The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พุทธวิธีกับการสอนสังคมศึกษา_Final-11.20

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by phanthiwa.thab, 2022-06-22 03:56:01

พุทธวิธีกับการสอนสังคมศึกษา_Final-11.20

พุทธวิธีกับการสอนสังคมศึกษา_Final-11.20

~ ๑๘๙ ~

๗.๑ หลกั แหง่ ศรทั ธาในการสอนสงั คมศึกษา

ศรัทธาในฐานะองค์ธรรมเบ้ืองต้นท่ีนาเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้หลักธรรมทาง
พระพทุ ธศาสนา

ศรัทธา แปลว่า ความเช่ือ ความเชื่อถือ ความเช่ือมั่นในสิ่งที่ดีงาม 1 กล่าวคือ
เชื่อในปัญญาการตรัสรู้ขององคส์ มเดจ็ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรอื ตถาคตโพธิสทั ธา 2 ใน
ฐานะทท่ี รงเป็นต้นแบบของมนุษย์ท้ังหลาย เปน็ ความเชื่อม่ันในความสามารถของมนุษย์
วา่ สามารถฝึกฝนพัฒนาตนได้ตามความพรอ้ มของแต่ละบุคคล จนสามารถแก้ไขปัญหา
ต่าง ๆ เปน็ อิสระและหลดุ พ้นจากความทกุ ขไ์ ด้ 3 ลกั ษณะของศรทั ธามี ๒ ประการ คือ

๑. ศรทั ธาเมื่อเกดิ ขึ้นสามารถขจัดนิวรณ์ออกไปจากจิต เม่ือจิตปราศจากนิวรณ์
จิตนั้นย่อมผ่องใส เช่น บุคคลที่มีความพยาบาท คิดปองร้ายเขา ใจขุ่นมัว แต่เมื่อ
พิจารณาโดยเหตุและผล เห็นโทษของพยาบาทได้ ก็สามารถขจัดความพยาบาทได้
ในทันที เพราะเกิดศรัทธาความเชื่อม่ันข้ึนว่า ทาเช่นไรย่อมได้ผลเช่นน้ัน ตนก่อความ
พยาบาทไว้ ย่อมได้รับผลของความพยาบาท เป็นการทาลายประโยชน์สุขของผู้อ่ืน เมือ
นัน้ ใจกค็ ลายลงจากขนุ่ มวั และมคี วามผ่องใสขึน้ ตามลาดับ

๒. ศรัทธาเมื่อเกิดข้ึนมีลักษณะจูงใจ ตัวอย่างเช่น บุคคลเม่ือเห็นผู้อ่ืนพยายาม
กระทาความดีจนสามารถนาตนขึ้นสู่ในฐานะอันสูงได้ จึงนามาเป็นแบบอย่างแก่ตนใน
การดาเนนิ ชวี ติ แมว้ า่ จะลาบากเพยี งไร กเ็ พยี รพยายามด้วยความตงั้ ใจ ดว้ ยความเชื่อว่า
ตนสามารถนาตนขึ้นสูใ่ นฐานะอนั สงู ได้เชน่ กัน 4

เมื่อศรัทธาดังกล่าวตงั้ มัน่ แลว้ ย่อมยงั ประโยชน์ให้สาเรจ็ ได้ 5 ศรัทธาจึงเป็นองค์
ธรรมท่ีจะต้องปลูกฝังให้เกิดข้ึนเป็นเบื้องต้น ที่จะนาไปสู่การพัฒนาปัญญาหรือศรัทธา

1 พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยุตโฺ ต) .พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท.์
(กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พม์ หาจฬุ าลกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๓) หน้า ๒๔๓,.

2 ดูรายละเอียดใน, อง.ฺ สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๖/๙.๒๗๔-๒๗๙.
3 ดูรายละอยี ดใน, พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยตุ โฺ ต) พทุ ธธรรม ฉบบั ปรบั ปรงุ และขาย
ความ, หนา้ ๔๒๔-๔๒๗.
4 สานกั วรรณคดแี ละประวตั ศิ าสตร์ กรมศลิ ปากร, คัมภรี ม์ ลิ ินทปญั หา ไทย-บาลี, พมิ พ์
ครัง้ ท่ี ๙. ในงานพระราชทานเพลงิ ศพ พระพทุ ธิวงศมนุ ี (บุญมา ทีปธมฺโม, สุตสขุ )
(กรงุ เทพมหานคร: บรษิ ทั ประยรุ วงศ์ปรนิ้ ต้ิง จากัด, ๒๕๕๐) หน้า ๕๕.
5 ดรู ายละอียดใน, พระส.ส. (ไทย) ๑๕/๕๑/๖๗.

~ ๑๙๐ ~

เพอ่ื ปัญญา พระพุทธศาสนาไม่ตอ้ งการให้บคุ คลเช่อื เรื่องใดโดยปราศจากปัญญา จนกว่า
บุคคลน้ันจะประจักษ์แจ้งด้วยตนเองว่า ความรู้นั้นถูกต้อง จนเป็นที่พึ่งให้แก่ตนเองได้ 6
ศรัทธาในพระพุทธศาสนาจึงเป็นความเช่ือท่ีมีปัญญาควบคุม จนกลายเป็นสัมมาทิฏฐิ
หรือปัญญาท่ีมีคุณภาพ และเข้ามาแทนท่ีศรัทธาท้ังหมด เปรียบเหมือนเด็กหัดขับข่ี
จักรยาน ต้องให้พ่อหรือแม่คอยประคอง แต่เมอื ขเี่ องได้แขง็ ดแี ล้ว กไ็ มต่ ้องคอยประคอง
อีกต่อไป

ดังน้ัน ศรัทธาจึงต้องเกื้อหนุนให้ปัญญาได้จุดเริ่มต้นด้วย เช่น ได้ฟังเร่ืองหรือ
บุคคลใดแสดงคารวะ มีเหตุผล น่าเช่ือถือ น่าเล่ือมใส เห็นว่าจะนาไปสู่ความเป็นจริงได้
จึงเร่ิมศึกษาหรือค้นคว้าจากจุดหรือแหล่งนั้น ทาให้การพัฒนาปัญญาเป็นไปอย่าง
เข้มแข็ง เมือเกิดศรัทธาหรือม่ันใจว่าจะได้ความจริง ก็เพียรพยายามศึกษาค้นคว้าอย่าง
จริงจัง ศรัทธากับปัญญาจึงต้องประกอบเขา้ ด้วยกัน เป็นความเช่ือมั่นท่ีมปี ัญญาควบคุม
จนกลายเป็นสมั มาทฏิ ฐิ ซ่ึงสมั มาทิฏฐจิ ะเกดิ ขึน้ ไดด้ ว้ ยปัจจยั ๒ ประการ คอื ปรโตโฆษะ
และโยนโิ สมนสกิ าร 7

๑.ปรโตโฆษะ แปลว่า การได้สดับรับฟังจากบุคคลอื่น 8 คือ การรับฟัง
คาแนะนาส่ังสอน คาบอกเล่า คาช้ีแจง คาอธิบาย การชักจูงแนะนา การได้เรียนรู้จาก
ผู้อ่ืน ได้แก่ เพ่ือน ครูอาจารย์ บิดา มารดา ฯลฯ รวมถึงหนังสือ วิทยุ โทรทัศน์ สื่อ
อิเล็กทรอนิคส์ต่าง ๆ สื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ ฯลฯ การสร้างสัมมาทิฏฐิด้วยปัจจัย
ประกอบคือ ปรโตโฆษะ ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอก จัดเป็นวิธีที่เร่ิมด้วยศรัทธาและอาศัย
ศรัทธาเป็นสาคัญ ปรโตโฆษะ จึงมุ่งหมายไปท่ีกัลยาณมิตรซ่ึงเป็นแหล่งความรู้ท่ีดีงาม
เม่ือนาเข้ามาสู่กระบวนการเรยี นรู้หรอื การฝึกฝนอบรม จึงมุ่งหมายทบ่ี คุ คลซงึ่ มีคณุ ธรรม
ท่ีสามารถถา่ ยทอดส่งั สอนอบรมให้ไดผ้ ลดี กัลยาณมติ รจึงต้องมีคณุ สมบตั ิ ดงั นี้

๑) เป็นท่ีรักเป็นที่พอใจ หมายถึง มิตรท่ีคบแล้วสบายใจ ชวนให้อยากเข้าไป
ศึกษาไต่ถาม

๒) เป็นที่เคารพ หมายถึง มิตรท่ีมีความประพฤติสมควรแก่ฐานะ เป็นที่พ่ึงได้
และปลอดภัย

6 ดรู ายละเอยี ดใน, อง.ฺ ตกิ . (ไทย) ๒๐/๖๖/๒๕๕-๒๖๓.
7 ดรู ายละอียดใน, พระม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๔๕๒/๔๙๑. องฺ.ทกุ . (ไทย) ๒๐/๑๒๗/๑๑๕.
8 ดรู ายละอยี ดใน, พระม.มู (ไทย) ๑๒/๔๕๒/๔๙๑.

~ ๑๙๑ ~

๓) เป็นที่ยกย่อง หมายถึง มิตรท่ีมีความรู้หรือมีปัญญาท่ีแท้จริง เป็นบุคคลที่
ฝึกฝนอบรมตนเองอยูส่ ม่าเสมอ ควรเอาเป็นตัวอย่าง เมือกล่าวอ้างถึงกม็ คี วามภูมิใจ

๔) เป็นนักพูด หมายถึง มิตรท่ีรู้จักช้ีแจงให้เข้าใจ รู้ว่าเมือไรควรพูดอะไรและ
พูดอยา่ งไร ควยให้คาตกั เตอื นทด่ี ี

๕) เป็นผู้อดทนต่อถ้อยคา หมายถึง มิตรท่ีพร้อมจะรับฟังคาปรึกษา คาซักถาม
คาเสนอ คาวิพากษว์ จิ ารณ์ สามารถทนฟงั ไดอ้ ยา่ งไม่เบือ่ ไม่โกรธหรอื ฉุนเฉยี ว

๖) เป็นผู้พูดถ้อยคาท่ีลึกซึ้งได้ หมายถึง มิตรท่ีสามารถอธิบายเรื่องท่ีซบั ซ้อนให้
เขา้ ใจได้ และแนะนาใหส้ ามารถเรียนรู้เรอ่ื งเรื่องราวท่ลี ึกซ้ึงยิง่ ขนึ้ ตอ่ ไป

๗) ไม่ชักนาในอฐานะ หมายถึง มิตรท่ีไม่แนะนาไปในเรื่องท่ีเหลวไหล หรือไม่
แนะนาไปในทางท่เี สอ่ื มเสีย 9

การรับฟังคาแนะนาส่ังสอนจากกัลยาณมิตรจะทาให้บุคคลได้ฟังส่ิงท่ียังไม่เคย
ฟงั เขา้ ใจสิ่งทไ่ี ด้ฟังแล้ว บรรเทาความสงสยั ทาความเห็นให้ตรง และจิตใจของผูฟ้ งั ย่อม
ผ่องใส 10 ซึ่งกัลยาณมติ รจะเป็นผนู้ าเขา้ ส่กู ระบวนการพฒั นาปญั ญา ดังนี้

๑. สุตมยปัญญา แปลว่า ปัญญาท่ีเกิดจากการฟัง 11 คือปัญญาท่ีเกิดจากการ
เข้าหากลั ยาณมติ รเพื่อขอความรู้ คาแนะนา โดยการน้อมฟัง จดจาหลักธรรมคาสั่งสอน
เหลา่ น้นั

๒. จินตามยปัญญา แปลว่า ปัญญาที่เกิดจาการคิด 12 คือปัญญาที่เกิดแต่การ
คิดพิจารณาเหตุผล เม่ือได้รับความรู้หรือคาแนะนาจากกัลยาณมิตรแล้วจึงนามา
ไตร่ตรอง พนิ ิจพิจารณาอย่างมีระบบระเบียบไปตามความเป็นจริงตามเหตุและผล หรือ
เรียกว่า โยนิโสมนสิการ 13

9 ดรู ายละอยี ดใน, อง.ฺ สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๓๗/๕๗.
10 ดรู ายละอยี ดใน, องฺ.ปญฺจก. (ไทย) ๒๒/๒๐๒/๓๔๔.
11 ดูรายละอียดใน, ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๐๕/๒๗๑.
12 ดูรายละอยี ดใน, ข.ุ อติ ิ. (ไทย) ๒๕/๑๖/๓๖๐.
13 ดรู ายละอยี ดใน, ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๓๐๕/๒๗๑.

~ ๑๙๒ ~

๓. ภาวนามยปัญญา แปลว่า ปัญญาที่เกิดจากการฝึกฝนอบรม 14 หรือการลง
มอื ปฏิบัติ คือการนาเอาความรู้ที่เป็นสุตมยปัญญาและจินตามยปัญญามาทดลองปฏิบัติ
อยา่ งตอ่ เนือ่ งย่ิง ๆ ข้ึนไป จนเกดิ ความชานาญ ซึ่งเป็นประสบการณ์ตรงของผปู้ ฏบิ ัติ

ด้วยคณุ สมบตั ิของกลั ยาณมิตรดงั กล่าว องค์สมเด็จพระสมั มาสมั พุทธเจา้ ไดต้ รัส
ถึงความสาคัญของกัลยาณมิตรว่า “เพราะพูดถึงองค์ประกอบภายนอก เราไม่เห็น
องค์ประกอบอื่นแมอ้ ย่างหนึ่งท่เี ปน็ ไปเพ่ือประโยชน์มากเหมือนความมีกัลยาณมติ รน้ี

ความมีกัลยาณมิตรย่อมเป็นไปเพ่ือประโยชน์มาก 15 และ “เราไม่เห็นธรรมอ่ืน
แม้อย่างหนึ่งท่ีเป็นเหตุให้กุศลธรรมท่ียังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น หรือธรรมท่ีเป็นให้อกุศล
ธรรมที่เกิดข้ึนแล้วเสื่อมไปเหมือนความมีกัลยาณมิตรน้ี และเม่ือมีกัลยาณมิตร “กุศล
ธรรมท่ียงั ไมเ่ กดิ ก็เกิดขึ้น และอกศุ ลธรรมที่เกิดแลว้ กเ็ สื่อไป” 16

๒. โยนิโสมนสิการ แปลว่า การทาในใจโดยแยบคาย 17 หมายถึง การ
พิจารณาโดยแยบคาน หมายถึง การพิจารณาโดยแยบคาย พิจารณาถึงต้นสายปลาย
เหตุติดต่ออย่างมีระบบระเบียบ คิดสืบสาวหาเหตุและผลหาเหตุและผลตั้งแต่ต้นจน
เข้าใจตลอด ให้ไดค้ วามรู้ ใหไ้ ดป้ ระโยชน์ 18 ซง่ึ เป็นปัจจยั ภายมนของตวั ผ้ปู ฏิบัติเอง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสคานึงถึงความสาคัญของโยนิโส
มนสิการว่า “เพราะพูดถึงองค์ประกอบภายใน เราไม่เห็นองค์ประกอบอ่ืนแม้สักอย่าง
หนึ่งท่ีเป็นไปเพื่อประโยชน์มากเหมือนโยนิโสมนสิการ โยนิโสมนสิการ ย่อมเป็นไปเพื่อ
ความมีประโยชนม์ าก” 19 และ “เราไม่เห็นธรรมอ่ืนแมอ้ ยา่ งหน่งึ ที่เป็นเหตุใหก้ ศุ ลธรรม
ที่ยังไม่เกิดข้ึน ได้เกิดขึ้น หรือเป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่เกิดข้ึนแล้วเสื่อมไปเหมือนโยนิโส
มนสิการนี้ เมื่อมนสิการโดยแยบคายกุศลธรรมท่ียังไม่เกิดข้ึนก็เกิดข้ึนและอกุศลธรรมที่
เกิดขนึ้ แล้วก็เส่อื มไป 20

14 ดูรายละอียดใน, อง.ฺ เอกก. (ไทย) ๒๐/๑๑๑/๑๗.
15 ดูรายละอยี ดใน, องฺ.เอกก. (ไทย) ๒๐/๗๑/๑๓.
16 ดรู ายละอียดใน, มู.มู. (ไทย) ๑๒/๔๕๒/๓๙๑.
17 ดูรายละอยี ดใน, ม.ู ม.ู (ไทย) ๑๒/๔๕๒/๔๙๑.
18 พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยุตโฺ ต) พจนานกุ รมพุทธศาสตร์ ฉบบั ประมวลศพั ท์, หน้า ๒๐๖.
19 ดูรายละอยี ดใน, องฺ.เอกก. (ไทย) ๒๐/๑๐๗/๑๗.
20 ดรู ายละอยี ดใน, อง.ฺ เอกก. (ไทย) ๒๐/๖๗/๑๒.

~ ๑๙๓ ~

การเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้จึงเริ่มตั้งแต่ทาความเข้าใจตามแนวศรัทธาเป็น
พืน้ ฐาน โดยมกี ัลยาณมิตรเป็นผู้ชแี้ นะแนวทาง จากนนั้ จึงคิดวเิ คราะห์พิจารณาใหเ้ ขา้ ใจ
โดยตลอดอย่างเป็นอิสระ จนได้รับความรู้ ได้ประโยชน์ จนกลายเป็นสัมมาทิฏฐิท่ีทาให้
เกดิ ปัญญาที่มคี ุณภาพ แม้วา่ ศรทั ธาเป็นองค์ธรรมที่นาเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้กจ็ ริง แต่
โยนิโสมนสิการจัดเป็นปัจจัยสาคัญท่ีโยง เข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ สรุปให้เป็นแผนภาพ
ได้ดังนี้

โยนิโสมนสิการ สมั มาทฏิ ฐิ
ศรทั ธา ปรโตโฆษะ (กัลยาณมิตร) (ปัญญา)

แผนภาพ แสดงศรัทธาองคธ์ รรมเบ้ืองต้นทนี่ าเขา้ สู่กระบวนการเรยี นรู้

ในกระบวนการเหล่าน้ีเป็นฐานในการนาเข้าสู่หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
และนาหลักธรรมเหลา่ นีม้ าประยุกตเ์ ขา้ สกู่ ารเรยี นการสอน ประกอบดว้ ย

๗.๒ ฆราวาสธรรม ๔ และอิทธิบาท ๔

ฆราวาส หมายถึง ผู้ครองเรือน บางทีเรียกว่า คฤหัสถ์ หมายถึง บุคคลที่มิใช่
นักบวชหรือพระสงฆ์ที่มีอาชีพแตกต่างกัน เช่น ชาวนา ชาวไร่ พ่อค้า ข้าราชการ
นกั ศกึ ษา เปน็ ต้น ฆราวาสธรรมมี 4 ประการ ประกอบดว้ ย

๑. สัจจะ (ความซ่อื สัตย์)
2. ทมะ (การฝึกตน)
3. ขนั ติ (การอดทน)
4. จาคะ (การบรจิ าค/การเสียสละ)
๑. สจั จะ (ความซอื่ สัตย)์
สัจจะ ในฆราวาสธรรม 4 หมายถึง ความซื่อสัตย์ ซ่ือตรง ด้วยกายจริง คือ
ประพฤตดิ ้วยความสุจริต ไม่คดโกง ไม่หลอกลวง วาจาจริง คอื พูดความจริง และใจจริง
คอื มคี วามจรงิ ใจ

~ ๑๙๔ ~

ลักษณะของสจั จะ
– มคี วามจรงิ คือ เป็นเร่ืองจริง
– มีความตรง คือ ประพฤติสุจริตในกาย วาจา และใจ
– มคี วามแท้ คือ ไมเ่ หลวไหล ไมล่ ้อเลน่
สจั จะ 5 ประการ
1. จรงิ ตอ่ การงาน หมายถึง ทาอะไรต้องทาจริง ตง้ั ใจทา ทาด้วยความมุ่งมั่นให้
งานน้ันสาเรจ็ และเกดิ ประโยชน์จรงิ
2. จรงิ ตอ่ หน้าท่ี หมายถงึ ทาจรงิ ในงานที่ได้รบั มอบหมาย ซงึ่ เรียกวา่ “หน้าที่”
ไม่ประมาทเลินเลอ่ ไม่หละหลวม ไม่หลีกเลี่ยง เอาใจใส่ตอ่ งานหรือหน้าท่ีเพอ่ื ให้งานน้ัน
สาเร็จไปได้ดว้ ยดี
3. จริงต่อวาจา หมายถึง รักษาวาจาตามท่ีได้ตกลงกันไว้มิให้คลาดเคล่ือน พูด
จริงทาจริง คนท่ีกล่าววาจาเท็จต่อตนเองจะไปจริงต่อคนอ่ืนได้อย่างไร เพราะฉะน้ันคน
ไม่จริงต่อวาจากค็ อื คนที่ไมจ่ รงิ ตอ่ ตนนน่ั เอง
4. จริงต่อบคุ คล หมายถึง จรงิ ใจต่อบุคคลทเ่ี ก่ียวขอ้ ง เชน่ จริงใจต่อมิตรสหาย
จริงต่อญาติมิตร เป็นต้น ซึ่งเรียกว่า “ซ่ือตรง” ถ้าจริงต่อผู้บังคับบัญชาหรือเจ้านาย
เรียกว่า “สวามิภักดิ์” แต่ถ้าจริงต่อผู้มีพระคุณ เช่น บิดา มารดา ครูอาจารย์ เรียกว่า
“กตัญญูกตเวท”ี
5. จริงต่อความดี หมายถึง มุ่งประพฤติความดีจนเป็นนิสัย ต่อหน้าประพฤติ
เช่นไรแม้ลับหลังก็ประพฤติเช่นนั้น มุ่งทาความดีเพื่อความดี อย่าทาความดีเพื่อให้ได้
ลาภยศสรรเสรญิ หรือเพอ่ื วัตถอุ นื่ ใด
อานิสงส์ของการมีสจั จะ
1. เป็นผู้มคี วามรบั ผิดชอบในหนา้ ทข่ี องตน
2. เป็นผมู้ ีความหนักแน่น มน่ั คง
3. เปน็ ผู้มีความเจริญกา้ วหน้าในหน้าทกี่ ารงาน
4. ผอู้ ่นื เคารพยกย่อง
5. ผู้อ่นื เช่ือถือ และยาเกรง
6. สมาชิกในครอบครวั มีความสุข และมีความมน่ั คง
7. เป็นผ้ไู ดร้ บั เกียรติ และมชี ่ือเสยี ง

~ ๑๙๕ ~

โทษของการขาดสจั จะ
1. เปน็ ผไู้ ม่มีความรับผดิ ชอบ
2. หาความเจรญิ ในหน้าทีก่ ารงานไม่ได้
3. เป็นคนไมน่ ่าเช่ือถอื
4. ไร้ชื่อเสยี ง และเกยี รตยิ ศ
2. ทมะ (การฝึกตน)
ทมะ ในฆราวาสธรรม 4 หมายถึง การฝึกฝน การฝกึ ตน ใหม้ ีการปรบั ปรุงตวั ท้ัง
ในด้านจิตใจ และการกระทา ด้วยปัญญาเพ่ือปรับปรุง แก้ไขข้อบกพร่องในหน้าท่ีการ
งานหรือสิง่ ทกี่ ระทาอยู่นน้ั
ทมะ เป็นธรรมที่มุ่งเน้นให้ใช้สติใคร่ครวญ และไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนที่จะ
กระทาการใดๆ โดยต้องคานึงอยเู่ สมอว่า มีประโยชนม์ ากกว่าโทษหรือมีดีมากกว่าชั่วจึง
จะกระทา โดยเฉพาะการเอาชนะความโกรธ เพราะเมื่อความโกรธเกิดข้ึนย่อมส่งผลให้
จติ ใจขุ่นมัว ผิวพรรณเศรา้ หมอง เป็นเหตุให้เกิดผลเสียแก่ตนเองและผู้อ่ืน ทัง้ น้ี เพราะผู้
โกรธยอ่ มไมร่ ู้อรรถไมร่ ู้ธรรม ไม่รู้จักผดิ ชอบชัว่ ดี สามารถฆ่าไดแ้ มก้ ระทั่งบิดามารดาของ
ตน ผู้ที่ถูกความโกรธเข้าครอบงาย่อมเสียทรัพย์ เสือ่ มลาภยศ หาท่ีพ่ึงพิงได้ยาก ไร้ญาติ
ขาดมิตร
ทมะ แบ่งเป็น 2 ประการ คอื
1. การฝึกฝนตนเอง เป็นความมุ่งหมายเพ่ือสะกดกล้ัน ฝึกฝน อบรมจิตใจของ
ตนให้มสี ภาพจติ ใจดีขนึ้ ให้เข้มแข็งมากขน้ึ ฝกึ ขม่ ความรู้สึกเพ่อื ให้พร้อมกับสถานการณ์
ต่าง ๆท่ีอาจเกดิ ขึ้นตอ้ งขม่ ใจไม่ให้แสดงอาการรวนเร หวาดหว่ัน เชน่ ไม่พลัง้ เผลอสตดิ ่า
ว่าออกมาโดยไม่มีสติยับยัง้ หรอื ข่มความประหม่าเมอ่ื ต้องพูด หรอื แสดงออก
อีกอย่างหนึ่ง ทมะนี้ ในความหมายท่ีลึกซึ้งทางพระ หมายถึง การรู้จักฝึก
อนิ ทรีย์
(กายและใจ) ได้แก่ ตา หู จมูก ล้ิน กาย ใจ ด้วยอานาจของคุณธรรม ไม่ให้
เป็นไปตามกาลังของกิเลสหรือความช่ัวช้า การฝึกใจให้มีทมะ คือ การรู้จักใช้สติให้มาก
เพื่อข่มความรู้สึกท่ีไม่ดีไว้ และหาทางพัฒนาใจตนเองให้ม่ันคงข้ึนด้วยวิธีการฝึกจิตใจ
เช่น ฝึกสมาธิ ฝกึ นั่งกรรมฐาน เป็นตน้

~ ๑๙๖ ~

2. การข่มใจตนเอง คือ การยับยั้ง และรู้จักควบคุมจิตใจของตนไม่ให้ติดอยู่ใน
วงั วนแห่งอบายมขุ แห่งโกธะ คือ ความโกรธ โมโหรา้ ย โลภะ คือ ความทะยานอยากท่ีจะ
นาไปสู่การสนองความต้องการของตนในทางสิ่งท่ีไม่ชอบด้วยกฎหมาย และศีลธรรม
และโมหะ คือ ความหลงกับความสขุ ทเี่ กดิ ขึ้นจากสงิ่ ที่ไม่ยงั่ ยืนนน้ั

อานิสงส์ของการมที มะ
1. เป็นผู้รักการฝึกฝนตนอยา่ งสม่าเสมอ
2. เป็นผมู้ สี มาธิ มคี วามรอบคอบ
3. ไม่บาดหมาง และไม่มศี ตั รู
4. เป็นผู้มคี วามสามารถในการงาน
5. เป็นผมู้ ีปัญญาเปน็ เลิศ
โทษของการขาดทมะ
1. เปน็ ผไู้ ม่รจู้ ักการฝกึ ฝนตน
2. เป็นผู้มโี ทสะงา่ ย
3. ไม่เจริญในหน้าทก่ี ารงาน
4. มักเปน็ ศตั รูกับผู้อื่น
5. เปน็ ผเู้ ข้ากับคนอื่นหรือสงั คมไม่ได้
3. ขนั ติ (ความอดทน)
ขันติ ในฆราวาสธรรม 4 หมายถึง ความอดทน อดกล้ันต่อปัญหาอุปสรรค
รวมถึงอดทน อดกล้ันต่อส่ิงท่ีไม่พึงปรารถนาทางใจ อาทิ ความยากลาบากในการงาน
คาด่าทอจากผ้อู น่ื ซึง่ ความอดทนนีป้ ระกอบดว้ ย 4 ลกั ษณะ ได้แก่
1. ความอดทน อดกล้ันต่อความยากลาบากตรากตราทางธรรมชาติซึ่งเกิดขึ้น
ทางกายภาพ อาทิ ความร้อน ความหนาว ความหวิ กระหาย และความเหนอ่ื ยล้า
2. ความอดทน อดกลั้นต่อทุกขเวทนาที่เกิดข้ึนทางกาย อาทิ ความเจ็บไข้ได้
ป่วย ความทุกขท์ รมาน ก็รจู้ ักอดทนอดกลน้ั เอาไว้ ไม่สร้างความทกุ ขเ์ พิม่ ขึ้นอีก
3. ความอดทน อดกลั้นต่อความเจ็บใจอันเกิดขึ้นทางจิตภาพ อาทิ วาจา
สอ่ เสียด ถ้อยคาด่าวา่ หยาบคายหรอื คากล่าวล่วงเกินกอ่ ให้เกดิ ความเสียหาย สร้างความ
ขุน่ เคอื งใจอนั ไม่พึงปรารถนา

~ ๑๙๗ ~

4. ความอดทน อดกลั้นต่อพลังอานาจบีบค้ันของกิเลส ได้แก่ ราคะ โทสะ
โมหะ เป็นต้น ความอดทนอดกลัน้ ต่อกเิ ลสทั้งปวงเพ่ือใหบ้ รรลุเป้าหมายสงู สดุ แห่งชีวติ ที่
ดีงาม

ระดบั ขนั ติ
1. ขันติระดับต่า ได้แก่ ความอดทนต่อความร้อน และความหนาวตาม
ธรรมชาติ อดทนเม่อื ยามเจ็บไขไ้ ด้ป่วยหรือเกดิ ทุกขเวทนา
2. ขันติระดับสูงสุด ได้แก่ ความอดทนต่อแรงบีบคั้นของกิเลส ได้แก่ ราคะ
โทสะ โมหะ ซึ่งคอยบบี คน้ั เผาผลาญจิตใจ อานาจของกเิ ลสน้ัน หากเราเคยสังเกตดูเวลา
ท่รี าคะเข้าครอบงาจติ ใจจะทราบไดว้ ่า มันมพี ลังอานาจท่ีรนุ แรงมาก ตอ้ งใชค้ วามอดทน
อดกลั้นเพื่อจะไม่กระทาตามใจที่อยาก การบีบคั้นของกิเลสสามารถแสดงตัวตนออกมา
ได้หลายแนวทาง อาทิ การเกิดความรักความเกลียด ความอิจฉาริษยาหรือความกลัว
ความวิบัติพลัดพราก ความไมส่ มปรารถนาหรือความผิดหวัง ซ่ึงนับได้ว่าเป็นการบีบคั้น
ที่กัดกรอ่ นจติ ใจอย่างถึงที่สุด เพราะฉะน้นั จึงจาเป็นที่จะต้องใชค้ วามอดทนข้นั สูงสดุ
อานิสงสข์ องการมขี ันติ
1. เป็นผูร้ ้จู ักใชค้ วามอดทน และมคี วามอดทนต่ออปุ สรรค และปัญหาตา่ งๆ
2. ทางานได้สาเร็จ และมีประสทิ ธิภาพ
3. สามารถปกครองบรวิ ารได้ดี
4. เป็นผไู้ ม่มีศตั รู
5. เป็นท่ีน่านบั ถือ และผู้อ่ืนให้ความเคารพ
โทษของการขาดขันติ
1. เปน็ ผมู้ ีจติ ท้อแท้ง่าย ไม่มีความเข้มแขง็
2. ทางานไมส่ าเรจ็
3. ปกครองบริวารไมไ่ ด้
4. มกั มีศัตรูในทุกแห่ง
5. เป็นผทู้ ผี่ อู้ นื่ ไม่ใหค้ วามเคารพ นบั ถือ
6. เสอ่ื มในทรัพย์ได้ง่าย
4. จาคะ (การบรจิ าค/ความเสียสละ)
จาคะ ในฆราวาสธรรม 4 หมายถึง การบริจาคหรือความเสียสละจากความสุข

~ ๑๙๘ ~

และผลประโยชน์ของตน รวมถึงการละจากกิเลส ทาให้เป็นผู้มีความใจกว้าง รู้จัก
เออ้ื เฟอ้ื เผื่อแผ่ และพร้อมที่จะเผชญิ กับความทุกข์รว่ มกบั ผู้อน่ื

จาคะมีความหมายกว้างกว่าทาน เน่ืองจากจาคะ คือ การสละทั้งส่ิงท่ีเป็น
รูปธรรม และนามธรรม โดยไม่สนใจว่าจะมีผู้รับหรือไม่และมีความหมายโดยนัยท้ังใน
ระดบั โลกยี ะ และโลกุตระ

ในระดับโลกยี ะเป็นการเสียสละ การให้
ทาน การแบ่งปันเอ้ือเฟื้อเผ่ือแผ่ต่อผู้อ่ืน ท้ังในแง่วัตถุ และสิ่งที่เป็นนามธรรม ส่วนใน
ระดับโลกุตระเป็นการสละในความยึดมั่นถือมั่น ความไม่ดีต่างๆ ที่อยู่ในจิตใจ ดังน้ัน
ความเสียสละจึงมี 2 นัยดว้ ยกนั

1. การเสียสละวัตถุสิ่งของ ได้แก่ ทรัพย์ส่ิงของของตนเพ่ือประโยชน์แก่ผู้อื่น
โดยไมเ่ กนิ กาลงั ความสามารถของตน

2. การเสียสละส่ิงท่ีเป็นนามธรรม เช่น สละกิเลส สละความเห็นแก่ตัว สละ
อารมณ์ความรู้สึกท่ีไม่ดีต่างๆ ซึ่งการฝึกฝนให้มีจาคะย่อมทาให้จิตใจคลายความยึดมั่น
ถือม่ัน และมีความเข้าใจในส่ิงทั้งหลายตามความเป็นจริง ทาให้มีความสุขด้วยใจของ
ตนเอง มจี ิตท่ีเปน็ อิสระ ไมข่ ้นึ ตอ่ สิง่ อื่นใดมคี วามสุขได้แม้จะต้องสูญเสียอะไรบางส่งิ ไป

การยึดในหลักแห่งจาคะน้ัน ความเมตตากรุณานับเป็นคุณธรรมที่เกื้อหนุนให้
จาคะเกิดข้ึน เพราะผู้ให้ย่อมสละได้ซ่ึงความรัก ความเมตตากรุณา และความปรารถนา
ดตี ่อผู้รับ ส่งผลให้ผู้ให้มีความสุขได้ด้วยใจของตน ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสเอาไว้ว่า ผู้
มจี ิตใจทเี่ ตม็ เป่ยี มไปดว้ ยจาคะย่อมได้รับความสุขใน ภพนแ้ี ละภพหน้าอย่างไมต่ อ้ งสงสัย

อานิสงส์ของการมจี าคะ
1. เป็นผมู้ ีจติ เมตตา รจู้ ักการให้ การเสียสละ
2. ได้รับสงิ่ ตอบแทนจากผอู้ นื่ ได้งา่ ย
3. เป็นผู้ที่คนอน่ื ให้ความเคารพ นับถอื
4. ปกครองบริวารได้งา่ ย
5. คนรอบข้าง คนในครอบครวั มีความสุข
โทษของการขาดจาคะ
1. เปน็ คนมีความตะหนี่
2. ผูอ้ น่ื ตฉิ นิ นนิ ทา

~ ๑๙๙ ~

3. ไม่มผี ู้คบหา
4. การงานหรือาชีพไม่เจรญิ ก้าวหนา้
5. ไมม่ ีผูช้ ่วยเหลอื ในยามตกทกุ ข์ไดย้ าก
ประโยชนข์ องฆราวาสธรรม 4
1. สัจจะ ผู้อื่นให้ความเคารพเช่ือถือ เพราะเป็นผู้มคี วามจริงใจ รกั ษาคาพูด ไม่
โลเลเพราะผยู้ ดึ มนั่ ในสัจจะย่อมสามารถจะปฏิบัติหน้าที่อยา่ งได้ผลทันเวลา และประสบ
ความสาเรจ็ ได้
2. ทมะ ทาให้คนเราอยู่ร่วมกันกับคนอื่นในสังคมอย่างมีความสุข ไม่ทะเลาะ
เบาะแว้งกันโดยง่าย และรู้จักหลีกเล่ียงอบายมุขท้ังหลายได้ เพราะรู้จักใช้สติเข้าข่ม ไม่
หุนหนั วู่วามโดยงา่ ย
3. ขันติ จะทาให้หลีกเลี่ยงจากความเส่ือมจากเหตุต่างๆ เพราะมีจิตใจเข้มแข็ง
มั่นคงอดทน อดกล้ัน ไม่มัวเมากับส่ิงเย้ายวนต่างๆ เป็นหลักประกันในการสร้างฐานะ
และชีวิตตนเองการอดทนดังกล่าวเป็นความอดทนเพราะเกิดจากส่ิงเย้ายวนใจที่ได้พบ
เหน็ ไดย้ ิน ได้กล่ิน ได้ลิม้ รสและไดส้ มั ผัส
4. จาคะ เม่อื รู้จกั การเปน็ ผู้ให้ ไมม่ ีการเอารดั เอาเปรียบผู้อ่ืน นั่นหมายความว่า
เกิดความสามัคคีกัน ไม่ชิงดีชิงเด่นกัน เพราะทุกคนมีความเอื้อเฟ้ือเผื่อแผ่อยู่ร่วมกัน
อยา่ งสมานฉันท์ สังคมจะมคี วามสุขธรรมะ
หลักฆราวาสธรรม 4 มีความสาคัญ และจาเป็นอย่างย่ิงต่อการสร้างความสงบ
สขุ ในสังคม หากคนในสงั คมทุกคนปฏิบตั ิตามหลกั ธรรมนี้แล้ว ย่อมอานวยคณุ ประโยชน์
ใหแ้ กผ่ ู้ปฏิบตั ิตามท้ังในชาติน้แี ละในชาตหิ นา้ กอ่ ให้เกดิ ความสุขสวสั ดี มคี วามราบร่นื ใน
การดาเนนิ ชีวติ และยงั ทาใหอ้ งค์กรต่างๆ ตลอดจนสังคมเกดิ ความสงบเรยี บรอ้ ย และยัง
พบวา่ หลกั พุทธธรรมในข้อนี้ยังสามารถช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานตามทไ่ี ด้รบั มอบหมายทางาน
ได้สาเรจ็ ลุลว่ งตามเป้าประสงคท์ ่วี างไว้ได้อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพอกี ด้วย 21
อทิ ธบิ าท 4 หมายถงึ หลักธรรม 4 ประการ สาหรบั การทางานหรือทาสงิ่ ใดๆ
เพ่ือใหง้ านประสบความสาเร็จตามทม่ี ุง่ หวังไว้ ซ่ึงประกอบด้วย

21 Thaihealthlife.com 28/7/2017.

~ ๒๐๐ ~

1. ฉันทะ (ความรัก และความพอใจ)
2. วริ ยิ ะ (ความเพียร)
3. จิตตะ (ความเอาใจจดจอ่ ความเอาใจใส)่
4. วมิ ังสา (การใช้ปญั ญาไตร่ตรอง ตรวจสอบ)
1. ฉันทะ หมายถึง ความรกั และความพอใจในสงิ่ นนั้ ๆ คือ เมอื่ ทาส่งิ ใดก็ทา
ด้วยความพอใจ ด้วยความรกั ในส่ิงน้ัน ทาส่งิ นั้นด้วยความเตม็ ใจ ไม่เบื่อหนา่ ยในกิจที่ทา
(การเต็มใจ)
2. วิริยะ หมายถึง ความเพียรในการกระทาสิ่งน้ันๆ คือ เมื่อทาสิ่งใดก็ทาด้วย
ความขยันหมั่นเพียร ด้วยความพยายาม และมีมานะอุตสาหะ ไม่ทอดท้ิงกิจท่ีทานั้น
(การแข็งใจ)
3. จติ ตะ หมายถึง ความเอาใจใส่ ความเอาใจจดจ่อในสงิ่ ท่ีทา ไม่วางธุระในสิ่ง
น้ันๆ คือ เม่ือทาสิ่งใดก็ทาด้วยความรู้จักไตร่ตรอง ทาด้วยปัญญา รู้จักพิจารณา
ใคร่ครวญ รู้จักพินิจพิเคราะห์ ทดลอง ทดสอบ ตรวจหาสาเหตุด้วยความรอบคอบ (การ
เขา้ ถงึ )
4. วิมังสา หมายถึง การใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรอง ตรวจสอบในสิ่งน้ันๆ คือ
เม่ือทาสิ่งใดก็ทาด้วยความรู้จักไตร่ตรอง ทาด้วยปัญญา รู้จักพิจารณาใคร่ครวญ รู้จัก
พินจิ พิเคราะห์ ทดลอง ทดสอบ ตรวจตราหาสาเหตดุ ว้ ยความรอบคอบ (การเขา้ ใจ)
“อิทธบิ าท” มาจากคาว่า
– อทิ ธิ หมายถงึ ความสาเร็จ
– บาท หมายถงึ วถิ ีทางท่จี ะนาไปสู่
ดังนั้น คาว่า “อิทธิบาท” หากแปลตามคาจึงหมายความว่า วิถีทาง หรือ
หลักการ ท่ีจะนาไปสู่จุดหมายปลายทางหรือไปสู่ความสาเร็จได้ ซ่ึงมี 4 ประการ หรือ
เรยี กว่า อทิ ธบิ าท 4
อิทธิบาท ถือเป็นแนวทางปฏิบัติท่ีจะทาให้ประสบความสาเร็จตามความ
ประสงค์ 4 อย่าง ซ่ึงเป็นหลักใกล้เคียงกับหลักการพ่ึงตนเอง แต่แสดงให้เห็นว่า
พึ่งตนเองอย่างไร ทาอย่างไรจึงจะสาเร็จ ซึ่งคาว่า อิทธิ นอกจากจะแปลว่า สาเร็จแล้ว
ยังแปลว่า ฤทธ์ิของมนุษย์ท่ีแสดงได้ จะโดยวิธีทางวทิ ยาศาสตร์หรือจติ ศาสตร์ก็ตาม ซ่ึง
ต้องอาศยั หลักอทิ ธิบาท 4

~ ๒๐๑ ~

พุทธทาสภิกขุ อธิบายว่า การทางานแบบใดๆ โดยไม่รู้สึกตัว มีระดับมากน้อย
แตกต่างกัน คนท่ีทางานด้วยความพอใจ ขยันขันแข็ง เอาใจใส่ใคร่ครวญอยู่เสมอนั้น
เรยี กว่า มีอิทธิบาท 4 ประการ มีการปฏิบัติโดยไม่ได้ต้งั ตัว ซึ่งอิทธบิ าททงั้ 4 ประการน้ี
ถ้าปฏิบัติได้ครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตาม ย่อมท่ีจะประสบ
ความสาเรจ็ ดงั ประสงค์
อิทธบิ าท 4

1. ฉันทะ (Aspiration)
ฉนั ทะ แห่งอิทธบิ าท 4 คือ ความพอใจ รักใคร่ เตม็ ใจ และฝกั ใฝใ่ นงานอยู่เสมอ
ทุ่มเทความสามารถ และปรารถนาเพ่ือที่จะทางานน้ันให้ดีท่ีสุด ด้วยการรักในงานของ
ตน ชอบในงานของตน งานในท่ีนี้หมายถึง ส่ิงที่เราทา ผใู้ ดมีงานอะไรแลว้ มีความรักใคร่
พอใจในงานน้ัน เรียกว่า มีฉันทะ คนที่ขาดฉันทะ ไม่พอใจในงานของตน มักจะทางาน
ดว้ ยความเหนด็ เหนือ่ ยใจ และชอบทง้ิ งานใหจ้ ับจดและค่ังคา้ ง
ความอยากหรอื ความฝักใฝท่ ่ีเกิดจากฉนั ทะนี้ มิได้มีความหมายเหมือนกับความ
อยากได้เพ่ือให้ได้มาซึ่งการเสพเสวยแก่ตนในทุกสิ่งทุกอย่าง หรือท่ีเรียกว่า ตัณหา
เพราะความอยากท่ีเกิดจากฉันทะนั้น เป็นความอยากในทางสุจริตท่ีต้องมีการทุ่มเท
กาลังกาย และกาลงั ใจเพื่อใหส้ ่ิงนั้นสาเร็จตามความมงุ่ หมายภายใตพ้ ืน้ ฐานของคุณธรรม
และความดี
องค์ประกอบของฉันทะ
1. ความยินดใี นสิง่ ท่ีทา นัน้ ๆ
2. ความพอใจในสิ่งท่ีทา นนั้ ๆ
3. ความเต็มใจในขณะที่ทาสิง่ นั้นๆ
4. ความมใี จรักในขณะที่ทาส่ิงนนั้ ๆ
5. ความอยากหรือฝักใฝท่ ่ีจะทาสงิ่ น้นั ๆให้บรรลถุ ึงจดุ หมาย
ทัง้ นี้ ลกั ษณะของฉันทะที่เกดิ ขึ้นมไิ ด้เพยี งใชส้ าหรับการกระทาในการงานเพยี งอย่าง
เดยี ว แตส่ ามารถนาไปใช้เป็นหลักการดาเนนิ ชวี ิตในดา้ นอน่ื ๆไดด้ ว้ ยเช่นกัน ได้แก่
– ความยนิ ดี และพอใจในฐานะทางครอบครวั
– ความยนิ ดี และพอใจในทรัพยส์ ินที่ตนมี
– ความยนิ ดี และพอใจในความสามารถของตน

~ ๒๐๒ ~

– ความยนิ ดี และพอใจในคูค่ รองของตน
– ความยนิ ดี และพอใจในตาแหนง่ และหนา้ ท่ีของตนในสงั คม
– ความยินดี และพอใจในศาสนาหรือลัทธิท่ตี นนบั ถือ ฯลฯ
ฉนั ทะ เป็นส่ิงที่เกิดข้ึนในจิตภายใต้หลักธรรม คือ โยนิโสมนสิการ คือ การรู้จัก
คิด วิเคราะห์ หรือคิดในทางที่ถูก และเหมาะสมเพ่ือให้เกิดความสาเร็จตามจุดมุ่งหมาย
ท่ตี ้ังไว้ภายใต้สภาวะแห่งเหตุ และผล ดังน้ัน เมื่อเกิดฉันทะ คือ ความพอใจหรือยินดีใน
สิง่ นั้นแล้ว ย่อมทาให้เป็นผทู้ ่ีรจู้ ักใช้โยนโิ สมนสิการ คือ การคดิ วิเคราะหห์ าแนวทางทจี่ ะ
ดาเนินตอ่ ไป ซึง่ จะนามาสกู่ ารเกิดวิรยิ ะ คอื ความเพยี รในแนวทางนัน้ ต่อไป
2. วริ ิยะ (Exertion)
วิริยะ แห่งอิทธิบาท 4 คือ ความเพียรพยายาม ความอุตสาหะ และมานะบาก
บ่ัน ที่จะทางานหรือทาสิ่งหนึ่งส่ิงใดให้ดีที่สุด ไม่ท้อถอยเม่ือเกิดอุปสรรค และความ
ยากลาบากตา่ งๆ ด้วยการมองปัญหาหรืออุปสรรคท่ีขัดขวางตอ่ การทาส่ิงน้ันเปน็ สง่ิ ทที่ ้า
ทาย และตอ้ งเอาชนะให้สาเร็จ
วริ ยิ ะ เปน็ ความเพียรทป่ี ระกอบความดี มคี วามขยนั หมน่ั เพยี ร ไม่ทอดธุระ เป็น
เคร่ืองพยุงความพอใจไม่ใหท้ อ้ ถอยในการทางาน เพราะว่างานทกุ ชนดิ มักจะงา่ ยตอนคิด
แต่มักจะติดตอนทาจึงจาเป็นต้องใช้ความพยายามเร่ือยไปจนกว่าจะสาเร็จตามความ
พอใจที่ปลูกไว้
วิริยะ หรือ ความเพียรนี้ มีความจาเป็นสาหรับการปฏิบัติงานหรือการกระทา
ต่อส่ิงหนึ่งส่ิงใดในขณะน้ัน เพราะหากต้องการความสาเร็จตามจุดมุ่งหมายท่ีตั้งไว้ก็ต้อง
จาเป็นต้องมีความพยายามเป็นสาคัญ แต่ความพยายามน้ี มิใช่หมายครอบคลุมถึง การ
ปฏิบัติหรือการกระทาที่ไม่มีวันหยุด หรือ ไม่รู้ซ่ึงพื้นฐานของตนเอง ท่ีมาจากหลักธรรม
แห่งโยนิโสมนสิการ คือ การรู้จักคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุ และผลในคันรองคลองธรรม
เชน่ กนั
ประเภทของวริ ิยะ
1. สังวรปธาน หมายถึง เพียรระวัง คือ การกระทาสิ่งใดๆจะต้องรู้จักพึงระวัง
รอบคอบด้วยการรู้จักเหตุ และผล ไมต่ ้งั อยูใ่ นความประมาทหรืออกุศลกรรมทง้ั ปวง
2. ปหานปธาน หมายถึง เพียรละ คือ การรู้จักละ ลด หรือหลีกเล่ียงจาก
อกุศลกรรมทัง้ ปวงทจ่ี ะเป็นเหตทุ าให้การกระทาสงิ่ หนึ่งสิ่งใดไม่ประสบความสาเร็จ

~ ๒๐๓ ~

3. ภาวนาปธาน หมายถึง เพียรบาเพ็ญ คือ การรู้จักเพียรต้ังม่ัน และอุทิศตน
ต่อการกระทาในส่งิ หนึ่งส่งิ ใดอย่างสมา่ เสมอ

4. อนุรักขนาปธาน หมายถึง เพียรตามรักษาไว้ คือ รู้จักรักษาหรือทาให้ความ
เพยี รในสิง่ นน้ั ๆคงอยู่กับตนเปน็ นจิ

องคป์ ระกอบของวริ ยิ ะ
1. ความเพยี รในการทาส่ิงนั้นๆในทางที่ถูกตามเหตุ และผล ภายใตพ้ ้นื ฐานตาม
หลักคณุ งามความดี
2. การมีความกล้า และความแนว่ แน่ท่ีจะทาในสงิ่ น้ันๆ
3. การไมล่ ะท้ิงซ่งึ การงานหรือส่ิงท่ีกาลังทาอยู่
4. การความอตุ สาหะ และอดทนต่อความยากลาบากอย่างเปน็ นิจ
ทั้งนี้ ลักษณะของวิริยะท่ีเกิดขึ้น มิได้อยู่ในกรอบสาหรับการงานเท่าน้ัน แต่
สามารถนาไปประยุกตใ์ ช้เป็นหลกั การดาเนนิ ชวี ติ ในด้านอื่นๆ ไดแ้ ก่
– ความเพียรในการเจรญิ ธรรม การเจรญิ ภาวนา หรอื การรักษาศลี
– ความเพยี รในการศกึ ษาเลา่ เรียน ฯลฯ
ดว้ ยเหตุน้ี วิริยะจึงเปน็ หลกั ท่ีมีความสาคัญอนั จะนาไปสู่การประพฤติปฏิบัติใน
การงานหรือการกระทาต่อสิ่งใดๆ ภายใต้พ้ืนฐานของหลักการเหตุ และผลท่ีเกิดจาก
โยนิโสมนสิการ เพื่อมุ่งให้ส่ิงนั้นๆดาเนินไปสู่จุดหมาย และสาเร็จตามที่ได้ตั้งไว้ โดยมี
ความเพียรท่ดี าเนนิ ไปในลักษณะของการปฏบิ ตั ิตามหลกั ปธาน 4 ในขา้ งตน้
แต่ท้ังนี้ ความเพียรที่มีมากเกินไป มักจะทาให้เกิดความฟุ้งซ่าน ความไม่มีสติ
ความเหน็ดเหน่ือย จนนาไปสู่การการเกิดอุปสรรค และปัญหาในสิ่งน้ัน ส่งผลต่อความ
ท้อแท้ตามมาได้ นอกจากน้ัน หากมุ่งเพียรต่อส่ิงใดส่ิงหนึ่งมากเกินไป มักจะทาให้เกิด
การลืมที่จะกระทาต่อสิ่งอน่ื ไดง้ ่ายเชน่ กนั
3. จติ ตะ (Thoughtfulness)
จติ ตะ แห่งอิทธิบาท 4 คือ การเอาใจใส่ และให้ใจจดจ่ออยู่กับอยู่กับส่ิงท่ีทา มี
สมาธิม่ันคงอยู่กับงาน ไม่ปล่อยปละละเลยในงานที่ทา และทางานด้วยความตั้งใจที่จะ
ให้งานน้ันสาเร็จ แต่หากใครทาการสิ่งใดดว้ ยความเป็นคนประมาท ไมเ่ อาใจใสก่ ับงานที่
ตนทา ทาอะไรท้ิงๆ ขว้างๆ งานน้ันย่อมไม่สาเร็จตามเป้าประสงค์หรือหากสาเร็จ แต่ก็
เปน็ ความสาเรจ็ ทีไ่ มม่ ีประสทิ ธิผลในงาน

~ ๒๐๔ ~

ทงั้ นี้ จิตตะ หมายถึง จิตใจ คอื ส่วนที่ทาหน้าท่ีรูส้ านึก รู้คิด ซึ่งความรู้ท่ีเกิดมา
จากจติ น้นั เปน็ ความรู้ที่เกดิ ข้นึ ในปจั จบุ นั อดีตกาล หรอื กาลงั จะเกดิ ในอนาคต ล้วนเป็น
ความรู้ที่ฝังอยู่ในจิต หรือท่ีผ่านมาแล้วทั้งส้ิน หมายถึง จิตส่ังสมความรู้ให้เกดิ ขึ้นในกาล
ทั้ง 3 นั่นเอง ส่วนจิตตะในท่ีน้ี หมายถึง สภาวะทางอารมณ์ที่สะท้อนมาจากจิต อาทิ
ความเข้มแขง็ ความมั่นคง ความมุง่ มน่ั และความจดจอ่ ต่อส่ิงหนง่ึ ส่งิ ใดท่ีทาอยู่นน้ั

องค์ประกอบของจิตตะ
1. มีความสนใจในสิ่งท่ีจะทานัน้ อยา่ งจริงจัง
2. การเอาใจใส่ในขณะทก่ี ระทาสงิ่ นัน้ ๆ
3. การมใี จที่เป็นสมาธใิ นขณะท่ีกระทาสิ่งนน้ั ๆ
4. การที่มีจิตใจมงุ่ มัน่ และแน่วแนใ่ นขณะที่กระทาสง่ิ น้ันๆ
ทงั้ นี้ ลกั ษณะของจติ ตะทเี่ กดิ ขึ้น มไิ ด้อย่ใู นกรอบสาหรับการงานเท่าน้นั แต่
สามารถนาไปประยุกตใ์ ช้ในชีวติ ประจาวันด้านอนื่ ๆ ไดแ้ ก่
– การเอาใจใส่ และมงุ่ มน่ั ในการเจริญธรรม
– การเอาใจใส่ และมุ่งมั่นในการศึกษาเลา่ เรยี น ฯลฯ
จิตตะ มคี วามสมั พนั ธ์กบั สมาธิ คือ หมายถงึ จติ เป็นเคร่ืองผลักดัน และควบคุม
การเกิดของสมาธิ โดยสภาวะจิตท่ีมคี วามแนว่ แน่ และจดจ่อตอ่ สิ่งหนึง่ สิ่งใด ภาวะที่เกิด
ขึ้นกับจิตน้ีจึงเรียกว่า สมาธิ ซ่ึงเป็นเครื่องเสริมประสิทธิภาพในการจะกระทาสิ่งใดๆให้
ประสบความสาเร็จ เพราะจิตที่เป็นสมาธิแน่วแน่อยู่กับส่ิงที่กาลังทา อยู่ โดยไม่เกิด
ความฟุ้งซ่าน ย่อมทาให้งานประสบความสาเร็จได้ดี ไม่ผิดพลาด และมีประสิทธิภาพ
ตามเป้าหมายทวี่ างไว้
4. วมิ งั สา (Investigation)
วมิ ังสา แห่งอทิ ธิบาท 4 คือ การสอบสวน ไตร่ตรอง และพิจารณาตรวจสอบใน
สง่ิ ท่ีกาลังทานั้นๆ รวมถึงการรู้จักค้นควา้ ทดลอง คิดค้น และรู้จักคิดแก้ไขปรับปรุงงาน
ใหก้ า้ วหนา้ อย่เู สมอ
ท้ังน้ี ปัจจัยสาคัญท่ีส่งผลต่อความสาเร็จในการทาสิ่งใดๆ ย่อมเกิดจากปัจจัย
จากข้อน้ีเป็นส่ิงสาคัญ เพราะการใช้วิมังสา คือ การคิด วิเคราะห์ อย่างมีเหตุ และผล
ย่อมทาให้เข้าใจต่อกระบวนการ วิธีการ และแนวทางในการดาเนินงานท่ีถูกต้อง
เหมาะสม รวมถึงย่อมรู้จักแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดข้ึนได้ดี แต่หากไม่มีการ

~ ๒๐๕ ~

ใช้ปัญญาก่อนทาหรือขณะทาสิ่งใดๆแล้ว ย่อมนามาซ่ึงปัญหา และอุปสรรคในสิ่งน้ันๆ
ส่งผลต่อการท้อแท้ การทาสิ่งน้ันไม่สาเร็จ หรือหากสาเร็จก็จะไม่เกิดประสิทธิผลอย่าง
เต็มที่

องค์ประกอบของวิมังสา
1. การใช้ปญั ญาคดิ วิเคราะห์ก่อนท่จี ะลงมือปฏบิ ตั หิ รือระหว่างปฏิบตั ิในส่งิ
น้นั ๆ
๒. การใช้ปญั ญาคดิ วิเคราะห์ในสิ่งน้นั ๆ ตามคันรองคลองธรรม
๓. การแก้ไข ปรับปรุงข้อบกพรอ่ ง และพฒั นาในส่งิ นนั้ ๆด้วยปัญญา
ท้งั น้ี ลกั ษณะของวิมังสาทีเ่ กดิ ขนึ้ มิไดเ้ หมาะสาหรบั นาไปใช้ในการงานเท่านน้ั
แตส่ ามารถนาไปประยุกตใ์ ช้ในชวี ิตประจาวนั ด้านอ่นื ๆ ได้แก่
– การรู้จกั คิด วเิ คราะหใ์ นการเจริญธรรม
– การรจู้ กั คิด วิเคราะห์ในบทเรยี น
– การรูจ้ ักคดิ วเิ คราะห์ก่อนที่จะพดู หรือทาในส่ิงใดๆ ฯลฯ
วิมังสา คือ การรู้จักคิด วิเคราะห์ ที่มักคู่กับคาว่า ปัญญา คือ ความรู้ หรือ
ความร้แู จ้ง เป็นความรู้ ความเข้าใจ ต่อสง่ิ ใดส่ิงหนงึ่ ในเหตุ และผล รวมถึงองค์ประกอบ
และพื้นฐานของสิ่งๆนั้น สามารถตัดสิน และบ่งชี้ส่ิงน้ันได้เป็นมาอย่างไร มีลักษณะ
อย่างไร รวมถึงร้แู ยกแยะสิ่งตา่ งๆว่าถกู ผิด ดีช่ัว ดังนั้นแล้ว การมีปัญญาจงึ เป็นการรอบ
รู้ในทกุ ๆดา้ น และพึงใชป้ ัญญากอ่ นทีจ่ ะทาเพื่อให้เกิดความเข้าใจ และลกึ ซง้ึ กอ่ น เพอ่ื ให้
การนั้นๆดาเนินไปตามเป้าหมายที่วางไว้ และไม่เกิดปัญหาอุปสรรค พร้อมยัง
ประสิทธภิ าพในสง่ิ นัน้ ใหส้ าเรจ็ ตามวตั ถปุ ระสงค์
ประโยชนข์ องอทิ ธิบาท
1. ประโยชน์ของฉันทะ คือ ทาให้เป็นผู้มีความพอใจ และมีใจรักต่องาน ทาให้
เกิดความรู้สึกเต็มใจในการทางาน เกดิ การทางานด้วยความสุข ไมร่ ู้สกึ เบ่ือหน่ายง่าย ไม่
เกดิ อาการท้อแท้ ช่วยใหง้ านดาเนินตอ่ ไปอย่างตอ่ เนื่อง และเกดิ การสร้างสรรคใ์ นงาน
2. ประโยชน์ของวิริยะ คือ ทาให้เป็นคนม่ันเพียร และขยันในการทางาน ไม่มี
ความเกียจคร้าน มุ่งมั่นที่จะทางานให้เสร็จ ผู้ที่ขาดความขยัน ย่อมทางานขาดๆเกินๆ
หรือมกั ทางานน้นั ไม่สาเรจ็ หรือหากสาเรจ็ ก็สาเรจ็ ล่าชา้ และไม่มปี ระสทิ ธิภาพ

~ ๒๐๖ ~

3. ประโยชน์ของจิตตะ คือ ทาให้เป็นคนมีความมุ่งมั่น และจดจ่อกับงานที่ทา
จิตมีความแน่วแน่ และม่ันคงต่อปัญหาต่างๆท่ีเกิดข้ึน ช่วยให้งานดาเนินต่อไปอย่าง
ตอ่ เนอื่ งตามกระบวนการ ทราบความเปน็ ไปของงานอยเู่ สมอ

4. ประโยชน์ของวิมังสา คือ ทาให้เป็นผู้ท่ีรู้จักคิด วิเคราะห์ในงาน ช่วยทาให้
ทราบ และเข้าใจในกระบวนการของงาน และหากเกิดปัญหาก็ย่อมเกิดแนวทางในการ
แก้ปัญหาน้ันได้อย่างง่ายดาย งานไม่ผิดพลาด และทางานตามกรอบท่ีวางไว้ให้ประสบ
ความสาเร็จ ถ้าขาดวิมงั สาจะทาให้เป็นคนทางานไม่มหี ลกั การ ทางานไมม่ ีแนวทาง ไม่มี
แบบแผน ซึ่งยากทจ่ี ะเกิดความสาเร็จได้โดยงา่ ย

ดงั นั้น ฉันทะ และวิริยะ เป็นหลกั ปฏบิ ัตทิ ่ชี ่วยให้บุคคลมคี วามม่ันใจในการทีจ่ ะ
เผชิญหน้ากับปัญหา และอุปสรรคในการทางาน และมีจิตตะ และวิมังสา เป็นหลัก
ปฏิบัติที่ช่วยในการเอาชนะปัญหา และอุปสรรคในการทางานเป็นไปอย่างมี
ประสทิ ธภิ าพยิ่งขน้ึ

๗.๓ พละ ๔ และสังคหวตั ถุ ๔

๗.๓.๑ พละ ๔ หมายถงึ ธรรมอนั เปน็ พลังในการดาเนินชวี ติ ด้วยความมนั่ ใจ
และความปลอดภัยมดี ังนี้คอื

๑. ปัญญาพละ คอื หมายถึง ความรู้ ความเขา้ ใจในเร่ืองตา่ ง ๆอันเกดิ จากการ
ศึกษาการฟัง การอา่ น การคิดคน้ คว้า ปญั ญามที ั้งทางโลกและทางธรรม ปญั ญาในทาง
โลกได้แก่การรู้สรรพวทิ ยาตา่ ง ๆ อันจาเป็นแกค่ วามเปน็ มนุษย์การประกอบอาชีพ การ
อย่รู ่วมกับคนอืน่ ในฐานะสมาชกิ ของสังคม การสร้างปญั ญาในทางโลกใหเ้ กดิ ขน้ึ ก็ทาได้
โดยการ ศึกษาชีวิตมนุษยน์ ้ันจะตอ้ งศึกษาความรู้อยเู่ สมอ ตลอดชีวิตไม่ใชว่ า่ เม่ือออก
จากโรงเรียนแล้วกไ็ ม่ตอ้ งศึกษาอีกแลว้ เพราะความรู้ไม่ได้มีอยู่ เฉพาะในโรงเรยี น
เทา่ น้นั แตเ่ ราจะสามารถแสวงหาความรไู้ ด้ทกุ สถานท่ี ปญั ญาหรอื ความรู้ในทางโลก
เป็นพลงั สาคัญในการดาเนินชีวิต

ในทางพทุ ธศาสนา ปัญญา มี 3 ประเภท
๑. สตุ มยปัญญา หมายถึงปัญญาทีเ่ กิดจากการฟังและการศึกษาเล่าเรียน
๒. จินตมยปัญญา หมายถึง ปัญญาท่ีเกิดจากการคิดพิจารณาหาเหตุผล
๓. ภาวนามยปัญญา หมายถึง ปัญญาทเี่ กิดจากการลงมือปฏิบตั ิ

~ ๒๐๗ ~

๒. วิรยิ พละ หมายถงึ ความขยันหม่ันเพียรไมเ่ กยี จคร้านในหน้าท่กี ารงาน มีพุทธ
ภาษติ บทหนงึ่ กลา่ วถึงเร่อื งความเพยี รไว้ว่า “วิรเิ ยนะ ทุกขทัจเจติ” แปลว่า “คนล่วง
ทกุ ข์ได้เพราะความเพยี ร” หรอื ตวั อยา่ งใน นทิ านชาดก เรื่อง “มหาชนก” ซึ่งเกิดเรือ
แตก พระมหาชนกกว็ า่ ยน้าเร่ือยไป เม่ือถูกถามว่าวา่ ยไปไหน พระมหาชนกตอบว่าไมร่ ู้
แต่ว่ายไปทางทิศหนง่ึ ก็คงจะถึงสกั วนั จนได้

จากนิทานเรื่องน้ีคงให้ข้อคิดว่าเกิดเป็นคนแล้วต้องใช้ความพยายาม เรื่อยไป
จนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางความเพียรพยายามจึงเป็นคุณสมบัติที่จาเป็นอย่างหน่ึง
ในชีวิตมนุษย์ แต่ความเพียรพยายามนั้นต้องเป็นความเพียรในทางที่ดีเท่านั้น ท่ีเรียกว่า
เป็นความเพียรชอบ ได้แก่ การเพียรระวังไม่ให้ความช่ัวเกิดขึ้นในจิตเพียรละความช่ัวที่
เกิดขึ้นแล้ว เพียรสร้างความดีให้เกิดขึ้น เพียรรักษาความดีท่ีเกิดขึ้นแล้วไม่ให้เส่ือม จึง
จะประสบความสาเร็จในชวี ิต

๓. อนวัชชพละ หมายถึง การกระทาที่ไม่มีโทษ คือ ไม่ผดิ กฎหมาย ศีลธรรม และ
ระเบียบประเพณอี ันดงี ามของสงั คม เม่อื เรามีปญั ญา คือ ความรู้ มีวิริยะ คือ ความเพยี ร
แล้วจะต้องมีอนวัชชะ คือ การกระทาที่ไม่มีโทษด้วยซึ่งจะเกิดข้ึนได้กต็ ้องใช้พลังในส่วน
อื่น ๆ เป็นปัญญามากากับไตร่ตรองว่าการใดควรทา การใดไม่ควรทา การกระทา
บางอย่างอาจจะถูกกฎหมายแต่ผิดศีลธรรม การกระทาบางอย่างอาจไม่ผิดศีลธรรม แต่
ผิดกฎหมายเพราะฉะนั้นทุกคนจะต้องสานักอยู่เสมอว่า แม้คนเราจะมีปัญญา มีความ
เพยี รแล้ว ยงั ต้องระมัดระวังควบคมุ การกระทาใหถ้ ูกตอ้ งตามกฎหมายและศลี ธรรมด้วย

๔. สังคหพละ หมายถึง การเอื้อเฟื้อช่วยเหลือผู้อ่ืน ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว
ชุมชนและประเทศชาติในทส่ี ุด การสงเคราะห์ช่วยเหลือกันในทางพระพุทธศาสนานั้นมี
หลักธรรมสาหรับ การสงเคราะหผ์ ้อู น่ื เรยี กวา่ สงั หควตั ถุ ๔ ได้แก่

๔.๑ ทาน คือ การให้ ได้แก่การสงเคราะห์หรือช่วยเหลือผู้อ่ืนด้วยการให้เป็น
สงิ่ ของท่ตี นมีอยูใ่ ห้กับผูท้ ต่ี อ้ งการ ผทู้ ่ีขาดแคลนหรอื เดอื ดร้อน

๔.๒ ปิยวาจา คือ การเจรจากันด้วยถ้อยคาท่ีสุภาพ และถ้อยคาที่มีประโยชน์
การพูดจากันด้วยถ้อยคาอ่อนหวานไพเราะน้ัน ทาให้คนท่ีเราพูดคุยด้วยเกิดความพึง
พอใจ ทาให้การเจรจาได้ผลตามที่ต้องการ นอกจากนั้นการพูดแต่เรื่องที่เป็นประโยชน์
ก็จะทาให้คาพูดน้ันมีคุณค่าและทาคนพูดเป็นคนมีคุณค่าไปด้วย ในชีวิตประจาวันของ
คนเรานั้น วันหน่ึง ๆ เราต้องพบกับคน และเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมาย คนบางคนและ

~ ๒๐๘ ~

สถานการณบ์ างอย่าง อาจจะทาให้เราอึดอัดใจเจบ็ แค้นใจ หรือเกดิ โทสะ ถ้าเราอดกลั้น
ไว้ไม่ได้เผลอพูดคาผรุสวาทออกมาก็จะทาให้เราหมดความน่าเช่ือถือ การเจรจาด้วย
ถ้อยคาทอี่ อ่ นหวานมปี ระโยชน์นนั้ จงึ ทาให้เกดิ ผลดไี ด้หลายประการ คอื

- ทาใหเ้ กดิ ความศรัทธาเลื่อมใสในตวั ผพู้ ดู
- จูงใจให้คนละเว้นจากการทาชัว่
- ทาให้การงานสาเรจ็
- เปน็ ประโยชนก์ ับการดารงชวี ติ และการงาน
๔.๓ อัตถจริยา คือ การประพฤติในส่ิงท่ีเป็นประโยชน์กับผู้อื่น ทาให้รู้จักเสียสละ
ไม่เป็นแก่ตัว หรือความเหนื่อยยาก การประพฤติตนให้เป็นประโยชน์กับผู้อ่ืน มี
ความสาคัญกบั การดารงชีวติ ของคนในสังคมมาก เพราะจะทาให้สงั คมดารงอยู่ไดอ้ ยา่ งมี
ความสงบสุข เนอื่ งจาก สมาชกิ ของสงั คมนั้นรูจ้ ักเสียสละ และไมเ่ หน็ แก่ตวั
๔.๔ สมานัตตตา คือ การวางตนให้เหมาะสม หมายถึง การปฏิบัติตนอย่างเสมอ
ต้นเสมอปลาย รู้จักวางตัวให้เหมาะสมกับสถานะของตน มีจิตใจม่ันคง ไม่อ่อนไหว ไม่
เปล่ียนแปลงไป ตามแรงกระตุ้นของสถานการณ์และสังคม ตารงตนไว้ไม่ให้ตกอยู่ใน
ความช่วั ทั้งปวง ไม่ลืมตัว
๗.๓.๒ สังคหวัตถุ แปลว่า วิธีสงเคราะห์ หมายถึง วิธีปฏิบัติเพื่อยึดเหน่ียว
น้าใจคนอ่ืนท่ียังไม่เคยรักใคร่นับถือ หรือที่รักใคร่นับถืออยู่แล้วให้สนิทแนบยิ่งขึ้น พูด
ง่าย ๆ สังคหวัตถุ ก็คือ เทคนิควิธีทาให้คนรัก หรือมนต์ผูกใจคน นั่นเอง มีทั้งหมด 4
ประการ ดงั น้ี
1. ทาน ทาน คือ การให้ ได้แก่ การเสียสละ การเอ้ือเฟื้อเผื่อแผ่ การแบ่งปัน
ช่วยเหลือกันด้วยสิ่งของ การให้ทานให้เพ่ือขจัดกิเลส เช่น การบริจาคทานแก่นสมณชี
พราหมณ์ ผู้ทรงศีล เพื่อขจัดความโลภหรือความตระหนี่ เป็นการชาระจิตใจให้สะอาด
ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น และการใหเ้ พื่อสงเคราะห์หรอื เพ่ือยึดเหนี่ยวน้าใจคนอืน่ การทา
ทานโดยให้สังคหวัตถุน้ี ในแง่ปฏิบัติ หมายถึง การเฉลี่ยหรือแบ่งให้จากส่วนท่ีคนมีอยู่
มิใช่ให้มากมายจนไม่เหลือ หรือให้จนผู้รับร่ารวย จุดประสงค์เน้นท่ีการแสดงอัธยาศัย
ไมตรีมากกว่าความมากหรือน้อยของวัตถุท่ีให้ เพราะฉะน้ัน คนยากจนหรือคนท่ีมีวัตถุ
สิ่งของเล็กน้อยก็สามารถแบ่งปันให้ทานผู้อื่นได้ตามอัตภาพของตน เช่น การแบ่งปัน
อาหารให้เพ่ือน แบ่งปันเคร่ืองเขียนให้เพื่อน เป็นต้น คุณธรรมข้อนี้จะช่วยให้ไม่เป็นคน

~ ๒๐๙ ~

ละโมบ ไม่เห็นแก่ตัว เราควรคานึงอยู่เสมอว่า ทรัพย์สิ่งของท่ีเราหามาได้ มิใช่สิ่งจีรัง
ยั่งยนื เม่ือเราสน้ิ ชีวิตไปแล้วก็ไม่สามารถจะนาตดิ ตัวเอาไปได้

2. ปิยวาจา ได้แก่ การพดู คาสุภาพ ออ่ นหวาน เพื่อให้เกิดความสมานสามคั คี ปิย
วาจาทาได้ง่าย เพราะวาจาน้ันมีในตัวเรา เพียงเรามีสติ มีเมตตาในใจก็สามารถพูด
ออกมาได้ คาพดู มีอยู่ 2 ประเภท ไดแ้ ก่

(1) คาพูดที่พูดออกไปแล้วคนฟังเกลยี ด เช่น คาหยาบ คาด่า คาประชด คา
กระทบกระเทยี บ คาแดกดนั คาสบถ เปน็ ตน้ คาพดู เหล่าน้ีเรียกว่า "อปั ปยิ วาจา"

(2) คาพูดท่ีพูดออกไปแล้วทาให้คนฟังรัก เช่น คาอ่อนหวาน คาชมเชยจาก
ใจจริง คาพดู ที่ชวนให้เกิดความสมคั รสมานไมตรี เปน็ ต้น

3. อตั ถจริยา หมายถึง การบาเพ็ญประโยชนช์ ว่ ยเหลือกันและกันในวงแคบ และ
บาเพ็ญสาธารณประโยชนใ์ นวงกว้าง หลักธรรมข้อน้ีมุ่งสอนให้คนพัฒนาตน 2 ด้าน คือ
การทาตนให้เป็นประโยชน์ และทาในสิ่งท่ีเป็นประโยชน์ การทาตนให้เป็นประโยชน์
หมายถึง ทาตนใหม้ ีคุณคา่ ในสังคมท่ีตนอาศัยอยู่ อย่างคาพังเพยที่ว่า "อยู่บา้ นท่านอย่าง
นิง่ ดูดาย ปน้ั วัวป้ันควายให้ลูกท่านเล่น" หรือ "อยกู่ ็ให้เขาไว้ใจไปก็ให้เขาคิดถึง" คนที่ไม่
น่งิ ดดู ายมีอะไรพอจะช่วยเหลือคนอ่ืนและสังคมได้ก็เอาใจใส่ขวนขวายช่วยเหลือตามสติ
กาลัง ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า "คนทาหมู่คณะให้งดงาม" อยู่ที่ไหนก็สร้างความ
เจริญที่นั้น วิธีทาตนให้เป็นประโยชน์และทาสิ่งท่ีเป็นประโยชน์ อาจทาได้หลายวิธี เช่น
การตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ฝึกฝนอบรมตนให้เป็นคนเจริญด้วยความรู้ ความสามารถ เป็น
บุตรทดี่ ีของบิดามารดา เปน็ ศษิ ย์ท่ดี ีของครูอาจารยเ์ ป็นนักเรยี นท่ดี ีของสถานศกึ ษา เป็น
พลเมืองท่ีดขี องประเทศชาติ ตลอดจนเปน็ ศาสนิกชนทด่ี ขี องพระพทุ ธศาสนา

4. สมานัตตตา การวางตนเสมอต้นเสมอปลาย หมายถงึ การวางตนได้เหมาะสม
มคี วามหมาย 2 ประการ คือ

(1) วางตนได้เหมาะสมกับฐานะท่ีตนมีอยู่ในสังคม เช่น เป็นหัวหน้า
ครอบครัว เป็นบิดามารดา เป็นครอู าจารย์ เปน็ เพื่อนบ้าน เป็นต้น ตนอยู่ในฐานะอะไรก็
วางตนใหเ้ หมาะสมกับฐานะทีเ่ ป็นอยู่ และทาไดอ้ ย่างเสมอต้นเสมดปลาย

(2) ปฏิบัติตนอย่างสม่าเสมอต่อคนทั้งหลาย ให้ความเสมอภาค ไม่เอารัด
เอาเปรียบผู้อื่น เสมอในสุขและทุกข์ คือ ร่วมสุขร่วมทุกข์ ร่วมรับรู้ปัญหา และร่วม

~ ๒๑๐ ~

แก้ปัญหาเพ่ือประโยชน์ของสังคมคุณธรรมขอ้ น้ีจะช่วยให้เราเป็นคนมีจิตใจหนักแน่นไม่
โลเล รวมท้งั ยังเป็นการสรา้ งความนยิ ม และไวว้ างใจให้แก่ผอู้ ่นื อีกด้วย
ประโยชนข์ องสังคหวัตถุ ๔

สังคหวัตถุ 4 ประการดังกลา่ วมาแลว้ อานวยประโยชน์ท่ีมองเหน็ ได้เปน็
รปู ธรรมดังตอ่ ไปดงั นี้

1. ชว่ ยใหบ้ คุ คลดารงตนอยไู่ ด้ในสังคมดว้ ยความสขุ
2. เป็นเครอ่ื งยึดเหนยี่ วนา้ ใจ สมานไมตรีระหวา่ งกัน
3. เป็นเครื่องส่งเสรมิ ความสัมพันธร์ ะหว่างบุคคล ให้มีความเคารพนับถือกัน
ตามสมควรแกฐ่ านะ
4. เปน็ เคร่ืองประสานองค์ประกอบต่างๆ ของสงั คมให้คงรูปอยแู่ ละดาเนินไป
ได้ดว้ ยดี
5. ช่วยสง่ เสริมศีลธรรมและป้องกันความประพฤตเิ สอื่ มเสยี ในสังคม 22

๗.๔ อปรหิ านยิ ธรรม ๗ และอริยสจั ๔

๗.๔.๑ อปริหานิยธรรม หมายถึง ธรรมไม่เป็นท่ีตั้งแห่งความเสื่อม แต่เป็น
ธรรมเพื่อความเจริญ กล่าวคือ ถ้าบุคคล ปฏิบัติตามอปริหานิยธรรม บุคคลน้ัน จะมีแต่
ความเจริญความก้าวหน้าในชีวิต ไม่มีความเสื่อม ความเสียหาย อันเป็นอุปการะมาก
สาหรบั ผปู้ ฏบิ ตั ิ ผู้บรหิ าร หม่ชู น และคนในสงั คม

อปรหิ านิยธรรม แบง่ เปน็ 2 ลักษณะ คอื
1. อปรหิ านิยธรรมสาหรบั คฤหสั ถ์
2. อปริหานิยธรรมสาหรับพระสงฆ์

อปรหิ านยิ ธรรมสาหรับคหัสถ์ (วัชชีอปริหานิยธรรม) 7 ป ร ะ ก า ร
อปริหานิยธรรมสาหรับคหัสถ์ 7 ประการ แสดงธรรมโดยพระพุทธองค์ แก่เจ้า
ลิจฉวีเพื่อให้ปฏิบัติตาม เม่ือคร้ันประทับ ณ สารันทเจดีย์ ใกล้กรุงเวสาลี แคว้นวัชชี
ประกอบดว้ ยธรรม 7 ประการ ที่พออธบิ ายให้เข้าใจง่ายๆ คือ
1. จัดประชมุ และหารอื กนั เพอื่ แลกเปลี่ยนความร้เู ป็นนิตย์
2. การประชุมต้องใหห้ มคู่ ณะมีเพรียงกัน รวมถงึ การเลกิ ประชมุ และการทากจิ

22 Thaihealthlife.com 28/7/2017.

~ ๒๑๑ ~

อันสมควรให้พรอ้ มเพรียง
3. บัญญัติหรือมีมติในสิ่งในเร่ืองใหม่ และข้อบัญญัติไม่ขัดหรือตัดรอนบัญญัติ

ก่อน พร้อมยอมรับ และศกึ ษาในธรรมะของชาววัชชีที่ได้บญั ญตั กิ ่อน
4. ให้เคารพนบั ถือคากลา่ วของผู้อาวุโส
5. ไม่ล่วงละเมดิ ทางใจ และกายในสตรที ี่มีสามีหรือสตรสี าวในชาววัชชี
6. ให้ความเคารพ และสักการะ รวมถึงการบูรณะเจดีย์หรือพุทธสถานท่ีปลูก

สร้างไว้
เมื่อวัสสการพราหมณ์เข้าไปเฝ้า และได้กราบทูลในเร่ืองนั้นเหล่านั้น พระพุทธ

องค์7. ให้การสงเคราะห์ และอุปการะแก่สงฆ์ท้ังหลาย และในสมัย พระเจ้าอชาตศัตรู
กษัตริย์แห่งรัฐมคธ ทรงหวังจะตีเอาแคว้นวัชชีมาปกครอง แต่ก่อนน้ันได้ส่งวัสสการพ
ราหมณ์ ผู้เป็นมหาอามาตรประจาแคว้นไปเฝ้าพระพุทธองค์ที่เขาคิชฌกุฎ พร้อมให้เล่า
แจ้งให้ทรงทราบ และให้วัสสการพราหมณ์ฟังดูว่า พระพุทธองค์จะทรงพยากรณ์ว่า
อย่างไร

ทรงตรัสถามพระอานนท์ในเน้ือหาแห่งอปริหานิยธรรม 7 ประการ ท่ีพระองค์
เคยตรสั แสดงอปริหานยิ ธรรมทัง้ 7 ประการ เมื่อคร้ันประทับ ณ สารนั ทเจดียใ์ กลก้ รุงเว
สาลี เพื่อยังให้วัสสการพราหมณ์ไดร้ ับฟงั อันจะหวังความเจริญเพ่ือไม่ให้เกิดความเสื่อม
ว่า ครั้นกล่าวจบ วัสสการพรามหมณ์ก็กราบทูลว่า เพียงข้อใดข้อหนึ่งก็หวังความเจริญ
เพ่ือไม่ให้เกิดความเส่ือมได้ อันไม่จาเป็นต้องทาให้เกิดถึง 7 ข้อ ดังนั้น พระเจ้าอชาต
ศัตรูไม่ควรทาการรบกับชาววัชชี เว้นไว้แต่จะใช้วิธีการยุให้ชาวเมืองแตกแยกกัน เมื่อ
กลา่ วจบแลว้ วัสสการพรามหมณ์กก็ ราบทูลลากลบั ไป

อปริหานยิ ธรรมสาหรบั พระภกิ ษุ (ภกิ ขุอปรหิ านิยธรรม) 7 ประการหลังจาก
ได้แสดงอปรหิ านยิ ธรรม 7 ประการ แกว่ สั สการพราหมณแ์ ลว้ ตอ่ มาจงึ ตรสั เรยี กประชุม
สงฆ์ทัง้ หมดท่ีอยู่ในกรุงราชคฤห์ พร้อมกับแสดงธรรมอปริหานิยธรรมท้งั 7 ประการ
ดังนี้

1. ให้หมัน่ ประชมุ และหา เพ่ือแลกเปล่ยี นธรรมกนั เป็นนิตย์
2. การประชุมให้เกดิ ความพร้อมเพรยี งทัง้ ในหมูคณะ การเลกิ ประชมุ และการ
ทากจิ อันสมควร

~ ๒๑๒ ~

3. ไม่พงึ บญั ญัตใิ นส่ิงท่ีพระพุทธองค์ไมเ่ คยบัญญัติ และไม่เพิกถอนท่ีส่ิงที่พระ
พทุ ธองคไ์ ด้บัญญัติไว้ รวมถึงข้อบญั ญัตใิ หม่ไม่พึงขดั หรือตัดรอนกับบัญญตั ทิ ี่พระพุทธ
องค์ไดท้ รงบัญญัติไว้

4. พึงเชื่อ และเคารพในภิกษุท่ีอาวุโส
5. พึงละเวน้ และไมล่ ใุ นความอยากทั้งหลาย
6. พึงยนิ ดีในสถานท่ีพกั ของตน
7. พงึ ต้งั ความปรารถนาดใี นทางธรรมตอ่ พระภิกษุหรือสามเณรผ้ทู จี่ ะเข้ามาอยู่
ร่วม
๗.๔.๒ อริยสจั 4 หมายถึง ความจริงแหง่ พระอริยะ สาหรับการ
ดับทุกข์ เพื่อใหห้ ลดุ พ้นจากกเิ ลสทัง้ ปวงอนั ประกอบด้วยธรรม 4 ประการ คือ
1. ทกุ ข์ คือ ความทกุ ข์ เป็นสิ่งท่ไี ม่พึงปรารถนา
2. สมทุ ยั คือ มูลเหตหุ รอื ต้นเหตแุ ห่งทกุ ข์น้ัน
3. นิโรธ คือ สิง่ ทีใ่ ชด้ ับทกุ ข์
4. มรรค คือ แนวทางแห่งการดบั ทุกข์
คุณสมบัตขิ องอริยสจั 4
1. เปน็ ความจรงิ ที่พระอรยิ ะรู้แจ้ง (ตรสั รู้)
2. เปน็ ความจริงที่พระอริยะพึงมี
3. เปน็ ความจรงิ ที่ทาใหเ้ ป็นอริยะ
4. เป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ และไม่มีวนั หักล้างได้
ขัน้ ตอนการเข้าถงึ อรยิ สจั สี่ 3 ประการ คือ
1. การรับรู้ คือ ความเข้าใจในส่ิงท่ีมากระทบกับประสาทสัมผัสท้งั 6 ท่ีนามาสู่
สิ่งที่กาย และใจตนไม่ปรารถนา เรยี กว่า ทกุ ข์
2. การใช้ปัญญา คือ การคิด วิเคราะห์เหตุแห่งท่ีมาของความทุกข์น้ัน โดยใช้
พนื้ ฐานแห่งความรู้ของตนทมี่ ีมาจนรูแ้ จง้ ในเหตุ และผลในส่ิงเหลา่ น้นั เรยี กว่า สมทุ ยั
3. การกาหนดส่ิงดับทุกข์ เป็นข้ันหลังจากท่ีรู้เหตุแห่งทุกข์แล้วจึงใช้ปัญญา
กาหนดเคร่ืองดับทุกข์ คือ การยอมรับในทุกข์ด้วยความเข้าใจในความจริงของทุกสรรพ
สิ่ง เรยี กว่า นโิ รธ

~ ๒๑๓ ~

4. การปฏิบัติ คือ การดาเนินตามแนวทางที่ช่วยส่งเสริมเคร่ืองดับทุกข์หรือทา
ให้เกิดการดับทุกข์ คือ มรรคมีองค์ 8
อธบิ ายเพ่มิ เติมแห่งอริยสัจ 4

1.ทุกข์ แห่งอริยสัจ 4 หมายถงึ สภาพที่ทาให้เกิดความไมส่ บายกาย และสบาย
ใจ ท้ังสภาพท่ีทนได้ คือ เกิดขึ้นน้อย และสภาพท่ีทนได้ยาก คือ เกิดขึ้นมาก แต่หาก
กล่าวให้ลกึ ในทางธรรมแหง่ พระอริยะ คือ สภาวะของทุกสรรพส่ิงท่ีไมเ่ ป็นไปตามการยึด
มั่น ถอื มนั่ เพราะเหตุทต่ี ้องตกอยใู่ นกฎแหง่ ความไมเ่ ที่ยง

ปัญจปุ าทานกั ขนั ธ์ 11 ประการ (ความทุกข์ที่เกดิ ข้ึนกบั ทุกชวี ติ )
– การเกดิ (ชาติ)
– การแก่ (ชรา)
– การตาย (มรณะ)
– การโศกเศรา้ (โสกะ)
– การรา่ ไร และราพัน(ปรเิ ทวะ)
– การทกุ ขก์ าย (ทุกขะ)
– การทกุ ข์ใจ (โทมนสั สะ)
– การคับแค้นใจ (อุปายาส)
– การพลั้งเจอหรืออยูร่ ่วมกบั สิ่งท่ีตนไม่รัก ไมย่ นิ ดี (อปิ ปยิ สมั ปโยค)
– การพลัดพรากจากสิ่งทีต่ นรัก (ปยิ วิปปโยค)
– การปรารถนาที่ไม่ได้ตามปรารถนา (อจิ ฉาวฆิ าตะ)
ความทุกข์เหล่าน้ี ย่อมเกิดแก่ทุกชีวิต ทั้งปุถุชนทั่วไป และผู้ทรงศีลที่ยังไม่เข้าถึงพระ
นิพพาน สาหรับปุถุชนทั่วไป คือ ฆราวาสผู้รักษาศีล 5 หรอื ศีล 8 แนวทางแห่งอริยสัจ
4 นี้ จะมีประโยชน์ต่อการดับทุกข์ท่ีเก่ียวข้องกับการดาเนินชีวิต อาทิ ความทุกข์จาก
ความยากจน ความทุกข์จากถกู ดุดา่ ความทุกขจ์ ากการสูญเสยี เป็นต้น
2. สมุทัย แห่งอริยสัจ 4 หมายถึง สาเหตุท่ีทาให้เกิดความทุกข์ กาหนดรู้ด้วย
การใช้ปัญญาในการคิด วิเคราะห์ ภายใต้พ้ืนฐานของความรู้ และสติปัญญาของตน
สาเหตุท่ี ทาให้เกิดความทุกข์ ในคาสอนของพระพุทธองค์ คือ ตัณหา อันประกอบขึ้น
ด้วยความยึดมน่ั ถือมัน่ และความทะยานอยากในจติ ของตน แบ่งเปน็ 3 อย่าง

~ ๒๑๔ ~

1. กามตัณหา คือ ความอยากที่ต้องการในการได้มา การตอ้ งจับหรือสัมผัสกับ
ส่ิงที่ตนรักใคร่ ได้แก่ เห็นรูปกาย ได้ยินเสียง ได้กลิ่นหอมเหม็น รับรสทั้ง5 และสัมผัส
กาย

2. ภวตัณหา คือ ความอยากอยากมี อยากเป็นในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นกับตน เช่น
อยากเปน็ คนรา่ รวย อยากมีรถยนต์ เปน็ ตน้

3. วิภวตัณหา คือ ความอยากท่ีไม่ต้องการให้เป็นไปในสิ่งท่ีตนไม่ปรารถนา
หรือต้องการให้เกิดขึ้นในสงิ่ ทต่ี นปรารถนา เช่น ไม่อยากเจอคนพาล ไม่อยากไปโรงเรยี น
เป็นต้น

การพิจารณาเพ่ือเข้าถึงสมุทัยตามวิถีแห่งปุถุชนในการดาเนินชีวิตน้ัน เป็นการ
วเิ คราะห์เพื่อให้ทราบสาเหตุท่ัวไปของความทุกข์ที่เกิดข้ึนในการดาเนินชีวิต ถือว่ายังไม่
ถึงขั้นของการเข้าถึงสมุทัยแห่งพระนิพพาน อาทิ สาเหตุการสอบตก สาเหตุการมา
โรงเรยี นสาย เป็นตน้

3. นิโรธ แห่งอริยสัจ 4 หมายถึง ความดับทุกข์หรือส่ิงที่ใช้ดับทุกข์ ด้วยการ
เขา้ ใจในความทกุ ขอ์ นั มตี ัณหาเป็นสาเหตทุ ท่ี ุกชวี ิตไม่สามารถหลกี พน้ ได้ เม่อื จิตมองเห็น
ถึงความดับทุกข์ คือ จิตสงบไม่มีความยินดีหรือไม่ยินดีกับความทุกข์ท่ีเกิด อันประกอบ
ข้ึนด้วยการหลุดพ้นแห่งกิเลสท้ังปวง นั่นคือ พระนิพพาน ที่ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดใน
ภพภูมิทั้งหลาย การเข้าถึงนิโรธของปุถุชนท่ีเกี่ยวข้องกับการดาเนินชีวิตน้ัน เป็นเพียง
การดับทุกข์ที่เป็นกิเลสพ้ืนฐานท่ัวไป มิใช่การดับซึ่งกิเลสแห่งพระนิพพาน เรียกการ
เข้าถึงนิโรธในลักษณะน้ีว่า การดับทุกข์ชั่วขณะหรือนิพพานช่ัวขณะ (ตพังคนิพพาน)
ธรรมอนั ชว่ ยทาให้เขา้ ถงึ นโิ รธได้นั้น ท่านกล่าวให้พึงใช้หลักธรรมที่เรียกวา่ ไตรลกั ษณ์ 3
อนั ประกอบด้วย

– อนจิ จงั คอื ทุกสรรพสิง่ ไมม่ ีความเท่ียง
– ทุกขัง คือ ทุกสรรพสิ่งย่อมมีความทุกข์
– อนตั ตา คือ ทุกสรรพสิ่งย่อมไม่มตี วั ตน ไมส่ ามารถทาให้เป็นไปตามท่ตี นมุ่ง
หมายไดท้ ุกอย่าง
4. มรรค แหง่ อรยิ สัจ 4 หมายถึง หนทางหรอื แนวทางแห่งการดบั ทุกข์
มรรค คือ หนทางแหง่ การดับทุกขน์ ้นั แบง่ เปน็ 2 ลกั ษณะ คือ

~ ๒๑๕ ~

1. มรรค 8 คือ มรรคที่อรรถาธิบายในเชิงท่ีเหมาะสาหรับพุทธศาสนิกชนพึง
นาไปใช้ปฏิบตั ิ

2. อริยมรรค 8 คือ มรรคที่อรรถาธิบายในเชิงท่ีเหมาะสาหรับผู้ทรงศีลพึง
นาไปใช้ปฏิบตั ิเพ่ือให้เขา้ ถึงซึ่งพระนิพพาน แหง่ การเป็นพระอริยะมรรค 8 คือ ธรรมอัน
เป็นแนวทางแห่งการดบั ทุกข์ 8 ประการคือ

1. สมั มาทฏิ ฐิ คอื การเห็นชอบ ใชธ้ รรมพืน้ ฐาน คอื สมุทัย และนิโรธ
2. สัมมาสังกัปปะ คือ การคิดชอบหรอื รูด้ าริชอบ ใช้ธรรมพ้ืนฐาน คือ เวน้ จาก
มิจฉาสังกัปปะ 3
3. สัมมาวาจา คือ การเจรจาชอบ ใช้ธรรมพ้นื ฐาน คือ เวน้ จากวจที ุจรติ 4
4. สมั มากัมมันตะ คือ การประพฤติชอบ ใชธ้ รรมพืน้ ฐานคือเว้นจากกายทจุ รติ
3
5. สมั มาอาชีวะ คือ การเลีย้ งชพี ชอบ ใช้ธรรมพื้นฐาน คือ วิรยิ ะ
6. สัมมาวายามะ คือ การเพียรชอบ ใช้ธรรมพื้นฐาน คือ ปธาน 4
7. สัมมาสติ คือ การตัง้ สตชิ อบ ใช้ธรรมพนื้ ฐาน คอื สติสมั ปชัญญะ
8. สมั มาสมาธิ คือ การต้งั มน่ั ชอบ ใชธ้ รรมพื้นฐาน คอื ฌาน 4

๗.๕ สาราณยี ธรรม ๖

สาราณียธรรม คือคุณธรรมเป็นเหตุที่ระลึกถึงกนั หลกั การอยู่ รว่ มกันดว้ ยความ
สามัคคี มี ๖ ประการ คอื

๑. เมตตากายกรรม คือ การช่วยเหลือกิจธุระของผู้ร่วมงานด้วยความเต็มใจ
แสดงกิริยาอาการสุภาพ เคารพนับถือกัน การให้การอนุเคราะห์ช่วยเหลือและเอ้ือเฟ้ือ
ตอ่ ผอู้ น่ื ไม่รังแก ท ารา้ ยผอู้ นื่ ทง้ั ต่อหน้าและลบั หลัง

๒. เมตตาวจีกรรม คือ การช่วยบอกแจ้งสิ่งที่เป็นประโยชน์ ส่ังสอน แนะนา
ตกั เตือน ด้วยความหวงั ดี กล่าววาจาสุภาพ แสดงความเคารพนับถือกัน พูดมีเหตผุ ล ไม่
พดู ใหร้ ้ายผอู้ ่ืนทาให้ ผ้อู ่นื เดอื ดร้อน ทงั้ ต่อหน้าและลบั หลัง

๓. เมตตามโนกรรม คือ การต้ังจิตปรารถนาดี คิดทาสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่กัน
มอง กันในแง่ดี มีหน้าตาย้ิมแย้มแจ่มใสต่อกัน เป็นการคิดดีต่อกัน คิดเชิงบวกไม่คิด

~ ๒๑๖ ~

อิจฉาริษยาหรือไม่คิด มุ่งร้ายพยาบาท ถ้าทุกคนคิดคิดเชิงบวกแล้วปฏิบัติเหมือนกัน
ความสามคั คกี จ็ ะเกดิ ขน้ึ ในหมู่คณะและ ในสังคมกจ็ ะอยดู่ ้วยความสุข

๔. สาธารณโภคี คือ การท่ีได้ส่ิงใดมาโดยชอบธรรม แม้เป็นของเล็กน้อย ก็ไม่
หวงไว้ ผู้เดียวนามาแบ่งปันเฉล่ียเจือจาน ให้ได้มีส่วนร่วมใช้สอยบริโภคท่ัวกัน การรู้จัก
แบ่งส่ิงของใหก้ ัน และ กันตามโอกาสอันควรเพื่อแสดงความรักความหวังดีของผทู้ ี่อยู่ใน
สงั คมเดยี วกัน

๕. สีลสามัญญตา คือ การที่ทุกคนท่ีอยู่ร่วมกันมีความประพฤติสุจริตดีงาม
ถูกต้อง ตามระเบียบวินัย ไม่ทาตนให้เป็นที่น่ารังเกียจของหมู่คณะ ก็จะเป็นการสร้าง
ความรกั ใคร่สามัคคีมี ความประพฤติสุจริตปฏิบตั ิตามกฎเกณฑ์ของหมคู่ ณะไมเ่ อารัดเอา
เปรียบผอู้ ่ืน

๖. ทิฏฐิสามัญญตา คือ การท่ีมีความเห็นชอบร่วมกัน ในข้อที่เป็นหลักการ
สาคัญที่ จะนาไปสู่ความหลุดพ้น ส้ินทุกข์ หรือขจัดปัญหาไม่เห็นแก่ตัวรู้จักเคารพและ
รับฟงั ความคดิ เหน็ ของ ผู้อื่น ร่วมมอื รว่ มใจในการสรา้ งสรรค์สงั คมใหเ้ กิดความสงบสขุ

อกี ประการหนึ่งสาราณียธรรม ๖ ประการมีอธิบายขยายความเชงิ พรรณนาว่า
ครั้งน้ัน พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย สาราณีย
ธรรม (ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน) ๖ ประการนี้ ทาให้เป็นที่รัก ทาให้เป็นที่เคารพ
เป็นไปเพ่ือความสงเคราะห์กัน เพ่อื ความไม่วิวาทกนั เพอื่ ความสามคั คกี ัน เพื่อความเป็น
อนั เดยี วกนั สาราณียธรรม ๖ ประการ อะไรบา้ ง คอื ภกิ ษใุ นธรรมวินยั น้ี

๑. ต้ังมั่นเมตตากายกรรม ในเพื่อนพรหมจารีท้ังหลายทั้งต่อหน้าและลับหลัง
สาราณียธรรมแม้น้ี ทาให้เปน็ ท่ีรัก ทาใหเ้ ป็นทีเ่ คารพเปน็ ไปเพ่ือความสงเคราะหก์ ัน เพื่อ
ความไม่ววิ าทกัน เพ่ือความสามคั คกี ัน เพือ่ ความเป็นอนั เดยี วกัน

๒. ตง้ั มั่นเมตตาวจกี รรม ในเพ่ือนพรหมจารีทั้งหลายทั้งต่อหน้าและลบั หลัง สา
ราณียธรรมแม้นี้ ทาให้เป็นที่รัก ทาให้เป็นท่ีเคารพเป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อ
ความไมว่ ิวาทกัน เพอื่ ความสามคั คกี นั เพื่อความเปน็ อนั เดียวกนั

๓. ตั้งมั่นเมตตามโนกรรม ในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายทั้งต่อหน้าและลับหลัง
สาราณียธรรมแม้นี้ ทาให้เป็นท่ีรัก ทาให้เปน็ ทเ่ี คารพเป็นไปเพื่อความสงเคราะหก์ ัน เพ่ือ
ความไม่วิวาทกัน เพื่อความสามัคคกี ัน เพือ่ ความเปน็ อันเดียวกนั

~ ๒๑๗ ~

๔. บริโภคโดยไมแ่ บ่งแยก C ลาภทั้งหลายท่ีประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม
โดยท่ีสุดแม้เพียงบิณฑบาต บริโภคร่วมกับเพ่ือนพรหม-จารีทั้งหลายผู้มีศีลทั้งต่อหน้า
และลับหลัง สาราณียธรรมแม้น้ี ทาให้เป็นที่รัก ทาให้เป็นท่ีเคารพ เป็นไปเพ่ือความ
สงเคราะห์กนั เพ่ือความไมว่ วิ าทกนั เพือ่ ความสามัคคีกนั เพือ่ ความเป็นอนั เดยี วกัน

๕. เป็นผู้มีศีลไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไท ท่านผู้รู้สรรเสริญไม่ถูก
ตัณหาและทิฏฐิครอบงา เป็นไปเพ่ือสมาธิ เสมอกันกับเพื่อนพรหมจารีท้ังหลาย ท้ังต่อ
หน้าและลับหลัง สาราณียธรรมแม้นี้ทาให้เป็นท่ีรัก ทาให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพ่ือความ
สงเคราะห์กันเพอ่ื ความไม่วิวาทกนั เพือ่ ความสามคั คกี ัน เพือ่ ความเป็นอนั เดียวกัน

๖. เป็นผู้มที ิฏฐิโดยทฏิ ฐิอนั ประเสรฐิ เป็นนยิ ยานิกธรรม เพอื่ ความสิ้นทกุ ขโ์ ดย
ชอบแก่ผู้ทาตาม เสมอกันกับเพ่ือนพรหมจารีท้ังหลายทั้งต่อหน้าและลับหลัง สาราณีย
ธรรมแม้นี้ ทาให้เป็นท่ีรักทาให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพือ่ ความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่
วิวาทกัน เพ่ือความสามัคคกี ัน เพ่อื ความเป็นอันเดียวกัน

ภิกษุทั้งหลาย สาราณียธรรม ๖ ประการน้ี ทาให้เป็นที่รัก ทาให้เป็นท่ีเคารพ
เป็นไปเพือ่ ความสงเคราะห์กัน เพ่อื ความไม่ววิ าทกัน เพือ่ ความสามคั คกี ัน เพ่ือความเป็น
อันเดียวกัน ทิฏฐิอันไกลจากกิเลสท่ีเป็นข้าศึก เป็นนิยยานิกธรรมนาบุคคลผู้ทาตามน้ัน
ออกไป เพอ่ื ความสนิ้ ทุกข์โดยชอบ นี้เป็นธรรมชัน้ ยอดท่ียดึ คุมสาราณียธรรม ๖ ประการ
น้ีไว้

ภิกษุทั้งหลาย ยอดอันเป็นส่วนสูงสุดเป็นท่ียึดคุมเรือนยอด แม้ฉันใด ทิฏฐิอัน
ไกลจากกิเลสท่ีเป็นข้าศึก เป็นนิยยานิกธรรมนาบุคคลผู้ทาตามน้ันออกไป เพื่อความสิ้น
ทกุ ข์โดยชอบน้ี กฉ็ ันนั้นเหมอื นกัน เปน็ ธรรมช้ันยอดทย่ี ึดคมุ สาราณียธรรม ๖ ประการนี้
ไว้

กายกรรมประกอบด้วยเมตตาตอ่ หน้าและลับหลัง
๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยน้ี เข้าไป ต้ังกายกรรม
ประกอบดว้ ยเมตตาในเพื่อนสพรหมจารีท้ังหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ธรรมข้อนี้
เป็นท่ีตั้งแห่งความระลึกถึง เป็นเครื่องกระทาให้เป็นท่ีรัก เป็นเครื่องกระทาให้เป็นที่
เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์เพ่ือความไม่วิวาท เพื่อความพร้อมเพรียงเพ่ือความ
เปน็ อนั หนึ่งอันเดยี วกัน ฯ

~ ๒๑๘ ~

วจกี รรมประกอบด้วยเมตตา ตอ่ หนา้ และลับหลัง
๒. ดูกรผู้มีอายุท้ังหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เข้าไปต้ัง
วจีกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพ่ือนสพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
ธรรมแม้ข้อน้ีก็เป็นที่ต้ังแห่งความระลึกถึง เป็นเครื่องกระทาให้เป็นท่ีรัก เป็นเครื่อง
กระทาให้เป็นท่ีเคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์ เพื่อความไม่วิวาท เพื่อความพร้อม
เพรียง เพอื่ ความเป็นอนั หนง่ึ อันเดียวกัน ฯ
มโนกรรมกรรมประกอบดว้ ยเมตตา ตอ่ หนา้ และลบั หลัง
๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออ่ืนยังมีอีก ภิกษุในพระธรรมวินัยน้ี เข้าไปตั้ง
มโนกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ท้ังต่อหน้าและลับหลัง
ธรรมแม้ข้อน้ีก็เป็นที่ต้ังแห่งความระลึกถึง เป็นเคร่ืองกระทาให้เป็นที่รัก เป็นเครื่อง
กระทาให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์ เพื่อความไม่วิวาท เพ่ือความพร้อม
เพรียง เพอ่ื ความเป็นอนั หนึ่งอนั เดยี วกนั ฯ
แบ่งปนั ลาภ
๔. ดูกรผู้มีอายุทงั้ หลาย ข้ออื่นยังมีอีก ลาภอย่างใดอย่างหน่งึ ซึ่งประกอบด้วย
ธรรมได้มาแล้วโดยธรรม โดยท่ีสุดแม้เพียงอาหารในบาตร ไม่หวงกันด้วยลาภเห็น
ปานน้ันดังน้ัน จึงแบ่งปันกับเพ่ือนสพรหมจารีทั้งหลายผู้มีศีล ธรรมแม้ข้อนี้ก็เป็นท่ีตั้ง
แห่งความระลึกถึง เป็นเครื่องกระทาให้เป็นที่รัก เป็นเคร่ืองกระทาให้เป็นที่เคารพ
เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์ เพ่ือความไม่วิวาท เพ่ือความพร้อมเพรียงเพื่อความเป็น
อันหนง่ึ อันเดียวกัน ฯ
เสมอกนั ดว้ ยศีล
๕. ดูกรผู้มีอายุท้ังหลาย ข้ออ่นื ยังมอี ีก ศลี อย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งไม่ขาด ไมท่ ะลุ
ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไทย อันวิญญูชนสรรเสริญ ไม่เก่ียวด้วยตัณหาและทิฐิ เป็นไปเพ่ือ
สมาธิ ภิกษุเป็นผู้ถึงความเป็นผู้เสมอกันโดยศีลในศีลเห็นปานดังนั้น กับเพ่ือนส
พรหมจารีท้ังหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลังอยู่ ธรรมแม้ข้อน้ีก็เป็นท่ีต้ังแห่งความระลึก
ถึง เป็นเคร่ืองกระทาให้เป็นท่ีรัก เป็นเคร่ืองกระทาให้เป็นท่ีเคารพ เป็นไปเพื่อความ
สงเคราะห์ เพอ่ื ความไม่ววิ าท เพอื่ ความพร้อมเพรียงเพือ่ ความเป็นอนั หน่งึ อนั เดียวกนั ฯ
เสมอกนั ด้วยทฏิ ฐิอนั นาออกจากทุกข์

~ ๒๑๙ ~

๖. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออ่ืนยังมีอีก ทิฐิอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งประเสริฐ เป็น
เคร่ืองนาสัตว์ออกจากทุกข์ ย่อมนาออกเพ่ือความสิ้นทุกข์โดยชอบแก่ผู้กระทาทิฐิ
น้ัน ภิกษุเป็นผู้ถึงความเป็นผู้เสมอกัน โดยทิฐิในทิฐิเห็นปานดังน้ัน กับเพ่ือน
สพรหมจารีทั้งหลาย ท้ังตอ่ หนา้ และลบั หลงั อยู่ ธรรมแมข้ อ้ นีก้ เ็ ป็นทตี่ ั้งแหง่ ความระลึก
ถึง เป็นเครื่องกระทาให้เป็นที่รัก เป็นเครื่องกระทาให้เป็นท่ีเคารพ เป็นไปเพื่อความ
สงเคราะห์ เพื่อความไม่วิวาท เพื่อความพร้อมเพรียง เพ่ือความเป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน

๗.๖ สรปุ ท้ายบท

หลักธรรมทางพระพุทธศาสนากบั การสอนสังคมศึกษา มีมากมาย โดยสรุปการ
สอนทด่ี ปี ระกอบดว้ ย ๔ อยา่ งดงั ต่อไปน้ี คือ

๑. เทคนิคการสอน เทคนิค คือ กลวิธีต่างๆ ที่ใช้เสริมกระบวนการ ขั้นตอน
วิธีการ หรือการกระทาใดๆ เพื่อช่วยให้กระบวนการ ข้ันตอน วิธีการ หรือการกระทา
น้ันๆ มีคุณภาพและประสิทธิภาพมากขึ้น ดังน้ัน เทคนิคการสอน จึงหมายถึง กลวิธี
ต่างๆ ที่ใช้เสริมกระบวนการสอน ข้ันตอนการสอน วิธีการสอน หรือการดาเนินการ
ทางการสอนใดๆ เพื่อช่วยให้การสอนมีคุณภาพและประสิทธิภาพมากข้ึน เช่น ในการ
บรรยาย ผู้สอนอาจใช้เทคนิคต่างๆ ที่สามารถช่วยให้การบรรยายมีคุณภาพและ
ประสิทธิภาพมากขนึ้ เช่น การยกตัวอยา่ ง การใชส้ ื่อ การใชค้ าถาม เป็นตน้

๒. ทกั ษะการสอน ทกั ษะการสอน คือ ความสามารถในการปฏิบตั ิการสอนด้าน
ต่างๆ อย่างชานาญซ่ึงครอบคลุมการวางแผนการเรียนการสอน การออกแบบการเรียน
การสอน การจดั การเรียนการสอน การใชว้ ิธีสอน เทคนคิ การสอน รปู แบบการเรียนการ
สอน ระบบการสอน สื่อการสอนการประเมนิ ผลการเรียนการสอน รวมทั้งการใช้ทฤษฎี
และหลกั การเรยี นรู้และการสอนตา่ งๆ

๓. นวัตกรรมการสอน นวัตกรรม คือ ส่ิงใหม่ท่ีทาขึ้น ซ่ึงอาจอยู่ในรูปของ
ความคิดหรือการกระทา หรือส่ิงประดิษฐ์ต่างๆ ดังน้ัน นวัตกรรมการสอนจึงหมายถึง
แนวคิด วิธกี าร หรอื สิ่งประดษิ ฐ์ใหม่ๆ ที่สามารถนามาใช้ในการจดั การเรียนการสอน ซ่ึง
อาจเป็นสิ่งใหม่ท้ังหมดหรือใหม่เพียงบางส่วน หรืออาจเป็นสิ่งใหม่ในบริบทหนึ่งหรือใน
ช่วงเวลาหน่ึง หรืออาจเป็นสิ่งใหม่ที่กาลังอยู่ในกระบวนการพิสูจน์ทดสอบ หรือได้รับ
การยอมรบั นาไปใชแ้ ลว้ แต่ยังไม่แพรห่ ลายหรือเปน็ ส่วนหนง่ึ ของระบบงานปกติ

๔. การวิจัยด้วยการเรียนการสอน การวิจัยด้านการเรียนการสอน คือ
การศึกษาหาคาตอบให้แก่ปัญหาหรือคาถามต่างๆ เก่ียวกับการเรียนการสอนด้วย
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ได้คาตอบที่น่าเช่ือถือต่อแปรที่เก่ียวข้องกับ
องค์ประกอบสาคัญของการเรียนการสอนครอบคลุมตัวแปร เกี่ยวกับผู้เรียนผู้สอน

~ ๒๒๐ ~

บริบทของการเรียนการสอน กระบวนการเรียนการสอน และผลผลิตของการเรียนการ
สอน

ครูท่ีมีประสิทธิผล (Effective Teacher) นอกจากจะมีความรู้ในศาสตร์ของ
การสอน และมศี ลิ ปะของการสอนแลว้ ยงั ตอ้ งมคี ุณลกั ษณะ ๔ ประการ ตอ่ ไปน้ี

๑. การประยุกต์ทฤษฎีและการวิจยั การสอนไปใช้
๒. การสะสมประสบการณก์ ารสอน
๓. การคิดวินจิ ฉยั ไตรต่ รองและแก้ปญั หา
๔. การเรียนรู้การสอนอย่างต่อเน่ือง เพ่ือให้เกิดการบูรณาการความรู้กับ

ประสบการณ์เขา้ ด้วยกัน
พระพุทธศาสนากับการสอนสังคมศึกษา ทางพระพุทธศาสนาทั้งหมดเป็นเรื่อง
ของการศึกษา ตามความหมายของคาว่า การศึกษา (Education) อย่างแท้จริง
การศึกษาตามหลักพระพุทธศาสนาจึงเป็นกระบวนการเรียนรู้ความจริงในระดับต่าง ๆ
เพ่ือให้เกิดการเปล่ียนแปลงไปในทางดีในตัวผู้รู้เอง ในคนอื่นและในสิ่งแวดล้อม
การศึกษาในพระพทุ ธศาสนาจึงน่าจะประกอบไปดว้ ย ๓ ขนั้ ตอนเสมอ
๑. ปริยัติ หมายถึง การศึกษาเล่าเรียนเพ่ือให้รู้ความจริงเก่ียวกับเร่ืองสาคัญ ๔
เร่ืองคือ ๑) เรื่องของโลกและจักรวาล ภพภูมิต่าง ๆ ๒) เร่ืองของชีวิตว่าชีวิตคืออะไร
เกิดข้ึนมาได้อย่างไร ประกอบด้วยอะไรบ้าง ต่างจากสัตว์อื่นอย่างไร ๓) เร่ืองของ
เป้าหมายสูงสดุ ของชีวิต ๔) เรอ่ื งทางการปฏบิ ตั เิ พือ่ ไปสเู่ ป้าหมายสงู สุด
๒. ปฏิบัติ หมายถึง การดัดกาย วาจา ใจ ของตนตามหลักการเท่าท่ไี ด้ศึกษามา
แล้วโดยพิสดาร ได้แก่การสรา้ งมรรค ๘ ใหเ้ กิดขึ้นในตนโดยย่อได้แก่การดัดกายด้วยศีล
ดดั จิตใจดว้ ยสมาธิ และปัญญา
๓. ปฏิเวธ หมายถึง ความรรู้ ะดบั สงู สุดท่เี กิดข้ึนจนเกดิ การเปลย่ี นแปลงให้ดีข้ึน
ในตัวผรู้ ู้ ความรู้ระดับตา่ ง ๆ เป็นปริโยสาน

~ ๒๒๑ ~

๗.๗ คาถามท้ายบท

คาช้แี จง: จงตอบคาถามทีก่ าหนดให้ ใหไ้ ด้ใจความที่สมบรู ณ์
๑. หลกั แห่งศรัทธาในการสอนสงั คมศึกษา คืออะไร มีความสาคัญอย่างไร อธบิ าย?
๒. องคป์ ระกอบทีส่ าคัญสนับสนนุ หลักแหง่ ศรทั ธาในการสอนสังคมศกึ ษา มอี ะไรบ้าง

อธิบาย?
๓. ฆราวาสธรรม คอื อะไร มีความสาคัญอยา่ งไร อธบิ าย?
๔. อิทธิบาทธรรม คอื อะไร มีประโยชน์ต่อใคร อยา่ งไรบ้าง อธิบาย?
๕. พละธรรม คอื อะไร มอี ะไรบา้ ง อธบิ าย?
๖. สังคหวตั ถธุ รรม คืออะไร มอี ะไรบา้ ง อธบิ าย?
๗. อปรหิ านยิ ธรรมคืออะไร มอี ะไรบ้าง อธบิ าย?
๘. อริยสจั สี่ คืออะไร มีอะไรบา้ ง อธบิ าย?
๙. สารณียธรรม คอื อะไรมีเทา่ ไหร่ อะไร อธิบาย?
๑๐. จุดเด่นของสาราณยี ธรรมทางสังคม เป็นคุณสมบัติเพื่อใคร เพราะเหตุไร อธิบาย?

***********

บทท่ี ๘ พระธรรมวินยั พทุ ธวิธีการสอนสงั คมศกึ ษาและการปกครอง
*********

ความนา
พระพุทธเจ้าตรัสว่า เมื่อพระอาทิตย์จะอุทัย ย่อมมีแสงเงินแสงทองขึ้นมาก่อน

ฉนั ใด ชีวติ ทีด่ ีงามจะเกิดขึ้น โดยมีความถงึ พรอ้ มด้วยศีลหรอื ความมวี ินัยนเี้ ป็นสงิ่ บง่ บอก
เบื้องแรกด้วย ฉันนั้น ถ้าคนต้ังอยู่ในวินัยมีศีลแล้ว ก็มั่นใจได้ว่าชีวิตที่ดีงามจะเกิดข้ึน
เท่ากับว่าพระพุทธเจ้าตรัสให้คารับรองไว้ว่าศีลหรือความมีวินัยเป็นรุ่งอรุณของ
การศึกษาในสังคมแห่งมนุษย์ เป็นสัญญาณว่ามนุษย์จะมีการพัฒนาและมีชีวิตท่ีดีงาม
ในการพัฒนามนุษย์ระยะยาว ถ้าไม่มีวินัยเป็นฐาน ก็จะทาให้เกิดความขัดข้องวุ่นวาย
สับสน ฉะนัน้ เราจึงจัดวางวนิ ัยเพอื่ ความม่งุ หมายระยะยาวในการพฒั นามนษุ ย์ด้วย และ
ด้วยเหตุนี้พระธรรมวินัยกับการสอนสังคมศึกษาในคณะสงฆ์และการปกครอง จึงเป็น
เร่ืองสาคัญในสังคมประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยต้องการโอกาสเหล่านี้ ในการท่ี
จะให้มนุษย์มาสื่อมาแสดงออก เพ่ือนาเอาศักยภาพของตัวเองออกมาร่วมในการ
สรา้ งสรรคส์ ังคมอย่างได้ผล

โดยนัยน้ี พระธรรมวินัยกับการสอนสังคมศึกษาในคณะสงฆ์และการปกครอง
จึงช่วยจัดทาให้เกิดระบบระเบียบในชีวิตและสังคมขึ้น ทาให้เกิดความคล่องตัว จะทา
อะไรต่ออะไรก็ได้ผล ฉะน้ัน การจัดวางพระธรรมวินัยในการสอนสังคมศึกษา จะต้อง
คานึงถึงความมุ่งหมายน้ีอยู่เสมอ เช่น ต้องตรวจสอบว่า การจัดวางวินัยของเรามีความ
ม่งุ หมายชัดเจนหรือไม่ท่ีจะช่วยใหช้ ีวิตและกิจการงานเป็นไปได้ด้วยดี เกิดมีโอกาส และ
ทาให้มั่นใจว่า เม่ือเราจัดระบบระเบียบเรียบร้อยดีแล้ว โอกาสในการพัฒนาชีวิตจะ
เกิดข้ึน ความเป็นอยู่และกิจการต่างๆ จะเป็นไปด้วยความคล่องตัว นาไปสู่จุดหมายดี
งามที่ตอ้ งการ

๘.๑ ความหมายและความจาเปน็ ที่ตอ้ งมพี ระวนิ ยั

คาสอนของพระพทุ ธเจ้าจัดเปน็ ๒ อยา่ ง คือ เป็นธรรมอยา่ งหนง่ึ เปน็ วนิ ัยอย่าง

หนึ่ง แต่เมื่อนาคาสอนทั้งหมวดน้ันมารวมกันแล้ว เรียกว่า พระธรรมวินัย วินัยปิฎก

หรือพระวินัย เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า พระพุทธพจน์ ในฐานะพระวินัยเป็นพุทธพจน์ ซ่ึง

เป็นไปเพ่ือฝึกกายวาจา และห้ามอัชฌาจารทางกายวาจา ความสาคัญในส่วนนี้จึงไม่

นอ้ ยไปกว่าปิฎกอ่ืน ๆ โดยเฉพาะพระพุทธพจน์ส่วนพระธรรม ต้องอาศัยพระวินัยอย่าง

เด็ดขาดไม่ได้ คาสอนของพระพุทธเจ้าจะสืบทอดยาวนานต้องมีองค์กรขับเคล่ือน

~ ๒๒๓ ~

แนน่ อนผู้ท่ีจะรักษาสบื ทอดไปได้คือ บรษิ ัท ๔ ได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อบุ าสก และอุบาสกิ า
ทั้ง ๔ สายนจี้ ะควบคมุ กันให้เปน็ ไปได้กเ็ พราะอาศัยวินัย

ตราบใดที่ยังมีประพฤติปฏิบัติในพระวินัยแม้เพียงเล็กน้อย พระพุทธศาสนายัง
ได้ชื่อว่าไม่ขาดสูญ การดูความขาดสูญพระพุทธศาสนาดูท่ีการขาดพระวินัย
เพราะฉะน้ันการเรียนรู้ปฏิบัติในวินัยจึงเป็นสิ่งจาเป็นสาหรับพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะ
เป็นวินัยในปาติโมกข์ หรือปาติโมกข์ ก็เป็นเหมือนลมหายใจท่ีขาดไม่ได้ท้ังน้นั นอกจาก
พระวินัยท่ีเป็นคาส่ังสอนของพระพุทธเจ้าโดยตรงแล้ว ข้อบัญญัติอื่นท่ีเอ้ือเฟ้ือต่อการ
ปฏิบัติให้เกิดความเรียบร้อยดีงามในสังฆมณฑล ก็เป็นส่ิงที่ไม่ควรมองข้าม เพราะ
กาลเวลาทาใหบ้ คุ ลากรในสังฆมณฑล เกิดความสับสนในทางปฏิบตั ิได้ การมีกฎกตกิ ามา
ช่วยสนับสนุนให้วินัยเข้มแข็ง จงึ มิใช่ข้อเสียหาย ในถิ่นท่ีพระพุทธศาสนาประดิษฐานอยู่
จงึ มขี ้อระเบียบเกิดขึ้น ในประเทศไทยมีพระราชบญั ญัตปิ กครองคณะสงฆ์เป็นข้อปฏิบัติ
ให้พระสงฆ์ไทยได้ศึกษาและปฏิบัติตาม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความเรียบร้อยของสงฆ์
นั่นเอง

พระวินัยเป็นพุทธวิธีบริหารและการสอนสังคมในคณะสงฆ์ เพราะพระวินัยแต่
ละสิกขาบท มีความจาเป็นในการชว่ ยใหบ้ ุคคลในสังคมสงฆ์มีความเป็นระบบระเบยี บใน
การดาเนินชีวติ และการเป็นอยู่ในสังคม ทาให้บุคคลในสงั คมสงฆ์มีความคล่องตัวในการ
ปฏบิ ัตหิ น้าท่ี มพี ลงั ขับเคล่ือนไปสูเ่ ป้าประสงค์อยา่ งทรงอานุภาพ จะเห็นได้ว่าสังคมสงฆ์
มีบุคคลหลายระดับตา่ งชั้นต่างวรรณะ มีอุปนสิ ัยต่างกัน แต่เม่ือเข้ามาอย่ใู นสังคมสงฆ์ ก็
ทาตวั ใหเ้ สมอเหมอื นกันได้ ประดุจน้าหลายสายไหลรวมไปสู่ทะเล เมอื ถึงมหาสมทุ รแล้ว
ก็กลายเป็นแม่น้ารสเดียวกัน สังคมสงฆ์เป็นเช่นนั้นได้ เพราะถูกหลอมรวมด้วยกติกา
เดยี วกนั เรยี กว่า วินัยน่ันเอง

๘.๑.๑ ความหมายของพระธรรมวนิ ยั
มีนักวิชาการจานวนมาก ได้ให้ความหมายของพระวินัยไว้หลายนัย สาหรับ
บทเรียนนี้ นาความหมายมาจากภาษาบาลี ๒ คา คอื วนิ ัย มาจาก นธี าตุ แปลว่า นาไป
บทหน้า แปลว่า วิเศษ เม่ือรวมกนั แล้วเป็นวนิ ัย แปลว่า การนาไปวิเศษ หมายถึง ทาให้
ชวี ิตคนดีขึ้น ประเสรฐิ ขน้ึ วินัยทั้งในบุคคล สังคม จึงเป็นไปเพอื่ ให้เกิดความเรียบรอ้ ยใน
ทกุ กระบวนการ

~ ๒๒๔ ~

อรรถกถาพระวินัย พระพุทธโฆษาจารย์ ได้ให้ความหมายของพระวินัยไว้ ๓
ประเดน็ คือ

๑. วินัย มีนัยต่าง ๆ เป็นต้นว่า ปาติโมกข์ขุทเทส ๕ กองอาบัติ ๗ มี ปาราชิก
เปน็ ตน้

๒. วินัย มีนัยพิเศษ เพราะมีอนุมัติเพ่ิมเติม เพื่อทาให้สิกขาบทรัดกุมขึ้น หรือ
ผ่อนผนั ให้เพลาความเขม้ งวดลง

๓. วินัย เปน็ กฎสาหรบั ฝึกหัดกายวาจา เพราะเป็นเครื่องป้องกันความประพฤติ
ไมเ่ หมาะสมทางกาย วาจา

นอกจากท่กี ล่าวมาแล้ว วนิ ัย มีนยั อกี ๓ อย่าง คอื
๑. เปน็ ช่อื ของศลี คือ ความประพฤติดีทางกายและวาจา หรอื ขอ้ ปฏิบัตสิ าหรับ
ควบคุมกายและวาจาให้ต้งั อยู่ในความเรยี บรอ้ ย ดีงาม เปน็ ต้น
๒. เป็นชื่อของสิกขาบท คือข้อความท่ีต้องศึกษา ได้แก่ ข้อวินัย ข้อบัญญัติ ท่ี
ภิกษุพึงศึกษาและปฏิบัติ เช่น ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ และ ศีล ๓๑๑ ซึ่งแต่ละ
ข้อเรียกว่า สิกขาบท เพราะเป็นข้อท่ีจะต้องศึกษาและปฏิบัติ หรือเป็นบทฝึกฝนอบรม
ตนของพทุ ธบรษิ ัท คือ อุบาสก อบุ าสกิ า สามเณร สามเณรี ภกิ ษุ และภกิ ษณุ ีตามลาดับ
๓. เป็นช่ือของพระบญั ญัติ คือ สิกขาบทที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ ข้อห้ามมิให้
ภิกษลุ ่วงละเมิด ซึ่งมีกาหนดโทษหรอื ปรบั อาบัติผ้ลู ่วงละเมดิ ถ้าเปน็ การบัญญตั สิ กิ ขาบท
ครั้งแรก เรียกว่า มูลบัญญัติ ถ้าบัญญัติเพ่ิมเติมข้อความให้กับสิกขาบทนั้น เพื่อความ
รอบคอบรดั กมุ สิกขาบทที่ทรงบัญญัตเิ พ่มิ เติมนี้ เรยี กวา่ อนุบัญญตั ิ
วินัยเป็นบทบัญญัติของมนุษย์ เป็นการต้ังตามสมมติ ซ่ึงการจัดระเบียบความ
เป็นอยู่และการจัดระบบสังคมนี้ หากมนุษย์ปฏิบัติตามวินัยจนเกิดเป็นคุณสมบัติข้ึนมา
คุณสมบัติที่เกิดในตัวบุคคลน้ัน เรียกว่า ศีล ด้วยลักษณะตามที่กล่าวมานี้ วินัยจึงเป็น
เร่ืองของภายนอก แต่เมื่อใดมีการประพฤติปฏิบัติจนเกิดเป็นคุณสมบัติ คือ ต้ังตนอยู่ใน
วนิ ัยกจ็ ะกลายเป็นศลี เพราะเป็นปกติของคน วินยั เป็นส่ิงท่ีมีความหมายกว้างขวาง ถ้า
ใช้เป็นเอกพจน์อย่างเดียว หมายถึง ประมวลกฎเกณฑ์ หรือประมวลบัญญัติคือระเบียบ
ท้งั หมด

~ ๒๒๕ ~

๘.๑.๒ ความจาเปน็ ที่ตอ้ งมพี ระวินัย
เมือมนุษย์รวมกลุ่มกันเข้าเป็นชุมชน และสังคมอยู่กันเป็นจานวนมากขึ้น กฎ
กติกาก็เป็นส่ิงจาเป็นที่จะต้องมีขึ้น เพื่อให้คนในสังคมได้ยึดถือเป็นระเบียบสาหรับ
ปฏิบัติ เพ่ือความเรียบร้อยดีงามของสังคม เมื่อใดเกิดมีการฝ่าฝืนล่วงละเมิดกฎเกณฑ์
ที่ตั้งไว้ต้องมีบทลงโทษ ผู้ฝ่าฝืนระเบียบนั้น ทั้งน้ีก็เพ่ือให้เกิดความเรียบร้อยดีงามแก่
สงั คมน้นั เอง
ดังนั้น วินัยจึงถูกจัดขึ้นสร้างขึ้นให้เป็นระบบแบบแผน เพื่อให้หมู่มนุษย์มาอยู่
รวมกันโดยความมุ่งหมาย คือ ความสงบเรียบร้อยของคนหมู่มาก นอกจากความมุ่ง
หมายสาหรับความเรียบร้อยของคนหมู่มากแล้ว พระวินัยยังเปน็ ข้อสาหรับฝึกหัดบุคคล
ผู้เข้าสู่สังคมพระสงฆ์ซึ่งมาจากต่างฐานะทางสังคม ถ้าไม่มีวินัยเข้าควบคุมแล้ว จะเกิด
ความสบั สนวุ่นวายขน้ึ เพราะต่างคนต่างประพฤติปฏิบัติไปตามความเช่ือของตนจะเป็น
ส่ิงนามาซึ่งความเลื่อมใสศรัทธาของพหูชน และวินัยก็เป็นส่ิงที่ยึดอายุพระพุทธศาสนา
เมือวินัยดารงอยู่ พระศาสนาก็จะดารงอยู่ วินัยจึงเป็นปัจจัยหลักเป็นเสาค้าพระศาสนา
ใหม้ นั่ คงถาวร

๘.๒ กระบวนการบญั ญตั แิ ละการลงโทษตามพระวนิ ัย

กระบวนการบัญญัติพระวินยั คร้ังหนึง่ พระสารีบุตรได้ทลู ถามพระผู้มีพระภาค
เจ้าถึงความตั้งมั่นและไม่ต้ังม่ันแห่งพระศาสนาของพระพุทธเจ้า ๖ พระองค์ คือ พระ
วิปัสสี พระสิขี พระเวสสภู พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ และพระกสั สปะ พระพุทธเจ้า
ตรสั ตอบพระสารีบตุ รว่า “ศาสนาของพระวิปสั สี พระสขิ ี และพระเสสภู ตง้ั อยู่ไมน่ านไม่
ม่ันคง แต่ศาสนาของพระกกุสันธ พระโกนาคมน และพระกัสสปะต้ังอยู่นานและความ
มน่ั คง” 1

เมื่อพระสารีบุตรทูลถามถึงสาเหตุท่ีทาให้พระศาสนาของพระพุทธเจ้า ๓
พระองค์แรกไม่ตั้งม่ัน พระองค์ก็ตรัสว่า เพราะไม่ทรงบัญญัติพระวินัย ไม่มีการประชุม
บททบทวนบทบัญญัติ และเพราะทรงผ่อนคลายท่ีจะแสดงธรรมโดยพิสดาร ต่างจาก
ศาสนาของพระพุทธเจ้า ๓ พระองค์ ที่มีคาสอนมาก มีการบัญญัติพระวินัยไว้เป็นแบบ
แผน เมือพระสารีบุตรทราบเรื่องอย่างนั้นแล้ว จึงทูลอาราธนาให้พระพุทธเจ้าทรง

1 ดรู ายละเอยี ดใน, ว.ิ มหา. (ไทย) ๑/๑๑/๑๙.

~ ๒๒๖ ~

บัญญัติพระวินัยขึ้นไว้ เพื่อความม่ันคงและความต้ังม่ันแห่งพระศาสนา พระพุทธเจ้าได้
ตรสั ตอบพระสารีบุตรว่า ยังไม่ถึงเวลาท่ีจะบญั ญัติพระวินยั ด้วยว่าการที่พระพุทธเจ้าจะ
บญั ญัติพระวนิ ยั กต็ อ่ เมือ่ มีเหตเุ กดิ ขึน้ มีขอ้ เสียหายเกดิ ขนึ้ เท่านน้ั

ตั้งแต่พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาในชั้นแรก พระสงฆ์ท่ีเข้ามาเป็น
สาวก ปฏบิ ัติตนอยใู่ นครรลองแห่งคาสอนเป็นอยา่ งดี แตล่ ะท่านรชู้ ัดถงึ วตั ถุประสงคข์ อง
การบวชและมีชีวิตร่วมกันในสังคมสงฆ์อย่างสันติ ไม่มีเรื่องท่ีทาให้พหุชนรังเกียจเพราะ
การประพฤติปฏิบัติเลย ความจาเป็นที่จะต้องบัญญัติสิกขาบทจึงไม่มีเพราะหลักการท่ี
ตรสั ใหพ้ ระสงฆ์ปฏิบัติเพ่ือหลุดพ้นจากทุกข์น้ันเพียงพอเหมาะสม แต่เมือ่ เวลาผ่านไปนับ
แต่พระองค์ตรสั รมู้ าประมาณ ๒๐ ปี เหตุที่จะทาใหเ้ กิดเรอ่ื งมัวหมองก็เกิดข้ึน เมอื พระสุ
ทิน ชาวเมืองเวสาลี ได้สนองคาตอบขอร้องของมารดาบิดาทีป่ ระสงคจ์ ะมีผูส้ บื สกุล พระ
สุทินจึงได้เสพเมถุนกับภรรยาเก่า และเป็นเหตุให้เกิดความกลุ้มใจเดือดร้อนใจให้
ร่างกายซูบผอมหมองคล้าซีดเหลือง เส้นเอ็นข้ึนสะพรั่ง พระสงฆ์เห็นอาการของพระสุ
ทินและทราบความเป็นไปแล้ว ก็กราบทูลพระพุทธเจ้าให้ทราบ พระพุทธเจ้าทรงตาหนิ
พระสทุ ินว่า “โมฆบุรุษ การกระทาของเธอไม่สมควร ไมค่ ลอ้ ยตาม ไมเ่ หมาะสม ไมใ่ ช่กิจ
ของสมณะ เธอบวชในพระธรรมวินัยท่ีเรากล่าวดีแล้ว ไฉนจึงไม่สามารถประพฤติ
พรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้ตลอดชีวิตเล่า...เราแสดงธรรมโดยประการต่าง ๆ เพ่ือ
คลายความกาหนัด มิใช่เพื่อความกาหนัด เพ่ือความพราก มิใช่เพื่อความประกอบ เพื่อ
ความไม่เชื่อมั่น มิใช่เพ่ือความถือม่ัน มิใช่เพื่อเมื่อเราแสดงธรรมเพ่ือคลายกาหนัด เธอก็
ยังจะคิดเพื่อความกาหนัด เราแสดงธรรมเพื่อความพราก เธอก็ยังจะคิดเพื่อความ
ประกอบไว้ เราแสดงธรรมเพื่อความไม่ถือมน่ั เธอกย็ ังคดิ เพื่อความถอื มั่น เราแสดงธรรม
โดยประการต่าง ๆ เพื่อสารอกราคะ เพอ่ื สร่างความเมา เพื่อดับความกระหาย เพื่อถอน
ความอาลัย เพอ่ื ตดั วัฏฏะ เพ่อื ความสิน้ ตัณหา เพอ่ื ความคลายกาหนัด เพ่ือดับทุกข์ เพ่ือ
นิพพานมิใช่หรือ เราบอกการละกาม การกาหนดรู้ความสาคัญในกาม การกาจัดความ
กระหายในกาม การเพิกถอนความตรึกในกาม การระงับความกลัดกลุ้มเพราะกามไว้
โดยประการตา่ ง ๆ มใิ ชห่ รอื ” 2

2 ดูรายละเอยี ดใน, วิ.มหา. (ไทย) ๑/๓๙/๒๗.

~ ๒๒๗ ~

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงตาหนิพระสุทินโดยประการต่าง ๆ แล้ว ได้ตรัสโทษของ
ความเป็นคนเลี้ยงยาก บารุงยาก มักมาก ไม่สันโดษ มีความคลุกคลี ความเกียจคร้าน
และตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย บารุงง่าย มักน้อยสันโดษ ความขัดเกลา ความ
กาจัดกิเลส อาการน่าเล่ือมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร แล้วรับสั่งภิกษุ
ท้งั หลายว่า “ภิกษทุ ั้งหลาย เพราะอาศยั เหตุนั้น เราจะบญั ญตั ิสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย
โดยอาศัยอานาจประโยชน์ ๑๐ ประการ”

วตั ถุประสงคข์ องการบัญญตั พิ ระวินัย
พระวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ก็เพ่ือให้เกิดผลตามวัตถุประสงค์ ๑๐
ประการ คือ
๑. เพอื่ ความรับวา่ ดีแหง่ สงฆ์
๒. เพอ่ื ความผาสุกแห่งสงฆ์
๓. เพ่อื ข่มบุคคลผเู้ ก้อยาก
๔. เพื่อความผาสกุ แหง่ เหล่าภิกษุผมู้ ศี ลี ดงี าม
๕. เพื่อปดิ กัน้ อาสวะทง้ั หลายอนั จะบังเกิดในปจั จบุ ัน
๖. เพื่อกาจัดอาสวะท้งั หลายอนั จะบงั เกดิ ในปัจจบุ ัน
๗. เพ่ือความเลือ่ มใสของคนท่ียงั ไมเ่ ลอ่ื มใส
๘. เพื่อความเลอ่ื มใสยิ่งขึน้ ไปของคนท่ีเลอื่ มใสแลว้
๙. เพือ่ ความตัง้ ม่ันแห่งพระสัทธรรม
๑๐.เพ่อื เอ้อื เฟอ้ื วนิ ยั 3
ในอรรถกถาพระวินัย พระพุทธโฆษาจารย์ ได้อธิบายวัตถุประสงค์ ๑๐
ประการ โดยแสดงออกเปน็ ๕ ประการหลกั ดงั น้ี
ขอ้ ๑, ๒ ทรงบัญญัติเพ่อื ประโยชน์แก่ส่วนรวมคือสงฆ์
ขอ้ ๓, ๔ ทรงบญั ญตั เิ พื่อประโยชน์แกบ่ ุคคล
ข้อ ๕, ๖ ทรงบัญญัตเิ พ่อื ประโยชนแ์ กค่ วามบรสิ ทุ ธิห์ รอื แกช่ วี ติ
ข้อ ๗, ๘ ทรงบญั ญัติเพอื่ ประโยชนแ์ ก่ประชาชน

3 ดรู ายละเอียดใน, วิ.มหา. (ไทย) ๑/๓๙/๒๘-๒๙.

~ ๒๒๘ ~

ขอ้ ๙, ๑๐ ทรงบญั ญัติเพอ่ื ประโยชนแ์ กพ่ ระศาสนา 4

ข้อ ๑๐ คาว่า “เพ่ือเอ้ือเฟื้อวินัย” หมายถึง เพื่อเชิดชูค้าจุน ประคับประคอง

พระวนิ ัย ๔ อย่าง คอื

(๑) สงั วรวนิ ยั (๒) ปหานวินยั (๓) สมถวินยั (๔) บัญญัตวิ นิ ยั

การบญั ญัติพระวนิ ัยสาหรบั บรรพชติ คือ ผถู้ ือเพศเป็นนักบวช ๕ ประเภท คือ

๑. พระวนิ ยั ทีท่ รงบัญญตั ิแก่ภิกษุที่มาในพระปาติโมกข์ มีจานวน ๒๒๗ สกิ ขาบท

๒. พระวินัยที่ทรงบญั ญตั แิ ก่ภิกษณุ ที ่ีมาในพระปาตโิ มกข์ มีจานวน ๓๑๑

สกิ ขาบท

๓. พระวนิ ยั ที่ทรงบัญญัติแกส่ ิกขมานา มีจานวน ๖ สกิ ขาบท

๔. พระวินยั ท่ที รงบญั ญัติแกส่ ามเณร มีจานวน ๑๐ สกิ ขาบท

๕. พระวินัยทีท่ รงบญั ญตั แิ กส่ ามเณรี มีจานวน ๑๐ สิกขาบท

๘.๓ การลงนคิ หกรรมและการคุม้ ครองสถาบนั สงฆ์

กระบวนการลงโทษตามพระวนิ ัยด้วยการปรับอาบัติ คือ ข้นั ตอนการลงโทษแก่
บคุ คลในทางพระวินัย ด้วยการปรับอาบตั ิข้ึน การลงนิคหกรรมบา้ ง การลงโทษทางพระ
วนิ ัย แยกเป็น ๒ อยา่ ง คอื

๑. กระบวนการลงโทษตามพระวนิ ยั ดว้ ยการปรบั อาบัติ
๒. กระบวนการลงโทษตามพระวินัยดว้ ยการลงนคิ หกรรม
การลงโทษด้วยการปรับอาบัตินี้ เป็นขั้นตอนการลงโทษแก่บุคคลที่ประพฤติ
ล่วงละเมิดวินัยสงฆ์ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ลงโทษแก่บุคคลนั้นด้วยการปรับอาบัติ
๗ อยา่ ง คอื
๑. ปาราชกิ
๒. สังฆเิ สส
๓. ถุลลจั จยั
๔. ปาจิตตยี ์
๕. ปาฏิเทสนียะ
๖. ทุกกฎ

4 ดูรายละเอยี ดใน, วิ.อ. (ไทย) ๑/๓๙/๒๓๖-๒๓๗.

~ ๒๒๙ ~

๗. ทพุ ภาสติ 5

อาบัติทั้ง ๗ อย่างน้ัน มีโทษหนักเบาต่างกัน อาบัติปาราชิกมีโทษหนักท่ีสุด

ภิกษุล่วงละเมิดแล้ว ไม่สามารถแก้ไขได้ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทาให้ขาดจากความเป็นภิกษุ

ทันที

แม้จะมาขออุปสมบทภายหลังอีกก็ไม่ทรงอนุญาต ส่วนอาบัติที่เหลือจากอาบัติ

ปาราชิกนั้น เม่ือภิกษุล่วงละเมิดแล้ว ก็สามารถปรับแก้ไขได้ด้วยขั้นตอนทางพระวินัย

เช่น อาบัติสงั ฆาทิเสส ถึงจะมีโทษหนกั รองลงมาจากอาบัติปาราชิก ก็ยังแก้ไขได้ด้วยวิธี

ประพฤติวุฏฐานวิธีตามที่พระวินัยกาหนด ส่วนอาบัติที่เหลืออีก ๕ อย่าง คือ ถุลลัจจัย

ปาจติ ตีย์ ปาฏเิ ทสนียะ ทุกกฎ และทุพภาสติ มีโทษเบา ภิกษุล่วงละเมิดแล้วต้องลงโทษ

ตัวเอง ด้วยวิธีประจานตัวต่อหน้าสงฆ์ คือแสดงอาบัติต่อหน้าสงฆ์ คณะบุคคล หรือ

บคุ คลกจ็ ะได้รบั การรับเขา้ หมูค่ ณะอย่างปราศจากข้อรงั เกียจจากคณะสงฆ์

การลงโทษตามพระวินัยด้วยการลงนิคหกรรม การลงนิคหกรรมที่เป็นหลัก

ใหญม่ ีอยู่ ๙ ประการ คอื

๑. ตชั ชะนยี กรรม คอื การลงโทษดว้ ยการขู่

๒. นิยสกรรม คอื การลงโทษด้วยการให้กลับไปถือนสิ ยั ใหม่

๓. ปพั พาชนียกรรม คือการลงโทษดว้ ยการขบั ไล่

๔. ปฏิสารณยี กรรม คือการลงโทษด้วยการใหก้ ลับสานึก

๕. อุกเขปนียกรรม คือการลงโทษดว้ ยการให้ออกจากหม่คู ณะ

๖. ตสั สปาปยิ สิกรรม คือการลงโทษแกผ่ ู้กระทาผดิ

๗. ปถานียกรรมคือการประกาศขอ้ เทจ็ จรงิ ให้พุทธบรษิ ทั ได้ทราบโดยท่ัวกัน

๘. ปัตตนถิ ุชชกรรม คอื การคว่าบาตร เป็นวิธีการลงโทษท่ีทรงอนุญาตให้

สงฆ์ทาแกค่ ฤหัสถ์ผไู้ ม่ปรารถนาดีตอ่ พระรัตนตรัย

๙. พรหมทณั ฑกรรม คือการลงพรหมทัณฑ์ ได้แก่ การปล่อยให้ทาอะไร

ตามใจชอบไมม่ ีการวา่ กล่าวตกั เตือน

การคุ้มครองสถาบันสงฆ์ ๓ ประเภท คือ

๑. พระวนิ ัยท้ังทมี่ าในพระปาตโิ มกขแ์ ละนอกพระปาตโิ มกข์

5 (ไมม่ ปี รากฏในตน้ ฉบับ)

~ ๒๓๐ ~

๒. กฎหมายแผ่นดิน
๓. จารตี ประเพณี
การปกครองสถาบันสงฆ์น้นั ถือเป็นมาตรฐานทสี่ าคัญในอนั ทีจ่ ะธารงรักษาและ
ส่งเสริมพระพุทธศาสนา ฝ่ายอาณาจักรไม่ได้นิ่งนอนใจปล่อยปละละเลยให้สถาบัน
ศาสนาเผชิญอุปสรรคอย่างเดียวดาย เพราะอาณาจักรแต่ละยุคแตล่ ะสมยั ได้แสดงความ
รบั ผิดชอบด้วยการตรากฎหมายคมุ้ ครองไว้อยา่ งชัดเจน ดงั นี้
๑. พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ ตราขึ้น ในสมัย
รชั กาลท่ี ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ กาหนดใหแ้ จ้งคณะใหญ่ ๔ รูป และรองเจ้าคณะใหญ่
อีก ๔ รปู รวมกนั เป็นมหาเถรสมาคมฯ
๒. พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ ตราข้ึนในสมัยรัชกาลที่ ๘ ขณะที่
บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็น
ประมขุ รปู แบบการปกครองคณะสงฆ์เปน็ ประชาธิปไตย สมเด็จพระสงั ฆราชทรงบัญชา
คณะสงฆผ์ ่านทางสังฆสภา คณะสังฆมนตรีและคณะวนิ ยั ธร
๓. พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ตราข้ึนในสมัยรัฐบาลปกครองแบบ
รวบอานาจเบ็ดเสร็จ มอบอานาจการปกครองคณะสงฆ์ไว้กับมหาเถรสมาคม โดยมี
สมเดจ็ พระสงั ฆราชทรงเป็นประธาน
๔. พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ได้ตรากฎมหาเถรสมาคมวา่ ด้วยการ
ลงนิคหกรรม เม่ือวันท่ี ๓๑ ธันวาคม ๒๕๐๖ เป็นฉบับแรก ในวันท่ี ๘ พฤศจิกายน
๒๕๒๑ ได้ออกเป็นกฎหมายมหาเถรสมาคม ฉบับท่ี ๑๑ และกฎหมายมหาเถรสมาคม
ฉบบั ท่ี ๑๑ นี้ ยังมีผลบังคบั ใชอ้ ยใู่ นปจั จุบัน
กระบวนการบงั คับใช้พระวินัย นอกจากจะมีในพุทธบัญญัติแลว้ ฝ่ายอาณาจกั ร
แต่ละสมัยก็จะออกกฎระเบียบมาช่วยสนับสนุนให้พุทธบัญญัติมีผลศักด์ิสิทธิ์ในการ
ค้มุ ครองปกป้องพระศาสนาใหม้ ีอายุยืนยาวนานสืบไปตามที่กล่าวมานี้
สัมมาพฒั นากับมจิ ฉาพัฒนา
ทุกวันน้ีเราพูดแต่เรื่องเศรษฐกิจตลอดเวลา เราคุยอวดว่าเศรษฐกิจของเรา
กาลังเติบโตแซงหน้าประเทศต่าง ๆ รัฐบาลเองก็พูดแต่ว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยเรา
กาลังเจริญอย่างโน้นอย่างน้ี แต่ในด้านสังคมและวัฒนธรรม ประเทศไทยกาลังอยู่ใน
สภาพที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก สวนทางกับหลักการทางพระพุทธศาสนาทใี่ ห้ความสาคัญ

~ ๒๓๑ ~

กับการพัฒนาในทุกมิติ เวลานี้เราพัฒนาแต่ในทางเศรษฐกิจ ส่วนมิติทางสังคม
วัฒนธรรม คุณธรรม สิ่งแวดล้อม เราถอยหลังไปยิ่งกว่าเดิม มันเป็นอนาคตที่ไม่
สมประกอบ เพราะว่าสุขภาวะที่ดีในทางพุทธศาสนา ตอ้ งประกอบไปด้วย ๔ ส่วน ได้แก่
๑) สุขภาวะทางกาย หรือกายภาวนา คือมีปัจจัย ๔ ไม่อดอยากหิวโหย มีส่ิงแวดล้อมที่
อานวยต่อชีวิตที่ดีงาม ๒) สุขภาวะทางสังคม หรือศีลภาวนา คือการเอื้อเฟื้อเก้ือกูลกัน
ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน ไม่เต็มไปด้วยการเบียดเบียนหรือก่อเวรต่อกัน ๓) สุขภาวะทาง
จิต หรือจิตภาวนา คือมีการมีจิตที่ผาสุก มีสมรรถภาพและคุณภาพท่ีดี รวมท้ังมี
จริยธรรมด้วย ๔) สุขภาวะทางปัญญา หรือปัญญาภาวนา คือการมีปัญญาท่ีพัฒนา คิด
เป็นและคิดชอบ สามารถแก้ทกุ ขไ์ ด้

ชีวิตและสังคมท่ีดีงามต้องประกอบไปด้วยความเจริญท้ัง ๔ ส่วนนี้อย่างได้ดุล
กัน แต่ว่าเมืองไทยตอนนี้กาลังพุ่งไปทางเศรษฐกิจอย่างสุดล่ิมท่ิมประตู แต่ว่ากลับถอย
หลงั มากข้นึ ในแง่ของสังคม วฒั นธรรม รวมทงั้ ทางดา้ นส่งิ แวดล้อม ในสภาพเชน่ นี้ ถา้ จะ
คิดถึงการศึกษาเพ่ืออนาคตของประเทศไทย เราต้องคิดถึงการศึกษาเพ่ือส่งเสริมให้
ประเทศไทยพฒั นาไปอย่างได้ดลุ หรือพัฒนาอย่างเป็นองค์รวม ครอบคลุมท้ังมิติทางกาย
ศีล จิต และปัญญา การศึกษาที่มีคุณค่าจะต้องเป็นไปเพ่ือการพัฒนาอย่างครบทั้ง ๔
ส่วน ประเทศเรามีพระพุทธศาสนาเป็นพ้ืนฐาน สามารถที่จะเป็นแรงบันดาลใจ หรือ
ขับเคล่ือนให้การพัฒนาเดินไปสู่แนวทางท่ีว่าได้ หรือทาให้เกิดการพัฒนาท่ีขับเคลื่อน
ด้วยปัญญาและคณุ ธรรม เพื่อให้ถึงพรอ้ มด้วยความเจริญในทกุ มิติ

ปัญหาก็คือการพัฒนาที่เป็นอยู่ในปัจจุบันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยปัญญาและ
คุณธรรม ทุกวันนี้เราเอาเงินหรือความสาเร็จทางเศรษฐกิจเป็นตัวตง้ั เรากาลังกระตุ้นให้
เกดิ โลภะ อาศยั โลภะเปน็ แรงดึง และอาศัยความทุกข์เป็นแรงผลกั เดี๋ยวนรี้ ฐั บาลบอกว่า
คนไทยตอ้ งเป็นหนี้ถงึ จะรวย ทาไมตอ้ งเปน็ หนี้ เพราะถา้ เป็นหนแ้ี ล้วจะอยู่ไม่สุข นอนไม่
หลับ ต้องลุกข้ึนมาทางานหาเงินไม่หยุดหย่อน ไม่งั้นบ้านจะหลุดจานอง รถจะถูกยึด นี่
เรียกว่าถูกผลักด้วยความทุกข์ น่ันคืออุบายของทุนนิยม เขาบอกว่าคุณต้องมีหน้ีเยอะ ๆ
คุณจะอยู่สบาย ๆ ไม่ได้ จะมานั่งเล่นนอนเล่น หรือมาฟังอภิปรายแบบนี้ไม่ได้ มันไม่
ก่อให้เกิดรายได้งอกเงย คุณต้องไปทามาหากินจะได้มีเงินมาจ่ายหนี้ แล้วจะทาให้
เศรษฐกิจของประเทศเจริญ ส่วนท่ีว่าเอาโลภะเป็นแรงดึง ก็คือเอาวัตถุมากระตุ้นให้คน
เกิดความอยาก เช่น อยากได้รถคันใหม่ ได้รองเท้าคู่ใหม่ หรืออยากได้ใบหน้าท่ีขาว

~ ๒๓๒ ~

กว่าเดมิ เส้นผมยาวสลวยกว่าคนอื่น พออยากได้ก็เลยต้องต้งั หน้าตง้ั ตาหาเงินไปซ้ือ คน
ทกุ วันนี้ถูกทุนนิยมล่อหลอกท้ังดึงทั้งผลักให้กลายเป็นเครื่องจักรหาเงิน นี่คือการพัฒนา
ทีส่ มควรเรยี กว่ามิจฉาพฒั นา

ทุกวันนี้ลองสังเกตดูเรานิยมใช้วัตถุเป็นตัวล่อตลอดเวลา เมื่อปีท่ีแล้ว
มหาวิทยาลัยเอกชนในกรุงเทพแห่งหนึ่งมีปัญหาว่านักศึกษาหญิงชอบแต่งตัวโป๊ ไม่
สุภาพ ผู้บริหารปรึกษากันว่าจะทายังไงดี สุดท้ายก็มีข้อสรุปว่าจะให้รางวัลคือสร้อย
เพชรแก่นักศึกษาหญิงที่แต่งตัวสุภาพ น่ีคือการเอาวัตถุเป็นตัวล่อ ที่จริง
สถาบันการศึกษาโดยเฉพาะระดับอุดมศึกษาควรเป็นสถาบันทางสติปัญญา ควร
พยายามกระตนุ้ ให้ผคู้ นเกิดปัญญาเพือ่ เปล่ียนเปล่ยี นแปลงพฤติกรรม ไมใ่ ช่กระตุ้นใหค้ น
เกิดความโลภ หรือเอาความโลภมาเป็นแรงจูงใจในการเปลี่ยนพฤติกรรม วิธีแบบนี้ควร
เปน็ เร่ืองของภาคธุรกิจมากกว่ามหาวทิ ยาลยั หรือสถาบนั การศกึ ษา

เด๋ียวนี้ถ้าอยากจะให้ใครทาอะไร ผู้คนมักนิยมใช้วิธีกระตุ้นให้เกิดความโลภ
เมื่อปีท่ีแล้ว คณะกรรมการการเลือกต้ังหรือ กกต. เคยคิดชักชวนประชาชนให้มา
ลงคะแนนเสียงกันเยอะ ๆ โดยจะให้รถเบนซ์เป็นรางวัล เม่ือตอนที่เริ่มรณรงค์พับนก
สนั ติภาพก็มคี นเสนอวา่ ให้มีการชิงโชคเพ่ือจะได้กระตุ้นใหค้ นพับนกเยอะ ๆ ถ้าจับสลาก
ได้นกของใครไดก้ ็ใหร้ ถยนตห์ รอื บา้ นไปเลย อะไรทานองนี้ ยงั ดที ี่วิธกี ารเหล่านถ้ี ูกยกเลิก
ไปในท่ีสุด แต่อย่างนอ้ ยมันก็บ่งช้ีทัศนคติของคนจานวนไม่น้อยในปัจจุบันว่า จะทาอะไร
กค็ ิดแต่การกระตุ้นหรือลอ่ ดว้ ยวัตถุตลอดเวลา แทนทีจ่ ะเอาฉนั ทะหรือสตปิ ัญญามาเป็น
แรงผลกั ดันให้คนทาสง่ิ ที่ถกู ต้อง

กระบวนการทางปัญญาในเมืองไทยในเวลาน้ีอ่อนมาก และส่ิงนี้ปรากฏ
แม้กระทั่งในวงการสงฆ์ พระสงฆ์หลายท่านออกมายอมรับว่าเด๋ียวนี้พระเณรไม่มี
แรงจูงใจในการเรียน ปัญหาในเมืองไทยมันมีเหตุปัจจัยหลายอย่าง แต่ผมคิดว่าเหตุ
ปัจจัยประการหน่ึงก็คือความอ่อนแอทางด้านกระบวนการการเรียนรู้ ซึ่งเป็น
กระบวนการทางปญั ญาทีส่ าคัญ น่ีเป็นจุดอ่อนท่สี าคัญของเมืองไทย เพราะวา่ เราไม่นิยม

~ ๒๓๓ ~

ใช้กระบวนการทางปัญญาในการขับเคลื่อนสงั คม หรือกระตุ้นให้คนทาอะไรด้วยเหตุผล
มิใชด่ ้วยความโลภ 6

การสรา้ งสรรคป์ ญั ญาแบบพุทธ
กระบวนการทางปัญญานั้นจะเกิดข้ึนได้ต้องอาศัยกระบวนการการเรียนรู้ที่
ถูกต้อง พระพุทธ ศาสนาเน้นมากในเร่ืองกระบวนการการเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้
ตามหลักพุทธศาสนานั้นเร่ิมต้น ต้ังแต่การได้ใกล้ชิดกับกัลยาณมิตรหรือสัตบุรุษ เม่ือ
ใกลช้ ิดก็ได้สดับฟังส่ิงที่ดีงาม จนเกดิ โยนโิ สมนสิการตามมา และนาไปสู่ธรรมมานุปฏบิ ัติ
หรือการปฏบิ ัติโดยสมควรแก่ธรรม ทั้งหมดมี ๔ ขั้นตอนใหญ่ ๆ
ประเดน็ แรกเริ่มตน้ ด้วยไดใ้ กล้ชดิ บคุ คลท่ดี งี าม แล้วเกดิ สุตะ คือการฟงั รวมทั้ง
การอ่าน แล้วเกิดการคิดท่ีถูกต้อง จากนั้นจึงนาไปสู่การปฏิบัติ และเมื่อได้ปฏิบัติก็เกิด
การเรียนรู้มากข้ึน เมืองไทยตอนนี้ไม่ใช่มีกระบวนการการเรียนรู้ แต่เราเรียนรูไ้ ปในทาง
ที่ผิด กระบวนการเรียนรู้ทุกอย่างกาลังมุ่งไปสู่การกระตุ้นกิเลสเพื่อให้มีการบริโภคมาก
ข้ึน เวลาน้ีเด็กไทยรู้หมดเลยโทรศัพท์มือถือมีก่ีย่ีห้อ แต่ละยี่ห้อมีก่ีรุ่น ทาอะไรได้บ้าง รู้
หมด น่ีเป็นกระบวนการการเรียนรู้ท่ีรับใช้ระบบบริโภคนิยม มุ่งการเสพเสวยเพื่อสนอง
กิเลส แต่กระบวนการการเรียนรู้ที่นาไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีแทบจะขาดหายไป หรืออ่อน
แรงลงมาก
ท่ีน่าเป็นห่วงอีกอย่างก็คือการศึกษาที่มีเป้าหมายดีงามมักไม่ค่อยให้
ความสาคัญกับเร่ืองกระบวนการเรียนรู้เท่าไหร่ แต่ไปเน้นหนักเร่ืองการสอน หัวใจของ
การศึกษานั้นไม่ได้อยู่ท่ีการสอน แต่อยู่ท่ีการเรียนรู้ หลายคนสามารถเรียนรู้ได้โดยไม่
ต้องมีครสู อน ใครเคยตดิ ตามรายการ “แฟนพันธุ์แท้” บ้าง พวกท่ีเป็นแฟนพันธ์ุแท้ทีมลิ
เวอร์พูล หรือแฟนพันธุ์แท้ทศกัณฑ์ หรือแฟนพันธุ์แท้พระเครื่อง คนเหล่าน้ีไม่มีครู แต่
เรยี นร้ดู ้วยตนเอง เขาศึกษาเรอ่ื งเหลา่ น้ีจนชานาญ แต่คนเหลา่ น้ีเป็นส่วนนอ้ ย เวลานเ้ี รา
เน้นการสอนหรือการพูดมากกว่าการกระตุ้นการเรียนรู้ ขอให้สังเกตว่าพระพุทธองค์ก็
ไมไ่ ดท้ รงเทศนาอย่างเดียว บ่อยครงั้ พระองคใ์ ชว้ ิธีกระตุ้นให้คนคิดเองด้วยการตงั้ คาถาม
หรอื ย้อนถามกลบั ไป บางทกี ็ทรงชแ้ี นะใหเ้ ขาคิดจากประสบการณ์จรงิ ๆ อย่างกรณีพระ

6 สมเดจ็ พระพทุ ธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยตุ โฺ ต) .ศิลปศาสตรแ์ นวพทุ ธ.
(กรงุ เทพมหานคร: มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร,์ ๒๕๓๒) หน้า ๙.

~ ๒๓๔ ~

รูปหน่ึงซึ่งหลงใหลนางสิริมา ซ่ึงตอนหลังตายแล้วถูกนาไปไว้ท่ีป่าช้า เม่ือศพเร่ิมจะเน่า
พระองค์ได้พาพระรูปนั้นไปดูนางสิริมา จากเดิมที่หลงใหลผู้หญิง พระรูปนั้นได้กลายมา
เป็นโสดาบันโดยทพี่ ระองค์ไม่ได้เทศนา เพียงแต่ทรงชี้ให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาจาก
ศพของนางสิริมา ซึ่งเม่ือยังมีชีวิตอยู่มีคนต้องการอยากเข้าหา แต่พอกลายเป็นศพกลับ
ไมม่ ีใครเอา

การเรียนรู้จากของจริงเป็นกระบวนการเรียนรู้อยา่ งหน่ึงทีพ่ ระพุทธองค์ใช้เพ่ือ
นาไปสู่การบรรลุธรรม ในสมัยพุทธกาลมีตัวอย่างแบบน้ีเยอะมาก แต่ว่าปัจจุบันเราเน้น
การสอนเสียเยอะ เน้นที่การสอนครูมากกว่าเน้นท่ีการเรียนรู้ของเด็ก พูดเช่นน้ีไม่ได้
ปฏิเสธการสอน เพียงแต่ต้องการบอกว่าการสอนเป็นส่วนหน่ึงของการศึกษา แต่ไม่ใช่
ส่วนสาคัญท่ีสุดของการศึกษา ส่วนท่ีสาคัญท่ีสุดของการศึกษาคือการเรียนรู้ การสอน
อาจไม่ทาให้เกิดการเรียนรู้ก็ได้ หากสอนแบบยัดเยียดหรือไม่สร้างฉันทะให้แก่ผู้เรียน
ขณะท่ีการเรียนรู้นั้นสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องมีผู้สอน ขอให้สังเกตดูว่าเด็ก ๆ เขา
เรียนรูอ้ ะไรต่ออะไรมากมายโดยไม่ต้องมีครูสอน เขาเช่ียวชาญเรื่องโทรศัพท์มือถอื หรือ
เกมคอมพิวเตอร์ โดยไม่ต้องมีใครสอนเลย แต่เรียนรู้เองโดยอาจอาศัยข้อมูลที่ป้อนจาก
ส่ือหรือโฆษณา ท่ีจริงสื่อในปัจจุบันมีบทบาทมากในการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก แต่
สว่ นใหญ่เป็นการเรียนรูท้ ่ไี ม่ถูกต้อง คอื เปน็ การเรียนรู้ที่ตอบสนองกิเลสหรอื บรโิ ภคนิยม

คาถามก็คือ ทาอย่างไรถึงจะส่งเสริมให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่นาไปสู่
คุณภาพชีวิตท่ีดีงาม โดยมีปัญญาเป็นตัวขับเคลื่อน และนี่คือโจทย์สาคัญสาหรับผู้เกี่ยว
ของกับการศึกษา เวลานี้เราไปเน้นเรื่องการศึกษาแบบในระบบมาก จนเข้าใจไปว่าการ
เรียนรู้เกิดขึ้นไม่ไดห้ ากอยูน่ อกระบบการศกึ ษาท่ีเปน็ ทางการ คณะสงฆส์ มัยหนง่ึ ก็ไปเน้น
ตรงน้ีมาก จนกระทง่ั พระสงฆ์ช้ันผู้ใหญ่ไม่เข้าใจพระอาจารย์ม่นั ว่าพระอาจารย์ม่นั ไม่ได้
เรียนสูง ไม่ได้เรียนในระบบ ทาไมถึงมีความรู้ทางธรรมเยอะ คงจาได้ว่าสมัยหน่ึงพระ
อาจารย์ม่ันและลูกศิษย์ถูกกีดกันและรังเกียจจากผู้ใหญ่ในคณะสงฆ์มาก โดยเฉพาะ
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสโส) ซึ่งสมัยหน่ึงเป็นเจ้าคณะมณฑลอีสาน ท่านมองว่า
พระป่าสายพระอาจารย์มั่นเป็นพระจรจัดไม่อยู่เป็นหลักแหล่งตามระเบียบคณะสงฆ์

~ ๒๓๕ ~

พระป่าเหล่านี้จะถูกท่านขับไลอ่ อกจากเขตการปกครองของท่านอยู่เป็นประจา แต่ตอน
หลงั สมเด็จพระมหาวรี วงศ์เกิดเกดิ ศรัทธาในพระอาจารยม์ น่ั 7

๘.๔ พุทธธรรมระดบั ครอบครวั ในการสนสงั คมศกึ ษา

ความมั่นคงด้านครอบครัว หมายถึง การที่สมาชิกครอบครัวมีความสัมพันธ์ท่ี
ดีเคารพและให้เกียรตซิ ึง่ กันและกัน มีการรว่ มรบั ผดิ ชอบในภาระของครอบครวั
สภาพสังคมในปัจจุบัน ท้ังด้านเศรษฐกิจ การเมือง ค่านิยม ความเช่ือ การไหลบ่าทาง
วัฒนธรรม และส่ิงแวดล้อมท่ีมีการเปลี่ยนแปลงตามกระแสโลกาภิวัตน์ การ
ติดต่อสื่อสารและเทคโนโลยีอันทันสมัย ส่งผลให้ครอบครัวมีการเปลี่ยนแปลงตามไป
ด้วย ในด้านโครงสร้าง ขนาด รูปแบบครอบครัว ตลอดจนความสัมพันธ์ ค่านิยม
ความคิด พฤติกรรม วิถีชีวิตของบุคคลในครอบครัว นาไปสู่ความอ่อนแอของสถาบัน
ครอบครัว สมั พันธภาพระหวา่ งสมาชิกในครอบครัวห่างเหนิ ความรบั ผิดชอบต่อบทบาท
หน้าท่ีในครอบครัวลดน้อยลง ก่อเกิดปัญหาครอบครัวและสังคม โดยสถานการณ์
ครอบครัวไทยในปัจจุบัน พบว่า มี มีรูปแบบครอบครัวท่ีหลากหลาย การอยู่ร่วมกัน
ระหว่างพ่อ แม่ และลูก มีแนวโน้มลดลง ในขณะทีค่ รอบครวั ทมี่ ีเฉพาะสามีและภรรยามี
แนวโน้ม อย่างไรก็ตามจากการศึกษาพบว่าความสุขในครอบครัวเป็นส่ิงท่ีทุกคน
ปรารถนา เป็นมติ ิท่สี ร้างความมน่ั คงให้กบั มนษุ ยไ์ ด้ในระดบั ต้นๆ เพราะครอบครัวเป็น
หน่วยทางสังคมที่สาคัญในการเลี้ยงดู หล่อหลอมความเป็นตัวตน และตอบสนองความ
ต้องการขั้นพื้นฐานที่สาคัญของมนุษย์ ท้ังปัจจัย 4 ตลอดจนความม่ันคงทางอารมณ์
ความรัก ความอบอุ่น การยอมรบั การสร้างจิตสานกึ และความรบั ผิดชอบต่างๆ

เม่ือครอบครัวมีความสาคัญอย่างย่ิงสาหรับมนุษย์ เป็นจุดเริ่มต้นในการสรร
สร้างหล่อหลอมพฤติกรรม ความคิด ทัศนคติ แห่งความเป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ ดังน้ัน
หน้าท่ีครองครัวจึงมิได้เป็นเพียงการกระทา หากแต่ต้องการกระทาท่ีเต็มไปด้วยความ
รับผิดชอบ (Responsibility) ในทุก ๆ ด้าน ครอบครัวเป็นผู้สร้าง กาหนดสถานภาพ
บทบาทและสิทธิหน้าท่ีของบุคคลอันพึงปฏิบัติต่อกัน เป็นสถาบันแห่งแรกในการ

7 สมเดจ็ พระพทุ ธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยตุ โฺ ต) .ศิลปศาสตร์แนวพทุ ธ.
(กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร,์ ๒๕๓๒) หนา้ ๑๓-๑๕.

~ ๒๓๖ ~

ถ่ายทอดวัฒนธรรมและพัฒนามนุษย์ให้มีคุณภาพ ความรัก ความผูกพันระหว่างพ่อแม่
ลกู จะเป็นพลังเชอ่ื มรอ้ ยอนั เขม้ แข็งแรงทีจ่ ะนาไปสูก่ ารสร้างสรรคส์ งั คมให้เขม้ แข็ง

สังคมครอบครัว เป็นสังคมปฐมภูมิ เป็นสังคมแรกของสมาชิกที่มีความสาคัญย่ิง
การสร้างครอบครัวให้เข้มแข็งนั้น ต้องประกอบด้วยคุณค่าท่ีมิใช่ตวั เงินหรือวัตถุนิยม แต่
เป็นการใช้จิตวิญญาณและคุณค่าของความสัมพันธ์ สัมพันธภาพ ความรักความผูกพัน
กันภายในครอบครวั มตี ัวชี้วดั ความเขม้ แข็ง ดังนี้

เม่ือครอบครวั มีความสาคญั อยา่ งย่งิ สาหรบั ชีวิตมนุษย์ เป็นจุดเริม่ ต้นในการสรร
สร้างหล่อหลอมพฤติกรรม ความคิด ทัศนคติ แห่งความเป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ ดังนั้น
หน้าที่ครอบครัวจึงมิได้เป็นเพียงการกระทา หากแต่ต้องเป็นการกระทาที่เต็มเป่ียมไป
ด้วยความรับผิดชอบ (Responsibility) ในทุก ๆ ด้าน ครอบครัวเป็นผู้สร้าง กาหนด
สถานภาพ บทบาทและสทิ ธหิ นา้ ที่ของบุคคลอนั พงึ ปฏิบัติตอ่ กัน เป็นสถาบันแห่งแรกใน
การถ่ายทอดวัฒนธรรมและพัฒนามนษุ ย์ให้มคี ุณภาพ ความรัก ความผูกพันระหว่างพ่อ
แมล่ ูก จะเป็นพลงั เชอ่ื มรอ้ ยอันแข็งแรงทจ่ี ะนาไปสู่การสรา้ งสรรค์สังคมใหเ้ ข้มแข็ง

การสร้างครอบครัวให้เข้มแข็งน้ันต้องประกอบด้วยคุณค่าท่ีมิใช่ตัวเงินหรือวัตถุ
นิยม แตเ่ ป็นการใช้จิตวญิ ญาณและคุณค่าของความสัมพันธ์ สัมพันธภาพ ความรักความ
ผูกพนั กันภายในครอบครัว มีตวั ชวี้ ดั ความเข้มแขง็ ดังนี้

ความเป็นปกึ แผ่นในครอบครวั ไดอ้ ยู่รว่ มกนั
มเี ศรษฐกิจพอเพยี ง
มีส่ิงแวดล้อมท่ีดี มีทอี่ ยอู่ าศยั
พ่อแม่เลี้ยงดูลูกเป็น ลูกจะฉลาด เป็นคนดี มีความสุข ขณะท่ีพ่อแม่ก็ได้เรียนรู้
และพัฒนาตนเองมีการเรยี นรอู้ ยา่ งต่อเนอ่ื ง 8
แนวทางง่าย ๆ สาหรับการสรา้ งความสุขให้ครอบครวั
การใชเ้ วลาว่างทากิจกรรมร่วมกนั ในครอบครวั เชน่ ทานอาหารร่วมกัน ชว่ ยกัน
ทางานบ้าน อ่านหนังสือ/สอนการบ้านลูก หางานอดิเรกทาร่วมกัน ออกกาลังกาย การ
พักผ่อน/ท่องเที่ยวกับครอบครัว การสร้างสัมพันธภาพอันดีกับเพ่ือนบ้านหรือบุคคลอ่ืน
พบปะสังสรรค์เพ่ือการสร้างทักษะชีวิตและการอยู่ร่วมกันในสังคม การทาประโยชน์

8 องคป์ ระกอบของครอบครวั เข้มแขง็ และมคี ณุ ภาพ (ประเวศ วะส,ี 2548).

~ ๒๓๗ ~

รว่ มกนั เพื่อปลูกฝงั คา่ นิยม จติ สานึกทด่ี ี เช่น การทาบุญหรือเขา้ รว่ มกจิ กรรมทางศาสนา
การช่วยเหลืองานชุมชนหรอื สังคมร่วมกนั

การส่ือสารอย่างเข้าใจ พูดคยุ แลกเปล่ียนความคิดเห็นด้วยเหตุผล เพื่อลดความ
ขัดแย้งและปอ้ งกันความรนุ แรงในครอบครัว

การมีเวลาให้กับครอบครัวอย่างเพียงพอ ในการฟ้ืนฟูความสัมพันธ์
(relationship time) เช่นการให้กาลังใจ การปรับความเข้าใจ การปรึกษาพูดคุย และ
ทากจิ กรรมรว่ มกัน (activity time)

หลักสาคัญของการมีครอบครัวที่อบอุ่น คือ การมีส่วนร่วมและความเป็น
อันหนึ่งอันเดียวกันของสมาชิกครอบครัว การไม่รู้สึกโดดเด่ียว หว้าเหว่ ความรักใคร่
ปรองดองกนั และความรบั ผิดชอบในบทบาทหนา้ ที่ของสมาชกิ ครอบครวั

สิ่งท่ีควรหลีกเลี่ยงคือ “ความรุนแรงในครอบครัว” บ้านหรือครอบครัวควร
เป็นที่ท่ีปลอดภยั สาหรับทกุ คน แต่หากคอบครัวกระทาความรุนแรงต่อกัน ไมว่ ่าจะเป็น
ความรุนแรงทางรา่ งกาย จิตใจ การลว่ งละเมดิ ทางเพศ การละเลยทอดทิ้งไม่ดแู ล หรือ
ทางเศรษฐกิจ ยอ่ มสง่ ผลกระทบต่อความม่ันคงของบุคคลโดยตรง ดังนั้นความรักความ
เข้าใจและการช่วยเหลือเก้ือกูล ตลอดจนความรับผิดชอบตอ่ บทบาทหน้าท่ีของสมาชิก
ครอบครวั ทุกคนนามาซงึ่ ความเปน็ ครอบครวั เข้มแข็ง และมคี วามสขุ ได้

การปกครองเป็นสิ่งจาเป็นของสังคมทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นสังคมพื้นฐานคือ
ครอบครัว จนกระท่ังถึงประเทศชาตแิ ละสังคมโลก จะตอ้ งมีระบบแบบแผนการปกครอง
เข้ามาควบคุม เพ่ือให้สังคมมีความสงบเรียบร้อย กฎเกณฑ์กติกาต่าง ๆ ที่แต่ละสังคม
สร้างข้ึนก็เพื่อจัดระเบียบสังคม แต่ระเบียบต่าง ๆ น้ัน ควบคุมได้แต่ทางกายและวาจา
เท่าน้ัน น้อยนักที่จะควบคุมเข้าไปถึงจิตใจของคนในสังคม เคร่ืองมือสาคัญท่ีจะเป็น
อปุ กรณค์ วบคุมสังคมให้เกิดความสงบเรียบร้อยถงึ ท้ัง ๓ ทาง คือ กาย วาจา และใจได้มี
แต่ธรรมเท่าน้ัน ธรรมท่ีจะนามาเป็นเคร่ืองส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดความสงบสุข ทาให้
สังคมร่มเย็น ปราศจากความเดือดร้อนมีอยู่มากมาย ไม่สามารถประมวลมาให้ศึกษาใน
บทเรียนนี้ได้ท้ังหมด มีบางข้อบางประเด็นเท่านั้นที่จะได้ศึกษาในท่ีน้ี ทั้งนี้ มิได้
หมายความว่า ส่วนที่ไม่นามาศึกษาน้ัน ไม่เป็นไปเพ่ือการปกครอง ธรรมหรือพุทธธรรม
ที่พระพุทะเจ้าตรัสไว้ล้วนเป็นไปเพื่อขจัดปัญหาท้ังน้ัน ดังท่ีตรัสไว้ว่า “ทุกข์เท่านั้นที่
เกดิ ขึ้น ทุกข์เทา่ น้ันที่ต้ังอยู่ ทุกขเ์ ทา่ นนั้ ที่ดบั ไป ตถาคตแสดงธรรมเพือ่ ดบั ทุกข์น้ัน”

~ ๒๓๘ ~

พุทะธรรมท่ีศึกษาในบทเรียนนี้ จะช่วยให้เข้าใจถึงระบบ หรือพุทธวิธีบริหาร
การเมืองการปกครองอย่างครอบคลุม หากสังคมนาไปประพฤติปฏิบัติตามได้ จะ
ก่อให้เกิดดลุ ยภาพของชวี ิต ชีวิตจะไม่เป็นโมฆะอย่างแน่นอน ทีส่ ามารถยืนยันได้อย่างนี้
เพราะเป็นคาสอนของพระพุทธเจ้า คาสอนที่ได้มาจากการตรัสรู้ ได้มาจากสัพพัญญุต
ญาณ จึงม่ันใจได้ เพียงแต่ผู้ศึกษาทาความเข้าใจในบทเรียนโดยโยนิโสมนสิการก็จะ
อานวยประโยชนอ์ ยา่ งยง่ิ แลว้ ตวั อย่างพทุ ธธรรมระดับครอบครวั เชน่

สภาพการณ์ปัจจุบันและปัญหาที่เกิดข้ึนในครอบครัว ของประชาชนมี ๓
ประการ คอื

(๑) ปญั หา ด้านการศกึ ษา คือประชาชนค่อยขา้ งมกี ารศึกษาตา่ ง ๆ
(๒) ปัญหาด้านเศรษฐกิจ คือ ประชาชนมีฐานะปานกลางอยู่ ในระดับยากจน
และ
(๓) ปัญหาด้านครอบครัว คือ มีการหย่าร้างสูงข้ึนและเกิดช่องว่างของ
ครอบครัวมากย่งิ ข้นึ
หลักพุทธธรรมเก่ียวกับการแก้ไขปัญหาครอบครัวท่ีปรากฏในคั มภีร์
พระพุทธศาสนา เถรวาท พบว่า หลักพุทธธรรม หมายถึง คาสอนของพระพุทธเจ้า มี
ความสาคัญ คือ เป็นหลักธรรมเพ่ือการ พัฒนาบุคคล ครอบครัว ทางาน สังคม และ
หลักพุทธธรรมท่ีเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาครอบครัว เช่น พรหมวิหาร ๔ ทิศ ๖
สังคหวัตถุ ๔ และ ฆราวาสธรรม ๔
แนวการประยุกต์หลักพุทธธรรมในแก้ไขปัญหาครอบครัว ด้านการศึกษาด้วย
การจัดกิจกรรมรณรงค์ประชาชนปฏิบัติธรรมเพ่ือแทรกหลัก พุทธธรรม ด้านเศรษฐกิจ
ต้องฝึกประชาชนให้เข้าหลักการดาเนินชีวิตผ่านหลกั ธรรม และด้านครอบครัวฝกึ อบรม
ด้านศลี ธรรมให้เข้าใจหลกั การครองชีวิตคู่และรายละเอียดของหลักพุทธธรรมทปี่ ระยุกต์
คอื
๑. พรหมวหิ าร มีความหมาย ๒ นยั ได้แก่
๑) เป็นคุณธรรมอันประเสริฐ พรหมวิหารในความหมายแรก หมายถึงบุคคลผู้
ประพฤติพรหมวิหาร เท่ากับมีชีวิตอยู่อย่างประเสริฐ และแตกต่างจาก (ธรรม)
กรรมฐานอ่ืน ท่ีผู้ประพฤติจะได้ ประโยชน์ส่วนตัว แต่สาหรับพรหมวิหารนั้น เป็นข้อ
ปฏิบัตทิ ่ีทาให้ผู้ปฏิบัติมุ่งประโยชน์เพื่อคนอ่ืน สตั ว์อื่น ไมม่ ุ่ง ๓๑๐ ประโยชน์ตน ดงั เช่น


Click to View FlipBook Version