The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลวงปู่แบน ธนากโร วัดดอยธรรมเจดีย์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-02-22 20:12:11

หลวงปู่แบน ธนากโร

หลวงปู่แบน ธนากโร วัดดอยธรรมเจดีย์

เพราะพระนิพพานนไ่ี ม่ใชจ่ ะรู้จะเหน็ ด้วยการคาดคะเน ไม่มโี อกาสทจ่ี ะรจู้ กั ได้
จะรไู้ ดต้ อ้ งผทู้ ไ่ี ปถงึ เทา่ นน้ั ผทู้ ไ่ี มถ่ งึ แลว้ จะคาดคะเนหรอื จะศกึ ษาจากครจู ากอาจารย์
จากองคส์ มั มาสมั พทุ ธเจา้ กไ็ มส่ ามารถทจี่ ะเขา้ ใจเรอื่ งพระนพิ พานได้ เปน็ ของทล่ี ะเอยี ด
สดุ ยอด ไมม่ ใี ครสามารถทจ่ี ะศกึ ษาหรอื คาดคะเนใหร้ จู้ กั ความจรงิ ได้ ตอ้ งผทู้ เ่ี ขา้ ไปถงึ
เทา่ น้นั อนั น้ีทา่ นจงึ ว่า ปจจฺ ตตฺ ํ ๑ ผ้ทู ่ไี ม่ไปถึง ไมส่ ามารถท่จี ะรูไ้ ม่สามารถทจี่ ะเหน็
จงึ วา่ การทจ่ี ะฝกึ ปญั ญา เรากต็ อ้ งฝกึ เปน็ ขนั้ เปน็ ตอนๆ ตามกำ� ลงั ของเราทจ่ี ะฝกึ
ข้ึนได้ แล้วส่ิงท่ีเราละเราปล่อยวาง เราก็ละเราก็ปล่อยวางตามที่เราสามารถที่จะละ
สามารถที่จะปล่อยวางได้เป็นขั้นเป็นตอน สิ่งท่ีเราควรที่จะละเด๋ียวนี้ เราไม่สนใจ
ไปเสีย แตไ่ ปสนใจเร่ืองโนน้ ๆ เพ่อื ท่จี ะละแล้วกถ็ งึ พระนิพพานเลยโน้น ตวั หยาบๆ
มันก็ยังมองไมเ่ หน็ แล้วมนั จะไปมองส่วนละเอียดของกเิ ลสไดย้ งั ไง
จึงว่าการปฏิบัติน่ี มันก็ต้องปฏิบัติเป็นขั้นเป็นตอนไป การค้นคิดพิจารณา
กพ็ จิ ารณาเปน็ ขนั้ ตอนๆ การรธู้ รรมกร็ เู้ ปน็ ขน้ั เปน็ ตอน แลว้ การละสว่ นทเ่ี ปน็ เรอื่ งกเิ ลส
ก็ละเป็นขนั้ ตอนไป ตอ้ งละสว่ นหยาบไปกอ่ น เรอื่ งหยาบๆ ละได้เสยี กอ่ น
ในเมอื่ เรอ่ื งหยาบๆ น่ี เราละได้ เราผา่ นไปได้ มนั กย็ งั มอี กี ถงึ สามอยา่ ง อยา่ งหยาบ
แลว้ ยงั มอี ยา่ งกลาง แลว้ กม็ อี ยา่ งละเอยี ดเขา้ ไปอกี นี่ อยา่ งละเอยี ดมนั กต็ อ้ งใชป้ ญั ญา
ละเอยี ด ปญั ญาของเราสว่ นละเอยี ด ทคี่ วามละเอยี ดจะเกดิ ขน้ึ ไดม้ นั กต็ อ้ งผา่ นปญั ญา
ขนั้ หยาบ ผา่ นปญั ญาขนั้ กลาง แลว้ กต็ อ้ งละกเิ ลสอยา่ งหยาบ ละกเิ ลสอยา่ งกลางใหไ้ ด้
เสียกอ่ น ปัญญาของเราจึงจะเข้าถึงปัญญาท่ลี ะเอยี ดสดุ (๑๗ ส.ค. ๓๐)

๑ มาจาก ปจจฺ ตตฺ ํ เวทติ พฺโพ วญิ ญฺ ูหิ พระธรรมอนั วญิ ญูชนพึงรเู้ ฉพาะตน ผู้อื่นไมพ่ ลอยตามรูต้ ามเหน็
ด้วยได้ (ปจจฺ ตตฺ แปลวา่ จำ� เพาะตน) มีใน ภาณวาร, ทฆี นกิ าย มหาวรรค (เลม่ ที่ ๑๐)

144

สจั จอธษิ ฐานบารมี

พระพทุ ธเจา้ ทรงนง่ั ภาวนา และทรงอธษิ ฐานวา่ “ไมไ่ ดส้ ำ� เรจ็ เปน็ พระพทุ ธเจา้ จะไม่
ลุกจากที่”
พระพทุ ธเจา้ ทรงสำ� เรจ็ เปน็ พระพทุ ธเจา้ ทรงสำ� เรจ็ มาในลกั ษณะน้ี พดู กนั งา่ ยๆ วา่
ทางทจ่ี ะไดส้ ำ� เรจ็ นี่ มองไมเ่ หน็ ไมร่ จู้ ะไปยงั ไง คลา้ ยๆ กบั วา่ ... ไมไ่ ดส้ ำ� เรจ็ นจ่ี ะใหต้ าย
ตรงนี้ ว่างน้ั เถอะ
เราๆ กเ็ หมอื นกนั ใครอยากเหน็ ของจรงิ ใครอยากรขู้ องจรงิ ใหท้ ำ� ความพากเพยี ร
ใหม้ นั จรงิ จงั ลงไป การเดนิ จงกรมกเ็ ดนิ ใหม้ นั จรงิ ลงไป การนง่ั สมาธกิ น็ ง่ั จรงิ ๆ ลงไป
ข้อปฏิบัติให้มันจริงลงไป การตั้งสติการรักษากายของเจ้าของใจของเจ้าของในการ
เคล่ือนไหวก็ให้มนั จรงิ ๆ ลงไป เดนิ จงกรมกเ็ ดนิ ให้มันจริง นงั่ สมาธกิ น็ ่งั ให้มนั จริง
ออกจากเดินจงกรม ออกจากการน่ังสมาธิให้มันจริง จรงิ โดยการส�ำรวมเอาไว้ น่ลี ะ่
เป็นการสร้างบารมี
ถ้าเรามีความตั้งใจเดนิ จงกรมจรงิ ให้ตั้งความสตั ย์ “ไม่หายจากเจ็บจากปวด
จะไม่เลกิ ” น่ี ใจของเราน่ีจะมคี วามคล่องตัวเปน็ พเิ ศษ เพราะมันกลวั จะไมไ่ ดเ้ ลิก
กลวั จะตาย มอี บุ ายอะไรๆ มนั กเ็ อามาคน้ คดิ พจิ ารณา เรยี กวา่ มวี ชิ าอาคมทไ่ี หนทเี่ คย
ไดย้ ินได้ฟงั เคยศึกษาเลา่ เรยี นมาน่ี มันเอามาใชห้ มด

145

หนกั เขา้ ขามนั เพลยี ขนึ้ มาละ่ ขาเพลยี เราไมต่ อ้ งไปพจิ ารณาอะไร ดแู ตค่ วามเพลยี
เท่านั้น เอา้ .. มันจะเพลยี ไปถงึ ขนาดไหน เพลียถึงทีส่ ุดมันอยู่ตรงไหน นี่ อ่อนลา้
ถงึ ทสี่ ดุ มนั อยตู่ รงไหน มนั จะออ่ นลา้ ขนาดไหน ถา้ หากวา่ มนั ยงั ไมห่ ายจากความเพลยี
ความอ่อนลา้ นี่ จะไมเ่ ลกิ “จะไมพ่ าเจา้ เลกิ จะไม่พาเลิกนะขานี่ ถา้ หากว่าเจา้ ยงั ออ่ น
ยงั เพลยี อยู่ จะเดนิ อยอู่ ยา่ งน้ี จะเดนิ ชา้ เดนิ เรว็ จะเดนิ ชา้ ขนาดไหน หรอื จะยนื อยเู่ ฉยๆ
ก็ได”้ ดมู ัน แล้วแตม่ ันจะเป็น ให้เอาชนะตวั น้ีไปเสยี ก่อน

ถา้ เอาชนะตวั นไี้ ปกอ่ นแลว้ ใจมนั สงบเขา้ มา ใจมนั รวมเขา้ มาแลว้ นี่ มนั ไมม่ เี ลย
คำ� ทว่ี า่ ปวดตรงนน้ั เจบ็ ตรงนน้ั หนกั แขง้ หนกั ขา ไมม่ หี รอก มนั มแี ตค่ วามเยน็ มแี ต่
ความใส คำ� วา่ เยน็ กใ็ จเยน็ คำ� วา่ ใส กใ็ จใส มนั เยน็ มนั ใสอยอู่ ยา่ งนน้ั กอ็ ยตู่ รงเยน็
อยตู่ รงใส ท�ำไมจะอยไู่ ม่ได้ เดินไปจนสว่างก็เดนิ ได้สบาย

นง่ั ภาวนาก็เหมือนกนั ถา้ อธิษฐานลงไป “ถา้ ไม่หายเจบ็ ไม่หายปวด จะไม่ขยับ
ไมล่ กุ จากท่”ี น่ีเพยี งแตว่ ่าขน้ั เอาชนะเสยี ก่อน ขั้นชนะความเจบ็ ความปวด น่ังลงไป
มันจะตอ้ งเจบ็ ล่ะ บางทไี ม่ถึงช่วั โมง ครงึ่ ชัว่ โมงมนั กเ็ จ็บ บางทชี ่ัวโมงกเ็ จ็บ บางทีก็
สองชว่ั โมงสามชว่ั โมง สชี่ ว่ั โมงนห่ี นกั ทสี่ ดุ หนกั มาก มนั หนกั ตรงนล้ี ะ่ ตรงทจี่ ะตอ่ สู้
กันนะ หนกั นะ สู้ไดก้ ็ได้ สูไ้ ม่ไดก้ ็ไม่ได้ละ่

เราตงั้ ความสตั ย์ “ไมห่ ายจากความเจบ็ ความปวด จะไมล่ กุ จากท”ี่ แลว้ กต็ งั้ ความ
สัตย์ไวด้ ว้ ยวา่ “จะไม่ขยบั ” ร่างกายมนั จะหลุดมนั จะขาด หรอื มันจะตายเพราะทนี่ ัง่
ตรงน้ี กเ็ สียสละไปเลย นเี่ ป็นการสรา้ งบารมี

ทีแรกก็เอาสั้นๆ ก่อน น่ังภาวนานี่หนึ่งช่ัวโมงจะไม่ขยับเลย ตอไม้เป็นยังไง
ตอไม้ที่เขาตดั ปลายออกแลว้ มนั เปน็ ยังไง ทำ� ใหเ้ ปน็ อย่างนั้น ไม่กระดกิ แมแ้ ต่นอ้ ย
ชว่ั โมงเดยี วไม่กระดกิ แลว้ กเ็ อาสักช่วั โมงครงึ่ นน่ั ขยบั ไป แลว้ ก็เอาสักสองช่วั โมง
ขยบั ไป แลว้ ก็เอาสักสองชั่วโมงครึ่งขยับไป ถา้ หากว่าถงึ สามชั่วโมงสชี่ ั่วโมงไปแลว้ ..
ทนี ้ตี อ่ ๆ ไปเรื่องเลก็

ทำ� ไมจึงเร่ืองเลก็ เพราะรู้ว่ามนั ไมต่ าย มันเจ็บขนาดไหนมันก็ไม่ตาย

146

เอาทลี ะนอ้ ยๆ เอาชว่ งสน้ั ๆ กอ่ น สจั จบารมขี องเรานมี่ นั จะไดแ้ กก่ ลา้ ถา้ หากวา่
ไมม่ กี ารเรม่ิ ตง้ั ตน้ เรมิ่ สรา้ งบารมเี สยี เลยละ่ มนั จะแกก่ ลา้ ขนึ้ ไมไ่ ด้ มนั มแี ตค่ วามโลเล
ความออ่ นแอ ความไมจ่ รงิ ไมจ่ งั เทา่ นนั้ ละ่ มนั จะแกก่ ลา้ ขน้ึ กแ็ กก่ ลา้ ฝา่ ยตรงกนั ขา้ ม
โนน่ เร่ืองทีไ่ ม่เป็นท่ามนั แกก่ ล้า เร่อื งไม่เป็นธรรมมันแก่กล้า
ถา้ ใครมคี วามพยายามหรอื มคี วามตง้ั อกตงั้ ใจอยา่ งนล้ี ะ่ คนนน้ั จงึ จะผา่ นความ
เจ็บความปวดไปได้ แลว้ วิชาความรู้มอี ยู่เทา่ ไรน่ี มนั คน้ เอามาใช้หมด แลว้ มคี วาม
คลอ่ งตวั ในการทจี่ ะเอามาคน้ ควา้ พจิ ารณาดว้ ย วชิ าอาคมละ่ มนั ไมไ่ ดเ้ อามาจากไหน
เอาหนงั หุ้มกระดูกๆ อนั นลี้ ะ่ เอามาค้นควา้ พจิ ารณา เอามาแยกแยะใหม้ นั วา่ งลงไป
ใหม้ ันปล่อยวางออกไป
อบุ ายการคน้ คดิ พจิ ารณา นเ่ี วลามนั เจบ็ หนกั ปวดหนกั มนั จะตาย นมี่ นั เกดิ ขนึ้ เอง
การคน้ คดิ พจิ ารณาเกดิ ขน้ึ เอง ไมต่ อ้ งมใี ครบอก เปน็ อบุ ายทคี่ ลา้ ยๆ กบั วา่ มนั ถกู ตอ้ ง
กบั สถานการณเ์ หมาะกับสภาพที่กำ� ลงั เป็นอย่นู ้ันเดีย๋ วนน้ั (๙ ส.ค. ๓๐)

147

เมอื่ บารมพี อ

“นั่งตง้ั แตห่ ัวค่ำ� จนสว่าง” “เดนิ ต้ังแตห่ ัวคำ่� ยันสว่าง” นเี่ ป็นการสรา้ งบารมี
บารมยี ังไมพ่ อ ท�ำไมไ่ ดห้ รอก ดงึ ใหไ้ ปท�ำขนาดไหน มนั ก็...จะดงึ จนเชือกขาด
นนั่ ละ่ ดไี มด่ จี มกู มนั ฉกี โนน่ ละ่ ถา้ หากวา่ บารมไี มพ่ อ เดนิ จงกรมตงั้ แตห่ วั คำ�่ ไปจนสวา่ ง
เดนิ ไม่ได้ นง่ั ก็เหมือนกัน ถา้ บารมีไมพ่ อน่งั ไม่ได้ มันตอ้ งบารมพี อ
บารมพี อนี่ ดึงไว้กไ็ มอ่ ยู่ ดงึ ไม่ใหเ้ ดินจนแจ้ง ดึงไมใ่ ห้นัง่ จนสวา่ ง ดงึ ไวย้ งั ไง
ก็ไม่อยู่ มคี นมาห้ามก็ไม่ได้ หา้ มไวก้ ไ็ ม่ฟงั เรยี กว่า บารมพี อ บารมีพอแล้ว การเดนิ
ตลอดร่งุ การน่งั ตลอดรงุ่ เปน็ เร่อื งเล็ก
บารมีพอคอื อะไร คือมันพร้อมหมด พร้อมท่จี ะต่อสู้ จิตใจน่พี ร้อม มันฮึกเหมิ
มนั หา้ วหาญ ถอื วา่ เปน็ เรอื่ งเลก็ เหมอื นนกั มวยทฟ่ี ติ เตม็ ทน่ี ่ี ดงึ ไมใ่ หช้ กน่ี โอย้ .. มนั
เปน็ ทกุ ข์ ไมม่ อี ะไรทจ่ี ะไปเปรียบ
ท�ำยงั ไงบารมีจึงจะพอ สร้างบารมใี ห้พอคอื ยังไง
กต็ อ้ งทำ� ใหม้ าก เดนิ จงกรมกเ็ ดนิ ใหม้ าก นง่ั สมาธกิ น็ ง่ั ใหม้ าก นง่ั ใหม้ ากเดนิ ให้
มากๆ นล่ี ะ่ เปน็ การสรา้ งบารมใี หพ้ อ หนกั เขา้ นงั่ ภาวนานตี่ อ้ งใหช้ นะความเจบ็ ความปวด
ใหไ้ ดเ้ สยี กอ่ นจงึ คอ่ ยเลกิ เดนิ จงกรมนี่ ใหช้ นะขาออ่ นขาเพลยี ไปเสยี กอ่ นจงึ คอ่ ยเลกิ
เรียกว่ามันขยับก้าวหน้าไปได้ข้ึนช้ัน ถ้าหากว่าเดินจงกรมผ่านการเหน็ดการเหน่ือย

148

ผา่ นการออ่ นการเพลยี ทนี ถี้ า้ จะเดนิ ตลอดคนื เดนิ ตลอดรงุ่ นี่ ไมม่ ปี ญั หาอะไร เดนิ ได้
อย่างสบาย ไม่ไดเ้ ดินอยา่ งทุกข์อยา่ งล�ำบาก นั่งภาวนากเ็ หมือนกัน นง่ั อยา่ งสบาย
ไม่ได้นงั่ อยา่ งทกุ ข์ ไม่ได้นงั่ อย่างทรมาน นเี่ รยี กว่า บารมีพอ
มันค่อยกา้ วไปทลี ะข้นั ๆ ทแี รกกต็ ้องอาศยั ขันติบารมี อดทนเอา แล้วกอ็ าศัย
วริ ยิ บารมี ความพากความเพยี รเอา แลว้ กอ็ าศยั สจั จอธษิ ฐาน เปน็ บารมเี คยี งคไู่ ปดว้ ย
อาศยั ขนั ติ วริ ยิ ะ สจั จะ อธษิ ฐาน นี่ บารมอี นั นพ้ี ยายามสรา้ งขนึ้ ใหม้ าก ในเมอื่ สรา้ ง
ขึน้ ใหม้ ากๆ พอแลว้ ใจมันเปน็ ใจมนั เปน็ แลว้ ทนี มี้ นั กเ็ ปน็ ไปเอง ท่จี ะเดนิ จนสว่าง
ก็เดินได้ ท่จี ะน่งั จนสว่างนก่ี ็น่งั ได้ เพราะมันเดนิ อยา่ งสบาย มันไมไ่ ด้เดนิ อยา่ งทกุ ข์
อย่างยาก มนั นั่งมันก็นงั่ ของมันอยอู่ ย่างสบาย มนั ไม่ไดน้ งั่ อย่างทุกข์อย่างยาก
เอ้า.. ใครมีความพากความเพียร ใครมีความสัตย์ความจริงให้ต้ังอยู่อย่างน้ี
ใหต้ ง้ั ลงในลกั ษณะน้ี ผนู้ นั้ ไมว่ า่ ผเู้ กา่ ไมว่ า่ ผใู้ หม่ จะเหน็ ความอศั จรรยใ์ นการปฏบิ ตั ิ
ธรรม
ถ้าหากวา่ ผเู้ กา่ ก็ดผี ู้ใหม่กด็ ี ไมม่ คี วามพากความเพียร ไม่มกี ารตัง้ ความสตั ย์
ความจริงอย่างน้ี ความอัศจรรย์ในข้อปฏิบัติ ความอัศจรรย์ของพระพุทธศาสนาน้ี
มืดมน (๙ ส.ค. ๓๐)

149

เอาอะไรเป็นหลกั

(ฝรง่ั ถามวา่ ) การปฏิบตั ิมีหลายวิธี จะต้องเอาอะไรเป็นหลัก หรือว่าจะตอ้ งปฏิบตั ิ
ทุกอย่าง

(หลวงปตู่ อบ) อานาปานสติก็เป็นหลัก พิจารณาอสุภะพิจารณาร่างกายก็เป็นหลัก
การบรกิ รรมภาวนาว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ กเ็ ป็นหลัก

ในกรรมฐานทั้งส่ีสิบอย่างท่ีพระพุทธเจ้าทรงวางเป็นหลักของ
กรรมฐานไว้ ลว้ นแลว้ แตเ่ ปน็ หลกั ทงั้ นน้ั แตเ่ ราจะยดึ อนั ไหนเปน็ หลกั
ส�ำหรับเราท่ีจะเป็นประโยชน์เพื่อความสงบระงับ หรือจะท�ำให้ใจ
ของเราสงบระงบั ไดง้ า่ ย อนั นกี้ ต็ อ้ งขน้ึ กบั เราเปน็ ผสู้ งั เกตเอา เลอื กเอา
เราทำ� ยงั ไง.. ทำ� ยงั ไงไดผ้ ลอนั เกดิ จากหลกั นนั้ ไดผ้ ลเปน็ ทพี่ อใจแลว้
ก็ใหเ้ รายดึ อันนั้นล่ะเปน็ หลัก แตอ่ ันอื่นๆ ก็ตอ้ งใช้เหมือนกัน

เหมอื นกบั ยาของเราอยา่ งน้ี เราเคยทานยาแกป้ วดหรอื ทานยาแกอ้ กั เสบ
น.่ี . มนั ไดผ้ ลดี แตเ่ วลาโรคอกั เสบมนั ไมม่ ี เกดิ ไปปวดอนั นน้ั ปวดอนั นี้
เราจะไปทานยาแกอ้ กั เสบกไ็ มถ่ กู เราตอ้ งสงั เกตดู ขน้ึ อยกู่ บั โรคของเรา
ควรทจี่ ะใหย้ าขนานไหน ใชย้ าประเภทใด เราก็ตอ้ งใช้ยาที่เหมาะสม
ในการทจี่ ะมาแกโ้ รคของเราในขณะนน้ั

150

อนั นจี้ ะวา่ ใชอ้ ะไรเป็นหลัก จะตอบตรงๆ ค�ำเดยี วรูส้ ึกว่าจะตอบยาก
เพราะโรคท่ีเกิดทางใจมันเป็นได้หลายอย่าง โรคฟุ้งซ่านเกิดจาก
ความรกั เกดิ จากความใคร่ โรคฟงุ้ ซา่ นอนั เกดิ จากความโกรธ มนั กต็ อ้ ง
ใช้อุบายไปคนละอย่าง

จึงว่าอะไรเป็นหลักในการท�ำความสงบของใจ ในเมื่อใจของเรา
เปน็ ปกติ อุบายหรือกรรมฐานบทนั้นไดผ้ ลดี ใหย้ ดึ อันนัน้ เปน็ หลัก
แต่กรรมฐานบทอ่ืนๆ เรากต็ ้องใช้เหมอื นกนั ไมใ่ ช่ว่าไมใ่ ช้เสียเลย
เพราะเอาอันน้ีอันเดียวก็ยังไม่ถูกต้อง ถ้าหากว่าจะถูกต้องก็ต้องเรา
ใช้อันใดเป็นหลัก ส่วนอันอื่นๆ เราก็ใช้บ้างเปน็ บางข้ันตอนบางคร้งั
บางคราว

การใชเ้ มตตากไ็ ดผ้ ลดนี ะ อยา่ งทที่ า่ นกลา่ วไว้ ผเู้ จรญิ เมตตาทำ� ใหเ้ ขา้
ถงึ องคฌ์ านได้ อนั นเ้ี ข้าถึงไดจ้ รงิ ๆ เจรญิ เมตตาในเราหรอื วา่ ในใจ
ของเราให้มเี มตตา ในเม่ือใจของเราเข้าถึงเมตตาแลว้ กรุณามนั ก็มี
มุทิตามันก็มี อุเบกขามันก็มี เจริญเมตตาท�ำใจของเราให้สมบูรณ์
ด้วยเมตตา ในเม่อื ในใจของเราสมบรู ณ์ด้วยเมตตาขณะใด นัน่ ล่ะ
เรียกวา่ การเจรญิ พรหมวิหารของเราถงึ พรอ้ มท้ังองคส์ ่ี

(ฝร่งั ถามว่า) เขาเปน็ โรค มีโรคประจ�ำตวั หมอบอกวา่ ไม่ทราบวา่ จะอยไู่ ด้อีกนาน
แคไ่ หน เขาจะใช้การภาวนาเมตตามารกั ษาโรคของเขาได้อยา่ งไร

(หลวงปตู่ อบ) ก็ท�ำอย่างท่ีเราท�ำเพื่อรักษาโรคใจของเราน้ันล่ะ เรารักษาโรคใจ
เราท�ำยังไงโรคร้อนรนกระสับกระส่ายจึงหมดไป การรักษาโรคกาย
กท็ ำ� อยา่ งน้นั

แล้วทีน้ี กายอันน้เี ขาเกิดมาเพอ่ื มโี รค เราปฏิบัตธิ รรม เราอยา่ ไปมุง่
ในการท่ีจะให้โรคทางกายอันน้ีหมดไป โรคทางกายมันอยู่กับกาย

151

ในเมอ่ื มกี าย มนั กต็ อ้ งมโี รค ในเมอ่ื เราไมต่ อ้ งการใหโ้ รคมใี นรา่ งกาย
แล้วโรคจะไปอยู่ท่ีไหนเล่า ก็ให้เมตตตาสงสารโรคเขาบ้างซิ โรค
ท้ังหลายเขาอยู่ในจุดที่เกิด โรคทั้งหลายเขาต้องอาศัยจุดน้ันล่ะเป็น
ทอ่ี ยทู่ อี่ าศยั ถงึ โรคอนั อนื่ ไมม่ ี โรคแกม่ นั กม็ ี โรคแกม่ นั กค็ รอบงำ� เรา
อยเู่ ป็นประจ�ำ แล้วคำ� วา่ โรคตาย เรากห็ นไี มพ่ น้
พระพทุ ธเจา้ ทา่ นทรงไมใ่ หส้ นใจในเรอื่ งการรกั ษาโรคทเี่ กดิ ขน้ึ มาจาก
ของเกดิ มาแก่ เกิดมาเจบ็ เกิดมาตาย พระพทุ ธเจ้าทรงไมใ่ ห้สนใจ
เกนิ ไป เพราะโรคอนั นี้จะรักษาดีสกั ขนาดไหน ของทีเ่ กดิ มาเพ่อื ตาย
เขากต็ าย
จงึ ให้สนใจในการรักษาโรคใจมากกว่าโรคกาย (๗ ม.ค. ๓๗)

152

ทางแห่งมรรคผล
มหาสติปัฏฐานภาวนา

153

“ ในมหาสตปิ ฏั ฐาน มกี าย เวทนา จติ ธรรม นี้ พระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงไว้
เป็นธรรมเคร่ืองตัดกระแสท้ังหมด ผู้เจริญในมหาสติปัฏฐานวันเดียว
สามวัน เจ็ดวัน ไม่เกินเจ็ดปี ได้ส�ำเร็จมรรคผลทั้งน้ันหากตั้งใจจริงๆ
มหาสตปิ ฏั ฐานเปน็ ธรรมทจี่ ะละ เปน็ ธรรมทจี่ ะปลดปลอ่ ย เปน็ ธรรมทจี่ ะ
เปล้ืองออกจากโลก
โลกกค็ อื สงิ่ ทเ่ี กดิ ดบั ความเกดิ ดบั ทง้ั หมดเปน็ โลกทงั้ นน้ั จงึ เปน็ ขอ้ ปฏบิ ตั ิ
เปน็ อุบายทจ่ี ะถอนออกจากกระแสโลกโดยตรงทีเดียว ”

(๑๑ ส.ค. ๔๗)

154

“ หลงั จากเห็นชัดลงไปตามความจรงิ เราจะหวงไมอ่ ยากปลอ่ ย เราก็หวง
ไวไ้ มไ่ ด้ เราไมอ่ ยากปลอ่ ย เรากต็ อ้ งปลอ่ ย เพราะถงึ จดุ ทเี่ ราจะตอ้ งปลอ่ ย
ถงึ จุดที่เราจะต้องวาง หากวางของมันเองอยา่ งนน้ั ใจไมเ่ คยเป็นแลว้ เปน็
อยา่ งนัน้ ล่ะก็สุดยอดแลว้
ความอศั จรรยใ์ นผลของการปฏบิ ตั ิ ความอศั จรรยใ์ นคำ� สอนของพระพทุ ธเจา้
หาประมาณมไิ ด้ ไมม่ อี ะไรแลว้ ทจ่ี ะประเสรฐิ สดุ เทา่ จงึ วา่ การพจิ ารณารา่ งกาย
เปน็ มรรคเป็นหนทาง.. ”

(๒๒ พ.ค. ๒๙)

155

 กายานปุ ัสสนา 

กายคตาสติและจตธุ าตกุ มั มัฏฐาน ๑

อย่าพากันมองข้ามกรรมฐาน อย่าพากันคิดว่ากรรมฐานเป็นของท่ีเป็นหญ้า
ปากคอก ๒
กรรมฐานเหมอื นกบั แผน่ ดนิ อนั นม้ี นั เปน็ ฐาน ถา้ หากวา่ จะปลกู อะไรจะสรา้ งอะไร
ถ้าหากว่าไม่ท�ำในแผ่นดิน มันไม่มีฐานรองรับ การปฏิบัติจิตปฏิบัติธรรมของเรา
ก็เหมอื นกัน ต้องคน้ คิดพิจารณาในกรรมฐานน้ี
กรรมฐาน คอื ของทเี่ กดิ มาตาย ผมกเ็ กดิ มาตาย ขนกเ็ กดิ มาตาย เลบ็ กเ็ กดิ มาตาย
ฟนั ก็เกิดมาตาย หนังกเ็ กิดมาตาย ผมเกิดมาตายคอื ยงั ไง เกิดมาแลว้ ก็งอกออกไป
แล้วก็หลุดหล่นร่วง บางที่ถึงกับล้านโกร๋นไปก็มี นี่ถ้ามันยังไม่ตาย มันก็ไม่ล้าน
ไม่โกรน๋ ในเม่ือตายแล้วมันก็หลุดมนั ก็หล่น จึงว่าผมกเ็ ป็นของเกิดมาตาย
ขนก็เหมือนกนั มนั กม็ ีแต่ที่จะรว่ งมแี ตท่ จ่ี ะหลดุ มีแต่ทจ่ี ะต้องถกู โกนจะตอ้ ง
ถกู ชำ� ระ เราจงึ วา่ มนั เกดิ มาตาย เลบ็ กเ็ หมอื นกนั กเ็ กดิ มาตาย มนั ตายไปทกุ วนั กค็ อื

๑ จตธุ าตกุ มั มฏั ฐาน คอื กรรมฐานทพ่ี จิ ารณาธาตเุ ปน็ อารมณ์ กำ� หนดพจิ ารณารา่ งกายแยกเปน็ สว่ นๆ ใหเ้ หน็ วา่
เปน็ แตเ่ พยี งธาตุ ๔ คอื ดิน น�ำ้ ลม ไฟ ประชุมกนั อยู่ ไมใ่ ชเ่ รา ไม่ใชข่ องเรา ไม่ใช่ตวั ตนของเรา
๒ หญา้ ปากคอก หมายความวา่ คนุ้ เคยหรอื อยใู่ กลเ้ สยี จนมองขา้ มไป หรอื วา่ เปน็ ของงา่ ยๆ จนลมื เหน็ ความ
สำ� คัญ

156

เราตดั ทงิ้ บา้ งขดู ทงิ้ บา้ ง ยาวออกไปกต็ ดั ออกไปๆ ลว้ นแตเ่ ปน็ ของทตี่ ายไป ไมม่ โี อกาส
ทจ่ี ะเอาคนื ได้ ฟนั กเ็ หมอื นกนั มนั ตายไปทกุ วนั ๆ คอื มนั มกี ารครำ่� ครา่ มกี ารโยกคลอน
มกี ารสกึ หรอ ในทสี่ ดุ กม็ กี ารรว่ งการหลดุ ไป นี่ หนงั กเ็ หมอื นกนั มนั มแี ตต่ ายไปทกุ วนั
หลุดลอกไปทุกวนั เปลี่ยนแปลงไปทกุ วนั เสอื่ มไปทกุ วนั หมดส้นิ ไปทกุ วนั

นี่ลกั ษณะของกรรมฐานคอื ของเกิดมาตายทัง้ น้ัน

จงึ ใหพ้ จิ ารณากรรมฐาน ใหเ้ หน็ ชดั วา่ เปน็ ของเกดิ มาตายเทา่ นนั้ ไมใ่ ชเ่ รา เหน็ ชดั
สว่ นใดสว่ นหนงึ่ จะเปน็ สว่ นผม สว่ นขน สว่ นเลบ็ สว่ นฟนั สว่ นหนงั สว่ นไหนกช็ า่ ง
จะเสน้ เอน็ หรอื กระดกู หากเหน็ ชดั วา่ เปน็ ของเกดิ มาตาย เหน็ ชดั วา่ ไมใ่ ชเ่ ราแลว้ จะเหน็
ชดั ไปทง้ั หมด เพราะสว่ นไหนกาย สว่ นไหนกค็ น สว่ นไหนกค็ อื สว่ นทเ่ี รายดึ ถอื วา่ เปน็
ตวั ตนของเราน่นั เอง

เห็นชัดส่วนไหนว่าไม่ใช่เปน็ คนไมเ่ ป็นตัวตนของเราแล้ว ชดั ท้งั หมด ชัดตงั้ แต่
ศรี ษะลงไปหาเทา้ ชดั วา่ เปน็ ของตาย ชดั วา่ ไมใ่ ชเ่ รา ยง่ิ ชดั ยง่ิ มคี วามแนน่ หนา ฐานยง่ิ
มนั่ คง

ครูบาอาจารย์แต่ละองค์ๆ ที่ท่านเป็นหลักเป็นฐาน ท่านเน้นหนักลงไปใน
กรรมฐานน้ี จนฐานของท่านแนน่ หนาทง้ั นนั้ ทา่ นจงึ มคี วามแน่นหนาม่นั คง ผปู้ ฏบิ ตั ิ
ถ้าหากวา่ ไมส่ นใจในกรรมฐาน นานๆ ไปแล้วมกั ออกนอกลนู่ อกทาง เพราะฐานมัน
ไม่แน่นหนา มักไปซ้ายไปขวา ไปในทางทีม่ องไมอ่ อกวา่ ไปในลกั ษณะไหน หากฐาน
แนน่ หนาม่นั คงแล้ว ไปๆ แล้วไมห่ ลงทาง ไม่หลงกายกไ็ ม่หลงจติ ไมห่ ลงกรรมฐาน
มันกไ็ ม่หลงจิตของเรา

เรื่องการปฏิบัติจิตก็เหมือนกัน ให้ชัดในกรรมฐานเป็นเบ้ืองต้น ถ้าหากว่ายัง
ไมเ่ หน็ กายชดั น่ี มนั กอ็ ดทจ่ี ะลบู ๆ คลำ� ๆ ในเรอ่ื งกายมไิ ด้ แลว้ กย็ งั จะตอ้ งลบู ๆ คลำ� ๆ
ในเรือ่ งจิตของเจ้าของอยูอ่ ยา่ งนั้น ทา่ นชอบพดู กันวา่

“เห็นกายกเ็ ห็นจติ ในเม่อื เหน็ จติ กเ็ หน็ ธรรม ไม่หลงกายก็ไมห่ ลงจติ ในเม่ือ
ไมห่ ลงจิตก็ไมห่ ลงธรรม”

157

ถา้ หากวา่ ไมเ่ หน็ กาย กไ็ มม่ โี อกาสไดเ้ หน็ จติ แลว้ กไ็ มม่ โี อกาสทจี่ ะเหน็ ธรรมดว้ ย
ทา่ นชอบพดู กนั งา่ ยๆ อยา่ งน้ี ทำ� ไมทา่ นจงึ พดู กนั อยา่ งน้ี เพราะการปฏบิ ตั ขิ องทา่ นนน้ั
สรปุ ลงไปแล้วจะต้องเป็นอย่างน้ี แตล่ ะองค์ๆ สรุปออกมาเหมอื นกนั
อนั นจี้ งึ เปน็ หลกั ฐานวา่ กรรมฐานมคี วามจำ� เปน็ กรรมฐานมคี วามสำ� คญั ในการ
ปฏิบัติจิต เพราะกรรมฐานอันนีเ้ ปน็ สงิ่ ท่ีหากวา่ ไม่ศกึ ษาให้ชดั แล้ว จะเป็นเหมอื นกบั
เชอ้ื ทมี่ แี ตท่ จี่ ะทำ� ใหไ้ ฟลกุ ไหมข้ น้ึ ไฟทจ่ี ะลกุ ไหมม้ นั ตอ้ งอาศยั การมเี ชอื้ กรรมฐาน คอื
ผม ขน เลบ็ ฟนั หนงั อนั นแี้ หละเปน็ เชอื้ ของกเิ ลส กเิ ลสมนั จะลกุ กเิ ลสมนั จะกำ� เรบิ
มันอาศัยกรรมฐานอันน้ีแหละเป็นเช้ือ ไฟคือกิเลสมันจึงลุกเป็นเปลวเป็นความร้อน
ลุกไหม้โพลงข้นึ มาได้ นี่
จึงวา่ ถ้าหากวา่ ผใู้ ดมงุ่ ทจี่ ะปฏบิ ัตเิ พ่ือเป็นการพ้นจากทุกข์จากโทษ ปฏิบัติเพอื่
ให้กเิ ลสมันดบั หรือให้มนั ขาดหลุดลอยไปจากจติ จากใจ ให้พากนั เชือ่ ม่ันลงในหลัก
ของกรรมฐานนี้ ในเมอ่ื ศกึ ษาในเรือ่ งกรรมฐานให้ชัดลงไปแล้ว เช้อื ท่ีจะมาท�ำให้ไฟ
คือกเิ ลสมนั ก�ำเรบิ มนั เปน็ ไปไมไ่ ด้
ถ้าหากว่าไม่สนใจในการที่จะพิจารณากรรมฐาน ยังมีการทะนุถนอมหวง
กรรมฐานของเจา้ ของทง้ั ๆ ทเี่ ปน็ ของเกดิ มาตาย ทง้ั ๆ ทเี่ ปน็ ของปฏกิ ลู น่ี หากยงั หวงแหน
ไมย่ อมพจิ ารณาใหแ้ จง้ ชดั ตามความเปน็ จรงิ ของเขาแลว้ อนั นล้ี ะ่ มนั ปดิ ประตปู ดิ ชอ่ ง
ปดิ ทางมรรคผลนพิ พานทีเดยี ว
ถา้ หากวา่ เปดิ อนั นแ้ี จง้ ชดั เมอ่ื ไหร่ เหน็ ประตมู รรคผลเมอ่ื นนั้ เหน็ ประตชู ดั ทเี ดยี ว

(๒๗ ธ.ค. ๒๙)

158

ฝ่าด่านกน้ั สัตว์โลก

ผู้ที่มุ่งปฏิบัติเพื่อท่ีจะปลดเปลื้องสิ่งที่มันรกรุงรังเต็มอยู่ในจิตในใจให้หมดสิ้น
ถา้ หากว่าไม่มีการพจิ ารณา “รา่ งกาย” แลว้ ยงั มองไม่เหน็ ทางเลยทจ่ี ะผา่ นไปได้

อนั นเี้ ปน็ ดา่ นหนาแนน่ ทเี ดยี ว ดา่ นอนั นไี้ มใ่ ชก่ นั้ เฉพาะคนหรอื มนษุ ยเ์ ราเทา่ นนั้
กั้นสัตว์ท้ังโลก สัตว์ใดที่มีรูปร่างลักษณะใด จะสมมุติกันว่าเป็นสัตว์ชนิดใดก็ช่าง
ก็จะต้องถูกด่านอันน้ีกั้นอย่างหนาแน่นท่ีสุดเลย การที่จะผ่านด่านอันนี้ไปได้ก็คือ
การคน้ คิดพิจารณา ศึกษาให้เห็นชัดตามความเป็นจรงิ ของคำ� วา่ “ด่าน” อันนีน้ ่ันเอง

(๗ มิ.ย. ๒๙)

ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ในการปฏิบัติของท่านที่เล่ากันมาหรือท่ีบันทึกไว้
ในธรรมเทศนาของท่าน การปฏิบัติของท่านหนักในการพิจารณากายอย่างมาก
การพจิ ารณากายน้ีมีความสำ� คัญทีส่ ดุ

การปฏบิ ตั ขิ นั้ แรก ทา่ นกบ็ รกิ รรมพทุ โธ แตท่ นี ใ้ี นเมอื่ จติ รวมลงไปแลว้ จติ ไมค่ อ่ ย
จะมสี ติ ชอบลมื เน้ือลืมตัวอะไรไปอยา่ งนัน้ ชอบเผลอชอบขาดสติ ทา่ นจงึ มาต้งั ใจ
พิจารณารา่ งกายโดยไม่ยอมใหจ้ ติ รวม หลงั จากพจิ ารณารา่ งกายโดยวธิ ีเดิน พอเลิก
จากการเดนิ จงกรม พิจารณากายแล้วท่านก็พักผอ่ น ไม่ยอมน่งั

สรุปแล้ว ท่านมุ่งในการพิจารณากาย ผลของการปฏิบัติของท่านท่ีมุ่งในการ
พจิ ารณากายน้ี ผลของการพจิ ารณากายปรากฏขึ้น ทา่ นจงึ มคี วามเชอื่ มน่ั ในใจของ

159

ทา่ นวา่ การกระทำ� อยา่ งนถี้ กู ตอ้ งแลว้ อยา่ งนใี้ ชแ่ ลว้ แลว้ หลงั จากทา่ นเหน็ วา่ ขอ้ ปฏบิ ตั ิ
อย่างน้ถี กู ตอ้ ง ท่านจึงม่งุ มน่ั ในการพิจารณาร่างกายนย้ี ิง่ ขนึ้ เปน็ ล�ำดบั ๆ ผลของการ
ปฏิบตั ขิ องทา่ นจงึ กลายเปน็ ครูเป็นอาจารย์ท่มี ีความส�ำคัญ (๘ พ.ค. ๒๕)

ครบู าอาจารย์ทา่ นว่า “พระอรหนั ต์ทา่ นก็ยงั พจิ ารณาร่างกายกันอย”ู่

ถึงว่าท่านไม่มีกิเลสตกค้างอยู่ในจิตในใจ ท่านก็ยังพิจารณาของท่านอยู่
ท่านพิจารณาเพื่อเป็นวิหารธรรม เคร่ืองอยู่เคร่ืองเพลิดเพลินร่ืนเริง เป็นเครื่องอยู่
ของทา่ น เปน็ เครอื่ งเลน่ ของทา่ น เปน็ เครอื่ งเลน่ ของพระอรยิ เจา้ ทา่ นยงิ่ พอใจในการที่
ได้ท�ำให้มากพิจารณาให้มาก

อยา่ งทา่ นพระอาจารยใ์ หญม่ น่ั ถา้ หากวา่ พระอาจารยอ์ งคไ์ หน ลกู ศษิ ยอ์ งคไ์ หน
พจิ ารณารา่ งกายไดเ้ หน็ เปน็ อสภุ ะ เหน็ เปน็ ปฏภิ าคตดิ ตาอยู่ ทา่ นยกยอ่ งมาก เวลาทม่ี ี
การประชมุ ทา่ นเอามาพดู ในทปี่ ระชมุ เปน็ การประกาศธรรม เพราะทา่ นเองทา่ นกเ็ หน็
คุณประโยชน์ของการพิจารณาร่างกาย

ทางท่จี ะผ่านพน้ ก�ำแพงทีแ่ นน่ หนาสูงจากแผ่นดินเหนอื ฟา้ กต็ ้องไปทางน้ี

ฟังครบู าอาจารยท์ ีท่ า่ นประพฤตปิ ฏบิ ตั ิของทา่ นมาแล้ว องคข์ องทา่ นจึงเป็นครู
เปน็ อาจารย์ แตล่ ะองคแ์ ตล่ ะทา่ น เทศนข์ องทา่ นมแี ตเ่ นน้ หนกั ลงไปในกองเกดิ กองตาย
เนน้ หนกั ลงไปในกองธาตกุ องขนั ธ์ เนน้ หนกั ลงไปในกองผม กองขน กองเลบ็ กองฟนั
กองหนัง กองเกิดกองตายอันน้ีท้ังนั้น ถ้าหากว่าไม่เน้นหนักลงไปในจุดอันนี้แล้ว
จะไปแก้ตรงท่เี จ้าของหลงไดต้ รงไหน (๒๕ ก.ค. ๒๙)

มพี ระเถระในระดบั ราชาคณะถามหลวงปู่ฝ้ัน๑

ทา่ นถามวา่ “การพจิ ารณารา่ งกายนนั้ พจิ ารณาครงั้ เดยี วแลว้ ไหม” ทา่ นตอบวา่
“แลว้ ถา้ หากมนั แล้ว”

๑ หลวงปฝู่ นั้ อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

160

หมายความว่ายังไง พิจารณาแล้ว.. ก็หมายความวา่ เหน็ รปู ไมม่ คี วามยนิ ดี
ไมม่ คี วามยนิ รา้ ยในรปู ไดย้ นิ เสียง เสยี งเพราะเสยี งไมเ่ พราะไมม่ ีความยินดยี ินร้าย
ในเสยี ง พิจารณารูปพิจารณาเสยี งเหน็ อยา่ งน้ี พจิ ารณาครง้ั เดียวแล้ว
แตถ่ า้ หากวา่ เหน็ รปู มนั กย็ งั รปู เปน็ ของเรา รปู เปน็ ของสวยของงามและของนา่ ใคร่
นา่ ปรารถนาอยู่ อนั นน้ั ตอ้ งพิจารณาเร่อื ยไปๆ ยงั ไม่แลว้ เป็นการท�ำงานที่ยงั ไมแ่ ล้ว
ตอ้ งทำ� เรอื่ ยไป
ทำ� แลว้ .. แลว้ ไมต่ ้องทำ� ตอ่ ไป ท�ำแล้ว จะไปท�ำอกี ท�ำไม เหมือนกับข้าวหงุ แลว้
อยา่ งนนั้ ขา้ วหงุ แลว้ จะไปหงุ อกี มนั กแ็ ฉะเทา่ นนั้ ขา้ วหงุ แลว้ มแี ตท่ จี่ ะไดร้ บั ประทาน
ขา้ วยงั หงุ ไมส่ ุกหรอื ยงั ไม่หงุ กอ่ นทจี่ ะรบั ประทานจะตอ้ งหงุ ขา้ วยังหงุ ไมส่ กุ กจ็ ะตอ้ ง
หงุ ต่อไป
การพจิ ารณารา่ งกายนี่กเ็ หมือนกนั (๑๓ ส.ค. ๔๖)

161

คาถามดี อโี ต้

จงึ วา่ การปฏบิ ตั ขิ องเราตอ้ งมี “จดุ เพอื่ ร”ู้ “จดุ เพอ่ื เหน็ ” “จดุ เพอ่ื ได”้ “จดุ เพอ่ื ถงึ ”
ตอ้ งให้มจี ดุ ถ้าไม่มแี ล้ว กไ็ ม่มีโอกาสที่จะไดจ้ ะถึง จะรจู้ ะเห็นอะไรสกั อย่าง

จึงใหพ้ ากนั ต้ังใจพิจารณาเข้า ดูเอาแต่ละอยา่ งๆ เกสา โลมา นขา ทนตฺ า ตโจ
เอาอยา่ งเดยี วใหม้ นั ชดั พจิ ารณาแลว้ แตม่ นั กย็ งั ไมร่ ไู้ มเ่ หน็ ไมเ่ ปน็ ไมไ่ ป มนั กม็ แี ตม่ ดี
มีแต่พร้าเท่านั้นล่ะ ตัดออกเป็นช้ินเป็นส่วน ตัดหัวออก เอาหัวมาผ่าเป็นสองซีก
ผา่ เปน็ สซี่ กี เอามาสบั ใหม้ นั ละเอยี ดไปเลยทงั้ กะโหลกศรี ษะ ทงั้ มนั สมอง ทงั้ หนงั ทงั้ เนอื้
ปนกันอย่ใู นน้นั สบั มันท้งิ หวั เราหัวเขาไม่ต้องสนใจ เอามนั เลย

นกึ เอา มนั ไมบ่ าปอะไรหรอก มนั ไมไ่ ดฆ้ า่ คน ไมไ่ ดเ้ จตนาฆา่ คน ฆา่ กเิ ลสเราเองน่ี
ตัดเปน็ ชน้ิ เปน็ ส่วนเป็นซกี แยกมนั ออกไป

จงึ วา่ “คาถามดี อโี ต”้ ตอ้ งพกตดิ อยตู่ ลอดเวลา มดื มนอนธการกเ็ อาอโี ตต้ ดั เปน็
ท่อนๆ เอาอโี ต้น่ันจดั การมนั ผา่ มันออกไป ผา่ มันลงไปตลอดจนท้อง ดึงมันแยก
มันออกมา ดึงไส้มันออกมา ผ่ามันออกเป็นสองซีก แยกมันออกไปเป็นสองซีก
ท�ำทุกอย่างทุกวิธีการ บางทีใจมันนึกมันก็ไม่อยากท�ำนะ อีโต้ตัดมันก็ไม่ยอมขาด
ผ่ามนั กไ็ มย่ อมผา่ ให้ อีโต้มนั ไมค่ ม (๑ ก.ค. ๒๘)

คำ� วา่ “ปฏิภาค” คอื เหน็ ชัดเปน็ สว่ นๆ ลงไป เรียกว่าเปน็ ภาคออกไป ในเม่อื
เป็นส่วนเป็นภาคแล้ว แต่ละอย่างแต่ละส่วนแต่ละภาคเขาไม่ได้บอกว่าเขาเป็นอะไร

162

ผมก็แยกออกเป็นเสน้ ๆ ขนก็แยกออกเป็นเส้นๆ เปน็ ส่วนเปน็ ภาคกนั ท้ังนัน้ น่เี ขา
เปน็ สว่ นเป็นภาคของเขาอยแู่ ลว้ แต่ละส่วนแต่ละภาคจะหาตรงไหนมาเปน็ คน จะหา
ตรงไหนเปน็ เราไมม่ ี เพราะเขาไมเ่ คยวา่ เขาเปน็ คน เขาไมไ่ ดบ้ อกวา่ เขาเปน็ เขาเปน็ เรา

ถ้าหากว่าเราศึกษาชัดตามความจริงของเขาแล้ว มันจะรู้เห็นออกมาอย่างนี้
ถา้ หากวา่ เรารู้ เราศกึ ษาไมช่ ดั ไมค่ น้ คดิ ไมพ่ จิ ารณาอะไร มนั กไ็ มร่ อู้ ะไร มนั กไ็ มเ่ หน็ อะไร
ในเมอ่ื มนั ไมร่ ไู้ มเ่ หน็ อะไร กเิ ลสมนั กส็ นกุ โกหก มนั สนกุ หลอก สารพดั มนั หลอก มนั มดื
มันมวั มันไม่แจ้งไม่ชัด

ตัดมนั ออกใหห้ มด นกึ ตดั นกึ ทำ� ลายลงไป เอามดี ตดั มีดอะไรที่มนั คมท่ีสดุ
ตดั เปน็ ชน้ิ เปน็ สว่ น เปน็ ชนิ้ เลก็ ชนิ้ นอ้ ย เปน็ ชนิ้ ยอ่ ยออกไป เปน็ ทอ่ นๆ เปน็ ซกี ๆ เปน็ อนั ๆ
บดใหม้ นั ละเอยี ด บดใหม้ นั ละลายเปน็ ดนิ ไปเลย ตดั หวั มนั ออก ตดั คอมนั ออก ผา่ ออก
เปน็ ชน้ิ เปน็ สว่ น ผา่ ออกมาตงั้ แตศ่ รี ษะคอลงไปหาสว่ นลา่ ง ตดั เปน็ ชนิ้ เปน็ สว่ น ตดั ให้
มันมากตัดใหม้ ันยิง่

นึกตัดจนกระท่ังปรากฏว่ามันเป็นช้ินเป็นส่วนเล็กย่อยลงไป จนปรากฏว่ามัน
ไม่มีตัวไม่มีตนจริงๆ มีตัวมีตนโผล่ข้ึนมาตัดอีก มีตัวมีตนโผล่ข้ึนมาล่ะท�ำลายอีก
มแี ตต่ ดั มแี ตท่ ำ� ลาย มแี ตส่ บั มแี ตฟ่ นั ตดั ลงไปสบั ใหม้ นั ละเอยี ด คำ� วา่ “เปน็ ตวั เปน็ ตน”
อยา่ ใหม้ นั มี

ใจมนั ดอ้ื มนั มดื มนอนธการมนั อดื อาด พจิ ารณายงั ไงกไ็ มไ่ ดเ้ รอ่ื ง ดงึ ไปทางไหน
มนั กไ็ มย่ อมไป จงู มนั ไปทางไหนมนั กไ็ มย่ อมไป มแี ตต่ ดั เปน็ ชนิ้ เปน็ สว่ น ไมเ่ ลอื กเขา
ไม่เลือกเรา ไมเ่ ลอื กภายนอกไมเ่ ลือกภายใน ปรากฏเป็นตัวเปน็ ตนขึน้ มาขวางหนา้
ขวางจติ ขวางใจ ตดั มนั ออกไปทนั ที ตดั จรงิ ๆ ตดั จนปรากฏวา่ มนั ละลายไปทนั ที ตดั จน
ปรากฏว่ามนั สลายไปเปน็ ตัวตนไมม่ ี

ใจมันมกี �ำลัง มันนกึ ยงั ไงเป็นอยา่ งนั้นจริงๆ นกึ ยังไงเปน็ อยา่ งน้นั จรงิ ๆ บางที
ยงั ไมท่ นั ตดั ไมท่ นั ฟนั อะไร พอนกึ ขนึ้ มาละลายทนั ที เนอ่ื งจากวา่ เราทำ� จนมกี ารคลอ่ ง
คลอ่ งในการละลาย คล่องในการทำ� ลาย นกั ภาวนาคอื นักทีจ่ ะต้องประหตั ประหาร

163

อารมณส์ ัญญา ต้องเป็นอยา่ งน้ี ต้องถือพรา้ อีโต้อยเู่ ปน็ ประจ�ำ กิเลสมันดื้อเมื่อไหร่
เอามันเมอื่ น้นั มนั ดอื้ เม่ือไหรต่ ดั คอมันเมื่อนน้ั ตัดมันทุกชิน้ ทกุ ส่วน ตดั ไม่เลือกเขา
ไม่เลอื กเรา
ถ้าหากว่ามันออกมาว่าง่ายสอนง่าย เอา้ พรา้ อีโตว้ างไวก้ ่อน แตอ่ ยา่ ไปวางไกล
ใหพ้ ร้อมทจ่ี ะหยบิ ฉวยทนั ที การคน้ คิดพิจารณาตอ้ งให้เป็นอยา่ งนี้ นี่
ทีนพี้ อมนั แจ้งชดั ข้นึ มาแลว้ มันหากปล่อยวางเอง (๑๑ ธ.ค. ๒๙)

164

ทำ� ลายกาย

(พระถาม) “การท�ำลายกายและทำ� ลายจติ นน้ั เราจะใชค้ วามรนุ แรงทำ� ลาย หรอื ว่า
เราจะใช้อารมณอ์ ะไรท�ำลายครบั ”

(หลวงปู)่ “เอาความแจง้ ชัดทำ� ลาย”

..เราตอ้ งเอาความแจง้ ชดั อนั เกดิ จากความพยายามทจี่ ะศกึ ษาคน้ ควา้ วจิ ยั วจิ ารณ์
ในเมอื่ มกี ารศกึ ษาวจิ ยั วจิ ารณช์ ดั ตามสภาพความเปน็ จรงิ ของเขาในขณะใด ในขณะนน้ั
จะเรียกว่า “ท�ำลาย” กถ็ กู เพราะทุกสิง่ ทกุ อย่างเขาเป็นการทำ� ลายอยู่แล้ว ธรรมชาติ
เขามกี ารทำ� ลายตวั ของเขาเองอยตู่ ลอดเวลา ทกุ อยา่ งในโลกมกี ารทำ� ลายตวั เขาเองอยู่
ตลอดเวลา ในเมอื่ ธรรมชาตเิ กดิ มาเพอื่ ทำ� ลายเจา้ ของเองแลว้ ธรรมชาตนิ น้ั จะเปน็ ตวั
เปน็ ตนเปน็ สตั ว์เปน็ บคุ คลไดย้ ังไง

การทจี่ ะทำ� ลายกาย การทจี่ ะละ สกกฺ ายทฏิ €ฺ  ิ๑ จะตอ้ งละดว้ ยการศกึ ษาใหแ้ จง้ ชดั
ตามความเป็นจริง ในเม่ือใช้ความพยายามที่จะศึกษาให้แจ้งชัดตามความเป็นจริง
เราจะใชค้ ำ� วา่ “รนุ แรง” นนั้ ไมถ่ กู ใชค้ ำ� พดู วา่ “รนุ แรง” ทห่ี มายถงึ วา่ เรากระทำ� เปน็ การ

๑ สกกฺ ายทฏิ €ฺ ิ หรอื สกั กายทฐิ ิ คอื ความเหน็ ทยี่ งั ตดิ แนน่ ในสมมตุ วิ า่ เปน็ ตวั เปน็ ตน เปน็ เราเปน็ เขา เปน็ นน่ั
เปน็ นี่ มองไมเ่ หน็ ความจรงิ วา่ คนเปน็ เพยี งองคป์ ระกอบมารวมกนั เขา้ เทา่ นน้ั ทำ� ใหม้ คี วามเหน็ แกต่ วั ขนั้ หยาบ
และมีความรู้สกึ กระทบกระทัง่ บบี คนั้ เป็นทุกขไ์ ดร้ ุนแรง สกั กายทิฐิ เป็นสงั โยชน์เบอ้ื งต่ำ� ขอ้ แรกท่ีผกู มัดใจ
สตั วโ์ ลกไวก้ ับทุกข์ในสังสารวฏั ฏ์

165

รนุ แรง อยา่ งน้ันไม่ใช่ ถกู อยทู่ มี่ ีการกระท�ำคล้ายกบั ว่า “จริงจงั ” แต่คำ� วา่ “รนุ แรง”
เราควรหลีกดีกว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ใช่รุนแรง เป็น มัชฌิมา เสมอต้น
เสมอปลาย เป็นมัชฌมิ า มีความพอดอี ยเู่ สมอ

สรปุ แลว้ การทำ� ลายกาย กค็ อื การทำ� ใหแ้ จง้ ชดั ตามความเปน็ จรงิ ของกายนน่ั เอง

กายเขาทำ� ลายของเขาอยแู่ ลว้ เปน็ สว่ นๆ ไป อยเู่ ปน็ สว่ นเปน็ ภาค เปน็ คนละชนิ้ ๆ
ผมถงึ จะเปน็ ผมอยา่ งเดยี ว เขากเ็ ปน็ คนละชน้ิ กนั ขนเปน็ ขนอยา่ งเดยี วกเ็ ปน็ คนละชน้ิ
เล็บอยา่ งเดียวกเ็ ปน็ คนละชนิ้ ฟนั อยา่ งเดยี วก็เปน็ คนละช้ิน แมแ้ ตห่ นังของเรานี่แล
เปน็ ผนื น่ี แตเ่ ขากเ็ ปน็ คนละสว่ นๆ ของเขาเหมอื นกนั อะไรตอ่ อะไรเขาเปน็ คนละสว่ นกนั
ทัง้ นนั้ แมแ้ ตเ่ น้อื เสน้ เอน็ กระดูกกระเดีย้ ว เขาก็เป็นส่วนของเขาอยแู่ ล้ว เปน็ แต่ละ
อยา่ งๆ ช้ินเล็กชิ้นนอ้ ย เพียงแตเ่ ราเหน็ เขารวมกันอยู่

แตท่ นี ้ี เราเอาของแตล่ ะอยา่ งทรี่ วมกนั อยอู่ นั นม้ี าเหมาวา่ เปน็ คนเหมาวา่ เปน็ เรา
ท�ำไมเราจงึ เหมาวา่ เป็นคนเหมาว่าเปน็ เรา เหมาตามๆ กันมา คนหลงส่ิงทเ่ี ขาบัญญตั ิ
ขน้ึ มา เราๆ หลง เราๆ ไม่แจ้งชัด เราก็เชอ่ื ตามๆ เขามา

ทนี ี้ ถา้ หากวา่ เราแจง้ ชดั ตามสภาพความเปน็ จรงิ ของรา่ งกายแลว้ นน้ั ละ่ เปน็ การ
ท�ำลายรา่ งกาย จะใชค้ �ำพูด “ทำ� ลาย” กไ็ ด้ จะใช้คำ� พดู วา่ “ปล่อยวาง” กไ็ ด้ มันชัด
ตามความเป็นจริงแล้ว เรียกว่าเราจะเห็นว่ากายเป็นกายไม่มี อะไรจะเป็นกายไม่มี
ตรงไหนเขาจะเปน็ กายได้ยงั ไง ตรงไหนเขาก็เกิดมาเพ่อื การท�ำลาย เกดิ มาเพอื่ การ
สลายตัวท้งั น้นั ไมม่ ีอะไรทีจ่ ะเปน็ ตวั เปน็ ตน

ในเมอ่ื ชดั ตามความเปน็ จรงิ แลว้ ไมต่ อ้ งมใี ครบอกใหล้ ะ มนั กล็ ะ ไมม่ ใี ครบอก
ใหว้ าง มนั กป็ ลอ่ ยวาง เพราะมนั ไมม่ อี ะไรทจ่ี ะไปยดึ ถอื นใี่ หม้ นั ชดั ตามความเปน็ จรงิ
แลว้ ถงึ ไมต่ อ้ งทำ� ลาย เขากท็ ำ� ลายของเขาเอง เพราะธรรมชาตขิ องเขาเกดิ มาเพอื่ ทำ� ลาย
เขาเองอยแู่ ลว้

การ ระเบดิ ตดั ผ่า สับ อนั นน้ั เปน็ อบุ าย เป็นวธิ กี าร

166

ระเบดิ มนั ไปหวั นอี่ นั นี้ มนั เปน็ หวั คน ระเบดิ ออกใหแ้ ตกออกไปใหเ้ ปน็ ชนิ้ เปน็ สว่ น
คอนใ้ี หต้ ดั ออกไปนี่ รา่ งกายนผี่ า่ ออกไปเปน็ ชนิ้ ไปเลย แลว้ เอารถบดมาเหยยี บใหม้ นั
ละเอยี ดไปเลย มนั ก็ยงั เป็นตวั เปน็ ตนอีก เปน็ ตวั เป็นตนเอามันอีก เปน็ ตัวเป็นตน
เอามนั อีก มนั เปน็ อยา่ งน้ัน อนั นีเ้ ปน็ “การทำ� ลายด้วยอุบาย”

สรปุ แล้ว การทำ� ลายกาย ท�ำลายไปโดยวธิ ที ่ีท�ำลายเป็นสว่ นๆ นี่ จะท�ำลายใน
ลกั ษณะนกึ เอา ผา่ ออกไป นี่ ขาของเรา ดงึ เอาหนงั ดงึ เอาเนอ้ื ออกนี่ ใหเ้ อาไปไวเ้ ปน็ สว่ น
เปน็ กองเนอ้ื เปน็ กองหนงั กระดกู ของเรานด่ี งึ ออกมา เอากองไวน้ ี่ กระดกู เปน็ อยา่ งน้ี
ตรงไหนกช็ า่ งชำ� แหละออกมา

ท�ำไมเราจงึ ท�ำอยา่ งนี้ ก็เพราะเราเหน็ วา่ อนั น้ีเป็นของสวยของงาม เห็นว่าอนั น้ี
เปน็ คนเปน็ สัตว์ เอาหนงั ออกไป เอาเน้ือออกไป เอากระดูกออกไป แล้วอนั ไหนมนั
สวยงาม อนั ไหนมนั เปน็ คน หนงั มนั กไ็ มไ่ ดว้ า่ มนั เปน็ คน เนอ้ื มนั กไ็ มไ่ ดว้ า่ มนั เปน็ คน
กระดกู มนั ไมไ่ ดว้ า่ เปน็ คน หนงั มนั กไ็ มร่ มู้ นั เปน็ หนงั เนอื้ กไ็ มร่ วู้ า่ มนั เปน็ เนอื้ กระดกู
มนั กไ็ มร่ ้วู ่ามันเปน็ กระดกู แล้วมนั จะมาเปน็ คนไดย้ ังไง นม่ี ันไม่ได้เปน็ อะไร

สรปุ แลว้ มนั มแี ต่ “ของเกดิ มาแลว้ ตาย” เทา่ นนั้ จงึ วา่ ตอ้ งศกึ ษา เพราะอบุ ายวธิ ี
ทีจ่ ะท�ำให้แจง้ ชัดตามความเป็นจริงมันมมี าก

มมี ากขนาดไหน จะมาสอนกนั จนจบจนหมดจนสนิ้ ไมไ่ ด้ วธิ กี ารของแตล่ ะคนๆ น่ี
มมี ากทง้ั นนั้ ทจ่ี ะเอามาบอกกนั เปน็ ปลกี ยอ่ ย บอกกนั ไมไ่ หวหรอก แตบ่ อกกนั ในหลกั
ในส่วนใหญ่ๆ แลว้ ทนี ใ้ี ห้ทำ� กนั เปน็ ปลีกย่อยออกไป

ในเม่ือเรามีความพยายามแล้ว ในส่วนปลีกย่อยท่ีจะเป็นหลักการท่ีจะน�ำไป
ปฏบิ ตั ติ อ่ ไป ปลกี ยอ่ ยทจ่ี ะเปน็ วธิ ใี นการดำ� เนนิ ตอ่ ไปนน้ั มนั หากเกดิ ขนึ้ เอง การกระทำ�
อะไรท่ีมันจะท�ำให้ส�ำเร็จสู่เป้าหมายน่ี ในเม่ือตั้งใจที่จะให้ส�ำเร็จตามเป้าหมายแล้ว
เราตงั้ ใจทจ่ี ะทำ� แลว้ ทำ� ลงไปน่ี มนั มปี ญั หาอะไรๆ มนั หากบอก มนั จะตอ้ งทำ� อยา่ งนน้ั ๆ
มนั ต้องแกอ้ ย่างนน้ั ๆ ปัญหาอย่างนน้ั มนั เปน็ อย่างนัน้ น่ี

167

นกั มวยกเ็ หมอื นกนั เวลาขนึ้ เวทอี ยา่ งนนั้ นะ จะคอยคดิ แตว่ า่ ครบู าอาจารยบ์ อก
จะคดิ วา่ อาจารย์สอนอย่างนัน้ อาจารย์สอนอยา่ งน้ี ไปคิดอย่างนน้ั ไม่ได้ ในขณะนั้น
มันต้องข้ึนอยู่กับสถานการณ์ คู่ต่อสู้เขาเป็นยังไง เขามีวิธีการยังไง เราจะโต้ตอบ
ค่ตู ่อสู้ยงั ไงน.ี่ . มนั มอี ยูแ่ ตเ่ ทา่ นั้นเอง
นก่ี เ็ หมอื นกนั ในการปฏบิ ตั ธิ รรม กเิ ลสมนั แสดงออกมายงั ไง เราจะเอาธรรมอะไร
เปน็ ธรรมทจี่ ะกำ� จดั กเิ ลสทมี่ นั แสดงออกมาในขณะนน้ั มนั ตอ้ งทนั ทๆี ในขณะนน้ั ..
จงึ วา่ ปลีกยอ่ ยบอกกนั ไมไ่ ด้ เข้าใจไหมล่ะ (๒๑ ก.ย. ๓๑)

168

เพือ่ ทำ� ลายสกั กายทิฐิ

ใจของเราจึงให้มันหย่ังลงไปในร่างกายของเรานี้ เห็นร่างกายของเราเดินไปๆ
พจิ ารณามันลงไป ตดั มันออกไป แยกแยะมนั ออกไป เดินกด็ ี นัง่ กด็ ี

คำ� วา่ หวงแหน อยา่ ใหม้ นั มี ทำ� ใจของเราใหม้ นั มมี ดี ทคี่ ม มดี ประจำ� ไวใ้ นจติ ใจ
ของเรา มดี พรา้ มดี โกน มดี อีโต้ ได้ทั้งนัน้ ตัดมันออกไปเป็นช้ินเปน็ ท่อนออกไป
หนงั ปาดมนั ทงิ้ แลว้ โยนใสต่ ะกรา้ ลงไป หวั กต็ ดั ออก ปาดมนั ทง้ิ ขาดแลว้ ไปโยนใสต่ ะกรา้
เนอื้ หนงั มงั สาตรงไหนทม่ี นั เปน็ เนอื้ เปน็ หนงั หมุ้ หอ่ รา่ งกายทง้ั หมด เอามดี ปาดโยนใส่
ตะกรา้ ลงไป ใหเ้ หลอื แตเ่ นอ้ื หมุ้ กระดกู ถงึ เนอ้ื หมุ้ กระดกู แลว้ ปาดเนอ้ื ออก ปาดเนอ้ื ออก
โยนใส่ตะกร้า มแี ตก่ ระดูกกองอยู่ มแี ตก่ ระดูกปรากฏอยู่ เต็มอยูด่ ้วยเลือดเต็มอยู่
ดว้ ยเน้ือ ทำ� อยอู่ ย่างนี้

เราทำ� อยา่ งนมี้ ปี ระโยชนอ์ ะไร เราไมไ่ ดท้ ำ� เพอื่ เอาหนงั เราไมไ่ ดท้ ำ� เพอ่ื เอากระดกู
เราไมไ่ ดท้ ำ� เพอ่ื เอาของปฏกิ ลู สกปรกเหลา่ นี้ เราทำ� เพอ่ื ซกั ฟอกจติ ใจของเรา เพราะจติ ใจ
ของเรามันติดมนั ข้อง จติ ใจของเรามันยังยินดแี ละยินร้ายอยู่ในกองปฏิกลู อนั น้ี

ดซู ิ ในตะกรา้ ทเี่ ราเอาหวั ทงิ้ ลงไป เราเอาเนอื้ หนงั มงั สาเอาแขง้ เอาขาทง้ิ ลงไป แลว้
ในตะกรา้ อนั นน้ั มนั เปน็ ตะกรา้ ของสกปรก หรอื เปน็ ตะกรา้ ของหอมของสะอาด จะเปน็
ตะกรา้ ทองคำ� กช็ า่ ง เอาทองคำ� มาสานเปน็ ตะกรา้ ในเมอื่ เอารา่ งกายของเราชน้ิ นอ้ ยชนิ้ ใหญ่
เอาไปใส่ในตะกร้าทองคำ� นนั้ แล้วตะกร้าทองคำ� อนั นน้ั มนั ก็กลายเป็นของสกปรกไป
เลยละ่ นี่จึงให้ท�ำทุกอยา่ ง นกึ คิดพิจารณาเอาเอง

จงึ วา่ อยา่ งนนี้ ล่ี ะ่ คยุ คนเดยี ว พดู คนเดยี ว ทำ� อยคู่ นเดยี ว หาความคดิ หาความอา่ น
ท�ำยังไงใจของเราจึงจะเป็นการกระท�ำท่ีเป็นข้อปฏิบัติเพ่ือท่ีจะซักฟอกความยึดถือว่า

169

เปน็ ตัวเป็นตน แกไ้ ขค�ำวา่ “ยึดถือ” ให้มนั น้อยลงไป ให้มันหมดสนิ้ ลงไป ทำ� ยงั ไง
การกระท�ำในใจของเราน่ีจะเป็นการกระท�ำเพื่อท�ำลายความยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตน
เป็นของเราของเขา ทำ� ยงั ไงจะเป็นการทำ� ลายสักกายทฐิ นิ ้ี

ทำ� ไปเถอะ ทำ� ใหม้ าก ยง่ิ มโี อกาสทำ� ลายไดม้ าก ไมต่ อ้ งไปกลวั มนั จะหมดมนั จะสนิ้
ไม่ต้องไปกลัวคอมันจะขาด ไม่ต้องไปกลัวว่าหนังที่ปาดท้ิงน้ันมันจะไม่มีหนังจะห่อ
ไมต่ อ้ งไปกลวั มนั หมดหรอก บดมนั ออกไปบดขยี้ นกึ เอา เอารถบดมาบดหวั บดรา่ งกาย
ของเรานี่ นง่ั กเ็ อารถบดมาบดมนั ลงไป รถบดลอ้ เหลก็ นนั้ นะหมนุ มา ขบั มา เรานข่ี บั เอาเอง
กไ็ ด้ เหยยี บมนั โลด เหยยี บแตห่ วั ใหม้ นั แบนไปเลย ใหม้ นั ละเอยี ดไปเลย ทำ� อยอู่ ยา่ งนล้ี ะ่
เพราะมันหวงแหน ทำ� ยังไงจงึ เป็นการท�ำลายละความหวงแหน ท�ำลายความห่วงไว้
ท�ำมันลงไป

จรงิ จงั ในการทำ� ในเมอื่ มนั เหน็ วา่ หมดไปจรงิ ๆ ปรากฏวา่ รา่ งกายของเรานห่ี มด
ไปจรงิ ๆ ถา้ หากวา่ มนั ยงั ไมห่ มด ทำ� มนั อกี บดขยม้ี นั อกี ตดั ฟนั มนั อกี สบั ซอยมนั ลง
ไปอกี ท�ำทุกอยา่ ง เพราะเราท�ำเพ่อื ต้องการท�ำลายคำ� วา่ สกั กายทิฐิ ท�ำจนกระท่งั พอ
ใจของเรากส็ งบได้ สงบมาอยกู่ ับจติ สงบมาอยูก่ ับความรู้ สงบอยกู่ ับสติ มีสติรู้อยู่
ท่จี ติ ที่ใจของเราน่ี

จงึ วา่ ตอ้ งทำ� ใจใหค้ ม ทำ� ใจใหเ้ ขม้ แขง็ จรงิ ๆ เขม้ แขง็ จรงิ จงั ทำ� ยงั ไงใหเ้ ปน็ อยา่ งนนั้
จรงิ ๆ ค�ำวา่ “คม” คอื ตัดไปตรงไหนขาดไปจริงๆ ตัดคอคอขาด ตัดขาขาขาด
ตดั แขนแขนขาด ผา่ ลงไปเปน็ ชนิ้ เปน็ ชน้ิ เปน็ ซกี เปน็ เสยี้ ว มนั กป็ รากฏเปน็ ซกี เปน็ เสยี้ ว
ไปจรงิ ๆ สบั ใหล้ ะเอยี ด มนั กป็ รากฏวา่ ละเอยี ดจรงิ ๆ นจ่ี งึ เรยี กวา่ “ใจคม” คมในการ
ทำ� ลายรา่ งกายของเราไปน่ี การคมมนั กใ็ หค้ มไปหมด คมทจ่ี ะประหารอารมณส์ ญั ญา
คมในการกำ� จัดสงิ่ ทม่ี าเป็นอารมณข์ องจิตของใจ

พอนกึ ปบ๊ั ๑ อารมณท์ ขี่ วางจติ ขวางใจกด็ บั นกึ ปบ๊ั อารมณท์ ขี่ วางจติ ขวางใจดบั
ขาดไปทันที ใหค้ มอยา่ งนัน้ (๓๐ ก.ค. ๒๙)

๑ ป๊บั หมายถงึ อาการท่ีเป็นไปอยา่ งฉับไว ทนั ทที ันใด เชน่ วางปบ๊ั หยบิ ปั๊บ

170

กรรมฐานกระดูก

ทา่ นกลา่ วเอาไวใ้ นครงั้ สมยั พทุ ธกาล มพี ระเถระองคห์ นง่ึ ยงั ไมไ่ ดส้ ำ� เรจ็ มรรคผล
ทา่ นประกอบความพากความเพียรดว้ ยการบรกิ รรม อฏ€ฺ ๆิ กระดูก เป็นอารมณ์อยู่
จนกระทั่งเห็นกระดกู ของเจ้าของ เดินไปเดนิ มาก็เห็นแตก่ ระดูกเดิน นกึ ไปทางไหน
ก็มแี ตก่ ระดูกหมด
วันหนึ่งมผี ัวเมยี คูห่ น่ึงทะเลาะกนั เมียแล่นหนี ผ้ผู วั กแ็ ลน่ ตาม ผเู้ มียแลน่ มา
ผ่านทางทีพ่ ระเถระเจา้ ก�ำลงั เดนิ จงกรมอยู่ ใจของท่านมองเห็นเขาเป็นกระดกู ทั้งร่าง
เขาแล่นมาแลว้ ผา่ นไป ก็เหมอื นกับกระดกู แลน่ ผ่านมาแลว้ ผา่ นเลยไป ผู้ผวั ตามมา
ก็ถามท่านวา่ เห็นผหู้ ญิงเดินมาทางน้ีไหม ทา่ นก็ตอบตามที่ท่านเห็นจรงิ ๆ ว่า
“ไม่เห็น.. เหน็ แต่กระดกู แล่นไป”
ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อความได้มรรคได้ผล เพ่ือความเป็นพระอรหันต์ ท่านท�ำกัน
อยา่ งนั้น
เดยี๋ วนกี้ ระดกู ของเรากม็ ี ไมใ่ ชว่ า่ มแี ตส่ มยั พทุ ธกาล ยคุ นสี้ มยั นก้ี ม็ กี ระดกู ทจ่ี ะ
เอามาเปน็ อารมณเ์ ปน็ อาวธุ ทจ่ี ะประหตั ประหารกเิ ลสได้ เดย๋ี วนกี้ ย็ งั มอี ยู่ หนงั ของเรา
ที่หุ้มห่ออยู่นี้ก็ยังมีเต็มไปด้วยกระดูกนี่ จึงให้เอากระดูกมาเป็นอารมณ์ของใจกัน

(๑ ก.ค. ๒๘)

171

ในเม่อื เราเอากระดูกมาเปน็ อารมณ์ของใจ ผลกจ็ ะปรากฏใหม้ รี สมีชาติขึ้นทใ่ี จ
เพราะกระดกู ก็เปน็ อาหารของใจได้ และเป็นอาหารท่ไี ม่เป็นพิษเปน็ ภัยดว้ ย กระดกู
เปน็ ของแขง็ กระดกู ระลกึ รรู้ ะลกึ เหน็ ไดง้ า่ ย ใหเ้ อาใจของเราเกยี่ วขอ้ ง เอากระดกู มา
เปน็ อารมณ์ของใจ กระดกู กะโหลกศีรษะเป็นยงั ไง เอาใจของเราเข้าไปอยู่ท่ีกะโหลก
ศีรษะนน้ั เอาความรสู้ กึ ไปพิจารณาในกระดูกขากรรไกรเปน็ ยงั ไง กระดกู เชงิ กราน
เปน็ ยังไง พจิ ารณาเป็นล�ำดับๆ ลงไป จนกระทงั่ ถึงกระดกู น้ิวเท้า กระดูกนวิ้ เท้าเป็น
ยงั ไง แลว้ กค็ อ่ ยกลบั มา เรยี กวา่ พจิ ารณาเปน็ อนโุ ลม เปน็ ปฏโิ ลม ๑ กลบั ไปกลบั มา
ศีรษะไปหาเท้า เท้าขึ้นมาศีรษะ ระลึกอยู่เฉพาะส่วนที่เป็นกระดูก จะเห็นชัดหรือ
ไมเ่ ห็นชัด ไมต่ อ้ งไปคิดถงึ

ใหใ้ จของเราแนบแนน่ อยกู่ บั กระดกู เอาใจของเราไปดู เอาใจของเราเขา้ ไปเหน็
ใจของเราในเมื่อเก่ยี วข้องหรอื วา่ ส้องเสพกระดูก ผลของการเก่ยี วขอ้ ง ผลของการ
สอ้ งเสพกระดูกน้ี จะเหมือนอาหารที่จะปรากฏเป็นรสเปน็ ชาตขิ น้ึ ที่จติ ทใ่ี จ (๑๕ เม.ย.

๒๕)

สมมตุ วิ า่ เราดูโครงกระดูกจรงิ ท่แี ขวนไวอ้ ยตู่ รงนน้ั หรอื ดรู ปู โครงกระดกู ท่เี รา
เหน็ ตรงไหน เราก็เอารูปอันนัน้ มาแขวนเอาไว้ เอามาตั้งเอาไว้ หรือเอามานอนไวก้ ็ได้
ให้ลมื ตาให้เหน็ เป็นรูปไว้อย่างทเี่ ราเหน็ นน้ั ก็ตั้งใจดรู ูปใหเ้ ห็นอันนั้นใหช้ ัด แลว้ เรา
ก็เอาที่เราเหน็ จนจำ� ได้น้นั ล่ะเอามานึก นกึ เอา เอามานึกไวเ้ ฉพาะหนา้ เหมอื นท่เี ราดู
ตรงไหนเปน็ ยงั ไงๆ ตง้ั แตศ่ รี ษะ ตง้ั แตห่ วั กะโหลก แลว้ กไ็ ปหานว้ิ กระดกู นวิ้ ไลล่ งไป
จนถงึ ปลายนวิ้ เทา้ น่ี ดขู น้ึ ดลู ง ดใู หไ้ ปขา้ งซา้ ย ดไู ปทางขวา ดไู ปขา้ งหนา้ ดไู ปขา้ งหลงั
ดูตั้งแต่ศีรษะลงไปหาส่วนล่าง ดูแต่กระดูกส่วนล่างให้ขึ้นมาหาส่วนบน ดูขึ้นดูลง
อย่อู ย่างน้นั ล่ะ

เราจะเดนิ จงกรม เรากด็ อู ยอู่ ยา่ งนนั้ ดเู หมอื นโครงกระดกู ของเราเดนิ หรอื เหมอื น
โครงกระดกู ลอยอยเู่ ฉพาะหนา้ นง่ั อยกู่ เ็ อาโครงกระดกู นนั้ ละ่ เอามาวางไวเ้ ฉพาะหนา้

๑ อนโุ ลม แปลว่า ตามล�ำดับ, ปฏิโลม แปลว่า ย้อนล�ำดบั

172

หรอื ปรากฏอยเู่ ฉพาะหนา้ ดอู ยอู่ ยา่ งนน้ั จนกระทง่ั มนั ชดั ขนึ้ จนเราลมื ตาเรากเ็ หน็ อยู่
เปน็ โครงกระดูกเป็นนมิ ิต ๒ อยูอ่ ย่างน้ัน หลับตาเราก็เห็นเป็นโครงกระดกู เปน็ นมิ ติ
อยอู่ ยา่ งน้นั น่ีเรยี กวา่ นิมิตติดตา
นิมิตติดตา ก็คือใจของเรามันติดเป็นอารมณ์อยู่กับโครงกระดูกนั้นเอง
ในหลกั การอนั นี้ มนั กเ็ ปน็ วธิ กี ารอนั หนงึ่ เพอื่ แกอ้ ารมณส์ ญั ญาของเรา ในเมอื่ อารมณ์
สัญญาของเราไดแ้ กไ้ ขพอลงไปแล้ว ใจของเราก็สงบเอง (๑ ส.ค. ๒๘)

๒ นมิ ติ ตฺ หรอื นมิ ติ เปน็ ภาพทเ่ี หน็ ในใจของผเู้ จรญิ กรรมฐาน หรอื อารมณก์ รรมฐานทน่ี กั ปฏบิ ตั กิ ำ� หนดขนึ้
นมิ ติ ทเ่ี ปน็ อารมณก์ รรมฐานนน้ั มี ๓ อยา่ ง คอื บรกิ รรมนมิ ติ (ไดแ้ ก่ สง่ิ ทกี่ ำ� หนดนกึ เปน็ อารมณ์ หรอื สง่ิ ท่ี
เพง่ ใหเ้ ปน็ อารมณก์ รรมฐาน), อคุ คหนมิ ติ (แปลวา่ นมิ ติ ตดิ ตา คอื สงิ่ ทเี่ พง่ แลว้ จำ� ตดิ ตา แมน่ ในใจจนสามารถ
นกึ เหน็ ไดช้ ดั เจน) และ ปฏภิ าคนมิ ติ (แปลวา่ นมิ ติ เทยี บเคยี ง เปน็ ภาพทเ่ี กดิ จากสญั ญาทสี่ ามารถตรกึ ใหย้ อ่
หรอื ขยาย หรือแปรสภาพให้เหน็ เสมอื นจริงได้)

173

เอกายนมรรค๑

อยา่ งทท่ี า่ นพระเถระทา่ นประกอบความพากความเพยี ร ทา่ นปรารภโครงกระดกู
เปน็ อารมณ์ จนเหน็ กระดกู ของทา่ นเดนิ ไปเดนิ มา เหน็ กระดกู นง่ั อยเู่ วลานงั่ เหน็ กระดกู
นอนอยเู่ วลานอน เห็นกระดูกยืนอยู่เวลายนื เวลาเดินกเ็ ห็นกระดกู เดนิ อยู่ เห็นอยู่
อย่างนั้นในอิริยาบถท้ังสี่ ในเม่ือเห็นอยู่อย่างน้ันจะว่ามีส่ิงใดๆ มาปรากฏ จะว่า
เปน็ รปู กช็ า่ ง รูปสัตว์ใดๆ กช็ า่ ง ใจจะหยั่งเข้าถงึ กระดกู สตั ว์น้นั ทนั ที

ในเมือ่ ใจของทา่ นส้องเสพกระดูกอยู่เปน็ ประจำ� กระดกู น้ันจะเปน็ ธรรมเครือ่ ง
ขดั เกลา ขดั เกลาจติ เพราะสงิ่ ทจี่ ะทำ� ใหจ้ ติ มวั สง่ิ ทจี่ ะทำ� ใหจ้ ติ เศรา้ หมอง กเ็ พราะใจ
ไม่เหน็ กระดกู นั่นเอง กระดูกนใ้ี นเมื่อเราเก่ียวขอ้ งใหม้ าก มากเทา่ ไรใจของเราจะยิ่ง
ผ่องใสมากเท่าน้นั

จงึ ว่ากระดกู เป็นธรรมเคร่อื งขัดเกลา

“เอกายนมคคฺ ” คำ� วา่ มคคฺ (มรรค) คอื ทางเดนิ เอก, เอกายน หมายถงึ วา่ หนง่ึ
ทางที่เป็นหนึ่ง หรือทางเส้นเดียว เราเอาใจของเราเดินอยู่ในทางเส้นเดียวน้ี
ใหต้ งั้ ใจวา่ จะไมใ่ หใ้ จของเราไปไหน ไมใ่ หเ้ คลอ่ื นคลาดจากสงิ่ ทเ่ี ราตงั้ เปา้ หมายเอาไว้
ไมใ่ หเ้ คลอื่ นคลาดจากเปา้ หมายนดี้ ว้ ยความพยายาม ในเมอื่ ความพยายามของเราพอ
ใจของเรากเ็ ข้าสูเ่ ส้นทางได้ ในเมอื่ เขา้ สเู่ ส้นทางได้ ก็เขา้ ถึงจุดหมายได้

๑ เอกายนมคฺค หรือ เอกายนมรรค แปลวา่ ทางเป็นทไ่ี ปสคู่ ุณอนั เอก หรอื ทางสายเอก

174

เสน้ ทาง คอื อะไร ทางเดนิ ของใจคอื กระดกู นี้ เดนิ ใหม้ าก เดนิ ใหย้ งิ่ มากเทา่ ไรไม่
ตอ้ งกลวั เกนิ ไมต่ อ้ งกลวั มากไป ผลมะมว่ งถงึ เวลาจะสกุ มนั ไมเ่ กนิ สกุ หรอก ในเมอ่ื
เต็มท่ีแล้ว มนั กส็ กุ เอง
การเอาใจเกย่ี วขอ้ งในธรรมเครอ่ื งขดั เกลาไมต่ อ้ งกลวั วา่ จะเกนิ ไป ทเี่ กนิ มนั ไมใ่ ช่
เกินเพราะเอาใจเกยี่ วขอ้ งกับกระดูก เวลาเอาใจเก่ียวข้องกบั กระดกู เข้า เกีย่ วข้องกบั
กระดูกมากๆ เข้าแลว้ ความสวา่ งของใจย่อมปรากฏ (๑๕ เม.ย. ๒๕)

175

พจิ ารณากายเปน็ ธาตุ

เราจะคดิ วา่ รา่ งกายของเรามีลกั ษณะเหมือนรถคนั หนึ่งก็ได้

รถที่มีใจเป็นคนขับ ขับรถวิ่งไปก็เหมือนกับเราๆ นี่ ก็ไปไหนมาไหนก็ได้
เลยี้ วพวงมาลยั ไปซา้ ยมนั กไ็ ปซา้ ย เลย้ี งพวงมาลยั ไปขวามนั กไ็ ปขวา ตามความตอ้ งการ
ของใจ ใจจะไปไหนกข็ ับรถไป แล้วรถอันนีน้ ้ำ� มนั กต็ อ้ งเติมเหมือนกันนะ เติมน้�ำมนั
บางคนกเ็ ตมิ วันละครงั้ บางคนกเ็ ตมิ สองครง้ั บางคนกเ็ ติมสามครงั้ นำ�้ มันกต็ อ้ งเตมิ
เป็นประจำ� ถา้ หากว่าไม่มีน�้ำมนั รถวิง่ ไปไม่ได้ ถงึ วา่ รถทีม่ สี ภาพดีอยแู่ ต่ไมม่ ีนำ้� มนั
กว็ ง่ิ ไปไมไ่ ด้ หมดกำ� ลงั เหยยี บคนั เรง่ กไ็ มไ่ ป เลยตอ้ งหานำ้� มนั มาเพมิ่ ตอ้ งหานำ�้ มนั
มาเติมล่ะ

ดูเอา.. น่ีกร็ ถ เราๆ ท่นี ัง่ อยนู่ ่ี ทว่ี ่าเปน็ ก้อนเรากองเราหรือตัวตนของเรา อันน้ี
ก็เปน็ รถคนั หน่งึ เรียกว่าเป็นเคร่ืองใช้ รถอะไรต่อมอิ ะไรภายนอก จะเป็นรถยนต์
รถไฟ รถจักรยาน อะไรนั่น เขาไม่มคี วามรอู้ ะไร จงึ เรยี กวา่ เป็นธาตทุ ไี่ ม่มีความรู้

กายของเรากธ็ าตุ เป็นธาตุที่ไม่มคี วามรอู้ ะไรเหมอื นกัน จึงเรยี กวา่ ธาตุไมร่ ู้
ประกอบดว้ ย ดนิ นำ�้ ลม ไฟ ทเ่ี ปน็ กาย อนั นเ้ี ขากเ็ หมอื นดนิ นำ�้ ลม ไฟ ทอ่ี ยภู่ ายนอก
นั่นเอง กองธาตขุ องใครก็ชา่ ง เห็นเขาเดนิ ไปนนั่ ไปน่ี เลยี้ วซ้ายเล้ยี วขวา นน่ั ก็เพราะ
เขามี วิญญาณธาตุ ก็เพราะเขามี มโนธาตุ มีจิตมีใจเป็นเคร่ืองบังคับให้ไปหน้า
ใหห้ นั ซา้ ยหนั ขวา หรอื ให้น่งั ให้นอน ให้เดนิ ใหย้ นื ใหท้ �ำการทำ� งานอะไรตอ่ มิอะไร
มวี ิญญาณธาตุเปน็ ผบู้ งั คับบัญชา ไมว่ ่าเราไมว่ ่าเขาเหมอื นกนั อย่างนี้หมด

176

แผ่นดินภายนอกไม่ใช่แผ่นดินก้อนเดียวนะ เป็นแผ่นดินหลายก้อนทีเดียว
ก้อนดินใหญ่กม็ ี ก้อนทรายเล็ก ก้อนกรวดเล็กใหญ่ และกด็ นิ ที่ละเอียดกม็ ี เอามา
รวมกันเป็นดนิ เปน็ แผน่ ดินท่ใี หญ่โต

คำ� วา่ “ธาต”ุ ในเรานกี้ เ็ หมอื นกนั มกี อ้ นใหญก่ อ้ นนอ้ ยเหมอื นกนั ผมกก็ อ้ นหนงึ่
ขนกก็ อ้ นหนงึ่ เลบ็ กก็ อ้ นหนง่ึ ฟนั กก็ อ้ นหนงึ่ หนงั กก็ อ้ นหนงึ่ เนอ้ื กก็ อ้ นหนงึ่ กระดกู
กระเดย้ี วมนั กเ็ ปน็ กอ้ นๆ ไปทง้ั นนั้ ตากเ็ ปน็ กอ้ นหนงึ่ นะ เพราะวา่ ตากเ็ ปน็ ธาตุ ตากเ็ ปน็
กอ้ นดนิ อนั หนง่ึ และถา้ หากวา่ เราดไู ปจรงิ ๆ แลว้ มนั กไ็ มใ่ ชก่ อ้ นเดยี ว มนั มกี ารแยก
ของมนั ออกไปอกี เปน็ สว่ นๆ เปน็ สว่ นยอ่ ยๆ ลงไปอกี มนั แยกแยะละเอยี ดลงไปๆ อกี

น้ำ� ก็เหมอื นกัน ค�ำวา่ “น�้ำ” นำ้� ทีเ่ ราเห็นว่าเป็นแผน่ เดยี วกันน้ัน ตกั ออกมา
เทลงไป มนั กไ็ ปเชอื่ มเปน็ นำ้� อนั เดยี วกบั ของเกา่ แตค่ วามจรงิ แลว้ ในเมอ่ื พจิ ารณาแลว้
น�้ำเขาก็เป็นสว่ นๆ ของเขา น้�ำเขากเ็ ป็นส่วนๆ ของเขาอย่อู ยา่ งนัน้ ลมก็เหมือนกนั
ไฟก็เหมือนกัน เราเห็นว่าเป็นแสงไฟเปน็ กอ้ นๆ เป็นอันเดยี วกนั น้ี เขากย็ ังไม่เป็น
อันเดียวกนั

คำ� วา่ เปน็ ธาตุ เรากต็ อ้ งพสิ จู นใ์ หช้ ดั ใหใ้ จของเราเหน็ วา่ เปน็ ธาตชุ ดั ลงไป ผมหลน่
ลงไปเปน็ ดนิ ไหม ขนหลน่ ลงไปเปน็ ดนิ ไหม เลบ็ หลน่ ลงไปเปน็ ดนิ ไหม ฟนั หลน่ ลงไป
เปน็ ดนิ ไหม หนงั เปน็ ดนิ ไหม เนอื้ เปน็ ดนิ ไหม ใหเ้ หน็ วา่ เปน็ ดนิ ชดั ลงไป ผมทห่ี ลน่ ลง
ไปแลว้ กเ็ ปน็ ดนิ ผมทยี่ งั ไมท่ นั หลน่ ลงไปทยี่ งั อยบู่ นศรี ษะกเ็ ปน็ ผมเหมอื นกนั กต็ อ้ ง
เป็นดินเหมือนกันนน่ั เอง ขนกเ็ หมอื นกัน เลบ็ ก็เหมอื นกัน ฟนั ก็เหมือนกัน หนงั ก็
เหมือนกัน เป็นดนิ ทัง้ น้ัน

จงึ วา่ การพจิ ารณาใหเ้ หน็ วา่ กายนน้ั เปน็ ธาตุ มนั เปน็ สว่ นๆ เปน็ ธาตดุ นิ แตล่ ะสว่ นๆ
ทง้ั นน้ั ในเมอื่ เปน็ ธาตอุ ยา่ งนแ้ี ลว้ มนั กไ็ มม่ อี ะไรทจ่ี ะเปน็ ผเู้ ปน็ คน (๕ ส.ค. ๒๕)

177

ความเปน็ คนหายไป เครอื่ งผูกก็หายไป

พระพทุ ธเจา้ ทรงเทศนาตดั เครอ่ื งผกู กท็ รงเอาเครอื่ งผกู เหลา่ นล้ี ะ่ มาเทศนาเพอ่ื
ตดั เคร่อื งผูกนัน้
เพราะทเี่ ปน็ เครอ่ื งผกู กเ็ พราะยดึ วา่ อนั นน้ั เปน็ อนั นน้ั ยดึ วา่ เปน็ เรา ยดึ วา่ เปน็ ตวั
เปน็ ตนของเรา ยดึ วา่ เปน็ ญาตเิ รา พระพทุ ธเจา้ กท็ รงนำ� สงิ่ ทวี่ า่ เปน็ ของเราๆ มาเทศนาวา่
สกั แตว่ า่ เปน็ ธาตดุ นิ นำ�้ ลม ไฟ เครอ่ื งผกู นน้ั ในเมอ่ื เราเหน็ วา่ เปน็ ธาตไุ ปเสยี เครอื่ งผกู
ทผ่ี กู แนน่ สกั ขนาดไหนเพยี งไรกช็ า่ ง เครอ่ื งผกู นน้ั กก็ ลายเปน็ เครอ่ื งปลดปลอ่ ย ที่เคย
เหน็ วา่ เป็นคนเหน็ วา่ เปน็ ตัวเปน็ ตน กเ็ หน็ วา่ เป็นดนิ เปน็ น�้ำ เปน็ ลม เป็นไฟ ไปเสยี
ว่าเป็นคน เปน็ เครื่องผกู วา่ เป็นดนิ น�ำ้ ลม ไฟ เป็นธรรมเคร่อื งปลดปล่อย
เปน็ คน กบั เปน็ ดนิ นำ้� ลม ไฟ อนั ไหนมนั จรงิ กวา่ กนั เปน็ คนเรากเ็ อาดนิ นำ�้ ลม ไฟ
มาพดู วา่ เปน็ คนกนั จะพูดสักขนาดไหน มนั กเ็ ปน็ ดนิ นำ�้ ลม ไฟ มันก็เป็นคนกนั
อยา่ งท่เี ราพูดไม่ได้ หายใจออกมาก็เปน็ ลม ถงึ วา่ ดื่มน�้ำเอานำ้� เขา้ ไป เวลาขบั ออกมา
เปน็ เหงอ่ื เปน็ นำ�้ มกู นำ�้ ลาย เปน็ นำ�้ ปสั สาวะ มนั กเ็ ปน็ นำ้� ไมเ่ หน็ คำ� วา่ เปน็ คนออกมา
พดู ถงึ เปน็ ดนิ การขบั ถา่ ยออกกเ็ ปน็ ดนิ การทจ่ี ะรบั ประทานเขา้ ไปกค็ อื รบั ประทานดนิ
อาหารทงั้ หมดกค็ ือดิน ขา้ วกเ็ ปน็ ดิน เพราะเป็นสว่ นหนึ่งของดนิ เกิดจากดิน
จะเป็นขา้ วหรือเปน็ อะไรกช็ ่างเถอะ เกดิ จากดินทัง้ นั้น (๒๒ ก.ค. ๔๖)

178

เราทกุ คนล้วนเปน็ ดนิ เพราะเอาดินมาเปน็ คนกนั เอาดินมาป้ัน แลว้ ในทีส่ ุด
ก็สลายลงเปน็ ดนิ เราเกิดมาเปน็ ผเู้ ป็นคนขนึ้ มา สง่ิ ท่จี ะท�ำใหเ้ ราเจรญิ เติบโตหรอื ว่า
อยไู่ ดน้ ้ี อาศยั แผน่ ดนิ ทงั้ นน้ั ขา้ วกเ็ กดิ จากแผน่ ดนิ ผกั กเ็ กดิ จากแผน่ ดนิ ผลไมก้ เ็ กดิ
จากแผน่ ดนิ อะไรก็เกดิ จากแผน่ ดนิ เราเอาแผ่นดินน้นั เอามาเป็นตัวเปน็ ตน เปน็ รูป
เป็นรา่ งของเรา เอาแผ่นดนิ มาปน้ั เปน็ รูปเปน็ ร่างนี่ ต่างคนก็ต่างเป็นดนิ
การพิจารณาไปอย่างน้ลี ะ่ มันกค็ ่อยชัดข้นึ ๆ แจม่ แจ้งข้ึนๆ ในที่สดุ ก็จะเห็น
เอาจรงิ ๆ เหน็ วา่ ไมใ่ ชเ่ ราจรงิ ๆ หาอะไรสกั อยา่ งกไ็ มใ่ ชเ่ รา หาอะไรสกั อยา่ งกไ็ มใ่ ชเ่ ขา
ในโลกอนั นท้ี เี่ ปน็ อนั นน้ั ๆ เพราะสกั แตว่ า่ ไปสมมตุ กิ นั เทา่ นนั้ เอง ความจรงิ แลว้ ไมไ่ ด้
เป็นอะไรสกั อยา่ ง แตล่ ะอยา่ งๆ เขามคี วามจรงิ ของเขาทง้ั นนั้ ความจริงของเขาก็คือ
เกิดขึน้ มาแลว้ ก็มีแต่ท่จี ะเดินทางไปหาความแตกสลายเท่านัน้ เอง (๕ ก.พ. ๓๐)
ในเมอื่ เหน็ เปน็ ดนิ เปน็ นำ้� เปน็ ลม เปน็ ไฟ ขนึ้ มา เปน็ ดนิ นำ�้ ลม ไฟ เปน็ จรงิ ๆ
คำ� ว่าเปน็ คนเปน็ สัตว์หายไปในขณะทีเ่ ห็นเป็นดิน น้�ำ ลม ไฟ ชดั นัน้ ทีเดยี ว
ทว่ี า่ ความเปน็ คนเปน็ เครอ่ื งผกู นนั้ เมอื่ ความเปน็ คนหายไป เครอื่ งผกู กห็ ายไป

(๒๒ ก.ค. ๔๖)

179

ไม่พจิ ารณาร่างกายไมไ่ ดห้ รือ

(โยมถาม) หลวงปู่ชอบสอนให้พิจารณาร่างกาย การปฏิบัติธรรมน่ีไม่พิจารณา
ร่างกายไม่ได้หรือ เพราะเรื่องความทุกข์ความสุขนี่มันเป็นเร่ืองของ
จติ ใจ ท�ำไมจะตอ้ งไปพิจารณาร่างกายดว้ ย

(หลวงปูต่ อบ) ถกู เรื่องทกุ ข์เร่อื งสุขมันเป็นเรือ่ งของจิตใจ แต่เร่อื งของร่างกายก็มี
สว่ นทำ� ใหจ้ ิตใจเป็นทกุ ข์หรอื เป็นสขุ มาก มีส่วนเอามากทเี ดียว

รา่ งกายเปน็ สขุ หรอื วา่ เปน็ ทกุ ข์ สว่ นมากสขุ ๆ มนั กค็ อื ความทกุ ขน์ นั่ เอง
สุขอันเกิดจากร่างกายมากก็คือความทุกข์มาก ร่างกายน่ีเป็นเหตุให้
จิตใจเปน็ ทุกขม์ าก มสี ว่ นท่ีจะทำ� ใหจ้ ิตใจเปน็ ทกุ ข์มาก

จึงให้พิจารณาร่างกายน้ี ในเมื่อพิจารณาร่างกายน้ีเข้าใจตามหลัก
ความเป็นจริงของเขาแล้ว ร่างกายน้ีจะท�ำให้จติ ใจเคยเปน็ ทกุ ข์เพราะ
ร่างกายเปน็ เหตนุ นั้ จะคอ่ ยคลีค่ ลายลงไป หรือเบาบางลงไป เบาบาง
ลงไปได้มากทีเดียว ถ้าหากว่าพิจารณาเข้าใจชัดตามความเป็นจริง
ของเขาแล้ว ร่างกายอันน้ีแหละท่ีเราเคยเป็นทุกข์เพราะร่างกายอันนี้
เปน็ เหตุ รา่ งกายอนั นแี้ หละจะไมท่ ำ� ใหจ้ ติ ใจของเราเปน็ ทกุ ขอ์ กี ในเมอื่
พิจารณาทราบเรอื่ งราวของเขาชัดแลว้

180

(โยมถาม) เราจะพจิ ารณาจิตเลยไมไ่ ดห้ รอื โดยไมต่ ้องพิจารณารา่ งกาย
(หลวงปตู่ อบ) ไดอ้ ย.ู่ . ถา้ หากวา่ ได้
ไดอ้ ยู่ ถา้ หากวา่ ได้ คอื ยงั ไง คอื จติ ใจของเราเขา้ ถงึ ความสงบระงบั เอง

กห็ มายความว่าผา่ นการพจิ ารณารา่ งกายไปได้ พิจารณาจิตถา้ หากว่า
พจิ ารณาได้ กไ็ ด้ แตธ่ รรมชาตขิ องจติ น่ี เขามคี วามละเอยี ดมาก การที่
จะพจิ ารณาเรอ่ื งของจติ จติ ใจของเราตอ้ งละเอยี ดลงไปมากเหมอื นกนั
การพจิ ารณารา่ งกายนมี่ นั เปน็ การกรองจติ ใจของเรา นใี่ หผ้ า่ นความหยาบ
เขา้ ถงึ ความละเอยี ด กรองไปเสยี กอ่ นทหี นง่ึ ใหม้ นั เขา้ ถงึ ความละเอยี ด
ซงึ่ เหมาะสมหรอื ควรแกก่ ารพจิ ารณาเรอื่ งของจติ ตอ่ ไป และกม็ โี อกาส
ท่ีจะพิจารณาเรื่องของจิต รู้เรื่องราวของจติ ได้ดดี ้วย (๑๐ มิ.ย. ๒๙)

181

“ ใหพ้ ากนั ...เช่ือม่ันลงในหลักของกรรมฐานนี้
ถา้ หากว่ายังมกี ารทะนุถนอม ไม่สนใจในการทจี่ ะพิจารณากรรมฐาน
หวงกรรมฐานของเจา้ ของ ทง้ั ๆ ทเี่ ปน็ ของเกดิ มาตาย ท้ังๆ เปน็ ของปฏกิ ลู

แตก่ ลบั ไมย่ อมพิจารณาให้แจง้ ชัดตามความเปน็ จรงิ ของเขาแลว้
อนั นลี้ ่ะมันปิดประตูปิดช่องทางมรรคผลนพิ พานทีเดยี ว
ยังมดื มนอนธการไมร่ ทู้ างไปทางมา

ถา้ หากวา่ เปิดอันนีแ้ จง้ ชดั เมอ่ื ไหร่ เหน็ ประตูมรรคผลเมอื่ น้นั ”

(๒๗ ธ.ค. ๒๙)

182

ปฏกิ ูลสญั ญาและอสภุ กัมมฏั ฐาน

ในสมยั พทุ ธกาล มสี องพนี่ อ้ งบวช จฬู ปนั ถก กบั มหาปนั ถก จฬู ปนั ถกเปน็ ผนู้ อ้ ง
มหาปนั ถกเปน็ ผพู้ ี่ ผพู้ ไี่ ดส้ ำ� เรจ็ เปน็ พระอรหนั ต์ สว่ นองคน์ อ้ งยงั ไมไ่ ดเ้ รอื่ ง สอนยงั ไง
ก็ไมร่ ้เู รื่อง
จูฬปันถกเป็นผู้ทมี่ ีบารมจี ะต้องไดร้ บั ค�ำสอนจากพระสมั มาสมั พุทธเจา้
กาลตอ่ มา พระพทุ ธเจา้ ไดท้ รงใหอ้ บุ ายแกจ่ ฬู ปนั ถก โดยทรงใหผ้ า้ ขาวทส่ี ะอาดให้
เอาไปลูบ ทรงสอนใหล้ ูบอยู่อย่างนั้น แล้วก็ภาวนาบรกิ รรม รโช หรณํ รชํ หรติ ๑
ทา่ นกล็ บู ไปอยา่ งนน้ั และบรกิ รรมอยอู่ ยา่ งนน้ั แตใ่ นทส่ี ดุ ผา้ ทขี่ าวนนั้ กก็ ลายเปน็
ผา้ ทไ่ี มส่ ะอาดขนึ้ มา ทง้ั ๆ ทผ่ี า้ นนั้ กข็ าว ผา้ นน้ั กส็ ะอาด และไมไ่ ดเ้ อาไปเปอ้ื นสง่ิ หนงึ่
ส่งิ ใดเลย เพียงแตล่ บู ๆ อยอู่ ยา่ งนั้น
ท่านจึงยอมรับว่าร่างกายนี้เป็นของสกปรก ผ้าขาวจะขาวสะอาดสักขนาดไหน
ในเมื่อร่างกายมาถูกต้องกับผ้าน้ัน ก็ท�ำให้ผ้าน้ันเปื้อนกลายเป็นของสกปรกไป
ทา่ นจงึ เหน็ รา่ งกายของทา่ นนน้ั เปน็ ของสกปรก ในทสี่ ดุ ทา่ นกไ็ ดส้ ำ� เรจ็ เปน็ พระอรหนั ต์

๑ รโช, รช แปลว่า ฝุ่น, มลทิน, ความสกปรก, ความไมบ่ รสิ ทุ ธิ์ หรณ, หรติ แปลวา่ ถอื ไป, ถือเอา รโช
หรณํ รชํ หรติ มคี วามหมายว่า ติดฝุน่ แลว้ หรอื เปอ้ื นฝนุ่ แลว้

183

พระพทุ ธเจา้ ทรงใหอ้ บุ ายไมน่ านเลย เรยี กวา่ อบุ ายนนั้ ถกู จรติ นสิ ยั ของพระเถระ
อบุ ายนน้ั ถกู กบั จรติ นสิ ยั เพราะพทุ ธเจา้ ทรงอา่ นจรติ นสิ ยั ของแตล่ ะรายๆ ไดแ้ จม่ แจง้
ใครควรท่จี ะดำ� เนนิ อุบายอย่างไร ทรงรทู้ รงเหน็ แล้วกท็ รงแนะตามอบุ ายท่ีถูกจรติ
นิสัยนั้น การบ�ำเพ็ญของแต่ละท่านจึงได้รับความสะดวกสบายเพราะถูกจริตนิสัย
ในที่สดุ พระสาวกกไ็ ด้ส�ำเรจ็ เป็นพระอรหันตต์ ามๆ กันไป

รโช หรณํ รชํ หรติ รา่ งกายเปน็ ของเปอื้ น รา่ งกายเป็นของสกปรก เหมอื นกับ
ฝุ่นท่ตี กอยู่ตรงไหน สถานท่มี ีฝ่นุ น้นั เป้ือนสกปรกทัง้ น้นั

ท่วี า่ รา่ งกายเปน็ ของสกปรก ไม่ใช่มีเฉพาะในสมยั พระพุทธเจ้าเทา่ นน้ั เดย๋ี วนี้
กย็ งั มอี ยู่ รา่ งกายเปรยี บเหมอื นฝนุ่ ถกู ตรงไหนสมั ผสั กบั อะไร ตรงทถ่ี กู ตอ้ งสมั ผสั นนั้
เปือ้ นไปหมด แม้แตท่ ี่หลับทีน่ อน ผ้าผอ่ นทอ่ นสไบ เคร่อื งนุง่ เคร่อื งห่ม ยุคน้ีสมยั น้ี
ยุคไหนสมัยไหนก็เหมือนกัน ก็เพราะเป็นร่างกายอย่างเดียวกัน ยุคไหนสมัยไหน
ก็สกปรกเหมอื นกนั (๙ ธ.ค. ๔๑)

อสภุ ะ แปลวา่ ของไมง่ าม สุภะ แปลวา่ งาม สภุ ะ อสุภะ เป็นชื่อ ช่อื ทั้งหลาย
เกิดจากใจ สมมตุ ทิ งั้ หลายเกดิ จากใจเข้าไปหมาย รูเ้ ห็นอย่างไรกต็ ้งั สมมตุ ติ ามท่ีใจ
เขา้ ไปรูไ้ ปเห็นนน้ั ถึงจะรู้เหน็ ของอันเดยี วกันแต่ใจคนละใจ รเู้ ห็นแล้วหมายเอาส่งิ ท่ี
รู้เห็นน้ันไม่ตรงกันก็เป็นได้ แม้แต่ใจดวงเดียวนี้ บางทีก็เห็นสิ่งเดียวกันน้ันว่าเป็น
ของงาม บางทกี เ็ ห็นวา่ เปน็ ของไม่งาม

แตใ่ จทเ่ี ขา้ ไปรเู้ หน็ ความจรงิ ในอสภุ ะนนั้ ใจทเ่ี ขา้ ไปรไู้ ปเหน็ แลว้ เกดิ ความรเู้ กดิ
ความหมายเปน็ สญั ญา ๒ ขน้ึ แลว้ กเ็ กดิ เปน็ สมมตุ ติ ามมาตามระดบั ความโงค่ วามฉลาด
หรอื ความมดื ความสวา่ งของใจ แลว้ กไ็ ปสมมตุ ไิ ปหมายตามความมดื ตามความสวา่ ง
หรอื ตามความโงต่ ามความฉลาดของใจน้ัน

๒ ในทน่ี หี้ มายถงึ อสภุ สญฺ า หรอื ปฏกิ ลู สญฺ า คอื ความจำ� ไวห้ รอื ความสำ� คญั ไวว้ า่ เปน็ ของไมง่ าม หรอื
เป็นสงิ่ ปฏกิ ลู

184

ใจทเ่ี หน็ ชดั ตามความจรงิ ทเี่ ขาเปน็ ใจกจ็ ะสมมตุ อิ อกมาตามทเ่ี ขา้ ไปรนู้ น้ั วา่ เปน็
อสภุ ะ สว่ นใจทม่ี ดื ใจทโ่ี ง่ เหน็ ของปลอมๆ กว็ า่ เปน็ ของสวยของงาม หรอื วา่ เปน็ สภุ ะ
คอื เห็นวา่ งาม อสุภะเปน็ สภาพความจรงิ ของอตั ภาพ ร่างกายอัตภาพรา่ งกายทกุ ส่วน
จะสว่ นใดๆ ที่สมมุตกิ ันเปน็ ช่อื อยา่ งนั้นๆ
ความจรงิ เขาเปน็ อสุภะ คอื ของไม่งาม แลว้ ความจรงิ เขาเปน็ ของ ปฏกิ ลู คอื
ของสกปรกของน่าเกลยี ด ใจสว่าง ใจกจ็ ะเห็นชัด เหน็ ตามความเป็นจรงิ อย่างที่เขา
เป็นน้นั (๒๐ มี.ค. ๓๗)

185

ของปฏิกลู

เพราะรา่ งกายไมใ่ ชข่ องสวยงามอะไร เขาเกดิ มาเพอ่ื แก่ เพอื่ เจบ็ เพอื่ ตาย เทา่ นนั้ เอง
อวยั วะแตล่ ะสว่ นๆ กล็ ้วนเป็นของปฏกิ ลู ดว้ ยกันทงั้ นั้น

ทีเ่ ราพอเก่ยี วขอ้ งเปน็ หมู่เป็นเพ่ือน เปน็ สามีภรรยา หรอื ทพี่ อไปมาหาสกู่ นั ได้
ไมน่ า่ รงั เกยี จ กเ็ นอ่ื งจากอาศยั มกี ารขดั การฟอกการถเู ปน็ ประจำ� เชา้ กล็ า้ ง เยน็ กล็ า้ ง
เชา้ อาบนำ�้ เยน็ กอ็ าบนำ�้ แตถ่ งึ แมจ้ ะมกี ารฟอกขดั ถกู นั อยเู่ ปน็ ประจำ� กต็ าม ของทส่ี กปรก
ไมส่ ะอาดนนั้ เขากย็ งั แสดงความเปน็ ปฏกิ ลู ออกมาเปน็ ประจำ� อยเู่ หมอื นเดมิ ไมใ่ ชว่ า่
ซักฟอกขัดถกู แลว้ เขาไม่แสดงออกมาอีกนี่

หากวา่ เชา้ เรากไ็ มอ่ าบนำ�้ เยน็ กไ็ มอ่ าบนำ�้ ไมล่ า้ งไมช่ ำ� ระเอาเสยี เลยแลว้ รา่ งกาย
ของเรานม่ี ันจะเป็นยงั ไงของมันละ่ ลองคดิ ดู

พระพทุ ธเจา้ จงึ ตรสั วา่ รา่ งกายเปน็ ของปฏกิ ลู เปน็ ของนา่ เกลยี ด เปน็ ของไมส่ วย
ไมง่ าม จะสวยงามอะไร กข็ องมนั ตอ้ งลา้ งกนั อยทู่ กุ วนั ถา้ มนั ไมล่ า้ งแลว้ มนั จะขนาดไหน
นี่ ความจรงิ เปน็ อยา่ งนี้ แตเ่ ราพยายามปกปดิ กนั พยายามทเี่ อาอนั นนั้ มาปดิ เอาอนั นน้ั
มาเคลือบ เอาอันน้ันมาย้อม อันนี้เป็นการปกปิด เป็นการหลอกลวงกันอยู่เสมอ
ความเป็นจรงิ เราไมค่ ่อยจะใหม้ ันปรากฏออกมา

ผมของเราอยา่ งน้ี ถา้ หากวา่ ไมม่ กี ารโกนไมม่ กี ารตดั ไมม่ กี ารแตง่ นแ่ี ลว้ ผมอนั น้ี
จะเปน็ ของสวยของงามไหม ผมเปน็ ของทนี่ า่ เกลยี ดทสี่ ดุ รกรงุ รงั เปน็ ของทรี่ งุ รงั ทสี่ ดุ

186

เรอื่ งของผม ถา้ หากวา่ เราไมต่ ดั ตง้ั แตเ่ กดิ จนปา่ นนี้ จะยาวเปน็ กโิ ลสองกโิ ลแลว้ กไ็ มร่ ู้
ในเมอ่ื มนั ยาวเทา่ นน้ั แลว้ ผมตรงไหนผมของใครมนั จะเปน็ ของสวยของงาม ถา้ หากวา่
ไม่มีการตัดไม่มีการแต่งตั้งแต่เกิด ผมมันก็เป็นผมผีเท่าน้ันล่ะ ผีเปรต ผมยาว
เปน็ อยา่ งน้นั

ขนก็เหมือนกัน ถ้าไม่มีการตัดไม่มีการแต่งกันบ้างเสียเลย ไม่มีการโกนขน
ก็รงุ รงั ตามหน้าตามตา ตามหนวดตามเคราอะไรอย่างน้ี

เลบ็ ก็เหมือนกนั เล็บอย่างนี้ ถา้ หากว่าไม่มกี ารตัด ไม่มีการขูด ไมม่ กี ารแต่ง
เล็บของเรานีม้ นั จะย่ิงกวา่ เล็บเหย่ียวเลบ็ กา นี่ ดไี ม่ดีมนั จะยาวยิง่ กวา่ เขาวัวเขาควาย
เสยี อีก

ฟนั กเ็ หมอื นกนั มนั แสนทจี่ ะประกอบดว้ ยโรค แสนทจ่ี ะเตม็ ไปดว้ ยของทส่ี กปรก
ปฏกิ ลู เชา้ กล็ า้ ง เยน็ กล็ า้ ง ถา้ หากวา่ ไมล่ า้ งสกั สามวนั ลองดู จะพดู กบั ใครบางทเี ขาอาจ
จะต้องไอจามออกมาทันทีนั้นละ่

นล้ี ะ่ เรอ่ื งของการเกดิ เปน็ ทกุ ขเ์ ปน็ ภาระอยา่ งนลี้ ะ่ เราจะตอ้ งชำ� ระ จะตอ้ งขดั ถู
จะตอ้ งซกั ฟอก แตถ่ งึ จะชำ� ระสกั เทา่ ไรกช็ า่ ง เขากย็ งั แสดงวา่ เขาเปน็ ของสกปรก คอื เหมน็
อยูด่ ี ถึงเราอาบน�้ำถูขเ้ี หงื่อขไี้ คลอยา่ งดีแล้ว เราเอาเสอ้ื ผา้ ที่ซักสะอาดดแี ล้วเอามานงุ่
มาหม่ ลองนุง่ หม่ หลายๆ คร้ังดู แล้วกลนิ่ มันจะเป็นอย่างไร

เครือ่ งใช้ไมส้ อยจะเปน็ ผ้าหม่ กด็ ี มุง้ กด็ ี หมอนกด็ ี เสอ่ื สาดของเราก็ดี ถึงว่า
จะเป็นของสะอาดสะอ้าน ถา้ หากวา่ เราใช้แลว้ ไม่ซักไม่ตากแดดแล้วมนั เป็นอยา่ งไร
ทมี่ นั เหมน็ นน้ั มนั เหมน็ เสอ่ื เหมน็ หมอนเหมน็ มงุ้ หรอื มนั เหมน็ เพราะคน เหมน็ เพราะ
เรา (๑๗ ก.ค. ๒๙)

เราอาบนำ้� ทกุ ๆ วนั ใชส้ บถู่ ตู วั ทกุ วนั ๆ บางวนั หลายครงั้ เชา้ กล็ า้ ง กลางวนั กล็ า้ ง
กลางคืนก็ลา้ งกนั ล้างก็ยงั ต้องเอาสบเู่ อาอะไรมาถมู าขัด ทำ� ไมจงึ ตอ้ งลา้ งตอ้ งขดั นี่
ถา้ ลองไมอ่ าบนำ�้ สกั สามวนั ลองดู ลองเอามอื ลบู ๆ ไป แลว้ เอามาดมดู กจ็ ะรวู้ า่ มนั เหมน็
หรอื หอม อยา่ งปากของเราลา้ งเชา้ ลา้ งเยน็ ขฟ้ี นั มนั เหมน็ หรอื มนั หอม (๘ เม.ย. ๒๗)

187

ลมออกจากปากหรือลมหายใจของคนเราน่ีก็เหมือนกัน เข้าใกล้กันหายใจ
ใสก่ นั ละ่ เหมน็ เพราะมนั ผา่ นของเหมน็ เขา้ ไป แลว้ มนั กผ็ า่ นของเหมน็ ออกมา แลว้ มนั
จะหอมยงั ไง ลมออกจากปอดกเ็ หมอื นกนั เพราะมนั ผา่ นปาก ผา่ นคอ ผา่ นของเหมน็
มามาก ออกมามันจึงเหม็น ไอๆ เสียงที่มันดังๆ ออกมาน่ี กเ็ สยี งออกจากปากทมี่ ัน
เหม็นๆ น่ันเอง (๒๖ ม.ค. ๓๐)
จึงให้พิจารณาของปฏิกลู เหล่าน้ี เหง่อื เปน็ ของปฏกิ ลู เหงื่อมันออกมาจากไหน
มนั กอ็ อกมาจากเรา ขีไ้ คลนำ�้ มูกน้�ำลายเป็นของปฏิกลู มนั ออกมาจากไหน มนั ก็ออก
มาจากเรา กลน่ิ ทง้ั หลายทมี่ นั เหมน็ เปอ้ื นเสอ้ื เปอ้ื นผา้ มนั ออกมาจากไหน มนั กอ็ อกมา
จากเรา
ของสกปรกปฏกิ ูลท้ังหลายนี้ มนั มีแต่ออกมาจากเราท้งั นนั้ นี่ (๒๘ ก.ค. ๒๙)

188

หนามยอกเอาหนามบ่ง

เวลาทพ่ี ระเณรมกี ารบวชการเรยี น ทา่ นจะสอนกรรมฐาน เกสา โลมา นขา ทนตฺ า
ตโจ
ทา่ นสอนให้พิจารณาผม สอนใหพ้ ิจารณาขน เล็บ ฟัน หนงั อันน้ีกรรมฐานห้า
จุดหมายก็คือต้องการให้รู้ความจริงของเขา ความจริงของแต่ละอย่างๆ เป็นยังไง
ต้องการใหร้ ู้จักสภาพความเป็นจริงอันน้ี
ทา่ นสอนใหเ้ อาผม ขน เลบ็ ฟนั หนงั เปน็ แนวทางในการพจิ ารณาเปน็ อารมณ ์  ๑
พจิ ารณาใหร้ จู้ กั ความจรงิ ของเขา เพราะทมี่ นั หลง มนั ยดึ มนั ถอื มนั ยนิ ดยี นิ รา้ ย ทร่ี าคะ
โทสะ โมหะมันก�ำเริบ ก็เพราะมันไม่รู้จักความจรงิ (๑ ก.ค. ๒๘)
การจะเหน็ อะไรกช็ า่ ง ถา้ หากวา่ เหน็ ชดั ตามความเปน็ จรงิ แลว้ ใจไมม่ คี วามลงั เล
สงสัย ใจของเราจะปล่อยวางส่ิงที่เราเหน็ ชดั นัน้ สง่ิ ใดท่ีเรายงั ไม่เหน็ ชดั สงิ่ น้ันเราจะ
ตอ้ งลบู คล�ำ แลว้ จะตอ้ งไปยดึ ไปถือ ไปพอใจและไมพ่ อใจในสง่ิ ท่ีเรายังไมเ่ อาใจเข้า
ไปรู้ไปเหน็ ใหแ้ จม่ แจง้ น้ัน
พระพทุ ธเจา้ ทรงสรรเสรญิ การเหน็ ชดั แจง้ ตามความเปน็ จรงิ การทเี่ รามโี อกาสที่
จะรอู้ ยา่ งทพี่ ระพทุ ธเจา้ ทรงสรรเสรญิ นนั้ จะตอ้ งใชค้ วามพยายามดู ใชค้ วามพยายามไป
คน้ คดิ เอาใจไปสอดสอ่ ง และเอาสงิ่ ทเี่ รายงั ไมแ่ จง้ ไมช่ ดั นน้ั มาเปน็ อารมณข์ องใจ ใหใ้ จ
กับอสภุ ะสมั ผสั สมั พันธ์เป็นอันเดยี วกัน อย่าใหแ้ ยกจากกนั ใหม้ อี สภุ กรรมฐานเป็น

๑ อารมมฺ ณ หรือ อารมณ์ ในท่นี ี้ หมายถึง อารมณ์กรรมฐาน คือกรรมฐานที่เป็นเครอ่ื งยึดเหนย่ี วจิตใจไว้

189

อารมณข์ องใจอยเู่ สมอ เอาใจไปตง้ั อยใู่ นจดุ ทเ่ี รายงั ไมแ่ จง้ ไมช่ ดั นน้ั การเอาใจไปตง้ั
คือเอาตาใจเอาความสว่างของใจอ่านดู ในเมื่อเอาใจที่สว่างไปอ่านดูอยู่ตลอดเวลา
ส่ิงท่ไี ม่แจ้งชดั น้ันก็จะแจง้ ชัดตามความเป็นจรงิ ขน้ึ ได้

จงึ วา่ การเอาอสภุ ะมาเปน็ อารมณข์ องใจ จงึ เปน็ วธิ ีการทถ่ี ูกตอ้ ง (๒๐ มี.ค. ๓๗)

ค�ำว่า อารมณ์ นนั้ กระดกู ก็เป็นอารมณ์ เนอ้ื ก็เปน็ อารมณ์ จะวา่ เส้นเอน็ ก็ถอื
เปน็ อารมณ์ได้ท้ังนัน้ เรียกว่า กายคตาสต ิ ๒ อารมณ์เปน็ เครอื่ งยดึ หรอื เปน็ เครือ่ งตั้ง
ของจติ แลว้ อารมณน์ นั้ กเ็ ปน็ เครอ่ื งยดึ เหนย่ี วของจติ ได้ หรอื เปน็ หลกั ของจติ ของใจได้
จะดูส่วนไหนกช็ ่างเปน็ หลกั จติ หลกั ใจไดท้ ้งั นั้น

ในรา่ งกายนที้ งั้ รา่ งกายตง้ั แตป่ ลายผมลงไป ลว้ นแตเ่ ปน็ อาวธุ ทจ่ี ะประหารกเิ ลส
ไดท้ งั้ นน้ั กเิ ลสมนั หลงรกั หลงชงั กอ้ นกายอนั นี้ ทม่ี นั หลงรกั หลงชงั นน้ั กเ็ พราะวา่ มนั หลง
มนั หลงคอื มนั ไมร่ ู้ ถา้ หากวา่ เราเอาสว่ นใดสว่ นหนงึ่ มาเปน็ หลกั แลว้ กเ็ อาใจไปตง้ั ไวใ้ ห้
มนั แนบแนน่ ในระหวา่ งทใี่ จตงั้ แนบแนน่ นน้ั เรากใ็ ชป้ ญั ญา คอื ใชค้ วามสวา่ งของจติ
ท่ีมันไปแนบแน่นอยู่ในอารมณ์น้ัน จิตของเราย่อมสามารถท่ีจะรู้จักสภาพความจริง
นัน้ ได้ (๒๘ ก.ค. ๒๙)

พระพทุ ธเจา้ ทรงบอกแลว้ วา่ รา่ งกายเปน็ ของสกปรก จงึ วา่ ไมต่ อ้ งพากนั ลงั เลสงสยั
กเิ ลสมนั หวิ มนั หวิ ตรงไหน เอาสง่ิ ทม่ี นั หวิ ใหม้ นั กนิ อะไรทก่ี เิ ลสมนั ชอบ อะไรทก่ี เิ ลส
มนั ปรารถนามากมายนกั หนา เอาตรงนน้ั ละ่ ใหม้ นั กนิ คอื พจิ ารณาลงไปในจดุ นนั้ ๆ ใหย้ ง่ิ
ดว้ ยธรรมะขอ้ ปฏบิ ตั ิ ดว้ ยความพากเพยี รความพยายามของเราน่ี ในเมอ่ื พจิ ารณาให้
เหน็ สภาพความจรงิ ใหแ้ จง้ ชดั ลงไป เหน็ ชดั จรงิ ๆ จงั ๆ แลว้ มนั จะวาง

คำ� วา่ “วาง” นี้ วางยงั ไง มนั หากจะรใู้ นเจา้ ของนน่ั ละ่ กเ็ หมอื นกบั การกนิ ขา้ วอมิ่
อยา่ งนนั้ กนิ ขา้ วอมิ่ ความอม่ิ มนั เปน็ ยงั ไง เราเคยรจู้ กั วา่ กนิ ขา้ วอม่ิ แลว้ มนั เปน็ ยงั ไงกนั

๒ กายคตาสติ หมายความวา่ สตอิ นั พจิ ารณากายเพอ่ื ใหเ้ หน็ สภาพตามความเปน็ จรงิ วา่ ลว้ นเปน็ ของไมส่ ะอาด
ไมง่ ามนา่ รงั เกยี จ ท�ำใหเ้ กิดความรู้เท่าทัน ไมห่ ลงใหลมวั เมา

190

ทุกคน อ่ิมแลว้ มนั อม่ิ จริงๆ มันแลว้ จริงๆ นี่ เหมอื นกับทำ� งานแลว้ เขา้ ใจไหม จะไป
ทำ� ตรงไหนอกี ก็ไม่มจี ะให้ท�ำ เพราะมนั ท�ำแลว้

นี่ จงึ ใหด้ ดั กเิ ลสจนกระทง่ั มนั ยอมนน้ั ละ่ กเิ ลสมนั จะเกง่ ขนาดไหน (๑๙ ก.ย. ๓๐)

ตรงไหนก็ชา่ ง ในเมื่อใจของเราเข้าไปสอ่ งให้ชัดแตล่ ะสว่ นๆ นบั ต้ังแตส่ ่วนผม
ลงไป สว่ น ขน เลบ็ ฟนั หนงั เปน็ ลำ� ดบั ไป ลว้ นแตเ่ ปน็ ของปฏกิ ลู ทงั้ นนั้ อวยั วะอะไร
จะร่วงหล่นอยู่ตรงไหน สถานท่ีน้ันล้วนแต่เป็นสถานที่สกปรกหรือเป็นที่ไม่สะอาด
สะอา้ นไปหมด ฟนั ของเรา เลบ็ ของเรา เกลอื่ นกลน่ อยตู่ รงไหน สถานทน่ี นั้ เปน็ สถานท่ี
นา่ เกลยี ด ศรี ษะของคน ตาของคน ลนิ้ ของคน หลดุ หลน่ อยตู่ รงไหน ลองคดิ ดสู ถานท่ี
ตรงนัน้ จะเป็นสถานท่สี ะอาดสะอา้ นไหม จะเปน็ สถานทนี่ า่ อยนู่ า่ อาศัยไหม

จงึ วา่ รา่ งกายของเราๆ ทา่ นๆ นี้ ลว้ นแตเ่ ปน็ ของปฏกิ ลู จรงิ ๆ เปน็ ของทนี่ า่ เกลยี ด
จรงิ ๆ เพราะถา้ เปน็ ขาของสตั วม์ นั รว่ งหลน่ สกั ทอ่ นหนง่ึ มนั กย็ งั นา่ เกลยี ด แตห่ ากจะ
มาเทียบกับวา่ มีแขน ขา ศีรษะ ฟัน ล้ิน ตับ ไต ไส้ ปอด ของคนเกลอื่ นกล่นอยู่
มันเป็นปฏกิ ลู สกปรกนา่ เกลยี ดย่ิงกวา่ ของสัตว์อื่นๆ มากนกั

แต่มนุษย์น้ี พระพุทธเจ้าก็ยังทรงรับรองและทรงยกย่องว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ
เปน็ เพราะวา่ หากพจิ ารณาอวยั วะทเี่ ปน็ ปฏกิ ลู สกปรกแตล่ ะสว่ นๆ นน้ั ใหแ้ จง้ ชดั จนเหน็
สภาพของเขาตามความเปน็ จริงแลว้ อวยั วะนน้ั ๆ ลว้ นเป็นธรรมเครื่องประหารกิเลส
ได้เชน่ กนั ผมก็เปน็ ธรรมเคร่อื งประหารกเิ ลส ขน เล็บ ฟนั หนงั ล้วนแต่เป็นธรรม
เคร่อื งประหารกเิ ลสได้ทั้งนัน้

อันนี้ล่ะที่คำ� โบราณท่านพดู วา่ “หนามยอกเอาหนามบ่ง”

ทว่ั ทงั้ โลกธาตุ น่ี ไมม่ อี ะไรอน่ื ทจี่ ะทมิ่ ตำ� จติ ใจของเราๆ ทา่ นๆ มแี ตห่ นงั หมุ้ กระดกู
อันนีล้ ่ะมนั ทิม่ ต�ำจติ ใจของเราๆ ร่างกายอนั นีล้ ะ่ ทมี่ นั ทิ่มตำ� จติ ใจ จงึ ให้เอาส่งิ ท่มี ัน
ทม่ิ ตำ� จติ ใจอนั นลี้ ะ่ บง่ มนั หนามยอกเอาหนามบง่ เอาอนั นล้ี ะ่ ทำ� ลายมนั (๒๘ ก.ค. ๒๙)

191

รา่ งกายกับอาหารก็อันเดยี วกนั

พจิ ารณาเรือ่ งของเรา ถามใจของเราใหเ้ ป็นประโยชนแ์ กใ่ จ

ทเ่ี กดิ มาเปน็ คน เอาอะไรมาทำ� ใหเ้ ปน็ คน ธาตหุ ญงิ ธาตชุ ายผสมกนั เอาธาตอุ นั นนั้
มาเปน็ ผเู้ ปน็ คน ธาตอุ นั นน้ั เปน็ ของเหมน็ หรอื ของหอม ธาตอุ นั นน้ั เปน็ ของสวยงามไหม
ธาตุที่เอามาเป็นผู้เป็นคนท่ีกิเลสมันว่าเป็นของสวยของงามนั้น มันสวยงามจริงไหม
มันเปน็ ของเหมน็ หรอื ของหอม สตั ว์โลกทง้ั หลายท่ีมนั เป็นตัวเปน็ ตนข้นึ มานี้ กอ็ าศยั
ธาตุหญงิ ธาตุชายมาผสมกนั เปน็ ตัวเป็นตนขนึ้ มาก็อาศยั ของปฏกิ ูลสกปรกน้นั

คลอดออกมาแลว้ เปน็ อยา่ งไร ความสวยความงามระหวา่ งคลอดออกมาไมม่ เี ลย
ของทห่ี มุ้ ทหี่ อ่ ในขณะคลอดออกมานนั้ มนั มแี ตข่ องปฏกิ ลู มนั มแี ตข่ องสกปรก มนั มแี ต่
ของเหม็น ตอ้ งไปลา้ งท�ำความสะอาดกนั พอแรง เจรญิ เติบโตขึ้นมาก็ล้วนแต่เอาของ
สกปรกทง้ั นนั้ ไปหลอ่ เลีย้ ง (๑ พ.ค. ๒๙)

อาหารทเ่ี ราบรโิ ภคขบฉนั จะสมมตุ วิ า่ เปน็ ชอื่ เสยี งใดๆ กช็ า่ ง เปน็ ชอ่ื เสยี งอยา่ งนน้ั ๆ
กเ็ พราะสมมตุ กิ นั เทา่ นน้ั ความจรงิ แลว้ กข็ องปฏกิ ลู นน่ั เอง เอาของปฏกิ ลู มาสมมตุ กิ นั
กินแล้วไมล่ า้ งภาชนะเปน็ ยังไง นี่มันก็บอกชดั ๆ แล้ววา่ เป็นของปฏกิ ลู ไมล่ ้างมอื ล่ะ
เป็นยังไง ไม่ลา้ งปากเปน็ ยังไง นบี่ อกชดั เหลอื เกิน

จงึ วา่ ธรรมะไมใ่ ช่ของปิดบัง เอาเร่ืองอาหารที่เราบรโิ ภคขบฉนั นลี่ ะ่ เอามาคิด
อาหารเป็นปฏิกูล พิจารณาอาหารให้เห็นเป็นปฏิกูลตามสภาพความเป็นจริงของเขา

192

แลว้ เวลามนั ชัดขึ้นมา ตัวของเราตัวของใครก็ล้วนแตเ่ ป็นของปฏกิ ูลท้ังน้ัน เปน็ ของ
สกปรกท้ังน้ัน เพราะอาหารที่กินเข้าไปกับอาหารท่ีถ่ายออกไปมันเป็นอันเดียวกัน
ถา้ หากว่าเราไม่กินทางปาก อุจจาระของเรามไี หม ก็ไมม่ ี มันเอาแต่ของเหม็นเข้าไป
กินแตข่ องเหมน็ (๒๖ ก.ค. ๒๕)
จะวา่ ขี้อะไรก็ชา่ ง ขี้ มีทง้ั ขห้ี ู ขี้ตา ข้ีมกู ข้ีไคล ขอ้ี จุ จาระปสั สาวะ ไม่ใชม่ าจาก
สง่ิ อนื่ ทั้งหมดนีล้ ้วนแลว้ แต่มาจากอาหารทงั้ นั้น แต่ทนี ้ีมีความจำ� เปน็ เพราะรา่ งกาย
อนั นเ้ี ขาเอาของเหลา่ นม้ี าสรา้ ง เอาสงิ่ เหลา่ นม้ี าเปน็ รา่ งกาย จะขาดจากสง่ิ เหลา่ นไี้ มไ่ ด้
ร่างกายจะตั้งอยไู่ มไ่ ดเ้ ป็นร่างกายไม่ได้
เรอ่ื งของรา่ งกายกับเรอ่ื งของอาหารจงึ เปน็ เรอื่ งเดียวกนั
เพราะร่างกายอันนกี้ เ็ อาอาหารนัน้ เองมาเป็นรา่ งกาย ไม่ใชส่ งิ่ อ่นื ไมใ่ ชอ่ ันอน่ื
มาเปน็ ถงึ วา่ จะเอาอากาศ อากาศอนั นก้ี เ็ ปน็ อาหาร หายใจเขา้ หายใจออก ลมหายใจ
กเ็ ปน็ อาหารมาเยยี วยารา่ งกายนใี้ หท้ รงอยไู่ ด้ รา่ งกายอนั นก้ี ค็ อื กอ้ นของอาหารทมี่ าเลย้ี ง
มารวมกนั นนั่ เอง กอ้ นอาหารเขาคอื ปฏกิ ลู รา่ งกายมนั กล็ ว้ นแตเ่ ปน็ ของเสยี ของปฏกิ ลู
ความเปน็ ปฏกิ ลู แสดงอยเู่ สมอทกุ เวลา ตนื่ เชา้ มากต็ อ้ งเขา้ หอ้ งนำ�้ หอ้ งสว้ มชำ� ระ
รา่ งกาย ทงั้ ลา้ งทง้ั ซกั ฟอกอะไรตอ่ มอิ ะไร ลว้ นแตส่ ภาพความเปน็ ปฏกิ ลู เขาแสดงออก
มาทั้งนนั้ เพราะอาหารเขาเป็นของปฏกิ ลู (๒๙ ธ.ค. ๒๕)

193


Click to View FlipBook Version