หลาน เป็นการฝากเงนิ ไว้กับต้นไม้ ฝากเงินไว้กบั ดนิ ลองคิดดูว่าต้นไม้ต้นหนึง่ ปีแรกลงทุนไม่ถึง 10 บาท เมื่อผ่าน
ไป 30 ปี แปรรปู ตน้ เพ่ิมมูลค่าเปน็ เงินไดห้ มืน่ กว่าบาท คมุ้ ค่ามาก
หลังจากได้น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้แล้วประสบผลสำเร็จ ทำให้ที่บ้านจัดตั้งเป็นศูนย์
เรียนรู้และถ่ายทอดความรู้เรื่องทฤษฎีใหม่ของพระองค์ ซึ่งขณะนี้เปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ ที่ใช้อบรมให้กับ
สำนักงานเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นศูนยก์ ารเรียนรู้หนึง่ ในจำนวน 151 ศูนย์การเรยี นรู้ทั่วประเทศ ผู้ที่เขา้ อบรม
คือ เกษตรกรที่สนใจในเรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ มาอบรมเพื่อปรับเปลี่ยนแนวความคิด เปลี่ยนจิตสำนึก ให้รู้จัก
พึ่งตนเองและพึ่งพากันเองในชุมชนได้ ถ้าเกษตรกรอยากจะลดรายจ่ายในการทำเกษตร ก็ต้องให้ความรู้ในด้าน
ต่างๆ เช่น การขยายพันธุ์พืช เพาะเมล็ด ติดตา ทาบกิ่ง เสียบยอด การขยายเพาะพันธุ์ปลาเลี้ยงเอง และสอนวิธี
ทำหวั อาหารเลีย้ งปลา ซึ่งจะเป็นการประหยัดและลดรายจ่ายไดเ้ ป็นอย่างมาก วัตถดุ บิ ทท่ี ำหวั อาหารปลาก็มาจาก
การเกษตรทั้งนัน้ เชน่ ถ่ัว มนั ข้าวโพด ทุกอยา่ งท่เี กษตรกรทำ และอีกสว่ นหนง่ึ คือสอนการทำปยุ๋ ชีวภาพ และทุก
สิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับการเกษตร หรือเกี่ยวกับการลดรายจ่าย และจากการทำงานเพื่อสังคมที่ถ่ายทอดจาก
ประสบการณ์จริงที่ได้สั่งสมมานั้น ทำให้นายจันทร์ทีได้รับการยอมรับให้เป็นปราชญ์อีสานที่ทำหน้าที่ถ่ายทอด
ความรู้ให้แก่ผู้สนใจทั่วไป และในปีหนึ่งมีผู้เข้ามาเรียนรู้และชื่นชมผลงานของนายจันทร์ที ไม่ต่ำกว่า 2-3 พันคน
จากความมุ่งมัน่ และจรงิ ใจในการให้ความรู้ เนื่องจากนายจันทรท์ ีคดิ วา่ การที่รู้แล้วไมค่ วรเก็บไว้เพียงผู้เดียว ควร
ถา่ ยทอดสิ่งดี ๆ ให้กับชุมชน เพราะคิดว่าตนเองเคยตกทุกข์ได้ยากมา จงึ ร้วู า่ ถ้าเราทำอย่างถูกต้องจะทำให้สำเร็จ
ดังนั้นจงึ ต้องขยายความร้ใู หก้ บั คนอืน่ และชุมชนต่อไป
ทม่ี า : “นายจนั ทรท์ ี ประทุมภา”. [2553]. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก
http://www.moac.go.th/ewt_news.php?nid=6932&filename... สบื คน้ 15 สิงหาคม 2555.
คำถาม
1. บุคคลในขา่ วปฏบิ ัตติ นสอดคลอ้ งกับโกศล 3 อย่างไรบ้าง จงยกตัวอยา่ งประกอบ
2. บุคคลในขา่ วปฏบิ ตั ติ นท่แี สดงถงึ มีความเพยี รชอบ (สงั ปธาน 4) อย่างไรบ้าง จงยกตัวอย่างประกอบ
3. ผลของการปฏบิ ตั ิตนสง่ ผลดีต่อตนเองและสงั คมอย่างไรบ้าง จงอธบิ าย
ข่าวที่ 2 เรือ่ ง ชวี ิตได้ดเี พราะธรรมะ
ผมเป็นลูกชาวจีนโดยกำเนิดและเป็นลูกคนสุดท้องของพี่น้องทั้งหมด 3 คน มีพี่ชาย 2 คน เดิมทีคุณพ่อเป็น
พ่อค้าจำหน่ายเพชรพลอยและเปิดโรงงานเจียรพลอย ซึ่งถือว่าฐานะดีมากๆ ผมจำได้ว่าที่บ้านมีคนงานมากมาย มีพ่ี
เลยี้ งหลายคนซึ่งจะคอยดูแลผมและพีช่ ายอีก 2 คน แต่การพนันไมเ่ คยใหค้ ุณกับใคร คุณพอ่ หลงไปกบั การพนันในทุก
รูปแบบจึงทำให้ฐานะของครอบครัวที่เคยร่ำรวยกลับยากจนลงเรื่อยๆ จนในที่สุดครอบครัวของผมก็ไม่มีบ้านจะอยู่
อีกต่อไป ภาพที่ติดตาจนทุกวันน้ีคือภาพที่ผมต้องย้ายบ้านไปมาอยู่บ่อยๆ เป็นประจำทุกๆ 2-3 เดือน เพราะไม่มีค่า
เช่าบ้านจะจ่ายให้กับเจ้าของบ้าน ที่เราเช่าอยู่ อาหารที่เรากินก็เป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารหลัก ผมมักจะเป็น
ตัวแทนของครอบครวั เพ่ือไปตามร้านขายของชำตา่ งๆ เพือ่ ไปขอเซ็นปลากระป๋อง แตห่ ลายคร้ังก็ถูกปฏิเสธและคำพูด
ทีไ่ ดย้ ินบอ่ ยๆ ก็คอื “ทน่ี ีข่ องมไี ว้ขาย ไมไ่ ด้มีไว้ใหเ้ ซ็น”
ในดา้ นการเรยี นก็เชน่ กันสมัยทีผ่ มเรยี นอยู่ชน้ั ประถม ผมไม่เคยรู้เลยว่าการเรียนของตนเองเปน็ อย่างไร เพราะ
ผมไมเ่ คยไดส้ มุดพกเหมือนกบั เพ่ือนๆ ในหอ้ งและบ่อยครง้ั ท่ีอาจารย์ฝา่ ยการเงินมักจะใชม้ ุขเด็ดเพื่อที่จะให้ผมตาม
พ่อแม่มาพูดคุยเรื่องค่าเทอมทีต่ ิดไว้หลายงวดอยู่เสมอ แต่ก็ต้องขอขอบคุณโรงเรียนนี้มากๆ เพราะในที่สุดวันท่ผี ม
จะขึ้นชั้นมัธยม ผมเองยังติดเงินค่าเล่าเรียนอยู่หมื่นกว่าบาท วันที่จะไปขอจบครอบครัวผมมีเพียง 2,000 บาท
เท่านั้น แตท่ างโรงเรยี นก็ยงั ใหจ้ บได้ และตอ้ งขอขอบคุณพ่อคุณแม่ที่แม้จะยากจนปานใดก็ยงั ใหผ้ มไม่ถึงกับอดตาย
ที่สำคัญยามที่เราอด เราก็อดด้วยกันไม่มีใครจะหนีไปสุขสบายเพียงคนเดียว และขอขอบคุณพี่ชายคนโตที่ยอม
ลาออกจากโรงเรยี น เพราะคดิ ว่าหากตนเองยังเรียนหนังสอื อยู่ น้องๆ อีก 2 คนคงไมส่ ามารถเรยี นต่อไดแ้ น่ๆ
ชีวิตชว่ งมัธยมจนถึง ปวช. ผมก็เริ่มชว่ ยเหลือทางบ้านโดยการขี่มอเตอร์ไซค์รับจา้ งเพื่อสง่ ตัวเองเรยี น และยัง
สามารถช่วยเหลอื ในเรื่องคา่ ใชจ้ า่ ยของครอบครวั ได้อีกดว้ ย ชีวติ วัยร่นุ ของผมไม่เคยได้เท่ียวกับกลุ่มเพ่ือนฝูง ไม่เคย
ได้ใส่เสื้อผ้าดีๆ กินของดีๆ ไปดูหนัง เพราะทุกช่วงเวลาของผมเป็นเงินเป็นทอง ช่วงเช้าก่อนไปโรงเรียนและหลังเลิก
เรียนรวมถึง วันหยุดก็ใช้เวลาไปกับการหาเงินเพื่อไปผ่อนรถที่ซื้อมาใช้ทำมาหากิน ที่เหลือเก็บเป็นค่าเล่าเรียน ค่า
กินอยู่ของตนเองและครอบครัว โชคยังดีอยู่บ้างที่พี่สาวของแม่ก็ให้ความอนุเคราะห์โดยการให้ที่อยู่ทำให้เราไม่
ลำบากมากนัก หลังจากเรียนจบผมเริ่มชวี ิตการทำงานดว้ ยการเป็นพนักงานส่งเอกสารใหก้ ับบรษิ ัทบริษัทหนึ่งยา่ น
รามคำแหง การได้ทำงานเป็นพนักงานส่งเอกสารทำให้ผมรู้ซึ้งถึงหัวอกของคนทำงานในสายอาชีพนี้ดี ทั้งเหนื่อย
อากาศที่ร้อนจัด อยู่ท่ามกลางแสงแดดตลอดเวลา อีกทั้งยังต้องเร่งทำเวลาให้ทันในแต่ละงาน ช่วงนี้ผมเริ่มๆ ที่จะ
ปฏิบัติธรรม เริ่มที่จะศึกษาหาความรู้ในเรื่องธรรมะ หกเดือนผ่านไปผมโชคดีที่มีคนแนะนำให้ไปสมัครตำแหน่ง
ธรุ การของบรษิ ทั รับจา้ งขายบ้านแห่งหนึ่ง แตว่ นั ท่ีไปสมั ภาษณเ์ จ้าของบรษิ ัทรู้สกึ ว่าผมพูดเก่งมากๆ เลยให้ผมไปทำ
ตำแหน่งพนกั งานขายบ้านแทน และผมก็ไมท่ ำใหเ้ จา้ ของบริษัทผดิ หวงั เพราะผมได้เป็นนักขายอันดับหน่งึ ของบริษัท
ด้วยวัยเพียง 20 ปี การเงินที่เคยฝืดเคืองก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ผมทำงานนี้อยู่ถึง 5 ปี หากไม่เจอกับพิษเศรษฐกิจซะ
กอ่ นผมอาจจะเป็นเจ้าของธรุ กิจอะไรซกั อย่างไปแลว้ ก็อาจเปน็ ได้
ผมมีความใฝ่ฝันทีจ่ ะมีครอบครัวท่ีอบอุ่น ผมจึงเริ่มเก็บออมเงินคือมีเงินเท่าไหร่ให้แฟนเก็บให้หมด เพราะคิด
ว่าเงินก้อนนี้จะเป็นต้นทนุ สำหรับการสร้างชีวิตครอบครัวต่อไป แต่แล้ววันที่ผมตกงานเพราะพิษเศรษฐกิจไม่มีงาน
ทำ จากเดิมที่เป็นนักขายบ้านมือทองของบริษัท กลับกลายเป็นต้องทำงานทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็น DJ เปิดแผ่นที่
ร้านคาราโอเกะ พนักงานต้อนรับ กัปตันร้านอาหาร จนไปถึงรปภ. ก็เคยเป็นมาแล้ว แฟนที่คิดว่าจะแต่งงานด้วย
ไว้ใจใหเ้ ก็บเงนิ ทกุ บาท ทุกสตางคก์ ลับมาขอบอกเลิกและนำเงินเก็บท้งั หมดท่ผี มฝากไวไ้ ปจนหมดสิน้
ชวี ติ ในช่วงนน้ั ถอื เป็นชว่ งท่ีตกตำ่ ที่สดุ ในชีวติ เลยก็ว่าได้ ต้องพยายามหาเงนิ มาเลี้ยงครอบครวั และตนเอง ตอน
เชา้ ก็ไปขบั จักรยานยนต์รับจา้ ง ตอนบ่ายก็ไปรบั ทำแบบสอบถามตามบ้านและบรษิ ทั ต่างๆ ตอนเย็นก็ไปเปน็ รปภ.
ผมใชเ้ วลาวา่ งใหเ้ ป็นประโยชนค์ อื พยายามอ่านหนังสือเพื่อเรยี นตอ่ ในระดับปรญิ ญาตรี ชีวติ ช่วงน้นั มเี วลาพกั ผ่อน
นอ้ ยมาก แตใ่ น
ขณะเดียวกันก็หันมาปฏบิ ัติธรรมอยา่ งเขม้ ขน้ เพราะความทุกข์ตา่ งๆ ท่รี มุ เร้าเข้ามา ชวี ิตช่วงนัน้ คิดปลงตกแลว้ ว่าคง
ไม่มีอะไรที่จีรังยั่งยืนเป็นแนแ่ ท้ การปฏิบัติธรรมจึงเป็นอีกหนึง่ วัคซีนที่เข้ามาช่วยผมได้มากทีเดียวในช่วงที่พายุลกู
โตกำลังพัดผ่านเข้ามาในชีวิต ผมเป็น รปภ.อยู่ประมาณ 3 เดือนโชคก็เข้าข้างผมอีกครั้ง เพื่อนของเจ้านายเก่าโทร
มาชวนผมไปทำงานด้วยในตำแหน่งพนักงานขายอุปกรณ์ที่ใช้กับเครื่องจักรในโรงงานต่างๆ ซ่ึงผมเชื่อว่าผมได้ดี
เพราะธรรมะจริงๆ
ปัจจบุ ันผมจะได้เป็นที่ปรึกษาใหก้ บั นกั ลงทุน องคก์ รเอกชน และบุคคลสำคญั ในด้านความรักปจั จบุ ันผมก็
ไดแ้ ตง่ งานกับคนที่ซอ่ื สตั ยแ์ ละดูแลเอาใจใสผ่ มได้เปน็ อย่างดี อยู่กบั ครอบครวั ท่เี ขา้ ใจ ได้ปฏบิ ัตธิ รรมสมำ่ เสมอ และ
ภรรยาของผมก็เป็นอีกหน่ึงแรงใจทีช่ ว่ ยสนับสนุนให้ผมได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ตามกำลังสติปญั ญาจะอำนวยและ
ได้มโี อกาสสรา้ งกศุ ลตามแนวทางของครูอาจารย์ แต่ทีผ่ มภูมใิ จที่สดุ ในตอนนคี้ อื ไดม้ โี อกาสซ้อื บ้านใหค้ ุณพ่อคุณแม่
อยดู่ ้วยน้ำพกั นำ้ แรงของตนเอง สำหรบั ท่านทีอ่ ่านมาถึงตอนนี้แลว้ ก็ขอให้ลองหนั มาปฏบิ ัตธิ รรมดูนะครบั เพราะถ้า
เรามาปฏบิ ัตพิ ฒั นากาย ใจ ตามแนวพระพุทธศาสนารับรองได้ว่าจะได้เหน็ ผลในชาตนิ เ้ี ลยทเี ดียว จนมีหลายคนเชื่อ
ว่าศาสนาพุทธก็เหมอื นกับวิทยาศาสตรต์ รงท่ีวา่ จะตอ้ งทดลองทำดูจงึ จะไดเ้ หน็ ผลชัดเจนด้วยตนเอง
ท่มี า : “ชีวติ น้ีไดด้ เี พราะธรรม”. [2553]. [ออนไลน์]. เขา้ ถึงได้จาก www.banjitsumpat.com/index.php?lay=
show&ac=article... สบื ค้น 15 สิงหาคม 2555.
คำถาม
1. บุคคลในขา่ วปฏบิ ตั ติ นสอดคลอ้ งกับปธาน 4 อย่างไรบ้าง จงยกตัวอยา่ งประกอบ
2. บุคคลในขา่ วปฏิบตั ติ นตามหลกั โกศล 3 อย่างไรบา้ ง จงยกตัวอยา่ งประกอบ
3. ผลของการปฏิบตั ิตนของบุคคลในข่าวสง่ ผลดีต่อตนเองและส่วนรวมอยา่ งไร จงอธบิ าย
ตอนท่ื 1 ปธาน 4 และโกศล 3
คำชี้แจง ให้นักเรยี นวิเคราะหข์ ่าว แลว้ ตอบคำถาม
ข่าวท่ี 1 เร่อื ง ปราชญ์อีสาน
นายจันทร์ที ประทุมภา เป็นเกษตรกรที่ดำเนินชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นระยะเวลา 52 ปี
และสามารถเปน็ แบบอย่างให้กับผู้อน่ื ได้ จากทเ่ี คยประสบภาวะวิกฤตชีวิต มหี น้ีสนิ จำนวนมาก ตอ้ งขายทรัพย์สิน
ที่มี และนำที่ดินไปจำนอง กระทั่งต้องไปทำงานรับจ้างที่ประเทศมาเลเซีย แต่ด้วยความวิริยะอุตสาหะ ทำงาน
หนักและอดออม ภายในระยะเวลา 1 ปี จึงเหลือเงินกลับมาจนสามารถใช้หนี้และไถ่ถอนที่ดินคืนมาได้ แล้วจึง
เริ่มต้นวิถีเกษตรผสมผสานตั้งแต่ปี 2534 ด้วยทุนที่มีเหลืออยู่กับตัว คือ สองมือและอุปกรณ์ข้างกาย ได้แก่ จอบ
และบุ้งก๋ี ขุดสระน้ำด้วยแรงงานทีม่ ีในครัวเรือน จำนวน 4 คน ใช้เวลา 3 เดือน จึงเริ่มเก็บกักนำ้ ได้ ดำรงตนอย่าง
สมถะ สรา้ งอาหารไว้กินเองในครอบครวั และใช้แรงงานภายในครอบครัว 6 คน ไมม่ กี ารจา้ งแรงงานภายนอก
ในการทำเกษตรทฤษฎีใหม่นั้น นายจันทร์ที มีการแบ่งพื้นที่การใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากพื้นท่ี
จำนวน 22 ไร่ มีการบริหารจัดการ โดยแบ่งเป็นพื้นที่นาข้าว 10 ไร่ พื้นที่ทำเกษตรทฤษฎีใหม่ 10 ไร่ เป็นที่อยู่
อาศยั 2 ไร่ และมีสระน้ำรวมกว่า 10 สระ พร้อมกบั การปลูกไม้ผล ไมย้ ืนตน้ ไมใ้ ชส้ อย พืชผกั พชื สมุนไพร เพอ่ื ให้
เกิดการพึ่งพาอาศัยกันเหมือนต้นไม้ในป่าธรรมชาติเป็นการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน อันเป็นระบบนิเวศน์ที่
สมดุล มีการเลี้ยงหมู เป็ด ไก่ ปลา และปลูกผักทุกชนิดที่ตนเองเคยซื้อกิน เพื่อลดรายจ่าย ขณะเดียวกันสามารถ
นำผักที่ปลูกไปจำหน่ายในตลาดได้ ทำให้มีรายได้ทุกวันจากการขายผัก ส่วนรายได้หลักต่อเดือนได้จากการขาย
ปลาและสัตว์ที่เล้ียง สำหรับรายปีก็มีรายได้อีกจากการขายผลผลิตของไม้ยืนต้นประเภทให้ผล ขณะเดียวกันก็จะ
แปรรูปผลผลิตในครัวเรือน อาทิ กล้วยแปรรูปชนิดต่างๆ น้ำเสาวรส น้ำมะพร้าว พันธุ์พืชทุกชนิดที่ปลูกจะ
ขยายพนั ธุด์ ้วยตนเองโดยไม่ซอ้ื มาจากแหลง่ อ่ืน
นายจันทร์ที ได้เริ่มดำเนินการเกษตรทฤษฎีใหม่โดยการเรียนรู้เกี่ยวกับทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของ
พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาตั้งแต่ปี 2540-2541 โดยทราบจากสำนักงาน กปร. และ
สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด จงึ ได้ศึกษาวา่ เศรษฐกจิ พอเพียงเป็นอย่างไร กไ็ ดร้ ับทราบวา่ ต้องพยายามลด
รายจ่ายในครอบครวั ใหม้ ากทส่ี ดุ เมือ่ ศึกษาแล้วจึงทราบว่าจริงๆ แล้วคา่ ใชจ้ า่ ยประจำวัน คอื อาหารทีต่ ้องกินต้อง
ใช้ แล้วมาคดิ ต่ออกี วา่ อาหารท่ตี ้องซ้อื เขากนิ มอี ะไรบ้าง จึงมาเร่ิมคยุ กนั ในครอบครัววา่ เราต้องปลูกทุกสิ่งทุกอย่าง
ที่เราซือ้ กินทุกวัน ดังนั้นทุกอย่างที่เคยซื้อจะต้องปลูกเองทั้งหมด ทำให้เกิดการเปลีย่ นแปลง จากที่วนั หน่ึงเคยซ้ือ
20-30 บาท ก็ไมต่ อ้ งซอื้ และยังมเี งินไว้เกบ็ ออมอกี ดว้ ย
พื้นที่ทั้งหมดของนายจันทร์ที จะปลูกตั้งแต่พืชผักสวนครัว ทุกสิ่งทุกอย่างที่กินและขายได้ นอกจากพืชผัก
สวนครัวแล้ว ยังมีไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้เศรษฐกิจ ซึ่งที่ปลูกแล้วได้ผลดี และมีพืชที่เป็นที่สนใจของคนทั่วไป คือ
ผักหวานป่า เพราะราคาดี และมีคนสนใจมาก ราคากิโลกรัมละ 200 บาท รวมไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้เศรษฐกิจ
ทั้งหมดก็ทำให้มีรายได้ประมาณหมื่นกว่าบาทตอ่ เดือน หลายๆ คนบอกว่าปลูกป่าไม่ได้ เพราะไม่มีหัวไร่ปลายนา
แต่ท่านก็ทำเป็นตัวอย่างโดยใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์อย่างที่สุด คือ ปรับคันคูให้ใหญ่แล้วปลูกพืชสวนครัว ไม้ผล
ไม้ยืนต้น ไม้เศรษฐกิจ หลากหลาย ต้องสร้างสิ่งแวดล้อมขึ้นมา สร้างป่าขึ้นมา เพื่อเป็นบำนาญชีวิตให้กับลูกกับ
หลาน เป็นการฝากเงินไว้กับต้นไม้ ฝากเงินไว้กับดิน ลองคิดดูว่าต้นไม้ต้นหนึ่งปแี รกลงทนุ ไมถ่ ึง 10 บาท เมื่อผ่าน
ไป 30 ปี แปรรูปต้นเพม่ิ มูลคา่ เป็นเงินไดห้ มนื่ กวา่ บาท คมุ้ คา่ มาก
หลังจากได้น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้แล้วประสบผลสำเร็จ ทำให้ที่บ้านจัดตั้งเป็นศูนย์
เรียนรู้และถ่ายทอดความรู้เรื่องทฤษฎีใหม่ของพระองค์ ซึ่งขณะนี้เปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ ที่ใช้อบรมให้กับ
สำนักงานเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้หนึง่ ในจำนวน 151 ศูนย์การเรียนรู้ทั่วประเทศ ผู้ที่เข้าอบรม
คือ เกษตรกรที่สนใจในเรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ มาอบรมเพื่อปรับเปลี่ยนแนวความคิด เปลี่ยนจิตสำนึก ให้รู้จัก
พึ่งตนเองและพึ่งพากันเองในชุมชนได้ ถ้าเกษตรกรอยากจะลดรายจ่ายในการทำเกษตร ก็ต้องให้ความรู้ในด้าน
ต่างๆ เช่น การขยายพันธุ์พืช เพาะเมล็ด ติดตา ทาบกิ่ง เสียบยอด การขยายเพาะพันธุ์ปลาเลี้ยงเอง และสอนวิธี
ทำหวั อาหารเลยี้ งปลา ซึง่ จะเปน็ การประหยดั และลดรายจ่ายได้เปน็ อยา่ งมาก วัตถดุ ิบท่ีทำหัวอาหารปลาก็มาจาก
การเกษตรทัง้ นนั้ เชน่ ถ่ัว มนั ขา้ วโพด ทกุ อยา่ งทเี่ กษตรกรทำ และอกี ส่วนหนึ่งคือสอนการทำปุย๋ ชวี ภาพ และทุก
สิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับการเกษตร หรือเกี่ยวกับการลดรายจ่าย และจากการทำงานเพื่อสังคมที่ถ่ายทอดจาก
ประสบการณ์จริงที่ได้สั่งสมมานั้น ทำให้นายจันทร์ทีได้รับการยอมรับให้เป็นปราชญ์อีสานที่ทำหน้าที่ถ่ายทอด
ความรู้ให้แก่ผู้สนใจทั่วไป และในปีหนึ่งมีผู้เข้ามาเรียนรู้และชื่นชมผลงานของนายจันทร์ที ไม่ต่ำกว่า 2-3 พันคน
จากความมุ่งมัน่ และจริงใจในการให้ความรู้ เนื่องจากนายจันทรท์ ีคดิ วา่ การที่รู้แล้วไม่ควรเกบ็ ไวเ้ พียงผู้เดียว ควร
ถา่ ยทอดส่งิ ดี ๆ ใหก้ บั ชุมชน เพราะคิดว่าตนเองเคยตกทุกข์ไดย้ ากมา จึงรวู้ า่ ถา้ เราทำอย่างถูกต้องจะทำให้สำเร็จ
ดังนัน้ จงึ ต้องขยายความรู้ให้กับคนอนื่ และชมุ ชนตอ่ ไป
ทมี่ า : “นายจนั ทร์ที ประทุมภา”. [2553]. [ออนไลน์]. เข้าถึงไดจ้ าก
http://www.moac.go.th/ewt_news.php?nid=6932&filename... สืบคน้ 15 สงิ หาคม 2555.
คำถาม
1. บุคคลในข่าวปฏบิ ตั ิตนสอดคลอ้ งกบั โกศล 3 อยา่ งไรบ้าง จงยกตวั อย่างประกอบ
นายจันทร์ทีปฏิบัติตนสอดคล้องกบั โกศล 3 (อายโกศล) ในหัวข้อ วุฑฒิธรรม 4 คอื
1) สปั ปรุ สิ สงั เวสะ นายจันทร์ทีตดิ ตามโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หวั
2) สัทธมั มัสสวนะ แสวงหาความรู้เก่ียวกบั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
3) โยนิโสมนสิการ รจู้ ักใช้ความคดิ อย่างมเี หตุผลในการใชพ้ ้ืนทด่ี นิ ตามเกษตรทฤษฎใี หม่
4) ธมั มานธุ มั มปฏบิ ัติ ปฏบิ ตั ติ นอยา่ งถูกต้องตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
2. บคุ คลในขา่ วปฏิบัตติ นทแี่ สดงถงึ มคี วามเพียรชอบ (สงั ปธาน 4) อยา่ งไรบ้าง จงยกตัวอยา่ งประกอบ
นายจันทรท์ ีปฏิบตั ิตามปธาน 4 คอื
1) สงั วรปธาน เขาปฏบิ ตั ิตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี งตามขั้นตอน
2) ปหานปธาน ถึงแมว้ า่ เขาจะมรี ายไดด้ ีจากการทำเกษตรทฤษฎใี หม่ เขาก็ขจัดความโลภทจ่ี ะขยาย
กิจการให้ใหญ่โตเกนิ ตัว
3) ภาวนาปธาน เขาให้ความรู้แกเ่ กษตรกรทว่ั ไปท่มี าขอคำปรึกษา
4) อนุรกั ขนาปธาน มงุ่ มั่นถา่ ยทอดความรูแ้ กผ่ สู้ นใจเกี่ยวกบั เกษตรทฤษฎีใหม่
3. ผลของการปฏิบตั ิตนส่งผลดีต่อตนเองและสังคมอยา่ งไรบา้ ง จงอธิบาย
นายจันทร์ทีไดร้ บั การยกย่องและชืน่ ชมผลงานของเขา และไดร้ ับการยอมรบั เปน็ ปราชญ์อสี าน สงั คมของ
เกษตรกรได้รับการถา่ ยทอดความร้เู ก่ียวกับเกษตรทฤษฎีใหม่ เปน็ ผลดตี อ่ การประกอบอาชพี ของชาวอสี าน
ข่าวท่ี 2 เร่ือง ชีวิตไดด้ ีเพราะธรรมะ
ผมเป็นลูกชาวจีนโดยกำเนิดและเป็นลูกคนสุดท้องของพี่น้องทั้งหมด 3 คน มีพี่ชาย 2 คน เดิมทีคุณพ่อเป็น
พ่อค้าจำหน่ายเพชรพลอยและเปิดโรงงานเจยี รพลอย ซึ่งถือว่าฐานะดีมากๆ ผมจำได้ว่าที่บ้านมีคนงานมากมาย มีพ่ี
เลยี้ งหลายคนซึ่งจะคอยดูแลผมและพีช่ ายอีก 2 คน แตก่ ารพนันไม่เคยใหค้ ุณกับใคร คุณพอ่ หลงไปกบั การพนันในทุก
รูปแบบจึงทำให้ฐานะของครอบครัวที่เคยร่ำรวยกลับยากจนลงเรื่อยๆ จนในที่สุดครอบครัวของผมก็ไม่มีบ้านจะอยู่
อีกต่อไป ภาพที่ติดตาจนทุกวันน้ีคือภาพที่ผมต้องย้ายบ้านไปมาอยู่บ่อยๆ เป็นประจำทุกๆ 2-3 เดือน เพราะไม่มีค่า
เช่าบ้านจะจ่ายให้กับเจ้าของบ้าน ที่เราเช่าอยู่ อาหารที่เรากินก็เป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารหลัก ผมมักจะเป็น
ตัวแทนของครอบครวั เพ่ือไปตามร้านขายของชำต่างๆ เพอ่ื ไปขอเซ็นปลากระป๋อง แตห่ ลายคร้ังก็ถูกปฏิเสธและคำพูด
ทีไ่ ดย้ ินบอ่ ยๆ ก็คอื “ท่ีนขี่ องมไี วข้ าย ไมไ่ ดม้ ีไว้ให้เซ็น”
ในดา้ นการเรยี นก็เช่นกนั สมัยที่ผมเรียนอยู่ช้นั ประถม ผมไม่เคยรเู้ ลยวา่ การเรียนของตนเองเปน็ อย่างไร เพราะ
ผมไมเ่ คยไดส้ มุดพกเหมือนกับเพ่ือนๆ ในห้องและบ่อยคร้ังที่อาจารย์ฝา่ ยการเงินมักจะใชม้ ุขเด็ดเพื่อที่จะให้ผมตาม
พ่อแม่มาพูดคุยเรื่องค่าเทอมทีต่ ิดไว้หลายงวดอยู่เสมอ แต่ก็ต้องขอขอบคุณโรงเรียนน้ีมากๆ เพราะในที่สุดวันท่ผี ม
จะขึ้นชั้นมัธยม ผมเองยังติดเงินค่าเล่าเรียนอยู่หมื่นกว่าบาท วันที่จะไปขอจบครอบครัวผมมีเพียง 2,000 บาท
เท่านั้น แตท่ างโรงเรียนก็ยังให้จบได้ และต้องขอขอบคณุ พ่อคุณแม่ที่แม้จะยากจนปานใดก็ยังใหผ้ มไม่ถึงกับอดตาย
ที่สำคัญยามที่เราอด เราก็อดด้วยกันไม่มีใครจะหนีไปสุขสบายเพียงคนเดียว และขอขอบคุณพี่ชายคนโตที่ยอม
ลาออกจากโรงเรยี น เพราะคดิ วา่ หากตนเองยงั เรยี นหนงั สอื อยู่ นอ้ งๆ อีก 2 คนคงไม่สามารถเรยี นตอ่ ไดแ้ น่ๆ
ชีวิตชว่ งมัธยมจนถึง ปวช. ผมก็เริ่มชว่ ยเหลือทางบา้ นโดยการข่ีมอเตอร์ไซค์รับจา้ งเพื่อสง่ ตัวเองเรียน และยัง
สามารถช่วยเหลอื ในเร่ืองคา่ ใชจ้ า่ ยของครอบครวั ได้อกี ด้วย ชวี ิตวัยรุน่ ของผมไม่เคยไดเ้ ท่ียวกับกลุ่มเพ่ือนฝูง ไม่เคย
ได้ใส่เสื้อผ้าดีๆ กินของดีๆ ไปดูหนัง เพราะทุกช่วงเวลาของผมเป็นเงินเป็นทอง ช่วงเช้าก่อนไปโรงเรียนและหลังเลิก
เรียนรวมถึง วันหยุดก็ใช้เวลาไปกับการหาเงินเพื่อไปผ่อนรถที่ซื้อมาใช้ทำมาหากิน ที่เหลือเก็บเป็นค่าเล่าเรียน ค่า
กินอยู่ของตนเองและครอบครัว โชคยังดีอยู่บ้างที่พี่สาวของแม่ก็ให้ความอนุเคราะห์โดยการให้ที่อยู่ทำให้เราไม่
ลำบากมากนัก หลังจากเรียนจบผมเริม่ ชีวิตการทำงานดว้ ยการเป็นพนักงานสง่ เอกสารใหก้ ับบริษทั บริษัทหนึ่งยา่ น
รามคำแหง การได้ทำงานเป็นพนักงานส่งเอกสารทำให้ผมรู้ซึ้งถึงหัวอกของคนทำงานในสายอาชีพนี้ดี ทั้งเหนื่อย
อากาศที่ร้อนจัด อยู่ท่ามกลางแสงแดดตลอดเวลา อีกทั้งยังต้องเร่งทำเวลาให้ทันในแต่ละงาน ช่วงนี้ผมเริ่มๆ ที่จะ
ปฏิบัติธรรม เริ่มที่จะศึกษาหาความรู้ในเรื่องธรรมะ หกเดือนผ่านไปผมโชคดีที่มีคนแนะนำให้ไปสมัครตำแหน่ง
ธรุ การของบรษิ ทั รับจา้ งขายบ้านแห่งหนงึ่ แตว่ นั ท่ีไปสมั ภาษณเ์ จ้าของบรษิ ัทรู้สึกวา่ ผมพูดเก่งมากๆ เลยให้ผมไปทำ
ตำแหน่งพนักงานขายบา้ นแทน และผมกไ็ มท่ ำใหเ้ จ้าของบริษัทผดิ หวังเพราะผมได้เป็นนักขายอันดับหน่ึงของบริษัท
ด้วยวัยเพียง 20 ปี การเงินที่เคยฝืดเคืองก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ผมทำงานนี้อยู่ถึง 5 ปี หากไม่เจอกับพิษเศรษฐกิจซะ
กอ่ นผมอาจจะเป็นเจ้าของธรุ กจิ อะไรซกั อย่างไปแล้วกอ็ าจเป็นได้
ผมมีความใฝ่ฝันทีจ่ ะมีครอบครัวท่ีอบอุ่น ผมจึงเริ่มเก็บออมเงินคือมีเงินเท่าไหร่ให้แฟนเก็บให้หมด เพราะคิด
ว่าเงินก้อนนี้จะเป็นต้นทุนสำหรับการสร้างชีวิตครอบครวั ต่อไป แต่แล้ววนั ที่ผมตกงานเพราะพิษเศรษฐกจิ ไม่มงี าน
ทำ จากเดิมที่เป็นนักขายบ้านมือทองของบริษัท กลับกลายเป็นต้องทำงานทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็น DJ เปิดแผ่นที่
ร้านคาราโอเกะ พนักงานต้อนรับ กัปตันร้านอาหาร จนไปถึงรปภ. ก็เคยเป็นมาแล้ว แฟนที่คิดว่าจะแต่งงานด้วย
ไว้ใจใหเ้ ก็บเงนิ ทกุ บาท ทกุ สตางค์กลับมาขอบอกเลิกและนำเงนิ เก็บท้ังหมดทีผ่ มฝากไว้ไปจนหมดสิน้
ชวี ิตในชว่ งนนั้ ถอื เปน็ ช่วงท่ตี กตำ่ ท่สี ุดในชวี ิตเลยกว็ า่ ได้ ต้องพยายามหาเงนิ มาเลีย้ งครอบครวั และตนเอง ตอน
เช้าก็ไปขับจักรยานยนต์รบั จ้าง ตอนบา่ ยก็ไปรับทำแบบสอบถามตามบ้านและบริษัทต่างๆ ตอนเยน็ ก็ไปเปน็ รปภ.
ผมใชเ้ วลาวา่ งให้เป็นประโยชน์คอื พยายามอา่ นหนังสือเพื่อเรยี นตอ่ ในระดบั ปรญิ ญาตรี ชีวิตชว่ งนั้นมเี วลาพกั ผ่อน
น้อยมาก แต่ในขณะเดยี วกนั กห็ ันมาปฏบิ ตั ธิ รรมอยา่ งเข้มข้นเพราะความทกุ ข์ตา่ งๆ ท่ีรุมเร้าเขา้ มา ชีวิตช่วงนั้นคิด
ปลงตกแลว้ ว่าคงไมม่ ีอะไรทีจ่ ีรงั ยัง่ ยนื เป็นแน่แท้ การปฏบิ ัติธรรมจงึ เป็นอกี หนงึ่ วัคซีนทเ่ี ข้ามาช่วยผมได้มากทีเดยี ว
ในช่วงท่พี ายลุ ูกโตกำลงั พดั ผ่านเข้ามาในชีวิต ผมเป็น รปภ.อยู่ประมาณ 3 เดือนโชคกเ็ ข้าข้างผมอีกครง้ั เพื่อนของ
เจ้านายเกา่ โทรมาชวนผมไปทำงานดว้ ยในตำแหนง่ พนักงานขายอปุ กรณ์ที่ใช้กับเครื่องจักรในโรงงานตา่ งๆ ซ่งึ ผม
เชอื่ ว่าผมไดด้ ีเพราะธรรมะจริงๆ
ปัจจุบันผมจะได้เป็นที่ปรึกษาให้กบั นกั ลงทุน องค์กรเอกชน และบคุ คลสำคญั ในด้านความรกั ปจั จบุ ันผมก็
ไดแ้ ตง่ งานกบั คนทซ่ี ือ่ สตั ยแ์ ละดูแลเอาใจใส่ผมได้เป็นอยา่ งดี อยู่กบั ครอบครวั ท่เี ข้าใจ ไดป้ ฏิบตั ธิ รรมสม่ำเสมอ และ
ภรรยาของผมก็เป็นอีกหน่ึงแรงใจทีช่ ว่ ยสนับสนุนให้ผมได้ช่วยเหลือเพ่ือนมนุษยต์ ามกำลังสตปิ ญั ญาจะอำนวยและ
ไดม้ โี อกาสสรา้ งกุศลตามแนวทางของครูอาจารย์ แตท่ ผ่ี มภมู ิใจที่สุดในตอนนคี้ ือ ไดม้ ีโอกาสซ้อื บา้ นใหค้ ุณพ่อคุณแม่
อย่ดู ว้ ยน้ำพกั น้ำแรงของตนเอง สำหรับท่านทอี่ า่ นมาถึงตอนนี้แล้วก็ขอให้ลองหันมาปฏบิ ัติธรรมดูนะครบั เพราะถ้า
เรามาปฏิบัติพฒั นากาย ใจ ตามแนวพระพทุ ธศาสนารบั รองไดว้ า่ จะไดเ้ หน็ ผลในชาตนิ เี้ ลยทเี ดียว จนมหี ลายคนเช่ือ
ว่าศาสนาพทุ ธกเ็ หมอื นกับวทิ ยาศาสตร์ตรงท่ีว่าจะตอ้ งทดลองทำดจู ึงจะได้เหน็ ผลชดั เจนด้วยตนเอง
ทีม่ า : “ชวี ิตนีไ้ ด้ดีเพราะธรรม”. [2553]. [ออนไลน์]. เขา้ ถงึ ได้จาก www.banjitsumpat.com/index.php?lay=
show&ac= article... สืบค้น 15 สงิ หาคม 2555.
คำถาม
1. บคุ คลในขา่ วปฏิบตั ติ นสอดคล้องกับปธาน 4 อย่างไรบ้าง จงยกตัวอยา่ งประกอบ
ท้อถอย บคุ คลในข่าวปฏิบัติตนสอดคลอ้ งกับปธาน 4 คือ
1) สงั วรปธาน ใชห้ ลักธรรมเตอื นใจไมใ่ หย้ ่อทอ้ ต่อการว่างงาน
2) ปหานปธาน ถึงแมว้ ่าครอบครัวจะเจอวกิ ฤติเศรษฐกจิ อยู่ในสภาพยากลำบากก็ทำงานโดยไม่
3) ภาวนาปธาน ตงั้ ใจทำงานทุกชนดิ ด้วยความเพยี ร
4) อนรุ ักขนาปธาน พฒั นาผลการทำงานอยา่ งตอ่ เนอื่ งจนประสบความสำเรจ็
2. บุคคลในขา่ วปฏบิ ัตติ นตามหลกั โกศล 3 อยา่ งไรบ้าง จงยกตัวอยา่ งประกอบ
บุคคลในข่าวปฏบิ ตั ิตนตามหลกั โกศล 3 (อุปายโกศล ในหัวขอ้ อิทธบิ าท 4) คือ
1) ฉันทะ มคี วามพอใจในงานทุกชนิดทไ่ี ด้ทำ
2) วิรยิ ะ มคี วามเพยี รพยายามทำงานทุกอย่างทไี่ ดร้ ับมอบหมาย
3) จิตตะ เอาใจใส่ในการทำงานทีร่ บั ผดิ ชอบ
4) วมิ งั สา ใช้ปัญญาในการทำงาน ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหนง่ นักขายบา้ น หรือนักขายอุปกรณเ์ ครื่องจักร
3. ผลของการปฏบิ ตั ิตนของบคุ คลในขา่ วสง่ ผลดีตอ่ ตนเองและสว่ นรวมอยา่ งไร จงอธบิ าย
บุคคลในข่าวสามารถฟันฝา่ อุปสรรคทผี่ ่านเขา้ มาในชวี ติ อย่างมากมาย จนสามารถสรา้ งครอบครัวทม่ี ี
หลักฐานมน่ั คง และยังช่วยเหลอื แนะนำบุคคลอนื่ ตามความสามารถ และชวนไปในทางท่ีดงี าม คือ การปฏบิ ัติธรรม
แผนการจัดการเรยี นร้ทู ่ี 6
กลุ่มสาระการเรยี นรู้สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม รหสั วิชา ส21101
รายวิชาสังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม ระดบั ชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 1 ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564
ชื่อหน่วยการเรยี นรู้ท่ี 1 พระธรรม เวลา 1 ชวั่ โมง
เรอื่ ง การพฒั นาจติ เพื่อการเรียนรูแ้ ละการดำเนนิ ชวี ติ ด้วยวธิ ีคดิ แบบโยนโิ สมนสิการและการดำรงชีวิตแบบพอเพยี งและ
ดูแลรักษาสง่ิ แวดลอ้ มเพ่อื การอยู่รว่ มกัน
............................................................................................................................. .................................................................
มาตรฐาน ส 1.1 รู้ และเขา้ ใจประวตั ิ ความสำคญั ศาสดา หลกั ธรรมของพระพุทธศาสนาหรอื ศาสนาที่ตนนบั ถือและ
ศาสนาอนื่ มีศรทั ธาทถี่ ูกต้อง ยดึ มั่น และปฏิบัตติ ามหลกั ธรรม เพ่ืออยู่ร่วมกันอยา่ งสันตสิ ุข
ตัวชี้วัด ส 1.1 ม. 1/6 เห็นคณุ คา่ ของการพฒั นาจติ เพื่อการเรยี นร้แู ละการดำเนนิ ชีวติ ด้วยวธิ คี ิดแบบโยนโิ ส
มนสิการ คือ วิธคี ดิ แบบคุณค่าแท้-คณุ คา่ เทยี ม และวธิ คี ดิ แบบคุณ-โทษและทางออกหรือ
การพัฒนาจติ ตามแนวทางของศาสนาทตี่ นนับถือ
ม. 1/8 วเิ คราะหแ์ ละปฏิบตั ติ นตาม หลักธรรมทางศาสนาท่ีตนนบั ถือในการดำรงชีวติ แบบพอเพียงและ
ดูแลรักษาสง่ิ แวดลอ้ มเพอื่ การอยู่รว่ มกันได้อย่างสันตสิ ขุ
มาตรฐาน ส 1.2 เขา้ ใจ ตระหนักและปฏิบตั ิตนเป็นศาสนิกชนที่ดีและธำรงรักษาพระพุทธศาสนาหรอื ศาสนาท่ตี นนับถอื
ตวั ช้ีวดั ส 1.2 ม. 1/3 ปฏบิ ตั ิตนอย่างเหมาะสมตอ่ บุคคลตา่ งๆ ตามหลกั ศาสนา ท่ตี นนับถอื ตามทีก่ ำหนด
สาระสำคญั
โยนิโสมนสิการ เป็นวิธีคดิ ตามหลักพระพุทธศาสนาทส่ี อนใหค้ ิดพิจารณาอยา่ งถ่องแท้ แยบคาย และรอบคอบ
ก่อนการตัดสินใจ
เศรษฐกิจพอเพยี ง คือ ความพอประมาณ ความมเี หตผุ ล การมีภูมคิ ุม้ กนั ในตัวที่ดี มีสตปิ ัญญา รอบรู้ รอบคอบ มี
คณุ ธรรม ซอื่ สัตย์ สจุ ริต ขยนั อดทน เป็นหลกั ในการดำเนินชีวติ แบบพอเพยี ง
จุดประสงค์การเรียนรู้
ความรู้(K)
อธิบายหลักธรรมทางศาสนาท่ีตนนับถือได้
สามารถปฏิบัตติ นตามหลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนาได้
ทักษะกระบวนการ(P)
สามารถปฏบิ ัติตนอย่างเหมาะสมตอ่ บุคคลตา่ งๆตามหลกั พระพุทธศาสนาได้
คณุ ลกั ษณะ(A)
เหน็ คณุ คา่ การดำเนนิ ชีวิตดว้ ยวิธคี ดิ แบบโยนโิ สมนสิการได้
คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ ซอื่ สัตย์ มีวินัย ใฝเ่ รยี นรู้
รกั ชาติ มงุ่ มนั่ ในการทำงาน รกั ความเปน็ ไทย จติ สาธารณะ
อย่อู ยา่ งพอเพยี ง
สมรรถนะ
การสอ่ื สาร การคิด การแกป้ ญั หา
การรเู้ ทา่ ทันสือ่ สารสารสนเทศและดจิ ิทลั
การใชท้ กั ษะชวี ติ การใชเ้ ทคโนโลยี
ทกั ษะชีวิตและความเจรญิ แหง่ ตน
เนือ้ หาสาระ
“โยนิโสมนสกิ าร” เปน็ วธิ กี ารคดิ ท่ีมปี ระโยชน์สามารถนำไปใช้ในการคดิ วางแผนในการทำวจิ ัย ทำงาน แก้ไข
ปญั หา ช่วยในการตดั สนิ ใจ วเิ คราะห์ ติดตามผลการทำงาน จึงไดส้ รุปเรียบเรียงนำเสนอในท่ีน้ี คำวา่ “โยนโิ สมนสิการ”
ประกอบดว้ ยคำสองคำ คำแรกคอื โยนิโส มาจาก โยนิ แปลวา่ เหตุ ตน้ เคา้ แหลง่ เกิดปญั ญา อบุ าย วิถีทาง และ คำที่
สองคือ มนสกิ าร แปลว่าการนำในใจ การคดิ คำนงึ นึกถึง ใส่ใจ พิจารณาเม่ือรวมกนั มีความหมายว่า การนึกในใจโดย
แยบคายหรอื การคดิ แบบแยบคาย ซ่ึงหมายถงึ แนวการคดิ 4 ประการคือ การคดิ โดยใชว้ ิธีการต่างๆ (อบุ ายมนสกิ าร) ที่
ถูกต้องเพ่ือให้ได้ความจรงิ ความหมายที่สองคือ การคิดอย่างมรี ะเบยี บเปน็ ขั้นตอน ตามลำดับเหตุและผล ไม่ทำให้ยุง่
สบั สน (ปถมนสกิ าร) ความหมายท่สี ามหมายถึง การคดิ โดยการค้นหาสาเหตแุ ละผล หาความสมั พนั ธข์ องเหตุและผลท่ี
เป็นผลตอ่ เนอื่ งแบบลกู โซ่ (การณมนสกิ าร) ความหมายท่สี ่ีเป็นการคดิ แบบกำหนดเป้าหมาย กำหนดผลลว่ งหนา้ เพื่อเปน็
กำลงั ใจใหต้ นเองทำงานสำเร็จตามเป้าหมายท่ีตั้งไว้ (อุปปาทกมนสิการ)
โยนโิ สมนสิการหรอื การคิดแบบแยบคายนี้มีวธิ ีคิดแยกย่อยออกเปน็ 10 วธิ ี แต่จะเน้น 2 วิธี คอื
1. วธิ คี ิดแบบเห็นคณุ โทษและทางออก (หรือ ขอ้ ดี ขอ้ เสียและทางเลือก) วธิ ีน้ใี ชร้ ่วมกับวธิ อี ืน่ ดว้ ย เปน็ การ
แยกแยะสง่ิ ท่มี ีอยู่ตามปกติมองใหเ้ ห็นข้อดีข้อเสีย สง่ิ ที่ดี ส่ิงท่ีไม่ดี ส่ิงท่ีเป็นคุณ สง่ิ ทเ่ี ปน็ โทษ และเลือกทำ เลือกปฏบิ ัติ
แต่สิ่งดี ส่งิ ท่ีเปน็ คุณ และหลีกเลีย่ งสิง่ ไมด่ ี สิ่งที่เปน็ โทษ จากส่งิ ทม่ี ีอยู่ เห็นอยู่
2. วิธคี ิดแบบคณุ คา่ แทแ้ ละคุณค่าเทยี ม เป็นวธิ คี ิดจำแนกแยกออกระหว่างส่ิงท่ีเป็นประโยชนอ์ ยา่ งแท้จรงิ และ
จำเป็นต้องมี ต้องใชห้ รือต้องทำงานตามบทบาทหนา้ ท่ี
ซึ่งถอื วา่ มีคณุ ค่าแท้ ซ่งึ แตกต่างจากคุณค่าเทยี ม เชน่ แสวงหาสง่ิ ทไ่ี ม่มีประโยชน์โดยตรงหรือมแี ล้วก็ไม่ไดแ้ ก้ปญั หาให้
อย่างยง่ั ยนื หรอื การไม่ทำงานตามหนา้ ทีแ่ ต่ไปทำงานนอกหน้าทีท่ ไ่ี ม่จำเป็นเพอ่ื ให้คนยอมรับ
เศรษฐกจิ พอเพียง
คือทางสายกลาง ประกอบด้วย 3 หว่ ง 2 เงอื่ นไข ดงั นี้
หว่ งที่ 1 คือ พอประมาณ หมายถึง พอประมาณในทุกอย่าง ความพอดไี มม่ ากหรือวา่ น้อยจนเกินไปโดย
ต้องไมเ่ บียดเบยี นตนเอง หรือผูอ้ น่ื ให้เดอื ดร้อน
หว่ งท่ี 2 คือ มีเหตผุ ล หมายถึง การตัดสนิ ใจเกยี่ วกบั ระดับของความพอเพียงนน้ั จะต้องเป็นไปอย่างมี
เหตุผลโดยพิจารณาจากเหตปุ ัจจยั ทเี่ กีย่ วข้อง ตลอดจนคำนึงถงึ ผลท่คี าดวา่ จะเกิดขึน้ จากการกระทำนั้นๆ อยา่ งรอบคอบ
หว่ งท่ี 3 คอื มภี ูมิคุ้มกนั ที่ดใี นตัวเอง หมายถึง การเตรยี มตวั ให้พร้อมรบั ผลกระทบและการเปล่ียนแปลง
ด้านการตา่ งๆ ทจี่ ะเกิดข้ึนโดยคำนงึ ถงึ ความเปน็ ไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดวา่ จะเกิดข้ึนในอนาคตท้งั ใกล้และไกล
2 เงื่อนไข ตามแนวเศรษฐกจิ พอเพยี ง ได้แก่
เงอื่ นไขที่ 1 เงื่อนไขความรู้ คือ มีความรอบรเู้ ก่ียวกับ วชิ าการตา่ งๆทีเ่ กี่ยวขอ้ งอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะ
นำความรูเ้ หล่านั้นมาพิจารณาใหเ้ ช่อื มโยงกัน เพอ่ื ประกอบการ วางแผน และความระมัดระวังในขัน้ ตอนปฏิบตั ิ คุณธรรม
ประกอบดว้ ย มีความตระหนักในคุณธรรม มคี วามซื่อสตั ย์สุจรติ และมีความอดทน มีความเพยี ร ใช้สตปิ ัญญาในการ
ดำเนินชีวติ
เงื่อนไขท่ี 2 เง่ือนไขคุณธรรม คอื มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตยส์ ุจริตและมคี วามอดทน มีความ
เพยี ร ใชส้ ติปญั ญาในการดำเนนิ ชีวติ
หลักมัชฌิมาปฏปิ ทา(การปฏบิ ตั ิตนในทางสายกลาง)
มชั ฌมิ าปฏปิ ทาในทางพุทธศาสนาหมายถงึ ทางสายกลาง คือการไมย่ ึดถอื สุดทางท้งั 2 ได้แก่ อัตตกลิ มถานุ
โยค คือ การประกอบตนเองใหล้ ำบากเกนิ ไป และ กามสุขัลลกิ านโุ ยค คอื การพัวพันในกามในความสบาย เปน็ หลกั คำ
สอนท่ีปรากฏในพระธรรมเทศนากณั ฑ์แรกของพระพุทธเจ้าทที่ รงแสดงแกป่ ัญจวัคคยี ์ คือ ธมั มจักกัปปวัตตนสูตร
นอกจากคุณคา่ ข้นั สงู สุดของหลกั มัชฌมิ าปฏิปทาที่เป็นไปเพ่ือการพ้นทุกข์แลว้ คุณคา่ ในเบื้องตน้ ยังเปน็ ไปเพื่อการ
ร้จู ักการดำเนนิ ชีวติ ใหเ้ กิดความพอดีเป็นแนวทางของการแกท้ กุ ข์ท่ีเรียกวา่ “อรยิ มรรคมีองค์ 8” โดยมุ่งเนน้ ให้มี
ความสุขกายและสุขใจไปดว้ ย ดงั น้ี
1 .สมั มาทฏิ ฐิ คือ ปญั ญาเห็นชอบ หมายถงึ การปฏบิ ัตอิ ยา่ งเหมาะสมตามความเป็นจริงด้วยปัญญา
2 .สัมมาสังกัปปะ คือ ดำริชอบหมายถงึ การใชส้ มองความคดิ พจิ ารณาแต่ในทางกศุ ลหรือความดีงาม
3 .สมั มาวาจา คอื เจรจาชอบ หมายถึง การพูดต้องสภุ าพ แตใ่ นสิ่งทส่ี รา้ งสรรค์ดีงาม
4 .สัมมากัมมันตะ คือ การประพฤตดิ ีงาม ทางกายหรือกจิ กรรมทางกายทั้งปวง
5 .สมั มาอาชวี ะ คือ การทำมาหากินอยา่ งสุจรติ ชน ไมค่ ดโกง เอาเปรยี บคนอื่น ๆ มากเกินไป
6 .สัมมาวายามะ คือ ความอุตสาหะพยายาม ประกอบความเพยี รในการกุศลกรรม
7 .สัมมาสติ คือ การไม่ปล่อยใหเ้ กิดความพล้ังเผลอ จติ เล่ือนลอย ดำรงอยู่ด้วยความรู้ตวั อยูเ่ ป็นปกติ
8 .สมั มาสมาธิ คือ การฝึกจิตให้ต้งั ม่นั สงบ สงัด จากกิเลส นิวรณ์อยู่เป็นปกติ
อัปปมาทะ (ความไมป่ ระมาท) คือ ความเป็นอยู่อย่างไมข่ าดสติ หรอื ความเพียรท่ีมีสตเิ ป็นเคร่ืองเรง่ เร้าและ
ควบคมุ ได้แก่ การดำเนินชีวติ โดยมสี ติเปน็ เครื่องกำกับความประพฤตปิ ฏบิ ัตแิ ละการกระทำทกุ อย่าง ระมดั ระวังตวั
ไม่ยอมถลำไปในทางเส่อื ม แต่ไมย่ อมพลาดโอกาสสำหรับความดงี ามและความอนั จะตอ้ งรับผิดชอบ ไม่ยอมปล่อยปละ
ละเลย การทำการดว้ ยความจรงิ จัง รอบคอบและรุดหนา้ เร่ือยไป
การอนุรกั ษธ์ รรมชาติและส่ิงแวดลอ้ ม
การอนรุ ักษท์ รัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดล้อม หมายถงึ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อม
อยา่ งฉลาด โดยใชใ้ ห้น้อย เพ่ือให้เกิดประโยชนส์ งู สุด โดยคำนึงถงึ ระยะเวลาในการใช้ให้ยาวนาน และก่อให้เกิดผล
เสยี หายตอ่ ส่ิงแวดลอ้ มน้อยท่ีสุด รวมทัง้ ต้องมีการกระจายการใช้ทรัพยากรธรรมชาตอิ ย่างท่วั ถึง อยา่ งไรกต็ าม ในสภาพ
ปัจจบุ ันทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดล้อมมคี วามเส่ือมโทรมมากข้นึ ดงั นัน้ การอนรุ ักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อมจึงมีความหมายรวมไปถึงการพัฒนาคุณภาพส่ิงแวดล้อมดว้ ย
การอนุรักษท์ รัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ้ มสามารถกระทำได้หลายวธิ ี ทงั้ ทางตรงและทางอ้อม ดงั นี้
1. การอนรุ ักษ์ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดล้อมโดยทางตรง ซ่ึงปฏิบัตไิ ด้ในระดบั บุคคล องคก์ ร และ
ระดับประเทศ ทีส่ ำคัญ คือ
1.1 การใช้อย่างประหยัด คือ การใช้เท่าท่มี ีความจำเป็น เพือ่ ให้มที รพั ยากรไว้ใชไ้ ดน้ านและเกิดประโยชน์
อย่างคุ้มคา่ มากทส่ี ดุ
1.2 การนำกลบั มาใช้ซำ้ อกี สง่ิ ของบางอย่างเมื่อมีการใชแ้ ล้วคร้งั หน่ึงสามารถทีจ่ ะนำมาใชซ้ ้ำไดอ้ ีก เชน่
ถุงพลาสติก กระดาษ เป็นตน้ หรือสามารถท่จี ะนำมาใชไ้ ดใ้ หม่โดยผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น การนำกระดาษทใ่ี ช้แล้วไป
ผา่ นกระบวนการต่างๆ เพ่ือทำเปน็ กระดาษแข็ง เป็นตน้ ซึง่ เปน็ การลดปริมาณการใช้ทรัพยากรและการทำลาย
สง่ิ แวดลอ้ มได้
1.3 การบูรณซอ่ มแซม สง่ิ ของบางอย่างเมอื่ ใช้เป็นเวลานานอาจเกดิ การชำรดุ ได้ เพราะฉะนัน้ ถา้ มีการบรู ณะ
ซอ่ มแซม ทำให้สามารถยืดอายุการใช้งานต่อไปได้อีก
1.4 การบำบดั และการฟืน้ ฟู เปน็ วธิ กี ารทีจ่ ะชว่ ยลดความเสอ่ื มโทรมของทรพั ยากรดว้ ยการบำบดั ก่อน เช่น
การบำบัดน้ำเสียจากบา้ นเรือนหรอื โรงงานอตุ สาหกรรม เป็นต้น ก่อนทจี่ ะปล่อยลงส่แู หล่งน้ำสาธารณะ สว่ นการฟืน้ ฟเู ป็น
การรอ้ื ฟน้ื ธรรมชาติใหก้ ลบั สู่สภาพเดมิ เชน่ การปลกู ปา่ ชายเลน เพ่ือฟน้ื ฟูความ สมดลุ ของปา่ ชายเลนให้กลับมาอุดม
สมบรู ณ์ เป็นตน้
1.5 การใชส้ ิง่ อ่ืนทดแทน เป็นวธิ ีการทจ่ี ะช่วยให้มีการใชท้ รพั ยากรธรรมชาติน้อยลงและไม่ทำลายสง่ิ แวดลอ้ ม
เช่น การใชถ้ งุ ผา้ แทนถุงพลาสตกิ การใชใ้ บตองแทนโฟม การใช้พลังงานแสงแดดแทนแร่เชอ้ื เพลิง การใชป้ ุย๋ ชวี ภาพแทน
ปุ๋ยเคมี เปน็ ต้น
1.6 การเฝ้าระวังดแู ลและป้องกัน เปน็ วิธกี ารทจี่ ะไม่ให้ทรัพยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อมถูกทำลาย เชน่ การ
เฝา้ ระวังการทงิ้ ขยะ ส่ิงปฏกิ ูลลงแมน่ ้ำ คูคลอง การจัดทำแนวปอ้ งกันไฟปา่ เป็นตน้
2. การอนรุ ักษท์ รัพยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดล้อมโดยทางอ้อม สามารถทำได้หลายวธิ ี ดังน้ี
2.1 การพฒั นาคุณภาพประชาชน โดนสนบั สนุนการศึกษาดา้ นการอนรุ ักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อมที่
ถกู ต้องตามหลักวชิ า ซงึ่ สามารถทำได้ทุกระดบั อายุ ทง้ั ในระบบโรงเรียนและสถาบันการศกึ ษาตา่ งๆ และนอกระบบ
โรงเรียนผา่ นสอ่ื สารมวลชนตา่ งๆ เพ่ือใหป้ ระชาชนเกิดความตระหนกั ถึงความสำคัญและความจำเป็นในการอนุรักษ์ เกิด
ความรกั ความหวงแหน และให้ความรว่ มมอื อยา่ งจริงจัง
2.2 การใชม้ าตรการทางสังคมและกฎหมาย การจดั ตั้งกลุ่ม ชมุ ชน ชมรม สมาคม เพื่อการอนุรักษ์
ทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมต่างๆ ตลอดจนการให้ความร่วมมอื ท้ังทางด้านพลังกาย พลังใจ พลังความคิด ด้วย
จติ สำนกึ ในความมคี ุณคา่ ของส่งิ แวดลอ้ มและทรพั ยากรที่มีตอ่ ตวั เรา เชน่ กลุม่ ชมรมอนุรกั ษท์ รัพยากรธรรมชาตแิ ละ
สิง่ แวดล้อมของนักเรียน นักศึกษา ในโรงเรียนและสถาบันการศึกษาต่างๆ มูลนธิ ิคุ้มครองสัตวป์ า่ และพรรณพชื แห่ง
ประเทศไทย มูลนธิ ิสบื นาคะเสถยี ร มูลนธิ ิโลกสเี ขยี ว เปน็ ต้น
2.3 สง่ เสรมิ ให้ประชาชนในท้องถนิ่ ไดม้ ีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ช่วยกันดแู ลรักษาให้คงสภาพเดิม ไม่ให้เกดิ ความ
เสื่อมโทรม เพ่ือประโยชน์ในการดำรงชวี ติ ในทอ้ งถิ่นของตน การประสานงานเพื่อสรา้ งความร้คู วามเข้าใจ และความ
ตระหนักระหวา่ งหนว่ ยงานของรัฐ องค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ กบั ประชาชน ใหม้ ีบทบาทหน้าทีใ่ นการปกป้อง คุ้มครอง
ฟนื้ ฟูการใชท้ รัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกดิ ประโยชนส์ ูงสุด
2.4 ส่งเสริมการศึกษาวิจัย ค้นหาวธิ กี ารและพฒั นาเทคโนโลยี มาใชใ้ นการจดั การกบั ทรัพยากรธรรมชาติและ
สง่ิ แวดลอ้ มใหเ้ กดิ ประโยชน์สงู สุด เชน่ การใช้ความรทู้ างเทคโนโลยีสารสนเทศมาจัดการวางแผนพัฒนา การพัฒนา
อุปกรณ์เครอ่ื งมือเครื่องใช้ให้มีการประหยัดพลังงานมากข้ึน การคน้ คว้าวิจัยวธิ กี ารจัดการ การปรับปรุง พัฒนา
สงิ่ แวดลอ้ มให้มีประสทิ ธภิ าพและยัง่ ยนื เปน็ ต้น
2.5 การกำหนดนโยบายและวางแนวทางของรัฐบาล ในการอนุรกั ษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อมทง้ั ในระยะสนั และ
ระยะยาว เพื่อเป็นหลักการให้หนว่ ยงานและเจา้ หน้าท่ีของรัฐทเี่ กยี่ วขอ้ งยึดถือและนำไปปฏบิ ตั ิ รวมทง้ั การเผยแพร่
ขา่ วสารด้านการอนุรกั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล้อม ทงั้ ทางตรงและทางออ้ ม
Step1 ข้นั รวบรวมข้อมลู (Gathering)
1. นักเรียนดูภาพเก่ยี วกับสง่ิ แวดลอ้ มท่ีถูกทำลายโดยฝมี ือมนุษย์ เช่น การบุกรุกพนื้ ท่ีป่าไม้ ฆา่ ช้างตดั งา
การเผาทป่ี ่าไม้ เปน็ ต้น แล้วร่วมกนั แสดงความคดิ เห็น ดังนี้
- จากรูปภาพส่งผลกรกะทบต่อส่ิงแวดลอ้ มอย่างไร
( ตวั อยา่ งคำตอบ เกดิ ภัยธรรมชาตทิ ม่ี คี วามรนุ แรงมากขึ้น สตั วป์ ่าสญู พันธุ์)
- เพราะเหตุใดมนุษยถ์ งึ เข้าไปทำลายสง่ิ แวดล้อม
(ตวั อยา่ งการตอบ เพ่ือขยายพ้ืนที่ในการทำเกษตร)
- นักเรยี นคิดวา่ ปญั หาดังกล่าวสามารถแก้ไขได้อย่างไร
(ตวั อย่างการตอบ เพิ่มบทลงโทษเพื่อป้องกนั การบุกรุกทำลาย นำหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี งมาใชใ้ นการ
ดำเนินชีวิต)
2. นักเรยี นศึกษาเนื้อหาเรอ่ื งหลักธรรมในการดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพยี งและการดูแลรักษาส่ิงแวดลอ้ ม
และหลกั ธรรมเพ่ือการปฏบิ ตั ิตนอยา่ งเหมาะสม
Step2 ข้ันวเิ คราะห์และสรปุ ความรู้ (Processing)
3. นักเรียนร่วมกันวเิ คราะห์หลักธรรมในการดำเนนิ ชวี ติ แบบพอเพียง สรุปเป็นความคิดร่วมยอด (ตัวอยา่ ง)
หลกั ธรรมในการดำเนิน แนวทางการปฏิบตั ิ การปฏบิ ตั ิ ผลท่ีเกดิ ข้ึน
ชีวติ แบบพอเพียง ตนตามหลักธรรม
แสดงถงึ การมีเหตุผล
โยนิโสมนสิการ คิดพิจารณาอยา่ งถ่อง
แท้ก่อนตดั สนิ ใจ ผลทเี่ กดิ ข้นึ
คดิ ไม่รอบคอบทำให้
การไม่ปฏิบัติ สญู เสีย
4. นักเรยี นรว่ มกนั วเิ คราะหห์ ลักธรรมในการดูแลรักษาสิง่ แวดลอ้ ม โดยสรุปเปน็ ความคิดรวบยอด (ตัวอย่าง)
หลักธรรมในการดูแล แนวทางการปฏิบัติ การปฏิบัติ ผลทเี่ กดิ ขน้ึ
รักษาสิ่งแวดล้อม ตนตามหลกั ธรรม การไม่ปฏิบตั ิ ทรพั ยากรใช้ไดย้ าวนาน
อปั ปมาทะ ใชท้ รัพยากรธรรมชาติ ผลท่ีเกดิ ขนึ้
อย่างประหยัดและรู้ ทรพั ยากรเสื่อมโทรม
คุณค่า
5. นักเรยี นคดิ ประเมนิ เกย่ี วกบั การนำหลักธรรมไปปฏบิ ตั ิในการดำเนนิ ชวี ติ แบบพอเพยี งและการดูแลรกั ษา
สิง่ แวดลอ้ มช่วยใหก้ ารดำเนินชวี ติ อยา่ งมคี วามสุข
Step3 ขน้ั ปฏบิ ัตแิ ละสรปุ ความร้หู ลงั การปฏบิ ัติ (Applying and Constructing the Knowledge)
6. นักเรยี นสำรวจการปฏิบัติตนตามหลกั ธรรมในการดำเนนิ ชีวิตแบบพอเพยี งและการดแู ลรักษาสิง่ แวดล้อม
เพ่ือการอยู่รว่ มกนั อย่างสันติสุข โดยสรุปความคดิ รวบยอด (ตัวอย่างการตอบ)
แนวทางการปฏบิ ัตติ น ผลท่เี กดิ ขน้ึ
มคี วามเมตตา กรุณากับผู้อ่นื ต่อตัวเอง ความสขุ ทางใจ
ต่อสังคม เกิดความสงบสขุ
7. นักเรยี นร่วมกนั สรปุ หลกั การ ดังนี้
- หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาสามารถนำมาใช้ในการดำเนินชวี ติ ถา้ ทกุ คนนำหลกั ธรรมมาปฏิบัติก็จะ
ส่งผลใหต้ วั เองมีความสุข และสามารถอยู่รว่ มกนั ในสังคมได้อย่างมีความสุข
Step4 ขน้ั สือ่ สารและนำเสนอ (Applying the Communication Skill)
8. นักเรียนนำเสนอผลงานหนา้ ชั้นเรียน โดยการลมุ่ ออกมานำเสนอ 3-5 คน
Step5 ข้นั ประเมินเพ่ือเพิ่มคุณค่าบริการสังคมและจติ สาธารณะ (Self-Regulating)
9. นักเรยี นนำใบสรปุ ติดบอรด์ หนา้ ช้นั เรียน
สอ่ื และแหลง่ การเรียนรู้
1. สอ่ื ออนไลน์ https://sites.google.com/site/thanadon1007/kar-xnuraks-thrrmchati-laea-sing-waedlxm
2. ส่อื ออนไลน์ https://web.ku.ac.th/schoolnet/snet6/envi2/subwater/sub.htm
3. รปู ภาพการทำลายส่ิงแวดลอ้ ม
4. หนังสอื เรยี น
การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้ วธิ ีวดั เครื่องมือวัด เกณฑก์ ารวดั ผล
จดุ ประสงค์
การเรียนรู้
ตวั ช้วี ัด ความรู้(K)
ส 1.1 ม. 1/6 เหน็ - อธิบายหลักธรรมทาง
คณุ คา่ ของการพัฒนาจิต ศาสนาทต่ี นนับถือได้
เพอื่ การเรยี นรแู้ ละการ - สามารถปฏิบัติตนตาม
ดำเนินชวี ิตด้วยวธิ ีคดิ แบบ หลกั ธรรมทาง
พระพทุ ธศาสนาได้
จุดประสงค์ วธิ ีวัด เคร่อื งมือวัด เกณฑก์ ารวดั ผล
ทดสอบ
การเรยี นรู้
โยนิโสมนสกิ าร คอื วธิ ีคิด ทกั ษะกระบวนการ(P) แบบทดสอบ ผา่ นเกณฑ์
50 %
แบบคณุ คา่ แท-้ คณุ ค่า - สามารถปฏบิ ัตติ นอยา่ ง
เทียม และวธิ ีคิดแบบคณุ - เหมาะสมต่อบคุ คลต่างๆตาม
โทษและทางออกหรือ การ หลักพระพุทธศาสนาได้
พฒั นาจิตตามแนวทางของ คุณลกั ษณะ(A)
ศาสนาทตี่ นนับถือ - เหน็ คณุ ค่าการดำเนินชวี ติ
ม. 1/8 วิเคราะห์และ ด้วยวธิ คี ดิ แบบโยนิโส
ปฏิบตั ติ นตาม หลกั ธรรม มนสกิ ารได้
ทางศาสนาท่ีตนนบั ถือใน
การดำรงชวี ติ แบบพอเพยี ง
และดูแลรักษาสงิ่ แวดล้อม
เพ่อื การอยู่รว่ มกนั ได้อย่าง
สันติสขุ
ส 1.2 ม. 1/3 ปฏิบตั ิ
ตนอยา่ งเหมาะสมต่อ
บุคคลตา่ งๆ ตามหลกั
ศาสนา ทีต่ นนับถือตามท่ี
กำหนด
สมรรถนะ 1) นกั เรียนมีความสามารถใน สงั เกต แบบประเมิน ผ่านเกณฑ์
การส่อื สาร การสื่อสาร 50 %
การคดิ 2) นกั เรียนมีความสามารถใน
การคิด ระดบั คุณภาพ
คณุ ลักษณะอนั พงึ นกั เรยี นมีความมงุ่ มั่นในการ สังเกต แบบประเมิน 2
ประสงค์ ทำงาน
มุ่งมั่นในการทำงาน
บนั ทกึ ผลหลังการจดั การเรียนรู้
4. สรปุ ผลการเรียนรู้
ความรู้ (K-Knowledge)
............................................................................................................................. ....................................................
.................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ....................................................
ทักษะ/กระบวนการ (P-Process)
............................................................................................................................. ....................................................
......................................................................................................................................................... ........................
.......................................................................................................... .......................................................................
คุณลักษณะ (A-Attitude)
............................................................................................................................. ....................................................
............................................................................................................................. ....................................................
.................................................................................................................................................................................
คุณลักษณะอนั พึงประสงค์ (C-Characteristics)
............................................................................................................................. ....................................................
.................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ....................................................
5. ปัญหา อุปสรรค และข้อคน้ พบ
............................................................................................................................. ....................................................
........................................................................................................................................................... ......................
............................................................................................................ .....................................................................
6. ข้อเสนอแนะ แนวทางแก้ไข ผลการแก้ไข
............................................................................................................................. ....................................................
............................................................................................................................. ....................................................
.................................................................................................................................................................................
ลงชอ่ื ........................................................ผสู้ อน
(.................................................................)
................../...................../.......................
ภาพประกอบการเรยี นการสอน
ใบความรู้
เรื่อง หลกั ธรรมกับเศรษฐกจิ พอเพยี งและการรกั ษาสิ่งแวดล้อม
“โยนิโสมนสิการ” เป็นวธิ ีการคิดทม่ี ปี ระโยชน์สามารถนำไปใชใ้ นการคิดวางแผนในการทำวจิ ัย ทำงาน แก้ไข
ปญั หา ชว่ ยในการตดั สินใจ วิเคราะห์ ตดิ ตามผลการทำงาน จงึ ได้สรปุ เรยี บเรียงนำเสนอในท่ีนี้ คำวา่ “โยนิโสมนสกิ าร”
ประกอบด้วยคำสองคำ คำแรกคือ โยนโิ ส มาจาก โยนิ แปลว่า เหตุ ตน้ เค้าแหลง่ เกิดปญั ญา อุบาย วถิ ที าง และ คำท่ี
สองคือ มนสกิ าร แปลวา่ การนำในใจ การคดิ คำนึง นึกถงึ ใสใ่ จ พจิ ารณาเมื่อรวมกันมคี วามหมายวา่ การนกึ ในใจโดย
แยบคายหรอื การคดิ แบบแยบคาย ซงึ่ หมายถงึ แนวการคดิ 4 ประการคือ การคิดโดยใชว้ ิธกี ารตา่ งๆ (อุบายมนสิการ) ที่
ถกู ต้องเพื่อให้ไดค้ วามจริง ความหมายทส่ี องคือ การคิดอย่างมรี ะเบยี บเปน็ ข้นั ตอน ตามลำดบั เหตุและผล ไม่ทำใหย้ ุ่ง
สับสน (ปถมนสิการ) ความหมายทส่ี ามหมายถึง การคดิ โดยการค้นหาสาเหตแุ ละผล หาความสมั พนั ธ์ของเหตุและผลท่ี
เป็นผลต่อเนอ่ื งแบบลกู โซ่ (การณมนสกิ าร) ความหมายทีส่ ่ีเปน็ การคิดแบบกำหนดเป้าหมาย กำหนดผลล่วงหน้าเพื่อเป็น
กำลังใจใหต้ นเองทำงานสำเร็จตามเปา้ หมายท่ีตงั้ ไว้ (อุปปาทกมนสิการ)
โยนโิ สมนสกิ ารหรอื การคดิ แบบแยบคายน้ีมวี ิธคี ดิ แยกย่อยออกเป็น 10 วธิ ี แต่จะเนน้ 2 วธิ ี คือ
1. วิธคี ดิ แบบเห็นคุณโทษและทางออก (หรือ ข้อดี ข้อเสียและทางเลือก) วิธนี ี้ใช้ร่วมกับวธิ อี ่ืนดว้ ย เป็นการ
แยกแยะสง่ิ ทีม่ ีอย่ตู ามปกติมองใหเ้ หน็ ขอ้ ดีข้อเสยี สิ่งท่ดี ี ส่ิงทไี่ มด่ ี สิ่งท่ีเปน็ คณุ สง่ิ ทเ่ี ป็นโทษ และเลือกทำ เลือกปฏบิ ัติ
แต่สง่ิ ดี สง่ิ ที่เป็นคุณ และหลีกเลีย่ งสิ่งไมด่ ี สิ่งทเี่ ป็นโทษ จากสง่ิ ทมี่ ีอยู่ เห็นอยู่
2. วธิ ีคิดแบบคณุ ค่าแทแ้ ละคุณค่าเทยี ม เป็นวิธคี ิดจำแนกแยกออกระหวา่ งสิง่ ทเี่ ป็นประโยชนอ์ ย่างแทจ้ รงิ และ
จำเป็นต้องมี ต้องใชห้ รอื ต้องทำงานตามบทบาทหน้าท่ี
ซึ่งถือวา่ มีคุณค่าแท้ ซง่ึ แตกตา่ งจากคุณคา่ เทียม เชน่ แสวงหาสิ่งท่ไี ม่มีประโยชนโ์ ดยตรงหรอื มแี ล้วก็ไม่ได้แกป้ ัญหาให้
อยา่ งย่ังยนื หรือการไมท่ ำงานตามหนา้ ทีแ่ ต่ไปทำงานนอกหน้าท่ีทีไ่ ม่จำเป็นเพือ่ ให้คนยอมรบั
เศรษฐกิจพอเพียง
คือทางสายกลาง ประกอบด้วย 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ดังน้ี
ห่วงที่ 1 คือ พอประมาณ หมายถงึ พอประมาณในทกุ อยา่ ง ความพอดไี มม่ ากหรอื ว่านอ้ ยจนเกินไปโดย
ต้องไมเ่ บยี ดเบยี นตนเอง หรือผูอ้ นื่ ให้เดือดรอ้ น
ห่วงที่ 2 คือ มเี หตผุ ล หมายถึง การตัดสนิ ใจเกี่ยวกับระดบั ของความพอเพยี งนน้ั จะต้องเปน็ ไปอยา่ งมี
เหตุผลโดยพจิ ารณาจากเหตปุ ัจจัยท่เี กย่ี วข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลท่ีคาดว่าจะเกดิ ข้ึนจากการกระทำนนั้ ๆ อย่างรอบคอบ
ห่วงที่ 3 คือ มีภูมิคมุ้ กนั ทดี่ ีในตัวเอง หมายถึง การเตรยี มตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปล่ียนแปลง
ดา้ นการต่างๆ ทีจ่ ะเกดิ ขึ้นโดยคำนงึ ถึงความเปน็ ไปได้ของสถานการณต์ ่างๆ ที่คาดวา่ จะเกดิ ขึ้นในอนาคตท้ังใกลแ้ ละไกล
2 เงือ่ นไข ตามแนวเศรษฐกจิ พอเพยี ง ไดแ้ ก่
เงือ่ นไขท่ี 1 เงื่อนไขความรู้ คือ มีความรอบรเู้ กี่ยวกบั วิชาการตา่ งๆทีเ่ กี่ยวข้องอยา่ งรอบด้าน ความรอบคอบทีจ่ ะ
นำความรู้เหลา่ นัน้ มาพิจารณาให้เช่อื มโยงกัน เพือ่ ประกอบการ วางแผน และความระมดั ระวังในข้ันตอนปฏบิ ัติ คุณธรรม
ประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มคี วามซ่ือสตั ย์สจุ รติ และมคี วามอดทน มีความเพยี ร ใช้สติปญั ญาในการ
ดำเนินชีวิต
เงื่อนไขท่ี 2 เงื่อนไขคุณธรรม คอื มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซ่ือสัตยส์ จุ รติ และมีความอดทน มีความ
เพียร ใชส้ ติปัญญาในการดำเนินชีวิต
หลกั มัชฌิมาปฏปิ ทา(การปฏิบัติตนในทางสายกลาง)
มชั ฌิมาปฏปิ ทาในทางพุทธศาสนาหมายถึงทางสายกลาง คือการไมย่ ึดถือสุดทางทั้ง 2 ได้แก่ อตั ตกลิ มถานุ
โยค คือ การประกอบตนเองให้ลำบากเกินไป และ กามสุขัลลิกานุโยค คอื การพัวพันในกามในความสบาย เป็นหลกั คำ
สอนที่ปรากฏในพระธรรมเทศนากัณฑแ์ รกของพระพุทธเจ้าที่ทรงแสดงแกป่ ญั จวคั คีย์ คือ ธมั มจกั กัปปวัตตนสตู ร
นอกจากคุณค่าขัน้ สูงสดุ ของหลักมัชฌิมาปฏปิ ทาที่เปน็ ไปเพื่อการพน้ ทุกข์แล้วคุณค่าในเบ้ืองตน้ ยังเปน็ ไปเพ่ือการ
รู้จกั การดำเนินชีวิตให้เกิดความพอดีเป็นแนวทางของการแก้ทุกขท์ ่เี รียกวา่ “อริยมรรคมีองค์ 8” โดยมุ่งเน้นให้มี
ความสุขกายและสขุ ใจไปดว้ ย ดังนี้
1 .สัมมาทฏิ ฐิ คอื ปัญญาเหน็ ชอบ หมายถงึ การปฏบิ ตั อิ ยา่ งเหมาะสมตามความเป็นจรงิ ดว้ ยปัญญา
2 .สมั มาสังกปั ปะ คือ ดำริชอบหมายถงึ การใช้สมองความคิดพจิ ารณาแตใ่ นทางกุศลหรือความดงี าม
3 .สมั มาวาจา คอื เจรจาชอบ หมายถงึ การพูดต้องสุภาพ แตใ่ นสิ่งทสี่ ร้างสรรคด์ ีงาม
4 .สัมมากัมมนั ตะ คือ การประพฤตดิ งี าม ทางกายหรือกิจกรรมทางกายท้งั ปวง
5 .สัมมาอาชวี ะ คือ การทำมาหากินอยา่ งสุจรติ ชน ไมค่ ดโกง เอาเปรียบคนอ่นื ๆ มากเกินไป
6 .สมั มาวายามะ คือ ความอุตสาหะพยายาม ประกอบความเพียรในการกุศลกรรม
7 .สัมมาสติ คอื การไมป่ ล่อยใหเ้ กดิ ความพล้งั เผลอ จิตเลื่อนลอย ดำรงอยู่ดว้ ยความรู้ตวั อย่เู ป็นปกติ
8 .สมั มาสมาธิ คือ การฝึกจติ ใหต้ ั้งมนั่ สงบ สงัด จากกเิ ลส นวิ รณอ์ ยเู่ ป็นปกติ
อปั ปมาทะ (ความไมป่ ระมาท) คือ ความเป็นอยู่อยา่ งไม่ขาดสติ หรือ ความเพยี รท่มี สี ตเิ ปน็ เคร่อื งเรง่ เรา้ และ
ควบคมุ ได้แก่ การดำเนนิ ชีวิตโดยมสี ตเิ ปน็ เครอื่ งกำกับความประพฤติปฏบิ ัติและการกระทำทุกอยา่ ง ระมดั ระวังตวั
ไมย่ อมถลำไปในทางเส่ือม แต่ไมย่ อมพลาดโอกาสสำหรบั ความดงี ามและความอันจะต้องรับผดิ ชอบ ไม่ยอมปล่อยปละ
ละเลย การทำการดว้ ยความจริงจงั รอบคอบและรุดหน้าเรื่อยไป
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ ม
ส่งิ แวดลอ้ มมีท้ังสงิ่ ทมี่ ชี วี ติ และไม่มีชวี ิตเกดิ จากการกระทำของมนษุ ยห์ รอื มอี ยู่ตามธรรมชาติ เชน่ อากาศ ดนิ หนิ
แรธ่ าตุ นำ้ หว้ ย หนอง คลอง บึง ทะเลสาบ ทะเล มหาสมุทร พชื พรรณสัตว์ต่าง ๆ ภาชนะเคร่ืองใชต้ า่ ง ๆ ฯลฯ
สิง่ แวดลอ้ มดงั กล่าวจะมีการเปลยี่ นแปลงอยเู่ สมอ โดยเฉพาะมนุษย์เปน็ ตัวการสำคัญย่งิ ทีท่ ำใหส้ ิง่ แวดล้อมเปล่ียนแปลง
ทัง้ ในทางเสริมสร้างและทำลาย
ความหมายของทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ้ ม มคี วามสัมพันธ์กันอย่างใกลช้ ดิ ต่างกันท่สี ิ่งแวดลอ้ มนั้นรวม
ทุกส่งิ ทุกอย่างทป่ี รากฎอย่รู อบตวั เรา สว่ นทรัพยากรธรรมชาตเิ น้นสง่ิ ทีอ่ ำนวยประโยชน์แกม่ นษุ ย์มากกวา่ สงิ่ อน่ื
ประเภทของทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ ม
ก. ทรัพยากรธรรมชาติ แบ่งตามลักษณะทนี่ ำมาใช้ได้ 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. ทรพั ยากรธรรมชาติประเภทใช้แลว้ ไม่หมดส้นิ ไดแ้ ก่
1) ประเภททคี่ งอย่ตู ามสภาพเดิมไม่มีการเปลย่ี นแปลงใด ๆ เลย เชน่ พลังงาน จากดวงอาทิตย์ ลม อากาศ ฝุ่น
ใช้เทา่ ไรก็ไม่มกี ารเปลี่ยนแปลงไม่ร้จู กั หมด
2) ประเภทท่ีมีการเปลี่ยนแปลงได้ เน่ืองจากถูกใชใ้ นทางท่ผี ดิ เชน่ ที่ดิน น้ำ ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ ฯลฯ ถา้ ใช้ไม่
เป็นจะก่อให้เกิดปัญหาตามมา ได้แก่ การปลกู พืชชนิดเดียวกนั ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ในท่เี ดมิ ย่อมทำให้ดินเส่ือมคุณภาพ ได้
ผลผลิตนอ้ ยลงถา้ ตอ้ งการใหด้ ินมีคณุ ภาพดีตอ้ งใส่ปุ๋ยหรือปลูกพืชสลบั และหมนุ เวียน
2. ทรพั ยากรธรรมชาติประเภทใช้แล้วหมดส้นิ ไป ได้แก่
1) ประเภททีใ่ ชแ้ ล้วหมดไป แต่สามารถรกั ษาให้คงสภาพเดมิ ไวไ้ ด้ เช่น ป่าไม้ สัตว์ปา่ ประชากรโลก ความ
อุดมสมบูรณข์ องดนิ น้ำเสยี จากโรงงาน นำ้ ในดิน ปลาบางชนดิ ทัศนยี ภาพอันงดงาม ฯลฯ ซึ่งอาจทำใหเ้ กดิ ขึ้นใหม่ได้
2) ประเภททีไ่ มอ่ าจทำใหม้ ีใหมไ่ ด้ เช่น คุณสมบัตธิ รรมชาติของดนิ พร สวรรคข์ องมนุษย์ สตปิ ญั ญา เผา่ พันธุ์
ของมนุษย์ชาติ ไมพ้ ุ่ม ต้นไม้ใหญ่ ดอกไม้ป่า สตั วบ์ ก สตั ว์น้ำ ฯลฯ
3) ประเภททไี่ ม่อาจรักษาไวไ้ ด้ เม่อื ใช้แล้วหมดไป แตย่ ังสามารถนำมายุบให้ กลบั เป็นวัตถเุ ชน่ เดมิ แล้วนำ
กลับมาประดิษฐข์ น้ึ ใหม่ เชน่ โลหะต่าง ๆ สังกะสี ทองแดง เงิน ทองคำ ฯลฯ
4) ประเภทที่ใช้แล้วหมดส้ินไปนำกลับมาใช้อีกไม่ได้ เช่น ถา่ นหนิ น้ำมันก๊าซ อโลหะส่วนใหญ่ ฯลฯ ถูกนำมาใช้
เพยี งครัง้ เดยี วกเ็ ผาไหม้หมดไป ไม่สามารถนำมาใชใ้ หม่ได้
ทรพั ยากรธรรมชาติหลกั ท่ีสำคัญของโลก และของประเทศไทยได้แก่ ดนิ ปา่ ไม้ สตั วป์ า่ น้ำ แร่ธาตุ และ
ประชากร (มนุษย์)
ข. ส่งิ แวดล้อม
สง่ิ แวดล้อมของมนุษยท์ ่ีอย่รู อบ ๆ ตวั ท้ังสิง่ ท่มี ชี วี ติ และไม่มีชีวิต ซ่งึ เกิดจาก การกระทำของมนษุ ย์แบง่ ออกเป็น
2 ประเภท คือ
1. สงิ่ แวดล้อมทางธรรมชาติ
2. สิง่ แวดล้อมทางวฒั นธรรม หรือส่ิงแวดล้อมประดษิ ฐ์ หรือมนษุ ยเ์ สรมิ สร้างกำหนดขนึ้
สง่ิ แวดล้อมธรรมชาติ จำแนกได้ 2 ชนดิ คือ
1) ส่ิงแวดลอ้ มทางกายภาพ ได้แก่ อากาศ ดนิ ลักษณะภมู ิประเทศ ลักษณะ ภมู ิอากาศ ทัศนยี ภาพตา่ ง ๆ ภเู ขา
ห้วย หนอง คลอง บึง ทะเลสาบ ทะเล มหาสมุทรและทรัพยากรธรรมชาตทิ กุ ชนิด
2) ส่งิ แวดลอ้ มทางชวี ภาพหรือชวี ภมู ศิ าสตร์ ไดแ้ ก่ พชื พนั ธุ์ธรรมชาตติ า่ ง ๆ สตั ว์ปา่ ป่าไม้ ส่ิงมชี ีวิตอนื่ ๆ ท่อี ยู่
รอบตัวเราและมวลมนษุ ย์
สง่ิ แวดล้อมทางวัฒนธรรม หรือส่งิ แวดลอ้ มประดิษฐ์ หรือมนษุ ย์เสริมสร้างขน้ึ ไดแ้ ก่ สงิ่ แวดลอ้ มทางสังคมที่
มนุษย์เสรมิ สรา้ งขนึ้ โดยใช้กลวิธสี มยั ใหม่ ตามความเหมาะสมของสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ศาสนา และวัฒนธรรม เชน่
เครื่องจักร เครอ่ื งยนต์ รถยนต์ พดั ลม โทรทัศน์ วทิ ยุ ฝนเทียม เขื่อน บา้ นเรือน โบราณสถาน โบราณวัตถุท อน่ื ๆ ได้แก่
อาหาร เครื่องนงุ่ หม่ ที่อยู่อาศัย คา่ นิยม และสขุ ภาพอนามยั
สง่ิ แวดล้อมมีการเปลีย่ นแปลงอยู่เสมอ ซ่ึงเกดิ จากสาเหตุ 2 ประการ คือ
1) มนษุ ย์
2) ธรรมชาตแิ วดล้อม มนุษย์ เปน็ ตวั การเปลี่ยนแปลงสงั คมเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง มากกวา่ สง่ิ อนื่ เช่น
ชอบจับปลาในฤดวู างไข่ ใช้เครอื่ งมือถเ่ี กนิ ไปทำใหป้ ลาเลก็ ๆ ตดิ มาดว้ ย ลกั ลอบตัดไม้ทำลายปา่ เพื่อนำมาสรา้ งที่อยู่
อาศยั ส่งเปน็ สินค้า หรือเพ่ือใช้พ้ืนที่เพาะปลกู ปล่อยของเสียจากโรงงานและไอเสยี จากรถยนต์ทำใหส้ ง่ิ แวดล้อมเป็นพิษ
(นำ้ เนา่ อากาศเสยี )
ธรรมชาติแวดล้อม สว่ นใหญ่มกี ารเปล่ยี นแปลงอยา่ งช้า ๆ เชน่ แมน่ ำ้ ทพ่ี ัดพาตะกอนไปทบั ถมบรเิ วณนำ้ ทว่ ม
และปากแม่น้ำต้องใช้เวลานานจึงจะมีตะกอนมาก การกัดเซาะพงั ทลายของดินก็เชน่ เดยี วกนั สว่ นการเปล่ยี นแปลงอย่าง
รวดเรว็ นัน้ เกิดจากแรงภายในโลก เชน่ แผ่นดนิ ไหว ภูเขาไฟระเบดิ อื่น ๆ ได้แก่ อุทกภัยและวาตภัย ไฟปา่ เปน็ ต้น ซ่ึงภัย
ธรรมชาตดิ ังกลา่ วจะไม่เกิดบ่อยครัง้ นัก
การอนรุ ักษธ์ รรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม
การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ ม หมายถงึ การใชท้ รัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
อย่างฉลาด โดยใชใ้ หน้ ้อย เพ่ือใหเ้ กิดประโยชนส์ งู สดุ โดยคำนึงถึงระยะเวลาในการใชใ้ ห้ยาวนาน และก่อใหเ้ กดิ ผล
เสียหายต่อสิ่งแวดลอ้ มนอ้ ยที่สุด รวมทัง้ ตอ้ งมีการกระจายการใชท้ รัพยากรธรรมชาติอย่างท่วั ถงึ อยา่ งไรก็ตาม ในสภาพ
ปจั จบุ ันทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดล้อมมีความเสื่อมโทรมมากข้นึ ดงั นั้นการอนรุ ักษ์ทรพั ยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อมจงึ มีความหมายรวมไปถึงการพฒั นาคุณภาพสง่ิ แวดลอ้ มด้วย
การอนรุ ักษท์ รัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ มสามารถกระทำไดห้ ลายวิธี ทัง้ ทางตรงและทางอ้อม ดังนี้
1. การอนรุ ักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้อมโดยทางตรง ซึง่ ปฏบิ ตั ิไดใ้ นระดับบุคคล องค์กร และ
ระดบั ประเทศ ท่สี ำคัญ คือ
1.1 การใชอ้ ยา่ งประหยดั คอื การใช้เท่าทม่ี ีความจำเป็น เพ่อื ให้มที รัพยากรไวใ้ ชไ้ ด้นานและเกดิ ประโยชน์
อยา่ งคุ้มค่ามากที่สุด
1.2 การนำกลับมาใชซ้ ้ำอกี ส่งิ ของบางอยา่ งเมือ่ มกี ารใช้แล้วครั้งหนึ่งสามารถท่จี ะนำมาใชซ้ ้ำไดอ้ ีก เชน่
ถงุ พลาสติก กระดาษ เป็นตน้ หรือสามารถที่จะนำมาใช้ได้ใหม่โดยผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น การนำกระดาษทใ่ี ชแ้ ล้วไป
ผ่านกระบวนการต่างๆ เพื่อทำเป็นกระดาษแขง็ เปน็ ตน้ ซ่งึ เปน็ การลดปรมิ าณการใช้ทรัพยากรและการทำลาย
สิ่งแวดล้อมได้
1.3 การบูรณซ่อมแซม ส่งิ ของบางอยา่ งเมื่อใชเ้ ปน็ เวลานานอาจเกิดการชำรุดได้ เพราะฉะนน้ั ถา้ มีการบูรณะ
ซ่อมแซม ทำให้สามารถยดื อายุการใช้งานต่อไปได้อีก
1.4 การบำบดั และการฟนื้ ฟู เป็นวิธกี ารท่ีจะชว่ ยลดความเส่ือมโทรมของทรัพยากรดว้ ยการบำบดั ก่อน เชน่
การบำบัดน้ำเสยี จากบา้ นเรอื นหรือโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น กอ่ นทจี่ ะปล่อยลงสู่แหล่งนำ้ สาธารณะ ส่วนการฟืน้ ฟูเป็น
การร้อื ฟืน้ ธรรมชาตใิ หก้ ลบั สู่สภาพเดิม เช่น การปลกู ปา่ ชายเลน เพ่อื ฟน้ื ฟูความ สมดุลของปา่ ชายเลนให้กลับมาอุดม
สมบรู ณ์ เปน็ ตน้
1.5 การใชส้ ่งิ อน่ื ทดแทน เป็นวิธีการที่จะช่วยใหม้ ีการใช้ทรัพยากรธรรมชาตนิ ้อยลงและไมท่ ำลายสง่ิ แวดล้อม
เช่น การใช้ถงุ ผา้ แทนถงุ พลาสติก การใช้ใบตองแทนโฟม การใช้พลงั งานแสงแดดแทนแรเ่ ชอ้ื เพลิง การใชป้ ุ๋ยชวี ภาพแทน
ปยุ๋ เคมี เป็นตน้
1.6 การเฝ้าระวังดแู ลและป้องกัน เปน็ วิธกี ารท่ีจะไม่ให้ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดล้อมถูกทำลาย เชน่ การ
เฝ้าระวังการท้ิงขยะ ส่งิ ปฏิกูลลงแม่นำ้ คูคลอง การจัดทำแนวป้องกนั ไฟปา่ เปน็ ตน้
2. การอนุรกั ษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อมโดยทางอ้อม สามารถทำได้หลายวิธี ดังน้ี
2.1 การพัฒนาคุณภาพประชาชน โดนสนับสนุนการศึกษาด้านการอนุรักษ์ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ มท่ี
ถูกต้องตามหลักวิชา ซง่ึ สามารถทำได้ทกุ ระดับอายุ ท้งั ในระบบโรงเรยี นและสถาบนั การศึกษาตา่ งๆ และนอกระบบ
โรงเรียนผ่านสื่อสารมวลชนตา่ งๆ เพื่อให้ประชาชนเกิดความตระหนกั ถึงความสำคัญและความจำเปน็ ในการอนุรักษ์ เกิด
ความรักความหวงแหน และให้ความร่วมมืออยา่ งจรงิ จัง
2.2 การใช้มาตรการทางสงั คมและกฎหมาย การจัดตัง้ กลุ่ม ชมุ ชน ชมรม สมาคม เพื่อการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดล้อมต่างๆ ตลอดจนการให้ความรว่ มมอื ทั้งทางด้านพลังกาย พลงั ใจ พลงั ความคดิ ด้วย
จิตสำนึกในความมีคณุ ค่าของสง่ิ แวดล้อมและทรพั ยากรท่ีมีตอ่ ตวั เรา เช่น กลุ่มชมรมอนรุ กั ษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อมของนักเรยี น นักศึกษา ในโรงเรยี นและสถาบนั การศึกษาตา่ งๆ มลู นธิ คิ ุ้มครองสตั ว์ปา่ และพรรณพชื แห่ง
ประเทศไทย มูลนิธสิ ืบ นาคะเสถียร มลู นธิ โิ ลกสีเขยี ว เปน็ ตน้
2.3 สง่ เสรมิ ให้ประชาชนในท้องถ่ินไดม้ ีสว่ นรว่ มในการอนุรักษ์ ช่วยกนั ดแู ลรกั ษาใหค้ งสภาพเดิม ไมใ่ หเ้ กดิ ความ
เส่ือมโทรม เพ่ือประโยชนใ์ นการดำรงชวี ิตในท้องถนิ่ ของตน การประสานงานเพ่ือสร้างความรคู้ วามเข้าใจ และความ
ตระหนักระหว่างหน่วยงานของรฐั องค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ กับประชาชน ใหม้ ีบทบาทหนา้ ท่ีในการปกป้อง คุ้มครอง
ฟน้ื ฟูการใชท้ รัพยากรอย่างคุ้มคา่ และเกิดประโยชน์สูงสุด
2.4 สง่ เสริมการศึกษาวิจยั ค้นหาวิธีการและพัฒนาเทคโนโลยี มาใช้ในการจัดการกบั ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละ
ส่งิ แวดล้อมใหเ้ กดิ ประโยชนส์ งู สดุ เช่น การใช้ความรทู้ างเทคโนโลยีสารสนเทศมาจัดการวางแผนพฒั นา การพัฒนา
อุปกรณ์เคร่ืองมือเครื่องใชใ้ ห้มีการประหยัดพลงั งานมากขึ้น การค้นควา้ วิจัยวธิ กี ารจัดการ การปรบั ปรงุ พัฒนา
สง่ิ แวดลอ้ มใหม้ ีประสิทธิภาพและย่ังยืน เปน็ ตน้
2.5 การกำหนดนโยบายและวางแนวทางของรัฐบาล ในการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อมทัง้ ในระยะสนั และ
ระยะยาว เพ่ือเปน็ หลกั การให้หนว่ ยงานและเจา้ หนา้ ที่ของรัฐทเี่ กยี่ วข้องยึดถือและนำไปปฏบิ ัติ รวมทัง้ การเผยแพร่
ข่าวสารดา้ นการอนุรักษ์ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดล้อม ท้ังทางตรงและทางอ้อม
แผนการจัดการเรียนร้ทู ่ี 7
กลุ่มสาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม รหัสวิชา ส21101
รายวิชาสงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม ระดบั ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2564
ช่อื หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 1 พระธรรม เวลา 1 ชว่ั โมง
เรอื่ ง การเผยแผ่พระพุทธศาสนาสู่ประเทศไทย
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------
มาตรฐาน ส 1.1 รู้ และเขา้ ใจประวัติ ความสำคญั ศาสดา หลกั ธรรมของพระพุทธศาสนาหรอื ศาสนาที่ตนนับถือและ
ศาสนาอ่ืน มีศรัทธาท่ถี ูกต้อง ยึดม่นั และปฏบิ ัติตามหลักธรรม เพอ่ื อยู่รว่ มกันอยา่ งสนั ติสุข
ตัวชวี้ ดั ส 1.1 ม.1/1 อธบิ ายการเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาหรือศาสนาทตี่ นนับถือส่ปู ระเทศไทย
ม. 1/7 สวดมนต์ แผ่เมตตา บริหารจิตและเจรญิ ปัญญาด้วย อานาปานสติหรือตามแนวทางของศาสนาที่
ตนนบั ถอื ตามท่ีกำหนด
สาระสำคญั
การเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาสู่ประเทศไทย
ความเล่ือมใสศรทั ธาในพระพทุ ธศาสนาของพระเจ้าอโศกมหาราชท่ีไดส้ ง่ ทูตไปเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา
ทงั้ 9 สาย โดยสายท่ื 8 ได้เขา้ มาเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาโดยพระโสณเถระและ พระอุตตรเถระเปน็ หัวหนา้ คณะ ไปเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา ณ ดินแดนสุวรรณภมู ิ ซึง่ ปจั จุบนั คอื ประเทศในคาบสมุทรอนิ โดจีน เช่น พมา่ ไทย ลาว เขมร เป็นต้น
เปน็ การวางรากฐานพระพทุ ธศาสนาใหค้ งอยู่ตลอดไป
การสังคายนา คือ การรวบรวมคำสัง่ สอนของพระพุทธศาสนาให้เป็นหมวดหมู่ เป็นวิธีการหน่งึ ในการบำรงุ
พระพทุ ธศาสนาให้เจรญิ มน่ั คงและแผข่ ยายกว้างออกไป การสงั คายนาได้กระทำติดต่อกันมาท้ังในประเทศอนิ เดีย
ศรลี ังกา และไทยรวม 10 ครั้ง
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
ความรู้(K)
1.อธบิ ายการสงั คายนาในพระพุทธศาสนาได้
2. อธิบายการเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาหรือศาสนาทต่ี นนบั ถือสปู่ ระเทศไทยได้
ทักษะกระบวนการ(P)
-
คณุ ลกั ษณะ(A)
-
คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ ซื่อสัตย์ มวี นิ ยั ใฝเ่ รียนรู้
รักชาติ ม่งุ ม่ันในการทำงาน รกั ความเป็นไทย จิตสาธารณะ
อยอู่ ย่างพอเพียง
สมรรถนะ
การส่อื สาร การคิด การแกป้ ญั หา
การรเู้ ทา่ ทนั ส่อื สารสารสนเทศและดิจิทลั
การใช้ทกั ษะชวี ติ การใชเ้ ทคโนโลยี
ทกั ษะชวี ิตและความเจริญแห่งตน
เนอ้ื หาสาระ
การเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศไทย
เมอ่ื พระสัมมาสมั พทุ ธเจ้าเสด็จดบั ขันธปรินพิ พานแล้ว ตอ่ มาประมาณพุทธศตวรรษที่ 3 พระเจ้าอโศกมหาราช
ผู้ปกครองประเทศอินเดยี ในสมยั น้นั มคี วามศรัทธาเลอ่ื มใสในพระพทุ ธศาสนามาก พระองค์ได้ทรงให้ความอุปถัมภ์โดยทรง
จัดให้มีการสงั คายนาพระไตรปิฎกครั้งท่ี 3 ข้นึ ในปี พ.ศ.236 ณ วดั อโศการาม นครปาฏลบี ุตร แควน้ มคธ (ปัจจุบันคือ
เมอื งปตั นะเมืองหลวงของรฐั พหิ าร) ทรงอาราธนาพระโมคคลั ลบี ุตรตสิ สเถระเป็นประธานหลังจากสังคายนาร้อยกรอง
พระธรรมวนิ ัยเสรจ็ สน้ิ แล้วพระโมคคลั ลีบตุ รตสิ สเถระได้จดั คณะพระธรรมทตู ออกเปน็ 9 คณะแลว้ สง่ ไปประกาศ
พระพุทธศาสนาในดนิ แดนตา่ งๆ
การสงั คายนาพระไตรปฎิ ก คือ การรวบรวมคำสั่งสอนของพระพทุ ธศาสนาให้เป็นหมวดหมู่ เป็นวิธกี ารหน่ึงใน
การบำรงุ พระพทุ ธศาสนาใหเ้ จรญิ ม่นั คงและแผ่ขยายกวา้ งออกไป การสังคายนาได้กระทำตดิ ตอ่ กันมา ทั้งในประเทศ
อนิ เดยี ศรลี ังกา และไทยรวม 10 ครงั้
Step1 ข้นั รวบรวมขอ้ มลู (Gathering)
1.ครใู หน้ กั เรียนสวดมนต์ แผ่เมตตาและนั่งสมาธเิ ปน็ เวลา 5 นาที และดคู วามถกู ต้องของการน่งั สมาธิ เมื่อครบ
กำหนดสอบถามนักเรียนมคี วามร้สู กึ อยา่ งไรในการนัง่ สมาธิและนักเรยี นสามารถนำไปใชใ้ นชวี ิตประจำวนั ในเร่ืองใดได้บ้าง
(มีความรู้สึกสบายใจ จติ ใจสงบ มสี มาธิ ซึง่ นำไปใชใ้ นการเรียน การทำงาน การควบคุมความรสู้ กึ เป็นตน้ )
2. ครสู ำรวจนักเรยี นในการนบั ถือศาสนาของแต่ละคนในหอ้ งเรียน
3. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น โดยการตอบคำถาม ดังน้ี
- การเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาเริม่ มาตงั้ แต่เมือ่ ไหรแ่ ละเข้ามาสูป่ ระเทศไทยไดอ้ ย่างไร
( การเผยแผพ่ ระพุทธศาสนา เรม่ิ ตั้งแตส่ มยั พระเจ้าอโศกมหาราช หลงั จากทำการสังคายนาครงั้ ท่ี 3 ไดจ้ ดั คณะ
พระธรรมทตู ออกเปน็ 9 คณะ แล้วส่งไปประกาศพระพทุ ธศาสนาในดนิ แดนต่างๆ โดยสายที่ 8 มายงั ดินแดนสวุ รรณภูมิ โดย
มีพระโสณเถระและพระอุตตรเถระเปน็ หวั หน้าคณะ)
- การทพี่ ระพุทธศาสนาเขา้ มาสปู่ ระเทศไทยสง่ ผลต่อประเทศไทยอยา่ งไร
( วัฒนธรรมไทยมรี ากฐานมาจากพระพุทธศาสนา มหี ลกั ธรรมเป็นแนวปฏบิ ตั ิในการดำเนินชวี ติ )
4. นกั เรียนศึกษาใบความรู้และแผนที่เกีย่ วกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสายต่างๆรวมถึงการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนาสู่ประเทศไทยและการสงั คายนาพระไตรปิฎก
Step2 ข้ันวเิ คราะห์และสรุปความรู้ (Processing)
5. นักเรียนคดิ ว่าการเผยแผพ่ ระพุทธศาสนามาสู่ประเทศไทยก่อให้เกิดผลดีต่อตนเองและสังคมอยา่ งไร
( ผลดีต่อตนเอง คือ มหี ลักธรรม คำสั่งสอนของพระพทุ ธเจา้ ในการดำเนินชีวติ และผลดีสังคม คือทำให้สงั คม
อยรู่ ว่ มกันอย่างสันติสขุ )
6. นักเรียนคิดวา่ การสงั คายนาพระไตรปฎิ กมีความสำคัญตอ่ พระพทุ ธศาสนาอย่างไร
(การรวบรวมคำสงั่ สอนของพระพุทธศาสนาให้เป็นหมวดหมู่ และเป็นวธิ ีการหน่งึ ในการบำรุงพระพุทธศาสนาให้
เจรญิ มัน่ คงจนถึงปจั จบุ ัน)
7. นักเรยี นแบ่งกลุ่ม ออกเป็น 4 กลมุ่
กลุม่ ที่ 1-2 ศึกษาการเผยแผ่พระพุทธศาสนามาสู่ประเทศไทย โดยใชเ้ ป็นแผนภาพความคดิ
กลุ่มท่ี 3-4 ศึกษาการสังคายนาพระไตรปฎิ กทั้ง 10 คร้งั
Step3 ขั้นปฏบิ ัติและสรปุ ความรู้หลงั การปฏบิ ัติ (Applying and Constructing the Knowledge)
8. นกั เรียนร่วมกันสรปุ หลกั การ ดงั น้ี
- พระพุทธศาสนาไดม้ ีการเผยแผ่เข้าสปู่ ระเทศไทยตง้ั แต่สมัยสโุ ขทัยจนถงึ ปัจจุบนั ซ่งึ ทำใหป้ ระชาชนส่วนใหญ่
นบั ถือพระพทุ ธศาสนาและมีความเกยี่ วข้องดับวถิ ีชีวติ ความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียม ประเพณีที่มีรากฐานมาจาก
พระพทุ ธศาสนา
- การสงั คายนาพระไตรปิฎกจะชว่ ยใหม้ ีการสืบทอดคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าให้คงอยูแ่ ละประชาชนมีแนวทาง
ในการปฏบิ ัตใิ นแนวทางเดยี วกัน
Step4 ขน้ั ส่อื สารและนำเสนอ (Applying the Communication Skill)
9.นกั เรยี นแต่ละกลุ่มสำรวจความถูกต้องและส่งตวั แทนนำเสนอการเผยแผเ่ ขา้ สู่ประเทศไทยและการสงั คายนา
พระไตรปิฎก หนา้ ช้ันเรยี น
Step5 ขน้ั ประเมินเพ่ือเพิ่มคุณคา่ บริการสังคมและจติ สาธารณะ (Self-Regulating)
10. นำผลงานของนกั เรียนแตล่ ะกล่มุ มาตดิ ตามพนังห้องเป็นการแลกเปลีย่ นเรียนรู้ภายในหอ้ งเรยี น
สือ่ และแหลง่ การเรยี นรู้
1. ส่ือออนไลน์ https://sites.google.com/site/nan5481136086/hnwy-thi-2/1-2
2. ภาพแผนท่ีเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาสมยั พระเจ้าอโศกมหาราช
3. บัตรภาพหลักฐานการการเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาในประเทศไทย
4. ใบความรู้ เรื่อง การเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาสู่ประเทศไทยและการสังคายนาพระไตรปิฎก
5. ใบงาน
การวดั และประเมินผลการเรียนรู้
ตัวชวี้ ดั จดุ ประสงค์ วิธวี ดั ผล เคร่อื งมอื วัดผล เกณฑก์ าร
- ตรวจแบบทดสอบ -แบบทดสอบ วัดผล
1 อธิบายการเผยแผ่ อธิบายการสังคายนาใน
พระพุทธศาสนาหรือ พระพทุ ธศาสนาได้ (K) ผา่ นเกณฑ์
รอ้ ยละ 60
ศาสนาท่ีตนนับถือสู่ อธบิ ายการเผยแผ่ - ตรวจแบบบันทึก -แบบบันทกึ ผา่ นเกณฑ์
ประเทศไทย พระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ ผลการอภปิ ราย ผลการอภิปราย ร้อยละ 60
(ส 1.1 ม.1/1) ตนนบั ถอื ส่ปู ระเทศไทยได้ (K) - การจดั ทำแผนผงั -แผนผังความคดิ
ความคิด
7 สวดมนต์ แผเ่ มตตา
บริหารจติ และเจริญ
ปญั ญาด้วย อานาปาน
สตหิ รอื ตามแนวทาง
ของศาสนาที่ตนนบั ถอื
ตามทีก่ ำหนด
(ส 1.1 ม.1/7)
สมรรถนะ นกั เรียนสามารถส่ือสาร ใช้ -ประเมนิ พฤตกิ รรม -แบบประเมิน ผา่ นเกณฑ์
การส่ือสาร สมรรถนะ การประเมิน
การใชเ้ ทคโนโลยี เทคโนโลยี มกี ระบวนการคิด ในการทำงานรายบุคคล ระดับ 1
การคดิ แบบประเมิน ขึน้ ไป
การแกป้ ัญหา ร้จู กั การแกป้ ญั หา และเกิด หรอื พฤตกิ รรมการ คุณลกั ษณะอนั พงึ
การใชท้ กั ษะชวี ติ ประสงค์ ผา่ นเกณฑ์
การรูเ้ ท่าทนั สื่อสาร ทกั ษะชวี ติ การรู้เทา่ ทัน ทำงานกล่มุ การประเมนิ
ระดับ 1
สารสนเทศและดิจิทลั ส่อื สาร สารสนเทศและดจิ ิทลั ข้นึ ไป
ทักษะชวี ิตและความ ทักษะชวี ติ และความเจริญแห่งตน
เจริญแหง่ ตน
คุณลกั ษณะอันพงึ นักเรยี นมีความมุ่งม่นั ในการ ประเมินพฤติกรรม
ประสงค์
มุ่งมนั่ ในการทำงาน ทำงานและมีใฝ่เรยี นรู้ รกั ความ ในการทำงานเป็น
ใฝเ่ รยี นรู้
รกั ความเป็นไทย เป็นไทย รายบุคคลในดา้ นความ
มงุ่ ม่นั ในการทำงาน
ความใฝ่เรยี นรู้
บันทึกผลหลงั การจดั การเรยี นรู้
สรปุ ผลการเรยี นรู้
ความรู้ (K-Knowledge)........................................................................................................................................
........................................................................................... ............................................................................................ ......
ทกั ษะ/กระบวนการ (P-Process)..........................................................................................................................
.............................................................................................. ....................................................................................... ........
คณุ ลักษณะ (A-Attitude)......................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................................
คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ (C-Characteristics) .................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................................
ปญั หา อุปสรรค และข้อคน้ พบ
............................................................................................................................. ..................................................................
...................................................................................................................................... .........................................................
ขอ้ เสนอแนะ แนวทางแกไ้ ข ผลการแกไ้ ข
............................................................................................................................. ..................................................................
...............................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................................................
............................................................................................................................. ..................................................................
ลงชอ่ื ........................................................ผู้สอน
(นางสาวธมนวรรณ ปตั ถาพงษ์)
แผนที่การเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาสมยั พระเจา้ อโศกมหาราช
บตั รภาพ
ภาพธรรมจกั รกบั กวางหมอบ ภาพพระโพธิสตั วอ์ วโลกิเตศวรสาริด
ภาพเจดียว์ ดั เจด็ ยอด จ. เชียงใหม่ ภาพวดั มหาธาตุ จ. สโุ ขทยั
ภาพวดั พระศรสี รรเพชญ์ จ. พระนครศรอี ยธุ ยา ภาพวดั อรณุ ราชวราราม กรงุ เทพมหานคร
ใบงานท่ี 1 การเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาเข้าสปู่ ระเทศไทย
คำชแ้ี จง ให้นกั เรียนตอบคำถามต่อไปนี้
1. พระราชกรณียกิจทสี่ ำคัญของพระเจา้ อโศกมหาราช ไดแ้ ก่อะไรบ้าง
2. พระภกิ ษคุ ณะใดท่เี ดินทางมาเผยแผพ่ ระพุทธศาสนายังดนิ แดนสุวรรณภูมิ รวมทง้ั ประเทศไทย
และมหี ลักฐานสำคัญอะไรบ้าง
3. หลักฐานทีแ่ สดงว่า อาณาจักรศรวี ชิ ยั นับถอื พระพุทธศาสนานิกายมหายาน ได้แก่อะไรบ้าง
4. หลกั ฐานสำคญั ท่ีแสดงวา่ ประชาชนในอาณาจกั รละโว้ (ลพบุรี) นับถือพระพุทธศาสนานกิ ายมหายาน
ไดแ้ ก่อะไรบา้ ง
5. เพราะเหตุใด พระพุทธศาสนานกิ ายเถรวาทแบบลงั กาวงศ์จึงเป็นท่ีเคารพเส่ือมใสในสมัยสุโขทยั
6. หลักฐานท่แี สดงว่า พระพุทธศาสนาลทั ธิลงั กาวงศ์ได้เขา้ มายังดินแดนภาคเหนือของไทย ไดแ้ ก่อะไรบา้ ง
7. ในสมยั สมเด็จพระเจ้าบรมโกศได้มีความสัมพันธท์ างดา้ นศาสนากบั ลังกาอยา่ งไร
8. สมเดจ็ พระเจ้าตากสนิ ทรงมีพระราชกรณียกิจทีส่ ำคัญเกย่ี วกับพระพุทธศาสนาท่เี ด่นชัดอย่างไรบ้าง
9. พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช ทรงมีพระราชกรณยี กิจท่ีแสดงถึงการทำนบุ ำรงุ
พระพทุ ธศาสนาอยา่ งไรบ้าง
10. พระบาทสมเด็จพระเจา้ อย่หู วั ภูมิพลอดลุ ยเดชมหาราชทรงมีพระราชกรณยี กิจสำคัญที่เก่ียวกับ
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างไร
ใบงานที่ 1 การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าสปู่ ระเทศไทย
คำชีแ้ จง ให้นกั เรยี นตอบคำถามต่อไปนี้
1. พระราชกรณียกจิ ทสี่ ำคญั ของพระเจ้าอโศกมหาราช ไดแ้ กอ่ ะไรบา้ ง
1) ทรงจดั ให้มีการสังคายนาพระธรรมวินยั เปน็ คร้ังท่ี 3
2) ทรงส่งคณะสมณะทูตให้เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนายังดนิ แดนตา่ งๆ รวม 9 สาย
2. พระภกิ ษคุ ณะใดทีเ่ ดนิ ทางมาเผยแผ่พระพทุ ธศาสนายงั ดินแดนสวุ รรณภูมิ รวมท้ังประเทศไทย
และมหี ลักฐานสำคัญอะไรบ้าง
พระโสณเถระและพระอุตตรเถระ หลกั ฐานสำคัญ เชน่ สถูป เจดีย์ ธรรมจกั รศลิ ากบั กวางหมอบ เปน็ ตน้
3. หลักฐานท่แี สดงวา่ อาณาจักรศรีวชิ ยั นบั ถือพระพทุ ธศาสนานิกายมหายาน ไดแ้ ก่อะไรบา้ ง
พระโพธสิ ตั ว์อวโลกเิ ตศวรทำด้วยสำรดิ เจดยี ์พระบรมธาตุไชยา ในจังหวดั สุราษฎร์ธานี
4. หลักฐานสำคัญท่แี สดงว่า ประชาชนในอาณาจกั รละโว้ (ลพบรุ ี) นับถือพระพุทธศาสนานกิ ายมหายาน
ไดแ้ ก่อะไรบ้าง
พระปรางคอ์ งค์ใหญ่ วดั พระศรีรตั นมหาธาตุ พระปรางคส์ ามยอด จังหวัดลพบรุ ี
5. เพราะเหตุใด พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทแบบลงั กาวงศ์จึงเป็นท่เี คารพเส่อื มใสในสมัยสโุ ขทยั
เพราะพ่อขนุ รามคำแหงมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้นิมนตส์ มเดจ็ พระมหาเถรสงั ฆราช จากนครศรธี รรมราช
ซ่งึ นบั ถอื พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทแบบลังกาวงศ์ มาเทศนาส่งั สอนประชาชนชาวสโุ ขทัย ทำใหช้ าวสุโขทัย
มีความศรัทธาเส่อื มใส
6. หลักฐานที่แสดงว่า พระพุทธศาสนาลทั ธิลังกาวงศ์ไดเ้ ขา้ มายงั ดินแดนภาคเหนือของไทย ไดแ้ ก่อะไรบ้าง
วดั เชยี งม่ัน พระธาตุดอยสเุ ทพ วรรณคดที างพระพุทธศาสนา เชน่ มังคลตั ถทปี นี จกั รวาฬทปี นี
และมกี ารสังคายนา ครั้งท่ี 8 ในสมยั พระเจ้าติโลกราช
7. ในสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศได้มีความสัมพนั ธ์ทางด้านศาสนากับลงั กาอยา่ งไร
สง่ พระอุบาลกี ับพระอริยมุนีพรอ้ มคณะสงฆ์ 15 รปู เดินทางไปวางรากฐานและประดิษฐานพระพุทธศาสนา
ในลงั กาทำให้เกิดนิกายอุบาลีวงศ์ หรือสยามวงศ์
8. สมเด็จพระเจ้าตากสนิ ทรงมีพระราชกรณยี กจิ ทีส่ ำคัญเกย่ี วกบั พระพุทธศาสนาท่เี ดน่ ชดั อยา่ งไรบ้าง
โปรดเกล้าฯ ให้สมโภชวดั พระมหาธาตุ เมอื งนครศรีธรรมราชเปน็ ศูนยก์ ลางพระพุทธศาสนาในภาคใต้
และสร้างวดั บางยีเ่ รือเหนอื (วัดราชคฤห์วรวหิ าร)
9. พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช ทรงมีพระราชกรณียกิจทแ่ี สดงถงึ การทำนุบำรงุ
พระพุทธศาสนาอยา่ งไรบา้ ง
ทรงสรา้ งวดั พระศรีรตั นศาสดาราม โปรดเกล้าฯ ใหส้ ังคายนาคร้ังที่ 9 มีการแต่งและแปลคัมภรี ์
ทางพระพุทธศาสนา
10. พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั ภูมิพลอดลุ ยเดชมหาราชทรงมพี ระราชกรณียกจิ สำคญั ที่เก่ียวกบั
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างไร
ทรงสร้างวดั ไทยในตา่ งประเทศ และประเทศไทยกลายเปน็ ศูนยก์ ลางในการเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาของโลก
ใบงานที่ 2 การทำสงั คายนา
ตอนท่ี 1
คำชี้แจง ให้นักเรยี นซึง่ เปน็ สมาชกิ ของกลุ่มเลือกตอบคำถามเกีย่ วกับการทำสงั คายนา ครั้งที่ 1-10
ตามประเด็นที่กำหนด
การ สาเหตุ ผู้เป็นประธาน จำนวน สถานท่ี เวลา ผู้อปุ ถัมภ์
สงั คายนา และคณะ พระสงฆ์ท่ี ที่กระทำ
เข้ารว่ ม
ครงั้ ท่ี
1
2
3
4
5
การ สาเหตุ ผ้เู ปน็ ประธาน จำนวน สถานที่ เวลา ผ้อู ุปถัมภ์
สังคายนา และคณะ พระสงฆ์ที่ ทก่ี ระทำ
เขา้ ร่วม
ครั้งที่
6
7
8
9
10
ตอนท่ี 2
คำชีแ้ จง ใหน้ กั เรยี นตอบคำถามต่อไปนี้
1. การสังคายนา หมายความวา่ อย่างไร
2. การสงั คายนาท่ีได้จัดขนึ้ ในประเทศไทย มจี ำนวนทง้ั สนิ้ กคี่ ร้ัง ได้แก่คร้งั ทเ่ี ท่าไร และกระทำทใี่ ดบา้ ง
ใบงานท่ี 2 การทำสังคายนา
ตอนท่ี 1
คำช้ีแจง ให้นกั เรียนซง่ึ เปน็ สมาชิกของกลุม่ เลอื กตอบคำถามเก่ยี วกับการทำสงั คายนา ครัง้ ที่ 1-10
ตามประเด็นทก่ี ำหนด
การ สาเหตุ ผูเ้ ป็นประธาน จำนวน สถานท่ี เวลา ผูอ้ ุปถัมภ์
สังคายนา และคณะ พระสงฆ์ที่ ทกี่ ระทำ
พระภกิ ษุสุภัททะ กล่าว เข้าร่วม ถำ้
คร้งั ที่ วาจาในทำนองดหู มน่ิ พระมหากัสส 500 รูป สัตตบรรณ หลังจากท่ี พระเจา้
1 พระพุทธองค์และแสดง ปะ ใกลก้ รงุ อชาตศัตรู
ความดใี จเม่ือได้ขา่ วว่า (ประธาน) ราชคฤห์ พระพทุ ธเจ้
พระพทุ ธเจ้าปรนิ พิ พาน พระอุบาลตี อบ า
ด้านพระวนิ ัย ปรนิ ิพพาน
พระอานนท์
ตอบ 3 เดอื น
ดา้ นพระธรรม
2 พระวัชชีบุตรปฏบิ ตั ิ พระย 700 รูป วาลิการาม พ.ศ. 100 พระเจา้
หย่อนทางวนิ ยั สกากณั ฑ- เมอื งเวสาลี กาฬาโศก
10 ประการ บุตร (ประธาน) แคว้นวชั ชี
พระเรวตะเปน็
ผซู้ กั ถาม และ
พระสัพพกา
เป็นผู้ตอบดา้ น
พระวนิ ยั
3 พระนอกศาสนาปลอม พระโมคคัลลี 1,000 รปู อโศการาม พ.ศ. 234 พระเจา้
เข้ามาบวชมากข้ึน ทำให้ บตุ รตสิ สเถระ กรงุ ปาฏลี- อโศก
พระพทุ ธศาสนามวั (ประธาน) บุตร มหาราช
หมอง
การ ผูเ้ ป็นประธาน จำนวน เวลา
และคณะ พระสงฆ์ท่ี ที่กระทำ
สังคายนา สาเหตุ เขา้ ร่วม สถานที่ พ.ศ. 238 ผอู้ ุปถัมภ์
พระมหินท 68,000
ครงั้ ท่ี เถระ รูป ถปู าราม พ.ศ 433 พระเจ้า
(ประธาน) เมืองอนุราธ เทวานัม-
4 ตอ้ งการวางรากฐาน พระอรฏิ ฐะ ไมร่ ะบุ ปรุ ะ ปิยะติสสะ
เปน็ ผสู้ วดวินัย ประเทศ
พระพุทธศาสนาในลังกา พระสงฆ์ ลังกา พระเจา้
ชาวลงั กา อาโลกเลณ- วัฏฏคา-
5 1. พระสงฆ์ในลังกาเห็น สถาน มณอี ภัย
พ้องต้องกันว่า พระพทุ ธ มตเลณ
วจนะท่ถี ่ายทอดโดยวธิ ี ชนบท
ทอ่ งจำอาจจะขาดตก ประเทศ
บกพร่องในภายภาคหน้า ลังกา
2. สถานการณ์ทาง
การเมืองไม่สงบ เพราะ
เกดิ ศึกยืดเยื้อระหว่าง
พวกทมิฬกับชาวลงั กา
6 พระไตรปฎิ กในอนิ เดยี พระพทุ ธ- ไมร่ ะบุ วัดมหา พ.ศ. 956 พระเจา้
ไม่มีอรรถกถา โฆษาจารย์ วหิ าร มหานาม
ประเทศ
ศรีลงั กา
7 ลงั กาขาดคัมภีรฎ์ ีกา พระกัสสปะ 1,000 รูป ประเทศ พ.ศ. พระเจ้า
(คัมภรี ์ท่อี ธิบายอรรถ เถระ ศรลี งั กา 1587 ปรากรม
กถา) พาหุ
มหาราช
8 พระไตรปิฎกยงั ขาดตก พระธรรมทนิ น- หลายรอ้ ย วัดโพธาราม พ.ศ. พระเจา้
ติโลกราช
บกพร่องผดิ เพยี้ น เถระ รูป เชยี งใหม่ 2020
และไม่ครบ ประเทศ
ไทย
.0
การ ผู้เปน็ ประธาน จำนวน เวลา
และคณะ พระสงฆ์ท่ี ทกี่ ระทำ
สังคายนา สาเหตุ เขา้ รว่ ม สถานท่ี พ.ศ. ผ้อู ปุ ถัมภ์
ไมป่ รากฏ 218 รูป 2331
คร้งั ที่ วัดมหาธาตุ พระบาท
สมเด็จพระ ไม่ระบุ ยวุ ราช- พ.ศ. สมเดจ็
9 พระผูใ้ หญ่ประพฤติ สงั ฆราช รังสฤษฎ์ิ 2528 พระพทุ ธ-
ยอ่ หย่อนในพระธรรม กรุงเทพ- ยอดฟ้า
วินยั มหานคร จฬุ า-
ประเทศ โลกมหาราช
10 ชำระพระไตรปฎิ ก และ ไทย
จัดพิมพใ์ นวโรกาสท่ี รฐั บาลไทย
พระบาทสมเดจ็ พระ วัดมหาธาตุ
เจา้ อยูห่ วั รชั กาลที่ 9 ยุวราช-
ทรงพระชนมายุครบ รังสฤษฎ์ิ
60 พรรษา ใน พ.ศ. กรงุ เทพ-
2530 มหานคร
ประเทศ
ไทย
ตอนที่ 2
คำชี้แจง ใหน้ กั เรยี นตอบคำถามต่อไปน้ี
1. การสังคายนา หมายความวา่ อย่างไร
การสงั คายนา หมายถงึ การรวบรวมพระธรรมวนิ ยั ซงึ่ เป็นหลักคำสอนของพระพทุ ธเจา้ เพือ่ ตรวจทาน
ความถูกตอ้ งตรงกันและจัดเป็นหมวดหมู่ เพ่ือใหง้ า่ ยตอ่ การท่องจำ การศึกษา และการเผยแผ่ เพราะฉะน้นั
การสังคายนา จึงหมายถงึ การรวบรวมจดั หมูแ่ หง่ พระธรรมวนิ ยั ให้เปน็ ระบบ
2. การสังคายนาทไี่ ด้จดั ข้ึนในประเทศไทย มจี ำนวนทัง้ สิน้ ก่ีครั้ง ไดแ้ ก่คร้ังทเี่ ท่าไร และกระทำทใ่ี ดบ้าง
การสังคายนาทีจ่ ดั ขึ้นในประเทศไทย มีจำนวนทงั้ สน้ิ 3 คร้งั ได้แก่
1) ครงั้ ท่ี 8 ที่วัดโพธาราม จงั หวัดเชียงใหม่
2) คร้ังที่ 9 ที่วัดมหาธาตุยุวราชรงั สฤษฎ์ิ กรุงเทพมหานคร
3) คร้ังที่ 10 ท่ีวัดมหาธาตุยวุ ราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร
ใบความรู้
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาเข้าสู่ประเทศไทยและการสงั คายนาพระไตรปฏิ ก
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาเขา้ ส่ปู ระเทศไทย
เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว ต่อมาประมาณพุทธศตวรรษท่ี 3 พระเจ้าอโศกมหาราช
ผู้ปกครองประเทศอนิ เดยี ในสมัยนัน้ มีความศรัทธาเลือ่ มใสในพระพุทธศาสนามาก พระองคไ์ ด้ทรงใหค้ วามอุปถมั ภโ์ ดยทรง
จัดให้มีการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งท่ี 3 ขึ้นในปี พ.ศ.236 ณ วัดอโศการาม นครปาฏลีบุตร แคว้นมคธ (ปัจจุบันคือ
เมืองปัตนะเมืองหลวงของรัฐพิหาร) ทรงอาราธนาพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระเป็นประธานหลังจากสังคายนาร้อยกรอง
พระธรรมวินัยเสร็จสิ้นแล้วพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระได้จัดคณะพระธรรมทูตออกเป็น 9 คณะแล้วส่งไปประกาศ
พระพุทธศาสนาในดินแดนต่างๆ ดังนี้
สายที่ 1 มีพระมัชฌันติกเถระเป็นหัวหน้าคณะไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ แคว้นกัษมิระ คือ รัฐแคชเมียร์
ประเทศอินเดยี ปจั จุบนั และ แควน้ คนั ธาระ ในปจั จุบนั คือ รัฐปญั จาป ทงั้ ของประเทศอนิ เดยี และประเทศปากสี ถาน
สายท่ี 2 พระมหาเทวเถระ เป็นหัวหน้าคณะไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในแคว้นมหิสมณฑ ปัจจุบัน ได้แก่
รัฐไมเซอร์ และ ดนิ แดนแถบลุ่มแมน่ ้ำโคธาวารี ซึ่งอยู่ในตอนใตป้ ระเทศอินเดยี
สายท่ี 3 พระรักขิตเถระ เป็นหัวหน้าคณะไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ วนวาสีประเทศ ในปัจจุบัน ได้แก่
ดินแดนทางตะวันตกเฉยี งใตข้ องประเทศอินเดยี
สายท่ี 4 พระธรรมรักขิตเถระ หรือ พระโยนกธรรมรักขิตเถระ (ซึ่งเข้าใจกันว่าเป็นฝรั่งคนแรกในชาติกรีกที่ได้
เข้าบวชในพระพุทธศาสนา) เป็นหัวหน้าคณะไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ อปรันตกชนบทปัจจุบันสันนิษฐานว่าคือ
ดนิ แดนแถบชายทะเลเหลือเมอื งบอมเบย์
สายที่ 5 พระมหาธรรมรักขิตเถระ เป็นหัวหน้าคณะ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ แคว้นมหาราษฎร์ ปัจจุบัน
ได้แก่ รฐั มหาราษฎรข์ องประเทศอนิ เดีย
สายท่ี 6 พระมหารักขติ เถระ เป็นหวั หนา้ คณะ ไปเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา ในเอเซียกลาง ปัจจบุ นั ไดแ้ ก่ ดนิ แดน
ทเ่ี ปน็ ประเทศอิหร่านและตรุ กี
สายที่ 7 พระมัชฌิมเถระ พร้อมด้วยคณะ คือ พระกัสสปโคตรเถระ พระมูลกเทวเถระ พระทุนทภิสสระเถระ
และ พระเทวเถระ ไปเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา ณ ดินแดนแถบภูเขาหมิ าลัยสันนิษฐานวา่ คือ ประเทศเนปาล
สายท่ี 8 พระโสณเถระ และ พระอุตตรเถระเปน็ หัวหนา้ คณะ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ
ซงึ่ ปจั จุบัน คือ ประเทศในคาบสมุทรอนิ โดจีน เช่น พม่า ไทย ลาว เขมร เปน็ ต้น
สายที่ 9 พระมหินทเถระ (โอรสพระเจ้าอโศกมหาราช) พรอ้ มด้วยคณะ คือ พระอริฏฐเถระ พระอุทริยเถระ พระ
สัมพลเถระ และ พระหัททสารเถระไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ ลังกาทวีป ในรัชสมัยของพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ
กษัตรยิ แ์ ห่งลงั กาทวปี ปัจจุบนั คอื ประเทศศรีลังกา
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาเขา้ สู่ประเทศไทย
ภายหลังการสังคายนาพระธรรมวินัยครงั้ ที่ 3 พระเจ้าอโศกมหาราชได้ทรงจดั ส่งพระโสณะและพระอุตตระ เข้ามาเผย
แผพ่ ระพทุ ธศาสนายังดนิ แดนสุวรรณภูมิ ทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองขึ้นในดินแดนน้ีนับแตน่ ้นั เป็นต้นมา
1. ยุคเถรวาทแบบพระเจา้ อโศกมหาราช
สนั นิษฐานว่าพระโสณะและพระอุตตระไดเ้ ดินทางมายังสวุ รรณภมู ิในช่วงก่อน พ.ศ.500 ดังมีหลักฐานทาง
ประวัตศิ าสตรส์ มยั ทวารวดีที่ขดุ พบบริเวณภาคกลางของไทย เชน่ สถปู ธรรจักรศิลากับกวางหมอบ ที่เป็นศิลปกรรม
อนิ เดยี สมยั พระเจ้าอโศกมหาราช
2. ยคุ มหายาน
ประมาณ พ.ศ. 1300 สมยั อาณาจักรศรีวชิ ัยเรอื งอำนาจกษตั รยิ ์ศรวี ิชัยได้ทรงอุปถุมภก์ ารเผยแพร่
พระพุทธศาสนานิกายมหายานให้แพรห่ ลายไปท่ัวคาบสมุทรภาคใต้ ดงั มีหลักฐาน เช่น พระโพธสิ ัตวอ์ วโลกิเตศวร
สำริด เจดยี ์พระบรมธาตุไชยา จังหวัดสรุ าษฎร์ธานี
ต่อมาประมาณ พ.ศ. 1550 สมยั พระเจา้ สุรยิ วรมันที่ 2 แหง่ อาณาจกั รขอมเรืองอำนาจ ได้ทรงแผข่ ยาย
อิทธพิ ลทางการเมอื งและพทุ ธศาสนานกิ ายมหายานมายังเมือละโว้ ซึ่งนับถือพระพทุ ธศาสนานกิ ายเถรวาทและศาสนา
พราหมณ์-ฮนิ ดูอยู่ก่อนแล้ว ส่งผลใหก้ ารนบั ถือศาสนาในเมืองละโว้ มกี ารผสานกันระหวา่ งพระพทุ ธศาสนานิกายเถร
วาท นกิ ายมหายาน และศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู ดังมีหลักฐานสำคัญ เช่น พระปรางคส์ ามยอด จังหวัดลพบรุ ี เป็นต้น
3. ยุคเถรวาทแบบพุกาม
ประมาณ พ.ศ. 1600 สมยั พระเจ้าอนุรทุ มหาราชแหง่ อาณาจักรพุกาม ซ่งึ นับถอื พระพุทธศาสนานิกายเถร
วาท ไดท้ รงแผ่อทิ ธิพลเข้ามายงั ล้านนาส่งผลใหพ้ ระพทุ ธศาสนานกิ ายเถรวาทแบบพุกาม ได้เจรญิ รงุ่ เรอื งขน้ึ ทางตอน
เหนือของไทย หลกั ฐานสำคัญ ไดแ้ ก่ เจดีย์ท่วี ดั เชียงมั่น จังหวัดเชียงใหม่
4. ยคุ เถรวาทแบบลงั กาวงศ์
ใน พ.ศ. 1696 พระเจ้าปรากรมพาหุมหาราชา กษัตรยิ แ์ หง่ รงั กา ได้ทรงบำรุงพระพุทธศาสนา โดยรวม
พระสงฆ์เป็นนิกายเดียวกนั และโปรดเกลา้ ฯ ให้มีการสังคายนาพระธรรมวินยั คร้ังที่ 7 ขึ้น ทำให้พระพุทธศาสนา
เจรญิ รุ่งเรอื งมาก มีพระสงฆ์จากดินแดนสุวรรณภมู เิ ดินทางไปศึกษาพระพทุ ธศาสนาทล่ี ังกา แล้วนำกลับมาเผยแผใ่ น
ดินแดนของตนเปน็ จำนวนไม่น้อย
สำหรับการนบั ถือพระพทุ ธศาสนาของคนไทย พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทแบบลังกาวงศ์ เป็นต้นแบบที่คน
ไทยไดย้ อมรับนับถือกนั มาเป็นเวลาหลายสมยั สรุปได้ ดงั นี้
1.สมัยสุโขทัย ในช่วง พ.ศ. 1820 พ่อขนุ รามคำแหงมหาราชทรงทราบกติ ติศัพทก์ ารประพฤติเคร่งครดั พระ
ธรรมวินัยของพระสงฆ์ในเมืองนครศรธี รรมราช ท่ีนบั ถือพุทธศาสนานิกายเถรวาทแบบลังกาวงศ์ จงึ โปรดเกลา้ ฯ ให้
นมิ นต์พระสังฆราชจากเมืองนครศรธี รรมราชขนึ้ มาเผยแผ่พระพทุ ธศาสนายงั ผลให้พระพุทธศาสนานกิ ายเถรวาทแบบ
ลังกาวงศเ์ ป็นท่นี บั ถือกันอยา่ งแพร่หลายในเมืองสุโขทยั
2. สมัยลา้ นนา พ.ศ. 1913 พระเจ้ากือนา ได้ทรงสง่ ฑูลมาอาราธนาพระสมุนเถระจากเมืองสโุ ขทัย ในรัชสมยั
พระมหาธรรมราชาลไิ ทย ข้นึ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนายงั ล้านนา พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทแบบลังกาวงศ์จึงได้
ประดษิ ฐานตั่งม่นั ทล่ี า้ นนาต้งั แต่น้นั มา ดังมีหลักฐาน เช่น เจดยี ท์ ่วี ดั สวนดอก พระธาตดุ อยสเุ ทพ และมวี รรณคดี
พระพุทธศาสนา เชน่ มังคลัตถทีปนี จักรวาฬทปี นี ชนิ กาลมาลีปกรณ์ เปน็ ต้น
3. สมัยอยธุ ยา ชาวอยุธยานบั ถือพระพทุ ธศาสนานิกายเถรวาทมาแตเ่ ดิม เพราะมีเขตแดนติดกบั สุโขทยั ทำให้
พระพทุ ธศาสนาเผยแผ่ถงึ กัน พระสงฆ์อยุธยายังไดเ้ ดนิ ทางไปศึกษาพระพุทธศาสนาทล่ี งั กา จน พ.ศ. 2296
พระพทุ ธศาสนาในลังกาถึงจดุ เสอ่ื ม พระเจ้ากติ ติศิรริ าชสงิ ห์ กษตั ริย์ลงั กาจึงส่งพระราชสาส์นมายังพระเจา้ อยูห่ ัวบรม
โกศ เพื่อทลู ขอพระสงฆ์อยธุ ยาไปบวชใหช้ าวสงิ หล ซง่ึ ไดท้ รงส่งพระอุบาลีและพระอริยมนุ เี ปน็ หวั หนา้ คณะสงฆ์
15 รปู เดินทางไปถวายลงั กา นับจากน้ันพระพุทธศาสนาในลังกาจึงได้เจริญขึ้นเปน็ ลำดับ และทำใหเ้ กิดเป็นนิกายอุ
บาลวี งศ์ หรอื สยามวงศ์ต้ังม่ันอย่ใู นลงั กาจนถงึ ทุกวันน้ี
หลักฐานทางประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในสมัยอยุธยาทีส่ ำคัญ เชน่ วดั ราชบรู ณะ วดั พระศรสี รรเพชญ์ วดั
หน้าพระเมรุ เปน็ ต้น และมีวรรณคดีพระพุทธศาสนา เช่น สมุทรโฆษคำฉันท์ มหาชาติคำหลวง พระมหาลยั คำหลวง
4. สมยั ธนบรุ ี สมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มหาราชได้ทรงฟ้นื ฟูพระพทุ ธศาสนาท่ีเสอ่ื มโทรมเพราะภยั สงครามในคราว
เสียกรุงศรอี ยธุ ยา เมื่อ พ.ศ. 2310 โดยโปรดเกลา้ ฯ ให้นิมนต์พระสงฆ์ทห่ี ลบหนภี ัยสงครามไปยังท่ีต่างๆ ใหก้ ลบั เข้ามา
จำพรรษาอยูท่ วี่ ัดเหมือนเดิม และให้มีการประชมุ สงฆ์คัดเลือกสงฆ์ท่ีมภี มู ิธรรมสูงขนึ้ เป็นพระสังฆราช ซึง่ ในทส่ี ุดได้มีมติ
ให้พระอาจารยด์ ี วัดประดู่ กรงุ ศรีอยธุ ยา เปน็ สมเดจ็ พระสงั ฆราชองค์แรกของธนบรุ ี
นอกจากน้ี ยังโปรดเกลา้ ฯ ให้ขอยืมพระไตรปิฎกสยามวงศฉ์ บบั สมบูรณ์จากทางเหนือและนครศรธี รรมราชมา
คัดลอกใหเ้ ป็นตน้ ฉบับหลวงเพ่ือรักษาหลกั ธรรมไว้ให้ม่นั คง สมเดจ็ พระเจ้าตากสนิ มหาราชยังทรงปฏิสงั ขรณพ์ ระอาราม
สำคญั และโปรดเกล้าฯ ใหส้ มโภชวัดพระมหาธาตุ เมืองนครศรธี รรมราชให้เปน็ ศูนย์กลางพระพทุ ธศาสนาในภาคใต้
ตลอดจนทรงสรา้ งวดั ในกรุงธนบุรี วัดทท่ี รงสรา้ งมีเพยี งวัดเดียว คือวัดบางย่ีเรอื เหนือ (วัดราชคฤหว์ รวหิ าร) สว่ นวัดที่
ทรงปฏสิ งั ขรณ์ คือ วัดบางใหญ่ วดั แจง้ วัดบางยีเ่ รือใต้ และวัดหงส์
สำหรับพระพุทธรปู สำคัญทีไ่ ดม้ าในสมัยสมเดจ็ พระเจา้ ตากสินมหาราช คือ พระแก้วกับพระบาง จากลานช้าง
ใน พ.ศ.2323 และพระองค์ยังถวายเงนิ กลั ปนา ซื้อทองคำเคร่อื งประดบั พระแกว้ เป็นเงิน 100 ช่งั แลว้ อญั เชญิ ไป
ประดิษฐานที่วัดแจ้ง
5. สมัยรัตนโกสินทร์
รัชสมัย เหตกุ ารณ์ทางด้านพระพุทธศาสนาทส่ี ำคัญ ตวั อย่างผลงานสำคัญในรัชสมัย
ทรงสร้างวดั พระศรีรัตนศาสดาราม และทรงปฏิสงั ขรณ์วัดสุ
พระบาทสมเดจ็ พระ ทศั นเทพ วดั พระเชตพุ นวมิ ล
พทุ ธยอดฟา้ จุฬาโลก วราราม โปรดเกลา้ ฯ ใหส้ งั คายนาครงั้ ที่ ๙ มกี ารแตง่ และ มงั คลาราม
มหาราช แปลคมั ภีรท์ างพระพุทธศาสนา เชน่ ไตรภมู ิโลกวินจิ ฉยก
ถา รตั นพิมพวงศ์
สังคีตยิ วงศ์ มหาวงศ์ เป็นต้น
ทรงฟนื้ ฟูประเพณีวสิ าขบชู า ทรงส่งพระสงฆ์ไปสบื
พระบาทสมเดจ็ พระ พระพุทธศาสนายังลงั กา ทรงสรา้ งพระวหิ ารหลวงวดั สุทัศน์ฯ
พุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงสลักบานประตูไม้ ประดับพระวหิ ารพระศรีศากยมุนที ี่ วดั อรณุ ราชวราราม
ทรงให้หลอ่ พอกพระเศยี รและตอ่ น้ิวพระหัตถ์ซึง่ เดมิ สั้นยาวไม่
เทา่ กัน ใหย้ าวเสมอกนั
โปรดเกล้าฯ ใหร้ าชบณั ฑิตแตง่ และจารึกสรรพวิทยาและทรง
พระบาทสมเด็จพระนัง่ ให้สรา้ งพระนอนยาว ๔๙ เมตร ไวท้ วี่ ัดพระเชตุพนฯ มกี าร วดั ราชโอรสาราม
เกล้าเจา้ อยหู่ วั แตง่ วรรณคดีพระพุทธศาสนา เชน่ รา่ ยยาวมหาเวสสนั ดร
ชาดก ปฐมสมโพธิกถา
รชั สมัย เหตุการณท์ างด้านพระพทุ ธศาสนาทสี่ ำคญั ตัวอย่างผลงานสำคญั ใน
รชั สมยั
เม่ือยงั ทรงเป็นเจ้ามงกฎุ ทรงผนวชเป็นภิกษุ ทรงมี
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ พระฉายานามวา่ "วชริ ญาโณ" ทรงเล่ือมใสในวตั ร วัดราชประดษิ ฐส์ ถิตมหา
เจ้าอยู่หวั ปฏบิ ตั ขิ องพระรามญั วงศ์ จงึ ทรงอุปสมบทใหม่ภายหลัง สมี าราม
มีผบู้ วชตามมาก จึงทรงต้ังเป็นนกิ ายใหม่
เรยี กว่า ธรรมยุติกนกิ าย
พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ ทรงวางรูปแบบการศกึ ษาคณะสงฆ์ใหม่เปน็ แผนก วัดเบญจมบพติ รดสุ ติ วนา
เจา้ อยู่หวั นักธรรมและแผนกบาลี ทรงสถาปนาสถาบันการศกึ ษา ราม
สงฆข์ ั้นสงู คือ มหาวทิ ยาลยั จฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั
พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้า ทรงพระราชนิพนธว์ รรณคดีพระพุทธศาสนา เช่น
เจา้ อยหู่ วั พระพุทธเจา้ ตรัสร้อู ะไร มงคลสูตรคำฉันท์ จดหมาย พระรว่ งโรจนฤทธ์ิ
เหตุเรือ่ งพระภิกษุดฟู ุตบอล
พระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา้ ทรงผนวชและทรงจำพรรษาที่วดั บวรนิเวศวหิ าร โดย
เจา้ อยู่หัว ทรงมพี ระฉายานามวา่ "ปชาธิโป" โปรดเกลา้ ฯ ให้ พระไตรปฎิ กฉบบั สยามรัฐ
จัดพมิ พพ์ ระไตรปิฎกฉบบั สยามรฐั
พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั อานันท มกี ารแปลพระไตรปิฎกเป็นสำนวนธรรมดาและสำนวน พระไตรปิฎกเทศนาฉบับ
มหิดล เทศนา เรยี กวา่ พระไตรปฎิ กเทศนาฉบับหลวง หลวง
ทรงออกผนวช โดยมพี ระฉายานามวา่ "ภูมิพโล" มี วดั พระรามเก้าวดั ทส่ี รา้ ง
ขน้ึ ตามแนวพระราชดำริ
พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัวภูมพิ ลอ การบัญญัติกฎหมายคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ กำหนดให้ เศรษฐกจิ พอเพียง
ดุลยเดชมหาราช พระสังฆราชเป็นประมุขฝา่ ยพุทธจกั ร มกี ารสรา้ งวัด
ไทยขน้ึ ในตา่ งประเทศ
การสังคายนา
คำวา่ สงั คายนา หรือ สังคตี ิ แปลวา่ การสวดพรอ้ มกนั หรอื ร่วมกันสวด โดยความหมาย คือ การร้อยกรอง
พระธรรมวินยั ดงั น้ันการสงั คายนาจึงได้แก่ การรวบรวมพระธรรมวินัย ซึ่งเปน็ คำสอนของพระพทุ ธเจ้า เพ่ือสอบทาน
ความถกู ต้องตรงกนั และจดั เปน็ หมวดหมู่ เพือ่ งา่ ยต่อการทอ่ งจำ การศกึ ษา และการเผยแพร่
สาเหตุของการสังคายนา
ภายหลงั การปรนิ ิพพานของพระพุทธเจ้า พระพุทธวจนะทพี่ ระองค์ได้ตรัสตามโอกาสและเหตกุ ารณต์ ่างๆ ตลอด
พระชนม์ชีพ ส่วนมากจะมีการสืบทอดโดยการทอ่ งจำและการบอกเลา่ ที่เรียกว่า มุขปาฐะ อย่างไรกต็ ามการทรงจำพระ
ธรรมวินัยจะมากน้อยยอ่ มขึ้นอยกู่ ับความสามารถของพระสาวกแตล่ ะรูป ในช้นั ต้นพระสาวกทเ่ี ป็นพระอรหนั ต์ยังมีอยู่
มาก ความเขา้ ใจคลาดเคล่อื นในพระธรรมวนิ ยั ย่อมไม่เกิดขนึ้ แตต่ อ่ มาเมื่อพระอรหันตสาวกมลี ดน้อยลง ความสงสัย
และความเขา้ ใจผดิ ในพระธรรมวินัยมมี ากขนึ้
ประโยชน์ของการสงั คายนา
การสังคายนากอ่ ใหเ้ กดิ ประโยชนอ์ ย่างย่ิงทั้งต่อพระพุทธศาสนาและพทุ ธบริษัท ดังนี้
1 กำจดั และป้องกนั พวกอลัชชีไมใ่ ห้ปลอมเข้ามาบวช เพอ่ื อาศยั พุทธศาสนาแสวงหาผลประโยชน์
2. สรา้ งความเข้าใจในพระธรรมวนิ ยั ใหถ้ กู ต้องตรงกนั ในหมู่พทุ ธบรษิ ทั อันเปน็ การรักษาความบริษทั ของพระพุทธวจนะ
ใหส้ ืบทอดเรื่อยมาจนถึงปจั จุบัน
3. ทำให้พระพทุ ธศาสนาเจริญ มัน่ คงแพร่หลาย และทำใหเ้ กดิ พระไตรปฎิ ก อนั เปน็ คัมภรี ท์ ่สี ำคัญต่อการศกึ ษาเรยี นรู้
พระพุทธศาสนา
ประวัตกิ ารสังคายนา
ด้วยเหตุท่พี ระพทุ ธศาสนามีสองนกิ ายหลัก คอื นิกายเถรวาทและนิกายมหายาน การนับจำนวนครั้งในการ
สังคายนาพระไตรปฏิ กจึงไม่ตรงกัน อยา่ งไรก็ตาม การสงั คายนาได้กระทำตดิ ต่อกันมาหลายครั้ง ท้งั ที่ในอนิ เดยี และ
ประเทศอ่ืนๆ รวม 10 ครั้ง ดงั นี้
สงั คายนาครงั้ ที่ 1
มูลเหตุ : เมื่อพระพุทธองค์เสดจ็ ปรนิ ิพพานได้ 7 วัน พระมหากัสสปเถระอยทู่ เี่ มืองปาวา ยังไมท่ ราบว่าพระพุทธองคเ์ สดจ็
ปรินพิ พาน จึงพาพระสงฆจ์ ำนวน 500 รปู เดนิ ทางออกจากเมืองปาวาด้วยประสงค์จะไปเฝ้าพระพทุ ธองคท์ เ่ี มืองกุสินารา
ในระหวา่ งเดินทางนน้ั เอง กไ็ ด้ทราบขา่ วการเสดจ็ ปรนิ ิพพานของพระพทุ ธองค์จากอาชวี ก (นักบวชนิกายหน่งึ ) คนหน่ึง ซง่ึ
เดนิ ทางมาจากเมืองกุสินารา พระสงฆท์ ้ังมวลซ่งึ มพี ระมหากสั สปเถระเปน็ หวั หน้า เมื่อได้ทราบขา่ วนั้นแล้ว ผทู้ เี่ ปน็ พระ
อรหนั ต์ต่างก็มคี วามสลดใจ ผู้ทีเ่ ปน็ ปถุ ชุ นอยู่กเ็ ศร้าโศกเสยี ใจ รอ้ งไห้ครำ่ ครวญ รำพึงรำพันกันไปต่างๆนานา แตพ่ ระภิกษุ
สภุ ัททะมิไดเ้ ป็นเชน่ นัน้ และไดห้ า้ มพระภิกษุเหลา่ น้ันมิใหเ้ สยี ใจ มิให้รอ้ งไห้ โดยกลา่ วชนี้ ำวา่ ที่พระพทุ ธเจ้าไดเ้ สดจ็
ปรนิ ิพพานน้ันเปน็ การดแี ลว้ ตอ่ นีไ้ ปจะทำอะไรได้ตามใจ ไม่มใี ครคอยมาชวี้ ่าผดิ น่ี ถกู นี่ ควรน่ี ไมค่ วรน่ี ตอ่ ไปอีก พระ
มหากัสสปเถระได้ฟังคำกลา่ วจว้ งจาบเช่นนั้นแลว้ เกิดความสลดใจ ภายหลังจากการถวายพระเพลงิ พระพทุ ธสรรี ะเสร็จ
ส้ินแลว้ ไดม้ กี ารประชุมสงฆ์ พระมหากสั สปเถระซ่ึงเป็นผมู้ ีอายุพรรษามากกว่าพระสงฆ์ทุกรปู ได้รับเลือกให้เป็นประธาน
สงฆ์ มีฐานะเป็นสังฆปรณิ ายก (ผนู้ ำคณะสงฆ)์ บรหิ ารการคณะสงฆ์ตามพระธรรมวินยั ท่านจงึ ได้นำเร่ืองท่ภี กิ ษุสุภทั ทะ
กลา่ วจ้วงจาบพระธรรมวินยั น้ันเสนอต่อทป่ี ระชมุ สงฆ์ ชวนให้ทำการสังคายนาพระธรรมวินัย และไดร้ บั ความเหน็ ชอบจาก
ท่ปี ระชุม ตอ่ จากน้นั มา 3 เดือน กไ็ ด้มกี ารประชุมทำสังคายนาคร้งั ท่ี 1
สถานที่ : ถำ้ สัตบรรณคหู า ข้างเขาเวภารบรรพต ใกล้กรงุ ราชคฤห์ ชมพทู วีป
องค์อปุ ถัมภ์ : พระเจ้าอชาตศัตรู
การจัดการ : พระมหากสั สปเถระได้รบั เลอื กเป็นประธาน และเป็นผู้ซกั ถามพระธรรมวินยั พระอุบาลีเถระเป็นผตู้ อบข้อ
ซักถามทางพระวินัย พระอานนท์เถระเป็นผู้ตอบขอ้ ซักถามทางพระธรรม มพี ระอรหันตเ์ ข้าประชมุ เป็นสังคีตกิ ารกสงฆ์
(สงฆ์ผเู้ ปน็ คณะกรรมการทำสังคายนา) จำนวน 500 รปู
ระยะเวลา : 7 เดอื น จงึ สำเร็จ
สงั คายนาครั้งที่ 2 ในพ.ศ.100
มลู เหตุ : พระยสะกากัณฑกบุตรได้ปรารภถงึ ข้อปฏบิ ัตยิ ่อหย่อน 10 ประการ ของพวกภกิ ษวุ ัชชบี ุตร เชน่ ถอื วา่ เกบ็ เกลอื ไว้
ในเขนง (เขาสัตว์) เพื่อเอาไว้ฉันได้ ตะวนั ชายเกนิ เทย่ี งไปแล้ว 2 นิ้วฉนั อาหารได้ รับเงินทองไวใ้ ชไ้ ด้ เปน็ ต้น พระยสะกา
กณั ฑกบุตรเหน็ วา่ ข้อปฏิบตั ิย่อหยอ่ นดงั กล่าวนี้ขดั กับพระวินัยพทุ ธบญั ญัติ จงึ ได้ชักชวนพระเถระผู้ใหญป่ ระชมุ พิจารณา
วนิ จิ ฉัย ทำการสังคายนาพระธรรมวินยั เพื่อความมน่ั คงพระพุทธศาสนาสืบไป
สถานท่ี : วาลกิ าราม เมอื งเวสาลี แคว้นวัชชี ชมพูทวปี
องค์อปุ ถัมภ์ : พระเจา้ กาลาโศกราช
การจัดการ : พระมหาเถระช่ือยสะกากณั ฑกบตุ รเปน็ ประธาน พระเรวตเถระเปน็ ผู้ซักถามพระธรรมวนิ ัย พระสพั พกามี
เถระเปน็ ผู้ตอบข้อซกั ถาม มีพระอรหนั ตเ์ ขา้ ประชมุ เปน็ สงั คีตกิ ารกสงฆจ์ ำนวน 700 รูป
ระยะเวลา : 8 เดอื น จงึ สำเร็จ
สังคายนาครัง้ ท่ี 3 ในพ.ศ.235
มูลเหตุ : พวกเดียรถยี ห์ รอื พวกนกั บวชในศาสนาอื่นมาปลอมบวชในพระพทุ ธศาสนา ดว้ ยเหน็ แก่ลาภสกั การะ และเพ่ือ
บ่อนทำลายพระพทุ ธศาสนา ได้แสดงลทั ธิและความเหน็ ของตนว่า "เปน็ พระพุทธศาสนา เป็นคำสัง่ สอนของพระพุทธเจ้า"
พระโมคคลั ลบี ตุ รตสิ สเถระได้ขอความอปุ ถัมภจ์ ากพระเจ้าอโศกมหาราชให้มีการสอบสวน สะสาง กำจดั พวกเดียรถยี ์
ปลอมบวชประมาณ 60,000 รูป แล้วใหส้ ละสมณเพศออกจากพระพุทธศาสนาไดส้ ำเรจ็
สถานท่ี : อโศการาม กรงุ ปาตลีบุตร ชมพทู วีป
องค์อุปถัมภ์ : พระเจา้ อโศกมหาราช
การจัดการ : พระโมคคลั ลบี ตุ รติสสเถระเป็นประธาน พระอรหันต์เขา้ ประชมุ เป็นสังคีติการกสงฆจ์ ำนวน 1,000 รปู
ระยะเวลา : 9 เดอื น จึงสำเร็จ
สังคายนาครั้งท่ี 4
ในพ.ศ.238 หลังจากพระมหินทเถระและคณะออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในลังกาทวีปประมาณ 3 ปี
มลู เหตุ : พระมหนิ ทเถระประสงค์จะให้พระพทุ ธศาสนาได้หยั่งรากมน่ั คงในลังกาทวีป เปน็ การวางรากฐานให้พระสงฆ์ชาว
ลังกาท่องจำพระพุทธวจนะตามระบบการศึกษาพระปริยตั ิธรรมในเวลาน้นั
สถานที่ : ถูปาราม เมืองอนุราธปุระ ในลงั กาทวีป
องค์อปุ ถัมภ์ : พระเจา้ เทวานัมปิยติสสะ กษัตรยิ ์แห่งลงั กาทวีป
การจดั การ : พระมหนิ ทเถระเปน็ ประธาน พระอริฏฐเถระเป็นผูส้ วดทบทวนหรอื ตอบขอ้ ซักถามด้านพระวินัย
มพี ระเถระรูปอน่ื ๆสวดทบทวนพระธรรม มีพระอรหันตเ์ ข้าประชมุ เปน็ จำนวน 38 รปู พระเถระผู้จดจำพระไตรปฎิ กอีก
จำนวน 962 รปู
ระยะเวลา : 10 เดือน จงึ สำเร็จ
สังคายนาครั้งท่ี 5 ในพ.ศ.433
มูลเหตุ : ทางการคณะสงฆ์ชาวลงั กาและทางราชการบา้ นเมืองเหน็ วา่ พระธรรมวินัยหรอื พระพุทธวจนะที่ไดส้ ังคายนาไว้
นั้น มีความสำคัญมาก นับเป็นรากแกว้ ของพระพทุ ธศาสนา หากจะพทิ ักษร์ กั ษาธรรมวนิ ัยใหด้ ำรงอยู่สืบไปด้วยวธิ ีการ
ทอ่ งจำดังที่เคยถือปฏิบตั ิกนั มา กอ็ าจมีข้อวิปริตผิดพลาดได้งา่ ย เพราะความจำของผบู้ วชเรยี นเส่อื มถอยลง ในการ
สังคายนาครั้งน้ี จงึ ได้ตกลงจารกึ พระธรรมวนิ ัยหรอื พระพุทธวจนะ เปน็ ภาษามคธอักษรบาลีลงในใบลาน พร้อมท้ัง
คำอธบิ ายพระไตรปฎิ กทีเ่ รียกว่า อรรถกถา ซ่ึงเดิมเปน็ ภาษามคธอักษรบาลี นบั เปน็ ครั้งแรกท่ไี ด้มีการจารึกพระธรรมวนิ ัย
เป็นภาษามคธอักษรบาลเี ป็นหลักฐาน ไวเ้ ป็นลายลกั ษณ์อักษร พระไตรปฎิ กลายลกั ษณ์อักษร จงึ มีข้นึ เปน็ ฉบบั แรกใน
พระพทุ ธศาสนา นบั เปน็ การสังคายนาครั้งท่ี 2 ในลังกาทวีป
สถานที่ : อาโลกเลนสถาน ณ มตเลชนบท ในลังกาทวปี
องค์อุปถัมภ์ : พระเจ้าวฏั ฏคามณอี ภยั
การจัดการ : พระรักขติ มหาเถระเปน็ ประธานและเป็นผ้ซู ักถามพระธรรมวินัย พระตสิ สเถระเปน็ ผู้ตอบข้อซกั ถาม มี
พระสงฆ์ผูเ้ ปน็ องค์พระอรหนั ต์ และพระสงฆ์ปุถชุ นเขา้ ประชมุ เป็นสังคีตกิ ารกสงฆ์ จำนวนกว่า 1,000 รปู
ระยะเวลา : 1 ปี จงึ สำเร็จ
สังคายนาครั้งท่ี 6
ในพ.ศ.956 ไดม้ ีการทำสังคายนาพระธรรมวินัย โดยการแปลและเรยี บเรียงอรรถกถา (คมั ภรี ์อธิบายพระไตรปิฎก)
มูลเหตุ : พระพุทธโฆสเถระ (หรอื ท่ไี ทยเรานยิ มเรียกว่า พระพุทธโฆษาจารย์) ซ่ึงเป็นพระมหาเถระชาวชมพูทวปี ผ้เู ปรื่อง
ปราดมคี วามรู้แตกฉานในพระไตรปฎิ ก และนับเป็นปราชญ์ทางพระพทุ ธศาสนาและภาษาบาลี เหน็ วา่ คมั ภีรอ์ รรถกถา
แหง่ พระไตรปฎิ กน้นั มสี มบูรณ์ บรบิ รู ณ์ เป็นภาษาสิงหล อยู่ในลังกาทวปี ท่านจงึ เดินทางไปลงั กาทวีป ขอความอุปถมั ภ์
จากพระเจา้ มหานามเพื่อแปลและเรยี บเรยี งคัมภรี อ์ รรถกถาจากภาษาสิงหลเป็นภาษามคธ เพือ่ จะไดเ้ ป็นตันติภาษา
(ภาษาทมี่ ีแบบแผน) สอดคลอ้ งกบั คัมภีร์พระไตรปฎิ ก และจะไดเ้ ป็นประโยชน์กวา้ งขวางต่อไป นับเปน็ การสงั คายนาครั้ง
ท่ี 3 ในลังกาทวีป
สถานที่ : โลหปราสาท เมืองอนรุ าธปรุ ะ ในลงั กาทวีป
องค์อปุ ถัมภ์ : พระเจ้ามหานาม
การจดั การ : พระพุทธโฆสเถระเปน็ ประธาน มีการแปลและเรยี บเรยี งคมั ภีรอ์ รรถกถาจากภาษาสิงหล เปน็ ภาษามคธ
อกั ษรบาลี
ระยะเวลา : 1 ปี จงึ สำเรจ็
สงั คายนาครงั้ ที่ 7
ในพ.ศ.1587
มลู เหตุ : ทางการคณะสงฆอ์ ันมีพระมหากัสสปเถระเป็นประธาน และทางราชการบา้ นเมืองอนั มีพระเจา้ ปรักกมพาหุเป็น
ประมุข เห็นว่าคัมภรี พ์ ระไตรปฎิ ก ซ่ึงเรียกว่าปาลินน้ั เปน็ ภาษามคธอักษรบาลี คัมภีร์อธิบายพระไตรปิฎกซึ่งเรยี กว่าอรรถ
กถา ก็ได้แปลและเรยี บเรียงเป็นภาษามคธ อนั เป็นตนั ติภาษาสอดคล้องกับคัมภรี ์พระไตรปิฎกแลว้ ส่วนคัมภรี ์อธบิ าย
อรรถกถาซงึ่ เรียกว่า ฎกี า และคมั ภีร์อธิบายฎกี าซึ่งเรยี กวา่ อนุฎกี า ยงั มิได้แปลและเรียบเรียงเปน็ ภาษามคธ ยงั เปน็ ภาษา
สงิ หลบา้ ง เป็นภาษาสงิ หลปะปนกับภาษามคธบ้าง ควรจะไดแ้ ปลและเรยี บเรียงเป็นภาษามคธใหห้ มดสน้ิ จงึ ได้ดำเนนิ การ
แปลและเรียบเรยี งคัมภีรด์ งั กล่าวเปน็ ภาษามคธ เป็นตันติภาษา (ภาษาที่มแี บบแผน) เช่นเดยี วกบั คัมภีร์พระไตรปฎิ กและ
คมั ภรี ์อรรถกถา นบั เปน็ การสังคายนาครง้ั ท่ี 4 ในลงั กาทวปี
สถานท่ี : ลงั กาทวปี (เข้าใจว่าที่โลหปราสาท เมืองอนรุ าธปุระ)
องค์อปุ ถัมภ์ : พระเจา้ ปรกั กมพาหุ
การจัดการ : พระมหากัสสปเถระเป็นประธาน พรอ้ มดว้ ยการกสงฆ์ (กรรมการเฉพาะกจิ สงฆ์) จำนวนกวา่ 1,000 รปู
ระยะเวลา : 1 ปี จึงสำเร็จ
สงั คายนาครั้งที่ 8 ในพ.ศ.2020
มลู เหตุ : พระธรรมทนิ มหาเถระผู้เปรอ่ื งปราดแตกฉานในพระไตรปิฎก ไดพ้ จิ ารณาเห็นว่าคัมภรี พ์ ระไตรปฎิ ก อรรถกถา
ฎีกา และอนฎุ ีกา ซึง่ มีอย่ใู นเวลานน้ั มขี ้อวปิ ลาสคลาดเคล่ือนอยมู่ าก ดว้ ยการจำลองหรือคดั ลอกกนั ต่อๆมาเปน็ เวลาชา้
นาน จงึ เขา้ เฝา้ ถวายพระพรขอความอปุ ถัมภจ์ ากพระเจา้ ติโลกราช เม่อื ได้รบั การอปุ ถมั ภ์แลว้ พระธรรมทินมหาเถระก็ได้
เลอื กพระสงฆผ์ ู้เช่ียวชาญในพระไตรปิฎกประชุมกนั ทำสงั คายนา โดยการตรวจชำระพระไตรปฎิ ก พร้อมท้ังอรรถกถา
ฎีกา อนฎุ กี า จารกึ ไวใ้ นใบลาน ดว้ ยอักษรธรรมของลา้ นนา นับเป็นการสังคายนาคร้ังท่ี 1 ในอาณาจักรลา้ นนาหรือ
ประเทศไทยในปัจจุบนั
สถานที่ : วดั โพธาราม ณ เมืองนพิสิกร คือ เมืองเชียงใหม่ ประเทศไทย
องค์อุปถัมภ์ : พระเจ้าติโลกราช หรอื พระเจ้าศิรธิ รรมจักรวรรดดิ ิลกราช
การจัดการ : พระธรรมทนิ มหาเถระเป็นประธาน พร้อมด้วยการกสงฆ์
ระยะเวลา : 1 ปี จึงสำเร็จ
สังคายนาครง้ั ที่ 9
มูลเหตุ : พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช พร้อมด้วยสมเดจ็ พระอนชุ าธิราช กรมพระราชวงั บวรมหาสุรสี
หนาท ทรงมีพระราชศรัทธาปรารถนาจะทำนบุ ำรงุ พระพุทธศาสนาใหเ้ จริญมนั่ คงสืบไป ไดท้ รงทราบจากพระสงฆ์อนั มี
สมเด็จพระสงั ฆราชฯเปน็ ประธานว่า เวลานั้นพระไตรปิฎกมขี ้อวิปลาสคลาดเคลื่อนมาก แมพ้ ระสงฆจ์ ะมคี วามประสงคจ์ ะ
ทำนบุ ำรุงให้สมบรู ณก์ ็ไม่มีกำลังพอจะทำได้ พระองค์จงึ ได้ทรงอาราธนาสมเด็จพระสังฆราชพรอ้ มด้วยพระสงฆ์ทง้ั ปวงให้
รับภาระในเร่อื งนี้ ดังน้นั พระสงฆอ์ ันมสี มเด็จพระสังฆราชฯเป็นประธาน จงึ ไดเ้ ร่ิมทำการสงั คายนาพระธรรมวินัย ตรวจ
ชำระพระไตรปฎิ กพรอ้ มทั้งคัมภีร์ลัททาวิเสส (คัมภรี ไ์ วยากรณ์บาลี) และไดจ้ ารึกไว้ในใบลานดว้ ยอักษรขอม ซึ่งนับเป็น
การสงั คายนาครั้งที่ 2 ในประเทศไทย
สถานท่ี : วัดพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งปจั จุบันคอื วัดมหาธาตยุ ุวราชรังสฤษฎ์ิ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
องค์อปุ ถัมภ์ : พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
การจัดการ : สมเด็จพระสังฆราชเปน็ ประธาน มีพระสงฆเ์ ข้าประชมุ เปน็ สงั คตี ิการกสงฆ์จำนวน 218 รูป และมีราชบณั ฑิต
เปน็ ผชู้ ่วยเหลอื จำนวน 32 คน
ระยะเวลา : 5 เดือน จึงสำเร็จ
สงั คายนาครั้งท่ี 10 ในพ.ศ.2530
มูลเหตุ : ในปีพ.ศ.2530 เป็นปที ีพ่ ระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจรญิ พระชนมพรรษาครบ 5 รอบปีนกั ษัตร สมเด็จ
พระสังฆราชทรงดำริเห็นวา่ พระไตรปิฎกอนั เป็นคัมภีรส์ ำคัญยิง่ ในพระพุทธศาสนานัน้ มีขอ้ วิปลาสคลาดเคล่ือนอยู่ อนั เกิด
จากความประมาทพลาดพลง้ั ในการคดั ลอกและตีพิมพ์กนั ต่อๆมา เห็นควรทำการสังคายนาพระธรรมวนิ ยั ตรวจสอบชำระ
ใหบ้ ริสุทธบ์ิ ริบรู ณ์ และตีพิมพ์ขน้ึ เป็นที่เฉลิมพระเกยี รติยศในพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัว เน่ืองในวันเฉลิมพระ
ชนมพรรษา ปีพ.ศ.2530 จึงไดเ้ จริญพรขอความอปุ ถัมภไ์ ปยังรฐั บาลและถวายพระพรให้การสังคายนาครงั้ นอี้ ยู่ในพระ
บรมราชูปถัมภ์ เมื่อได้รับงบประมาณและพระบรมราชปู ถมั ภแ์ ล้ว จงึ ไดด้ ำเนินการสังคายนา เริ่มแต่ปพี .ศ.2528 และเสร็จ
ส้ินลงเมอ่ื ปีพ.ศ.2530 นับเปน็ การสังคายนาครั้งที่ 4 ที่ทำในประเทศไทย
สถานที่ : พระตำหนักสมเด็จวัดมหาธาตยุ ุวราชรังสฤษฎ์ิ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
องค์อุปถัมภ์ : พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัวภูมพิ ลอดุลยเดช เป็นองค์อุปถมั ภ์ พร้อมดว้ ยรฐั บาล อนั มพี ลเอกเปรม ติณสู
ลานนท์ เปน็ นายกรัฐมนตรี
การจัดการ : สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสงั ฆปรณิ ายก (วาสนมหาเถระ) เป็นประธาน
ระยะเวลา : 2 ปี จึงสำเร็จ
แผนการจัดการเรยี นรูท้ ี่ 8
กลุ่มสาระการเรียนรสู้ งั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม รหัสวชิ า ส21101
รายวชิ าสงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม ระดับช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564
ชอื่ หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 3 พระสงฆ์ เวลา 3 ชว่ั โมง
เร่อื ง ประวัตสิ าวกและศาสนิกชนตวั อย่าง
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------
มาตรฐาน ส 1.1 รู้ และเข้าใจประวตั ิ ความสำคัญ ศาสดา หลกั ธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนบั ถือและ
ศาสนาอน่ื มีศรัทธาท่ถี ูกต้อง ยึดม่ัน และปฏบิ ตั ิตามหลักธรรม เพื่ออยู่ร่วมกันอยา่ งสนั ติสุข
ตัวชี้วัด ส 1.1 ม.1/4 วเิ คราะห์และประพฤตติ นตามแบบอยา่ งการดำเนินชวี ติ และข้อคดิ จากประวตั ิสาวก ชาดก
เร่ืองเลา่ และศาสนิกชนตัวอย่างตามท่ีกำหนด
สาระสำคญั
การศึกษาประวัตพิ ุทธสาวก พทุ ธสาวกิ า และศาสนกิ ชนตัวอย่าง โดยใชก้ ารวิเคราะห์อยา่ งเปน็ เหตเุ ป็นผล ยอ่ มทำ
ให้ได้ข้อคิดสำคญั และคุณธรรมอันเปน็ แบบอยา่ งของท่าน ซ่งึ เราสามารถนำไปเป็นแนวทางในการประพฤติตนอย่าง
เหมาะสม
จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
ความรู้(K)
1. อธบิ ายประวตั ขิ องพระมหากัสสปะ พระอบุ าลี อนาถบณิ ฑิกะ นางวิสาขา พระเจ้าอโศกมหาราช
พระโสณะและพระอตุ ตระได้
ทักษะกระบวนการ(P)
2. วิเคราะห์คุณธรรมทค่ี วรถือเป็นแบบอย่างของพระมหากัสสปะ พระอบุ าลี อนาถบิณฑิกะ
นางวสิ าขา พระเจ้าอโศกมหาราช พระโสณะและพระอตุ ตระ แล้วนำไปเปน็ แนวการปฏบิ ัติตนได้
คณุ ลกั ษณะ(A)
3. มคี วามสนใจประวัตขิ องพุทธสาวก พุทธสาวิกา และศาสนิกชนตัวอย่าง
คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์
รักชาติ ซ่อื สัตย์ มวี ินยั ใฝเ่ รยี นรู้
อยูอ่ ยา่ งพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รกั ความเปน็ ไทย จิตสาธารณะ
สมรรถนะ
การสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา
การร้เู ท่าทันสอื่ สารสารสนเทศและดจิ ิทลั
การใช้ทกั ษะชีวติ การใช้เทคโนโลยี
ทกั ษะชวี ติ และความเจริญแห่งตน
เนื้อหาสาระ
ในสมัยพระพุทธองค์มีพุทธสาวก และพุทธสาวิกาหลายอย่าง ที่มีจริยาวัตรงดงาม เป็นแบบอย่างที่ดี
แก่พุทธศาสนิกชน ประวัติพุทธสาวก พุทธสาวิกาที่ควรศึกษาคือ พระมหากัสสปะ พระอุบาลี อนาถบิณฑิกเศรษฐี
นางวิสาขา และมีพทุ ธศาสนกิ ชนตวั อยา่ งท่ีควรศกึ ษาคือ พระเจา้ อโศกมหาราช พระโสณะและพระอุตตระ
Step1 ขนั้ รวบรวมข้อมูล (Gathering)
1. นักเรยี นร่วมกนั สนทนาเกี่ยวกับความหมายของพุทธสาวกและพุทธสาวิกา โดยครใู ชค้ ำถามดงั น้ี
- พทุ ธสาวกและสาวิกา หมายถึงอะไร และมคี วามสำคญั ต่อพระพทุ ธศาสนาอย่างไร
(ผ้ทู นี่ บั ถือพระพุทธเจา้ ผู้ฟงั และผูป้ ฏิบัติตามคำส่ังสอนของพระพุทธเจา้ เพศชาย เรยี กว่า พุทธสาวก
ได้แก่ ภิกษแุ ละอุบาสก เพศหญิง เรียกพุทธสาวกิ า ไดแ้ ก่ ภิกษณุ แี ละอุบาสิกา)
จากนั้นครูนำภาพพระภิกษุ พุทธสาวก พุทธสาวิกา อุบาสกและอุบาสิกามาใหน้ ักเรียนดู พรอ้ มใช้คำถาม
ดงั นี้
- ได้ถามนกั เรียนเคยเหน็ บคุ คลท่ปี ระพฤตติ นดังภาพหรอื ไม่
- นักเรียนรูส้ กึ อยา่ งไรกบั การปฏิบัติตนของบุคคลดงั กล่าว
- การประพฤตปิ ฏบิ ตั ดิ ังกล่าวมีความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาอย่างไร
2. ครูให้นกั เรยี นแบ่งกลุม่ ออกเป็น 6 กลมุ่ โดยศึกษาประวัตคิ วามเปน็ มาและคุณธรรมที่เป็นแบบอย่างของพุทธ
สาวกและพุทธสาวกิ า และชาวพุทธตวั อยา่ ง ดังน้ี
- กลมุ่ ที่ 1 พระมหากัสสปะ
- กลุ่มที่ 2 พระอุบาลี
- กลมุ่ ท่ี 3 อนาถบณิ ฑกิ ะ
- กลุ่มที่ 4 นางวสิ าขา
- กลมุ่ ท่ี 5 พระโสณะเถระและพระอตุ ตรเถระ
- กลุม่ ที่ 6 พระเจา้ อโศกมหาราช
Step2 ข้ันวิเคราะห์และสรุปความรู้ (Processing)
3. นกั เรียนแต่ละกลุม่ ชว่ ยกันสรุปประวัตคิ วามเป็นมา การไดร้ ับการยกย่องจากพระพุทธเจา้ และคุณธรรมทเ่ี ป็น
แบบอยา่ ง
4. นกั เรยี นคิดประเมนิ เพ่ือเพมิ่ คุณค่าแล้วสรปุ โดยครูใช้คำถามดังนี้
- ถ้าพุทธศาสนิกชนยดึ ถือข้อปฏบิ ตั ขิ องพระมหากัสสปะ พระอุบาลี อนาถบิณฑิกะ นางวิสาขา
พระโสณะเถระและพระอุตตรเถระ พระเจ้าอโศกมหาราช นำไปใช้ในการดำเนินชีวติ ประจำวันกอ่ ให้เกดิ ประโยชน์แก่
ตนเอง พระพุทธศาสนาและสังคมส่วนรวมอย่างไร
( สามารถดำเนนิ ชีวติ ในสังคมได้อย่างมคี วามสุข พระพทุ ธศาสนามคี วามเจริญร่งุ เรอื งและทุกคนสามารถ
อยู่รว่ มกนั อยา่ งมีความสุข)
5. ใหน้ กั เรียนกลุ่มเดิมพิจารณาเลือกข้อปฏบิ ัตขิ องพระมหากัสสปะ พระอุบาลี อนาถบิณฑิกะ นางวิสาขา
พระโสณะเถระและพระอุตตรเถระ พระเจา้ อโศกมหาราช โดยเลอื กไม่ซำ้ กันในแต่ละกลุ่ม พรอ้ มให้เหตุผลในการเลือก
ปฏิบัติ
Step3 ขนั้ ปฏบิ ัตแิ ละสรุปความรู้หลังการปฏิบตั ิ (Applying and Constructing the Knowledge)
6. นกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ บัญทึกแนวทางในการปฏิบตั ิของพระมหากัสสปะ พระอุบาลี อนาถบณิ ฑกิ ะ นางวสิ าขา
พระโสณะเถระและพระอุตตรเถระ พระเจา้ อโศกมหาราช ทนี่ ำไปปฏิบัติในชวี ติ ประจำวันและบอกผลท่เี กดิ ขึน้ จากนั้น
นกั เรียนร่วมกันตรวจสอบความถกู ต้องและปรับปรุงแกไ้ ข เพม่ิ เติม
7. นกั เรยี นรว่ มกนั สรปุ ความรู้ ดังนี้
- พทุ ธสาวกและพุทธสาวกิ า เปน็ ผู้ปฏิบตั ติ ามหลักธรรมคำสง่ั สอนของพระพทุ ธเจา้ เป็นปูชนียบคุ คล ผู้สืบทอด
เผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาและเปป็นแบบอยา่ งที่ดีท่ีควรประพฤติปฏิบัตติ าม
Step4 ขน้ั สอื่ สารและนำเสนอ (Applying the Communication Skill)
8. นกั เรยี นสง่ ตัวแทนของแตล่ ะกลุม่ ออกมานำเสนอแนวทางการนำข้อปฏิบตั ทิ ่คี วรเปน็ แบบอยา่ งนำไปปฏิบตั ิใน
ชีวติ ประจำวันหน้าช้นั เรยี น
Step5 ขัน้ ประเมนิ เพอื่ เพ่ิมคุณค่าบริการสังคมและจิตสาธารณะ (Self-Regulating)
9. นกั เรยี นนำผลงานของแตล่ ะกลมุ่ นำมาจดั ปา้ ยนเิ ทศ
สอ่ื และแหลง่ การเรียนรู้
1. หนังสอื แบบเรียน
2. ภาพพทุ ธสาวก พุทธสาวกิ า
การวดั และการประเมินผลการเรยี นรู้
จดุ ประสงค์ วธิ วี ดั เคร่อื งมอื วดั เกณฑก์ ารวดั ผล
การเรียนรู้
ตัวช้ีวัด ความรู้(K) ทดสอบ แบบทดสอบ ผ่านเกณฑ์
ส 1.1 ม.1/4 วเิ คราะห์ อธิบายประวัตขิ องพระ 50 %
และประพฤติตนตาม มหากสั สปะ พระอุบาลี อนาถ
แบบอย่างการดำเนนิ ชวี ิต บณิ ฑิกะ นางวสิ าขา พระเจ้า
และข้อคดิ จากประวัติ อโศกมหาราช พระโสณะและ
สาวก ชาดก พระอตุ ตระได้
เร่อื งเลา่ และศาสนกิ ชน ทกั ษะกระบวนการ(P)
ตัวอย่างตามท่ีกำหนด วิเคราะห์คุณธรรมทคี่ วรถือ
เปน็ แบบอย่างของพระ
มหากัสสปะ พระอุบาลี
อนาถบิณฑิกะ
นางวสิ าขา พระเจ้าอโศก
มหาราช พระโสณะและพระ
อุตตระ แลว้ นำไปเปน็ แนว
การปฏบิ ัติตนได้
จุดประสงค์ วธิ ีวัด เครอื่ งมือวดั เกณฑ์การวดั ผล
การเรียนรู้
คุณลักษณะ(A)
มีความสนใจประวตั ิของพทุ ธ
สาวก พุทธสาวิกา
และศาสนิกชนตวั อย่าง
สมรรถนะ 1) นักเรยี นมีความสามารถใน สงั เกต แบบประเมิน ผา่ นเกณฑ์
การสอ่ื สาร
การใช้ทกั ษะชวี ติ การสอ่ื สาร 50 %
คณุ ลักษณะอันพึง 2) นักเรียนมีความสามารถใน
ประสงค์
มุ่งมั่นในการทำงาน การใชท้ กั ษวี ติ
นกั เรยี นมีความมุง่ มั่นในการ สงั เกต แบบประเมนิ ระดบั คุณภาพ
ทำงาน 2