265 เรื่องที่ 4การตรวจสอบโครงการพัฒนาอาชีพ การดําเนินงาน โครงการพัฒนาอาชีพ ใหประสบความสําเร็จการตรวจสอบติดตามโครงการ และการควบคุม โครงการ เปนระบบที่สําคัญตอการจัดการโครงการไดดําเนินการไปอยางมีประสิทธิภาพ การตรวจสอบโครงการ หมายถึง กระบวนการการวัดและการตรวจสอบที่ทําเปนประจําใน แตละระยะของการดําเนินงานโครงการ โดยจะทํา การวัดและตรวจสอบปจจัยนําเขา ไดแก ความพรอมของ ทุน แรงงาน ตลาด การจัดการ ความถนัด ความสอดคลอง ของอาชีพกับชุมชน กระบวนการดําเนินงาน ตรวจสอบการดําเนินงานโครงการวาเปนไปตามแผนหรือไม และติดตาม ผลผลิต ผลิตภัณฑ บริการที่เกิดขึ้น วาเปนอยางไร โดยการติดตามโครงการ มีจุดมุงหมายเพื่อใหขอมูลแกฝายบริหาร ในการชี้ใหเห็นสถานการณ ของโครงการเกี่ยวกับการใชทรัพยากร การปฏิบัติกิจกรรมตาง ๆ หรือผลผลิต/ ผลิตภัณฑ/ บริการของ โครงการเพื่อการแกไขปรับปรุงสถานการณตาง ๆ ของโครงการที่เปนปญหาไดทันทวงทีการควบคุม โครงการ หมายถึง กระบวนการที่บังคับใหกิจกรรมตาง ๆ เปนไปตามแผนงาน และวัตถุประสงคที่ไดกําหนดไว การ ควบคุมโครงการจะชวยกระตุนใหผูบริหารโครงการ ตลอดจน ผูปฏิบัติงานโครงการใหสนใจชวงการดําเนินงาน เพื่อไม ใหการดําเนินงานเบี่ยงเบนไปจากแผน และเพื่อ แกไขขอผิดพลาดเมื่อสถานการณไมเปนไปตามที่วางแผนไว เพื่อให โครงการประสบความสําเร็จ ระบบการ ควบคุมโครงการเกี่ยวกับสิ่งตาง ๆ ควรควบคุมโครงการใน 5 ดาน ดังนี้ 1. การควบคุมทรัพยากรทางกายภาพ ไดแก การตรวจสอบวาวัตถุประสงค อุปกรณ เครื่องมือ อาคาร ที่ดิน และ บุคลากร/ ผูปฏิบัติงาน มีปริมาณและลักษณะตามที่กําหนดไวสําหรับการ ปฏิบัติงานเพื่อใหเกิดการประหยัดในการ บรรลุวัตถุประสงค 2. การควบคุมกระบวนการปฏิบัติงาน ไดแก การตรวจสอบกํากับดูแลเทคนิค เครื่องจักร เครื่องมือตาง ๆ และวิธี ปฏิบัติงานของบุคลากร/ ผูปฏิบัติใหถูกตองตรงตามหลักการที่กําหนดไวสําหรับการ ปฏิบัติงานประเภทนั้น ๆ 3. การควบคุมผลการปฏิบัติงาน เปนการจัดการใหโครงการการผลิตไดปริมาณตามที่กําหนดไวตามคุณภาพ และ ตามชวงเวลาที่กําหนดไว 4. การควบคุมดานการเงิน ไดแก การควบคุมดานรายจาย การควบคุมดานงบประมาณ และ ดานการบัญชี เพื่อใหเกิด ความมั่นใจวารายรับและรายจายของโครงการเปนไปตามแผนและโครงการ สามารถทําใหเกิดผลผลิต/ ผลิตภัณฑ/ บริการตามวัตถุประสงค 5. การควบคุมบุคลากร เปนการควบคุมพฤติกรรมการปฏิบัติงานของทีมงานโครงการให เปนไปตามวิธีการที่กําหนดไว และใหเปนไปตามกําหนดการโครงการ การควบคุมการปฏิบัติงานของ บุคลากรอาจใชการประเมินผลการปฏิบัติงาน แบบเปนระบบและเปนทางการ การติดตามและการควบคุมโครงการเปนกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกัน และมักใชควบคูกัน เพื่อ ปรับการปฏิบัติงานใหไปสูทิศทางที่ตองการ กลาวคือ เมื่อไดติดตามดูผลการปฏิบัติงานวาเปนอยางไรแลว ตองมี การควบคุมเพื่อปรับการปฏิบัติงานใหไปสูทิศทางที่กําหนดไวในแผน เพื่อชวยใหโครงการบรรลุสิ่งเปนวัตถุประสงคของ โครงการ ในการดําเนินงานโครงการ การติดตามและการควบคุมจึงชวยใหโครงการมีความเปนอันหนึ่งอันเดียวกันทั้ง ระบบตลอดอายุของโครงการ การรายงานผลเปนการสรุปจากผลการประเมินวาเปนไปตามโครงการหรือไม มีปญหา
266 อุปสรรคอยางไร เพื่อหาแนวทางแกไข และสงเสริมใหการปฏิบัติงานตามโครงการนั้นมีประสิทธิภาพมาก ยิ่งขึ้น การ ประเมินผลโครงการ นอกจากจะประเมินความสําเร็จตามเปาหมายที่กําหนดไวแลว ผูประกอบการควรทําการ ประเมินดานคุณธรรม จริยธรรมของตนเองดวย เพราะผูประกอบการสวนใหญจะ นึกถึงแตผลกําไรโดยไมคํานึงถึง คุณธรรม จริยธรรม ซึ่งจะมีผลตอความมั่นคงของอาชีพในระยะยาวดวย
267 กิจกรรมที่ 3 ใหผูเรียนบันทึกขอมูล สรุปผลการดําเนินงานโครงการพัฒนาอาชีพของตนเองตาม แบบฟอรมที่กําหนด รายงานผล เมื่อสิ้นสุดโครงการ 1. ระยะเวลาดําเนินงาน เริ่มโครงงานวันที่.............เดือน..........................พ.ศ. ........................................ สิ้นสุด โครงงานวันที่................เดือน......................พ.ศ. .............. รวมเวลาดําเนินงาน....ป......เดือน.................................วัน ................. 2. ตนทุนการผลิต/ การบริการ................................................................................................บาท 3. จํานวนผลผลิตที่ได/การบริการทั้งหมด..................................................................................... 4. การจัดจําหนาย/ บริการ............................................................................................................. ............................................................................................................................. ..................... 5. ราคาจําหนายตอหนวย ราคาต่ําสุดหนวยละ..........................................................บาท ราคาสูงสุดหนวยละ...........................................................................................................บาท ราคาเฉลี่ยหนวยละ................................................................................................. ...........บาท 6. แหลงจําหนาย ก. ..................................................................................................................... ............................................ ข. ................................................................................................................................................................. ค. .................................................................................................................... ............................................. 7. รายได กําไร/ขาดทุน..........................................................................................................บาท 8. การแบงผลกําไร/ขาดทุน (ถามีผูรวมงาน) ............................................................................... ............................................................................................................................................... .. 9. ทรัพยสินคงเหลือ 9.1 ..............................จํานวน.......................................มูลคา................................บาท 9.2 ..............................จํานวน.......................................มูลคา................................บาท 9.3 ..............................จํานวน.......................................มูลคา................................บาท 9.4 ..............................จํานวน.......................................มูลคา................................บาท 10. ปญหา อุปสรรค และแนวทางแกไข ............................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .................. 11. การตัดสินใจ 11.1 ดําเนินงานตอ ระบุเหตุผล......................................................................................... ............................................................................................................................. ...
268 แบบทดสอบครั้งที่ 16 วิชาทักษะการพัฒนาอาชีพ รหัสวิชา อช 21002 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น หน่วยที่ 5 เรื่อง โครงการพัฒนาอาชีพ ************************************************************************************************คำชี้แจง ให้ผู้เรียนอ่านคำถามแล้วเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว 1. ลักษณะของโครงการที่ดียกเว้นข้อใด ก. กำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนและเข้าใจง่าย ข. สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริ ค. ผลที่คาดว่าจะได้รับต้องสอดคล้องกับเป้าหมายและวัตถุประสงค์ ง. ความถนัดของตนเอง 2. การประกอบอาชีพสามารถแบ่งออกได้กี่ ประเภท ก. ๒ ประเภท ข. ๓ ประเภท ค. ๔ ประเภท ง. ๕ ประเภท 3. แนวทางการเตรียมข้อมูลก่อนการเขียนโครงการสำหรับอาชีพที่ประกอบการเองประกอบด้วยอะไรบ้าง ก. ทุน ข. แรงงาน/ความถนัดของตนเอง ค. การตลาด/การจัดการ/ความสอดคล้องกับชุมชน ง. ถูกทุกข้อ 4. แนวทางการเตรียมข้อมูลก่อนการเขียนโครงการสำหรับอาชีพรับจ้าง ยกเว้นข้อใด ก. ค่าจ้างแรงงาน ข. ความก้าวหน้าในอาชีพ ค. ทุน ง. สถานประกอบการ 5. ข้อมูลที่นำมาใช้กำหนดโครงการพัฒนาอาชีพประกอบด้วยอะไรบ้าง ก. ความต้องการของตลาด ข. ความพร้อมในการประกอบอาชีพ ค. ข้อ ก. และข้อ ข.ถูก ง. ไม่มีข้อใดถูก
269 6. เมื่อตัดสินใจเลือกอาชีพแล้ว จะต้องพิจารณาความพร้อมด้านต่าง ๆ ขออาชีพนั้น ๆ ว่ามีมากน้อยพียงใด ได้แก่ข้อ ใด ก. ความรู้ความสามารถเกี่ยวกับอาชีพ ข. สถานที่ ที่จะใช้ประกอบการ ค. เงินทุน/ วัสดุอุปกรณ์/ผู้ร่วมงาน ง. ถูกทุกข้อ 7. การเขียนโครงการพัฒนาอาชีพ มีรายการที่ต้องจัดทำข้อมูลกี่ข้อ ก. ๕ ข้อ ข. ๗ ข้อ ค. ๙ ข้อ ง. ๑๒ ข้อ 8. การประเมินผลและรายงานผลโครงการพัฒนาอาชีพจะต้องประเมินเมื่อใด ก. ประเมินผลก่อนดำเนินโครงการ ข. ประเมินผลระหว่างดำเนินโครงการ ค. ประเมินผลเมื่อสิ้นสุดโครงการ ง. ถูกทุกข้อ 9. เพื่อให้โครงการประสบความสำเร็จ ระบบการควบคุมโครงการเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ควรควบคุมโครงการใน กี่ด้าน ก. ๕ ด้าน ข. ๔ ด้าน ค. ๓ ด้าน ง. ๒ ด้าน 10. การดำเนินงาน โครงการพัฒนาอาชีพ ให้ประสบความสำเร็จการตรวจสอบติดตามโครงการ และการควบคุม โครงการ เป็นระบบที่สำคัญต่อการจัดการโครงการได้ดำเนินการไปอย่างมีประสิทธิภาพยกเว้นข้อใด ก. การตรวจสอบโครงการ ข. การควบคุมโครงการ ค. ความสัมพันธ์กับโครงงานอื่น ง. ข้อ ก. และ ข้อ ข. ถูก
270 แบบสังเกต คำชี้แจง ครูผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน โดยทำเครื่องหมาย ลงในช่องที่ตรงกับความจริง ที่ ชื่อ - สกุล รายการ สรุปผล การมีส่วนร่วม ทดสอบความรู้ ประเมินผลงาน การประเมิน ผ่าน ไม่ผ่าน ผ่าน ไม่ผ่าน ผ่าน ไม่ผ่าน ผ่าน ไม่ผ่าน
271 แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ครั้งที่ 17
แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชา สาระการประกอบอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 2 หน่วยกิ ครั้งที่ วัน/เดือน/ปี ตัวชี้วัด/วัตถุประสงค์ เนื้อหาสาระการ เรียนรู้ 17 28 ก.พ. 2566 หัวเรื่อง การตัดสินใจเลือกพัฒนา อาชีพ 1.ตัดสินใจเลือกพัฒนาอาชีพได้ เหมาะสมกับตนเอง 1.การตัดสินใจเลือก พัฒนาอาชีพ - ความพร้อม - ความต้องการขอ ตลาด - ความรู้ ทักษะ และเทคนิคต่างๆ -ทรัพยากรธรรมชา และ สิ่งแวดล้อม
272 พ รายวิชาช่องทางการพัฒนาอาชีพ รหัสวิชา อช 21001 กิต หัวเรื่อง การตัดสินใจเลือกพัฒนาอาชีพ การจัดกระบวนการเรียนรู้ สื่อ/แหล่งเรียนรู้ เครื่องมือและการ วัดผลประเมินผล ก อง าติ ขั้นที่ 1 กำหนดสภาพปัญหา 1. ครูนำเข้าสู่บทเรียนโดยการชวน ผู้เรียน พูดคุยอภิปรายแลกเปลี่ยน เกี่ยวกับการ ตัดสินใจเลือกพัฒนาอาชีพ ของคนในชุมชน อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ๒. ครูให้ผู้เรียนทำ แบบทดสอบก่อนเรียน ขั้นที่ 2 แสวงหาความรู้1. ครูให้ ผู้เรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5 คน ให้ เลือกอาชีพที่ผู้เรียนสนใจ แล้ว อภิปรายแนว ทางการตัดสินใจเลือก พัฒนาอาชีพ อาทิ- ความพร้อม - ความต้องการของตลาด - ความรู้ ทักษะและเทคนิคต่างๆ - - หนังสือเรียน - ใบความรู้ - ใบงาน - อินเตอร์เน็ต - ห้องสมุด กศน.ตำบล - แหล่งเรียนรู้ ชุมชน - แบบทดสอบ - แบบทดสอบ - การสังเกต - การชักถาม - การมีส่วนร่วม - การตรวจผลงาน - บันทึกการเรียนรู้
273 ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม นั้นๆ 2. ให้ผู้เรียนทุกกลุ่มตัดสินใจ เลือกพัฒนาอาชีพ แล้วเขียนเป็น แผนผังความคิดลงบน กระดาษบรู๊ฟ 3. ให้ผู้เรียนนำเสนอผลงานและแนวคิดในห้องเรียน 4. ครูและผู้เรียนร่วมกันวิเคราะห์ ผลงานที่แต่ละกลุ่มนำเสนอและบอก แนวทางที่ถูกต้องให้ผู้เรียนเข้าใจ ขั้นที่ 3 การปฏิบัตินำไปใช้ครูและ ผู้เรียนร่วมกันสรุปบทเรียนและ มอบหมายงาน ใบงานครั้งที่ 4 พร้อม อธิบาย วิธีการศึกษาหาความรู้ เพิ่มเติมจากใบความรู้และสื่อต่างๆ แล้วนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ใน การ ตัดสินใจเลือกพัฒนาอาชีพของผู้เรียน
274 และจดบันทึกผลการเรียนรู้เสนอ ครูผู้สอน ขั้นที่ 4 การประเมินผลการเรียนรู้ ครูให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน แล้ว เปรียบเทียบความก้าวหน้าของ ผู้เรียน
275 กห บันทึกหลังการสอน ครั้งที่ .............. วันที่....... เดือน ............................................... พ.ศ. ............. ผลการเรียนรู้ ............................................................................................................................. .......................................................... ...................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .......................................................... ............................................................................................................................. .......................................................... สภาพปัญหาและอุปสรรค ....................................................................................................................................... .................................................. ......................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ............................................................ แนวทางการแก้ไขปัญหา ............................................................................................................................. ............................................................ .............................................................................................................................................. ........................................... ......................................................................................................................................................................................... ข้อเสนอแนะ ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ............................................................ ลงชื่อ.............................................................ผู้บันทึก (............................................................) ตำแหน่ง........................................................... ข้อคิดเห็นของผู้อำนวยการสถานศึกษา ...................................................................................................................................................................................... ... ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ............................................................ ลงชื่อ.................................................... (นายอำนาจ โตน้ำ) ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย วันที่....... เดือน ........................... พ.ศ.............
276 ภาคผนวก
277 ใบความรู้ครั้งที่ 17 วิชาช่องทางการพัฒนาอาชีพ รหัสวิชา อช 21001 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เรื่อง การตัดสินใจเลือกพัฒนาอาชีพ การกําหนดวิธีการตัดสินใจเลือกพัฒนาอาชีพ 1. ความพร้อม หมายถึง สภาพของบุคคลที่มีวุฒิภาวะแรงจูงใจและประสบการณ์เดิมสูง พอที่จะก่อให้เกิด การ ตัดสินใจเลือกพัฒนาอาชีพได้โดยสะดวก 2. ความต้องการของตลาด การวิเคราะห์ด้านการตลาด ตลาด คือกลุ่มของบุคคลและองค์การที่มีความต้องการและมี อํานาจในการซื้อสินค้าและบริการ 3. ความรู้ ทักษะและเทคนิคต่างๆ ความรู้หมายถึงการเรียนรู้การจําและการระลึกถึงความคิดโดยใช้ข้อมูลข้อเท็จจริง ให้เป็นไปตาม เป้าหมายวัตถุประสงค์ในการตัดสินใจเลือกพัฒนาอาชีพ ทักษะคือความสามารถในการปฏิบัติงานด้าน ต่าง ๆ อย่างชํานาญ ซึ่งครอบคลุมการตัดสินใจเลือก พัฒนาอาชีพ เทคนิคคือกลวิธีต่าง ๆ ที่ใช้เสริมกระบวนการ ขั้นตอน วิธีการ หรือการกระทําใด ๆ เพื่อช่วยให้กระบวนการขั้นตอน วิธีการ หรือการกระทําในกิจกรรม/ งานนั้น ๆ มีคุณภาพและประสิทธิภาพมากขึ้น 4. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม (วัฒนธรรม แบบแผน ประเพณีความ เชื่อ) มีอิทธิพลเกี่ยวโยงถึงกัน เป็นปัจจัยในการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ผลกระทบจากปัจจัยหนึ่งจะมี ส่วน เสริมสร้างหรือทําลายอีก ส่วนหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงมิได้สิ่งแวดล้อมเป็นวงจรวัฏจักรที่เกี่ยวข้องกันไปทั้ง ระบบ และมุนษย์สามารถนํามาใช้หรือปรับแต่งให้เกิดประโยชน์ในการดํารงชีวิต 5. การใช้ที่ดิน ที่ดิน เป็นทรัพยากรที่มีจํากัดตามธรรมชาติมีลักษณะแตกต่างกันตามชนิดโครงสร้างและคุณสมบัติ ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ที่ดินเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งไม่ว่าจะผลิตทางด้านการเกษตรหรืออุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ในด้าน การเกษตรนั้นที่ดินถือว่ามีความสําคัญพิเศษ โดยปกติแล้วทีดินมีคุณลักษณะที่แตกต่างกันในแต่ละท้องที่ ความอุดมสมบูรณ์ก็แตกต่างกันออกไป ความลาดชัน ที่ราบ ที่ลุ่ม ที่ดอน ก็มีความแตกต่างกัน ดังนั้น ดินเป็น ปัจจัย หนึ่งในการกําหนดกิจกรรมต่าง ๆ 6. การใช้ทุน ทุน หมายถึง เงินทุน เครื่องจักรกลการเกษตรต่าง ๆ โรงเรือน สิ่งก่อสร้างที่ใช้ในการผลิต และเก็บ รักษา ผลผลิต รวมทั้งปัจจัยการผลิตที่เป็นพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ปุ๋ย สารเคมีเป็นต้น 7. การใช้แรงงาน แรงงานเป็นปัจจัยสําคัญอย่างหนึ่งในการผลิต ในที่นี้หมายถึงลักษณะทั้งกายภาพและจิตใจในด้าน กายภาพนั้นเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพและอนามัยความแข็งแรงสมบูรณ์ในการทํางาน ส่วนด้านจิตใจนั้นรวมถึง ทัศนคติ อุดมการณ์ความขยันหมั่นเพียรความรู้สึกรับผิดชอบในการผลิต ลักษณะของแรงงานพอที่แยก แรงงานออกเป็น 3 ประเภท คือ 1. แรงงานคน 2. แรงงานสัตว์3. แรงงานเครื่องจักรกลการเกษตร
278 8. การจัดการ การจัดการในที่นี้หมายถึงการจัดสรรหรือการดําเนินการทรัพยากรในการผลิต (ที่ดิน ทุน และ แรงงาน) เพื่อทําให้การผลิตให้ได้ตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของผู้จัดการฟาร์ม ดังนั้น การจัดการของ ผู้จัดการฟาร์มในแต่ ละสภาพพื้นที่แต่ละฟาร์มไม่เหมือนกัน โดยการตัดสินใจว่าจะเลือกผลิตกิจกรรมอะไร และอย่างไรในสภาพขีดจํากัด ด้านทรัพยากรและภายใต้ความเสี่ยงความไม่แน่นอนของการผลิตและ การตลาด อย่างไรก็ตามเกณฑ์ในการพิจารณา โดยทั่วไป
279 ใบงานที่ 17 เรื่องการตัดสินใจเลือกพัฒนาอาชีพ คำชี้แจง ให้ผู้เรียนเขียนคำตอบลงในช่องว่าง ข้อที่ 1 จงอธิบายความสำคัญในวิธีการตัดสินใจเลือกพัฒนาอาชีพมาพอสังเขป ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ข้อที่ 2 จงอธิบายความจำเป็นในวิธีการตัดสินใจพัฒนาอาชีพมาพอสังเขป ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ........................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ........................................................................................................................................................... ชื่อ.......................................................................รหัส..................................ชั้นนัธมธัยมศึกษาตอนต้น
280 แบบทดสอบ ครั้งที่ 17 วิชา ช่องทางการพัฒนาอาชีพ รหัสวิชา อช21001 ระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น เรื่อง การตัดสินใจเลือกพัฒนาอาชีพ ********************************************************************************** คำชี้แจง ให้ผู้เรียนเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดข้อเดียวในข้อคำถามดังต่อไปนี้ 1. ข้อใดคือกระบวนการตัดสินใจเลือกอาชีพ. ก. การวิเคราะห์ตนเอง ข. การวิเคราะห์อาชีพ ค. การตัดสินใจเลือกอาชีพ ง. ถูกทุกข้อที่กล่าวมา 2. ในการวิเคราะห์ตนเองเป็นการวิเคราะห์ในเรื่องใด. ก. จุดเด่น จุดด้อย ความถนัด ความชอบ ความรู้ ข. ความสนใจ ความสามารถ ความกระตือรือร้น ค. บุคลิกภาพ สุขภาพ และเงินทุน ง. ถูกทุกข้อ 3. การจำแนกประเภทอาชีพตามลักษณะบุคลกภาพของคนออกเป็น 6 กลุ่มคือข้อใด ก. บุคลิกภาพแบบจริงจัง ไม่คิดผัน นิยมความจริง ข. บุคลิกภาพแบบใช้เชาวืปัญญาและความคิด ค. บุคลิกภาพแบบมีศิลปะ บุคลิกภาพที่ชอบการสมาคมสังคมกับบุคลอื่น บุคลิกภาพแบบกล้าคิดกล้าทำ บุคลิกภาพที่ทำตามระเบียบแบบแผน ง. ถูกทุกข้อ 4. อาชีพที่สอดคล้องกับบุคลิกภาพแบบจริงจังไม่คิดฝันนิยมความจริงคือ. ก. วิศวกรอุตสาหะกรรม ช่างเขียนแบบ ช่างซ่อมและติดตั้งสายไฟ ข. นักบิน เจ้าหน้าที่จราจรทางอากาศ ช่างสำรวจ ช่างเชื่อม ผู้ประกอบ อาหาร วิศวะกรต่างๆ ช่างเทคนิค ช่างเชื่อม ค. นักบิน เจ้าหน้าที่จราจรทางอากาศ วิศวะกรการบิน ช่างฟิต ง. ถูกทุกข้อ
281 5. อาชีพใดสอดคล้องกับบุคลิกภาพแบบที่ต้องการใช้เชาว์ปัญญาและ ความคิด(Investigative) ก. ทัตแพทย์ จักษุแพทย์ จิตแพทย์ นักเทคนิคการแพทย์ แพทย์ทั่วไป ข. นักจิตวิทยา นักโลหะกรรม นักวิเคราะห์การตลาด นักวิจัย นักสถิติ ค. วิศวกรรมไฟฟ้า นักเคมี นักชีววิทยา นักพิสิกส์ นักรังสีเทคนิค เภสัชกร วิสัญญีแพทย์ ศัลยแพทย์ สัตว แพทย์ ผู้จัดโปรแกรมคอม ง. ถูกทุกข้อ 6. นักออกแบบเว็บไซต์ ผู้สื่อข่าว มัณฑนากร สถาปนิก เป็นอาชีพที่ สอดคล้องกับบุคลิกภาพแบบใด. ก. บุคลิกภาพแบบมีศิลปะ ข. บุคลิกภาพที่ชอบการสมาคม ค. บุคลิกภาพแบบกล้าคิดกล้าทำ ง. บุคลิกภาพที่ทำตามระเบียบแบบแผน 7. พนักงานบัญชีผู้ประเมินทรัพสิน เจ้าหน้าที่ควบคุมคุณภาพ ผุ้นำเข้า และส่งออก เป็นอาชีพที่สอดคล้องกับบุคลิกภาพแบบใด. (ใช้ตัวเลือกข้อ 6) เฉลยข้อ ง บุคลกภาพที่ทำตามแบบแผน 8. ทนายความ ผู้จัดการฝ่ายบุคคล พนักงานขาย มัคคุเทศก์ ที่ปรึกษา ทางกฏหมาย ผู้พิพากษา พิธีกร พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เป็นอาชีพ ที่สอดคล้องกับบุคลิกภาพแบบใด.(ใช้ตัวเลือกข้อ 6) 9. ครูอาจารย์ นักโภชนากร นักจัดรายการวิทยุ นักสังคมสงเคราะห์ พยาบาล ช่างเสริมสวย นักแนะ แนว พนักงานต้อนรับ เป็นอาชีพสอดคล้องกับข้อใด.(ใช้ตัวเลือกข้อ 6) 10. ในการวิเคราะห์อาชีพควรวิเคราะห์ในด้านใด. ก. รายได้ลักษณะงานของแต่ละอาชีพ ข. ประเภทของกิจการ เวลาทำงาน การยอมรับนับถือจากสังคม ค. สภาพแวดล้อมในการทำงาน แนวดน้มด้านอาชีพ ง. ถูกทุกข้อ
282 เฉลยแบบทดสอบ ครั้งที่ 17 วิชา ช่องทางการพัฒนาอาชีพ รหัสวิชา อช21001 ระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น เรื่อง ช่องทางการพัฒนาอาชีพ ********************************************************************************** 1. ง. 2. ง 3. ง 4. ง 5. ง 6. ก. 7. ง 8. ค 9. ข 10. ง
283 แบบสังเกต คำชี้แจง ครูผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน โดยทำเครื่องหมาย ลงในช่องที่ตรงกับความจริง ที่ ชื่อ - สกุล รายการ สรุปผล การมีส่วนร่วม ทดสอบความรู้ ประเมินผลงาน การประเมิน ผ่าน ไม่ผ่าน ผ่าน ไม่ผ่าน ผ่าน ไม่ผ่าน ผ่าน ไม่ผ่าน
284 แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ครั้งที่ 18
แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชา สาระทักษะการเรีย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้ หัวเรื่อง การคิด ครั้งที่ วัน/เดือน/ปี ตัวชี้วัด/วัตถุประสงค์ เนื้อหาสาระการเรียนรู้ ก 18 1 มี.ค. 2566 หัวเรื่อง การคิดเป็น ตัวชี้วัด 1. อธิบายและฝึก ปฏิบัติการคิดเป็น จากกรณีตัวอย่างต่าง ๆ ถึงกระบวนการ แก้ปัญหาอย่างคนคิด เป็นได้อย่างเป็นระบบ 1. กระบวนการคิดการ แก้ปัญหาอย่างคนคิด เป็นในรายละเอียด พร้อมตัวอย่างการ นำไปปฏิบัติในวิถีการ ดำเนินชีวิตจริง 2. กรณีตัวอย่างที่ หลากหลายเพื่อการฝึก ทักษะการปฏิบัติ ขั้นที่ 1 กำหนด ให้ผู้เรียนไปศึก กระบวนการแก ระบบ ให้ผู้เรียน จากการศึกษาผู ขั้นที่ 2 แสวงห ให้ผู้เรียนแบ่งก การตัดสินใจด้ว ให้ครูและผู้เรีย ตัดสินใจด้วยกร จำแนกข้อมูล จ สังเคราะห์ข้อมู 3 ทางเลือกที่เห
285 ยนรู้ รายวิชาทักษะการเรียนรู้ รหัสวิชา ทร21001 ต้น จำนวน 5 หน่วยกิต อย่างเป็นระบบ การจัดกระบวนการเรียนรู้ สื่อ/แหล่งเรียนรู้ เครื่องมือและ การวัดผล ประเมินผล ดสภาพปัญหา กษาจากกรณีตัวอย่างต่าง ๆ ถึง ก้ปัญหาอย่างคนคิดเป็นได้อย่างเป็น นลองให้ความเห็นของผู้เรียนเองบ้างว่า ผู้เรียนได้อะไรบ้าง หาความรู้ กลุ่มๆละ ๕ คนและศึกษากรณีตัวอย่าง วยกระบวนการคิดเป็น นร่วมกันเสนอกรณีตัวอย่าง การ ระบวนการคิด บันทึกลงไว้ในแบบฟอร์ม จากนั้นให้ช่วยกันฝึกการวิเคราะห์และ มูล กำหนดทางเลือกในการตัดสินใจ 2 – หมาะสมและเป็นไปได้ แล้วเลือก 1 1.หนังสือเรียน รายวิชา ทักษะการ เรียนรู้ บท การใช้ แหล่งเรียนรู้ 2.ใบงาน / แบบฝึก กิจกรรม 3.ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ 4.ผู้รู้ /ภูมิปัญญา ท้องถิ่น 5.สืบค้นข้อมูลจาก อินเทอร์เน็ต 6.สื่อวีดิทัศน์ 7.หนังสือ /เอกสาร -การสังเกต -การชักถาม -การมีส่วน ร่วม -การตรวจ ผลงาน -บันทึกการ เรียนรู
ทางเลือกในกา ตัดสินใจลงในแ ขั้นที่3 การปฏิ ผู้เรียนร่วมกันเ กระบวนการคิด ข้อมูล จากนั้นใ สังเคราะห์ข้อมู 3 ทางเลือกที่เห ทางเลือกในกา ตัดสินใจลงในแ ขั้นที่ 4 การปร- ครูวัดผลการเ งานให้กับผู้เรีย มอบหมาย - ครูสังเกตพฤติ สนใจ การร่วม ต้น
286 รตัดสินใจ ให้เหตุผลประกอบการ แบบฟอร์มที่กำหนด ฏิบัตินำไปใช้ สนอกรณีตัวอย่าง การตัดสินใจด้วย ดเป็น บันทึกลงไว้ในแบบฟอร์มจำแนก ให้ช่วยกันฝึกการวิเคราะห์และ มูล กำหนดทางเลือกในการตัดสินใจ 2 – หมาะสมและเป็นไปได้ แล้วเลือก 1 รตัดสินใจ ให้เหตุผลประกอบการ แบบฟอร์มที่กำหนด ระเมินผลการเรียนรู้ เรียนรู้ของผู้เรียนจากที่ครูมอบหมาย นเช่นใบความรู้ ใบงาน ชิ้นงานที่ ติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน เช่นความ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความรับผิดชอบ เป็น
287 บันทึกหลังการสอน ครั้งที่ .............. วันที่....... เดือน ............................................... พ.ศ. ............. ผลการเรียนรู้ ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ............................................................ ......................................................................................................................................................................................... สภาพปัญหาและอุปสรรค ......................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ............................................................ แนวทางการแก้ไขปัญหา .......................................................................................................................................................... ............................... ......................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ............................................................ ข้อเสนอแนะ ............................................................................................................................. ............................................................ ......................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................... ...................................................................... ลงชื่อ.............................................................ผู้บันทึก (............................................................) ตำแหน่ง........................................................... ข้อคิดเห็นของผู้อำนวยการสถานศึกษา ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................................................ ลงชื่อ.................................................... (นายอำนาจ โตน้ำ) ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย วันที่....... เดือน ........................... พ.ศ.............
288 ภาคผนวก
289 ใบความรู้ครั้งที่ 18 วิชาทักษะการเรียนรู้ รหัสวิชา ทร21001 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เรื่อง การคิดอย่างเป็นระบบ การคิดอย่างมีระบบ System Thinking หมายถึง วิธีการคิดอย่างมีระบบ มีเหตุมีผล ทาให้ผลของการคิด หรือผลของการแก้ปัญหาที่ได้นั้นมีความถูกต้อง แม่นยา และรวดเร็ว วิธีการคิดอย่างมีระบบ จะเป็นหนทางไปสู่ การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) ถ้าองค์กรนั้น ๆ นาไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและ ยึดหลักให้ พนักงานภายในองค์กร ตระหนักในการศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ และผู้บริหารให้ความสำคัญต่อการ ฝึกอบรมการเรียนรู้ของพนักงานองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) จึงทาให้เกิด การเรียนรู้จาก ตัวเองของพนักงานแต่ละคน เกิดการเรียนรู้ของทีมงาน ทาให้เกิดการสร้างวิสัยทัศน์รวม (Shared Vision) และเกิดการเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นทีม (Team Learning) หลักการคิดหรือการแก้ปัญหาอย่างมีระบบ ประกอบไปด้วย 1. กำหนดประเด็นปัญหาให้ถูกต้อง อาจกำหนดได้เป็น ปัญหาหลัก และปัญหารอง 2. ระบุตัวแปรทั้งหมด ที่ทาให้เกิดปัญหา 3. กำหนดวิธีแก้ไขหรือพิจารณาทางเลือกที่เป็นไปได้ อาจมีมากกว่า 1 วิธี 4. เปรียบเทียบวิธีแก้ไข แต่ละวิธี และประเมินดูว่าวิธีการใดสามารถจะนาไปสู่การปฏิบัติได้ และจะนาไปสู่ การบรรลุผลตามเป้าหมาย 5. เลือกวิธีแก้ไขที่ดีที่สุด 6. นาไปทดลองปฏิบัติ ตามระยะเวลาที่เหมาะสม 7. ติดตามผลการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด 8. แก้ไขเปลี่ยนแปลงจุดที่พกพร่องในวิธีการปฏิบัติงาน 9. กำหนดมาตรฐานวิธีปฏิบัติงาน 10. สั่งการให้พนักงานปฏิบัติงานตามมาตรฐานที่กำหนดอย่างเคร่งครัด การคิดอย่างเป็นระบบ คือ การพัฒนาการคิด กรอบความคิดของการคิด ตามแนว ทฤษฎีการเรียนรู้ กระบวนการคิดแบ่ง 3 กลุ่มใหญ่ ๆ กลุ่มที่ 1 ทักษะความคิด หรือทักษะการคิดพื้นฐาน ที่มีขั้นตอน การคิดไม่ซับซ้อน กลุ่มที่ 2 ลักษณะการคิด หรือการคิดขั้นกลาง/ระดับกลาง เป็นการคิดที่มีลักษณะการคิด แต่ละลักษณะอาศัย การคิดขั้นพื้นฐานมากบ้างน้อยบ้าง กลุ่มที่ 3 กระบวนการคิดหรือการคิดระดับสูง คือ มีขั้นตอนในการคิดซับซ้อนและต้องอาศัย ทักษะความคิด และลักษณะความคิดเป็นพื้นฐานในการคิดกระบวนการคิดมีอยู่หลายกระบวนการ เช่น กระบวนการแก้ปัญหา กระบวนการตัดสินใจ
290 ระบบและรูปแบบการคิด มี 7 รูปแบบ คือ 1. Lateral Thinking การคิดแบบแตกแขนง เป็นการคิดนอกกรอบ เป็นความคิด นอกกรอบ หรือ บางทีบาง คนใช้ทางด้านจรรยาบรรณ ศีลธรรม หรือ ความจงรักภักดีในหน้าที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องปลูกฝังให้พนักงานมี ความคิดลักษณะนี้ เพื่อทาให้องค์กรแข็งแรง 2. Vertical Thinking เป็นความคิดในแนวตรง เกิดขึ้นโดยตรงจากข่าวสารที่เป็นทางการ และใช้ในการหาคา ตอบที่น่าสนใจ ซึ่งนักบริหารควรที่จะเป็นนักคิดในแนวทางนี้ให้มาก 3. Logical Thinking การคิดอย่างมีตรรกะ เป็นพื้นฐานแห่งแนวคิด การปฏิบัติ ที่เน้นความ เป็นเหตุเป็นผล อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการสนทนากันอย่างมีเหตุผล มีการวางแผนที่เป็นขั้นตอน มีการลาดับเรื่องราว สามารถมองจากมุมมองของภาวะวิสัยหรือจากภาพรวม 4. Creative Thinking การคิดสร้างสรรค์ในเชิงบวก เป็นความคิดประยุกต์ จาก ประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ รวมทั้ง การปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่ให้มีคุณค่ามากยิ่งขึ้น มีประโยชน์มากขึ้น 5. Critical Thinking เป็นกระบวนการทางจิตสานึกเพื่อวิเคราะห์ 6. Positive Thinking การมองสิ่งต่างๆอย่างเข้าใจ ยอมรับได้ในด้านลบ มองปัญหา ความทุกข์ ความไม่ราบรื่น เป็นเรื่องธรรมดา หากรู้จักเลือกใช้ประโยชน์จากด้านบวกที่แฝงอยู่จากสิ่งนั้นๆ ได้ เหตุการณ์บางอย่าง เราไม่ สามารถเลือกได้ว่าจะให้เกิดหรือไม่ให้เกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นไปแล้ว เราเลือกได้ว่าจะมองและรู้สึกกับมันอย่างไร เป็นความคิดในแง่ดี มองในแง่มุมของความเป็นไปได้ ให้กาลังใจกับตนเอง และ ผู้อื่น ซึ่งเป็นความคิดพื้นฐาน ของความคิดที่ดีๆทั้งหมด 7. Ethical Thinking ความคิดในเชิงจริยธรรม คุณธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ เทคนิคการคิดอย่างเป็นระบบ การคิดอย่างเป็นระบบ เป็นการมองแบบองค์รวมเป็นความสามารถในการเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่ง ต่างๆ ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบ นอกจากมองภาพรวมแล้วต้องมองรายละเอียดของส่วนประกอบ ย่อยในภาพนั้นให้ออกด้วย การคิดอย่างเป็นระบบ ก็คือ การคิดให้ครบองค์ประกอบของระบบให้ครบทุก 4 ด้าน ได้แก่ 1. คิดให้ลึกเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking) 2. คิดให้กว้างอย่างสร้างสรรค์ (Creative Thinking) 3. คิดให้ครบจนจบเรื่อง (Integrated Thinking) 4. คิดในภาพรวมทั้งระบบ (System Thinking) ความเป็นมาและความหมาย ความเป็นมา การคิดอย่างเป็นระบบ (Systems Thinking) เริ่มพูดถึง แนวคิดนี้เป็นคนแรก คือ Bertalanfy นักชีววิทยา ต่อมาแนวคิดนี้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย และพัฒนาไปสู่สาขาอื่น ๆ เช่น ฟิสิกส์ เริ่มมาจากการตั้งข้อสันนิษฐาน (Thesis) แล้วมีข้อขัดแย้งของสันนิษฐานนั้น ๆ เกิดขึ้นแต่ก็ไม่ ถูกทั้งหมด ดังนั้นจึงเกิดการสังเคราะห์ (Synthesis) สิ่งใหม่ และสิ่งเหล่านี้ได้พัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง ความรู้
291 ต่าง ๆ จะพัฒนาเป็นแบบนี้ไปอย่างไม่หยุดยั้ง ทุกอย่างเคลื่อนไหว ไม่แน่นอน วิธีคิดแบบนี้มีมานานแล้ว ทุก อย่างมีมูลเหตุ ความรู้เรื่องทฤษฎีระบบเป็นการมองโลกแบบองค์รวม ดังนั้น ทุกอย่างมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์ จากส่วนย่อยไปสู่ส่วนใหญ่ การคิดอย่างเป็นระบบ หมายถึง วิธีการคิดอย่างมีเหตุผล ทำให้ผลของการคิด หรือ ผลของการแก้ปัญหาที่ได้นั้นมีความถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว (Seddon) การคิดอย่างเป็นระบบ หมายถึง การคิดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มองภาพรวมที่เป็นระบบและมีส่วนประกอบย่อย ๆ โดยอาศัยการคิดในรูปแบบโดยตรง และโดยทางอ้อม ทฤษฎีระบบให้แนวคิดว่า ทุกสิ่งล้วนย่อมอยู่ในเอกภพ รวมทั้งสิ่งเล็กหรือใหญ่ ล้วนเป็นระบบ มีวงจรการทำงาน ปัจจัย กระบวนการ เกิดจากการประสานงานกันหลาย ๆ ระบบ แต่ละหน่วยย่อมมีบทบาท หน้าที่ที่แตกต่างกัน แต่ละสิ่งในเอกภพมีความเป็นระบบตามมิติต่าง ๆ กันในเวลาเดียวกัน (Gharajedaghi) การคิดอย่างเป็นระบบ หมายถึง การคิดที่มีความเข้าใจ เชื่อมโยง มีความเชื่อในทฤษฎีระบบเป็นพื้นฐาน ใน สมองคนปกติมีความเข้าใจเกี่ยวกับระบบในสรรพสิ่งที่อยู่ในโลกที่สอดคล้องกับทฤษฎีระบบอยู่แล้ว เพียงแต่ ความสามารถในการทำได้ดีในระดับความเข้มข้นของระบบแตกต่างกัน (Ackoff) โดยสรุปการคิดอย่างเป็น ระบบ หมายถึง เป็นการคิดในภาพรวมที่เป็นระบบ และมีส่วนประกอบย่อย ๆ มีความสัมพันธ์เชื่อมโยง จากส่วนย่อยไปหาส่วนใหญ่ เป็นการคิดอย่างมีเหตุมีผล เน้นการแก้ปัญหาอย่างชาญฉลาดเพื่อให้เกิดความ ถูกต้อง แม่นยำ รวดเร็ว ความสำคัญของการคิดอย่างเป็นระบบ การคิดอย่างเป็นระบบมีความสำคัญดังนี้ 1. ช่วยให้เกิดความคิดเพื่อพัฒนาองค์กรในภาพรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. ประสานงานร่วมกับบุคคลอื่นให้ เป็นไปตามกระบวนการ และระบบการบริหารงานภายใน 3. สามารถแก้ปัญหา ตัดสินใจ ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ 4. แก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5. เพื่อมองเห็น กระบวนการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับระบบภายในองค์กรอย่างเป็นระบบเชื่อมโยงติดต่อกัน และสามารถ แก้ไขสถานการณ์เอย่างมีประสิทธิภาพ หน่วยระบบทั้งหลายในเอกภพแบ่งระบบออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. หน่วยระบบตามธรรมชาติ (Natural System) ซึ่งเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เช่น ฝนตก แดดออก แบ่งเป็น 2 ชนิด 1.1 หน่วยระบบทางกายภาพ (Physical Systems) รวมถึงสสารที่เป็นพลังงาน 1.2 หน่วยปฏิกิริยา (Intersectional System) เป็นการกระทำต่อกันระหว่างปัจจัยนำเข้าของแต่ละหน่วย ระบบ ปรากฎอยู่ในหน่วยความสัมพันธ์ต่าง ๆ ที่จัดขึ้นเป็นหน่วยระบบความคิด เช่น น้ำ ออกซิเจน ซึ่งแต่ละ หน่วยเป็นระบบกายภาพ เมื่อนำมาสร้างปฏิกิริยาสัมพันธ์กันกลายเป็นระบบที่เกิดขึ้นจากการทำปฏิกิริยาซึ่งกัน และกัน 2. หน่วยระบบที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man made System) มี 3 ชนิด คือ 2.1 หน่วยระบบกายภาพเช่นเดียวกับระบบธรรมชาติ เพียงแต่มนุษย์สร้างขึ้น 2.2 หน่วยปฏิกิริยา (Intersectional System) เช่นเดียวกับระบบธรรมชาติเพียงแต่มนุษย์ก่อปฏิกิริยาขึ้น 2.3 หน่วยระบบความคิดที่เรียกว่า มโนมติ (Concept) มีทั้งหน่วยระบบกายภาพและหน่วยปฏิกิริยาที่นำมาคิด สร้างสรรค์กลายเป็นผลงานที่สร้างขึ้นเป็นวัฏจักร ระบบกระบวนการของมนุษย์ ที่คิดสร้างขึ้นโดยอาศัย แนวความคิดเดิมที่มีมาแต่กำเนิด หรือเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติมาผนวกเข้าด้วยกัน โดยอาศัยแนวความคิดสร้าง ระบบที่ต่อเนื่องขึ้น เช่น สูตรคำนวณต่าง ๆ การคิดอย่างเป็นระบบกับการพัฒนาองค์กร การคิดอย่างเป็นระบบ เกี่ยวกับองค์กร คือ องค์กรที่มีประสิทธิภาพ ต้องนำระบบการคิดอย่างเป็นระบบมาจัดการระบบต่าง ๆ ใน
292 องค์กรให้สอดคล้องสัมพันธ์กัน องค์กรประกอบด้วยส่วนประกอบต่าง ๆ ที่เชื่อมสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก ทั้งหมดรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน การคิดอย่างเป็นระบบจะไม่มองเฉพาะจุดใดจุดหนึ่ง แต่จะมองในภาพรวมทั้ง องค์กร และพยายามใช้ความคิดในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น การคิดอย่างเป็นระบบแท้จริง จะมองเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นเกิดจากองค์กรแต่ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ปัญหาทุกอย่างสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันจนไม่สามารถแยก ออกจากกันได้ โดยที่การทำงานใด ๆ ของมนุษย์ล้วนเป็นระบบทั้งสิ้น การกระทำทุกอย่างจะถูกโยงด้วยสายใย แห่งความสัมพันธ์กันและกันตลอดเวลา แต่ไม่สามารถมองเห็นได้ในทันที ต้องใช้เวลากว่าเหตุการณ์หนึ่งจะ เกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว โดยเฉพาะหากปรากฎการณ์ที่มีเราอยู่ร่วมด้วยยากที่จะมองเห็น โดยสรุปการคิดอย่าง เป็นระบบจะเน้นการมองเห็นความสัมพันธ์กันและกันในองค์กร ไม่ใช่มองเหตุผลเป็นเส้นตรงต่อ ๆ กันไป เท่านั้น และมองเห็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงในองค์กร ไม่ใช่มองสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเท่านั้น การคิดอย่างเป็นระบบ (System Thinking) การคิดถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มองภาพรวมอย่างเป็นระบบ มีเหตุมีผล ทำให้ผลของการคิด หรือผลของการแก้ปัญหาที่ได้นั้นมีความถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว การคิดอย่างเป็น ระบบ จะต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ 1. การคิดแบบมีความเป็นองค์รวม (Holistic) หรือ Wholeness เป็นการประเมินองค์ประกอบ ของ สถานการณ์หรือสภาพปัญหาของหน่วยงาน ในภาพรวมทั้งหมด 2. การคิดเป็นเครือข่าย (Networks) เป็นการคิดเชื่อมโยงปฏิสัมพันธ์ของระบบต่างๆ ที่ประกอบกัน ขึ้นมา เป็น เครือข่ายของระบบ 3. คิดเป็นลำดับชั้น (Hierarchy) ระบบหนึ่งๆ อาจจะมาจากระบบย่อยๆ หลายระบบที่ประกอบกันขึ้นมา และ ในระบบย่อยเองก็มีความสัมพันธ์ของส่วนต่างๆ ที่เป็นองค์ประกอบของระบบ 4. คิดแบบมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน (Interaction) ระหว่างระบบด้วยกัน ทั้งระบบย่อยกับระบบย่อยด้วยกัน ระบบ ใหญ่กับสภาพแวดล้อม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของระบบย่อยจะมีผลต่อ ระบบใหญ่ด้วย 5. คิดอย่างมีขอบเขต (Boundary) ระบบหนึ่งๆ มาจากระบบย่อยหลายระบบ และระหว่างระบบย่อย และ ระบบใหญ่ต่างมีขอบเขตที่แสดงให้เห็นว่า ระบบนั้นๆ ครอบคลุมอะไรบ้าง และอะไรบ้าง ที่อยู่นอกเขตแดน ซึ่ง ในความเป็นจริงระบบก็ไม่ได้แยกเขตแดนกันอย่างเด็ดขาด แต่มีการทับซ้อน (Overlap) กันอยู่ 6. คิดอย่างมีแบบแผน (Pattern) ระบบจะต้องมีความคงที่แน่นอน เพื่อเป็นหลักประกันว่ากระบวนการทำงาน ทุกอย่างในทุกๆ ขั้นตอน จะไม่เบี่ยงเบนไปจากเป้าหมายโดยรวมของระบบ 7. คิดอย่างมีโครงสร้าง (System Structure) แต่ละส่วนที่ประกอบเป็นระบบมีความเป็นตัวของตัวเอง มีความ เป็นอิสระ แต่ก็มีความเชื่อมโยงกัน อย่างเหมาะสมทำหน้าที่อย่างสัมพันธ์กัน ทำงานเสริมประสานกันกับส่วน อื่นๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของระบบโดยรวม 8. คิดอย่างมีการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง (Adaptation) ระบบต่างๆ จะมีการปรับตัว และพยายาม สร้าง สภาวะสมดุล และคงความสมดุลนั้นไว้ ด้วยการจัดระบบภายในตนเอง (Self Organize) คิดเป็นวงจรป้อนกลับ (Feedback - Loops) เป็นการคิดในลักษณะเป็นวง (Loops) มากกว่าจะเป็นเส้นตรง ทุกส่วนต่างมีการ เชื่อมต่อ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ทฤษฎีระบบ (Systems Theory) โบลด์ดิ้งและเบอร์ทาลูนไฟล์ (Boulding
293 and Bertalunfly)นักทฤษฎีองค์การและนักชีววิทยาที่มองว่าองค์การเป็นสิ่งมีชีวิตโดยมองในรูประบบเปิด เหมือนระบบกายวิภาคของสิ่งมีชีวิต (Anatomy) ทฤษฎีระบบคือแนวคิดที่เชื่อว่าเอกภพ (Universe) เป็นหนึ่ง หน่วยระบบซึ่งมีคุณสมบัติประการต่าง ๆ เอกภพเป็นหน่วยระบบที่ใหญ่โตเกินกว่าที่เราสังเกตและพิสูจน์ได้ ครบถ้วนและแม้ส่วนประกอบที่เล็กที่สุดของเอกภพซึ่งนักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันเรียกว่า “ควาร์ก”(Quaek) ซึ่ง สังเกตหรือพิสูจน์ได้ยากก็เป็นหน่วยระบบเช่นเดียวกันแต่อาจมีคุณสมบัติอย่างไม่ครบถ้วนส่วนสิ่งอื่นๆทั้งหลาย ที่มีขนาดระหว่างกลางของสิ่งทั้งสองนี้ล้วนมีคุณสมบัติของความเป็นหน่วยระบบครบถ้วนซึ่งแนวคิด/ทฤษฎีนี้ได้ พัฒนาไปสู่สาขาวิชาอื่นๆ ทฤษฎีระบบพื้นฐาน (Basic Systems Theory) ทฤษฎีระบบพื้นฐาน (Basic Systems Theory) ขององค์การซึ่งมี 5 ส่วนคือ ปัจจัยป้อน กระบวนการแปรรูป ผลผลิต ข้อมูลย้อนกลับ และ สภาพแวดล้อม 1. ปัจจัยป้อน (Inputs) คือทรัพยากรที่เป็นบุคคลวัสดุอุปกรณ์เงินหรือข้อมูลที่ใช้ในการผลิตหรือการบริการ 2. กระบวนการแปรรูป (Transformation Process)จาการใช้เทคโนโลยีและหน้าที่ในทางการบริหารตัวป้อน นำไปสู่กระบวนการแปรรูปในโรงเรียนปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับครูเป็นส่วนหนึ่งของการแปรรูปหรือ กระบวนการเรียนรู้ซึ่งทำให้นักเรียนกลายเป็นพลเมืองที่มีการศึกษาซึ่งสามารถทำประโยชน์ให้แก่สังคมต่อไป 3. ผลผลิต (Output)ได้แก่ผลิตภัณฑ์และการบริการขององค์การองค์การทางการศึกษาผลิตและแจกจ่าย ความรู้ 4. ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback)คือสารสนเทศเกี่ยวกับผลผลิตหรือกระบวนการขององค์การซึ่งมีอิทธิพลต่อการ คัดเลือกตัวป้อนระหว่างวงจรต่อไปข้อสารสนเทศเช่นนี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทั้งในกระบวนการแปรรูป และผลผลิตในอนาคต 5. สภาพแวดล้อม (Environment)สภาพแวดล้อมที่อยู่ล้อมรอบองค์การได้แก่ แรงผลักดัน (Forces) ทั้งด้านสังคมการเมืองและเศรษฐกิจที่มาปะทะกับองค์การ ดังนั้นการสร้างกรอบแนวคิด ให้องค์การเป็นระบบเปิด (Open System) จึงเป็นแนวคิดรวบยอดที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของทฤษฏีระบบ องค์การที่เป็นโรงเรียนหรือสถานศึกษาทั้งหมดเป็นระบบเปิด ข้อแนะนำสำหรับผู้บริหารในการออกแบบองค์การแห่งการเรียนรู้ ข้อแนะนำสำหรับผู้บริหารในการ ออกแบบสภานศึกษาหรือโรงเรียน เพื่อให้เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ โดยวิธีระบบที่ดัดแปลงมาจากคีฟ ซึ่ง ประกอบด้วยองค์ประกอบพื้นฐานสามประการ และองค์ประกอบระบบแปดประการ องค์ประกอบทั้ง 11 ประการนี้มีความจำเป็นและจะต้องกำหนดโดยสถานศึกษาในเขตพื้นที่ ไม่ใช่บุคคลภายนอก มีดังต่อไปนี้ 1. องค์ประกอบพื้นฐาน ประกอบด้วย - คำกล่าวพันธกิจ เป็นคำกล่าวอย่างย่อๆ เกี่ยวกับจดหมายของ สถานศึกษา - สมมติฐานทางปรัชญา ทางจิตวิทยา และทางองค์การ สมมติฐานเหล่านี้เกี่ยวกับธรรมชาติของ ผู้เรียน การเรียนรู้ แรงจูงใจ จุดมุ่งหมายของการเรียนรู้ และองค์การโรงเรียนและงบประมาณ ซึ่งถือว่าเป็น พื้นฐานของแบบการก่อสร้างของสถานศึกษา - คำกล่าวผลลัพธ์สุดท้ายของนักเรียน ได้แก่ ความสามารถ กว้างๆ ที่เห็นว่าจำเป็นต่อการมีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิผลในสังคมและเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน ตชคำอธิบาย เหล่านี้รวมเป็นพื้นฐานสำหรับหลักสูตรของสถานศึกษาและระบบการประเมินนักเรียน 2. องค์ประกอบระบบ ประกอบด้วย - โครงการสอนและหลักสูตร เป็นวรรคอธิบายสั้นๆ ซึ่งให้คำจำกัดความหรือนิยามเนื้อหา
294 หลักสูตร และโอกาสการเรียนรู้ที่จะจัดให้นักเรียน ข้อกำหนดเหล่านี้จะต้องสอดคล้องกับคำกล่าวผลลัพธ์ สุดท้ายของนักเรียน - กลวิธีการสอน เป็นวรรคสั้นๆซึ่งให้คำจำกัดความหรือนิยามกลวิธีการสอน ที่แสดงให้เห็น แล้วว่าประสบผลสำเร็จในการบรรลุผลลัพธ์สุดท้ายของนักเรียนที่พึงประสงค์ - โครงสร้างและการจัดองค์การ สถานศึกษา เป็นตอนหนึ่งที่อธิบายว่า สถานศึกษาจะถูกจัดโครงสร้างอย่างไร เพื่อว่าผลลัพธ์สุดท้ายของ นักเรียนจะบรรลุได้ ในตอนนี้อาจมีคำอธิบายเกี่ยวกับการจัดตารางสอนและตารางเรียน และโครงสร้างทาง สังคมด้วย - วัฒนธรรมและบรรยากาศของสถานศึกษา เป็นการให้คำจำกัดความหรือตัวบ่งชี้สำคัญๆของ วัฒนธรรมและบรรยากาศของสถานศึกษา มีคำนิยามว่าเป็น “คุณลักษณะ ปทัสถาน และประเพณีของ สถานศึกษาและของชุมชนที่สถานศึกษาตั้งอยู่” ส่วนบรรยากาศ เป็น “ความคิดเห็นตรงกันของคุณลักษณะ ของสถานศึกษาและสมาชิกของสถานศึกษา บรรยากาศเป็นเครื่องชี้วัดวัฒนธรรมของสถานศึกษา” - ภาวะผู้นำ สถานศึกษา การบริหาร และการงบประมาณ ตัวบ่งชี้ต่างๆที่กำหนดว่ากระบวนการวางแผน การตัดสินใจ และ การสื่อสารเป็นอย่างไร ในตอนนี้อาจเขียนคำอธิบายว่า การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ของสถานศึกษาจะ เป็นไปได้อย่างไร - การจัดอัตรากำลังและการพัฒนาบุคลากรของสถานศึกษา ตัวบ่งชี้ในส่วนนี้กล่าวถึงบทบาท ทางวิชาชีพครู สถานที่ทำงานของครู นโยบายการจ้างครูและการบรรจุครู และลำดับความสำคัญของการ พัฒนาบุคลากร - ทรัพยากร อาคารสถานที่ และครุภัณฑ์ของสถานศึกษา ตัวบ่งชี้ในส่วนนี้กำหนดคุณลักษณะ ของอาคารสถานที่ ครุภัณฑ์ที่จำเป็นสำหรับเกื้อหนุนการออกแบบหลักสูตรและการเรียนการสอนที่คาดหวังไว้ และการจัดประสานงานระหว่างทรัพยากรของสถานศึกษากับชุมชน แผนการประเมินผล เป็นการกำหนดระบบการประเมินผลและการรายงานของสถานศึกษา แผนนี้ ถูกทำขึ้นเพื่อแจ้งให้สมาชิกของชุมชนที่สถานศึกษาตั้งอยู่ทราบว่าการออกแบบสถานศึกษามีการนำไปปฏิบัติ อย่างไร และผลลัพธ์สุดท้ายของนักเรียนจะบรรลุอย่างไร เทคนิคการคิดอย่างเป็นระบบ เทคนิคการคิดอย่าง เป็นระบบ (เกรียงศักดิ์เจริญวงศ์ศักดิ์.2548) 1. ยอมรับตนเองและเปลี่ยนใจตนเองให้ได้ว่าตนคือส่วนประกอบสำคัญที่เชื่อมโยงสิ่งต่างๆ 2. เข้าใจธรรมชาติของระบบ และทุกสรรพสิ่งในโลกนี้สัมพันธ์กัน 3. ฝึกการมองภาพรวมแทนสิ่งเล็กๆ แล้วค่อยๆ มองย้อนกลับ 4. มองเห็นกระบวนการเปลี่ยนแปลง และปัจจัยต่างๆ ที่เอื้อต่อระบบ 5. มองเห็น วัฏจักรของเหตุปัจจัย และการส่งผลย้อนกลับ 6. เปิดอิสระในเรื่องการคิด ไม่ตีกรอบ ครอบงำความคิดของคนอื่น 7. ส่งเสริมสนับสนุนให้ทุกคนเกิดแรงร่วมในกรสร้างความสัมพันธ์ 8. ยึดหลักการเรียนรู้ในองค์กรเป็นส่วนประกอบ คือ การเป็นนายตนเอง ลบความเชื่อฝังใจในอดีต สร้างความ ไฝ่ฝันถึงอนาคตร่วมกัน(Shared Vision) และฝึกการเรียนรู้ของทีม ตัวอย่างการคิดอย่างเป็นระบบ ในระบบ โรงเรียน เป็นความสัมพันธ์ของส่วนต่างๆ ที่ร่วมกันให้โรงเรียนขับเคลื่อนตามบทบาทภารกิจไปสู่ความสำเร็จ ในการจัดระบบและการบริหารในโรงเรียนนั้นเป็นการจัดกลุ่มมาตรฐานและตัวบ่งชี้กับงานหรือมาตรฐาน และ บันทึกการทำงาน แล้วบริหารระบบนั้นด้วยกระบวนการ PDPC Model P Planing หมายถึง การวางแผน D
295 Doing หมายถึง การปฏิบัติตามแผน C Checking หมายถึง การตรวจทานแก้ไข A Acting หมายถึง การ ปฏิบัติหลังการแก้ไข องค์การแห่งการเรียนรู้และการคิดอย่างเป็นระบบ การที่หน่วยงานราชการจะเข้าสู้ องค์การแห่งการเรียนรู้ได้ ต้องอยู่ที่ครูภายในหน่วยงานสามารถพัฒนาความสามารถ ทั้งในระดับบุคคล ระดับ กลุ่ม และระดับองค์กรได้อย่างต่อเนื่อง และนำไปสู่จุดมั่งหมายที่ต้องการอย่างแท้จริง และต้องปฏิบัติตาม ข้อบัญญัติ 5 ประการคือ (วิจารณ์ พานิช. 2548 : 25) 1. การคิดอย่างเป็นระบบ (System Thinking) คือ 1 .คนในหน่วยงานราชการสามารถอธิบายพฤติกรรมความเป็นไปได้ต่างๆ ถึงความเชื่อมโยงต่อเนื่องของสรรพ สิ่งและเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อให้สามารถเปลี่ยนแปลงระบบได้อย่างมีประสิทธิผลสอดคล้องได้กับความเป็นไปได้ ในโลกแห่งความจริง 2. แบบแผนความคิด (Mental Model) ตระหนักถึงกรอบแนวคิดของตนเองรูปแบบความคิด ความเชื่อมีผล ต่อการตัดสินใจ 3. บุคคลแห่งการเรียนรู้ (Personal Mastery) ส่งเสริมให้คนในองค์กรสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเอง เพื่อ สร้างจิตสำนึกของคนในการเรียนรู้สิ่งต่างๆเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านโครงสร้างหน่วยงาน ระบบสารสนเทศ การพัฒนาบุคคล เป็นต้น 4. การกำหนดวิสัยทัศน์ร่วม (Shared Vision) การกำหนดกรอบความคิดเกี่ยวกับสภาพในอนาคตของ หน่วยงาน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ริเริ่มทดลองสิ่งใหม่ๆ เป็นไปในทิศทางและจุดมุ่งหมายเดียวกัน 5. การเรียนรู้ร่วมเป็นทีม (Team Learning) การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ทักษะ วิธีคิด ของ ทีมงาน จะช่วยให้การทำงานร่วมกันในหน่วยงานมีความเป็นทีมที่ดีขึ้น ช่วยให้สมาชิกแต่ละคนได้แสดง ศักยภาพที่มีอยู่ออกมาได้อย่างเต็มที่ อุปสรรคของการคิดอย่างเป็นระบบ การคิดอย่างเป็นระบบยังมีอุปสรรค หรือข้อจำกัดได้ดังนี้ (สุรพร เสี้ยนสลาย. 2548:ออนไลน์) 1. ขาดคุณลักษณะที่ดี ไม่กระตือรือร้น ไม่คิด ไม่สงสัย เชื่อง่าย ทำให้คิดอยู่ในกรอบ 2. การใช้เหตุผลโดยการอ้างสิ่งที่เคยเกิดมาในอดีต ใช้เหตุผลโดยนำตนเองเป็นศูนย์กลาง ใช้เหตุผลแบบลวงตา ไม่ฟังใคร ถูกโน้มน้าวโดยคนหมู่มาก เชื่อมโยงเหตุผลผิด 3. ขาดข้อมูล/ข้อเท็จจริง ขาดข้อมูลด้านวิชาการ ไม่รู้จักวิธีทางวิชาการ วิธีทางวิทยาศาสตร์ ทัศนะเชิงระบบ ของการบริหารการศึกษา ในแนวคิดของระบบเปิด(Open Systems Framework) นั้น สามารถแบ่งการ ปฏิบัติงานของเขตพื้นที่การศึกษา(School District’s Operation) ได้ 3 ประเภท คือ 1) ตัวป้อน 2) กระบวนการแปรรูปหรือการเปลี่ยนแปลง 3) ผลผลิต กรอบแนวคิดนี้ช่วยให้รวิเคราะห์การปฏิบัติงานรวดเร็ว แม่นยำ และยังช่วยให้ผู้บริหารสถานศึกษามีความพยายามที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ปัจจัยป้อน (Inputs) สภาพแวดล้อม และความเปลี่ยนแปลงทางสังคมทำให้เกิดความต้องการที่มากขึ้น เช่น นักเรียนต้องการหลักสูตรที่สอดคล้อง ทันสมัย และสามารถนำไปใช้ได้จริงในอนาคต ครูและบุคลากรต้องการ เงินเดือนที่สูงขึ้น เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่แปรผันตามเศรษฐกิจ เป็นต้น ซึ่งหน้าที่ของผู้บริหารสถานศึกษา ก็คือ การบูรณาการเป้าหมายที่หลากหลายให้เป็นแผนปฏิบัติที่ใช้การได้ กระบวนการแปรรูป (Transformation Process) เป็นการตอบสนองปัจจัยป้อน เพื่อสร้างผลผลิตและระบบคุณค่าเพิ่มให้แก่งานในการบวนการ ได้แก่
296 การดำเนินงานภายในขององค์การ และระบบการบริหารการดำเนินงานขององค์การ ซึ่งต้องอาศัย ความสามารถทางวิชาการในด้านทักษะการสื่อสารและการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษา รวมทั้ง ความสามารถในการก้าวทันการเปลี่ยนแปลง กิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะส่งผล กระทบต่อเขตพื้นที่การศึกษา ผลผลิต (Outputs) หน้าที่ของผู้บริหารคือ การตอบสนองตัวป้อนด้วย กระบวนการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ทั้งด้านบวกและด้านลบ เช่น สัมฤทธิผลทางการเรียน การ ปฏิบัติงานของครู ความเจริญงอกงามของนักเรียนและพนักงาน การลาออกกลางคัน การขาดงาน การขาด เรียน ความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานกับฝ่ายบริหาร โรงเรียนกับชุมชน รวมทั้งเจตคติและความพึงพอใจที่มีต่อ โรงเรียน สภาพแวดล้อมภายนอกมีปฏิกิริยาต่อผลผลิตเหล่านี้ และให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ระบบ ซึ่งมีความสำคัญ ต่อการดำเนินงานของเขตพื้นที่การศึกษา ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูลย้อนกลับหรือผลลัพธ์ในทางลบ อาจนำมาซึ่ง การแก้ไขข้อบกพร่อง ซึ่งในทางกลับกันมันก็มีผลต่อผลผลิตของเขตพื้นที่การศึกษาด้วย โรงเรียนส่วนใหญ่ถูก สร้างขึ้นด้วยวิธีการระบบ (Systems Approach) ตามแนวคิดของPeter Senge และ Bela Banathy เพียงแต่ มีวิวัฒนาการตามยุคสมัย ส่วนรวมจะเป็นจุดเน้นของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ (Restructuring) ซึ่งเป็น วิธีการระบบที่จะนำไปสู่การปรับปรุงโรงเรียนต่อไป ประเภทของการคิดอย่างเป็นระบบ การคิดอย่างเป็น ระบบแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1. การคิดอย่างเป็นระบบโดยตรง คือการมุ่งกระทำโดยตรง มีเป้าหมาย กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่จำแนกรูปแบบการคิดตามพื้นฐานของมนุษย์ แต่แยกแบบการคิดโดยมุ่งเป้าหมาย หรือ วัตถุประสงค์ จำแนกออกเป็น 3 ประเภท คือ 1) การคิดเพื่อเข้าใจหน่วยระบบ 2) การคิดเพื่อวิเคราะห์ การ อุปมาอุปมัย 3) การคิดเพื่อออกแบบ และก่อตั้งหน่วยระบบ 2. การคิดอย่างเป็นระบบทางอ้อม คือ การคิด อย่างเป็นระบบ โดยอาศัยพื้นฐานแห่งการคิด เช่น การวิเคราะห์ การอุปมาอุปมัย การคิดสังเคราะห์ การคิด สร้างสรรค์ การประเมินค่า ฯลฯ การคิดอย่างเป็นระบบทางอ้อม เป็นพฤติกรรมการคิดทางสมอง ที่สมอง กระทำกับวัตถุ ซึ่งความคิด หรือ มโนคติ อาจมีหลายมิติ เกิดขึ้นจากประสบการณ์ และการคิดขึ้นเองจากโลก แห่งความเป็นจริง หรือ จินตนาการ การคิดที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตมนุษย์ มีหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการคิด เชิงระบบ เป็นวิธีการคิดเชิงบูรณาการ เป็นการขยายขอบเขตการคิดของเราที่มีต่อเรื่องนั้นๆ ออกไป โดยไม่ ด่วนสรุปหรือตัดสินใจ แต่พิจารณาเรื่องนั้นอย่างละเอียด ทุกมุมมอง เปิดโอกาสให้ความคิดของคนเราได้มีการ เชื่อมโยง เพื่อหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ เห็นแนวทางแก้ปัญหาที่ดีกว่า และสร้างสรรค์ รวมทั้งให้เห็น ความสัมพันธ์แบบเชื่อมโยงระหว่างเร่องนั้นกับปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง การขยายขอบเขตการคิดเป็นการขยายมุมมอง 5 ด้าน ได้แก่ 1. การมององค์รวม เป็นการมองให้ครบทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง 2. มองสหวิทยาการ เป็นการมองหลายๆ อย่างเข้าด้วยกัน เป็นการคิดเชิงบูรณาการ พยายามคิดนอกกรอบ พยายามเชื่อมโยงแกนของเรื่องเพื่อหาคำตอบ 3. มองอย่างมีอุปมาอุปนัย เป็นการมองขยายกรอบความคิด เป็นการเปิดโอกาสให้สมองได้ใช้ศักยภาพอย่าง เต็มที่ในการเรียนรู้ และทำความเข้าใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยใช้เหตุผลแบบอุปนัย หรือใช้กรอบความรู้ที่ พิสูจน์ได้แล้วมาตอบ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการคิดเชิงบูรณาการ
297 4. มองประสานขั้วตรงกันข้าม เป็นการมองแนวคิดหนึ่งปฏิเสธแนวคิดหนึ่ง หรือเชื่อว่าแนวคิดหนึ่งเป็นจริง แนวคิดที่เหลือเป็นเท็จ โดยการเปิดใจสร้างดุลยภาพ ทำให้เกิดความพอดี 5. มองทุกฝ่ายชนะ WIN-WIN ครอบคลุมความพอใจทุกฝ่าย ซึ่งเป็นการขยายกรอบความคิดจากวิธีแก้ปัญหา ทั่วไป ปกติการแก้ปัญหา คือ การกำหนดทางเลือก จากการศึกษาเบื้องต้นในเรื่องประเภทการคิดอย่างเป็น ระบบจะเห็นได้ว่ามีการแบ่งประเภท การคิดอย่างเป็นระบบแบ่งออกเป็น 2 ประเภท นั่นก็คือ การคิดอย่างเป็น ระบบโดยตรง และการคิดอย่างเป็นระบบทางอ้อม ซึ่งการคิดอย่างเป็นระบบทั้ง 2 ประเภทจะมีข้อแตกต่างกัน การคิดอย่างเป็นระบบทางตรงจะมุ่งกระทำโดยตรง มีเป้าหมายกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่จำแนกรูปแบบการคิดตาม พื้นฐานของมนุษย์ แต่แยกแบบการคิดโดยมุ่งเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ ส่วนการคิดอย่างเป็นระบบทางอ้อม คือ การคิดอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยพื้นฐานแห่งการคิด เช่น การวิเคราะห์ การอุปมาอุปมัย การคิดสังเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ และการประเมินค่า การคิดอย่างเป็นระบบทางอ้อม เป็นพฤติกรรมการคิดทางสมอง ซึ่ง ความคิด หรือมโนคติ อาจมีหลายมิติ เกิดขึ้นจากประสบการณ์ และการคิดขึ้นเองจากจินตนาการของตัวเราเอง ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการคิดอย่างเป็นระบบ เป็นวิธีการคิดเชิงบูรณาการ เป็นการขยายขอบเขตการคิดของเราที่มี ต่อเรื่องนั้นๆ ให้กว้างออกไป โดยไม่ด่วนสรุปหรือตัดสินใจ แต่พิจารณาเรื่องนั้นอย่างละเอียด เปิดโอกาสให้ ความคิดของเราได้มีการเชื่อมโยง เพื่อหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ซึ่งถือว่าแนวทางแก้ปัญหาที่ดี และสร้างสรรค์
298 ใบงานครั้งที่18 วิชาทักษะการเรียนรู้รหัสวิชา ทร21001 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เรื่อง การคิดอย่างเป็นระบบ 1. ให้นักศึกษาศึกษาตัวอย่างถึงกระบวนการคิดการแก้ปัญหาอย่างคนคิดเป็นกลุ่มละ 1 ตัวอย่าง ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. 2. ให้ครูและผู้เรียนร่วมกันเสนอกรณีตัวอย่าง การตัดสินใจด้วยกระบวนการคิดเป็น และร่วมกันรวบรวมข้อมูล ทั้ง 3 ด้าน บันทึกลงไว้ในแบบฟอร์มจำแนกข้อมูล จากนั้นให้ช่วยกันฝึกการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล กำหนดทางเลือกในการตัดสินใจ 2 – 3 ทางเลือกที่เหมาะสมและเป็นไปได้แล้วเลือก 1 ทางเลือกในการ ตัดสินใจ ให้เหตุผลประกอบการตัดสินใจลงในแบบฟอร์มที่กำหนด แบบบันทึกข้อมูล 1. ชื่อ กรณีตัวอย่าง ..................................................................................................... ................................ 2. สาระของกรณีตัวอย่าง ............................................................................................................................. ................................................. ...................................................................................................................................................... ........................ ........................................................................................................... ................................................................... ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................................ .................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................................................................. ............................................ ..............................................................................................................................................................................
299 แบบทดสอบครั้งที่ 18 วิชาทักษะการเรียนรู้ ทร 21001 ระดับ ม.ต้น เรื่อง การคิดอย่างเป็นระบบ คำสั่ง จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว 1. สมรรถภาพของคนคิดเป็น คือข้อใด ก คิดหาสาเหตุของปัญหาและตัดสินใจเลือกทางเลือกแก้ปัญหาทันที ข. สามารถที่จะแสวงหาและใช้ข้อมูลหลายๆด้าน ในการคิดแก้ไขปัญหา ค. ตัดสินใจแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ ภายใต้ความคิดตนเองเป็นหลัก ง. ใช้เหตุผลในการแก้ปัญหาอย่างมีสติและเป็นระบบภายใต้ข้อมูลทางสังคมที่มีอยู่ 2. การศึกษารวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาเพื่อทำความเข้าใจปัญหาและสถานการณ์นั้นๆ เป็นขั้นตอนใด ของกระบวนการคิดเป็น ก. ขั้นหาสาเหตุของปัญหา ข. ขั้นเลือกทางเลือกแก้ปัญหา ค. ขั้นตัดสินใจเลือกทางเลือกแก้ปัญหา ง. ขั้นปฏิบัติการตามแผนเพื่อการแก้ปัญหา 3. การปฏิบัติตามข้อใดจึงจะเรียกว่า “คิดเป็น” ก. ปฏิบัติตามสิ่งที่ได้คิดและตัดสินใจแล้ว เกิดความพอใจ ยอมรับผลของการตัดสินใจอย่างมี ความสุข ข. คิดได้ทำเป็นอย่างเหมาะสมกับตนเอง เกิดความพอดีและสามารถแก้ปัญหาได้ด้วย ค. ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิตและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบเหมาะกับตนเอง ง. กำหนดเป้าหมายในการแก้ปัญหาโดยเสาะแสวงหาความรู้อย่างรอบด้านมาประกอบ 4. การคิดตามข้อใดเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก. การคิดแบบพอเพียง ไม่มาก ไม่น้อย ตามสภาพของสังคมและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ข. การคิดแบบพอประมาณ ตามสภาพของตนเองโดยใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง ค .การคิดที่ไม่มาก ไม่น้อยเกินไป และพร้อมที่จะรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแก้ปัญหา ง. การคิดแบบพอเพียง พอประมาณ ไม่มาก ไม่น้อยเป็นทางสายกลาง สามารถอธิบายได้ด้วย เหตุผล พร้อมที่จะรับผลกระทบที่เกิดโดยมีความรอบรู้ในวิชาการที่เกี่ยวข้องอย่างรู้จริง 5. การคิดของบุคคลตามข้อใดเรียกว่า คิดเป็น ก. สมศรีตัดสินใจทำอาชีพเพาะเห็ดนางฟ้าขายเนื่องจากมีเงินทุนเพียงพอ เป็นที่ต้องการของ ตลาดและคนในหมู่บ้านชอบนำมาปรุงอาหาร อีกทั้งมีเจ้าหน้าที่การเกษตรมาส่งเสริมให้ความรู้ เกี่ยวกับการเพาะเห็ดนางฟ้า ข. บุญมาตัดสินใจเลี้ยงไก่ เนื่องจากมีแหล่งเงินทุนให้กู้ยืม และบุญมาคิดว่าเมื่อเลี้ยงไก่โตแล้ว และขายได้จะนำต้นทุนไปใช้หนี้ส่วนที่เหลือจำนำไปซื้อตู้เย็น ค. ทองก้อนเห็นเพื่อนข้างบ้านปรับปรุงบริเวณบ้านเป็นสวนร่มรื่นพร้อมขายส้มตำ ไก่ย่าง ปลาเผา ซึ่งแต่ละวันมีคนมาอุดหนุนมากมาย จนขายแทบไม่ทันในแต่ละวัน จึงตัดสินใจทำบ้าง 62 ง. ใบไผ่ต้องการหารายได้เสริม เนื่องจากเงินเดือนที่ได้รับอยู่ไม่พอใช้จึงตัดสินใจไปซื้อเสื้อผ้ามา เดินขายหลังจากเลิกงานแล้ว เนื่องจากเห็นเพื่อบ้านทำแล้วรายได้ดี
300 6. ข้อมูลตนเอง ข้อมูลสังคมและสิ่งแวดล้อม และข้อมูลวิชาการ มีความเกี่ยวข้องกับข้อใด ก. กระบวนการคิดเป็น ข. กระบวนการตัดสินใจ ค. กระบวนการคิด วิเคราะห์ ง. กระบวนการแสวงหาความรู้ 7. ความหมายของ “คิดเป็น” คือข้อใด ก. การคิดอย่างรอบคอบเพื่อการแก้ปัญหา โดยอาศัยข้อมูลตนเอง ข้อมูลสังคมสิ่งแวดล้อม และข้อมูลวิชาการ ข. การคิดอย่างอย่างมีสติและใช้เหตุผลเพื่อการปรับตนเองและการตัดสินใจอย่งถูกต้อง ค. การคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้ตนเองเกิดความสุขและความพึงพอใจ ง. การคิดอย่างใคร่ครวญ ไตร่ตรอง เพื่อเลือกปฏิบัติอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม 8. หลักการของการคิดเป็น คือข้อใด ก. สังคมเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ความต้องการของมนุษย์ก็เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ข. มนุษย์มีความต้องการต่างกัน จึงต้องรู้จักวิธีปรับตัวเพื่อให้ตนเองมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข ค. การคิด วิเคราะห์เพื่อการแก้ปัญหา มนุษย์ต้องรู้จักวิธีการรวบรวมข้อมูลประกอบการคิด ง. สังคมเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การคิดตัดสินใจอาจจะต้องเปลี่ยนแปลงปรับปรุงใหม่ให้ เหมาะสมกับสภาพและสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป 9. ข้อมูลด้านตนเอง ตรงกับข้อใด ก. สภาพแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม ความเชื่อ และ ประเพณี ข. การเงิน สุขภาพอนามัย บุคลิกภาพ ความรู้อายุและวัย ค. ความรู้ด้านวิชาการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ต้องคิด และตัดสินใจ ง. เพื่อนร่วมงาน ชุมชน ภูมิประเทศและสถานที่ปฏิบัติงาน 10. ข้อมูลด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ตรงกับข้อใด ก. เพื่อนร่วมงาน ชุมชน ภูมิประเทศและสถานที่ปฏิบัติงาน ข. สุขภาพอนามัย บุคลิกภาพ อุปนิสัย สภาพจิตใจ และ ความรู้ ค. ความรู้ด้านวิชาการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ต้องตัดสินใจ และปฏิบัติ ง. สภาพแวดล้อมครอบครัว สังคม วัฒนธรรม ความเชื่อ ประเพณีค่านิยมตลอดจน กรอบคุณธรรม จริยธรรม
301 แบบสังเกต คำชี้แจง ครูผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน โดยทำเครื่องหมาย ลงในช่องที่ตรงกับความจริง ที่ ชื่อ - สกุล รายการ สรุปผล การมีส่วนร่วม ทดสอบความรู้ ประเมินผลงาน การประเมิน ผ่าน ไม่ผ่าน ผ่าน ไม่ผ่าน ผ่าน ไม่ผ่าน ผ่าน ไม่ผ่าน
302 แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ครั้งที่ 19
แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชา สาระพัฒนาสังคม ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 3 ครั้งที่ วัน/เดือน/ปี ตัวชี้วัด/วัตถุประสงค์ เนื้อหาสาระการ เรียนรู้ 19 2 มี.ค. 2566 หัวเรื่อง ภัยทางการเงิน 1. บอกประเภทและ ลักษณะของ ภัยทาง การเงิน และยกตัวอย่าง ภัยทางการเงินที่มีใน ชุมชน 2. บอกวิธีการป้องกัน ตนเองจาก ภัยทาง การเงิน 3. บอกวิธีแก้ปัญหาที่เกิด จาก ภัยทางการเงิน 1. ประเภท ลักษณะ การป้องกัน ตนเอง และการแก้ปัญหาใน เรื่องภัยทางการเงิน - หนี้นอกระบบ - แชร์ลูกโซ่ - ภัยใกล้ตัว เช่น เบี้ย ประกันงวด สุดท้าย ตกทอง/ ล็อตเตอรี่ปลอม - แก๊งคอลเซนเตอร์ ขั้น - ค เกี่ย การ - ค ผู้ใช้ ประ - ค การ ร้อง ขั้น - ค บอ แล
303 ม รายวิชาการเงินเพื่อชีวิต 2 รหัสวิชา สค22016 3 หน่วยกิต หัวเรื่อง ภัยทางการเงิน การจัดกระบวนการเรียนรู้ สื่อ/แหล่งเรียนรู้ เครื่องมือและการ วัดผลประเมินผล นที่ 1 กำหนดสภาพปัญหา (O) รูกล่าวทักทายผู้เรียนและพูดคุยกับผู้เรียน ยวกับสิทธิและหน้าที่ของผู้ใช้บริการทาง รเงิน รูแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้เรียนการคุ้มครอง ช้บริการ ทางการเงินของธนาคารแห่ง ะเทศไทยและหน่วยงานที่ รับ รูกับผู้เรียนสนทนาการปฏิบัติตนขั้นตอน รร้องเรียนและ หลักการเขียนหนังสือ งเรียน นที่ 2 ขั้นแสวงหาข้อมูล(N) ครูและผู้เรียนร่วมอภิปรายเกี่ยวกับการ กประเภทและลักษณะของ ภัยทางการเงิน ะยกตัวอย่าง ภัยทางการเงินที่มีในชุมชน - หนังสือเรียน - ใบความรู้ - ใบงาน - อินเตอร์เน็ต - ห้องสมุด กศน. ตำบล - แหล่งเรียนรู้ ชุมชน - แบบทดสอบ ออนไลน์ - แบบทดสอบ - การสังเกต - การชักถาม - การมีส่วนร่วม - การตรวจผลงาน - บันทึกการเรียนรู้
- ภัยออนไลน์ - ภัยธนาคาร ออนไลน์ - ภัยบัตร อิเล็กทรอนิกส์ - ค วิธีก ทาง ขั้น - ผู้ - ผู้ แบ - ค ควา ขั้น - ป - ป - บั
304 ครูให้ผู้เรียนศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับ การป้องกันตนเองและวิธีแก้ปัญหาจาก ภัย งการเงิน นที่ 3 การปฏิบัตินำไปใช้(I) ้เรียนสรุปความรู้ที่ได้เป็นแผนผัง ความคิด ้เรียนนำความรู้ที่ได้มาทำใบงาน และ บทดสอบ รูและผู้เรียนสรุปเนื้อหาเป็นแผนผัง ามคิดแล้วนำเสนอร่วมกัน นที่ 4 การประเมินผลการเรียนรู้(E) ประเมินจากใบงาน ประเมินจากแบบทดสอบ บันทึกการเรียนรู้ของผู้เรียน
305 บันทึกหลังการสอน ครั้งที่..............วันที่...........เดือน..........................................พ.ศ. ..................... ผลการเรียนรู้ ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ............................................................ ........................................................................................................................................... .............................................. ......................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ............................................................ สภาพปัญหาและอุปสรรค ............................................................................................................................. ............................................................ .................................................................................................................................................. ....................................... ......................................................................................................................................................................................... แนวทางการแก้ไขปัญหา ............................................................................................................................. ............................................................ ......................................................................................................................................................................................... ข้อเสนอแนะ ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ............................................................ ลงชื่อ..........................................................ผู้บันทึก (........................................................) ตำแหน่ง...................................................... ข้อคิดเห็นของผู้อำนวยการสถานศึกษา ............................................................................................................................. ............................................................ ......................................................................................................................................................... ................................ ลงชื่อ.................................................... (นายอำนาจ โตน้ำ) ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย วันที่.........เดือน............................พ.ศ..............
306 ภาคผนวก
307 ใบความรู้ครั้งที่ 19 วิชาการเงินเพื่อชีวิต 2 รหัสวิชา สค22016 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เรื่อง ภัยทางการเงิน ภัยทางการเงิน สาระสำคัญ รูปแบบการดำรงชีวิตและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้มิจฉาชีพพัฒนา สารพัดกลโกงเพื่อหลอกขโมย เงินจากเหยื่อ โดยมักจับจุดอ่อนของเหยื่อคือ ความกลัว ความโลภ และความไม่รู้มาเป็นตัวช่วย ผู้ใช้บริการทาง การเงินจึงจำเป็นต้องรู้เท่าตามทันกลโกงของ มิจฉาชีพ ไม่ว่าจะเป็นกลโกงที่มาในรูปแบบของการเงินนอกระบบที่มีทั้ง หนี้นอกระบบและ แชร์ลูกโซ่ ภัยใกล้ตัว และภัยออนไลน์ เพื่อให้สามารถป้องกันตนเองจากภัยเหล่านี้ได้ รวมไปถึง รู้จักหน่วยงานหรือองค์กรที่ให้คำปรึกษาหากตกเป็นเหยื่อภัยทางการเงิน หนี้นอกระบบ เมื่อจำเป็นต้องใช้เงิน แต่ไม่สามารถขอกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ หลายคนคง นึกถึงการกู้เงินนอกระบบที่ได้ เงินเร็ว ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องมีหลักประกันหรือใช้บุคคลค้ำประกันจน อาจลืมนึกถึงเล่ห์เหลี่ยมหรือกลโกงที่อาจแฝงมากับ การกู้เงินนอกระบบ ลักษณะกลโกงหนี้นอกระบบ 1. ใช้ตัวเลขน้อย ๆ เพื่อจูงใจ นายทุนเงินกู้นอกระบบมักบอกตัวเลขน้อยเพื่อจูงใจผู้กู้ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเงิน ผ่อนต่องวดหรือดอกเบี้ย เช่น กู้เงิน 10,000 บาท ให้ผ่อนวันละ 150 บาทเป็นระยะเวลา 90 วัน แต่เมื่อคำนวณแล้ว ต้องจ่ายหนี้คืน 13,500 บาทภายใน 3 เดือน ดอกเบี้ยสูงถึง 35% ต่อ สามเดือน หรือ 140% ต่อปีเจ้าหนี้บางรายก็ บอกแค่อัตราดอกเบี้ย แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยต่อวัน ต่อเดือน หรือต่อปี เช่น เจ้าหนี้รายหนึ่งปล่อยเงินกู้ 3% ลูกหนี้เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยน้อยกว่า สถาบันการเงินก็แห่ไปกู้เงิน แต่เมื่อคำนวณดอกเบี้ยทั้งปีแล้ว ลูกหนี้ก็ตกใจ เพราะดอกเบี้ย 3% นั้นเป็นดอกเบี้ยต่อวัน ถ้าคิดเป็นต่อปี ก็สูงถึง 1,080% 2. ให้เซ็นเอกสารที่ไม่ได้กรอกตัวเลข นอกจากจะใช้ตัวเลขค่างวดหรือดอกเบี้ยน้อย ๆ ดึงดูดลูกหนี้แล้ว เจ้าหนี้บางรายก็ให้ลูกหนี้เซ็นสัญญากู้ยืมโดยที่ยังไม่ได้กรอกตัวเลข ลูกหนี้รายหนึ่งต้องใช้เงินคืนเจ้าหนี้100,000 บาท ทั้ง ๆ ที่กู้เงินมาแค่ 20,000 บาท เพียงเพราะไปเซ็นสัญญาในเอกสารที่ยังไม่ได้กรอกจำนวนเงินกู้ 3. ไม่ให้ลูกหนี้อ่านเอกสารที่ต้องเซ็น เจ้าหนี้บางรายไม่ยอมให้ลูกหนี้อ่านเอกสารที่จะต้องเซ็น เช่น เจ้าหนี้ หวังจะ ยึดเอาที่ดินของลูกหนี้ที่นำมาค้ำประกันเงินกู้ จึงหลอกว่าเป็นการทำสัญญาจำนอง แต่แท้จริง เป็นสัญญาขาย ฝาก