จิตของเราน้ีมันหากไปเกาะเข้าไปยึด แล้วก็ท�ำให้มันเจ็บปวดขึ้นมา
ถา้ หากวา่ จติ ของเราไมไ่ ปยดึ ตรงนนั้ มนั เปน็ คนละสว่ นไปเสยี จติ สว่ นจติ
จุดท่ีเป็นเหตุให้เกิดเวทนาเป็นคนละส่วนกัน จุดท่ีเป็นเหตุให้เกิด
ทุกขเวทนาน้ันมันส่วนหนึ่ง จิตส่วนหน่ึง จิตและเวทนาเป็นคนละ
สว่ นกนั
จิตใจของเราหากไม่ไปเสวยแล้ว จิตอันน้ีก็จะไม่ปรากฏความรู้สึก
กระวนกระวาย หรอื เกดิ ความเจบ็ ความปวด เพราะจติ มันไม่ได้เจบ็
ไมไ่ ดป้ วดอะไร มนั เจบ็ อย่ตู รงจดุ ท่มี นั เปน็ เทา่ นัน้ เวทนาก็สักแต่วา่
เวทนา จิตกส็ ักแต่วา่ จิต อยู่คนละส่วนกนั
ในเม่อื อย่คู นละส่วนกนั อยูก่ นั คนละอนั แล้ว เจบ็ ตรงนี้ อนั นน้ั มันจะ
เจบ็ กันไดอ้ ยา่ งไร ทม่ี นั เจบ็ นั้นกเ็ พราะมันอยูด่ ว้ ยกันนะ
สังเกตไหม ใจเรามันไปอยู่ไปพัวพันไปเก่ียวข้องไปเกาะอยู่กับตรงท่ี
เจ็บน้ัน แล้วมันก็เจ็บจริงด้วย เจ็บแล้วมันกระวนกระวาย ถา้ หากวา่
จติ อยู่สว่ นจติ เวทนาอยู่ส่วนเวทนาแล้ว ความกระวนกระวายในจิต
ไมม่ หี รอก ถงึ ตรงนเี้ ขาจะเปน็ อยกู่ เ็ รอ่ื งของตรงน้ี คลา้ ยๆ กบั คนละคน
อยา่ งนนั้ ละ่ คนหนงึ่ เจบ็ คนหนงึ่ ไมเ่ จบ็ จะใหค้ นไมเ่ จบ็ รอ้ งโอดครวญ
โวยวายไปดว้ ย เขาไมร่ อ้ งดว้ ยนะ เขานอนหลบั แตอ่ กี คนละ่ ไมส่ บาย
การแยกจติ ของเราออกจากเวทนาตอ้ งอาศยั การสงั เกตดนู ะ ใจของเรา
ไปเกาะเกีย่ ว ท�ำยงั ไงใจของเราจะไม่ไปเกาะเกย่ี ว ทำ� ยังไงใจของเรา
จะอยเู่ ฉพาะใจจรงิ ๆ นไี่ มใ่ หเ้ ขาสา่ ยสง่ ออกไปเกยี่ วขอ้ ง ถา้ หากวา่ สา่ ย
สง่ ออกไปเกยี่ วขอ้ ง มนั จะตอ้ งไปรบั ทงั้ นน้ั ละ่ ถา้ หากวา่ การทจี่ ะสง่ ไป
เกี่ยวขอ้ งไมม่ เี มื่อไหร่ มันก็ขาดกนั ไปคนละสว่ น นน่ั
ค�ำวา่ ทกุ ขเวทนาอันเกดิ จากจดุ ทเี่ จบ็ ปวดนน้ั ๆ ในลักษณะนีก้ เ็ ป็นได้
คือบางทีมันหายจริงๆ หายขาดจริงๆ ในเม่ือเอาใจเข้าไปเห็น ปั๊บ
ไปอยา่ งนี้ บางทหี ายขาดไปเลย
244
(โยมถาม) ให้เห็นว่ามนั เป็นคนละสว่ นกนั มันอาจจะหายขาดไปกไ็ ด้ใชไ่ หมคะ
(หลวงป่ตู อบ) เห็นเปน็ คนละส่วนนี่ หมายถงึ วา่ เจ็บก็ยังเจบ็ อยู่ แตจ่ ิตของเราไม่ไป
เกย่ี วขอ้ ง จติ ของเราจะไมก่ ระสบั กระสา่ ยไมร่ อ้ นรน นเ่ี ปน็ ลกั ษณะน้ี
ถา้ หากวา่ จติ สอ่ งไปเหน็ จดุ ทมี่ นั เจบ็ จะเจบ็ ตรงเทา้ เจบ็ ตรงขา เจบ็ ตรงหลงั
เจบ็ ตรงศรี ษะกช็ ่าง เข้าไปส่องใหม้ ันเห็น
บางองค์ท่านเป็นโรคปวดศีรษะ หรือโรคเจ็บหลังเจ็บอะไรอย่างนี้
ทา่ นกต็ ง้ั ใจ ทา่ นกเ็ พง่ อยขู่ องทา่ นอยา่ งนน้ั บางทมี นั จะหาย มนั ปรากฏ
ว่าขาดไปเลยนะ บางทีปรากฏว่าศีรษะน้ีขาดไปจริงๆ ขนาดน้ันนะ
อนั นล้ี ะ่ ทา่ นทำ� กนั มานะ โรคทมี่ นั เคยเปน็ กห็ ายไปพรอ้ ม แลว้ กไ็ มม่ ลี ะ่
ทนี ้ีอยา่ งนกี้ ็มี
พดู กันถงึ การพิจารณาเวทนาน้ี ก็เปน็ การแกโ้ รคได้เหมอื นกนั แกไ้ ด้
ท้งั โรคทเ่ี กิดทางรา่ งกาย แกไ้ ดท้ งั้ โรคที่เกดิ ทางจิตใจ
(โยมถาม) หมายถึงว่าใหเ้ พ่งเวลานงั่ สมาธภิ าวนาใช่ไหมครบั
(หลวงป่ตู อบ) ใช่ นงั่ เพ่งในเวลาเราน่งั สมาธิภาวนา หรือเราจะนอนทำ� สมาธิ หรือ
เดนิ จงกรม หรอื วา่ เราจะอยใู่ นอริ ยิ าบถใดๆ ไมใ่ หจ้ ติ ของเราเคลอ่ื นคลาด
จากจดุ นน้ั เอาจดุ นน้ั เปน็ อารมณข์ องจติ ทเี ดยี ว เอาจดุ นน้ั เปน็ อารมณ์
กรรมฐานทีเดียว
(โยมถาม) สมมุติว่ามแี ผลผา่ ตัดแผลเบ้อเรอ่ เราก็มองให้มนั เหน็ อยู่ตรงแผลนัน้
นะครับ
(หลวงปูต่ อบ) อยา่ งนน้ั กด็ ๆี มองอยตู่ รงนน้ั ๆ เอาจติ ไปมอง ไมใ่ ชเ่ อาตามอง เอาจติ
ไปมอง หลบั ตามอง หรอื เราจะเดินอยู่ เราลืมตาเรากม็ องได้ ใหม้ ัน
จดจอ่ อยกู่ ับจุดตรงน้ันจรงิ ๆ
245
(โยมถาม) ในขณะที่เรามองดว้ ยจิตนี้ จติ นัน้ ตอ้ งมองอย่างเฉยๆ ใช่ไหมครับ
(หลวงปตู่ อบ) มองเฉยๆ กไ็ ด้ มองเฉยๆ กด็ เู ฉยๆ เอาความรขู้ องเราใหม้ นั มคี วาม
สวา่ งอยูใ่ นบริเวณนั้น หรือเราจะมองดว้ ยคดิ ไปด้วยกไ็ ด้ แตก่ ารคิด
ของเราใหม้ นั อยใู่ นขอบเขตจดุ ทมี่ นั เปน็ นนั้ หรอื อยใู่ นเรอื่ งราวของโรค
หรือเรอ่ื งราวของจดุ อนั นน้ั
สมมตุ วิ า่ เขาวา่ เราเปน็ โรคอนั นนั้ ๆ อนั นเี้ ขาวา่ เขาเปน็ หรอื เปลา่ ๆ ในเมอ่ื
มกี ารตงั้ ปญั หาถามอยา่ งน้ี อนั นเ้ี ขากไ็ มไ่ ดว้ า่ เขาเปน็ อะไร เพราะไมเ่ หน็
เขาบอกใครสักที แม้แต่เขาอยู่กับเรา ก็ไม่เห็นว่าเขาอยู่กับเราสักที
เราจะคิดอย่างนกี้ ็ได้ คดิ อยา่ งนม้ี นั คดิ ตามความเป็นจรงิ นี่
ความเปน็ จรงิ เขากไ็ มไ่ ดบ้ อกใครจรงิ ทว่ี า่ เปน็ โรคผวิ หนงั เปน็ โรคเรอื้ รงั
เปน็ โรคมะรงมะเรง็ อะไร มนั เปน็ โรคทไี่ ปตง้ั ชอื่ ใหเ้ ขาทง้ั นน้ั แตค่ วามจรงิ
อนั นม้ี ันเป็นธรรมชาตขิ องเขาสว่ นหนงึ่
จงึ ว่ามี ความเกดิ อยู่จุดไหน จะต้องมคี �ำวา่ โรค เขา้ ไปต้ังอยตู่ รงนัน้
มโี รคเข้าไปอยู่เขา้ ไปเกาะกนิ ในจุดนัน้ ทันที จุดทมี่ ีความเกิดแล้วไมม่ ี
ความเจบ็ นนั้ ไมม่ ี มคี วามเจบ็ เจบ็ ๆ อนั นค้ี นไปสมมตุ ิ เขาไมร่ ซู้ ำ้� จะวา่
เป็นโรควัณโรค แต่ตัวโรควัณโรคจริงๆ เขาไม่รู้นะว่าเขาช่ือวัณโรค
จะโรคอะไรก็ช่าง ตัวโรคจริงๆ เขาไม่รู้หรอกว่าหมอหรือว่าคนไป
สมมุติเขาไปตง้ั ชื่อตัง้ เสยี งให้เขา
มนั เปน็ ธรรมชาตอิ นั หนง่ึ ของสงิ่ ทเี่ กดิ ขนึ้ จะตอ้ งมที ง้ั นน้ั ทง้ั รปู ทง้ั นาม
แตล่ ะรปู แตล่ ะนามมนั จะมโี รคเหมอื นกนั ไมไ่ ด้ แตท่ กุ รปู ทกุ นามจะตอ้ ง
มีค�ำว่า “โรค” ทง้ั น้ัน (๗ มิ.ย. ๒๙)
246
“ โอปนยิโก ให้นอ้ มเข้ามาดูจิต เพราะธรรมท้ังหลายเกดิ จากจติ
จติ ของเราทัง้ จิตเปน็ ธรรมท้งั ดวง ศลี บริสุทธอิ์ ยา่ งหยาบ อย่างกลาง
อยา่ งละเอยี ดสุด กจ็ ิตเปน็ จะเปน็ ฌาน สมาธิสมาบตั ิทง้ั แปด
จิตเทา่ นน้ั เป็น วิราคธรรม วิมตุ ติธรรม วิมุตตจิ ิต จติ พ้นจากสง่ิ ท่ี
พระพุทธเจ้าทรงสมมตุ ิว่ากิเลสน้ัน ก็คอื จติ เปน็
พระนิพพานกค็ อื จิต ปฏิบัตธิ รรมกค็ อื ปฏบิ ัตจิ ิตนี้ ”
(๔ ต.ค. ๕๔)
247
จติ ตานปุ สั สนา
เข้าสู่จุดแหง่ ธรรม
ทุกคนมจี ิตดว้ ยกันท้ังนั้น แตบ่ างคนไม่สนใจจติ จติ กไ็ มเ่ ปน็ ประโยชนแ์ ก่ผู้ที่
ไมส่ นใจนั้น
จิตเป็นประโยชน์ จิตเป็นส่ิงท่ีมีคุณค่าแก่สัตว์โลกทุกรายๆ แต่สัตว์โลกที่ไม่
สนใจในจติ ของเจา้ ของเอง จติ ของผไู้ มส่ นใจจติ นน้ั จะไมเ่ ปน็ ประโยชนแ์ กผ่ ทู้ ม่ี จี ติ นนั้
คำ� วา่ ศลี กค็ อื จติ นนั้ ละ่ เปน็ ศลี คำ� วา่ สมาธิ จติ นนั้ ละ่ เปน็ สมาธิ คำ� วา่ ปญั ญา จติ นนั้ ละ่
เปน็ ปญั ญา คำ� วา่ พระนพิ พาน จติ นน้ั ละ่ เปน็ พระนพิ พาน หรอื วา่ วมิ ตุ ตจิ ติ วมิ ตุ ตธิ รรม
กค็ อื จติ นนั้ ล่ะเปน็ ตวั วมิ ตุ ตธิ รรม
ทุกคนสามารถท่ีจะเอาจิตมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ตามก�ำลังสติปัญญาของ
เจา้ ของเอง สตปิ ญั ญาสามารถทจี่ ะทำ� จติ ของเจา้ ของใหเ้ ปน็ ศลี คนนน้ั จะไดร้ บั ความสขุ
ผทู้ ม่ี คี วามสามารถทำ� จติ ใหเ้ ปน็ สมาธิ เปน็ เอกคั คตาจติ เอกคั คตารมณ์ เขา้ ถงึ อาการ
ปลอ่ ยวางเรอื่ งโลกๆ ไดด้ ว้ ยประการทง้ั ปวง จติ ปลอ่ ยวาง วา่ งจากเรอ่ื งโลกๆ เรอื่ งทกุ ข์
ทงั้ หลายกไ็ มม่ ี เรือ่ งทกุ ข์ทัง้ หลายไม่มากวนใจไม่เกดิ ขนึ้ ในใจ จิตนน้ั ก็มีแตค่ วามสุข
นน่ั ละ่ จติ เปน็ ประโยชน์ จติ มคี ณุ คา่ แตจ่ ะมคี ณุ คา่ เปน็ ประโยชนแ์ กผ่ ทู้ ม่ี สี ตมิ ปี ญั ญา
เท่าน้ัน
ผู้ท่ีไม่มีสติไม่มีปัญญา ของมีค่าก็มองไม่เห็น ของที่เป็นประโยชน์อันแท้จริง
ก็มองไม่เห็น มองเห็นแต่ส่ิงท่ีเป็นโทษว่าเป็นประโยชน์ มองเห็นส่ิงที่ไม่เป็นสาระ
248
แก่นสารว่าเป็นสิ่งท่ีเป็นสาระเป็นแก่นเป็นสาร แล้วก็แสวงหากันสับสนวุ่นวาย
ตะเกียกตะกายแก่งแย่งแข่งขันกัน เพ่ือให้ได้ส่ิงที่ไม่เป็นสาระไม่เป็นประโยชน์นั้น
เพราะความเหน็ ว่าถูกตอ้ ง เนอ่ื งจากเหน็ ผดิ
จิตมีสติปญั ญา จติ เปน็ สตปิ ัญญา จิตท้งั จติ เปน็ ปัญญาธรรม จิตนนั้ ๆ จะเป็น
ประโยชนแ์ กจ่ ติ จติ นนั้ จะเปน็ ประโยชนแ์ กต่ น จติ นนั้ จะเปน็ ประโยชนแ์ กโ่ ลกอยา่ งยงิ่
จติ ทส่ี มบรู ณด์ ว้ ยธรรมคอื ศลี สมาธิ ปญั ญา เตม็ อยใู่ นจติ เตม็ อยใู่ นหวั ใจ จติ ทเ่ี ตม็
ไปดว้ ยกเิ ลสจะถูกธรรมคอื ศลี สมาธิ ปัญญา แผดเผา ในที่สดุ ก็สลายตวั หมดสิ้น
ไมม่ ีกิเลสประเภทใดตกคา้ งอยใู่ นจติ
จึงว่า ผ้ทู ีม่ ีสติปญั ญาเท่านน้ั สามารถจะใชจ้ ิตใหเ้ ป็นประโยชนแ์ ก่จติ ทำ� จิตให้
เปน็ ศีล ทำ� จติ ให้เป็นสมาธิ ทำ� จิตใหเ้ ป็นปัญญา จติ จึงเป็นประโยชนแ์ ก่บคุ คลนนั้
(๒๕ ก.ย. ๕๓)
249
ปัจจบุ นั จติ ปจั จุบนั ธรรม
ใหท้ ำ� จติ ของเราใหอ้ ยกู่ บั ปจั จบุ นั ใหร้ วมจติ ของเราเปน็ องคอ์ นั เดยี วคอื ปจั จบุ นั นี้
ถา้ หากวา่ จติ ไมอ่ ยกู่ บั ปจั จบุ นั ความรคู้ วามเหน็ นน้ั เปน็ สญั ญา เปน็ เรอื่ งของสญั ญา
เป็นเร่ืองของความปรุงความแต่ง ไม่ใช่เกิดจากความรู้ความเห็นอันเป็นผลของการ
ปฏบิ ตั ธิ รรม เราตอ้ งการใหธ้ รรมเกดิ ขน้ึ เปน็ ขน้ึ ในจติ ในใจ รธู้ รรมเหน็ ธรรม เราจะตอ้ ง
ทำ� จติ ทำ� ใจของเราใหร้ เู้ หน็ ในปจั จบุ นั น้ี ถา้ หากวา่ ความรเู้ กดิ ขนึ้ มขี นึ้ ขณะทใ่ี จของเรา
ไม่เป็นปัจจุบนั ความรอู้ ันน้นั ไม่เป็นความรู้ทจ่ี ะตดั ความลังเลสงสัยเสยี ได้
ถา้ หากวา่ จติ ไมอ่ ยใู่ นปจั จบุ นั ความรคู้ วามเหน็ ทง้ั หลายทง้ั หมดเปน็ ไปเพอื่ ความ
ลบู คลำ� เปน็ ไปเพอื่ ความลงั เลสงสยั ไมเ่ ปน็ ไปเพอ่ื การขดั เกลากเิ ลส ไมเ่ ปน็ ไปเพอ่ื การ
ถอดถอน ความรทู้ ตี่ ดั ความลงั เลสงสยั ไดต้ อ้ งเกดิ ขน้ึ ในขณะทจ่ี ติ ของเราเปน็ ปจั จบุ นั
เทา่ นน้ั เปน็ ความรทู้ ช่ี ดั เพราะเราเหน็ จติ ของเราชดั เมอ่ื เหน็ จติ ของเราชดั ธรรมเกดิ ขนึ้
เราก็เห็นธรรมชดั
ธรรมทั้งหลายเกิดจากจติ ทเ่ี ป็นปจั จบุ ัน
เพราะค�ำสอนของพระพุทธเจ้าสอนจิตของเรานี้ จะว่าบทไหนคาถาไหนท่ีตรัส
ออกมาหยง่ั เขา้ หาจดุ หมายปลายทางคอื ปจั จบุ นั ธรรม คอื ปจั จบุ นั จติ ธรรมะคำ� สอน
ของพระพุทธเจา้ ตรัสค�ำไหนหย่งั ถงึ จติ หรอื สอนตรงจติ น้ที ัง้ น้ัน
250
ปมาโท มจจฺ ุโน ปท.ํ ๑ ผ้ทู ี่ประมาท คือผู้ที่ไม่สนใจรกั ษาไมส่ นใจดแู ลจติ ของ
เจ้าของ เปน็ ผู้ที่ทอดทิง้ จิตนน้ั ล่ะ เรียกว่าเป็นผปู้ ระมาท ผทู้ ี่ประมาทกเ็ ป็นคนตาย
คนตายกค็ อื จติ ทถ่ี กู ทอดท้งิ นเ้ี อง เปน็ จิตทตี่ ายแลว้
จึงวา่ ใหต้ ้งั ใจอยกู่ ับปัจจบุ นั เท่านี้ ให้มันแน่วแนอ่ ยอู่ ย่างนี้
คำ� ว่า ปัจจบุ ัน น้ี มีอะไรควรศกึ ษาอย่างมาก ค�ำว่า จิตเปน็ ธรรมชาตทิ เ่ี ปน็ ส่ิง
อัศจรรย์ เราจะรู้ว่าเป็นส่งิ อัศจรรย์ได้ ตอ้ งเอาจติ ของเราเข้ามาศึกษาอยู่ในปัจจุบนั
ธรรมนี้ คอื อยใู่ นจติ ของเรานี้
ถา้ ไมอ่ ย่างน้ันแล้ว ความอัศจรรยข์ องจติ ไม่มโี อกาสท่ีจะพบเหน็ (๒๐ ก.ย. ๓๑)
๑ พุทธภาษิต อปฺปมาโท อมตํ ปทํ ปมาโท มจฺจุโน ปท.ํ ความไม่ประมาทเป็นทางเครือ่ งถงึ อมตนพิ พาน
ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย. มีใน อัปปมาทวรรค ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท (เลม่ ท่ี ๒๕)
251
จิตนีม้ หศั จรรย์
ธรรมทัง้ หลายเกดิ จากจิต ส�ำเรจ็ มาจากจิต ๑
กศุ ลธรรม อกศุ ลธรรม เกดิ จากจติ จติ ทคี่ ดิ เปน็ กศุ ล จติ ทค่ี ดิ เปน็ อกศุ ล เกดิ จาก
จิตทั้งนั้น จิตท่ีคิดเป็นกุศลแค่คิดแล้วก็ดับไป จิตที่คิดเป็นอกุศลคิดแล้วก็ดับไป
เกิดขน้ึ ทีจ่ ิตเท่านั้น
ความคิดทง้ั หลายเปน็ ความคดิ ความคิดท้งั หลายไมใ่ ชจ่ ติ ความคิดท้งั หลาย
เปน็ สงั ขาร สงั ขารทง้ั หลายเปน็ อนจิ จงั มนั ไมเ่ ทย่ี ง สงั ขารทงั้ หลายเปน็ อนตั ตา สงั ขาร
ไม่มตี ัวตน สังขารทั้งหลายเกดิ ที่จติ ดบั ท่จี ิต เกิดแล้วดับท่ีจิตทั้งนัน้ (๔ ต.ค. ๕๔)
ใครกต็ อ้ งการรตู้ อ้ งการเหน็ ธรรมดว้ ยกนั ทง้ั นนั้ อยา่ ไปคดิ วา่ ธรรมทพี่ ระพทุ ธเจา้
พระสาวกเจา้ รู้เหน็ นน้ั อย่ทู อ่ี ่ืน นอกจากจติ
เราจงึ ต้องศึกษาลงท่จี ิตของเราน้ี เดี๋ยวมนั เกิดอันนนั้ ข้นึ มา เด๋ยี วมนั เกดิ อันน้ี
ขนึ้ มา เดยี๋ วเรอ่ื งอนั นนั้ กเ็ กดิ ขน้ึ มา เดย๋ี วเรอื่ งอนั นกี้ เ็ กดิ ขน้ึ มา มนั เกดิ ขนึ้ มาจากไหน
สถานทีเ่ กิดทีม่ ันเกิดขึน้ มาไมห่ ยดุ ไม่หยอ่ น มันเกิดมาจากไหน ทวนกระแส ทวนหา
สถานท่ีเกดิ ในเมอื่ ทวนหาสถานท่เี กิด มันก็จะเหน็ วา่ มนั เกดิ มาจากจติ นี่
๑ พทุ ธภาษติ มโนปุพฺพงคฺ มา ธมฺมา มโน เสฏฺ€า มโน มยา. ธรรมทง้ั หลายมใี จเปน็ หวั หนา้ มใี จประเสริฐ
ท่ีสุด ส�ำเร็จแลว้ แต่ใจ. มีใน ยมกวรรคท่ี ๑ ขทุ ทกนิกาย คาถาธรรมบท (เล่มท่ี ๒๕)
252
ท่านจงึ วา่ ธรรมท้งั หลายเกดิ จากจิตอนั เดียวนี้ จติ ของเรานีม้ หศั จรรย์ เรยี กวา่
เป็นธรรมชาติท่ีมีความอัศจรรย์ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ทรงรู้แจ้งโลก ก็ตรัสรู้ท่ีจิตดวง
เดยี วนี้
จงึ วา่ ใหศ้ กึ ษาลงไปใหย้ งิ่ ใครจะวา่ โงเ่ งา่ ไมม่ สี ตปิ ญั ญา เพราะศกึ ษาลงไปแตใ่ น
จติ อนั เดยี วนกี้ ใ็ หย้ อม เพราะพระพทุ ธเจา้ กท็ รงสอน อธจิ ติ เฺ ต จ อาโยโค ๒ การกระทำ�
ทำ� ลงใหย้ งิ่ ในจดุ น้ี คอื ในจติ อนั เดยี วอนั นี้ ถา้ หากวา่ จะโงเ่ งา่ เพราะไมศ่ กึ ษาภายนอก
แตม่ างมเฉพาะในจิตอันเดียวน้ี ก็ยอมโงเ่ สีย
โง่ก็โง่อย่างนักปราชญ์ หากฉลาดกจ็ ะฉลาดอย่างคนโง่
เขา้ ใจไหม โงอ่ ยา่ งนกั ปราชญค์ อื ยงั ไงละ่ นกั ปราชญท์ า่ นศกึ ษาของจรงิ ในจติ นี้
ฉลาดอยา่ งคนโง่กค็ อื รู้หมดสารพัด รตู้ ามต�ำราผูกนั้น ผูกนนั้ ๓ นัน่ ล่ะ.. ฉลาดอยา่ ง
คนโง่ โงอ่ ย่างนักปราชญ์ ฉลาดอย่างคนโง่ เราจะเอาอยา่ งไหน
ใหม้ นั อยใู่ นจดุ เดยี วอนั นี้ จดุ เดยี วคอื จติ ของเราน้ี เพราะจติ รวมไวห้ มดทกุ อยา่ ง
เป็นสถานท่ีอยู่ของกิเลส และก็เป็นสถานท่ีเกิดของธรรมด้วยสารพัด จิตทรงไว้ซ่ึง
ความอศั จรรย์ เพราะทกุ อย่างรวมอย่ใู นจติ
พระพุทธเจ้าตรสั นะ ธรรมทง้ั หลายอยใู่ นจติ ธรรมทง้ั หลายนะ มนั ขนาดไหน
วิราคธรรม เป็นธรรมท่ีประเสริฐสุด พระนิพพานธรรม อมตธรรม เป็นธรรมที่
ประเสริฐสูงสุดทั้งนั้น รวมอยู่ในจิตอันเดียว วิมุตติธรรม รวมอยู่ในจิตอันเดียว
หรอื ทว่ี า่ กเิ ลสธรรม ทชี่ ว่ั ชา้ ลามก มนั กร็ วมอยใู่ นจติ อนั นี้ จงึ วา่ จติ นเี่ ขามคี วามอศั จรรย์
ไม่ปฏเิ สธสักอย่าง
๒ อธจิ ติ เฺ ต จ อาโยโค. การประกอบความเพียรในอธจิ ิต. มใี น มหาปทานสตู ร ทีฆนิกาย มหาวรรค
(เล่มท่ี ๑๐)
๓ ผูก ในที่น้ี หมายถงึ ลักษณะนามของต�ำราธรรม หรือคมั ภีร์เทศนา ท่โี บราณาจารยเ์ ขยี นลงบนใบลาน
แล้วใชเ้ ชือกร้อยหไู วเ้ ปน็ มดั มดั หนง่ึ ๆ เรียกวา่ คมั ภรี เ์ ทศนาผูกหน่ึง เป็นต้น
253
แล้วสมุทัยอยู่ท่ีไหน.. สมุทัยก็อยู่ท่ีจิต ความเคล่ือนไหวของจิตท่ีเคล่ือนไหว
ปราศจากสติ เป็นตัวสมทุ ยั ท้ังนน้ั นจ่ี ิตของเราเคลือ่ นไหว เราคิดเราอา่ นไม่มสี ติ น่ัน
เปน็ สมทุ ยั เคลอื่ นไหวน่ี เขารวดเรว็ ทสี่ ดุ ไมม่ สี ตนิ นั่ ละ่ เปน็ สมทุ ยั ทงั้ นนั้ ทกุ ขม์ นั กเ็ กดิ
ทกุ ข์เพราะอะไร ทุกขเ์ พราะกิเลสมันเผา
มรรคกอ็ ยทู่ ี่จิต ค�ำวา่ มรรค คำ� ว่าสติ คำ� ว่าปญั ญา ก็คอื การเคลอ่ื นไหวของจิต
แต่เคลือ่ นไหวอย่างมสี ติ เคลือ่ นไหวอยา่ งมสี ตมิ ีธรรม นี่เป็นมรรคขน้ึ มาทันที ที่เป็น
ปัญญาจริงๆ คือจิตของเรานี่มีความฉลาดคล่องตัวในการที่จะสลัดอะไรที่มันรุงรัง
ในจติ .. นคี่ อื ปญั ญา คลอ่ งตวั รวดเรว็ ในการทจี่ ะแกไ้ ข ปลดเปลอื้ ง ละถอน ในการทจี่ ะ
สลดั กิเลสใหห้ ลดุ น่คี อื ปัญญา ปญั ญาเปน็ การหมนุ ของจิต สติคือตัวระลึกรู้ ปัญญา
คือตัวหมุนของจิต
จติ ของเราทหี่ มนุ หมนุ เพอ่ื ทจี่ ะทำ� ลายขา้ ศกึ นค่ี อื ปญั ญา เขา้ ใจไหม (๒๘ ส.ค. ๓๑)
254
ธรรมทัง้ หลายเกิดจากเหตุ
พระอสั สชเิ ทศนายอ่ ๆ ใหอ้ ปุ ตสิ สปรพิ าชก ๑ ฟงั “ธรรมทง้ั หลายเกดิ จากเหต”ุ ๒
กุศลธรรมเกิดขึ้น อกุศลธรรมเกิดขึ้น เกิดข้ึนมาก็มีที่เกิดคือเกิดจากเหตุ
เหตคุ อื อะไร เหตคุ อื จติ ทกุ สงิ่ ทกุ อยา่ งเกดิ จากจติ ทง้ั นนั้ กศุ ลหรอื อกศุ ล เรอื่ งของอกศุ ล
คือใจไม่สงบ ใจวุน่ วาย ใจกระสบั กระส่าย ใจฟงุ้ ซ่าน อะไรเหลา่ นี้ เกิดมาจากจิต
ทั้งนั้น
ธรรมทงั้ หลายทเ่ี กดิ ข้ึน อันนน้ั จะตอ้ งดบั ทงั้ นน้ั จึงอย่าไปยินดีอย่าไปยินรา้ ย
กบั มนั มนั จะรา้ ยขนาดไหนกเ็ ปน็ ของเกดิ มาดบั อยา่ ไปยดึ วา่ เปน็ ของเรา ไฟกเ็ หมอื นกนั
ไฟจะรอ้ นขนาดไหนกช็ า่ ง เราไมไ่ ปจบั มนั จะรอ้ นไหม ใจของเรากเ็ หมอื นกนั มนั รอ้ นรน
กระวนกระวายอันน้ัน เราไม่ไปสนใจมัน เราหย่ังจิตเข้าไปหาสถานท่ีมันเกิดน้ัน
อยา่ เอาใจไปจบั ท่ไี ฟมันรอ้ น ถอนจติ เข้ามาเสีย ถอนจติ เขา้ มาดูจติ ถอนจติ เขา้ มาอยู่
ทจ่ี ิต ถอนตวั กลับเขา้ มาหาจติ ความรอ้ นอันนน้ั มันกเ็ ป็นเรอ่ื งภายนอกไป มนั ก็เปน็
สว่ นหนง่ึ ตา่ งหากไป ความรอ้ นความวนุ่ วายเปน็ สว่ นหนง่ึ จติ กเ็ ปน็ อกี สว่ นหนงึ่ ตา่ งหาก
เป็นคนละส่วนกนั
๑ อปุ ติสสปริพาชก คือ พระสารบี ตุ รในกาลต่อมา
๒ เย ธมมฺ า เหตปุ ฺปภวา เตสํ เหตุ ตถาคโต เตสญจฺ โย นโิ รโธ จ เอวํ วาที มหาสมโณติฯ ธรรมเหลา่ ใด
เกิดแตเ่ หตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุแหง่ ธรรมเหลา่ นน้ั และความดบั แห่งธรรมเหลา่ นนั้ พระมหาสมณะ
มีปกตทิ รงส่งั สอนอย่างนฯ้ี . มใี น มหาขนั ธกะ โพธกิ ถา มหาวรรค ภาค ๑ (เล่มที่ ๔)
255
จงึ วา่ อะไรเกดิ ขนึ้ ใหร้ ทู้ นั ที ใหท้ ำ� ความรคู้ วามเหน็ อนั นเี้ ปน็ ของเกดิ อนั นจ้ี ะเปน็
ของดับ สิ่งที่เราไมพ่ อใจไมป่ รารถนาคอื ความยุ่งยากความวนุ่ วายความฟงุ้ ซ่าน อันน้ี
มันกเ็ ป็นของทีเ่ กิดข้นึ ต่างหาก แลว้ มนั ก็เปน็ ของทีด่ บั ไป เราอยา่ ไปยึด สักแตว่ า่ เป็น
ของทเ่ี กดิ ขน้ึ สกั แตว่ า่ เปน็ ของทด่ี บั ไปเทา่ นน้ั จติ ของเราเปน็ ผทู้ ร่ี เู้ หน็ จติ ของเรานมี่ นั รู้
รวู้ า่ ใจของเราร้อน รู้วา่ ใจของเราไม่สงบนี่ จงึ ใหม้ าอยกู่ บั จติ อยู่กบั ความรนู้ ้ี
ถา้ เขา้ มาถงึ จิตดวงนี้แลว้ ความวุ่นวายความฟงุ้ ซา่ นมนั ดับไป แตท่ นี ถี้ ้าหากว่า
ความวนุ่ วายฟงุ้ ซา่ นอนั นน้ั มนั ดบั ไปแลว้ จติ มนั ใสจติ มนั สวา่ งไสวขนึ้ กใ็ หร้ วู้ า่ อนั นนั้
กเ็ ป็นสว่ นหนึง่ ตา่ งหาก จงึ วา่ ทแี รกกิเลสเอาส่งิ ท่เี ราไมช่ อบใจมาหลอกเราใหต้ ดิ ทนี ้ี
เรารู้มันแล้ว เมื่อเราแก้มนั ได้แล้ว มนั ก็เอาสิ่งทชี่ อบใจมาลอ่ เราอีก ให้เราตดิ อยูใ่ น
ความใส ใหเ้ ราตดิ อยู่ในความเยน็
ท่านจึงวา่ โอฬาริกํ วา สขุ มุ ํ วา นี่ โอฬาริกํ สขุ มุ ํ หมายถงึ ความสวา่ งไสว
กวา้ งขวางสขุ มุ คมั ภรี ภาพประณตี ละเอยี ดนี่ อนั นม้ี นั เกดิ จากจติ ของเราทง้ั นน้ั มนั เอา
ของทีด่ ีมาลอ่ เราให้ติด มันเป็นของเกิด มันกต็ ้องเปน็ ของดับนี่ เราดูจรงิ ๆ มันจะอยู่
อยา่ งนไี้ หม มันก็ยงั มกี ารเปล่ียนแปลงๆ อยูอ่ ย่างนั้น ให้รู้ อย่าไปหลง ถ้าหากวา่
หลงแล้ว น่ีเรียกว่าเราไม่มโี อกาสทีจ่ ะพน้ จากทค่ี มุ ขงั พน้ จากเครอื่ งล่อของกิเลสได้
หรือพ้นจากดอกไม้ของพญามาร ของเหล่านี้มนั เกิดจากจติ ทงั้ นั้น
ความสว่างไสว จะสวา่ งไสวอยา่ งทเ่ี ราไม่เคยรเู้ คยเหน็ สวา่ งไสวอัศจรรย์ หรอื
จะเปน็ ความสวา่ งไสวทเ่ี ราเคยเหน็ มากอ่ น มนั จะเกดิ ขน้ึ มาจากไหนกช็ า่ ง อนั นนั้ ลว้ น
เปน็ ของเกิดดบั เหมอื นกันทงั้ นั้น
ก็เพราะมันเป็นของเกดิ มนั ต้องเป็นของดบั นี่ ความสวา่ งกส็ ักแต่ว่าความสว่าง
เทา่ นั้น (๑๐ ส.ค. ๓๐)
256
รู้อะไรต้องมาดผู ู้ที่รู้
ธรรมท้ังหลายที่เป็นผลของการปฏิบัติ จะเป็นธรรมที่สว่างไสว จะเป็นธรรม
ที่หยาบ ปานกลาง ละเอียด หรือจะเป็นธรรมที่ประณีตขนาดไหนเพียงไรก็ช่าง
ถา้ หากวา่ เหน็ ผลของการปฏบิ ตั แิ ลว้ ไปยดึ อนั นน้ั ไมถ่ กู ทาง ไปยดึ ละ่ ผดิ ทง้ั นน้ั เพราะ
คำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ ทรงสอนให้ละ ไมไ่ ด้สอนใหย้ ึด
เดนิ ทางไปถงึ ตรงไหน ไปเหน็ อะไรทชี่ อบใจ กเ็ ขา้ ไปพอใจสนกุ สนาน ไมเ่ ดนิ อกี
ตอ่ ไป ถา้ ไปยดึ กต็ ดิ ในจดุ นน้ั กจ็ ะเหมอื นกนั กบั คนทำ� งานไดเ้ งนิ ไดท้ อง ไดค้ รงั้ ละรอ้ ย
หรอื สองร้อยกพ็ อใจเพียงเท่านัน้ เสีย ไมค่ ิดทจ่ี ะแสวงหาตอ่ ไปอีก มันก็ไม่ไดเ้ พิม่ ขึ้น
ไปอกี แลว้ เงนิ ทองนน้ั ในทส่ี ดุ มนั กห็ มด เราเหน็ สงิ่ ทช่ี อบใจกไ็ ปพกั สนกุ สนานมวั เมา
เพลิดเพลินกับสิ่งท่ีชอบใจเหล่าน้ันเสีย ถ้าเราหยุดเสีย เราก็จะเห็นเฉพาะตรงท่ีเรา
หยดุ เทา่ นนั้ ตรงทเี่ ราเขา้ ไปยงั ไมถ่ งึ เรากไ็ มม่ โี อกาสทจี่ ะเขา้ ไปเหน็ ได้ จงึ วา่ เหน็ อะไร
กส็ กั แตว่ า่ เหน็ เหน็ แตก่ เ็ ดนิ ทางเรอื่ ยไป ในเมอ่ื เดนิ เรอื่ ยไป มนั กย็ งั จะเหน็ อะไรขา้ งหนา้
อกี ต่อไป
นกั ภาวนาถา้ มจี ติ สงบ ชอบมสี งิ่ ใหร้ ใู้ หเ้ หน็ ไปเหน็ สง่ิ นนั้ ๆ แลว้ กไ็ ปยดึ ตดิ ผลที่
จะเปน็ ไปตอ่ ไปมนั กไ็ มก่ า้ วหนา้ มนั กไ็ มเ่ ปน็ ไปอยา่ งทม่ี นั เคยเปน็ แลว้ นนั้ อกี ในทส่ี ดุ
ผลของการปฏิบัติมันก็เส่ือมไปหมดไป เพราะธรรมทั้งหลายเขาเกิดมาแล้วเขาก็
เปลี่ยนแปลง แลว้ เขาก็ดับ
257
ยดึ มนั กเ็ ปน็ สญั ญาอารมณ์ สญั ญามนั กเ็ ปน็ ของไมเ่ ทย่ี ง ประเดยี๋ วประดา๋ วมนั
ก็เปล่ยี นแปลง ท่านจึงไม่ใหไ้ ปยดึ อะไรท้ังหมด จะเปน็ ธรรมส่วนไหน ธรรมทีห่ ยาบ
ปานกลาง ละเอยี ด ขนาดไหนกช็ า่ ง สกั แตว่ า่ ธรรมเปน็ ของเกดิ แลว้ จะตอ้ งดบั เราตอ้ ง
มสี ติ ใครเปน็ คนทเ่ี หน็ สง่ิ ทเ่ี หน็ นนั้ จะเหน็ ของหยาบ เหน็ ของประณตี ปรากฏเปน็ รปู คน
รปู สตั ว์ จะวา่ ปรากฏเปน็ รปู ทน่ี า่ กลวั นา่ ชอบ หรอื วา่ จะปรากฏเปน็ รปู อสภุ ะอยา่ งไรกช็ า่ ง
อนั นั้นสกั แต่ว่าเปน็ สิ่งที่ปรากฏขึ้น เป็นนิมติ ทงั้ นนั้ ตาไมไ่ ดเ้ หน็ มันมีแต่จติ ของเรา
ทง้ั นั้นเหน็
เราภาวนาเอาจติ เอาใจ ภาวนาเพือ่ แกจ้ ิตแกใ้ จ เราจะต้องสนใจในเรื่องจิตใจ
เป็นพิเศษ จติ ของเราเห็นอะไร เราจะตอ้ งมาดผู ้ทู ่ีเห็นน้นั จติ รอู้ ะไรๆ เราก็ตอ้ งมาดู
ผ้ทู ่ีรู้นน้ั ถ้าหากว่าจะไปดขู องภายนอก ดแู ลว้ อันนัน้ มันเปน็ ของเกดิ ดับ อนั น้ันมัน
เกดิ มาแลว้ มนั เปลย่ี นแปลง แลว้ มนั กด็ บั ไปหายไปสลายไป ถา้ หากวา่ เราไปยดึ อนั นนั้
ยดึ กไ็ ปยดึ ของไมม่ ตี วั มตี น ไปยดึ เงาของจติ ในเมอื่ ไปยดึ เงา มนั จะไดป้ ระโยชนอ์ ะไร
ในการยึดเงานัน้
วา่ จะรบั ประทานอาหาร กนิ เงาของอาหารจะเปน็ ประโยชนอ์ ะไรในการกนิ เงานนั้
รู้อะไรต้องมาดผู ้ทู รี่ ู้นน้ั เหน็ อะไรตอ้ งมาดูผู้ทเ่ี หน็ น้ัน จติ เปน็ ผู้ทีร่ ู้ จิตเปน็ ผูท้ ่ีเหน็
มนั ตอ้ งเปน็ ผสู้ นใจในจติ เปน็ ผศู้ กึ ษาในจติ เรอ่ื งราวทง้ั หมดทเ่ี กดิ ขน้ึ เปน็ เรอื่ งของจติ
ถ้าหากว่าไมม่ จี ติ อันนี้แล้ว อะไรๆ ไมม่ ี
แมแ้ ตท่ กุ สง่ิ ทกุ อยา่ งทมี่ ใี นแผน่ ดนิ น้ี แตห่ ากจติ ไมม่ ี เราไมม่ โี อกาสทจี่ ะรจู้ กั วา่
แผ่นดนิ มี ต้นไม้มี ภเู ขามี ก้อนหนิ มี กอ้ นกรวดทรายมี ถ้าไมม่ ีจิต เราไมม่ ีโอกาส
ทจี่ ะร้จู กั ต้นไม้ แผ่นดิน ก้อนหิน ก้อนกรวด เมด็ ทราย
จงึ วา่ ธรรมทง้ั หลายเกดิ จากจติ จติ ของเรานเี่ ปน็ ผเู้ หน็ ทง้ั หมด ศกึ ษาในเรอื่ งจติ
ใหม้ าก ดูจิตของเราใหม้ าก ดูจติ ของเราใหย้ ง่ิ ให้เป็นผู้ศกึ ษาในจติ เอาจิตมาศกึ ษา
เอาจิตมาดูจิตของเราน้ี จึงเป็นการศึกษาจิต หรือเป็นการศึกษาเรื่องราวของจิต
(๗ ก.ย. ๓๑)
258
รแู้ ลว้ เห็นแล้วปลอ่ ยวางไป
อะไรเกิดข้ึนทา่ นจึงไมใ่ หย้ ดึ
ความดเี กิดขน้ึ ก็ไมใ่ ห้ยึด เพราะความดที ี่เกิดน้นั มนั ยงั มีความไม่ดีเจอื ปนอยู่
ในน้ัน ความทุกขเ์ กดิ ขน้ึ ท่านก็ไม่ใหไ้ ปยดึ ความฟุ้งซ่านเกดิ ขน้ึ ทา่ นกไ็ ม่ใหไ้ ปยดึ
อารมณส์ ัญญาใดๆ เกิดขึน้ ทา่ นก็ไมใ่ ห้ไปยดึ เพราะวา่ สิง่ ท่ีเกดิ ขึ้นทัง้ หมดนัน้ กค็ อื
สงิ่ ท่ีจะตอ้ งดับนัน่ เอง อะไรเกิดขน้ึ อนั นั้นละ่ เป็นสง่ิ ทจี่ ะต้องดับไป
ในเม่ือเขาเกดิ มาแลว้ เขาจะต้องดับ เราไปยึดเขามนั จะได้ประโยชน์อะไร
สงั ขารทงั้ หลายไมใ่ ชต่ วั ตน คำ� วา่ สงั ขาร คอื อะไร กค็ อื สง่ิ ทเ่ี กดิ ขน้ึ ๆ มนั ปรากฏขน้ึ
ใหใ้ จของเรารูใ้ จของเราเหน็ นัน่ ล่ะตัวสังขารตัวน้นั คำ� ว่า รู้สงั ขาร ก็คือวา่ รูต้ ัวน้ันว่า
ไมใ่ ชต่ วั ตน รตู้ วั นน้ั วา่ เปน็ ของเกดิ ดบั นจี่ งึ วา่ รสู้ งั ขาร ไมใ่ ชว่ า่ รสู้ งั ขาร แตร่ สู้ งั ขารแต่
ในตวั หนงั สอื แตใ่ นคำ� พดู รตู้ วั นน้ั กร็ ไู้ ด้ แตม่ นั แกจ้ ติ แกใ้ จเราไมไ่ ด้ มนั ละสงั ขารไมไ่ ด้
ตอ้ งรู้ตอ้ งเหน็ ตัวท่มี ันเกิดขึ้นตวั น้ีเปน็ ตวั สงั ขาร ตัวน้ีเป็นสิง่ ทจ่ี ะตอ้ งเกดิ มาดับ ตัวน้ี
ไมม่ อี ะไรเป็นตัวเป็นตน
ในเมอ่ื มันดบั ไปแลว้ มนั จะมอี ะไรเป็นตัวตนเลา่ เหน็ สังขารตอ้ งเหน็ จิตของเรา
ทมี่ นั เกดิ ขน้ึ ๆ รสู้ งั ขารกต็ อ้ งรตู้ วั นี้ มนั เกดิ ขน้ึ อยตู่ ลอดเวลา เกดิ ขน้ึ อยเู่ สมอ วนั หนง่ึ ๆ
ไมร่ มู้ นั เกิดกีอ่ ย่าง มันเกดิ เท่าไรมนั ก็ดับเท่านน้ั ไปยึดถอื มนั จะเป็นประโยชน์อะไร
259
ตะครบุ มนั ไมใ่ ชไ่ มเ่ ปน็ ประโยชนอ์ ยา่ งเดยี ว แตย่ งั เสยี ประโยชนเ์ สยี อกี ไปหอบแตเ่ งา
จะได้ประโยชนอ์ ะไร
ถ้าหากว่าอะไรเกิดขึ้นเรารู้ทันที เราก็ปล่อยวางทันที ละไปตามสภาพของเขา
ถา้ หากวา่ มนั เกดิ ขนึ้ เราไมร่ ทู้ นั ที เรากจ็ ะยดึ ทนั ที ยดึ ทนั ทกี ห็ ลงทนั ที ยนิ ดยี นิ รา้ ยทนั ที
เหมอื นกนั ปรงุ แตง่ หนกั ไปหนา้ เพมิ่ ขน้ึ กวา้ งขวางออกไป ยง่ิ ปรงุ แตง่ กวา้ งขวางออกไป
มากเท่าไร ความฟุ้งซ่านยงิ่ เกดิ ขึ้นมากเท่าน้ัน
จึงว่ามันเกิดข้ึนเม่ือไร ก็ให้ท�ำความรู้ความเห็น ให้เห็นทันทีท่ีมันเกิดข้ึนน้ัน
ถา้ หากว่าไม่เหน็ ไม่รู้ทนั ทีที่มนั เกดิ นี่ มนั หลงไปเสียแล้ว (๑๓ ม.ิ ย. ๓๐)
จิตของเราที่รู้ทีเ่ ห็นสิ่งทเ่ี กดิ ดับอันน้นั เขารู้อยอู่ ย่างนนั้ ไมเ่ กิดและไม่ดับเปน็
จึงให้ความส�ำคัญแก่จิตของเราที่รู้ที่เห็นสิ่งท่ีเกิดมาดับน้ันให้ย่ิงให้อยู่ในที่น้ี ให้อยู่
ตรงนี้ อยา่ ไปอยตู่ รงทกี่ เิ ลสมนั โกหกวา่ เปน็ เราเปน็ เขาเปน็ ตวั เปน็ ตน ฟองนำ�้ จะเปน็ เรา
เปน็ เขาเป็นตวั เปน็ ตนไดย้ ังไง น่ีล่ะ ท่านจงึ ว่าสงั ขารอุปมาเหมือนฟองนำ้�
คำ� วา่ สงั ขาร กค็ อื สงิ่ ทเ่ี กดิ มาใหใ้ จของเราไดร้ ไู้ ดเ้ หน็ อนั นนั้ เปน็ สงั ขาร ใจของเรา
ออกไปรู้ไปเห็นอันนั้นก็เป็นสังขาร แม้แต่ไปรู้ไปเห็นอันน้ันก็ไม่ยึดติด ไม่เอาอะไร
สกั อยา่ ง ถา้ เอากห็ มายความวา่ ยงั มคี วามหวิ กระหายอยู่ ถา้ เอาอะไรกช็ า่ งเถอะ นนั่ ยงั มี
ความตอ้ งการอยู่ ถา้ หากวา่ อม่ิ พอแลว้ .. ไมเ่ อาอะไรสกั อยา่ ง จะเอาทำ� ไม สง่ิ ทเี่ ขาวา่ ดี
สงิ่ ทเ่ี ขาแสวงหา สงิ่ ทไี่ ปเอานน้ั มนั กอ็ ปุ มาเหมอื นกบั กองขคี้ วาย ของดมี คี า่ อยใู่ นเราแลว้
จะไปตะครุบอันนน้ั ๆ ท�ำไม
ความอศั จรรยใ์ นโลกมตี ลอด ความอศั จรรย์ในคนเรากม็ ีอยูต่ ลอด แต่ความ
อัศจรรย์น้ันจะปรากฏข้ึนหรือไม่ เหมือนกับในโลกอันน้ีเขามีครบทุกอย่างในโลก
แตพ่ ระพทุ ธเจา้ เทา่ นนั้ จะทรงเปน็ ผรู้ ทู้ กุ สง่ิ ทกุ อยา่ งทม่ี ใี นโลก เพราะตาของพระพทุ ธเจา้
สวา่ งกระจ่างแจง้ ครอบโลกธาตุ
260
การปฏบิ ตั ธิ รรมกเ็ ชน่ เดยี วกนั ปฏบิ ตั กิ ค็ อ่ ยรคู้ อ่ ยเหน็ ปฏบิ ตั กิ ค็ อ่ ยรกู้ วา้ งขวาง
ยงิ่ ๆ ขนึ้ ไป อปุ มาไมส่ ดุ เปน็ ทะลปุ รโุ ปรง่ ไปหมด อนั นนั้ กเ็ ปน็ ความอศั จรรย์ แตอ่ นั น้ี
กเ็ ปน็ สงั ขารทงั้ นน้ั เปน็ เรอ่ื งของโลกทงั้ นนั้ พระพทุ ธเจา้ ทรงสอนใหร้ แู้ ละสอนใหป้ ฏบิ ตั ิ
เพื่อไม่ยึดถือไม่ยึดตดิ สิ่งเหลา่ น้ี
ปฏบิ ัตแิ ลว้ ยังไปยึดติด มนั กก็ ลายเป็นคนท่มี เี ครื่องผูกเครอ่ื งมดั ไมเ่ ป็นการ
ปฏิบัติเพ่ือถอนเคร่ืองผูกเครื่องมัด ถอนเครื่องผูกเคร่ืองมัดก็ถอนสิ่งท่ีปรากฏให้รู้
ใหเ้ หน็ ปรากฏใหร้ ใู้ หเ้ หน็ อนั นนั้ มนั มใี นเราทง้ั นน้ั ปฏบิ ตั ไิ ปมนั กแ็ สดงออกมา ปฏบิ ตั ไิ ป
มันก็ใหไ้ ปรไู้ ปเหน็ รูเ้ หน็ แล้วก็ปล่อยวางไปๆ จนกระทัง่ ปล่อยวางไดท้ งั้ หมด
จิตทปี่ ล่อยวางได้ท้งั หมดนั้น เรยี กว่าเปน็ สาวกของพระพทุ ธเจ้า (๒๖ ส.ค. ๔๗)
261
จติ เป็นฐานท่ตี ง้ั ของกเิ ลส
ส่งิ ท่เี กิดทง้ั หมดเปน็ สง่ิ ท่ีเราจะต้องรู้ และเราจะตอ้ งละ
ไมต่ อ้ งไปสมมตุ ิว่าอันน้เี ป็นกศุ ล ไม่ตอ้ งไปสมมุติว่าอนั นี้เป็นอกศุ ล ความเกดิ
ทั้งหลายจะเป็นกศุ ลเป็นอกศุ ล ลว้ นแตเ่ ปน็ สง่ิ ทจี่ ะตอ้ งดับไปทง้ั น้ัน กุศลเกดิ จากจิต
อกศุ ลกเ็ กดิ จากจติ กศุ ล อกศุ ล เปน็ กริ ยิ าของจติ หมายถงึ จติ ทเี่ ขามกี ารแสดงอาการ
ออกไป
เราจงึ ตอ้ งศกึ ษาใหร้ จู้ กั เขา ใหร้ จู้ กั เวลาเขาเกดิ ถา้ หากวา่ เราไมร่ จู้ กั เวลาเขาเกดิ
เราจะไปยดึ สงิ่ ทเี่ กดิ นนั้ ไปยดึ สง่ิ ทเี่ กดิ ขณะใด กเ็ ปน็ เหตเุ ปน็ ปจั จยั ทจี่ ะทำ� ใหใ้ จของเรา
มคี วามยนิ ดแี ละยนิ รา้ ย ความยนิ ดแี ละยนิ รา้ ยอนั นน้ั เปน็ เรอ่ื งของกเิ ลสเปน็ เรอื่ งของ
ตณั หาท้งั นัน้ ความยนิ ดกี ็เปน็ ตัวกิเลสเป็นตัวตณั หา ความยินร้ายกเ็ ปน็ ตวั กเิ ลสเปน็
ตวั ตณั หา เกดิ เปน็ กเิ ลสเกดิ เปน็ ตณั หา เพราะเราไมร่ จู้ กั ความเกดิ เราไมร่ จู้ กั ความเกดิ
เราก็ไม่ร้จู กั ความดับ ในเม่อื อะไรเกิดขนึ้ มา เราจะไปยดึ ว่าเปน็ เราเสียทงั้ หมด ยึดวา่
เปน็ เราแลว้ กต็ ้องมีความพอใจและมคี วามไม่พอใจอยู่ในนัน้
คำ� วา่ จติ สกั แตว่ า่ จติ เราอยา่ ไปยดึ วา่ จติ เปน็ เรา อยา่ ไปยดึ วา่ จติ เปน็ ตวั เปน็ ตน
สักแต่วา่ เท่านัน้
ค�ำว่า จิต อันน้ีเปน็ เรือนชานเปน็ บา้ นชอ่ งท่ีอยู่ทอี่ าศัยของกเิ ลสเขาอยู่มานาน
262
เราต้องการที่จะละ เราตอ้ งการท่ีจะท�ำลาย เราต้องการทจี่ ะฆา่ กเิ ลสคือขา้ ศึกตัวนี้ให้
มนั วอดวายลงไป เราจะต้องเผาเสยี เผาเรือนชานบ้านชอ่ งของกเิ ลสตัวนี้ เอาระเบดิ
ไปโยนใสม่ นั เลยใหม้ นั วอดวายไป ในเมอื่ ขา้ ศกึ วอดวายแลว้ สถานทน่ี นั้ กย็ งั อยไู่ มไ่ ด้
วอดวายไปอยา่ งข้าศกึ ทว่ี อดวายไปน้นั
จงึ วา่ เราไมต่ อ้ งไปหวงแหนทะนถุ นอมประคบั ประคองกลวั จติ ของเราจะเสยี หาย
กลัวจิตของเราจะเจบ็ ปวด กลวั จติ ของเราจะแตกจะทำ� ลาย กลวั สถานทข่ี องขา้ ศกึ ที่
เราหวงแหนนัน้ จะหมดจะส้ิน
ค�ำวา่ ทำ� ลายจิต ใหท้ �ำลายมนั ลงไป เราจะไปหวงไว้ท�ำไม จิตดวงเดียวอันนล้ี ่ะ
เป็นฐานที่ต้ังของกิเลส เป็นฐานท่ีตั้งของข้าศึก เป็นเรือนชานเป็นบ้านช่องเป็นท่ีอยู่
ทอ่ี าศยั ของกเิ ลส (๒๘ ส.ค. ๓๑)
จึงให้หย่ังเขา้ ไปในจุดทก่ี เิ ลสมนั อยู่ หยัง่ เขา้ ไปหาสถานทข่ี ้าศึกมนั อยู่
ในเมอื่ เรารเู้ หน็ สถานทอี่ ยขู่ องกเิ ลสแลว้ เราเหน็ เรอื นรงั ของกเิ ลสแลว้ เราจะไป
หวงแหนเรอื นรงั ของกิเลส อนั นีเ้ ป็นเรอื่ งที่ไม่สมควรอยา่ งยง่ิ สาวกของพระพุทธเจ้า
ทีจ่ ะไปหวงเรอื นรังทีอ่ ยูข่ องกิเลสไมม่ ี เพราะหามันมานานแลว้ มาเหน็ ที่อย่ขู องมนั
เห็นตัวเห็นตนของมันแล้ว น่ีจะไปหวงมันท�ำไม กามาสวา ภวาสวา อวิชชาสวา ๑
เรือ่ งของจติ ท้ังน้นั เปน็ ให้ท�ำลายลงไปในนี้
ไม่ใช่พระพุทธเจ้าท่านทรงว่าต้นไม้เป็นกิเลส อากาศเป็นกิเลส ลมเป็นกิเลส
กามาสวา ดซู ิ คำ� วา่ กามาสวา คอื อะไร อาสวะคือกาม จติ ของเราท้ังนน้ั ท่มี ันใคร่
ท่ีมันปรารถนาท่ีมันต้องการ แล้วเราจะไปว่าอันอ่ืนเป็นกิเลสยังไง บุกมันไปเลย
บุกเขา้ มานีๆ่ บกุ ด้วยธรรมะคือสติ บกุ ด้วยธรรมะคือสมาธิ ใหม้ นั แนว่ แน่ม่ันเขา้ มา
ในน้ี บกุ ด้วยสมาธิ บกุ ด้วยวริ ิยธรรม มีความเพยี รไมถ่ อยจากจุดน้ี
๑ กาม คอื ความใคร่, ภว คือ ภพ, อวิชชา คอื ความไม่รตู้ ามสภาพความเป็นจรงิ , สว คือ เครอ่ื งมอมเมา
ในท่ีน้คี ือ กเิ ลส
263
ท�ำอะไรตอ้ งทำ� ใหม้ นั จริง คำ� ว่า เล่น อย่าให้มนั มี คำ� ว่า ไมต่ ง้ั ใจ อยา่ ให้มันมี
คำ� วา่ โลเล อยา่ ใหม้ นั มี ทำ� เลน่ ไมต่ งั้ ใจโลเลไมใ่ ชส่ าวกของพระพทุ ธเจา้ เลย ใหพ้ ากนั
เขา้ ใจความหมายของคำ� พดู อนั นี้ แลว้ พากนั ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ ามดว้ ยความไมป่ ระมาท
แลว้ จะเหน็ คำ� วา่ จติ ทรงไวซ้ ง่ึ ความอศั จรรย์ น่ี จะเหน็ วา่ จติ นนั้ อศั จรรยข์ นาดไหน
เพียงไร (๒๘ ส.ค. ๓๑)
264
สมรภมู ริ บ
จึงอย่าไปหวงมนั
กิเลสมนั อย่ตู รงไหน เผามันตรงน้ัน เอาระเบดิ โยนใสม่ นั ตรงนัน้ ข้าศกึ มันอยู่
ตรงไหน ทงิ้ ระเบดิ ใสม่ นั บอมบม์ นั ลงไป บอมบด์ ว้ ยสติ บอมบด์ ว้ ยปญั ญา สตกิ ห็ ยง่ั
เข้าไปในจดุ นี้ ใช้ปญั ญาระเบดิ มนั เข้าไปเลย น่ีกระสุนทุกอยา่ งกระสนุ ทีเ่ รามอี ยู่แลน่
เขา้ จดุ น้ี ปลอ่ ยเข้าจดุ น้ี
น่ี เอาระเบดิ ใส่มนั เอาปรมาณูใส่มนั ยิงอาวุธระเบดิ ใสม่ นั มนั ทีไ่ หน มันก็จิต
อนั นี้ ใสม่ นั เลย ทำ� ทกุ อยา่ ง หวงมนั ไวท้ ำ� ไม กเิ ลสขา้ ศกึ มนั ซอ่ งสมุ อยใู่ นทนี่ ้ี กเิ ลสมนั
ซ่องสุมกนั อยู่ในนี้ บ้านชอ่ งคา่ ยคขู องกเิ ลส เราตอ้ งการท่ีจะฆา่ กเิ ลส แต่เราหวงบ้าน
ของกเิ ลส ทง้ั ๆ ทีร่ วู้ ่ากเิ ลสมันอยใู่ นบ้านหลงั น้ี สงครามจึงไม่แลว้ สักที
จงึ วา่ บกุ ไปขา้ งหนา้ บกุ ไมถ่ อย ปญั ญาคลอ่ งตวั ในการทจ่ี ะตดั คอมนั นี่ ในการ
ทจี่ ะเอาระเบดิ ปรมาณใู สม่ นั นี่ ทำ� ทกุ อยา่ งกระทำ� ทกุ อยา่ ง ปญั ญานนั้ ละ่ เปน็ ผทู้ ก่ี ระทำ�
การกระทำ� ของปญั ญาทำ� ไปเถอะ ใหค้ รนุ่ คดิ พจิ ารณาอยอู่ ยา่ งนน้ั ปญั ญาของเราใหม้ ี
ความคลอ่ งตวั จติ ทมี่ คี วามคลอ่ งตวั ในการทจ่ี ะสลดั คำ� วา่ ขา้ ศกึ เดนิ อยกู่ ม็ งุ่ อยใู่ หส้ ติ
รู้อยู่ ปัญญาก็มีความคลอ่ งตวั ว่ิงแล่นอยูอ่ ยา่ งนั้น เดนิ อยูก่ เ็ หมือนกัน จะนอนอยู่
กเ็ หมอื นกนั อยากใหพ้ ากนั รพู้ ากนั เหน็ แลว้ มนั จะสนกุ ในการปฏบิ ตั ธิ รรม จะมคี วาม
เพลดิ เพลนิ สติเปน็ ผรู้ ู้ สตสิ มั ปชัญญะธรรมเครอ่ื งรู้ ปญั ญามีความคลอ่ งตวั สมาธิ
แนว่ แน่อยู่ในจดุ ท่ีปญั ญาจะท�ำลายเข้าไปในน้นั ปญั ญาท่ีบกุ เขา้ ไปในนนั้
265
ถ้าหากเผลอไมไ่ ด้นะ เผลอเม่อื ไร น่นั ล่ะกิเลสมันบกุ เราแล้ว เผลอแผลบ็ เดียว
กเิ ลสมนั บกุ เราทนั ที เผลอขณะจติ เดยี ว กเิ ลสมนั บกุ เราทนั ทนี ่ี บางทเี ราวา่ เราไมเ่ ผลอ
แต่เราไม่รู้ว่าเราเผลอ เราว่าเราไมเ่ ผลอ เราว่าเรามีสตติ ดิ ตอ่ กันอยู่ แตก่ ิเลสมนั ยัง
เอาเราได้ น้นั ละ่ เราเผลอแลว้ ความเผลอกค็ ือตัวกิเลส
กิเลสมันรวดเร็วย่ิงกว่ากระแสไฟฟ้า กระแสไฟฟ้ามันจะเคลื่อนไปได้มันต้อง
ตอ่ สายแลว้ ยงั ตอ้ งไปเปดิ ทส่ี วทิ ซ์ โธ่ กระแสกเิ ลสนมี่ นั ตอ้ งไปตอ่ สกั ทเี มอ่ื ไหร่ มนั ตอ้ ง
ไปเปดิ สวิทซ์ก่อนเสียเมอื่ ไหร่ ถา้ หากว่าไมค่ ลอ่ งตัวกค็ อื ตวั กิเลสละ่ ไม่คล่องตัวแล้ว
กเิ ลสมันหากยึดทันที จึงวา่ มันยึดทันทีเลย ยดึ ไดแ้ ล้วมันหากอยู่อยา่ งนั้นด้วย จงึ วา่
มนั รวดเร็ว
คำ� วา่ เพยี ร เพยี รในการทำ� อย่างนี้ ให้มีสมาธแิ นว่ แน่ลงไปในจดุ นี้ สตขิ องเรา
รู้อย่อู ย่างนั้น ปญั ญาของเราคลอ่ งตวั ในการท่จี ะระเบดิ เรอื นรงั ของกิเลสตัวน้ี สาวก
ของพระพุทธเจ้านล่ี ะ่ สาวกสงฺโฆ ผู้ปฏบิ ัติตอ้ งการท่จี ะหลดุ พ้นตอ้ งทำ� ลายกิเลสให้
ตายดบั ไปเลย จิตของเรานีล้ ะ่ จะเปน็ สาวกขึน้ มา จติ ของเราเป็นผู้ท�ำ จติ ของเราเปน็
ผู้ปฏิบัติ ไม่ใช่ร่างกายของตายเป็นผู้ปฏิบัตินะ จิตเป็นผู้ปฏิบัติ จิตมีความเพียร
จติ มสี ติ จติ มีสมั ปชัญญะ จิตมสี มาธิ จติ มปี ัญญา จิตทงั้ น้นั จิตเปน็ ผู้ปฏบิ ัติ เปน็ ผู้
ทำ� งาน
จึงตอ้ งตดั มนั ลงไปเลย มีจดุ ตรงไหน ตัดมนั ตรงนนั้ มีจดุ ตรงไหน ทำ� ลายมนั
ตรงนนั้ มจี ดุ ตรงไหน ละลายมนั ตรงจดุ นนั้ นี่ จะเปน็ จดุ ทเ่ี ปน็ สว่ นรปู จดุ ทเ่ี ปน็ สว่ น
รปู เรารปู เขา เปน็ จติ เราเปน็ ลกั ษณะใดกช็ า่ ง เปน็ จดุ ขน้ึ มา ไมใ่ หใ้ จของเราไปยดึ ไปเกาะ
ปัญญาของเรามันตอ้ งคลอ่ งอยูอ่ ยา่ งนน้ั คล่องในการท่ีจะท�ำลายส่งิ ทีม่ นั เกิดคอื จดุ ที่
มนั ปรากฏขน้ึ จะเปน็ สว่ นใดๆ กช็ า่ ง จงึ ใหม้ ปี ญั ญา ใหม้ คี วามคลอ่ งตวั พจิ ารณาสลดั สง่ิ
ท่ีจติ เคยยดึ นน้ั ให้มนั หลุดไป
ถ้าหากวา่ ไม่คลอ่ งตัวละ่ กิเลสมันหากยึดทันทีนะ จึงวา่ มันยึดทันทีเลย ยึดไป
ได้แลว้ มันหากยึดอย่อู ยา่ งนัน้ ดว้ ย จงึ ว่ามนั รวดเรว็ (๒๘ ส.ค. ๓๑)
266
จติ เป็นอนตั ตา
ทา่ นว่า อวชิ ฺชาปจจฺ ยา สงขฺ ารา ๑
อวชิ ชากค็ อื ความโง่ อวชิ ชากค็ อื ไมม่ คี วามฉลาด อวชิ ชาเปน็ ปจั จยั ใหเ้ กดิ สงั ขาร
ตัวสงั ขารตัวน้เี ป็นตวั ผลติ เขา้ ใจไหม อวิชชฺ าปจฺจยา สงฺขารา ปจั จยั มันเกิดขึ้นอาศยั
จิตโง่ ท�ำให้นึกคิดอะไรต่างๆ นานา ตัวนึกคิดต่างๆ นานา ตัวนี้ล่ะเป็นตัวผลิต
ผลิตความไมถ่ ูกต้อง ผลติ อกุศลธรรม ผลติ อสรพษิ มนั ไม่ได้เกดิ มาจากไหนทั้งนนั้
จติ ดวงเดยี วเป็นสถานท่เี กดิ
อกุศลธรรมเกิดจากจิต สมุทัยเกิดจากจิต แล้วมรรคข้อปฏิบัติก็เกิดจากจิต
จิตเป็นฐานที่เกดิ ของสมุทัยและมรรค ตวั สังขารตวั นเี้ ปน็ สมทุ ยั กไ็ ด้ ตวั สังขารตัวน้ี
เป็นปัญญาเป็นมรรคก็ได้ ตัวสังขารมันตัวไหน มันก็ตัวจิตของเราท่ีเคลื่อนไหว
จิตของเราทีท่ �ำงาน สงั เกตนะ ทุกข์มันเกิดจากไหน กิเลสตณั หาราคะโทสะมนั เกดิ
จากไหน มนั ไมใ่ ชเ่ กดิ จากตวั สงั ขารตวั นหี้ รอื มนั คดิ มนั ปรงุ มนั แตง่ มนั สรา้ งมนั ผลติ
ข้ึนมาแน่ะ
ทำ� ไมสงั ขารตวั นม้ี นั จงึ คดิ จงึ สรา้ ง จงึ ผลติ แตค่ วามไมถ่ กู ตอ้ ง ผลติ แตส่ ง่ิ ทเ่ี ปน็
พษิ เปน็ ภัย กเ็ พราะตัวอวชิ ชาคอื ความโงข่ องจิตนั่นเอง
๑ อวิชชฺ าปจฺจยา สงฺขารา เพราะอวิชชาเป็นปจั จยั จึงมสี ังขาร. มีใน มหาขันธกะ โพธิกถา ปฏิจจสมปุ บาท-
มนสิการ, พระวินยั ปฎิ ก มหาวรรค ภาค ๑ (เล่ม ๔)
267
คำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ เปน็ ธรรมทจ่ี ะกำ� จดั ความโง่ เปน็ ธรรมทจี่ ะกำ� จดั อวชิ ชาน้ี
โดยตรงทเี ดยี ว สอนใหจ้ ติ ฉลาด สอนใหจ้ ติ รู้ เปน็ พทุ โธ อะไรตอ่ อะไรเปน็ การกระทำ�
ให้จิตของเราฉลาด อะไรต่ออะไรท�ำให้จิตของเรามีความคล่องตัวในเร่ืองความรู้
ความเข้าใจสิ่งท่ีถูกต้องและส่ิงที่ไม่ถูกต้อง อันน้ันล่ะเราต้องศึกษาท้ังน้ัน รู้ทั้งสิ่งที่
ถกู ตอ้ ง รู้ท้ังสิ่งท่ไี มถ่ กู ต้อง ร้ทู ัง้ สิง่ ทเี่ ป็นกศุ ลส่งิ ทีไ่ ม่เปน็ กศุ ล รู้ทัง้ ธรรมรูท้ ้งั กเิ ลส
เราตอ้ งศกึ ษาทัง้ นน้ั
สง่ิ ทเี่ ราจะตอ้ งศกึ ษายงั มอี ยอู่ กี มาก เราตอ้ งศกึ ษา ถา้ เราไมศ่ กึ ษานเ่ี ราจะรอู้ ยา่ ง
คนไมร่ ู้ รูอ้ ย่างคนไม่รมู้ ันใช้ไมไ่ ด้ รอู้ ย่างนนั้ มันใช้ได้เมอ่ื ไหร่ มสี มบตั อิ ย่างคนไม่มี
ร่�ำรวยอย่างคนยากจนแล้วมันมีประโยชน์อะไร มันต้องมีอย่างคนมี รู้อย่างคนรู้น่ี
การปฏบิ ตั ธิ รรมกค็ อื มงุ่ ศกึ ษา การศกึ ษาคอื การปฏบิ ตั ิ การปฏบิ ตั คิ อื ศกึ ษาใหร้ ใู้ หเ้ หน็
ใหช้ ดั ในสภาพท่ีเขาเป็นอยู่ เป็นอยา่ งไรกใ็ หเ้ หน็ อย่างนนั้
ปราชญ์ท่านวา่ จิตเปน็ อนตั ตา จิตไมใ่ ช่ตวั ตน
เราก็ต้องศึกษาเร่ืองจิตให้มันชัดว่ามันจริงอย่างที่ท่านว่ากันหรือไม่ เด๋ียวนี้เรา
พจิ ารณาจติ ยงั ไมช่ ดั วา่ จติ อนั นส้ี กั แตว่ า่ จติ เรายงั วา่ จติ เปน็ เรา หากเรายงั วา่ จติ เปน็ เรา
เราต้องศกึ ษาเรอ่ื งจิตใหม้ ันชัดก่อนจะวา่ น่ี
จงึ วา่ ศกึ ษาใหจ้ ติ ของเราฉลาด ฉลาดคอื รู้ ไมใ่ ชร่ อู้ ยา่ งทเี่ ขาพดู รอู้ ยา่ งทเี่ ขาพดู
โดยไม่ศึกษาให้ใจของเจ้าของรู้ เรียกว่าใจของเจ้าของรู้อย่างโง่ หรือรู้อย่างไม่รู้
(๒๑ ก.ย. ๓๑)
268
พน้ หรือไมพ่ ้น สันทิฏฐโิ ก
ตวั จิตตวั ท่ีมนั โง่ เพง่ มนั ลงไป ตวั จติ ตัวท่มี นั มดื เพ่งท�ำลายมันลงไป
คำ� ว่า เพง่ จิต ค�ำว่า ท�ำลายจติ ค�ำวา่ บดขยจ้ี ติ ทีค่ รูบาอาจารย์ท่านพูดกนั
ละลายกายแลว้ ละลายจิต พจิ ารณากายให้เป็นของวา่ ง คอื วา่ งทุกสิ่งทุกอย่าง ว่างคอื
ไมม่ อี ะไรเปน็ ตวั ตน พจิ ารณาจติ ใหเ้ หน็ เปน็ ของวา่ ง แมแ้ ตจ่ ติ จติ นก้ี เ็ ปน็ ของวา่ ง คอื
สักแตว่ า่ จติ ไมใ่ ช่ตัวตน จติ สักแต่วา่ จติ ไม่ใชส่ ตั วบ์ ุคคลตัวตนเราเขา
ทำ� ลายมนั ลงไปจติ ตวั นี้ จติ ดวงนที้ บุ มนั ลงไปบดขยมี้ นั ลงไป คำ� วา่ ทำ� ลาย คอื
ยงั ไง ทำ� ลาย คอื ทำ� ทกุ อยา่ งใหจ้ ติ ดวงนมี้ นั สลายตวั ทำ� ทกุ อยา่ งทใี่ หจ้ ติ ดวงนม้ี นั ดบั ไป
มาพิจารณาทำ� ลายรา่ งกาย ร่างกายสลายลงไป จริงๆ แลว้ รา่ งกายกย็ งั อยู่ แตค่ วาม
รสู้ กึ น้นั ร่างกายเปน็ ของวา่ ง ร่างกายไมใ่ ชต่ วั ตน รา่ งกายเป็นอนัตตา รปู ํ อนตตฺ า
มนั ชดั ขน้ึ มา แตร่ า่ งกายของเรากย็ งั มอี ยู่ พระพทุ ธเจา้ ตรสั รู้ รปู ํ อนตตฺ า องคพ์ ระพทุ ธเจา้
ก็ยงั ทรงมีอยนู่ ่ี ค�ำวา่ จติ เปน็ อนตั ตา จติ ของพระพทุ ธเจ้ากย็ ังทรงมอี ยู่ จิตบริสทุ ธ์ิ
พระพทุ ธเจา้ ก็ยงั ทรงมีอยู่
จิตของพระพุทธเจ้ากย็ งั ทรงมอี ยู่ แตท่ �ำไมจงึ ตรัสวา่ จติ เป็นอนตั ตาละ่
น่ีเพราะทรงเห็นชัดตามสภาพท่ีเป็นในส่วนรูป ชัดในสภาพท่ีเป็นส่วนนาม
เบญจขนั ธม์ ที ง้ั รปู เบญจขนั ธม์ ที ง้ั นาม ลว้ นเปน็ อนตั ตาทง้ั นนั้ พระพทุ ธเจา้ ตรสั รแู้ ลว้
269
ยังทรงเดนิ ไปไหนมาไหนได้ รปู พระพุทธเจา้ ก็ยงั ทรงมอี ยู่ เรยี กว่า พระรูปพระสรีระ
แตพ่ ระพุทธเจ้ากท็ รงว่า รูปํ อนตฺตา
จิตก็เหมอื นกัน จติ ไมใ่ ชส่ ัตว์บุคคลตวั ตนเราเขา จิตพระพุทธเจา้ กย็ ังทรงมีอยู่
พระพุทธเจ้ากย็ ังตรัสว่าจติ บรสิ ทุ ธอิ์ ยเู่ ปน็ อมตธรรมแน่ะ
ท�ำลายภพชาติ กามภพ รูปภพ อรูปภพ กามภพ รปู ภพ อรปู ภพ เกิดจากจติ
ดวงเดยี วเทา่ นนั้ กามกเ็ กดิ จากจติ รปู กเ็ กดิ จากจติ อรปู กเ็ กดิ จากจติ เราหลบั ตาเสยี
ไมต่ อ้ งไปดอู ะไรน่ี ตามนั กม็ ี เราหลบั ตาเสยี ไมต่ อ้ งไปดรู ปู รปู มนั กม็ แี นะ่ เราหลบั ตาเสยี
ไมต่ อ้ งไปสนใจกบั อะไรสง่ิ ทไ่ี มใ่ ชร่ ูป มนั กป็ รากฏแน่ะ
ท�ำลายลงกามภพ รูปภพ อรูปภพ ท�ำลายดวงจิตท่ีมันเป็นจิตอยู่เดี๋ยวน้ี
ใหม้ นั ระเบดิ ออกไปทเี ดยี ว แตกสลายออกไปทเี ดยี ว จติ เปน็ จติ จติ ไมใ่ ชส่ ตั วบ์ คุ คล
ตวั ตนเราเขา สพฺเพ ธมมฺ า อนตฺตา ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตาท้ังน้ัน ไมม่ ีอะไรเป็น
สาระแก่นสาร พระพุทธเจา้ ตรสั ธมฺมา อนตตฺ า พระพุทธเจ้าก็ยังทรงแสดงธรรมอยู่
โลกตุ ตรธรรม ทา่ นยงั ทรงมอี ย่แู ตพ่ ระพทุ ธเจา้ ทรงไม่ไดย้ ึด
คำ� วา่ อนตั ตา คอื ไมไ่ ดย้ ดึ อะไร วมิ ตุ ตธิ รรม กเ็ ปน็ ธรรม จติ กเ็ ปน็ อนตั ตา จติ ไมใ่ ช่
สตั ว์บคุ คลตัวตนเราเขา จิตกย็ งั มีอยู่
กามภพ รปู ภพ อรปู ภพ ๑ กามาสวะ ภวาสวะ อวชิ ชาสวะ ๒ ทำ� ลายมนั ไมต่ อ้ งไป
ทำ� ลายทไ่ี หน จติ ดวงเดยี วนเี้ ปน็ ทงั้ หมด กามภพ รปู ภพ อรปู ภพ คำ� วา่ ตวั กาม คำ� วา่
ตวั ภพ คำ� ว่า ตัวอวชิ ชา จิตดวงเดียวน้เี ปน็ จงึ ว่าสารพดั รวมอยูใ่ นจิตนี้ พระพทุ ธเจา้
ตรสั วา่ ทกุ สงิ่ ทกุ อยา่ งเกดิ จากจติ ธรรมทง้ั หลายเกดิ จากจติ หมายถงึ ธรรมทง้ั หมดใน
๑ กามภพ รปู ภพ อรปู ภพ ในทนี่ ค้ี อื สภาวะจติ ของผยู้ งั เสวยกามคณุ (กามภพ), สภาวะจติ ของผเู้ ขา้ ถงึ รปู ฌาน
(รปู ภพ) และสภาวะจิตของผูเ้ ข้าถงึ อรปู ฌาน (อรูปภพ)
๒ กิเลสอันเปน็ เครือ่ งหมกั หมมอยูใ่ นสันดาน ๓ อยา่ ง คอื กามาสวะ (หมักหมมอยู่ด้วยกาม), ภวาสวะ
(หมกั หมมอยดู่ ว้ ยภพ คอื ความอยากเกดิ อยากมี อยากเปน็ ) และ อวชิ ชาสวะ (หมกั หมมอยดู่ ว้ ยความโง่
คือไมร่ ู้สภาวธรรมตามความเป็นจรงิ )
270
โลกธาตนุ ่ี ธรรมทงั้ หมด คำ� วา่ ทกุ ข์ คำ� วา่ สขุ คำ� วา่ ดี คำ� วา่ ชวั่ เรอ่ื งของสมมตุ บิ ญั ญตั ิ
เกดิ จากจติ ท้งั นัน้ กเิ ลสตณั หาทง้ั หลายเกิดจากจติ ทง้ั นัน้
จงึ วา่ การทำ� ลายกาม ทำ� ลายลงไปในจติ เพง่ ลงไปในจดุ เดยี วดบั หมดเลย ลกุ เปน็
ฟนื เปน็ ไฟอยกู่ ช็ า่ ง ลกุ เปน็ ฟนื เปน็ ไฟกเ็ พราะตวั สงั ขารมนั ไปปรงุ มนั ออกไปหาไปกอ่
ไฟขึ้น เพง่ ลงไป สังขารดบั นี่ ค�ำวา่ ฟืนไฟก็ดบั หมดเหมอื นกนั จงึ ว่าทุกสงิ่ ทุกอย่าง
มันเกดิ จากจติ ตวั เดยี ว เพราะจิตเป็นผทู้ ี่จดุ ระเบิดข้นึ จิตเป็นผู้ทตี่ ดิ ระเบิด ตวั น้ัน..
จิตตวั น้ันเรยี กวา่ “สังขาร”
อวิชฺชาปจจฺ ยา สงฺขารา สังขารตัวนลี้ ่ะเปน็ ผู้ท่จี ุดระเบดิ วางระเบิดนี่
จงึ วา่ ปลอ่ ยวางออกไป พระพทุ ธเจา้ ทรงเปน็ ผทู้ ปี่ ลอ่ ยวางกอ่ นแลว้ ทรงเปน็ ผทู้ ่ี
พ้นแล้ว พ้นจากไหน พ้นจากความเกิด พ้นจากความแก่ พน้ จากความตาย พน้ จาก
อะไรเลา่ กพ็ น้ จากรา่ งกายอนั นี้ เขาเกดิ อยเู่ สมอ เขาแกอ่ ยเู่ สมอ เขาเจบ็ อยเู่ สมอ เขาตาย
อยเู่ สมอ นีพ่ น้ จากน้ี
ถา้ หากวา่ ไมพ่ น้ เดย๋ี วนแี้ ลว้ ตายไป แลว้ มนั กไ็ ปอยใู่ นทน่ี อ้ี กี ละ่ เพราะมนั ไมพ่ น้
พน้ มนั กพ็ น้ เดยี๋ วนี้ ถา้ หากวา่ ไมพ่ น้ มนั กไ็ มพ่ น้ เดย๋ี วนี้ นลี่ ะ่ พน้ หรอื ไมพ่ น้ ดเู อา พน้ จาก
ก้อนเกิดก้อนตายหรือไม่พ้น พ้นจากกองทุกข์กองเกิดกองตายหรือไม่พ้น ก็ดูเอา
ท�ำจิตท�ำใจของเราต้องท�ำให้มันพ้นจากที่นี้ จุดมุ่งหมายปลายทางของพระพุทธเจ้า
ทรงพ้นจากความเกิด แก่ เจบ็ ตาย ก็พ้นจากกองทกุ ข์กองยากอนั น้ี
เราๆ พน้ หรือ ไม่พน้ ดเู อา ทไ่ี มพ่ ้น.. เพราะอะไร (๒๑ ก.ย. ๓๑)
271
“ เห็นชดั จรงิ ๆ แล้วมนั เปน็ อยา่ งทที่ า่ นกล่าวไว้
กายสกั แตว่ า่ กาย ไมใ่ ชส่ ตั วบ์ คุ คลตวั ตนเราเขา มนั เปน็ อยา่ งนจ้ี รงิ ๆ ในเมอ่ื
ผปู้ ฏบิ ตั ริ แู้ ลว้ เหน็ แลว้ เขา้ ถงึ ทเี่ รยี กวา่ ไมใ่ ชก่ ายไมใ่ ชส่ ตั วไ์ มใ่ ชบ่ คุ คลแลว้
มันไม่ใช่จริงๆ ในเม่ือมันไม่ใช่แล้ว มันจะไปยึดท�ำไม มันก็ปล่อยวาง
ในขณะน้ันทันที ปรากฏวา่ ง ไม่มี วางท้งั โลกธาตุ
โลกธาตทุ ง้ั หมดอนั ไหนกเ็ หมือนกนั หมด ”
(๑๖ ส.ค. ๓๑)
272
ธมั มานุปสั สนา
อริยสจั ธรรมทที่ รงร้แู จ้ง
(โยม) ดฉิ นั จบั เอาอปุ กเิ ลสมาพจิ ารณาวา่ ขอ้ ไหนดฉิ นั ยงั ขาดอยยู่ งั เสยี อยมู่ าก
ดิฉนั กค็ อ่ ยๆ แก้ อย่างนี้จะใช้ไดไ้ หมคะ
(หลวงป)ู่
คำ� วา่ “อปุ กเิ ลสสบิ หก” ความเกดิ ละ่ มนั เปน็ อปุ กเิ ลสขอ้ ไหน ความแก่
(โยม) เปน็ อปุ กิเลสขอ้ ไหน ความตาย เปน็ อปุ กเิ ลสข้อไหน ตอบซิ
(หลวงปู่)
ท�ำไมจะไป เกิด แก่ ตาย ละ่ คะ
(โยม) กเ็ พราะเราก็มคี วามเกิด เรากม็ ีความแก่ เราก็มคี วามตาย
(หลวงปู)่
(โยม) ทนี เ้ี ราดแู ตเ่ รา เราสนใจในการดแู ตเ่ รา เราไมด่ คู วามเกดิ เราไมด่ คู วามแก่
(หลวงป่)ู เราไมด่ คู วามตาย แลว้ เราจะไปดอู ะไร พระพทุ ธเจา้ ทรงรแู้ จง้ อรยิ สจั -
ธรรม ธรรมท่ที รงร้แู จง้ นนั้ หมายถึงอะไร
อริยสจั สี่ ค่ะ
มนั หมายถงึ อะไร
หมายถึงความเกิด ความแก่ ความตายค่ะ หมายถงึ ทุกขค์ ะ่
ทุกข์ อะไรเป็นทกุ ข์
273
(โยม) ความเกดิ ความแก่ ความตายค่ะ
(หลวงป)ู่
(โยม) แลว้ ทนี ไ้ี มส่ นใจในการทจ่ี ะดคู วามเกดิ ความเจบ็ ความแก่ ความตาย
(หลวงปู่) แลว้ เราจะไปร้ทู ุกข์ได้อย่างไร
(โยม)
(หลวงปู่) ไมใ่ ชม่ นั คนละอยา่ งกนั หรอื คะ อปุ กเิ ลสตา่ งหากทมี่ นั เปน็ กเิ ลส เกดิ แก่
(โยม) ตาย มนั ไมใ่ ชก่ ิเลสหรอกนะคะ
(หลวงปู่)
ท่เี หน็ วา่ “ความเกิด ความแก่ ความตาย มนั ไม่ใช่กเิ ลส แต่อปุ กิเลส
ตา่ งหากท่มี นั เป็นกเิ ลส” ความเหน็ อนั น้ีละ่ เป็นกเิ ลส
เป็นยังไงคะ หมายความว่าเรายงั ไม่ยอมรับความจรงิ ใชไ่ หมคะ
ความเห็นอันนี้ล่ะเป็นกิเลส ความเห็นอันน้ีเราต้องละเสีย อย่าเอา
มาใช้
เป็นกเิ ลสขอ้ ไหนละ่ คะ
กเิ ลส กค็ อื ความไมร่ แู้ จง้ ในจติ เขา้ ใจไหม ตวั นลี้ ะ่ ตวั กเิ ลส ในเมอื่ จติ
ที่ยังไม่รแู้ จง้ ในจติ จิตดวงนน้ั เปน็ กิเลสท้งั ดวง
การทจ่ี ติ จะรแู้ จง้ ในจติ จติ จะตอ้ งมาชดั ในชาตคิ วามเกดิ ชราความแก่
มรณะความตาย เป็นทกุ ข์ เดีย๋ วน้มี นั ยงั ไมเ่ หน็ ความเกดิ ความแก่
ความตาย เปน็ ทกุ ขล์ ะ่ ไมม่ โี อกาสทจี่ ะรแู้ จง้ ในจติ ได้ ในเมอ่ื จติ ทไ่ี มร่ ู้
แจ้งจิตเอง จิตก็ต้องมืดอยู่อย่างน้ัน ท�ำไมจิตจึงไม่รู้แจ้งในจิตเล่า
กเ็ พราะจิตมืด
ทกุ ขสจั เปน็ สจั จะทป่ี ระเสรฐิ ผปู้ ฏบิ ตั ทิ ม่ี องขา้ มอนั นี้ เรยี กวา่ มองขา้ ม
หนทางอนั ประเสรฐิ หรอื มองขา้ มทรพั ยอ์ นั ประเสรฐิ แลว้ จะไมม่ โี อกาส
ไดส้ ง่ิ ประเสรฐิ เลย มนั ไดแ้ ตอ่ ปุ กเิ ลสเทา่ นนั้ ละ่ เพราะไปมองแตอ่ ปุ กเิ ลส
274
อะไรทจ่ี ะเปน็ ธรรมเครอ่ื งประหารกเิ ลส อะไรเปน็ เครอ่ื งมอื ประหารกเิ ลส
ไมใ่ ช่อรยิ สจั ธรรมน่หี รอื หรอื อปุ กิเลสนน่ั จะเปน็ ธรรมเครอ่ื งประหาร
อุปกิเลสหรือ มันมีแต่อริยสัจธรรมเท่านั้นที่จะประหารอุปกิเลสและ
ประหารกิเลสไดท้ ั้งหมดทเี ดยี ว
(โยม) จงึ ใหห้ นกั ลงไปในชาตคิ วามเกดิ ชราความแก่ มรณะความตาย น่ี ใหม้ นั
(หลวงป)ู่ เหน็ วา่ เปน็ ทกุ ขจ์ รงิ ๆ อยา่ งทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ทรงเหน็ เดย๋ี วนเี้ รายงั ไมเ่ หน็ นะ
(โยม) เดี๋ยวน้ีไมเ่ ห็นละ่ ไปคล�ำทไ่ี หนก็ไม่รู้ ไปคลำ� เงาของกเิ ลส มันไม่ใชไ่ ป
(หลวงปู่) คล�ำตวั ของกิเลสนะ คล�ำเงามนั คลำ� ตัวมนั ยังมโี อกาสเจอนะ คล�ำเงา
คลำ� จนตายมนั กไ็ ม่เห็นใชไ่ หมละ่
(โยม) ขอโทษนะ เคยคลำ� เงาไหมละ่ คล�ำแลว้ มนั เจอตัวไหม
ไม่เจอคะ
นน่ั ละ่ เดยี๋ วนมี้ นั กำ� ลงั คลำ� เงาของกเิ ลสเขา้ ใจไหมละ่ คลำ� เงาของกเิ ลส
มนั ไมม่ ีโอกาสพบตัวกิเลสสกั ทลี ะ่
เข้าใจแล้วคะ
อะไร อปุ กเิ ลสกถ็ ูกอยู่ อนั นน้ั มันถกู แตเ่ งา จับเงามันกถ็ ูกอยู่ แตถ่ ูก
แตเ่ งา
อย่าพากันไปจับเงานะ กิเลสทั้งหลายมันอยู่ในจิต จับลงในจุดนี้ๆ
มันแสดงออกมาอยู่ตลอดเวลา น่ี จะไปหาจับอุปกิเลสที่ไหนก็ไม่รู้
ไปหามันไม่เห็นหน้ามัน เห็นแต่เงามันน่ี อย่าไปหาคล�ำให้มันยุ่ง
ถ้าหากวา่ มุง่ ในการที่จะคล�ำให้ถึงตวั นี่ มนั เจอจรงิ ๆ ด้วย แตใ่ หค้ ล�ำ
อยู่ในจิต ค้นอยู่ในจิต ดูในจติ เอาจิตอนั เดียวอันน้ี
ไม่ยงุ่ แล้วคะ
275
(หลวงป)ู่ กิเลส ไม่ว่ากิเลสของใครมนั ยุ่งทงั้ น้ันละ่ มันยอดยุ่งจอมย่งุ ทัง้ นนั้
(โยม)
(หลวงปู่) เจอะหลวงปแู่ ล้วไม่ยงุ่ แลว้ ค่ะ
เออ้ ดแี ลว้ ไมย่ งุ่ บางทลี ะ่ นงั่ อยตู่ รงนวี้ า่ ไมย่ งุ่ มนั ไมท่ นั ขา้ มคนื ดว้ ยซำ้�
ยุ่งตอ่
มันจะไปแน่นอนอะไร นีล่ ่ะ สงฺขารา อนจิ ฺจา ล่ะ มันไม่แนน่ อนอะไร
อนั น้กี ็ไมเ่ ท่ียง มนั เกิดข้นึ มาอย่างนี้ อันนเ้ี กิดขน้ึ ความรอู้ ันนี้ละ่ วา่
ไมย่ งุ่ ความคดิ อนั นล้ี ะ่ มนั เกดิ ขนึ้ ความรวู้ า่ อนั นเี้ ปน็ ของเกดิ ขน้ึ อนั น้ี
กย็ งั จะดบั สงั ขารทง้ั หลายดบั ทงั้ นน้ั เวทนากเ็ ปน็ ของดบั สญั ญา สงั ขาร
วญิ ญาณ ดับทง้ั นัน้
อะไรเกดิ ขน้ึ พยายามศกึ ษาใหม้ นั ชดั วา่ เปน็ ของดบั ทงั้ นนั้ ใหร้ ใู้ หเ้ หน็
จติ ของเรา จติ ของเราใหร้ อู้ าการเหลา่ นี้ ในเมอ่ื จติ ของเรารอู้ าการเหลา่ น้ี
เราจะไมไ่ ปยดึ อาการเหลา่ น้ี เดย๋ี วนีเ้ ราไม่เหน็ จติ ของเรานะ มันก็ไป
เหน็ แตอ่ าการเหน็ แตเ่ งา มนั กเ็ ลยไมไ่ ดเ้ รอ่ื ง มนั ไดแ้ ตเ่ งา มนั ไดแ้ ตช่ อ่ื
ของธรรม มันไดเ้ งาของธรรม
มันไม่ได้พบแก่นของธรรม ถ้าจะว่าเปลือกก็เปลือก กระพี้ก็กระพี้
มันเป็นในลกั ษณะน้ัน (๑๙ พ.ค. ๓๓)
276
ปริยตั ิ ปฏบิ ัติ ปฏเิ วธ มีอยใู่ นเรา
ค�ำพูดหรือช่ือของธรรมเป็นปริยัติ ในเม่ือเป็นปฏิบัติขึ้นมา ค�ำว่าปริยัติจึงตัด
ออกไป เอาทศ่ี กึ ษาแตข่ องจรงิ เพราะของจรงิ มอี ยู่ แลว้ เราจะไปสนใจกบั ชอ่ื ของของจรงิ
ท�ำไม
เหมอื นกบั ขนม ในเมอ่ื เรารบั ประทานขนมอยู่ ไมจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งไปสนใจกบั ชอื่ ขนม
อยา่ คดิ วา่ ผปู้ ฏบิ ตั ธิ รรมทง้ั หลายไมไ่ ดเ้ รยี นปรยิ ตั ิ อยา่ คดิ วา่ ผมู้ งุ่ มน่ั ศกึ ษาและ
ปฏบิ ัติธรรมเป็นผไู้ มไ่ ดเ้ รยี นปรยิ ตั ิ ผูท้ ต่ี ง้ั ใจประพฤติปฏบิ ัติ ผู้นั้นเรยี นทงั้ ปริยัติ
เรยี นทั้ง ปฏบิ ตั ิ เรยี นท้งั ปฏิเวธ และมโี อกาสท่ีจะรู้ไดท้ งั้ ปรยิ ัติ ปฏบิ ัติ ปฏิเวธ
เรยี นปรยิ ตั นิ นั้ เรยี นแตช่ อ่ื โอกาสจะกลายเปน็ ปฏบิ ตั เิ ลอื นรางมาก โอกาสจะเปน็
ปฏเิ วธขึ้นมายง่ิ มองไม่เห็น
จึงใหพ้ ากันตัง้ ใจศกึ ษาลงไป ปรยิ ตั ิมอี ยูใ่ นเรา ความเกิด ความแก่ ความตาย
มอี ยใู่ นเรา กามตณั หา ภวตณั หา วภิ วตณั หา มอี ยใู่ นเรา สมทุ ยั สจั มอี ยใู่ นเรา นโิ รธ
มอี ยใู่ นเรา ในเมอ่ื กามตณั หา ภวตณั หา วภิ วตณั หา ดบั ไป สมทุ ยั ดบั ไป ในเมอ่ื เรา
รแู้ จ้งใน ทุกขสจั มรรคสจั กไ็ มต่ อ้ งหา ขอ้ ปฏิบัติทุกสง่ิ ทกุ อยา่ งท่รี ูแ้ จ้งปรากฏเป็น
นิโรธสัจ ขน้ึ มา นี้แหละเปน็ มรรคสจั ไมต่ อ้ งไปหาทไ่ี หน มวั แตห่ า เดยี๋ วนม้ี แี ตห่ า
มแี ต่อยากรู้ แตไ่ ม่มีความตงั้ ใจจรงิ ทจ่ี ะศึกษาให้ร้จู ริง
277
ความปรารถนาเป็นสิ่งท่ีดีมีประโยชน์ ต้องมีความปรารถนาเป็นเบื้องต้น
พระพทุ ธเจา้ ทรงปรารถนาทจี่ ะเปน็ พระพทุ ธเจา้ จงึ ทรงไดเ้ ปน็ พระพทุ ธเจา้ ปรารถนา
ลงไปแลว้ ตงั้ ใจศกึ ษา ตง้ั ใจแสวงหา ตงั้ ใจประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ ตงั้ ใจคน้ คดิ พจิ ารณา โอกาส
ทจ่ี ะสมความปรารถนาสมความม่งุ ม่ันดงั เชน่ พระพุทธเจ้าจึงจะมีโอกาสเปน็ ไปได้
พวกเราทา่ นๆ ท้งั หลายก็เหมอื นกนั ปรารถนาเปน็ ผรู้ ู้ ปรารถนาเปน็ ผ้ฉู ลาด
ปรารถนาเปน็ ผู้มีอรรถมีธรรม ใหจ้ ริงจังมงุ่ มน่ั ลงไป ทกุ ขสัจให้เห็นว่าเปน็ ทุกข์จริงๆ
สมุทัยสัจให้เห็นว่าเป็นเหตุให้เกิดทุกข์จริงๆ นิโรธสัจนี้เป็นธรรมท่ีทุกข์ดับไปจริงๆ
ประกาศใหม้ นั รแู้ จง้ จรงิ ๆ จงั ๆ ในใจของเรา มรรคสจั ใหป้ ระกาศลงไป ศลี ใหส้ มบรู ณ์
ลงไป สมาธใิ หแ้ นว่ แนล่ งไป ปญั ญาใหเ้ ฉยี บใหค้ มเขา้ ไป ประกาศมรรคสจั ใหเ้ ดน่ ชดั ใน
ใจเรา จงึ วา่ มรรคสจั สมบรู ณใ์ นจติ ในใจของเราขณะใด ปญั ญาทเ่ี ฉยี บคมแหลมคม
ประกาศอรยิ สจั ธรรม ทกุ ขสัจแจง้ ประจกั ษใ์ นขณะใด สมทุ ยั ดับลงไป นโิ รธกแ็ จง้
ประจกั ษข์ ณะน้นั จงึ ใหพ้ ากนั ต้งั ใจศกึ ษาลงไป
อย่าไปคิดว่าธรรมท่ีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ท่ีทรงรู้ทรงเห็นแล้วทรงน�ำมาเทศนา
ไม่มีในเรา แล้วเราพากันตะเกยี กตะกายแสวงหาวุน่ วายกันไปหมด แปดหม่นื สพ่ี นั
พระธรรมขนั ธท์ พี่ ระพทุ ธเจา้ ทรงเทศนาแลว้ บคุ คลไดส้ ำ� เรจ็ มรรคผลนน้ั ไมม่ คี รง้ั ไหน
ที่เทศนน์ อกไปจากกายและจติ นอกไปจากอริยสัจธรรมนี้
การศกึ ษาในปริยตั ิ การยกขึ้นซ่ึงความเกิด ความแก่ ความตาย เปน็ ทงั้ ศลี
เป็นทงั้ สมาธิ เป็นทง้ั ปญั ญา ศีล คือการส�ำรวมกาย กายอยทู่ ่ีไหน ไม่ใช่กายก็คอื เรา
หรอื ยกเอาความเกิดก็เอากายอนั นมี้ าเป็นอารมณ์ ยกข้ึนซ่ึงเป็นความเกิด ยกขน้ึ ซ่งึ
ความแก่ ยกขน้ึ ซงึ่ ความตาย เอาความเกดิ ความแก่ ความตาย เปน็ อารมณ์ นกี่ เ็ รยี กวา่
ส�ำรวมกาย แลว้ จะวา่ ศีลอยทู่ ีไ่ หนละ่
เมอ่ื แนว่ แนล่ งไป ตงั้ มน่ั ลงไปในความเกดิ ความแก่ ความตาย อยา่ งนเี้ รยี กวา่
จติ ตง้ั มนั่ พจิ ารณาเขา้ ไป แนว่ แนใ่ นการพจิ ารณาอยกู่ บั ความเกดิ ความแก่ ความตาย
นเ้ี ป็น สมาธธิ รรม
278
ปญั ญารอบคอบลงไป รอบรลู้ งไปตามความเปน็ จรงิ กเ็ ปน็ ปญั ญาขนึ้ มารชู้ ดั ตาม
ความเป็นจรงิ เป็น ปญั ญาธรรม เป็นมรรคสัจ
จงึ วา่ การปฏิบัติธรรมนี้ จะสมมุตเิ ป็นปรยิ ัติ เป็นปฏิบัติ เปน็ ปฏเิ วธ สมมตุ เิ ปน็
ศลี สมาธิ ปญั ญา ในขณะทจี่ รงิ จงั มงุ่ มน่ั เปน็ ศลี เปน็ สมาธิ เปน็ ปญั ญา ไมผ่ ดิ พลาด
จึงใหพ้ ากันจรงิ จังมุ่งมนั่ ลงไป ธรรมมอี ยู่ในเรา เราจะร้เู ราจะเห็น เราเทา่ นัน้ ทจ่ี ะเปน็
ผทู้ ่ีรูท้ ่เี หน็
พระพุทธเจ้าเป็นท่ีพึ่งแก่เรา ก็เนื่องจากเราใส่ใจประพฤติปฏิบัติตามธรรมท่ี
พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนเอาไว้ จนกระท่ังรู้เห็นตามท่ีพระพุทธเจ้าทรงรู้ทรงเห็นนั้น
นน่ั แหละพระพุทธเจา้ เป็นท่ีพ่ึงของเรา พระธรรมเปน็ ทพ่ี ่งึ แกเ่ รา พระธรรมคอื อะไร
ความเกดิ ความแก่ ความตาย นเี้ ปน็ พระธรรม อรยิ สจั ธรรม พระธรรมเปน็ ทพี่ ง่ึ แกเ่ รา
พระสงฆ์สาวกเป็นผู้ท่ีรู้ธรรมเห็นธรรมตามท่ีพระพุทธเจ้าทรงรู้ทรงเห็นแล้วนั้นเป็น
ทพ่ี ง่ึ แกเ่ รา
เรามวั แตว่ ง่ิ หาเงาของเรา ไมม่ โี อกาสทจ่ี ะไดเ้ จอพระพทุ ธเจา้ ไมม่ โี อกาสทจี่ ะได้
เห็นธรรมทพ่ี ระพุทธเจา้ ทรงรทู้ รงเหน็ พระสงฆส์ าวกเราก็ไม่มโี อกาสเจอ และจะเป็น
ที่พ่ึงแก่เราได้อย่างไร ตัดออกให้หมด ให้มีแต่กายแต่ใจอันเดียว มีแต่กายกับใจ
เท่านี้
จึงให้ศึกษาให้จริงจัง แล้วมีโอกาสที่จะรู้ความจริงที่มีอยู่ในเรา น้ีแหละเป็น
ปฏเิ วธธรรมขนึ้ มา ไมใ่ ชป่ ฏเิ สธปรยิ ตั ิ ถกู ตอ้ งทกุ อยา่ ง แตถ่ กู ตอ้ งตามบญั ญตั เิ ทา่ นนั้
ความเกดิ กเ็ ปน็ ความเกดิ จรงิ ๆ ความเกดิ มนั อยทู่ นี่ ่ี ความแก่ ความตาย กม็ จี รงิ ๆ มใี น
ตัวเราน่ี กามตณั หากม็ จี รงิ ๆ ภวตัณหา วิภวตณั หา สมุทยั กม็ จี ริงๆ แต่มอี ยู่ในน้ี
อนั นเ้ี ปน็ จรงิ ทงั้ นนั้ เปน็ จรงิ ทบี่ ญั ญตั เิ ปน็ ชอ่ื เปน็ เสยี ง และเอาไปจารกึ เอาไวเ้ ปน็ ตำ� รบั
ต�ำราเป็นส่อื เพ่อื ทีจ่ ะเรยี นรู้
ศกึ ษาให้เขา้ ถงึ ของจริง เหมอื นกบั ภาวนา พุทโธ พุทโธ พุทโธ รู้พุทโธขึน้ มา
อนั น้นั เป็นปฏเิ วธข้ึนมา
279
พทุ โธๆ เปน็ ปริยัติ ต้ังใจบรกิ รรม เป็นปฏิบตั ิ บริกรรมจนกระทง่ั เปน็ พทุ โธ
ขน้ึ ท่ีใจ อนั น้ัน เปน็ ปฏเิ วธ
จึงว่า ปริยตั ิ ปฏบิ ัติ ปฏเิ วธ มีอยูใ่ นต�ำรา อันน้ันไมผ่ ิดพลาด แต่ถูกตอ้ งในชอ่ื
ของธรรมะเท่าน้นั กามตัณหา ภวตณั หา วภิ วตัณหา อนั นนั้ เป็นปริยตั ิ หามันเข้าไป
ในจติ ในใจของเราน่ี ในขณะทต่ี ง้ั ใจหาอนั นน้ั เปน็ ปฏบิ ตั ิ รเู้ หน็ ขน้ึ มาอนั นน้ั เปน็ ปฏเิ วธ
ธรรมภายนอกเป็นปริยตั ิ ธรรมภายในเป็นปฏบิ ัติ รธู้ รรมภายนอกกเ็ ปน็ ธรรม
ภายนอก รธู้ รรมภายในกเ็ ป็นธรรมภายใน (๑๒ ก.ย. ๓๙)
280
หลงกองทุกข์
กองทกุ ข์ คอื อะไร
กค็ อื กองเกดิ กค็ อื กองแก่ กค็ อื กองตาย นแี่ หละ กองทกุ ข์ มนั ตอ้ งปลดเปลอื้ ง
มันต้องปล่อยวาง ท่ีมันจะปลดเปลื้องจะปล่อยวางได้ มันต้องเห็นว่ากองทุกข์เป็น
กองทุกข์จรงิ ๆ นี่
คำ� ทว่ี า่ เหน็ กองทกุ ขเ์ ปน็ เรา ไมม่ แี มแ้ ตห่ นงึ่ ในรอ้ ย รอ้ ยทงั้ รอ้ ยตอ้ งเหน็ วา่ เปน็
กองทุกข์จรงิ เห็นชาติ ความเกดิ ชรา ความแก่ มรณะ ความตาย เป็นกองทกุ ขจ์ ริง
กองทกุ ข์ คอื กองทอ่ี ยตู่ ง้ั แตศ่ รี ษะไปหาเทา้ ตงั้ แตเ่ ทา้ ขนึ้ ไปหาศรี ษะ นกี่ องทกุ ข์
ทั้งกอ้ น พระพุทธเจ้าจึงตรัสวา่ ชาตปิ ิ ทุกฺขา ชาติความเกดิ เปน็ ทกุ ข์ ชราปิ ทกุ ฺขา
แมแ้ ต่ความแก่กเ็ ป็นทุกข์ มรณมปฺ ิ ทุกฺขํ แม้ความตายก็เป็นทกุ ข์ มนั ทุกข์อยใู่ นตัว
ของเรา ต้ังแต่ศรี ษะข้ึนมาหาเทา้ เทา้ ขึ้นมาหาศีรษะ
ปลดเปลอ้ื งมนั ลงไป ปลอ่ ยวางมนั ลงไป เรยี กวา่ เราปลดเปลอื้ งทกุ ข์ ปลอ่ ยวาง
ทกุ ขน์ ี่ กองทกุ ขม์ อี ยแู่ ลว้ เดย๋ี วนเ้ี ราไมต่ อ้ งการทกุ ข์ เรากอ็ ยา่ ไปยดึ ถอื เขา เรากป็ ลอ่ ย
วางเสยี การทเ่ี ราจะไมย่ ึดถอื การที่เราจะปลอ่ ยวางได้ เราตอ้ งเห็นวา่ กองทกุ ข์นเี้ ป็น
กองทกุ ขจ์ รงิ ๆ และกองทกุ ขน์ ไ้ี มใ่ ชเ่ ราจรงิ ๆ เราจะวา่ ทกุ ขๆ์ สกั เทา่ ไรกช็ า่ ง แตเ่ รายงั
เหน็ ว่ากองทุกขก์ ็คือเรา เราจะวางกจ็ ะปลอ่ ยวางไม่ได้ เราจะละถอดถอนก็ไมไ่ ด้
281
เราจะละถอนได้อย่างไรก็กองทุกข์กับเรามันก็อันเดียวกัน ในเมื่อเห็นว่าเป็น
อนั เดยี วกนั หรอื เหน็ กองทกุ ขเ์ ปน็ เราเสยี แลว้ อยากจะปลอ่ ยมนั กไ็ มป่ ลอ่ ย มนั ปลอ่ ย
ไมไ่ ดเ้ พราะมันไมร่ ้จู ักว่าจะปล่อยยังไง อยากจะละมันก็ละไมไ่ ด้ เพราะมันไม่ร้จู ักว่า
จะละยังไง
ถา้ หากเหน็ วา่ กองทกุ ขเ์ ปน็ กองทกุ ขเ์ สยี กองทกุ ขก์ ไ็ มใ่ ชเ่ ราทกุ ข์ สกั แตว่ า่ ทกุ ขน์ ่ี
เราไม่ตอ้ งปลอ่ ย เราไม่ตอ้ งละ มันหากขาดไปจากจิตจากใจ เพราะทุกข์กเ็ ปน็ ทุกข์
จติ กเ็ ปน็ จติ กองทกุ ขก์ เ็ ปน็ กองทกุ ข์ จติ กเ็ ปน็ จติ มนั คนละอนั คนละสว่ น เราจะตอ้ ง
ไปปลอ่ ยวางอะไร จงึ วา่ ใหม้ นั ชดั ใหแ้ ยบคาย ใหม้ นั ชดั ลงไปในจติ ในใจจรงิ ๆ ไมต่ อ้ ง
ไปหาทไี่ หนธรรมะ กองเกดิ ความเกดิ เปน็ ธรรมะ สจั ธรรม ทกุ ขสจั ทกุ ขสจั ในอรยิ สจั ส่ี
ทกุ ขสจั คอื อะไร กค็ อื ชาตปิ ิ ทกุ ขฺ า ชราปิ ทกุ ขฺ า มรณมปฺ ิ ทกุ ขฺ ํ นก่ี ค็ อื ความเกดิ
ความแก่ ความตาย นี่ ความเกิด ความแก่ ความตาย อันนล้ี ะ่ เปน็ กองทกุ ข์ ทุกขสจั
อริยสจั ธรรมทงั้ ส่ี พระพุทธเจา้ ก็ทรงยกว่าความเกดิ นเ่ี ป็นกองทกุ ข์ ทรงยกเอา
ความตายเปน็ ทกุ ข์ อนั น้ีแหละเปน็ สจั จะเปน็ ของจรงิ รูอ้ นั นีว้ า่ ไมใ่ ชเ่ รา รูอ้ ันนีว้ า่ เป็น
กองทกุ ข์ ใจของเราก็ปลอ่ ยวางทุกข์ คอื ปลอ่ ยวางกองอนั น้ีได้
กองทกุ ข์ไม่ใช่กองอนั โนน้ ไม่ใช่กองอนั อนื่ ถ้าหากวา่ กองอนั อน่ื เราจะไปทกุ ข์
ท�ำไมเพราะเขาอยู่ที่อื่น มันอยู่ที่เรา กองทุกข์มันอยู่ท่ีเรานี้ ถ้าหากว่าเราไม่เห็น
กองทกุ ข์สักแตว่ า่ กองทุกข์ อยากจะปล่อยมนั กป็ ลอ่ ยไมไ่ ด้ ทุกขน์ ม้ี นั อยกู่ บั เรา
หลกั ของการพจิ ารณามมี าก คน้ คดิ พจิ ารณาหาชอ่ งทาง ยกอนั นน้ั มา ยกอบุ ายน่ี
ขน้ึ มา เปลย่ี นแปลงพลกิ แพลงอยอู่ ยา่ งนนั้ หาชอ่ งทางน่ี ในเมอื่ เรามกี ารเปลยี่ นแปลง
พลกิ แพลงหาอบุ ายอยู่ท่จี ะพจิ ารณาเพื่อความแยบคาย พจิ ารณาเพอ่ื ปลดเปลื้องมัน
กต็ อ้ งเห็นชอ่ งทางจนได้ (๒๕ ก.ค. ๒๙)
ดกู ารทำ� งานของรา่ งกายเรา ดกู ารทำ� งานของรา่ งกาย เขาเรมิ่ ทำ� งานมาตงั้ แตเ่ กดิ
เกดิ เปน็ ตวั เปน็ ตนกท็ ำ� งาน นอนอยเู่ ฉยๆ กท็ ำ� งาน นบั ตงั้ แตล่ มหายใจเขา้ ลมหายใจออก
282
เขาไมเ่ คยหยุดทำ� งานแม้แตข่ ณะเดยี ว พดู ถงึ อวัยวะส่วนต่างๆ สว่ นอ่นื ๆ จะว่าเป็น
ผม ขน เลบ็ ฟนั หนัง เขามกี ารท�ำงานของเขาอยทู่ ุกขณะ เรียกว่ามีการเกิดมกี าร
เสอื่ มไป หนา้ ทกี่ ารทำ� งานของเขากค็ อื ความอยรู่ อด เหมอื นกบั นาฬกิ า ตวั จกั รทำ� งาน
อยู่อย่างน้นั ทกุ ตวั ไม่มีเวลาหยุด
ทุกอย่างจึงเปน็ ทกุ ข์หมด ไม่มีสักอย่างไมม่ สี กั สว่ นท่ีไม่ทุกข์ ไม่มี
พระพทุ ธเจา้ จงึ ตรสั วา่ ความเกดิ เปน็ ทกุ ข์ ความแกก่ เ็ ปน็ ทกุ ข์ ความตายกเ็ ปน็ ทกุ ข์
ความเกดิ ความแก่ ความตาย กอ็ ันเดยี วกัน คือเป็นทุกขท์ ัง้ นัน้ ก็มันอันเดยี วกัน
เหมือนกบั เรือเลน่ คลน่ื หวั เรือกระดกขนึ้ ท้ายเรอื ก็กดลงก็ต่�ำลง หัวเรอื ลง ท้ายเรอื
กก็ ระดกขน้ึ
ในเมอื่ เราเหน็ เปน็ กองทกุ ขไ์ ปเสยี คำ� วา่ เปน็ กองเรา มนั กไ็ มม่ ี กองคน กองสตั ว์
มันก็หมดไป มีแต่กองทุกข์ ก็เขาเอามาสมมุติมาเรียก ยึดถือว่ากองทุกข์ว่าเป็น
กองคน กองเขา กองเรา กองสตั ว์ จะไปยึดจะไปเรียกจะไปตง้ั ช่อื เขาก็เปน็ กองทุกข์
เหมอื นเดมิ
มอี ะไรไมท่ กุ ข์ ไมม่ ี เพราะอะไรแตล่ ะอยา่ งๆ ตงั้ แตเ่ กดิ ไมม่ เี วลาพกั แลว้ จะวา่
ไม่ทุกข์ได้ยังไง ผมก็ต้องมีการท�ำงานเพื่อความอยู่รอดเหมือนต้นหญ้าเหมือนกับ
ต้นไม้ ต้องพยายามซอกซอนพยายามตะเกียกตะกายเพ่ือดูดซึม ขนก็เหมือนกัน
เล็บก็เหมอื นกนั ฟนั กเ็ หมอื นกัน ถา้ หากวา่ ขาดการทำ� งาน หยดุ แมแ้ ต่เส้นโลหติ ฝอย
หยดุ ทำ� งานขณะใด ปญั หาจะตอ้ งเกดิ ขนึ้ เสน้ โลหติ ฝอยหยดุ ทำ� งาน ความไมเ่ ปน็ ปกติ
กเ็ กิดขนึ้ แลว้ เส้นโลหติ ใหญ่ๆ จะหยุดท�ำงานได้ยังไง
สรปุ แลว้ ไมม่ สี ว่ นไหนหยดุ ทำ� งานเลย เหมอื นกบั ลมหายใจเขา้ และออก ทกุ ขณะ
หยุดอยูเ่ ฉยๆ ไมเ่ ขา้ ไมอ่ อกไม่ได้ ปญั หาจะต้องเกดิ ขึ้นทันที
จงึ ว่า ทกุ ขม์ าตั้งแตเ่ กดิ แล้วก็ทกุ ขต์ ่อไปจนกระทั่งตาย (๑๕ ธ.ค. ๔๑)
283
ทุกขเ์ พราะหลง
ค�ำวา่ “กเิ ลส” นเ่ี ปน็ ของทเี่ กดิ ข้ึน
มันหากเกดิ ขึ้นจากกริ ิยาของใจท่ไี ปรับไปสัมผสั ตาไปเหน็ รปู หูไปได้ยนิ เสยี ง
ใจของเรานส่ี ่งไปรับสมั ผสั รับเอามาแลว้ กไ็ ปรวู้ ่าเปน็ รูปผ้หู ญิง ไปรวู้ า่ เป็นรปู ผชู้ าย
รูปผู้หญิงก็ได้แต่จ�ำเอาไว้ว่าเป็นรูปผู้หญิง รูปผู้ชายก็จ�ำเป็นรูปผู้ชาย รูปหญิงสาว
ชายหนุ่มอะไรก็จ�ำเอามา แล้วก็หญิงงามชายงาม หญิงขี้ร้ายชายข้ีร้ิวก็จ�ำเอามา น่ี
จ�ำเอามานึกคิดปรงุ แตง่ อะไรต่ออะไร
นกึ คดิ ปรงุ แตง่ ทนี ี้ มนั กม็ ดี บี า้ งไมด่ บี า้ ง กเิ ลสตณั หามนั กต็ ามมาตรงดตี รงไมด่ ี
นลี่ ะ ตรงดมี นั กเ็ กดิ เรอ่ื งความดี ความพอใจของกเิ ลสมนั กเ็ กดิ ตรงไมด่ เี รอื่ งความไมด่ ี
ความไม่พอใจของกเิ ลสมนั ก็เกดิ เกดิ ตามมา กเิ ลส จงึ เป็นของเกดิ กิเลสเป็นของจร
มาเกิด กิเลสไมใ่ ช่เกดิ อยู่ในดนิ ในน�้ำในลมในไฟ ไม่ใช่มอี ย่แู ลว้ ในจติ ในใจ จิตใจ
เป็นส่วนหนึง่ ตา่ งหากนี่
ใหพ้ ากันรู้จัก ใหพ้ ากันเขา้ ใจ อยา่ คิดวา่ ร่างกายท้งั หมดของเรานหี้ รือสว่ นใด
ส่วนหนง่ึ กช็ า่ งมีกเิ ลสตณั หา อย่าไปคดิ วา่ เขามกี เิ ลสตัณหาใดๆ ทง้ั น้นั เขาไม่มีจริงๆ
ใหพ้ ากนั เขา้ ใจอยา่ งนี้ แลว้ พากนั พจิ ารณาใหไ้ ดค้ วามใหช้ ดั อยา่ งน้ี แลว้ จะไมม่ คี วาม
ลงั เลสงสยั ว่าร่างกายอนั น้ีเป็นของทไ่ี ม่มกี ิเลสตัณหาตรงไหนทีจ่ ะแอบแฝงอยเู่ ลย
แตถ่ า้ หากจติ ใจนมี้ นั มกี เิ ลสจรเขา้ มา รา่ งกายอนั นที้ ง้ั รา่ งกจ็ ะเปน็ กเิ ลสขน้ึ มาทนั ที
ตาก็เป็นกเิ ลส หูก็เป็นกเิ ลส อะไรๆ กเ็ ปน็ กิเลส เปน็ กเิ ลสเพราะเรื่องของกิเลสเขา้ มา
บีบบงั คบั เขาจรมาเปน็ เจ้าหัวใจ จรมาจนกระทง่ั บังคบั จติ ใจของเรานี่ แลว้ กบ็ งั คับ
284
ธาตขุ นั ธร์ า่ งกายของเราใหแ้ สดงเปน็ ไปตามอำ� นาจของเขาทง้ั หมด บางทกี เิ ลสมนั รอ้ น
รอ้ นจติ รอ้ นใจขนึ้ มาเตม็ ท่ี แลว้ ทำ� ใหแ้ ผน่ ดนิ ทง้ั แผน่ คอื รา่ งกายนมี้ นั รอ้ นรนไปหมด
นม่ี ันถึงขนาดน้นั นะพษิ ภยั ของกเิ ลสตณั หานี่ (๘ ส.ค. ๒๔)
กเิ ลส ตณั หา ความโลภ ความโกรธ ความหลง เหลา่ นที้ ำ� ใหเ้ ราเกดิ ความเดอื ดรอ้ น
ท่เี ดอื ดร้อนน้นั เพราะอะไร เดอื ดรอ้ นเพราะเราหลง
หลงอะไร กห็ ลงสง่ิ ทเี่ กดิ มาแก่ หลงสงิ่ ทเ่ี กดิ มาเจบ็ มาตาย หลงของทเ่ี กดิ มาตายเนา่
ในแผน่ ดนิ อนั นี้ ทเี่ ราเดอื ดรอ้ นกเ็ ดอื ดรอ้ นเพราะของทเี่ กดิ มาแตกมาสลายนี่ เราเกดิ
มาหลงกเ็ พราะหลงสงิ่ นเ้ี ทา่ นนั้ เอง เราไมไ่ ดห้ ลงสง่ิ อน่ื ทว่ี า่ เราหลง เรากห็ ลงของทเี่ กดิ
มาในโลก แลว้ ก็หลงของทเ่ี กดิ มาแลว้ ก็สลายลงไปในโลกอนั นเี้ ท่านัน้ เอง
ถา้ หากวา่ เราหลงแลว้ เรากจ็ ะมีความเดอื ดร้อนมคี วามทกุ ข์ เรามีความพอใจ
เรากม็ คี วามลมุ่ หลงในสงิ่ ทเี่ ราพอใจนน้ั เรามคี วามไมพ่ อใจ เรากไ็ ปมวั เมาไปลมุ่ หลง
ในส่ิงที่เราไม่พอใจนั้น ความลุ่มหลงในส่ิงท่ีเราพอใจไม่พอใจนั้น ล้วนแต่ท�ำให้ใจ
ของเราเกดิ ความวุ่นวายทั้งน้นั ใจของเราวนุ่ วาย ใจของเราก็ไม่เป็นปกติ น่ีละ่ คอื ใจ
ของเราเดอื ดร้อน ใจของเราเป็นทุกข์
ทเี่ ปน็ ทกุ ขน์ น้ั กเ็ พราะความหลงนเี้ ปน็ เหตุ ความโลภกเ็ กดิ จากความหลงเปน็ เหตุ
เป็นสมุฏฐาน ความโกรธกเ็ กิดมาจากความหลงเปน็ เหตเุ ป็นสมุฏฐาน๑
จึงว่า การปฏิบัติธรรมก็คือการอบรมจิตใจของเราให้มีความเฉลียวฉลาด
การปฏิบัติธรรมจึงเป็นการปฏิบัติเพ่ือให้ใจที่มีความโง่ครอบง�ำแล้วมัวเมาลุ่มหลง
อย่นู ้นั ใหห้ ายจากความมัวเมาลมุ่ หลง และให้มคี วามเฉลียวฉลาดองอาจกลา้ หาญ
สงา่ ผ่าเผยข้ึนในจิตในใจ เพื่อใหจ้ ิตใจทำ� งานปฏิบัตหิ นา้ ท่ตี อ่ ต้านตอ่ สู้กบั กิเลสทีท่ ำ�
ใหเ้ ราเกดิ ความเดอื ดรอ้ นน้ัน
งานตอ่ ต้านกเิ ลสตัณหาน่ี จงึ เปน็ งานที่หนกั มาก (๗ ต.ค. ๒๓)
๑ สมฏุ ฐาน แปลวา่ ที่เกดิ ที่ต้ัง เหตุ
285
โง่ เพราะยึดสมุทยั เปน็ ตน
เราจะตอ้ งหาอบุ ายหาวธิ สี อนจติ สอนใจใหฉ้ ลาด เพอื่ ทำ� ลายความโง่ทีค่ รอบง�ำ
จติ ใจ
การทำ� ลายความโงน่ ้ี เป็นการฆา่ กเิ ลส เป็นการทำ� ลายกิเลส แต่เราไมต่ อ้ งไป
หาอุบายตามต�ำรบั ต�ำราที่ไหน ตามต�ำรบั ต�ำรามนั เป็นต�ำราธรรม เราต้องศกึ ษาธรรม
ของจรงิ เพราะกิเลสมนั ไมไ่ ดย้ ดึ ตำ� ราเปน็ ตัวเป็นตน กเิ ลสมันยึดรา่ งกายทห่ี นังห่อ
ของปฏกิ ลู นวี้ า่ เปน็ คนเปน็ สตั ว์ มนั ยดึ รา่ งกายทเี่ กดิ มาแกม่ าตายของจรงิ อนั นเี้ ปน็ ตวั
เป็นตน
ถ้าหากวา่ เราไม่รู้จักความจรงิ น้นั คือเราโง่ เดีย๋ วน้ีเราโงห่ รอื เราฉลาด
ค�ำว่า ฉลาด กค็ ือรู้จักความจรงิ ถา้ หากวา่ เรายังไมร่ ู้ ความไม่รนู้ ั้นคอื ความโง่
เราจะตอ้ งสอนจติ ใจของเราทโ่ี งน่ ใ้ี หฉ้ ลาดเสยี ในเมอื่ ใจของเราฉลาด ใจของเรารขู้ น้ึ
ในขณะใด ความไมร่ นู้ น้ั ไมม่ ี ความโงก่ ห็ มดไป ตวั กเิ ลสคอื ความโง่ โมหะคอื ความโง่
ความลมุ่ หลงมวั เมามนั กไ็ มม่ ี
ค�ำวา่ ฉลาด คือรจู้ ักกองทุกข์ว่าเป็นทุกข์
อยา่ งทพี่ ระพทุ ธเจา้ ทรงรทู้ รงเหน็ ทรงรจู้ กั คำ� วา่ “ตณั หา” หมายถงึ ความอยากน้ี
วา่ เปน็ สมทุ ยั คอื เหตใุ หเ้ กดิ ทกุ ข์ กามตณั หา ภวตณั หา วภิ วตณั หา อนั นลี้ ะ่ เปน็ เหตุ
ให้เกิดทกุ ข์ หรอื เปน็ เหตุให้ทุกขเ์ กดิ
286
แลว้ เรากล็ ะความอยากนั้นเสยี ในเม่อื ละความอยากได้ กเ็ รยี กว่าเป็นผูฉ้ ลาด
ขน้ึ มา เปน็ ผฉู้ ลาดยงั ไง เพราะมารแู้ จม่ แจง้ ในเหตทุ ที่ ำ� ใหเ้ กดิ ขนึ้ ซงึ่ กามตณั หา ภวตณั หา
วิภวตัณหา เมอ่ื มารแู้ จง้ เหตุทีท่ ำ� ให้เกิดตณั หา มันก็เกิดไม่ได้ ท่ีตัณหามันเกดิ และ
มนั เกดิ ลกุ ลามเผาจติ เผาใจ กเ็ พราะไมร่ แู้ จง้ ในสง่ิ ทท่ี ำ� ใหเ้ กดิ ขน้ึ ซงึ่ ตณั หา ในลกั ษณะน้ี
เรียกวา่ โง่
ค�ำว่า ความโง่ คือไม่รจู้ กั สัจธรรม คำ� วา่ ความฉลาด ก็รจู้ กั สจั ธรรมตามความ
เปน็ จรงิ ความโง่ กค็ อื ไมร่ จู้ กั วา่ ความเกดิ ความแก่ ความตาย เปน็ ทกุ ข์ ความฉลาด
กค็ อื รวู้ า่ ความเกดิ เปน็ ทกุ ข์ ความแกเ่ ปน็ ทกุ ข์ ความตายเปน็ ทกุ ข์ ความโง่ กค็ อื ไมร่ จู้ กั
สมทุ ยั แลว้ ก็ยึดถอื สมุทัยนัน้ เป็นจิตเป็นใจเป็นตวั เป็นตน
คำ� วา่ “ยดึ ถอื สมทุ ยั เปน็ จติ เปน็ ใจเปน็ ตวั เปน็ ตน” ในเมอื่ กามตณั หากำ� เรบิ ขน้ึ มา
กว็ า่ กามตณั หานน้ั เปน็ ตวั เปน็ ตน มคี วามพยายามทจี่ ะใหไ้ ดต้ ามความตอ้ งการของตน
ภวตัณหาและวภิ วตัณหาเกดิ ข้นึ กว็ ่าภวตัณหาและวภิ วตัณหานนั้ เปน็ ตัวเป็นตน ก็มี
ความพยามยามทีจ่ ะให้สมความปรารถนาของตน นี่ ในลักษณะนีเ้ ป็นเร่อื งความโง่
ท้งั นั้น
ในทสี่ ดุ ความโงก่ ท็ ำ� ใหเ้ กดิ ความเรา่ รอ้ น ความโงก่ ท็ ำ� ใหเ้ กดิ เปน็ ทกุ ขข์ นึ้ ทง้ั ๆ ที่
ไมม่ ใี ครสกั รายตอ้ งการเปน็ คนโง่ ไมม่ ใี ครสกั รายตอ้ งการใหเ้ จา้ ของเปน็ ทกุ ข์ (๑๖ ม.ีค. ๓๗)
287
ขอ้ ปฏิบตั ิเพื่อดับสมุทัย
ธรรมะคำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ นมี่ อี ยใู่ นเรา อรยิ สจั ธรรมทงั้ ส่ี วา่ ทกุ ขค์ อื ความเกดิ
ทกุ ขค์ ือความแก่ ทกุ ขค์ อื ความตาย เรามีอยู่แลว้ มสี มบรู ณ์อยู่แลว้
คำ� วา่ สมทุ ยั เหตใุ หท้ กุ ขเ์ กดิ คอื ใจของเรานม่ี นั สง่ สา่ ยไปรบั เอาอะไรตอ่ มอิ ะไร
ไมย่ อมหยดุ พกั ตวั นลี่ ะ่ เปน็ ตวั เหตใุ หเ้ กดิ ทกุ ข์ ตวั ทสี่ ง่ สา่ ย สา่ ยแสไ่ ปหา กใ็ จของเรา
น่ีล่ะเป็นผู้ท่ีส่ายออกไปหา หรือว่าส่งออกไปหาไปรับอะไรต่อมิอะไร รับเข้ามาแล้ว
ก็ท�ำให้ใจของเรากระวนกระวาย รับเอาส่ิงที่ชอบใจก็กระวนกระวายในสิ่งที่ชอบใจ
อยากไดต้ ามปรารถนา หรอื กระวนกระวายในความพอใจ สง่ สา่ ยไปรบั สงิ่ ทไ่ี มช่ อบใจ
นีก่ ก็ ระวนกระวายเพราะความไม่ชอบใจนั้น การส่งสา่ ยไปนล้ี ะ่ เปน็ ตัวสมทุ ัย มันมี
อยแู่ ลว้ ไมใ่ ชม่ นั ไม่มีในเรา
คำ� วา่ มรรค ขอ้ ปฏบิ ตั ิ ปฏบิ ตั เิ พอ่ื ระงบั ตวั สมทุ ยั เพอื่ ดบั ตวั สมทุ ยั คอื จติ ทม่ี นั
สง่ สา่ ยออกไปไมย่ อมหยดุ ไมย่ อมพกั ไมย่ อมสงบระงบั มรรคคอื ขอ้ ปฏบิ ตั ิ นม่ี อี ยใู่ น
เราแลว้ ในเมอื่ เราเอามรรคมาใช้ ตวั สมทุ ยั ทมี่ นั เปน็ เหตแุ สวงหาแตท่ กุ ขเ์ ขา้ มาแผดเผา
สมทุ ยั ตวั นน้ั กด็ บั ไป ทกุ ขม์ นั กไ็ มม่ นี ่ี นโิ รธ คอื ความดบั ทกุ ขก์ ป็ รากฏขนึ้ มนั มอี ยแู่ ลว้
ในสง่ิ เหลา่ น้ี
จงพากนั เอาธรรมะทม่ี อี ยแู่ ลว้ นลี้ ะ่ เอามาใชใ้ หเ้ ปน็ ประโยชนแ์ กจ่ ติ ใจ มรรคกม็ ี
อยแู่ ลว้ เจรญิ ใหม้ ากพจิ ารณาใหม้ าก มรรคเรามอี ยแู่ ลว้ ไมใ่ ชเ่ ราไมม่ ี ศลี กเ็ ปน็ มรรค
288
สมาธกิ เ็ ปน็ มรรค ปญั ญากเ็ ปน็ มรรค สมมฺ าทฏิ €ฺ ิ ความเหน็ ชอบ ทำ� ความเหน็ ใหถ้ กู ตอ้ ง
เห็นวา่ ธรรมะค�ำสอนของพระพทุ ธเจา้ ใครประพฤติปฏิบัตติ ามแลว้ มีแต่จะทำ� ให้เกิด
ความร่มเย็นเป็นสขุ ภายในจติ ในใจอยา่ งเดยี ว
ความเหน็ ชอบ คอื เหน็ วา่ รา่ งกายของเรานไ้ี มเ่ ปน็ สาระแกน่ สารอะไร เหน็ ชดั ลงไป
วา่ เบญจขนั ธ์ท้งั ห้าน้ี ไมใ่ ชต่ วั ตนอะไรของเราของเขา เป็นของเกดิ ข้ึนมาแลว้ กม็ แี ต่
ทจ่ี ะสลายไป ทกุ ส่ิงทกุ อย่างในโลกเกิดมาเพ่อื ความแตกสลาย ไม่วา่ สัตวช์ นดิ ใดๆ
ไม่วา่ คน บคุ คล สีสนั วรรณะ หรอื สมมุติเปน็ ชาติช้นั วรรณะใด เกิดข้ึนมาเพอ่ื ความ
แตกสลายทงั้ นน้ั ใจเหน็ ชดั ไปอยา่ งนจ้ี รงิ ๆ เปน็ ความเหน็ ทถ่ี กู ตอ้ งไมผ่ ดิ พลาดความจรงิ
นี่ สมมฺ าทิฏฺ€ิ เกิดขน้ึ ในจิตในใจ
สมฺมาสงฺกปฺโป ความด�ำริชอบ สมฺมาวาจา กล่าววาจาชอบ สมฺมากมฺมนฺโต
การงานชอบ สมฺมาอาชีโว เล้ียงชีวิตชอบ สมฺมาวายาโม มีความเพียรมีความ
พยายามชอบ (๒๕ ก.ย. ๒๙)
สมมฺ าวายาโม ความเพยี รชอบ คำ� วา่ ความเพยี รครบหมดทกุ อยา่ ง เพยี รสำ� รวม
รกั ษาศลี เพียรส�ำรวมไม่ใหม้ ีความบกพร่อง เพียรพยายามตงั้ สติให้สมบูรณ์ จติ ก็
สมบรู ณด์ ว้ ยสติ เพยี รท�ำสมาธิ เพียรพยายามท�ำสติให้จิตเปน็ สมาธิ จติ ก็สมบูรณ์
ดว้ ยสมาธขิ ึ้นมา เพยี รท�ำสมาธใิ หแ้ นน่ หนาม่นั คง เพยี รท�ำให้ปญั ญาเกดิ ปญั ญาคือ
ความรูร้ อบ ศกึ ษาแยกแยะด้วยวิธีการหรืออบุ าย
เพยี รทจ่ี ะพจิ ารณาใหช้ ดั ใหร้ แู้ จม่ แจง้ ไมใ่ หม้ คี วามลบู คลำ� เพยี รคน้ คดิ พจิ ารณา
ในสง่ิ ทเี่ รายงั ไมแ่ จม่ แจง้ และสงิ่ ทเ่ี รายงั ลบู คลำ� ลงั เลสงสยั เพยี รพจิ ารณาสงิ่ ทยี่ งั ไมแ่ จง้
ไม่ชัด ถ้าหากวา่ ยงั ลบู คล�ำยังลงั เลสงสยั อยู่ อยากจะปลอ่ ยอยากจะวาง วางมนั กย็ งั
ไปหยบิ เอาอีก อยากจะขว้างไปแตม่ ันกข็ ว้างไมห่ ลุดมอื อยากจะขวา้ งไป อยากจะ
โยนท้ิง มันก็ไม่ยอมหลุดจากมือก็เพราะยังลูบคล�ำ เพียรพิจารณาจนกระท่ังความ
ลบู คล�ำความลงั เลสงสยั ไมม่ ีในท่สี ดุ
289
ทำ� ไมความลบู คล�ำจงึ หมดไป ก็เพราะรู้แล้วเห็นแล้วตามความเป็นจรงิ จะไป
ลูบคล�ำท�ำไม จิตถ้าหากว่ารู้แล้วเห็นแล้ว ความลูบคล�ำจะหมดไปขณะท่ีรู้แล้วเห็น
แลว้ นนั้ และจติ กจ็ ะปลอ่ ยวางในขณะทรี่ แู้ ลว้ เหน็ แลว้ นน้ั ทนั ที ไมต่ อ้ งไปเปน็ ขน้ั ตอน
จงึ ว่า ความเพยี ร ไมใ่ ชเ่ พียรแตน่ ่ังอย่างเดยี ว ไม่ใชเ่ พียรแต่เดินอยา่ งเดียว
เพียรในทกุ ๆ อิริยาบถ คือ ยนื เดิน นงั่ นอน ทกุ ๆ อย่าง เพยี รมีสตริ ู้ทันเห็นทนั
เพียรท�ำจิตของเราให้แน่นหนามั่นคง เข้าถึงสมาธิ ก็เป็น สมฺมาสมาธิ ท่ีสมบูรณ์
เปน็ สมาธทิ เี่ ป็นองค์มรรค เพียรทำ� ปัญญาให้เกดิ เป็นความเพียรทัง้ นน้ั
ท่านจึงว่า วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ พ้นจากกิเลสตัณหาท่ีท�ำให้เกิดทุกข์ได้เพราะ
ความเพียร. ๑ (๑ ม.ค. ๔๕)
๑ พุทธภาษิต สทฺธาย ตรติ โอฆํ อปปฺ มาเทน อณณฺ วํ วิริเยน ทุกขฺ มจเฺ จติ ปญฺาย ปรสิ ุชฺฌตีติฯ.
คนขา้ มโอฆะได้ดว้ ยศรทั ธา ข้ามอรรณพไดด้ ว้ ยความไม่ประมาท ลว่ งทกุ ข์ได้ด้วยความเพยี ร บรสิ ุทธ์ิได้
ด้วยปัญญาฯ. มใี นอาฬวกสูตร, สงั ยตุ ตนกิ าย สคาถวรรค (เลม่ ที่ ๑)
290
ให้เข้าถึงความเป็นมัชฌิมา
มรรคทัง้ แปด เปน็ ธรรมที่จะเดินทางไปถึงเป้าหมายคือมรรคผลพระนิพพาน
คำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ สอนเพอ่ื ทำ� ใหเ้ ปน็ มชั ฌมิ า มชั ฌมิ าเราใหด้ ทู ใี่ จ ใจของเรา
ในเมอ่ื มสี งิ่ ทนี่ า่ รกั มาสมั ผสั ใจของเราเปน็ ยงั ไง ใจของเรามสี งิ่ ทน่ี า่ ชงั มาสมั ผสั ใจของ
เราเปน็ ยงั ไง ถา้ หากวา่ ยงั มยี นิ ดยี นิ รา้ ย อนั นนั้ ยงั ไมเ่ ปน็ ทางสายกลาง ยงั ไมเ่ ปน็ มชั ฌมิ า
ต้องดใู จของเรา
ในเม่ือใจของเรายังไม่เป็นมัชฌิมา ก็ต้องพยายามให้เข้าถึงความเป็นมัชฌิมา
ใหไ้ ด้ ดว้ ยการพิจารณาทั้งเหตุและผล สิง่ ท่ีชอบใจ สิ่งท่ีไมช่ อบใจ กค็ อื อนิจจัง
สง่ิ ท่ชี อบใจ ไมช่ อบใจ อนั นัน้ ก็คือสิ่งทีเ่ กิดมาเพือ่ แก่ เพอ่ื ตาย เกิดมาเพือ่ ดบั
ไมไ่ ดเ้ กิดมาให้ใครชอบใจ ไม่ไดเ้ กิดมาให้ใครไมช่ อบใจ
มแี ต่ใจทีอ่ ยู่ในอ�ำนาจของกเิ ลสเทา่ น้ัน ท�ำใหส้ ง่ิ ทเ่ี กดิ มาตาย สิง่ ท่ีเปน็ อนจิ จัง
ทกุ ขงั อนตั ตา โดยธรรมชาตนิ นั้ เปน็ ของรอ้ นขนึ้ มา ทำ� ใหใ้ จเซซา้ ยเซขวา สงิ่ ทเ่ี กดิ มาตาย
อันน้ันเขาไมร่ ู้เรอ่ื ง เขาไม่ได้เกดิ มาเพื่อเปน็ อนั ตรายแกท่ า่ นผ้ใู ด แต่กิเลสมันมคี วาม
สามารถ มีความฉลาดในเร่ืองของกิเลส อะไรเกิดในโลก มันเอาสิ่งนั้นเอามาเป็น
เครอ่ื งมอื ท่ีจะประหตั ประหารจิตใจทีไ่ ม่มีธรรม จติ ใจทไ่ี ม่เป็นมัชฌมิ า
291
กิเลสผา่ นทาง ตา หู จมกู ลน้ิ กาย และใจ เราตอ้ งต่ืนตัวดจู ิตของเราเสมอ
ถา้ หากวา่ ดจู ติ ของเราไมเ่ ซซา้ ยเซขวา อฏิ ฐารมณ์ อนฏิ ฐารมณ ์ ๑ อะไรกช็ า่ ง จะไมท่ ำ� ให้
เราเอยี งทง้ั นน้ั อะไรทง้ั หมดในโลกสรปุ ลงมากค็ อื สง่ิ ทชี่ อบใจไมช่ อบใจนเ้ี อง ถา้ หาก
วา่ สงิ่ ทชี่ อบใจและสงิ่ ทไี่ มช่ อบใจ เราพจิ ารณาและพจิ ารณาแกไ้ ขไดแ้ ลว้ สงิ่ อน่ื ๆ จะมา
สมั ผสั มันกอ็ ันเดียวกัน เพราะสงิ่ ในโลกไมม่ ีอะไรแตกต่างกนั
สงิ่ ทเี่ กดิ ทงั้ หมด จะเปน็ สว่ นรปู สว่ นนาม จะปรากฏเปน็ รปู หรอื ไมป่ รากฏเปน็ รปู
กเ็ ปน็ สกั แตว่ า่ รปู เปน็ สกั แตว่ า่ นาม อนั นน้ั กค็ อื เปน็ ของเกดิ มาดบั เปน็ อนจิ จงั ทกุ ขงั
อนัตตา ทัง้ น้ัน เป็นอนจิ จงั ทงั้ นนั้ เปน็ อนัตตาทง้ั น้นั
สัจธรรมนี่ล่ะ เป็นธรรมที่จะท�ำให้ใจของเราเข้าถึงมัชฌิมาหรือเป็นมัชฌิมาได้
(๒๔ เม.ย. ๔๗)
๑ อฏิ ฐารมณ์ คือ อารมณท์ ี่น่าพอใจ, อนฏิ ฐารมณ์ คอื อารมณท์ ่ีไมน่ า่ พอใจ
292
ปล่อยวางกายส่จู ิต
“เอกายโน มคโฺ ค ทางอนั เอก” ๑ ให้พากันตง้ั มน่ั มุ่งมน่ั เดนิ ลงไปในมรรคเสน้ น้ี
ทางเสน้ นเี้ ปน็ ทางทพ่ี ระพทุ ธเจา้ พระสาวกเจา้ เดนิ ทางอนั เอกกค็ อื มหาสตปิ ฏั ฐาน
ทงั้ สี่ ทางอนั เอกกค็ อื มรรคทงั้ แปดประการ มรรคทง้ั แปดประการรวมเขา้ มาในกายของ
เรานี้ รวมเขา้ มาในจติ ของเรานเ้ี อง ไมใ่ ชม่ รรคทง้ั แปดอยใู่ นตำ� รา ไมใ่ ชม่ รรคทง้ั แปด
อยใู่ นตวั หนงั สืออย่ใู นคำ� พดู
มรรคทง้ั แปดอยใู่ นกายของเราน้ี เดนิ ลงไป เดนิ ตง้ั แตศ่ รี ษะไปหาเทา้ เดนิ ตง้ั แต่
เทา้ ขนึ้ มาหาศรี ษะ เดนิ ใหช้ ดั ลงไปจนกระทงั่ แนน่ อนลงไปในจติ ในใจ อนั นก้ี ายสกั แต่
วา่ กายเทา่ นนั้ ไมใ่ ชอ่ ะไรสกั อยา่ ง ไมใ่ ชส่ ตั วไ์ มใ่ ชบ่ คุ คล ไมใ่ ชเ่ ราไมใ่ ชเ่ ขาน่ี เดนิ ใหช้ ดั
ความรู้อันน้ีจะเกิดขึ้น เพราะความรู้เกิดข้ึนในลักษณะน้ีเรียกว่ารู้ตามความเป็นจริง
กจ็ ะเกดิ ขึ้น ในเมอ่ื เรารู้เหน็ ความจริงของเขาแลว้ รู้แลว้ มนั เปน็ อย่างไร
๑ พุทธภาษติ เอกายโน อยํ ภิกขฺ เว มคโฺ ค สตตฺ านํ วสิ ุทฺธิยา โสกปรเิ ทวานํ สมตกิ ฺกมาย ทกุ ขฺ โทมนสสฺ านํ
อตถฺ งคฺ มาย ายสฺส อธคิ มาย นพิ พฺ านสสฺ สจฉฺ กิ ิรยิ าย ยทิทํ จตตฺ าโร สตปิ ฏ€ฺ านา. หนทางนเ้ี ปน็ ทีไ่ ป
อนั เอก เพอื่ ความบรสิ ทุ ธขิ์ องเหลา่ สตั ว์ เพอ่ื ลว่ งความโศกและปรเิ ทวะ เพอ่ื ความดบั สญู แหง่ ทกุ ขแ์ ละโทมนสั
เพอ่ื บรรลธุ รรมทถ่ี กู ตอ้ ง เพอ่ื ทำ� พระนพิ พานใหแ้ จง้ หนทางนค้ี อื สตปิ ฏั ฐาน ๔ ประการ. มใี น สตปิ ฏั ฐานสตู ร,
มชั ฌมิ นกิ าย มูลปัณณาสก์ (เลม่ ท่ี ๑๒)
293