The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลวงปู่แบน ธนากโร วัดดอยธรรมเจดีย์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-02-22 20:12:11

หลวงปู่แบน ธนากโร

หลวงปู่แบน ธนากโร วัดดอยธรรมเจดีย์

“ พทุ ธานสุ ติ กร็ วมอยใู่ นคำ� วา่ “พทุ โธ” นเี้ อง พทุ โธเปน็ ผตู้ นื่ ตนื่ พน้ จาก
กเิ ลส พทุ โธเปน็ คณุ ธรรมของพระพทุ ธเจา้ เราระลกึ ถงึ พทุ โธกค็ อื เราระลกึ
ถึงคณุ ของพระพุทธเจา้ หรอื เป็นการเจริญพุทธานุสตินนั่ เอง เอาพทุ โธไว้
ในจติ ในใจของเรา เอาคณุ ธรรมของพระพุทธเจ้ามาไวใ้ นจติ ในใจของเรา
ของในโลกไมม่ อี ะไรทจ่ี ะประเสรฐิ กวา่ คำ� พดู วา่ “พทุ โธ” อะไรทจ่ี ะเสมอเหมอื น
หรอื จะประเสรฐิ สดุ ยิ่งกว่าคณุ ธรรมของพระพทุ ธเจา้ ไม่มี ”

(๑๕ พ.ค. ๒๙)

94

“พทุ โธ” ทางเข้าสู่จิต

ประวตั หิ ลวงปมู่ ัน่ ท่านเดินจงกรมอยอู่ งค์เดียว ท่านเดนิ ไปเดินมาๆ ชาวเขา
เห็นท่านเดิน ไม่รู้จักว่าที่ท่านเดินน้ันคือการเดินจงกรม ก็เลยถามท่าน “ตุ๊เจ้า
เดนิ หาหยัง”

ทา่ นก็ตอบงา่ ยๆ ว่า “เดนิ หาพทุ โธ”

ทท่ี า่ นตอบนนั้ ตอบใหค้ นผทู้ ถ่ี ามนน้ั ฟงั ถา้ หากวา่ คนอน่ื ไปถามอยา่ งอน่ื ทา่ นก็
อาจจะตอบไปอย่างอ่ืนก็ได้ ในความหมายของท่านท่ีตอบคนน้ันว่าเดินหาพุทโธนั้น
หมายความว่าพุทโธอยู่ในทางที่ท่านเดินจงกรมน้ัน เพราะคนน้ันเขาคิดเขามองว่า
ท่เี ดนิ ไปเดนิ มา ทา่ นก�ำลงั หาอะไรของท่าน เหมอื นอะไรของท่านหาย

แต่ความจรงิ หลวงปูม่ ัน่ ทา่ นเดินหาพทุ โธ กค็ ือทา่ นเดนิ หาจิตของท่านนั่นเอง

(๒๕ ก.ย. ๕๓)

เดินหาพุทโธก็คือเดินหาใจ การบริกรรมพุทโธน้ัน ให้จิตแน่วแน่เป็นเครื่อง
ยดึ เหนยี่ ว ใหจ้ ติ อยกู่ บั คำ� บรกิ รรม แตไ่ มใ่ ชเ่ อาคำ� บรกิ รรม ในเมอื่ จติ แนว่ แน่ คำ� บรกิ รรม
ก็เลิก จงึ ว่าไมใ่ ช่ท�ำเอาค�ำบรกิ รรม ถึงจะบรกิ รรม พทุ โธๆ กช็ ่าง แตค่ ำ� บริกรรมนั้น
เปน็ สมมตุ เิ ปน็ บญั ญตั ิ หรอื จะเรยี กวา่ เปน็ โลกกไ็ มผ่ ดิ สมมตุ บิ ญั ญตั ทิ งั้ หมดเปน็ เรอ่ื ง
โลกท้ังนั้น โลกเขาใช้สมมุติบัญญัติเป็นการสื่อ การปฏิบัติธรรมก็ใช้สมมุติเป็นส่ือ
ทจี่ ะใหเ้ ข้าถงึ ของจริง

95

บรกิ รรม พุทโธๆ กเ็ พ่ือให้ใจของเราเข้าถงึ พทุ โธ

เขา้ ถงึ พทุ โธ กค็ อื เขา้ ถงึ พทุ โธทเี่ ปน็ สว่ นนามธรรม หรอื เขา้ ถงึ ธรรมชาตทิ เ่ี ปน็ พทุ โธ
กค็ อื เขา้ ถงึ ใจ จิตแนว่ แนอ่ ยกู่ บั คำ� บรกิ รรม การบรกิ รรม พุทโธๆ จงึ เป็นอุบายที่จะ
ท�ำให้ใจของเรารวมตวั เข้าหาใจ

พทุ โธ กห็ มายถงึ จติ ทรี่ ู้ ในโลกทงั้ หมดมแี ตจ่ ติ เทา่ นน้ั รู้ นอกจากจติ ไมม่ อี ะไรรู้
บรกิ รรมพทุ โธๆ กจ็ งึ หมายความวา่ บรกิ รรม รๆู้ ตนื่ ๆ ความรกู้ บั ความตน่ื อนั เดยี วกนั
ความหลบั กบั ความไมร่ กู้ อ็ นั เดยี วกนั ความหลบั มนั ไมร่ อู้ ะไร ตนื่ มนั รู้ ใจของเราแนว่ แน่
อยกู่ บั คำ� บรกิ รรมนานขนาดไหน นานขนาดทใี่ จของเราแนว่ แนอ่ ยกู่ บั ใจได้ ใจของเรา
เริ่มวอกแวกไปซา้ ยไปขวา ไปหนา้ ไปหลัง ใหย้ ดึ ค�ำบริกรรมพุทโธ บริกรรมใหม้ าก
บริกรรมใหย้ ง่ิ ตง้ั ใจบรกิ รรม ตัง้ สติอยกู่ บั ค�ำบรกิ รรมจริงๆ ใจกจ็ ะแน่วแนอ่ ยู่กบั
ค�ำบริกรรมนัน้ (๕ ก.ย. ๔๖)

การบรกิ รรมพทุ โธเปน็ การเหนย่ี วนำ� ดงึ จติ ดงึ ใจของเราใหอ้ ยกู่ บั ท่ี ตามปกตใิ จ
ของเราเขาไมค่ อ่ ยอยูก่ บั ท่ี ไม่คอ่ ยอย่กู ับตัว จงึ ตอ้ งหาอะไรเป็นเครอ่ื งยึดถอื เราจึง
บรกิ รรม พทุ โธๆ ให้อยู่กบั คำ� บรกิ รรม พทุ โธๆ นี้ ในเมื่ออยกู่ บั ค�ำบริกรรมพุทโธ
ใจของเรากไ็ มไ่ ปนกึ คดิ อะไรตอ่ มอิ ะไรเรอื่ งภายนอก แลว้ อกี อยา่ งหนง่ึ ในการบรกิ รรม
พทุ โธ เราอยา่ คดิ วา่ พทุ โธอยทู่ ี่อืน่ เราอยา่ คดิ วา่ พุทโธเป็นจดุ หมายอยตู่ รงนน้ั ตรงน้ี
ใหค้ ิดวา่ พทุ โธคือความรขู้ องเรา

พทุ โธ แปลวา่ เปน็ ผตู้ นื่ พทุ โธ แปลวา่ ผรู้ ู้ การบรกิ รรม พทุ โธๆ เปน็ การบรกิ รรม
เพ่ือท่ีจะให้จิตของเรานี้เข้ามาถึงจิต การบริกรรมพุทโธนี้เพ่ือเป็นช่องทางที่จะให้จิต
ของเราหยง่ั เข้ามาหาความรทู้ เ่ี ขามีความร้อู ยู่เป็นปกตนิ ้ัน

ถ้าหากวา่ เราไปคิดว่าพุทโธอย่เู ป็นจดุ สว่ นใดสว่ นหนึ่ง มันก็เปน็ การหมายออก
ไปภายนอกเสยี ไมเ่ ปน็ โอปนยกิ ธรรม๑ ไมเ่ ปน็ การโอปนยโิ ก คำ� วา่ นอ้ มเขา้ มาๆ กน็ อ้ ม
เขา้ มาให้ถึงจติ น่ี น้อมเข้ามาให้ถึงความรู้หรอื ผรู้ ู้

๑ โอปนยกิ ธรรม คือ ธรรมท่ีควรน้อมเขา้ มาไวใ้ นใจ

96

ภาษาของเราน่ี ถา้ หากวา่ จะใช้คำ� พูดวา่ “ความรู”้ หรอื “ผู้ร้”ู รู้สกึ ว่าจะชดั
เพราะมนั รอู้ ยอู่ ยา่ งน้ันจริงๆ ถ้าหากว่ามนั เขา้ ถึงจติ เข้าถึงความรู้หรอื เข้าถงึ ผรู้ ูน้ ี่
ความจรงิ ผู้รคู้ วามรูไ้ ม่ไดอ้ ยลู่ กึ พดู วา่ ลกึ ก็ไมถ่ ูก พูดวา่ ตนื้ กไ็ ม่ถกู ความจรงิ
จติ ของเรานไ่ี มไ่ ดล้ กึ ไมไ่ ดต้ น้ื เปน็ ของทมี่ อี ยอู่ ยา่ งนี้ และเปดิ เผยอยตู่ ลอดเวลา ไมไ่ ด้
ปิดบังใครท้ังนัน้ มีแตเ่ รานเี่ อาอะไรมาปกปดิ จติ ไว้ ธรรมชาติจิตนั้นเขาไม่ได้ปกปิด
เขาเอง ธรรมชาติอนั น้ันเขาเปิดเผยตัวของเขาเองอยู่ตลอดเวลา
ถา้ หากวา่ เราชำ� ระอารมณเ์ ครอื่ งปกปดิ จติ ไดเ้ มอ่ื ไหรแ่ ลว้ จติ เขาจะเปดิ เผยใหเ้ รา
ไดร้ ูไ้ ด้เห็น และเขาเปิดเผยอยอู่ ยา่ งนน้ั ตลอดกาลตลอดเวลา (๒๒ ต.ค. ๒๗)

97

เขา้ ถงึ จิตไดห้ ลกั ได้ฐาน

การบริกรรมพุทโธเป็นการกระท�ำภายในใจ ต้องมีสติก�ำกับในการบริกรรม
ไม่ใชบ่ รกิ รรม พทุ โธๆ แตไ่ มม่ ีสติกำ� กบั ถา้ หากว่ามีสตคิ วบคมุ ก็จะไมห่ ลงลืม แล้ว
การบริกรรมพุทโธนนั้ กจ็ ะมีความละเอยี ด หรือมคี วามใสเพิ่มขึ้นเปน็ ลำ� ดับๆ พุทโธ
กบั สตกิ ม็ ีโอกาสท่จี ะรวมเป็นอันเดียวกัน
สติกค็ อื การระลึกอยู่ รู้ว่าเรากำ� ลงั บริกรรม พุทโธๆ อยู่ เราก็มีสตอิ ย่กู บั การ
บริกรรมพุทโธน้ัน ในเม่ือเรามีการกระท�ำอยอู่ ยา่ งน้ี สติก็ไม่ขาด ในเมอื่ สติไม่ขาด
การบรกิ รรม พทุ โธๆ ของเรากไ็ มข่ าด การบรกิ รรมพทุ โธของเรากม็ โี อกาสทจ่ี ะรวมกนั
รวมสติกับรวมพุทโธไวเ้ ปน็ อันหน่ึงอันเดียวกัน
ในเมอื่ สตกิ บั พทุ โธรวมกนั เรยี กวา่ ใจของเรารวมกไ็ ด้ คำ� วา่ “ใจรวม” กร็ วมสติ
รวมความรู้สกึ ถา้ หากวา่ ไม่มสี ติบริกรรม พุทโธๆ แตใ่ จมนั เลื่อนลอย ใจมันจะรวม
ไม่ได้ (๒๑ ก.ย. ๒๖)
จงึ ใหเ้ อาพทุ โธเปน็ เครอ่ื งอยขู่ องจติ เหมอื นกบั เราลอยคออยใู่ นแมน่ ำ้� มหาสมทุ ร
โน้น ในมหาสมุทรมีหลกั เราเห็นหลกั เราก็ข้นึ ไปยดึ หลัก ข้ึนไปเกาะหลกั และข้ึน
ไปงอย๑ อยูบ่ นหลกั น้นั ปล่อยหลกั เมอื่ ไหรต่ าย ปล่อยเม่ือไหร่ตาย ปลาฉลามมัน

๑ งอย ในท่นี ้ี แปลว่า ข้ึนไปยึดอยู่ หรือเกาะอยู่

98

เอาไปกิน ถา้ ปลอ่ ยหลกั ปล่อยพทุ โธเมอื่ ไหรล่ ่ะตาย ก็ตายจริงๆ เพราะเปน็ เร่ืองของ
กเิ ลสทงั้ นนั้ จะเปน็ เรอื่ งของธรรม พจิ ารณาอะไรตอ่ อะไรมนั ไมเ่ ปน็ ไปหรอก จงึ วา่ ให้
ยดึ พทุ โธยึดไวไ้ ม่ยอมปล่อย เหมือนกับเราปล่อยหลกั เม่อื ไหร่ เป็นอาหารปลาฉลาม
เมอื่ นน้ั ใจของเรากเ็ หมอื นกัน ให้แนบแนน่ อย่กู บั พทุ โธอย่างนี้ ปล่อยพุทโธเมอ่ื ไหร่
กิเลสมันเอาไปกินเมอื่ นัน้ (๒๕ เม.ย. ๒๙)

สตขิ องเราแนน่ อยกู่ บั การบรกิ รรมพทุ โธ ทำ� ความรคู้ วามเหน็ อยกู่ บั การบรกิ รรม
พทุ โธใหช้ ดั ถา้ หากวา่ สตขิ องเราชดั อยอู่ ยา่ งน้ี ใจจะคอ่ ยเรมิ่ ใส จะคอ่ ยเรมิ่ ละเอยี ดเขา้
ละเอยี ดเขา้ คอ่ ยสงบเขา้ คอ่ ยรวมเขา้ มาๆ แล้วพทุ โธกบั สตจิ ะรวมเปน็ อนั เดยี วกัน
ในเม่ือพทุ โธกับสตริ วมเปน็ อนั เดยี วกันแล้ว เรากำ� หนดเฉพาะสติ ในเมอ่ื เราก�ำหนด
เฉพาะสติ กเ็ รียกวา่ เรากำ� หนดเอาจิตด้วย

การบรกิ รรมพทุ โธไมใ่ ชว่ า่ เราจะเอาแตค่ ำ� บรกิ รรมนนั้ การบรกิ รรมเปน็ หนทางที่
จะน�ำเข้ามาหาจติ ในเมือ่ เข้ามาถึงจิตแล้ว การบรกิ รรม พทุ โธๆ เราไมต่ อ้ งบรกิ รรม
เราเลกิ การบรกิ รรมพทุ โธไดเ้ ลย เอาเฉพาะจติ เอาเฉพาะจติ และสติ สตเิ กาะอยกู่ บั จติ
ไมย่ อมปลอ่ ยวางจติ จติ คอื ความรู้ สตกิ ค็ อื ความระลกึ ระลกึ รอู้ ยทู่ จ่ี ติ ใหแ้ นบแนน่ อยู่
กบั จติ รเู้ หน็ จติ เขาเราชดั อยอู่ ยา่ งนน้ั ในลกั ษณะนเ้ี ปน็ กริ ยิ า เปน็ หลกั ของการภาวนา

ถา้ หากวา่ เราภาวนา สตขิ องเรานไ้ี มม่ กี ารจดจอ่ ไมม่ กี ารใหม้ นั แนน่ อยกู่ บั พทุ โธ
ไมม่ กี ารแนบแนน่ อยกู่ บั จติ น่ี การภาวนาพทุ โธของเรามแี ตท่ จ่ี ะเลอื่ นลอย ถงึ วา่ จะสงบ
กส็ งบอยา่ งลอยๆ ไมค่ ่อยจะสงบเขา้ หาหลักหาฐาน

ค�ำวา่ “หลัก” ค�ำว่า “ฐาน” กค็ ือ จติ จิตเปน็ หลกั เป็นฐาน ผู้ท่จี ะถงึ หลักถงึ ฐาน
ก็คอื ผู้ทถี่ ึงจติ ผ้ทู ่จี ะไดห้ ลกั ได้ฐานกค็ อื ผทู้ ไ่ี ด้จิตเปน็ หลกั เป็นฐาน

ผทู้ เ่ี หน็ อะไรตอ่ มิอะไร จะเหน็ แสงสว่าง หรอื ว่าเห็นนิมติ เป็นอะไรต่อมิอะไรที่
จะน่ายนิ ดี นา่ ปรารถนา นา่ พอใจ สกั เทา่ ไหร่ก็ชา่ ง อันน้ันเรยี กว่าใจยังไม่เข้าถึงหลัก
นใี่ จยังเลื่อนลอยอยู่ ค�ำวา่ “เลื่อนลอย” ก็คอื เลื่อนลอยไปจากหลักคือจิต

99

ในเมอื่ เลอ่ื นลอยไปจากหลกั กเ็ ปน็ ใจทไ่ี มม่ หี ลกั เปน็ ใจทไี่ มไ่ ดห้ ลกั ในเมอ่ื เปน็
ใจทไ่ี มไ่ ดห้ ลัก ใจที่วา่ ไมไ่ ดห้ ลกั กเ็ ปน็ ใจทไี่ มม่ หี ลกั ไมม่ ฐี าน
จงึ วา่ ภาวนา ตอ้ งใหใ้ จของเราเขา้ ถงึ หลกั เขา้ ถงึ ฐาน แลว้ ทกุ สง่ิ ทกุ อยา่ งภายนอก
จะเหมอื นกบั ไมม่ ี ว่างหมด แม้แต่เรานั่งอยูน่ ี้ ก็ไมป่ รากฏในความรู้สกึ นี่ เรยี กว่า
ใจหรือจิตของเรารวมเข้าหาจิตจริงๆ แม้แต่จิตอาศัยร่างกายนั่งอยู่อย่างน้ี จิตก็จะ
ไมไ่ ปเกย่ี วขอ้ งกบั ร่างกาย ไมร่ บั รู้ จะเกยี่ วขอ้ งจะรบั รเู้ ฉพาะดวงจิตดวงเดียวเท่าน้นั
ในเมอื่ รวมเขา้ รวมเขา้ ความรสู้ กึ จะมเี ฉพาะจติ ดวงเดยี ว แมแ้ ตร่ า่ งกายของเรา
ท่นี งั่ อยกู่ จ็ ะไมป่ รากฏ อะไรนอกจากน้จี ะไม่ปรากฏเลย จิตรวมเข้าถงึ จิตอยา่ งเตม็ ที่
เรียกวา่ รวมเข้าถึงหลักการปฏบิ ตั ธิ รรม หรอื หลกั การปฏบิ ตั ิจิต
ในเมอ่ื ปฏบิ ตั เิ ขา้ ถงึ จติ เรยี กวา่ เจา้ ของไดห้ ลกั ไดฐ้ าน ไดธ้ รรมไดท้ พี่ งึ่ ไดส้ มบตั ิ

(๒๑ ก.ย. ๒๖)

100

นิมิต๑

ใจสงบ นมิ ติ กเ็ กดิ ขนึ้ เรอื่ งของกเิ ลสเรอ่ื งของมาร เรากเ็ คยไดย้ นิ วา่ คำ� วา่ กเิ ลสมาร
มารคอื อุปสรรค มารคอื เร่ืองขดั ข้อง เขามาแสดงเป็นตวั เปน็ ตนปรากฏข้ึนอยา่ งท่เี ขา
ปรากฏน้ัน เพราะเวลาเขาแสดงนั้น เขาก็ไมไ่ ดว้ ่าเขาเปน็ กเิ ลส เขาก็ไมไ่ ด้วา่ เขาเป็น
มารอะไร เขาแสดงทางไหนท่จี ะล่อลวงเราได้ เขากแ็ สดงอยา่ งนน้ั มา

ทแี รกเขากแ็ สดงเป็นนิมิต แลว้ เราก็ไปพอใจนมิ ติ นน้ั ทนี เ้ี ขากแ็ สดงเปน็ นมิ ิต
ปลอมนิมิตแปลงมา ในเมื่อมีของปลอมของแปลงมากข้ึน ใจของเราก็เลยหลงเสีย
หลงต้นเง่ือน หลงต้นคือหลงความสงบ ส่งใจไปเก่ียวข้องกับเร่ืองนิมิต ไปนึกคิด
ปรงุ แตง่ อะไรตอ่ มอิ ะไร ในเมอ่ื ไปนกึ คดิ ปรงุ แตง่ ในเรอื่ งนมิ ติ มาก หลกั คอื ความสงบ
มนั กม็ แี ตจ่ ะหา่ งไกลไป ในเมือ่ ห่างไกลไปมาก การทจี่ ะกลับเขา้ มาหาความสงบมันก็
เขา้ มาไมไ่ ด้ ดึงเขา้ มามนั ก็กลบั ไป พยายามดึงเขา้ มามันก็ออกไปอีก เพราะก�ำลังที่
ส่งไปมันมีกำ� ลังมาก

นิมิตน้ันมีความสงบเป็นเหตุ แต่ทีน้ีถ้าหากว่าเราไปติดนิมิต หลงนิมิตเข้า
กก็ ลายเปน็ ความฟุ้งซ่านไป หนกั เข้ามนั ก็หมดรสหมดชาติ เพราะมนั หมดความสงบ
ของใจน่ันเอง ใจท่ีเคยอ่ิมใจท่ีเคยเบิกบานอันเกิดจากผลการปฏิบัติธรรม อิ่มแล้ว
เบกิ บานน้นั ก็ไมม่ ี มนั จะมีไดอ้ ยา่ งไร เพราะมนั เกีย่ วขอ้ งอยู่กับอารมณ์ เกย่ี วข้อง

๑ นมิ ติ ในทีน่ ้ี คือ ภาพหรอื เรือ่ งราวทปี่ รากฏเห็นขน้ึ ในใจของผู้เจริญกรรมฐาน

101

อยกู่ บั ความนึกคดิ ปรงุ แตง่ เกีย่ วข้องอย่กู บั ความฟุ้งซ่านของใจ อันนี้ก็เรียกว่าเปน็
อุปสรรคเป็นมาร

แตเ่ รอ่ื งของการปฏบิ ตั มิ นั กต็ อ้ งเปน็ อยา่ งนี้ มเี จรญิ มขี นึ้ มเี สอ่ื มลง แตล่ ว้ นเปน็
การศกึ ษาทง้ั นัน้ ศกึ ษาวิธีการ ศึกษาหลักการ (๑๙ ก.พ. ๒๔)

นมิ ิต พระพทุ ธเจา้ กท็ รงเทศนาไว้ มีอยใู่ นตำ� รบั ตำ� รานี่ มันปรากฏให้เห็นเป็น
อย่างนนั้ ๆ อนั นั้นมนั อานสิ งสข์ องความดี อานสิ งส์ผลของบญุ กุศลแสดงปรากฏเป็น
นิมิตเป็นอยา่ งนน้ั อนั นัน้ ใหร้ ู้วา่ เป็นนิมิต

แตน่ ิมิตท้งั หลายมนั เกดิ ขนึ้ แล้วมนั ก็ผา่ นไป เราจะดงึ ไวก้ ไ็ มอ่ ยู่ หา้ มเขาไม่ให้
ผา่ นไปไม่ใหห้ ายไปกไ็ ม่ได้ เพราะเปน็ นิมติ ก็เหมอื นกับความฝันอยา่ งนี้ เวลาฝนั นี่
บางทเี ปน็ เรอื่ งทนี่ า่ กลวั กน็ า่ กลวั จรงิ ๆ แตเ่ วลาฝนั ไปแลว้ ตนื่ ขน้ึ มา แลว้ มนั กไ็ มม่ อี ะไร
มันก็สกั แต่วา่ เราฝัน

นมิ ติ นก่ี เ็ หมอื นกนั การฝนั ฝนั ตอนหลบั แตน่ มิ ติ ทม่ี นั ปรากฏขน้ึ เวลาเรานงั่ สมาธิ
เราไม่ได้หลับ ใจของเรามันหากปรากฏเหน็ ข้นึ ในใจ ตาของเราไม่เห็นแตใ่ จของเรา
หากเหน็ โดยเราไมไ่ ดน้ กึ เราไมไ่ ดว้ าดภาพวาดรปู ๒ ใหเ้ ขาเหน็ แตเ่ ขาหากปรากฏขน้ึ เอง
ถา้ หากวา่ เขาปรากฏขน้ึ แลว้ ทนี ใี้ จของเราหากชอบวาดภาพตอ่ นะ วาดภาพเปน็ อยา่ งนนั้
เป็นอยา่ งนี้

เราจะวาดภาพตามนมิ ิตที่เราเหน็ กไ็ ด้ แตต่ อ้ งน้อมไปเพื่อให้เป็นธรรม

อย่างเปน็ หอปราสาทราชวงั ท้ังหลายมนั ก็พงั เป็น ถงึ ว่าจะเอาอิฐเอาปนู เอาเหล็ก
ไปกอ่ สร้างมนั ก็พังเปน็ ถงึ วา่ จะเอาบุญเอากศุ ลไปเกดิ ขนึ้ เปน็ ของทิพย์ ของทิพย์นัน้
ก็พงั เป็น อย่างวาดเป็นเทวดาก็ตายเป็นนี่ สรุปแลว้ เปน็ ของท่ีไมเ่ ทย่ี งท้ังนน้ั

๒ วาดภาพวาดรูป ในท่ีนี้ หมายถงึ ภาพท่เี กดิ จากความนึกคิดในใจ หรือ จนิ ตภาพ

102

จงึ ใหพ้ จิ ารณาวา่ นมิ ติ เปน็ ของทไ่ี มเ่ ทยี่ งเสยี พจิ ารณาวา่ เปน็ ของทเ่ี ปลยี่ นแปลง
ของทห่ี ักพงั ไปเปน็ ถ้าหากว่าปรากฏนมิ ติ เปน็ รปู คนเกดิ ใหม่ เปน็ รูปคนแก่ เป็นรปู
คนเจ็บ เป็นรูปคนตาย อันน้เี ราก็เอานมิ ติ อนั นนั้ ละ่ เอามาพิจารณาให้มันเกิดความ
สลดสงั เวชในจติ ในใจ ใจของเราทจ่ี ะเกดิ สลดสงั เวชกเ็ พอื่ ใหเ้ หน็ ความไมเ่ ปน็ แกน่ สาร
ของความเปน็ สตั วเ์ ปน็ คนน่ี ในเมอื่ เหน็ ความไมเ่ ปน็ แกน่ สาร ใจมนั กจ็ ะเกดิ ความสลด
สงั เวชขึน้ ระหวา่ งทเี่ กิดความสลดสังเวชนัน้ ใจมนั ถอนจากความยดึ ถอื ถอนออกมา
ทเี ดยี ว
จงึ วา่ นมิ ติ กเ็ ปน็ ประโยชน์ เอานมิ ติ มาพจิ ารณาใหเ้ ปน็ ประโยชน์ นมิ ติ กเ็ ปน็ ธรรม
ถา้ หากวา่ นมิ ติ ไมป่ รากฏ เรากเ็ อาของจรงิ เอามาเปน็ นมิ ติ ๓ รปู กเ็ ปน็ นมิ ติ ได้ เสยี งกเ็ ปน็
นมิ ติ ได้ กลนิ่ กเ็ ปน็ นมิ ติ ได้ เอาสงิ่ เหลา่ นม้ี าเปน็ นมิ ติ อารมณท์ เี่ กดิ ขน้ึ ในใจเกดิ ขน้ึ แลว้
กผ็ า่ นไปๆ อนั นน้ั กเ็ ปน็ นมิ ติ ได้ เขาแสดงความจรงิ ของเขาใหเ้ รารใู้ หเ้ ราเหน็ ไดท้ ง้ั นน้ั
ความจริงของเขาคืออยา่ งไร เขาเกิดขน้ึ แลว้ ผ่านไป ตงั้ แตเ่ ราเกดิ มาจนกระทงั่
เดย๋ี วนี้ เร่อื งที่มันผา่ นไปแล้ว ผา่ นมาทางใจนีม่ นั มีจำ� นวนเท่าไร ซำ�้ ๆ ซากๆ พลิกไป
พลกิ มาอยู่อย่างน้ันน่ี เราจะไปยดึ อะไรสักอยา่ งกไ็ ม่ได้
ยดึ ไม่ให้เขาผา่ นละ่ มันยึดไม่ได้ เพราะธรรมชาตเิ ขาเกิดมาจะตอ้ งเปน็ อยา่ งนั้น

(๙ ส.ค. ๒๖)

๓ นมิ ิต ในท่นี ี้ หมายถงึ อารมณ์กรรมฐานทีน่ ักปฏิบตั ิก�ำหนดขน้ึ เพอื่ การพจิ ารณาให้เห็นสภาพความเป็น
จริงของสงิ่ นนั้

103

การดูจิตเปน็ การศึกษาสัจธรรม

การภาวนาต้องตืน่ อยู่เสมอ ต่ืนตวั

ไมใ่ ช่การภาวนาเราจะทำ� ลกั ษณะมแี ตท่ ่จี ะให้หลบั หรอื มแี ต่ทจ่ี ะกลอ่ มใหห้ ลบั
ยง่ิ ภาวนานานยง่ิ โงถ่ า้ เปน็ อยา่ งนน้ั การภาวนาเปน็ การทำ� ใหเ้ กดิ ขนึ้ ซง่ึ สตปิ ญั ญา ถา้ หาก
ว่าภาวนาในลกั ษณะกล่อมใหห้ ลับ ย่งิ ภาวนามากยงิ่ โงม่ าก ไมไ่ ดค้ วามรู้อะไร

ความรจู้ ะเกดิ เพราะการหลบั ไมม่ ี ถา้ ไปคดิ วา่ จติ สงบ จติ รวมตวั จนกระทง่ั เหมอื น
กับหลับไป แล้วอันนั้นจะเป็นพลังท�ำให้เป็นองค์สมถะแล้วจะเกิดวิปัสสนา อันนั้น
เป็นความคิดท่ผี ิด แต่ความจรงิ ไม่เป็นอยา่ งนั้น

ทกุ ระดบั ตง้ั แตเ่ รมิ่ ตน้ ตอ้ งเรมิ่ ดว้ ยการตนื่ เรม่ิ ตน้ ดว้ ยการมสี ติ สตมิ กี ำ� ลงั มาก
เทา่ ไหร่ อบรมศลี ใหส้ มบรู ณต์ ามกำ� ลงั ของสตนิ นั้ สตมิ กี ำ� ลงั มาก ศลี มคี วามสมบรู ณ์
เทา่ กำ� ลงั ของสตทิ ม่ี กี ำ� ลงั นน้ั ศลี อบรมสมาธเิ ปน็ ลำ� ดบั ตอ่ ไป สตแิ ละศลี รวมตวั กนั เขา้
เปน็ กอ้ นธรรม จติ ทมี่ สี ตจิ ะเปน็ ศลี และจะเปน็ สมาธขิ น้ึ มา รเู้ หน็ อยใู่ นจติ และอนั นน้ั
จะเกิดปญั ญาขน้ึ มา (๕ ก.ย. ๔๖)

จงึ วา่ การดจู ติ ดโู ดยวธิ ภี าวนาพทุ โธ พทุ โธกด็ จู ติ พทุ โธอยา่ ไปหมายวา่ ตรงโนน้ ๆ
รอู้ ยตู่ รงไหน บรกิ รรม พทุ โธๆ ไวต้ รงนนั้ แนว่ แนอ่ ยกู่ บั คำ� บรกิ รรมจรงิ ๆ กค็ อื แนว่ แน่
อยกู่ บั จติ จติ ของเรากบั พทุ โธเปน็ อนั เดยี วกนั พทุ โธ แปลวา่ รู้ รจู้ ติ ของเรากค็ อื รทู้ าง
แหง่ ความสงบ ทางแหง่ ความผาสุกท่จี ติ ทุกรายตอ้ งการปรารถนา

104

ถา้ หากตอ้ งการปรารถนาความสงบ แตแ่ ลน่ ตะครบุ ๆ เหมอื นกบั ตะครบุ เงา ตะครบุ
แตเ่ งาของเจา้ ของ ตะครุบเงา คอื ยงั ไง สนุ ัขมนั คาบเนือ้ เดินไปข้ามสะพาน มันมอง
เห็นเงาเจ้าของก�ำลังคาบเนื้ออยู่ในน�้ำ มันลืมว่ามันก�ำลังคาบเน้ืออยู่ อยากจะได้
ก้อนเนื้ออันนั้นอีก มันก็เห่า เนื้อท่ีอยู่ในปากมันก็หลุดไป เน้ือที่มันเห็นอยู่ในน�้ำ
กห็ ายไป
น่ี ตะครุบเงา ก็ไม่ต่างอะไรกับสุนัขท่ีเขาเห็นเน้ืออยู่ในน้�ำน้ัน ตะครุบยังไง
มนั ก็เหมือนกับตะครุบเงานัน้ ล่ะ ตะครบุ ยงั ไงมันก็ไดแ้ ต่เงา มนั ไม่เจอของจริง หยุด
ไม่ตะครุบแลว้ ไมแ่ ล่นกระโดดไป
หยดุ อยกู่ บั จติ แนว่ แนอ่ ยกู่ บั จติ ในทสี่ ดุ กจ็ ะไดเ้ จอความสขุ ความจรงิ (๔ ม.ิ ย. ๔๗)

105

พุทโธเป็นนามธรรมทปี่ ระเสริฐสุด

(โยมถาม) กราบนมัสการ ทนี่ มี่ ีห้องกรรมฐานหรอื เปลา่ ครับ

(หลวงปู่ตอบ) หอ้ งกรรมฐานหรอื หอ้ งกรรมฐานกค็ อื หอ้ งพทุ โธ นง่ั อยนู่ ก่ี อ็ ยกู่ บั หอ้ ง
พุทโธ เดนิ อยกู่ เ็ ดินอยูก่ บั หอ้ งพุทโธ นอนอย่กู น็ อนอย่กู ับห้องพทุ โธ
หอ้ งกรรมฐานก็คือหอ้ งพุทโธ

เอาพทุ โธไวใ้ นจติ ในใจ อนั นเ้ี ปน็ หอ้ งทป่ี ระเสรฐิ ทส่ี ดุ หอ้ งนอนตรงนนั้ ๆ
มนั ส้หู ้องนอนคอื พทุ โธไมไ่ ดห้ รอก

(โยมถาม) ทนี่ ถ่ี อื หลกั .. เอาพทุ ธานสุ ตเิ ปน็ หลกั ใชไ่ หมครบั จะ พทุ โธๆ ทไี่ หนกไ็ ด้
ไม่ผดิ กบั สถานทีใ่ ช่ไหมครับ

(หลวงปตู่ อบ) พุทธานุสติ ก็รวมอยใู่ นค�ำวา่ “พุทโธ” น้เี อง พทุ โธเป็นผตู้ ่นื ต่นื พน้
จากกิเลส พุทโธเป็นคุณธรรมของพระพุทธเจ้า เราระลึกถึงพุทโธ
ก็คือเราระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า หรือเป็นการเจริญพุทธานุสติ
นน่ั เอง เอาพทุ โธไว้ในจิตในใจของเรา เอาคณุ ธรรมของพระพทุ ธเจ้า
มาไวใ้ นจติ ในใจของเรา ของในโลกไมม่ ีอะไรทีจ่ ะประเสริฐกว่าค�ำพูด
วา่ “พทุ โธ” อะไรทจ่ี ะเสมอเหมอื นหรอื จะประเสรฐิ สดุ ยงิ่ กวา่ คณุ ธรรม
ของพระพุทธเจา้ ไม่มี

การทจี่ ะเขา้ ถงึ คณุ ของพระพทุ ธเจา้ ไมใ่ ชว่ า่ เขา้ ถงึ ไดง้ า่ ยๆ นะ ตอ้ งเขา้
ถึงพุทโธน้ี เข้าถึงพุทโธก็คือเข้าถึงพุทโธท่ีเป็นส่วนนามธรรม หรือ

106

เขา้ ถงึ ธรรมชาตทิ เ่ี ปน็ พทุ โธนน้ั อนั นจ้ี งึ เขา้ ถงึ คำ� วา่ “คณุ พระพทุ ธเจา้ ”
ถา้ เข้าได้แลว้ ตอ้ งการเม่อื ไหร่ พทุ โธเดน่ ชัดเป็นสมบตั ขิ องเราอย่าง
สมบรู ณ์

พุทโธๆ ท่ีไหนก็ได้ ในรถในราก็ได้ ในที่ท�ำงานส�ำนักงานหรือว่า
ทไ่ี หนๆ ไดท้ งั้ นนั้ ละ่ พทุ โธเปน็ นามธรรม เพราะระลกึ ถงึ ขนึ้ เมอ่ื ไร พทุ โธ
กป็ รากฏขนึ้ ทใี่ จของเราเมอื่ นนั้ ในเมอื่ เราทำ� ใหพ้ ทุ โธเกดิ ขน้ึ มขี น้ึ ในจติ
ในใจของเรา พทุ โธมอี ยู่ในจติ ในใจของเราแล้ว เราระลึกถงึ เมอ่ื ไหร่
พุทโธก็ปรากฏให้เราเห็นชัด เหมือนกับเรามีสตางค์อยู่ในกระเป๋า
อยา่ งนน้ั ละ่ เวลาเราไมต่ อ้ งการใช้ เราไมค่ ดิ ถงึ สตางค์ เวลาเราตอ้ งการใช้
เราคดิ ถงึ สตางค์ เราหยบิ ฉวยมาได้ หยบิ มาใชจ้ า่ ยไดท้ นั ทโี ดยไมต่ อ้ ง
ไปทำ� งานหาสตางค์เสียก่อน

(โยมถาม) กรณเี ราปฏบิ ัติพุทโธแล้ว เผอื่ จติ มนั วอกแวกไปทอ่ี นื่ จะท�ำยังไงครับ

(หลวงปูต่ อบ) จติ วอกแวกไปทอ่ี น่ื เพราะจติ ไมอ่ ยกู่ บั พทุ โธๆ ถา้ หากวา่ จติ อยกู่ บั พทุ โธ
จติ จะไมว่ อกแวกหรอก การบรกิ รรมหรอื การนกึ พทุ โธของเรายงั ไมพ่ อ
ใหน้ กึ มากกวา่ นน้ั ชอ่ งวา่ งของใจยงั มี ใจยงั มชี อ่ งวา่ งยงั เลด็ ลอดออก
ไปได้ ใหเ้ อา พทุ โธๆ เปน็ กำ� แพงเอา พทุ โธๆ เปน็ รวั้ กนั้ ไมใ่ หใ้ จของเรา
ออกไปข้างนอก แล้วเป็นร้ัวก้ันเป็นก�ำแพงท่ีสามารถกั้นไม่ให้จิตใจ
ของเราออกไปเพน่ พา่ นข้างนอกได้ ถา้ หากวา่ การทำ� ของเราพอนี่ เปน็
กำ� แพงกน้ั จิตกนั้ ใจได้จริงๆ

(โยมถาม) เราภาวนาพุทโธ ถา้ ใจมนั แวบไปอยา่ งอน่ื น้ี เราจะเอายงั ไง ตามมนั ไป
หรอื ไงครับ

(หลวงปตู่ อบ) ถา้ มนั แวบไป แวบไป ถา้ เรารสู้ กึ ตวั วา่ แวบไปแลว้ เรามาตงั้ ใจบรกิ รรม
พุทโธๆ ใหม่

107

(โยมถาม) ดึงอยูอ่ ย่างน้หี รอื ครับ

(หลวงปู่ตอบ) ดึงอยู่อยา่ งนแี้ หละ การทีจ่ ะแวบ มนั กน็ ้อยไป น้อยไป ถา้ หากความ
พยายามของเราแนว่ แนจ่ รงิ ๆ การทจ่ี ะแวบไปนนั้ มโี อกาสยากทส่ี ดุ หรอื
จะไมม่ โี อกาสไปเสยี เลย น่ี แวบไป มีสตเิ อาคนื แวบไป มสี ติเอาคนื
ถา้ หากวา่ มนั แวบไปอยา่ งนน้ั แล้วเราไปตามอย่างน้ัน เรยี กว่าเราตาม
เขาตามอารมณ์

ถ้าพูดถงึ ว่าในเมอ่ื เรามสี ติ เรามีสตมิ ีปญั ญาพอ การทจ่ี ะแวบไปกไ็ ม่
เสยี หาย ถา้ หากเรามสี ตมิ ปี ญั ญาไมพ่ อน่ี แวบเขา้ ไปนี่ เอามาพจิ ารณา
บางทมี นั โกงเรานะ มันไปเรากต็ ้องเอากลบั มสี ติเม่อื ไรเรากเ็ อากลับ
ไม่ใชแ่ วบไปแล้วตามไป เอาไปพิจารณาอะไรตอ่ อะไรอย่างน้ันอยา่ งน้ี

บางทขี น้ึ ชอื่ วา่ พจิ ารณานี่ เปน็ ธรรมนะ แตท่ นี พ้ี จิ ารณาไปๆ แลว้ ความ
ไมเ่ ปน็ ธรรมมนั คอ่ ยๆ แฝงเขา้ มา แฝงเขา้ มา ในทส่ี ดุ มแี ตค่ วามไมเ่ ปน็
ธรรม มีแต่ความไม่เป็นเรอื่ งเตม็ ไปหมด ชอบเปน็ อย่างนั้น ถ้าหากว่า
เรามีสติมกี �ำลัง ปัญญาของเรากม็ กี ำ� ลงั ไปเถอะ ไปไหนกไ็ ม่เสยี หาย

นง่ั รถนง่ั รางทไ่ี หนกม็ องไปเถอะ ลว้ นแตเ่ ปน็ ธรรมไปทงั้ นน้ั ระหวา่ งท่ี
เราจะทำ� ใหจ้ ติ ของเราสงบน้ี ตอ้ งทำ� ใหส้ งบใหไ้ ด้ ไมใ่ หม้ นั ไป ไปกต็ อ้ ง
เอาอยู่ ไปกต็ อ้ งเอากลบั ไมใ่ หไ้ ปไหน นใ่ี หอ้ ยอู่ ยา่ งนี้ จะไปไหน ใหอ้ ยนู่ ่ี
จนกระทั่งมันพอใจ มีก�ำลังพอแล้ว ออกไปมันเป็นประโยชน์ เป็น
ประโยชนแ์ ก่จติ ใจ เปน็ ประโยชน์ในการปฏิบัตขิ องเรา อันน้ันไปแลว้
ไม่เสยี หาย

(โยมถาม) จะรูไ้ ดอ้ ย่างไรครับวา่ ถึงตอนไหนจะไปได้

(หลวงปูต่ อบ) อันน้มี ันก็ร้เู องน่นั แหละ รเู้ อง การไปมันเป็นประโยชนห์ รอื เกิดโทษ
เรากร็ เู้ องใชไ่ หมละ่ เราพจิ ารณาตามอารมณไ์ ปและมนั ไปเปน็ ประโยชน์

108

ไดค้ วามรไู้ ดค้ วามเขา้ ใจ เกดิ มกี ารจะปลอ่ ยวางอะไรตอ่ อะไรนี่ เปน็ บางสง่ิ
บางอย่างที่เราติดเราข้อง เรายังลังเลสงสัย มันละได้ มันเข้าใจได้
ดงั น้นั จึงเป็นประโยชน์

ถา้ หากมนั ไปแลว้ จงู เราออกนอกลนู่ อกทาง นน่ั ละ่ ใชไ้ มไ่ ด้ อนั นเ้ี ราเปน็
ผทู้ จ่ี ะรเู้ อง มนั รนู้ ี่ จติ เราทำ� งานหรอื ไมท่ ำ� งาน จติ เรารใู้ ชไ่ หม อนั ไหนถกู
เราก็รู้ อนั ไหนผดิ เราก็รู้

(โยมถาม) ในขนั้ ต้นน้คี วรจะไมใ่ ห้มนั แวบ ควรดึงกลับมาให้ได้ใชไ่ หมครับ

(หลวงปู่ตอบ) ควรที่จะเป็นอย่างนั้น ควรท่ีจะให้ได้ใจเราเสียก่อน อันท่ีไปน้ัน
หมายความว่ามันไม่ใช่ใจเราแล้ว มันดอ้ื นะมันจงึ แวบ เอาให้มันอยู่
เสยี ก่อน และเวลาจะปล่อยจึงพาเขาไป ใหเ้ ขาอยเู่ สียกอ่ น เวลาจะไป
จึงพาเขาไป จึงเรียกว่าใจอยู่ในอ�ำนาจของเรา สติของเราก็มีก�ำลัง
เพราะเราดงึ เอาใจของเราอย่ใู นอ�ำนาจของเราได้

เอาใจของเราใหอ้ ยเู่ สยี กอ่ น แลว้ จงึ พาเขาไป พาเขาไปคดิ พาเขาไปดู
อะไรตอ่ อะไร ควรทจ่ี ะเปน็ อยา่ งนี้ อนั นกี้ อ็ าศยั การสงั เกตจติ อกี ทหี นง่ึ

(โยมถาม) คนทเ่ี ดนิ ไปแลว้ สะดดุ ตอไม้ แลว้ อทุ านออกมาวา่ “พทุ โธ” นนั่ คอื ระลกึ
ถึงพทุ โธไหมครบั

(หลวงปตู่ อบ) อา้ อยา่ งนน้ั มนั พทุ โธตกใจ เวลาตกใจละ่ ถงึ นกึ พทุ โธ แตเ่ วลาไมต่ กใจ
เขาไมร่ ะลกึ หรอก เขาระลกึ อะไรของเขากไ็ มร่ ู้ เวลาตกใจสะดดุ อะไรมา
ก.็ .เรอื่ งทเี่ ขานกึ มนั ลมื ไป แตก่ ย็ งั ดี ดที ค่ี นทส่ี ะดดุ ตอแลว้ กย็ งั วา่ “พทุ โธ”
กย็ งั ดนี ะ ยังดีกวา่ “คนตอ.. ผตี อ..”

(โยมถาม) ก็พยายามระลกึ แตจ่ ติ มันกย็ งั ไม่ยอม มันก็ยังวอกแวกๆ ครบั

(หลวงปตู่ อบ) ความพยายามของเรายังน้อยนะ หรือว่าความพยายามของเราไม่พอ

109

ถา้ ความพยายามของเราพอแลว้ ทกุ รายทกุ จติ ใจนต่ี อ้ งไดร้ บั ความสงบ
อันเกดิ จากการบริกรรมพุทโธทง้ั นั้น

จึงว่าพุทโธเป็นนามธรรมที่ประเสริฐสุด เป็นคุณธรรมท่ีประเสริฐสุด
เปน็ คำ� พดู ที่รวมเอาไวซ้ ึง่ คณุ ธรรมทป่ี ระเสริฐ

คำ� วา่ “เมตตฺ า” ความเมตตา คำ� วา่ “ขนตฺ ”ิ ความอดความทน คำ� วา่ “หริ ิ
โอตตฺ ปปฺ ” ความละอายกลวั เกรงตอ่ บาป คำ� วา่ “ความพากความเพยี ร”
“สติปัญญา” รวมอยู่ในองค์ “พุทโธ” น้ีทั้งน้ัน ในเมื่อใจของเรา
เป็นขึ้นมาแล้วมันรวมไปหมด พระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
ตรัสรู้พุทโธ แล้วทีน้ีอะไรๆ ทรงรู้ข้ึนหมดนะ ไม่ใช่จะรู้อันน้ีแล้ว
จะไปศึกษาอันอ่ืนอีก ไม่ใช่เป็นอย่างน้ันนะ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างท่ี
พระพุทธเจา้ ทรงร้เู หน็ รวมมาอย่ใู นค�ำท่ีวา่ พุทโธ นี้

เราๆ กเ็ หมือนกนั เอาสงิ่ ทปี่ ระเสรฐิ ท่ีสุดน่มี าอย่ใู นจิตในใจของเรา
แลว้ ใจของเรานจี่ ะมสี งิ่ ทปี่ ระเสรฐิ เปน็ พเิ ศษกวา่ ปกตทิ เ่ี ราเปน็ ปกตเิ รา
เปน็ ขนาดนี้ ขนาดระดบั ทด่ี นี นั่ ละ่ ยงั จะดขี นึ้ กวา่ นน้ั อกี เปน็ ธรรมชาติ
ท่สี ร้างสรรค์ เป็นธรรมชาตทิ ีข่ ัดเกลา ธรรมชาติทอี่ บรมจิตใจ อบรม
ทุกส่ิงทุกอย่างให้เด่นขึ้น สติปัญญาก็เด่นข้ึน ความทรงจ�ำก็เด่นขึ้น
ความขยันหมน่ั เพียรก็เด่นข้นึ

จึงว่าอยากจะให้เห็นคุณค่าของค�ำว่า พุทโธ กันมากๆ แล้วอะไรๆ
สงิ่ ทม่ี นั ไมถ่ ูกต้องนี่ นับวันท่จี ะน้อยลงไปๆ

(โยมถาม) สมาธิภาวนากบั “พุทโธ” ในท่ีน้ีสมั พันธ์กนั ไหมครบั

(หลวงปตู่ อบ) สมาธิภาวนาเป็นค�ำพูดของการปฏิบัตธิ รรม

ทนี กี้ ารปฏบิ ตั ธิ รรมเราจะทำ� ยงั ไงกไ็ ด้ การบรกิ รรม พทุ โธๆ อนั นก้ี เ็ ปน็
การปฏบิ ตั ธิ รรม หรอื วา่ จะเปน็ การกำ� หนดลมหายใจเขา้ ลมหายใจออก

110

อนั นกี้ เ็ ปน็ คำ� พดู ของการปฏบิ ตั ธิ รรม จะวา่ สมั พนั ธก์ นั กถ็ กู ตอ้ งไมผ่ ดิ
หรอก อันน้ันเป็นสมาธิภาวนา เป็นการปฏิบัติธรรม จะพูดว่า
อนั เดียวกนั ก็รูส้ ึกวา่ จะใช้ได้ แต่กไ็ มถ่ กู ต้องนัก

จะเรยี กวา่ เปน็ เครอื เดยี วกนั หรอื เปน็ สายเดยี วกนั ผหู้ นง่ึ เปน็ ตน้ ผหู้ นงึ่
เป็นปลาย

การภาวนาพุทโธท�ำพอแล้วจิตเป็นสมาธิข้ึนมาได้ แต่ไม่ใช่ว่าภาวนา
พทุ โธจติ มนั จะเปน็ บางทภี าวนาพทุ โธมนั กไ็ มย่ อมเปน็ ทำ� ไมจงึ ไมย่ อม
เป็นสมาธิ ก็เพราะการท�ำยังไม่พอ ทีนี้พอภาวนาพุทโธจิตมันก็ไม่
เป็นสมาธนิ ี่ จิตมันไมเ่ ปน็ สมาธเิ ราตอ้ งมคี วามพยายาม จะต้องท�ำให้
มากขนึ้ ตอ้ งทำ� ใหม้ ากกวา่ นน้ั เพราะทำ� เทา่ นม้ี นั ยงั ไมเ่ ปน็ สมาธใิ หเ้ รา
ต้องทำ� ใหย้ งิ่ กวา่ นี้ ท�ำยิ่งกวา่ ท่เี ราท�ำอยู่น้ี

ในเมือ่ เราท�ำย่งิ ทำ� ถงึ ท่สี ุดท�ำพอท่ีจะเป็น มนั ต้องเป็นจนได้

(โยมถาม) มที า่ นอาจารย์บางทา่ นก�ำหนดลมหายใจ เขา้ พุท ออก โธ เหมอื นกบั
พุทโธหรอื ไมค่ รบั

(หลวงปู่ตอบ) อยา่ งนัน้ ก็ได้ ไม่ผดิ เราสะดวกยงั ไงกเ็ อา หายใจเข้า พุท หายใจ
ออก โธ หรอื เข้าก็ พทุ โธ ก็ได้ ออกก็ พุทโธ กไ็ ด้ หรอื ไมต่ ้องนกึ ถึง
ลมหายใจเขา้ และออกนี่ เอาแต่ พทุ โธๆ อย่างเดียวน้กี ไ็ ด้

สรุปแล้ว เวลาใจสงบเข้าถึงองค์พุทโธจริงๆ ใจเข้าถึงพุทโธจริงๆ
การกำ� หนดลมหายใจมนั กต็ อ้ งหายไป การบรกิ รรม พทุ โธๆ นกึ พทุ โธๆ
อนั นม้ี นั กห็ ายไป ไมจ่ ำ� เปน็ จะตอ้ งมาใช้ ทำ� ไมจงึ ไมจ่ ำ� เปน็ จะตอ้ งมาใช้
เพราะเราเขา้ ถงึ องคพ์ ทุ โธ ค�ำว่าเข้าถึงน้ีเขา้ ถึงท่ไี หน เขา้ ถงึ จิตของเรา
นแี้ หละ เรยี กวา่ เขา้ ถงึ องคพ์ ทุ โธ ธรรมชาตจิ ติ ของเรานี้ เขารอู้ ยเู่ ปน็ ปกติ
การภาวนา พุทโธๆ น่ี คือตอ้ งการท่ีจะท�ำให้จิตของเรานีไ่ ด้รวมเขา้ หา

111

ความรู้ ในเมอ่ื รวมเขา้ หาความรู้ แลว้ พทุ โธกบั ความรเู้ ปน็ อนั เดยี วกนั
ไปเลย

ในเมื่อพุทโธกับความรู้เป็นอันเดียวกัน รวมกันอยู่ในจุดเดียวแล้ว
ค�ำบรกิ รรม พุทโธๆ ของเราไมต่ ้องบริกรรม ปลอ่ ยวางค�ำบรกิ รรมได้
กำ� หนดเอาแตธ่ าตรุ คู้ อื พทุ โธทเ่ี ปน็ ธรรมชาติ พทุ โธทเ่ี ปน็ สว่ นนามธรรม
น้ัน

(โยมถาม) บางคนว่าบริกรรม พุทโธๆ นี่ ต้องมีคนคอยชี้แนะ ถ้าไม่ชี้แนะนี่
ถา้ จติ มันไปแลว้ มันไมก่ ลับใชไ่ หมครับ

(หลวงป่ตู อบ) การบรกิ รรม พทุ โธๆ นี่ไม่ใชบ่ ริกรรมให้จติ ไป มแี ตบ่ ริกรรมใหจ้ ติ
เขา้ มานะ บริกรรม พทุ โธๆ บริกรรมเอาพุทโธไวใ้ นใจ รวมเอาค�ำ
พทุ โธมาไวท้ ใี่ จของเรา

ในเม่ือรวมเอาพุทโธมาไว้ในจิตในใจของเราได้แล้ว จิตของเราน้ีจะ
ไมไ่ ป ในเม่ือไมไ่ ปนี่ โอกาสที่จะเป็นอนั ตรายไมม่ ีเลย มีแต่สิ่งทจ่ี ะ
เปน็ ประโยชน์ อนั ตรายไม่มี ถ้าหากว่าพทุ โธอยู่ขา้ งนอก เพ่งอะไรอยู่
ข้างนอก อนั น้นั เพง่ ออกไปจริงๆ อย่างนี้ บางทีอนั นก้ี ็เปน็ อนั ตรายได้
เหมือนกัน จึงว่าท�ำอย่างไรเป็นอยา่ งน้ัน

เอาพทุ โธไว้ในใจของเรานะปลอดภยั ทส่ี ดุ อย่าว่าพุทโธอยทู่ ่ีอื่น อยา่
หมายพุทโธเป็นรูปรา่ งเปน็ จดุ อยขู่ ้างนอก อยา่ ไปหมาย ให้เอาพทุ โธ
ไว้ในใจนี่

(โยมถาม) การภาวนาสว่ นใหญ่จะนง่ั ขดั สมาธิ ถ้าเผอื่ ไมน่ ง่ั ขดั สมาธิ แต่จะนงั่ ใน
ทา่ อน่ื ตามความถนดั เชน่ นี้ จะขดั ตอ่ การทำ� สมาธหิ รอื ไม่ จะเปน็ สมาธิ
ไดห้ รือไมค่ รบั

(หลวงปตู่ อบ) ถา้ หากวา่ ทำ� พอแลว้ อริ ยิ าบถไหนเปน็ ทง้ั นนั้ ถา้ ทำ� พอแลว้ อริ ยิ าบถไหน

112

ก็เป็นทั้งน้ัน ถ้าหากว่าท�ำไม่พอ แม้แต่จะนั่งขัดสมาธิก็ไม่เป็นการ
ปฏบิ ตั ธิ รรม
(โยมถาม) แลว้ เปน็ เพราะเหตุใด พระสงฆท์ ่ีปฏบิ ัตมิ าแตเ่ ดมิ นัน้ จงึ มกั จะปฏิบัติ
โดยการน่ังสมาธคิ รบั
(หลวงปู่ตอบ) เพราะเป็นอิรยิ าบถท่ีสบายท่สี ดุ แน่นหนาม่นั คงทส่ี ดุ
เป็นอิริยาบถท่ีแน่นหนาม่ันคงในการนั่ง ท่านจึงนิยมอิริยาบถน่ัง
ขัดสมาธกิ ัน ถ้าหากวา่ เจ้าเนอื้ ไปหน่อยขัดสมาธไิ ม่ได้ ท่านก็นัง่ สมาธิ
แตน่ อ้ ย ทา่ นก็น่งั พับเพยี บหรือนัง่ ห้อยเทา้ เอา อะไรก็ไดไ้ มเ่ สยี หาย
อะไร
คำ� วา่ ปฏบิ ตั ธิ รรม พระพทุ ธเจา้ ตรสั ไวน้ ะ เดนิ กไ็ ด้ นงั่ กไ็ ด้ นอนกย็ งั ได้
ในอิริยาบถใดก็ได้ทั้งน้ัน ไม่ขัดข้องหรอก ขออย่างเดียวท�ำให้มาก
ท�ำให้พอ แล้วตั้งใจท�ำจริงๆ เท่าน้ัน อย่าท�ำเพียงแต่ว่าท�ำทดลอง
อย่าท�ำเพียงแต่ว่าท�ำเล่นๆ หรือท�ำเป็นพิธี ในการกระท�ำของเราน้ัน
ต้ังใจทำ� จรงิ ๆ ตอ้ งการให้เปน็ จรงิ ๆ ตอ้ งการให้เกิดจรงิ ๆ เราจะอยู่
ในอริ ิยาบถอยา่ งไรก็ได้
คำ� วา่ ตอ้ งการใหร้ ใู้ หเ้ หน็ ใหเ้ ปน็ จรงิ ๆ นี่ ความตอ้ งการอนั นใี้ หม้ ี ถงึ แม้
จะว่า ความต้องการ จะเป็นกิเลสจะเป็นตัณหา เป็นความอยาก..
กเ็ อาเถอะนี่
ผลมันปรากฏขึ้นให้เราได้ล่ะดี ใช้ได้ อยู่กับความต้องการอยู่กับ
ความตั้งใจ ต้งั ใจจริงๆ จังๆ (๑๕ พ.ค. ๒๙)

113

“ ปกติใจของเราเขาไมอ่ ยู่กับลม แตเ่ ขาไปเกีย่ วขอ้ งกับเรือ่ งราวภายนอก
หรอื อารมณภ์ ายนอก ในเมอ่ื เรามาทำ� ใจของเรามาอยกู่ บั ลมหายใจเขา้ ออก
ทำ� ความพยายามใหใ้ จแนว่ แนอ่ ยกู่ บั ลมหายใจเขา้ ออกจรงิ ๆ ระหวา่ งทเ่ี รา
ท�ำความแน่วแน่อยู่กับลมน้ี อารมณ์สัญญาภายนอกท่ีใจของเราเคยไป
เกี่ยวขอ้ งจะขาดไป ขาดไปเพราะใจเราไม่ไปเก่ยี วขอ้ ง
อานาปานสติ การกำ� หนดลมหายใจอันนี้ จึงเป็นทางแห่งการทำ� ใหจ้ ติ ใจ
ของเราแน่วแน่ เป็นอุบายที่จะท�ำให้จิตใจของเราปล่อยวางอารมณ์
ภายนอกได้ ” (๑๔ พ.ค. ๓๐)

114

การเจรญิ อานาปานสติ

ไม่มีอะไรท่จี ะมีค่าเท่าลมหายใจ
แต่คนสว่ นมากไม่ค่อยจะคดิ ถงึ ลมหายใจกนั ลมหายใจเขา้ กไ็ มค่ อ่ ยจะคดิ ถงึ
ลมหายใจออกก็ไม่ค่อยจะคิดถึง ทั้งๆ ที่ลมหายใจเข้าหายใจออกมีค่าเท่ากับชีวิต
ของเรา คำ� วา่ นอ้ มเขา้ มาดธู รรม กค็ อื นอ้ มเขา้ มาดลู มหายใจเขา้ ลมหายใจออก กเ็ รยี กวา่
นอ้ มเขา้ มาดธู รรม ธรรมธาตุ ลมหายใจเขา้ ออกอนั นกี้ เ็ ปน็ ธาตุ เรยี กวา่ ธาตลุ ม ธาตกุ ค็ อื
ธรรม
จึงวา่ น้อมเข้ามาดูธรรมกค็ อื นอ้ มเขา้ มาดูลมหายใจเขา้ ออกนเ่ี อง ธรรมะก็คอื
ลมหายใจเขา้ ลมหายใจออกน่ี อันนี้มคี า่ เทา่ ชีวติ (๒ ธ.ค. ๓๙)
พระพทุ ธเจา้ จงึ ตรสั วา่ อยา่ พากนั ประมาทในกาลทกุ เมอื่ ในขณะหายใจเขา้ ในขณะ
หายใจออก ไมใ่ ห้ประมาท ค�ำวา่ ใน กาลทกุ เม่ือ ก็คอื มีสตติ ลอดกาลนนั้ เอง
การหายใจเขา้ กม็ สี ตดิ รู ลู้ มหายใจขณะเขา้ นน้ั หายใจออกกม็ สี ตดิ รู ลู้ มทขี่ ณะออก
ลมหายใจเขา้ กม็ สี ติ ลมหายใจออกกม็ สี ติ การมสี ตอิ ยนู่ ล่ี ะ่ เรยี กวา่ เปน็ ผไู้ มป่ ระมาท
เพราะการตาย ตายได้ทกุ ขณะ หายใจเข้ากต็ ายได้ หายใจออกกต็ ายได้
เราตอ้ งมีสติอยทู่ ุกลมหายใจเขา้ และออกนัน้ เรียกวา่ เปน็ ผไู้ มป่ ระมาท

115

แล้วมาคิดดู คนท่ัวไปจะสนใจในการดูลมหายใจเข้าหายใจออกของเรามี
นอ้ ยมาก ถงึ จะมนี อ้ ยแคไ่ หนเพยี งไรกช็ า่ ง เราผหู้ นง่ึ ควรใหม้ สี ตใิ นขณะทหี่ ายใจเขา้ และ
หายใจออก ถงึ จะขาดไปบา้ ง ในเมอื่ มสี ตริ ะลกึ ขน้ึ มาเมอื่ ไหร่ กพ็ ยายามดลู มหายใจเขา้
และหายใจออกของเรานี้ เรยี กวา่ เปน็ การปฏบิ ตั ธิ รรม เรยี กวา่ เปน็ การเจรญิ อานาปานสติ
กรรมฐาน

การเจรญิ อานาปานสตกิ รรมฐานนี้ องคพ์ ระสารบี ตุ ร ตามปกตทิ า่ นเจรญิ อานา-
ปานสตเิ ปน็ ประจำ� ทา่ นผู้ใดเจรญิ อานาปานสติ ท่านผูน้ ั้นจะมสี ติปญั ญามาก มีสติ
ปญั ญาละเอยี ด เพราะลมนเี้ ขาละเอยี ดมาก การทม่ี สี ตดิ ลู มและรลู้ ม จติ จะตอ้ งละเอยี ด
ในเม่ือจิตละเอียด ความรู้อันเกิดจากความละเอียดของจิตก็มีความละเอียดและ
รอบคอบดี (๒๑ ต.ค. ๔๕)

พระพุทธเจา้ กอ่ นท่ีจะตรัสรู้ ทรงดลู มหายใจเขา้ ออกของพระองค์ ดูจนกระท่งั
จติ แนว่ แนอ่ ยกู่ บั ลมเขา้ และออกนนั้ สำ� เรจ็ เปน็ ฌานขนึ้ มา ปฐมฌาน ทตุ ยิ ฌาน ตตยิ ฌาน
จตตุ ถฌาน พระพทุ ธเจา้ ทรงเอาจติ ทพ่ี รอ้ มดว้ ยองคฌ์ านอนั นน้ั เอามาพจิ ารณาสง่ิ ทม่ี ี
อยู่ในพระองค์ ในท่สี ดุ กท็ รงรู้เห็นอรยิ สัจธรรม

เพราะการปฏบิ ตั ธิ รรมกค็ อื การปฏบิ ตั เิ รา ปฏบิ ตั กิ ายวาจาใจของเรา เราปฏบิ ตั ไิ ด้
ทกุ ขณะเพราะลมหายใจอย่กู บั เรา เราหลับก็ยังหายใจอยู่แต่เราหลับ เราไมม่ คี วาม
รสู้ กึ อนั นนั้ ผา่ นไป เวลาตนื่ ขนึ้ มา เราตอ้ งทำ� ความรสู้ กึ มสี ตริ ะลกึ วา่ หายใจเขา้ ระลกึ วา่
หายใจออก (๑๒ ธ.ค. ๔๔)

การปฏิบัติธรรมของเรา เราไม่ควรจะเลอื กกาลเลือกเวลา

ตอ้ งทำ� อยเู่ สมอในขณะทเี่ รามโี อกาสทจ่ี ะทำ� ได้ นง่ั อยอู่ ยา่ งนก้ี ท็ ำ� ได้ คอื ใหม้ สี ติ
ระลึกถงึ ลมหายใจเขา้ ระลึกถึงลมหายใจออกของเรา ลมหายใจเข้าลมหายใจออกนี้
ถ้าหากว่าไมม่ ีสติ เราไม่รู้นะว่าเรากำ� ลงั หายใจเข้าหรือหายใจออก คิดดนู ะวา่ คนเราน่ี
หลงได้ถึงขนาดนี้นะ หลงจนกระทั่งเราเองไมร่ ูว้ ่าเราหายใจเข้าหรอื หายใจออก

116

เมอ่ื เรามสี ตริ ะลกึ รขู้ นึ้ มา รวู้ า่ เราหายใจเขา้ รวู้ า่ เราหายใจออก อนั นก้ี เ็ ปน็ การแก้
ความหลงอยา่ งหนง่ึ อนั นเ้ี ปน็ การกำ� จดั ความหลงได้ ตามปกตเิ ราไมร่ ใู้ ชไ่ หมละ่ ทง้ั ท่ี
เราหายใจเขา้ หายใจออกตงั้ แตอ่ ยใู่ นทอ้ งแมโ่ นน้ ละ่ เกดิ มาจนกระทง่ั เปน็ หนมุ่ เปน็ สาว
เป็นคุณพอ่ คณุ แม่ เป็นคุณปคู่ ุณย่า บางทียังไม่รู้เลยว่าขณะน้ีเราหายใจเข้าอยู่ หรอื
หายใจออกอยู่ อยา่ งนน้ั เราจะเดนิ ทางไปไหนกช็ า่ ง ใหเ้ ราระลกึ ถงึ ลมหายใจของเราน้ี
อยเู่ สมอ ระลกึ ถงึ ไวแ้ ละทำ� ไดท้ กุ ขณะดว้ ย เพราะขณะไหนๆ ลมหายใจเขา้ หายใจออก
ของเรามีอยู่ทกุ ขณะ
การท�ำความรู้สึกตัวของเราอยู่กับลมหายใจเข้าอยู่กับลมหายใจออกอันน้ี
เป็นการปฏิบตั ธิ รรม และเป็นการก�ำจัดความหลงไดว้ ิธีหน่ึงเลยทีเดียว (๕ ก.พ. ๓๒)

117

เจรญิ อานาปานสติ

อานาปานสติ การก�ำหนดลมหายใจอันนี้ เป็นทางแห่งการทำ� ให้จติ ใจของเรา
แน่วแน่ เปน็ ทาง เป็นอุบายที่จะท�ำให้จติ ใจของเราปล่อยวางอารมณ์ภายนอกได้

ใจของเราปกตเิ ขาไม่อย่กู ับลม ปกตนิ เี่ ขาไปเกยี่ วข้องกับเรอ่ื งราวภายนอกหรือ
อารมณภ์ ายนอก แต่ในเมื่อเรามาท�ำสติใหใ้ จอยู่กบั ลมหายใจเขา้ และออก ท�ำความ
พยายามให้ใจแน่วแน่อยู่กับลมหายใจเข้าออกจริงๆ เราย่ิงมีความแน่วแน่อยู่ในจุด
ลมหายใจเขา้ หายใจออกมากเทา่ ไร อารมณส์ ญั ญาภายนอกทใี่ จของเราเคยเกยี่ วขอ้ งนน้ั
มแี ตท่ จ่ี ะลดนอ้ ยๆ ลงไป จนในทส่ี ดุ อารมณส์ ญั ญาภายนอกทใี่ จของเราเคยไปเกยี่ วขอ้ ง
ก็จะขาดไป ขาดไปเพราะใจเราไมไ่ ด้ไปเกี่ยวขอ้ งนั่นเอง

อันนีก้ ็เปน็ อุบาย เปน็ หลกั การอันหนง่ึ

ในการกำ� หนดลมหายใจนน้ั หายใจเขา้ ออกเราไมต่ อ้ งไปบงั คบั เขาใหส้ น้ั ไมต่ อ้ งไป
บงั คบั เขาใหย้ าว ปลอ่ ยไปตามปกตขิ องเขา เขาหายใจอยา่ งไรปลอ่ ยไปตามนนั้ แลว้ ให้
สงั เกตอยจู่ ดุ เดยี วระหว่างที่สมั ผสั ว่าหายใจเขา้ หายใจออกเทา่ น้ัน ลมเข้าเรากไ็ มต่ ้อง
ตามเขา้ ไป ลมออกเรากไ็ มต่ อ้ งตามออกมา ใหก้ ำ� หนดรอู้ ยทู่ ลี่ มหายใจ ใหม้ คี วามแนว่ แน่
อยู่ในจดุ น้ัน

ลมท่ีเราหายใจเขา้ ออกน้นั มนั จะนอ้ ยลงหรือจะเบาลง ละเอียดข้ึนหรอื ลมจะมี
การเปน็ อยา่ งไร เราไมต่ อ้ งสนใจ ใหเ้ รามาแนว่ แนร่ บั รอู้ ยเู่ ฉพาะจดุ ทส่ี มั ผสั ลมหายใจ
เขา้ และออกน้ี แล้วเราท�ำความรู้ดเู ฉยๆ อยา่ งน้นั ล่ะ (๑๔ พ.ค. ๓๐)

118

หากเขามีการเคลื่อนไหวหรือมีการขยับออกจากลม ก็ให้มีการก�ำหนดรู้ที่
ลมหายใจของเราอกี ใหเ้ ราใชค้ วามพยายามของเรารกั ษาสตขิ องเรา ใหร้ ลู้ มหายใจเขา้
ใหร้ ลู้ มหายใจออกอยอู่ ยา่ งนนั้ ใหร้ ชู้ ดั ใหม้ คี วามชดั ยง่ิ ขนึ้ ๆ ชดั เพม่ิ ขน้ึ เทา่ ไร อารมณ์
สัญญาภายนอกนีม่ แี ต่ท่ีจะลดลงไป ลดลงไป

ในทส่ี ดุ สงิ่ แวดลอ้ มภายนอกดบั หมดเลย แมแ้ ตเ่ สยี งอะไรตอ่ อะไรไมม่ ี ดบั หมด
มแี ตล่ มหายเขา้ หายใจออกนี่ ยงั รู้ รอู้ ยู่ รลู้ มหายใจเขา้ รลู้ มหายใจออก อารมณส์ ญั ญา
ภายนอกไม่มี มแี ต่ลมหายใจเขา้ มแี ต่ลมหายใจออก

อันนกี้ ็เปน็ จุดเรม่ิ ตน้ ของการปฏบิ ัตธิ รรม

ไมใ่ ชว่ า่ การกำ� หนดลมหายใจเขา้ ออกเรากำ� หนดเอาลม ไมไ่ ดเ้ อาลมอนั น้ี เราเอา
ความตง้ั มน่ั แนว่ แนข่ องจติ เอาจติ ทม่ี คี วามแนว่ แน่ แตอ่ าศยั ลมอนั นลี้ ะ่ เปน็ สอ่ื เขา้ ไป
เปน็ สอื่ เขา้ ไปๆ ใหเ้ ราเขา้ ถงึ จติ เอาลมหายใจเขา้ ออกนลี้ ะ่ เปน็ สอื่ เปน็ เครอื่ งผกู เครอ่ื งยดึ
เอาไวก้ อ่ น เอาลมหายใจเปน็ เครอ่ื งผกู จติ ผกู ใจของเราไว้ จติ ใจของเราตอ้ งมเี ครอ่ื งผกู
ต้องมธี รรมะเป็นเครือ่ งผูก ธรรมะคือก�ำหนดรลู้ มหายใจนี้

ในเมื่อใจของเรามีแต่รู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออกอย่างน้ี เราก็ต้องก�ำหนดรู้
เรือ่ ยไป ใหแ้ น่วแนอ่ ยู่กบั ลมเรอ่ื ยไป ลมจะคอ่ ยเบาลงไปๆ เบาลงไป ละเอียดไป
ละเอยี ดไปๆ จนกระทง่ั ลมหายใจเขา้ กไ็ มป่ รากฏ ลมหายใจออกกไ็ ม่ปรากฏ

ในเม่อื ลมหายใจเข้าลมหายใจออกไมป่ รากฏ เราก็อยา่ ไปวิตกกงั วลว่าลมไม่มี
ถงึ ลมหายใจของเราหายไปกอ็ ยา่ ไปวติ ก ลมจะมหี รอื จะไมม่ ไี มต่ อ้ งไปวติ กกงั วล แลว้ จะ
เปน็ อยา่ งนีไ้ ปขณะเดียวระยะเดยี วไม่นาน หรอื จะเปน็ ไปอกี นานกไ็ ม่ตอ้ งวิตกกงั วล

ในขณะท่ีลมหายใจเข้าลมหายใจออกไม่ปรากฏนั้น ให้เรามาท�ำความรู้สึกอยู่
กบั ความรู้ ทีร่ ู้วา่ ไม่ปรากฏลมเข้าลมออกน้นั ลมออกกไ็ มป่ รากฏ ลมเขา้ ก็ไม่ปรากฏ
แต่เราร้อู ยู่ เราก็มาตง้ั สติอยูก่ บั ความรู้ที่รวู้ า่ ไมม่ ีลมนนั้ ละ่ เรามาตัง้ สติอยูก่ ับความรู้
อันน้ี จิตของเราจะค่อยเดน่ ชดั ข้ึนมา คอ่ ยเด่นชดั ขน้ึ มา คอ่ ยรูข้ ้นึ มา.. รู้ขึ้นมา

119

ความรอู้ ันนี้ล่ะ ที่ทา่ นเรียกวา่ “จติ ” ให้มาอยกู่ บั จิตของเราอันน้ี (๕ ก.พ. ๓๒)
จึงว่าลมหมดไป เราเอาจิตมาตงั้ ไวท้ ี่รู้ เอาจติ มาต้งั ไวท้ ี่จติ จิตกบั ความรู้เปน็
อันเดยี วกัน ในระหว่างที่ลมหายใจยงั ปรากฏอยู่ เรากใ็ ห้แน่วแน่อยกู่ บั ลมหายใจน้ัน
แตใ่ นเม่อื ลมหายใจปรากฏวา่ มันไมม่ ี เรามาทำ� ความแนว่ แนอ่ ยู่ที่จิต
น่ี เป็นจติ ตภาวนา เรียกว่ามคี วามแนว่ แนอ่ ยใู่ นจิต จติ เป็นสมาธิ ปล่อยวาง
อารมณ์ภายนอก และแมแ้ ต่ลมหายใจท่ีเราหายใจเขา้ ออกอยู่น้ี ก็ปล่อยวางไปในตวั
มีแตจ่ ิตดวงเดียวเด่นชดั อยู่ รู้อยู่ เห็นอยู่อยา่ งน้ี
มแี ต่จติ ดวงเดยี ว ก็ใหอ้ ยูก่ บั จิตน้นั (๑๔ พ.ค. ๓๐)

120

วธิ ีการใดก็ต้องปลอ่ ยวางทัง้ นน้ั

การทจ่ี ะกำ� หนดลมหายใจเข้าออก หายใจเขา้ ก็มีสติ หายใจออกก็มีสติ อันน้ี
กส็ ามารถทจ่ี ะท�ำให้ใจเขา้ ถงึ ความสงบระงับเป็นสมาธิ มคี วามแนว่ แน่อยทู่ ีใ่ จได้
คำ� วา่ จติ สงบเปน็ สมาธมิ คี วามแนว่ แนอ่ ยทู่ ใี่ จ กค็ อื มกี ารปลอ่ ยวางลมหายใจเขา้
ลมหายใจออกนน่ั เอง ไมใ่ ชเ่ วลาจติ สงบแลว้ จะไปยดึ ลม ไมย่ อมปลอ่ ยวางลม อยา่ งนนั้
ไมถ่ กู ลม ในเมอ่ื จติ พอเรม่ิ สงบ ลมกป็ รากฏวา่ มคี วามละเอยี ด มคี วามเยน็ มคี วามเบา
ในการหายใจเขา้ หายใจออกนน้ั ในทสี่ ดุ มคี วามละเอยี ดเขา้ ละเอยี ดเขา้ ลมนี่ ปรากฏ
เหมือนกบั ไม่มเี ขา้ ไม่มอี อก ในเม่ือลมไมป่ รากฏวา่ ลมเข้าลมออก แต่มีความรูว้ ่าลม
ไมม่ เี ขา้ ไมม่ ีออกตรงน้ันกย็ งั ปรากฏอยู่
ในเมื่อเป็นอย่างน้ีไม่ต้องไปกังวล ให้ปล่อยวางลมหายใจเข้า ปล่อยวางลม
หายใจออก มาก�ำหนดอยู่ท่จี ิต ให้มีความแนว่ แน่ตง้ั มน่ั อย่ทู ่ีจติ คือผรู้ นู้ ้ี เรียกว่าการ
ก�ำหนดลม ก็มุ่งที่จะให้จิตเข้าถึงความสงบระงับอยู่ที่จิตน้ี ไม่ใช่พอใจอยู่กับว่าให้
จติ สงบอย่กู ับลมหายใจเข้าหายใจออกเท่าน้นั ใหส้ งบแน่วแน่อยูท่ ่ีจติ การทีจ่ ะสงบ
แน่วแน่อยู่ท่ีจิต จิตก็ต้องปล่อยวางลม เพราะลมนั้นก็เป็นอารมณ์เครื่องยึดถือน่ี
ตอ้ งปล่อยวาง
การบรกิ รรมพทุ โธ พทุ โธ พทุ โธ ก็เหมอื นกัน

121

ในเมอ่ื จติ สงบรวมอยทู่ จ่ี ติ มคี วามตง้ั มน่ั แนว่ แนอ่ ยทู่ จ่ี ติ แลว้ การบรกิ รรมพทุ โธ
น้นั ก็เลกิ ไม่ต้องบริกรรม ปล่อยวางได้
หรอื ว่าจะเปน็ การบริกรรม ผม ขน เลบ็ ฟัน หนัง ส่วนใดส่วนหน่งึ ก็ช่าง
ในเมื่อจิตสงบแล้ว ส่วนใดส่วนหนึ่งท่ีบริกรรมท่ีเป็นอารมณ์ของการบริกรรมนั้น
ก็เลิกกล็ ะ กป็ ล่อยวาง ไม่ให้ใจสง่ ส่ายไปอยกู่ บั ส่วนใดส่วนหน่ึง ให้ใจสงบแน่วแน่
อยทู่ ่ีใจอันนี้
ยงั มอี กี วธิ หี นง่ึ ดว้ ยวธิ กี ารยบุ หนอพองหนอ หรอื วา่ ขาซา้ ยกา้ วหนอ ขาขวากา้ วหนอ
อะไรต่อมิอะไรเหลา่ น้ี ซ่ึงวิธกี ารเหลา่ นีย้ งั ไมเ่ คยศึกษายังไมเ่ คยปฏบิ ตั ิ แตก่ ถ็ ึงว่าไม่
เคยศึกษาไม่เคยปฏิบัติ ก็พอที่จะเข้าใจได้เป็นข้อปฏิบัติที่ท�ำให้จิตเข้าถึงความสงบ
ระงบั ได้
เพราะในเมอ่ื จติ เขา้ ถงึ ความสงบระงบั แลว้ จะหายบุ หนอพองหนอกผ็ ดิ น่ี จะไป
ยุบหนอพองหนออยู่ มันกเ็ ป็นเรือ่ งของจิตติดอยูใ่ นการยบุ การพอง จิตมนั กต็ ้องไป
ยดึ อย่กู บั ขาซ้ายก้าวหนอ ขาขวากา้ วหนอ อนั นีก้ ไ็ มถ่ ูก เป็นเร่ืองทจี่ ะต้องปล่อยวาง
ทงั้ นน้ั เพราะเปน็ กริ ยิ า เปน็ วธิ กี าร เปน็ อบุ าย ทจี่ ะทำ� ใหจ้ ติ เขา้ ถงึ ความสงบ เปน็ อบุ าย
ที่จะทำ� ให้จิตรวมเขา้ เปน็ องค์สมาธิทีจ่ ิต เป็นสมาธิขน้ึ ที่ใจ
ในเมอ่ื จติ เปน็ สมาธขิ น้ึ ทจ่ี ติ ทใ่ี จแลว้ การกระทำ� วธิ กี ารใดๆ ตอ้ งปลอ่ ยวางทงั้ นน้ั

(๘ พ.ค. ๒๕)

122

เอกคั คตา๑

สตขิ องเราอยเู่ ปน็ อนั เดยี วกนั กบั จติ จติ กบั สตเิ ปน็ อนั เดยี วกนั สตกิ ค็ วามรสู้ กึ ตวั
จติ กค็ อื ความรู้ มันเป็นอนั เดียวกัน
คำ� ว่า วติ ก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ในเม่ือปล่อยวางทุกสิง่ ทุกอย่างแล้ว
ยังแตจ่ ิตดวงเดยี วเทา่ นนั้ น่ี แม้แต่เรานัง่ อยู่ บางทไี มร่ ้วู า่ เรานง่ั เดนิ อยู่ บางทไี ม่รู้ว่า
เราเดนิ ค�ำวา่ “ไม่รู้” อันนี้ ไม่ใชไ่ มม่ ีจิต จติ ของเราร้ทู จ่ี ิตอยูอ่ ย่างนนั้ แต่นง่ั ไมร่ วู้ า่
เราน่งั เดินไปไม่รวู้ า่ เราเดิน แตว่ ่าไปได้
เวลามันแนว่ แนอ่ ยู่ในจติ มนั ถึงขนาดนนั้ (๕ ก.พ. ๓๒)
ใจของเราจึงเปน็ เอกัคคตารมณ์ คอื วา่ ปลอ่ ยวางทั้งหมด ไม่เอาอะไร เอาแตจ่ ติ
อนั เดยี ว เรยี กวา่ เอกคั คตารมณ์ หรอื เอกคั คตาจติ คอื วา่ มจี ติ ดวงเดยี วน้ี ปลอ่ ยวาง
อย่างอื่นท้งั หมด

๑ เอกคั คตา (เอกคคฺ ตา) คอื ความมอี ารมณเ์ ปน็ อนั เดยี ว, เอกคั คตา เปน็ ความแนว่ แนข่ องจติ ในอปั ปนา-
สมาธิ และในฌานทกุ ระดบั ไดแ้ ก่ ปฐมฌาน (มอี งค์ ๕ คอื วติ ก วจิ าร ปตี ิ สขุ และเอกคั คตา), ทตุ ยิ ฌาน
(มีองค์ ๓ คอื ปีติ สขุ และเอกัคคตา), ตตยิ ฌาน (มีองค์ ๒ คอื สขุ และเอกัคคตา) และ จตตุ ถฌาน
(มอี งค์ ๒ คอื อเุ บกขา และเอกคั คตา)

123

ปล่อยวาง นี่เป็นอุเบกขา เอกัคคตาจิตกับเอกคั คตาอุเบกขา๒ รวมเปน็ อนั หน่ึง
อันเดียวกัน คือจิตปล่อยวางอารมณ์ทั้งหมด อุเบกขาก็คือความวางเฉย เฉยแต่
ประกอบด้วยสติ เฉยประกอบด้วยสติเด่นชัดอยู่ในจิต จิตกับสติเป็นอันเดียวกัน
มคี วามปลอ่ ยวางอยใู่ นจติ ในใจ คำ� วา่ ปลอ่ ยวาง อนั น้ี ไมใ่ ชว่ า่ หลงสติ ไมใ่ ชว่ า่ ลมื เนอื้
ลมื ตัว
ปล่อยวางอันอ่ืน ปล่อยวางอารมณ์อ่ืนๆ ปล่อยวางเคร่ืองรุงรังในจิตทั้งหมด
ใหเ้ หลอื แตจ่ ิตอนั เดียว มันก็อุเบกขาได้ (๒๔ ส.ค. ๓๒)

๒ เอกคั คตา อเุ บกขา เป็นสภาวจติ ใน จตตุ ถฌาน (ในรปู ฌาน ๔) หรอื ใน ปัญจมฌาน (ในฌาน ๕
ตามการจ�ำแนกยอ่ ยลงไปของฝา่ ยอภธิ รรม)

124

“ ใจของเราอยทู่ ี่ไหน มรรคผลและพระนิพพานอยทู่ นี่ ัน่ ในเม่อื เรามกี าร
ขัดเกลา มีการชำ� ระ มีการสละส่ิงที่มืดสง่ิ ที่เป็นโคลนเป็นตม หรอื กำ� จดั
สง่ิ ทเี่ ปน็ สนมิ กำ� จดั ความมดื ทม่ี นั ครอบในจติ ในใจของเราใหห้ มดสน้ิ ดว้ ย
อบุ ายทแี่ ยบคาย ดว้ ยอบุ ายทท่ี ำ� ใจของเราใหส้ วา่ งกระจา่ งแจง้ ใหร้ ชู้ ดั ตาม
ความเปน็ จริงของส่ิงทใ่ี จของเราเคยลมุ่ หลงมวั เมาน้นั
ในเมื่อแจ่มแจ้งชัดตามความเป็นจริงแล้ว จะบอกให้ยึด จะบอกให้ติด
จะบอกให้ยินดี จะบอกอยา่ งไรมันกไ็ มย่ ินดี ”

(๒๐ มี.ค. ๓๗)

125

 อุบายภาวนา 

อุบายในการค้นคดิ พจิ ารณา

หลงั จากทีจ่ ิตของเราถอนออกมาจากสมาธิ เรากพ็ จิ ารณาแกไ้ ข
คำ� วา่ พจิ ารณาแกไ้ ขนน้ั มอี ะไรทจี่ ติ ของเราไปเกย่ี วขอ้ ง ไปตดิ กบั อะไรอยู่ ยงั ไป
ยึดถอื อะไรอยู่ ยงั ไปยินดีและยินรา้ ยอะไรอยู่ ใหเ้ ราเอาส่ิงน้นั ๆ มาเปน็ อารมณข์ อง
การพจิ ารณา ใหพ้ จิ ารณาไปเรอ่ื ยๆ การพจิ ารณาอนั นน้ั จดุ มงุ่ หมายกค็ อื ใหร้ จู้ กั ความจรงิ
ความจริงของแตล่ ะอย่างๆ อันน้นั ล่ะเปน็ ธรรมะ
ธรรมะคอื ความจรงิ ในเมอื่ ความจรงิ แจง้ ขนึ้ มาเมอ่ื ใด ใจของเราเหน็ ธรรมะเมอื่ นน้ั
ความจรงิ ของสิ่งทเี่ ราคิด ความจริงของส่งิ ท่ีเรายนิ ดียินรา้ ย ความจรงิ ของสง่ิ ทเ่ี รารัก
เราชงั เปดิ เผยขนึ้ เตม็ ท่ี เรยี กวา่ เรารธู้ รรมะหรอื เราเหน็ ธรรมะ ในขณะทเ่ี รารคู้ วามจรงิ
เหน็ ความจริงน้ัน ส่งิ ทเ่ี ราเคยยินดี สิ่งที่เราเคยยินรา้ ย สง่ิ ทีเ่ รารักเราชังมันหายไป
พร้อมกับความจรงิ ท่ีเราไมเ่ คยรเู้ คยเหน็ เปดิ เผยขึ้นน้นั ล่ะ หายไปเลย
นก่ี เ็ ปน็ อบุ ายการดำ� เนนิ ทางการคน้ คดิ พจิ ารณา เปน็ วธิ กี ารดำ� เนนิ ทางสตปิ ญั ญา
หลังจากใจของเราถอนออกมาจากความสงบแลว้ นีก่ ็เป็นหลกั การปฏบิ ตั อิ ย่างหน่งึ
หลักการอีกอย่างหนึ่งก็คือ.. อะไรๆ ซึ่งเป็นเคร่ืองรบกวนจิตใจ ให้เอาเรื่อง
เหล่านนั้ ล่ะมาเปน็ อารมณ์ เอามาตงั้ ไว้ แล้วให้ใจอยู่ตรงน้ัน ตรงสิ่งทีม่ นั ชอบไปตดิ
เราตดิ รกั กเ็ อาใจอยกู่ บั สงิ่ ทรี่ กั นี่ ตดิ ชงั กอ็ ยตู่ รงชงั นี่ อยา่ ใหใ้ จไปไหนนะ แลว้ กต็ งั้ ใจดู

126

ดวู า่ มันมอี ะไรเป็นสาระแกน่ สาร ดูวา่ มนั มีอะไรเปน็ ตัวเป็นตน ลองหาสาระแก่นสาร
ตวั ตนของเขาใหเ้ หน็ เรารเู้ หน็ อะไรกศ็ กึ ษาเรอื่ ยไปๆ เหน็ อะไรศกึ ษาเรอื่ ยไป ตงั้ ใจศกึ ษา
ตงั้ ใจมงุ่ ในการทจ่ี ะรจู้ ะเหน็ เหน็ ในสง่ิ ทใี่ จของเราเกยี่ วขอ้ ง หรอื สง่ิ ทใ่ี จของเราชอบไป
ยนิ ดี ชอบไปยนิ ร้าย ชอบไปรักไปชัง
ในเม่อื เราตงั้ ใจหาจรงิ ๆ แลว้ สิง่ ทง้ั หลายไม่มีอะไรท่ีจะเป็นสาระแกน่ สารและ
เป็นตัวเป็นตน ในเมื่อไม่เห็นอะไรเปน็ สาระแกน่ สารเป็นตวั เป็นตน ใจของเราก็วาง
ในขณะนน้ั วางอารมณส์ ง่ิ ทใี่ จของเราชอบไปยดึ ถอื ปลอ่ ยวางอารมณท์ ช่ี อบมารบกวน
จิตใจของเรา
เมอื่ ใจปล่อยวางอารมณ์ ใจของเราก็จะสงบแน่วแนเ่ ปน็ องค์สมาธิได้
การแน่วแน่เป็นองค์สมาธิคร้ังนี้ จะมีความเบิกบาน มีความร่ืนเริงสว่างไสว
องอาจกลา้ หาญเปน็ พเิ ศษทเี ดยี ว เพราะผลงานทเ่ี ราไมค่ ดิ วา่ เราจะแกไ้ ด้ ผลงานทเี่ รา
ไมค่ ดิ วา่ เราจะปฏบิ ตั หิ รอื ทำ� ใหส้ ำ� เรจ็ ได้ มนั ไดส้ ำ� เรจ็ ขน้ึ มาอยา่ งน้ี เราจะมคี วามสขุ มาก
เราจะมคี วามเบกิ บานมาก มีปตี ิมาก สวา่ งไสวอยู่ท้ังกลางวันกลางคนื เลยทีเดยี ว
อันน้กี ็เป็นอุบายอนั หน่ึงของการปฏิบัตธิ รรม (๕ ก.พ. ๓๒)

127

สุสิกฺขโิ ต เปน็ ผศู้ ึกษาด้วยดี

อบุ ายหลักในการท่จี ะพจิ ารณาถอนจติ ถอนใจของเรามมี าก

คำ� วา่ มมี าก มากขนาดไหน มมี ากเทา่ ตวั ของเราน้ลี ะ่ ตงั้ แต่ศีรษะลงไปหาเท้า
เท้าข้ึนมาหาศีรษะ แต่ละส่วนแต่ละอย่างแต่ละที่ที่ท่านสมมุติว่าเป็นอะไรต่ออะไร
น่นั ล่ะ เป็นจุดเปน็ สิ่งที่เราจะพจิ ารณา ในเม่ือเรารชู้ ดั เห็นชัดแล้ว จุดนั้นส่วนน้ันๆ
อวัยวะน้ันๆ สรีระส่วนนั้นๆ จะเป็นส่วนท่ีท�ำให้ใจของเราถอนจากความยึดถือว่า
เปน็ เราเปน็ เขาเปน็ คนเป็นสตั วไ์ ด้ทัง้ นัน้

จงึ ว่าให้พากันต่ืนตัว ให้พากันยกอบุ ายยกวติ กอันน้นั ยกวิตกทม่ี นั มอี ยนู่ ี่ละ่
คดิ ใหม้ าก คน้ ใหม้ ากๆ ความรกู้ จ็ ะเกดิ ขน้ึ มาก ความเขา้ ใจกจ็ ะเกดิ ขน้ึ มาก ถา้ หากวา่
เราไมค่ ดิ เราไมอ่ า่ น ความรคู้ วามฉลาดความเขา้ ใจจะเกดิ ขน้ึ ไดอ้ ยา่ งไร คนไมท่ ำ� งาน
มนั จะเปน็ งานได้ยงั ไง คนไมศ่ ึกษามนั จะไปมีความร้คู วามเข้าใจได้ยังไง

เราตอ้ งศกึ ษาใหม้ าก สสุ กิ ขฺ โิ ต เปน็ ผศู้ กึ ษาดว้ ยดี ศกึ ษาลงไปในทนี่ ้ี ศาสนาอยู่
ทีน่ ี่เอง ไม่ใชอ่ ยู่ที่อื่น ศาสนาอยูท่ ่นี ี่ พระพุทธเจา้ ทรงเอาอะไรมาเทศนา ทรงเอารปู
มาเทศนา ทรงเอาเวทนามาเทศนา ทรงเอาสญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ อนั นลี้ ะ่ มาประกาศ
สจั ธรรม

พระพทุ ธเจา้ ทรงยกรปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ อนั นเ้ี อง ไมใ่ ชย่ กอนั อนื่
มาเป็นหลกั ธรรม (๑๔ พ.ค. ๓๐)

128

จงึ ใหม้ งุ่ ศกึ ษาลงไป เพราะอนั นเี้ ปน็ ธรรม อนั นค้ี อื อนั ไหน อนั นก้ี ค็ อื กายของเรา
อันนกี้ ็คือใจของเรา อนั น้ีละ่ เปน็ การศกึ ษาธรรม ศึกษาลงไปในจดุ อันน้ี กายของเรา
ก็เปน็ ก้อนธรรม จติ ของเรากเ็ ป็นก้อนธรรม การศกึ ษาธรรม การปฏิบตั ิธรรม ศึกษา
ลงในนี้ ปฏบิ ัตลิ งไปในนี้ ถึงจะคดิ มากจะพิจารณามาก กไ็ มท่ �ำให้เกิดความฟุ้งซา่ น
ยิง่ ท�ำใหเ้ กดิ ความรูค้ วามเข้าใจในเรือ่ งของธรรมะยิง่ ขึน้ เพราะเราศึกษาธรรม

ศกึ ษาลงไป ผมเปน็ ยงั ไง ขนเปน็ ยงั ไง เลบ็ เปน็ ยงั ไง ฟนั เปน็ ยงั ไง หนงั เปน็ ยงั ไง
ศึกษาลงไปในท่นี ้ี ในเม่อื ศึกษาลงไปพอแล้ว มนั ชดั ไปในจดุ เดียว ชดั ลงไปอยูท่ ผี่ ม
ตรงไหนมนั กช็ ดั หมด เพราะตรงไหนมนั กก็ ายเรา ชดั ลงไปในขน ในเมอื่ ชดั ลงไปในขน
แล้วจดุ ไหนมันก็ชัดหมด เพราะจดุ ไหนมนั ก็กายของเราเหมือนกนั มนั อนั เดียวกนั น่ี
กายอันเดียวกัน ชัดจดุ ไหน จุดเดยี วมนั ชัดทง้ั หมด

ภาวนา ต้องใช้ความคิดความอ่านใหม้ าก ไมใ่ ชภ่ าวนามุ่งแตบ่ ังคบั ใหใ้ จสงบๆ
อยา่ งเดยี ว ใจสงบไมไ่ ด้ ใจกอ็ ยากเลกิ อยากเลกิ แลว้ บางทไี มอ่ ยากภาวนานี่ สว่ นมาก
พากนั เปน็ อยา่ งนน้ี ะ ภาวนามแี ตล่ ม้ ไปๆ ไปซา้ ยไปขวา เขา้ ปา่ เขา้ ดง กนั หมด สว่ นมาก
เปน็ อย่างน้ันนะ

ใช้ความคิดอย่างนี้มันได้ความรู้เกิดขึ้นท่ีใจ ได้ความรู้อย่างที่โลกเขาไม่พูด
ได้ความรู้อย่างท่ีเราไม่เคยไดย้ นิ ได้ฟังมาจากไหน จนิ ตามยปัญญา ปญั ญาเกิดทาง
ความคดิ มันหากเกิดข้ึน ปญั ญาเกิดจากความคดิ นี้ ไม่ใช่ปัญญาท่ีจะไดย้ ินไดฟ้ ัง

สุตมยปัญญา เป็นปัญญาเกิดจากการได้ยินได้ฟัง อันน้ันเป็นอีกส่วนหนึ่ง
น่ีก็ท�ำให้เราได้ความรู้ความเข้าใจ การได้ยินได้ฟังท�ำให้ได้เข้าใจหลักการวิธีการ
ประพฤติปฏบิ ัติ

ภาวนามยปัญญา นีก่ ค็ อื ปญั ญาทเ่ี กดิ ขนึ้ จากการบำ� เพ็ญภาวนานั่นเอง

สว่ น จนิ ตามยปญั ญา ปญั ญาอนั นจ้ี ะเกดิ จากการไดย้ นิ ไดฟ้ งั ไมไ่ ดเ้ กดิ จากการ
ระลกึ ถงึ กไ็ มไ่ ด้ ตอ้ งเกดิ จากความคดิ ของเรา เกดิ จากความคดิ ความพจิ ารณาของเรา

129

ปญั ญาเกดิ จากความคดิ นี้ เป็นปญั ญาที่เราจะหาได้ยนิ ได้ฟงั ทไ่ี หนไมไ่ ด้ เพราะอนั น้ี
เกดิ จากความคดิ ของเราผเู้ ดยี ว ถงึ คนอนื่ เขาคดิ แลว้ เขาเอามาเลา่ ใหเ้ ราฟงั อนั นน้ั เรา
ไดย้ ินส่ิงน้ันกเ็ ปน็ ปญั ญาทเี่ ราไดย้ ินไดฟ้ งั มา ไมใ่ ชป่ ัญญาเกิดจากจิตจากใจของเรา

การพจิ ารณาคน้ ควา้ ใจของเรามคี วามสงบมากเทา่ ไร ความรคู้ วามเหน็ อนั เกดิ จาก
การคน้ คดิ พจิ ารณายิ่งละเอียดหรอื ย่งิ ชดั ย่งิ มีความแยบคาย ใจของเราระหว่างที่รู้
เหน็ อะไร ความรทู้ แ่ี ยบคายเกดิ ขน้ึ นน้ั ยง่ิ จะมคี วามละเอยี ด ยงิ่ มคี วามสงบละเอยี ดมาก
ยงิ่ มคี วามแยบคายลงไปมาก การคดิ การพจิ ารณาน้ี เปน็ การอบรมจติ ใหเ้ ขา้ ถงึ ความสงบ
ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้นไป ในความสงบละเอียดอ่อนนั้น เราเอามาใช้ในการคิดค้น
พิจารณาอีก ยง่ิ เป็นการอบรมจิต เป็นการอบรมซึง่ กันและกนั

จงึ วา่ การคดิ การคน้ การพจิ ารณานี้ ใจของเรายงั เขา้ ไมถ่ งึ ความสงบมาก เรากเ็ อาใจ
มาคิดค้นพิจารณาได้ ไม่ต้องคอยให้สงบมากๆ เสียก่อนก็ได้ จะคอยแต่เอาจิตท่ี
สงบมากแลว้ มาพจิ ารณา อยา่ งนน้ั กถ็ กู แตเ่ ราไมต่ อ้ งคอยอยา่ งนน้ั กไ็ ด้ ใจสงบในขณะ
ท่มี กี ารค้นคิดพิจารณาอยกู่ ม็ ี เพราะใจของเราจดจอ่ ในเร่อื งท่เี ราพิจารณานั้น

หากจะคน้ คดิ พจิ ารณาไปกอ่ น ถงึ จะวา่ เปน็ วปิ สั สนกึ ๑ กถ็ กู .. นกึ เอา ดกี วา่ ไมน่ กึ
เสียเลย ไมต่ ้องคอยใหเ้ ปน็ วปิ สั สนาหรอก เอาวปิ สั สนกึ นีเ่ สียก่อน นกึ ในทางท่ีมันดี
นกึ ในทางทีม่ ันเปน็ ประโยชน์ มันกเ็ ปน็ ประโยชน์ สามารถทีจ่ ะแก้จติ แก้ใจของเราได้
เหมือนกัน นึกในทางธรรมก็เป็นประโยชน์แกจ่ ติ แก่ใจได้ทง้ั น้ัน

หากวา่ เรานกึ ในทางทไี่ มช่ อบธรรม มนั มแี ตท่ ำ� ลายใจของเรา เราเอาใจของเราน่ี
นกึ ในทางท่ีเปน็ ธรรมเสีย เพราะใจของเราน้นั จะให้อยเู่ ฉยๆ ไม่ได้นะ (๕ พ.ค. ๓๐)

๑ วิปสั สนึก ในทีน่ ี้ หมายถงึ การนึกคิดหรือวิตกอยา่ งเป็นข้ันตอนไปในทางทเ่ี ป็นประโยชนใ์ นการแก้ไข
จติ ใจ เปน็ ค�ำพูดเปรยี บเทยี บ ลอ้ กับคำ� ว่า วิปสั สนา (การพจิ ารณาใคร่ครวญให้รแู้ จง้ ชดั ในสงั ขารให้เห็นว่า
เปน็ ของไมเ่ ทย่ี ง เป็นทุกข์ เปน็ อนัตตา)

130

ตอ้ งหาอุบายละด้วยสตปิ ญั ญา

อุบายในการท่ีจะแกจ้ ติ แกใ้ จมีมาก

ธรรมะทแี่ กก้ เิ ลสทแี่ กจ้ ติ แกใ้ จจงึ มมี ากหาประมาณไมไ่ ดเ้ หมอื นกนั เหมอื นกบั
โรคอยา่ งน้ลี ะ่ ถา้ โรคมีประมาณร้อยโรค ยาแกโ้ รคกต็ ้องรอ้ ยขนาน โรคมพี ันโรค
ยาแก้โรคก็ตอ้ งพนั ขนาน แล้วโรคจิตโรคใจของเราอันน้ี มนั ไม่ใชร่ ้อยมนั ไมใ่ ชพ่ นั
มนั เป็นแสนมนั เป็นลา้ นโน่นล่ะ

จงึ วา่ ธรรมะทจ่ี ะแก้จิตแกใ้ จ แก้โรคของจิตของใจจึงมีมาก เราจะต้องเปน็ ผู้ที่
รจู้ กั วา่ จติ ใจของเราเปน็ โรคอะไร แลว้ กแ็ สวงหายาแสวงหาธรรมะมาแกโ้ รคจติ โรคใจ
ของเราใหถ้ กู ตอ้ ง คำ� วา่ ใจไมเ่ ทยี่ ง กค็ อื โรคของใจอนั นมี้ นั ไมเ่ ทย่ี ง เราจะตอ้ งแสวงหา
ยารักษาโรคของใจให้ถูกกับขณะท่ีใจของเราเป็นโรคน้ันๆ ขณะน้ีใจของเราเป็น
โรคอะไร เรากห็ ายาหาธรรมะมารกั ษาโรคใจของเราให้ถูกกบั โรค เอาธรรมมารกั ษา
ใหใ้ จของเราถกู กบั ขณะของกเิ ลสทม่ี นั จะกำ� เรบิ ขน้ึ มาดว้ ยวธิ กี ารใดๆ นี่ ตอ้ งเปน็ ผทู้ ่ี
สังเกตสงั กาจิตใจของเรา ไมใ่ ช่ว่าจะคอยแต่อาจารย์ท่านบอกยังไงกท็ �ำอยา่ งนนั้

ธรรมะกค็ อื ความเปน็ อนจิ จงั ธรรมะก็คือความเป็นทุกข์ ธรรมะก็คือความเป็น
อนัตตา

คำ� วา่ อนจิ จงั กค็ อื ไมเ่ ทยี่ ง สง่ิ ทเ่ี ปน็ อารมณก์ วนจติ กวนใจ เขากเ็ ปน็ ของไมเ่ ทย่ี ง
และสงิ่ ที่กวนจิตกวนใจของเราน้ี จะหาอะไรทเ่ี ป็นตวั เปน็ ตนจริงๆ ก็ไม่มี จะหาอะไร

131

ท่ีเป็นตวั เป็นตนจริงๆ กไ็ ม่ได้ ตอ้ งการท่ีจะเห็นตัวเห็นตนมนั เอาเปน็ ตวั เปน็ ตนเอา
มาดูมนั กไ็ ม่มีเสยี

จึงว่าอันน้เี ขาเปน็ อนตั ตา ที่มนั เปน็ ตวั เป็นตนเพราะใจของเราไปยึดตา่ งหาก
เราอยา่ สง่ จติ ส่งใจไปยดึ อย่าส่งจติ สง่ ใจไปเกีย่ วข้อง ละมนั เสยี ปล่อยวางมันเสยี
ใจของเราใหม้ าอยกู่ บั ใจ อยกู่ บั จติ อยกู่ บั ความรอู้ นั น้ี อยา่ ใหเ้ คลอ่ื นจากความรู้ อยา่ ให้
เคลื่อนจากจิตจากใจ อันนี้ก็เป็นอุบายอนั หนึ่งท่จี ะน้อมเข้ามาสจู่ ติ สใู่ จ

จงึ วา่ อบุ ายอยา่ งไร การกระทำ� อยา่ งไรทจี่ ะเปน็ การละถอนการปลอ่ ยวางอารมณ์
สญั ญาเครอื่ งกวนจติ กวนใจน่ี อฏิ ฐารมณก์ เ็ ปน็ เครอ่ื งกวนใจ อนฏิ ฐารมณก์ เ็ ปน็ เครอ่ื ง
กวนใจ สง่ิ ทชี่ อบใจ สงิ่ ทไี่ มช่ อบใจ เรอ่ื งทช่ี อบใจ เรอื่ งทไี่ มช่ อบใจ ในใจของเรา ในใจ
ของสัตว์โลกมีเท่าน้ี มีแต่เรื่องได้เรื่องเสีย มีแต่เร่ืองชอบใจและไม่ชอบใจเท่าน้ีล่ะ
เป็นส่ิงทก่ี วนจิตกวนใจของเรา

หาอุบายละเข้า หาอุบายอันนั้นหาอุบายอันน้ี หาด้วยสติด้วยปัญญาของเรา

อยา่ ไปบบี อยา่ ไปบงั คบั จติ ใจของเรา อยา่ ไปอยากใหใ้ จของเราสงบ อยา่ รบี ไปให้
ใจสงบ ถา้ หากวา่ รบี ใหใ้ จสงบละ่ มนั ไมส่ งบหรอก เรอ่ื งความรบี กค็ อื ความอยากนน่ั เอง
หาเหตหุ าผลหาอบุ าย ในเมอื่ เหตผุ ลมนั พอ ใจของเรากย็ อมรบั ใจของเรากย็ อมปลอ่ ย
ยอมวาง ถา้ หากว่าเหตุผลยังไม่พอ มนั จะยังไมย่ อมรับไม่ยอมปล่อยวางให้

ใจของเรายงั ไมป่ ลอ่ ยวางอารมณส์ ญั ญา ในเมอื่ อารมณส์ ญั ญายงั มอี ยใู่ นจติ ในใจ
ใจของเราจะสงบได้อย่างไร เพราะอารมณ์สัญญาอนั นี้มนั เปน็ ส่งิ ท่กี วนใจ ในเมือ่ สง่ิ
กวนใจยงั มอี ยใู่ นจิตในใจ ใจจะสงบไม่ได้

เราต้องหาวิธีหาอุบายให้อารมณ์สัญญาที่มีอยู่ในจิตในใจของเรานี้หมดไป

(๒๔ ส.ค. ๓๒)

132

เหตผุ ลพอแลว้ เขาสงบเอง

เราสามารถคน้ คดิ พิจารณาไดท้ ้ังน้ันตามกำ� ลังของความสงบของเรา
ในเมอื่ คน้ คิดพจิ ารณาไปพอสมควรแล้ว ก็มาหัดทำ� ความสงบอยกู่ ับที่ ในเมอ่ื
ทำ� ความสงบพอสมควรแลว้ กค็ น้ คดิ พจิ ารณาตอ่ ไปอกี ใจของเราพจิ ารณาบา้ ง แลว้ ก็
ทำ� ความสงบบา้ ง ความสงบกเ็ ปน็ ฐานเปน็ กำ� ลงั ทจี่ ะทำ� ใหก้ ารพจิ ารณานนั้ มกี ำ� ลงั ยงิ่ ขนึ้
การพิจารณาท่ีมีก�ำลังขึ้นนั้น ก็จะท�ำให้ใจของเราท่ีมีความสงบแล้วนี้เพ่ิมความสงบ
มากย่งิ ข้ึน ความสงบมากขึ้นกเ็ ป็นธรรมทีจ่ ะอบรมปัญญา คือการพิจารณาน้ันให้ชดั
ใหแ้ ยบคายไดย้ ง่ิ ขนึ้ ปญั ญาทพ่ี จิ ารณาแยบคายไดย้ งิ่ ขน้ึ เปน็ ลำ� ดบั ๆ นนั้ กจ็ ะมาอบรม
สมาธิ คอื ความสงบอกี
การพจิ ารณาและความสงบนตี้ อ้ งอาศยั ซง่ึ กนั และกนั จะคอยแตใ่ หใ้ จสงบจรงิ ๆ
แลว้ จงึ คอ่ ยพิจารณา.. อันนน้ั ก็ถกู แต่ใจของเราถึงจะสงบไม่มากเท่าไร ในเมอ่ื พอที่
จะเอามาพิจารณาได้ก็ควรเอามาพิจารณา การพิจารณาถึงจะได้บ้างพอสมควร
ไมแ่ ยบคายไม่แจ้งไม่ชัดนกั แต่ก็ยังเปน็ ประโยชน์ เพราะทำ� ใหใ้ จของเรามคี วามเบา
เนอื่ งจากว่าเป็นการปล่อยวางได้บา้ ง
หลงั จากนนั้ เรากท็ ำ� ความสงบ เมอื่ สงบพอสมควรแลว้ กเ็ อาไปพจิ ารณาตอ่ กลบั กนั
ไปกลับกนั มาอยา่ งนล้ี ่ะ ผลของการปฏิบตั ิธรรมของเราจงึ จะก้าวหนา้ (๖ เม.ย. ๒๙)

133

การภาวนานน้ั ไมใ่ ชว่ า่ จะมงุ่ แตใ่ หใ้ จเปน็ สมาธอิ ยา่ งเดยี ว เพราะ การภาวนา นน้ั
แปลว่า ทำ� ให้เกิด เกิดทุกอยา่ ง ความสงบก็เกดิ ขน้ึ สตกิ ็เกดิ ข้ึน ปญั ญากเ็ กิดข้ึน
การหดั คดิ หดั คน้ อนั นลี้ ะ่ เปน็ อบุ ายเปน็ หนทางทจี่ ะทำ� ใหใ้ จของเราสงบ ในเมอื่ การคดิ
การคน้ ของเราพอ ความสงบมนั หากเกดิ ขน้ึ เหมอื นกบั การรบั ประทานอาหาร ในเมอื่
การรบั ประทานมนั พออม่ิ ความอมิ่ หากเกดิ ขน้ึ ความอม่ิ ไมใ่ ชอ่ ยเู่ ฉยๆ จะอมิ่ ขนึ้ มาได้
มนั ก็ต้องมีการรับประทาน
เรอ่ื งการภาวนาน่ี การคน้ คดิ พจิ ารณาจงึ มคี วามจำ� เปน็ แตอ่ ยา่ คดิ คน้ ไปในทางโลก
อยา่ คดิ คน้ ไปในทางทโี่ ลกเขาเปน็ กนั อยา่ งทโ่ี ลกเขาเปน็ โลกเขาคดิ โลกเขาปรงุ แตง่ กนั
เราอยา่ ไปปรงุ แต่งอย่าไปคดิ อยา่ งนน้ั คิดอยา่ งผ้ปู ฏิบัติธรรม
สว่ นมากนกั ภาวนามกั มงุ่ แตจ่ ะใหใ้ จสงบ ใจไมส่ งบกว็ า่ ภาวนาไมด่ ี ถา้ ภาวนาแลว้
ดีทั้งน้ัน คนไม่ภาวนาน่ันล่ะมันไม่ดี คนภาวนาแล้วดีท้ังน้ัน แม้สงบหรือไม่สงบ
ก็เป็นความดี ดีเพราะได้ภาวนา ใหพ้ อใจในการภาวนา พอใจในข้อปฏบิ ัติ พอใจใน
การกระท�ำ ดีขนาดไหนกใ็ หพ้ อใจ เพราะการกระท�ำอนั นเี้ ปน็ การกระท�ำทีด่ ี ในเมอ่ื
การกระทำ� มนั พอเม่อื ไร ไม่อยากให้เปน็ มนั กเ็ ปน็ ไป
อย่างกบั ผลมะมว่ งละ่ อยากใหม้ นั สกุ ถงึ เวลาจะสกุ มนั ก็สกุ เอง การหุงขา้ ว
กเ็ หมือนกัน ไปปรารถนาใหม้ นั สกุ มนั ไม่สกุ นะ ต้องความร้อนพอ เมือ่ มันรอ้ นพอ
มันก็สุก
ความสงบของใจกเ็ หมอื นกนั ในเมอ่ื เหตผุ ลทจี่ ะทำ� ใหส้ งบมนั พอแลว้ เขาสงบเอง

(๕ พ.ค. ๓๐)

134

สติ ความสงบ กบั การค้นคดิ พิจารณา

การพิจารณาทแี รกอาจไม่คอ่ ยสะดวก เพราะปญั ญายงั ไม่เกิดขนึ้

ปญั ญา คอื ความรอบรู้ การค้นคิดพจิ ารณาอนั น้นั กเ็ ปน็ กริ ยิ าส่วนหนึง่ ของใจ
เอาไปคิดค้นเอาไปพิจารณา อาศัยการคิดค้น อาศัยการพิจารณาประกอบด้วยสติ
ประกอบดว้ ยสมาธิ ประกอบดว้ ยความเพยี รความพยายาม สามารถทจี่ ะแจม่ แจง้ ขนึ้
มาได้ ปญั ญาความรรู้ อบกเ็ กดิ ขนึ้ รรู้ อบในกองสงั ขาร ในโลกนเ้ี ปน็ สงั ขารทงั้ นน้ั เปน็
สงั ขารโลก สงั ขารธรรมนี่ สงั ขารเปน็ รปู สงั ขารเปน็ นาม เปน็ สงั ขารทเี่ รยี กวา่ ปญุ ญา-
ภิสงั ขาร หรือ อปญุ ญาภิสังขาร  ๑ ก็สามารถที่จะแจม่ แจง้ ข้ึน

ในเมอ่ื สติสมาธิมีกำ� ลงั มคี วามพยายามในการคิดคน้ พิจารณา ก็สามารถทีจ่ ะ
แจม่ แจง้ แจง้ ชดั ขนึ้ มาได้ รอบคอบรอบรกู้ ลายเปน็ ปญั ญาเกดิ ขน้ึ เรยี กวา่ ปญฺ า โลกสมฺ ิ
ปชฺโชโต. ๒ ปัญญาไดเ้ กิดขน้ึ แล้ว คอื แสงสว่างได้เกดิ ขนึ้ แล้ว สามารถทีจ่ ะเหน็ สภาพ
ความเปน็ จริงทยี่ กเอามาเป็นเปา้ หมายของการพิจารณาน้ันได้

๑ อภสิ งั ขารธรรม หรอื สภาพปรงุ แตง่ ทม่ี เี จตนาเปน็ ตวั การในการกระทำ� กรรมนน้ั มี ๓ ประการ คอื ปญุ ญา-
ภสิ งั ขาร (อภสิ งั ขารฝา่ ยบญุ ไดแ้ ก่ กศุ ลเจตนาทง้ั หลาย), อปญุ ญาภสิ งั ขาร (อภสิ งั ขารฝา่ ยบาป ไดแ้ ก่ อกศุ ลเจตนา
ทั้งหลาย) และ อาเนญชาภสิ ังขาร (สภาพปรงุ แต่งที่มีความมนั่ คงไม่หวัน่ ไหว หมายเอาจิตที่มีสภาวะม่ันคง
แน่วแนด่ ้วยสมาธิแหง่ จตุตถฌาน)
๒ พทุ ธภาษติ ปญฺา โลกสมฺ ิ ปชโฺ ชโต สติ โลกสฺมิ ชาคโร. ปญั ญาเปน็ แสงสว่างในโลก สติเป็นธรรม
เครือ่ งต่นื อย่ใู นโลก. มใี น ปชั โชตสูตร, สงั ยตุ ตนกิ าย สคาถวรรค (เลม่ ท่ี ๑๕)

135

สติ กบั ความสงบ กับ การคน้ คดิ พจิ ารณา ให้เดนิ คูก่ นั ไป หรือวา่ เดนิ อยา่ ง
เสมอกันไป ควรทีจ่ ะใหเ้ ดินทางรว่ มกนั ไปได้

การพิจารณาเป็นการทำ� ให้ใจมีก�ำลัง ท�ำให้ใจมีความเบกิ บาน ท�ำให้ใจมีความ
องอาจ ทำ� ใหใ้ จมคี วามแวววาวคมกลา้ องอาจกลา้ หาญ กายกเ็ บา ใจกเ็ บา กายกไ็ มห่ นกั
จติ กไ็ มห่ นกั กายกไ็ มม่ ดื ใจกไ็ มม่ ดื เรอ่ื งของปญั ญาเปน็ เรอื่ งของความสวา่ ง ปญั ญา
คือแสงสวา่ ง

หากวา่ จะมแี ตป่ ญั ญาในการคน้ คดิ พจิ ารณาอยา่ งเดยี ว ไมม่ คี วามสงบ ชอบคดิ คน้
พจิ ารณาไปสว่ นภายนอก ปรงุ แตง่ คน้ คดิ พจิ ารณาไปภายนอกๆ เสยี กศุ ลธรรมกอ็ ยู่
ภายนอก อกศุ ลธรรมกอ็ ยภู่ ายนอก อะไรๆ กเ็ ปน็ ภายนอกไปหมด หนกั เขา้ ภายนอก
กอ็ ยตู่ ามต�ำรับตำ� รา ถึงจะถกู ต้องสกั เท่าไรกไ็ มเ่ ป็นไปเพอื่ ความสงบระงบั ของใจ

จึงว่า การพิจารณาต้องอาศัยความสงบให้อยู่เคียงคู่การพิจารณาเร่ือยไป

(๒๔ ก.ย. ๒๕)

ความสงบไมใ่ ชว่ า่ สงบอยา่ งกบั วา่ นง่ิ อยา่ งนน้ั อยา่ งเดยี ว สงบมกี ารเคลอื่ นไหวกม็ ี
จงึ วา่ สงบมีหลายขัน้ หลายตอน สงบอยา่ งหยาบ อยา่ งกลาง อยา่ งละเอียด

ความสงบทจ่ี ะสะดวกสบายในการทำ� การทำ� งาน กค็ อื ความสงบอยขู่ น้ั กลางๆ สงบ
อยอู่ ยา่ งสบายไมม่ กี ารบบี บงั คบั จะคน้ คดิ พจิ ารณาอะไรได้ ทำ� การทำ� งานได้ การงาน
หมายถงึ การงานของจติ มกี ารคดิ การคน้ การพจิ ารณาอยใู่ นขอบเขตของความสงบนน้ั
จงึ วา่ สงบทท่ี ำ� การทำ� งานได้ สงบทค่ี น้ คดิ พจิ ารณาได้ แลว้ ไดเ้ รอ่ื งไดร้ าวตดิ ตอ่ เปน็ การ
เป็นงาน

ถา้ หากวา่ ไมม่ คี วามสงบเปน็ หลกั อยู่ การคน้ คดิ พจิ ารณานล้ี มุ่ ๆ ดอนๆ ขาดวรรค
ขาดตอนไมไ่ ดเ้ รอื่ ง ในลกั ษณะนนั้ เรยี กวา่ พจิ ารณาฟงุ้ ซา่ น พจิ ารณาไมไ่ ดเ้ รอ่ื งหรอก
พิจารณาท่ีจะได้เรื่องได้ราวติดต่อรู้เร่ืองรู้ราวอะไรนี่ มันต้องอาศัยความสงบเป็น
หลกั อยู่

136

จงึ เรียกว่า สมาธอิ บรมปัญญา ความรูค้ วามเขา้ ใจอะไรท่ีจะชดั สว่างข้ึนในจิต
ในใจ ตอ้ งอาศยั ลกั ษณะทางจติ ทมี่ คี วามสงบนท้ี ำ� งาน แตต่ อ้ งสงบอยใู่ นขน้ั ทจี่ ะคน้ คดิ
พจิ ารณา หากสงบจนกระทง่ั จติ อยรู่ วมอยดู่ วงเดยี ว อนั นนั้ กไ็ มส่ ะดวกในการทจ่ี ะเอา
มาทำ� การท�ำงาน
ในการที่จะค้นคิดพิจารณานั้น จิตต้องถอนออกมาอยู่ในระดับอุปจารสมาธิ

(๑๙ ธ.ค. ๒๘)

137

สมาธอิ บรมปัญญาและปัญญาอบรมสมาธิ

เดี๋ยวนี้ชอบมีการพูดกันบ่อยๆ พูดกันมากๆ ในวงการผู้ปฏิบัติธรรมว่า
“จิตสงบมากไมเ่ กดิ ปัญญา”

ค�ำพูดอนั นี้ เปน็ คำ� พูดของผูท้ ี่จติ ยงั ไมส่ งบพอ และไมส่ มควรที่จะพูดอย่างน้ี
การพดู อยา่ งนจี้ ะบน่ั ทอนความพยายามในการทำ� จติ ใหส้ งบ เพราะหากมคี วามพยายาม
นอ้ ยไปหรอื ไมม่ คี วามพยายามเอาเสยี เลย ใจกจ็ ะไมม่ โี อกาสเขา้ สคู่ วามสงบได้ เพราะ
ความสงบเป็นธรรมเครือ่ งอยู่ของใจ

ต้องเป็นผู้ท่ีมีจิตสงบแล้ว จิตที่สงบควรท่ีจะใช้ควรที่จะเอามาใช้ทำ� การทำ� งาน
ใหเ้ ปน็ ประโยชน์ แตก่ ไ็ มส่ นใจทจ่ี ะเอาจติ ทสี่ งบนน้ั มาทำ� การทำ� งาน ปลอ่ ยใหส้ งบอยู่
อย่างน้ันไปเสีย ประโยชน์อันเกิดจากการพิจารณาทางปัญญาด้วยจิตท่ีสงบน้ันก็ไม่
เกิดข้นึ เหมือนกบั เรามีเรอื นชานบ้านชอ่ งเปน็ ทีอ่ ยู่ หากไม่สนใจท่ีจะออกมาจากบา้ น
ไปทำ� การทำ� งานอะไร ประโยชนอ์ นั เกดิ จากการจากงานก็จะไมเ่ กดิ ขน้ึ เรามเี รือนชาน
บ้านช่องเป็นท่ีอยู่ ในเมื่อไปท�ำการท�ำงานกลับมาพักผ่อนอยู่เป็นสุข ถ้าหากว่าไม่มี
เรอื นเป็นที่อยทู่ ่อี าศัย ทำ� การท�ำงานแลว้ ไมม่ เี รอื นเป็นทพ่ี กั อาศยั น้นั อันน้กี ใ็ ชไ้ ม่ได้

สมาธธิ รรมจงึ มคี วามจำ� เปน็ สำ� หรบั ผปู้ ฏบิ ตั ธิ รรม เหมอื นกบั คนเกดิ มา สตั วเ์ กดิ มา
ต้องท�ำบ้านท�ำที่อยู่ที่อาศัย สมาธิเปรียบเหมือนบ้าน เป็นท่ีอยู่ท่ีอาศัยพักใจเข้าสู่
ความสงบ สมาธจิ งึ มคี วามจำ� เปน็ เพราะสมาธเิ ปรยี บเปน็ เรอื นทอ่ี ยขู่ องใจ ใจไปทำ� งาน
เม่ือใจทำ� งานแลว้ เวลาพกั การพักงาน ใจมาพักอยูก่ บั ความสงบเปน็ เรอื นใจ

138

ความสงบ จะวา่ เปน็ สมาธอิ ยา่ งละเอยี ดหรอื สมาธอิ ยา่ งหยาบแคไ่ หนเพยี งไรกช็ า่ ง
จะตอ้ งอาศยั สมาธธิ รรมนเ้ี ปน็ เครอื่ งอบรมปญั ญาทง้ั นน้ั ทกุ ขนั้ ทกุ ตอน ถา้ หากวา่ ไมม่ ี
สมาธธิ รรมแลว้ ปญั ญาจะมแี คไ่ หนเพยี งไรกช็ า่ ง ไมเ่ ปน็ ปญั ญาทยี่ กระดบั จติ ใหพ้ น้ จาก
กเิ ลสตณั หา พ้นจาก กระแสโลก หรือพน้ จาก เรื่องของโลกๆ ได้
หากความสงบมนี อ้ ย เปน็ ความสงบอยา่ งหยาบ การรเู้ หน็ อะไรกจ็ ะนอ้ ย รเู้ หน็ อะไร
กจ็ ะยงั หยาบ ความสงบมมี าก ยงิ่ มโี อกาสไดร้ ไู้ ดเ้ หน็ สง่ิ ทลี่ ะเอยี ดประณตี เพมิ่ ขนึ้ ๆ
คำ� วา่ “พระนพิ พาน” นน้ั ละเอยี ดยงิ่ จนกระทงั่ ไมม่ ตี วั มตี น ปญั ญาทจี่ ะไปรแู้ จง้
พระนพิ พาน ตอ้ งอาศยั สมาธทิ ม่ี คี วามละเอยี ด จงึ ตอ้ งเปน็ สมาธทิ มี่ คี วามสงบละเอยี ด
แนบแนน่ จริงๆ อบรมปัญญา จงึ จะมโี อกาสเขา้ ถงึ ได้
ที่ว่า ปัญญาอบรมสมาธิ นนั้ จิตท่ยี ังไม่เป็นสมาธิ ปัญญาในขณะน้นั ยังไมใ่ ช่
ปญั ญาทจ่ี ะเปน็ เครอื่ งขดั เกลากเิ ลส ปญั ญานนั้ เปน็ เพยี งปญั ญาทจ่ี ะอบรมวธิ กี ารหรอื
อบุ ายใหจ้ ติ เปน็ สมาธเิ ทา่ นนั้ ขณะทจี่ ติ ยงั ไมเ่ ปน็ สมาธนิ นั้ การทจ่ี ะทำ� จติ ใหเ้ ปน็ สมาธไิ ด้
จงึ ตอ้ งมอี บุ าย เพราะเลห่ เ์ หลย่ี มกเิ ลสทมี่ าปน่ั จติ ใหห้ มนุ ใหว้ นุ่ วายสบั สนไมใ่ หเ้ ขา้ ถงึ
ความสงบ เขามีวธิ กี ารของเขามาก ดังนั้นจงึ จะต้องอาศยั อบุ าย
อบุ ายทจี่ ะทำ� ใหจ้ ติ เปน็ สมาธนิ น้ั มมี าก และเราจะตอ้ งเปน็ ผทู้ คี่ น้ คดิ อบุ ายขน้ึ เอง
จะอาศยั แตไ่ ดย้ นิ ไดฟ้ งั อยา่ งเดยี วนน้ั ไมพ่ อ เหมอื นกบั นกั มวย จะเรยี นเอาแตใ่ นตำ� รา
ขน้ึ ไปชกแลว้ กไ็ มย่ อมใหค้ ลาดเคลอื่ นออกจากตำ� รากลวั จะผดิ ตำ� รา อยา่ งนนั้ ไมม่ ที าง
ท่ีจะเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ หากจะเอาชนะคู่ต่อสู้ให้ได้จะต้องมีความฉลาด ต้องมีการ
พลิกแพลงหาอบุ ายใช้ในขณะที่ตอ่ สกู้ ันอยู่นั้น
จงึ ให้พวกเราพากันใชอ้ บุ ายเพื่ออบรมให้จิตเปน็ สมาธใิ ห้ได้ (๑๕ ธ.ค. ๔๑)

139

แยกแยะวจิ ารณว์ จิ ัยขอ้ อรรถข้อธรรม

การปุจฉาแล้วก็วิสชั นา คอื การยกข้ออรรถขอ้ ธรรม

วสิ ชั นา กห็ มายถงึ วา่ แยกแยะออกไป จำ� แนกออกไป ตามเหตตุ ามผลตามเรอื่ ง
ของเขาทเี่ ขาเปน็ เรอ่ื งของเขาเปน็ อยา่ งไรๆ เรากจ็ ำ� แนกออกไป วสิ ชั นาออกไปตามเรอื่ ง
ของเขาเปน็ น้นั ทีเ่ รยี กวา่ จำ� แนกออกไปตามเรอ่ื งของเขาเป็น เรือ่ งของสิง่ ทีเ่ รายกขน้ึ
หรือเราถามข้นึ มานนั้ ยกขึ้นมาถามใจของเรา ใจของเราว่ิงแล่นหาความจรงิ แลว้ ทนี ี้
ความจรงิ นนั้ กค็ อ่ ยรคู้ อ่ ยเหน็ ขน้ึ ๆ เรารเู้ หน็ ความจรงิ อยา่ งไร อนั นนั้ ละ่ เรยี กวา่ วสิ ชั นา
ออกมา ความจรงิ ของเขาเป็นจริงอยา่ งไร เรากว็ สิ ัชนาออกมาตามความจริงของเขาที่
เขาเป็นอยู่น่ัน

มันไม่ใช่ลักษณะท่ีคล้ายกับว่าเมืองอเมริกาเขามีตึกร้อยช้ัน ใครก็ว่าแต่เมือง
อเมรกิ ามตี กึ รอ้ ยชนั้ ใชไ่ หม โอ้ ใช่ มรี อ้ ยชน้ั จรงิ ๆ เราตอบถกู อยู่ แตถ่ กู ตามทไ่ี ดย้ นิ
คนอนื่ เขาพดู มนั ไมต่ อบถกู อยา่ งทเี่ ราไปเหน็ มาแลว้ จงึ วา่ ตอ้ งมี ปจุ ฉา วสิ ชั นา เราตอ้ งมี
การปุจฉา ตอ้ งมีการวสิ ชั นาขึน้ ในเราอยู่เสมอ

การภาวนา ตอ้ งใหม้ ี วติ ก ตอ้ งใหม้ ี วจิ ารณ์ วจิ ารณก์ ว็ จิ ยั เอามาแยกแยะเอามา
คน้ คดิ ใหม้ นั ละเอยี ดถถี่ ว้ นในสงิ่ ทเี่ รายกขน้ึ มานน้ั ในเมอ่ื เราคน้ คดิ แยกแยะละเอยี ด
ถถี่ ว้ นลงไป ความรหู้ รอื วา่ ปญั ญาความรกู้ เ็ กดิ ขนึ้ ญาณความรกู้ เ็ กดิ ขน้ึ เกดิ ขนึ้ เพราะ
เราเอาใจเขา้ ไปรไู้ ปเหน็ การทเ่ี ราจะเอาใจเขา้ ไปรไู้ ปเหน็ นนั้ ใจของเรามคี วามพยายามท่ี

140

จะรจู้ ะเหน็ และมคี วามพยายามจดจอ่ อยใู่ นสง่ิ ทเี่ รายกขนึ้ มานนั้ พยายามหาชอ่ งหาทาง
หาเหตหุ าผลหาอะไรตอ่ อะไรน่ี ในเมอ่ื เรายกขน้ึ มาแลว้ และเรามคี วามพยายามอยอู่ ยา่ ง
ไม่ถอยหลัง ความจริงของจุดที่เรายกข้ึนหรือวิตกขึ้นมา หรือหยิบยกข้ึนมาเพ่ือจะ
พิจารณาให้ชัดตามความจริงน้ัน มันก็ชัดข้ึนมาได้เพราะเราไม่ถอยหลังในการท่ีจะ
ไปรูไ้ ปเหน็ เขา ในท่ีสดุ มนั ก็รูข้ ้นึ มาจนได้

นี่เรียกวา่ ญาณความร้ไู ดเ้ กิดขน้ึ แล้ว รดู้ ว้ ยใจของเรา รเู้ พราะใจของเราไปเหน็
ในเมอื่ ใจของเราไปเหน็ ใจของเรากร็ ู้ เรยี กวา่ ทง้ั รทู้ งั้ เหน็ นี่ อนั นจ้ี งึ เรยี กวา่ เปน็ ผลของ
การปฏบิ ตั ธิ รรม ความรอู้ นั เกดิ จากการภาวนา ปญั ญาเกดิ จากการภาวนา ทา่ นจงึ เรยี กวา่
ภาวนามยปญั ญา

ทำ� ไมปญั ญาจงึ เกดิ จากภาวนาได้

เพราะปัญญาจะเกดิ ได้ ต้องเกิดดว้ ยการวติ ก วิจารณ์ ปัญญาจะเกิดข้ึนไดต้ ้อง
เกดิ ขน้ึ ดว้ ยการปจุ ฉาวสิ ชั นา และการวติ ก วจิ ารณ์ การปจุ ฉา วสิ ชั นา นนั้ ตอ้ งอาศยั
ความสงบของใจเปน็ พน้ื ถา้ หากวา่ ความสงบของเราไมพ่ อทจี่ ะวติ ก วจิ ารณ์ ไมพ่ อทจ่ี ะ
ปจุ ฉา วสิ ชั นา ยกอนั นมี้ ามนั กไ็ มอ่ ยู่ มนั ไมค่ อ่ ยอยกู่ บั อนั ทยี่ ก มนั ไปอยกู่ บั อนั ทไี่ มย่ ก
โนน่ จะพจิ ารณาอนั นี้ มนั กไ็ มอ่ ยกู่ บั อนั น้ี มนั ไปอยกู่ บั อนั โนน้ ไปเสยี นี่ ใจของเราเปน็
อยา่ งน้ี เรยี กวา่ ใจของเราไม่มคี วามสงบเป็นพืน้ ไม่มีความสงบเปน็ หลัก

ถา้ พอทจี่ ะคน้ คดิ พจิ ารณาไดน้ ี่ เอาอะไรขนึ้ มามนั กอ็ ยตู่ รงนนั้ ใจมนั กส็ อดสอ่ ง
มองตรงนนั้ มองตรงน้ี มองเหลยี่ มนน้ั มองเหล่ียมน้ี มองดา้ นนนั้ มองด้านนี้ มองซา้ ย
มองขวา มองหน้ามองหลัง มองสงู มองต่�ำ สมมตุ เิ ปน็ อยา่ งนั้น มนั สอดส่องอยูเ่ พ่ือ
ตอ้ งการรจู้ กั วา่ ความจรงิ มนั เปน็ ยงั ไง แลว้ มนั กจ็ ดจอ่ อยใู่ นนนั้ นี่ มนั กจ็ ดจอ่ อยใู่ นเปา้
หรอื ในสง่ิ ทย่ี กขน้ึ มาเปน็ เปา้ หมายนน้ั มนั ไมไ่ ปขา้ งหนา้ ไมไ่ ปขา้ งหลงั มนั ไมก่ ระโดด
ไปเรือ่ งอนื่ หรือไปสิ่งอ่นื ๆ

นี่ ใจของเราเปน็ อยา่ งน้ี เปน็ ใจท่สี ะดวก เปน็ ใจที่อยู่ในจงั หวะทกี่ ำ� ลงั คน้ คิด
พิจารณาได้

141

ถ้าหากวา่ มนั สงบไปเสียจรงิ ๆ การทจี่ ะถอนมาพจิ ารณามนั กไ็ มส่ ะดวก จงั หวะ
ทจ่ี ะคน้ คดิ พจิ ารณามนั หากมอี ยอู่ ยา่ งน้ี แตท่ นี ถี้ า้ หากวา่ สงบไปอกี การคน้ คดิ พจิ ารณา
มนั กเ็ ปน็ สว่ นละเอยี ดเขา้ ไปอกี มนั มคี วามละเอยี ดๆ เขา้ ไปอกี ยงิ่ แยบคาย ยงิ่ ชดั ใน
สิง่ ที่เราค้นคิดพิจารณานั้น นั่นมันเป็นอยา่ งนน้ั (๑๗ ส.ค. ๓๐)
อย่างผลของการซักไซ้ไต่ถาม ผลของการศึกษาในอัตภาพร่างกายของเรานี้
ก็เช่นเดียวกนั
คำ� วา่ “คน้ คดิ พจิ ารณา” กค็ น้ คดิ พจิ ารณาในเรอ่ื งเหลา่ น้ี คำ� วา่ “ศกึ ษา” กศ็ กึ ษา
ในเรอ่ื งเหลา่ น้ี คำ� วา่ “ปจุ ฉา วสิ ชั นา” กป็ จุ ฉา คอื ถามในเรอ่ื งเหลา่ นี้ ในเมอื่ เราถามเรา
ใจของเรากห็ ยง่ั เขา้ หาความจรงิ ในเมอ่ื เราเขา้ ถงึ ความจรงิ แลว้ ความจรงิ อนั นน้ั แหละ
มนั เปดิ เผย กเ็ ปน็ การตอบเรา ความจรงิ ทม่ี อี ยเู่ ปดิ เผยขน้ึ มาเมอื่ ไหร่ อนั นน้ั เปน็ คำ� ตอบ
ทีถ่ ูกตอ้ งทสี่ ดุ
ปจุ ฉาถามไถไ่ ปพอสมควร ในเมอื่ ศกึ ษาเขา้ ๆ ใจเขาอยากพกั คอื ใจเขาอยากสงบ
ในเมอ่ื ใจเขาอยากพกั อยากสงบ ใหเ้ ขาสงบ ระหวา่ งทส่ี งบนน้ั กใ็ หม้ สี ตริ กั ษาประคบั
ประคองจติ ไมใ่ ห้เคล่ือน ให้อยู่กบั ความสงบ อยูก่ ับท่ี มสี ตปิ ระคบั ประคองไม่ให้
เคลอ่ื นไปไหน ในเมื่อพกั อยพู่ อสมควร จิตเขาจะมกี ารขยับตวั เรากศ็ ึกษาลงไปอกี
ศกึ ษาลงไปในทเ่ี ดมิ นแี้ หละ มนั หากปรากฏผลเปน็ เครอ่ื งอมิ่ ใจ เปน็ เครอื่ งเบกิ บานใจ
เป็นเครอื่ งปตี ใิ นจติ ในใจของเรา
ผลอนั นเ้ี ปน็ อาหารของการคน้ คดิ พจิ ารณา เปน็ อาหารของการศกึ ษาหาหลกั ของ
ความจรงิ (๙ พ.ค. ๒๙)

142

คน้ คิดพิจารณาเป็นข้นั เป็นตอน

ค�ำว่า ภาวนามยปญั ญา ไม่ใช่ภาวนาเพื่อใหจ้ ิตสงบอยา่ งเดียว ภาวนาใหเ้ กิด
ปญั ญาด้วย

ทำ� ยงั ไงภาวนาจงึ จะเกดิ ปญั ญาขน้ึ ได้ มนั กต็ อ้ งอาศยั การบำ� เพญ็ หรอื การสรา้ งเหตุ
คนท่ีจะเป็นหนังสือรู้หนังสือ ก็ต้องมีการฝึกการเขียนการอ่านแล้วก็มีการฝึกการ
ผสมคำ� อะไรตอ่ อะไรนนั่ จงึ จะอา่ นหนงั สอื ออก การภาวนาจะอยดู่ ว้ ยความสงบ ไมค่ ดิ
ไมอ่ า่ น มนั กเ็ หมอื นกบั คนไมเ่ รยี นหนงั สอื จะอา่ นหนงั สอื ออกอยา่ งไร หรอื วา่ จะเรยี น
หนังสือ เรียนแต่ตัว ก เรยี นแต่ตัวสระอา แลว้ ไม่มีการที่จะเอามาผสมกันเขา้ กล�้ำกนั
เขา้ น่ี มันก็อ่านหนังสอื ไมไ่ ด้ ทั้งๆ ที่ร้จู กั ตัว ก ตวั ข ตัว ง สระอะ สระอา สระอิ
สระอี ดีซักเท่าไรก็ช่าง แต่ก็จะอ่านหนังสือไม่ได้ เพราะไม่มีการเอามาอ่านเข้ากัน
หรือเอามาผสมกัน มนั ตอ้ งมีการมาผสมกัน แล้วกห็ ัดอา่ นใหม้ นั ได้ หดั อ่านให้มัน
คลอ่ งแคล่ว

ภาวนามยปญั ญา บางคนภาวนาอยากแตจ่ ะใหม้ ปี ญั ญามาก อนั นกี้ ไ็ มถ่ กู หรอื
ปฏบิ ัติธรรมอยากใหม้ ปี ัญญามากๆ กไ็ มถ่ ูก ค�ำวา่ อยากใหม้ ีปญั ญามาก อยากให้
ได้ปัญญาให้มากๆ นั้น อยากไดเ้ กินฐานะ ฐานะของเราพอที่จะฝกึ หรอื พอทจ่ี ะผลิต
ปญั ญาไดเ้ พยี งแคน่ ๆ้ี เรากอ็ ยากไปรจู้ นกระทง่ั เหน็ เรอื่ งนพิ พานเปน็ ยงั ไงโนน่ จะรยู้ งั ไง
จะศกึ ษายงั ไงมันก็ไมเ่ หน็ จะรู้ยังไงมนั กไ็ มส่ ามารถรคู้ วามจริงของพระนพิ พานได้

143


Click to View FlipBook Version