The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พุทธวิธีกับการสอนสังคมศึกษา_Final-11.20

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by phanthiwa.thab, 2022-06-22 03:56:01

พุทธวิธีกับการสอนสังคมศึกษา_Final-11.20

พุทธวิธีกับการสอนสังคมศึกษา_Final-11.20

~ ๙๐ ~

วธิ กี ารตอบให้เหมาะกัน ในสังคีติสูตร 27 ท่านแยกประเภทปัญหาไว้ตามลักษณะวิธีการ
ตอบเปน็ ๔ อย่าง คอื

๑) เอกังสพยากรณียปัญหา ปัญหาท่ีพึงตอบตรงไปตรงมาตายตัว พระอรรถ
กถาจารยย์ กตวั อย่าง เช่น ถามว่า จกั ษุ เป็นอนิจจังหรือ พึงตอบตรงไปได้ทีเดียวว่า “ถูก
แลว้ ”

๒) ปฏิปุจฉาพยากรณียปัญหา ปัญหาที่พึงย้อนถามแล้วจึงแก้ ท่านยก
ตัวอย่างเช่นเขาถามว่า “โสตะก็เหมือนจักษุหรือ” พึงย้อนถามก่อนว่า “ท่ีถามนั้น
หมายถึงแง่ใด” ถ้าเขาว่า “ในแง่เป็นเคร่ืองมือมองเห็น” พึงตอบว่า “ไม่เหมือนกนั ” ถ้า
เขาวา่ “ในแงอ่ นิจจัง” จึงควรตอบรบั วา่ “เหมือน”

๓. วิภัชชพยากรณยี ปญั หา ปัญหาทจี่ ะต้องแยกความตอบ เช่น เม่ือเขาถามว่า
“สิ่งที่เป็นอนิจจัง ได้แก่ จักษุใช่ไหม” พึงแยกความออกตอบว่า “ไม่เฉพาะจักษุเท่าน้ัน
ถึงโสตะ ฆานะ ฯลฯ ก็เปน็ อนิจจงั ” หรอื ปัญหาว่า “พระตถาคตตรัสวาจาซึ่งไมเ่ ป็นที่รัก
ที่ชอบใจของคนอ่ืนไหม?” ก็ต้องแยกตอบตามหลักการตรัสวาจา ๖ หรือ ปัญหาว่า
พระพุทธเจ้าทรงติเตียนตบะทั้งหมดจริงหรือ” 28 ก็ตอ้ งแยกตอบว่าชนิดใดติเตียน ชนิด
ใดไม่ตเิ ตยี น ดงั นี้ เปน็ ตน้

๔) ฐปนียปัญหา ปัญหาท่ีพึงยับย้ังเสีย ได้แก่ ปัญหาที่ถามนอกเรื่อง ไร้
ประโยชน์ อันจักเป็นเหตุให้เขว ยืดเยื้อ สิ้นเปลืองเวลาเปล่า พึงยับยั้งเสีย แล้วชักนําผู้
ถามกลับเขา้ สู่แนวเร่ืองทป่ี ระสงค์ต่อไป ท่านยกตัวอยา่ ง เมือถามวา่ “ชีวะ”อันใด สรีระ
ก็อันน้ันหรือ?” อย่างน้ีเป็นคําถามประเภทเก็งความจริง ซ่ึงถึงอธิบายอย่างไรผู้ถามก็ไม่
อาจเข้าใจ เพราะไม่อยู่ในฐานะทเ่ี ขาจะเข้าใจได้ พสิ ูจน์ไม่ได้ ท้ังไม่เกิดประโยชนอ์ ะไรแก่
เขาดว้ ย

นอกจากน้ี ท่านยังสอนให้คํานึงถึงเหตุแห่งการถามปัญหาด้วยในเร่ืองน้ี พระสา
รีบุตร อคั รสาวก เคยแสดงเหตุแหง่ การถามปญั หาไว้วา่

“บุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง ย่อมถามปัญหากะผ้อู ื่น ด้วยเหตุ ๕ อย่าง อย่างใดอยา่ งหนึ่ง
หรอื ทั้ง ๕ อยา่ ง คอื

27 ดรู ายละเอยี ดใน, ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๒๒๑-๓๖๓.
28 ดูรายละเอยี ดใน, อง.ฺ ทสก. (ไทย) ๒๔/๙๔.

~ ๙๑ ~

๑) บางคน ย่อมถามปัญหาเพราะความโงเ่ ขลา เพราะความไม่เขา้ ใจ
๒) บางคน มีความปรารถนาลามก เกดิ ความอยากไดจ้ งึ ถามปญั หา
๓) บางคน ย่อมถามปัญหาด้วยต้องการอวดเก่งข่มเขา
๔) บางคน ย่อมถามปัญหาด้วยประสงคจ์ ะรู้
๕) บางคน ย่อมถามปัญหาด้วยมีความดําริว่า เมื่อเราถามแล้ว ถ้าเขาตอบได้

ถูกต้องก็เป็นการดี แต่ถ้าเราถามแล้ว เขาตอบไม่ถูกต้อง เราจะได้ช่วย
แกไ้ ขใหเ้ ขาโดยถูกต้อง” 29
ในการตอบปัญหา นอกจากรู้วิธีตอบแล้ว ถ้าได้รู้ซ้ึงถึงจิตใจของผู้ถามด้วยว่า
เขาถามด้วยความประสงค์อย่างใด ก็จะสามารถกล่าวแก้ได้เหมาะแก่การ และตอบ
ปญั หาไดต้ รงจดุ ทาํ ให้การสอนได้ผลดียงิ่ ขึน้
๔. แบบวางกฎข้อบังคับ เมื่อเกิดเรื่องมีภิกษุกระทําความผดิ อย่างใดอย่างหน่ึง
ข้ึนเป็นคร้ังแรก พระสงฆ์หรือประชาชนเล่าลือโพนทะนาติเตียนกันอยู่ มีผู้นําความมา
กราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ก็จะทรงเรียกประชุมสงฆ์ สอบถามพระภิกษุผู้กระทํา
ความผิด เมือเจ้าตัวรับได้ความเป็นสัตย์จริงแล้ว ก็จะทรงตําหนิ ชี้แจงผลเสียหายที่เกิด
แก่ส่วนรวม พรรณนาผลร้ายของความประพฤติไม่ดี และคุณประโยชน์ของความ
ประพฤติที่ดีงาม แล้วทรงแสดงธรรมกถาท่ีสมควรเหมาะสมกันกับเรื่องน้ัน จากน้ัน จะ
ตรสั ให้สงฆท์ ราบว่า จะทรงบญั ญัติสิกขาบท โดยทรงแถลงวัตถปุ ระสงคใ์ นการบญั ญัติให้
ทราบ แล้วทรงบัญญัติสิกขาบทข้อนั้น ๆ ไว้ โดยความเห็นชอบพร้อมกันของสงฆ์ใน
ทา่ มกลางสงฆ์ และโดยความรบั ทราบรว่ มกันของสงฆ์
ในพุทธวิธบี ริหารการสอนแบบนี้ พึงสงั เกตว่า พระพทุ ธเจา้ ทรงบญั ญัติสิกขาบท
โดยความเห็นชอบของสงฆ์ ซ่ึงบาลีใช้คําว่า “สงฺฆสุฏฺฐตุ าย” แปลว่า “เพ่ือความรับว่าดี
แห่งสงฆ์” ท่านอธิบายความหมายว่า ทรงบัญญัติ โดยช้ีแจงให้เห็นแล้วว่า ถ้าไม่รับจะ
เกิดผลเสียอย่างไร เมื่อรับจะมีผลดีอย่างไร จนสงฆ์รับคําของพระองค์ว่า ดีแล้ว ไม่ทรง
บงั คับเอาโดยพลการ 30

29 ดรู ายละเอยี ดใน, องฺ. ปญจฺ ก. (ไทย) ๒๒/๑๖๕.
30 ดรู ายละเอยี ดใน, วินย.อ. (ไทย) ๑/๒๖๒.

~ ๙๒ ~

๓.๖ สรปุ ท้ายบท

การสอนสังคมศึกษามี ๓ หมวด คือ เก่ียวกับเน้ือหาเร่ืองท่ีสอน เกี่ยวกับตัว
ผู้เรียน และเกยี่ วกบั ตัวการสอน เช่น ๑. สอนจากสิง่ ทีร่ ู้เห็นเขา้ ใจง่ายหรอื ร้เู ห็นเข้าใจอยู่
แล้ว ไปหาส่ิงที่เข้าใจได้ยาก หรือยังไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจ ตัวอย่างท่ีเห็นชัด คือ อริยสัจจ์
ซึ่งทรงเร่ิมสอนจากความทุกข์ ความเดือดร้อน ปัญหาชีวิตที่คนมองเห็นและประสบอยู่
โดยธรรมดา รู้เห็นประจักษ์กันอยู่ทุกคนแล้ว ต่อจากนั้นจึงสาวหาสาเหตุท่ียากลึกซ้ึง
และทางแก้ไขต่อไป ๒. สอนเนื้อเร่ืองท่ีค่อยลุ่มลึกยากลงไปตามลําดับชั้น และความ
ต่อเนื่องกันเป็นสายลงไป อย่างที่เรียกว่า สอนเป็นอนุบุพพิกถา ตัวอย่างก็คือ อนุบุพพิ
กถา ไตรสิกขา พุทธโอวาท ๓ เป็นต้น ๓. ถ้าสิ่งที่สอนเป็นส่ิงท่ีแสดงได้ ก็สอนด้วยของ
จริง ให้ผู้เรียนได้ดู ได้เห็น ได้ฟังเอง อย่างที่เรียกว่าประสบการณ์ตรง เช่น ทรงสอน
พระนันทะที่คิดถึงคู้รักคนงาม ด้วยการทรงพาไปชมนางฟ้า นางอัปสรเทพธิดา ให้เห็น
กับตา เรือ่ งอาจารย์ทิศาปาโมกข์ให้หมอชวี กทดสอบตัวเอง หรืออย่างทีท่ รงให้พระเพ่งดู
ความเปล่ียนแปลงของดอกบัว เป็นต้น ๔. สอนตรงเนื้อหา ตรงเรื่อง คมุ อยู่ในเรื่อง มีจุด
ไม่วกวน ไม่ไขว้เขว ไม่ออกนอกเร่ืองโดยไม่มีอะไรเกี่ยวข้องในเนื้อหา ๕. สอนมีเหตุผล
ตรองตามเห็นจริงได้ อย่างที่เรียกว่า สนิทานํ ๖. สอนเท่าท่ีจําเป็นพอดีสําหรับให้เกิด
ความเข้าใจ ให้การเรียนรไู้ ด้ผล ไม่ใชส่ อนเท่าท่ตี นรู้ หรือสอนแสดงภมู ิวา่ ผ้สู อนมีความรู้
มากเหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าเมือประทับอยู่ในป่าประดู่ลายใกล้เมืองโกสัมพี ได้ทรง
หยิบใบไม้ประดู่ลายเล็กน้อยใส่กําพระหัตถ์ แล้วตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ใบประดู่ลาย
ในพระหัตถ์กับในป่า ไหนจะมากกว่ากัน ภิกษุท้ังหลายกราบทูลว่า ในป่ามากกว่า จึง
ตรัสว่า สิ่งท่ีพระองค์ตรสั รู้แต่มิได้ทรงสอน เหมือนใบประดู่ลายในป่า ส่วนท่ีทรงสั่งสอน
น้อยเหมือนใบประดลู่ ายในพระหัตถ์ และตรัสแสดงเหตุผลในการทีม่ ิไดท้ รงสอนทั้งหมด
เท่าที่ตรัสรู้ว่า เพราะสิ่งเหล่าน้ันไม่เป็นประโยชน์ มิใช่หลักการดําเนินชีวิตอันประเสริฐ
ไม่ช่วยใหเ้ กิดความรู้ความถูกต้องทน่ี าํ ไปสจู่ ดุ หมาย คอื นิพพานได้

สอนส่ิงที่มีความหมาย ควรท่ีเขาจะเรียนรู้และเข้าใจ เป็นประโยชน์แก่ตัวเขา
เอง อย่างพุทธพจนท์ ่ีว่า พระองค์ทรงมีพระเมตตาหวงั ประโยชน์แก่สัตว์ทง้ั หลาย จึงตรัส
พระวาจาตามหลัก ๖ ประการ คือ ๑) คําพดู ใดทีไ่ ม่จรงิ ไม่ถูกตอ้ ง, ไม่เปน็ ประโยชน์, ไม่
เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น จะไม่ทรงตรัสสอน ๒) คําพูดใดที่จริง ถูกต้อง, แต่ไม่เป็น
ประโยชน์. ไม่เป็นที่รักทช่ี อบใจของผ้อู ่ืน จะไม่ทรงตรัส ๓) คําพูดใดที่จริง ถูกต้อง, เป็น

~ ๙๓ ~

ประโยชน์, ไม่เป็นที่รักท่ีชอบใจของผู้อื่น จะทรงเลือกกาลตรัส ๔) คําพูดใดที่ไม่จริง ไม่
ถูกต้อง, ไม่เป็นประโยชน์, ถึงเป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น จะไม่ทรงตรัส ๕) คําพูดใดท่ี
จริง ถกู ต้อง, แตไ่ ม่เป็นประโยชน์, ถงึ เป็นที่รกั ท่ชี อบใจของผ้อู น่ื จะไม่ทรงตรัส ๖) คาํ พูด
ใดทั้งจริง ถูกตอ้ ง, เปน็ ประโยชน์, เปน็ ทร่ี กั ทีช่ อบใจของคนอน่ื จะทรงเลือกกาลตรัส

~ ๙๔ ~

๓.๗ คาถามทา้ ยบท

คาชแ้ี จง: จงตองคําถามทีก่ ําหนดให้ ให้ได้ใจความทส่ี มบรู ณ์

๑. พุทธวธิ ีเกย่ี วกบั เนอื้ หาการสอนสงั คมศึกษา คืออะไร มีอะไรบ้าง อธบิ าย?
๒. พุทธวิธีการบริหารการสอนสงั คมเกยี่ วกบั ผเู้ รยี น คืออะไร มอี ะไรบา้ ง อธิบาย?
๓. พทุ ธวิธีลีลาในการสอนสังคมศึกษา คืออะไร มอี ะไรบา้ ง อธบิ าย?
๔. พทุ ธวิธีการสอนสังคมศึกษาแบบบรู ณาการ คืออะไร มีอะไรบ้าง อธิบาย?
๕. พทุ ธวิธีกบั ทฤษฎกี ารสอนสงั คมศึกษา หมายความวา่ อย่างไร มีอะไรบ้าง อธบิ าย?
๖. การประยุกต์ทฤษฎกี ารสอนสงั คมศึกษาแบบพหุปญั ญาสมั พันธ์กบั การสอนอยา่ งไร

อธิบาย?
๗. พทุ ธวิธกี ารสอนสงั คมศึกษาตามทฤษฎีร่วมสมัย หมายถึงอะไรบ้าง อธบิ าย?
๘. ทกั ษะต่าง ๆ ทางสงั คมในการเรียนร้ตู ลอดชวี ิตคือหลักทรพั ย์อะไร มีอะไรบ้าง

อธบิ าย?
๙. วิธีการเรยี นรู้ในการสอนสังคมศึกษาของบุคคลมีแบบอย่างอะไรบ้าง อธิบาย?
๑๐. พทุ ธวธิ กี ารบรหิ ารที่เนน้ การสอนสังคมศึกษา คืออะไร มีแบบอย่างอะไรบา้ ง

อธบิ าย?

*********

บทท่ี ๔ กลวธิ แี ละอุบายประกอบในการสอนสังคมศกึ ษา
*********

ความนา

นับต้ังแต่สมัยครั้งพุทธกาล บรรดาพุทธสาวก สาวิกา และพุทธศาสนิกชน
ทงั้ หลายต่างก็เกิดเล่ือมใสในพุทธคุณ และเป็นท่ีทราบกันดีว่า กลวิธีและอุบายประกอบ
ในการสอนสังคมศึกษาน้ัน ไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลาและเช้ือชาติวรรณะใด ๆ รูปแบบและ
กรณีการสอนสังคมศึกษาของพระพุทธเจ้ามีหลากหลายและไม่ขึ้นกับกาลเวลา “อกาลิ
โก” มีรูปแบบกลวิธีท้ัง แจ่มแจ้ง จูงใจ แกล้วกล้า และร่าเริง ดังพระบาลีที่ว่า
“สนฺทสฺสนา สมาทปนา สมุตฺเตชนา สมฺปาหงฺสนา” กลวิธีแต่ละกรณีที่พระองค์ทรง
เทศนาโปรดเวไนยสัตว์น้อยใหญ่นั้น ล้วนแล้วแต่ทาให้ผู้ที่รับฟังท้ังหลาย เกิดมรรคผล
และได้ดวงตาเห็นธรรมตามฐานานุเพศแห่งพุทธสาวก พุทธสาวิกา และบุคคลผู้เป็น
กษัตริย์ เศรษฐี คหบดี ตลอดถึงสามัญชนทุกระดบั แบบไม่มกี ารแบ่งชั้นวรรณะใด ๆ มา
เป็นกาแพงกั้น ย่อมมีความเหมาะสมกับปัญหาการวิสัชนา แต่ละเรื่องการเทศนานั้น
เป็นกลวิธีแห่งธรรมวิจัยและอุบายประกอบท่ีทรงแสดงอีกแบบหนึ่ง ซ่ึงมีความสาคัญใน
การศึกษาคาตอบเฉพาะที่มีกลวิธีลักษณะเฉพาะตัวแก่ผู้ท่ีได้สดับตรับฟังท่ีรสพระ
สัทธรรมมคี วามงามในเบ้ืองต้น ในทา่ มกลาง และในทส่ี ุด

๔.๑ การยกอุทาหรณเ์ ล่านิทานเปรยี บเทยี บในการสอนสงั คมศึกษา

การยกอุทาหรณ์ และการเล่านิทานประกอบในการสอนสังคมศึกษา การ
ตัวอย่างประกอบคาอธิบาย และการเล่านิทานประกอบการสอน ช่วยให้เข้าใจ
ความหมายได้ง่ายและชัดเจน ช่วยให้จาแม่นยา เห็นจริง และเกิดความเพลิดเพลิน ทา
ให้การเรียนการสอนมีรสชาติยิ่งข้ึน เช่น เมือจะอธิบายให้เห็นว่า คนมีความปรารถนาดี
อยากช่วยทาประโยชน์ แต่หากขาดปัญญา อาจกลับทาลายประโยชน์เสียก็ได้ ก็เล่า
นิทานชาดก เร่ือง ลิงเฝ้าสวน 1 หรือ คนขายเหล้า 2 เป็นต้น พระพุทธเจ้า ทรงใช้
อุทาหรณ์และนิทานประกอบการสอนมากมายเพียงใด จะเห็นได้จากการที่ในคมั ภีร์ต่าง
ๆ มีอุทาหรณ์และนิทานปรากฏอยู่ท่ัวไป เฉพาะคัมภีร์ชาดกอย่างเดียว ก็มีนิทานชาดก
ถึง ๕๔๗ เร่ือง

1 ดูรายละเอียดใน, ชา.อ. (ไทย) ๒/๒๓.
2 ดรู ายละเอียดใน, ชา.อ. (ไทย) ๒/๒๖.

~ ๙๖ ~

การเปรียบเทียบด้วยข้ออุปมา คาอุปมาช่วยให้เรื่องที่ลึกซึ้งเข้าใจยาก ปรากฏ
ความหมายเด่นชัดออกมา และเข้าใจง่ายขึ้น โดยเฉพาะมักใช้ในการอธิบายสิ่งที่เป็น
นามธรรม เปรียบให้เห็นชัดดว้ ยส่งิ ทเ่ี ป็นรูปธรรม หรือแม้เปรยี บเรื่องท่ีเป็นรูปธรรมด้วย
อปุ มาแบบรูปธรรม กช็ ่วยใหค้ วามหนักแนน่ เข้า เช่น

“ภเู ขาศลิ าล้วน เปน็ แทง่ ทึบ ยอ่ มไมห่ วน่ั ไหวด้วยแรงลม ฉนั ใด บัณฑิตทั้งหลาย
ย่อมไมห่ วัน่ ไหวเพราะคานนิ ทาและสรรเสริญ ฉนั นน้ั ” 3

“คนผู้เรียนรู้น้อย ย่อมแก่ลงเหมือนโคถึก เน้ือของเขาเจริญข้ึน แต่ปัญญาหา
เจริญไม่” 4

“เม่ือพระอาทิตยจ์ ะอุทัย ย่อมมีแสงเงินแสงทองปรากฏข้ึนเป็นนิมิตมาก่อน ฉัน
ใด ความมีกัลยาณมิตร ย่อมเป็นเบ้ืองต้น เป็นนิมิตหมายแห่งการบังเกิดข้ึนโพ๙ฌงค์ ๗
ฉนั นนั้ ” 5

พุทธวิธีการบริหารแบบการใช้อุปมาน้ี น่าจะเป็นกลวิธีประกอบการสอนท่ีพระ
พทุ ธองค์ทรงใชม้ ากท่ีสุด มากกว่ากลวธิ ีอน่ื ใด

การใช้อุปกรณ์การสอน ในสมัยพุทธกาล ย่อมไม่มีอปุ กรณก์ ารสอนชนิดใดต่าง
ๆ ที่จัดทาข้ึนไว้เพื่อการสอนโดยเฉพาะเหมือนสมัยปัจจุบัน เพราะยังไม่มีการจัด
การศึกษาเป็นระบบขึ้นมาอย่างกว้างขวาง หากจะใช้อุปกรณ์บ้าง ก็คงต้องอาศัยวัตถุ
สิ่งของทม่ี ใี นธรรมชาติ หรือเครื่องใชต้ ่าง ๆ ท่ผี คู้ นใชก้ ันอยู่

อีกประการหนึ่ง คาสอนของพระพุทธเจ้าที่มีบันทึกไว้ก็เป็นคาสอนท่ีตรัสแก่
ผู้ใหญ่ และเป็นเรื่องเก่ียวกับหลักธรรม ท้ังสอนเคล่ือนท่ีไปในดินแดนแว่นแคว้นต่าง ๆ
อย่างอิสระ ชนิดท่ีผสู้ อนไม่มีทรัพยส์ ินตดิ ตวั ดว้ ยเหตุนี้ ความจาเปน็ ท่ีจะใชอ้ ุปกรณจ์ ึงมี
น้อยและโอกาสท่ีจะอาศัยอุปกรณ์ก็เป็นไปได้ยาก นอกจากนั้นการใช้ข้ออุปมาต่าง ๆ ก็
สะดวกกวา่ และให้ความเขา้ ใจชัดเจนอยู่แล้ว แม้เมือ่ ใช้ของจริงเปน็ อุปกรณก์ ็มักใช้ในแง่
อุปมาอีกนั่นเอง จึงปรากฏว่าคาสอนในแง่อุปมามีมากมาย แต่ไม่ค่อยปรากฏการใช้
อุปกรณก์ ารสอนมากนกั

3 ดูรายละเอียดใน, ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๑๖.
4 ดรู ายละเอยี ดใน, ส.ม. (ไทย) ๑๙/๕๑๖.
5 ดูรายละเอียดใน, ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๒๑.

~ ๙๗ ~

อย่างไรก็ดี มีตัวอย่างการท่ีพระพุทธเจ้าทรงใชอ้ ุปกรณ์การสอนเหมือนกัน โดย
ทรงใช้เคร่ืองมือท่ีมีอยู่ ในกรณีสอนผู้เรียนที่อายุน้อย ๆ ซ่ึงเข้าใจจากวัตถุได้ง่ายกว่า
นามธรรม จึงปรากฏเรอ่ื งที่พระองคท์ รงสอนสามเณรราหลุ เมอื อายุ ๗ ขวบว่า

วันหน่ึงพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมา ณ ท่ีอยู่ของสามเณรราหุล สามเณร
มองเห็นแล้วก็ปูลาดอาสนะและจัดน้าล้างพระบาทไว้ พระผู้มพี ระภาคล้างพระบาทแล้ว
ทรงเหลอื น้าไว้ในภาชนะหน่อยหน่ึง เมือ่ สามเณรถวายบังคมนัง่ เรียบร้อยแลว้

พระองคต์ รัสถามว่า “ราหลุ เธอเห็นน้าเหลืออยหู่ น่อยหน่ึงในภาชนะนหี้ รือไม่”
สามเณรราหุลทูลว่า เห็น จึงตรัสว่า “คนท่ีพูดเท็จท้ังท่ีรู้อยู่ ก็มีคุณธรรมของสมณะ
เหลืออยู่นอ้ ยเหมือนอยา่ งน้ัน”

เสร็จแล้ว ทรงเทน้านั้นเสีย ตรัสถามว่า เธอเห็นเราเทน้าหน่อยหน่ึงน้ันทิ้งไป
แล้วไหม” สามเณรทูลว่า เห็น ตรัสว่า “คนที่ไม่มคี วามละอายในการกล่าวเท็จท้ังท่ีรู้อยู่
กเ็ ป็นผเู้ ทคณุ ธรรมของสมณะออกทงิ้ เสีย เหมอื นอยา่ งนน้ั ”

แล้วทรงคว่าภาชนะลง ตรัสถามว่า “เธอเห็นภาชนะน้ีคว่าลงแล้วไหม”
สามเณรทูลว่า เห็น ตรัสว่า “คนที่ไม่ความละอายในการพูดเท็จท้ังรู้อยู่ คุณธรรมของ
สมณะของเขาก็ช่อื วา่ คว่าไปแล้ว เหมือนอย่างนั้น”

แล้วทรงหงายภาชนะขึ้น ตรัสถามว่า “เธอเห็นภาชนะน้ีว่างเปล่าไหม”
สามเณรทูลว่า เห็น จึงตรัสวา่ “คนที่ไม่มีความละอายในการพดู เท็จ ทั้งท่ีรู้อยู่ คุณธรรม
ของสมณะของเขากว็ า่ งเปลา่ เหมอื นนา้ อย่างน้ัน”

ตรสั ถามว่า “ราหลุ แว่นมปี ระโยชน์อย่างไร?”
ทลู ตอบว่า “มปี ระโยชน์สาหรับสอ่ งดู พระเจ้าข้า”
ตรัสว่า “อันนั้นเหมือนกัน ราหุล บุคคลควรพิจารณาเสียก่อน จึงทากรรมด้วย
กาย วาจา และใจ” 6
ในการสอนสามเณรน้ี บางทีก็ทรงใช้วิธีทายปัญหา ซึ่งคงจะช่วยให้เกิด
ความรสู้ ึกสนุกสาหรับเด็ก อยา่ งเรื่องสอนธรรมยาก ๆ ด้วยสามเณรปัญหาว่า “อะไรเอ่ย
มีอยา่ งเดียว, อะไรเอ่ย มสี องอยา่ ง, อะไรเอย่ มสี ามอยา่ ง” ฯลฯ 7

6 ดรู ายละเอียดใน, จูฬราหุโลวาทสูตร, ม.ม. (ไทย) ๑๓/๑๒๕-๑๒๙.
7 ดูรายละเอยี ดใน, ขุ.ข.ุ (ไทย) ๒๕/๔.

~ ๙๘ ~

๔.๒ การเล่นคาภาษาและใชส้ านวนในความหมายใหม่

การทาเป็นตัวอย่าง เป็นการบริหารวิธีการสอนสังคมศึกษาที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง
โดยเฉพาะในทางจริยธรรม คือการทาเป็นตัวอย่าง ซึ่งเป็นการสอนแบบไม่ต้องกล่าว
สอน เป็นทานองการสาธิตให้ดู แต่ที่พระพุทธเจ้าทรงกระทาน้ันเป็นไปในรูปทรงเป็น
ผ้นู าที่ดี การสอนโดยทาเป็นตัวอยา่ ง ก็คือพระจรยิ าวัตรอนั ดีงามที่เป็นอยู่โยปกติน่ันเอง
แตท่ ่ีทรงปฏิบตั ิเป็นเรื่องราวเฉพาะก็มี เช่น

คราวหนึ่ง พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระอานนท์ตามเสด็จ ขณะเสด็จไปตาม
เสนาสนะท่ีอยู่ของพระสงฆ์ ได้ทอดพระเนตรเห็นพระภิกษุรูปหนึ่ง อาพาธเป็นไข้
ท้องร่วง นอนจมกองมูตรและคูถของตน ไม่มีผู้พยาบาลดูแล จึงเสด็จเข้าไปหา จัดการ
ทาความสะอาด ใหน้ อนโดยเรียบรอ้ ย เสร็จแลว้ จึงทรงประชุมสงฆ์ ทรงสอบถามเรอื งนั้น
และตรัสตอนหนึ่งว่า

“ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่มีมารดา ไม่มีบิดา ผู้ใดเล่าจะพยาบาลพวกเธอ ถ้า
พวกเธอไม่พยาบาลกันเอง ใครเล่าจักพยาบาล ผู้ใดจะพึงอุปัฏฐากเรา ขอให้ผู้นั้น
พยาบาลภกิ ษุอาพาธเถิด” 8

การเล่นภาษา เล่นคา และใช้คาในความหมายใหม่ เป็นเร่ืองราวของ
ความสามารถในการใช้ภาษาผสมกับปฏิภาณ ข้อนกี้ ็เปน็ การแสดงพุทธวิธกี ารบริหารให้
เห็นถึงพระปรีชาสามารถของพระพุทธเจ้าทท่ี รงมีรอบไปทุกดา้ น เม่ือผู้ใดทูลถามมาเป็น
คาร้อยกรอง พระองค์ก็ทรงตอบเป็นคาร้อยกรองไปทันที ทานองกลอนสด บาทีเขาทูล
ถามหรือกล่าวข้อความโดยใชค้ าที่มีความหมายไปในทางไม่ดีงาม พระองค์ก็ตรัสตอบไป
ด้วยคาพูดเดียวกันน้ันเอง แต่เป็นคาพูดในความหมายที่ต่างออกไปเป็นฝ่ายดีงาม คา
สนทนาโต้ตอบแบบน้ี มีรสอยู่แต่ในภาษาเดิม แปลออกสู่ภาษาอ่ืนย่อมเสียรสเสีย
ความหมาย ยกตวั อย่างให้เห็นง่าย ๆ เช่น ในภาษาไทยว่า “ปากกาหัก” “ฟันตาตกน้า”
อาจใชใ้ นความหมายต่างกนั ได้ในภาษาไทย แต่เมอื แปลเปน็ ภาษาอืน่ ยอ่ มเสียรส

บางครั้งผู้มาเฝ้าบริภาษพระองค์ ด้วยคาพูดต่าง ๆ ที่รุนแรงย่ิง พระองค์ก็ทรง
ยอมรับคาบริภาษเหล่านน้ันท้ังหมด แล้วทรงแปลความหมาย อธิบายเสียใหม่ให้เป็น

8 ดรู ายละเอยี ดใน, วนิ ย. (ไทย) ๕/๑๖๖.

~ ๙๙ ~

เร่ืองที่ดีงาม เช่น กรณีของเวรัญชพราหมณ์ 9 วินย. และสีเสนาบดีผู้รับแผนมาจาก
นคิ รนถนาฏบตุ ร 10 เป็นตน้

แม้ในด้านการสอนหลักธรรมทั่วไป พระองค์ก็ทรงรับเอาคาศัพท์ที่มีใช้อยู่แต่
เดิมในลัทธิศาสนาเก่ามาใช้ แต่ทรงกาหนดความหมายใหม่ ซ่ึงเป็นวิธีการช่วยให้ผฟู้ ังหัน
มาสนใจ และกาหนดสอนได้ง่าย เพียงแต่มาทาความเข้าใจเสียใหม่เท่านั้น และเปน็ การ
ช่วยให้มีการพจิ ารณาเปรียบเทยี บไปในตัวด้วยวา่ อย่างไหนถูก อย่างไหนผิดอย่างไร จึง
เห็นได้ว่า คาวา่ พรหม พราหมณ์ อรยิ ะ ยญั ตบะ ไปบชู ายญั ฯลฯ ซึ่งเป็นคาสอนในลัทธิ
ศาสนาเดิม ก็มีใช้ในพระพุทธศาสนาด้วยทั้งสิ้น แต่มีความหมายต่างออกไปเป็นอย่าง
ใหม่

อุบายเลือกคนและการปฏิบัติรายบุคคล การเลือกคน เป็นพทุ ธวิธีการบริหาร
การสอนสังคมศึกษาและเป็นอุบายสาคัญในการเผยแพร่พระพุทธศาสนา ในการ
ประกาศธรรมของพระพุทธเจ้า เริ่มแต่ระยะแรกประดิษฐฐ์ านพระพุทธศาสนา จะเหน็ ได้
ว่าพระพุทธเจ้าทรงดาเนินพุทธกิจด้วยพระพุทธอุบายอย่างท่ีเรียกว่า การวางแผนท่ี
ได้ผลยิ่ง ทรงพิจารณาว่าเมือจะเข้าไปประกาศพระศาสนาในถ่ินใดถ่ินหนึ่ง ควรไปโปรด
ใครกอ่ น

เมื่อตรัสรู้ใหม่ ๆ ได้เสด็จไปโปรดเบญจวัคคีย์ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดพระองค์ เมือครั้ง
ออกแสวงหาธรรมก่อน ข้อน้ีพิจารณาได้ท้ังในแง่ท่ีเบญจวัคคีย์เป็นผู้ใฝ่ธรรม มีอุปนิสัย
อยู่แล้ว หรือในแง่ท่ีเป็นผู้เคยมีอุปการะกันมา หรือในแง่ท่ีว่าเป็นการสร้างความมั่นใจ
ทาให้ผู้เคยเกี่ยวข้องหมดความคลางแคลงในพระองค์ ตดั ปัญหาในการที่ท่านเหล่าน้ีอาจ
ไปสร้างให้เกิดความคลางแคลงใจข้ึนแกผ่ ู้อื่นต่อไปดว้ ย ครน้ั เสรจ็ จากส่งั สอนเบญจวัคคีย์
แล้ว ก็ได้โปรดยสะกุมาร พร้อมทั้งเศรษฐีผู้เป็นบิดาและญาติมิตร และเม่ือจะเสด็จเข้า
แคว้นมคธ พระองค์ก็เสด็จไปโปรดชฎิล ๓ พี่น้อง พร้อมท้ังบริวารท้ังพัน เริ่มด้วยชฎิล
คนพ่ีใหญเ่ สยี กอ่ น แล้วนาชฎลิ เหล่านี้ผกู้ ลายเป็นสาวกแล้ว เข่าสู่นครราชคฤห์ ประกาศ
ธรรม ณ พระนครน้ัน ได้ราชาเป็นสาวก เป็นอันว่าพอเริ่มต้นประกาศพระศาสนา ก็ได้

9 ดูรายละเอียดใน, วินย. (ไทย) ๑/๒; อง.ฺ อฏฺบก. ๒๓/๑๐๑.
10 ดูรายละเอียดใน, วนิ ย. (ไทย) ๕/๗๘; องฺ.อฏฺฐก. ๒๓/๑๐๒.

~ ๑๐๐ ~

ทงั้ นักบวชผู้ใหญ่ เศรษฐี และราชา ซ่งึ เป็นคนชน้ั สงู ในสมยั นน้ั เป็นสาวก เปน็ การทาทาง
เสดจ็ เผยแผ่ใหป้ ลอดโปร่งตอ่ ไป

ในการทรงสั่งสอนคนแต่ละถิ่น หรือแต่ละหมู่คณะ ก็มักทรงเริ่มต้นที่บุคคลผู้
เป็นประมุข เช่น พระมหากษัตริย์ หรือหัวหน้าของชนหมู่น้ัน ๆ ทาให้การประกาศพระ
ศาสนาได้ผลดแี ละรวดเรว็ และเป็นการยืนยันพระปรีชาสามารถของพระองค์ดว้ ย

ในการบาเพ็ญพุทธกิจประจาวัน พระองค์ก็ทรงสอดส่องพิจารณาบุคคลผู้ควร
โปรดในวันน้ันแต่ละเวลาจนรุ่งสาวแล้วเสด็จไปโปรดในเวลาเช้า เป็นการให้ความสน
พระทัยสงเคราะห์บคุ คลเป็นราย ๆ ซึง่ ให้ผลดีในการสอนยิ่งกว่าการสอนแบบสาด ๆ ไป
และแม้เม่ือแสดงธรรมในที่ประชุม ก็ทรงกาหนดบุคคลที่ควรเอาพระทัยใส่เป็นพิเศษใน
คราวน้ัน ๆ ไว้ด้วย กับทั้งแสดงธรรมโดยวิธีการที่จะทาให้ทุกคนในที่ประชุมได้รับ
ผลประโยชน์ไปอย่างเป็นที่น่าพอใจ ให้เกิดความรู้สึกแก่ทุกคนว่า พระพุทธเจ้าตรัสอยู่
กบั ตน ดังกลา่ วมาแลว้

๔.๓ การรจู้ ักจงั หวะโอกาสและยดื หยนุ่ ในการใชว้ ิธกี ารสอนสังคมศกึ ษา

การรู้จักจังหวะและโอกาส ผู้สอนต้องรู้จักใช้จังหวะและโอกาสให้เป็น
ประโยชน์ เม่ือยังไม่ถึงจังหวะ ไม่เป็นโอกาส เช่น ผู้เรียนยังไม่พร้อม ยังไม่เกิดปริปากะ
แหง่ ญาณหรืออินทรยี ์ ก็ต้องมีความอดทน ไมช่ ิงหักหาญหรือดึงดนั ทา แต่กต็ ้องตื่นตัวอยู่
เสมอ เมื่อถึงจงั หวะหรือเป็นโอกาส ก็ต้องมีความฉับไวท่ีจะจับมาใช้ใหเ้ ปน็ ประโยชน์ ไม่
ปล่อยให้ผ่านเลยไปเสียเปล่า แม้ในการเผยแพร่ศาสนาแก่คนส่วนใหญ่ พระพุทธเจ้าก็
ทรงปฏบิ ตั ิตามจังหวะและโอกาสดว้ ย เชน่

ในระยะแรกประกาศพระศาสนา ณ วนั มาฆบรู ณมี หลังตรสั รู้ ๑ ปี เม่ือประทบั
อยู่ ณ เวฬุวัน พระสงฆ์สาวกมาชุมนุมพร้อมกัน ณ ที่นั้น และเป็นโอกาสเหมาะ
พระพุทธเจ้า ก็ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ สาหรับเป็นหลักยึดถือร่วมกันของสงฆ์ ที่จะ
แยกยา้ ยกันไปบาเพ็ญศาสนกิจ

เม่ือคราวนิครนถนาฏบุตรส้ินชีวิต เกิดความแตกแยกในหมู่นิครนถ์ พระสารี
บุตรถือเหตุการณ์นั้นเป็นอย่าง ช้ีให้ภิกษุเห็นความสาคัญในการร้อยกรองธรรมวินัย

~ ๑๐๑ ~

ชักชวนพระสงฆ์ให้พร้อมใจกันทาสังคายนา และท่านได้ทาสังคายนาเป็นตัวอย่าง โดย
แสดงสงั คีตสิ ตู รไว้ 11

ความยดื หยุ่นในการใช้วิธีการ ถ้าผู้สอนอย่างไม่มีอัตตา ตัดตัณหา มานะ ทฏิ ฐิ
เสียให้น้อยที่สุด ก็จะมุ่งไปยังผลสาเร็จในการเรียนรู้เป็นสาคัญ สุดแต่จะใช้กลวิธีใดให้
การสอนได้ผลดีที่สุด ก็จะทาในทางน้ัน ไม่กลัวว่าจะเสียเกียรติ ไม่กลัวว่าจะถูกรู้สึกว่า
แพ้ บางคราวเม่ือสมควรก็ต้องยอมใหผ้ ู้เรียน รู้สึกตวั ว่าเขาเก่ง บางคราวสมควรข่มก็ข่ม
บางคราวสมควรโอนอ่อนผ่อนตาม ก็ยอมตาม สมควรขัดก็ขัด สมควรคล้อยก็คล้อย
สมควรปลอบกป็ ลอบ มพี ทุ ธพจน์วา่

“เราย่อมฝึกคนด้วยวิธีละมุนละไมบ่าง ด้วยวิธีรุนแรงบ้าง ด้วยวิธีท่ีทั้งอ่อน
ละมนุ ละไม และท้งั รุนแรงปนกันไปบา้ ง” 12

คนบางคนจะให้เขายอมได้ด้วยการที่ยอมให้เขารู้สึกว่าตัวเขามีเกียรติหรือเก่ง
หรือได้สมใจก่อน ผู้สอนจับจุดได้ก็ใช้วิธีสนองความต้องการ แล้วดึงเข้าสู่ที่หมายได้ตาม
ประสงฆ์ เช่น คราวที่เวรัญชาพราหมณ์ บริภาษพระพุทธเจ้า พระองค์ก็ทรงรับสมอ้าง
ตามคาบริภาษนั้นให้สมพราหมณ์ แล้วจึงค่อยชี้แจงแก้ไข ให้เขาเล่ือมใสพระองค์
ภายหลงั เชน่

เม่ือเผชิญอาฬวกะยักษ์ผู้ดุร้าย พระองค์เสด็จเข้าไปในท่ีอยู่ของอาฬวกะ อาฬ
วกะสั่งพระองค์ให้เสด็จออกไป พระองค์กเ็ สด็จออกตามสั่ง อาฬวกะสั่งพระองค์ใหเ้ สด็จ
เข้าไปอีก พระองค์ก็เสด็จเข้าไปอีก อาฬวกะสั่งพระองค์ให้เสด็จเข้าออกอย่างนี้ ซึ่ง
พระองค์ก็ทรงปฏิบัติตามอย่างว่าง่ายถงึ ๓ วาระ ให้เขารู้สึกสมใจในอานาจของตนก่อน
ต่อจากน้นั จงึ ทรงเปลีย่ นกลวธิ ีและก็ได้โปรดอาฬวกะลงเป็นสาวกสาเร็จ 13

อีกตัวอย่างหน่ึง พราหมณ์คนหนึ่งเป็นคนมีมานะ นิสัยแข็งกระด้าง ไม่ไหว้
แม้แต่มารดา บิดา อาจารย์ และพี่ชาย วันหนึ่งขณะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรม
อยู่ในท่ปี ระชมุ เขาคดิ วา่ จะลองเข้าไปเฝา้

11 ดูรายละเอียดใน, วินย. (ไทย) ๕/๗๘; ดูรายละเอยี ดใน, อง.ฺ อฏฺฐก. (ไทย) ๒๓/๑๐๒.
12 ดูรายละเอียดใน, อง.ฺ จตกุ ฺก.ฺ (ไทย) ๒๑/๑๑๑.
13 ดรู ายละเอียดใน, ขุ.สุ. (ไทย) ๒๕/๓๑๐.

~ ๑๐๒ ~

“ถ้าพระสมณโคดม ตรัสกะเรา เราก็จะพดู กับท่าน ถ้าพระสมณโคดมไม่ตรัสกะ
เรา เราก็จะไม่พดู ดว้ ยกบั ทา่ น”

แล้วเข้าไปยืนอยู่ข้างหน่ึง พระผู้มีพระภาคก็ทรงเฉยเสีย ไม่ตรัสด้วย พราหมณ์
ทาท่าจะกลบั ออกไปโดยคดิ วา่

“พระสมณโคดมองค์นไ้ี ม่มีความรู้อะไร”
เมื่อพระผ้มู พี ระภาคเจา้ ทราบความในใจของเขาอยู่ ถงึ ตอนน้จี งึ ตรัสคาถาวา่
“พราหมณ์เอ๋ย ความถือตัวไม่ช่วยให้ใครได้ดีอะไรเลย ใครมาเพื่อประโยชน์ใด
ก็ควรเสรมิ สร้างประโยชน์น้ันเสีย”
เมือตรัสพระดารัสน้ี ในจังหวะเช่นนี้ ก็ได้ผล ทาให้พราหมณ์ชะงักคิดว่า “พระ
สมณโคดมร้ใู จเรา” ถึงยอมทรุดลงน่ังแสดงคารวะ ทาให้ทีป่ ระชมุ งงงวย ประหลาดใจว่า
“น่าอัศจรรย์จริง พราหมณ์น้ีไม่ไหว้แม้แต่มารดา บิดา อาจารย์ พ่ีชาย แต่พระ
สมณโคดมทรงทาให้คนอย่างนี้นอบนบได้เป็นอยา่ งดี”
จากน้ัน พระองค์จึงได้ทรงเชิญให้เขาน่ังบนอาสนะแล้วตอบปัญหาธรรมแก่เขา
จนลงท้ายเขาได้ประกาศตนเป็นอุบาสก 14
พุทธวิธีบริหารแบบการลงโทษและการให้รางวัล มีคาสรรเสริญพระพุทะคุณ
ที่ยกมาแสดงข้างต้นแลว้ วา่
“พระผู้มีพระภาค ทรงฝกึ อบรมชุมชนไดด้ ีถงึ เพยี งน้ี โดยไมต่ อ้ งใชอ้ าชญา” 15
ซึ่งแสดงว่าการใช้อานาจลงโทษ ไม่ใช่วิธีการฝึกคนของพระพุทธเจ้า แม้ในการ
แสดงธรรมตามปกติ พระองค์กท็ รงแสดงไปตามเนื้อหาธรรม ไม่กระทบกระท่งั ใคร อยา่ ง
ที่วา่
“ทรงแสดงธรรมในบริษัท ไม่ทรงยอมบริษัท ไม่ทรงรุกรานบริษัท ทรงช้ีแจงให้
บริษทั เห็นแจ้ง ให้สมาทานใหอ้ าจหาญ ใหร้ ่าเริงด้วยธรรมกิ ถา” 16 และวา่

14 ดูรายละเอียดใน, ส.ส. (ไทย) ๑๕/๖๙๔-๗๐๐.
15 ดรู ายละเอียดใน, ม.ม. (ไทย) ๑๓/๕๖๕.
16 ดรู ายละเอยี ดใน, ม.ม. (ไทย) ๑๓/๕๘๙.

~ ๑๐๓ ~

“พึงรู้จักการยกยอ และการรุกราน ครั้นรู้แล้วไม่พึงยกยอ ไม่พึงรุกราน พึง
แสดงแตธ่ รรมเท่านัน้ ” 17

ข้อนี้ ตีความไปได้ถึงว่า ไม่ใช่ท้ังวิธีลงโทษและให้รางวัล แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะ
ทรงใช้การชมเชยยกย่องบา้ ง ก็เป็นไปในรูปการยอมรับคณุ ความดีของผนู้ ้นั กล่าวชมโดย
ธรรมให้เขาม่ันใจในการกระทาความดีของตน แต่ไม่ให้เกิดเป็นการเปรียบเทียบข่มคน
อ่ืนลง บางทีทรงชมเชยเพ่ือให้ถือเป็นตัวอย่าง หรือเพื่อแก้ความความเข้าใจผิด ให้ต้ัง
ทศั นคติท่ีถูก เชน่ ทรงชมเชยพระนันทะ 18 ชมพระนวกะรูปหน่งึ ชมพระสุชาต ชมเชย
พระลกุณฏกภัททิยะ ชมเชยพระวิสาขปัญจาลบุตร และตาหนิเตือนพระนันทะ 19 เป็น
ตน้

อย่างไรก็ดี การลงโทษน่าจะมีอยู่แบบหนึ่ง คือ การลงโทษตนเอง ซ่ึงมีท้ัง
ในทางธรรมและทางวินยั ในทางพระวินัย ถือว่ามีบทบัญญัตคิ วามประพฤติอย่แู ล้ว และ
บทบญั ญตั เิ หลา่ น้ี พระพุทธเจ้าทรงตราไว้ โดยความเห็นชอบร่วมกันของสงฆ์ พรอ้ มท้ังมี
บทกาหนดโทษไว้เสร็จ เมื่อผู้ใดล่วงละเมิดก็เป็นการกระทาผิดต่อส่วนรวม ต้องไถ่ถอน
ความผิดพลาดของตน มิฉะนั้น จะเป็นผู้ไม่เป็นท่ียอมรับของสงฆ์คือหมู่คณะทั้งหมด
ส่วนในทางธรรม ภิกษุผู้เหลือขอจริง ๆ สอนไม่ได้ ก็กลายเป็นท่ีพระพุทธเจ้าและเพื่อน
พรหมจารีทั้งปวงไม่ถือสาว่าเป็นผู้ที่ควรจะว่ากล่าวสั่งสอน โดยวิธีน้ี ถือว่าเป็นการ
ลงโทษอยา่ งรุนแรงทีส่ ุด 20

พิจารณาจากพระพุทธคุณตอนต้นของข้อน้ี จะเห็นว่า การสอนไม่ต้องลงโทษ
เป็นการแสดงความสามารถของผู้สอนด้วยในระดับสามัญ สาหรับผู้สอนทั่วไป อาจต้อง
คิดคานึงว่า การลงโทษ คือมีหรือไม่แค่ไหน และอย่างไร แต่ผู้ที่สอนคนได้สาเร็จผลโดย
ไม่ต้องใชอ้ าญาโทษเลย ย่อมชอื่ วา่ เป็นผมู้ ีความสามารถในการสอนมากทีส่ ดุ

17 ดูรายละเอยี ดใน, ม.อ.ุ (ไทย) ๑๔/๖๕๘.
18 ดูรายละเอียดใน, อง.ฺ นวก.(ไทย) ๒๓/๒๐๘.
19 ดูรายละเอยี ดใน, ส.นิ.(ไทย) ๑๖/๖๙๖-๗๑๒.
20 ดูรายละเอยี ดใน, องฺ.จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/๑๑๑.

~ ๑๐๔ ~

๔.๔ กลวธิ ีบริหารงานแบบแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในการสอนสังคมศกึ ษา

กลวิธีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดข้ึนต่างครั้งต่างคราว ย่อมมีลักษณะ
แตกต่างกันไปไม่มีที่สุด การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าย่อมอาศัยปฏิภาณ คือ ความสามารถ
ในการประยุกต์หลักวิธีการ และกลวิธีต่าง ๆ มาใช้ให้เหมาะสม เป็นเรื่องเฉพาะครั้ง
เฉพาะคราวไป อย่างไรก็ดี การได้เห็นตัวอย่างการแก้ปัญหาเช่นนี้ อาจช่วยให้เกิดความ
เขา้ ใจในแนวทางท่ีจะนาไปใชป้ ฏบิ ัตไิ ดบ้ า้ ง

ในการประกาศพระศาสนา พระพุทธเจ้าได้ทรงประสบปัญหาเฉพาะหน้าอยู่
ตลอดเวลา และทรงแก้ปญั หาสาเรจ็ ไปในรปู แบบตา่ ง ๆ กัน ตัวอยา่ ง เช่น

พราหมณ์คนหนึ่งในเมืองราชคฤห์ ตนไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา แต่ภรรยา
เป็นผู้มีศรัทธาในพระพุทธเจ้าอย่างแรงกล้า มักเปล่งอุทานว่า “นโม ตสฺส” คราวหน่ึง
นางพราหมณีผู้ภรรยา ขณะนาอาหารมาให้สามี ก้าวพลาดลง จึงอุทานว่า “นโม ตสฺส”
พราหมณ์สามีได้ยินก็ไม่พอใจ จึงกล่าวว่า “นางตัวร้ายน่ี ชอบพูดสรรเสริญแต่ความดี
ของพระหวั โลน้ องค์นัน้ อยเู่ รื่อย เดยี๋ วเถอะ นางตัวดี ข้าจะไปปราบวาทะศาสดาของแก”

นางพราหมณีตอบว่า “แน่นะ พ่อพราหมณ์ ฉันมองไม่เห็นว่าจะมีใครในโลก
ไหน ๆ มาปราบวาทะของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ เอาซิ พ่อ
พรามหณ์ จะไปเอาไปแลว้ ก็จะรเู้ อง”

ฝ่ายพราหมณ์ทั้งโกรธอยู่น้ัน ก็ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เมื่อนั่งเรียบร้อย ก็ทูลถาม
เปน็ คาร้อยกรองว่า “หา่ ตัวอะไรเสยี ได้ จงึ จะนอนเป็นสุข ฯลฯ”

พระพทุ ธเจ้าตรัสตอบว่า “ฆ่าความโกรธเสียได้ก็จะนอนเป็นสขุ ฯลฯ และทาให้
พราหมณเ์ ล่อื มใสได”้ 21

อีกเร่ืองหนึ่ง พราหมณ์อีกคนหนึ่ง รู้ข่าวว่าพราหมณ์ตระกูลเดียวกับตนออก
บวชอยู่กับพระพุทธเจ้าก็โกรธ จึงไปเฝ้าพระพุทธเจ้าไปถึงก็บริภาษพระองค์ด้วยคา
หยาบคายต่าง ๆ พระพุทธเจ้าทรงปล่อยให้พราหมณ์นั้นบริภาษพรองค์เรื่อยไปจน
พราหมณ์หยดุ ไปเอง

21 ดูรายละเอียดใน, ส.ส. (ไทย) ๑๕/๖๒๖-๖๓๐.

~ ๑๐๕ ~

เม่ือพราหมณ์บริภาษจนพอแก่ใจหยุดแล้ว พระองค์จึงตรัสถามว่า “ขอถาม

หน่อยเถิดท่านพราหมณ์ พวกญาติมิตรแขกเหร่ือท้ังหลายนะ มีมาหาท่านบ้างหรือ

เปล่า?”

พราหมณ์ทลู ว่า “กม็ ีเปน็ ครง้ั คราว”

พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า “แลว้ ท่านจัดอาหารของรับประทานมาให้เขาบ้างหรือ

เปลา่ ?”

พราหมณท์ ลู ว่า “ก็จัดบา้ ง”

พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า “ก็ถ้าคนเหล่านั้นเขาไม่รับสิ่งของเหล่านั้นเล่า ของจะ

เปน็ ของใคร?”

พราหมณก์ ราบทลู วา่ “ถ้าเขาไม่รบั มันก็เป็นของฉันนะซี”

พระพุทธเจ้าตรัสตอบ ความว่า “เอาละ เร่ืองนี้เหมือนกัน ที่ท่านมาด่าเรานะ

เราไม่ขอรับคาด่าของท่านละ ขอให้เป็นของท่านเองก็แล้วกัน” จากน้ัน จึงได้ทรง

สนทนากับพราหมณต์ อ่ ไปจนพราหมณ์เล่อื มใสยอมเป็นสาวก” 22

อีกเร่ืองหนึ่ง พระพุทธเจ้าเสด็จไปบิณฑบาตท่ีบ้านอุทัยพราหมณ์ วันแรก

พราหมณ์เอาข้าวมาใส่บาตรถวายจนเต็ม วันที่สอง พระพุทธเจ้าเสดจ็ ไปอีก พราหมณ์ก็

ถวายอกี วันท่ีสาม พระพุทธเจา้ เสด็จไปอีก พราหมณก์ ็ถวายอีก แต่คราวน้ีพอถวายแล้ว

ก็กลา่ ววา่ “พระสมณโคดมองค์น้ี ตดิ ใจจงึ มาบ่อย ๆ”

พระพุทธเจ้าได้ตรัสตอบร้อยกรอง เป็นคาถาเล่นคาโดยปฏิภาณ เป็นทานอง

เตือนพราหมณ์โดยนัยว่า ไฉนจะท้อถอยเสีย การกระทาส่วนมากจะให้ได้ผลก็ต้องทา

บ่อย ๆ ดงั นี้

“กสกิ รก็หวา่ นพืชบอ่ ย ๆ ฝนกต็ อ้ งตกบอ่ ย ๆ

ชาวนากต็ ้องไถนาบ่อย ๆ รฐั จึงมง่ั มธี ัญญาหารบอ่ ย ๆ

คนมาขอบ่อย ๆ คนใหใ้ หไ้ ปบ่อย ๆ

คนให้คร้ันให้บอ่ ย ๆ ก็ได้พบสวรรค์บ่อย ๆ

คนรีดนมก็ย่อมรีดบ่อย ๆ ลกู วัวกห็ าแม่บ่อย ๆ

22 ดูรายละเอียดใน, ส.ส. (ไทย) ๑๕/๖๓๑-๖๓๔.

~ ๑๐๖ ~

ย่อมต้องเหนอ่ื ยตอ้ งดนิ้ รนบ่อยๆ (ส่วน)คนเขลาเขา้ หาครรภบ์ อ่ ย ๆ

แล้วกเ็ กดิ ก็ตายบ่อย ๆ ตอ้ งหามไปปา่ ชา้ บอ่ ย ๆ

มีปัญญาพบทางไม้เกิดบ่อย จงึ ไม่ตอ้ งเกดิ บ่อยๆ

(หรอื : คนฉลาดถงึ เกิดบ่อย ๆ ก็เพือ่ พบทางไม่ต้องเกิดบ่อย) 23

หรืออีกเร่ืองที่คล้าย ๆ กันว่า พระพุทธเจ้าเสด็จไปในบริเวณท่ีเขาเตรียมหว่าน

ข้าวทานา ขณะที่เขากาลังเล้ียงดูกันอยู่ พระองค์ได้เสด็จไปประทับยืนอยู่ด้านหน่ึง

พราหมณ์เจา้ ของนาเห็น กค็ ิดวา่ พระองคม์ าขอบิณฑบาต จึงกลา่ วว่า

“ท่านสมณะ ข้าพเจ้าย่อมไถนา หวา่ นขา้ ว คร้ันแล้วจงึ ได้บรโิ ภค แม้ทา่ นก็จงไถ

นา จงหว่านขา้ ว แล้วจงบริโภคเองเถิด”

พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า “ดูกรท่านพราหมณ์ แม้เราก็ไถ ก็หว่านเหมือนกัน

เมือได้หว่านแล้วจึงไดบ้ รโิ ภค”

พราหมณ์ทูลว่า “ทา่ นสมณะ ข้าพเจา้ ไม่เหน็ ท่านมีแอก มีไถ มีผาล มปี ฏัก หรือ

โคเลย ไฉนทา่ นจึงมากลา่ วว่า แม้เราก็ไถ ก็หวา่ น เสร็จแลว้ จงึ ได้บรโิ ภคเหมือนกัน” แล้ว

กส็ นทนาเป็นกลอนสด ซ่งึ พระพุทธเจ้ากไ็ ด้ตรัสตอบเปน็ คาถาเช่นกนั วา่

“เรามีศรัทธาเป็นพืช ความเพียรเป็นผล ปัญญาเป็นแอกและไถ ฯลฯ เราไถ

อยา่ งน้แี ล้ว ย่อมไดอ้ มฤตเปน็ ผล ไถอย่างนีแ้ ลว้ ย่อมพน้ จากทุกข์ทง้ั ปวง”24

ขอจบเรอ่ื งน้ี โดยนาเอาดารสั ของพระเจา้ ประเสนทโิ กศล มาเป็นคาสรุป ดังนี้

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อีกประการหนึ่ง หม่อมฉันได้เห็นกษัตริย์บัณฑิตบาง

พวก ผู้มีปญั ญาสุขุม สามารถปราบวาทะฝา่ ยปรปกั ษ์ได้ มีปัญญาเฉียบแหลมดจุ จะยงิ ขน

ทรายได้ ท่านเหล่าน้ัน เหมือนจะเที่ยวได้เอาปัญญาไปทาลายหลักทฤษฎีท้ังหลายของ

คนอื่น ๆ พอได้ยินข่าวว่า พระสมณโคดมจักเสด็จมายังบ้านหรือนิคมโน้น ๆ กษัตริย์

เหล่าน้ัน ก็พากนั เตรยี มปัญหาไว้ ด้วยต้ังใจวา่ พวกเราจักพากนั เข้าไปหาพระสมณโคดม

แล้วถามปญั หา ถ้าพระสมณโคดม ถูกพวกเราถามไปอย่างนี้ ตอบแกม้ าอย่างนี้ พวกเรา

23 ดูรายละเอียดใน, ส.ส. (ไทย) ๑๕/๖๗๗-๖๘๑. (คาบาลีบางคาในทีน่ ี้ ตีความอยา่ งอื่นได้
ด้วย คาแปลในทีน่ ้ี จึงไมอ่ าจได้อรรถกถาครบบรบิ ูรณ)์

24 ดูรายละเอียดใน, ส.ส. (ไทย) ๑๕/๖๗๑-๖๗๕ ; ดูรายละเอยี ดใน, ขุ.สุ. (ไทย) ๒๕/
๒๙๗-๓๐๐.

~ ๑๐๗ ~

จะปราบวาทะของพระองค์อย่างน้ี ถ้าพระสมณโคดมถูกพวกเราถามอย่างนี้ ตอบแก้มา
อยา่ งนี้ พวกเราก็จะปราบวาทะของพระองค์อยา่ งนี้

“ครนั้ ไดท้ ราบข่าวว่า พระสมณโคดมเสด็จมาถึงบ้านหรือนิคมโน้นแล้ว ก็พากัน
ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ พระผู้มีพระภาคทรงช้ีแจงให้กษัตริย์เหล่าน้ันเข้าใจ
ชัด ให้เห็นตาม ใหแ้ ข็งขัน ใหบ้ ันเทิง ด้วยธรรมมกี ถาแล้ว กษัตรยิ เ์ หลา่ นน้ั กม็ ิได้ทลู ถาม
ปัญหากะพระผู้มีพระภาค ทไ่ี หนเลยจะมาปราบวาทะพระองคไ์ ด้เลา่ ทแ่ี ทก้ ลบั พากันมา
สมัครตัวเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้ข้อน้ี ก็เป็นความ
เลือ่ มใสอนั เนื่องด้วยธรรมของหมอ่ มฉนั ที่มตี ่อพระผ้มู ีพระภาค”

“ข้าแตพ่ ระองคผ์ ู้เจรญิ อีกประการหน่งึ หมอ่ มฉันไดเ้ หน็ พราหมณ์บณั ฑิต ฯลฯ
คฤหบดี บัณฑิต ... สมณบัณฑิตบางพวก ผู้มีปัญญาสุขุม สามารถปราบวาทะฝ่าย
ปรปักษ์ได้ มีปัญญาเฉียบแหลม ดุจจะยิงขนทรายได้ ท่านเหล่านั้น เหมือนจะเที่ยวได้
เอาปัญญาไปทาลายหลักทฤษฎีท้ังหลายของคนอื่น ๆ พอได้ยินข่าวว่า พระสมณโคดม
จกั เสด็จมายังบา้ นหรอื นคิ มโนน้ ๆ สมณะเหล่านั้น ก็จะพากนั เตรียมปญั หาไว.้ ..พากนั ไป
เฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ พระผู้มีพระภาคทรงช้ีแจงให้สมณะเหล่านั้นเข้าใจชัด
ใหเ้ ห็นตาม ให้แข็งขัน ใหบ้ ันเทิงด้วยธรรมมกี ถาแล้ว สมณะเหลา่ นั้นก็มิไดท้ ูลถามปญั หา
กะพระผู้มีพระภาค ที่ไหนเลยจะปราบวาทะของพระองค์ได้เล่า ที่แท้ก็พากันทูลขอ
โอกาสกะพระผู้มพี ระภาคเพ่ืออกบวชเปน็ บรรพชิต พระผูม้ พี ระภาคก็ทรงบรรพชาให้

“ครั้นได้บรรพชาแล้วเช่นน้ี ท่านก็ปลีกตัวออกไปอยู่สงัด เป็นผู้ไม่ประมาท มี
ความเพียรมุ่งมั่นเด็ดเด่ียว ไม่นานเลยก็ได้รู้ย่ิงเห็นจริง กระทาสาเร็จซึ่งประโยชน์สูงสุด
อนั เป็นจดุ หมายแห่งพรหมจรรย์ อันเป็นท่ปี รารถนาของกลุ บุตรผู้ออกบวชทั้งหลายด้วย
ตนเอง ในปัจจบุ ันชาตนิ ้เี อง

“ท่านเหล่าน้ันพากันกล่าวดังนี้ ท่านผู้เจริญท้ังหลาย พวกเราไม่พินาศแล้วสิ
หนอ แต่ก่อนน้ี พวกเราท้ังทมี่ ิไดเ้ ปน็ สมณะจรงิ เลย กป็ ฏญิ าณว่าตนเป็นสมณะ ทั้งท่ีมไิ ด้
เปน็ พราหมณ์จริงเลย ก็ปฏญิ าณวา่ ตนเป็นพราหมณ์ ทง้ั ที่มิไดเ้ ป็นพระอรหันต์จริงเลย ก็
ปฏิญาณว่าตนเป็นพระอรหันต์ บัดน้ีพวกเราเป็นสมณะจริงแล้ว เป็นพราหมณ์จริงแล้ว
เป็นพระอรหนั ตจ์ ริงแล้ว”

~ ๑๐๘ ~

“แม้ข้อนี้ ก็เปน็ ความเลอ่ื มใสอันเนอื่ งด้วยธรรมของหมอ่ มฉันทม่ี ีต่อพระผ้มู ีพระ
ภาค...” 25

๔.๕ กรณศี ึกษาอาทิตตปริยายสตู รในการสอนสังคมศึกษา *

พุทธวิธีบริหารในการพิจารณาพระสูตรนี้ เพื่อทาความเข้าใจให้เป็นประโยชน์
ในการสอน เหน็ ควรแยกพิจารณาเปน็ ๒ ตอน คือ ว่าด้วยเน้อื เร่ืองตอนหน่ึง และวา่ ดว้ ย
คาอธิบายเชงิ วิจารณ์ตอนหน่งึ ดงั นี้

ตอนท่ี ๑ เน้ือเรื่อง ที่มาของอาทิตตปริยายสูตร เปน็ พระธรรมเทศนาสูตรที่ ๓
พระพุทธเจา้ ทรงแสดงหลังจากตรสั รู้แลว้ ในพระไตรปิฎกบาลี มที ม่ี า ๒ แห่ง คือ

๑. พระวนิ ัยปฎิ ก มหาวรรค มหาขันธกะ 26
๒. พระสุตตันตปิฎก สังยตุ ตนกิ าย สฬายตนวรรค 27
ความย่อว่า : เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ณ ควงไม้โพธ์ิใกล้ฝั่งแม่น้าเนรัญชรา
ตาบลอุรุเวลา ในแคว้นมคธ ในปีท่มี พี ระชนมายไุ ด้ ๓๕ พรรษา พระองค์เสด็จประทับอยู่
ณ ตาบลน้ัน เป็นเวลา ๗ สัปดาห์ จากน้ันจึงได้เสด็จไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวง
เมืองพาราณสี ในเขตแคว้นกาสี ได้ทรงแสดงปฐมเทศนา ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร โปรด
ภกิ ษุเบญจวัคคียบ์ รรลุอรหัตตผล และในระหว่างที่ประทับจาพรรษาแรกอยู่ ณ ป่าอิสิป
ตนนี้ พระองค์ได้โปรดพระยสะ บิดา มารดา ภรรยาเก่า และสหายของพระยสะ ที่เป็น
ชาวเมอื งพาราณสี ๔ คน ชาวชนบท ๕๐ คน ตามลาดับ จนมีภิกษสุ าวก จานวน ๖๐ รปู
จากน้ัน ได้ทรงส่งสาวกท้ัง ๖๐ รูป ออกประกาศพระศาสนา ส่วนพระองค์เอง ได้เสด็จ
ไปยังอรุ ุเวลาเสนานคิ ม ในระหวา่ งทางได้โปรดสหายภทั รวัคคีย์ จานวน ๓๐ รปู
คร้ันเสด็จถึงตาบลอุรุเวลาแล้ว ได้เสด็จไปยังอาศรมของท่านอุรุเวลกัสสปะ ซึ่ง
เป็นหัวหน้าชฎิลผู้บูชาไฟ จานวน ๕๐๐ คน แล้วได้ทรงขอพักอาศัยอยู่ ณ ท่ีนั้น ใน

25 ดูรายละเอียดใน, ม.ม. (ไทย) ๑๓/๕๖๗-๘.
26 ดรู ายละเอียดใน, วนิ ย. (ไทย) ๔/๕๕/๖๒. ตรงกบั ฉบับภาษาไทย ๖/๕๕/๗๘.
27 ดูรายละเอียดใน, ส. สฬ(ไทย). ๑๘/๓๑/๒๓ ; ตรงกบั ฉบบั ภาษาไทย ๒๗/๓๑/๒๔.
* พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) พุทธวิธีในการสอน; บรรยายในการประชุมทางวิชาการ
เร่ืองธรรมะที่อธิบายยาก ในหลักสูตร วิชา ศีลธรรม ชั้น มศ. ปลาย ณ ห้องศรีคุรุ กรมการศาสนา
กระทรวงศึกษาธกิ าร วันท่ี ๒๗ ตลุ าคม ๒๕๑๓.

~ ๑๐๙ ~

ระหว่างนั้นได้ทรงโปรดอุรุเวลกัสสปะ ผู้ถือตนว่าเป็นพระอรหันต์ และเข้าใจว่า พระ
พุทธองค์ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ โดยทรงแสดงปาฏิหาริย์ต่าง ๆ เป็นอันมาก จนในที่สุด
อุรุเวลกัสสปะชฎิลได้คลายทิฏฐิมานะ ยอมตนเป็นสาวก ละทิ้งการบูชาไฟของตน ขอ
บรรพชาอุปสมบท พรอ้ มด้วยชฎิลผู้นอ้ ง ชอ่ื นทีกสั สปะ พร้อมดว้ ยบริวาร ๓๐๐ คน และ
คยากสั สปะ พรอ้ มดว้ ยบรวิ าร ๒๐๐ คน กไ็ ด้ทูลขอบรรพชาอุปสมบทด้วย

หลังจากนั้น พระพุทธเจ้าได้ทรงนาพระภิกษุสงฆ์คณะใหม่ทั้งพันรปู เสด็จไปยัง
ตาบลคยาสีสะ และ ณ ตาบลน้ี พระองค์ได้ทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตรแก่พระภิกษุ
ปุราณชฎลิ ท้ัง ๑ พนั รูป และด้วยพระสตู รน้ี พระภกิ ษุเหลา่ น้นั ก็ไดบ้ รรลอุ รหตั ตผล

ในเรื่องน้ี มีความท่ีควรทราบเป็นพิเศษ ๒ อย่าง คือ การบูชาไฟอันเป็นลัทธิที่
นบั ถืออยู่เดิมของชฎิล อย่างหน่ึง และใจความในอาทิตตปริยานสูตร ท่ีทาให้ชฎิลผู้ยอม
ละท้งิ ลทั ธิเดิมของตนมาสมคั รเปน็ สาวกของพระพทุ ธเจ้าไดบ้ รรลุอรหตั ตผล อยา่ งหนง่ึ

การบูชาไฟ : การบูชาไฟ เป็นพิธีกรรมสาคัญ ที่มีมาแต่โบราณ ซง่ึ จะเห็นได้ใน
ลัทธิศาสนายุคแรก ๆ ทั้งหลาย เช่น การบูชายัญของคนป่าในถ่ินต่าง ๆ และในศาสนา
โซโรอสั เตอร์ เปน็ ต้น แม้ศาสนาพราหมณซ์ ึ่งเป็นศาสนาของชมพูทวปี สมัยท่ีพระพทุ ธเจ้า
อบุ ตั ิขึ้น กถ็ อื ว่าการบชู าไฟ และการบชู ายัญ เป็นพธิ กี รรมท่ีสาคัญอยา่ งย่ิง

ศาสนาพราหมณ์ถือว่าประชาบดี เป็นเทพเจ้าผู้สร้างสัตว์โลกท้ังหลาย แรก
ทีเดียวนั้น มีเทพประชาบดีอยู่แต่พระองค์เดียว พระองค์ได้ทรงพระดาริที่จะก่อกาเนิด
สตั ว์ทั้งหลาย จึงได้ทรงบาเพญ็ ตบะ และได้ทรงประทานกาเนิดแก่เทพอคั นีออกจากพระ
โอษฐ์ของพระองค์ เพราะเหตุที่เทพอัคนีเกิดจากพระโอษฐ์ของพระองค์ อัคนีจึงเป็นเทพ
ผู้เสวยอาหาร และเพราะเหตุที่เป็นเทพองค์แรกท่ีประชาบดีทรงสร้างข้ึน จึงได้นามว่า
อัคนี (อัคร-อัคริม = เกิดกอ่ นมกี อ่ น –อคั น)ี 28

บทบัญญัติในศาสนาพราหมณ์ กาหนดให้ศาสนิกชน โดยเฉพาะพราหมณ์ ต้อง
ประกอบยัญพิธี และการเซ่นสรวงสังเวยอยู่เป็นประจา โดยเฉพาะการบูชาไฟ คือ อัคคิ
หุตตะ ในภาษาบาลี หรือ อัคนิโหตระ ในภาษาสันสกฤต จะต้องบูชาทุกวัน เม่ือเริ่มต้น
หรอื สิ้นสุดวันและคืนหนง่ึ ๆ และในวันเดือนเพ็ญเดือนดบั เป็นตน้ 29

28 ดูรายละเอียดใน, ศตปถพรามหณะ; S.B.E. XLL. ๓๒๒.
29 ดู มนธู รรมศาสตร;์ S.B.E.XXV. ๑๓๒ เปน็ ต้น.

~ ๑๑๐ ~

ไฟ หรือ อัคนี มีบทบาทสาคัญย่ิงในยัญพิธีทั้งปวง ในพิธีกรรมต่าง ๆ เมือถึง
ตอนสาคัญทุกตอน จะต้องมีการถวายเครื่องสังเวย หรือสวดอ้อนวอนแก่อัคนีเทพ
เพราะถือว่าอัคนี เป็นทูตของเทพท้ังหลาย หรือเป็นสื่อกลางนาประดาเครื่องเซ่นสรวง
สงั เวยขึ้นไปถึงเทพทั้งหลาย เมื่อใสเ่ ครื่องสังเวยเข้าไปในไฟนน้ั ถือว่า ได้ใสล่ งไปในโอษฐ์
ของอัคนีเทพ เมื่อเปลวและควันไฟลุกพลุ่งขึ้น ก็หมายความว่าองค์อัคนีเทพ ทรงนาเอา
เครื่องเซ่นสรวงสังเวยข้ึนไปบนสวรรค์ท่ีตามนุษย์มองไม่เห็น เม่ือขึ้นไปถึงสวรรค์แล้ว
องคอ์ ัคนีเทพก็ทรงป้อนเครื่องเซ่นสังเวยนั้นแก่ทวยเทพผู้เป็นภราดรท้ังหลาย ดว้ ยโอษฐ์
ของพระองค์ ดุจดงั แม่นกปอ้ นเหยอ่ื แกล่ กู นก ฉะน้นั 30

เม่อื ไฟมบี ทบาทสาคัญอยา่ งนี้ จึงมีคาสรรเสริญไวใ้ นคมั ภรี ์พราหมณ์วา่
“อคั นิโหตร (การบูชาไฟ) เป็นประมขุ แห่งยัญท้งั หลาย” 31 และว่า
“การเซ่นสรวง (แด่อัคน)ี เป็นกรรมประเสริฐสุดในบรรดายัญท้ังหลาย” 32
ผู้บูชาไฟย่อมได้ผลานิสงส์เป็นอันมาก เช่น จะสมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์ ฝูงปศุ
สตั ว์ และเพยี บพรอ้ มดว้ ยบตุ รหลาน เผ่าพันธุ์ จนถงึ อยา่ งทคี่ มั ภรี ์พราหมณว์ า่
“ผู้ใดบชู าอัคนิโหตระ ดว้ ยความเข้าใจความหมายโดยถ่องแท้ บาปทั้งปวงของผู้
น้ันย่อมถกู เผาผลาญหมดไป” 33
ชฎิลท้ังพันรูป มีอุรุเวลกัสสปะเป็นหัวหน้า ซ่ึงเป็นผู้ถือลัทธิบูชาไฟ ก็คงมุ่งหวัง
ผลเหล่าน้ี ดังน้ัน หลังจากที่ท่านมาบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาแล้ว เม่ือ
พระพุทธเจ้าตรัสถามในที่ประชุม อันมีพระเจ้าพิมพิสารเป็นประมุข ในเขตพระนคร
ราชคฤห์วา่
“ท่านผู้อยู่ในอุรุเวลามานาน เคยเปน็ อาจารย์สั่งสอนหมู่ชฎิลผู้ผอมเพราะกาลัง
พรต ท่านเหน็ เหตุอนั ใดจึงละเลกิ ไฟท่เี คยบชู าเสียเลา่ ” ท่านจึงตอบวา่

30 ดู Henrich Zimmer, Philosophies of India, Meridan Books,New York, ๑๙๕๖,
P. ๗๑ เป็นต้น.

31 ศตปถพรามหณะ; S.B.E. XLLV. ๕๐๒.
32 ภควัทคตี า, S.B.E. VIII. ๓๕๓.
33 ฉานโทคยอุปนิษทั , S.B.E. ๑๙๑.

~ ๑๑๑ ~

“ยัญท้ังหลายย่อมกล่าวขวญั ให้ฝนั ใฝ่ถึงแต่เรื่อง รปู รส เสยี ง กามสุขและอิสตรี
ท้ังหลาย ข้าพเจ้าได้ทราบแล้วว่า ส่ิงเหล่าน้ีเป็นมลทินในอุปธิท้ังหลาย จึงมิได้ติดใจใน
การเซน่ สรวงบูชา” 34

ใจความของพระสตู รว่า : ความในพระสตู รน้ี อาจสรปุ ได้เป็น ๔ ตอน ดงั น้ี
๑. สภาพที่เป็นปัญหา พระพุทธองค์ทรงนาการบริหารโดยเริ่มพระสูตรด้วย
พระดารัสว่า “สพฺพ ภิกฺขเว อาทิตฺต แปลว่า ภิกษุทั้งหลาย สิ่งท่ังปวงลุกเป็นไฟ
หมดแล้ว” แล้วตรัสขยายความต่อไปว่า สิ่งทั้งปวงที่ว่าลุกเป็นไฟไปหมดแล้วน้ัน คือ
อะไรบ้าง ซ่ึงเมอ่ื สรปุ แลว้ ส่งิ ท่ีพระองค์ตรสั ว่าลกุ เปน็ ไฟนน้ั มดี งั ตอ่ ไปน้ี
๑) จกั ษุ รูป จักขุวญิ ญาณ จกั ขุสมั ผสั จกั ขุสัมผสั สชา เวทนา
๒) โสตะ (หู) เสยี ง โสตวญิ ญาณ โสตสมั ผสั โสตสัมผัสสชา เวทนา
๓) ฆานะ (จมูก) กลิ่น ฆานวญิ ญาณ ฆานสัมผสั ฆานสมั ผสั สชา เวทนา
๔) ชิวหา (ล้นิ ) รส ชิวหาวญิ ญาณ ชิวหาสมั ผสั ชวิ หาสัมผสั สชา เวทนา
๕) กาย โผฏฐัพพะ กายวิญญาณ กายสมั ผสั กายสมั ผสั สชา เวทนา
๖) มนะ (ใจ) ธรรมะ (ความคิดคานึงต่าง ๆ ) มโนวิญญาณ มโนสัมผัส มโน
สมั ผัสสชา เวทนา
พูดให้ส้ันลงไปทีเดียวอีกว่า อายตนะทั้งหลาย คือ ตา หู จมูก ล้ิน กาย ใจ, รูป
รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ตลอดถึงการรับรู้ความเกี่ยวข้อง และความรู้สึก
ท้ังหลายท่ีเกิดจากอายตนะเหล่านั้น ได้ถูกไฟไหม้หมดแล้ว หรือพูดอีกนัยหน่ึงว่า
กระบวนการรับรู้และความคิดคานึงท้ังหมดน่นั เอง ถูกไฟลามติดไปทัว่ แล้ว
๒. สาเหตุ เม่ือกาหนดตัวปัญหาได้ และเข้าใจสภาพของปัญหาแล้ว ก็ค้นหา
สาเหตใุ หเ้ กิดไฟหรอื ตัวไฟท่ีเผาผลาญน้นั ตอ่ ไป ได้ความว่า สง่ิ ที่กล่าวมานั้น ลกุ ไหมด้ ้วย
ไฟกิเลส ๓ อยา่ ง คือ
๑) ราคะ ความอยากได้ ความใคร่ ความติดใจ ความกาหนัดยนิ ดี
๒) โทสะ ความโกรธ ความขดั ใจ ความเดอื ดร้อนแคน้ ชงิ ชัง ไมพ่ อใจตา่ ง ๆ
๓) โมหะ ความหลง ความไม่รู้ ไม่เข้าใจสภาพของสิ่งทง้ั หลายตามความเปน็ จริง

34 ดรู ายละเอยี ดใน, วนิ ย. (ไทย) ๔/๕๗/๖๖.

~ ๑๑๒ ~

และยังถูกเผาลนด้วยไฟความทุกข์อกี มากมายหลายอย่าง เช่น ความเกดิ ความ
แก่ ความเจ็บ ความตาย ความโศกเศร้า ความคร่าครวญร่าไร ความทุกข์โทมนัส และ
ความคับแค้นใจต่าง ๆ

๓. ข้อปฏิบัติเพ่ือแก้ไข เป็นพุทธวิธีการบริหารที่พระพุทธองค์ตรัสต่อไปอีกว่า
อริยสาวกผู้ได้เรียนรู้แล้ว เม่ือเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมหน่ายในอายตนะภายใน ภายนอก
ตลอดถึงเวทนาทง้ั หมดเหลา่ นนั้ เมอื่ หน่ายกย็ ่อมไมย่ ดึ ตดิ

๔. รวู้ ่าหลดุ พ้นแล้ว เป็นอนั สน้ิ ชาติ อยจู่ บพรหมจรรย์ ทาสงิ่ ทจี่ ะต้องทาเสร็จ
สนิ้ แล้ว สง่ิ ทจ่ี ะต้องทาเพื่อเป็นอย่างนี้ ไม่มเี หลืออกี เลย

ตอนท่ี ๒ คาอธิบายเน้ือเรื่องเชิงวิจารณ์ ในการอธิบายเพ่ิมเติมและการ
วิจารณ์ความในพระสูตรนี้ เห็นควรพิจารณาเป็น ๒ แง่ คอื ในแง่พุทธการบรหิ ารวธิ ีสอน
อยา่ งหนงึ่ และในแง่การบรหิ ารสาระสาคญั หรือหลักธรรมอย่างหนง่ึ

ในแง่พุทธบริหารวิธีสอน : พระธรรมเทศนา อาทิตตปริยายสูตร ที่ทรงแสดง
แกช่ ฎิลสามพน่ี ้อง มีข้อควรสงั เกตในแง่บริหารการสอน ท่เี ปน็ ข้อสาคญั ๒ อยา่ ง คอื

๑. ทรงสอนให้ตรงกับความถนัดและความสนใจของชฎิล พระธรรมเทศนา
ของพระพุทธเจ้า ไม่ว่าจะทรงแสดงที่ใดแก่ใคร ย่อมมีจุดหมายเป็นแนวเดียวกัน คือ มุ่ง
ให้เกิดความรู้ความเข้าใจในสภาวะของส่ิงทั่งหลายตามความเป็นจริง แล้วให้มีทัศนคติ
และปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นอย่างถูกต้อง ในทางทีเ่ ป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและบุคคลอ่ืน
แต่เน้ือเรื่องและวิธีการสอน ย่อมยักเยื้องต่างกันไป ตามอุปนิสัยความถนัด และความ
สนใจของผูฟ้ ัง สดุ แต่เรือ่ งใด วิธีใด จะช่วยให้เขาเข้าใจธรรมไดด้ ี

ในกรณีของอาทิตตปริยายสูตรนก้ี เ็ ชน่ เดยี วกัน ชฎิลทัง้ หลายเปน็ ผบู้ ชู าไฟ มี
ชีวติ เกีย่ วกับไฟมาโดยตลอด ประสบการณ์และความคดิ คานึงตา่ ง ๆ ก็พวั พนั อยู่กับเร่ือง
บูชายัญ แม้เมื่อเลกิ บูชาไฟแล้ว เรอื งพิธกี รรม กิจวัตรท่ีเก่ยี วกบั ไฟ ก็ยงั คงเต็มอยใู่ น
ความทรงจา เม่ือพระพทุ ธเจา้ ตรัสเรอื่ งเกย่ี วกบั ไฟ เก่ียวกับการลกุ ไหม้เผาผลาญ ก็เปน็
ทน่ี า่ สนใจ และชกั จงู ใจชฎลิ ใหเ้ พลิดเพลินคิดเหน็ ไปตามกระแสพรธรรมเทศนาได้งา่ ย

ยิ่งไปกว่าน้ัน ยังได้ทรงเร้าความสนใจให้มากข้ึน โดยมิได้ตรัสเร่ืองกองไฟบูชา
ยัญท่ีชฎิลทาจาเจอยู่และเบื่อหน่ายทิ้งท้ิงมาแล้ว แต่ทรงกระตุกความรู้สึกเหมือนให้
สะดุ้งข้ึนว่า ไฟนั้นมิได้ลุกไหม้อยู่นอกกายไกลตัวเลย แต่ไฟนั้นลุกไหม้เต็มอยู่ภายในตัว

~ ๑๑๓ ~

ท้ังกายไปหมดแล้ว เป็นไฟที่ลุกลามไหม้อยู่ตลอดเวลา รุนแรงกว่าไฟภายนอก ควรหัน
มาสนใจไฟนี้มากกว่า และแทนท่ีจะใหบ้ ารุงบาเรอให้เติมเชื้อ กลับตรัสใหไ้ ม่มีเยื้อใยยินดี
เป็นทานองใหด้ ับเสียดว้ ยซา้

โดยนัยน้ี พึงตระหนักว่า การทรงแสดงเร่ืองไฟ เรื่องการลกุ ไหม้ เรื่อง อาทิตต
หรือ อาทิตย์ นี้ เป็นวีการยักเย้ืองพระธรรมเทศนาให้ตรงกับอุปนิสัย ตรงกับความประ
พฤตท่ีได้สั่งสมฝึกอบรม มาเพ่ือผลในด้านความสนใจ และความรู้ความเข้าใจง่ายเป็น
สาคัญ ส่วนสาระสาคัญก็มุ่งท่จี ะให้รใู้ ห้เข้าใจเรอ่ื งของชวี ิตนี้ แลว้ ให้มีทศั นคติและปฏิบัติ
ต่อมนั อย่างถูกต้อง เช่นเดยี วกนั กบั พระธรรมเทศนาเรือ่ งอ่ืน ๆ

ในขอ้ นี้ หากเทียบกับการทรงแสดงธมั มจกั กปั ปวัตตนสูตร และอนั ธภตู สูตรดว้ ย
ก็จะเข้าใจชดั ยิ่งขึ้น

ธรรมจักรนั้น พระพุทธองค์ทรงแสดงแก่พระภิกษุเบญจวัคคีย์ พระภิกษุเบญจ
วัคคีย์นั้น แต่เดิมมีใจยึดม่ันอยู่กับการบาเพ็ญทุกรกิริยาว่า คนจะบรรลุธรรมได้ต้อง
ทรมานกายอย่างรุนแรง ยิ่งทาได้ยิ่งยวดเท่าใด ก็ย่ิงน่าเล่ือมใสสาหรับตนมากเท่านั้น
และรังเกียจความเป็นอยู่อย่างสะดวกสบายว่า เป็นสิ่งท่ีเสียหายลามก ท่ีละท้ิง
พระพุทธเจ้าเมื่อคราวบาเพ็ญทุกกรกิริยา ก็เพราะได้เห็นพระองค์เลิกทรมานพระกาย
เม่ือพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมจักร จึงทรงเริ่มต้นด้วยเร่ือง ทีสุดสองอย่าง และ
มชั ฌิมาปฏิปทา เปน็ การกระทบตรงความในใจของทา่ นเหลา่ น้ัน

ส่วนในอันธภูตสูตร 35 ผู้อ่านจะได้พบข้อความที่เกือบจะตรงข้ามกับอาทิตต
ปริยายสูตรทีเดียว คือ เร่ิมต้นว่า “สพฺพ ภิกฺขเว อนฺธภูต” แปลว่า ภิกษุท้ังหลาย ทุก
ส่ิงทุกอย่างมืดมิดไปหมดแล้ว แล้วตรัสต่อไปว่า อะไรคือทุกสิ่งท่ีมืดมิด ก็ได้คาตอบว่า
จักษุ รูป ฯลฯ อย่างเดียวกบั ในอาทติ ตปริยายสูตรนั่นเอง ท่ีมืดมิดไปหมดแล้ว ดงั นี้ เป็น
ต้น เปน็ การยกั เย้ืองพระธรรมเทศนา ชกั นาความสนใจและจูงเขา้ สูธ่ รรมอกี แบบหนึง่

๒. ทรงสอนใหต้ รงกบั ระดับสติปัญญาและระดับชีวิตของชฎลิ ข้อสาคญั อย่าง
ย่ิงอย่างหนึ่ง ที่พระพุทธเจ้าทรงคานึงถึงในการทรงสอน คือ ความย่ิงและหย่อน แห่ง
อินทรีย์ของผู้ฟัง ทรงพิจารณาว่า ผู้ฟังมีสติปัญญาอยู่ในระดับใด ได้รับการศึกษาอบรม

35 ดูรายละเอียดใน, ส. สฬ. (ไทย) ๑๘/๑๒/๒๕.

~ ๑๑๔ ~

มาในทางใด มากน้อยเพียงไหน ดารงชีวิตอยู่อย่างไร จะต้องแสดงเรื่องอะไรเขาจึงจะรู้
เข้าใจ สามารถนาไปใช้เป็นคุณประโยชน์แก่ชีวิตของเขาได้ ดังนั้น เร่ืองราวท่ีคล้ายคลึง
กัน แต่แสดงแก่ตา่ งคน นอกจากตา่ งวีสอนแล้ว เนื้อหาสาระกต็ ่างช้ันต่างระดบั กันดว้ ย

ในกรณีของอาทิตตปริยายสูตร ชฎิลทั้งหลายเป็นนักบวช สละโลกิยวิสัยออก
มาแล้ว มุ่งหน้าประพฤตปิ ฏิบัตเิ พื่อเข้าถึงจุดหมายสูงสุดของศาสนาอยา่ งเดียว และเป็น
ผู้ได้ศึกษาอบรมทางศาสนามาอย่างดี เป็นท่ีเคารพนับถือของประชาชนท้ังหลาย เรียก
ไดว้ ่าเป็นปัญญาชนระดบั สูงสุดในสมัยนนั้ และในเวลาท่ีฟังพระสูตรน้ี ก็ไดอ้ ุปสมบทเป็น
พระภกิ ษใุ นพุทธศาสนาแล้วดว้ ย เม่อื พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมจึงทรงชี้แจงหลักธรรม
ที่ลึกซึ้ง ท่ีต้องพิจารณาด้วยสติปัญญาอันละเอียดอ่อน อาศัยพ้ืนฐานการศึกษาอบรมมา
พอสมควร เหมาะสาหรับผู้ดารงชีวิตเป็นบรรพชิต และให้เกิดความรู้ความเข้าใจถึงข้ัน
กาจัดกเิ สาสวะไดท้ ง้ั หมด

เร่ืองน้ี จะเห็นได้ชัดเจนยิ่งข้ึน ถ้าได้เทียบกับพระธรรมเทศนาเกย่ี วกับเร่ืองไฟท่ี
ไดท้ รงแสดงแก่คนอ่ืน ๆ เช่น อัคคิสูตร 36 ที่ทรงแสดงแก่อุคคตสรรี พราหมณ์ เป็นตน้

ในกรณีของอัคคิสูตร อุคคตสรีรพราหมณ์ เป็นพราหมณ์ครองเรือน คราวหน่ึง
พราหมณ์ผนู้ ต้ี ระเตรียมพีบชู ายัญ ไดส้ งั่ ให้จดั โคผู้ ลกู โคผู้ ลูกโคเมีย แพะ และแกะ อยา่ ง
ละ ๕๐๐ ตัว มาผูกไว้กับเสาหลักบูชายัญ เตรียมพร้อมท่ีจะบูชายัญ พราหมณ์รู้สึกปีติ
ยินดีในบุญกุศลท่ีตนจะได้จากการบูชายัญตามแบบของพราหมณ์ จึงได้เข้าไปเฝ้า
พระพุทธเจ้า ทูลว่า ตามท่ีเขาได้เรียนรู้มา การก่อกองไฟบูชายัญ และการปักเสาหลัก
บูชา มีผลมอี านสิ งสม์ าก และทูลขอความเห็นจากพระพุทธองค์ในเรื่องนี้

พระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงคร้ังนี้ เป็นเรื่องเก่ียวกับไฟเหมือนกัน
แต่มีเน้ือหาและระดับคาสอนต่างออกไปอีกอย่างหนึ่ง คือ ในอัคคิสูตรนั้น ทรงแสดง
หลักธรรมสาหรับการครองชีวิตของคนทั่วไปท่ียังครองเรือนอยู่ เพราะพราหมณ์ผู้ทูล
ถามยงั เป็นคฤหสั ถค์ รองชีวิตอยใู่ นโลกียวสิ ยั

36 ดรู ายละเอียดใน, องฺ. สตตฺ ก. (ไทย) ๒๔/๔๔.

~ ๑๑๕ ~

ในพระสูตรน้ี พระพุทธเจ้าทรงแสดงไฟ ๗ อย่าง 37 ที่ควรได้รับการปฏิบัติเอา
ใจใส่ต่าง ๆ กัน โดยยึดเอาความรู้สึกและถ้อยคาต่าง ๆ ของพราหมณ์มาทรงแสดงใน
แนวใหม่ ไฟ ๗ อย่างนั้น แบ่งเป็น ๓ ประเภท ดงั นี้

๑. ไฟทค่ี วรดับ หรือควรหลีกเว้น ๓ อย่าง คือ
๑) ไฟราคะ
๒) ไฟโทสะ
๓) ไฟโมหะ

เหตุท่ีควรดับควรเว้น เพราะคนถูกราคะ โทสะ โมหะ ครอบงาย่ายีจิตใจแล้ว
ย่อมประพฤติทุจริตทั้งทางกาย ทางวาว และทางใจได้ เม่ือประพฤติทุจริตแล้ว ก็เป็น
เหตใุ หไ้ ดร้ บั ความทุกข์ ไปเกดิ ในอบายทคุ ติ

พึงสังเกตว่า ในอาทิตตปริยายสูตรก็มีไฟ ๓ อย่างนี้เหมือนกัน แต่ในอัคคิสูตร
พระพุทธเจ้าทรงแสดงในแบบง่าย ๆ เท่าท่ีเก่ียวกับความประพฤติของคนในโลกทั่ว ๆ
ไป มิให้ประพฤติการทุจริตเท่าน้ัน ส่วนในอาทิตตปริยายสูตร ทรงแสดงในแง่ที่ต้อง
พิจารณรลึกซง้ึ ซ่งึ เหมาะแก่การศกึ ษาของนกั ปรชั ญาและนกั จติ วิทยา

๒.ไฟที่ควรบารุง ๓ อย่าง สาหรับไฟหมวดน้ี พระพุทธเจ้าทรงนาเอาช่ือไฟ
ศกั ดสิ์ ิทธ์ิท่ีมีอยู่เดิมในศาสนาพราหมณ์ มาทรงใช้ในความหมายใหม่ และเรียงลาดับใหม่
(ต่างแตข่ องพราหมณเ์ ป็นภาษาสันสกฤต ของพุทธเป็นภาษาบาลีเท่าน้ัน) ซ่งึ เท่ากับเป็น
การล้มเลิกคาสอนเดิมของศาสนาพราหมณ์ และทรงประทานคาสอนใหม่ไปด้วยพร้อม
กัน จะให้ไว้ท้ังความหมายเดิมของพราหมณ์ และความหมายใหม่ของพุทธศาสนาเพื่อ
เทยี บกนั ดังน้ี

๑) คารหปัตยัคนี (ไฟเจ้าบ้าน) คือไฟท่ีเจ้าบ้านรับสืบทอดต่อจากบิดาของตน
และสง่ ทอดตอ่ ไปยังบตุ รหลาน ไฟน้เี จา้ บ้านตอ้ งบารงุ ไวใ้ หต้ ดิ ไม่ขาดสาย และสงั เวยเป็น
ประจา เม่ือจะประกอบพิธีบูชายัญ ก็จุดไฟบูชายัญไปจากไฟน้ี พระพุทธเจ้าทรง
ประทานความหมายใหม่ช่อื ภาษาบาลีและจดั เปน็ ลาดบั ทสี่ องวา่

๒) คหปตัคคิ (ไฟเจา้ บา้ น) หมายถงึ บตุ ร ภรรยา คนรบั ใช้ และคนงาน

37 ตามหลักศาสนาพราหมณ์วา่ อคั นเี ทพมีท้ังสิน้ ๗ แฉก.

~ ๑๑๖ ~

๓) อาหวนียัคนี (ไฟอันควรแก่ของเชน่ สรวง) คือ ไฟสาหรับเครื่องสังเวยในยัญ
พิธี ซ่งึ จุดต่อออกมาจาก คารหปัตยัคนี ในเมื่อจะประกอบพิธบี ูชายัญ และต้ังไว้ทางขวา
ของคารหปัตยัคนี พระพุทธเจ้าทรงประทานความหมายใหม่ในภาษาบาลี และจัดเป็น
ลาดับที่ ๑ วา่

-อาหุไนยคั คิ (ไฟอันควรแกก่ ารคานับ) หมายถงึ มารดาบดิ า
-ทักษิณาคนี (ไฟด้านใน) คือ ไฟที่จุดต่อจาก คารหปัตยัคนี และจดั ตัง้ ไว้ทางทิศ
ใต้อของแท่นบูชายัญ ใช้สาหรับเครืองสังเวยท่ีอุทิศให้แก่ผีปีศาจและบุรพบิด ในยัญพิธี
พระพทุ ธเจ้าทรงประทานความหมายใหมใ่ นภาษาบาลวี ่า
-ทักขิไณยัคคิ (ไฟที่ควรแก่ทักษิณา) หมายถึง สมณพราหมณ์ ผู้ประพฤติดี
ประพฤตชิ อบ
ไฟ ๓ อย่างนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา จัดการ
บารุงให้เปน็ สขุ ดว้ ยดี
ข้อสังเกต สาหรับไฟหมวดท่ีสองน้ี คือ พระพุทะเจ้าทรงสอนให้เลิกการเซ่น
สรวงบูชายัญอันเหลวไหลเสีย หันมาเอาใจใส่กับพันธะทางสังคม ให้ปฏิบัติหน้าท่ีดูแล
ทานุบารุงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับตนให้ดี เพราะบุคคลเหล่าน้ีก็เทียบได้กับไฟ ซ่ึงต้องคอย
เอาใจใส่เติมเช้ือบารุงให้ดี จึงจะเกิดคุณประโยชน์ดีงาม แต่หากปฏิบัติไม่ดี กใ็ ห้โทษเป็น
ไฟเผาผลาญไดม้ ากเช่นเดียวกนั
๓. ไฟท่ีควรจุดควรดับควรระวังตามสมควร ได้แก่ กัฏฐัคคิ (ไฟเกิดแต่ไม้
หรือไฟท่กี ่อขนึ้ จากเชื้อสาหรับใชห้ ุงตม้ เป็นต้น) ไฟอย่างนี้ควรก่อขึน้ และควรเอาใจใส่
ระมดั ระวัง เสรจ็ แล้วควรดบั แลว้ ควรเก็บไว้ตามกาละทส่ี มควร
จะเห็นได้ว่า ในอัคคิสูตรนี้ พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องไฟในแง่ของคาแนะนาสั่ง
สอนสาหรับผูค้ รองชีวิต มีเหยา้ มีเรอื น อยู่ในฆราวาสวิสัย ในกรณีอื่นอีก เมือ่ ตรัสถึงการ
บูชาไฟ พระพุทธเจ้าตรสั สอนคตทิ ค่ี วรยดึ ถือปฏบิ ัติสาหรับสังคมทว่ั ไปวา่

~ ๑๑๗ ~

“ถึงหากบุคคลผู้ใดจะไปบูชาไฟอยู่ในป่าเป็นเวลาตั้งร้อยปี การบูชาคนท่ี
ฝึกอบรมตนแลว้ ชัว่ ขณะเดียว ก็ยังประเสริฐกว่าการบูชาไฟนน้ั การบูชาไฟตง้ั ร้อยปจี ะมี
ประโยชนอ์ ะไร” 38

ข้อนี้ หมายความว่า พระพุทธเจ้าทรงแนะนาให้สังคมหันมาช่วยกันยกย่องให้
เกียรติคนดี เพราะเป็นสิ่งท่ีให้คุณประโยชน์รักษาคุณธรรมของสังคมไว้ ดีกว่าจะมัวไป
หลงใหลในการเซ่นสรวงสังเวย อันเป็นเร่ืองไร้เหตุผล อันเป็นการกระทาท่ีมุ่ง
ผลประโยชนส์ ว่ นตัวเป็นสาคัญ ทั้งยงั เป็นทางใหเ้ กิดความเสื่อมเสียข้ึนในสังคมได้ ในเมื่อ
ผู้คนมุ่งประโยชน์ส่วนตน คอยพะเน้าพะนอเอาใจเทวดาท่ีชอบเคร่ืองเซ่น เป็นเหตุให้มี
แต่เทวดาประเภทน้ีมาคอยคุ้มครองและแสดงอิทธิพลในหมู่มนุษย์ เมือมนุษย์คบหาให้
กาลงั แก่เทวดาประเภทนักเลง ประเภทชอบลาภสกั การะ ก็เปน็ ธรรมดาอยเู่ อง ท่ีเทวดา
ผู้ตั้งอยู่ในคุณธรรม ผู้ให้ความคุ้มครองโดยธรรมโดยสงบย่อมจะเสื่อมถอยกาลัง และ
ปลีกตนหลบลี้ออกไปอยู่โดยสงบ ไม่เป็นท่ีปรากฏ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมมนุษย์
มองเห็นได้ไมย่ าก

เม่ือเข้าใจวิธีสอนธรรมของพระพุทธเจ้า ที่แตกต่างกันได้แม้ในเรื่องคล้ายกัน
โดยสัมพันธ์กับสติปัญญาและการดารงชีวิต ฟังเช่นนี้แล้วจะได้ข้อเตือนใจว่า ในขณะท่ี
อ่านหรือกล่าวถึงอาทิตตปริยายสูตร จะต้องราลึกถึงเหตุผลในแง่การสอนให้เหมาะสม
กับระดับสติปัญญาและการศึกษาอบรมไว้ด้วย และจะต้องตระหนักในใจเสมอว่า ตน
กาลังอ่านหรือกล่าวถึงหลักธรรมท่ีโดยปกติเป็นข้อสาหรับถกเถียงและพิจารณาศึกษา
ของนกั ปราชญ์และนักจติ วิทยาทง้ั หลาย นอกจากน้ี เมือวา่ ตามเป็นจรงิ ในปจั จบุ นั น้ี นัก
ปราชญาและนักจิตวิทยาทั้งหลายก็กาลังศึกษาค้นคว้าถกเถียงวุ่นวายอยู่กับเรื่องเหล่าน้ี
นเ่ี อง หาพ้นไปได้ไม่

ในแง่สาระสาคัญหรือหลักธรรม : หลักธรรมท่ีเป็นสาระสาคัญของพระสูตรนี้
เป็นเร่ืองละเอียดลึกซ้ึง และกว้างขวางอย่างย่ิง ในการอธิบาย จะรวบรัดสรุปให้เหลือ
เล็กน้อยเป็นข้ันส้ัน ๆ ก็ได้ หรือจะอธิบายให้เชื่อมโยงสัมพันธ์กับเรื่องอ่ืน ๆ พิสดาร

38 ดรู ายละเอียดใน, ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๑๘/๒๙.

~ ๑๑๘ ~

ออกไป อย่างท่ีแทบจะกล่าวได้ว่า ไม่มีท่ีสิ้นสุดก็ได้ สุดแต่จะใช้กลวียักเยื้องอธิบาย
อย่างไร ในทนี่ จี้ ะพยายามอธิบายสกั แนวหนงึ่ โดยสมั พันธก์ ับใจความทไ่ี ดส้ รปุ ไว้ข้างตน้

๑. สภาพปัญหา ส่ิงท่ีเป็นตัวการ หรือเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในพระสูตรน้ี ได้แก่
อายตนะภายใน อายตนะภายนอก วิญญาณ ผัสสะ และเวทนาท้ังหลายท่ีเกิดสืบ
เนื่องมาจากผัสสะเหล่านั้น สิ่งเหล่าน้ีก็คือกระบวนการรับร้แู ละการคิดคานงึ ทัง้ หมดของ
บุคคล ชีวิตท้ังหมดเท่าท่ีบุคคลรู้สึกก็ดี โลกท้ังโลกเท่าท่ีปรากฏแก่บุคคลก็ดี ความรู้
ความเขา้ ใจทุกอย่างท่เี กิดมีขน้ึ แก่บคุ คลโดยปกติก็ดี ยอ่ มอยู่ในขอบเขตของกระบวนการ
รับรู้และการคดิ คานงึ เมอ่ื กล่าวในแงห่ นึ่ง ส่ิงเหลา่ นจี้ ึงเป็นทุกสิง่ ทกุ อย่างสาหรับบุคคล

ขอ้ ทว่ี ่า ถูกไฟลามติดลุกไหม้อยู่ย่อมหมายความว่า สิง่ เหล่านี้ หรือกระบวนการ
น้ีตกอยู่ในภาวะรุ่มร้อน ดิ้นกระวนกระวาย มิได้ปฏิบัติหน้าที่ไปโดยปกติตามสภาพของ
มัน เพราะมีไฟราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้น ที่จะกล่าวในตอนสาเหตุ มาเผาลนให้พล่าน
ให้รกสับกระส่าย ให้พร่าให้สบั สน จนปรากฏอาการออกมาเป็นปญั หาต่าง ๆ ทั้งหยาบ
ทั้งละเอียด ทั้งเบาท้ังรุนแรง ท้ังที่เป็นเรื่องส่วนตัว และปัญหาร่วมกันของสังคม หรือ
กล่าวในมุมกลับว่า ปัญหาต่าง ๆ ทั้งมวลของมนุษย์ ท้ังส่วนบุคคลและสังคม สืบสาวต้น
ตอลงไปไดถ้ งึ การท่ถี กู ไฟเหล่านี้เผาลนอยู่ กลา่ วโดยรวบรดั ว่า

ก. ในแง่บุคคล ในข้ันรุนแรง คนถูกราคะ โทสะ โมหะ เข้าแผดเผา กลุ้มรุม
ผลักดัน จึงกระทาการทุจริต หรือแม้กรรมช่ัวร้านแรงต่าง ๆ ท่ีโยปกติกระทาไม่ได้ และ
ทาใหเ้ กิดความทกุ ข์ความเดอื ดร้อนต่าง ๆ แก่ตนเองตดิ ตามมา และเก่ียวพันถึงสังคมใน
ขอ้ ต่อไป

ในข้ันละเอียดอ่อน แม้โดยปกติมนุษย์ปุถุชนย่อมถูกไฟเหล่าน้ีบังคับบัญชาการ
กระทา คาพูด ความคิด ตลอดจนทัศนคติต่าง ๆ อยู่แล้ว ที่เห็นได้ง่าย ๆ คือ ปกติคนมี
ความอยากได้ กถ็ กู ความดงึ ไป หรอื ถ้าพูดใหเ้ ป็นไฟก็คือเผาให้ทนอยไู่ ม่ได้ เที่ยววงิ่ พล่าน
ทะยานหาส่ิงท่ีต้องการ เม่ือยังไม่ได้หรือไม่ได้เท่าท่ีหวัง ก็เกิดความขุ่นมัว อัดอน้ั หรือขัด
ใจ เป็นทุกข์ ได้สมหวังแล้วก็ปรารถนาต่อ ๆ ไปย่ิง ๆ ขึ้นไป ถ้าเป็นไปในกระบวนการนี้
โดยไม่มีการควบคุมหรือรู้เท่าทัน คือปล่อยสุดแต่มันจะเป็นไป ก็คือการมีชีวิตอยู่อย่าง
คลมุ้ คล่งั กระหายและรุรนรทุ ายอย่างถกู ไฟลกุ ไหม้รนุ แรงน่นั เอง

~ ๑๑๙ ~

อีกอย่างหน่ึง คนถูกไฟเหล่าน้เี ผาลน ถกู ควนั ไฟรุมให้มัว ยอ่ มไม่รไู้ ม่เข้าใจ ไม่ใช่
ไม่ปฏิบัติต่อสิ่งท้ังหลายโดยถูกต้อง ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากส่ิงท้ังหลายให้ถูกทาง
หรอื เทา่ คา่ ของมันได้ ยกตัวอยา่ งในชัน้ หยาบ ๆ ท่ีเห็นไดง้ า่ ย ๆ เช่น เกา้ อมี ีไวส้ าหรบั น่ัง
เกิดความโกรธขึ้น กลับเอาใช้ทาร้ายกัน เห็นของสวยงาม หรือของมีราคาท่ีเขานามา
เสนอขาย อยากได้ความอยากรุนแรงทาให้ไม่ได้พินิจพิจารณา ถูกเขาหลอกลวงเอาได้
ง่าย บางทีขัดใจอะไรตอนเช้านิดเดียว ไม่รู้จักพิจารณาปลงใจ อารมณ์เสียทั้งวัน บางที
พบคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน เขาแสดงอะไรผิดพลาดนิดเดียว เกิดทิศนคติผิดพลาด มอง
เขาไปในทางไม่ดีตลอด ไม่ได้พิจารณาให้ลึกซึ้ง หรือมีความลุ่มหลง ยามีไว้ใช้รักษาโรค
กลับนามาพล่าชีวติ ตนเองเสยี ดังนเี้ ป็นต้น

ไฟเหล่าน้ีเป็นปฏิปักษ์กับปัญญา เมือถูกไฟเหล่านี้กลุ้มรุมแผดเผาแล้ว ก็ทาให้
เกิดทัศนคติผิด ตัดสินใจผิด และปัญญาความรู้ ความเข้าใจตามความเป็นจริงไม่เกิด
พจิ ารณาใหล้ ึกซ้ึง คนเราถูกไฟเหล่านี้บงั ปัญญา ทาให้เข้าใจผิด เกิดทศั คตทิ ี่ผิด ตัดสินใจ
ผิด ๆ กระทาการต่าง ๆ ท่ีปราศจากเหตุผล ทีแ่ ม้แต่ตนเองนึกขึ้นมาภายหลัง กร็ ู้สึกอาย
หรือเห็นน่าขาอยู่เสมอ ๆ กันทุกคนอยู่แล้ว มากน้อยตามขนาดของไฟท่ีแต่ละคนปล่อย
ให้ลกุ ลามอยู่ในตวั ของตวั เอง

ข. ในแง่สังคม ความขัดแย้ง การแย่งชิง การรังแก ข่มเหง เอารัดเอาเปรียบ
ประทุษร้ายกันในระหว่างมนุษย์ เกิดจากไฟเหล่านี้เป็นตัวการสาคัญ คนอยากได้ของสิ่ง
เด่ียวกัน เกิดผิดใจกันแตกแยกและแย่งชิงกัน คนชอบใจทาคนละอย่าง ก็แตกแยกกัน
ไปด้วยกนั ไม่ได้คนเห็นแก่ตวั อยากได้ไม่มีที่ส้ินสุดกห็ าทางเอาเปรยี บ ทาลายผู้อ่ืน บุคคล
ผู้เดียวในหมู่คณะหน่ึง ไปกระทาผิดพลาดต่อคนในอีกหมู่คณะหน่ึงเป็นกรณีส่วนบุคคล
แรงราคะต่อฝ่ายตนและโทสะฝ่ายอ่ืนทาให้ไม่พิจารณาสอบสวนให้เป็นความจริง เกิด
เป็นกรณีขัดแย้ง รบราฆ่าฟันระหว่างหมู่คณะ พ่อแม่รักและหลงลูกจนเลี้ยงผิด ๆ ให้ลูก
เสียกม็ าก ฯลฯ

ในแง่ความก้าวหน้าทางปัญญา กลุ่มชนท่ีมีความเช่ือถือผิด ๆ ยึดถือลัทธทิ ฤษฎี
ต่าง ๆ โดยโมหะ ก็ทาใหไ้ ม่สามารถพจิ ารณาสอบสวนค้นคว้าเหน็ ความจริง หรอื เหน็ เหตุ
เห็นผลของธรรมชาตไิ ด้ เป็นอปุ สรรคต่อความเจรญิ ก้าวหน้าทางสติปญั ญา

~ ๑๒๐ ~

แมว้ ทิ ยาศาสตร์ วิทยาการ วธิ านวิทยาต่าง ๆ ที่เจริญกา้ วหนา้ มากมายทั้งหลาย
ถ้ามนุษย์นามาใช้ตามแรกผลักดันของไฟเหล่านี้ ก็เป็นไปเพื่อหายนะของหมู่มนุษย์
น่ันเอง

สรปุ วา่ อายตนะทั้งหลาย ท่ีเป็นเครื่องเชื่อมตอ่ ระหว่างขนั ธ์ ๕ ท่ีเป็นภายในกับ
ขันธ์ ๕ ที่เป็นโลกภายนอก ให้เกิดการรับรู้ และความรู้ต่าง ๆ ตามกระบวนการของมัน
น้ันขณะนี้มิได้ปฏิบัติหน้าที่ไปตามกระบวนการแท้ หรือตามสภาวะอาการล้วน ๆ ของ
มัน แต่ถูกไฟตา่ ง ๆ เผาผลาญอยู่ตลอดเวลา เมอ่ื กระบวนการนี้ถูกไฟลุกไหม้ ก็เกดิ ความ
ระส่าระสาย ปฏิบัติหน้าที่เคล่ือนคล้ายไปจากปกติ ความรู้ต่าง ๆ ที่ได้รับก็บิดเบือน ตัว
บุคคลก็ไม่เป็นตัวของตัวเอง เกิดความสับสนวุ่นวาย ไม่สามารถกลั่นกรองวินิจฉัย
ข้อเท็จจริงโดยถูกต้อง เที่ยวว่ิงแล่นไปตามแหล่งของการรับรู้ที่ถูกไฟไหม้ ถูกลากจูงไป
ตามสายของการรบั รู้นั้น ๆ เกิดความยึดตดิ พวั พนั ตกเปน็ ทาส ไม่เปน็ อิสระ เกิดทัศนคติ
ผิดพลาด และปฏบิ ัติผิดพลาดตอ่ สิ่งท้งั หลาย

เมือตนเองเดือดร้อนวุ่นวายแล้ว ก็แผ่ความเดือดร้อนวุ่นวายนั้นไปให้แก่ผู้อ่ืน
ด้วย บุคคลที่มีปัญหาในตัวเอง ก็ย่อมเป็นเหตุสร้างปัญหาแก่ผู้อ่ืนด้วย คนท่ีมีความรุ่ม
รอ้ นกระวนกระวายในตัว แก้ปัญหาในตัวเองไม่ได้ จะอยู่กับชาวโลกสงบเรียบร้อยไม่ก่อ
ปัญหาเลยไมไ่ ด้

๒. สาเหตุ ในด้านวาเหตุย่อมอธิบายได้ทั้งในช้ันตื้น ๆ และในช้ันลึกซึ้ง เม่ือ
อธิบายอย่างต้ืน สาเหตุของปัญหาน้ี ก็คือ การถูกไฟกิเลสเผาลนให้ระส่าระสายวุ่นวาย
ดังท่ีกล่าวมาแล้วในตอนสรุปข้อ ๑ แต่เมื่ออธิบายลึกซึ้งละเอียดลงไป ก็ต้องสืบค้นถึง
พื้นฐาน ซ่งึ พอจะเห็นแนวทาง ดังนี้

ชีวิตน้ัน เป็นกระบวนการอันหนึ่ง เกิดจากการรวมตัวกันเข้าของส่วนประกอบ
ต่าง ๆ ซ่ึงโดยสรุป ได้แก่ นามและรูป หรือขยายออกไป ได้แก่ขันธ์ ๕ ส่วนประกอบ
เหล่านี้ แต่ละอย่างมีการเปลี่ยนแปลงที่ต่อเนื่องและสัมพันธ์กันเป็นกระบวนการ ทาให้
คุมรูปกันอยู่ ดูเหมือนเป็นตัวเป็นตน แต่ในเมื่อเป็นกระบวนการและมีการเปลี่ยนแปลง
อยู่ตลอดทุกขณะ ก็ย่อมไม่มีตัวแก่นแท้ท่ีคงท่ีแน่นอน และในกระบวนการอันน้ีเอง ที่
มนุษย์เข้าไปยึดถือว่าเป็นตัวของตน และเข้าไปต้ังความปรารถนาไว้ในทุกข้ันทุกระดับ
หวงั จะให้เป็นอยา่ งนน้ั อย่างนีใ้ นรูปที่จะให้มีตวั ตนใหจ้ งได้

~ ๑๒๑ ~

การดิ้นรนหวังให้มีตัวตนน้ี ได้ปรากฏผลเป็นการดิ้นรนไม่เฉพาะในชีวิตคน
ธรรมดาสามัญ แต่ปรากฏตลอดประวัติศาสตร์วิชาปรชั ญาทีเดียว เม่ือไมม่ ีตัวตน มนุษย์
ก็พยายามทีจ่ ะสร้างตัวตนให้มขี น้ึ ในรูปใดรูปหนึ่ง ตั้งแตก่ ารทามัมม่ี เพ่ือรกั ษาร่างกายไว้
ให้ชีวภูติกลับมาเข้ามาสู่ร่างดังเดิมของชาวอียิปต์โบราณ จนถึงปรัชญาของนักปรัชญา
ฝรง่ั เศสชือ่ เดคารทส์ แห่งคริสตศ์ ตวรรษที่ ๑๗ ผ้พู ยายามพิสูจน์ให้มีตัวตนให้ได้ อย่างวา
ทะของเขาที่ว่า Cogito ergo sun ซึ่งแปลว่า “ฉันคิด เพราะฉะน้ัน ฉันจึงมี” ซึ่งไม่พ้น
ไปจากทฏิ ฐิทพี่ ระพุทธเจา้ ตรสั สอนให้ไถ่ถอนมานานกว่า ๒,๖๐๐ ปีแล้ว

เม่ือมนุษย์ มีความหลงผิดยึดถือและปรารถนาให้มีตัวตนอยู่เช่นน้ีใน
ขณะเดียวกันนั่นเอง กระบวนการแห่งชีวิต ก็ตกอยู่ในกฎแห่งไตรลักษณ์ อันเป็นกฎ
ธรรมชาติท่ีแน่นอนว่า ทุกสิ่งไม่คงท่ี ไม่ทนอยู่ในสภาพเดิม ไม่อยู่ในอานาจ และไม่มี
ตัวตนที่แท้จริง กฎนี้แสดงแก่ชวี ิตใน รูป ชาติชรา มรณะ เป็นต้น ท้งั แบบหยาบต้ืน และ
แบบลึกละเอียด จึงกลายเป็นอาการที่ขัดกัน หรือฝืนความปรารถนา พูดเป็นภาพพจน์
ว่า ความยึดถือกับธรรมชาติ เกิดขัดสีกันลุกเป็นไป อาการขัดสีหรือฝืนน้ี ทาให้บุคคล
สร้างความยดึ ถือ และความปรารถนามากย่ิงข้ึน แต่เป็นความยึดถือด้วยความปรารถนา
แบบกระวนกระวาย และแสดงออกทั้งในระดับที่รู้สึกได้ อันเป็นขั้นหยาบ และข้ันท่ีไม่
รสู้ กึ อันเปน็ ขน้ั ละเอยี ด ซบั ซ้อน อยใู่ นจิตใต้สานกึ

เมือสืบค้นลงไปในกระบวนการของจิตอย่างละเอียด จนถึงจิตไร้สานึก ก็จะพบ
เงื่อนงาว่า ความกลัวต่อชาติ ชรา มรณะ เป็นต้นนี้ มีความซับซ้อนแฝงอยู่ในจิตใจของ
มนษุ ย์ และคอยบญั ชาพฤติกรรมต่าง ๆ ของมนษุ ย์ โดยทมี่ นุษย์เองไม่รสู้ ึกตัว ความกลัว
นเี้ รมิ่ มาจาก จดุ ทม่ี นุษยไ์ มร่ ูจ้ กั ไมเ่ ข้าใจ ในสภาพท่ีแทจ้ รงิ แห่งชีวติ ของตน

จากจุดของความรู้น้ี กระบวนการสอนสงั คมศกึ ษาก็ดาเนินไปตามแนวทางแห่ง
หลกั ปฏิจจสมุปปบาท และขัน้ ตอนท่สี าคญั กค็ ือ ความขัดแย้งระหว่างคนหลวงผดิ วา่ เป็น
ตัวตน กับกระแสความเปลี่ยนแปลงตามกฎธรรมชาติหรือไตรลักษณ์ ผลักดันตัณหาให้
แสดงตวั ออกในกระบวนการรับรนู้ ้ัน ซึ่งหมายความเลยไปถงึ ว่า ไฟความทุกข์ มีชาติชรา
มรณะ เป็นต้น เป็นตัวผลักดันไฟกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ ให้ออกหน้า และแสดงฤทธ์ิ
วุ่นวาย พูดอีกนัยหนึ่งว่า ไฟทุกข์เกิดจากการปะทะระหว่างกฎธรรมชาติ (ไตรลักษณ์)

~ ๑๒๒ ~

กับความหลงผิดยึดถือว่าเป็นตัวตน เม่ือปะทะกันแล้วไฟทุกข์ขับไฟกิเลส พลุ่งออกมา
แสดงฤทธิ์เผาผลาญ จนปรากฏผลเปน็ ปัญหาต่าง ๆ ดังกลา่ วมาข้างตน้

ตราบใดท่ียังไม่รู้ไม่เข้าใจ และไม่เข้าไปจัดการกับกระบวนการและไฟเหล่านี้
อย่างถูกต้อง ก็เท่ากับว่ามนุษย์พาเอากองไฟ หรืออาจจะถึงกับเป็นไฟนรกขุมหน่ึงติดไป
กับตัวด้วยตลอดเวลา และเมื่อไฟติดอยู่กับตัวประจาเช่นนี้ ก็ย่อมไม่สามารถประสบ
ความสุขทแี่ ทจ้ ริงยั่งยนื ได้

๓. การแก้ไข หนทางแก้ไขปรากฏชดั อยู่แล้ว ในพุทธดารัสน้ีว่า “อริยสาวกผไู้ ด้
เรียนรู้แล้ว เม่ือเห็นอยู่อย่างนี้” คาว่า เห็นอยู่อย่างนี้ หมายถึงการรู้ การเข้าใจตาม
ความเปน็ จรงิ ซงึ่ กระบวนการอย่างที่เป็นอยู่เช่นนั้น เริ่มแตเ่ ข้าใจสภาพของปัญหา หรือ
การมองปัญหาท่ีตนเข้าประสบอยู่แล้ว ก็สามารถถอนตัวออกมาต้ังหลักได้ อย่างที่ตรัส
ว่า “ย่อมหน่าย” จากน้ันก็ไม่ยึดติด หลุดพ้นเป็นอิสระ แต่ท่ีกล่าวนี้เป็นขั้นลึกซึ้ง ในที่น้ี
จะลองกลา่ วถงึ วธิ แี กไ้ ขจัดการท่ลี กึ ซ้งึ ไปตามลาดับชนั้

๑) ขั้นต้น หมายถึง เม่ือมองเห็นโทษของไฟเหล่านี้แล้ว ก็ควรควบคุมให้อยู่ใน
ขอบเขต ไมใ่ ห้ลุกลามรุนแรงถึงข้ันประพฤติทุจริตต่าง ๆ หรือทาให้เกิดความทุกข์ ความ
เดือดรอ้ นแกต่ นเองและสังคม

๒) ขั้นกลาง หมายถึง คือรู้จักฝึกฝนอบรมจิตใจ รู้จักวิธีทาให้ไฟเหล่านี้สงบน่ิง
อย่างน้อยเป็นคร้ังคราว เหมือนอย่างไฟท่ีไม่มีครันกลุ้มรุม ไม่มีเปลวที่แลบโฉบพึบพับ
อยู่ในสภาพสงบนิ่ง ย่อมทาให้มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้น การทาจิตให้สงบนิ่ง
ปราศจากการรบกวนของไฟเหล่าน้ีแม้ช่ัวคราว ย่อมช่วยให้มีสมาธิ อันเปน็ กาลังเสริมให้
เกิดปัญญาและทาการต่าง ๆ เช่นศึกษาเล่าเรียน เป็นต้น ให้ได้ผลสาเร็จอย่างดี และถ้า
ฝกึ อบรมให้ย่ิง ๆ ข้ึนไป ก็สามารถทาสิ่งท่ีคนธรรมดาเห็นเป็นส่ิงวเิ ศษอัศจรรย์ได้ ที่เห็น
ไดง้ ่ายและเป็นวิทยาศาสตร์ปัจจุบันได้แล้ว ก็คือในการสะกดจติ เมอื จติ อยู่ในสภาพทีถ่ ูก
สะกดจติ กส็ ามารถทาส่ิงท่ตี วั เขาไม่เคยสามารถทาได้ในยามปกติ

๓. ขนั้ สูงสุด หมายถึง ข้นั ที่เป็นใจความในพระสูตร ได้แก่ขน้ั ท่ีเกิดความรคู้ วาม
เข้าใจในสภาพของกระบวนการเหล่าน้ันอย่างถ่องแท้สมบูรณ์ ทาให้สามารถถอนตัว
ออกมาพร้อมตั้งหลักอยู่ได้เป็นอิสระ ไม่ยึดติดหลงผิดว่า กระบวนการที่ลุกไหม้อยู่นั้น
เป็นตัวตน ไม่ตกเป็นทาส ถูกฉุดลากไปต่าง ๆ แต่กลับเป็นนาย รู้จักที่จะปล่อยให้

~ ๑๒๓ ~

กระบวนการนั้นปฏิบัติหน้าที่ของมันไปอย่างถูกต้อง ได้รับความรู้ท่ีไม่บิดเบือน และ
สามารถเข้าจัดการใชแ้ ต่ในทางท่ีจะเปน็ ประโยชน์

ข้อนี้ เหมือนกับการที่มนุษย์จะเปล่ียนฐานะจากการเป็นทาสของธรรมชาติ
กลับมาเป็นนายของธรรมชาติได้ ก็ด้วยการรู้ความจริง รู้สภาพ เข้าใจกฎเกณฑ์
กระบวนการแห่งเหตุผลของมันเสียก่อน จากน้ันก็สามารถร่วมมือกับธรรมชาติ รู้วิธี
จัดการควบคุมให้ธรรมชาติดาเนินไปตามกฎของมันเอง แต่เป็นไปตามแนวทางท่ีเรา
กาหนดใหม้ ันได้ เรยี กกันเปน็ สานวนวา่ กลับเป็นนายของธรรมชาติ

ในข้ันสุดท้ายน้ี ความรู้ความเขา้ ใจต่าง ๆ ทไี่ ด้รับเข้ามาย่อมเป็นไปตามสภาพท่ี
มันเป็นจริง และการเข้าไปเก่ียวข้องจัดการก็ย่อมเป็นไปตามอานาจปัญญา หรือตาม
เหตุผล ไมใ่ ช่ตามอานาจตณั หาอย่างแตก่ ่อน

๔. ผล หมายถึง ผลท่ีได้จากการปฏิบัติตามวิธีแก้ไข ย่อมเป็นไปตามลาดับของ
ขนั้ นน้ั ๆ

ในขั้นต้น เม่ือมนุษย์ควบคุมไฟให้อยู่ในขอบเขตสมควร ก็ทาให้สังคมมีศีลธรรม
อยู่ได้รม่ เยน็ เป็นสุข ตัวบุคคลเองก็มีจติ ใจสงบรม่ เย็นตามควร

ในขั้นกลาง ย่อมช่วยให้มนุษย์ประสบสัมฤทธิ์ผลในงานต่าง ๆ ด้วยดียิ่งขึ้น และ
มจี ิตใจทเี่ ขม้ แขง็ มัน่ คงย่ิงขึ้น

ในขั้นสูงสุด ทาให้มนุษย์หลุดพ้นจากความเป็นทาสของความหลงผิด ทาสของ
กิเลส ทาสของจิตใจตน เป็นอิสระ กลับเป็นนายตน ในข้ันน้ี เรียกตามพุทธดารัสว่า อยู่
จบพรหมจรรย์ ทาส่ิงท่ีต้องทาเสร็จสิ้นแล้ว หมดกิจที่จะต้องทาเพื่อให้ได้เป็น (อิสระ)
อย่างนี้อีก ที่หมดกิจ ก็เพราะได้รู้ ได้เข้าใจถูกต้องหมดแล้ว เป็นอิสระแล้ว มีทัศนคติ
พ้นื ฐานถูกต้องดแี ลว้

ต่อจากน้ีไป กระบวนการรับรู้ต่าง ๆ ก็จะดาเนินไปตามจังหวะหน้าที่ตาม
สภาวะอาการท่ีแท้ของมัน ความรู้ที่เกิดข้ึนก็จะเป็นไปตามสภาวะท่ีเป็นจริง การปฏิบัติ
และจัดการกับส่ิงทั้งหลายก็จะเป็นไปตามแนวทางของเหตุผลบริสุทธ์ิ เป็นไปในทางก่อ
ประโยชน์อยา่ งเดยี ว เปน็ อนั ไม่ต้องมาคิดแกไ้ ขควบคมุ และดบั ไฟอะไรอกี

~ ๑๒๔ ~

ถา้ เปรียบเทียบตามหลักโอวาทปาติโมกข์ ข้ันต้นก็คงเป็น สพฺพปาปสฺส อกรณ
= ไมท่ าบาปทงั้ ปวง ขั้นกลางก็คงเป็น กุสลสสฺ ูปสมฺปทา = ทาความดีให้พรง่ั พรอ้ ม และ
ข้ันสุดท้ายเป็น สจิตฺตปริโยทปน = ทาจติ ใจใหบ้ รสิ ุทธ์ิ 39

สง่ิ สาคัญทพ่ี งึ ระลกึ
๑. พุทธประวัติ ส่วนที่นอกเหนือจากพระชีวประวัติส่วนพระองค์ของ
พระพุทธเจ้าแล้ว ก็เป็นบันทึกเร่ืองราวเกี่ยวกับการบาเพ็ญพุทธกิจ หรือประวัติการ
ทางานส่ังสอนของพระพุทธเจ้า บุคคลท่ีพระพุทธเจ้าทรงส่ังสอนนั้นมีมากมายทุกช้ันทุก
ประเภท ว่าโดยระดบั สติปัญญาก็มี ต้งั แต่ฉลาดท่สี ุด ถึงโง่ที่สุด
ตามปกติพุทธประวัติท่ีเล่าเรียนกัน โดยเฉพาะท่ีย่อ ๆ ย่อมจะกล่าวถึง
เฉพาะงานส่ังสอนครั้งสาคัญ ๆ เท่านั้น บุคคลท่พี ระพุทธเจา้ ทรงผจญในงานสอนคร้ังนั้น
ๆ มักเป็นช้ันคณาจารย์ หรืออย่างน้อยก็มีประสบการณ์ ในการค้นคิดทางปรัชญามาก
สิ่งท่ีทรงสอนก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อนลึกซ้ึง เหมาะสาหรับปัญญาและประสบการณ์ของ
ท่านเหล่าน้ัน และผลจาการส่ังสอนครั้งนั้น ๆ ก็สูงข้ึนบรรลุญาณวิเศษ โดยเฉพาะ
อรหัตตผล ผู้ที่อ่านหรือเรียนพุทธประวัติตอนเหล่าน้ี จะต้องสมมตตนเป็นนักปราชญ์
ช้ันคณาจารย์ หรือเป็นนักบวชเหล่าน้ัน ขบคิดเนื้อธรรมด้วยสติปัญญา และอยู่ใน
บรรยากาศแห่งการสอนคร้ังนั้นด้วยตนเอง จึงจะเข้าถึงรสอันเปน็ แก่นธรรม ซ่ึงเป็นเร่อื ง
ที่ทาไดย้ าก
ถ้าจะเปรียบให้มองเห็นง่าย ๆ อีกแง่หนึ่ง เพียงปรัชญาของ โสคราตีส พลาโต
และ อรสิ โตเติล หากให้นักเรยี นชัน้ ม.๕-๖ เรียน เราจะหวังใหเ้ ขาเหลา่ นั้น เข้าใจได้สัก
เท่าใด ข้อเปรียบเทียบน้ีอาจไม่ตรงกันทีเดียว เพราะคาสอนของนักปราชญ์เหล่าน้ัน
เป็นเรื่องของนักคิด ส่วนคาสอนของพระพุทธเจ้าเป็นเร่ืองราวการประพฤติปฏิบัติใน
ชีวติ จริง แตใ่ นแงร่ ะดับสตปิ ญั ญาของผฟู้ ัง ก็น่าจะพอเทยี บได้ไมไ่ กลกนั นกั
๒. ในการสอน หากอธิบายให้นักเรียนสามารถเข้าใจได้เต็มบริบูรณ์ตาม
ความหมายของพระสตู ร ก็เปน็ การดี แต่ถ้าได้อธิบายประยกุ ต์ในแง่ท่ีนักเรียนจะนาไปใช้
ประโยชน์ได้ หรือเล่าให้นักเรียนได้รับทราบคาสอนแนวเดียวกัน หรือเก่ียวกับเร่ือง

39 ดรู ายละเอยี ดใน, อง.ฺ ปญจฺ ก. (ไทย) ๒๑/๑๕๕.

~ ๑๒๕ ~

เดียวกันนี้ ท่ีพระพุทธเจ้าตรัสสอนแก่คนอื่น ๆ ซ่ึงเป็นคาสอนข้ันเบ้ืองต้น และเหมาะ
สาหรับการดารงชวี ติ ในข้ันตน้ ๆ ไว้ด้วย ก็จะบังเกดิ เป็นคุณประโยชนแ์ กต่ ัวของนกั เรยี น
มากข้ึน และจะช่วยใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจดขี ึ้นด้วย

๓. อย่างไรก็ตาม แม้คาสอนของพระพุทธเจ้า จะแตกต่างกันเป็นหลายระดับ
แตส่ าระสาคญั ท่ีเป็นแกนกลาง คงเปน็ แนวเดียวกัน คอื การดารงชีวิตด้วยปัญญา หรือมี
ชีวิตอยู่อย่างผู้รจู้ ักชีวิต รู้เทา่ ทนั กระแสโลก ไมง่ มงายปลอ่ ยตัวตกเป็นทาสของกิเลสและ
ความทุกข์ ถูกฉุดลากจูงไปตามกระแส แต่สามารถมีชีวิตจิตใจที่เป็นอิสระ อย่างน้อยก็
รู้จักที่จะกลับไปเป็นนายบังคับควบคุมกิเลสของตนไว้ในแนวทางท่ีพึงปรารถนาได้บ้าง
โดยระลึกถึงพุทธภาษิตที่ว่า “ปญฺญาชีวึ ชีวิตมาหุ เสฏฺฐ ซึ่งแปลว่า ปราชญ์ท้ังหลาย
กลา่ วว่า ชีวติ ของผู้เป็นอยู่ดว้ ยปัญญา เปน็ ชวี ิตทป่ี ระเสรฐิ .

๔.๖ สรปุ ท้ายบท

การบริหารกลวิธีและอุบายวธิ ีในการสอนสงั คมศึกษาท่ีดีทส่ี ุดอย่างหน่ึง คือการ
ทาเป็นตัวอย่าง ซึ่งเป็นการสอนแบบไม่ต้องกล่าวสอน เป็นทานองการสาธิตให้ดู แต่ที่
พระพุทธเจ้าทรงกระทาน้ันเป็นไปในรูปทรงเป็นผู้นาท่ีดี การสอนโดยทาเป็นตัวอย่าง ก็
คือพระจริยาวัตรอันดีงามท่ีเป็นอยู่โยปกติน่ันเอง แต่ทที่ รงปฏิบัตเิ ป็นเรื่องราวเฉพาะก็มี
อบุ ายเลือกคนและการปฏบิ ัตริ ายบคุ คล การเลอื กคน เป็นพุทธกลวธิ ีและอุบายวิธีในการ
สอนสงั คมศกึ ษาและเปน็ อบุ ายสาคญั ในการเผยแพร่พระพุทธศาสนา

ในการประกาศธรรมของพระพุทธเจ้า เริ่มแต่ระยะแรกประดิษฐ์ฐาน
พระพุทธศาสนา จะเห็นได้ว่าพระพทุ ธเจา้ ทรงดาเนนิ พุทธกิจด้วยพระพุทธอุบายอย่างที่
เรียกว่า การวางแผนท่ีได้ผลย่ิง ทรงพิจารณาว่าเมือจะเข้าไปประกาศพระศาสนาในถิ่น
ใดถนิ่ หน่ึง ควรไปโปรดใครกอ่ น เชน่ เมื่อตรสั รู้ใหม่ ๆ ได้เสด็จไปโปรดเบญจวคั คีย์ผ้ทู ่ีอยู่
ใกล้ชิดพระองค์ เมือคร้ังออกแสวงหาธรรมก่อน ข้อนี้พิจารณาได้ทั้งในแง่ที่เบญจวัคคีย์
เป็นผู้ใฝ่ธรรม มอี ุปนิสัยอย่แู ล้ว หรือในแง่ที่เปน็ ผู้เคยมีอุปการะกันมา หรือในแงท่ ว่ี ่าเป็น
การสรา้ งความม่ันใจ ทาให้ผู้เคยเกย่ี วข้องหมดความคลางแคลงในพระองค์ ตัดปญั หาใน
การท่ีท่านเหล่าน้ีอาจไปสร้างให้เกิดความคลางแคลงใจข้ึนแก่ผู้อื่นต่อไปด้วย คร้ันเสร็จ
จากส่งั สอนเบญจวคั คยี แ์ ลว้ ก็ได้โปรดยสะกุมาร พร้อมทัง้ เศรษฐีผเู้ ป็นบิดาและญาตมิ ติ ร

~ ๑๒๖ ~

และเมื่อจะเสด็จเข้าแคว้นมคธ พระองค์ก็เสด็จไปโปรดชฎิล ๓ พ่ีน้อง พร้อมท้ังบริวาร
ทั้งพัน เริ่มด้วยชฎิลคนพี่ใหญ่เสียก่อน แล้วนาชฎิลเหล่าน้ีผู้กลายเป็นสาวกแล้ว เข่าสู่
นครราชคฤห์ ประกาศธรรม ณ พระนครนั้น ได้ราชาเป็นสาวก เป็นอันว่าพอเริ่มต้น
ประกาศพระศาสนา ก็ได้ทั้งนักบวชผู้ใหญ่ เศรษฐี และราชา ซึง่ เป็นคนชั้นสูงในสมัยน้ัน
เป็นสาวก เป็นการทาทางเสด็จเผยแผใ่ ห้ปลอดโปรง่ ตอ่ ไป

ในการทรงสั่งสอนทางสังคมของคนแต่ละถ่ิน หรือแต่ละหมู่คณะ ก็มักทรง
เริ่มต้นท่ีบุคคลผู้เป็นประมุข เช่น พระมหากษัตริย์ หรือหัวหน้าของชนหมู่น้ัน ๆ ทาให้
การประกาศพระศาสนาได้ผลดีและรวดเร็ว และเป็นการยืนยันพระปรีชาสามารถของ
พระองค์ด้วย ในการบาเพ็ญพุทธกิจประจาวัน พระองค์ก็ทรงสอดส่องพิจารณาบุคคลผู้
ควรโปรดในวันน้นั แตล่ ะเวลาจนร่งุ สาวแล้วเสดจ็ ไปโปรดในเวลาเช้า เปน็ การให้ความสน
พระทยั สงเคราะห์บคุ คลเปน็ ราย ๆ ซึง่ ให้ผลดใี นการสอนยง่ิ กวา่ การสอนแบบสาด ๆ ไป
และแม้เมื่อแสดงธรรมในที่ประชุม ก็ทรงกาหนดบุคคลท่ีควรเอาพระทัยใส่เป็นพิเศษใน
คราวน้ัน ๆ ไว้ด้วย กับทั้งแสดงธรรมโดยวิธีการที่จะทาให้ทุกคนในท่ีประชุมได้รับ
ผลประโยชน์ไปอย่างเป็นที่น่าพอใจ ให้เกิดความรู้สึกแก่ทุกคนว่า พระพุทธเจ้าตรัสอยู่
กบั ตน ดังกลา่ วมาแลว้

~ ๑๒๗ ~

๔.๗ คาถามท้ายบท

คาชีแ้ จง: จงตอบคาถามท่กี าหนดให้ ให้ไดใ้ จความท่สี มบรู ณ์

๑. พุทธวิธีในกลวิธแี ละอบุ ายประกอบการสอนสังคมศึกษา คอื อะไร มอี ะไรบ้าง
อธบิ าย?

๒. การยกอทุ าหรณ์เปรยี บเทียบด้วยข้ออุปมาในการสอนสังคมศึกษา คอื อะไร มี
อะไรบ้าง อธบิ าย?

๓. พทุ ธวิธีการสอนสงั คมศึกษาแบบการทาเป็นตวั อยา่ ง คอื อะไร มีอะไรบา้ ง อธิบาย?
๔. พุทธวธิ กี ารสอนสังคมศึกษาแบบอุบายเลือกคนและปฏิบัตริ ายบุคคล มีอะไรบา้ ง

อธบิ าย?
๕. พุทธวธิ กี ารสอนสงั คมศึกษาแบบรจู้ งั หวะและโอกาส คืออะไร มอี ะไรบา้ ง อธบิ าย?
๖. พทุ ธวธิ กี ารสอนสังคมศึกษาแบบยืดหยนุ่ ในการใชว้ ิธีการสอน มีอะไรบา้ ง อธบิ าย?
๗. กลวธิ ีการสอนสังคมศกึ ษาแบบแกป้ ัญหาเฉพาะหน้า คืออะไร มีความสาคัญอย่างไร

อธิบาย?
๘. จดุ เดน่ กลวิธกี ารสอนสงั คมศกึ ษาแบบแกป้ ัญหาเฉพาะหน้า มปี ระเด็นไหนบา้ ง

อธบิ าย?
๙. กรณีศึกษาอาทิตตปรยิ ายสตู รในการสอนสงั คมศึกษา คืออะไร อธบิ าย?
๑๐. การสอนสงั คมศึกษาในใจความอาทติ ตปรยิ ายสตู ร คืออะไร มอี ะไรบา้ ง อธิบาย?

*********



บทที่ ๕ พุทธวิธกี บั การประกาศคาสอนสังคมศกึ ษาสพู่ ุทธบริษัท

*********

ความนา

พุทธวิธีการประกาศคาสอนสังคมศึกษาที่พระพทุ ธเจา้ ทรงสอนพทุ ธบริษัทท้ัง 4
คอื ภิกษุ ภกิ ษุณี อุบสก อบุ าสกิ า หรอื บคุ คลทว่ั ไปทง้ั เทวดาหรือมนษุ ย์ หมายถงึ วธิ กี าร
ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนพุทธบริษัททั้ง 4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบสก อุบาสิกา หรือ
บุคคลทั่วไปทั้งเทวดาหรือมนุษย์ ตามพระนามที่ได้รับยกย่องว่า สตฺถา เทวมนุสฺ
สาน ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จุดมุ่งหมายในการที่ทรง
สอน 3 อยา่ ง 1

1) อภญิ ญายธรรมเทศนา ทรงสอนเพอื่ ให้ผฟู้ ังรจู้ ริงเห็นแจ้งในสิ่งที่ควรรู้ควร
เห็น หมายความว่า สิ่งท่ีทรงรู้แล้ว เห็นแล้ว แต่เม่ือทรงว่าไม่จาเป็นสาหรับสาวกนั้น
ๆ เหมือนครูที่มีความรู้สูงมาก แต่ถึงกระนั้นก็ย่อมนาเอาเฉพาะความรู้เท่าท่ีจาเป็นแก่
ศิษย์ในขั้นน้ัน ๆ มาสอนเท่าที่ศิษย์จะรับได้เพื่อประโยชน์แก่ศิษย์ อน่ึงเหมือนบิดา/
มารดา แม้มีทรัพย์มากปานใดก็ย่อมให้ทรัพย์แก่บุตรตามควรแก่วัย และความจาเป็น
ของบุตรนน้ั

2) สนิธรรมเทศนา จุดมุ่งหมายในการสอน คือ เพื่อให้ผู้ฟังตรองตามแล้ว
เห็นจริงได้ ทรงแสดงธรรมอย่างมีเหตุผลท่ีผู้ฟังพอตรองตามให้เห็นด้วยตนเอง เพราะ
พระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์ไม่ยากเกินไปจนถึงกับตรองตามแล้วก็ไม่เห็นและไม่
ง่ายเกินไปจนไม่ต้องตรองขบคิดก็เห็นได้ พุทธวิธีในการสอนจึงอยู่ท่ามกลางระหว่าง
ความยากเกินไปกับความง่ายเกินไป ส่วนใหญ่ทรงสอนให้ใช้ปัญญาพิจารณาด้วยตนเอง
เปน็ ตน้

3) ปาฏิหาริยธรรมเทศนา เพื่อให้ผู้ฟังได้รับผลแห่งการปฏิบัติ ตามสมควร
ทรงแสดงธรรมมีคุณเป็นอัศจรรย์ สามารถยังผู้ปฏิบัติตามให้ได้รับผลตามสมควรแก่
กาลังแห่งการปฏิบัติของตนๆ ในบรรดาปาฏิหาริย์ทั้ง 3 น้ัน พระพุทธองค์ทรง
สรรเสริญ อนุศาสนียปาฏิหาริย์ ว่าดีท่ีสุด ประณีตท่ีสุดและเป็นประโยชน์ที่สุด ข้อนี้
เป็นความจริงอย่างย่ิง พระพุทธศาสนาท่ีดารงเป็นประโยชน์แก่มหาชนมาจนกระทั้ง
บัดน้ีก็ด้วยอานุภาพของ อนุศาสนีปาฏิหาริย์ นั่นเอง ทรงเน้นการปฏิบัติตาม คาสั่ง
สอนของพระพุทธองค์เพื่อประโยชน์ของผู้ปฏิบัติว่าเป็นการบูชาพระองค์อย่างย่ิง มี
เรือ่ งราวทีเ่ ป็นหลกั ฐานในสมยั พุทธกาลนั้น

1 วศิน อินทสระ .จดุ มงุ่ หมายในการทที่ รงสอนของพระพุทธองค์. (กรงุ เทพมหานคร:
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย, 2538) หนา้ 8-37.

~ ๑๒๙ ~

๕.๑ ลักษณะสาคัญของการสอนสังคมศึกษาในโอวาทปาตโิ มกข์

หลักการและวิธีการต่าง ๆ เป็นความจาเป็นที่จะเป็นส่ือความหมายกับสมาชิก
ในองค์กรใหร้ ู้ให้เกิดความเขา้ ใจชดั เจนถึงวัตถุประสงค์ทีว่ างเป้าหมายไว้ การสื่อสารจึงมี
ความจาเป็น ที่จะสร้างความสาเร็จหรือล้มเหลวกับภารกิจ หลักการประกาศพุทธธรรม
ถือว่ามีความจาเป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าบุคคลในองค์กร ไม่มีความสามารถในการส่ือสาร
หรือเผยแผ่ศาสนาท่ีจะประสบกับความคาดหวัง การท่ีศาสนาพุทธสามารถเผยแพร่คา
สอนขององคพ์ ระศาสดาให้ไพศาลหย่ังลึกรากลงไปในจิตใจของมนุษยชาติมาได้ยาวนาน
ก็เพราะ บุคลากรในศาสนามีความสามารถและเสียสละทุ่มเทให้กับงานด้านนี้อย่าง
จรงิ จงั

ท้ังน้ีเหล่าสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้รับแบบอย่าง การบริหารการ
ปฏิบัติภารกิจจากพระพุทธเจ้าโดยตรง ในบทเรียนน้ี จะได้ศึกษาพุทธวิธีบริหารการ
ประกาศคาสอนสู่พุทธบริษัทและลีลาต่าง ๆ จะเกิดความมั่นใจ เม่ือถึงคราวปฏิบัติ
เพราะมีวิธีการทไี ดศ้ ึกษาผ่านมาแล้วอย่างเข้าใจและมน่ั ใจในหลักการนัน้ ประเดน็ สาคัญ
จงึ อยทู่ ่ีผศู้ ึกษาเองวา่ จะเข้าใจ เข้าถึงวิธกี ารนั้นมากน้อยเพียงใด ถ้าเข้าใจมากก็สามารถ
ช้ีแจงหลักการได้มาก โอกาสทองอยู่ท่ีตัวผู้ศึกษามิใช่ตาราเพียงอย่างเดียว ตาราเป็น
เพียงแผนทใ่ี หค้ นเดินตามเทา่ น้นั 2

พทุ ธวิธีการประกาศคาสอนจึงเกิดข้นึ นบั ตัง้ แตว่ ันทพ่ี ระพุทธองค์ได้ตรสั รู้มา ๙
เดือน พอถึงเดือนมาฆะ (เดือน ๓) เหตุการณ์สาคัญที่จะทาให้ชมพูทวีปส่องสว่างด้วย
ดาวประทปี ธรรมก็อุบัตขิ ้ึน วันนั้นเป็นวนั เพ็ญแห่งเดอื น เปน็ วันทาพธิ ีศวิ าราตรีของพวก
พราหมณ์ พระพุทธเจ้าประทับ ณ พระวิหารเวฬุวัน แขวงกรุงราชคฤห์ ใกล้กับตโปธาร
คือ บ่อน้าร้อน ประจาเมืองมคธ ในฤดูหนาวน้ัน พระสาวกจานวน ๑,๒๕๐ รูป ที่ล้วน
เป็นพระอรหันต์ บวชด้วยพิธีเอหิภิกขุ คือพระพุทธเจ้าบวชให้ทั้งส้ิน และเป็นพระสาวก
ท่ีพระพุทธเจ้าส่งไปประกาศพระศาสนาเผยแผ่สัจธรรมในทิศต่าง ๆ ได้กลับมาเฝ้า
พระพุทธเจ้าโดยไม่ไดน้ ัดหมายกนั มาก่อน นับว่าเป็นเหตุมหัศจรรย์ย่ิง พระพทุ ธเจ้าทรง

2 พระราชรัตนมนุ .ี (ผศ.) .เอกสารประกอบการสอน พุทธวิธกี ารบรหิ าร, (วทิ ยาเขตบาฬี
ศึกษาพุทธโฆส นครปฐม, ๒๕๕๙) หนา้ ๒๓.

~ ๑๓๐ ~

ถือเอาเหตุการณ์พิเศษนั้น ประกาศหลักพระศาสนาคือ พระธรรมวินัย การประกาศ

หลักการนั้น เรียกวา่ พระโอวาทปาติโมกข์

ลักษณะสาคัญในโอวาทปาตโิ มกข์ ประด้วยจุดม่งุ หมาย ๔ ประการ ดังนี้

๑. ทรงมุ่งหลักปฏิบัตธิ รรมขั้นสูง คอื

ขนตฺ ี ปรม ตีตกิ ฺขา นพิ ฺพาน ปรม วทนตฺ ิ พทุ ธฺ า

ขนฺติพล พลานีก ตมฺห พรฺ ูมิ พราหฺมณ.

แปลว่า ขันติ คือ ความอดทน อดกลั้น เป็นตบะ คือธรรมเครื่องเผากิเลส

พระพุทธเจา้ ท้ังหลาย ตรสั ว่า พระนพิ พานเปน็ ธรรมสูงสดุ

๒. ทรงมุ่งหลักตัดสินความเป็นบรรพชิตและความเป็นสมณะผู้มีความสงบ

เปน็ วัตร คอื

น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี

สมโณ โหติ ปร วิเหฐยนฺโต.

แปลว่า การทาร้ายผู้อ่ืนก็ดี การเบียดเบียนผู้อื่นก็ดี ไม่ใช่บรรพชิตและไม่ใช่

สมณะเลย

๓. ทรงมงุ่ หลักปฏิบัตทิ ว่ั ไปที่ถอื เป็นหวั ใจศาสนา คอื

สพฺพปาปสฺส กรณ กสุ ลสสฺ ปู สมปฺ ทา

สจิตตฺ ปรโิ ยทปน เอต พุทธฺ านสาสน.

แปลว่า การไม่ทาบาปท้ังปวง การทาความดี และการทาใจให้สะอาด คือคา

สอนของผู้รู้ (พระพุทธเจ้าทัง้ หลาย)

๔. ทรงมงุ่ หลกั ธรรมเกีย่ วแกน่ ักบวชผู้มุ่งออกจากทกุ ข์ คอื

อนปู วาโท อนฆู าโต ปาฏิโมกเฺ ข จ สวโร

มตตฺ ญฺญตุ า จ ภตตฺ สมฺ ึ ปนฺตญฺจ สยนาสน

อธิจติ ฺเต จ อาโยโค เอต พุทธฺ านสาสน.

แปลว่า การไม่ว่าร้าย ๑ การไม่ทาร้าย ๑ ความสารวมในพระปาติโมกข์ ๑

ความเป็นผู้ประกาศในโภชนะ ๑ การอยู่ในท่ีน่ังท่ีนอนอันสงัด ๑ การประกอบความ

เพยี รในทางจติ อย่างสูง ๑ ธรรม ๖ ประการนี้ เปน็ คาสอนของพระพทุ ธเจา้ ทั้งหลาย

~ ๑๓๑ ~

หลักการใหญ่ ๆ ที่กล่าวมาน้ีเป็นสิ่งท่ีพระพุทธสาวกได้ปฏิบัติต่อเน่ืองกันมา
ต้ังแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพราะเป็นแบบที่พระพุทธเจ้าตรัสและทรงปฏิบัติจนได้ผลจริง
มาแลว้ แนวทางปฏบิ ตั พิ ทุ ธกิจ เปน็ กิจวตั รประจาวัน

พทุ ธกิจประจาวนั แบ่งออกเป็น ๕ ประการ ดงั น้ี
๑. ปเุ รภัตตกิจ พุทธกิจภาคเชา้ หรือภาคก่อนอาหาร ทรงต่นื พระบรรทมแต่เช้า
เสด็จออกบิณฑบาตเสวยแล้ว ทรงแสดงธรรมโปรดประชาชนในท่ีนั้น ๆ เสด็จกลับพระ
วิหาร รอใหพ้ ระสงฆ์ฉนั เสรจ็ แลว้ เสดจ็ เขา้ พระคันธกุฎี
๒. ปัจฉาภัตตกิจ พุทธกิจภาคบ่าย หรือหลังอาหาร ระยะที่ ๑ เสด็จออกจาก
พระคันธกุฎี ทรงให้โอวาทภิกษุสงฆ์ เสร็จแล้วพระสงฆ์แยกย้ายกันไปปฏิบัติธรรมในท่ี
ต่าง ๆ พระองค์เสด็จเข้าพระคันธกุฎี อาจจะทรงพักผ่อนเล็กน้อยแล้วถึง ระยะที่ ๒
ทรงพิจารณาดูความเป็นไปของชาวโลก ระยะท่ี ๓ ประชาชนในถิ่นน้ัน ๆ มาประชุม
พรอ้ มกันในธรรมสภา ทรงแสดงธรรมโปรด
๓. ปุริมยามกิจ พุทธกิจจาที่ ๑ (ของราตรี) หลังจากพุทธกิจภาคกลางวันแล้ว
อาจทรงสนานแล้วปลีกพรองค์อยู่เงียบ พักหน่ึง จากน้ันพระภิกษุสงฆ์มาเฝ้า ทูลถาม
ปัญหาบ้าง ขอกรรมฐานบ้าง ขอให้แสดงธรรมบ้าง ทรงใช้เวลาตลอดยามแรกนี้สนอง
ความประสงค์ของพระสงฆ์
๔. มัชฌิมยาม พุทธกิจในมัชฌิมยาม เม่ือพระสงฆ์แยกย้อยกันไปแล้ว ทรงใช้
เวลาที่สองตอบปัญหาพวกเทพทงั้ หลายที่มาเฝา้
๕. ปัจฉิมยาม พุทธกิจในปัจฉิมยาม ทรงแบ่งเป็น ๓ ระยะ ระยะแรก เสด็จ
ดาเนินจงกรม เพ่ือให้พระวรกายได้ผ่อนคลาย ระยะที่ ๒ เสด็จเข้าพระคันธกุฎี ทรง
บรรทมสีหไสยาสน์อย่างมีพระสติสัมปชัญญะ ระยะท่ี ๓ เสด็จประทับนั่งพิจารณา
สอดส่องเลือกสรรว่า ในวันต่อไปมีบุคคลผู้ใดท่ีควรเสด็จไปโปรดโดยเฉพาะเป็นพิเศษ
เม่อื ทรงกาหนดพระทัยไวแ้ ล้ว ก็จะเสด็จไปโปรดในภาคพทุ ธกจิ ท่ี ๑ คือ ปเุ รภตั ตกจิ
วิธีการเผยแผ่หลักพุทธธรรม
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นพระสัมพัญญูตรัสรู้ทุกส่ิงทุกอย่าง แต่ส่ิงท่ี
พระองค์นามาตรัสสอนพุทธบรษิ ัทนั้น ไม่ตรัสทุกสงิ่ ทุกอย่าง ทรงสอนเฉพาะส่งิ ที่จะเป็น
ประโยชน์ แก่ผู้ฟังเท่าน้ันจะได้ว่าการสอนแต่ละครั้งแต่ละชุมชนน้ันต่างกัน พระองค์

~ ๑๓๒ ~

ทรงมีลีลาการสั่งสอนท่ีหลากหลาย ทรงสอนแต่สิ่งท่ีมีความหมาย เป็นประโยชน์ ตรัส
ตามพระวาจาหลกั ๖ ประการ โดยวธิ ีการทเี่ ปน็ ไปดงั นี้

๑) คาพูดใดที่ไม่จริง ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อ่ืน
พระองค์จะไม่ทรงตรัส

๒) คาพูดใดท่ีไม่จริง ถูกต้อง แต่ไม่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อ่ืน
พระองค์จะไมท่ รงตรสั

๓) คาพูดใดที่จริง ถูกต้อง ไม่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นท่ีรักที่ชอบใจของผู้อ่ืน
พระองค์จะทรงเลอื กตรัส

๔) คาพูดใดท่ีไม่จริง ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นประโยชน์ ถึงเป็นที่รักท่ีชอบใจของผู้อื่น
พระองคจ์ ะไมท่ รงตรัส

๕) คาพูดใดท่ีจริง ถูกต้อง แต่ไม่เป็นประโยชน์ ถึงเป็นท่ีรักที่ชอบใจของผู้อื่น
พระองค์จะไมท่ รงตรสั

๖) คาพูดใดท่ีจริง ถูกต้อง เป็นประโยชน์ เป็นที่รักท่ีชอบใจของผู้อื่น พระองค์
จะทรงเลอื กการตรสั 3

๕.๒ พทุ ธวิธกี ับความเช่ือในการสอนสงั คมศกึ ษา

ในเร่ืองความเช่ือ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในกาลามสูตรว่า “ชาวกาลามท้ังหลาย”

ก่อนท่ที ่านจะเชอ่ื อะไร ควรมหี ลักในการพจิ ารณา ดงั ต่อไปน้ี

๑. มา อนสุ ฺสาวเนน อย่าปลงใจดว่ นเชอ่ื เรื่องที่พง่ึ ได้ยินไดฟ้ ังมา

๒. มา ปรมฺปราย อย่าปลงใจดว่ นเชอ่ื โดยเหน็ เป็นเรือ่ งเก่าดว้ ยการเลา่

สืบ ๆ กันมา

๓. มา อิติ กิราย อย่าปลงใจดว่ นเชอ่ื เรื่องสกั แต่ว่าเขาวา่ มา

๔. มา ปฏิ กสมปฺ ทาเนน อย่าปลงใจด่วนเชื่อเร่ืองโดยการอ้างตารา

๕. มา ตกฺกเหตุ อย่าปลงใจด่วนเช่อื เร่ืองโดยเหตทุ ีเ่ พยี งนึกเดาเอา

๖. มา นยเหตุ อยา่ ปลงใจดว่ นเชื่อเรื่องโดยเหตเุ พยี งการอนุมาน

คาดคะเน

๗. มา อาการปริวิตกฺเกน อย่าปลงใจด่วนเชอ่ื เรื่องตามลกั ษณะการทเ่ี หน็

3 ดรู ายละเอียดใน, ม.ม. (ไทย) ๑๓/๙๔.

~ ๑๓๓ ~

๘. มา ทิฏฐฺ ินชิ ฺฌานกฺขนตฺ ิยา อยา่ ปลงใจด่วนเชอ่ื เร่ืองเพราะเห็นว่าตรงกับ

ความคิดของตน เพราะเขา้ ได้กับทฤษฎที ี่พินจิ ไว้

๙. มา กพฺพรูปตาย อยา่ ปลงใจดว่ นเชอื่ เร่ืองโดยเห็นวา่ ผพู้ ูดน้ันควร

เชอื่ เพราะมองเหน็ รูปลกั ษณะน่าจะเป็นไปได้

๑๐.มา สมโณ โน ครูติ อยา่ ปลงใจดว่ นเช่ือเรื่องโดยเหน็ ว่าผพู้ ูดนัน้ เปน็

สมณะครูอาจารย์ของเรา

โดยสรุป...อยา่ ..พง่ึ รบี ปลงใจด่วนควรเช่อื แต่..เพอ่ื ให้ประมวลทวนความ ทต่ี ้อง

ตามด้วยเหตุและผล ก็จักเป็นมงคลแก่ทุกคน ต่อเมื่อใด รู้เข้าใจด้วยตนเองแล้วว่าธรรม

เหล่าน้ันเป็นอกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ เป็นต้น แล้วจึงควรละหรือควรถือปฏิบัติตามธรรม

เหล่านนั้ 4

ข้อความตามท่ีกล่าวมานี้ อธิบายด้วยเหตุผลตามนัยของพระพุทธศาสนาเป็น

การชี้แจงให้เห็นว่า การท่ีบุคคลจะเช่ืออะไรลงไป ไม่ควรเชื่ออย่างไร้เหตุผล ควร

พิจารณาด้วยเหตุผลแล้วจึงเช่ือด้วยปัญญาหยั่งรู้ของตนเอง เรื่องใดมีการสอนเร่ือง

ศรัทธา คือ ความเชื่อ พุทะศาสนาสอนให้มีปัญญากากับไว้ด้วย ผู้นับถือพุทธศาสนาจึง

ชื่อว่ามีเสรีภาพในการใช้ความเชื่ออย่างเต็มที่ พุทธศาสนาไม่นิยมการบังคับให้เช่ือ ไม่

นิยมการลอ่ ลวงใหเ้ ช่ือในสิ่งท้ังหลาย

พุทธวิธีกับความเชื่อเร่ืองฤกษ์ยาม ในเร่ืองฤกษ์ยาม พุทธศาสนาปฏิเสธไม่

ยอมให้เชื่อถืออย่างงมงายไร้เหตุผล ไม่ให้ความสาคัญกับดวงดาวบนท้องฟ้า ไม่ฝาก

ความเชอ่ื เชอ่ื ไวก้ บั โหราศาสตร์ ไม่ฝากชีวติ ไวก้ บั คาทานาย โดยพระพทุ ธเจา้ ได้ตรสั วา่

“ประโยชน์ย่อมล่วงเลยคนโง่ท่ีมักถือฤกษ์ยามอยู่ ประโยชน์เป็นเรื่องของ

ประโยชน์ ดวงดาวจักทาอะไรได้” 5

หลักคาสอนน้ี ชใ้ี หเ้ ห็นวา่ การทาความดีไม่วา่ เวลาใดเปน็ ฤกษ์ดี และเปน็ เร่ืองดี

ทั้งสิ้น แต่ถ้าทาช่ัว ไม่ว่าเวลาไหนก็เป็นฤกษ์ร้ายและเป็นเร่ืองร้ายเสียหายทั้งน้ัน การ

กระทาเป็นตวั กาหนดฤกษ์ยาม มใิ ชด่ วงดาวหรอื เวลาเป็นกาหนด

4 ดรู ายละเอยี ดใน, องฺ.ติก. (ไทย) ๒๐/๕๐๕/๒๔๑.
5 ดูรายละเอยี ดใน, ขุ.ช. เอก. (ไทย) ๒๗/๔๙/๑๒.

~ ๑๓๔ ~

พุทธวิธีในการสอนสังคมศึกษา ผลสัมฤทธิ์ที่เกิดจากการเสด็จไปปฏิบัติพุทธ
กิจ เป็นเรื่องท่ีพทุ ธบรษิ ัทท้ังหลายควรศึกษาและดาเนนิ ตามรอยพทุ ธบาททกุ ยคุ ทกุ สมัย
เหตุท่ีพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาให้ส่องสว่างเข้าในจิตใจของพุทธบริษัทอย่าง
นา่ อัศจรรย์ มอี งคป์ ระกอบอย่หู ลายอย่าง เชน่

๑. ทรงสอนโดยเคารพ คือต้ังตนสอน สอนจริงด้วยความรู้สึกว่า เป็นสิ่งมีค่า
มองเห็นความสาคัญของผู้เรียน และงานสั่งสอนน้ัน ไม่ใช่สักว่าทา หรือเห็นผู้เรียนโง่
เขลา หรอื เหน็ ผู้เรยี นเป็นชนชนั้ ต่า ข้อนม้ี พี ทุ ธจริยาเป็นหลกั ฐาน ดงั นี้

“ภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม้ตถาคตแสดงธรรมแก่ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา แก่ปุถุชน
ทั้งหลาย โดยท่ีสุดแม้แก่คนขอทานและพรานนก ยอมแสดงโดยเคารพอย่างเสมอภาค
หาแสดงโดยขาดความเคารพไม่” 6

๒. ทรงแสดงธรรมใช้วาจาสุภาพ นุ่มนวล ไม่หยาบคาย ชวนให้สบายใจ
สละสลวย เข้าใจง่าย ดงั หลักฐานทีว่ ่า

“พระสมณะโคดม มีพระดารัสไพเราะตรัสถ้อยคาได้งดงาม มีพระวาจาสุภาพ
สละสลวยไม่มโี ทษ ยงั ผู้ฟังให้เข้าใจเน้ือความได้ชัดแจง้ ”

พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนธรรมแก่บรรดาภิกษุสาวกผู้แสดงธรรม ท่เี รยี กว่าองค์
แหง่ ธรรมกถกึ ดังนี้

“อานนท์ การแสดงธรรมใหค้ นอืน่ ฟัง มิใช่เปน็ ส่งิ ที่ทาได้ง่าย ผแู้ สดงธรรมแก่คน
อ่นื พึงต้งั ธรรม ๕ อย่างไว้ในใจ คอื

๑. เราจกั กล่าวชี้แจงไปตามลาดบั
๒. เราจักกลา่ วชแ้ี จงยกเหตุผลมาแสดงใหเ้ ข้าใจ
๓. เราจักแสดงธรรมดว้ ยอาศยั เมตตา
๔. เราจักไม่แสดงธรรมด้วยเหน็ แก่อามิส
๕. เราจักแสดงไปโดยไมก่ ระทบตนเองและผู้อ่นื ” 7
การสอนของพระพุทธเจ้าแต่ละคร้ัง จะดาเนินไปจนถึงผลสาเร็จ โดยมี
คณุ ลักษณะซ่งึ เรียกว่า ลีลาในการสอน ๔ อย่าง คอื

6 ดรู ายละเอียดใน, องฺ.ปญจฺ ก. (ไทย) ๒๒/๙๙๑.
7 ดรู ายละเอยี ดใน, ม.ม. (ไทย) ๑๓/๖๕๐.

~ ๑๓๕ ~

๑. สันทัสสนา คือ การอธิบาย ให้ชัดเจนแจ่มแจ้ง เหมือนจูงมือไปดูให้เห็นกับ
ตา

๒. สมาทปนา คือ การอธิบาย ชักจูงให้เห็นจริง ด้วยชวนให้คล้อยตาม จนต้อง
ยอมรับและนาไปปฏิบัติ

๓. สมุตเตชนา คือ การอธิบาย เร้าใจให้แกล้วกล้า บังเกิดกาลังใจ ปลุกให้มี
อตุ สาหะ แข็งขนั มัน่ ใจจะทาให้สาเร็จได้ไมห่ วัน่ ระยอ่ ตอ่ ความเหนื่อยยาก

๔. สมั ปหังสนา คอื การอธบิ าย ชโลมใจใหแ้ ช่มช่ืน ร่าเริงเบิกบาน ฟังไม่เบื่อ
และเปี่ยมด้วยความหวงั เพราะมองเหน็ ประโยชนท์ ต่ี นจะพึงได้รบั จากปฏิบัติ 8

๕.๓ พุทธวิธกี ารตดั สนิ พระธรรมวนิ ัยในการสอนสังคมศึกษา

ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๘ ประการนี้ มีมาใน โคตมีสูตร อังคุตตรนิกาย เป็น
ถ้อยคาท่ีตรัสแก่ พระเจ้าแม่น้าประชาบดีโคตมี ซึ่งออกบวชเป็นภิกษุณี ถือกันว่า เป็น
หลักสาคัญ มีข้อความที่น่าสนใจเป็นพิเศษอีกส่วนหน่ึงคือ เป็นหลักธรรมท่ที รงเลือกสรร
มา ในลักษณะเป็นเคร่ืองตอบแทนคุณแก่บุคคลผู้ต้ังอยู่ในฐานะท่ีเป็นมารดา อีกส่วน
หนึ่งด้วย เม่ือมีปัญหาเกิดขึ้นว่า การปฏิบัติอย่างใด จะเป็นไปถูกต้องตาม
หลกั แห่งการดับทุกข์ หรือไม่ กค็ วรใช้หลักเกณฑเ์ หล่าน้ี เป็นเคร่ืองตัดสินได้โดยเด็ดขาด
ฉะนน้ั จงึ เป็นหลกั ทแ่ี สดงถึง ใจความสาคัญแหง่ พระพุทธศาสนา อยใู่ นตัว หลกั เหล่านั้น

พระศาสดาแต่ละท่าน ย่อมส่ังสอนพระธรรมแก่ศาสนิกชนของตนไปตามความ
เหมาะสม ทั้งแก่บุคคล กาลเทศะ แต่ละท่านขึ้นอยู่กับองค์ประกอบย่อมไม่เหมือนกัน
อย่างแน่นอน จะรู้วา่ ธรรมชาตหิ รือกฎธรรมชาติชนิดใดเป็นของศาสดาองคใ์ ด ต้องดหู รือ
พิจารณาคุณลักษณะของธรรมนั้น ๆ ในพระพุทธศาสนา มีการแสดงคุณลักษณะแห่ง
ธรรมของพระพทุ ธเจา้ ไว้ ๘ ประการ คือ

๑. วิราคะ ธรรมนั้น ตอ้ งไม่เป็นไปเพือ่ ความกาหนดย้อมใจ
๒. วิสงั โยคะ ธรรมน้นั ต้องไม่เปน็ ไปเพ่อื ความประกอบทุกข์
๓. อปจยะ ธรรมน้นั ตอ้ งไมเ่ ป็นไปเพอ่ื ความพอกพนู กิเลส
๔. อปั ปิจฉตา ธรรมนนั้ ตอ้ งไมเ่ ปน็ ไปเพอื่ ความปรารถนาใหม่
๕. สันตฏุ ฐี ธรรมน้นั ตอ้ งไมเ่ ป็นไปเพ่อื ความไมส่ บั สน

8 ดรู ายละเอียดใน, องฺ. ปญฺจก. (ไทย) ๒๒/๑๕๗.

~ ๑๓๖ ~

๖. ปวเิ วกะ ธรรมนัน้ ตอ้ งไม่เปน็ ไปเพอ่ื ความคลกุ คลดี ว้ ยหมู่คณะ
๗. วริ ยิ ารัมภะ ธรรมนน้ั ตอ้ งไมเ่ ป็นไปเพือ่ ความเกียจคร้าน
๘. สุภรตา ธรรมน้ัน ตอ้ งไมเ่ ป็นไปเพื่อความเลย้ี งยาก 9
เม่ือศึกษาพุทธวิธีการสอนแล้ว สามารถสรุปลงในอาการหรือลักษณะที่ทรงสั่ง
สอนได้ ๓ อาการ คือ
๑. ทรงสั่งสอนเพอ่ื ใหผ้ ู้ฟงั รู้ยิ่งเห็นจรงิ ตามธรรมที่ควรร้คู วรเห็น
๒. ทรงสงั่ สอนมีเหตุมผี ล ทผ่ี ฟู้ ังอาจตรองตามใหเ้ หน็ จริงได้
๓. ทรงสั่งสอนเป็นอัศจรรย์ คือ ผู้ที่ปฏิบัติย่อมได้รับประโยชน์พอสมควรแก่

การปฏบิ ตั ิ 10
ความอัศจรรย์ในพุทธวิธีมีกรณีให้การศึกษาอย่างไม่รู้จบส้ิน แต่จะมองใน
ประเด็นใด เหมือนเรามองความสวยงามของเหล่ียมเพชรที่ส่องประกายแวววาวทุก
เหลี่ยม จะเห็นความเฉิดฉายงดงามทั้งน้ัน พุทธวิธีท่ียกมาศึกษาในบทเรียนน้ีก็
เชน่ เดยี วกัน
มีอธิบายว่า ความกาหนัดย้อมใจ ได้แก่ ความติดใจรัก ย่ิงข้ึนๆ ในส่ิงท่ีมา
เกี่ยวข้องหรือแวดล้อม ถ้าการปฏิบัติ หรือ การกระทา หรือ แม้แต่การพูดการคิดอย่าง
ใด ทาให้ บุคคลผู้น้ันมีความติดใจรักในส่ิงใดๆ แล้ว ถือว่าเป็น การปฏิบัติผิด
ตัวอย่างเช่น การดูหนังดูละคร เป็นต้น มันทาให้เกิดความย้อมใจ อย่างท่ีกล่าวนี้ ด้วย
อานาจของราคะ เป็นต้น ซึ่งจะเทียบดูได้กับจิตใจของบุคคลผู้ต้ังอยู่ในความสงบ หรือ
แม้แต่อยู่ในที่สงัด จะเห็นได้ว่าเป็นการแตกต่างกันอย่างตรงกันข้าม พึงอาศัยตัวอย่าง
นี้ เป็นเครื่องเทียบเคียง จับความหมายของคาๆ น้ี ให้ได้ ท้ังในทางรูป เสียง กล่ิน
รส โผฎฐัพพะ ธรรมารมณ์ เป็นที่สดุ ตัวอย่างแหง่ ธรรมารมณ์ เชน่ การขอบคิดฝัน ถงึ สิ่ง
อันเปน็ ทีต่ งั้ แหง่ ราคะ ก็ย่อมทาจติ ให้ถกู ยอ้ มด้วย ราคะมากขนึ้ ๆ เปน็ ต้น
คาว่า เปน็ ไปเพ่อื ความประกอบทกุ ข์ หมายถึงการทาตนเองใหล้ าบากดว้ ยความ
ไม่รู้เท่าถึงการณ์ ด้วยความเข้าใจผิดในกรณีที่ไม่ควรจะมีความลาบากหรือลาบากแต่
น้อยก็ตาม เป็นส่ิงท่ีน่าพิศวงว่า คนเราไม่ชอบความลาบากด้วยกันทั้งน้ัน แต่แล้ว ทาไม

9 ดูรายละเอียดใน, อง.อฏฺฐก. (ไทย) ๒๓/๑๔๓/๒๘๙.
10 ดรู ายละเอียดใน, ม.ม. (ไทย) ๑๓/๓๓๐/๓๒๒.

~ ๑๓๗ ~

จงึ ไปทาส่งิ ท่ตี นจะลาบาก ทั้งน้ี ก็เพรา อานาจของโมหะ คือ ความหลงเปน็ ส่วนใหญ่ จึง
มีความเข้าใจผิดกลับตรงข้าม แม้ในกรณีท่ีเป็นเร่ืองของการอยากดี อยากเด่นอยากมี
ชื่อเสียง เป็นต้น ก็มีมูลมาจากโมหะอยู่น่ันเอง กรณีที่เป็นการประชดผู้อ่ืน หรือ ถึงกับ
ประชดตัวเองก็ตาม ย่อมสงเคราะห์เข้าในข้อน้ี ซึ่งมีมูลอันแท้จริง มาจากความหลง
สาคัญผิดอย่างเดยี วกัน นน่ั เอง โดยส่วนใหญ่ ได้แก่ การปฏิบัติ ท่ีเรียกว่า อัตตภิลมถานุ
โยค คือ การทรมานตนอยา่ งงมงาย

คาวา่ สะสมกองกเิ ลส หมายถึงการเพ่ิมพูน โลภะ โทสะ โมหะ โดยรอบดา้ น ผิด
จากความกาหนัดย้อมใจ ตรงท่ีขอ้ น้ี หมายถึงเป็นอุปกรณ์ หรือ เคร่อื งสนับสนุนการเกิด
ของกิเลสทั่วไปและให้ทวีย่ิงขึ้นด้วย การสะสมสิ่งซึ่งเป็นเคร่ืองหล่อเลี้ยงกิเลส อยู่เป็น
ประจา ในกรณีของ คนธรรมดาสามัญ บางอย่างอาจจะ ไม่จัดเป็น การสะสมกองกิเลส
แตจ่ ัดเปน็ การสะสมกเิ ลส อย่างย่ิง สาหรับผู้ปฏิบัติ เพือ่ ความดบั ทุกข์ โดยตรง เช่น พวก
บรรพชิต หรือในบางกรณี ก็จัดว่า เป็นการสะสมกองกิเลส ท้ัง คฤหัสถ์ และ บรรพชิต
เช่น การมีเครื่องประดับ หรือ เครื่องใช้ชนิดที่ ไม่มีความจาเป็น แก่การเป็นอยู่ แต่
เป็นไป เพื่อความลุ่มหลง หรือ ความเห่อเหิม ทะเยอทะยาน ประกวด ประขันกัน โดย
ส่วนเดียว เป็นตน้ เป็นการขยาย ทางมาของกเิ ลส ให้กวา้ งขวาง ไม่มีทสี่ ิน้ สุด

คาว่า ความอยากใหญ่ หมายถึง การอยากเกินมาตรฐานแห่งภาวะ หรือ
สถานะ หรืกาลังสติปัญญาของตน เป็นต้น ส่วนความไม่สันโดษ ไม่ได้หมายถึง ความ
อยากใหญ่ เช่นนั้น แตห่ มายถึง ความไม่รู้จกั พอใจ ในสง่ิ ท่ีได้มาแล้ว หรือมอี ยู่แล้ว ซง่ึ ทา
ใ ห้ มี ค ว า ม รู้ สึ ก เ ป็ น ค น ย า ก จ น อ ยู่ เ นื อ ง นิ จ เ ป็ น ท า ง ใ ห้ เ กิ ด ค ว า ม อ ย า ก
ใหญ่ หรือ กิเลสอย่างอ่ืนต่อไปได้ หรือในทางตรงกันข้าม ทาให้เกิดการทาลายตัวเอง
จนถึงกับฆ่าตัวตายก็ได้ โดยภาษาบาลี ความอยากใหญ่ เรียกว่ามหิจฺฉตา ความไม่
สันโดษ เรียก อสันตุฎฐิ โดยพยัญชนะ หรือโดยนิตินัย เราอาจจะแยกได้ว่า เป็นคนละ
ช้ัน คนละตอน หรือคนละอย่าง แต่โดยพฤตินัย ย่อมเป็นไปด้วยกัน จนถึงกับหลงไปได้
ว่า เปน็ สิง่ เดยี วกัน

คาว่า ความคลุกคลี หมายถึง การระคนกันเป็นหมู่ เพื่อความเพลิดเพลินอย่าง
ใดอย่างหน่ึง จากการกระทาอันนั้น ความเพลิดเพลิน จากการคลุกคลีนี้ มีรสดึงดูด
ในทางธรรมารมณเ์ ป็นสว่ นใหญ่ และก็มีความย่ัวยวน ไม่แพ้อารมณท์ ี่ไดร้ ับทางตา ทางหู
ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เพราะเหตุฉะนั้นเอง คนเราจึงติดใจรสของการท่ีได้ระคนกัน

~ ๑๓๘ ~

เป็นหมู่นี้ ทาให้จิตใจลุ่มหลงมีลักษณะเหมือนกับจมไม่ลง ทาให้ความคิด ความอ่าน
ดาเนินไปอย่างผิวเผิน ไม่เป็นที่ตั้งแห่งการคิด อย่างแยบคาย หรือ ลึกซง้ึ แต่พึงทราบไว้
ว่า การประชุมกันเพ่ือศึกษาเลา่ เรียน ปรกึ ษาหารือ กจิ การงาน อันเป็นหน้าทเ่ี ป็นต้นนั้น
ทา่ นไม่เรียกว่า การคลุกคลีกัน เป็นหมู่ในที่น้ี แต่อีกทางหนึ่ง ทา่ นยงั หมายกว้างไปถึงว่า
การถูกกิเลสท่ัวไป กลุ้มรุม ด้วยสัญญาอดีต ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่เคยผ่าน
มาแล้ว แต่หนหลัง แม้นั่งคิดฝัน อยู่คนเดียว ก็กลับสงเคราะห์ไว้ในคาว่า การคลุกคลีใน
หมู่ อยา่ งหนง่ึ ดว้ ยเหมือนกนั เพราะมมี ูล มาจาก ความอาลัย ในการระคนดว้ ยหมู่

คาว่า ความเกียจคร้าน และคาว่า เล้ียงยาก มีความหมายชัดเจนแล้ว การ
ปฏิบัติทาความดับทุกข์ เป็นเร่ืองใหญ่และยึดยาว จึงต้องอาศัย ความเพียร ความเล้ียง
งา่ ย จึงจะเป็นเหตุใหไ้ ม่ต้องมภี าระ เรือ่ งอาหาร มากกว่าท่ีจาเป็น ซึง่ ทาให้เสยี เวลา และ
เสยี วัตถุมากไปเปล่าๆ โดยท่ีอาจจะนาไปใชเ้ ปน็ ประโยชน์ อย่างอ่ืนได้

ลักษณะท้ัง ๘ นี้ แต่ละอย่างๆ เป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิบัติ เพื่อความดับทุกข์
โดยตรงก็มี เป็นเพียงอุปสรรคก็มี และเป็นการปฏิบัติผิดโดยตรงก็มี จึงถือว่าไม่ใช่ธรรม
ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่สัตถุศาสน์ ต่อเมื่อปฏิบัติ ตรงกันข้าม จาก ๘ อย่างข้างต้น จึงจะเป็นไป
เพอ่ื ความดับทุกข์ หรอื เปน็ ธรรมเปน็ วนิ ัย เปน็ สตั ถศุ าสน์ น้ีนบั ว่าเปน็ หมวดธรรมทเ่ี ป็น
อุปกรณ์ แหง่ การปฏบิ ตั ิ เพอ่ื ความดบั ทกุ ข์

๕.๔ พทุ ธวิธกี ารสอนสังคมศกึ ษาในพุทธบริษทั

จะเห็นได้ว่า บุคคลสาคัญของโลกหลายคน สามารถค้นพบส่ิงมหัศจรรย์ต่าง ๆ
แต่ยังไม่ได้ประกาศต่อชาวโลกว่า สิ่งน้ีตัวข้าเองค้นพบได้อย่างไร ก็มาด่วนส้ินชีวิตลง
โดยไม่มีโอกาสเห็นชาวโลกได้รับประโยชน์จากผลงานของตัวเอง และกว่าผลงานจะ
กระจายไปสชู่ าวโลก ก็ลว่ งเลยไปนาน

แต่ในทางพระพุทธศาสนาไม่เป็นอย่างนั้น องค์พระศาสดาสามารถประกาศ
ศาสนาเผยแผ่คาสอนไปสู่จิตใจของชาวโลกโดยพระองค์เอง ท่ีสาคัญพระองค์สามารถ
กาหนดวาระการทางานได้ตามต้องการ การอธิษฐานพระชนมายุ เป็นบทพิสูจน์ให้เห็น
ว่าพระพุทธเจ้า ทรงมแี ผนการดาเนินงานอย่างชดั เจน พระองค์ทรงกาหนดว่าจะทางาน
จนกว่าพระพทุ ธศาสนาจะขยายเปน็ ปึกแผ่น มีบคุ ลากรรับชว่ งคาสอนด้วยความสามารถ
และศาสนิกท้ังหลายเข้าใจคาสอนเป็นอย่างดี องค์กรเข้มแข็งจึงจะหยุดการประกาศคา


Click to View FlipBook Version