กเิ ลสมนั ไมไ่ ดอ้ ยใู่ นนี้ แตส่ ง่ิ เหลา่ นเี้ ปน็ เครอ่ื งมอื ของมนั .. เขา้ ใจไหม หากกเิ ลส
ไมม่ สี ง่ิ เหลา่ นแี้ ลว้ มนั จะเอาอะไรมาเปน็ เครอื่ งมอื กเิ ลสไมม่ ตี า มนั จะเอาอะไรมาเปน็
เครอื่ งมอื ตาจงึ เปน็ เครอื่ งมอื ของกเิ ลส หกู เ็ ปน็ เครอื่ งมอื ของกเิ ลส จมกู เปน็ เครอ่ื งมอื
ของกิเลส ลิ้นเป็นเครอ่ื งมือของกเิ ลส เครอื่ งมือของกเิ ลสท้งั นนั้ สรรี ะร่างกายของเรา
เปน็ เครอื่ งมอื ของกเิ ลสนี่ เราทำ� ลายตวั แมท่ พั ของมนั ตอ้ งทำ� ลายมาตงั้ แตพ่ วกพลทหาร
มาโนน่ เพราะงานของเราเปน็ งานฆ่ากเิ ลส
นล่ี ะ่ ถา้ หากวา่ ไมเ่ หน็ อะไรเปน็ ตวั เปน็ ตนเสยี อยา่ งเดยี ว กเิ ลสมนั จะเอาตวั เอาตน
มาจากที่ไหน กเิ ลสมนั ตอ้ งมตี วั มตี นนะ อาศัยตวั ตนอนั นัน้ ละ่ เอามาเป็นเครอ่ื งมอื
ทำ� ใหจ้ ติ ใจของคนทยี่ งั มวั เมา มวั เมาวา่ ยงั มตี วั มตี น เปน็ ตวั เปน็ ตน ใหม้ ดื ใหม้ วั ใหเ้ มา
ให้หลง จะเปน็ รปู นางตณั หา รูปนางราคา รูปนางตัณหามนั แสนท่จี ะมคี วามอยากได้
แสนทจ่ี ะมีความตอ้ งการ รูปนางราคาก็เหมือนกนั มนั แสนท่ีจะมีความก�ำเริบรอ้ นรน
มนั จะหายขาดจากจติ จากใจของเราไปไดใ้ นขณะทเี่ รากำ� จดั ความมดื มวั เมาจนไมเ่ หน็
ว่ามอี ะไรเป็นตัวเปน็ ตนนนั้
อยา่ ไปอยเู่ ฉยๆ ใหต้ น่ื งานของเรายงั มาก อยา่ อยเู่ ฉยๆ โดยไมท่ ำ� งาน ไปหลบลห้ี ลบั
หลบลนี้ อน คำ� วา่ ลหี้ ลบั ลน้ี อน กค็ อื อยเู่ ฉยๆ นนั่ ละ่ ตวั นน้ั กค็ อื ตวั กเิ ลสตวั หนงึ่ คอื
ตวั ขเี้ กยี จขคี้ รา้ น คนอยเู่ ฉยๆ ละ่ คนนนั้ จะมงั่ มเี ปน็ มหาเศรษฐไี ดไ้ หม จะเอตทคั คะ๑
มนั ก็เอตทคั คะคนหนง่ึ ในทางทีย่ ากจนท่ีสุด จนชัน้ ยอด ยอดเยี่ยมท่ีสุดก็คือคนไม่
พออยพู่ อกนิ เปน็ นกั บวชไมท่ ำ� งานฆา่ กเิ ลส ถงึ เปน็ นกั บวชกเ็ ปน็ นกั บวชทไี่ มม่ สี มบตั ิ
นกั บวชท่ีไม่มีอาวธุ
อาวธุ ในท่นี คี้ อื ธรรม ธรรมในที่นหี้ มายถึง ปัญญาวุธ ทง้ั แหลมท้งั คม คมนี้
มรี อบด้าน ไมใ่ ช่มีเฉพาะดา้ นหนา้ ด้านหลงั ก็มี ดา้ นขา้ งก็มี จะแกวง่ ไปทางไหนนี่
คมมีรอบตัว น่ัน เร่ืองของปัญญาวุธ มองไปทางไหนที่จะไม่ท�ำลายกิเลสเป็นไม่มี
๑ เอตทคั คะ หมายถงึ ผู้ยอดเยย่ี มในทางใดทางหน่ึงเปน็ พิเศษ
44
เหน็ ไปทางไหนจะไมเ่ หน็ เพอ่ื ทำ� ลายกเิ ลสไมม่ ี ฟงั ไปทางไหนจะไมฟ่ งั เพอ่ื ทำ� ลายกเิ ลส
ไมม่ ี โนน้ มันขนาดนน้ั นะกำ� ลงั ของธรรม ถ้าไม่อยา่ งน้ันสูก้ �ำลังของกิเลสไมไ่ ด้
ให้พากันต่ืนตัว ไม่มีอะไรท่ีจะประเสริฐเท่างานที่พระพุทธเจ้าทรงมอบให้เรา
ท�ำกนั งานที่พระพทุ ธเจา้ ทรงมอบใหเ้ ราท�ำคือ งานฆา่ กเิ ลสของเราอันน้ี เราฆา่ กเิ ลส
ของเรา เราชนะกเิ ลสของเราได้แล้ว ยังจะต้องไปเรยี นให้ชนะกเิ ลสของคนอน่ื ไมเ่ ปน็
อย่างน้นั
ในโลกธาตนุ ้ี สัตว์โลกจะมีมากเทา่ ไร เราชนะกเิ ลสของเราไดแ้ ล้ว ถึงกิเลสของ
สัตว์โลกในโลกธาตทุ ัง้ หมดน้ีจะยังมอี ยกู่ ็ตาม เราก็อยูอ่ ย่างสันติสขุ ได้
จึงวา่ งานอะไรทจ่ี ะประเสรฐิ เทา่ งานฆา่ กิเลสไม่มี (๒๕ ก.ย. ๓๒)
45
ชวี ิตทีป่ ระเสรฐิ ที่สดุ ในโลก
พระศาสนาหรอื คำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ สอนใหผ้ ปู้ ฏบิ ตั พิ น้ จากกเิ ลส คอื พน้ จาก
ความโลภ พ้นจากความโกรธ พ้นจากความหลง
เราจึงต้องศึกษาตรงที่เราหลง ถ้าหากว่าเราไม่ศึกษาตรงท่ีเราหลง ความหลง
ของเราจะหายไปสน้ิ ไปไดอ้ ยา่ งไร เด๋ยี วนีเ้ ราหลงตรงไหน หลงอะไร เราตดิ ตรงไหน
เรามวั เมาเราเปน็ บา้ ตรงไหน ใหศ้ กึ ษาตรงจดุ ตรงทเ่ี ราหลงตรงท่ีเรามัวเมาน้ัน นีล้ ะ่
เปน็ จดุ มุ่งหมายของพระศาสนาของพระพุทธเจา้
คำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ สอนใหเ้ กดิ ความเบอ่ื หนา่ ยคลายกำ� หนดั ตรงไหนทท่ี ำ�
ใหเ้ กดิ ความกำ� หนดั เราศกึ ษาตรงนนั้ ศกึ ษาตรงทที่ ำ� ใหเ้ กดิ ความกำ� หนดั นนั้ ละ่ ศกึ ษา
ด้วยสตสิ มาธิปัญญาของเรา ผลิตให้มนั มีก�ำลงั ใหม้ นั เป็นพลัง ให้มีกำ� ลังแนน่ หนา
มันหลงตรงไหน หยง่ั ลงไปตรงจุดทม่ี นั หลง มันมอี ะไร เหม็นหรือหอม สกปรกหรือ
มนั ดี หรอื มันเป็นของประณตี ละเอียดอ่อนอยา่ งไร ศึกษาให้มนั ชดั น่ี
จงึ ว่า เราหลงตรงไหน เราต้องแกต้ รงจุดท่ีหลงนัน้ เราจึงปฏบิ ัติถูกจุดหมาย
ถกู เปา้ หมายของพระพทุ ธเจา้ ทท่ี รงสอนจิตสอนผู้ปฏบิ ัตใิ หพ้ ้นจากความหลงน้ี
ในเมื่อความหลงมันหมดไป ไมม่ ีความหลงแล้ว ความโกรธ มนั จะโกรธอะไร
ในเมอื่ ไมม่ คี วามหลงแลว้ ความโลภ ความรกั ความใครค่ วามปรารถนา นี่ จะเกดิ ขน้ึ
มาจากไหน
46
สรปุ แลว้ คำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ สอนผปู้ ฏบิ ตั ใิ หร้ ู้ ใหส้ มกบั คำ� วา่ พทุ โธ แปลวา่
เปน็ ผรู้ ู้ พทุ โธ แปลวา่ ผตู้ ่ืน ทรงสอนให้เป็นผ้รู ู้ ทรงสอนให้เขา้ ถึงพุทโธ ทรงสอน
ให้เปน็ ผู้ทตี่ นื่ ผทู้ ่ตี ื่นกค็ อื ผูท้ ไ่ี ม่หลงนั้นเอง
นล่ี ะ่ จงึ ใหพ้ ากนั ศกึ ษาพากนั ตง้ั อกตงั้ ใจ ชวี ติ การบวชเปน็ ชวี ติ ทปี่ ระเสรฐิ ทสี่ ดุ
ในโลก เขามีความเห็นมีความเข้าใจว่าเป็นชีวิตท่ีประเสริฐสุดหรือเป็นการกระท�ำท่ี
ประเสริฐสุด ค�ำว่า โลก โลกนี้ไม่ใช่เฉพาะว่าคนท่ีอยู่ในโลกน้ียุคนี้สมัยนี้เท่าน้ัน
แมแ้ ตอ่ งค์พระพุทธเจา้ ท่านกย็ งั ทรงยกยอ่ งชีวติ การบวชการเรียน พระอรหนั ตสาวก
ของพระพทุ ธเจา้ ท่านกย็ งั ยกย่องวา่ ชวี ิตการบวชการเรียนเป็นชีวติ ทป่ี ระเสรฐิ
เราๆ นี่เข้าถึงความประเสริฐด้วยกนั ท้งั นั้น ให้รักษาความประเสริฐของเราให้
ทรงไว้เพ่ือความประเสริฐ คอื อย่าไปท�ำในส่งิ ท่ีไม่ชอบธรรม ธรรม ถ้าหากว่าไปท�ำ
ทางกาย ไปทำ� ทางคำ� พดู ไปทำ� ทางจติ ทางใจ ทำ� ในทางทไ่ี มช่ อบธรรมแลว้ การกระทำ�
อันนั้นล่ะจะทำ� ลายความประเสรฐิ ของเรา
ไม่มีใครท�ำลายเราได้ ไม่มีศาสนาใด ไม่มีลัทธิใดท่ีจะท�ำลายความประเสริฐ
ของเรา มีแต่เราๆ นล่ี ะ่ ทีจ่ ะเป็นผทู้ ำ� ลายเราเอง เราเป็นผูท้ �ำลายเรา เพราะเราเปน็ ผู้
ไม่มคี วามระมัดระวัง เราขาดสติ เราลมื ตวั ว่า เราเปน็ พระ
จงึ ใหพ้ ากันเขา้ ใจ ชีวติ การบวชเปน็ ชีวิตท่ีประเสรฐิ ถา้ หากวา่ เราไมต่ ระหนักถงึ
ความประเสริฐ เราจะรักษาชีวติ การบวชไม่ได้ (๓ ส.ค. ๓๑)
47
“ ส�ำรวมช่วั แอก เป็นหน้าที่ของนักบวช เพราะพระพุทธเจา้ ทรงสั่งสอนไว้
อย่างนี้ ครูบาอาจารยท์ า่ นใชค้ �ำพูดวา่ ส�ำรวมใหม้ นั รอบอยู่ในกายอนั นี้
ประโยชนข์ องการรอบคอบอยใู่ นกายนี้ หาประมาณมไิ ด้ ทางแหง่ มรรคผล
นพิ พานเดินไปทางน้ี
ถา้ หากวา่ ไมส่ นใจในการสำ� รวมชว่ั แอก นบั เปน็ คนหนั หลงั ใสท่ างทจ่ี ะไปสู่
มรรคผลนพิ พานทเี ดยี ว ”
(๒๖ ต.ค. ๔๑)
48
ทางสู่ความเป็นสมณะ๑
ใหพ้ ากนั รกั ษาความสำ� คญั ของการเปน็ นกั บวชทไ่ี ดร้ บั การยกยอ่ งนไ้ี วใ้ หส้ มบรู ณ์
อยา่ ใหม้ กี ารขาดตกบกพร่อง
สิ่งท่ีจะท�ำให้ความเป็นนักบวชของเราขาดตกบกพร่องไปน้ัน คือการกระท�ำท่ี
ละเมดิ ตอ่ สกิ ขาบททพี่ ระพทุ ธเจา้ ทรงบญั ญตั เิ ปน็ ขอ้ หา้ มเอาไวใ้ นพระปาฏโิ มกข์ ซง่ึ มอี ยู่
สองรอ้ ยยสี่ บิ เจด็ ขอ้ และในทอ่ี นื่ ๆ กม็ อี ยอู่ กี มาก ลว้ นแตเ่ ปน็ สกิ ขาบททท่ี รงบญั ญตั ไิ ว้
ใหอ้ ปุ สมั บนั หรอื ใหน้ กั บวชปฏบิ ตั กิ นั ไปตามแนวน้ี อยา่ ไปลว่ งละเมดิ ถา้ หากวา่ พากนั
ไปลว่ งละเมิดเขา้ ความเป็นสมณะความเป็นนกั บวชของเรากจ็ ะบกพรอ่ งไมส่ มบูรณ์
การขาดตกบกพร่องเปน็ ส่ิงทีไ่ ม่ดีทใ่ี ครๆ ก็ไม่ตอ้ งการ เราเองกไ็ มต่ ้องการ
ในเมอื่ มคี วามบกพรอ่ ง ความสมบรู ณก์ จ็ ะไมม่ ี คำ� วา่ พระสงฆเ์ ปน็ นาบญุ ของโลก
กจ็ ะเปน็ นาบญุ ทไ่ี มส่ มบรู ณ์ การทจี่ ะเปน็ นาบญุ ทส่ี มบรู ณไ์ มม่ คี วามบกพรอ่ งนน้ั ตอ้ ง
ให้สมบรู ณ์ในสิกขาบท ต้องใหส้ มบรู ณใ์ นขอ้ หา้ มทพี่ ระพุทธเจ้าทรงห้ามไว้เป็นข้อๆ
ตามพทุ ธบญั ญัติ ดังนน้ั เราจึงอย่าไปละเมดิ ในข้อห้ามนน้ั (๑๘ เม.ย. ๓๑)
ใหส้ ำ� รวจเราเองอยเู่ สมอ ไมใ่ หม้ คี วามบกพรอ่ ง เพราะถา้ หากวา่ มคี วามบกพรอ่ ง
ในสิกขาบทแล้ว ค�ำวา่ ไม่มีความเศร้าหมอง น้ัน.. ไม่มี
๑ สมณะ ในทางพระพทุ ธศาสนา หมายถงึ ผปู้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั ธิ รรมเพอื่ ใหเ้ ขา้ ถงึ ความเปน็ พระอรยิ บคุ คล
49
ศลี เศรา้ หมอง กค็ อื ใจของเรานแี้ หละเศรา้ หมอง เศรา้ หมองเพราะมคี วามบกพรอ่ ง
เราจงึ ตอ้ งรักษาใหเ้ หมือนกับชวี ติ จิตใจ อย่าใหม้ ีความบกพร่องท้ังสิกขาบทนอ้ ยและ
ใหญ่ อยา่ ประมาทวา่ ของเลก็ นอ้ ยไมส่ ำ� คญั อะไร ถา้ หากวา่ ของเลก็ นอ้ ยไมส่ ำ� คญั แลว้
พระพทุ ธเจา้ จะทรงบญั ญตั เิ ปน็ พระธรรม พระวนิ ยั ไวท้ ำ� ไม จงึ วา่ ทกุ สกิ ขาบทลว้ นมี
ความสำ� คัญท้งั น้ัน
พระพุทธเจา้ ทรงเทศนาเปน็ ธรรมและตรสั ไว้ชอบแล้ววา่ “ห้ามไม่ให้มีการถอน
หา้ มไมใ่ หม้ กี ารบญั ญัตเิ พิ่ม” เพราะมคี วามสมบรู ณ์บรบิ ูรณ์ถูกตอ้ งดแี ลว้ เป็นธรรม
เปน็ วนิ ยั พระธรรมทกุ บททกุ บาททกุ คาถาลว้ นเปน็ สงิ่ ทมี่ คี า่ ทง้ั นน้ั จงึ ใหพ้ ากนั เคารพ
ใหพ้ ากนั ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ าม อยา่ พากนั เหน็ วา่ เปน็ ของเลก็ นอ้ ย อยา่ พากนั เหน็ วา่ เปน็
ของไม่สำ� คัญ (๑ เม.ย. ๓๑)
สกิ ขาบททพี่ ระพทุ ธเจา้ ทรงบญั ญตั ไิ ว้ ลว้ นแตม่ คี วามจำ� เปน็ ทจี่ ะตอ้ งรกั ษาทงั้ นน้ั
ถา้ หากว่าไม่มคี วามจ�ำเปน็ ทีจ่ ะรักษา องคพ์ ระศาสดาจะไมท่ รงบญั ญัตหิ า้ มไว้ เพราะ
ทรงบัญญัติแต่สิ่งที่เป็นธรรม ส่ิงท่ีไม่เป็นธรรม พระพุทธเจ้าทรงไม่พยากรณ์และ
ไม่ตรัส
จึงให้พากันส�ำเหนียก ให้พากันระมัดระวัง การส�ำเหนียกการระมัดระวังนั้น
เราตอ้ งเปน็ ผู้ที่ต่นื ตัว เราต้องเปน็ ผู้ทีร่ ะมัดระวงั เราเอง การเตือนเราเองเปน็ ของทมี่ ี
ประโยชน์ มีประโยชนก์ วา่ คอยใหค้ นอืน่ เตอื น ถ้าหากว่าคนอน่ื เตอื น บางทเี ราก็อาจ
จะไมช่ อบใจ บางคนเขากไ็ มก่ ล้าเตือนเราเพราะความเกรงอกเกรงใจก็มี เราจึงต้อง
เปน็ ผทู้ เี่ ตอื นเราเอง เราเตอื นเราไดง้ า่ ย และเตอื นเราเองไดท้ กุ โอกาส เพราะเราไมต่ อ้ ง
เกรงใจเรา
จึงว่า เราต้องเปน็ ผู้ที่ตืน่ ในการมีสตริ ะมดั ระวงั และตอ้ งเตอื นเราเองอยู่เสมอ
อยา่ เป็นผทู้ ป่ี ระมาท (๑๘ เม.ย. ๓๑)
50
ศึกษาสกิ ขาบทภายนอก สกิ ขาบทภายใน
ศลี ทา่ นบอกว่าทำ� ให้เป็นผ้มู คี วามกลา้ หาญ มี เวสารชฺชกรณธมมฺ ๑ คอื เปน็ ผู้
ท่ีมธี รรมอันทำ� ใหเ้ กดิ ความกลา้ หาญ สติปญั ญาลว้ นแตท่ �ำใหบ้ คุ คลมคี วามกลา้ หาญ
ทัง้ นั้น
จงึ วา่ ศลี นเี้ ปน็ สง่ิ ทม่ี คี วามสำ� คญั อยา่ งมากทเี ดยี ว จงึ ใหพ้ ากนั ศกึ ษาในสกิ ขาบท
บญั ญัติ เพ่ือท่ีจะปฏบิ ตั ิใหถ้ กู ต้อง ในเม่ือเราปฏบิ ตั อิ ย่างถกู ตอ้ งแล้ว เราจะอยอู่ ย่าง
ผาสกุ ในชวี ติ การบวชการเรยี น ถา้ หากวา่ เราไมศ่ กึ ษาเพอ่ื ความถกู ตอ้ ง ความไมถ่ กู ตอ้ ง
เปน็ เรอื่ งไมส่ มควรอยา่ งมาก เพราะ การบวชกค็ อื การศกึ ษา การปฏบิ ตั ธิ รรมกค็ อื การ
ศกึ ษา ศกึ ษาใหเ้ ขา้ ใจเรอ่ื งสงิ่ ทจี่ ะตอ้ งประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ ทง้ั ฝา่ ยดำ� เนนิ และฝา่ ยละ สงิ่ ทล่ี ะ
เราก็พยายามใหร้ กั ษาเรา เพราะท่พี ระพุทธเจ้าทรงหา้ ม พระองคก์ ็ทรงห้ามเรา
สงิ่ ทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ทรงสอนใหด้ ำ� เนนิ เรานลี่ ะ่ จะเปน็ ผดู้ ำ� เนนิ ตามคำ� บอกคำ� สอน
นนั้ ทรงใหด้ ำ� เนนิ ไปทางนน้ั เรากไ็ ปทางนน้ั อนั นเ้ี ปน็ หลกั ทเี่ ราจะตอ้ งปฏบิ ตั ิ ตอ้ งเปน็
ผมู้ งุ่ มนั่ จรงิ จงั ในการสรา้ งเรา ทำ� เราใหจ้ รงิ จงั ในสกิ ขาบททพี่ ระพทุ ธเจา้ ทรงหา้ ม แลว้ เรา
๑ เวสารชฺชกรณธมมฺ คือ คณุ ธรรมอนั เป็นเหตใุ ห้เกดิ ความกลา้ หาญแกล้วกลา้ มี ๕ ประการ คือ สทธฺ า
(ความเชอ่ื ความเล่ือมใส), สีล (ความส�ำรวม หรอื วตั รปฏิบัตอิ นั ดีงาม), พาหสุ จจฺ (ความเปน็ ผู้ใคร่ใน
การสดบั คือ ไดย้ นิ ไดฟ้ ังมาก), วิรยิ ารมภฺ (ความปรารภยิ่งในความเพยี ร) และ ปญฺ า (ความรรู้ อบ
รชู้ ัดแจง้ ในส่ิงท่ีควร)
51
ก็จะจริงใจในสิกขาบทในธรรมในวินัยท่ีพระพุทธเจ้าทรงสอนให้ประพฤติปฏิบัติ
นัน้ ด้วยความพากเพียร ความขยัน ความอด ความทน ตามสติก�ำลังของเราทีจ่ ะ
พยายามได้
จึงให้ศึกษาอยู่เสมอ ศึกษาในเร่ืองสิกขาบทภายนอก แล้วก็ศึกษาอยู่เสมอ
ศึกษาสิกขาบทในเรา
สิกขาบทภายนอก กห็ มายถึง ศีลท่านบัญญตั ิไว้อย่างไร สมาธทิ ่านบญั ญตั ิไว้
อยา่ งไร ปญั ญาทา่ นมคี วามหมายในทางอรรถทางธรรมไวอ้ ยา่ งไร สกิ ขาบททบี่ ญั ญตั ิ
เป็นศีลนัน้ ล้วนแตเ่ ป็นข้อหา้ มแตล่ ะข้อๆ จะวา่ ๕ ข้อ ๘ ข้อ ๑๐ ขอ้ ๒๒๗ ขอ้
หรอื ว่ามากกวา่ นั้น ลว้ นแตเ่ ปน็ สิกขาบทขอ้ หา้ มแต่ละอยา่ งๆ การทีจ่ ะปฏบิ ัตงิ ดเว้น
จากสกิ ขาบทตา่ งๆ นี่ เราเทา่ นนั้ ทจ่ี ะเปน็ ผรู้ ะมดั ระวงั เรานลี่ ะ่ จะเปน็ ผงู้ ดเวน้ ไมไ่ ปทำ�
ในส่งิ ท่ีทรงห้ามนนั้
เราจึงควรศึกษาใหเ้ ขา้ ใจ ถา้ หากวา่ เรามีความสงสัย กใ็ ห้ศึกษาถามไถ่ในสง่ิ ที่
สงสยั ตาดู หฟู งั เอาใจใสใ่ นทางทถ่ี กู ตอ้ ง ครบู าอาจารยท์ า่ นมแี ตส่ อนใหม้ ตี ากใ็ หไ้ ป
ดเู อา มีหกู ็ให้ไปฟังเอา มตี ากใ็ ห้ใช้ตาศึกษา มีหกู ็ใหใ้ ชห้ ศู ึกษา เรามจี ิตมใี จก็ใชใ้ จ
ของเรานล้ี ะ่ ศกึ ษา ศกึ ษาใหช้ ดั ภายนอกเรากศ็ กึ ษาใหช้ ดั ในเมอื่ เราศกึ ษาภายนอกเขา้ ใจ
ชดั แล้ว ก็มาศกึ ษาภายใน
การรกั ษาศลี กค็ อื การรกั ษาเรานเี้ อง ไมใ่ หไ้ ปทำ� ในขอ้ พระพทุ ธเจา้ ทรงบญั ญตั หิ า้ ม
รกั ษาเรา กค็ อื การรกั ษาศรี ษะ รกั ษาแขน รกั ษาขา รกั ษาทงั้ ๕ อนั นเ้ี อาไวใ้ หด้ ี ใหม้ สี ติ
คมุ้ ครอง มสี ตคิ มุ้ ครองลงไปตงั้ แตศ่ รี ษะลงไปถงึ เทา้ ใหด้ ี อยา่ ใหต้ ง้ั แตศ่ รี ษะลงไปหา
เท้าของเราไปละเมิดพระธรรมวินัยสิกขาบทท่ีพระพุทธเจ้าทรงห้าม อันนี้ล่ะคือศีล
ภายใน ศีลท่เี ราจะตอ้ งพากันรกั ษา (๓ ส.ค. ๓๑)
อย่างหลวงปมู่ ัน่ ทา่ นเทศน์น้ัน “ศลี ๕ คอื แขนสอง ขาสอง ศรี ษะอนั หนง่ึ ”
ไมใ่ ชห่ ลวงปมู่ นั่ ทา่ นไมร่ นู้ ะวา่ ศลี ๕ คอื เวน้ จากฆา่ สตั ว์ ลกั ทรพั ย์ ประพฤตผิ ดิ ในกาม..
ไมใ่ ชท่ า่ นไมร่ ู้ ความรอู้ นั ใดรตู้ ามๆ กนั มาถา่ ยทอดกนั มาวา่ ศลี ๕ หา้ มฆา่ สตั ว์ ลกั ทรพั ย์
52
ประพฤตผิ ดิ ในกาม กลา่ วมสุ าวาท ดมื่ สรุ าเมรยั เหลา่ นกี้ ล็ ว้ นเปน็ โทษทง้ั นน้ั ตอ้ งงดเวน้
ทงั้ นน้ั แต่ จติ ทเ่ี วน้ แลว้ นนั้ จติ นนั้ จงึ เปน็ ศลี ขน้ึ มา นน่ั ไมใ่ ชอ่ ทนิ นาฯ กาเมฯ มสุ าฯ
สรุ าฯ.. เป็นศีลนะ
จิตที่ต้งั ใจเจตนางดเว้นอย่างแนว่ แนน่ ัน้ จติ นนั้ ละ่ เป็นศลี ขนึ้ มา จติ ท่ีเป็นศลี
คือโทษจากการละเมิดศีล ๕ ไม่มี จติ นั้นจะเปน็ ผู้ปลอดภัยจากโทษ จติ นัน้ จะเปน็
ผ้ปู ลอดภัยจากกรรมและเวรทเี ดียว ปราศจากกรรม ปราศจากเวร เพราะไม่ไปท�ำ
สิง่ ที่เป็นกรรมเป็นเวรแลว้
ดังน้นั ศลี ๕ คือ แขนสอง ขาสอง ศีรษะอนั หนง่ึ น่กี ็คือรกั ษาตัวของเราทัง้ ตัว
นใี้ หด้ ี อยา่ ไปทำ� สงิ่ ทเ่ี ปน็ โทษทง้ั กายวาจาและใจ แลว้ ศลี จะสมบรู ณข์ น้ึ กลายเปน็ ศลี
ของพระอริยบคุ คลกไ็ ด้ พระอริยบคุ คลมตี ้งั แต่พระโสดาบนั สกิทาคามี อนาคามี
อรหนั ต์ ตอ้ งอยใู่ นกรอบของศลี ๕ ทง้ั นน้ั แตค่ วามสะอาด ความละเอยี ด ความประณตี
ความบริสุทธ์ิ นั้น ข้นึ อยกู่ บั จติ ใจของแต่ละช้ันแตล่ ะระดบั ๆ
สรปุ แลว้ ทที่ า่ นวา่ ศลี ๕ กค็ อื ศรี ษะอนั หนงึ่ ขาสอง แขนสอง นี้ ศลี ๕ ในทน่ี ี้
เปน็ การแปลทเี่ กดิ จากความร้อู ันเนื่องมาจากการปฏบิ ัติ และความรอู้ นั นช้ี ัดเจนวา่ ท่ี
ท่านแปลอยา่ งนี้เป็นการแปลทีถ่ ูกตอ้ ง ถูกต้องตามความเป็นจริง (๖ ต.ค. ๕๓)
53
ปารสิ ุทธฺ สิ ลี ๑
พระพุทธเจ้าทรงบอกหน้าที่บอกการงานสำ� หรับคนที่บวชท่ีเรียนเอาไว้ เป็นข้อ
ปฏบิ ตั ทิ ม่ี คี วามกระชบั แนน่ เพอ่ื ทจ่ี ะสรา้ งความเจรญิ ใหแ้ กจ่ ติ แกใ่ จยงิ่ ขนึ้ ไปอกี ใหม้ สี ติ
ให้มีความระมดั ระวงั ให้มคี วามสำ� รวมใหย้ ง่ิ น่ี
อินฺทรฺ ิยสํวรสลี ให้มีความสำ� รวมในอินทรยี ์ อนิ ทรยี ์ กค็ อื ตา หู จมูก ลิ้น
กาย ใจ
ใหม้ คี วามสำ� รวมในอนิ ทรยี ข์ องตนไว้ สำ� รวมในตา กค็ อื ใชส้ ายตาในทางทมี่ คี วาม
ระมัดระวงั อยูเ่ สมอ ไมป่ ลอ่ ยจิตปล่อยใจโดยมองส่ิงนน้ั สิ่งน้โี ดยไมม่ ีสติ ถ้าหากวา่
มองสงิ่ นน้ั มองสงิ่ นอ้ี ยา่ งไมม่ สี ตนิ น้ั ใจของเราจะไปรบั เอาสง่ิ ทต่ี ามองเหน็ นน้ั มาอยา่ ง
ไมเ่ ป็นธรรมเป็นวนิ ยั ผลของการทีร่ บั เอามนั มา กจ็ ะเกดิ ปฏกิ ิริยาขนึ้ มาทีเดยี ว ใจก็
ร้อนรน ใจกไ็ มม่ ีความเย็นใจและก็ไมเ่ ปน็ ปกติ ใจกก็ ระสับกระสา่ ย เพราะไปรบั เอา
ส่ิงที่ไมช่ อบธรรม สิง่ ท่ีเปน็ อกุศลธรรมเขา้ มาใสใ่ นจติ ในใจ เนอ่ื งจากการปลอ่ ยจิต
ปล่อยใจใหเ้ ผลอหรือว่าขาดสติ
จงึ วา่ การสำ� รวมในอนิ ทรยี ก์ ค็ อื มสี ตใิ นการดู การฟงั การเอย่ การเกยี่ วขอ้ งทาง
รปู รส กล่ิน เสยี ง การสัมผสั ทางกายทางใจนตี้ ้องให้มสี ติ
๑ ปารสิ ทุ ธฺ สิ ลี คอื ขอ้ ปฏบิ ตั ทิ ป่ี ระพฤตปิ ฏบิ ตั เิ พอ่ื ความบรสิ ทุ ธท์ิ จ่ี ดั เปน็ ศลี มี ๔ ประการ คอื อนิ ทฺ รฺ ยิ สวํ รสลี ,
ปาฏโิ มกขฺ สํวรสีล, อาชวี ปาริสุทธฺ ิสีล และ ปจจฺ ยสนนฺ สิ ฺสิตสลี
54
ปาฏโิ มกขฺ สงวฺ รสลี ปาฏโิ มกข๒์ นหี่ มายถงึ วา่ สกิ ขาบทแตล่ ะอยา่ งๆ แตล่ ะขอ้ ๆ
นี่ ข้อปฏบิ ัติแต่ละบท ปาฏิ ก็หมายถงึ ข้อปฏิบัติ นใี่ ห้มคี วามระมดั ระวงั ใหศ้ กึ ษา
ใหเ้ ขา้ ใจในสกิ ขาบทแตล่ ะบทๆ ทา่ นบอกไวอ้ ยา่ งไร สอนไวอ้ ยา่ งไร ใหป้ ฏบิ ตั อิ ยา่ งไร
ให้งดเว้นอย่างไร ศึกษาให้เข้าใจแล้วก็ให้มีการพยายามประพฤติปฏิบัติทางท่ีท่าน
บอกให้ประพฤติปฏิบัติ และพยายามเลิกพยายามงดเว้นท่ีท่านบอกให้เลิกละให้
งดเวน้ นั้นๆ เรยี กวา่ ใหม้ คี วามระมดั ระวงั สำ� รวมในพระปาติโมกข์
โมกขฺ ํ กค็ ือ ความหลดุ พ้น หรอื ความพน้ พน้ จากความผดิ พน้ จากความชวั่
พน้ จากความเศรา้ หมองนี่ ความเศรา้ หมองทจ่ี ะเกดิ ในจติ ในใจ อนั เนอ่ื งจากการกระทำ�
ไมช่ อบธรรม การกระทำ� ทไี่ มเ่ ปน็ ธรรมวนิ ยั เมอ่ื มกี ารกระทำ� ทถ่ี กู ตอ้ งแลว้ ความเศรา้ หมอง
ทัง้ หลายจะไมม่ ี ความชัว่ ท้ังหลายความไมส่ บายทง้ั หลายจะไมม่ ี ความผิดท้งั หลาย
จะไม่มี เรียกวา่ โมกขฺ ํ คือความพ้นจากความเศร้าหมอง
อาชีวปาริสุทฺธิสีล พระพุทธเจ้าทรงสอนเอาไว้ให้แสวงหาอาหารมาเล้ียงชีวิต
ในทางท่ีชอบธรรม การแสวงหาอาหารมาเลี้ยงชีวิตในทางท่ีชอบธรรมน้ัน ท่านยก
เรื่องการบิณฑบาตนั้น เป็นการแสวงหาอาหารมาเลี้ยงชีวิตในทางที่ชอบธรรมจริงๆ
องค์พระพุทธเจ้าทรงหาอาหารมาหล่อเลี้ยงชีวิตด้วยการบิณฑบาตเหมือนกัน
ทรงบ�ำเพ็ญพระองค์เป็นตัวอย่าง พระอรหันตสาวกก็พากันบิณฑบาตเอาอาหารมา
หล่อเลี้ยงชีวิตชีวาเหมือนกัน เรียกว่าท่านยกย่องอาหารท่ีเกิดจากบิณฑบาตน้ันเป็น
อาหารที่บรสิ ุทธ์ิ
อาชีวปาริสุทฺธิสีล น้ี ให้แสวงหาอาหารมาหล่อเล้ียงร่างกายในทางที่บริสุทธิ์
ในทางท่ีชอบธรรม
๒ ปาฏโิ มกขฺ หรือ ปาตโิ มกข์ แปลว่า ธรรมเปน็ ทอี่ าศัยให้พน้ จากอาบตั ิ (โทษอันเกิดจากการละเมิดใน
พระวินยั บญั ญัติ) หรอื คัมภรี ว์ ่าด้วยวินยั ของสงฆ์ ๒๒๗ ขอ้ ที่ทรงมีพุทธานญุ าตให้สวดในท่ปี ระชมุ สงฆ์
ทกุ กงึ่ เดอื น
55
ปจจฺ ยสนนฺ สิ สฺ ติ สลี หรอื ปจจฺ เวกขฺ ณสลี ๓ คอื ใหพ้ จิ ารณาปจั จยั เสยี กอ่ นจงึ คอ่ ย
บรโิ ภค ปจั จยั ก็คอื จีวร บณิ ฑบาต เสนาสนะ คลิ านเภสชั ให้พิจารณาใหแ้ ยบคาย
เสียกอ่ นจึงค่อยบริโภคจงึ คอ่ ยใช้สอยนัน่ เอง
จวี ร กค็ อื เครอื่ งนุ่งห่ม บิณฑบาต ก็หมายถงึ ว่าอาหารการบริโภคการขบฉนั
เสนาสนะ กห็ มายถงึ ทอี่ ยทู่ อ่ี าศยั ทห่ี ลบั ทนี่ อนทพ่ี กั ผอ่ นนี่ แลว้ ก็ คลิ านเภสชั กห็ มาย
ถึงว่าหยูกยาแก้โรคแก้ภัยน่ี ปัจจัยทั้งสี่นี้พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนให้พิจารณาให้
แยบคายเสียก่อนจงึ คอ่ ยบรโิ ภค ถ้าหากวา่ ไม่พจิ ารณาใหแ้ ยบคายเสียก่อน ความไม่
แยบคายนนั่ ละ่ มนั จะเปน็ พษิ เปน็ ภยั เปน็ ไปตดิ ไปขอ้ งไปยนิ ดี ไปเกดิ ความยนิ ดยี นิ รา้ ย
ในปจั จัยนั้นๆ
การพจิ ารณาจวี ร กพ็ จิ ารณาใหเ้ หน็ วา่ เปน็ เครอื่ งนงุ่ หม่ ถงึ วา่ จะเปน็ ของใหม่ ถงึ วา่
จะเปน็ ของสะอาดสะอา้ นน่ี จะเปน็ ของทมี่ คี วามประณตี หรอื วา่ มคี ณุ ภาพดยี งั ไงกช็ า่ ง
ในเมอ่ื มกี ารมาสมั ผสั กบั รา่ งกายของเรา ประเดย๋ี วประดา๋ วกก็ ลายเปน็ ของเศรา้ หมองไป
โลกเขาจะสมมตุ วิ า่ สวยวา่ งามเอามาถกู ตอ้ งรา่ งกายชวั่ ระยะไมน่ าน สง่ิ ทสี่ วยสงิ่ ทงี่ าม
นั้นก็หายไป ส่ิงท่ีเศร้าหมองก็จะปรากฏข้ึน เอามานุ่งประเดี๋ยวประด๋าวนี่ก็ต้องซัก
ตอ้ งฟอก ซักฟอกไมด่ ี กล่ินก็ยงั เหม็น อยา่ งท่ีเรากน็ ุ่งกห็ ่มกนั อยเู่ สมอ
การพจิ ารณาใหเ้ หน็ ตามความเปน็ จรงิ นนั้ เรยี กวา่ พจิ ารณาใหเ้ กดิ ความแยบคาย
ในการบริโภค ความจรงิ อันนั้นล่ะ เป็นธรรมเปน็ วนิ ยั
นี่ การพจิ ารณาอยา่ งนกี้ จ็ ะทำ� ใหเ้ ราเกดิ ความรขู้ น้ึ มาวา่ รา่ งกายของเรานท้ี ง้ั รา่ งกาย
เปน็ แตข่ องปฏกิ ลู แมแ้ ตเ่ ครอ่ื งนงุ่ เครอื่ งหม่ เอามานงุ่ หม่ ประเดย๋ี วประดา๋ วกก็ ลายเปน็
ของทกี่ ลนิ่ ไอไมใ่ ครจ่ ะดี กเ็ พราะวา่ รบั เอากลน่ิ ไอในตวั ของเรานเ้ี อง น่ี ในเมอื่ เราพจิ ารณา
อย่างน้ี เราก็จะรู้เราก็จะเห็นว่าร่างกายของเราน้ีล้วนแต่เป็นของปฏิกูล ส่วนใด
ส่วนหน่ึงอวัยวะสว่ นใดก็ช่างลว้ นเป็นของปฏกิ ูลทัง้ นั้น
๓ สนฺนิสสฺ ติ แปลวา่ เกยี่ วกับ ข้นึ อยู่กบั ปจฺจเวกขฺ ณ แปลวา่ การเอาใจใส่ พจิ ารณา ใครค่ รวญ ทบทวน
ไตรต่ รอง
56
การนงุ่ หม่ ผา้ จวี รกม็ งุ่ ในการทจ่ี ะนงุ่ หม่ เพอ่ื ปกปดิ อวยั วะทเี่ ตม็ ไปดว้ ยของปฏกิ ลู
เทา่ นน้ั ไมไ่ ดม้ งุ่ เพอื่ นงุ่ หม่ ไปในทางทจ่ี ะสวยจะงามอะไร ไมใ่ ชม่ งุ่ ในการทจ่ี ะทำ� ใหเ้ กดิ
ความงดงาม ถา้ หากว่าไมป่ กปดิ ไม่ได้ การพจิ ารณาจีวรทำ� ใหเ้ กดิ ธรรมสังเวชได้
บณิ ฑบาตกเ็ หมอื นกนั คอื อาหารการขบฉนั นี้ ทา่ นสอนใหพ้ จิ ารณาใหแ้ ยบคาย
พจิ ารณาให้แยบคายกพ็ ิจารณาให้เปน็ ดนิ เป็นน้ำ� เปน็ อากาศ ไปนัน่ เอง
พจิ ารณาให้เปน็ ธาตุดนิ ก็คืออย่างไร ก็พิจารณาให้เหน็ วา่ อาหารท้ังหมดมาจาก
แผน่ ดนิ จะเปน็ กบั เปน็ ขา้ วกช็ า่ ง เปน็ ผกั กช็ า่ ง จะเปน็ อาหารชน้ิ ใดๆ กม็ าจากแผน่ ดนิ
ทั้งน้ัน แลว้ กพ็ จิ ารณาให้เป็นของตาย จะเปน็ อาหารชนิดใดๆ ก็ชา่ ง เป็นของตายมา
ทั้งนนั้ จะเป็นข้าวก็ขา้ วตาย จะเป็นผกั กผ็ กั ตาย จะเป็นปลากป็ ลาตาย จะเปน็ หมู
ก็หมูตาย จะเป็นอะไรก็เปน็ ของตายทงั้ น้นั น่ี กพ็ ิจารณาใหเ้ ปน็ ให้เหน็ เป็นของตาย
พิจารณาให้เห็นเป็นของปฏิกูล อาหารเดี๋ยวน้ีเราว่าเราหิวเราว่าเราอยากคิดว่า
อร่อยอย่างนี้ อาหารอันนี้เป็นของสะอาดไหมนี่ ถ้าหากว่าอาหารเป็นของสะอาด
หลังจากเราฉนั แล้ว เราลา้ งบาตรล้างภาชนะท่ีเราใสห่ รือเปล่านี่ เราก็ต้องลา้ ง ถา้ หาก
ไมล่ า้ งเปน็ ยงั ไง ไมล่ า้ งบาตร บาตรกเ็ หมน็ ไมล่ า้ งถว้ ยชาม ถว้ ยชามกเ็ หมน็ หมอ้ ขา้ ว
หมอ้ แกงๆ กเ็ หมน็ น่ี แลว้ อาหารจะเปน็ ของสะอาดไดย้ งั ไง อาหารกต็ อ้ งเปน็ ของปฏกิ ลู
หากทงิ้ ไวอ้ ยา่ งนนั้ ละ่ ไมข่ บไมฉ่ นั อะไร ปลอ่ ยไวว้ นั หนง่ึ สองวนั เปน็ ยงั ไง มนั กเ็ ปน็
ของเนา่ น่ี
ใจของเรามคี วามหวิ ใจของเรามคี วามอยากนนั้ ความอยากทมี่ อี ยใู่ นจติ ในใจจะ
หายไป หายดว้ ยการพจิ ารณาเหน็ วา่ อาหารเปน็ ของปฏกิ ลู เปน็ ของสกปรก เปน็ ของตาย
เปน็ ของเนา่ เปน็ ของทง้ิ พจิ ารณาอยา่ งนเ้ี ปน็ การแกใ้ จของเราทมี่ คี วามหวิ แกใ้ จของเรา
ทมี่ คี วามอยาก พิจารณาใหร้ ู้จักความจรงิ พิจารณาใหช้ ดั ลงไปวา่ เปน็ ของปฏกิ ลู แลว้
ความอยากมนั ดบั ไปนี่ พจิ ารณาอยา่ งนเี้ รยี กวา่ พจิ ารณาใหแ้ ยบคายเสยี กอ่ นบรโิ ภค
พจิ ารณาให้แยบคายเสยี กอ่ นจงึ ค่อยขบฉนั ฉนั แลว้ สบายใจ ฉันแลว้ ไปเดนิ จงกรม
ใจก็สงบงา่ ย ฉนั แล้วไปเดินจงกรมนง่ั สมาธิ ใจรวมใจเบาใจสว่างไสว
57
เรื่องเสนาสนะที่อยู่ที่อาศยั หมายถึง ท่ีหลับทีน่ อนทพี่ ักผ่อน ให้พิจารณาถงึ ว่า
จะอยู่ในสภาพอย่างไร สะอาดสะอ้าน ในเม่ือร่างกายของเราไปเก่ียวข้องประเดี๋ยว
ประดา๋ ว มันกก็ ลายเปน็ มฝี ุ่นขึน้ มา กลายเปน็ อะไรตอ่ มอิ ะไรนี่ ใหพ้ ิจารณา
คิลานเภสชั กเ็ หมอื นกนั เยียวยาลงไป เยียวยาของท่ีมนั ทรุดโทรมน่ี เยียวยา
ของทปี่ ฏกิ ลู มนั ไมแ่ ลว้ เปน็ หรอก เยยี วยาเทา่ ไรมนั กไ็ มแ่ ลว้ กนิ ขา้ วกเ็ ปน็ การเยยี วยา
ธาตขุ นั ธ์ กนิ หยกู ยาคลิ านเภสชั เปน็ การเยยี วยาธาตขุ นั ธท์ ง้ั นนั้ ธาตขุ นั ธอ์ นั นเี้ ยยี วยา
ไมแ่ ลว้ เปน็ สกั ที ใครจะเยยี วยาธาตขุ นั ธอ์ นั นใ้ี หม้ นั แลว้ จงึ ไมม่ ี แตก่ ม็ คี วามจำ� เปน็ จะ
ต้องเยยี วยากัน ก็ต้องเยียวยากนั ไป เพราะธาตุขันธ์อนั น้ีขาดการเยยี วยาไมไ่ ด้
สรปุ แลว้ การพจิ ารณาน้ี พระพุทธเจ้าทา่ นทรงสอนใหพ้ ิจารณาในเรอ่ื งปจั จยั ให้
แยบคาย มงุ่ ในการทจ่ี ะใหเ้ หน็ วา่ รา่ งกายของเรานเ้ี ปน็ ของเศรา้ หมอง รา่ งกายของเรา
นเี้ ปน็ ของปฏิกูล รา่ งกายของเรานเ้ี ปน็ ของแตกของสลาย ให้เห็นชัดลงไปในจุดนี้
การพจิ ารณาปจั จยั จงึ มคี วามจำ� เปน็ ทา่ นจงึ บญั ญตั เิ อาไวใ้ นสกิ ขาบท ถา้ หากวา่
พระภกิ ษุใดไมม่ ีการพจิ ารณาจวี ร บิณฑบาต เสนาสนะ คลิ านเภสชั ใหแ้ ยบคาย
ตงั้ แตร่ งุ่ อรณุ แสงสวา่ งของวนั ใหมข่ นึ้ มานนั้ เปน็ อาบตั ิ สอนใหพ้ จิ ารณาเปน็ ขอ้ ปฏบิ ตั ิ
แล้วยังปรบั เสียด้วยถ้าหากวา่ ไมพ่ ิจารณา เปน็ โทษนี่ (๖ ต.ค. ๒๔)
58
เราเป็นสมณะสมบูรณ์หรือยงั
เราใหส้ ำ� รวจดเู รา การยนื เดนิ นง่ั นอน ของเรา การกนิ ถา่ ย พดู จาปราศรยั ของเรา
ดูจนกระท่ังความคดิ ความอา่ นของเรา เข้าหลักสตู รของความเปน็ นักบวชหรอื ยัง
ถ้าหากว่าใจของเรายังไม่เข้าถึงความเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นอิริยาบถใดก็จะมี
ความบกพรอ่ งในสภาพของความเปน็ สมณะ มคี วามไม่สมบูรณใ์ นความเป็นนักบวช
เราจงึ ตอ้ งมคี วามพยายามในการทจี่ ะสรา้ งธรรมผลติ ธรรมใหเ้ กดิ ใหม้ ปี ระจำ� อยใู่ นจติ
ในใจ
สรา้ งธรรม คอื สรา้ งสติ สรา้ งธรรม คอื สรา้ งสมั ปชญั ญะ สรา้ งธรรม คอื สรา้ ง
ศลี สมาธิ ปัญญา
สรปุ แลว้ กค็ อื สรา้ งธรรมะใหเ้ กดิ ขน้ึ สตสิ มั ปชญั ญะกเ็ ปน็ ธรรม ศลี สมาธิ ปญั ญา
ล้วนแต่เปน็ ธรรม สร้างใหส้ มบูรณข์ นึ้ ในจติ ในใจ
ในเมอื่ ธรรมสมบรู ณใ์ นจติ ในใจแลว้ กริ ยิ ามารยาทสงบสำ� รวม นงั่ กน็ ง่ั อยา่ งพระ
นอนกน็ อนอยา่ งพระ เดนิ ยนื พดู จาปราศรยั กนิ ถา่ ยในลกั ษณะอยา่ งพระ ความคดิ ความ
อ่านก็คิดอา่ นอยา่ งพระ คิดอ่านอย่างนกั บวช จงึ เป็นผมู้ คี วามสมบรู ณใ์ นความเปน็
สมณะทง้ั ทางกายและทางใจ คือมีธรรมเปน็ เคร่อื งอบรมจติ ใหม้ ีความสงบ
สมณะ แปลว่า เป็นผทู้ ม่ี ีจิตสงบแล้ว
59
จิตทจี่ ะสงบได้ ต้องเปน็ จิตท่มี ีธรรม ธรรมท่ีประจำ� อยใู่ นจิตจะอบรมจติ และ
ขัดเกลาสิ่งท่ีไม่เป็นธรรม ก�ำจัดสิ่งท่ีไม่เป็นธรรมให้สลายตัวให้หมดส้ิน โดยหลัก
ธรรมชาติ ธรรมะเป็นธรรมที่จะซักฟอกข้าศึกคือกิเลส เป็นธรรมที่จะซักฟอกของ
ไมส่ ะอาด ในเมือ่ มธี รรมอยู่ในจิตในใจ ของไมส่ ะอาดที่มีอยูใ่ นจิตในใจจะสลายตวั
เหอื ดแห้งไป ความสะอาดกป็ รากฏขนึ้ น่แี หละ ใจเป็นธรรม
เมอื่ ใจเป็นธรรม น่ังกน็ งั่ อยา่ งสมณะเพราะใจมธี รรม นอนกน็ อนอยา่ งสมณะ
เดนิ ยนื พดู จาปราศรยั เกีย่ วขอ้ ง คิดอ่าน จะเป็นไปอย่างท่ีฆราวาสเขาเปน็ ไมม่ ี
ให้ตรวจดูเรา เราสมบรู ณใ์ นความเปน็ สมณะหรอื ยัง ถา้ หากวา่ มีความสมบูรณ์
ใหร้ กั ษาความสมบรู ณใ์ หย้ งิ่ คอื เปน็ ผมู้ คี วามพยายามทจี่ ะทรงธรรมไว้ ทรงธรรมทมี่ อี ยู่
ทเี่ กดิ ขน้ึ ไมใ่ หเ้ สยี หาย ถ้าหากว่ายงั บกพรอ่ งไมส่ มบรู ณ์ กพ็ ยายามให้มกี ำ� ลังเด่นชดั
ย่ิงขนึ้ อย่าใหม้ แี ต่เครื่องรกรุงรงั เหมือนกบั ชาวโลกท่ีเขาเปน็ กัน
หากจิตใจเหมอื นกบั ชาวโลกเขาทงั้ หลาย เราไมค่ วรประมาท ไมค่ วรน่ิงนอนใจ
(๑๒ พ.ย. ๓๑)
60
ความเป็นสมณะอยตู่ รงนี้
ใจทีเ่ ป็นนกั บวช คือ ใจมธี รรม ใจเป็นธรรมะ การแสดงออกของนกั บวชจึงมี
ความงดงาม มีความสงบเสง่ยี มเรยี บรอ้ ย ไมก่ ีดขวางในสายตาของทา่ นผมู้ ีสายตาดี
ตอ้ งเปน็ ผทู้ ล่ี ะเอยี ดนบั ตงั้ แตต่ นื่ ขน้ึ มาทเี ดยี ว ตนื่ ขน้ึ มาเคลอ่ื นไหวลกุ ออกจาก
ที่ล้างหน้าล้างตา หัดให้มีสติติดต่ออย่าให้ขาด ถึงว่ามันจะขาด เราก็จะพยายาม
ไม่ใหข้ าด ทำ� สรีรกิจอะไรก็ชา่ ง ใหม้ สี ติ หดั ให้เรามีสติ (๑๔ ก.ค. ๒๙)
ความเป็นนักบวชก็คอื เปน็ ผู้มสี ติ
ถา้ หากวา่ ไมม่ สี ตแิ ลว้ จะเอาตรงไหนเปน็ นกั บวช จะเอาตรงไหนเปน็ ความสำ� รวม
ตอ้ งเปน็ ผทู้ มี่ คี วามสำ� รวมอยเู่ สมอ ถา้ หากวา่ มคี วามสำ� รวมนอ้ ย การเปน็ นกั บวชเปน็
สมณะกป็ รากฏขน้ึ นอ้ ย สำ� รวมมาก ความเปน็ นกั บวชความเปน็ สมณะกป็ รากฏสงู ขนึ้
มากขน้ึ เปน็ สมณะสมบรู ณ์ เปน็ นกั บวชทส่ี มบรู ณไ์ มม่ คี วามบกพรอ่ ง กข็ นึ้ อยกู่ บั สติ
ที่มีความสมบูรณไ์ ม่มคี วามบกพร่องน้ัน
จงึ ให้มคี วามเข้าใจในความเป็นสมณะ ขึ้นอยู่กบั ความมีสติสมบูรณ์ ให้มีการ
ฝึกการระลึกรู้เป็นประจำ� จนกระทัง่ มีความระลึกรู้เป็นธรรมชาติ จนกระทัง่ มคี วาม
เคยชนิ ประจำ� ใจ จนมีอย่เู ปน็ อยเู่ ป็นประจ�ำอยอู่ ยา่ งน้นั อัตโนมัติ โดยไมต่ ้องมีความ
พยายาม
61
ทจี่ ะมสี ตสิ มั ปชญั ญะแนบแนน่ อยอู่ ยา่ งนน้ั โดยไมต่ อ้ งมคี วามพยายาม กเ็ พราะ
สติสัมปชัญญะมีก�ำลัง ต้องเกิดมาจากความพยายามท่ีจะมีสติสัมปชัญญะติดต่อรู้
เทา่ ทัน อาจจะมกี ารขาดบา้ ง หลงลมื ไปบ้าง เรียกว่าขาดวรรคขาดตอนไป ขาดบา้ ง
ตอ่ กนั บา้ ง หลงลมื ไปบา้ ง แตใ่ นเมอื่ ความพยายามของเราไมถ่ อยหลงั ไมเ่ ลกิ ละ สตทิ ี่
ขาดๆ ลมุ่ ๆ ดอนๆ กจ็ ะเปน็ สตทิ ีเ่ หนียวแน่น เป็นสติท่เี ดน่ ชัด เป็นสตทิ มี่ ีก�ำลัง
อนั นเ้ี ปน็ เครอื่ งหมายของนกั บวช เปน็ เครอื่ งหมายของสมณะ กค็ อื การมสี ตทิ มี่ ี
พลงั มกี ำ� ลงั เดน่ ชดั มสี ตสิ มั ปชญั ญะสมบรู ณไ์ มบ่ กพรอ่ งนน่ั เอง เมอ่ื มสี ตสิ มั ปชญั ญะ
สมบรู ณไ์ มบ่ กพรอ่ ง ความเปน็ สมณะกส็ มบรู ณไ์ มบ่ กพรอ่ ง จงึ วา่ ดคู วามเปน็ นกั บวช
ดูทจ่ี ติ จิตมีสติ
ดงั นนั้ คำ� ทวี่ า่ “เจตนาหํ สลี ํ วทาม.ิ ” นน้ั สตนิ แี่ หละเปน็ ธรรมเครอื่ งเจตนา เปน็ การ
งดเว้นในการที่จะส่งจิตส่งใจไปนอกลู่นอกทาง ส่งจิตส่งใจไปในทางที่ไม่เป็นธรรม
ในเมอ่ื เรามสี ติ ใจของเราทจ่ี ะออกไปนอกลนู่ อกทางนอกธรรมนอกวนิ ยั นนั้ ไมม่ โี อกาส
ที่จะไปได้ เพราะมีสติคอยควบคมุ ไว้
นี่แหละ.. ความเป็นสมณะอยู่ตรงนี้ (๑๒ พ.ย. ๓๑)
62
“ ค�ำสอนของพระพทุ ธเจา้ ทรงเปรียบ สติ เหมอื นหนทางไว้เหมือนกนั วา่
มรรคก็คอื สติ มรรคท้ังแปดก็รวมอย่ทู ่ีสติองคเ์ ดียวนี้ ในเมอื่ มีสติคอย
ระมัดระวังรักษาใจ เราก็เดินไปตามทางที่พระพุทธเจ้าท่านทรงแนะน�ำ
บอกสอนหรอื ชีท้ างเอาไวน้ ้ัน ไม่ออกนอกลู่นอกทาง
ผลของการไมอ่ อกนอกลูน่ อกทางก็คอื ไดร้ ับความสงบร่มเยน็ ใจ ”
(๒ ต.ค. ๒๗)
63
สติธรรม
ทางแหง่ ความเจรญิ ทกุ เมอื่
สติ ทา่ นแปลวา่ ความระลกึ ได้ คอื มคี วามระลกึ ขน้ึ เราใชค้ ำ� พดู กนั งา่ ยๆ วา่ คอื
ความรู้สึกตวั
สตเิ ปน็ ธรรม รวมไวซ้ ่ึงศีล สมาธิ ปัญญา สัมปชญั ญะ๑ ก็รวมอยใู่ นค�ำว่าสติน้ี
เหมอื นกบั คนทตี่ น่ื จากหลบั ตากเ็ ปน็ ประโยชน์ หกู เ็ ปน็ ประโยชน์ จมกู กเ็ ปน็ ประโยชน์
เปน็ ประโยชนไ์ ปหมดทง้ั รา่ งกาย เปน็ ประโยชนค์ วรแกก่ ารแกง่ าน เพราะสตเิ ปน็ ธรรม
เครื่องต่นื เปน็ ธรรมท่ีมอี ปุ การคุณแกธ่ รรมอื่นๆ สตทิ รงคณุ ธรรมสว่ นอื่นใหค้ งอยู่
และใหเ้ จริญ (๒๑ ม.ี ค. ๓๐)
พระพทุ ธเจา้ ทรงสง่ เสรมิ และทรงสรรเสรญิ สตมิ ากเปน็ พเิ ศษ ตรงไหนกต็ อ้ งมสี ติ
ในหลกั ธรรมใดๆ มสี ตทิ งั้ นน้ั โพชฌงคธ์ รรมเครอ่ื งตรสั รกู้ ม็ สี ติ สตสิ มั โพชฌงคน์ ำ� หนา้
มหาสตปิ ฏั ฐานกม็ สี ตนิ ำ� หนา้ มสี ตทิ งั้ นน้ั ในอนิ ทรยี ห์ า้ ในพละหา้ กม็ สี ติ และในมรรค
ทางขอ้ ปฏบิ ตั ิองคแ์ ปดก็มสี ัมมาสติ
พระพุทธเจ้าจะทรงเทศนาตรงไหนต้องมีสติในธรรมเทศนาน้ันๆ อุปมาสติ
เหมอื นกบั รอยเทา้ ชา้ ง ใหญก่ วา่ สตั วท์ งั้ หมด รอยเทา้ อะไรจะมาใหญเ่ ทา่ รอยเทา้ ชา้ งไมม่ ี
รอยเท้าสัตว์อื่นๆ จะมีมากมายก่ายกองสักเท่าไหร่ก็ช่าง จะต้องมารวมอยู่ในรอย
เทา้ ช้างนัน้ ธรรมะกเ็ หมือนกนั จะต้องรวมอยใู่ นธรรมคือองคส์ ติน้ี สตจิ ึงเป็นธรรม
ทีม่ อี ุปการคุณมากเปน็ พิเศษ เพราะเปน็ ฐานทเ่ี กิดของธรรมอน่ื ๆ เหมือนกบั แผน่ ดนิ
ใหญโ่ ตกวา้ งขวาง เปน็ สถานท่ีเกดิ ของพชื ต่างๆ พชื น้อยพชื ใหญเ่ กดิ ข้ึนในแผน่ ดิน
ทง้ั นน้ั ธรรมอ่นื ๆ ก็เหมือนกัน ต้องอาศัยสตเิ ป็นฐาน (๑๐ พ.ค. ๒๙)
๑ ธรรมท่ีมีอุปการะเกอื้ กูลในการทำ� ความดีงาม มี ๒ ประการ คือ สติ และ สมฺปชญฺ (ความรชู้ ัดในสง่ิ
ทรี่ ะลกึ ได้)
64
สติเปน็ ธรรมเครือ่ งยับยง้ั และคมุ้ ครอง
ใจทไี่ มม่ สี ติ อดทจ่ี ะเซไปทางซา้ ย เซไปทางขวาไมไ่ ด้ บางทลี นื่ ไหลลม้ ไปเลยกม็ ี
คำ� วา่ ลนื่ ไหลลม้ กค็ อื เกดิ อารมณช์ อบใจขน้ึ ในสงิ่ ทรี่ กั เกดิ อารมณไ์ มช่ อบใจขน้ึ ในสงิ่
ทชี่ งั แลว้ กม็ กี ารแสดงออกในอารมณท์ เ่ี กดิ ขน้ึ นน้ั จนกระทงั่ เกดิ ความเสยี หาย เพราะ
ความไมม่ สี ติ
การทำ� ความรู้สกึ ตวั หรอื ทำ� ใหส้ ตธิ รรมเกิดมีข้ึนในจติ ในใจ จึงมีความจำ� เป็น
และมคี วามจำ� เปน็ ในทกุ กลมุ่ ทกุ เพศ ทกุ วยั วยั หนมุ่ วยั สาวกม็ คี วามจำ� เปน็ วยั ไหนๆ
ถา้ หากวา่ ไม่มีสติแล้ว กลายเปน็ คนทีเ่ รียกว่า.. คนไมม่ สี ติ หรอื คนขาดสติ ท้ังนนั้
(๖ ก.ย. ๔๕)
เปน็ คนไมม่ สี ต ิ ในทสี่ ดุ กจ็ ะกลายเปน็ คนเสยี สติ เรยี กวา่ สตวิ ปิ ลาส ความคดิ
ความเหน็ ของจติ ทไี่ มม่ สี ตผิ ดิ พลาดไปหมด ของไมด่ ที พ่ี ระพทุ ธเจา้ ตรสั ไวก้ ไ็ มย่ อมฟงั
ตอ่ ตา้ นดว้ ยการกระทำ� กระทำ� ทางคำ� พดู กระทำ� ทางความคดิ สตวิ ปิ ลาสเปน็ อยา่ งนน้ั
ไมม่ สี ตกิ ค็ อื กเิ ลส ตวั ขาดสตกิ ค็ อื ตวั กเิ ลส จงึ อยา่ เปน็ คนขาดสติ เพราะขาดสติ
ขณะใด เปน็ คนเสยี สตใิ นขณะนน้ั ทนั ที กเิ ลสเปน็ ตวั วนุ่ วาย มกี เิ ลสตรงไหนวนุ่ วายไป
ตรงนั้น กิเลสเปน็ ของสกปรก ตรงไหนสกปรก กเิ ลสไปตรงนนั้ (๑๙ ก.ค. ๔๕)
คนมสี ตแิ ลว้ สงิ่ ทเี่ ปน็ อกศุ ลทงั้ หลายจะซมึ ซาบเขา้ มาหาใจนนั้ ไดย้ าก อารมณท์ ่ี
จะทำ� ใหเ้ กดิ ความโลภกเ็ กดิ ขนึ้ ไดย้ าก ทจ่ี ะทำ� ใหเ้ กดิ ความโกรธกโ็ กรธไดย้ าก เพราะ
มสี ตธิ รรมเปน็ ธรรมรกั ษาใจ สตเิ ปน็ ธรรมทจี่ ะกน้ั ไมใ่ หก้ เิ ลสหลงั่ ไหลเขา้ มา และเปน็
ธรรมท่จี ะกน้ั ไม่ให้กิเลสมีโอกาสแสดงบทบาทออกมา
65
คนท่ีไมม่ สี ตยิ ังชอบเป็นคนพดู อะไรแล้วเกดิ ความไม่สบายใจขนึ้ ทหี ลัง เพราะ
ผนู้ น้ั พดู อยา่ งไมม่ สี ติ พดู ดว้ ยอารมณท์ ชี่ อบใจไมช่ อบใจ อยา่ งนมี้ ปี ญั หาเกดิ ขนึ้ คอื
มคี วามไมส่ บายใจทีหลงั ถ้าหากว่ามสี ติอยู่ การพูดเราก็พดู อยา่ งมสี ติ ถึงใจของเรา
จะอยู่ในอารมณ์ที่ชอบใจหรืออยู่ในอารมณ์ท่ีไม่ชอบใจ เม่ือใจของเรามีสติอยู่การ
แสดงออก กจ็ ะไม่เป็นไปในทางเสยี หาย (๖ ก.ย. ๔๕)
คนท่ีชอบพูดชอบทำ� อะไรผิดพลาด ท่ผี ดิ พลาดก็เน่อื งจากระหว่างทที่ �ำนั้นขาด
สตไิ ป สตเิ ปน็ ธรรมเครอื่ งเบรกเครอื่ งยบั ยง้ั แลว้ กเ็ ปน็ ธรรมเครอ่ื งระมดั ระวงั จงึ มกี าร
ระมดั ระวงั และยบั ยง้ั ในสงิ่ ทไี่ มค่ วรทจี่ ะปลอ่ ยไป สตจิ งึ เปน็ ประโยชนแ์ กผ่ ทู้ พี่ ยายาม
ทำ� ใหเ้ กดิ ใหม้ ขี นึ้ ในใจ คนทจ่ี ะเจรญิ กา้ วหนา้ หรอื คนทจี่ ะมแี ตค่ วามเสยี หาย ขน้ึ อยู่
กับการมีสติ หรือข้ึนอยู่กบั การขาดสตนิ ้ัน มเี ปอร์เซ็นต์สงู มากทีเดยี ว
ผู้ที่มสี ติ จิตเปน็ ธรรม สามารถร้สู ิ่งท่ีควรสิง่ ทีไ่ ม่ควร ร้เู ร่อื งควรเรอื่ งไม่ควรได้
การพูดส่งิ ใดควร การคดิ สิง่ ใดไมค่ วร น่ี เรารแู้ ล้ว ความรขู้ องเรามีกำ� ลงั ในเม่ือรวู้ า่
ไม่ควรก็สามารถท่ีจะตัดได้ทันที จึงมีการระมัดระวังมีการยับยั้งในสิ่งท่ีไม่ควรท่ีจะ
ปล่อยไป สตจิ งึ มอี ุปการคณุ แก่ใจมาก สตกิ ค็ ือธรรมคมุ้ ครองใจ ในเม่อื ใจของเรามี
สตอิ ยนู่ อ้ ย ธรรมะค้มุ ครองใจเรากน็ ้อย มีสตมิ าก ธรรมะคมุ้ ครองใจเรามาก มีสติ
ติดตอ่ ใจของเรามีธรรมะคุ้มครองอย่ตู ลอดเวลา
ธรรมะไมใ่ ชส่ ่ิงอ่นื ธรรมะคอื ใจของเรานน่ั ล่ะเปน็ แลว้ ใจของเราทีม่ สี ตินนั้ ละ่
คมุ้ ครองใจของเราอกี ทหี นง่ึ คมุ้ ครองเขาเอง คลา้ ยๆ กบั คนทไ่ี มม่ วี ชิ าความรแู้ ตก่ อ่ น
เมอ่ื ศกึ ษาหาวชิ าความรเู้ ขา้ คนนนั้ เปน็ คนมคี วามรขู้ นึ้ มา จติ แตก่ อ่ นไมม่ สี ติ ในเมอื่ มี
การฝกึ อบรมเขา้ จติ นนั้ มสี ตมิ ธี รรมะอยใู่ นจติ สตเิ กดิ ขนึ้ จติ คนนน้ั มธี รรม จติ เปน็ ธรรม
ข้นึ มาเลย แล้วจติ นน้ั แหละค้มุ ครองรกั ษาจิตเอง ธรรมะยอ่ มคมุ้ ครองผ้ปู ฏบิ ตั ธิ รรม
(๑๐ พ.ค. ๒๙)
66
สตเิ ป็นธรรมสร้างเราใหเ้ จรญิ
ในพุทธภาษิต พระพุทธเจ้าตรสั ไว้ว่า สติมโต สทา ภทฺทํ. ผ้มู สี ติมีความเจรญิ
ทกุ เมอ่ื ๑
ในการศกึ ษา การดหู นงั สอื หรอื การฟงั ครอู าจารยบ์ อกสอนหรอื อธบิ าย ถา้ มสี ติ
เราสามารถที่จะรับเอาความรู้จากที่ครูอาจารย์อธิบายน้ันได้มาก ถ้าหากว่าไม่มีสติ
การท่จี ะรับเอานั้นมีเปอร์เซน็ ต์ต�ำ่ ถา้ มีสตมิ าก ค�ำพูดของอาจารยท์ กุ คำ� พดู นีร่ ับเอา
ได้หมด ไม่ตกหลน่ ไมเ่ สยี หาย สติจึงเป็นประโยชน์แก่ผทู้ ี่พยายามทำ� ใหเ้ กิดให้มีข้ึน
ในใจ (๑๐ พ.ค. ๒๙)
ในการปฏบิ ตั ธิ รรม การมสี ตอิ นั นเ้ี ปน็ หลกั สตเิ ปน็ สง่ิ ทมี่ คี วามสำ� คญั อยา่ งยง่ิ ใน
ชีวิตการบวชการเรียน การบวชก็คือการศึกษาปฏิบัติธรรม คือศึกษาให้เข้าใจเรื่อง
สิง่ ทจ่ี ะต้องประพฤติปฏิบัติ ทงั้ ฝา่ ยด�ำเนินและฝ่ายละ ถ้าหากว่าเราไม่มีสติเสยี แล้ว
กายของเรากม็ แี ต่จะเสอื่ ม จติ ใจของเราก็มีแต่จะเสอ่ื ม ท�ำไมจงึ จะเสือ่ มได้ ก็เพราะ
จะมีความไม่ชอบธรรมน้ันมาครอบง�ำ ท�ำให้จิตใจของเราเส่ือม ท�ำให้กายให้จิตใจ
ของเราเศร้าหมอง ค�ำวา่ หมอง กห็ มายถงึ เปอ้ื น สกปรก
ถา้ หากวา่ มกี ารกระทำ� ในทางทไ่ี มถ่ กู ตอ้ ง มคี วามบกพรอ่ งดว้ ยประการใดในสง่ิ
ทที่ รงหา้ มนนั้ ความบกพรอ่ งเกดิ มขี นึ้ เมอ่ื ไหร่ ความเศรา้ หมองกเ็ กดิ ขน้ึ ความเศรา้ หมอง
๑ สติมโต สทา ภททฺ ํ สตมิ า สุขเมธติ. ความเจริญยอ่ มมแี กค่ นมีสตทิ ุกเมอื่ คนมสี ตยิ อ่ มไดค้ วามสขุ .
มใี น ยกั ขสังยตุ อินทกสตู ร, สังยุตตนกิ าย สคาถวรรค (เลม่ ๑๕)
67
อนั นท้ี า่ นหมายถงึ บาปนนั้ เอง ในเมอ่ื มกี ารละเมดิ ในสง่ิ ทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ทรงหา้ ม เพราะ
ขาดสติ เพราะการลมื ตัว ในเมือ่ ขาดสติหรือลืมตัวไป ละเมดิ เข้าไปกระท�ำเขา้ ความ
เศร้าหมองกม็ ีระหวา่ งทีท่ �ำนน้ั
บางทมี นั กม็ คี วามเศรา้ หมองอยแู่ ลว้ แตท่ ล่ี มื ตวั กด็ ว้ ยความเศรา้ หมอง หลงั จาก
ท�ำแล้วย่ิงเพ่ิมความเศร้าหมองมากย่ิงข้ึน ในเม่ือมีความเศร้าหมองมากขึ้นเท่าไหร่
ความรอ้ นรนกม็ ากข้ึนเทา่ นนั้ เพราะบาปมนั มแี ตค่ วามแผดเผาและเร่ารอ้ น กย็ ่ิงหา
ความสขุ ไม่ได้
ทที่ า่ นว่า ผา้ เหลืองร้อน น้ัน รอ้ นมาจากจติ จากใจ จิตใจมนั ร้อน รอ้ นเพราะ
ความบกพรอ่ ง ในสงิ่ ทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ทรงหา้ มแตเ่ ราไมห่ า้ มเรา พระพทุ ธเจา้ ทรงหา้ มเรา
เราตอ้ งหา้ มเรา พระพทุ ธเจา้ ทรงบญั ญตั ใิ หเ้ ราปฏบิ ตั ิ เรากต็ อ้ งปฏบิ ตั ติ ามทพ่ี ระพทุ ธเจา้
ทรงบญั ญัตใิ ห้ประพฤติปฏบิ ตั นิ ้นั
หากเราหา้ มเราไวใ้ นสงิ่ ที่พระพุทธเจา้ ทรงหา้ ม ความเศร้าหมองกจ็ ะไมม่ ี เราจะ
เศรา้ หมองเพราะเหตใุ ดเลา่ เพราะเมอ่ื เราไมม่ คี วามบกพรอ่ ง เราจะเศรา้ หมองไดอ้ ยา่ งไร
ค�ำทวี่ า่ ไม่เศรา้ หมอง กห็ มายถงึ วา่ สะอาดสะอ้าน กายของเรากส็ ะอาด วาจาของเรา
กส็ ะอาด จติ ใจของเราก็สะอาด ในเมอ่ื จติ ใจของเราสะอาด จิตใจของเรากผ็ ่องใส
จติ ใจของเราก็มีความสุขมคี วามสบาย มีความสขุ ในชวี ิตการบวชการเรียน
สติจึงเป็นธรรมสร้างเราให้เจริญ สร้างนักบวชให้เจริญ สร้างปุถุชนให้เจริญ
เขา้ ถึงความเปน็ พระ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหนั ต์ จะเปน็
พระทมี่ ีคณุ ธรรมสูงสง่ ขนาดไหนก็ชา่ ง ก็ต้องอาศัยสตนิ ้ลี ่ะเป็นธรรมท่จี ะสรา้ งสรรค์
สตเิ ปน็ ธรรมทจี่ ะสรา้ งสรรค์ สตเิ ปน็ ธรรมทจี่ ะสรา้ งคนใหม้ คี วามเจรญิ ทกุ เมอื่ เดยี๋ วนี้
ระดบั การเปน็ นกั บวชของเรามคี วามเจรญิ ในคณุ ธรรมเทา่ น้ี หากเราเจรญิ ในสตธิ รรม
สตธิ รรมจะสร้างเราใหม้ คี วามสูงส่งเป็นลำ� ดับๆ เจริญยง่ิ ๆ ข้ึนไป
แม้ถึงพระโสดาบัน พระสกทิ าคามี สตขิ องเรานก้ี ็สามารถทจี่ ะสรา้ งสรรคเ์ ราให้
เข้าถึง และใหเ้ ปน็ ได้จรงิ ๆ (๓ ส.ค. ๓๑)
68
สติเปน็ ธรรมท่เี กดิ ของศีล สมาธิ ปญั ญา
สติมคี วามสำ� คัญในการปฏบิ ัตจิ ิต
ธรรมทงั้ หลายทจ่ี ะเกดิ ขนึ้ ทจ่ี ะเปน็ กศุ ลธรรมนนั้ ตอ้ งมสี ตเิ ปน็ รากฐาน ถา้ หากวา่
ไมม่ สี ตเิ ปน็ รากฐานแลว้ ธรรมทเ่ี กดิ ขน้ึ จะเปน็ อกศุ ลไป หรอื วา่ จะมสี ตกิ เ็ ปน็ มจิ ฉาสติ
สตผิ ิดๆ พลาดๆ ไปอยา่ งนนั้ ธรรมเกดิ ข้นึ กเ็ ปน็ มจิ ฉาธรรม หรือว่าเป็น อธรรม
เปน็ อกศุ ลธรรมไป
ในเมื่อจติ มสี ติขณะใด จติ ที่มสี ตนิ ั้นละ่ เป็นศีลข้ึนมา เป็นสมาธิข้ึนมา และเป็น
ปญั ญาขนึ้ มา ตามกำ� ลงั ของสติ เพราะสตนิ เ้ี ปน็ ธรรมทจ่ี ะเกดิ ขนึ้ ของศลี สมาธิ ปญั ญา
ในเมอ่ื มสี ตเิ กดิ ขนึ้ กเ็ หมอื นกบั ทำ� จติ ของเราใหม้ นี ำ�้ หลอ่ เลยี้ งจติ ใจ ใจของเราจะมแี ต่
ความชมุ่ ชื้นและชมุ่ เย็นควรแก่การเกดิ กุศลธรรม
คำ� วา่ ชุม่ ช้นื ในท่ีนี้ ไมไ่ ด้หมายถึงช่มุ ชน้ื ไปด้วยอำ� นาจของกาม แต่ชุ่มชน้ื ดว้ ย
กำ� ลงั ของธรรม ชมุ่ ชนื้ ในการทจ่ี ติ ยกระดบั พน้ จากอำ� นาจของกาม อยา่ งนก้ี เ็ ปน็ ความ
ชุ่มชืน้ เหมือนกนั อาศัยสติเป็น พชื ของธรรม๑ เหมอื นกบั พชื หว่านลงในจติ ในใจ
มสี ตอิ ยใู่ นจติ ในใจแลว้ ธรรมมโี อกาสทจ่ี ะเกดิ ขนึ้ ในจดุ ในสถานทส่ี ตหิ ยง่ั เขา้ ไปถงึ นน้ั
(๓๐ ก.ย. ๓๒)
๑ พืช (มาจากค�ำบาลวี ่า พีช ) หมายความวา่ ส่งิ ทจี่ ะเป็นพนั ธต์ุ ่อไป
69
จึงให้พากนั มคี วามพยายามท่จี ะสร้างสติ ทำ� สติใหม้ พี ลัง ท�ำสตขิ องเราใหเ้ ปน็
อันเดียวกันกับจิต ในเมื่อสติของเรามีพลัง สติกับจิตของเราเป็นอันเดียวกันแล้ว
สมาธกิ ็จะเกดิ ข้ึนในขณะสติกับจติ ของเราเป็นอนั เดียวกันนี้เอง สติกบั สมาธิรวมกัน
เป็นพลังแลว้ หยัง่ ไปตรงไหน หยัง่ ไป ณ จดุ ใด กส็ วา่ งแจง้ ในจดุ ท่เี ราเอาจติ และสติ
ไปต้งั นั้น ในเมือ่ สวา่ งไสวในจดุ นั้นแลว้ อะไรเลา่ จะปิดบงั สติปดิ บงั จติ ของเราไม่ใหร้ ู้
ไม่ให้เหน็ ไดเ้ ล่า
ปญั ญา กค็ อื ความรรู้ อบ ปญั ญาทจี่ ะเกดิ ขนึ้ ไดต้ อ้ งอาศยั สตอิ าศยั สมาธริ วมเปน็
อันหนึง่ อันเดยี วกัน นี่ ความสว่างไสวของจติ จงึ มีข้ึน ใครมดี วงจติ ทสี่ วา่ งไสวส่องไป
ทางไหนไม่มีอะไรจะปิดบัง ปัญญาก็จะเกิดขึ้นตามก�ำลังความสว่างไสวของจิตนั้น
(๓ ส.ค. ๓๑)
70
สติเปน็ ธรรมก�ำจดั ความไมเ่ ป็นธรรม
ความไม่เปน็ ธรรมอยา่ งหยาบ อย่างกลาง อยา่ งละเอียด มีแตส่ ตธิ รรมเทา่ นน้ั
ท่จี ะก�ำจดั ความไม่เป็นธรรมนั้นให้หมดใหส้ ้ินไป สตธิ รรมที่พระพทุ ธเจา้ ทรงเทศนา
สอนกม็ อี ยา่ งหยาบ อยา่ งกลาง อยา่ งละเอยี ด เหมาะกบั การทจ่ี ะกำ� จดั คราบความสกปรก
ของกิเลสซงึ่ สายตาธรรมดามองไมเ่ ห็น
ในสายตาของผู้มีธรรมนั้น กิเลสมีทั้งอย่างหยาบ หยาบอย่างหยาบ หยาบ
อย่างกลาง หยาบอยา่ งละเอยี ด.. ส่วนละเอียดๆ นัน้ ต้องอาศยั จิตท่มี ีสตมิ สี มาธิ
จิตมคี วามสวา่ งรอบตัวรอบจิต จึงจะเหน็ คราบความไมส่ ะอาดท่เี ป็นสว่ นละเอียดใน
จิตใจ แล้วสามารถท่ีจะท�ำลายก�ำจัดคราบที่ละเอียดน้ันให้หมดสิ้นด้วยสติธรรม
ดว้ ยปัญญาธรรม ดว้ ยความสว่างท่มี พี ลัง
เหมือนกบั เครอื่ งซักฟอกทม่ี พี ลัง คราบจะแน่นขนาดไหน ไม่สามารถทีจ่ ะเป็น
คราบตกคา้ งอย่ใู นเครอื่ งใช้เครื่องนงุ่ เคร่อื งหม่ น้ันได้ ธรรมะกเ็ ช่นเดียวกนั ในเม่ือ
สตธิ รรม สมาธิธรรม ปัญญาธรรม รอบตวั ทรงพลงั ก็สามารถขจดั ความหยาบความ
สกปรกของกิเลสท้งั หลายให้หมดสิน้ ไปได้
กเิ ลสกม็ อี ยา่ งหยาบ อยา่ งกลาง อยา่ งละเอยี ด เชน่ กนั ธรรมเทศนาของพระพทุ ธเจา้
กม็ สี ามระดบั เหมาะสมกบั การทจี่ ะเอาไปใชก้ ำ� จดั กเิ ลส ไปกำ� จดั คราบของกเิ ลส สตกิ ม็ ี
อย่างหยาบ อยา่ งกลาง อยา่ งละเอียด สตธิ รรมจงึ เปน็ ธรรมก�ำจดั กิเลสได้ทกุ ระดบั
71
การทเี่ ราพยายามมสี ติ เราพยายามตงั้ สติ อาศยั ความพยายามตง้ั พยายามรกั ษา
พยายามสำ� รวม อยา่ งนเ้ี รียกวา่ สติอย่างหยาบ
สตอิ ยา่ งกลาง คอื มสี ตเิ ปน็ ประจำ� โดยไมม่ คี วามพยายามทจ่ี ะตง้ั สติ จะนง่ั จะยนื
จะเดนิ จะนอนในอริ ิยาบถใดๆ มีสติทง้ั นัน้
สว่ น สตอิ ยา่ งละเอยี ด นนั้ เปน็ สตปิ ระกอบดว้ ยปญั ญา สตปิ ระกอบดว้ ยสมาธิ
และปัญญา ท้ังละเอียดท้ังรอบคอบและทั้งสวา่ งกระจา่ งแจง้ ในจิตดวงเดยี วน้ัน เป็น
สติธรรม เปน็ สมาธิธรรม เปน็ ปัญญาธรรม เปน็ ธรรมข้ึนท้ังดวง เป็นธรรมขน้ึ ท้งั ใจ
แผดเผาสงิ่ ทเี่ ปน็ ของแทรกซมึ ของแปลกปลอม เผาสงิ่ ทไ่ี มใ่ ชธ่ รรมชาตธิ าตแุ ทข้ องจติ
ให้หมดใหส้ นิ้ ได้
เหมอื นกบั ความรอ้ นเผาเหลก็ เผาทอง ยงิ่ รอ้ นเทา่ ไหร่ สง่ิ เจอื ปนยงิ่ แยกตวั ออก
แยกตวั ออก แยกตวั ออก ในทสี่ ดุ กย็ งั เหลอื แตธ่ าตแุ ท้ ยงั เหลอื แตท่ องแท้ (๑๙ ก.ค. ๔๕)
72
สตธิ รรมท�ำจติ ใจให้ผอ่ งใส
เวลาจิตของเรามดื จิตของเราเศรา้ หมอง จิตของเรามีอกศุ ล กเ็ พราะจิตของเรา
มีอารมณ์
อิฏฐารมณ์ คือ อารมณท์ ่นี ่าชอบใจ อนิฏฐารมณ์ คือ อารมณท์ ่ไี มน่ ่าชอบใจ
อารมณท์ น่ี า่ ชอบใจทไ่ี มน่ า่ ชอบใจเหลา่ นล้ี ะ่ มาปรากฏในจติ ในใจแลว้ ทำ� ใหใ้ จของเรา
เศร้าหมอง เราต้องการใหใ้ จของเราผอ่ งใส จงึ ใหเ้ ราละอารมณ์นัน้ เสีย
อารมณท์ ี่มอี ยใู่ นจติ ในใจเกิดขึน้ มีขึน้ เพราะใจของเราไปคิด เพราะใจของเรา
ไปปรงุ ไปแตง่ เมอ่ื ตาไปเหน็ มา หไู ปไดย้ นิ มา สงั ขารเอาสญั ญาทจ่ี ำ� เอามาไวน้ นั้ เอามา
ปรุงเอามาแต่ง สังขาร คอื ผ้ปู รุงผูแ้ ต่ง จติ ของเราไปคิดนั่นละ่ เรยี กวา่ สงั ขาร สังขาร
เป็นผ้ทู ส่ี ร้างเร่อื งราว สร้างตวั ตน สร้างหน้าตา ใหม้ าเกดิ ข้ึนมีข้ึนในจติ ในใจ สังขาร
อนั นลี้ ะ่ ท�ำใหจ้ ติ ใจของเราเศรา้ หมอง
ถา้ หากวา่ เรามสี ตริ ะลกึ ในจติ ในใจมาก ทำ� ความรสู้ กึ ตวั ใหม้ าก อารมณน์ นั้ กจ็ ะ
เบาบางลงไป เรียกว่าเป็นการละอารมณน์ ัน้ ๆ เป็นล�ำดับๆ จงึ ให้ทำ� สติใหแ้ น่นหนา
มนั่ คงใหแ้ นว่ แนล่ งไปในจติ ในใจของเรา ไมใ่ หส้ า่ ยแสไ่ ปในสงิ่ นน้ั สงิ่ น้ี ไมใ่ หส้ า่ ยแส่
ไปในเร่ืองท่ีเราชอบใจไม่ชอบใจ อารมณ์ที่ชอบใจ อารมณ์ที่ไม่ชอบใจ เราก็จะ
ปล่อยวางได้ เพราะใจของเราไม่ไปคดิ ถึง ใจของเราไมไ่ ปปรุงไปแต่ง เราก็จะมสี ติ
มีสัมปชญั ญะอยู่ในจติ ในใจของเรา
73
ใหเ้ อาธรรม คอื สตธิ รรม เอา สมั ปชญั ญะธรรม นม้ี าเปน็ เครอ่ื งระลกึ ระลกึ ให้
มากๆ มากๆ ระลกึ อยเู่ ฉพาะในจติ ๆ นี่ ไมใ่ หจ้ ติ ของเรามโี อกาสทจ่ี ะคดิ ไปในทางอน่ื
ใหร้ ๆู้ รๆู้ อยู่ ไมใ่ หม้ โี อกาสทจี่ ะไปคดิ อยา่ งอน่ื ในเมอื่ จติ ไมม่ โี อกาสทจ่ี ะไปคดิ อยา่ งอนื่
อฏิ ฐารมณ์ อนฏิ ฐารมณ์ ทจี่ ะทำ� ใหใ้ จของเราเศรา้ หมองกไ็ มม่ โี อกาสทจ่ี ะมาเกยี่ วขอ้ ง
กบั ใจของเรา ไม่มีทางทจี่ ะท�ำให้ใจของเราเศร้าหมองได้
จงึ ว่า สตธิ รรม สัมปชญั ญะธรรม จึงเป็นธรรมทม่ี คี วามจำ� เปน็ แก่ผู้ท่มี งุ่ ในการ
ทจ่ี ะทำ� จติ ทำ� ใจให้ผ่องใส มุ่งในการทจ่ี ะท�ำใจให้สงบแนว่ แน่เปน็ สมาธิ (๗ ต.ค. ๓๒)
74
สติเปน็ ธรรมเครือ่ งรวมจติ
การปฏบิ ตั ธิ รรม กค็ ือ การปฏบิ ตั จิ ติ ของเราให้มสี ติ มีความระลกึ ได้ จึงให้หดั
เปน็ คนทำ� ความรสู้ กึ ตวั ไว้ การทำ� ความรสู้ กึ ตวั ไดม้ าก เรยี กวา่ ผลของการปฏบิ ตั ธิ รรม
ของเรานี้กา้ วหน้า คอื ท�ำใหใ้ จของเรามีสตมิ ากขึน้ หรือมสี ตติ ิดต่อกนั โอกาสท่รี ะยะ
ขาดชว่ งมีน้อย หรอื ไม่ขาดระยะขาดวรรคขาดตอนเลย ก็เรยี กว่าสตขิ องเราเร่มิ มาก
(๑๐ พ.ค. ๒๙)
ในเมอ่ื ใจของเรามธี รรมคอื สตปิ ระจำ� อยู่ ธรรมะอน่ื ๆ ทย่ี งั ไมเ่ กดิ ขนึ้ กจ็ ะเกดิ ขน้ึ
ถา้ หากสตยิ งั ไมม่ ยี งั ไมเ่ กดิ ขนึ้ ธรรมะสว่ นอน่ื กจ็ ะเกดิ ขนึ้ ไมไ่ ด้ หรอื กไ็ มม่ โี อกาสทจี่ ะ
เกิดข้ึน เพราะสตเิ ปรียบเหมือนแผ่นดนิ จะว่าเป็นต้นหญา้ จะว่าเปน็ ไมน้ ้อยไมใ้ หญ่
จะเปน็ ไม้ท่ีมแี ก่นไมม่ แี กน่ ก็เกิดในแผน่ ดนิ การปฏิบตั ิธรรมก็เช่นกนั ตอ้ งท�ำให้ใจ
ของเรามีสตเิ ปน็ ธรรมประจำ� อยใู่ นจติ ในใจเสยี กอ่ น แลว้ ธรรมอ่นื ๆ กจ็ ะเกิดขึ้นเปน็
ล�ำดับ
เวลาเราจะทำ� สมาธิ เราจะทำ� จติ ทำ� ใจของเราใหส้ งบ ใหพ้ ากนั ทำ� ใจของเราใหม้ สี ติ
ประจำ� เอาไว้ เราจะอยู่ ณ สถานทใี่ ด ทำ� การทำ� งานอะไร พยายามทำ� ใจของเราอยา่ ให้
วา่ งจากสติ สตขิ องเราทร่ี กั ษาเอาไวน้ นั้ จะมกี ารรวมตวั ขนึ้ รวมตวั แลว้ จะทำ� ใหใ้ จของ
เรานร้ี วมเปน็ จดุ แลว้ กจ็ ะมคี วามแนน่ หนามนั่ คงอยใู่ นจดุ ทจี่ ติ ของเรามกี ารรวมตวั นนั้
75
ค�ำว่า “จิตรวมตวั ” ก็คือ มารวมอยู่ท่จี ิตนัน้ เอง การท่ีจติ มารวมตวั อยทู่ ีจ่ ิตได้
กต็ อ้ งอาศยั สตนิ นั้ ละ่ เปน็ ธรรมเครอื่ งรวมจติ ไมม่ อี ะไรทจ่ี ะเปน็ ธรรมเครอ่ื งรวมจติ ได้
มแี ต่สตเิ ท่านัน้ ทจี่ ะเป็นธรรมเครือ่ งรวมจติ รวมใจของเรา
ถ้าหากว่าสติของเรามีก�ำลังกล้าก�ำลังดี ก็สามารถท่ีจะรวมจิตรวมใจของเรา
ไดม้ าก รวมจนกระทั่งมีความแน่นหนามน่ั คง หรือเรียกวา่ เป็น “สมาธิ” ตัง้ ม่นั ลงได้
(๖ เม.ย. ๒๙)
76
เพยี รเจริญสติเป็นความเพยี รชอบ
การภาวนา ถ้าหากว่าสติสัมปชญั ญะออ่ นน่ี ควบคุมจติ ไม่อยู่ ควบคุมจิตไมไ่ ด้
ตวั สงั ขารปรงุ แตง่ ปรงุ แตง่ ทง้ั ๆ ทบ่ี รกิ รรมภาวนาอยู่ มนั กป็ รงุ แตง่ ไปได้ เนอื่ งจาก
กำ� ลงั ของสตกิ ำ� ลงั ของสมั ปชญั ญะของเรามกี ำ� ลงั นอ้ ย สงั ขารมกี ำ� ลงั มากกวา่ มสี ตอิ ยู่
แต่กป็ รงุ ไปได้ ภาวนาอยกู่ ป็ รุงไปได้ กเ็ พราะวา่ สติในการภาวนาของเราอ่อน ในเมื่อ
สตอิ อ่ น กบ็ งั คบั จติ ใหห้ ยดุ คดิ ใหเ้ ลกิ จากการคดิ หรอื ไมใ่ หเ้ กดิ การปรงุ การแตง่ ไมไ่ ด้
ถ้าหากว่าสติสัมปชัญญะของเรามีก�ำลังกล้า ระลึกถึงเม่ือไรนี่ มันขาดไปเลย
ความคดิ มนั ขาด ความปรงุ ความแตง่ กข็ าด อารมณส์ ญั ญาทเี่ ราจำ� เอามาอนั นนั้ กด็ บั ไป
มีแตส่ ติ มีแตส่ ัมปชัญญะ มแี ต่จติ เด่นชัดอย่เู ฉพาะหนา้ เด่นชัดแจง้ ประจักษ์ใหเ้ รารู้
เราเห็น จิตไม่มีโอกาสท่ีจะปรุงแต่งไปเร่ืองนั้นเรื่องนี้ จิตไม่มีโอกาสที่จะไปสร้าง
ความวนุ่ วายไปหาความวนุ่ วาย ความวนุ่ วายมนั มอี ยใู่ นจติ ในใจเปน็ ตวั เปน็ ตนเปน็ รปู
เปน็ รา่ ง กเ็ พราะจติ ของเรานเ้ี ปน็ ผสู้ รา้ งขนึ้ ในเมอื่ จติ ไมส่ รา้ งความวนุ่ วายกไ็ มม่ าหาใจเรา
ใหล้ ะอารมณส์ ญั ญาเสยี ละดว้ ยสติ ละดว้ ยสมั ปชญั ญะ ละดว้ ยปญั ญา ในเมอ่ื
เรามคี วามพยายาม เรากต็ อ้ งละได้ อยา่ นงั่ อยเู่ ฉยๆ อยา่ นง่ั อยโู่ ดยไมม่ คี วามพยายาม
ตอ้ งมคี วามพยายาม ตอ้ งพยายาม ตอ้ งละใหไ้ ดๆ้ นี่ ไมไ่ ดไ้ มย่ อม ตอ้ งมคี วามพยายาม
อย่อู ยา่ งน้ี แลว้ เราจงึ จะละได้ ถ้าหากว่าความพยายามท่จี ะละให้ได้มนั ไม่มี ในทส่ี ดุ
ก็ละเขาไมไ่ ด้อยนู่ นั้ ละ่
77
จงึ วา่ อารมณส์ ญั ญาเปน็ ของเหนยี วแนน่ มาก ไมม่ อี ะไรทจี่ ะเหนยี วแนน่ เทยี บเทา่
กบั อารมณส์ ญั ญา เพราะเขาอยดู่ ว้ ยกนั กบั จติ ใจมานานจรงิ ๆ มากภพมากชาติ การเกดิ
การตายของเราเกดิ มายาวนานขนาดไหน ตวั อารมณส์ ญั ญาเขากแ็ นบแนน่ อยอู่ ยา่ งนน้ั
เพราะตัวจติ ของเราเปน็ ผ้ทู สี่ รา้ งอยูต่ ลอดเวลา จติ เขามคี วามขยนั มาก การทีจ่ ะสรา้ ง
ปรงุ แต่งใหเ้ กดิ อารมณ์สัญญาน่ี เขาไม่ยอมที่จะพกั สักขณะเดยี ว
แมแ้ ตเ่ ราภาวนาอยู่ เขากไ็ มพ่ กั ในการทจ่ี ะสรา้ งความวนุ่ วาย เขาไมย่ อมพกั ทจ่ี ะ
สร้างอารมณ์สัญญามารบกวนจิตใจ เราจึงจะต้องเป็นผู้ที่มีความพยายามละให้ได้
ตอ้ งมคี วามพยายามใหม้ ากทส่ี ดุ ในเมอื่ เรามคี วามพยายามใหม้ ากทส่ี ดุ เรยี กวา่ เรามี
ความเพยี รมากทส่ี ุด ความเพยี รไม่ใช่วา่ เพียงแต่เดินมาก นัง่ มาก การกระทำ� ในใจ
ของเราให้มีความเพยี รพยายามใหเ้ ต็มที่ อันนีล้ ่ะเป็นความเพยี รเตม็ ท่ี
ในเม่ือความเพียรเตม็ ที่ สติของเราก็เต็มท่ี ในเม่อื สติของเราเต็มที่ สมาธกิ ็จะ
เกิดในขณะจติ ของเรามสี ติเตม็ ทนี่ ัน้ ล่ะ สมาธเิ กดิ ขน้ึ ในขณะท่ปี ัญญาของเรารวมตวั
เตม็ ท่ี รวมตวั เตม็ ทเี่ ปน็ มหาสตขิ นึ้ มา ปญั ญากเ็ กดิ ขนึ้ ในขณะทส่ี ตขิ องเรารวมตวั เปน็
องคส์ มาธิข้ึนมาน้ัน
ต้องมีความพยายาม มีความพยายามในการเจริญสตินั้น อนั นี้จงึ เป็น สมมฺ า-
วายาโม เป็นความเพียรชอบ (๗ ต.ค. ๓๒)
78
สตใิ หมเ่ อ่ียมอยตู่ ลอดเวลา
จงึ วา่ พยายามสรา้ งสติ ทำ� ความรสู้ กึ ทำ� สตใิ หม้ มี ากในจติ ในใจและตดิ ตอ่ ถงึ จะ
มีการหลงลืมบ้าง ก็อย่าให้มากนัก ท�ำโอกาสท่ีหลงลืมให้มันน้อยลงไปๆ เรียกว่า
การปฏบิ ตั ธิ รรมของเรากา้ วหนา้ ขนึ้ ถา้ หลงลมื สตมิ าก การปฏบิ ตั ธิ รรมของเราถอยหลงั
ทุกอยา่ งนัน้ อยกู่ บั สตเิ ป็นเครอื่ งวัดได้ชัดทีเดียว
พยายามทำ� ให้ตดิ ต่อ ท�ำหนา้ ทก่ี ารงานกอ็ ย่าลมื ทำ� ความรสู้ กึ ตวั ในจติ หน้าท่ี
การงานจะเป็นไปอย่างเรียบร้อยไม่ขึ้นลง เพราะเป็นมาจากจิตใจเราที่มันเรียบร้อย
มนั สมำ่� เสมอ ดผู ลการปฏบิ ตั ธิ รรม ใหด้ ทู ส่ี ตทิ มี่ ใี นจติ ในใจของเรากพ็ อ สตเิ ปน็ เครอ่ื ง
แสดงความก้าวหนา้ หรอื ถอยหลงั นัน้ มนั อยทู่ ส่ี ติ สงั เกตเอา
สตไิ มใ่ ชส่ งิ่ ของตอ้ งซอ้ื หาอะไร ทำ� ความรสู้ กึ อยเู่ สมอ สตกิ ม็ อี ยเู่ สมอ ของทซี่ อ้ื มา
เสยี สตางค์ เราก็ยังยอมนี่ สตไิ มต่ ้องซ้ือ แสนที่จะเป็นของท่ีเป็นประโยชน์มาก และ
ใชไ้ มห่ มด เก่าไม่เปน็ และยงั ใหมต่ ลอดเวลา เปน็ ปจั จบุ ันธรรมตลอดเวลา
ของแพงๆ บางทเี กา่ ลา้ สมัย แล้วกเ็ อามาใช้อกี ไม่ได้ แต่ “สต”ิ น่ี ใหมเ่ อยี่ ม
อยู่ตลอดเวลา (๒๑ ต.ค. ๒๗)
79
“ ทา่ นกล่าวไวว้ ่า สติ สมาธิ ปญั ญา เป็นทางแหง่ ความตรัสรู้ เป็นทาง
แห่งการได้ส�ำเร็จมรรคผล สติอยู่ก่อนสมาธิ เราต้องเป็นผู้ท่ีท�ำสติของ
เราให้มีก�ำลัง ในเม่ือสติของเรามีก�ำลัง สมาธิก็มีก�ำลัง สมาธิท่ีมีก�ำลัง
เป็นสมาธิที่ควรแกก่ ารแก่งานทจี่ ะกา้ วไปเพือ่ ความพ้นทุกข์ ”
(๑๘ ส.ค. ๓๓)
80
สมาธิธรรม
สคู่ วามสงบระงับ
สตั ว์โลกทุกรายตอ้ งการความสุขด้วยกนั ท้งั นั้น
สตั วอ์ นื่ ๆ เขากม็ คี วามสขุ ของเขาเหมอื นกนั แตค่ วามสขุ ของเขานนั้ เปน็ ความสขุ
ท่ีหยาบ หาความประณตี ในความสขุ นัน้ ไม่มี ไดท้ านอาหารเยอะๆ เขากม็ คี วามสขุ
ไดส้ มั ผสั กลน่ิ รสทเ่ี ขาพอใจปรารถนาเขากม็ คี วามสขุ แตค่ วามสขุ อนั เกดิ จากการสมั ผสั
รปู เสยี ง กล่ิน รส นนั้ มนั เหมอื นกับความสขุ ของแมลงเมา่ แมลงทัง้ หลายเห็น
ความสุขที่แสงสว่างของไฟ ในท่ีสุดก็ตายเพราะไฟ ตายเพราะแสงสว่างท่ีเจ้าของ
ชอบใจน้ัน ความสุขของสัตว์โลกท้ังหลายท่ีสัตว์โลกเขาเป็นกันน้ัน ในท่ีสุดก็ตาย
เพราะสง่ิ ทเี่ จ้าของปรารถนาต้องการ แล้วกย็ ังคิดวา่ เปน็ ความสุขๆ อยนู่ ่นั เอง
จึงเปน็ ความสุขท่ีเจอื ปนด้วยสง่ิ ทีเ่ ปน็ พิษ เปน็ ความสุขท่อี ากลู ด้วยทุกข์โทษ
แตค่ วามเปน็ มนษุ ย์น้ี สามารถยงั ความสขุ ที่ประณีตเป็นพิเศษยงิ่ กว่าสตั ว์อื่นๆ
ให้เกิดให้มีข้ึนได้ด้วยข้อปฏิบัติ ด้วยการอบรมจิตใจ เป็นความสุขท่ีเกิดจากใจได้
สัมผัสความสงบ ความสุขน้ีไม่มีส่ิงท่ีเป็นพิษเป็นอันตรายแก่จิตใจ มีแต่ที่จะเป็น
ประโยชน์แกจ่ ิตใจของทุกคนที่มโี อกาสได้สัมผสั ความสงบนนั้ ทเี ดียว (๙ มิ.ย. ๔๑)
คนเราสว่ นมากไดส้ งิ่ ทเี่ ราพอใจแลว้ กว็ า่ มคี วามสขุ ไดบ้ า้ นไดช้ อ่ ง ไดล้ กู ไดห้ ลาน
ไดผ้ วั ได้เมียมคี วามสขุ ตั้งแต่ได้มามนั มแี ตท่ กุ ข์ ยังไม่ทันได้มันก็ทกุ ขพ์ อแรง ได้มา
81
แล้วนน่ี บั ตัง้ แตน่ ั้นละ่ เรียกวา่ หนกั ตลอดกาลไปทเี ดยี ว หาความเป็นอิสระ หาความ
เป็นตัวของตัวเองไดย้ ากทส่ี ดุ
ในเมอื่ ใจไมม่ คี วามเปน็ อสิ ระ มนั กใ็ จเหมอื นกบั เปน็ นกั โทษดๆี น่ี นกั โทษกนิ อม่ิ
อยู่ดีกินดี แต่ว่าความเป็นนักโทษเป็นทุกข์มาก ใจของเราก็เหมือนกัน ถ้าหากว่า
ไมม่ คี วามเปน็ อสิ ระ จะนอนอยบู่ า้ นใหญ่ กองเงนิ กองทอง ยงั ไงกช็ า่ งเถอะ กเ็ หมอื น
นอนอย่ใู นกองทุกข์ดีๆ นี่ ถึงแม้จะนอนอยูใ่ นกองทกุ ขอ์ ยา่ งน้นั ตวั กเิ ลสมันกพ็ อใจ
พอใจทง้ั ๆ ที่เป็นทกุ ข์ ถงึ ทกุ ขก์ พ็ อใจ กนิ ข้าวบางทกี ็น้�ำตาไหล แตท่ นี ้ีมเี รื่องทกี่ ิเลส
มันพอใจมันกอ็ ยอู่ ยา่ งนัน้ ได้
จึงว่าโลกเขาเป็นโลกอย่างน้ีแต่ไหนแต่ไรมา โลกน้ีวุ่นวาย โลกน้ีขัดข้องมา
ตลอดกาล ไมม่ สี กั ยคุ สกั สมยั ทโี่ ลกนน้ี า่ อยนู่ า่ อาศยั โลกนเ้ี ขาเปน็ อยา่ งนม้ี าตลอดกาล
ในเมื่อใจของเราไปรบั เอาเรื่องโลกๆ มาใส่ใจ ใจของเรากว็ นุ่ วาย ใจของเราก็ขดั ขอ้ ง
คดิ แลว้ กเ็ ปน็ เรอ่ื งทน่ี า่ สลดสงั เวช เรอื่ งกเิ ลสของผทู้ ย่ี งั หว่ งหาอาลยั (๖ เม.ย. ๔๓)
82
ความสขุ อ่ืนยิ่งกว่าความสงบไมม่ ี
ค�ำว่า ความสุข ก็คอื ความสงบ เทา่ นนั้ ความสงบกค็ อื ไม่มีบาปมากวนใจ
ไมม่ กี เิ ลสมากวนใจ ไม่มีเรอ่ื งของโลกๆ มากวนใจ น่นั คอื ความสงบของใจ
พระพทุ ธเจา้ ตรสั ไวว้ า่ ความสขุ ทส่ี ตั วโ์ ลกปรารถนากนั ถา้ หากวา่ ยงั มบี าปมกี เิ ลส
มคี วามวนุ่ วายในใจ ไมม่ โี อกาสทจ่ี ะเจอความสขุ ได ้๑ ถา้ หากวา่ ละเรอื่ งของโลก ละเรอื่ ง
กระแสโลก ละเรอ่ื งความวนุ่ วายของโลกออกไปจากใจได้ ใจดวงนนั้ จะมโี อกาสเขา้ ถงึ
ความสขุ อันแท้จรงิ
ในเม่ือแก้ใจของเราได้แล้ว โลกธาตุเขาเป็นธรรมชาติ เปลื้องเร่ืองของเหล่านี้
เสยี แลว้ จะไมม่ เี รอ่ื งหนกั ไมม่ เี รอ่ื งทกุ ขเ์ รอื่ งยาก ใจเปน็ อสิ ระ ความเปน็ อสิ ระนแี้ หละ
คอื ความสุขของหัวใจ (๖ เม.ย. ๔๓)
นตถฺ ิ สนตฺ ปิ รํ สขุ .ํ ๒ ความสขุ ทเี่ ราเคยเปน็ ความสขุ ทเ่ี ราคดิ วา่ เราเคยวา่ มคี วามสขุ
จริงๆ อันนนั้ คอื ความวนุ่ วายทง้ั น้นั ความสุขอันแท้จริงคือความสงบเท่านั้น
๑ พทุ ธภาษติ ปาปานํ อกรณํ สขุ ํ. การไมท่ ำ� บาปท้งั หลายนำ� มาซึ่งความสขุ . มใี น นาควรรค, ขุททกนิกาย
คาถาธรรมบท (เล่มท่ี ๒๕)
๒ พทุ ธภาษติ นตถฺ ิ สนฺตปิ รํ สขุ ํ. ความสขุ อื่นย่ิงกว่าความสงบไม่มี. มีใน สขุ วรรค, ขุททกนิกาย คาถา
ธรรมบท (เล่มท่ี ๒๕)
83
เราๆ ต้องการความสุขอันแท้จริงด้วยกันทั้งนั้น ในเม่ือเราเจอความสุขอัน
แทจ้ รงิ แลว้ ความสขุ ทเ่ี ราเคยคดิ วา่ เปน็ ความสขุ มากอ่ นนน้ั ไมใ่ ชค่ วามสขุ เลย มนั เปน็
ความว่นุ วายทง้ั นนั้ ความสงบจึงเปน็ สิง่ ท่ีมคี า่ พระพทุ ธเจ้าทรงสรรเสริญความสงบ
ทรงสรรเสรญิ ความสุขอนั แท้จริงว่า เกิดจากความสงบของใจ ความสุขอนั เกดิ จาก
ความสงบนี้ เปน็ ความสขุ ทดี่ บั ปญั หา ปญั หาทกุ สง่ิ ทกุ อยา่ งไมม่ ี ใจทด่ี บั ปญั หาไดน้ น้ั ละ่
ใจน้นั เปน็ ความสขุ ขน้ึ มา เพราะปญั หาในใจไม่มี (๒๕ ก.ย. ๔๑)
ความสงบ ก็คือ ใจอย่กู บั ที่ ใจไมด่ ้ินรน ใจไมไ่ ปน่นั ไปน่ี ใจสงบอยู่กบั ท่ี คอื
ใจสงบอยู่กับใจของเราน้ี การทใ่ี จของเราจะสงบอยู่กับใจได้ ตอ้ งอาศยั สติเป็นธรรม
เครอื่ งประคบั ประคองเครอื่ งรกั ษาไมใ่ หใ้ จไปนน่ั ไปนี่ ในเมอ่ื สตมิ กี ำ� ลงั พอ ใจของเรา
ก็ตง้ั มัน่ ขนึ้ มา สมาธธิ รรมก็ตั้งข้นึ ได้
สมาธิธรรมเปน็ ธรรมท่ีท�ำให้จติ ของเราตง้ั มัน่ จติ ของเราสงบระงับ สตเิ ปน็ ผทู้ ี่
สำ� รวมจติ สำ� รวมใจ สำ� รวมใหม้ สี ตริ ะลกึ รอู้ ยกู่ บั ที่ “ท”่ี อยทู่ ไี่ หนละ่ กอ็ ยทู่ จี่ ติ ของเรานี้
ทำ� ใหจ้ ติ ของเรามสี ตอิ ยู่ ระลกึ รอู้ ยภู่ ายในใจจติ ของเราน้ี แลว้ กร็ กั ษาไมใ่ หเ้ คลอื่ นไป
จากทน่ี ้ี ใหส้ งบอยใู่ นทนี่ ้ี ในเมอื่ เรามกี ารรกั ษาใหต้ ง้ั อยใู่ นทน่ี ไ้ี ด้ ใจของเรากเ็ รมิ่ สงบ
ขน้ึ มา (๑๒ ก.ค. ๒๗)
สมาธิเป็นเครอื่ งดบั ความรอ้ นรนทีม่ ีอยใู่ นจติ ในใจใหห้ มดสนิ้ ไปได้ ใจของเรา
จะมคี วามสงบอม่ิ และมคี วามบรบิ รู ณไ์ มบ่ กพรอ่ งอยภู่ ายในใจนน้ั ไมม่ คี วามกระหาย
ไมม่ คี วามรอ้ นรน เพราะความสมบรู ณบ์ รบิ รู ณม์ อี ยใู่ นสมาธธิ รรมนนั้ ในเมอ่ื ใจของเรา
ได้เข้าไปอยู่ในที่สมบูรณ์บริบูรณ์ ความหิวกระหายกระวนกระวายภายในจิตในใจ
จงึ ไม่มี
ใจทีม่ สี มาธิ จงึ เปน็ ใจมคี วามม่ันคง ไม่ง่อนแงน่ ไม่คลอนแคลน ไมเ่ ลอ่ื นลอย
ไมฟ่ งุ้ ซ่าน (๙ ก.ค. ๒๔)
84
จติ ตวิเวก ความสงบสงดั ในจติ ใจ
การท่ีเราไม่สงบ หรือความสงบไม่เกิดขึ้นมีขึ้นในจิตในใจของเราน้ัน ไม่ได้
หมายความวา่ ใจไมม่ คี วามสงบอยูใ่ นจิตในใจของเราเลย
เพราะความจริงแลว้ ธรรมชาตขิ องใจเขาสงบอยูแ่ ลว้ เหมอื นกับน้�ำน่งิ
ถ้าหากว่าไม่มีอะไรไปกวน น�้ำจะปรากฏการเคล่ือนไหวเป็นระลอกคลื่นไม่มี
นำ้� จะนงิ่ และนำ้� ทนี่ งิ่ นน้ั กจ็ ะใสดว้ ย ใจของเรากเ็ หมอื นกนั แตใ่ จของเรานน้ั ยงั ไมฉ่ ลาด
ยงั ไมม่ คี วามรอบรพู้ อ จงึ กวนใจของเราเองใหม้ กี ารกระเพอ่ื ม มกี ารไปสมั ผสั สมั พนั ธ์
กลายเป็นอารมณ์ขึ้นมา แล้วอารมณ์ก็บวกกับใจเป็นอันเดียวกันข้ึนมา เราจึงมอง
ไมเ่ หน็ ความสงบของใจ เมอื่ มองไมเ่ หน็ กไ็ มไ่ ดส้ มั ผสั กบั ความสงบ ใจทไี่ มไ่ ดส้ มั ผสั
กบั ความสงบ จะเห็นประโยชน์เห็นคุณคา่ ของความสงบสงัดไม่ได้
จึงว่าการที่เราจะยินดีในความสงบสงัดได้นั้น เราจะต้องมีความพยายามให้
ความสงบสงดั เกดิ ขน้ึ ในจติ ในใจของเราใหไ้ ด้ ความสงบสงดั จะเกดิ ขนึ้ มขี นึ้ ในใจเรา
แคไ่ หนเพยี งไรนน้ั ขน้ึ อยกู่ บั ขอ้ ปฏบิ ตั ขิ องเรา ถา้ หากเรามขี อ้ ปฏบิ ตั ไิ มพ่ อ ใจของเรา
ก็จะออกไปเก่ียวข้องกบั อารมณ์ แลว้ ก็กลายเป็นความไมส่ งบข้นึ
ดังน้นั เราจึงควรพิจารณาอยู่เสมอวา่ เรามีข้อปฏิบัติอะไรทจ่ี ะแก้ใจที่ออกไป
เกย่ี วขอ้ งกับอารมณ์ ไปสมั ผสั สมั พันธ์กับอารมณ์
85
ปพพฺ ชเิ ตน อภณิ ฺหํ ปจฺจเวกฺขติ พพฺ า. บรรพชติ ควรพจิ ารณาอย่เู สมอ อย่าได้
ประมาท. ๑ ในเม่ือข้อปฏบิ ัตคิ วามพยายามของเราพอ ใจของเราไมอ่ อกไปเก่ียวข้อง
กับอารมณ์ ความสงบสงัดก็จะเกิดข้ึน เกิดข้ึนที่ใจโดยธรรมชาติ แล้วความยินดี
ในธรรมทส่ี งบสงัดน้นั จงึ จะเกิดขน้ึ แกเ่ รา
ความสงบสงดั ของใจ ทา่ นสมมุติเรียกกันเปน็ หลายอย่าง
ขณกิ สมาธิ เปน็ ความสงบสงดั ของใจในระดบั ทใ่ี จไมค่ ลกุ คลี ใจขาดการคลกุ คลี
กบั อารมณ์ ขณกิ ะ กห็ มายถึง วา่ งขณะหน่งึ ใจขาดจากอารมณ์ ใจไมไ่ ปเกยี่ วขอ้ ง
คลุกคลีกับอารมณ์เพียงขณะ น่ีก็เป็นความสงบเป็นความสงัดอันหน่ึง เรียกว่า
ในชัว่ ขณะน้นั ปราศจากการคลุกคลี การคลุกคลีของอารมณ์กบั จติ ไมม่ ี
อปุ จารสมาธิ มคี วามแนบแนน่ เพมิ่ ขน้ึ จติ ชอบออกไปรู้ จติ ชอบออกไปรบั รหู้ รอื
ไปรไู้ ปเหน็ คำ� วา่ “ไปรไู้ ปเหน็ ” นเ่ี กดิ เปน็ ความรขู้ นึ้ มาขณะทจ่ี ติ สงบสงดั นน้ั เรยี กวา่
“กริ ิยาของจิต” ยงั มกี ารเคลื่อนไหวอยู่ เคลอื่ นไหวก็ออกไปรูไ้ ปเหน็ หรอื ไปสัมผสั
แล้วกเ็ กดิ เป็นความร้ขู นึ้ มา นก่ี ็เปน็ ความสงัดหรือความสงบของจิตอย่างหนึง่
อปั ปนาสมาธ ิ ๒ อัปปนาจิต อาการเคลื่อนไหวท่จี ะรบั ร้ไู มม่ ี อารมณก์ บั จติ ขาด
จากกนั จติ เปน็ สว่ นจิต อารมณ์เขาก็เปน็ อารมณ์ของเขา ในเมื่อจิตสงบรวมตัวเต็มท่ี
จะส่งไปเกี่ยวขอ้ งกับอารมณไ์ มม่ ี น้กี ็เปน็ ความสงบความสงัด
ขณกิ ะ อุปจาระ อัปปนา จัดวา่ เปน็ สถานทห่ี ลีกเรน้ เป็นสถานที่สงบสงัดได้
ทั้งน้ัน เรยี กว่า กายวิเวก จติ ตวิเวก ก็คอื ความวิเวกอันเดียวกัน
กายวเิ วก ก็หมายถงึ สถานทีก่ ารเกยี่ วข้องการคลกุ คลีไม่มี
๑ พุทธภาษติ มใี น อภิณหปจั จเวกขณธรรมสูตร. อังคตุ ตรนิกาย ทสก-เอกาทสนิบาต (เลม่ ท่ี ๒๔)
๒ อปปฺ นาสมาธิ คอื สมาธแิ นว่ แน่ สมาธิแนบสนิท หรือเรยี กวา่ สมาธิในฌาน เพราะ อปปฺ นาสมาธิ เปน็
แกนของฌานทกุ ระดบั
86
จิตตวิเวก การเกย่ี วข้องการคลกุ คลีของจิตกบั อารมณ์ไมม่ ี ขาดการเกย่ี วข้อง
คลกุ คลชี วั่ ขณะ ทา่ นเรยี กวา่ ขณกิ ะ กค็ อื ขณะหนง่ึ อปุ จาระ หมายถงึ วา่ เขา้ ไปแนบแนน่
จิตสว่างไสวเพิ่มข้ึนในความแนบแน่นของจิตน้ัน อัปปนา ขาดจากกันอย่างส้ินเชิง
อารมณ์ก็เป็นอารมณ์อย่างท่ีโลกเขาเป็นกัน จิตก็เป็นธรรมชาติของจิต และเห็น
ธรรมชาตขิ องจติ ทเ่ี ปน็ ธรรมชาตไิ มม่ กี ารเกยี่ วขอ้ งกบั อารมณน์ นั้ อยา่ งเดน่ ชดั อปั ปนา
ไมใ่ ชม่ ดื อัปปนา ไมใ่ ช่หลับ อัปปนา แจ้งสวา่ ง เพราะเขา้ ถงึ ธรรมชาติจิตทปี่ ราศจาก
อารมณ์
จงึ วา่ ธรรมชาตจิ ติ เขาสวา่ งไสวเรยี กว่า ประภัสสร ๓ จะมืดไมม่ ี จะงว่ งไม่มี มี
แตส่ ว่างกระจา่ งแจ้ง น่ังอยูต่ ลอดคืนก็สว่างอยู่อยา่ งนั้น
ความมืดความง่วงเปน็ เรอ่ื งของอารมณ์ท้ังนนั้ จะวา่ ถีนมิทธะ กเ็ ปน็ ความง่วง
กามฉันท์ พยาบาท ความฟ้งุ ซ่าน ความลังเลสงสัยไมม่ ี ๔ คำ� ว่า ไม่มี คือไมม่ ีในจติ
ทเี่ ขา้ ถงึ อปั ปนาจติ อปั ปนาสมาธิ คำ� วา่ อารมณ์ กจ็ ติ เทา่ นน้ั เปน็ ผทู้ ท่ี ำ� ใหเ้ ปน็ อารมณ์
ขน้ึ มา ถา้ หากวา่ จติ ไมม่ กี ารไปทำ� ใหเ้ กดิ เปน็ อารมณข์ นึ้ ทจ่ี ติ อารมณไ์ มม่ ี อารมณก์ เ็ ปน็
เรือ่ งธรรมชาติ เปน็ เรอ่ื งโลกเปน็ ธรรมดาของโลกไป
ถงึ แมส้ งิ่ ที่เป็นเหตุให้เกิดอารมณข์ องใจยังมอี ย่เู ต็มโลก รูป เสียง กล่นิ รส
เขาไมเ่ หน็ เขารอ้ นไมเ่ หน็ เขาเยน็ เขาเปน็ ของมเี ปน็ ของเกดิ เปน็ ของเปลย่ี นแปลง เปน็
ของสลาย เหล่านีล้ ว้ นแต่เปน็ ธรรม เป็นธรรมดาเป็นธรรมชาติ
๓ ประภสั สร หรอื ปภสสฺ ร แปลว่า เลอ่ื มๆ พรายๆ มแี สงพราวๆ เหมอื นแสงพระอาทิตยแ์ รกขึน้ ผ่องใส
บรสิ ุทธิ์ เช่น จติ ประภสั สร เปน็ ตน้
๔ ไมม่ ี ในทนี่ คี้ อื สภาวะจติ ขาดจากนวิ รณ์ ๕ คอื ขาดจากอกศุ ลธรรมทที่ ำ� ใหจ้ ติ เศรา้ หมอง ไดแ้ ก่ กามฉนั ทะ
(ความพอใจในกามคณุ ), พยาบาท (ความขัดเคอื งแค้นใจ), ถีนมทิ ธะ (ความหดหู่และเซ่อื งซึม), อทุ ธจั จ-
กกุ กุจจะ (ความฟงุ้ ซ่าน กระวนกระวายใจ) และ วิจิกจิ ฉา (ความลังเลสงสัย)
87
ที่เป็นอารมณ์ข้ึนน้ันก็เพราะจิต ธรรมทั้งหลายเกิดจากจิต ๕ ธรรมเกิดขึ้น
ก็เพราะจิต อารมณ์ดับไปก็เพราะจิต อารมณ์เกิดข้ึนเพราะมีข้อปฏิบัติย่อหย่อน
ปฏิบตั ิใจย่อหยอ่ น ใจกอ็ อกไปเก่ยี วข้องไปสัมผัสสัมพันธก์ ลายเป็นอารมณข์ น้ึ มา
เมื่อมีการปฏิบัติเพียงพอจนจิตเลิกจิตตัดขาดในการไปเก่ียวข้องกับอารมณ์
อารมณน์ ้นั กด็ บั ไป (๑๑ ส.ค. ๓๙)
๕ พุทธภาษิต มโนปุพพฺ งคฺ มา ธมฺมา มโนเสฏ€ฺ า มโนมยา. ธรรมท้งั หลายมีใจเป็นหวั หนา้ มีใจประเสริฐ
ท่ีสดุ ส�ำเรจ็ แล้วแต่ใจ. มีใน ยมกวรรค ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท (เลม่ ท่ี ๒๕)
88
พยายามใหถ้ ึงทส่ี ุดกอ่ น
การทำ� สมาธิ หลักการวิธกี ารมมี าก พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไวใ้ นอารมณ์ของ
พระกรรมฐาน มถี งึ สส่ี บิ อยา่ ง ๑ แตถ่ า้ หากวา่ จะแยกเปน็ ปลกี ยอ่ ยออกไป มากกวา่ สส่ี บิ
อกี หลายเทา่ ทเี ดยี ว การปฏบิ ตั เิ ดยี๋ วนจี้ งึ มวี ธิ กี ารปฏบิ ตั หิ ลายอยา่ งหลายทาง หลายอยา่ ง
ทมี่ ีการบอกการสอนกัน หรือการพิมพ์ทำ� เป็นหนังสือแจกกนั ทว่ั ๆ ไปนนั้ วธิ กี ารใด
ปฏิบตั ิแลว้ ไดผ้ ลแคไ่ หนเพียงไร อนั น้ขี ้นึ อย่กู ับผปู้ ฏบิ ัตนิ ั้นๆ
จึงว่าบรรดาผู้ท่ีศึกษามุ่งในการประพฤติปฏิบัติ อาจได้ยินวิธีการอย่างน้ันบ้าง
อย่างน้บี ้าง กเ็ อามาประพฤติปฏิบตั ิ เรียกวา่ จะเปน็ การทดลองก็ไมใ่ ช่ เป็นการน�ำมา
ประพฤติปฏิบตั ิ แต่ทนี ี้ถ้าหากวา่ เอาอยา่ งนนั้ มาปฏิบตั ิ เอาอย่างนม้ี าปฏบิ ัติ มันกเ็ ลย
กลายเป็นเรอ่ื งสับสนกันไป
เราไมค่ วรทจี่ ะเอาหลายอยา่ งนกั แตก่ ย็ ากสำ� หรบั ผปู้ ฏบิ ตั ิ ถา้ หากวา่ ใจยงั ไมเ่ ขา้ ถงึ
ความสงบด้วยวิธีการหรือข้อปฏิบัติสักอย่างใดอย่างหน่ึงแล้ว ก็อดท่ีจะคิดว่า
อย่างน้ันดีอย่างน้ันถูกต้องไม่ได้ เพราะหลักการหรือเพราะข้อปฏิบัติที่ได้กระท�ำอยู่
แล้วน้ีก็เห็นว่าถกู ตอ้ ง แต่ในเมอื่ มกี ารไปปฏิบตั ิดแู ล้วกไ็ มไ่ ดร้ บั ผล ในเมอื่ ข้อปฏิบัติ
ทป่ี ฏบิ ตั แิ ลว้ ไมไ่ ดร้ บั ผล มนั กต็ อ้ งไปเอาขอ้ ปฏบิ ตั ขิ อ้ อนื่ หรอื เอาการกระทำ� อยา่ งนน้ั ๆ
ตามทมี่ เี ขาพดู กนั หรอื เขาสอนกนั หรอื ทเี่ ขาพมิ พแ์ จกจา่ ยกนั แตเ่ มอ่ื มกี ารกระทำ� ตาม
๑ กมั มัฏฐาน ๔๐ อย่าง มดี ังตอ่ ไปน้ี กสณิ ๑๐, อสุภะ ๑๐, อนุสสติ ๑๐, พรหมวหิ าร ๔, อาหาเรปฏิกูล-
สญั ญา ๑, จตธุ าตวุ วตั ถาน ๑ และอรูป ๔
89
วิธกี ารนัน้ ๆ แล้ว ก็ยงั ไม่ไดผ้ ลอีก แล้วสว่ นมากก็มักเป็นกันอยา่ งน้ัน นนั่ ก็เพราะ..
เด๋ยี วเอาอยา่ งน้ี เดยี๋ วจะเอาอย่างนั้น เปลย่ี นวธิ กี ารอยูเ่ รอ่ื ยๆ
อันน้ีเป็นธรรมดาจะต้องมีการเปล่ียนอยู่อย่างน้ัน น่ีเพราะเจ้าของเองก็ยังไม่รู้
ยงั ไมร่ วู้ า่ ขอ้ ปฏบิ ตั อิ ยา่ งไหนเปน็ ขอ้ ปฏบิ ตั ทิ ถี่ กู ตอ้ งอนั แทจ้ รงิ ยงั ไมร่ ู้ ในเมอ่ื ไมร่ ู้ มนั ก็
ต้องทดลองเอา แต่ค�ำวา่ ทดลอง นี้ ไมใ่ ช่ว่าเปน็ การทดลอง เปน็ การท�ำจรงิ ๆ ทำ� ไป
ไมใ่ ชเ่ ปน็ การทดลอง ท�ำเพ่ือใหใ้ จสงบแตม่ นั ก็ไมส่ งบ
จึงว่าหากผู้ปฏิบัติต้องการที่จะให้เป็นไปเพื่อความเจริญ ต้องการท�ำจิตใจของ
เจา้ ของใหเ้ ขา้ ถงึ ความสงบ ในเมอื่ มกี ารทำ� อยา่ งไร กค็ วรทจ่ี ะทำ� ดว้ ยอบุ ายวธิ นี น้ั ๆ ดว้ ย
ความจรงิ จงั กอ่ น ใหม้ คี วามพยายามอยา่ งยง่ิ มคี วามพยายามใหถ้ งึ ทสี่ ดุ เมอื่ พยายาม
ใหถ้ ึงทส่ี ุดแลว้ จิตใจกย็ ังไมเ่ ขา้ ถึงความสงบระงบั ได้ แล้วจึงค่อยเปลี่ยน ถา้ หากว่า
การกระทำ� ของเรายังไมถ่ ึงที่สุด เราเปล่ยี น เปล่ยี นไปอย่างไหนมนั ก็ไมส่ งบ เพราะ
การกระทำ� ของเราไมพ่ อ
หากว่าเราท�ำถึงท่ีสุดแล้วด้วยอุบายหรือวิธีการอย่างนี้ ใจของเราก็ยังไม่เข้าถึง
ความสงบได้ ก็เรยี กไดว้ ่าเป็นการกระท�ำหรอื วธิ กี ารทเี่ ป็นอบุ ายท่ีไม่ถูกกบั จรติ นิสัย
ของเรา อยา่ งน้ีเราเปลี่ยนเปน็ อยา่ งอืน่ ได้ ถ้าหากว่าเปลี่ยนโดยทำ� ประเดยี๋ วประดา๋ ว
ขอ้ ปฏบิ ตั วิ ธิ กี ารนน้ั จะถกู กบั จรติ นสิ ยั ของเราสกั เทา่ ไรกช็ า่ ง ใจของเรากย็ งั ไมส่ งบหรอื
จะสงบลงไมไ่ ด้ เพราะการกระทำ� ของเรายงั ไมพ่ อ ทง้ั ทข่ี อ้ ปฏบิ ตั ใิ ดๆ วธิ กี ารใดๆ กเ็ ปน็
อบุ ายท่ีทำ� ใหใ้ จเป็นสมาธิไดท้ ั้งนน้ั (๘ พ.ค. ๒๕)
ในสมยั กอ่ นในยคุ กอ่ นไมม่ คี รไู มม่ อี าจารยส์ อนพระกรรมฐานสอนขอ้ ปฏบิ ตั กิ นั
ท่านก็ไมไ่ ด้ไปเรยี นมาจากไหน และไม่ไดย้ นิ ได้ฟังเรือ่ งข้อปฏิบัติ เพียงแต่วา่ ปฏบิ ตั ิ
เดาเอาคลำ� เอา ไดย้ นิ อยา่ งนนั้ ไดย้ นิ อยา่ งนน้ั กเ็ พยี งแตไ่ ดย้ นิ กไ็ มม่ ผี ทู้ แ่ี สดงออกวา่
เป็นผู้ปฏิบตั ิแล้วผลของการปฏิบตั ิน้ันได้ผล กป็ ฏิบตั กิ ันตามๆ กันมา ตามๆ กนั ไป
จงึ วา่ มนั เดาๆ นี่ เราเปน็ ผทู้ โ่ี ชคดมี ผี ทู้ เี่ คยปฏบิ ตั แิ ละผลของการประพฤตปิ ฏบิ ตั นิ น้ั ได้
ผลแลว้ ทา่ นเอาวธิ กี ารนน้ั มาบอก แลว้ กบ็ อกหลายอยา่ งหลายวธิ กี ารหลายอบุ าย แตล่ ะ
อยา่ งแตล่ ะวธิ กี ารแตล่ ะอบุ ายนน้ั ตา่ งกเ็ ปน็ การกระทำ� ทที่ า่ นผปู้ ฏบิ ตั ไิ ดป้ ฏบิ ตั ขิ องทา่ น
90
มาแลว้ ทา่ นจงึ เอามาสอน เอาการกระทำ� ทไ่ี ดผ้ ลในการปฏบิ ตั ขิ องทา่ นมาบอกมากลา่ ว
เรามีโอกาสได้ยินได้ฟังหลายเรือ่ งหลายส่ิงหรอื หลายวิธกี าร เรากส็ นกุ เลือกเอา
แต่ถ้าหากว่าเราเลือกเอาอย่างไหนในเมื่อเราเลือกแล้ว ข้อปฏิบัติอันนี้เป็น
ขอ้ ปฏิบัตทิ ่รี สู้ กึ วา่ จะถูกตอ้ งกบั เรา หรือในเม่ือเหน็ วา่ ถูกตอ้ งแลว้ กใ็ หล้ งมือทำ� ตาม
ขอ้ ปฏบิ ตั นิ น้ั ๆ ใหท้ ำ� ลงไปใหจ้ รงิ จงั ทำ� ลงไปใหถ้ งึ ทส่ี ดุ ทำ� ถงึ ทสี่ ดุ กค็ อื เราทำ� ยงิ่ กวา่
นไ้ี ดไ้ หม ถา้ หากว่าเราทำ� ยิง่ กวา่ นย้ี งั ได้อยู่ ก็ยงั เรียกว่า ยงั ไมถ่ งึ ท่สี ุด น่ันเอง
ค�ำว่า ถึงที่สุดนี้ ข้อปฏิบัตินี้เราท�ำยิ่งกว่าน้ีไม่ได้อีกแล้ว เราปฏิบัติถึงที่สุด
สดุ ไดเ้ พยี งเทา่ นี้ ถา้ หากวา่ เปน็ อยา่ งนเี้ รยี กวา่ เราปฏบิ ตั ถิ งึ ทส่ี ดุ ของเรา ผลของการปฏบิ ตั ิ
ยงั ไมป่ รากฏขนึ้ คอื ความสงบไมป่ รากฏขนึ้ ในจติ ในใจเลย ยงั มคี วามฟงุ้ ซา่ นอะไรตอ่
มอิ ะไร ยงั เหมอื นกบั ไมป่ ฏบิ ตั ิ หรอื ยงิ่ วนุ่ วายกวา่ ยงั ไมป่ ฏบิ ตั เิ สยี อกี ในเมอื่ เปน็ อยา่ งน้ี
เราจงึ คอ่ ยเปลี่ยน
ถ้าหากว่าเอาแต่เปลี่ยนเป็นอย่างน้ันเป็นอย่างนี้ด้วยความโลเลไม่จริงไม่จัง
ผลของการปฏบิ ัติก็จะได้แต่ความโลเลเทา่ น้นั เอง ได้แตค่ วามโลเลลูบคลำ� ในทีส่ ดุ
กจ็ ะวา่ พระศาสนาทปี่ ฏบิ ตั กิ นั นน้ั เปน็ ขอ้ ปฏบิ ตั ทิ ไ่ี มย่ งั ผลใหเ้ กดิ ขน้ึ แกผ่ ปู้ ฏบิ ตั ิ นจ่ี ะมี
ความคดิ ขนึ้ อยา่ งน้ี เพราะเราคนหนงึ่ ไดป้ ฏบิ ตั แิ ลว้ ผลไมป่ รากฏขน้ึ เลย เรากจ็ ะไปตำ� หนิ
หลักการวธิ กี าร ตำ� หนิธรรมะ หรือตำ� หนิอุบายกรรมฐานต่างๆ นน้ั ว่าเป็นขอ้ ปฏบิ ัตทิ ี่
ไรเ้ หตุผล เปน็ ขอ้ ปฏบิ ตั ทิ ี่ไม่บงั เกิดผล ไม่ยงั ผลให้แกผ่ ูป้ ฏบิ ตั ิ เป็นข้อปฏิบัตทิ ีไ่ ม่ทำ�
ให้เกดิ ขนึ้ ซึง่ ความสงบรม่ เยน็ ของจติ ใจได้
ถ้าหากเป็นอย่างนี้ก็จะเป็นการท�ำลายเจ้าของเอง เนื่องจากความไม่จริงจังใน
ข้อปฏิบตั ิในการปฏิบตั ิของเรา เราจึงไม่ควรท่ีจะเป็นลกั ษณะนนั้ เราท�ำอะไรต้องทำ�
ให้จริง กยริ า เจ กยิราเถนํ ทฬฺหเมนํ ปรกฺกเม. ๒ พระพทุ ธเจา้ ทรงสอนอยา่ งน้ี ไมใ่ ช่
ทำ� อะไรทำ� เลน่ ๆ ทำ� อะไรท�ำไมจ่ ริง จะท�ำสิ่งนน้ั ๆ ต้องทำ� ใหม้ นั จริง
เราท�ำสงิ่ ใดแล้ว จงึ ต้องทำ� ให้จริง (๘ พ.ค. ๒๕)
๒ สภุ าษติ กยริ า เจ กยริ าเถนํ ทฬหฺ เมนํ ปรกกฺ เม. ถา้ บคุ คลจะพงึ ทำ� ความเพยี ร พงึ ทำ� ความเพยี รนน้ั จรงิ ๆ.
มีใน ตายนสูตร, สังยุตตนกิ าย สคาถวรรค (เล่มที่ ๑๕)
91
เพราะการกระท�ำพอ
การแกจ้ ติ เราตอ้ งแกไ้ ปหลายวธิ กี าร แกไ้ ปหลายแงห่ ลายมมุ ทางไหนเปน็ อบุ าย
เปน็ หลักการวิธีการแกจ้ ิตแก้ใจของเราได้ อันน้นั เปน็ หลกั การทถี่ กู ของเรา
หลักการวิธีการของคนอื่นจะถูกขนาดไหนเพียงไรก็ช่าง แต่เราเอามาใช้ไม่ได้
ใชแ้ ลว้ ไมเ่ ปน็ ประโยชนก์ บั เรา อนั นน้ั ถกู ของคนอน่ื เราอยา่ ไปวา่ ของเขาผดิ วา่ เขาผดิ
ไมไ่ ด้ ทำ� ไมวา่ ผดิ แตเ่ ขาไดผ้ ลละ่ เขาทำ� ไมถ่ กู เขาทำ� ไมเ่ ปน็ ทำ� ไมเขาไดอ้ ม่ิ หนำ� สำ� ราญ
นนั่ เขากถ็ กู ของเขา ถกู ของแตล่ ะคน ของเรานมี่ นั ถกู อยา่ งน้ี เราทำ� อยา่ งนมี้ นั ดี ทำ� อยา่ งน้ี
มันไดผ้ ล อันนีถ้ กู ของเรา
ในกรรมฐาน พระพุทธเจ้าทรงวางไว้ถึงสี่สิบอย่าง แต่ความจริงมากกว่าน้ัน
ทา่ นวางไวเ้ ปน็ หลกั หวั ขอ้ ใหญๆ่ โดยยอ่ โดยปรยิ ายแลว้ มากกวา่ นนั้ อกี กเ็ นอ่ื งจากวา่
เรื่องของจิตใจมีหลายจริตหลายจิตหลายใจ แต่ละจริตแต่ละจิตใจก็มีความหยาบ
ความละเอียดยงิ่ หยอ่ นกวา่ กัน หลักกรรมฐานทา่ นจงึ วางไว้มาก
แมแ้ ตก่ ารเจรญิ พรหมวหิ าร การเจรญิ เมตตา กรณุ า มทุ ติ า อเุ บกขา นี่ กส็ ามารถ
ท�ำจิตให้แน่วแน่เข้าถึงองค์ฌานได้ ผู้ที่บ�ำเพ็ญอบรมพรหมวิหารได้ฌานสมาบัตินี่
สมยั กอ่ นทท่ี า่ นกลา่ วไว้ เรามาพจิ ารณาแลว้ อนั นไ้ี ดผ้ ลจรงิ ๆ เปน็ ไปไดจ้ รงิ ๆ ผบู้ ำ� เพญ็
ฌานสมาบัติเหาะเหนิ เดินอากาศได้ อันน้ไี ดจ้ รงิ ๆ ท�ำไมจงึ ไดจ้ ริงๆ เรากม็ ีหลักการ
ที่จะทำ� ใหเ้ ราเข้าใจไดว้ า่ สามารถทจ่ี ะเป็นไปไดอ้ ย่างท่ีทา่ นกล่าวไวจ้ รงิ ๆ
จึงว่าอุบายของการท�ำจิตท�ำใจให้สงบเป็นสมาธิตามแต่ท่ีใครจะท�ำแบบไหน
ลกั ษณะไหน ใครทำ� แบบไหนลกั ษณะไหนไดผ้ ลดี อนั นนั้ เปน็ หลกั การทถ่ี กู ตอ้ งของเรา
ไมใ่ ชว่ า่ หลกั การทถ่ี กู ตอ้ งของเราน้ี คนอนื่ ไมท่ ำ� อยา่ งนจี้ ะไมถ่ กู อนั นนั้ กไ็ มถ่ กู หลกั การ
92
ของเราที่ถูกต้องนี้ คนอื่นเขาไปท�ำคล้ายๆ กับว่ามันไม่ถูกกับจริตนิสัยของเขาก็ได้
เขาอาจจะมหี ลักการวธิ กี ารทถี่ กู ตอ้ งกบั จริตนิสัยของเราก็ได้
จงึ วา่ ทา่ นไมใ่ หต้ ไิ มใ่ หช้ มกนั การทำ� อยา่ งไรทำ� แลว้ ไดผ้ ลในการปฏบิ ตั ธิ รรมนน้ั
การปฏบิ ตั ธิ รรมของบคุ คลนนั้ เปน็ การปฏบิ ตั ธิ รรมทถ่ี กู ตอ้ ง เปน็ การกระทำ� ทถ่ี กู ตอ้ ง
ใชไ้ ดก้ บั บุคคลน้ันๆ (๙ พ.ค. ๓๐)
สง่ิ ทคี่ วรสนใจนนั้ คอื สนใจในการทเ่ี ราทำ� ใหม้ ากเทา่ นน้ั สนใจอยา่ งนพี้ อ แมแ้ ต่
ความอยากให้จติ สงบ ความอยากให้จติ เปน็ สมาธิ ความอยากทุกอย่าง เพราะเรื่อง
ความอยากท้ังหมดท�ำให้ใจของเราร้อนรนได้ท้ังน้ัน จึงว่าการปฏิบัติอย่าไปอยากให้
ใจของเราสงบ อยา่ ไปอยากใหใ้ จของเราเปน็ สมาธิ อย่าอยากให้เป็นอย่างนั้น อยาก
ให้เปน็ อย่างน้ี ถงึ วา่ จะเป็นอยากในทางท่ีดีกอ็ ยา่ ใหม้ นั เกดิ เปน็ ความอยากขึ้น
ให้พอใจในการปฏิบัติอย่างเดียวและพอใจในการปฏิบัติให้มากอย่างเดียว
จะรหู้ รอื ไมร่ ู้ เปน็ หรอื ไมเ่ ปน็ ไมต่ อ้ งสนใจ ใหพ้ อใจในการทเี่ ราทำ� ใหม้ ากและพยายาม
ท�ำให้มาก จะเกิดอะไรหรือไม่เกิดอะไรไม่ต้องไปกังวล ความกังวลเป็นเหมือนไฟ
ความกังวลท�ำให้ใจของเราเกิดความร้อนรนข้ึน ไม่ค่อยสบาย และชอบท�ำให้การ
ปฏบิ ตั ิของเรานบ่ี างทีมนั ท้อแท้ ไมป่ ฏบิ ัติเพื่อใหร้ ู้ใหเ้ ห็นอะไรทง้ั นน้ั ให้พอใจในการ
ปฏบิ ตั ใิ หม้ าก ในเมอ่ื มนั มากพอทจ่ี ะรจู้ ะเหน็ มนั หากรเู้ หน็ ขน้ึ มาเอง เหมอื นกบั ผลไม้
พอทีจ่ ะสกุ นี่ ไม่ตอ้ งไปปรารถนาใหส้ กุ มนั จะสกุ ขึ้นมาเอง
อยา่ งทา่ นพระอาจารยใ์ หญห่ ลวงปมู่ นั่ ทา่ นเทศนเ์ อาไว้ คนทเ่ี ขาจะไดข้ า้ วเตม็ ยงุ้
เตม็ ฉาง เขาไมใ่ ชข่ า้ วเตม็ ยงุ้ เตม็ ฉางเพราะความอยากได้ ขา้ วเขาเตม็ ยงุ้ เตม็ ฉางเพราะ
เขาขยนั ในการทำ� ไรท่ ำ� นาในการทำ� งานของเขา ไมใ่ ชเ่ ตม็ ยงุ้ เตม็ ฉางเพราะการปรารถนา
หรอื การอยากใหข้ า้ วเตม็ ยงุ้ เตม็ ฉางขน้ึ มา แตข่ า้ วหากเตม็ ยงุ้ เตม็ ฉางเพราะการกระทำ�
ของเขามากพอ
น่กี ็เหมือนกัน พอท่จี ะเป็นมันหากเป็น พอที่จะสงบมันหากสงบขน้ึ มา พอทีจ่ ะ
เป็นสมาธิข้นั ไหนเพยี งไร มันหากเปน็ ไปตามท่ีเรากระทำ� นน้ั (๑๐ พ.ค. ๒๙)
93