The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลวงปู่แบน ธนากโร วัดดอยธรรมเจดีย์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-02-22 20:12:11

หลวงปู่แบน ธนากโร

หลวงปู่แบน ธนากโร วัดดอยธรรมเจดีย์

กนิ ของทง้ิ แลว้ ก็เป็นของทงิ้

เรอ่ื งกนิ เปน็ เรื่องใหญ่ เป็นเร่อื งประจ�ำโลก

เรอื่ งกนิ ขาดจากโลกไมไ่ ด้ โลกขาดจากการกนิ โลกกไ็ มม่ อี ะไรเหลอื พระพทุ ธเจา้
จงึ ทรงสอนเรอ่ื งการกนิ ทรงใหร้ จู้ กั ประมาณในการกนิ ถา้ ไมร่ จู้ กั ประมาณในการกนิ
การปฏบิ ัติธรรมก็ขัดขอ้ ง

ในโอวาทปาฏโิ มกขต์ รสั เรอื่ ง โภชเนมตั ตญั ญตุ า มตตฺ ญญฺ ตุ า จ ภตตฺ สมฺ  ึ ๑ กใ็ ห้
รจู้ กั การประมาณในเรอ่ื งการกนิ การบรโิ ภคหรอื เรอ่ื งภตั ตาหารขนาดไหนพอดี เราเอา
การปฏบิ ตั ธิ รรมของเราเปน็ เครอื่ งวดั เดนิ จงกรมกส็ บาย นงั่ สมาธกิ ส็ บาย เดนิ จงกรม
กเ็ บา นง่ั สมาธกิ เ็ บา ขณะนน้ั ละ่ พอดเี ราเอาการภาวนานเ้ี ปน็ เครอื่ งวดั อยา่ เอาความหวิ
อยา่ เอาความอยาก อย่าเอาท้อง เป็นเครื่องวดั เอาความหวิ มันกไ็ ดแ้ ตเ่ รื่องกนิ เปน็
เครอ่ื งวดั ถา้ หากวา่ เอาเรอื่ งปากเรอ่ื งทอ้ งเปน็ เครอ่ื งวดั มนั กจ็ ะไดแ้ ตเ่ รอื่ งปากเรอ่ื งทอ้ ง
เรอื่ งธรรมมนั ไม่ได้

การภาวนาไมใ่ ช่เพยี งการกำ� หนดลมหายใจเขา้ หายใจออก ไมใ่ ชแ่ ค่การภาวนา
พทุ โธ ธมั โม สงั โฆ อยา่ งเดยี ว การภาวนาเปน็ การแกอ้ ารมณ์ อบุ ายอนั ไหนเปน็ วธิ กี าร
ทจ่ี ะแก้อารมณ์ วธิ กี ารอยา่ งไรที่จะเป็นวธิ ีการแกก้ ิเลส การกระทำ� อย่างนั้นเปน็ การ

๑ มตตฺ ญญฺ ตุ า จ ภตตฺ สมฺ ึ เปน็ ผรู้ จู้ กั ประมาณในการบรโิ ภค. มใี น พทุ ธวรรค, ขทุ ทกนกิ าย คาถาธรรมบท
(เลม่ ที่ ๒๕)

194

ภาวนาท้งั นัน้ จงึ ให้แกเ้ ราอยเู่ สมอ เพราะค�ำสอนของพระพุทธเจ้าทรงสอนให้แกเ้ รา
แกก้ เิ ลสความอยากเรอ่ื งอาหารของเรา มนั ตอ้ งแกด้ ว้ ยการพจิ ารณาอาหารใหม้ นั รจู้ กั
ใหม้ นั เห็นว่าความจริงของอาหารเขาเปน็ อย่างไร

กอ่ นทจ่ี ะกนิ ใหพ้ จิ ารณาอาหารเสมอ พจิ ารณาทกุ ครง้ั อาหารทกุ สง่ิ ทกุ อยา่ งไมไ่ ด้
บอกวา่ เขาเปน็ อะไร ไมไ่ ดบ้ อกวา่ เปน็ แกง เปน็ ผดั เปน็ ตม้ เปน็ ทอด แมแ้ ตค่ ำ� วา่ เปน็
อาหาร เขาก็ไมไ่ ดบ้ อกวา่ เขาเป็นอาหาร แตเ่ ราก็สมมตุ ิเรยี กกนั ว่าเปน็ อาหาร เขาเป็น
เพยี งสง่ิ ทเี่ ยียวยาเปน็ ประโยชนต์ ่อรา่ งกายให้ผ่านไปไดว้ นั หนึง่ ๆ เทา่ นัน้

ที่โลกเขาสมมุติว่าเป็นอาหารอันน้ันๆ มีค่าสูงอย่างน้ันๆ มีความเอร็ดอร่อย
อยา่ งนนั้ ๆ กนิ เขา้ ไปผา่ นลำ� คอเขา้ ไปแลว้ มนั มรี สชาตไิ หม กนิ เขา้ ไปผา่ นลน้ิ แลว้ เอามอื
ลว้ งคอใหม้ นั ออกมาแลว้ จะเปน็ อยา่ งไร จะมคี วามประณตี ตกคา้ งอยบู่ า้ งหรอื เปลา่ มนั ก็
ของทง้ิ ดีๆ นี่

เพราะทก่ี นิ นนั้ เรากนิ ของทงิ้ ทงั้ นนั้ อาหารทอ่ี ยใู่ นบาตรอยใู่ นภาชนะ เราดลู งไป
ในบาตรแลว้ เราไม่กิน ทง้ิ ไวอ้ ย่างนัน้ มันยังจะเปน็ อาหารได้ไหม ในที่สุดอาหารน้นั
กเ็ นา่ ทง้ิ เรยี กวา่ ทกี่ นิ ลงไปนนั้ กนิ ของทง้ิ ทงั้ นนั้ ถงึ เรากนิ เขา้ ไป เขากไ็ มไ่ ดบ้ อกวา่ เขา
เปน็ อาหาร เขาก็เปน็ ของเขาอยู่อยา่ งนัน้ ละ่ อย่างน้นั คืออย่างไร เราไมเ่ อามาจากปา่
ไม่เอามาจากหว้ ยจากหนองจากนาเอามากนิ เขากถ็ กู ทิ้ง ผลไมเ้ กดิ มาไม่มีใครไปเก็บ
เขากห็ ลน่ ท้งิ พืชผกั ไมม่ ใี ครเก็บไปกิน เขาก็เน่าท้ิง สัตวท์ ุกชนดิ เป็นปเู ปน็ ปลาเปน็
สัตว์ที่มชี ีวิต ไม่มใี ครเขาเอามากนิ เขาตาย เขากเ็ น่าท้งิ

จงึ วา่ ทเี่ ราวา่ เปน็ อาหารกเ็ ปน็ ของทงิ้ กนิ เขา้ ไปแลว้ กเ็ ปน็ ของทงิ้ ถา่ ยออกไปกเ็ ปน็
ของทงิ้ ทิ้งเป็น มตู ร ท้ิงเปน็ คูถ ๒ สรุปแลว้ ความจริงของอาหารกค็ ือ เขาเปน็ ของทิง้
เรากนิ อาหารกค็ อื กนิ ของทงิ้ กนิ ของตาย มาหลอ่ เลย้ี งเปน็ รา่ งกายนน้ั เอง (๓ ส.ค. ๓๑)

๒ มตู ร แปลว่า ปสั สาวะ คูถ แปลวา่ อจุ จาระ

195

พจิ ารณารา่ งกายของเรา ผมตดั ออกไป ขนโกนออกไป เลบ็ ตดั ออกไป ฟนั ถอน
ออกไป หนงั กเ็ หมอื นกนั ลอกออกไป แลว้ ผม ขน เลบ็ ฟนั หนงั ทอี่ อกไปนน้ั เปน็ คน
หรือเปน็ ของทง้ิ
ดจู รงิ ๆ แลว้ มนั เปน็ ของทง้ิ ทง้ั นนั้ ผมทต่ี ดั ออกไปนนั้ เปน็ ของทง้ิ ผมในหวั กต็ อ้ ง
เปน็ ของทงิ้ เพราะเปน็ ผมเหมอื นกนั ขนทต่ี ดั ออกไปโกนออกไปเปน็ ของทงิ้ ขนทอ่ี ยใู่ น
สรรี ะรา่ งกายกเ็ ปน็ ของทงิ้ เหมอื นกนั เพราะคอื ขนเหมอื นกนั เลบ็ กเ็ หมอื นกนั เลบ็ ทต่ี ดั
ออกไปหลดุ ออกไป มนั ท้งิ อยใู่ นมือในเท้าของเรา กต็ อ้ งเปน็ ของทงิ้ เหมือนกนั ฟนั ก็
เหมอื นกนั หลดุ ออกไปเปน็ ของทงิ้ อยใู่ นปากมนั กฟ็ นั เหมอื นกนั แตม่ นั ทง้ิ อยใู่ นปาก
ของทง้ิ ทงั้ นัน้ กว็ า่ เป็นเรา
กเิ ลสมนั ไมใ่ ชข่ องเลน่ นะ มนั ดอื้ ดา้ น มนั เหน็ ชดั ๆ มนั กย็ งั วา่ ของเรา มนั ดอื้ ดา้ น
มนั ไมฟ่ งั เหตฟุ งั ผล มนั ไมย่ อมรบั ความจรงิ น่ี มนั ของทงิ้ ทง้ั นน้ั ของทง้ิ ของตายทเ่ี ปน็
รา่ งกายของเรา เราตาย ตายแลว้ กเ็ ปน็ ของทงิ้
เป็นของทิ้งทงั้ หมด (๑๓ ส.ค. ๔๖)

196

สถานที่ท่เี ป็นมงคล

สถานทที่ เี่ อาคนตายไปทิง้ เป็นสถานท่ีเป็นมงคล เป็นสถานทดี่ ี
ทำ� ไมจึงว่าเปน็ สถานทม่ี งคล เปน็ สถานทด่ี ี เพราะเป็นสถานทเ่ี กบ็ ของตายของ
สกปรกของปฏกิ ลู โสโครก คนตายถา้ หากวา่ ไมเ่ อาไปเกบ็ ไมเ่ อาไปทง้ิ ไวใ้ นปา่ ชา้ จะทำ� ให้
เกิดความสกปรกเหมน็ เน่าขึน้ มาในสถานทนี่ ้นั ๆ
จงึ วา่ ปา่ ชา้ เปน็ สถานทที่ เี่ ปน็ มงคล เปน็ สถานทร่ี กั ษาสขุ ภาพอนามยั ของบา้ นเมอื ง
เปน็ สถานทท่ี ำ� ใหบ้ า้ นเมอื งเกดิ มคี วามสะอาด ไมใ่ หม้ อี ะไรนา่ เกลยี ดอจุ าดจมกู อจุ าดตา
แมแ้ ตพ่ ระพทุ ธเจา้ กท็ รงยกยอ่ งสรรเสรญิ การเขา้ เยยี่ มปา่ ชา้ ทรงสง่ เสรมิ สรรเสรญิ ผทู้ ่ี
เข้าเยีย่ มป่าชา้ เปน็ วัตร๑ ว่าเป็น ธุดงควตั ร

๑ การเยยี่ มปา่ ชา้ เปน็ วตั ร (โสสานกิ งั คะ) เปน็ ธดุ งควตั รอยา่ งหนงึ่ ใน ธดุ งควตั ร ๑๓ (ธดุ งควตั ร คอื องคค์ ณุ
เครอื่ งกำ� จดั กเิ ลส เปน็ ขอ้ วตั รปฏบิ ตั ทิ ท่ี รงอนญุ าตใหส้ มคั รใจสมาทานประพฤตไิ ดเ้ พอ่ื เปน็ อบุ ายขดั เกลากเิ ลส
และสง่ เสรมิ ความสนั โดษมกั นอ้ ย ธดุ งควตั ร มี ๑๓ ขอ้ คอื ๑. ปงั สกุ ลู กิ งั คะ ถอื ใชแ้ ตผ่ า้ บงั สกุ ลุ ๒. เตจวี รกิ งั คะ
ใชผ้ า้ เพยี ง ๓ ผนื ๓. ปณิ ฑปาตกิ งั คะ เทย่ี วบณิ ฑบาตเปน็ ประจำ� ๔. สปทานจารกิ งั คะ บณิ ฑบาตตามลำ� ดบั บา้ น
๕. เอกาสนกิ งั คะ ฉนั มอื้ เดยี ว ๖. ปตั ตปณิ ฑกิ งั คะ ฉนั เฉพาะในบาตร ๗. ขลปุ จั ฉาภตั ตกิ งั คะ ลงมอื ฉนั แลว้
ไมย่ อมรบั ภตั ทตี่ ามมาภายหลงั ๘. อารญั ญกิ งั คะ ถอื อยปู่ า่ ๙. รกุ ขมลู กิ งั คะ อยโู่ คนไม้ ๑๐. อพั โภกาสกิ งั คะ
อยู่กลางแจ้ง ๑๑. โสสานิกังคะ อยปู่ ่าช้า ๑๒. ยถาสันถตกิ ังคะ อยใู่ นทแี่ ลว้ แต่เขาจดั ให้ ๑๓. เนสัชชิกงั คะ
ถืออิรยิ าบถนัง่ ยนื เดนิ เทา่ นนั้ เวน้ อิริยาบถนอน)

197

ประโยชนข์ องการเยย่ี มปา่ ชา้ มมี าก การเขา้ ไปแลว้ เหน็ แตค่ นตายท่ีเขาเอาไปฝงั
หรอื เอาไปเผานนั้ ไมม่ อี ะไรทำ� ใหจ้ ติ ใจเกดิ ความยนิ ดแี ละยนิ รา้ ย ไมม่ อี ะไรทจี่ ะทำ� ให้
จติ ใจเกดิ ความกำ� เรบิ ขน้ึ จงึ เปน็ สถานทที่ เ่ี ปน็ มงคล เพราะทำ� จติ ใจใหเ้ ขา้ ถงึ ความสงบ
ระงับ มีความเปน็ ธรรมเป็นวนิ ัยได้ เหลียวไปทางไหนเห็นแต่เชงิ ตะกอน เหลียวไป
ตรงไหนเหน็ แตส่ ถานทเี่ ขาเกบ็ เขาฝงั คน สงิ่ เหลา่ นนั้ ไมท่ ำ� ใหใ้ จเกดิ ความกำ� เรบิ ความ
กำ� เรบิ ทีม่ อี ยกู่ เ็ บาบางสงบระงับลงไปได้

พระพทุ ธเจา้ จงึ ทรงสรรเสรญิ การถอื การเยยี่ มปา่ ชา้ เปน็ วตั ร เพราะเปน็ ธรรมเปน็
เคร่ืองเตือนสตเิ ราได้ (๑๗ ม.ค. ๒๙)

การพอใจในการเทยี่ วธดุ งคกรรมฐานเยย่ี มปา่ ชา้ ใหย้ ง่ิ นน้ั เปน็ ความถกู ตอ้ งทสี่ ดุ
เรยี กวา่ เป็นผทู้ ี่ขยันขันแขง็ มั่นคงจริงจงั เหมาะในการที่จะเข้าถึงความเป็นสาวกของ
พระพุทธเจ้า

เปน็ สาวกของกเิ ลสมแี ตจ่ ะโถมไปหากองมตู รกองคถู เทา่ นนั้ มตู รคถู อยตู่ รงไหน
ตรงไปตรงนน้ั คดิ ใหม้ นั ดี ผปู้ ฏบิ ตั ติ อ้ งตน่ื ตวั อยเู่ สมอในการทจี่ ะดงึ จติ ดงึ ใจออกให้
พ้นไปจากของปฏกิ ลู ของสกปรก ให้พ้นไปจากโคลนจากตม ตอ้ งมคี วามพยายามท่ี
จะดึงทจี่ ะยกจิตของเราให้พน้ จากค�ำวา่ มตู รคถู โคลนตม อยูเ่ สมอ

คดิ ถงึ คนตาย ตายแลว้ มนั กไ็ มต่ า่ งอะไรกบั สตั วอ์ น่ื ๆ ทว่ี า่ ไมต่ า่ งกค็ อื ตายแลว้
ไม่หายใจเหมือนกัน ตายแลว้ กินอาหารไมไ่ ด้ เหมอื นกนั หมด จะต่างกนั กเ็ พียงสตั ว์
บางชนดิ เอาออกไปขายกนั ในตลาดทำ� เปน็ อาหารรบั ประทานกนั ได้ แตว่ า่ คนตายแลว้
เขาเอาไปทงิ้ สตั วอ์ นื่ ๆ ตายแลว้ เนา่ สตั วม์ นษุ ยต์ ายแลว้ กเ็ นา่ แตส่ ว่ นมากไมค่ อ่ ยปลอ่ ย
ให้เน่ากัน ถงึ เนา่ ก็มีการใส่หีบใส่โลงใหม้ ิดชดิ ไม่ใหค้ วามเนา่ เปิดเผย แลว้ กไ็ ม่ให้
กล่ินกวนบ้านกวนเมอื ง

การเยยี่ มปา่ ชา้ ทรงแนะนำ� ไวว้ า่ เวลาเขา้ ไปในปา่ ชา้ ใหส้ งั เกตดทู ศิ ทางลม ใหอ้ ยู่
เหนือลมเอาไว้ เพราะป่าช้ามันมีแต่กล่ินของตาย กล่ินคนตาย ซ่ึงกล่ินคนตายนี่..

(๑๖ ก.ค. ๔๔)

198

เหมน็ คนตาย ไมใ่ ชข่ องเล่น นเี่ ร่อื งจรงิ นะ

เมอ่ื ปนี นั้ ไปเผาศพ ศพนน้ั กแ็ ปลก มนั เผาไมไ่ หม้ ไมไ่ หมเ้ พราะฝนตก ฝนตกหนกั
เอาเสยี จริงๆ จังๆ ฟนื ก็เปยี ก ไฟมนั ก็ไม่ยอมลุก ฟืนจะมขี นาดไหนมันก็ไม่ยอมลุก
จะเอานำ�้ มันรดหรือเอาขีไ้ ตใ้ ส่เป็นลำ� ๆ พอไฟไหมห้ มด น�ำ้ มันหมดข้ไี ตแ้ ล้ว ไฟก็ดับ
ทนี สี้ ัปเหร่อเขากไ็ มม่ ีทางอื่นล่ะ กเ็ อาศพน้ันมาฟนั มาสับๆ เป็นช้ินนอ้ ยๆ แลว้ โยนใส่
ถ่านใสไ่ ฟ โยนใสๆ่ เราไปยืนดูเขา กอ็ ยากให้มันแล้วๆ เสีย ยืนดูแตก่ ็พยายามอยู่
เหนือลมนะ แต่พอมีลมพดั มาล่ะ ควันกลบั พดั กลับมาหาเราทยี่ ืนอยู่ทางนี้ เทวดาคง
บันดาลให้ไดเ้ จอของแทข้ องจรงิ

..เหม็นอศั จรรย์ ..เจอของจริงทเ่ี หมน็ สุดๆ

ในชวี ติ ทเ่ี ราวา่ เคยเจอของเหมน็ ๆ มา อนั นนั้ เหมน็ ทสี่ ดุ ในชวี ติ เรากลบั ไปถงึ กฏุ ิ
กย็ งั เหมน็ กลางคนื มนั กย็ งั เหมน็ อยู่ คนื นน้ั เหมน็ หมดคนื นะ มนั ตดิ จมกู อา้ ว เหมน็ ยงั ไงๆ
ชอบกลนะ เหม็นไม่เหมอื นกับเหมน็ อย่างอน่ื

เหมน็ อะไรตอ่ อะไรเนา่ เรากเ็ คยไดก้ ลนิ่ มานะ แตเ่ หมน็ คนเผาไมไ่ หมน้ นั้ โอโ้ ฮ้
อาการหนกั

จะวา่ .. มนั ตายมนั กเ็ หมน็ ละซิ ความจรงิ ยงั ไมต่ ายมนั กเ็ หมน็ นะ จะวา่ คนเราเหมน็
กวา่ สนุ ขั ก็ว่าจะไมผ่ ิดนะ สนุ ขั สามวนั ไมอ่ าบน�ำ้ นีย่ ังลูบได้นะ กลิ่นมนั ไมม่ ากเท่าคน
ไม่อาบน�้ำสามวัน

เพราะมสี นุ ขั ไอ้คณุ โบ้ นน่ั เขาไม่ให้ใครอาบนำ้� ใหน้ ะ มันมาน่ังใกล้ๆ ก็ไม่ได้
เหม็นอะไรมากมาย ก็นิดหน่อยพอทนได้ แต่ถ้าหากว่าเป็นคนน่ีเป็นปีอย่างน้ัน
ไม่อาบน้ำ� ล่ะ จะขนาดไหน เอ้า ไมต่ อ้ งอย่างนัน้ ก็ได้ อาบน�้ำนี่อาบไปเถอะ แตฟ่ นั นี่
หากไม่แปรงเป็นปีล่ะ ลองดู กล่ินจะขนาดไหน

นล่ี ่ะ.. พระพทุ ธเจา้ จงึ ตรัสวา่ รา่ งกายเปน็ ของปฏิกูล (๒๐ ก.พ. ๕๔)

199

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เยยี่ มป่าช้า ให้ไปดคู นทีต่ ายใหม่ ไปดูทต่ี ายเกา่ ทง้ิ ไว้
จนกระทงั่ เปอ่ื ย จนกระทง่ั ผมกร็ ว่ ง หนงั กเ็ ปอ่ื ยเนอื้ กเ็ ปอ่ื ย เนา่ หนอนไชเหน็ กระดกู
เปน็ บางสว่ นบางจดุ บางสว่ นเนอ้ื หนงั ทเี่ นา่ กย็ งั ปดิ ยงั หมุ้ เอาไว้ หนอนกก็ ำ� ลงั สนกุ สนาน
กบั เนื้อหนังที่เนา่ ท่ีเปอื่ ยน้นั น่ี ก็หมายถงึ ตายแลว้ ระยะหน่ึง

หากเนนิ่ นานไปอกี ระยะหนง่ึ ขน้ั ตอ่ ไปกห็ มายถงึ วา่ หนอนไมม่ อี ะไรจะกนิ หนอน
กก็ ลายเปน็ อนจิ จงั ไป เนอ้ื ทเ่ี นา่ ทเี่ ปอ่ื ยกเ็ ปน็ อนจิ จงั ในทส่ี ดุ กไ็ มม่ อี ะไรจะปรากฏเหลอื
เปน็ เนื้อเน่าหนงั เนา่ กระดูกเป็นอวยั วะทท่ี นทานแข็งแรง ฝงั ดนิ ไวส้ บิ ปียีส่ ิบปี รอ้ ยปี
บางทหี ลายๆ ร้อยปี กระดกู ก็ยังเปน็ กระดกู อยู่อย่างน้นั

ตายใหมๆ่ เพยี งแตห่ มดลมหายใจ รวู้ า่ เปน็ ของตายเทา่ นน้ั กเ็ ปน็ สง่ิ ทน่ี า่ รงั เกยี จ
ข้นึ มาทันที ถงึ จะเปน็ ท่รี ัก เปน็ สามีเปน็ ภรรยา เป็นลูกเปน็ หลาน เปน็ คณุ พ่อคณุ แม่
คณุ ยายคณุ ยา่ คณุ ตาคณุ ปู่ ตายแลว้ นา่ รงั เกยี จขน้ึ มาทนั ที จะไปจบั จะไปสมั ผสั ถกู ตอ้ ง
ในความรู้สกึ นีเ่ ปน็ อกี ลกั ษณะหน่ึง หนงึ่ วันสองวันสามวันสว่ี นั เปลีย่ นไปๆ ตายแลว้
ก็เปน็ อนิจจัง ไม่คงท่ี

นงั่ ดู น่งั พิจารณาดใู นป่าช้านัน้ ดูของทีต่ ายแล้ว ดูซากศพ การเย่ียมปา่ ชา้ เปน็
ขอ้ ปฏบิ ตั ทิ จ่ี ะทำ� ลายกเิ ลส ทำ� ลายขา้ ศกึ คอื กเิ ลส ตวั กเิ ลสคอื ตวั จติ ทเ่ี หน็ วา่ รา่ งกายเปน็
ของสวยของงาม เหน็ วา่ ร่างกายเปน็ ของสวยงามก็คือกเิ ลสทง้ั หลาย มนั แต่งของตาย
ให้เป็นของสวยของงามข้ึนมา แลว้ กเิ ลสมนั กห็ ลงว่าเป็นของสวยของงามข้ึนมาจริงๆ
ในเมอ่ื มโี อกาสเหน็ ของจรงิ และใสใ่ จในการทจี่ ะใหร้ ใู้ หเ้ หน็ ของจรงิ ตวั กเิ ลสทเี่ หน็ วา่
มนั เปน็ ของสวยงามมันก็ไมม่ ี มนั ก็หมดไป

การเทย่ี วธดุ งคเ์ ยย่ี มปา่ ชา้ ดซู ากศพ จงึ เปน็ อบุ ายทท่ี ำ� ลายขา้ ศกึ คอื กเิ ลสโดยตรง
ทีเดยี ว (๑๖ ก.ค. ๔๔)

200

เยย่ี มปา่ ช้าเยี่ยมซากศพที่มอี ยูใ่ นเรา

เยยี่ มปา่ ช้าแลว้ ให้เยยี่ มดขู องเกิดตายในเรา
นี่ก็เป็นอุบายท่ีจะท�ำลายกิเลส คือให้เห็นว่าร่างกายเป็นของไม่สวยไม่งาม
ท�ำลายกิเลสที่เห็นผิดว่าร่างกายเป็นของสวยของงาม เพราะร่างกายอันน้ีก็เป็นของ
เกิดมาตายเหมือนกัน ซากศพที่ตายอยู่ในป่าช้า อันนั้นเขาก็เกิดมาจากพ่อจากแม่
ไมห่ ายใจแลว้ กลายเปน็ ซากศพ เราๆ กเ็ หมอื นกนั กเ็ กดิ จากพอ่ จากแม่ ไมห่ ายใจกเ็ ปน็
ซากศพ เหมอื นซากศพทอี่ ยใู่ นปา่ ชา้ เยย่ี มปา่ ชา้ ซากศพทมี่ อี ยใู่ นเรา กอ็ นโุ ลมเรยี กวา่
เปน็ การเย่ียมป่าชา้ ได้
กลางคืนกเ็ ย่ียมได้ ฝนตกก็เย่ียมได้ ฝนแลง้ กเ็ ยี่ยมดี จึงวา่ ถือธุดงควตั รขอ้ ท่ี
เทยี่ วเยย่ี มปา่ ชา้ น้ี หากไมส่ ะดวกในการทจ่ี ะเยยี่ มปา่ ชา้ ภายนอก เพราะเหตกุ ารณม์ นั
เปลยี่ นไป ปา่ ชา้ ทจ่ี ะไปเทยี่ วเยย่ี มดซู ากศพในยคุ นส้ี มยั นไี้ มม่ แี ลว้ เพราะความฉลาด
ของกเิ ลสเขากา้ วหนา้ เขาพฒั นา เขาปกปดิ มดิ ชดิ ไมอ่ ยากใหใ้ ครเหน็ กลวั คนจะรจู้ ะเหน็
สจั ธรรม เขามกี รรมวธิ ี วธิ กี ารทจ่ี ะไมเ่ หน็ ซากศพ มกี รรมวธิ ที จ่ี ะไมใ่ หซ้ ากศพนน้ั เนา่
มกี รรมวิธีไมใ่ หก้ ล่ินของซากศพน้ันอาละวาดรบกวน
น่ีเป็นความฉลาด น่ีเป็นการพัฒนาของกิเลส เขาไม่อยากให้คนเห็นสัจธรรม
ของจริง

201

การเย่ียมป่าช้าในยุคน้ีสมัยนี้ จึงไม่มีป่าช้ารกๆ เป็นป่าเป็นต้นไม้ที่น่ากลัว
นา่ หวาดเสยี ว ไมม่ แี ลว้ อาจจะมบี า้ งแตก่ น็ อ้ ยมากๆ ในเมอื่ เปน็ อยา่ งนี้ บางแหง่ บางสถานท่ี
ไมม่ ปี า่ ชา้ ทจ่ี ะเยย่ี มกนั กม็ าเยยี่ มดปู า่ ชา้ ทน่ี ง่ั อยู่ นอนอยู่ เดนิ อยู่ รบั ประทานขบั ถา่ ย
อยนู่ ่ี อนั นก้ี เ็ ปน็ ปา่ ชา้ เปน็ ของเกดิ มาตายเหมอื นกนั ไมห่ ายใจเมอ่ื ไหร่ ของเกดิ มาตาย
อนั นกี้ เ็ ปน็ ของตายอยา่ งสมบรู ณ์ ถงึ ยงั หายใจอยู่ ของสง่ิ นกี้ เ็ ปน็ ของตายอยู่ เพยี งแต่
ยงั ไมส่ มบรู ณ์ เพราะยังมีการเคล่อื นไหว

มกี ารเคลอ่ื นไหว กค็ อื การเขา้ การออกของลมหายใจ ถา้ ลมหายใจไมม่ ี การเคลอ่ื นไหว
ไมม่ ี ตายอยา่ งเตม็ รอ้ ย ตายรอ้ ยเปอรเ์ ซน็ ต์ เทย่ี วธดุ งคเ์ ทยี่ วเขา้ มาหาของตายน้ี ถงึ มี
การเคลอ่ื นไหวอยกู่ ไ็ มแ่ ตกตา่ งอะไรกนั ทำ� ไมจงึ ไมแ่ ตกตา่ ง เพราะกผ็ ม ขน เลบ็ ฟนั
หนงั อันน้ีเองที่เปน็ ของตาย

จึงว่า เท่ียวป่าช้าระหว่างที่มีชีวิตอยู่นี้ มีโอกาสท่ีจะเที่ยวป่าช้าได้ ถ้าหากว่า
ไม่หายใจแลว้ หมดสิทธ์ทิ ี่จะเท่ยี วปา่ ชา้ อยากจะศึกษาซากศพก็หมดสิทธิ์

จงึ วา่ ใหพ้ ากนั ใชส้ ทิ ธใิ์ นระหวา่ งทม่ี สี ทิ ธมิ์ โี อกาสนใี้ หเ้ ตม็ ที่ แลว้ จะไดป้ ระโยชน์
อันเกิดจากถือการเย่ียมป่าช้าเป็นวัตร ถ้าหากว่าเราไม่ใช้สิทธิ์ขณะท่ีเรามีโอกาส
ประโยชนใ์ นการถอื ธดุ งคค์ อื การเยยี่ มปา่ ชา้ เราจะเสยี ไป นง่ั อยู่ นอนอยู่ กเ็ ทยี่ วปา่ ชา้ ได้
เอาใจของเราเทยี่ วไป อยู่ตรงไหน อย่ใู นอริ ิยาบถไหน ณ สถานทใี่ ด กาลเวลาใด
เยย่ี มปา่ ชา้ ไดท้ ง้ั นนั้ เยยี่ มปา่ ชา้ กค็ อื เยยี่ มซากศพ ซากศพกองอยตู่ รงเรานี้ ใหเ้ ยยี่ มดู
ใหเ้ ต็มท่ี

ดูซิ ลมหายใจยังมีอย่กู ็เปน็ อยา่ งนี้ ถ้าหากลมหายใจไม่อยู่ ลมหายใจหมดไป
แลว้ จะเปน็ ยงั ไง ลมหายใจหมดไปแลว้ หนง่ึ ชว่ั โมงเปน็ ยงั ไง หนงึ่ วนั เปน็ ยงั ไง สองวนั
เปน็ ยงั ไง สามวนั เปน็ ยงั ไง สี่ หา้ หก เจด็ วนั หนงึ่ อาทติ ยเ์ ปน็ ยงั ไง ลมหายใจหมดไป
แลว้ หนงึ่ เดอื นเปน็ ยงั ไง ลมหายใจหมดไปแล้วสองเดือนเป็นยงั ไง หนึง่ ปเี ปน็ ยงั ไง

แลว้ คำ� วา่ คน คำ� วา่ สตั ว์ คำ� วา่ สวยงาม มไี หมในของตาย ในขณะลมหายใจหมด
ทีแรกนนั้ ลกั ษณะเปน็ คนอาจจะยังปรากฏอยู่ เปน็ หญงิ เป็นชายยังมีอยู่ งามไม่งาม

202

ตามทกี่ เิ ลสยงั ปรากฏอยู่ แตถ่ า้ หากวา่ ขา้ มคนื ไปแลว้ คำ� วา่ งาม หรอื ไมง่ าม นไ่ี มต่ อ้ ง
พดู ถงึ จะเปน็ ของนา่ รงั เกยี จ กลนิ่ กจ็ ะบอกขนึ้ มาทนั ที สกี จ็ ะบอก อะไรๆ บอกไปหมดวา่
เป็นปฏิกลู
นจี่ งึ วา่ อนจิ จงั อยทู่ กุ จดุ ทมี่ คี วามเกดิ ขนึ้ อยทู่ กุ จดุ ในโลก มอี ยทู่ กุ อณใู นโลก
ไม่มสี ว่ นไหน ไมม่ ีจุดไหน ไม่มีอณไู หน นิจจงั ท่จี ะยกเว้นว่าอันนัน้ ไม่ใช่ อนิจจัง
ไมใ่ ชฉ่ ันหรอก ไม่ใชอ่ นิจจงั ไม่มียกเวน้ เลย
จึงว่าอานิสงส์ของการเที่ยวเย่ียมป่าช้ามีมาก กิเลสมันหลงว่าร่างกายเป็นของ
สวยงาม เป็นของท่นี า่ ใคร่ปรารถนาน้ัน มันหายสาบสูญไปได้เพราะการเย่ยี มป่าช้านี้
เปน็ เหตุ
จงึ ให้พากนั ใสใ่ จในการเย่ียมปา่ ช้าท่ีเรามอี ย่แู ล้วนใ้ี ห้ย่งิ (๑๖ ก.ค. ๔๔)

203

ทำ� ลายทฐิ วิ ปิ ลาส

อยา่ งทที่ า่ นเทศนว์ า่ ปฏกิ ลู สญั ญา ความหมายวา่ เหน็ เปน็ ของปฏกิ ลู ทเ่ี หน็ เปน็
ของปฏิกลู กเ็ นื่องจากว่าของปฏิกูลนัน้ มีอยูแ่ ลว้ ถา้ หากว่าเหน็ ไม่จริงเหน็ ไม่ชัด มันก็
เรยี กว่าเห็นคลาดเคลอ่ื นไป น่ที า่ นเรียกว่า ทฐิ วิ ิปลาส (หรอื ทิฏฺ€วิ ปิ ลาส)
ทิฐิวปิ ลาส คือ ความเห็นทีม่ ันไมต่ รงกับความจริง
หากใจไม่เห็นความจริง ทิฐิวิปลาสจะต้องเป็นอยู่มีอยู่ในใจอย่างน้ัน จะต้อง
คลาดเคลอื่ นอยอู่ ยา่ งนน้ั ทเ่ี หน็ ไมต่ รงกบั ความจรงิ กค็ อื ไมเ่ หน็ จรงิ ไมเ่ หน็ ชดั ถา้ หากวา่
เหน็ ชดั เหน็ จรงิ แลว้ ความจรงิ เปน็ ยงั ไง กร็ วู้ า่ ความจรงิ เปน็ อยา่ งนน้ั ความเหน็ มนั กต็ รง
ในเมอื่ มคี วามเหน็ ตรงลงไป ความเหน็ ทมี่ นั จะคลาดเคลอื่ นมนั กไ็ มม่ ี คำ� วา่ ทฐิ วิ ปิ ลาส
ก็หมดไป มนั หมดไปเพราะใจเข้าไปเห็นความจริง
ทฐิ ิวปิ ลาสหายไปเพราะความจริงเขามีของเขาอยู่แลว้ ธรรมะเปน็ ของมอี ยแู่ ลว้
การปฏบิ ตั ธิ รรมก็คอื การทำ� ใจของเราใหเ้ ห็นชดั ตามความเปน็ จริง ความจริงของเขา
เปน็ อยา่ งไร เอาใจของเราไปดู เอาใจของเราไปสอ่ ง หากความสวา่ งของใจเราพอ สง่ิ ที่
เอาใจไปส่องดูนัน้ มนั ก็ชดั ข้นึ มาให้ใจของเราได้เห็น ผทู้ ส่ี ่องเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก
เปน็ เรอ่ื งของสตเิ ปน็ เรอ่ื งของปญั ญา ผทู้ จี่ ะรอู้ นั นเ้ี ปน็ เรอื่ งของความรู้ สตปิ ญั ญาเปน็
เรือ่ งส่องเขา้ ไป

204

ในเมอ่ื สติปัญญาสว่างพอ ความรู้ก็ชดั ข้นึ มาวา่ ส่งิ นนั้ เป็นอย่างนั้นๆ ความจริง
ของสง่ิ นน้ั เปน็ อยา่ งนนั้ ความรมู้ นั กช็ ดั ขน้ึ ความรใู้ นลกั ษณะนท้ี า่ นเรยี กวา่ ญาณ คอื
มีสตแิ ละปญั ญาเป็นธรรมเคร่ืองส่อง สตปิ ญั ญาสวา่ งไสวพอ ญาณความรู้กเ็ กิดขน้ึ
เพราะชดั ตามความเปน็ จรงิ ทฐิ วิ ปิ ลาสกข็ าดไปจากจติ ใจของผทู้ มี่ สี ตปิ ญั ญาสวา่ งไสว
ญาณความรู้ชัดตามความเป็นจริงกป็ รากฏข้นึ เปน็ การท�ำลายทฐิ ิวิปลาส คอื ทำ� ลาย
ความเหน็ ผดิ ท่เี หน็ คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

ทฐิ วิ ปิ ลาสกบั ญาณรตู้ ามความเปน็ จรงิ นม่ี นั เปน็ ของเคยี งคกู่ นั เหมอื นกลางคนื
กับกลางวันนี่ มันไม่รู้อย่างหนึ่ง มันก็ไปรู้อีกอย่างหนึ่ง เหมือนกับมืดอย่างน้ี
ความสวา่ งไมพ่ อ นเ่ี ราจะดอู ะไรกด็ ไู มช่ ดั มนั กอ็ ดทจี่ ะเดา อดทจี่ ะคาดคะเนไปไมไ่ ด้
มนั กเ็ ดาผดิ ๆ ถกู ๆ ไป ถา้ หากวา่ มนั สวา่ งไสวพอ อะไรอยตู่ รงไหน อะไรสแี ดงอะไรสดี ำ�
อย่างน้ี มันเห็นหมด เพราะความสวา่ งมันพอ เรยี กวา่ รู้ชัดตามความเปน็ จรงิ เปน็
ลักษณะนี้

ท่านจงึ สอนให้ช�ำระอารมณ์ คือ นวิ รณธรรม ๑ ใหล้ ะอารมณ์ ในเมือ่ ใจของเรา
ปราศจากอารมณ์ ใจของเรากส็ ว่างไสว พูดถงึ ว่าปญั ญาจะเกิด เกิดขึ้นเพราะใจเป็น
สมาธิ สมาธกิ ค็ อื ใจปลอ่ ยวางจากอารมณ์ ใจไม่มีอารมณ์มาเจอื ปนในจติ ในใจ ใจก็
สวา่ งไสว ปญั ญาก็เกิดขึน้ ใจมคี วามสวา่ งไสว สอ่ งลงไปตรงไหนๆ ตรงนน้ั กช็ ดั

อยา่ งอสภุ ะน่ี เขาเปน็ อสภุ ะมาแตไ่ หนแตไ่ รแลว้ แตท่ นี วี้ ปิ ลาสมนั เหน็ คลาดเคลอื่ น
มันกย็ ังวา่ สวยอยา่ งน้นั งามอยา่ งนี้ เรอ่ื งอะไรตอ่ มิอะไร นีม่ นั เร่อื งของใจของเรายงั
ไมส่ ว่างไสว ยงั มดื ไม่เห็นชัดตามความเปน็ จรงิ

๑ นวิ รณธรรม คอื ธรรมเปน็ เครอ่ื งกนั้ ไมใ่ หบ้ รรลคุ วามดี ไดแ้ ก่ กามฉนั ท์ (ความพอใจในรปู เสยี ง กลนิ่ รส
โผฏฐพั พะ), พยาบาท (ความม่งุ ร้ายผูอ้ ่นื สัตวอ์ ่ืน), ถีนมิทธะ (ความง่วงเหงาหาวนอน), อทุ ธัจจกุกกจุ จะ
(อทุ ธจั จะ คอื ความฟงุ้ ฟงุ้ ไปรบั อารมณต์ า่ งๆ กกุ กจุ จะ คอื ความรำ� คาญ ใจอยนู่ งิ่ ไมไ่ ด้ ตอ้ งเทยี่ วไปโนน่ ไปน่ี
ทง้ั ๒ อาการมอี าการไมห่ ยดุ อยอู่ ยา่ งเดยี วกนั ทา่ นจงึ เรยี กรวมวา่ อทุ ธจั จกกุ กจุ จะ), วจิ กิ จิ ฉา (ความไมแ่ นใ่ จ
ลังเลสงสัย)

205

ถ้าหากว่าใจของเรามันสว่างไสวแล้ว เห็นอะไรมันก็เห็นชัด อสุภะมีอยู่แล้ว
มันก็เหน็ วา่ เปน็ อสุภะจริงๆ ปฏิกูลเขามีอยู่แลว้ เปน็ อยแู่ ล้ว ก็เห็นวา่ เปน็ ปฏิกูลจรงิ ๆ
พระพทุ ธเจา้ ตรสั รู้ ตรสั รขู้ องทมี่ อี ยแู่ ลว้ ของเหลา่ นพ้ี ระพทุ ธเจา้ จะทรงรหู้ รอื ไมร่ ู้
อนั นกี้ ็มอี ยแู่ ลว้ กอ่ นท่พี ระพทุ ธเจา้ จะได้ตรสั รู้ จิตใจของพระองคก์ ็ยังทรงเหน็ อะไร
คลาดเคลื่อนอยู่ ท�ำไมจึงทรงเหน็ คลาดเคล่อื น เพราะความสว่างไสวของใจยังไมพ่ อ
เมอ่ื ใจสวา่ งไสวพอแลว้ ทรงมองไปตรงไหนชดั ไปหมด ความจรงิ เปน็ อยา่ งไรทรงเหน็
อยา่ งนั้น
ถา้ เห็นชดั ตามความเป็นจริงแล้ว ใจของเรากจ็ ะปลอ่ ยวางทันที ปลอ่ ยไปไหน
ปลอ่ ยวางไวต้ ามสภาพความเปน็ ของเขาอยา่ งนน้ั เขาเปน็ อสภุ ะ เรากป็ ลอ่ ยวางไวต้ าม
ความเปน็ จรงิ ของเขาอยา่ งนน้ั เขาเปน็ ยงั ไงวางไวต้ รงนนั้ เขาเปน็ ปฏกิ ลู ปฏกิ ลู อยา่ งไร
วางไวต้ รงทเ่ี ขาเปน็ ปฏกิ ลู นนั้ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา เรากว็ างไวต้ ามสภาพของเขานน้ั
จติ ของเราหากถอนออกมา ถอนกค็ อื ถอนจากใจทเ่ี คยเขา้ ไปยดึ ถอื ความยดึ ถอื วา่
เปน็ ของสวยของงาม ยดึ ถอื วา่ เปน็ ตวั เป็นตน มันหากถอนออกมาทนั ที น่.ี .
ใจของเราก็วา่ ง วา่ งในขณะที่ใจของเราถอนออกมาน้ัน (๑๓ ม.ค. ๓๐)

206

“ ของเกิดข้ึนทั้งหมด เกิดแล้วไม่ดับไม่มี สังขารเป็นส่วนรูปส่วนนาม
เกิดแล้วจะต้องสลายตัว เขาไม่ได้เกิดมาเพ่ือเป็นข้าศึก ไม่ได้เกิดมาให้
เรายดึ ถอื ไม่ไดเ้ กิดมาเพอ่ื แผดเผาจติ ใจของเราของสตั วโ์ ลก มีแต่ความ
ไมเ่ ขา้ ใจชัดในสิ่งทีเ่ กดิ มาเพ่ือดับเท่านนั้ แล้วไปยึดถือเอาไว้ ไปหวงแหน
เอาไว้ เอามาแผดเผาเจ้าของเอง
หนา้ ทกี่ ารงานของเรามเี ทา่ น้ี คอื ใหม้ งุ่ ศกึ ษา ผลของการศกึ ษาเรานล้ี ะ่ จะเปน็
ผู้ทีร่ ้ทู ่ีเหน็ เป็นผูท้ ่ีมวี ชิ าความรู้ เราจะเป็นผู้ที่ส�ำเร็จมรรคสำ� เรจ็ ผล ”

(๒๙ ส.ค. ๒๙)

207

มรณธรรม

วยธมมฺ า สงฺขารา สงั ขารเสอ่ื มไปๆ

สงั ขารเสอ่ื มไปทลี ะนอ้ ยๆ จนกระทงั่ เราหลง หลงวา่ เขาไมไ่ ดเ้ สอื่ มไปไมไ่ ดส้ น้ิ ไป
หลงวา่ เปน็ ของเราอยอู่ ยา่ งนนั้ ไมค่ ดิ วา่ เขาเสอ่ื มไปทกุ วนั หมดไปทกุ วนั ถา้ คนไมค่ ดิ ละ่
อดทจี่ ะหลงไปไมไ่ ด้ เพราะเขาคอ่ ยไปทลี ะนอ้ ยๆ นอ้ ยขนาดไหน นอ้ ยจนกระทงั่ สงั เกต
ไมไ่ ด้ เราโตเม่อื ไหร่เราก็ไม่รู้ เราแก่ไปเม่อื ไหร่เราก็ไมร่ ู้ มนั ไม่มีใครรูส้ ักคนว่าเราโต
เม่ือไหร่ ไม่มีใครรู้สักคนว่าเราแก่เม่ือไหร่ แก่วันไหนเดือนไหนปีไหน ไม่มีใครรู้
ไมม่ ใี ครจ�ำได้

ถา้ หากวา่ จะรู้ มนั กแ็ กม่ าเรอื่ ยๆ มนั แกท่ กุ วนั วนั ไหนไมแ่ กไ่ มม่ ี นอนอยเู่ ขากไ็ มพ่ กั
จะสนกุ สนานรนื่ เรงิ เพลิดเพลนิ ขนาดไหนเพียงไรก็ชา่ ง เขาไมไ่ ดห้ ยุดพักในการที่จะ
ทรดุ โทรมร่วงโรยลงไป เขาไม่ได้หยุดพกั สักขณะเดียว จงึ วา่ เสอื่ มไปส้นิ ไปจรงิ ๆ

พระพทุ ธเจา้ จงึ ตรสั วา่ ไมใ่ หป้ ระมาทในรา่ งกายอนั น ้ี๑ รา่ งกายอนั ไหนเกดิ ขนึ้ แลว้
มแี ตท่ จ่ี ะเดนิ ทางหาความตายทงั้ นนั้ จดุ หมายปลายทางของสงิ่ ทเ่ี กดิ ขนึ้ ทงั้ หมด ไมว่ า่
คนไมว่ า่ สตั ว์ จดุ หมายปลายทางกค็ อื ความแตกสลาย ในเมอื่ แตกสลายแลว้ จะมอี ะไร
เปน็ สงิ่ ทเ่ี ราจะไปยดึ ถอื วา่ เปน็ ตวั ตนของเรา มไี หม ในเมอ่ื มนั ตายแลว้ จะไปยดึ ตรงไหน
มนั ก็ไม่ได้ จะไปยึดตรงไหนมนั ก็ไมม่ ีทจ่ี ะไปยดึ

๑ พทุ ธภาษติ วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมปฺ าเทถ. สงั ขารทง้ั หลายมคี วามเสื่อมเปน็ ธรรมดา พวกเธอ
จงยังความไม่ประมาทใหถ้ งึ พร้อม. มีใน มหาปทานสูตร, ทฆี นิกาย มหาวรรค (เล่มที่ ๑๐)

208

ถา้ หากวา่ เรายงั สามารถทจ่ี ะพดู ได้ เรากย็ งั วา่ มนั เปน็ ของเราๆ มนั จะเปน็ ของเรา
ไดย้ งั ไง มนั เปน็ ของตาย มนั ตายมนั กม็ แี ตจ่ ะเนา่ จะเปอ่ื ย เราจะวา่ ของเราคอื ของทเี่ นา่
ทเ่ี ปอ่ื ย เรากว็ า่ ไมไ่ ด้ จงึ วา่ มแี ตเ่ สอื่ มไปสน้ิ ไปเทา่ นนั้ ดงั พระปจั ฉมิ โอวาททพ่ี ระพทุ ธเจา้
ทา่ นตรสั แลว้ กไ็ มท่ รงเทศนาอกี เลย “มคี วามเสอื่ มไปสน้ิ ไปเปน็ ธรรมดา ทา่ นทง้ั หลาย
อยา่ พากันประมาท”

คำ� วา่ ไมป่ ระมาท กค็ อื ใหพ้ จิ ารณาใหเ้ หน็ ชดั วา่ อนั นเี้ ปน็ ของเกดิ มาตายเทา่ นนั้ เอง

(๑ ส.ค. ๓๐)

ทา่ นจงึ วา่ รปู ํ อนตตฺ า รปู ไมใ่ ชต่ น รปู ไมใ่ ชเ่ รา หาตรงไหนทจี่ ะเปน็ เราไมม่ ี เพราะ
ตรงไหนมนั กต็ ายนี่ ลมหายใจหยดุ เมอ่ื ไหร่ กห็ มายความวา่ ลมหายใจมนั ดบั มนั ตาย
แล้วทีนี้ก็ตายไปหมดทุกส่วน ผมไม่รู้เร่ืองรู้ราวอะไรก็ตาย ขนก็ตาย เล็บก็ตาย
ฟนั ก็ตาย หนังกต็ าย เสน้ เอน็ เซลล์ทกุ อย่างในตวั นไ่ี มเ่ หลือ ไม่มสี ่วนใดตรงไหนท่ี
จะไม่ตาย ของตายทง้ั ตัว ของตายหมดตวั เรานี่

อนั นม้ี นั จรงิ ไหม เรากต็ อ้ งยอมรบั วา่ จรงิ ไมม่ ใี ครจะพน้ จากความจรงิ อนั นไี้ ปได้

จงึ วา่ ใหร้ ะลกึ ถงึ ความตายใหม้ ากๆ กรรมฐานสส่ี บิ หอ้ งมกี ารพจิ ารณาความตาย
รวมอยใู่ นนนั้ พระพทุ ธเจา้ ทรงสรรเสรญิ การระลกึ ถงึ ความตาย มรณานสุ ติ การระลกึ
ถงึ ความตายเปน็ การเจรญิ กรรมฐาน การระลกึ ถงึ ความตายเปน็ การบำ� เพญ็ จติ ภาวนา
ด้วยการระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ เอาความตายเป็นอารมณ์ของการภาวนา
ความตายอนั นลี้ ะ่ เปน็ ธรรมทจี่ ะไปลดกเิ ลสตณั หาทมี่ อี ยใู่ นเราไดต้ ามกำ� ลงั ทเ่ี ราระลกึ
ถึงความตายได้ชัดแค่ไหนเพยี งไร

เห็นชัดมากเท่าไร กิเลสท่ีมีอยู่ในจิตในใจของเรามันก็ลดลงไปได้มากเท่านั้น

(๒๙ ก.ย. ๓๒)

209

ก็เพยี ง ดิน นำ�้ ลม ไฟ แยกออกจากกนั

พระพทุ ธเจา้ ตรัสวา่ ความแตกความตายเปน็ ทุกข์

เพราะเรือ่ งเหลา่ น้เี ปน็ เรื่องของการพลดั พรากจากกัน ทกุ ขอ์ ะไรมันไมเ่ ทา่ ทุกข์
ของความพลดั พรากจากกนั ถา้ หากวา่ เราไมไ่ ดร้ บั การฝกึ หดั ไมไ่ ดร้ บั การอบรมจติ ใจ
เสียเลยแล้ว ทุกข์อันเกิดจากความพลัดพรากน่ีจะท�ำให้เราเป็นทุกข์มาก เป็นทุกข์
อยา่ งมาก ทกุ ข์อย่างมหันต์

แตเ่ รานจ้ี ะไมท่ กุ ขเ์ ลยกไ็ ด้ ขนึ้ อยกู่ บั สตปิ ญั ญาอนั เกดิ จากการทเ่ี ราไดอ้ บรมจติ ใจ
ของเรานด้ี ว้ ยขอ้ ปฏบิ ตั ิ การอบรมใจของเราดว้ ยขอ้ ปฏบิ ตั ิ ทำ� ใหใ้ จของเรามสี ตมิ ปี ญั ญา
สามารถท่จี ะแกป้ ญั หาอะไรต่อมอิ ะไรให้ผ่านไปได้ดว้ ยความปลอดภยั

ในเมอ่ื มขี อ้ ปฏบิ ตั แิ ลว้ ขอ้ ปฏบิ ตั นิ ลี้ ะ่ จะทำ� ใหจ้ ติ ใจของเรามปี ญั ญาหาทางแกไ้ ข
หาทางออก หาทางแก้ปญั หาอะไรตอ่ มิอะไรไดเ้ ปน็ ขน้ั เป็นตอนไป ปญั หาอนั เกดิ จาก
ความตาย ถงึ แมค้ วามตายจะเกดิ ขนึ้ เรามสี ตเิ รามปี ญั ญา เรากไ็ มเ่ ปน็ ทกุ ข์ เรากไ็ ม่
เศรา้ โศก เรากไ็ มเ่ ดอื ดรอ้ น แมแ้ ตญ่ าตพิ น่ี อ้ งคนทร่ี กั ใครข่ องเราจะมกี ารลม้ ตายจากไป
เราก็ไมเ่ ปน็ ทกุ ขไ์ มเ่ ดอื ดรอ้ น เพราะเรามสี ตมิ ปี ญั ญาหาทางออก สามารถแกป้ ญั หาท่ี
เกดิ ขน้ึ ได้

ควรทจ่ี ะเปน็ ทกุ ขม์ าก เรากท็ กุ ขแ์ ตน่ อ้ ย ควรทจ่ี ะเปน็ ทกุ ขเ์ ลก็ ๆ นอ้ ยๆ เรากไ็ ม่
ทุกขเ์ สียเลย (๑ มี.ค. ๒๗)

210

ทว่ี า่ ตายแลว้ เปน็ ทกุ ข์ ความเกดิ กเ็ ปน็ ทกุ ข์ ความเกดิ เปน็ ทกุ ขน์ ี้ รสู้ กึ วา่ จะมอง
เหน็ ไดง้ า่ ย ความแกเ่ ปน็ ทกุ ขก์ พ็ อจะมองเหน็ ไดไ้ มย่ าก แตค่ วามตายเปน็ ทกุ ขร์ สู้ กึ จะ
มองยาก ตายแลว้ ไมร่ จู้ ะเอาอะไรไปเปน็ ทกุ ข์ กเ็ ปน็ ทกุ ขโ์ ดยธรรมชาติ คอื ทกุ ขใ์ นการ
ทเ่ี ราเสยี ของทรี่ กั พลดั พรากจากของทร่ี กั สามเี ราตาย ภรรยาเราตาย คณุ พอ่ เราตาย
คณุ แม่เราตาย ลูกเราตาย เราไม่ตายร้องหม่ ร้องไห้ เขาตายไปแล้วคดิ ถึงก็นำ�้ ตาไหล
ร้องไหผ้ ้เู ดียว น่นั

จงึ วา่ ความตายเปน็ ทกุ ข์ เราตายเองกท็ กุ ขเ์ พราะการพลดั พราก การไมม่ โี อกาส
ทจ่ี ะมาเจอมาพบคนอนื่ พลดั พรากจากคนอนื่ ไป ไมม่ โี อกาสเหน็ หนา้ เหน็ ตา ไมม่ โี อกาส
ท่จี ะคืนมา เราก็ยังจะเป็นทกุ ข์ ไมต่ อ้ งเราตายหรอก เพียงแตห่ ูของเราขาดไปหายไป
สกั ขา้ งหน่งึ จมกู ของเราหายไปสกั รูหนง่ึ ตาของเราน่ีหายไปสักตาหน่ึง นี่ ทกุ ข์ไหม
ก็ต้องตอบว่าทุกข์ หากเราพลัดพรากจากตวั เราทั้งรา่ งกายล่ะย่ิงจะทุกขห์ นกั กว่าน้ัน

รา่ งกายทงั้ รา่ งกายทเี่ ราคดิ วา่ เปน็ ของเราหายไป อยา่ งนเี้ ราทกุ ขส์ ดุ ๆ แตค่ วามจรงิ
เรากเ็ คยตายมาแลว้ ตายซำ้� ๆ ซากๆ จนไมส่ ามารถทจ่ี ะนบั จำ� นวนครงั้ ได้ อนั นเี้ ราเคย
เป็นทกุ ขม์ าแลว้ มากๆ (๒๔ ก.ย. ๕๔)

จึงให้เราพจิ ารณาใหเ้ หน็ ชดั ลงไปวา่ เราจะตอ้ งพลัดพรากจากกันจริงๆ ในโลก
ท้ังหมดนี้ ไม่มีส่ิงใดที่จะไม่พรากจากกัน ไม่มีสัตว์ชนิดใดจะไม่พลัดพรากจากกัน
โลกอนั นม้ี นั เปน็ โลกทเี่ กดิ มาแลว้ จะตอ้ งพลดั พรากจากกนั ทง้ั นนั้ โลกเขาเปน็ อยอู่ ยา่ งนี้
แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ตั้งแต่มีโลกไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ โลกอันนี้เราจะต้องพลัดพราก
จากกนั เหมอื นกับคนท่ีเขาพลดั พรากจากกันมากอ่ นเรานั้น แล้วก็ต่อไปข้างหนา้ อีก
นานหาประมาณมไิ ด้ คนทจ่ี ะเกดิ มาทหี ลงั เราๆ เขาจะตอ้ งพลดั พรากจากกนั จนกระทง่ั
หาประมาณมิไดเ้ ชน่ กัน

จึงว่าทุกคนต่างเกิดมาพลัดพรากเสมอกันหมด ไม่มีใครยิ่ง ไม่มีใครหย่อน
ไม่มใี ครทีจ่ ะดกี วา่ กนั (๑ ม.ี ค. ๒๗)

ค�ำว่า เราพลดั พราก อนั นหี้ มายถึง จิต หมายถงึ ธาตทุ ม่ี ีความรู้

211

ในเม่ือร่างกายอันนี้เขาแตกเขาพังตามสภาพของเขา ในเมื่อธาตุที่ไม่มีความรู้
อันนี้แตกสลายแตกแยกจากกัน ไม่มีความสามัคคีกัน ดินก็เป็นดิน น�้ำก็เป็นน�้ำ
ลมก็เปน็ ลม ไฟก็เป็นไฟ จิตวญิ ญาณกอ็ าศยั อยใู่ นสถานที่นไี้ มไ่ ด้ เพราะสถานทีน่ ี้
เขาแตกเขาพงั กเ็ รียกว่าเราพลัดพราก

เราจะตอ้ งพลดั พรากจากของรกั ของชอบใจ อะไรละ่ เปน็ ทรี่ กั ทช่ี อบใจ กท็ ง้ั ชวี ติ
ชวี าของเรานแ้ี หละทเี่ ราจะตอ้ งพลดั พรากจากไปอยา่ งไมต่ อ้ งสงสยั นอกจากรา่ งกายที่
เรารกั ยง่ิ ของเราแลว้ เราจะตอ้ งพลดั พรากจากสงิ่ อน่ื ๆ ของทเ่ี รารกั เรากต็ อ้ งพลดั พราก
ของทเี่ ราไมร่ กั เรากต็ อ้ งพลดั พราก จะตอ้ งพลดั พรากทง้ั นน้ั เพราะโลกอนั นมี้ นั เปน็ โลก
ของการพลัดพรากจากกัน

พระพทุ ธเจา้ จงึ ทรงสอนใหพ้ จิ ารณาเนอื งๆ พจิ ารณาอยเู่ สมอใหป้ ระจกั ษใ์ หเ้ หน็
วา่ ในโลกอันน้ีไมม่ อี ะไรเป็นของเราสักอยา่ ง เราเกดิ มามีโอกาสอยปู่ ระเดีย๋ วประด๋าว
แคเ่ พยี งขณะทเ่ี รายงั หายใจอยเู่ ทา่ นน้ั ถา้ หากไมห่ ายใจแลว้ เราจะขออยู่ เขากไ็ มใ่ หอ้ ยู่
ในเมอื่ เราไม่หายใจเหมือนใครๆ แล้ว เรากต็ อ้ งจากโลกนไี้ ป แลว้ โลกอันนีเ้ ขากเ็ ป็น
อยู่อยา่ งน้ี ไม่มีใครเอาอะไรจากโลกอันนีไ้ ปได้

ไม่มีใครสักคนที่จะเอาของที่รักท่ีชอบใจท่ีมีอยู่ในโลกอันนี้ไปเป็นสมบัติของ
เจา้ ของได้ มแี ตเ่ กดิ มาประเดย๋ี วประดา๋ วกห็ ายวบั ไป เกดิ มาแลว้ กห็ ายไป มนั เหมอื นกบั
ฟองน�้ำดๆี น่เี อง เป็นฟองข้ึนมาแลว้ กห็ ายไป เปน็ ฟองขึน้ มาประเดี๋ยวประด๋าวแลว้ ก็
หายวบั ไป หายไปเปน็ น�ำ้ ตามเดมิ ร่างกายก็หายไปเป็นธาตุเดิม ธาตเุ ดมิ คอื ธาตุดิน
ธาตนุ ำ�้ ธาตุลม ธาตุไฟ หายไปสู่สภาพเดมิ (๑๗ ม.ค. ๒๙)

ของใหมท่ ง้ั หมดกค็ อื ของทจี่ ะตอ้ งเกา่ ทงั้ หมด ของเกดิ ทง้ั หมดกค็ อื ของทจ่ี ะตอ้ ง
แกท่ ง้ั หมด และของเกดิ ทัง้ หมดน้นั กค็ อื ของทจ่ี ะต้องตายท้งั หมด

คำ� วา่ ตาย กค็ อื ของทร่ี วมกนั เขา้ แลว้ กแ็ ยกออกจากกนั รวมกนั เขา้ เรยี กวา่ เกดิ
แยกออกจากกันเรียกว่า ตาย

212

ของเกิด ก็คอื มารวมกัน ดิน น�ำ้ ลม ไฟ มารวมกนั เรียกวา่ เกิด
ดนิ น�้ำ ลม ไฟ แยกออกจากกนั เรียกว่า ตาย
แตด่ นิ ไม่เคยตายจากโลก น้ำ� ลม ไฟ ไมเ่ คยตายจากโลก ค�ำว่า ตาย ดนิ นำ้�
ลม ไฟ แยกออกจากกัน ไมส่ ามคั คกี ัน ไม่ปรองดองกนั ไมส่ มานฉันท์ เรยี กว่า
แตกแยก พัง ล้มละลาย หรอื เรยี ก ตาย แต่ดิน น้�ำ ลม ไฟ ยังอยู่ในโลกตลอดกาล
มาตลอดกาลไป ดนิ น�ำ้ ลม ไฟเขามขี องเขาตงั้ แต่มดี ินมนี ำ้� มีลมมีไฟ ไม่เห็นว่าเขา
จะเกดิ ข้ึนไดย้ ังไง
ถา้ หากจะวา่ เกดิ ขน้ึ กเ็ กดิ มาเปน็ ตน้ ไมส้ ารพดั อยา่ ง เกดิ เปน็ ตน้ หญา้ สารพดั อยา่ ง
เกดิ ขนึ้ มาจากแผน่ ดนิ กเ็ อาดนิ นำ�้ ลม ไฟ ในแผน่ ดนิ นมี้ าเปน็ แตใ่ นทส่ี ดุ เหตปุ จั จยั
ทจ่ี ะทรงอย่มู นั หมดมันไม่มี มันก็สลายจากรปู รา่ งนัน้ ๆ ไป สลายไปเปน็ อะไร มันก็
เปน็ ดนิ เป็นนำ�้ เปน็ ลม เป็นไฟ เหมอื นเดิม ไมไ่ ด้มดี นิ นำ�้ ลม ไฟ อะไรเกิดขน้ึ เพม่ิ
ข้ึนมา
จงึ ว่า ดนิ นำ้� ลม ไฟ ไม่ไดเ้ พ่ิมข้นึ หรือลดนอ้ ยลงเพราะการเกิดการตายของ
สัตว์ในโลกเลย (๒๔ ก.ย. ๕๔)

213

ไม่ใช่เรื่องของเรา กเ็ พราะ เรา มตี า่ งหาก

อย่าไปวติ กเรือ่ งการตาย เพราะเรอื่ งของการตาย ผู้ท่ีตายเขาไมไ่ ดร้ ู้

ผมเสน้ ไหน ขนเสน้ ไหน เขารวู้ า่ เขาตาย เลบ็ เกลด็ ไหน ฟนั ซไ่ี หน เขารวู้ า่ เขาตาย
เกดิ เขากไ็ มร่ ู้ แกเ่ ขากไ็ มร่ ู้ เกดิ รไู้ หมวา่ เกดิ สรรี ะรา่ งกายทง้ั หมดรไู้ หมวา่ เกดิ เราถามดู
ศึกษาไปล่ะ ไม่มีอะไรรู้สกั อย่าง แก่เขารไู้ หม แกจ่ นกระท่งั หนังก็เปลยี่ นแปลง ผมก็
เปลย่ี นแปลง อะไรกเ็ ปลยี่ นแปลงไปหมด สงิ่ ทม่ี นั เปลยี่ นแปลงไปแตล่ ะอยา่ ง เขารไู้ หม
วา่ เขาแก่ เขากไ็ มร่ ู้ ตายเขากไ็ มร่ เู้ หมอื นกนั มนั เปน็ ธรรมชาตเิ ปน็ ธรรมดา เปน็ ธรรมดา
ของสงิ่ ทีเ่ กดิ ข้ึน เขาจะต้องเปน็ ไปตามเรอื่ งของเขา

แตเ่ ราๆ นมี่ าสมมตุ เิ รอ่ื งของเขาวา่ ความแก่ สมมตุ เิ รอ่ื งของสง่ิ ทเี่ กดิ มาแลว้ ตาย
วา่ เปน็ ความตาย ความจริงเขาไม่รูเ้ รือ่ งอะไรสกั อยา่ ง เราไปต้ังชอ่ื ต้งั เสยี งสมมตุ ิเอา
แลว้ กว็ า่ เปน็ อยา่ งนนั้ จรงิ ๆ แลว้ เรากว็ า่ เราเปน็ อยา่ งนนั้ เสยี ดว้ ย ไมใ่ ชเ่ ขาเปน็ อยา่ งนนั้ นะ
ว่าเรานีล่ ะ่ เป็นอยา่ งน้ัน เราเกดิ เราแก่ เราเจ็บ เราตาย ก็กลายเปน็ สงิ่ ทน่ี ่ากลวั ข้ึนมา
แตค่ วามจรงิ ไมเ่ ป็นสงิ่ ท่ีนา่ กลัวเลย ทำ� ไม..

กเ็ พราะจะกลวั สกั ขนาดไหน มนั กไ็ มไ่ ดป้ ระโยชนอ์ ะไร ไมไ่ ดป้ ระโยชนอ์ ะไรเลย
แม้แต่นอ้ ย

เขาเกิดมากเ็ ป็นเรอ่ื งของเขาเกดิ เขาแก่กเ็ ปน็ เรอื่ งของเขาแก่ เขาตายก็เป็นเรื่อง
ของเขาตาย ใหเ้ ปน็ เรอื่ งของเขาเสยี เรอ่ื งของเราคอื ใคร เรอ่ื งของเราคอื อะไร คอื เรอ่ื ง

214

ของผทู้ ร่ี คู้ วามเกดิ ความแก่ ความตาย นน้ั ผทู้ รี่ .ู้ . อยทู่ ไี่ หน เรารแู้ ลว้ หรอื ยงั เราเหน็ แลว้
หรือยงั

ถ้าหากวา่ เราร้แู ล้วเห็นแล้ว นัน้ ละ่ เรียกว่า.. เรารเู้ รา

ในเมอื่ เรารเู้ ราแลว้ นี่ เราจะเหน็ เขาละ่ ทนี ี้ รเู้ ราชดั แลว้ กจ็ ะเหน็ เขาชดั ดว้ ย เหน็ วา่
อันเกิด อนั แก่ อันตาย ไม่ใช่ เรา หรอก ท�ำไมจึงวา่ ไมใ่ ช่เรา เพราะเราเหน็ เราอยู่
ในเมอื่ เราเหน็ เราแลว้ เราจะไปเหน็ ของเกดิ มาแกเ่ กดิ มาตายเปน็ เราไดย้ งั ไง ของเกดิ มา
เขาเปน็ ไปตามธรรมชาติ

ค�ำว่า ไม่เที่ยง คือ เปล่ยี นแปลง ไม่เทีย่ งๆ กห็ มายความว่า เกิดมาตาย คำ� วา่
ไมเ่ ทย่ี ง กห็ มายความวา่ เกดิ มาแลว้ มนั จะตอ้ งเปน็ ไปตามเรอื่ งของเขา ไมเ่ ทยี่ งทงั้ นน้ั

คำ� ว่า ไม่มีตัวมีตน มนั กไ็ มม่ อี ะไรเปน็ ตัวเป็นตนจรงิ ๆ หลงั จากตายแลว้ มันจะ
มอี ะไรเป็นตัวเป็นตน สลายไปหมด ดินเปน็ ดนิ น้ำ� เปน็ น้ำ� ลมเปน็ ลม ไฟเปน็ ไฟ
อนั นี้เปน็ ของเกิดมาตายเทา่ นั้น ไมใ่ ชเ่ รา ไม่ใชเ่ ขา อะไรสักอย่าง

จงึ วา่ ตอ้ งพจิ ารณาเรอ่ื งความเกดิ พจิ ารณาเรอ่ื งความแก่ พจิ ารณาเรอ่ื งความตาย
พิจารณาใหเ้ ป็นเรอื่ งของความเกิด เรื่องของความแก่ ความตายเขา จงึ วา่ ไมใ่ ชเ่ รอื่ ง
ของเรา

ท�ำไมจึงวา่ ไมใ่ ช่เรือ่ งของเราเล่า ก็เพราะ เรา มีตา่ งหาก

เรา คืออะไร เรานค่ี ือ ความรู้ เราคืออะไร ก็คือ ใจ ไม่มีอะไรรู้ มแี ตใ่ จรู้ ใจมี
ความรู้ ดนิ นำ้� ลม ไฟ ไม่มคี วามรู้ ใจเป็นธาตุรู้ ดิน นำ�้ ลม ไฟ เปน็ ธาตทุ ีไ่ ม่มี
ความรเู้ ลย แผ่นดนิ เป็นอย่างไร สรรี ะรา่ งกายของเรากเ็ หมอื นแผ่นดินน้ัน คือไม่มี
ความรสู้ ึก ดนิ นำ้� ลม ไฟ ภายนอกเปน็ อยา่ งไร ดิน นำ�้ ลม ไฟ ในร่างกายเราก็
ไมม่ ีความรสู้ ึกอะไรอยา่ งนั้นเหมือนกนั เหง่อื มนั ออก เหงอื่ มนั แหง้ นี่ เหง่ือมนั รู้ไหม
นำ้� ลายมนั ไหล เรากลนื นำ�้ ลาย บว้ นนำ�้ ลาย นำ้� ลายมนั รไู้ หม ไมร่ อู้ ะไรสกั อยา่ ง จะนำ�้
สว่ นไหนกช็ า่ ง ลมหายใจเขา้ ลมหายใจออก เราดลู มทเี่ ขา้ ไป เราดลู มทอ่ี อกมา ลมมนั

215

รไู้ หม ลมทเ่ี ขา้ ทอี่ อก ดชู ดั ๆ ดใู หช้ ดั ลงไป เรากจ็ ะรชู้ ดั เหมอื นกนั วา่ ลมกไ็ มร่ ู้ แมแ้ ตจ่ มกู
ลมผา่ นเข้า ลมผ่านออก จมกู ก็ไม่รู้

ผรู้ ู้ กค็ อื ใจ

เราหายใจเขา้ หายใจออก เวลาเราตนื่ เรารู้ เวลาเราหลบั เราไมม่ คี วามรสู้ กึ เพราะ
เราหลบั นน่ั ละ่ ลมเขา้ ลมออกเราจงึ ไมร่ ู้ นจ่ี งึ วา่ ไมม่ อี ะไรสกั อยา่ งในดนิ ในนำ�้ ในลม
ในไฟ นี่ ทจี่ ะมคี วามรสู้ กึ อะไร มแี ตส่ ง่ิ ทไ่ี มม่ คี วามรสู้ กึ ทง้ั นน้ั อนั นจี้ งึ วา่ ไมใ่ ชเ่ รา เปน็
ของทีม่ อี ยตู่ ลอดกาลอย่างน้ี ดินกม็ อี ยู่ น้ำ� ก็มอี ยู่ ลมก็มอี ยู่ ไฟก็มีอยู่ ความรู้ก็มีอยู่
แต่ทีนี้เรามารวมความรู้กับรวมธาตไุ ม่ร้เู ป็นอนั เดียวกนั

คำ� วา่ ความยดึ ถอื ๑ กย็ ดึ ถอื สง่ิ ทไ่ี มม่ คี วามรนู้ ลี่ ะ่ เปน็ ตวั เปน็ ตน คำ� วา่ สกั กายทฐิ ิ
กย็ ดึ กายเปน็ ตัวเป็นตน ยดึ รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ เปน็ เรา เรอ่ื งของ
สกั กายทฐิ ิ ทง้ั นน้ั แก้ สกั กายทฐิ ิ แกด้ ว้ ยวธิ ไี หน กแ็ กด้ ว้ ยการมาศกึ ษาเรอ่ื งความเกดิ
ความแก่ ความตาย นเ้ี อง มาพจิ ารณาเรอื่ งความเกดิ พจิ ารณาเรอื่ งความแก่ พจิ ารณา
เร่ืองความตาย

คำ� วา่ อรยิ สจั ธรรม ชาติ ความเกดิ ชรา ความแก่ มรณะ ความตาย เปน็ ทกุ ขสจั
พระพทุ ธเจา้ พระอรหนั ตส์ าวกเจา้ ตอ้ งผา่ นอรยิ สจั ธรรมทง้ั นนั้ จติ จงึ จะหลดุ พน้ จาก
กองเกดิ กองตายนี้ไปได้ จึงวา่ เราก็มาพิจารณาความเกิด ความแก่ ความตาย นลี้ ะ่
ไม่ตอ้ งไปคดิ วา่ เราเจริญอรยิ สัจธรรมกไ็ ด้

ข้าว ไม่ต้องพูดว่าเรากินข้าว ถ้าเรารับประทานข้าว เราก็อ่ิมได้เหมือนกัน
การพจิ ารณาเรอื่ งความเกดิ ความแก่ ความตาย นี่ เราไมต่ อ้ งคดิ วา่ เราเจรญิ อรยิ สจั ธรรม
เราจะศึกษาเราจะพิจารณาเพียงแตว่ า่ เร่อื งของความเกิด ความแก่ ความตาย นมี่ นั
เป็นของเราจริงไหม ตวั ตนท่ีเกิดมาแกม่ าตายนี่ อนั น้ีมนั เป็นตวั ตนของเราจริงไหม

๑ คอื อุปาทาน แปลว่า เครอ่ื งเกาะ เครอื่ งยดึ ม่ันถอื มนั่

216

ศึกษาวิจัยวิจารณ์ออกไปให้มันชัดตามความเป็นจริง แล้วเราจะรู้ตามความเป็นจริง
ในเมอ่ื รู้ตามความเปน็ จรงิ แลว้ เราจะวา่ ของเกิด ของแก่ ของตาย เป็น เรา ไมไ่ ด้
เด็ดขาด
กม็ นั ไม่ใช่เรานี่ แลว้ จะว่าเป็นเราได้ยังไง
ถา้ หากวา่ ไมพ่ จิ ารณาใหช้ ดั แลว้ ความยดึ ถอื ทย่ี ดึ มานานน่ี มนั จะตอ้ งวา่ เปน็ เรา
อยอู่ ยา่ งนต้ี ลอดกาลไป จงึ วา่ กองแกจ่ งึ เปน็ ธรรม กองเจบ็ กองตาย เปน็ ธรรมท้ังนน้ั
ความเกดิ กเ็ ปน็ ธรรม เราๆ นมี่ คี วามเกดิ เราๆ นมี่ คี วามแก่ เราๆ นม่ี คี วามตายดว้ ยกนั
ท้ังนน้ั
ให้พากันเอาธรรมที่เรามีอยู่นี้มาศึกษามาพิจารณา แล้วเราจะเป็นผู้ที่รู้ธรรม
เห็นธรรม (๑๖ พ.ย. ๔๑)

217

เผาศพเจ้าของทกุ วนั

ในประวตั อิ ดตี ชาตขิ องพระยสกลุ บตุ ร ทา่ นชอบเผาศพ เหน็ ศพไมม่ ญี าตทิ ไี่ หน
กเ็ กบ็ มาเผา เหน็ ศพอยตู่ รงไหนกจ็ ดั การเผา เหน็ ศพลอยนำ�้ มากช็ อบเอามาเผา เผาศพ
บอ่ ยๆ กท็ ำ� ใหเ้ กดิ ความสลด ไฟไหมห้ นงั ไฟไหมเ้ นอื้ แลว้ มนั กห็ มดไป เนอื้ หมดไป
กระดกู ทม่ี เี นอ้ื หมุ้ หนงั หมุ้ ยดึ ไวป้ ดิ ไว้ เนอ้ื ไมม่ หี นงั ไมม่ แี ลว้ เนอื้ หนงั ทยี่ ดึ อยมู่ นั กห็ ลดุ
กระดูกทอ่ นน้อยทอ่ นใหญก่ ็แสดงออกมาใหเ้ ห็น

ทา่ นจงึ เกดิ ความสงั เวชในใจวา่ รา่ งกายของคนเกดิ มาเปน็ อยา่ งน้ี แลว้ กต็ อ้ งเปน็
อยา่ งนที้ ุกคน ไมม่ ีใครท่จี ะหลีกเลี่ยงความเป็นอย่างน้ไี ปได้ ใจเกิดความสลดสังเวช
ใจเข้าถงึ ความสงบ

คำ� ว่า “ความสงบ” นห้ี มายถึง ใจปลอ่ ยวางความวุ่นวายทเ่ี กี่ยวข้องกับโลก

ใจทไ่ี ปเกยี่ วข้องกบั เรอื่ งของโลก ถา้ หากว่าใจเกิดความสลดสงั เวช เห็นความ
ไมเ่ ปน็ สาระแกน่ สารของรา่ งกาย ใจจะหยดุ พกั ใจจะเลกิ และจะขาดจากการเกยี่ วขอ้ ง
กบั เรอ่ื งราวของโลกเขา ในลกั ษณะนี้เรยี กว่า ใจสงบ เพราะเรอ่ื งราวของโลกไม่มีอยู่
ทใ่ี จ

จึงว่าการเผาศพเปน็ บุญเปน็ กศุ ล เผาศพเผาให้เป็นบุญ คอื ท�ำใจให้เกดิ ความ
สลดสังเวช สลดสังเวชคือใจเห็นว่าร่างกายของคนทุกคนเกิดมาแล้วมันจะต้องเป็น
อย่างนี้ ค�ำว่า เป็นอย่างน้ี กค็ ือมันไม่เป็นของใคร บางคนก็ตายตงั้ แตย่ ังไมแ่ ก่ชรา

218

ในเมอ่ื ตายแลว้ กม็ แี ตท่ จ่ี ะเนา่ จะเปอ่ื ย มแี ตจ่ ะเนา่ จะเหมน็ บางทเี ผาอยา่ งน้ี กลน่ิ ของ
สิ่งที่ตายเนา่ ความเหม็นนน้ั กย็ ังแสดงออก

ในเมอ่ื ตายไปกม็ แี ตจ่ ะเปอ่ื ยจะเนา่ มอี ยเู่ ทา่ นี้ ไมว่ า่ เขาไมว่ า่ เรา ในเมอ่ื มกี ารเกดิ ขน้ึ
ตอ้ งมกี ารสลาย ตอ้ งมีการทำ� ลายทงั้ นั้น ไม่มตี วั คนไหนเกิดขึ้น แต่ไมท่ �ำลาย ไมม่ ี
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ปลงธรรมสังเวช ทรงสอนให้ระลึกถึงอยู่เพื่อเป็นการระงับ
ความดนิ้ รนดว้ ยอำ� นาจของตณั หาใหเ้ บาบางลดหยอ่ นลงไปไดบ้ า้ ง จะเปน็ เครอ่ื งทำ� ลาย
โรคทก่ี เิ ลสตณั หามนั เกนิ พอดี กเิ ลสตณั หาทเ่ี กนิ พอดนี ล้ี ะ่ ทเ่ี ปน็ เครอ่ื งทำ� ลายเปน็ โรค
รา้ ยภายในจิตในใจ

การเผาศพนน้ั ไมใ่ ชแ่ ตจ่ ะเผาศพคนอนื่ เรากเ็ ปน็ ผเู้ กดิ มาตายเหมอื นกนั ไมใ่ ช่
ผ้เู กิดมาตายแตค่ นอืน่ เพราะเรากต็ ้องตายเหมอื นคนอนื่ ครูบาอาจารย์ทา่ นจึงสอน
อยู่เสมอให้เผาศพเจ้าของอยู่ทกุ วัน รา่ งกายของเรานล้ี ะ่ ใหเ้ ผาอยู่ทกุ วัน

ค�ำวา่ เผาทุกวนั คอื ยงั ไง คอื นึกว่าเผาเอา ร่างกายของเราท่มี ีลมหายใจเขา้
ลมหายใจออกน้ี ในเม่ือลมหายใจเข้าออกเขาหยุด เขาไมห่ ายใจเขา้ ไมห่ ายใจออก
การหายใจไมม่ ี รา่ งกายอนั นมี้ นั กเ็ ปน็ ของทง้ิ ในเมอ่ื เปน็ ของทงิ้ กต็ อ้ งเอาไปเผา การเผา
เราก็ร้จู กั กนั อยู่ เราเผาเลย ไมต่ ้องเอาไปใสโ่ ลงใส่หีบ เราเผาเลย ไมต่ อ้ งเอาอะไรปดิ
กย็ ังได้ มนั ก็ส�ำเร็จประโยชนเ์ หมือนกัน เผากเ็ พ่ือให้ไหม้ เผาก็เพ่ือใหซ้ ากสกปรก
ให้ซากสงิ่ ปฏิกลู อันน้ีหมดส้ินไป เราจะเอาใส่หีบใสโ่ ลงหรอื ไม่ ซากปฏิกูลอนั นมี้ นั ก็
หมดสนิ้ ไปได้เหมอื นกัน

จงึ วา่ เผาเจา้ ของ เผางา่ ยๆ นกึ เอา ในเมอ่ื ตายแลว้ กเ็ ผา เอาใสโ่ ลงเลยกไ็ ดเ้ หมอื นกนั
เราผูน้ ึกเราไมต่ าย นกึ เอาวา่ รา่ งกายเราตาย นึกเอาวา่ เราเอาไปใส่ในเตา นกึ เอาวา่
เรานน้ั เตรียมไวแ้ ลว้ เตรยี มวธิ เี ผาไฟดว้ ยถ่านไฟ ดว้ ยฟนื ดว้ ยไฟฟ้า เผาแล้วมัน
ก็ไหม้ทีเดียว ไหม้เน้ือหนังมังสามันก็หลุดลุ่ย ในเม่ือมันหลุดลุ่ย แขนมันก็หลุด
ขามันก็หลุด แขนขามันก็เหยียดออกไป อะไรต่อมิอะไรเร่ืองของคนถูกไฟไหม้
เรอ่ื งของซากผี คนถูกไฟไหม้ เรากน็ ึกเอา เรยี กวา่ นกึ เผา

219

ในท่สี ุดมนั ก็หมดไป เหลอื แต่กองเถา้ ในกองเถา้ นัน้ เราค้ยุ มันกม็ ีเศษกระดูก
ปนอยใู่ นนนั้ ดซู ิ เศษกระดกู หรอื วา่ เปน็ คน เศษกระดกู นนั้ หรอื วา่ เปน็ เรา เศษกระดกู
กเ็ ปน็ เศษกระดกู เศษกระดกู อนั นน้ั เขากไ็ มร่ จู้ กั วา่ เขาเปน็ เศษกระดกู เขากเ็ ปน็ ของทงิ้
เพราะเป็นของทิ้งมาต้ังแต่หมดลมหายใจ หมดลมหายใจก็เป็นของท้ิงจะเอาไปฝัง
จะเอาไปเผาก็เอาของท้ิงไปเผาน่ี
สรปุ ออกมาแลว้ เพอื่ ทำ� ลายขยะเชอื้ โรคปฏกิ ลู ใหห้ มดสน้ิ ไปเทา่ นนั้ เองเรอ่ื งการ
เผาศพ เราหดั เผาอยเู่ สมอ เผาศพคนอน่ื แลว้ เราตอ้ งหดั เผาศพของเรา ประโยชนข์ อง
การเผา กเ็ พอื่ ใหเ้ หน็ วา่ รา่ งกายของเรานกี้ ส็ กั แตว่ า่ เปน็ ของทงิ้ รา่ งกายของใครๆ กส็ กั แต่
ว่าของทงิ้
ในเมอื่ รา่ งกายของเราของเขาเปน็ ของทงิ้ รา่ งกายของเราของเขาจะเปน็ เราเปน็ เขา
ไดอ้ ยา่ งไร รา่ งกายของเราของเขาจะเปน็ ผเู้ ปน็ คนไดอ้ ยา่ งไร กเ็ หน็ ชดั ๆ วา่ เปน็ ของทงิ้
เรอ่ื งการเผาศพตอ้ งเผาใหเ้ ปน็ ถา้ หากวา่ เผาเปน็ กเ็ ปน็ บญุ เปน็ กศุ ล (๒๖ เม.ย. ๒๔)

220

งานศพสมัยท่านพระอาจารยใ์ หญ่มนั่

ในสมัยท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น เมื่อคราวงานศพท่านอาจารย์เนียมที่บ้าน
หนองผือน้ัน ตายวันนัน้ ทา่ นก็เผาวันน้นั
อาจารยเ์ นยี มเปน็ พระเถระทเ่ี รยี กวา่ พระอาจารยอ์ งคห์ นง่ึ ละ่ ตายแลว้ เอาไปเผาเลย
ชาวบ้านหนองผือยังไม่ทันได้รู้เรื่องราวเลยว่าอาจารย์เนียมมรณะ เวลารู้กันแล้วพอ
มาถึงก็เผาแล้ว ตอนแรกครูบาอาจารย์ท้ังหลายท่านไม่คิดว่าท่านอาจารย์ใหญ่ม่ัน
จะเผาจรงิ ๆ ทา่ นวา่ “ตายแลว้ เอาไปเผาๆ”
พระเณรเลยยกเอาไปเผาจริงๆ เลย ตายแล้วเอาไปเผา พอจุดไฟเผาเสร็จ
ท่านก็เดนิ ไปกฏุ ิไปศาลาของทา่ น พักผ่อนเฉย
พอกลางคนื กม็ กี ารประชมุ กนั ฟงั เทศนฟ์ งั ธรรมตามปกติ พระเณรกพ็ ากนั ลงไป
อยา่ งทเี่ คยเปน็ มา ทา่ นไมไ่ ดพ้ ูดสกั คำ� เรอ่ื งคนตาย ไมไ่ ด้พดู สักค�ำเรอ่ื งงานศพอะไร
เคยเทศนอ์ บรมพระอย่างไร ก็เทศน์อย่างน้ัน เหมอื นกบั ไมม่ กี ารตายในวดั
จรงิ ๆ ทา่ นตอ้ งการตดั ประเพณที ที่ ำ� กนั มาทเ่ี ขาเปน็ กนั มา มงุ่ ใหเ้ หน็ คณุ คา่ ในการ
ตดั ภาระในงานศพ เรอ่ื งเมรุ เรอ่ื งงานการตาย ตอ้ งการตดั ปญั หาอนั นน้ั ไปเสยี อยา่ ให้
มนั มี

221

เดยี๋ วนมี้ กี ารตายทไี่ หน โอโ้ ฮ เปน็ เรอื่ งใหญเ่ รอื่ งโตจรงิ ๆ เรอ่ื งตายของคนๆ เดยี ว
เทา่ นัน้ แลว้ เปน็ งานข้ึนมา แล้วปลาไมร่ ู้ตายตามกนั ไปเทา่ ไร เปด็ ไก่ตอ้ งตายตามไป
เท่าไหร่ ถ้าหากว่ามีการมีงาน ลองดูซิ ถ้าหากจะมีการนมิ นตพ์ ระไปฉนั กลบั มาแลว้
มนั ตอ้ งหาไกม่ าฆา่ ซิ แลว้ กป็ าดคอถลกขนเทา่ นนั้ แหละ เอามาตม้ แกงผดั กนิ กนั เอาไป
ทำ� บุญกัน
โอ้ การฆ่าสัตวต์ ดั ชีวิตมันเป็นบุญกุศลได้ยงั ไง ก็มีแตบ่ าปกนั เทา่ น้นั ถ้าเปน็ กัน
อย่างนัน้ ละ่ (๒๗ ก.ค. ๒๗)

222

เขาเกดิ มาเพ่ือสลาย

(โยมถาม) พจิ ารณากายเหน็ ความตายแลว้ แทนทจี่ ะปกติ เหน็ วา่ จะตายแลว้ จติ ใจ
จะสงบเหมอื นแตก่ อ่ นนน้ี ะคะ พอตายปบ๊ั กร็ เู้ หน็ ชดั ขน้ึ ๆ จนกระทง่ั ทงิ้
รา่ งกายไป แลว้ ทนี กี้ รณนี จ้ี ะทกุ ข์ ทกุ ขเ์ รอ่ื งเหน็ วา่ รปู กายตอ้ งตายนน้ั
ใจนนั้ ไปยดึ อยา่ งทต่ี วั เองวา่ มนั ตอ้ งตาย มนั ทกุ ขจ์ รงิ ๆ มนั เปน็ อยา่ งนน้ั
นะคะ แลว้ ทำ� ยงั ไงถงึ จะปลอ่ ยวางเสยี ที อยา่ งทเ่ี คยสนกุ สนานกเ็ ลยเปน็
คนทไ่ี ม่สนุกสนานไป ไปจดจ้องมองแต่ตรงน้ี แล้วมันกไ็ ม่ปล่อยวาง
เสยี ที

(หลวงป่ตู อบ) คำ� ว่า กาย อันนีเ้ ป็นคำ� ท่ี สมมุติ สมมุติเรียกกนั ว่ากาย

ตน้ ไมเ้ ขากม็ กี าย แตเ่ ราเรยี กกายตน้ ไมว้ า่ “ตน้ ไม”้ ไป แลว้ กท็ นี สี้ ตั ว์
ตา่ งๆ จะเปน็ นกกม็ กี าย จะเปน็ เปด็ เปน็ ไก่ เปน็ ชา้ ง เปน็ มา้ เปน็ สตั ว์
อะไรๆ เขากม็ กี ายของเขาเหมอื นกนั

กายของแตล่ ะอยา่ งๆ ทง้ั หมดทมี่ อี ยใู่ นโลก กายอนั นน้ั มกี ารเกดิ แลว้
ก็มีการเปล่ยี นแปลง แล้วกม็ ีการแตกสลาย อนั นเ้ี ปน็ ธรรมชาติเปน็
หลักความจริง ไม่วา่ กายของเรา ไม่วา่ กายของเขา

คำ� วา่ กาย อนั นี้ เราไปสมมตุ เิ รยี กกนั สมมตุ เิ รยี กธรรมชาตขิ องเขาที่
เกดิ มาแลว้ สลายไป เวลาเกดิ คอื ปรากฏขน้ึ เราสมมตุ วิ า่ “ความเกดิ ” นะ
เวลาเขาสลายตัว เราสมมตุ วิ ่า “ตาย”

223

ความจรงิ ไมใ่ ชเ่ กดิ ไมใ่ ชต่ ายอะไรหรอก มนั เพยี งแตป่ รากฏขน้ึ แลว้ กม็ ี
การสลายตัว สลายตวั เหมอื นกับฟองนำ�้ อย่างน้นั ละ่ เขามีปรากฏเป็น
ฟองแล้วเขาก็สลาย สัตว์โลกท้ังหมดมีการปรากฏแล้วก็มีการสลาย
ทเี่ ราไปสมมตุ สิ ง่ิ ทปี่ รากฏขนึ้ เปน็ ความเกดิ สมมตุ เิ รยี กความสลายตวั
ไปวา่ ความตายน้นั เราก็ไปยึดความเกิดความตายนั้นมาเป็นเรา ทนี ี้
เราไปเหน็ วา่ เรามนั จะตาย มนั ก็เปน็ ทกุ ขน์ ี่ เข้าใจไหม

นี่.. แล้วจะไปยึดท�ำไม เขาไม่ได้เกิดมาเพ่ือเป็นเรา เขาเกิดมาเพ่ือ
สลายตัวน่ี

(โยมถาม) หรือว่าท�ำยังไงดีที่จะแก้ทุกข์ หนูก็เลยไปเปิดหนังสือ ได้หนังสือมา
เล่มหน่ึงของท่านพระอาจารย์หลวงตามหาบัว ให้ละลายตรงน้ีเสีย
กำ� หนดใหม้ นั ละลาย กำ� หนดยงั ไงมนั กไ็ มล่ ะลาย กย็ งั ไมห่ ายทกุ ขส์ กั ที

(หลวงปตู่ อบ) เอา้ ..ทกุ ขล์ งไป มนั อยากทกุ ข์ ใหม้ นั ทกุ ขล์ งไป มนั อยากรอ้ งไห้ ใหม้ นั
รอ้ งไหล้ งไป นี่ แลว้ มนั มอี ะไรดขี นึ้ ไมม่ อี ะไรดขี นึ้ เลย สงิ่ ทเี่ ขาเกดิ มา
เขาจะต้องสลาย เราจะไปร้องไห้หกั ห้ามเขาได้ไหม ยับย้ังเขาได้ไหม

(โยมถาม) หรอื วา่ หนไู ปตงั้ มนั เอง อยา่ งทหี่ ลวงปเู่ ทศนน์ ี่ ตงั้ วา่ มนั เกดิ มาตอ้ งตาย
ถา้ หนูไปตั้งอยตู่ รงน้ี..

(หลวงป่ตู อบ) เอ้า มนั เป็นธรรมชาติ เราอยา่ ไปยดึ วา่ เป็นเรา

มนั เปน็ ธรรมชาตขิ องเขาหมด มนั ไมใ่ ชเ่ ปน็ เฉพาะเราคนเดยี ว ถา้ เปน็
เฉพาะเราคนเดยี ว แหม มันน่าจะร้องไห้ น่ี มนั เปน็ ทั้งหมดทัง้ โลก
ของทไ่ี มม่ ชี วี ติ เขากเ็ ปน็ ไมใ่ ชเ่ ปน็ เฉพาะคน สตั วอ์ นื่ ๆ เขากเ็ ปน็ ทงั้ หมด
แมไ้ มใ่ ชส่ ตั ว์ ตน้ ไมเ้ ขากเ็ ปน็ เขามกี ารเกดิ แลว้ เขากม็ กี ารแก่ มกี ารตาย
เรากเ็ หมือนกบั สงิ่ ทเ่ี ขาเกดิ ขึ้นทั้งหลาย

224

การเกดิ เปน็ คำ� สมมตุ ปิ รากฏขนึ้ เปน็ อยา่ งน้ี อนั นเี้ ขาไมไ่ ดว้ า่ เขาเกดิ นะ
แล้วเขาก็มีการเปล่ียนแปลงไปตามธรรมชาติของเขา แล้วก็มีการ
สลายตัว

พระพุทธเจ้าทา่ นจึงทรงเปรยี บอปุ มาเหมือนกับฟองนำ�้ ไม่ผดิ เลยน่ี..
จะไปห้ามฟองนำ้� ไม่ให้เกิดแล้วไม่ให้สลายได้ไหม เอาอะไรไปกันไว้
เราจะไปหา้ มเรา ไปหา้ มใครๆ หา้ มของทเ่ี รารกั เราหวงแหนไมใ่ หเ้ กดิ ขนึ้
เกดิ ขนึ้ แล้วไม่ใหส้ ลาย.. ไมม่ ีทาง

ถ้าหากว่าหา้ มได้นี่ พระพทุ ธเจ้าทา่ นทรงหา้ มแล้ว พระพทุ ธเจา้ ท่าน
กท็ รงยอมรบั ว่าทา่ นครำ่� คร่านะ

จงึ อยา่ ไปยดึ นะ อนั นเี้ ขาเปน็ ธรรมชาติ ธรรมชาตทิ เี่ ขาเกดิ มาเพอื่ สลาย

(๑๐ เม.ย. ๓๐)

225

“ ให้ศกึ ษาเร่ืองความเจบ็ ใหม้ าก อย่าไปท้อถอย อริยสจั ธรรม ความเจ็บ
ความปวดนี้ เปน็ สจั จะทพ่ี ระอรยิ เจา้ ทา่ นยกยอ่ งทส่ี ดุ วา่ เปน็ ของประเสรฐิ ”

(๘ ก.ย. ๓๒)

226

 เวทนานุปัสสนา 

ทุกขเวทนา ทางสูอ่ ริยสัจธรรม

(โยมถาม) กราบเรยี นถามหลวงปู่ เวลานัง่ ปฏบิ ัตินะเจ้าคะ ถา้ เผอ่ื วา่ วันไหนสตดิ ี
มนั ก็นง่ั ไดเ้ กนิ ครึ่งชัว่ โมง แตถ่ ้าเกดิ สติไม่ดกี ร็ ู้สกึ ปวดขา ทนี ีเ้ รากไ็ ป
กำ� หนดว่าใจเราไม่ไปปวดดว้ ย ขาปวดก็ปล่อยให้มนั ปวด เราควรจะ
ทำ� ตอ่ หรอื ควรจะเปล่ยี นอริ ยิ าบถเจา้ คะ

(หลวงปตู่ อบ) ควรทจ่ี ะทำ� ตอ่ ไป
(โยมถาม) หรือว่าเพราะเรานกึ วา่ สติไมพ่ อ มนั จึงเจ็บเจ้าคะ
(หลวงปตู่ อบ) สติพอก็เจ็บ เร่ืองความเจ็บนี่เขาไม่เลือก เพราะเขาเจ็บอยู่ตรงเขา

จติ ต่างหากเปน็ ผ้มู ีสติ
(โยมถาม) กต็ ้องกำ� หนดทำ� ต่อไปจนกว่าจะหาย
(หลวงปตู่ อบ) จะหายหรอื ไมห่ ายกช็ า่ ง ใหท้ ำ� ตอ่ ถา้ หากวา่ เจบ็ แลว้ เลกิ การเลกิ อนั นนั้

มนั จะกลายเป็นคนท่ีปฏบิ ัตแิ ล้วเหน็ แตค่ วามเจบ็ แลว้ จะท�ำใหศ้ รัทธา
ของเราทมี่ ีตอ่ ข้อปฏิบัติลดลงไปๆ มันตอ้ งตอ่ สู้
ในเมอ่ื เราตอ่ สเู้ ขา้ พยายามตอ่ สใู้ หม้ ากๆ ชอ่ งทางในการทจ่ี ะแกค้ วาม
เจ็บปวดอันนั้นล่ะมันหากเข้าใจเอง หากรู้ขึ้นเองว่าควรจะท�ำอย่างไร
ควรจะแก้ไขอย่างไร ควรจะพิจารณาแก้ไขอยา่ งไรในระหวา่ งทีเ่ ราเจบ็
มากนน้ั ละ่ ใหอ้ ดทน ใหเ้ จบ็ มากๆ เจบ็ ถงึ ทสี่ ดุ มนั อยตู่ รงไหน เดย๋ี วน้ี
เจบ็ ถงึ ทส่ี ดุ แลว้ หรอื ยงั ในเมอ่ื เราทนมากๆ ระหวา่ งทม่ี นั เจบ็ มากๆ นน้ั

227

ใจของเราจะมองหาชอ่ งทางในการทจ่ี ะแกค้ วามเจบ็ นนั้ จะหาทางแกจ้ ติ
แกใ้ จของเราใหไ้ ม่ไปยดึ ความเจ็บนน้ั

สรปุ แลว้ อยา่ เพงิ่ เลกิ นะ ใหต้ อ่ สตู้ อ่ ไป ตอ่ สแู้ ลว้ ไมไ่ ดผ้ ล ใจมนั กไ็ มค่ ดิ
จะต่อสู้อกี แล้ว น่ลี ่ะ ทำ� ให้ศรัทธาในการปฏบิ ัตขิ องเรามแี ตจ่ ะออ่ น

(โยมถาม) คือเกดิ ความไมแ่ น่ใจว่าเราควรจะเปลยี่ นอิริยาบถเป็นเดนิ เสยี หรือว่า
จะต้องท�ำตอ่ ไป

(หลวงปตู่ อบ) อนั น้นั กค็ วรทีจ่ ะทำ� มันเจบ็ ปวดมากเรากเ็ ปลี่ยนอิริยาบถ เราก็ท�ำได้
แต่ถ้าหากว่าเราเจบ็ ปวดมาก เราจะนัง่ อยู่อยา่ งนั้น จนกระทง่ั ถงึ ทีส่ ุด
ของเราทจี่ ะทนได้ ทนให้มันถึงท่สี ดุ สักที ท่ีสดุ ของความเจ็บเราก็ยงั
ไมร่ ู้จักน่ี

(โยมถาม) บางครง้ั ก�ำหนดแล้วมันหาย แตว่ ่าจะเกดิ ความไมแ่ น่ใจว่า..

(หลวงปตู่ อบ) มันหายแลว้ กย็ ังจะเจบ็ อกี ไม่ใช่หายแลว้ มนั ไมเ่ จบ็ คล้ายๆ กบั โรค
อนั นี้ก็โรคอนั หน่งึ นะ

(โยมถาม) พอหายแล้วก็เลยเลกิ ก็คิดว่าทำ� ใชไ้ ด้แล้ว วนั น้พี อ

(หลวงปตู่ อบ) เออ้ .. อนั นนั้ กด็ ี ใหเ้ รามคี วามพอใจ การปฏบิ ตั ขิ องเราน่ี พอใจไดผ้ ลดี
ผา่ นการเจบ็ ปวดไปได้ แตค่ วามเจบ็ ปวด ถา้ เรานงั่ อยอู่ ยา่ งนน้ั ถงึ หาย
มนั กย็ งั เจบ็ ปวดอกี นน่ั ละ่ จงึ วา่ การแกค้ วามเจบ็ ความปวดตอ้ งแกท้ ใี่ จ
ใจเราท�ำได้ แล้วบางทีมันหายขาดไปจริงๆ บางทีร่างกายเขาเจ็บอยู่
เขาปวดอยู่ เจ็บตรงไหนเราก็รู้ ปวดตรงไหนเราก็รู้ ปวดมากเราก็รู้
ปวดนอ้ ยเรากร็ ู้ แตใ่ จของเรานนั้ มนั เปน็ ผทู้ พี่ น้ จากความเจบ็ ปวดจรงิ ๆ

จงึ วา่ การแกต้ อ้ งแกร้ ะหวา่ งเจบ็ ถา้ หากวา่ เวลาไมเ่ จบ็ มนั แกไ้ มไ่ ด้ ไมม่ ี
ทางจะแก้ เหมอื นกบั ไฟอยา่ งน้ี เราจะดบั ไฟ ดบั เวลาไมม่ ไี ฟนะ มนั จะ
ดบั ไดไ้ หม กต็ ้องดับเวลามีแสงไฟ ใชไ่ หม

228

(โยมถาม) ทีนีว้ ธิ คี ิดนะครบั หลวงปู่ อย่างดับไฟ เรารวู้ ธิ คี รับ คือเรารวู้ ่ากดสวทิ ซ์
ตรงนนั้ มนั กด็ บั แตถ่ า้ เราไมร่ ู้ แลว้ เอาผา้ ไปพดั เอาพดั ไปวมี นั กไ็ มม่ วี นั
ดับนะครับ เพราะดับไม่ถูกวิธคี รบั แตด่ บั เจบ็ นล่ี ่ะครบั ดบั ยงั ไง

(หลวงปตู่ อบ) ดบั ไมถ่ กู วธิ ี มนั กไ็ มด่ บั มนั มแี ตจ่ ะไหมเ้ พม่ิ อนั นน้ั เรากร็ ู้ อนั นเี้ ราดดู บั
ไมถ่ กู วธิ ี ทำ� อยา่ งไรดบั ถกู วธิ ี มนั กต็ อ้ งใหไ้ ฟไหมม้ ากๆ เสยี กอ่ น อนั นี้
ตอ้ งรจู้ กั เอง จะรเู้ องในเจา้ ของนน้ั ละ่ แลว้ ความคดิ ทวี่ า่ จะดบั ไฟใหไ้ ด้
มนั ต้องมีด้วย

ทำ� ไมมนั จะตอ้ งมขี นึ้ มาได้ กเ็ พราะเราไมบ่ อกวา่ เรอื่ งเลก็ น.่ี . น่ี มนั ทกุ ข์
มาก ใจของเราก็ด้นิ หาทางออก ดิ้นหาทางแก้ มนั ตอ้ งมที างที่จะแกไ้ ด้
จะต้องเหน็ ชอ่ งทางท่ีจะออกได้ ถ้าหากวา่ มนั ยังไมท่ ันเจ็บมาก พอทน
กท็ นไปๆ ทนอกี สักหนอ่ ยกเ็ ลกิ ไป อยา่ งนน้ั ละ่ เจา้ ตวั ปญั ญาทจ่ี ะเปน็
ตวั จิตทีจ่ ะหาทางออกมันไมเ่ กิดหรอก

บางองค์ ทา่ นโอ.้ . พอนง่ั ลงไปอยา่ งนี้ ทา่ นกอ็ ธษิ ฐานเลย ไมข่ ยบั ไมพ่ ลกิ
ค�ำวา่ ไมข่ ยับไมพ่ ลิก ไมต่ อ้ งพูดถงึ ล่ะ อธิษฐาน ไม่สวา่ งไมล่ ุกจากท่ี
ท่านอธษิ ฐานในจิต

พดู ถงึ ความเจบ็ ความปวดน่ี แมแ้ ตพ่ ระพทุ ธเจา้ กท็ รงมี คนเราธรรมดา
สามญั น่ีไมต่ อ้ งพดู ถงึ ค�ำว่า เจ็บที่สดุ มันอย่ตู รงไหน นี่ มันรู้หมด
เห็นหมด ท่ีว่าพญามารดันบัลลังก์ของพระพุทธเจ้าให้ทรงลุกนี่นะ
มนั มหี มด มนั รวมอยใู่ นนน้ั หมดทเี ดยี วนน่ั ละ่ ทกุ ขก์ วา่ นน้ั ไมม่ ี ยงิ่ ทกุ ข์
มากเทา่ ไหร่ ใจมนั ยง่ิ หาทางออกมากเท่านั้น ย่ิงดิ้นมาก มนั กเ็ หน็ ชอ่ ง
จนได้

เหน็ ชอ่ งไดแ้ ลว้ จงึ เหน็ คณุ คา่ ของคำ� วา่ “ความอดทน” เหน็ คณุ คา่ ของ
ข้อปฏิบัต.ิ . ว่า ประเสรฐิ จริงๆ (๑ ม.ิ ย. ๒๙)

229

อริ ยิ าบถปกปดิ ทุกข์

ความเจบ็ ปวด อยา่ ไปว่าไมด่ ี ถ้าหากวา่ ไมม่ คี วามเจบ็ ความปวดแล้ว เราจะไป
ต่อสู้กับใคร

ชวี ติ ของผปู้ ฏบิ ตั ธิ รรม กค็ อื ชวี ติ ของนกั ตอ่ สู้ ชวี ติ เราเปน็ นกั ตอ่ สู้ ถา้ หากวา่ ไมม่ ี
สงิ่ ทตี่ อ้ งตอ่ สแู้ ลว้ เราจะเปน็ นกั ตอ่ สไู้ ดอ้ ยา่ งไร เขาดที ง้ั นน้ั นะ อยา่ ไปวา่ เขาไมด่ ี งว่ งนอน
เขากด็ ี ความเจ็บความปวด เขาดีท้ังนั้น ความเหน็ดเหนือ่ ย ความเม่อื ย ความหวิ
ดีทั้งน้ัน อันน้ีล่ะเป็นสิ่งท่ีจะมากล่ันกรองจิตใจของเราให้มีความเข้มแข็งให้มีความ
อดทน นกั มวยทใ่ี บหนา้ ของเขาเปน็ ใบหนา้ ทแ่ี ขง็ แกรง่ ถกู กำ� ปน้ั ไมเ่ จบ็ กเ็ นอ่ื งจากวา่
เขาเคยชินกับการต่อสกู้ บั กำ� ปั้นอยู่ตลอดเวลา

นกี่ เ็ หมอื นกนั หากจะเปน็ ผปู้ ฏบิ ตั ธิ รรมทแี่ ขง็ แกรง่ มนั กต็ อ้ งมคี ตู่ อ่ สู้ และมโี อกาส
ไดต้ อ่ ส้กู บั คู่ตอ่ สู้อยเู่ ป็นประจ�ำ ถึงวา่ เราจะแพ้เขาบ้าง อันน้ันเป็นเรอื่ งของการตอ่ สู้
เปน็ เรอ่ื งธรรมดา เรายงั มจี ติ ใจเปน็ นกั ตอ่ สอู้ ยแู่ ลว้ กต็ อ้ งพยายามทจี่ ะเอาชนะเขาใหไ้ ด้
ถา้ หากวา่ เอาชนะเขาไมไ่ ด้ เรากเ็ รง่ ความพยายามของเราใหม้ าก หาสตปิ ญั ญาหาความรู้
หาชอ่ งทางฝกึ ปรอื ตำ� ราพชิ ยั สงครามใหค้ ลอ่ งแคลว่ วอ่ งไว ใหร้ วดเรว็ ใหอ้ งอาจกลา้ หาญ
ให้รวดเร็วในฝีไมล้ ายมอื ในทีส่ ดุ เรากส็ ามารถท่จี ะเอาชนะเขาได้

ถงึ วา่ จะแพส้ กั เกา้ ครงั้ สบิ ครงั้ หรอื รอ้ ยครง้ั กช็ า่ ง แตก่ ใ็ หม้ โี อกาสชนะเขาไดบ้ า้ ง
แลว้ ก็ใหม้ ีโอกาสชนะเขาใหไ้ ด้ในท่สี ุด จงึ จะเรยี กวา่ เป็น นักต่อสู้ท่ีแท้จริง

230

เรานงั่ ภาวนาไมอ่ ยากใหท้ กุ ขไ์ มอ่ ยากใหย้ าก คนชาวไรช่ าวนาเขาทำ� นา หากเขา
ไม่ยอมเจ็บหลังแข่งแดดแข่งฝน ชาวนาคนนั้นก็จะเป็นชาวนาท่ีอดอยากยากจน
ผปู้ ฏบิ ตั ธิ รรมกเ็ หมือนกัน หากไมพ่ อใจเปน็ นกั ตอ่ สู้ พอใจแต่ทจ่ี ะเปน็ นักแพ้ อยาก
หลบั อยากนอนกไ็ มค่ ดิ ทจี่ ะตอ่ สเู้ ขา มคี วามเจบ็ ความปวดกไ็ มค่ ดิ ทจี่ ะเอาชนะเขาใหไ้ ด้
เขาอยากนอนกลางวันกพ็ าเขานอน เขาอยากนอนกลางคืนกพ็ าเขานอนเสยี เขาตืน่
ขึน้ มาแลว้ อยากนอนอกี ก็พาเขานอนอีก

ในลักษณะนี้เหมือนกับชาวนาน้ันล่ะ แดดออกก็นอนเสีย ฝนตกก็นอนเสีย
ถา้ หากวา่ แดดไมอ่ อกฝนไมต่ ก ไปถอนกลา้ สกั หนอ่ ยเจบ็ หลงั ไปดำ� นาสกั หนอ่ ยเจบ็ หลงั
กพ็ กั เสีย ในทส่ี ดุ ท�ำนากไ็ มไ่ ดผ้ ลอะไร เขาได้ข้าวกนั เตม็ ยุ้งเตม็ ฉาง ชาวนาผู้ที่พอใจ
ทำ� อยา่ งสบายตามอารมณ์ของเจา้ ของน้ัน กไ็ ดแ้ ต่ความยากจน ไดแ้ ต่ความไมพ่ ออยู่
พอกิน (๘ ส.ค. ๒๙)

จงึ ให้เราเดินจงกรมมากๆ นง่ั ภาวนามากๆ น่งั จนกระทงั่ มันเห็นทกุ ข์ การเดิน
จนกระท่ังเห็นทุกข์ว่ามันทุกข์จริงๆ ปวดแข้งปวดขาจริงๆ ปวดเส้นปวดเอ็นจริงๆ
ปวดหลังปวดเอวจรงิ ๆ มองไปตรงไหนก็มแี ต่ปวด มองตรงไหนก็มแี ตเ่ จบ็

น่ี กองทุกขเ์ ปิดเผยให้ดูแลว้ ถ้าหากว่าเราไม่อดไมท่ น กองทุกข์มันถูกปิดไว้

พระพทุ ธเจา้ พระอรหนั ตสาวกเจา้ ทา่ นกลา่ ววา่ “อริ ยิ าบถปกปดิ ทกุ ข”์ เราตอ้ งการ
รู้ทุกข์ต้องการเห็นทุกข์ แต่เราน่ีกลับเป็นผู้ท่ีปกปิดทุกข์เอง ต่างคนก็ต่างปกปิด
ทกุ ข์กันนี่ เป็นอะไรสกั หน่อยก็จะแก้ไขหาหยกู หายาหามดหาหมอ ไมอ่ ยากใหท้ ุกข์
อนั น้นั มนั แสดงออกให้รใู้ หเ้ หน็ นง่ั ภาวนาก็ไมอ่ ยากใหม้ ันเจ็บ มนั ปวด พยายามเอา
อันนั้นอันนี้ปกปิด ขยับนิดขยับหน่อย ปกปิดไม่ต้องการให้ทุกข์อันน้ันปรากฏขึ้น
นัง่ ภาวนาจะเจ็บสกั หนอ่ ยก็เลิกไปเสยี น่ี

ทกุ ข์ นง่ั ใหม้ นั เหน็ ทุกขม์ ันเป็นของดีหรือไมด่ ี ทุกขเ์ ปน็ ของน่าเบื่อหนา่ ยหรือ
ไมน่ า่ เบอื่ หนา่ ย เรากร็ เู้ อง เหลยี วไปทางไหนกม็ แี ตก่ องทกุ ขท์ ง้ั โลก มกี องเกดิ กองแก่
กองเจ็บ มีกองตายตรงไหน ตรงนน้ั มนั มแี ตก่ องทกุ ข์ท้งั น้นั กองทุกขม์ ันไมใ่ ช่อย่ใู น

231

คำ� พดู กองทกุ ขใ์ นอรยิ สจั ธรรม มนั ไมใ่ ชอ่ ยตู่ ามแบบตามแผน มนั กองอยนู่ ่ี เดยี๋ วน้ี
เราพากนั ปดิ เอาไว้ เราพากันปกปดิ สจั ธรรม
น่ังให้มันเปิดข้ึนมาดู ต้ังแต่หัวค�่ำน่ังไปหาสว่าง ลองดู เดินตั้งแต่ฉันจังหัน
แล้วไปจนถงึ เวลาปดั ตาด ลองดู แลว้ ทุกขม์ นั จะแสดงอรยิ สจั ธรรมใหเ้ ราได้รใู้ หเ้ รา
ไดเ้ หน็
เราตอ้ งการใหเ้ รารจู้ กั กองทกุ ข์ ตอ้ งการใหเ้ หน็ ทกุ ข์ ตอ้ งการใหเ้ บอ่ื หนา่ ยในทกุ ขน์ ่ี
การท่จี ะตอ้ งตอ่ สู้การทจ่ี ะตอ้ งอดทนไมม่ ี อยา่ งนี.้ . มันรู้ไมไ่ ด้ (๓๐ ก.ค. ๒๙)

232

ใหพ้ อใจในการตอ่ สู้

ครบู าอาจารยบ์ างองคท์ า่ นจะนง่ั ภาวนา ทา่ นไปหานง่ั ตรงทมี่ นั เจบ็ ไวๆ ตรงไหน
ทน่ี ง่ั แลว้ เจบ็ งา่ ยๆ เจบ็ เรว็ ๆ ไปนงั่ ตรงนน้ั ทา่ นตอ้ งการทจ่ี ะฝกึ ใหจ้ ติ ใจมคี วามอดทน
พอใจในการทจี่ ะอดทน พอใจในการทจี่ ะไดต้ อ่ สู้ แพช้ นะไมต่ อ้ งสนใจ ใหม้ คี วามพอใจ
ทจ่ี ะตอ่ สูม้ ากๆ อดทนมากๆ อยา่ งนีท้ ่ที ่านก็ทำ� กัน

ในเมื่อการฝึกความอดทนมากเข้า มากเขา้ ใจก็มีความอดทนเพม่ิ ขึ้น เพิ่มขน้ึ
หนกั เขา้ นง่ั ภาวนาหมดคนื เปน็ เรอื่ งเลก็ ทา่ นนง่ั ไดอ้ ยา่ งสบาย ไมใ่ ชไ่ มเ่ จบ็ น่ี รา่ งกายอนั นี้
น่ังนานๆ แล้วไมเ่ จ็บมนั ไม่มีหรอก ยิง่ น่งั เจบ็ เทา่ ไรย่ิงดี ยิง่ เห็นกองทกุ ขม์ ากเทา่ นัน้
ยง่ิ นง่ั นานเทา่ ไรยง่ิ เหน็ กองทกุ ขน์ านเทา่ นนั้ มนั เหน็ ทกุ ขเ์ มอ่ื ไร นมี่ นั ยงิ่ สนกุ ในการทจ่ี ะ
หาชอ่ งหาทาง การหาชอ่ งหาทาง คอื หาวธิ กี ารวา่ ทำ� ยงั ไงใจเราจงึ จะไมไ่ ปยดึ ในทกุ ขน์ น้ั

ยดึ ทกุ ขห์ รอื ไมย่ ดึ ทกุ ข์ เราตอ้ งอดทนลองดู ปลอ่ ยวางทกุ ขไ์ ดห้ รอื ปลอ่ ยวางทกุ ข์
ไมไ่ ด้ มนั ตอ้ งลองดู ใหม้ นั ทกุ ขข์ นาดทมี่ นั เหมอื นไฟกำ� ลงั ไหมท้ ง้ั ตวั ทง้ั รา่ งกายนน้ั ละ่
แลว้ เราจะรไู้ ดว้ า่ เรายงั จะยดึ หรอื วา่ เราจะปลอ่ ยวางทกุ ขอ์ นั นนั้ ถา้ ยดึ ละ่ มนั เปน็ ทกุ ข์
จรงิ ๆ มนั รอ้ นจรงิ ๆ รอ้ นทงั้ เนอ้ื ทง้ั ตวั รอ้ นทงั้ จติ ทง้ั ใจ กระสบั กระสา่ ยรอ้ นรนไปหมด
แต่ท่ยี งั ไม่ยอมถอยหลังไมย่ อมเลกิ น้นั กเ็ พราะความสตั ยท์ ่คี อยบงั คับอยู่ ทนี ค้ี วาม
ทใ่ี จมนั ทกุ ขม์ าก มนั จะตอ้ งขวนขวายหาทางแก้ ในเมอื่ ใจยงั มคี วามพยายามหาทางอยู่
ในที่สุดก็จะต้องหาช่องทางแก้จนได้ ในเม่ือเห็นทางแก้แล้ว ถึงจะนั่งต่อไปก็สบาย

233

นง่ั ตลอดคนื นี่ สบาย ค�ำวา่ สบาย น่ีมันไมใ่ ชร่ า่ งกายไม่เจ็บไม่ปวด แต่เพราะใจมนั
ปลอ่ ยวาง

จงึ ใหพ้ อใจในการตอ่ สู้ คนทเี่ ขาจะมฐี านะดรี ำ�่ รวยเปน็ เศรษฐมี หาเศรษฐี ไมใ่ ช่
เขาพอใจแต่ความสบายอย่างเดียว ชีวิตของเขาจะต้องต่อสู้มาอย่างโชกโชนทีเดียว
เขาจงึ เข้าไปถึงระดบั ทีเ่ รียกวา่ เป็นเศรษฐมี หาเศรษฐีขนึ้ มาได้

โชกโชน นักปฏบิ ตั ิของเรากเ็ หมอื นกัน ต้องต่อสูอ้ ย่างโชกโชนบา้ ง

นกั ปฏบิ ตั ธิ รรมคอื นกั ตอ่ สู้ ทอ่ งเปน็ คาถาไว้ นกั ปฏบิ ตั ธิ รรมคอื นกั ตอ่ สู้ ในการ
ปฏิบัติธรรม กิเลสมันไม่อยากให้สู้ เพราะการสนับสนุนให้ปฏิบัติธรรมก็คือการ
สนับสนุนเพ่ือการท�ำลายเขานั้นเอง กิเลสมันจะไม่สนับสนุน มันมีแต่จะดึงแขนไว้
ดงึ ขาไว้ ดงึ คอไว้ กเิ ลสดงึ ขากค็ อื มนั เอาขามาอา้ ง อา้ งกลวั จะเจบ็ กลวั จะปวด กลวั จะ
เปน็ เหนบ็ ชา กลัวอะไรตอ่ มอิ ะไร มันดึงขาไว้ไม่อยากใหท้ ำ�

สรปุ แลว้ มนั ไมส่ นบั สนนุ นน่ั เอง ใครกช็ า่ งจะสนบั สนนุ คนอนื่ ฆา่ เจา้ ของนนั้ ไมม่ ี
กิเลสมันจะสนับสนุนให้เราจริงจังในการปฏิบัติธรรมก็ไม่มี มีแต่เรานี่จะต้องสร้าง
ความจริงจังข้ึนมาเอง การสร้างความจรงิ จังทจ่ี ะทวนกระแสกิเลสน้ี เป็นสงิ่ ทจี่ ะตอ้ ง
ฝนื มาก ฝนื มากเทา่ ไร นน่ั ละ่ อำ� นาจของธรรมกำ� ลงั ของธรรมของเรายงิ่ ปรากฏขน้ึ มาก
เทา่ นั้น (๓๐ ก.ค. ๒๙)

จงึ วา่ อยา่ ไปกลบเกลอื่ นทกุ ขด์ ว้ ยวธิ ตี า่ งๆ นานา เพอื่ ไมใ่ หท้ กุ ขเ์ ขาแสดง ถา้ หากวา่
ทกุ ข์มันแสดงไมช่ ดั เรากไ็ มม่ ีโอกาสท่จี ะคน้ เราก็ไม่มีโอกาสทจี่ ะพิจารณาเรอื่ งการที่
จะถอนจติ ของเราใหห้ ลดุ จากกองทกุ ขน์ น้ั ถา้ หากวา่ เราไปยดึ กองทกุ ขแ์ ลว้ เรากไ็ ปเหน็
กองทกุ ข์อนั น้นั น่าอยนู่ า่ อาศยั นา่ ชื่นชม น่าใครน่ า่ หวงแหน ถา้ หากว่ามันทกุ ขท์ ั้งตัว
ทกุ ขท์ งั้ กอ้ น รอ้ นเปน็ ฟนื เปน็ ไฟแลว้ มนั จะไปหวงทำ� ไม ถา้ หากวา่ ไมเ่ หน็ ทกุ ขช์ ดั เพราะ
ไมย่ อมใหท้ กุ ขป์ รากฏขนึ้ นนั้ เรากจ็ ะไมม่ โี อกาสทจี่ ะรทู้ กุ ข์ และจะไมม่ โี อกาสทจี่ ะถอน
ทกุ ข์ออกจากจติ ของเราด้วย

234

ในการปฏบิ ตั ธิ รรม เราจงึ อยา่ ไปกลวั ทกุ ข์ พระพทุ ธเจา้ ทรงกลวั ทกุ ขเ์ สยี เมอื่ ไหร่
น่งั ภาวนาไมไ่ ด้สำ� เร็จเปน็ พระพุทธเจา้ ทา่ นจะไมล่ ุกจากที่ คำ� ว่า “ไมล่ ุกออกจากท”่ี
มนั ไมใ่ ช่แค่ตลอดรุง่ มันไม่ใช่อาทิตย์ มนั ไมใ่ ชต่ ลอดเดอื นตลอดปีนะ มันคลา้ ยๆ
เอาชวี ติ ออกมาวางประกันไว้ตรงนี้ แล้วคิดดวู า่ ทรงเปน็ นกั ต่อสขู้ นาดไหน

พระพุทธเจ้าทรงแสวงธรรมดว้ ยชีวิตชวี า เราก็เป็นผู้แสวงธรรม แตแ่ สวงอยา่ ง
หวงแหนของเจบ็ ของตาย หวงแหนกองทกุ ขอ์ นั น้ี มนั กส็ วนทางกบั พระพทุ ธเจา้ ซง่ึ เปน็
พระศาสดาของเรา

นง่ั ลงไป นงั่ ลงไปแลว้ ตง้ั ใจวา่ จะไมข่ ยบั ถา้ หากวา่ นง่ั ยงั ไมด่ ที ส่ี ดุ กข็ ยบั ใหม้ นั ดี
ในเมอ่ื ขยบั ให้มนั ดีท่สี ดุ แล้ว ก็ตัง้ ใจลงวา่ เราจะไมพ่ ลกิ แลว้ จะพลิกท�ำไมเพราะมัน
ดที สี่ ดุ แลว้ มนั จะกช่ี ว่ั โมงกช่ี วั่ โมงกช็ า่ ง เรานง่ั เพอ่ื การศกึ ษาทกุ ขน์ ี้ เรายงั ไมร่ ทู้ กุ ขเ์ รา
ก็ต้องการศึกษาทกุ ข์ท่ยี ังไมร่ ู้ ถา้ หากว่าเราไมใ่ หท้ ุกข์มันเกิด เราจะเอาอะไรมาศกึ ษา
การศกึ ษาในต�ำรบั ต�ำราทงั้ หมด ถา้ หากวา่ ไม่มตี �ำรบั ต�ำรา จะเอาอะไรไปศกึ ษาให้ได้
ความรู้ ศกึ ษาทกุ ข์ก็เหมอื นกัน มนั ก็ต้องมีความรู้ใหเ้ ราไดศ้ ึกษา

จงึ วา่ อยา่ พากนั กลบเกล่อื น นงั่ ลงไปใหม้ คี วามสตั ยค์ วามจรงิ เดนิ ลงไปกใ็ ห้มี
ความสัตย์ความจริง อย่านั่งอย่างท่ีจะเห็นทุกข์แสดงให้เราดูเราก็ไปกลัวทุกข์เสีย
เราเดนิ ทกุ ขม์ นั แสดงใหเ้ รารู้ เรากไ็ ปกลวั ทกุ ขเ์ สยี ทเี่ รากลวั ทกุ ขก์ เ็ พราะเราหวงแหน
อัตภาพ หวงแหนรา่ งกายอันนี้ หวงแหนอัตภาพตวั ตนก็คือหวงแหนกองทุกข์น้นั เอง

ชาตปิ ิ ทุกฺขา ชาติความเกิดเป็นทกุ ข์ ตวั เราไม่ใช่ผเู้ กดิ หรอื ความแก่เปน็ ทุกข์
ตวั เรามนั ไมใ่ ชต่ วั แกห่ รอื แลว้ ความตายเปน็ ทกุ ข์ ตวั เราไมใ่ ชต่ วั ตายหรอื แลว้ ตวั ทกุ ข์
มันตวั ไหน เราหวงร่างกายกเ็ ราหวงกองทกุ ขน์ ้นั เอง ทั้งๆ ท่เี ราเปน็ คนต้องการท่จี ะ
พ้นทุกข์ แต่เราเป็นคนทหี่ วงทกุ ข์ ไม่มกี ารท่จี ะสลัดทุกข์หรือปลอ่ ยวางทกุ ข์

พระศาสดาของเราทรงหวงพระองคห์ รอื พระพทุ ธเจา้ ทรงกลวั เจบ็ กลวั ปวดหรอื
พระพุทธเจา้ ทรงกลัวตายหรอื ศาสนธรรมของพระพทุ ธเจ้าต้องแสวงหาดว้ ยการสละ
ชีวิตชีวา พระพทุ ธเจ้าท่านทรงสละชวี ติ ชีวาจงึ ได้เปน็ พระศาสดาเป็นตวั อยา่ ง

235

จงึ ตอ้ งใหพ้ ากนั เขา้ ใจในเรอ่ื งเหลา่ นี้ ถา้ ไมเ่ ปน็ อยา่ งนแี้ ลว้ มนั กต็ อ้ งหอบทกุ ขอ์ ยู่
อยา่ งนลี้ ะ่ หอบไปเกดิ หอบไปแก่ หอบไปตาย ไมส่ นิ้ สดุ ไมไ่ ดป้ ระโยชนอ์ ะไร กองทกุ ข์
มนั ใหป้ ระโยชนอ์ ะไร กเิ ลสตณั หามนั ใหป้ ระโยชนอ์ ะไรกบั สตั วโ์ ลก จะไปหวงมนั ทำ� ไม
มันโง่มนั เง่าจะไปอยมู่ นั ทำ� ไม นง่ั ให้มันตายไปเลย มนั ตอ้ งอยา่ งนัน้ มนั ต้องน่งั ให้
มันตายอยูก่ ับทนี่ ั่น ถ้าหากวา่ มันยงั โงอ่ ยู่ อยู่ไปท�ำไม อยแู่ ลว้ โง่อย่ทู �ำไม อยแู่ ล้วอยู่
ใหก้ ิเลสตัณหามันบีบคนั้ อยอู่ ย่างนี้
ความกลวั ตายก็เป็นกิเลส ความหวงแหนก็เป็นกเิ ลส ไม่กลวั ตายไม่หวงแหน
กเิ ลสตรงนี้มนั ดบั แลว้ มนั ก็จะดบั อกี ตอ่ ๆ ไปด้วย กเิ ลสตัวนี้ ถา้ หากไม่ยอมดบั มนั
แล้วน่ี ตวั ทีต่ อ่ ๆ ไปน้ันมนั มแี ตท่ ี่จะเจรญิ งอกงาม
กิเลสมันไม่ใช่มันไม่งอกงามเป็นนะ เพราะอาหารของกิเลสมันมีอยู่เต็มโลก

(๑๔ ต.ค. ๓๑)

236

ทกุ ขอริยสจั ธรรม

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความเกิดเป็นธรรมทุกขสัจ ความแก่เป็นธรรมทุกขสัจ
ความเจบ็ เปน็ ธรรมทกุ ขสจั ความตายกเ็ ปน็ ธรรมทกุ ขสจั เรยี กวา่ เปน็ ทกุ ขอรยิ สจั ธรรม
เปน็ ธรรมทัง้ นั้น

ในเม่ือธรรมปรากฏให้เรารู้ ธรรมปรากฏให้เราเห็น เราจะไปเดือดร้อนอะไร
เราจะไปแสดงความยินร้ายกับธรรมะที่ปรากฏให้เรารู้เราเห็นอันนั้นไม่ถูกต้องเป็น
อย่างยิ่ง เราจะต้องท�ำความยินดีต้อนรับปฏิสันถารประคับประคองให้ดี ให้อยู่กับ
ความรู้ ไม่ให้เคลือ่ นคลาดจากสติ ไมใ่ หเ้ คลอ่ื นคลาดจากความรู้ของเรานี่ แล้วกเ็ อา
อันน้นั ล่ะมาเปน็ เป้าหมายมาเป็นจดุ ของการพิจารณาให้มันดี

ในรา่ งกายอนั นี้ ตงั้ แตเ่ ปน็ รา่ งกายแตไ่ หนแตไ่ รมาจนเดยี๋ วนี้ รา่ งกายอนั นบ้ี างที
มันกเ็ จ็บ บางทีก็ไมเ่ จบ็ บางทมี ันกเ็ จ็บมาก บางทมี นั กเ็ จ็บนอ้ ย เดี๋ยวนีล้ ่ะขณะน่ัง
ภาวนาอยอู่ ยา่ งนมี้ นั เจบ็ มาก เดยี๋ วนล้ี ะ่ มนั ปวดมากน่ี แลว้ ทนี เ้ี จบ็ มากปวดมากอยา่ งน้ี
มนั จะเจบ็ มากปวดมากอยอู่ ยา่ งนี้ หรอื วา่ มนั จะหายเปน็ ไหม เรากถ็ ามอยอู่ ยา่ งนนั้ ละ่ ..

สมมตุ นิ ะวา่ เราลกุ จากการนง่ั น่ี ความเจบ็ มนั จะหายไป หายไปเพราะการเปลยี่ น
อิริยาบถ แล้วเห็นร่างกายกับความเจ็บน้ีมันก็เป็นคนละส่วนกัน แต่มันอาศัยกัน
ความเจบ็ ความปวดกอ็ าศยั ร่างกายเป็นที่เกิด ในเม่อื มีรา่ งกาย ความเจบ็ ความปวด
จะตอ้ งเกิดขน้ึ แต่ทนี คี้ วามเจ็บต่างหาก รา่ งกายหากเป็นส่วนหน่ึงต่างหาก ความเจ็บ
มันกเ็ ป็นส่วนหนง่ึ ร่างกายกเ็ ปน็ สว่ นหน่งึ มนั คนละอนั แตท่ นี ี้เมอ่ื มนั อยู่ดว้ ยกันนี่
มนั จงึ แยกออกจากกนั ไมไ่ ด้

237

ในเมื่อภาวนาจนเห็นจติ เห็นผู้รู้ ไม่มรี า่ งกาย ทกุ ขเวทนาความเจบ็ ความปวด
จะมีขึ้นไม่ได้ เพราะไม่มีสถานที่เกิด จิตใจของเราก็รู้เห็นว่าร่างกายก็เป็นส่วนหน่ึง
ความเจบ็ ความปวดหรอื จติ เวทนากเ็ ปน็ สว่ นหนงึ่ นรี่ า่ งกายกอ็ นั หนงึ่ เวทนากส็ ว่ นหนงึ่
ใจของเราผรู้ ้อู ยู่ รวู้ า่ ร่างกายเปน็ อยา่ งนี้ สภาพความเปน็ จรงิ ของรา่ งกายเป็นอยา่ งนี้
เวทนาคอื ความเจบ็ ความปวด อนั นเี้ ขาก็เปน็ ของท่เี กดิ ขน้ึ และเขากเ็ ป็นของท่ีดับไป
เป็นน่ี เรากพ็ ิจารณาไปอยา่ งนล้ี ะ่ อย่าอยเู่ ฉยๆ ต้องพจิ ารณาเป็นการต่อสู้

พิจารณาแล้วทนี ี้เวลาใจมันเขา้ ใจในเร่ืองเหล่านีด้ ีแล้ว มนั จะถอนมันถอนจาก
ความยึดถือท่ีเคยยึดเคยถือร่างกายเป็นตน

ในเมอ่ื รา่ งกายเปน็ ตวั เปน็ ตนของเรา อะไรเกดิ ขน้ึ จากรา่ งกายกว็ า่ เปน็ ตวั เปน็ ตน
ของเรา ความเจบ็ ความปวดเกดิ ขนึ้ กเ็ ปน็ ตวั ของเรา เพราะเรายดึ รา่ งกายเปน็ ตวั เปน็ ตน
ของเราน่ี ในเมอ่ื รา่ งกายทสี่ มมตุ วิ า่ เปน็ ของเรานี้ เขาเกดิ มาเพอ่ื แกเ่ พอ่ื เจบ็ เพอื่ ตายแลว้
ร่างกายจะเป็นของเราได้อย่างไรนี่ เห็นชัดเพราะใจของเราถอนจากการยึดถือได้
ทกุ ขเวทนากเ็ ปน็ สว่ นหนงึ่ ไมท่ ำ� ใหใ้ จของเราเปน็ ทกุ ข์ ไมท่ ำ� ใหใ้ จของเราลำ� บาก ไมท่ ำ�
ให้ใจของเราเกิดการกระสับกระส่ายด้ินรนร้อนรนกระวนกระวาย ไม่เป็นอย่างนั้น
ไมเ่ ป็นอยา่ งแต่กอ่ นท่เี ราเคยเปน็ นั้น

เพราะเรายดึ รา่ งกายเปน็ ตัวเปน็ ตนของเรา ทกุ ขเวทนาเกิดข้นึ ทุกขเวทนาน้นั
ก็เปน็ ตวั เปน็ ตนของเรา ทุกขเวทนาเกิดข้ึนละ่ มันเป็นทุกข์ เราก็ไปยดึ ทกุ ขอ์ ันน้นั ล่ะ
มาเปน็ ของเรา

เดีย๋ วนีใ้ นเม่ือเราพจิ ารณาเห็นแลว้ รา่ งกายเกิดมาแก่ เกดิ มาเจบ็ เกิดมาตาย
ไมใ่ ชเ่ รา ไปยดึ ไดย้ งั ไง เขาเกดิ มาแก่ มาเจบ็ มาตาย ไมไ่ ดเ้ กดิ มาเพอ่ื เรา ไมไ่ ดเ้ กดิ มา
ใหเ้ ราไปยดึ เขานี่ ไมไ่ ดเ้ กดิ มาใหเ้ ราไปยนิ ดยี นิ รา้ ยเขาน่ี เกดิ มาเพอ่ื เรอ่ื งของเขาเทา่ นนั้

ใจของเรากอ็ ยกู่ บั ความรู้ ใจทใ่ี สเยน็ สวา่ ง สบาย ทกุ ขเวทนา อนั นนั้ เปน็ ธรรมะ
ท่านจงึ ว่าความเจ็บก็เปน็ ธรรมะ เปน็ ความจรงิ (๒๖ ส.ค. ๒๕)

238

เวทนาสกั แต่วา่ เวทนา

เวทนา คอื ความเข้าไปเสวยอารมณ์

ทกุ ข์ กเ็ ปน็ เวทนา สขุ ก็เปน็ เวทนา พอเป็นกลางๆ สุขกไ็ มใ่ ช่ ทกุ ขก์ ไ็ มใ่ ช่
อนั นกี้ เ็ ปน็ เวทนา เปน็ เวทนาทงั้ นน้ั เราอยเู่ ฉยๆ เราสบาย เราไมส่ บาย เราจะอยยู่ งั ไง
กช็ า่ ง เปน็ เรอ่ื งของเวทนาทงั้ นน้ั ใจของเราไมส่ บายเปน็ ทกุ ข์ ใจของเราเปน็ สขุ ใจของเรา
สุขก็ไม่ใช่ทุกข์ก็ไม่ใช่ ก็เพราะใจของเราไปเสวยส่ิงท่ีเป็นอารมณ์ที่มาสัมผัสทางตา
ทางหู ทางจมกู ทางลนิ้ ทางกาย แตว่ า่ อนั นน้ั ไมท่ ำ� ใหเ้ กดิ ทกุ ข์ อนั นนั้ ไมท่ ำ� ใหเ้ กดิ สขุ
แต่ใจของเรากเ็ สวยเหมือนกัน เสวยอารมณ์ท่ีวา่ ทุกขก์ ็ไม่ใชส่ ุขกไ็ ม่ใช่ (๒๙ ก.ค. ๓๐)

ใจของเรานเ้ี ปน็ ผไู้ ปเสวยเวทนา มนั ไปหาสมั ผสั มนั ไปหาเสวย สงิ่ ทช่ี อบใจนน้ั
กเ็ หลงิ ในสง่ิ ทชี่ อบใจนนั้ สง่ิ ทไ่ี มช่ อบใจมนั กห็ งดุ หงดิ หรอื มนั กท็ อ้ แท้ หรอื วา่ มนั เปน็
ทกุ ขห์ รอื วา่ ไมส่ บายใจ ใจอนั นมี้ นั เกดิ จากไปสมั ผสั ขา้ งนอกๆ แลว้ กว็ า่ อนั นนั้ เปน็ รปู
เปน็ รา่ งเปน็ ตวั เป็นตนเป็นจรงิ อย่างน้ัน ไปยึดติดแลว้ กเ็ ปน็ ทุกขเ์ ปน็ สขุ ขึน้ มา

ในเม่ือเห็นกายชัดแล้ว จะไปรับเอาอะไรมาเป็นอารมณ์ไม่มี เห็นกายชัดตาม
ความจรงิ ปลอ่ ยวางกายไปตามธรรมชาตทิ เ่ี ขาเปน็ เวทนากอ็ ยใู่ นกายนที้ ง้ั นนั้ เปน็ ของ
เกดิ และดับเหมือนกัน

คำ� วา่ ความเจบ็ เขากเ็ จบ็ ทกุ ขณะ ขณะไหนไมเ่ จบ็ ไมม่ ี แตเ่ ราพยายามทจ่ี ะระงบั
ความเจบ็ นน้ั ๆ ไมใ่ หม้ กี ารแสดงออกมา ยกตวั อยา่ งงา่ ยๆ เรานอนอยเู่ รากล็ กุ นงั่ อยู่
เราก็ลุก เดนิ อยเู่ รากห็ ยดุ กนิ อย่เู รากพ็ กั ในเม่ือมนั หิวมันตอ้ งการเรากก็ นิ

239

เรอ่ื งเหลา่ นเ้ี ปน็ เรอื่ งของความเจบ็ ทงั้ นนั้ คำ� วา่ พยฺ าธิ ๑ มนั ไมใ่ ชล่ ม้ หมอนนอนเสอื่
จึงเรียกว่าความเจ็บความไข้ ทุกขณะ ขณะไหนไม่เจ็บไม่ป่วย ไม่เจ็บไม่ไข้ ไม่มี
เราสงั เกตดู ถามกนั สบายดหี รอื กต็ อ้ งตอบวา่ สบายดี แตค่ วามจรงิ ไมม่ สี บายดสี กั ขณะ
เดี๋ยวก็ร้อนมาแล้ว เด๋ียวก็หนาวมาแล้ว เดี๋ยวก็ต้องอาบน้�ำแล้ว เด๋ียวก็ต้องหาอยู่
หากนิ แลว้ เดย๋ี วกต็ อ้ งกนิ อกี แลว้ เดยี๋ วกต็ อ้ งถา่ ยแลว้ สารพดั สงิ่ เหลา่ นเ้ี ปน็ การระงบั
ทุกขเวทนาทัง้ นัน้ (๑๐ เม.ย. ๔๗)

เวทนาขันธ์.. จะหาตัวหาตนในคำ� วา่ เวทนากไ็ ม่มี

เวลาเกิดเป็นความทุกข์ข้ึน ทีนี้หาตัวความทุกข์จริงๆ ให้มันเป็นตัวเป็นตน
มันก็ไม่มี เวลาเป็นสุขข้ึนมาในจิตในใจ จะหาความสุขให้มันเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา
มันก็ไม่มี มันเพียงแต่ว่าใจของเราไปเกี่ยวข้องกับอารมณ์แล้วก็ไปสัมผัสอารมณ์
เกดิ ความพอใจขน้ึ เกดิ ความไมพ่ อใจขึน้ เท่าน้ัน

แลว้ เวลาไปสมั ผสั อารมณท์ มี่ นั พอปานกลางๆ สงิ่ ทพ่ี อใจกไ็ มใ่ ช่ ไมพ่ อใจกไ็ มใ่ ช่
ใจของเราอยเู่ ป็นกลางๆ จะวา่ ทกุ ขก์ ็ไม่ใช่ จะวา่ สขุ กไ็ ม่ใช่ อยา่ งน้ีจะหาอะไรเปน็ ตวั
เปน็ ตนก็ไมไ่ ดเ้ ชน่ กัน

ทำ� ไมจงึ หาตวั ตนไม่ได้

เพราะมนั เปลย่ี นแปลงอยเู่ สมอ มนั เปลย่ี นแปลงอยเู่ ปน็ ประจำ� อยา่ งนี้ แลว้ จะหา
อะไรเปน็ ตวั เปน็ ตนได้ เดย๋ี วมนั กด็ ใี จแลว้ เพราะสง่ิ ทดี่ ใี จมนั มี เดยี๋ วมนั กไ็ มด่ ใี จแลว้
เพราะสงิ่ ทีเ่ สียใจมันเกดิ ข้นึ เมื่อสิง่ ทเ่ี สียใจเกดิ ขึ้น สิง่ ท่ดี ีใจมนั กห็ ายไปแล้ว หายไป
จนมนั ไมม่ ี น่ี ทา่ นจงึ วา่ ไม่มีตัวไม่มีตน

แล้วเวลาทีเ่ ราดีใจ เราหาความดีใจน่ี ตัวตนมนั เป็นอย่างไร ใจของเราท่ดี ีใจๆ
หาตวั ตนในขณะทีเ่ ราดใี จนัน้ หาไปหามาก็เปน็ ของว่าง

๑ พฺยาธิ หรอื พยาธิ แปลว่า ความเจบ็ ไข้

240

เวลาท่ีเราเสียใจ เวลาท่ีเราเป็นทุกข์ หาตัวหาตนหาหน้าหาตาให้มันเห็นหน้า
เห็นตา คำ� วา่ “ทกุ ข”์ หาจรงิ ๆ จงั ๆ แลว้ ตวั ตนมนั กไ็ มม่ ี กเ็ พียงแตใ่ จของเราไปรบั รู้
ส่ิงทชี่ อบใจไมช่ อบใจ แลว้ มันก็เกิดขึน้ เทา่ นัน้

เหมือนกับเรารบั ประทานของหวาน รบั ประทานของหวานมันกร็ ูส้ กึ เออ นเี่ ปน็
ของหวาน แล้วมนั กผ็ ่านไป รับประทานของเผ็ด เออ อนั น้มี ันของเผ็ด แล้วของเผด็
มนั กผ็ า่ นไป ไมม่ อี ะไร สญั ญาความจำ� จำ� ไดแ้ ลว้ กล็ มื จำ� ไดแ้ ลว้ มนั กล็ มื ไป ไมม่ อี ะไร
สังขารความนกึ คดิ ตา่ งๆ น่ี คิดแลว้ มันกผ็ า่ นไป เด๋ยี วคิดเรอื่ งนี้ เดีย๋ วคดิ เรือ่ งนั้น
เดีย๋ วกลับมาคดิ เรือ่ งใหม่

อนั น้ีมันแสดงว่าหาอะไรท่ีจะเป็นตวั เป็นตนไมไ่ ด้ (๘ ก.ย. ๓๒)

รา่ งกายทเี่ รยี กว่าเปน็ ทกุ ข์ เป็นทุกขต์ รงไหน เขากไ็ ม่ร้วู า่ เป็นทกุ ข์ เราจะสงั เกต
ไดช้ ดั สงั เกตทผี่ มน้ี ทเี่ รยี กวา่ รา่ งกายของเราสบายนี่ ผมเขาสบายไหม รา่ งกายของเรา
เปน็ ทกุ ขม์ คี วามเจบ็ ไขไ้ ดพ้ ยาธิ ผมเขาเปน็ ทกุ ขไ์ หม จะตรงไหนกช็ า่ ง สว่ นใดๆ กช็ า่ ง
จะว่าเป็นโรคตับโรคปอดตรงตับตรงปอดจริงๆ ถึงว่าโรคมันจะกินจนกระทั่งเปื่อย
จนกระทัง่ เนา่ ตับปอดตรงน้ันเขากไ็ ม่รู้จกั เขากไ็ มเ่ ปน็ ทุกข์ เพราะเขาไม่รู้เร่อื งอะไร

จงึ วา่ เวทนาคอื ใจของเราเขา้ ไปเสวย ใจของเราเขา้ ไปรบั รู้ ใจของเราเขา้ ไปสมั ผสั
ทั้งที่เวทนาอันนั้นเขาไม่รู้เร่ืองอะไร เวทนาท่ีใจของเรา ไปพอใจว่าดีเป็นสุขว่าเขามี
ความสบาย ตวั ทเี่ ขาดตี วั ทเ่ี ขาสบายนนั้ เขาไมร่ เู้ รอื่ งอะไร แมแ้ ตท่ เ่ี จบ็ ทตี่ ายกเ็ หมอื นกนั
ทต่ี ายส่วนไหนเขาก็ไม่รู้ว่าเขาตาย แลว้ เขาจะไปทกุ ขไ์ ด้อย่างไร

จติ ของเรานที้ เ่ี ขา้ ไปยดึ ไปถอื เวลาเขาสบายกว็ า่ สบายเสยี ไปเสวยอารมณค์ อื ความ
สบายนั้น ไปเพลิดเพลินรืน่ เริงอยกู่ บั ความสบายนน้ั แลว้ พอเวลาเขาไม่สบายขนึ้ มา
กไ็ ปเปน็ ทุกข์เศร้าโศกเสยี อกเสียใจเพราะความไม่สบายของเขานน้ั

แตค่ วามจรงิ แลว้ ทเ่ี ขาสบายทเี่ ขาไมส่ บาย เขาไมร่ เู้ รอื่ งเลย เขาไมร่ เู้ รอ่ื งรรู้ าวอะไร

241

ถงึ เวลาเขาตาย เขากไ็ มร่ เู้ รอื่ งอะไร ถงึ วา่ จะเอาไฟไปเผา เอาไปฝงั หรอื จะมกี าร
ท�ำลาย มีการไปแยกแยะผา่ ตดั ยังไงเปน็ ชนิ้ เป็นส่วน เขากไ็ ม่รู้ เขาไม่เห็นบอกว่าเขา
เปน็ ทกุ ขน์ ี่ ขนาดนนั้ เขากย็ งั ไมร่ วู้ า่ เขาเปน็ ทกุ ข์ ขนาดเจบ็ ปวดเลก็ ๆ นอ้ ยๆ เวลานง่ั สมาธิ
ภาวนาน่ี เขาจะไปร้วู า่ เขาเจบ็ เขาปวดไดอ้ ยา่ งไร
มแี ตจ่ ติ ของเราเทา่ นเ้ี ปน็ ผทู้ รี่ ู้ และเปน็ ผทู้ ไี่ ปรบั เอาตรงทเ่ี ขามกี ารเปลยี่ นแปลงไป
ตามปกติตามธรรมชาติของเขานั้นล่ะว่าเขาเจ็บ ความจริงเขาไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไร
มีแตจ่ ติ ของเรานะไปว่าเขา วา่ เขาเจ็บเขาปวด แลว้ จติ อันนก้ี ็กระสับกระส่าย จิตอนั นี้
กเ็ ป็นทุกข์
จึงว่าใหศ้ ึกษาในเรื่องเวทนา เวทนาสกั แต่วา่ เวทนา อย่าเอาจติ เข้าไปยึดเวทนา
อยา่ เอาจติ เขา้ ไปยึดถอื ส่วนใดท้ังหมดท่ีเขาแสดงความจริงของเขา ความจริงของเขา
ก็มกี ารเกิดขึน้ แล้วกม็ ีการเจรญิ ข้นึ แลว้ กม็ ีการเปล่ยี นแปลง นอี่ นั นเ้ี ป็นความจริง
จิตของเราถ้าหากว่าปล่อยวางไปตามเรื่องของเขาเสีย เวทนาก็สักแต่ว่าเวทนา
เทา่ นั้น (๗ พ.ย. ๓๑)

242

จติ และเวทนาเป็นคนละสว่ น

(โยมถาม) ในการพจิ ารณา สมมตุ วิ า่ เราเปน็ โรคปวดกระดกู อยา่ งแรง เราตอ้ งมอง
ใหเ้ หน็ ว่ากระดกู นีม้ นั ปวด หรือว่าพิจารณาตัวเวทนาท่ีกำ� ลังเสวยอยู่

(หลวงปตู่ อบ) พจิ ารณาเวทนาทก่ี ำ� ลงั เสวยกไ็ ด้ พจิ ารณาจดุ ทป่ี วดนน้ั กไ็ ดเ้ หมอื นกนั

พิจารณาจดุ ที่ปวดนนั้ ก็ได้ มองใหม้ นั เหน็ จดุ ทปี่ วดตรงนัน้ ถ้าหากวา่
มองใหเ้ ห็นจดุ ทีป่ วดตรงนนั้ บางทผี ลของการมองใหเ้ หน็ นนั้ ละ่ ท�ำให้
หายไดก้ ม็ นี ะ มองใหเ้ หน็ จดุ ทปี่ วดจดุ ทเ่ี จบ็ นน้ั ละ่ ถา้ หากวา่ มองเหน็ ชดั
ลงไปแลว้ บางทนี ะ ทำ� ใหจ้ ดุ ทเ่ี จบ็ จดุ ทป่ี วดอนั นน้ั หายไปได้ หายแลว้
ไม่เปน็ อกี ด้วย

ทา่ นเคยทำ� กนั มาไดอ้ ยู่ อนั นมี้ นั กเ็ รยี กวา่ เปน็ โรคชนดิ หนง่ึ ในเมอื่ เอายา
ขนานทเี่ รยี กวา่ ยาทถ่ี กู เอาไปแก้ มนั กห็ ายไดท้ นั ที หรอื จดุ ทม่ี นั ปวดนน้ั
มีอะไรท่ีเป็นสว่ นเกนิ อยู่ แล้วกเ็ อาส่วนเกนิ ออกเสยี แล้วมันก็ไม่เจ็บ
ไม่ปวดอีก

จติ ของเรานม้ี คี วามสำ� คญั มอี ำ� นาจมพี ลงั มคี วามสะอาด มอี ะไรรวมอยู่
ในนนั้ ไปสมั ผสั ตรงไหน ความเจบ็ ความปวดหาย ในลกั ษณะนก้ี เ็ ปน็
การแกท้ ุกขเวทนาได้ บางทา่ นทป่ี ฏิบัติกันทา่ นท�ำกันได้ผลอยู่

พิจารณาเร่ืองเวทนาท่ีมันเกิดข้ึน จิตของเราเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งนั้น
จติ ของเราเขา้ ไปเกย่ี วขอ้ งเขา ตรงนนั้ จรงิ ๆ เขาไมไ่ ดม้ จี ติ เขา้ ไปเจบ็ นะ

243


Click to View FlipBook Version