The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลวงปู่แบน ธนากโร วัดดอยธรรมเจดีย์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-02-22 20:12:11

หลวงปู่แบน ธนากโร

หลวงปู่แบน ธนากโร วัดดอยธรรมเจดีย์

รู้แลว้ ใจของเราจะปลอ่ ยวาง ปล่อยวางไว้ทไ่ี หน ปล่อยวางไวต้ ามสภาพความ
เปน็ จรงิ ของเขา (๒๔ ก.ค. ๓๒)

ปล่อยวางกายแลว้ จิตของเราเป็นอยา่ งไร

อปุ มาเหมอื นกบั เราเคยแบกหนกั ถา้ หากวา่ สง่ิ ทแี่ บกอยใู่ นบา่ นน้ั เราไมว่ างมนั จะ
หนักอยู่อย่างน้ัน ถ้าหากว่าหลุดจากบ่าเราขณะใด บ่าของเราน่ีมันจะเบามันจะว่าง
เพราะไมม่ อี ะไรมาทับในบา่ วางรา่ งกายเป็นสภาวธรรม วางร่างกายเปน็ ดนิ เป็นน้�ำ
เปน็ ลม เปน็ ไฟ วางรา่ งกายเปน็ ของแตกเกดิ มาเพอ่ื ความสลาย จะปรากฏวา่ วา่ งหมด
ในขณะว่าวา่ งนนั้ จิตของเรานีจ่ ะเด่นชดั ขึ้นเตม็ ท่ี

จติ เดน่ ชดั ขนึ้ เตม็ ทนี่ เ้ี พราะวา่ ไมย่ ดึ ถอื รา่ งกายเปน็ ตวั เปน็ ตน การยดึ มนั่ เปน็ สงิ่
ทที่ �ำให้ใจของเรามืด ในเมือ่ ใจของเรามืด การทเี่ ราจะเห็นจิตเหน็ ใจของเราชัดกไ็ ม่มี
โอกาสที่จะเห็นได้ แต่ในเมื่อเราปล่อยวางสิ่งท่ีเรายึดแล้ว สิ่งที่ท�ำให้จิตของเรามืด
กข็ าดไป ในเมอื่ สงิ่ ทม่ี นั มดื สง่ิ ทมี่ นั เคยทบั ถมจติ เอาไวม้ นั สลายตวั ไป แลว้ จติ ของเรา
นเ่ี ปน็ ธรรมชาตทิ ่ีสวา่ งไสว ส่ิงทีเ่ ราไม่ปรารถนารู้กจ็ ะรู้ เราไมป่ รารถนาจะเหน็ ก็เห็น

(๒๔ ก.ค. ๓๒)

กายของเรานจ้ี งึ เปน็ ทางทีจ่ ะเดนิ เข้าไปหาจิต

ในเม่อื ถงึ จติ แลว้ ก็เดินต่อไป ศึกษาตอ่ ไป อะไรเปน็ อุปสรรค อะไรเป็นข้าศึก
ดมู นั อยตู่ ลอดเวลา สง่ิ ใดมนั มอี ยใู่ นจติ มนั หากแสดงออกมาๆ มนั แสดงออกมายงั ไง
เรากพ็ จิ ารณาเพอ่ื ละเพอ่ื ถอน พจิ ารณาแลว้ ปลอ่ ยวางไป ธรรมทงั้ หลายทเ่ี ปน็ ของเกดิ
ธรรมท้ังหลายนนั้ เป็นของดับ ทม่ี นั แสดงออกมาๆ นั้น มนั เปน็ ของเกดิ แลว้ เรยี กว่า
เกิดมาจากจิต จิตอันนี้เป็นสถานที่เกิดของธรรม ธรรมทั้งหลายเป็นของไม่เท่ียง
ธรรมทง้ั หลายเปน็ อนัตตา

ธรรมทง้ั หลายทเี่ ปน็ อนตั ตา มนั แสดงออกจากจติ จากใจของเรานี่ ทแี่ สดงออกมา
อันนั้นสักแต่ว่าธรรมเป็นอนัตตา เราอย่าไปยึด พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ปล่อยวาง

294

น่ี จงึ ใหป้ ล่อยวางไปเปน็ ลำ� ดบั ๆ อยา่ ไปยึดอะไรทั้งหมด ถงึ จะสว่างไสวกระจ่างแจ้ง
ขนาดไหนเพยี งไรกช็ า่ ง เกดิ ขน้ึ แสดงออกมาแลว้ เราอยา่ ไปยดึ ถา้ หากวา่ ยดึ แลว้ เราจะ
เป็นผู้ทตี่ ดิ อยู่ในสงิ่ ท่เี รายดึ นนั้
ในเมอ่ื สงิ่ ทเ่ี รายดึ อยนู่ น้ั เปน็ อนตั ตา เขากต็ อ้ งเปน็ อนตั ตา ในเมอื่ เรายดึ ของเปน็
อนัตตา สงิ่ ท่ีเรายึดนัน้ มนั สลายไป เราจะเป็นผู้ทเ่ี สียใจ เราจะเปน็ ผู้ท่ีไมส่ บายใจ
นี่ ธรรมทง้ั หลายเราอยา่ ไปตดิ ถงึ จะสวา่ งไสวกระจา่ งแจง้ ขนาดไหนกช็ า่ ง อนั นน้ั
สักแต่วา่ ธรรมเท่านั้น มันยงั จะตอ้ งมีการเปลีย่ นแปลงและมีการดับไป (๒๔ ก.ค. ๓๒)

295

สงขฺ ารา อนตฺตา

พระพทุ ธเจา้ ทรงเทศนาปญั จวคั คยี ์ ทรงเทศนาชฎลิ หรอื ทรงเทศนาทา่ นผใู้ ดกช็ า่ ง
มแี ต่ อนิจจัง ทกุ ขงั อนัตตา ทง้ั นนั้
ทำ� ไมจงึ ทรงเทศนเ์ ทา่ นี้ กเ็ พราะเปน็ ธรรมทจ่ี ะทำ� ใหแ้ จง้ ประจกั ษใ์ นสจั ธรรม รปู
เวทนา สญั ญา สังขาร วญิ ญาณ เปน็ ของไมเ่ ท่ียง เป็นทกุ ข์ เปน็ อนตั ตา รปู เวทนา
สญั ญา สังขาร วิญญาณ อยทู่ ไ่ี หน มีอยูใ่ นเราทงั้ นน้ั ตอ้ งเห็นรปู ไมเ่ ทีย่ งเสียกอ่ น
เวทนา สญั ญา สังขาร วญิ ญาณ จึงเห็นไม่เที่ยงเป็นลำ� ดบั ตอ่ ไป เหน็ ชดั ในกายแล้ว
กเ็ ห็นชดั จติ เห็นจิตก็เห็นเวทนา สัญญา สงั ขาร วิญญาณ
พระพุทธเจ้าทรงเทศนาปัญจวัคคีย์ ปัญจวัคคีย์เห็นรูปชัดอย่างท่ีพระพุทธเจ้า
ทรงวา่ รปู ไมเ่ ทย่ี ง เหน็ เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ ชดั วา่ เวทนา สญั ญา สงั ขาร
วญิ ญาณ ไมเ่ ทยี่ ง เหน็ ชดั ตามทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ทรงเทศนาขณะนนั้ เปลอ้ื งทนั ที สลดั ออก
หลุดทันที ทีย่ ึดติดในเบญจขนั ธ์วา่ เป็นตวั เปน็ ตนเป็นเราเปน็ เขาไม่มี
ดิน น�ำ้ ลม ไฟ อนั นัน้ เปน็ สังขารทง้ั นั้น ความคดิ ก็เป็นสังขาร คิดดกี ็เปน็
สงั ขาร คิดไม่ดกี ็เป็นสังขาร เกดิ ขน้ึ แล้วเปลี่ยนแปลง เกิดขน้ึ แล้วดบั ไปได้
พระพทุ ธเจา้ ตรสั วา่ สงั ขารเปน็ อนตั ตา หาอะไรทจี่ ะเปน็ แกน่ เปน็ สารเปน็ ตวั เปน็ ตน
เปน็ น้ำ� เปน็ เน้ือไม่ได้ จงึ วา่ เป็นอนัตตา

296

ความคดิ ของเรา คดิ แลว้ ดบั ไปมอี ะไรเหลอื จะคดิ ดคี ดิ สรา้ งสรรค์ คดิ ในทางท่ี
ประเสริฐเลิศหรูยังไงก็ช่าง ดับไปแล้วไม่มีอะไรเหลือ เหมือนกับกลางคืนอย่างน้ี
กลางคนื มดื แตพ่ อสว่างขึ้นมา กลางคนื กไ็ ม่เหลอื ความมดื ก็ไม่มอี ะไรเหลอื สว่างๆ
เวลามืดมาความสวา่ งก็ไมม่ ีอะไรเหลอื ความมืดก็เป็นสังขาร ความสว่างกเ็ ปน็ สงั ขาร
จิตสว่างกเ็ ป็นสังขาร จติ มดื ก็เปน็ สงั ขาร

จงึ ใหด้ ทู จี่ ติ จติ รวู้ า่ เกดิ จติ รวู้ า่ ดบั จติ ทรี่ วู้ า่ สงั ขารเกดิ จติ รวู้ า่ สงั ขารดบั จติ รวู้ า่
ส่ิงใดทั้งหมดท่ีเกิดมาส่ิงน้ันทั้งหมดดับไปท้ังน้ัน ดูจิตของเรานี้ เพ่งก�ำหนดที่จิต
บางทีทั้งๆ ที่เพ่งก�ำหนดที่จิต ตัวสังขารมันก็ยังปรุงขึ้นมา มันจะปรุงมาใหม่หรือ
จะยังไง มันก็เป็นสังขาร ถ้ามันปรุงขึ้นมานี่ก็คือสังขาร มันเกิดข้ึนมาแล้วมันก็ดับ
จิตของเรารู้ว่าสังขารมันเกิดข้ึนแล้วมันปรุงแล้ว ให้รู้ของที่เกิดดับให้ชัดและให้รู้ทัน
ของทเ่ี กดิ ดบั ทกุ ขณะ

ทวนกระแสเขา้ มาหาธรรมชาตทิ ร่ี ู้ สงั ขารทง้ั หลายทเี่ กดิ ดบั เกดิ ดบั ในจติ สงั ขาร
ท้ังหลายเกิดดับในจิตท้ังน้ัน มีจิตจึงมีสังขาร แล้วผู้ท่ีจะรู้สังขารชัดก็คือจิตเท่าน้ัน
จติ อันน้รี อู้ ยูต่ ลอด เพราะจติ อันนี้ไม่ดับเปน็ แลว้ จิตจะเปน็ ผ้ทู ่รี สู้ ังขารชดั ตามความ
เป็นจรงิ

คำ� วา่ สงั ขารทงั้ หลายเปน็ ของไมเ่ ทย่ี ง สงั ขารทงั้ หลายเปน็ ของเกดิ มาแลว้ ดบั ไป
เราเหน็ แลว้ เรารู้อันน้ี เขาเป็นอยา่ งนัน้ จรงิ ๆ อนิจจงั ทกุ ขงั อนตั ตา ไมต่ ้องมใี คร
มาพดู เขากเ็ ปน็ เขาเปน็ ของเขาอยา่ งนน้ั สพเฺ พ สงขฺ ารา อนจิ จฺ า สพเฺ พ สงขฺ ารา ทกุ ขฺ า
สพเฺ พ สงฺขารา อนตตฺ า ท�ำใหแ้ จง้ ประจักษ์ในสัจธรรม

เหน็ ชัดใน อนจิ จงั ทุกขงั อนตั ตา เห็นอนั นี้แลว้ อะไรจะเปน็ เราเปน็ เขา เหน็ ชดั
อนั นแ้ี ล้วอะไรจะเปน็ ตวั เป็นตน (๑๖ พ.ค. ๔๗)

297

ปลอ่ ยวางขันธห์ า้

การเปล้ืองขันธ์ห้าละขันธ์ห้า ก็คือละกิริยาละอาการ คือการปล่อยวางกิริยา
ปล่อยวางอาการ
อาการเป็นอาการ กิริยาเป็นกิริยา ใจของเราไม่ไปยึด มันไม่ไปยึดที่เรียกว่า
ละขนั ธ์ห้า ก็คอื ปลอ่ ยวางไมไ่ ปยึดนน่ั เอง แต่ขนั ธ์หา้ เขายังท�ำงานอยู่ ขนั ธห์ า้ เขายัง
ท�ำงานอยตู่ ามปกตขิ องเขา ในเมือ่ ยงั มีลมหายใจอยตู่ ราบใด ขันธ์หา้ กย็ ังท�ำงานอยู่
ตราบนนั้ คำ� วา่ ละขนั ธห์ า้ กค็ อื ไมไ่ ปยดึ ขนั ธห์ า้ นน่ั เอง ปลอ่ ยใหเ้ ขาเปน็ ไปตามอตั โนมตั ิ
ตามธรรมชาตขิ องเขา (๒๙ ก.ค. ๓๐)
ค�ำวา่ ขนั ธห์ า้ น่ี ผู้ที่ยังไมป่ ล่อยวาง ยงั ไมร่ จู้ กั ว่าขันธ์ห้าเป็นของหนัก
ผู้ท่ีปล่อยวางขันธ์ห้าได้ขณะใด จะรู้ว่าขันธ์ห้าเป็นของหนักมากในขณะที่
ปลอ่ ยวางไดแ้ ลว้ นน้ั ถา้ หากวา่ ยงั ไมป่ ลอ่ ยวาง ยงั ไมเ่ คยปลอ่ ยวาง หรอื ปลอ่ ยวางไมไ่ ด้
จะไมร่ แู้ มแ้ ตน่ อ้ ยวา่ ขนั ธห์ า้ เปน็ ของหนกั ทงั้ ๆ ทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ทา่ นกต็ รสั ไวว้ า่ ขนั ธเ์ ปน็
ของหนกั แตผ่ ้ทู ไ่ี ม่ได้รขู้ นั ธ์ ไมร่ ู้ไม่เหน็ ขนั ธห์ ้า แล้วไมเ่ คยปล่อยวางขันธห์ ้า จะรู้วา่
ขันธ์หา้ ว่าเปน็ ของหนักไม่ได้
เหมือนกับเจ้าของแบกบ่าเจ้าของอย่างนี้ บ่าของแต่ละคนๆ เอามาช่ังน้�ำหนัก
ต้ังหลายกิโล แตว่ ่าไมร่ วู้ ่ามันหนักเลย แบกตวั แบกตนของเจ้าของก็เหมือนกนั สี่สิบ

298

หา้ สบิ หกสบิ เจด็ สบิ กโิ ล กไ็ มห่ นกั มนั ชนิ การแบกขนั ธห์ า้ การยดึ ขนั ธห์ า้ กเ็ หมอื นกนั
หนกั ขนาดไหน หนกั จนขนาดวา่ พระพทุ ธเจา้ ตรสั วา่ เปน็ ของหนกั มาก แตค่ นแบกจน
เคยชิน ไมร่ ู้จักว่าหนักเลย

ปลอ่ ยวางแลว้ มนั วางหมดจรงิ ๆ นะ อะไรทม่ี นั ขอ้ งมนั คา อะไรทมี่ นั คงั่ คา้ ง อะไร
ตอ่ อะไรนพี่ รอ้ มกนั ไปหมดเลย ทม่ี นั ขอ้ งมนั คามนั คง่ั มนั คา้ ง มนั เปน็ เพราะตวั ยดึ ตวั ถอื
อนั นอ้ี ันเดยี ว ถ้าตวั ยดึ ตัวถอื ตัวนไี้ ม่มี ตวั ไหนก็ไม่มีค้างในใจ

จงึ วา่ การพจิ ารณารา่ งกาย พจิ ารณาคำ� วา่ ขนั ธน์ ี่ ทางมนั ไปทางนี้ ถา้ หากวา่ ไมไ่ ป
ทางนีล้ ่ะ จะมสี ตปิ ัญญาเดนิ ทางลัดไมผ่ ่านทางน้ี เห็นวา่ มันโคง้ มนั อ้อมละ่ คนน้นั จะ
เจอแต่ ทางตัน กเิ ลสตัณหาละ่ มนั ตนั เอาไว้ ค�ำวา่ อปุ าทานขนั ธ์ล่ะมันตนั เอาไว้

ตอ้ งผา่ นไปทางน้ี ผา่ นไปทางทใี่ ครๆ กไ็ มอ่ ยากไป พจิ ารณารา่ งกาย พจิ ารณารปู
พจิ ารณาเวทนา พจิ ารณาสญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ พจิ ารณาดนิ พจิ ารณานำ้� พจิ ารณาลม
พจิ ารณาไฟ พิจารณาธาตุ มหาภูตธาตุ มหาภูตรูปน่ี ต้องไปทางนี้ อสภุ ะ อสภุ งั
อันเดยี วกนั หมด

ในเม่อื สรปุ แลว้ อันเดยี วกนั ปฏกิ ลู อสุภะ ไมไ่ ดแ้ ตกตา่ งอะไรกนั เลย มนั ก็
เหมือนกบั อจุ จาระอย่างนน้ั นะ่ จะวา่ ปฏกิ ลู มันก็อจุ จาระ ว่าไมส่ วยไม่งามก็อจุ จาระ
จะวา่ ปฏกิ ลู กถ็ กู ของมันสกปรกมันนา่ เกลยี ด อสภุ ะ ไม่สวยไมง่ ามมันก็อนั เดียวกัน
คือกองมูตร กองคูถ รา่ งกายของเราน้กี ็เหมือนกัน จะวา่ ยงั ไงถกู หมด

สรปุ แลว้ เปน็ ของตายเปน็ ของทง้ิ ในเมอ่ื เปน็ ของตายเปน็ ของทงิ้ จรงิ ๆ แลว้ แลว้ เรา
จะไปยึดของตายของทง้ิ นั่นหรอื เป็นเรา จะยดึ ร่างกายทเ่ี ปน็ ของตายของทิง้ นนั้ เหรอ
เปน็ คนเป็นสัตวเ์ ปน็ ตัวเปน็ ตน มนั จะไปยดึ ไดย้ ังไง น่ี

พิจารณาตอ้ งเอาของจริงมาวา่ กันจึงมโี อกาสทจ่ี ะเห็นจรงิ รขู้ องจรงิ ได้ จะเอาแต่
สมมุติบญั ญัติปรงุ แตง่ ไปๆ จะทะลปุ รโุ ปรง่ อยา่ งไรก็ชา่ งเถอะ แตม่ ันไมย่ อมปล่อย
วางให้ จึงวา่ กาย เวทนา จติ ธรรม ให้พิจารณาใหม้ นั ชดั ลงไปวา่ กายสักแตว่ ่ากาย

299

ไมใ่ ชต่ วั ตนสตั วบ์ คุ คลเราเขาจรงิ ๆ ในเมอื่ ผปู้ ฏบิ ตั เิ หน็ ชดั แลว้ มนั กไ็ มใ่ ชส่ ตั วบ์ คุ คล
ตวั ตนเราเขาจรงิ ๆ ถา้ หากวา่ มนั ไมช่ ดั แลว้ มนั กเ็ ปน็ อยู่ แตม่ นั เปน็ สกั แตว่ า่ พดู แตใ่ จ
มนั ไมเ่ ห็น
จึงวา่ มนั ต้องท�ำใหช้ ดั ทำ� ใหเ้ ป็น ท�ำใหเ้ ห็น มันชดั จรงิ ๆ แล้ว มนั เปน็ อยา่ งท่ี
ท่านกลา่ วไว้ กายสกั แต่ว่ากาย ไม่ใชส่ ตั ว์บคุ คลตวั ตนเราเขา มันเป็นอยา่ งนีจ้ รงิ ๆ
ในเมอื่ ผปู้ ฏบิ ตั ริ แู้ ลว้ เหน็ แลว้ เขา้ ถงึ ท่ี เรยี กวา่ ไมใ่ ชก่ าย ไมใ่ ชส่ ตั ว์ ไมใ่ ชบ่ คุ คล และ
มนั ไมใ่ ชจ่ รงิ ๆ ในเมอื่ มนั ไมใ่ ชแ่ ลว้ มนั จะไปยดึ ทำ� ไม มนั กป็ ลอ่ ยวางในขณะนนั้ ทนั ที
ปรากฏวา่ ง ไม่มี วางทัง้ โลกธาตุ
โลกธาตุทัง้ หมดอันไหนกเ็ หมอื นกนั หมดนี่ (๒๔ พ.ย. ๔๑)

300

“ ศลี เปน็ สมมตุ แิ ตธ่ รรมชาตศิ ลี หากมอี ยู่ เราศกึ ษาศลี ในขน้ั สมมตุ กิ เ็ พอื่ ท่ี
จะตดิ ตามเขา้ ไปหาศลี ทเ่ี ปน็ ศลี โดยธรรมชาติ เราศกึ ษาคำ� วา่ สมาธิ กศ็ กึ ษา
อย่างสมมุติ เราศึกษาสมมุติในข้ันสมาธิเพื่อท่ีจิตจะติดตามเข้าไปให้ถึง
ธรรมชาตทิ เ่ี ปน็ สมาธิ โดยปราศจากการสมมตุ ิ
เราศกึ ษาในเรอื่ ง ปญั ญา เราศกึ ษาในเรอื่ ง พระนพิ พาน กต็ อ้ งการทจี่ ะเขา้ ถงึ
ปัญญาที่เปน็ ธรรมชาติ เข้าถงึ พระนิพพานท่ีเป็นธรรมชาติ ”

(๑๑ ก.ค. ๓๒)

301

สมมุติบัญญตั ิและสภาพธรรม

คนพบกันส่วนมากชอบถามกันว่า “สบายดีหรือ” แล้วก็ส่วนมากก็ตอบว่า
“สบายด”ี
ความจรงิ คนเราหาความสบายนยี่ าก ในสมยั พทุ ธกาล ถา้ หากวา่ พระสาวกมกี าร
ไปพบกนั สว่ นมากจะถามกนั วา่ “พอทนไดอ้ ยหู่ รอื ” แลว้ ทา่ นกม็ กั ตอบกนั วา่ “พอทน
ไดอ้ ย,ู่ พอทนไดอ้ ยคู่ รบั , พอทนอยไู่ ดค้ รบั ผม” หรอื “พอทนไดพ้ ระเจา้ ขา้ ” ถา้ หากวา่
พระพุทธเจ้าทรงถาม
“เดี๋ยวนีเ้ หน็ กันก็สบายดีอยู่หรือ” “สบายดีอยคู่ รบั ผม”
“การภาวนา ภาวนาสงบไหม ภาวนาสงบดไี หม” “สงบดคี รบั ผม” หรอื “ไมส่ งบ
ครับผม”
แลว้ มีการถามกนั ว่า “พจิ ารณาร่างกายวนั ละกร่ี อบ พจิ ารณารา่ งกายแยบคาย
ดีไหม พิจารณารา่ งกายเปน็ อยา่ งไร”
เดย๋ี วนส้ี ว่ นมากไมใ่ ครจ่ ะถามกนั ในเมอื่ ไมม่ กี ารถามกนั อยา่ งนี้ การปฏบิ ตั กิ ม็ งุ่
แตเ่ พ่อื ความสงบ การท่จี ะจริงจังเพื่อการพจิ ารณาใหแ้ ยบคายก็ไม่คอ่ ยจะจริงจงั กัน
เราจะตอ้ งเปล่ยี นค�ำถามกนั เสยี ใหม่
เราต้ังใจพจิ ารณารา่ งกายจริงไหม

302

ใหถ้ ามเราเองอยา่ งนเ้ี สมอ คำ� วา่ ถามเสมอน้ี ไมใ่ ชถ่ ามวนั ละหนงึ่ ครง้ั หรอื สบิ ครงั้
ยี่สบิ ครั้ง ถามเสมอ เสมอไป เราตง้ั ใจพจิ ารณาร่างกายของเราหรอื เปล่า ถา้ หากวา่
เราตงั้ ใจพจิ ารณารา่ งกายของเราดอี ยแู่ ลว้ เราพจิ ารณารา่ งกายของเรายงิ่ กวา่ นไี้ ดไ้ หม
เราไมต่ ง้ั ใจพจิ ารณารา่ งกาย ดงั นนั้ เปน็ เรอื่ งทไ่ี มถ่ กู ตอ้ ง เราจะตอ้ งแกไ้ ขเรา ใหใ้ สใ่ จ
ให้ต้งั ใจการพจิ ารณาร่างกายให้มากและให้มากยง่ิ ๆ ข้ึนไป หรอื ตอ้ งมีการหาตกุ๊ ตา
ใหเ้ ขาเลน่ หาเครอ่ื งเลน่ ใหเ้ ขา ใหเ้ ขาสนกุ สนานเพลดิ เพลนิ อยใู่ นตกุ๊ ตาเครอ่ื งเลน่ นนั้
ถงึ เวลาเขาอยากหลับ เขากห็ ลับไปเลย

ตุก๊ ตาเครอ่ื งเลน่ ของจติ หมายถงึ สรรี ะร่างกาย จะพิจารณาให้เป็นธาตุ กเ็ ป็น
การพิจารณารา่ งกาย พจิ ารณาธาตดุ ิน ธาตุน้�ำ ธาตุลม ธาตไุ ฟ เปน็ การพจิ ารณา
รา่ งกายทั้งนน้ั พิจารณาใหช้ ัดเป็นสัดเป็นส่วน ไม่ต้องหมายเป็นธาตุ ไมต่ ้องหมาย
เป็นอะไรทง้ั น้ัน เราหมายหรือไมห่ มาย เขากเ็ ปน็ ธรรมชาติของเขาอยอู่ ย่างน้นั

ใหช้ ดั ตามความเปน็ จรงิ เทา่ นน้ั ไมต่ อ้ งหมายเปน็ อสภุ ะ ไมต่ อ้ งหมายเปน็ ปฏกิ ลู
ไมต่ ้องหมาย หรือจะหมายกไ็ ด้ ใหพ้ ิจารณาใหม้ าก

อย่างดอกไม้มีกล่ินหอมหรือเปล่า เราไม่ต้องไปคิดว่าเขาหอม ในเม่ือเราได้
สมั ผสั เขาแลว้ เราหากรวู้ า่ เขาหอม สอี ะไร รปู รา่ งสสี นั ทง่ี ดงามกเ็ หมอื นกนั เราไมต่ อ้ ง
ไปหมายว่าเขางาม ในเมือ่ เราไปเจอไปเหน็ เขา้ มนั อาจเกิดความร้สู กึ ข้นึ วา่ สวยวา่ งาม

กรรมฐานแตล่ ะอยา่ งๆ สรีระรา่ งกายทงั้ หมดนก่ี เ็ หมือนกนั หมายเป็นธาตกุ ็ได้
ไม่หมายเป็นธาตุก็ได้ หมายเป็นปฏิกูล หมายเป็นอสุภะ หรือไม่หมายเป็นปฏิกูล
ไม่หมายเป็นอสภุ ะ ไดท้ ้ังนัน้ เม่ือรเู้ หน็ ชดั แลว้ เขาหากเปน็ จริงของเขา ธาตกุ เ็ ปน็ จรงิ
ไมต่ อ้ งไปหมายเขากเ็ ปน็ พจิ ารณาเปน็ อสภุ ะปฏกิ ลู อสภุ ะปฏกิ ลู เขากเ็ ปน็ จรงิ ไมต่ อ้ ง
ไปหมายเขากเ็ ปน็ เขาเปน็ ของเขาหมด

จึงให้พิจารณาให้ชัดตามความเป็นจริง กายสักแต่ว่ากาย ไม่ต้องพูดก็เป็น
ไมใ่ ชส่ ตั ว์ ไมใ่ ชบ่ คุ คล ตวั ตนเราเขา ไมต่ อ้ งไปพดู ไมต่ อ้ งไปแปล มนั กเ็ ปน็ ผมทกุ สว่ น
ผมทุกเส้นเป็นกาย ไม่ต้องว่าอันน้ีไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ไม่ต้องไปหมาย

303

ไฟไม่ต้องไปหมายว่าเขาร้อน ไปจับเข้ามันหากรู้ว่าร้อน มูตรคูถไม่ต้องไปหมายว่า
เขาเหมน็ เขา้ ไปใกลม้ นั หากบอกของมนั สดี ำ� สแี ดง ไมต่ อ้ งไปวา่ สดี ำ� สแี ดง ในเมอ่ื ตา
ของเราไปเห็นมนั หากรูว้ า่ สีนนั้ มันสีดำ� สแี ดง ไมต่ อ้ งไปว่าเขากเ็ ป็น เพราะเขาเป็นอยู่
ก่อนแล้ว
คำ� ว่า ปฏิกูล คำ� วา่ อสภุ ะ คำ� วา่ ธาตดุ นิ ธาตุนำ้� ธาตลุ ม ธาตไุ ฟ เขาเป็นของ
เขามาตลอดกาล เราจะพจิ ารณาหรอื ไมพ่ จิ ารณา เราพจิ ารณาเหน็ หรอื พจิ ารณาไมเ่ หน็
เขากเ็ ปน็ ของเขาอยแู่ ลว้ แลว้ จะตอ้ งไปวา่ เปน็ ภาษาทำ� ไม วา่ เปน็ ภาษากเ็ พอื่ สอ่ื ใหเ้ ขา้ ใจ
ในเมอ่ื เขา้ ใจแลว้ ไมต่ อ้ งจำ� หรอื จะวา่ จะจำ� กไ็ มผ่ ดิ ถา้ ผดิ มนั หมายถงึ วา่ ไมใ่ สใ่ จในการ
พิจารณาใหร้ ูใ้ หเ้ ห็นเท่านน้ั
ถา้ หากวา่ ใสใ่ จและใหพ้ จิ ารณาใหร้ ใู้ หเ้ หน็ แลว้ วา่ กถ็ กู ไมว่ า่ กถ็ กู วา่ กว็ า่ ตามทเี่ ขา
เปน็ อยแู่ ลว้ ไมว่ า่ เขากเ็ ปน็ ของเขาอยแู่ ลว้ เหมอื นกบั การรบั ประทานอาหาร รบั ประทาน
อาหาร เราวา่ หรอื เราไมว่ า่ เรารบั ประทานอยผู่ ลเทา่ กนั รบั ประทานอาหารอม่ิ เราจะพดู
หรือไม่พูด ในเม่อื มนั เต็มท้องออกมาแลว้ มันเท่ากนั
อยา่ ไปเหน็ ความสำ� คญั ในเรอื่ งคำ� พดู ในเรอื่ งสมมตุ บิ ญั ญตั จิ นเกนิ ไป แตไ่ มใ่ ชว่ า่
จะไมเ่ หน็ ความสำ� คญั ในเรอื่ งสมมตุ บิ ญั ญตั ิ เรอ่ื งสมมตุ บิ ญั ญตั ถิ า้ เปน็ ธรรม เปน็ ธรรม
ในข้นั ของสมมุติบญั ญตั ิ พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาก็ต้องทรงอาศัยสมมตุ ิ
อาศัยบญั ญตั ิ
จึงว่าสมมุติบัญญัติก็มีความจ�ำเป็น แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะขาดสมมุติบัญญัติไม่ได้
ตอ้ งได้ท้งั รับท้งั ปฏิเสธ รบั ก็รบั ตามสมมุติบญั ญตั ิ แล้วก็พิจารณาสมมุตบิ ัญญัตนิ ้ัน

(๒๑ ก.ย. ๓๙)

304

ศึกษาสมมตุ ิ ศึกษาสภาพธรรม

การศกึ ษาธรรม ตอ้ งศกึ ษาทงั้ ธรรมทเี่ ปน็ สมมตุ แิ ละศกึ ษาธรรมทเี่ ปน็ ธรรมชาติ

เมอื่ ศกึ ษาธรรมเหน็ เปน็ สภาพธรรมแลว้ ไดร้ ทู้ ง้ั ธรรมทเ่ี ปน็ สมมตุ แิ ละรทู้ ง้ั ธรรม
ที่เป็นสภาพธรรม รู้แล้วละ รู้แล้วไม่ยึดถือ เพราะสมมุติเขาก็ไม่มีอะไรเป็นตัวตน
สักแตว่ า่ เราไปสมมุตติ ัง้ ชื่อตั้งเสียงกนั เท่าน้ัน ค�ำวา่ สภาพธรรม เราจะไปยดึ กไ็ มไ่ ด้
เรายดึ เอาไมไ่ ด้ เพราะเขาเปน็ สภาพของเขาอยอู่ ยา่ งนนั้ เราจงึ ไปยดึ กไ็ มไ่ ด้ เราจะไปละ
กไ็ มไ่ ด้

จงึ วา่ ตอ้ งศกึ ษาใหร้ ทู้ ง้ั สมมตุ ิ ศกึ ษาใหร้ ทู้ ง้ั สภาพธรรมทเี่ ปน็ ของมอี ยู่ จะสมมตุ ิ
หรือไมส่ มมตุ ิ สภาพธรรมหากมีอยอู่ ย่างน้ัน

เรียนสมมุติก็ม่งุ เพอื่ ที่จะเข้าหาจดุ ทเี่ อามาสมมตุ เิ รียกกนั

ค�ำว่าศีลกเ็ ปน็ สมมุติ คำ� วา่ สมาธิกเ็ ปน็ สมมตุ ิ ค�ำว่าปัญญาก็เป็นสมมตุ ิ แม้แต่
จนกระท่ังพระนพิ พานก็เป็นสมมุติ น่ี คำ� วา่ ศีลเปน็ สมมุติ แตธ่ รรมชาติศลี หากมอี ยู่
เราศึกษาศีลในขั้นสมมุติก็เพ่ือที่จะติดตามเข้าไปหาธรรมชาติศีลที่เป็นศีลโดย
ธรรมชาติ เราศกึ ษาคำ� วา่ สมาธกิ ศ็ กึ ษาอยา่ งสมมตุ ิ หรอื สมมตุ วิ า่ สมาธนิ นั้ เรากต็ อ้ งศกึ ษา
ศกึ ษาสมมตุ ใิ นข้นั สมาธิเพอ่ื ที่จิตจะตดิ ตามเขา้ ไปหาธรรมชาตขิ องสมาธิ ธรรมชาติท่ี
เปน็ สมาธมิ อี ยู่ เราศกึ ษาสมาธอิ ยา่ งสมมตุ เิ พอื่ ทจี่ ะใหเ้ ขา้ ถงึ ธรรมชาตทิ เ่ี ปน็ สมาธโิ ดย
ปราศจากการสมมตุ ิ

305

เราศกึ ษาในเรอื่ งปญั ญา เราศกึ ษาในเรอ่ื งพระนพิ พาน กต็ อ้ งการทจี่ ะเขา้ ถงึ ปญั ญา
ท่เี ป็นธรรมชาติ เขา้ ถงึ พระนพิ พานท่ีเป็นธรรมชาติดบั เสียซึ่งทุกข์ทัง้ ปวง แตค่ �ำท่วี า่
พระนิพพาน อนั นีเ้ ป็นชอ่ื เสยี ง เหมือนกับยา คำ� ว่า ยา อันน้ันเป็นชือ่ ตัวยา อนั นนั้
ต่างหาก คำ� วา่ แผ่นดิน คำ� ที่พูดวา่ แผน่ ดนิ อนั น้เี ปน็ คำ� พดู เป็นสมมตุ ิเรียกกัน แต่
ธรรมชาตทิ เ่ี ปน็ แผน่ ดนิ โดยธาตแุ ทห้ ากมอี ยู่ ดนิ นำ้� ลม ไฟ ลว้ นแตเ่ ปน็ สมมตุ ทิ งั้ นนั้
แตธ่ รรมชาติดิน น้�ำ ลม ไฟ หากมอี ยู่

ศลี สมาธิ ปัญญา และ วิมุตติ อันน้ี ในเมอื่ เราศกึ ษาใหเ้ กิดใหม้ ี ศึกษาเขา้ ไป
ถึงแล้ว คำ� ว่า ศีล ค�ำว่า สมาธิ คำ� ว่า ปญั ญา ค�ำวา่ พระนิพพาน เป็นของท่มี อี ยู่
ถ้าหากวา่ เราศึกษาเขา้ ไปถึง ถา้ หากวา่ เราศกึ ษาไมถ่ งึ เราก็ยังติดอยู่ในขนั้ สมมุตนิ ้ี

แม้แตพ่ ระพุทธเจา้ ทา่ นก็ยงั ทรงให้ถอื ขนั้ สมมตุ ิน้ีเปน็ อารมณ์พจิ ารณา เรยี กวา่
ระลกึ ถงึ พระนพิ พานเป็นอารมณ์ อุปสมานุสติ ๑ ระลกึ ถงึ ธรรมทห่ี มดทกุ ข์ ธรรมที่
ดับทุกข์ หมายถงึ พระนพิ พานเปน็ อารมณ์ ก็ระลึกถงึ คำ� ว่า นิพพานๆ อันนีก้ ค็ ือ
การระลกึ ถึงธรรมที่เปน็ สมมุติเปน็ อารมณ์

พทุ โธ พทุ โธ พทุ โธ กร็ ะลกึ ธรรมทเ่ี ปน็ สมมตุ มิ าเปน็ อารมณ์ พทุ โธเปน็ คำ� สมมตุ ิ
ตลอดถงึ วา่ ธมั โม, สงั โฆ, สมั มา อรหงั ลว้ นแลว้ แตเ่ ปน็ สมมตุ ทิ งั้ นนั้ เอาธรรมทเี่ ปน็
สมมตุ นิ เี้ อามาเปน็ อารมณ์ เพอื่ ทจี่ ะตามเขา้ ไปใหถ้ งึ ธรรมชาตทิ เี่ ปน็ ของแท้ คอื ธรรมชาติ
ทเ่ี ปน็ พทุ โธแท้ ธรรมชาตทิ เ่ี ปน็ พทุ โธแทน้ นั้ เขาหากมอี ยอู่ ยา่ งนน้ั เราจะสมมตุ เิ ปน็ พทุ โธ
หรือไม่สมมุติ เขาก็เปน็ ของเขาอยอู่ ยา่ งนั้น

แมว้ า่ จะไมส่ มมตุ วิ า่ เปน็ อะไรสกั อยา่ ง เขากเ็ ปน็ ของเขาอยอู่ ยา่ งนนั้ (๑๑ ก.ค. ๓๒)

๑ อปุ สมานสุ ติ เปน็ อนสุ ติ (อารมณก์ รรมฐานทคี่ วรพจิ ารณาเนอื งๆ) อยา่ งหนง่ึ ในกรรมฐาน ๔๐ อปุ มานสุ ติ
คอื การระลกึ ถึงธรรมเปน็ ทีส่ งบ ดับกิเลส ไรท้ กุ ข์ หรอื การพิจารณาคุณของพระนพิ พาน เป็นต้น

306

หลงสมมตุ บิ ญั ญตั ิ

สมมตุ ิบญั ญตั ิทั้งหลายเกิดจากจติ จากใจของเราท้งั นน้ั

ทกุ สงิ่ ทกุ อยา่ งเกดิ จากจติ จากใจของเรา คำ� วา่ ตน้ ไม้ กเ็ กดิ จากจติ จากใจของเรา
ถา้ หากวา่ จติ ใจของเราไมไ่ ปวา่ ตน้ ไมเ้ ขากเ็ ปน็ ธรรมชาตสิ งิ่ หนง่ึ ตา่ งหาก เขาไมเ่ คยบอก
เขาไมเ่ คยวา่ เขาเปน็ ตน้ ไม้

แม้แต่ ผม ขน เลบ็ ฟัน หนงั ก็เหมือนกัน เกดิ จากจิตจากใจของเราท้งั นนั้
ถ้าหากว่าจิตใจของเราไม่ไปว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ของใครพูดบ้างว่า
ข้าพเจ้าเป็นผม ขน เล็บ ฟัน หนังนะ ข้าพเจ้าเป็นคนนะ มีตรงไหนว่ามีไหม
มแี ต่ตรงใจของเรานเี้ ปน็ ผทู้ ว่ี ่า

ค�ำสอนของพระพุทธเจ้าจึงสอนให้แก้ใจ เด๋ียวน้ีมีแต่ใจของเราไปว่าไปสมมุติ
อยา่ งนน้ั ไปสมมตุ อิ ยา่ งน้ี แลว้ กไ็ ปหลงสงิ่ ทเี่ จา้ ของสมมตุ นิ น้ั ทนี ไ้ี ปหลงทเ่ี ราไปสมมตุ ิ
ใจเปน็ ผูส้ มมุติเองแลว้ ใจกไ็ ปหลงที่เจ้าของสมมตุ นิ นั้

พจิ ารณาดทู พี่ ระพทุ ธเจา้ ตรสั วา่ ทกุ สง่ิ ทกุ อยา่ งเกดิ จากใจอนั เดยี ว มนั จรงิ อยา่ ง
ที่ท่านทรงเทศนาไว้จริงๆ อันอนื่ เป็นธรรมชาติไปหมด อนั อ่ืนเปน็ ของเขาอยอู่ ยา่ งนน้ั
เขาหากเกิดมาตาย เกิดมาตายทับถมแผ่นดินเกิดในแผ่นดินอันนี้ ตายในแผ่นดิน
อนั นี้ เขาไมเ่ คยวา่ เขาเปน็ อะไรสกั อยา่ ง ใจของเราไปวา่ หมด ของทมี่ อี ยใู่ นโลกมเี ทา่ ไร
ใจของเราไปสมมุติหมด แล้วใจก็ไปหลงทเ่ี จา้ ของสมมตุ นิ ้นั เสยี อกี นี่นา

307

ถา้ ใจไมไ่ ปหลงแลว้ มนั กไ็ มเ่ ปน็ ไร หลงผมวา่ เปน็ ผม หลงขนวา่ เปน็ ขน สมมตุ วิ า่
เลบ็ กห็ ลงวา่ เปน็ เลบ็ สมมตุ วิ า่ ฟนั กห็ ลงเปน็ ฟนั สมมตุ วิ า่ รา่ งกายนเี้ ปน็ รา่ งกายเปน็ ตวั
เปน็ ตนก็ไปยึดถอื เขาเสียอกี หลงไปหมด ศาสนาค�ำสอนของพระพุทธเจา้ สอนใหแ้ ก้
ความหลง จิตของเรากลับไปหลงทุกสงิ่ ทุกอย่างในโลก

เขาเป็นจริงของเขาอยา่ งนั้น เราจะหลงหรอื เราจะรู้ เขาหากเป็นจริงของเขาอยู่
อยา่ งนั้น เราจะยินดีหรอื เราจะยินร้าย หรอื เราจะไมย่ นิ ดีไม่ยินร้าย เขากเ็ ป็นของเขา
อยอู่ ยา่ งนน้ั แลว้ เราจะไปหลงเขาทำ� ไม แลว้ เราจะไปยนิ ดยี นิ รา้ ยเขาทำ� ไม เพราะยนิ ดี
หรือไม่ยินดี หลงหรือไม่หลง เขาก็เป็นเหมือนเดิมของเขา เขาไม่ดีอย่างท่ีเราว่าดี
เขาไมไ่ ดช้ ัว่ อย่างทเี่ ราว่าช่ัว เราจะวา่ ดีสักเทา่ ไหร่ ของน้ันมนั กแ็ กเ่ ป็น ของนัน้ มนั ก็
ตายเปน็ เราจะว่าชว่ั สกั เทา่ ไร ของอันนัน้ มนั ก็เกดิ มาเพอ่ื ตายเหมือนกัน เหมอื นกัน..
ไม่มีอะไร

จึงว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากจิตจากใจทั้งนั้น ให้พิจารณาเป็นการแก้จิตแก้ใจ
ของเรานี้ ให้ถอนออกเสียท่ีจะไปยึดอันน้ันๆ ว่าอันนั้นๆ ยึดเราว่าเป็นผู้เป็นคน
ยดึ เราว่าเปน็ ตัวเปน็ ตน ยึดเราวา่ เป็นอะไรตอ่ มอิ ะไรน้ี พิจารณาเหน็ ชดั แลว้ มันหาก
ถอนหมด เพราะทกุ สงิ่ ทกุ อยา่ งมนั ไมเ่ ปน็ อยา่ งทเ่ี รายดึ ทกุ สง่ิ ทกุ อยา่ งทเ่ี รายดึ นน้ั คอื
ทกุ สงิ่ ทกุ อยา่ งทเ่ี กดิ มาเพือ่ ตายเท่านนั้ น่ี แลว้ เขากจ็ ะตายจริงดว้ ย เขาจะเป็นอยา่ งท่ี
เรายดึ เม่อื ไร ในเมือ่ เปน็ อย่างนเี้ ราจะไปยึดเขาท�ำไม น่ี

มนั ตอ้ งแก้ เพราะจติ ใจอนั นเี้ ปน็ จติ ใจทไ่ี ปสมมตุ อิ ะไรตอ่ มอิ ะไร แลว้ จติ ใจอนั นี้
ก็ยังไปหลงสมมุติเสียอีก เม่ือผู้ที่ไปสมมุติก็คือจิตใจแล้ว ผู้ที่รู้สมมุติจะต้องเป็น
จิตใจของเรานี้ มันจงึ ถูกต้องตามหลกั การ สิ่งทเ่ี จ้าของไปสมมตุ มิ ันต้องรู้ ร้แู ลว้ จะ
ไมห่ ลง รแู้ ลว้ จะไมต่ ดิ

ตดิ อะไร ตดิ ของตาย ตดิ ของทเ่ี กดิ มาแตกเกดิ มาตายเกดิ มาสลายเทา่ นน้ั จงึ ให้
พากันพิจารณาใหเ้ ขา้ ใจ สิ่งท่ีตาเราเหน็ หเู ราได้ยนิ จมูกเราได้กล่นิ ส่ิงทลี่ นิ้ เราไดร้ ส
รา่ งกายเราไดส้ มั ผสั ใจเราไดธ้ รรมารมณเ์ ทา่ นลี้ ะ่ สง่ิ เหลา่ นลี้ ะ่ เราหลง สงิ่ ทตี่ า หู จมกู

308

ลนิ้ กาย ใจเราไมไ่ ดส้ มั ผสั ส่งิ น้ันเราไม่หลง ท่เี ราหลงเราติด เอาใจไปเกาะเอาใจไป
ยดึ นี้กส็ ิ่งที่ตาเราเหน็ หเู ราได้ยินนีเ้ อง การศกึ ษาการพิจารณากต็ ้องศกึ ษาพจิ ารณาส่ิง
ทตี่ าเราเหน็ หเู ราได้ยนิ น้ี
เพราะเราติดตรงนี้ เราหลงตรงท่ีติดน้ี เราก็ต้องแก้ท่ีเราติด แก้ท่ีเราหลงนี้

(๒๓ ส.ค. ๒๙)

309

ความจริงไม่สมมตุ ิ

การปฏบิ ตั ธิ รรมกค็ อื การศกึ ษาสงิ่ ทเ่ี รามอี ยนู่ เี้ อง เพราะเดยี๋ วนเ้ี รายงั ไมร่ ไู้ มเ่ หน็

เราไมร่ ไู้ มเ่ หน็ แลว้ เรากก็ ลายเปน็ ไปเขา้ ใจผดิ ไปหลงผดิ หลงวา่ สงิ่ ทไี่ มใ่ ชอ่ ะไร
อนั น้เี ป็นคน ไม่ใช่อะไรสักอย่างเปน็ ตัวเปน็ ตนของเรา แลว้ ก็ไมใ่ ช่อะไรสักอยา่ งนีล้ ่ะ
เป็นของเรา เปน็ หญงิ เป็นชายเป็นสารพดั นี่ มันไม่สนิ้ สุดเปน็

ถา้ หากวา่ เราไมพ่ จิ ารณาใหช้ ดั แลว้ มนั ไมส่ น้ิ สดุ เปน็ ถา้ หากวา่ เราพจิ ารณาชดั แลว้
มันสุด สดุ ตรงทีเ่ ราชดั ในขณะน้นั ล่ะ พิจารณาชดั ขณะไหน มันสุดตรงนั้น สดุ เพราะ
มนั ไมใ่ ชเ่ ราจรงิ ๆ สดุ เพราะไมใ่ ชค่ นจรงิ ๆ สดุ เพราะไมใ่ ชส่ ตั วจ์ รงิ ๆ สดุ เพราะไมใ่ ชอ่ ะไร
สักอยา่ งจรงิ ๆ

ในการปฏิบตั ธิ รรม ถ้าหากว่าเราสนใจในการศึกษาการพิจารณา มโี อกาสทจ่ี ะ
สุดได้ ถ้าหากว่าเราไม่สนใจในการพิจารณาแล้ว มันจะเหมือนกับเรานี่ลอยลงไป
ในล�ำน้�ำ มหาสมุทรมันไม่ส้ินสุดเป็น ยิ่งไป ย่ิงไกล ถ้าหากว่าเราทวนกระแสเสีย
ไม่ไหลไปตามลำ� น้ำ� มันจะต้องถึงตน้ น�ำ้ และจะต้องสุดตรงท่ไี ม่มนี �ำ้ ได้

ไม่มีอะไรที่จะพัดจิตพัดใจของเราให้ไหล นอกจากมหาสมุทรความสมมุติ
ทั้งหลายอันนี้ล่ะ มันพัดจิตพัดใจของเราและของสัตว์โลกให้จมลงไปในมหาสมุทร
มหาสมมตุ ินัน้ จนเราไมม่ โี อกาสท่ีจะโผล่ ไม่มีโอกาสท่ีจะโผลค่ ือยังไง ไม่มโี อกาส
ท่ีจะรเู้ หน็ สมมุติ และข้ามพน้ จากสมมตุ นิ ัน้ ได้

310

สมมตุ ิท้งั หมดมอี ยูใ่ นเรา ผมก็สมมตุ ิ ขนกส็ มมุติ เลบ็ ก็สมมุติ ฟนั ก็สมมุติ
หนงั กส็ มมตุ ิ เนอื้ กส็ มมตุ ิ นสี่ มมตุ ทิ งั้ นนั้ เราใหร้ วู้ า่ เปน็ สมมตุ ิ สมมตุ ทิ ง้ั หมด คนกส็ มมตุ ิ
เรากส็ มมุติ กายของเราก็สมมตุ ิ หญงิ ก็สมมุติ ชายก็สมมุติ สมมุตทิ ง้ั นั้น ไม่มีอะไร
เป็นสักอยา่ งถ้าหากว่าไมม่ กี ารสมมุตกิ ัน

แล้วผมมันเป็นอะไร ต้นไม้ต้นหญ้าไม่มีการสมมุติว่าเป็นต้นไม้ต้นหญ้าแล้ว
ตน้ ไมต้ น้ หญา้ เปน็ อะไร เขาไมเ่ ปน็ อะไรสกั อยา่ ง แตเ่ ขาเปน็ ของเขาอยอู่ ยา่ งนนั้ เปน็ ของ
เกดิ ขนึ้ มาแลว้ กเ็ ปลย่ี นแปลง เปน็ การเจรญิ เตบิ โต หมดอายขุ องเขาแลว้ กเ็ ปน็ ดนิ เปน็ นำ้�
แล้วก็แหง้ แลง้ ไป

ผม ขน เลบ็ ฟนั หนงั ของเรากเ็ หมอื นกนั เขาเกดิ ขน้ึ มาตามธรรมชาติ แลว้ เขา
กม็ แี ตท่ จี่ ะมกี ารเปลย่ี นแปลงไปตามสภาพของเขา หลดุ ลยุ่ หกั พงั ไป ในทสี่ ดุ มนั กท็ บั ถม
แผน่ ดิน แลว้ มันจะเป็นอะไรถ้าหากวา่ เราไม่ไปสมมตุ ิ

ของเหลา่ นเ้ี ราตอ้ งศกึ ษา ถา้ หากวา่ เราไมศ่ กึ ษาแลว้ ของเหลา่ นล้ี ะ่ จะเปน็ อนั ตราย
แก่เรา จะเป็นพิษแก่เรานี่ ถ้าหากว่าเราไม่พิจารณาแล้ว จะท�ำให้จิตใจของเราเกิด
ความทุกข์ เกิดความกระสับกระส่ายร้อนรน เกดิ ความรักเกดิ ความชัง อะไรตอ่ อะไร
เกดิ มาจากการไม่แจ้งชัดในของท่มี ีอยู่ในเราทงั้ นนั้ เพราะสิ่งท่เี รามอี ยูน่ ี้ เพราะสิง่ ท่ี
ไม่ใช่อะไรสกั อยา่ งนี่

พระพทุ ธเจา้ จึงทรงสอนให้พิจารณาของท่ีมอี ยใู่ นเรานใ้ี ห้แจ้งให้ชดั แลว้ ความ
รอ้ นรนกระสับกระสา่ ยความหิวความกระหายจะไม่มี จุดม่งุ หมายของธรรมะค�ำสอน
ของพระพทุ ธเจ้า ทรงสอนใหร้ ะงบั ความหวิ กเิ ลสมันกนิ ไมอ่ ิ่มเป็น นตถฺ ิ ตณฺหาสมา
นท.ี  ๑ ความอยากของกิเลสมนั อม่ิ ไมเ่ ปน็ มันต้องศึกษา ไม่ศกึ ษาแล้วโรคหิวอันน้ี
มนั จะไมม่ โี อกาสทจ่ี ะหายจากจติ จากใจของเราทเ่ี ปน็ โรครา้ ย เปน็ โรคหวิ โรคกระหาย
โรคเร้อื รัง เหน็ อะไรมนั หิวหมด ธรรมะของพระพุทธเจ้าสอนให้หายจากโรค

๑ พุทธภาษิต นตฺถิ ตณฺหาสมา นท.ี แมน่ �้ำเสมอด้วยตณั หาไมม่ .ี มใี น มลวรรค ขุททกนกิ าย ธรรมบท
(เลม่ ท่ี ๒๕)

311

พากนั ศกึ ษานะ ตงั้ ใจศกึ ษา ตงั้ ใจคน้ คดิ ตงั้ ใจพจิ ารณา คอ่ ยคดิ ไปทลี ะนอ้ ยๆ
มนั จรงิ ไหม ศกึ ษาไปทลี ะอยา่ งๆ จนกระทงั่ ใจของเราชดั วา่ มนั จรงิ หรอื ไมจ่ รงิ ธรรมะ
คอื สจั ธรรม จรงิ ยงั ไงใหร้ ชู้ ดั ตามความเปน็ จรงิ ของเขานน้ั ความเปน็ จรงิ นไ้ี มต่ อ้ งสมมตุ ิ
เป็นอะไร ยาไม่ตอ้ งสมมตุ ิว่าเปน็ อะไร ยาไม่ต้องไปสมมตุ ิว่ายาขนานไหน ไมต่ อ้ งไป
สมมตุ ชิ อ่ื ยาอะไร กนิ ชอ่ื ยามนั ไมห่ ายหรอก ตอ้ งกนิ ยา ยาทเ่ี รากนิ แลว้ หายจากโรคนน้ั
มันไม่ตอ้ งไปสมมตุ วิ ่าชือ่ ยาน้นั ๆ เพราะชอ่ื มันจะมปี ระโยชน์อะไร (๒๓ ต.ค. ๓๑)
เมอื่ รขู้ องจรงิ แลว้ เรากต็ อ้ งรวู้ า่ อะไรเปน็ ตวั ตน อะไรเปน็ ชอื่ ของตวั ตน เรากต็ อ้ งรู้
เพือ่ ให้หายการลบู คล�ำลงั เลสงสยั แล้วก็ตั้งใจม่งุ มนั่ เขา้ มาศกึ ษาธรรมะของจริงอันนี้
เพ่อื จะไดแ้ จ่มแจ้งรูเ้ ห็นตามความเป็นจรงิ
ศึกษาดว้ ยดีย่อมเกดิ ปัญญาเกดิ ความรู้ รู้ของจรงิ ไม่ใชร่ ู้สมมตุ ิบัญญัติ เพราะ
เราศกึ ษาของจรงิ เราไมไ่ ด้ศกึ ษาสมมุติบัญญตั ิ รอู้ ะไรตามความเปน็ จรงิ ก็รชู้ ัดตาม
ความเป็นจริง ร้วู า่ ขนเป็นขน เล็บเปน็ เล็บ หนงั เป็นหนัง น่ันเอง ร้วู า่ เขาเปน็ ของเขา
อยา่ งนนั้ ใครจะตงั้ ชอื่ หรอื ไมต่ ง้ั ชอ่ื เขาไมส่ น เขาเกดิ มาเขาเปน็ อะไรเขากไ็ มร่ ู้ ตน้ ไมใ้ หญ่
ตน้ ไม้เล็ก เหน็ ไหมวา่ ธรรมมีอยู่ท่ัวไป ของจริงมอี ยทู่ ว่ั ไป ตายเป็นทง้ั น้นั เพราะมี
ความเกิด
ความเกิด ความแก่ ความตาย เปน็ ชอ่ื อนจิ จัง ทกุ ขัง อนตั ตา เปน็ ชอ่ื แต่
อนิจจงั ทกุ ขงั อนัตตา มจี รงิ มีอยูไ่ หน ก็มอี ยใู่ นของจริงนน่ั เอง (๑๒ ก.ย. ๓๙)

312

ละอุปาทานในของเกิดดบั

ในเมอื่ ร้จู ักความจริงของรา่ งกายของจิตใจ ก็ไม่หลงรา่ งกายและไมห่ ลงจิตใจ
ค�ำหลงๆ ทง้ั หลาย ไม่ใช่หลงสง่ิ อ่นื หลงกายเราหลงจิตเราน้ี ค�ำว่ารๆู้ ไมใ่ ชร่ ู้
อะไร รกู้ ายและรจู้ ติ ของเรานเี่ อง ถา้ หากวา่ เหน็ จติ ชดั ลงไปกจ็ ะไมห่ ลงสงั ขารวา่ เปน็ จติ
ถา้ หากว่ายงั ไม่เห็นจิตอยู่ตราบใด ก็ยังหลงวา่ สงั ขารน่นั ล่ะเป็นจิตอยตู่ ราบนั้น
สงั ขารเปน็ ของไมเ่ ทยี่ ง สงั ขารมกี ารเปลยี่ นแปลงไปตามสภาพเหตปุ จั จยั ในเมอื่
มกี ารเปลยี่ นแปลงไปตามสภาพเหตปุ จั จยั มนั กม็ ขี นึ้ มลี ง มลี มุ่ ๆ ดอนๆ หาความรม่ เยน็
เปน็ สขุ ในจติ ในใจไมไ่ ด้ แมแ้ ตส่ งั ขารเขากเ็ ปน็ ทกุ ข์ แลว้ ทนี ถ้ี า้ หากวา่ เราไปยดึ ตวั สงั ขาร
ท่ีเป็นตัวทุกข์ เราจะไมท่ กุ ขย์ งั ไง
จงึ วา่ ถา้ หากวา่ ยงั ไมเ่ หน็ จติ จะตอ้ งหลงสงั ขารวา่ เปน็ จติ จะตอ้ งไปยดึ อารมณท์ ี่
สังขารมนั สรา้ งขึ้น ยึดอารมณท์ ีส่ ังขารมนั ปรุงแต่งข้นึ นัน้ วา่ เปน็ จติ อารมณ์ทัง้ หลาย
ลว้ นแลว้ แต่เปน็ ของร้อน ในเมื่อเราไปยึดจติ เราก็รอ้ นอย่างน้ัน และรอ้ นจนกระทั่ง
ไม่รู้จักว่าร้อน ร้อนจนกระท่ังเคยชินกับความร้อน เหมือนกับไฟมันเคยชินกับ
ความร้อน ไฟเขาไม่รู้จกั ร้อน
พระพทุ ธเจา้ จงึ ทรงใหพ้ จิ ารณาลงไปใหเ้ หน็ วา่ สงั ขารเปน็ สงั ขาร สงั ขารเปน็ อนตั ตา
ไมใ่ ชส่ ตั วไ์ มใ่ ชบ่ คุ คล ในเมอ่ื เหน็ วา่ สงั ขารไมม่ อี ะไรเปน็ สาระเปน็ แกน่ เปน็ สาร เปน็ ตวั

313

เป็นตน สงั ขารไม่มีอะไร สังขารเปน็ ของว่าง ในเมอ่ื เห็นสงั ขารว่าเปน็ ของว่างไมม่ ีตัว
ไมม่ ีตน ใจของเราก็ปล่อยวางสังขารน้นั (๒๔ ต.ค. ๓๓)

เพราะทกุ อย่างไมม่ ปี ัญหาอะไร ไม่ว่าอายตนะภายใน ไมว่ ่าอายตนะภายนอก
ตากส็ กั แตว่ า่ ตา หกู ส็ กั แตว่ า่ หู จมกู กส็ กั แตว่ า่ จมกู ลนิ้ สกั แตว่ า่ ลน้ิ กายกส็ กั แตว่ า่ กาย
จะเปน็ รปู รส กลนิ่ เสยี ง หรอื สมั ผสั สงิ่ ทสี่ มั ผสั ทางกายกส็ กั แตว่ า่ สงิ่ ทส่ี มั ผสั ทางกาย
ลว้ นแลว้ แตเ่ ปน็ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ทง้ั นน้ั ไมม่ อี ะไรเปน็ สาระแกน่ สารอะไรทงั้ นน้ั
ไม่มีอะไรเปน็ ตวั ตน

ส่ิงเกิดข้ึนนั้นไมว่ ่าจะสมมตุ วิ ่าเป็นอะไร ดับทั้งน้นั ทง้ั ภายในและภายนอก

ในเมอ่ื ความจรงิ เกดิ มาแลว้ ดบั ไป อะไรจะเปน็ ตวั เปน็ ตน เปน็ เราเปน็ เขา มนั ไมม่ ี
น่ี ทม่ี ี.. ก็มีแตจ่ ิตเท่านัน้ ก็พจิ ารณาจิตใหม้ นั ชัด พจิ ารณาจติ ใหม้ ันชัด จนกระท่งั
ไม่มีอะไรท่ีจะตกค้างอยู่ภายในจติ มแี ต่จติ อันเดยี วเทา่ น้ี

แมแ้ ตจ่ ติ อนั เดยี วนก้ี ส็ กั แตว่ า่ จติ เทา่ นน้ั มนั เปน็ ธรรม ไปสมมตุ ยิ งั ไง กค็ อื เปน็
ธรรมชาตจิ ติ ไปสมมตุ ยิ งั ไงกเ็ ปน็ ธรรมชาตทิ ร่ี อู้ ยู่ เขาไมเ่ คยสมมตุ วิ า่ เขาเปน็ จติ หรอื วา่
เขาเป็นธาตุรู้ ความรู้เขาไม่เคยสมมุตินี่ ให้มันชัดเจนแจ่มแจ้ง ก็เรียกว่าได้เรียน
ปรญิ ญาเอก ปริญญาเอก มัธยม ประถม เราจะเทยี บอย่างโลกๆ เขา ก็ไม่ผิด

เพราะคำ� วา่ เปรยี บ คำ� วา่ เทยี บ กค็ อื โลกๆ อยแู่ ลว้ ใครทเี่ ขา้ ถงึ ธรรมชาตทิ พี่ น้
จากสมมุติ คนนนั้ เรียกไดว้ า่ รทู้ ัง้ สมมุติ และ ร้ทู ง้ั ธรรมชาตทิ ่พี น้ จากสมมุติ นนั้

ในเมื่อรู้อยา่ งนแี้ ลว้ เหน็ อยา่ งนแ้ี ล้ว ใครจะไปยดึ สมมุตเิ ปน็ ตัวเปน็ ตนนน้ั ไมม่ ี

(๑๘ ม.ค. ๕๕)

จึงว่า กาย ให้พิจารณาใหม้ นั ชัดลงไปว่า กายสกั แตว่ ่ากาย ไม่ใชส่ ตั ว์บุคคล
ตัวตนเราเขาจริงๆ ในเมื่อผู้ปฏิบัติเห็นชัดแล้ว มันก็ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา
จริงๆ ถ้าหากว่ามนั ไม่ชดั แล้ว มันก็เป็นอยู่ แต่มนั เป็นสกั แต่วา่ พดู แต่ใจมันไมเ่ ห็น

314

จงึ วา่ มนั ตอ้ งทำ� ใหช้ ดั ทำ� ใหเ้ ปน็ ทำ� ใหเ้ หน็ ชดั จรงิ ๆ แลว้ มนั เปน็ อยา่ งทท่ี า่ นกลา่ วไว้
กายสักแตว่ ่ากาย ไม่ใช่สัตวบ์ ุคคลตัวตนเราเขา มนั เป็นอย่างนจี้ รงิ ๆ ในเมือ่ ผปู้ ฏิบตั ิ
รู้แลว้ เห็นแล้ว เขา้ ถงึ แลว้ มันไม่ใชจ่ รงิ ๆ
ในเมอ่ื มนั ไมใ่ ชแ่ ลว้ มนั จะไปยดึ ทำ� ไม มนั กป็ ลอ่ ยวางในขณะนน้ั ทนั ที (๑๖ ส.ค. ๓๑)

315

ละแม้อปุ าทานในเอกคั คตา

พระพทุ ธเจา้ ทรงประกาศเปน็ ศาสนาไว้ “ใหป้ ลอ่ ยวางใหล้ ะเสยี ซง่ึ อปุ าทานความ
ยดึ ถอื ทั้งหมด”

คำ� วา่ “ยดึ ถอื ” กไ็ ปยดึ ถอื ของทเี่ กดิ นน่ั เอง รปู กเ็ ปน็ ของเกดิ ขนึ้ เวทนากเ็ ปน็ ของ
เกดิ ขน้ึ สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ ลว้ นแลว้ แตเ่ ปน็ ของทเ่ี กดิ ขน้ึ ทง้ั นน้ั ใหป้ ลอ่ ยวางเสยี
สง่ิ ทเ่ี กดิ ขน้ึ ทงั้ หมดนนั้ อนั นนั้ ละ่ ใหป้ ลอ่ ยวาง พระพทุ ธเจา้ ทรงสอนใหป้ ลอ่ ยวางทง้ั นน้ั
แมแ้ ตส่ ขุ ในองคฌ์ านทเ่ี รยี กวา่ ปตี ิ สขุ เอกคคฺ ตา ปตี ิ พระพทุ ธเจา้ กท็ รงไมใ่ หย้ ดึ ถอื
สขุ พระพทุ ธเจา้ กท็ รงให้ปล่อยวาง แม้แต่ เอกคคฺ ตา กท็ รงไม่ให้ไปยึด

แตก่ ใ็ หต้ ัง้ อย่ใู น เอกคคฺ ตา นน้ั ในเมื่อตัง้ อยใู่ น เอกคคฺ ตา อุเบกขาก็เกิดข้นึ
ปตี ิ เอกคคฺ ตา อเุ ปกฺขา กห็ มายถึงว่าใจของเราไมไ่ ปติดใน สุข ใน ปีติ ใจของเรา
ไม่ไปติดใน เอกคคฺ ตา นั้น ปล่อยวาง อุเบกขา

อุเบกขาเป็นฐานท่ีจะรู้เป็นฐานท่ีจะเห็น เป็นฐานที่จะได้ส�ำเร็จตรัสรู้มรรคผล
พรอ้ มทจี่ ะรู้ พร้อมทีจ่ ะเหน็ เปน็ จดุ ท่รี องรับจุดท่จี ะเกดิ จุดทจี่ ะเปน็

ถ้าหากวา่ เราไปติดใน ปตี ิ เราก็จะไปตดิ ในของไม่เทีย่ ง

ในเม่ือของน้ันเป็นของเกิด อันนั้นจะต้องแตกสลายจะต้องดับไปทั้งนั้น
พระพทุ ธเจ้าจึงทรงสอนใหป้ ลอ่ ยวางเสีย อยา่ ไปตดิ ใน ปตี ิ อยา่ ไปติดใน สขุ แม้แต่
เอกคฺคตา กท็ รงไม่ใหไ้ ปตดิ ให้วางเปน็ อเุ บกขาเสีย

316

อเุ บกขาในระหวา่ งทจี่ ติ เปน็ เอกคคฺ ตา นน้ั เปน็ อเุ บกขาในองคฌ์ าน อเุ บกขาใน
โพชฌงค์ โพชฌงค์ นท้ี างแหง่ ความตรสั รู้ จติ ทเ่ี ขา้ ถงึ อเุ บกขาฌาน จติ เขา้ ถงึ อเุ บกขา
สัมโพชฌงค์ เป็นจิตพร้อมท่ีจะตรัสรู้ เป็นจิตท่ีจะได้ส�ำเร็จมรรคผล ญาณทัศนะ
พรอ้ มทจ่ี ะเกดิ พร้อมท่จี ะรูจ้ ะเห็น พรอ้ มทจี่ ะเป็น พรอ้ มทจี่ ะเกิดข้ึนในอเุ บกขา
จิตทเี่ กดิ ขนึ้ ในอเุ บกขาคอื ปลอ่ ยวางทง้ั หมด ใจเป็นมชั ฌมิ าอย่างเตม็ ที่
ใจเปน็ มชั ฌมิ าสมบรู ณบ์ รบิ รู ณ์ ทเ่ี รยี กวา่ สมมฺ าทฏิ €ฺ ิ สมมฺ าสงกฺ ปโฺ ป สมมฺ าวาจา
สมมฺ ากมมฺ นฺโต สมฺมาอาชโี ว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ อนั นี้ล้วนแล้วแต่
เปน็ มรรค องคม์ รรคทงั้ หมดในเมอื่ สรปุ ลงไปแลว้ เปน็ อเุ บกขาสมั โพชฌงค์ ปลอ่ ยวางหมด
เป็นมชั ฌิมาปฏปิ ทา มรรคเปน็ ข้อปฏิบตั ิ
มรรคในเมอ่ื มกี ารประชมุ รวมกนั เขา้ เปน็ หนงึ่ นลี้ ะ่ จดุ แหง่ ความตรสั รู้ จดุ ทจี่ ะได้
สำ� เร็จมรรคสำ� เรจ็ ผล (๒๘ ต.ค. ๓๑)

317

พ้นทุกข์

ค�ำวา่ “พน้ ทุกข”์ ก็พ้นจากกองเกิดกองตายกองนี้
ทำ� ไมจงึ พน้ เลา่ กเ็ พราะกองเกดิ กองตายอนั นี้ มนั ของเกดิ ของตาย มนั ไมใ่ ชเ่ รา
พระพทุ ธเจา้ ทรงเปน็ ผทู้ ไี่ มเ่ กดิ อกี ตอ่ ไป กห็ มายความวา่ ทรงพน้ จากความเกดิ ความแก่
ความตาย ทรงพน้ จากของเกดิ ของตายอนั นเี้ อง ทำ� ไมจงึ ทรงพน้ เลา่ กเ็ พราะทรงเหน็ วา่
ของเกดิ ของตายอนั นส้ี กั แตว่ า่ ของเกดิ ของตายเทา่ นน้ั ไมใ่ ชอ่ ะไรสกั อยา่ ง ในเมอื่ ไมใ่ ช่
อะไรสักอย่าง ไม่ใชเ่ ราไมใ่ ช่เขาแลว้ จะไปยดึ ไปตดิ ได้อยา่ งไร
เพราะค�ำว่า “ปล่อยวาง” ก็คอื หลุดออกไป คำ� วา่ “ไมป่ ลอ่ ยวาง” ก็คือยังกำ� อยู่
ยงั ยดึ อยู่ ยงั เกาะแนน่ อยู่ ยงั ไมห่ ลดุ ปลอ่ ยวางคอื หลดุ ไป หลดุ จากจติ จากใจ จติ ใจ
กห็ ลุดจากสง่ิ นน้ั ๆ หลดุ จากของเกดิ ของตาย ไม่เกิดไม่ตายอกี ต่อไป
พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงพ้นทุกข์ พ้นทุกข์ก็คือพ้นจากกองทุกข์ คือกองเกิด
กองตายอนั น้ี เราๆ กเ็ หมือนกนั ตกอยู่ในกองทกุ ขก์ ค็ ือตกอยใู่ นกองเกิดกองตาย
ติดอยู่ในกองทุกข์ก็คือติดอยู่ในกองเกิดกองตาย ถ้าปลงวางได้เม่ือไร ก็เป็นอันว่า
พน้ จากกองเกดิ กองตาย ของเกดิ ของตายเมือ่ นัน้ (๑๕ มี.ค. ๔๒)
พระพทุ ธเจา้ ทรงสอนใหป้ ลอ่ ยวาง เพราะไปยดึ แลว้ มนั ทำ� ใหเ้ ปน็ ทกุ ข์ เพราะของที่
เกดิ ขน้ึ ทงั้ หมดมนั ดบั ไปทงั้ นน้ั จะยดึ ไวไ้ มอ่ ยากใหเ้ ขาเสยี หาย ไมอ่ ยากใหเ้ ขาหมดสน้ิ

318

ไมอ่ ยากใหเ้ ขาดบั ไป ยึดไวย้ ังไงก็ไมเ่ ป็นไปตามความอยากของเรา เพราะธรรมชาติ
ท่เี กิดขึ้นเขาจะตอ้ งดบั ไปทั้งน้นั

ปลอ่ ยวางทกุ สง่ิ ทกุ อยา่ ง เราปลอ่ ยวางแลว้ มนั สบาย มนั ไมห่ นกั มนั เหมอื นกบั วา่
ของท่ีเราถอื ไว้ในมือ ถงึ วา่ จะไม่หนักหนาอะไร ถอื อยอู่ ยา่ งน้นี านๆ มันกเ็ มือ่ ยเปน็
เหมอื นกนั กำ� อยอู่ ยา่ งนน้ั นานๆ มนั กเ็ มอ่ื ยเปน็ เหมอื นกนั ถา้ หากวา่ เอาของทม่ี นั หนกั
มาแบกอยทู่ บี่ ่า เราไม่ยอมวาง เราไม่ยอมปลงน่ี มนั ก็เป็นทกุ ข์

ความยึดท้งั หลายนั้นแหละล้วนแต่เป็นสง่ิ ท่เี ราแบกเราเอาไว้ ลว้ นแตท่ ่ีจะท�ำให้
เราตอ้ งหนกั ทง้ั นน้ั หรือทจ่ี ะต้องท�ำให้เราเป็นทกุ ข์ท้งั นน้ั

ไม่เอาอะไรสกั อยา่ ง เพราะศาสนาของพระพทุ ธเจ้าสอนใหล้ ะ ไมต่ ้องเอาอะไร
สักอย่าง ดีก็ไม่เอา เพราะความดีนั้นเป็นของเกิด ของเกิดท้ังหลายเขาจะต้องดับ
ความดที เี่ ราไปวา่ เขาดี แลว้ เรากไ็ ปชอบใจวา่ เขาดี สง่ิ ทเี่ ขาดนี นั้ เขาไมร่ ตู้ วั ของเขาเองวา่
เขาเปน็ อะไร เขาไมร่ ตู้ วั ของเขาเองวา่ เขาดี แมแ้ ตเ่ ขาเกดิ ขนึ้ เขากไ็ มร่ ู้ เขาจะดหี รอื ไมด่ ี
เขาจะรตู้ วั ของเขาไดย้ งั ไง จะเปลยี่ นแปลงเขากไ็ มร่ ู้ ถงึ เขาจะเปลย่ี นแปลงยงั ไง เขากไ็ ม่
รู้ว่าเขาเปลีย่ นแปลง เขาจะดบั ไปเขาก็ไม่รู้

จงึ วา่ อะไรทเี่ กดิ ขนึ้ ทง้ั หมด ใหเ้ ราศกึ ษา สง่ิ ทเี่ กดิ ขนึ้ นน้ั อยา่ ไปยดึ อยา่ ไปหวงแหน
ส่ิงที่เกิดขึ้นนั้นถ้าหากว่าเราไปยึดเอาไว้ มันจะท�ำให้เราเป็นทุกข์ ท�ำให้เราเครียด
ท�ำใหเ้ รามคี วามลำ� บาก เปน็ ทุกขม์ าก เพราะเราไปยึดของทเี่ กิดดับ (๒๘ ต.ค. ๓๑)

ท่านจงึ วา่ อปุ าทาน ความยดึ ยึดของเกิดตาย ยดึ ของเกิดดบั ยึดของไม่มตี วั
ไม่มีตน

ทา่ นจงึ ใหพ้ จิ ารณาใหร้ ชู้ ดั ตามความเปน็ จรงิ ของสง่ิ ทเี่ ปน็ ขา้ ศกึ สงิ่ ทเี่ ปน็ พษิ เปน็
ภัยนนั้ อะไรเปน็ ข้าศึก อะไรเปน็ พษิ เปน็ ภัย ก็เรอ่ื งของเกดิ ของดับอนั น้ีละ่ เปน็ ข้าศกึ
เอาของเกดิ มาดบั อนั นม้ี าพจิ ารณาศกึ ษาเรยี นรู้ ถา้ ไมศ่ กึ ษาแลว้ เราจะรแู้ จม่ แจง้ ไดย้ งั ไง
ในท่ีสุดมันก็กลายเป็นสมุทัย เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ไปหมด ทั้งที่ของเหล่าน้ีไม่ได้รู้

319

เรอ่ื งราวอะไร สงั ขารเกดิ มาแลว้ กด็ บั ไป สงั ขารปรงุ แตง่ แลว้ กแ็ ลว้ ไป เกดิ มาแลว้ กแ็ ลว้ ไป
ไมเ่ ห็นอะไรทจ่ี ะเป็นตวั เป็นตน ทา่ นจงึ วา่ อนตฺตา
ถอนเราอยเู่ สมอ ถอนเราออกจากคำ� วา่ สงั ขาร อยเู่ สมอ อยา่ ไปยดึ สงั ขารเปน็ ความ
ปรงุ ความแตง่ ตวั สมทุ ยั นนั้ อยา่ ไปยดึ ถอนเราออกจากสมทุ ยั ถอนเราออกจากตวั สมทุ ยั
อยเู่ สมอ ไมม่ อี ะไรเปน็ สมทุ ยั นอกจากตวั ปรงุ ตวั แตง่ ตวั นล้ี ะ่ เปน็ เหตุ เหตทุ ส่ี มมตุ กิ นั วา่
เป็นเหตใุ หเ้ กดิ ทกุ ข์
เปลอื้ งออกมาใหไ้ ด้ จติ ทเ่ี ปลอ้ื งออกมาไดน้ นั้ ไมต่ อ้ งพดู วา่ เปน็ นโิ รธ ไมต่ อ้ งพดู
มันก็เป็น เพราะเหตุทที่ �ำใหเ้ กิดทกุ ข์มนั ไม่มี (๒๒ เม.ย. ๒๔)

320

วา่ งเพราะวาง

ศาสนาของพระพุทธเจา้ สอนให้รู้จติ เห็นจติ เรียกวา่ รู้ธรรมเห็นธรรม

อะไรมันปกปดิ เอาไว้ สมมุติบญั ญตั ทิ ั้งหมดในโลกอนั นล้ี ่ะปกปดิ ธรรม ปกปดิ
ธรรมกค็ อื ปกปดิ จติ ในเมอ่ื เปดิ สมมตุ บิ ญั ญตั ทิ งั้ หลายออกไปแลว้ ไมต่ อ้ งปรารถนาจะรู้
กร็ กู้ เ็ หน็ เหมอื นกบั ภาชนะครอบแกว้ แหวนเงนิ ทอง ครอบแลว้ ไมเ่ หน็ ถา้ เปดิ ออกไปแลว้
ไมต่ อ้ งไปหากเ็ หน็ ใจของเรากเ็ หมอื นกนั เปดิ ออกใหห้ มดไมใ่ หม้ อี ะไรตกคา้ ง วางออก
ไปหมด

ขา้ งนอกเขาเปน็ ธรรมชาตขิ องเขา ความสะอาดสะอา้ นขา้ งนอกเขาเปน็ ธรรมชาติ
ของเขา ความรกรุงรังข้างนอกเขาเป็นธรรมชาติของเขา สะอาดสะอ้านหรือสกปรก
รกรงุ รงั ใจเทา่ นนั้ วา่ เปน็ อนั นน้ั เปน็ สงั ขารทงั้ นน้ั เปน็ อนจิ จงั ทงั้ นนั้ เปน็ ทกุ ขงั เปน็ อนตั ตา
กอ็ ันเดียวกนั คือเป็นของเกดิ มาแลว้ ดบั (๓ มี.ค. ๔๒)

การภาวนากค็ อื การคน้ ควา้ ทำ� ใหแ้ จง้ ในสงิ่ ทเี่ ราไมแ่ จง้ ไมช่ ดั การศกึ ษาในสงิ่ ทเี่ รา
ไม่แจง้ ไมช่ ดั น้ีล่ะ เปน็ การท�ำใหเ้ กิดความรู้ความเขา้ ใจแจม่ แจง้ ในส่งิ ทเี่ รายังไม่รนู้ น้ั
ทใี่ จของเรายดึ นน้ั กเ็ พราะใจของเราไมแ่ จง้ ชดั ตามความเปน็ จรงิ ใจของเราแจง้ ชดั ตาม
ความเปน็ จรงิ ขณะใด ขณะนนั้ ใจของเราปลอ่ ยวางเองโดยไมต่ อ้ งตง้ั ใจทจ่ี ะปลอ่ ยวาง

ในเมื่อเราปลอ่ ยวางไปตามความเป็นจริงของเขาแลว้ ใจของเราก็ปรากฏว่าวา่ ง
วา่ งเพราะเราปลอ่ ยวาง วา่ งเพราะเราเหน็ ชดั ตามความเปน็ จรงิ วา่ งจากสง่ิ ทมี่ ากวนใจ

321

ว่างจากเร่ืองราวต่างๆ ที่เคยรุงรังอยู่ในใจ เร่ืองที่เคยรุงรังอยู่ในใจของเราจะไม่มี
เรยี กวา่ ใจของเราวา่ ง แตค่ ำ� วา่ ใจวา่ ง ใจกย็ งั มี ไมใ่ ชว่ า่ ใจวา่ งไมม่ ใี จ ใจวา่ งใจกย็ งั มี

(๒๕ ก.พ. ๓๗)

ใจของเราว่างน่ี ว่างค�ำว่าสัตว์ ว่างค�ำว่าคน เป็นอากาศธาตุไปเลย ค�ำว่า
อากาศธาตุ เป็นอากาศไปหมด ว่างเปล่าเป็นอากาศจากค�ำว่าสัตว์ ค�ำว่าคน คือ
ความเปน็ คนความเปน็ สตั วไ์ มม่ ี ถา้ หากวา่ ความเปน็ คนยงั มอี ยคู่ วามเปน็ สตั วย์ งั มอี ยู่
ความเป็นนนั้ เป็นนี้ยังมอี ยู่ ใจมนั ก็ยงั ไม่วา่ ง มนั ก็ยังไมเ่ ปน็ อากาศธาตุ
แมแ้ ตอ่ ากาศธาตุ กส็ กั แตว่ า่ เราพดู กนั อากาศธาตเุ ขากไ็ มไ่ ดว้ า่ เขาเปน็ อากาศธาตุ
ทเ่ี ปน็ อากาศธาตเุ ป็นเพราะเราไปสมมตุ ิมาพูดกันเทา่ นน้ั ความจรงิ แลว้ เขาไม่ได้เปน็
อะไรน่ี ปลอ่ ยวาง ราบไปหมด ไมม่ อี ะไรจะไปยดึ อะไร มนั ไมม่ อี ะไรจะใหย้ ดึ ใครจะ
ไปยึดของว่าง ใครจะไปยึดอากาศ จงึ ว่ามันว่าง ถา้ หากวา่ ใจของเรามนั วา่ ง
โลกธาตุเปน็ อนั หนงึ่ อันเดียวกนั หมด ใจของเรามนั เป็น (๑๖ ส.ค. ๓๒)

322

“ คำ� วา่ จติ เดมิ กบั พระนพิ พาน เปน็ คนละอนั แตว่ า่ จติ เดมิ ทถ่ี งึ พระนพิ พาน
ก็มีจิตเดิมคือจิตที่บริสุทธ์ิ จิตที่บริสุทธิ์ก็ไม่ใช่จิตอันอื่นๆ จิตที่บริสุทธิ์
ก็จติ เดมิ จากจติ เดมิ มาเป็นจติ บรสิ ุทธิ์ อนั เดมิ นัน้ ละ่ มาเปน็ จิตท่ีบริสุทธ์ิ
ข้ึนมา เรียกว่า เป็นจิตบริสุทธ์ิ จิตเดมิ ทเ่ี ห็นพระนพิ พานก็อนั เดยี วกัน
ต่างกันแต่ชือ่ เทา่ นน้ั เอง
ถ้าหากจิตเดมิ น่ี ขน้ั พระโสดาบันกส็ ามารถท่ีจะรจู้ ะเหน็ ได้ แตท่ ี่นี้จติ เดมิ
มีการซกั ฟอกยงั ไมส่ ะอาดพอ.. ”

(๑๗ ม.ี ค. ๒๙)

323

 นพิ พาน 

ถึงจติ ทบ่ี รสิ ุทธิ์

เมื่อวานมีคนมาถาม หลวงตา ๑ ไดต้ รสั รธู้ รรมในบรเิ วณไหน
ก็เลยตอบเขาว่า “หลวงตาตรัสรู้ธรรมหรือรู้ธรรมเห็นธรรมพูดถึงในบริเวณ
ก็บรเิ วณใจของทา่ น พูดถึงว่ารธู้ รรมเหน็ ธรรมกค็ อื เหน็ ใจของท่าน”
อยู่ท่ีไหน.. อยู่ที่ใจ สถานที่ตรงน้ันๆ ไม่สามารถที่จะได้รู้ธรรมเห็นธรรมได้
เพราะธรรมไมไ่ ดอ้ ยกู่ บั สถานที่ ธรรมไมไ่ ดอ้ ยกู่ บั บรเิ วณอนื่ ๆ รธู้ รรมเหน็ ธรรมตอ้ งรู้
ในสถานทธี่ รรมอยู่ ธรรมอยตู่ งั้ อยอู่ ยา่ งนนั้ ตลอดกาล ใครจะรใู้ ครจะไมร่ ธู้ รรมกม็ อี ยู่
อย่างนน้ั และอยู่ในสถานทน่ี น้ั ตลอดกาลมาตลอดกาลไป ไม่ไดส้ นใจกับใครทจ่ี ะรู้
ใครท่ีจะหลง เหมือนกับแผ่นดนิ ไม่ได้สนใจกบั ใคร จะใชแ้ ผน่ ดนิ ให้เป็นประโยชน์
หรอื ไม่ แผน่ ดนิ ไมส่ น นำ�้ ลม ไฟ กเ็ หมอื นกนั ดนิ นำ้� ลม ไฟ กเ็ ปน็ ธาตุ ธรรมกเ็ ปน็ ธาตุ
เป็นธรรมชาตทิ ่ีมอี ยู่
พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ได้ตรัสรู้ธรรมก็ตรัสรู้ธรรมท่ีมีอยู่ พระพุทธเจ้า
ทกุ พระองคจ์ ะไมต่ รสั วา่ “ธรรมนไ้ี มม่ ใี นโลก เราตรสั รธู้ รรม ธรรมจงึ ม”ี พระสาวกของ
พระพทุ ธเจา้ กเ็ ชน่ เดยี วกนั ในเมอื่ ทา่ นผใู้ ดรธู้ รรมเหน็ ธรรมแลว้ จะตอ้ งยอมรบั อยา่ ง
สนทิ ใจวา่ ธรรมอันน้มี ีอยู่ในโลก มอี ยใู่ นใจตลอดกาล มอี ยทู่ ่ใี จตลอดกาล

๑ หลวงตา ในที่นีค้ อื พระธรรมวิสทุ ธิมงคล (หลวงตาพระมหาบวั ญาณสัมปนั โน) วดั ป่าบา้ นตาด อ.เมือง
จ.อดุ รธานี

324

พระพุทธเจ้าทา่ นจงึ ทรงรู้ว่าเปน็ ของเกา่ ไม่ใช่รูข้ องใหม่

ใครๆ ชอบมาถาม “หลวงตาไดส้ ำ� เรจ็ มรรคผลตรงไหน” ตรงไหน.. จะใหเ้ ราไปช้ี
โอย๊ เราไมม่ เี วลา ถา้ หากวา่ จะใหเ้ ราช้ี กช็ ล้ี งทใี่ จ เพราะธรรมอยตู่ รงนี้ ธรรมอยตู่ รงน้ี
จะไปรู้ที่อื่นได้ยังไง

พระพุทธเจา้ ทุกพระองคๆ์ ตรสั รู้ธรรมกธ็ รรมอยู่ตรงน้ี ไมใ่ ชธ่ รรมอย่ตู รงโน้น
ถา้ หากว่าไม่รู้ธรรมอยตู่ รงนีแ้ ลว้ ธรรมอยูต่ รงโน้นนีเ่ ป็นธรรมของปลอม ไมใ่ ช่ธรรม
ของจรงิ ถ้ารอู้ ันน้แี ล้วธรรมข้างนอกเป็นธรรมของจริงไปหมด รจู้ ริงในธรรมท่มี ีอยู่
ธรรมข้างนอกจะรจู้ ะเห็นก็กลายเปน็ ธรรมของจริง ไม่รไู้ มเ่ ห็นธรรมท่มี อี ยูภ่ ายในใจ
ธรรมภายนอกก็ร้ไู มจ่ รงิ เห็นไมจ่ ริง

จึงไม่ตอ้ งลบู คลำ� ลงั เลสงสยั อะไรกนั อยู่ตามรกุ ขมลู ร่มไม้ อยู่ตามปา่ ตามดง
อยา่ ไปคดิ วา่ ไมม่ โี อกาสไดศ้ กึ ษาเลา่ เรยี น เราอยตู่ รงไหนๆ ธรรมทเ่ี ราจะศกึ ษาเลา่ เรยี น
มอี ยูก่ บั เราตลอดกาล นงั่ อยตู่ ามรม่ ไมเ้ งอ้ื มผาตรงไหนก็ช่าง ลมหายใจ กเ็ ปน็ ธรรม
มคี วามเป็น อนิจจงั ทกุ ขงั อนัตตา อยใู่ นลมหายใจเขา้ และออกนั้น อยตู่ รงไหน
ความเกดิ ความแก่ ความตาย อรยิ สจั ธรรม กอ็ ยกู่ บั เรา ความเกดิ ความแก่ ความตาย
อยู่กบั เราทกุ ขณะ

แลว้ เราจะไปกงั วลวา่ เราไมไ่ ด้ศึกษาเลา่ เรยี น ไมม่ ีครมู ีอาจารยส์ อนได้อยา่ งไร
ไมม่ ตี �ำรบั ตำ� ราท่ีจะดทู จ่ี ะอา่ นได้อยา่ งไร (๓๐ ม.ค. ๔๒)

พระพทุ ธเจา้ ทา่ นทรงรธู้ รรมกท็ รงรธู้ รรมทมี่ อี ยใู่ นองคพ์ ระพทุ ธเจา้ ทรงรกู้ ายวา่
เปน็ ของเกิดดบั ทรงรู้ใจว่าเปน็ สังขารของเกดิ ดบั แล้วกท็ รงรธู้ รรมชาตใิ จวา่ เปน็ ของ
ไมเ่ กิดไม่ดบั เรียกวา่ อมตธรรม

อมตธรรม พระพทุ ธเจา้ ทรงรแู้ จง้ ในใจอนั นนั้ เปน็ ของทไี่ มต่ ายเปน็ พระพทุ ธเจา้
ทรงรแู้ จง้ ธรรมชาตใิ จนั้น เรยี กวา่ ทรงรแู้ จง้ ธรรมอันบริสุทธิ์ อนั น้นั ไม่มีกิเลสตัณหา
หยั่งเขา้ ไปถึง

325

เหมือนกับใบบัวเป็นอย่างไร ธรรมชาติท่ีเป็นใจอมตะเหมือนกับใบบัวแช่อยู่
ในนำ�้ หรือวา่ พ้นจากน�้ำ แช่อยใู่ นนำ�้ นานสกั เทา่ ไร นำ�้ ไมม่ โี อกาสซึมเขา้ ไปในใบบวั
ธรรมชาติจิตท่เี ป็นอมตะกเ็ หมอื นกนั ไมผ่ ิดหรอก
สรุปแล้ว พระพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งในธรรม ก็คือทรงรู้แจ้งในกายในจิตน่ันเอง

(๑๒ มิ.ย. ๔๑)

326

ธรรมอนั ไมต่ าย

รา่ งกายอันน้ี

เกิดเขาก็ไม่รู้ แก่เขาก็ไม่รู้แต่เขาหากแก่ทุกวัน ตายเขาก็ไม่รู้แต่เขาหากตาย
ทกุ วนั เขาหมดไปส้นิ ไปก็คอื ตายทกุ วันน้ันเอง ผม ขน เล็บ ฟนั หนัง ธาตเุ หลา่ นี้
เป็นธาตุไม่รู้ เราสมมุติเอาธาตุที่ไม่รู้เกิดมาเป็นธาตุที่ไม่รู้น้ี เอามาเป็นคนเป็นสัตว์
ของไม่ร้เู รือ่ งเอามาสมมุตมิ ันจะเป็นหรอื สมมุตยิ ังไงมนั ก็ไมร่ ู้เร่อื ง สมมตุ ยิ งั ไงมันก็
ไม่เปน็ อยา่ งทส่ี มมตุ กิ นั

ท�ำไมจึงว่าไม่เป็นอย่างท่ีสมมุติ สมมุติว่าเป็นคน แต่เขาเป็นของเกิดมาตาย
ทั้งน้ันใชไ่ หม เขาตายของเขาโดยธรรมชาติ เกดิ แลว้ ไม่ตายไมม่ ี สมมุติเอาของที่เกดิ
มาตายเปน็ คน สมมุตแิ ลว้ จะให้เปน็ อย่างสมมตุ มิ ันไมไ่ ด้

จึงว่า ความเกิด ความแก่ ความตาย จงึ เป็นธรรมทีเ่ ราจะต้องศึกษากันให้ย่ิง
พระพทุ ธเจา้ ทรงรธู้ รรม ทรงรคู้ วามเกดิ ความแก่ ความตาย ทรงรโู้ ลกธาตนุ เี้ ปน็ ของเกดิ
ของแก่ ของตาย โลกธาตไุ มใ่ ชใ่ คร โลกธาตไุ มม่ อี ะไรทจ่ี ะเปน็ สาระเปน็ แกน่ สาร เกดิ ขนึ้
แลว้ มแี ต่สลายตวั ทั้งน้ัน

แม้องค์พระพุทธเจ้าก็ทรงเกิดมาแล้วสลายตัวหาประมาณมิได้ จึงไม่มีอะไร
ทจ่ี ะเปน็ แกน่ เปน็ สารเปน็ สาระกบั การเกดิ ขน้ึ มาแลว้ กต็ ายสลายลงไป โลกธาตใุ นเมอ่ื
มันไม่มีอะไรเป็นสาระเปน็ แกน่ สาร ก็เรียกว่าไมม่ ตี วั ไม่มตี น

327

จิตของเรานี้ก็เช่นกัน ดูเข้าไป ความคิดทั้งหมดเปรียบเหมือนกับฟองน้�ำ
ความดีก็เหมือนกับฟองน�้ำ คิดไม่ดีก็เหมือนกับฟองน้�ำ ความคิดของเราท้ังหมด
ความคดิ ของสตั วโ์ ลกทงั้ หมดเปน็ อนตั ตาทง้ั นนั้ ความคดิ เกดิ มาจากไหน เกดิ มาจากจติ
รา่ งกายของเรามีกิริยาขึน้ มา จิตของเราก็มีกิรยิ า เราเดินเปน็ กิรยิ า เราทำ� การท�ำงาน
เป็นกิรยิ า รา่ งกายเรามกี ริ ิยา จติ ของเราก็เหมือนกัน ความคิด ความปรุง ความแต่ง
เป็นกริ ิยา แตเ่ วลาเราหยดุ คดิ หยดุ ปรุง หยดุ แต่ง จติ ของเรากม็ ี

เวลาตาย เวทนาดบั สญั ญาดบั สงั ขารดบั วญิ ญาณกด็ บั แตธ่ รรมชาตทิ เ่ี ปน็ จติ
ไมไ่ ด้ดับ เวทนาเกิดจากจติ สัญญา สงั ขาร วิญญาณ เกดิ จากจิต จิตอนั น้ันเป็น
สถานทเ่ี กดิ เวทนา สัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ เปน็ ขนั ธ์ แตเ่ วลาตาย ขนั ธท์ ั้งหลายดบั
แต่ธรรมชาติจิตยงั มีอยู่

พระพุทธเจ้าทรงเข้าถึงธรรมที่ไม่ตาย พระสาวกของพระพุทธเจ้าเข้าถึงธรรม
อนั ไมต่ าย ขันธ์ทั้งหลายดบั ไปหมด แต่ธรรมชาตจิ ิตท่พี ้นจากขันธน์ ้นั ปล่อยวางขันธ์
หลดุ จากขนั ธ์ด้วยประการท้ังปวง จิตนน้ั ยงั อยู่ จงึ ว่าพิจารณาของเกิดดบั ทง้ั ส่วนรปู
ท้งั ส่วนนามให้มนั ชัด จิตของเราท่ีพ้นจากขนั ธ์ มนั ก็เดน่ ชัดข้ึนมาเชน่ เดียวกัน

ธรรมแมแ้ ตเ่ ลก็ นอ้ ยเทา่ นน้ั ละ่ มคี า่ มาก ขณะจติ เดยี วเทา่ นน้ั มคี า่ มากเหมอื นกบั
แสงฟา้ แลบ แพลบ็ เดียวเท่านนั้ ล่ะ ใหแ้ สงสวา่ งมาก ธรรมแม้เล็กนอ้ ยแต่กม็ ีคา่ มาก
ถา้ เป็นธรรมของจริงท่ีไดร้ ู้ทไี่ ดเ้ หน็ พระพทุ ธเจ้าตรัสร้ขู ณะจิตเดียว ไม่ใชก่ าลเวลา
ยาวนะ ทรงรู้ธรรมเห็นธรรมขณะจิตเดียวเทา่ น้นั (๑๙ ก.ค. ๔๖)

พระพุทธเจ้าทรงสำ� เร็จเป็นพระพุทธเจ้าไมใ่ ชใ่ ชเ้ วลายาว เพียงขณะเดียว ค�ำวา่
“ปฐมยาม” “มชั ฌิมยาม” “ปัจฉิมยาม” แต่ละยามนัน้ ขณะเดยี ว ขณะเดยี วเท่านัน้
เหมอื นกบั เราเหน็ อะไรรอู้ ะไร ขณะเหน็ ขณะเดยี ว ขณะเดยี วกเ็ ปน็ อนั วา่ เหน็ ขณะเดยี ว
ก็เปน็ อนั ว่ารู้

รู้ธรรมเห็นธรรมก็เช่นเดยี วกนั ไม่จ�ำเปน็ ต้องรู้ขณะหน่งึ ยาวๆ (๑๕ ธ.ค. ๔๑)

328

ไม่ใช่ของเกดิ

พระนิพพาน.. ก็จติ บรสิ ุทธิน์ แี่ หละเปน็ พระนิพพาน
คำ� วา่ นพิ พาน ไมใ่ ชว่ า่ สงิ่ อน่ื เปน็ จติ ทบ่ี รสิ ทุ ธน์ิ แ่ี หละเปน็ นพิ พาน จงึ วา่ ไมต่ อ้ ง
พากันลังเลสงสัย จิตที่บริสุทธ์ิหรือจิตท่ีเป็นนิพพานน้ัน ก็มาจากจิตที่เรามีด้วยกัน
ทกุ รปู ทกุ นามนแ้ี หละ เดย๋ี วนเี้ รากม็ จี ติ อยู่ เดย๋ี วนเี้ ราๆ ทา่ นๆ กเ็ หมอื นกนั มจี ติ ทยี่ งั
เศร้าหมองอยู่ เป็นจติ ที่เจือปนดว้ ยอกศุ ล เปน็ จิตทเ่ี จือปนดว้ ยอาสวะต่างๆ นานา
จติ บรสิ ทุ ธไิ์ มใ่ ชม่ าจากทอี่ น่ื ไมใ่ ชเ่ กดิ ขน้ึ ทอี่ นื่ จติ อนั เดยี วกนั นล้ี ะ่ จะเปน็ จติ ทบี่ รสิ ทุ ธไิ์ ด้
ในเมือ่ เรามีการขัดเกลาใหย้ ่งิ มกี ารซักฟอกให้ยิ่ง จติ ทไ่ี มบ่ รสิ ุทธดิ์ วงนี้แหละ
จะเปน็ จติ ทบ่ี รสิ ทุ ธข์ิ นึ้ มา คลา้ ยๆ กบั เสอื้ ผา้ ทสี่ ะอาดสะอา้ น กม็ าจากของทไี่ มส่ ะอาด
ในเมื่อมกี ารขัด การซัก การล้าง การเช็ด การถพู อ ผา้ นนั้ ก็สะอาดขึน้ มา
จิตของเรากเ็ หมอื นกัน การท่จี ะทำ� ให้เหน็ ปฏบิ ัตใิ ห้เห็น เขา้ ถงึ จิตอันบริสุทธน์ิ ่ี
เรากต็ อ้ งทำ� ลงในจดุ ทจี่ ติ ไมบ่ รสิ ทุ ธนิ์ ้ี เพราะจติ ทไ่ี มบ่ รสิ ทุ ธน์ิ ี้ มนั กจ็ ะเปน็ จติ ทบ่ี รสิ ทุ ธไิ์ ด้
จติ ทไ่ี มบ่ รสิ ทุ ธน์ิ น้ั กม็ าจากจติ ทบ่ี รสิ ทุ ธน์ิ น่ั เอง ไมใ่ ชจ่ ติ คนละดวง จติ คนละอนั จติ ของ
พระอรหันต์ จิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ยังไม่ได้ส�ำเร็จมรรคผล ยังเป็นปุถุชน
ยงั มีอาสวะอยา่ งเราๆ ทา่ นๆ นี้ กบั ทไี่ ดส้ ำ� เร็จเป็นพระอรหตั อรหันต์ หรอื ตรัสรูเ้ ป็น
สัมมาสมั พทุ ธเจ้า ก็จติ ดวงเดียวกนั นั้นเอง

329

จงึ วา่ การปฏบิ ตั ิ ปฏบิ ตั ลิ ง ณ จดุ อนั เดยี วนี้ เพง่ ลง ณ จดุ อนั เดยี วน้ี มนั มอี ะไร
เจือปนอยู่ เพง่ ลง ณ จดุ อันเดยี วน้นั เพง่ จนกระท่งั ว่าปรากฏว่ามนั ดบั ไป ในท่สี ดุ
มนั กม็ ีแต่ความรู้อันเดียว ร้อู ยู่อย่างนี้ เหน็ อยู่อยา่ งนที้ ้งั กลางคืน กลางวัน ใหม้ นั
สะอาดพอ มันสะอาดเต็มที่ด้วยความเพียรความเพ่งของเรานี่ เราก็ไม่ต้องไปลังเล
เราก็ไมต่ ้องไปลูบคลำ� อะไร

คำ� วา่ อธจิ ติ เฺ ต คอื ทำ� ลงไป ณ จดุ อนั เดยี วน้ี อยา่ ไปลบู คลำ� อยา่ ไปลงั เลสงสยั อะไร
นอกจากนแ้ี ลว้ ลว้ นแตเ่ ปน็ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ทงั้ นนั้ ลว้ นแตเ่ ปน็ ทกุ ขท์ งั้ นนั้ ไมม่ ี
อะไรเกดิ มแี ตท่ กุ ขเ์ กดิ น่ี ของทเ่ี กดิ มานน่ั ละ่ เกดิ มาแลว้ กด็ บั ไป ลว้ นแตเ่ ปน็ ทกุ ขท์ งั้ นน้ั
สตั วโ์ ลกทงั้ หลายสว่ นมากไปลบู คลำ� แตเ่ รอ่ื งของเกดิ เรอ่ื งของดบั ในเรอื่ งเกดิ เรอ่ื งตาย
ในเรอื่ งคนเกดิ ในเรอื่ งคนตาย ชอบไปลบู คลำ� แตเ่ รอื่ งเหลา่ นนั้ นี่ แลว้ มนั ไดป้ ระโยชน์
อะไร หรือวา่ พวกเราไม่ต้องการไมป่ รารถนาในเร่ืองท่ีจะหมดไปส้ินไปจากความเกิด
และจากความดับน้ี

ไมต่ อ้ งไปปรารถนาอะไร ไมต่ อ้ งไปตอ้ งการอะไรสกั อยา่ ง เพราะจติ ทเ่ี รารเู้ ราเหน็ นี้
เขาไม่ได้มีความต้องการปรารถนาอะไร เรือ่ งปรารถนากันอยา่ งน้ัน เร่อื งตอ้ งการกัน
อย่างนี้ มันเป็นเรื่องของท่ีเกิดข้ึนทั้งน้ัน เกิดข้ึนแล้วก็ดับไปๆ ต้องการอย่างน้ัน
ปรารถนาอยา่ งนน้ั อะไรต่อมิอะไรเปน็ สงั ขารทั้งน้ัน สังขารท้งั หลายเปน็ ของท่ีเกิดข้ึน
แลว้ กด็ ับไป จะหาอะไรที่จะเป็นแก่นสารไม่มี

พจิ ารณาใหม้ นั เหน็ วา่ ไมเ่ ปน็ แกน่ สารไมเ่ ปน็ สาระอะไร ทราบชดั ลงไปในสภาพท่ี
ไมเ่ ปน็ สาระทไ่ี มเ่ ปน็ แกน่ สาร ชดั ลงไปในสภาพทเ่ี ปน็ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ในเมอื่
สภาพทเี่ ปน็ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา นช่ี ดั ลงไปในจติ ในใจมากเทา่ ไร สภาวธรรมทนี่ อกเหนอื
จาก อนิจจงั ทกุ ขัง อนตั ตา ยอ่ มเด่นชดั ข้นึ มากเทา่ นนั้ เพราะน่เี ป็นของคกู่ นั

ไมช่ ดั ในสภาพทเี่ ปน็ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา สภาพธรรมทพ่ี น้ จาก อนจิ จงั ทกุ ขงั
อนัตตา กย็ งั มัวไมช่ ัด เรายงั มีความลูบคลำ� ยังมคี วามลังเลสงสยั จะไปลงั เลสงสัย
จะไปลบู คลำ� อะไรกนั ทกุ สงิ่ ทกุ อยา่ งมนั เปดิ เผยอยเู่ ตม็ ท่ี เปดิ เผยวา่ เกดิ มาแลว้ ตอ้ งตาย

330

เปดิ เผยวา่ เกดิ มาแลว้ จะตอ้ งแตกสลายทงั้ นนั้ เปดิ เผยวา่ สง่ิ ทม่ี อี ยใู่ นโลกอนั นจี้ ะเปน็
สมบัตขิ องใครไมไ่ ด้สักสิ่งสักอยา่ ง
มนั จะเปน็ ไดย้ งั ไง มนั กม็ แี ตเ่ สอ่ื มไปๆ เสอื่ มไปเทา่ กาลเทา่ เวลา กาลเวลามากเทา่ ไร
มนั กเ็ สอื่ มมากเทา่ นนั้ มนั เสอ่ื มไปทกุ วนั ๆ เสอ่ื มไปทกุ ลมหายใจเขา้ และออก ในทส่ี ดุ
มันก็แตกสลาย เราทั้งหมดท่ีมานั่งๆ กองอยู่รวมกันน้ี มันก็กองแตกกองพังกัน
ทงั้ นน้ั ทไ่ี มแ่ ตกไมพ่ งั ไมม่ ี ในเมอื่ มนั จรงิ มนั ชดั อยา่ งนแี้ ลว้ จะไปลงั เลสงสยั อะไรกนั
สงิ่ ทมี่ นั ไมแ่ ตกไมพ่ งั สง่ิ นนั้ ไมใ่ ชข่ องเกดิ การทเี่ ราจะรจู้ ะเหน็ สงิ่ ทไี่ มใ่ ชข่ องเกดิ ไมใ่ ช่
ของแตกของพัง เรากต็ อ้ งรู้เหน็ สิ่งท่เี กดิ สงิ่ ท่แี ตกท่ีพงั อันน้ี
ผทู้ เ่ี ห็นแลว้ ไม่ยึด เหน็ แลว้ ละ เหน็ แลว้ ปลอ่ ยวางได้ ผูน้ ั้นต้องเห็นสภาพธรรม
ทไ่ี มแ่ ตกไมท่ ำ� ลาย เหน็ สภาพธรรมอนั นแ้ี ลว้ เปน็ อนั วา่ ปลอ่ ยวางเลย เปน็ อนั วา่ ละไป
ในตวั ละอยา่ งไมต่ อ้ งการทจี่ ะละ เพราะทกุ สงิ่ ทกุ อยา่ งเขาเปน็ ของเขาอยา่ งนน้ั เราจะ
หวงเขากไ็ มไ่ ด้ เขาเป็นไปตามเรือ่ งของเขา เรอื่ งของเขาเปน็ อยา่ งนั้น เขากต็ อ้ งเปน็
อยา่ งนนั้ เราจะยดึ หรอื วา่ จะไมย่ ดึ เราอยากใหเ้ ขาแตกดบั หรอื วา่ ไมอ่ ยากใหเ้ ขาแตกดบั
ในเมื่อส่งิ ทเี่ ป็นสภาพธรรมเขาเกดิ มาเพอื่ แตกดับ เขากต็ อ้ งแตกดับอยู่อย่างน้นั
ปลอ่ ยวางไปตามสภาวะของเขา ในเมอื่ เรารเู้ ราเหน็ แลว้ เราปลอ่ ยวางได้ สภาพธรรม
ทจี่ ะเปน็ สาระเปน็ แกน่ สารจรงิ ๆ ของเรากม็ ี ไมต่ อ้ งหาทไี่ หน สภาพธรรมทเี่ ปน็ ของมอี ยู่
เปน็ ของทไ่ี ม่เกิดไมด่ บั น่ยี ่อมปรากฏขน้ึ ปรากฏให้เรารู้ให้เราเหน็ มันกค็ อ่ ยชดั ขนึ้ ๆ
ในท่สี ดุ มันกช็ ดั ข้ึนมาอย่างจริงจังอย่างไมล่ บู คล�ำอยา่ งไมล่ ังเลสงสยั อะไรทั้งนน้ั
มนั จะลงั เลสงสยั อะไร มนั จรงิ มนั ชดั จรงิ ๆ น่ี มนั จะแตกไปยงั ไง มนั จะเสยี หาย
ไปยงั ไง เพราะอนั น้ีมันไม่ใช่ของเกิดน่ี (๘ มิ.ย. ๒๘)

331

สมมุติธาตรุ อู้ ันบรสิ ุทธ์ิเปน็ พระอรหนั ต์

ธาตุมีอย่สู อง หรือมีสองธาตุ คือเป็นธาตุท่ีไม่มคี วามรู้ อกี ธาตุหนึ่งเปน็ ธาตทุ ม่ี ี
ความรู้

ธาตอุ ยา่ งหนง่ึ คอื ธาตทุ ไี่ มม่ คี วามรอู้ ะไร ไมม่ คี วามรเู้ ลย เขาจะเอาไปเผากส็ บายมาก
นอนเฉย อนั นธ้ี าตไุ มม่ คี วามรู้ ธาตไุ มม่ คี วามรคู้ อื รา่ งกายของเรา คนเราสตั วโ์ ลกมกี าย
มจี ติ กายเปน็ ของทเี่ จรญิ เตบิ โต เจรญิ เตบิ โตขนึ้ มาอยา่ งเรากเ็ หน็ กนั อยู่ สงิ่ ทเี่ จรญิ เตบิ โต
กเ็ อาส่ิงท่มี ใี นโลกนเ่ี อามาเปน็ เครื่องทเ่ี จรญิ เติบโต

สว่ นจติ นีเ้ ปน็ ของทมี่ อี ยู่อยา่ งน้ี เป็นธรรมชาตทิ ีม่ อี ยู่อย่างนี้ เป็นธรรมชาติทมี่ ี
แตธ่ าตรุ ู้ ไมม่ ตี วั ไมม่ ตี น ไมม่ วี ตั ถเุ ครอ่ื งมอื ทางวทิ ยาศาสตรใ์ ดๆ ทจี่ ะไปจบั จะไปสอ่ ง
ให้รู้ใหเ้ หน็ แตธ่ าตรุ คู้ ือจิตนส้ี ามารถที่จะเอาจติ ทส่ี ว่างส่องใหเ้ หน็ ชดั ได้ จติ ทีม่ คี วาม
สวา่ งไสวสอ่ งเขา้ มาดจู ติ สามารถทจี่ ะเหน็ จติ ชดั ได้ จติ เปน็ ของมอี ยู่ จติ ดวงนเี้ ปน็ สงิ่ ที่
ไมเ่ สยี หาย เปน็ สง่ิ ทไี่ มต่ ายเปน็ เพราะเปน็ ธรรมชาตทิ มี่ อี ยแู่ ตไ่ หนแตไ่ รไมใ่ ชข่ องเกดิ

พระพทุ ธเจา้ ทรงบำ� เพญ็ บารมธี รรม กท็ รงบำ� เพญ็ ใสจ่ ติ ดวงน้ี จติ ดวงนไ้ี ดส้ ำ� เรจ็
เปน็ พระพทุ ธเจา้ เปน็ จติ ทส่ี ะอาดบรสิ ทุ ธ์ิ ไมม่ กี เิ ลสตณั หาเจอื ปน กจ็ ติ ดวงน้ี เรยี กวา่
จิตเข้าถึงพระนิพพาน คือดับกิเลสตัณหาท้ังหมดก็จิตดวงนี้ล่ะ ดวงที่รู้ๆ น่ีล่ะ
จติ พระพทุ ธเจา้ กท็ รงเปน็ อยา่ งนี้ จติ เรากเ็ ปน็ อยา่ งนี้ จติ ทว่ั โลกธาตเุ ปน็ อยา่ งนท้ี งั้ นน้ั

(๓๑ ก.ค. ๓๑)

332

พระพทุ ธเจา้ จงึ ทรงใหศ้ กึ ษา แลว้ กอ็ ยา่ ไปยดึ เขา คอื อยา่ ไปยดึ ธาตรุ อู้ นั นเี้ ปน็ เรา
อยา่ ไปยดึ ธาตรุ อู้ นั นเี้ ปน็ สตั วบ์ คุ คลตวั ตนเราเขา สกั แตว่ า่ เปน็ ของมอี ยอู่ ยา่ งนเ้ี ทา่ นน้ั
เราจะไปทำ� ลายลบลา้ งดว้ ยประการใดๆ ไมใ่ หธ้ าตรุ อู้ นั นม้ี อี ยู่ จะไปทำ� ลายธาตรุ อู้ นั นี้
ใหห้ มดใหส้ นิ้ ไปไม่ได้ ธาตรุ ู้จะตอ้ งเปน็ ธาตุรู้อย่างนี้

เหมือนกบั ธาตุที่ไมม่ คี วามรู้ ใครจะไปทำ� ลายแผ่นดนิ ไมใ่ ห้มใี นโลก ใครจะไป
ทำ� ลายนำ�้ ไมใ่ หม้ ใี นโลก ใครจะไปทำ� ลายลมไมใ่ หม้ ใี นโลก ใครจะไปทำ� ลายไฟไมใ่ หม้ ี
ในโลก ธาตไุ มม่ ีความรอู้ ันน้ีกม็ อี ยู่อยา่ งนี้ ไม่มใี ครสร้างและก็ไมม่ ีใครสามารถทีจ่ ะ
ทำ� ลายลบลา้ งให้หมดสิน้ ไปได้

ธาตรุ กู้ เ็ หมอื นกนั เปน็ ธาตรุ อู้ ยอู่ ยา่ งนี้ ไมม่ ใี ครมาสรา้ ง และกไ็ มม่ ใี ครสามารถ
ทีจ่ ะท�ำลายใหห้ มดให้สนิ้ ไปได้ แมแ้ ต่องคพ์ ระพุทธเจ้าก็ไมใ่ ช่จะทรงมคี วามสามารถ
ทำ� ลายธาตรุ อู้ นั นใ้ี หห้ มดใหส้ นิ้ แตท่ รงทำ� ลายแตส่ ง่ิ ทเ่ี จอื ปนอยใู่ นธาตรุ เู้ ทา่ นน้ั ใหห้ มด
ให้สน้ิ ไปได้ ทำ� ลายส่งิ แปลกปลอมส่วนเกนิ ทม่ี ีอยู่ในธาตรุ นู้ ใี้ ห้หมดใหส้ นิ้

สว่ นเกินสว่ นแปลกปลอมในทน่ี ้ี พระพทุ ธเจา้ ท่านทรงสมมตุ ิวา่ เป็นกิเลสทีม่ นั
เจอื ปนอยใู่ นธาตรุ ู้ พระพทุ ธเจา้ ทรงทำ� ลายจนหมดสน้ิ เพราะอนั นเี้ ปน็ สว่ นเกนิ เปน็ ของ
เกิดขึน้ เปน็ สว่ นเกินไม่ใชธ่ าตเุ ดมิ ของเกดิ ข้ึนจะตอ้ งดับไปเป็น แตส่ ่วนธาตุรทู้ ่เี ปน็
ธาตเุ ดมิ นัน้ ทรงไมส่ ามารถทจ่ี ะท�ำลายใหห้ มดใหส้ ้นิ

ธาตุรู้ท่ีพระพุทธเจ้าทรงทำ� ให้แจ้งข้ึนมานี้ เรียกว่า เป็นความบริสุทธ์ิของธาตุ
เปน็ ความบริสทุ ธข์ิ องธาตรุ ู้ เปน็ ความบรสิ ุทธ์ขิ องจิต พระพุทธเจ้าทรงทำ� ใหแ้ จ้งข้ึน
ซึ่งความบรสิ ุทธิข์ องธาตรุ ู้ ท�ำให้แจ้งข้ึนซง่ึ ความบรสิ ุทธ์ิของจติ เรยี กวา่ พระพุทธเจา้
ทรงไดร้ แู้ จง้ ทรงไดต้ รสั รู้ ทรงไดส้ ำ� เรจ็ พระอนตุ ตรสมั มาสมั โพธญิ าณ กค็ อื ทรงรแู้ จง้
ธาตรุ ทู้ ป่ี ราศจากมลทนิ ทรงรแู้ จง้ ธาตรุ ทู้ ไ่ี มม่ สี ว่ นเกนิ เจอื ปนอยู่ ทรงรแู้ จง้ ธาตรุ ทู้ ย่ี งั แต่
ธาตุร้อู ันบรสิ ุทธิ์

เรียกวา่ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ก็คอื ตรัสรธู้ าตรุ ู้ที่บริสทุ ธนิ์ ้ีเอง

333

นีเ่ ปน็ ของทมี่ อี ยู่ พระพุทธเจ้าทรงไม่ได้ท�ำลายให้หมดใหส้ ิ้น องคพ์ ระอรหนั ต์
ก็เหมือนกัน ไม่ได้ท�ำลายธาตุรู้ให้หมดให้ส้ิน ท�ำลายส่วนเกิน ท�ำลายสิ่งที่เกิดขึ้น
แทรกแซงขนึ้ ในธาตรุ ู้ ทเ่ี รยี กวา่ กเิ ลสทง้ั หลาย กเิ ลสอยา่ งหยาบ อยา่ งกลาง อยา่ งละเอยี ด
พระอรหนั ตสาวกทา่ นทำ� ลายใหห้ มดสน้ิ จากธาตรุ หู้ รอื ในจติ ในใจของทา่ น จติ ใจของ
ท่านในเม่ือปราศจากส่ิงแปลกปลอม ปราศจากกิเลส ธาตุรู้ดวงนั้นก็สมมุติเรียกว่า
อรหนั ต์ คอื เปน็ จติ ทส่ี ะอาด เปน็ จติ ทบ่ี รสิ ทุ ธ์ิ เปน็ ธาตรุ ทู้ ท่ี รงไวซ้ ง่ึ ความบรสิ ทุ ธอิ์ ยา่ ง
สุดส่วน สมมตุ ิธาตุรอู้ นั นี้เรียกว่าเปน็ พระอรหันต์
ค�ำวา่ “พระอรหันต์” กเ็ ปน็ คำ� สมมตุ เิ รียกกนั สมมุตจิ ากธาตรุ ทู้ ่ีทรงไว้ซ่ึงความ
บริสุทธ์อิ ยา่ งสมบรู ณ์ (๑๒ ส.ค. ๓๒)

334

นพิ พาน

(หลวงปู่ปรารภ) นิพพานก็คือเหน็ จิตเดิม

(พระถาม) เห็นในขณะเดยี วกนั ตวั เดียวกันหรือครบั

(หลวงป่ตู อบ) จะว่าอยา่ งเดยี วกไ็ มถ่ กู

ค�ำวา่ “จติ เดมิ ” คดิ วา่ ข้ันพระโสดาบนั กร็ ้ไู ดเ้ ห็นได้ ถ้าหากว่าเปน็
อยา่ งนี้ คำ� วา่ จติ เดมิ กบั พระนพิ พาน กเ็ ปน็ คนละอนั แตว่ า่ จติ เดมิ
ที่ถึงพระนิพพานก็มี จิตเดิมคือจิตที่บริสุทธิ์ จิตท่ีบริสุทธิ์ก็ไม่ใช่
จิตอันอนื่ ๆ มาเป็นจิตบริสุทธิ์ จติ ที่บรสิ ทุ ธ์ิข้นึ มากจ็ ิตเดมิ อนั น้นั ละ่
มาเปน็ จติ ทบี่ รสิ ทุ ธิ์ เรยี กวา่ เหน็ จติ บรสิ ทุ ธิ์ จติ เดมิ ทเ่ี หน็ พระนพิ พาน
ก็อนั เดยี วกัน ต่างกนั แตช่ ื่อเทา่ นั้นเอง

ถา้ หากจิตเดิมนี้ ขั้นพระโสดาบนั ก็สามารถทีจ่ ะร้จู ะเห็นได้ แตท่ นี ้ี
จิตเดมิ นั้นมีการซกั ฟอกยงั ไม่สะอาดพอ

(พระถาม) กระผมว่าสภาวะน้ันมันมีมันเป็นอยู่แล้ว จิตเดิมกับนิพพานมัน
กเ็ ปน็ อยอู่ ยา่ งนน้ั พระอรหนั ตก์ เ็ ปน็ อยา่ งนนั้ เรากเ็ ปน็ อยา่ งนน้ั แต่
ขนึ้ อยู่กับวา่ ใครจะเข้าถงึ หรอื ไมเ่ ขา้ ถงึ อยา่ งนนั้ หรือเปลา่ ครับ

(หลวงปตู่ อบ) จิตเดิมของเรามีดว้ ยกันท้งั น้นั แต่เราจะเห็นหรือไมเ่ หน็ รหู้ รือไมร่ ู้

พระอรหนั ตท์ า่ นเปน็ ปถุ ชุ น ทา่ นกม็ จี ติ เดมิ ของทา่ น แตท่ า่ นไมส่ ามารถ
ทจี่ ะรจู้ ะเหน็ ได้ เพราะใจของทา่ นยงั มดื มวั หรอื ตาของทา่ นยงั มดื อยู่ ตา

335

ใจของทา่ นยงั มคี วามสวา่ งทจี่ ะสอ่ งเขา้ ไปหาจติ เดมิ ไมเ่ หน็ ทา่ นกไ็ ม่
สามารถเห็นจติ เดิมของทา่ นได้

อย่างเราๆ อย่างนี้นะท่ีตายังมืดมัวอยู่ ข้อปฏิบัติท่ีเราปฏิบัติกัน
เป็นธรรมที่จะไปขัดเกลาไปช�ำระไปซักฟอกให้มีความสะอาดข้ึนมา
(พระถาม) แลว้ ทำ� ใหต้ าน้ีมีความใสมีความสว่างขน้ึ ในเม่ือตามีความใสความ
สวา่ ง เนอ่ื งจากวา่ ฟา้ หรอื วา่ เมฆหมอกมนั จางหรอื เบาบางไป สอ่ งเขา้ ไป
หาจติ มนั กเ็ หน็ ขน้ึ มาทจ่ี ติ ถา้ หากวา่ มนั ยงั มดื มวั มแี ตเ่ มฆแตห่ มอก
ส่องเข้าไปมันไม่เห็นจิต มันเห็นแต่เมฆแต่หมอก เห็นแต่อารมณ์
สญั ญา เหน็ แตค่ วามวนุ่ อารมณส์ ญั ญาอนั นจี้ ะเปรยี บเหมอื นกบั เมฆ
กบั หมอกกไ็ ด้

ข้อปฏิบัติเป็นการช�ำระหรือเป็นการก�ำจัดเมฆหมอกท่ีมาปกคลุมให้
มันเปิดออกไปให้หมดให้ส้ิน ส่องเข้ามา ในเม่ือไม่มีอะไรปิดก้ัน
มันก็เห็น

สรปุ แลว้ ธรรมชาตจิ ติ เดมิ นมี้ ดี ว้ ยกนั ทงั้ นนั้ พระพทุ ธเจา้ ทา่ นตรสั รู้
ไมใ่ ชท่ า่ นตรสั รขู้ องทไ่ี มม่ อี ยแู่ ตไ่ หนแตไ่ ร ไมใ่ ชต่ รสั รขู้ องใหมอ่ ะไร
ตรัสรู้ของที่มีอยู่แล้วในท่านทั้งน้ัน พระอรหันต์สาวกก็เหมือนกัน
ทา่ นรทู้ า่ นเหน็ ทา่ นไมใ่ ชร่ เู้ หน็ ของทไี่ มม่ อี ยใู่ นทา่ นกอ่ น มอี ยใู่ นทา่ น
แล้วทงั้ นนั้

ธรรมอันนีเ้ ปน็ ของเก่าไมใ่ ชข่ องใหม่เลย

เมอื่ สักครู่หลวงปสู่ อนว่าใหม้ าพิจารณารปู เวทนา สญั ญา สังขาร
วญิ ญาณ ให้พจิ ารณาว่ามันเปน็ อนจิ จัง ทกุ ขัง อนตั ตา เขากใ็ ห้เรา
คลายความยึดถือในสิ่งที่ว่าเป็นเรา อันนี้ก็เพื่อจะให้เข้าถึงจิตเดิม
ใช่ไหมครับ

336

(หลวงปตู่ อบ) พิจารณารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็พิจารณาเพ่ือให้เหน็
ตามความเป็นจริง ความเป็นจริงของเขาเป็นของไม่เที่ยงอยู่แล้ว
ความเป็นจริงของเขามันเปน็ ทกุ ขอ์ ย่แู ลว้ ความเป็นจรงิ ของเขามนั
หาอะไรท่จี ะเป็นตัวเปน็ ตนไมม่ ี

ไมใ่ ชพ่ ิจารณาใหเ้ ขาเป็น

พิจารณาให้เห็น ให้รเู้ ห็นตามความเป็นจริงของเขา เม่ือร้เู หน็ ตาม
ความเป็นจริงของเขาแล้ว จะหาอะไรเป็นท่ียึดว่าเป็นตัวเป็นตน
ไมม่ ี ไมม่ อี ะไรทจี่ ะไปยดึ วา่ เปน็ ตวั เปน็ ตน หาตรงไหนจะยดึ กไ็ มไ่ ด้
เพราะไปยึดของไมม่ มี ันจะไปยดึ ได้ยงั ไง

เพราะสง่ิ เหลา่ นล้ี ะ่ มนั เปน็ เปลอื กหมุ้ หอ่ เอาไว้ ทมี่ นั เปน็ เปลอื กหมุ้ หอ่
ก็เพราะความที่ใจของเรายังไม่เห็นว่าอันน้ีเป็นของท่ีไม่ใช่ตัวตน
เหน็ วา่ เปน็ ของทเ่ี ปน็ ตวั เปน็ ตนอยู่ แลว้ เรากไ็ ปยดึ อนั นนั้ เพราะเหน็ วา่
เปน็ ตวั เปน็ ตน แตค่ วามจรงิ ทเ่ี ราไปยดึ นน้ั ไปยดึ ของทไี่ มใ่ ชต่ วั ใชต่ น
ก็คล้ายกับว่าเป็นเปลือกหรือว่าเป็นอะไรที่หุ้มห่อธรรมชาติจิตไว้
เท่านน้ั

การพจิ ารณา คอื การกะเทาะเปลอื กอนั นอี้ อก คำ� วา่ รปู เวทนา สญั ญา
สังขาร วิญญาณ อันนี้เป็นเปลือกท่ีหุ้มห่อธรรมชาติจิตเดิมเอาไว้
เปิดสงิ่ เหลา่ นอี้ อกแล้ว ไม่มีอะไรปดิ แลว้ เราไม่ตอ้ งปรารถนาคำ� วา่
“เห็น” นะ ไม่ต้องไปปรารถนา อยากรู้อยากเห็น ถ้ายังมีความ
ปรารถนาอยากรอู้ ยากเหน็ ไอค้ วามปรารถนานน้ั กต็ วั ปดิ ตวั ปดิ กต็ วั
ทจี่ ะไปคลุมเอาไวอ้ กี นี่ ยังเปน็ เมฆเป็นหมอกอีก (๑๗ มี.ค. ๒๙)

337

“ ใหพ้ ากนั มงุ่ มนั่ จรงิ จงั ในการทจ่ี ะปฏบิ ตั เิ รา
แกไ้ ขเราใหถ้ กู ตอ้ งกบั ศาสนธรรมของพระศาสดา ทา่ นตรสั ไวอ้ ยา่ งไร

เราเอาอนั นนั้ เปน็ หลกั จติ หลกั ใจ หลกั ชวี ติ
ประพฤตปิ ฏบิ ตั ิด�ำเนนิ ตรงจุดนั้น นล่ี ะ่ ทางทจี่ ะสรา้ งเราให้เข้าถึง

ความเปน็ พระ เป็น สาวกของพระพุทธเจ้า ”

(๕ มี.ค. ๔๗)

338

หนงั สืออา้ งอิง

พระอาจารย์แบน ธนากโร, ทางพาด�ำเนิน, ๒๕๕๑, บรษิ ทั อมรินทร์พร้นิ ติ้งแอนด์
พับลิชชง่ิ จำ� กดั มหาชน.

พระอาจารย์แบน ธนากโร, ทางแห่งมรรคผล ศลี สมาธิ ปญั ญา, ๒๕๕๕, บริษทั
อมรินทร์พร้ินติ้งแอนดพ์ ับลิชชง่ิ จำ� กัด มหาชน.

พระอาจารยแ์ บน ธนากโร, ทางแหง่ มรรคผล มหาสติปัฏฐานภาวนา, ๒๕๕๕, บรษิ ัท
อมรินทรพ์ ริ้นตง้ิ แอนดพ์ ับลิชชิง่ จ�ำกัด มหาชน.

คำ� แผ่กศุ ลแก่สรรพสตั ว์

ณ วดั ปา่ อมั พโรปัญญาวนาราม
ในพระอุปถัมภ์ สมเดจ็ พระอริยวงศาคตญาณ (อมพฺ รมหาเถร)

สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสงั ฆปริณายก
ต�ำบลคลองกิ่ว อ�ำเภอบา้ นบงึ จังหวัดชลบุรี
วันศกุ รท์ ี่ ๒๔ พฤศจิกายน พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ ดิถขี ึน้ ๖ ค�่ำ เดือน ๑

ขอบุญกศุ ลจรยิ า อันขา้ พเจา้ ทัง้ หลายไดบ้ ำ� เพ็ญด้วยดแี ล้ว ทางกาย วาจา และใจ
กลา่ วโดยจำ� เพาะคอื การสรา้ งอารามถวายแดส่ งฆจ์ ตรุ ทศิ อทุ ศิ ไวใ้ นพระบวรพทุ ธศาสนา
อารามนั้นมีนามวา่ วดั ป่าอัมพโรปัญญาวนาราม ประกอบด้วยปูชนยี วัตถุ และเสนาสนะ
ต่างๆ กล่าวคือพระพุทธปฏิมาปางนาคปรก พระพุทธปฏิมาปางสมาธิ ศาลาท่ีประชุม
อาคารพพิ ิธภณั ฑ์ท่ปี ระมวลธรรมโอวาทของพระสปุ ฏิปันโน ถนนลาดยางกว้าง ๙ เมตร
ยาว ๘๐๐ เมตร อา่ งเกบ็ นำ้� สาธารณทาน กำ� แพงรอบพน้ื ทย่ี าว ๒,๘๐๐ เมตร สงู ๓ เมตร
ตลอดท้ังบญุ กริ ิยาแห่งการบำ� เพญ็ ทาน รกั ษาศีล เจรญิ ภาวนา ดว้ ยน�้ำใจศรัทธาเลอ่ื มใส
มน่ั คงในพระรตั นตรยั ดงั่ น้ี ขา้ พเจา้ ขอตง้ั สจั จาธษิ ฐาน แผก่ ศุ ลไปไมม่ ปี ระมาณ ขอถวาย
เปน็ พระราชกศุ ลสนองพระเดชพระคณุ สมเดจ็ พระบรู พมหากษตั รยิ าธริ าช และพระบรม
วงศานวุ งศท์ กุ พระองค์ และเปน็ กศุ ลสนองคณุ ทา่ นผบู้ ำ� เพญ็ คณุ ประโยชนต์ อ่ ประเทศชาติ
และพระพทุ ธศาสนา เปน็ ปฐม
อนึ่ง ขอสรรพสัตวท์ งั้ หลาย ไมม่ ที ่ีสุด ไม่มีประมาณ, จงมสี ่วนแห่งบุญที่ขา้ พเจา้
ไดท้ ำ� ในบดั น,้ี และแหง่ บญุ อน่ื ทไ่ี ดท้ ำ� ไวก้ อ่ นแลว้ , คอื จะเปน็ สตั วเ์ หลา่ ใด, ซง่ึ เปน็ ทร่ี กั ใคร่
และมบี ญุ คณุ เชน่ มารดาบดิ าของขา้ พเจา้ เปน็ ตน้ กด็ ี ทขี่ า้ พเจา้ เหน็ แลว้ หรอื ไมไ่ ดเ้ หน็ กด็ ,ี
สตั วเ์ หลา่ อนื่ ทเ่ี ปน็ กลางๆ หรอื เปน็ คเู่ วรกนั กด็ ,ี สตั วท์ ง้ั หลายตงั้ อยใู่ นโลก, อยใู่ นภมู ทิ งั้ ๓,
อย่ใู นกำ� เนิดทง้ั ๔, มีขันธ์ ๕ ขนั ธ,์ มขี นั ธข์ ันธเ์ ดยี ว, มขี นั ธ์ ๔ ขนั ธ์, ก�ำลังทอ่ งเทยี่ ว
อยู่ในภพน้อยภพใหญ่ก็ดี, สัตว์เหล่าใดรู้ส่วนบุญที่ข้าพเจ้าแผ่ให้แล้ว, สัตว์เหล่าน้ัน
จงอนโุ มทนาเองเถิด, ส่วนสตั ว์เหลา่ ใดยงั ไมร่ ูส้ ่วนบุญน้ี, ขอเทวดาท้ังหลายจงบอกสตั ว์
เหล่านัน้ ใหร้ ู้
เพราะเหตทุ ไี่ ดอ้ นโุ มทนาสว่ นบญุ ทข่ี า้ พเจา้ แผใ่ หแ้ ลว้ , สตั วท์ ง้ั หลายทง้ั ปวง, จงเปน็
ผู้ไม่มีเวร, อยู่เป็นสขุ ทกุ เม่ือ, จงถงึ บทอนั เกษมกลา่ วคอื พระนิพพาน, ความปรารถนาท่ี
ดงี ามของสตั วเ์ หลา่ น้ัน จงส�ำเร็จเถดิ , สาธุ สาธุ สาธุ


Click to View FlipBook Version