปแนะนําสอนผู้อื่น ก็จะ
ทําให้ความรนู้ ัน้ คงทนถึงร้อยละ ๙๕ ตามตารางภาพขา้ งตน้
ค. วธิ ีการเรียนร้ขู องบุคคล ตอนท่ี ๓
วิธีการนี้ ผู้เรียนต้องตระหนักว่า ปัญหาของมนุษย์และของสังคมแต่ละปัญหาน้ัน
มคี วามเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ และกับอีกหลายสิ่ง จึงมองได้หลายมุมหลายมิติท่ีแตกต่าง
กันออกไป การมองจากมุมเดียวไม่อาจทําให้เข้าใจอะไรได้ถ่องแท้ จึงเป็นหลักวิธีการ
เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพย่ิง ๆ ข้ึนไป เม่ือผู้เรียน ได้ต้ังคําถามเป็นเชิงท้าทายและเชิญ
ชวน ดังนี้
- รู้วา่ ต้องทาํ อะไร
- เข้าใจว่า ทําไมต้องกระทําสง่ิ น้นั
- รู้วา่ เมอื่ ไหร่จะถูกประเมินและวัดผลดว้ ยวิธีใด
- ได้มโี อกาสเข้าถึงส่อื ทีส่ ามารถเขา้ ใจได้
- มีโอกาสในการพัฒนาทกั ษะตา่ ง ๆ
- ได้รับการสนบั สนนุ ทีเ่ หมาะสมจากครู เพ่อื น และผทู้ ่เี กี่ยวข้อง
- ได้ทาํ งานตามจงั หวะเวลาทีเ่ หมาะสมกบั ตนเอง
- สนใจในส่งิ ทกี่ าํ ลงั ทํา
- ไดท้ าํ กจิ กรรมอย่างหลากหลาย
- ไดม้ ีโอกาสทบทวนความกา้ วหน้าของตนเอง
- มคี วามเป็นเจา้ ของในส่งิ ท่กี าํ ลงั ทาํ
การมเี หตผุ ลรจู้ กั คิดวเิ คราะห์และการแก้ปัญหา
การมีเหตุผลรู้จักคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา หมายถึง การคิดอย่างมีเหตุผล
เป็นการสํารวจตรวจสอบความต้องการหรือความสนใจของตัวเอง สามารถสร้างองค์
ความรู้ได้ด้วยตนเอง หมายความว่า ให้สามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ในสภาพความ
เป็นจริง สามรถวิจยั เชงิ ปฏิบัติการ และสบื คน้ หาความรูด้ ว้ ยตนเอง
การคิดอย่างมีเหตุผล คือ วิธีการเน้นการประเมินตนเองอย่างสมํ่าเสมอและ
ตอ่ เนอื่ ง จะช่วยใหผ้ ้เู รียนเข้าใจตนเองได้ชัดขึน้ ร้จู ุดเดน่ จดุ ด้อยพรอ้ มที่จะปรบั ปรงุ แกไ้ ข
หรือพัฒนาตนเองให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เป็นการประเมินตามสภาพจริงและใช้แฟ้มสะสม
งานช่วย
~ ๘๗ ~
อนึ่งการรู้จักคิดวิเคราะห์ ท่ียึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง หรือผู้เรียนเป็นสําคัญ เพ่ือ
นําไปสกู่ ารแกป้ ัญหา มีวิธีการท่ีนา่ ศึกษาเพือ่ เพม่ิ ทักษะในการคดิ ดงั น้ี
๑. การรู้จักคิดวิเคราะห์แบบแก้ปัญหา หรือเรียนตามข้ันตอนท้ังสี่ของอริยสัจ
หรือ วิธีเรียนรู้คิดวิเคราะห์แบบวิทยาศาสตร์ ซ่ึงเป็นวิธีการเรียนรู้และคิดวิเคราะห์ที่
คล้ายกันมาก คือ เร่ิมจากการรู้จักปัญหาก่อน แล้วคิดตั้งสมมติฐานว่าปัญหาคืออะไร
ทม่ี าของปัญหามาจากอะไร จากน้ันก็เก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ขอ้ มลู สรุปผลและนํา
ผลสรุปน้ันไปใช้ตามลําดับ คือ สมุทัย เป็นเหตุที่มาของ ทุกข์ คือความไม่สบายกาย
วาจา ใจ, มรรค เป็นเหตุข้อปฏิบัติให้ถึงความสงบระงับทางกาย วาจา ใจ ส่งผลให้เกิด
เปน็ นิโรธ คือความดับทั้งปวง,
๒. การคดิ วเิ คราะหแ์ บบสืบสวนสอบสวน เปน็ วธิ ีแก้ปญั หาเพอ่ื ชว่ ยให้ผ้เู รยี น
แสวงหาคําตอบ ท้ังนี้โดยกระทําสืบเน่ืองไปตามขั้นตอนท่ีสําคัญ คือการเข้าใจปัญหา
พสิ จู นห์ ลัก การและตัดสินข้อสรปุ ต่าง ๆ แลว้ นําผลสรปุ ไปใช้
๓. การรู้จักคิดวิเคราะห์แบบอุปนัย เป็นวิธีการเรียนรู้ที่ได้รับฟังการอธิบาย
จากขอ้ เทจ็ จรงิ หรือสิง่ ท่มี องเหน็ ได้ หรอื ใหผ้ ู้เรียนทําการทดลอง แลว้ ตั้งกฎเกณฑข์ ้ึนมา
ภายหลัง
๔. การคิดวิเคราะห์แบบหน่วย เป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนทําการค้นคว้าหา
ข้อมูลแล้วนํามาวิเคราะห์โดยทํากันเป็นกลุ่ม จากนั้นให้นํามารายงานให้เพ่ือนฟังในช้ัน
เรยี น
๕. การคิดวิเคราะห์แบบระดมสมอง เป็นวิธีการคิดและเรียนรู้ท่ีให้ผู้เรียน
ช่วยกันคิดวิเคราะห์ ช่วยกันอภิปรายปัญหา หาข้อสรุปจากประเด็นปัญหา ที่ทั้งผู้สอน
และผู้เรียนช่วยกนั คดิ ข้นึ
๖. การคิดวิเคราะห์แบบทาโครงงาน เปน็ วิธีการเรียนการสอนที่ผูเ้ รียนสนใจที่
จะศกึ ษาคน้ คว้า โดยทาํ เปน็ โครงงาน แลว้ เขยี นรายงานหรอื ภาคนพิ นธเ์ สนอต่อผสู้ อน
๗. การคิดวิเคราะห์แบบบูรณาการ เป็นการเรียนรู้ท่ีผู้เรียนทํากิจกรรมวิชาใด
วิชาหนง่ึ ผสมผสานกับวิชาอน่ื ๆ ดว้ ย เช่น ผู้เรียน เรียนวิชาภาษาไทย ก็ใหท้ ํากจิ กรรม
ท้ังวิชาภาษาไทย และทํากิจกรรมในรายวิชาสังคมศึกษา ศิลปศึกษา คณิตศาสตร์ และ
วิทยาศาสตร์ไปพรอ้ ม ๆ กนั ดว้ ย หรือเป็นวิธีการคดิ วิเคราะห์และมีการพัฒนาไปทุกดา้ น
พรอ้ ม ๆ กัน คือ พัฒนาการท้งั ทางกาย จติ ใจ อารมณ์ และสงั คม
~ ๘๘ ~
ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและผู้เรียนน้ันเป็นส่ิงสําคัญย่ิงในกระบวนการเรียนรู้
เราอาจจะได้รับความรู้ได้โดยหลายวิธี ท้ังการสอนทางไกลและการนําเทคโนโลยีใหม่ ๆ
มาใช้ประกอบการเรียนรู้ ในห้องเรียนนั้นไดผ้ ลดีทีเดียว แต่กระนั้น สําหรับผู้เรียนส่วน
ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้เรียนท่ียังไม่มีทักษะในการคิดและเรียนรู้ด้วยตนเอง
ครูผู้สอนก็มีส่วนช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะการเรียนรู้ และการวิจัยอย่างเป็น
อิสระ เป็นส่ิงสําคัญยิ่งต่อการพัฒนาและส่งเสริมให้เกิดทักษะของแต่ละคนต่อไป
ผู้เรียนจะมีสมรรถนะดังกล่าว ก็ต่อเม่ือได้มีปฏิสัมพันธ์ทางปัญญากับครูหรือครูพ่ีเล้ียง
สักระยะหน่ึง มีผู้ใดบ้างไหมที่ยังจําได้ถึงครูคนหน่ึง ผู้รู้วิธีทําให้เราหยุดคดิ ผู้ทําให้เรา
อยากจะเพียรพยายามอีกสักหน่อย เพื่อให้เข้าใจในบางเร่ืองอย่างทะลุปรุโปร่ง ใน
บางคร้ังชีวิตเรานั้น เรามีเรื่องสําคัญที่จะต้องตัดสินใจ มีใครบ้างไหมที่ไม่ได้รับอิทธิพล
จากสงิ่ ทต่ี นเองเรียนอยู่ โดยมีครเู ปน็ ผู้ชนี้ าํ ไมม่ ากก็นอ้ ย
งานของครผู ู้สอนนัน้ ไมใ่ ช่มเี พยี งถา่ ยทอดข้อมูล หรอื แม้กระท่งั ความรเู้ ท่านน้ั แต่
ครูจะต้องนําเสนอความรู้ ในลักษณะของการเสนอปัญหาในบริบทใดบริบทหน่ึง และ
เสนอปัญหา ตา่ ง ๆ ดงั กลา่ งอย่างถกู ต้อง เพอ่ื ใหผ้ ู้เรียนสามารถนาํ วธิ กี ารแกป้ ัญหาน้ัน
ไปใชก้ บั เร่ืองอืน่ ๆ ไดต้ อ่ ไป
ในความสัมพนั ธ์ระหว่างผู้สอนและผู้เรียนนน้ั เรามุ่งในด้านการพัฒนาบุคลิกภาพ
ของผู้เรียนอย่างเต็มท่ี โดยเน้นในด้านการพ่ึงตนเอง เม่อื มองในแง่นอ้ี ํานาจในตัวครู ดจู ะ
เป็นเรื่องขัดกันในตัวเองเสมอ เพราะไม่ไดข้ ึ้นอยู่กับว่าครูเป็นผู้แสดงอํานาจ แต่เป็นการ
ยอมรับโดยเสรีว่า ความรู้ที่ได้รับเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ภาระหน้าที่ของครูในฐานะเป็น
ผู้ทรงคุณวุฒิอาจวิวัฒนาการไป แต่ครูยังจะมีบทบาทอันสําคัญอยู่เสมอ เพราะจะเป็น
ผู้ให้คําตอบสําหรับคําถามต่างๆ หากปราศจาครูแล้ว นักเรียนจะไม่สามารถเรียนรู้จน
ประสบผลสําเร็จได้แต่อย่างใด นอกจากนี้ในสังคมสมัยใหม่นั้น มีแนวโน้มมากขึ้นเร่ือย
ๆ คอื ครตู อ้ งชว่ ยใหน้ ักเรียนสรา้ งวจิ ารณญาณของตนเอง และให้มคี วามรู้สึกรบั ผดิ ชอบ
ตัวเอง เพื่อสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าว่า จะมีการเปล่ียนแปลงใดบ้าง และปรับตนไป
ตามการเปล่ียนแปลงดังกล่าว น่ันก็คือ การเรียนรู้ต่อไปตลอดจนชีวิต และในเม่ือ
นักเรียนมีโอกาสฝึกฝนและซกั ถามครู กจ็ ะสามารถพฒั นาวจิ ารณญาณของตนได้ในทสี่ ุด
~ ๘๙ ~
ครูจึงเป็นตัวอยา่ งที่ดีอย่างยงิ่ แก่เด็กนักเรียนในเรื่องความอยากรู้อยากเห็น ความ
มีใจกว้างพรอ้ มที่จะนําสมมติฐานไปลองปฏิบตั ิ และการยอมรับข้อผดิ พลาดของตน และ
ทีส่ ําคัญที่สุด คือ ครูต้องสอนให้นักเรียนใฝร่ ู้
๓.๕ พุทธวธิ กี ารสอนสงั คมศึกษาแบบตา่ ง ๆ
การสอนของพระพทุ ธเจ้า มีหลายแบบหลายอย่าง เป็นหลักคําสอนท่ีไม่ลํ้าสมัย
และก็ไม่ลา้ สมัยท่ีนา่ สงั เกตหรือพบบ่อย คงไดแ้ ก่วธิ ีการดงั ตอ่ ไปนี้
๑. แบบสากัจฉา หรือแบบสนทนา วิธีน้ีน่าจะเป็นวิธีที่ทรงใช้บ่อยไม่น้อยกว่า
วธิ ีใด ๆ โดยเฉพาะในเมื่อผู้มาเฝ้าหรอื ทรงพบนั้น ยังไมไ่ ด้เล่ือมใสศรัทธาในพระศาสนา
ยังไม่รู้ไม่เข้าใจในหลักธรรม ในการสนทนา พระพุทธเจ้ามักจะทรงเป็นฝ่ายถามนําคู่
สนทนาเข้าสู่ความเข้าใจธรรมและความเล่ือมใสศรัทธาในที่สุด แม้ในหมู่พระสาวก
พระองค์ก็ทรงใช้วิธีนี้ไม่น้อย และทรงส่งเสริมให้สาวกสนทนาธรรมกัน อย่างในมงคล
สตู รว่า “กาเลน ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตม การสนทนาธรรมตามกาล เป็นมงคล
อนั อดุ ม” ดังนี้
๒. แบบบรรยาย วิธีการสอนแบบน้ี นา่ จะทรงใช้ในท่ีประชุมใหญ่ ในการแสดง
ธรรมประจําวัน ซ่ึงมีประชาชน หรอื พระสงฆจ์ ํานวนมาก และสว่ นมากเป็นผู้มีพ้ืนความรู้
ความเข้าใจ กับมีความเล่ือมใสศรัทธาอยู่แล้ว มาฟังเพ่ือหาความรู้ความเข้าใจเพ่ิมเติม
และหาความสงบสุขทางจิตใจ นับได้ว่าเป็นคนประเภทและอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน
พอจะใช้วิธีบรรยายอันเป็นแบบกว้าง ๆ ได้ ลักษณะพิเศษของพุทธวิธีสอนแบบน้ี ท่ีพบ
ในคัมภีร์บอกว่า ทุกคนท่ีฟังพระองค์แสดงธรรมอยู่ในท่ีประชุมน้ัน แต่ละคนรู้สึกว่า
พระพุทธเจ้าตรัสอยู่กับตัวเองโดยเฉพาะ ซ่ึงนับว่าเป็นความสามารถอัศจรรย์อีกอย่าง
หนึง่ ของพระพทุ ธเจา้
๓. แบบตอบปัญหา ผ้ทู มี่ าถามปญั หานั้น นอกจากผูท้ ม่ี ีความสงสัยข้องใจในข้อ
ธรรมต่าง ๆ แล้ว โดยมากเป็นผู้นับถอื ลทั ธิศาสนาอ่ืน บ้างก็มาถามเพอ่ื ต้องการรู้คําสอน
ทางฝ่ายพระพุทธศาสนา หรือเทียบเคียงกับคําสอนในลัทธิของตน บา้ งกม็ าถามเพื่อลอง
ภูมิพระพุทธเจ้า บ้างก็มาเตรียมถามเพื่อข่มปราบให้จน หรือให้ได้รับความอับอาย ใน
การตอบของพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงสอนให้พิจารณาดูลักษณะของปัญหา และใช้