The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thamonwan093308, 2022-03-06 07:31:44

แผนการจัดการเรียนรู้

แผนการจัดการเรียนรู้

แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 1

กลมุ่ สาระการเรียนรสู้ ังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม รหัสวิชา ส21101

รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2564

ชอื่ หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 1 พระพทุ ธ เวลา 1 ช่ัวโมง
เร่ือง ความสำคญั ของพระพุทธศาสนาตอ่ สงั คมไทย

มาตรฐาน ส 1.1 รู้ และเข้าใจประวัติ ความสำคัญ ศาสดา หลักธรรมของพระพทุ ธศาสนาหรอื ศาสนาที่ตนนบั ถือและ
ศาสนาอนื่ มีศรทั ธาท่ีถูกต้อง ยดึ มน่ั และปฏบิ ัติตามหลักธรรม เพ่อื อยู่รว่ มกันอย่างสนั ติสุข
ตวั ชีว้ ดั ส 1.1 ม.1/2 วเิ คราะหค์ วามสำคัญของพระพทุ ธศาสนาหรอื ศาสนาทต่ี นนับถือทมี่ ตี ่อสภาพแวดล้อม ใน
สงั คมไทย รวมท้งั การพฒั นาตนและครอบครัว
สาระสำคัญ

พระพุทธศาสนาเปน็ หนึ่งในสถาบนั หลักที่มีความสำคัญต่อสงั คมไทย เปน็ รากฐานของขนบธรรมเนียมประเพณี
และวัฒนธรรมท่สี ำคญั ของชาติ วถิ ชี ีวติ ของพระพุทธศาสนิกชนมีความเกี่ยวข้องกบั พระพทุ ธศาสนาตงั้ แตเ่ กิดจนตาย

สาระการเรียนรู้
ความสำคญั ของพระพทุ ธศาสนาตอ่ สงั คมไทยในฐานะเป็น
- ศาสนาประจำชาติ
- สถาบนั หลกั ของสงั คมไทย
- สภาพแวดล้อมท่ีกว้างขวางและครอบคลุมสังคมไทย

จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
ความรู้(K)
1.อธบิ ายความสำคญั ของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาอืน่ ทีต่ นนบั ถอื ได้
2.วเิ คราะห์ถึงพระพุทธศาสนาหรอื ศาสนาอื่นตอ่ สภาพแวดลอ้ ม ในสงั คมไทย รวมทง้ั การพฒั นาตนและ

ครอบครวั ได้

ทักษะกระบวนการ(P)
1.เผยแผ่ความรูแ้ ละปฏิบตั ิตนได้ถูกตอ้ งเหมาะสมต่อความสำคญั ของพระพทุ ธศาสนาในด้านต่าง ๆ

คุณลกั ษณะ(A)

1.เห็นความสำคญั และคุณคา่ ของพระพุทธศาสนาทเี่ ป็นวิถชี วี ิตส่วนหนงึ่ ของสงั คมไทย

คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ ซือ่ สัตย์ มวี นิ ัย ใฝ่เรยี นรู้
รกั ชาติ ม่งุ มั่นในการทำงาน รกั ความเป็นไทย จิตสาธารณะ

อยู่อยา่ งพอเพยี ง

สมรรถนะ

การสอื่ สาร การคดิ การแกป้ ญั หา

การใชท้ ักษะชวี ิต การใช้เทคโนโลยี

การรเู้ ทา่ ทันสือ่ สารสารสนเทศและดิจทิ ลั

ทกั ษะชวี ติ และความเจรญิ แหง่ ตน

เนือ้ หาสาระ
พระพุทธศาสนาเป็นสถาบนั เป็นรากฐานของวัฒนธรรมไทย อยู่เคียงคู่กบั สังคมไทยมาโดยตลอด โดยหลักธรรม

ของพระพุทธศาสนาล้วนมีอิทธิพลตอ่ วถิ กี ารดำเนินชีวิตของผู้คนเป็นส่วนใหญ่ในสงั คม จนมีคำกล่าวว่า สังคมไทยเป็น
สงั คมพุทธ เพราะเม่ือพจิ ารณาสภาพแวดลอ้ มทอี่ ย่รู อบตวั ตลอดจนแนวทางการดำเนนิ ชีวติ ประจำวนั จะเห็นได้อย่าง
ชดั เจนว่า สง่ิ ทเ่ี กดิ ข้นึ หลายอยา่ งล้วนเก่ยี วเนื่องหรือไดร้ ับอิทธิพลมาจากพระพุทธศาสนา เช่น วัดทีอ่ ยใู่ นชมุ ชนการ
แสดงความเคารพกันด้วนการไหว้ การสวดมนตไ์ หวพ้ ระ เป็นตน้

ความสำคญั ของพระพทุ ธศาสนาท่ีมตี ่อสังคมไทย สามารถแบ่งออกไดเ้ ป็น 3 ด้านโดยภาพรวม คอื ในฐานะท่ี
เปน็ ศาสนาท่มี ีต่อสงั คมไทย สามารถแบง่ ออกไดเ้ ป็น 3 ดา้ น โดยภาพรวม คอื ในฐานะทเี่ ป็นศาสนาประจำชาติ เป็น
สถาบันหลกั ของสงั คมไทย และเปน็ สภาพแวดล้อมที่กวา้ งขวางครอบคลุมสังคมไทย

กจิ กรรมการเรียนรู้
Step1 ขัน้ รวบรวมข้อมูล (Gathering)

1.ครูนำภาพศาสนสถาน ศาสนวัตถุ ศาสนพธิ ที างพระพุทธศาสนา และประเพณีทเี่ ก่ยี วข้องกับพระพุทธศาสนา
ให้นกั เรียนรว่ มกนั แสดงความคิดเห็น โดยครใู ช้คำถาม ดงั นี้

- ภาพน้ีเก่ยี วกบั สิ่งใด
- มีความสำคัญทางพระพุทธศาสนาอยา่ งไร
- พระพุทธศาสนาเป็นบ่อเกิดทสี่ ำคญั ของขนบธรรมเนียมประเพณี ค่านยิ ม ตลอดถึงวถิ ีการดำเนนิ ชวี ิตของ
สังคมไทยอยา่ งไร
- เพราะเหตุใดพระพุทธศาสนาถงึ เปน็ สถาบนั หลกั ของสังคมไทย
- ปัจจยั ใดบา้ งที่ส่งเสริมพระพทุ ธศาสนาให้เจริญรงุ่ เรอื งควบคู่กับการถือกำเนิดของชาติไทย จนเปน็
สถาบนั หลักของชาตไิ ทย
Step2 ขั้นวเิ คราะห์และสรปุ ความรู้ (Processing)
2. นกั เรียนศกึ ษาเนอื้ หา เรื่อง ความสำคัญของพระพุทธศาสนาท่มี ีตอ่ สังคมไทย โดยใชแ้ ผนผังความคิด
3. นกั เรยี นรว่ มกันวิเคราะห์ว่าพระพทุ ธศาสนามผี ลตอ่ การพฒั นาสภาพแวดล้อมในสังคมไทยช่วยให้สังคมเกิดมี
การพัฒนาและสรา้ งความสงบสุขให้กับสงั คมและยังเปน็ รากฐานสำคญั ของวัฒนธรรมไทย โดยใหน้ กั เรยี นสรปุ เปน็
ความคดิ รวบยอด

Step3 ขน้ั ปฏบิ ัติและสรปุ ความรู้หลังการปฏิบัติ (Applying and Constructing the Knowledge)
1. นักเรยี นแบ่งกลุ่ม ออกเปน็ 4 กลมุ่ ใหแ้ ต่ละกลุ่มทำแผนผงั มโนทัศน์(mind map) โดยนำผลสรุปจาก

การศกึ ษาความสำคัญของพระพุทธศาสนาทีม่ ีตอ่ สังคมไทยและพระพุทธศาสนามผี ลต่อการพัฒนาสภาพแวดลอ้ มใน
สงั คมไทยชว่ ยให้สังคมเกิดมกี ารพัฒนาและสรา้ งความสงบสุขให้กบั สงั คมและยังเปน็ รากฐานสำคญั ของวัฒนธรรมไทย
ของแตล่ ะคนมาสรปุ รวมกัน
Step4 ขนั้ สอ่ื สารและนำเสนอ (Applying the Communication Skill)

2. ใหแ้ ต่ละกลุ่มออกมานำเสนอแผนผังมโนทศั น์(mind map) เรอื่ งความสำคัญของพระพุทธศาสนาที่มตี ่อ
สังคมไทยและพระพทุ ธศาสนามีผลต่อการพัฒนาสภาพแวดลอ้ มในสังคมไทยช่วยใหส้ งั คมเกดิ มกี ารพฒั นาและสรา้ ง
ความสงบสขุ ใหก้ ับสงั คมและยงั เป็นรากฐานสำคัญของวัฒนธรรมไทย

3. ครูและนักเรยี นรว่ มกนั แสดงความคดิ เห็น หรอื ถามคำถาม กลุ่มทน่ี ำเสนอ
Step5 ขน้ั ประเมินเพ่อื เพ่ิมคุณค่าบรกิ ารสังคมและจติ สาธารณะ (Self-Regulating)

4. ใหน้ ักเรียนแต่ละกลุม่ นำผลงานแผนผงั มโนทศั น์(mind map) เรอื่ งความสำคัญของพระพุทธศาสนาที่มตี ่อ
สงั คมไทยและพระพุทธศาสนามผี ลตอ่ การพัฒนาสภาพแวดล้อมในสงั คมไทยชว่ ยให้สังคมเกดิ มกี ารพัฒนาและสรา้ ง
ความสงบสขุ ใหก้ ับสงั คมและยงั เปน็ รากฐานสำคัญของวฒั นธรรมไทย ติดผนงั หอ้ งเรียน เพอ่ื ให้เพื่อนได้ศึกษาและ
ประเมนิ ผลงาน

5. ใหน้ กั เรียนแต่ละคนประเมนิ ผลงานของแต่ละกลุม่ ยกเว้นกลุ่มของตัวเอง โดยการเขียนดาวให้ 1 ดวง
สำหรบั กลมุ่ ที่ตนชอบมากทสี่ ดุ แลว้ ครูและนักเรยี นนับดาวและสรปุ คะแนน

ส่อื และแหล่งการเรยี นรู้

1. สอื่ ออนไลน์ https://sites.google.com/site/nan5481136086/hnwy-thi-2/1-2
2. ภาพศาสนสถาน ศาสนวัตถุ ศาสนพธิ ที างพระพุทธศาสนา และประเพณีที่เกยี่ วข้องกบั

พระพทุ ธศาสนา
3. ใบความรู้ เร่ือง ความสำคญั ของพระพุทธศาสนาท่ีมตี ่อสงั คมไทย

การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้

ตวั ชีว้ ัด จุดประสงค์ วิธวี ดั ผล เครือ่ งมือวดั ผล เกณฑ์การ
-แบบทดสอบ วดั ผล
2 วเิ คราะห์ ความรู้(K) - ตรวจแบบทดสอบ
ความสำคัญของ -แบบบันทกึ ผา่ นเกณฑ์
พระพุทธศาสนาหรือ 1.อธบิ ายความสำคญั ของ ผลการอภปิ ราย ร้อยละ 60
ศาสนาทีต่ นนับถือท่ีมี -แผนผงั ความคดิ
ตอ่ สภาพแวดล้อม ใน พระพทุ ธศาสนาหรือศาสนาอ่ืน ผ่านเกณฑ์
สงั คมไทย รวมทงั้ การ ร้อยละ 60
ทีต่ นนับถือได้
2.วิเคราะห์ถึงพระพทุ ธศาสนา - ตรวจแบบบันทกึ
หรือศาสนาอืน่ ตอ่ ภาพแวดล้อม ผลการอภิปราย

- การจดั ทำแผนผงั

ความคดิ

พฒั นาตนและ ในสงั คมไทย รวมทั้ง -แบบประเมนิ ผา่ นเกณฑ์
ครอบครัว สมรรถนะ การประเมิน
การพฒั นาตนและครอบครัวได้ ระดบั 1
(ส 1.1 ม. 1/2) แบบประเมนิ ขึน้ ไป
ทกั ษะกระบวนการ(P) คณุ ลกั ษณะอันพงึ
สมรรถนะ 1.เผยแผค่ วามรแู้ ละปฏบิ ตั ติ น ประสงค์ ผ่านเกณฑ์
การสื่อสาร ไดถ้ ูกต้องเหมาะสมต่อ การประเมนิ
การใช้เทคโนโลยี ความสำคญั ของ ระดบั 1
การคดิ พระพุทธศาสนาในด้านต่าง ๆ ขน้ึ ไป
การแก้ปัญหา คณุ ลกั ษณะ(A)
การใชท้ กั ษะชวี ติ
การรเู้ ทา่ ทนั ส่ือสาร 1.เห็นความสำคญั และ
สารสนเทศและดจิ ทิ ัล คณุ ค่าของพระพุทธศาสนาท่ี
ทกั ษะชวี ติ และความ เปน็ วถิ ชี ีวิตส่วนหน่ึงของ
เจริญแห่งตน สังคมไทย
คุณลกั ษณะอนั พงึ
ประสงค์ นกั เรยี นสามารถส่อื สาร ใช้ -ประเมนิ พฤตกิ รรม
มงุ่ ม่ันในการทำงาน เทคโนโลยี มีกระบวนการคิด ในการทำงานรายบุคคล
ใฝเ่ รยี นรู้ รูจ้ กั การแกป้ ญั หา และเกดิ หรือพฤติกรรมการ
ทักษะชวี ติ การร้เู ทา่ ทนั ทำงานกลมุ่
ส่อื สาร สารสนเทศและดิจิทลั
ทักษะชวี ิตและความเจรญิ แหง่ ตน

นกั เรียนมคี วามมุ่งมั่นในการ ประเมินพฤติกรรม
ทำงานและมีใฝ่เรยี นรู้ ในการทำงานเป็น
รายบคุ คลในดา้ นความ
มงุ่ มัน่ ในการทำงาน
ความใฝเ่ รยี นรู้

บนั ทกึ ผลหลังการจดั การเรียนรู้

1. สรุปผลการเรียนรู้
1.1 ความรู้ (K-Knowledge)...................................................................................................................

............................................................................................................................. ...............................................................
1.2 ทกั ษะ/กระบวนการ (P-Process)....................................................................................................

............................................................................................................................................................................................
1.3 คุณลักษณะ (A-Attitude)................................................................................................................

....................................................................................................................................... .....................................................
1.4 คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ (C-Characteristics) ...........................................................................

............................................................................................................................. ...............................................................
2. ปัญหา อุปสรรค และข้อค้นพบ

............................................................................................................................. ...............................................................
........................................................ ................................................................................................. ...................................

3. ขอ้ เสนอแนะ แนวทางแกไ้ ข ผลการแกไ้ ข
....................................................................................... .....................................................................................................
............................................................................................................................. ...............................................................
............................................................................................................................. ...............................................................
........................................................................................................................................................ ....................................

ลงช่อื ........................................................ผูส้ อน
(นางสาวธมนวรรณ ปัตถาพงษ์)

ใบความรู้ เรอื่ ง ความสำคัญของพระพุทธศาสนาตอ่ สังคมไทยในฐานะเปน็ ศาสนา

พระพุทธศาสนาถือไดว้ า่ เป็นศาสนาประจำชาติ เพราะคนส่วนใหญ่ รอ้ ยละ 95 นบั ถือพระพุทธศาสนา และอยูเ่ คียงคู่
กบั ชาตไิ ทยมาโดยตลอด ดงั นน้ั พระพทุ ธศาสนาจึงมีความสำคญั ต่อสงั คมไทย พอสรุปไดด้ ังน้ี

1) พระพุทธศาสนาเป็นหลักในการดำเนินชีวิตของคนไทย เพราะคนไทยนำหลักธรรมมาประพฤติปฏิบัติใน
ชีวติ ประจำวัน และลกั ษณะนสิ ัยของคนไทยมีจติ ใจทดี่ ีงามในทุก ๆ ดา้ น มคี วามเปน็ มิตรกับทกุ คน เปน็ ต้น

2) พระพุทธศาสนาเป็นหลักในการปกครองประเทศ กษัตริย์ทุกพระองค์ของไทยได้นำเอาหลักธรรม
พระพุทธศาสนาไปใช้ในการปกครองประเทศ เช่น ทศพิธราชธรรม ตลอดมา หรือใชห้ ลกั “ธรรมาธิปไตย” และหลกั
อปาริหานิยธรรม เป็นหลกั ในการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย เปน็ ต้น

3) พระพุทธศาสนาเป็นศูนยร์ วมจติ ใจ เนื่องจากหลักธรรมในพระพุทธศาสนามุง่ เนน้ ให้เกดิ ความรักความสามัคคีกัน
มคี วามเมตตากรณุ าต่อกัน เปน็ ตน้ จึงเปน็ ศูนย์รวมจิตใจของชนชาวไทยใหม้ คี วามเป็นหนึ่งเดยี วกนั

4) พระพุทธศาสนาเป็นที่มาของวัฒนธรรมไทย ด้วยวิถีชีวิตของคนไทยผูกพันกับพระพุทธศาสนา จึงเป็นกรอบใน
การปฏิบัติตนตามหลักพิธีกรรมในพระพุทธศาสนาต่าง ๆ เช่น การบวช การแต่งงาน การทำบุญเนื่องในพิธีการต่าง ๆ
การปฏิบัติตนตามประเพณใี นวนั สำคญั ทางพระพุทธศาสนา เป็นตน้ ซ่งึ เปน็ สว่ นท่ีกอ่ ให้เกดิ วัฒนธรรมไทยจนถงึ ปจั จบุ นั

พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่สังคมไทยส่วนใหญ่นับถือ และสืบทอดกันมาเป็นช้านาน ดังนั้นพระพุทธศาสนาจงึ
มีบทบาทสำคญั ของวิถีชวี ติ ของคนไทย พระพุทธศาสนาจงึ มคี วามสำคัญในดา้ นตา่ ง ๆ ดงั นคี้ อื

1. ดา้ นการศกึ ษา ในอดตี ท่ผี า่ นมา วัดเปน็ ศนู ย์กลางของชมุ ชนในดา้ นการศึกษา พระสงฆเ์ ป็นผู้อบรมส่ังสอนจัด
การศึกษาเล่าเรียน ถึงแม้ในปัจจุบันบทบาทเหล่านี้จะลดน้อยลงไป เนื่องมาจากสาเหตุใดก็ตาม สิ่งที่ควรคำนึงถึงก็คือ
พระพทุ ธศาสนามีความสำคัญทางการศึกษา โดยมบี ทบาททีส่ ำคัญอยู่ 2 ประการ ทเ่ี ปน็ พ้ืนฐานของสภาพปัจจบุ ันในทาง
การศกึ ษาของพระพุทธศาสนาคือ

1.1 ประเพณที ีว่ ดั เปน็ ศูนยก์ ลางการศกึ ษาเล่าเรียนของชุมชน และพระสงฆ์เปน็ ครูผู้ทำหน้าท่ีอบรมสั่งสอน
1.2 ประเพณีบวชเรียน น่ันคือการบวชเพอ่ื ทจี่ ะเรียนหนังสอื ซึ่งอาจจะเรยี นทัง้ ทางโลกและทางธรรม
นอกจากนี้วดั ยังเป็นแหล่งศิลปวทิ ยาการ เป็นแหล่งศึกษาค้นควา้ ต่าง ๆ เช่น มีคัมภีร์โบราณ มีศิลาจารึก มีจารึกถึงองค์
ความรตู้ ่าง ๆ ทงั้ ด้านการแพทย์แผนโบราณ ดา้ นยาสมนุ ไพร ด้านภาษา ด้านวฒั นธรรมประเพณีต่าง ๆ ดา้ นศลิ ปะ เป็น
ตน้
2. ด้านสังคม พระพุทธศาสนามุ่งเน้นความสำคัญในเรื่องการสร้างสันติสุขภายในของแต่ละคน และเมื่อแต่ละ
คนมีความสขุ แล้วก็จะส่งผลต่อสังคมที่มีสนั ติสขุ ไปด้วย จะเหน็ ได้จากหลักพุทธธรรมเพ่ือความดงี ามแห่งสังคม เช่น ทาน
ธรรมที่คุ้มครองโลก สังคหวัตถุ เป็นต้น นอกจากหลักพุทธธรรมแล้ว วัดยังเป็นศูนย์กลางในด้านพิธีกรรม ขนมธรรม
เนยี มประเพณีต่าง ๆ เป็นแหลง่ สงั คมสงเคราะห์ เช่น เปน็ ศนู ย์ฝกึ วิชาชพี ของชมุ ชน ศนู ย์รบั เลีย้ งเด็กเล็ก ศนู ยส์ งเคราะห์
ผู้ป่วยโรคร้ายแรง ต่าง ๆ เป็นต้น ส่วนพระก็จะทำหน้าที่เป็นผู้นำทางจิตใจและผู้นำทางสังคม เช่น ผู้นำในการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้นำในการส่งเสริมภูมิปญั ญาทอ้ งถิ่น และผู้นำทางการอบรมจิตใจของคนในสังคม
ใหด้ งี าม เปน็ ต้น

3. ดา้ นศลิ ปกรรม พทุ ธสถานตัง้ แต่ในอดีตจนถึงปัจจบุ นั มีการก่อสร้างข้ึนมาด้วยจิตศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา
ของพทุ ธศาสนิกชน จงึ ก่อใหเ้ กิดความปราณตี งดงาม แสดงถงึ ความเปน็ ศิลปะอยา่ งสูงส่ง และแสดงถึงความรุ่งเรืองของ
พระพุทธศาสนาในแต่ละยุคสมัย การก่อสร้างพุทธสถานเหล่าน้ีนอกจากจะทุม่ เทดว้ ยกำลังกายและกำลงั ทรพั ย์แล้ว ยัง
ทุ่มเทจิตใจที่ดีงาม เคารพเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาด้วย เป็นการทำบุญกุศล และเป็นสถานที่ปฏิบัติศาสนกิจของ
พระภิกษุ และพุทธศาสนิกชน เป็นสถานที่สืบทอดพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนถาวรและเพื่อเชิดชูความรุ่งเรืองของ
พระพุทธศาสนา ดังนั้นวัดจึงเป็นแหล่งรวมศิลปกรรมแขนงต่าง ๆ ทั้งในการวิจิตรศิลป์ สถาปัตยกรรม ประติมากรรม
เปน็ ต้น
ความสำคัญของพระพทุ ธศาสนาตอ่ สงั คมไทยในฐานะเป็นสภาพแวดล้อมที่กว้างขวางและครอบคลุมสงั คมไทย

พระพุทธศาสนาเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของคนไทยในทุก ๆ ด้าน จึงมีลักษณะที่เป็นสภาพที่
กว้างขวางและครอบคลุมสังคมไทย ซึ่งพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้กล่าวถึงความสำคัญของพระพุทธศาสนา ไว้
อยา่ งครอบคลุมประเด็น พระพุทธศาสนาถือว่าเปน็ ศาสนาประจำชาติ ทัง้ นเ้ี พราะ การทีพ่ ระพุทธศาสนากับชนชาติไทย
ไดม้ ีความสมั พันธแ์ นบแน่นเปน็ อนั หนึง่ อนั เดยี วกัน ทั้งในทางประวตั ศิ าสตรแ์ ละวัฒนธรรม ในทางประวตั ศิ าสตร์
ความเปน็ มาของชนชาติไทย เนอ่ื งมาดว้ ยกนั กับความเป็นมาของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะนบั ตั้งแตส่ มยั ท่ีชนชาติไทย
มีประวัติศาสตร์อันชัดเจน ชาวไทยก็ได้นับถือพระพุทธศาสนาต่อเนื่องตลอดมา จนกล่าวได้ว่า ประวัติศาสตร์ของ
ประเทศไทย เป็นประวตั ศิ าสตรข์ องชนชาติท่นี บั ถอื พระพทุ ธศาสนา

ในด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิตของคนไทยได้ผูกพันประสานกลมกลืนกับหลักความเชื่อ และหลักปฏิบัติใน
พระพทุ ธศาสนาตลอดเวลายาวนาน จนทำใหเ้ กิดการปรบั ตัวเข้าหากนั และสนองความต้องการของกันและกนั ตลอดจน
ผสม คลุกเคล้ากับความเช่ือถือและข้อปฏิบัติสายอื่น ๆ ที่มีมาในหมู่ชนชาวไทย ถึงขึ้นที่ทำให้เกิดมีระบบความเช่ือและ
ความประพฤติปฏิบัติทางพระพุทธศาสนา ที่เป็นแบบของคนไทยโดยเฉพาะ อันมีรูปลักษณะและเนื้อหาของตนเอง ที่
เนน้ เด่นบางแง่บางด้านเป็นพิเศษ แยกออกไดจ้ ากพระพุทธศาสนาอยา่ งท่ัว ๆ ไป เรียกวา่ พระพทุ ธศาสนาแบบไทยหรือ
พระพทุ ธศาสนาของชาวไทย

วัฒนธรรมไทยทกุ ด้านมีรากฐานสำคัญอยู่ในพระพุทธศาสนา คำมากมายในภาษาไทยมตี น้ กำเนิดมาจากภาษา
บาลี และมีความหมายสืบเนื่อง ปรับเปลี่ยนมาจากคติในพระพุทธศาสนา แบบแผนและครรลองตามหลักการของ
พระพุทธศาสนา ได้รับการยึดถือเป็นแนวทาง และเป็นมาตรฐานสำหรับความประพฤติ การบำเพ็ญกิจหน้าท่ี และการ
ดำเนินชีวติ ของคนในสงั คมไทยทกุ ระดับ ทัง้ สถาบนั พระมหากษตั ริย์และประชาชนทวั่ ไป

ภาพประกอบการสอน
ภาพวัดพระศรรี ตั นศาสดาราม

ภาพวดั อรณุ ราชวราราม ราชวรมหาวหิ าร
พระพุทธชินราช

พระพุทธโสธร
ทำบุญตกั รบาตร

ทอดผ้าปา่
ประเพณแี หเ่ ทยี นเขา้ พรรษา

ประเพณีโดนบวั

แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 2

กลมุ่ สาระการเรยี นรสู้ ังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม รหัสวชิ า ส21101

รายวชิ าสงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ระดบั ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 1 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564

ชื่อหน่วยการเรยี นรู้ที่ 1 พระพทุ ธ เวลา 2 ชัว่ โมง
เรอื่ ง พุทธประวัติ

มาตรฐาน ส 1.1 รู้ และเขา้ ใจประวตั ิ ความสำคญั ศาสดา หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนบั ถือและ

ศาสนาอื่น มีศรัทธาท่ีถูกต้อง ยดึ มัน่ และปฏิบตั ิตามหลกั ธรรม เพ่อื อยูร่ ว่ มกนั อย่างสนั ติสุข

ตวั ชีว้ ัด ส 1.1 ม.1/3 วเิ คราะห์พุทธประวตั ิต้ังแต่ประสตู ิจนถงึ บำเพ็ญทุกรกริ ิยาหรอื ประวตั ศิ าสดาท่ตี นนับถือตามที่

กำหนด

สาระสำคัญ

พุทธประวัตเิ ปน็ เหตุการณ์การประสูติ การเหน็ เทวทูต การแสวงหาความรูโ้ ดยการเสด็จออกผนวช การบำเพ็ญ

ทุกรกิรยิ า จนบรรลตุ รัสรเู้ ปน็ พระพุทธเจ้า

สาระการเรยี นรู้ - เทวทตู 4
- สรุปและวิเคราะห์พุทธประวัติ - การบำเพ็ญทุกกรกิรยิ า
- ประสูติ
- การแสวงหาความรู้

จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
ความรู้(K)
1.อธบิ ายพุทธประวตั ติ ั้งแตป่ ระสตู ิ จนถึงการตรสั รู้ของพระพทุ ธเจ้า
ทักษะกระบวนการ(P)
1. นำความรู้จากพุทธประวัติประยุกต์ใช้ใหเ้ กิดประโยชน์ในการดำเนินชีวิต ประจำวัน
คณุ ลกั ษณะ(A)

-

คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์

รักชาติ ซ่ือสตั ย์ มวี นิ ยั ใฝเ่ รียนรู้

อย่อู ยา่ งพอเพียง มงุ่ มั่นในการทำงาน รกั ความเปน็ ไทย จติ สาธารณะ

สมรรถนะ

การสือ่ สาร การคดิ การแกป้ ัญหา
การรู้เทา่ ทนั ส่อื สารสารสนเทศและดิจิทัล
การใชท้ ักษะชีวติ การใช้เทคโนโลยี

ทกั ษะชีวติ และความเจรญิ แหง่ ตน

เน้อื หาสาระ
พระพทุ ธเจา้ ทรงมีพระนามเดิมว่า "สิทธัตถะ" หมายถึง ผู้ที่สำเรจ็ ความมุง่ หมายแล้ว หรอื ผู้ปรารถนาส่ิงใด ย่อม

ได้สิ่งนั้น ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ กษัตริย์ผู้ครองกรุงกบิลพัสด์ุ แคว้นสักกะ และ "พระนางสิริมหา
มายา" พระราชธดิ าของกษตั ริยร์ าชสกุลโกลิยวงศแ์ ห่งกรงุ เทวทหะ แควน้ โกลิยะ

ในคืนที่พระพุทธเจ้าเสด็จปฏิสนธิในครรภ์พระนางสิริมหามายา พระนางทรงพระสุบินนิมิตว่า มีช้างเผือกมีงาสามคู่
ได้เข้ามาสู่พระครรภ์ ณ ที่บรรทม ก่อนที่พระนางจะมีพระประสูติกาล ที่ใต้ต้นสาละ ณ สวนลุมพินีวัน เมื่อวันศุกร์ ข้ึน
สบิ ห้าค่ำ เดือนวสิ าขะ ปีจอ 80 ปกี ่อนพุทธศักราช (ปัจจบุ นั สวนลมุ พนิ ีวันอยใู่ นประเทศเนปาล)

ทันทีที่ประสูติ เจ้าชายสิทธัตถะทรงดำเนินด้วยพระบาท 7 ก้าว และมีดอกบัวผุดขึ้นมารองรับพระบาท พร้อม
เปล่งพระวาจาว่า "เราเป็นเลิศที่สุดในโลก ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา" แต่หลังจาก
เจ้าชายสิทธัตถะประสูติกาลได้แล้ว 7 วัน พระนางสิริมหามายาก็เสด็จสวรรคาลัย เจ้าชายสิทธัตถะจึงอยู่ในความดูแล
ของพระนางประชาบดีโคตมี ซึง่ เปน็ พระกนษิ ฐาของพระนางสริ ิมหามายา

ทั้งนี้ พราหมณ์ ทั้ง 8 ได้ทำนายว่า เจ้าชายสิทธัตถะมีลักษณะเป็นมหาบุรุษ คือ หากดำรงตนในฆราวาสจะได้
เป็นจักรพรรดิ ถ้าออกบวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก แต่โกณฑัญญะพราหมณ์ผู้อายุน้อยที่สุดในจำนวนนั้น ยืนยัน
หนกั แน่นว่า พระราชกุมารสิทธัตถะจะเสด็จออกบวช และจะได้ตรสั รู้เปน็ พระพุทธเจา้ แน่นอน
ชวี ติ ในวัยเด็ก

เจ้าชายสิทธัตถะทรงศึกษาเล่าเรียนจนจบศิลปศาสตร์ทั้ง 18 ศาสตร์ ในสำนักครูวิศวามิตร และเนื่องจากพระ
บิดาไม่ประสงค์ให้เจา้ ชายสทิ ธัตถะเป็นศาสดาเอกของโลก จึงพยายามทำให้เจ้าชายสิทธัตถะพบเห็นแต่ความสุข โดย
การสร้างปราสาท 3 ฤดู ให้อยู่ประทับ และจัดเตรียมความพร้อมสำหรบั การราชาภิเษกใหเ้ จ้าชายขนึ้ ครองราชย์

เมื่อมีพระชนมายุ 16 พรรษา ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา หรือยโสธรา พระธิดาของพระเจ้ากรุงเทวท
หะซึ่งเป็นพระญาติฝ่ายพระมารดา จนเมื่อมีพระชนมายุ 29 พรรษา พระนางพิมพาได้ให้ประสูติพระราชโอรส มีพระ
นามว่า "ราหลุ " ซ่ึงหมายถึง "บ่วง"
เสด็จออกผนวช

วันหนึง่ เจา้ ชายสิทธัตถะทรงเบื่อความจำเจในปราสาท 3 ฤดู จึงชวนสารถีทรงรถม้าประพาสอุทยาน คร้ังนั้นได้
ทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช โดยเทวทูต (ทตู สวรรค์) ท่แี ปลงกายมา พระองคจ์ ึงทรงคิดได้ว่า
นี่เป็นธรรมดาของโลก ชีวิตของทุกคนต้องตกอยูใ่ นสภาพเช่นน้ัน ไม่มีใครสามารถหลกี เลีย่ งเกิด แก่ เจ็บ ตายได้ จึงทรง
เห็นว่าความสุขทางโลกเป็นเพียงภาพมายาเท่านั้น และวิถีทางที่จะพ้นจากความทุกข์ คือต้องครองเรือนเป็นสมณะ
ดังนนั้ พระองค์จงึ ใคร่จะเสด็จออกบรรพชา ในขณะที่มพี ระชนม์ 29 พรรษา

ครานัน้ พระองค์ไดเ้ สด็จไปพร้อมกับนายฉนั ทะ สารถี ซงึ่ เตรียมมา้ พระทีน่ ัง่ นามวา่ กัณฑกะ ม่งุ ตรงไปยังแม่น้ำอ
โนมานที ก่อนจะประทับน่ังบนกองทราย ทรงตัดพระเมาลีด้วยพระขรรค์ และเปลี่ยนชุดผ้ากาสาวพัตร์ (ผ้าย้อมด้วยรส
ฝาดแห่งต้นไม้) และให้นายฉันทะ นำเครื่องทรงกลับพระนคร ก่อนที่พระองค์จะเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (การเสด็จ
ออกเพื่อคณุ อันยิ่งใหญ่) ไปโดยเพียงลำพัง เพือ่ มุ่งพระพกั ตรไ์ ปยงั แควน้ มคธ

บำเพ็ญทกุ รกิริยา
หลังจากทรงผนวชแล้ว พระองคม์ งุ่ ไปท่แี มน่ ้ำคยา แควน้ มคธ ไดพ้ ยายามเสาะแสวงทางพ้นทุกข์ ด้วยการศึกษา

ค้นคว้าทดลองในสำนักอาฬารดาบส กาลามโครตร และอุทกดาบส รามบุตร แต่เมื่อเรียนจบทั้ง 2 สำนักแล้ว ทรงเหน็
ว่านย่ี งั ไมใ่ ชท่ างพน้ ทุกข์

จากนั้นพระองคไ์ ด้เสด็จไปที่แม่น้ำเนรัญชรา ในตำบลอุรเุ วลาเสนานิคม และทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ด้วยการขบ
ฟันดว้ ยฟัน กล้นั หายใจและอดอาหาร จนรา่ งกายซบู ผอม แต่หลังจากทดลองได้ 6 ปี ทรงเห็นว่านย่ี ังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์
จึงทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา และหันมาฉันอาหารตามเดิม ด้วยพระราชดำริตามที่ท้าวสักกเทวราชได้เสด็จลงมาดีดพิณ
ถวาย 3 วาระ คือดีดพิณสายท่ี 1 ขึงไว้ตึงเกินไปเมื่อดีดก็จะขาด ดีดพิณวาระที่ 2 ซึ่งขึงไว้หย่อน เสียงจะยืดยาดขาด
ความไพเราะ และวาระท่ี 3 ดีดพิณสายสุดท้ายที่ขึงไว้พอดี จึงมีเสียงกังวานไพเราะ ดังนั้นจึงทรงพิจารณาเห็นว่า ทาง
สายกลางคือไม่ตงึ เกินไป และไมห่ ยอ่ นเกินไป นน่ั คอื ทางทีจ่ ะนำสู่การพน้ ทุกข์

หลงั จากพระองค์เลกิ บำเพ็ญทุกรกิรยิ า ทำให้พระปัญจวัคคีย์ทงั้ 5 ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภทั ทยิ า มหานามะ
อัสสชิ ที่มาคอยรับใช้พระองค์ด้วยความคาดหวังว่าเมือ่ พระองค์ค้นพบทางพ้นทุกข์ จะได้สอนพวกตนใหบ้ รรลุดว้ ย เกิด
เสื่อมศรทั ธาท่ีพระองคล์ ม้ เลิกความตัง้ ใจ จงึ เดนิ ทางกลบั ไปทป่ี า่ อสิ ิปตนมฤคทายวัน ตำบลสารนาถ เมืองพาราณสี
ตรสั รู้

ครานั้นพระองค์ทรงประทับนั่งขัดสมาธิ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธ์ิ ณ อุรุเวลาเสนานิคม เมืองพาราณสี หันพระ
พักตร์ไปทางทิศตะวนั ออก และตั้งจติ อธิษฐานดว้ ยความแน่วแนว่ า่ ตราบใดที่ยังไมบ่ รรลุสัมมาสมั โพธิญาณ ก็จะไม่ลุกข้ึน
จากสมาธิบัลลังก์ แม้จะมีหมู่มารเข้ามาขัดขวาง แต่ก็พ่ายแพ้พระบารมีของพระองค์กลับไป จนเวลาผ่านไปในที่สุด
พระองค์ทรงบรรลุรูปฌาณ คือ ครานั้นพระองค์ทรงประทับนั่งขัดสมาธิ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ อุรุเวลาเสนานิคม
เมืองพาราณสี หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และตั้งจิตอธิษฐานด้วยความแน่วแน่ว่าตราบใดที่ยังไม่บรรลุสัมมา
สัมโพธิญาณ ก็จะไม่ลุกขึ้นจากสมาธิบัลลังก์ แม้จะมีหมู่มารเข้ามาขัดขวาง แต่ก็พ่ายแพ้พระบารมีของพระองค์กลับไป
จนเวลาผ่านไปในทส่ี ดุ พระองค์ทรงบรรลรุ ูปฌาณ คือ

ยามตน้ หรอื ปฐมยาม ทรงบรรลปุ พุ เพนิวาสานุสตญิ าณ คอื สามารถระลกึ ชาติได้
ยามสอง ทางบรรลุจุตูปปาตญาณ (ทิพยจักษุญาณ) คือ รู้เรื่องการเกิดการตายของสัตว์ทั้งหลายว่าเป็นไปตาม
กรรมที่กำหนดไว้
ยามสาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ คือ ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ หรือกิเลส ด้วยอริยสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย
นิโรธ และมรรค และได้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นศาสดาเอกของโลก ซึ่งวันที่พระ
สมั มาสมั พทุ ธเจา้ ตรสั รู้ ตรงกับวนั เพ็ญเดอื น 6 ขณะที่มีพระชนม์ 35 พรรษา

กิจกรรมการเรยี นรู้
Step1 ขน้ั รวบรวมข้อมูล (Gathering)

1. ครนู ำภาพพระพุทธเจ้า จำนวน 2-3 ภาพ ให้นักเรียนสงั เกตและร่วมกนั แสดงความคิดเห็น โดยครใู ชค้ ำถาม
ดงั นี้

- ภาพเหลา่ นเ้ี กย่ี วกบั อะไร
- มีสำคญั และเก่ียวกบั พระพทุ ธศาสนาอย่างไร
- นักเรยี นมคี วามรเู้ กย่ี วกบั พุทธประวัตอิ ย่างไรบา้ ง
Step2 ขัน้ วิเคราะห์และสรปุ ความรู้ (Processing)
2. นักเรยี นศึกษาประวัติของพระพุทธเจา้ ตง้ั แต่ประสูตจิ นถึงตรสั รู้
3. นกั เรียนรว่ มกันแสดงความคดิ เหน็ เกย่ี วกบั การตัดสินใจออกและก่อใหเ้ กิดผลสบื เนือ่ งจนถึงปจั จบุ นั
Step3 ขนั้ ปฏบิ ัตแิ ละสรปุ ความรู้หลังการปฏิบัติ (Applying and Constructing the Knowledge)
4. นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น 4 กลุ่ม ไดแ้ ก่
กลมุ่ ที่ 1 ศึกษาพุทธประวตั ิตอนประสูติ
กล่มุ ที่ 2 ศึกษาพทุ ธประวัติตอนเทวทตู 4
กลุ่มท่ี 3 ศึกษาพุทธประวัติตอนบำเพ็ญทุรกริ ยิ า
กลมุ่ ที่ 4 ศึกษาพุทธประวตั ิตอนตรัสรู้
แล้วให้นกั เรียนเขียนสรปุ เปน็ แผนผงั ความคดิ ตามทแ่ี ตล่ ะกล่มุ ไดร้ ับ
Step4 ข้ันสื่อสารและนำเสนอ (Applying the Communication Skill)
5. นักเรยี นแตล่ ะกลมุ่ นำเสนอผลงานหนา้ ชัน้ เรียน
6. ครแู ละนักเรียนร่วมกนั แสดงความคดิ เห็น หรอื ถามคำถาม กลุ่มที่นำเสนอ
Step5 ข้ันประเมนิ เพื่อเพ่ิมคุณค่าบรกิ ารสังคมและจิตสาธารณะ (Self-Regulating)
7. ใหน้ ักเรียนแต่ละกลมุ่ นำผลงานแผนผงั มโนทศั น์(mind map) เร่ืองพุทธประวตั ทิ ่เี กย่ี วข้องในชว่ งเวลา
ต้งั แต่ประสตู ิจนถึงบำเพญ็ ทรุ กิรยิ า ติดผนังหอ้ งเรยี น เพ่อื ใหเ้ พ่ือนได้ศึกษาและประเมนิ ผลงาน
8. ให้นักเรยี นแตล่ ะคนประเมินผลงานของแต่ละกลุ่มยกเว้นกลุ่มของตวั เอง โดยการเขยี นดาวให้ 1 ดวง
สำหรับกลุ่มทต่ี นชอบมากที่สดุ แล้วครูและนักเรียนนับดาวและสรปุ คะแนน
9. จากการศึกษาพทุ ธประวัติ นกั เรยี นสามารถนำไปปรบั ใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างไร ใหน้ ักเรยี นเขยี นเปน็
แผนผังความคิด

6. ส่ือและแหล่งเรียนรู้

1. ภาพเก่ียวกบั พทุ ธประวตั ิ
2. ใบความรู้

การวดั และประเมินผลการเรียนรู้

ตัวช้ีวัด จุดประสงค์ วธิ ีวัดผล เครอ่ื งมือวัดผล เกณฑ์การ
-แบบทดสอบ วดั ผล
3 วิเคราะห์พุทธ ความรู้(K) - ตรวจแบบทดสอบ
-แบบบันทึก ผา่ นเกณฑ์
ประวัติต้งั แต่ประสตู ิ อธิบายพทุ ธประวัตติ ั้งแต่ - ตรวจแบบบนั ทกึ ผลการอภิปราย รอ้ ยละ 60
ประสตู ิ จนถงึ การตรสั รู้ของ ผลการอภปิ ราย -แผนผังความคิด
จนถงึ บำเพ็ญทกุ รกิริยา พระพทุ ธเจา้ - การจัดทำแผนผัง ผา่ นเกณฑ์
ความคิด ร้อยละ 60
หรอื ประวตั ิศาสดาท่ีตน ทักษะกระบวนการ(P)

นับถอื ตามทีก่ ำหนด นำความร้จู ากพทุ ธประวตั ิ
(ส 1.1 ม.1/3 ) ประยกุ ต์ใช้ให้เกดิ ประโยชน์ใน
การดำเนนิ ชวี ิต ประจำวนั
คณุ ลกั ษณะ(A)

-

สมรรถนะ นักเรยี นสามารถสือ่ สาร ใช้ -ประเมินพฤติกรรม -แบบประเมิน ผ่านเกณฑ์
การสอื่ สาร เทคโนโลยี มกี ระบวนการคิด ในการทำงานรายบุคคล สมรรถนะ การประเมิน
การใช้เทคโนโลยี รจู้ ักการแก้ปญั หา และเกิด หรือพฤตกิ รรมการ ระดบั 1
การคิด ทกั ษะชวี ิต การรูเ้ ทา่ ทัน ทำงานกลมุ่ แบบประเมิน ขนึ้ ไป
การแกป้ ัญหา สอ่ื สาร สารสนเทศและดจิ ิทัล คณุ ลกั ษณะอนั พงึ
การใช้ทักษะชีวติ ทกั ษะชวี ติ และความเจรญิ แหง่ ตน ประสงค์ ผ่านเกณฑ์
การร้เู ท่าทันสื่อสาร การประเมิน
นักเรยี นมคี วามมุ่งม่ันในการ ประเมินพฤติกรรม ระดบั 1
สารสนเทศและดิจทิ ัล ทำงานและมใี ฝ่เรียนรู้ ในการทำงานเป็น ข้ึนไป
รายบคุ คลในดา้ นความ
ทักษะชีวิตและความ มงุ่ ม่นั ในการทำงาน
เจรญิ แหง่ ตน ความใฝเ่ รียนรู้
คุณลกั ษณะอนั พึง
ประสงค์
มุ่งมัน่ ในการทำงาน
ใฝเ่ รยี นรู้

ภาพประกอบการสอน
ภาพนางพระนางสริ มิ หา ทรงพระสบุ นิ

ภาพตอนประสตู ิ

ภาพตอนทอดพระเนตรเทวทตู 4
ภาพตอนบำเพญ็ ทุกกรกริ ยิ า

ภาพตอนทา้ วสกั กเทวราชได้เสดจ็ ลงมาดดี พณิ
ภาพตอนตรสั รู้

แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 3

กลุ่มสาระการเรยี นรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม รหสั วิชา ส21101

รายวชิ าสังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564

ชอื่ หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 1 พระพทุ ธ เวลา 1 ชว่ั โมง

เร่ือง ชาดก

มาตรฐาน ส 1.1 รู้ และเขา้ ใจประวตั ิ ความสำคญั ศาสดา หลักธรรมของพระพทุ ธศาสนาหรอื ศาสนาที่ตนนบั ถือและ

ศาสนาอืน่ มีศรทั ธาทถ่ี ูกต้อง ยดึ มนั่ และปฏบิ ตั ติ ามหลกั ธรรม เพ่อื อยรู่ ่วมกันอยา่ งสันติสุข

ตัวช้ีวัด ส 1.1 ม.1/4 วเิ คราะห์และประพฤติตนตามแบบอยา่ งการดำเนินชวี ิตและข้อคิดจากประวัตสิ าวก ชาดก

เรือ่ งเลา่ และศาสนกิ ชนตวั อย่างตามที่กำหนด

สาระสำคญั

ชาดก คอื เร่ืองราวในอดตี ของพระพทุ ธเจ้ากอ่ นทจ่ี ะมาประสตู แิ ละตรัสรเู้ ป็นพระพุทธเจ้าในชาตสิ ดุ ทา้ ย
การศกึ ษาอัมพชาดกและติตติรชาดกจะทำให้เราได้ข้อคดิ เก่ียวกับคนท่กี ตญั ญูรู้คุณคนอน่ื ย่อมเป็นคนเจริญในท่ีทุกสถาน
ในกาลทุกเมอื่ และคนทฉี่ ลาดในธรรมมีความนอบน้อมถอ่ มตนตอ่ ผ้ใู หญจ่ ักเป็นผู้ไดร้ ับการสรรเสรญิ ในปจั จบุ ันนแ้ี ละ
อนาคตต่อๆไปซึ่งขอ้ คดิ เหลา่ นสี้ ามารถนำไปประพฤติปฏบิ ัติในชวี ิตประจำวนั ได้
สาระการเรียนรู้

ชาดก ได้แก่ อัมพชาดกและติตติรชาดก
3. จุดประสงค์การเรยี นรู้

ความรู้(K)
อธิบายความร้จู ากชาดกเร่ืองอมั พชาดกและตติ ติรชาดก

ทกั ษะกระบวนการ(P)
สามารถประพฤตติ นตามแบบอย่างการดำเนนิ ชีวิตจากชาดกเรือ่ งอัมพชาดกและติตติรชาดก

คณุ ลกั ษณะ(A)

เหน็ คุณค่าในการศกึ ษาของอัมพชาดกและตติ ติรชาดก

คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ ซอ่ื สัตย์ มวี ินัย ใฝเ่ รยี นรู้
รกั ชาติ มงุ่ มั่นในการทำงาน รกั ความเปน็ ไทย จิตสาธารณะ
อยู่อยา่ งพอเพียง

สมรรถนะ

การสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา
การร้เู ทา่ ทนั สื่อสารสารสนเทศและดิจิทลั
การใช้ทกั ษะชีวติ การใช้เทคโนโลยี

ทักษะชีวติ และความเจรญิ แห่งตน

4. เน้ือหาสาระ
ชาดก คอื เร่ืองราวของพระโพธสิ ตั ว์มาบำเพ็ญบารมี เพ่อื จะไปเสวยชาติเปน็ พระพทุ ธเจ้าท่พี ระพทุ ธเจา้ ตรสั เล่า

ไวใ้ นสตุ ตันตปฎิ ก นิกายขทุ ทก มที ง้ั หมด 547 เรื่อง ชาดกท่ีนา่ สนใจและควรศึกษาคือ อัมพชาดก และติตตริ ชาดก

ซง่ึ อัมพชาดกเป็นเรื่องพราหมณห์ นุ่มขอเรยี นมนต์จากจัณฑาลเก่ยี วกับการเสกมะมว่ งแต่ไม่กลา้ บอกความจริงกบั ใคร

เน่ืองจากอับอายจึงโกหกทำให้มนตท์ ่ีร่ำเรียนมาเส่ือม สำหรบั เรื่องตติ ตริ ชาดกเป็นเรือ่ งเกี่ยวกบั สตั ว์สามตัวท่ไี ม่เคารพซึง่

กนั และกนั ไม่รู้จักอาวโุ สจนทำใหเ้ กิดความเดอื ดร้อนมชี วี ิตอยู่อย่างไม่เปน็ สุขแต่เมื่อตกลงกันวา่ จะเคารพซ่งึ กันและกันให้

เกยี รติผูอ้ าวโุ สกวา่ ท้งั สามก็อยูก่ ันอย่างมีความสุข

Step1 ขัน้ รวบรวมข้อมลู (Gathering)
1. ครูและนกั เรียนรว่ มกันสนทนาเกย่ี วกับความหมายของชาดก และชาดกท่นี กั เรยี นรูจ้ ัก แล้วใหน้ ักเรยี น

รว่ มกันแสดงความคิดเหน็ โดยครูใชค้ ำถาม ดังนี้
- ชาดก หมายถงึ อะไร
- นกั เรยี นเคยฟงั เคยอ่านหรือรู้จกั ชาดกเรื่องใดบ้าง

Step2 ขั้นวเิ คราะหแ์ ละสรุปความรู้ (Processing)
1. ครูใหต้ วั แทนนักเรียนอา่ นข่าวเกย่ี วกบั บคุ คลทม่ี ีความกตญั ญู-กตเวทีและเคารพผ้อู าวุโส แล้วให้นักเรียน

ช่วยกันวเิ คราะหข์ ่าว ในหวั ข้อตอ่ ไปนี้
- การกระทำใดบ้างที่แสดงใหเ้ ห็นถึงความกตัญญู
- การกระทำใดบ้างทแ่ี สดงให้เห็นถึงการแสดงความเคารพผู้อาวโุ ส
2. ครอู ธบิ ายใหน้ กั เรยี นเขา้ ใจว่า การกระทำของบุคคลในขา่ ว ในเรือ่ ง ความกตัญญูกตเวทีและการเคารพผู้

อาวุโสน้นั เปน็ แบบอย่างทดี่ ี ซ่ึงนกั เรยี นควรปฏิบัตติ าม
Step3 ขน้ั ปฏบิ ัติและสรุปความรู้หลังการปฏบิ ัติ (Applying and Constructing the Knowledge)

1. นักเรยี นออกเปน็ 2 กลุม่ เพื่อศกึ ษาชาดกดังน้ี
กลุม่ ที่ 1 อมั พชาดก
กลุ่มท่ี 2 ตติ ตริ ชาดก

2. นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มร่วมกนั ศกึ ษาทำความเข้าใจในชาดก ที่กลุ่มของตนจบั สลากไดจ้ ากหนังสอื เรยี น
และแหล่งข้อมูลสารสนเทศ

3. นกั เรยี นตอบคำถามกระตุ้นความคิด
1. คณุ ธรรมอนั เปน็ แบบอยา่ งจากเรื่องอัมพชาดก ได้แกอ่ ะไร
(ความกตัญญกู ตเวที)
2. คุณธรรมอนั เปน็ แบบอยา่ งจากเรื่อง ตติ ตริ ชาดก ไดแ้ กอ่ ะไร
(การเคารพผู้อาวุโส)

4. ครูแจกใบงาน เรื่อง อัมพชาดก และใบงาน เร่ือง ติตตริ ชาดก ให้นกั เรียนแต่ละกลุ่มตาม
ชาดกท่ีกลุ่มศกึ ษา

Step4 ขนั้ สอ่ื สารและนำเสนอ (Applying the Communication Skill)
3. นักเรยี นแตล่ ะกลุม่ นำความรู้ทไ่ี ดศ้ ึกษาชาดกออกมานำเสนอผลงานหน้าชัน้ เรยี น
4. ครูและนักเรียนรว่ มกันแสดงความคดิ เหน็ หรือถามคำถาม กลุ่มที่นำเสนอ
ข้นั สรุป

Step5 ขั้นประเมนิ เพ่อื เพิ่มคุณค่าบรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ (Self-Regulating)
5. ให้นกั เรียนแต่ละกล่มุ นำผลงานแผนผังมโนทัศน์(mind map) ชาดก เรือ่ ง อมั พชาดก ติตตริ ชาดก ติดผนัง

หอ้ งเรยี น เพื่อให้เพอ่ื นได้ศึกษาและประเมนิ ผลงาน

6. ส่ือและแหล่งเรียนรู้
1. ใบความรเู้ กย่ี วกับชาดก
2. หนังสือแบบเรียนวชิ าสงั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม
3. ใบงาน
4. ตัวอย่างขา่ ว

การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้

ตัวชี้วดั จดุ ประสงค์ วิธีวดั ผล เครื่องมือวัดผล เกณฑก์ าร
-แบบทดสอบ วัดผล
4 วิเคราะหแ์ ละ ความรู้(K) - ตรวจแบบทดสอบ
ประพฤตติ นตาม อธิบายความร้จู ากชาดก -แบบบนั ทึก ผา่ นเกณฑ์
แบบอย่างการดำเนิน - ตรวจแบบบันทกึ ผลการอภปิ ราย รอ้ ยละ 60
ชีวติ และขอ้ คดิ จาก เรอ่ื งอัมพชาดกและติตตริ ชาดก ผลการอภิปราย -แผนผงั ความคดิ
ประวตั สิ าวก ชาดก ทกั ษะกระบวนการ(P) - การจดั ทำแผนผัง ผา่ นเกณฑ์
เรือ่ งเลา่ และศาสนิกชน ความคิด ร้อยละ 60
ตัวอย่างตามทก่ี ำหนด สามารถประพฤติตนตาม
(ส 1.1 ม.1/4) แบบอยา่ งการดำเนนิ ชีวติ จาก
ชาดกเรอ่ื งอัมพชาดกและติตติร
ชาดก
คุณลักษณะ(A)

เห็นคณุ ค่าในการศึกษาของ

อมั พชาดกและตติ ติรชาดก

สมรรถนะ นกั เรยี นสามารถสอื่ สาร ใช้ -ประเมนิ พฤตกิ รรม -แบบประเมนิ ผา่ นเกณฑ์
การสอ่ื สาร เทคโนโลยี มีกระบวนการคดิ ในการทำงานรายบคุ คล สมรรถนะ การประเมนิ
การใชเ้ ทคโนโลยี ร้จู กั การแกป้ ญั หา และเกิด หรือพฤติกรรมการ ระดบั 1
การคดิ ทกั ษะชวี ติ การรู้เท่าทนั ทำงานกลมุ่ ขน้ึ ไป
การแก้ปัญหา ส่อื สาร สารสนเทศและดิจิทลั
การใช้ทกั ษะชีวติ

การรูเ้ ทา่ ทันสื่อสาร ทักษะชวี ิตและความเจริญแหง่ ตน

สารสนเทศและดจิ ทิ ัล นักเรียนมคี วามมุ่งมนั่ ในการ ประเมินพฤติกรรม แบบประเมิน ผา่ นเกณฑ์
ทำงานและมีใฝ่เรยี นรู้ ในการทำงานเป็น คณุ ลกั ษณะอนั พึง การประเมิน
ทกั ษะชีวิตและความ รายบุคคลในด้านความ ประสงค์ ระดบั 1
เจริญแหง่ ตน มุ่งมั่นในการทำงาน ขึ้นไป
คณุ ลักษณะอนั พงึ ความใฝเ่ รยี นรู้
ประสงค์
มุ่งม่นั ในการทำงาน
ใฝเ่ รียนรู้

ตวั อยา่ งข่าว

ลกู ร้องเพลงหาเงินรักษาแม่ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย

เด็กชายวัย 5 ขวบใน จ.พิษณุโลกช่วยหาเงินเพื่อรักษาแม่ที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย และเลี้ยงน้องชายวัย
เพียง 3 เดือน ด้วยการออกไปร้องเพลงตามร้านอาหารร่วมกับบิดา ขณะที่แพทย์ระบุว่าอาการของมารดาทำได้เพียง
รกั ษาเท่านัน้

ด.ช. ภผู า รตั นร่งุ เรืองชัย อายุ 5 ขวบ หรอื น้องไบเบลิ นักเรยี นชน้ั อนุบาลปที ่ี 3 โรงเรยี นอนุบาลประชาราษฎร์
สรา้ งความเพลิดเพลนิ แก่บรรดาลกู ค้ารา้ นอาหารครวั ปญั ญา ต. ในเมือง อ. เมอื งพิษณโุ ลก

นายธนาทร รัตนรุ่งเรืองชัย อายุ 29 ปี พ่อของเด็กชายไบเบิลเป็นผู้นำเด็กชายภูผามาร่วมร้องเพลง ขณะ
ตระเวน เล่นกีตาร์โปร่ง และร้องเพลงตามรา้ นอาหารในตัวเมืองพิษณโุ ลก เพื่อหาเงนิ ไปรกั ษานางศกลวรรณ รัตนร่งุ เรอื ง
ชยั อายุ 34 ปี ภรรยา และมารดาของน้องไบเบลิ ซง่ึ ปว่ ยเปน็ โรคมะเร็งระยะสุดท้าย ขณะนี้รกั ษาตวั ภายในโรงพยาบาล
พุทธชนิ ราช รวมท้งั ซ้ือของใชจ้ ำเปน็ สำหรบั เดก็ ชายเมเบิล นอ้ งชายวัย 3 เดือน

ขณะที่นางศกลวรรณบอกว่า รู้สึกสงสารลกู ที่ต้องอดหลับอดนอนเพื่อหาเงนิ ชว่ ยเหลอื ครอบครัว แต่ก็ภูมิใจ ท่ี
ลูกชายมีความสามารถและกล้าที่จะร้องเพลงบนเวที และอยากมีชีวิตอยู่ให้นานที่สุด เพื่อให้ลูกทั้งสองคนจดจำใบหนา้
ได้

พญ. พรสวรรค์ เพียรสวรรค์ แพทย์ปฏิบัติการอายุรกรรม โรงพยาบาลพุทธชินราชเปดิ เผยว่า อาการของ นาง
ศกลวรรณยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากร่างกายไม่ตอบสนองต่อการทำคีโม ทำให้มะเร็งแพร่กระจายไปยังตับ และส่วน
อน่ื ๆ ของรา่ งกายแล้ว ขณะนีจ้ ึงทำไดเ้ พยี งรกั ษาไปตามอาการเท่านน้ั

ทีม่ า : ข่าวสนุกออนไลน์. 2553. “ลกู ร้องเพลงหาเงินรกั ษาแม่ปว่ ยมะเรง็ ระยะสุดทา้ ย”. [ออนไลน์]. เข้าถงึ ไดจ้ าก
http://news.sanook.com/957963/ลูกกตัญญูร้องเพลงหาเงินรักษาแม่ป่วยระยะสุดท้าย/ สืบค้น 25

มิถนุ ายน 2555.

นายชวน หลกี ภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธปิ ัตย์ รดนำ้ ดำหัวผู้ใหญ่ เนอื่ งในวนั สงกรานต์
วันน้ี 13 เม.ย. 55 เวลา 15.00 น. ที่โรงเรียนน้ำผุด อ. เมือง จ. ตรัง นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษา
พรรคประชาธปิ ัตย์ พร้อมด้วยนายแพทยส์ ุกิจ อฒั โถปกรณ์ ส.ส. ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ นายกิจ หลกี ภยั นายกองคก์ าร
บริหารส่วนจงั หวัดตรัง นายธีรศักดิ์ มกั คุ้น ผตู้ รวจราชการกระทรวงสาธารณสุข นายสันติ วงษ์ยงศลิ ป์ ผู้อำนวยการ
แขวงการทางตรัง ร่วมพิธีรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ เนื่องในวันสงกรานต์ และมอบประกาศเกียรติคุณผู้สูงอายุดีเด่น ประจำปี
2555 ขององคก์ รการบริหารส่วนตำบลนำ้ ผดุ
เทศกาลวันสงกรานต์ ประจำปี 2555 ที่ถือว่าเป็นประเพณีอันดีงามมาช้านานที่สืบสานยึดถือปฏิบัติต่อกันมา
จนถงึ ทกุ วันนี้ สิง่ หนงึ่ ซ่งึ มคี วามสำคัญและบง่ บอกถงึ ความเปน็ เอกลักษณข์ องประเพณีสงกรานต์ คอื การรดน้ำดำหัวขอ
พรผู้หลักผู้ใหญ่ อันหมายถึงการแสดงความเคารพนอบน้อมและขอพรจากท่าน เพื่อเป็นสิริมงคลในการ ดำรงชีวิตของ
ตน และทาง อบต. นำ้ ผุด ได้ตระหนักถงึ ความสำคัญของประเพณีอนั ดงี ามจึงไดจ้ ัดให้มีพิธรี ดน้ำขอพร ผสู้ งู อายุในตำบล
น้ำผุดที่เดินทางมาร่วมงาน จำนวนกว่า 120 คน เพื่อให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ตำบลน้ำผุด ได้ข้อคิดดีๆ จาก
ผูใ้ หญ่ และไดร้ ่วมกนั แสดงออกในทางสร้างสรรค์อย่างสนกุ สนาน อนั จะส่งผลต่อการปรับเปล่ยี นพฤติกรรมไปในทางที่ดี
ขน้ึ รวมทง้ั เพอื่ การอยรู่ ่วมกนั อย่างสงบสขุ

ทม่ี า : จังหวัดตรัง. 2555. “นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ เนื่องใน
วันสงกรานต์”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://123.242.177.1/trnew/index.../546-2012-04-17-02-31-

29 สบื ค้น 25 มิถนุ ายน 2555.

ใบงาน เร่อื งอัมพชาดก

คำชี้แจง ให้นกั เรยี นตอบคำถามต่อไปนี้

1. เพราะเหตุใด พระพุทธเจา้ จึงตรสั เล่าเรอื่ ง อมั พชาดก
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

2. เพราะเหตุใด พระเทวทตั จึงบอกคืนความเป็นอาจารยแ์ ก่พระพุทธเจ้า
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

3. เพราะเหตุใด พระเทวทัตจึงทำสงั ฆเภท

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

4. เพราะเหตุใด เรือ่ งราวในอมั พชาดกจึงเกย่ี วกับพระเทวทัต

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

5. เพราะเหตุใด พราหมณห์ นุ่มจึงไม่แสดงความกตัญญูกตเวทีตอ่ ผู้มีพระคุณ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

6. เพราะเหตุใด วชิ าเสกมะม่วงของพราหมณห์ น่มุ จงึ เป็นท่ีโปรดปรานของพระราชา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

7. เพราะเหตุใด มนต์ทพ่ี ราหมณ์หนุ่มกล่าวในภายหลงั จงึ ไมส่ ามารถเสกมะม่วงตามที่พระราชามรี บั ส่งั ได้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

8. เพราะเหตุใด คำกล่าวเทจ็ จงึ ทำใหม้ นตว์ ชิ าการเสกมะมว่ งเส่อื ม
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

9. เพราะเหตุใด พระราชาจงึ มีรับส่งั ใหเ้ ฆยี่ นพราหมณ์หนุม่ และขับไลอ่ อกจากพระนคร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

10. เพราะเหตุใด อาจารยจ์ ัณฑาลจงึ ไม่ถ่ายทอดมนต์ให้กับพราหมณห์ นุม่ อกี ท้ังๆ ท่ีพราหมณ์หน่มุ กราบ
แทบเทา้ อาจารยส์ ารภาพผิด เพื่อขอเรยี นมนตใ์ หม่
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

เฉลย ใบงาน เรอ่ื งอัมพชาดก

คำช้แี จง ใหน้ กั เรียนตอบคำถามต่อไปน้ี

1. เพราะเหตุใด พระพุทธเจา้ จงึ ตรสั เล่าเรอื่ ง อัมพชาดก
เพราะพระองคป์ ระสงคจ์ ะเล่าใหเ้ หล่าสาวกฟงั ถึงเร่ือง การบอกคืนอาจารย์ของพระเทวทัต

2. เพราะเหตุใด พระเทวทตั จึงบอกคนื ความเปน็ อาจารยแ์ ก่พระพทุ ธเจ้า
เพราะพระเทวทัตคิดเป็นใหญจ่ ะปกครองสงฆแ์ ทนพระพุทธเจ้า แต่ถูกห้ามจึงขัดเคืองถึงขน้ั บอกคืนความ

เป็นอาจารยแ์ ก่พระพุทธเจ้า และจะเปน็ พระพุทธเจา้ เอง
3. เพราะเหตุใด พระเทวทัตจึงทำสงั ฆเภท

เพราะต้องการให้พระสงฆ์แตกแยกความสามัคคีกนั
4. เพราะเหตุใด เร่ืองราวในอัมพชาดกจึงเก่ยี วกบั พระเทวทัต

เพราะพระพุทธเจ้าทรงเลา่ ถงึ เร่ืองของพราหมณห์ นุ่มท่ีไมม่ ีความกตัญญูกตเวที เปรยี บเสมอื นพระเทวทัต
ที่ไมม่ ีความกตัญญกู ตเวทตี อ่ พระพุทธเจ้า ต่อพระพุทธศาสนา
5. เพราะเหตุใด พราหมณ์หนุม่ จึงไม่แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผ้มู พี ระคุณ

เพราะพราหมณ์หนมุ่ เกิดความละอายไม่กลา้ กราบทลู พระราชาวา่ อาจารยท์ ่สี อนวชิ าเสกมะมว่ ง คือ
อาจารย์จณั ฑาล
6. เพราะเหตุใด วิชาเสกมะมว่ งของพราหมณห์ นุ่มจึงเป็นที่โปรดปรานของพระราชา

เพราะพระราชาชอบพระทัยมะมว่ งทีม่ ีรสชาติหวานอร่อยที่พราหมณ์หนุ่มใชว้ ชิ าเสกมะม่วงข้ึนมา
7. เพราะเหตุใด มนต์ทพ่ี ราหมณ์หนุ่มกล่าวในภายหลังจงึ ไมส่ ามารถเสกมะม่วงตามท่ีพระราชามีรบั สงั่ ได้

เพราะพราหมณ์หนุ่มกลา่ วเท็จ ทำให้มนตเ์ สอื่ ม
8. เพราะเหตุใด คำกล่าวเทจ็ จึงทำใหม้ นตว์ ิชาการเสกมะม่วงเสอ่ื ม

เพราะพราหมณ์หนมุ่ รบั ปากกับจณั ฑาลวา่ จะไมโ่ กหกเปน็ อันขาดว่า วิชาเสกมะมว่ งศกึ ษามาจากอาจารย์
ผู้เป็นจัณฑาล แตพ่ ราหมณ์หน่มุ เกิดความละอายไม่กลา้ ทลู ความเป็นจรงิ ว่า อาจารย์ท่ีสอนวชิ าเสกมะมว่ ง คือ
อาจารย์จณั ฑาล แตก่ ลบั ทูลวา่ อาจารย์ทิศาปาโมกข์ แหง่ กรงุ ตกั สิลา
9. เพราะเหตุใด พระราชาจึงมรี ับสง่ั ให้เฆีย่ นพราหมณ์หน่มุ และขบั ไลอ่ อกจากพระนคร

เพราะทรงกรว้ิ ที่พราหมณ์หนุ่มมีรตั นะอันลำ้ ค่าอยู่กบั ตัวยังไม่รู้คุณคา่ ไมร่ ักษาไว้ รัตนะน้ันจึงอันตรธานไป
10. เพราะเหตุใด อาจารยจ์ ัณฑาลจึงไมถ่ ่ายทอดมนตใ์ ห้กับพราหมณห์ นุ่มอีกท้ังๆ ท่ีพราหมณ์หนมุ่ กราบ

แทบเท้าอาจารยส์ ารภาพผิด เพ่อื ขอเรียนมนตใ์ หม่
เพราะพราหมณห์ นมุ่ เป็นคนพูดจาเท็จ และไม่มีความกตัญญตู ่ออาจารย์จณั ฑาล

ใบงาน เรอ่ื งติตติรชาดก

คำช้แี จง ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปน้ี

1. เพราะเหตุใด พระสารบี ุตรจงึ เดนิ จงกรมตลอดคืน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

2. เพราะเหตุใด พระพุทธเจ้าจงึ รบั สง่ั ให้ประชมุ สงฆ์ทนั ทีท่ีทราบว่า พระสารบี ตุ รไมม่ ีทพี่ ักจึงเดินจงกรม
ตลอดคืน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

3. เพราะเหตุใด พระพุทธเจา้ จงึ ตรสั ว่า ภิกษผุ ูเ้ จริญดว้ ยวยั วฒุ เิ ท่าน้นั ท่ีควรไดท้ พี่ ักอันเลศิ ขา้ วและนำ้
อนั เลศิ
.........................................................................................................................................................................

4. เพราะเหตุใด พระพุทธเจา้ จึงเลา่ เร่อื ง ตติ ติรชาดก ใหเ้ หล่าภิกษุฟงั
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

5. เพราะเหตุใด ชา้ งและลงิ จึงยอมรับในความอาวโุ สสูงสดุ ของนกกระทา

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

6. เพราะเหตุใด ชา้ ง ลิง และนกกระทา จงึ อยู่ดว้ ยกนั อยา่ งผาสกุ ตลอดอายุขัย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

7. เพราะเหตุใด พระพุทธเจ้าจงึ เล่าเรอ่ื ง การยอมรับในความอาวุโสของชา้ ง ลิง และนกกระทา เพ่ือสอน
เรือ่ งการเคารพยำเกรงตามลำดบั อาวุโสของภกิ ษุ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

8. เพราะเหตุใด การหวงหา้ มเสนาสนะใหพ้ ระเถระผมู้ ีพรรษามากกว่าไดพ้ ักอาศยั
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

9.เพราะเหตุใด คนท่ีฉลาดในธรรม เคารพนบน้อมต่อผเู้ จรญิ วัยวุฒิ คนๆ น้ันยอ่ มไดร้ ับความเจริญตอ่ ไป
ในภายภาคหน้า
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

10. เพราะเหตุใด คุณธรรมเรื่อง การเคารพยำเกรงตามลำดบั อาวุโส จึงเป็นสิง่ สำคญั ทที่ ุกคนในสงั คมควรได้

ตระหนักและยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ใบงาน เร่ืองตติ ตริ ชาดก

คำชแ้ี จง ใหน้ กั เรียนตอบคำถามต่อไปน้ี

1. เพราะเหตุใด พระสารบี ตุ รจงึ เดนิ จงกรมตลอดคนื
เพราะพระฉัพพคั คียต์ า่ งจับจองท่ีพกั ไวเ้ พ่ือตนเอง และอปุ ัชฌาย์อาจารย์ จนพระสารีบตุ รไมม่ ที ่ีพัก

2. เพราะเหตุใด พระพุทธเจ้าจึงรบั สัง่ ใหป้ ระชมุ สงฆ์ทนั ทีท่ีทราบว่า พระสารบี ุตรไมม่ ีทีพ่ ักจึงเดนิ จงกรม
ตลอดคืน
เพราะพระองคป์ ระสงคจ์ ะถามวา่ ภิกษชุ นดิ ใด ควรจะได้ท่ีพักอันเลศิ ขา้ วและน้ำอนั เลิศ

3. เพราะเหตุใด พระพุทธเจา้ จึงตรัสวา่ ภิกษผุ เู้ จรญิ ด้วยวยั วฒุ เิ ท่านัน้ ทคี่ วรไดท้ พ่ี ักอันเลิศ ข้าวและนำ้
อันเลศิ

เพราะถ้าการอยูร่ ่วมกนั จำนวนมาก ไมร่ ูจ้ ักเคารพยำเกรง ไม่กราบไหวผ้ ู้เจรญิ วัย จะอย่รู ่วมกันได้อยา่ งไร
4. เพราะเหตุใดพระพทุ ธเจ้าจึงเล่าเรือ่ ง ติตตริ ชาดก ให้เหล่าภิกษฟุ งั

เพราะชาดกเรือ่ ง ติตติรชาดก กล่าวถงึ สัตว์สหาย 3 ตวั คือ ลิง นกกระทา และชา้ ง ซ่ึงตกลงกันวา่ จะ
เคารพยำเกรง ตามลำดับอาวโุ ส แต่ตดั สนิ ใจไม่ได้ว่า ใครเป็นผู้อาวุโสที่สุด
5. เพราะเหตุใด ชา้ งและลิงจึงยอมรับในความอาวุโสสงู สดุ ของนกกระทา
เพราะนกกระทาอ้างถงึ ตน้ ไทรที่อยูไ่ กลจากตน้ ไทรตน้ น้ี ท่ีนกกระทาไดก้ ินผลแล้วบนิ ผา่ นมายงั ทน่ี ี้
และได้ถ่ายมูลไว้ จนเกิดเปน็ ตน้ ไทรตน้ นขี้ น้ึ มา นกกระทาย่อมอาวโุ สกว่าลิงและชา้ ง
6. เพราะเหตุใด ช้าง ลิง และนกกระทา จงึ อยู่ดว้ ยกนั อย่างผาสุกตลอดอายขุ ยั
เพราะช้าง และลิงยอมรบั ในความอาวุโส มคี วามเคารพยำเกรง และเชื่อฟงั คำแนะนำในฐานะผอู้ าวุโส

7. เพราะเหตุใด พระพุทธเจา้ จงึ เล่าเร่ือง การยอมรับในความอาวโุ สของช้าง ลงิ และนกกระทา เพื่อสอน
เร่อื งการเคารพยำเกรงตามลำดับอาวุโสของภิกษุ
เพราะช้าง ลงิ นกกระทา เป็นสตั ว์เดียรฉาน ยังรู้จกั เคารพยำเกรงตามลำดับผอู้ าวุโส ภกิ ษุเปน็ มนษุ ย์แท้ๆ
และบวชเรียนในศาสนา เหตุใดจึงไม่เคารพยำเกรงกันตามลำดบั อาวโุ ส

8. เพราะเหตุใด การหวงหา้ มเสนาสนะใหพ้ ระเถระผ้มู ีพรรษามากกวา่ ได้พักอาศยั
เพราะพระเถระผู้มีพรรษามากกว่าควรได้ทพ่ี ักก่อน เหมือนการเคารพยำเกรงตามลำดับอาวโุ ส

9. เพราะเหตุใด คนที่ฉลาดในธรรม เคารพนบน้อมต่อผูเ้ จรญิ วัยวุฒิ คนๆ นนั้ ยอ่ มได้รับความเจริญตอ่ ไป
ในภายภาคหน้า
เพราะคนฉลาดในธรรม คนเคารพนบนอ้ มต่อผเู้ จริญด้วยวยั วฒุ ิ คนเหลา่ นน้ั ย่อมไดร้ ับการยกยอ่ งสรรเสรญิ
และเจริญรงุ่ เรอื งในทางท่ดี ี

10. เพราะเหตุใด คณุ ธรรมเร่ือง การเคารพยำเกรงตามลำดบั อาวุโส จึงเป็นสง่ิ สำคัญที่ทุกคนในสังคมควรได้
ตระหนักและยึดถือเป็นแนวปฏบิ ตั ิ

เพราะคำว่า “สงั คม” คือ การทคี่ นตง้ั แต่ 2 คน ขนึ้ ไป อยู่รว่ มกันอย่างมีความสุข คน 2 คนนัน้ จะต้องมีความ
เคารพยำเกรงกันตามลำดบั อาวุโส ซ่งึ ในความเป็นจริงเราต้องอย่รู ่วมกบั คนจำนวนมากและหลากหลายสังคม
ทกุ คนจึงตอ้ ง ตระหนักและให้ความสำคัญกับคุณธรรมข้อน้ี จึงจะอย่รู ่วมกันได้อย่างมคี วามสุข

แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 4

กลุ่มสาระการเรยี นรู้สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม รหสั วิชา ส21101

รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564

ชื่อหน่วยการเรียนรูท้ ี่ 1 พระพทุ ธ เวลา 2 ช่ัวโมง
เรอ่ื ง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

มาตรฐาน ส 1.2 เข้าใจ ตระหนักและปฏิบตั ิตนเป็นศาสนกิ ชนที่ดี และธำรงรกั ษา พระพุทธศาสนาหรือศาสนาทต่ี น

นับถอื

ตวั ช้ีวดั ส 1.2 ม.1/5 อธบิ าย ประวัติความสำคัญและปฏิบตั ติ นในวนั สำคัญทางศาสนาที่ตนนบั ถือตามท่กี ำหนดได้

ถกู ต้อง

สาระสำคญั

วันสำคญั ทางพระพทุ ธศาสนาเป็นวนั ท่ีพทุ ธศาสนิกชนบำเพ็ญความดี เพื่อบูชาและรำลกึ ถึงคณุ ของ

พระรัตนตรยั

สาระการเรยี นรู้

ประวตั ิและความเป็นมาของวันสำคญั ทางพระพุทธศาสนา ไดแ้ ก่ วันมาฆบชู า วนั วิสาขบูชา วนั อาสาฬหบูชา
วนั เขา้ พรรษา วันออกพรรษา วนั เทโวโรหณะ วันอัฏมบี ชู าและวนั ธรรมสวนะ
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้

ความรู้(K)
อธบิ ายประวัตแิ ละความเป็นมาของวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

ทกั ษะกระบวนการ(P)
สามารถประพฤตแิ ละปฏบิ ตั ติ นเป็นแบบทด่ี ใี นการเขา้ วดั ทำบญุ ตักบาตรในวนั สำคัญทางพระพุทธศาสนา

คณุ ลักษณะ(A)

เหน็ ความสำคัญในการปฏบิ ตั ิตนและเข้ารว่ มกิจกรรมในวันสำคัญทางพระพทุ ธศาสนา

คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ ซ่อื สัตย์ มีวินยั ใฝเ่ รยี นรู้
รกั ชาติ มุ่งมัน่ ในการทำงาน รักความเป็นไทย จติ สาธารณะ
อย่อู ยา่ งพอเพียง

สมรรถนะ

การสอ่ื สาร การคิด การแกป้ ัญหา
การรู้เทา่ ทันสือ่ สารสารสนเทศและดิจิทัล
การใช้ทักษะชวี ติ การใช้เทคโนโลยี

ทักษะชีวติ และความเจรญิ แหง่ ตน

เนือ้ หาสาระ
วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
1) วนั มาฆบูชา

วนั มาฆบูชา คือ การบูชาในเดือนมาฆะ คือ วนั ข้ึน 15 ค่ำ เดือน 3 เหตกุ ารณ์สำคัญที่เกิดข้ึนคือการประชมุ
สงฆโ์ ดยมิได้นัดหมายกนั ทเ่ี รยี กว่า จาตรุ งคสันนบิ าต ประกอบดว้ ยองค์ 4 คือ 1. เปน็ วันเพญ็ เดือนมาฆะ 2. พระภกิ ษุ
1,250 องค์ มาประชมุ กันโดยมไิ ดน้ ัดหมาย 3. ภิกษเุ หล่าน้ัน ลว้ นเปน็ พระอรหันต์ 4. ได้รบั การบวชจากพระพุทธเจา้
เปน็ เอหิภิกขุท้งั ส้ิน

ในวนั นนั้ พระพทุ ธเจ้าไดท้ รงแสดงธรรม คอื แสดงโอวาทปาฏโิ มกข์ วางหลักคำสอนสำคญั ของพระพุทธองค์ไว้ 3
ประการ คือ 1. ไม่ทำความชั่ว 2. การทำบญุ กุศลใหถ้ งึ พรอ้ ม และ 3. การทำจติ ของตนใหผ้ ่องแผ้ว

หลกั คำสอน 3 ประการ พระพทุ ธเจ้าตรัสวา่ เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าท้งั หลายตรัสไวอ้ ย่างนถี้ ือเปน็
ธรรมนูญของพระสงฆใ์ น การยดึ ถือปฏิบัตติ ่อไป
2.) วนั วสิ าขบชู า

วันวสิ าขบชู า ตรงกับวนั เพ็ญเดือนวสิ าขะ คือวันขนึ้ 15 คำ่ เดือน 6 เปน็ วนั ท่เี กย่ี วกบั พระพุทธเจ้าโดยตรง ซึง่ มี
เหตกุ ารณ์สำคัญมาบรรจบกนั คือ

1. เป็นวนั คล้ายวนั ประสูตขิ องพระพุทธเจา้ ณ สวนลุมพินีวนั ประเทศอินเดีย
2. เป็นวันตรัสรู้ ณ ตำบลอรุ เุ วลาเสนานิคม แขวงเมอื งราชคฤห์
3. เปน็ วนั ปรนิ พิ พานของพระพทุ ธเจา้ ณ สาละโนทยาน เมอื งกสุ นิ ารา
หลกั ธรรมทเี่ กยี่ วขอ้ งกับวันวิสาขบชู า เป็นเหตกุ ารณใ์ นวนั ตรัสรู้ ที่พระองค์ทรงพิจารณาอรยิ สจั 4 โดยละเอยี ด
จนสามารถหมดกเิ ลสและอาสวะอยา่ งสน้ิ เชิง หลักธรรมข้ออรยิ สจั 4 หรอื อริยมรรคมีองค์ 8
อริยสัจ 4 เปน็ หลกั ธรรมข้อสำคญั ที่เปน็ หัวใจหลกั ของการตรสั รู้ของพระพุทธเจ้า และพระพุทธศาสนา ทำให้
พระพทุ ธเจ้าได้ประกาศพระพุทธศาสนาแพรห่ ลายมาจนถึงปจั จบุ ัน
3.) วนั อฏั ฐมีบูชา

วนั อัฏฐมีบชู า เป็นวนั ถวายพระเพลิงพระสรรี ะของพระพุทธเจา้ ที่เมืองกสุ นิ ารา ซ่ึงตรงกับวันแรม 8 คำ่
เดอื น 6 คือ หลกั พุทธปรนิ ิพพาน 7 วัน สำหรับกจิ กรรมท่ีชาวพทุ ธควรปฏบิ ัตใิ นวนั นี้คอื ทำบญุ ตักบาตร รักษาศีล ฟัง
ธรรม เวยี นเทยี น เพ่ือเป็นพทุ ธบชู า

หลกั ธรรมที่เกี่ยวข้องในวนั นัน้ คือ หลกั ไตรลักษณ์ คอื อนจิ จัง-ความไม่เท่ยี ง ไม่คงที่ ภาวะท่ีเกิดขน้ึ แลว้ เส่อื ม
และสลายไป ทุกขัง-ความเปน็ ทกุ ข์ ภาวะบบี ค้นั ทถ่ี ูกบงั คับด้วยการเกดิ ขึน้ แลว้ สลายไปเพราะปจั จัยปรุงแตง่ อนัตตา-
สภาวะความไม่มตี ัวตนที่เที่ยงแท้แน่นอนหลักไตรลักษณเ์ ป็นหลักประสานประโยชน์ของความจรงิ ในชีวิตท่เี ราพึงเหน็ ได้
ตามหลักความจรงิ ดว้ ยปัญญา
4.) วนั อาสาฬหบชู า

วันอาสาฬหบชู า ตรงกบั วนั เพ็ญเดือนอาสาฬหะ คอื วนั ข้นึ 15 ค่ำ เดือน 8 ถือเป็นวนั สำคญั ท่เี กดิ เหตุการณ์ท่ี
ทำให้เกิดพระพุทธศาสนาขนึ้ ในโลก มีความสำคัญ 3 ประการ คอื

1. เปน็ วันที่พระพุทธเจา้ ทรงแสดงธรรมครั้งแรก เรียกว่า ปฐมเทศนา
2. เปน็ วันที่พระอริยสงฆ์องคแ์ รกเกดิ ขึน้ ในโลก คือ พระอญั ญาโกณฑญั ญะ
3. เปน็ วันทพ่ี ระรัตนตรยั คอื พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เกิดขน้ึ ในโลก ครบท้ัง 3 ประการบริบรู ณ์

วนั อาสาฬหบูชา มหี ลกั ธรรมที่เก่ียวข้อง คือ การแสดงปฐมเทศนาพระพุทธเจา้ โดยพระองค์ไดท้ รงแสดงธรรม
ชอ่ื ว่า ธัมมจกั กัปปวัตนสตู ร ไดก้ ล่าวถงึ หลักอริยสัจ 4 ทีพ่ ระองคไ์ ด้ตรัสร้เู ปน็ สำคญั นอกจากน้ยี งั มีหลักสัจธรรมที่ทำให้
พระโกณฑญั ญะ ไดด้ วงตาเห็นธรรม คือ ?สิ่งใดสง่ิ หน่งึ ที่มีความเกดิ ขนึ้ เปน็ ธรรมดา สิ่งนน้ั ทงั้ หมดมีความดบั ไปเป็น
ธรรมดา สจั ธรรมข้อน้ที ำให้โกณฑญั ญะเขา้ ใจแจ่มแจ้งในพระธรรม จนได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน
5.) วันเขา้ พรรษา

วนั เขา้ พรรษา คอื วนั ทพ่ี ระภิกษสุ งฆ์กระทำพธิ อี ธิษฐานเพอ่ื เข้าอยูจ่ ำพรรษาภายในอารามตลอด 3 เดือน
ในชว่ งฤดฝู น โดยไมพ่ ักแรมค้างคนื ในที่อ่ืน นอกจากมีเหตุจำเปน็ ท่ีจะต้องไปจริง ซ่งึ ก็มีข้ออนญุ าตตามพระวินัย
ในการกำหนดวันเข้าพรรษานัน้ พระวินัยสงฆ์ไดก้ ำหนดไว้เป็น 2 ภาค ดงั น้ี คือ

1. ปรุ มิ พรรษา คือ วันทพ่ี ระสงฆ์ทำพธิ อี ธิษฐานเข้าจำพรรษาในภาคแรก โดยเริ่มตง้ั แตว่ นั แรม 1 คำ่ เดอื น 8
จนถงึ วนั ขน้ึ 15 คำ่ เดือน 11

2. ปัจฉมิ พรรษา คอื วันท่พี ระสงฆท์ ำพธิ อี ธิษฐานเข้าจำพรรษาหลัง เพราะไมท่ ันในภาคแรกโดยเร่ิมตั้งแตว่ ัน
แรม 1 คำ่ เดือน 9 จนถงึ วันขึ้น 15 ค่ำ เดอื น 12
สำหรบั พุทธศาสนิกชนก็มขี ้อปฏิบตั ิตน คอื

1. กอ่ นวนั เข้าพรรษา ควรช่วยกันบูรณะซ่อมแซมเสนาสนะของพระภกิ ษสุ งฆ์
2. จัดหาเคร่ืองไทยธรรม เช่น ผ้าอาบนำ้ ฝน เทยี นจำพรรษา หรอื สิง่ จำเป็นอน่ื ๆ สำหรบั พระภกิ ษุแลว้ นำไป
ถวายพระสงฆ์ในวันเข้าพรรษา เปน็ ต้น
3. เม่ือวนั เข้าพรรษา ควรอธษิ ฐานเพื่อทำความดตี ลอดพรรษา เชน่ รักษาศีล ฟังเทศน์ทุกวนั พระ เป็นต้น งดเว้น
จากสงิ่ เสพติดทกุ ชนดิ และงดเวน้ จากอบายมุขทุกอยา่ ง
6.) วนั ออกพรรษา

วันออกพรรษา ตรงกับวนั ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เปน็ วันท่พี ระภิกษุสงฆ์เมอื่ อยู่จำพรรษาครบ 3 เดือนแล้ว ก็
ทำพิธอี อกพรรษา ซึ่งเรียกวันนวี้ ่า ?วนั ปวารณา? คำว่า ?ปวารณา? แปลว่า อนญุ าตหรอื ยินยอม หมายความว่า
พระภกิ ษสุ งฆ์ซึ่งอย่รู ่วมพรรษา ต่างก็ยินยอมใหว้ ่ากลา่ วตักเตอื นกันได้

การทำปวารณาในวันออกพรรษา เป็นพธิ ีของคณะสงฆ์ โดยมุง่ เพื่อให้พระภิกษสุ งฆท์ ุกรปู ลดทิฏฐมิ านะ ยอมให้
ผอู้ นื่ ว่ากลา่ วตกั เตือนได้ เพอ่ื ใหห้ มคู่ ณะมศี ลี และข้อปฏบิ ตั เิ ป็นแนวเดียวกัน

สำหรับพทุ ธศาสนิกชน เมอ่ื ถงึ วนั ออกพรรษาก็ทำบุญตามประเพณี เชน่ การทำบุญตกั บาตร ถวายเคร่ือง
สักการะ ฟังเทศน์ รกั ษาศีล เปน็ ต้นและยังมีประเพณที สี่ ำคัญอกี อยา่ งหน่งึ ทีต่ อ้ งปฏบิ ัติ คือประเพณีตักบาตรเทโว โดย
เช่อื ตามหลกั พุทธประวัติตอนหน่ึงท่ีกล่าววา่ พระพทุ ธเจา้ หลังจากตรสั รู้ แลว้ ในพรรษาที่ 7 ได้เสด็จไปจำพรรษาบน
สวรรค์ช้ันดาวดึงสเ์ ปน็ เวลา 3 เดอื น เพ่ือแสดงธรรมโปรดพุทธมารดา และเมอื่ ถึงวนั ออกพรรษาในวนั แรม 1 คำ่ เดือน
11 จงึ ไดเ้ สดจ็ ลงจากสวรรคท์ ่ีเมอื งสงั กสั สนครและในวนั น้ีมีคนไปรอเฝา้ รบั เสดจ็ เปน็ จำนวนมากและไดร้ ่วมกันทำบญุ
ตักบาตรพระพุทธเจา้ ดว้ ย
7. วนั พระ

วนั พระ หรอื วันธรรมสวนะ หรือ วันอุโบสถ หมายถึง วนั ประชุมของพุทธศาสนกิ ชนเพื่อปฏิบัติกจิ กรรมทาง
ศาสนาในพระพุทธศาสนาประจำสปั ดาห์ หรอื ท่เี รียกกนั ทัว่ ไปอีกคำหนงึ่ ว่า "วันธรรมสวนะ" อนั ได้แก่วันถือศีลฟังธรรม
(ธรรมสวนะ หมายถึง การฟงั ธรรม) โดยวนั พระเป็นวันที่มีกำหนดตามปฏิทินจนั ทรคติ โดยมเี ดือนละ 4 วนั ไดแ้ ก่ วันขน้ึ
8 คำ่ , วนั ข้ึน 15 ค่ำ (วนั เพ็ญ), วนั แรม 8 ค่ำ และวันแรม 15 ค่ำ (หากเดือนใดเป็นเดือนขาด ถอื เอาวันแรม 14 ค่ำ)

ดา้ นศาสนพธิ ีไดก้ ำหนดให้มีการร่วมทำบุญตกั บาตร ถวายภัตตาหาร จงั หนั หวานคาวแด่พระภกิ ษุสงฆ์ และก็
สมาทานศลี (รับศีล) และฟงั พระธรรมเทศนาท่วี ัด เชน่ สมาทานและรบั ศลี ๕ หรอื ศีล ๘ ซ่งึ เรยี กว่า อุโบสถศีล
พระสงฆจ์ ะไดแ้ สดงพระธรรมเทศนา หรือ ธรรมสากจั ฉา หรือ สนทนาธรรมกนั เพื่อแลกเปลยี่ นความรู้ ความเขา้ ใจ ใน
ขอ้ ธรรมตา่ งๆ ซงึ่ นบั วา่ เกิดประโยชนแ์ ก่ผู้รว่ มกจิ กรรมเปน็ อย่างยิ่ง

กจิ กรรมการเรียนรู้
Step1 ข้นั รวบรวมข้อมลู (Gathering)

1. ครใู ห้นักเรียนภาพเกี่ยวกบั วันสำคญั ทางพระพุทธศาสนา โดยใชค้ ำถามดงั ต่อไปน้ี
- ภาพทีน่ ักเรยี นดูเปน็ วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาในวันใด และเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าอยา่ งไร
- นกั เรยี นเคยไปเข้ารว่ มพธิ กี รรมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาในวันใดบา้ ง
- พธิ ีกรรมสำคญั ในวันสำคญั ทางพระพุทธศาสนาท่ีนกั เรยี น ไปร่วมพธิ นี นั้ มขี นั้ ตอนสำคัญอยา่ งไร
- นกั เรียนรูส้ กึ อย่างไรทม่ี ีโอกาสไปรว่ มกจิ กรรมในวันสำคญั ทางพระพุทธศาสนา

นกั เรยี นร่วมกันตอบคำถามตามแนวความคดิ ของแต่ละคน
2. นักเรียนศึกษาใบความรู้ เรอื่ ง วันสำคญั ทางพระพุทธศาสนา โดยแบง่ ออกเป็นกลุ่ม ดงั น้ี

- กล่มุ ท่ี 1 วนั มาฆบูชาและแนวทางการปฏบิ ัตติ นในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
- กลมุ่ ท่ี 2 วนั วสิ าขบชู าและแนวทางการปฏิบตั ิตนในวนั สำคัญทางพระพุทธศาสนา
- กลมุ่ ที่ 3 วนั อาสาฬหบชู าและแนวทางการปฏบิ ัติตนในวนั สำคญั ทางพระพุทธศาสนา
- กลมุ่ ที่ 4 วันเข้าพรรษาและแนวทางการปฏิบตั ติ นในวนั สำคัญทางพระพทุ ธศาสนา
- กลุ่มท่ี 5 วนั ออกพรรษและเทโวโรหนะและแนวทางการปฏิบตั ติ นในวนั สำคญั ทางพระพุทธศาสนา
- กลมุ่ ท่ี 6 วันอัฐมบี ชู าและแนวทางการปฏบิ ัติตนในวนั สำคญั ทางพระพุทธศาสนา
- กลุ่มท่ี 7 วันธรรมสวนะและแนวทางการปฏบิ ัติตนในวันสำคญั ทางพระพทุ ธศาสนา
Step2 ขัน้ วเิ คราะหแ์ ละสรปุ ความรู้ (Processing)
3. นักเรยี นแต่ละกลุ่มร่วมกนั วิเคราะหค์ วามสำคัญทางพระพทุ ธศาสนา แนวทางการปฏบิ ัตติ น และหลกั ธรรม
ทีค่ วรนำมาปฏบิ ัติพรอ้ มท้ังสรุปความรู้ลงในตารางเปน็ ความคิดรวบยอด
- กล่มุ ท่ี 1 เหตุการณ์สำคัญท่ีเกิดขน้ึ ในวนั มาฆบชู า แนวทางการปฏิบตั ิตนและหลักธรรม ใบงานท่ี 1
- กล่มุ ที่ 2 เหตุการณส์ ำคัญท่เี กิดข้นึ ในวันวสิ าขบูชา แนวทางการปฏบิ ตั ิตนและหลักธรรม ใบงานที่ 2
- กลมุ่ ที่ 3 เหตกุ ารณ์สำคญั ทเ่ี กิดขึ้นในวันอาสาฬหบูชา แนวทางการปฏิบัติตนและหลักธรรม ใบงานที่ 3
- กลมุ่ ที่ 4 เหตกุ ารณ์สำคญั ที่เกิดขึน้ ในวันเข้าพรรษาและแนวทางการปฏบิ ัติตน ใบงานที่ 4
- กลมุ่ ท่ี 5 เหตกุ ารณส์ ำคัญทเี่ กิดขึ้นในวันออกพรรษและเทโวโรหนะและแนวทางการปฏบิ ัติตน

ใบงานที่ 5
- กลมุ่ ท่ี 6 ความสำคญั ของวนั อัฐมีบชู าและแนวทางการปฏบิ ัติตน ใบงานท่ี 6
- กลุ่มที่ 7 ความสำคัญของวนั ธรรมสวนะและแนวทางการปฏบิ ตั ิตน ใบงานท่ี 7

Step3 ขนั้ ปฏิบตั ิและสรปุ ความรู้หลังการปฏิบัติ (Applying and Constructing the Knowledge)
4. นักเรยี นและครูร่วมกนั สรุปหลักการ ดงั นี้
วันสำคญั ทางพระพทุ ธศาสนาเปน็ วันท่ีมเี หตกุ ารณ์สำคญั ๆที่มีความเกีย่ วข้องกับพระพุทธ พระธรรม

และพระสงฆ์ทเ่ี กิดขึน้ ในฐานะที่เปน็ ชาวพุทธจำต้องทราบความเป็นมาและข้อคิดเกยี่ วกับหลักธรรมเพอื่ นำไปปฏบิ ัติ
ในชีวติ ประจำวนั พรอ้ มท้ังการเขา้ ร่วมพธิ ีกรรมในวันสำคญั ทางพระพุทธศาสนา เพ่ือเป็นการสบื ทอดพระพุทธศาสนา
ใหค้ งอยู่
Step4 ขั้นสื่อสารและนำเสนอ (Applying the Communication Skill)

5. ตัวแทนนักเรยี นแต่ละกลมุ่ ออกมานำเสนอผลงานจากการศึกษาวันสำคญั ทางพระพุทธศาสนาใหเ้ พื่อนฟงั

หน้าชั้นเรียน

Step5 ข้นั ประเมินเพือ่ เพิ่มคุณค่าบริการสงั คมและจติ สาธารณะ (Self-Regulating)
6. นกั เรยี นร่วมกนั จดั ปา้ ยนเิ ทศเก่ียวกับวนั สำคญั ทางพระพุทธศาสนา
7. นักเรียนทำใบงานที่ 8 วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
8. ทำแบบทดสอบท้ายหน่วยที่ 1

ส่ือและแหล่งเรียนรู้
5. ใบความร้เู กี่ยวกับวันสำคญั ทางพระพทุ ธศาสนา
6. หนงั สือแบบเรยี นวชิ าสงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
7. ใบงาน
8. ภาพเก่ียวกบั วนั สำคญั ทางพระพุทธศาสนา
9. แบบทดสอบท้ายหนว่ ยท่ี 1

การวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้

ตวั ชว้ี ดั จุดประสงค์ วิธวี ัดผล เครือ่ งมอื วดั ผล เกณฑก์ าร
-แบบทดสอบ วดั ผล
5. อธบิ าย ประวัติ อธบิ ายประวตั แิ ละความ - ตรวจแบบทดสอบ
ความสำคัญและปฏบิ ตั ิ เป็นมาของวนั สำคญั ทาง -แบบบนั ทกึ ผา่ นเกณฑ์
ตนในวันสำคญั ทาง พระพุทธศาสนา(K) - ตรวจแบบบนั ทึก ผลการอภปิ ราย ร้อยละ 60
ศาสนาทีต่ นนับถือ ผลการอภิปราย -แผนผงั ความคดิ
ตามทกี่ ำหนดได้ถูกต้อง สามารถประพฤติและ - การจดั ทำแผนผัง ผา่ นเกณฑ์
(ส 1.2 ม.1/5) ความคดิ รอ้ ยละ 60
ปฏบิ ัติตนเป็นแบบทดี่ ใี นการ

เขา้ วดั ทำบญุ ตักบาตรในวนั

สำคญั ทางพระพุทธศาสนา(P)

เห็นความสำคญั ในการ

ปฏบิ ตั ติ นและเขา้ รว่ มกิจกรรม

ในวนั สำคัญทาง

พระพทุ ธศาสนา(A)

สมรรถนะ นกั เรยี นสามารถสอื่ สาร ใช้ -ประเมินพฤติกรรม -แบบประเมนิ ผ่านเกณฑ์
การส่ือสาร เทคโนโลยี มีกระบวนการคดิ ในการทำงานรายบุคคล สมรรถนะ การประเมนิ
การใชเ้ ทคโนโลยี รู้จักการแก้ปัญหา และเกดิ หรือพฤติกรรมการ ระดับ 1
การคดิ ทกั ษะชวี ติ การรู้เท่าทัน ทำงานกลุ่ม แบบประเมิน ขึน้ ไป
การแก้ปัญหา ส่อื สาร สารสนเทศและดิจิทลั คุณลักษณะอนั พึง
การใช้ทักษะชวี ิต ทกั ษะชวี ิตและความเจรญิ แห่งตน ประสงค์ ผ่านเกณฑ์
การรเู้ ทา่ ทันส่ือสาร การประเมิน
นกั เรยี นมีความมุ่งมั่นในการ ประเมินพฤติกรรม ระดับ 1
สารสนเทศและดจิ ิทัล ขน้ึ ไป
ทำงานและมใี ฝ่เรียนรู้ รกั ความ ในการทำงานเปน็
ทกั ษะชวี ติ และความ
เจรญิ แหง่ ตน เป็นไทย รายบคุ คลในดา้ นความ
คณุ ลกั ษณะอันพงึ
ประสงค์
มุ่งมัน่ ในการทำงาน
ใฝ่เรียนรู้
รกั ความเปน็ ไทย

มุง่ มัน่ ในการทำงาน

ความใฝเ่ รยี นรู้

ใบความรู้ เรือ่ ง วันสำคญั ทางพระพุทธศาสนา

วันสำคัญทางพระพทุ ธศาสนา เป็นวนั ทมี่ ีความสำคัญตอ่ ชาวพทุ ธ การกำหนดวันสำคัญข้ึนมากเ็ พ่ือให้ชาวพุทธ
ได้ตระหนักถงึ ความสำคญั และไดเ้ ขา้ รว่ มกิจกรรม การเข้าร่วมกิจกรรมจะเกิดความสุข ความดี มีโอกาสไดบ้ ำเพญ็
บุญกศุ ล เพ่ือเปน็ พทุ ธบชู า ธรรมบูชา สงั ฆบูชา วนั สำคญั ทางพระพุทธศาสนา ไดแ้ ก่
1.วันมาฆบชู า

วันมาฆบูชา ตรงกับวนั ข้ึน 15 คำ่ เดอื น 3 ปีใดเป็นปีอธกิ มาสจะตรงกบั ขึ้น 15 ค่ำเดอื น 4 เปน็ วนั ท่ีพระสงฆ์
จำนวน 1,250 รูป มาประชุมพรอ้ มกนั ทีเ่ วฬวุ ันมหาวิหาร ในกรุงราชคฤห์ โดยมิได้นัดหมาย โดยพระภิกษสุ งฆ์เหล่านี้
ล้วนเป็นผ้ทู ่ไี ด้รบั การอุปสมบทโดยตรงจากพระพทุ ธเจ้า และบรรลพุ ระอรหนั ต์แลว้ ทกุ ๆ องค์

วนั มาฆบชู า คำว่า "มาฆะ" น้ัน เปน็ ชือ่ ของเดือน 3 ย่อมาจากคำว่า "มาฆบรุ ณมี" หมายถึง การบูชาพระในวนั
เพ็ญกลางเดอื นมาฆะ ตามปฏิทินของอนิ เดยี หรือเดือน 3
การกำหนดวันมาฆบูชา
ประวตั ิวนั มาฆบูชา ความสำคญั ของวนั มาฆบชู า

ความสำคญั ของวันมาฆบูชา คือเปน็ วันท่ีพระสัมมาสัมพทุ ธเจ้าทรงแสดง "โอวาทปาติโมกข์" แก่พระสงฆ์เป็น
ครงั้ แรก หลงั จากตรัสรูม้ าแล้วเป็นเวลา 9 เดือน ซ่งึ หลกั คำสอนนี้เปน็ หลักการ และวธิ กี ารปฏบิ ัติตา่ ง ๆ หากสรปุ เปน็
ใจความสำคญั จะมเี น้ือหาวา่ "ทำความดี ละเวน้ ความช่วั ทำจติ ใจใหบ้ ริสุทธ์ิ"

ทง้ั นี้ ในวันมาฆบชู าได้เกดิ เหตุอัศจรรยข์ ึ้นพร้อม ๆ กนั ถงึ 4 ประการ อนั ไดแ้ ก่
1. วนั นนั้ ตรงกับวนั เพญ็ ขึน้ 15 ค่ำ เดอื น 3 ซึ่งพระจันทรเ์ สวยมาฆฤกษ์
2. มีพระสงฆจ์ ำนวน 1,250 รูป มาประชมุ พร้อมกันโดยมไิ ดน้ ัดหมาย ณ วดั เวฬวุ ัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ
เพ่ือสักการะพระสมั มาสัมพุทธเจ้า
3. พระสงฆ์ทมี่ าประชุมทั้งหมดลว้ นแตเ่ ป็นพระอรหันต์ ผู้ได้อภญิ ญา 6
4. พระสงฆ์ทง้ั หมดไดร้ บั การอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจา้ หรอื "เอหิภิกขุอุปสัมปทา"
และเพราะเกิดเหตอุ ัศจรรย์ 4 ประการข้างต้น ทำใหว้ ันมาฆบูชา เรยี กอกี ชือ่ หนึ่งไดว้ า่ "วนั จาตรุ งคสนั นบิ าต"
ซ่ึงคำว่า "จาตรุ งคสนั นบิ าต" น้ี มคี วามหมายตามการแยกศัพทค์ ือ
- จาตรุ แปลว่า 4
- องค์ แปลว่า สว่ น
- สนั นิบาต แปลว่า ประชมุ
ดังนนั้ "จาตุรงคสนั นบิ าต" จงึ หมายความว่า "การประชมุ ดว้ ยองค์ 4" นั่นเอง
ท้ังนี้ วันมาฆบูชา ถือวา่ เปน็ วันพระธรรม ขณะทวี่ ันวิสาขบชู าถือวา่ เปน็ วันพระพุทธ สว่ นวนั อาสาฬหบูชา
เป็นวนั พระสงฆ์
ประวตั ิวนั มาฆบูชาในประเทศไทย
พิธที ำบุญวนั มาฆบูชานี้ ไมป่ รากฏหลักฐานว่ามีมาในสมยั ใด อย่างไรก็ตามในหนังสอื "พระราชพิธีสิบสองเดือน"
อนั เปน็ บทพระราชนิพนธข์ อง "พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยู่หวั " มเี รอ่ื งราวเก่ียวกบั การประกอบราชกุศล
มาฆบชู าไวว้ า่

ประเทศไทยเร่ิมกำหนดพิธปี ฏิบตั ใิ นวนั มาฆบูชาเป็นคร้ังแรกในชว่ งรชั สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้
เจา้ อยูห่ วั รัชกาลที่ 4 ซง่ึ มีการประกอบพธิ ีเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2394 ในพระบรมมหาราชวังกอ่ น โดยมีพธิ ีพระราช
กศุ ลในเวลาเชา้ นมัสการพระสงฆ์จากวดั บวรนิเวศราชวรวิหารและวดั ราชประดษิ ฐสถติ มหาสมี ารามราชวรวหิ าร
จำนวน 30 รูป ฉันภัตตาหารในพระอโุ บสถ วดั พระศรีรัตนศาสดาราม

เม่อื ถงึ เวลาคำ่ พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยูห่ วั เสด็จออก ทรงจุดธปู เทียนนมสั การ พระสงฆ์ทำวัตร
เยน็ และสวดคาถาโอวาทปาติโมกข์ เมื่อสวดจบทรงจุดเทยี น 1,250 เลม่ รอบพระอุโบสถ มีการประโคมอีกครัง้ หน่งึ แลว้
จงึ มกี ารเทศนาโอวาทปาตโิ มกข์ 1 กัณฑ์ เปน็ ท้ังเทศนาภาษาบาลี และภาษาไทย ส่วนเครื่องกณั ฑ์ประกอบดว้ ยจีวรเน้ือ
ดี 1 ผืน เงิน 3 ตำลึง และขนมตา่ ง ๆ เม่ือเทศนาจบ พระสงฆ์ 30 รูป สวดรบั

ในสมยั รัชกาลที่ 4 นนั้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจ้าอยู่หวั จะเสดจ็ ออกประกอบพธิ ีด้วยพระองคเ์ องทุกปี
แต่มกี ารยกเว้นบา้ งในสมยั พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอย่หู ัว รชั กาลท่ี 5 เน่อื งจากบางครงั้ ตรงกบั ชว่ งเสดจ็
ประพาสกจ็ ะทรงประกอบพธิ ีมาฆบูชาในสถานที่นัน้ ๆ ขน้ึ อกี แห่ง นอกเหนือจากภายในพระบรมมหาราชวงั

ตอ่ มาการประกอบพิธีมาฆบชู าได้แพร่หลายออกไปภายนอกพระบรมมหาราชวงั และประกอบพิธีกนั ทวั่
ราชอาณาจักร ทางรฐั บาลจงึ ประกาศให้เปน็ วันหยุดทางราชการด้วย เพอื่ ให้ประชาชนจากทุกสาขาอาชีพไดไ้ ปวัด เพ่ือ
ทำบุญกุศลและประกอบกิจกรรมทางศาสนา

นอกจากน้ใี นปี พ.ศ. 2549 รัฐบาลไทยประกาศให้วันมาฆบชู า เปน็ วนั กตญั ญแู ห่งชาติอกี ด้วย
หลักธรรมทค่ี วรนำไปปฏบิ ัติ

หลกั ธรรมทค่ี วรนำไปปฏบิ ตั ิคอื "โอวาทปาติโมกข์" ซึง่ เป็นหลกั คำสอนสำคัญอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา
เพือ่ นำไปสู่ความหลดุ พ้น หลักธรรมประกอบดว้ ย หลกั การ 3 อดุ มการณ์ 4 และวธิ กี าร 6 ดงั นี้

หลักการ 3 คอื หลักคำสอนที่ควรปฏิบตั ิ ได้แก่
1. การไม่ทำบาปทง้ั ปวง คอื การลด ละ เลิก ทำบาปท้งั ปวง อันได้แก่ อกุศลกรรมบถ 10 ซง่ึ เป็นทางแห่งความ
ชัว่ 10 ประการทีเ่ ปน็ ความชว่ั ทางกาย (การฆ่าสัตว์ การลกั ทรพั ย์ การประพฤตผิ ิดในกาม) ทางวาจา (การพูดเท็จ การ
พูดสอ่ เสียด การพดู เพ้อเจอ้ ) และทางใจ (การอยากได้สมบัติของผู้อ่นื การผูกพยาบาท และความเหน็ ผิดจากทำนอง
คลองธรรม)
2. การทำกุศลให้ถึงพร้อม คือ การทำความดีทกุ อย่างตาม กุศลกรรมบถ 10 ทัง้ ความดีทางกาย (ไมฆ่ า่ สตั ว์ ไม่
เบียดเบยี นผอู้ ่นื ไม่เอาส่ิงของทเ่ี จ้าของไมไ่ ดใ้ ห้มาเปน็ ของตน มคี วามเอ้ือเฟ้ือเผื่อแผ่ ไม่ประพฤติผิดในกาม) ความดที าง
วาจา (ไมพ่ ูดเท็จ ไม่พดู ส่อเสียด ไม่พูดหยาบคาย ไม่พดู เพ้อเจ้อ) และความดีทางใจ (ไม่โลภอยากไดข้ องผ้อู ่นื มีความ
เมตตาปรารถนาดี มีความเข้าใจถูกต้องตามทำนองคลองธรรม)
3. การทำจติ ใจใหผ้ ่องใส คอื ทำจติ ใจใหบ้ รสิ ทุ ธ์ิ หลดุ จากนิวรณท์ ค่ี อยขัดขวางจิตใจไม่ให้เขา้ ถึงความสงบ ไดแ้ ก่
ความพอใจในกาม, ความพยาบาท, ความหดหทู่ ้อแท,้ ความฟงุ้ ซา่ น และความลังเลสงสัย
ซ่งึ ท้ัง 3 หลกั การข้างตน้ สามารถสรปุ ใจความสำคัญได้วา่ "ทำความดี ละเวน้ ความช่ัว ทำจติ ใจใหบ้ ริสทุ ธ์ิ"
อุดมการณ์ 4 ได้แก่
1. ความอดทน อดกล้นั คอื ไม่ทำบาปท้ังกาย วาจา ใจ
2. ความไม่เบียดเบยี น คอื งดเว้นจากการทำร้าย หรือเบยี ดเบยี นผ้อู ื่น
3. ความสงบ ได้แก่ การปฏิบัตติ นใหส้ งบทง้ั ทางกาย วาจา ใจ
4. นิพพาน ไดแ้ ก่ การดับทกุ ข์ ซ่ึงเปน็ เปา้ หมายสูงสุดในพระพทุ ธศาสนา

วธิ ีการ 6 ได้แก่
1. ไมว่ า่ ร้าย คอื ไม่กล่าวให้ร้าย โจมตีใคร
2. ไม่ทำร้าย คือ การไม่เบียดเบยี นผู้อ่ืน
3. สำรวมในปาฏิโมกข์ คือ เคารพระเบียบวนิ ยั กฎกติกา รวมทัง้ ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของสงั คม
4. รจู้ กั ประมาณ คอื ร้จู ักความพอดีในการบริโภค รวมทัง้ การใชส้ อยสง่ิ ตา่ ง ๆ
5. อยูใ่ นสถานท่ีสงดั คอื อยู่ในสถานที่ท่ีมีสง่ิ แวดล้อมทเี่ หมาะสม
6. ฝึกหัดจิตใจให้สงบ คือ การฝกึ หัดชำระจิตใจให้สงบ มีประสิทธิภาพทีด่ ีวันวิสาขบูชา
2. วนั วสิ าขบูชา
ตรงกับวันขน้ึ 15 ค่ำ เดอื น 6 ปใี ดเปน็ ปีอธิกมาสจะตรงกับขึ้น 15 คำ่ เดือน 7 คำวา่ วสิ าขบูชา ยอ่ มาจาก
คำว่า "วสิ าขปุรณมีบูชา" แปลวา่ "การบชู าในวันเพญ็ เดอื นวิสาขะ" ดังน้นั วิสาขบชู า จึงหมายถงึ การบชู าในวันเพ็ญ
เดอื น 6 ถอื เป็นวันสำคัญย่งิ ทางพระพุทธศาสนา เพราะเป็นวนั ทเ่ี กดิ 3 เหตุการณส์ ำคัญท่ีเกีย่ วกบั วิถชี วี ติ ของ
พระสัมมาสมั พุทธเจา้ เวียนมาบรรจบกนั ในวนั เพญ็ เดือน 6 แมจ้ ะมีชว่ งระยะเวลาหา่ งกันนับเปน็ เวลาหลายสบิ ปี
ซึง่ เหตุการณ์อศั จรรย์ 3 ประการ ได้แก.่ ..
1. เปน็ วนั ทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ประสตู ิ
เมื่อพระนางสิริมหามายา พระมเหสขี องพระเจ้าสทุ โธทนะ แห่งกรงุ กบลิ พัสดุ์ ทรงพระครรภ์แกจ่ วนจะประสตู ิ
พระนางแปรพระราชฐานไปประทบั ณ กรุงเทวทหะ เพ่ือประสูติในตระกูลของพระนางตามประเพณนี ิยมในสมัยนัน้
ขณะเสดจ็ แวะพักผอ่ นพระอิริยาบถใตต้ น้ สาละ ณ สวนลมุ พนิ วี นั พระนางก็ไดป้ ระสูติพระโอรส ณ ใตต้ ้นสาละน้ัน ซึ่ง
ตรงกับวนั เพ็ญ เดือน 6 ก่อนพุทธศกั ราช 80 ปี คร้นั พระกุมารประสตู ไิ ด้ 5 วนั ก็ไดร้ ับการถวายพระนามวา่ "สิทธตั ถะ"
แปลวา่ "สมปรารถนา"
เม่อื ขา่ วการประสูติแพร่ไปถงึ อสติ ดาบส 4 ผูอ้ าศัยอยใู่ นอาศรมเชงิ เขาหมิ าลยั และมีความคนุ้ เคยกับพระเจ้าสุ
ทโธทนะ ดาบสจงึ เดนิ ทางไปเข้าเฝ้า และเมื่อเหน็ พระราชกุมารกท็ ำนายได้ทนั ทวี า่ น่คี อื ผู้จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสมั พุทธ
เจา้ จงึ กลา่ วพยากรณ์วา่ "พระราชกมุ ารนี้จักบรรลุพระสพั พัญญุตญาณ เหน็ แจ้งพระนิพพานอันบริสทุ ธ์ิอย่างยิง่ ทรง
หวงั ประโยชนแ์ ก่ชนเป็นอนั มาก จะประกาศธรรมจกั รพรหมจรรย์ของพระกุมารน้ีจักแพรห่ ลาย" แล้วกราบลงแทบพระ
บาทของพระกุมาร พระเจา้ สุทโธทนะทอดพระเนตรเห็นเหตุการณ์นน้ั ทรงร้สู กึ อัศจรรย์และเปี่ยมล้นด้วยปตี ิ ถึงกบั ทรุด
พระองค์ลงอภวิ าทพระราชกุมารตามอย่างดาบส
2. วนั ทีพ่ ระพุทธเจา้ ตรสั รอู้ นุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
หลงั จากออกผนวชได้ 6 ปี จนเมอ่ื พระชนมายุ 35 พรรษา เจา้ ชายสทิ ธตั ถะก็ทรงตรสั รเู้ ปน็ พระพทุ ธเจา้ ณ ใต้
รม่ ไม้ศรมี หาโพธิ์ ฝง่ั แมน่ ้ำเนรัญชรา ตำบลอรุ เุ วลาเสนานคิ ม ในตอนเช้ามืดของวันพุธ ข้ึน 15 ค่ำ เดอื น 6 ปรี ะกา กอ่ น
พทุ ธศักราช 45 ปี ปจั จบุ ันสถานที่ตรสั รแู้ ห่งน้ีเรียกวา่ พุทธคยา เปน็ ตำบลหนง่ึ ของเมืองคยา แหง่ รัฐพิหาร ของอนิ เดยี
สง่ิ ท่ตี รัสรู้ คอื อริยสจั สี่ เปน็ ความจริงอนั ประเสริฐ 4 ประการของพระพุทธเจา้ ซึ่งพระพทุ ธเจา้ เสด็จไปที่ต้น
มหาโพธิ์ และทรงเจรญิ สมาธภิ าวนาจนจิตเป็นสมาธิไดฌ้ านที่ 4 แลว้ บำเพญ็ ภาวนาตอ่ ไปจนไดฌ้ าน 3 คือ
- ยามต้น : ทรงบรรลุ "ปพุ เพนวิ าสานสุ สติญาณ" คือ ทรงระลึกชาตใิ นอดีตท้งั ของตนเองและผูอ้ น่ื ได้
- ยามสอง : ทรงบรรลุ "จตุ ปู ปาตญาณ" คือ การรแู้ จง้ การเกิดและดับของสรรพสัตว์ทงั้ หลาย ด้วยการมีตาทิพย์
สามารถเหน็ การจตุ ิและอุบัตขิ องวิญญาณทง้ั หลาย

- ยามสาม หรือยามสุดทา้ ย : ทรงบรรลุ "อาสวักขยญาณ" คือ ร้วู ิธีกำจัดกิเลสดว้ ย อรยิ สจั 4 (ทุกข์ สมุทยั นิโรธ
มรรค) ได้ตรัสรเู้ ปน็ พระสัมมาสัมพทุ ธเจ้า ในคนื วันเพ็ญ เดือน 6 ซึง่ ขณะน้นั พระพทุ ธองค์มพี ระชนมายุได้ 35 พรรษา
3. เปน็ วันทพี่ ระพุทธเจา้ เสดจ็ เข้าส่ปู รินิพพาน (ดับสงั ขารไม่กลับมาเกิดสรา้ งชาติ สรา้ งภพอีกต่อไป)

เม่อื พระพุทธองค์ไดต้ รสั รูแ้ ละแสดงธรรมเป็นเวลานานถงึ 45 ปี จนมีพระชนมายุได้ 80 พรรษา ได้ประทับจำ
พรรษา ณ เวฬุคาม ใกล้เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ในระหว่างน้ันทรงพระประชวรอย่างหนัก ครน้ั เมอ่ื ถึงวันเพ็ญ เดอื น 6
พระพทุ ธองคก์ ับพระภิกษสุ งฆท์ ง้ั หลาย ก็ไปรบั ภัตตาหารบิณฑบาตท่ีบา้ นนายจุนทะ ตามคำกราบทลู นมิ นต์ พระองค์
เสวยสกู รมทั ทวะที่นายจุนทะตั้งใจทำถวายกเ็ กิดอาพาธลง แต่ทรงอดกลัน้ มุง่ เสด็จไปยงั เมอื งกสุ นิ ารา ประทับ ณ ป่า
สาละ เพอื่ เสดจ็ ดับขนั ธ์ปรนิ พิ พาน

เม่อื ถงึ ยามสดุ ท้ายของคืนน้ัน พระพุทธองค์กท็ รงประทานปจั ฉิมโอวาทวา่ "ดกู ่อนภกิ ษทุ ัง้ หลายอันวา่ สงั ขาร
ทงั้ หลายยอ่ มมีความเสื่อมสลายไปเปน็ ธรรมดา ท่านทงั้ หลายจงยังกจิ ทงั้ ปวงอนั เปน็ ประโยชน์ของตนและประโยชนข์ อง
ผูอ้ ่นื ใหบ้ ริบรู ณด์ ้วยความไมป่ ระมาทเถิด" หลงั จากนัน้ ก็เสดจ็ เขา้ ดบั ขนั ธ์ปรินพิ พาน ในราตรีเพ็ญ เดือน 6 นนั้
ประวัตคิ วามเป็นมาของวันวิสาขบูชาในประเทศไทย

ปรากฏหลกั ฐานวา่ วนั วสิ าขบูชา เร่มิ ต้นครัง้ แรกในประเทศไทยต้ังแตส่ มัยกรุงสโุ ขทัยเป็นราชธานี สันนษิ ฐานวา่
ได้รับแบบแผนมาจากลังกา น่ันคอื เมื่อประมาณ พ.ศ. 420 พระเจ้าภาติกุราช กษัตริย์แห่งกรงุ ลังกา ไดป้ ระกอบพิธี
วสิ าขบูชาขึ้น เพอ่ื ถวายเปน็ พุทธบูชา จากน้นั กษตั รยิ ์ลงั กาพระองค์อ่นื ๆ กป็ ฏิบัติประเพณีวสิ าขบูชานสี้ บื ทอดต่อกนั มา

สว่ นการเผยแผเ่ ข้ามาในประเทศไทยน้ัน นา่ จะเปน็ เพราะประเทศไทยในสมยั กรุงสโุ ขทยั มคี วามสัมพันธด์ า้ น
พระพทุ ธศาสนากบั ประเทศลังกาอย่างใกลช้ ดิ เหน็ ไดจ้ ากมีพระสงฆจ์ ากลงั กาหลายรูปเดินทางเข้ามาเผยแพร่
พระพทุ ธศาสนา และนำการประกอบพธิ วี ิสาขบชู าเข้ามาปฏบิ ัตใิ นประเทศไทยดว้ ย

สำหรับการปฏบิ ัตพิ ธิ ีวิสาขบชู าในสมยั สโุ ขทัยนัน้ ได้มกี ารบนั ทึกไว้ในหนังสือนางนพมาศ สรุปได้ว่า เม่อื ถึงวนั
วสิ าขบชู า พระเจา้ แผ่นดิน ข้าราชบรพิ าร ทงั้ ฝ่ายหนา้ และฝา่ ยใน ตลอดทั้งประชาชนชาวสโุ ขทยั จะชว่ ยกนั ประดบั
ตกแต่งพระนคร ดว้ ยดอกไม้ พร้อมกบั จดุ ประทีปโคมไฟให้ดูสว่างไสวไปท่วั พระนคร เป็นเวลา 3 วัน 3 คนื เพอ่ื เป็นการ
บูชาพระรตั นตรยั ขณะท่ีพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานวุ งศ์ ก็ทรงศีล และทรงบำเพญ็ พระราชกุศลต่าง ๆ คร้ัน
ตกเวลาเยน็ กเ็ สดจ็ พระราชดำเนนิ พรอ้ มด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ และนางสนองพระโอษฐ์ ตลอดจนข้าราชการท้ังฝา่ ย
หนา้ และฝ่ายใน ไปยังพระอารามหลวง เพื่อทรงเวยี นเทยี นรอบพระประธาน ส่วนชาวสโุ ขทยั จะรักษาศลี ฟงั ธรรม
ถวายสลากภัต สังฆทาน อาหารบิณฑบาตแดพ่ ระภกิ ษุสามเณร บริจาคทานแกค่ นยากจน ทำบุญไถ่ชวี ติ สัตว์ ฯลฯ

หลังจากสมยั สุโขทัย ประเทศไทยไดร้ ับอิทธพิ ลของศาสนาพราหมณม์ ากขึ้น ทำให้ในช่วงสมยั กรุงศรอี ยุธยา
ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไม่ปรากฏหลักฐานวา่ มีการประกอบพิธีวสิ าขบูชา จนกระทงั่ มาถึงรชั สมัย
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลา้ นภาลัย รัชกาลท่ี 2 แหง่ กรุงรตั นโกสนิ ทร์ (พ.ศ. 2360) มีพระราชดำรทิ ีจ่ ะใหฟ้ น้ื ฟพู ิธีวิ
สาขบูชาขนึ้ มาใหม่ โดยสมเด็จพระสงั ฆราช (มี) สำนกั วัดราชบรู ณะ ถวายพระพรให้ทรงทำขน้ึ เป็นคร้ังแรก ในวันข้ึน 14
ค่ำ 15 คำ่ และวันแรม 1 คำ่ เดือน 6 พ.ศ. 2360 และให้จดั ทำตามแบบอยา่ งประเพณเี ดิมทกุ ประการ เพื่อใหป้ ระชาชน
ไดท้ ำบญุ ทำกุศล โดยทวั่ หน้ากนั การรื้อฟนื้ พิธีวิสาขบชู าข้ึนมาในครานี้ จงึ ถอื เปน็ แบบอยา่ งถือปฏิบัติในการประกอบ
พธิ ี วนั วิสาขบชู า ต่อเนอื่ งมาจวบจนกระท่งั ปัจจบุ ัน

วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลของสหประชาชาติ
วนั วสิ าขบูชา ถือเปน็ วันสำคญั ทีส่ ุดทางพระพุทธศาสนา เน่ืองจากลว้ นมีเหตุการณท์ ่ีเกยี่ วข้องกบั การถือกำเนดิ

ของพระพุทธศาสนา คือ เป็นวันที่พระศาสดา คือ พระสมั มาสมั พุทธเจา้ ประสตู ิ ตรสั รู้ และปรนิ พิ พาน ดังนน้ั
พทุ ธศาสนิกชนทว่ั โลกจงึ ให้ความสำคัญกบั วันวิสาขบูชาน้ี

และในวันท่ี 13 ธันวาคม พ.ศ. 2542 องค์การสหประชาชาติไดย้ อมรับญัตติท่ีประชุม กำหนดให้วนั วสิ าขบูชา
เปน็ วนั สำคญั ของโลก โดยเรยี กวา่ Vesak Day ตามคำเรยี กของชาวศรลี ังกา ผู้ทย่ี ่นื เร่ืองให้สหประชาชาติพิจารณา และ
ได้กำหนดใหว้ ันวสิ าขบูชานี้ถือเปน็ วันหยุดวันหนึ่งของสหประชาชาติอกี ด้วย ท้ังน้ี เพ่ือให้ชาวพทุ ธท่ัวโลกได้มีโอกาส
บำเพญ็ บุญเนื่องในวนั ประสตู ิ ตรสั รู้ และปรนิ ิพพานของพระบรมศาสดา

โดยการท่ีสหประชาชาติได้กำหนดใหว้ ันวสิ าขบชู าเป็นวันสำคญั ของโลกนั้น ได้ให้เหตผุ ลไวว้ า่ องคส์ มเด็จพระ
สมั มาสัมพุทธเจ้าทรงเปน็ มหาบรุ ุษผูใ้ หค้ วามเมตตาต่อหมมู่ วลมนษุ ย์ เปดิ โอกาสให้ทุกศาสนาสามารถเข้ามาศึกษาพทุ ธ
ศาสนา เพื่อพสิ จู น์หาข้อเทจ็ จริงไดโ้ ดยไม่จำเปน็ ต้องเปลี่ยนมานบั ถือศาสนาพุทธ และทรงสงั่ สอนทกุ คนโดยใช้ปญั ญาธิ
คณุ โดยไม่คดิ คา่ ตอบแทน
การประกอบพิธีใน วนั วิสาขบชู า จะแบง่ ออกเปน็ 3 พธิ ี ไดแ้ ก่

1. พิธหี ลวง คอื พระราชพธิ ีสำหรับพระมหากษตั ริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ประกอบในวนั วสิ าขบูชา
2. พิธรี าษฎร์ คอื พิธีของประชาชนทั่วไป
3. พิธีของพระสงฆ์ คือ พิธีท่ีพระสงฆป์ ระกอบศาสนกจิ
กิจกรรมในวนั วิสาขบูชา
กจิ กรรมที่พุทธศาสนิกชนพึงปฏบิ ัตใิ น วนั วิสาขบชู า ได้แก่
1. ทำบุญใส่บาตร กรวดนำ้ อุทิศสว่ นกุศลให้ญาติที่ล่วงลับ และเจ้ากรรมนายเวร
2. จัดสำรับคาวหวานไปทำบญุ ถวายภตั ตาหารทว่ี ัด และปฏิบัติธรรม ฟงั พระธรรมเทศนา
3. ปลอ่ ยนกปลอ่ ยปลา เพ่ือสร้างบญุ สรา้ งกุศล
4. รว่ มเวยี นเทยี นรอบอโุ บสถท่วี ดั ในตอนค่ำ เพื่อรำลึกถึงพระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์
5. รว่ มกจิ กรรมเกี่ยวกับวันสำคัญทางพุทธศาสนา
6. จดั แสดงนิทรรศการ ประวัติ หรือเร่อื งราวความเป็นมาเกีย่ วกับวันวิสาขบูชา ตามโรงเรียน หรือสถานที่
ราชการต่าง ๆ เพื่อใหค้ วามรู้ และเปน็ การร่วมรำลึกถงึ ความสำคัญของวันวิสาขบูชา
7. ประดบั ธงชาตติ ามอาคารบ้านเรอื น วัดและสถานท่ีราชการ
8. บำเพ็ญสาธารณประโยชน์
หลักธรรมที่สำคญั ในวนั วิสาขบูชา ท่ีควรนำมาปฏบิ ัติ
1. ความกตัญญู
คือ การรคู้ ุณคน เปน็ คณุ ธรรมทค่ี ู่กับความกตเวที ซ่ึงหมายถงึ การตอบแทนคุณทม่ี ผี ู้ทำไว้ ความกตญั ญูและ
ความกตเวทีนี้ เปน็ เครื่องหมายของคนดี ทำให้ครอบครวั และสงั คมมคี วามสุข ซ่ึงความกตัญญกู ตเวทนี น้ั สามารถเกิดขนึ้
ได้กับทง้ั บิดามารดาและลูก ครูอาจารยก์ บั ศษิ ย์ นายจ้างกบั ลูกจ้าง ฯลฯ
ในพระพทุ ธศาสนา เปรียบพระพุทธเจ้าเสมือนกับบพุ การี ผชู้ ใ้ี หเ้ ห็นทางหลดุ พ้นแห่งความทุกข์ ดังนัน้
พทุ ธศาสนกิ ชนจงึ ควรตอบแทนความกตัญญกู ตเวทดี ว้ ยการทำนบุ ำรุงพระพุทธศาสนา และดำรงพระพทุ ธศาสนาใหอ้ ยู่
สบื ไป

2. อรยิ สจั 4
คือ ความจรงิ อนั ประเสรฐิ 4 ประการท่ีพระพทุ ธเจ้าทรงตรสั ร้ใู น วันวสิ าขบูชา ได้แก่
- ทกุ ข์ คอื ปญั หาของชวี ติ สภาวะทท่ี นได้ยาก ซึ่งทกุ ข์ขนั้ พืน้ ฐาน คือ การเกดิ การแก่ และการตาย ล้วนเปน็ ส่งิ

ที่มนุษยท์ ุกคนต้องเผชญิ สว่ นทกุ ข์จร คือ ทกุ ขท์ ่ีเกิดขนึ้ ในการดำเนินชวี ิตประจำวัน เชน่ การพลัดพรากจากสง่ิ ทเ่ี ป็นท่ี
รกั หรอื ความยากจน เป็นตน้

- สมุทัย คอื ตน้ เหตุของปัญหา หรือสาเหตขุ องการเกดิ ทุกข์ และสาเหตสุ ่วนใหญ่ของปญั หาเกิดจาก "ตณั หา"
อนั ได้แก่ ความอยากได้ต่าง ๆ อยา่ งไมม่ ีทส่ี ้นิ สุด

- นโิ รธ คือ ความดบั ทุกข์ เป็นสภาพที่ความทุกข์หมดไป เพราะสามารถดบั กเิ ลส ตัณหา อุปาทานออกไปได้
- มรรค คือ หนทางที่นำไปสกู่ ารดับทกุ ข์ เปน็ การปฏบิ ัตเิ พือ่ แกป้ ญั หา มี 8 ประการ ได้แก่ ความเหน็ ชอบ ดำริ
ชอบ วาจาชอบ กระทำชอบ เลี้ยงชพี ชอบ พยายามชอบ ระลกึ ชอบ ตั้งจติ ม่ันชอบ
3. ความไม่ประมาท
คอื การมสี ตติ ลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไร พูดอะไร คิดอะไร ลว้ นตอ้ งใช้สติ เพราะสตคิ ือการระลึกได้ การระลึกได้
อยเู่ สมอจะทำใหเ้ ราใช้ชีวิตอย่างไมป่ ระมาท ซงึ่ ความประมาทนั้นจะทำให้เกดิ ปัญหายุ่งยากตามมา ดงั น้นั ในวนั น้ี
พุทธศาสนิกชนจะพากนั น้อมระลกึ ถงึ พระพทุ ธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ดว้ ยความมีสติ
3.วันอาสาฬหบูชา
ตรงกับวนั ข้ึน 15 ค่ำ เดือน 8 ปใี ดเป็นปีอธิกมาสจะตรงกับขึ้น 15 คำ่ เดือน 8 หลัง เปน็ วนั ทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ได้
ทรงประกาศพระพทุ ธศาสนาเปน็ ครงั้ แรก หลงั จากตรัสรไู้ ด้ 2 เดือน โดยแสดงปฐมเทศนาโปรดพระปญั จวคั คยี ท์ ้ัง 5
ได้แก่ พระโกณฑัญญะ พระวัปปะ พระภทั ทยิ ะ พระมหานามะ และพระอสั สชิ ที่ปา่ อิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี
แควน้ มคธ จนพระอญั ญาโกณฑญั ญะ ได้บรรลุธรรมและขอบวชเป็นพระภิกษุรปู แรกในพระพุทธศาสนา จงึ ถอื วา่ วันนี้มี
พระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์ครั้งแรกในโลก คือ มีทัง้ พระพทุ ธ พระธรรม และพระสงฆ์ ซงึ่ เหตกุ ารณ์น้เี กดิ ขึน้ ก่อน
พทุ ธศักราช 45 ปี
ทงั้ นี้พระธรรมท่ีพระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงแกป่ ัญจวัคคียท์ ัง้ 5 เรียกวา่ "ธัมมจักกปั ปวตั นสูตร" แปลวา่ พระสูตร
แหง่ การหมุนวงล้อธรรม ซงึ่ หลงั จากปฐมเทศนา หรอื เทศนากณั ฑ์แรกท่ีพระองค์ทรงแสดงจบลง พระอัญญาโกณฑญั ญะ
กไ็ ด้ดวงตาเห็นธรรม สำเร็จเป็นพระโสดาบัน จงึ ขออุปสมบทเปน็ พระภิกษุในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าก็ได้ประทาน
อุปสมบทให้ดว้ ยวธิ ที เี่ รียกว่า "เอหภิ ิกขุอุปสมั ปทา" พระโกณฑัญญะจงึ ไดเ้ ป็น พระอรยิ สงฆอ์ งคแ์ รกในพระพทุ ธศาสนา
ต่อมา พระวปั ปะ พระภทั ทยิ ะ พระมหานามะ และพระอสั สชิ ก็ได้ดวงตาเหน็ ธรรม และไดอ้ ุปสมบทตามลำดับ
สำคญั ของการปฐมเทศนา มีหลักธรรมสำคัญ 2 ประการ คือ
1. มัชฌิมาปฏปิ ทา หรอื ทางสายกลาง เปน็ ข้อปฏิบตั ทิ เ่ี ป็นกลาง ๆ ถกู ต้องและเหมาะสมที่จะใหบ้ รรลุถึง
จุดหมายได้ มิใช่การดำเนนิ ชีวิตทเี่ อียงสุด 2 อย่าง หรอื อยา่ งหนึ่งอยา่ งใด คือ
การหมกม่นุ ในความสขุ ทางกาย มัวเมาในรูป รส กลิ่น เสียง รวมความเรียกว่าเป็นการหลงเพลิดเพลนิ หมกมุ่น
ในกามสุข หรือกามสขุ ัลลกิ านุโยค
การสรา้ งความลำบากแก่ตน ดำเนนิ ชวี ติ อยา่ งเลอ่ื นลอย เช่น บำเพ็ญตบะการทรมานตน คอยพึ่งอำนาจสิง่
ศกั ด์ิสิทธิ์ เปน็ ต้น ซึง่ การดำเนินชีวิตแบบท่ีกอ่ ความทุกขใ์ หต้ นเหนอ่ื ยแรงกาย แรงสมอง แรงความคิด รวมเรยี กว่า
อตั ตกิลมถานุโยค

ดังนั้น เพ่อื ละเว้นห่างจากการปฏบิ ตั ิทางสดุ เหล่านี้ ต้องใชท้ างสายกลาง ซึง่ เป็นการดำเนนิ ชีวิตดว้ ยปัญญา โดยมี
หลักปฏบิ ัติเป็นองค์ประกอบ 8 ประการ เรยี กวา่ อรยิ อฏั ฐงั คกิ มัคค์ หรือ มรรคมีองค์ 8 ได้แก่

1. สัมมาทฏิ ฐิ เห็นชอบ คือ รู้เข้าใจถกู ต้อง เห็นตามทเ่ี ปน็ จรงิ
2. สัมมาสงั กปั ปะ ดำริชอบ คอื คิดสจุ รติ ตั้งใจทำสิ่งทด่ี ีงาม
3. สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือ กลา่ วคำสุจรติ
4. สัมมากมั มนั ตะ กระทำชอบ คือ ทำการทสี่ จุ รติ
5. สัมมาอาชวี ะ อาชพี ชอบ คอื ประกอบสมั มาชีพหรืออาชีพทีส่ จุ รติ
6. สมั มาวายามะ พยายามชอบ คือ เพียรละชว่ั บำเพ็ญดี
7. สมั มาสติ ระลกึ ชอบ คอื ทำการด้วยจติ สำนกึ เสมอ ไมเ่ ผลอพลาด
8. สมั มาสมาธิ ตัง้ จติ มนั่ ชอบ คือ คุมจิตให้แน่วแน่ม่ันคงไม่ฟุง้ ซ่าน
2. อริยสัจ 4 แปลว่า ความจรงิ อนั ประเสรฐิ ของอรยิ ะ ซ่งึ คือ บุคคลทีห่ ่างไกลจากกเิ ลส ไดแ้ ก่
1. ทุกข์ ไดแ้ ก่ ปัญหาทัง้ หลายท่เี กิดขนึ้ กับมนษุ ย์ บุคคลต้องกำหนดร้ใู ห้เทา่ ทนั ตามความเปน็ จรงิ ว่ามนั คืออะไร
ต้องยอมรบั รู้ กลา้ สหู้ นา้ ปัญหา กลา้ เผชิญความจรงิ ตอ้ งเข้าใจในสภาวะโลกว่าทกุ สง่ิ ไม่เที่ยง มีการเปลีย่ นแปลงไปเป็น
อยา่ งอ่นื ไม่ยดึ ติด
2. สมุทัย ได้แก่ เหตุเกดิ แห่งทุกข์ หรือสาเหตุของปัญหา ตวั การสำคญั ของทกุ ข์ คอื ตัณหาหรือเส้นเชือกแห่ง
ความอยากซ่ึงสมั พันธ์กับปจั จัยอน่ื ๆ
3. นโิ รธ ไดแ้ ก่ ความดับทุกข์ เรมิ่ ด้วยชวี ิตท่อี สิ ระ อยอู่ ยา่ งรู้เทา่ ทนั โลกและชีวติ ดำเนนิ ชีวติ ด้วยการใชป้ ัญญา
4. มรรค ได้แก่ กระบวนวิธีแหง่ การแก้ปญั หา อันได้แก่ มรรคมีองค์ 8 ประการดังกลา่ วข้างตน้
กิจกรรมวันอาสาฬหบูชา

พิธกี รรมโดยทั่วไปที่นยิ มกระทำในวนั น้ี คือ การทำบุญ ตกั บาตร รกั ษาศีล ฟังพระธรรมเทศนา และสวดมนต์
ในตอนค่ำก็จะมีการเวียนเทียนทเ่ี ปน็ การสบื ทอดประเพณีอันดีงามของไทย
4.วันเข้าพรรษา

"เข้าพรรษา" แปลวา่ "พกั ฝน" หมายถงึ พระภกิ ษุสงฆ์ต้องอยปู่ ระจำ ณ วดั ใดวัดหนงึ่ ระหว่างฤดูฝน โดยเหตทุ ่ี
พระภิกษุในสมัยพทุ ธกาล มีหนา้ ท่จี ะต้องจาริกโปรดสตั ว์ และเผยแผพ่ ระธรรมคำสง่ั สอนแกป่ ระชาชนไปในที่ต่าง ๆ ไม่
จำเปน็ ต้องมีทอี่ ยู่ประจำ แมใ้ นฤดฝู น ชาวบ้านจงึ ตำหนวิ ่าไปเหยยี บข้าวกล้าและพืชอน่ื ๆ จนเสยี หาย พระพุทธเจ้าจงึ
ทรงวางระเบยี บการจำพรรษาให้พระภิกษุอยู่ประจำทตี่ ลอด 3 เดือน ในฤดฝู น โดยแบง่ เป็น

- ปรุ ิมพรรษา หรอื วันเข้าพรรษาแรก เรม่ิ ตง้ั แต่วันแรม 1 คำ่ เดือน 8 ของทุกปี หรอื ถ้าปีใดมีเดือน 8 สองครัง้
กเ็ ลอ่ื นมาเปน็ วันแรม 1 คำ่ เดือน 8 หลัง และออกพรรษาในวนั ขนึ้ 15 คำ่ เดือน 11

- ปจั ฉิมพรรษา หรอื วนั เข้าพรรษาหลัง เรม่ิ ตั้งแต่ วันแรมคำ่ 1 เดอื น 9 จนถงึ วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12
หากมกี จิ ธรุ ะ คือเมือ่ เดินทางไปแล้วไมส่ ามารถจะกลบั ได้ในเดยี วนนั้ ก็ทรงอนุญาตให้ไปแรมคืนได้ คราวหน่งึ ไม่
เกนิ 7 คนื เรยี กวา่ "สัตตาหะ" หากเกินกำหนดนีถ้ ือว่าไม่ได้รบั ประโยชน์แหง่ การจำพรรษา จัดวา่ พรรษาขาด
สำหรบั ขอ้ ยกเวน้ ใหภ้ ิกษจุ ำพรรษาท่ีอนื่ ได้ โดยไม่ถือเป็นการขาดพรรษา เวน้ แตเ่ กิน 7 วัน ได้แก่
1. การไปรกั ษาพยาบาลภิกษุ หรอื บิดามารดาที่เจ็บป่วย
2. การไประงบั ภิกษุสามเณรท่ีอยากจะสึกมิใหส้ กึ ได้
3. การไปเพือ่ กิจธรุ ะของคณะสงฆ์ เชน่ การไปหาอปุ กรณ์มาซ่อมกฏุ ทิ ช่ี ำรุด

4. หากทายกนมิ นต์ไปทำบญุ ก็ไปฉลองศรัทธาในการบำเพ็ญกศุ ลของเขาได้
นอกจากนห้ี ากระหว่าง เดนิ ทางตรงกับวันหยุดเขา้ พรรษาพอดี พระภกิ ษสุ งฆ์เขา้ มาทันในหมู่บ้านหรอื ในเมอื งก็
พอจะหาที่พกั พงิ ได้ตามสมควร แต่ถา้ มาไม่ทันกต็ ้องพึ่งโคนไมใ้ หญ่เปน็ ท่ีพักแรม ชาวบ้านเห็นพระได้รับความลำบาก
เชน่ นี้ จึงช่วยกันปลกู เพิง เพ่ือให้ทา่ นได้อาศัยพักฝน รวมกนั หลาย ๆ องค์ ที่พักดังกลา่ วน้ีเรยี กวา่ "วิหาร" แปลวา่ ทอี่ ยู่
สงฆ์ เมื่อหมดแลว้ พระสงฆท์ ่านออกจารกิ ตามกจิ ของทา่ นครัง้ ถงึ หนา้ ฝนใหม่ท่านก็กลับมาพักอีก เพราะสะดวกดี แต่
บางทา่ นอยู่ประจำเลย บางทเี ศรษฐีมจี ิตศรัทธาเลอ่ื มใสในพระพุทธศาสนา กเ็ ลือกหาสถานทสี่ งบเงยี บไม่หา่ งไกลจาก
ชุมชนนัก สรา้ งท่พี กั เรยี กวา่ "อาราม" ใหเ้ ปน็ ที่อยูข่ องสงฆ์ดังเช่นปัจจบุ ันน้ี
ทงั้ น้ี โดยปกตเิ ครอื่ งใช้สอยของพระตามพทุ ธานุญาตใหม้ ปี ระจำตวั นนั้ มีเพยี งอัฐบริขาร อันได้แก่ สบง จวี ร
สงั ฆาฏิ เขม็ บาตร รดั ประคด หม้อกรองนำ้ และมดี โกน และกว่าพระท่านจะหาท่ีพักแรมได้ บางทีกถ็ ูกฝนตน้ ฤดเู ปียก
ปอนมา ชาวบา้ นทใี่ จบุญจึงถวายผา้ อาบน้ำฝนสำหรบั ให้ท่านไดผ้ ลัดเปล่ียน และถวายของจำเปน็ แกก่ จิ ประจำวนั ของ
ทา่ นเปน็ พิเศษในเข้าพรรษา นับเป็นเหตใุ หม้ ีประเพณที ำบุญเนอื่ งในวันนสี้ ืบมา...
แม้การเข้าพรรษาจะเปน็ เร่ืองของพระภิกษุ แต่พทุ ธศาสนกิ ชนกถ็ ือเปน็ โอกาสดีที่จะไดท้ ำบุญรักษาศลี และ
ชำระจติ ใจใหผ้ ่องใส ก่อนวนั เขา้ พรรษาชาวบ้านกจ็ ะไปช่วยพระทำความสะอาดเสนาสนะ ซอ่ มแซมกุฏวิ ิหารและอืน่ ๆ
พอถึงวนั เข้าพรรษาก็จะไปรว่ มทำบญุ ตักบาตร ถวายเครื่องสักการะบชู า ดอกไม้ ธูปเทียน และเครอื่ งใช้ เช่น สบู่ ยาสี
ฟนั เปน็ ตน้ พร้อมฟงั เทศน์ ฟังธรรม และรกั ษาอโุ บสถศลี กันทว่ี ัด บางคนอาจต้งั ใจงดเวน้ อบายมุขต่าง ๆ เปน็ กรณพี เิ ศษ
เช่น งดเสพสุรา งดฆ่าสัตว์ เปน็ ตน้ อน่ึง บิดามารดามกั จะจัดพธิ ีอปุ สมบทใหบ้ ตุ รหลานของตน โดยถอื กนั ว่าการเข้าบวช
เรยี นและอยจู่ ำพรรษาในระหว่างนจี้ ะไดร้ บั อานิสงส์ อย่างสูง
ประเพณีสำคญั คือ "ประเพณหี ลอ่ เทียนเข้าพรรษา" ประเพณีท่ีกระทำกันเม่ือใกล้ถึงฤดเู ข้าพรรษา ซึง่ มมี า
ตง้ั แตโ่ บราณกาล การหล่อเทียนเข้าพรรษาน้ี มอี ยู่เปน็ ประจำทกุ ปี เพราะในระยะเข้าพรรษา พระภิกษจุ ะตอ้ งมกี ารสวด
มนตท์ ำวตั รทุกเชา้ -เยน็ และในการนจ้ี ะต้องมีธูป-เทียนจุดบูชาดว้ ย พทุ ธศาสนิกชนท้ังหลายจงึ พรอ้ ม ใจกนั หล่อเทียน
เขา้ พรรษาสำหรบั ใหพ้ ระภิกษุจดุ เป็นการกุศลทานอยา่ งหนงึ่ เพราะเช่อื กนั วา่ ในการให้ทานดว้ ยแสงสวา่ ง จะมอี านิสงส์
เพิ่มพูนปัญญาหูตาสว่างไสว
ตามชนบทน้นั การหลอ่ เทียนเข้าพรรษาทำกนั อย่างเอกิ เกริกสนุกสนานมาก เมอื่ หล่อเสรจ็ แล้ว กจ็ ะมกี ารแห่
แหนรอบพระอุโบสถ 3 รอบ แล้วนำไปบชู าพระตลอดระยะเวลา 3 เดอื น บางแห่งก็มีการประกวดการตกแต่ง มกี ารแห่
แหนรอบเมืองดว้ ยร้วิ ขบวนที่สวยงาม โดยถอื วา่ เป็นงานประจำปเี ลยทีเดียว
กิจกรรมต่าง ๆ ทคี่ วรปฏบิ ตั ิในวนั เข้าพรรษา
- รว่ มกิจกรรมทำเทยี นจำนำพรรษา
- รว่ มกจิ กรรมถวายผ้าอาบนำ้ ฝน และจตุปจั จยั แก่พระภกิ ษสุ ามเณร
- รว่ มทำบญุ ตักบาตร ฟงั ธรรมเทศนา รักษาอุโบสถศลี
- อธษิ ฐานงดเว้นอบายมุขต่าง ๆ
5. วันออกพรรษา
เม่อื เข้าพรรษาได้ผา่ นพน้ ไปถงึ 3 เดอื น กจ็ ะเป็นช่วงเวลาของ "วันออกพรรษา" ซ่ึงถอื เปน็ การสิ้นสุดระยะการ
จำพรรษาหรือออกจากการอยู่ประจำทวี่ ดั ในชว่ งฤดฝู นตลอด 3 เดอื นของพระภิกษสุ งฆ์ โดยวนั ออกพรรษา ตรงกับวัน
ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี ซ่งึ เรยี กอีกอย่างวา่ "วันมหาปวารณา" คำวา่ "ปวารณา" นน้ั แปลว่า อนญุ าตหรือยอมให้

ทัง้ น้ี วนั ออกพรรษา พระสงฆ์จะประกอบพธิ ีทำสังฆกรรมใหญ่ทเ่ี รียกวา่ มหาปวารณา ในวันออกพรรษา ซึ่ง
เป็นการเปิดโอกาสให้ภิกษุวา่ กลา่ วตกั เตือนซง่ึ กันและกันได้ เนอ่ื งจากในระหว่างท่เี ขา้ พรรษาอยู่ดว้ ยกนั พระสงฆ์บางรูป
อาจมขี ้อบกพร่องทีต่ ้องแก้ไข และการให้ผู้อ่นื ว่ากล่าวตกั เตือนก็จะทำให้รู้ขอ้ บกพร่องของตน อกี ทงั้ ยังเปิดโอกาสใหถ้ าม
ขอ้ สงสัยซง่ึ กันและกนั ได้ดว้ ย พระผูใ้ หญ่ก็กลา่ วตักเตือนพระผ้นู ้อยได้ และพระผ้มู ีอาวุโสนอ้ ยกส็ ามารถช้ีแนะถึงข้อไม่ดี
ของพระผูใ้ หญ่ไดเ้ ชน่ กนั แม้พระผ้ใู หญ่จะมอี าวุโสมากกว่า แตท่ า่ นก็มิได้สำคญั ตนผิดคิดวา่ ทา่ นทำอะไรแล้วถกู ไปหมด
ทุกอย่าง เพื่อเป็นเคร่ืองมอื ชี้ให้เห็นวิธีการคอยสงั วร คอื ตามระวงั ไม่ประมาท ไมย่ อมให้ความเลวร้ายเกิดขึน้ ได้ เหมือน
ล้อมร้ัวไว้ก่อนทวี่ วั จะหาย ไม่วา่ จะอย่ใู นเทศกาลเขา้ พรรษาหรือออกพรรษา พระท่านจะประพฤติดี ปฏบิ ตั ชิ อบ ตาม
ระบอบของพระธรรมวินัยอยู่ตลอดเวลา

สำหรบั คำกล่าว ปวารณา มคี ำกลา่ วเป็นภาษาบาลี ดงั นี้ "สงั ฆมั ภนั เต ปะวาเรมิ ทิฎเฐนะ วา สุเตนะ วาปะริ
สังกายะ วา วะทนั ตุ มัง อายัสมนั โต อะนกุ ัมปงั อุปาทายะ ปัสสนั โต ปะฏิกกะรสิ สามิ" มีความหมายวา่ ขา้ แตพ่ ระสงฆ์ผู้
เจริญ กระผมขอปวารณาต่อสงฆ์ ดว้ ยได้เหน็ หรอื ได้ฟงั กต็ าม ขอท่านทั้งหลายโปรดอนุเคราะห์ ว่ากล่าวตักเตือนกระผม
ดว้ ย เมือ่ กระผมมองเห็นแลว้ จกั ประพฤตติ วั เสียใหม่ใหด้ ี

เมอื่ ทำพิธวี ันออกพรรษาแล้ว พระภกิ ษสุ งฆส์ ามารถจารกิ ไปในสถานท่ีตา่ ง ๆ หรือคา้ งคืนท่ีอื่นไดโ้ ดยไมผ่ ิดพระ
พทุ ธบญั ญัติ และยังได้รบั อานิสงสก์ ็คือ

- ไปไหนไม่ตอ้ งบอกลา
- ไม่ต้องถือผ้าไตรครบชดุ
- มสี ิทธริ์ บั ลาภที่เกิดข้ึนได้
- มีโอกาสไดอ้ นโุ มทนากฐนิ ท่ีจะสามารถขยายเวลาของอานิสงส์ออกไปอีก 4 เดือน
ประเพณีเกี่ยวข้องกับวนั ออกพรรษา
ประเพณเี กีย่ วข้องกับวนั ออกพรรษา ที่นิยมปฏิบตั อิ ยู่ 2 อยา่ ง คือ
1. ประเพณีตกั บาตรเทโว หลังวันออกพรรษา

หลังวนั ออกพรรษา 1 วนั คอื แรม 1 คำ่ เดือน 11 จะมีการ "ตักบาตรเทโว" หรอื ชอ่ื เต็มตามคำพระว่า
"เทโวโรหณะ" แปลวา่ การหยงั่ ลงจากเทวโลก โดยสามารถเรยี กอีกอย่างหนึ่งว่า "ตักบาตรดาวดึงส์" โดยอาหารที่นยิ ม
นำไปใสบ่ าตรคือ ขา้ วต้มมัด และขา้ วต้มลูกโยน
ความเปน็ มาของประเพณีตักบาตรเทโว

สมัยพทุ ธกาล เมอ่ื พระสัมมาสัมพุทธเจา้ ตรสั รู้ธรรม และเสด็จข้นึ ไปโปรดพระพทุ ธมารดาโดยจำพรรษาอยู่ ณ
สวรรค์ชน้ั ดาวดงึ ส์ เปน็ เวลา 1 พรรษา และเมื่อออกพรรษาแล้วพระองค์ได้เสดจ็ กลับยงั โลกมนษุ ย์ ณ สังกสั สะนคร การ
ทพี่ ระพุทธองค์เสดจ็ ลงมาจากสวรรค์ชน้ั ดาวดึงส์ เรยี กตามศัพท์ภาษาบาลวี ่า "เทโวโรหณะ" ในครง้ั นน้ั บรรดา
พทุ ธศาสนิกชนผมู้ ีความศรัทธาเลื่อมใส เมื่อทราบขา่ วตา่ งพร้อมใจกันไปรอตกั บาตรเพ่ือรับเสด็จกันอยา่ งเนืองแน่น จน
ถือเปน็ ประเพณตี ักบาตรเทโวที่ปฏบิ ัตสิ บื ทอดกันมาจนตราบเท่าทกุ วนั นี้

โดยพิธีตักบาตรเทโวโรหณะในปัจจบุ นั นน้ั จะเร่ิมตงั้ แตต่ อนร่งุ อรุณหลงั วนั ออกพรรษา พระภิกษุสามเณรลงทำ
วตั รในพระอุโบสถ พอพระอาทิตยข์ ึ้นกส็ มมตวิ า่ พระลงมาจากบนั ไดสวรรค์ บางทกี่ ็มีดนตรีบรรเลงเพลงไทยเดิม สมมติ
ว่าเป็นพวกเทวดาบรรเลง ขบั กลอ่ มตามสง่ พระพุทธเจา้ ยงั มพี วกแฟนตาซีอีก แตง่ เปน็ พวกยกั ษ์ เทวดา พระอินทร์
พรหม นางเทพธิดา นำหนา้ ขบวนพระภิกษุสามเณร ชาวบา้ นก็จะใส่บาตรดว้ ยอาหารหวาน อาหารคาว ข้าวต้มลูกโยน
ขา้ วต้มมัด จึงเปน็ สัญลักษณ์ของพธิ ีนี้

2. ประเพณเี ทศนม์ หาชาติ หลังวันออกพรรษา
งานเทศน์มหาชาติ นิยมทำกันหลงั วันออกพรรษา พ้นหนา้ กฐนิ ไปแล้ว ซ่ึงกฐินจะทำกนั 1 เดอื นหลังออก

พรรษา ทจี่ ะร่วมกันทอดกฐินท้ัง จุลกฐนิ และมหากฐนิ โดยประเพณีงานเทศน์มหาชาติอาจทำในวันขนึ้ 8 ค่ำ
กลางเดือน 12 หรือในวนั แรม 8 คำ่ ก็ได้ เพราะในชว่ งนีน้ ้ำเรม่ิ ลดและขา้ วปลาอาหารกำลังอุดมสมบูรณ์ จึงพร้อมใจกนั
ทำบญุ ทำทานและเลน่ สนุกสนานร่ืนเรงิ แต่ในภาคอสี านน้ันนิยมทำกนั ในเดอื น 4 เรยี กวา่ "งานบุญพระเวส" ซงึ่ เป็นชว่ ง
ทเ่ี สร็จจากการทำบญุ ลานเอาข้าวเขา้ ยุ้ง ในภาคกลาง บางท้องถิ่นทำกันในเดือน 5 ต่อเดือน 6 กม็ ี

งานเทศนม์ หาชาตนิ ้ันจะทำในเดือนไหนก็ได้ไมจ่ ำกัดฤดูกาล โดยมากเพื่อเป็นการหาเงนิ เขา้ วัด บางแห่งนิยมทำ
ในเดือน 10 โดยการเทศน์มหาชาตนิ นั้ มอี ยดู่ ว้ ยกนั ท้ังหมด 13 กณั ฑ์ เป็นเรื่องราวเก่ียวกับพระเวสสันดรอันเปน็ พระ
ชาติสุดท้ายของพระบรมโพธิสตั ว์ ก่อนทีจ่ ะมาประสตู ิเป็นเจ้าชายสทิ ธตั ถะ และออกบวชจนตรัสร้เู ป็นพระสัมมา
สัมพทุ ธเจา้
พทุ ธศาสนกิ ชนควรปฏบิ ตั ิในวันออกพรรษา

1. ทำบญุ ตักบาตรอทุ ิศส่วนกศุ ลใหแ้ ก่ญาตผิ ้ลู ว่ งลบั
2. ฟังพระธรรมเทศนา รกั ษาศลี ถวายสงั ฆทาน ถวายภัตตาหาร หรือจดั ดอกไม้ ธปู เทียน ไปบูชาทีว่ ัด และฟัง
พระธรรมเทศนา
3. รว่ มกศุ ลธรรม "ตักบาตรเทโว"
4. ปดั กวาดบา้ นเรือนใหส้ ะอาด ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือนและสถานทร่ี าชการ และประดบั ธงชาติและ
ธงธรรมจักรตามวดั และสถานทสี่ ำคัญทางพระพุทธศาสนา
5. ตามสถานท่รี าชการ สถานที่ศกึ ษาและท่ีวัด ควรจัดให้มีนิทรรศการ การบรรยาย หรอื บรรยายธรรม เกี่ยวกับ
วนั ออกพรรษา ฯลฯ เพ่ือใหค้ วามรแู้ ก่ประชาชนและผ้สู นใจทวั่ ไป
6. งดการเท่ียวเตร่ ละเว้นอบายมุข รวมท้งั ละเว้นการฆ่าสัตวแ์ ละบริโภคเน้ือสัตว์
ประโยชน์ทเี่ ราจะได้รับจากการทำพธิ วี นั ออกพรรษา
- เตือนสตวิ ่าเวลาท่ผี า่ นพน้ ไปอีกพรรษาหน่ึงแล้วได้คร่าชีวิตมนษุ ย์ ให้ผคู้ นน้นั ดำรงอย่ใู นความไมป่ ระมาทและ
หนั มาสร้างกศุ ล
- การทำบญุ ออกพรรษาจะเปิดโอกาสใหผ้ ู้อ่นื ชำระความผดิ ของตนได้ คือหลักปวารณา ปกติคนเราคบกนั นาน
ๆ ก็จะเผย "สันดาน" ท่แี ท้ออกมา อาจจะไม่ดนี กั แต่ตนเองไมร่ ตู้ วั แลว้ มองไม่เหน็ แต่ผู้อยู่ขา้ ง ๆ มองเห็นแต่ไมก่ ลา้ เตอื น
ดงั นน้ั ตนเองต้องปวารณาตวั ให้ผู้อนื่ ช้ีแนะได้ ความสมั พนั ธ์ก็จะดีขน้ึ และย่ังยืน
- ไดข้ ้อคดิ ที่ว่า คนเราส่วนใหญ่มกั จะลำเอียงเข้าข้างตนเองเป็นฝา่ ยถูก ความผิดของคนอน่ื เห็นง่ายสว่ นตนเอง
นัน้ ความผดิ นน้ั เหน็ ยาก นแ่ี หละสัญชาตญาณของคนเรา
- เปน็ การให้รถู้ งึ การมีมนษุ ยสัมพันธท์ ด่ี ีในการเปิดใจซึง่ กันและกัน โดยไมม่ ีเล่ห์เหล่ยี มลบั ลมคมในใด ๆ ในการ
คบหาหรอื อยรู่ ว่ มกนั อยา่ งมีความสุข
6.วนั อฏั ฐมบี ูชา

วนั อัฏฐมีบูชา ตรงกับวันแรม 8 คำ่ เดือน 6 ทั้งนี้ หากปใี ดมีอธิกมาส เลอื่ นไปตรงกับวันแรม 8 คำ่ เดือน 7
วันอฏั ฐมี คือ วนั คล้ายวนั ถวายพระเพลงิ พระพทุ ธสรีระของพระพทุ ธเจ้า หลังจากเสดจ็ ดับขันธปรนิ พิ พานได้ 8 วนั โดย
มกี ารทำพิธี ณ มกุฏพนั ธนเจดีย์ เมืองกสุ ินารา แควน้ มัลละ ประเทศอนิ เดีย ซึ่งเมอ่ื ครง้ั โบราณกาล วนั อฏั ฐมีบชู า

นับเปน็ วันทีช่ าวพทุ ธมคี วามโศกเศร้าเสยี ใจเป็นอยา่ งย่งิ เน่ืองจากต้องสญู เสยี พระบรมสรรี ะแห่งองค์พระบรมศาสดา
ซึง่ เปน็ ท่เี คารพสักการะอยา่ งสงู

ดว้ ยเหตุน้ี เมอ่ื วันอฏั ฐมบี ูชาเวยี นมาบรรจบในแตล่ ะปี พุทธศาสนิกชนจงึ พร้อมใจกนั ประกอบพิธบี ูชาข้นึ เป็น
การเฉพาะในวนั สำคัญนี้ เพ่ือระลึกถึงพระพุทธคณุ

ปัจจุบันการประกอบพิธี วนั อฏั ฐมีบชู า ในประเทศไทย มเี พียงบางวัดเท่านั้นที่จะจัดใหม้ ีการทำพิธีบำเพญ็ กุศล
ในวนั นี้ เช่น วดั มหาธาตุยุวราชรงั สฤษฎริ์ าชวรมหาวิหาร เป็นตน้ โดยการบำเพ็ญกศุ ลในวนั อฏั ฐมีบูชาจะปฏิบตั อิ ย่าง
เดยี วกันกบั การประกอบพธิ ีในวนั สำคัญทางพระพุทธศาสนาวนั อ่ืน ๆ ทีม่ ีการให้ทาน รกั ษาศลี เจรญิ ภาวนา และมีการ
เวียนเทียนในตอนค่ำ

บางวัดในบางจงั หวัด ยงั มกี ารนิยมบำเพญ็ กุศลเนื่องในวนั อฏั ฐมีบูชานี้อย่บู ้าง บางแห่งถงึ กบั จัดเปน็ งานใหญ่ มี
การจำลองเหตุการณว์ นั ถวายพระเพลิงพุทธสรีระ เพื่อรำลึกถึงเหตุการณเ์ มื่อคร้ังพุทธกาลดว้ ย เช่น วดั พระบรมธาตุทุ่ง
ยั้ง จ.อุตรดิตถ์ ซงึ่ ในทุก ๆ ปี จะมีประชาชนชาวจังหวัดอุตรดิตถแ์ ละจงั หวัดใกล้เคยี งเข้าชมเปน็ จำนวนมาก
7. วนั พระ

วนั พระ หรอื วันธรรมสวนะ หรอื วันอโุ บสถ หมายถึง วันประชุมของพุทธศาสนิกชนเพื่อปฏิบัติกิจกรรมทาง
ศาสนาในพระพุทธศาสนาประจำสัปดาห์ หรือทเ่ี รียกกันท่วั ไปอีกคำหนึง่ ว่า "วนั ธรรมสวนะ" อันได้แก่วนั ถือศลี ฟังธรรม
(ธรรมสวนะ หมายถึง การฟังธรรม) โดยวันพระเป็นวันทม่ี ีกำหนดตามปฏิทนิ จนั ทรคติ โดยมีเดอื นละ 4 วนั ได้แก่ วนั ข้ึน
8 ค่ำ, วันขึน้ 15 คำ่ (วนั เพ็ญ), วันแรม 8 ค่ำ และวนั แรม 15 ค่ำ (หากเดือนใดเปน็ เดอื นขาด ถือเอาวนั แรม 14 คำ่ )

วนั พระนนั้ เดมิ เปน็ ธรรมเนียมของปริพาชกอัญญเดียรถยี ์ (นักบวชนอกพระพุทธศาสนา) ทีจ่ ะประชมุ กันแสดง
ธรรมทุก ๆ วัน 8 คำ่ 15 ค่ำ ซึง่ ในสมยั ต้นพทุ ธกาล พระพุทธเจา้ ยังคงไมไ่ ด้ทรงวางระเบียบในเร่อื งนี้ไว้ ต่อมาพระ
เจา้ พมิ พสิ ารไดเ้ ขา้ เฝา้ พระสมั มาสมั พุทธเจา้ และกราบทูลพระราชดำริของพระองค์ว่านักบวชศาสนาอื่นมีวนั ประชุม
สนทนาเกยี่ วกบั หลักธรรมคำสั่งสอนในศาสนาของเขา แตว่ ่าพุทธศาสนายังไม่มี พระพุทธองค์จงึ ทรงอนุญาตให้มีการ
ประชุมพระสงฆ์ในวัน 8 ค่ำ 15 คำ่ และอนญุ าตให้พระภกิ ษสุ งฆป์ ระชมุ สนทนาและแสดงธรรมเทศนาแก่ประชาชนใน
วันดังกล่าว โดยตามพระไตรปฎิ กเรียกวันพระวา่ วนั อโุ บสถ (วัน 8 ค่ำ) หรอื วันลงอุโบสถ (วนั 14 หรอื 15 ค่ำ

หลงั จากนน้ั พุทธศาสนิกชนจงึ ถอื เอาวนั ดงั กลา่ วเป็นวันธรรมสวนะสืบมา โดยจะเป็นวันสำคัญที่พทุ ธศาสนิกชน
จะไปประชมุ กนั ฟงั พระธรรมเทศนาจากพระสงฆ์ทวี่ ดั ในประเทศไทยปรากฏหลกั ฐานว่าไดม้ ีประเพณีวันพระมาตั้งแต่
สมัยสโุ ขทัย

วนั พระในปจั จุบัน คงเหลือธรรมเนยี มปฏบิ ัติอยู่แต่เฉพาะประเทศทน่ี ับถือพระพุทธศาสนาเถรวาท เช่น
ศรลี งั กา, พม่า, ไทย, ลาว และเขมร (ในอดีตประเทศเหลา่ นถ้ี อื วันพระเปน็ วนั หยุดราชการ) โดยพุทธศาสนิกชนเถรวาท
นบั ถอื วา่ วันนีเ้ ปน็ วันสำคญั ที่จะถือโอกาสไปวัดเพื่อทำบุญถวายภัตตาหารแดพ่ ระสงฆแ์ ละฟงั พระธรรมเทศนา
สำหรบั ผู้ที่เครง่ ครัดในพระพุทธศาสนาอาจถือศลี แปดหรอื ศีลอโุ บสถในวนั พระดว้ ย นอกจากน้ชี าวพุทธยงั ถือวา่ วนั พระ
ไมค่ วรทำบาปใด ๆ โดยเชอ่ื กันวา่ การทำบาปหรือไม่ถอื ศีลห้าในวนั พระถือว่าเป็นบาปมากกว่าในวนั อน่ื

ในประเทศไทย หลังจากวันพระได้ถูกยกเลกิ ไมใ่ หเ้ ปน็ วันหยุดราชการ ทำใหว้ นั พระที่กำหนดวันตามปฏิทิน
จนั ทรคติสว่ นใหญไ่ ม่สอดคล้องกับปฏทิ นิ ท่ีใช้กนั อยู่ท่วั ไป (เชน่ วนั พระไปตรงกบั วันทำงานปกติ) ซงึ่ คือหนง่ึ ในสาเหตุ
สำคัญในปจั จบุ ันท่ีทำใหพ้ ุทธศาสนกิ ชนในประเทศไทยหา่ งจากการเขา้ วัดเพื่อทำบุญในวันพระ

นอกจากน้ี ในประเทศไทยยงั มคี ำเรียกวันก่อนวันพระหนง่ึ วนั วา่ วันโกน เพราะปกตใิ นวันข้ึน 14 ค่ำปกติ ก่อน
วนั เพญ็ ขน้ึ 15 ค่ำ เป็นธรรมเนียมของพระสงฆใ์ นประเทศไทยทจ่ี ะโกนผมในวันน้ี

ดา้ นศาสนพิธไี ดก้ ำหนดใหม้ กี ารร่วมทำบญุ ตักบาตร ถวายภตั ตาหาร จังหัน หวานคาวแด่พระภิกษสุ งฆ์ และก็
สมาทานศีล (รับศลี ) และฟงั พระธรรมเทศนาทวี่ ัด เช่น สมาทานและรับศีล ๕ หรือ ศลี ๘ ซ่ึงเรียกวา่ อโุ บสถศลี
พระสงฆ์จะได้แสดงพระธรรมเทศนา หรอื ธรรมสากัจฉา หรือ สนทนาธรรมกนั เพ่ือแลกเปล่ียนความรู้ ความเขา้ ใจ ใน
ข้อธรรมตา่ งๆ ซึ่งนับวา่ เกิดประโยชนแ์ กผ่ ู้ร่วมกจิ กรรมเป็นอย่างยิ่ง


Click to View FlipBook Version