~ ๒๓๙ ~
คาว่า “ขอสัตว์ทั้งปวงจงมีความสุขเถิด” น้ีเท่ากับการเจริญเมตตาพรหมวิหาร คือ
ปรารถนา ความสขุ แก่สัตว์ทั้งหลาย
๒) เป็นคุณธรรมที่ปราศจากโทษ ส่วนคาว่าพรหมวิหารในความหมายหลัง
หมายถงึ บุคคลผปู้ ระพฤติพรหมวิหาร ชอื่ วา่ ดาเนนิ ชีวิตอยา่ งปราศจากโทษ มีจติ ท่ีสูงส่ง
ประดจุ พรหม ดงั นน้ั คาวา่ พรหม วหิ าร จงึ หมายถงึ คณุ ธรรม ๔ ประการ ได้แก่
(๑). มุ่งสรา้ งประโยชน์ใหแ้ กม่ วลมนุษย์ แสวงหาประโยชนส์ ุข
(๒). มุ่งชว่ ยปลดเปล้ืองทุกข์ ส่ิงทไ่ี ม่เปน็ ประโยชนใ์ ห้แกส่ ตั วท์ งั้ หลาย
(๓). พลอยยินดใี นความสาเร็จ ความสขุ ของสัตว์ท้ังหลาย
(๔). ต้ังจิตเป็นกลาง ยดึ ม่ันในภาวะเป็นกลาง โดยนัยทง้ั ๔ ประการดงั กล่าวมา
คาว่า พรหม วิหาร จึงหมายถึง คุณธรรมอันประเสริฐ และโดยภาวะท่ีเป็นคุณธรรม
ปราศจากโทษนัน่ เอง
๒. ทิศ ๖ มีความสาคัญตอ่ มวลมนษุ ยชาติ คือ เป็นทีม่ าของนิสยั ใจคอ เป็นทีม่ า
ของ ความเก่ง ความดี เป็นท่ีมาของความสุขความเจริญ ทั้งชาติน้ีและชาติหน้า ส่ิง
เหล่านี้ไม่ใช่ว่าใคร จะได้มาง่ายๆ ต้องขึ้นอยู่ กับการปฏิบัติหน้าท่ีอย่างสมบูรณ์ของทิศ
๖ คอื
ประการท่ี ๑ ผู้ที่อยู่ตรงกลางปฏบิ ัตติ ัวตามหนา้ ทท่ี มี่ ปี ระจาทิศ ไดค้ รบถว้ น
ประการท่ี ๒ ทิศท้ัง ๖ ที่อยู่รอบข้างต่างก็ปฏิบัติตัวได้เหมาะสม ตามหน้าท่ี
ประจาทิศของตน เพราะ หน้าที่ประจาของบุคคลในแต่ละทิศนนั้ พระพทุ ธองค์ทรงแฝง
ศีลธรรม ทรงแฝงวิธีกาจัด อวิชชา หรือความไม่รู้ เอาไว้ด้วย จึงมีผลทาให้ผู้ที่ถูกหล่อ
หลอมจากทิศ ๖ ท่ีดีเกิดความสานึกใน การรับผิดชอบคือ มีความสานึก รับผิดชอบต่อ
ตัวเอง มีความสานึกรับผิดชอบต่อสังคม มีความสานึกรับผิดชอบต่อศีลธรรมทาง
เศรษฐกิจ มีความ สานึกรับผดิ ชอบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะฉะน้ัน หน้าที่ประจาทิศ ๖ จึง
เป็นบทฝึกคนท่ีทาให้เกิดความสานึก ในการ รับผิดชอบร่วมกัน ซ่ึงตรงน้ีเองท่ีสามารถ
นาไปใชใ้ นการประเมินศลี ธรรม ว่าตัวของเรา
๓. สังคหวัตถุ ๔ หมายถึง หลักธรรมที่เป็นเครือ่ งยึดเหนี่ยวน้าใจของผู้อ่ืน ผูก
ไมตรีเออ้ื เฟ้อื เกื้อกลู หรอื เป็นหลกั การสงเคราะหซ์ งึ่ กนั และกัน มีอยู่ ๔ ประการ ไดแ้ ก่
~ ๒๔๐ ~
(๑) ทาน การให้ปันส่ิงของด้วยความเอ้ือเฟื้อเผ่ือแผ่ เสียสละ ช่วยเหลือ
สงเคราะห์ ด้วยทุน หรือทรัพย์สิน และวัตถุสิ่งของตลอดจนให้ความรู้และศิลปวิทยา
นัยสาคัญ ของทาน
(๒) ปิยวาจา หรือ เปยยวัชชะ พูดอย่างคนรักกนั คอื กล่าวคาสภุ าพไพเราะ น่า
ฟัง ชี้แจงแนะนาสิ่งที่เป็นประโยชน์มีเหตุผลเป็นหลักฐานชักจูงในทางท่ีดีงามหรือคา
แสดงความเหน็ อกเหน็ ใจ ให้ กาลังใจ รูจ้ ักพูดให้เกดิ ความเขา้ ใจดีสมานสามัคคเี กดิ ไมตรี
ทาให้รกั ใครน่ ับถือและช่วยเหลอื เกือ้ กูลกัน
(๓) อัตถจริยา ทาประโยชน์แก่เขา คือช่วยเหลือด้วยแรงกาย และขวนขวาย
ช่วยเหลือ กิจกรรมต่าง ๆ บาเพ็ญสาธารณประโยชน์รวมท้ังช่วยแก้ไขปัญหาและช่วย
ปรบั ปรุงสง่ เสรมิ ในดา้ นจริยธรรม
(๔) สมานัตตตา เอาตัวเข้าสมาน คือ ทาตัวให้เข้ากับเขาได้ วางตนเสมอต้น
เสมอ ปลาย ให้ความเสมอภาค ปฏิบัติสม่าเสมอต่อผู้อ่ืน ไมเ่ อาเปรียบ และรว่ มสุข ร่วม
ทกุ ขร์ ่วมรับร้รู ่วมแก้ไขปญั หา เพอื่ ใหเ้ กิดประโยชนส์ ขุ ร่วมกนั
๔. ฆราวาสธรรม ๔ หมายถงึ คุณสมบตั ิของผูป้ ระสบความสาเรจ็ ในการดาเนิน
ชีวิตทางโลก ประกอบด้วยธรรมะ ๔ ประการ คือ
(๑) สัจจะ หมายถึง ความซ่ือตรงจริงใจ พูดจริงทาจริง ผู้ที่มีสัจจะนั้นจะเป็น
หลักประกนั แหง่ เกียรติคุณ มีคนเชื่อถือ และเปน็ ทไี่ วใ้ จของทุกคน
(๒) ทมะ หมายถึง การฝึกฝนตนเอง ควบคุมจิตใจด้วยการใช้ปัญญา จะทาให้
ชีวติ กา้ วหนา้ ประสบความสาเร็จ ทาอะไรเกิดความผดิ พลาดน้อยมาก
(๓) ขันติ หมายถึง ความอดทนอดกล้ัน เช่น ความอดทนต่อความยากลาบาก
ความ อดทนต่อความเจบ็ ปวด ความอดทนต่อความโกรธความผูกพยาบาท ความอดทน
ต่ออานาจกิเลส เป็นต้น ผู้ท่ีมี ขันติน้ันจะเป็นเครื่องประกันฐานะทางสังคมได้อย่างดี
และจะเปน็ ผทู้ ่มี ีความอดทนไมเ่ กดิ ความทอ้ แทโ้ ดยง่าย
(๔) จาคะ หมายถงึ ความเสียสละ ความแบ่งปนั การมีนา้ ใจ เสียสละประโยชน์
ส่วนตัวเพ่ือผลประโยชน์ส่วนรวม ผู้ที่มีจาคะน้ันจะเป็นเคร่ืองเสริมสร้างไมตรีให้เกิด
ความสัมพันธ์อันดีในสังคมได้ อย่างไรก็ตาม การประยุกต์หลักพุทธธรรมข้างต้นที่กล่าว
มาแลว้ นั้น เช่ือว่า ปัญหาครอบครัวจะลดลงอย่างแนน่ อนเป็นต้นว่าปัญหาการศกึ ษา คือ
พ่อแม่ให้ความสาคัญและมองอนาคตของลูกและสังคมไทย ดังนั้น จากการสัมภาษณ์
~ ๒๔๑ ~
กลุ่มผู้ให้ข้อมูลกล่าวอย่าง เดียวกันว่า ถ้าทุกคนนาหลักพุทธธรรมทางพระพุทธศาสนา
มาประยุกต์ใชช้ ีวิตครอบครวั หรือการดาเนินชวี ิตจะมี ความสุขและประสบผลสาเรจ็ ทาง
การศึกษาและการประกอบอาชพี ด้วย ฉะน้ัน หลักพทุ ธธรรมเหล่าน้จี ะถกู นาไปประพฤติ
ปฏิบัติ และครอบครัวทั่วไปเพื่อทาให้สังคมสันติ และเจริญก้าวหน้าเป็นการเผยแพร่
หลกั พทุ ธธรรมของพระพุทธศาสนาย่ิงๆ ข้นึ ไป
พระพุทธศาสนากบั การพฒั นาครอบครัว
พระพุทธศาสนาให้ความสาคัญกับครอบครัว เพราะถือว่าครอบครัวท่ีดีเป็น
จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้และการพัฒนา พระพุทธศาสนาจึงมีหลักธรรมที่ส่งเสริมให้
มนุษย์พฒั นาครอบครวั อย่มู ากมาย ตัวอย่างหลักธรรมเหล่านไี้ ดแ้ ก่
๑) หลกั ธรรมท่ีแสดงความสัมพันธ์ของคนในฐานะท่แี ตกต่างกัน
ทิศ ๖ เป็นหลักธรรมที่แสดงความสัมพันธ์ของคนในฐานะท่ีแตกต่างกนั บอก
หน้าท่ีที่บุคคลพึงปฏิบัติต่อกันและที่ต้องเก่ียวข้องสัมพันธ์กันทางสังคมดุจทิศท่ีอยู่
รอบตัว สาหรบั หลักธรรมในทิศ ๖ ท่ีเก่ียวเนือ่ งกับการพัฒนาครอบครัว คือ ปุรัตถิม
ทศิ หรือทิศเบ้ืองหน้า ได้แก่ มารดา บิดา กับ ปัจฉิมทิศ คือ ทิศเบ้ืองหลัง ได้แก่ สามี
ภรรยา
(๑) ปุรัตถิมทิศ หรือ ทิศเบ้ืองหน้า คือ ทิศตะวันออก ได้แก่ มารดา
บิดา เพราะเป็นผู้มีอุปการคุณแก่เรามาก่อน สาหรับหลักเกณฑ์ท่ีบุตรธิดาพึงบารุง
มารดาบิดาและหลักเกณฑท์ ่ีมารดาบิดาพงึ อนุเคราะห์บุตรธิดา มีดงั นี้
การบารุงมารดาบิดา การอนเุ คราะห์บุตรธิดา
ท่านเล้ียงเรามา เราเลย้ี งทา่ นตอบ หา้ มปรามจากความช่วั
ชว่ ยทาการงานของทา่ น ใหต้ ้งั อยู่ในความดี
ดารงวงศต์ ระกลู ให้ศกึ ษาศิลปวทิ ยา
หาคคู่ รองที่สมควร
ประพฤติตนใหเ้ หมาะกบั ความเป็นทายาท มอบทรัพยส์ มบัติใหใ้ นโอกาสอนั ควร
เมอ่ื ท่านล่วงลบั ทาบุญอทุ ิศใหท้ ่าน
~ ๒๔๒ ~
(๒) ปัจฉิมทิศ หรือ ทิศเบื้องหลัง คือ ทิศตะวันตก ได้แก่ สามี-ภรรยา เพราะ
ติดตามเป็นกาลังสนับสนุนอยู่ข้างหลัง ซ่ึงหลักเกณฑ์การบารุงภรรยา และการ
อนเุ คราะหส์ ามี มดี ังนี้
การบารุงภรรยา การอนเุ คราะหส์ ามี
ยกย่องให้สมเกียรติกับฐานะที่เป็นภรรยา จดั งานบา้ นให้เรยี บร้อย
สงเคราะห์ญาตมิ ิตรท้ังสองฝ่ายด้วยดี
ไม่ดหู มนิ่
ไม่นอกใจ ไม่นอกใจ
มอบความเป็นใหญ่ในบ้านให้ รกั ษาทรัพย์สมบตั ิทห่ี ามาได้
หาเครื่องประดับให้ในโอกาสอนั ควร ขยัน ไมเ่ กียจครา้ นการงานทั้งปวง
๒) หลกั ธรรมสาหรับการครองเรอื น
ฆราวาสธรรม เป็นหลักธรรมสาหรบั การครองเรอื นหรอื การครองชีวติ ของ
คฤหัสถ์ มี ๔ ประการ ได้แก่
๑) สจั จะ คือ ความจริงใจ ความซอ่ื สตั ย์ ความซือ่ ตรง พูดจริง ทาจริง
๒) ทมะ คือ การฝึกฝน การขม่ ใจ ฝกึ นสิ ยั ปรับตัว รูจ้ ักควบคมุ จิตใจ ฝกึ หดั
ดดั นิสัย แก้ไขข้อบกพรอ่ ง ปรับปรงุ ตนให้เจรญิ ก้าวหน้าดว้ ยสตปิ ญั ญา
๓) ขันติ คอื ความอดทน ตง้ั ใจทาหน้าท่ีการงานด้วยความ
ขยันหมัน่ เพียร เขม้ แข็ง ทนทาน ไม่หวนั่ ไหว มุ่งมนั่ ในจุดหมาย
๔) จาคะ คือ ความเสยี สละ
๓) หลกั ธรรมเพ่ือพฒั นาวงศ์ตระกูลให้ย่งั ยืน
กุลจิรัฏฐิตธิ รรม เปน็ หลกั ธรรมสาหรบั ดารงความมั่งคั่งของตระกลู ให้ย่งั ยืน หรือ
ทาใหต้ ระกูลมัง่ ค่งั อยู่ไดน้ าน มี ๔ ประการ ได้แก่
๑) นฏั ฐคเวสนา คือ ของหาย ของหมด ร้จู กั หามาไว้
๒) ชิณณปฏิสงั ขรณา คือ ของเกา่ ของชารดุ รจู้ กั บรู ณะซ่อมแซม
๓) ปริมิตปานโภชนา คอื รู้จักประมาณในการกินการใช้
๔) อธิปัจจสีลวนั ตสถาปนา คือ ตัง้ ผู้มีศลี ธรรมเปน็ พ่อบา้ นแม่เรือน
~ ๒๔๓ ~
๘.๕ พุทธธรรมระดบั สงั คมและสงั คมโลกในการสอนสงั คมศกึ ษา
ประเทศไทยนั้นเป็นสังคมหน่ึงซึ่งยอมรับพระพุทธศาสนา และได้รับการหล่อ
หลอมจากหลักธรรม คาสอนในพระพุทธศาสนามายาวนาน วิถีชีวิตของคนไทยส่วน
ใหญ่ตั้งแต่กาเนิดจนถึงตาย จึงเก่ียวโยงสัมพันธ์เป็นอันหน่ึงอันเดียวกันกับ
พระพุทธศาสนา แต่เม่ือสังคมโลกเปิดกว้างข้ึนท้ังในด้านสื่อสารมวลชน เศรษฐกิจ
การเมืองและวัฒนธรรม จึงเป็นเหตผุ ลสาคัญท่นี าพาให้สังคมไทยก้าวเขา้ ไปสู่กระแสแห่ง
ยุคโลกาภวิ ัฒน์ สง่ ผลใหส้ งั คมไทยตอ้ งเผชญิ กับภาวะวกิ ฤตใิ นหลายๆ ดา้ น กล่าวคือ
1. วิกฤตกิ ารเมือง
2. วกิ ฤติดา้ นสังคม
พระพุทธศาสนา จงึ เป็นกระบวนทัศนใ์ หม่ทจ่ี ะสามารถนาหลักการสาคัญทีม่ อี ยู่
ในพระไตรปิฏกมาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาในแบบองค์รวม เพ่ือจะทาให้การ
แก้ปัญหาเป็นไปอย่างครบวงจร อันจะส่งผลดีกับการแก้ไขปัญหาวิกฤติต่างๆ ของ
สงั คมไทยตอ่ ไป
วกิ ฤตติ ่างๆทเี่ กิดขึน้ ลว้ นโยงใยถึงกันเป็นลูกโซ่ เปน็ ปัจจยั เกือ้ หนุนซงึ่ กันและกัน
เม่ือเกิดวิกฤติข้ึนในด้านใดด้านหนึ่งของสังคมน้ันหมายถึงว่า ผลพวงจากวิกฤติน้ันย่อม
กระทบต่อระบบในสังคมน้ันด้วย เช่น บ้านเมืองปัจจุบันเกิดภาวะวิกฤติ เพราะเป็น
ผลกระทบจากภาวะทางเศรษฐกิจทรุดตัว นักการเมือง บุคคลในสังคมหวังเพ่ือจะ
กอบโกยผลประโยชน์เป็นส่วนตัวมากข้ึน ประชาชนอดอยากมากขึ้น จึงเป็นภาวะวิกฤติ
ทางสังคมเมือ่ บุคคลในสังคมมีมากข้ึนความเห็นแก่ตัวมากขนึ้ สภาพสิ่งแวดล้อมรอบตัว
จึงไม่มีคนเอาใจใส่ดูแลจนเกิดเป็นภาวะวิกฤติทางส่ิงแวดล้อม ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทย
จะต้องนากระบวนทัศน์ทางพระพุทธศาสนามาปรับใช้ตามความเหมาะสมกับ
สถานการณต์ ่างๆ ในขณะนี้
1. วิกฤติทางการเมอื ง
1.1 ปัญหาทางการเมือง นักการเมืองมักมองเป็นเกมส์ทางการเมือง เล่น
พรรคเลน่ พวก มอื ใครยาวสาวไดส้ าวเอา แตม่ กั เปน็ ไปแบบเช้าชามเย็นชาม นกั การเมอื ง
ส่วนมากมัดทุจริตและกอบโกยผลประโยชน์ ความไม่สามัคคีของนักการเมือง แม้จะ
หน่วยงานคอยตรวจสอบก็ตามที ก็เป็นไปอย่างไม่เต็มที่นักด้วยเกรงกลัวอานาจและ
อทิ ธิพล ปัญหาอกี อย่างของการเมอื งคือด้านการดาเนนิ นโยบายผิดพลาด อนั เกิดผลเสีย
~ ๒๔๔ ~
กับสังคมและประเทศชาติ ผู้บริหารประเทศยังไม่ได้มีการบริหารอย่างเต็มความ
รับผิดชอบ ยังมีการเล่นการเมืองมากเกินความจาเป็นซึ่งมีผลทาให้การดาเนินนโยบาย
ต่างๆยังไม่ได้แก้ปัญหาท่ีแท้จริงของประเทศ บางครั้งนโยบายหลายๆ นโยบายก็ดูน่าจะ
ดี แต่กลับไม่ได้ผลเตม็ ที่ซ่ึงกม็ ีสาเหตุมาจากการไม่สามารถนา นโยบายไปปฏบิ ัติกนั อยา่ ง
มีประสิทธิภาพ และ ประสิทธิผล บอ่ ย คร้งั เป็น การดาเนนิ นโยบายเพื่อสรา้ งภาพใหแ้ ก่
สว่ นตน แต่ให้ความสาคญั ของประสิทธิผลนอ้ ยมาก หรือ แทบจะไม่ใหค้ วามสาคญั เลย
ระบบราชการ ก็เป็นอีกปัญหาหน่ึงที่มีผลกระทบต่อการส่งออก และ อีก
หลายๆ ธุรกิจหน่วยงานต่างๆ มีการทางานซ้าซ้อนกัน ซึ่งอันท่ีจริงแล้ว โครงสร้างของ
ระบบราชการก็ได้มีการ กาหนดไว้ดีแล้ว แต่ก็ไปผิดพลาดที่การปฏิบัติอีก เพราะตา่ งคน
ต่างพยายามสร้างผลงานให้โดดเด่น ในสายตา ของผู้บังคับบัญชา หรือแม้กระท่ัง
นักการเมือง จนลืมนึกถึงประชาชน แต่ ก็มีข้าราชการระดับกลาง และ ระดับล่างท่ีมี
แนวความคิดท่ีดี ๆ แต่ก็ไม่มีโอกาสที่จะได้แสดงฝีมือเนื่องจากติดที่ระบบราชการที่ยัง
เป็นระบบศักดินา ผสมกับระบบอุปถมั ภ์อยู่ตราบใดท่ีผู้ใหญ่ในภาครฐั ยังไม่ยอมรับความ
จริงเหลา่ นี้ ปญั หาของชาติไทยคงมแี ต่การสญู เสียไปอย่างต่อเนื่อง
1.2 ผลกระทบตอ่ สงั คมไทยและสงั คมโลก
1) ในแง่ของปัจเจกบุคคล คนไทยย่อมประสบกบั ความไม่เชื่อม่ันในสถานะของ
ประเทศ ไม่ไว้ใจในข้าราชการและนักการเมือง ในการบริหารของคณะรฐั บาลและความ
มั่นคงของประเทศ
2) ในแง่ของสังคม มุมมองโดยรวมของสังคมไทยย่อมไม่เป็นท่ีไว้วางใจของ
ชาวต่างชาติเทา่ ท่ีควร ความเชื่อมนั่ ในรัฐบาลโดยรวมก็ลดลงตามลาดบั
3) ในแง่ของเศรษฐกิจ การบริหารด้านนโยบายของรัฐบาลเป็นผลโดยตรงด้าน
เศรษฐกิจของประเทศ หากรัฐบาลวางแนวนโยบายผิดพลาด ต่างชาติขาดความเช่ือมั่น
ในรฐั บาล ยอ่ มเกดิ เป็นวิกฤตเิ ศรษฐกจิ ตามมาอย่างแนน่ อน
4) ในแง่ของศาสนา ปัจจุบันกาลังเป็นปัจจัยหนึ่งท่ีจะก่อให้เกิดความขัดแย้ง
ระหว่างศาสนา อันเกิดจากการพยายามแทรกแซงกิจการพระพุทธศาสนา และพยายาม
ลบล้างความเป็นพุทธศาสนาในหน่วยงานนั้นๆ ท่ีนักการเมืองบางคนเป็นรัฐมนตรี ดังท่ี
เป็นข่าวในปัจจบุ นั
~ ๒๔๕ ~
1.3 พระพุทธศาสนากับการแก้ปญั หาทางการเมือง
1) พระพุทธศาสนา ได้กล่าวถึงอธิปไตย ไว้ถึง 3 แบบ คือ อัตตาธิปไตย
โลกาธิปไตย ธรรมาธิปไตย โดยประการหลัง ธรรมาธิปไตยปกครองโดยเน้นธรรมะเป็น
ใหญ่ ใหผ้ ู้นามีธรรมะ (มขุ บรุ ษุ ท่ดี )ี และประชาชนมีธรรมะ (สมั มาชน) 9
2) พระพุทธศาสนา เน้นเสรีภาพทางจิต เป็นศาสนาแรกท่ีส่งเสริมสิทธิ
มนุษยชน มีสิทธิพิจารณาคัดเลือกผู้นา มีสิทธิในด้านต่างอันไม่ก่อความเดือดร้อนสู่
ตนเองและผู้อื่น
3) พระพุทธศาสนา สอนให้รู้จักความพอดีในการปฏิบัติตน และการแก้ไข
ปัญหาตา่ งๆ ด้วยปัญญา ในการดาเนินตามอริยสัจ 4 นักการเมืองควรนาไปปรับใช้ตาม
เหตุสถานการณ์น้นั ๆ
4) พระพุทธศาสนา สอนให้รู้จักความสุจริต ในการปฏิบัติตนสมควรแก่หน้าท่ี
รกู้ าล รเู้ วลา รหู้ น้าที่ของตน
ปญั หาความยัดแย้งทางการเมือง ความยัดแย้งทางการเมืองที่เปน็ ปัญหาสังคม
อย่างหน่ึงน้ันอาจจะมาจากสาเหตุหลายประการ เช่น ผลประโยชน์ขัดกัน ความ
คิดเห็นไม่ตรงกัน การขาดอุดมคติทางการเมืองที่แน่นอน เป็นต้น ในการแก้ปัญหา
น้ี ตามทัศนะของพุทธศาสนาแล้ว นักการเมืองจะต้องมีธรรมะสาหรับนักบริหาร นัก
ปกครองซึ่งพระพุทธองค์ได้แสดงว่า เป็นคณุ สมบัติของนักปกครองหรือผู้บริหารปรากฏ
ในพระคัมภีร์ศาสนาหลายแห่งด้วยกัน แต่ในที่น้ีจะขอนามากล่าวเฉพาะท่ีท่านได้แสดง
ไว้ใน อรรถกถาอัฏฐกนิบาตอังคุตตรนิกาย มีใจความว่าผู้ปกครองหรือนักบริหารนั้น
จะต้องทานบุ ารุงประชาราษฏรด์ ้วยหลักธรรมท่เี รยี กว่าราชสงั คหวัตถุ 5 ประการ คอื
1. สัสสเมธะ ฉลาดสามารถในการบารุงเกษตรกรรมและกสิกรรมเป็นต้น อัน
เป็นธัญญาหารให้เกิดผลผลิตที่ดี มีการส่งเสริมการเกษตรและกสิกรรมให้อุดมสมบูรณ์
อันจะเป็นประโยชน์พ้ืนฐานท่สี าคญั ยง่ิ ในการพฒั นาประเทศทางดา้ นเศรษฐกิจ
2. ปุริสเมธะ ฉลาดสามารถในการบารุงคน ส่งเสริมคัดเลือกคนมาทางานให้
เหมาะสมกับความรู้ความสามารถของเขาและการงานท่ีจะทานั้น ๆ พร้อมทั้งจัด
สวัสดิการใหด้ ี เป็นต้น
9 พระสุตตันตปฎิ ก เลม่ 20 หนา้ 186 , เล่ม 11 หนา้ 231.
~ ๒๔๖ ~
3. สัมมาปาสะ ผูกประสานสงเคราะห์ประชาชนพลเมืองบ่วงคล้องใจคน คือ
การดูแลสุขทุกข์ของประชาชน ส่งเสริมอาชีพ เช่น จัดทุนให้คนยากจนยืมไปสร้างตน
ในทางพาณิชยกรรมหรือดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ให้เกิดความเลื่อมล้าหรือช่องว่างจน
แตกแยกกนั ซงึ่ เป็นการทาใหจ้ ิตใจของประชาชนเลอ่ื มใสในผปู้ กครอง
4. วาชเปยยะ พูดจาด้วยถ้อยคาไพเราะอ่อนหวานดดู ดืม่ ใจ รจู้ กั พูดร้จู ักช้ีแจง
แนะนา รู้จักทักทายถามไถ่ทุกข์สุขของประชาชนทุกชั้น ด้วยอัธยาศัยไมตรีท่ีดี ด้วย
ถ้อยคาที่ประกอบด้วยเหตุผล ที่เป็นหลักฐานมีประโยชน์ เป็นทางแห่งการสร้างสรรค์
แกไ้ ขปัญหาเสรมิ ความสามคั คีทาใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจดี ความเชื่อถือและความนยิ มนับถือ
5. นริ คั คฬะ บริหารประเทศชาติให้อยเู่ ยน็ เปน็ สุข โดยป้องกันและบาราบโจร
ผู้ร้าย ให้ประชาชนนอนตาหลับ โดยยึดหลักการท่ีว่า "ความสุขของประชาชนคือยอด
ปรารถนาของตน" และในทีฆนิกายปาฏิกวรรคก็ได้แสดงไว้ว่า ผู้บริหารหรือนัก
ปกครองที่ดีนั้น เมื่อปฏิบัติหน้าที่ พึงเว้นความลาเอียง (อคติ) หรือความประพฤติที่
คลาดเคลอ่ื นจากธรรม 4 ประการ
1. ฉันทาคติ ลาเอยี งเพราะชอบ
2. โทสาคติ ลาเอยี งเพราะชัง
3. โมหาคติ ลาเอยี งเพราะหลงหรือเขลา
4. ภยาคติ ลาเอยี งเพราะขลาดกลัว
นอกจากนี้ มีความประพฤติดีเป็นแบบฉบับในการดารงชีวิตของนักปกครองเพราะการ
ปกครองที่ดีคือ การให้แบบอย่างที่ดี ความตรงความคดของนักปกครองมีอิทธิพลต่อ
ความประพฤติของประชาชน ความซอ่ื ตรงของประชาชน ข้ึนอย่กู ับความซื่อตรงของนัก
ปกครอง การแก้ความคดของส่วนใหญ่จึงต้องเร่ิมมาจากฝ่ายปกครอง ความสัมพันธ์
ระหว่างบุคคล 2 ประเภทนี้ พระพุทธเจ้าตรัสยกตัวอย่างไว้ในโพธิราชชาดก ขุททก
นกิ ายว่า
"เมื่อฝูงโคกาลังข้ามแม่น้า ถ้าโคจ่าฝูงไปคด โคนอกน้ันก็คดตาม ในหมู่มนุษย์ก็
เช่นเดียวกันถ้าผู้ได้รับสมมติให้เป็นหัวหน้าเป็นผู้ปกครองไม่เป็นธรรม คนนอกนั้นก็
ประพฤติไม่เป็นธรรม ดังนั้นเม่ือผู้ปกครองประพฤติไม่เป็นธรรม ชาวเมืองก็พลอยทุกข์
กันไปท่ัว โดยนยั ตรงกนั ข้าม เมือ่ ผู้ปกครองทรงไวซ้ งึ่ ธรรม ชาวเมืองก็เป็นสขุ กนั ไปทั่ว"
~ ๒๔๗ ~
2. วกิ ฤติด้านสังคม
สภาพของสังคมไทยปัจจุบันนับวันยิ่งเลวร้ายลงทุกทีตลอดท้ังปัญหาทางด้าน
สงั คม เศรษฐกจิ การเมอื ง และจริยธรรม ในด้านการสรรค์สรา้ งคณุ งามความดที ี่เป็น
ประโยชน์ต่อตัวเองและสังคมก็หาได้ยากมากผิดกับเม่ือ 10-20 ปีท่ีแล้ว การปฏิบัติ
ตนของคนในสังคมปัจจุบันมีแต่สภาพของความเห็นแก่ตัวเอาแต่ได้ ไม่มีจิตใจเอื้อเฟื้อ
ต่อกัน โดยเฉพาะสังคมในกรุงเทพฯ สังคมไทยเป็นสังคมของพระพุทธศาสนา แต่การ
อบรมส่ังสอนเยาวชนของชาติในด้านจริยธรรมลดน้อยลงหรืออาจจะหายไปในบ้าง
ท่ี เ ช่ น ใ น รั้ ว ม ห า วิ ท ย า ลั ย เ มื อ ง ไ ท ย ใ น อ ดี ต เ ค ย ไ ด้ ชื่ อ ว่ า เ มื อ ง แ ห่ ง
พระพุทธศาสนา เป็นสยามเมืองย้ิม ประชาชนหน้าตาเบิกบาน ไม่เคร่งเครียดเหมือน
ในปัจจุบันท่ีรัฐบาลประกาศว่า ประชาชนยากจนข้นแค้น นายทุนข่มเหงคนจนข่มผู้ใช้
แรงงาน มองดูสภาพสังคมท่ีเดือนร้อนอยู่ทุกวันน้ี เป็นอย่างไร ทาไมจึงเป็นอย่าง
นน้ั มีคนเข้าใจหรือยดึ มั่นในพระพุทธศาสนามากน้อยแค่ไหน สภาพจริยธรรมศีลธรรม
ในสังคมไทยปัจจุบัน จึงอับก็ว่าได้ ไม่ว่าสังคมจะมีสภาพทางสังคมมากน้อย
เพยี งใด แต่ในทุกสถาบันก็มปี ัญหาด้วยกันแทบทัง้ สนิ้
2.1 ปญั หาของสังคม
1) ปัญหาความแตกร้าวในครอบครัว ครอบครัวนับว่าเป็นสถาบันมูลฐานของ
สงั คม สมาชิกของสังคมทุกคน ก็ถอื กาเนิดเกิดก่อจากแต่ละครอบครัวน่ันเอง และเป็น
สภาพแวดลอ้ มที่ใกล้ตัวคนมากทีส่ ุดถ้าสัมพันธ์ภาพ หรือสภาพครอบครัวท่ีดี ไม่พิการ
หรอื แตกรา้ วปัญหาทางสงั คมอื่นๆ เช่น การหยา่ รา้ งคนจรนัด หรอื โสเภณี ศลี ธรรมเสอ่ื ม
เป็นต้น ซึ่งเป็นปัญหาสังคมที่จะมีผลกระทบต่อสังคมโดยส่วนรวมจะไม่เกิดขึ้น
เพราะฉะน้ันปัญหาความแตกรัวในครอบครัว จึงนับว่าเป็นปัญหาสังคมทีสาคัญมากท่ี
จะต้องได้รับการแก้ไขอีกหลาย ๆ ฝ่าย โดยรวดเร็วและถูก จึงนับว่าเป็นปัญหาสังคมที่
สาคัญมากที่จะต้องรับการแก้ไขจากหาย ๆ ฝ่าย โดยรวดเร็วและถูกต้องเพื่อ
ผลประโยชนต์ อ่ การอยู่รว่ มกับของครอบครัวและสงั คมโดยส่วนรวม
2) ปัญหาอาชญากรรมและทุรกรรมตา่ ง ๆ ซึ่งเกิดข้นึ เป็นประจาวนั ในชวี ิต คือ
ความเป็นอยู่ในปัจจุบันน้ันอาจจะเกิดมาจากหลายสาเหตุหลายประการ เช่น สันดาน
เป็นอาชญากร ปญั หาเศรษฐกิจ สงั คม ครอบครัว ส่งิ แวดล้อม เปน็ ตน้
~ ๒๔๘ ~
3) ปัญหาศีลธรรมเส่ือม ปัญหาข้อน้ีจุดสาคัญท่ีตัวเองของบุคคลแต่ละ
บคุ คล เพราะตัวเองแตล่ ะคนมักจะวางเฉยต่อศีลธรรมดังนน้ั จะเห็นได้ว่าผู้ท่ีประพฤติผู้ที่
ประพฤติทุจริต เช่น พวกขโมยก็ไม่อยากให้ใครมาขโมยพวกตนต่อไป พ่อค้าท่ีขูดเลือด
ขูดเนื้อประชาชนก็ไม่อยากจะให้ข้าราชการมาใช้อานาจนอกหน้าท่ีขูดรีดเน้ือตน สามีที่
ตบตีภรรยาได้ทุกวัน ๆ มีเพื่อบ้านมาระรานกัน ข้าราชการไม่มีความปราณี เจ้าที่ไม่
ยตุ ธิ รรม นี้เป็นความจรงิ ซ่งึ สามารถพิจารณาเหน็ ได้ในสังคมทกุ วันน้ี
2.2 ผลกระทบกับสังคมไทย
1) ในแง่ของปัจเจกบุคคล ย่อมทาให้ประชาชนมีสุขภาพจิตเส่ือมทรามลง
สขุ ภาพบุคลิกภาพถดถอย ขาดสตปิ ัญญาความรอบรใู้ นการแกไ้ ขปญั หาชวี ติ เปน็ ต้น
2) ในแง่ของสังคมส่วนรวม สังคมท่ีขาดความสงบสุข สืบเน่ืองจาก ปัญหา
ดังกล่าวขา้ งตน้
3) ในแง่ของการเมือง บุคคลในสังคมเป็นส่วนประกอบสาคัญในสถาบันทง้ั ปวง
ผลอันโยงใยถึงกันย่อมก่อให้เกิดความไม่ม่ันคงในการเมือง ไม่เป็นที่ยอมรับในสายตา
ของชาวโลก
4) ในแง่ของเศรษฐกิจ ย่อมเป็นปัญหาในระยะยาวอันเกิดจากพฤติกรรมของ
บุคคลในสังคม การว่างงาน การขาดรายได้ การประกอบอาชีพไม่สุจริต คุณภาพของ
บุคคลในสงั คมยอ่ มสง่ ผลกระทบกับเศรษฐกจิ ของสงั คมด้วย
2.3 พระพุทธศาสนากับการแกไ้ ขปัญหาสังคม
2.3.1 ปญั หาความแตกรา้ วในครอบครัว อาจจะมาจากสาเหตหุ ลายอยา่ ง เช่น
สาเหตุทางเศรษฐกิจบ้าง สขุ ภาพอนามยั บ้าง สิ่งแวดล้อมบา้ งและสาเหตุทีส่ าคัญท่สี ดุ ก็
คือ การบกพร่องในหน้าทข่ี องบคุ คล ไม่คนใดก็คนหนึง่ หรือเกดิ บกพร่องพอ ๆ
กนั สาเหตุเหล่าน้ีน่าจะเปน็ บทเรียนสาหรบั ผู้จะมีชวี ิตครอบครัว ควรจะได้พิจารณา
ข้อคิดบางประการกอ่ นจะตดั สินใจแตง่ งาน กลา่ วคอื
1) ท้ังฝา่ ยชายและฝา่ ยหญิง จะต้องมีความรักความเขา้ ใจซึ่งกันและกนั
2) จะตอ้ งมคี วามมน่ั คงในทางการเงนิ
3) จะต้องพรอ้ มทจ่ี ะอดทนในการเผชิญตอ่ ความยุ่งยากอันจะพึงมขี ้นึ
4) จะต้องไม่มปี ัญหาในเรื่องสถานที่อยหู่ รือบ้านพกั
5) ท้งั สองฝ่ายจะตอ้ งแสดงความจรงิ ใจต่อกัน
~ ๒๔๙ ~
6) จะต้องมีความสมบูรณ์แห่งสุขภาพและการสนองความต้องการทาง
เพศ ท้ังน้ีเพราะปัญหาที่จะนาไปสู่การแตกร้าวในครอบครัวโดยเฉพาะการหย่าร้างอัน
เกดิ จากทางฝา่ ยสามี ทางพทุ ธศาสนาได้กลา่ วไว้ใน สงั ขปตั ตชาดกวา่ มี 8 อยา่ ง คือ
1) สามี เปน็ คนเข็ญใจ 2) สามีเป็นขีโ้ รค
3) สามีเปน็ คนแก่ 4) สามเี ปน็ คนขี้เมา
5) สามีเปน็ คนโฉดเขลา 6) สามีเปน็ คนเพิกเฉย
7) สามีไม่ทามาหากนิ 8) สามหี าทรพั ยม์ าเลี้ยงดูไม่ได้
สาเหตุจากปญั หาสิง่ แวดล้อมนั้นก็อาจจะแก้ไดโ้ ดยการงดจากอบายมุข (เหตุ
ย่อยยับแห่งโภคทรัพย์) 4 ประการดังกล่าวไว้นั้น โดยเฉพาะข้อที่ 4 การเว้นจาก
การคบคนช่ัวเป็นมิตรสหาย แล้วพยายามเลือกคบแต่เพ่ือนที่ดีท่ีเป็นกัลยามิตร เพราะ
เพื่อนน้ันนับว่าเป็นสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวที่อิทธิพลและมีความสาคัญมาก คนทีได้ดีมี
ความสาเร็จในชีวิตได้น้ันก็เพราะมีเพ่ือนดี หรือคบแต่เพื่อนดีนั่นเองดังที่กล่าวกัน
ว่า "คบคนดีเป็นศรีแก่ตัว" จะรู้ได้อย่างไรว่า เพื่อนดีท่ีจัดเป็นกัลยาณมิตรน้ัน มี
ลักษณะอย่างไร พระพุทธเจ้าได้ทรงกาหนดลักษณะของมิตรที่ดีและช่ัวไว้มนทีฆ
นกิ าย ปาฏกิ วรรควา่ ลักษณะของเพ่อื นทด่ี ี หรือเพอื่ นแท้ มี 4 ประการคอื
1) เพอื่ นทมี่ อี ปุ การะ 2) เพอ่ื นทีร่ ่วมสุขรว่ มทุกข์
3) เพือ่ นทแ่ี นะนาประโยชน์ 4) เพื่อนท่ีมีความรักใคร่
2.3.2 สาเหตุมาจากการบกพร่องในหน้าที่ อาจจะแก้ได้โดยการรักษา
หน้าท่ีของตนให้ดีท่สี ุด พ่อบ้านแมเ่ รือนต่างกม็ ีหน้าท่ีรบั ผดิ ชอบดังทีพ่ ระพุทธองค์ได้ตรัส
เอาไว้ในทีฆนิกายปาฏิกวรรค ในฐานะของผู้เป็นสามี ก็ต้องทาหน้าท่ีที่พึงทาต่อภรรยา
ดังน้ี เช่น ยกย่องให้เกียรติสมฐานะที่เป็นภรรยา ไม่แสดงอาการดูหม่ินเหยียดหยาม
ภรรยา ไมเ่ กีย่ วข้องกับสตรีอ่ืนในทางประเวณี เปน็ ตน้
ส่วนผู้เป็นภรรยา ก็ต้องทาหน้าท่ีที่พึงทาเป็นการอนุเคราะห์สามีดังน้ี เช่น
จัดการงานภายในบ้านในฐานะท่ีตนเป็นแม่บ้านให้สะอาดเรียบร้อย สงเคราะห์ญาติ
มิตรท้ังสองฝ่ายด้วยดี ไม่ประพฤติกรรมอันเป็นข้าศึก ต่อความเป็นภรรยา
สามี ได้แก่ การเกี่ยวข้องกับชายอื่นในทางชู้สาว หรือไม่หึงหวงจนเกิดเหตุ เป็นต้น
พร้อมกันน้ันก็จะต้องนาเอาหลักธรรมสาหรับการครองเรือน คือ ฆราวาส
ธรรม 4 ประการ มาใช้ต่อกันในบา้ นดว้ ย ดงั น้ี
~ ๒๕๐ ~
1. สัจจะ ความจริงใจ คือ ซ่ือสัตย์ต่อกัน ทั้งจริงใจ จริงวาจา และจริงในการ
กระทา
2. ทมะ ฝึกตน คือ รู้จักควบคุมจิตใจ ฝึกหัดตัดนิสัยแก้ไขข้อบกพร่องข้อ
ขดั แย้ง ปรับตัวปรบั ใจเขา้ หากนั
3. ขันติ อดทน คือ มีจิตใจเข้มแขง็ หนกั แนน่ ไม่วู่วาม ทนต่อความล่วงล้ากล้า
เกินกัน และร่วมกันอดทนต่อความเหนื่อยยาก ลาบากตรากตรา ฝ่าฟันอุปสรรคไป
ดว้ ยกนั
4. จาคะ เสียสละ คือ มีน้าใจ สามารถเสียสละความสุขสาราญ ความ
พอใจ ส่วนตนเพื่อคู่ครองได้ เช่น อดหลับอดนอนพยาบาลกันในยามเจ็บไข้ เป็น
ตน้ ตลอดจนมจี ิตใจเอ้ือเฟือ้ เผอื่ แผต่ อ่ ญาติมิตรสหายของค่คู รองไม่ในแคบ
ฝา่ ยพ่อบา้ นหรือสามี ก็จะตอ้ งเป็นผ้เู ห็นใจแมบ่ า้ นหรอื ภรรยาเปน็ กรณีพิเศษ
ด้วย ท้ังนี้เพราะสตรีมีความทุกข์อันเป็นลักษณะเฉพาะตัวอีกส่วนหนึ่งต่างหากจาก
ผู้ชาย ซึ่งสามีจะต้องเข้าใจและพึงปฏิบัติด้วยความเอาใจใส่เห็นอกเห็นใจด้วย เช่น
ผู้หญิงต้องจากหมู่ญาติมาอยู่กับตระกูลของสามีท้ังที่เป็นเด็กสาว สามีควรให้ความ
อบอุ่นใจ ผู้หญิงมีระดู ซ่ึงบางคราวก่อปัญหาให้เกิดความแปรปรวนท้ังจิตใจและ
ร่างกาย ฝ่ายชายควรเข้าใจ ผู้หญิงมีครรภ์ ซ่ึงยามน้ันต้องการความเอาใจใส่ บารุง
กายใจเป็นพิเศษ เป็นต้น สมาชิกครอบครัว ไม่ใช่มีแต่สามีภรรยาเท่านั้น สมาชิกที่
สาคัญอีกจาพวกหนึ่งก็คือลูก ๆ ผู้ที่เป็นพ่อบ้านแม่บ้านหรือเป็นพ่อแม่จะต้องรักษา
หน้าที่ของตนท่ีจะต้องมีต่อลูกโดยปฏิบัติหน้าท่ีนั้นให้ดีที่สุด และยุติธรรมกับลูก ๆ ทุก
ค น ห น้ า ที่ ข อ ง พ่ อ แ ม่ นั้ น พ ร ะ พุ ท ธ อ ง ค์ ไ ด้ ต รั ส แ น ะ เ อ า ไ ว้ ใ น ที ฆ นิ ก า ย
ปาฏิกวรรค ดงั นี้ เชน่ หา้ มไม่ใหล้ กู ทาชัว่ แนะนาใหล้ ูกตง้ั อย่ใู นความดี ใหล้ ูกไดศ้ ึกษา
เล่าเรียน เปน็ ตน้
2.3.3 ปัญหาอาชญากรรมและทุรกรรมต่าง ๆ สาหรับปัญหา
อาชญากรรมและทุรกรรมต่าง ๆ ซ่ึงเกิดข้ึนเป็นประจาวันในชีวิต คือความเป็นอยู่ใน
ปจั จุบันน้ันอาจจะเกิดมาจากหลายสาเหตุหลายประการ เช่น มีพฤติกรรมแสดงออกส่อ
ไปในสนั ดาน เป็นอาชญากร ปญั หาเศรษฐกิจ สังคม ครอบครัว ส่ิงแวดล้อม เป็นต้น
สาหรับสาเหตุจากปัญหาเศรษฐกิจและครอบครัว ได้กล่าวถึงวิธีแก้มาแล้ว
ข้างต้น ซึ่งอาจจะนามาใช้ในกรณีน้ีได้เช่นเดียวกัน ส่วนท่ีเกี่ยวกับส่ิงแวดล้อม
~ ๒๕๑ ~
เช่น แหล่งจาหน่ายยาเสพติด เป็นต้น ถ้าจะให้ได้ผลดี ทางฝ่ายรัฐบาลหรือชนช้ัน
บริหารน่าจะได้จัดการแก้ไขให้ดีกว่าท่ีเป็นอยู่ทุกวันน้ี โดยรัฐบาลหรือผู้มีหน้าท่ี
รับผิดชอบทางฝ่ายบ้านเมือง อาจจะแก้ด้วยการนาเอาธรรมะไปเป็นหลักในการ
ทางาน เม่ือเห็นว่าส่ิงแวดล้อมใดที่ขัดกับหลักศีลธรรมและจารีตประเพณีท่ีดีงาม ก็
จดั การใหเ้ ป็นไปในทางดีเสีย กจ็ ะเปน็ อุบายวธิ แี ก้ไขทไ่ี ดผ้ ลมากทางหน่ึง
2.3.4 ปัญหาศีลธรรมเส่ือม สาเหตุแห่งศีลธรรมเส่ือมน้ัน มีมากมาย
อาจจะมาจาส่วนตัว ส่วนครอบครัว ส่ิงแวดล้อม เศรษฐกิจ ฯลฯ การแก้สาเหตุจาก
ครอบครัว ส่ิงแวดล้อม และเศรษฐกิจนั้น ได้กล่าวไว้แล้ว แต่ในท่ีน้ีนับว่าสาคัญมาก
ท่สี ดุ ก็คอื สว่ นตัวแต่ละบุคคล จะเป็นกุญแจดอกสาคญั ที่จะไขไปสูก่ ารแก้ปัญหาศีลธรรม
เสอื่ ม คอื จะต้องจดั การกับตวั เราเองให้ไดอ้ ย่างน้อย 2 วิธี คอื
1) พยายามหัดหรือปลูกฝังให้เกิดความฝังใจในการรังเกียจความช่ัวช้าต่าง ๆ
และประทับใจในความนยิ มชมชอบในคณุ งามความดที ้ังในท่ีลับและทแ่ี จง้ อาจจะโดยวิธี
พจิ ารณาให้เห็นวา่ ความชวั่ เปน็ ตัวสกปรกเปน็ ของเสยี ของเหมน็ สาบ ไมม่ ีใครชอบ
2) พิจารณาถึงเหตุผลในเรื่องเอาใจเขามาใส่ใจเรา เทียบเคียงกันและกัน คนท่ี
จะเห็นอกเห็นใจผู้อื่นได้นั้น มักจะรู้เทียบเคียงอกเขาอกเราเสมอ จะเป็นการฝึกไม่ลืม
ตน และยังสามารถทาตนให้เป็นที่นิยมรักใคร่ของคนท้ังหลายได้ เพราะคนท่ีลืมตนนั้น
เมื่อตนเองเป็นฝ่ายได้เปรียบ เป็นฝ่ายเหนือคนอ่ืนก็มักจะข่มขู่หรือเหยียบผู้อื่นโดย
ปราศจากความปรานี
๒.๓.๕ สรปุ และวิเคราะห์
ปัญหาทุกปญั หาท่ีสงั คมโลกและทกุ ประเทศ รวมถึงสังคมไทยกาลงั เผชิญอยนู่ ั้น
เป็นบทเรียนราคาแพงที่ทุกคนได้รับ สาเหตุที่แท้จริงของทุกปัญหานั้นมาจากเหตุเพียง
เหตุเดียว คือ ความด้อยคุณภาพของประชากร ทั้งระดับครอบครัว ระดับสังคม
ระดับชาติ จานวนประชากรท่ีมีคุณภาพต่าเป็นจานวนมากในสังคมเหล่านั้น ดังน้ันการ
แก้ปัญหาจงึ ต้องทาทุกวิถีทางท่ีจะสรา้ งคุณภาพที่สูงขึ้นไปแก่ประชาชนในสังคมไทย
ปัญหาต่าง ๆ ท่ีเกิดข้ึนในสังคมปัจจุบันน้ี เช่นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม ก็
เกิดจากฝีมือของคนเห็นแก่ตัว หวังเพื่อประโยชน์ส่วนตนทั้งสิ้น โดยไม่มองถึงความ
เดือดร้อนของคนอื่น เห็นความเดือดร้อนของคนอ่ืนเป็นเร่ืองไกลตัว แต่ถ้าคนเรา
แก้ปัญหาตรงจุดนี้ได้ มองว่ามนุษย์เท่าเทียมกัน และคนเหล่าน้ีไม่เอาเปรียบกันมี
~ ๒๕๒ ~
จิตสานึกดี เช่ือว่าปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมคงจะหายไป เพราะฉะน้ันคนที่เอา
เปรียบคนอ่ืน หรือเหน็ แก่ตัวควรจะมองปัญหาสังคม และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมน้ีเสีย
แล้วปัญหาต่าง ๆ ก็จะไม่ตามมา จะแก้ไขปญั หาง่ายมาก เพียงแค่คนมจี ิตสานึก รจู้ ัก
คาว่า "หน้าท่ี และมีวินยั " ปญั หาตา่ ง ๆ ก็คงไม่เป็นแบบวันน้ี และคงไม่ฝงั รากจนเตบิ โต
จนยากแก่การแก้ไข แต่ถ้าคิดจะแก้ไขก็คงไม่สายถ้าคิดจะทา กระแสความเปลี่ยนแปลง
ทางเศรษฐกิจและสังคม และอทิ ธิพลของโลกาภิวัตน์ ก่อให้เกดิ ผลกระทบต่อชมุ ชนและ
บุคคลในสังคม ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ และค่านิยม ควรท่ีทุกฝ่ายทั้ง
อาณาจักรและศาสนจักรต้องประสานร่วมมือกันป้องกันแก้ไขปัญหาในระบบ สังคม
ค่านยิ ม อุดมการณ์ รวมทง้ั คุณธรรม จริยธรรม และร่วมกนั ปลูกจิตสานึกบุคคลในสงั คม
ใหม้ คี วามรับผิดชอบตอ่ สงั คมสว่ นรวมมากข้นึ
การแก้ปญั หาอยา่ งเป็นระบบ สง่ิ ท่ีสาคัญทส่ี ุดคอื การนาเอาหลักธรรมทางศาสนา
ประยุกต์เข้ากับการดารงชีวิตในปัจจุบัน ควบคู่กับการสร้างคุณภาพชีวิตเยาวชนผู้เป็น
ประชากรใหม่ของสังคมในยุคต่อๆไป โดยสถาบันครอบครัวมีอิทธิพลต่อเยาวชนเป็น
อย่างย่ิง เพราะเป็นสถาบันแรกท่ีให้การอบรมทางด้านจิตใจ ให้ความรัก ความอบอุ่น
เอาใจใส่ดูแล ทะนุถนอม ปกครองดูแลอย่างถูกต้องแล้วก็จะสามารถให้เยาวชนเป็น
บุคคลท่ีมีคุณภาพและคุณธรรมได้อย่างแน่นอน อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาให้กับสังคม
ส่งผลให้สังคมมีความสงบสุข เพราะเยาวชนในวันนี้ก็คือผู้นาและพัฒนาสังคม
ประเทศชาตใิ นวนั ข้างหน้า
๘.๖ สรปุ ท้ายบท
พระพุทธศาสนาจะยังได้ช่ือว่าไม่ขาดสูญ เพราะมีพระธรรมวินัยกับการสอน
สังคมศึกษาในคณะสงฆ์และการปกครอง เพราะฉะน้ันการเรียนรู้ปฏิบัติในวินัยจึงเป็น
สิ่งจาเป็นสาหรับพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นวินัยในปาติโมกข์ หรือปาติโมกข์ ก็เป็น
เหมือนลมหายใจท่ีขาดไม่ได้ท้ังน้ัน นอกจากพระวินัยท่ีเป็นคาสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
โดยตรงแล้ว ข้อบัญญัติอื่นท่ีเอ้ือเฟ้ือต่อการปฏิบัติให้เกิดความเรียบร้อยดีงามในสังฆ
มณฑลและในการสอนสังคมศึกษา ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะกาลเวลาทาให้
บุคลากรในสังฆมณฑล เกิดความสับสนในทางปฏิบัติได้ การมกี ฎกติกามาช่วยสนับสนุน
ให้วินัยเข้มแข็งในการสอนสังคมศึกษา จึงมิใช่ข้อเสียหาย ในถ่ินที่พระพุทธศาสนา
~ ๒๕๓ ~
ประดิษฐานอยู่จึงมีข้อระเบียบเกิดขึ้น ในประเทศไทยมีพระราชบัญญัติปกครองคณะ
สงฆ์เป็นข้อปฏิบัติให้พระสงฆ์ไทยได้ศึกษาและปฏิบัติตาม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความ
เรียบร้อยของสงฆน์ ั่นเอง
พระธรรมวินัยเป็นพุทธวิธีประกอบในการสอนสังคมศึกษา และการสอนสังคม
ในคณะสงฆ์ เพราะพระวินัยแต่ละสิกขาบท มีความจาเป็นในการช่วยให้บุคคลในสังคม
สงฆม์ ีความเปน็ ระบบระเบียบในการดาเนินชวี ิต และการเปน็ อยู่ในสังคม ทาใหบ้ ุคคลใน
สังคมสงฆ์มีความคล่องตัวในการปฏิบัติหน้าที่ มีพลังขับเคล่ือนไปสู่เป้าประสงค์อย่าง
ทรงอานุภาพ จะเห็นได้ว่าสังคมสงฆ์มีบุคคลหลายระดับต่างชั้นต่างวรรณะ มีอุปนิสัย
ต่างกัน แต่เม่ือเขา้ มาอยู่ในสงั คมสงฆ์ กท็ าตัวให้เสมอเหมือนกันได้ ประดุจน้าหลายสาย
ไหลรวมไปสู่ทะเล เมือถึงมหาสมุทรแล้วก็กลายเป็นแม่น้ารสเดียวกัน สังคมสงฆ์เป็น
เชน่ น้ันได้ เพราะถกู หลอมรวมดว้ ยกติกาเดยี วกนั เรยี กว่า วนิ ยั นัน่ เอง
~ ๒๕๔ ~
๘.๗ คาถามท้ายบท
คาช้แี จง: จงตองคาถามทีก่ าหนดให้ ใหไ้ ด้ใจความทส่ี มบูรณ์
๑. พระวินยั ในการสอนสังคมศึกษา คืออะไร มคี วามสาคญั ต่อคณะสงฆอ์ ย่างไร อธิบาย?
๒. มลู เหตกุ ารณ์เกิดและการบัญญัตพิ ระวินัยในสังคม คอื อะไร มีอะไรบา้ ง อธบิ าย?
๓. การบัญญัติพระวินัยในการสอนสังคมศกึ ษามจี ดุ ประสงคเ์ พอ่ื ใคร เพราะอะไร
อธิบาย?
๔. การลงโทษทางพระวนิ ัย มีกฎเกณฑ์ อยา่ งไรบา้ ง อธบิ าย?
๕. นิคหกรรม คืออะไร มไี วเ้ พอื่ คณะบคุ คลกลมุ่ ใดบ้าง อธบิ าย?
๖. การค้มุ ครองสถาบนั สงฆ์ มีความจาเปน็ และมหี ลักการอย่างไร อธิบาย?
๗. พุทธธรรมระดับครอบครวั ในการสอนสังคมศึกษา คอื อะไร มีอะไรบ้าง อธิบาย?
๘. หลกั ธรรมเพอ่ื การบรหิ ารระดบั ครอบครวั คืออะไร มอี ะไรบ้าง อธิบาย?
๙. พทุ ธธรรมระดบั สังคมและการสอนสงั คมศกึ ษา คอื อะไร มีอะไรบ้าง อธบิ าย?
๑๐. หลักธรรมเพอ่ื การแกป้ ัญหาในการสอนสงั คมศึกษา มีอะไรบา้ ง จงยกตวั อย่าง
อธบิ าย?
*********
บทท่ี ๙ พุทธธรรมการสอนสงั คมศึกษาเพอ่ื การอนุเคราะหอ์ ยา่ งบูรณาการ
*********
ความนา
พุทธธรรมการสอนสังคมศึกษาเพื่อการอนุเคราะห์อย่างบูรณาการน้ัน คือการ
ช่วยเหลือสรรพสัตว์ในครั้งที่ทรงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วนั้น เกิดจากพระ
พุทธคุณที่มีอยู่ในพระองค์ โดยเฉพาะพระปัญญาคุณและพระมหากรุณาธิคุณ ซึ่งพระ
พทุ ธองค์สามารถละอวิชชา ตัณหา และอุปาทานไดแ้ ล้ว จึงทรงมีพระปัญญาและกรุณา
เป็นแรงจูงใจในการกระทากิจต่าง ๆ ในสังคม เพ่ือช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากความ
ทุกข์เป็นฉันทะที่มุ่งหวังประโยชน์และความอยู่ดีมีสุขเพ่ือผู้อื่นและสังคม พระพุทธองค์
ทรงให้ความช่วยเหลือผ้คู นในสังคมทางด้านจติ ใจแก่ผ้ปู ระสบปญั หา หรอื ความทกุ ขโ์ ดย
เน้นการเยียวยาจิตใจ เพื่อให้บุคคลในสังคมเหล่านั้น พ้นจากความทุกข์ ความโศกเศร้า
และมีคุณธรรมในจิตที่พัฒนาขึน้ จนกระทงั่ เกดิ ดวงตาเห็นธรรม เป็นอริยบคุ คล เป็นการ
บาเพ็ญพุทธกิจทางด้านปัญญา การที่พระพุทธองค์ทรงให้ความช่วยเหลือโดยเน้นการ
สง่ เสริมหรือพัฒนาจิตใจให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้น จนกระทงั่ เกิดปัญญา รู้แจ้งสัจธรรม เป็นพระ
อริยบุคคล พ้นจากกิเลสและความทุกข์ คือพุทธธรรมเพ่ือการสอนสังคมศึกษาเพื่อการ
อนเุ คราะห์อยา่ งบูรณาการอย่างหาทส่ี ุดมิได้
๙.๑ พทุ ธธรรมเพอ่ื การสอนสังคมศึกษาทางเศรษฐกจิ ระดบั ปัจเจกชน
ประเด็นปัญหาหลักของแต่ละชาติ มุ่งไปสู่หลักใหญ่ ๆ ๔ ประเด็น คือ
เศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง ความม่ันคง แต่ละประเด็นปัญหาล้วนมีความจาเป็น
และอิงอาศัยกันและกัน ถ้าเศรษฐกิจดีอย่างอื่นก็พลอยหมดปัญหาไป หรือมีปัญหาก็
เพียงเล็กน้อย ถ้าเศรษฐกิจมีปัญหา อย่างอื่นก็พลอยได้รับผลกระทบด้วย ทาให้เกิด
ภาวะสะดุดเป็นลูกโซ่ ในฐานะเศรษฐกิจเป็นเร่ืองสาคัญอย่างนี้ พุทธธรรมจึงมองจึง
มองเห็นว่าการจะลดปัญหาแก้ไขเร่ืองเศรษฐกิจให้ลดน้อยลง หรือหมดปัญหา ต้องมี
การศึกษาหลักคาสอนทางพระพุทธศาสนา และนามาปรับใช้กับชีวิตประจาวัน จึงจะ
สามารถแก้ไขปัญหาได้ หลักพุทธธรรมท่ีจะนามาศึกษาในบทเรียนนี้ สามารถแก้ปัญหา
เศรษฐกิจได้อย่างแน่นอน เพียงแต่ผู้ศึกษาต้องนาไปประพฤติใช้อย่างจริงจังเท่าน้ัน
เพราะนี้คือคาสอนของพระพุทธเจ้า เป็นคาสอนของผู้หมดปัญหา สิ่งท่ีนามาสอนจึง
~ ๒๕๖ ~
เป็นไปเพื่อหมดปัญหา มิใช่เป็นไปเพ่ือให้เกิดปัญหา ทุกระดับของสังคมสามารถนาหลัก
พุทธธรรมไปปฏิบัติเพื่อขจัดปัญหาได้อย่างเหมาะสม ปัญหาจึงอยู่ที่ผู้ปฏิบัติ มิใช่อยู่ที่
หลักการและวิธีการ เช่นเดียวกับคนไข้ การท่ีโรคจะหาย คนไข้ต้องรับประทานยาตาม
คาสั่งของแพทย์ มิใช่หายเพราะแพทย์ส่ัง คาสอนทางพระพุทธศาสนามีไว้ให้คนปฏิบัติ
ตาม ผู้ปฏิบัติจะได้รับประโยชน์เองโดยไม่ต้องรอฟังคาส่ังจากใคร ๆ ตัวอย่างหลักพุทธ
ธรรมเพ่อื การบริหารดา้ นเศรษฐกจิ เช่น 1
ทฏิ ฐธัมมิกัตถประโยชน์ หลักธรรมในพระพุทธศาสนา มิได้ปฏิเสธความร่ารวย
ม่ังค่ัง แต่มีวิถีทางท่ีจะนาพาไปสู่ความร่ารวยม่ังคั่งที่ยั่งยืนอย่างรอบด้าน รวมทั้งช่วย
เสริมสรา้ งภูมคิ ุ้มกนั (ทรพั ย)์ ใหป้ ลอดภัย ไมใ่ ชเ่ ดยี๋ วจนเด๋ียวรวยโดยฉับพลัน
ในความรู้สึก ของคนทั่ว ๆ ไปมักมีมุมมองและทัศนะในลักษณะท่ีว่า
พระพุทธศาสนามีคาสอนที่มุ่งเน้นในทางให้มนุษย์ลดละซึ่งกิเลส นาพาวิถีชีวิตมุ่งตรงสู่
ทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏปิ ทา) ซ่ึงดูเสมือนหนึ่งวา่ ไม่ให้ความสนใจในมิตมิ ายาความม่ัง
คั่งด้านเงิน ๆ ทอง ๆ ของการดาเนินชีวิต แต่ในความเป็นจริงแล้ว “หลักธรรมใน
พระพุทธศาสนา มิได้ปฏิเสธความร่ารวยม่ังคั่ง แต่มีวิธีท่ีนาพาไปสู่ความร่ารวยม่ังค่ังท่ี
ย่ังยืน เสรมิ สร้างภมู ิคมุ้ กันในตวั เอง ไมใ่ ชเ่ ดีย๋ วจนเดย๋ี วรวยโดยฉับพลนั ”
หลักธรรมสาคัญอีกประการ อันเป็นหลักที่นาพามาซึ่งความสุขในชีวิตปัจจุบัน
ท่านกล่าวว่าคือ หลักทิฏฐธัมมิกัตถะ ๔ (ประโยชน์ในภพปัจจุบัน) ซึ่งสมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสสอนแก่อุชชัยพราหมณ์ ในขณะที่ไปเข้าเฝ้า เพื่อกราบทูล
ขอให้พระองค์ทรงแสดงธรรมที่เป็นไปในลักษณะเพื่อประโยชน์สุขในปัจจุบันและ
หลักธรรมท่ีเป็นไปในลักษณะเพื่อประโยชน์สุขในภายภาคหน้าใหฟ้ ังเนือ่ งจากตนจะยา้ ย
ไปอยใู่ นต่างถนิ่ พระพทุ ธองคจ์ งึ ตรัสสอน ดงั ความปรากฏในพระไตรปฎิ กตอนหนึง่ วา่
“ดูก่อนพราหมณ์ ธรรม ๔ ประการน้ี เป็นไปเพ่ือประโยชน์ เพ่ือความสุขใน
ปัจจบุ ัน กลา่ วคอื อฏุ ฐานสัมปทา อารักขสัมปทา กลั ยาณมิตตตา และสมชีวติ า
๑. อุฏฐานสัมปทา เป็นอย่างไร ? คือ กุลบุตรหาเล้ียงชีพด้วยความขยันในการ
งาน...เธอเป็นผู้ขยันชานิชานาญ ไม่เกียจคร้านในงานนั้น ประกอบด้วย ปัญญาเคร่ือง
1 พระไตรปฎิ กภาษาไทย ฉบบั มหาจุฬาลงกรรราวิทยาลัย, ๒๕๓๙.
~ ๒๕๗ ~
สอบสวน ตรวจตรา รู้จักวิธีปฏิบัติในเร่ืองนั้น ๆ สามารถทา สามารถจัดการ น้ีเรียกว่า
อุฏฐานสัมปทา
๒. อารักขสัมปทา เป็นอย่างไร ? คือ กุลบุตรมีโภคทรัพย์มาก ที่หามาได้ด้วย
ความขยันหม่ันเพียรแล้ว...เธอจัดการคุ้มครองโภคทรัพย์เหล่านั้นไว้โดยพิจารณาว่าทา
อย่างไร พระราชาท้ังหลายจะไม่พึงบริโภคทรัพย์เหล่านั้นเสีย พวกโจรไม่พึงลักไปเสีย
ไฟไม่พงึ ไหม้ไปเสีย น้าไมพ่ งึ พดั พาไปเสีย น้เี รยี กวา่ อารกั ขสัมปทา
๓. กัลยาณมิตตตา เป็นอย่างไร ? คือ กุลบุตรเข้าอาศัยอยู่ในหมู่บ้านหรือ
ตาบลใดก็ตาม เธอเข้าสนิทสนมสนทนาปราศรยั ถกถ้อยปรึกษากบั ท่านที่เปน็ คหบดีบา้ ง
บุตรคหบดีบ้าง พวกคนหนุ่มที่มีความประพฤติเป็นผู้ใหญ่บ้าง คนสูงอายุท่ีมีความ
ประพฤติเป็นผู้ใหญ่บ้าง ผู้ประกอบการด้วยศรัทธา...ศีล...จาคะ... และ (ปัญญา) เธอ
ศึกษาเย่ียงอย่างความเพียบพร้อมด้วยศรัทธา...ศีล..จาคะ (และ) ปัญญาของเขา..น้ี
เรยี กว่า กลั ยาณมิตตตา
๔. สมชีวติ า เปน็ อย่างไร ? คอื กลุ บุตรเปน็ ผเู้ ลีย้ งชวี ติ เหมาะสม ไมใ่ ห้ฟุ่มเฟอื ย
เกินไป ไม่ให้ฝืดเคืองเกินไป โดยรู้เข้าใจในทางเพิ่มพูนและทางเส่ือมถอยแห่งโภคทรัพย์
วา่ ทาอย่างนี้รายได้ของเราจึงจะเหนือรายจ่าย และรายจ่ายของเราจึงจักไม่เหนือรายได้
เปรียบเหมือนคนช่างหรือลูกมือคนช่าง ยกตราช่ังข้ึนแล้วย่อมรู้ว่าหย่อนไปเท่านั้น หรือ
เกินไปเท่าน้ี ถ้าหากกุลบุตรน้ีมีรายได้น้อย แต่เล้ียงชีวิตอยู่อย่างฟุ่มเฟือย ก็จะมีผู้
กล่าวหาเอาได้ว่า กุลบุตรผู้น้ีใช้สมบัติเหมือนกินมะเด่ือ ถ้ากุลบุตรนี้มีรายได้มาก แต่
เลี้ยงชีวิตอย่างฝืดเคือง ก็จะมีผู้กล่าวหาได้ว่า กุลบุตรผู้นี้คงจะตายอย่างคนอนาถา แต่
ด้วยเหตทุ กี่ ุลบตุ รเลย้ี งชีวิตเหมาะสม... จงึ เรียกว่า สมชวี ิตา
ดูก่อนพราหมณ์ โภคะท่ีเกิดขึ้นโดยชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมมีช่องทางเส่ือม
(อบายมุข) ๔ ประการ คือ เป็นนักเลงเท่ียวผู้หญิง เป็นนักเลงดื่มสุรา เป็นนักเลงเล่น
การพนัน และคบคนช่ัวเป็นมติ ร ...”
ต่อจากน้ันสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็ทรงได้ตรัส ประโยชน์ที่ควร
บาเพ็ญเพ่ือผลในภพหน้าที่เรียกว่า “สัมปรายิกัตถะ” ๔ ประการ อันได้แก่ สัทธา
สัมปทา (ความถึงพรอ้ มดว้ ยศรัทธา) สีลสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศีล) จาคะสัมปทา
(ความถึงพร้อมด้วยความเสียสละ) และปัญญาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยปัญญา) แก่
พราหมณ์
~ ๒๕๘ ~
จากพุทธพจน์ดังกล่าวน้ัน หลักธรรมของพระพุทธศาสนาย่อมทาให้เข้าใจ
แจ่มแจ้งในเร่ืองที่เป็นไปในลักษณะของประโยชน์สุขในปัจจุบัน ท่ีมีแง่มุมทางลึกซ้ึงทาง
เศรษฐศาสตร์มีมิติที่ครอบคลุมการดาเนินชีวิตทั้งการอยู่ การกิน รวมถึงความสัมพันธ์
ทางกิจกรรมของเศรษฐกิจในทุก ๆ เรอ่ื งเลยทีเดียว นาพามาซง่ึ ความมัน่ คงและสมบูรณ์
ซึ่งหลักธรรมที่นาพาสู่ความ “ร่ารวยและม่ังค่ัง” อย่างยั่งยืนนั้นโบราณท่านเรียกว่า
“หลักธรรมหัวใจเศรษฐี (อุ อา ก ส)” โดยท่ีมีสาระสาคัญโดยสรุป ๔ ประการ
กลา่ วคอื
ประการท่ีหน่ึง : ขยันหา (อุฏฐานสัมปทา) หมายถึง ความขยันหม่ันเพียร
เสาะแสวงหาหนทาง วิธีการในการทามาหากิน รวมถึงกินลึกลงไปในเร่ืองของความมี
ศีลธรรมและคุณธรรมนาทางความขยันน้ัน เป็นไปในลักษณะของความขยันใน “สัมมา
อาชีพ” เป็นอาชีพที่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม หากเป็นความขยันที่ผิดเพี้ยนจาก
ครรลองคลองธรรมนาไปสูก่ ารประกอบอาชีพที่ไม่สุจรติ แล้วนน้ั ไมใ่ ชค่ วามหมายของคา
ว่าขยันตามหลกั ธรรมหัวใจเศรษฐี เกย่ี วเนอื่ งจาก หากประกอบอาชีพทไี่ มส่ ุจริตแลว้ ล้วน
แต่นาพามาซึ่งความเดือดร้อนในอนาคต เปรียบเสมือนเป็นการไปเบียดเบียนเอา
ทรัพย์สินของบุคคลอื่นมาเป็นของตัวเอง ถึงแม้ว่าหากในปัจจุบันกฎหมายน้ันยังไม่
สามารถที่จะเอาผิดได้ แต่ตัวเราก็รู้อยู่แก่ใจตัวเองว่า ทรัพย์สินดังกล่าวที่หามาได้น้ันไม่
ถกู ต้องตามครรลองคลองธรรม ก็เกิดความทุกข์ใจในความกลัวว่าสักวันหนึ่งจะถูกจับได้
และไดร้ ับผลกรรมน้ัน ดังเชน่ กรณีทเ่ี ราคงจะเคยได้ยินหรอื เห็นตามขา่ วสารท่ัวไปท่ีมีแก๊ง
ต้มตุ๋นไปหลอกลวงชาวบ้านในรูปแบบต่าง ๆทั้ง แชร์ลูกโซ่ การตกทอง หลอกขายล็อ
ตเตอร่ี เป็นต้น ซึ่งการกระทาดังกล่าวนั้นถือเป็นความขยันในช่องทางและวิธีการที่ผิด
ทาให้ผู้อื่นเดือดร้อน ท้ายที่สุดก็นาพาให้ชีวิตของตัวเองเดือดร้อน (ติดคุก) จากการ
กระทาดงั กล่าว 2
ความขยนั มคี วามสาคญั กบั ทกุ สาขาอาชีพในฐานะที่เป็นพ้นื ฐานของการนาพา
ความสาเร็จมาสู่ชีวิต แม้แต่นักกีฬาฟุตบอลท่ีฮอตฮิตช่ือดังอย่างเดวิด เบ็กแฮม (อดีต
กัปตันทีมชาติอังกฤษ) เม่ือคร้ังยังค้าแข้งอยู่กับสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดของศึก
พรีเมียร์ลีกแห่งอังกฤษ เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ในทานองที่ว่า การท่ีเขาประสบ
2 https:www.gotoknow.org/posts/468573, 1/8/2560.
~ ๒๕๙ ~
ความสาเร็จมีช่ือเสียงเป็นท่ีรู้จักและยอมรับในอาชีพจนได้รับฉายาว่า “มิดฟิลด์เท้าช่ัง
ทอง” รวมท้ังเป็นจอมป่ันฟรีคิกระดับแนวหน้าของโลกน้ันเป็นเพราะว่า ในเวลาฝกึ ซ้อม
เขาจะทุ่มเทและจริงจังกับทุกรายละเอียดรวมท้ังเต็มที่และสนุกกับมันแต่ที่สาคัญก็
คือ เขามีความขยันเหนือคนอ่ืน เมื่อโค้ชส่ังให้เลิกซ้อมแลว้ แต่เขากลับใช้เวลาต่อจากนั้น
อีกกว่าชั่วโมงในการซ้อมปั่นฟรีคิกและการเปิดบอลให้แม่นยาเป็นประจาทุกวัน! แม้ว่า
เขาจะมีพรสวรรคใ์ นด้านทักษะด้อยไปกว่าซีเนอดีน ซีดาน โรนัลโด้ (โล้นทองคา) หรือลี
โอเนล เมสซ่ี ซ่ึงนักฟุตบอลเหล่านี้ถือว่ามีพรสวรรค์ท่ีสูงส่งในเชิงลูกหนัง แต่ว่าเบ็กแฮม
ก็มีพรแสวงท่ีเยี่ยมยอดในด้านของความขยันนั้นมาทดแทน จนได้รับผลตอบแทนนาพา
มาซึ่งฉายาดังกล่าวและสร้างความสาเรจ็ ทั้งทางด้านช่ือเสียงและเงินทองใหก้ บั เขา
หากกล่าวถงึ เร่อื งความขยนั แลว้ คนท่วั ไปโดยส่วนใหญ่จะนึกถึงคนจีนซ่งึ ถือได้
วา่ เป็นเสมือนสัญลักษณ์หรือเคร่ืองหมายทางการค้าเลยก็ว่าได้ ตระกูลเจ้าสวั ใหญ่ ๆ ใน
เมืองไทยล้วนแล้วแต่มีเชื้อสายชาวจีนเกือบทั้งนั้น ที่สาคัญหลาย ๆ ท่านกว่าจะมาถึง
วันนี้ล้วนแล้วแต่มีชีวิตในวัยเยาว์ท่ีเต็มไปด้วยขวากหนามและอุปสรรคยากลาบาก
มากมายหลายเท่านักอันเป็นผลมาจากภาวะบังคับบีบคั้นทางด้านความยากจนข้นแค้น
ทาให้ต้องเร่มิ ตน้ ชีวติ ด้วยสองมือเปลา่ หรอื ท่ีมีคากล่าวทเ่ี ข้าใจโดยทั่วไปว่าสร้างเนื้อสรา้ ง
ตัวข้ึนมาได้จาก “เสื่อผืนหมอนใบ” จนกระทั่งนาพาไปสู่เส้นทางของเจ้าสัวท่ีประสบ
ความสาเร็จในอาชีพการงาน ซ่ึงหลาย ๆ ท่านที่ประสบความสาเร็จต่างบอกในทานอง
ที่ว่าเปน็ เพราะพวกทา่ น มีความขยนั อดทน มุ่งม่ันและบากบั่น เป็นฐานพื้นจึงยืนหยัด
ต่อส่แู ละฟันฝา่ ไม่กลัวตอ่ อุปสรรคและความยากลาบากเหล่านัน้ จงึ ทาให้พวกทา่ นมีวนั นี้
ความขยันท่ีมีในบางอย่างแม้บางครั้งยังไม่ให้ผลทางด้านเงินทองแต่ก็ต้อง
ฝกึ ฝนเอาไว้ให้เคยชินเป็นนิสยั อย่างเช่น การเป็นนักเรียนนักศึกษาถึงแม้ว่าการขยันทา
หน้าท่ีดังกล่าวไม่ทาให้ได้มาซ่ึงทรัพย์สินเงินทองโดยตรง แต่ก็ถือได้ว่าเป็นรากฐานที่
สาคัญของการทาให้ก้าวไปสู่อาชีพการงานท่ีดีในอนาคต ดังน้ันไม่ว่าจะมีอาชีพอะไรทั้ง
ค้าขาย เจ้าของธุรกิจ ลูกจ้าง นักกีฬา นักแสดง นักร้อง นักดนตรี หากว่ามีความขยันท่ี
ถูกต้องถกู ทางก็มีโอกาสกา้ วไปสปู่ ระตแู ห่งความสาเร็จทีเ่ ปิดรอรบั ตลอดเวลาได้ในไมช่ ้า
“ขยันหาในหลักธรรมของหัวใจเศรษฐี จึงมีมิติท่ีกินลึกลงไปในช่องทางและ
วิธีการที่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรมเป็น สัมมาอาชีพ ที่ไม่ก้าวล้านาไปสู่การ
เบียดเบยี นทัง้ ตวั เองและคนอ่ืนให้เดอื ดรอ้ น”
~ ๒๖๐ ~
ประการที่สอง : รักษาดี (อารักขสัมปทา) หมายถึง การเก็บรักษาทรัพย์สิน
เป็นการต่อยอดมาจากเงินทองที่เราขยันหามาจากสัมมาอาชีพทส่ี ุจริตน้ัน กินลึกลงไปใน
การบริหารจัดการทรัพย์สินดังกล่าวให้งอกเงยออกดอกออกผลตามมาด้วย เป็นไปใน
ลักษณะของการเก็บรกั ษาและใช้ไปในทางที่กอ่ ให้เกิดประโยชน์สงู สุด
- การเก็บ เป็นการเก็บออมทรัพย์สิน เงินทอง เพื่อเป็นหลักประกันให้กับ
อนาคตในภายภาคหน้า หากว่าเกิดวิกฤติขึ้นในวิถีของการดาเนินชีวิตก็จะส่งผลกระทบ
ไม่มากนัก สามารถประคับประคองเอาตัวรอดไปได้อย่างสบาย ๆ การเก็บออม
เปรยี บเสมอื น การสรา้ งภูมิค้มุ กันในการดาเนินชวี ติ ในระยะยาว เช่น ขยันหามาได้ ๑๐๐
บาท ก็ใช้ไป ๗๐ บาท ท่ีเหลือก็เก็บออมสะสมไว้อกี ๓๐ บาท เปน็ ต้น ทาอยา่ งนี้เร่ือยไป
ทรัพย์สินก็จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ไม่ใช่หามาได้เท่าไรก็ใช้ไปจนหมดหรือก้าวกระโดดไป
หยิบยืมเอาเงินในอนาคต (หน้ีรูปแบบต่าง ๆ) มาใช้ก่อนในปัจจุบัน ลักษณะเช่นนี้ถือว่า
เป็นการสร้างนิสัยการใช้จ่ายทไ่ี มด่ ี
- การใช้ไปของทรัพย์สิน เป็นการบริหารจัดการต่อยอดในส่วนของเงินเก็บ
เพ่ือให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการนาไปสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งการบริหารจัดการดังกล่าวก็
จักต้องรอบคอบและมีสติ อย่าพึงบริหารจัดการด้วย “กิเลสหรือความโลภ” เป็นตัวต้ัง
เก่ียวเนื่องจากสาเหตุที่สาคัญในท้ายทสี่ ุดของการหมดเนอื้ หมดตัวกม็ าจากการว่ิงไลก่ วด
ความโลภของตัวเองนั่นเอง ดังท่ีเราจะเห็นตามข่าวสารบ่อย ๆ ทั้งการถูกแก๊งต้มตุ๋น
หลอกเอาเงินไปโดยอ้างว่าจะนาไปลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่มากมายมหาศาล ซึ่งกลุ่ม
มิจฉาชีพพวกนี้รู้ดีว่าต่อมความโลภของมนุษย์ถูกกระตุ้นได้ง่าย ดังน้ันจึงควรบริหาร
จัดการการลงทุนโดยใช้สติและความรู้ท่ีเท่าทันให้อยู่เหนือกิเลสหรือไม่ให้ถูกความโลภ
ครอบงา
หลักธรรม “อารักขสัมปทา (รักษาดี)” ในข้อน้ีมีจุดมุ่งหมายสอนให้ประหยัด
มัธยัสถ์รู้จักเก็บออมรวมความถึงรู้จักบริหารการใช้จ่าย ซ่ึงนัยก็เปรียบเสมือนเป็นการ
ดูแลรักษาคุ้มครองโภคทรัพย์ที่หามาได้ด้วยสัมมาอาชีพไม่ให้หมดไปในทางที่เส่ือมเสีย
และเป็นอันตรายตอ่ ตนเองและผู้อื่นหรือให้รจู้ ักในคุณคา่ ของทรัพยส์ ินที่หามาไดโ้ ดยรูจ้ ัก
เกบ็ และใชไ้ ปในทางท่ีเป็นประโยชน์ต่อตนและบคุ คลอ่ืนอยู่ในที
“รักษาดีในหลักธรรมของหัวใจเศรษฐี จึงมีมิติท่ีต่อยอดมาจากการขยันหาท่ี
เม่ือได้ทรัพย์มาแล้วควรเก็บรักษาไม่ใช้สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ เพ่ือสร้างภูมิคุ้มกันทาง
~ ๒๖๑ ~
การเงินให้กับอนาคตที่มีความไม่แน่นอนรออยู่ กินลึกลงไปถึงการใช้ไปในทรัพย์สินท่ีหา
มาได้ไปในทางท่ีก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการบริหารจัดการท่ีใช้สติและปัญญานา
ทาง ก่อนท่ีจะลงทุนในอะไร ควรท่ีจะศึกษาข้อมูลให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ แจ่มแจ้ง เสาะ
แสวงหาข้อมูลให้มากที่สุดเพื่อนามาเข้าสู่กระบวนการกล่ันกรองด้วยปัญญานาพาไปสู่
การลงทุนท่ีม่ันคงและมีประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่ลงทุนด้วยแรงขับ แรงบีบคั้นและบังคับ
จากความโลภ”
ประการท่ีสาม : ผูกไมตรีกับกัลยาณมิตร (กัลยาณมิตตตา) หมายถงึ การรู้จัก
“คบคนดี มีความเป็นเพ่ือนแท้” ความเป็นเพื่อนแท้จริงน้ันย่อมนาพามิตรไปในเส้นทาง
ที่ดี ๆ จะพึงสังเกตได้ว่าหลักธรรมในข้อนี้ต่อยอดมาจากการขยันหาและรักษาดี
เก่ียวเน่ืองจาก มนุษยเ์ ป็นสัตว์สงั คมต้องมีการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง ดังน้ัน หาก
ว่าเรามกี ัลยาณมติ รแลว้ ความเจริญก้าวหน้าก็เกดิ ข้นึ เช่น
- ในการขยันหา หากว่าเราขยันหาทรัพย์สินเงินทองมาด้วยความถูกต้อง
ประกอบสัมมาอาชีพ แต่บังเอิญไปคบกับเพื่อนที่ประกอบอาชีพท่ีไม่สุจริตก็จะมีโอกาส
นาพาให้ชีวิตของเราเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรอื พัวพันกับอาชีพทไี่ ม่สุจริตน้ันไม่มากก็นอ้ ย แต่ถ้า
หากว่า เรามีเพ่ือนดี (กัลยาณมิตร) ก็จะนาพาไปสู่เส้นทางของการขยันหาทรัพย์สินที่
ประเสรฐิ ยงิ่ ๆ ขึ้นไป ไมน่ าพาความเดอื ดร้อนให้
- ในการรักษาทรัพย์สินนั้น หากว่าเราคบเพอื่ นที่ไม่ดี กจ็ ะมีแตค่ าแนะนาไปใน
แนวทางที่ไมด่ ี เช่น ชวนไปเล่นการพนัน ชวนไปลงทุนในธุรกิจที่ผิดกฎหมาย เกีย่ วเน่ือง
จากคนที่ไมด่ ีเหลา่ นมี้ ีกิเลสหรอื ความโลภครอบงานาทางในการดาเนินชีวิต แตถ่ า้ หากว่า
เรามีเพ่ือนท่ีดี (กัลยาณมิตร) ก็จะนาพาไปในทางที่ดี คอยตักเตือนเรา เช่น หากว่ามีคน
มาชวนไปลงทุนในธุรกิจที่ผิดกฎหมายหรือมาหลอกลวงต้มตุ๋น กัลยาณมิตรก็จะคอยให้
คาปรึกษาท่ีเป็นประโยชน์และคอยตักเตือนเราช่วยกันหาข้อมูลเพ่ือนามาวิเคราะห์
ไม่ให้หลงไปติดกบั ดกั หรือเปน็ เหยือ่ พวกมจิ ฉาชพี โดยง่าย
ในวิถีชีวิตของสังคมเศรษฐกิจท่ีมนุษย์ถือเป็นสัตว์สังคมที่ต้องเข้าไปมี
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองอย่างหลกี เลย่ี งไม่ไดน้ ั้น ส่ิงสาคญั อีกประการในการ
ดาเนินชีวิตก็คือการเลือกคบมิตร ซ่ึงถือได้ว่าเป็นเป็นองค์ประกอบสาคัญตามหลัก
“มงคลชีวิต ๓๘ ประการ” อนั เป็นหลักคาสอนในพระพุทธศาสนาทีว่ ่าด้วยมงคลแรกคือ
“ไม่คบคนพาล” และต่อด้วยมงคลประการที่สองคือต้องรู้จัก “คบบัณฑิต” เปน็ ท่ีน่าพึง
~ ๒๖๒ ~
สังเกตว่าหลกั ธรรมมงคลชีวิตในพระพุทธศาสนาที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ยกเอา
มาวางเป็นหลักปฏิบัติในลาดับท่ี ๑ และ ๒ นั้นเป็นเรื่องท่ีเก่ียวเนื่องกับคน บ่งช้ีให้เห็น
ว่าปัญหาที่สาคัญของการดาเนินชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนาน้ันสิ่งสาคัญและต้อง
คานึงถึงในเบือ้ งแรกคือเรอ่ื งคน ดงั คงเคยเคยได้ยนิ ได้ฟังมาบ่อย ๆ ในทานองท่ีว่า “คนนี้
เสียคนเพราะคบเพ่ือนไม่ดี ส่วนคนน้ีได้ดีเพราะมีเพ่ือนท่ีดีคอยแนะนาและช่วยเหลือ
เกอ้ื กลู ไม่ให้เดนิ ทางผดิ ”
“ผูกไมตรีกับกัลยาณมิตรในหลักธรรมของหัวใจเศรษฐี จึงมีมิติที่ต่อยอดและ
สอดคล้องเกี่ยวเน่ืองกบั ขยันหาและรักษาทรพั ย์สินเอาไว้ ซึ่งถ้าหากว่าเรามีกัลยาณมิตร
ทค่ี อยให้คาปรกึ ษาและแนะนาแลว้ ทรพั ย์สินที่เราหามาได้รวมทั้งเก็บรักษาและใชไ้ ปนั้น
ก็จะก่อให้เกิดประโยชนส์ ูงสดุ ”
ประการท่ีสี่ : ดารงชีวิตแบบพอเพียง (สมชีวิตา) หมายถึง การรู้จักคุณค่า
ของทรพั ย์สินเงินทอง ท่ีหามาได้ใช้จ่ายให้เกิดประโยชนส์ ูงสุด ไม่ใช้จา่ ยฟุ่มเฟือย รวมถึง
กินลึกลงไปใน ความพอประมาณ ความสมเหตุสมผล ความสมดุล และสร้างภูมิคุ้มกัน
ให้กับชีวิต เกี่ยวเน่ืองจาก ความพอเพียง มีลักษณะอกาลิโก (ไม่เลือกกาลไม่เลือกสมัย)
คอื สามารถใช้ได้ทุกเวลาและทุกสถานท่ี เพราะเป็นหลักแห่งความเป็นจรงิ เสมอ “ความ
พอเพียง” มีคณุ ลักษณะ ที่สาคญั คือ 3
ประการแรก ความพอประมาณ คือ เป็นความพอดีท่ไี ม่มากเกินไปและไม่น้อย
เกนิ ไป หรือ ไม่สดุ โต่งทงั้ สองด้านไม่ว่าจะเปน็ มิตทิ างสงั คม มติ ิทางการเมือง และมิตทิ าง
เศรษฐกิจ และที่สาคัญในความพอดีที่มีอยู่หรือได้มานั้นต้องไม่เบียดเบียนตนเองและไม่
ก้าวข้ามไปเบียดเบียนคนอ่ืน เป็นความพอดีท่ีตั้งอยู่บนหลักของศีลธรรมและคุณธรรม
เป็นสาคัญ
ประการท่สี อง ความสมเหตุสมผล ประกอบไปด้วย
- ความสมเหตุสมผลในการจดั ลาดบั ความสาคญั เป็นการจดั ลาดับความสาคัญ
ในการตัดสินของทุกมิติทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ในประเด็นที่มองถึงความ
สมเหตุสมผลทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม โดยมีผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็น
ท่ีต้งั
3 https:www.gotoknow.org/posts/468573, 3/8/2560.
~ ๒๖๓ ~
- ความสมเหตุสมผลในกระบวนการดาเนินการ เป็นการคานึงถึงความ
เหมาะสมของวิธีการและข้ันตอนของการดาเนินการต้องโปร่งใส ไม่เอ้ือผลประโยชน์
ให้กับกลุม่ ตนเองและพวกพ้อง ทส่ี าคัญต้องยึดหลักธรรมาภบิ าล
- ความสมเหตุสมผลในด้านผลกระทบหรือต้นทุนทางสังคม เป็นการคานึงถึง
ผลกระทบท่ีมีต่อสังคมโดยรวม ตลอดจนสิ่งแวดล้อม โดยยึดหลักของความสมดุลและ
ดลุ ยภาพโดยรวมของมนษุ ย์กับมนษุ ยแ์ ละมนษุ ย์กับธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ มเป็นท่ีต้งั
ประการที่สาม ความสมดุลของความสัมพันธ์ในมิติด้านต่าง ๆ คือ เป็นความ
สมดุลทางหลักความคิด ความสมดุลทางหลักการพูด ความสมดุลทางหลักการปฏิบัติ
รวมถึงความสมดุลในมิติอ่ืน ๆ ซ่ึงเมื่อความพอเพียงเป็นการไม่ไปเบียดเบียนตัวเองและ
คนอื่น รวมท้ังการไม่ไปเบียดเบียนธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม ด้วยแล้ว ทาให้
ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติและ
ส่ิงแวดล้อมในลักษณะดังกล่าวเป็นความสัมพันธ์ในเชิงอุดหนุน ส่งเสริม เกื้อกูลซ่ึงกัน
และกัน เป็นการดาเนินความสัมพันธ์ท่ีแสวงหาประโยชน์ส่วนรวม ไม่แสวงหา
ผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นเป้าหมายหลัก เพ่ือนาไปสู่จุดสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคม และ
การเมอื ง แทนการนาไปสจู่ ดุ วิกฤติ
ประการที่ส่ี การสร้างภูมิคุ้มกัน คือ ความสามารถในการรองรับหรือรับมือกับ
สภาวการณ์ ความผันผวน และการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ท่ีเกิดข้ึน ได้เป็นอย่างดี
เน่ืองจาก ความพอเพียง ทาให้เกิดความสมดุลระหว่างมนุษย์กับมนุษย์และระหว่าง
มนุษย์กับธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม เมื่อเกิดการเปล่ียนแปลงข้ึน จึงได้รับผลกระทบไม่
มาก และสามารถกลับสจู่ ุดสมดุลและดุลยภาพใหมไ่ ด้อยา่ งรวดเร็ว
การดารงชีพแบบพอเพียงในทางพระพุทธศาสนามุ่งเน้นสอนใหเ้ ขา้ ถงึ และเข้าใจ
ในทางท่ีเจริญและทางเสื่อมไปในโภคทรัพย์ (โลกียทรัพย์) อย่างรู้เท่าทัน โดยมุ่งเน้นให้
เดินตามหลักทางสายกลางที่ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่ายแต่ก็มิได้ให้ถึงกับฝืดเคือง
(ตระหน่ี) มากนัก ซ่ึงสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนใหร้ ู้จักจัดสรรในทรพั ยท์ ไี่ ดม้ า
นั้นโดยการแบง่ ออกเปน็ ๔ ส่วน ซง่ึ เรียกวา่ “โภควิภาค ๔” ทีป่ ระกอบไปด้วย
- เก็บไว้ใชเ้ ลีย้ งตนและเลีย้ งคนท่ีควรบารุงเลย้ี งได้แก่ มารดา บิดา ภรรยา บุตร
รวมถึงคนในปกครอง มติ รสหาย และใชจ้ า่ ยทาประโยชนห์ รอื ทาบญุ เปน็ ตน้ (๑ สว่ น)
~ ๒๖๔ ~
- เก็บไว้ใช้ในการเป็นทุนประกอบอาชีพหน้าท่ีการงานเพ่ือทาให้เกิดประโยชน์
ทีง่ อกเงยเพม่ิ ข้ึนจากการใช้ไปในทรัพย์สินน้ัน เม่อื มองในแง่ปจั จุบันซ่ึงก็คือการลงทุนใน
รูปแบบต่าง ๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ลงทุนในธุรกิจ ลงทุนในพันธบัตร เป็น
ตน้ (๒ ส่วน)
- เก็บไว้ใช้ในคราวจาเป็นเม่ือเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินข้ึน เช่น เจ็บป่วย อุบัติเหตุ
เป็นต้น (๑ สว่ น)
การดารงชพี แบบพอเพียงตามแนวทางพระพทุ ธศาสนาสามารถนาไปประยกุ ตใ์ ช้
ได้กับทุกคน ทุกองค์กรและทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เพราะเป็นหลักปฏิบัติท่ี
ส อ ด ค ล้ อ ง กั บ ก า ร ท า ป ร ะ โ ย ช น์ ใ ห้ ถึ ง พ ร้ อ ม ใ น ปั จ จุ บั น ด้ ว ย ค ว า ม พ อ ป ร ะ ม า ณ
สมเหตุสมผล สมดุล และเสริมสรา้ งภูมิคุ้มกันให้กบั ตนเอง
“การดารงชวี ติ แบบพอเพียง เป็นวิถีการดาเนนิ ชีวิตทีม่ ุ่งเน้นความพอประมาณ
ทาอะไรไม่เกินตัว กินพอดี อยู่พอดี ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อ่ืนรวมท้ังไม่ก้าวล้าไป
เบียดเบียนธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม ใช้หลักความสมเหตุสมผลในการจัดลาดับ
ความสาคัญ วิธีการ รวมท้ังคานึงถึงผลกระทบที่จะเกิดข้ึนในมิติด้านต่าง ๆ ของการ
ดาเนินชีวิต และเป็นการสร้างความสมดุลให้เกิดข้ึนทุกภาคส่วนของกิจกรรมทางสังคม
รวมทั้งสามารถสร้างภูมิคุ้มกันเม่ือเผชิญกับวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง
สังคม เศรษฐกิจ รวมทงั้ ธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม
ความพอเพียงหากจะแยกย่อยลงลึกไปในการทามาหากินของการดาเนินชีวิต
แลว้ สามารถมองได้ใน ๒ มิติ คอื
- มิติพอเพียงอย่างวัตถุวิสัย เป็นลักษณะของความพอเพียงภายนอก คือ มีกิน
มีใช้ มีปัจจัยสี่เพียงพอ หรือที่คนส่วนใหญ่เข้าใจในความหมายท่ีว่า พอสมควรตาม
อตั ภาพ
- มิติพอเพยี งอย่างจติ วิสยั เป็นลกั ษณะของความพอเพียงภายใน คือ เป็นความ
พอเพียงในด้านความรู้สึก ซึ่งแต่ละคนมีไม่เท่ากัน บางคนมีเงินไม่มากก็ถือว่าเพียงพอ
แล้วสาหรับเขา แต่ในขณะท่ีบางคนมีทรัพย์สินเงินทองมากมายแต่ก็ยังไม่เพียงพอ
สาหรับเขา
สงิ่ สาคญั ท่ีสุด กค็ อื เราต้องรู้จกั บรหิ ารจัดการระหวา่ งความพอเพยี งอย่างวัตถุ
วิสัยและความพอเพียงอย่างจิตวิสัยให้เกิดดุลยภาพซึ่งกันและกัน เช่น สมมติ ว่าเรามี
~ ๒๖๕ ~
เงินเป็นร้อยล้านแล้วซื้อบา้ นหลังละสิบลา้ น ซ้อื รถคันละห้าล้าน การกระทาเช่นน้กี ็ถอื ว่า
เป็นส่ิงที่ไม่ผิดตราบใดที่การได้มาและการใช้ไปของเงินเราน้ันไม่ได้ไปเดือดร้อน
เบียดเบียนคนอ่ืนและไม่ทาให้เกิดทุกข์จากผลของการกระทา ถือว่าเป็นการบริหาร
จัด ก าร ค ว า ม พ อเ พี ยง อ ย่ าง จิ ตวิ สั ย แล ะ วัต ถุ วิสั ย ใ ห้เ กิ ดค ว า มส ม ดุล แ ต่
ขณะเดยี วกัน สมมติ เรามีเงินหน่งึ ล้านแล้วทาแบบคนที่มีเงินเป็นร้อยล้าน สิ่งน้ีเป็นการ
กระทาที่ไม่ดีเพราะทาให้เราเป็นทุกข์ (มีหน)้ี ถือว่าเป็นการบริหารจัดการความพอเพียง
อย่างจิตวิสัยและวัตถุวิสัยท่ีไม่มีดุลยภาพ ดังน้ันถ้าไม่ทาให้เกิดทุกข์เราอาจจะซื้อบ้าน
หรือรถในราคาท่ีเหมาะกับรายได้และความจาเป็นกับตัวเองในลาดับแรกก่อน นี่เป็น
เสมือนการใชป้ ญั ญาในการบริโภคนัน่ เอง 4
๙.๒ พุทธธรรมการสอนสงั คมศกึ ษาตามหลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
ความหมาย คาว่า “เศรษฐกิจ” มาจาก 2 คา คือ เศรษฐ แปลว่า ดีเลิศ และ
ว่า กิจ แปลว่า การประกอบการ เมื่อรวมกันจึงได้ความว่า การประกอบกิจการงาน
เกย่ี วกบั การผลิต การจาหนา่ ย จา่ ย แจก การบริโภค และการใช้สอยสงิ่ ตา่ ง ๆ ใหไ้ ดผ้ ลดี
เลศิ ส่วนคาวา่ พอเพียง หมายถงึ ความเหมาะสม หรอื ความพอดี เน้นการผลิตและการ
บริโภคแบบพออยู่พอกนิ เป็นหลัก ซง่ึ ไม่ไดเ้ น้นกาไรสุทธิ หรือความร่ารวยเป็นเป้าหมาย
สูงสุด และเม่ือรวมกันจึงได้ความว่า การผลิตจาหน่าย และบริโภคอย่างพอเหมาะพอดี
นั่นเอง
เศรษฐกิจพอเพยี ง เปน็ ระบบเศรษฐกจิ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอย่หู ัว ทรงดาริ
ข้ึน เพ่ือแสวงหาทางออกจากวิกฤตเศรษฐกิจให้กับสังคมไทย ปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี ง กค็ อื “การทีพ่ ่งึ ตนเองได้”
วัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายหลักของเศรษฐกิจพอเพียง คือ ความสงบสุขของ
ผู้คนในสังคม ประชาชนมีกินมีใช้อย่างเพียงพอแก่ความต้องการ ท่ีสาคัญต้องไม่ทาตน
และผู้อื่นเดือนร้อน เน้นให้คนในชุมชนพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตและบริโภค
อยา่ งพอเพยี ง ไปจนถงึ ขั้นการแปรรปู อุตสาหกรรมครัวเรือน สรา้ งอาชพี และเสรมิ ทกั ษะ
4 อ่านตอ่ ได้ที:่ https://www.gotoknow.org/posts/468573.
~ ๒๖๖ ~
ทางวิชาการท่ีหลากหลาย ใช้ชมุ ชนดารงอยู่ไดด้ ้วยการยดึ หลักแห่งความถูกตอ้ งดีงาม มี
ความเออ้ื เฟือ้ เผอื่ แผ่ และช่วยเหลอื ซ่งึ กันและกนั เป็นต้น 5
แนวทางการปฏิบตั ติ ามระบบเศรษฐกจิ แบบพอเพยี ง
แนวคิดหลักของเศรษฐกิจพอเพียง คือ การนาคาสอนทางพระพุทธศาสนา มา
เป็นแนวทางในการประสานกลมกลืนกับวิธีชีวิตของชาวบ้าน ท่ีเป็นเกษตรกรอย่างชาญ
ฉลาด และเป็นรูปธรรม หลักจริยธรรมดังกล่าว คือหลักการเดินสายกลาง หรือ
มัชฌิมาปฏปิ ทา ในระดับโลกยิ ธรรม การเดินทางสายกลาง คือธรรมที่เหมาะแก่ชาวบา้ น
ทั่วไปได้แก่ ความเป็นรู้จักพอในการบริโภคใช้สอยทรัพยากรธรรมชาติ และการใช้ชีวิต
แบบไม่ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ ซ่ึงมีลักษณะเป็นการเน้นการลด ละ เลิก อบายมุข ด้วยการ
ประพฤตติ ามหลักเบญจศีล และ เบญจธรรม ซ่ึงถอื เปน็ หวั ใจสาคัญของการเปน็ วิถีพทุ ธ
แนวทางการปฏบิ ตั ิตนตามหลักเศรษฐกจิ พอเพยี ง
๑. ประหยัด ลดละความฟุ่มเฟือย ตัดทอนค่าใช้จ่ายในทุกด้านท่ีไม่จาเป็น ดัง
พระราชดารัสว่า "ความเปน็ อยทู่ ีต่ อ้ งไมฟ่ ุม่ เฟือย ต้องประหยดั ไปในทางทีถ่ กู ตอ้ ง”
๒. ประกอบอาชีพด้วยความสุจริต ดังพระราชดารัสที่ว่า “ความเจริญของคน
ท้ังหลายย่อมเกิดมาจากการประพฤตชิ อบและการหาเลยี้ งชพี ชอบเป็นสาคญั ”
๓. ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์และแข่งขันกันในทางการค้าขายกันอย่าง
รุนแรงดังอดีต ดังพระราชดารัสว่า “…ความสุขความเจริญอันแท้จริงน้ัน หมายถึง
ความสุขความเจริญที่บุคคลแสวงหามาได้ด้วยความเป็นธรรม ทั้งในเจตนาและการ
กระทาที่ไม่ใช่ไดม้ าดว้ ยความบงั เอิญ หรอื ด้วยการแก่งแย่งเบียดบงั มาจากผ้อู ื่น…”
๔. ไม่หยุดนิ่งท่ีจะหาทางให้ชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ยาก ขวนขวายใฝ่หา
ความรู้ให้เกิดมีรายได้จนถึงขั้นพอเพียง ดังพระราชดาริว่า “…การที่ต้องการให้ทุกคน
พยายามที่จะหาความรู้และสร้างตนเองให้มั่นคงนี้เพ่ือตนเอง เพื่อท่ีจะให้ตัวเองมีความ
เป็นอยู่ท่ีก้าวหน้า ท่ีมีความสุข พอมีพอกิน เป็นขั้นหน่ึงและข้ันต่อไป ก็คือ ให้เกียรติว่า
ยนื ไดด้ ้วยตนเอง…”
5 https:www.goyoknow.org/posts, ธงชัย สิทธกิ รณ์ มหาวทิ ยาลยั เอเชียอาคเนย์ ๑/
๘/๒๕๖๐.
~ ๒๖๗ ~
๕. ลดละส่ิงช่ัวให้หมดสิ้นไป ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทาน
พระบรมราโชวาทว่า “…พยายาม
ไม่ก่อความช่ัวให้เป็นเครื่องทาลาย
ตั ว ท า ล า ย ผู้ อื่ น พ ย า ย า ม ล ด
พยายามละความชั่วท่ีตนเองมีอยู่
พ ย า ย า ม ก่ อ ค ว า ม ดี ใ ห้ แ ก่ ตั ว อ ยู่
เสมอ พยายามรักษาและเพิ่มพูน
ความดีที่มีอยู่น้นั ให้งอกงามสมบูรณ์
ย่งิ ขึ้น…”
หลกั ธรรมในเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง ท่พี ระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ ัว ทรงพระราชดาริ
และพระราชทานไว้ให้เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศแก่คนไทยน้ัน วัตถุประสงค์
หรือเปา้ หมายหลัก คือ ความสงบสุขของผู้คนในสงั คม ประชาชนมีกินมีใช้อย่างเพียงพอ
แก่ความต้องการ ท่ีสาคัญต้องไม่ทาตนและผู้อื่นเดือนร้อน หากวิเคราะห์โดยละเอียดก็
จะพบว่า ทรงประยุกต์มาจากหลักธรรมในพระพุทธศาสนาน่ันเอง จาก พระราชดารัส
อธิบายขยายความหมายของระบบเศรษฐกจิ แบบพอเพียงทก่ี ล่าวมาขา้ งต้น น้นั ทาใหเ้ รา
พบวา่ มหี ลักธรรมตอ่ ไปนีป้ รากฏเป็นรากฐานอยู่ในระบบเศรษฐกจิ แบบพอเพียง
หลกั มชั ฌิมาปฏิปทา (การปฏบิ ัติตนในทางสายกลาง)
มัชฌิมาปฏิปทาในทางพุทธศาสนา หมายถึง ทางสายกลาง คือ การไม่ยึดถือสุด
ทางทั้ง 2 ได้แก่ อัตตกิลมถานุโยค คือ การประกอบตนเองให้ลาบากเกินไป และ กาม
สุขัลลิกานุโยค คือ การพัวพันในกามในความสบาย เป็นหลักคาสอนท่ีปรากฏในพระ
ธรรมเทศนากัณฑ์แรกของพระพุทธเจ้า ท่ีทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ คือ ธัมมจักกัปปวัต
ตนสูตร
นอกจากคุณค่าข้ันสูงสุดของหลักมัชฌิมาปฏิปทา ทเี่ ป็นไปเพือ่ การพ้นทกุ ขแ์ ล้ว
คุณค่าในเบื้องต้น ยังเป็นไปเพ่ือการรู้จักการดาเนินชีวิตให้เกิดความพอดี เป็นแนวทาง
ของการแก้ทุกข์ที่เรียกว่า “อริยมรรคมีองค์ 8” โดยมุ่งเน้นให้มีความสุขกายและสุขใจ
ไปดว้ ย ดงั นี้
~ ๒๖๘ ~
๑. สัมมาทิฏฐิ คือ ปัญญาเห็นชอบ หมายถึง การปฏิบัติอย่างเหมาะสมตามความ
เปน็ จริงดว้ ยปัญญา
๒. สมั มาสงั กัปปะ คือ ดาริชอบ หมายถึง การใช้สมองความคิดพิจารณาแตใ่ นทาง
กุศลหรือความดงี าม
๓. สัมมาวาจา คอื เจรจาชอบ หมายถงึ การพูดต้องสุภาพ แต่ในสิ่งที่สร้างสรรค์ดี
งาม
๔. สัมมากมั มนั ตะ คือ การประพฤตดิ ีงาม ทางกายหรอื กจิ กรรมทางกายท้ังปวง
๕. สัมมาอาชีวะ คือ การทามาหากนิ อย่างสุจรติ ชน ไม่คดโกง เอาเปรียบคนอ่ืน ๆ
มากเกนิ ไป
๖. สัมมาวายามะ คือ ความอุตสาหพยายาม ประกอบความเพยี รในการกุศลกรรม
๗. สัมมาสติ คือ การไม่ปล่อยให้เกิดความพล้ังเผลอ จิตเลื่อนลอย ดารงอยู่ด้วย
ความรูต้ ัวอยเู่ ป็นปกติ
๘. สัมมาสมาธิ คือ การฝกึ จิตให้ตัง้ มั่น สงบ สงัด จากกิเลส นิวรณ์อยเู่ ป็นปกติ 6
อตตฺ า หิ อตตฺ โน นาโถ (ตนเป็นทีพ่ งึ่ แห่งตน)
หลัก อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ เป็นคาสอนให้บุคคลพึ่งตนเอง ซ่ึงแนวทางของ
ระบบเศรษฐกิจพอเพียง ก็ได้มุ่งเน้นให้พ่ึงตนเองในการทามาหาเล้ียงชีพ ในการสร้าง
ฐานะ และการเก็บรักษาทรพั ย์ที่หามาได้ เพื่อจับจ่ายใช้สอยในยามจาเป็น นอกจากเป็น
ท่ีพ่ึงแห่งตนแล้ว จะต้องเป็นที่พ่ึงของบุคคลอ่ืนด้วย นอกจากในระดับบุคคลแล้ว ยัง
มุ่ ง เ น้ น ใ ห้ ก า ร พั ฒ น า
ประเทศชาติให้พ่ึงตนเอง
ในลักษณะ “เศรษฐกิจ
พ อ เ พี ย ง ” น่ั น คื อ ก า ร
พั ฒ น า ท่ี ไ ม่ อิ ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ
โลกจนเกนิ ไป
หลักสนั โดษ
6 https:www.goyoknow.org/posts, ธงชัย สิทธิกรณ์ มหาวทิ ยาลยั เอเชยี อาคเนย์ ๒/
๘/๒๕๖๐.
~ ๒๖๙ ~
หลักสันโดษ มุ่งให้บุคคลพงึ พอใจในส่ิงที่ตนเองได้มา และใช้จ่ายในสิง่ ท่ีก่อให้เกิด
ประโยชน์ ให้บุคคลรู้จักประมาณ ได้แก่ การประหยัดและรู้จักออม ไม่ฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อ
มีความเป็นอยู่อย่างสงบเรียบง่าย และโปร่งใส ไม่ทะเยอทะยานต่อสู้ และเบียดเบียน
บคุ คลอ่ืน ไม่เอารดั เอาเปรียบกนั อยรู่ ว่ มกันได้อยา่ งสันตสิ ขุ
สนั โดษ มคี วามหมาย 3 นัยคือ ยินดีสิ่งที่เป็นของตน ยนิ ดีในสิ่งที่มีอยู่ และ ยินดี
ดว้ ยใจที่ม่ันคง
หลักสัปปุรสิ ธรรม 7
หลกั สัปปรุ สิ ธรรม 7 คือ ธรรมของสัตบุรุษ ธรรมท่ที าให้คนมีคุณสมบัติของคน
ดี ประกอบดว้ ย
๑. ธัมมัญญุตา – ความรู้จักเหตุ คือรู้หลักความจริง รู้หลักการ รู้หลักเกณฑ์ รู้
กฎแหง่ ธรรมดา รกู้ ฎเกณฑ์แห่งเหตุผล และร้หู ลกั การทีจ่ ะทาใหเ้ กิดผล
๒. อัตถัญญุตา – ความรู้จักอรรถ รู้ความมุ่งหมาย หรือ รู้จักผล คือ รู้
ความหมาย รู้ความมุ่งหมาย รู้ประโยชน์ทปี่ ระสงค์
๓. อัตตัญญุตา – ความรู้จักตน คือ รู้ว่า เราน้ัน ว่าโดยฐานะ ภาวะ เพศ กาลัง
ความรู้ ความสามารถ ความถนัด และคุณธรรม เป็นต้น บัดนี้ เท่าไร อย่างไร แล้ว
ประพฤติใหเ้ หมาะสมและรู้ท่ีจะแก้ไขปรบั ปรุงตอ่ ไป
๔. มตั ตัญญุตา – ความรู้จักประมาณ คือ ความพอดี เช่น ภกิ ษุรู้จักประมาณใน
การรับและบริโภคปัจจยั สี่ คฤหัสถ์รู้จักประมาณในการใช้จา่ ยโภคทรัพย์ เป็นต้น
๕. กาลัญญุตา – ความรู้จักกาล คือรู้กาลเวลาอันเหมาะสม และระยะเวลาท่ี
ควรหรือจะต้องใช้ในการประกอบกิจ ทาหน้าท่กี ารงาน เชน่ ใหต้ รงเวลา ใหเ้ ปน็ เวลา ให้
ทนั เวลา ให้พอเวลา เป็นต้น
๖. ปริสญั ญุตา – ความร้จู กั บริษัท คือร้จู กั ชุมชน และรู้จักท่ปี ระชุม รู้กริยาที่จะ
ประพฤติต่อชุมชนนั้นๆ ว่า ชุมชนน้ีเม่ือเข้าไปหา จะต้องทากริยาอย่างนี้ จะต้องพูด
อยา่ งน้ี ชมุ ชนนค้ี วรสงเคราะหอ์ ย่างน้ี เป็นตน้
๗. ปุคคลัญญุตา หรือ ปุคคลปโรปรัญญุตา – ความรู้จักบุคคล คือ ความ
แตกต่างแห่งบุคคลว่า โดยอัธยาศัย ความสามารถ และคุณธรรม เป็นต้น ใครๆ ย่ิงหรือ
หย่อนอย่างไร และรูท้ ี่จะปฏิบัติตอ่ บุคคลนั้น ๆ ดว้ ยดี เปน็ ต้น
~ ๒๗๐ ~
ทิฏฐธัมมิกัตถะ เป็นข้อปฏิบัติสาคัญ ที่ทาให้เกิดผล คือ ความม่ันคงทาง
เศรษฐกิจ ทาให้มีทรัพย์สินเงินทอง พ่ึงตนเองได้ เรียกว่า ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์
ปัจจุบนั บางทเี รียกว่า “หัวใจเศรษฐี” โดยมีคาย่อคอื อุ อา กะ สะ ดังน้ี
๑. อุฏฐานะสัมปทา (อ)ุ หมายถงึ การถึงพร้อมด้วยความขยันหมั่นเพียร รู้จักใช้
ปัญญาไตร่ตรอง พิจารณาหาวิธีการท่ีแยบคายในการทางาน มีความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์
รจู้ กั คิด รจู้ ักทา รู้จักดาเนนิ การดา้ นเศรษฐกจิ ทาการงานประกอบอาชีพใหไ้ ด้ผลดี
๒. อารักขสัมปทา (อา) หมายถึง การถึงพร้อมด้วยการรักษา สามารถปกป้อง
คุ้มครองรกั ษาทรพั ยส์ ินทห่ี ามาได้ ไมใ่ หส้ ญู หายพินาศไปดว้ ยภยั ตา่ งๆ
๓. กัลยาณมิตตตา (กะ) หมายถงึ การรู้จักคบคนดหี รือมกี ัลยาณมติ ร ซ่ึงจะเป็น
องค์ประกอบสาคญั ทช่ี ่วยใหเ้ จริญก้าวหน้าในวงการอาชีพน้ันๆ ทาให้รู้เห็นช่องทางและ
โอกาสต่างๆ ในการงาน ทันต่อเหตุการณ์ ตลอดจนรู้จักปฏิบัติต่อทรัพย์ของตนอย่าง
ถกู ต้อง ไม่ถูกมิตรช่ัวชกั จูงไปในทางอบายมุข ซ่ึงจะทาให้ทรัพยส์ ินไม่เพม่ิ พูนหรือมแี ตจ่ ะ
หดหายไป
๔. สมชวี ิตา (สะ) หมายถึง ความเป็นอยู่พอดี หรือความเป็นอยู่สมดุล คือเล้ียง
ชีพแต่พอดี ไม่ให้ฟุ่มเฟือย ไม่ให้ฝืดเคือง ให้รายได้เหนือรายจ่าย มีเหลือเก็บไว้ใช้ใน
คราวจาเปน็
โภคาวภิ าค 4 เป็นวธิ กี ารจดั สรรทรพั ย์ในการใชจ้ ่าย โดยจดั สรรทรัพย์ออกเป็น
4 สว่ น ดังนี้
๑. แบ่ง 1 สว่ น เพ่อื ใช้บริโภคเล้ยี งตนเองใหเ้ ป็นสุข เลีย้ งดคู รอบครัว และคนที่
อยู่ในความรับผิดชอบให้เป็นสุข และใช้ทาความดี บาเพ็ญประโยชน์แต่สาธารณะ เป็น
ตน้
๒. แบ่ง 2 ส่วน เพอ่ื จดั สรรไว้สาหรับลงทุนประกอบกจิ การงานต่างๆ
๓. แบ่ง 1 ส่วน เพ่ือเกบ็ ไว้ใช้ในยามจาเป็น เช่น เม่ือเกิดอบุ ัติเหตุ เมื่อเจบ็ ไข้ได้
ป่วย เปน็ ตน้
โภคอาทิยะ 5 เม่ือมีทรัพย์สิน ควรนามาใช้ประโยชน์ต่อการดาเนินชีวิต
ประกอบดว้ ย
๑) ใชจ้ า่ ยทรพั ย์นนั้ เลยี้ งตนเอง เล้ียงดูครอบครวั มารดาบดิ า ใหเ้ ป็นสขุ
๒) ใช้ทรพั ย์น้ันบารุงเลย้ี งมิตรสหาย ผู้ร่วมกิจการงานใหเ้ ปน็ สุข
~ ๒๗๑ ~
๓) ใชป้ อ้ งกนั ภยั อนั ตรายต่างๆ
๔) ใช้เพื่อบารุงสมณพราหมณ์
๔. ทาพลี คือ การสละบารุงสงเคราะห์ 5 อย่าง ได้แก่ 1) อติถิพลี (ใช้ต้อนรับ
แขก) 2) ญาติพลี (ใช้สงเคราะห์ญาติ) 3) ราชพลี (ใช้บารุงราชการด้วยการเสียภาษี
อากร) 4) เทวตาพลี (บารงุ เทวดา) และ 5) ปพุ พเปตพลี (ทาบญุ อุทศิ ให้แกบ่ ุพการ)ี
กามโภคีสุข 4 (สุขของคฤหัสถ์ 4) คือ คนครองเรือนควรจะมีความสุข ๔
ประการ ซงึ่ คนครองเรอื นควรจะพยายามใหเ้ ข้าถึงให้ได้ คอื
๑. อัตถิสุข - สขุ เกิดจากการมีทรพั ย์ เปน็ หลักประกันของชวี ิต โดยเฉพาะความ
อ่นุ ใจ ปลาบปลม้ื ภูมใิ จว่าเรามที รพั ยท์ ีห่ ามาได้ด้วยกาลังของตนเอง
๒. โภคสุข -สุขเกิดจากการบริโภคทรัพย์ หรือใช้จ่ายทรัพย์ คือ รู้จักใช้จ่าย
ทรัพย์น้ันให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตของตน เล้ียงดูบุคคลอื่น และทาประโยชน์สุขต่อผู้อ่ืน
และสังคม เปน็ ตน้
๓. อนณสุข – สุขเกิดจากความไม่เป็นหน้ี ไม่ต้องทุกข์ใจ เป็นกังวลใจเพราะมี
หนี้สินติดคา้ งใคร
๔. อนวัชชสุข -สุขเกิดจากความประพฤติที่ไม่มีโทษ คือ มีกายกรรม วจีกรรม
มโนกรรมที่สุจริต ที่ใครจะว่ากล่าวติเตียนไมไ่ ด้ มีความบริสุทธ์ิ และมีความมัน่ ใจในการ
ดาเนินชีวิตของตน
โดยสรุป เศรษฐกิจพอเพียง เป็นหลักเศรษฐกิจท่ีสอดคล้องกับหลักธรรมใน
พระพุทธศาสนา กล่าวได้ว่าเป็นหลักเศรษฐศาสตร์ตามแนวพุทธ ที่มุ่งให้มนุษย์จากัด
หรือความอยาก หรือความต้องการของตนเอง แทนการกระตุ้นตัณหาหรือความอยาก
เพ่ือให้เกิดการบริโภคมากข้ึน (บริโภคนิยม) เนื่องจากพระพุทธศาสนาเห็นว่าความ
ต้องการของมนุษย์น้ันไม่มีขีดจากัด แต่ขณะเดียวกันทรัพยากรมีขีดจากัด หากมีการใช้
เกินความจาเป็น ทรัพยากรเหล่าน้ันก็จะหมดส้ินไปในที่สุด การปฏิบัติตนตามหลัก
เศรษฐกิจพอเพียงจึงต้องหันมาแก้ไขที่ตนเองก่อน จากัดความอยาก ความต้องการ ให้
รู้จักพอดี ไม่บรโิ ภคเกินความพอดหี รือตกเปน็ ทาสของวตั ถุ
หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวคิดที่ถูกหล่อหลอม มาจากความเป็น
จริงแห่งธรรมชาติ ท่ีมนุษย์ทุกคนต้องศึกษาให้เข้าใจ และต้องนาไปปฏิบัติใน
ชีวิตประจาวัน เพ่ือท่ีจะได้เข้าใจถึงความเป็นจริงของธรรมชาติ ความเป็นจริงของชีวิต
~ ๒๗๒ ~
ว่าสิ่งใดควรทา ส่งิ ใดไม่ควรทา สง่ิ ใดควรยึดถือเปน็ ทพี่ ึ่ง ส่ิงใดไม่ควรยึดถอื เป็นที่พึ่ง เม่ือ
ได้ศึกษาจนเข้าใจ และนาไปปฏิบัติจนเกิดผลแล้วจนพบความเป็นจริงแห่งชีวิตว่าส่ิงที่
จาเป็นต่อการดารง ชีวิต คืออะไร เมื่อนั้นก็จะได้เข้าใจในหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็น
อย่างดี เพราะหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นนโยบายที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นจริงของ
ชวี ติ ตามหลักพระพุทธศาสนานนั่ เอง 7
ความสอดคลอ้ งของหลักเศรษฐกจิ พอเพียงกบั หลักธรรมในพทุ ธศาสนา
๑. เน้นความเป็นเศรษฐกิจแบบองค์รวม กล่าวคือ เป็นระบบการพัฒนาชีวิตของ
ปัจเจกชน ควบคู่กับการพัฒนาสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม โดยมีจริยธรรมคือความ
เมตตา ความเก้ือกูลสงเคราะห์ ความสามัคคี ความไม่เห็นแก่ตัว ดังหลักของระบบ
เศรษฐกิจพอเพยี งทีก่ ล่าวไว้วา่ มนษุ ยอ์ ยู่ดี ชุมชนอย่ไู ด้ ธรรมชาตยิ ั่งยืน
๒. เป็นระบบเศรษฐกิจแบบมชั ฌมิ า ทม่ี สี ัมมาอาชีวะเปน็ หัวใจสาคญั ซ่งึ สามารถ
โยงไปสู่การที่พระพุทธศาสนามีท่าทีปฏิเสธความสุดโต่ง 2 ด้าน คือ การหมกมุ่นในกาม
สขุ อย่างเดียว และ การทรมานตนเองในรปู แบบตา่ งๆ
๓. เป็นระบบเศรษฐกิจ ท่ีมุ่งพัฒนาทั้งคนและทั้งกระบวนการทางเศรษฐกิจ ซึ่ง
ถ้าคนไทยปฏิบัติตามระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงก็จะส่งผลให้เกิดภาวะ “เศรษฐกิจ
งอกงาม ธรรมงอกเงย คนก็มคี วามสุข”
๔. เป็นระบบเศรษฐกิจ ที่ไม่เบียดเบียนใครให้เดือดร้อน ไม่มุ่งทาลาย
ทรพั ยากรธรรมชาตจิ นกลายเป็นการทารา้ ยธรรมชาติ
๕. เป็นระบบเศรษฐกิจที่ฝึกให้มนุษย์ตระหนักรู้ถึงศักยภาพในด้านการสามารถ
พึง่ ตนเองได้
๙.๓ พุทธธรรมเพอ่ื การสอนสังคมศึกษาในปกครองแบบสามัคคีธรรม
การปกครอง หมายถึง การดูแล การคุ้มครอง การบริหาร ให้บ้านเมือง สังคม
ประเทศชาติสามารถจะอยู่ด้วยกันได้อย่างเป็นระบบระเบียบ เพ่ือให้เกิดความสงบสุข
อย่างแท้จริงด้วยระบบการปกครองแบบความสามัคคี การท่ีบุคคลในรัฐหรือประเทศ
และสังคมนั้นๆ แสดงออกซ่ึงการรวมกาลังเป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน เพ่ือทางานอย่างใด
7 https:www.goyoknow.org/posts, ธงชัย สิทธิกรณ์ มหาวิทยาลยั เอเชยี อาคเนย์ ๓/
๘/๒๕๖๐.
~ ๒๗๓ ~
อย่างหน่ึงอันเดียวกัน เพ่ือทางานอย่างใดอย่างหนึ่งให้สาเร็จสมประสงค์ตามความ
ตอ้ งการของรฐั หรือประเทศ และสังคมนนั้ ๆ และกาลังท่ีรวมกนั นั้น เป็นได้ทัง้ กาลังทาง
กาย กาลังทางใจ กาลังทางความรู้ กาลังทางทรัพย์ เพื่อร่วมกันสร้างประโยชน์และ
ความสุข มิใช่รวมกาลังกันเพ่ือทาลายหรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อ่ืน โดยมี
องค์ประกอบด้านคุณธรรมที่เก่ียวข้อง คือ ความรับผิดชอบ ไม่เห็นแก่ตัว มีใจเป็นธรรม
และมีระเบียบวินัย ซ่ึงสังเกตได้จากพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสามัคคี คือ การ
รว่ มกันปฏิบัติงานดว้ ยความกลมเกลียวไม่ทะเลาะววิ าทคิดทาลายหรือแก่งแยง่ ชิงดกี นั มี
ความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม ไม่เห็นแก่ตัว มีใจเป็นธรรมและมีระเบียบวินัย ซึ่ง
เกิดจากการรับรู้และสรุปตามความเข้าใจของแต่ละคน ในส่วนของรูปแบบการปกครอง
แบบสามัคคีธรรม เป็นรูปแบบการปกครองท่ีมีในสมัยพุทธกาล เป็นการปกครองท่ีให้
อานาจแก่คณะบุคคลท่ีมีอานาจได้ร่วมกันปกครอง เพ่ือให้สามารถพัฒนาบ้านเมืองก้าว
ไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้อีกรูปแบบหนึ่ง ถ้าเปรียบในปัจจุบันแล้วถือว่าระบบ
ประชาธิปไตยมีส่วนคล้ายมากที่สุดกับระบบสามัคคีธรรม หลักการปกครองแบบ
สามัคคีธรรมนั้นต้องใช้หลักธรรมท่ีจะช่วยก่อให้เกิดความสามัคคีในสังคมโดยตรง
หลักธรรมที่ได้กล่าวมาแล้วคือ หลักอคติ ๔ หลักอปริหานิยธรรม ๗ ถือได้ว่าเป็น
หลักธรรมของผู้ปกครองโดยตรง หลักทิศ ๖ และหลักสังคหวัตถุ ๔ ถือได้ว่าเป็น
หลักธรรมของผู้ที่อยู่ใต้การปกครอง ท่ีจะต้องปฏิบัติเพื่อให้สังคมเกิดความสามัคคี
กัน และวิถีชีวิตการปกครองแบบสามัคคีธรรมนั้น ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
ภายใต้การปกครองของรูปแบบสามัคคีธรรม เป็นวิถีชีวิตที่ต้องยอมรับฟังความคิดเห็น
ของผู้อื่นให้มากท่ีสุด ต้องมีการประชุมหารือ ตกลงกันให้เรียบร้อย ก่อนท่ีจะได้
ดาเนินการส่งิ ใดออกมาสู่ ผูท้ ีอ่ ยูใ่ ตก้ ารปกครองในรูปแบบน้ี 8
ความสาคัญของการปกครองแบบสามัคคีธรรมสามารถแบ่งออกเป็นประเด็นที่
สาคัญ ดงั น้ี
๑. การปกครองแบบสามัคคีธรรมต้องเคารพเหตุผลมากกว่าบุคคล คือ จะต้อง
ไม่ศรัทธาในตัวบุคคลหนึ่งบุคคลใดจนลืมนึกถึงความสามารถท่ีแท้จริง โดยต้องยอมรับ
วา่ ทุกคนมคี วามสามารถ และมีสติปัญญาอยู่ในวงจากดั อาจมีทศั นะท่ีถกู ตอ้ งในบางเร่ือง
8 http://main.dou.us/view_content.php ๑/๘/๒๕๖๐.
~ ๒๗๔ ~
และผิดในบางเร่ือง จะต้องไม่เคร่งครัดในระบบอาวุโสมากเกินไป ต้องยอมรับฟังความ
คดิ เห็นของคนอ่ืนเพื่อค้นหาเหตุผลท่ีถูกตอ้ งอย่างแท้จริง เพราะเหตุผลจะชว่ ยจรรโลงให้
การปกครองแบบสามัคคีธรรมดาเนนิ ไปได้
๒. การปกครองแบบสามคั คีธรรมต้องรู้จักประนีประนอม ผทู้ ่ีมีศรทั ธาในระบอบ
น้ีจะต้องรู้จักการยอมรับฟังความคิดเห็นของบุคคลอ่ืน ไม่ยึดมั่นในความคิดเห็นของ
ตนเองอย่างมืดบอด ยอมผ่อนปรนหรือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ตามเหตุผลท่ีถูกต้องและ
เหมาะสม ยอมรับการแก้ไขปญั หาตา่ ง ๆ โดยวธิ ีสันติมากกวา่ การแกไ้ ขด้วยวิธีท่รี นุ แรง
๓. การปกครองแบบสามัคคีธรรมต้องมีระเบียบวินัย ผู้ท่ีอยู่ในสังคม
ประชาธิปไตยต้องเป็นผู้ท่ีมีระเบียบวินัยประพฤติปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสังคม ถึงแม้
การปกครองแบบสามัคคีธรรมจะมีส่วนท่ีคล้ายกับประชาธิปไตย ที่ให้มีสิทธิเสรีภาพแก่
ประชาชนก็จริง แต่การใช้สิทธิเสรีภาพต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย การใช้สิทธิ
เสรภี าพเกินขอบเขตจนไปละเมิดเสรีภาพของบคุ คลอน่ื ย่อมทาให้เกิดความสับสนอลเวง
ความไร้ระเบียบในสังคม ดงั นน้ั สงั คมจะดารงอย่ไู ด้ถา้ คนในสงั คมเปน็ ผ้มู ีระเบยี บวนิ ัย
๔. การปกครองแบบสามัคคีธรรมต้องมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ความรู้สึก
รับผิดชอบต่อส่วนรวมมักเกิดข้ึนเน่ืองจากความรู้สึกว่าตนเป็นเจ้าของประเทศ จะต้อง
ประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เช่น การรักษาทรัพย์สมบัติของส่วนรวม และ
ปฏิบตั ติ ามกฎหมายบา้ นเมือง เปน็ ต้น
สรรพสัตว์ท้งั หลายล้วนปรารถนาความสุข มนุษยชาติต่างปรารถนาอยากใหโ้ ลก
มีสันติสุข มีการเรียกร้องหาสันติภ าพกันท่ัวโลก แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า สันติภาพ
ภายนอกต้องเร่ิมมาจากสันติสุขภายใน และสันติสุขภายในต้องเริ่มจากการฝึกฝนใจให้
หยุดนิ่ง เว้นจากการปฏิบัติธรรมแล้ว ไม่มีวิธีอื่นใด ที่จะทาให้เราได้พบกับสันติสุขท่ี
แท้จริง หากทุกๆ คนในโลกตั้งใจปฏิบัติธรรม ให้เข้าถึงพระธรรมภายใน เม่ือน้ันจะ
ซาบซึ้งว่า พระธรรมกายเป็นแหล่งกาเนิดของความสุขที่แท้จริง แล้วคนท้ังโลกจะหันมา
แสวงหาสันติภาพอย่างถูกวิธี ด้วยการฝึกใจให้หยุดน่ิงพร้อมๆ กัน เม่ือถึงเวลานั้นสิ่งที่
เป็นความปรารถนารว่ มกัน คือ สนั ตภิ าพโลก จะบงั เกิดข้ึนอย่างแนน่ อน
พระสมั มาสัมพทุ ธเจา้ ตรสั ไวใ้ น วินัยปิฎก จุลลวรรค ความว่า
~ ๒๗๕ ~
“สขุ า สงฺฆสสฺ สามคคฺ ี สมคคฺ านญจฺ นคุ ฺคโห
สมคคฺ รโต ธมมฺ ฏฺโฐ โยคกเฺ ขมา น ธสติ
สงฆฺ สมคฺค กตฺวาน กปฺปํ สคฺคมฺหิ โมทติ.
ความพร้อมเพรียงของหมู่ ให้เกิดสุข การสนับสนุนผู้พร้อมเพรียงกัน เป็นเหตุ
แห่งความสุข บคุ คลผู้ยินดใี นความพรอ้ มเพรียง ตั้งม่นั อยู่ในธรรม ยอ่ มไมเ่ สอ่ื มจากธรรม
อันเกษมจากโยคะ นรชนผู้สมานหมู่คณะ ให้พร้อมเพรียงกันแล้ว ย่อมบันเทิงในสุคติ
สวรรค์ตลอดกปั ”
ความสามัคคีเป็นน้าหนง่ึ ใจเดียวกัน เป็นคุณธรรมที่สาคัญในการอยู่ร่วมกันเป็น
หมู่คณะใหญ่อย่างมีความสุข เป็นปราการด่านสาคัญท่ีสุด ในการที่จะทาให้สังคม
ประเทศชาติ มีความม่ันคงและปลอดภัย ไม่ถูกข้าศึกรุกราน หรือถูกแทรกแซงให้
บ้านเมืองระส่าระสาย ความสามัคคีเป็นย่ิงกว่าป้อมปราการของบ้านเมือง ท่ีสูง
ตระหง่านเสียดฟ้า เพราะเป็นประดุจป้อมปราการ หรือกาแพงเมืองที่มีชีวิตจิตใจ ท่ีทุก
คนต่างมีความเข้มแข็ง พร้อมท่ีจะเสียสละรักษาประเทศชาติ แม้ข้าศึกจะมีพลังอานาจ
มีความสามารถมากมายเพียงไร แต่ก็ไม่สามารถทลายกาแพงแห่งความสามัคคีของหมู่
คณะไปได้ ความสามัคคีของหมู่คณะจึงนาสุขมาให้ นักปราชญ์บัณฑิตท้ังหลาย จึงยินดี
ในสามัคคีธรรม และสนับสนุนให้หมู่คณะรู้รักสมัครสมาน หากขาดความสามัคคี นั่น
เปรียบเสมือนลางรา้ ยวา่ ความเส่ือมสลายกาลังจะเกดิ ขน้ึ ในไม่ชา้
ดงั เช่นในสมยั พทุ ธกาล มีแควน้ หนึง่ ช่ือแคว้นวัชชี เปน็ ประเทศเล็กๆ ท่ปี กครอง
ตนเอง ไม่ยอมเป็นเมอื งข้ึนของใคร ประชาชนชาวเมืองอยู่เย็นเปน็ สขุ แม้แควน้ วชั ชเี ป็น
แคว้นเล็กๆ แต่ว่าแข็งแกร่งมาก เหมือนกลุ่มต้นไม้กลุ่มเดียวกลางท้องนาท่ีไม่กลัวต่อ
พายุฝน แว่นแคว้นหรือเมืองใหญ่ๆ เห็นความอุดมสมบูรณ์ของแคว้นวัชชี ต่างอยากมา
ยึดเปน็ เมอื งขึ้น แต่ก็โดนตีพ่ายย่อยยบั กลบั ไปทุกครั้ง
ครั้งน้ัน พระเจ้าอชาตศัตรูราชาแห่งแคว้นมคธ มีพระประสงค์จะยกทัพไปตี
เมืองวัชชี แต่ได้ยินกิตติศัพท์ว่า ไม่ใช่เมืองที่ใครๆ จะสามารถยึดเป็นเมืองขึ้นได้ง่ายๆ
การทาสงครามต้องรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งจึงจะชนะร้อยครั้ง พระราชาจึงมีรับสั่งให้วัส
สการ พราหมณ์ ในฐานะท่เี ป็นอามาตย์ที่ปรึกษา ไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูล
บอกถึงความประสงคท์ ่จี ะยกทัพไปยดึ แควน้ วัชชีว่า จะยึดเมอื งนี้ได้อย่างไร
~ ๒๗๖ ~
วัสสการพราหมณ์มหาอามาตย์รับคาส่ังแล้ว รีบไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์
ธรรมดาวิสัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะไม่ตรัสถ้อยคาท่ีนามาซ่ึงความแตกร้าว แต่
คร้ันจะไม่ตรัสสง่ิ ใดกไ็ มส่ มควร จึงรับสั่งถามพระอานนท์ ซงึ่ ยนื ถวายงานพัดอยใู่ กล้ๆ ว่า
“อานนท์ เธอได้ยินบ้างไหมว่า ชาววัชชีน้ันหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์” เมื่อพระอานนท์
กราบทูลยืนยันพระดารัสน้ัน พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “เมื่อใดที่ชาววัชชีหม่ันประชุมกัน
เมอ่ื น้ันพงึ หวงั ความเจรญิ ได้อยา่ งแน่นอน”
พระพุทธองค์ทรงรับส่ังถามพระอานนท์ต่อว่า “อานนท์ เธอได้ยินข่าวหรือไม่
ว่า เมื่อชาววัชชีจะประชุมกันก็พร้อมเพรียงกันประชุม เม่ือเลิกก็พร้อมเพรียงกันเลิก
และสมัครสมานสามัคคีพร้อมเพรียงกันทากิจท่ีควรทา” พระอานนท์ทูลว่า “เป็นอย่าง
นัน้ พระเจา้ ขา้ ” “อานนท์เอ๋ย เมือ่ ชาววัชชีพร้อมเพรียงกนั ประชมุ เมอ่ื เลิกก็พร้อมเพรยี ง
กันเลิก และพร้อมเพรียงกันทากิจที่ควรทา พึงหวังความเจริญได้ ไม่มีความเสื่อม
แนน่ อน”
พระพุทธองคท์ รงรับส่ังตอ่ ไปวา่ “ชาววชั ชจี ักไม่บัญญัตสิ ิ่งทย่ี ังไม่บัญญัติ ไม่เพิก
ถอนสิ่งท่ีบัญญัติไว้แล้ว จักประพฤติมั่นอยู่ในธรรมของชาววัชชี ที่ได้ประพฤติปฏิบัติกัน
มาเป็นเวลายาวนาน เม่ือนั้น ชาววัชชีพึงหวังความเจริญได้อย่างแน่นอน และตราบใด
ชาววัชชียงั สกั การะ เคารพนับถือบชู าผู้ใหญ่ซึง่ มีคุณธรรม และใหค้ วามสาคัญกับถ้อยคา
ของท่านเหลา่ นั้นว่า เป็นคาทีค่ วรเช่ือฟัง ควรปฏิบัตติ ามด้วยความเคารพ เม่ือนน้ั ชาววัช
ชีพงึ หวงั ความเจรญิ ได้แนน่ อน ไม่มคี วามเสื่อมเลย
ดูก่อนอานนท์ ถ้าชาววัชชีไม่ข่มเหงรังแกหญิงในตระกูล ชาววัชชีพึงหวังความ
เจริญได้แน่นอน ไม่มีความเส่ือมเลย” นี่เป็นอีกข้อหนึ่งท่ีเป็นการให้เกียรติสตรี ไม่ไป
ลว่ งเกินสทิ ธิส่วนบุคคลของใคร พระพุทธองค์ตรสั ต่อไปว่า “อานนท์ ตราบใดที่ชาววัชชี
ยังสักการะ เคารพนับถือบูชาเจดียสถานท้ังภายในและภายนอก ไม่ลบล้างประเพณีท่ีดี
งาม ซึง่ เคยปฏบิ ัตติ อ่ เจดยี สถานเหล่านนั้ ตราบนน้ั ชาววัชชีก็จะมแี ต่ความเจรญิ รงุ่ เรอื ง”
น่ีเห็นไหมว่า ชาววัชชีมีความเคารพต่อสิ่งที่เป็นส่ิงศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ไม่ดู
ถูกดูหมิ่นประเพณีที่ดีงาม ท่ีบรรพบุรุษได้สืบทอดกันมา และข้อสุดท้ายเป็นสิ่งที่สาคัญ
คือ "ตราบใดที่ชาววัชชียังถวายการอารักขา คุ้มครองป้องกันพระอรหันต์ และพระสงฆ์
สาวกทัง้ หลายเป็นอยา่ งดี ด้วยหวังวา่ พระอรหนั ต์และผูท้ รงศลี เหลา่ น้นั ที่ยังไมม่ าสแู่ ว่น
~ ๒๗๗ ~
แคว้นกข็ อให้มา ท่มี าแลว้ ก็ขอให้อยเู่ ปน็ สุข ถ้าชาววชั ชยี ังทาเชน่ นี้อยู่ พึงหวงั ความเจริญ
อยา่ งเดียว ไม่มคี วามเสอ่ื มเลย"
การดูแลคุ้มครองผู้ทรงศีล เป็นการคุ้มครองเนื้อนาบุญ ให้ผู้มีบุญได้มีโอกาส
ทาบุญ ถือเป็นบุญลาภใหญ่หลวงของชาวเมืองท่ีจะได้บุญใหญ่ อานิสงส์ของบุญน้ีจะ
ช่วยคุ้มครองถึงประเทศชาติ แต่ถ้าทาตรงกันข้าม ย่อมเกิดผลตรงกันข้ามเช่นกัน
บ้านเมืองจะวนุ่ วาย ให้จดจากนั ให้ดี
หลังจากนน้ั พระพุทธองคท์ รงสรปุ อปริหานิยธรรมท้งั เจ็ดประการว่า ถ้าชาววัช
ชหี รือใครก็ตามปฏิบัตติ นตามหลักธรรมนี้ จะไม่มคี วามเส่ือมแน่นอน วัสสการพราหมณ์
ได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลเสริมว่า “อย่าว่าแตท่ าท้ังเจ็ดขอ้ เลย เพียงข้อใดข้อหนึ่ง ก็ทาให้
บา้ นเมืองอยเู่ ยน็ เปน็ สขุ เเล้ว พระเจ้าข้า”
ขณะเดียวกันนั้นเอง วัสสการพราหมณ์ฉุกคิดวิธีท่ีจะเอาชนะชาววัชชีได้ คือ
จะต้องให้ชาววัชชีแตกความสามัคคีกันให้ได้ จึงไปทูลปรึกษางานกับพระเจ้าอชาตศัตรู
และเริ่มดาเนินตามแผนทันที พระเจ้าอชาตศัตรูทรงรับส่ังให้โบยตีวัสสการพราหมณ์
แล้วเนรเทศออกจากแคว้นมคธ พราหมณ์จึงทาทีเดินทางระหกระเหินไปขอพ่ึงเจ้าวัชชี
และเนื่องจากพราหมณ์เป็นผูม้ ีปัญญามาก ทาให้เจ้าวชั ชรี บั ไวใ้ ช้งาน
ในชว่ งแรกๆ ทา่ นตง้ั ใจสนองงานอย่างดี จนเปน็ ท่ไี วว้ างใจของเจ้าวชั ชี เมอื่ ไดร้ บั
ความไว้วางใจแล้ว จึงเรม่ิ แผนยุแหยเ่ จา้ วชั ชี สร้างความหวาดระแวงซ่ึงกันและกนั จากที่
เคยปฏิบตั ิหัวข้อธรรมท้ังเจ็ดประการ ก็ย่อหย่อนลงทุกวันๆ จากชาววัชชที ่ีสามัคคีกัน ก็
ทะเลาะวิวาทกันเป็นประจา ที่เคยเข้มแข็งก็อ่อนแอลง เม่ือภายในแตกร้าว ภายนอกก็
เปราะบาง พราหมณ์จึงส่งข่าวไปถึงพระเจ้าอชาตศัตรู ให้ยกทัพมาได้แล้ว กองทัพของ
แคว้นมคธจึงยกทพั มาตีแควน้ วัชชี และสามารถยดึ ครองเมืองวชั ชีได้อยา่ งงา่ ยดาย
เพราะฉะน้ัน การแตกความสามัคคี จึงเป็นสัญญาณของความหายนะ การ
ทะเลาะวิวาทกนั เป็นปากทางแห่งความเสอ่ื ม บัณฑิตจงึ สนับสนุนความพร้อมเพรียงกัน
ของหมู่คณะ ความสามัคคีค้าจุนประเทศชาติและโลกนี้ทีเดียว ไม่ใช่เร่ืองเล็กๆ น้อยๆ
ถ้าประเทศใดไม่เห็นความสาคัญของอปริหานิยธรรม ดังที่กล่าวมาแล้ว ความวัฒนา
ถาวรของประเทศชาตกิ ็อย่ไู ด้ไมน่ าน
ดังน้ัน ถ้าเราปรารถนาความเจริญในชีวิต ขอให้ประพฤติปฏิบัติตามหลักอปริ
หานิยธรรม ถ้าทุกๆ คนในโลก เร่ิมหันหน้ามาพูดคุยกันด้วยน้าใสใจจริง มีสามัญสานึก
~ ๒๗๘ ~
ของความเป็นเจ้าของโลกใบน้ี แล้วแสวงจุดร่วมสมานจุดต่าง มีใจเป็นหนึ่งเดียวกัน มี
สามัคคีธรรม เมื่อน้ัน ความใฝ่ฝันร่วมกันของทุกคน ท่ีจะเห็นโลกมีสันติสุขอย่างแท้จริง
จะสาเร็จสมปรารถนาอย่างง่ายดาย เป็นความเจริญถ้วนหน้าทั้งทางวัตถุ และจิตใจที่ไป
พร้อมๆ กัน ไม่ขัดแย้งกัน ให้ทุกๆ ท่านสามัคคีปรองดองประสานใจกันให้เป็นหน่ึง
ปฏิบัติธรรมกันให้ได้ทุกๆ วัน จะได้ช่วยกันทาโลกนี้ให้เป็นโลกแก้ว โลกในอุดมคติของ
มวลมนษุ ยชาติ ท่ีทุกคนมีธรรมะเป็นอาภรณ์กันทุกคน
รูปแบบการเมอื งการปกครองในสมัยของพระพุทธเจ้า (สมัยพุทธกาล)
เรื่องภายในรัฐ เป็นหน้าท่ีหรือการจัดการของเจ้าผู้ครองรัฐนั้นๆ แต่ พระพุทธ
องค์ทรงเน้นเร่ืองของสังคม การชี้นาสังคมให้มีความเห็นถูกต้องเท่านั้น แนวคิดทาง
การเมืองการปกครองท่ีนักวิชาการสานักต่างๆ ได้พยายามช้ีว่า คาสอนใน
พระพุทธศาสนาตรงหรือสอดคล้องกับลัทธิความเชื่อของตน หากมองดูที่มาของรัฐที่
ปรากฏในพระไตรปฎิ กแลว้ พระพทุ ธองคแ์ ทบไม่แตะตอ้ งเลย 9
ประเทศอินเดียในยุคพุทธกาลสามารถแบ่งพ้ืนที่ออกเป็น ๒ ส่วนคือ ส่วนกลาง
หรือเขตชั้นใน เรียกว่า “มัชฌิมประเทศ” และส่วนรอบนอกหรือหัวเมืองชายแดน
เรียกว่า “ปัจจันตประเทศ” มัชฌิมประเทศเป็นเขตที่มีประชาชนอาศัยอยู่มาก มีความ
เจริญเป็นศูนย์กลางธุรกิจการค้าและการศึกษา มีนักปราชญ์ราชบัณฑิตมาก แบ่งการ
ปกครองออกเป็น ๑๖ แคว้นใหญ่ๆ คือ อังคะ มคธ กาสี โกสล วชั ชี มัลละ เจตี วังสะ กุ
รุ ปัญจาละ มัจฉะ สุรเสนะ อัสสกะ อวันตี คันธาระ และกัมโพชะ และมแี คว้นเล็กอีก ๕
แคว้น คอื สักกะ โกลยิ ะ ภคั คะ วิเทหะ และอังคตุ ตราปะ รวมเปน็ ๒๑ แคว้น 10
ฤทธิชัย แกมนาค 11 กล่าวถึงสภาพการเมืองการปกครองในสมัยพุทธกาลไว้ว่า
สภาพการเมืองการปกครองในยุคพระเวทน้ัน องค์กรทางการเมืองของอินเดียยังมี
ลักษณะเป็นรัฐ ยังเป็นการปกครองแบบเผ่า ไม่มีอาณาเขตหรือดินแดนท่ีแน่นอน แต่
หลังจากท่ีพวกอารยันได้ชัยชนะเหนือพวกดราวิเดียน ทาให้ความเป็นอยู่แบบเล้ียงสัตว์
เรร่ ่อนได้สิน้ สดุ ลง มีการสรา้ งหม่บู ้านเป็นหลักแหล่ง มีการทากสิกรรม ทาให้สังคมเลก็ ๆ
9 http://main.dou.us/view_content.php ๒/๘/๒๕๖๐.
10 http://www.human.cmu.ac.th/couseonline/couse/004233/pdf/doc03.
11 ฤทธิชัย แกมนาค. รัฐศาสตร์ตามแนวพระพทุ ธศาสนา. ใน
http://www.learners.in.th/file/ganesh/aa.doc.
~ ๒๗๙ ~
ไดพ้ ัฒนาเป็นสังคมใหญ่ขึน้ มีการประกอบพธิ ีกรรมมากข้ึน ในลักษณะสังคมแบบเผ่าน้ัน
ระบบเครือญาติเป็นหน่วยของสังคม การปกครองแบบพ่อปกครองลูก เช่น กุละหรือ
ครอบครัว มีบิดาเป็นหัวหน้าครอบครัว ซึ่งเรียกว่า “กุลปะ” มีหน้าท่ีดูแลสมาชิกให้อยู่
ในระเบียบวินัยที่ดี คามหรือหมู่บ้าน มีคามินะหรือคามณีเป็นหัวหน้า ทาหน้าท่ีท้ังฝ่าย
ทหารและพลเรือน หลายๆ หมู่บ้านรวมกันเรียกว่า วิศยะหรือวิศมี วิศยบดีเป็นหัวหน้า
หลายๆ วิศยะรวมกนั เป็นชน มรี าชันหรอื กษัตรยิ เ์ ปน็ หวั หน้า
ในสมัยน้ีสถาบันทางการเมืองท่ีคอยจากัดอานาจของพระราชาไม่ให้มีมาก
จนเกินไป ซ่ึงไดแ้ ก่ สภา (Sapha) และสมิติ (Samiti) นอกจากพระราชาถูกทอนอานาจ
ด้วยสภาและสมิติแล้ว ยังถูกทอนอานาจด้วยสิทธิพิเศษของพวกปุโรหิต ซึ่งเป็นหัวหน้า
ของพวกพราหมณ์ประจาราชสานัก เพราะพวกพราหมณ์นั้นเชื่อว่าเป็นผู้ท่ีสามารถสวด
มนต์อ้อนวอนให้เทพเจ้าดลบันดาลให้พระราชาชนะในการรบได้ ตามความเช่ือถือของ
พวกอารยันที่นับถือเทพเจ้าโดยมีพราหมณ์เป็นผู้กระทาพิธีกรรมทางศาสนา ด้วยเหตุน้ี
พราหมณ์จึงเปน็ สว่ นสาคญั ของสงั คม
ต่อมาในปลายยุคพระเวทอานาจของพระราชามีมากข้ึน เพราะได้มีการโยงเอา
สถาบันกษัตริย์กับเทพเจ้าเข้าด้วยกัน คือถือว่าเทพเจ้าได้มอบสมบัติอันน่านับถือต่างๆ
ให้แก่พระราชา แต่ถึงแม้ว่าอานาจของพระราชามีมากในยุคน้ี แต่พระราชาก็มิได้ทรง
เป็นเผด็จการ เพราะถ้าพระราชาประพฤติ นอกทางธรรมะ ประชาชนมีสิทธิขับไล่
ต่อตา้ นพระราชา
พระมหาศรบี รรดร ถริ ธมโฺ ม 12 ในเร่อื งรูปแบบการปกครองในสมัยพุทธกาลน้ัน
มีรูปแบบการปกครองที่สาคัญอยู่จานวน ๓ รูปแบบคือ แบบสมบูรณาญาสิทธิราช (รา
ชาธิปไตย) แบบสามัคคีธรรม (สหพันธ์รัฐ) และแบบจักรวรรดินิยม (อุดมรัฐ) ซ่ึงมีนัย
ดังน้ี คอื
๑) แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Monarchical State) คือรัฐท่ีให้อานาจ
สิทธ์ิขาดในการปกครองบ้านเมืองขึ้นอยู่กับกษัตริย์โดยตรง แต่อาจทรงมอบหมาย
อานาจให้กับพระบรมวงศานุวงศ์ หรือปุโรหิต ข้าราชบริพารไปปฏิบัติแทนได้ ประมุข
12 พระครูโสภณปรยิ ัตสิ ธุ ี (ศรบี รรดร ถิรธมโฺ ม). ทฤษฎรี ฐั ศาสตรใ์ นพระไตรปิฎก.
หนา้ ๒๘-๓๐.
~ ๒๘๐ ~
ของรัฐ เรียกว่า ราชา รัฐท่ีปกครองในระบบนี้มีความเจริญรุ่งเรืองในแคว้นมคธ โกศล
อวันตี และวังสะ การสืบทอดอานาจมักจะสืบทอดโดยสายเลือด เช่น จากพ่อไปสู่ลูก
หรอื หลาน
ลักษณะการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือแบบราชาธิปไตย เป็น
ลักษณะการปกครองทีเ่ ดน่ ชัดของสังคมอินเดียโบราณ เพราะมพี ระมหากษตั ริย์มีอานาจ
ในการปกครอง ตาแหน่งท่ีลดหล่ันลงมาคือ ปุโรหิต เสนาบดี แต่ส่วนย่อยมีสภาการ
ปกครองจากจุดย่อย คือ คาม นิคม ชนบท ระดับชนบทยังมีหัวหน้าทานองเจ้าประเทศ
ราชปกครองอีกด้วย รัฐทปี่ กครองแบบราชาธิปไตย เช่น รัฐมคธ รัฐวงั สะ รัฐอวันตี เป็น
ตน้
ปรีชา ชา้ งขวัญยืน 13 กล่าวว่า กษัตริยห์ รือพระราชาผู้ครองเมืองมีอานาจมาก
มีการเก็บภาษี มีกองทหารใหญ่โต เปล่ียนจากหัวหน้าเผ่ามาเป็นกษัตริย์แบบ
สมบรู ณาญาสิทธริ าชย์ เปลยี่ นจากระบบการเลอื กผปู้ กครองมาเป็นระบบสบื สันตติวงศ์
๒) แบบสามัคคีธรรม (Republic State) หรือประชาธิปไตย คือรัฐที่มีอานาจ
สิทธ์ิขาดในการปกครองมิไดอ้ ยูท่ ่ีประมขุ ของรัฐแตเ่ พยี งผู้เดียว จะมีสภาหรอื สงั ฆะ เป็นผู้
กาหนดนโยบายและมีอานาจตัดสินใจเกี่ยวกับกิจการบ้านเมือง สภาจะทาหน้าท่ีเลือก
สมาชิกมาเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารเรียกว่า ราชา เช่น วัชชี มัลละ สักกะ เป็นต้น เป็น
การรวมกันของหลาย ๆ รัฐแล้วเลือกผู้นาเข้ามา บริหารจัดการ ซึ่งเทียบเท่ากับระบอบ
ประชาธิปไตยในปัจจุบัน กล่าวคือการปกครอง การกาหนดนโยบาย การออก
กฎหมาย การตัดสิน ปัญหาต่างๆผู้ปกครองจะกระทาโดยมีการปรึกษาหารือกันก่อนมี
การถือเสยี งส่วนมากในการตดั สิน
การปกครองแบบสามัคคีธรรม หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า แบบสาธารณรัฐ ซึ่ง
แบบสาธารณรัฐนี้ยังแยกออกเป็น ๒ แบบคือ แบบสาธารณรัฐเฉพาะตัว เป็นรัฐๆ ไป
เป็นการปกครองแบบสภาของตระกูลนั้น ๆ โดยมีประธานสภาเป็นกษัตริย์เช่นเดียวกัน
และแบบสมาพันธรัฐ คือรัฐอิสระหลายๆ รัฐมารวมกัน มีการสับเปลีย่ นกันเป็นพระราชา
ของสาธารณรัฐ โดยมีการกาหนดอายุของพระราชา การปกครองแบบสาธารณรัฐ เช่น
รัฐวชั ชี รัฐมลั ละ เปน็ ต้น
13 ปรชี า ชา้ งขวญั ยืน. ทรรศนะทางการเมืองของพระพุทธศาสนา. หน้า ๑๐.
~ ๒๘๑ ~
ในดินแดนท่ีปกครองแบบสหพันธรัฐ จาเป็นจะต้องอาศัยความร่วมมือ ความ
สามัคคีของรัฐเป็นส่ิงสาคัญในการปกครองการบริหาร ภาระหน้าท่ีของรัฐมักจะมี
ตัวแทนจากเผ่าต่างๆ มาร่วมประชุมกัน ในที่ประชุมจะเลือกตัวแทนคนหน่ึงขึ้นมาเป็น
ประธาน เรียกว่า ราชา (Raja) ซ่ึงน่าจะมคี วามหมายในทานองหัวหน้าที่ประชมุ มากกว่า
เป็นกษัตริย์ ตาแหน่งน้ีมิได้เป็นตาแหน่งที่ได้โดยการสืบสายโลหิต สมาชิกของท่ีประชุม
คนอืน่ ๆ สว่ นใหญจ่ ะอยูใ่ นวรรณะกษัตริย์ 14
๓) แบบจักรวรรดินิยม (Imperialism) คือรัฐที่มีแสนยานุภาพมาก มีอานาจ
เหนอื รฐั อนื่ ๆ ผ้ปู กครองจะใช้คาวา่ มหาราชา หรือพระเจา้ จกั รพรรดิ
รูปแบบทางการเมืองการปกครองในสมัยพุทธกาลนั้นไม่แน่นอน ท้ังนี้ขึ้นอยู่กับ
เมือง หรือนครรัฐนั้น ๆ เช่น บ้านขาณุมัต ซ่ึงปกครองในรูปแบบพิเศษท่ีพระราชามอบ
ให้เป็นรางวัล หรือพรหมไทย หรือในกรณีท่ีพวกพราหมณ์ปกครองเมือง เช่น กรุงเวฏฐ
ทีปกะ ซึ่งปรากฏตอนที่ยกทัพเพื่อมาชิงพระบรมสารีริกธาตุ เป็น ๑ ใน ๘ เมืองที่ได้รับ
การแบ่งปันซ่ึงปกติจะเป็นหน้าที่ของสถาบันกษัตริย์ในการปกครองสภาพความเป็นอยู่
ของประชาชนมีความเหลื่อมล้าสูงต่าต่างกัน ลักษณะทางการเมืองการปกครองจึงขาด
เอกภาพมีการแบ่งรัฐใหญ่ รฐั เล็กกระจดั กระจายกันออกไป รัฐเหล่าน้ีปกครองโดยราชา
ซึ่งไดอ้ านาจมาโดยการสืบตระกูลบ้าง โดยการอาศัยการคัดเลอื กจากนักรบบ้าง
วิทยากร เชียงกูล ได้อธิบายว่าราชาในอินเดียโบราณไม่ได้อ้างว่ามีเทวสิทธ์ิ ท่ี
ได้รับมอบหมายจากพระเจ้าเหมือนปรัชญาการเมืองของกษัตริย์ในยุโรป พวกเขาอ้าง
ความเป็นธรรมราชา (ราชาผเู้ ป็นธรรม) มากกว่าอ้างความเปน็ เทวราชา (ราชาซงึ่ มาจาก
เทพเจ้า) ราชาได้รับมอบหมายให้พิทักษ์ปกป้องธรรมะโดยมีพราหมณ์เป็นผู้กากับดูแล
ในสมัยก่อนพุทธกาลวรรณะพราหมณ์เป็นวรรณะท่ีสูงกว่ากษัตริย์ซ่ึงมักเป็นเจ้านครรัฐ
เล็ก แต่สมัยท่ีกษัตริย์มีอานาจแบบจักรพรรดิ วรรณะกษัตริย์สูงส่งกว่าวรรณะพราหมณ์
การกล่าวถึงว่ากษัตริย์ต้องเป็นธรรมราชานั้นเป็นไปตามคัมภีร์ หรือทฤษฎี ในทางความ
เป็นจริง กษัตริย์ท่ีมีอานาจมากบางยุคสมัยอาจจะอ้างหรือทาตัวเป็นเทวราชา คือ
ผู้ปกครองที่ใช้อานาจแบบเผด็จการก็ได้ แม้ว่าในสมัยพุทธกาลจะมีถึง ๒๑ แคว้น (รัฐ)
โดยแบ่งรัฐมหาอานาจออกเป็น ๔ รัฐ รัฐขนาดกลาง ๑๒ รัฐ และรัฐขนาดเล็กอีก ๕
14 อา่ นตอ่ ได้ท:ี่ https://www.gotoknow.org/posts/450033.
~ ๒๘๒ ~
รัฐ ตลอดพุทธกิจ ๔๕ พรรษาพระองค์ก็มิได้ทรงสนับสนุน หรือทรงแสดงแนวคิดถึง
ระบบการเมืองการปกครองในแง่มุมของทฤษฎีอย่างทางแนวคิดตะวันตกไม่ ในการนี้
พระมหาธรรมรัต อริยธมโฺ ม ไดม้ องพุทธกิจใน ๓ ดา้ น ประกอบไปดว้ ย 15
๑. พทุ ธกจิ ด้านการเมือง โดยเห็นว่าพระพุทธองค์มไิ ด้เข้าไปเกี่ยวขอ้ งกบั กิจการ
ภายในรัฐแต่อย่างใด ทว่าทรงเข้าไปช่วยแก้ปัญหาและเสนอแนะหลักในการปกครองที่
ช่วยทาใหร้ ัฐมคี วามมัน่ คงและสามารถปกครองใหป้ ระชาชนมคี วามสงบสขุ
๒. พุทธกิจด้านการบริหาร โดยเทียบกับภาษาบาลีว่า ปริหร เป็นคาที่แสดง
ความหมายถึงลักษณะของการปกครองว่า เป็นการนาสังคม หรือหมู่คณะให้ดาเนินไป
โดยสมบรู ณ์ นาหมูค่ ณะให้พัฒนาไปพรอ้ มกัน ปรหิ ร อาจบ่งความหมายถงึ การแบ่งงาน
การกระจายอานาจ หรือการทสี่ มาชิกในสังคมมสี ว่ นร่วมในการปกครองหมู่คณะก็ได้
๓. พุทธวธิ ีในการปกครอง โดยเทียบกับภาษาบาลีว่า ปสาส หรือ อภิปาล และ
เน้นไปที่การปกครองสงฆ์เป็นหลัก และอาศัยพระธรรมวินัยว่า การที่พระพุทธเจ้าทรง
กาหนดระเบยี บปฏบิ ัติสาหรับภกิ ษสุ งฆ์ ถือไดว้ ่าเปน็ หลักในการปกครองและบรหิ ารงาน
คณะสงฆ์ นอกจากวินัยแลว้ ยงั ทรงใชธ้ รรมเป็นหลักในการบรหิ ารการปกครองดว้ ย
จะเหน็ ไดว้ ่าเรือ่ งภายในรัฐ เป็นหน้าที่หรือการจัดการของเจ้าผู้ครองรัฐน้นั ๆ แต่
พระพุทธองค์ทรงเน้นเรอ่ื งของสงั คม การชี้นาสังคมให้มคี วามเห็นถกู ต้องเทา่ น้ัน แนวคิด
ทางการเมืองการปกครองที่นักวิชาการสานักต่างๆ ได้พยายามช้ีว่า คาสอนใน
พระพุทธศาสนาตรงหรือสอดคล้องกับลัทธิความเชื่อของตน หากมองดูท่ีมาของรัฐที่
ปรากฏในพระไตรปิฎกแล้ว พระพุทธองคแ์ ทบไม่แตะตอ้ งเลย
๙.๔ พทุ ธจริยาการสอนสงั คมศึกษาเพ่อื อนเุ คราะหโ์ ลกอยา่ งบูรณาการ
ท่ีมาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์แรก ตราบจนถึงองค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน และเหล่าหน่อเน้ือพุทธางกูร พระบรมโพธิสัตว์ ผู้ทรง
พระคุณเมตตาอันประเสริฐต่อสรรพสัตว์ท้ังปวง ให้พ้นจากภัยวักสงสารแต่ก่อนมานาน
นับ จะหาที่สดุ มิได้ เหลา่ สรรพสัตว์น้อยใหญ่หลงเวยี นว่ายอยู่ในทะเลทุกข์แห่งวฏั สงสาร
15 http://www.human.cmu.ac.th/couseonline/couse/004233/pdf/doc03.
~ ๒๘๓ ~
เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด ไม่มีท่ีสิ้นสุด หลงอยู่ในทะเลแห่งความทุกข์ แต่ไม่รู้ว่าตนเอง
อยู่ท่ามกลางทะเลทุกข์ทไ่ี ร้ฝั่ง คร้ังน้ัน ได้ปรากฏมหาบุรุษผู้เปี่ยมไปดว้ ยเมตตาตอ่ สรรพ
สัตว์ท้ังหลายได้ดาริว่า ภพภูมิทั้งหลายท่ีหมู่สัตว์ได้เวียนว่ายตายเกิดคร้งั แล้วครัง้ เล่า ไม่
มีท่ีสุด ไม่มีประมาณ วนเวียนอยู่ในทุกข์ ไปเกิดในสุคติภูมิก็ยินดีมีความสุข ไปเกิดใน
ทุคติภูมิก็เป็นทุกข์หนักแสนสาหัสตัวเราเองก็ไม่ต่างไปจากผู้อื่น อย่ากระน้ันเลย เรามา
หาหนทางที่จะออกจากสังสารวัฏน้ีเถิด จากน้ันมหาบุรุษก็ได้อธิฐานมั่นที่จะหาหนทาง
ออกจากสังสารวฏั ให้จงได้
ในช่วงนีท้ ่านก็เพยี รศึกษาหาความรู้ เพยี รถามครอู าจารย์ทา่ นตา่ ง ๆ ครั้งไปเกิด
ไปจตุ ิ ณ ภพภมู ิอันเปน็ สุคติภูมิ กเ็ พยี รถามยังท่านผู้เป็นใหญใ่ นภพภูมินั้นว่ามีหนทางใด
ในการท่ีจะออกจากสงั สารวัฏนี้ ได้นบั เป็นเวลานานแสนนาน ท่ีมหาบุรุษได้ท่องเท่ยี วไป
ในภพภูมิต่าง ๆ เพื่อค้นหาสัจธรรม อันจะนาพาร้ือขนสรรพสัตว์ให้พ้นจากวักสงสารใน
ที่สุด ท่านมหาบุรุษก็ได้ทราบด้วยตนเองว่า ยังไม่มีผู้ใดสามารถหยั่งรู้ได้ว่าธรรมใดเป็น
ธรรมอนั พิสทุ ธิ์ เปน็ ธรรมอนั ทาให้อาสวะกเิ ลสสิน้ ลง หลุดพ้นจากการเกดิ แกเ่ จบ็ ตาย แต่
ในดวงจิตอันเป่ียมไปด้วยเมตตาอันหาท่ีสุดไม่ได้ต่อมวลสรรพสัตว์ ท่านมีความมั่นคง
อยา่ งแรงกล้าท่จี ะคน้ หาสจั ธรรมนั้นด้วยตัวของท่านเอง ณ จุดน้เี อง ทีเ่ ป็นจดุ เรมิ่ ต้นแห่ง
การบังเกิดพระมหาโพธิสัตว์พระองค์แรกข้ึนในมหาสังสารวัฏแห่งน้ี ในวินาทีท่ีพระองค์
ทรงตั้งสจั จาธิษฐานดว้ นย้าพระทัยทีเ่ ปยี่ มไปดว้ ยพระเมตตาต่อสัตวโ์ ลก
ในการที่พระองค์จะทรงเริ่มต้นบาเพ็ญบารมีเพื่อปรารถนาสัมมาสัมโพธิญาญ
เพื่อร้ือขนสรรพสัตว์ทั้งหลาย ณ วินาทีน้ัน พสุธาก็บังเกิดส่ันสะท้านสะเทือนล่ันไปทั้ง
จักรวาลน้อยใหญ่ ทวยเทพเทวาท้ังหลายต่างก็รับรู้ด้วยความเป็นทิพย์ว่า เป็นเหตุจาก
แรงอานาจแห่งสัจจาธิษฐานของพระมหาโพธิสัตว์เทพพรหมผู้ทรงความเป็นสัมมาทิฐิ
ต่างก็โมทนาสาธุการกับอุดมการณ์อันต้ังม่ันนี้ คร้ังจากพระชาติน้ันแล้ว พระมหา
โพธสิ ัตว์เจ้า ผเู้ ป็นปฐมวงศ์ กท็ รงบาเพญ็ บารมอี ย่ใู นห้วงแหง่ วฏั ฏะ จนพระบารมที ง้ั ๑๐
ทัศน์ ของพระองค์เต็มบริบูรณ์ พระมหาโพธิสัตว์เจ้าท่านทรงบาเพ็ญบารมีมาอย่าง
เหน่อื ยยากยาวนานแสนเขญ็ ยง่ิ นัก เน่อื งจากยังไม่เคยมที ่านผใู้ ด
ครั้นเม่อื พระมหาโพธิสัตว์ ท่านได้มาจุติยังพระชาติสุดท้าย พระองค์กท็ รงบรรลุ
ถึงซึ่งสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์ทรงพบวิโมกข์ธรรม ธรรมอันเป็น
เครื่องหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป ครั้งน้ันเอง มวลเหล่าทวยเทพมนุษย์
~ ๒๘๔ ~
และสัตว์ ล้วนแล้วแต่ยินดีปรีดาอ่ิมเอมใจในธรรมอันประดุจน้าอมฤตหลั่งชโลมดวงจิต
ของเหล่าสรรพสัตว์น้อยใหญ่ให้ชุ่มเย็นด้วยธรรมปีติ หมู่สัตว์มากมายจานวนนับไม่ถ้วน
ได้ฟังธรรมและบรรลุธรรมอันเป็นอริยะภูมิวิสัย นับแต่พระโสดาบันจนถึงพระอรหัตผล
ในเวลาอันส้ัน
เมื่อพระองค์ทรงหย่ังพระญาณเห็นเหตุการณ์แล้ว ท่านก็ทรงหยั่งกาลังใจของ
สัตว์ท้ังปวงว่า มีจิตดวงใด จะทรงอารมณ์ใจ ทรงบารมีพอที่จะสร้างบาเพ็ญบารมี เพ่ือ
ความเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลได้หรือไม่ คร้ันทรงหย่ังรู้ว่ามี ก็ทรงบันลือสีหนาท
และประกาศก้องไปทัว่ จกั รวาลทุกภพภูมิว่า
“การบาเพ็ญบารมีเพื่อการปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเอกองค์
เนื้อนาบุญแก่หมู่สัตว์ท้ังปวง หากผู้ใดมีใจอาดูรในทุกข์ของหมู่สัตว์ทั้งหลายยินยอมแบก
ทุกข์ท้ังมวลของหมู่สัตว์นั้นไว้เต็มท้ังสองบ่าว่ายข้ามมหานทีเดือด อันหาฝ่ังมิได้ มี
อันตรายล้วนรายรอบในมหานทีน้ัน ผู้ใดมีใจเปี่ยมไปด้วยเมตตาต่อสรรพสัตว์ด้วย
กาลังใจปานน้ี ก็พึงไดไ้ ด้อธษิ ฐานจิตเพ่ือตั้งต้นการบาเพ็ญบารมีเพื่อการปรารถนาสัมมา
สัมโพธิญาณเถดิ ”
พุทธประเพณีท่ีจะไม่มีการประกาศพระพุทธศาสนาทับเขตกาลเขตสมัยกัน
พุทธประเพณีท่ีพุทธภูมิจะต้องเอ้ือเฟื้อในธรรมในความดี ในการบาเพ็ญบารมีต่อกัน
นอกเหนือจากที่ทรงกาหนดแบบแผน แนวทางในการสร้างบารมี เพื่อความเป็น
พระพทุ ธเจ้า
ในกาลครัง้ นัน้ มีมากมายหลายทา่ นท่ีได้ตั้งความปรารถนาให้ถึงซึง่ สัมมาสัมโพธิ
ญาณ รวมทั้งก็มีอีกมากท่ีได้อธิฐานพุทธภูมิพิเศษ อาทิ การปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า
องค์สุดท้ายบ้าง การเป็นพระพุทธเจ้าผู้ทรงมีอายุพระพุทธศาสนายาวนานยาวนานที่สุด
บ้าง การเป็นพระพุทธจ้าผู้ทรงมีพระสาวกสามารถร้ือขนสรรพสัตว์เข้าสู่พระนิพพานได้
มากท่ีสุดบ้าง แต่ก็มีบางท่าน ท่ีบาเพ็ญบารมีช่วยส่งเสริมให้พุทธภูมิได้เข้าถึงการสร้าง
บารมี จนบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าใหม้ ากทส่ี ุด เป็นเหมือนพ่เี ลี้ยงที่คอยช่วยชแี้ นะผลักดัน
ผู้อ่ืนให้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าโดยเร็ว ส่วนตัวเองจะบรรลุเมื่อไรก็ช่างขอให้ได้ช่วยพุทธ
ภมู ิท่านอ่ืนในช่วงกลางบ้าง ช่วงค่อนบ้าง อนันตยุค จึงได้มาเกิดใช้หน้ีที่ได้อธฐิ านอยู่น้ีที่
เราได้หยิบยกมาให้อ่านให้ฟังน้ี ก็เป็นเรื่องราวอันยาวนานที่พระท่านเล่าสืบต่อให้ฟัง
~ ๒๘๕ ~
อย่างคอ่ นข้างละเอียด เพอ่ื ใหพ้ ุทธภูมิท้งั หลายได้เห็นภาพรวมของงานทสี่ มเด็จองค์ปฐม
ท่านไดท้ รงวางรากฐานเอาไวอ้ ย่างมน่ั คงหนาแน่นและยาวนานจนสุดแก่งทกุ ข์ ดังนี้ 16
๑. พุทธัตถจริยา ทรงทาหน้าท่ีของพระพุทธเจ้า เช่น ทรงวางสิกขาบทเป็น
พุทธอาณา สาหรับควบคุมความประพฤติของผู้ที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ทรง
แนะนาให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ปฏิบัตใิ ห้ถูกตอ้ งตามหน้าที่ของตน ทรงวางพระองค์ต่อผู้
ที่เข้ามาบวชและแสดงตนเป็นอุบาสกอุบาสิกา ในฐานะของบิดากับบุตร ผู้ปกครอง
กัลยาณมิตร ศาสดาผู้เอ็นดูเป็นต้น ตามสมควรแก่บุคคลและโอกาสนั้น ๆ จนสามารถ
ประดิษฐานเปน็ รูปสถาบนั ศาสนาสบื ตอ่ กนั มาได้
๒. ญาตัตถจริยา ทรงบาเพ็ญประโยชน์แก่พระญาติ เช่น ทรงมีพระพุทธา
นุญาตพิเศษ ให้พระญาติของพระองค์ที่เป็นเดียรถีย์ (นักบวชนอกพระพุทธศาสนา) มา
ก่อน ให้เขา้ มาบวชในพระพทุ ธศาสนาได้ โดยไม่ตอ้ งอยู่ติตถยิ ปริวาสก่อน (ติตถิยปริวาส
คือ วิธีอยู่กรรมสาหรับเดียรถีย์ที่ขอบวชในพระพุทธศาสนา จะต้องประพฤติปริวาส
(การอยู่ชดใช้หรืออยู่กรรม) ก่อน ๔ เดือน หรือจนกว่าพระสงฆ์พอใจจึงจะอุปสมบทได้)
หรือการทีพ่ ระพุทธเจ้าเสดจ็ ไปโปรดพระญาติทกี่ รุงกบิลพัสด์ุ ทรงแนะนาให้พระญาติซ่ึง
กาลงั จะทาสงครามกนั ได้เขา้ ใจในเหตผุ ล สามารถปรองดองกนั ได้
ญาตัตถจริยา เป็นคาเรียกพระจริยาวัตรของพระพุทธเจ้าที่ทรงปฏิบัติหน้าที่
สงเคราะห์ญาติในฐานะที่เป็นญาติ กล่าวคือทรงสงเคราะห์พระบิดา พระมารดา ตลอด
ถึงพระประยูรญาติ พระบรมวงศานุวงศ์ ให้ได้เข้าถึงพระรัตนตรัย เข้าถึงธรรม จึงถึงให้
บวชในพระศาสนาและบรรลุมรรคผลนิพพพาน เป็นต้นว่า เสด็จไปโปรดพระบิดาและ
พระประยูรญาติท่ีกรุงกบิลพัสดุ์หลังจากตรัสรู้ได้ไม่นาน เสด็จไปโปรดพระมารดาที่
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เสด็จไปห้ามพระญาติสองฝ่ังมิให้รบพุ่งกันเพราะเหตุแย่งน้าทานา
ประทานอุปสมบทให้แก่พระนันทะ พระนางรูปนันทา ซ่ึงเป็นพระอนุชาและพระภคินี
ต่างมารดา ทรงแนะนาสง่ั สอนจนไดเ้ ป็นพระอรหนั ตท์ ง้ั สองพระองค์
๓. โลกัตถจริยา หมายถึง การบาเพ็ญประโยชน์ของพระพุทธเจ้าแก่ชาวโลก
ภายหลงั จากตรัสรแู้ ละเสวยวมิ ตุ ติสขุ (ความสขุ อันจากความหลุดพ้นจากกเิ ลสแล้ว) ทรง
16 .พทุ ธวิธกี ารบรหิ าร. มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตบาฬศี กึ ษา
พทุ ธโฆส นครปฐม, ๒๕๕๗.
~ ๒๘๖ ~
บาเพ็ญประโยชน์แก่โลก ในฐานะที่พระองค์เป็นสมาชิกคนหนึ่งของสังคมโลก
ความสาเร็จในจริยาข้อนี้ทรงอาศัยพุทะกิจประจาวัน ซึ่งขอกล่าวยืนยันไว้ในบทนี้อีกพอ
สงั เขปมี ๕ ประการ คือ
พุทธกิจประการที่ ๑ เวลาเช้าเสด็จออกบิณฑบาต เพ่ือเป็นการโปรดสัตว์โลกผู้
ตอ้ งการบญุ
พุทธกจิ ประการท่ี ๒ ในเวลาเย็นทรงแสดงธรรมแก่คนผ้สู นใจในการฟงั ธรรม
พุทธกิจประการที่ ๓ ในเวลาค่าทรงประทานพระโอวาทให้กรรมฐานแก่ภิกษุ
ทง้ั หลาย
พทุ ธกิจประการท่ี ๔ ในเวลาเที่ยงคืน ทรงแสดงธรรมและตอบปัญหาแก่เทวดา
ทั้งหลาย
พุทธกิจประการท่ี ๕ ในเวลาใกล้รุ่ง ทรงตรวจดูสัตว์โลกท่ีอาจจะรู้ธรรมซึ่ง
พระองค์ทรงแสดงแล้วได้รบั ผลประโยชน์ตามสมควรแกอ่ ปุ นสิ ัยบารมีของคนเหลา่ นัน้
พุทธกิจประการท่ี ๕ น้ีเอง เป็นจดุ เด่นในการทางานของพระพุทธเจ้า จนทาให้
ผู้ศึกษาพระพุทธศาสนาบางคนมีความรู้สึกว่า “ทาไมคนแต่ก่อนสาเร็จมรรคผลกันง่าย
เหลือเกิน” ถ้าศึกษารายละเอียดแล้วจะพบว่า ไม่มีคาว่าง่ายเลย เพราะนอกจากจะ
อาศัยวาสนาบารมีของคนเหล่านน้ันเป็นฐานอย่างสาคัญแล้ว การแสดงธรรมของ
พระองค์น้ัน เป็นระบบการทางานที่มีการศึกษาข้อมูลการประเมินผล การสรุปผล ใน
การแสดงธรรมทกุ คราว
หลังจากท่ีบุคคลนั้น ๆ ปรากฏในข่ายพระญาณของพระพุทธเจ้า คือ ทรงรู้ว่า
เขาเป็นใคร มีอปุ นิสัยบารมีอย่างไร แสดงธรรมอะไรจึงได้ผล หลังจากแสดงธรรมแล้วผล
จะออกมาเป็นอย่างไร ดังน้ัน การแสดงธรรมทุกครั้งของพระพุทธองค์จึงบังเกิดผลเป็น
อัศจรรย์ เพราะจะทรงแสดงเฉพาะแก่ผู้เป็นพุทธเวไนยคือ สามารถแนะนาให้รู้ได้เป็น
หลัก
๙.๕ อดุ มการณ์งานย่ิงใหญข่ องสพั พญั ญูบุคคล
อุดมการณ์ของพุทธบุคคล (สัพพัญญู) หมายถึง การสร้างบารมีเพื่อท่ีจะเป็น
พระพุทธเจ้าได้นั้น จะต้องอาศยั กาลังใจอันมหาศาล และใช้ระยะเวลาในการสร้างบารมี
ท่ยี าวนานมาก จนกว่าจะได้มาตรัสรู้เปน็ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง มีเป้าหมาย
~ ๒๘๗ ~
อนั จะนาพาร้ือขนสรรพสัตว์ให้พ้นจากวัฏสงสาร พระพุทธเจ้าจึงแบ่งไดเ้ ป็น ๓ ประเภท
ตามพระบารมีทไ่ี ดส้ ัง่ สมอบรมมา คอื 17
๑.พระปัญญาธิกคุณ คือ พระพุทธเจ้าท่ีทรงสร้างบารมีประเภทมีพระปัญญา
แก่กล้า มีปัญญาบารมีมาก คือรีบจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ก็จะมีพุทธบริษัท ๔ อยู่
จานวนหนึ่งท่ีจะพาเข้านิพพาน ใช้ระยะเวลาในการสร้างบารมี ๒๐ อสงไขยกับอีกแสน
มหากัป เริ่มต้ังแต่ทรงดาริในพระทัยว่า จะเป็นพระพุทธเจ้าใช้เวลา ๗ อสงไขย เม่ือสั่ง
สมกุศลธรรมแล้ว เปล่งวาจาว่าอยากเป็นพระพุทธเจ้า ใช้เวลาอีก ๙ อสงไขย แล้ว
หลังจากได้รับพุทธพยากรณ์ครั้งแรกว่า จะได้เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคตกาล
ภายภาคเบื้องหน้าใช้เวลาอีก ๔ อสงไขยกับอีกแสนมหากัป รวมแล้วใช้เวลาสร้างบารมี
ท้งั หมด ๒๐ อสงไขยกบั อีกแสนมหากปั
๒. พระสัทธาธิกพุทธเจ้า คือ พระพุทธเจ้าท่ีทรงสร้างบารมีประเภทมีศรัทธา
แก่กล้า คือมีศรัทธามาก ยืดเวลาไปอีกอยู่ในระดับกลาง ยังไม่รีบเข้านิพพาน จะขอ
รวบรวมพุทธบรษิ ัท ๔ ให้ไดม้ าก ๆ แล้วจะได้พาเข้านิพพานทีละมาก ๆ ใช้ระยะเวลาใน
การสร้างบารมี ๔๐ อสงไขยกับอีกแสนมหากัป เริ่มตั้งแต่ทรงดาริในพระทัยว่าจะเป็น
พระพุทธเจ้าใช้เวลา ๑๔ อสงไขยเมื่อส่ังสมกุศลธรรมแล้วเปล่งวาจาว่า อยากเป็น
พระพุทธเจ้า ใช้เวลาอีก ๑๘ อสงไขย และหลังจากได้รับพุทธพยากรณ์คร้ังแรกว่าจะได้
เป็นพระพุทธเจา้ พระองค์ ในอนาคตกาลภายภาคเบอ้ื งหน้าใช้เวลาอีก ๘ อสงไขยกบั อีก
แสนมหากปั รวมแล้วใชเ้ วลาสร้างบารมที งั้ หมด ๔๐ อสงไขยกบั อกี แสนมหากัป
๓. พระวิริยาธิกพุทธเจ้า คือ พระพุทธเจ้าท่ีพระองค์ทรงสร้างบารมีประเภทมี
ความเพียรแก่กล้า เรียกว่าปรารถนาจะนาพาพุทะบริษัท ๔ เข้านิพพานไปให้ได้มาก ๆ
จะใช้เวลานานแค่ไหนก็ยอม เหมอื นอยา่ งพระศรีอริยเมตไตรย ใช้เวลาในการสร้างบารมี
๘๐ อสงไขยกับอีกแสนมหากัป อีกหน่ึงเท่าของประเภทสัทธาธิกพุทธเจ้า เริ่มตั้งแต่ทรง
ดาริในพระทัยว่าอยากจะเปน็ พระพุทธเจา้ ใช้เวลา ๒๘ อสงไขย เมือ่ สงั่ สมกุศลธรรมแล้ว
เปล่งวาจาว่าอยากเป็นพระพุทธเจ้าอีก ๓๖ อสงไขย และหลังจากได้รับพยากรณ์คร้ัง
17 .พุทธวธิ ีการบริหาร. มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตบาฬีศึกษา
พทุ ธโฆส นครปฐม, ๒๕๕๗.