~ ๑๓๙ ~
สอน หยุดการประกาศคาสอน หยุดการปฏิบัติพุทธกิจ การได้เป็นอย่างน้ันจริง เม่ือ
พระพทุ ธเจ้าพระชนมายคุ รบ ๘๐ ปี
พุทธบริษัทท่ีพระองค์ทรงพร่าสอนเป็นปึกแผ่นแน่นหนา สามารถทางานแทน
พระองค์ได้ สามารถโต้ตอบคากล่าวหาค่อนแคะข่มขี่จากบุคคลภายนอกได้เป็นอย่างดี
งานท่ีพระองค์ทรงวางรากฐานไว้ ดาเนินไปไกลมากและกาลนั้น พระองค์ก็ทรงลุถึงการ
อธิษฐานพระชนมายุไว้อย่างลงตัว สิ่งเหล่านี้เป็นไปตามแผนงานทั้งหมด เพื่อพหูชน
สามารถรับมรดกธรรมไดต้ ามพทุ ธประสงค์ แล้วพระองค์ก็ปลงภาระเขา้ สู่การปรินิพพาน
สิ้นสดุ พทุ ธกิจอย่างงดงามโดยไมม่ ีมนุษย์และเทวดาจะปฏบิ ตั ติ ามได้
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วไม่นาน พระองค์บังเกิดปริวิตกว่า ธรรมท่ีเราบรรลุ
แล้วน้ี เป็นธรรมที่สุขุมลุ่มลึก ละเอียดลึกซ้ึง ยากท่ีสัตว์ผู้มีอวิชชาครอบงาจะรู้ตามได้
ขณะท่ีพระองค์ทรงพิจารณาดังน้ีแล้ว ก็น้อมพระทัยไปเพ่ือความขวนขวายน้อยที่จะ
แสดงธรรม ขณะนั้น ท้าวสหัมบดีพรหมทราบปริวิตกของพระพุทธเจ้าแล้วก็ดาริว่า โลก
จะถึงกาลพินาศเพราะพระพุทธเจ้าไม่น้อมพระทัยไปเพื่อแสดงธรรม อาศัยเหตุน้ัน ท้าว
สหมั บดีพรหมและเทพในหมื่นจกั รวาล จึงไดม้ าเฝ้าพระพทุ ธเจ้า ได้กราบทูลอาราธนาว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดแสดงธรรม ขอพระสุคตทรงเปิด
ประตู่แหง่ อมตะธรรมเถิด สัตว์ทง้ั หลายจาพวกทม่ี ีธลุ ีในจักษุน้อยมอี ยู่ เม่อื ไม่ได้ฟังธรรม
ย่อมเสือ่ ม ผ้รู ู้ทั่วถึงธรรมย่อมมี”
พระผู้มีพระภาคเจ้า สดับคาพูดอาราธนาของพระพรหมแล้ว ด้วยอาศัยความ
กรุณาในหมู่สัตว์ จึงได้ตรัสตอบพรหมว่า “ดูกรพรหม เพราะเราเห็นความประณีตใน
ธรรมอันลกึ ซึ้ง จึงไม่ประสงค์จะแสดงธรรมแก่มวลมนุษย์ บัดนี้ เราเปดิ ประตูอมตะธรรม
แก่ทา่ นแล้ว ผปู้ ระสงคจ์ ะรบั ฟงั จงแสดงศรทั ธามาเถิด” 11
ทรงอธษิ ฐานพระชนมายุ (พุทธวิธีบริหารอายสุ ังขาร)
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถึงธรรมซ่ึงเป็นอุบายจะให้เวไนยสัตว์เข้าถึงพระนิพพาน
โดยนัยเป็นต้นดังน้ีแล้ว จึงทรงทาอายุสังขาราธิษฐานว่า บริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี
อุบาสก อุบาสิกา ผู้เปน็ สาวกของตถาคตจักไม่ฉลาด ไม่แกลว้ กล้า เป็นพหูสูตรทรงธรรม
ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ประพฤติปฏิบัติไปตามสมควรแก่โลกุตรธรรม เรียนธรรม
11 ดูรายละเอยี ดใน, วิ.มหา. (ไทย) ๔/๗/๑๑.
~ ๑๔๐ ~
วินัยของอาจารย์แลว้ บอกกลา่ วบัญญัติแจกแจงซ่งึ ความเปิดเผย ทาให้ตื่นข่มปรบั ปวาท
ทเี่ กิดแล้วให้สงบด้วยดี แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ได้เพียงใด พรหมจรรย์ของตถาคตยังไม่
มั่นคง แพร่หลายกว้างขวางเป็นประโยชน์แก่ชนหมู่มาก ปริสสมบัติสาวกมณฑลยังไม่
สมบูรณ์ พรหมจรรย์ยังไม่ไพบูลย์กว้างขวางเพียงใด ตถาคตยังไม่ปรินิพพานก่อน ถ้าใน
ระหว่างน้ีหากโรคาพาธจักเกิดขึ้นให้ห้าห่ันอายุสังขาร ตถาคตจักขับไล่โรคาพยาธิด้วย
อิทธิบาทภาวนา ให้โรคาพยาธิหายไป จักบารุงสรีระให้ดารงอยู่ก่อน จนกว่าปริสสมบัติ
และพรหมจรรย์จะสมบูรณ์
พระวนิ ยั ผลสมั ฤทธ์ิทางการปกครอง
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงค้นพบธรรม และเพื่อให้ธรรม คือความจริงตามกฎของ
ธรรมชาตินนั้ อานวยผลประโยชน์แกห่ ม่มู นุษย์ จงึ ทรงวางวินัยขึ้นมาเป็นกฎเกณฑ์ในหมู่
มนุษย์ วินัยจึงเป็นการจัดระเบียบชีวิต และเป็นการจัดระเบียบสังคม จัดระเบียบการ
ปกครอง การท่ีมนุษย์สามารถจัดระเบียบชีวิตและระบบทางสังคมได้สาเร็จ นับเป็น
ความสามารถพิเศษของมนษุ ย์ เพราะว่าสัตวเ์ หล่าอ่ืนไม่มคี วามสามารถอย่างน้ี ถึงแม้ว่า
วินัยจะเป็นเรื่องบัญญัติขึ้น คือเป็นส่ิงท่ีมีอยู่จริงตามธรรมชาติ แต่เพื่อให้สังคมมนุษย์
ดารงอยู่ด้วยดีตามธรรมน้ัน วินัยจึงเป็นส่งิ จาเป็นท่ีต้องมี เพราะทาให้เป็นระบบระเบียบ
แบบแผนของมนุษย์ ถ้าไม่มีระเบียบมาเป็นเคร่ืองควบคลุมปกครองความวุ่นวายต้อง
เกิดข้ึน ผลท่ีตามมาก็คือ ความไม่สงบ เมื่อสังคมมนุษย์มีแต่ความเดือดร้อนวุ่นวาย การ
ที่จะแสวงหาทางหลุดพ้นจากความทุกข์ก็มีน้อย วินัยจึงเป็นสิ่งที่มีความหมายเป็นบวก
เพราะเป็นการจัดสรรโอกาสให้แก่ชีวิตและสังคมดาเนินไปโดยสะดวกคล่องตัว ได้ผลมี
ประสิทธิภาพ และเป็นโอกาสแก่การพัฒนามนุษย์ วินัยเป็นรุ่งอรุณของการศึกษา เป็น
สญั ญาณว่า มนุษยจ์ ะมีการพัฒนาและมีชีวิตทด่ี งี ามต่อไป
การบริหารพุทธบริษัท
เมื่อพระพุทธเจ้าพอพระทัยที่จะส่ังสอนเผยแผ่พุทธธรรมแล้ว พระองค์ก็ทรง
วางกฎกติกาให้บุคคลหรือบริษัท ๔ ถือเป็นหลักปฏิบัติร่วมกัน เพราะสังคมมนุษย์ท่ีจะ
อยู่ร่วมกัน ปฏิบัติงามร่วมกันต้องปฏิบัติเหมือนกัน องค์กรจึงจะเกิดความเรียบร้อย
ราบรื่น ส่ิงทเี่ ป็นกฎกติกาท่ที รงบญั ญตั ขิ นึ้ เรยี กว่าวนิ ยั และวินยั น้กี ็เปน็ สง่ิ เชื่อมประสาน
ทาให้คนในองค์กรไม่แตกแยก ไม่แบ่งช้ันวรรณะ ผู้ที่เข้าสู่วินัยแล้ว จะปฏิบัติเหมือนกัน
~ ๑๔๑ ~
และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเหมือนน้าในมหาสมุทรที่ไหลมาจากทิศต่าง ๆ เม่ือรวมกัน
แล้วย่อมไมม่ ีข้อแตกตา่ ง
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเมื่อกล่าวถึงสัทธาแล้วต้องมีปัญญากากับอยู่ใน
หลักธรรมน้ันเสมอ ท้ังน้ีก็เพราะว่าเม่ือมีความเช่ืออย่างเดียวโดยไม่มีปัญญาก็จะเป็น
ความเชื่อทีง่ มงาย (Blind Faith) ปราศจากเหตผุ ล (Cause and Effect) และการพสิ ูจน์
เพราะฉะนั้นความเชื่อจึงเป็นลักษณะความรู้แบบหยาบๆ โดยไม่ผ่านการเจียระไนทาง
ความคิดหรือไม่ผ่านการไตร่ตรองด้วยโยนิโสมนสิการ พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนเร่ือง
ศรัทธาไว้ทไี่ หนก็จะมปี ัญญามาพรอ้ มด้วยท้ังน้กี ็เพ่อื ป้องกันไมใ่ หผ้ ้เู ชอ่ื เกิดความงมงาย
หลักความเช่ือทางพระพุทธศาสนา ในเร่ืองของความเชื่อตามหลักพุทธศาสนา
พทุ ธเจ้าทรงแสดงไวใ้ นหลักกาลามสูตร ดงั ท่ปี รากฏในเกสปุตตสูตร องั คตุ ตรนิกาย ตกิ นิ
บาต แต่คนส่วนมากมักจะเรียกว่ากาลามสูตร 12 ซึ่งเป็นพระสูตรสาคัญท่ีพระพุทธเจ้า
แสดง ณ เกสปตุ ตนคิ ม มีใจความสรุปวา่
เกสปุตตะเป็นนิคมแห่งหน่ึงในแคว้นโกศลชาวนิคมน้ีเป็นที่รู้จักกันว่าชาวกาลา
มะ เมื่อชาวกาลามะได้สดับว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมายังนิคมของตน จึงมาเฝ้าพระองค์
เพื่อขอคาแนะนาและกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีสมณพราหมณ์พวกหน่ึง
มายังเกสปุตตนิคม สมณพราหมณ์พวกนั้นพูดประกาศแต่เฉพาะทรรศนะของตนเท่าน้ัน
ส่วนทรรศนะของผู้อื่น ช่วยกันตาหนิ ดูหม่ิน ประณาม ทาให้ไม่น่าเชื่อ สมณพราหมณ์
พวกอ่ืนๆซ่ึงมายังเกสปุตตนิคมก็ทาในลักษณะเดียวกัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้า
พระองค์มีความเคลือบแคลงสงสัยในสมณพราหมณ์เหล่านั้นว่า สมณพราหมณ์
เหล่าน้ัน ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ”พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนชาวกาลามะ
ท้ังหลาย ถูกแล้วท่ีท่านท้ังหลายมีความเคลือบแคลงสงสัยในสิ่งที่ควรเคลือบแคลง
สงสัย มาเถดิ ท่านทง้ั หลาย
1. อยา่ เพ่งิ รบี เชื่อเพียงเพราะฟังตามกันมา (มา อนุสสฺ เวน)
2. อยา่ เพิ่งรบี เชื่อเพียงเพราะถือสบื ๆกนั มา (มา ปรมปฺ ราย)
3. อย่าเพง่ิ รีบเช่ือเพียงเพราะเลา่ ลือ (มา อิตกิ ิราย)
4. อยา่ เพง่ิ รบี เชื่อเพยี งเพราะอา้ งตาราหรือคัมภีร์ (มา ปฏิ กสมปฺ ทาเนน)
12 ดูรายละเอยี ดใน, องฺ.ติก. (ไทย) 20/505/212.
~ ๑๔๒ ~
5. อย่าเพิ่งรบี เชื่อเพยี งเพราะตรรก (มา ตกกฺ เหต)ุ
6. อย่าเพิง่ รบี เชื่อเพียงเพราะคาดคะเน (มา นยเหตุ)
7.อย่าเพง่ิ รบี เชือ่ เพียงเพราะตรึกตามอาการ (มา อาการปริวิตกฺเกน)
8. อยา่ เพง่ิ รีบเชื่อเพยี งเพราะเขา้ กนั ไดก้ ับความเห็นของตน (มา ทิฏฺฐิ
นชิ ฌฺ านกขฺ นตฺ ิยา)
9. อยา่ เพ่งิ รบี เช่ือเพยี งเพราะผู้พดู สมควรเชือ่ ได้ (มา ภพฺพรูปตาย)
10. อยา่ เพ่งิ รีบเช่ือเพยี งเพราะนบั ถือวา่ สมณะน้เี ป็นครขู องเรา (มา สมโณ
โน คร)ุ
เม่ือใดท่านท้ังหลายรู้ด้วยตนเองว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นอกุศล มีโทษ ผู้รู้ติ
เตียน ไม่เป็นประโยชน์ เมื่อน้ัน ท่านทั้งหลายควรละสิ่งเหล่าน้ันเสีย แต่ในกรณีตรงกัน
ขา้ ม เมื่อใดท่านทั้งหลายรดู้ ้วยตนเองว่า สิ่งเหล่าน้ีเปน็ กุศล ไม่มโี ทษ ผู้รูส้ รรเสรญิ เป็น
ประโยชน์ เมอื่ น้นั ทา่ นทั้งหลายควรปฏิบัตสิ ิง่ เหลา่ นนั้ ”
ความเหน็ ถูก-ผิด ในทางพระพทุ ธศาสนา จะเหน็ ไดว้ ่าพระพุทธเจ้าเริ่มการสอน
ไม่ใช่ยัดเยียดให้เขาเช่ือ ยัดเยียดให้เขานับถือ แต่เป็นการสอนให้เห็นข้อเท็จจริงและรู้
ประจักษ์พิจารณาดว้ ยปัญญาของตนเอง ไม่มีการชักจงู แตอ่ ยา่ งใด เพยี งแต่แนะแนวทาง
ใหค้ นนาไปสใู่ นการประพฤติในทางทถี่ กู ต้อง อยา่ งท่ีพระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อปัณณกสูตร
13 ซึ่งเป็นพระสูตรท่ีว่าด้วยการปฏิบัติไม่ผดิ พระองค์ทรงวางแนวทางของการสมาทานท่ี
ถูกต้องและทรงช้ีโทษแห่งการสมาทานท่ีผิดแก่พวกพราหมณ์และคหบดีที่อยู่ในหมู่บ้าน
สาลา ซึ่งในขณะนั้นพวกชาวบ้านยังงุนงงสงสัยกับเจ้าลัทธิต่างๆที่ต่างเสนอลัทธิของตน
ว่าลัทธขิ องเราถกู ลทั ธขิ องคนอนื่ ผิด จนทาให้ชาวบา้ นเกิดความสงสยั และยังไม่สมาทาน
เอาความเชื่อของลัทธิใดๆมานับถือ พระพุทธเจ้าก็ทรงให้ชาวบ้านสาลา
สมาทานอปณั ณก ธรรม ซงึ่ สามารถจาแนกไดด้ งั น้ี
ทิฎฐิท่ีไม่ควรสมาทานถอื เอา
1. นัตถิกทิฎฐิ คือ ผู้มีความเห็นว่าไม่มี ปฏิเสธเร่ืองบุญ บาป ทานที่ให้แล้วไม่มี
ผล ยัญท่ีบูชาแล้วไม่มีผล การเซ่นสรวงก็ไม่มีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่ทาดีทาช่ัวก็ไม่มี
โลกนไี้ ม่มี โลกหนา้ ไม่มี มารดาไมม่ คี ณุ บิดาไม่มีคุณ เป็นตน้
13 ดรู ายละเอียดใน, ม.ม. (ไทย) 13/92/95.
~ ๑๔๓ ~
2. อกริ ิยทิฎฐิ คือ ผูท้ ี่มคี วามเหน็ ว่า สัตว์ท้งั หลายท่กี าลังได้รับความลาบาก หรือ
ความสบายก็ตาม ไม่ไดอ้ าศัยเหตใุ ดๆ ให้เกดิ ข้นึ เลย เป็นไปเองทั้งนั้น
3. อเหตุกทิฎฐิ คือ ผู้ท่ีมีความเห็น"ปฏิเสธเหตุ"ไม่เช่ือว่ากรรมดี หรือกรรมชั่วท่ี
สตั ว์ทง้ั หลายได้กระทากนั อยูท่ ุกวันน้ี จะเป็นเหตใุ หเ้ กดิ ผลได้
ทิฎฐทิ ี่ควรสมาทานถือเอา
1. อัตถิกทิฎฐิ คือ ผ้ทู ี่มีความเห็นวา่ บาป บญุ คุณ โทษมีจรงิ ทานท่ใี ห้แลว้ ก็
มีผล ยัญทบ่ี ูชาแลว้ ก็มีผล กานเซน่ สรวงก็มีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่บุคคลทาดหี รือทาชว่ั
กม็ ีอยู่ เป็นตน้
2. กริ ยิ ทฎิ ฐิ คอื ผู้ท่ีมีความเหน็ วา่ สตั ว์ทัง้ หลายที่ไดร้ บั ความลาบากได้รบั
ความลาบากต่างๆ ยอ่ มอาศยั เหตุปจั จยั เกิดข้ึน ไม่ไดเ้ กดิ ขึน้ เอง
3. เหตกุ ทฎิ ฐิ คือ สรรพสตั วท์ ้ังหลายทีก่ าลังเปน็ ไปอยู่ มเี หตุนา เหตหุ นนุ เหตุ
เนอ่ื งอยู่เบ้อื งหลงั ไม่ปฏเิ สธเหตุ และเชอ่ื วา่ กรรมดี หรือกรรมชวั่ ทส่ี ัตวท์ งั้ หลายทากัน
อยู่ จะเปน็ เหตุใหเ้ กดิ ผลได้ ความบริสุทธ์ิของสตั ว์ทงั้ หลายมีเหตุมปี จั จยั
อทิ ธพิ ลของความเช่ือท่ีมีผลตอ่ การประพฤติศลี ธรรม
ความเช่อื ถอื วา่ มอี ทิ ธพิ ลตอ่ การดารงชีวติ เป็นอย่างมาก เพราะถา้ หากเราเชอ่ื ใน
สิง่ ที่ถูก มันก็เปน็ ปัจจัยนาใหเ้ ราประพฤติไปในทางทถ่ี ูกต้อง แต่ในทางกลบั กันถ้าหากเรา
เช่ือในทางที่ผิดมันก็เป็นปัจจัยนาเราประพฤติปฏิบัติไปในทางท่ีไม่ดีได้เช่นกัน อย่างท่ี
กล่าวมาถ้าหากว่า บุคคลถือเอาความเห็นของ นัตถิกทิฎฐิ,อกิริยทิฎฐิ และอเหตุกทิฎฐิ
ทิฎฐิ ทั้ง ๓ น้ี พระพุทธองค์ตรัสว่าพวกเขาเหล่าน้ีย่อมจักเว้นกุศลธรรม 3 ประการ
ได้แก่
1. กายสุจรติ
2. วจีสจุ ริต
3. มโนสุจริต
บคุ คลที่ถอื เอาความเหน็ ต่างๆเหล่าน้ีด่ังท่กี ล่าวแล้ว เม่ือสมาทานถอื เอาความ
เชื่อทีผ่ ิดกจ็ ะเป็นมิจฉาทิฐิคือมีความเห็นผดิ อยา่ งสานวนไทยว่า เห็นกงจกั รเป็นดอกบัว
ไม่มีการประพฤติชอบ กอปรด้วยมนุษยธรรมทางกาย วาจาและใจ กล่าวคือ
ทางกาย พวกเขาเหลา่ นั้นจักประพฤติทจุ ริตมี การฆ่าสัตวต์ ัดชีวิต เบียดเบยี น
~ ๑๔๔ ~
หรอื ย่ายบี ีฑาสง่ิ มีชวี ิตด้วยกัน มีการลกั ทรัพย์ทุจริตคอรัปช่ันและประพฤติผดิ ในกาม มีชู้
ประพฤตินอกใจ ละเมิดตอ่ จรยิ ธรรมทางเพศเปน็ ตน้
ทางวาจา พวกเขาเหล่าน้ันจักประพฤติทุจริต มีการพูดจาโกหกหลอกลวง
หยาบคาย ให้สะเทือนใจแก่ผู้รับฟัง หรือทาให้ผู้ฟังโกรธ อีกท้ังพูดจาส่อเสียด ยุยุงให้
ผอู้ นื่ ร้าวแตกกนั และเวลาจะพดู อะไรกจ็ ะไร้สาระไม่เกิดประโยชน์
ทางใจ พวกเขาเหล่านั้นก็จกั ประพฤติทกุ จริต มีการคดิ อยากได้ของผู้อน่ื โดยทเ่ี จ้าของไม่
อนญุ าต คิดทจี่ ะลักขโมย ยือ้ แย่ง อยากจะคดโกง ทุจริตคอรัปช่ัน คิดผูกอาฆาตพยาบาท
จองเวรจองกรรมกับผอู้ ่นื
ส่วนบุคคลท่ีถือเอาทิฐิท้ัง 3 อย่างมี อัตถิกทิฐิ, กิริยทิฐิ และ เหตุกทิฐิ ทิฎฐิ ที่
ถูกต้องควรสมาทานถือเอาปฏิบัติ พวกเขาเหล่าน้ันก็จะพฤติสุจริต มีการเว้นจากอกุศล
ธรรมสามประการดั่งที่กลา่ วมาแล้วข้างต้น
๕.๕ พระวนิ ยั ที่ทรงบัญญตั ิในการสอนสังคมศกึ ษาในองคก์ รสงฆ์
บุคคลในองค์กรสงฆ์ คือ ผู้ท่ีสละกิจต่าง ๆ ทางบ้านเรือนเข้ามาอยู่ร่วมกันเพื่อ
ฝึกฝนอบรมกาย วาจา และจิตใจ เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายสูงสุดตามที่พระพุทธองค์ทรง
วางไว้ มขี อ้ บญั ญตั ิสาหรบั บคุ คลทนี่ บั เนอ่ื งในสงฆ์ ๕ ประการ คือ
๑. พระวินัยท่ีทรงบัญญัติแก่ภิกษุท่ีมาในพระปาติโมกข์ มีจานวน ๒๒๗
สิกขาบท
๒. พระวินัยท่ีทรงบัญญัติแก่ภิกษุณีท่ีมาในพระปาติโมกข์ มีจานวน ๓๑๑
สกิ ขาบท
๓. พระวนิ ยั ทที่ รงบัญญัตแิ ก่สิกขมานา มจี านวน ๖ สิกขาบท
๔. พระวนิ ัยที่ทรงบญั ญัติแกส่ ามเณร มจี านวน ๑๐ สกิ ขาบท
๕. พระวินยั ทที่ รงบญั ญตั ิแก่สามเณรี มจี านวน ๑๐ สกิ ขาบท
ขอ้ บัญญัตสิ าหรับอบุ าสกอบุ าสกิ า
สาหรับพุทธบริษัทที่ไม่จัดเข้าในสังคมนักบวช แต่ก็มีความสาคัญแก่
พระพุทธศาสนาไม่น้อย คือ ฆราวาส หรือ คฤหัสถ์ สถาบันนักบวชหรือสถาบันสงฆ์จะ
ดารงอยู่ได้ก็เพราะคฤหัสถ์สนับสนุนบารุงให้เป็นได้ ข้อปฏิบัติของฆราวาสมีอยู่ ๕
สิกขาบท เรียกกันว่าศีล ๕ สาหรับผู้ประสงค์จะเพิ่มความเคร่งครัดขึ้นไป ก็สามารถ
ปฏิบัติในศีล ๘ หรืออุโบสถศีลก็ได้ วินัยทั้งส่วนของพระสงฆ์และส่วนของฆราวาส เป็น
กฎเกณฑ์ท่ีมีไว้สาหรับฝึกคนให้มีศีล การควบคุมสังคมท้ังส่วนของสงฆ์และฆราวาสนั้น
~ ๑๔๕ ~
ไม่มีอะไรดีไปกว่าพระวินัย เพราะบุคคลเม่อื ปฏิบัติตามพระวินัยแล้ว ไม่จาเป็นที่จะต้อง
มีอาวุธยุทโธปกรณ์มาบังคับขู่เข็ญ วินัยจึงเป็นอุปกรณ์ควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ที่
ประเสรฐิ สดุ
พระพุทธเจ้าทรงเป็นนักบริหารท่ีมีความสามารถสูง หลักธรรมของพระองค์
สามารถประยกุ ต์ใชก้ ับกระบวนการปกครองทุกระบบ ทรงเน้นคุณธรรมในการปกครอง
ทาให้ระบบการบริหารดีส่งผลให้พระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรือง ธารงอยู่ได้ตราบ
จนปจั จุบนั ซึ่งการบริหารและการธารงรกั ษาพทุ ธศาสนามีรายละเอยี ด ดังน้ี
1. ด้านการบรหิ ารของพระพทุ ธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงมหี ลกั การบรหิ ารดงั นี้
หลักธรรมพระวินัยเป็นธรรมนูญหรือกฎหมายสูงสุดใน พระพุทธศาสนา
ก่อนท่พี ระพุทธองคจ์ ะเสดจ็ ปรนิ ิพพานได้ตรัสกับพระอานนทว์ า่ “ธรรมวินัยท่เี ราบญั ญัติ
แก่เธอจะเป็นศาสดา ของเธอ เมื่อเราลว่ งลับไป” พระธรรมวินัยจึงถือเป็นหัวใจของการ
ปกครองคณะสงฆต์ ราบจนปจั จบุ นั
หลกั ธรรมาธิปไตย พระพุทธเจา้ ทรงแสดงหลักการปกครองไวเ้ รยี กว่า อธปิ ไตย
3 คือ อัตตาธิปไตย โลกาธิปไตย และธรรมาธิปไตย ทรงยกย่องธรรมาธิปไตย เป็น
สาคัญ เพราะนักบริหารแบบธรรมาธิปไตยยึดธรรมหรือหลักความถูกต้องชอบธรรม ฟัง
ความคิดเห็นของผู้อ่ืนทาให้ได้ทั้งคนและงาน ต่างจากนักบริหารแบบอัตตาธิปไตยท่ียึด
ตนเองเป็นสาคัญ ถือว่าตนฉลาดกว่าคนอ่ืนเป็นเผด็จการได้งานเสียคน และนัก
โลกาธิปไตย เอาใจคนอ่ืนไม่มีจุดยืน ไม่กล้าขัดใจใคร ได้คนแต่เสียงานหรือเสียท้ังงาน
เสยี ท้ังคน
หลกั ธรรมาธปิ ไตยมีองคป์ ระกอบดงั น้ี
๑) หลกั เสรีภาพ ทรงเนน้ เสรีภาพส่วนบคุ คล โดยเฉพาะการเลือกนบั ถอื ศาสนา
สอนให้ใชส้ ติปัญญาไตรต่ รองให้รอบคอบกอ่ นปลงใจเชอ่ื คาสอนใด ๆ ให้ใช้วจิ ารณญาณ
ตามหลกั สัมมาทิฏฐิอย่าเชอื่ โดยขาดสตหิ รือขาดปัญญาตรึกตรอง และทรงเนน้ เสรีภาพท่ี
สูงสุด คือ การหลุดพ้นจากความทกุ ขท์ เี่ ปน็ เหตุใหต้ อ้ งเวยี นว่ายตายเกิด
๒) หลักความเสมอภาค ทรงยืนยันว่าท้ังชายและหญิงมีความเสมอภาคด้าน
การ ตรัสรู้ธรรมหลักสิทธิมนุษยชนทรงห้ามไม่ให้ภิกษุณีมีทาสหญิงและทาสชาย และ
ทาสที่เข้ามาบวชเป็นพระภิกษุย่อมได้รับสิทธิเทียบเท่ากับภิกษุรูปอ่ืน ๆ ทุกคนมีสิทธิที่
จะได้ศกึ ษาและปฏิบัติธรรมวนิ ยั อย่างเสมอกนั
~ ๑๔๖ ~
๓) หลักภราดรภาพ ทรงเน้นเมตตาเป็นสาคัญถือว่ามนุษย์ทุกคนเป็นเพ่ือน
รว่ มเกิด แก่ เจบ็ และตาย ทรงสอนไม่ให้เบียดเบยี นกนั แม้แตส่ ัตว์กอ็ ย่าไปทารา้ ย นับว่า
หลักศีล 5 และธรรม 5 เป็นภราดรภาพในพระพุทธศาสนาหลักสังคหวัตถุธรรม 4 เป็น
หลักธรรมท่ถี อื ว่าเป็นหัวใจของมติ รภาพระหวา่ งบคุ คลและสังคม
2. ด้านการธารงรกั ษาพระธรรมวินัย
หลักการธารงรักษาพระธรรมวินัยทรง มอบให้เป็นภาระรับผิดชอบของพุทธ
บริษัท 4 โดยประทานความเป็นใหญ่ในคณะสงฆ์ในด้านต่าง ๆ ที่เป็นเร่ืองของส่วนรวม
ทรงปรารภอนาคตว่า การร้อยกรองพระธรรมวนิ ัยข้ึนเพื่อเป็นหลกั ชว่ ยมใิ ห้สงฆแ์ ตกแยก
กนั ภายในภาย ภาคหน้า
แสดงว่าพระองค์ทรงหลักปาปณิกธรรม คือ ธรรมสาหรับนักบริหาร 3 อย่าง
ประกอบด้วย จักษุมา หมายถึง มีสายตายาวไกลกาหนดเป้าหมายและวางแผน 3
ประการ คือ รู้ตน รคู้ น และรู้งาน ตรงกบั คาว่า ทกั ษะในการใช้ความคดิ วิธุโร หมายถึง
จัดการธุระได้ดีมีความชานาญเฉพาะด้าน ตรงกับคาว่า ทักษะด้านเทคนิค
และ นิสสยสัมปันโน หมายถึง อาศัยคนอ่ืนได้ เพราะเป็นผู้มีมนุษยสัมพนั ธ์ดี ตรงกับคา
วา่ ทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์
3 .ด้านเป็นมนุษย์ผูฝ้ ึกตนไดอ้ ย่างสูงสดุ
การ ฝึกตนอันประเสริฐสุดในพระพุทธศาสนา คือ การ ฝึกตนตามหลกั มรรค 8
ประการ พุทธเจา้ ทรงได้ชื่อวา่ เปน็ นักเสียสละผู้ยิ่งใหญ่ ทรงสละสิ่งเล็กน้อยไปจนถึงสละ
กิเลสจนได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถือว่าพระองค์เป็นตัวอย่างที่ดี ทรงฝึกตนเป็นนัก
เสียสละ
พระพุทธเจ้าทรงฝึกตนดว้ ยการ เสียสละสง่ิ นอกกาย สรปุ ไดด้ งั นี้
1) ทรงเสียสละอานาจอันย่ิงใหญ่ ทรงสละการเป็นพระเจ้าจักรพรรดิใน
อนาคตมีอานาจครอบงาท่ัวโลก เพ่ือพระสัมมาสัมโพธิญาณ อันเป็นประโยชน์แก่สรรพ
สตั วใ์ นการพ้นจากความทกุ ข์
2) ทรงเสียสละครอบครัวอันเป็นที่รัก ทรงสละบุคคล เหล่าน้ันไปบรรพชา
อุปสมบท เพ่ือแสวงหาสัจธรรมคือ พระสัมโพธิญาณ และเพ่ือช่วยสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์
เมื่อทรงตรสั รู้แลว้ กเ็ สด็จมาโปรดพระประยูญาติ และบคุ คลอ่ืน ๆ ให้รู้ในสจั ธรรม
~ ๑๔๗ ~
3) ทรงเสียสละโลกียสุข ในฐานะเป็นเจ้าชายรัชทายาทแทนท่ีจะทรงใช้ชีวิต
อย่ใู นปราสาท 3 ฤดู บาเรอด้วยสุขต่างๆแต่ทรงกลับสละออกไปโดยไม่อาลยั อาวรณ์
4) ทรงเสียสละความสุขความสบายส่วนพระองค์ หลังจากตรัสรู้แล้วแทนที่
พระองค์จะเสวยวิมุตติสุข หรือสุข คือ พระนิพพานเพียงลาพัง แต่ทรงช่วยผู้อ่ืนให้พ้น
ทกุ ขด์ ว้ ย โดยการเสดจ็ เท่ยี วสัง่ สอนเป็นเวลา 45 พรรษา จนถงึ วาระแหง่ ปรนิ ิพพาน
พระพุทธเจ้าทรงฝกึ ตนดว้ ยการเสียสละกเิ ลสภายใน สรปุ ได้ดังนี้
1. ทรงเสียสละแม้ชีวิตเพื่อแสวงหาโมกขธรรม คือทรงบาเพ็ญทุกรกิริยาเป็น
เวลา 6 ปี ยังไม่บรรลุมรรคผลแต่ทรงไม่ย่อทอ้ พระทัยและเปลี่ยนมาบาเพญ็ เพียรทางใจ
ทรงแน่พระทัยว่าการบาเพ็ญเพียรทางจิตเป็นหนทางให้บรรลุมรรคผลได้ จึงทรง
อธิษฐานว่าแม้หนัง เอ็น กระดูก เนื้อ และเลือดในสรีระจักเหือดแห้งไป เม่ือยังไม่บรรลุ
จักไม่ยอมหยุดความเพียรนั้น ซ่ึงการกระทาของพระองค์แสดงถึงความเด็ดเดี่ยวเย่ียง
มหาบรุ ุษทยี่ ากจะหาผ้ใู ด เสมอเหมอื นได้
2. ทรงฝึกตนดว้ ยการอดทนต่อเหตุการณร์ ้ายตา่ ง ๆ คือ ตลอดช่วงเวลาทีเ่ ผย
แผ่คาสอน เช่น ทรงอดทนต่อการถูกนางจิญจมานวิกา กล่าวร้ายว่าเป็นผู้ทานางท้อง
ทรงใชค้ วามอดทนเป็นเคร่ืองพิสจู นค์ วามบริสุทธ์ิ จนหลดุ พน้ จากเหตกุ ารณร์ า้ ย
3. ทรงมุ่งเน้นหลักไตรสิกขา คือ หลักการฝึกฝนอบรมตนในพระพุทธศาสนา
หลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญาเป็นหลักการย่อของมรรคมีองค์ 8 ทรงฝึกมาอย่าง
สมบูรณ์ ทาให้ได้อิสรภาพภายในคือ พระนิพพาน พระองค์ไม่เพียงแต่ฝึกตนเองเท่าน้ัน
แต่ยังฝึกคนอื่นไดอ้ ย่างดีเย่ียมด้วย
การสรา้ งความสัมพนั ธ์ในหม่พู ุทธบรษิ ัท
ความสมั พันธ์ในชนั้ ต้นขององค์กรชาวพุทธ มีพระวินัยควบคมุ ส่งเสริมให้ดาเนิน
ไป แต่พระวินัยก็ควบคุมเฉพาะกายวาจา เท่าน้ัน ถ้าจะให้สมบูรณ์เป็นไปตามหลัก
ไตรสิกขาแล้ว ตอ้ งมีพระธรรมเข้ามาควบคุมอีกชั้นหน่ึง เพราะพระธรรมเม่ือบุคคลน้อม
นาเข้ามาสู่จิตใจและเป็นแนวทางปฏิบัติสาหรับจิตใจแล้ว จะทาให้การปฏิบัติทางกาย
วาจา สะดวกสบายขึ้น คล่องตัวขึ้น ธรรมท่ีเป็นสิ่งเชื่อมประสานให้หมู่พุทธบริษัทเกิด
ความระลึกถึงกัน รักกัน เคารพกัน กลมกลืนสามัคคีกัน คือ สาราณียธรรม หมายถึง
ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน 6 ประการ เป็นคุณธรรมที่ทาให้คนเราไม่เห็นแก่ตัว แต่จะ
~ ๑๔๘ ~
คิดถึงคนอื่น เอ้ือเฟ้ือเผ่ือแผ่แก่ผู้อ่ืน เข้าใจคนอื่นมากขึ้น ระลึกถึงกัน ผูกพันเช่ือมโยง
บุคคลไวด้ ้วยน้าใจ มอี ยู่ ๖ ประการ คือ
ก. สาราณยี ธรรม 6 สาหรับฆราวาส
1. เมตตากายกรรม แห่งสาราณียธรรม 6 คือ ทาต่อกันด้วยเมตตา หมายถึง
ทาสิ่งใดก็ทาด้วยความปรารถนาดีต่อผู้อื่นเช่น แสดงไมตรีจิต และหวังดีต่อมิตรสหาย
เพ่ือนร่วมงาน บุคคลรอบขา้ ง โดยช่วยเหลือในเร่ืองต่างๆ ดว้ ยความเต็มอกเต็มใจ พรอ้ ม
กับประพฤติตนอยา่ งสุภาพ สม่าเสมอ ให้ความเคารพ และจริงใจต่อผู้อ่ืนแมใ้ นยามหน้า
และลบั หลัง
2. เมตตาวจีกรรม แห่งสาราณียธรรม 6 คือ พูดกันด้วยเมตตา หมายถึง จะ
พูดอะไรก็พูดด้วยความปรารถนาดีต่อกัน เช่น การให้ความรู้ หรือคาแนะนาท่ีดีต่อผู้อื่น
กล่าววาจาสภุ าพ พูดจริง ไม่พดู เพ่ือผลประโยชน์ทจ่ี ะเกดิ ขึ้นแกต่ นเองฝา่ ยเดียว
3. เมตตามโนกรรม แห่งสาราณียธรรม 6 คือ คิดต่อกันด้วยเมตตา หมายถึง
จะคิดสิง่ ใดกใ็ ห้คิดในสิ่งที่ดี และคิดด้วยความปรารถนาดีตอ่ ผู้อื่น เช่น ตั้งจติ ปรารถนาท่ี
จะทาคุณงามความดี คิดมั่นในการสร้างบุญกุศล และมีจิตเมตตาช่วยเหลือผู้อ่ืนด้วย
ความหวงั ดี
4. สาธารณโภคี แห่งสาราณียธรรม 6 คือ แบ่งปันสิ่งท่ีได้มาโดยชอบธรรม
หมายถงึ แบ่งปนั ลาภผลท่ีรว่ มกัน หาร่วมกันทาโดยยตุ ิธรรมแม้สิ่งของทีไ่ ดม้ าจะนอ้ ย แต่
ก็แจกจา่ ยใหไ้ ด้มีสว่ นรว่ มใช้สอยบริโภคท่วั ถึงกันน้ัน คอื การร่วมสขุ รว่ มทุกขก์ ัน
5. สีลสามัญญตา แห่งสาราณียธรรม 6 คือ มีความประพฤติเสมอภาคกัน
หมายถึง ประพฤติสุจริตในส่ิงที่ดีงามอย่างสม่าเสมอ ประพฤติตนอย่างมีระเบียบวินัย
เหมือนผู้อ่ืน ไม่ประพฤติตนในทางแตกแยกจนเป็นท่ีขัดข้องหมองใจต่อผู้อื่นหรือเส่ือม
เสยี แก่หมู่คณะ
6. ทิฏฐิสามัญญตา แห่งสาราณียธรรม 6 คือ มีความเสมอภาคกันทาง
ความคิด และเคารพความคิดเห็นของผู้อ่ืน หมายถึง ปรับความคิดความเห็นให้มีเหตุมี
ผลถูกต้องเหมือนกับผู้อ่ืน และหมู่คณะภายใต้เหตุ และผลในทางท่ีดีงาม พร้อมกับ
เคารพเหตผุ ล ยดึ หลักความดีงามเปน็ อุดมคติอย่างสม่าเสมอ 14
14 ดรู ายละเอยี ดใน, อง.ฺ ฉฏฺฐก. (ไทย) ๒๒/๒๘๒-๓/๓๒๑-๓.
~ ๑๔๙ ~
ข. สาราณยี ธรรม 6 สาหรับภกิ ษุ สามเณร
1. เมตตากายกรรม คือ ภิกษุ และสามเณรทั้งหลาย พึงกระทาส่ิงใดก็ต้องให้
ยึดม่ันด้วยความเมตตา ได้แก่ การแสดงความมีน้าใจช่วยเหลือขวนขวายในกิจการงาน
ตา่ งๆ ที่ควรของเพื่อนภิกษุสามเณร ของเพื่อนอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นต่อ
หนา้ หรือลบั หลงั ก็ตาม
2. เมตตาวจีกรรม คอื ภกิ ษุ และสามเณรทั้งหลายพึงกล่าววาจาท่ีประกอบข้ึน
ดว้ ยเมตตา ได้แก่ การพูดวาจาท่ีเป็นคาสัตย์ คาจริง คาสมานสามคั คีด้วยคาไพเราะ น่า
ฟัง และคาที่มีประโยชน์ภายใต้พื้นฐานท่ีมาจากความเมตตา และจิตอันบริสุทธ์ิต่อคนที่
ตนพูดด้วย และคนท่ีพูดถึง พูดต่อหน้าอย่างไร ลับหลังก็ต้องพูดอย่างนั้น ลับหลังพูด
อย่างไร ตอ่ หน้าก็ควรพดู อยา่ งนั้น
3. เมตตามโนกรรม คือ ภิกษุ และสามเณรทั้งหลายพึงระลึกในจิตท่ีมีเมตตา
ได้แก่ การต้ังความรู้สึกในคนและสัตว์ท้ังหลายว่า ชีวิตแต่ละชีวิตไม่ต้องการความทุกข์
แต่ต้องการความสุขฉันใด เพราะฉะน้ันขอให้บุคคลน้ันๆ ดารงชีวิตอยู่ด้วยความไม่มีเวร
ไม่มีภัย ไม่เบียดเบียนกัน ไม่ประทุษร้ายกัน ให้แต่ละคนอยู่ดีมีสุขตามสมควรแก่ฐานะ
ของตน เมือ่ จะคิดถงึ ใครก็ตามไม่ไดจ้ าเพาะเจาะจงวา่ เป็นภกิ ษุสามเณรเทา่ นน้ั ใหค้ ิดถึง
กันด้วยเมตตา และพร้อมท่ีจะแสดงออกทางกาย ทางวาจา ทั้งต่อหน้า และลับหลัง
บคุ คลเหล่าน้ัน
4. สาธารณโภคี คือ ภิกษุ และสามเณรท้ังหลาย พึงแบ่งปันภัตตาหารหรือ
สิ่งของของตนให้แก่เพื่อนภิกษุสามเณรด้วยกัน พึงละเว้นจากความเห็นแก่ตัวไม่แบ่งปัน
ผู้อื่น คือ หลักการอยู่ร่วมกันของพระภิกษุสามเณรน้ัน ต้องรู้จักเที่ยวบิณฑบาตอาหาร
จากชาวบ้านผมู้ ีจติ ศรัทธา เป็นการได้อาหารมาในทางท่ชี อบธรรม แต่วา่ การได้ปัจจยั 4
นัน้ คนเรามีวาสนาบารมไี ม่เหมือนกัน บางคนไดม้ ากจนเหลือกินเหลอื ใช้ บางคนได้น้อย
จนไม่ค่อยพอกินพอใช้ เพราะฉะนั้นคนที่ได้ลาภผลมาในทางที่ชอบมาก จึงต้อง
แสดงออกซึ่งทางกายกรรมทางวจีกรรม ท่ีสะทอ้ นมาจากใจ ด้วยการเอ้ือเฟื้อแบง่ ปันเป็น
การสงเคราะห์ อนเุ คราะห์ เฉลยี่ ความสุขให้แกก่ นั และกัน
5. สีลสามัญญตา คือ ภกิ ษุ และสามเณรท้ังหลาย พงึ รักษาศลี ให้บริสทุ ธ์ิเสมอ
กัน เนื่องด้วยการอยู่ร่วมกันของพระภิกษุ สามเณรน้ัน ก็เป็นสังคมหนึ่งที่คล้ายกับ
ฆราวาส มีผู้มากบ้าง และมีผู้รู้น้อยบ้าง แต่ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องการประพฤติปฏิบัติแล้ว
~ ๑๕๐ ~
ย่อมเป็นท่ียอมรับนับถือของผู้ท่ีเก่ียวข้องกันแม้จะเป็นเพ่ือนรักร่วมใจกัน ถ้าคนหน่ึง
ละเมิดศีลท่ีพระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้จะกลายเป็นที่รังเกียจ ดูหมิ่นของเพื่อนภิกษุ
สามเณรด้วยกัน การอยู่ร่วมกันโดยปกติสุขที่ประสงค์จะเกิดขึ้นไม่ได้ ดังน้ัน จึงต้อง
พยายามปฏิบัติตนให้ถกู ต้องตรงตามหลักของศลี ท่ีพระพุทธเจา้ ทรงบญั ญัตไิ ว้โดยใหม้ อง
ว่า ข้อน้ีพระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้อย่างไร ใครปฏิบัติถูกต้องตรงหลักที่พระพุทธเจ้า
บญั ญัตไิ ว้ก็ปฏิบัติไปตามเขา ทาให้เกิดเป็นความเรียบรอ้ ยสวยงามขึ้นทพี่ ระพุทธเจ้าทรง
เรียกวา่ สังฆโสภโณ คือ หมคู่ ณะท่งี ดงาม
6. ทิฏฐิสามัญญตา คือ ภิกษุ และสามเณรท้ังหลาย พึงมีความเห็นร่วมกัน
และเคารพความเห็นของผู้อื่นเสมอ ไม่พึงวิวาทกันเอง เพราะเพียงความเห็นที่ไม่ตรงกัน
โดยในฐานะของภิกษุในพระพุทธศาสนา ถ้าเป็นความเห็นเก่ียวกับวินัย ก็ต้องเอาวินัย
เป็นมาตรการกาหนดตัดสินว่า ความเห็นของใครถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ถ้าเป็นเร่ือง
เกี่ยวกับธรรมะก็ตรวจสอบเทียบเคียง สอบทานหลักธรรมะว่า ข้อน้ี พระพุทธเจ้าทรง
แสดงไว้อย่างไร แล้วก็หาจุดกลางทางความคิดมาพบกัน แต่บางอย่างเป็นเรื่องของ
กิจการงาน หรือแม้แต่เร่ืองความเห็นทว่ั ไป อาจจะมคี วามขดั แย้งในหลกั การ และวธิ ีการ
บางอย่าง แต่ว่าสามารถประสบผลเชน่ เดยี วกนั ได้ ก็ต้องรู้จกั ผ่อนปรนไม่ก่อเหตุทะเลาะ
วิวาท เพราะเหตุว่าความเห็นขัดแย้งกัน เว้นไว้แต่บุคคลนั้นมีความเห็นขัดแย้งกับธรรม
วินัย ซึ่งภิกษุสามเณรรู้ห่วงใยในพระพุทธศาสนา จะต้องถือเป็นภาระหน้าที่ท่ีจะขจัด
ปรบั การววิ าทเหลา่ น้ันให้ยตุ ิลงดว้ ยความเรยี บร้อย 15
สาหรับกลุ่มชนท่ีเป็นหัวหน้า เป็นนักปกครอง พระพุทธเจ้าก็ทรงแสดหลักการ
บริหารไว้ ดังแดงแก่เจ้าวัชชีบุตรท้ังหลาย ผู้ปกครองรัฐโดยสามัคคีธรรม (Republic)
เรยี กว่า อปริหานิยธรรมของกษตั รยิ ว์ ชั ชี ๗ ประการ
คือ ขอ้ ปฏิบัติหรือธรรมอันเป็นเหตไุ ม่ให้เกิดความเสื่อมมี ๗ ข้อเป็นหลักธรรมที่
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสส่ังสอนท้ังฝ่ายคฤหัสถ์ โดยตรัสส่ังสอนเหล่ากษัตริย์ลิจฉวี
เมอื งเวสาลี แควน้ วชั ชี และตรัสส่งั สอนเหลา่ ภกิ ษทุ เ่ี มืองราชคฤห์ แคว้นมคธ
หลักอปรหิ านิยธรรม สาหรับฝ่ายคฤหสั ถ์ มดี งั นี้
๑. หมัน่ ประชมุ กนั เนอื ง ๆ
15 ดูรายละเอยี ดใน, อง.ฺ ฉฏฐก. (ไทย) ๒๒/๒๘๒-๓/๓๒๑-๕.
~ ๑๕๑ ~
๒. ประชุมหรือเลกิ ประชุม และทากจิ ของสว่ นรวมอย่างพร้อมเพรียงกนั
๓. ไม่บัญญัติสิ่งท่ีมิได้บัญญัติ ไม่ถอนส่ิงที่ได้บัญญัติไว้แล้วยึดถือปฏิบัติตา
หลักธรรม ที่บญั ญตั ไิ ว้
๔. เคารพนับถือเชื่อฟังและให้เกียรติแก่ผู้เป็นประธาน ผู้บริหารหมู่คณะ และ
ปฏิบัติตามหลกั ธรรมท่บี ญั ญตั ิไว้
๕. ให้เกยี รติ ให้ความปลอดภยั แกส่ ตรีเพศ ไมข่ ม่ เหงฉุดครา่
๖. เคารพนับถือบชู าพระเจดียท์ ั้งหลายทั้งภายในและภายนอกเมอื ง และไม่บั่น
ทอนผลประโยชนท์ ี่เคยอปุ ถัมภบ์ ารงุ พระเจดีย์เหล่านั้น
๗. จัดการอารักขาโดยธรรมแก่พระอริยะ ด้วยตั้งความปรารถนาว่า พระอริยะ
เหลา่ นีท้ ่ยี ังไม่มาส่บู า้ นนเ้ี มืองนี้ขอใหม้ า สว่ นท่มี าแล้วขอใหท้ า่ นอย่ผู าสุก 16
หลกั อปรหิ านิยธรรมสาหรับฝ่ายศาสนจักร หรอื ฝ่ายภกิ ษุสงฆ์
ท่ตี รัสส่งั สอนเหล่าภิกษุสงฆ์ใน ๔ ขอ้ แรกนั้นเหมือนกบั ที่ตรสั แกเ่ จ้าลิจฉวี มี
แตกตา่ งกัน ๓ ขอ้ สดุ ทา้ ย ซงึ่ อปริหานยิ ธรรมสาหรบั พระภิกษนุ นั้ มี ๒ นยั
อปรหิ านิยธรรม ๗ สาหรบั พระภิกษุ นัยท่ี ๑
๑. หม่ันประชุมกันเนือง ๆ
๒. ประชุมหรอื เลกิ ประชุม และทากจิ ของส่วนรวมอย่างพร้อมเพรียงกัน
๓. ไม่บัญญัติสิ่งท่มี ิได้บญั ญัติ ไมถ่ อนส่ิงท่ีได้บัญญตั ิไวแ้ ล้วยดึ ถือปฏิบัติตาม
หลักธรรมท่บี ญั ญัติไว้
๔. เคารพนับถอื เช่ือฟงั และให้เกียรติแกผ่ ู้เป็นประธาน ผบู้ รหิ ารหมูค่ ณะ และ
ปฏบิ ตั ติ ามหลกั ธรรมทบี่ ญั ญัติไว้
๕. ไม่ลอุ านาจแก่ความอยากท่ีเกดิ ขนึ้ คอื ไม่ลแุ ก่ตณั หาอนั จะก่อใหเ้ กดิ ภพใหม่
๖. ยนิ ดีในความสงบ สนั โดษ หมายถึงการยนิ ดีในการอยปู่ ่า
๗. ต้ังใจอย่เู สมอว่า พระภิกษสุ ามเณรผู้มีศลี ทีย่ ังไม่มาสู่อาวาสขอใหม้ า ทม่ี าแลว้
ขอใหอ้ ยผู่ าสกุ 17
อปรหิ านิยธรรม ๗ สาหรับพระภิกษุ นัยที่ ๒
๑. ไมเ่ ป็นผชู้ อบการงาน ไมย่ ินดีแล้วในการงาน
16 ดรู ายละเอยี ดใน, องฺ. สตฺตก. (ไทย) ๒๒/๒๐/๑๘.
17 ดรู ายละเอยี ดใน, อง.ฺ สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๒๗, ๒๘/๒๖, ๒๗.
~ ๑๕๒ ~
๒. ไมเ่ ปน็ ผชู้ อบการคุย ไม่ยินดแี ลว้ ในการคยุ
๓. ไมเ่ ปน็ ผชู้ อบการนอนหลบั ไมย่ นิ ดแี ลว้ ในการนอนหลบั
๔. ไม่เป็นผชู้ อบการคลุกคลีด้วยหม่คู ณะ ไมย่ ินดีแลว้ ในการคลุกคลีดว้ ยหมคู่ ณะ
๕. ไมเ่ ป็นผู้มคี วามปรารถนาลามก ไม่ลุอานาจแกค่ วามปรารถนาลามก
๖. เปน็ ผู้ไม่มมี ิตรช่ัว สหายชว่ั หรือคบคนชัว่
๗. ไมถ่ งึ ความนอนใจในระหว่าง เพราะการบรรลุคุณวิเศษเพียงขน้ั ตา่
อปรหิ านยิ ธรรม ๗ สาหรบั พระภิกษุ นยั ที่ ๓
๑. เปน็ ผมู้ ศี รทั ธา
๒. เป็นผมู้ ใี จประกอบด้วยหิริ
๓. เป็นผู้มีโอตตปั ปะ
๔. เปน็ พหสู ตู
๕. เป็นผู้ปรารถนาความเพียร
๖. เป็นผมู้ สี ติต้ังมน่ั
๗. เป็นผมู้ ปี ัญญา 18
อปรหิ านิยธรรม ๗ สาหรบั พระภิกษุ นยั ท่ี ๔
๑. เจรญิ สตสิ ัมโพชฌงค์
๒. เจริญธมั มวิจยสัมโพชฌงค์
๓. เจริญวริ ิยสมั โพชฌงค์
๔. เจรญิ ปีติสัมโพชฌงค์
๕. เจริญปัสสัทธิสมั โพชฌงค์
๖. เจริญสมาธสิ ัมโพชฌงค์
๗. เจรญิ อุเบกขาสมั โพชฌงค์ 19
อปริหานิยธรรม ๗ สาหรบั พระภกิ ษุ นัยที่ ๕
๑. เจริญอนจิ จสัญญา
๒. เจรญิ อนัตตสัญญา
18 ดรู ายละเอียดใน, อง.ฺ สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๒๑/๑๒.
19 ดรู ายละเอยี ดใน, ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๕/๖๕.
~ ๑๕๓ ~
๓. เจริญอสุภสญั ญา
๔. เจรญิ อาทีนวสญั ญา
๕. เจรญิ ปหานสัญญา
๖. เจรญิ วริ าคสัญญา
๗. เจริญนิโรธสญั ญา 20
อปรหิ านยิ ธรรม ๖ สาหรบั พระภิกษุ นยั ที่ ๕
๑. เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนพรหมจรรย์ท้ังในท่ีลับและท่ี
แจ้ง
๒. เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพ่ือนพรหมจรรย์ท้ังในที่ลับและท่ี
แจง้
๓. เข้าไปต้ังมโนกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพอ่ื นพรหมจรรยท์ ั้งในที่ลับและที่
แจ้ง
๔. แบง่ ปันลาภอนั เปน็ ธรรมทไี่ ด้มาโดยธรรม แก่เพ่อื นพรหมจรรย์
๕. มศี ีลเสมอกนั กับเพือ่ นพรหมจรรย์ ทง้ั ในทแ่ี จง้ และที่ลับ
๖. มีทฐิ ิเสมอกนั กบั เพือ่ นพรหมจรรย์ ทง้ั ในทแี่ จง้ และทีล่ บั 21
๕.๖ สรปุ ทา้ ยบท
พุทธวิธีการประกาศคาสอนสังคมศึกษาสู่พุทธบริษัท ที่ทรงสอนตลอด
พระชนมายุ ๔๕ พรรษา เป็นไปเพื่อพหุประโยชน์แก่สังคมโดยรวม ตามพุทธกิจประจา
วนั ท่ีทรงบาเพ็ญ คือ เช้าบิณฑบาตโปรดสัตว์ บ่ายประกาศธรรม ค่าแสดงธรรมแก่สาวก
ดกึ ถกปัญหาเทวดา ใกลส้ วา่ งมาทรงตรวจตราดูสตั ว์โลก ดว้ ยวธิ ีการ ไดแ้ ก่
1) ทรงสอนสังคมโดยวิธีเอกังสลักษณะ คือ ทรงสอนยืนยันไปข้าง
เดียว เช่น ความดีมีผลเป็นสุข ความชั่วมีผลเป็นทุกข์ หรือกุศลเป็นส่ิงท่ีควร
บาเพ็ญ อกุศลเป็นสง่ิ ทคี่ วรละ
20 ดูรายละเอียดใน, องฺ. จตตุ ฺถ. (ไทย) ๒๑/๗๐.
21 ขอ้ มูลเพิ่มเติมจากวาระสุดท้ายของพระพุทธเจ้า, สานักพมิ พ์มติชน ทา่ นอาจารยเ์ สฐียร
พงษ์ วรรณปก ราชบณั ฑติ
~ ๑๕๔ ~
2) ทรงสอนสังคมโดยวธิ ีภชั ชลักษณะ คือ ทรงแยกประเด็นใหเ้ หน็ ชัดเจน เป็น
ปัญหาทไ่ี มส่ ามารถตอบโดยประเด็นเดยี ว แต่ต้องแยกตอบให้เห็นอยา่ งชดั เจน
3) ทรงสอนสังคมด้วยปฏิปุจฉาลักษณะ คือ ปัญหาที่ควรตอบโดยย้อนถาม
เสียก่อน เช่น จักษุฉันใด โสตะฉันนั้น โสตะฉันใด จักษุก็ฉันน้ัน ใช้ไหม..? พึงย้อนถาม
ว่า มุ่งความหมายในแง่ใด ถ้าถามโดยหมายถึงแง่ให้ดูหรือเห็น ก็ไม่ใช่ แต่ถ้ามุ่งหมาย
แงว่ ่าไม่เท่ยี งกใ็ ช่
4) ทรงสอนสังคมด้วยฐปนลักษณะ คือ พักปัญหาไว้ไม่พึงพยากรณ์ คือ
ปัญหาทีพ่ ึงยับยงั้ หรือพับเสีย ไม่ควรตอบเร่ืองนั้น เช่น ถามว่า ชวี ะกบั สรีระ คือส่ิง
เดียวกนั ใชไ่ หม..?
5) ทรงสอนสังคมด้วยอุปมาลักษณะ คือ ทรงสอนแบบเปรียบเทยี บ เชน่
ทรงเปรียบเทยี บภิกษดุ ว้ ยผ้าเปลือกไม่และผ้ากาสี ทรงเปรียบเทยี บมกั ขลโิ คศาลวา่
เหมือนผ้าท่ีทาด้วยผมคน ซึ่งเปน็ วธิ ีการที่ทรงใชบ้ ่อยมากท่ีสดุ เพราะทาใหผ้ ฟู้ งั มองเห็น
ภาพและเข้าใจงา่ ย โดยไม่ต้องใช้เวลามากและยาวนาน คาอปุ มาช่วยใหเ้ รอ่ื งท่ลี กึ ซ้ึง
เขา้ ใจยากปรากฏหมายความเดน่ ชัดเจนออกมา
~ ๑๕๕ ~
๕.๗ คาถามทา้ ยบท
คาชแี้ จง: จงตอบคาถามที่กาหนดให้ ใหไ้ ด้ใจความที่สมบรู ณ์
๑. พทุ ธวธิ ีการสอนสงั คมศึกษาในโอวาทปาตโิ มกข์ คืออะไร มีอะไรบ้าง อธิบาย?
๒. ลักษณะสาคัญของการสอนสงั คมศึกษาในโอวาทปาติโมกข์ มีอะไรบ้าง อธิบาย?
๓. พทุ ธวิธีกับความเช่อื ในการสอนสงคมศึกษา คอื อะไร มีหลักธรรมอะไรประกอบบา้ ง
อธบิ าย?
๔. พุทธวธิ ีการสอนสังคมศึกษากับความเชื่อมีความสัมพนั ธ์กันอย่างไร อธิบาย?
๕. พุทธวธิ ีในการตัดสนิ พระธรรมวินยั ในการสอนสงั คมศึกษา คืออะไร มีอะไรบา้ ง
อธิบาย?
๖. ลักษณะทีเ่ รียกว่าเปน็ พระธรรมวินยั ประกอบด้วยอะไรบ้าง อธิบาย?
๗. พทุ ธวิธีการสอนสังคมศึกษาในพุทธบรษิ ัท คืออะไร มีความสาคญั อยา่ งไร อธิบาย?
๘. การสอนสงั คมศึกษากบั การปกครองพุทธบริษทั คืออะไร ได้แก่อะไรบา้ ง อธิบาย?
๙. พุทธวิธกี ารสอนสังคมศึกษากับการปกครองสงฆ์ คืออะไร อธิบาย?
๑๐. หลกั ธรรมทที่ รงใช้บรหิ ารปกครองในสงั คมสงฆ์ มีอะไรบา้ ง อธิบาย?
*********
บทท่ี ๖ การสอนสังคมศกึ ษาตามแนวทางพระพทุ ธศาสนา
*********
ความนา
การสอนสังคมศกึ ษาตามแนวทางพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าทรงสอนและ
ช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากความทุกข์และสังสารวัฏ ตั้งแต่เม่ือคร้ังท่ียังทรงเป็นพระ
โพธิสัตว์ โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากการพิจารณาเห็นความทุกข์ของสรรพสัตว์และโทษภัย
ของกิเลสและสังสารวัฏ “เราตรัสรู้แล้ว จะให้ผู้อื่นตรัสรู้ด้วย เราพ้นแล้วจะให้ผู้อื่นพ้น
ด้วย เราข้ามไดแ้ ลว้ จะให้ผู้อนื่ ขา้ มไดด้ ว้ ย”
การชว่ ยเหลือสรรพสัตว์ในสังคมในคร้ังที่เป็นพระพทุ ธเจา้ แล้วนั้น เกิดจากพระ
พุทธคุณท่ีมีอยู่ในพระองค์ โดยเฉพาะพระปัญญาคุณและพระมหากรุณาธิคุณ ซึ่งพระ
พุทธองค์สามารถละอวิชชา ตัณหา และอุปาทานได้แล้ว จึงทรงมีปัญญาและกรุราเป็น
แรงจงู ใจในการกระทากจิ ต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลอื สรรพสตั ว์ให้พน้ จากความทุกขเ์ ปน็ ฉันทะ
ท่ีมุ่งหวังประโยชน์และความอยู่ดีมีสุขเพื่อผู้อื่นและสังคม พระพุทธองค์ทรงให้ความ
ช่วยเหลือทางด้านจิตใจแก่ผู้ประสบปัญหา หรือความทุกข์โดยเน้นการเยียวยาจิตใจ
เพ่ือให้บุคคลเหล่าน้ัน พ้นจากความทุกข์ ความโศกเศร้า และมีคุณธรรมในจิตท่ี
พัฒนาข้ึน จนกระท่ังเกิดดวงตาเห็นธรรม เป็นอริยบุคคล เป็นการบาเพ็ญพุทธกิจ
ทางด้านปัญญา การท่ีพระพุทธองค์ทรงให้ความช่วยเหลือโดยเน้นการส่งเสริมหรือ
พัฒนาจิตใจให้เจริญย่ิง ๆ ขึ้น จนกระทั่งเกิดปัญญา รู้แจ้งสัจธรรม เป็นพระอริยบุคคล
พน้ จากกเิ ลสและความทกุ ข์
๖.๑ ปรชั ญาการสอนสงั คมศึกษาในทัศนะทางพทุ ธศาสนา
การบริหารพระพุทธศาสนา ในสมัยพระพุทธกาลการบริหารคณะสงฆ์ของ
พระพุทธเจ้ามีลักษณะเป็นประชาธิปไตย โดยเน้นให้พระสงฆ์ปกครองดูแลกันเอง
ลักษณะที่เรียกวา่ ประชาธปิ ไตยในหมู่สงฆ์ มีปรากฏ ดงั นี้
1. พระพุทธเจ้าทรงมอบความเป็นใหญ่ให้แก่คณะสงฆ์ เช่น การให้คณะสงฆ์
เป็นผตู้ รวจสอบ คุณสมบัติของผ้มู าบวชและทาพธิ บี วชให้เปน็ ตน้
2. พระพุทธเจ้าทรงเคารพในมติของคณะสงฆ์ เมื่อคณะสงฆ์มีมติออกมา
อยา่ งไร พระบรมศาสดาจะทรงเคารพในมติน้ัน
~ ๑๕๗ ~
3. พระภกิ ษตุ อ้ งเข้ารว่ มในกจิ กรรมของคณะสงฆ์
4. การประชุมคณะสงฆ์ พระภิกษุทุกรูปที่เข้าร่วมประชุม มีสิทธิแสดงความ
คิดเหน็ เมือ่ มคี วามเหน็ แตกตา่ งกัน จะใช้วธิ ลี งมตโิ ดยใช้เสยี งข้างมากเปน็ ข้อยตุ ิ
5. การมอบฉันทะ เม่ือพระภิกษุรูปใด จาเป็นต้องออกจากท่ีประชุม เพ่ือไปทา
กิจสว่ นตวั จะต้องให้ฉันทะก่อน แปลว่า อนญุ าตให้การประชุมดาเนินต่อไปได้ แม้มกี าร
ลงมตใิ ดๆ พระภกิ ษรุ ปู นั้นตอ้ งยอมรับในมตนิ ั้น จะคัดคา้ นในภายหลงั โดยอ้างว่าไม่อยใู่ น
ทป่ี ระชุมไม่ได้
6. การทาสังฆกรรมของพระสงฆ์ จะต้องยึดถือประโยชน์สุขส่วนรวม และ
ความถูกต้องตามหลักประชาธิปไตยเป็นที่ตั้ง พระพุทธเจ้าจะไม่ทรงใช้อานาจในฐานะ
พระบรมศาสดาเขา้ แทรกแซง
เปรียบเทียบทัศนะความหมายของการศึกษาทางพุทธศาสนา ท่ีสืบทอดมาถึง
สมณะสาวกภิกษุไทย คือท่านพุทธทาสภิกขุได้กล่าวถึงการศึกษาและความหมายของ
การศึกษาไว้ว่า “การศึกษา” ที่แทจ้ ริง มลี ักษณะหรือมคี วามหมายเป็นพิเศษอยู่ คือตอ้ ง
ดอู อกมาจากขา้ งใน แล้วแกป้ ญั หาขา้ งนอก คาว่าศึกษา หรือ สิกขา รวมความหมายแล้ว
ท่านกล่าวว่าคือการ ดูตัวเอง เห็นตัวเอง รู้จักตัวเอง จึงจะเรียกว่า สิกขา 1 คาว่าศึกษา
ในภาษาไทยอาจะแคบไป ภาษาบาลีว่า สิกฺขา ในภาษาสันสกฤตเรียกว่า ศึกษา คา ๓
คา น้ี แม้จะต่างกันโดยเสียงหรือโดยพยัญชนะ ก็เป็นคาเดียวกัน คาว่า สิกฺขา ในภาษา
บาลี หมายถึง การประพฤติปฏิบัติ กระทาเพื่อให้ดับทุกข์ส้ินเชิง รวมถึงความรู้ด้วย
เพราะฉะน้ัน ความรู้กับการปฏิบัติต้องไปด้วยกัน ไม่แยกกัน มีความมุ่งหมายคือการดับ
ทุกข์ 2 ถ้าจะกล่าวว่า ตามภาษาบาลี คาว่า สิกฺขา มาจากคาว่า สะ แปลว่าเอง อิกขะ
แปล่าว่าดู-เห็น สะ+ อิกขะ รวมกันเป็น สิกขะ คือ สิกขา แปลว่า ผู้ดูเอง เห็นเอง คือ
เห็นภายในให้ท่วั พร้อม 3
1 พทุ ธทาสภิกขุ, การศึกษาทส่ี ามารถกาจัดความเหน็ แกต่ วั , (กรงุ เทพมหานคร:
สานักพิมพ์ธรรมบชู า, ๒๕๓๒), หน้า ๑๐-๑๒.
2 พุทธทาสภกิ ขุ, การศกึ ษาทส่ี ามารถกาจดั ความเห็นแกต่ วั , (กรงุ เทพมหานคร:
สานักพมิ พธ์ รรมบูชา, ๒๕๓๒), หนา้ ๑๑๙-๑๒๐.
3 พทุ ธทาสภิกขุ, คือคือดวงประทีปของโลก, ทรี่ ะลกึ ในงานเกษียณอายรุ าชการของ
อาจารย์เบญจะ เจรญิ ผล. โรงเรียนชลกนั ยานกุ ลู จังหวดั ชลบรุ ี กนั ยายน ๒๕๓๔, หน้า ๑๙.
~ ๑๕๘ ~
จากทศั นะของพุทธทาสภิกขุ ชี้ให้เห็นว่า การศึกษาต้องเป็นไปเพื่อกระตุ้น เพ่ือ
ไปสู่การดับทุกข์ ให้การศึกษาหันกลับมามองถึงธรรมชาติภายในตัวของมนุษย์ว่าเป็น
อย่างไร แทนท่ีการศึกษาจะมุ่งเน้นการพัฒนา หรือให้ความสนใจกับสิ่งอ่ื นที่
นอกเหนือจาก การส่งเสริมคุณค่าท่ีอยู่ภายในตัวตนของแต่ละคน เพราะมิฉะน้ัน
การศึกษาก็ไม่สามารถนาไปสู่การพ้นทุกข์ได้ พุทธทาสภิกขุ จึงต้องการให้การศึกษา
เป็นไปเพ่ือการดับทุกข์ จึงต้องเร่ิมจากการมีศีล มีสมาธิ และปัญญา ซ่ึงก็ต้องเกิดจาก
การฝึกฝนอบรมอย่างครอบคลุม หรือการให้ความสาคัญอยา่ งจริงจัง และเน้นย้าให้เห็น
ถงึ ความสาคัญอย่างต่อเน่ือง ควบคู่กับการปฏิบัติจากหลกั วิชา เพราะเพียงแต่วิชาอย่าง
เดียว หากขาดการปฏิบัติ จะเป็นการทาให้การศึกษาเป็นไปในทางที่ดีงามลดลง เพราะ
การศึกษาเป็นไปเพ่ือการพ้นทุกข์ หรือการศึกษาท่ีสอดคล้องกับความเป็นมนุษย์ท่ีชื่อว่า
สามารถฝกึ ฝนพัฒนาได้ใหเ้ ปน็ ยง่ิ กว่าการเป็นมนษุ ย์ทว่ั ไป
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้กล่าวถึง ความหมายของการศึกษาว่า
คาว่า “การศกึ ษา” มาจากภาษาบาลีว่า สิกฺขา แตเ่ ราเอาตามสันสกฤตว่า “ศิกฺษา” ทั้ง
สิกฺขา และ ศิกฺษา และศกึ ษาเป็นคาเดยี วกนั 4 ซงึ่ ทั้งพระพรหมคุณาภรณ์ และพทุ ธทาส
ภิกขุ มีความเห็นเร่ือง ความหมายของการศึกษาตรงกัน ส่วนการศึกษาของพระพรหม
คุณาภรณ์ เรียกการฝึกของมนุษย์ว่า การศึกษา (สิกฺขา) หรือพัฒนาชีวิต (ภาวนา) 5 ซึ่ง
เป็นการศึกษาที่เรียกว่า ไตรสิกขา และการศึกษาคือ การพัฒนาชีวิตท่ีดาเนินไปตลอด
จนกระทงั่ บรรลเุ ป้าหมาย คืออิสรภาพและความสุขตามหลกั ไตรสกิ ขา 6
พระพรหมคุณาภรณ์ ต้องการเน้นความหมายของการศึกษาอยา่ งพุทธทาสภิกขุ
ที่มุ่นเน้นการใหค้ วามหมายการศึกษา ในเชิงฝึกฝนอบรมตนให้ก่อเกดิ ความสมดุลท้ังทาง
รา่ งกายและจติ ใจ และมงุ่ การศึกษาเพื่ออิสรภาพภายในทว่ี ่า การศึกษาภายในตนเป็นสิ่ง
ท่ียืนยันตัวตนแน่นอน เพราะเก่ียวด้วยธรรมชาติภายในของบุคคล การศึกษาเพื่อ
4 พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), การศึกษาเพือ่ การอบรมทยี่ ั่งยนื ,
กรุงเทพมหานคร: บริษทั สหธรรมกิ จากดั , ๒๕๓๙), หน้า ๑๒.
5 พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยุตโฺ ต), พระพุทธศาสนากบั การพฒั นาสังคม,
กรุงเทพมหานคร: บรษิ ทั สหธรรมกิ จากัด, ๒๕๔๙), หนา้ ๗.
6 พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยุตโฺ ต), ธรรมกับการศกึ ษาของไทย, กรงุ เทพมหานคร: โรง
พมิ พม์ หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๒), หนา้ ๔๗.
~ ๑๕๙ ~
อิสรภาพภายนอก เป็นประโยชน์แก่มนุษย์และทาให้ชีวิตเข้าถึงจุดมุ่งหมาย คือ ความ
เป็นอยู่อย่างดที ี่สุดได้จรงิ จงึ เรยี กวา่ การศึกษาที่แท้ 7
กล่าวโดยสรุป จะพบว่าทรรศนะของพระพรหมคุณาภรณ์ มองการศึกษาใน
ประเด็นที่ว่า เม่ือการศึกษาสามารถพัฒนาภายในตัวของผู้เรียนได้ ก็สามารถพัฒนา
ภายนอกได้ตามไปด้วย ซ่ึงพระพรหมคุณาภรณ์ เห็นว่าความมีอิสรภาพภายในก็คือ
ความไม่มที กุ ข์ในชีวิต การตามรู้เทา่ ทันตามความเป็นจริง ซง่ึ กค็ อื การเขา้ ถงึ สภาวะความ
เป็นพระอรหันต์ ส่วนอิสรภาพภายนอกก็คือ การศึกษาที่ส่งเสริมให้เป็นผู้ที่มีความรู้
หรือทักษะความสามารถด้านต่าง ๆ เพื่อเป็นเครื่องมือในการดารงชีวิตอยู่ได้อย่าง
ราบร่นื ไดใ้ นสงั คม
๖.๒ ความหมายของการสอนสงั คมศึกษาในทศั นะทางพทุ ธศาสนา
ความหมายของงการศึกษาในการสอนตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเนน้ ใน
ดา้ นการฝึกตนไม่ให้ประมาท ความประมาท คือ ความเลินเล่อ เผลอสติ ไม่สารวมระวัง
กาย วาจา ใจ ส่วนความไม่ประมาทมีวินัยตรงกันข้าม ได้แก่ ความรอบคอบ มีสติคอย
กากับการกระทา วาจา ใจ
สติ คือ ความระลึกรู้สึกตัวอยู่เสมอจาเป็นต้องใช้ในกิจกรรมทุกอย่าง ตัง้ แตก่ าร
ทาการงานตามปกติ และกรณศี กึ ษาเปน็ เหตกุ ารณต์ ามช่วงต่างประกอบ ดงั นี้
หลักคาสอนในเรือ่ งความไมป่ ระมาท (ปัจฉิมโอวาท)
“ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย... บัดน้ี เราเตือนท่านท้ังหลาย สังขารท้ังหลาย มีความ
เสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลาย จงทาความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด” 8 มหา
ปรินพิ พานสตู ร ๑๐/๑๘๐
อธิบาย... พระพุทธเจ้าตรัสสอน เรื่องความไม่ประมาท เป็นพระโอวาทสุดท้าย
ในท่ีอ่ืน ทรงส่ังสอนว่า กุศลธรรมทั้งหมด รวมลงในความไม่ประมาท เหมือนรอยเท้า
สัตว์เดินดินต่าง ๆ รวมลงในรอยเท้าช้างฉะน้ัน ความไม่ประมาท จะเป็นเหตุให้เรา
เตือนใจ ตามคาสอนท่ีทรงเตือนไว้วา่ "วันคืนล่วงไป ๆ บัดน้ี เราทาอะไรอยู่" เราจะได้
7 พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยตุ โฺ ต), ปรัชญาการศึกษาไทย, กรุงเทพมหานคร: บรษิ ัท
สหธรรมิก จากัด, ฉบบั แกไ้ ขรวบรวมใหม่ ๒๕๓๙), หน้า ๒๕-๒๖.
8 ดูรายละเอียดในมหาปรนิ ิพพานสตู ร, ๑๐/ ๑๘๐.
~ ๑๖๐ ~
หมั่นพิจารณาดูตน และ หาโอกาสเพ่ิมพูนคุณงามความดี ละความชั่วให้ลดน้อยลง
ความไม่ประมาทจะเตือนไม่ให้เราลืมตน เห็นเป็นจริงเป็นจงั กับชีวิตในโลก ประหน่ึงว่า
จะดารงอยู่ได้ช่ัวกัปชั่วกัลป์ ในท่ีสุด ทุกคนจะต้องจบลงด้วยความตาย ทรัพย์สมบัติ
ต่าง ๆ ก็จะเปล่ียนมือไปเป็นของคนอ่ืน ท่ีดินท่ีเรานึกว่าเป็นของเรา แต่ถ้าเราจะ
กลายเป็นเถ้าถ่าน ฝังเร่ียรายอยู่บนพื้นดินน้ัน หรือ บางที เขาก็จะเก็บไว้ในโกศเล็ก ๆ
เหมือนของเด็กเล่น แต่ไม่มีใครอยากจับต้อง ถึงท่ีสุด เหมือน ๆ กันเช่นน้ี ในขณะที่มี
ชีวิตอยู่ จึงควรตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ถือเอาสาระจากชีวิตที่เน่าเป่ือย ไม่มีสาระนี้
ไวใ้ หไ้ ดด้ ว้ ยการบาเพ็ญคุณงามความดี บาเพ็ญประโยชนท์ ่าน ใหส้ มบรู ณ์เถดิ ..
คาสอนท่วั ไป พระพทุ ธศาสนาสอนเรื่องความไม่ประมาทและความประมาทคู่
กันในกรณีท่ัว ๆ ไปเพ่ือให้พุทธศาสนิกชนทราบผลดีของความไม่ประมาท และผลร้าย
ของความประมาทเปรยี บเทียบ
คาสอนเฉพาะกรณี ระดับตา่ แบ่งเปน็ ๔ อยา่ ง
๑. ในการละกายทจุ ริต ประพฤตกิ ายสจุ รติ
๒. ในการละวจสี ุจริต ประพฤตวิ จีสุจรติ
๓. ในการละมโนทจุ รติ ประพฤติมโนสจุ ริต
๔. ในการละความเห็นผิด ทาความเหน็ ให้ถกู
คาสอนในระดับสูง แบ่งเป็น ๔ อย่าง
๑. ระวงั ใจไม่ให้กาหนัด ในอารมณ์เปน็ ท่ีตง้ั แห่งความกาหนัด
๒. ระวังใจไมใ่ ห้ขัดเคอื ง ในอารมณ์เป็นท่ตี ้ังแห่งความขดั เคอื ง
๓. ระวังใจไมใ่ หห้ ลง ในอารมณ์เปน็ ที่ต้งั แหง่ ความหลง
๔. ระวังใจไมใ่ หม้ วั เมา ในอารมณ์เปน็ ทต่ี ั้งแหง่ ความมวั เมา
คาสอนโดยรวบยอด พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่า ท่านท้ังหลาย จงมีความไม่
ประมาท หรอื แปลอยา่ งยาวโดยเพิ่มเติมข้อความเข้าวา่ ทา่ นทง้ั หลายจงทาประโยชนต์ น
และประโยชน์ผอู้ ่นื ใหถ้ ึงพรอ้ มดว้ ยความไมป่ ระมาท
คาสอนเร่ืองความไม่ประมาทจึงเป็นคาสอนที่กว้าง ประมวลคาสอนอื่นๆ ไว้
เปรียบเทียบเหมือนร้อยเท้าช้างที่ใหญ่กว่ารอยเท้าสัตว์อื่นๆ ท่ี รวมลงในรอยเท้าช้างได้
คาสอนเร่อื งความไม่ประมาท จงึ สาคัญท่สี ดุ ประการหน่งึ
~ ๑๖๑ ~
ประโยชนข์ องความไมป่ ระมาท
พระพุทธองค์ตรัสว่า ความไม่ประมาทเป็นบิดา ของธรรมะท้ังปวง (ทรงเปรียบ
ความไม่ประมาทเหมือนรอยเท้าช้าง ที่ใหญ่กว่ารอยเท้าสัตว์ท้ังหลายที่มีอยู่ในโลก
ปัจจุบัน) ธรรมะข้อไม่ประมาท จึงเป็นธรรมท่ีใหญ่กว่าธรรมะท้ังหลาย ถ้าไม่ประมาท
ความช่ัวอย่างอื่นก็เกิดขึ้นไม่ได้ ความไม่ประมาทจึงมีประโยชน์ต่อบุคคล เม่ือบุคคลใด
ดาเนนิ ชีวติ ดว้ ยความไม่ประมาท ทกุ ส่ิงท่ีทา พูด คิด ก็เป็นไปดว้ ยความไมป่ ระมาท ผลที่
เกิดข้ึนคือความถูกต้องจากการกระทา พูด คิด แล้วผลน้ันก็ส่งผลให้ชีวิตมีความสุข
ความเจริญ และส่งผลต่อสงั คมอีกด้วย
ประโยชน์ของความไมป่ ระมาทต่อการดาเนินชีวิตและสังคม
๑. ประโยชน์ในการดาเนนิ ชวี ติ ส่วนบุคคล
ความไม่ประมาทมีประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่และการดาเนินชีวิต เช่น ในการ
ปฏบิ ัตหิ น้าท่หี รอื การดาเนินชีวิตที่มีความเสี่ยง ตอ่ อุบตั ิภัยมาก ในการทางานที่ละเอียด
ประณีต ในการครองเรือน ในการปอ้ งกนั โรค
๒. ประโยชน์ต่อสังคม การป้องกันประเทศ การป้องกันอาชญากรรม การ
วางแผนเศรษฐกิจและสังคม ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง ประเทศ
๓. ประโยชน์ในการปฏิบัติทางพระพุทธศาสนา การปฏิบัติทางพระพุทธศาสนา
จะต้องมีความไม่ประมาท กล่าวคือมีสติกากับอยู่ เสมอ การรักษาศีล การเจริญสมาธิ
หรือการทากรรมฐาน การเจรญิ ปญั ญา
สง่ิ ท่ีกอ่ ใหเ้ กิดความประมาท
๑) ความเป็นหนุ่มสาว ทาให้บุคคลเพลิดเพลินในความสนุกสนานในภาวะของ
หนุ่มสาว ทาให้ทา พูด คิด ในสิ่งต่างๆ ตามประสาอารมณ์ของวัยรุ่น ไม่คานึงถึงความ
ถกู ต้องดงี าม บางรายต้องสูญเสยี อนาคต ชวี ิต ไป เพราะความประมาท พระพุทธศาสนา
จึงสอนให้ไมป่ ระมาทในวัย (โยพนมตั ตงั )
๒) ความไม่มีโรค ทาให้บุคคลลุ่มหลงในชีวิต ลืมนึกถึงโรคภัยไข้เจ็บที่จะต้อง
เกิดข้ึนเป็นธรรมดา เม่ือโรคภัยเกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่อาจทาความดีได้ เมื่อตอนแข็งแรงอยู่
ไมไ่ ดท้ าไว้ จึงตกอยู่ในภาวะของคนประมาท (อโรคยมัตตัง)
๓) ความมีทรัพย์ ทาให้คนหลงเพลิดเพลินในทรัพย์ โดยไม่ใส่ใจในการทาความดี
หลงใหลคล่ังไคล้ในวัตถุนิยม คิดว่ามีเงินแล้วจะทาดีเมื่อใดก็ได้ เมื่อเพลิดเพลินไปมาก
~ ๑๖๒ ~
จิตใจก็ถอยห่างจากความดีไปเรื่อยๆ สุดท้าย เม่ือก่อนจะเสียชีวิตนึกเสียดายท่ีได้ทา
ความดไี ว้น้อย
๔) เวลา การท่ีประมาทในเวลา โดยคิดวา่ มีเวลาทาดีอยู่มาก หรือบางคนบอกว่า
รอให้แก่ก่อน แล้วจึงค่อยทาบญุ กุศล ถ้าเกิดเป็นอะไรไปเสียก่อน หรือเม่ือแก่แล้วก็ทาดี
ไม่ได้สะดวก เพราะไม่ได้สั่งสมพฤติกรรมการทาดีมา (พฤติกรรมเคยชิน) จึงทาดีได้ไม่
เท่าทค่ี วร
ธรรมะทสี่ ร้างความไม่ประมาท
ธรรมะทีเ่ ปน็ เคร่อื งมอื สร้างความไมป่ ระมาท ไดแ้ ก่
๑. สติ ความระลึกได้ก่อนที่จะทา จะพูด จะคิด ในส่ิงต่างๆ และ สัมปชัญญะ
ความรตู้ วั ในขณะท่ีทา พูด คดิ อยู่ โดยไมเ่ ผลอใจ หรอื ขาดสติ
๒. ปธาน คือความเพียร อันเป็นเคร่ืองมือสาคัญท่ีทาให้เกิดความไม่ประมาทใน
ชวี ิตมี ๔ ประการ ได้แก่
๑) สังวรปธาน ความเพียรในการระวังมิให้ความชั่วเกิดกับตน หรือป้องมิให้
ตนเองกระทาในสิ่งทไ่ี ม่ดี
๒) ปหานปธาน ความเพยี รในการละทง้ิ ความไม่ดที ีเ่ คยเกิดข้นึ กับตนใหห้ มดไป
๓) ภาวนาปธาน ความเพียรในการสร้างสรรค์ความดีที่ยังไม่เกิดให้เกิดข้ึนกับตน
หรือเพยี รในการส่ิงดๆี ท่ยี งั ไมไ่ ดส้ ร้าง
๔) อนุรักขนาปธาน เพียรในการรักษาความดี ท่ีเราได้ทาไว้แล้วมิให้หายไป คือ
รกั ษาส่ิงดๆี ทที่ าไว้แล้วให้คงอย่เู หมือนเดิม
๓. หิริ โอตตัปปะ หิริ คือความละอายใจในการจะทาความชั่ว และโอตตัปปะ
ความเกรงกลัวต่อผลของความช่ัว เม่ือบุคคลมีความละอาย และเกรงกลัวต่อบาป แล้ว
ก็จะทาให้ผ้นู ัน้ ดาเนินชวี ติ ดว้ ยความระมัดระวัง ไมป่ ระมาทเผลอตัวทาความชัว่ ได้
วธิ ีการสร้างความไมป่ ระมาท
๑. มีสติระลึก ก่อนจะทา พูด คิด ในทุกส่ิง หากส่ิงทาไปแล้วเป็นทุกข์ เป็นโทษ
เดือดร้อน กไ็ มท่ า ส่ิงใดท่ีทาแลว้ ก่อประโยชน์ กอ่ สุข กพ็ งึ ทาในสง่ิ น้ัน
๒. ตระหนักในผลของการกระทาทจี่ ะเกิดขนึ้ กับตนเอง และผอู้ ่ืนรอบขา้ ง
~ ๑๖๓ ~
๓. ระลึกอยู่ในคุณงามความดีเสมอ เอาคุณธรรมความดีมาผูกไว้ท่ีใจ เหมือนคน
โบราณเอาพระมาแขวนไวท้ คี่ อ เพ่อื ใหเ้ ตอื นสติตนเองให้ทาความดที ุกลมหายใจ หรือทุก
วนิ าที
ความสาคญั ของพระพทุ ธศาสนาทม่ี ุ่งประโยชน์สขุ แก่บคุ คลและสังคม
หลักธรรมคาสอนของพระพุทธศาสนา ที่มุ่งประโยชน์และความสุขแก่บุคคล
ไดแ้ ก่
๑. ทิฎฐธัมมิกัตถะ คือ ประโยชน์ในปัจจุบัน ได้แก่ การต้ังตัวได้อย่างม่ันคงมี
ทรพั ยใ์ ชจ้ ่ายไมข่ ัดสน หลักปฏิบตั เิ พ่ือใหไ้ ดร้ บั ประโยชน์ในปจั จบุ ันมี ๔ ประการ
๑) อฏุ ฐานสัมปทา มคี วามหม่ันขยัน
๒) อารักขสมั ปทา รกั ษาทรพั ยท์ หี่ ามาได้
๓) กลั ยาณมิตตตา คบเพื่อนทดี่ ี
๔) สมชวี ิตา เลยี้ งชวี ิตตามสมควรแกก่ าลังทรพั ย์ทหี่ ามาได้
๒. สมั ปรายิกตั ถะ คอื ประโยชน์ในภายหนา้ หมายถึง ในอนาคตของชาตปิ จั จบุ ัน
นี้หรือในชาติต่อๆ ไป ได้แก่ ความอุ่นใจว่าได้ทาความดีไว้พร้อมแล้ว สามารถหวังความ
เจริญในอนาคต หรือหวังสุคติในชาติต่อไปได้ หลักปฏิบัติเพ่ือให้ได้รับประโยชน์ในภาย
หนา้ มี ๔ ประการ
๑) สทั ธาสมั ปทา มีศรทั ธาที่ถูกตอ้ ง
๒) สีลสมั ปทา มศี ลี บริสทุ ธ์ติ ามภมู ิชน้ั ของตน
๓) จาคสัมปทา ทาการบรจิ าคอย่างสมบูรณ์
๔) ปญั ญาสมั ปทา มีปญั ญาเพียบพรอ้ ม รู้จกั บาปบุญคณุ โทษ
๓. ปรมตั ถะ ประโยชน์อยา่ งย่งิ คอื นพิ พาน ความดับกเิ ลสและกองทกุ ขไ์ ด้สิ้นเชิง
ซ่ึงจะบรรลุได้ด้วยการดาเนินตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการเม่ือปฏิบัติตามอริยมรรค
ยอ่ มไดร้ บั ผลตามสมควรแกก่ ารปฏิบตั ิ
หลกั คาสอนของพระพทุ ธศาสนาท่มี ุ่งความสุขแก่บุคคล
โดยสอนเร่ืองความสุขและวิธีปฏิบัติให้ถึงความสุข ความสุขมี ๒ ประเภท คือ
โลกยิ สขุ ความสขุ ท่เี กย่ี วขอ้ งกับโลก และโลกุตตรสขุ ความสุขเหนือโลก
~ ๑๖๔ ~
โลกิยสุข สาหรับความสุขของคฤหัสถ์มี ๔ ประการคือ ๑) สุขเกิดจากความมี
ทรพั ย์ ๒) สุขเกิดจากการจา่ ยบรโิ ภค ๓) สุขเกิดจากความไมต่ ้องเปน็ หน้ี ๔) สขุ เกิดจาก
การประกอบการงานที่ปราศจากโทษ
โลกุตตรสุข ความสุขของพระอริยบุคคล ผู้พ้นจากกิเลสบางส่วนหรือสิ้นเชิง การ
กาจัดกิเลสไดห้ มดส้นิ น้นั พระพุทธศาสนา ถือวา่ เปน็ ความสุขอยา่ งยงิ่ 9
๖.๓ จดุ มุ่งหมายการสอนสงั คมศกึ ษาในทัศนะทางพุทธศาสนา
จุดมุ่งหมายการศึกษาในทัศนะทางพุทธศาสนา อันเนื่องมาจากพุทธวิธีการสอน
หากยกเอาผลงานและพระจริยาของพระพุทธเจ้ามาพิจารณา จะมองเห็นแนวทางการ
บาเพ็ญพุทธกิจท่ีสาคัญหลายอย่าง เช่น ทรงล้มล้างความเช่ือถืองมงายในเรื่องพิธีกรรม
อนั เหลวไหลต่างๆ โดยเฉพาะการบชู ายัญ ด้วยการสอนย้าถึงผลเสียหายและความไร้ผล
ของพิธีกรรมเหล่านั้นท่ี ทาให้คนเห็นแก่ตัว แล้วกลับทรงสอนย้าหลักการให้ทาน
เสียสละ สงเคราะห์ในสังคมยกเลิกระบบความเชื่อถือระบบวรรณะ ตั้งคณะสงฆ์รับคน
ทกุ วรรณะให้เข้าสคู่ วามเสมอภาคกนั ซึ่งเป็นเร่ืองนา่ ศึกษาวา่ พระพุทธองค์ทรงทาอย่างไร
ทรงให้สิทธิแก่สตรีที่จะได้รับประโยชน์จากพุทธธรรม ทรงสั่งสอนพุทธธรรมด้วยภาษา
สามัญที่ประชาชนใช้ 10 ทรงปฏิเสธโดยส้ินเชิงที่จะทาเวลาให้สูญเสียไปกับการถกเถียง
ปญั หาทเ่ี ก่ียวกับการเก็งความจรงิ ทางปรชั ญา ส่ิงทรี่ ู้ด้วยคาพูดทรงแนะนาด้วยคาพูด สิ่ง
ท่รี ู้ด้วยการเห็น ทรงให้เขาดู ทรงสอนพุทธธรรมโดยปรยิ ายต่างๆ เป็นอันมาก มีคาสอน
หลายระดับ ทั้งสาหรับผู้ครองเรือน ผู้ดารงชีวิตอยู่ในสังคม ผู้สละเรือนแล้ว ท้ังคาสอน
เพื่อประโยชน์ทางวัตถุ และเพ่ือประโยชน์ลึกซึ้งทางจิตใจ 11 ซ่ึงหากมิใช่มหาบุรุษแล้ว
การกระทาอยา่ งน้ีจะเกิดขน้ึ มิไดเ้ ลย
การสอนน้ันการเริ่มต้นเป็นจุดสาคัญมากอย่างหน่ึงการเร่ิมต้นที่ดีมีส่วนช่วยให้
การสอนสาเร็จผลดีเป็นอย่างมากอย่างน้อยก็เป็นเคร่ืองดึงความสนใจ และนาเข้าสู่
9 ดรู ายละเอียดใน, ข.ุ อิติ. ๒๕/๒๔๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย, ฉบับมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลยั , เฉลมิ พระเกยี รตสิ มเด็จพระนางเจ้าสริ กิ ติ ิ์ พระบรมราชินนี าถ, พ.ศ. ๒๕๓๙, เล่มที่ ๑๐,
มหาปรนิ พิ พานสตู ร
10 ดูรายละเอียดใน, วนิ ย. มหา. (ไทย) ๗/ ๑๘๑/ ๗๐.
11 พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยุตโฺ ต), พุทธธรรม ฉบับปรบั ปรงุ และขยายความ, พมิ พ์ครงั้ ที่ ๖,
(กรุงเทพมหานคร: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๓๘), หนา้ ๗-๘.
~ ๑๖๕ ~
เนื้อหาได้พระพุทธเจ้ามวี ิธีเร่ิมต้นทน่ี า่ สนใจมาก โดยปกติพระองค์จะไม่ทรงเริ่มสอนดว้ ย
การเข้าสู่เนื้อธรรมท่ีเดียว แต่จะทรงเริ่มสนทนากับผู้ทรงพบหรือผู้มาเข้าเฝ้าด้วยเรื่องท่ี
เขารู้เข้าใจดี หรือสนใจอยู่ เช่นพบพราหมณ์ก็สนทนาเร่ืองไตรเพท หรือเรื่องธรรมของ
พราหมณ์ เม่ือทรงสนทนากับควานช้าง ก็ทรงเริ่มต้นวิธีฝกึ ช้าง พบชาวนาก็สนทนาเรื่อง
ทานา บางทีทรงจ้ีจุดสนใจ หรือเหมือน สะกิดให้สะดุ้งเป็นการปลุกเร้าความสนใจ เช่น
เมื่อเทศน์โปรดชฎิลผู้บูชาไฟ ทรงเร่ิมต้นด้วยคาว่า “อะไรๆร้อนลุกเป็นไฟไปหมดแล้ว”
ต่อจากน้ันจึงถามและอธิบายต่อไปว่าอะไรร้อน อะไรลุกเป็นไฟ นาเข้าสู่ธรรมะ บางทีก็
ใช้เร่ืองที่เขาสนใจหรือท่ีเขารู้นั่นเอง เป็นข้อสนทนาไปโดยตลอดแต่แทรกความหมาย
ทางธรรมเข้าไว้ 12
วิธีการตอบปัญหา การสนทนา การชี้แนะ การสร้างแรงจูงใจ การสร้าง
กาลังใจ และการอบรมสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามีหลายแบบอย่าง ดังตัวอย่างจาก
หนังสือพุทธวิธีในการสอน ของท่าน พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) 13 พอสรุปได้
ดังนี้แบบสากัจฉา หรือแบบสนทนา ทรงใช้กับผู้ท่ียังไม่เลื่อมใสศรัทธา ยังไม่รู้ไม่เข้าใจ
หลักธรรม พระพุทธเจ้าจะทรงเป็นผู้ถามนาเข้าสู่ความเข้าใจธรรม และทรงส่งเสริมให้
สาวกสนทนาธรรมกัน แบบบรรยาย ทรงใช้แสดงธรรมประจาวัน ท่ีมีผู้ฟังเป็นจานวน
มากซึ่งเป็นผู้มีพ้ืนความรู้ความเข้าใจเลื่อมไสศรัทธาอยู่แล้ว และทุกคนจะรู้สึกว่าพระ
พุทธองค์ตรัสกับตนโดยเฉพาะซึ่งเป็นความมหัศจรรย์อย่างหน่ึงของพระพุทธเจ้า แบบ
ตอบปัญหา มีทั้งผู้สงสัยในข้อธรรม ถามเพราะต้องการรู้คาสอน ถามเพ่ือเทียบเคียงกับ
คาสอนในลัทธิของตน ผู้ท่ีจะมาลองภูมิมาข่มมาปราบให้จนหรือให้ได้รับความอับอาย
ในการตอบพระพุทธองค์ทรงสอนให้พิจารณาดูลักษณะของปัญหา และใช้วิธีตอบให้
เหมาะสมกัน พร้อมทั้งให้คานึงถึงเหตุแห่งปัญหาด้วยแบบวางกฎข้อบังคับ เมื่อมีเหตุ
ภิกษุกระทาผิด จนมีผู้นาความกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์จะเรียกประชุมสงฆ์ ตรัส
สอบสวนหาความจรงิ พร้อมทัง้ ตาหนชิ ีโ้ ทษในการทาความผิดและประโยชนใ์ นการทาให้
ถกู ต้อง และทรงแสดงธรรม กถาทีส่ มควรเหมาะสมกับเรื่องน้ัน แล้วทรงบัญญัติสิขาบท
12 พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยตุ ฺโต), พุทธวิธีในการสอน, พิมพ์ครงั้ ที่ ๑๑,
(กรุงเทพมหานคร: สหธรรมกิ จากดั , ๒๕๔๙), หน้า ๔๑.
13 เรอื่ งเดยี วกัน, หน้า ๔๖–๕๐.
~ ๑๖๖ ~
ตรัสให้สงฆ์ทราบถงึ วตั ถุประสงค์ โดยความเห็นพร้อมกันของสงฆ์ ในทา่ มกลางสงฆ์ และ
โดยรบั ทราบรว่ มกันของสงฆ์
ในบางคราวพระองค์ทรงรอคอยให้อินทรีย์ของพระสาวกบางท่านแก่กล้าพอ
เสยี ก่อนแล้วจึงทรงแสดงธรรม จะเรียกว่าทรงรอคอยความพรอ้ มก็ได้ เชน่ ทท่ี รงรอคอย
อินทรีย์ของพระวักกลิเป็นเวลาหลายเดือนเพียงเพ่ือจะตรัสพระวาจาว่า “ดูก่อนวักกลิ
จะมีประโยชน์อะไรด้วยร่าง กายท่ีเป่ือยเน่าซ่ึงเธอตามดูอยู่ วักกลิ! ผู้ใดเห็นธรรม ผู้น้ัน
เห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้น้ันเห็นธรรม” 14 เพราะฉะน้ันจึงเห็นได้ว่าด้วยวิธีอันชาญฉลาด
และมีประโยชน์แก่ผู้ฟังน่ีเอง จึงทรงสามารถตั้งพุทธศาสนาจักรขึ้นท่ามกลางศาสดาเจ้า
ลัทธิทั้งหลายในสมัยน้ันซึ่งล้วนแต่ต่อต้านเป็นปฏิปักษ์ต่อคาสอนของพระองค์ เสมือน
ดอกบัวโผลข่ ้ึนทา่ มกลางหนามและโคลนตม
การบรหิ ารแบบพทุ ธวิธกี ารสรา้ งแรงจูงใจ
พระพุทธเจ้าทรงใช้พุทธวิธีการบริหารในการดึงคนเข้าหาพุทธธรรม เพ่ือนามา
เปรียบเทียบกับหลักจิตวิทยา “เรื่องแรงจูงใจ” สอดคล้องในวิทยาการสมัยปัจจุบันซ่ึง
พอจะยกตวั อยา่ งบางสว่ นทร่ี วบรวมจากพระไตรปฎิ กได้ ดังนี้
๑. พุทธวิธีสร้างแรงจูงใจให้กับปัญจวัคคีย์ ปัญจวัคคีย์ได้เกิดความรู้สึกไม่
พอใจที่เห็นพระพุทธองค์ทรงกลับมาเสวยอาหารอีก จึงพากันหนีมาอยู่ที่ป่าอิสิปตน
มฤคทายวันเม่ือพระพุทธองค์ตรัสรู้แล้ว ด้วยพระมหากรุณาจึงเสด็จมาแสดงธรรม ให้
กบั ปัญจวัคคีย์ท้งั ๕ ปัญจวัคคีย์ เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาแต่ไกล ก็นดั หมายกนั ไมใ่ ห้ลุก
ต้อนรับ ไม่ให้ทาการอภิวาทแต่ให้ปูอาสนะไว้ ถ้าทรงประสงค์จะน่ังก็น่ัง แต่ถ้าไม่ทรง
ประสงค์ก็แล้วไป แต่ครั้นพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงต่างก็ลืมกติกาท่ีต้ังกันไว้ พากันลุกขึ้น
รับและอภิวาทกราบไหว้ และนาน้าลา้ งพระบาทตง่ั รองพระบาท ผ้าเช็ดพระบาทมาคอย
ปฏิบัติ พระพุทธเจ้าได้เสด็จประทับบนอาสนะ ทรงล้างพระบาทแล้วพวกภิกษุปัญจ
วัคคีย์ก็พากันเรียกพระองค์ด้วยถ้อยคาตีเสมอ คือเรียกพระองค์ว่าอาวุโส พระพุทธเจ้า
ทรงตรัสห้าม และไดต้ รัสวา่ ตถาคตมาก็เพื่อจะแสดงอมตธรรมให้ท่านทั้งหลายฟัง เม่ือ
ทา่ นท้ังหลายตั้งใจฟังและปฏบิ ัติโดยชอบก็จะเกดิ ความร้จู นเข้าถึงที่สุดแห่งทุกขไ์ ด้ ภิกษุ
ปญั จวัคคีย์กราบทูลคดั ค้าน ว่า เมื่อทรงบาเพ็ญทุกรกิริยายังไม่ได้ตรัสรู้ เม่ือทรงเลิกเสีย
14 ดูรายละเอยี ดใน, ส. ข. (ไทย) ๑๗/๑๔๗/๒๑๖.
~ ๑๖๗ ~
จะตรสั รู้ได้อย่างไร พระพุทธเจ้ากย็ ังตรัสยนื ยันเช่นนั้น และภิกษปุ ัญจวคั คีย์ก็คงคดั คา้ น
เช่นน้ันถึง ๓ คร้ัง พระพุทธองค์จึงทรงสร้างแรง จูงใจโดยตรัสให้ระลึกว่า “ดูก่อนภิกษุ
ทัง้ หลาย พวกเธอยังจาได้หรอื ว่าถ้อยคาเช่นน้ีเราได้เคยพดู แล้วในปางก่อนแต่กาลน้ี” 15
พวกภิกษุปัญจวัคคีย์ก็ระลึกได้ว่า พระองค์ไม่เคยตรัสวาจาเช่นนี้ จึงได้ยินยอมเพื่อฟัง
ธรรมพระ พุทธเจ้าเมื่อทรงเห็นว่าพวกภิกษุปัญจวัคคีย์มีความพร้อมตั้งใจท่ีจะฟังธรรม
ของพระองคแ์ ล้ว จึงได้ทรงแสดง ปฐมเทศนา 16 เป็นครง้ั แรกที่ทรงแสดงธรรมมผี ูฟ้ ังแค่
๕ คนเท่าน้ันจะเห็นได้ว่าตอนแรกภิกษุปัญจวัคคีย์ไม่มีความม่ันใจในพระพุทธองค์ โดย
การแสดงอากัปกริยาต่างๆ ในการต้อน รับ เมื่อพระพุทธองค์จะแสดงธรรม แม้ว่าพระ
พุทธองค์จะตรัสยืนยันถึง ๓ ครั้งแล้วก็ตาม ภิกษุปัญจวัคคีย์ก็คัดค้านทั้ง ๓ คร้ัง แต่เม่ือ
พระองค์ตรัสว่า แต่ก่อนน้ีเราเคยตรัสวาจาเช่นนี้หรือไม่ เป็นการกระตุกเตือนใจสร้าง
แรงจูงใจให้เกิดความพร้อมในการที่จะเรียนรู้ ถึงแม้จะไม่มั่นใจในตอนแรก แต่ความ
ศรัทธาและความนับถือในพระพุทธองค์ยังคงอยู่สังเกตได้ในขณะให้การต้อนรับ เกิด
การทาผิดข้อตกลงที่นัดหมายกันไว้ พระพุทธองค์ทรงใช้ความนับถือและความเชื่อถือ
ที่ปัญจวัคคีย์ได้ประสบพบเห็นเม่ือคร้ังยังอยู่กับพระองค์มาสร้างแรงจูงใจจึงเป็นสาเหตุ
ให้การแสดงปฐมเทศนา ประสบสาเร็จหมุนวงล้อกงจักรพระพุทธศาสนาจนถึงทุกวันนี้
พระพุทธองค์ทรงใช้บุคลกิ ภาพของพระองคเ์ องเป็นตวั สรา้ งแรงจงู ใจ
๒. พุทธวิธสี รา้ งแรงจูงใจให้กบั ยสะกุลบตุ รกบั ครอบครวั และสหาย 17 ยสะเป็น
บุตรเศรษฐีในกรุงพาราณสี มารดาบดิ าหวงแหนรักษาเปน็ อย่างดี จนถึงสร้างปราสาทให้
อยู่ใน ๓ ฤดู คืนวันหนึ่ง ยสะกุลบุตรนั้นได้รบั ความบาเรอให้เป็นสุขด้วยดนตรีต่างๆ บน
ปราสาทท่ีมีแต่สตรีล้วน ได้หลับไปก่อน สตรีทั้งหลายผู้บาเรอหลับภายหลัง แต่ยสะ
กุลบุตรได้ต่ืนข้ึนก่อนและได้เห็นอาการต่างๆ ของสตรีผู้นอนหลับ ประดุจดังซากศพ ก็
เกิดความเบื่อหน่ายจนถึงอุทานข้ึนว่า ท่ีนี่วุ่นวายหนอ ท่ีน่ีขัดข้องหนอ แล้วก็ลงจาก
ปราสาทเดินไปออกประตูเมืองพาราณสีตรงไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แล้วก็เดินบ่น
ไปอยา่ งน้นั ในขณะน้ันพระพุทธเจา้ กาลงั เสด็จเดินจงกรมอยู่ ทรงได้ยนิ เสียงยสะกุลบุตร
บน่ ไปอย่างนั้น ตรสั ขน้ึ วา่ “ทน่ี ี่ไม่ขดั ข้อง ที่นีไ่ ม่วุ่นวาย” ยสะกุลบุตรได้ฟงั ก็มีความยนิ ดี
15 ดรู ายละเอียดใน, วนิ ย. มหา. (ไทย) ๔/๑๒/๔๓.
16 ดูรายละเอยี ดใน, วินย. มหา. (ไทย) ๔/๑๗–๒๓/๑๓–๑๗.
17 ดูรายละเอยี ดใน วินย. มหา. (ไทย) ๔/๒๕–๓๑/๖๒–๗๑.
~ ๑๖๘ ~
วา่ ที่นี่ไม่ขัดข้องไมว่ นุ่ วายก็น่ังลง พระพทุ ธเจ้าก็ตรัส อนุปุพพกิ ถาและอริยสัจ ๔ จบแล้ว
ยสะกุลบุตรก็เกิดดวงตาเห็นธรรมในการสร้างแรงจูงใจให้กับยสะกุลบุตรที่กาลังเบื่อ
หน่ายจากการเห็นภาพดุจป่าช้าผีดิบของหญิงบริวารท้ังหลาย ขณะท่ีตัวเองกาลังเบ่ือ
หนา่ ยสดุ ๆ อยูน่ ั้นกไ็ ม่รวู้ ่าจะจดั การกับตัวเองอยา่ งไร พระพุทธองค์ทรงใช้ คาพูดนากอ่ น
คือ ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง มาเถิดยสะ นั่งลงเราจะแสดงธรรมแก่เธอ ทาให้ยสะ
กุลบุตรเห็นทางมคี วามร่าเริงบันเทิงใจ 18 เมื่อพร้อมแล้วพระองค์จึงแสดง อนุปุพพิกถา
ในการสร้างความพร้อมเพื่อจูงใจเข้าหาอริยสัจ ๔ ตลอดจนบิดามารดาภรรยาเก่าและ
สหายของยสะกุลบุตรอีก ๕๕ คน จนทุกคนดวงตาเห็นธรรม เป็นผลให้เกดิ พระอรหันต์
เพิ่มขึ้นอีก ๕๕ องค์ และอุบาสก อุบาสิกาเกิดข้ึนเป็นคร้ังแรกในพระพุทธศาสนา ซึ่งจะ
อธิบายอนุปุพพิกถาในตอนสรุปท้ายบทต่อไป พระพุทธองค์ทรงใช้คาตรัสในการสร้าง
ความพร้อมก่อนแล้วจึงทรงใช้อนุปุพพิกถาเป็นตัวสร้างแรงจูงใจต่อยสะและญาติพร้อม
ทง้ั สหายทงั้ หลาย
๓. พุทธวิธีสร้างแรงจูงใจให้กับภัททวัคคีย์ 19 ขณะพระพุทธเจ้าเสด็จไป
ตาบลอุรุเวลา ได้แวะพัก ณ โคนต้นไม้ข้างทางในป่าแห่งหน่ึง ได้ทรงพบกับ ภัททวัคคีย์
กุมาร มีจานวน๓๐ คน ซ่ึงมาเที่ยวเล่นกันพร้อมภรรยาของตน แต่สหายคนหนึ่งไม่มี
ภรรยา กน็ าเอาหญิงโสเภณีมา เมอ่ื เผลอหญงิ โสเภณกี ็ลกั เอาหอ่ เครื่องประดับหนไี ป พา
กันเที่ยวตามหา ได้เห็นพระพุทธเจ้าประทับน่ังอยู่ ณ โคนไม้ต้นหน่ึงจึงเข้าไปเฝ้า
พระพุทธเจ้า และได้ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า เห็นหญิงบ้างไหม พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ย้อนถามว่า พวกเธอจะต้องการอะไรกับผู้หญิง เล่า การแสวงหาผู้หญิงหรือแสวงหาตน
นั้นอย่างไหนเป็นความดีของพวกเธอ ภัททวัคคีย์จึงตอบว่าการแสวงหาตนเป็นความดี
ของพวกข้าพเจ้า พระพทุ ธองค์จึงตรัสให้นั่งลง แล้วแสดงธรรม อนุปุพพิกถา แกพ่ วกเขา
เม่ือพระองค์ทราบว่าพวกเขามีจิตสงบ มีจิตอ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มี
จิตผ่องใสแล้ว จึงทรงแสดงอริยสัจ ๔ คือ ภัททวัคคีย์ได้ดวงตาเห็นธรรม ส่ิงใดส่ิงหนึ่งมี
ความเกิดข้ึนเป็นธรรมดาส่ิงน้ันทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา ได้เกิดแก่พวกเขาในการ
จูงใจแก่ภัททวัคคีย์นี้พระพุทธเจ้าทรงใช้คาถามท่ีกระตุกใจก่อน คือ การตามหาผู้หญิง
18 ดูรายละเอียดใน วินย. มหา. (ไทย) ๔/๒๕/๖๓.
19 ดูรายละเอียดใน วินย. มหา. (ไทย) ๔/๒๕/๖๓.
~ ๑๖๙ ~
หรือการตามหาตัวเองอย่างไหนดีกว่ากัน เพราะทุกคนกาลังวุ่นวายอยู่กับการตามหา
หญิงโสเภณีท่เี อาห่อเคร่ืองประดับไป จิตใจจึงยังไมพ่ ร้อม เม่ือพระพุทธองค์ถามจึงทาให้
ฉุกคิด และตอบว่าการตามหาตัวเองดีกว่า เม่ือเห็นว่าพร้อมแล้วพระพุทธองค์จึงชวนให้
นั่งลง และได้สร้างแรงจูงใจคร้ังที่สองโดยตรัสแสดงอนุปุพพิกถา ต่อด้วงอริยสัจ ๔ จน
ภัททวัคคีย์ทั้งหมดดวงตาเห็นธรรม และทูลขออุปสมบท พระพุทธองค์ทรงใช้คาพูด
กระตกุ ใจกอ่ นเมื่อพร้อมแล้วจึงทรงใชอ้ นปุ ุพพิกถาสรา้ งแรงจงู ใจแกภ่ ัททวคั คีย์
๔. พุทธวธิ ีการสร้างแรงจูงใจใหก้ บั พระเจา้ พิมพสิ ารและบรวิ าร ๑๒ นหุต 20
พระพุทธเจ้าได้เสด็จมุ่งสู่กรุงราชคฤห์ เพ่ือทรงเปล้ืองปฏิญญาท่ีทรงให้ไว้แก่พระ
เจ้าพิมพิสาร อีกอย่างหนึ่ง เพ่ือทรงประดิษฐานพระพุทธศาสนาในท่ีเจริญก่อน พระ
เจ้าพิมพิสารพร้อมด้วยพราหมณ์คหบดีชาวมคธ ๑๒ นหุต 21 เสด็จเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
คร้ันถึงจึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหน่ึง ส่วน
พราหมณ์คหบดีชาวมคธ ๑๒ นหุต บางพวกถวายบังคมพระพุทธเจ้า บางพวกได้ทูล
ปราศรยั กับพระพทุ ธเจา้ บางพวกยกมอื ไหว้ไปทางพระพุทธเจ้าบางพวกประกาศชื่อและ
ตระกูล บางพวกน่ังนิ่งอยู่ พราหมณ์และคหบดีชาวมคธ ๑๒ นหุตนั้นได้มีความสงสัยว่า
ทา่ นใดระหว่างองค์สมเด็จพระพุทธเจ้ากับอุรเุ วลกัสสปะ ใครเป็นอาจารย์ใคร พระพุทธ
องค์จึงลบความสงสัยน้ันโดยตรัสถามอุรุเวลกัสสปะ ว่าเหตุใดจึงเลิกบูชาไฟ อุรุเวลกัสส
ปะ จึงบอกสาเหตุทั้งหมดแล้วเข้ามาแสดงความเคารพพระพุทธเจ้าพร้อมกับประกาศว่า
พระพุทธองค์เป็นพระศาสดาของท่าน และท่านเป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้า พราหมณ์
คหบดีชาวมคธท้ังหมดจึงเข้าใจ พระพุทธเจ้าจึง ทรงแสดงอนุปุพพิกถา ก่อน เม่ือทรง
ทราบว่า พวกเขามีจิตสงบมีจิตอ่อนมีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว
จงึ ทรงแสดงพระธรรมเทศนาคืออริยสจั ๔ พราหมณ์คหบดีชาวมคธ ๑๑ นหุต ซึ่งมีพระ
เจ้าพิมพิสารเป็นประมุข ได้ดวงตาเห็นธรรม พราหมณ์คหบดีอีก ๑ นหุต แสดงตนเป็น
อบุ าสก
การสร้างความพร้อมให้เกิดข้ึนกับพระเจ้าพิมพิสารและบริวารท้ัง ๑๒ นหุตนั้น
พระพุทธองค์ทรงอาศัยพระอุรุเวลกัสสปะ เพราะก่อนที่พระอุรุเวลกัสสปะจะมา
20 ดรู ายละเอียดใน วินย. มหา. (ไทย) ๔/๖๔/๕๖–๖๓.
21 พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยุตโฺ ต), พจนานุกรมพทุ ธศาสน์ ฉบับประมวลศพั ท์, พมิ พค์ รั้งที่
๑๑ (กรงุ เทพมหานคร: มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๖), หน้า ๙๖.
~ ๑๗๐ ~
อปุ สมบทในพระพุทธ ศาสนานั้น ได้เป็นอาจารย์และเจ้าสานักท่ีใหญ่มากแห่งหน่ึงในแค้
วนมคธ มีผู้นับถือมาก มีบริวารมากพราหมณ์และคหบดีทั้ง ๑๒ นหุต จึงมีความลังเล
สงสัยว่าระหว่างพระพุทธเจ้า 22 กับพระอุรุเวลกัสสปะ ใครเป็นศาสดาของใคร เมื่อ
พระพุทธเจ้าถามพระอุรุเวลกัสสปะ และอุรุเวลกัสสปะได้ทูลตอบพร้อมทั้งแสดงความ
เคารพ และประกาศตนเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ทาให้พราหมณ์คหบดีชาวมคธ
ท้ังหมดคลายความเคลือบแคลงสงสัย และเกิดแรงจูงใจมีความศรัทธาในพระ พุทธเจ้า
มากข้ึน เพราะขนาดศาสดาใหญ่อย่างพระอุรุเวลกัสสปะยังเปน็ สาวก จิตใจจงึ พร้อมท่จี ะ
ฟังธรรมท่ีพระพุทธเจ้าจะแสดงต่อไป คือ อนุปุพพิกถา ผลของการแสดงธรรมคร้ังน้ีทา
ให้พระเจ้า พิมพิสารสมปฏิญญา ๕ อย่าง และพราหมณ์คหบดีได้ดวงตาเห็นธรรมถึง
๑๑ นหุต และอีก ๑ นหุต ได้ประกาศตนเป็นอุบาสก การสร้างแรงจูงใจครั้งนี้พระพุทธ
องคท์ รงใช้อรุ ุเวลกสั สปะเปน็ ตัวสร้างแรงจงู ใจ
๕. พุทธวิธีสรา้ งแรงจูงใจให้กับอุปติสสมานพและโกลิตะมานพ 23 ท่ีใกล้
กรุง ราชคฤห์ มีหมู่บ้านพราหมณ์อยู่ ๒ หมู่ หัวหน้าหมู่บ้านน้ันได้เป็นสหายสืบต่อกัน
มาชา้ นาน และตา่ งกม็ บี ุตร ชาย ตง้ั ชือ่ ว่า อปุ ตสิ สะ และ โกลติ ะ ตามชอ่ื หมบู่ ้าน อปุ ติส
สะและโกลิตะเมื่อเติบโตขึ้นต่างก็ได้เล่าเรียนศึกษาจนได้สาเร็จการศึกษาตามลัทธิของ
ตน และได้ไปเท่ียวเตร่ด้วยกันอยู่เสมอ เช่นได้ไปเท่ียวดูมหรสพที่มีอยู่บนยอดเขาเป็น
งานประจาปี และก็ได้เคยเบิกบานร่ืนเริงหรือเศร้า หรือได้เคยตกรางวัลผู้แสดงไปตาม
บทบาท ในคราวหน่ึงเกิดสังเวชใจไม่รู้สึกสนุกในการดูมหรสพน้ัน ยิ่งเห็นคนดูหัวเราะ
ร่ืนเริงสนุกสนาน ก็ยิ่งสังเวชใจนึกว่าอีกไม่ช้าเท่าไรไม่เกินร้อยปีก็จะพากันตายไปหมด
สิ้น ก็เลยชวนกันไปบวชเป็นปริพาชกในสานักของอาจารย์สัญชัย เม่ือได้ศึกษาลัทธิของ
อาจารย์สัญชัยแล้ว ก็เห็นว่าไม่มีสาระแต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปพบใครที่ไหนซ่ึงสอนได้ดีกว่า จึง
พากันตั้งกติกาไว้ว่า ถ้าใครพบอมตธรรมก่อนก็ให้บอกแก่กันในวันหนึ่ง อุปติสสะได้พบ
กับท่าน พระอัสสชิ ซ่ึงเป็นองค์หน่ึงในภิกษุปัญจวัคคีย์ได้เที่ยวบิณฑบาตอยู่ในกรุงรา
ชคฤห์ เห็นอาการของท่านเป็นที่น่าเลื่อมใส (น่ีเป็นการสร้างแรงจูงใจอย่างหน่ึงท่ี
พระสงฆ์ควรทาให้เกิดมากที่สุด) เกิดความสนใจแต่เห็นว่ายังไม่ใช่เวลาท่ีจะไต่ถามจึงได้
22 สมเดจ็ พระญาณสงั วร (เจริญ สวุ ฑฒฺ โน), ๔๕ พรรษาของพระพทุ ธเจา้ (ฉบับรวมเลม่ ),
พิมพค์ ร้ังท่ี ๓, (กรุงเทพมหานคร: มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙), หน้า ๔๙.
23 ดูรายละเอียดใน วนิ ย. มหา. (ไทย) ๔/๗๒/๖๔–๗๖.
~ ๑๗๑ ~
เดินตามท่านไป เม่ือท่านบิณฑบาตกลับ ฉันเสร็จแล้วจึงเป็นโอกาส ก็เรียนถามท่านว่า
ท่านบวชอุทิศใคร ท่านชอบใจธรรมของใคร ท่านอัสสชิก็ตอบว่าท่านบวชอุทิศพระพุทธ
เจ้า ซึ่งเสด็จออกผนวชจากศักยสกุล พระองค์เป็นศาสดาของท่าน ท่านชอบใจในธรรม
ของพระองค์ อุปติสสะก็ขอให้ท่านแสดงธรรมะน้ันใหฟ้ ัง ทา่ นอัสสชิก็กล่าวตอบว่า ท่าน
เพ่ิงเข้ามาบวช ยังไม่อาจแสดงให้พิสดารกว้างขวาง จะแสดงได้ก็โดยย่อ อุปติสสะก็
กล่าว ตอบว่า แสดงพยัญชนะมากแต่ไม่ได้เนื้อความอะไร (เป็นข้อที่สงฆ์ควรตระหนัก
เพราะเป็นตัว ลดความสนใจ) ก็ไม่เป็นประโยชน์ ขอใหแ้ สดงแตโ่ ดยใจความ ท่านอัสส
ชกิ ็แสดงธรรมะโดยย่อใหฟ้ ัง เปน็ เป็นพระคาถาว่า
เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตส เหตุ ตถาคโต
เตสญจฺ โย นิโรโธ จ เอว วาที มหาสมโณ.
ธรรมเหล่าใดมีเหตุเป็นแดนเกิด หรือเกิดแต่เหตุ พระตถาคตกล่าวเหตุของธรรม
เหล่า น้นั และความดบั ของธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีวาทะอย่างนี้ 24
อุปติสสะ เมื่อได้ฟังก็เกิดธรรมจักษุ คือดวงตาเห็นธรรมว่าส่ิงใดสิ่งหนึ่งมีความ
เกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งน้นั ท้ังหมดมีความดับเป็นธรรมดา ครั้นแล้วอุปติสสะก็ลาท่านไป
พบโกลิตะผสู้ หาย เพราะได้ระลกึ ถึงสัญญาที่ได้ทากันไว้ ว่าใครพบอมตธรรมก่อนจงบอก
แก่กัน เม่ือพบโกลิตะก็ได้กล่าวธรรมะน้ีให้โกลิตะฟัง โกลิตะเม่ือได้ฟังแล้วก็เกิดดวงตา
เห็นธรรมเช่นเดียวกัน แล้วก็พากันไปหาสัญชัยผู้เป็นอาจารย์ เล่าเร่ืองให้ฟังแล้วกล่าว
ชักชวนอาจารย์ให้อาจารย์ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า สัญชัยผู้เป็นอาจารย์ก็ไม่ยอม เพราะมี
มานะว่าเป็นอาจารย์เจ้าลัทธิอยู่แล้ว อุปติสสะและโกลิตะก็ลาอาจารย์ พาเอามาณพท่ี
เป็นบริวารของตนจานวน ๒๕๐ คนไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลขออุปสมบท พระพุทธเจ้าก็
ประทานให้อุปสมบทด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา ฝ่ายบริวารน้ันเม่ือได้อุปสมบท แล้วก็
ได้บาเพ็ญเพียรจนสาเร็จพระอรหันต์ท้ังหมด ส่วนพระโกลิตะ หรือพระโมคคัลลานะ
ตามชื่อมารดาว่าโมคคัลลี ท่านอุปสมบทได้ ๗ วัน ได้ไปทาความเพียรอยู่ ณ บ้านกัลล
วาลมุตตคาม แคว้นมคธ ในเวลาน้ันพระศาสดาได้ประทับอยู่ในสวนเภสกลาวัน ซึ่งเป็น
ทใ่ี ห้เหยื่อแก่เน้อื ใกล้เมืองหลวงแคว้นภคั คะอันชื่อว่าสงุ สมุ ารคิระ พระโมคคลั ลานะเม่ือ
บาเพ็ญเพียรอยู่ ณ กัลลวาล มุตตคาม น้ันได้น่ังโงกง่วงอยู่ พระพุทธเจ้าได้ทรงทราบ
24 ดรู ายละเอียดใน, วิ. มหา. (ไทย) ๔/๗๒/๖๔–๗๖.
~ ๑๗๒ ~
กเ็ สด็จไปประทานพระโอวาท ตรสั บอกอบุ ายแกง้ ว่ งตา่ งๆดงั น้ี 25
๑. เมื่อมนสิการคือทาไว้ในใจ ซึ่งสัญญาคือความกาหนดหมายในข้อใด เกิด
ความง่วงข้ึน ก็ให้ทามนสิการสัญญาขอ้ น้ันใหม้ ากขน้ึ
๒. ตรึกตรองพิจารณาธรรมะท่ไี ดฟ้ ังได้เรยี นมาด้วยใจ
๓. ให้สาธยายคือทอ่ งบน่ ธรรมะโดยพิสดาร
๔. เอามอื ยอนหูทง้ั สองข้าง หรอื วา่ ลบู ดว้ ยฝ่ามอื
๕. ลูบนยั น์ตาดว้ ยนา้ เหลียวดทู ศิ แหงนหนา้ ดูดาว
๖. มนสิการคือทาไว้ในใจ ซ่ึงอาโลกสัญญา คือกาหนดความสว่างให้มีความ
สวา่ งเหมือนกลางวนั อนั ปรากฏอยู่ในใจ ทาใจให้เปดิ ไมใ่ หถ้ ูกห่อหมุ้ ให้สว่าง
๗. จงกรมคอื เดินไปมา สารวมอนิ ทรยี แ์ ละสารวมจิต ไม่คดิ ออกไปภายนอก
๘. ก็ให้นอน ที่เรียกว่าสาเร็จสีหะไสยา คือนอนตะแคงเบื้องขวา ไม่คิดทา
ความสขุ ในการนอน และตง้ั สติกาหนดจะต่ืนข้นึ ลุกขึน้ วธิ ีแกง้ ่วงทัง้ ๘ ข้อนต้ี รัสสอนเป็น
วิธีแกเ้ พ่อื เลอื กใช้ข้อใดขอ้ หน่งึ จนในทส่ี ุดเม่ือไม่สาเร็จก็ให้นอนทนั ที เมื่อประทานวิธแี ก้
ง่วงแล้วกไ็ ดต้ รสั โอวาทอีก ๓ ขอ้ คือ
๘.๑ ไม่ควรชูงวงเข้าสกุล หมายความว่า ไม่ควรตั้งมานะว่าเราเป็นนั่นเป็นนี่ ท่ี
เขาต้องนับถือ เขาจะต้องต้อนรับเข้าไปสู่ประตู เพราะถ้าหากคนในตระกูลเขามกี ารงาน
มากเขาไม่ได้ใส่ใจถึงก็จะทาให้เกิดเก้อเขินคิดไปต่างๆ นาๆ เกิดความฟุ้งซ่านจิตเลยไม่
สารวมจะห่างจากสมาธิ
๘.๒ ไม่พูดคาทเี่ ป็นเหตุโตเ้ ถียงกนั คอื ผิดกนั เพราะจะต้องพูดมาก ทาใหฟ้ ุ้งซ่าน
ทาให้จติ ไม่สารวม และห่างจากสมาธไิ ดเ้ ช่นเดียวกนั
๘.๓ พระองค์ทรงตกิ ารคลกุ คลี แต่ว่ามใิ ชต่ ิไปทุกอย่าง สรรเสริญก็มี คอื ทรงติ ไม่
สรรเสริญ การคลุกคลีด้วยหมู่ชน แต่ว่าทรงสรรเสริญการคลุกคลีด้วยเสนาสนะอันสงัด
คืออยู่ในที่นอนท่ีนงั่ อันสงดั
25 สมเดจ็ พระญาณสังวร (เจรญิ สวุ ฑฒฺ โน), ๔๕ พรรษาของพระพุทธเจ้า,พิมพ์ครั้งท่ี ๓,
(กรงุ เทพมหานคร: มหามกฎุ ราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๙), หนา้ ๕๔.
~ ๑๗๓ ~
พระโมคคัลลานะ ได้กราบทูลถามว่า ด้วยข้อปฏิบัติเท่าไรภิกษุจึงจะช่ือว่าเป็นผู้
น้อมไปในธรรมะเป็นที่ส้ินตัณหา สาเร็จถึงที่สุด เกษมจากโยคะคือกิเลสท่ีเป็นเครื่อง
ประกอบจิตไว้ถึงท่ีสุด เป็นพรหมจารีถึงที่สุด ถึงสุดทางกันจริงๆ เป็นผู้ประเสริฐสุดแห่ง
เทพและมนุษย์ทั้งหลาย พระ พุทธเจ้าได้ตรัสตอบโดยความว่า ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
เมื่อได้สดับว่าธรรมทั้งปวงไมค่ วรยึดม่ัน ก็พจิ ารณาให้ทราบชัดลักษณะของธรรมท้ังปวง
น้ัน กาหนดธรรมท้ังปวงนั้นว่าไม่ควรยึดมั่นอย่าง ไร เมื่อเสวยเวทนา คือสุข ทุกข์ หรือ
ไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่สุขอย่างใดอย่างหน่ึงก็ให้พิจารณาเห็นด้วยปัญญาที่ประกอบด้วยความ
หน่าย ความดับ และความสลัดคืนไม่ยึดม่ันไม่สะดุ้ง จึงเป็นผู้ดับกิเลสเฉพาะตัว และจึง
เป็นผู้รู้ว่าชาติน้ีส้ินแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว กิจท่ีควรทาได้ทาสาเร็จแล้ว พระโมคคัล
ลานะเมื่อได้สดับพระพุทธานุศาสนีแล้ว ได้ปฏิบัติตามก็ได้สาเร็จเป็นพระอรหันต์ในวัน
น้นั ส่วนพระอปุ ตสิ สะ หรือพระสารีบุตร ท่านเป็นบตุ รของนางสารีพราหมณี บวชแล้วได้
กึ่งเดือน ได้ตามเสด็จพระพุทธเจ้าไปบนเขาคิชฌกูฏ แขวงกรุงราชคฤห์ ในวันนั้น
พระพุทธเจ้าได้ประทับท่ี ถ้าชื่อว่า สุกรขาตา ในเขาคิชฌกูฏนัน้ ได้มีปริพาชกผู้หน่ึงช่ือ
ทีฆนขะ 26 ได้เข้าไปยืนเฝ้าท่านพระ สารีบุตรได้นั่งอยู่เบื้องพระปฤษฏางค์และถวาย
งานพัดพระพุทธเจ้าอยู่ ปริพาชกนั้นได้ทูลถามถึง ทิฏฐิคือความเห็นของตนว่า ส่ิงท้ัง
ปวงไม่ควรแก่ตน ตนไม่ชอบใจหมดทุกส่ิง พระพุทธเจ้าตรัสโดยใจความว่า ถ้าอย่าง
นัน้ ทฏิ ฐคิ ือความเห็นเช่นน้ัน ก็ต้องไมค่ วรแกป่ ริพาชกน้นั ปริพาชกก็ต้องไม่ชอบทิฏฐิน้ัน
เหมือนกนั ทิฏฐิ คอื ความเหน็ ตา่ งๆ น้นั เม่อื สรุปลงมีเพยี ง ๓ คือ
๑. เหน็ ว่า ส่งิ ทงั้ ปวงควรแกต่ น ตนชอบใจหมด
๒. เหน็ วา่ ส่งิ ท้ังปวงไมค่ วรแกต่ น ตนไมช่ อบใจทงั้ หมด
๓. เห็นว่า บรรดาส่งิ ทั้งปวงน้ัน บางสิ่งควรแก่ตน ตนชอบใจ บางส่ิงไม่ควรแก่ตน
ตนไม่ชอบใจทิฏฐิท้ัง ๓ น้ี ทิฏฐิที่ ๑ ใกล้ต่อความยินดีพอใจ ทิฏฐิที่ ๒ ใกล้ต่อความ
ขัดข้องใจ ทิฏฐิท่ี ๓ ใกล้ทั้ง ๒ อย่าง คือบางอย่างใกล้ต่อความยินดีพอใจ บางอย่างใกล้
ต่อความไม่ยินดีพอใจ ทุกๆ ทิฏฐิเป็นเหตุให้เจริญกิเลสได้ท้ังน้ัน เพราะถ้าถือม่ันในทิฏฐิ
นั้นว่าเป็นจริง ทิฏฐิอื่นเป็น โมฆะ คือว่าเปล่าหมด ก็ต้องผิดจากอีก ๒ พวก เม่ือเป็น
เช่นนี้ก็ต้องวิวาทกัน จะต้องพิฆาตกนั เบียดเบียนกัน ผู้รู้เมื่อพิจารณาเห็นโทษของความ
26 ดูรายละเอยี ดใน, ม. ม. ทฆี นขสุตตฺ (ไทย) ๑๓/๒๖๓/๒๖๙.
~ ๑๗๔ ~
ยดึ มัน่ ในทิฏฐอิ ยา่ งใดอย่างหนงึ่ ดังท่ีกล่าวมาแล้วน้ี จึงได้ละทิฏฐนิ ้นั และไม่ทาทฏิ ฐิอน่ื ให้
เกิดขน้ึ อกี
ตอ่ จากนั้นได้ตรัสถงึ กายอันน้ี ซ่ึงเปน็ ทปี่ ระชุมมหาภูตท้งั ๔ อันได้แก่ ดิน น้า ไฟ
ลม ซ่ึงมีบิดามารดาเป็นแดนเกิด เติบโตข้ึนเพราะการบารุงด้วยอาหารต่างๆ เป็นกายที่
จะต้องแตกทาลายเป็นธรรมดา ก็ควรพิจารณาว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกขเ์ ป็นของว่าง
เปล่า เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนคร้ันแล้วได้ทรงแสดง เวทนา ๓ คือเม่ือคนเสวยสุขเวทนา
เวลาใด เวลาน้ันก็ย่อมไม่ได้เสวยทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา เสวยทุกขเวทนา
เวลาใด ในเวลาน้ันก็ไม่ได้เสวยสุขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา เสวยทุกขมสุขเวทนา
เวลาใด ในเวลาน้ันก็ไมไ่ ด้เสวยสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา คอื รับเวทนาทีละอย่างในเวลา
หน่ึง เวทนาท้ัง ๓ นั้นก็เป็นของไม่เที่ยง เป็นของท่ีมีการปรุงแต่ง เป็นของท่ีอาศัยเหตุ
เกิดขึ้น มีความสิ้นไปเสื่อมไป คลายไปได้ จนถึงดับไปเป็นธรรมดา เมื่อพิจารณาให้เห็น
ความจรงิ ดังนีก้ ็จะเกิด นิพพิทา วิราคะ วมิ ุตติ และวิมุตตญิ าณทสั สนะ เหมือนดั่งที่แสดง
ในอนัตตลกั ขณสตู ร 27
เมื่อพระพุทธเจ้าแสดงธรรมนี้แก่ทีฆนขะปริพาชก ท่านพระสารีบุตรได้น่ังถวาย
พัดไปพลางฟังไปพลาง และพิจารณาตามเห็นว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัสให้ละให้สละคืน
เพราะความรจู้ ริงเห็นจรงิ ในธรรมเหลา่ นี้ เมือ่ พจิ ารณาอยู่จิตก็พน้ อาสวะ เพราะไม่ยดึ ม่ัน
การสร้างแรงจูงใจใหก้ ับพระโมคคัลลานะกบั พระสารบี ุตรนน้ั
พระพุทธเจ้าทรงแสดงเวทนาในการดึงจิตใจพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตรสู่
ธรรม ขน้ั สงู ท่านพระอคั รสาวกทัง้ สองนน้ั ท่านเป็นบตุ รอยู่ในตระกลู ทีม่ ั่งคั่ง มีความสุข
มาก เม่ือมาบวชเข้าเลยต้องอาศัย นิสสัย ๔ 28 ความไม่สบายก็จะต้องมีมากข้ึน เพราะ
การท่ีจะอยู่อาศัย การท่ีจะนุ่งห่ม การท่ีจะขบฉันก็ไม่เป็นไปตามประสงค์ จะต้องไป
บิณฑบาตเขามาฉันจริงๆ จะให้ถกู กับความปรารถนาก็เป็นไปไมไ่ ด้ เมื่อเป็นเชน่ น้ี หาก
ยังติดอยู่ ยังชอบสุขเวทนาอยู่ ถึงจะมีความร้คู วามเข้าใจอะไรไดแ้ จ่มแจง้ พอสมควรแล้ว
ก็ตาม การปฏิบัติก็ยังดาเนินไปไม่สะดวกพระพุทธเจ้าจึงยกเวทนาขึ้นมาเน้น
เพราะฉะนั้นเม่ือปล่อยเวทนาคือว่าปล่อยสุขเสียได้ ก็เป็นอันว่าท่านไม่กังวลอีกแล้ว จึง
27 ดรู ายละเอยี ดใน, วินย. มหา. (ไทย) ๔/๒๔/๒๐–๒๔.
28 ดูรายละเอียดใน, วนิ ย. มหา. (ไทย) ๔/๘๗/๑๗๑–๑๗๒.
~ ๑๗๕ ~
เกิดความรู้ความเข้าใจธรรมแจ่มแจ้งหมด 29 พระพุทธองค์ทรงใช้เวทนาในการสร้าง
แรงจูงใจพระโมคคัลลาและพระสารีบุตร
พุทธวิธีการใช้วาจาเพ่ือการจูงใจในพุทธวิธีการสอน พระพุทธเจ้าทรงเป็น
ต้นแบบการใชว้ าจาท้ังหมดในพระไตรปิฎกในรปู แบบ นวังคสัตถศุ าสน์ การใชว้ าจาของ
พระพุทธองค์จึงมีความชัดเจน เนื้อหาดี สร้างสรรค์ประโยชน์แก่ทุกฝ่ายการใช้วาจาท่ี
สร้างสรรค์น้ัน เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความสุขความเจริญของครอบครัว ซ่ึงสามารถส่งผล
ในทางเดียวกันต่อสังคมและประเทศชาติ นับเป็นสังคมแห่งอารยะ สังคมที่มีแต่กุศล
ประโยชน์ 30 ดังพุทธพจน์ที่ว่า คาพูดที่มีประโยชน์คาเดียว คนฟังแล้วสงบระงับได้
ย่อมดีกว่าคาพูดที่ไร้ประโยชน์ต้ังพันคา ลักษณะคาตรัสของพระพุทธองค์ในพระสูตรที่
พอรวบรวมได้มีดังน้ีในอภัยราชกุมารสูตร ได้กล่าวถึงเกณฑ์ในการตรัสวาจาของ
พระพทุ ธเจา้ โดยพระผู้มพี ระภาคเจ้าตรัสกับอภัยราชกุมารดังน้รี าชกมุ าร ตถาคตรูว้ าจา
ท่ีไม่จรงิ ไมแ่ ท้ไม่ประกอบดว้ ยประโยชน์และวาจาน้ันไม่เปน็ ท่ีรัก ไม่เป็นท่ชี อบใจของคน
อืน่ ตถาคตไมก่ ล่าววาจาน้นั วาจาที่จริงแท้ แต่ไมป่ ระกอบ ดว้ ยประโยชน์ และวาจาน้ัน
ไม่เป็นท่ีรัก ไม่เป็นท่ีชอบใจของคนอื่น ตถาคตไม่กล่าววาจาน้ันวาจาท่ีจริง ที่แท้ และ
ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจาน้ันไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของคนอ่ืน ในข้อนั้น
ตถาคตรู้กาลท่จี ะกล่าววาจาท่ีไมจ่ รงิ ไมแ่ ท้ ไมป่ ระกอบด้วยประโยชน์ แตว่ าจานั้นเปน็ ท่ี
รัก เป็นท่ีชอบใจของคนอ่ืน ตถาคตไม่กล่าววาจานั้นวาจาท่ีจริง ที่แท้ ไม่ประกอบด้วย
ประโยชน์ แต่วาจาน้ันเป็นที่รกั เปน็ ท่ีชอบใจของคนอื่น ตถาคตไม่กลา่ ววาจานั้นวาจาท่ี
จริง ที่แท้ ท่ีประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นเป็นท่ีรัก เป็นที่ชอบใจของคนอื่น ใน
ข้อนั้น ตถาคตรู้กาลที่จะกลา่ ว ขอ้ นั้นเพราะเหตไุ ร เพราะตถาคตมีความเอ็นดูในหมู่สัตว์
ท้ังหลาย 31 ในมธุปิณฑิกสูตร ทัณฑปาณิศากยะ ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
พระองค์มีปกติกล่างอย่างไร บอกอย่างไร พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า ผู้มีอายุ บุคคลมี
29 สมเดจ็ พระญาณสงั วร (เจริญ สวุ ฑฒฺ โน), ๔๕ พรรษาของพระพทุ ธเจา้ , พิมพค์ ร้ังที่ ๓,
(กรุงเทพมหานคร: มหามกฎุ ราชวทิ ยาลัย,๒๕๓๙), หน้า ๕๙.
30 ธนัชกร กีรติเสถยี ร, “ศกึ ษาการใชว้ าจาสรา้ งสรรคใ์ นพระพทุ ธศาสนาเถรวาท”,
วิทยานพิ นธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต, (บณั ฑิตวทิ ยาลยั : มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย
, ๒๕๕๐), หนา้ ๔๙.
31 ดูรายละเอยี ดใน, ม. มู. (ไทย) ๑๒/๑๙๙/๒๐๙.
~ ๑๗๖ ~
ปกติกล่าวอย่างใดจึงไมโ่ ต้เถียงกับใครๆ ในโลก พร้อมทั้งเทวโลกมารโลก พรหมโลก ใน
หมู่สัตว์พร้อมท้ังสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์แล้ว ดารงอยู่ในโลก...เรามีปกติกล่าว
อย่างน้ัน บอกอย่างนั้นโดยประการนั้น 32 ถ้อยคาที่โต้เถียงกนั ก่อให้เกิดทุกข์ และการ
ทาร้ายโต้ตอบกันจะมาถึง ในมหาสุญญตสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึงเรื่องที่ไม่ควรสนทนา
และเร่ืองท่ีควรสนทนากันอย่างมีสติสัมปชัญญะ เพ่ือทาให้จิตสงบระงับไม่เกิดความ
ฟุ้งซ่านดังน้ีเราจักไม่พูดเร่ืองเห็นปานนี้ คือ เร่ืองพระราชา เรื่องโจร เร่ืองมหาอามาตย์
เร่ืองกองทัพ เรื่องภัย เร่ืองการรบ เรื่องข้าว เร่ืองน้า เร่ืองผ้า เรื่องที่นอน เร่ือง
พวงดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องยาน เรื่องบ้าน เรื่องนิคม เร่ืองเมืองเร่ือง
ชนบท เร่ืองสตรี เรื่องบุรุษ เร่อื งคนกล้าหาญเรื่องตรอก เร่ืองท่าน้า เรื่องคนที่ล่วงลับไป
แลว้ เรื่องเบด็ เตลด็ เรื่องโลก เร่ืองทะเล เรื่องความเจริญและความเสือ่ ม ซ่งึ เป็นของเลว
ทราม เป็นของชาวบา้ น เปน็ ปุถุชน ไม่ใช่ของอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นไป
เพ่ือความเบ่ือหน่าย เพ่ือคลายกาหนัดเพื่อดับเพ่ือสงบระงับ เพื่อรู้ย่ิง เพ่ือตรัสรู้ เพื่อ
นิพพาน... เราจักพูดเรอ่ื งเห็นปานนี้ คอื เร่ืองความมักน้อย เรอื่ งความสันโดษ เรอื่ งความ
สงัด เร่ืองความไม่คลุกคลีเร่ือการปรารภความเพียร เร่ืองศีล เร่ืองสมาธิ เรื่องปัญญา
เร่ืองวิมุตติเรือ่ งวิมุตติญาณทัสสนะในอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต โยธาชีววรรค พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสกับวัสการพราหมณ์ ถึงส่ิงที่ควรกล่าวหรือไม่นั้น มิได้ข้ึนอยู่กับการรับรู้
ความจริงทาง ตา จมกู ลิ้น กาย ใจแตข่ ึ้นอยู่กับว่า เม่ือกล่าวถึงส่งิ ที่รูเ้ ห็นน้ันแล้ว อกุศล
ธรรมเสื่อมลง และกุศลธรรมเจริญข้นึ หรือไม่ดังนี้
พราหมณ์ เราไม่กล่าวว่า ทุกส่ิงท่ีได้เห็นเป็นส่ิงที่ควรกล่าว และไม่กล่าวว่า ทุก
สิ่งท่ีได้เห็นเป็นสิ่งท่ีไม่ควรกล่าว เราไม่กล่าวว่า ทุกส่ิงที่ได้ฟังเป็นสิ่งที่ ควรกล่าว และ
เราไม่กล่าวว่า ทุกสิ่งทไี่ ด้ฟังเป็นส่ิงที่ไม่ควรกล่าว เราไม่กล่าวว่า ทุกสิ่งทไ่ี ด้ทราบเป็นส่ิง
ท่คี วรกล่าว และไม่กล่าววา่ ทุกสง่ิ ทไ่ี ด้ทราบ
วภิ ัชวาท 33 วิภัชวาท นั้นเป็นการพูดหรือคิดอย่างมีเง่ือนไข มองหลายแง่ไม่มอง
อะไรแง่เดียวแล้วตีขลุมไปหมด เพราะความเป็นจริงแล้ว ในโลกีย์วิสัยนี้เกือบจะไม่มี
อะไรท่ีเป็นจริงอย่างไม่มีเงื่อนไข ในเง่ือนไขหนึ่ง เป็นอย่างหนึ่ง ตัดสินได้อย่างหน่ึง พอ
32 ดูรายละเอียดใน, ม. มู. (ไทย) ๑๒/๑๙๙/๒๐๙.
33 ดูรายละเอยี ดใน, ม. ม.ู (ไทย) ๑๔/๒๐๐/๒๑๑.
~ ๑๗๗ ~
เปล่ียนเงื่อนไขก็เป็นเสียอีกอย่างหนึ่ง ต้องตัดสินอีกอย่างหน่ึง จึงต้องมองความจริง
หลายแง่ เช่นเด็กคนหน่ึงหนีโรงเรียนกลับบ้าน มองในแง่ขาดเรียนครูอาจตัดสินใจว่า
เด็กคนนี้ไม่ดี ไม่เอาใจใส่ต่อการเรียนแต่ปรากฏว่าแม่ของเขาป่วยเป็นอัมพาต เด็กต้อง
กลับมาช่วยเหลือแม่ ป้อนข้าวเช็ดตัวให้แม่ พอเห็นแง่น้ีเข้า ทุกคนก็ต้องตัดสินใจว่าเด็ก
เป็นคนดี มีความกตัญญูเสียสละ ยังมีเรื่องอื่นๆอีกมากในสังคมซึ่งเรามักมองในแง่เดียว
แล้งตัดสินไปแง่เดียว อาจผิดพลาดได้มาก พระพุทธองค์ทรงเรียกพระองค์ว่า วิภัชชวา
ที แปลว่า ผู้กล่าวจาแนก ผู้แยกแยะพูด เป็นคุณบทคือคาแสดงคุณลักษณะอย่างหน่ึง
ของพระพุทธเจ้า หมายความว่า ทรงแสดงธรรมแยกแยะแจกแจงออกไปให้เห็นว่า ส่ิง
ท้ังหลายเกิดจากส่วนประกอบย่อยๆ มาประชุมกันเข้าอย่างไร เช่น แยกแยะกระจาย
นามรูปออกเปน็ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ เปน็ ตน้ ส่งิ ท้ังหลายมีด้านทีเ่ ป็นคุณและด้านท่ีเป็น
โทษอย่างไรเร่ืองนั้นๆ มีข้อจริงเท็จอะไรบ้าง การกระทาน้ันๆ มีแง่ถูกแง่ผิดแง่ดีแง่ไม่ดี
ประการใด เพื่อให้ผู้ฟังเขา้ ใจสิ่งน้ันเร่ืองน้ันชัดเจน มองเห็นสิ่งทั้งหลายตามท่ีเป็นจริงไม่
มองอย่างตคี ลมุ หรอื เห็นแต่ด้านเดยี วแล้วยึดตดิ ในทิฏฐิตา่ งๆ อันทาให้ไมเ่ ข้าใจความจริง
แทต้ ามสภาวะ 34
สรุปด้วยเหตุผลที่กล่าวมานี้ การใช้วาจาของพระพุทธเจ้าจึงมีพลังมากมาย
มหาศาลการใช้วาจาของพระพุทธองค์แต่ละครัง้ จึงสาเร็จสมประสงค์ และเกิดประโยชน์
ต่อผู้ฟังและสังคมในสมัยพุทธกาลอย่างกว้างใหญ่ไพศาล มีผลมาจนกระทั่งจวบจน
ปัจจุบันน้ี
๖.๔ องค์ประกอบของการสอนสังคมศกึ ษาในทศั นะทางพทุ ธศาสนา
องค์ประกอบท่ีพระพุทธเจ้าทรงสร้างแรงจูงใจจนประสบความสาเร็จ
พระพุทธเจ้ามีคุณสมบัติท่ีช่วยให้การสร้างแรงจูงใจประสบความสาเร็จ ตามแนวพระ
พุทธคุณ ๓ ประการ
๑. บุคลิกภาพ พระพุทธเจ้าทรงมีพระลักษณะท้ังดานความสง่างามแห่งพระ
วรกายพระสุรเสียงท่ีโน้มนาจิตใจ และพระบุคลิกลักษณะอันควรแก่การศรัทธาประสา
ทะทกุ ประการ เชน่
34 พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยุตโฺ ต), พจนานกุ รมพุทธศาสน์ ฉบบั ประมวลศพั ท์, พิมพค์ รัง้ ท่ี
๑๑ (กรงุ เทพมหานคร: มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๖), หนา้ ๒๓๓.
~ ๑๗๘ ~
๑) ทรงมีพระสรุ เสียงไพเราะ และตรสั พระวาจาสุภาพสละสลวย อยา่ งคาชมของ
จังกีพราหมณ์ท่ีว่า พระสมณโคดม มีพระวาจาไพเราะ รู้จักตรัสถ้อยคาได้งดงาม มีพระ
วาจาสุภาพ สละสลวย ไม่มีโทษ ยังผู้ฟังให้เข้าใจเน้ือความได้ชัดแจ้ง และคาของอุตร
มาณพที่ว่า พระสุรเสียงที่เปล่งก้องจากพระโอษฐ์นั้นประกอบด้วยคุณลักษณะ ๘
ประการ คือ แจ่มใส๑ ชัดเจน ๑ นุ่มนวล ๑ ชวนฟัง ๑ กลมกล่อม ๑ ไม่พร่า ๑ ซ้ึง ๑
กงั วาน ๑
๒) ทรงมีพระมหาบุรุษลักษณะ ๓๒ ประการ และอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ มี
พระวรกายสง่างาม ดังจังกีพราหมณ์ที่ชมพระองค์ว่า “พระสมณโคดม มีพระรูปงาม
น่าดู น่าเล่ือมใสมีพระฉวีวรรณผุดผ่อง ย่ิงนัก พระวรรณะและพระสรีระดุจดังพรหม
น่าดูชมนักหนา
๓) ทรงมีพระอากัปกิริยามารยาททุกอย่างที่งดงามน่าเล่ือมใส เร่ิมแต่สมบัติผู้ดี
และมารยาทอันเป็นท่ียอมรับของสังคม ตลอดจนพระบุคลิกลักษณะที่เป็นเสน่ห์ทุก
ประการ พร้อมไปด้วยความองอาจ ความสง่างาม ความสงบเยือกเย็น การแสดงธรรม
ของพระองค์ นอกจากแจม่ แจ้งด้วยสัจธรรมแล้ว ยังก่อใหเ้ กดิ ความรสู้ ึกเพลดิ เพลินสุขใจ
ชวนให้อยากฟังอยากใกล้ชิดพระองค์อยู่ไม่วายอย่างคาชมของบุคคลต่างๆ เช่น ที่
ท่านปิงคิยานี มองเห็นสารประโยชน์อันใด จึงเลื่อมใสพระสมณโคดมถึงเพียงน้ี ท่านผู้
เจริญ เปรียบเหมือนบุรุษผู้อ่ิมในรสอันเลิศแล้ว ย่อมไม่ปรารถนารสอ่ืนๆ ท่ีเลวฉันใด
บุคคลฟังธรรมของพระสมณโคดมพระองค์นั้น โดยลักษณะใดๆจะโดยสุตตะ โดยเคยยะ
โดยไวยากรณ์ หรือโดยอัพภูตธรรมก็ดี ย่อมไม่ปรารถนาวาทะของสมณะเป็นอันมาก
เหล่าอื่นโดยลักษณะน้ันๆ เลยฉันนั้น เปรียบเหมือนบุรุษผู้หิวและอ่อนเพลีย มาได้รวง
นา้ ผ้ึง ก็ลม้ิ รส ย่อมได้รสแท้แสนชุม่ ช่นื ฉันใด บุคคลฟงั ธรรมของท่านพระโคดมพระองค์
นั้น...ยอ่ มได้รับความดีใจ ปลาบปลื้มใจ ฉันน้ันเปรยี บเหมือนบรุ ุษ ได้ไม้จนั ทน์เป็นจันทน์
เหลืองหรือจันทน์แดง จะสูดกล่ินตรงที่ใด ราก ลาต้น หรือยอด กล่ินหอมสนิทเป็นกลิ่น
แท้ ฉันใด บุคคลฟังธรรมของพระโคดมพระองค์น้ัน...ก็ย่อมปราโมทย์ ได้ความโสมนัส
ฉนั นนั้ เปรียบเหมอื นบุรุษอาพาธ เจ็บปวด เปน็ ไข้หนักนายแพทย์ผูฉ้ ลาดพึงบาบัดอาพาธ
เขาได้ฉับไว ฉันใด บุคคลฟังธรรมของท่านพระโคดมพระองค์น้ัน แล้ว...ความโศกเศร้า
ปริเทวนาการ ความทุกข์โทมนัส และความคับแค้นใจของเขาย่อมหมดไป ฉนั นนั้ เปรียบ
เหมือน สระใหญ่มีน้าใส เย็น จืดสนิท น่าเจริญใจ มีท่าราบเรียบน่ารื่นรมย์ บุรุษผู้ร้อน
~ ๑๗๙ ~
ด้วยแสงแดด ถูกแดดแผดเผา เหน็ดเหนื่อย หิวกระหายเดินมาถึง เขาลงไปอาบ ด่ืม ใน
สระน้านน้ั พงึ ระงบั ความกระวนกระวาย ความเหน็ดเหน่อื ย และความเร่าร้อนท้ังปวงได้
ฉันใด บุคคลฟังธรรมของท่านพระโคดมพระองค์น้ันแล้ง...ความกระวนกระวายความ
เหน็ดเหนื่อยและความเร่าร้อนของเขาก็ย่อมระงับไปได้หมดสิ้น ฉันน้ัน ชนท้ังหลายท่ี
ท่านพระโคดม ทรงชี้แจงให้เห็นแจ้งให้สมาทาน ให้อาจหาญให้ร่าเริงด้วยธรรมมีกถา
แลว้ เมอ่ื ลุกไปจากท่ีนั่งก็ยงั เหลยี วหลังกลับมามอง ด้วยไมอ่ ยากจะละจากไป
สรุปบุคลิกภาพของพระพุทธองค์ทรงดีพร้อมสูงสุดทุกอย่างท่ีมนุษย์พึงมีได้ทาให้
สร้างศรัทธากับผู้พบเมื่อได้เห็นพระวรกายสง่างามของพระองค์เห็นพระอากัปกิริยา
งดงามฟังสรุ เสียงอนั ไพเราะจนบรรลจุ ดุ ประสงคท์ ุกครั้ง
๒. คุณธรรม พระพุทธเจ้าทรงมีพระลักษณะแสดงตามแนวพุทธคุณ ๓ ประการ
คือ
ก. พระปัญญาคณุ ของยกมาแสดง ๒ อยา่ ง คอื ทศพลญาณ และปฏิสมั ภทิ า
๑) ทศพลญาณ 35 คือ พระญาณอันเป็นกาลังของพระตถาคตท่ีทาให้พระองค์
สามารถบนั ลอื สหี นาท ประกาศพระศาสนาได้มั่นคง
๑.๑ ฐานาฐานญาณ ปรีชาหย่ังรู้ฐานะ และอฐานะ คือหยั่งรู้กฎธรรมชาติที่
เกย่ี วกับขอบเขต และขีดขั้นของส่ิงท้ังหลายว่าอะไรเปน็ ไปได้ และอะไรเปน็ ไปได้แค่ไหน
เพียงไร โดเฉพาะในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผล และกฎเกณฑ์ทางจริยธรรมที่
เกีย่ วกับสมรรถวสิ ยั ของบุคคลซ่ึงจะได้รับผลกรรมทด่ี แี ละช่วั ตา่ งๆ กัน
๑.๒ กรรมวิปากญาณ ปรีชาหย่ังรู้ผลของกรรม สามารถกาหนดแยกการให้ผล
อย่างสลับซับซ้อนระหว่างกรรมดีกับกรรมชั่วที่สัมพันธ์กับปัจจัยแวดล้อมต่างๆมองเห็น
รายละเอียดและความสัมพันธ์ภายในกระบวนการการก่อผลของกรรมอยา่ งชดั เจน
๑.๓ สัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ ปรีชาหยั่งรู้ข้อปฏิบัติที่จะนาไปสู่คติทั้งปวง
(คือสู่สุคติทุคติหรือพ้นจากคติ) หรือปรีชาหย่ังรู้ข้อปฏิบัติที่จะนาไปสู่อรรถประโยชน์ทั้ง
ปวง (จะเป็นทิฏฐธัมมิกัตถะ หรือสัมปรายิกัตถะ หรือปรมัตถะก็ตาม) รู้ว่าเม่ือต้องการ
เข้าสจู่ ุดหมายใด จะต้องทาอะไรบ้าง มรี ายละเอียดวธิ ีปฏิบัตอิ ย่างไร
35 ดรู ายละเอยี ดใน, ม. มู. (ไทย) ๑๒/๑๖๖, องฺ. ทสก. (ไทย) ๒๔/๒๑, อภิ. ว.ิ (ไทย) ๓๕/
๘๓๙–๘๔๘, วภิ งคฺ . อ. (ไทย) ๕๒๐,๕๕๐–๖๐๗.
~ ๑๘๐ ~
๑.๔ นานาธาตุญาณ ปรีชาหย่ังรู้สภาวะของโลกอันประกอบด้วยธาตุต่างๆ เป็น
อเนก รสู้ ภาวะของธรรมชาตทิ ้ังฝ่ายอุปาทินนกสงั ขาร และอนุปาทนิ นกสังขาร เช่นเร่ือง
ชีวิต ก็ทราบองค์ประกอบต่างๆ สภาวะขององค์ประกอบเหล่านั้น พร้อมท้ังหน้าที่ของ
มันเชน่ การปฏบิ ตั หิ น้าท่ขี องขันธ์ อายตนะและธาตุต่างๆ ในกระบวนการรับรเู้ ป็นตน้
๑.๕ นานาธิมุตติกญาณ ปรีชาหยั่งรู้อธิมุติ (คือรู้อัธยาศัยความโน้มเอียง แนว
ความสนใจ ฯลฯ) ของสัตว์ทงั้ หลายทเี่ ป็นไปต่างๆ กัน
๑.๖ อินทริยปโรปริยัตตญาณ ปรีชาหยั่งรู้ความย่ิงและความหย่อนแห่งอินทรีย์
ขอสัตว์ทั้งหลาย รู้ว่าสัตว์นั้นๆ มีแนวความคิด ความรู้ ความเข้าใจ แค่ไหนเพียงใด มี
กิเลสมากกิเลสน้อย มีอินทรีย์อ่อนหรือแก่กล้าสอนง่ายหรือสอนยากมีความพร้อมท่ีจะ
เขา้ สูก่ ารตรัสรู้หรือไม่
๑.๗ ฌานาทิสงั กิเลสาทิญาณ ปรีชาหยั่งรู้เหตุท่ีจะทาให้ฌานวิโมกข์ และสมาบัติ
เสื่อมหรือเจรญิ คลอ่ งแคลว่ จัดเจนหรือก้าวหน้าย่ิงขน้ึ ไป
๑.๘ ปุพเพนิวาสานุสสติ ปรีชาหยั่งรู้ระลึกชาติภพในหนหลงั ได้
๑.๙ จตุ ูปปาตญาณ ปรชี าหย่ังรจู้ ตุ แิ ละอุบัติท้งั หลายอันเป็นไปตามกรรม
๑.๑๐ อาสวกั ขยญาณ ปรชี าหยง่ั รูค้ วามส้นิ ไปแห่งอาสวะทงั้ หลาย
๒) ปฏสิ ัมภทิ า 36 คือ ปัญญาแตกฉานในด้านตา่ งๆ มีทั่วไปทงั้ ในพระมหาสาวก
ท้งั หลายด้วย ดังน้ี
๒.๑ อรรถปฏิสัมภิทา ความเข้าใจแจ่มแจ้งในความหมายของถ้อยคาหรือข้อ
ธรรม ต่างๆ สามารถอธิบายแยกแยะออกไปโดยพิสดาร แม้ไดเ้ ห็นเหตุใดๆ กส็ ามารถคิด
เชื่อมโยงแยกแยะกระจายความคิดออกไปล่วงรู้ถึงผลต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ แปลส้ันๆว่า
ปัญญาแตกฉานในอรรถ
๒.๒ ธรรมปฏิสัมภิทา ความเข้าใจแจ่มแจ้งในถ้อยคาหรือข้อธรรมต่างๆ สามารถ
จับใจความคาอธิบายโดยพิสดาร มาตั้งเป็นกระทู้หรือหัวข้อได้ เมื่อมองเห็นผลต่างๆ ท่ี
ปรากฏขนึ้ ก็สามารถสืบสาวกลบั ไปหาสาเหตไุ ด้แปลส้ันๆ ว่าปัญญาแตกฉานในธรรม
36 ดูรายละเอียดใน, องฺ. จตุกก. (ไทย) ๒๑/๑๗๒/๒๑๖, ข.ุ ปฏิ. (ไทย) ๓๑/๒๖๘/๑๗๕, อภ.ิ
วิ. (ไทย) ๓๕/๗๘๔/๔๐๐.
~ ๑๘๑ ~
๒.๒ ธรรมปฏิสัมภิทา ความเข้าใจแจ่มแจ้งในถ้อยคาหรือข้อธรรมต่างๆ สามารถ
จับใจความคาอธิบายโดยพิสดาร มาต้ังเป็นกระทู้หรือหัวข้อได้ เม่ือมองเห็นผลต่างๆ ที่
ปรากฏขึ้นกส็ ามารถสืบสาวกลับไปหาสาเหตไุ ด้แปลสนั้ ๆ ว่าปัญญาแตกฉานในธรรม
๒.๓ นิรุตติปฏิสัมภิทา ความรู้แตกฉานในภาษา รู้ภาษาต่างๆและรู้จักใช้ถ้อยคา
ชแ้ี จงแสดงอรรถและธรรม ให้คนอ่ืนเข้าใจและเห็นตามได้ แปลสั้นๆ วา่ ปัญญาแตกฉาน
ในนิรุกติ
๒.๔ ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ความมีไหวพริบ สามารถเข้าใจคิดเหตุผลได้เหมาะสม
ทันการ และมีความรู้ความเข้าใจชัดในความรู้ต่างๆ ว่ามีแหล่งที่มา มีประโยชน์อย่างไร
สามารถเช่ือมโยงความรู้ทั้งหลายเข้าด้วยกันสร้างความคิดและเหตุผลขึ้นใหม่ได้ แปล
สัน้ ๆ ว่า ปัญญาแตกฉานในปฏภิ าณ
ข. พระวิสุทธิคุณ ความบริสุทธ์ิเป็นพระคุณสาคัญยิ่งเช่นกัน ในการท่ีจะทาให้
ประชาชนเช่อื ถอื แลเลอ่ื มใสในพระพทุ ธเจ้า มองได้จากลกั ษณะต่างๆ ดงั นี้
๑. พระองค์เองเป็นผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นจากอาสวะกิเลสท้ังปวง ไม่กระทาความช่ัว
ท้ังทางกาย ทางวาจา ทางใจ ไมม่ ีเหตุท่ใี ครจะยกขนึ้ มาตาหนิได้
๒. ทรงทาได้อยา่ งท่ีสอน คือสอนเขาอย่างไร พระองค์เองกท็ รงประพฤติอยา่ งนั้น
ด้วย อย่างพุทธพจน์ท่ีว่า ตถาคตพูดอย่างใดทาอย่างน้ัน จึงเป็นตัวอย่างท่ีดีและให้
ประชาชนเกดิ ความเชอ่ื มน่ั ในคุณค่าของคาสอนได้
๓. ทรงมีความบริสุทธิ์พระทัยในการสอน ทรงสอนผู้อื่นด้วยมุ่งหวังประโยชน์แก่
เขาฝ่ายเดียว ไม่มพี ระทัยเคลือบแฝงด้วยความหวังผลประโยชน์ส่วนตน หรืออามีสตอบ
แทนใดๆ มุ่งให้บคุ คลหรอื หมู่คนท่ีอยู่ตรงหน้าได้รับผลประโยชน์สูงสดุ อย่างแท้จริงพระวิ
สุทธิคุณเหล่าน้ีเป็นผลเกิดเองจากการตรัสรู้ จะเห็นได้จากคาสรรเสริญของบุคคลต่างๆ
ในสมัยพุทธกาล เช่น ดูกรนาคิตะ ขออย่าให้เราต้องข้องเกี่ยวกับยศเลย และขออย่าให้
ยศมาข้องเกี่ยวกับเราด้วยบุคคลผู้ใดไม่ได้โดยง่ายซ่ึงความสุขอันเกิดจากเนกขัมม
ความสุขอันเกิดจากวิเวก ความสุขอันเกิดจากความสงบ ความสุขอันเกิดจากการตรัสรู้
เหมือนอย่างท่ีเราได้บุคคลผู้น้ันจึงจะยินดีความสุขแบบอาจม ความสุขท่ีเกิดจากการ
หลับ และความสุขที่เกิดจากลาภสักการะและสรรเสริญ 37 จากคากล่าวของพระสารี
37 ดูรายละเอยี ดใน, องฺ. ฉกกฺ . (ไทย) ๒๒/๓๑๓.
~ ๑๘๒ ~
บุตรว่า ท่านทั้งหลาย พระตถาคตมีกายสมาจาร วจีสมาจาร มโนสมาจารบริสุทธิ์ พระ
ตถาคตมิได้มีความประพฤติชั่วทางกาย ทางวาจา ทางใจ ที่พระองค์จะต้องปกปิดรักษา
ไว้ โดยตั้งพระทัยว่า ขอคนอ่ืนๆ อย่าได้รู้ถึงความประพฤติชั่วทางกายทางวาจา ทางใจ
ของเราเลย 38 ดูก่อนโมคคัลลานะ เราเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ จึงปฏิญาณได้ว่าเป็นผู้มีศีล
บริสุทธิ์ศีลของเราบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่เศร้าหมอง บรรดาสาวกไม่ต้องคอยรักษาเราโดย
ศลี และเราก็ไม่ตอ้ งคอยคิดหวังให้สาวกชว่ ยรกั ษาเราโดยศลี เรามอี าชวี ะบริสทุ ธ์ิ มีธรรม
เทศนาบรสิ ุทธิ.์ ..ไมต่ อ้ งคดิ ใหส้ าวกช่วยรกั ษา 39
ค. พระกรุณาคุณ อาศัยพระมหากรุณาธิคุณ พระพุทธเจ้าจึงได้เสด็จออก
ประกาศศาสนา โปรดสรรพสัตว์ ทาให้พระคณุ ๒ อย่างแรกคือพระปัญญาคุณ และพระ
วิสุทธิคุณเป็นท่ีปรากฏ และเป็นประโยชน์ต่อชาวโลกอย่างแท้จริง เสด็จไปช่วยเหลือ
แนะนาสั่งสอนมนุษย์ทั้งท่ีเป็นกลุ่มและที่เป็นรายบุคคล โดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อย
ยากลาบากของพระองค์เอง พระมหากรุณาธิคุณเหล่านี้ พึงเห็นตามคาสรรเสริญและ
คุณธรรมอ่ืนๆ ที่แสดงออกความกรุณาท่ีแสดงออกอย่างได้ผลดีนั้น ต้องอาศัยอุเบกขา
และสติสัมปชัญญะเข้าประกอบด้วย ในกรณีต่างๆ และในกรณีนั้นๆ จะต้องเข้าใจ
ความหมายของอุเบกขาให้ถูกต้องด้วยนอกจากนี้ ความกรุณาท่ีแสดงออกในทางการ
อบรมสั่งสอน ย่อมเป็นส่วนประกอบสาคัญให้เกิดคุณลักษณะผู้สอนท่ีเรียกว่า องค์คุณ
ของกัลยาณมติ รองคค์ ณุ ของกลั ยาณมติ ร
๖.๕ การจัดการสอนสงั คมศกึ ษาในทัศนะทางพทุ ธศาสนา
การจัดการศึกษาในทัศนะและตามหลักธรรมทางพุทธศาสนา เป็นอกาลิโก
สามารถปรับให้เหมาะสมกับวิทยาการต่าง ๆ สามารถทาให้การศึกษาเป็นไปอย่างไม่
สุดโต่งทางใดทางหนึ่ง หรือเป็นประโยชน์มหาศาลต่อโลก โดยไม่ละเลยความเป็นจริง
ของชีวิต การศึกษาจึงต้องมีท้ังการพัฒนาด้านกายภาพและจิตใจ เพื่อเป็นการศึกษา
อย่างเป็นกระบวนการอย่างสมบรู ณ์
สรุปคุณสมบตั ิทีพ่ ระองคท์ พ่ี ระองค์ทรงใชใ้ นการสอน
๑. ทรงสอนส่ิงที่จรงิ และเป็นประโยชนแ์ ก่ผู้ฟงั
38 ดูรายละเอียดใน, ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๒๒๘.
39 ดรู ายละเอียดใน, องฺ. ปญฺจก. (ไทย) ๒๒/๑๐๐.
~ ๑๘๓ ~
๒. ทรงรู้และเขา้ ใจในส่งิ ทีส่ อนอย่างถอ่ งแทส้ มบรู ณ์
๓. ทรงสอนด้วยเมตตา ม่งุ ประโยชนแ์ กผ่ รู้ ับคาสอนเปน็ ทต่ี ง้ั
๔. ทรงทาได้จริงอย่างที่สอน เปน็ ตวั อย่างท่ีดี
๕. ทรงมีบุคลิกภาพโน้มน้าวจิตใจให้เข้าใกล้ชิดสนิทสนมและพึงพอใจได้
ความสขุ
๖. ทรงมหี ลักการสอนและวิธีสอนที่ยอดเยย่ี ม 40
๑. สื่อท่ีพระพุทธองค์ทรงนามาใช้ การใช้อุปกรณ์การสอนของพระพุทธองค์
ทรงนาส่ิงต่าง ๆ รอบตัวตามธรรมชาติพบเห็นอยู่ท่ัวไปในชีวิตประจาวันเป็นสื่อในการ
สอน เชน่ ในครั้งประทับอยู่ที่ป่าสสี ปวันใกล้เมืองโกสัมพี 41 พระองค์ทรงสอนพระภิกษุ
ท้ังหลายโดยใช้ใบประดู่เป็นอุปกรณ์ ทรงหยิบใบประดู่มากามือแล้วถามพระภิกษุ
ทั้งหลายว่า ใบไม้ในป่ากับในพระหัตถ์ที่ไหนมากกว่ากัน ฯลฯ หรือทรงใช้การเทน้าท่ีละ
น้อยๆ และใช้แว่นตา เปรียบเทียบจากรูปธรรมไปสู่นามธรรมให้พระราหุลซ่ึงตอนนั้น
อายุ ๗ ขวบเข้าใจได้ 42 และท่ีทรงใช้ผ้าขาวประทานให้ท่านจูฬปันถก ลูบไปมาเพื่อ
สร้างแรงจงู ใจในการเข้าสู่ธรรมะตามภูมิธรรมของผู้เรียนจนท่านจูฬปันถกบรรลุธรรมได้
43
๒. การอุปมาหรือการเปรียบเทียบเพ่ือสื่อให้เข้าใจ พระพุทธองค์ทรงนาสิ่งท่ี
อยู่ตามธรรมชาติซ่ึงเป็นรูปธรรมมาเปรียบเทียบกับส่ิงที่เป็นนามธรรม จนเกิดความ
เข้าใจอย่างลึกซึ้งเป็นท่ีอัศจรรย์ยิ่ง เช่นท่ีพระพุทธองค์ทรงนาความแก่ ความเจ็บ ความ
ตายไปอุปมากับส่ิงต่าง ๆ ดังน้ี “เปรียบเสมอื นว่า ภูเขาใหญ่ศิลาล้วนสูงจดฟ้า กลิ้งเข้า
มารอบด้าน ท้ังส่ีทิศ บดขยี้สัตว์ท้ังหลายเสีย ฉันใด ความแก่และความตาย ก็ครอบงา
สัตว์ท้ังหลายฉันน้ัน” 44 “ความตายความเจ็บไข้และความแก่ เป็นเหมือนไฟ ๓ กอง
ที่คอยไล่ตาม, กาลังที่จะรับมือได้ก็ไม่มี แรงท่ีจะวิ่งหนีก็ไม่พอฯ 45 “อายุของมนุษย์
ทั้งหลายน้อย สัตบุรุษพึงดูหมิ่นอายุท่ีน้อยน้ัน,พึงประพฤติเหมือนดังถูกไฟไหม้ศีรษะฯ”
40 พ ร ะ พ ร ห ม คุ ณ า ภ ร ณ์ (ป .อ .ป ยุ ต โ ต ), พุ ท ธ วิ ธี ในก า ร ส อ น , พิ ม พ์ ค รั้ งที่ ๑ ๑
(กรงุ เทพมหานคร: สหธรรมิกจากดั , ๒๕๔๙), หน้า ๑๐–๓๒.
41 ดรู ายละเอยี ดใน, ส.ม. (ไทย) ๑๙/ ๑๗๑๒-๓/ ๕๔๘-๙๑.
42 ดรู ายละเอียดใน, ม.ม. (ไทย) ๑๓/๑๒๕-๑.
43 แสง จันทร์งาม, วิธีสอนของพระพุทธเจ้า, (กรุงเทพมหานคร: มหามกุฏราชวิทยาลัย,
๒๕๔๐) หน้า ๔๐-๔๑.
44 ดูรายละเอยี ดใน, ส.ส. (ไทย) ๑๕/๔๑๕/๑๔๘.
45 ดรู ายละเอยี ดใน, ข.ุ เถร. (ไทย) ๒๖/๓๕๙/๓๓๕.
~ ๑๘๔ ~
46 “รูปอุปมาเหมือนฟูมฟองแม่น้า เวทนาอุปมาเหมือนฟองน้าฝน สัญญาอุปมา
เหมือนพยับแดด สังขารอุปมาเหมือนต้นกล้วย วิญญาณอุปมาเหมือนมายากล ฯ” 47
“ท้ังเด็ก ท้ังผู้ใหญ่ ท้ังบัณฑิต ทั้งคนมี ทั้งคนจน ล้วนเดินหน้าไปหาความตาย ทั้งหมด
ภาชนะดินที่ช่างป้ันหม้อทาแล้ว ทั้งเล็กและใหญ่ ท้ังดิบและสุก ล้วนมีความแตกทาลาย
เป็นทส่ี ุดฉนั ใด ชีวิตของสัตว์ทง้ั หลายก็มีความตายเป็นท่ีสุด ฉันนน้ั ฯ” 48 “แท้จรงิ ชาย
หรือหญิงก็ตาม ถึงยังหนุ่มยังสาวก็ตายได้. ใครเล่าจะพึงวางใจในชีวิตว่า เรายังหนุ่มยัง
สาวอยู่ วันคนื เคล่ือนคลอ้ ย อายุกน็ ้อยเขา้ ลงทกุ ที เหมอื นอายปุ ลาในทน่ี า้ งวด.ความเป็น
หนมุ่ เป็นสาวจะเปน็ หลกั อะไรได้” 49
สรุปว่า หลักการท้ังหมดของพระพุทธองค์นี้สามรถนามาประยุกต์ในการสร้าง
แรงจูงใจสาหรับการเผยแผ่ธรรม การชักจูงคนเข้าปฏิบัติธรรม ในการเรียนการสอน
เพื่อให้เข้าถึงธรรมะในสังคมไทยปัจจุบันได้อย่างประเสริฐท่ีสุด เพราะสังคมท่ีมีธรรมะ
เป็นสังคมท่ีมีรากฐานแข็งแกร่งเป็นสังคมไร้ทุกข์โทษ เป็นสังคมสะอาด และเป็นสังคม
แหง่ ความละอายเกรงกลวั ตอ่ ความชว่ั กล่าวไดว้ ่า ผลการทบทวนวรรณกรรมท่เี กย่ี วขอ้ ง
ได้ขอ้ สรปุ ดังนี้
๑. สภาพการสอน คือ สภาพแวดล้อมภายในสถานศึกษา ทางกายภาพ เช่น
ห้องเรียน ห้องสมุด ห้องโสตทัศนูปกรณ์ และทางชีวภาพ เช่น บุคลิกภาพของเพ่ือน
ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งอาจารยแ์ ละนกั เรียน นักศกึ ษา
๒. พทุ ธวธิ กี ารสอน คือ ลีลาในการสอนของพระพทุ ธองค์เพ่ือใหเ้ กดิ ความ
แจ่มแจง้ จงู ใจ แกล้วกล้า และ ร่าเริงฯ,ฯ
๓. รูปแบบวทิ ยาการการสอน คือ การจัดเนื้อหาสาระ ฝึกทักษะ
กระบวนการคิด การจัดการ และการเผชิญหน้าสถานการณ์ ฯลฯ
๔. การประยุกต์ทฤษฎีการสอน คือ การวเิ คราะห์และสงั เคราะห์ระหวา่ ง
พทุ ธวธิ ีการสอน และทฤษฎหี ลักการทางตะวนั ตก
46 ดูรายละเอยี ดใน, ข.ุ ม. (ไทย) ๑๙/๔๙/๕๑.
47 ดรู ายละเอียดใน, ส.ข.(ไทย) ๑๗/๒๔๗/๑๗๔.
48 ดรู ายละเอยี ดใน, ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๑๐๘/๑๔๑.
49 ดรู ายละเอียดใน, ข.ุ ชา (ไทย) ๒๘/๔๓๗-๔๔๑/๑๖๓-๕.
~ ๑๘๕ ~
๖.๖ สรุปท้ายบท
การสอนสังคมศึกษาตามแนวทางพระพุทธศาสนานั้น ถือว่าเป็นการเร่ิมต้น
อันเป็นจุดสาคัญมากอย่างหนึ่งการเร่ิมต้นท่ีดีมีส่วนช่วยให้การสอนสาเร็จผลดเี ป็นอย่าง
มากอยา่ งน้อยก็เป็นเครื่องดงึ ความสนใจ และนาเขา้ ส่เู นื้อหาได้พระพทุ ธเจ้ามีวิธีเริ่มต้นท่ี
นา่ สนใจมาก
ในการสอนสังคมนั้นโดยปกติพระองค์จะไม่ทรงเร่ิมสอนด้วยการเข้าสู่เนื้อ
ธรรมที่เดียว แต่จะทรงเร่ิมสนทนากับผู้ทรงพบหรือผู้มาเข้าเฝ้าด้วยเร่ืองที่เขารู้เข้าใจดี
หรือสนใจอยู่ เช่นพบพราหมณ์ก็สนทนาเรื่องไตรเพท หรือเรื่องธรรมของพราหมณ์ เม่ือ
ทรงสนทนากับควานช้าง ก็ทรงเร่ิมต้นวิธีฝึกช้าง พบชาวนาก็สนทนาเรื่องทานา บางที
ทรงจี้จุดสนใจ หรือเหมือน สะกิดให้สะดุ้งเป็นการปลุกเร้าความสนใจ เช่น เม่ือเทศน์
โปรดชฎลิ ผ้บู ชู าไฟ ทรงเริ่มตน้ ด้วยคาวา่ “อะไรๆรอ้ นลกุ เปน็ ไฟไปหมดแล้ว” ตอ่ จากน้ัน
จึงถามและอธิบายต่อไปว่าอะไรร้อน อะไรลุกเป็นไฟ นาเข้าสู่ธรรมะ บางทีก็ใช้เรื่องท่ี
เขาสนใจหรือที่เขารู้นั่นเอง เป็นข้อสนทนาไปโดยตลอดแต่แทรกความหมายทางธรรม
เข้าไว้ วิธีการตอบปัญหา การสนทนา การชี้แนะ การสร้างแรงจูงใจ การสร้างกาลังใจ
และการอบรมส่งั สอนของพระพุทธเจ้ามีหลายแบบอย่าง
ดังตัวอย่างจากหนังสือพุทธวิธีในการสอน ของท่าน พระพรหมคุณาภรณ์
(ป.อ.ปยุตฺโต) พอสรุปได้ดังนี้แบบสากัจฉา หรือแบบสนทนา ทรงใช้กับผู้ท่ียังไม่เล่ือมใส
ศรทั ธา ยังไม่รู้ไม่เขา้ ใจหลักธรรม พระพุทธเจ้าจะทรงเป็นผู้ถามนาเข้าสคู่ วามเข้าใจธรรม
และทรงส่งเสรมิ ใหส้ าวกสนทนาธรรมกนั แบบบรรยาย ทรงใชแ้ สดงธรรมประจาวนั ท่ีมี
ผู้ฟังเป็นจานวนมากซึ่งเป็นผู้มีพ้ืนความรู้ความเข้าใจเลื่อมไสศรัทธาอยู่แล้ว และทุกคน
จะรู้สึกว่าพระพุทธองค์ตรัสกับตนโดยเฉพาะซ่ึงเป็นความมหัศจรรย์อย่างหน่ึงของ
พระพุทธเจ้า แบบตอบปัญหา มีทงั้ ผู้สงสัยในข้อธรรม ถามเพราะต้องการรู้คาสอน ถาม
เพื่อเทียบเคียงกับคาสอนในลัทธิของตน ผู้ท่ีจะมาลองภูมิมาข่มมาปราบให้จนหรือให้
ได้รับความอับอาย ในการตอบพระพุทธองค์ทรงสอนให้พิจารณาดูลักษณะของปัญหา
และใช้วิธีตอบให้เหมาะสมกัน พร้อมทั้งให้คานึงถึงเหตุแห่งปัญหาด้วยแบบวางกฎ
ข้อบังคับ เมื่อมีเหตุภิกษุกระทาผิด จนมีผู้นาความกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์จะ
เรยี กประชมุ สงฆ์ ตรัสสอบสวนหาความจริง พร้อมทั้งตาหนิช้โี ทษในการทาความผดิ และ
ประโยชน์ในการทาให้ถูกต้อง และทรงแสดงธรรม กถาที่สมควรเหมาะสมกับเร่ืองนั้น
~ ๑๘๖ ~
แล้วทรงบัญญัติสิขาบท ตรัสให้สงฆ์ทราบถึงวัตถุประสงค์ โดยความเห็นพร้อมกันของ
สงฆ์ ในทา่ มกลางสงฆ์ และโดยรบั ทราบร่วมกนั ของสงฆ์
หลกั การทงั้ หมดของพระพุทธองค์นสี้ ามรถนามาประยุกตใ์ นการสร้างแรงจงู ใจ
สาหรับการเผยแผธ่ รรม การชักจงู คนเข้าปฏิบัติธรรม ในการเรยี นการสอน เพ่ือให้เข้าถงึ
ธรรมะในสงั คมไทยปจั จบุ นั ได้อย่างประเสริฐที่สดุ เพราะสงั คมท่ีมธี รรมะเป็นสงั คมท่ีมี
รากฐานแขง็ แกรง่ เปน็ สงั คมไร้ทุกข์โทษ เปน็ สังคมสะอาด และเปน็ สังคมแหง่ ความ
ละอายเกรงกลวั ต่อความชัว่
บคุ ลิกภาพของพระพทุ ธองค์ทรงดีพร้อมสงู สุดทุกอย่างที่มนษุ ย์พึงมไี ด้ทาให้
สร้างศรัทธากับผู้พบเม่ือไดเ้ ห็นพระวรกายสง่างามของพระองค์เห็นพระอากปั กริ ยิ า
งดงามฟังสรุ เสียงอนั ไพเราะจนบรรลจุ ดุ ประสงคท์ ุกครั้ง
การใชว้ าจาของพระพุทธเจ้าจึงมพี ลงั มากมายมหาศาลการใช้วาจาของพระ
พุทธองค์แตล่ ะครัง้ จงึ สาเร็จสมประสงค์ และเกิดประโยชนต์ ่อผู้ฟงั และสงั คมในสมยั
พุทธกาลอย่างกว้างใหญ่ไพศาล มีผลมาจนกระทั่งจวบจนปัจจบุ นั น้ี
~ ๑๘๗ ~
๖.๗ คาถามท้ายบท
คาช้ีแจง: จงตอบคาถามท่กี าหนดให้ ให้ไดใ้ จความท่สี มบรู ณ์
๑. ปรชั ญาการสอนสงั คมศึกษาในทัศนะทางพุทธศาสนา คืออะไร อธบิ าย?
๒. จงเปรียบเทยี บทัศนะพทุ ธทาสภกิ ขกุ บั พระพรหมคุณาภรณ์ เหมอื นหรอื ต่างกัน
อย่างไร อธิบาย?
๓. การสอนสงั คมศึกษาในพุทธศาสนา คืออะไร มีความสาคญั อย่างไร อธิบาย?
๔. การสอนสงั คมด้วยความไม่ปะมาท คืออะไร มีประโยชนอ์ ย่างไรบ้าง อธิบาย?
๕. การสอนสงั คมศึกษาในทัศนะพทุ ธศาสนา มีจุดม่งุ หมาย อย่างไรบา้ ง อธิบาย?
๖. พทุ ธวธิ กี ารสอนสังคมศึกษาในการสรา้ งแรงจูงใจ คืออะไรบ้าง อธิบาย?
๗. องคป์ ระกอบของการสอนสังคมศึกษาในทัศนะของพะพุทธศาสนา มีอะไรบา้ ง
อธิบาย?
๘. คณุ ธรรมในทัศนะทางพระพุทธศาสตร์ในการสอนสังคม คอื อะไร มีอะไรบ้าง
อธิบาย?
๙. การจัดการสอนสงั คมศึกษาในทัศนะของพระพทุ ธศาสตร์ คอื อะไร อธิบาย?
๑๐. ส่งิ ทีเ่ ป็นจุดเด่น เปน็ คณุ สมบัตขิ ององค์กร และการสอนสังคมศึกษาคืออะไร
มอี ะไรบ้าง อธิบาย?
*********
บทท่ี ๗ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเพือ่ การสอนสังคมศกึ ษา
*********
ความนา
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเพ่ือการสอนสังคมศึกษา เร่ิมต้นต้ังแต่คราวที่
ทรงส่งพระสงฆ์สาวกออกไปประกาศพระศาสนา พระพุทธเจ้าตรัสบอกพระวาวกให้
จาริกไป เพอ่ื อนเุ คราะห์สัตวโ์ ลกใหไ้ ด้รับประโยชน์สุขและคราวท่ีประทับอยใู่ นป่า ประดู่
ลายพระองค์ตรัสบอกถึงเหตุผลท่ีตรัส สอนอริยสัจว่า พระอริยสัจ ๔ นี้ประกอบ ด้วย
ประโยชน์เบ้ืองต้น แห่งพรหมจรรย์ เป็นไปเพ่ือให้เกิดความเบื่อหน่าย เพื่อให้คลาย
ความรัก เพ่ือให้ดับเพ่ือให้สงบ เพ่ือให้รู้แจ้ง เพ่ือให้นิพพาน จากพระดารัสท่ีตรัสใน ๒
คราวน้ี เมื่อศึกษาวิเคราะห์ดูแล้วทาให้เข้าใจถึงวัตถุ ประสงค์ในการสอนศาสนาของ
พระพุทธเจ้าว่า พระองค์ทรงสอนเพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลก ให้ได้รับประโยชน์สุข นี้เป็น
วตั ถุประสงค์ข้ันตน้ และวตั ถุประสงคข์ ้ันสูงสุดกค็ อื พระองค์ทรง สอนเพ่ือให้สัตว์โลกได้รู้
ยิ่งความรู้แจ้งอรยิ สัจ ๔ เพื่อจะได้เกิดความเบื่อหน่าย คลายความ รักความยึดถือเข้าถึง
ความดับและความสงบ ซ่ึงจะทาใหไ้ ด้บรรลถุ ึงความรู้แจ้งและบรรลุ ถึงนิพพาน ในที่สุด
การสอนของพระพุทธเจ้าที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นว่า พระ พุทธเจ้าทรง สอนมุ่ง
แก้ปัญหาคือ ความทุกข์ สมด้วยพระพุทธดารัสที่ว่า ภิกษุทั้งหลายตถาคตอุบัติข้ึนมา
เพ่ือทาประโยชนใ์ ห้แก่โลก เพ่ืออนุเคราะห์โลก เพื่อชว่ ยให้โลกมีความสขุ
หลักการใหญ่ ๆ ในการพัฒนาชีวิต การพัฒนาน้ัน เป็นศัพท์ที่นิยมใช้กันอยู่ใน
ปจั จบุ ัน พุทธศาสนาเดมิ ใชว้ า่ วัฒนะหรือ วัฒนา คนในสมัยกอ่ นเวลาผ้ใู หญ่ให้พรกันเขา
กจ็ ะนยิ มพูดว่า ขอใหว้ ัฒนาสถาพร วฒั นา ก็คือ เจริญ ดังนน้ั ในพุทธศาสนาท่านแสดงว่า
ภาวนาหรอื การพฒั นาชีวติ ไว้ ๔ อย่างคอื
๑. กายภาวนา การทากายให้เจริญ หรือการพัฒนากาย
๒. ศีลภาวนา การพัฒนาศีล ศีลเป็นเรืองความสัมพันธ์กับคนในสังคม การ
พัฒนาศีลคือ การพัฒนาในเร่อื งด้านการมีชีวิตอยรู่ ่วมกันกบั ผอู้ ่ืนในสงั คม
๓. จิตภาวนา การพัฒนาจิตใจ หรอื การทาจิตใจให้เจริญงอกงาม
๔. ปัญญาภาวนา การทาปัญญาใหเ้ จรญิ งอกงามหรอื พัฒนาปญั ญา
พัฒนากายนนั้ พระพุทธศาสนาเนน้ ที่การพฒั นาอนิ ทรยี ์