The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลวงปู่แบน ธนากโร วัดดอยธรรมเจดีย์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-02-22 20:12:11

หลวงปู่แบน ธนากโร

หลวงปู่แบน ธนากโร วัดดอยธรรมเจดีย์

ชีวประวัติและพระธรรมเทศนา

พระธนากโร หลวงปแู่ บน

วัดดอยธรรมเจดีย์ อำ� เภอโคกศรสี พุ รรณ จงั หวดั สกลนคร

อนสุ รณพ์ ิพธิ ภณั ฑฉ์ ันทกรานสุ รณ์
วดั ปา่ อัมพโรปญั ญาวนาราม ในพระสังฆราชปู ถัมภ์
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสงั ฆราช สกลมหาสังฆปรณิ ายก

ชีวประวตั แิ ละพระธรรมเทศนา

พระธนากโร หลวงป่แู บน

เลขมาตรฐานหนงั สอื : ๙๗๘-๖๑๖-๔๔๕-๒๐๔-๖
พมิ พค์ รงั้ ท่ี ๑ : ตุลาคม ๒๕๖๐
จำ� นวนพิมพ์ : ๕,๐๐๐ เลม่
จดั พิมพ์โดย : มูลนธิ ิพทุ ธสมุนไพรคแู่ ผ่นดินไทย ในพระบรมราชูปถมั ภ์


สงวนลิขสิทธ์ิ : ห้ามคดั ลอก ตัดตอน เปล่ียนแปลง แก้ไข ปรบั ปรุง
ขอ้ ความใดๆ ทง้ั ส้ิน หรอื น�ำไปพิมพจ์ �ำหน่าย
หากทา่ นใดประสงค์จะพิมพเ์ พ่อื ให้เปน็ ธรรมทาน
โปรดตดิ ต่อขออนุญาตจากทางมลู นธิ ิพทุ ธสมนุ ไพรคแู่ ผ่นดินไทย
ในพระบรมราชปู ถมั ภ์

พิมพท์ ี่ : บริษัท ศิลป์สยามบรรจภุ ณั ฑแ์ ละการพมิ พ์ จ�ำกัด
๖๑ ถนนเลียบคลองภาษเี จรญิ ฝง่ั เหนือ ซ.เพชรเกษม​๖๙
แขวงหนองแขม เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร
โทรศพั ท์ ๐­-­­๒๔๔๔-๓๓๕๑-๙ โทรสาร ๐-๒๔๔๔-๐๐๗๘
E-mail: [email protected] www.silpasiam.com

ค�ำปรารภ

เร่ืองการจัดท�ำหนังสือมรดกธรรมยอดโอวาทค�ำสอนของสมณะนักปราชญ์
วสิ ทุ ธเิ ทวา (พระปา่ ) จดั ทำ� ขน้ึ ๓๔ องค์ สมยั กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ ระหวา่ งปี พทุ ธศกั ราช
๒๔๖๐-๒๕๕๔ โอวาทธรรมยอดแห่งค�ำสอนของวิสุทธิบุคคล ท่านแสดงบริสุทธิ์
สมบรู ณไ์ มว่ า่ ยคุ ใดสมยั ใด นำ� ผสู้ นใจพยายามตง้ั ใจปฏบิ ตั ติ าม ยอ่ มกา้ วลว่ งทกุ ขไ์ ปได้
สมความปรารถนา คณะปสาทะศรทั ธาเห็นควรจัดทำ� ข้ึนสงวนรกั ษาไว้ เพ่อื กุลบตุ ร
สุดท้ายภายหลังที่ พิพิธภัณฑ์ฉันทกรานุสรณ์ วัดป่าอัมพโรปัญญาวนาราม บ้าน
หนองกลางดอน ต�ำบลคลองกว่ิ อ�ำเภอบา้ นบึง จังหวดั ชลบุรี ผสู้ นใจกรณุ าเขา้ ไป
ศกึ ษาได้ตามโอกาส เวลาพอดี

ผฉู้ ลาดยึดหลักนักปราชญ์เปน็ แบบฉบับพาดำ� เนนิ ปกครองรกั ษาตน
คณะปสาทะศรทั ธา

ห้ามพิมพเ์ พือ่ จ�ำหนา่ ย สงวนลขิ สทิ ธ์ิ

สารบัญ ๑

พระธนากโร หลวงปูแ่ บน ๒๕
๒๗
ชีวประวัติและพระธรรมเทศนา พระธนากโร หลวงปแู่ บน ๒๘
ชวี ประวัติ พระธนากโร หลวงปูแ่ บน ๖๔
พระธรรมเทศนา พระธนากโร หลวงปแู่ บน ๘๑
ทางแหง่ มรรคผล ศีล สมาธิ ปญั ญา ๑๒๖
- ศีลสังวร ๑๕๓
- สตธิ รรม ๑๕๖
- สมาธธิ รรม ๒๒๗
- อุบายภาวนา ๒๔๘
ทางแหง่ มรรคผล มหาสตปิ ฏั ฐานภาวนา ๒๗๓
- กายานปุ ัสสนา ๓๒๔
- เวทนานุปสั สนา
- จิตตานุปัสสนา
- ธมั มานุปสั สนา
- นิพพาน

พระธนากโร หลวงปแู บน

Ç´Ñ ´Í¸ÃÃÁ਴ÂÕ  ÍÒí àÀÍ⤡ÈÃÊÕ ¾Ø Ãó ¨§Ñ ËÇ´Ñ Ê¡Å¹¤Ã



ชีวประวัตแิ ละพระธรรมเทศนา

พระธนากโร หลวงปู่แบน

1



ชีวประวัติ

พระธนากโร หลวงปู่แบน

ประวตั ิวัดดอยธรรมเจดยี ์

กำ� เนดิ วดั ดอย

หลวงปกู่ งมาแสวงหาสถานทีส่ งบวเิ วก
ในระหวา่ งพรรษา ปี พ.ศ. ๒๔๙๑ นนั้ ทา่ นพระอาจารย์กงมาได้พิจารณาถงึ
บรรดาลกู ศษิ ยล์ กู หาทม่ี งุ่ แสวงหาอรรถธรรม ทำ� อยา่ งไรผทู้ มี่ งุ่ แสวงหาอรรถธรรมนนั้
จึงจะมีโอกาสได้ผลสมความต้องการ ท่านมาพิจารณาถึงสถานที่ว่ามีความส�ำคัญ
สถานทสี่ งบวเิ วกเปน็ สว่ นประกอบทม่ี คี วามสำ� คญั ในการปฏบิ ตั ธิ รรมมาก ทา่ นจงึ คดิ
แสวงหาสถานทที่ สี่ ะดวกสบาย และสงบวเิ วก เพอื่ ตอ้ งการใหล้ กู ศษิ ยล์ กู หาไดป้ ระกอบ
ความพากความเพียรจะได้มีโอกาสเข้าถึงอรรถธรรมท่ีต่างก็มีความต้องการท่ีจะได้
ต้องการท่ีจะถึง

3

หลวงปกู่ งมาและหลวงปฝู่ น้ั มาบ�ำเพญ็ ภาวนา

ทา่ นอาจารยก์ งมา ทา่ นจำ� พรรษาทวี่ ดั ปา่ บา้ นโคก ทา่ นอาจารยใ์ หญฝ่ น้ั จำ� พรรษา
อยู่ท่ีวัดภูธรพิทักษ์ ท่านไปมาหาสู่กันเป็นประจ�ำ ออกพรรษาแล้วท่านมาพักท่ีน้ี
มาลักษณะเท่ียววิเวกหรอื เทยี่ วธดุ งค์ โดยมีความประสงค์วา่ จะหาสถานทพ่ี ักตามป่า
ตามภูเขา ไกลจากหม่บู า้ น ไกลจากผคู้ น ถ้าหากวา่ เหน็ สถานทีเ่ ปน็ ทพ่ี อใจ ก็จะพัก
บ�ำเพ็ญภาวนาและเปิดโอกาสให้ลูกศิษย์ลูกหาได้ต้ังใจบ�ำเพ็ญภาวนากันให้เต็มท่ี
อยใู่ กลบ้ า้ นใกลเ้ รอื นนกั รสู้ กึ วา่ การปฏบิ ตั ธิ รรมนจ่ี ะเปน็ ไปไดย้ าก ทา่ นจงึ เดนิ ธดุ งค์
เดินแบบกรรมฐานมาแสวงหาสถานทภ่ี าวนารว่ มกัน

เปน็ ทอี่ าศยั ของสตั ว์ป่า

ทีน่ ี่แตก่ อ่ นเป็นดงทบึ เปน็ ป่าท่ีไมใ่ คร่จะมผี คู้ นผ่านไปผา่ นมา เพราะแต่กอ่ น
คนยงั นอ้ ย เปน็ ทอ่ี าศยั ของสตั วป์ า่ โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ หมปู า่ มอี ยมู่ ากเปน็ ฝงู ๆ ในบรเิ วณ
ตามซอกหินใตเ้ พกิ หินเป็นทอ่ี าศยั ของหมูป่า เสอื กม็ ใี นบรเิ วณแถวน้ี เรียก ถำ้� เสอื
เอาสตั วม์ ากนิ ตามประสาของสตั วป์ า่ มกี ระดกู ววั บา้ ง กระดกู ควายบา้ ง เตม็ อยใู่ นบรเิ วณ
ทเี่ สอื มนั นอน เสอื กบั หมอู ยใู่ กลก้ นั มพี ระมาอยแู่ ลว้ ถงึ ๔ ปี ปีท่ี ๔ ปที ่ี ๕ เสือจงึ
หายไป ปีที่ ๑ ปีที่ ๒ บางทีเดอื นหงายๆ อยา่ งนี้ เหน็ เสอื เดินผา่ น

พดู ถึงถนนหนทางเข้ามากไ็ มม่ ี มีกล็ กั ษณะเปน็ ทางเดินหรือทางล้อทางเกวยี น
แต่ก็คดเค้ยี ว เรียกว่า เดนิ ไปตามป่า สมยั กอ่ นในบริเวณริมทางทีร่ ถแล่นเขา้ มานี่
เวลาชาวนาเขามาทำ� นา ตอนกลางคนื น้ี ถา้ หากวา่ เขามสี ตั วเ์ ลยี้ ง จะมสี นุ ขั หรอื วา่ มหี มู
มไี ก่ จะตอ้ งเอามาไวบ้ นกระตอ๊ บหรอื บนกระทอ่ มนานน้ั ถา้ หากวา่ เอาไวข้ า้ งลา่ ง เสอื มนั
ชอบเอาไปกิน นีเ่ ป็นอยา่ งน้ี จึงวา่ บรเิ วณนเ้ี ปน็ บรเิ วณป่า เปน็ สถานทสี่ งบวเิ วกมาก
ป่ารกมาก ท่านเหน็ วา่ ป่านีม้ ันสงบวเิ วกดี จงึ พาบรรดาสานศุ ษิ ยพ์ ักบ�ำเพญ็ ภาวนาอยู่
ณ สถานทน่ี ี้

4

ท่านอาจารย์กงมากับหลวงปู่ฝั้นท่านมาพักท่ีน่ีด้วยกัน ต่อมาหลวงปู่ฝั้นท่าน
กข็ ยบั ขนึ้ ไปบนโนน้ เปน็ ถำ�้ หลวงปฝู่ น้ั เดย๋ี วนกี้ ย็ งั เรยี ก ถำ�้ หลวงปฝู่ น้ั กนั อยู่ แตท่ นี ต้ี อ่ มา
บ้านธาตุภูธรพิทักษ์ มานมิ นต์ทา่ นกลับไปพักอยวู่ ดั ภธู รพทิ กั ษ์ เพราะที่นนั่ มปี ัญหา
นดิ หนอ่ ย หลงั จากนนั้ ทา่ นกม็ กี ารไปมาหาสเู่ ยย่ี มเยยี นมไิ ดข้ าด มโี อกาสกม็ าพกั อยดู่ ว้ ย
ปีหนึง่ กห็ ลายๆ คร้ัง

หลวงปู่ไดน้ มิ ิตเหน็ พระเจดียล์ อยอยู่ ๓ องค์

ระหวา่ งทม่ี าทแี รกเดอื นหงายเดอื นสวา่ ง อากาศกำ� ลงั หนาว พกั ทน่ี รี้ ม่ รนื่ รม่ เยน็
พกั อยู่ ๑ คนื ๒ คนื ๓ คนื แตก่ เ็ ปน็ ทนี่ า่ แปลก ทา่ นพดู วา่ ปรากฏเหน็ พระเจดยี ์ ๓ องค์
ในบริเวณที่น้ี แล้วก็ปรากฏมเี สียงโหเ่ สียงรอ้ งไชโย ไชโย ไชโย สนน่ั ไปในบริเวณ
แถวๆ น้ี กท็ ำ� ใหท้ า่ นคดิ หรอื มน่ั ใจวา่ สถานทน่ี จี้ ะเปน็ สถานทเ่ี ปน็ มงคล ทา่ นกเ็ ลยพกั
บำ� เพญ็ ภาวนาอยู่ ณ ทนี่ ้ี การบำ� เพญ็ ภาวนาตลอดถงึ วา่ ลกู ศษิ ยล์ กู หากไ็ ดร้ บั ความสงบ
รม่ เย็นเปน็ ที่พอใจ ก็พกั ตอ่ มาเรอ่ื ยๆ จนกระทั่งถงึ เขา้ พรรษา ก็จำ� พรรษาในที่น้ี

พ.ศ. ๒๔๙๑ เปน็ ปที ่คี รูบาอาจารยท์ า่ นมาพกั บ�ำเพญ็ ภาวนา และจ�ำพรรษา ณ
สถานทีน่ ี้ แลว้ ท่านก็อยู่เรอื่ ยๆ มา ตงั้ ใจว่าจะอยู่สัก ๗ ปี ถ้าหากว่ายงั สะดวกสบาย
การบำ� เพญ็ จติ ภาวนาไดผ้ ลเปน็ ทพ่ี อใจ ตลอดทงั้ ลกู ศษิ ยล์ กู หาการปฏบิ ตั กิ า้ วหนา้ กจ็ ะ
อยู่ตอ่ ไป

ทา่ นพระอาจารยก์ งมาทา่ นกพ็ กั อยทู่ น่ี เ้ี รอ่ื ยๆ มา เพราะเปน็ สถานทท่ี ท่ี า่ นไมเ่ คยเหน็
ไม่เคยได้พบมาก่อน ท่านเท่ียวแสวงหาสถานที่มามากหลายจังหวัดและหลายภาค
สถานที่ที่สะดวกสบายในการเจริญสมณธรรม รู้สึกว่าสถานท่ีน้ีเป็นสถานท่ีเป็น
มงคลมาก และกอ็ กี นัยหนึง่ ท่านกอ็ าจเชือ่ ในนิมิตของท่าน แลว้ ทา่ นดผู ลของการ
ประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ ดูผลของลกู ศิษยล์ กู หาท่ีประพฤติปฏิบตั กิ นั ก็เป็นท่ีพอใจของท่าน
ท่านจงึ อยเู่ ร่ือยๆ มาจนกระท่ังมรณภาพไป

5

ตัง้ วัดดอยธรรมเจดยี ์ เป็นปีท่ีหลวงพอ่ อปุ สมบท
พ.ศ. ๒๔๙๑ เรากอ็ ปุ สมบทปนี นั้ วดั ดอยธรรมเจดยี ์ ณ ทนี่ ก้ี ส็ รา้ งในปนี นั้ เหมอื นกนั
แตเ่ รายงั ไมไ่ ดม้ าอยู่ อยจู่ ำ� พรรษาทจ่ี งั หวดั จนั ทบรุ ี ๓ พรรษา จงั หวดั ตราด ๑ พรรษา
เป็น ๔ พรรษา พ.ศ. ๒๔๙๕ จึงได้กราบขออนุญาตพระอุปชั ฌายท์ า่ นมาพักภาวนา
ท่ีวัดดอยธรรมเจดีย์
กอ่ นทจ่ี ะมานนั้ กม็ ปี รากฏการณแ์ ปลกอยู่ ปรากฏการณเ์ ปน็ นมิ ติ มนั ไดน้ มิ ติ นะ
นมิ ติ เหน็ ตรงทห่ี นา้ โบสถน์ น่ั นะ่ ลกั ษณะมนั เหน็ เปน็ รปู รา่ งสลบั กนั ไป เปน็ ทล่ี าดๆ ชนั ๆ
นั่น เอาไปเล่าให้ทา่ นฟัง ทา่ นกไ็ ม่ว่าอะไร เวลามาจริงๆ เรามาเหน็ นน่ั โอ้ ตรงน้ีนี่
เราเคยเหน็ มากอ่ น มนั เคยไปเกดิ ไปตายอยตู่ รงนน้ั หรอื ยงั ไงหนอ เราไมเ่ คยเหน็ มนั จงึ
เหน็ ขนึ้ มาได้สถานที่นี้ จากนนั้ จึงมีโอกาสไดม้ าอยใู่ กล้ท่านอาจารย์ใหญก่ งมา

6

หลวงพ่อมาอยวู่ ัดดอยธรรมเจดยี ์

พ.ศ. ๒๔๙๕ ตน้ ๆ ปี ไดม้ าอาศยั อยกู่ บั ครบู าอาจารยท์ นี่ ี่ พระเณรระยะนนั้ มอี ยู่
ประมาณสกั ๖ องค์ ๗ องค์ ระหวา่ งนล้ี ะ่ มเี ณรอย่สู ัก ๓ องค์ มีผ้าขาวบา้ ง ๑ หรอื
๒ คน

พกั ตามซอกหิน

ทแี รกมาอยกู่ นั จำ� พรรษากจ็ ำ� ตามซอกหนิ บา้ ง ตามใตเ้ พงิ หนิ บา้ ง ไมม่ กี ารทำ� กฏุ ิ
อะไร ท่ีเป็นกฏุ กิ เ็ พียงแตว่ า่ มฟี ากมาปู แล้วก็มไี มไ้ ผม่ าสานเป็นตาๆ แต่ละตาหา่ งกนั
ประมาณ ๑๐ เซนตเิ มตร แลว้ กเ็ อาใบไมม้ าสอดเปน็ ฝากนั้ หลงั คากเ็ รยี กวา่ มกี ารมงุ บา้ ง
เพราะเพงิ หนิ เพกิ หนิ มนั ไมก่ วา้ ง กม็ งุ ซกี หนง่ึ บา้ ง มงุ สว่ นทฝี่ นจะสาด นี่ อยกู่ นั อยา่ งนนั้
๒ ปี ๓ ปี

เรม่ิ ทำ� กฏุ ิ

ปที ี่ ๔ มกี ารทำ� กฏุ เิ พม่ิ ขนึ้ ๔ หลงั ทำ� กฏุ สิ มยั นน้ั ไมท้ ตี่ ายแลว้ ในบรเิ วณนมี้ มี าก
กไ็ ปใหช้ าวบา้ นเขาเลอื่ ย เลอื่ ยมากม็ าทำ� พน้ื ทำ� ฝา แตส่ ว่ นมากกใ็ ชฝ้ าใบไม้ สว่ นหลงั คา
น้ันก็ใช้หญ้าบ้าง เรียกว่าหญ้าคาหรือแฝกนี่ แล้วต่อมาก็เปลี่ยนเป็นหลังคามุงไม้
หลงั คามงุ ไมน้ ใี่ ชท้ น ถา้ หากวา่ ไมด้ ๆี ๒๐ ปใี ชไ้ ด้ หลงั คามงุ สงั กะสกี เ็ รมิ่ มตี อ่ ๆ กนั มา
การท�ำที่อยู่ทอี่ าศัยสว่ นมากกท็ ำ� กันเอง

7

พดู ถงึ ทอ่ี ยทู่ อ่ี าศยั ถงึ เดย๋ี วนกี้ ไ็ มม่ กี ารเปลยี่ นแปลงไปมาก นค่ี อื พยายามระวงั
เรื่องการสรา้ งทอี่ ยูท่ ่อี าศยั หรอื กฏุ ทิ ่ีพกั พยายามจะยับยง้ั ทำ� เพยี งแต่วา่ พอไดอ้ ยไู่ ด้
อาศยั กนั ปริมาณก็ไมใ่ ห้มากเกินไป แลว้ ก็ค�ำท่เี รยี กว่ามุ่งเพือ่ ความสวยงามไม่ใหม้ ี

การบิณฑบาต

พูดถึงอาหารการขบฉัน ไปบณิ ฑบาตไดม้ ายงั ไงกฉ็ ันกันอยา่ งนั้น อาหารที่ไป
บณิ ฑบาตมาได้ บางทเี ขาหอ่ พรกิ บางทเี ขาหอ่ เกลอื พรกิ บางทกี ม็ แี ตพ่ รกิ เกลอื บางที
ก็มีแต่เกลือ บางทีก็ต�ำพริกกับเกลือใส่กัน จ�ำพวกหอมกระเทียมน�้ำปลาไม่มีดอก
คนทางนรี้ ะหวา่ งนน้ั ยงั ไมร่ จู้ กั นำ�้ ปลาดว้ ย ถา้ หากวา่ นำ้� ปลากป็ ลารา้ กะปนิ กี่ ย็ งั ไมร่ จู้ กั
พดู ถงึ แกงๆ ของเขาก็น่ีละ่ ฤดูหน่อไม้กแ็ กงหน่อไม้ แกงเหด็ เดือน ๓ เดอื น ๔
กแ็ กงผกั หวาน แกงผักหวาน แกงหนอ่ ไม้ แกงเหด็ ๓ อย่างอันนล้ี ะ่ เป็นอาหารหลกั
ของชาวบ้านเขา

การภาวนา

สมยั ก่อนการปฏบิ ตั ิ มกั จะไดผ้ ล มักจะไดอ้ บุ าย มีอบุ าย มกั จะไดเ้ รื่องไดร้ าว
มักจะมีเหตุมีผลมาเล่าสู่กันฟัง วันหนึ่งภาวนาเป็นอย่างไร วันนี้ภาวนาเป็นอย่างไร
ไดผ้ ลเปน็ อยา่ งไร จติ ใจสงบเปน็ อยา่ งไร พจิ ารณาแยบคายเปน็ อยา่ งไร พจิ ารณารา่ งกาย
เป็นอย่างไร มีเร่ืองมาเล่ามาสนทนาสู่กันฟัง พระก็มีเรื่องสนทนามาเล่าให้พระให้
อาจารย์ฟัง นี่ สมัยก่อนมนั เป็นอย่างนี้

จงึ วา่ ยคุ นสี้ มยั นม้ี นั เปลย่ี นไป ความเจรญิ ทมี่ าเกยี่ วขอ้ งทางตาทางหนู ่ี ความเจรญิ
ทางโลกที่กิเลสเขาสร้างข้ึนเพื่อที่จะเป็นเครื่องล่อคนโง่ เป็นเคร่ืองล่อผู้ปฏิบัติธรรม
ทม่ี วั เมาใหต้ ดิ ใหข้ อ้ งอยู่

8

ความตื่นตวั ในการประกอบความเพียร

จงึ วา่ ใหพ้ ากนั เขา้ ใจ พอใจในการอดบ้างหวิ บา้ ง อยา่ พอใจท�ำตวั เหมอื นกับหมู
อม่ิ เท่าไหรย่ งิ่ พอใจ แล้วก็นอน ครูบาอาจารย์ท่านชอบพูดถึงเสมอ อยา่ พอใจในการ
ท�ำตวั เหมือนหมู ให้ทำ� ตวั เหมือนนกกระทาอยู่ในตุ้ม คอื อยูใ่ นกรงนี่ หมมู นั กนิ แลว้
มนั นอน พอต่นื ข้นึ มามันกห็ ากนิ

นกกระทาไมเ่ ปน็ อยา่ งนนั้ ถงึ กรงมนั จะดแี ละอาหารนำ้� สะดวกสบาย แตน่ กกระทา
หาชอ่ งทจ่ี ะออกจากกรงนน้ั เสมอ เรยี กวา่ กระโดดไปเตน้ มา กระโดดไปเตน้ มาอยใู่ นตมุ้
อยู่ในกรงนั้นเพ่ือหาช่องออกนี่ ตามธรรมดาตุ้มหรือกรงน้ัน มันจะต้องมีช่องเล็ก
ช่องน้อย มนั พยายามทีจ่ ะเอาจะงอยปากนน้ั ออกอยู่เสมอ ให้ท�ำตัวเหมอื นนกกระทา
อย่าท�ำตัวเหมอื นหมู พอใจนอนอยู่ในคอก พอใจนอนอยใู่ นห้องขัง อนั นที้ ่านเทศน์
ใหฟ้ งั อยเู่ สมอ กเ็ รยี กวา่ เปน็ ธรรมเทศนาธรรมดา แตถ่ า้ หากเรามาพจิ ารณาแลว้ นี่ เราก็
ตอ้ งแกเ้ ราอยา่ ใหเ้ ปน็ หมู ผลของการทเ่ี ราแกเ้ ราไดน้ ี่ มปี ระโยชนใ์ นการปฏบิ ตั ขิ องเรา
อย่างมากมายทีเดยี ว

เครอื่ งใชไ้ ม้สอย

พดู ถงึ เครอ่ื งใชไ้ มส้ อย เครอ่ื งใชไ้ มส้ อยแตก่ อ่ น บางทแี กว้ ทงั้ วดั นบั กนั จรงิ ๆ จะมี
ไม่ถงึ ลกู นี่ สว่ นมากบางทกี ใ็ ช้กะลามะพรา้ วกนั บางองค์ท่านกท็ �ำเปน็ หูเจาะรู เอาไม้
ทำ� เปน็ หหู ้วิ เรียกว่ามีหูขา้ งๆ อะไรอย่างนัน้ บางทกี ็ใชบ้ ง้ั ไม้ไผอ่ ะไรเหล่าน้ี

กระโถนสว่ นมากเปน็ กระโถนดนิ หรอื วา่ บง้ั ไมไ้ ผม่ าทำ� เปน็ กระโถนกนั กระโถน
เคลือบอย่างนีม้ แี ตข่ องท่านอาจารย์จรงิ ๆ ขา้ งบนโบสถ์นี่ ทา่ นใชก้ ระโถนอะลมู เิ นียม
เกา่ ๆ เปน็ ประจ�ำ ข้างลา่ งทศี่ าลาน้นั ก็มกี ระโถนเคลอื บอันหนง่ึ ส�ำหรบั ทา่ นอาจารย์
ลกู ศษิ ยล์ กู หาสว่ นมากกก็ ระโถนดนิ ดนิ กไ็ มใ่ ชด่ นิ เผาอยา่ งทวี่ า่ สะอาดสะอา้ นหรอื วา่
แขง็ แกรง่ เหมอื นกบั เดยี๋ วนี้ นอกจากนกี้ ใ็ ชก้ ระบงั้ ไมไ้ ผบ่ า้ ง กระบอกไมไ้ ผ่ ไมไ้ ผส่ สี กุ
ไม้ไผบ่ ้านนล่ี ่ะมาตดั เขา้ ใชก้ นั อยู่อยา่ งนั้น

9

สบง จีวร
เครอ่ื งนงุ่ เครอ่ื งหม่ น่ี สมยั นน้ั ผา้ ผอ่ นทอ่ นสไบหายากมาก บางทตี อ้ งเอาผา้ พน้ื บา้ น
เอามาตดั เปน็ ผา้ สบงผา้ จวี รกนั ผา้ พนื้ บา้ นกช็ าวบา้ นนล่ี ะ่ ปลกู ฝา้ ยทำ� ไรก่ นั เอามาเขน็
เอามาปน่ั เปน็ เสน้ แลว้ กท็ อเปน็ ผา้ ถา้ หากวา่ ฤดหู นาวนอ่ี นุ่ ดมี าก ฤดรู อ้ นนหี่ นกั สกั หนอ่ ย
มนั หนา เสน้ มนั ใหญ่ ถงึ วา่ ระยะหลงั ๆ นี้ กย็ งั นยิ มเอามาทำ� ผา้ อาบนำ�้ กนั เอามาเชด็ บาตร
เพราะเสน้ มนั ใหญ่ มนั ซบั น�้ำซมึ นำ้� ดี
เครือ่ งน่งุ เครอื่ งห่มพูดกันถึงเร่ืองผ้าจีวร ผ้าสบง ผ้าสงั ฆาฏิ น่ี ถา้ หากเทียบกบั
เดยี๋ วนี้ รสู้ กึ วา่ เดย๋ี วนน้ี ม่ี นั สนกุ สนานกนั มากไมว่ า่ ทไี่ หน ไมว่ า่ เขาไมว่ า่ เรา อนั นก้ี เ็ รยี กวา่
มันเป็นไปเอง มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการแสวงหา เกิดข้ึนด้วยศรัทธาญาติโยมเขา
กเ็ รียกวา่ ฉลองศรทั ธาเขาไป แตใ่ ห้เปน็ ธรรมเปน็ วนิ ัยก็แล้วกนั
ฉันนำ้� ร้อน
ตอนบา่ ยบางทีก็มฉี นั น�้ำร้อนกัน โกโกก้ าแฟ บางทเี ดอื นหนึ่งจะมีไมก่ ี่ครั้งดอก
สว่ นมากมนั กเ็ ป็นน�ำ้ ร้อน เอากงิ่ ไมก้ ระบก ต้นกระบกเล็กๆ ปอกเปลอื กเอามาป้ิงไฟ
ให้มันเหลอื ง ชงน�้ำร้อน อรอ่ ยมาก เปน็ ยาด้วย ตน้ ไมแ้ ดงเอากิง่ ใบมาปิ้ง อนั นี้ก็ดี
แกเ้ ส้นแก้เอ็น เขาวา่ อย่างน้ัน

10

การก่อสรา้ งเสนาสนะในยุคหลวงปูก่ งมา

สรา้ งศาลา

ศาลาขา้ งลา่ งนนั้ ไดท้ นุ มาจากโยมลกู ศษิ ยท์ า่ นพอ่ ลี เปน็ คนจนี มศี รทั ธาสง่ เงนิ
มาถวาย ๔,๐๐๐ บาท เงนิ ๔,๐๐๐ บาท ในสมยั ๕๗ ปกี อ่ นนน้ั มคี า่ มาก กไ็ ปซอ้ื ปนู
มาท�ำกระเบอื้ งมงุ มีการทำ� กระเบอ้ื งกนั เอง เพราะโยมท่สี กลฯ น่ี เขามแี บบทีจ่ ะป้ัน
กระเบอ้ื ง กม็ กี ารทำ� กระเบอื้ งกนั เอง ทา่ นอาจารยถ์ วลิ จณิ ณฺ ธมโฺ ม วดั ธรรมหรรษาราม
จนั ทบรุ ี ทา่ นมาพกั อยดู่ ว้ ย ชว่ ยพาทำ� กระเบอ้ื งเปน็ แผน่ ๆ ตอ่ มาภายหลงั ทร่ี อื้ หลงั คาแลว้
ยงั กองอย่ขู า้ งลา่ ง

สมัยน้นั คนญวนอพยพมาใหม่ๆ จา้ งคนญวนมาเล่ือยไม้ คนญวนเขาเล่ือยไม้
เกง่ มาก ทนี ก้ี ไ็ ดไ้ มม้ าทำ� เปน็ โครง เปน็ เสา อาศยั กำ� ลงั ชาวบา้ นหาทำ� เปน็ ศาลาโบราณ
ฝาไมม่ ี ยาว ๘ เมตร กวา้ ง ๖ เมตร แลว้ กม็ รี ะเบยี งออกไปอกี ๒ เมตร นี่ ศาลาครง้ั แรก
ทำ� ขนึ้ เนอ่ื งจากวา่ ไดท้ นุ มา จงึ มโี อกาสไดม้ ศี าลายาว ๘ เมตร กวา้ ง ๘ เมตร สรปุ แลว้
มีพระจำ� พรรษาระหวา่ งนน้ั ก็ไมค่ อ่ ยจะเกนิ ๘ องค์ เณรก็ ๒ องคบ์ ้าง ๓ องคบ์ ้าง
ผา้ ขาวก็ ๑ หรือ ๒ เรียกวา่ อยกู่ ันอย่างสงบวิเวก

ถังเกบ็ นำ้� ฝน

ต่อมาศรัทธาญาติโยมก็มาเย่ียมเยียน แล้วก็มากราบมาไหว้ครูบาอาจารย์
มาฝึกหดั บ�ำเพญ็ จิตภาวนาเพมิ่ ขึน้ ก็มีการทำ� ถังนำ้� คอนกรตี ข้ึน ๑ ถงั ถังเก็บน�ำ้ ฝน

11

ถงั น้นั ได้รบั เงนิ บรจิ าคจากคณุ วัน คมนามูล นครราชสมี า นี้ จ�ำนวน ๕,๐๐๐ บาท
เอามาทำ� ถงั นำ้� คอนกรตี เพราะในระหวา่ งนนั้ นำ้� ไมส่ ะดวก ถงั นำ�้ ฝนกไ็ มม่ ี นำ�้ บอ่ กไ็ มม่ ี
จะตอ้ งไปตักมาแตไ่ กลๆ โน้น หลังจากฉนั จังหันแลว้ ตอ้ งไปหามน้�ำมา เวลาปัดตาด
เรียบร้อยก็ตอ้ งไปหามนำ�้ กัน ระยะทางหามกโ็ น่น หว้ ยเม็ก หา่ งจากนีป้ ระมาณสกั
๑ กิโลเมตร

ทำ� ถงั นำ�้ ปนี น้ั รสู้ กึ วา่ พ.ศ. ๒๔๙๕ เมอื่ ออกพรรษาปนี นั้ มกี ารทำ� ศาลาเพมิ่ เพราะ
ศาลาเก่า ๘ คณู ๘ นนั้ น่ะมนั เลก็ ที่จะมีการทำ� ศาลาเพิ่ม ก็เพราะมโี ยมคนหนึ่ง
เปน็ คนญวนเกา่ อยูท่ ่ีจงั หวัดสกลนคร ปนี นั้ พระจำ� พรรษาครบ ๕ รปู เขากจ็ ะนำ� กฐิน
มาถวายหลังจากออกพรรษา

รับกฐิน

ทนี ก้ี ฐินในสมยั น้นั ถ้าหากวา่ มกี ฐินทีไ่ หน เขาถือว่าเปน็ งานบญุ ใหญ่ เพราะ
ไมค่ ่อยจะมีคนมีก�ำลังทอดกฐนิ กัน คนญวนนัน้ เขาเป็นคนญวนเก่า ก�ำลงั ของเขามี
ศรทั ธาญาตโิ ยมทางไหนๆ ถ้าหากว่าได้ยินใครทอดกฐนิ ก็จะไปรวมกันมาก ไปร่วม
อนโุ มทนาดว้ ย เพราะเขาถอื วา่ การทอดกฐนิ มอี านสิ งสม์ าก แลว้ กไ็ มค่ อ่ ยจะมกี ารทอด
กนั บอ่ ย เน่ืองจากวา่ ไม่ค่อยจะมีก�ำลังท่จี ะทอดกัน แตค่ วามจริงแล้ว การทอดกฐนิ
เปน็ ของทง่ี า่ ย สว่ นมากครบู าอาจารยช์ อบใชผ้ า้ บงั สกุ ลุ กนั ถงึ บรรดาเราๆ หรอื บา้ นนอก
บา้ นนากส็ ามารถทจี่ ะทำ� ได้ กฐนิ จรงิ ๆ มผี า้ ผนื เดยี วพอทจ่ี ะทำ� จวี รผนื หนง่ึ พอทจี่ ะทำ�
ผา้ สบงผนื หนง่ึ พอท่ีจะท�ำผา้ สังฆาฏผิ ืนหนงึ่ ผืนใดผืนหนง่ึ กส็ ามารถทีจ่ ะท�ำใหเ้ ป็น
องคก์ ฐินขน้ึ มาได้

ในเมอ่ื จะมกี ารทอดกฐนิ ในวนั ออกพรรษา หลงั จากเดอื น ๑๑ แรมคำ�่ หนงึ่ ไปน่ี
ปลายพรรษากม็ กี ารเตรยี มทจ่ี ะทำ� ศาลาเพมิ่ ทำ� ศาลาตอ่ ออกไปอกี ๘ เมตร คณู ๘ เมตร
ทนี่ ห้ี ลงั คาทมี่ งุ ขน้ึ ใหมน่ เ้ี ปน็ หลงั คามงุ สงั กะสี พนื้ ไม้ โครงไม้ เสาไมท้ ง้ั หมด กก็ ลายเปน็
ศาลาใหญข่ นึ้ มาพอสมควร พรอ้ มพอทจี่ ะรบั คณะกฐนิ ทมี่ าจากสกลนคร และศรทั ธา
ญาตโิ ยมบ้านไกลบา้ นใกล้ทจ่ี ะมาร่วมอนุโมทนา สมัยก่อนรถไม่มีนะ จากบ้านโคก

12

มานตี่ อ้ งเดนิ ทง้ั นน้ั ศรทั ธาญาตโิ ยมเขาจะมาทนี่ ก่ี นั บางที ๕-๖ กโิ ล บางที ๑๐-๒๐ กโิ ล
เขากเ็ ดนิ กนั มาได้ ถงึ จะอายตุ ง้ั ๕๐, ๖๐, ๗๐ แตเ่ ขากย็ งั เดนิ กนั เกง่ เพราะเขาเดนิ กนั
จนชิน เดินเป็นประจ�ำ เด๋ียวน้ีเดินกันไม่ค่อยเก่งแล้ว บางคนเดินเกือบจะไม่เป็น
เดินสักหน่อยกบ็ อกว่าไมไ่ หวแล้ว ที่เปน็ อยา่ งน้นั กเ็ พราะไมค่ อ่ ยได้เดินกนั น่นั เอง

ออกพรรษาปนี น้ั กม็ กี ารทอดกฐิน ผูค้ นมากมายก่ายกอง ศาลาท่ีท�ำไว้ว่าจะพอ
รบั แขกนน้ั กไ็ มพ่ อ ศรทั ธาญาตโิ ยมตอ้ งนง่ั ตามกอ้ นหนิ นอนตามกอ้ นหนิ กนั มงุ้ หรอื
เสอ่ื หมอนไม่มีหรอก นอนกนั ไปอยา่ งนน้ั ล่ะ เพราะมันมากกนั

ขยายศาลาเปน็ สามหลังตอ่ กนั

ตอ่ มากม็ กี ารขยายศาลาเพมิ่ อกี กวา้ ง ๔ เมตรครงึ่ คณู ๑๒ เมตร ตอ่ เปน็ ๓ หลงั
แต่ติดกัน หลงั แรกหลังคามุงกระเบือ้ ง หลังท่ี ๒ มงุ สังกะสี หลังที่ ๓ มุงสงั กะสี
แตว่ า่ มรี างนำ�้ หลงั หนง่ึ ตอ่ กนั กม็ รี างนำ�้ หลงั หนงึ่ ตอ่ กนั กม็ รี างนำ�้ รางนำ้� กเ็ อาไมย้ าวๆ
มาท�ำเป็นรอ่ ง ไมไ่ ดใ้ ช้สังกะสี

ทนี ตี้ อ่ มาหลงั คามนั รัว่ มาก หลงั คามันรว่ั ตรงท่รี างน�้ำนน้ั ล่ะ ฝนตกบางทกี ต็ อ้ ง
ขยบั กนั เวลาสวดมนตก์ ด็ ี เวลาฟงั เทศนฟ์ งั ธรรม เวลานงั่ สมาธใิ นพรรษาอยา่ งน้ี ฝนตก
เดย๋ี วกต็ อ้ งยา้ ยไปตรงนน้ั เดย๋ี วกต็ อ้ งยา้ ยไปตรงน้ี กม็ กี ารเปลย่ี นหลงั คาใหม่ หลงั คา
มงุ กระเบอื้ งทงั้ หมด ใชก้ ระเบอ้ื งลอนคู่ สมยั นร้ี สู้ กึ วา่ จะมคี วามเจรญิ ขนึ้ มาสกั หนอ่ ย
แลว้ ไดก้ ระเบอื้ งลอนคมู่ ามงุ หลงั คา แตว่ า่ ดดั แปลงทงั้ ๓ หลงั ใหเ้ ปน็ หลงั คาเดยี วกนั
มงุ กระเบอ้ื ง แตส่ ว่ นตา่ งๆ ยงั คงเดมิ ไว้ จะเสากเ็ สาเดมิ พน้ื กพ็ น้ื เดมิ คานเดมิ ตงเดมิ
ของเดมิ ท้งั หมด เปลีย่ นเฉพาะโครงหลังคา มาท�ำโครงหลังคาทจี่ ะมุงกระเบอ้ื ง

ทนี ม้ี งุ กระเบ้ืองตอ่ มากห็ ลายปอี ยู่ แตโ่ ครงสรา้ งทท่ี ำ� ไวก้ เ็ ปน็ ของเกา่ บางทีกร็ อื้
บา้ นเกา่ เขา บางทกี ใ็ ชไ้ มเ้ กบ็ มา มนั กจ็ ะหมดอายุ ปลวกมนั กข็ นึ้ อะไรตอ่ อะไร กม็ กี าร
ทำ� ขนึ้ ใหม่ ทำ� ขนึ้ ใหมก่ ศ็ าลาทเี่ หน็ อยขู่ า้ งลา่ งนน้ั ละ่ อนั นเี้ ปน็ ศาลาทที่ ำ� ขนึ้ ใหม่ น่ี จะวา่
ประวัติหรือเล่าความเป็นมาสู่ศรัทธาญาติโยมท่ีมาใหม่หรือท่ีมาเก่าที่ยังไม่ค่อยจะได้

13

ทราบความเป็นมาของวดั น่ี ก็เรยี กว่าเล่าสกู่ ันฟงั แล้วทนี ้ีกม็ าคิดถงึ ท่คี รบู าอาจารย์
ทา่ นนมิ ติ วา่ มเี จดยี ์ ๓ องค์ แลว้ กม็ เี สยี งไชโยโหร่ อ้ งสนน่ั หวนั่ ไหวในบรเิ วณทน่ี ี้ อนั น้ี
ก็เรยี กวา่ เป็นนิมิตท่ีดี ทน่ี า่ คิด

ถา้ หากวา่ เรามาคดิ กนั ถงึ คำ� วา่ พระเจดยี ์ เจดยี ์ กห็ มายถงึ เปน็ สถานทค่ี วรแกก่ าร
กราบไหว้ พระพทุ ธเจา้ กเ็ ปน็ เจดยี ท์ คี่ วรแกก่ ารกราบการไหวพ้ ระองคห์ นง่ึ เปน็ บคุ คล
ที่ควรกราบไหว้อย่างย่ิงเป็นพิเศษกว่าสถานท่ีหรือบุคคลท่ีควรกราบควรไหว้ทั้งหมด
พระอรหันต์สาวกของพระพุทธเจ้าก็เป็นบุคคลที่ควรกราบควรไหว้ เป็นเจดีย์ที่ควร
สกั การะควรบชู าอยา่ งยงิ่ หมายถงึ พระอรหนั ตส์ าวกของพระพทุ ธเจา้ ในบรรดายคุ เราๆ
นี่ บคุ คลทจี่ ะเขา้ ถงึ ความเปน็ เจดยี ค์ วรแกก่ ารกราบการไหวน้ นั้ กต็ อ้ งเปน็ ผทู้ มี่ คี ณุ ธรรม
อยา่ งครบู าอาจารยท์ า่ นเปน็ ผทู้ ม่ี คี ณุ ธรรมมาก เปรยี บไดเ้ หมอื นกบั พระเจดยี อ์ งคห์ นงึ่
ควรแกก่ ารกราบการไหว้ ควรแกก่ ารสกั การบูชา

น่ี จงึ วา่ ครบู าอาจารยเ์ ปน็ เจดยี อ์ งคห์ นง่ึ เปน็ เจดยี ท์ ค่ี วรสกั การะควรบชู าควรกราบ
ควรไหวอ้ ย่างสนิทใจ อยา่ งบรรดาเราๆ ทีไ่ ด้มาพกั พงิ ได้รบั ความรม่ เยน็ และอบอุ่น
ในจติ ในใจ ถงึ จะเปน็ สถานทไี่ กลบา้ นไกลชอ่ ง อยใู่ นปา่ ในภเู ขากช็ า่ ง กย็ งั มคี วามอบอนุ่
ไมว่ ติ กกงั วลในเรอ่ื งภยั เรอ่ื งอนั ตรายใดๆ นก่ี เ็ นอ่ื งมาจากบารมธี รรมของครบู าอาจารย์
ทา่ นแผป่ กเกลา้ ปกกระหมอ่ มบรรดาเราๆ ไว้ จงึ วา่ ในเมอื่ บรรดาเราๆ ไดพ้ ง่ึ บารมธี รรม
ของทา่ น กใ็ ห้พากนั สรา้ งบารมีธรรมของเราใหเ้ ต็มสตกิ �ำลังความสามารถ

ครบู าอาจารยท์ า่ นเปน็ ผทู้ ก่ี วา้ งขวางดว้ ยบารมธี รรม บารมธี รรมนน้ั ทา่ นตอ้ งเปน็
ผทู้ บี่ ำ� เพญ็ ทา่ นตอ้ งเปน็ ผทู้ ส่ี งั่ สมเอาดว้ ยขอ้ ปฏบิ ตั ิ นี่ บรรดาเราๆ กเ็ หมอื นกนั เราก็
ตอ้ งการทจ่ี ะเปน็ ผทู้ มี่ คี วามสมบรู ณด์ ว้ ยบารมธี รรม เรากต็ อ้ งพากนั มคี วามพยายามที่
จะส่ังสมบ�ำเพญ็ บารมธี รรมให้เตม็ สตกิ ำ� ลังความสามารถของเราเหมือนกัน

14

การจ�ำพรรษาของหลวงพอ่

สมัยหลวงปู่กงมาทา่ นยังอยู่ พ.ศ. ๒๔๙๑ ปีนั้นเราก็บวช
ปี พ.ศ. ๒๔๙๑ บวชแลว้ จ�ำพรรษาปีแรกทวี่ ดั ทรายงาม จนั ทบรุ ี พรรษาที่ ๑
มีพระจำ� พรรษารว่ มกนั ๙ องค์ ทา่ นอาจารยเ์ มา้ เปน็ หวั หนา้ หมู่ ทา่ นเพง่ิ ออกมาจาก
หลวงปมู่ น่ั ปแี รก มที า่ นอาจารยเ์ จยี๊ ะ ทา่ นอาจารยพ์ รหม (หลานหลวงปตู่ อื้ ทา่ นพาไป
เทยี่ วธดุ งคค์ รงั้ แรกดว้ ยกนั บนั้ ปลายชวี ติ ทา่ นกม็ าอยสู่ กลนคร ไดด้ แู ลอปุ ฏั ฐากเรอื่ ง
การป่วยไขข้ องท่านจนส้นิ ชวี ติ )
พรรษาที่ ๒ จำ� พรรษาทีจ่ ังหวดั ตราด กับเจา้ คณุ วนิ ัยบณั ฑิต วัดคิรวี หิ าร
พรรษาที่ ๓ และ ๔ จำ� พรรษาวัดทรายงาม จันทบรุ ี
พรรษาท่ี ๕ มาจำ� พรรษาทนี่ ี้ พ.ศ. ๒๔๙๕ เรมิ่ มาพกั ทว่ี ดั ดอยฯ อยเู่ รอ่ื ยๆ มา แต่
คำ� วา่ อยเู่ รอ่ื ยมานี้ ไมใ่ ชว่ า่ อยตู่ ลอดไป ออกพรรษากไ็ ปขา้ งนอก และในบางปจี ำ� พรรษา
ทอ่ี ่ืน ออกพรรษาแล้วกก็ ลบั มา
ออกไปจำ� พรรษาทางอ่นื อยู่ ๓ ปี เม่อื พรรษาที่ ๑๒ กลบั ไปจำ� พรรษาทีจ่ นั ทบรุ ี
ออกพรรษาแล้ว หลวงปกู่ งมาทา่ นกไ็ ปรับมา พรรษาท่ี ๑๓ ไปจำ� พรรษาท่นี ครพนม
ออกพรรษาทา่ นกไ็ ปรับ

15

พรรษาท่ี ๑๔ นี่ทา่ นกม็ รณภาพ
หลังจากนน้ั เรากม็ าเป็นเจา้ อาวาสอยทู่ ี่น้เี รือ่ ยมาโดยไมไ่ ด้ตั้งใจ เรียกว่าอย่กู ับ
หมคู่ ณะ อยกู่ นั ไปเหมอื นกบั เดก็ ไมม่ พี อ่ ไมม่ แี ม่ แตท่ นี อ้ี าศยั ทเ่ี ราเปน็ คนทร่ี กั ขอ้ ปฏบิ ตั ิ
เปน็ คนทเ่ี หน็ คณุ คา่ ของขอ้ ปฏบิ ตั อิ ยา่ งเทา่ ชวี ติ จติ ใจทเี ดยี ว อนั นจ้ี งึ มคี วามสำ� คญั อนั นี้
เป็นหลักทีท่ �ำให้มีความมั่นคงเสมอตน้ เสมอปลายมา และก็ได้รบั ความสะดวกสบาย
มาตลอด
โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ หลวงตาบา้ นตาด นที่ า่ นสงเคราะหม์ าตลอด เมอื่ ทา่ นอาจารย์
กงมาลว่ งใหมๆ่ ทา่ นก็มาเย่ียมแลว้ กบ็ อกวา่ “ท่านอยูท่ น่ี ้ีแหละนะ ไมต่ อ้ งไปทอ่ี ่ืน
ผมมาท่ีน่ีทีไรไม่เคยรู้สึกว่ามีความจืดจางในใจ มันมีความรู้สึกเบิกบานชุ่มช่ืนอยู่
เสมอ”
เรากอ็ ย่เู รื่อยๆ มา จนกระทง่ั เดีย๋ วน้กี ็ไม่คิดจะไปอยทู่ ไี่ หน เพราะรสู้ ึกทกุ ส่ิง
ทุกอย่างก็ยังมีความสะดวกสบายภายในจิตในใจอยู่ แล้วศรัทธาญาติโยมที่มา
เกยี่ วขอ้ งกเ็ ปน็ ศรทั ธาทน่ี บั ถอื ทา่ นอาจารยก์ งมามากอ่ น กใ็ หก้ ารดแู ลอปุ ฏั ฐากอปุ ถมั ภ์
มาตลอด ตราบจนกระทง่ั ถงึ เดย๋ี วนี้ หลวงตาทา่ นยงั คงเมตตาเกอื้ หนนุ ใหค้ วามอบอนุ่
หว่ งใยเสมอมา มไิ ดข้ าด ทำ� ใหเ้ รามกี ำ� ลงั ใจ และระลกึ ถงึ พระคณุ ทา่ น ลน้ เกลา้ ลน้ ใจ

16

การกอ่ สรา้ งเสนาสนะเพ่ิมเตมิ

การสรา้ งวดั สรา้ งวา การสรา้ งในวดั นเี่ รากพ็ ยายามระมดั ระวงั ทำ� อยา่ งอดออมนะ
ทำ� อะไรเรากำ� หนดเวลา งานนน้ั มอี ปุ สรรคอะไรบา้ ง เมอื่ มคี วามมนั่ ใจจงึ ทำ� งานควร ๓ วนั
ก็ ๓ วนั ๗ วนั ก็ ๗ วนั ทำ� เพอื่ แกป้ ญั หาเทา่ นน้ั เพราะ เราใหค้ วามสำ� คญั ในงานจติ ภาวนา
มากกว่า

ถนนคอนกรตี จากประตูลา่ งข้นึ มาจนถึงซุม้ เจดีย์

สมยั กอ่ นทางขน้ึ มาน่ี ตอ้ งซอ่ มทกุ ปี เพราะซอ่ มแลว้ กเ็ สยี ๆ กพ็ ากนั คดิ วา่ ทำ� อยา่ งไร
ทม่ี นั จะแลว้ ไมต่ อ้ งซอ่ มอกี มคี นเสนอวา่ ลาดยาง กต็ กลง สงั่ ยางสงั่ หนิ คลกุ มา พน้ื ทเี่ รา
ปรบั ไว้ดีแล้ว
ทนี กี้ ท็ ำ� กนั ไมเ่ ปน็ ปรกึ ษาแขวงการทางสกลนคร เขาไมเ่ หน็ ดว้ ย เพราะรถบดอดั
เราไมม่ ี หนา้ ฝนนำ้� จะลอดออกมา ยางจะรอ่ น แขวงการทางสกลนครเสนอวา่ เทคอนกรตี
ดที ี่สดุ นำ้� ลอดก็ไมเ่ สยี เพราะคอนกรตี หนา
กต็ กลง มชี า่ งรบั เหมาทเี่ ขาเทคอนกรตี หนา้ เทศบาลเมอื งสกลนครเปน็ สายแรกมา
รบั หนา้ ทที่ ำ� ให้ ทนุ รอนอะไรกไ็ มม่ สี กั สตางค์ แตก่ อ็ ศั จรรย์ ทำ� สำ� เรจ็ ไดโ้ ดยไมต่ อ้ งไป
แจกใบฎกี าถึงท่านผู้ใด เพราะเราระมัดระวงั มาก

17

ซุ้มประตเู จดีย์ ๓ องค์ ปี ๒๕๑๕ บูรณะใหม่ปี ๒๕๔๑

ในระหวา่ งนนั้ ทจ่ี ะทำ� ซมุ้ ตรงน้ี เนอื่ งจากวา่ เราทำ� ถนนคอนกรตี ขน้ึ มานน้ั นะ่ เวลา
ท�ำถนนคอนกรตี แลว้ ปูนซีเมนต์เหลืออกี ๗๐ กว่าถุง ไม่รู้จะไปทำ� อะไร ระหว่างนน้ั
ยงั ไมไ่ ดข้ ยายกำ� แพงออกไป รว้ั วดั อยตู่ รงนน้ี ะ่ ทำ� เปน็ รว้ั ลวดหนามตรงนคี้ ลา้ ยๆ กบั
เปน็ เขตหนา้ วดั ในเมอื่ ปนู เหลอื เราทำ� เปน็ ซมุ้ ประตไู ว้ แลว้ กใ็ หเ้ ปน็ สถานทบี่ รรจธุ าตุ
ของครูบาอาจารยด์ ว้ ย

มีพระธาตุท่านอาจารย์ใหญ่มั่นใส่โกศไว้ แล้วก็ธาตุท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์
ทา่ นอาจารยก์ งมา กเ็ ลยคดิ ทำ� เปน็ ๓ องค์ ทา่ นอาจารยก์ งมาเมอื่ ทา่ นมาอยทู่ น่ี ไ่ี ด้ ๓ คนื
ทา่ นได้นมิ ิตวา่ เห็นพระเจดยี ์ ๓ องค์ แลว้ กป็ รากฏว่ามเี สยี งอนุโมทนาสน่นั หว่นั ไหว
จะเป็นเสยี งของใครกไ็ มท่ ราบ อันน้ที า่ นพดู เบาๆ

ทนี เ้ี รามกี ารทำ� เจดยี ์ ๓ องค์ บนซมุ้ ประตู กเ็ อาคำ� พดู ของทา่ นทท่ี า่ นเคยพดู ไวว้ า่
ทา่ นปรากฏนิมิตเหน็ พระเจดีย์ ๓ องค์ นนั้ เอามาท�ำเป็นซุ้มประตเู พอ่ื บรรจุธาตขุ อง
ทา่ นกบั ทา่ นพระอาจารยม์ นั่ และทา่ นเจา้ คณุ ธรรมเจดยี ์ คอื สมยั ทที่ า่ นเจา้ คณุ ธรรมเจดยี ์
ยงั มชี วี ติ อยนู่ นั้ ถา้ หากทา่ นมกี จิ นมิ นตท์ างสกลนคร ทา่ นมเี วลา ทา่ นจะตอ้ งมาพกั ทนี่ ่ี
ชวั่ ระยะ เมือ่ ตอนงานศพของท่าน กม็ ีคนน�ำอฐั ิธาตุของท่านแบง่ มาไว้ท่ีน้ี

แลว้ เรือ่ งอฐั ธิ าตุ ถา้ หากว่าอย่เู ป็นโกศเลก็ ๆ หรือว่าเปน็ เจดยี เ์ ล็กๆ นานๆ เขา้
ก็ไม่รู้ว่าของใครเป็นของใคร หรือคนอาจจะไม่เห็นคุณค่าอะไร อาจจะโยนท้ิงเสีย
ธาตกุ ไ็ มว่ า่ อะไรดอก แตเ่ ราควรจะทำ� ใหเ้ รยี บรอ้ ยไปเสยี อยา่ งธาตทุ า่ นพระอาจารยม์ น่ั
ใสโ่ กศแกว้ ไว้ เวลาทำ� ความสะอาด ถา้ ไมล่ ะเอยี ดรอบคอบกจ็ ะทำ� ใหโ้ กศแกว้ นนั้ แตก
นี่ก็เป็นเหตุอีกอันหน่ึงท่ีคิดท�ำเจดีย์บนซุ้มประตูเพ่ือบรรจุพระธาตุของท่านให้เป็น
ท่สี บายใจเรา

องคก์ ลางเป็นเจดีย์ที่บรรจธุ าตทุ ่านพระอาจารย์มน่ั (ภรู ทิ ตั โต)
องคด์ ้านขวาเปน็ เจดียท์ บี่ รรจธุ าตุทา่ นเจา้ คุณธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโล)
องค์ด้านซ้ายเปน็ เจดีย์ทีบ่ รรจธุ าตุทา่ นพระอาจารย์กงมา (จริ ปญุ โญ)

18

คืนหลังจากบรรจุพระธาตแุ ลว้ มโี ยมท่านหน่ึงกำ� ลงั นงั่ สมาธอิ ยู่ในวดั มเี สียง
เหมือนเมด็ กรวดเมด็ ทรายรว่ งลงมา เช้า เขาน�ำมาให้ดู เป็นพระธาตเุ สด็จมา
จงึ วา่ ของในโลก เปน็ ของทเี่ รา ตาอยา่ งเรา หอู ยา่ งเรา มนั ยากทจี่ ะพดู วา่ จรงิ หรอื
ไมจ่ รงิ แต่ในเมอ่ื มนั พดู ไม่ได้ เรากอ็ ย่าพดู เสยี เลยดีกวา่ เรากพ็ ูดตามท่ีปรากฏ
โบสถ์
โบสถข์ องเรา เวลาไมม่ กี ารประชมุ กร็ สู้ กึ วา่ กวา้ งขวางนะ เวลามกี ารประชมุ กไ็ มไ่ ด้
มกี ารไหวก้ ารนมิ นตอ์ ะไรกนั ตา่ งองคต์ า่ งมาดว้ ยจติ ดว้ ยใจ โบสถท์ กี่ วา้ งขวางกก็ ลาย
เปน็ แคบขนึ้ มา ๒-๓ ปที แี่ ลว้ นนั่ ขยายออกไปอกี ๖ เมตร รสู้ กึ จะคณู ๘ เมตร หรอื
๙ เมตร นล้ี ะ่ กไ็ ดท้ ่ีน่งั เพม่ิ ขึ้น
คำ� วา่ ตอ่ ออกไป มนั กเ็ รยี กวา่ แกป้ ญั หาเฉพาะหนา้ ชวั่ คราว แตย่ งั มคี นมาขอดโู บสถ์
ขอชมโบสถ์ เอา้ ไปชมดู ตอ้ งไปถามพระดนู ะวา่ โบสถอ์ ยตู่ รงไหน คอื เหมอื นกบั ไมใ่ ช่
โบสถ์ เหมอื นกบั สลมั ดๆี นี่ กเ็ รยี กวา่ แกป้ ญั หาเทา่ นนั้ แกป้ ญั หาใหผ้ า่ นไป พอไดอ้ ยู่
ได้อาศัย

19

การสรา้ งกุฏใิ หม่

กฏุ ขิ องพระนไี่ มค่ อ่ ยทจ่ี ะสนใจนะ ปนี ้ี (๒๕๔๑) ทำ� กฏุ ิ ๔ หลงั กเ็ อาแตข่ องเกา่
ไปท�ำ นี่ก็เอาของเก่าท่ีร้ือจากเรือนพักโยมนั่นนะ แล้วก็ของเก่าร้ือมาจากศาลาบ้าน
หว้ ยยางบา้ ง กเ็ นอ่ื งจากเราไปชว่ ยเขาทำ� ศาลาใหมเ่ พราะทนุ เขาไมพ่ อ เขาเลยรอ้ื ไมเ้ กา่
ถวายวดั มา ก็ของเก่าน่ันล่ะมาทำ� มที �ำใหม่อยูห่ ลังหนงึ่ นั่นน่ะ รสู้ ึกวา่ จะอยากหรหู รา
สวยงามซกั หน่อย แต่มันจะเปน็ กใ็ ห้มนั เปน็ ไปเสีย ก็เท่านน้ั กฏุ ิแตล่ ะหลังๆ น่ี หาท่ี
จะเปน็ หลกั เป็นฐานไมม่ ี

ยคุ เจริญ

เดย๋ี วนย้ี คุ เจรญิ พดู ถงึ ผา้ ผอ่ นทอ่ นสไบไมอ่ ดไมอ่ ยาก เตม็ ไปในตู้ ตไู้ หนกเ็ ตม็
ท้ังของเก่าทัง้ ของใหม่ พดู ถงึ หยูกยา ใชไ้ มห่ วาดไม่ไหว ยคุ มนั เจริญ สมยั มันเจรญิ
มนั กเ็ ปน็ อยา่ งนี้ ทอี่ ยทู่ อ่ี าศยั มนั กเ็ ปลย่ี นแปลงไป อาหารการขบการฉนั กไ็ มเ่ หมอื นกอ่ น
มนั เหมอื นสมยั บา้ นเมอื งเจรญิ ผคู้ นไปมาหาสู่ ไปวดั ไปวาเขา้ วดั เขา้ วากม็ าก ถา้ หากวา่
ศรัทธาญาติโยมเข้าวัดเขา้ วามาก จ�ำพวกปัจจยั ทัง้ ๔ มนั กห็ ลงั่ ไหลเข้าวดั มาก

ปัจจัยท้ัง ๔ ก็หมายถึง อาหารบิณฑบาต จวี รเครอ่ื งนุ่งห่ม กฏุ ทิ อี่ ยู่ท่ีอาศัย
คลิ านเภสชั หมายถงึ หยกู ยา ใครมากต็ ดิ มา ใครมากข็ นมาตามกำ� ลงั ศรทั ธาทเี่ กดิ ทนี ้ี
ถา้ หากวา่ คนเขา้ วดั เขา้ วามาก ปจั จยั ทงั้ ๔ กม็ าก เพราะใครมากต็ ดิ มา ใครมากถ็ อื มา

20

เพราะเขาไม่ค่อยจะมามือเปล่ากัน บางคนน่ีมามือเปล่า ก็ยังพูดยังบ่น นี่มาไม่ได้
เตรียมอะไรมาเลย เราก็เลยพูดว่า “ไม่ต้องเตรียมอะไรดอก เตรียมจิตเตรียมใจ
กพ็ อแลว้ ” ทกุ สงิ่ ทกุ อยา่ งมนั พอใชส้ มบรู ณบ์ รบิ รู ณไ์ มม่ อี ะไรบกพรอ่ งสกั อยา่ ง กบ็ อก
เขาอย่างนน้ั ก็บอกตามความจริง

ผลการปฏบิ ตั ภิ าวนา

ถ้าหากว่าพูดกันถึงสมัยก่อนในสมัยท่ีมันฝืดเคืองแร้นแค้น กับสมัยน้ีท่ีอุดม
สมบรู ณ์ พดู ถงึ ความเปน็ ไปในการปฏบิ ตั ใิ นการภาวนา ถา้ จะเทยี บกนั แลว้ ในฐานะทเี่ ปน็
คน ๒ สมยั สมยั ฝดื เคอื งสมยั ขาดแคลนสมยั นนั้ กเ็ รยี กวา่ ผา่ นมา สมยั ทเ่ี รยี กวา่ สมบรู ณ์
อนั นก้ี ม็ โี อกาสไดส้ มั ผสั กม็ โี อกาสไดร้ บั ความเจรญิ ไดร้ บั ความอดุ มสมบรู ณ์ เรยี กวา่
เปน็ คน ๒ สมัย ในเม่ือมาเปรียบเทียบแลว้ ในด้านการปฏบิ ัติ ในด้านความเปน็ ไป
ความเจริญในด้านจิตใจ หรือในด้านความจริงจังในข้อวัตรปฏิบัติ สู้สมัยฝืดเคือง
ไมไ่ ด้

อนั นก้ี อ็ ยา่ งทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ทา่ นตรสั ไวแ้ ลว้ ลาภสกั การะมนั ทำ� ลาย ลาภสกั การะ
มนั ฆา่ มนั ทำ� ลาย ทำ� ลายความเจรญิ ในดา้ นการปฏบิ ตั ิ ทำ� ลายความกา้ วหนา้ ไมใ่ หเ้ จรญิ
ไมใ่ หก้ า้ วหนา้ ขึ้น และมันท�ำลายความเจรญิ ท่ีมอี ยแู่ ลว้ แตย่ ังไมม่ ีความแน่นหนาพอ
ใหเ้ สยี หายไปหมด อตตี งั สญาณ อดตี ผ่านมาเป็นอยา่ งไร พระพุทธเจ้าทรงแจ่มแจง้
ไม่มีอะไรที่จะปิดบังในพระญาณของพระพุทธเจ้าที่จะไม่ทรงหยั่งรู้ไม่มี พูดถึง
อนาคตงั สญาณ อนาคตกาลขา้ งหนา้ พระญาณทจี่ ะทรงหยง่ั รหู้ ยงั่ เหน็ ของพระพทุ ธเจา้
ทรงแจม่ แจง้ ทพี่ ระพทุ ธเจา้ ตรสั พระธรรมเทศนาอะไรออกมา จงึ ไมม่ คี วามผดิ พลาด
เพราะพระพุทธเจา้ ทรงเอาสิ่งทร่ี ชู้ ดั เห็นชดั แจ่มแจ้งน้ันเอามาเทศนา

สักกาโรกา ปุริสัง หันติ ลาภสักการะฆ่าผู้ปฏิบัติธรรมไม่ให้เจริญก้าวหน้า
ฆา่ ผู้ปฏิบัตธิ รรมให้ตาย

21

ปจั จยั ๔ พออยู่พออาศยั
เรอื่ งการงานอะไรทง้ั หมด ทวี่ ดั ดอยฯ คดิ วา่ ครบ คดิ วา่ พรอ้ ม ทมี่ คี วามคดิ อยา่ งน้ี
เราไปพักอยู่ที่อื่นชั่วระยะ กลับมาถึงวัด เดินไปตรงไหนๆ รู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง
มนั พรอ้ มแลว้ ท่อี ยทู่ ี่อาศัยตรงไหนๆ เปน็ สถานทห่ี ลกี เร้นสงบวิเวก นำ�้ ด่ืม นำ�้ ใช้
นำ้� บรโิ ภค ตรงไหนกเ็ รยี กวา่ พอเปน็ ไปตามอตั ภาพ เรยี กวา่ ในปจั จยั ทจี่ ำ� เปน็ ทง้ั ๔ อยา่ ง
เรยี กว่าอยู่ในขนั้ ท่ีสะดวกสบายตามสภาพของนักบวช ไม่บกพร่อง
นบั ตงั้ แต่ เครื่องนุง่ ห่ม อยอู่ ยา่ งนกั บวชใชจ้ า่ ยอยา่ งนกั บวช เรียกวา่ พอเปน็ ไป
อยา่ งสบาย พดู ถงึ ว่า อาหารบณิ ฑบาต ถงึ จะไมเ่ หลอื เฟอื กเ็ รยี กวา่ พอเยียวยาตาม
อตั ภาพ พดู ถงึ ยา กเ็ รยี กวา่ พอเปน็ ไป แตจ่ ะใหม้ นั พอกบั ความตอ้ งการของกเิ ลสมนั ก็
ไมไ่ ด้ พดู กนั ถงึ วา่ ทอ่ี ยอู่ าศยั กพ็ ดู แลว้ พออยพู่ อเปน็ ไป ทกี่ นั แดดกนั ฝน พระพทุ ธเจา้
ทา่ นออกแสวงหาความเปน็ พระพทุ ธเจา้ ไมป่ รากฏวา่ มใี ครไปทำ� กระตอ๊ บ ไมม่ ใี ครไปทำ�
กฏุ ทิ พี่ กั กนั แดดกนั ฝน แตพ่ ระพทุ ธเจา้ ไมใ่ ชจ่ ะนอนตากฝนตากแดด กค็ งจะพงึ่ ตนเอง
ตามอัตภาพ จึงว่าในเม่ือเราคิดถึงในเร่ืองเหล่าน้ี จึงอยากจะสรุปว่า พอเป็นไป
ทกุ อยา่ ง

22

มุ่งรกั ษาไว้ซงึ่ ขอ้ ปฏิบตั ิ

ถา้ หากวา่ เทยี บกบั บางวดั ทว่ั ๆ ไปนี่ กเ็ รยี กวา่ อยใู่ นระดบั ทไ่ี มล่ า้ หลงั แตเ่ ราไมไ่ ด้
มองถึงว่าเร่ืองของวัดมีความส�ำคัญ เรามองข้อปฏิบัติ น่ันมีความส�ำคัญกว่าเร่ือง
ภายนอกมากนกั จงึ วา่ กำ� ลงั พยายามกวดขนั พยายามสอดสอ่ งดแู ลเตม็ สตกิ ำ� ลงั ความ
สามารถของเราทเี ดยี ว ที่จะใหค้ งไว้ ที่จะใหท้ รงอยซู่ ง่ึ ขอ้ วตั รปฏิบัติทีค่ รูบาอาจารย์
ทา่ นพาประพฤตปิ ฏบิ ตั นิ ี่ จะไมใ่ หห้ มดสน้ิ หรอื วา่ ไมใ่ หเ้ บาบาง หรอื วา่ ไมใ่ หถ้ อยหลงั
ตามสตกิ ำ� ลงั ของเราทจ่ี ะสามารถทรงเอาไว้ รกั ษาเอาไว้ เพราะเราเหน็ คณุ คา่ ของขอ้ วตั ร
ปฏบิ ัติ

ถา้ หากวา่ ไมม่ ขี อ้ วตั รปฏบิ ตั แิ ลว้ ไมม่ ดี อกความเปน็ พระเปน็ เจา้ ภายในจติ ในใจ
ถงึ กบั พดู อยา่ งนี้ ถงึ กับคดิ อย่างนี้นะ พูดอย่างไมอ่ าย ถ้าหากว่าไมม่ ีขอ้ ปฏบิ ัติแลว้ นี่
ความเปน็ พระเป็นเจา้ ไมม่ ใี นจติ ในใจ จติ ใจของศรทั ธาญาตโิ ยมชาวบ้านเป็นอยา่ งไร
จติ ใจของผบู้ วชกเ็ ปน็ อยา่ งนน้ั ถา้ หากวา่ ไมม่ ขี อ้ ปฏบิ ตั ิ จงึ วา่ ขอ้ ปฏบิ ตั เิ ทา่ นนั้ ทจ่ี ะสรา้ ง
จติ ใจของนกั บวชใหเ้ ปน็ พระเปน็ เจา้ ขนึ้ มาได้ ในเมอื่ เหน็ ชดั อยา่ งนแี้ ลว้ เราจะไปละเลย
ทำ� ให้เสียหายไป หรือว่าท�ำให้เส่ือมเสียไปในดา้ นข้อปฏิบตั ินนั้ มันเป็นไปไม่ได้

จงึ วา่ สอดส่องๆ พระก็เหมอื นกัน เณรก็เหมอื นกัน ตอ้ งพูดทันทีๆ ปลอ่ ยปละ
ละเลยเกรงอกเกรงใจ เหน็ อะไรตอ่ มอิ ะไรนี่ เราไม่เป็นอย่างนนั้ ถ้าไมพ่ ูดแล้วมันจะ
ตายจริงๆ นี่ มันคั่งค้างอยู่ในจิตในใจ ต้องพูด เพราะต่างคนต่างหวังดีด้วยกัน
ถ้าหากว่ามีความไม่ถูกต้องแล้วไม่พูดจาอันนั้นก็ไม่ได้ มันเป็นไปในทางท่ีเส่ือมเสีย
เปน็ ไปในทางเสยี หาย ไมส่ มกับทีเ่ ราหวงั ดีตอ่ กนั พ่ึงเป็นพ่งึ ตายตอ่ กัน จงึ ได้มาอยู่
ดว้ ยกันน่ี

23



พระธรรมเทศนา

พระธนากโร หลวงป่แู บน

25

“ ศลี สมาธิ ปญั ญา เปน็ มรรค เปน็ ขอ้ ปฏบิ ตั ิ เปน็ หนทาง หนทางไปไหน
หนทางทจี่ ะรจู้ ติ เหน็ จติ ชดั จติ ทเี่ หน็ ชดั นนั้ เปน็ จติ ทสี่ ะอาด เปน็ จติ ทมี่ กี าร
ขดั เกลาหลอ่ หลอม จติ ทม่ี กี ารขดั เกลาหลอ่ หลอมอยา่ งดดี ว้ ยจติ นนั้ เรยี กวา่
จติ มีธรรม คือมี ศลี สมาธิ ปญั ญา อบรม

จติ ในเมอื่ มธี รรมเปน็ เครอ่ื งอบรมหลอ่ หลอมอยา่ งดี จติ นน้ั จะเปน็ วมิ ตุ ตจิ ติ
จิตนัน้ จะเปน็ วมิ ตุ ติธรรม ขน้ึ มา ”

(๑ ส.ค. ๔๗)

ทางแหง่ มรรคผล
ศีล สมาธิ ปัญญา

27

 ศลี สงั วร 

ทางแห่งชวี ิตประเสริฐ

มนุษย์เปน็ สัตวป์ ระเสรฐิ เป็นสัตว์ท่ีมคี วามสามารถ เปน็ สตั ว์ทม่ี มี ันสมองเปน็
พเิ ศษ หากวา่ เอามาใชถ้ กู ทางและมคี วามเพยี รพยายามทจ่ี ะเอามาใชใ้ หย้ งิ่ สามารถท่ี
จะมีคุณธรรมอันวิเศษปรากฏเดน่ ชดั ใหบ้ รรดาเราๆ ได้ชมได้โดยไม่ตอ้ งสงสยั
เพราะของเหลา่ นเ้ี ปน็ ของมอี ยู่ เพราะความเพยี รความพยายามของเราไมพ่ อเทา่ นนั้
จงึ ไมส่ ามารถทจ่ี ะเปดิ ของทปี่ ดิ ไมส่ ามารถทจ่ี ะสลดั ของทป่ี ดิ ยกของทปี่ กคลมุ นอ่ี อก
ไปได้ มันกป็ ดิ อยู่อย่างน้ี ปกอยูอ่ ยา่ งนค้ี ลมุ อยูอ่ ย่างนี้
ปรารถนาแตพ่ ระนพิ พานฯ ก็ได้แตเ่ พยี งปรารถนากันเทา่ น้ัน จะปรารถนากัน
สกั เทา่ ไรกช็ า่ ง แตเ่ ราไมเ่ อาของทม่ี นั ปดิ พระนพิ พานเอาไวอ้ อกไป เรากไ็ มม่ โี อกาสถงึ
พระนพิ พานได้
โลกเขาเจรญิ มากเทา่ ไร นน่ั ละเครอื่ งมอื กำ� ลงั ของกเิ ลสเขายง่ิ มกี ำ� ลงั มากเทา่ นนั้
เขาสามารถท่ีดงึ จิตดึงใจของสัตว์โลกทง้ั หมดอยใู่ ต้อำ� นาจของเขา สตั ว์โลกทงั้ หมดน่ี
ไม่สามารถที่จะประมาณเอาได้ เพยี งแต่มนุษยน์ ส่ี ามารถท่ีจะประมาณเอาได้ เพราะ
เดยี๋ วนโี้ ลกมนั แคบ โลกมนั กวา้ งเทา่ เดมิ แตท่ นี ค้ี วามเจรญิ ของโลกนมี่ นั ทำ� ใหโ้ ลกแคบ
สามารถที่จะประมาณได้ คนในโลกมจี ำ� นวนใกลเ้ คียงเทา่ ไร ถ้าหากว่าบวกสัตวอ์ น่ื ๆ
เขา้ อกี นี่ไม่สามารถทจ่ี ะคำ� นวณไดว้ ่ามเี ทา่ ไร
แตส่ ตั ว์โลกจะมากมายขนาดไหนเพียงไรกช็ ่างเถอะ อยใู่ ต้อำ� นาจ อยใู่ นก�ำมือ
เขาหมด กิเลสเขามอี �ำนาจถงึ ขนาดนั้น

28

มแี ตพ่ ระพทุ ธเจา้ มแี ตพ่ ระอรหนั ตสาวกเจา้ เทา่ นน้ั ทพ่ี น้ จากอำ� นาจของกเิ ลสไปได้
ทำ� ไมทา่ นจงึ พน้ ไดเ้ ลา่ เพราะทา่ นมคี วามพากความเพยี ร เพราะทา่ นมคี วามพยายาม การทำ�
ความเพยี รของท่านท�ำจรงิ ๆ การปฏิบตั ธิ รรมของท่านกป็ ฏบิ ตั จิ รงิ ๆ ไม่ไดป้ ฏิบตั เิ ลน่
ไมไ่ ดป้ ฏบิ ตั เิ ปน็ พธิ ี ทมุ่ เทเอาชวี ติ ชวี าเขา้ แลกจรงิ ๆ เรยี กวา่ ทำ� จรงิ ๆ ทำ� เพอ่ื มรรคเพอ่ื ผล
ทำ� เพอ่ื อรรถเพอื่ ธรรมจรงิ ๆ ในเมอื่ ทา่ นทำ� เพอ่ื อรรถเพอ่ื ธรรมเพอื่ มรรคเพอื่ ผลจรงิ ๆ
อรรถธรรมมรรคผลทา่ นกไ็ ด้ เพราะท่านท�ำเพอ่ื อนั น้ันจรงิ ๆ

อยา่ งทท่ี า่ นกลา่ วเอาไว้ มีพระเถระองค์หนงึ่ เดินจงกรมอยู่ เดนิ ไปเดนิ มาล่ะ
ทีนี้เท้ามันพองเท้ามันก็แตก เลือดก็ไหลออกมา เลือดไหลออกจนกระท่ังเต็มทาง
เดนิ จงกรม ทา่ นกไ็ มไ่ ดเ้ ลกิ ตอ่ มาทา่ นไมส่ ามารถทจี่ ะเดนิ ได้ ทา่ นกล็ งคลาน ทา่ นไม่
ยอมเลกิ

ท�ำไมท่านจึงไม่เลิก ก็เพราะยังไม่ได้ส�ำเร็จมรรคผล เพราะท่านท�ำเพ่ือส�ำเร็จ
มรรคผลนี่ ทา่ นไมไ่ ดท้ ำ� เพอ่ื ถงึ เวลาพอสมควรแลว้ กเ็ ลกิ ไมท่ ำ� ถงึ เวลาพอสมควรแลว้
กน็ อน ท่านทำ� เพือ่ มรรคเพื่อผล ในเม่อื มรรคผลไมแ่ จง้ ให้ทา่ นรู้ทา่ นเหน็ ทา่ นก็ยงั
ไมย่ อมเลิก เดนิ จงกรมจนกระท่ังเทา้ แตกกย็ งั ไมย่ อมเลกิ จะเลกิ ยังไง เพราะทา่ นยงั
ไม่ไดส้ �ำเรจ็ มรรคผล คลานไปอกี เขา่ กแ็ ตก มอื ก็แตก ทา่ นก็ยงั ไม่ยอมเลกิ ท่านจะ
เลกิ ยงั ไง เพราะทา่ นไม่ได้ท�ำเพ่ือเอาเขา่ แตก ไม่ไดเ้ ดนิ เพอ่ื เอามือแตก ไม่ได้เดนิ เพือ่
เอาเท้าแตก เดนิ เพ่ือมรรคเพื่อผล

ในทีส่ ุด ท่านกไ็ ดส้ �ำเรจ็ มรรคผลจนได้ เพราะทา่ นท�ำเพอ่ื มรรคเพ่อื ผลน่ี

บรรดาเราๆ นี่ ถ้าหากวา่ ท�ำกนั อยา่ งน้ี ตอ้ งได้สำ� เร็จทุกคน เพราะมรรคผลมนั
มอี ยใู่ นเราดว้ ยกนั ทงั้ นน้ั ไมใ่ ชม่ อี ยเู่ ฉพาะในพระพทุ ธเจา้ ไมใ่ ชม่ อี ยเู่ ฉพาะพระอรหตั
อรหันต์องคส์ าวกของพระพทุ ธเจ้าเท่านน้ั มีอยใู่ นบรรดาเราๆ ดว้ ยกนั ทงั้ นั้น ทำ� จริง
มันกไ็ ดจ้ ริง ทำ� จริงมันกต็ ้องไดข้ องจริง จึงให้ทำ� จริงๆ ลงไปนี่ ท่มุ เทลงไปอยา่ งที่
พระเถระทา่ นทำ� เดนิ จงกรมจนเทา้ แตกกไ็ มเ่ ลกิ เขา่ แตกกไ็ มเ่ ลกิ มอื แตกกไ็ มเ่ ลกิ น่ี

ในท่ีสุด ท่านก็ได้สำ� เร็จมรรคผลสมความมงุ่ มาดปรารถนา (๘ ก.ค. ๓๓)

29

“ ...หนา้ ที่ของนกั บวช คอื ท�ำจติ ท�ำใจของเราน้ใี หห้ ่างไกลจากเร่ืองโลกๆ
เรอ่ื งโลกๆ ทง้ั หลาย กค็ อื เร่อื งกามเรอื่ งกิเลสทั้งนน้ั เราเปน็ นักบวชน่ี
ตอ้ งหนั หลงั ใส่ เราเปน็ ผทู้ ห่ี นั หลงั ใสเ่ รอ่ื งโลกนน่ั ละ่ เราบำ� เพญ็ หนา้ ทขี่ อง
นกั บวชอยา่ งถกู ตอ้ ง สมมฺ าสงกฺ ปโฺ ป ดำ� รทิ จ่ี ะออกจากกาม เปน็ ความดำ� รชิ อบ
เปน็ มรรคเปน็ ทางแห่งความตรัสรู้ เป็นทางแห่งมรรคผล ”

(๒๑ พ.ค. ๓๓)

30

เป็นนกั บวช

คำ� วา่ ลาภ เปน็ ส่ิงที่มคี ่า ยศ เปน็ สิ่งทม่ี ีคา่ เปน็ สิง่ ทีน่ ่าพงึ ปรารถนาอย่างยิ่ง...
แตเ่ ปน็ ของกเิ ลสนะ เปน็ ของกเิ ลสหรอื ของโลก เพราะเอาจรงิ ๆ จงั ๆ แลว้ ลาภ ยศ
สรรเสรญิ จะบวกอะไรๆ อกี หรอื เอาอะไรตอ่ มอิ ะไรมาคณู เขา้ ไปอกี ตวั เลขสงู ขนาดไหน
ส่ิงเหล่านน้ั จะเป็นทีพ่ ึ่งอันแทจ้ รงิ ไมไ่ ด้เลย
แล้วอะไรเป็นท่พี งึ่ น่ี... เราเป็นท่พี ่ึงแกเ่ รา ๑ นน่ั แล
เราพ่งึ เรา ถกู อยทู่ ีพ่ ึ่งพระพุทธเจ้า พ่งึ พระธรรม พงึ่ พระสงฆ์ พง่ึ ครบู าอาจารย์
พงึ่ แตก่ ต็ อ้ งเรานแ่ี หละพงึ่ เรา พุทฺธํ สรณํ คจฉฺ ามิ ธมมฺ ํ สงฆฺ ํ สรณํ คจฺฉามิ
เรากลา่ วอยู่ เราพดู อยู่ เราไมป่ ฏเิ สธพระพทุ ธเจา้ พระธรรม พระสงฆ์ เปน็ ทพ่ี ง่ึ ครบู า-
อาจารยเ์ ปน็ ทพี่ งึ่ ไมป่ ฏเิ สธ แตเ่ ราๆ เทา่ นน้ั ละ่ เปน็ ทพี่ งึ่ อนั แทจ้ รงิ แกเ่ รา ทพ่ี ดู อยา่ งนี้
ยง่ิ นานยงิ่ เดน่ ชดั ในความเหน็ น้ัน
จติ ของเรานแ่ี หละเปน็ ทพ่ี ง่ึ ของเรา เราสรา้ งคณุ ภาพจติ ของเราใหม้ มี าตรฐานสงู
เทา่ ไร จติ ของเรานนั่ ยงิ่ ไดเ้ ปน็ ทพ่ี งึ่ ของจติ ยงิ่ สงู ยงิ่ แนน่ หนา สงิ่ ทวี่ า่ ลาภ ยศ สรรเสรญิ
นี่ เคยพูดอยู่ว่ากองเทา่ กองโลกท้งั ก้อนนจ่ี ะว่าไม่มคี ่าเลย จรงิ ๆ เอ้า ถ้าพดู ใหช้ ัด
มคี า่ ... ก็เป็นเพยี งแต่วา่ เป็นของไดอ้ ยู่ ไดอ้ าศัยเท่าน้ัน จรงิ ๆ จังๆ แล้วทอี่ ยทู่ ี่อาศัย

๑ พุทธภาษิต อตฺตา หิ อตตฺ โน นาโถ โก หิ นาโถ ปโร สยิ า. ตนแลเป็นทพี่ ่ึงของตน บุคคลอืน่ ไรเลา่
พงึ เป็นที่พงึ่ ได.้ มใี น อัตตวรรค. ขทุ ทกนกิ าย คาถาธรรมบท (เลม่ ๒๕)

31

กพ็ งึ่ ไมไ่ ด้ เวลาปว่ ยไข้ จะเอาเงนิ ไป เอาทองคำ� กอ้ นใหญข่ นาดไหน เทา่ โลกอนั น้ี หรอื
ใหญ่กว่าโลกอันน้ี แล้วเอาคนป่วยคนไข้ไปนอนในกองเงนิ กองทองนั้น มนั หายไหม

(๒๘ ส.ค. ๕๔)

คดิ ถงึ พระรฐั บาล ลาออกจากบา้ น พอ่ แมไ่ มใ่ หไ้ ป ไปไดย้ งั ไง ใครกร็ เู้ ศรษฐใี หญ่
ในเขตนี้ ทรพั ยส์ นิ มากมายขนาดไหน มลี กู คนเดยี วแลว้ ใครจะดแู ล พดู กนั แตไ่ มต่ กลง
พอ่ ไมต่ กลง ลกู กไ็ มต่ กลง ในทส่ี ดุ ลกู กย็ น่ื เงอ่ื นไข ถา้ หากวา่ ไมใ่ หบ้ วชกไ็ มบ่ วช ไมไ่ ป
แตว่ ่าจะอดข้าว ไมก่ นิ ข้าว แลว้ ก็ไมก่ นิ จริงๆ น�้ำก็ไม่อาบนะ

วนั หนงึ่ พอ่ กถ็ ามคนใช้ วนั สองกถ็ ามคนใช้ วนั สามวนั สวี่ นั หา้ กถ็ ามคนใช้ กงั วล
เอ๊ะ มนั จะตายจริงๆ นะนี่ วันทหี่ กทเ่ี จด็ โอ้ ไม่ไดๆ้ มนั จะตาย.. ลูกชายทงั้ คน
จะปลอ่ ยให้ตายไดย้ ังไง กค็ ิด เอ้า มันอยากจะบวชก็ใหม้ นั บวชเสยี มนั เบอื่ มนั ยัง
จะกลับมาหรอก

กใ็ หค้ นใชไ้ ปบอก ถา้ จะไปบวชกไ็ ปเสยี พอ่ อนญุ าต นนั่ แตท่ พี่ อ่ พดู อยา่ งนนั้ ละ่
มนั่ ใจแลว้ ว่าไม่นานมันก็จะกลับมาหรอก ดกี ว่าปล่อยให้ตาย

เพราะก่อนหน้านี้ได้เคยไปฟังเทศน์พระพุทธเจ้า วันหนึ่งขณะอยู่ในปราสาท
มองเห็นคนเขาเดนิ ไปก็ไปถามเขา เอ๊ะ เขาไปไหนกัน เขาว่าไปฟังเทศนพ์ ระพทุ ธเจ้า
กอ็ ยากไปกบั เขา ไปฟงั แล้ว เขากลบั กันหมดก็ไม่ยอมกลบั เวลามโี อกาสก็ไปกราบ
พระพุทธเจ้าขออนุญาตบวช

“เอ้อ ดี.. ชีวิตการบวชเป็นชีวิตที่ประเสริฐสุด ชีวิตฆราวาสเป็นชีวิตที่มืดมน
โอกาสทจี่ ะกำ� จดั ความมดื ลำ� บากมากๆ เพราะความมดื นโี้ อกาสทจ่ี ะกำ� จดั มนั ยาก มแี ต่
ทคี่ วามมดื นน้ั จะพอกพนู เทา่ นนั้ มาเพมิ่ ความมดื งา่ ย แตจ่ ะกำ� จดั ความมดื ใหน้ อ้ ยลง
มันยาก แตใ่ หไ้ ปลาพอ่ ลาแมเ่ สียก่อน”

เม่อื พอ่ ยอมให้บวช กอ็ าบน้ำ� รับประทานอาหารแล้ว ก็ไปกราบขอบพระคณุ
คุณพอ่ คณุ แม่ ลาไปกราบพระพุทธเจ้า

32

ในเมอ่ื ไปถงึ พระพทุ ธเจา้ กท็ รงอนญุ าตใหบ้ วช เอหภิ กิ ขอุ ปุ สมั ปทา๒ พระพทุ ธเจา้
ทรงบวชไมไ่ ดย้ าก ทรงอนญุ าตใหบ้ วชแลว้ แลว้ เลย กไ็ ดบ้ วชสมตามปรารถนา บวชแลว้
ก็ศึกษาและเรียนข้อวัตรปฏิบัติ ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ เพราะบวชเพื่อเข้าไป
ปฏิบัติเพอ่ื ให้บรรลมุ รรคผลนิพพาน ในท่ีสุดกไ็ ดส้ �ำเรจ็ เปน็ พระอรหนั ต ์

กาลต่อมา ท่านไปโปรดโยมบิดามารดา ไปบิณฑบาตก็ไม่ได้ข้าวเสียด้วยซ�้ำ
เขาเห็นอยู่แต่เขาไม่สนใจ เขาจ�ำลูกชายเขาไม่ได้ ในเมื่อได้รู้จักทีหลังแล้วนี่ เขาก็
นิมนต์ท่านไปฉนั ที่บ้านในวันรุง่ ข้นึ

เหน็ พระลกู ชายออกจากบา้ นไปนาน กค็ ดิ วา่ อาจจะลมื วา่ ทรพั ยส์ นิ มมี ากขนาดไหน
กเ็ อาเงนิ มากอง เอาทองมากอง ทรพั ยส์ นิ ทมี่ อี ยเู่ อามากอง กองใหญข่ นาดไหนไมร่ ะบุ
เอามากองจนกระทง่ั เปน็ ทีน่ ั่งได้

พระลกู ชายไปยนื ดกู เ็ กดิ ความสลดสงั เวช โอ้ พอ่ เรานย่ี งั หนกั หนาอยมู่ ากทเี ดยี ว
ไมค่ ดิ แมแ้ ตน่ อ้ ยวา่ โลกเขามกี ารประหตั ประหารกนั ไดก้ เ็ พราะเงนิ ทองเหลา่ นี้ พอ่ ฆา่ ลกู
ลูกฆา่ พ่อเพราะสิ่งเหล่าน้ี

แล้วก็ไม่ยอมไปน่ังบนอาสนะที่ปูบนกองเงินกองทองนั้น ก็เพียงแต่พูดว่า
“โลกทง้ั หลายวนุ่ วาย สตั วโ์ ลกทงั้ หลายวนุ่ วายเดอื ดรอ้ นกนั กเ็ พราะคำ� วา่ เงนิ และทองนี้
หรือเพราะวัตถทุ ส่ี มมตุ กิ นั วา่ เงนิ ว่าทองนี้ ให้ขนไปทิ้งในมหาสมทุ รเสยี ” ท่ที ่านพดู
ไมใ่ ชเ่ ปน็ การพดู แสดงลเิ กละครนะ พระอรหนั ตพ์ ดู ออกจากใจทบี่ รสิ ทุ ธทิ์ งั้ นน้ั เพราะ
ใจทไี่ ม่บรสิ ทุ ธิไ์ ม่มใี นองคพ์ ระอรหนั ต์

เดยี๋ วนช้ี าวพทุ ธและไมใ่ ชช่ าวพทุ ธ เรยี กวา่ สตั วโ์ ลกดกี วา่ ยอมรบั กเิ ลสของเจา้ ของ
เทา่ นนั้ เปน็ ศาสดา ปฏบิ ตั ติ ามทกุ อยา่ ง ลาภ ไมว่ า่ ชาวบา้ นชาววดั ไมว่ า่ สลี ายสดี ำ� สขี าว

๒ เอหภิ กิ ขอุ ปุ สมั ปทา เปน็ วธิ อี ปุ สมบททพ่ี ระพทุ ธเจา้ ทรงประทานดว้ ยพระองคเ์ อง โดยการทรงเปลง่ พระวาจา
อนญุ าต (สำ� หรบั สาวกผทู้ ยี่ งั ไมบ่ รรลอุ รหตั ตผลนนั้ ทรงเปลง่ พระวาจาวา่ “ทา่ นจงเปน็ ภกิ ษมุ าเถดิ ธรรมอนั เรา
กลา่ วดีแลว้ จงประพฤติพรหมจรรย์เพ่อื ทำ� ท่ีสดุ ทุกข์โดยชอบเถดิ ” ) พระสาวกทีท่ รงอนญุ าตใหอ้ ุปสมบท
ดว้ ยวิธีนี้ เรียกว่า เอหภิ กิ ขุ พระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นเอหิภิกขุองค์แรก เป็นต้น

33

หรอื สีเหลอื ง ไม่ใชธ่ รรมดา ยศก็เชน่ เดยี วกัน ไม่ใชท่ ง้ั หมด ท่านผู้ที่เห็นส่ิงเหลา่ น้ี
เปน็ เครอ่ื งผกู เปน็ เครอ่ื งมดั เปน็ คกุ เปน็ ตะราง เปน็ คอกขงั ยงั มอี ยู่ ยง่ิ เหน็ เปน็ มตู ร
เปน็ คถู ยงั มอี ยู่ แตเ่ ปอรเ์ ซน็ ตน์ ี่ ลา้ นหนง่ึ จะหาสกั หนงึ่ นยี่ าก เปอรเ์ ซน็ ตข์ องสตั วโ์ ลก
รอ้ ยล้านแสนล้านจะมีสกั หนึ่งน่ียาก ในปริมาณของสัตว์โลกนับหวั ใจไม่ใช่นับรปู รา่ ง
ท่ีเรียกวา่ มนษุ ย์ มนุษย์ก็สัตว์โลก
นกั บวช กค็ อื บวชใจ อยา่ งใหเ้ หน็ วตั ถอุ ะไรตอ่ อะไรเปน็ ของเจา้ ของ โดยเฉพาะ
อยา่ งยิง่ วตั ถุ คือของเกดิ มาตายท่สี มมตุ ิกันว่ารา่ งกายของเราๆ อันนี้ ใหม้ ันชดั เจน
ให้มนั แจม่ แจ้ง ใหม้ ันชดั ว่าความจริงเขาเป็นอยา่ งไร ทั้งรูท้ ัง้ เห็นใหม้ ันแจ้งประจกั ษ์
ข้ึนมา ไมต่ อ้ งไปอยากปลอ่ ยอยากวาง อยากละอยากถอน ไมต่ ้องอยากไปเบื่อหน่าย
อจุ จาระ ถงึ จะเอาทองคำ� ไปหอ่ ไวก้ ช็ า่ ง ถา้ รชู้ ดั ๆ วา่ อนั นน้ั คอื อจุ จาระ จะไปยนิ ดี
ในกองอจุ จาระเปน็ ไปไมไ่ ด้ ของทไี่ มม่ อี ะไรเปน็ ตวั เปน็ ตน ไมม่ อี ะไรเปน็ อะไรแมแ้ ตน่ อ้ ย
จะวา่ เปน็ ตัวเป็นตนเป็นคน เป็นของเราไปวา่ ไม่ได้
นกั บวชคอื บวชใจ บวชใจ เราไมจ่ �ำเป็นต้องว่าบวชหนึ่งปี ไมจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งว่าบวช
หนงึ่ เดอื น บวชอยทู่ กุ วนั บวชทกุ วนั ๆ อยไู่ ปวนั หนง่ึ ๆ บวชจติ บวชใจเจา้ ของไปทกุ วนั ๆ

(๒๘ ส.ค. ๕๔)

34

ผู้ทีพ่ ยายามจะเอาชนะขา้ ศึก

การออกจากโลก.. เปน็ การกระทำ� ท่ที �ำได้ยาก

คิดดู คนที่คิดมาบวชมาเรียนมีเปอร์เซ็นต์ต่�ำมาก ถึงแม้นักบวชจะมีจ�ำนวน
เป็นหม่ืนเป็นแสน ถ้าหากเทียบกับจ�ำนวนชาวพุทธยังไกลกันมาก นี้ก็เรียกได้ว่า
การบวชเปน็ การกระท�ำได้ยาก ทนี ้สี ิง่ ท่ีท�ำไดโ้ ดยยากนน้ั เราพากนั ทำ� ไดแ้ ล้ว พากนั
ออกจากบ้านจากเรอื นจากเรอื่ งโลก เข้ามาถึงความเปน็ นักบวชอยา่ งสมบรู ณ์

แตค่ ำ� วา่ สมบรู ณ์ ในทนี่ ี้ สมบรู ณใ์ นทางสมมตุ กิ นั เทา่ นนั้ ถงึ จะมกี ารบวชอยา่ ง
ถกู ตอ้ งตามหลกั ธรรมวนิ ยั การบวชนน้ั กเ็ ปน็ เพยี งพธิ ที เ่ี รยี กวา่ สมมตุ กิ นั ขน้ึ สมมตุ ใิ ห้
เป็นนกั บวช สมมุติใหเ้ ป็นบรรพชิต สมมุติเปน็ การอปุ สมบท

การสวดญตั ตจิ ตตุ ถกรรมยกอนปุ สมั บนั ใหเ้ ปน็ อปุ สมั บนั ๑ กเ็ ปน็ การสวดสมมตุ ิ
เปน็ พระเปน็ อปุ สมั บนั ก็เป็นอย่างสมมตุ ิ เรยี กกันหรอื สมมุตใิ หก้ นั เปน็

แต่คำ� วา่ สมมุติ กม็ ีความหมาย สมมุตกิ ็มีความสำ� คญั อยมู่ าก มีความสำ� คัญ
เพราะคณะสงฆม์ มี ตเิ ปน็ เอกฉนั ท์ มมี ตเิ ปน็ อนั หนงึ่ อนั เดยี วกนั ยกบคุ คลนนั้ ๆ ยกเราๆ

๑ ญัตติจตุตถกัมมอุปสัมปทา คือ การอุปสมบทท่ีทรงอนุญาตให้คณะสงฆ์ยอมรับการเข้าหมู่อย่างเป็น
เอกฉันท์ โดยมกี ารตั้งญตั ติ สวดอนุสาวนา และขอมติอกี ๓ หน ซง่ึ เป็นวิธีอุปสมบททีใ่ ชก้ ันอยู่ในปจั จบุ นั
ผทู้ อี่ ปุ สมบทแลว้ เรยี กวา่ อปุ สมั บนั ไดแ้ ก่ ภกิ ษุ และภกิ ษณุ ี สว่ นผทู้ ไี่ มไ่ ดเ้ ปน็ ภกิ ษุ (สามเณร และคฤหสั ถ)์
เรยี กวา่ อนุปสัมบนั

35

น้ีเป็นพระในพุทธศาสนาถูกต้องตามหลักพุทธบัญญัติ อันน้ีมีความส�ำคัญอย่าง
มากมายทเี ดยี ว แต่มีความส�ำคญั อยใู่ นข้นั สมมุติ เราเปน็ พระสมบูรณ์แล้ว แตก่ เ็ ปน็
การสมมตุ กิ นั ขน้ึ โดยคณะสงฆส์ มมตุ เิ ราขนึ้ คณะสงฆส์ มมตุ ใิ หเ้ ราเปน็ คณะสงฆม์ มี ติ
เป็นเอกฉนั ท์ ยกเราๆ น้ีใหเ้ ปน็ พระในพระพทุ ธศาสนา พระในพระพทุ ธศาสนาเป็น
ของท่มี คี ่ามาก เปน็ ของทมี่ ีคา่ สงู

เราจะต้องพากันระมัดระวัง เราจะต้องพากันรักษาเต็มสติก�ำลังความสามารถ
ของเรา รกั ษายิ่งชวี ิต (๑๘ เม.ย. ๓๑)

การสมมุติเป็นนักบวช เป็นวิธีการเพ่ือจะให้มีโอกาสศึกษาและปฏิบัติได้อย่าง
เตม็ ที่ และมีโอกาสจะได้ดูจติ ดใู จของตนเองไดม้ าก การเปน็ ฆราวาสมกี ารเก่ยี วข้อง
มหี นา้ ทมี่ กี ารงาน มภี าระท่ีจะตอ้ งรับผิดชอบบรหิ ารมาก โอกาสทจ่ี ะมองเห็นจติ ใจ
มีโอกาสเหน็ ไดย้ าก เพราะวา่ สิง่ แวดลอ้ มท่ีเกยี่ วข้องเปน็ ประจำ� ๆ น้นั สิ่งทเี่ กยี่ วขอ้ ง
เหลา่ นน้ั มาเปน็ อารมณข์ องใจ๒ ใจกไ็ มม่ โี อกาสทจ่ี ะมองถงึ หรอื มองใหเ้ หน็ ใจได้ เพราะ
อยู่กับส่งิ ท่ีมาเกี่ยวข้องกับใจ ต้องบรหิ ารในเรอื่ งทมี่ าเกย่ี วขอ้ งกบั ใจนน้ั ตลอดวัน

การเป็นนักบวชจึงมีโอกาสได้มองใจเห็นใจชัด ในเม่ือมองใจเห็นใจชัดแล้ว
กม็ โี อกาสทจี่ ะมองเหน็ สง่ิ ทจ่ี ะเปน็ ขา้ ศกึ กบั ใจ มโี อกาสทจ่ี ะละสงิ่ ทเ่ี ปน็ ขา้ ศกึ กบั ใจนน้ั
ไดด้ ว้ ยขอ้ ปฏบิ ตั ิ นกั บวชยงั มโี อกาสทจ่ี ะศกึ ษาและปฏบิ ตั เิ พอ่ื ทจี่ ะละสง่ิ ทเี่ ปน็ ขา้ ศกึ แก่
ใจน้นั ไดม้ ากกวา่ ชวี ติ ฆราวาส

คนเราไม่ว่าชาติช้ันวรรณะไหน สิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ใจมีอยู่ทุกรูปทุกนาม ชีวิต
นกั บวชจงึ เปน็ วธิ กี ารใหไ้ ดม้ โี อกาสมองเหน็ สงิ่ ทเ่ี ปน็ ขา้ ศกึ แกใ่ จไดช้ ดั ไดร้ จู้ กั วา่ อะไร
เป็นข้าศึกที่เป็นอันตรายแก่ใจ แล้วมีโอกาสที่จะสลัดข้าศึกด้วยความขยันความ
พากเพยี ร และผลกั ดันข้าศกึ ทม่ี อี ยู่ในใจให้ถอยพ้นไปจากขอบเขตของใจได้

๒ อารมณ์ของใจ ในที่นีห้ มายถงึ ส่งิ ทีม่ าหน่วงเหนย่ี วจิตใจให้เกย่ี วข้องหรอื หมกมนุ่ อยใู่ นสิ่งน้ัน

36

จงึ วา่ ทกุ คนมโี อกาสศกึ ษาและประพฤตปิ ฏบิ ตั ไิ ดท้ ง้ั นน้ั ในเมอื่ มคี วามพยายาม
ทจ่ี ะเอาชนะขา้ ศกึ และมคี วามพยายามทจี่ ะกำ� จดั ขา้ ศกึ มคี วามพยายามทจี่ ะผลกั ดนั
ขา้ ศกึ มโี อกาสทจ่ี ะพน้ จากขา้ ศกึ ไดท้ ง้ั นน้ั ไมเ่ ลอื กชาตชิ นั้ วรรณะไหน เพราะสง่ิ ทเี่ ปน็
ข้าศกึ แก่ใจมีดว้ ยกนั ทัง้ นน้ั
ในเมอื่ มโี อกาสศกึ ษาวธิ กี ารทจี่ ะกำ� จดั ขา้ ศกึ และมคี วามพยายามทจี่ ะกำ� จดั ขา้ ศกึ
ให้ถูกตอ้ งตามวธิ กี าร กส็ ามารถท่จี ะกำ� จัดขา้ ศึกนั้นได้
ธรรม.. เปน็ ประชาธิปไตย เสมอภาค เรียกวา่ เป็น ธรรมาธิปไตย ไมเ่ ลอื ก
บคุ คลใดบุคคลหนงึ่ เด็กก็สามารถ ผใู้ หญก่ ส็ ามารถ หญงิ กส็ ามารถ ชายก็สามารถ
นักบวชฆราวาสสามารถทั้งนั้น ในเม่ือมีความพยายามท่ีจะสลัดข้าศึกท่ีมีอยู่ในใจ
และพยายามท�ำใจให้สงบ เพ่ือมองเห็นข้าศึกให้ชัด ในเมื่อมองเห็นข้าศึกชัดแล้ว
กพ็ ยายามท่จี ะเอาชนะขา้ ศกึ ให้ได้ ก็มีโอกาสท่จี ะเป็นผ้ทู ี่ปลอดภยั ปราศจากขา้ ศกึ
มารบกวนจติ ใจอกี ต่อไป (๓ มี.ค. ๓๗)

37

เป็นพระกรรมฐาน

ค�ำว่า “พระกรรมฐาน” เปน็ คำ� พูดทง่ี ดงามอยา่ งยิง่
เราๆ ใหเ้ ปน็ พระกรรมฐานจรงิ ๆ คอื ทำ� ใจของเราใหอ้ ยกู่ บั กรรมฐาน ถา้ หากวา่
เราเป็นพระกรรมฐานแลว้ เอาใจของเราไปอยู่ท่อี ื่น ไมส่ นใจในกรรมฐาน เอาใจออก
นอกกรรมฐาน จะไม่ถกู ตอ้ ง จะไมถ่ ูกกบั คำ� ท่โี ลกเขาพดู กันว่า “เป็นพระกรรมฐาน”
พระกรรมฐาน ใจต้องอยู่กบั กรรมฐาน ฝังลึกแนบแน่นอยใู่ นกรรมฐานจรงิ ๆ
ผมกเ็ ปน็ กรรมฐาน ขนกเ็ ปน็ กรรมฐาน เลบ็ กเ็ ปน็ กรรมฐาน ฟนั กเ็ ปน็ กรรมฐาน
หนงั กเ็ ปน็ กรรมฐาน “ตจปญั จกกรรมฐาน” กห็ มายถงึ ผม ขน เลบ็ ฟนั หนงั ทงั้ หา้ นี้
อาการสามสบิ สองทงั้ หมดเปน็ ลำ� ดบั ตอ่ ไป ลว้ นแตเ่ ปน็ กรรมฐาน พระกรรมฐานจะตอ้ ง
ฝงั จติ ฝงั ใจลงไปอยูใ่ นกรรมฐานของเรา
เร่ืองการเดินจงกรมน่ังสมาธิ อันน้ีเป็นเร่ืองท่ีส�ำคัญที่สุด เรื่องการพิจารณา
กรรมฐาน ผม ขน เลบ็ ฟัน หนงั ใหเ้ หน็ เปน็ ของปฏกิ ูล๑ ให้เห็นเปน็ ของท่ีไม่สะอาด
ใหเ้ ห็นเปน็ ดนิ เปน็ น้ำ� เป็นลม เป็นไฟ อนั น้มี คี วามจำ� เปน็ ทีจ่ ะต้องรีบพจิ ารณาให้รู้
ใหเ้ หน็ กนั ใครรใู้ ครเหน็ แลว้ กต็ อ้ งพจิ ารณาใหม้ าก เพอื่ ทจ่ี ะไดแ้ จม่ แจง้ ขน้ึ เพอ่ื ใหแ้ จง้
เพอื่ ให้ชัดข้ึน ใครยังไม่รูไ้ มเ่ หน็ กร็ บี เรง่ เข้า

๑ ปฏิกูล หรือ ปฏิกกฺ ลู แปลว่า สกปรกน่ารงั เกยี จ

38

ถ้าหากว่าไม่รู้ไม่เห็นอันน้ีแล้ว จิตใจไม่มีโอกาสที่จะเข้าถึงความเป็นนักบวช
ไมม่ โี อกาสทจี่ ะเขา้ ถงึ ความเปน็ พระเปน็ เณรขนึ้ ได้ ตอ้ งเหน็ กรรมฐาน ตอ้ งรกู้ รรมฐาน
ตามความเปน็ จรงิ เสียก่อน จิตใจจึงเขา้ ถงึ ความเป็นพระ ถา้ หากว่าไม่รู้ไมเ่ หน็ ไม่มุ่ง
ในการศึกษากรรมฐานแล้วไม่มีโอกาสท่ีจะรู้จะเห็นได้ เป็นพระก็เป็นแต่โกนศีรษะ
เทา่ น้นั ซง่ึ เปน็ เรือ่ งทเี่ ราก็ไมต่ ้องการกนั

เราตอ้ งการโกนทงั้ ศรี ษะ ตอ้ งการโกนทงั้ จติ ใจดว้ ย โกนเครอื่ งรงุ รงั ใหอ้ อกจาก
จติ จากใจใหห้ มดสน้ิ จติ ใจทโ่ี กนเครอ่ื งรงุ รงั ปลดเปลอ้ื งสงิ่ ทร่ี งุ รงั ในจติ ในใจออกไป
ไดแ้ ลว้ จติ ใจดวงนนั้ เปน็ พระ เราๆ ตอ้ งการใหเ้ ปน็ พระทงั้ กายและทงั้ ใจดว้ ยกนั ทงั้ นน้ั
จึงให้พากันรีบเรง่

อะไรทจ่ี ะเปน็ ธรรมเครอ่ื งโกนศรี ษะ โกนเครอ่ื งรงุ รงั ออกจากจติ จากใจ รบี พากนั
เอามาบำ� เพญ็ เอา ผม ขน เลบ็ ฟนั หนงั อนั นล้ี ะ่ ถา้ หากวา่ เราไมร่ บี พากนั ปลดเปลอื้ ง
ด้วยวิธพี จิ ารณาให้รู้ชดั เห็นชดั ผม ขน เลบ็ ฟนั หนงั นลี้ ่ะ จะเปน็ ส่งิ ที่ทำ� ให้จติ ใจ
ของเรารุงรัง สัตว์โลกทั้งหมดทกุ จติ ใจจะว่าสตั ว์โลกชนดิ ใดกช็ ่าง มแี ต่ ผม ขน เลบ็
ฟัน หนัง อนั น้ีเป็นเครอ่ื งรุงรงั จิตใจของสตั ว์โลก

นักบวชเราอยู่ในฐานะท่ีมีโอกาสมากท่ีจะสลัดและขัดเกลาเครื่องรุงรังออกจาก
จิตจากใจจนเครอ่ื งรงุ รังนั้นหมดสน้ิ ไป กม็ โี อกาสทีจ่ ะเป็นไปได้ แตถ่ ึงเราจะมโี อกาส
มากมายสกั เทา่ ไรกช็ า่ ง แตค่ วามพยายามของเราไมม่ ี ไมม่ คี วามพยายามทจ่ี ะใชโ้ อกาส
อนั นน้ั ใหเ้ ปน็ ประโยชน์ กไ็ มม่ โี อกาสทจ่ี ะสลดั ออกได้ จติ ใจกจ็ ะยงั คงรงุ รงั อยอู่ ยา่ งนนั้
เหมอื นกบั ศีรษะทีไ่ มไ่ ดโ้ กน หาความสะอาดความงดงามไม่ได้

พากนั สนใจใหม้ าก ใหม้ คี วามพยายามฝงั จติ ฝงั ใจของเราอยใู่ นกรรมฐานใหย้ ง่ิ
ในอริ ยิ าบถทงั้ สไี่ มใ่ หใ้ จคลาดเคลอื่ นจากกรรมฐาน อยา่ เผลอ เจา้ กเิ ลสมนั คอยจะทำ�
จิตท�ำใจของเราให้เผลอ สิ่งที่จะมาท�ำให้จิตให้ใจของเราเผลอมีอยู่มาก ถ้าหากว่า
ความแน่นหนาม่นั คงในจิตในใจของเราอยู่กับกรรมฐานไมพ่ อ น่ี มันจะต้องดงึ จิต
ดึงใจของเราใหเ้ ลอื่ นลอยไปในทางอนื่ ได้

39

ผทู้ จ่ี ะไดร้ บั ประโยชนใ์ นการศกึ ษาในการปฏบิ ตั ิ ผนู้ น้ั จะตอ้ งเปน็ ผทู้ ใ่ี สใ่ จจรงิ ๆ
ใสใ่ จทกุ สงิ่ ทกุ อยา่ ง ผนู้ นั้ จะเหน็ ประโยชน์ และจะไดร้ บั ประโยชนใ์ นการศกึ ษาในการ
ประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ ในการบวชการเรยี น ถ้าหากว่าไม่ใส่ใจ.. นี่ ไม่ใส่ใจ อยา่ บวชเสยี
ดีกวา่ ถ้าหากว่าบวชแล้ว กร็ ีบสึกหาลาเพศไปเสีย จะไม่รกวัดรกวา ไม่เปลอื งข้าว
ชาวบ้าน
ความจริงเปน็ อย่างนี้ นี่เอาความจริงมาพูด แต่นี่อาจจะเปน็ ค�ำที่หนัก หรือคำ� ท่ี
ไม่น่าจะพดู แต่ค�ำทพ่ี ูดแล้วเป็นความถูกต้อง อันนน้ั เราต้องยอมรบั
เรายอมรับเพราะเราเปน็ ผทู้ ี่เคารพตอ่ พระสัทธรรม๒ (๑๕ ก.ค. ๓๒)

๒ พระสัทธรรม แปลว่า ธรรมของคนดี ในท่นี หี้ มายถงึ แก่นของพระพุทธศาสนา อันประกอบดว้ ย ปรยิ ัติ
สัทธรรม (ไดแ้ ก่ พระพุทธพจน)์ ปฏิบตั ิสัทธรรม (ไดแ้ ก่ ไตรสกิ ขา) ปฏเิ วธธรรม (ไดแ้ ก่ มรรค ผล
นิพพาน)

40

ฐานทต่ี งั้ ของมรรคและผล

ครูบาอาจารย์ท่านเคยมาสนทนากัน กรรมฐานแปลว่าอะไร มาแปลกันอยู่
ตรงนี้ละ่ ๑ มีหลายองคห์ ลายท่าน มที ่านเจา้ คุณพระธรรมเจดยี ์เป็นประธาน
ในทสี่ ดุ ทา่ นกแ็ ปลกนั วา่ “กรรมฐาน เปน็ ฐานทตี่ งั้ ของมรรคและผล” ทา่ นแปลวา่
อยา่ งนนั้ ๒ กรรมฐานเปน็ ฐานทต่ี งั้ ของมรรคและผล เปน็ ฐานทต่ี ง้ั ของคณุ ธรรม เปน็ ฐาน
ที่ตัง้ ของคณุ งามความดที กุ อยา่ ง เรยี กว่าเป็นฐานท่ตี ั้งของมรรคและผลนี่
เราตอ้ งการมรรคตอ้ งการผล อะไรเปน็ ฐานทตี่ ง้ั อะไรเปน็ ฐานทจี่ ะสรา้ ง อะไรเปน็
ฐานทจี่ ะใหเ้ กดิ ซง่ึ มรรคและผล ใหร้ วมลงไปในจดุ นน้ั มงุ่ มนั่ ลงไปในจดุ นน้ั อยา่ ถอน
จิตถอนใจออกจากจุดน้ัน ถ้าหากว่าถอนจิตถอนใจให้ออกจากจุดท่ีจะสร้างเราให้
เป็นพระ สร้างเราให้ถงึ มรรคถงึ ผล น่นั ละ่ เราเปน็ ผู้ประมาทมัวเมา
ค�ำวา่ ประมาทมัวเมา กค็ อื ปลอ่ ยจิตปลอ่ ยใจออกจากจุดทจี่ ะสรา้ งเราใหเ้ ขา้ ถงึ
ความเปน็ พระ มีแต่กรรมฐานเท่าน้ที ีจ่ ะสร้างเราใหเ้ ข้าถงึ ความเปน็ พระได้ ถา้ หากวา่

๑ หมายถงึ ณ วัดดอยธรรมเจดีย์
๒ ความหมายของ กรรมฐาน หรอื กมมฺ ฏ€ฺ าน ตามบาลภี าษา คอื อารมณอ์ นั เปน็ ทต่ี งั้ แหง่ การทำ� งานของจติ
หรอื ทใี่ หจ้ ติ ทำ� งาน คอื อบุ ายหรอื สง่ิ ทนี่ ำ� มาใหจ้ ติ กำ� หนดเปน็ อารมณใ์ นการเจรญิ ภาวนาเพอ่ื ชกั นำ� ใหเ้ กดิ สมาธิ
และพิจารณาเจริญปัญญาต่อไป

41

เราไม่รู้ไม่เห็นกรรมฐานแล้ว เราเป็นพระก็เป็นสักแต่ว่าค�ำพูด แต่จิตใจมันไม่เป็น
อยา่ งคำ� ทีพ่ ดู กนั เพราะไม่เห็นกรรมฐาน ไมแ่ จ้งชดั ในกรรมฐาน
กรรมฐานอนั นเ้ี ปน็ สง่ิ ทป่ี ระเสรฐิ สดุ โบราณาจารยท์ า่ นจงึ วางเอาไว้ การบวชการ
บรรพชาอปุ สมบท ตอ้ งมกี ารบอกกรรมฐานกนั ทกุ ครงั้ และตอ้ งมกี ารสอนกรรมฐานกนั
เสียกอ่ น ก่อนท่จี ะนงุ่ ห่มผ้าไตรจีวรกาสาวพัสตร์ นกี่ ็แสดงวา่ กรรมฐานเป็นรากฐาน
ของพระพทุ ธเจา้ เปน็ รากฐานของผทู้ จ่ี ะทรงผา้ กาสาวพสั ตร์ จงึ ใหพ้ ากนั สนใจ ใหเ้ นน้
หนกั ลงไปในรากฐานอนั นี้ ในศนู ยท์ เ่ี กดิ ของมรรคและผลนี้ ในศนู ยท์ เ่ี กดิ ของพระนี้
คำ� วา่ พระ ในทน่ี หี้ มายถงึ จติ ใจ จติ ใจทเ่ี ปน็ พระเปน็ เจา้ จติ ใจทจี่ ะเขา้ ถงึ ความ
เป็นพระเปน็ เจ้าน่ี ตอ้ งแจง้ ชดั ในกรรมฐานเสียก่อนท้ังนั้น ถ้าหากว่ายังไม่แจ้งชัดใน
กรรมฐาน ยังลมุ่ หลงในกรรมฐานอยู่ จิตใจจะเป็นพระไดย้ ังไง
จึงให้พากันเข้าใจ เป็นโอกาสท่ีเราจะประกอบความพากความเพียรกันให้เต็ม
สตกิ ำ� ลงั ความสามารถ อยา่ ปลอ่ ยใหค้ วามขเ้ี กยี จขค้ี รา้ นความมกั งา่ ยมาดงึ เราออกไป
นอกลู่นอกทาง นอกจุดท่ีจะยังมรรคยังผลยังคุณธรรมให้เกิดให้มีข้ึนในจิตในใจ
ของเรา (๑๗ ก.ค. ๓๒)

42

งานประเสรฐิ

พระกรรมฐานต้องเปน็ นักตอ่ ส้นู ะ
เมอ่ื ครพู่ ดู ไปวา่ พระเรากเ็ ปน็ ทหาร ทหารภายนอกเขากย็ งั นง่ั เปน็ แถวยนื เปน็ แถว
พระเรากเ็ ปน็ ทหารเหมอื นกนั ทหาร ในทนี่ ห้ี มายถงึ วา่ ตอ่ สกู้ บั ขา้ ศกึ คอื กเิ ลส ตอ่ สกู้ บั
ความมดื ความดำ� ทมี่ นั มดื มนั ดำ� ประจำ� จติ ประจำ� ใจของเราทม่ี นั ครอบงำ� จติ ใจของเรา
นี่ ตอ่ สกู้ บั ขา้ ศกึ ความมดื ความดำ� อนั นี้ ใหค้ วามมดื ความดำ� อนั นข้ี าดจากจติ จากใจ หรอื
ยอมถอยออกไปนอกเขตแดน นอกประเทศชาติ คือนอกดวงจติ ดวงใจของเราน่ี
พระเรา.. พระกรรมฐาน ก็เปน็ ทหารเหมอื นกัน ไมใ่ ชเ่ ปน็ ทหารแตท่ ่เี ขาสะพาย
ปนื หรอก ปนื ของเรากม็ ี ปนื ของเรากค็ อื สติ คอื ปญั ญา ศลี กเ็ ปน็ อาวธุ สมาธกิ เ็ ปน็ อาวธุ
ปญั ญากเ็ ปน็ อาวธุ เปน็ ธรรมาวธุ ทจ่ี ะประหารขา้ ศกึ คอื ความมดื ไดท้ งั้ นนั้ (๑๗ ก.ค. ๓๒)
งานของเราคืองานฆา่ กิเลส
เพราะพระพทุ ธเจ้าทรงบอกงานใหน้ กั บวชทำ� ก็คือ งานฆา่ กิเลส กิเลสมันอยู่ใน
หวั หรือ มันอยูใ่ นแข้งในขา อย่ใู นตับไตไสพ้ ุง อยใู่ นกระดกู หรอื อยูใ่ นผม ในขน
ในเลบ็ ในฟนั ในหนังหรือ

43


Click to View FlipBook Version